Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me  (อ่าน 42888 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เจอกันวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. นะครับทุกคน   :katai5:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สวัสดีครับทุกคน กลับมาแล้วนะครับ  :mew3:
ถือเป็นทริปที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตเลย สนุกมาก อากาศดีมาก ดอกไม้สวยมาก
ตอนย้ายรูปลงอัลบั้มถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ... ปีที่แล้วทั้งปี ทำแต่งาน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยนี่หว่า

ใด ๆ คือ เจอกันวันอาทิตย์นะครับ  :mew1:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 11 ; The Red Velvet Storm




“I still have a few days left. Can we meet?” เสียงอื้ออึงในลำคอของ FC ดังระงม เมื่อศิลปินเกาหลีเริ่มเปิดเกมรุก

“I'm afraid I cannot. This week, my schedule is very tight.”

“That's too bad. I really hope to see you again.”

“How about this. I am hosting a gala in Hong Kong in the next few months. I will send you the invitation.”

“Of course, I will definitely be there.”

“So, see you soon”

“See you” ผมส่งยิ้มให้ก่อนที่ภาพจะถูกตัดไป





3 เดือนถัดมา

“เช็กความเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม อย่าให้มีอะไรพลาดนะเว้ย” ไอซ์กระซิบสั่งงานผ่านวิทยุสื่อสาร ในขณะที่ตายังคอยสอดส่องความเรียบร้อยหน้างาน

“มึงเลิกกังวลได้แล้ว ทุกอย่าง perfect” ผมตอบเพื่อนสนิทพลางจิบแชมเปญเพื่อดับกระหาย ยืนฉีกยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อมา 2 ชั่วโมงทำเอากรามผมแทบค้าง

“กูไม่ได้ห่วงงาน กูห่วงมึง ... วันนี้ใคร ๆ ก็จับตาดูมึงกันทั้งนั้น จะทำเหี้ยอะไร ก็ทำให้มันเนียน ๆ หน่อย ... กูขี้เกียจตามแก้ข่าว” ไอซ์กระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหู

กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!

เสียงกรีดร้องดังสนั่นมาจากทางเข้า Grand Ballroom กลบเสียงดนตรีแจ๊สที่กำลังบรรเลงอยู่จนมิด แสงแฟลชวูบวาบระรัวราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง ผมหรี่ตามองไปยังจุดกำเนิดเสียง ก่อนจะเห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามา

ท่ามกลางแขกเหรื่อที่ส่วนใหญ่คุมโทนด้วยชุดสีดำหรือสีกรมท่า Riven เลือกที่จะขบถต่อกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วย ทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูตัดกับเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทด้านใน ผมสีเทาควันบุหรี่ถูกเซตเปิดหน้าผากโชว์เครื่องหน้าลูกรักของพระเจ้า

เขายิ้ม ... ไม่ใช่ยิ้มให้นักข่าว แต่ยิ้มให้ผม ขายาวก้าวตรงดิ่งผ่านฝูงชน ผ่านนักข่าว ผ่านบรรดาเซเลบที่พยายามจะเข้ามาทักทาย สายตาชั้นเดียวคู่นั้นจับจ้องมาที่ผมเพียงคนเดียว ราวกับว่าในห้องนี้มีแค่เราสองคน

“ชิบหายแหละกู ... เล่นใหญ่มาตั้งแต่หน้างานเลย” ไอซ์สบถเบาๆ

“Hello, stranger.” Riven มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยแตะจมูก

“Welcome to Hong Kong, Riven. You really know how to make an entrance.” ผมทักทายพร้อมยื่นมือไปจับ

“I wore red so you wouldn’t miss me.” เขาตอบพร้อมกับบีบมือผมเบา ๆ นานกว่าปกติเล็กน้อย ... นานพอให้ช่างภาพรัวชัตเตอร์เก็บภาพ ‘คู่จิ้นแห่งปี’ ได้ทุกองศา

ผมเหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทที่ยืนแจกยิ้มการค้าอยู่ข้างหลัง มันถอนหายใจพรืดใหญ่อย่างไม่เก็บอาการ พร้อมกับกรอกตามองบนหมุนวนเป็นเลขแปด สีหน้าเบื่อโลกของมันตะโกนออกมาดังกว่าเสียงชัตเตอร์ว่า ‘จะจีบกันอีกนานไหม ... เชิญพวกมึงไปเปิดห้องกันเลยไป กูขี้เกียจยืนเป็นพยานรัก’ ยิ่งเห็น Riven ส่งสายตาหวานเชื่อมให้ผมขนาดนั้น ปากของไอซ์ก็ขมุบขมิบด่าผมอยู่ในใจ



เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะเร็วถูกเปลี่ยนเป็นท่วงทำนอง Waltz ที่นุ่มนวลและเชื่องช้าลง แสงไฟในห้อง Ballroom หรี่ลงเล็กน้อยเหลือเพียงสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมากลางฟลอร์ Riven ที่ยืนถือแก้วแชมเปญอยู่ข้างผมวางแก้วลงบนถาดของบริกรที่เดินผ่านมา ก่อนจะหันมาโค้งตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับผายมือมาตรงหน้า

“May I?”

ผมนิ่งไปชั่วอึดใจ หางตาเหลือบไปเห็นไอซ์ที่ยืนอยู่มุมห้อง มันพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมทำปากขมุบขมิบที่อ่านได้ใจความว่า ‘เต้นสิอีโง่ เงินบริจาคจะพุ่งก็ตอนนี้แหละ’

“It would be my pleasure.”

ทันทีที่ผมวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา Riven ก็กระชับมือแน่นแล้วดึงผมเข้าสู่กลางฟลอร์ ท่ามกลางเสียงฮือฮาและแสงแฟลชที่รัวกระหน่ำจนตาพร่า มือหนาข้างหนึ่งของเขาวางลงบนเอวสอบของผมอย่างถือวิสาสะแต่ทว่าสุภาพ แรงดึงรั้งให้เราแนบชิดกันมากกว่าปกติเล็กน้อย ... น้อยนิดแต่มากพอที่จะทำให้พรุ่งนี้พาดหัวข่าวบันเทิงทั่วเอเชียลุกเป็นไฟ

“You’re tense.” Riven กระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ ลอยมาแตะจมูก

“Too many cameras.” ผมตอบเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาฉีกยิ้มการค้าสู้กล้อง

“Ignore them. Look at me.”

เขาพูดพร้อมกับโน้มหน้าลงมาสบตา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นพราวระยับสะท้อนแสงไฟ ชั่ววูบหนึ่ง ... ภาพซ้อนทับของเจ้าของตาชั้นเดียวอีกคนก็ลอยเข้ามาในหัว

“I can’t ignore the fact that my PR manager is probably planning our wedding press conference right now.”

Riven หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ เขาหมุนตัวผมหนึ่งรอบก่อนจะดึงกลับเข้ามาในอ้อมกอด จังหวะนี้หน้าเราใกล้กันจนปลายจมูกแทบชนกัน

แชะ! แชะ! แชะ!

เสียงชัตเตอร์ดังรัวราวกระสุนปืนกล ผมเหลือบไปเห็นไอซ์ยืนกอดอกพิงเสา มันยกนิ้วโป้งให้ผมด้วยสีหน้าปลาบปลื้มราวกับแม่เล้าที่เพิ่งปิดดีลใหญ่สำเร็จ แต่สายตานั้นกลับสื่อความหมายอาฆาตว่า ‘มึงห้ามผลักเขาออกเด็ดขาด ทนไป ยิ้มไปจนกว่ายอดบริจาคจะเข้าเป้า’

“Let them talk, Milk. Tonight is about us.”

“Tonight is about charity, Riven.” คนตรงหน้าหัวเราะอย่างมีอารมณ์ขันให้กับคำตอบของผม พร้อมกับขยับตัวเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อยตามมารยาทเมื่อเพลงจบลง

Riven ยิ้มมุมปาก ยอมปล่อยมือจากเอวผมแต่โดยดี แต่สายตานั้นยังคงมองผมอย่างไม่ลดละ

“Touché.”



งานเลี้ยงเลิกราไปแล้ว แขกส่วนใหญ่ทยอยกลับ แต่ผมเลือกที่จะมายืนรับลมอยู่ที่ระเบียงด้านนอก มองดูแสงไฟของอ่าววิคตอเรียยามค่ำคืน

“Beautiful view, isn’t it?”

ผมหันไปตามเสียง Riven ยืนถือแก้ววิสกี้อยู่ข้าง ๆ เขาปลดไทออกแล้ว ปลดกระดุมเม็ดบนเล็กน้อย ดูผ่อนคลายและ ... เซ็กซี่อย่างร้ายกาจ

“It is.”

“My room has a better view ... and better whiskey.” เขาเข้าประเด็นทันที ไม่มีอ้อมค้อม สายตาชั้นเดียวคู่นั้นสื่อความหมายชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร ... ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงพยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปโดยไม่ลังเล

ผมยิ้มบางๆ หมุนแก้วไวน์ในมือเล่น

“I’m sure it is. But I’m afraid I have to pass.”

Riven เลิกคิ้วเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดในแววตา

“Tight schedule again?”

“No... not the schedule.” ผมวางแก้วลงบนราวระเบียง หันไปสบตาเขาตรง ๆ

“Then why? ... Or is there someone waiting in your room?”

“No one is in my room...”

ผมเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ภาพของจีที่นั่งทำงานหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่คอนโด ลอยเข้ามาในหัว

“... There’s a ghost from my past that just became real again ... I don't want to mess it up this time.”

Riven นิ่งไป เขาจ้องมองผมเหมือนกำลังประเมินความจริงในดวงตา ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มของสุภาพบุรุษที่ผมชื่นชม

“He must be a very lucky guy.”

“I am the lucky one.” ผมตอบ

Riven หัวเราะเบา ๆ เขาชูแก้ววิสกี้ขึ้นมา

“To you. .. and your lucky guy.”

“Cheers.”

เราชนแก้วกันท่ามกลางลมทะเลของเกาะฮ่องกง ไม่มีไฟลุกท่วมเตียง ไม่มีข่าวฉาว มีเพียงมิตรภาพของลูกผู้ชาย และหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะ ... เมื่อคิดถึงใครอีกคนที่ตอนนี้น่าจะกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงที่กรุงเทพฯ





เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างคอนโดดังเปาะแปะแผ่วเบา เป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในห้องกว้างใจกลางกรุงเทพฯ เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบตีหนึ่ง

ผมนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาตัวยาว มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปที่ส่องสว่างกระทบใบหน้า กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ กันคือแก้วเซรามิกที่บรรจุนมถั่วเหลืองซึ่งพร่องไปครึ่งแก้วและความอุ่นเริ่มจางหายไปตามอุณหภูมิห้อง

“เฮ้อ...”

ผมบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย

ติ๊ง!!!

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ดังขึ้น ผมเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะหยิบมันขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความส่วนตัว แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจาก page ข่าวดาราที่เคยกดติดตามไว้เผื่อจะได้ตามข่าวสารของใครบางคน

หัวข้อข่าวตัวหนาพาดหัวเด่นหรา พร้อมแฮชแท็กที่คุ้นตา #มตส

นิ้วโป้งของผมกดเข้าไปดูโดยอัตโนมัติ ... แล้วโลกที่เงียบสงบของผมก็ถูกรบกวนด้วยความวุ่นวายจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร

ภาพบนหน้าจอคือบรรยากาศงานกาล่าสุดหรูที่ฮ่องกง แสงแฟลชวูบวาบสาดส่องไปที่จุดกึ่งกลางของเฟรม ... ตรงนั้นมีผู้ชายสองคนยืนเด่นเป็นสง่า

คนหนึ่งคือ Riven ซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชียในชุดทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูที่ดูร้อนแรงและทรงพลัง สมกับฉายา King of Pop แห่งยุค

ส่วนอีกคน คือ มิลค์

วันนี้มิลค์ดูดีมาก ... ดีจนน่าใจหาย ชุดทักซิโดสีดำ ผูกหูกระต่ายขับผิวขาวให้ดูผ่อง ผมที่ถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังสู้กล้องด้วยรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคย

ในรูป Riven กำลังโอบเอวมิลค์ไว้หลวม ๆ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู ทำให้มิลค์ต้องเงยหน้าขึ้นสบตา จังหวะที่ช่างภาพจับภาพได้คือจังหวะที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันพอดี ราวกับโลกทั้งใบมีแค่พวกเขา

คอมเมนต์ไหลผ่านหน้าจอราวน้ำหลาก

‘เคมีรุนแรงมากกกก แม่จะเป็นลม’

‘กราบบบบ ... Riven ชุดแดง คือที่สุด!’

‘คุณมิลค์คือสวยแพงไม่ไหว เหมาะสมกันมากกก #มตส’

‘คืนนี้ฮ่องกงลุกเป็นไฟแน่ๆ’

ผมวางโทรศัพท์ลงบนอก เอนหลังพิงพนักโซฟาแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ... ครั้งนี้ยาวกว่าเดิม

ความรู้สึกหน่วง ๆ ก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความหึงหวงแบบเด็ก ๆ ที่อยากจะอาละวาด แต่เป็นความรู้สึก ‘เจียมตัว’ ที่ผสมปนเปกับความน้อยใจลึกๆ

ภาพตรงหน้ามันสมบูรณ์แบบเกินไป ... Riven ดูเหมาะสมกับมิลค์ในทุกมิติ ทั้งหน้าตา ฐานะ ชื่อเสียง พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรมาเจอกันแล้วส่องประกายเจิดจ้า

ต่างจากผม ... ผู้ชายธรรมดาที่นั่งกินนมถั่วเหลืองเย็นชืด ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลเก่า ๆ นั่งทำงานอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว

ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ที่ฮ่องกง Riven กำลังพูดอะไรกับมิลค์ หรือหลังจากจบงานพวกเขาจะไปต่อกันที่ไหน แต่ลึก ๆ ในใจผมก็อดกลัวไม่ได้ ... กลัวว่าแสงสีและความสมบูรณ์แบบตรงนั้นจะทำให้มิลค์ลืม ‘ความธรรมดา’ ที่รออยู่ที่นี่

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเข้าแอปสีเขียว เลื่อนหากล่องข้อความที่ปักหมุดไว้บนสุด ข้อความล่าสุดที่คุยกันคือตอนบ่ายที่มิลค์ส่งรูปวิวห้องพักมาอวด พร้อมประโยคสั้น ๆ ว่า ‘ถึงแล้ว เหนื่อยมาก’ และผมทำแค่เพียงส่งสติกเกอร์โง่ ๆ กลับไป

นิ้วโป้งของผมจ่อค้างอยู่ที่แป้นพิมพ์

‘งานสนุกไหม’ ... ลบออก ... คำถามโง่ ๆ ดูจากรูปก็รู้ว่าสนุก

‘Riven ตัวจริงหล่อไหม’ ... ลบออก ... จะถามหาเรื่องเจ็บตัวทำไม

‘รักนะ’

...

...

...

... ลบออก ... กับคำ ๆ นี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ผมคงทำได้แค่พิมพ์และลบออกเท่านั้น

ผมลังเล ... พิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์ใหม่อยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที จนหน้าจอดับลงและติดขึ้นมาใหม่เพราะผมแตะมัน

ผมมองนาฬิกา... ตีหนึ่งกว่าแล้ว ที่ฮ่องกงคงจะตีสอง งานน่าจะเลิกแล้ว ... หรือเขาอาจจะกำลัง...

ความคิดฟุ้งซ่านถูกปัดทิ้งเมื่อผมนึกถึงรอยยิ้มของมิลค์

‘รูปของมึงเต็ม feed เลย’

กดส่ง

วินาทีนั้น ผมไม่รู้เลยว่าข้อความสั้น ๆ นี้ จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงโทรศัพท์ของคนที่กำลังยืนอยู่บนระเบียงโรงแรมหรู ... ในจังหวะที่เขาเพิ่งปฏิเสธซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เพื่อเลือกจะกลับมาหา ‘ความธรรมดา’ ที่รอเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ

ผมวางโทรศัพท์ลง ลุกขึ้นบิดขี้เกียจอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปที่ระเบียงห้องแล้วมองออกไปที่ท้องฟ้ามืดมิดของกรุงเทพฯ ถึงเราจะอยู่คนละฟ้า ... แต่ผมหวังว่าคืนนี้ มิลค์จะนอนหลับฝันดี

ติ๊ง

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบ ข้อความตอบกลับสั้น ๆ ปรากฏขึ้นมา

‘เหนื่อยฉิบหาย กำลังจะกลับห้อง ... ฝันดีนะมึง’

ผมยิ้ม ... ยิ้มกว้างกว่าดาราในรูปข่าวนั่นซะอีก แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคืนนี้


----------


#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


----------


ปล. ทุกคนครับ วันอาทิตย์ที่ 12 เม.ย. ขอลาไปเที่ยวอีกทริปหนึ่งนะครับ  :call:
เจอกันอีกทีวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. เลยนะครับทุกคน

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สุขสันต์วันสงกรานต์ครับทุกคน

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)
«ตอบ #247 เมื่อ19-04-2026 10:08:50 »

ตอนพิเศษ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)



“Project นี้คุณมิลค์คิดว่ายังไงครับ” ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ในขณะที่แสงไฟในห้องประชุมค่อยๆ สว่างขึ้น หลังจากจบการนำเสนอโครงการใหม่ใน executive meeting นิ้วมือเรียวสวยยังที่คงควงปากกาในมือ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเจ้าตัวยังคงใช้ความคิด

“ผมชอบ Concept ของ Project นี้ แต่ไม่แน่ใจเรื่อง Timing คุณยืนยันใช่ไหมว่าตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว”

“ผมยืนยันครับ เท่าที่ทำ Research มา ตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้วครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“งั้นผมรบกวนให้คุณส่ง Research พร้อมกับ Reference ให้ผมดูหน่อย Project นี้เงินลงทุนสูงติด Top 3 ของปีนี้ ผมอยากดูให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด” แม้จะไม่ถูกอนุมัติในห้องประชุมแต่ชายหนุ่มตรงหน้าก็ดีใจจนเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่

“ลำดับต่อไปนะครับ” เสียงของ MC ประจำห้องประชุมดังขึ้น

... ‘Ice’

กิจกรรมทั้งหมดในห้องประชุมหยุดชะงักเมื่อ Smart Phone ของผมที่วางอยู่บนโต๊ะส่งเสียง

“ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ แต่ผมคงต้องรับสายนี้ ...” จริงอยู่ที่การเปิดเสียงมือถือในห้องประชุมเป็นการเสียมารยาทแต่ในฐานะรองกรรมการผู้จัดของ The Nemea Group ผมจำเป็นต้องรับสายของผู้บริหารระดับสูงทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา

“... ว่าไงมึง” ผมปลีกตัวเข้ามาในห้อง Private ขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังของห้องประชุม

“ไอ้เหี้ยมิลค์เรื่องใหญ่แล้ว!!! พ่อมึงวูบที่ศูนย์ประชุม!!! ตอนนี้กำลังพาส่งโรงพยาบาล”

คำบอกเล่าของไอซ์ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน อยู่ๆ หัวใจก็เต้นแรง อาการริมฝีปากแห้งเกิดขึ้นฉับพลัน นิ้วมือเรียวสวยบีบกำ Smart Phone แน่น ... ‘ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา’ เป็นคำพูดติดปากของผม ที่ผ่านมาแม้จะเอ่ยประโยคนี้บ่อยครั้งแต่วันนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้ซึ้งถึงความหมายของมัน


เป็นเหมือนที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด กองทัพนักข่าวรออยู่เต็มชั้นล่างของโรงพยาบาล เป็นครั้งแรกที่ผมต้องหลบไปขึ้นลิฟต์จากชั้นใต้ดิน

“ไอ้มิลค์” ไอซ์เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตึงๆ

“เป็นไงบ้าง” ผมถามเพื่อนสนิทเพราะรู้เลยว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก

“เรื่องอื่นค่อยว่ากัน มึงเข้าไปคุยกับหมอก่อน” ไอซ์ผลักความกังวลทั้งหมดของผมออกไปเพื่อให้ผมสามารถ Focus เรื่องพ่อได้อย่างเต็มที่ และไม่กี่นาทีให้หลังจีก็ตามมาถึง

“มิลค์ มึงไหวไหม” ทันทีที่เดินเข้ามาใกล้ สามีของผมก็คว้าผมมากอดไว้ในอ้อมแขน หัวใจของผมรู้สึกสั่นไหว ไม่ใช่เพราะบรรยากาศ Romantic ตรงหน้าแต่เพราะพวกเราทั้ง 3 คนต่างรู้ว่าข้างนอกกำลังเกิดอะไรขึ้น



“ต้องทำตอนนี้เลยเหรอครับ” ผมถามชายหญิงสูงอายุหลายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า พวกเขาคือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจมือต้นๆ ของประเทศ

“หมอเกรงว่ายิ่งปล่อยไว้นานอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นนะครับ”

“Balloon ไม่ได้เหรอครับ” ผมพยายามดึงเอาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวของกับโรคหัวใจที่เคยร่ำเรียนมาออกมาใช้ แต่น่าเสียดายที่ผมมีความรู้ไม่มากพอ

“ตอนนี้รอยโรคมันเกินกว่าการทำ Balloon จะช่วยได้แล้วครับ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจของคุณท่านตีบมากเกินไป ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ Bypass”

“แล้วพ่อผมจะฟื้นไหมครับ”

ความเงียบคือคำตอบที่ผมได้รับ ผมเข้าใจดีว่ามันหมายถึงอะไร ... คำถามของผมคงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะตอบได้

นิ้วมือเรียวสวยกำเข้าหากันแน่นก่อนที่ผมจะสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออุ่นๆ ของจีที่เอื้อมมาใต้โต๊ะ นิ้วของผมค่อยๆ ถูกคนข้างๆ คลายออกจากกันก่อนที่มือของเราทั้ง 2 คนจะสอดประสานแนบแน่น


ผมกำลังถูกความเครียดมากมายมหาศาลกดทับจากรอบด้าน

“มิลค์ กินสักหน่อย” Sandwich ขนาดพอดีคำถูกส่งมาให้ แม้จะรับมาแต่ผมก็ยังไม่มีความรู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย

“จี กูกลัว กูไม่รู้ว่าจะผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้ยังไง”

“ผ่านได้ซิ มึงเก่งอยู่แล้ว ไหนจะมีไอซ์ช่วยอีกแรง” มือหนาวางลงบนศีรษะ ความอบอุ่นและคำปลอบโยนจากคนตรงหน้าช่วยให้หัวใจของผมชุ่มชื่นได้ไม่น้อย

พ่อเข้าห้องผ่าตัดไปตั้งแต่ 3 ชั่วโมงก่อน และในขณะที่ผมทำได้เพียงเฝ้ารออยู่ในห้องพักคอยที่เงียบสงบนี้ ไอซ์อยู่ด้านนอก มันกำลังรับเอาความย่อยยับของวันโลกาวินาศนี้ไว้เพียงคนเดียว มันบอกแค่ว่าให้ผมอยู่ที่นี่และคอยส่งกำลังใจให้คนในห้องผ่าตัดโดยไม่ต้องกังวลอะไร ที่เหลือเดี๋ยวมันจัดการเอง


เช้าวันรุ่งขึ้นผมถูก Notice จากเลขาส่วนตัวว่าผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขอเรียนประชุมฉุกเฉิน

ผมหยุดยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องทำงาน ภาพเงาสะท้อนเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่ผมรู้ดีว่า ณ วินาทีนี้... ผมไม่มีสิทธิ์อ่อนแอให้ใครเห็น

นิ้วมือเรียวขยับจัดปมเนกไทให้เข้าที่ราว ผมสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด กดความหวาดกลัวและความสั่นคลอนในจิตใจล็อกทิ้งไว้ในส่วนลึกที่สุด ปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมาเรียบเฉย เย่อหยิ่ง และเฉียบขาดตามแบบฉบับของตัวเอง

“จากรายงานของทีมแพทย์ที่ผมแสดงให้ทุกคนดูเมื่อครู่ เป็นการยืนยันแล้วนะครับว่าการผ่าตัดของท่านประธานประสบความสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และให้ผลเป็นที่น่าพอใจ” ผมในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 นั่งอยู่ที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะสยบคลื่นลมที่กำลังถาโถมอยู่ในขณะนี้

ตรงหน้าคือผู้บริหารระดับสูงของ The Nemean Group ทั้งในระดับ Domestic และ International บางคนก็ไม่สามารถมาเข้าร่วมประชุมได้ด้วยตนเองในขณะที่หลายๆ คนที่อยู่ต่างประเทศต้องเข้าประชุมทาง Online แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน

“ผมเสนอว่าในขณะที่ท่านประธานยังไม่อยู่ในช่วงพักฟื้น เราควรจะ Vote เพื่อสรรหาบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนท่านประธานชั่วคราวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและพนักงานในองค์กร” ชายสูงอายุตรงหน้าพูดด้วยเสียงดังฟังชัด แม้จะมีคำว่า ‘ชั่วคราว’ อยู่ในประโยคแต่เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเจตนาของคนพูดนั้นหมายความตรงกันข้าม

“ผมคิดว่าเรายังไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ตามกฎแล้ว หากประธานเจ้าหน้าที่บริหารไม่สามารถปฏิบัติงานได้ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะเป็นผู้มีอำนาจรักษาการโดยอัตโนมัติ” ผมแย้งขึ้นมาในที่ประชุม

"In my opinion, while you may hold the position of Deputy CEO and be the second-largest shareholder, although you have had commendable achievements in the past, we believe that the position of Acting CEO may be beyond your current experience." ผมหายใจเข้าออกช้าๆ เมื่อได้ยินประโยคเชือดเฉือนจากผู้บริหารอีกคน

"I greatly appreciate your concern for our firm, but let me be clear: whether I am the second-largest shareholder or not, the rules are absolute." ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

“แต่ตามกฎที่คุณมิลค์อ้างอิง หากเป็นกรณีที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ คุณมิลค์จะมีอำนาจรักษาการณ์แทนได้เพียง 7 วัน หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นทั้งหมดจะต้องทำการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อให้การทำงานขององค์กรไม่หยุดชะงักนะคะ” ผู้บริหารมากประสบการณ์อีกคนเห็นปากแผล และแน่นอนว่าเธอไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียวที่จะแหวกให้แผลขนาดเล็กกลายเป็นแผลฉกรรจ์

“ผมทราบถึงรายละเอียดตรงนี้ดีครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังมีเวลาอีก 5 วันกับอีก 20 ชั่วโมง ... และผมยังคงยืนยันตามเดิมว่าการผ่าตัดของท่านประธานประสบความสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และหลังจากพักฟื้นแล้วท่านประธานจะสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างแน่นอนครับ” บทสนทนาของการประชุมผู้บริหารหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ทุกคนต่างรู้แล้วว่าตัวเองมีเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ... มหาสมุทรที่ดูเหมือนเงียบสงบตรงหน้าแต่แท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำถาโถมอย่างบ้าระห่ำอยู่ด้านล่าง


“เป็นไงบ้าง” เพื่อนสนิทเอ่ยปากถามเมื่อผมเดินเข้ามาในชั้น VVIP ของโรงพยาบาล ไอซ์และจีรอฟังข่าวอยู่ที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่าย

“เป็นเหมือนที่มึงคิดไว้ไม่มีผิด พวกนั้นต้องการจะเลือกตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่วันนี้ ... แต่กูคงยื้อเวลาได้อีก 5 วัน ... หมอว่าไงบ้าง”

“หมอยังยืนยันว่าการผ่าตัดไม่มีปัญหาอะไร แผลผ่าตัดแห้งดี ผลเลือดดี ความดันดี” จีอธิบายเพิ่มเติม ในฐานะสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม จีเลยมีสิทธิ์เข้าถึงประวัติการรักษาของพ่อรวมถึงมีสิทธิ์เข้ามาในชั้น VVIP นี้ด้วย

โทรศัพท์มือถือของไอซ์ดังขึ้นขัดจังหวะสนทนา เจ้าตัวรับสายก่อนที่จะเดินออกไป

“ครับ ... ซักครู่นะครับ”

“แล้วทำไมยังไม่ฟื้นวะ” ผมพูดพลางมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปในห้องปลอดเชื้อ ร่างสูงใหญ่ที่มักจะเคร่งเครียดดุดัน ตอนนี้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ พร้อมกับเครื่องช่วยหายใจ

ใช่ ผมโกหกว่าพ่อกำลังฟื้นตัว ... เพราะถึงตอนนี้ ผ่านมาเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว แต่พ่อยังคงนอนไม่ได้สติ การประชุมเมื่อบ่ายไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสกัดกั้นกระบวนการสรรหาคนมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ผมแค่ต้องการซื้อเวลา และหวังว่าโชคชะตาจะเข้าข้างผมบ้าง

“กูถามแล้วแต่หมอก็ตอบไม่ได้ หมอพูดเพียงแค่พ่ออายุเยอะแล้ว ต้องให้เวลากับร่างกายหน่อย” แต่ฟังจากคำบอกเล่าของจีแล้ว ดูเหมือนวันนี้โชคจะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันกับผม

“จี กูกลัว” ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสกับคำว่า ‘กลัว’ ... กลัวทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“ชูว์!!! เข้มแข็งไว้ ...” คนข้างๆ ดึงตัวผมเข้ามากอด

“... มึงพูดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่าถ้ามีกูอยู่ด้วย ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา มึงก็มั่นใจว่ามึงจะผ่านมันไปได้ ...”

“... นี่ไง กูอยู่ตรงนี้แล้ว ข้างๆ มึง และไม่ใช่ในฐานะเพื่อนสนิทเหมือนที่ผ่านมา แต่ในฐานะคู่ชีวิตของมึง” อ้อมแขนของคนตรงหน้าโอบให้ผมจมหายไปในอ้อมกอด ความหนาวเย็นจากความกลัวค่อยๆ ถูกความอบอุ่นจากอ้อมกอดพัดลอยหายไป

“ใช่ มึงอยู่ตรงนี้ ...”

“... และต่อให้ฟ้าถล่มลงมา กูก็มั่นใจว่าจะผ่านไปได้” ผมกระชับอ้อมกอดตอบ

“มิลค์ มึงดูนี่ดิว่าใครมา” ไอซ์เปิดประตูเข้ามาในจังหวะที่ผมคลายกอดจากจีพอดี

“ลุงณรงค์!!! ...” คนที่เดิมตามหลังไอซเข้ามาคือลุงณรงค์ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเพื่อนรักของพ่อที่ลาออกไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

“... สวัสดีครับ ... ผมไม่คิดว่าลุงจะมา” ผมรีบเดินไปประคองลุงณรงค์ที่ภาพลักษณ์ภายนอกดูสูงอายุขึ้นนับจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน

“มาสิ ไม่มาได้ไง ไอซ์เล่าให้ลุงฟังหมดแล้ว ลุงเลยต้องมา ...”

“... ลุงมาเพื่อต้องการจะบอกว่าคะแนน vote ของลุง ลุงให้มิลค์แน่นอน”

“ขอบคุณครับ”

“และอีกเรื่องที่ต้องห้ามลืม กฎของ the Nemean Group คือประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะต้องได้ผลโหวตมากกว่า 3 ใน 5 ทั้งจากคะแนนของทั้งผู้ถือหุ้นทั้งหมด และผู้ถือหุ้นมากที่สุด 5 อันดับแรก”

“ครับ คะแนนจากผู้ถือหุ้นมากที่สุด 5 อันดับแรกนั่นแหละครับที่ผมกังวล” อันดับ 1 คือพ่อ อันดับที่ 2 คือผม นอกนั้นเป็นคนนอกครอบครัว ในเมื่อพ่อไม่สามารถโหวตได้ อันดับ 1 เลยถูกตัดไป แล้วเลื่อนลำดับอื่นเข้ามาแทน นั่นหมายความว่าผมต้องไปขอคะแนนโหวตอย่างน้อย 2 คะแนนจากคนนอกครอบครัว บวกลบคูณหารดูแล้วโอกาสที่จะได้คะแนนเหล่านั้นมายากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้

“เรื่องคะแนนโหวตของพ่อ มิลค์ไม่ต้องกังวล พ่อทำหนังสือมอบอำนาจให้ลุงโหวตให้มิลค์ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” ผมแทบจะไม่เชื่อหูของตัวเอง ขนาดตัวเองนอนหมดสติอยู่ก็ยังมีอะไรให้ประหลาดใจจนหยดสุดท้ายจริงๆ ... The devil is the devil. That's a fact you'll learn to respect

“งั้นผมก็ต้องการอีก 1 เสียง แต่จะไปขอใครล่ะครับ”

“ไปขอ Chen Shu-yi”

“คนไต้หวันคนนั้นจะช่วยเราเหรอครับ” Chen Shu-yi เป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 4 เธอเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยออกสื่อ ตั้งแต่เข้ามาทำงานผมเคยเจอเธอเพียง 2 ครั้ง

“ช่วยสิ เพราะเธอมีสัญญาใจกับพ่อของมิลค์อยู่ และสำหรับ Chen Shu-yi แล้ว เธอยอมตายดีกว่าเสียคำมั่นสัญญา แต่ปัญหาอยู่ที่เธอให้คำสัญญากับพ่อไม่ใช้กับมิลค์...”

“... แต่เพราะตอนนี้เธอยกอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้กับลูกชายของเธอ เพราะฉะนั้นคนที่มิลค์ต้องไปหว่านล้อม ...”

ไม่!!! ผมขอร้อง ใครก็ได้แต่ไม่ใช่คนๆ นั้น

“... Chen Chi-ming ลูกชายของเธอ” ผมกับไอซ์ลอบสบตากัน เราทั้งคู่ต่างรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังระหว่างผมกับ Chen Chi-ming เป็นอย่างดี


----------


#All the wolves smell blood and they are circling around
#When the Sky Falls (Part 1/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ปล. Part 2 เจอกันสัปดาห์หน้านะครับ

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 13 : When the Sky Falls (Part 2/2)





ผมเช่า Private Jet เพื่อเดินทางไปหา Chen Chi-ming ในวันรุ่งขึ้น ลุงณรงค์ไม่สะดวกที่จะเดินทางต่างประเทศเลยทำได้เพียงนัดให้ผมมาเจอกับอีกฝ่ายที่กรุงปารีส ส่วนไอซ์ก็จำเป็นต้องอยู่ที่กรุงเทพเพื่อคอยเป็นหูเป็นตาให้ผม จีเลยอาสามาเป็นเพื่อนคอย Support ผมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

Chen Chi-ming นัดให้ผมไปเจอที่โรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวงแห่ง Fashion ลูกชายเจ้าแม่เกาะไต้หวันไม่ยอมให้ตัวเองเสียหน้า เขาลงทุนปิดห้อง Ballroom ขนาดใหญ่เพื่อคุยกับผมเพียง 2 คน หลังจากผ่านขั้นตอนมากมาย ผมกับจีก็เดินเข้าในห้อง Ballroom หรู เพดานห้องสูงประมาณตึก 2 ชั้น ภายในประดับประดาด้วย Chandelier ขนาดใหญ่ยักษ์ และคนที่ยืนอยู่กลางห้องคือ Chen Chi-ming หรือที่ผมชอบเรียกเจ้าตัวลับหลังว่า ‘The Next Heir to The Taiwanese throne’

“Hello, sweet pea” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดทักซิโด้ทักทายผมด้วยประโยคเดิมๆ คนเจ้าเล่ห์แบบ Chen Chi-ming ไม่ใช่คนที่จะให้คุณค่ากับความสัมพันธ์เก่าๆ แต่ถ้าเพื่อจะกวนประสาทผมแล้วล่ะก็ อะไรจะสนุกไปกว่าการเรียกแฟนเก่าของตัวเองว่า sweet pea ต่อหน้าสามีของอีกฝ่าย

“Stop playing around, Chi-ming” ผมตอบกลับคนตรงหน้าเสียงเย็น

“Chi-ming? Come on … so formal …” แต่เจ้าตัวยังคงลอยหน้าลอยตา ก่อนที่จะเบนสายตาไปยังจีที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังของผม

“... Is that him? The chosen one. …” นัยน์ตาของ Chen Chi-ming เป็นประกายราวกับเสือเห็นเหยื่ออันโอชะ

“... the one you leave every man for …

“... We get along very well especially in the bed. But whenever I ask for serious relationship, he always turns me down”

“Cut it out, Chi-ming … leave him alone” บอกเลยว่า Chen Chi-ming รู้วิธีขยี้จุดอ่อนของผมดีซะเหลือเกิน

“It is the first time I see you protecting someone … You must be the luckiest man in the world.”

“Chi-ming, let's talk business ... you know what I want”

“Arrrrrr, my vote?”

“Actually, your mother’s vote”

“For now, it is the same, isn't?”

“If you say so … but, let me be crystal clear, If I fall, you will fall with me.” แต่ผมก็รู้จักจุดอ่อนของ Chen Chi-ming ดีเหมือนกัน เพราะพวก Heir to The Throne อย่างเราๆ มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือความกระหายในการสร้างความสำเร็จเพื่อให้หลุดพ้นจากเงาของพ่อแม่

“You keep reminding me why I fell in love with you the first time we met …”

“... they think you are just porcelain, harmless and too delicate but all of them were deceived...”

“... for you, I would have given up everything ... but don’ t forget …”

“… I expect a payback worthy of my investment … don't disappoint me, dragon slayer.” จบประโยคเจ้าตัวก็ฉีกยิ้มร้ายกาจให้ผม ... โลกของธุรกิจก็เป็นแบบนี้ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ และนี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของคนที่เพิ่งจะบอกว่ารักผมมากเหลือเกิน



เรากลับมาถึงโรงแรมกันช่วงหัวค่ำและต้องออกเดินทางกลับกรุงเทพเช้าวันพรุ่งนี้ ดีลกับ Chen Chi-ming จบลงได้ด้วยดี แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะ ‘งานเข้า’ ยังไงชอบกล เพราะตั้งแต่ออกมาจากโรงแรมจีก็นิ่งเงียบผิดปกติ

“จี มึงเก็บของเสร็จแล้วใช่ไหม” ผมลากกระเป๋าเดินทางออกมาวางไว้ในห้องนั่งเล่น ถึงได้เห็นว่าจีนั่งอยู่ที่โซฟาไม่ขยับไปไหนตั้งแต่กลับมาถึงห้องพัก

“... โกรธเหรอ” ผมถาม

“แค่ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไง ...”

“... มันไม่ผิดที่มึงจะเคยคบกับเขา เพราะตอนนั้นเราไม่ได้เป็นอะไรกัน กูรู้ว่าเขาจงใจปั่นประสาท ...”

“... แต่แม่ง!!! ทำยังไงก็สลัดออกจากหัวไม่ได้ ...” ไม่บ่อยนักที่ผมจะเห็นคนตรงหน้าสบถ

“... มิลค์ มึงจะทำอะไร” คนตรงหน้าทำสีหน้าตกใจเมื่อผมผลักให้เจ้าตัวเอนหลังไปกับโซฟา และแทรกตัวเองเข้ามาอยู่หว่างขา นิ้วมือเรียวสวยวางลงบนกึ่งกลางลำตัวของสามี

“ทำให้มึงเอาไอ้คนสันดานเหี้ยนั่นออกจากหัวไง” รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย หัวเข็มขัดค่อยๆ ถูกรูดออกจากเอว ก่อนที่กางเกงสแลคและชั้นในจะถูกถอดลงมากองที่ข้อเท้าของจีอย่างชำนาญ

“มิลค์!!! ...” สามีของผมครางเสียงหลงทันทีที่ผมใช้ลิ้นเลียบริเวณส่วนหัว

“... เชี่ย!!! ...” เทคนิคการใช้ลิ้นและริมฝีปากถูกนำออกมาใช้เพื่อเบนความสนใจของคนที่นั่งทิ้งตัวลงบนโซฟาตรงหน้า ผมเล้าโลมจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน จนความเป็นชายของจีชุ่มไปด้วยน้ำลาย

“... มิลค์ อย่าแกล้ง” ถถถถถถ พ่อคนขี้หึง บทจะอ้อนก็น่ารักซะจนผมอยากกระโดนขึ้นตักไป On Top ให้ แต่ยังก่อนเพราะผมยังมี Big Surprise รออยู่

“กูให้มึงเลือก ใส่ปากหรือใส่หน้า” ผมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับจี

“มิลค์!!!” เจ้าตัวหลุดครางออกมาเต็มเสียงเมื่อผมจงใจใช้ปลายลิ้นลากเลียตั้งแต่ส่วนล่างสุดขึ้นมาจนสุดปลายอีกครั้ง

“เลือกมา”

“ใส่ปาก” ผมยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน ก่อนจะครอบโพรงปากลงบนความเป็นชายของจี ผมรู้ว่าจีชอบปลดปล่อยในปากมากกว่า เพราะเจ้าตัวเคยบอกว่ามันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ ผมไม่ติดที่จะทำให้สามีมีความสุข ถ้าจีชอบผมยินดีเสมอแต่เพราะเจ้าตัวก็รู้ว่าผมไม่ชอบกลิ่นและรสชาติของมัน เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่ยินยอม จีก็ไม่เคยถือวิสาสะปลดปล่อยใส่ปากผมเลยสักครั้ง

มือหนาสอดจิกลงบนเส้นผมตามความเสียวซ่านที่ได้รับ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่าตอนนี้ทรงผมที่ถูก set ไว้อย่างดีคงพังไม่เหลือชิ้นดี เสียงหายใจหนักๆ เสียงคราง และเสียงดูดดุน นอกจากจะกระตุ้นอารมณ์ให้คนตรงหน้าแล้ว กองเพลิงในอกของผมก็ถูกพัดกระพือจนโหมกระหน่ำไม่แพ้กัน

มือหนาที่ช้อนอยู่หลังท้ายทอยช่วยกำหนดจังหวะเข้าออก เอวสอบกระแทกขึ้นลงตามจังหวะที่คนตรงหน้าต้องการ บางครั้งก็เข้าลึกจนถึงคอหอย บางครั้งก็วนเวียนอยู่ในโพรงปาก ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ถี่กระชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ความใคร่ของจีทะลักออกมา

“อ่า!!! มิลค์!!! มิลค์!!!” จีหลุดครางออกมาเต็มเสียงเมื่อผมใช้ลิ้นและโพรงปากดูดดุนที่ส่วนหัวให้ก่อนจะกลืนน้ำเหล่านั้นลงในลำคอ

“เยอะวะ?” ผมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับจี พลางใช้หลังมือเช็ดคราบที่มุมปาก ... คาวปากฉิบหาย

“ก็กูเห็นมึงเครียดเลยไม่อยากกวน” พอได้ยินคำตอบก็ไม่รู้จะยิ้มหรือจะแยกเคี้ยวใส่คนตรงหน้าดี

“กูเครียด มึงก็ทำเองได้นี่ ...”

“... เมื่อก่อนตอนไม่มีกูช่วย แล้วมึงทำไง” ผมกำลังทำอะไรนะเหรอ กำลังขุดหลุมล่อให้สามีจอมหื่นตกลงไปยังไงละ

“ก็ตอนนี้กูมีเมียแล้ว กูก็ต้องให้เมียกูช่วยสิ ...” คนตรงหน้ามองผมสายตาเป็นประกาย ความเป็นชายที่เพิ่งถูกรีดน้ำออกไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมากลับมาแข็งขืนอีกครั้ง

นิ้วมือเรียวสวยเกี่ยวกวัดรอบปลายเนกไทด์สีน้ำเงินเข้ม คนตรงหน้าโน้มตัวเข้ามาหาตามแรงดึง

“... บอกกูซิว่ามึงอยากได้อะไร” เสียงกระซิบของจีดังขึ้นข้างหู

“มึงเห็นโต๊ะกินข้าวตัวนั้นปะ...” ผมเพยิดหน้าไปทางโต๊ะกินข้าวหินอ่อนสีดำสลับขาวตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องข้างๆ ไฟ Downlight หลายดวงบนเพดานถูกออกแบบ Lighting มาเป็นอย่างดี ทำให้โต๊ะตัวนั้นโดนเด่นราวกับถูก Highlight เอาไว้โดยมีฉากหลังคือพระจันทร์ดวงกลมโตสีเหลืองลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าสีดำยามค่ำคืน

“... กูอยาก On Top มึงบนโต๊ะตัวนั้น แล้วพอกูเสร็จ กูอยากให้มึงจับขากูขึ้นพาดไหล่แล้วทำจนกูเสร็จอีกรอบ แบบที่มึงเท่านั้นที่ทำได้”



“ตรงนี้หรือเปล่า” จีที่นั่งคร่อมผมอยู่ด้านหลังเอ่ยถาม ในขณะที่ผมนอนคว่ำหน้าเหยียดตัวยาวอยู่บนเตียง

“อืมมมมม ขึ้นอีกๆ ซ้ายๆ ตรงนั้นแหละมึง อืมมมมมมมม” ผมคำรามออกมาจากลำคอด้วยเสียงแหบพร่า เมื่อนิ้วโป้งของจีกดลงถูกจุด

ผมขอแสดงความเสียใจให้กับคนที่วาดฝันว่าจะได้เห็นฉากเร่าร้อนของเราบนโต๊ะหินอ่อน ไม่ใช่เพราะว่ามีไฟลุกจนไม่ผ่านกอง Censor แต่เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นต่างหาก จะเล่าให้ฟังก็อายปากฉิบหาย

ย้อนกลับไปเมื่อชั่วโมงก่อน เรานัวเนียกันจนถึงห้องกินข้าว ผมผลักร่างของจีขึ้นไปนอนหงายลงบนโต๊ะหินอ่อนสีดำสลับขาว ในอกของเราทั้งคู่กำลังลุกโชติไปด้วยไฟแห่งความต้องการ และในจังหวะที่ผมปีนขึ้นไปนั่งคร่อมกลางลำตัวของจี เสียง “กร๊อบ” ก็ดังลั่น ตามมาด้วยอาการปวดร้าวจนต้องฟุบตัวลงนอนราบทันที ตอนแรกคิดว่าเสียงโต๊ะหัก แต่ไม่ใช่!!! มันคือเสียง ‘หลังเคล็ด’ อิเหี้ยยยยยยยยยยยยย!!! โคตรอาย อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ... จากค่ำคืนอันแสนเร่าร้อนในจินตนาการ ตอนนี้กลายเป็นผมต้องนอนให้จีนวดยาคลายกล้ามเนื้ออยู่ในห้องนอน

“ยังเจ็บอยู่ไหม”

“ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย” หลังจากกินยาคลายกล้ามเนื้อและยาลดอักเสบไปได้สักครึ่งชั่วโมง อาการปวดก็ทุเลาลงเยอะ

“ฮึๆ”

“ยังจะมาขำกูอีก” ถ้าไม่ติดว่าปวดหลัง ผมจะกระโดดเข้าไปหยุมหัวมัน

“แรดไม่เข้าเรื่อง 40 กว่าแล้วนะมึง ...” จีดุผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อดนจะลงน้ำหนักลงบนจุดที่ปวดร้าวอีกครั้ง

“...ถ้าต้องไปหาหมอ กูไม่ช่วยคิดคำแก้ตัวให้นะเว้ย”

“มึงเลิกดุกูได้แล้ว” ผมหันไปถลึงตาใส่

“กูห่วงมึงไหมละ ปกติก็ไม่เห็นชอบอะไรแบบนี้ นึกยังไงวันนี้ถึงได้อยากลองท่ายาก” คนด้านหลังถาม ในขณะที่นิ้วมือยังคงกดนวดไปทั่วบริเวณหลังล่าง

“ก็กูเห็นมึงคิดมาก” ประโยคนั้นหลุดออกจากปากผมแทบจะในทันที จีเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ

“กูหายคิดมากตั้งแต่มึงกลายร่างเป็นนายเอก GV แล้ว” มันตอบด้วยน้ำเสียงปนขบขัน

“ไอ้จี!!! มึงเลิกตอกย้ำกูได้แล้ว ไอ้ผัวเลวววว!!!” ผมกัดฟันด่ามันด้วยแรงเฮือกสุดท้าย พูดแล้วก็ยิ่งโมโห สังขารนี่มันไม่เที่ยงจริงๆ

“มิลค์”

“ฮึ?”

“ทำไมถึงเป็น Chen Chi-ming ...” น้ำเสียงขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนและเบา เหมือนคำถามที่กลัวจะได้คำตอบ

“... กูหมายถึงมึงรักเขาหรือเปล่า ... ทำไมเขาถึงมาได้ไกลกว่าคนอื่น...” คำถามของจีทำให้ลอบผ่อนลมหายใจออกช้าๆ โครงหน้าสวยซุกลงกับหมอนที่นอนกอดอยู่

“... ถ้ามึงอึดอัด จะไม่พูดก็ได้”

เราไม่ค่อยคุยกันเรื่อง "คนในอดีต" บ่อยนัก ผมรู้ว่าจีรู้อยู่เต็มอกว่าช่วงที่เราห่างกัน ผมเต็มที่กับชีวิตคนโสดมากแค่ไหน และถ้าจะพูดความจริงคือผมก็ละอายเกินกว่าจะพูดเรื่องนี้กับจี ที่ผ่านมาจีไม่เคยถามคำถามทำนองนี้ แสดงว่าเรื่องเมื่อหัวค่ำทำให้เจ้าตัวคิดมากจริงๆ

“จี กู... ไม่เคยรักใครนอกจากมึง ...”

...

...

...

“... ดวงตา ... ตาชั้นเดียวของมึงกับของ Chi-ming เหมือนกัน ...” ยิ่งพูด ผมก็ยิ่งกอดหมอนในอ้อมแขนเข้าหาตัว

“... เหมือนกันจนบางครั้ง กูเผลอคิดไปด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าคือมึง”



...



สายตาของผมจับจ้องไปยังประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทอยู่ตรงหน้า 1 นาทียาวนานราวนับชั่วโมง มิลค์หายเข้าห้องประชุมแล้วกว่า 2 ชั่วโมง ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบเล็ดรอดออกมาจากภายในห้อง ภายนอก กองทัพนักข่าวจากทั่วทุกสารทิศต่างเฝ้ารอว่าใครจะได้รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนถัดไปของ The Nemean Group ตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมามิลค์ ไอซ์ และกุนซือคนสำคัญอย่างลุงณรงค์ต่างทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อ Lobby ผลโหวตทั้งจากผู้ถือหุ้นทั่วไปและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 5 อันดับแรก

แม้ผลการเจรจาออกมาในทิศทางที่ดีแต่ก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ มิลค์พูดให้ผมฟังเสมอว่าลับหลังเราไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะเปิดประตูต้อนรับใครมาแล้วบ้าง

ผมเพิ่งรู้ซึ้งก็วันนี้ว่าธุรกิจคือสงครามที่เต็มไปด้วยกลอุบาย ต่อหน้า ทุกคนต่างส่งยิ้มให้กัน แต่ลับหลังกลับใช้เล่ห์กลด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นโลกที่ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนจนผมอดคิดไม่ได้ว่าตลอดช่วงเวลาที่ผมหายตัวไป มิลค์ต้องเผชิญกับเรื่องเหล่านี้มามากมายขนาดไหน

ผมรู้ว่ากว่าจะถึงจุดนี้ภรรยาของผมก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน สำหรับผมมิลค์คือคู่ชีวิตและเพื่อนสนิทในวัยเด็ก แต่สำหรับคนภายนอกมันคือมิลค์ ติฒสิงห์ สิงหนาฏ ทายาทเพียงคนเดียวของ The Nemean Group  อาณาจักรธุรกิจที่มีมูลค่านับแสนล้าน

แล้วอยู่ๆ ทุกคนก็ตื่นตัวเมื่อเสียงปรบมือดังขึ้นจากภายในห้องประชุม นักข่าวต่างกรูกันอยู่ด้านนอกรั้วกั้น ทุกสายตาและทุกเลนส์จากกล้องถ่ายทอดสด โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์บันทึกภาพต่างก็จับจ้องไปยังประตูห้องประชุม

เสียงปรบมือยังดังต่อเนื่องให้ความรู้สึกเหมือนเสียงฝนที่โปรยปรายลงบนหลังคา แต่เมื่อประตูถูกเปิดออกเสียงปรบมือกลับดังกระหึ่มราวกับเสียงฟ้าร้องคำราม แสงแฟลชจากกล้องนักข่าวสาดส่องเป็นประกายระยิบระยับทันทีที่ใบหน้าสวยคุ้นตาเดินออกจากประตูเป็นคนแรกด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง

ความปลาบปลื้มเอ่อล้นจนขอบตาของผมร้อนผ่าว มิลค์กวาดตามองฝูงชนก่อนที่เรา 2 คนจะสบตากัน เจ้าตัวเดินตรงเข้ามาหาทันทีที่สังเกตเห็นผมที่ยืนรออยู่ไม่ไกล มิลค์โอบกอดผมไว้ในอ้อมแขนต่อหน้ากองทัพนักข่าว

“ขอบคุณมึงมาก” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู มือบางลูบหลังผมเบาๆ แล้วตบไหล่สองครั้ง จากนั้นเจ้าตัวก็ผละออกไปหาไอซ์ที่ยืนเยื้องอยู่ไม่ไกล ทั้งสองจับมือกันแน่นพร้อมรอยยิ้ม ตอกย้ำสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่แน่นแฟ้นมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินขึ้นเวทีแถลงข่าวด้วยท่าทีสง่างาม

ท่ามกลางเสียงปรบมือกระหึ่มก้องไปทั่ว พร้อมเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจจากพนักงานของ The Nemean Group  ที่ต่างก็ปลาบปลื้มยินดีที่ผู้บริหารในดวงใจของพวกเขาสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรได้อย่างเต็มภาคภูมิ

มิลค์ยืนอยู่บนเวที ไฟ Spotlight สาดกระทบใบหน้าสวย ดวงตาคมกริบกวาดมองผู้คนที่จ้องมองเขาด้วยความคาดหวัง เสียงแฟลชดังต่อเนื่อง แต่เจ้ายังคงสงบนิ่ง ริมฝีปากค่อยๆ คลี่ยิ้ม ก่อนที่มือบางจะยกไมโครโฟนขึ้น และเปล่งเสียงแรกออกมา



-----



“พยาบาลครับ วันนี้พ่อผมเป็นยังไงบ้างครับ” ผมหยุดฝีเท้าอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของพยาบาลประจำกะ

“โดยรวมทั่วไปดีนะคะ สับสนน้อยลงมาก พูดคุยรู้เรื่องค่ะ ... สามีคุณมิลค์กับคุณหมออยู่ในห้องพัก คุณหมอเพิ่งมาถึงเมื่อ 5 นาทีที่แล้วเองค่ะ”

“อ่ออออ ขอบคุณครับ ...”

“... สวัสดีครับคุณหมอ” ขาทั้ง 2 ข้างชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นว่าจีกำลังบีบนวดขาให้พ่อ

“พ่อบ่นว่าเมื่อย กูเลยช่วยนวดให้” จีอธิบายเมื่อเห็นผมขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัย พ่อกำลังนอนหลับ สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเยอะมาก

หลังจากผ่าตัดไปเกือบ 3 วันพ่อก็เริ่มรู้สึกตัว พอสติเริ่มกลับมาปัญหาแรกที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของหัวใจแต่เป็นเรื่องของสภาวะการรับรู้ที่ดูสับสน พ่อพูดจาวกวน เพ้อถึงเรื่องในอดีต และบางช่วงเวลาก็มีแสดงอาการหวาดระแวง จนบางครั้งทีมแพทย์ต้องขออนุญาตผูกแขนไว้กับเตียงเพื่อป้องกันไม่ให้พ่อดึง Medical Tube ต่างๆ ออก เป็นแบบนี้มาทั้งสัปดาห์จนกระทั่งวันนี้ที่เจ้าตัวดูสงบและฟื้นตัวได้ดี

“เป็นไงบ้างครับหมอ”

“ดีครับ ความดันดี ปริมาณปัสสาวะดี ไม่มีไข้ ไม่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ การรับรู้ดูจะกลับมาเยอะขึ้น อาจจะมีหลุดไปคุยเรื่องเก่าๆ ในอดีตบ้างแต่โดยรวมหมอว่าดีครับ”

“เมื่อกี้ก่อนนอนหลับ พ่อน่าจะย้อนคิดไปถึงตอนที่เราไป Summer trip กัน ... พ่อบอกว่าโอนเงินเข้าบัญชีให้มึงแล้ว และฝากกูดูแลมึงด้วย ... แล้วก็พูดอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับตอนที่มึงบินไปหาที่ New York”

“อืมมมม ดีขึ้นก็ดีแล้ว ... ขอบคุณคุณหมอนะครับ”

“มิลค์” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากคนที่นอนหลับอยู่เมื่อครู่ พ่อตื่นแล้ว เขามองมาที่ผม นิ้วมือขยับไปมาเป็นเชิงว่าอยากให้ผมเดินเข้าไปหา

ผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้จนยืนอยู่ข้างเตียง แต่นิ้วมือของพ่อยังขยับไปมาราวกับว่าเขาต้องการมากว่าการให้ผมไปยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น พอเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาของจีที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เจ้าตัวก็พยักหน้าให้

นิ้วมือเรียวสวยค่อยๆ วางลงบนฝ่ามือของคนที่ผมเรียกว่าพ่อ แรงบีบเบาๆ และสัมผัสที่ไม่คุ้นชินทำให้ผมรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย

“หมอ นี่ลูกชายคนเดียวของผม เป็นคนที่ผมภูมิใจมากที่สุดในชีวิต” พูดจบพ่อก็หันไปคุยกับจีต่อ ทั้ง 2 คนพูดคุยกันราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดเรื่องบาดหมางระหว่างเรา

“ตอนนี้คุณท่านยังไม่ Recover 100% อาจจะมีพูดสลับไปมาระหว่างความทรงจำในอดีตกับปัจจุบันบ้าง อะไรที่ดีคุณมิลค์ก็รับไว้ อะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปถือสา ...” คุณหมอส่งยิ้มให้ผม ราวกับรู้ว่าหากเป็นช่วงเวลาปกติคงไม่มีบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นระหว่างเรา

“... และหมอว่าหลังจากนี้ถ้าไม่มีอะไรแทรกขึ้นมาก็น่าจะเป็นขาขึ้นสำหรับคุณท่านแล้ว”

“ครับ ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ” ผมยังคงกุมมือของพ่อไว้หลวมและมองภาพที่เจ้าตัวกำลังพูดคุยอย่างสนิทสนมกับจีราวกับคนตรงหน้าเป็นลูกเขยคนโปรด

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกจะมีรอยร้าวมานานหลายปี และความรู้สึกของผมที่มีต่อพ่อจะสงบนิ่งราวกับผืนน้ำในทะเลสาบ แต่ถ้อยคำที่เพิ่งเอ่ยออกมานั้น กลับคล้ายก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางทะเลสาบ ก่อเกิดระลอกคลื่น แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถสั่นสะเทือนห้วงลึกของจิตใจได้


----------


#When the Sky Falls (Part 1/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#When the Sky Falls (Part 2/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-04-2026 13:04:28 โดย Milky_Milky_Way »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#When the Sky Falls (Part 2/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#When the Sky Falls (Part 2/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

เมื่อวานมัวแต่ยุ่งๆ เลยไม่ได้มีเวลาลงรูป set สุดท้ายของ Sky Falls ครับ

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 14 : Ice - พ่อทุกสถานบัน



“สวัสดีครับ ... แนะนำตัวเองหน่อยครับ”

“เอ้า!!! มึงอ่านมาจบเรื่องแล้วยังไม่รู้จักกูอีกเหรอ”

“พี่ไอซ์ครับ ต้องสุภาพหน่อยครับ ตอนนี้ออกอากาศอยู่นะครับ”

“โทษๆ พอดีเคยตัว ... สวัสดีครับ ผมไอซ์ครับ”

“พี่ไอซ์พอจะบอกได้ไหมครับว่าในนิยายรับบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง”

“จริงๆ ตามบทที่ส่งให้กูอ่านคือเป็นเพื่อนสนิทพระเอกนายเอก แต่ทำไปทำมาเหมือนจะมีไอ้มิลค์เป็นเจ้ากรรมนายเวรยังไงไม่รู้”

“อ่า!!! เห็นภาพชัดเจนครับ งั้นผมขอเริ่มคำถามเลยนะครับ”

“อ้าว!!! เมื่อกี้มึงก็ถามไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

“พี่ไอซ์ครับ ... อย่ากวนตีนครับ ... พี่เคยได้ยินไหมครับ คนกวนตีนมักกินข้าวผ่านธูปนะครับ”

“มึงอยากแดกอะไรล่ะ กูจะได้ปักธูปให้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่หิว ... คำถามแรกที่หลายคนสงสัย พี่เคยคิดกับพี่มิลค์เกิดเพื่อนบ้างไหมครับ”

“ไอ้เหี้ยมิลค์เนี่ยนะ!!! ... เคยดิ ตอนแรกที่เจอมันนะ ไอ้เหี้ย คนอะไรไม่รู้ น่ารักฉิบหาย”

“น่ารักแล้วทำไมพี่ไม่จีบครับ”

“แต่พอกูรู้จักมันเท่านั้นแหละ น่ารำคาญฉิบหาย ทำเหี้ยอะไรก็ไม่เป็น งอแงๆ ทั้งวัน ข้าวกล่องก็แดกไม่ได้ ห้องน้ำเปียกก็เข้าไม่ได้ ขนาดไฟซาลาเปาสีขาว มันยังมีปัญหาเลย ... ใครจะเอาคนอย่างไอ้มิลค์ทำเมีย ... อ่ออออ กูลืมไปว่ามีอยู่คนหนึ่ง” (ทำสีหน้าหยามเหยียด)

“พี่ไอซ์รู้ตั้งแต่ตอนไหนครับว่าพี่มิลค์กับพี่จีมี something กัน”

“รู้ตั้งแต่ช่วงเข้ามหาลัยใหม่ๆ แล้ว ไอ้จีแสดงออกขนาดนั้น มีแต่ไอ้มิลค์นี่แหละที่โง่ ถามมันทีไรก็บอกว่า ‘เพื่อนสนิทๆ’ … เพื่อนสนิทบ้านพ่อมันสิ ไอ้จีหวงไอ้มิลค์อย่างกับเมีย ... มึงจำฉากมีคนเข้ามาขอชนแก้วไอ้มิลค์ตอนมหาลัยได้ไหม”

“ได้ครับ”

“คืนนั้นนะ กูว่าถ้าไอ้มิลค์ไม่นั่งอยู่ตรงนั้น กูว่าไอ้จีลุกขึ้นมาวางมวยกับเขาแล้ว กูไม่เคยเห็นไอ้จีโมโหหึงขนาดนี้มาก่อน”

“อีกเรื่องที่คนอยากรู้ หลังจากพี่จีแต่งงานทำไมพี่ถึงยอมให้พี่มิลค์ one night stand”

“ไอ้มิลค์มันดื้อ กูห้าม มีหรือมันจะฟัง ... ความจริงคือตอนนั้นกูมองไม่เห็นทางออก มึงจำไอ้เรื่องไอ้เด็ก hip hop กับเสื้อของจีที่ยังแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าไอ้มิลค์ได้ไหม”

“ได้ครับ เป็นหนึ่งในฉาก iconic ของพี่นะครับ”

“ขอบใจ แต่กูจะดีใจกว่านี้ถ้ามึงให้ค่าตัวกูเพิ่ม”

“เอิมมมม ผมไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้นะครับ”

“เรื่องของมึง ... เรื่องเสื้อ มึงลองนับ timeline ดิว่ามันแขวนอยู่นิ่งๆ ในตู้มากี่ปี ... กูว่าร่วมสิบปี ตั้งแต่ไอ้จีมีแฟนคนแรก มันก็ไม่ได้ไปนอนค้างห้องไอ้มิลค์อีกเลย แสดงว่าเสื้อต้องอยู่มาก่อนหน้านั้นแล้ว ... วันนั้นพอมีโอกาส กูเลยเดินเข้าไปดู ถึงได้เห็นว่ามันไม่ได้มีแค่เสื้อตัวเดียว และของพวกนั้นก็ไม่ได้แขวนไว้เฉยๆ ไอ้มิลค์ส่งเสื้อผ้าพวกนั้นไปซักแห้งเป็นระยะ ... มันไม่เคยลืม แม้ว่าที่ผ่านมามันจะทำตัวแรด กระหรี่ ดอกทองมากแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในใจของมันจริงๆ คือจี ... วันนั้นไอ้จีแต่งงานแล้ว กูก็ไม่คิดว่าจะมีวันที่พวกมันจะวนกลับมาเจอกันอีก ... one night stand เลยเป็นทางออกเดียวที่กูคิดว่ามิลค์น่าจะเจ็บปวดน้อยที่สุด”

“คำถามต่อไป ช่วงที่พี่มิลค์ทำตัวเป็นมือที่สาม ระหว่างพี่จีกับแฟนคนแรก พี่ด่าพี่มิลค์แรงมาก คนเขาเลยสงวัยว่าพี่ด่าพี่จีด้วยไหม”

“ด่าดิ เกือบจะต่อยกันก็เพราะเรื่องนี้แหละ”

“ทำไมละครับ”

“นอกจากทำตัวกวนส้นตีนเหมือนกันแล้ว แม่งยังตอบคำถามเหมือนกันอีกต่างหาก ตอนนั้นกูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้จีไม่ clear ตัวเองให้เรียบร้อย ใช้ว่ามันจะรักอะไรอีกคนมากมาย”

“พี่พูดแบบนี้ ผมเองก็มีคำถาม ... แฟนพี่จี เขาระแวงพี่มิลค์กันบ้างไหม”

“ระแวงดิ ใครอยู่ใกล้ก็สัมผัสได้ทั้งนั้นแหละว่า 2 คนนี้ไม่ใช่แค่เพื่อนกัน”

“แต่พี่จีก็เป็นแฟนกับเขานะครับ แค่นี้ยังไม่มั่นใจอีกเหรอ”

“แฟนแล้วไง แต่พอมีไอ้มิลค์เข้าฉากมาเมื่อไหร่ ใครๆ ก็สัมผัสได้ว่าไอ้จีให้ความสำคัญกับไอ้มิลค์มากกว่า ... เป็นมึง มึงไม่ระแวงเหรอ มันจะไม่มีซักเสี้ยววินาทีเหรอที่มึงจะระแวงความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้เลย?..."

"... อีกฝ่ายคือมิลค์ ติณสิงห์เลยนะเว้ย แค่ภาพลักษณ์กับสถานณะทางสังคมก็ข่มขวัญคนแกติทั่วไปอยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือความสนิทที่พวกมันมีให้กันมาตั้งแต่เด็ก มันซับซ้อนเหมือนเขาวงกต..."

"... ถ้ามึงหลงเข้าไปเมื่อไหร่ มึงก็ไม่มีวันหนีออกมาได้ สุดท้ายไอ้จีถึงไปกับใครก็ไม่รอด เพราะเงาของไอ้มิลค์ตามติดไปกับทุกความสัมพันธ์ของมัน”

“คำถามต่อไปนะครับ วันที่พี่เกิดอุบัติเหตุแล้วพี่จีโผล่มา พี่รู้ใช่ไหมว่าพี่มิลค์อยากใช้เวลากับพี่จี แล้วพี่ไล่พี่มิลค์ไปทำไม”

“กูจะได้ด่าไอ้เหี้ยจีได้หนักๆ ไง ไอ้เหี้ยนี้ ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลยจริงๆ เพื่อนทั้งกลุ่มเขาเป็นห่วง แต่แม่งก็นิ่งเงียบทำเป็นไม่สนใจ พอกูด่ามันจนพอใจ กูบอกกับมันว่า ถ้ามันจะกลับมาหาไอ้มิลค์ ครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้ามันคว้าเอาไว้ไม่ได้ ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ด้วยกัน แล้วกูนี่แหละจะเป็นคนหาผัวใหม่ให้ไอ้มิลค์เอง ... มึงรู้ไหมว่ามันตอบกูว่าอะไร”

“ไม่รู้ครับ”

“จริงๆ กูไม่ได้ถามมึงนะ มึงไม่ต้องตอบก็ได้ ... มันตอบกูว่ามันรักไอ้มิลค์ไม่ได้ แต่มันก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีไอ้มิลค์ ... นี่ถ้ากูไม่กลัวว่าไอ้มิลค์จะเป็นโสดไม่มีผัวไปตลอดชีวิตนะ กูจะเอาหัวมันโขกกับกำแพงตรงนั้นเลย”

“แล้วเรื่องพ่อของพี่มิลค์ละครับ”

“เฮ่ออออออ ใครจะคิดว่าทุกอย่างคือฝีมือของท่านประธาน ไอ้มิลค์เรียกว่าอะไรนะ อ่อออ ... The deal with the devil กูนับถือใจไอ้จีจริงๆ เด็กขนาดนั้น กล้าไปตกลงกับเขาได้ยังไง ... กูไม่อยากจะพูดอะไรมากหรอกนะ มันก็เป็นเรื่องในครอบครัวของไอ้มิลค์กับจี แต่พอรู้ความจริงทุกอย่างที่ไอ้จีทำอยู่ๆ ก็ make sense ขึ้นมา”

“ทุกคนสงสัย ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างมิลค์กับท่านประธานเป็นยังไงบ้าง หลังจากเกิดเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ความสัมพันธ์พ่อลูกดีขึ้นบ้างไหมครับ”

“อืมมมมม กูว่าแล้วแต่คนจะมองนะ ดีขึ้นถ้าเทียบกับหลังจากที่ไอ้มิลค์จูงมือผัวไปไฟต์กับพ่อ ความสัมพันธ์ตอนนี้เรียกได้ว่ากลับมาเป็นเหมือนก่อนที่มิลค์จะรู้ความจริง ไม่มีตึงใส่กัน ไม่มี power play แต่ถ้าจะให้กลับมาเป็น happy family ... กูว่าไม่มีทาง”

“ทำไมพี่คิดแบบนั้นละครับ”

“มันก็เป็น fact เปล่าวะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวมันไม่เคยขึ้นไปถึงจุดนั้นมาก่อน ตอนนี้ไอ้มิลค์ก็อายุ 40 กว่า ท่านประธานก็ 70 กว่า ... กูว่ามันช้าไปแล้วกับคำว่า happy family ... แต่ถ้ามึงไม่หวังมากจนเกินไป แค่คำว่า family ก็คือสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

“พี่ไอซ์คิดว่าท่านประธานรักพี่มิลค์ไหมครับ”

“รัก ... ในแบบของเขา ... มึงคิดว่าคน gen baby boomer ซักกี่คนจะสามารถแสดงออกถึงความรักที่มีต่อคนในครอบครัวได้เหมือนในละครวะ ... กูว่าลึกๆ ที่ท่านประธานย้ายกลับมาก็เพราะต้องการอยู่ใกล้กับลูก แต่มันคงช้าเกินไป ท่านไม่เคยอยู่ตรงนั้นเลยแล้วอยู่ๆ จะกลับมา reconnect กับลูกชายในวัย 20 กว่าๆ ได้ยังไง เป็นกู กูยังคิดไม่ออกเลย มันอาจจะฟังดูโหดร้ายแต่ก็ต้องยอมรับว่ามิลค์ในวัยนั้นมีบุคลิกและโลกของตัวเองไปแล้ว และในโลกใบนั้นมีส่วนของครอบครัวอยู่น้อยมากเหลือเกิน”

“แล้วถ้าวันนั้นไม่มีข้อเสนอของท่านประธาน พี่คิดว่า 2 คนนี้จะได้รักกันตั้งแต่มหาลัยไหม”

“รักดิ ที่จริงวันนั้นนะ วันรับปริญญาที่กูคุยกับมิลค์แล้วมันตอบว่า ‘มันไม่กลัวแล้ว’ ในใจ กูรู้สึกดีใจกับพวกมันมากจริงๆ ไอ้จีทำสำเร็จแล้ว มันสามารถพาไอ้มิลค์ออกจากความกลัวได้ ตอนนั้นกูไม่เห็นว่าจะทางไหนที่พวกมันจะไม่ได้รักกัน”

“ครับ วันนี้ขอบคุณพี่ไอซ์มากๆ นะครับที่สละมา”

“แค่นี้!!! กูมีบททั้งเรื่องแต่มึงมีเวลาให้กูแค่นี้?”

“คืออออออ เขามี Air Time มาให้เท่านี้นะครับ แต่ถ้ามีคนเรียกร้อง อยากฟัง Behind The Scene เพิ่ม คนเขียนเขาอาจจะให้ Air Time เพิ่มก็ได้นะครับ”

“เออๆๆ”

“เพราะฉะนั้น ผมขอลาไปก่อน จนกว่าจะเจอกันครั้งหน้า สวัสดีครับ ... พี่ไอซ์ครับ”

“อ่อ เออ ลืมว่ะ ... สวัสดีครับ”


----------

#Ice #พ่อทุกสถานบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#Ice #พ่อทุกสถานบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#Ice #พ่อทุกสถานบัน
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 15 : The ghost from the past


แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาความร้อนของตอนกลางวันออกไป ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอุ่นๆ ของค่ำวันเสาร์ เสียงจูนสายกีตาร์สลับกับเสียงพูดคุยของผู้คนมากมายที่ต่างทยอยเดินเข้ามาจับจองพื้นที่ ทำให้สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ในมหาวิทยาลัยดูมีชีวิตชีวาจนน่าประหลาด

ผมในชุดนิสิตแขนยาวพับแขนเสื้อ ยืนเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางมวลมหาชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นทุกที ผมไม่ชอบที่คับแคบแออัด ไม่ชอบเหงื่อ และไม่ชอบความวุ่นวาย แต่เพราะ FC ตัวยงที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้ผมยอมมายืนอยู่ตรงนี้ จีกำลังกำข้อมือผมไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้เราพลัดหลงจากกัน

“ไหวไหมมึง ถ้าไม่ไหว บอกนะ เดี๋ยวกูพากลับเลย” จีโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวทำให้ผมใจเต้นแรงขึ้นมาอีกหน่อย

“กูโอเค... มึงอยากดูวงนี้ไม่ใช่เหรอ” ผมตอบพลางขยับเข้าไปชิดร่างสูงของมันโดยอัตโนมัติ จีไม่ได้ตอบอะไร แต่มันขยับแขนขึ้นมาโอบไหล่ผมไว้หลวมๆ สร้างอาณาเขตส่วนตัวขนาดเล็กที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ในจังหวะนั้นเอง เสียงกีตาร์โปร่งก็กรีดสายขึ้นเป็นทำนองที่คุ้นหู

“มีเรื่องราวมากมาย ที่ไม่มีใครได้ฟัง...”

เนื้อเพลงท่อนแรกดังขึ้นพร้อมกับความเงียบที่เริ่มปกคลุมลานกว้าง ทุกคนรอบข้างเริ่มโยกย้ายส่ายตัวตามจังหวะช้าๆ แต่สำหรับผม... โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปตั้งแต่วินาทีที่จีเลื่อนมือจากไหล่ลงมาประสานเข้ากับนิ้วมือของผม

ฝ่ามือของมันหนาและอุ่นจัด

“เธอทำให้ฉันรู้และเข้าใจคำว่าสองเรา...”

ผมแหงนหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของจี แสงสีส้มจากเวทีสาดกระทบดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นจนมันดูเป็นประกายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จีไม่ได้มองเวที... แต่มันกำลังก้มลงมองผมด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ

“มิลค์ ...” จีเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูละมุนกว่าทุกวัน

“... มึงรู้ใช่ไหมว่าสำหรับกู... มึงคือ ‘ของขวัญ’ ที่พิเศษที่สุด”

ผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ไม่ใช่เพราะคนเยอะ แต่เพราะความรู้สึกมากมายมหาศาลที่จีส่งผ่านฝ่ามือที่บีบกระชับมือผมไว้

“เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้...”

เสียงร้องประสานเสียงของคนรอบข้างดังคลอไปกับเสียงลมหายใจของเราสองคน ณ เวลานั้นเหมือนคนนับพันที่ยืนอยู่รอบข้างอันตรธานหายไป เหลือเพียงแค่เราสองคน ... ผมกับจี ... ในนาทีที่เพลงนี้บรรเลงอยู่ ผมอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้... ตรงที่มีมือของจีคอยประคองผมไว้

“มากกว่านั้นยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ รักเพียงเธอและตลอดไป แค่เธอกับฉัน ...” ผมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแต่ส่งยิ้มให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ และร้องเพลงคลอไปกับท่อนที่คิดว่าเข้ากับความรู้สึกของเราในตอนนี้มากที่สุด ก่อนที่จะซบศีรษะทุยของตัวเองลงบนไหล่กว้างของจี ปล่อยให้ทำนองเพลงซึมลึกเข้าไปในทุกอณูความทรงจำ



----------



กลิ่นหอมของดอกลิลลี่สีขาวนับพันดอกอบอวลไปทั่วห้องบอลรูมของโรงแรมหรู แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าสะท้อนกับแก้วแชมเปญในมือแขกเหรื่อที่แต่งตัวจัดเต็มตามประเพณีงานสังคม ผมยืนอยู่ข้าง ‘สกาย’ แฟนหนุ่มลูกครึ่งดีกรีนักกีฬาไอซ์สเกตทีมชาติที่เพิ่งคบหากันได้ไม่นาน มือหนาของเขากุมมือผมไว้หลวมๆ ขณะที่เรากำลังยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนเก่าสมัยมัธยม

“มิลค์... นั่นไอ้จีมาแล้วนี่หว่า” เสียงไอซ์กระซิบเบาๆ ทำให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบของผมกระตุกวูบอย่างแรง

ผมหันไปตามสายตาของไอซ์ และนั่นคือวินาทีที่โลกทั้งใบของผมเหมือนถูกแช่แข็ง จีเดินเข้ามาในงานพร้อมกับภรรยาที่สวมชุดเดรสสีครีมดูอ่อนหวาน จีในชุดสูทสีดำสนิทดูภูมิฐานและมั่นคงขึ้นกว่าเดิมมาก เขายังคงดูดี... ดูดีจนผมต้องเผลอกลั้นหายใจ

“สวัสดีมิลค์ ไม่เจอนานเลยนะคะ สบายดีไหม” ปอเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้มจริงใจที่แสนจะน่ารัก รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกผิดบาปไปถึงขั้วหัวใจ เพราะผมรู้ดีว่าลึกๆ แล้วผมกำลังอิจฉาเธอ... อิจฉาที่เธอได้เป็นเจ้าของสัมผัสที่ผมโหยหา

“สบายดีครับ ปอล่ะ” ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

“สวัสดีครับสกาย” ในขณะที่ผมกำลังสนทนาอยู่กับปอ จีก็เอ่ยทักทายแฟนใหม่ของผมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคย

ผมกับปอยืนคุยกันตามมารยาทเพียงไม่กี่ประโยค ระหว่างนั้นผมรู้สึกถึงมือของสกายที่โอบเอวผมไว้ ในขณะที่สายตาก็เห็นจีประคองแขนของปอเอาไว้อย่างทะนุถนอม ... วินาทีต่อมา ไฟในห้องหรี่สลัวลง เป็นสัญญาณของการเปิดตัวเจ้าสาว ทั่วทั้งห้องเงียบสนิทก่อนที่เสียงเปียโนบรรเลงทำนองที่คุ้นหูจะดังขึ้นช้าๆ ... หัวใจของผมกระตุกวูบ ... ท่วงทำนองที่คุ้นเคยในวันนั้น บัดนี้มันถูกนำมาใช้ในงานมงคลของคนอื่น ในวันที่เราสองคนยืนอยู่ตรงข้ามกันโดยมีคนอื่นขนาบข้างกาย

ในขณะที่สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปที่ประตูทางเข้าเพื่อรอดูเจ้าสาว ผมกลับเผลอหันไปสบตากับจีพอดี ชั่ววินาทีนั้น เหมือนกาลเวลาถูกกระชากกลับไปที่จุดเดิม ลึกลงไปในจิตใจผมยังอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าความเป็น ‘มิลค์-จี’ นั้นไม่เคยจางหายไปไหน มันยังคงสลักแน่นอยู่สักที่ในใจของเขาเหมือนที่มันสลักอยู่ในใจของผม ... แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะพื้นที่ตรงกลางระหว่างเรามันถูกเติมเต็มด้วยคนอื่นไปจนหมดสิ้นแล้ว

“มิลค์ครับ เป็นอะไรหรือเปล่า” สกายกระซิบถามพลางกระชับมือผมแน่นขึ้น

“เปล่า... แค่รู้สึกว่าเป็นงานแต่งที่สวยมากๆ ...” ผมหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้สกาย

“... จบตรงนี้แล้วกลับคอนโดกันนะ” คนข้างกายพยักหน้าตอบรับ

ผมเลื่อนสายตากลับมายังคู่บ่าวสาว พร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอด เพื่อสะกดกั้นและเก็บทุกความรู้สึกฝังลึกลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำอีกครั้ง



----------



เราเจอกันครั้งแรกหลังจากผมเข้ามาทำงานในบริษัทได้ไม่นาน … ในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของ The Nemean group ในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยัง Chen Shu-yi มาดามใหญ่ของประเทศไต้หวัน สายตาของผมกลับถูกตรึงไว้ที่ชายหนุ่มที่เดินตามหลังเธอราวกับเป็นเงาตามตัว ... Chen Chi-ming ลูกชายคนเดียวของเธอ ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของดินแดนแห่งชาอูหลงและไข่มุก ... รูปร่างสูงโปร่งสมส่วนในสูทเนี๊ยบสีเทาเข้มกำลังเดินตามแม่ของเขาอย่างสงบเรียบร้อย ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับถูกกำหนดจังหวะไว้แล้ว ผิวขาวจัดราวหิมะ ดวงหน้าคมคายแบบคนจีนเชื้อสายเก่าแก่ แต่จุดที่ดึงดูดสายตาของผมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ... ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้น

เสียงไวโอลินบรรเลงคลอไปกับเสียงแก้วคริสตัลกระทบกันเบาๆ แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้ากลางห้อง Ballroom ส่องกระทบเนื้อผ้าไหมชั้นดีและเครื่องประดับล้ำค่าของแขกในงานให้เปล่งประกายออกมา ผมยืนอยู่ข้างไอซ์ มือหนึ่งถือแก้ว Cock tail อีกมือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง

“มองใครอยู่? ...” ไอซ์กระซิบข้างหู ดวงตาคมกริบเหลือบตามสายตาของผมก่อนมันจะยกยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน

“... อย่าบอกนะว่า Chen Chi-ming ...”

“... สเป็กเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยว่ะ”

“กูไม่รู้ว่ามึงกำลังพูดถึงเรื่องอะไร” ผมตอบปฏิเสธหน้าตาย ทั้งที่รู้แก่ใจว่าถึงอย่างไรก็ถูกเพื่อนสนิทมองเห็นทะลุไปยันเงา แต่ถึงอย่างนั้น สายตาของผมก็ยังคงจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง

Chen Chi-ming ยืนข้างมาดาม Shu-yi ผู้เป็นแม่อย่างนิ่งสงบ ดวงตาคมเรียวที่กวาดมองไปรอบงานชวนให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูจริงจังมากกว่าคนอื่นที่ยืนยิ้มและหัวเราะพูดคุยกัน เส้นเอ็นตรงลำคอขยับตามจังหวะที่เขาเอียงตัวกระซิบอะไรบางอย่างกับแม่ของเขา

“มึงฟังกูนะ Chi-ming ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าเล่ห์ ใครๆ ก็รู้ว่าแม่งมองธุรกิจเหมือนกระดานหมากรุก ยังไม่นับว่าเขาคือลูกชายของหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทมึง … ถ้าไม่อยากมีปัญหา กูแนะนำว่ามึงกลับไปคบกับพวกที่จะไม่หันมาแว้งกัดมึงในอนาคตจะดีกว่า ...” คำเตือนของไอซ์ไม่ต่างอะไรจากคำท้าทายเพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งอยากมอง

“... ไอ้เหี้ยมิลค์ นี่มึงฟังที่กูเตือนอยู่ไหมเนี่ย”

“ฟัง” ผมตอบพลางคิดอยู่ในใจว่าตัวเองจ้องมองเขานานเกินไปแล้ว แต่ในจังหวะที่กำลังละสายตา คนที่เรากำลังพูดถึงก็หันมาทางนี้พอดี เราสบตากันแค่เสี้ยววินาที มุมปากได้รูปยกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ Chi-ming จะก้าวเดินเข้ามาหา

“กูไปก่อนนะ” แก้วในมือถูกวางไว้บนโต๊ะข้างๆ

“ไอ้เหี้ยมิลค์” ไอซ์สบถเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่



กลิ่นหอมอ่อนของ Espresso ลอยคลุ้งในห้องประชุมชั้น 48 โต๊ะกระจกยาวทอดตัวกลางห้อง รายล้อมด้วยพนักงานนับสิบคน จอ Monitor ขนาดใหญ่ฉายกราฟสีสดเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงคลิก Mouse ของทีมวิเคราะห์

Chen Chi-ming ในชุดสูทสีกรมท่าเรียบหรูพอดีตัว ผูกเนกไทสีเทาดำ สาบเสื้อเรียบเนี๊ยบจนแทบจะไร้รอยยับ เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ มือหนึ่งถือปากกา Montblanc เคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะคงที่เหมือนตั้งใจใช้เสียงนั้นดึงจุดสนใจของคนในห้องอย่างแนบเนียน ทุกครั้งที่กราฟเปลี่ยนหน้า เขาเพียงเหลือบตาชั้นเดียวขึ้นมอง แต่เพียงแค่นั้น ทั้งห้องก็เหมือนจะรอคอยว่าเขาจะเอ่ยอะไร

“อัตราส่วนนี้ เห็นได้ชัดว่าเมื่อปรับเปลี่ยนบางตัวแปร และใส่ตลาดเอเชียแปซิฟิกเข้าไป จะให้ผลกำไรดีกว่านะครับ ... ” เสียงทุ้มราบเรียบเปล่งออกมา ช้า ทุ้ม และคมพอที่จะให้ทุกคนหันไปฟัง

ผมนั่งไขว่ห้าง สายตาจับจ้องไปยังคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ปิดบัง ในขณะที่ปากกาในมือถูกหมุนเล่นราวกับไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่กำลังเกินขึ้น จนไอซ์ที่นั่งด้านข้างขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจะเตือนให้ผมกลับมาสนใจการประชุม

“ ... คุณมิลค์ มีความเห็นไหมครับ?” เสียงทุ้มเรียบเรียงหูดังขึ้น พร้อมกับดวงตาคู่คมที่เปลี่ยนมาจ้องดวงตาคู่สวยของผม

ทั้งห้องเงียบลงทันที

ทุกคนต่างมองเรา 2 คนสลับกันไปมา คนฝั่งผมคงกำลังกังวลว่าข่าวลือที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจของผมหรือเปล่า ... หลังจากงานเลี้ยงคืนนั้น ผมกับ Chi-ming ก็พัฒนาความสัมพันธ์กันอย่าง ‘รวดเร็ว’ และการที่เรา 2 คนออกงานเดียวกันบ่อยๆ และใช้เวลา ‘พูดคุยธุรกิจ’ นานกว่าที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเริ่มกระซิบกระซาบกันว่าผมกับทายาทแห่งไต้หวันอาจจะเป็นมากกว่าแค่พันธมิตรทางธุรกิจ

ผมวางปากกาลงบนกระดาษ แกล้งยกยิ้มบางๆ ไม่รีบร้อนตอบเหมือนตั้งใจจะให้เขาเป็นฝ่ายรอ

“ผมคิดว่า ... ตัวเลขของคุณน่าสนใจ แต่ผลน่าจะออกมาสวยกว่านี้ถ้าเราใส่ตลาดยุโรปตะวันออกเข้าไปในโมเดลด้วย ... คุณว่าไงครับ? หรือคุณกำลังกันตลาดนั้นออกเพราะมีบางอย่างที่เราไม่รู้ ?”

คิ้วของ Chi-ming ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง แต่สายตาชั้นเดียวนั้นวาวขึ้นเหมือนเสือที่เพิ่งถูกยั่วให้ตื่นจากการหลับ

“คุณมองทะลุเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ... ผมไม่ได้กันออกหรอกครับ แค่รอดูว่าใครจะมองเห็นบ้าง” เขาตอบกลับช้า ๆ ก่อนที่ริมฝีปากจะยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก ... เขาพอใจที่ผมตอบกลับมาแบบนี้

เสียงกระซิบเบาๆ จากพนักงานดังขึ้นรอบห้อง แต่สำหรับผม ตอนนี้มีเพียงสายตาสองคู่ที่เหมือนกำลังขึงเชือกดึงกันคนละฝั่ง ผมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้นิ้วไล้ขอบแก้วกาแฟไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังเล่นกับเส้นประสาทของเขาโดยตั้งใจ

“งั้นก็ดีครับ จะได้รู้ว่าเรากำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่”

Chi-ming กระตุกยิ้มบางๆ ดวงตาชั้นเดียวกระตุกแวววาวเหมือนนักล่าแสดงความยินดีว่าในที่สุดก็ได้เจอกับคนที่เล่นเกนในระดับเดียวกันสักที



เสียงประตูห้อง Suite ของโรงแรมหรูถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล แสงไฟสีเหลืองสะท้อนเงาของเราสองคนบนพื้นหินอ่อน กรอบเมืองยามค่ำคืนทอดเป็นเงาสลับแสงบนกระจกใสขนาดใหญ่

Chi-ming ปลดเนกไทออกช้า ๆ วางลงบนเคาน์เตอร์หินแกรนิตอย่างเป็นระเบียบ เขาหันมามองผมที่ยืนไขว่ห้างอยู่ริมโซฟา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นเฉียบคมจนผิวกายของผมร้อนระอุโดยไม่ทราบสาเหตุ

มือหนาคว้าข้อมือผมในทันที แรงบีบไม่มากจนเจ็บแต่ก็แน่นพอจะกระตุ้นให้ผมรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นสอดประสานกับจังหวะหัวใจตัวเอง เขารั้งให้ผมนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำ ใบหน้าคมกริบกดลงมาใกล้จนกลิ่นโคโลญจ์แบบอ่อน ๆ ผสมกลิ่นไวน์ติดปลายลมหายใจ

ผมหายใจแรงขึ้น อุณหภูมิในร่างกายสูงจนแทบระเบิด แต่มือกลับจิกเบาะโซฟาแน่น Chi-ming โน้มตัวลงช้า ๆ มือข้างหนึ่งกดพนักโซฟาข้างหัวผมไว้ ร่างสูงโปร่งบดบังแสงจนผมเหมือนถูกขังอยู่ในเงาของเขา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นกดทับผมหนักขึ้นทุกวินาที

มือหนาจะเลื่อนไปจับต้นคอของผม นิ้วโป้งลูปไล้ไปมาบนลูกกระเดือก ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาประคองกรอบหน้าให้ผมเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มลงมาจนริมฝีปากของเราแตะกันแนบสนิท ผมเปิดปากรับแรงกดของเขา มือที่บีบคอคลายลงเพียงนิดเดียวแล้วเลื่อนมากดท้ายทอย รั้งให้ผมตามจังหวะเขาแบบไม่เหลือทางปฏิเสธ ... เขาผละออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้เราได้หายใจ แล้วโน้มลงมาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าครั้งแรก ผมหลุดเสียงครางต่ำในลำคออย่างพึงพอใจ

แสงไฟสีเหลืองจากโคมไฟหัวเตียงทอดเงายาวบนผ้าปูสีขาวสะอาด ร่างของผมถูกกดลงบนฟูกนุ่มจนแทบจมไปกับเนื้อผ้า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอ ทำให้ผมเผลอสะท้านไปทั้งร่าง มือหนาจะเลื่อนมากดตรึงข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้เหนือศีรษะ แรงกดนั้นไม่รุนแรงจนเจ็บ แต่แน่นพอให้ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีทางขยับไปไหนได้

“อื้อออออออ” ผมหายใจขาดห้วงเมื่อสะโพกถูกยกขึ้นเพื่อตอบรับแรงกดทับของเขาที่กดคร่อมอยู่ด้านบน จังหวะการขยับของเขาช้าในตอนแรก แต่มั่นคง หนักแน่น เหมือนตั้งใจให้ผมรับรู้ทุกสัมผัสชัดเจน ก่อนที่จังหวะจะเร็วขึ้นอย่างจงใจ

มือข้างหนึ่งเลื่อนจากข้อมือมากอบกุมที่ลำคอระหงของผม นิ้วโป้งสัมผัสใต้คางเบา ๆ ก่อนที่แรงกดนั้นจะเพิ่มขึ้นทีละน้อย ความร้อนจากฝ่ามือและแรงบีบที่คุมจังหวะพอดีทำให้ลมหายใจของผมสะดุด เสียงเนื้อกระทบกันดังต่อเนื่องผสมกับเสียงหอบถี่รัวของเรา ร่างของผมสั่นสะท้านเมื่อเขากดตัวตนเข้ามาลึก ยิ่งจังหวะถี่เร็ว ปลายนิ้วมือบีบที่ลำคอก็รัดแน่นขึ้น ราวกับจงใจเร่งให้ร่างกายผมตอบสนองตามที่เขาต้องการ



แสงแดดอุ่นยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้อง ผมรู้สึกถึงความอุ่นจัดที่โอบล้อมจากร่างกายของใครอีกคนที่นอนเปลือยอยู่ข้างกัน แขนแข็งแรงพาดกอดเอวผมไว้แน่นเหมือนจะไม่ยอมให้หนีไปไหน ริมฝีปากร้อนกดลงบนต้นคอเบา ๆ ก่อนลากจูบยาวขึ้นมาตามแนวกราม ทุกสัมผัสเชื่องช้า อ้อยอิ่ง และแนบแน่นพอให้หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

ผมหันกลับไปช้า ๆ ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ริมฝีปากคู่นั้นกดลงมาหนักแน่น จูบที่ไม่ได้เร่งรีบแต่เต็มไปด้วยความต้องการ ราวกับจะทวงบางสิ่งที่เป็นของเขาตั้งแต่เมื่อคืน มือหนาลูบต่ำมาบีบสะโพกของผมไว้ทั้งสองข้างแล้วดึงเข้าหาตัว จนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเรา

ริมฝีปากของเขาผละออกเพียงเล็กน้อย เสี้ยววินาทีนั้น … เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นช้า ๆ ดวงตาชั้นเดียวตรงหน้าที่จ้องตอบกลับมา ทำให้ผมลืมหายใจ เหมือนโลกหมุนย้อนกลับไปยังวันวานที่มีเพียงแค่สองเรา ในบางค่ำคืน ผมได้ยินทุกคำสัญญาของเรา เสียงของเขาชัดเจนราวกับเจ้าตัวยืนกระซิบอยู่ด้านหลัง และไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่ เรายังคงแอบนัดพบเจอกันเป็นประจำในบางช่วงของความฝัน

“Good morning, sweet pea” ลมหายใจของผมสะดุด จังหวะหัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวังกลับกลายเป็นความว่างเปล่าขมขื่นอย่างฉับพลัน

"Chi-ming" ผมเอ่ยปากเรียกชื่อชายหนุ่มตรงหน้า นิ้วมือเรียวสวยชะงักอยู่บริเวณสันกราม ดวงตาที่เคยพราวระยิบราวกับทางช้างเผือกบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า ผมหลับตาลงช้า ๆ … ความจริงกลับมาแล้ว และมันไม่เคยปรานีใคร



‘สบตาเขาบางทียังเผลอคิดว่าเธอมองฉัน

ได้ยินเสียงเพลงรักของเธอในใจซ้ำซ้ำ

รู้ดีว่าเราคงไม่มีวันพบเจอ

แต่ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ

แอบเอาเธอนั้นฝังไว้ในใจ’



                                                       สลักจิต, ป๊อบ ปองกูล, 2022


----------

#The ghost from the past
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The ghost from the past
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The ghost from the past
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The ghost from the past
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me
«ตอบ #259 เมื่อ17-05-2026 09:22:54 »

ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me


“G”

“ครับ, dear”

“I’m thirsty for something” น้ำเสียงอ้อแอ้ดังขึ้นจากด้านหลัง พอหันกลับไปตามเสียงเรียก ร่างโปร่งของเพื่อนสนิทก็พุ่งเข้าหา แขนเล็กพาดอยู่หลังต้นคอ โครงหน้าสวยเขยิบเข้ามาแนบชิดจนจีได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากลมหายใจของคนข้างตัว

“Are you drunk?”

“Little bit” พูดจบมันก็ฉีกยิ้มกว้าง เป็นยิ้มที่สว่างไสวราวกับดวงจันทร์เต็มดวง

“What do you want?”

“Anything sweet will do …”

“... for example … your lips” เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ สายตาของจีจับจ้องไปยังปากของเพื่อนสนิทที่เจ้าตัวเผลอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ... ลูกกระเดือกเคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลายของจี ก่อนที่เขาจะแสยะยิ้ม ... แสดงออกขนาดนี้ไม่เรียกว่าเมานิดหน่อยแล้วมั้ง

“My dear, don’t test me...” ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมา ระยะห่างใกล้เสียจนทั้งคู่สัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

“… What you’re asking for is very dangerous ...” ... จีใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อกดความต้องการที่ลุกโชนอยู่ภายในให้ดับมอด ... ในขณะที่คนตรงข้ามดูจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก ไอ้ตัวดีทำตาใส เอียงหน้ามองเขาราวกับกำลังสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้ ... ไอ้มิลค์เวลาเมานี่ไม่ปลอดภัยกับหัวใจของเขาเลยแม้แต่น้อย

“... หึ ๆ ๆ ๆ ...”

“I like this version of you … but let’s get you a drink before you say something you really can't take back...” จีค่อยๆ ถอยห่าง ก่อนที่มือหนาจะวางลงบนศีรษะของเพื่อนสนิทแล้วโยกไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยว

“... Ok, stay here ... แก้ว เราฝากมิลค์ด้วย” จีประคองเพื่อนสนิทนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะตะโกนข้ามโต๊ะไปพูดกับเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม แล้วก้าวเท้าออกไป ทิ้งให้แขกไม่ได้รับเชิญทั้ง 2 คนหน้าชาไปตามๆ กันกับพฤติกรรมเฉยเมยของตัวเอง





จีหายไปไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมแก้ว Mocktail สีหวานในมือ มิลค์ที่นั่งโงนเงนอยู่บนเก้าอี้รีบคว้ามันไปดื่มรวดเดียวจนเกือบหมด รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยให้คนเมาสดชื่นขึ้นมาชั่วครู่

“พอใจยัง?” จีถามเสียงเรียบ พยายามไม่มองไหปลาร้าที่โผล่พ้นคอเสื้อเชิ้ตของเพื่อนสนิท

“ยัง” มิลค์วางแก้วเปล่าลง แล้วเอื้อมมือไปคว้าแก้ววิสกี้ของจีที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่จีไวกว่า เขาคว้าข้อเล็กนั่นไว้ได้ทันแล้วค่อย ๆ ดึงแก้วออกห่าง

“พอแล้วมิลค์ มึงเมามากแล้ว”

คนเมาทำหน้างอน ปากอิ่มยื่นออกมาอย่างขัดใจ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาวูบหนึ่ง มิลค์ฉีกยิ้มกว้างเหมือนคิดอะไรสนุก ๆ ได้ เจ้าตัวลุกขึ้นยืนแล้วคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาของจี

“งั้นไปเต้นกัน”

“ไม่ไป มึงทรงตัวยังจะไม่ไหวเลย”

“จี... ไปเต้นกันนะ... นะ” มิลค์ไม่พูดเปล่า แต่กลับใช้นิ้วเรียวสวยไล้ไปตามหลังมือของจีเบา ๆ พร้อมส่งสายตาอ้อนวอนที่ดาเมจรุนแรงเกินต้านทาน สุดท้ายจีก็ทำได้แค่พรูลมหายใจยาวแล้วยอมให้ไอ้ตัวดีลากเข้าไปกลางฟลอร์

ท่ามกลางเสียงเพลงบีทหนัก ๆ และแสงไฟวูบวาบ มิลค์ไม่ได้เต้นตามจังหวะเหมือนคนอื่น แต่กลับค่อย ๆ ขยับเข้ามาแนบชิด

“มิลค์” จีกระซิบเสียงพร่า มือหนาพยายามวางลงบนเอวสอบเพื่อรักษาระยะห่าง แต่มิลค์กลับไม่ให้ความร่วมมือมากนัก

ทุกครั้งที่มิลค์บดส่ายสะโพกเข้าหาความแข็งแกร่งของเขา จีรู้สึกเหมือนเส้นประสาททั่วร่างกายกำลังจะระเบิด กลิ่นหอมจาง ๆ ที่คลอเคลียอยู่ตรงปลายจมูกทำให้สติที่เขามียิ่งเหลือน้อยเต็มที

มิลค์จงใจเงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาฉ่ำน้ำคู่นั้นดูราวกับกำลังท้าทาย

จีกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน เมื่ออุณหภูมิในใจของเขาเริ่มขยับสูงขึ้น จนเจ้าตัวต้องหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นสัญชาตญาณดิบที่พุ่งพล่าน เขาอยากจะรวบตัวคนตรงหน้าแล้วพาออกไปจากที่นี่ตอนนี้เลย

“พอแล้วมิลค์ มึงเมาจนไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว” จีลืมตาขึ้น เขากดเสียงลงต่ำ

พูดจบจีก็รวบตัวมิลค์เข้าหาอกแน่นกว่าเดิม บังคับจังหวะให้ไอ้ตัวดีหยุดบดส่ายอย่างดื้อรั้น แล้วลากเพื่อนสนิทออกจากฟลอร์ทันทีโดยไม่ฟังเสียงประท้วงใด ๆ





ตลอดระยะเวลา 20 นาทีบนรถจนกระทั่งขับเข้ามาจอดในชั้น VIP ของคอนโดหรู บรรยากาศภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยเสียงบ่นงุบงิบของคนเมาที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่เบาะข้าง ๆ

“มึงยิ้มให้คนอื่นทำไมวะ... กูไม่ชอบ” มิลค์กอดอกแน่น ปากอิ่มที่เคลือบด้วยลิปมันบาง ๆ ยื่นออกมาราวกับเด็กถูกแย่งของเล่น

“กูยิ้มตามมารยาท มึงก็เห็นว่าเขาเดินเข้ามาทักก่อน” ผมตอบเรียบ ๆ พยายามประคองพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็ต้องคอยดันหัวทุย ๆ ที่โอนเอนไปมาให้พิงเบาะดีๆ

“มารยาทเหี้ยอะไร ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย มึงจงใจหว่านเสน่ห์ ...” คนเมาหันมาขวับ ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำปรือไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จ้องหน้าผมเขม็ง

“... กูไม่ชอบ!!! มึงห้ามไปหว่านเสน่ห์ให้ใครที่ไหนนะ รู้เปล่า”

คำประกาศกร้าวแบบคนหวงของทำเอาผมแทบจะเหยียบเบรกหัวทิ่ม... ไอ้ตัวดีมันจะรู้ไหมว่าจิตใต้สำนึกตอนเมาของมันกำลังเล่นตลกกับความอดทนของผมอยู่

เมื่อขึ้นมาถึง Penthouse ผมกึ่งลากกึ่งประคองร่างโปร่งบางที่เริ่มจะสิ้นฤทธิ์เข้าไปในห้องนอน กลิ่น Cocktail ผสมกับกลิ่นน้ำหอมประจำตัว ลอยแตะจมูกผมทุกครั้งที่ขยับตัวใกล้ชิด

“ร้อน... จี กูร้อน” ทันทีที่เท้าแตะพื้นพรม มิลค์ก็เริ่มงอแง มือเรียวปัดป่ายไปตามคอเสื้อของตัวเอง

“ร้อนก็ไปอาบน้ำ กูเตรียมผ้าเช็ดตัวไว้ให้แล้ว เดินไหวไหม” ผมพยายามจับมือที่สะเปะสะปะของมันออก แต่มิลค์กลับสะบัดตัวหนีแล้วเดินเซไปทางห้องน้ำ

ผมเดินตามเข้าไปทีหลังเพื่อระวังไม่ให้มันล้มหัวฟาดพื้น แต่ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกบานใหญ่เหนือเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า กลับทำเอาผมต้องเผลอกลั้นหายใจ

มิลค์กำลังปลดเปลื้องตัวเอง...

ปลายนิ้วเรียวที่สั่นน้อย ๆ ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมออกทีละเม็ด... ทีละเม็ด... เผยให้เห็นแผงอกขาวจัดและลาดไหล่เนียนละเอียด เสื้อตัวแพงถูกร่นลงไปกองอยู่ที่ข้อศอก ก่อนที่เจ้าตัวจะสะบัดมันทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่ไยดี

กริ๊ก...

เสียงโลหะกระทบหินอ่อนดังก้องในความเงียบ นาฬิกา Rolex เรือนหรูถูกถอดวางแหมะลงบนเคาน์เตอร์ ตามด้วยแหวนทีละวง และสร้อยคอ ทุกชิ้นส่วนของเครื่องประดับราคาแพงที่ร่วงหล่นลงไป ราวกับกำลังลอกคราบความเย่อหยิ่งและภาพลักษณ์ของความหรูหราทิ้งไปจนหมด ... เหลือเพียงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอย่างมหาศาล

“จี...”

เสียงเรียกหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างโปร่งที่หมุนตัวกลับมาหาผมเพียงเสี้ยวเดียว แสงไฟจากเพดานตกกระทบกับโครงหน้าของมิลค์ ดวงตาหวานฉ่ำ โครงจมูกโด่งสวย กระดูกไหปลาร้าเด่นชัดจนสะดุดตา แผ่นหลังเนียนพิงเข้ากับประตูกระจกห้องอาบน้ำ กางเกงยีนส์สีเข้มถูกปลดตะขอออกจนร่นลงมาหมิ่นเหม่ เผยให้เห็นขอบชั้นในสีดำตัดกับผิวขาวจัด

ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงเมื่อสายตาไม่รักดีเผลอไล่มองภาพตรงหน้า

เส้นความอดทนของผมกำลังจะขาดสะบั้น ดวงตาของผมวาวโรจน์ สัญชาตญาณดิบในกายพุ่งทะยานจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ กลิ่นหอมหวานตรงหน้าเย้ายวนจนผมเผลอโน้มใบหน้าลงไปใกล้ริมฝีปากสีพีชนั่น ... ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน มิลค์หลับตาพริ้ม เผยอปากรอรับสัมผัสอย่างเต็มใจ

แต่ก่อนที่ผมจะข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพื่อนสนิทไป ภาพในหัวที่บอกตัวเองเสมอว่า 'จะรอจนกว่ามันจะพร้อมและมีสติครบถ้วน' ก็ดึงกระชากผมกลับมา

ผมสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด กัดฟันกรอดจนกรามเป็นสันนูน

“กูจะไม่เตือนมึงเป็นครั้งที่ 2 แล้วนะ ...” ผมกดเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าจนน่ากลัว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำน้ำที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ

“... ไปอาบน้ำซะ ก่อนที่กูจะเปลี่ยนใจ แล้วจับมึงทำเมียตรงนี้”

พูดจบ ผมก็หมุนหันหลังก้าวออกมาแล้วปิดประตูใส่หน้า ทิ้งให้คนเมาที่ยืนงงอยู่เบื้องหลัง

ผมทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่น ยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อเรียกสติที่แตกกระเจิงให้กลับเข้ารูปเข้ารอย ... ไอ้มิลค์นี่แม่ง ... อันตรายขึ้นทุกวันเลยว่ะ





แสงแดดยามสายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาแยงตา จนคนที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาต้องครางฮือในลำคอด้วยความขัดใจ ผมพยายามจะพลิกตัวหนีแสง แต่ความรู้สึกปวดหนึบที่ขมับเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง

“ตื่นแล้วเหรอมึง”

เสียงทุ้มคุ้นหูที่ดังขึ้นจากปลายเตียง ทำให้ผมต้องพยายามปรือตาที่หนักอึ้งขึ้นมอง จีในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มสบาย ๆ กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตู ในมือหนามีแก้วน้ำเปล่ากับยาแก้แฮงก์เตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ

ผมหยัดตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ก้มมองสำรวจตัวเองก็พบว่าอยู่ในชุดนอนตัวโคร่งที่ติดกระดุมเรียบร้อยทุกเม็ด... ฝีมือไอ้จีแน่นอน

“ปวดหัวชิบหาย...” ผมรับยาจากมือมันมากินรวดเดียวจบ

“... เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างวะ ทำไมภาพมันตัดไปตอนไหนก็ไม่รู้”

“ฮึๆ ...” จีรับแก้วน้ำกลับไปวางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง ก่อนจะโน้มตัวลงมาใช้สองแขนค้ำยันกับฟูกเตียง ขังผมเอาไว้ตรงกลางพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้จนผมผงะไปนิดนึง

“... เมื่อคืนสำเนียงภาษาอังกฤษมึงเป๊ะมาก”

“ห๊ะ... ภาษาอังกฤษเหี้ยอะไร กูไม่ได้พูด” ผมขมวดคิ้ว ความทรงจำลางเลือนในหัวเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อไม่ติด

“เหรอวะ...” จีเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกยิ้มร้ายกาจแบบที่ผมเห็นแล้วขนลุกซู่

“... Anything sweet will do… for example… your lips ... ประโยคนี้มึงก็ไม่ได้พูดใช่ไหม”

ฉิบหาย

เหมือนมีคนเอาไฟมาลนหน้า ภาพเหตุการณ์ที่ร้านเหล้าตอนที่ผมเดินเข้าไปกอดคอจีแล้วพูดประโยคอ่อยตาใสใส่หน้ามัน ท่ามกลางสายตาของไอ้แก้ว ไอ้ต่อ ไอ้ต้น ไหลย้อนกลับมาในหัวเป็นฉากๆ ชัดเจนระดับ 4K!

“ไอ้เหี้ยจี! มึงหยุดพูดเลยนะ ...” ผมหน้าร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด คว้าหมอนใบโตขึ้นมาอุดหน้าตัวเองเพื่อหนีความอับอายที่พุ่งทะลุปรอท

“... ไอ้แก้ว ไอ้ต้น มันได้ยินไหมวะ! โอยยย กูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

“ได้ยินกันทั้งโต๊ะอะ ...” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของคนตรงหน้ายิ่งทำให้ผมอยากจะมุดแทรกแผ่นดินหนี

“... เก่งนักนะมึง เวลามีแอลกอฮอล์ในเลือดเนี่ย”

ผมค่อย ๆ ลดหมอนลงมาโผล่แค่ตาช้อนมองเพื่อนสนิทที่ยังคงส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ ใบหน้าร้อนเห่อไปหมดจนทำตัวไม่ถูก

“แล้ว... แล้วหลังจากนั้นล่ะ...” ผมถามตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบตา

“... พอกลับมาถึงห้อง... กูได้ทำอะไรบ้าๆ บอๆ อีกไหม”

จีชะงักไปชั่ววินาที นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง... ภาพแผงอกขาวเนียนที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด นาฬิกาเรือนหรูที่ถูกปลดทิ้ง กางเกงยีนส์ที่ร่นลงมาหมิ่นเหม่ และน้ำเสียงที่เรียกชื่อของเขาอย่างเย้ายวน ลอยเข้ามาในหัวอย่างชัดเจน... แต่สุดท้าย จีก็แค่ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบและใบหน้าที่ไร้พิรุธใด ๆ

“ไม่อะ ...” จียักไหล่

“... ขึ้นรถปุ๊บมึงก็หลับเป็นตาย กูก็เลยเช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้แล้วก็โยนลงเตียงเนี่ยแหละ ไม่มีอะไร”

“เฮ้อออออ... ค่อยยังชั่ว” ผมพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับเตียง

“เออ ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว กูสั่งข้าวต้มร้านโปรดมึงมาให้แล้วเนี่ย” จีเอื้อมมือมาขยี้ผมที่ฟูฟ่องของผมจนมันยุ่งไม่เป็นทรง ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงหันหลังออกจากห้องไป

โดยที่ผมไม่มีทางได้เห็นเลยว่า... ลับหลังผมไป รอยยิ้มละมุนบนใบหน้าหล่อเหลานั้น ได้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มของคนเจ้าแผนการที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจมากแค่ไหน

... ‘มึงเอ๊ยยยยย น่าอายกว่านี้เยอะ... แต่มุมนั้นของมึง กูขอเก็บไว้ดูคนเดียวก็พอ’


----------


#Don't test me
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me
« ตอบ #259 เมื่อ: 17-05-2026 09:22:54 »





ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me
«ตอบ #260 เมื่อ19-05-2026 19:39:43 »

#Don't test me
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 263
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: Love, In Every Lifetime : ตอนพิเศษที่ 16 : Don't test me
«ตอบ #261 เมื่อ21-05-2026 12:25:58 »

#Don't test me
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด