[นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake  (อ่าน 260613 ครั้ง)

ออฟไลน์ zingiber

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 439
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-4
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #120 เมื่อ03-10-2009 09:40:02 »

ชอบเรื่องนี้มากๆ เรื่องก็สนุก คนแต่งก็ขยัน :กอด1:

จะรอติดตามภาคสองนะจ๊ะ

ปล. รอลุ้นวิชกะไผ่เหมือนกัน

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #121 เมื่อ03-10-2009 10:39:27 »

งงอะ คือตอนที่ก่อนจะปรับความเข้าใจกันอยู่ ปี 4 แล้วใช่ปะ (ไมตูนึกว่าปี 3 ฟระ)  :z3:

ตอบเเทยพี่ sake ละกันค่ะ
คือว่าถ้ากลับไปอ่านตอนเเรกๆ คู่นี้เค้าทะเลาะ ไม่ชอบหน้ากันมานานเเล้วจ้า(เพราะจีบหญิงคนเดียวกัน)
คนในมอก็รู้ เห็น กันอยู่ เพราะพระเอกเค้าดัง โหะโหะโหะ

เดี๋ยววันนี้ไม่ก็วันอาทิตย์จะมาต่อภาคสอง

ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #122 เมื่อ03-10-2009 12:11:46 »

จบภาคแรกเร็วจังงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง แต่น่ารัก อิอิ

Donpopper

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #123 เมื่อ03-10-2009 12:37:53 »

น่ารักกันมากเลยคู่นี้

ปถวีก็เหมือนเด็กเลย

รออ่านภาค 2 ต่อไปครับ

DexTunG

  • บุคคลทั่วไป
Re: [นิยาย] +++ "UNTITLE" +++ By Sake Part 19-20 "จบภาค 1"
«ตอบ #124 เมื่อ03-10-2009 17:08:57 »

มารอภาค 2 ด้วยคนนะครับ

 :z2:    :z2:

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ภาค 2 / ตอนที่ 1

“คุณนทนที ท่านประธานเชิญที่ห้องครับ แล้วนำสัญญาที่ร่างไว้กับบริษัท เซเว่นทีนโปรดักชั่นมาด้วยนะครับ”

“ครับ ขอบคุณครับคุณทวีป ผมขอเวลาเตรียมเอกสารสักครู่แล้วจะเข้าไปครับ”

นทนทีวางโทรศัพท์จากเลขานุการประธานบริษัท SIRI INTER ENTERTAINMENT GROUP ที่เขาเริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งนิติกรตั้งแต่เรียนจบ จนถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 6 ปีแล้ว ร่างโปร่งบางหยิบเอกสารที่ต้องการใส่แฟ้ม แล้วเดินตัวปลิวไปยังห้องประธานบริษัท

ภายในห้องประธานบนชั้นสูงสุดของตึกยี่สิบชั้นโออ่ากว้างขวาง ถูกตบแต่งอย่างง่ายๆสบายตา เน้นความสะดวกสบายของผู้ทำงานเป็นสำคัญ ในห้องจึงมีไม้ดอกไม้ประดับผลัดเปลี่ยนมาตั้งวางไม่ได้ขาด หลังโต๊ะทำงานของประธานบริษัทเป็นกระจกใสจากพื้นจรดเพดานห้อง เปิดโล่งให้เห็นท้องฟ้าโปร่งสีครามภายนอก

นทนทีเดินตามเลขานุการไปนั่งที่ชุดรับแขก ซึ่งมีประธานบริษัทและหัวหน้างานของเขานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“นี่เป็นสัญญาที่ร่างไว้ครับ” ร่างโปร่งยื่นเอกสารให้ชายหนุ่มที่เขาเรียกว่าประธานจนติดปาก ถึงจะเรียกว่าประธาน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้แก่อย่างที่คิด อายุยังไม่ถึงสี่สิบเลยด้วยซ้ำ

ร่างสูงใหญ่ที่เป็นเจ้าของอาณาจักรSIRI INTER ENTERTAINMENT GROUP รับเอกสารไปเปิดอ่านซักพักแล้ววางลงบนโต๊ะ

“ไม่มีข้อไหนที่เราจะเสียเปรียบเขานะ อยากให้ระวังตรงนี้ด้วย แต่เท่าที่อ่านก็เรียบร้อยสมบูรณ์ดี” ชายหนุ่มเหลือบตามองลูกน้องทั้งสองคน

“ครับคุณเทวัญ เราระวังจุดนี้ทุกครั้ง ไม่ต้องห่วงเลยครับ สัญญานี้ถ้าคุณเทวัญเห็นชอบ ที่เหลือก็รอกำหนดวันเซ็นสัญญาเท่านั้นก็เรียบร้อยครับ” หัวหน้างานยกยิ้มแสดงถึงความมั่นใจให้ประธานบริษัท

“อืม งั้นให้คุณนทนทีประสานงานกับบริษัทมูนไลท์โปรดักชั่นกำหนดวันเซ็นสัญญาก็แล้วกัน ตกลงกันวันไหนแล้วแจ้งให้คุณทวีปทราบด้วยก็แล้วกัน” ร่างสูงพยักหน้าให้กับนทนทีและเลขานุการของตนเองรับรู้

“ครับ” ร่างโปร่งรับคำ พลางมองดูประธานบริษัทก้มหน้ามองนาฬิกาที่บอกเวลาเลิกงานพอดิบพอดี

“เลิกงานพอดี ว่างกันมั้ย ไปหาอะไรกินกันเถอะ” ชายหนุ่มที่ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทยกยิ้มเก๋ให้บรรดาลูกน้องต้องยิ้มตามกันทั่วหน้า

นทนทียกยิ้มมุมปากบางเบา ด้วยเวลาทำงานคุณเทวัญหรือประธานบริษัทมักจะทำงานอย่างเคร่งเครียด ตรวจงานกันละเอียดยิบ ทำผิดเป็นได้ถูกไล่กลับไปทำใหม่ตั้งแต่ต้นแบบไม่ค่อยจะไว้หน้าใครทั้งนั้น แต่เมื่อนอกเหนือจากงานก็คือเพื่อนกันดีๆนี่เอง ประมาณว่า งานเป็นงาน เล่นเป็นเล่น

“เอาแต่ยิ้ม ว่าแต่เราเถอะ ไปกับเขาได้รึเปล่าละ รึต้องรีบกลับบ้านอีก” ชายหนุ่มหันมาแซวลูกน้องคนโปรด ทำเอานทนทีต้องหัวเราะแก้ความเก้อเขินของตน

“มะ...ไม่หรอกครับ ไปได้ครับ” นทนทียกยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องบอกปัดคำชวนของเพื่อนร่วมงานไปกินเลี้ยงสังสรรค์บ่อยๆ

“งั้นเดี๋ยวขับรถไปเจอกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นตรงเซ็นทรัลปิ่นเกล้านะ เออ! นทไม่มีรถนี่นะ ไปกับฉันละกัน เก็บของเสร็จก็ตามทวีปไปที่รถนะ”

พอนัดแนะกันเสร็จ นทนทีจึงกลับมาที่โต๊ะทำงานเพื่อเก็บของ เงยหน้ามาอีกที เลขาประธานก็มายืนรอที่โต๊ะแล้ว

“เสร็จพอดีครับคุณทวีป ไปกันเลยครับ” นทนทียกยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มที่ยืนส่งยิ้มมาก่อนแล้ว

“วันนี้เพื่อนไม่มารับไปไหนหรือครับ” เลขาอารมณ์ดีเอ่ยถาม พลางเหล่ตามองร่างโปร่งบางสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ๆ

“ไม่หรอกครับ จะเจออะไรกันบ่อยๆ เบื่อหน้ากันจะแย่” นทนทีเสหัวเราะ เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานรู้เลย แต่เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ทำให้ร่างโปร่งสะดุ้งได้ไม่น้อย ก่อนจะรีบรับสายด้วยมีสายตาของทวีปมองดูอยู่อย่างฉงน ที่เขาเอาแต่จ้องมองเบอร์บนหน้าจอโทรศัพท์อย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“ครับ...ไม่ว่าง! ก็บอกไปสิว่าผมติดธุระ...นี่! ...มันจะอะไรกันนักหนาห๊า...ไม่ไป...บอกว่าไม่ไป...แค่นี้ละ” นทนทีวางสายก่อนจะหันไปยิ้มแหยๆให้กับคนเดินข้างๆ ที่มองมาด้วยสายตาแปลกใจ

“เพื่อนนะครับ” ร่างโปร่งบางบอกกล่าวด้วยอาการอิหลักอิเหลื่อ

“ธุระอะไรรึเปล่าครับ ทางนี้ก็แค่กินข้าวเย็นกันธรรมดาๆ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ”

“อ๋อ...ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกครับ แต่เจ้านี่ชอบบอกว่ามีธุระสำคัญอยู่เรื่อย” นทนทียิ้มแห้งๆให้ร่างสูงข้างๆ แต่ก่อนจะเดินออกประตูกระจกบานใหญ่ไปยังรถที่จอดรออยู่หน้าบริษัท ร่างโปร่งบางก็ต้องชะงัก ด้วยร่างสูงขาวสวมสูทสีดำสนิทอันคุ้นตาของนทนทีเดินผ่านประตูกระจกตรงดิ่งมายังตน ทำให้นทนทีแทบจะกัดลิ้นตัวเองไม่ให้เผลอสบถออกไป ให้ตายเถอะ!

“เพื่อนหรือครับ” ทวีปเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ มองนทนทีมีสีหน้าตกใจเมื่อชายหนุ่มหน้าตาดีเดินมาหยุดใกล้ๆ

“คะ...ครับ” นทนทีรับคำทวีป แล้วจึงตวัดสายตาโกรธขึงไปยังชายหนุ่มผู้มาใหม่

“ก็บอกว่าติดธุระไง” ร่างโปร่งส่งยิ้มเย็นยังผู้มาใหม่ แต่ในดวงตากลับมีกองไฟกองน้อยๆลุกโชน

“สำคัญมั้ยครับ” ผู้มาใหม่ถามกลับเรียบเรื่อย ไม่ได้ใส่ใจกับกองไฟกองน้อยๆที่พร้อมจะประเคนเข้าใส่ตัว ทำให้นทนทีถลึงตามองจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า พลางเดินเข้าไปประชิดอีกฝ่าย

“มันจะสำคัญไม่สำคัญก็เรื่องของฉัน แต่ที่แน่ๆเรื่องของนายมันไม่สำคัญแน่นอน แล้วตอนนี้ฉันอยากไปกินข้าวกับเพื่อนฉัน เรื่องของเจ้านั้นไว้เสร็จแล้วฉันค่อยไปหาก็ได้นี่!” นทนทีกระซิบกระซาบเสียงเหี้ยมใส่เลขานุการของปถวี

ร่างสูงขาวดูเนี้ยบไม่มีที่ติเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อยมองคนรักของเจ้านายดื้อแพ่งอย่างเฉยชา เพราะเขาต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้มาตลอดครึ่งปีที่เจ้านายเขากลับมาจากเมืองนอก หลังจากร่ำเรียนจนได้ปริญญาเอกมาครอบครองสมใจท่านประธานใหญ่ที่คอยตามใจ อยากได้อะไรก็หามาประเคนให้ทุกอย่าง แต่ท่านประธานใหญ่จะรู้มั้ยว่าลูกที่ตัวเองรักนักรักหนาเป็นเกย์ไปแล้ว

แต่มันก็ไม่ใช่หน้าที่ที่เขาจะต้องไปรายงาน เพราะตอนนี้เจ้านายของเขาก็คือ ปถวี

“คนรักกับข้าวเย็น ข้าวเย็นสำคัญกว่าหรือครับ”

คำพูดเรียบเรื่อยหน้าตายของอีกฝ่าย ทำให้นทนทีหน้าตาแดงก่ำฉุดแขนเลขาของปถวีออกมาคุยให้ห่างจากทวีป

“นายกันย์ ฟังฉันนะ เดี๋ยวฉันกินข้าวเสร็จแล้วฉันจะไปหาเจ้านายของนายเอง นายกลับบ้านนายไปเถอะ”

“ไม่เป็นไร ผมรอคุณได้ ถ้าคุณยืนยันว่าจะไปทานข้าวกับเพื่อนๆคุณก่อน”

คำตอบหน้าตายของกันย์ทำให้นทนทีนึกอยากเตะผ่าหมากเจ้าเลขาจอมซื่อสัตย์คนนี้จริงๆ แต่ก็ฝืนยิ้มเย็นกัดฟันกรอดๆไล่ให้อีกฝ่ายกลับไป

“กลับไปซะ!”

“...”

“นี่! จะยั่วโมโหกันรึไง” นทนทีโกรธจนหน้าดำหน้าแดง พลางมองไปรอบๆตัวด้วยกลัวจะเป็นจุดสนใจของพนักงานอื่นๆ และก่อนที่นทนทีจะได้จัดการกับเลขาจอมจุ้นของปถวี ทวีปที่ยืนมองเหตุการณ์มาตลอดก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาใกล้

“เอาไว้วันหลังค่อยไปก็ได้นท ดูท่าคุณคนนี้เขาจะมีธุระกับนายจริงๆนะ” ทวีปค้อมศีรษะให้กันย์เชิงทักทาย

“สวัสดีครับ ผมทวีป เป็นเลขาคุณเทวัญครับ” ร่างสูงใหญ่ยื่นมือขวาออกไปพร้อมระบายรอยยิ้มทั่วไปหน้า แต่อีกฝ่ายเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วจึงจับมือใหญ่นั้นเพียงแผ่วเบาตามมารยาท

“กันย์ครับ ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ” ร่างสูงขาวใบหน้านิ่งเฉยเอ่ยตอบราบเรียบ จนทวีปนึกค่อนขอดในใจไม่ได้ว่า พูดตามมารยาทเป๊ะๆ

“วันนี้มีโอกาสได้เห็นหน้าชัดๆซักที มารับกันออกบ่อยเห็นแต่หลังไหวๆตลอด บุญตาแท้ๆแม้จะดูดุไปบ้างก็เถอะนะ” ทวีปแกล้งพูดสัพยอกคนหน้าตาย แล้วยิ้มจนตาหยีใส่อีกฝ่ายที่หรี่ตามองมาอย่างสุขุม

“ผมขอตัวก่อนนะครับ ไปกันเถอะครับคุณนท” กันย์คว้าแขนนทนทีตั้งท่าจะเดินจากไป ถ้ามือใหญ่ของทวีปไม่คว้าแขนเสื้อไว้ซะก่อน

“นี่นามบัตรของผมครับ มีอะไรเรียกใช้ได้นะครับ” มือใหญ่รีบยัดนามบัตรแข็งๆใส่กระเป๋าเสื้อสูทของกันย์อย่างถือวิสาสะ พลางทวงถามหานามบัตรของอีกฝ่ายหน้าตาเฉย

“ไม่ได้เอาติดตัวมานะครับ ขอโทษด้วย” ร่างสูงขาวตอบ แล้วเดินลากนทนทีจากไป ก่อนจะพ้นประตูกระจกบานใหญ่ สายตาคมกริบของกันย์จึงเหลือบแลมองทวีปอย่างหมายมาด

“อูย...เลือดท่วมตัวแล้ว คนอะไรตาคมยังกับใบมีโกน ดุเป็นบ้า ดุจนน่าแกล้งนั้นละนะ หึๆ”


****************************************************************


ปัง! เสียงปิดประตูรถทำให้เทวัญหันไปมองเลขาที่มาเพียงลำพัง

“อ้าว...แล้วนทละ”

“เขาติดธุระกะทันหันนะครับ” ทวีปยักคิ้วหลิ่วตาตอบเจ้านายอย่างสนิทสนม

“...อีกแล้วเหรอ เสียดายจังน้า...” เทวัญเคาะนิ้วกับกระจกอย่างครุ่นคิด

“เอาจริงเหรอคนนี้” เลขาอารมณ์ดีเอ่ยถามถึงสิ่งที่คาใจมาตลอด

“ไม่รู้สิ แต่เขาน่ารัก...น่าที่จะรัก” ผู้เป็นประธานยกยิ้มให้กับตัวเองบางเบา

“แต่เขามีหวานใจแล้วนะ ลูกเสี่ยใหญ่ซะด้วย”

“นทเขาไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน แล้วอีกอย่าง ทุกอย่างก็อยู่ที่เจ้าตัวเขาจะเลือกไม่ใช่หรือ ฉันก็แค่เสนอตัวไปให้เขาเลือกก็เท่านั้น” เทวัญเหลือบตามองเลขาที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิท

“ฮะๆงั้นก็ระวังไอ้เสือบ้าไว้ให้ดีๆละ ท่านประธาน” ทวีปลากเสียงในตอนท้ายให้คนนั่งข้างๆหัวเราะขำ

“ฉันก็ไอ้เสือเก่าเหมือนกันละน่า...”


********************************************************


“เชิญครับ” ใบหน้าเรียบสนิทเปิดประตูห้องพักที่นทนทีมาจนนับครั้งไม่ถ้วน

“ขอบคุณ” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นของนทนทีทำให้กันย์ลอบยกยิ้ม ถึงจะดื้อดึงขี้โมโห แต่ก็อ่อนโยนกับคนรอบข้างเสมอ

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

นทนทีเหล่ตามองร่างสูงขาวเดินกลับออกไป ก่อนจะปิดประตูแล้วถอนหายใจยาว เสียงพูดใส่โทรศัพท์ของคนในห้องแววดังมาให้ได้ยิน ยิ่งทำให้อารมณ์ที่เริ่มสงบนิ่งคุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ

ยังคุยงานอยู่แท้ๆแล้วรีบไปลากตัวเขามาทำไมกันห๊ะ! ให้ตายเถอะ เขาก็อยากจะอยู่กับเพื่อนกับฝูงบ้างนะ

“นี่...ไม่เข้าข้างในละ”

ร่างสูงใหญ่และกลิ่นที่คุ้นเคยเข้าโอบกอดร่างโปร่งบางแนบแน่น พร้อมกับกดริมฝีปากเบาๆที่ขมับชื้นเหงื่อ ความนุ่มนวลอ่อนโยนจากอ้อมกอดที่แข็งแรงทำให้นทนทีลอบถอนหายใจ เงยหน้ารับจูบจากปถวี

“วันนี้ค้างนะ” จมูกโด่งซุกไซ้พวงแก้มขาวเนียน

“ไม่ได้ ฉันต้องกลับบ้าน นายก็รู้นี่” นทนทีเบี่ยงหน้าหนีจมูกโด่งที่ออกแรงกดผิวแก้มหนักขึ้น

“เฮ้อ...” ปถวีถอนหายใจยาวกับความรักที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ จากครอบครัวทั้งสองฝ่าย ร่างสูงหอมแก้มเนียนอีกฟอดใหญ่แล้วจึงจับจูงนทนทีไปนั่งที่เก้าอี้รับแขก

“เหนื่อยมั้ย” ปถวียกนิ้วขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่บดบังใบหน้าขาวนวลอย่างเบามือ ไม่สนใจดวงตาแวววาวที่ตะหวัดขึ้นมองอย่างเคืองๆ

“เหนื่อย!”

“เหนื่อยแล้วทำไมไม่รีบกลับบ้านละ จะไปเที่ยวต่อทำไมกัน” ปถวียกยิ้มมุมปากมองอีกฝ่ายขบริมฝีปากแน่น

“เจ้าเลขาตัวแสบนั่นทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่องเลยนะ!” นทนทีกระแทกแดกดันคนที่เอ่ยถึง

“ไปโทษเขาทำไม ฉันบอกเขาไปว่าให้พานายมาหาฉัน แต่ถ้านายเหนื่อยก็ให้พากลับบ้าน เขาเห็นนายยังไปเที่ยวต่อได้เลยพานายมา ก็เท่านั้นละ”

นทนทีมองร่างสูงตาโต ด้วยหมั่นไส้เจ้าเลขาหน้าตายนั่นสุดๆ คิดเองเออเองเสร็จสรรพ

คิดเข้าข้างเจ้านายตัวเอง!

“แต่ฉันนัดจะไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน นายจะให้ฉันมาคลุกอยู่กับนายคนเดียวได้ไง เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนะ นายปถวี!” ร่างโปร่งตะเบ็งเสียงใส่หน้าอีกฝ่าย

“แล้วฉันขอมากไปรึไงนท!” ปถวีมองอีกฝ่ายแน่วนิ่ง พวกเขาคุยเรื่องนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ตั้งแต่เขาเรียนจบกลับมาดูแลกิจการ IMPORT, EXPORT ให้กับครอบครัว

ร่างสูงใหญ่มองใบหน้าขาวนวลในอุ้งมือที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ความอ่อนเยาว์ยังคงปรากฏแก่สายตาเขาไม่จืดจาง ใช่...เขารู้ตั้งแต่ตอนไปเรียนต่อเมืองนอกว่านทนทีได้เข้าทำงานเป็นนิติกรในบริษัทสื่อบันเทิงชื่อดังของประเทศ ถึงตอนนั้นเขาพร้อมที่จะพานทนทีไปเรียนต่อด้วยกัน แต่เขาก็ต้องจำยอม เคารพการตัดสินใจของร่างเล็กตรงหน้านี้ ที่อยากจะยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่อยากให้ใครดูถูก และที่สำคัญ นทนทีอยากอยู่ด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง เขาจึงไปเรียนต่อเพียงลำพัง แต่พวกเขาก็ยังติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยนทนทียังมั่งคงและรอคอยเขาเพียงคนเดียว

การรอคอยที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันจบลง เมื่อเขาคว้าปริญญาเอกมาให้มารดากอดสมใจ แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด การอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ง่าย เหมือนผู้หญิงที่หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้ชายไป นทนทีต้องการจะอยู่กับมารดา ข้อนี้เขาก็เข้าใจ แต่เมื่อบอกให้ลาออกมาทำงานที่บริษัทเขา นทนทีกลับไม่ยอมท่าเดียว อ้างว่ายังติดข้อสัญญาที่รับทุนเรียนต่อปริญญาโทกับบริษัทอยู่ ถึงเขาจะยอมชดใช้ค่าผิดสัญญาให้ก็ไม่ยอมรับ เขาถึงได้แปลกใจ หรือมีอะไรที่เขายังไม่รู้ อะไรละ...ที่เขายังไม่รู้?

“นท...ฉันก็ทำงาน นายก็ต้องทำงาน อาทิตย์หนึ่งเราแทบไม่ได้เจอกัน ถ้าฉันไม่ให้เจ้ากันย์ไปรับ
นายก็ไม่คิดจะมาหา แล้วจะให้ฉันทำยังไง” ร่างสูงลอบถอนหายใจอีกรอบ พลางรั้งร่างเล็กเข้ามาโอบกอด ทำไมอะไรๆมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ใจคิดเลย

“ฉันรู้...” นทนทีหลุบตาลง เพราะเป็นความจริงที่เขาเถียงไม่ออก “แต่ถ้ามีเวลาฉันก็ยกให้นายหมดไม่ใช่เหรอ”

“เวลาที่นายเหลือจากคนอื่น” ปถวีมองลึกลงในดวงตาคู่สุกใส.......................“นายถึงจะคิดถึงฉัน”

ร่างโปร่งบางเบิกตามองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เขารอคอยคนๆนี้อย่างอดทน เขาพยายามทำตัวไม่ให้เป็นภาระของอีกฝ่าย และเขาพยายามจะตะเกียกตะกายเพื่อจะขึ้นไปเดินเคียงข้างปถวีได้อย่างภาคภูมิ ตามที่เขาเคยให้คำมั่นกับตัวเองไว้ แต่วันนี้...วันนี้เขายังมีกำลัง มีความสามารถไม่พอที่จะไปยืนอยู่ตรงนั้นได้ เขายังต้องขัดเกลาความรู้ความสามารถของตัวเองอีกมาก และการจะไปอยู่ตรงจุดนั้นได้ เขาจึงเลือกไปทำงานที่บริษัทอื่น เพราะหากเขาอยู่ใต้ชายคาบารมีของปถวี เขาก็คงถูกโอ๋ จนเป็นคนด้อยค่าง่อยความสามารถ แล้วเขาก็จะไม่เหลือความภูมิใจให้กับตัวเองอีกเลย

เขาถึงรอ...รออย่างอดทนเพื่อให้ถึงวันนั้น และเขาก็อยากให้คนๆนี้เข้าใจ แต่แววตาที่มองมาอย่างคาดคั้น ทำให้นทนทีรู้สึกเจ็บหยอกในอก เพราะเขาได้เคยบอกไปแล้ว หากอีกฝ่ายจะใส่ใจฟังความคิดเขาสักนิด

“เวลาที่ฉันให้นายไม่ได้เหลือมาจากใคร” นทนทีมองร่างสูงด้วยดวงตาแวววาว พลางผลักอกหนาออกห่าง เขาไม่ได้มาเพื่อฟังคำตัดพ้อต่อว่า แต่เขามาเพราะเขาก็คิดถึงอีกฝ่ายเหมือนกัน ถ้าจะต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้อีก เขาขอกลับไปนอนที่บ้านดีกว่า

ปถวีมองร่างโปร่งลุกขึ้น ทำท่าจะเดินผละจากไป จึงรีบฉวยคว้าข้อมือเล็ก ฉุดรั้งให้ล้มลงบนตักตัวเอง

“จะไปไหนหึ!” ปถวีเพ่งมองใบหน้านวลที่ห่างเพียงปลายจมูก

“ฉันเหนื่อยจริงๆนะ อยากกลับบ้าน” นทนทีหลุบตาลงต่ำไม่ต้องการเห็นดวงตาเกรี้ยวกราด แต่กลับได้ฟังเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายแทน

มือใหญ่ตบเบาๆที่แผ่นหลังเล็ก ก่อนจะรวบร่างโปร่งเข้ามากอดแน่นๆชั่วอึดใจแล้วจึงปล่อยออก

“ปะ...เดี๋ยวฉันจะไปส่งที่บ้าน” คำชักชวนของปถวี ทำให้หัวใจนทนทีตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาเตรียมใจจะต่อต้านหากอีกฝ่ายบังคับ แต่รับคำง่ายๆแบบนี้ทำเอาเขางง

หึ...หัวใจคนเรามันก็แปลกนะ เวลาเขาดึงสายป่านเข้าใกล้ก็อยากออกห่าง แต่พอเขาผ่อนสายป่านออกห่างกลับอยากเข้าไปอยู่ใกล้ๆซะงั้น

อาการนั่งนิ่งของร่างเล็กทำให้ปถวีจ้องมองอย่างแปลกใจ

“มีอะไรรึเปล่านท เหนื่อยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะดึกนะ”

“อะ...อืม” ร่างโปร่งลุกขึ้นตามการจับจูงของอีกฝ่ายเหมือนหุ่นยนต์ไปยังประตูห้อง แต่ก่อนจะพ้นผ่านประตูออกไป ศีรษะของปถวีก็ก้มลงมากระซิบที่ข้างใบหูเล็ก

“ฉันจะพยายามเข้าใจนายนะ” เสียงทุ้มนุ่มหูทำให้นทนทีเงยหน้ามองคนตัวโต ก่อนจะหันหลังกลับโถมกายเข้าโอบกอดร่างสูงไว้แน่น

“เอาแต่ใจ” นทนทีต่อว่ากับอกหนาด้วยน้ำเสียงอู้อี้

“หึๆ ใครกันแน่ที่เอาแต่ใจ” ปถวีหลับตาลงยกยิ้มบางเบาให้กับตัวเอง แล้วโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น ก่อนจะพานทนทีกลับไปยังห้องนอนของตน

“มานี่ จะนวดให้”

V
V
V

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
 :z1:

ปถวีจับศีรษะคนที่นอนแผ่หลาบนเตียงกว้างเหมือนเหนื่อยอ่อนขึ้นมาพาดวางบนตักตัวเอง มือใหญ่ค่อยๆนวดคลึงบริเวณขมับให้อย่างบรรจง นทนทีเหลือบตามองเจ้าของบริษัทใหญ่โตตั้งอกตั้งใจบริการตัวเองแล้วให้นึกขำ พร้อมๆกับรู้สึกภูมิใจในตัวเองหน่อยๆ ถึงจะอึดอัดกับความเจ้ากี้เจ้าการ ความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย แต่ทุกอย่างก็เพราะว่ารักเขาไม่ใช่หรือ ริมฝีปากสีสดยกยิ้มบางเบาให้ร่างสูงเลิกคิ้วถาม

“อะไร...สบายใช่มั้ยละ ฉันอุตส่าห์จำมาจากแม่บ้านของแม่ฉันเชียวนะ เห็นนวดให้แม่ฉันทีไร แม่ฉันเป็นต้องเคลิบเคลิ้มทำหน้าตาสบายสุดๆ”

“อืม...สบายจริงๆละ นวดไปนะ” ร่างโปร่งรับสมอ้าง พลางหลับตาอมยิ้ม

“หึ”

ความอบอุ่นที่ประทับบนริมฝีปากทำให้นทนทีลืมตามองดวงหน้าคมคายในระยะประชิด

“ไม่นวดต่อไปละ” ร่างโปร่งกระซิบชิดริมฝีปากได้รูป

“นวดสิ จะนวดให้ทั้งตัวนั่นละ”

ไม่พูดเปล่า มือใหญ่สอดเข้าใต้เสื้อเชิ้ตลูบไล้ยอดอกนิ่ม จนอีกฝ่ายตะครุบมือแทบไม่ทัน

“ทะ..ทะลึ่ง”

“ก็จะทำเรื่องทะลึ่งแล้วนี่” ปถวีส่งยิ้มใส่ตาอีกฝ่าย ก่อนจะประกบจูบหยุดคำต่อว่าข้างๆคูๆของร่างบาง

“อือ...”

สองมือเล็กยกขึ้นประคองใบหน้าร่างสูง พลางหลับตาตอบรับการหยอกล้อของลิ้นอุ่นแต่โดยดี จมูกโด่งซุกไซ้ลำคอเรียว ฟันขาวขบกัดรับรู้รสชาติเค็มปร่าของเนื้อเนียน เสียงดูดกลืนผิวกายทำให้นทนทีพยายามเบี่ยงตัวหนี

“ขออาบน้ำก่อนเถอะ นี่...หยุดก่อน” มือเล็กพยายามผลักใบหน้าอีกฝ่ายออก

“อือ...”

“นี่!”

ร่างสูงไม่ตอบ แต่ตวัดคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่า แล้วนำพาคนในอ้อมแขนไปวางลงในอ่างน้ำที่รองน้ำอุ่นไว้เต็มจนร้นปรี่เมื่อมีร่างของพวกเขาลงไป

สัมผัสของน้ำอุ่นๆทำให้นทนทีเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายที่ยืดตัวถอดเสื้อออกจากร่างกาย

เตรียมไว้แล้วเหรอเนี่ย จะโอ๋เขาเกินไปแล้วละมั้ง แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดี ร่างบางจึงโถมกายเข้าหา พลางเหนี่ยวรั้งลำคอหนาลงมาประกบจูบแผ่วเบา

“อืม...” ร่างสูงเปล่งเสียงครางอย่างพอใจ แล้วจึงดุนดันลิ้นเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นภายใน มือใหญ่เข้าปลดเสื้อผ้าเปียกน้ำออกอย่างรวดเร็ว แล้วเหวี่ยงทิ้งไปนอกอ่าง สัมผัสเนื้อเนียนหนักๆด้วยแรงอารมณ์ลุกโหม

“อือ...อาบน้ำก่อน...วี” นทนทีพยายามหยุดมือใหญ่ไม่ให้ลุกล้ำลงต่ำ

“กำลังจะอาบให้ไง” ร่างสูงยกยิ้มก่อนจะเบี่ยงตัวกดปั๊มสบู่เหลวนำมาถูไถลูบไล้บนแผ่นอกราบเรียบจนเกิดฟองเนียนนุ่มทั่วตัว

หึ...เผลอเป็นไม่ได้ คิดไปพลางส่งสายตามองค้อนคนอมยิ้มเจ้าเล่ห์ไป

นทนทีมองมือใหญ่แข็งแรงลูบไล้ใบหน้าของตัวเองอย่างอ่อนโยน จึงเอื้อมมือไปกดสบู่เหลว ถูจนเกิดฟองแล้วจึงลากไล้ไปตามแผ่นอกกำยำ

“อย่ายั่วสิ” คำพูดหยอกเย้าทำให้ใบหน้าขาวร้อนวูบ อยากจะทุบสักทีสองที

“เลิกทะลึ่งซะทีได้มั้ย นายน่ะ”

“หึๆ จะทำได้ยังไง ในเมื่อมีคนรักมาเปลือยอยู่ตรงหน้า มันก็ต้องอยากทำสิ แบบนี้ไง” ไม่พูดเปล่าแต่ปถวียกสะโพกมนขึ้นคร่อมตักตัวเอง ให้แกนกายอ่อนนุ่มเสียดสีหน้าท้องแบนราบแนบแน่น

“ดีมั้ย”

ไม่มีเสียงตอบจากร่างโปร่ง ด้วยถูกปถวีประกบจูบเร่งเร้าให้ตอบสนอง สองมือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเนียนระเรื่อยไปถึงบั้นท้ายแน่นตึง ก่อนจะบีบเค้นแยกเนินเนื้อ ส่งนิ้วแข็งแรงเข้านวดคลึงช่องทางแคบที่ปิดสนิทให้อ่อนนุ่ม

“อา...ให้อาบเสร็จก่อนสิ” นทนทีปิดตาสนิทพลางบีบไหล่หนาแน่น

ร่างสูงยกยิ้มก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปากสีสด

“รอไม่ไหวแล้วละ”

ไม่รอให้ร่างบางพูดต่อ ปถวีค่อยๆยกสะโพกมนขึ้น ก่อนจะแทรกแกนกายตนเองสู่ช่องทางอุ่นร้อน

“อือ...” ร่างโปร่งสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจลดสะโพกเข้าสอดรับกับสิ่งที่สอดแทรกเข้ามาในร่างกาย

“นท...อา...” สะโพกแกร่งขยับกายเคลื่อนไหวเชื่องช้า ให้คนตัวเล็กในอ้อมแขนปรับตัวสอดรับกับจังหวะการสอดแทรกของตน

เมื่อร่างสูงเริ่มกระแทกกระทั้นสะโพกหนักหน่วง ทำให้นทนทีต้องโอบรั้งลำคอหนาไว้แน่นเพื่อพยุงกาย

“อือ...วี...” ลมหายใจของร่างโปร่งสะดุดเป็นช่วงๆเมื่ออีกฝ่ายโถมแรงเข้าใส่ “เบาๆ...หน่อย...อือ...”

ปถวีมองร่างเล็กหลับตาแอ่นกายรับการสอดแทรก จึงประคองศีรษะทุยเข้ามาประกบจูบ แลกรับความรู้สึกโหยหาเติมเต็มกันและกัน

“อะ...อ๊า” เสียงครางหลุดลอดจากริมฝีปากอิ่มสีสดเมื่อไม่สามารถข่มกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป อาการเกร็งไปทั่วร่างของนทนทีทำให้ปถวีโอบกอดแผ่นหลังบางไว้แน่นแล้วกระแทกกายใส่ช่องทางอุ่นจนระเบิดอารมณ์ความต้องการออกมาพร้อมๆกัน

ร่างเล็กหอบหายใจหนักหน่วง แล้วซบศีรษะลงแผ่นอกหนาอย่างเหนื่อยอ่อน ปถวีก้มหน้าลงหอมแก้มขาวนวลหนักๆ ก่อนจะเอื้อมหยิบฝักบัวขึ้นรดล้างฟองสบู่ออกจากร่างขาวเนียนจนหมดจด แล้วจึงอุ้มร่างเล็กขึ้นจากอ่างน้ำ

ปถวีวางร่างโปร่งบนเตียงกว้าง ก่อนจะเคล้าเคลียริมฝีปากสีสดอีกครา

“นี่...” นทนทีผงะศีรษะออกห่าง ก่อนจะหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างระแวง

“นท” เสียงกระเส่าของปถวีทำให้นทนทีทุบตุบบนบ่าหนา

“ไม่เอาแล้ว...อย่า...” มือเล็กพยายามหยุดการคืบคลานของมือใหญ่ที่ไล้วนบนหน้าท้อง ก่อนจะขยับเข้ากอบกุบกายอ่อนนุ่มจนร่างบางแทบสำลักลมหายใจตัวเอง

“นี่...พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีกนะ...อือ!” นทนทีบิดกายหลบมือใหญ่ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายยึดจับสะโพกไว้แน่น ก่อนจะเคลื่อนริมฝีปากสู่กายร่างบางแล้วครอบครองเข้าไปจนหมด

“อะ!...วี”

“อีกนิดนะ...นะนท” เสียงแหบพร่าครางเครือทำให้นทนทีหลับตาลง แล้วรอรับความสุขสมที่ร่างสูงมอบให้ ด้วยเพราะเขาก็ไม่คิดจะห้ามปรามอีกฝ่ายจริงๆจังได้เลยซักที


**************************************************8


“อืม...”

แสงสีทองทาทาบจับขอบฟ้าทำให้ร่างเล็กที่หลับใหลไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างงงงวย ก่อนจะสะดุ้งลุกขึ้น เพราะห้องที่ตนนอนหลับใหลคือห้องของปถวี พลางตวัดสายตามองร่างคนที่นอนข้างๆอย่างขุ่นเคือง

“นี่! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” นทนทีเขย่าไหล่หนาแรงๆ

“อืม...ยังเช้าอยู่เลยนท”

“ยังจะมานทอีก เมื่อคืนนายปิดนาฬิกาปลุกอีกแล้วใช่มั้ย...นายวี!” นทนทีมองคนตัวโตยันตัวลุกขึ้นนั่งผมเผ้ายุงเหยิงตาขวาง เพราะนี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่นายปถวีใช้วิชามาร ทำให้เขาต้องอยู่ค้างคืนด้วย

หนอย...เขาอุตส่าห์ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนสี่ทุ่ม เพราะกลัวตัวเองจะเผลอหลับ จนไม่ได้กลับบ้าน แล้วเป็นไงละ!

“ก็เห็นว่าเหนื่อย เลยอยากให้นอนพักมากๆน่ะ” ปถวียืดตัวบิดกายไปมาไม่สนใจอารมณ์คนข้างๆ

นทนทีมองท่าทางกวนอารมณ์นั้นอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะผลักอกอีกฝ่ายแรงๆเพื่อระบายความหงุดหงิดในหัวตัวเองด้วย

“เจ้าบ้า!”

ปถวีรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้ แล้วจึงก้มตัวลงหอมแก้มนวลเร็วๆเสียฟอดใหญ่

“ไม่ต้องห่วงน่า...ฉันโทรบอกน้องวาแล้วว่านายค้างกับฉัน”

คำบอกกล่าวของปถวี ทำให้นทนทีต้องส่งสายตาขวางๆไปให้อีกครา เตรียมการไว้เสร็จสรรพเลยนะเจ้าบ้า...

ทุกทีเลย!ไม่กอดจนเขาเหนื่อยหลับไป ก็ต้องหาข้ออ้างอะไรซักอย่างให้เขาอยู่ด้วยจนได้...

ถึงจะรู้ว่ารักก็เถอะ แต่มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ...

นทนทีเก็บความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆไว้ในใจ ก่อนจะเหวี่ยงตัวลงจากเตียงแล้วเดินตึงๆไปเปิดตู้เสื้อผ้า คว้าชุดทำงานที่เจ้าของห้องเตรียมไว้ให้เป็นสิบๆชุดเดินเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้ปถวีมองตามด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

ฉันรู้สึกเหมือนนายอยากทิ้งระยะห่างระหว่างเรา บางครั้งก็เหมือนเข้าไปใกล้ในใจนาย แต่บางครั้งกลับรู้สึกห่างไกลจนเอื้อมไม่ถึงแม้แต่ตัวนาย เหมือนนายไม่อยากให้ฉันเข้าไปในชีวิตของนาย เพราะอะไร...หรือนายกำลังจะเปลี่ยนไป...นทนที?

ปถวีสลัดความคิดนั้นไปจากหัว ก่อนจะเดินตามร่างโปร่งบางเข้าไปในห้องน้ำ แล้วกระชากผ้าพลาสติกบังตาออก เหนี่ยวรั้งใบหน้าเปียกน้ำจากฝักบัวจนชุ่มเข้ามาจูบอย่างรุนแรงร้อนรน จนร่างเล็กเบิกตากว้างงุนงงเมื่อร่างสูงถอนใบหน้าออกห่าง แล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ทันให้เอ่ยถาม

นทนทีระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ความอึดอัดนี้เกิดขึ้นเพราะความรักของคนรับกับคนให้ไม่สมดุลกัน...แต่

คนที่เกิดมาท่ามกลางความสมบรูณ์พูนสุขอย่างนาย กับคนขาดอย่างฉัน ทำให้ฉันต้องถีบตัวเอง สร้างตัวเองให้เท่าเทียมนายขึ้นมาสักนิดก็ยังดี เพราะฉันไม่อาจมองอะไรเป็นเรื่องง่ายๆเหมือนนาย ฉันต้องมองให้กว้างกว่านาย เพราะฉันอยู่ต่ำกว่านาย ถึงนายจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะนายมีพลังมีกำลังจะเลี้ยงดูฉัน ปกป้องฉัน หรือแม้กระทั่งจะใช้เงินปิดปากใครต่อใครที่มาพูดจาให้ขุ่นเคืองใจ ด้วยอำนาจที่นายมีอยู่ในมือ

แล้วนายจะไม่เหลือความภาคภูมิใจไว้ให้ตัวฉันเองเลยหรือ...ฉันไม่อยากให้ใครต่อใครพูดว่าฉันมักง่าย เอาตัวเข้าแลกเพราะหวังสุขสบาย...เพราะรักของฉันต้องไม่เป็นอย่างที่ใครๆกล่าวหา ให้ฉันได้ทำอะไรเพื่อนายบ้างเถอะ...
รอฉันหน่อย...อย่าเพิ่งโมโหโทโสจนละทิ้งฉันไป...

นายได้หัวใจของฉันไปตั้งนานแล้วนะ

รับรู้ไว้ด้วยเถอะ!…

---TBC---

******************************************************************

มาต่อเเล้วจ้า ขอบคุณที่ชอบเรื่องนี้กันค่ะ จะบอกพี่ sake ให้นะ (จะได้อ่านเรื่องใหม่รึยังเนี่ย คุณพี่ขา)

ภาคสองนี่ คุณน้องนทนทีคิดมากไปม้ายย

.
.
.
ขอบคุณค่ะ  :impress2:

DexTunG

  • บุคคลทั่วไป
 :z13: เลย  ได้อ่านตอนใหม่ ภาคใหม่แล้ว

 :z2:    :z2:

ออฟไลน์ ปี้ปี้ปี้~PalmY

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-1
นั้นดิ มากไปปปนิดนึงนะ 6 ปีแล้วนะเว่ยยย  :z1:

เปิดมา เสียตัว - -

ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
ท่าทางปถวีจะเจอปัญหาหนักอกยิ่งกว่าภาคแรกมั้งเนี่ย
แต่ว่า ปถวี นี่แรงดีไม่มีตกจริงๆ  :z1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






loma

  • บุคคลทั่วไป
ภาคสองแล้ว นายปถวียังแรงดีอยู่เลย...

สนุกมาก ๆ อ่านเพลินเลย ตามต่อ ๆ

LoveNineTeen

  • บุคคลทั่วไป
โอ้ยยย..จะบ้าตาย หวาน โฮก น่ารักที่สุด ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แต่คิดมากเกินไปกันหรือเปล่า หนึ่งคนกลัวตัวเองไม่คู่ควร อีกหนึ่งกลัวคนรักจะแปรเปลี่ยน แถมยังมีมือที่สามออกมาอีก เฮ้อ...ทำท้าอุปสรรคจะเยอะ เค้าไม่อยากกินยาขมนะ...


ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
ดูท่าทางภาคสองจะมีน่ำตานองหน้า

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4

ออฟไลน์ thaitanoi

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1451
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
เริ่มเรื่องก็หวานกันดีนะครับ แต่ดูเหมือนจะมีอุปสรรคด้วย ขอบคุณนะครับ

DEVIL nures

  • บุคคลทั่วไป
 :mc4:   ภาคสองมาแว้วววววววววววววววววววววววววววววว

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 2

“นท วันนี้ประธานจะไปคุยสัญญานอกรอบกับบริษัทฟ้าใส อิลมาเร่ บีช รีสอร์ท ตอนหกโมงเย็นที่โรงแรม นทเตรียมเอกสารแล้วไปกับผมด้วยนะ” หัวหน้างานของนทนทีเอ่ยขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ

“ครับ” นทนทียิ้มรับ งานนี้บริษัทคู่ค้าต้องการให้บริษัทเขาผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกชนิดเพื่อโปรโมทกิจการของตัวเอง

ความรู้สึกสั่นสะเทือนเบาๆในกระเป๋ากางเกงทำให้นทนทีล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้นทนทีอมยิ้ม เพราะเป็นเบอร์ของปถวี

ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา เจ้าเด็กโข่งนั่นดูจะตึงๆกับเขาอยู่ไม่น้อย โทรไปก็คุยกันแบบถามคำตอบคำ ไม่ก็ให้เลขานายกันย์หน้าตายโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบซะงั้น... วันนี้โทรมาได้ แสดงว่าผีบ้าคงออกจากตัวไปแล้ว

“อืม...ว่าไง”

“เย็นนี้ฉันไปรับนะ จะกลับบ้านแม่ด้วย” ปถวีบอกอีกฝ่าย ด้วยวันนี้เป็นวันศุกร์จึงตั้งใจจะไปรับนทนทีกลับบ้าน และตัวเองจะได้เลยไปบ้านใหญ่ด้วย

“อะ...ฉันติดงานน่ะ นายกลับไปก่อนเลยก็ได้ แล้ววันเสาร์ค่อยมาหาที่บ้าน”

“งานอะไร จะใช้แรงงานกันโหดไปหน่อยมั้ง บอกแล้วไงว่าให้ลาออกมาทำงานที่บริษัทฉัน จะได้ไม่เหนื่อยแบบนี้” ปถวีได้ทีพูดโน้มน้าวอีกฝ่าย

“ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกน่า...นานๆครั้งเท่านั้นละ ฉันต้องตามหัวหน้าไปคุยกับบริษัทคู่ค้าน่ะ ไม่รู้ว่าจะเสร็จกี่โมง” นทนทียกยิ้มบางเบาให้โทรศัพท์ แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วย่นใส่

“งั้นฉันจะให้เจ้ากันย์ไปรอรับดีกว่า”

“ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบนะ กลับบ้านตัวเองถูก”

“งั้นเอาแบบนี้ ไปเจอกันที่บ้านนายแล้วกัน” ไม่รอฟังนทนทีตอบรับ ปถวีก็ตัดสายโทรศัพท์ให้อีกฝ่ายอ่อนอกอ่อนใจอีกครา

“เจ้าบ้า!”

********************************

“ครับ ทางบริษัทเราอยากได้ดาราที่ดูสดใสร่าเริงมานำเสนอโปรเจ็คของเรา แล้วก็อยากให้มีสื่อประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบเพื่อโปรโมทบริการของทางเราด้วย” ผู้แทนจากบริษัทคู่ค้าเอ่ยความต้องการให้เทวัญรับทราบ

“ครับคุณรังสรรค์ ผมจะส่งแผนการประชาสัมพันธ์ไปให้คุณพิจารณาดู แล้วก็จะคัดเลือกดาราให้ทางคุณเลือกคนที่ถูกใจ ถ้าทางคุณพอใจ เราจะได้ร่วมงานกันอีกครั้ง คุณคิดว่าไงครับ”

เทวัญยิ้มให้เจ้าหน้าที่บริษัทคู่ค้า ความจริงเรื่องเจรจาการค้าแบบนี้เขาไม่ต้องลงมาทำเองก็ได้ แต่เขาจะเลือกลงมาดูแลในคู่ค้ารายที่สำคัญๆมากกว่า และการเลี้ยงรับรองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี

นอกเหนือจากผลประโยชน์ที่ได้รับ คนเราทุกคนก็ชอบให้คนอื่นมาเอาใจกันทั้งนั้นละ

ประธานบริษัทใหญ่เหลือบมองริมฝีปากสีสดของลูกน้องคนโปรดพูดคุยกับพนักงานอีกฝ่ายอย่างถูกคอ แววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาทำให้เขารู้สึกชื่นชม ภูมิใจที่ได้ส่งเสริมให้เด็กคนนี้มีอนาคตที่ดี มีทางเดินที่พร้อมจะช่วยส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ เขาจึงเป็นคนเซ็นอนุมัติให้นทนทีได้ทุนเรียนต่อของบริษัทคราวก่อน แล้วค่อยอยู่ทำงานชดใช้ทุน นี่เขาก็เริ่มแนะนำให้เจ้าตัวส่งเรื่องตามขั้นตอนเพื่อของทุนเรียนต่อปริญญาเอกอีก ซึ่งเจ้าตัวก็สนใจอยู่มาก

ไม่รู้เป็นไง พอเห็นเด็กคนนี้ยิ้มแย้ม เขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย หรือเขาจะชอบเด็กคนนี้ขึ้นมาจริงๆ

“ผมขอตัวแป๊บนะครับ” เทวัญลุกขึ้นเพื่อเดินไปเข้าห้องน้ำ

ในขณะที่นทนทีกำลังพูดคุยกับบริษัทคู่ค้า สายตาที่เหลือบมองลูกค้ารายใหม่ของร้านอาหารเดินมาจับจองที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ ทำให้นทนทีแทบสำลักน้ำลายตัวเอง

“ปถวี” นทนทีครางเครือ เมื่อร่างสูงใหญ่ใส่สูทสีเทาเดินมาพร้อมกับเลขาหน้าตาย เจ้าบ้านั้นมาที่นี่ทำไมกัน คิ้วได้รูปขมวดย่น ก่อนจะผงกศีรษะขออนุญาตคู่สนทนาโทรศัพท์
 
“มาทำอะไรที่นี่ของนายกันห๊า!” เสียงนทนทีกระซิบกระซาบรอดไรฟันถามร่างสูงที่รับโทรศัพท์ด้วยดวงหน้ายิ้มพราย

“ก็รอนายจนหิว เลยว่าจะเข้ามาหาอะไรกินรองท้องเสียหน่อย แล้วจะได้รับนายกลับพร้อมกันเลยไง” ปถวียักยิ้มให้กับร่างเล็กที่นั่งโต๊ะข้างหน้า ทำให้นทนทีถลึงตาใส่

“นี่! พูดให้มันรู้เรื่องหน่อยนะ ฉันบอกให้นายกลับไปก่อนไง เดี๋ยวค่อยไปเจอกันที่บ้านก็ได้ นายจะบ้าเหรอไง ฉันมาทำงานนะ” นทนทีมองคนยักคิ้วให้อย่างสุดทน ก่อนจะลุกขึ้นขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อไปสงบสติอารมณ์

เหม็นขี้หน้า!

ร่างโปร่งบางเดินตัวปลิวเข้าห้องน้ำ โดยทิ้งหางตาขู่อาฆาตปถวีไปด้วย แต่อีกฝ่ายกลับเสหลบตาหันไปสั่งอาหารทำไม่รู้ไม่ชี้แทน

ทวีปมองตามนทนทีลุกจากโต๊ะไป พลางสบสายตาเข้ากับกันย์ที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม ทำให้ทวีปเลิกคิ้วขึ้นอย่างค้นคว้า แปลก...วันนี้ไม่ได้มาคนเดียว ถ้างั้นอีกคนที่นั่งข้างกันนั่นคงเป็น...ไอ้เสือบ้าที่เขาพูดถึงเมื่อวันก่อน

“หึๆ” ทวีปยกยิ้มให้กับตัวเอง แล้วมองไปยังเลขาหน้าตายที่ทำเป็นมองไม่เห็นเขาอย่างขำๆ ด้วยความอารมณ์ดีของตัวเองจึงยักคิ้วขยิบตาให้อีกฝ่ายหรี่ตามองอย่างเชือดเฉือนเล่น

“อูย..เจ็บจัง” ร่างสูงยกมือคลึงหน้าอกตัวเองเย้าอีกฝ่ายเพื่อดูอากัปกิริยา แต่เป้าหมายเขากลับนั่งนิ่ง เสทำเป็นสนใจอาหารที่ยกมาเสิร์ฟแทน

นทนทีเดินไปตามทางเดินหินอ่อน พอเลี้ยวตัวเข้าไปภายในห้องน้ำ จึงเห็นร่างสูงใหญ่ของเทวัญนั่งก้มๆเงยๆอยู่ใกล้ๆอ่างล้างมือ

“เป็นอะไรหรือครับคุณเทวัญ” นทนทีเดินเข้าไปใกล้ๆก้มตัวลงมองเจ้านายยกมือกุมจมูกตัวเองแน่น

“ปะ...เปล่าหรอก กุญแจรถมันตกเลยก้มเก็บ ฉันลุกไม่ดูให้ดี หน้าเลยไปกระแทกขอบอ่างล้างมือน่ะ” เทวัญเอื้อมมือจับขอบอ่างน้ำแล้วพยุงตัวเองลุกขึ้น

นทนทีเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยเลือดติดอยู่บริเวณจมูกเทวัญ จึงรีบเข้าไปดู

“คุณเทวัญเอามือออกครับ ขอผมดูหน่อย” นทนทีแกะมือที่กุมจมูกโด่งออก พิจารณาบริเวณที่บวมแดงอย่างเป็นห่วง

“มันบวมมากเลยครับ ข้างในคงแตก เดี๋ยวผมเช็ดเลือดให้แล้วค่อยไปให้หมอดูดีกว่านะครับ”

ในขณะที่นทนทีกำลังง่วนอยู่กับแผลของเจ้านาย ปถวีที่รู้สึกว่านทนทีหายไปนานกว่าปกติจึงเดินตามเข้าไป ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายคงเคืองตนเองมาก

แต่ภาพที่เห็นข้างหน้าทำให้ปถวีหยุดชะงัก ร่างสูงใหญ่ของเทวัญยืนพิงอ่างล้างมือโดยมีนทนทียืนหันหลังให้ปถวี และร่างเล็กๆนั้นก็เหมือนจะหลุดเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย

เทวัญเงยหน้าเหลือบมองผู้มาใหม่ แล้วต้องหรี่ตาลงพิจารณาชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคมสันยืนมองพวกเขาอย่างแปลกใจ ก่อนจะหัวเราะลงคอแล้วซบหน้าลงกับบ่าเล็ก

“คุณเทวัญ!” นทนทีเกร็งตัวรับน้ำหนักของเจ้านายที่เทลงมา

“เป็นอะไรครับ”

“มึนๆนะนท” เทวัญผงกศีรษะขึ้นมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่เม้นปากแน่น ก่อนจะยกมุมปากขึ้นอย่างมีเลศนัย

“มากมั้ยครับ เดี๋ยวผมพาไปนั่งก่อนดีกว่า” นทนทีพยายามโอบประคองร่างของเจ้านายไปนั่งพัก โดยไม่ได้ใส่ใจอ้อมแขนของอีกฝ่ายที่เข้ามายึดจับเอวแนบแน่นกว่าปกติที่พึ่งกระทำ

“นท!” เสียงเรียกของปถวีทำเอานทนทีสะดุ้ง เงยหน้ามองร่างสูงเดินตรงเข้ามาใกล้ หากแต่ไม่ได้สังเกตแววตาของปถวีเลยซักนิด ด้วยกำลังใจชื้นที่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ

“วี...มาช่วยหน่อย คุณเทวัญเขากระแทกอ่างล้างมือ คงมึนหัวมากเลย” ร่างโปร่งส่งยิ้มขอความช่วยเหลืออย่างใสซื่อ ทำให้ปถวีจำต้องเก็บความไม่พอใจไว้เงียบๆ
เพราะรอยยิ้มเมื่อครู่ของเทวัญ ทำให้เขารู้สึกไม่ไว้ใจ รู้ทั้งรู้ว่ามีคนมองอยู่ก็ยังจงใจซบหน้าลง ไอ้หมอนี่มันตั้งใจทำให้เขาเห็นแน่ๆ

ปถวีเดินปรี่เข้าไปคล้องแขนเทวัญแน่นจนเกินพอดี แล้วแยกเขี้ยวยกยิ้ม

“นทเดินนำหน้าไปก่อนเลย ฉันพยุงคนเดียวสะดวกกว่า” ร่างสูงแกะมือเล็กออกก่อนจะพยายามลากเทวัญให้เดินตาม ด้วยคนเจ็บเองก็พยายามจะขืนตัวออกจากอีกฝ่ายเช่นกัน

“ไม่เป็นไรครับ ผมพอเดินเองไหว” เทวัญบอกปัดความช่วยเหลืออย่างมีมารยาท แต่ทำให้นทนทีที่เดินนำหน้าหันมามอง

“เพื่อนผมเองครับคุณเทวัญ ไม่เป็นไรหรอกครับ” นทนทียกยิ้มให้เจ้านายคลายกังวล

“โธ่...รู้จักสินท ลูกเศรษฐีใหญ่ติดอันดับเมืองไทย ใครบ้างจะไม่รู้จัก แค่รู้สึกเกรงใจเท่านั้นเอง” เทวัญพยักพเยิดหน้าเชิงเกรงอกเกรงใจ แต่ปถวีรู้สึกว่ามันเป็นการเสียดสีเขาเสียมากกว่า ก่อนจะยกยิ้มมุมปากยิ้มจนตาปิดอย่างเสแสร้งเต็มที

“อ๋อ...ครับ ถ้าพูดได้คล่องแบบนี้คงเดินเองไหวนะครับ” ปถวีปล่อยมือโดยไม่รอให้นทนทีท้วง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีก

“ท่าทางคุณออกจะแข็งแรง ดูไม่น่าจะเป็นอะไรง่ายๆเลย”

เทวัญมองสบตาคู่คมแวววาว ก่อนจะยักไหล่แล้วจัดเสื้อสูทของตัวเอง

“หึๆ คนเรามันต้องมีวันอ่อนแอกันบ้างละครับ โดยเฉพาะกับคนที่เราไว้ใจ” บอสใหญ่แห่ง SIRI INTER ENTERTAINMENT GROUP ยกยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ

“เหรอครับ แต่ถ้ารู้ว่าอ่อนแอก็ควรจะอยู่เฉยๆนะครับ เดี๋ยวมันจะเป็นหนักว่าเดิม” ปถวีตอกกลับหวังให้อีกฝ่ายรู้สึกรู้สา

นทนทีที่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลระหว่างคนทั้งสองคนจึงเดินเข้ามาแทรกกลาง

“รีบไปเถอะครับคุณเทวัญ จะได้กลับไปดูแผลที่จมูกว่าเป็นอะไรมากมั้ย”

“อืม”

ทั้งสามคนเดินมาถึงโต๊ะอาหาร เพราะดั้งจมูกของเทวัญบวมแดงมากทำให้การพูดคุยกับบริษัทคู่ค้าต้องจบลงโดยปริยาย นทนทีที่เป็นห่วงการบาดเจ็บของประธานบริษัทไม่น้อยเอี้ยวหน้าบอกปถวีว่าจะไปที่โรงพยาบาล ทำให้ปถวีถลึงตามองและเลยผ่านไปยังเทวัญ

“ผมขอตัวพาเพื่อนกลับเลยนะครับ พอดีบ้านไกล” ไม่รอให้นทนทีได้โวยวาย ปถวีก็ฉุดลากร่างบางเดินออกจากร้านอาหาร ทำให้เทวัญยืนนิ่งอึ้งกับความไม่เห็นแก่หน้าใครของอีกฝ่าย

“ก็นะ ไม่จำเป็นต้องทำดีกับคนที่คิดจะแย่งของรักของตัวเองนี่นะ” เทวัญยักไหล่ก่อนจะหันมองทวีป

“เราก็ไปกันเถอะ” เทวัญก้าวเดิน พร้อมกับหันมองชายหนุ่มร่างสูงขาวที่มากับปถวี “คุณละครับ”

กันย์ค้อมศีรษะให้เทวัญเล็กน้อย แล้วจึงลุกขึ้นจากโต๊ะ

“ผมก็จะกลับเลยเหมือนกันครับ”

“กลับด้วยกันมั้ยครับ เจ้านายคุณเขาไปแล้วนี่” ทวีปยิ้มกริ่มออกตัวอาสา

“ขอบคุณครับ พอดีขับรถมาคนละคันกัน” กันย์ฉีกยิ้มเย็น

“เหรอครับ เปลืองน้ำมันแย่” ทวีปยิ้มเย้า ดูเหมือนเขาจะอยากเห็นอีกฝ่ายแสดงความรู้สึกอย่างอื่นบ้าง นอกจากทำหน้าตาย กับยิ้มต้อนรับลูกค้าแบบนี้

“ขอตัวก่อนนะครับ” ร่างโปร่งไม่สนใจกับคำสัพยอกนั้น หันไปค้อมศีรษะให้เทวัญอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไปโดยมีเสียงหยอกเย้าตะโกนไล่หลัง

“ขับรถดีๆนะครับ”

พ้นหลังเลขาหน้าตาย เทวัญจึงเอ่ยกับลูกน้องจอมทะเล้นของตน

“ชอบเหรอ เห็นแหย่เขาจัง” เทวัญเดินเอามือกุมจมูกไปยังรถยนต์ที่จอดรออยู่

“เปล่าหรอกครับ แค่รู้สึกหมั่นไส้หน้าเฉยๆนั่นก็เท่านั้นเอง” ทวีปเปิดประตูเข้าประจำตำแหน่งคนขับ ให้คนเจ็บได้นั่งพัก

“หึ...เดี๋ยวก็ถูกเขาซัดเข้าให้หรอก”

“บอกตัวเองดีกว่ามั้ยครับคุณเจ้านาย เจ้าของเขาตามมาถึงที่แบบนี้ คงหวงกันน่าดูชม”

“หึ...ดี แหย่ขึ้นนักละ” เทวัญตอบอย่างหมายมาด เมื่อก่อนเขาไม่คิดจะรีบร้อน แต่พอได้เจอคู่แข่งต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เลือดในกายเขาดูจะพุ่งพล่านไม่น้อย อีกอย่างไอ้แววตาแข็งกร้าวเชื่อมันในตัวเองคู่นั้น เขาอยากจะเห็นมันนองด้วยน้ำตาจริงๆ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเอ๊ย...


**********************************

“นายบ้ารึเปล่า คุณเทวัญเขาเจ็บอยู่นะ เสียมารยาทที่สุด” นทนทีโวยวายกับร่างสูงในรถ

“ดีแล้ว เจ้านั่นจะได้รู้ว่านายไม่ได้ตัวเปล่า” ปถวีมองท้องถนนยามค่ำคืนเบื้องหน้า

“บ้าเปล่านาย นั่นประธานบริษัทฉันนะ”

“แล้วไง...หรือนายจะเถียงฉันว่าเจ้านั่นไม่ได้ชอบนาย ตอบฉันมาสิว่านายไม่รู้ไม่เคยรู้สึกอะไรเลย”

คำพูดทวงถามของปถวีทำเอานทนทีสะอึก เพราะเขาไม่แน่ใจในคำตอบ

ใช่!เขาไม่ได้ซื่อจนไม่รู้อะไร แต่เขาพยายามไม่คิดอะไรในสิ่งที่เทวัญคอยดูแลหรือทำให้เขามากกว่า ก็เขามีคนรักอยู่แล้วนี่!

และเพราะไม่รู้จะตอบว่ายังไง นทนทีจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ ให้คนข้างๆรู้สึกฉุนขาด

“ตอบไม่ได้...” ปถวียิ้มเยาะ ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าบ้านนทนทีที่เต็มไปด้วยร่มไม้ครึ้ม

ร่างโปร่งบางมองฝ่าความมืดด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในอก จะต้องทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ...

“นายกลับไปก่อนนะ แล้วค่อยคุยกันวันหลังเถอะ” นทนทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมดแรงแล้วลงจากรถเดินตัวปลิวเข้าบ้าน โดยมีปถวีรีบล็อกรถเดินตามเข้าไปอย่างไม่ฟังเสียง

ภายในบ้านมีวารีกำลังนั่งดูโทรทัศน์เพียงลำพังส่งยิ้มให้พี่ชายที่เปิดประตูเข้ามา

“กลับมืดจังพี่”

“อืม...มีเลี้ยงลูกค้านะวา” นทนทีตอบพลางเดินขึ้นห้องไม่รอร่างสูงที่เดินตามเข้ามา

“อ้าว...พี่วี สวัสดีคะ วันนี้ค้างที่นี่เหรอคะ” วารียกมือไหว้ร่างสูงอย่างคุ้นเคย ด้วยปถวีเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายที่มาค้างด้วยกันบ่อยๆ

“จ๊ะน้องวา พี่ไม่อยู่ดูทีวีด้วยละนะ ขอนอนเลยเถอะ”

“คะ คงจะเหนื่อยกันแย่เลย”

“อืม...เหนื่อยจริงๆ” เหนื่อยใจกับพี่ชายน้องวานั่นละ

ร่างสูงเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนนทนที ด้วยร่างบางไม่ได้ลงกลอนไว้ ปถวีจึงผลักประตูเปิดเข้าไปอย่างง่ายดายผิดคาด แต่ก็นะ ถ้าเป็นที่บ้านนี้ นทนทีคงออกฤทธิ์ออกเดชกับเขาไม่ได้หรอก

นทนทีเหลือบมองร่างสูงปิดประตูอย่างขุ่นเคืองในใจ

“บอกให้กลับไปก่อนไง”

“ไม่ คุยกันให้รู้เรื่องก่อน”

“คุยกันตอนนี้ก็ไม่รู้เรื่องหรอก นายกำลังพาล” นทนทีรูดเน็คไทออกจากคอ ก่อนจะปาลงตะกร้าผ้าอย่างโมโห

ปถวีมองพฤติกรรมของคนที่กล่าวหาว่าตนเองพาลอย่างขุ่นเคือง

“แล้วจะให้ฉันคิดยังไง ในเมื่อนายรู้! แต่ไม่ยอมลาออกจากบริษัทมัน มันหมายความว่ายังไง หรือนายเองก็ชอบให้มันมาก้อล่อก้อติด”

“อย่ามาหยาบคายนะวี!” นทนทีหันขวับมาเผชิญหน้ากับร่างสูง

“ฉันพูดแทงใจดำหรือไง”

เพี๊ย! เสียงฝ่ามือเล็กกระทบบนใบหน้าคมเข้าอย่างจัง

“นายมันบ้า” ไม่รอให้ร่างสูงได้โต้ตอบ นทนทีก็หันหลังคว้าผ้าเช็ดตัวเดินออกจากห้อง

ปล่อยให้ปถวียืนกำมือแน่นแน่วนิ่ง ตั้งแต่คบกันมาไม่เคยเลยที่นทนทีจะง้างมือง้างเท้าใส่เขา แล้วทำไม...อย่าบอกนะว่าเพราะไอ้บ้านั่นน่ะ

“บ้าเอ๊ย!” ปถวีกระแทกตัวนั่งลงบนที่นอนแรงๆ แล้วจึงยกมือลูบใบหน้าบริเวณที่เป็นริ้วมือแดงๆ

“ตบซะเต็มแรงเชียว” ทำไมเขาต้องมาคอยกังวลเรื่องแบบนี้ด้วย ถ้ายอมลาออกไปทำงานที่บริษัทเขาก็จบ ก็ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันแบบนี้

“ให้ตายเถอะ ฉันอยากอยู่ใกล้ๆ อยากให้นายสบาย แล้วฉันผิดตรงไหนหึ”
.
.
.
ร่างสูงพลิกตัวลงนอนตะแคงมองออกไปนอกหน้าต่างยามค่ำคืน ให้สายลมเย็นพัดผ่านผิวกายจนรู้สึกเคลิ้มๆก็มีมือเย็นๆทาบลงบนแก้มให้เขาต้องลืมตาเอี้ยวศีรษะมอง

ภาพนทนทียืนก้มหน้ามองลงมา ทำให้ปถวีมีโอกาสมองลึกลงในดวงตาคู่ดำใสที่แฝงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด แม้จะพึ่งทะเลาะกันมาก็ตาม ร่างสูงจึงเอื้อมมือขึ้นจับข้อมือเล็กแล้วนำพาไปแตะริมฝีปากตนเองเบาๆ

“ฉันรักนาย”

คำบอกรักตรงๆซึ่งๆหน้าทำให้นทนทีหยุดนิ่ง แต่ในหัวใจกลับฟูพอง เต้นรัวเร็ว

“งั้นก็อย่าพูดแบบเมื่อกี้อีก เพราะมันทำให้ฉันเสียใจ ฉันไม่ได้มีใคร และอยากให้นายเชื่อฉัน” นทนทีมองดวงตาคู่คมกล้าอ่อนแสงลง แล้วหลับตาพยักหน้ารับคำเบาๆริมฝีปากได้รูปจึงจูบนิ้วมือเล็กหนักๆ

“ขอโทษนะ เป็นรอยเลย” นทนทีไล้นิ้วไปตามรอยแดงบนแก้ม ซึ่งเกิดจากฝ่ามือตัวเองแผ่วเบา ไม่คิดว่าตัวเองจะมือไวแบบนี้เหมือนกัน...

“เดี๋ยวหายาหม่องทาให้นะ” เมื่อตั้งท่าจะผละจาก ปถวีกลับยึดเหนี่ยวข้อมือเล็กไว้แน่น แล้วค่อยๆดึงรั้งให้อีกฝ่ายที่อาบน้ำตัวหอมกรุ่นล้มลงบนอกตัวเอง

“ไม่เป็นไร ฉันปากไม่ดีเอง”

นทนทีตอบรับการสวมกอดของปถวี ก่อนจะผ่อนคลายตัวเองลงในอ้อมแขนอย่างรู้สึกอุ่นใจ

ปถวีกดริมฝีปากกับหน้าผากมนหนักๆ มือใหญ่สอดเข้าใต้สาบเสื้อคลึงเคล้นปลายอกสีแดงเข้มเพลินมือ จนร่างเล็กร้องประท้วงดึงมือใหญ่ออก

“ไปอาบน้ำ ดึกแล้ว”

“อืม” ร่างสูงรับคำ แต่มุดศีรษะซุกซอกคอขาว สูดกลิ่นหอมของแป้งเด็กไม่ยอมห่าง จนนทนทีดิ้นขลุกขลักยกมือตั้งท่าจะทุบบนไหล่หนา ถ้าไม่ได้ยินเสียงท้องร้องโครกครากของอีกฝ่ายเสียก่อน

“หือ?” ร่างโปร่งบางผงะตัวออก มองใบหน้าคมเข้มใกล้ๆแล้วยิ้มขำ

“หิวข้าวเหรอ”

มือใหญ่ผละปล่อยเอวเล็ก ก่อนจะปล่อยศีรษะทิ้งลงกับหมอนใบใหญ่

“ก็เพราะใครละ ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็น”

“อ้าว!...ก็เห็นสั่งอาหารแล้วนี่”

“ได้กินซะที่ไหน พอเห็นนายหายไปนาน ฉันก็เดินตามไปนั่นละ”

นทนทีทำหน้าบึ้งก่อนจะคลายสีหน้ายิ้มอย่างละเหี่ยใจ ด้วยใจหนึ่งก็อยากจะต่อว่าอีกฝ่ายว่า คิดมาก แต่ก็ต้องทอดถอนใจ ด้วยรู้ว่าปถวีทำไปเพราะเป็นห่วงเขาเสียมากกว่า

“งั้นไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันไปผัดข้าวให้กิน” นทนทีตบมือใหญ่เบาๆแล้วดึงคนตัวหนักลุกขึ้น

“เอามาม่าต้มก็พอ” ปถวีลุกขึ้นยืนพลางฉกฉวยแก้มขาวบางเบาๆ ก่อนจะเดินเลยไปหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วเดินลงชั้นล่างเพื่ออาบน้ำ

“หิวหรือคะพี่” วารีส่งเสียงถามมาจากหน้าโทรทัศน์ ในขณะที่นทนทีเตรียมตักข้าวเย็นออกจากหม้อหุงข้าว

“เจ้ายักษ์นั่นหรอก วาจะกินด้วยกันมั้ย” นทนทีส่งเสียงตอบพอให้ได้ยิน จะได้ไม่รบกวนมารดาที่นอนหลับอยู่ในห้องนอนชั้นล่าง

“ไม่ละพี่ ดึกแล้ว ทานกันไปเถอะคะ”

เมื่อปถวีอาบน้ำเสร็จ ข้าวผัดไก่กับไข่เจียวร้อนๆก็วางพร้อมบนโต๊ะให้ร่างสูงได้ทาน

“กินด้วยกันสิ” ปถวีเลื่อนจานข้าวไปทางนทนที

“ไม่ละ เดี๋ยวดื่มนม นายกินให้อิ่มเถอะ”

ปถวีพยักหน้าแล้วก้มหน้าก้มตาตักข้าวใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนวารีปิดโทรทัศน์เดินเข้ามาในครัว

“ดูละครจบแล้วสิ” ปถวีเงยหน้าขึ้นแซวหญิงสาว

“ค่า...จบแล้ว” วารีเปิดตู้เย็นรินน้ำใส่แก้วยกดื่ม ก่อนจะเดินมาทรุดนั่งใกล้ๆพี่ชาย

“เออนท เจ้าไผ่โทรมาบอกนายรึเปล่าว่าจะขึ้นมากรุงเทพอาทิตย์นี้” ปถวีเงยหน้ามองนทนทียกแก้วนมขึ้นดื่ม

“อ๋อ...ประวิชโทรมาบอกแล้วน่ะ คงขึ้นมาพร้อมกันทั้งคู่ละ” นทนทีตอบโดยไม่ได้มองหน้าปถวีที่กระตุกยิ้มมุมปาก

ชื่อนี้ยังไม่ได้หายไปไกลเลยจริงๆ แม้เจ้าของชื่อจะทำงานดูแลรีสอร์ทของครอบครัวอยู่ไกลถึงจังหวัดพังงาก็ตาม แต่ชื่อยังคงวนเวียนมาให้ได้ยินทุกวี่ทุกวัน ก็เข้าใจนะว่า ประวิชคิดกับนทนทีแบบเพื่อนสนิท แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเจ้าประวิชจะเป็นห่วงเป็นใยเกินพอดีอยู่เหมือนกัน หรือจะไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง เขาก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าไม่คิดจะบอกความรู้สึกตัวเองกับคนที่ชอบ ก็อย่าบอกไปชั่วชีวิต เขาจะดีใจมากถ้าเจ้าประวิชคิดได้แบบนี้

“ก็เห็นประวิชบอกว่าจะขึ้นมาหาตัวแทนนำเที่ยวเพิ่ม คงมาหลายวันเลยต้องหอบหิ้วไผ่ขึ้นมาด้วย” นทนทียกยิ้มมุมปากเมื่อเอ่ยถึงเพื่อนตัวเล็ก ด้วยรู้ว่าไผ่ชอบประวิชก็เมื่อตอนเรียนจบใหม่ๆ เพราะเจ้าไผ่เล่นตามเกาะติดประวิชไม่ห่างจนเขายังแปลกใจ ที่ไผ่ดันทุรังไปทำงานที่รีสอร์ทของประวิชจนได้ เห็นประวิชมาเล่าให้ฟังที่หลังว่า เกือบถูกเจ้าไผ่บีบคอตายถ้าไม่ยอมรับเข้าทำงานด้วย พอรู้ เขาก็หัวเราะก๊ากออกมาทันที และแน่ใจเลยว่า ไผ่ชอบประวิชแน่ๆ

“ถึงแล้วคงมาหาละ” นทนทีส่งยิ้มให้ร่างสูงที่ดูจะไม่ค่อยยินดีซักเท่าไร แถมยังเสไปพูดกับวารีแทนซะนี่

ผีเข้าอีกรึไงเจ้านี่...

“เจ้านลเป็นไงบ้างละ พักนี้พี่ไม่ค่อยได้คุยกับเจ้านั่นเลย”

วารียิ้มอย่างเขินๆ แล้วจึงตอบออกไปเบาๆ

“ก็เห็นสบายดีนี่คะ”

ร่างสูงยิ้มอย่างรู้ทัน ก็เจ้านลมาบ้านนี้แทบทุกวัน

ปถวีมองวารีที่เขาเห็นมาตั้งแต่ยังไม่เต็มสาว จนตอนนี้เป็นสาวเต็มเนื้อเต็มตัวอย่างชื่นชมแทนน้องชาย ด้วยวารีเป็นหญิงสาวที่งามทั้งกริยาวาจา และยังขยันขันแข็งช่วยมารดากับพี่ชายทำมาหากิน จนตอนนี้ไถ่ที่บ้านที่เอามาจำนองเขาไว้หมดแล้ว เขาดีใจที่เจ้าน้องชายเขามารักมาชอบผู้หญิงคนนี้ ไม่ใช่เพราะเป็นน้องสาวนทนที แต่เพราะวารีทำตัวเองให้มีคุณค่าน่ายกย่องเชิดชูต่างหาก

“เหรอ เห็นแม่พี่เปรยๆว่าเจ้านั่นจบโทมาตั้งหลายปีแล้ว ยังไม่ยอมไปเรียนต่อเอกซะที ไม่รู้ทำไมเนอะ” ปถวีแกล้งพยักหน้าให้หญิงสาว

“ฝากน้องวาช่วยถามเจ้านลทีเถอะ ว่าทำไมยังไม่ไปเรียนให้จบๆซะที พี่ขี้เกียจฟังแม่บ่น”

“คะ...คะ” วารีก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำด้วยรู้สึกว่าพวงแก้มตนเองร้อนวูบขึ้นมา พี่วีนะพี่วี แกล้งกันอยู่ได้

ปถวีอมยิ้มก่อนจะรวบช้อน ด้วยกวาดข้าวซะเกลี้ยงหมดจาน เห็นวารีแก้มแดงก็ยิ่งอยากแกล้งเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าเจ้าน้องชายรู้ว่าเขามาแกล้งแหย่แฟนมันละก็เป็นได้โวยวายไม่เลิก มันรักของมันละนะ

คิดไปก็เหมือนนิยาย เจ้านลมันตามเทียวไล้เทียวขื่อน้องวามาตั้งแต่มัธยมปลาย จนจบออกมาทำงานทำการ มันก็ยังรักของมันอยู่ยังงั้น แถมคอยปัดคอยเป่าพวกแมลงร้ายไม่ให้มาก้ำกราย น้องวาจึงไม่มีสิทธิ์คบเพื่อนชายที่ไหนนอกจากมันคนเดียวไปตามระเบียบ ทุกอย่างก็เหมือนจะราบรื่น ถ้าเขาไม่รู้สึกว่าน้องวาจะเกรงๆอะไรบางอย่าง ถึงได้ดูสงบนิ่งในเรื่องของอนลอยู่ไม่น้อย หรือจะคิดมากเหมือนพี่ชายก็ไม่รู้

แต่พูดไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับเขาเลยนี่นะ สมแล้วที่เป็นพี่น้องกันไอ้นล...

“วาไปนอนก่อนนะพี่ ราตรีสวัสดิ์คะ” วารีไม่รอให้ปถวีเย้าต่อ รีบตัดบทเดินขึ้นห้องนอนบนชั้นสอง แต่ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนเข้าไป วารีหันกลับไปมองยังครัวที่ตนเองเดินออกมา แล้วถอนหายใจครู่ใหญ่

' ไม่ใช่ว่าวาไม่รักพี่นลหรอกนะพี่วี แต่วาไม่แน่ใจว่า ถ้าวาไปอยู่ตรงนั้นแล้วมันจะทำให้วามีความสุขจริงๆ เพราะถ้าเป็นเพียงเพื่อน จะฐานะไหนก็ไม่มีใครพาดพิงมากนัก แต่ถ้าต้องไปอยู่ในฐานะภรรยาของตระกูลที่ร่ำรวยขนาดนั้น วาไม่แน่ใจ วากลัว...การมีเงินมีทองใครบ้างไม่ชอบ แต่ถ้าอยู่แล้วต้องขมขื่นใจ วาขอเป็นเพียงเพื่อนแบบนี้ตลอดไปดีกว่าคะพี่วี เพราะวาไม่เคยนึกเสียใจในเวลาที่ผ่านมา แค่วาได้เจอคนดีๆผ่านเข้ามาในชีวิตของวา วาถือว่าเป็นความสุขที่วาจะจดจำไว้ในใจตลอดไป '     

ลับหลังวารี นทนทีก็เขม่นตาใส่ปถวีขณะล้างจาน

“นี่ ฉันบอกว่าอย่าพูดเรื่องนี้ไง”

“ฉันจะช่วยเป็นพ่อสื่อให้ ไม่ดีเหรอไง” ปถวีตอบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ไม่ต้องไปยุ่งเลย” นทนทีบอกปัด ถึงจะรู้ความรู้สึกของคนทั้งสองก็เถอะ แต่เขาไม่อยากให้น้องต้องลำบากใจเหมือนเขาเลย ถึงได้พร่ำบอกน้องทุกวี่วัน ให้น้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความจริงที่ทุกคนมีสังคม มีคนในครอบครัว วารีถึงได้ประมาณตน ไม่เคยเอ่ยอ้างเลยซักครั้งว่าอนลเป็นคนรัก

เขาไม่อยากเห็นน้องเสียใจ ถึงแม้อนลจะรักน้องเขาจริง แต่อนลก็ยังมีพ่อแม่ที่ต้องให้ความเคารพรัก ถ้าผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยแล้ว เขาก็ไม่อยากให้น้องสาวฝืนตัวเข้าไปอยู่ตรงนั้น เพราะมันจะมีแต่ความทุกข์ไม่

สิ้นสุด ซึ่งต่างกับเขาตรงที่ รักของเขานั้นไม่มีวันจะได้เปิดเผย แม้จะได้อยู่เคียงคู่กันก็ตาม

ปถวีจับจูงพานทนทีขึ้นนอน หลังจากปิดบ้านปิดช่องเสร็จ ร่างสูงทอดตัวลงกอดร่างเล็กที่เหม่อมองความมืดสลัวภายนอกหน้าต่าง

“นท...มันไม่เลวร้ายอย่างที่นายคิดหรอกนะ” เหมือนปถวีจะเดาความคิดของนทนทีออกถึงได้เปรยออกมา

“ขอให้เป็นอย่างนั้น”

“มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ ถ้าเราไม่ท้อนะนท”

“แต่ก็มีสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้อยู่ไม่ใช่เหรอ” นทนทีหันกลับมามองใบหน้าคมคายในความมืด

“นายจะบอกฉันว่า ถ้ารักของเรามันมีอุปสรรค นายก็จะเลิกรึไง” ปถวีมองแสงตาแวววาวของร่างเล็กในอ้อมแขน

นทนทีไม่ตอบ แต่โน้มศีรษะอีกฝ่ายลงประกบจูบ เร่งเร้าให้ลิ้นอุ่นตอบสนอง มือเล็กล้วงลึกสัมผัสแผ่นอกหนาหนักๆ จนร่างสูงครางในลำคอเบาๆ

ร่างบางผละใบหน้าออก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนหอบ

“ฉันไม่อยากมีวันนั้น”

ร่างสูงเลิกคิ้วในความมืด รู้สึกแก้มตัวเองอุ่นร้อนจนต้องซุกซบลงกับแผ่นอกขาว ลืมเรื่องขัดแย้งเมื่อเย็นไปในทันที ก่อนจะนึกบอกกับตัวเองว่า

เขาก็ไม่ยอมให้มีวันนั้นแน่ๆ...


---TBC---


DexTunG

  • บุคคลทั่วไป
 :z13:

พร้อมกับ +1 ให้นะครับ

เหมือนจะมีความสุข แต่ ทำไมดูแล้วทั้งเหงา ทั้งเศร้าหละ

เมื่อรัยนะถึงจะมีความสุขที่แท้จริง :เฮ้อ:

 :z2:     :z2:

ออฟไลน์ pongsj

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 6054
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +213/-9
ดูท่าทางเทวัญจะเอาจิง

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ dahlia

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4239
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +695/-4
ภาคนี้ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเลย เหมือนมีคลื่นใต้น้ำตลอดเวลา  :serius2:

LiuXin

  • บุคคลทั่วไป
ลงเร็วมากเลยค่ะ
แปบๆไปภาคสองแล้ว

กางเตนท์รอเรื่องใหม่ของคุณsakeนะคะ :L2:
(เรื่องนี้อ่านจบแล้ว)

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 3

เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ทำให้นทนทีเงยหน้าจากเอกสารขึ้นมองร่างสูงของทวีปมาหยุดยืนฉีกยิ้มอยู่ตรงหน้า

“มีอะไรหรือครับ” นทนทีส่งยิ้มตอบกลับ

“วันนี้จะมีเจ้าชายน้ำแข็งมารับไปไหนอีกมั้ย” เทวัญก้มตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะทำงาน ใบหน้ายกยิ้มกวนประสาทคนมองหากไม่สนิทสนมกัน

นทนทีเลิกคิ้วเรียวพลางคิดตามคำพูดของเทวัญ แล้วจึงหัวเราะขำออกมา

“คุณกันย์นะเหรอครับ คงไม่มาหรอก ไม่ได้มีธุระอะไรนะครับ”

“เฮ้อ...น่าเสียดายจัง แต่ว่านท หัวหน้านายให้เอาสัญญาที่คุยกันวันก่อนไปให้ประธานน่ะ เขากำลังคุยกันอยู่ที่ห้องนั่นละ”

“ครับ”

หลังจากพูดคุยงานร่วมสองชั่วโมงเสร็จ เทวัญจึงบอกให้นทนทีอยู่คุยต่อ

“ก็ไม่มีอะไรหรอกนะ จะคุยกันนอกเวลาทำงานนายก็ไม่ค่อยว่าง เลยต้องคุยกันตอนนี้ละนะ” เทวัญยกยิ้มมุมปาก

“คะ...ครับ คุณเทวัญ” นทนทียิ้มจืดๆด้วยไม่ค่อยอยากจะนึกถึงสาเหตุของการไม่ว่างนั้น

“มีอะไรหรือครับ”

“อ๋อ...จะคุยต่อเรื่องคราวนั้นนะนท” เทวัญหยุดมองใบหน้าขาวอย่างนิยมชมชอบ

“ไม่คิดเรียนต่อแล้วเหรอนท หัวออกจะดีนี่นา บริษัทเราก็สนับสนุนการพัฒนาความสามารถของพนักงานอยู่แล้วด้วย ไม่สนใจจริงๆเหรอ หรือกังวลเรื่องข้อผูกมัดการทำงานชดใช้ทุน” เทวัญขยับเข้ามานั่งเก้าอี้ใกล้ร่างบาง พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ก็...ก็ยังสนใจอยู่ครับ แต่ผม...ยัง...” สิ่งที่นทนทีกังวลไม่สามารถเอ่ยบอกออกมาได้อย่างคล่องปาก แค่นี้เขาก็ทะเลาะกับปถวีเรื่องไม่ยอมลาออกกันแทบทุกวัน แล้วถ้าเขายังต้องติดสัญญาทำงานชดใช้ทุนต่อไปอีกหลายปี เขาเดาใจนายคนนั้นไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง

“ไม่เป็นไรหรอก ค่อยๆคิดไป ถ้ายังมีเรื่องกังวล เรียนไปก็คงไม่ได้ดีนัก” เทวัญมองท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน คงเป็นเพราะเจ้าเสือบ้านั่นละมั้ง แต่การไปขืนใจอีกฝ่ายให้ตัดสินใจไม่ใช่วิสัยของเขา เพราะถ้าจะมา ก็ต้องมาทั้งใจ เขาไม่ยอมได้เพียงแค่เศษเสี้ยว หรือแค่ความเห็นใจเด็ดขาด

“ฉันเห็นว่านทมีความพยายามที่จะเรียนรู้ แล้วยังทำงานได้ดีมาก น่าพอใจจนฉันตั้งความหวังว่านทจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ดีและมีความสามารถจะนำพาบริษัทให้เจริญสู้กับใครเขาได้ เห็นแล้วฉันก็อยากจะส่งเสริมให้นทไปถึงจุดนั้นนะ” เทวัญตบลงบนบ่าเล็กเบาๆ เขาไม่ได้พูดเพื่อจะหลอกล่อให้อีกฝ่ายเห็นความดีความงามอะไรหรอก แต่เขารู้สึกแบบนี้จริงๆกับคนๆนี้

“มีเรื่องไม่สบายใจรึเปล่านะเรา” เทวัญถอดหน้ากากท่านประธานบริษัทออก แล้วเปลี่ยนมาคุยในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง

นทนทีที่รู้สึกถึงความสบายๆ และพร้อมจะรับฟังของหนุ่มใหญ่ จึงได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่ลง

“ก็มีละครับ”

“แต่เล่าไม่ได้”

“ครับ”

“อืม...ปัญหาบางอย่างมันต้องจัดการที่ใจของเราเองก่อนละนะ ฉันเข้าใจ ค่อยๆคิดนะ แต่ถ้าคิดไม่ตกก็มาเล่าให้ฟัง ถึงช่วยไม่ได้แต่ฉันก็เป็นผู้ฟังที่ดีคนหนึ่งละนะ” เทวัญยิ้มให้คนที่มีแววตาหมอง ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กอย่างหมั่นเขี้ยว

“ขอบคุณครับ” ร่างโปร่งยิ้มรับ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความร้อนของฝามือนั้นมากเกินปกติ

“มือร้อนจัง ไม่สบายหรือเปล่าครับคุณเทวัญ”

“อืม...ก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวแต่เช้า แต่ก็นะ วันนี้มีประชุมผู้บริหารฯก็เลยๆมาเรื่อย”

“จะเลิกงานแล้ว กลับบ้านเลยดีกว่ามั้ยครับ” นทนทีเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ

“ก็คงงั้นละ แต่จะรอให้เจ้าทวีปเคลียร์งานเสร็จก่อนแล้วค่อยกลับไปด้วยกัน” เทวัญพยักหน้าไปทางเลขาหน้าห้อง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเมื่อมองเห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้ามน

“ฮะๆ ฉันอยู่บ้านคนเดียวนะ เลยต้องหอบหิ้วเอาเจ้านั่นไปค้างด้วย เผื่อหลับแล้วไม่ตื่นจะได้มีคนแบกไปวัดได้”

“โธ่...อย่ารอเลยครับ เดี๋ยวผมขับรถไปส่งคุณเทวัญก่อนดีกว่า แล้วค่อยให้คุณทวีปตามไปทีหลัง ขืนรอกันอยู่แบบนี้ไข้ขึ้นกันพอดีครับ” นทนทีออกตัวช่วยเหลือ

“ไม่รบกวนละนท บ้านนายอยู่ไกลนะ ลำบากเปล่าๆ ไม่เป็นไรฉันรอได้” เทวัญโบกมือไปมา

“ไม่เป็นไร ลุกเถอะครับ ผมไปส่งเอง” นทนทีลุกขึ้นยืนเร่งเร้าให้ท่านประธานใหญ่ลุกขึ้น

ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนพลางพยักหน้าตอบรับให้นทนทีไปส่งที่บ้าน แล้วจึงเดินออกมาบอกทวีปหน้าห้อง ให้เจ้าเลขาหน้าทะเล้นเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ ก่อนจะเดาะลิ้นกวนเบาๆ

“พอเลยแก อย่าคิดอกุศล เสร็จแล้วอย่าลืมตามไปละ”

“คร๊าบ...ท่านประธาน”

นทนทีขับรถคันใหญ่ยี่ห้อหรูอย่างระมัดระวังด้วยความไม่เคยมือตามการบอกทางของร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อยู่บ้านขับแต่กระบะแก่ๆส่งผลไม้ ถึงแม้ปถวีจะพยายามยัดเยียดรถยนต์คันใหม่เอี่ยมให้ก็ตาม

“เลี้ยวขวาซอยข้างหน้านี้ละนท” เสียงเทวัญบอกอย่างเหนื่อยอ่อนเมื่อนทนทีขับรถเข้าเขตบางกอกน้อย

บ้านที่นทนทีเลี้ยวรถเข้ามา หาใช่บ้านใหญ่โตอย่างที่ตัวเองจินตนาการไว้ ร่างโปร่งมองบ้านสองชั้นขนาดกำลังดีประมาณสามห้องนอนด้วยความรู้สึกโปร่งสบาย เพราะถึงตัวบ้านจะเล็ก แต่พื้นที่รอบบ้านที่มีต้นไม้ขึ้นครึ้มกลับมากมายเกินใช้งาน

นทนทีมองใบหน้าอ่อนล้าจนเห็นได้ชัดของหนุ่มใหญ่อย่างเป็นห่วง ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยถือกระเป๋าแล้วเดินตามเจ้านายเข้าไปภายในบ้านที่จัดวางเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายเน้นโทนสีอ่อนสบายตา

อยู่คนเดียวเหมือนเจ้านั่นเลย นทนทีคิดพลางมองไปรอบๆบ้าน

“นทกลับไปก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวเจ้าทวีปก็ตามมา” เทวัญเอ่ยขณะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอให้เขามาก่อนดีกว่า เผื่อคุณเทวัญจะให้ช่วยอะไรด้วย” นทนทีเงยหน้ามองร่างสูงที่ส่งยิ้มซีดเซียวมาให้

“งั้นตามสบายนะนท ฉันเพลียมากขอนอนกะ...” ยังไม่ทันพูดให้จบประโยค ร่างสูงของเทวัญก็เซจนต้องใช้ท่อนแขนเหนี่ยวรั้งราวบันไดไว้กันตกลงมา

“อะ!” นทนทีรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วช่วยประคองร่างสูงให้ค่อยๆทรุดตัวนั่ง

“ไปให้หมอดูหน่อยดีกว่ามั้ยครับ”

“มะ...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่วูบๆไป มันเพลียนะ” เทวัญปล่อยให้ร่างโปร่งบางประคองตัวไปยังห้องนอนของตัวเอง

ร่างสูงทอดกายนอนโดยมีนทนทีเป็นธุระจัดการคลายเสื้อผ้าให้อย่างเอื้อเฟื้อ มือเล็กยกขึ้นอังหน้าผากกว้างเพื่อวัดอุณหภูมิ ความร้อนผะผ่าวยิ่งทำให้นทนทีมองใบหน้าที่หลับตานิ่งอย่างเป็นห่วง

“อย่าเพิ่งหลับครับ ทานยาก่อน” ศีรษะทุยมองไปรอบๆห้องนอน “ไว้ตรงไหนครับ”

“อยู่ชั้นล่างใกล้ๆครัวน่ะ” ร่างสูงพูดโดยไม่ลืมตามอง

นทนทีลงไปค้นหายาลดไข้ แต่ก่อนจะเดินกลับ ขายาวก้าวเดินไปเปิดตู้เย็นมองหาสิ่งที่พอจะทานรองท้องก่อนกินยา แต่กลับมีเพียงน้ำเปล่า เบียร์ ไข่ไก่ ผัดสดอีกนิดหน่อย เห็นแล้วจึงต้องปิดตู้เย็นตามเดิม สายตากวาดมองไปรอบๆแล้วจึงยกยิ้มมุมปาก ด้วยเห็นโจ๊กสำเร็จรูปวางรวมๆอยู่กับพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องกระป๋อง ร่างเล็กถือวิสาสะใช้เครื่องครัวที่ดูใหม่เอี่ยมต้มโจ๊ก แล้วยกขึ้นไปให้คนป่วย

“คุณเทวัญทานข้าวก่อนครับ” มือเล็กเขย่าไหล่หนาเบาๆ

“ไม่ละนท ฉันไม่หิวเลย”

นทนทีมองร่างสูงนอนตะแคงไม่ยอมลืมตา

“ทานหน่อยเถอะครับ ยาจะได้ไม่กัดกระเพาะ”

เพราะเสียงอ่อนโยนรื่นหู ทำให้คนป่วยลืมตามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงเรื่อเพราะพิษไข้อย่างชื่นอกชื่นใจ

“นทเป็นพี่คนโตใช่มั้ยเนี่ย” เทวัญลุกนั่งรับถ้วยโจ๊กมาตักละเลียดกิน

“ครับ ทำไมเหรอครับ” ใบหน้าขาวนวลหันมายิ้มให้อีกฝ่าย

“ก็คนเป็นพี่จะถูกสั่งสอนให้ดูแลน้อง เลยจะเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง แล้วก็ดูแลคนเก่งด้วย” เทวัญตักกินโจ๊กไปครึ่งถ้วยจึงยกคืน

“แต่ฉันเป็นลูกคนเล็กนะ” ร่างสูงยกยิ้มแล้วจึงล้มตัวลงนอนทั้งชุดทำงานที่นทนทีเพียงปลดกระดุมให้เม็ดสองเม็ดแรก

“เอายามาสิ” คนป่วยแบมือขอยาเหมือนเด็กๆ ทำให้นทนทียิ้มขำ

“รอสักพักครับ”

“หือ...กินเลยก็ได้”

“ไม่ได้ครับ”

เทวัญทำหน้านิ่งก่อนจะยิ้มอย่างยอมแพ้ แล้วจึงเหลียวมองไปนอกหน้าต่าง

“ทวีปยังไม่มาเลย นทกลับไปก่อนก็ได้นะ ค่ำแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ก่อนดีกว่า แต่ว่าคุณเทวัญอยู่คนเดียวแบบนี้ ไม่สบายก็แย่นะครับ ไม่กลับไปอยู่กับครอบครัวดีกว่าเหรอ มีคนคอยดูแล”

“อืม...ฉันเหลือแต่พี่สาวสองคน แล้วก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้วด้วย ฉันเลยแยกมาอยู่คนเดียวนะ”

“เหรอครับ แล้ว...แล้วไม่มีคนรักหรือครับ” นทนทีถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้มๆไม่บ่งบอกเจตนา แต่คนถูกถามกับไหวตัวแล้วนิ่งเงียบ ก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้คนตัวเล็ก

“ถ้ามีก็ต้องเห็นแล้วสิ อยากรู้เหรอ?” ร่างสูงนอนมองนทนทีที่นั่งขอบเตียงแน่วนิ่ง

“ฮะๆอยากรู้สิครับ ใครๆก็อยากรู้ว่าประธานจะมีแฟนสวยขนาดไหน”

“หึๆฉันไม่ได้ชอบคนสวย แต่ชอบคนใจดี อ่อนโยน คุยด้วยแล้วสบายใจมากกว่า” แบบนายไงละ ร่างสูงทอดสายตาอ่อนโยนให้ร่างบาง แล้วจึงยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน ด้วยฝืนร่างกายที่ต้องการการพักผ่อน ทั้งๆที่บรรยากาศก็เต็มใจให้เขาสื่อสารความคิดความต้องการของตัวเองออกไป

นทนทียิ้มพรายกับคำพูดดังกล่าว หากแต่ใจเจ้าตัวกลับสงบนิ่งและเว้นระยะห่างให้ร่างสูงเป็นดังเพื่อนอย่างที่ผ่านมา

แต่คนที่นอนทอดตัวบนเตียงด้วยสภาพดูไม่จืด ทำให้นทนทีมองด้วยสายตาอ่อนโยนแล้วจึงลุกเดินไปห้องน้ำ คว้าขันน้ำใบเขื่องกับผ้าเช็ดตัวผืนเล็กกลับมา

“ผมเช็ดตัวให้ แล้วค่อยกินยา จะได้นอนหลับสบายๆครับ”

“ขะ...ขอบคุณ” ร่างสูงเอ่ยตอบอย่างง่วงงุน แต่ก็ยังปรือตามองมือเล็กที่แกะกระดุมเสื้อ และช่วยปลดกางเกงเหลือแต่ชั้นใน

นทนทีเช็ดตัวให้ร่างสูงเงียบๆโดยมีสายตาสีดำสนิทเฝ้ามองตาม เสร็จแล้วจึงยื่นส่งชุดนอนเบาสบายที่หยิบมาจากในตู้ใกล้ๆให้อีกฝ่ายสวมใส่

“ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนนะ” เทวัญเอ่ยเสียงเบา และรับยาที่ร่างโปร่งยื่นส่งให้ใส่ปาก ก่อนจะค่อยๆล้มตัวนอนหลับสนิทลงต่อหน้าร่างโปร่ง

นทนทีได้ยินเสียงลมหายใจดังสม่ำเสมอ จึงล้วงหยิบโทรศัพท์เดินออกไปนอกห้องนอน พลางกดเบอร์หาทวีปที่ปานนี้แล้วยังมาไม่ถึง

“คุณทวีปเหรอครับ อยู่ไหนครับเนี่ย” ร่างโปร่งขมวดคิ้วด้วยได้ยินเสียงดังระงมแทรกเข้ามา

“ออ...เออ...นท...อึก...เดี๋ยวไปๆนะ” เสียงเหมือนคนเมาเหล้าของทวีปยิ่งทำให้นทนทีนิ่วหน้ายุ่งยากใจ

“กินเหล้าอยู่หรอกครับ” นทนทีเอ่ยเสียงติดฉุนโกรธ

“นิดหน่อยๆ เพื่อนมาลากไปกะทันหัน ขัดไม่ได้จริงๆ แต่จะไปแล้วละ ขอโทษที ๆ ประธานเป็นยังไงบ้างละ” ทวีปยังคงส่งเสียงเมามายจนนทนทีนึกกลัวว่าจะมาถึงโดยสวัสดิภาพรึเปล่า

“ประธานหลับไปแล้วครับ ผมรอคุณอยู่นี่ละครับ”

“ด๋าย...”

น้ำเสียงอ้อแอ้ลากยาว ทำให้นทนทีล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้คนเมามาดูแลคนป่วย

“ผมว่าผมอยู่ดูประธานให้เลยก็ได้ครับ คุณทวีปไม่ต้องมาแล้วนะครับ” ผมกลัวจะมีเสียงโทรศัพท์ตามไปงานศพคุณน่ะ นทนทีวางโทรศัพท์อย่างฉุนๆในความไม่รับผิดชอบของอีกฝ่าย

“จะทะเล้นก็ไม่มันรู้จักเวล่ำเวลาหน่อยเถอะนะ” บ่นไปนทนทีก็เดินกลับเข้าไปดูร่างสูงที่นอนหลับเป็นตายอย่างละเหี่ยใจ ในขณะที่ปลายสายนั่งยิ้มเล็กยิ้มน้อยกับโทรศัพท์ระหว่างทานอาหารเย็นกับเพื่อนฝูง บนโต๊ะอาหารไม่มีแม้แต่เหล้าสักหยด

“ต้องขอบคุณเลขาฉลาดๆอย่างผมนะครับท่านประธาน”

นทนทีโทรกลับไปบอกที่บ้านว่าจะค้างข้างนอก เสร็จแล้วจึงถือโอกาสใช้ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำอาบท่า แต่เจ้าตัวก็ยังสวมใส่ชุดทำงานชุดเดิม ด้วยตั้งใจว่าตอนเช้าจะรีบกลับไปเปลี่ยนที่บ้าน

ร่างโปร่งเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ใกล้เตียงคนป่วย มองใบหน้าคมคายมีสีหน้าดีขึ้นแล้วให้รู้สึกวางใจ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ แล้วเดินออกไปหาที่นอนที่ตัวเองเล็งไว้ คือโซฟาตัวใหญ่ยาว ตั้งวางไว้สำหรับอ่านหนังสือหน้าห้องนอนนั่นเอง หากแต่เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นขัดความคิด ทำให้ร่างโปร่งก้มหน้ามองโทรศัพท์ในมือ

เบอร์ของปถวีแสดงอยู่บนหน้าจอ ทำให้นทนทีรู้สึกถึงอาการกล้ามเนื้อกระตุก ใช่...เขารู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะเขาไม่อยากให้ปถวีรู้นั่นเอง ว่าเขาอยู่ที่ไหน กับใคร
เขาไม่ได้ต้องการจะปิดบัง แต่ถ้ารู้ก็ต้องทะเลาะกันอีก หรือไม่ก็รีบมารับเขากลับ โดยทิ้งคนป่วยไว้อย่างไม่เหลียวแล เขาทำไม่ได้

ทั้งๆที่มันไม่เคยมีอะไรเกินเลยแม้สักนิด เขารู้ใจเขาดี ที่ทำอย่างนี้เพราะเขาคิดว่าเทวัญก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่หวังดีกับเขา ไม่ได้ต่างอะไรกับประวิชเลยสักนิดในความรู้สึก ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะคิดเป็นอื่นก็ตาม แต่เขาก็ยังมีความรู้สึกนับถือ และเชื่อใจว่าเทวัญมีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอ

“ไงวี”

“ทำอะไรอยู่หึนท”

“เออ...อ่าน...อ่านหนังสือนะ” นทนทีใจเต้นตึกตัก เพราะกลัวคำโกหกของตัวเอง

“อาบน้ำนอนแล้วเหรอ” ปถวีเหลือบมองนาฬิกาตั้งโต๊ะที่บอกเวลาสองทุ่มนิดๆ

“อืม...เหนี่ยวตัวน่ะ” เฮ้อ... ร่างบางพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ เวลาโกหกใครแล้วทำไมมันถึงเหนื่อยใจแบบนี้นะ

“พรุ่งนี้ฉันไปรับนะ เจ้าไผ่ถึงกรุงเทพตอนเช้าๆ เลยนัดกินข้าวเย็นไว้” น้ำเสียงอารมณ์ดีเอ่ยมาตามสาย

“อืม...ใกล้ถึงที่ทำงานฉันแล้วโทรมาก่อนนะ จะได้ออกไปรอ”

“ได้...งั้นอ่านหนังสือต่อเถอะ แล้วอย่าอ่านเพลินจนนอนดึกละ”

“อืม...ฝันดี” นทนทีวางโทรศัพท์แล้วถอนหายใจอีกหลายที ด้วยรู้สึกระแวงกลัวอีกฝ่ายจะรู้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่บ้าน แล้วจึงสะบัดผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ใช้ต่างผ้าห่มคลุมนอน

ร่างโปร่งบางล้มตัวลงนอน ขณะที่สายตาเหม่อมองเพดานห้องอย่างครุ่นคิด

มันไม่สบายใจเลยจริงๆนะนี่ แต่จะบอกไปก็คงยุ่งอีก ให้ตายเถอะ! ถ้าหมอนั้นพูดจาง่ายๆเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาก็คงจะดี นทนทีขยับตัวตะแคงแล้วหลับตาลงอย่างไม่สบอารมณ์

เพราะนายนั่นละ...ที่พูดอะไรไม่ค่อยจะฟัง ฉันเลยต้องทำแบบนี้


XXXXX


ยามดึกสงัดมีเพียงเสียงรถราแทรกผ่านเข้ามาให้ได้ยินแผ่วเบาบ้างนานๆครั้ง ร่างสูงใหญ่ของเทวัญยืนมองนทนทีที่หลับใหลบนโซฟาอย่างแปลกใจ ด้วยรู้สึกหิวน้ำจึงตื่นขึ้นมา ดวงตาคู่อ่อนล้าเหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียงบอกเวลาเที่ยงคืนเศษๆ ก่อนจะเดินออกมาหาน้ำดื่ม จึงเห็นว่านทนทียังไม่ได้กลับบ้าน

หนุ่มใหญ่ก้มลงมองร่างโปร่งนอนคุดคู้ภายใต้ผ้าเช็ดตัวผืนบาง มือสีเข้มยกขึ้นเสยผมตัวเองแล้วลูบไปมา ด้วยรู้สึกโล่งสบายศีรษะขึ้นมาก หลังจากได้นอนหลับพักผ่อนชั่วเวลาหนึ่ง

เทวัญหยุดนิ่งมองใบหน้าขาวสวมใส่ชุดเดิมแล้วให้รู้สึกหวั่นไหวในอก จะไม่ใจดีไปหน่อยเหรอนท เดี๋ยวเจ้าเสือบ้ารู้เข้าจะแย่เอานะ

ใบหน้าคมคายยกยิ้มบาง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้ามน แล้วจึงตบแก้มเบาๆให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว

“นท...นท”

“อืม...อะ!...คุณเทวัญ”

นทนทีสะดุ้งตื่นหรี่ตามองร่างสูงที่ยืนค้ำตัวเองอยู่ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งอย่างงวงเงีย

“จะเอาอะไรเหรอครับ เดี๋ยวผมไปหยิบให้”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันดีขึ้นแล้วละ ว่าแต่นทเถอะ ไม่กลับบ้านเหรอ แล้วทวีปละ?” เทวัญถามถึงเพราะไม่เห็นหัวในเวลานี้ ทั้งๆที่รับปากว่าจะตามมาสมทบ

“คุณทวีปเจอเพื่อนชวนดื่มนะครับ ผมเลยไม่กล้าให้เขาขับรถมา แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมอยู่เป็นเพื่อนได้ ว่าแต่คุณเทวัญจะเอาอะไรครับ”

เทวัญยกยิ้มมุมปาก รู้สึกว่าเขาจะถูกเลขาตัวแสบทำตัวเป็นผู้หวังดีเกินเหตุเข้าซะแล้ว

“ฉันหิวน้ำน่ะ คอแห้งไปหมด”

“แล้วปวดศีรษะมั้ยครับ”

“ไม่แล้วละ” เทวัญส่ายหน้า โดยมีมือเล็กเอื้อมมาจับแขนเพื่อกะดูอุณหภูมิ

“ตัวยังร้อนอยู่เลยครับ นั่งก่อน เดี๋ยวผมไปเอาน้ำให้” นทนทีขยับตัวลุก แล้วเดินลงไปเอาน้ำที่ครัวข้างล่าง พร้อมหยิบยาลดไข้ติดมือมาด้วย

“กินยาเลยครับ ครบ6ชั่วโมงพอดี” นทนทีเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ

เทวัญรับยาไปกิน แล้วจึงมองร่างโปร่งบางของลูกน้องตัวเองอีกครั้ง

“ฉันสบายขึ้นมากแล้วละนท ไม่ต้องอยู่เฝ้าก็ได้ เพิ่งเที่ยงคืนยังพอกลับได้อยู่นะ” เทวัญมองลึกลงในดวงตาคู่ใส

“ฉันไม่อยากให้นทลำบากใจนะ”

นทนทีรู้สึกถึงความอ่อนโยน และความเกรงใจที่ส่งสื่อมาทางคำพูดของร่างสูง ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว จึงได้แต่ยิ้มตอบกลับไป พร้อมทั้งส่ายหน้าช้าๆ

“ผมอยู่ได้ครับ โทรบอกที่บ้านแล้วด้วย” นทนทียิ้มพรายให้อีกฝ่ายสบายใจ ซึ่งเทวัญเองก็ยิ้มตอบรับแต่ในใจกลับรู้สึกปั่นป่วน

แล้วคนที่อยู่ในใจนายเล่า นายบอกเขารึยัง...

ร่างสูงสะบัดหน้าไปอีกทาง แล้วจึงค่อยหันกลับมามองร่างโปร่งบางตรงหน้า

“ถ้างั้นเอาเสื้อผ้าฉันมาเปลี่ยนใส่ก่อนเถอะ แล้วก็ไปนอนในห้องข้างๆนั่น อย่าลำบากนอนบนโซฟาแบบนี้เลย” เทวัญยิ้มใส่ตาอีกฝ่ายเมื่อนทนทีตั้งท่าจะปฏิเสธ “เอาแบบนี้ละ อย่าต้องให้ฉันพูดเยอะเลยนะ มันเวียนหัว อีกอย่างห้องหับก็มีแม่บ้านมาดูแลให้ตลอด ไม่ต้องกลัวคลุกฝุ่นหรอกน่า”

เมื่อเทวัญส่งเสียงแข็งขันทำให้นทนทีต้องยิ้มรับ แล้วเดินตามเข้าไปรับชุดนอนมาเปลี่ยน ก่อนจะสำรวจความเรียบร้อยให้ร่างสูงแล้วเดินเข้าห้องนอนตามที่เทวัญบอก

ศีรษะเล็กทิ้งน้ำหนักลงบนหมอนนุ่ม แล้วหลับลงท่ามกลางความรู้สึกปลอดโปร่ง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาหลังจากคืนนี้

ทั้งๆที่รู้...ทั้งๆที่หวาดระแวง...แต่ก็ยังทำให้มันเกิดขึ้น...


XXXXX


“ชาครับ ท่านประธาน” ทวีปวางถ้วยชาบนโต๊ะ โดยมีเทวัญนั่งพักผ่อนบนโซฟาตัวนิ่ม ด้วยเป็นเวลาใกล้เลิกงาน

เทวัญเหลือบตามองลูกน้องที่ทำยิ้มกรุ่มกริ่มไม่สะทกสะท้านกับการกระทำเมื่อคืน วันนี้ยุ่งจนเขาเพิ่งจะมีโอกาสได้ชำระความกับเจ้าเลขาแสนรู้ซะที

“ไง...เมื่อวานเมามากมั้ย” เทวัญเลิกคิ้วยกยิ้มมุมปากข้างเดียว

“ฮะๆก็ไม่มากหรอกท่านประธาน ผมก็จะตามไปแล้ว แต่นทบอกว่าไม่ต้อง ผมก็เลยไม่ไปนะสิครับ” ทวีปยิ้มรับ

หึ ไอ้หน้าด้าน เทวัญนึกด่าลูกน้องในใจ รู้ทั้งรู้ว่าทวีปเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับนทนที แต่เขาไม่ชอบวิธีการแบบนี้เลย ก็บอกแล้ว ถ้าจะรักก็ต้องรักด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเล่ห์กลมายา เห็นที่จะต้องปรามกันบ้าง

“นี่ ไอ้ต่อ ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไร แต่ฉันก็มีวิธีของฉัน ไม่ต้องพึ่งมันสมองอันชาญฉลาดของแกหรอก” เทวัญลดฐานะลงมาเป็นเพื่อนของทวีปในฉับพลัน ด้วยการเรียกชื่อเล่นในเวลางาน ทำให้เจ้าของชื่อยิ้มทะเล้น

“โธ่...ก็เห็นคลานต่วมเตี้ยมเป็นเต่า แล้วเมื่อไรจะถึงเส้นชัยกับเขาละ ฉันก็ต้องสวมบทกามเทพแผลงศรให้เร็วขึ้นเท่านั่นเอง ทำเคืองไปได้” ทวีปทรุดตัวนั่งข้างประธานใหญ่แรงๆ

“แต่การจะไปให้ถึงเส้นชัย มันก็มีหลายทาง แล้วฉันก็จะเลือกทางของฉันเอง แกไม่ต้องมาชี้ให้เลย อยู่เฉยๆเอาเวลาไปคั่วเลขาเยือกแข็งของแกไปเหอะ” เทวัญยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เหอะ...คนอุตสาห์หวังดี”

“ขอบใจ” เทวัญตอบแดกดันอีกฝ่าย ทำให้คนเป็นเพื่อนต้องหรี่ตามอง

“รึนายมีคนอื่นอยู่ในใจให้เป็นตัวเลือกอีก ถึงได้คิดช้าคิดนานแบบนี้ มองเขามาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ จะปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อไปอีกทำไม เดี๋ยวก็เฉามือคนอื่นหรอก”

“ปากเสีย ไอ้นี่”

“หึ...แทงใจดำละสิ ท่านประธาน” ทวีปพูดลากเสียงในตอนท้าย ยิ่งทำให้เทวัญอยากจะยันให้ตกโซฟาเต็มแก่

“จะไปไหนก็ไปปะ เลิกงานแล้ว”

“คร๊าบ...ฉันลงไปที่ล๊อบบี้ข้างล่างรอเจ้าชายน้ำแข็งของฉันดีกว่า เผื่อว่าวันนี้จะมา” ทวีปลุกขึ้นยืนบิดตัวไปมา

“ฉันว่าแกคงไม่ได้ตายดีแน่” เทวัญเหลือบตาขึ้นมาเพื่อน

“ไม่เป็นไร แค่ขอตายคาอกเนียนๆของคุณกันย์ก็คุ้มแล้ว”

“เออ! แกได้ตายจริงแน่”

********************************************************
v
v
v

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
ตอนที่ 4

“ฉันจะถึงแล้วนท”

“อืมๆเดี๋ยวฉันออกไปรอหน้าบริษัทนะ ที่เดิม” นทนทีตัดสัญญาณโทรศัพท์แล้วเก็บของออกมายืนรอปถวีที่ขับรถมารับไปกินข้าวกับไผ่และประวิช ร่างโปร่งขยับตัวเมื่อรถสีดำวาวคุ้นตาเคลื่อนมาถึง ยายาวก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็วแล้วยานพาหนะจึงค่อยๆเคลื่อนพาจากไป ทิ้งให้ทวีปมองไฟท้ายรถจนลับสายตา

“ว้า...วันนี้ตัวจริงมาแฮะ” คนหน้าทะเล้นบ่นพึมพำอย่างเสียดาย แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในบริษัท

ร้านอาหารท่ามกลางบรรยากาศสบายๆแถวถนนพระบรมราชชนนี ปถวีเลือกเป็นสถานที่นัดพบสังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้ห่างหายกันไปนานเท่าไร

“หกโมงแล้ว ยังไม่มากันเลย” นทนทีพึมพำแล้วมองไปรอบๆร้าน

“โน้น มาโน้นแล้ว” ปถวีพยักพเยิดหน้า ก่อนจะทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก

“เออ! ลืมบอกว่าเจ้านลจะตามมากินด้วย”

“เหรอ...ดี นานๆทีจะได้กินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา” นทนทียิ้มกว้างให้เพื่อนตัวเล็กและตัวใหญ่ที่เดินมาถึง

“สบายดี?”

นทนทีมองไผ่ที่ยังคงรูปร่างสะโอดสะองไว้ไม่เปลี่ยนแปลง และถึงจะไปอยู่ทางใต้ แต่ผิวพรรณกลับยังคงขาวผ่อง ผมที่ยาวปะบ่าเล็กน้อยยิ่งทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยน ชวนมองมากกว่าเมื่อก่อน แววตาร่าเริงแจ่มใสติดจะขี้เล่นยังคงสะท้อนอยู่ในแววตาวาววับจับแสง ในขณะที่ประวิชรูปร่างหนาดูกำยำขึ้น ผิวคร้ามแดดทำให้ใบหน้าดูคมคาย และแววตาที่มองมายังเขา ยังคงเอื้ออาทรไม่เปลี่ยนแปลง

“สบายดี แต่ช่วงนี้หูจะตึงๆหน่อยนะ” ไผ่ทรุดตัวลงนั่งลงตรงข้ามนทนทีและปถวี พร้อมกับยิ้มแพรวพราวในดวงตาให้ประวิชขมวดคิ้วย่น พร้อมกับทรุดตัวนั่งตามลงมา

“ทำไมละ? เป็นอะไรเหรอ” นทนทีเบิกตากว้าง ด้วยภายนอกไผ่ก็ดูจะสบายดี

“อ๋อ...” คนหน้าหวานลากเสียงยาว

“มีเจ้านายขี้บ่นเลยต้องทำเป็นหูตึงน่ะ”

“พรืด!” เสียงประวิชสำลักน้ำที่เพิ่งจะยกขึ้นดื่ม จนนทนทีต้องรีบส่งกระดาษให้ซับน้ำ แล้วจึงหันไปส่งสายตาเขียวๆให้คนลอยหน้าลอยตาพูด

“ฉันไปบ่นนายตั้งแต่เมื่อไรกัน” ร่างสูงใหญ่ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ก็ตอนที่มีสาวๆสวยๆมาติดต่อที่พักไง”

“จะบ้าเรอะ! ฉันทำซะที่ไหน เขามาถามรายละเอียดห้องพัก แหล่งท่องเที่ยวแถวนั้น นายจะให้ฉันไม่ตอบรึไง รีสอร์ทฉันได้เจ๊งพอดี แล้วที่บ่นนายก็เพราะนายไม่ค่อยจะสนใจลูกค้าเลยนี่!” เสียงประวิชเค้นคำพูดออกมาจากลำคอ

“ก็ถ้ามาเที่ยวก็เที่ยวไปสิ แต่นี่มาทำชายหูชายตาให้ผู้ชายซะขนาดนั้น แล้วใครอยากจะตอบกันละ” ไผ่เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ทำให้ประวิชนึกอยากจับคนตรงหน้ามาหักคอยาวๆขาวๆออกเป็นสองท่อน

“นี่! ถ้าไม่เต็มใจทำงานบริการแบบนี้ นายก็ลาออกไปสิ”

“ไม่!”

“งั้นก็ตั้งใจให้มันมากกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง”

“เฮอะ!...โบนัสซักบาทก็ไม่มี”

“ก็มีลูกจ้างแบบนาย รีสอร์ทฉันถึงได้จะเจ๊งไง” แสงตาแวววาวบ่งบอกถึงอารมณ์กรุ่นๆของร่างสูง ทำให้ไผ่จำต้องสงบปากสงบคำ ไม่ได้กลัวว่าจะตกงาน แต่กลัวว่าสิ่งต่างๆที่เขาลงทุนลงแรงรอคอยจะจบลงที่การถูกไล่ตะเพิดออกมาอย่างไม่ใยดี

“ก็ได้ๆ ถ้ามีสาวๆแบบนั้นมาอีกฉันจะเรียกนายออกมาต้อนรับ พอใจยังละ”

“อย่ามาประชดกันนะ” ประวิชถลึงตามองเพื่อนที่คบหากันมานาน เขาชักจะหมดความอดทนต่อการยั่วประสาทของอีกฝ่ายซะวันนี้พรุ่งนี้อยู่แล้ว

ณ วันนี้การมีเจ้านี่อยู่เคียงข้างทำให้เขารู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัว เพราะอีกฝ่ายจะคอยเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆไม่ได้ห่าง และตั้งแต่รู้จักกับร่างโปร่งบางสะโอดสะอง เขาก็ไม่ได้คบหากับผู้หญิงคนไหนอีกเลย เพราะมีเจ้าของร่างบางคอยเกาะติดหนึบ จนเขาปลีกตัวปลีกเวลาไปรักไปชอบใครไม่ได้เลย ที่คบกันได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรู้ว่าไผ่เป็นเพื่อนที่เขาสามารถไว้วางใจได้ ทั้งยังคอยช่วยเหลือ เป็นกำลังใจให้กันมาตลอด แต่มา ณ วันนี้เวลานี้ เขารู้สึกว่าไผ่เข้ามาครอบงำทั้งรูปแบบความคิดและการใช้ชีวิตประจำวัน ทุกที่ทุกเวลาต้องมีไผ่จนใกล้ๆ จนเขารู้สึกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างกับเพื่อนคนนี้

ไผ่เปลี่ยนไป ดูหวงและห่วงเขาจนเกินกว่าเพื่อนจะมีให้กัน ทำให้เขาวางตัวลำบาก และอยากจะเว้นระยะให้ห่างกว่าที่เคยเป็น ซึ่งเจ้าตัวก็คงรู้สึกอยู่บ้างหรอก ถึงได้พูดจาค่อนแคะอยู่บ่อยๆ

“นี่พวกนาย นัดมากินข้าวนะ ไม่ได้ให้มาสาดน้ำลายใส่กัน ไว้ไปทะเลาะกันต่อที่บ้านพวกนายเถอะนะ ฉันหิววะ” ปถวีเอ่ยตัดบท เมื่อเห็นคนใจเย็นอย่างประวิชดูออกอาการโมโหโทโสอีกฝ่าย

“แหมๆพวกฉันก็คุยกันแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวก็จะชิน” ไผ่เสหัวเราะพลางหลบแสงตาแวววาวของประวิช วันนี้ดุจังแฮะ

“แล้วคราวนี้จะขึ้นมาอยู่นานมั้ย” นทนทีหันไปคุยกับประวิช

“ก็ซักอาทิตย์สองอาทิตย์ละนท” ประวิชทอดน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้คนนั่งข้างเหล่ตามอง ด้วยทั้งน้ำเสียงและสายตาอ่อนโยนเวลามองไปยังนทนที

ที่เวลากับฉันละ ทำเป็นเมิน...พักนี้เจ้ายักษ์นี่เป็นอะไรของมันนะ ชอบตีหน้ายักษ์ใส่บ่อยๆ เมื่อก่อนไม่เห็นเคยทำ แถมเหมือนถูกหลบๆเลี่ยงๆยังไงก็ไม่รู้...อย่าให้ฉันหมดความอดทนกับแกนะ...ไอ้บ้า! ไผ่ละสายตาจากร่างสูงใหญ่แล้วจึงยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบพอชุ่มคอ ไม่อยากมองโว้ย...แสลง

ไอ้ดื้อ! เสียงดังเกิดขึ้นในใจเมื่อประวิชเหลือบมองเห็นแววตาถือดีของไผ่ เพราะอยู่ด้วยกันมานาน จึงคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงคิดอะไรแผลงๆในหัวอีกนั่นหละ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดความคิด ประวิชหันมองปถวีกดรับสายโทรศัพท์ในมือ แล้วจึงได้ยินปถวีพูดกับน้องชายที่กำลังเดินทางมา

“เจ้านลเหรอวี” ไผ่เอ่ยเสียงดีใจ “ดี ชวนมากินข้าวด้วยกัน ไม่ได้เจอมาตั้งนานแล้ว จะแต่งรึยังละ” ไผ่ยิ้มจนตาหยีใส่ปถวี โดยไม่ได้สังเกตนทนทีที่ดูจะเกร็งตัวขึ้นมากะทันหัน

“ไว้ถามมันเองเถอะ นี่แม่ก็อยากให้ไปเรียนต่อให้จบปริญญาเอกอยู่”

“หึๆ ใครจะอยากไป” ไผ่ลากเสียงยานคางอยากคนรู้ดี ทำให้ประวิชและนทนทีเหล่ตามองอย่างหมั่นไส้ แต่ปถวีกลับทำเพียงยกยิ้มมุมปากตอบรับเสียงยานคางนั้น

“สั่งอะไรมากินกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเจ้านลมาค่อยสั่งใหม่” ปถวีตัดบทด้วยรู้ว่านทนทีไม่ชอบให้เอ่ยถึงเรื่องนี้

จวบจนทั้งสี่คนเริ่มลงมือทานอาหารจานแรก อนลก็มาถึงพร้อมวารี น้องสาวสุดรักสุดหวงของนทนทีที่ตอนนี้ไม่ใช่เด็กสาวแล้ว แต่กลับเป็นหญิงสาวที่มีหน้าที่การงานมั่งคง ร่างโปร่งเพรียวบางของหญิงสาวสวมใส่ชุดสูทสุภาพสตรีสีครีม ดูกระจ่างตาน่ามอง เดินตามหลังอนลเข้ามาใกล้โต๊ะ

ใครว่าสาวบัญชีหัวฟู แก่เร็ว แถมด้วยทึนทึก เป็นต้องได้ฟาดปากกับนายอนลเป็นแน่แท้ ด้วยชายหนุ่มดูจะภูมิอกภูมิใจในตัวหญิงสาวหน้าตาสดใสเป็นนักหนา ก็มันแสดงออกมาทางสีหน้าสีตาของเจ้าตัวอยู่ตลอดเวลา

นทนทีย่นหัวคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องสาวตนเองมาพร้อมกับอนล พลางเหลือบตามองปถวี แล้วจึงหันไปยิ้มให้กับอนล ถึงเขาจะรู้ว่าอนลพาวารีไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ และเขาก็สามารถไว้วางใจได้ก็ตาม แต่ที่นึกประหวั่นใจก็เพราะกลัววันข้างหน้าน้องสาวจะเสียใจ ด้วยความต่างของทั้งสองคน

“สวัสดีครับพี่ไผ่ เป็นไงบ้างพี่...พี่วิชด้วย” อนลยกมือไหว้กราดหมดทั้งโต๊ะ จนคนที่นั่งรับไหว้กันแทบไม่ทัน ส่วนวารีก็พนมมือไหว้ก่อนจะค่อยๆทรุดตัวนั่งข้างพี่ชาย

“ผมไปรับน้องวามาทานด้วยนะครับพี่” อนลยิ้มให้นทนทีที่พยักหน้ารับรู้

“ฉันน่ะสบายดี ว่าแต่นายเถอะ จะแต่งเมื่อไรละ ฉันรอรับขวัญหลานอยู่นะ เอาเป็นทองสักแท่งสองแท่งเป็นไง จะได้รีบๆมี...ฮ้าๆ” ไผ่เอ่ยอย่างคะนองปาก ทำให้วารีได้แต่นั่งยิ้มทำหน้าปั้นไม่ถูก แต่อนลกลับยิ้มแล้วรับลูกต่อ

“เร็วๆนี้ละพี่ เตรียมกินขนมได้เลย”

“พี่..นล!” เสียงวารีอุทานเบาๆทำให้นทนทีต้องหยุดการสนทนาที่ดูจะทำให้น้องสาวอึดอัดใจ

แปลก! ปกติอนลจะสำรวมเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย แต่คราวนี้กลับเอามาพูดหยอกล้อกันเฉยเลย คิดจะทำอะไรกันแน่ฮึ...อนล!

“นี่ๆ หยุดล้อกันได้แล้ว ไผ่ด้วย” นทนทีหันไปขึงตาใส่เพื่อนสนิทที่ดูจะชอบกวนประสาทซะเหลือเกิน แล้วจึงกวาดสายตามองอนลที่ดูจะรู้ตัว หยิบเอาเมนูมาเปิดสั่งอาหาร แล้วชี้ชวนให้วารีสั่งอาหาร

“อร่อยมั้ยน้องวา” ปถวีเอ่ยถาม เมื่อวารีทานอาหารไปได้ครึ่งจาน เขาเอ็นดูวารีเหมือนน้องสาวมาตั้งแต่พบกันครั้งแรก และจะสุภาพอ่อนโยนทุกครั้งเมื่ออยู่ด้วยกัน เพราะที่บ้านเขามีแต่พี่น้องผู้ชายที่แต่ละคนก็แข็งแรงยังกะม้าคึก เลยรู้สึกเหมือนได้เป็นพี่ชายที่คอยดูแลน้องสาวคนหนึ่งเรื่อยมา

“อร่อยมากคะพี่วี” วารียิ้มรับพลางจิ้มกุ้งชุบแป้งทอดให้ชายหนุ่ม “กุ้งนี่ก็อร่อยคะ ไว้วาจะลักจำสูตรไปทำกินที่บ้านบ้าง”

ปถวียิ้มรับแล้วจึงตักกุ้งใส่ปาก พลางพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อได้ลิ้มรสชาติ “อืม...อร่อย นี่ถ้าน้องวาทำได้แบบนี้พี่จะแวะไปกินทุกวันเลย”

“จริงเหรอคะ ถ้างั้นวาจะฝึกทำให้อร่อยๆ จะได้มาทานข้าวด้วยกันบ่อยๆ เห็นชอบแอบหนีไปเที่ยวกันสองคนพี่นทเรื่อยเลย” วารีแสร้งบ่นน้อยใจกับปถวี ทำให้เจ้าตัวต้องหัวเราะออกมาเบาๆ

“ผู้ชายมันก็ต้องมีบ้างละน้องวา แอบหนีเที่ยวไง” ปถวีหัวเราะพลางเหล่ตามองนทนทีที่แอบเอาเท้าเตะขาเขาไม่ให้ปากมาก

“แหม ต้องแอบด้วยเหรอคะ วาไม่ได้หวงพี่ชายซะหน่อย”

“ความลับของผู้ชาย บอกไม่ได้หรอก ไว้น้องวาต้องแอบถามเจ้านลเอาเองแล้วละ จริงมั้ยเจ้านล” ปถวีโยนลูกเหล็กร้อนๆให้น้องชายทำหน้าปั่นยาก

“ผมไม่เกี่ยวนะพี่!” อนลสะบัดลูกเหล็กร้อนที่ปถวีโยนมาให้ ด้วยกลัวว่าน้องวาคนดีจะถามลึกไปมากกว่านี้ว่าเขาไปเที่ยวที่ไหนตามประสาชายหนุ่ม

วารีหัวเราะด้วยชายหนุ่มแต่ละคนดูจะอิหลักอิเหลื่อกับคำถามนี้ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้นทนทีตัวชา

“วาไม่ถามพี่นลหรอกคะ เอาเป็นว่าพี่วีอย่าพาพี่นทของวาเที่ยวบ่อยนักนะคะ วาเป็นห่วง เมื่อคืนพี่นทก็ต้องอยู่ดูแลเพื่อนที่ไม่สบาย ไม่ได้กลับบ้านเลยคะ ถ้าพี่วียังขืนพาพี่นทไปเที่ยวอีก มีหวังไม่สบายแน่ๆเลยคะ” วารียกยิ้มโดยไม่รู้สึกถึงสายตาแข็งกร้าวของปถวีที่เบิกตามองร่างพี่ชายตนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะยกมุมปากขึ้นอย่างหมายมาดให้คนต้นเรื่องรู้สึกถึงเหงื่อกายเย็นๆของตัวเอง

“งั้นก็ไม่ใช่พี่คนเดียวแล้วนะ ที่ทำให้พี่ชายของวาไม่ได้กลับบ้าน หึๆ” ปถวีก้มหน้าก่อนจะหันไปยิ้มเหี้ยมเกรียมให้กับร่างบางข้างๆ

“ใครเป็นอะไรเหรอนท”

มาแล้ว...นทนทียิ้มอย่างฝืดเฝื่อน ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วระบายออกอย่างช้าๆ เวลาโกหกแล้วถูกจับได้อารมณ์มันเป็นแบบนี้นี่เอง ร่างบางคิดอย่างอ่อนใจกลับกลุ่มเมฆครึ้มที่เริ่มก่อตัว

“คุณเทวัญเขาไม่สบายน่ะ พอดีเลขาเขาเมามาดูแลไม่ได้ ฉันเลยอาสาอยู่เฝ้าไข้ให้นะ”

“เหรอ” มือใหญ่ลดต่ำลงบีบต้นขาเรียวแรงๆจนเจ้าตัวต้องนิ่วหน้า

“ใจดีจริงนะ วันหลังบอกฉันก็ได้ จะได้ไปช่วยดูแล คนรู้จักกันทั้งนั้น”

“มะ...ไม่เป็นไร ตอนนี้เขาดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องไปเฝ้าอะไรแล้วละ” นทนทีฝืนยิ้มให้ร่างสูงใหญ่ที่พร้อมจะกลายร่างเป็นยักษ์ได้ทุกเมื่อ ก่อนจะก้มหน้าลงตักอาหารใส่ปากเคี้ยวอย่างไม่รู้รส

ประวิชรู้สึกถึงบรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัดอยู่รอบตัวเพื่อนสนิท จึงเลิกคิ้วมองคนทั้งคู่อย่างค้นคว้า นทนทีเปลี่ยนไป ดูอ่อนข้อให้ปถวี และปถวีเองก็ดูจะให้ความสนิทสนมกับนทนทีจนดูเผินๆเหมือนจะหวง...หวง!

ความคิดนี้ทำให้ประวิชรู้สึกตกใจ ก่อนจะหันไปมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ไผ่! มันจะเหมือนกับที่ไผ่พยายามแสดงออกอย่างทุกวันนี้กับเขารึเปล่า...ไม่น่า...? ประวิชหลุดจากภวังค์ความคิด เมื่อมีมือขาวๆตักปลาทอดชิ้นโตมาใส่จานให้ ทำให้ร่างสูงเผลอตัวจ้องมองวงหน้าขาวผ่องอย่างใคร่สงสัย มันจะเป็นไปได้หรือ...ก็เขาไม่เคยระแคะระคายเรื่องแบบนี้มาก่อน อีกอย่างนทนทีก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับเขาเลยด้วย แล้วมันจะเป็นอย่างที่เขาคิดเชียวหรือ

“ไม่กินเหรอ อร่อยนะ” ไผ่จ้องตากลับพลางส่งยิ้มให้ จนคนมองต้องลอบถอนหายใจ

“กินสิ” ประวิชตอบเสียงเบา พลางตักชิ้นปลาทอดกิน พยายามไม่ใส่ใจกับอาการหัวใจเต้นระส่ำกับรอยยิ้มเมื่อครู่ ใช่...เมื่อก่อนเขาแค่ชอบใจ และพอใจที่จะเห็นรอยยิ้มนี้ จึงได้ตามใจยกหางกันเรื่อยมา แต่เมื่อต้องไปทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น เขากลับรู้สึกแปลกไป แปลกไปจนต้องขยับตัวออกห่างเพื่อรักษาความเป็นเพื่อนให้ยั่งยืน

ไผ่เองก็สังเกตเห็นอาการผิดปกติของนทนทีกับปถวี จึงเดาจากคำพูดกำกวมนั้นได้ว่า คงมีเรื่องอะไรไม่พอใจแอบแฝงอยู่เป็นแน่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ประวิชพลอยเงียบขรึมลงไปด้วย จนเขาเองยังใจแป้ว ด้วยไม่ว่าจะนานแค่ไหน ประวิชก็ยังคงห่วงหาอาทรนทนทีไม่มีเปลี่ยนแปลง

หึ...ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษใจตัวเองที่ดันไปหลงรักเขาหัวปักหัวปำมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ...ไผ่บอกกับหัวใจตัวเองอย่างฝืดเฝื่อน แล้วจึงนั่งกินข้าวไปอย่างเงียบๆจนอิ่มด้วยความรู้สึกระทดระท้อในใจ

“พี่นทจะกลับบ้านพร้อมวาเลยมั้ยคะ” วารีเอ่ยถามเมื่อปถวีชำระเงินค่าอาหารเสร็จ

“อืม...!” นทนทีกำลังจะเอ่ยปากตอบรับคำชวนของน้องสาว ด้วยหวังจะหนีจากอารมณ์ที่คุกรุ่นเหมือนภูเขาไฟใกล้ระเบิดของปถวี แต่กลับถูกลำแขนแข็งแรงของร่างสูงเอื้อมมาล็อกคออย่างสนิทสนมเสียก่อน

“วันนี้พี่ชายน้องวามีนัดแอบหนีเที่ยวกับพี่น่ะ” ปถวีหันไปยิ้มทะเล้นให้หญิงสาว แต่มือใหญ่กลับบีบมือเล็กไว้แน่นจนนทนทีจำต้องปิดปากเงียบ

“แล้วจะกลับบ้านมั้ยคะ วาจะได้บอกแม่ให้” วารียิ้มรับ เพราะจริงๆแล้วก็อยากให้พี่ชายไปเที่ยวเตร่หาความสุขใส่ตัวบ้าง ด้วยบางครั้งพี่ชายก็รับภาระทางบ้านจนลืมนึกนึกความสุขของตัวเองไป

“กลับสิ” นทนทีรีบบอกก่อนที่ปถวีจะตอบให้แทน แล้วจึงหันไปพูดกับอนล

“นลขับรถดีๆนะ”

“ครับ แล้วอย่าเที่ยวต่อกันจนดึกนะพี่” อนลหันไปยักคิ้วให้พี่ชาย “กลับก่อนนะครับพี่ไผ่ พี่วิช ว่างๆไปหาที่บ้านนะครับ แม่บ่นคิดถึงพี่เหมือนกัน” บอกลาเสร็จสรรพอนลจึงพาวารีกลับบ้าน ปล่อยให้คนที่เหลือตกลงกันว่าไปจะไหนกันต่อ

เมื่อพ้นสายตาน้องสาวนทนที ปถวีจึงลุกขึ้นพลางฉุดให้นทนทีลุกตามจนประวิชขมวดคิ้วยุ่ง และจะลุกตามออกไปเมื่อปถวีเหมือนจะพยายามกระชากร่างโปร่งบางให้เดินตามอย่างไม่ใคร่จะเต็มใจ ทำให้ไผ่ต้องรีบฉุดมือใหญ่ไว้แน่น

“วิช! รอฉันก่อนนะ ฉันปวดฉี่” ไผ่หาเรื่องขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการทิ้งระยะห่าง

“ก็ไปสิ ฉันจะไปรอที่รถ จะไปดูด้วยว่าเจ้าคู่นั้นเขาทะเลาะอะไรกันรึเปล่า” ประวิชมองเพื่อนตัวเล็กอย่างรำคาญใจ พลางเหลือบมองประตูทางออกอย่างเป็นห่วงเพื่อนสนิท

“โอ๊ย! ไม่ต้องไปห่วงเจ้าพวกนั้นหรอก แค่ลิ้นกับฟัน กัดกันแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ดีกัน แต่ฉันสิ ฉี่จะราดอยู่แล้ว นายไปเป็นเพื่อนฉันหน่อย”

“นี่!...ไปเองสิ โตขนาดนี้ยังต้องตามไปถอดกางเกงให้ด้วยมั้ย” ประวิชว่าประชดเข้าให้ แต่ก็ไม่ทำให้ใบหน้าขาวนวลสลดลงแม้แต่น้อย

“ได้ก็ดีดิ” ไผ่ยิ้มยียวนจนร่างสูงตั้งท่าจะเดินหนี ทำให้เจ้าตัวต้องรีบกระโดดมาเกาะแข้งเกาะขาไว้ “ไม่ล้อแล้วๆ ไปเป็นเพื่อนหน่อย ฉันไม่รู้ว่าห้องน้ำมันอยู่ตรงไหนนี่!"

เจอไม้นี้เข้าไป ทำให้ประวิชจำต้องเดินไปส่งจอมเจ้าเล่ห์ถึงหน้าประตูห้องน้ำ!


XXXXX

ออฟไลน์ jeaby@_@

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +454/-3
“ปล่อย...อย่าลากได้มั้ย” นทนทีพยายามสะบัดมือออกจากการเกาะกุม เมื่อมาถึงบริเวณที่รถของปถวีจอดรออยู่ในที่มืดสลัวริมรั้วสวนอาหาร

พอถึงตัวรถปถวีจึงปล่อยมือเล็กลงอย่างแรง พลางเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้าไปนั่ง แต่นทนทีกลับยืนเฉยทำให้อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วโหมประดังกันขึ้นมา ร่างสูงเอื้อมตัวไปกระชากนทนที พยายามจะผลักให้อีกฝ่ายเข้าไปในรถให้ได้

“เข้าไปนะนท!” ปถวีตวาดเมื่อร่างบางขืนตัว จนต้องกดอีกฝ่ายไว้กับตัวรถ

“อย่ามาสั่งฉันนะ!” พอเจออีกฝ่ายใช้กำลัง นทนทีจึงตะโกนใส่อย่างไม่ไว้หน้า มันจะมากไปแล้วนะ ถึงฉันจะโกหกก็เถอะ...ไอ้บ้า!

“อย่ามาสั่งเหรอ...นายคิดจะทำอะไรกันแน่ คุณนทนที!” น้ำเสียงเอาเรื่องไม่ยอมอ่อนข้อยิ่งทำให้นทนทีรู้สึกฉุนกึก แม้อยากจะอธิบายแต่เขาก็ไม่ใจเย็นพอที่จะทำ

“ฉันไม่ใช่ลูกไร่นายนะ จะถามก็ถามมาดีๆสิ มากระชากลากถูกันทำไม”

“ก็เวลาถามดีๆ แล้วฉันได้อะไรกลับมาละ...โกหก...นายโกหกหลอกฉันว่าเมื่อวานนายอยู่บ้าน!...นายทำไปทำไมห๊า!” ปถวีตะโกนใส่หน้านวล เขารู้สึกเหมือนสูญเสียความไว้วางใจกับผู้ชายตรงหน้านี้ไปจนหมด ทั้งๆที่เขาไว้ใจ ไว้ใจมากที่สุด

โกหก คำบริภาษคำนี้ทำให้นทนทีรู้สึกตีบตันในลำคอ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ...จริงๆ ฉันแค่...”

คำพูดพึมพำจับใจความได้ของนทนทียิ่งทำให้ปถวีทวีอารมณ์โกรธมากขึ้น

“ไม่ได้ตั้งใจ...นายจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจโกหกรึไง...ฉันคงเชื่อคำพูดหลอกเด็กนี่หรอกนะนท” คำพูดเสียดสียอกย้อนทำให้นทนทีเลือดขึ้นหน้า ผลักร่างสูงออกโดยแรง

“นายมันหมาบ้า!...ก็เพราะนายเป็นแบบนี้นะสิ ฉันถึงไม่อยากบอกอะไร”

“โกหก...ไม่ใช่นายคิดอะไรอยู่รึไง ถึงได้ไม่อยากบอก”

“ฉันคิดอะไร...พูดให้ดีๆนะ” นทนทีบิดตัวเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมที่กำลังสร้างความเจ็บหนึบให้กับเนื้อหนังบริเวณต้นแขน

“ถามตัวเองสิ ไปอยู่กับมันสองต่อสอง ทั้งที่รู้ว่ามันคิดยังไงกับนาย นายก็ยังไปอยู่กับมัน แล้วจะให้ฉันคิดว่าไง คิดว่ากำลังเล่นพ่อแม่ลูกผูกพันรึไง เอะ!...ไม่ใช่สิ เล่นเป็นผัวเป็นเมียกันซะมากกว่า”

ผัวะ! เสียงกำปั้นกระทบกับเข้าสันกรามแข็งแรง จนใบหน้าคมสะบัดไปตามแรงเหวียง ก่อนจะหันกลับมามองร่างคนรักด้วยดวงตาวาวโรจน์

นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นทนทีง้างมือง้างมัดใส่เขาเพราะไอ้ประธานบริษัทเจ้าเล่ห์นั่น ทำไม...ถ้าบอกเขาซะตั้งแต่วันนั้นเขาคงรู้สึกดีกว่านี้ถึงจะโมโหก็ตามเถอะ และอย่างมากเขาก็จะตามไปนอนมันซะด้วยกันที่นั้นละ ถ้านทนทียังดื้อดึงที่จะเฝ้าไข้เพราะความเป็นห่วงหรือจะเป็นเพราะมนุษยธรรมบ้าบอคอแตกอะไรก็ตาม แต่การมารู้ที่หลังแถมยังถูกคนรักปิดบัง จะให้เขาคิดเป็นอื่นไปได้ยังไง นอกจากนทนทีจะมีใจให้มัน!

ไม่ใช่ไม่อยากเชื่อในคำพูดของคนรัก แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาระแวง...

“ถามใจนายเองดีกว่านะว่า ยังรักฉันอยู่มั้ย ถ้ารัก คนรักกันเขาคงไม่ทำให้คนที่เขารักต้องระแวงแบบนี้หรอก” คำพูดเชือดเฉือนกรีดลึกปักลงมากลางใจของนทนทีจนต้องข่มตาข่มใจตอบโต้อีกฝ่ายด้วยปากที่สั่นระริก...สั่นเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจที่เขาไม่มีศักดิ์ศรีอะไรให้อีกฝ่ายไว้วางใจเลยรึไง ถึงได้ประณามกันแบบนี้

“ใช่ ฉันตั้งใจจะอยู่ดูแลคุณเทวัญเอง และฉันก็ตั้งใจจะไม่บอกนายด้วย แต่ขอบอกนายไว้ตรงนี้เลยนะว่า ที่ฉันทำไปเพราะฉันบริสุทธิ์ใจ ถึงฉันจะรู้ว่าเขาคิดยังไงแต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ฉันไว้ใจเขาได้ ฉันรู้ใจของฉันดีว่าอยู่ที่ตรงไหน ฉันวางใจของฉันไว้ที่นาย แล้วนายละ จริงๆแล้วนายพร้อมจะวางใจของนายไว้ที่ฉันรึเปล่า” คำถามที่สั่นเครือกระแทกใจของปถวีจนเจ้าตัวต้องกระชับฝ่ามือใหญ่กับต้นแขนอีกฝ่ายแน่นขึ้น พร้อมกับความรู้สึกแน่นจุกขึ้นมาในใจ

“นายถามฉันยังงี้ได้ยังไงห๊า! นายไม่รู้รึไงว่าฉันคิดยังไงกับนาย จนวันนี้ยังไม่รู้อีกรึไง” ใบหน้าคมคายยื่นเข้าไปใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน

“ไม่...ฉันไม่รู้ ณ วันนี้ฉันไม่รู้ว่ารักของนายกับรักของฉันมันเหมือนกันรึเปล่า”

คำตอบของนทนทีทำให้เส้นใยความอดทนของปถวีขาดผึง

“นายนอนกับฉัน นายอยู่บนเตียงฉัน นายมีอะไรกับฉัน แล้วมาบอกว่าความรักของเราไม่เหมือนกันงั้นหรือ”

“ใช่! เพราะนายไม่ได้นอนกับฉันคนเดียวนี่ เพราะฉะนั้นรักของเรามันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้วละ” ความกดดันทำให้นทนทีพูดสิ่งที่ไม่เคยคิดจะพูดออกมา

“นท!” ปถวีเบิกตากว้างมองคนรักเอ่ยด้วยดวงตาแวววาว

“นายมันเห็นแก่ตัว”

“ไม่ใช่นะ!” ปถวีมองแววตาคาดคั้นจนต้องถอนหายใจออกมา

“โอเค ฉันยอมรับว่านอนกับผู้หญิงได้ แต่มันก็ไม่มีอะไรผูกพันกัน แล้วก็นานมาแล้วนะ”

“ทุเรศ”

“นท...ฉันก็ผู้ชายนะ มันก็มีบ้างละ แต่ฉัน...”

“ แต่ฉันไม่มี!”

นทนทีสวนคำพูดกลับอย่างเจ็บยอกในอก เมื่อได้รับฟังจากปากอีกฝ่ายตรงๆ ถึงเขาจะเคยรู้มาบ้างเพราะปถวีก็เป็นคนดังในวงสังคม เรื่องซุบซิบนินทายอมมีมาได้ไม่ขาด และในนั้นก็คงมีเรื่องที่จริงอยู่บ้างหรอก แต่เขาก็ทำใจยอมรับและเข้าใจในธรรมชาติของผู้ชายนี้ เพราะผู้หญิงหลายคนก็ต้องการและเต็มใจจะเข้าหาชายหนุ่มที่พร้อมทั้งรูปลักษณ์และฐานะอย่างปถวีโดยไม่ต้องการสิ่งใดๆตอบแทนการร่วมหลับนอนเลยด้วยซ้ำ ที่คิดแบบนี้ได้เพราะเคยเจอเคยเห็นกับตัว กับผู้หญิงที่ตามตื้อปถวีจนแทบเป็นบ้าเป็นหลังโดยที่ปถวีไม่ได้แม้จะชายตาแล หรือถ้าชายตาแลก็คงจะไม่ให้เขารู้นั่นละ พอเห็นแบบนั้น เขาถึงได้จนใจ เพราะปถวีอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้หญิงที่เต็มใจจะขึ้นเตียงด้วยเพียงแค่ชายหนุ่มกระดิกนิ้ว

ถ้าจะแปลกก็เขานี่ละ ที่ทำให้เจ้าหนุ่มเนื้อหอมมาคลุกอยู่ด้วยได้เป็นนานสองนาน ทั้งๆที่เป็นผู้ชายด้วยกัน

“ก็ลองมีสิ จะฆ่าให้ตายเลย” คำพูดอาฆาตทำให้นทนทีตื่นจากความคิด ก่อนจะโมโหในคำพูดอวดดีนั้น

“ไอ้บ้า! นายมันบ้า ไอ้เห็นแก่ตัว” นทนทีพยายามดิ้นรนผลักอกหนาออกห่าง

“ที่ตัวเองทำได้ แต่เวลาคนอื่นละมาขู่ไม่ให้ทำ ไอ้เห็นแก่ได้! ไอ้บ้า!”

“นายก็เลยทำประชดงั้นสิ”

“เออ!” เพราะความโมโหทำให้นทนทีเออออประชด จนปถวีกระแทกร่างโปร่งติดแนบกับรถยนต์ ก่อนจะประกบจูบดุนดันให้อีกฝ่ายยอมรับลิ้นอุ่นของตัวเอง และตอกย้ำให้รู้ว่าทั้งตัวและใจนี้เป็นของเขา

การกระทำของปถวีทำให้นทนทีรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำหัวใจให้แหลกลาญ ก่อนจะพยายามผลักหน้าของอีกฝ่ายออกห่าง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของคนทั้งคู่ ประวิชและไผ่กำลังเดินตามออกมาจากร้าน

สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือการยื้อยุดฉุดกระชากของเพื่อนทั้งสองที่เดินออกมาก่อน ทำให้ประวิชนิ่งงัน ถ้าแค่ทะเลาะชกต่อยกันธรรมดาเขาคงรีบวิ่งไปห้าม แต่ที่เขาตะลึงงงเพราะเขาเห็นปถวีพยายามปล้ำจูบนทนทีอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยที่คนตัวเล็กพยายามจะเบี่ยงหนีสุดชีวิต

“เฮ้ย!” เมื่อเรียกสติกลับมาได้ ประวิชจึงตรงปรี่เข้าไปหา แต่ถูกไผ่รั้งแขนไว้ ทำให้คนตัวใหญ่หันกลับไปมองอย่างฉงนแกมไม่พอใจ

“ทำไม ไม่เห็นเหรอว่าไอ้บ้านั้นทำอะไรนทน่ะ”

“เห็น แต่นายเข้าไปตอนนี้จะยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ” ไผ่ตอบพลางมองไปยังคนทั้งสองอย่างวิตกกังวลมากกว่าจะรู้สึกถึงสายตาวาวโรจน์ที่มองมาด้วยอาการไม่พอใจอย่างโจ่งแจ้ง ก่อนจะสะบัดมือเล็กที่เกาะกุมไว้ออก

“ปล่อย! เห็นเพื่อนโดนทำอย่างนั้น นายยังจะให้เขาเคลียร์กันเองอีกเหรอไผ่” ประวิชไม่รอให้คนหน้าขาวอธิบาย ขายาวรีบสาวเท้าเข้าไปช่วยเพื่อนสนิททันที

“เฮ้ย! เดี๋ยว” ไผ่วิ่งตามประวิชไปติดๆ แล้วยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อเห็นประวิชกระชากไหล่ปถวีให้ออกห่างจากนทนทีอย่างแรง

“ทำบ้าอะไรของแกห๊ะ!”

“อย่าเข้ามายุ่ง จะไปไหนก็ไป” ปถวีปัดมือใหญ่ที่จับบ่าตนไว้แน่นออก ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วพยายามกดศีรษะนทนทีให้มุดเข้าไปภายใน

“ปล่อยนะ! ปล่อย” นทนทีพยายามเกาะขอบประตูรถไว้แน่นไม่ยอมเข้าไป

“อย่ามาออกฤทธิ์กับฉันนะนท ขึ้นรถไปคุยกันเดี๋ยวนี้เลยนะ” ปถวีตะคอกใส่นทนทีอย่างไม่เกรงใจเพื่อนอีกสองคนที่ยืนมอง

“นี่! นทเขาไม่อยากไปกับนาย ปล่อยเขานะ” ประวิชพยายามดึงไหล่ปถวีให้เลิกบังคับนทนทีขึ้นรถยนต์

“ประวิช! ฉันบอกว่าอย่ามายุ่งไง” ปถวีตวัดสายตาหันมองเพื่อนร่างยักษ์ด้วยความขุ่นเคือง เมื่อเห็นแววตาห่วงใยผาดผ่านไปยังร่างเล็กในวงแขนตน ความรู้สึกไม่พอใจจึงทวีมากขึ้น

“คนรักเขาจะคุยกัน คนนอกอย่างนายอย่ามายุ่ง”

“ปถวี!” เสียงร้องอย่างตื่นตระหนกของนทนทีกับประวิชดังขึ้น พร้อมๆกับกำปั้นใหญ่ที่เหวี่ยงเข้าใบหน้าปถวีด้วยความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง ร่างสูงหลบกำปั้นหนักของประวิชได้ไม่เต็มที่ด้วยมีนทนทีอยู่ในวงแขน จึงกระแทกเข้าสันกรามอย่างจัง

“ไอ้โกหก!” ประวิชบริภาษเพื่อนตัวโตเสียงดัง

“หยุดๆ ประวิชหยุด อย่าทะเลาะกัน ให้ตายสิ!” ไผ่ร้องเสียงหลง ด้วยไม่คิดว่าคนปากหนักหมัดหนักอารมณ์เย็นอย่างประวิชจะชกเพื่อนได้ ร่างเล็กเข้าไปกอดหลังคนตัวใหญ่ไว้แน่นจนอีกฝ่ายเคลื่อนไหวลำบาก ทำให้ปถวีผลักอกประวิชออกอย่างแรงจนไผ่ที่หลับหูหลับตากอดหลังประวิชเซผงะถอยหลังจวนเจียนล้มคว่ำ ถ้าไม่มีมือใหญ่แข็งแรงรีบเข้ามาคว้าตัวไว้

“ไผ่!” ประวิชเข้าประคองเพื่อนตัวเล็กให้ยืนจนมั่นคงแล้วจึงหันไปมองปถวีด้วยความโมโห

“ประวิช!” เสียงร้องด้วยความห่วงใยของนทนทีดังขึ้น เมื่อพยายามยึดร่างสูงที่กำลังจะสาวเท้าเข้าหาประวิชอย่างเอาเรื่อง “ขอร้องละอย่าทะเลาะกัน” ก่อนจะหันไปต่อว่าร่างสูงที่ตนยึดเหนียวไว้ “นายก็ใจเย็นหน่อยได้มั้ย”

ในขณะที่ประวิชเองก็ดูจะโกรธปถวีอยู่ไม่น้อยจึงสาวเท้าเข้าหาเช่นกัน ใช่...เขาทั้งโกรธทั้งสงสัยทั้งห่วง...หวงนทนที ในเมื่อเขาคอยดูแล เป็นห่วงเป็นใยมาตลอด แล้วมาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมเขาถึงไม่ระแคะระคายอะไรเลย

“นายทำยังงั้นกับเพื่อนได้ยังไง” คำถามของประวิชดูจะโดนใจปถวีไม่น้อย จึงยกยิ้มมุมปาก ด้วยเขาเองก็ต้องการจะประกาศให้ไอ้เพื่อนร่างยักษ์ของนทนทีได้รู้ซะทีว่าเขาอยู่ในฐานะอะไรของนทนที จะได้เลิกเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงในความรู้สึกของเขาซะที

“ทำไมจะทำไม่ได้ คนคบกันเขาก็ทำกันทั้งนั้นละ นายอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่า” คำตอบของปถวีทำให้ประวิชต้องหันหน้าไปหาความจริงกับนทนที

คำถามในสายตาของประวิชทำให้นทนทีจำต้องนิ่งอึ้ง ด้วยเป็นความจริงที่เขาปฏิเสธไม่ได้ และต้องรู้สึกใจสั่นขาสั่นเมื่อเห็นแววความผิดหวังเกิดขึ้นในดวงตาคู่อ่อนโยนของเพื่อน

เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงบปถวีจึงฉวยข้อมือนทนทีเพื่อจะจับร่างเล็กยัดใส่รถยนต์ แต่อีกฝ่ายกลับสะบัดตัวหนีออกไปยืนห่างๆ

“นายมันบ้าที่สุดเลย” นทนทีต่อว่าร่างสูงใหญ่ เขาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังความสัมพันธ์ของตนกับประวิช แต่ก็ไม่ใช่การมารับรู้ในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน

“ถ้านายยังสงบสติอารมณ์ไม่ได้ก็ไม่ต้องมาคุยกัน” นทนทีพูดทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัววิ่งฝ่าความมืดไปยังถนนใหญ่หน้าร้าน

“นท! บ้าเอ๊ย” ปถวีสบถอย่างหัวเสีย ในขณะที่ประวิชตั้งท่าจะวิ่งตามนทนทีออกไป

“เดี๋ยว!...นายจะไปไหน” ไผ่คว้าแขนประวิชไว้แน่น

“ก็ตามนทไปนะสิ มันมืดแล้วนะ จะปล่อยไปได้ยังไง”

“ไม่ต้องไปห่วงเจ้านั่นหรอก เดี๋ยวเจ้าวีมันก็ตามไปเองละ”

“นั่นยิ่งแล้วไปกันใหญ่ ไม่เห็นเหรอว่าเมื่อกี้มันทำอะไรนทน่ะ”

“ก็คนเขาคบกัน นายก็ปล่อยให้เขาปรับความเข้าใจกันก่อนเถอะ”

“นายพูดเหมือนนายรู้มานานแล้ว...บอกมานะไผ่ นายรู้อะไร” คำถามคาดคั้นของประวิชทำให้ไผ่หน้าเสีย แต่ก็หุบปากเงียบ ความเงียบที่ดูจะไปยั่วโทสะของประวิชให้มากขึ้น

“ไผ่...พูดมา ถ้ายังเป็นเพื่อนกันอยู่ก็พูดมา” ประวิชเข้าจับไหล่เล็กทั้งสองข้างเขย่าด้วยความไม่พอใจ

อาการโมโหไม่พอใจของประวิชเมื่อรู้ว่านทนทีคบกับปถวี กอปรกับแววตาที่แสดงออกถึงความผิดหวัง ทำให้ไผ่นึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนรู้สึกถึงน้ำหูน้ำตามันจะไหลออกมา

“จะให้บอกว่าอะไรละ ก็มันรู้มาตั้งแต่แรกที่เจ้าพวกนั้นคบกันนั้นละ”

“มะ...เมื่อไร” ร่างสูงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ยิ่งทำให้ไผ่รู้สึกเจ็บยอกในอก

“ก็ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว!” ไผ่กระแทกเสียงใส่ ก่อนจะรู้สึกเจ็บหนึบที่ต้นแขนเมื่อนิ้วมือใหญ่กดลงบนเนื้ออ่อน

“แล้วทำไมถึงเงียบไว้ละ...ทำไมละไผ่”

“ทำไม...เรื่องแบบนี้นายจะให้ฉันมาป่าวประกาศรึไง สังเกตเอาเองสิ แล้วถ้านทมันอยากบอก มันก็บอกนายเองละ เรื่องส่วนตัวของมันนะ ฉันจะไปก้าวก่ายได้ยังไง”

“บ้าเอ้ย! แล้วถ้านทมันมีปัญหา มันไม่เต็มใจแล้วใครจะช่วยมันละ มันยิ่งไม่ค่อยจะพูดอยู่ นายก็รู้”

คำพูดบั่นทอนน้ำจิตน้ำใจทำให้ไผ่นึกฉุน

“เออ! ฉันมันไม่ดี แต่อย่าลืมว่ามันโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วนะ มันตัดสินใจให้ชีวิตของมันเองได้ แล้วถ้ามันเหลือบ่ากว่าแรง นทมันต้องมาปรึกษาเราแล้ว นายนั่นละที่เป็นห่วงมันจนเกินเหตุ ห่วงจนโอเวอร์” ไผ่มองประวิชด้วยดวงตาแวววาว

“ไผ่ ฉันบอกแล้วว่านทมันไม่ค่อยพูด ถึงได้คอยเป็นห่วงมันไง แล้วที่เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ว่านทมันถูกบังคับรึเปล่า ไม่เห็นรึไงว่าเมื่อกี้นทมันทำท่ารังเกียจแค่ไหน” ประวิชนึกไปถึงท่าทางต่อต้านของนทนทีที่มีต่อปถวีเมื่อครู่

“ไม่ละ ฉันเป็นห่วงมัน เดินไปคนเดียวแบบนั้นมันน่าห่วง” ท่าทางร้อนรน เป็นห่วงเป็นใยเพื่อนคนสำคัญยิ่งทำให้ไผ่สูญเสียความอดกลั้น สูญเสียสิ่งที่พยายามเก็บซ่อนมาตลอด

“หึ!...คำก็นท สองคำก็นท แล้วไอ้ที่ยืนตัวโด่อยู่ตรงนี้มันไม่สำคัญเลยรึไง” ความเจ็บปวดที่อยู่รอบตัวผลักดันให้ไผ่แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมา ทำให้ประวิชต้องเพ่งมองเพื่อนตรงหน้าอย่างพิจารณาในเจตนาของคนพูด

“สำคัญสิ” ร่างสูงพึมพำเสียงแผ่ว ด้วยรู้สึกถึงความแปลกของคนตรงหน้า

“สำคัญขนาดไหน เท่าเจ้านทมั้ยละ” ถึงไม่ตั้งใจจะพูดเหมือนอิจฉาเพื่อน แต่เขาก็อดยกมาเปรียบเทียบไม่ได้

“ทะ...เท่ากันสิ นายเป็นอะไรของนาย ตอนนี้ไปตามนทกันก่อนเถอะ”

ประวิชที่รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของไผ่จงใจจะเบี่ยงประเด็น แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ไผ่รู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

“แต่นายสำคัญกับฉันมากกว่าใครๆ” ไผ่เงยหน้ามองคนที่เขาแอบรักมาเนิ่นนาน ใบหน้าที่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ไม่ได้ห่าง แต่...

เขาไม่เคยสำคัญน้อยกว่าใคร และก็ไม่เคยมากกว่าใครเช่นกัน

การเปิดเผยถึงความรู้สึกในใจบางส่วน ทำให้ประวิชนิ่งงัน แววตาที่สะท้อนถึงความรู้สึกในใจของเพื่อนที่คบกันมาเนิ่นนานทิ่มแทงเข้าไปในอกให้เจ็บแปลบๆ

เพื่อน! คำๆนี้ทำให้ประวิชจำต้องหลีกเลี่ยงไม่รับรู้ถึงสิ่งที่คนตัวเล็กต้องการจะบอก และก็เป็นอย่างทุกครั้งที่ร่างสูงใหญ่จะปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม

“ไผ่เอาไว้คุยกันอีกทีนะ ฉันไปตามเจ้านทก่อน” ร่างสูงค่อยๆผละถอยห่าง ก่อนจะหันหลังจ้ำเดินจากไปอย่างเร่งรีบ

ปฏิกิริยาของร่างสูงที่ทำเหมือนไม่อยากจะรับฟัง ไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยถึง ทำให้ความรู้สึกเนื้อต่ำใจวิ่งลิ่วๆขึ้นมาจุกคอ แล้วจึงรู้สึกโกรธในท่าทีของร่างสูง

“แล้วฉันละ! นายจะทิ้งฉันให้กลับคนเดียวรึไง” ร่างบางตะโกนออกไปจนสุดเสียงทั้งที่รู้สึกอ่อนล้าไปทั้งใจ เขาไม่เคยเข้าไปอยู่ในใจคนๆนี้เลยรึไง...

ประวิชที่ได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกของไผ่หยุดชะงัก ถึงแม้จะไม่สามารถรับความรู้สึกของเพื่อนได้ แต่ความห่วงใยก็ยังคงมีให้ไม่ห่างหาย ร่างสูงจึงยืนละล้าละหลังชั่วขณะ แล้วกวาดตามองไปรอบบริเวณเผื่อมองหาปถวี แต่ก็ไม่เห็นทั้งรถทั้งคน นี่เขายืนคุยกับไผ่จนไม่รู้ว่าปถวีไปตั้งแต่เมื่อไรเลยเหรอ

ประวิชมองออกไปยังถนน แล้วจึงตัดสินใจเดินกลับมาหาร่างโปร่งบางที่ยืนมองมาด้วยดวงตาแดงก่ำ

“ปะ...กลับบ้าน” ประวิชเอื้อมมือเข้าไปดึงต้นแขนเล็กให้ออกเดินไปยังถนนเพื่อเรียกหาแท็กซี่ ด้วยพวกเขาไม่ได้ขับรถมาเอง

เมื่อร่างสูงตัดสินใจกลับมา ใจที่เคยร้อนรนกับสงบนิ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไผ่มองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำหน้าก่อนจะอ้อมแอ้มเอ่ยถาม

“แล้วเจ้านทละ” ไผ่ที่เดินตามอย่างว่าง่ายเงยหน้ามองดูปฏิกิริยาของร่างสูง ด้วยรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองออกฤทธิ์ออกเดชมากกว่าปกติ

“เดี๋ยวขึ้นรถจะโทรหาอยู่ แต่เจ้าวีคงตามไปแล้วละ” ร่างสูงตอบเรียบๆแล้วยกมือเรียกรถแท็กซี่ เมื่อเจ้ารถรับจ้างจอดสนิท ประวิชจึงเปิดประตูให้ร่างเล็กเข้าไปนั่งแล้วตนเองจึงตามเข้าไป พอบอกกล่าวจุดหมายปลายทางให้คนขับเรียบร้อยจึงยกโทรศัพท์ขึ้นกดโทรหานทนที โดยไม่ได้เหลียวมองคนนั่งข้างๆอีกเลย รออยู่พักใหญ่กว่าอีกฝ่ายจะรับสาย

“นท อยู่ไหนนะ”

“อยู่บนรถแท็กซี่ ฉันกำลังจะกลับบ้านน่ะวิช”

“เป็นอะไรรึเปล่านท เจ้าวีมันทำอะไรอีกรึเปล่า”

“ฉันไม่เป็นไรหรอกวิช แต่อย่าเพิ่งถามอะไรเลยนะ ฉันอยากพักซักนิดก่อนน่ะ...ได้มั้ย” คำร้องขอเหมือนคนเหน็ดเหนื่อยทำให้ประวิชจำต้องพยักหน้าทั้งๆที่ในใจร้อนรน ก่อนจะวางโทรศัพท์แล้วก้มหน้าลงครุ่นคิด ไม่ได้สังเกตร่างเล็กข้างๆที่นั่งหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถ เพื่อพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลลงมา จนถึงจุดหมายปลายทาง คือบ้านของคนที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดฤทธิ์

ร่างบางลงจากรถอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีเสียงเอ่ยลาจากเพื่อนตัวโตเช่นเดิม เพราะเจ้าตัวดูจะตกอยู่ในภวังค์ความคิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่ได้สนใจว่าเขาคิดยังไง รู้สึกแย่แค่ไหน

ไผ่มองรถแล่นจากไปในความมืด แล้วจึงทรุดตัวนั่งลงร้องไห้อย่างหมดความอดทน หรือจะหมดหวังแล้วจริงๆกับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่เขาไม่เคยคิดจะหักหาญน้ำใจให้ต้องรู้สึกอึดอัดกับความรู้สึกที่ผิดแปลกไปจากผู้ชายทั่วไปของเขา การชอบเพศเดียวกัน เขาสู้อุตส่าห์อดทนทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายเห็นความดี เผื่อว่าจะมีใจให้เขาสักวัน

แต่วันนั้น...วันที่เขาหวังมันคงไม่มีแล้วละมั้ง เพราะประวิชก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้คู่กับเพศหญิงที่อ่อนหวานนุ่มนวล ผิดกับเขาที่มีอะไรๆเหมือนกับเจ้านั่นทุกอย่าง แล้วผู้ชายปกติอย่างนั้นมันจะมารักมาชอบเขาได้ยังไง ต่อให้เขายกกายถวายชีวิตให้ก็คงไม่แล และถ้าจะแลก็คงไปแลเจ้านทก่อนมั้ง เพราะเขารัก เขาห่วงกันมาแต่ไหนแต่ไร แล้วไอ้ม้าพยศอย่างเขาใครจะมามอง

ร่างบางยกมือขาวนวลขึ้นมองนิ้วมือเรียวยาวผ่านม่านน้ำตาพร่าเลือน พลางนับนิ้วดูระยะเวลาที่เขารู้จักกับประวิชมา

หนึ่ง สอง สาม...สี่ ...กะ..เก้า หึๆ เก้าปี แล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้าขึ้นมาเลย...จะบอกว่า...

เขาควรจะตัดใจได้แล้วใช่มั้ย...


---TBC---

เอิ่ม ภาคนี้ทะเลาะกันมากไปมั้ยค่ะ

ปล. เเหะเเหะ เจี๊ยบลงถี่ไปมั้ย อาจกันตาลายอะป่าว
พอดีจะรีบๆลงเรื่องนี้ให้จบ เพราะมีเรื่องใหม่จะมาลงต่อ น่ารักเวอร์ๆเลย (อาจมีคนเคยอ่านเเล้ว ไอ้ก้องกะน้องม่อน อิอิ)
เเต่ไม่ใช่ของพี่ sake นะค่ะ

ขอบคุณทุกคอมเมนท์ค่ะ  :call:

ออฟไลน์ Chanta

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 220
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0


 :call:

มาต่อเร็วๆน้า....

รออ่านเรื่องนี้มานานแล้ว....

ลืมไปแล้วน่ะเนี้ยว่ามีภาค 2 อ่ะ.....

รอคอยด้วยความหวังน่ะ

ออฟไลน์ ปี้ปี้ปี้~PalmY

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2427
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +273/-1
ควรจะลงถี่นะครับสำหรับภาคนี้

เพราะว่าภาคนี้ค่อนข้างจะทะเลาะกันบ่อย ฉะนั้นมันจะทำให้คนอ่านเกิดอาการค้าง  :a5:
และหลายๆคนเกิดอาการค้างจนกู่ไม่กลับ ข้ามวันข้ามคืน ดังนั้นในกรณีของใครที่้เกิดอาการนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงครับ
ซึ่งในกรณีนี้ก็คงร่วมถึงผมด้วย การที่คุณทำให้ค้าง ทำให้คนอื่นอ่านหลายๆคนต้องชอกช้ำไปพร้อมๆกันครับ
ดังนั้นเพื่อแก้การเกิดปัญหาจำพวกนี้ เราควรหลีกเลี่ยงการ "ค้าง" ไว้ให้มากที่สุดครับ

ปล. ไมวันนี้ตรูพิมพ์เพี้ยนๆวะ

ออฟไลน์ maxtorpis

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1442
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-4

ออฟไลน์ โน๊อา

  • อยู่เป็นคู่ เช่น ฉันคู่เธอ
  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +99/-1
สมาชิกใหม่ รายงานตัวจ้า

ลง มาเรื่อย ๆ อย่าได้ขาดเลย

เดี๋ยวจะเครียดมากเกินไป

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
ชอบเรื่องนี้มากค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด