[นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake  (อ่าน 260564 ครั้ง)

Lollipop_pop

  • บุคคลทั่วไป
ในที่สุดก็เรียบร้อย :z1:


ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 10

“เละแทะไปหมดเลยนะนี่” ประวิชมองกราดไปทั่วสนามฟุตบอล เมื่อคืนบริเวณนี้เต็มไปด้วยร้านรวงมากมายประดับประดาสวยงาม จริงอยู่ที่พอเลิกงานก็ต้องรื้อร้านพวกนี้ แล้วก็ต้องเก็บขยะจากพวกที่มักง่ายทิ้งกันให้เกลื่อนสนาม แต่ที่เห็นอยู่นี่มันเกินจะบรรยายจริงๆ ร้านค้าถูกทำลาย ข้าวของบางส่วนเสียหายจากการวิ่งหนีกันชุลมุนจนเหยียบย่ำอะไรไปบ้างคงไม่มีใครมัวมาคิดถึงกันหรอก ก็ต้องเอาตัวเอาชีวิตกันก่อนทั้งนั้น ยิ่งขยะไม่ต้องคิดถึงมีทุกตารางเซ็นติเมตรก็ว่าได้

“อืม……..ประกาศให้นักศึกษาปี1 มาช่วยกันเก็บขยะพวกนี้แล้ว ส่วนพวกร้านก็ของใครของมัน เก็บกันเอง ไม่น่าเลยนะ” ร่างโปร่งของไผ่ก้มเก็บขยะไปพลางๆ

“ยังดีที่จับเด็กบ้าตัวต้นเหตุได้” ประวิชเองก็ลงมือช่วยเก็บขยะไปด้วย

“ไม่ใช่นักศึกษาของเรา แถมยังเอาเหล้าเข้ามาดื่มกัน พอเมาก็หาเรื่องไปทั่ว”

“อืม…เลยไปเจอตอ พวกก็ชักปืนไล่ยิงนะสิ ให้ตายเถอะ มาเที่ยวมันยังพกปืนมาหาพ่อมันรึไงวะ” ร่างสูงสบถออกมาแรงๆอย่างหัวเสียเต็มที่

“อุตส่าห์เตรียมงานกันตั้งหลายวัน เสียดายจัง” ไผ่มองไปรอบๆด้วยสะท้อนใจในสิ่งที่อุตสาห์ลงทุนลงแรงไป มือใหญ่ตบลงที่บ่าบอบบางเบาๆ

“เอาเถอะมันผ่านไปแล้ว ไอ้ที่โดนแทงจนเลือดราดก็ปลอดภัยแล้ว มันไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก” ประวิชมองใบหน้าได้รูปเม้มปากแน่น เพราะเป็นหัวเรือใหญ่เลยเสียใจมากกว่าคนอื่น

“วันนี้นทไม่มารึไงประวิช”

“ยังไม่เห็นเลยนะ เป็นห่วงเหมือนกัน”

“ไม่ได้โดนลูกหลงบาดเจ็บอะไรนี่นา แล้วเมื่อคืนอนลก็โทรบอกแล้วว่าเจ้าวีไปส่งนี่ อยู่ดูแม่รึเปล่า ”

“นั้นละที่น่าห่วง เสร็จตรงนี้ก็ว่าจะโทรไปหานทซะหน่อย”

“สองคนนั้นแค่ไม่กินเส้นกันนิดเดียวเอง ไม่ถึงกับฆ่ากันตายหรอกน่ะ อีกอย่างไปกันแบบนั้นเผื่อจะปรับความเข้าใจกันก็ได้นะ”

“ให้มันจริงเถอะ กลัวจะไม่เป็นแบบนั้นนะสิ”

“หยุดเลย……รู้ตัวมั้ยว่านายน่ะ ห่วงเจ้านทมันเกินเหตุแล้วนะ มันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว” หน้าขาวๆทำปากยื่นไม่สบอารมณ์

“ก็แค่กลัวว่าจะลงไม้ลงมือกัน มันไม่ใช่เรื่องเลย เลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า”

“ฮึ…..ถ้าฉันถูกคนรุมตืบนายจะช่วยฉันแบบนี้บ้างรึเปล่า”

“ถามอะไรแบบนั้นวะ ก็ต้องช่วยอยู่แล้วสิ แต่ขอเถอะนะ อย่าได้ไปหาเรื่องใครเขาเลยนะ แค่เจ้านทคนเดียวก็แย่แล้ว”

ประวิชบ่นไปเก็บขยะไปเรื่อย ไม่ได้สังเกตุร่างบางข้างๆที่ยิ้มจนตาหยีกับคำพูดที่ดูจะไม่ได้ใส่ใจในความหมายของตน

“งั้นเลิกเรียนแล้วไปส่งบ้านหน่อยนะ”

“ไม่”

“อ้าว….ทำไมละ ไหนว่าจะช่วยไง”

“ถ้านายถูกไล่เตะมาอะนะ แต่นี่ให้เป็นสารถีขอผ่านละ”

“ไปส่งหน่อยก็ไม่ได้ ทางผ่านแท้ๆ ฉันไม่อยากกลับบ้านกับเจ้าเป้มันนี่”

“เอ๊า!…ก็มีเพื่อนไปส่งแล้วนี่จะมาอะไรอีกละ”

“ช่างเถอะ” ร่างโปร่งหันหลังให้คนตัวใหญ่เดินเก็บขยะห่างออกไป จนกระทั้งมีเสียงทักจากนักศึกษาชายรุ่นน้องเดินเข้ามาหาจึงได้หยุดหันมอง

“ไผ่ทำไมออกมาก่อนละ อุตส่าห์แวะเข้าไปรับที่บ้าน”

“หวัดดีเป้ ขอโทษที พอดีรีบมามหาลัย จะดูว่าเสียหายอะไรบ้าง โทษนะที่ไม่ได้บอกก่อน” ริมฝีปากยักยิ้มทักทายผู้มาใหม่พอไม่ให้เสียน้ำใจ

“งั้นขากลับผมไปส่งบ้านนะไผ่ จะแวะทานอะไรก่อนก็ได้” รุ่นน้องอายุน้อยกว่าแต่รูปร่างไม่ได้เล็กตามอายุ ผมตัดสั้นจับปั่นเป็นก้อนแหลมเต็มหัวยังกับเอาเปลือกทุเรียนไปโปะไว้ ใบหน้าคมผิวสองสีชวนมอง ช่วงแขนขายาว ลำตัวหนาชวนให้สาวมาซบอก ยื่นมือออกไปรั้งแขนเรียวเข้ามาใกล้ตัว ก่อนจะเดินจากไป ประวิชที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ขมวดคิ้วเมื่อเห็น

“อะไรของมันวะ”

ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ไผ่ที่กลับมาง่วนเก็บขยะต่อ

“จะไปส่งให้ก็ได้แต่ต้องอยู่ช่วยฉันเก็บเอกสารที่ชมรมก่อนน๊ะ”

หน้าขาวๆหันมองคนพูดทันทีด้วยนึกแปลกใจ ก็เมื่อกี้ขอยังไงก็ไม่ยอมไปส่ง

“จะไปไม่ไป” เห็นคนตัวเล็กนิ่งไป ใบหน้าเข้มจึงบึ้งขึ้นเล็กน้อย

“ไปสิ…ขอบใจนะ” ไผ่ส่งยิ้มกว้างจนผิวแก้มเป็นสีชมพูเรื่อ ประวิชที่มองใบหน้านั้นอยู่ก่อนแล้วนิ่งงั้น ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเก็บขยะ

“แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ใช้คนขับรถของนายนะ ถ้ามาใช้บ่อยๆฉันไล่เตะนายแน่”

“เออน่ะ” ไผ่รีบก้มหน้าก้มตาซ่อนยิ้มตนเองจากร่างสูง ด้วยดีอกดีใจจนออกนอกหน้าเดี๋ยวเจ้าตัวจะพาลหมั่นไส้ไม่ไปส่งซะง่ายๆ


*******************************************************

ร่างสูงโปร่งของอนลชะโงกมองผ่านกระจกใสสูงจรดเพดาน ด้วยเห็นรถยนต์คันงามของพี่ชายเข้ามาจอดเทียบ คิ้วเข้มขมวดด้วยไม่ใช่เสาร์อาทิตย์ผิดวิสัยที่พี่ชายเขาจะกลับมาบ้านใหญ่

“ฝนถ้าจะตกห่าใหญ่ซะละมั้ง”

เพียงชั่วครู่ปถวีก็พาร่างสูงใหญ่ของตนมานั่งแปะข้างน้องชาย ทำหน้าเหมือนมีเรื่องอยากคุยด้วยเต็มแก่ แต่เจ้าตัวกลับถอนหายใจล้มตัวลงบนกองหมอน ยื่นมือหยิบชมพู่ฝานเป็นชิ้นพอคำโยนใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“หวาน” สายตาเพ่งมองชมพู่ในจานแก้วราวกับจะให้มันกลายเป็นใครสักคนที่คนึงถึง

“อร่อยมั้ยละ? ชมพู่สวนบ้านพี่นทนั้นละ” อนลพูดพลางขยิบตาหยอกเย้าพี่ชาย

“ไปหาเขามาหรือ” เสียงถามเรื่อยๆเหมือนไม่ได้ใส่ใจ

“ก็แวะไปบ่อยๆ ผลไม้สวนเขาอร่อยนี่ แม่ยังชอบเลย” อนลทุ่มตัวลงนอนข้างพี่ชายบ้าง

“เป็นยังไงกันบ้างละ” ปถวียังมีท่าทีสนใจกับชมพู่ในจานซะเหลือเกิน

“หือ…………………..ใครละ”

ปถวีหันขวับทำตาดุใส่เจ้าน้องชายจอมกวน แต่ก็ต้องสงบท่าทีด้วยอยากลอบถามสิ่งที่ยังคาใจตนกับน้องชายที่เข้านอกออกในบ้านนั้นได้

“ก็ทั้งหมดนั้นละ”

“อ๋อ……………….แม่พี่นทก็ยังทำงานอะไรไม่ได้หรอกคงต้องรออีกสักพัก น้องวาก็ช่วยแม่ทำงาน น้องเขาขยันน่ะพี่ ทำกับข้าวงี้ เก่งไม่แพ้พี่นทเลยละ เรียนก็เก่งนะพี่ เห็นเทอมก่อนเอาเกรดเฉลี่ยมาอวด ได้ตั้งสามกว่าแน่ะ ขนาดไม่เคยไปติวอะไรกับใครเขาเลยนะ”

อนลดูจะมองไม่เห็นอาการหงุดหงิดของพี่ชาย จึงได้พูดถึงเด็กสาวเป็นน้ำไหลไฟดับไม่ยอมวนเข้าหาเป้าหมายที่คนนอนข้างๆรอฟังอย่างใจจดใจจ่ออยู่เงียบๆ

“หรอ”

พูดจนน้ำลายแห้งเจ้าน้องชายก็ยังไม่ยอมเอ่ยถึงพี่ชายของวารีซักทีจนปถวีขี้เกียจจะตั้งหน้ารับน้ำลายแตกฟองของน้องชายจึงหันหลังให้

“แต่พี่นทนี่สิ ……..แปลก………….”

ชื่อของร่างบางทำให้ปถวีสะดุ้งเงี่ยหูฟังทันที

“เจ้าหมอนั้นเป็นอะไรอีกละ” ถึงจะพูดเหมือนรำคาญ แต่ถ้าอนลจะรู้ว่าตอนนี้หัวใจของพี่ชายตนมันแทบจะกระโดดออกมาเต้นข้างนอกแล้ว คงทำหน้าเหมือนโดนผีหลอกเป็นแน่

“ก็ไม่แปลกมากหรอก แต่พี่เขาเงียบๆไปน่ะ เหมือนคนกังวลอะไรก็ไม่รู้ ผมถามว่าเรื่องหนี้รึเปล่า พี่นทก็ดันตอบว่าใช่อีก”

“ก็บอกเขาไปสิว่าไม่ต้องรีบก็ได้”

“ผมก็บอกแล้ว…….แต่พี่นทก็ยังเป็นอยู่ดี………..ถามน้องวา น้องวาก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“หรอ…….เลือดจะไปลมจะมาละมั้ง”

“พี่ก็ว่าไปนั่น………….แต่น้องวาบอกว่าเป็นแบบนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว เรียนก็ไม่ค่อยไปอยู่ช่วยแต่งานที่บ้าน”

ใช่………..เรียนก็ไม่ค่อยไปเรียน หลังจากวันนั้นเมื่อเขาไปเรียนตามปกติ ตลอดทางเดินในสถาบันเขาคอยสอดส่ายสายตาหาร่างโปร่ง ด้วยอยากรู้อยากเห็นว่านทนทียังเป็นปกติดีหรือเปล่า แต่ก็ไม่พบแม้เงา ผ่านมาเกือบอาทิตย์ก็ยังไม่เจอ จนเขาต้องเผ่นกลับมาบ้านลองเลียบเคียงถามน้องชาย ที่แท้ก็คลุกอยู่แต่ในบ้านนี่เอง หรือตั้งใจหลบหน้าเขา

อายเป็นกับชาวบ้านเขาเหมือนกันหรอนี่ ตอนแรกคิดว่า ถ้านทนทีลุกได้คงหยิบมีดไล่ฟันเขาทันที แต่เปล่าเลย ร่างขาวมองเขาด้วยสายแปลกๆแล้วรีบผลุนผลัน
ออกไปจากคอนโดทันที แรกๆมันก็สะใจดีอยู่หรอก หากภายหลังมันกลับรู้สึกหนึบๆในใจ

เขาอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความยินยอมพร้อมใจมากกว่า ถ้าเป็นแบบนั้นได้คงดีไม่น้อย ร่างโปร่งเนียนเรียบตึงไปทุกส่วนของร่างกาย เสียงครางหวานหูยังคงดังก้องในความคิด

“แต่ผมกลับสงสัย” อนลชะโงกหน้ามองเข้าไปในดวงตาผู้เป็นพี่ชาย

“อะไรของแก”

“คืนนั้นพี่ไม่ได้พาพี่นทกลับบ้าน น้องวาบอกว่าพี่นทกลับบ้านตอนเที่ยงๆโน้นแนะ ……………พี่ทำอะไรพี่นทรึเปล่า เขาถึงแปลกไป……” อนลทำท่าครุ่นคิดก่อนจะทำตาโต

“เฮ้ย!…….พี่” อนลชักตัวกลับมาที่เดิม

“อะไรวะ”

“พี่ไปต่อยเขารึเปล่า กลับมาถึงได้เป็นไข้ด้วยอะ”

“เป็นไข้” ปถวีหันกลับมองน้องชายเต็มตา

“หมอนั้นเป็นไข้ด้วยรึ”

“ก็ใช่นะสิ น้องวาเล่าว่าพี่ชายเขานอนนิ่งๆเป็นวันๆเลย…………พี่บอกมาเลยว่าพาพี่นทไปทะเลาะชกต่อยกันที่ไหน”

“เฮ้ย!…….ไม่ได้ต่อยเลย ถ้าต่อยจริงเจ้าหมอนั้นคงไม่เหลือฟันไว้เคี้ยวข้าวหรอกนะ” ผู้เป็นพี่รีบปฏิเสธ ก็ไม่ได้ต่อยจริงๆนี่

“ก็จริง……แล้วหายไปไหนมา” อนลยังไม่วายติดใจ เขาค่อนข้างแน่ใจว่าสาเหตุต้องมาจากพี่ชายตนแน่เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร

“ก็พาไปสะสางเรื่องที่ผ่านๆมานั้นละ อยากให้มันจบๆ เลยได้โอกาสคุยๆกันซะที”

ปถวีมองน้องชายด้วยสีหน้าจริงจังเป็นที่สุด ฉันไม่ได้โกหกแกนะเจ้านล มีความแค้นก็ต้องสะสาง แต่เขาเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ตนทำไป มันกลับมาทำให้จิตใจเขาร้อนรุ่มเหมือนมีไฟมาสุมอยู่กลางอกตลอดเวลา

“จริงนะ”

“เออ” ปถวีส่งเสียงหนักๆอย่างรำคาญ

“แล้วเข้าใจกันรึยัง”

“ก็ดี เข้ากันได้ดีเชียวละ ต่อไปนี้แกคงไม่เห็นฉันทะเลาะกับว่าที่พี่เขยแกแน่” เขาพูดไม่ผิดหรอกนะ เพราะถ้าเจ้านั้นยังไม่ยอมสงบเสงี่ยมเจียมตัวมากำแหงกับเขาอีก เขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆ แต่เรื่องนั้นเอาไว้คิดที่หลัง ตอนนี้เขาอยากพบนทนทีไม่รู้ทำไม ใจหนึ่งก็เป็นห่วง ใจหนึ่งก็กังวลไปสาระพัด ถ้าได้เจอกันก็คงดี
เพราะหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา เขาก็ได้แต่คอยตั้งรับรอร่างโปร่งมาอาละวาดเต็มที่ แต่มันกลับไม่เป็นดังคาด ทุกอย่างมันดูเงียบสงบจนน่าเป็นห่วง ยิ่งไม่เห็นยิ่งร้อนรน ใจมันคอยแต่จะคิดถึงว่า เจ้าของร่างโปร่งจะเป็นยังไง จะอยู่ยังไง สบายดีมั้ยประมาณนั้นเลยละ ก็เขาไม่ใช้ผีป่าซาตานที่ไหนมาเกิดนี่ ถึงจะได้ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น

*********************************************************

เสียงอาจารย์ผู้สอนบอกเลิกหมดชั่วโมงเรียน ทำให้นกกระจอกในห้องต่างก็แตกรังฮือ
 
“จดทันมั้ยนท” ประวิชเดินตามหลังนทนทีออกมาจากห้องเรียน

“ทัน จะเอาของฉันไปดูก็ได้”

“อืม …….ฉันไม่ทันบางช่วงนะ อาจารย์เปลี่ยนแผ่นใสเร็วชะมัด แล้วจะกลับบ้านเลยเปล่า……ฉันไปส่งมั้ย”

“อืม……..กลับเลย แต่ไม่ต้องไปส่งหรอก นายไปชมรมเถอะ”

“เอางั้นก็ได้แต่นายเดินมองๆทางด้วยละ ช่วงนี้เหม่อๆชอบกล”

“เออน่ะ”

ถึงร่างโปร่งจะตอบรับคำกำชับ แต่ประวิชก็ยังเห็นนทนทีที่เดินห่างออกไปเหม่อเป็นช่วงบ่อยๆ ก็ได้แต่คอยห่วงค่อยเตือน ด้วยนทนทีไม่บอกว่ามีเรื่องวิตกกังวลอะไร ตอนแม่เจ็บใหม่ๆ ร่างโปร่งยังตะลีตะลานมาเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดูตอนนี้สิ เอาแต่ขายผลไม้อยู่บ้าน เหมือนถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่เข้าเรียนซะงั้นละ

“เจ้าไผ่แสนรู้ มันจะรู้อะไรบ้างรึเปล่าฟะ” คิดถึงคนที่รู้ไปหมดทุกเรื่อง ร่างสูงใหญ่ของประวิชก็บ่ายหน้าไปทางชมรมกิจกรรมนักศึกษาทันที

นทนทีที่วันนี้มาเรียนแต่พอเลิกก็รีบกลับบ้านทันที ร่างโปร่งเดินตัวปลิวไปตามถนนภายในมหาวิทยาลัย สายตาเอาแต่ก้มมองหาเศษเหรียญไม่เงยหน้ามองผู้คน ด้วยไม่ต้องการเห็นคนที่ตนไม่อยากเห็นก็เท่านั้น

ขายาวพาร่างกายผอมเพรียวผ่านสนามฟุตบอล ซึ่งมีนักกีฬาจากหลายชมรมเริ่มซ้อมกันบ้างแล้ว ด้วยเป็นเวลาเย็นแดดเริ่มอ่อนแรงลงพอให้นักกีฬาออกมาทำกิจกรรมกันได้ และหนึ่งในนั้นก็มีชมรมมวยสากลกำลังตั้งแถวอบอุ่นร่างกาย ร่างคนที่ทำเขาเจ็บแสบก็อยู่ในนั้น ถึงจะไกลแค่ไหนเขาก็จำได้ ใครจะไปลืมไอ้คนหยาบคายนั่นได้ลง ไอ้ทุเรศ

นทนทีรีบพาตัวเองไปให้พ้นจากบริเวณนั้นโดยเร็ว เขายังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับเจ้ายักษ์นั่นตอนนี้ เขากลัวความอ่อนแอมันจะทะลักทะลายออกมาให้คู่อริได้เห็น ซึ่งเขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเจ็บ เขาเสียใจ ต้องอดทน ทั้งๆที่อยากจะชี้หน้าด่า ต่อยปากที่บังอาจมาทิ้งร่อยรอยบนกายเขา เตะไอ้หนูมันให้แหลกเพราะเข้ามาทิ้งคราบอารมณ์ให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจไปหลายวัน อยากจะตืบ อยากจะ………ให้สมใจแค้น แต่ทำแล้วมันจะได้อะไรกลับคืนมา

พูดง่ายๆ ตอนนี้เขารู้สึกแพ้ แพ้อย่างหมดรูป ไม่มีแรงจะไปต่อกรอะไรกับอีกฝ่าย ปถวีทำให้เขารู้สึกหมดหนทาง เมื่อร่างสูงใหญ่ทาบทับอยู่บนตัว สิ่งที่ไม่ควรรู้สึกก็เกิดขึ้น เหมือนถูกตีตรา มัดจับไว้ โซ่แห่งพันธนาการที่มองไม่เห็นได้กำเนิดขึ้นฉุดรั้งให้เดินเข้าหากัน ครุ่นคิดคำนึงถึงกัน ในเมื่อใจรู้สึกแบบนี้แล้วเขายังจะเจอไปเพื่ออะไร ถ้าเขาต้องเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอีก คงต้องเผลอพูดหรือทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเขาในตอนนี้เป็นแน่ เพราะฉะนั้นอย่าต้องมาเจอกันเลย

กลัว………….กลัวใจตัวเองจะเผลอไปกับสัมผัสที่ดึงดันเอาแต่ใจ เพราะชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกว่าอ้อมแขนที่โอบรัดนั้นอบอุ่น พอเสียทีเขาไม่อยากหมกหมุ่นคิดแต่เรื่องผู้ชายคนนี้ ยังมีเรื่องที่เขาต้องคิดต้องทำเยอะแยะไป จนจะตายอยู่แล้วยังมาฟุ้งซ่านเรื่องที่ไม่ได้เป็นเงินเป็นทองอีก ไม่เอาไหนเลย

ออฟไลน์ ohm

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 424
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-2
ทั้งคู่เริ่มหวันไหวซะแล้ว ^^

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 11  :m25:

“มาส่งเสบียงแล้ว คุณแม่ค้า”

วารีฉีกยิ้มให้กับคำหยอกเย้าของพี่ชาย ราดหน้าเส้นใหญ่สีสันน่ากินส่งกลิ่นหอมฉุย ฝีมือพี่ชายถูกวางลงตรงหน้าเด็กสาว

นทนทีผลัดมานั่งประจำที่คนขาย เพื่อให้น้องสาวได้ทานอาหารกลางวัน มารดาของเขายังคงพักรักษาตัวอยู่ในบ้าน ทำให้เขาต้องหยุดเรียนบ่อยครั้งเพื่อมานั่งขายผลไม้ที่แผงริมถนนนี้ บางวันเขาต้องเข้าสวนเพื่อไปดูแลต้นไม้แทนมารดา ถึงจะมีลูกจ้างมาช่วยแต่เขาก็ไม่สามารถจ้างลูกจ้างมาช่วยได้ทุกวัน อะไรที่ทำเองได้ก็ต้องทำเพื่อลดค่าใช้จ่าย

ตั้งแต่แม่ถูกรถชนจนต้องนอนโรงพยาบาล เขาท้อแท้อยู่หลายครั้งด้วยรายได้ที่ลดลง ยังมีหนี้ท่วมหัวอีก แต่ก็คิดว่าแม่คงกลุ้มใจกว่าเขามากนัก แล้วถ้าเขาท้อถอยไปอีกคนจะเหลืออะไร เขาถึงว่าชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป วารีน้องสาวเขาเองก็จะช่วยผลัดมาเฝ้าแผงวันเสาร์อาทิตย์ หรือตอนเย็นๆ วันๆทำแต่งานไม่เหลือเวลาให้คิดถึงใครได้อีก แค่เรื่องปากท้องก็แทบจะหมดแรงลงทุกวัน

ดีเหมือนกันให้มันลืมๆไป ครั้งเดียวก็เกินพอ จากวันนั้นที่เขาวิ่งออกมาจากคอนโดอย่างทุลักทุเล
.
.
.
.
เขาตื่นขึ้นมาพบกับสภาพห้องนอนที่ไม่ใช้ห้องตัวเอง ทุกอย่างภายในห้องประดับเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นออกแบบอย่างเรียบง่ายดูลงตัว ภายในห้องเลือกใช้โทนสีอ่อนสบายตา เตียงใหญ่หนานุ่มที่รองรับร่างกายเขาอยู่ไหวยวบเมื่อพลิกตัว

“ซี๊ด!……….” แม้ขยับตัวเพียงนิดก็ส่งผลยังบาดแผล ร่างโปร่งที่สวมเสื้อยืดตัวโคร่งนิ่วหน้าทันที เมื่อความเจ็บแล่นไปทั่วบริเวณ

“ตื่นแล้วหรอ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างๆ คนตัวใหญ่ขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง พลางเสยผมตนเองลวกๆ

เหตุการณ์เมื่อคืนพากันประดังเข้ามาในความคิด อาการนิ่งเงียบของร่างบางทำให้ปถวีกังวลเรื่องบาดแผล

“ไปหาหมอมั้ย”

เหมือนถูกสาดหน้าด้วยน้ำเย็น เขาถูกเจ้ายักษ์บ้านี่บังคับให้มีเซ็กส์ด้วย ให้ตายเถอะ กับผู้หญิงเขายังไม่เคยเลยแท้ๆ แล้วเขาต้องมาเปิดบริสุทธิ์ตัวเองกับผู้ชายเนี่ยนะ ใบหน้านวลที่ดูซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาร่ำไร

แบบนี้มันเรียกว่าข่มขืนรึเปล่า แต่เขาไม่ใช้ผู้หญิงนี่ แล้วมันจะไปร้องโวยวายกับใครได้มั้ยว่า ผมถูกบังคับขืนใจจากผู้ชายด้วยกัน ไอ้บ้านี่ทำได้ยังไง ชกเขาให้เดี้ยงซะยังดีกว่า เนื้อตัวดูสั่นเทิ้มขบริมฝีปากแน่นพลางส่งสายตาชิงชังให้กับคนข้างๆ

“ทำได้ยังไง นายทำไปได้ยังไง บ้ารึเปล่า” นทนทีกระชากผ้าห่มออกด้วยแรงอารมณ์โกรธเกรี้ยว

“อา…………………ถ้าเสียงดีแบบนี้แสดงว่าไม่เป็นไรแล้ว งั้นการไปหาหมอเป็นอันพับไป”

“ใครเขาจะไปหาหมอด้วยแผลแบบนี้กันเล่า!…………ไอ้บ้า” ร่างโปร่งตะโกนจนหอบ

ปถวีมองสารรูปคนที่นั่งใช้แขนยันที่นอนเพื่อรองรับน้ำหนักตัวเอง ขาขาวโผล่พ้นจากชายเสื้อยืดตัวโตที่เขาหามาใส่ให้เมื่อคืน อดไม่ได้ที่จะเผลอไล้สายตามองช่วงขาแน่นตึงสมส่วนนั้น ไม่ยักมีขนหน้าแข้งแฮะ เหลือบมองขึ้นไปถึงเนินสะโพกมนเนียน กับชายเสื้อที่ปิดส่วนสำคัญไว้อย่างหมิ่นเหม่
นทนทีเห็นสายตานั้นจึงรีบขยุ้มเสื้อปิดส่วนสงวนทันที

“ทะ…..ทะลึ่ง”

“หึ………….ทำไปถึงไหนต่อไหนแล้วเพิ่งจะมาปิดรึไง”

“ไอ้ทุเรศ”

อย่างไม่ทันตั้งตัวร่างบางถูกผลักจับกดลงบนที่นอนนุ่มโดยแรง

“ก็เพราะไอ้ปากแบบนี้ มันถึงได้โดนยังไงละ”

ร่างหนาคร่อมเหนือร่างบาง ลำตัวแทรกกลางหว่างขา ทำเอาคนถูกกดหน้าถอดสีทันที

“ออกไป” นทนทีพยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับเสียงไม่ให้สั่น

สายตาเจ้าเล่ห์มองตรงมายังเขา ริมฝีปากขยับตามเข้ามาใกล้จนต้องเบือนหน้าหนี กลีบปากนุ่มถูกบดเบียด เรียวลิ้นไล้ตามขอบปากแล้วดุนดันสอดเข้าไปควานหาความชุ่มชื้น

จะกัดให้ลิ้นขาดเลย แม้เพียงคิดแต่ชายหนุ่มดูจะรู้เท่าทันถึงได้บีบคางจนต้องเผยออ้าปากด้วยความเจ็บ และยอมรับสัมผัสดึงดันเอาแต่ใจด้วยจำนน แต่ยิ่งถูกสัมผัสก็ยิ่งจะถูกฉุดกระชากให้ห่างไกลจากความคิดที่ตั้งมั่นของตน เขาปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลและการควบคุม จนอยากจะเขกกระโหลกตัวเองสักหลายสิบที

“หะ……..หยุดเลย” เมื่อรวบรวมความคิดได้ สองมือจึงดันหน้าอีกฝ่ายออกห่าง จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่คม และสายตานั้นก็จ้องมองกลับมาเช่นกัน

“ถ้าด่าฉันอีกคำเดียว ได้อีกรอบแน่”

นทนทีมองคนที่อยู่ใกล้แค่คืบดูจะสนุกกับการได้กดดันไล่ต้อนเขาให้จนมุมเหลือเกิน แต่ในสถานการณ์แบบนี้เขาก็ไม่อยากจะเสี่ยงทำอะไรให้เจ้าบ้านี่โกรธ เพราะเขารู้รสชาติของมันมาแล้วเมื่อคืน

“ปล่อย…………..ฉันจะกลับบ้าน” พยายามข่มเสียงให้ดูเป็นปกติทั้งๆที่อยากจะชกหน้าไอ้คนเอาแต่ได้นี่ เขาจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาทำไม่ได้หรอก ทุเรศตายชัก

“หือ……………” ร่างสูงเพิ่มแรงกดของสะโพกเบียดช่วงกลางลำตัวร่างบาง

“อา……………..” มาปลุกอารมณ์อะไรกันแต่เช้าเจ้านี่! ตัวเองเป็นผู้ชายก็รู้ๆ อยู่ว่าตอนเช้าไอ้หนูมันอ่อนไหวง่ายจะตายไป ทำแบบนี้ถึงจะไม่รักไม่ชอบมันก็เกิดอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้นละ

“ไม่ใช่ตอนนี้………” มือไม้เริ่มวนเวียนแถวชายโครงดึงรั้งชายเสื้อเลิกขึ้นสูงพลางบีบคลึงผิวเนื้อเนียนหนักๆ

“ให้ฉันกลับบ้านเถอะ แล้วเราก็เลิกแล้วต่อกัน ฉันจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับนายอีก”

พอเห็นท่าว่าไม้แข็งใช้ไม่ได้ จึงลองใช้ไม่อ่อนดูบ้างเผื่อจะหลุดรอดจากสถานการณ์คับขันตรงนี้ แต่จะให้เขายอมจำนนจากใจจริงละก็ฝันไปเถอะ

“หึ……………..นายจะทำได้อย่างปากพูดรึเปล่าละ” ร่างสูงของปถวีเท้าแขนสองข้างใกล้ศีรษะมองลึกลงในดวงตาคู่ดำสนิทอีกครั้ง


“นายละ” ร่างโปร่งกลับย้อนถามอย่างไม่คำนึงถึงสถานการณ์ที่ตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่

ปถวีกลับยิ้มให้กับคำถามนั้น

“ไม่!”

“นั้นไง!”

“……………….เพราะฉันจะเป็นฝ่ายทำได้คนเดียวต่างหาก”

“ว่าไงนะ!” นทนทีตื่นตระหนกกับคำพูดเอาเปรียบของอีกฝ่าย

“ก็ถ้านายหือกับฉัน ฉัน…..จะ…….ลาก…….นายมาทำแบบนี้ เอาให้ลุกไม่ขึ้นเลย”

เหมือนมีลมพัดเย็นพัดผ่านร่างโปร่งชั่ววูบ สมองเขามึนงงกับคำพูดนั้นราวกับไม่เข้าใจในความหมาย จะให้เขาเป็นเบี้ยล่างจริงๆหรอเนี่ย ทำกับเขาขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรามืออีกหรือไง

“นาย…………นายต้องเพี้ยนไปแน่ๆ”

“ไม่นะ” ร่างสูงยักไหล่เล็กน้อยอย่างสบายอารมณ์

นทนทีมองท่าทางกวนประสาทด้วยอาการสติแตกกระเจิงไปหมดแล้ว

“ฉัน………….ฉันจะไปป่าวประกาศให้ทั่วเลยว่านายนอนกับผู้ชาย”

“ทุกวันนี้ก็ลือกันอยู่แล้วนี่ คนปล่อยข่าวก็นายไง ลืมที่ตัวเองทำไปแล้วรึไงนายนทนที” คนตัวใหญ่ลดศีรษะกระซิบชิดริมฝีปากบาง
 
“ฉันจะบอกว่านายทำจริงๆ” คนตัวเล็กจ้องใบหน้าคมเขม่งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“เชิญเลย………..แต่บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่อาย……………………..เพราะฉันเป็นฝ่ายได้น่ะ คนที่อายน่าจะเป็นนายซะมากกว่า ที่ถูกเปิดบริสุทธิ์จากฉัน”

“ไอ้บ้าเอ้ย!” อดทนต่อไปไม่ไหว ปากบางจึงตะโกนบริภาษออกไปด้วยสุดทน

“บอกแล้วใช่มั้ย ถ้าด่าฉันอีกคำเดียวจะเจออะไร”

ร่างโปร่งเกร็งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อร่างสูงก้มลงฝังจมูกกับซอกคอขาว พลางเน้นขบผิวเนื้อจนเกิดเป็นรอยจ้ำแดง

“อ๊า!…..หยุด”

ปถวีลากมือร่างบางลงไปสัมผัสบริเวณส่วนนูนพองผ่านกางเกงผ้าเนื้อบางเบา นทนทีแทบจะถลนตามอง เขายังเจ็บอยู่ถ้าต้องรับส่วนนั้นอีกเขาต้องแย่แน่ๆ สำนึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ยังคงติดอยู่ในความรู้สึกจนต้องร้องขอไปอย่างไม่อาย ไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีอะไรให้ต้องคิดคำนึงถึง

“อย่าทำ…..ฉันเจ็บ”

“ช้าไปแล้ว” นิ้วมือคืบคลานลงไปปลุกเร้าส่วนกลางลำตัวให้ตื่นจากการหลับไหล

“ว่าง่ายๆแล้วจะดีเอง”

“อะ……….” นทนทีกล้ำกลืนรับสัมผัสหนักหน่วง พลางวาดแขนโอบร่างสูงใหญ่ไว้ เพราะสัญชาตญาณเขาบอกว่า หากไม่อยากเจ็บก็มีแต่จะต้องให้ความร่วมมือเท่านั้น กว่าเขาจะถูกปล่อยตัวออกมาจากคอนโดเจ้ายักษ์บ้านั้นก็เกือบครึ่งค่อนวัน ต้องกลับมาแก้ตัวที่บ้านแทบตาย
.
.
.
.
หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่หลบหน้าหลบตาผู้คนไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะรู้สึกเหนื่อยใจพิกล บาดแผลที่เกิดจากเรื่องน่าอายนั้นก็หายสนิทแล้ว แต่ใจเขากลับรู้สึกโหวงๆ เขาไม่ค่อยได้ไปเรียนทำให้ไม่ต้องเจอกับชายหนุ่มให้ลำบากใจ แต่ก็ยังได้รู้ข่าวคราวของปถวีอย่างสม่ำเสมอจากอนลที่มาบ้านเขาเกือบทุกวัน

“พี่เขาต้องซ้อมหนักนะพี่นท เห็นบอกว่าใกล้คัดตัวนักมวยแล้ว”

ดีแล้วที่ไม่ต้องมาเจอกัน เพราะเขารู้สึกแพ้ แทนที่เขาจะทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองหลุดพ้นจากเหตุการณ์ตรงนั้น เขาได้ต่อต้านอย่างสุดกำลังแล้วรึยัง เขาถึงได้เผลอใจปล่อยให้อารมณ์ เสน่ห์ยั่วเย้าของชายคนนั้นครอบง่ำ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยทำไมถึงยอมให้ชายหนุ่มทำตามอำเภอใจกับร่างกายเขาได้ขนาดนั้น เขาน่าจะขยักแขยงรสสัมผัสนั้น แต่มันกลับไม่มีเลย จนเกือบจะให้ความร่วมมือเสียด้วยซ้ำ

บางครั้งที่เขาคิดว่า เขาคงจะเครียดกับเรื่องทางบ้านจนร่างกายเหนื่อยล้า ต้องการการปลดปล่อยตามธรรมชาติบ้างรึเปล่า
 
นทนทีพยายามหาเหตุผลให้กับเหตุการณ์เผลอตัวเผลอใจในวันนั้น ว่ากันว่าการสัมผัสโอบกอดเป็นยารักษาใจที่ดีที่สุด คงจะจริง เพราะหลังจากวันนั้นเขาก็หลับเป็นตายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่รู้เพราะพิษไข้หรือเบาตัวหลังจากการรีดน้ำออกจากกายกันแน่

“ชมพู่โลละเท่าไรค่ะ”

เสียงลูกค้าทำให้ร่างโปร่งที่นั่งเหม่อ หันกลับมายิ้มแย้มให้ผู้มาซื้อผลไม้ทันที

“ 30 บาทครับ เลือกได้เลยครับ” เขาส่งถุงพลาสติกให้ลูกค้าได้เลือกผลไม้ใส่

“ขอบคุณครับ ไว้มาอุดหนุนใหม่นะครับ”

“พี่นท วาอิ่มแล้วค่ะ”

หลังจากจัดการกับราดหน้าจนหมดเกลี้ยง วารีจึงส่งเสียงบอกพี่ชาย

“อืม……เดี๋ยวเย็นๆพี่ออกมาช่วยเก็บแผง”

ร่างโปร่งเก็บจานเดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้น้องสาวทำหน้าที่แม่ค้าต่อไป งานในบ้านเขาจัดการเสร็จทุกอย่างแล้ว จึงฉวยหยิบถุงกระดาษห่อผลไม้เดินเข้าสวน
ถึงจะอยู่ในสวนมีร่มไม้บังแดดแต่เขาก็ยังสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด เขาใช้ผ้าเนื้ออ่อนโพกคลุมศีรษะ เปิดช่องบริเวณดวงตาเล็กน้อย มือไม้คล่องแคล้วหยิบถุงกระดาษสีน้ำตาลหนาห่อผลชมพู่เพื่อกันแมลงและยังทำให้ผิวสวยขายได้ราคาดี จนใกล้ได้เวลาไปช่วยน้องสาวเก็บแผงนั้นละ เขาจึงหยุดกิจกรรมนั่งลงบนพื้นหญ้า
สายลมเอื่อยๆ มีเสียงนกเล็กๆร้องมาบ้างเป็นระยะๆ

ร่างบางนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งได้ยินเสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ เหมือนมีคนเดินเข้ามาทางเขา จึงหันหน้าไปทางเสียงนั้นทันที

“เฮ้ย!” เสียงอุทานตกใจของร่างสูงใหญ่ทำให้นทนทีเบิกตามองผู้มาใหม่

ปถวียืนทำหน้าเอ๋อๆ ห่างจากเขาไม่มากนัก หัวใจเหมือนถูกกระตุกอย่างแรง ถึงปากจะบอกว่าไม่อยากเจอ แต่เมื่อได้พบ เลือดภายในดูจะวิ่งพล่านอุ่นขึ้นมาทันที

“ตกใจหมด ปิดหน้ายังกะพวกโจร” ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า ยืนค้ำศีรษะจนต้องแหงนหน้ามองสบสายตานิ่งคู่นั้น ก่อนจะเบือนหน้าหนีพลางแกะผ้าโพกศีรษะ
ออก ผมนุ่มสลวยเปียกชุ่มเหงื่อจับเป็นก้อน เขาใช้มือเสยผมลวกๆ

“มาได้ไง”

“เจ้านลชวนมาน่ะ”

“หรอ”

นทนทีขยับตัวจะลุกขึ้นก็ถูกมือหนากดไว้ พลางทรุดนั่งลงข้างๆ

“หายดีแล้วหรอ”

แก้มเนียนร้อนขึ้นมาทันใด ไม่ยอมมองหน้าคนนั่งข้าง ความเงียบเข้าครอบคลุมพื้นที่ทั้งสอง

ปถวีมองเสี้ยวหน้าขาว ความจริงพอรู้ว่าน้องชายจะมาที่นี่เขาก็ขอติดรถมาด้วยทันที ที่มหาลัยคิดว่าจะได้เจอบ้างแต่ก็ไม่เห็น ความรู้สึกกระวนกระวายเข้ามารุมเร้าเขาอยู่ทุกเมื่อชั่ววัน วันนั้นร่างโปร่งตรงหน้ากวนโมโหจนเขาระงับอารมณ์ไม่อยู่จับกดไปหลายที เวลาผ่านไปนั้นละ ถึงรู้สึกตัวว่าทำรุนแรงเกินไปก็อดห่วงไม่ได้ เห็นนั่งเฉยๆแบบนี้ทำให้รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกเลย

“นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นใกล้ใบหู ทำให้ร่างโปร่งหันกลับมาปะทะใบหน้าคนนั่งข้างๆทันที

“มันหายดีเพราะไม่ต้องเจอหน้าทุเรศๆของนายไง” ความโกรธที่เคยตกตะกอนไปแล้วถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

แววตาวาวๆชวนหาเรื่องของร่างโปร่งทำให้ความรู้สึกผิดที่มีอยู่ เป็นอันพับเก็บลั้นกลอนไว้อย่างเดิม ก็เพราะไอ้ปากแบบนี้ละน่ะ

“โห…………….เสียงดังฟังชัดแสดงว่ามีต่อรอบสองได้แล้วสิ”

มือยาวคว้าเอวร่างโปร่งเข้ามาประชิด ประทับจุมพิตจาบจ้วงบนริมฝีปากบางทันที

“ก็บอกว่าให้พูดดีๆ รึต้องให้รื้อฟื้นความทรงจำกันตรงนี้อีกรอบ”

“อย่ามาทำเรื่องน่าอายที่บ้านฉันน่ะ!”

สองมือที่ด้นหน้าปถวีถูกรวบไว้ด้วยมือหนาใหญ่ อ้อมกอดแข็งแรงรัดร่างบางเข้ามาแนบอก ปลายลิ้นรุกเร้าให้ร่างอุ่นยอมเปิดปากรับความอ่อนนุ่มเข้าไปซุกไซร้หาความเพลิดเพลิน นานจนคนตัวเล็กกว่าคิดว่าจะขาดอากาศหายใจตาย พลางออกแรงผลักอกหนาออกห่างแล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้น

“มักง่าย”

นทนทีบริภาษคนที่ยังนั่งมองเขา แล้วรีบวิ่งกลับบ้าน พลางเช็ดถูริมฝีปากแรงๆด้วยหวังจะลบรอยสัมผัส

“ถ้าไม่ตั้งใจมา แล้วจะมาทำไมกัน”

เจ้าของร่างโปร่งพึมพำอย่างเกรี้ยวกราด ระหว่างเดินก็ฟาดมือไม้ระบายความโกรธลงบนต้นไม้ใบหญ้าตลอดสองข้างทาง

“อ้าว!……พี่นท แล้วพี่ผมละครับ ได้เจอกันรึเปล่า เขาเดินเข้าไปหาพี่ในสวนน่ะ”

อนลที่ช่วยวารีเก็บแผงผลไม้เสร็จ เดินตรงเข้ามาทักเขาเมื่อไม่เห็นพี่ชายตนตามมาด้วย

“อะ…………เจอกันแล้ว แต่คงเดินดูอะไรในสวนเดี๋ยวก็ตามออกมา”

“คงไม่ได้ทะเลาะกันนะครับ"

“ปะ…เปล่านี่”

“ดีครับ เห็นเริ่มสนิทกันแล้ว ผมไม่อยากให้มาผิดใจกันอีก”

เหตุการณ์มันเลยเถิดไปไกลจนเรียกอะไรคืนกลับมาไม่ได้แล้วละอนล ทั้งตัวเขาและความรู้สึก ความสัมพันธ์ทางกายมันส่งผลถึงจิตใจด้วยคงไม่ผิดนัก ความรู้สึกเกลียดชัง เหม็นหน้า กลับสั่นไหวทุกครั้งยามคิดถึงหน้าร่างสูง

“วันนี้พี่ผมเขาขอตามมาเองเลยนะครับ”

“เอ๊ะ? ขอตามมา” คำบอกเล่าของอนลสะท้อนไปมาในหัวของนทนที ใจที่สงบลงแล้วกลับเต้นโครมครามขึ้นมาอีกรอบ

“ฮะ……….ความจริงพี่เขาเป็นคนใจดีนะครับ เห็นแบบนั้นก็เถอะ เจอหมาแมวเป็นไม่ได้ต้องเดินรี้ไปเล่นด้วยประจำ เก็บกลับไปเลี้ยงบ้านก็หลายตัว”
อนลเดินตามเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างๆ แล้วส่งยิ้มให้

“พี่วีเขาเป็นพวกขวานผ่าซากนะพี่ ตอนเด็กๆผมมีไม้ตายให้พี่ยอมตามใจผมและก็ได้ผลเสมอ”

“หือ……อะไร” นทนทีเอียงคอ ด้วยไม่คอยอยากจะเชื่อเรื่องที่อนลเล่ามา

“ลูกอ้อนไงพี่ เสร็จผมทุกที พูดดีๆด้วยเดี๋ยวก็ยอมตามใจ ถึงจะทำท่าหงุดหงิดใส่ก็เถอะ พี่เขาชอบคนพูดเพราะๆ ด้วยนะครับ”

นทนทีนึกภาพปถวีเลี้ยงน้องไม่ออกเลย จึงทำหน้าพิกลให้อนลได้เห็นจนเจ้าตัวต้องหัวเราะออกมาอีก

“พวกพี่ลองพูดกันดีๆ บ้างสิครับ คงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้แน่ๆ”

เพื่อนหรอ…………. มันยังเป็นแบบนั้นได้อีกรึไง แม้แต่ความรู้สึกเกลียดก็ทำไม่ได้แล้วตอนนี้ แล้วเขาควรจะรู้สึกอย่างไรกับคนๆนี้ดี

“รึพี่นทจะเอาไม้ตายผมไปใช้ก็ได้นะครับ ผมไม่หวง”

“ห๊า!”

----TBC----

ขอบคุณทุกคอมเมนท์ค่ะ ดีใจจัง
 :call:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-09-2009 21:45:50 โดย jeab_u »

ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
จะรอดูท่าไม้ตายว่าจะเด็ดดวงขนาดไหนนะขอรับ

ออฟไลน์ ปี้ปี้ปี้~PalmY

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-1
จงใช้ท่าไม้ตายซะ

จงใช้ท่าไม้ตายซะ

จงใช้ท่าไม้ตายซะ

จงใช้ท่าไม้ตายซะ

ออฟไลน์ kungyung

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1756
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-3
 ลูกอ้อนนี่นะ..คือท่าไม้ตาย :z1: :z1:

wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
ถ้าหนูนทสนใจท่าไม้ตายของนายอนลขึ้นมาล่ะก็......
งานนี้พ่อนักมวยได้อ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟแน่ๆ....5555+

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4
 :seng2ped: :seng2ped: :seng2ped: :call:

ออฟไลน์ Papoonn

  • inspiration <3
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
ท่าไม้ตาย ใช้ซะนท   555
อยากเห็นตอนนทอ้อน ๆ  แล้วปถวีทำหน้าตาแบบกลืมไม่เข้าคายไม่ออก 
5555555555   คงฮาน่าดู   

แอบย้อนความหลังให้ดู    แต่ฉากเอ็นซีไปไหน   > <  ;;
ไม่ได้หื่นน่ะค่ะ     ฮ่า ๆ 
คู่นี้น่ารักชัวร์ถ้าเป็นแฟนกัน
อีกคนก้ขวานผ่าซากส่ะ อีกคนก็ปากแข็ง
5555555555    มันแน่ ๆ 

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 10-11 หลบหน้า!!!
« ตอบ #69 เมื่อ: 29-09-2009 23:27:40 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ zingiber

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-4
จะรอดูนทใช้ไม้ตาย อิอิ

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
ต้องเอาไม้ตายไปใช้นะนทเอ๋ย

ออฟไลน์ ~NeMeSiS_PURE~

  • 행 복 하 길 바 래 ...
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +196/-2
ว้าววววววววว  อยากเห็นท่าไม้ตาย

นทจะใช้ได้ดีหรือปล่าวนะ หรือว่าใช้แล้วยิ่งน่าจับกด  :laugh:

jaejoong22

  • บุคคลทั่วไป
เอาเลยค่ะ   อ้อนซะ

แบบนี้.. :กอด1: :impress2:

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
น้องชายคนดีจะแนะนำให้ว่าที่พี่สะใภ้  :laugh:

ออฟไลน์ อิสระ

  • ถ้า add ให้กอด,ถ้า give five ให้จุ๊บ,ถ้า ment ให้เบอร์ คิคิ
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 952
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +232/-8
    • https://www.facebook.com/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-1433707443445407/?modal=admin_todo_tour
ต่อๆๆๆๆๆๆๆๆ



รอออออออออออนะครับ

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 12

เสียงตะโกนเรียกชื่อร่างโปร่งโหวกเหวกอยู่หน้าบ้านทำให้ทั้งคู่เดินไปดู

“ไผ่………..ประวิช” นทนทีเห็นเพื่อนสนิททั้งสองหอบหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือ

“เย็นนี้กินสุกี้กัน” ไผ่ชูอวดวัตถุดิบสำหรับทำสุกี้ที่ตนและประวิชซื้อเตรียมมา

“อ้าว! นลก็อยู่ด้วยหรอ ดีเลย กินด้วยกันนะ”

“ครับ…..ผมช่วยถือพี่”

ทั้งสามเดินหอบข้าวของเข้าไปไว้ในครัวอย่างคนคุ้นเคยสถานที่ ประวิชกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณเลยผ่านออกไปนอกหน้าต่างเมื่อสะดุดกับร่างสูงที่คุ้นเคย

“ปถวี” ร่างสูงของปถวีเดินคู่มากับมารดาของนทนที

“อะไร” ไผ่ถามพลางมองตามสายตาประวิชไป

“คุณแม่คร๊าบ…………….วี…..วันนี้กินสุกี้กัน” ร่างบางยิ้มหน้าบานให้กับคนที่เดินเข้ามาใกล้ หญิงสูงวัยรับไหว้เพื่อนสนิทลูกชายตน
 
“แม่เป็นยังไงบ้างครับ” ไผ่เดินเข้าไปหาหญิงสูงวัย

“ดีขึ้นมากแล้วละลูก แต่ยังทำงานอะไรไม่ได้”

“หรอครับ อายุมากแล้วคงใช้เวลามากหน่อยกว่ากระดูกจะเชื่อมต่อสนิท”

“จ๊ะ…….พ่อวีเขาก็บอกแม่ยังงั้นเหมือนกัน ให้แม่ใจเย็นๆ แต่คนเคยทำงานนะลูกอยู่เฉยๆมันก็หงุดหงิดอยากหายไวๆ”

“โฮ้…………เจ้าวีอยู่คุยกับแม่ด้วยหรอครับ ………ไม่อยากจะเชื่อ”

“ทำพูดเข้า น่าตีจริงเรานี่น่ะ เพื่อเขาอุตส่าห์มาคุยกับคนแก่ยังจะไปแซวเขาอีกแนะ”

“โธ่……….แม่………..ล้อกันเล่น”

“นี่นัดกันมารึเปล่าลูก”

“เปล่าครับ……………….แต่ก็ดี ทานกันหลายคนสนุกออก” พลางมองไปยังปถวีเพื่อนสนิท

“มาด้วยเรอะ”

“มาเยี่ยมไม่ได้รึไง”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย อยู่กันหลายคนแบบนี้ก็สนุกสิ วันนี้ค้างที่นี่กันเถอะ ตั้งวงก็ได้นะ”

“น้อยๆหน่อยเจ้านี่” ประวิชปรามเพื่อนตัวเล็กที่ดูจะระริกระรี้เหลือเกิน “เกรงใจแม่เขาหน่อยสิ”

“ไม่เป็นไรๆ โตๆ กันแล้ว “ แม่ออกปากอนุญาต

“งั้นตกลงตามนี้เนอะ” ไผ่รวบรัดตัดความให้เป็นไปตามที่ตนคิด ไม่ยอมให้เพื่อนคัดค้าน จนประวิชส่ายหน้ากับความเจ้ากี้เจ้าการของร่างบาง แต่ก็ยอมตามใจทุกครั้ง ผิดกับอีกคนที่คอยจะเกรงอกเกรงใจเขาเสมอๆ จนเขาต้องออกปากบ่อยๆ

ในที่สุดทุกคนก็ตั้งวงกินสุกี้ ดื่มน้ำอัดลม คุยเรื่องสัพเพเหระ มีตัวชูโรงคือจอมเจ้าก็เจ้าการไผ่นั่นเอง จนเกือบเที่ยงคืนจึงสลายตัว นทนทีนำฟูกมาวางที่พื้นห้องเพิ่มเนื่องจากคงนอนบนเตียงทั้งหมดไม่ได้

“นายนอนดิ้น นอนข้างล่างไปเลย” ประวิชผลักร่างบางลงฟูกที่พื้น

“งั้นนายก็ด้วย” ไผ่ฉุดคนตัวโตลงมานอนด้วยกัน

“ผมขอที่เดิมละกันครับ” อนลพาตัวเองลงนอนริมเตียงติดฝาผนังห้อง เห็นดังนั้นปถวีจึงก้าวขึ้นไปนอนติดกับน้องชายตน

นทนทีทรุดกายนั่งขอบเตียงสบตากับคนตัวโตที่นั่งมองตนเองอยู่บนฟูกที่พื้น เขารู้ว่าเพื่อนตัวโตห่วงความรู้สึกของเขาขนาดไหน จึงยิ้มให้เหมือนจะบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะซุกกายในผ้าห่ม

“นี่ถ้านายดิ้นมาเตะฉัน ฉันเตะกลับจริงๆ นะ” ประวิชไม่วายที่จะกำชับคนนอนข้างๆ

”รู้แล้วนะ” เจ้าของร่างบางทำปากยื่นเหล่ตามอง

“แทนที่จะเตะ ทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรอ”

แทนที่จะสำนึก ไผ่กลับพูดจากวนประสาทให้ประวิชนึกอยากจับมาหวดให้ก้นลายด้วยชอบพูดจาสองแง่สองง่ามกับเขาอยู่บ่อยๆ

“ทำอะไร เดี๋ยวเหอะ นอนไปเลยนะ” ประวิชดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างบางด้วยท่าทีกระแทก แล้วจึงล้มตัวนอนตาม

อีกด้านของคนบนเตียงนทนทีนอนตะแคงหันหลังให้ปถวี ความเงียบสงบมีเพียงเสียงจิ้งหรีด สัตว์หากินกลางคืนส่งเสียงร้องเป็นธรรมเป็นธรรมชาติของบ้านสวน ร่างโปร่งนอนลืมตาด้วยรู้สึกถึงลมหายใจของคนข้างหลังทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายออกจะเกร็งอยู่บ้าง แต่ก็ข่มตาหลับจนได้

****************************************

นาฬิกาชีวิตปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาเมื่อฟ้าเริ่มสาง ร่างบางยังนอนตะแคงท่าเดียวกับตอนที่ล้มตัวนอนเมื่อคืน แต่ร่างที่ซ้อนทาบทับอยู่ข้างหลังนี่สิมาได้ไง ยังมีท่อนแขนหนักเกี่ยวรัดเอวบางราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จนเจ้าตัวต้องหันหน้าไปมองดูคนข้างหลัง

การขยับตัวของนทนทีทำให้ปถวีรู้สึกตัวตื่น พลางรี่ตามองคนที่ตนนอนกอด

เอาอีกแล้ว…ไปคว้ามากอดอีกแล้ว

สบตากับร่างโปร่งโดยที่ยังไม่ยอมคลายอ้อมแขน เขาเห็นสายตาของประวิชเมื่อคืนก็ให้นึกกรุ่นๆในใจ

นี่มันของๆเขานะ อย่าได้คิดเชียว
 
ร่างโปร่งไม่อาจสบตาคู่คมที่ทำให้เลือดในกายเขาอุ่นขึ้นได้จึงหลุบตาลง อยากจะผลักไสไล่ส่งไปให้ไกล แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงทำไม่ได้

' พวกพี่ลองพูดกันดีๆ บ้างสิครับ พี่วีความจริงแล้วใจดีนะครับ เอาไม้ตายผมไปใช้ก็ได้นะ '

อดคิดถึงเรื่องที่อนลเล่าไม่ได้ จะให้เขาอ้อนเจ้านี่นะหรอ เขาทำไม่ได้หรอก แต่หลังจากเกิดเรื่องเขาก็คิดอยู่หลายครั้งหลายหนว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นี่ มันทำให้เขาแค่รู้สึกพอใจสะใจ ที่ได้เห็นเจ้านี่ต้องวุ่นวายเพราะเขาเท่านั้นหรือ แล้วเขาได้อะไรที่มันจีรังยั่งยืนจากมันบ้าง เกลียดไปก็ถูกเกลียดกลับ มันวนเวียนจนหาทางออกไม่เจอแล้วว่าเขาควรจะยุติเรื่องพวกนี้ได้ยังไง เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อย เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่อยากจะสู้รบปรบมือกับคนๆนี้อีก จะให้เขาทำอย่างไรละ ถูกข่มขืนมา แล้วจะให้เขาไปข่มขืนเจ้าหมอนี้กลับนี่นะ สยองอะ ทำไม่ได้หรอก………..จะให้ถือมีดไปจ้วงท้องก็เป็นห่วงแม่กับน้องสาวอีก ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ซักอย่างก็ขออยู่เฉยๆดีกว่า ต่อแต่นี้ไปเขาจะไม่สนใจคนๆนี้อีก เจอก็ทักไม่เจอก็ช่างหัว

ปถวีมองแพขนตาตรงยาวบนใบหน้านวล ริมฝีปากอิ่มสีสดจนต้องทอดสายตาอ้อยอิ่งเป็นนานก่อนจะชักแขนตนออกจากเอว

“ฉันนอนดิ้นนะ” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆพอให้ได้ยินกันสองคน ร่างบางกลับไม่ขยับตัวออกจากร่างหนาที่นอนประกบอยู่ สายตาจับจ้องเพียงช่วงอกของอีกฝ่าย

“ช่างเถอะ”

ถึงจะอ้อนไม่ได้แต่แค่พูดดีๆด้วยก็พอได้นะ

คำตอบง่ายๆ สร้างความแปลกใจให้ปถวีไม่น้อย ด้วยคิดว่าจะเจอคำโวยวายตอกใส่หน้าแต่เช้า เกิดความเงียบขึ้นแต่กลับไม่มีใครยอมขยับกายออกห่าง

“พรุ่งนี้ฉันจะคืนเงินงวดแรกใส่บัญชีธนาคารให้”

นทนทีเหลือบตามองดูปฏิกิริยาบนใบหน้าราวรูปปั้นกรีก ไม่มีคำตอบจากปถวีแต่กลับเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ ทำให้เขาผงะหน้าหนี

“ต้องลุกแล้ว” เสียงอ้อมแอ้มกระซิบเบาๆ พลางขยับตัวออกแต่ถูกรั้งไว้

“ถามจริงๆ ไม่เป็นไรแน่นะ แผลนั้นน่ะ”

ถามเรื่องนี้อีกแล้ว ติดใจอะไรนักหนาก็ไม่รู้ คนยิ่งไม่อยากนึกถึง แต่สีหน้าคนตัวใหญ่จริงจังจนรู้สึกได้

“หะ………หายแล้ว” ด้วยไม่อยากถูกเซ้าซี้ให้ได้อายอีกเป็นครั้งที่สามจึงกลั้นใจตอบจะได้จบเรื่องจบราว อยากรู้นักนี่ ทำเองด้วย

“ฉันไม่ตั้งใจทำนายบาดเจ็บขนาดนั้น”

ไม่ตั้งใจให้บาดเจ็บ งั้นก็ตั้งใจกอดเขาอยู่แล้วใช้มั้ยไอ้บ้านี่

ถึงจะต่อว่าในใจแต่เสียงกระซิบกระซาบใกล้ๆทำให้ใจที่คิดว่าจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับคนๆนี้อีกต้องสั่นไหวอีกครั้ง

“……………………..…..ให้มันจบลงแค่นี้”

คนตัวบางหลับตาลงอีกครั้งด้วยไม่อยากสบตาคู่นี้อีก มันทำให้ใจเขาแกว่งเกินไป เขาจะถือว่าที่ผ่านมาเพราะเขามันวอนหาเรื่องเองถึงได้เจอแบบนี้

ปถวีมองดูร่างโปร่ง พูดดีๆ ก็เข้าใจกันได้นี่ ทำไมถึงไม่พูดจากันให้เร็วกว่านี้ เขาจะได้ไม่โมโหจนทำเรื่องรุนแรงลงไป วันที่เขาทำให้ร่างนี้ถึงกับเลือดตก ก็รู้สึกสงสารคนตรงหน้า จะว่าไปก็คือมารองรับอารมณ์โกรธของเขานั้นละ อ้อมแขนแข็งแรงรวบร่างบางเข้ามากอดแน่น ซุกหน้ากับศีรษะทุย

“ขอโทษ” เสียงกระซิบเบาๆข้างหูทำให้นทนทึถึงกับตกตะลึง

เพียงคำพูดเดียว เกาะแก้วในใจนทนทีก็แตกทลายลงมาทันที ขอโทษ คำๆนี้ละที่เป็นเหมือนกุญแจไขทุกอย่างที่ผ่านมา อาจเป็นเป้าหมายลึกๆในใจเขาตั้งแต่แรกเริ่มที่ได้พบกับผู้ชายคนนี้ก็ได้ คำที่เขารอคอยมาตลอด และทำทุกอย่างก็เพื่อคำๆ นี้ คำเดียว และตอนนี้เขาได้มันมาแล้ว ถึงจะเสียอะไรไปมากมายก็ตาม เขาทำให้ผู้ชายที่เคยยืนมองเขาอย่างเฉยเมยพูดคำว่าขอโทษได้แล้ว

“อือ” แรงสั่นสะเทือนในหัวใจส่งผ่านมาถึงมือไม้ จนต้องยึดจับแผงอกคนตรงหน้าไว้แน่น เพื่อหยุดยั่งอาการสั่นนี้

ปถวีรับรู้ถึงการตอบรับคำขอโทษแต่โดยดี อยู่ๆความอุ่นซ่านก็เกิดขึ้นในใจร่างสูงใหญ่ เขาชอบท่าทางนุ่มนวลของนทนทีแบบนี้ ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้พูดดีๆกันสักครั้ง

ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้ากันด้วยอุบัติเหตุนั้นละ เพราะมัวแต่งงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนหญิงที่เขารู้สึกชอบพอในตอนนั้นกลับลงไปต่อว่าชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากการถูกรถเขาเฉี่ยวได้แผลเลือดซิบๆ หญิงสาวคนนั้นพูดจาปกป้องผลประโยชน์เขาเต็มทีทั้งๆ ที่เขาผิดเต็มประตู มันก็น่าดีใจอยู่หรอกแต่เขาไม่ใช่คนไม่รับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ แต่สาวเจ้าไม่เว้นช่องให้เขาได้พูดแทรกเลย พอเขาหันกลับจะไปช่วยชายหนุ่มคนนั้น ก็เจอเจ้าตัวระเบิดอารมณ์ใส่แล้วเดินหนีหายไปเลย ได้เจอกันอีกทีก็ถูกตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์ซะแล้ว ส่วนเพื่อนหญิงในตอนนั้นเขาก็รีบบอก Say goodbye ไปแล้ว ก็คุณเธอน่ากลัวขนาดนั้น คนอะไรสวยแต่รูปแต่ใจร้ายชะมัด

แขนใหญ่เพิ่มแรงกอดร่างโปร่งแน่น ริมฝีปากซุกไซร้ซอกคอ ส่งปลายลิ้นแตะเลียติ่งหูนิ่ม ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเคล้าเคลียหน้านวล จนเจ้าของใบหน้านวลต้องเบี่ยงตัวหลบ

“ฉันจะลุกแล้วนะ” มือเรียวยันไหล่ร่างสุงออกก่อนที่อารมณ์จะกระเจิดกระเจิงไปมากกว่านี้

“อืม” ปถวียอมปล่อยแต่โดยดี

รอยยิ้มของคนตัวใหญ่ส่งให้ใบหน้าดูใสกระจ่างน่ามอง ฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบสวยงาม คิ้ว ตา จมูก ปาก รับกันได้รูปจนใครๆหลายคนอิจฉา นี่ละที่เขาเรียกว่าหล่อ ชวนหัวใจคนร่างบางกระตุก นทนทีรีบพับผ้าห่มแล้วลุกจากไปโดยมีสายตาอีกคนคอยจดจ้องแผ่นหลังจนลับตา

****************************************************

แสงสีทองเริ่มทาทับจับขอบฟ้า สะกิดให้ร่างที่นอนหลับใหลตื่นขึ้นมารับวันใหม่

“เฮ้ย! ขยับออกไปเลยนะ” เสียงประวิชโวยวายแต่เช้าเมื่อเห็นหัวเล็กๆ นอนเกยไหล่เขาอยู่

“อือ………อืม”

“รีบๆ ขยับไปสิ ฉันจะแบนอยู่แล้วโว้ย”

ร่างขาวอมชมพูก่ายเกยทับร่างหนาเต็มเนื้อเต็มตัว ขยับลุกนั่งมองร่างหนาที่กำลังส่งสายตาดุๆ มายังตนด้วยอาการงัวเงีย

“ถึงว่า……………ยังกะนอนกอดเสาปูน แข็งเป็นบ้า”

“แล้วใครใช้ให้นายมานอนเบียดฉันละ”

“โธ่เอ้ย……….แค่นี้ทำบ่นเป็นตาแก่ไปได้” ร่างบางปาหมอนใส่คนที่กึ่งนอนกึ่งนั่ง พลางหันหน้าไปมองคนที่นอนบนเตียง

“นทลุกไปแล้วหรอ”

“อืม” ปถวีหย่อนเท้าลงข้างเตียง มองร่างบางที่จ้องมองตนเองนานผิดปกติ

“มีอะไร”

“ปะ…เปล่า แต่ว่ามีเรื่องจะขอความช่วยเหลือหน่อยอะ”

“อะไรอีกละ”

“ก็ชมรมฉันถูกอาจารย์ขอให้ไปช่วยจัดนิทรรศการประวัติของมหาวิทยาลัย ผลงานอีกเยอะแยะ ที่นี้คนที่ทำงานมันมีไม่พอ นายมาช่วยฉันหน่อยนะ”

“ไม่เอาหรอก ช่วงนี้ฉันต้องเริ่มซ้อมหนักแล้ว”

“น่านะ…………………ช่วยหน่อยเถอะ นายอยู่คอนโดมีรถด้วย ฉันแค่ให้นายช่วยซื้อพวกอุปกรณ์แล้วเอาไปเก็บไว้ที่คอนโดนายก่อนนะ วันทำค่อยขนมา ขอร้องละนะ ช่วยฉันหน่อยเถอะ ฉันทำเองไม่ไหวแน่ๆ”

“พอๆ ให้ไปซื้อวันไหนก็บอกแล้วกัน” ปถวีดูจะอ่อนอกอ่อนใจกับไผ่เหมือนประวิชถึงได้รับปาก

“ขอบใจๆ เพื่อนฉันน่ารักที่ซู้ด………………………..เลย……….นายด้วยนะ” ท้ายประโยคหันมาพูดกับประวิช

“หึ” ประวิชไม่ตอบรับและก็ไม่ปฏิเสธ แต่กับจ้องใบหน้าขาวอมชมพูสวยด้วยสีหน้าระอา

“เป็นแบบนี้ทุกที”

********************************************************

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #77 เมื่อ30-09-2009 16:42:46 »

ตอนที่ 13

มือเรียวได้รูปหยิบจับเอกสารที่กองระเกะระกะบนพื้นขึ้นเรียงใส่ตู้เก็บเอกสารของชมรมหนังสือพิมพ์ นทนทีเข้ามาเก็บงานของตนที่ยังค้างอยู่เพียงลำพังแต่เช้า ด้วยวันนี้มีชั่วโมงเรียนที่ขาดไม่ได้ จึงถือโอกาสเข้ามาทำงานในชมรมตั้งแต่ไก่โห่ ครั้งตอนมารดาเขาประสพอุบัติเหตุ เขาก็แทบไม่ได้เข้ามาทำงานชมรมเลย ประวิชที่เป็นคู่บัดดี้จึงต้องทำงานในส่วนของเขาด้วย ถึงประวิชจะเข้าใจก็เถอะ แต่พอมีเวลาเขาจึงอยากเข้ามาช่วยเพื่อนบ้างนิดหน่อยก็ยังดี

แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างกว้างเข้ามาภายในห้องจนสว่างไปทั่ว ร่างโปร่งลุกขึ้นปิดไฟแล้วเดินเลยไปยืนเกาะขอบหน้าต่างสูดอากาศเย็นเข้าจนเต็มปอด เช้าๆ แบบนี้ยังไม่ค่อยมีนักศึกษามาเท่าไรจะเห็นก็แต่พวกนักกีฬาที่ซ้อมกันอยู่ทั่วบริเวณสนามฟุตบอล

“หนึ่งสอง หนึ่งสอง” เสียงพร้อมเพียงของนักกีฬากำลังวิ่งผ่านตึกที่ตั้งชมรมหนังสือพิมพ์ มองจากระยะไกลเลยไม่แน่ใจว่าเป็นนักกีฬาชมรมไหนจนเข้ามาใกล้ถึงได้รู้ว่า เป็นพวกชมรมมวยสากล ร่างสูงใหญ่คุ้นตาวิ่งลำดับท้ายๆ

ปถวี จริงสินะ บอกว่าช่วงนี้ซ้อมหนักทุกวัน ด้วยใกล้วันแข่งคัดตัวนักกีฬาแล้ว เขามองจนร่างสูงวิ่งเข้ามาได้ระยะเห็นชัดเจน
คงรู้สึกถึงการมองของใครบางคน ปถวีจึงเงยหน้ามองมายังร่างบางที่อยู่บนชั้นสองของตัวตึก คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ด้วยไม่คิดว่าจะเห็นนทนทีตั้งแต่เช้าขนาดนี้ ก่อนจะวิ่งเลยผ่าน ปถวีพยักหน้ารับรู้ว่าเห็นร่างโปร่งแล้ว แต่เจ้าตัวทำได้เพียงอมยิ้มน้อยๆกับตัวเอง ผิวแก้มร้อนขึ้นจนต้องเดินเลี่ยงหลบไปพิงกำแพง

“คนอะไร ทำอะไรก็ดูดีไปหมด” เป็นผู้ชายเหมือนกันแต่ภาพลักษณ์ต่างกันลิบ ร่างสูงมีกล้ามเนื้อสมส่วน ใบหน้าคมเข้ม เขาไม่แปลกใจเลยที่จะมีสาวเล็กสาวใหญ่มามะรุมมะตุ้มกันมากมาย ผิดกับเขาถึงจะทำงานในสวนแต่กลับไม่มีกล้ามเนื้อเช่นชายหนุ่ม เพียงแค่ไม่มีไขมันห้อยย้อยให้ดูน่าเกลียดก็เท่านั้น

“อยากมีบ้างจังน๊า………..”

“มีอะไรรึ”

ปถวีเปิดประตูเข้ามาได้ทันฟังคำรำพึงรำพันของนทนที ร่างโปร่งเองก็ดูจะตกใจกับการปรากฏกายของชายหนุ่ม

“อะ!…………วิ่งเสร็จแล้วหรอ” นทนทีมองร่างกายคนตัวใหญ่มีเหงื่อออกท่วมตัวเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

“เสร็จแล้ว เห็นนายอยู่ที่นี่เลยแวะมาดู”

“ออ………………..มาเก็บงานน่ะ”

“แต่เช้านี่นะ”

“อืม”

ปถวีมองอาการคนร่างโปร่งถามคำตอบคำแล้วก็ยิ้ม ด้วยท่าทางหลบหน้าหลบตาไม่ยอมสบตากับเขาซักกะที หายไปไหนหมดน๊า…………ไอ้ท่าทางอวดดีอย่างเมื่อก่อน แต่เขาชอบแบบนี้มากกว่า

“กินอะไรมารึยัง” ปถวีถามพลางสาวเท้าเข้าประชิดร่างกายอีกคนมากขึ้น

“ยังหรอก เดี๋ยวค่อยไปหาอะไรกินที่โรงอาหารมหาลัยน่ะ”

“งั้นคอยด้วยนะ ขอไปอาบน้ำก่อน”

“เอ๋? “

“แป๊บเดียวเอง”

“ไม่ใช่อย่างนั้น”

ด้วยตั้งใจจะมองคนตรงหน้าใหม่ แต่ไม่คิดว่าจะคืบหน้าเร็วขนาดนี้ มันอดรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่ได้ ก็คนไม่เคยญาติดีกันอยู่ๆจะให้ไปนั่งกินข้าวกันแบบสนิทสนมนี่นะ ก็ตกใจนะสิ ถึงจะเคยถูกล่วงล้ำแต่ก็เป็นไปแบบถูกบังคับ แต่ไอ้แบบนี้มันจะสมยอมไปรึเปล่า วุ่นวายจริงวุ้ย

“ทำไมหรอ” ปถวีเอนตัวเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจกันและกัน

“ปะ……..เปล่า ไปก็ไป” นทนทีตอบแบบอึกๆอักๆ

“ถ้าไม่อยากไปด้วยกันก็ไม่เป็นไร”

ถูกร่างหนาจ้องมองเหมือนจะทะลุเข้าไปในความนึกคิด แก้มนวลก็แดงเรื่อขึ้นมาอีกจนได้

“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” นทนทีบ่นอุบอิบ

ยิ่งร่างโปร่งหลุบตาต่ำ มือไม้วางผิดที่ผิดทาง พูดจาติดขัดเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ปถวีก็ยิ่งเห็นว่าไอ้ท่าทางพวกนี้มันดูน่ารักซะเหลือเกินในสายตาเขา อดไม่ไหวจึงรวบเอวบางเข้ามาแนบตัว

“เฮ้ย!” เสียงร้องประท้วงเมื่อถูกอ้อมแขนใหญ่รัดแน่น

“อย่านะ”

“อืม”

อืมอะไร ไม่เห็นฟังกันเลย ถึงจะมีสัญญาสงบศึกแบบคิดเอาเองก็เถอะ แต่เรื่องนี้เขาไม่ขอสานต่อนะ

มือใหญ่ลูบแผ่นหลังร่างโปร่งหนักๆ แค่เห็นก็อยากจะเข้าไปกอดให้สมใจอยาก ไม่รู้ว่าทำไม เขาก็ไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน แต่กับคนๆนี้คงต้องยกเว้น ตั้งแต่ได้ลิ้มรสร่างกายนี้เขาก็อยากได้อีก ได้อีกเรื่อยๆ ริมฝีปากได้รูปของคนตัวใหญ่แนบเบาๆบนพวงแก้มเนียน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นบั้นท้ายกลมตึง แรงกดรั้งของมือใหญ่ทำให้สะโพกมนเบียดเข้ากับช่วงขากำยำ
 
“นาย………………….” ก่อนจะได้ร้องห้ามก็ถูกริมฝีปากเคลื่อนมาปิดจนต้องครางในลำคอ ปลายลิ้นดุนดันเพื่อให้นทนทีเปิดปากรับลิ้นอุ่นชื้นเข้าไปตวัดเกี่ยวเกาะดูดดึง สร้างความวาบหวามไปทั่วร่าง มือใหญ่เพิ่มน้ำหนักมือบีบคลึงเนินเนื้อพร้อมกับบดเบียดตนเองเข้าแนบชิดสะโพกตึงด้วยอารมณ์เริ่มคุกรุ่น สะโพกแกร่งวนบดเบียดไปมาจนร่างในอ้อมแขนร้องคราง
 
“อา………….ไหนว่าจะไปอาบน้ำไง” ร่างบางกลั้นใจท้วงติง

“อืม” เสียงครางตอบรับแต่ไม่ยอมหยุดจนนทนทีทำเสียงเขียว สองมือผลักดันใบหน้าอีกฝ่ายออก

“ถ้าช้าฉันจะไม่รอนาย”

“โอเค”

ได้ผลคนตัวใหญ่ผละออกไปด้วยไม่อยากขัดใจคนตัวเล็กในตอนนี้ ไว้ก่อนเถอะ เรื่องแบบนี้ใจร้อนไม่ได้ถึงจะทำมาแล้วก็เถอะ เขาไม่อยากให้คนๆนี้ต้องเลือดตกพื้นอีก อีกอย่างยังมีเวลากับเรื่องนี้อีกนานตราบเท่าที่พวกเขายังหันหน้าเข้าหากัน

**************************************************

ยามเช้าผู้คนในศูนย์อาหารบางตา แก้วน้ำเปล่าถูกเลื่อนมาให้นทนที

“ขอบใจ”

ปถวีทรุดกายนั่งตรงข้ามร่างโปร่ง ควันจางๆลอยเอื่อยจากข้ามต้มปลาร้อนๆที่สั่งมากินเป็นข้าวเช้า มือใหญ่คว้าช้อนได้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงตักข้าวต้มเข้าปากไม่อนาทรร้อนใจกับความอุณหภูมิของมันเลย นทนทีที่นั่งกินอย่างเงียบๆสังเกตเห็นคนหิวโซกินข้าวก็แอบอมยิ้ม

“อะไรหรือ” คนกำลังกินข้าวเงยหน้ามองร่างบางที่ยิ้มน้อยๆมองตนเองอยู่

“เอาอะไรเพิ่มมั้ย กินข้าวต้มไม่อยู่ท้องหรอก บอกแล้วว่าอย่าสั่งตาม”

“แค่นี้ก็พอ แล้วนั้นอิ่มแล้วรึไง” ปถวีที่กวาดข้าวต้มของตนจนเรียบไม่เหลือแม้แต่น้ำ มองข้าวต้มคนตรงหน้าที่เหลืออยู่เกือบเต็มชามด้วยเจ้าของกินไปไม่ถึง 10 คำก็รวบช้อนแล้ว

“อืม……..เช้าๆกินไม่เยอะหรอก”

“งั้นเอามานี่” ปถวีเอื้อมมือไปคว้าชามข้าวต้มที่เหลือเกือบเต็ม แต่ถูกกันไว้จากอีกฝ่าย

“อย่าเลย สั่งใหม่เถอะ ชามนี่ฉันกินแล้ว”

“ฉันไม่ถือนี่” ว่าแล้วก็คว้าชามมาจนได้ หยิบช้อนคันเดิมที่วางคาไว้ขึ้นตักกินหน้าตาเฉย
 
“นายนี่” นทนทีแอบบ่น พลางเสมองไปที่อื่นก็เห็นร่างคุ้นตาเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร จึงยกมือเรียก

“ไผ่………..ประวิช ทางนี้”

ทั้งคู่เดินตรงไปทางเพื่อนที่กวักมือเรียกอยู่ด้านใน

“มีเรียนเช้าสิ” ไผ่ทรุดตัวนั่งข้างร่างโปร่ง ส่วนประวิชนั่งฝั่งปถวี
 
“ใช่ เลยเข้าไปในชมรมด้วย”

“คุณแม่ละ เป็นไง?”

“ดีขึ้นมากแล้ว”

“แล้วกินอะไรรึยังนท” ประวิชพูดแทรกไผ่ด้วยมองไม่เห็นเพื่อนตนสั่งอะไรมากิน แต่อีกคนกลับซัดข้าวต้มสองชาม แค่เห็นสองคนนี้นั่งอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้สึกอึ้งๆ ถึงช่วงนี้จะดูลงรอยกันมากขึ้นก็เถอะ มันอดแปลกใจไม่ได้

“อืม…….กินข้าวต้มแล้วละ ประวิชล่ะ ไม่กินอะไรหน่อยหรอ”

“กินสิ จะไปซื้ออยู่นี่ละ” ประวิชลุกขึ้นทำท่าจะเดินไปซื้ออาหารด้วยสีหน้างงๆกับคำตอบอีกฝ่าย ก็ตรงหน้าร่างบางไม่เห็นมีจานชามซักใบ มีแต่เจ้าปถวีนั่งกินคนเดียวสองชาม หรือว่า………………………………….

“ฝากซื้อข้าวผัดกุ้งด้วย” ไผ่ตะโกนไล่หลังคนตัวใหญ่

“เอาโค๊กมาขวดด้วยนะ”

ได้ผลชะงัก คนตัวใหญ่หยุดเดินหันกลับมาแยกเขี้ยวใส่ร่างบางที่ตะโกนสั่งเขาฉอดๆ

“มาซื้อเองม่ะ”

เจ้าของร่างบางส่งยิ้มแทนคำตอบ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับอารมณ์หงุดหงิดของประวิช

ถึงจะบ่นแต่ประวิชก็กลับมาพร้อมข้าวผัดกุ้งและโค๊กวางตรงหน้าไผ่จนได้ ส่วนตัวเองกลับซื้อแซนวิชมาสามชิ้นใหญ่ แกะห่อพลาสติกยื่นส่งให้นทนที

“ประวิชกินเถอะ ฉันกินแล้ว”

“กินแค่นั้นมันจะไปอิ่มได้ไง กินนี่อีก” มือใหญ่ยัดแซนวิชไส้ปลาทูน่าใส่มือเรียว แล้วจึงเริ่มแกะส่วนของตนกินบ้าง

“กินให้หมด”

ได้ยินประวิชกำชับเสียงหนักๆ นทนทีจึงอมยิ้มให้กับความห่วงใยเสมอต้นเสมอปลายของเพื่อนคนนี้ ร่างบางกัดแซนวิชคำใหญ่เอาใจคนช่างห่วงเสียหน่อย

ประวิชที่คอยมองอยู่มีสีหน้าพออกพอใจ

อีกด้านหนึ่ง ปถวีที่นั่งตรงข้ามนทนทีเหลือบตามองทั้งคู่ก่อนจะก้มหน้ากินต่อ

“ฉันอยากชิมบ้างอะ” ไผ่วางช้อนมองประวิชเชิงขอแซนวิชชิ้นที่เหลือให้ฉันเถอะ

“กินข้าวของตัวเองให้หมดก่อนเถอะ”

“แค่ชิมหน่อยก็ไม่ได้” ร่างขาวบางทำหน้ายู้ยี่

“งั้นเอาที่ฉันก็ได้” นทนทียื่นแซนวิชของตนให้ไผ่ แทนที่จะรับไปไผ่กลับยื่นหน้ากัดแซนวิชคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ

“อืม…………อร่อย” ทำท่าจะกัดอีกคำโต ก็มีแซนวิชที่ประวิชกินค้างอยู่ยื่นมาตรงหน้า

“เอ๊า…………..ฉันยกให้ อย่าไปแย่งเจ้านทมันเลย ให้ตายเถอะนายนี่”

ไผ่อ้าปากกว้างกินแซนวิชในมือของประวิช

“ขอบใจ” เจ้าตัวกินเอาๆ แต่ไม่ยอมรับแซนวิชมาถือ

“หยิบไปสิ ไม่งั้นฉันทิ้งจริงๆนะ” เสียงดุๆทำให้ไผ่จำต้องรับมาถือเสียเอง สุดท้ายคนตัวใหญ่อย่างประวิชก็เหลือแซนวิชให้ตนเองเพียงชิ้นเดียว แต่จำต้องแกะกินรองท้องด้วยขี้เกียจลุกไปซื้ออีก

“นี่…………..ช่วยกินหน่อย” คนที่แย่งแซนวิชยื่นจานข้าวผัดกุ้งที่ยังเหลือค่อนจานมาให้ตรงหน้า ทำให้เส้นเลือดใหญ่ในสมองประวิชปูดทันที

“แล้วเมื่อกี้แย่งฉันกินทำไมห๊า ของตัวเองก็กินไม่หมด”

“ก็ของนายอร่อยกว่า”

“แล้วเสียดายของมั้ย”

“ก็อิ่มแล้วนี่”

“มันน่าจับกรอกใส่ปากจริงๆ” บ่นๆแต่ก็ตัวข้าวในจานกินด้วยแซนวิชชิ้นเดียวที่กินเข้าไปยังไม่ทำให้เขารู้สึกอิ่มเลย

“น้ำ” นทนทีเลือนแก้วน้ำของตนให้ประวิช ด้วยเพื่อนไม่ได้ซื้อน้ำในส่วนของตัวเองมาด้วย

ปถวีมองดูพฤติกรรมของทั้งสองที่คอยหยิบยื่นนั่นนี่ให้กันด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเรื่อยๆ

“แคร้ง!” เสียงช้อนกระแทกชามข้าวต้ม เรียกสายตาคนที่นั่งร่วมโต๊ะให้หันมามองในทันที

**********************************************************

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #78 เมื่อ30-09-2009 16:56:41 »

ตอนที่ 14

“แคร้ง!” เสียงช้อนกระแทกชามข้าวต้ม เรียกสายตาคนที่นั่งร่วมโต๊ะให้หันมามองในทันที

“โทษที มันหลุดมือน่ะ” ปถวีบอกอย่างแกนๆ

“อิ่มแล้วหรอ” ไผ่ถามปถวีที่กำลังดื่มน้ำ

“อือ………ต้องไปแล้ว”

“เดี๋ยวสิ”

“อะไรอีกละ”

“นี่………..” ไผ่ค้นกระเป๋าดึงซองกระดาษยื่นให้ปถวี

“รายการของที่ต้องซื้อ ฝากด้วยนะ”

ปถวีงงอยู่พักก็คิดได้ว่า ตนเคยรับปากจะช่วยซื้อของจัดบอร์ดให้ไผ่ จึงรับซองมาเปิด ดึงใบรายการออกมาอ่านคร่าวๆ

“โฮ้…………………เยอะมาก จะให้ฉันขนคนเดียวเนี่ยนะ ถึงจะมีรถก็เถอะ”

“แหม………ก็แบ่งๆกันไปบ้างแล้วนะ”

“นายนี่มันยุ่งจริงๆ”

“งั้นให้นทไปช่วยถือของด้วยแล้วกัน” ไผ่หาผู้ช่วยให้ปถวีเสร็จสรรพ

“เฮ้ยๆ น้อยๆหน่อยเจ้าไผ่ งานตัวเองเที่ยวไล่แจกให้ชาวบ้านอยู่เรื่อย” ประวิชโวยขึ้นมาทันทีด้วยนทนทีก็มีภาระมากพออยู่แล้ว

“แค่ไปช่วยถือของไม่กี่ชั่วโมงเอง”

“เหมือนกันละ นทมันไม่ว่างหรอก”

“ไม่เป็นไรประวิช ไม่ได้ไปทั้งวัน อีกอย่างช่วงนี้ฉันก็ไม่ได้ช่วยกิจกรรมอะไรเลย ฉันไปได้แค่นี้เอง”

นทนทีเป็นต้องตกปากรับคำ ไม่อยากให้เพื่อนสองคนต้องมีปากเสียงเพราะเขา

“งั้นตกลงตามนี้” ปถวีตัดบทสรุปรวบความคิด

“อือ” ร่างโปร่งรับคำเสียเองแทนไผ่

“งั้นตอนเย็นรอที่ใต้ตึกจอดรถนะ” ปถวีนัดแนะก่อนจะเดินจากไปเข้าเรียนคณะของตน อยู่แล้วไม่สบอารมณ์

*************************************************************************

หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ ไผ่ก็แยกตัวไปเข้าเรียนคณะของตนจึงเหลือแต่เขาสองคนที่เรียนคณะเดียวกันเดินตามกันไปเข้าเรียน ร่างสูงเพรียวของนทนทีเดินเคียงข้างร่างสูงใหญ่ของประวิชทำให้แลดูตัวเล็กไปถนัดใจ

“ไม่เป็นไรน่ะ” ประวิชเปิดประเด็นในเรื่องที่ตนดูจะขับข้องใจ

“อะไรหรอ”

“เรื่องซื้อของน่ะ ถ้าลำบากใจก็ให้คนอื่นทำก็ได้ ไม่ต้องไปบ้าจี้ตามเจ้าไผ่มันหรอก”

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ลำบากใจอะไร” กระแสเสียงทอดส่งความอบอุ่นให้ร่างสูงค่อยเบาใจ

“ญาติดีกันตั้งแต่เมื่อไร” ประวิชเอ่ยถามโดยไม่มองหน้านทนที

“ซักพักแล้ว”

“เหรอ …………..ไปกันได้มั้ยละ ถ้าต้องฝืนคบกับเจ้านั้นไม่ต้องทำก็ได้ แค่อยู่ห่างๆกันไว้ก็พอ”
 
“หึๆ…………ลองได้คุยแล้วก็ไม่เลวนักหรอก อีกอย่างยังไงก็ช่วยทางบ้านฉันไว้หลายเรื่องด้วย”

“ถ้าเข้าใจกันได้ก็ดีแล้วละ อย่ามาทะเลาะกันให้เห็นอีกละ ขี้เกียจจะคอยห้าม เห็นตัวเล็กแบบนี้นายน่ะแรงเยอะจะตาย เอาไม่ค่อยอยู่เลย”

“หึๆ………..นั้นสินะ”

“ครับแม่ ผมจะไปซื้อของกับเพื่อน คงกลับบ้านช้าหน่อยแม่ไม่ต้องรอกินข้าวเย็นนะ”

มือเรียววางหูโทรศัพท์สาธารณะแบบหยอดเหรียญลงตามเดิม ครั้งก่อนมารดาเป็นห่วงเขามากที่ไม่ได้โทรไปบอกว่าจะไม่กลับบ้าน จะว่าไปก็เพราะนายปถวีนั้นละ แก้มเนียนร้อนขึ้นมาทันที

'ไม่คิด ต้องไม่คิดเรื่องน่าอายแบบนั้น' ศีรษะทุยสะบัดไปมาด้วยหวังจะสลัดความคิดความรู้สึกในคราวนั้นออกไปจากสมอง

ถึงจะเจ็บแต่ความรู้สึกวาบหวามรัญจวนใจที่ได้รับจากมือใหญ่ยังคงตราตรึงอยู่ในความคิดคำนึงไม่จางหาย ยิ่งอยากลืมก็เหมือนยิ่งตอกย้ำถึงช่วงเวลานั้น ช่องท้องเกร็งขมวดเป็นเกลียวด้วยรู้สึกถึงอารมณ์ตีรวนในตัวเอง

“บ้าที่สุด”

“ใครบ้าหรือ”

เสียงทุ้มกระซิบมาจากข้างหลัง ทำให้นทนทีหันกลับไปมองที่มาของเสียงคุ้นหู

ปถวียืนประชิดร่างบาง ความสูงต่างกันเพียงช่วงศีรษะแต่รูปร่างต่างกันลิ้บ ร่างปถวีเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแม้มองผ่านเสื้อผ้าก็ยังรับรู้ได้ ช่วงสะโพกสอบรับกับช่วงขายาวมั่นคง แขนแข็งแรงเหนี่ยวรั้งลำแขนเรียวไว้ ดวงตากลมดำเพ็งพินิจนิ้วมือใหญ่ก็ทำให้ผิวหน้านทนทีร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

มือนี้ ร่างกายนี้ที่กอดก่ายสอดแทรกความอบอุ่นและเจ็บปวดมาให้จนไม่อาจทำใจลืมได้ง่ายๆ ถึงจะละฐิทิในใจไปแล้วก็ตาม
 
“เป็นอะไรรึเปล่า เงียบไปเลย”

“ปะ ……………เปล่า”

“งั้นไปกันรึยัง รถจอดอยู่ชั้น4แน่ะ”

ขายาวก้าวตามร่างสูงเข้าลิฟท์เพื่อไปยังรถของปถวีที่จอดรออยู่ ปถวีเดินมาหยุดหน้ารถยนต์สีดำวอลนัทคันใหญ่ เสียงปลดล๊อกดังขึ้นเบาๆ นทนทีก้าวขึ้นรถคันไม่คุ้นตาเอาซะเลย เจ้านี่เปลี่ยนรถอีกแล้ว มือบางคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแต่คนนั่งข้างๆยังไม่มีท่าทีจะขับเคลื่อนไปจากตรงนี้จนนทนทีต้องหันมอง เห็นร่างสูงเอี่ยวตัวไปคว้าถุงสีทึบที่เบาะด้านหลังยื่นส่งให้เขา

“อะไรหรือ” นทนทีเปิดถุงที่ถูกส่งมาให้

“เอาติดตัวไว้นะ”

มือขาวหยิบกล่องขนาดย่อมในถุงขึ้นมาพลิกดู ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างกล่องทำเอานทนทีใจหาย มันคือกล่องโทรศัพท์ แล้วไม่ใช่แค่โทรศัพท์ราคาสี่ห้าพันบาท แต่ที่อยู่ในมือของเขานี่เคยเห็นป้ายติดราคาผ่านๆตาตามห้างสรรพสินค้าก็ราวๆสองสามหมื่นบาทขึ้นแน่ๆ

“นาย………………….ให้ฉัน?………..ทำไม”

ถึงใจจะอยากได้แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เขาต้องรับ อีกอย่างราคามันก็แพงมากเขารับไว้มันคงร้อนๆหนาวๆพิกล คิดไปก็ส่งคืนให้เจ้าของ สองสายตาต่างจ้องมองกัน จนปถวีเป็นฝ่ายถอนหายใจรับถุงกลับคืน มือใหญ่แกะกล่องพลางหยิบอุปกรณ์ภายในมาประกอบซะเองแล้วหย่อนโทรศัพท์เครื่องเล็กพอเหมาะลงกระเป๋าเสื้อนทนที

“เฮ้ย!”
 
นิ้วมือพยายามล้วงเอาโทรศัพท์ออกแต่ถูกมือใหญ่ประกบหยุดมือบางไว้บริเวณอกเสื้อ

“เอาไว้โทรคุยกันบ้าง ไม่ได้หรอ?”

ผิวแก้มเนียนอุ่นขึ้นฉับพลันพลางก้มหน้าหนีสายตาคู่คมแวววาว

“ทะ………..โทรไปที่บ้านก็ได้ จะบอกเบอร์ให้”

“เวลาอยู่ข้างนอกก็คุยไม่ได้นะสิ” คนตัวใหญ่ยังพูดค้านเนิ่บๆ

“ช่วงนี้ฉันมีตารางซ้อมแน่นเกือบทุกวัน นายเองก็มีภาระทางบ้าน รับไว้เถอะฉันจะได้สบายใจหลายๆอย่าง”

“สบายใจเรื่องอะไร” ร่างบางเงยหน้ามองปถวีด้วยความฉงน

“ก็เวลาไปไหนมาไหน กลับบ้านดึกดื่นจะได้รู้ว่าปลอดภัยดี ก็……….ก็…….ยังงั้นละ”

ท่าทางขัดเขินของผู้ชายตัวโตก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน นทนทีอมยิ้มกับเหตุผลข้างๆคูๆ ของชายหนุ่ม

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก มีประวิชค่อยช่วยอยู่เรื่อยๆน่ะ พูดไปก็กวนประวิชเรื่องนี้บ่อยมาก จนจะกลายเป็นหน้าที่ของประวิชไปแล้วละ หมอนั้นแค่เห็นหน้าฉันก็คงจะเบ้หน้าหนีเพราะถูกใช้งานบ่อย”
 
ร่างบางเล่าไปอมยิ้มไป เวลานึกถึงหน้าเพื่อนสนิทของตนที่ต้องมาคอยช่วยเหลือเขาอยู่บ่อยๆ จนไม่ได้สังเกตหน้าตาของคนข้างตัวที่ตอนนี้ติดจะบึ้งตึงนิดๆ

ปถวีมองใบหน้าใสขยับริมฝีปากพูดถึงเพื่อนสนิทก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ ก็เพราะเจ้าเพื่อนแสนดีประวิชนั้นละ เขาถึงได้ขวนขวายหาโทรศัพท์มาให้ด้วยเพราะเขาไม่มีเวลาให้ร่างบางมากนักช่วงนี้ เขาถึงอยากให้มีโทรศัพท์ไว้ติดต่อถามไถ่กันได้บ้าง

“เอาเถอะ………………เก็บไว้…………. ฉันจะได้สบายใจนั่นละ” ปถวีตัดบท

“ก็ได้……..ไว้นายจะเอาคืนก็บอกนะ”

“อือ”

ปถวีรับคำตามน้ำไป มองดูนทนทีหยิบโทรศัพท์ออกมาสำรวจดู ใบหน้าเรียวเล็กก้มลงจนเส้นผมสลวยตกลงมาปิดเสียวหน้าประปรายดูน่าสัมผัส

เจ้าตัวจะรู้มั้ยนะ ถึงคนทั่วไปจะมองว่านทนทีเป็นผู้ชายรูปร่างโปร่งมีใบหน้าสวย แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง นทนทีกลับเป็นที่สนใจอย่างมาก ถึงเขาจะไม่ได้คลุกคลีด้วย แต่ความที่มีผู้หญิงมาติดพันมาก พวกเธอก็จะพาข่าวสารต่างๆติดตามมาเล่าให้เขาฟังโดยปริยายแม้ว่าจะไม่อยากฟังก็ตาม

เรื่องของนทนทีก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เจ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชายที่ชอบเพศเดียวกัน ถึงขนาดมีข่าวออกมาว่าถูกพวกรุ่นพี่วางแผนดักฉุด แต่ก็ล้มเหลวด้วยมีประวิชเพื่อนตัวใหญ่คอยขวางอยู่ตลอด จนกลายเป็นว่านทนทีมีผู้ชายที่ชื่อประวิชเป็นคู่ขาไปโดยปริยาย พวกที่เล็งๆไว้จึงต้องล่าถอดกันไปหมด

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมาก่อน แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกรังเกียจหรือรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ เขากลับคิดว่าความรักหรือความรู้สึกดีๆกับใครสักคน มันไม่ได้หยุดหรือจำกัดอยู่ที่เพศใดเพศหนึ่งเป็นสำคัญ มันอยู่ที่ความรู้สึกความผูกพันของคนสองคน คนที่จะอยู่เคียงข้างกันไปจนวันตายมากกว่า

เขาเคยได้ครอบครองร่างโปร่งบางนี้แล้ว อย่างน้อยก็เป็นของเขาครึ่งตัวแล้วละ ไม่ยกให้ใครแน่ๆ ถึงประวิชจะไม่เคยแสดงออกกับนทนทีในเชิงชูสาว แต่เขาก็ยังดูไม่ออกว่าเพื่อนสนิทของนทนทีคนนี้คิดยังไงกันแน่ กับท่าทีเอื้อเฟื้อเกินความจำเป็นจนน่าหมันไส้นั้น

**********************************************

ปถวีเลี้ยวรถเข้าไปจอดในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านประตูน้ำ

“นายถือใบรายการของที่จะซื้อไว้แล้วกัน”

นทนทีรับกระดาษที่มีรายการสั่งซื้อของไผ่ไว้ พลางกวาดสายตามองรายการคราวๆ

“อืม”

บรรยากาศภายในตัวตึกห้างสรรพสินค้ามีผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของกันขวักไขว้ภายใต้อากาศเย็นฉ่ำผิดกับสภาพอากาศภายนอก

“เอะ……ขอโทษครับ” ร่างโปร่งเผลออุทานด้วยตนเองเกือบเดินชนคนที่เดินสวนมา

“คนเยอะ ฉันว่าเราเอาของพวกนี้ไปเก็บที่รถรอบหนึ่งก่อนดีกว่า” ปถวีมองของพรุงพะรังในมือของตนและนทนทีหลังจากเดินจับจ่ายมาได้ซักพัก

“นั้นสิ ยังเหลือของที่ต้องซื้ออีกหลายอย่าง”

“วี!” เสียงตะโกนเรียกจากด้านหลังทำให้ทั้งคู่หันกลับไปมองหญิงสาวสามคนที่โบกไม้โบกมือเรียกร่างสูงพลางจ้ำเดินเข้ามาหา

“มาซื้อของหรอ พะรุงพะรังเชียว” หนึ่งในกลุ่มหญิงสาวสามคนเอ่ยทักทายปถวีอย่างสนิทสนม

“ใช่ ของชมรมกิจกรรมนักศึกษาเขาฝากมาซื้อน่ะ”

“ตายจริง ไผ่อีกแล้วหรอ”

“อืม ยังเหลือที่ยังไม่ได้ซื้ออีกเยอะเลย”

“งั้นให้พวกเราช่วยด้วยดีกว่านะ”

“มะ……ไม่เป็นไรหรอก เป้ หวาน ส้ม ตามสบายเถอะ”

“ไม่เป็นไร ส้มไม่ได้มีธุระอะไรที่ไหน ช่วยกันจะได้เสร็จเร็วไงจ๊ะ”

“อย่าเลย” ปถวีออกอาการตะขิดตะขวงใจด้วยตัวเองอยากจะอยู่กับนทนทีสองคนมากกว่า ก็ถ้าไม่มีธุระร่างโปร่งก็แทบจะไม่มาข้องเกี่ยวกับเขาเลยนี่นา

“แหม……………..ก็บอกว่าไม่เป็นไร เต็มใจช่วยจ๊ะ”

นทนทีมองดูหญิงสาวรูปร่างสะคราญตาทั้งสามยืนล้อมหน้าล้อมหลังร่างสูง ยังมีฉันอยู่ตรงนี้อีกคนนะเฟ้ย นทนทีคิดอย่างเดือดดาลด้วยหญิงสาวทั้งสามทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน

“นท”

เสียงปถวีเรียกชื่อตนนั้นละ ร่างโปร่งบางถึงได้ปรับสีหน้าของตนเสียใหม่ แล้วจึงหันไปส่งยิ้มให้สาวๆทั้งสามนาง

“นี่ เป้ หวาน แล้วก็ส้ม เพื่อนฉันเอง เขาจะช่วยเราซื้อของจะได้เร็วขึ้น”

“อ๋อ………….สวัสดีครับ”

นทนทีเพิ่งรู้ว่าพอมีคนมาเพิ่มแล้วมันทำให้การซื้อของช้ากว่าเดินซื้อกันเองเสียอีก ก็คุณเธอทั้งสามกว่าจะตกลงเลือกซื้อของได้แต่ละชิ้นก็เลือกแล้วเลือกอีก พอจะตัดสินใจเอาชิ้นนี้ กลับเปลี่ยนใจขอดูชิ้นอื่นเปรียบเทียบอีก ปากก็บอกว่าจะได้ของที่ดีที่สุด ก็ไม่เถียงหรอกนะ แต่นี่เรากำลังซื้อของทำบอร์ดนะ ไม่ใช่มาเลือกซื้อผักสดถึงต้องเลือกแล้วเลือกอีก เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าฟะ เขาเดินจนขาจะลากอยู่แล้ว แต่หันไปมองร่างสูงกลับไม่แสดงท่าทางเบื่อหน่ายหรือเมื่อยแข้งเมื่อยขาเลย

โธ๋เอ๊ย……………………..ปากก็บอกว่าเพื่อนแต่มองดูคุณเธอทั้งสามจะไม่อยากเป็นแค่เพื่อนนะสิ เอาอกเอาใจกันเข้าไป ร่างโปร่งมองดูปถวีเกี่ยวเอาถุงที่หญิงสาวหิ้วมาถือซะเอง

“โฮ้…………..เกือบทุ่มแล้ว” หญิงสาวผมสั้นตัดทรงทันสมัยนามว่าหวาน ร้องอุทานเมื่อซื้อของครบทุกชิ้นแล้ว

“ทานอะไรกันก่อนไหมวี”

“เอาสิ ฉันเลี้ยงเอง ขอบใจที่ช่วยถือของด้วย”

“ว้าว………………มีเจ้ามืองั้นก็เตรียมตัวถูกล้มทับได้เลย”

“ตามสบาย………………..นทแวะกินข้าวกันก่อนนะ” ปถวีเอี้ยวตัวหันไปบอกร่างบางที่เดินตามหลังมา พอได้ระยะชายหนุ่มจึงก้มกระซิบ

“พอเอาของไปเก็บที่คอนโดแล้วจะไปส่งที่บ้าน”

นทนทีเพียงพยักหน้าน้อยๆ ด้วยมีสายตาสามคู่มองมายังเขาเขม่ง

ร้านที่พวกสาวๆเลือกเป็นร้านที่เพียงเห็นชื่อ นทนทีก็ไม่คิดจะเฉียดกายเข้าไปใกล้แล้ว ก็ราคาอาหารมันแพงยิ่งกว่าค่าข้าวของเขาทั้งเดือน แต่ดูท่าเจ้ามือจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย ก็คนมันเกิดมารวยนี่นะ เขาไม่น่าลืมเล๊ย

แต่ยัง………….ยังไม่จบเท่านี้ คุณสาวๆทั้งสามพอทานอาหารเสร็จก็รบเร้าให้ไปส่งที่บ้าน นี่ถ้าเขาซื้อเองซะแต่แรกคงได้กลับไปนอนตีพุงที่บ้านแล้ว เหลือบตาลอบมองปถวี ก็ไม่เห็นเจ้าตัวจะมีท่าทีรำคาญอะไร คงจะทำเป็นอาจิณละสิท่า ข่าวคาวเรื่องผู้หญิงก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเขานี่นา กว่าจะส่งถึงคนสุดท้าย เขาก็ลุ้นจนตัวโก่งด้วยกลัวจะต้องถูกลากไปที่อื่นอีก เขาไม่อยากกลับบ้านดึกนัก

จนลับร่างหญิงสาวคนสุดท้ายลงไปจากรถนั้นละ ชายหนุ่มร่างสูงจึงค่อยผ่อนระบายลมหายใจออกมา

“ได้กลับบ้านซะที” ปถวีพึมพำ

เจ้าหมอนี่จะเรียกว่า อึด หรือ ขี้หลีกันแน่เนี่ย ถึงได้ไม่ปริปากบ่นซักคำเดียว นทนทีมองชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆขับเคลื่อนรถมุ่งหน้าสู่คอนโดที่พัก

*****************************************

คอนโดสูงเสียดฟ้าตั้งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพ ผู้ก่อสร้างคงคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้อาศัยเป็นสำคัญ ทุกอย่างทั้งภายนอกและภายในถึงได้ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงามลงตัวพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่จะจัดหามาได้ถูกนำมาประกอบ จัดวาง ติดตั้ง ณ ที่นี่แทบทั้งสิ้น และแน่นอน ราคาห้องชุดที่นี่ก็ย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน นับศูนย์เจ็ดตัวยังไม่พอซื้อเลย ร่างโปร่งมองสำรวจไปเรื่อยจนกระทั้งขึ้นลิฟท์ไปยังห้องชุดของชายหนุ่ม เขาเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งแต่ตอนนั้นเขาจำอะไรแทบไม่ได้เลย ใครจะไปมีอารมณ์สังเกตสังกากันละ โดนซะขนาดนั้น
 
“ลองตรวจดูอีกทีว่าได้ของครบมั้ย” ปถวีวางของทั้งหมดที่มุมห้องด้านหนึ่ง

“อืม” นทนทีคลี่โพยใบรายการออกมาตรวจทานอีกครั้ง

“ครบแล้วละ”

ร่างโปร่งผละจากกองข้าวของไปทรุดตัวนั่งบนชุดรับแขกนุ่มกว้าง หันหน้าออกไปทางระเบียงที่ถูกคันด้วยผนังกระจกใสตลอดแนว ท้องฟ้าถูกทาทับด้วยราตรีกาลมองดูเงียบสงบ แต่เพียงก้มมองยังพื้นล่างแสงสว่างจากดวงไฟใหญ่น้อยทั้วพื้นแผ่นดินกว้างไกลสุดตา บ่งบอกว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชีวิตอีกมุมหนึ่งในความสับสนวุ่นวายบนโลกนี้เท่านั้น

แก้วน้ำถูกส่งมาให้ มือเรียวรับมาดืมจนหมดก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆห้องชุดที่ตนเพิ่งจะมีโอกาสได้สำรวจ ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายใช้โทนสีอ่อนสบายตาทั้งเครื่องเรือน ผ้าม่าน แต่ถึงจะสวยยังไงตอนนี้มันกลับดูรกไปหมด เจ้าของห้องเหมือนจะรู้จึงได้แต่ยักไหล่

“ห้องชายโสดก็งี้ละนะ แต่จะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดให้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง ไม่ชอบให้มาเก็บโน้นเก็บนี้บ่อยๆ ฉันหาไม่เจอหงุดหงิดทุกที”

“นายวางไม่เป็นที่เองมากกว่า”

“ฮะๆ เอาน้ำอีกมั้ย” ปถวีเสพูดเรื่องอื่นกลบเกลื่อน ก็บ้านของคนที่นั่งข้างๆเขานี่ เรียบร้อยขนาดลากปลายนิ้วกับพื้นยังไม่เจอฝุ่นผงติดมาเลย

“พอแล้วละ กลับเลยดีกว่า เดี๋ยวจะถึงบ้านดึก อีกอย่างนายต้องขับรถกลับมาอีก ไกลจะตาย ไม่ได้ค้างบ้านใหญ่ไม่ใช่หรอ”
“นั่นสินะ”

ถึงจะยอมรับแต่กลับไม่มีใครขยับตัวลุก สายตาต่างจ้องมองกันราวกับจะถ่ายทอดความอ่อนหวาน อบอุ่น ส่งผ่านไปยังอีกฝ่ายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว อยากให้เวลานี้ยืดยาวออกไป

ด้วยต่างฝ่ายต่างมีภาระหน้าที่ ทำให้หาเวลามาพบกันยาก ยิ่งช่วงหลังๆมานี่ปถวีต้องซ้อมทุกวันเพื่อเข้าชิงชัยในสังเวียนคัดเลือกตัวแทนชมรมมวยสากล และถึงจะว่างจากการซ้อมปถวีก็ต้องไปช่วยกิจการที่บ้านที่เขาต้องทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

บิดามารดาเริ่มให้เขาเข้าไปฝึกงานที่บริษัทตั้งแต่อยู่มัธยม ทำตั้งแต่เด็กเดินเอกสารจนปัจจุบันเขาต้องเดินตามหลังพ่อแม่ต้อยๆเวลามีประชุมผู้บริหารบริษัท ต้องอ่านต้องจำทุกอย่างที่พ่อแม่นำมาให้เรียนรู้เพื่อฝึกให้เขาทำงานเป็นนั้นละ

ใครว่าเป็นลูกคนรวยแล้วจะสบาย ก็ไอ้การที่จะรักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้หมดไปน่ะ มันยากจะตาย ต้องทำทุกอย่างเป็นสองเท่าของคนทั่วไป มีครูพิเศษมาสอนที่บ้านแบบตัวต่อตัว ต้องไปทำงานในขณะที่เพื่อนๆรุ่นเดียวกันไปเที่ยว ไม่มีใครเกิดมาแล้วบริหารงานทุกอย่างเป็นหรอก ต้องมาเรียนรู้หาประสบการณ์กันข้างนอกทั้งนั้น มันก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรนักหนาหรอก กับสิ่งที่พ่อแม่ให้เขาทำ ยิ่งทำดีเท่าไร มีผลงานมากเท่าไร ก็จะทำให้ถูกจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องส่วนตัวน้อยลง มีเงินจับจ่ายใช้สอยสบายมือ แรกๆทำไปเพราะคิดแบบนั้น แต่ดูเหมือนวิธีคิดที่พ่อแม่คอยปลูกฝั่งมันจะซึมซับวิธีการทำงานให้เขาไปโดยไม่รู้ตัว

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ร่างหนาขยับเข้ามาใกล้เพียงคืบ สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกัน เขามองผ่านลำคอเนียนระเรื่อยไปถึงพวงแก้มอิ่มใส สายตาที่ทอดมองร่างโปร่งทำให้เจ้าของดวงตาใสต้องหลุบตาลง ใจอยากจะลุกเดินตรงไปยังประตู แต่ไอ้อาการหวามๆในอกมันกลับทำให้เขานั่งแช่อยู่ด้วยใจระทึก สัมผัสอุ่นๆที่พวงแก้มทำให้ต้องเงยขึ้นสบตา

มือใหญ่คลึงเคล้าแก้มเนียนไปมา สายตายังคงจับจ้องที่ริมฝีปากอิ่มได้รูปสวย

“อีกนิด………….อยู่ด้วยกันอีก” ก่อนที่จะได้พูดจบ ริมฝีปากก็เข้าประกบไล้ลิ้นไปรอบๆ ขอบปากมองดูร่างบางหลุบตามองต่ำลงแต่ยอมรับจุมพิตโดยดี

----TBC---

ค้างมั้ย ? :bye2:

ออฟไลน์ ปี้ปี้ปี้~PalmY

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-1
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #79 เมื่อ30-09-2009 17:27:10 »

ค้าง (นิดๆ)  :z3: :z3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
« ตอบ #79 เมื่อ: 30-09-2009 17:27:10 »





wanwisa

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #80 เมื่อ30-09-2009 19:11:52 »

...."อีกนิด...อยู่ด้วยกันอีก"....

แล้วไอ้อีกนิด....เนี่ย มันอยู่นานแค่ไหนอ่ะ  จนถึงเช้าเลยหรือเปล่าจ๊ะ คุณปถวี

ออฟไลน์ TONG

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2535
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +191/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #81 เมื่อ30-09-2009 20:27:12 »

อยู่ด้วยกันจนเสร็จกิจ?

รอลุ้นต่อไปนะขอรับ

ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #82 เมื่อ30-09-2009 22:20:31 »

สนุกมากกกกกกกกกกกกกก

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #83 เมื่อ30-09-2009 22:24:14 »

อีกนิด อยู่ด้วยกันอีก

ชอบจังคำนี้

 :L1: :L1: :L1: :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ Papoonn

  • inspiration <3
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 480
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-1
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #84 เมื่อ30-09-2009 22:41:54 »

"  อีกนิดอยู่ด้วยกันอีก  "

กรี้ด ด ด ด ดดดดดดดดดดดดด    !   สุดยอดครับพี่น้อง
> <  ;;   บอกแล้วว่าคู่นี้น่ารัก 
55555555   เป็นแฟนกันเร็วน่ะจ้ะ   

อ๊ากกกก   ๆ   น่ารักมากกก   
อ่านไปยิ้มไป  สุขใจริงเอย   ~

 :กอด1: :กอด1: :กอด1: :กอด1:

ออฟไลน์ zingiber

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #85 เมื่อ30-09-2009 22:46:59 »

 :-[ :-[ :-[ :-[ :-[

LoveNineTeen

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #86 เมื่อ30-09-2009 23:04:43 »

"ขอให้เธออยู่ต่อได้ไหม
ไว้วางใจต่อกันสักครั้ง ไม่มีสิ่งที่แอบคิดหวัง
แค่อยากจะขอความทรงจำเก็บไว้

ให้ค่ำคืนนี้เป็นคืนแห่งฝัน เก็บเหตุผลโยนมันทิ้งไป
จะอยู่กับฉันทั้งคืนได้ไหม อย่าปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไป
จากกันตอนนี้ก็คงเสียดาย
ฉันแค่ต้องการให้คืนนี้ ผ่านไปช้าๆ

ไม่ต้องคอยนับ ไม่ต้องรับรู้เวลา
ฉันก็แค่เพียงอยากสบตา อยู่ใกล้เธอทั้งคืน"


ขอทำไมอีกนิด ขอทั้งคืนไปเลยค่ะ

ออฟไลน์ thaitanoi

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #87 เมื่อ30-09-2009 23:13:44 »

มารอลุ้นด้วยครับ

Lollipop_pop

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #88 เมื่อ01-10-2009 10:30:12 »

"อีกนิด...อยู่ด้วยกันอีก"

ประโยคนี้ทำให้คิดไปไกล  :z1:

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ (By Sake) Part 12-14 "ขอโทษ"
«ตอบ #89 เมื่อ01-10-2009 10:56:53 »

ทำไมไม่โพสต์ต่อ "อีกนิด" ละคะ  :z3:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด