Love, In Every Lifetime :ตอนพิเศษที่ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedsengped[at]gmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love, In Every Lifetime :ตอนพิเศษที่ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)  (อ่าน 37596 ครั้ง)

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เจอกันวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. นะครับทุกคน   :katai5:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สวัสดีครับทุกคน กลับมาแล้วนะครับ  :mew3:
ถือเป็นทริปที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตเลย สนุกมาก อากาศดีมาก ดอกไม้สวยมาก
ตอนย้ายรูปลงอัลบั้มถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ... ปีที่แล้วทั้งปี ทำแต่งาน ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยนี่หว่า

ใด ๆ คือ เจอกันวันอาทิตย์นะครับ  :mew1:

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษที่ 11 ; The Red Velvet Storm




“I still have a few days left. Can we meet?” เสียงอื้ออึงในลำคอของ FC ดังระงม เมื่อศิลปินเกาหลีเริ่มเปิดเกมรุก

“I'm afraid I cannot. This week, my schedule is very tight.”

“That's too bad. I really hope to see you again.”

“How about this. I am hosting a gala in Hong Kong in the next few months. I will send you the invitation.”

“Of course, I will definitely be there.”

“So, see you soon”

“See you” ผมส่งยิ้มให้ก่อนที่ภาพจะถูกตัดไป





3 เดือนถัดมา

“เช็กความเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม อย่าให้มีอะไรพลาดนะเว้ย” ไอซ์กระซิบสั่งงานผ่านวิทยุสื่อสาร ในขณะที่ตายังคอยสอดส่องความเรียบร้อยหน้างาน

“มึงเลิกกังวลได้แล้ว ทุกอย่าง perfect” ผมตอบเพื่อนสนิทพลางจิบแชมเปญเพื่อดับกระหาย ยืนฉีกยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อมา 2 ชั่วโมงทำเอากรามผมแทบค้าง

“กูไม่ได้ห่วงงาน กูห่วงมึง ... วันนี้ใคร ๆ ก็จับตาดูมึงกันทั้งนั้น จะทำเหี้ยอะไร ก็ทำให้มันเนียน ๆ หน่อย ... กูขี้เกียจตามแก้ข่าว” ไอซ์กระซิบกระซาบอยู่ข้างใบหู

กรี๊ดดดดดดดดดดดด!!!

เสียงกรีดร้องดังสนั่นมาจากทางเข้า Grand Ballroom กลบเสียงดนตรีแจ๊สที่กำลังบรรเลงอยู่จนมิด แสงแฟลชวูบวาบระรัวราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง ผมหรี่ตามองไปยังจุดกำเนิดเสียง ก่อนจะเห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามา

ท่ามกลางแขกเหรื่อที่ส่วนใหญ่คุมโทนด้วยชุดสีดำหรือสีกรมท่า Riven เลือกที่จะขบถต่อกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วย ทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูตัดกับเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทด้านใน ผมสีเทาควันบุหรี่ถูกเซตเปิดหน้าผากโชว์เครื่องหน้าลูกรักของพระเจ้า

เขายิ้ม ... ไม่ใช่ยิ้มให้นักข่าว แต่ยิ้มให้ผม ขายาวก้าวตรงดิ่งผ่านฝูงชน ผ่านนักข่าว ผ่านบรรดาเซเลบที่พยายามจะเข้ามาทักทาย สายตาชั้นเดียวคู่นั้นจับจ้องมาที่ผมเพียงคนเดียว ราวกับว่าในห้องนี้มีแค่เราสองคน

“ชิบหายแหละกู ... เล่นใหญ่มาตั้งแต่หน้างานเลย” ไอซ์สบถเบาๆ

“Hello, stranger.” Riven มาหยุดอยู่ตรงหน้าผม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยแตะจมูก

“Welcome to Hong Kong, Riven. You really know how to make an entrance.” ผมทักทายพร้อมยื่นมือไปจับ

“I wore red so you wouldn’t miss me.” เขาตอบพร้อมกับบีบมือผมเบา ๆ นานกว่าปกติเล็กน้อย ... นานพอให้ช่างภาพรัวชัตเตอร์เก็บภาพ ‘คู่จิ้นแห่งปี’ ได้ทุกองศา

ผมเหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทที่ยืนแจกยิ้มการค้าอยู่ข้างหลัง มันถอนหายใจพรืดใหญ่อย่างไม่เก็บอาการ พร้อมกับกรอกตามองบนหมุนวนเป็นเลขแปด สีหน้าเบื่อโลกของมันตะโกนออกมาดังกว่าเสียงชัตเตอร์ว่า ‘จะจีบกันอีกนานไหม ... เชิญพวกมึงไปเปิดห้องกันเลยไป กูขี้เกียจยืนเป็นพยานรัก’ ยิ่งเห็น Riven ส่งสายตาหวานเชื่อมให้ผมขนาดนั้น ปากของไอซ์ก็ขมุบขมิบด่าผมอยู่ในใจ



เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะเร็วถูกเปลี่ยนเป็นท่วงทำนอง Waltz ที่นุ่มนวลและเชื่องช้าลง แสงไฟในห้อง Ballroom หรี่ลงเล็กน้อยเหลือเพียงสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมากลางฟลอร์ Riven ที่ยืนถือแก้วแชมเปญอยู่ข้างผมวางแก้วลงบนถาดของบริกรที่เดินผ่านมา ก่อนจะหันมาโค้งตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับผายมือมาตรงหน้า

“May I?”

ผมนิ่งไปชั่วอึดใจ หางตาเหลือบไปเห็นไอซ์ที่ยืนอยู่มุมห้อง มันพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมทำปากขมุบขมิบที่อ่านได้ใจความว่า ‘เต้นสิอีโง่ เงินบริจาคจะพุ่งก็ตอนนี้แหละ’

“It would be my pleasure.”

ทันทีที่ผมวางมือลงบนฝ่ามือใหญ่ของเขา Riven ก็กระชับมือแน่นแล้วดึงผมเข้าสู่กลางฟลอร์ ท่ามกลางเสียงฮือฮาและแสงแฟลชที่รัวกระหน่ำจนตาพร่า มือหนาข้างหนึ่งของเขาวางลงบนเอวสอบของผมอย่างถือวิสาสะแต่ทว่าสุภาพ แรงดึงรั้งให้เราแนบชิดกันมากกว่าปกติเล็กน้อย ... น้อยนิดแต่มากพอที่จะทำให้พรุ่งนี้พาดหัวข่าวบันเทิงทั่วเอเชียลุกเป็นไฟ

“You’re tense.” Riven กระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ ลอยมาแตะจมูก

“Too many cameras.” ผมตอบเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาฉีกยิ้มการค้าสู้กล้อง

“Ignore them. Look at me.”

เขาพูดพร้อมกับโน้มหน้าลงมาสบตา ดวงตาชั้นเดียวคู่นั้นพราวระยับสะท้อนแสงไฟ ชั่ววูบหนึ่ง ... ภาพซ้อนทับของเจ้าของตาชั้นเดียวอีกคนก็ลอยเข้ามาในหัว

“I can’t ignore the fact that my PR manager is probably planning our wedding press conference right now.”

Riven หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ เขาหมุนตัวผมหนึ่งรอบก่อนจะดึงกลับเข้ามาในอ้อมกอด จังหวะนี้หน้าเราใกล้กันจนปลายจมูกแทบชนกัน

แชะ! แชะ! แชะ!

เสียงชัตเตอร์ดังรัวราวกระสุนปืนกล ผมเหลือบไปเห็นไอซ์ยืนกอดอกพิงเสา มันยกนิ้วโป้งให้ผมด้วยสีหน้าปลาบปลื้มราวกับแม่เล้าที่เพิ่งปิดดีลใหญ่สำเร็จ แต่สายตานั้นกลับสื่อความหมายอาฆาตว่า ‘มึงห้ามผลักเขาออกเด็ดขาด ทนไป ยิ้มไปจนกว่ายอดบริจาคจะเข้าเป้า’

“Let them talk, Milk. Tonight is about us.”

“Tonight is about charity, Riven.” คนตรงหน้าหัวเราะอย่างมีอารมณ์ขันให้กับคำตอบของผม พร้อมกับขยับตัวเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อยตามมารยาทเมื่อเพลงจบลง

Riven ยิ้มมุมปาก ยอมปล่อยมือจากเอวผมแต่โดยดี แต่สายตานั้นยังคงมองผมอย่างไม่ลดละ

“Touché.”



งานเลี้ยงเลิกราไปแล้ว แขกส่วนใหญ่ทยอยกลับ แต่ผมเลือกที่จะมายืนรับลมอยู่ที่ระเบียงด้านนอก มองดูแสงไฟของอ่าววิคตอเรียยามค่ำคืน

“Beautiful view, isn’t it?”

ผมหันไปตามเสียง Riven ยืนถือแก้ววิสกี้อยู่ข้าง ๆ เขาปลดไทออกแล้ว ปลดกระดุมเม็ดบนเล็กน้อย ดูผ่อนคลายและ ... เซ็กซี่อย่างร้ายกาจ

“It is.”

“My room has a better view ... and better whiskey.” เขาเข้าประเด็นทันที ไม่มีอ้อมค้อม สายตาชั้นเดียวคู่นั้นสื่อความหมายชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร ... ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงพยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปโดยไม่ลังเล

ผมยิ้มบางๆ หมุนแก้วไวน์ในมือเล่น

“I’m sure it is. But I’m afraid I have to pass.”

Riven เลิกคิ้วเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดในแววตา

“Tight schedule again?”

“No... not the schedule.” ผมวางแก้วลงบนราวระเบียง หันไปสบตาเขาตรง ๆ

“Then why? ... Or is there someone waiting in your room?”

“No one is in my room...”

ผมเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้ภาพของจีที่นั่งทำงานหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ที่คอนโด ลอยเข้ามาในหัว

“... There’s a ghost from my past that just became real again ... I don't want to mess it up this time.”

Riven นิ่งไป เขาจ้องมองผมเหมือนกำลังประเมินความจริงในดวงตา ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงรอยยิ้มของสุภาพบุรุษที่ผมชื่นชม

“He must be a very lucky guy.”

“I am the lucky one.” ผมตอบ

Riven หัวเราะเบา ๆ เขาชูแก้ววิสกี้ขึ้นมา

“To you. .. and your lucky guy.”

“Cheers.”

เราชนแก้วกันท่ามกลางลมทะเลของเกาะฮ่องกง ไม่มีไฟลุกท่วมเตียง ไม่มีข่าวฉาว มีเพียงมิตรภาพของลูกผู้ชาย และหัวใจของผมที่เต้นผิดจังหวะ ... เมื่อคิดถึงใครอีกคนที่ตอนนี้น่าจะกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงที่กรุงเทพฯ





เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างคอนโดดังเปาะแปะแผ่วเบา เป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบในห้องกว้างใจกลางกรุงเทพฯ เข็มนาฬิกาบนผนังบอกเวลาเกือบตีหนึ่ง

ผมนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาตัวยาว มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปที่ส่องสว่างกระทบใบหน้า กองเอกสารปึกใหญ่ถูกวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ กันคือแก้วเซรามิกที่บรรจุนมถั่วเหลืองซึ่งพร่องไปครึ่งแก้วและความอุ่นเริ่มจางหายไปตามอุณหภูมิห้อง

“เฮ้อ...”

ผมบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อย

ติ๊ง!!!

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ดังขึ้น ผมเหลือบตามองเล็กน้อยก่อนจะหยิบมันขึ้นมา ไม่ใช่ข้อความส่วนตัว แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนจาก page ข่าวดาราที่เคยกดติดตามไว้เผื่อจะได้ตามข่าวสารของใครบางคน

หัวข้อข่าวตัวหนาพาดหัวเด่นหรา พร้อมแฮชแท็กที่คุ้นตา #มตส

นิ้วโป้งของผมกดเข้าไปดูโดยอัตโนมัติ ... แล้วโลกที่เงียบสงบของผมก็ถูกรบกวนด้วยความวุ่นวายจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทร

ภาพบนหน้าจอคือบรรยากาศงานกาล่าสุดหรูที่ฮ่องกง แสงแฟลชวูบวาบสาดส่องไปที่จุดกึ่งกลางของเฟรม ... ตรงนั้นมีผู้ชายสองคนยืนเด่นเป็นสง่า

คนหนึ่งคือ Riven ซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชียในชุดทักซิโดกำมะหยี่สีแดงเลือดหมูที่ดูร้อนแรงและทรงพลัง สมกับฉายา King of Pop แห่งยุค

ส่วนอีกคน คือ มิลค์

วันนี้มิลค์ดูดีมาก ... ดีจนน่าใจหาย ชุดทักซิโดสีดำ ผูกหูกระต่ายขับผิวขาวให้ดูผ่อง ผมที่ถูกเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่กำลังสู้กล้องด้วยรอยยิ้มที่ผมคุ้นเคย

ในรูป Riven กำลังโอบเอวมิลค์ไว้หลวม ๆ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู ทำให้มิลค์ต้องเงยหน้าขึ้นสบตา จังหวะที่ช่างภาพจับภาพได้คือจังหวะที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันพอดี ราวกับโลกทั้งใบมีแค่พวกเขา

คอมเมนต์ไหลผ่านหน้าจอราวน้ำหลาก

‘เคมีรุนแรงมากกกก แม่จะเป็นลม’

‘กราบบบบ ... Riven ชุดแดง คือที่สุด!’

‘คุณมิลค์คือสวยแพงไม่ไหว เหมาะสมกันมากกก #มตส’

‘คืนนี้ฮ่องกงลุกเป็นไฟแน่ๆ’

ผมวางโทรศัพท์ลงบนอก เอนหลังพิงพนักโซฟาแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ... ครั้งนี้ยาวกว่าเดิม

ความรู้สึกหน่วง ๆ ก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความหึงหวงแบบเด็ก ๆ ที่อยากจะอาละวาด แต่เป็นความรู้สึก ‘เจียมตัว’ ที่ผสมปนเปกับความน้อยใจลึกๆ

ภาพตรงหน้ามันสมบูรณ์แบบเกินไป ... Riven ดูเหมาะสมกับมิลค์ในทุกมิติ ทั้งหน้าตา ฐานะ ชื่อเสียง พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟ เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรมาเจอกันแล้วส่องประกายเจิดจ้า

ต่างจากผม ... ผู้ชายธรรมดาที่นั่งกินนมถั่วเหลืองเย็นชืด ใส่เสื้อยืดกางเกงบอลเก่า ๆ นั่งทำงานอยู่ในห้องเงียบ ๆ คนเดียว

ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ที่ฮ่องกง Riven กำลังพูดอะไรกับมิลค์ หรือหลังจากจบงานพวกเขาจะไปต่อกันที่ไหน แต่ลึก ๆ ในใจผมก็อดกลัวไม่ได้ ... กลัวว่าแสงสีและความสมบูรณ์แบบตรงนั้นจะทำให้มิลค์ลืม ‘ความธรรมดา’ ที่รออยู่ที่นี่

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเข้าแอปสีเขียว เลื่อนหากล่องข้อความที่ปักหมุดไว้บนสุด ข้อความล่าสุดที่คุยกันคือตอนบ่ายที่มิลค์ส่งรูปวิวห้องพักมาอวด พร้อมประโยคสั้น ๆ ว่า ‘ถึงแล้ว เหนื่อยมาก’ และผมทำแค่เพียงส่งสติกเกอร์โง่ ๆ กลับไป

นิ้วโป้งของผมจ่อค้างอยู่ที่แป้นพิมพ์

‘งานสนุกไหม’ ... ลบออก ... คำถามโง่ ๆ ดูจากรูปก็รู้ว่าสนุก

‘Riven ตัวจริงหล่อไหม’ ... ลบออก ... จะถามหาเรื่องเจ็บตัวทำไม

‘รักนะ’

...

...

...

... ลบออก ... กับคำ ๆ นี้ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ ผมคงทำได้แค่พิมพ์และลบออกเท่านั้น

ผมลังเล ... พิมพ์แล้วลบ ลบแล้วพิมพ์ใหม่อยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที จนหน้าจอดับลงและติดขึ้นมาใหม่เพราะผมแตะมัน

ผมมองนาฬิกา... ตีหนึ่งกว่าแล้ว ที่ฮ่องกงคงจะตีสอง งานน่าจะเลิกแล้ว ... หรือเขาอาจจะกำลัง...

ความคิดฟุ้งซ่านถูกปัดทิ้งเมื่อผมนึกถึงรอยยิ้มของมิลค์

‘รูปของมึงเต็ม feed เลย’

กดส่ง

วินาทีนั้น ผมไม่รู้เลยว่าข้อความสั้น ๆ นี้ จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงโทรศัพท์ของคนที่กำลังยืนอยู่บนระเบียงโรงแรมหรู ... ในจังหวะที่เขาเพิ่งปฏิเสธซูเปอร์สตาร์ระดับโลก เพื่อเลือกจะกลับมาหา ‘ความธรรมดา’ ที่รอเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ

ผมวางโทรศัพท์ลง ลุกขึ้นบิดขี้เกียจอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปที่ระเบียงห้องแล้วมองออกไปที่ท้องฟ้ามืดมิดของกรุงเทพฯ ถึงเราจะอยู่คนละฟ้า ... แต่ผมหวังว่าคืนนี้ มิลค์จะนอนหลับฝันดี

ติ๊ง

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบ ข้อความตอบกลับสั้น ๆ ปรากฏขึ้นมา

‘เหนื่อยฉิบหาย กำลังจะกลับห้อง ... ฝันดีนะมึง’

ผมยิ้ม ... ยิ้มกว้างกว่าดาราในรูปข่าวนั่นซะอีก แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคืนนี้


----------


#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย


----------


ปล. ทุกคนครับ วันอาทิตย์ที่ 12 เม.ย. ขอลาไปเที่ยวอีกทริปหนึ่งนะครับ  :call:
เจอกันอีกทีวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย. เลยนะครับทุกคน

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
#The Red Velvet Storm
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
สุขสันต์วันสงกรานต์ครับทุกคน

ออฟไลน์ Milky_Milky_Way

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 249
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ตอนพิเศษ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)
«ตอบ #247 เมื่อ19-04-2026 10:08:50 »

ตอนพิเศษ 12 : When the Sky Falls (Part 1/2)



“Project นี้คุณมิลค์คิดว่ายังไงครับ” ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ในขณะที่แสงไฟในห้องประชุมค่อยๆ สว่างขึ้น หลังจากจบการนำเสนอโครงการใหม่ใน executive meeting นิ้วมือเรียวสวยยังที่คงควงปากกาในมือ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเจ้าตัวยังคงใช้ความคิด

“ผมชอบ Concept ของ Project นี้ แต่ไม่แน่ใจเรื่อง Timing คุณยืนยันใช่ไหมว่าตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว”

“ผมยืนยันครับ เท่าที่ทำ Research มา ตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้วครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“งั้นผมรบกวนให้คุณส่ง Research พร้อมกับ Reference ให้ผมดูหน่อย Project นี้เงินลงทุนสูงติด Top 3 ของปีนี้ ผมอยากดูให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด” แม้จะไม่ถูกอนุมัติในห้องประชุมแต่ชายหนุ่มตรงหน้าก็ดีใจจนเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่

“ลำดับต่อไปนะครับ” เสียงของ MC ประจำห้องประชุมดังขึ้น

... ‘Ice’

กิจกรรมทั้งหมดในห้องประชุมหยุดชะงักเมื่อ Smart Phone ของผมที่วางอยู่บนโต๊ะส่งเสียง

“ขอโทษทุกคนด้วยนะครับ แต่ผมคงต้องรับสายนี้ ...” จริงอยู่ที่การเปิดเสียงมือถือในห้องประชุมเป็นการเสียมารยาทแต่ในฐานะรองกรรมการผู้จัดของ The Nemea Group ผมจำเป็นต้องรับสายของผู้บริหารระดับสูงทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา

“... ว่าไงมึง” ผมปลีกตัวเข้ามาในห้อง Private ขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังของห้องประชุม

“ไอ้เหี้ยมิลค์เรื่องใหญ่แล้ว!!! พ่อมึงวูบที่ศูนย์ประชุม!!! ตอนนี้กำลังพาส่งโรงพยาบาล”

คำบอกเล่าของไอซ์ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน อยู่ๆ หัวใจก็เต้นแรง อาการริมฝีปากแห้งเกิดขึ้นฉับพลัน นิ้วมือเรียวสวยบีบกำ Smart Phone แน่น ... ‘ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา’ เป็นคำพูดติดปากของผม ที่ผ่านมาแม้จะเอ่ยประโยคนี้บ่อยครั้งแต่วันนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้ซึ้งถึงความหมายของมัน


เป็นเหมือนที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด กองทัพนักข่าวรออยู่เต็มชั้นล่างของโรงพยาบาล เป็นครั้งแรกที่ผมต้องหลบไปขึ้นลิฟต์จากชั้นใต้ดิน

“ไอ้มิลค์” ไอซ์เดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้าตึงๆ

“เป็นไงบ้าง” ผมถามเพื่อนสนิทเพราะรู้เลยว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดีนัก

“เรื่องอื่นค่อยว่ากัน มึงเข้าไปคุยกับหมอก่อน” ไอซ์ผลักความกังวลทั้งหมดของผมออกไปเพื่อให้ผมสามารถ Focus เรื่องพ่อได้อย่างเต็มที่ และไม่กี่นาทีให้หลังจีก็ตามมาถึง

“มิลค์ มึงไหวไหม” ทันทีที่เดินเข้ามาใกล้ สามีของผมก็คว้าผมมากอดไว้ในอ้อมแขน หัวใจของผมรู้สึกสั่นไหว ไม่ใช่เพราะบรรยากาศ Romantic ตรงหน้าแต่เพราะพวกเราทั้ง 3 คนต่างรู้ว่าข้างนอกกำลังเกิดอะไรขึ้น



“ต้องทำตอนนี้เลยเหรอครับ” ผมถามชายหญิงสูงอายุหลายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า พวกเขาคือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดหัวใจมือต้นๆ ของประเทศ

“หมอเกรงว่ายิ่งปล่อยไว้นานอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นนะครับ”

“Balloon ไม่ได้เหรอครับ” ผมพยายามดึงเอาความรู้ทุกอย่างเกี่ยวของกับโรคหัวใจที่เคยร่ำเรียนมาออกมาใช้ แต่น่าเสียดายที่ผมมีความรู้ไม่มากพอ

“ตอนนี้รอยโรคมันเกินกว่าการทำ Balloon จะช่วยได้แล้วครับ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจของคุณท่านตีบมากเกินไป ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ Bypass”

“แล้วพ่อผมจะฟื้นไหมครับ”

ความเงียบคือคำตอบที่ผมได้รับ ผมเข้าใจดีว่ามันหมายถึงอะไร ... คำถามของผมคงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะตอบได้

นิ้วมือเรียวสวยกำเข้าหากันแน่นก่อนที่ผมจะสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออุ่นๆ ของจีที่เอื้อมมาใต้โต๊ะ นิ้วของผมค่อยๆ ถูกคนข้างๆ คลายออกจากกันก่อนที่มือของเราทั้ง 2 คนจะสอดประสานแนบแน่น


ผมกำลังถูกความเครียดมากมายมหาศาลกดทับจากรอบด้าน

“มิลค์ กินสักหน่อย” Sandwich ขนาดพอดีคำถูกส่งมาให้ แม้จะรับมาแต่ผมก็ยังไม่มีความรู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย

“จี กูกลัว กูไม่รู้ว่าจะผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้ยังไง”

“ผ่านได้ซิ มึงเก่งอยู่แล้ว ไหนจะมีไอซ์ช่วยอีกแรง” มือหนาวางลงบนศีรษะ ความอบอุ่นและคำปลอบโยนจากคนตรงหน้าช่วยให้หัวใจของผมชุ่มชื่นได้ไม่น้อย

พ่อเข้าห้องผ่าตัดไปตั้งแต่ 3 ชั่วโมงก่อน และในขณะที่ผมทำได้เพียงเฝ้ารออยู่ในห้องพักคอยที่เงียบสงบนี้ ไอซ์อยู่ด้านนอก มันกำลังรับเอาความย่อยยับของวันโลกาวินาศนี้ไว้เพียงคนเดียว มันบอกแค่ว่าให้ผมอยู่ที่นี่และคอยส่งกำลังใจให้คนในห้องผ่าตัดโดยไม่ต้องกังวลอะไร ที่เหลือเดี๋ยวมันจัดการเอง


เช้าวันรุ่งขึ้นผมถูก Notice จากเลขาส่วนตัวว่าผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขอเรียนประชุมฉุกเฉิน

ผมหยุดยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องทำงาน ภาพเงาสะท้อนเผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่ผมรู้ดีว่า ณ วินาทีนี้... ผมไม่มีสิทธิ์อ่อนแอให้ใครเห็น

นิ้วมือเรียวขยับจัดปมเนกไทให้เข้าที่ราว ผมสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด กดความหวาดกลัวและความสั่นคลอนในจิตใจล็อกทิ้งไว้ในส่วนลึกที่สุด ปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมาเรียบเฉย เย่อหยิ่ง และเฉียบขาดตามแบบฉบับของตัวเอง

“จากรายงานของทีมแพทย์ที่ผมแสดงให้ทุกคนดูเมื่อครู่ เป็นการยืนยันแล้วนะครับว่าการผ่าตัดของท่านประธานประสบความสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และให้ผลเป็นที่น่าพอใจ” ผมในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 2 นั่งอยู่ที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะสยบคลื่นลมที่กำลังถาโถมอยู่ในขณะนี้

ตรงหน้าคือผู้บริหารระดับสูงของ The Nemean Group ทั้งในระดับ Domestic และ International บางคนก็ไม่สามารถมาเข้าร่วมประชุมได้ด้วยตนเองในขณะที่หลายๆ คนที่อยู่ต่างประเทศต้องเข้าประชุมทาง Online แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน

“ผมเสนอว่าในขณะที่ท่านประธานยังไม่อยู่ในช่วงพักฟื้น เราควรจะ Vote เพื่อสรรหาบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนท่านประธานชั่วคราวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและพนักงานในองค์กร” ชายสูงอายุตรงหน้าพูดด้วยเสียงดังฟังชัด แม้จะมีคำว่า ‘ชั่วคราว’ อยู่ในประโยคแต่เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเจตนาของคนพูดนั้นหมายความตรงกันข้าม

“ผมคิดว่าเรายังไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ตามกฎแล้ว หากประธานเจ้าหน้าที่บริหารไม่สามารถปฏิบัติงานได้ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะเป็นผู้มีอำนาจรักษาการโดยอัตโนมัติ” ผมแย้งขึ้นมาในที่ประชุม

"In my opinion, while you may hold the position of Deputy CEO and be the second-largest shareholder, although you have had commendable achievements in the past, we believe that the position of Acting CEO may be beyond your current experience." ผมหายใจเข้าออกช้าๆ เมื่อได้ยินประโยคเชือดเฉือนจากผู้บริหารอีกคน

"I greatly appreciate your concern for our firm, but let me be clear: whether I am the second-largest shareholder or not, the rules are absolute." ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

“แต่ตามกฎที่คุณมิลค์อ้างอิง หากเป็นกรณีที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ คุณมิลค์จะมีอำนาจรักษาการณ์แทนได้เพียง 7 วัน หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นทั้งหมดจะต้องทำการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เพื่อให้การทำงานขององค์กรไม่หยุดชะงักนะคะ” ผู้บริหารมากประสบการณ์อีกคนเห็นปากแผล และแน่นอนว่าเธอไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียวที่จะแหวกให้แผลขนาดเล็กกลายเป็นแผลฉกรรจ์

“ผมทราบถึงรายละเอียดตรงนี้ดีครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังมีเวลาอีก 5 วันกับอีก 20 ชั่วโมง ... และผมยังคงยืนยันตามเดิมว่าการผ่าตัดของท่านประธานประสบความสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และหลังจากพักฟื้นแล้วท่านประธานจะสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างแน่นอนครับ” บทสนทนาของการประชุมผู้บริหารหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ทุกคนต่างรู้แล้วว่าตัวเองมีเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ... มหาสมุทรที่ดูเหมือนเงียบสงบตรงหน้าแต่แท้จริงแล้วกลับมีคลื่นใต้น้ำถาโถมอย่างบ้าระห่ำอยู่ด้านล่าง


“เป็นไงบ้าง” เพื่อนสนิทเอ่ยปากถามเมื่อผมเดินเข้ามาในชั้น VVIP ของโรงพยาบาล ไอซ์และจีรอฟังข่าวอยู่ที่นี่ตั้งแต่ช่วงบ่าย

“เป็นเหมือนที่มึงคิดไว้ไม่มีผิด พวกนั้นต้องการจะเลือกตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่วันนี้ ... แต่กูคงยื้อเวลาได้อีก 5 วัน ... หมอว่าไงบ้าง”

“หมอยังยืนยันว่าการผ่าตัดไม่มีปัญหาอะไร แผลผ่าตัดแห้งดี ผลเลือดดี ความดันดี” จีอธิบายเพิ่มเติม ในฐานะสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม จีเลยมีสิทธิ์เข้าถึงประวัติการรักษาของพ่อรวมถึงมีสิทธิ์เข้ามาในชั้น VVIP นี้ด้วย

โทรศัพท์มือถือของไอซ์ดังขึ้นขัดจังหวะสนทนา เจ้าตัวรับสายก่อนที่จะเดินออกไป

“ครับ ... ซักครู่นะครับ”

“แล้วทำไมยังไม่ฟื้นวะ” ผมพูดพลางมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าไปในห้องปลอดเชื้อ ร่างสูงใหญ่ที่มักจะเคร่งเครียดดุดัน ตอนนี้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ พร้อมกับเครื่องช่วยหายใจ

ใช่ ผมโกหกว่าพ่อกำลังฟื้นตัว ... เพราะถึงตอนนี้ ผ่านมาเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว แต่พ่อยังคงนอนไม่ได้สติ การประชุมเมื่อบ่ายไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสกัดกั้นกระบวนการสรรหาคนมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ผมแค่ต้องการซื้อเวลา และหวังว่าโชคชะตาจะเข้าข้างผมบ้าง

“กูถามแล้วแต่หมอก็ตอบไม่ได้ หมอพูดเพียงแค่พ่ออายุเยอะแล้ว ต้องให้เวลากับร่างกายหน่อย” แต่ฟังจากคำบอกเล่าของจีแล้ว ดูเหมือนวันนี้โชคจะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันกับผม

“จี กูกลัว” ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสกับคำว่า ‘กลัว’ ... กลัวทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“ชูว์!!! เข้มแข็งไว้ ...” คนข้างๆ ดึงตัวผมเข้ามากอด

“... มึงพูดอยู่ตลอดไม่ใช่เหรอว่าถ้ามีกูอยู่ด้วย ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา มึงก็มั่นใจว่ามึงจะผ่านมันไปได้ ...”

“... นี่ไง กูอยู่ตรงนี้แล้ว ข้างๆ มึง และไม่ใช่ในฐานะเพื่อนสนิทเหมือนที่ผ่านมา แต่ในฐานะคู่ชีวิตของมึง” อ้อมแขนของคนตรงหน้าโอบให้ผมจมหายไปในอ้อมกอด ความหนาวเย็นจากความกลัวค่อยๆ ถูกความอบอุ่นจากอ้อมกอดพัดลอยหายไป

“ใช่ มึงอยู่ตรงนี้ ...”

“... และต่อให้ฟ้าถล่มลงมา กูก็มั่นใจว่าจะผ่านไปได้” ผมกระชับอ้อมกอดตอบ

“มิลค์ มึงดูนี่ดิว่าใครมา” ไอซ์เปิดประตูเข้ามาในจังหวะที่ผมคลายกอดจากจีพอดี

“ลุงณรงค์!!! ...” คนที่เดิมตามหลังไอซเข้ามาคือลุงณรงค์ อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเพื่อนรักของพ่อที่ลาออกไปเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

“... สวัสดีครับ ... ผมไม่คิดว่าลุงจะมา” ผมรีบเดินไปประคองลุงณรงค์ที่ภาพลักษณ์ภายนอกดูสูงอายุขึ้นนับจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน

“มาสิ ไม่มาได้ไง ไอซ์เล่าให้ลุงฟังหมดแล้ว ลุงเลยต้องมา ...”

“... ลุงมาเพื่อต้องการจะบอกว่าคะแนน vote ของลุง ลุงให้มิลค์แน่นอน”

“ขอบคุณครับ”

“และอีกเรื่องที่ต้องห้ามลืม กฎของ the Nemean Group คือประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะต้องได้ผลโหวตมากกว่า 3 ใน 5 ทั้งจากคะแนนของทั้งผู้ถือหุ้นทั้งหมด และผู้ถือหุ้นมากที่สุด 5 อันดับแรก”

“ครับ คะแนนจากผู้ถือหุ้นมากที่สุด 5 อันดับแรกนั่นแหละครับที่ผมกังวล” อันดับ 1 คือพ่อ อันดับที่ 2 คือผม นอกนั้นเป็นคนนอกครอบครัว ในเมื่อพ่อไม่สามารถโหวตได้ อันดับ 1 เลยถูกตัดไป แล้วเลื่อนลำดับอื่นเข้ามาแทน นั่นหมายความว่าผมต้องไปขอคะแนนโหวตอย่างน้อย 2 คะแนนจากคนนอกครอบครัว บวกลบคูณหารดูแล้วโอกาสที่จะได้คะแนนเหล่านั้นมายากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้

“เรื่องคะแนนโหวตของพ่อ มิลค์ไม่ต้องกังวล พ่อทำหนังสือมอบอำนาจให้ลุงโหวตให้มิลค์ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” ผมแทบจะไม่เชื่อหูของตัวเอง ขนาดตัวเองนอนหมดสติอยู่ก็ยังมีอะไรให้ประหลาดใจจนหยดสุดท้ายจริงๆ ... The devil is the devil. That's a fact you'll learn to respect

“งั้นผมก็ต้องการอีก 1 เสียง แต่จะไปขอใครล่ะครับ”

“ไปขอ Chen Shu-yi”

“คนไต้หวันคนนั้นจะช่วยเราเหรอครับ” Chen Shu-yi เป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 4 เธอเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยออกสื่อ ตั้งแต่เข้ามาทำงานผมเคยเจอเธอเพียง 2 ครั้ง

“ช่วยสิ เพราะเธอมีสัญญาใจกับพ่อของมิลค์อยู่ และสำหรับ Chen Shu-yi แล้ว เธอยอมตายดีกว่าเสียคำมั่นสัญญา แต่ปัญหาอยู่ที่เธอให้คำสัญญากับพ่อไม่ใช้กับมิลค์...”

“... แต่เพราะตอนนี้เธอยกอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้กับลูกชายของเธอ เพราะฉะนั้นคนที่มิลค์ต้องไปหว่านล้อม ...”

ไม่!!! ผมขอร้อง ใครก็ได้แต่ไม่ใช่คนๆ นั้น

“... Chen Chi-ming ลูกชายของเธอ” ผมกับไอซ์ลอบสบตากัน เราทั้งคู่ต่างรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังระหว่างผมกับ Chen Chi-ming เป็นอย่างดี


----------


#All the wolves smell blood and they are circling around
#When the Sky Falls (Part 1/2)
#LoveInEveryLifetime #รักนะ #ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วย

ปล. Part 2 เจอกันสัปดาห์หน้านะครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด