ตอนพิเศษที่ 11 ; The Red Velvet Storm
“I still have a few days left. Can we meet?” เสียงอื้ออึงในลำคอของ FC ดังระงม เมื่อศิลปินเกาหลีเริ่มเปิดเกมรุก
“I'm afraid I cannot. This week, my schedule is very tight.”
“That's too bad. I really hope to see you again.”
“How about this. I am hosting a gala in Hong Kong in the next few months. I will send you the invitation.”
“Of course, I will definitely be there.”
“So, see you soon”
“See you” ผมส่งยิ้มให้ก่อนที่ภาพจะถูกตัดไป3 เดือนถัดมา
“เช็กความเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม อย่าให้มีอะไรพลาดนะเว้ย” ไอซ์กระซิบสั่งงานผ่านวิทยุสื่อสาร ในขณะที่ตายังคอยสอดส่องความเรียบร้อยหน้างาน
“มึงเลิกกังวลได้แล้ว ทุกอย่าง perfect” ผมตอบเพื่อนสนิทพลางจิบแชมเปญเพื่อดับกระหาย ยืนฉีกยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อมา 2 ชั่วโมงทำเอากรามผมแทบค้าง
“กูไม่ได้ห่วงงาน กูห่วงมึง ... วันนี้ใคร ๆ ก็จับตาดูมึงกันทั้งนั้น จะทำเหี้ยอะไร ก็ทำให้มันเนียน ๆ หน่อย ... กูขี้เกียจตามแก้ข่าว” ไอซ์กระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหู
กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!
เสียงกรีดร้องดังสนั่นมาจากทางเข้า Grand Ballroom กลบเสียงดนตรีแจ๊สที่กำลังบรรเลงอยู่จนมิด แสงแฟลชวูบวาบระรัวราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง ผมหรี่ตามองไปยังจุดกำเนิดเสียง ก่อนจะเห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามา
ท่ามกลางแขกเหรื่อที่ส่วนใหญ่คุมโทนด้วยชุดสีดำหรือสีกรมท่า Riven เลือกที่จะขบถต่อกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วย ทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูตัดกับเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทด้านใน ผมสีเทาควันบุหรี่ถูกเซตเปิดหน้าผากโชว์เครื่องหน้าลูกรักของพระเจ้า
เขายิ้ม ... ไม่ใช่ยิ้มให้นักข่าว แต่ยิ้มให้ผม ขายาวก้าวตรงดิ่งผ่านฝูงชน ผ่านนักข่าว ผ่านบรรดาเซเลบที่พยายามจะเข้ามาทักทาย สายตาชั้นเดียวคู่นั้นจับจ้องมาที่ผมเพียงคนเดียว ราวกับว่าในห้องนี้มีแค่เราสองคน
“ชิบหายแหละกู ... เล่นใหญ่มาตั้งแต่หน้างานเลย” ไอซ์สบถเบาๆ
“Hello, stranger.” Riven มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยแตะจมูก
“Welcome to Hong Kong, Riven. You really know how to make an entrance.” ผมทักทายพร้อมยื่นมือไปจับ
“I wore red so you wouldn’t miss me.” เขาตอบพร้อมกับบีบมือผมเบา ๆ นานกว่าปกติเล็กน้อย ... นานพอให้ช่างภาพรัวชัตเตอร์เก็บภาพ ‘คู่จิ้นแห่งปี’ ได้ทุกองศา
ผมเหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทที่ยืนแจกยิ้มการค้าอยู่ข้างหลัง มันถอนหายใจพรืดใหญ่อย่างไม่เก็บอาการ พร้อมกับกรอกตามองบนหมุนวนเป็นเลขแปด สีหน้าเบื่อโลกของมันตะโกนออกมาดังกว่าเสียงชัตเตอร์ว่า ‘จะจีบกันอีกนานไหม ... เชิญพวกมึงไปเปิดห้องกันเลยไป กูขี้เกียจยืนเป็นพยานรัก’ ยิ่งเห็น Riven ส่งสายตาหวานเชื่อมให้ผมขนาดนั้น ปากของไอซ์ก็ขมุบขมิบด่าผมอยู่ในใจ
เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะเร็วถูกเปลี่ยนเป็นท่วงทำนอง Waltz ที่นุ่มนวลและเชื่องช้าลง แสงไฟในห้อง Ballroom หรี่ลงเล็กน้อยเหลือเพียงสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมากลางฟลอร์ Riven ที่ยืนถือแก้วแชมเปญอยู่ข้างผมวางแก้วลงบนถาดของบริกรที่เดินผ่านมา ก่อนจะหันมาโค้งตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับผายมือมาตรงหน้า
“May I?”
ผมนิ่งไปชั่วอึดใจ หางตาเหลือบไปเห็นไอซ์ที่ยืนอยู่มุมห้อง มันพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมทำปากขมุบขมิบที่อ่านได้ใจความว่า ‘เต้นสิอีโง่ เงินบริจาคจะพุ่งก็ตอนนี้แหละ’
“It would be my pleasure.”
ทันทีที่ผมวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา Riven ก็กระชับมือแน่นแล้วดึงผมเข้าสู่กลางฟลอร์ ท่ามกลางเสียงฮือฮาและแสงแฟลชที่รัวกระหน่ำจนตาพร่า มือหนาข้างหนึ่งของเขาวางลงบนเอวสอบของผมอย่างถือวิสาสะแต่ทว่าสุภาพ แรงดึงรั้งให้เราแนบชิดกันมากกว่าปกติเล็กน้อย ... น้อยนิดแต่มากพอที่จะทำให้พรุ่งนี้พาดหัวข่าวบันเทิงทั่วเอเชียลุกเป็นไฟ
“You’re tense.” Riven กระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ ลอยมาแตะจมูก
“Too many cameras.” ผมตอบเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาฉีกยิ้มการค้าสู้กล้อง
“Ignore them. Look at me.”
เขาพูดพร้อมกับโน้มหน้าลงมาสบตา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นพราวระยับสะท้อนแสงไฟ ชั่ววูบหนึ่ง ... ภาพซ้อนทับของเจ้าของตาชั้นเดียวอีกคนก็ลอยเข้ามาในหัว
“I can’t ignore the fact that my PR manager is probably planning our wedding press conference right now.”
Riven หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ เขาหมุนตัวผมหนึ่งรอบก่อนจะดึงกลับเข้ามาในอ้อมกอด จังหวะนี้หน้าเราใกล้กันจนปลายจมูกแทบชนกัน
แชะ! แชะ! แชะ!
เสียงชัตเตอร์ดังรัวราวกระสุนปืนกล ผมเหลือบไปเห็นไอซ์ยืนกอดอกพิงเสา มันยกนิ้วโป้งให้ผมด้วยสีหน้าปลาบปลื้มราวกับแม่เล้าที่เพิ่งปิดดีลใหญ่สำเร็จ แต่สายตานั้นกลับสื่อความหมายอาฆาตว่า ‘มึงห้ามผลักเขาออกเด็ดขาด ทนไป ยิ้มไปจนกว่ายอดบริจาคจะเข้าเป้า’
“Let them talk, Milk. Tonight is about us.”
“Tonight is about charity, Riven.” คนตรงหน้าหัวเราะอย่างมีอารมณ์ขันให้กับคำตอบของผม พร้อมกับขยับตัวเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อยตามมารยาทเมื่อเพลงจบลง
Riven ยิ้มมุมปาก ยอมปล่อยมือจากเอวผมแต่โดยดี แต่สายตานั้นยังคงมองผมอย่างไม่ลดละ
“Touché.”
งานเลี้ยงเลิกราไปแล้ว แขกส่วนใหญ่ทยอยกลับ แต่ผมเลือกที่จะมายืนรับลมอยู่ที่ระเบียงด้านนอก มองดูแสงไฟของอ่าววิคตอเรียยามค่ำคืน
“Beautiful view, isn’t it?”
ผมหันไปตามเสียง Riven ยืนถือแก้ววิสกี้อยู่ข้าง ๆ เขาปลดไทออกแล้ว ปลดกระดุมเม็ดบนเล็กน้อย ดูผ่อนคลายและ ... เซ็กซี่อย่างร้ายกาจ
“It is.”
“My room has a better view ... and better whiskey.” เขาเข้าประเด็นทันที ไม่มีอ้อมค้อม สายตาชั้นเดียวคู่นั้นสื่อความหมายชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร ... ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงพยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปโดยไม่ลังเล
ผมยิ้มบางๆ หมุนแก้วไวน์ในมือเล่น
“I’m sure it is. But I’m afraid I have to pass.”
Riven เลิกคิ้วเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดในแววตา
“Tight schedule again?”
“No... not the schedule.” ผมวางแก้วลงบนราวระเบียง หันไปสบตาเขาตรง ๆ
“Then why? ... Or is there someone waiting in your room?”
“No one is in my room...”
ผมเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ภาพของจีที่นั่งทำงานหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่คอนโด ลอยเข้ามาในหัว
“... There’s a ghost from my past that just became real again ... I don't want to mess it up this time.”
Riven นิ่งไป เขาจ้องมองผมเหมือนกำลังประเมินความจริงในดวงตา ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มของสุภาพบุรุษที่ผมชื่นชม
“He must be a very lucky guy.”
“I am the lucky one.” ผมตอบ
Riven หัวเราะเบา ๆ เขาชูแก้ววิสกี้ขึ้นมา
“To you. .. and your lucky guy.”
“Cheers.”
เราชนแก้วกันท่ามกลางลมทะเลของเกาะฮ่องกง ไม่มีไฟลุกท่วมเตียง ไม่มีข่าวฉาว มีเพียงมิตรภาพของลูกผู้ชาย และหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะ ... เมื่อคิดถึงใครอีกคนที่ตอนนี้น่าจะกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงที่กรุงเทพฯ
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างคอนโดดังเปาะแปะแผ่วเบา เป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในห้องกว้างใจกลางกรุงเทพฯ เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบตีหนึ่ง
ผมนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาตัวยาว มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปที่ส่องสว่างกระทบใบหน้า กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ กันคือแก้วเซรามิกที่บรรจุนมถั่วเหลืองซึ่งพร่องไปครึ่งแก้วและความอุ่นเริ่มจางหายไปตามอุณหภูมิห้อง
“เฮ้อ...”
ผมบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย
ติ๊ง!!!
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ดังขึ้น ผมเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะหยิบมันขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความส่วนตัว แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจาก page ข่าวดาราที่เคยกดติดตามไว้เผื่อจะได้ตามข่าวสารของใครบางคน
หัวข้อข่าวตัวหนาพาดหัวเด่นหรา พร้อมแฮชแท็กที่คุ้นตา #มตส
นิ้วโป้งของผมกดเข้าไปดูโดยอัตโนมัติ ... แล้วโลกที่เงียบสงบของผมก็ถูกรบกวนด้วยความวุ่นวายจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร
ภาพบนหน้าจอคือบรรยากาศงานกาล่าสุดหรูที่ฮ่องกง แสงแฟลชวูบวาบสาดส่องไปที่จุดกึ่งกลางของเฟรม ... ตรงนั้นมีผู้ชายสองคนยืนเด่นเป็นสง่า
คนหนึ่งคือ Riven ซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชียในชุดทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูที่ดูร้อนแรงและทรงพลัง สมกับฉายา King of Pop แห่งยุค
ส่วนอีกคน คือ มิลค์
วันนี้มิลค์ดูดีมาก ... ดีจนน่าใจหาย ชุดทักซิโดสีดำ ผูกหูกระต่ายขับผิวขาวให้ดูผ่อง ผมที่ถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังสู้กล้องด้วยรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคย
ในรูป Riven กำลังโอบเอวมิลค์ไว้หลวม ๆ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู ทำให้มิลค์ต้องเงยหน้าขึ้นสบตา จังหวะที่ช่างภาพจับภาพได้คือจังหวะที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันพอดี ราวกับโลกทั้งใบมีแค่พวกเขา
คอมเมนต์ไหลผ่านหน้าจอราวน้ำหลาก
‘เคมีรุนแรงมากกกก แม่จะเป็นลม’
‘กราบบบบ ... Riven ชุดแดง คือที่สุด!’
‘คุณมิลค์คือสวยแพงไม่ไหว เหมาะสมกันมากกก #มตส’
‘คืนนี้ฮ่องกงลุกเป็นไฟแน่ๆ’
ผมวางโทรศัพท์ลงบนอก เอนหลังพิงพนักโซฟาแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ... ครั้งนี้ยาวกว่าเดิม
ความรู้สึกหน่วง ๆ ก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความหึงหวงแบบเด็ก ๆ ที่อยากจะอาละวาด แต่เป็นความรู้สึก ‘เจียมตัว’ ที่ผสมปนเปกับความน้อยใจลึกๆ
ภาพตรงหน้ามันสมบูรณ์แบบเกินไป ... Riven ดูเหมาะสมกับมิลค์ในทุกมิติ ทั้งหน้าตา ฐานะ ชื่อเสียง พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรมาเจอกันแล้วส่องประกายเจิดจ้า
ต่างจากผม ... ผู้ชายธรรมดาที่นั่งกินนมถั่วเหลืองเย็นชืด ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลเก่า ๆ นั่งทำงานอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว
ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ที่ฮ่องกง Riven กำลังพูดอะไรกับมิลค์ หรือหลังจากจบงานพวกเขาจะไปต่อกันที่ไหน แต่ลึก ๆ ในใจผมก็อดกลัวไม่ได้ ... กลัวว่าแสงสีและความสมบูรณ์แบบตรงนั้นจะทำให้มิลค์ลืม ‘ความธรรมดา’ ที่รออยู่ที่นี่
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเข้าแอปสีเขียว เลื่อนหากล่องข้อความที่ปักหมุดไว้บนสุด ข้อความล่าสุดที่คุยกันคือตอนบ่ายที่มิลค์ส่งรูปวิวห้องพักมาอวด พร้อมประโยคสั้น ๆ ว่า ‘ถึงแล้ว เหนื่อยมาก’ และผมทำแค่เพียงส่งสติกเกอร์โง่ ๆ กลับไป
นิ้วโป้งของผมจ่อค้างอยู่ที่แป้นพิมพ์
‘งานสนุกไหม’ ... ลบออก ... คำถามโง่ ๆ ดูจากรูปก็รู้ว่าสนุก
‘Riven ตัวจริงหล่อไหม’ ... ลบออก ... จะถามหาเรื่องเจ็บตัวทำไม
‘รักนะ’
...
...
...
... ลบออก ... กับคำ ๆ นี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ผมคงทำได้แค่พิมพ์และลบออกเท่านั้น
ผมลังเล ... พิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์ใหม่อยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที จนหน้าจอดับลงและติดขึ้นมาใหม่เพราะผมแตะมัน
ผมมองนาฬิกา... ตีหนึ่งกว่าแล้ว ที่ฮ่องกงคงจะตีสอง งานน่าจะเลิกแล้ว ... หรือเขาอาจจะกำลัง...
ความคิดฟุ้งซ่านถูกปัดทิ้งเมื่อผมนึกถึงรอยยิ้มของมิลค์
‘รูปของมึงเต็ม feed เลย’
กดส่ง
วินาทีนั้น ผมไม่รู้เลยว่าข้อความสั้น ๆ นี้ จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงโทรศัพท์ของคนที่กำลังยืนอยู่บนระเบียงโรงแรมหรู ... ในจังหวะที่เขาเพิ่งปฏิเสธซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เพื่อเลือกจะกลับมาหา ‘ความธรรมดา’ ที่รอเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ
ผมวางโทรศัพท์ลง ลุกขึ้นบิดขี้เกียจอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปที่ระเบียงห้องแล้วมองออกไปที่ท้องฟ้ามืดมิดของกรุงเทพฯ ถึงเราจะอยู่คนละฟ้า ... แต่ผมหวังว่าคืนนี้ มิลค์จะนอนหลับฝันดี
ติ๊ง
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบ ข้อความตอบกลับสั้น ๆ ปรากฏขึ้นมา
‘เหนื่อยฉิบหาย กำลังจะกลับห้อง ... ฝันดีนะมึง’
ผมยิ้ม ... ยิ้มกว้างกว่าดาราในรูปข่าวนั่นซะอีก แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคืนนี้
----------
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย
----------
ปล. ทุกคนครับ วันอาทิตย์ที่ 12 เม.ย. ขอลาไปเที่ยวอีกทริปหนึ่งนะครับ

เจอกันอีกทีวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. เลยนะครับทุกคน