ตอนพิเศษที่ 15 : The ghost from the past แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาความร้อนของตอนกลางวันออกไป ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอุ่นๆ ของค่ำวันเสาร์ เสียงจูนสายกีตาร์สลับกับเสียงพูดคุยของผู้คนมากมายที่ต่างทยอยเดินเข้ามาจับจองพื้นที่ ทำให้สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ในมหาวิทยาลัยดูมีชีวิตชีวาจนน่าประหลาด
ผมในชุดนิสิตแขนยาวพับแขนเสื้อ ยืนเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางมวลมหาชนที่เริ่มหนาแน่นขึ้นทุกที ผมไม่ชอบที่คับแคบแออัด ไม่ชอบเหงื่อ และไม่ชอบความวุ่นวาย แต่เพราะ FC ตัวยงที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้ผมยอมมายืนอยู่ตรงนี้ จีกำลังกำข้อมือผมไว้หลวมๆ เพื่อกันไม่ให้เราพลัดหลงจากกัน
“ไหวไหมมึง ถ้าไม่ไหว บอกนะ เดี๋ยวกูพากลับเลย” จีโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวทำให้ผมใจเต้นแรงขึ้นมาอีกหน่อย
“กูโอเค... มึงอยากดูวงนี้ไม่ใช่เหรอ” ผมตอบพลางขยับเข้าไปชิดร่างสูงของมันโดยอัตโนมัติ จีไม่ได้ตอบอะไร แต่มันขยับแขนขึ้นมาโอบไหล่ผมไว้หลวมๆ สร้างอาณาเขตส่วนตัวขนาดเล็กที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ในจังหวะนั้นเอง เสียงกีตาร์โปร่งก็กรีดสายขึ้นเป็นทำนองที่คุ้นหู
“มีเรื่องราวมากมาย ที่ไม่มีใครได้ฟัง...”
เนื้อเพลงท่อนแรกดังขึ้นพร้อมกับความเงียบที่เริ่มปกคลุมลานกว้าง ทุกคนรอบข้างเริ่มโยกย้ายส่ายตัวตามจังหวะช้าๆ แต่สำหรับผม... โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปตั้งแต่วินาทีที่จีเลื่อนมือจากไหล่ลงมาประสานเข้ากับนิ้วมือของผม
ฝ่ามือของมันหนาและอุ่นจัด
“เธอทำให้ฉันรู้และเข้าใจคำว่าสองเรา...”
ผมแหงนหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของจี แสงสีส้มจากเวทีสาดกระทบดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นจนมันดูเป็นประกายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน จีไม่ได้มองเวที... แต่มันกำลังก้มลงมองผมด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
“มิลค์ ...” จีเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูละมุนกว่าทุกวัน
“... มึงรู้ใช่ไหมว่าสำหรับกู... มึงคือ ‘ของขวัญ’ ที่พิเศษที่สุด”
ผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ไม่ใช่เพราะคนเยอะ แต่เพราะความรู้สึกมากมายมหาศาลที่จีส่งผ่านฝ่ามือที่บีบกระชับมือผมไว้
“เธอและฉัน จับมือเคียงกันนับจากนี้...”
เสียงร้องประสานเสียงของคนรอบข้างดังคลอไปกับเสียงลมหายใจของเราสองคน ณ เวลานั้นเหมือนคนนับพันที่ยืนอยู่รอบข้างอันตรธานหายไป เหลือเพียงแค่เราสองคน ... ผมกับจี ... ในนาทีที่เพลงนี้บรรเลงอยู่ ผมอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้... ตรงที่มีมือของจีคอยประคองผมไว้
“มากกว่านั้นยิ่งมีกันและกันมากแค่ไหน มีเพียงคำว่ารักที่สองเรานั้นเข้าใจ รักเพียงเธอและตลอดไป แค่เธอกับฉัน ...” ผมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เพียงแต่ส่งยิ้มให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ และร้องเพลงคลอไปกับท่อนที่คิดว่าเข้ากับความรู้สึกของเราในตอนนี้มากที่สุด ก่อนที่จะซบศีรษะทุยของตัวเองลงบนไหล่กว้างของจี ปล่อยให้ทำนองเพลงซึมลึกเข้าไปในทุกอณูความทรงจำ
----------
กลิ่นหอมของดอกลิลลี่สีขาวนับพันดอกอบอวลไปทั่วห้องบอลรูมของโรงแรมหรู แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าสะท้อนกับแก้วแชมเปญในมือแขกเหรื่อที่แต่งตัวจัดเต็มตามประเพณีงานสังคม ผมยืนอยู่ข้าง ‘สกาย’ แฟนหนุ่มลูกครึ่งดีกรีนักกีฬาไอซ์สเกตทีมชาติที่เพิ่งคบหากันได้ไม่นาน มือหนาของเขากุมมือผมไว้หลวมๆ ขณะที่เรากำลังยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนเก่าสมัยมัธยม
“มิลค์... นั่นไอ้จีมาแล้วนี่หว่า” เสียงไอซ์กระซิบเบาๆ ทำให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบของผมกระตุกวูบอย่างแรง
ผมหันไปตามสายตาของไอซ์ และนั่นคือวินาทีที่โลกทั้งใบของผมเหมือนถูกแช่แข็ง จีเดินเข้ามาในงานพร้อมกับภรรยาที่สวมชุดเดรสสีครีมดูอ่อนหวาน จีในชุดสูทสีดำสนิทดูภูมิฐานและมั่นคงขึ้นกว่าเดิมมาก เขายังคงดูดี... ดูดีจนผมต้องเผลอกลั้นหายใจ
“สวัสดีมิลค์ ไม่เจอนานเลยนะคะ สบายดีไหม” ปอเอ่ยทักทายผมด้วยรอยยิ้มจริงใจที่แสนจะน่ารัก รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกผิดบาปไปถึงขั้วหัวใจ เพราะผมรู้ดีว่าลึกๆ แล้วผมกำลังอิจฉาเธอ... อิจฉาที่เธอได้เป็นเจ้าของสัมผัสที่ผมโหยหา
“สบายดีครับ ปอล่ะ” ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“สวัสดีครับสกาย” ในขณะที่ผมกำลังสนทนาอยู่กับปอ จีก็เอ่ยทักทายแฟนใหม่ของผมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคย
ผมกับปอยืนคุยกันตามมารยาทเพียงไม่กี่ประโยค ระหว่างนั้นผมรู้สึกถึงมือของสกายที่โอบเอวผมไว้ ในขณะที่สายตาก็เห็นจีประคองแขนของปอเอาไว้อย่างทะนุถนอม ... วินาทีต่อมา ไฟในห้องหรี่สลัวลง เป็นสัญญาณของการเปิดตัวเจ้าสาว ทั่วทั้งห้องเงียบสนิทก่อนที่เสียงเปียโนบรรเลงทำนองที่คุ้นหูจะดังขึ้นช้าๆ ... หัวใจของผมกระตุกวูบ ... ท่วงทำนองที่คุ้นเคยในวันนั้น บัดนี้มันถูกนำมาใช้ในงานมงคลของคนอื่น ในวันที่เราสองคนยืนอยู่ตรงข้ามกันโดยมีคนอื่นขนาบข้างกาย
ในขณะที่สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปที่ประตูทางเข้าเพื่อรอดูเจ้าสาว ผมกลับเผลอหันไปสบตากับจีพอดี ชั่ววินาทีนั้น เหมือนกาลเวลาถูกกระชากกลับไปที่จุดเดิม ลึกลงไปในจิตใจผมยังอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าความเป็น ‘มิลค์-จี’ นั้นไม่เคยจางหายไปไหน มันยังคงสลักแน่นอยู่สักที่ในใจของเขาเหมือนที่มันสลักอยู่ในใจของผม ... แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะพื้นที่ตรงกลางระหว่างเรามันถูกเติมเต็มด้วยคนอื่นไปจนหมดสิ้นแล้ว
“มิลค์ครับ เป็นอะไรหรือเปล่า” สกายกระซิบถามพลางกระชับมือผมแน่นขึ้น
“เปล่า... แค่รู้สึกว่าเป็นงานแต่งที่สวยมากๆ ...” ผมหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้สกาย
“... จบตรงนี้แล้วกลับคอนโดกันนะ” คนข้างกายพยักหน้าตอบรับ
ผมเลื่อนสายตากลับมายังคู่บ่าวสาว พร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอด เพื่อสะกดกั้นและเก็บทุกความรู้สึกฝังลึกลงไปในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำอีกครั้ง
----------
เราเจอกันครั้งแรกหลังจากผมเข้ามาทำงานในบริษัทได้ไม่นาน … ในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของ The Nemean group ในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยัง Chen Shu-yi มาดามใหญ่ของประเทศไต้หวัน สายตาของผมกลับถูกตรึงไว้ที่ชายหนุ่มที่เดินตามหลังเธอราวกับเป็นเงาตามตัว ... Chen Chi-ming ลูกชายคนเดียวของเธอ ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของดินแดนแห่งชาอูหลงและไข่มุก ... รูปร่างสูงโปร่งสมส่วนในสูทเนี๊ยบสีเทาเข้มกำลังเดินตามแม่ของเขาอย่างสงบเรียบร้อย ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับถูกกำหนดจังหวะไว้แล้ว ผิวขาวจัดราวหิมะ ดวงหน้าคมคายแบบคนจีนเชื้อสายเก่าแก่ แต่จุดที่ดึงดูดสายตาของผมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ... ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้น
เสียงไวโอลินบรรเลงคลอไปกับเสียงแก้วคริสตัลกระทบกันเบาๆ แสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้ากลางห้อง Ballroom ส่องกระทบเนื้อผ้าไหมชั้นดีและเครื่องประดับล้ำค่าของแขกในงานให้เปล่งประกายออกมา ผมยืนอยู่ข้างไอซ์ มือหนึ่งถือแก้ว Cock tail อีกมือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง
“มองใครอยู่? ...” ไอซ์กระซิบข้างหู ดวงตาคมกริบเหลือบตามสายตาของผมก่อนมันจะยกยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน
“... อย่าบอกนะว่า Chen Chi-ming ...”
“... สเป็กเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยว่ะ”
“กูไม่รู้ว่ามึงกำลังพูดถึงเรื่องอะไร” ผมตอบปฏิเสธหน้าตาย ทั้งที่รู้แก่ใจว่าถึงอย่างไรก็ถูกเพื่อนสนิทมองเห็นทะลุไปยันเงา แต่ถึงอย่างนั้น สายตาของผมก็ยังคงจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง
Chen Chi-ming ยืนข้างมาดาม Shu-yi ผู้เป็นแม่อย่างนิ่งสงบ ดวงตาคมเรียวที่กวาดมองไปรอบงานชวนให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูจริงจังมากกว่าคนอื่นที่ยืนยิ้มและหัวเราะพูดคุยกัน เส้นเอ็นตรงลำคอขยับตามจังหวะที่เขาเอียงตัวกระซิบอะไรบางอย่างกับแม่ของเขา
“มึงฟังกูนะ Chi-ming ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าเล่ห์ ใครๆ ก็รู้ว่าแม่งมองธุรกิจเหมือนกระดานหมากรุก ยังไม่นับว่าเขาคือลูกชายของหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทมึง … ถ้าไม่อยากมีปัญหา กูแนะนำว่ามึงกลับไปคบกับพวกที่จะไม่หันมาแว้งกัดมึงในอนาคตจะดีกว่า ...” คำเตือนของไอซ์ไม่ต่างอะไรจากคำท้าทายเพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งอยากมอง
“... ไอ้เหี้ยมิลค์ นี่มึงฟังที่กูเตือนอยู่ไหมเนี่ย”
“ฟัง” ผมตอบพลางคิดอยู่ในใจว่าตัวเองจ้องมองเขานานเกินไปแล้ว แต่ในจังหวะที่กำลังละสายตา คนที่เรากำลังพูดถึงก็หันมาทางนี้พอดี เราสบตากันแค่เสี้ยววินาที มุมปากได้รูปยกขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ Chi-ming จะก้าวเดินเข้ามาหา
“กูไปก่อนนะ” แก้วในมือถูกวางไว้บนโต๊ะข้างๆ
“ไอ้เหี้ยมิลค์” ไอซ์สบถเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
กลิ่นหอมอ่อนของ Espresso ลอยคลุ้งในห้องประชุมชั้น 48 โต๊ะกระจกยาวทอดตัวกลางห้อง รายล้อมด้วยพนักงานนับสิบคน จอ Monitor ขนาดใหญ่ฉายกราฟสีสดเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงคลิก Mouse ของทีมวิเคราะห์
Chen Chi-ming ในชุดสูทสีกรมท่าเรียบหรูพอดีตัว ผูกเนกไทสีเทาดำ สาบเสื้อเรียบเนี๊ยบจนแทบจะไร้รอยยับ เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ มือหนึ่งถือปากกา Montblanc เคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะคงที่เหมือนตั้งใจใช้เสียงนั้นดึงจุดสนใจของคนในห้องอย่างแนบเนียน ทุกครั้งที่กราฟเปลี่ยนหน้า เขาเพียงเหลือบตาชั้นเดียวขึ้นมอง แต่เพียงแค่นั้น ทั้งห้องก็เหมือนจะรอคอยว่าเขาจะเอ่ยอะไร
“อัตราส่วนนี้ เห็นได้ชัดว่าเมื่อปรับเปลี่ยนบางตัวแปร และใส่ตลาดเอเชียแปซิฟิกเข้าไป จะให้ผลกำไรดีกว่านะครับ ... ” เสียงทุ้มราบเรียบเปล่งออกมา ช้า ทุ้ม และคมพอที่จะให้ทุกคนหันไปฟัง
ผมนั่งไขว่ห้าง สายตาจับจ้องไปยังคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ปิดบัง ในขณะที่ปากกาในมือถูกหมุนเล่นราวกับไม่ได้สนใจเหตุการณ์ที่กำลังเกินขึ้น จนไอซ์ที่นั่งด้านข้างขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจะเตือนให้ผมกลับมาสนใจการประชุม
“ ... คุณมิลค์ มีความเห็นไหมครับ?” เสียงทุ้มเรียบเรียงหูดังขึ้น พร้อมกับดวงตาคู่คมที่เปลี่ยนมาจ้องดวงตาคู่สวยของผม
ทั้งห้องเงียบลงทันที
ทุกคนต่างมองเรา 2 คนสลับกันไปมา คนฝั่งผมคงกำลังกังวลว่าข่าวลือที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจของผมหรือเปล่า ... หลังจากงานเลี้ยงคืนนั้น ผมกับ Chi-ming ก็พัฒนาความสัมพันธ์กันอย่าง ‘รวดเร็ว’ และการที่เรา 2 คนออกงานเดียวกันบ่อยๆ และใช้เวลา ‘พูดคุยธุรกิจ’ นานกว่าที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเริ่มกระซิบกระซาบกันว่าผมกับทายาทแห่งไต้หวันอาจจะเป็นมากกว่าแค่พันธมิตรทางธุรกิจ
ผมวางปากกาลงบนกระดาษ แกล้งยกยิ้มบางๆ ไม่รีบร้อนตอบเหมือนตั้งใจจะให้เขาเป็นฝ่ายรอ
“ผมคิดว่า ... ตัวเลขของคุณน่าสนใจ แต่ผลน่าจะออกมาสวยกว่านี้ถ้าเราใส่ตลาดยุโรปตะวันออกเข้าไปในโมเดลด้วย ... คุณว่าไงครับ? หรือคุณกำลังกันตลาดนั้นออกเพราะมีบางอย่างที่เราไม่รู้ ?”
คิ้วของ Chi-ming ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง แต่สายตาชั้นเดียวนั้นวาวขึ้นเหมือนเสือที่เพิ่งถูกยั่วให้ตื่นจากการหลับ
“คุณมองทะลุเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ... ผมไม่ได้กันออกหรอกครับ แค่รอดูว่าใครจะมองเห็นบ้าง” เขาตอบกลับช้า ๆ ก่อนที่ริมฝีปากจะยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก ... เขาพอใจที่ผมตอบกลับมาแบบนี้
เสียงกระซิบเบาๆ จากพนักงานดังขึ้นรอบห้อง แต่สำหรับผม ตอนนี้มีเพียงสายตาสองคู่ที่เหมือนกำลังขึงเชือกดึงกันคนละฝั่ง ผมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ปล่อยให้นิ้วไล้ขอบแก้วกาแฟไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังเล่นกับเส้นประสาทของเขาโดยตั้งใจ
“งั้นก็ดีครับ จะได้รู้ว่าเรากำลังคุยเรื่องเดียวกันอยู่”
Chi-ming กระตุกยิ้มบางๆ ดวงตาชั้นเดียวกระตุกแวววาวเหมือนนักล่าแสดงความยินดีว่าในที่สุดก็ได้เจอกับคนที่เล่นเกนในระดับเดียวกันสักที
เสียงประตูห้อง Suite ของโรงแรมหรูถูกปิดลงอย่างนุ่มนวล แสงไฟสีเหลืองสะท้อนเงาของเราสองคนบนพื้นหินอ่อน กรอบเมืองยามค่ำคืนทอดเป็นเงาสลับแสงบนกระจกใสขนาดใหญ่
Chi-ming ปลดเนกไทออกช้า ๆ วางลงบนเคาน์เตอร์หินแกรนิตอย่างเป็นระเบียบ เขาหันมามองผมที่ยืนไขว่ห้างอยู่ริมโซฟา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นเฉียบคมจนผิวกายของผมร้อนระอุโดยไม่ทราบสาเหตุ
มือหนาคว้าข้อมือผมในทันที แรงบีบไม่มากจนเจ็บแต่ก็แน่นพอจะกระตุ้นให้ผมรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่เต้นสอดประสานกับจังหวะหัวใจตัวเอง เขารั้งให้ผมนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำ ใบหน้าคมกริบกดลงมาใกล้จนกลิ่นโคโลญจ์แบบอ่อน ๆ ผสมกลิ่นไวน์ติดปลายลมหายใจ
ผมหายใจแรงขึ้น อุณหภูมิในร่างกายสูงจนแทบระเบิด แต่มือกลับจิกเบาะโซฟาแน่น Chi-ming โน้มตัวลงช้า ๆ มือข้างหนึ่งกดพนักโซฟาข้างหัวผมไว้ ร่างสูงโปร่งบดบังแสงจนผมเหมือนถูกขังอยู่ในเงาของเขา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นกดทับผมหนักขึ้นทุกวินาที
มือหนาจะเลื่อนไปจับต้นคอของผม นิ้วโป้งลูปไล้ไปมาบนลูกกระเดือก ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาประคองกรอบหน้าให้ผมเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะก้มลงมาจนริมฝีปากของเราแตะกันแนบสนิท ผมเปิดปากรับแรงกดของเขา มือที่บีบคอคลายลงเพียงนิดเดียวแล้วเลื่อนมากดท้ายทอย รั้งให้ผมตามจังหวะเขาแบบไม่เหลือทางปฏิเสธ ... เขาผละออกเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อให้เราได้หายใจ แล้วโน้มลงมาอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าครั้งแรก ผมหลุดเสียงครางต่ำในลำคออย่างพึงพอใจ
แสงไฟสีเหลืองจากโคมไฟหัวเตียงทอดเงายาวบนผ้าปูสีขาวสะอาด ร่างของผมถูกกดลงบนฟูกนุ่มจนแทบจมไปกับเนื้อผ้า ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอ ทำให้ผมเผลอสะท้านไปทั้งร่าง มือหนาจะเลื่อนมากดตรึงข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้เหนือศีรษะ แรงกดนั้นไม่รุนแรงจนเจ็บ แต่แน่นพอให้ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีทางขยับไปไหนได้
“อื้อออออออ” ผมหายใจขาดห้วงเมื่อสะโพกถูกยกขึ้นเพื่อตอบรับแรงกดทับของเขาที่กดคร่อมอยู่ด้านบน จังหวะการขยับของเขาช้าในตอนแรก แต่มั่นคง หนักแน่น เหมือนตั้งใจให้ผมรับรู้ทุกสัมผัสชัดเจน ก่อนที่จังหวะจะเร็วขึ้นอย่างจงใจ
มือข้างหนึ่งเลื่อนจากข้อมือมากอบกุมที่ลำคอระหงของผม นิ้วโป้งสัมผัสใต้คางเบา ๆ ก่อนที่แรงกดนั้นจะเพิ่มขึ้นทีละน้อย ความร้อนจากฝ่ามือและแรงบีบที่คุมจังหวะพอดีทำให้ลมหายใจของผมสะดุด เสียงเนื้อกระทบกันดังต่อเนื่องผสมกับเสียงหอบถี่รัวของเรา ร่างของผมสั่นสะท้านเมื่อเขากดตัวตนเข้ามาลึก ยิ่งจังหวะถี่เร็ว ปลายนิ้วมือบีบที่ลำคอก็รัดแน่นขึ้น ราวกับจงใจเร่งให้ร่างกายผมตอบสนองตามที่เขาต้องการ
แสงแดดอุ่นยามสายลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้อง ผมรู้สึกถึงความอุ่นจัดที่โอบล้อมจากร่างกายของใครอีกคนที่นอนเปลือยอยู่ข้างกัน แขนแข็งแรงพาดกอดเอวผมไว้แน่นเหมือนจะไม่ยอมให้หนีไปไหน ริมฝีปากร้อนกดลงบนต้นคอเบา ๆ ก่อนลากจูบยาวขึ้นมาตามแนวกราม ทุกสัมผัสเชื่องช้า อ้อยอิ่ง และแนบแน่นพอให้หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
ผมหันกลับไปช้า ๆ ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ริมฝีปากคู่นั้นกดลงมาหนักแน่น จูบที่ไม่ได้เร่งรีบแต่เต็มไปด้วยความต้องการ ราวกับจะทวงบางสิ่งที่เป็นของเขาตั้งแต่เมื่อคืน มือหนาลูบต่ำมาบีบสะโพกของผมไว้ทั้งสองข้างแล้วดึงเข้าหาตัว จนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเรา
ริมฝีปากของเขาผละออกเพียงเล็กน้อย เสี้ยววินาทีนั้น … เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้นช้า ๆ ดวงตาชั้นเดียวตรงหน้าที่จ้องตอบกลับมา ทำให้ผมลืมหายใจ เหมือนโลกหมุนย้อนกลับไปยังวันวานที่มีเพียงแค่สองเรา ในบางค่ำคืน ผมได้ยินทุกคำสัญญาของเรา เสียงของเขาชัดเจนราวกับเจ้าตัวยืนกระซิบอยู่ด้านหลัง และไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่ เรายังคงแอบนัดพบเจอกันเป็นประจำในบางช่วงของความฝัน
“Good morning, sweet pea” ลมหายใจของผมสะดุด จังหวะหัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวังกลับกลายเป็นความว่างเปล่าขมขื่นอย่างฉับพลัน
"Chi-ming" ผมเอ่ยปากเรียกชื่อชายหนุ่มตรงหน้า นิ้วมือเรียวสวยชะงักอยู่บริเวณสันกราม ดวงตาที่เคยพราวระยิบราวกับทางช้างเผือกบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า ผมหลับตาลงช้า ๆ … ความจริงกลับมาแล้ว และมันไม่เคยปรานีใคร
‘สบตาเขาบางทียังเผลอคิดว่าเธอมองฉัน
ได้ยินเสียงเพลงรักของเธอในใจซ้ำซ้ำ
รู้ดีว่าเราคงไม่มีวันพบเจอ
แต่ไม่เคยเลือนลบเธอไปจากความทรงจำ
แอบเอาเธอนั้นฝังไว้ในใจ’
สลักจิต, ป๊อบ ปองกูล, 2022
----------
#The ghost from the past
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย