เรือนรัก; ทักษา บทที่ ๓๙. ที่สุดปลายขอบฟ้า
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เรือนรัก; ทักษา บทที่ ๓๙. ที่สุดปลายขอบฟ้า  (อ่าน 2280 ครั้ง)

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-10-2022 16:28:49 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
Re: เรือนรัก; ทักษา
«ตอบ #1 เมื่อ07-04-2022 19:45:15 »

๑.

ตนุ - ปัตนิ (ตัวตน – คู่ครอง)

ปราชญ์นั่งรอคนของเขามาเกือบชั่วโมง ใช่แล้ว เขาพูดกับตัวเองแบบนั้นมาตลอด `คนของเขา` ที่ตอนนี้ทำตัวแปลกไป หลบหน้า ห่างเหิน ไม่ค่อยรับโทรศัพท์เมื่อเขาโทรหา ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่าย สามารถหลบเลี่ยงไม่ยอมเจอหน้าเขามาได้พักใหญ่

“วันนี้เรียนตึกนี้นี่” ปราชญ์พึมพำกับตัวเอง พลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ บริเวณตึกเรียนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีนักศึกษาหลายคนมองมาทางเขา ด้วยหน้าตาที่คมคายและบุคลิกที่ดูดี ปราชญ์คือชายหนุ่มที่น่าหลงใหล แต่ดูดุดันอยู่ในที

`ผิดกับอีกคน` เป็นคำพูดที่ปราชญ์ได้ยินอยู่เสมอ เวลาที่คนอื่นเห็นชายหนุ่มอยู่กับคนของเขา แต่ปราชญ์ไม่ค่อยชอบใจนักกับคำพูดดังกล่าว เขารู้สึกเหมือนกับว่า คนเขาของถูกพูดถึงในแง่ลบ `ก็แค่ไม่เหมือนกัน` อย่างไรเสีย ปราชญ์คิด คนของเขาก็คือคนของเขา

“ปราชญ์” เสียงเรียกชื่อเขา ดังมาจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“อ้าว เอิง ฉันว่าจะโทรหาแกพอดี” ปราชญ์กล่าวทักทาย ก่อนจะทำท่าเชื้อเชิญให้คนที่เพิ่งมาใหม่ นั่งลงที่ม้านั่งตรงข้ามกับเขา

“ช่วงนี้ไม่ได้เจอกันเลย” เอิงนั่งลงตามคำชวน ก่อนจะพูดตอบเพื่อนเก่ากลับไป เอิงกับปราชญ์เป็นเพื่อนต่างคณะ แต่มารู้จักและสนิทสนมกันตอนทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย

“สบายดีนะ” เอิงถาม แต่ก็สังเกตสีหน้าของปราชญ์ ที่แสดงความกังวลออกมาได้แทบจะในทันที

“ก็” ปราชญ์ลากเสียงยาว ลังเล ที่จะพูดต่อประโยคนั้นให้ถ้วนความขึ้น เอิงมองหน้าปราชญ์ เขาพยักหน้าช้า ๆ ให้เวลาปราชญ์ได้เรียบเรียงการตัดสินใจ

“แกมาทำอะไรวะ” ปราชญ์ถามเพื่อน ยังไม่กล้าที่จะพูดความในใจให้เพื่อนในทันที

“ฉันมาช่วยอาจารย์ทำเอกสารภาษาอังกฤษนิดหน่อยน่ะ” เอิงตอบ ปราชญ์พยักหน้ารับ เขาจำได้ดีว่าเอิงคือนักศึกษาดีเด่นเรียนทองในด้านภาษาต่างประเทศ เอิงตอบก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น เพื่อส่งคิวให้ปราชญ์บอกสิ่งที่เขาต้องการออกมา

“แกยังดูดวงอยู่มั้ย” ปราชญ์ถามเพื่อน น้ำเสียงฟังดูจริงจัง เอิงเองก็รู้สึกได้ ก่อนจะพยักหน้าให้เพื่อนแทนคำตอบ

“ถ้าแกหมายถึงดูทักษาดาวนะ” เอิงพูดบอกเพื่อน เขาเองก็รู้สึกขำ ๆ เวลาถูกเรียกว่าหมอดู

“แกดูโคตรแม่น เอิง” ปราชญ์จำได้ดี ถึงเรื่องที่เอิงเคยพูดไว้เกี่ยวกับดวงของเขา มันตรงมาก ตรงเสียจนน่าขนลุก ตรงเสียจนเขาเองยังเกรง ๆ ในความสามารถด้านนี้ของเอิง

เอิงมองหน้าปราชญ์ เขาพอจะเข้าใจถึงเรื่องที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเพื่อนสนิทของเขา ปราชญ์มีความไม่แน่ใจถึงเรื่อง `ความสัมพันธ์` ของตนมาโดยตลอด แม้ว่าชายหนุ่มจะแน่ชัดว่าเขาต้องการอะไร แต่มันก็มีเหตุและปัจจัยอื่น เข้ามาทำให้เขาดูร้อนรนเกี่ยวกับเรื่องนี้

“แกอยากรู้เรื่องอะไร การงาน การเงิน หรือว่า” เอิงถามเพื่อน ก่อนจะเว้นท้ายประโยคเหมือนเเป็นสิ่งที่รู้กันกับเพื่อน ว่าจะถามอะไร ปราชญ์สบตาเพื่อน ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดขึ้นว่า

“แกดูดวงของปั๋นให้ที” ปราชญ์บอกออกไปแบบนั้น “ฉันอยากรู้ว่า เขา” ปราชญ์ทิ้งช่วง ก่อนจะจบประโยคของตัวเองว่า “เขาคิดยังไง และฉันจะไปต่อยังไงดี”

เอิงมองหน้าเพื่อน พยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูเอาเถิด คนชื่อปราชญ์แท้ ๆ เท่าที่ผ่านมา ชายหนุ่มคนนี้รู้เสมอว่า เขาต้องการอะไร ต้องทำอย่างไร ต้องก้าวเดินไปทางไหน แต่ในมุมหนึ่งของห้วงอารมณ์ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต นักปราชญ์ก็ยังมีรู้พลั้งและมืดแปดด้านให้เห็น

“วัน เดือน ปี เกิด” เอิงถามเพื่อน ปราชญ์รีบตอบออกไปตามที่เขารู้ เอิงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาป้อนข้อมูลลงในแอพพลิเคชั่นที่เขาใช้

“เวลาตกฟาก” เอิงถามต่อ ปราชญ์ถึงกับชะงัก เมื่อได้ยินเพื่อนถามมาแบบนั้น

“เวลาเกิดน่ะ” เอิงอธิบาย

“ไม่รู้ว่ะ” ปราชญ์ตอบ พลางทำยิ้มแห้ง ๆ “ต้องใช้ด้วยหรือวะ ฉันไม่เคยถามด้วยสิ” ปราชญ์พูด พลางพยายามนึก แม้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะให้คำตอบเขาได้ในตอนนี้อย่างแน่นอน

“จะแม่นไม่แม่น มันก็อยู่ตรงการดูลัคนาเกิด ดวงเกิดว่าดาวไหนอยู่ภพเรือนไหน เวลาเกิดจะบอกลัคนา” เอิงบอกเพื่อน ยักไหล่ขึ้นแบบให้เพื่อนรู้ว่า มันสำคัญ ไม่มีไม่ได้

ก่อนที่ปราชญ์จะทันได้พูดอะไรต่อ เขาเหลือบไปเห็น `คนของเขา` เดินลงมาจากตึกเรียนพอดี เอิงมองตามสายตาของเพื่อนสนิทไป ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในชุดนักศึกษา เด็กคนนั้นหยุดชะงัก เมื่อได้ยินน้ำเสียงเข้ม ๆ ของปราชญ์เรียกชื่อออกไป

“ปั๋น” เจ้าของชื่อถึงกับตกใจ ที่ได้เห็นเจ้าของเสียงนั้น ปั๋นหน้าถอดสีเพราะไม่คิดว่า ปราชญ์จะมาดักรอเขาในเวลานี้ ปราชญ์รีบลุกเดินไปหาคนของเขา “คุยกันดี ๆ” โดยมีเสียงเตือนของเอิงไล่ตามหลังมา

ส่วนเอิงนั้น ลุกขึ้นจากม้านั่งก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา โดยหวังใจว่า เพื่อนของเขาจะสามารถจัดการเรื่องที่ทำให้จิตใจวุ่นวายนี้ได้

“ปั๋น หลบหน้าพี่ทำไม” ปราชญ์ที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ถามด้วยท่าทีพยายามข่มความโกรธที่มีนั้นลง

“ผมไม่ได้หลบคุณปราชญ์” ปั๋นพยายามแก้ตัว แต่สีหน้าของคนตรงหน้าที่เขาเห็นนั้น ดูยังไงปราชญ์ก็รู้ ว่าปั๋นพูดโกหก

“กลับบ้านกับพี่” ปราชญ์ออกคำสั่ง เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาทำทีอิดเอื้อน “พี่รู้ว่าปั๋นเลิกเรียนแล้ว ปั๋นอย่าเสียเวลาหาข้ออ้าง”

“คุณปราชญ์ ผมโตแล้ว ไม่ใช่เด็ก เหลืออีกเทอมเดียวผมก็จะเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณต้องเลิกทำแบบนี้กับผมได้แล้ว” เสียงของปั๋นสั่น ๆ ความประหวั่นใจแล่นเข้ามาในความรู้สึก ปราชญ์ทำหน้าดุใส่เด็กหนุ่ม

“อย่าลองดีกับพี่” ปั๋นรับรู้ได้ในทันทีว่า เวลาปราชญ์มีท่าทางและใช้น้ำเสียงแบบนี้ ปราชญ์เอาจริง “อย่าทดสอบความอดทนกัน”

“หรือปั๋นจะให้พี่แสดงให้คนแถวนี้รับรู้กันทั่วว่า ปั๋นกับพี่เป็นอะไรกัน” ปราชญ์ก้าวเท้าเข้าหาปั๋น เด็กหนุ่มผงะถอยหลัง ชายหนุ่มจึงใช้ท่อนแขนรั้งเอวของเด็กหนุ่มไว้ เพื่อไม่ให้ล้ม

“คุณปราชญ์ปล่อยผม” ปั๋นหันรีหันขวาง เมื่อรู้สึกว่า เขาและปราชญ์กำลังตกเป็นเป้าสายตาของนักศึกษาคนอื่น ๆ  ปราชญ์ลดท่าทางแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของนั้นลง ดึงแขนกลับ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้น ปั๋นก็เดินไปขึ้นรถ กลับบ้านกับพี่ดี ๆ” ชายหนุ่มยื่นคำขาดอยู่ในที ปั๋นไม่อยากทำตาม แต่ก็ต้องจำใจ

“เชิญครับ” ปราชญ์ผายมือ พูดพลางยิ้มมุมปาก ที่เห็นอีกฝ่ายยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขาอย่างที่เคยเป็นมา นี่คือสิ่งที่ปราชญ์รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลัง ๆ มานี้ ปั๋นพยายามจะแข็งขืนกับเขา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคำขอร้อง หรือแม้จะเป็นคำสั่งของเขาก็ตาม

ปราชญ์เดินตามหลังคนของเขากลับไปที่รถ `เด็กน้อยของเขา` ปราชญ์เผลอยิ้มกับตัวเอง รู้สึกโล่งใจเล็ก ๆ ที่ตอนนี้ปั๋นอยู่กับเขา ความฟุ้งซ่านที่เข้ามากลุ้มรุม ว่าปั๋นอยู่ไหน อยู่กับใคร ทำอะไร ที่ไหน ถึงไม่กลับมานอนที่บ้านแล้วยังไม่บอกให้เขารู้อีก และที่สร้างความทรมานใจให้กับเขาเป็นที่สุด เมื่อใจมันประหวั่นเตลิดไปไกล ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ จะไม่ใช่คนของเขาอีกต่อไป


พันธุ – ศุภะ (ที่อยู่ – ความสำเร็จ)

เอิงกลับถึงคอนโด เขานั่งลงบนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่าง ก็พอดีกับมีเสียงข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาดู มันเป็นข้อความจากปราชญ์ ในข้อความนั้นแสดงเลขเวลาพร้อมกับชื่อของปั๋น เอิงหัวเราะเบา ๆ กับความเอาแต่ใจของเพื่อนคนนี้ ที่พอบทจะเอาอะไรให้ได้แล้วนั้น ปราชญ์ไม่เคยยอมให้มันผ่านไปง่าย ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร เพื่อนคนนี้ก็จะเอามาให้ได้

เอิงเอื้อมมือไปเปิดแล็ปท็อปของเขาขึ้นมา แล้วจะจัดการเอาวัน เดือน ปี และเวลาเกิดของปั๋นคีย์เข้าไปในโปรแกรมอัตโนมัติ ด้านหน้าจอมีมหาทักษาดวงเกิดของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้น ปั๋นกวาดสายตามองเพื่ออ่านดู

“ลัคนาสิงห์หรือนี่” เอิงยิ้มเบา ๆ “เป็นนักสู้สินะน้อง” เอิงนึกถึงเรื่องราวชีวิตของปั๋นที่ปราชญ์เคยเล่าให้เขาฟัง “ท่านจะชนะคนเกิดราศีเมษและธนู แต่จะแพ้คนเกิดราศีมีนและกรกฏ” เอิงอ่านแล้วให้สะกิดใจ

“เดี๋ยวนะ” เขาพูดก่อนจะหยิบสมุดที่เคยจดรายละเอียดดวงของปราชญ์ขึ้นมาดู “นั่นไง ปราชญ์ ราศีมีน” ว่าแล้วเชียว เอิงคิดในใจ ว่าเหตุใด ทำไม เหตุผลกลใดกัน ที่ปราชญ์ถึงได้เอาแต่ใจได้เหนือปั๋นซะแทบทุกครั้งไป ดวงสองคนนี้พอมาอยู่ใกล้กัน แล้วเป็นแบบนี้นี่เอง

“ไหน มีดาวอังคาร ๓ ในเรือนตัวตน เป็นตนุเศษ ดื้อตามดวงเลยนะปั๋น” เอิงนึกเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้ ที่ต้องคอยหาทางสู้เพื่อนรักของเขา แต่กลับต้องเป็นฝ่ายยอมอยู่เสมอ “แถม ๓ เป็นทั้งเจ้าเรือนพันธุ เจ้าเรือนศุภะ” เอิงหยุดคิดนิดหนึ่ง “ในหัวอยากหาที่ทาง อยากเจริญก้าวหน้าด้วยตัวเองตลอดสินะ” เอิงรู้สึกเห็นใจเด็กหนุ่มขึ้นมาจับใจ อะไรบางอย่างในพื้นดวงของปั๋นกำลังเริ่มส่งผลเรียกร้องให้เจ้าตัวอยากทำอะไรบางอย่าง

“สิงห์คือเลข ๑” เอิงกวาดตามองหาดาวพระอาทิตย์ในพื้นดวงของปั๋น ซึ่งก็อยู่ในเรือนศุภะ จะก้าวหน้าได้ ชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต้องทำด้วยตัวเอง เหนื่อยเองสินะ “แล้ว ๑ จรล่ะ” เอิงเอาหนังสือตำรามาเปิด ไล่ดูวันที่ปัจจุบัน เมื่อเห็นว่าดวงดาวที่ตัวเองกำลังมองหาไปตกอยู่ภพเรือนใด ก็ทำให้เกิดความกังวลขึ้นมา

“เลข ๑ ตัวตนไปตกเรือนอริ” อุปสรรค ขัดขวาง ความทุกข์ทรมาน ความขัดแย้ง เอิงรู้แบบนั้นแล้ว ใจไม่ดีแทน “ปราชญ์ แกอย่าชวนปั๋นทะเลาะเป็นใช้ได้ ฉันล่ะกลัวปากแกจริง ๆ” เอิงคิดพลางเปิดรายละเอียดดวงของปราชญ์ขึ้นมาดู

“เพื่อนเราเกิดโจโรฤกษ์เสียด้วย” อะไรที่ปราชญ์ต้องการ ปราชญ์จะแย่งชิงมาจนสมใจ เหมือนดั่งฤกษ์นี้ที่ต้องแข่ง ชิงไหวชิงพริบ ชิงความได้เปรียบ ดวงของชายหนุ่มเหมาะที่จะดำเนินธุรกิจ และพื้นฐานก็มาจากครอบครัวผู้ร่ำรวยเงินทอง “มาเจอปั๋น ที่ฤกษ์เกิดคือเทวีฤกษ์นี่สิ เสน่ห์ล้นเหลือเลยนะน้อง” ถึงว่า เอิงยิ้มอย่างเอ็นดูเพื่อนสนิท

“น้องมันหน้าตาน่ารักสินะ เพื่อนเราถึงได้อะไร ๆ ก็ปั๋น” ตลอดตั้งแต่ตอนเรียนด้วยกันแล้ว ที่เอิงได้ยินปราชญ์พูดว่า ปั๋นอย่างโน้น ปั๋นอย่างนี้ ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทุก ๆ ครั้งที่ปราชญ์พูดถึงปั๋น

เอิงส่งข้อความที่เขาพิมพ์ไว้ให้ปราชญ์  มันเป็นรายละเอียดสำคัญ ๆ ของปั๋นที่เขาคิดว่าปราชญ์ควรจะรู้เอาไว้ โดยหวังใจว่า เขาจะสามารถคลายความกังวลใจให้เพื่อนสนิทได้ไม่มากก็น้อย


ปัตนิ - พันธุ (คนรัก – บ้าน)

เสียงหอบเหนื่อยของผู้ชายสองคนดังออกมาเบา ๆ เมื่อคนทั้งคู่กำลังผ่อนความร้อนแรงของความรู้สึกลง อารมณ์ที่พลุ่งพล่านเมื่อนาทีก่อนหน้า ค่อย ๆ ลดลง ทั้งสองจ้องมองตาของกันและกัน ในแววตานั้นอัดแน่นไปด้วยคำพูดมากมาย

ปราชญ์ที่ค่อย ๆ ขยับเอวของตัวเองให้ช้าลง แต่ยังคงอ้อยอิ่งเคลื่อนตัวเข้าออกอยู่อย่างนั้น นั่นเพราะคนตรงหน้าของเขาคือปั๋น เด็กหนุ่มที่เขาตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ ปั๋นหลบสายตาจากปราชญ์ เขาไม่เคยที่จะต้านทานแววตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความกระหายในตัวปั๋นของปราชญ์ได้

“คุณปราชญ์พอก่อน” ปั๋นพูดก่อนจะใช้มือดันท้องของปราชญ์ออกเบา ๆ ปราชญ์ที่บดเบียดส่วนสำคัญของเขาเข้าไปในร่างกายของปั๋น ทำท่าจะไม่ยอมถอนตัวออกไปโดยดี

“คุณปราชญ์” ปั๋นเตือนชายหนุ่ม สีหน้าเริ่มบ่งบอกถึงความไม่สบายตัว

“เจ็บหรือครับ” ปราชญ์ถาม ปั๋นพยักหน้ารับ ปราชญ์เองเขาก็รู้ดี เมื่อปั๋นถึงที่หมายแล้ว นอกจากด้านหน้าของปั๋นจะไวต่อความรู้สึก ด้านหลังของเด็กหนุ่มก็เริ่มจะปฏิเสธเจ้าสิ่งรุกล้ำเข้ามาด้วยเช่นกัน

“ปั๋นจะไปล้างตัว” ปราชญ์ก้มลงมองที่หน้าท้องของปั๋น มีคราบเหนียวของปั๋นนองอยู่ ปราชญ์ยิ้มพอใจ ก่อนจะดึงส่วนนั้นของตัวเองให้หลุดออก ปั๋นหลับตาด้วยความเขิน เมื่อได้ยินเสียงเนื้อแนบเนื้อนั้นผละออกจากกัน ที่ตรงนั้น ปั๋นรับรู้ได้ถึงของเหลวอุ่น ๆ ที่ปราชญ์ฝากไว้ในตัวเขา กำลังเคลื่อนตัวเองออกมา

ปราชญ์อยากจะคลอเคลียกับปั๋นต่อ แต่ก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายลุกขึ้นจากเตียงนอนแต่โดยดี แสงสลัว ๆ จากโคมไฟภายในห้องนอนของชายหนุ่ม สว่างพอให้เห็นรูปร่างของปั๋น ที่ดูสะโอดสะองจนเกินห้ามใจ และนี่คือสิ่งที่ปราชญ์ยอมรับกับตัวเองถึงสาเหตุที่เขาทั้งหวงทั้งห่วงปั๋น

ปราชญ์หันไปมองหาผ้าผืนเล็ก ๆ ที่วางไว้บนหัวนอน เขาหยิบมันมาเช็ดคราบเหนียวที่แก่นกาย ก่อนจะโยนมันให้ลงตะกร้าผ้าที่มุมห้อง เสียงข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์มือถือ ชายหนุ่มดันร่างตัวเองขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนชิดหัวเตียง หน้าจอโทรศัพท์บอกว่า เป็นข้อความจากเอิง ชายหนุ่มกดอ่านข้อความนั้น สายตาไล่อ่านสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

“นางสิงห์หรือนี่” ปราชญ์ปราดสายตาไปที่ประตูห้องน้ำ ที่มีปั๋นอยู่ด้านใน “เทวีฤกษ์ สิงห์ ชอบแฮะ” ปราชญ์พูดยิ้ม ๆ กับข้อความของเพื่อนสนิทที่ได้อ่าน ที่เอิงได้ทิ้งท้ายข้อความไว้ว่า ยังไงเสีย ดวงดาวมันก็เป็นแค่ส่วนประกอบ จะคิดอ่านทำอะไร ก็ให้คำนึงถึงความเป็นไปในชีวิตด้วย ปราชญ์กดปิดข้อความ วางโทรศัพท์ลง เสียงน้ำในห้องน้ำเงียบหายไป

“ปั๋น เดี๋ยวเราออกไปกินข้าวข้างนอกกันนะ” ปราชญ์ตะโกนบอก ก่อนจะเห็นปั๋นเปิดประตูห้องน้ำออกมา ปั๋นอยู่ในเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่ง ๆ เป็นเสื้อทีมบาสที่ปราชญ์เคยลงแข่งสมัยมหาวิทยาลัยของเขาทำออกมาขาย และกางเกงบ็อกเซอร์นั่นก็ของเขาอีกนั่นแหละ ปราชญ์เห็นแบบนั้นก็ต้องพยายามข่มใจลง คนของเขาทำให้จิตใจเขาปั่นป่วนยิ่งนัก

“แต่มันค่ำแล้วนะครับ” ปั๋นท้วงเบา ๆ ก่อนจะหลบสายตาจากร่างเปลือยเปล่าของปราชญ์ที่นอนอยู่บนเตียง ปราชญ์ได้ยินปั๋นพูดแบบนั้น ก็รีบลุกขึ้นจากที่นอน ก่อนจะเดินมาหาปั๋น

“ผมทำอะไรง่าย ๆ ให้คุณปราชญ์ทานก็ได้นะครับ” ปั๋นรีบบอก แต่นั่นไม่ใช่ที่ปราชญ์ตั้งใจไว้ “พี่ล้างตัวแป๊บเดียว เดี๋ยวเราออกไปกันเลย นะครับ” ปราชญ์ยิ้มให้ปั๋น แล้วก้มลงหอมแก้มเจ้าตัวหนึ่งฟอดใหญ่ ท่าทางก้มหน้างุด ๆ เขิน ๆ ของปั๋น

“แต่งตัวน่ารัก ๆ นะครับ” ทำให้ปราชญ์พูดกลั้วหัวเราะออกมา ก่อนที่เขาจะเดินหายเข้าห้องน้ำไป ปั๋นผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ก้มลงหยิบเสื้อผ้าของเขาที่ถูกปราชญ์ถอดออก แล้วโยนไปกองไว้บนพื้น เสียงฮัมเพลงแบบสบายใจดังลอดออกมาจากห้องน้ำ ปั๋นยิ้มออกมา นึกท่าทางขี้เล่นของปราชญ์ ที่น้อยคนจะได้เห็น แต่แล้วสิ่งที่ปั๋นเก็บงำไว้ในใจก็ทำให้รอยยิ้มนั้นหายไปจากใบหน้า

ปั๋นปิดประตูห้องนอนของปราชญ์ตามหลัง เมื่อตอนที่ทั้งสองกลับมาถึงบ้าน ปราชญ์บังคับให้ปั๋นขึ้นมาที่ห้องนอนบนตึกหน้า `ในฐานะคนรัก` ปั๋นรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ใจ กับความสัมพันธ์ที่กำลังเกิดขึ้นของเขาและปราชญ์ เวลาปีกว่าจากวันที่มันเริ่มต้น ที่เขากับปราชญ์เกินเลยมาจนถึงขั้นนี้

ตั้งแต่เด็กแล้ว ปั๋นจำได้ว่าไม่ว่าปราชญ์จะต้องการอะไร ปั๋นจะยอมให้ปราชญ์เสมอ แต่ไม่ใช่ว่าปั๋นถูกปราชญ์รังแก แต่ถ้าหากว่าปราชญ์ต้องการให้ปั๋นทำอะไร ไม่ทำอะไร ปั๋นเป็นอันขัดปราชญ์ไม่ได้ ยิ่งโตมา ปราชญ์อ่านหนังสือสอบ ก็ต้องให้ปั๋นมานั่งอยู่เป็นเพื่อน

จะไปไหน ไปทำอะไร ปราชญ์ต้องมีปั๋นอยู่ข้าง ๆ คนในบ้านต่างพูดว่า โชคดีที่ปราชญ์มีปั๋นอยู่รับใช้ แต่พอปราชญ์ได้ยินใครพูดแบบนั้น นานวันปราชญ์ยิ่งแสดงอาการไม่พอใจ และสั่งให้ทุกคนเลิกพูดถึงปั๋นด้วยคำที่เขาไม่ชอบ

ปั๋นหอบเสื้อผ้าเดินลงมาจากตึกหน้า เขาเดินไปทางห้องครัวและลานซักล้างที่อยู่ด้านหลัง วันนี้บ้านเงียบเชียบ เพราะคนงานออกไปช่วยงานบ้านในกันหมด ปั๋นโล่งใจอยู่ไม่น้อย ยิ่งช่วงหลัง ๆ มานี้ ปราชญ์ดูไม่ระวังตัวเหมือนที่เคยเป็น จะพูด จะแสดงออกอะไรที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับ ๆ ของทั้งสอง ปราชญ์เหมือนไม่สนใจเสียด้วยซ้ำ ว่าใครจะรู้

ปั๋นเดินไปตามทางเล็ก ๆ ที่พาเขาไปห้องนอนที่เรือนขนาดย่อมด้านในสุด ติดกำแพงรั้วบ้านด้านหลัง เลยตึกที่คนรับใช้อยู่ลึกเข้าไปอีก เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย ตอนที่แม่เขาเสียชีวิต อะไร ๆ ในชีวิตก็เปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้น ความใกล้ชิดระหว่างปราชญ์กับปั๋นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นจากวันนั้นเช่นกัน

“ค่ะ ใช่ค่ะ เดินลงมาจากตึกหน้า ใช่ค่ะท่าน” ใครคนหนึ่งกำลังรายงงานสิ่งที่เห็นให้คนปลายสายรับรู้

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๒.

สหัสชะ – กัมมะ (เพื่อนฝูง – สิ่งที่ทำไป)


`ฉันไม่เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้` เมื่อเอิงเจอหน้ากับเพื่อนคนนี้อีกครั้ง ประโยคที่เคยได้ยิน แว่วมาให้รับรู้อีกครั้ง  เอิงรับสายเพื่อนคนนี้ ที่ไม่ได้คุยกันมานานหลายปี ห่างหายกันไปหลังจากที่เพื่อนคนนี้เรียนจบและแต่งงานไป ครั้งสุดท้ายที่เอิงได้เจอกับหลิว คือก่อนงานแต่ง ที่เอิงไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน

“ไม่ได้เจอกันนาน แกดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยนะ” ผู้เป็นเพื่อนเก่าและเจ้าของบ้าน เอ่ยทักเอิงด้วยรอยยิ้ม แต่เจ้าของรอยยิ้ม ดูซูบผอมและอิดโรย เปลี่ยนจากหลิว ผู้หญิงที่หน้าตาดีและสดใสอยู่เสมอ

“ฉันก็อย่างนี้แหละ” เอิงตอบ ยิ้มรับประโยคทักทายของเพื่อน เอิงนั้น เขาเองก็แปลกใจที่หลิวโทรหา เพราะจากครั้งที่หลิวให้เขาตรวจดวงให้ แล้วผลที่ได้ ออกมาไม่ถูกใจหลิว จากวันนั้น ทั้งสองก็ห่างเหินกันไป เหมือนไม่เคยรู้จักหรือสนิทสนมกัน

เอิงนั่งลงที่ม้านั่งในสวน ตามคำชวนของหลิว หลิวดูผ่ายผอมลงไปมาก แทบไม่เหลือเค้าความมีน้ำมีนวลของดาวมหาวิทยาลัยให้เห็น มือที่ผอมจนเริ่มสังเกตเห็นได้ รินชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมฟุ้งใส่แก้ว ก่อนจะเลื่อนแก้วนั้นส่งให้เอิง เขาเห็นแบบนั้น ก็รีบช่วยเพื่อนประคองถ้วยชานั้นไว้ หลิวยิ้มให้ พลางพูดขอบใจ

“แกยังโกรธฉันอยู่มั้ย” หลิวถาม ลมเอื่อย ๆ พัดมา ร่มไม้ใหญ่บังแดดให้ส่องรำไรลงมาที่ชุดโต๊ะเก้าอี้ ที่ตั้งอยู่ใต้ซุ้มการะเวกนี้ “ฉันมันก็เฮงซวยจริง ๆ” หลิวไม่รอให้เพื่อนได้ตอบคำถามของตัวเอง เธอพูดต่อประโยคนั้น ด้วยสิ่งที่มันอัดเก็บเอาไว้ในใจ

“สวย” เอิงพูดขึ้น “แต่เฮงซวย” แต่ยิ้มน้อย ๆ ให้เพื่อน ทำเอาหลิวถึงกับฉีกยิ้มออกมา รอยยิ้มที่พอจะกลบเกลื่อนแววตาที่เศร้าระทมของเธอลงได้บ้าง “ถ้าโกรธ ฉันคงไม่มาหาแกหรอก” เอิงพูดย้ำ อยากให้เพื่อนสบายใจ ว่าการมาหาเพื่อนที่บ้านในวันนี้ มันก็คือเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยียนกัน

“ถ้าฉันเชื่อเรื่องที่แกเตือนวันนั้น เราสองคนคงได้มีช่วงเวลาดี ๆ แบบเพื่อนควรจะมีด้วยกันมากกว่านี้” หลิวพูดด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจจริง ๆ เอิงพยักหน้าให้กับเพื่อน ก่อนบอกเพื่อนออกไปว่าไม่เป็นไร “เราเริ่มต้นกันใหม่ได้นี่แก” เอิงยิ้มให้เพื่อนอย่างจริงใจ

“ฉันคงมีเวลาเหลือไม่มากพอแล้วล่ะแก” หลิวพูด ขอบตามีน้ำใส ๆ รื้นเอ่อล้นขึ้นมาในทันที “แต่ฉันขอบใจแกมากนะ ที่ไม่โกรธกันแล้ว” ความเจ็บป่วยทำให้หลิวเปลี่ยนไปมาก จากคนที่เคยเชื่อในความคิดของตนเท่านั้น กลายมาเป็นคนที่เข้าใจอะไร ๆ ได้ง่ายขึ้น

เอิงรับรู้ข่าวการป่วยของหลิวมาบ้าง แต่ไม่คิดว่า อาการของหลิวจะทรุดลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ หญิงสาวอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีขาว มันคือสีที่เธอชอบ ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเหมือนอย่างเคย ดูซีดเซียว แม้เจ้าตัวพยายามจะข่มมันลงด้วยการพยายามยิ้ม ผ้าพันคอมีสีสันลวดลายนั้น โพกอยู่ที่ศีรษะที่ไร้เส้นผมนั้น

“ดาวอะไรของฉันวะแก ที่ส่งผลให้ฉันกลายสภาพเป็นแบบนี้” หลิวถามเพื่อน “พูดมาเลย ฉันรับได้”หลิวบอกกับเพื่อน เมื่อเห็นว่าเอิงดูลังเลที่จะพูด “ลัคนากันย์ มฤตยูจร ๐ ของแกอยู่ในภพเรือนไม่ค่อยดีน่ะ” เอิงตอบเพื่อนไป “แต่เดี๋ยวแกก็หาย หมอสมัยนี้เก่งจะตายไป” เอิงไม่อยากให้เพื่อนที่ป่วยอยู่แล้ว ต้องมาเป็นกังวลกับการทำนายของเขา

“แกนี่ พูดโกหกไม่เก่งเหมือนเดิมเลยนะ” เอิงสบตากับหลิว ที่พยายามจะพูดตลกกลบเกลื่อนความรู้สึกจริง ๆ ภายในใจตัวเอง เดี๋ยวก็รักษาหายหรือ หลิวรู้สึกได้ด้วยตัวเองเลยว่า เวลานั้นมันใกล้เธอเข้ามาทุกทีแล้ว

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะ แกเคยเตือนฉันเรื่องอื่นด้วย แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่แกว่าไว้ไม่ผิด” หลิวหลบตาเอิง เพราะรู้สึกผิด ที่คำเตือนก่อนหน้านี้อย่างเพื่อนที่หวังดีของเอิง ได้รับการตอบแทนจากกหลิวด้วยการด่าทอและตัดเพื่อนกัน

“เรื่องนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับดวงดาวอะไร ฉันเตือนแก เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ฉันไม่อยากให้แกเสียใจทีหลัง” หลิวได้ฟังคำพูดนี้ของเอิง ได้แต่ยักไหล่ขึ้น เป็นเชิงรับรู้กันว่า มันไม่ทันการณ์เสียแล้ว ความเสียใจมันเกิดขึ้นแล้ว กับสิ่งที่หลิวเป็นคนเลือกที่จะทำมันลงไป และเมื่อการกระทำนั้นสมบูรณ์แล้ว ก็ต้องเตรียมรับผลที่ตามมาด้วย

เอิงเลี่ยงที่จะไม่พูดว่า ดาวพุธจร ๔ เป็นดาวเจ้าเรือนสหัสชะเรื่องเพื่อนของเขาเอง ก็ตกในภพเรือนที่เสียหายด้วยเช่นกัน เขาจึงอยากให้กำลังใจเพื่อน ให้เพื่อนได้มีความเข้มแข็งต่อสู้ในเวลาที่ยากลำบากนี้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้ง เอิงเองก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกไปตรง ๆ มากนัก ยิ่งเป็นเรื่องราวร้าย ๆ ด้วยแล้ว เพราะมันสร้างความลำบากใจทั้งแก่เขาที่เป็นผู้พูด และคนที่เขาทำนายทายทักไป ที่เป็นผู้ฟัง


อริ - ปัตนิ (ศัตรู - คนรัก)


“นั่นพี่นนท์กลับมาพอดี” หลิวเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นสามีเปิดประตูรั้วบ้านเข้ามา “พี่นนท์มาทางนี้ก่อน เอิงมาเยี่ยมค่ะ” นนท์ที่ตอนแรกกำลังจะเดินเลี่ยงเข้าบ้านไป เขาเดินมาหาภรรยากับเพื่อนเก่าของเธอ ที่ไม่ได้เจอกันนาน นนท์กับเอิงกล่าวทักทาย ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอหายคิดถึง นนท์แปลกใจที่หลิวไม่มีวี่แววว่า จะคืนดีกับเพื่อนเก่าอย่างเอิงมาก่อน

“อยู่กันหลาย ๆ คนแบบนี้ ครึกครื้นดีนะคะ” นนท์แปลกใจกับน้ำเสียงของผู้เป็นภรรยา ที่ฟังดูสดใสขึ้น ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เขาจำไม่ได้แล้ว ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ยินหลิวพูดจาดี ๆ กับเขานั้น มันเมื่อไหร่กัน สิ่งที่เขาต้องผ่านมันไปให้ได้ในแต่ละวัน กับชีวิตคู่ที่เขา `ต้องเลือก` และทิ้งสิ่งที่เขา `ต้องการ` มันโหดร้ายกับเขามากมายเหลือเกิน

“แต่เราต้องการคนเพิ่มอีกสักคน จะดีกว่านี้ค่ะ” เอิงมองหน้าเพื่อน พยายามจับสังเกตว่าเพื่อนของเขาไม่ได้กำลังประชด หรืออะไรทำนองนั้น “ทำไมมองหลิวกันแบบนั้นล่ะคะ” หญิงสาวถามขึ้น เมื่อเห็นทั้งเอิงและนนท์แสดงสีหน้าประหลาดใจ โดยเฉพาะนนท์ ที่เขาไม่ได้เห็นความเฟรนด์ลี่แบบนี้จากหลิวมานานมาก

“มาพอดี” หลิวพูดขึ้น เมื่อได้ยินเสียงกริ่งประตูบ้านดังขึ้น “พี่นนท์คะ ช่วยไปเปิดประตูให้หลิวสิคะ” หญิงสาวพูดกับสามี นนท์พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว วินาทีที่เขาเปิดประตูออกนั้น เขาถึงกับต้องตะลึง เมื่อเห็นคนที่อยู่ตรงหน้า

“อุ่น” เจ้าของชื่อนั้นเอง ก็ไม่ต่างกัน “นนท์” ผู้ที่เพิ่งมาถึง ตกใจที่ได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยนั้น ใบหน้าที่เก็บซ่อนเอาไว้อยู่ภายในใจ ใบหน้าที่เขาเองก็ไม่คิดว่า จะได้พบเจอกันอีก “คุณอุ่นใช่มั้ยคะ พี่นนท์เชิญคุณอุ่นเข้ามาในบ้านสิคะ” ชายหนุ่มทั้งสองคน ได้ยินเสียงคะยั้นคะยอของหลิว นนท์รีบพยักหน้าเป็นเชิงเชื้อเชิญให้อุ่นเข้ามาก่อน อุ่นเองก็ดูจะทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ได้แต่เดินตามนนท์ไปเงียบ ๆ

“ได้เจอกันซักทีนะคะ คุณอุ่น” หลิวที่โทรไปเจาะจงเลือกอุ่นที่เป็นนักโภชนาการบำบัด ให้มาดูแลเธอเป็นการเฉพาะ “สวัสดีครับ” อุ่นกล่าวทักทายหลิว โดยไม่กล้าหันไปมองนนท์ที่กำลังจ้องหน้าของอุ่นแทบไม่วางตา หลิวที่เห็นท่าทางของนนท์ เธอรู้สึกแปลบขึ้นมาที่ใจ แต่เธอก็บอกกับตัวเองให้เข้มแข็งเข้าไว้ แล้วเดินหน้าต่อไป

“คุณอุ่นช่วยพาหลิวเข้าบ้านทีสิคะ ลมชักจะแรงแล้ว” หญิงสาวเอ่ยขึ้น ก่อนจะยื่นมือให้อุ่นมาช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ อุ่นรับคำ แล้วรีบเข้าไปหาหลิว ยื่นแขนให้หลิวจับ “ค่อย ๆ นะครับ” อุ่นเตือนด้วยน้ำเสียงห่วงใย แม้ในใจของเขาสั่นตึก ๆ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“พี่นนท์คะ” หลิวเรียก “เข้าบ้านกับคุณอุ่นสิคะ” นนท์เห็นหลิวยิ้มให้เขา ก่อนหันไปหาอุ่น ที่เงยหน้าขึ้นสบตากับนนท์ที่มองมาพอดี เอิงที่ลอบสังเกตเพื่อนสนิท เขารู้ดีว่า ที่หลิวกำลังทำอยู่นี้ หลิวต้องฝืนใจมากแค่ไหน หลิวต้องใช้พลังใจเพื่อเอ่อยคำพูดแต่ละคำ ยิ้มแต่ละทีมากขนาดไหน

ทั้งสี่คนเข้ามาในบ้าน หลิวขอให้เอิงอยู่ต่อ อย่าเพิ่งกลับ เอิงตามใจเพื่อนและอยู่เป็นเพื่อนกับหลิวก่อน ทั้งสองคน หลิวและเอิงนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก ที่มองตรงไปเป็นไอส์แลนด์ครัว หลิวบอกให้อุ่นเข้าไปเตรียมอาหารเย็นได้เลย โดยไม่ลืมที่จะขอให้นนท์ เข้าไปช่วยอุ่นที่ในครัว

นนท์นั้นดูดีใจมากที่อุ่นมาอยู่ตรงนี้กับเขา เขากุลีกุจอช่วยอุ่นหยิบจับนั่นนี่ โดยมีอุ่นที่ลอบมองใบหน้าของนนท์ แต่ก็ต้องรีบหลบสายตา เพราะไม่ต้องงการให้ใครสังเกตเห็น แต่กระนั้น หลิวได้เห็นอากัปกิริยาทั้งหมดของทั้งคู่ เธอตั้งใจ หญิงสาวยืนยันกับตัวเอง

“แกทายแม่นอีกแล้วนะเอิง” หลิวกล่าวชมเพื่อน “พี่นนท์ลัคนาธนู ดาวคู่ครองจรของเขา ตอนนี้อยู่ในภพเรือนวินาศน์ แกบอกฉันว่า วินาศนะ คือการปกปิด ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย คนรักตัวจริงของพี่นนท์คือคนที่ซ้อนเร้น ไม่เปิดเผย ก็คือคุณอุ่นสินะ” ภาพตรงหน้า รอยยิ้มของนนท์ เธอเองเห็นมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ หญิงสาวคิดไม่ออก

“แต่ฉันสิ พื้นดวงฉัน ดาวคู่ครองฉันอยู่เรือนวินาศน์มาตั้งแต่ต้น ฉันเลยทำตัวกีดกันความรักของคนอื่น วิบากกรรมที่ฉันกำลังเจออยู่ ส่งผลเร็วดีนะ ในชาตินี้แหละ ไม่ต้องรอชาติไหน” เสียงพูดของหลิวสั่นเครือ สีหน้าของเธอบ่งบอกว่าเธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ข่มความรู้สึกไว้มากแค่ไหน

“ถ้านี่เป็นนิยายวายสักเรื่อง ฉันไม่อยากเป็นผู้หญิงแย่ ๆ ในนิยายเรื่องนั้น” หลิงพูด เอิงบีบมือเพื่อนเพื่อให้กำลังใจ ก่อนที่เอิงจะเห็นหลิวยันตัวเพื่อลุกขึ้นยืน เธอเซเล็กน้อย เอิงจะเข้าไปช่วยพยุงเพื่อน แต่หลิวส่ายหน้าห้ามเขาไว้ เอิงมองเพื่อนที่เดินเข้าไปหานนท์และอุ่น ทั้งสองหันมาเห็นหลิว ก็พอดีกับที่หลิวมาหยุดยืนตรงหน้า สายตาของหลิวเต็มไปด้วยความเสียใจที่อัดแน่นจนมันล้นแสดงออกมา

“คุณอุ่น หลิวเกลียดคุณ” หลิวพูดออกไป ตัวสั่นเทิ้ม การเดินทางเพื่อให้มาถึงจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด มันทรมานใจครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งนั้น มันกำลังจะปลดล็อคและทำให้เธอเป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการ ที่เธอจองจำคนหลายคนเอาไว้ นนท์และอุ่นตกใจกับสิ่งที่หลิวพูด

“คุณไม่ได้ผิดอะไร แต่หลิวเกลียดคุณ คุณเข้าใจมั้ย หลิวไม่เคยได้รับความรักจากพี่นนท์เลย เพราะเขาไม่เหลือความรักเผื่อให้ใครได้อีกนอกจากคุณ” นนท์พยายามห้ามหลิว แต่หญิงสาวขอให้เขาอย่าห้ามในสิ่งที่เธอกำลังจะพูดนี้

“หลิวจงใจแย่งพี่นนท์มาจากคุณ ทั้ง ๆ ที่เราไม่แม้แต่จะรู้จักกัน จะเรียกว่าอะไรดี ความเห็นแก่ตัว ความทุเรศ หรือว่าความที่หลิวไม่อยากจะแพ้คุณ หลิวแพ้ในเรื่องความรักให้กับผู้ชายอีกคน ที่ผู้ชายที่หลิวรักจนหมดใจมีใจให้ คุณอุ่นว่า ชะตาชีวิตคนเรา มันช่างโหดร้ายดีมั้ยคะ” ทั้งห้องเงียบสนิท อุ่นอยากจะพูดอะไรออกไป เพื่อให้หลิวคลายกังวล ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะมาแย่งนนท์กับหลิว

“พี่นนท์ หลิวไม่เคยท้อง พี่นนท์ไม่ได้ทำหลิวท้อง หลิวสร้างเรื่องขึ้นมา สร้างหลักฐานเท็จทั้งหมด เพื่อให้พี่นนท์ไม่กล้าทิ้งหลิว” หลิวพูดออกมาด้วยน้ำตานองหน้า เธอมองนนท์ด้วยสายตาของคนสำนึกผิด “พี่นนท์อย่าเกลียดหลิวนะ” นนท์ที่ได้ยินแบบนั้น เขารู้สึกเหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่หัวอย่างจัง มันมึนงง มันบรรยายไม่ถูก ส่วนอุ่นนั้น เขาเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับนนท์ ตั้งแต่ได้รับรู้ว่า นนท์กำลังจะเป็นพ่อคน การเดินจากไปของเขา มันง่ายที่สุดแล้วสำหรับทุกคน
“พี่นนท์ หลิวเซ็นใบหย่าไว้ให้พี่แล้ว พี่นนท์เป็นอิสระแล้วนะคะ พี่ไปอยู่กับคนที่พี่รักได้แล้วนะคะ” สิ่งที่หลิวเลือกทำในวันนี้ มันคือสิ่งดี ๆ เพียงไม่กี่อย่างที่เธอจะทำให้นนท์ได้ เพื่อแก้ไขในสิ่งแย่ ๆ ที่เธอได้ทำไว้ทั้งหมด แม้มันจะไม่สามารถชำระความผิดทั้งหมดของเธอได้ก็ตาม

“ขอแค่พี่นนท์คิดถึงหลิวบ้าง มาเยี่ยมกันบ้างก็ยังดี” หลิวพูดจบ เธอรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ภาพด้านหน้าของเธอวูบไหว ก่อนที่เธอจะหมดสติและกำลังจะล้มพับไป นนท์ตกใจรีบวิ่งเข้าไปรับตัวหลิวก่อนที่หญิงสาวจะล้มถึงพื้น เอิงรีบเข้าไปดูเพื่อน เรียกชื่อหลิวเผื่อจะช่วยให้หลิวฟื้นคืนสติ อุ่นนั้นรีบโทรเรียกรถพยาบาล ทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากัน พยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น



ปัตนิ - มรณะ (คู่ครอง – การจากลา)


ที่โรงพยาบาล ทีมแพทย์กำลังดูอาการของหลิวอย่างใกล้ชิด แต่อาการของหลิวไม่สู้ดีนัก โรคร้ายที่เธอเป็นอยู่ได้ลุกลามไปมาก ยารักษาที่เคยได้ผลก่อนหน้า ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า ร่างกายของหลิวไม่ตอบสนองกับยาเหล่านั้น ที่เตียงคนไข้ สายเครื่องพยุงชีพต่าง ๆ ระโยงระยางเต้มไปหมด หลิวตอนนี้ดูอ่อนแอและเปราะบางเป็นที่สุด

เมื่อเธอฟื้นมีสติ เธอพยายามแสดงอาการรับรู้ เมื่อเห็นนนท์นั่งอยู่ข้าง ๆ หลิวพยายามพูด แม้ว่ามันจะทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยหอบมากกว่าปกติก็ตาม หมออยากให้เธอพักผ่อนมาก ๆ แต่หลิวรู้ดี ว่าเวลาของเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ทุกอย่างมันงวดเข้ามาจนทุกวินาทีที่เธอมีเหลืออยู่นี้ เธอต้องการใช้มันให้มีคุณค่ามากที่สุด

“พี่นนท์ คุณอุ่นล่ะ” หลิวถามด้วยเสียงแห้งปร่า หลังจากที่นนท์ให้เธอจิบน้ำเปล่า “หลิวอยากเจอคุณอุ่น” หลิวขอร้องนนท์ ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปตามอุ่น ที่นั่งรออยู่ด้านนอก อุ่นเดินตามนนท์เข้ามา หลิวยิ้มให้กับเขา ก่อนจะกวักมือเรียกอุ่นให้เข้าไปนั่งกับนนท์ที่ข้าง ๆ เตียง

“คุณอุ่นคะ หลิวขอโทษ ยกโทษให้หลิวด้วยนะคะ” หลิวพยายามพูด ทุกครั้งมันทำให้เธอหายใจขาดห้วงมากขึ้นเรื่อย ๆ “คุณหลิวพักผ่อนก่อนนะครับ ผมไม่ได้ถือโทษโกรธคุณหลิว ผมไม่เป็นไรจริง ๆ” อุ่นรู้สึกเห็นใจผู้หญิงคนนี้อย่างจับใจ ใช่ สิ่งที่เธอทำมันทำร้ายชีวิตของเขาและนนท์ แต่ตอนนี้ อุ่นเองก็โกรธหลิวไม่ลงจริง ๆ และนั่นคงไม่ต่างอะไรกับนนท์เช่นกัน

“ดูแลพี่นนท์ให้ดูนะคะ” หลิวจับมือของนนท์ไปวางทับมือของอุ่น “รักกันนาน ๆ” หลิวพูดพลางน้ำตาไหลลงมาเป็น “อย่าทิ้งคุณอุ่นอีกนะคะ พี่นนท์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” หลิวพยายามยิ้มให้คนทั้งคู่ “สองคนเสียเวลากับหลิวมามากพอแล้ว อโหสิให้หลิวนะ” หลิวพูดจบ พร้อมหลับตาลง หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน

นนท์นั้น พอมาถึงขั้นนี้ ต่อให้เขาไม่เคยรักหลิวเลย และต้องจำยอมอยู่กับหลิวเพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ความผูกพันระหว่างเขากับหลิวมันย่อมมี แม้ว่าเขาได้อิสระในชีวิตกลับคืนมาแล้ว แต่ความสูญเสียที่เห็นกันอยู่ตรงหน้านี้ มันทรมานหัวใจมากเสียเหลือเกิน

สองวันหลังจากนั้น เอิงก็ได้รับข่าวร้าย เมื่อนนท์โทรมาอกว่า หลิวจากไปอย่างสงบแล้ว หลังจากคืนที่หิวถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล คืนนั้น เธอหลับไปและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เหมือนโซ่ตรวนที่เธอใช้เหนี่ยวรั้งทุกคนเอาไว้ แตกหักลง มันได้ปลดปล่อยทุกคน รวมถึงตัวของเธอเองด้วย

ความรักของหลิวที่ทำร้ายคนที่เธอรัก และทำร้ายตัวของเธอเองมากกว่าใคร ได้จบสิ้นลง มันอาจเป็นไปตามอิทธิพลของดวงดาวบนฟากฟ้า หรืออาจจะเป็นเพราะสติระลึกได้ของหลิว ที่ยอมให้ชีวิตดำเนินไปอย่างปกติตามธรรมชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=PtZGhD8OFK0

ฉันได้พูดคุยกับเขาแล้ว
ได้เจอกับเขาคนนั้นของเธอ
ก็บอกตรงตรง
โกรธไม่ลงที่เธอได้เลือกเขา

เห็นแล้วเขาดีขนาดไหน
แตกต่างจากฉันที่ชีวิตวุ่นวาย
ไม่โกรธเธอแล้ว
เหมาะกับเธอก็เขานั้นคู่ควร

ทั้งหมดใจ
ก็ยังรักเธอเสมอ
และเข้าใจ
เมื่อเธอเจอทางที่ดี
ไม่อยากจะฉุดรั้งเธอ

ดูแลรักเขาให้ดีดี
อยู่กับเขาไปให้นานนาน
มีเพียงเท่านี้
จะใช้เป็นคำส่งท้าย
ดูแลรักเขาให้ดีดี
และจากนี้ไปเรื่องนี้จะจบ
ตัดใจเสียที
เธอได้คนดี
ก็หมดเวลาฉัน
ตั้งแต่นี้
ฉันขอลาก่อน

รู้แล้วทำไมเธอเลือกเขา
พอคุยกับเขาก็เลยเข้าใจ
มันต่างกันไกล
ไม่มีทางที่ฉันจะเทียบเลย

เห็นแล้วเขาดีขนาดไหน
แตกต่างจากฉันที่ชีวิตวุ่นวาย
ไม่โกรธเธอแล้ว
เหมาะกับเธอก็เขานั้นคู่ควร

ทั้งหมดใจ
ก็ยังรักเธอเสมอ
และเข้าใจ
เมื่อเธอเจอทางที่ดี
ไม่อยากจะฉุดรั้งเธอ

ดูแลรักเขาให้ดีดี
อยู่กับเขาไปให้นานนาน
มีเพียงเท่านี้
จะใช้เป็นคำส่งท้าย

ดูแลรักเขาให้ดีดี
และจากนี้ไปเรื่องนี้จะจบ
ตัดใจเสียที
เธอได้คนดี
ก็หมดเวลาฉัน
ตั้งแต่นี้
ฉันขอลาก่อน

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓.

ลาภะ – ปัตนิ (โชคลาภและคนรัก)


“พรุ่งนี้ผมว่างครับ” เอิงตอบปลายสายกลับไป “โอเคครับ ได้ครับคุณแม่ เจอที่คาเฟ่เดิมนะครับ ได้ครับ สวัสดีครับ” เอิงกล่าวลาอีกฝ่าย ก่อนจะกดวางสายลง สายตาของเขามองผ่านประตูกระจกสำนักงานเข้าไป ก็เจอสายตาอีกคู่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว

“สวัสดีครับพี่เอิง” เสียงเด็กหนุ่มรุ่นน้องเอ่ยทักเขา เมื่อเอิงดันประตูกระจกบานนั้นเข้าไป “มารับเช็คค่าแปลงานหรือครับพี่” เอิงยิ้มให้แล้วพยักหน้าแทนคำตอบ “พี่ว่านบอกให้พี่เข้ามารับได้เช้านี้น่ะ” เอิงอ้างถึงผู้ที่เป็นเจ้านายของอีกฝ่าย ที่ส่งข้อความไปบอกเขาเมื่อสองสามวันก่อน

“เดี๋ยวผมตามให้พี่” เด็กหนุ่มบอก ก่อนจะชะโงกเข้าไปด้านหลังออฟฟิศ แล้วตะโกนเรียกใครบางคน “หนู” เสียงเขาเรียก “หนูจ๋า” เอิงมองเด็กหนุ่มเรียกชื่อคนที่อยู่ด้านหลังออฟฟิศด้วยท่าทางพอใจแบบพิกล ๆ “หนูจ๋า” เขาเร่งเสียงเรียกดังขึ้นอีก คราวนี้ทำเสียงยานคางด้วยพร้อม จนเอิงได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ กำลังดังออกมาจากด้านหลังนั้น

“โอ๊ย เรียกใช้แต่เช้าเลยนะ” คนที่ถูกเรียกว่าหนูจ๋า บ่นกระปอดกระแปด ก่อนเยี่ยมหน้าออกมาดู เอิงเอ็นดูหน้าตายู่ยี่แสดงอาการเคือง ๆ นั้น “มีอะไร” เสียงนั้นห้วน ๆ แต่เจ้าตัวก็ต้องหันมาทำหน้ารู้สึกผิด เมื่อเห็นเอิงยืนอยู่ตรงนั้นด้วย

“สวัสดีครับพี่เอิง เช็คใช่มั้ยครับ พี่ว่านสั่งไว้แล้ว เดี๋ยวหนูไปหยิบให้ แป๊บนึงนะพี่” หนูจ๋าทำท่านึกว่า ที่เก็บเช็คสำหรับค่าแปลเอกสารเก็บไว้ที่ไหน “เอ้าเร็ว ๆ เข้า พี่เขารอ” เจ้าเด็กหนุ่มคนแรกที่กล่าวทักเอิง ทำซุ่มเสียงดุเข้ม ออกคำสั่ง

“รู้แล้วน่ะ” หนูจ๋ายู่หน้าใส่ บ่นพึมพำ ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านหลังออฟฟิศอีกครั้ง “ไม่ไหวครับพี่เอิง เด็กฝึกงานก็อย่างเนี้ย แต่ไม่ต้องห่วงครับพี่ เดี๋ยวผมเกลาให้ ดูแล้วทรงนี้ยังต้องฝึกอีกเยอะครับ” เอิงนึกขำคำพูดของเด็กหนุ่ม ส่ายหน้าให้กับท่าทางของเจ้าตัว

“แล้วเราล่ะ ทำมาก่อนเขานานมากเลยนะ” เอิงเอ่ยปากแซว คนโดนแซวยิ้มกว้างแบบคนโดนจับผิดได้ “แหมพี่ อย่างน้อยก็สองปีแหละ ไม่ต้องห่วง ผมประสบการณ์เยอะ” เจ้าเด็กหัวเกรียนสกินเฮด เสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีซีด พูดอวดภูมิให้เอิงฟัง

“โอ๊ย ขี้คุยแท้ ไอ้คัน” เอิงหมั่นไส้เจ้าเด็กหนุ่มนี้เสียเหลือเกิน “พี่เอิง ผมชื่อคันศร เรียกให้มันเต็ม ๆ หน่อยสิพี่” เจ้าของชื่อคันศรท้วงขึ้นด้วยหน้าตาทะเล้น ๆ เอิงหัวเราะไปกับท่าทางนั้น “ก็แกไม่มีชื่อเล่นให้พี่เรียก” เอิงท้วงกลับไปบ้าง “ศรก็ยังดีพี่” ทั้งเอิงทั้งคันศรหัวเราะออกมาพร้อมกัน ก็พอดีที่หนูจ่าเดินถือเช็คเงินออกมาพอดี

“ได้แล้วครับพี่เอิง” หนูจ๋ายื่นเช็คให้กับเอิง “ขอบคุณนะ หนูจ๋า” เอิงเอื้อมมือไปรับเช็คมาจากเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา ดูเรียบร้อยและสดใสสมวัย “ขยัน ๆ เข้านะ เดี๋ยวก็ฝึกงานจบแล้ว” เอิงกล่าวกับหนูจ๋า “เหลืออีกเดือนเดียวเองพี่เอิง” หนูจ๋าพูด “จะได้เริ่มงานจริง ๆ สักที” แว่บเดียวนั้น ที่เอิงเห็นสีหน้าและแววตาของคันศรวูบไหว เหมือนคนกำลังจะเสียของที่สำคัญอะไรไป

“โชคดีจังเนอะ” คันศรหันไปพูดกับหนูจ๋า น้ำเสียงดูกระเง้ากระงอดอีกฝ่ายชอบกล หนูจ๋ามองคันศรแบบงง ๆ “แล้วอย่างนี้ ผมจะโชคดีกับเขาบ้างมั้ยครับพี่เอิง” คันศรถามผู้ที่โตสุดที่อยู่ตรงนี้ “ก็ต้องดูว่า ดาวลาภะ ลาภผลของแกไปอยู่ตรงไหน” เอิงตอบกลับเด็กหนุ่มไป

“งั้น พี่เอิงดูให้ผมหน่อยสิครับ นะครับ ผมอยากรู้ เผื่อจะมีโชคถูกรางวัลใหญ่อะไรกับเขาบ้าง” คันศรคะยั้นคะยอให้เอิงช่วยตรวจดวงให้เขาหน่อย “อ้ะ ๆ ก็ได้” เอิงตอบตกลง ก่อนจะถามวัน เดือน ปี และเวลาเกิดของเด็กหนุ่ม

“เกิดราศีธนู ลัคนามังกร” เอิงพูดบอกกับคันศรออกไป โห เจ้านี่ ราศีธนู นักรักผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรราศีเลยนี่นา เอิงคิด ก่อนเหลือบตาไปมองที่หนูจ๋า ที่มองมาทำตาแบ๊วใสอยู่ “ยังไงพี่” คันศรถามเอิง เพื่อให้อธิบายเพิ่มเติม

“เกิดราศีธนู ก็เลยชื่อคันศร” เอิงพูดเพื่อให้เจ้าตัวยืนยัน คันศรยิ้มกว้างและพยักหน้าแทนคำตอบ “อืม แต่แกเป็นคนสูง เข้ม ๆ แปลกตาดี ต่างจากคนเกิดลัคนามังกรที่พี่เคยเจอมาที่จะตัวเล็ก ๆ หน่อย” เอิงทักจากประสบการณ์ที่ผ่านมา “คนมันหล่ออ้ะพี่” คันศรไม่วายพูดชมตัวเองไปอีกหนึ่งที

“แหวะ” หนูจ๋าส่งเสียงไม่เห็นด้วยขึ้นมา “ฟังก่อน อย่าเพิ่งแพ้ท้อง เฮียเพิ่งเริ่มเองนะหนู ต่อเลยครับพี่เอิง” คันศรหันไปปรามหนูจ๋า ว่าอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป ของดีกำลังจะมาถึงต่อจากนี้ เอิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ หนึ่งที พลางนึกเอ็นดูไอ้เด็กสองคนนี้

“ถ้าเรื่องโชคลาภ อืม แกมี ๓ ดาวอังคารเป็นเจ้าเรือนลาภะ ที่หมายถึงโชคลาภ และเรือนพันธุ คือบ้าน คือที่อยู่อาศัย มันไปตกอยู่เรือน” เอิงพูดก่อนจะหยุดนิดหนึ่ง เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจอยู่ในที เจ้าคันศรทำหน้าลุ้นหนัก แม้แต่หนูจ๋าเองก็เช่นกัน

“ปัตนิ” เอิงบอกออกไป คันศรทำหน้าสงสัยใส่เอิง “คนรักน่ะ” เอิงไขความให้ ก่อนมองไปที่หนูจ๋า ซึ่งก็ยังคงมองมาตาใสแจ๋วอยู่เหมือนเดิม “คือยังไงอ้ะพี่ คือผมต้องมีแฟนหรือครับ ถึงจะโชคดี” คันศรถามแบบงง ๆ ในความหมายของดวงดาวที่เอิงบอกมา

“ก็ ทำนองนั้น” เอิงตอบเด็กหนุ่ม “คือถ้าแกนะ คันศร มีแฟนตอนนี้ แกก็จะได้โชคได้ลาภจากแฟนแกไง” เอิงอธิบายไปตามความหมายที่เขารู้ “ต้องมีแฟนงี้” คันศรพูดก่อนค่อย ๆ เหลือบตาไปมองหนูจ๋า เอิงเห็นแบบนั้นแล้วอยากมองบนใส่ไอ้เด็กคันนี่มากจริง ๆ

“แล้วเราจะได้โชคจากแฟนยังไงครับพี่เอิง” แม้แต่หนูจ๋าเองก็ให้สงสัย ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง “คืองี้ สมมุติว่าเราอยากจะเสี่ยงโชค ซื้อล็อตเตอรี่ซักใบ เราก็ซื้อเลขที่เกี่ยวกับวัน เดือน ปี เกิด แฟนของเรา หรือเลขที่เกี่ยวข้องกับแฟน อย่างของเจ้าคันศรนี่ มีเรือนพันธุร่วมด้วย เลขที่บ้านตัวเอง บ้านแฟน ลองดู” เอิงนั้นอรรถาธิบายให้ทั้งคู่ฟัง

“แต่” เอิงขัดขึ้น คันศรหันมามองเอิงแบบไม่ชอบคำว่าแต่นั้นนัก “ดาวพุธ ๔ ของแกเดินเสียอยู่ ดาวพุธหมายถึงการพูด การสื่อสาร ๔ เป็นเจ้าเรือนอริของแกด้วย พูดยังไงให้เกิดเรื่อง พูดยังไงให้ตัวเองซวย แล้วคำว่าอริ ไม่ได้หมายถึงศัตรูเพียงอย่างเดียวนะ ลูกจ้าง อ้อ ลูกน้องก็ด้วย” คันศรถึงกับอึ้งไปนิดหนึ่งที่ได้ยินเอิงพูดมาแบบนั้น แต่ท่าทางเฉย ๆ เหมือนฟังไม่ทันของหนูจ๋า ทำให้คันศรโล่งไปได้หน่อยนึง

“เคยได้ยินมั้ยที่เขาพูดขำ ๆ กันว่า ปากหอมอมยา ปากหมาอม” เอิงหยุดพูดตรงคำสุดท้ายของประโยค คันศรพูดคำนั้นออกมาแบบไม่มีเสียง “นั่นแหละ ถ้าแกอยากจะได้โชคลาภจากแฟน ก็ต้องพูดจาดี ๆ กับเขา เอาใจเขา ชมเขา ไม่ชวนเขาทะเลาะ อะไรทำนองนั้น” เอิงบอกรายละเอียดการปรับพฤติกรรมตามดวงดาวให้คันศรเข้าใจ ซึ่งดูท่าแล้ว สีหน้าที่เป็นกังวลของคันศร มันเผยอะไรบางอย่างออกมาพอสมควร

“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง” หนูจ๋าทำเสียงหมาเห่า ก่อนจะหัวเราะทำหน้าชอบใจ คันศรนึกในใจ ซวยล่ะ นี่เขาไม่เคยพูดจาอะไรดี ๆ หวาน ๆ ออกไปเลย มีแต่ยียวนกวนประสาท มีแต่ออกคำสั่ง ก็เขานึกว่ามันคิ้วท์ คิ้วท์ ดีนี่นา แล้วอย่างนี้ จะเริ่มพูดเพราะ ๆ ดี ๆ ด้วยตอนไหน ยังทันอยู่ไหมวะ

“ส่วนของหนูจ๋า” เอิงหันไปทางเด็กหนุ่มตัวเล็ก หน้าใส “ครับพี่เอิง หนูพร้อมแล้ว” รอยยิ้มหวาน ๆ นี่ใช่มั้ย ที่ทำให้คนห่าม ๆ อย่างไอ้คันต้องหวั่นไหว เอิงคิดประมวลผลตามสิ่งที่เห็นด้วยตาเนื้อ ก่อนจะต้องประหลาดใจเมื่อเห็นดวงดาวของหนูจ๋า

“ราศีเมถุน คนคู่ ลัคนากรกฏ” เอิงถึงกับเลิกคิ้วขึ้น เพราะภพเรือนคู่รักของคันศร ก็คือลัคนากรกฏนี่แหละ “อืม หนูจ๋านี่ลักษณะตรงกับลัคนาเลยนะ แม่ตั้งชื่อให้ตามขนาดตัวป่ะเนี่ย ปากนิด จมูกหน่อย ตัวเล็กจิ้มลิ้ม เป็นพวกหน้าเด็ก น่ารัก” เอิงว่าไปตามดวงดาวที่เป็น

“แม่นดีนะครับ” คันศรยิ้มที่ได้ยินเอิงพูดชมหนูจ๋าแบบนั้น ส่วนหนูจ๋าก็ยิ้มเขินอยู่ แลละก็เห็นด้วยกับที่คันศรพูดว่าพี่เอิงทายแม่นดี “ส่วนโชคลาภของหนูจ๋า เลข ๖ ดาวศุกร์อยู่ในเรือนตนุ หรือตัวตนของตัวเองและมี ๒ ดวงจันทร์ การเสี่ยงโชค กุมลัคน์อยู่ด้วย ซื้อเลขตัวเองเลยหนูจ๋า เชื่อพี่” พูดจบ เอิงยังไม่อยากเชื่อเองเลยว่า ทั้งคันศรและหนูจ๋า จะมีดวงดาวที่สัมพันธ์คาบเกี่ยวกันแบบนี้

“คนนึงซื้อเลขแฟนนะ” เอิงย้ำกับคันศร “ส่วนอีกคน ก็ซื้อเลขที่เกี่ยวกับตัวเอง ตามนั้น” เอิงหันไปย้ำกับหนูจ๋าด้วย คันศรยิ้มเขิน ๆ อาย ๆ ไอ้ข้อมูลวัน เดือน ปี เกิด ของหนูจ๋าที่ได้ยินเมื่อกี้เขาจดเอาไว้แล้ว ส่วนหนูจ๋า ยังขมวดคิ้ว คิดไม่ตกเลย ว่าจะซื้อเลขวันเกิด หรือจะ พ.ศ. เกิดดี

“อ้อ แต่พี่จะบอกอะไรเอาไว้อย่างหนึ่งนะ” เอิงเรียกทั้งสองหนุ่มให้หันมาฟังในสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้ “เรื่องโชคลาภในชีวิตเนี่ย มันก็ไม่ได้หายถึงการเสี่ยงโชค เสี่ยงเบอร์เสมอไปหรอกนะ บางที โชคลาภของเราก็เป็นเรื่องงาน เรื่องการเดินทาง หรือแม้แต่เรื่องความรัก” เอิงมองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา

“โชคลาภบางที มันก็มาในรูปแบบของ สัตว์สองเท้า เคยได้ยินมั้ย” เอิงเอ็นดูเด็กทั้งสองคนนี้ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ “นกหรือครับพี่เอิง หรือว่าเป็ด หรือว่าไก่” หนูจ๋าถามขึ้น ด้วยใบหน้าครุ่นคิดจริงจัง “โว้ะ” คันศรที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับต้องร้องออกมาดัง ๆ “โชคดีนะ ไอ้คัน” เอิงถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง แต่ท่าทางของหนูจ๋า ก็ยังงง ๆ ว่าพี่เอิงหัวเราะทำไม และคันศรจะเกาหัวดูหงุดหงิดทำไม

วันนั้นทั้งวัน พี่ว่านที่เข้ามาในออฟฟิศช่วงบ่าย ก็ดูจะแปลก ๆ กับท่าทีของคันศรไม่น้อย ที่อยู่ ๆ คันศรก็เพิ่มความละมุนละม่อมเวลาสอนงานหนูจ๋า ใช่แล้ว พี่ว่านมอบหมายให้คันศรเป็นพี่เลี้ยงดูแลหนูจ๋าที่เข้ามาฝึกงาน และให้เป็นผู้ส่งแบบประเมินสุดท้ายให้เธอด้วย พี่ว่านพึมพำกับตัวเองว่าคันศรกินยาผิดหรือเปล่า แต่ก็ดี ที่ทั้งสองไม่แง่ง ๆ ใส่กันให้เธอต้องปวดหัว

“พวกผมกลับก่อนนะครับพี่ว่าน” คันศรยกมือไหว้ร่ำลาเจ้านาย “ไปเร็ว กลับได้แล้ว” ก่อนจะหันมาดุนหลังให้หนูจ๋าเดินนำออกไป หนูจ๋ายกมือไหว้พี่ว่านแทบไม่ทัน ทั้งสองเดินออกมาจากออฟฟิศ คันศรก้าวขายาว  ๆ สองสามก้าว ก็ทำให้เขาเดินตามหนูจ๋าทัน ทั้งสองเดินข้าง ๆ กัน เพื่อไปที่สถานีรถไฟฟ้า

หนูจ๋านั้น ตอนนี้กำลังนึกในใจว่า เพราะอะไร วันนี้คันศรถึงได้พูดจากับเขาดีจัง จนผิดสังเกต ทั้งสองเดินไปด้วยกับแบบไม่ได้พูดอะไรกัน คันศรเอง เมื่ออยู่ ๆ ต้องหาคำพูดดี ๆ มาพูดคุยกับหนูจ๋า หลับหลายเป็นว่า คำพูดน่ะมี แต่เขาพูดไม่ออกซะอย่างนั้น

“แผงล็อตเตอรี่ เร็วหนูจ๋า” ไม่พูดเปล่า คันศรฉวยข้อมือของหนูจ๋าให้เดินตามเขาไป “เอาเลขอะไรดีหนุ่ม” คุณลุงแผงล็อตเตอรี่เอ่ยถาม ทั้งคันศรและหนูจ๋ากวาดตามองหาเลข “เอาเลขนี้” ทั้งสองจิ้มไปบนสลากเลขเดียวกันแทบจะพร้อมกัน

“นี่มันเลขปีเกิดของหนูจ๋า พี่ก็ซื้อเลขแฟนพี่สิ จะมาแย่งหนูทำไม” หนูจ๋าท้วงเสียงดัง “อ้าว หนูจ๋า มันมีตั้งสองใบ อย่างก” คันศรไม่ยอมแพ้ “มันมีสองใบ ก็แบ่งกันคนละใบสิไอ้หนุ่มเอ๊ย” คุณลุงเจ้าของแผงเอ่ยขึ้น สีหน้าคุณลุงชัดเจนว่า เชิญไปทะเลาะกันไกล ๆ ทั้งคันศรและหนูจ๋าในมือถือสลากไว้คนละใบ จ่ายเงินเสร็จก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า

เมื่อทั้งสองั่งอยู่บนรถไฟฟ้านั้น ในหัวของคันศรกำลังเรียบเรียงคำพูด ส่วนในใจของเขากำลังรวบรวมความกล้า เมื่อเห็นหนูจ๋าขยับกระเป๋าสะพายในมือให้กระชับ เพื่อเตรียมตัวลงสถานีที่จะมาถึง ขบวนรถไฟเริ่มชะลอ หนูจ๋าลุกขึ้นก่อนจะแทรกผู้โดยสารคนอื่น เพื่อไปที่ประตูรถ คันศรมองตาม ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นด้วย

รถไฟฟ้าจอด ประตูเปิด คนด้านหน้าประตูเริ่มขยับเดินออก หนูจ๋าโดนเบียดไปทางกระจกใสข้างประตู ผู้โดยสารด้านนอก เดินตามเข้ามา เสียงของหนูจ๋าพูดขอทางว่าจะลง คันศรขยับเดินตามจนมาทันคว้าแขนหนูจ๋า เจ้าของแขนหันมามอง เห็นคันศรดึงแขนเขาไว้ หนูจ๋าตกใจดึงแขนตัวเองกลับมา เสียงปิ๊บ ๆ เตือนว่าประตูกำลังปิด

“ถ้าพี่ถูกล็อตเตอรี่ เลขแฟนพี่ คือเลขของหนูจ๋านะ” คันศรรีบพูดออกไปเสียงดัง ประตูรถไฟฟ้าปิดลงไปแล้ว คันศรมองลอดช่องกระจกประตูออกไป เห็นหนูจ๋ายืนนิ่งมองมาที่เขา หนูจ๋าได้ยิน หรือหนูจ๋าไม่ได้ยินที่เขาพูด คันศรไม่รู้ แต่ที่เขารู้  ผู้โดยสารทุกคนในตู้รถไฟนั้น จ่างพากันแอบยิ้ม กลั้นขำ เพราะได้ยินที่เขาพูดกันชัด และคันศรที่ตอนนี้อายมาก ๆ แทบมุดรถไฟฟ้าหนี ต้องปั้นหน้าเข้ม ทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะยังต้องไปกับรถไฟขบบวนนี้อีกไกล กว่าเขาจะถึงสถานีปลายทาง


https://www.youtube.com/watch?v=A6PYtr0M-iU

เวลาอยู่ใกล้เธอ ฉันชอบวิธีที่เธอคุยกับฉัน
เวลาเธอซุ่มซ่าม มันทำให้ฉันอดยิ้มไม่ได้
เธอคงไม่รู้ตัว ฉันชอบที่เธอ
ชอบร้องเพลงผิดคีย์ มันดูน่ารักดี
เธอทำให้โลกสดใส
มีเหตุผลนับเป็นร้อย เป็นพัน
ที่ทำให้ฉันนั้นต้องรักเธอ
ไม่เบื่อสักครั้งที่ต้องพูดคำเดิม
ฉันชอบบอกว่ารักเธอ
มันตกหลุมรักเธออย่างนี้ทุกวัน
ไม่ว่าวันนี้ หรือวันไหน
ก็ยังตกหลุมรักเธอได้ทุก ๆ วัน
มีแต่เธอในหัวใจ รู้สึกเหมือนเราเพิ่งเริ่มรักกัน
เคยเป็นไงก็เป็นงั้น ยิ่งนานเท่าไร ยิ่งรู้ใจกัน
ก็เธอมาทำให้ทุกวัน เป็นวันแรกเจอ
เวลาตื่นเช้ามา ฉันชอบที่ฉันได้เจอเธอก่อนใคร
อะไรที่วุ่นวาย ก็ลืมไปเลยเมื่อฉันมีเธอ
เธอคงไม่รู้ตัว ฉันชอบวิธีที่เธอมาเปลี่ยนฉัน
ให้เป็นคนสำคัญ ไม่มีใครดีเท่าเธอ
มีเหตุผลนับเป็นร้อย เป็นพัน
ที่ทำให้ฉันนั้นต้องรักเธอ
ไม่เบื่อสักครั้งที่ต้องพูดคำเดิม
ฉันชอบบอกว่ารักเธอ
มันตกหลุมรักเธออย่างนี้ทุกวัน
ไม่ว่าวันนี้ หรือวันไหน
ก็ยังตกหลุมรักเธอได้ทุก ๆ วัน
มีแต่เธอในหัวใจ รู้สึกเหมือนเราเพิ่งเริ่มรักกัน
เคยเป็นไงก็เป็นงั้น ยิ่งนานเท่าไร ยิ่งรู้ใจกัน
ก็เธอมาทำให้ทุกวัน เป็นวันแรกเจอ

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๔.



พันธุ – วินาศน์ (ครอบครัวกับสิ่งซ่อนเร้น)



เอิงมาถึงที่คาเฟ่ก่อนเวลานัดเล็กน้อย แต่พอมองเข้าไปในร้าน ก็เห็นผู้อาวุโสกว่าที่โทรศัพท์นัดหมายเวลากับเขานั้น นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เอิงรีบเดินเข้าไปในร้าน ผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบหรู หันมาเห็นเขา ก็ยิ้มให้ เอิงเดินเข้าไปที่โต๊ะ ก่อนยกมือไหว้สวัสดีอีกฝ่าย

“ขอบคุณมากนะเอิง ที่แม่นัดเรากะทันหันแบบนี้” คุณนุจรีออกตัวขอโทษอีกฝ่าย เอิงตบกลับไปว่าไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรเช้านี้เขาก็ว่างอยู่แล้ว “เอิงดื่มอะไรดี เดี๋ยวแม่สั่งให้” เอิงตอบอีกฝ่ายไป ก่อนจะเห็นพนักงานเดินมารับออเดอร์

“เรื่องนี้แม่ร้อนใจ อยากให้เอิงช่วยแม่ที เหมือนกับคราวที่แล้ว ที่แม่ได้เอิงไขข้อข้องใจให้” คุณนุจรีพูดต่อเมื่อคล้อยหลังพนักงานคนนั้นไปแล้ว เอิงจับน้ำเสียงเจือความกังวลอะไรบางอย่างได้จากอีกฝ่าย

“ยินดีครับคุณแม่ ถ้าเอิงจะพอช่วยอะไรได้บ้าง” เอิงตอบคุณนุจรีไป ก่อนจะเห็นคุณนุจรีหยิบเอาชุดวัน เดือน ปี และเวลาเกิดส่งให้เขา “เอิงช่วยตรวจดวงของสองคนนี้ให้แม่ที” คุณนุจรีบอกกับเอิง “แม่อยากรู้ว่าสองคนนี้ เขาเข้ากันได้บ้างไหม” เอิงมองดูบนแผ่นกระดาษนั้น ก่อนเงยหน้าสบตากับคุณนุจรี

“คือ” คุณนุจรีพูดแบบรู้สึกเขิน ๆ อยู่ในที “คืออย่างนี้ ตาภพลูกชายแม่น่ะ กำลังจะเรียนจบรับปริญญาแล้ว ทีนี้ แม่ก็อยากจะดูว่า ถ้าเขาทำการทำงานของเขาไป แล้วเขาจะเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับคนดี ๆ แม่ก็จะได้หมดห่วง” น้ำเสียงของคุณนุจรีฟังดูเครือ เหมือนกับว่าเธอเองก็ต้องผ่านการชั่งใจอะไรมาก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

เอิงพยักหน้าช้า ๆ ทำความเข้าใจกับความต้องการของอีกฝ่าย เอิงยิ้มให้กับคุณนุจรี เป็นเชิงให้กำลังใจ เขามองที่กระดาษใบนั้น ด้านซ้ายกำกับชื่อเอาไว้ว่าธนภพ ส่วนด้านขวาเขียนไว้อีกชื่อหนึ่ง เอิงเริ่มกระบวนการของเขา เพื่อเปรียบเทียบทักษาของทั้งสองคน

“จากที่เอิงเห็น ลูกชายของคุณแม่ลัคนาเมษ ส่วนอีกคนนั้นเป็นลัคนาพิจิก” เอิงเริ่มอธิบายภาพรวมดวงดาวให้คุณนุจรีฟัง “ถ้าคุณแม่จะเน้นเรื่องความรัก” เอิงพูดพลางกวาดสายตาเช็ครายละเอียด

“ของภพเขามีดาวศุกร์ ๖ เป็นเจ้าเรือนปัตนิ มาอยู่ในเรือนกัมมะสิ่งที่เราทำ อืม นี่เขาแอบหวาดหวั่น กลัวว่าสิ่งที่ทำอยู่ จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ไม่สมหวังอะไรทำนองนั้น เจ้าชะตามีแววจะเกรงใจคู่ของตัวเอง แบบเป็นคนกลัวเมียน่ะครับ” เอิงพูดแบบไม่มองหน้าคุณนุจรี แต่ลอบสังเกตได้จากท่าทางที่ได้เห็น ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามนั้น

“แต่ว่า ดาว ๖ กำลังจะย้ายเรือนในอีกไม่กี่วันนี้ ของน้องภพก็จะไปตกเรือนลาภะ จะมีเกณฑ์โชคดีเรื่องความรักนี่ครับ คือถ้าคุณแม่จะถามเรื่องแต่งงานแล้วล่ะก็ ก็แต่งได้นะครับ แต่อาจจะเป็นงานแต่งที่ ไม่เหมือนงานของคนทั่วไป แปลกไปจากคนอื่น ไม่แคร์ว่าใครจะมองว่ายังไง แต่ถ้าเข้าทางผู้ใหญ่น่าจะดีที่สุดครับ” เอิงอธิบายข้อมูลตามดวงดาวที่ปรากฏ คุณนุจรีนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไร

“ส่วนอีกคน เขาก็มีดาวศุกร์ ๖ เป็นเจ้าเรือนปัตนิด้วยเช่นกัน แต่ของเขามาตกเรือนสหัสชะเพื่อนฝูง ก็ถ้าน้องภพคิดจะจับเพื่อนทำแฟนแล้วล่ะก็ ผมทายว่า เพื่อนคนนี้ก็แอบชอบน้องภพเหมือนกันนะครับ” แววตาของคุณนุจรีวูบไหว แต่ดูแล้ว ไม่ได้ต่อต้านเท่ากับตอนที่เอิงมาถึง

“เจ้าชะตามีดาว ๖ เป็นเจ้าเรือนวินาศน์อีกเรือนหนึ่ง เมื่อเดินมาอยู่ในเรือนสหัสชะ นั่นก็หมายความว่า เขาเองก็ไม่กล้าบอกใคร ไม่กล้าให้ใครรู้ น่าจะอยากเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ยอมพูดง่าย ๆ หรอกครับ แต่วินาศนะ มันก็แปลได้อีกอย่างว่าจบเพื่อเริ่มใหม่ด้วยนะครับ เพราะดาว ๖ นี้กำลังจะย้ายเข้าเรือนพันธุ ที่แปลว่าบ้าน ดูแล้วคงกลัวว่า ที่บ้านพ่อแม่หรือญาติจะไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับความรักที่เขามี” คุณนุจรีได้ยินแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ

“เด็กคนนี้มีดาวพุธ ๔ เป็นเจ้าเรือนลาภะโชคลาภ ที่อยู่ในเรือนปุตตะการเริ่มต้นใหม่ ถ้าให้เอิงเดา น้องคนนี้อาจจะเรียนที่เดียวกันกับน้องภพ และคงจะเรียนจบรับปริญญาพร้อม ๆ กัน พื้นดวงของเขาดูแล้วอาจจะไม่มีฐานะอะไรเลย น่าจะขัดสนเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาได้ริเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ เอิงว่า โอกาสดี ๆ ก็รอเขาอยู่ไม่ไกล อย่างน้อย ถ้าเขาได้คู่คิดหรือว่า เพื่อนดี ๆ ซักคน”

คุณนุจรีสบตากับเอิง ใบหน้าของเธอตอนนี้เรียบเฉย เอิงไม่รู้ว่า สิ่งที่เขาพูดฟังดูแล้วเกลี้ยกล่อมให้คุณนุจรียอมรับเด็กคนนี้มากไปหรือเปล่า แต่เขาพูดไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เสริมแต่งอะไรเลย



สหัสชะ – ปัตนิ (เพื่อนมาเป็นคู่ชีวิต)



“เฮ้ยไอ้ภพ มึงจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด อย่าลืมของฝากพวกข้านะเว้ย ก่อนจบ” เสียงหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทตะโกนบอกเขา ขณะที่ทั้งหมดกำลังจะเดินออกจากประตูห้องบรรยาย “เออ กูไม่ลืมหรอกน่า” ภพตอบกลับเพื่อนไป “แล้วโชคดีนะเว้ย กับการดูตัวน่ะ พวกกูรอดูหน้าเจ้าสาวมึงอยู่ ว่าจะสวยขนาดไหน” เสียงใครอีกคนพูดขึ้น ทั้งหมดพากันส่งเสียงแซววี้ดวิ้ว ก่อนจะพากันเดินไป

ภพตะโกนไล่พวกเพื่อน ๆ ให้รีบไปเสียที ก่อนเขาจะหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ที่เจ้าตัวกำลังก้มหน้าเก็บของใส่กระเป๋าเป้อย่างเงียบ ๆ ไปพร้อม ๆ กับความเงียบงันที่เกาะกินหัวใจ ว่าในที่สุด วันเวลาก็ต้องเดินมาถึง ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ มันไม่เคยหยุดให้เขามีเวลาเตรียมใจ

“ซื่อหนาน กลับกันเถอะ” ภพหันไปชวนเพื่อนสนิทของเขา “อื้อ” เจ้าของชื่อตอบรับสั้น ๆ ยิ้มให้กับภพ แม้ว่ามันจะยากมากสำหรับเขา แต่อาหนานที่เพื่อน ๆ เรียก ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ กับการได้รับรู้ว่า เส้นทางการเป็นเพื่อนกัน ระหว่างเขากับภพ กำลังจะถูกปิดผนึกไว้ ด้วยคำว่าเพื่อนโดยถาวร

ทั้งคู่เดินเงียบ ๆ ไปที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดอะไร จนมาถึงป้ายรถเมล์ ปกติแล้วภพจะขับรถไปส่งอาหนานที่บ้าน แต่วันนี้ภพไม่ได้ขับรถมามหาวิทยาลัยด้วย ภพเลยบอกว่าจะมาส่งเขาที่ป้ายรถเมล์แทน อาหนานต้องรีบเตือนตัวเองว่า อย่าติดความสะดวกสบาย ต่อไปนี้มันจะไม่มีอะไรแบบนี้อีกต่อไป

“เราไปก่อนนะ” อาหนานแม้จะเจ็บแปลบขึ้นมาในใจ แต่ก็รีบปรับสีหน้า ปรับน้ำเสียง ทำเรื่องที่จะพอทำได้ให้กับภพ เพื่อไม่ให้ภพรู้สึกไม่สบายใจ ถือว่าเป็นของขวัญให้ภพแล้วกัน แม้ว่าความจริงแล้ว อาหนานอยากจะพูดบอกกับภพถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองมากแค่ไหน แต่มันคงไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

เขาก้าวขึ้นไปบนรถเมล์ อาหนานหูอื้อไปหมด อยู่ ๆ น้ำตาก็รื้นขึ้นขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ อาหนานเบือนหน้าไปอีกทาง เมื่อเห็นว่าภพมองตามขึ้นมา ความรู้สึกนี้ มันทำให้เขาทนแทบไม่ไหว

อาหนานนั่งรถเมล์เลยป้ายไปค่อนข้างไกล เขาคิดเรื่องการไปดูตัวของภพ วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ใครกันนะ จะได้มาเป็นเจ้าสาวของภพ คนที่โชคดีคนนั้น อาหนานเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างแรง เมื่อมีก้อนแข็ง ๆ แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่หน้าอก เขากำลังเดินย้อนกลับบ้านและกำลังผ่านย่านชุมชน กลั้นมันเอาไว้ก่อน อาหนานสั่งตัวเอง อย่าปล่อยให้น้ำตาเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่าใจของเขาจะสั่นระรัวก็ตาม

ทุก ๆ ก้าวที่เขาเดินไป มันเหมือนการตอกย้ำให้เขารับรู้ว่า เขากำลังเดินห่างออกจากชีวิตของภพไปเรื่อย ๆ และมันบีบคั้นความรู้สึกเสียเหลือเกิน ที่ชีวิตข้างหน้าของเขาต่อไปนี้ จะเป็นชีวิตที่ไม่มีภพอยู่ในนั้นอีกต่อไป จงเริ่มทำใจให้ชินเสียแต่ตอนนี้ อย่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไป มันจะยิ่งทำให้เขาตัดใจยากเข้าไปใหญ่

อาหนานเดินกลับมาจนถึงบ้าน เขาทักทายยายของเขา กอดยาย อยากได้พลังใจจากยาย เหมือนทุกครั้งที่เขาเหนื่อยล้า อ้อมกอดของยายคอยเติมความรักให้กับเขาได้เสมอ แต่ก็ไม่สามารถที่จะกอดยายได้นานอย่างที่เคยทำ

อาหนานรีบขอตัวเข้าห้องก่อน สร้างข้ออ้างว่าจะรีบไปอาบน้ำ แต่เมื่อประตูห้องนอนเก่า ๆ นั้นปิดลงตามหลังเขา น้ำตาอุ่น ๆ ก็พรั่งพรูลงมาเป็นสาย ทำนบเขื่อนที่กักกันน้ำตานั้นไว้ พังทลายลง มันคือใจที่เจ็บปวด ที่ผิดหวัง และร้าวราน

สองวันผ่านมาแล้ว ภพไม่ได้โทรหรือส่งข้อความหาเขาเลย และไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ทางโซเชียล มีเดีย อาหนานเอง ก็ต้องรีบปรับสภาพตัวเอง เขาจะทำให้ยายต้องเป็นห่วงเขาไม่ได้ เขาต้องเป็นที่พึ่งให้ยาย ดังนั้น เขาต้องตัดใจเรื่องทุกเรื่อง ความรู้สึกทุกอย่างให้ได้ไวที่สุด

อาหนานเตรียมของไว้ เพื่อจะทำไข่พะโล้สูตรโบราณให้ยายกิน เขาฝึกปรือทำอาหารไทยมาตั้งแต่ตอนเรียนปีสอง ตอนที่เขาไปช่วยเพื่อนบ้านที่เปิดร้านขายอาหาร เพื่อหารายได้พิเศษ แต่พอปีขึ้นชั้นปีสุดท้าย เขาก็ต้องมาตั้งใจเพื่อเรียนให้ได้เกรดที่ดีที่สุด การทำอาหารหม้อใหญ่ ๆ ก็เพื่อตอบแทนพระคุณยาย รวมถึงมันสามารถเก็บเอาไว้กินหลาย ๆ มื้อ เพื่อความประหยัดได้อีกด้วย

อาหนานกำลังจะเริ่มเคี่ยวน้ำตาลปึก หน้าจอโทรศัพท์ของเขาก็มีสายเรียกเข้าจากภพ มันเป็นวิดีโอคอล อาหนานจ้องที่หน้าจอโทรศัพท์อยู่นาน จนมันตัดไป อาหนานเหมือนคนกำลังทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้ารับสาย แต่ก็เสียดายว่าสายตัดไปแล้ว แต่ภพก็โทรกลับมาใหม่ อาหนานรีบรวบรวมสติ ก่อนกดรับสาย

“อาหนานทำอะไรอยู่” ภาพของภพปรากฏอยู่บนหน้าจอ น้ำเสียงที่ถามฟังดูฉุน ๆ ที่เขาไม่ยอมรับสายเมื่อครู่ “เรากำลังจะทำไข่พะโล้ให้ยายกินน่ะ” อาหนานพิงโทรศัพท์ไว้ข้างชั้นวางจาน ในขณะที่ตัวเองกำลังเตรียมข้าวของ เครื่องปรุง

“อยากกินกับข้าวฝีมืออาหนานจัง” น้ำเสียงนุ่ม ๆ ของภพผ่านออกมาจากโทรศัพท์ อาหนานชะงักนิดหนึ่งเมื่อได้ยินภพพูดแบบนั้น เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ได้แต่หันไปยิ้มน้อย ๆ ให้กับภพ ซึ่งดูเหมือนภพจะนั่งอยู่ในรถ กำลังเดินทาง อาหนานแม้จะอยากรู้ แต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะกลัวคำตอบที่จะได้ยิน ภพก็คงจะไปที่งานดูตัว อาหนานบอกกับตัวเอง บ้าจริง ไหนสัญญากับใจไว้แล้วว่า จะไม่มีน้ำตาอีก นี่อะไรกัน ยังไม่ทันจะข้ามวัน

“อาหนาน เราใกล้จะถึงที่ดูตัวแล้ว เดี๋ยวเราวางสายก่อนนะ” เสียงภพพูดจบ ภาพวิดีโอคอลก็ตัดลง อาหนานยืนมองจอโทรศัพท์ที่กลายเป็นหน้าจอสีดำแบบใจสั่น เขากลืนเจ้าก้อนความรู้สึกแข็ง ๆ นั้นลงไปอย่างยากลำบาก เจ็บแบบซ้ำ ๆ มันเป็นอย่างนี้เองหรือ ได้โปรดสงสารเขาบ้างสักนิดเถิด

“อาหนาน” เสียงอันคุ้นเคยของภพ ดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา อาหนานหันกลับไปมอง ภพยืนอยู่ตรงนั้น ที่ตรงหน้าของเขาจริง ๆ “ภพไปงานดูตัวไม่ใช่หรือ” อาหนานถามออกไปแบบงง ๆ ก่อนจะเห็นภพยิ้มให้กับเขา ภพเดินเข้ามาหา

“ก็ใช่ไง ภพพาแม่มาดูตัว ไม่ผิดหรอก” ภพหยุดนิดหนึ่ง อาหนานเห็นผู้หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามา คุณนุจรียิ้มให้กับอาหนาน มันเป็นรอยยิ้มที่ยิ้มด้วยสายตา อาหนานยกมือขึ้นไหว้ คุณนุจรีพนมมือรับไหว้เด็กหนุ่ม เธอได้ยินเรื่องของอาหนานจากธนภพลูกชาย เรื่องราวของเด็กดีมากคนหนึ่ง ที่ความขัดสนไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้า ไม่หมดหวัง ไม่ท้อถอย และถ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของเธอจะตกหลุมรักเด็กดีอย่างอาหนาน เธอว่า ก็ถือว่าลูกของเธอโชคดีอยู่ไม่น้อย

ภพเอื้อมมือไปจับมือของอาหนาน เสียงจ้อกแจ้กคิกคักของกลุ่มเพื่อนสนิทตัวแสบดังขึ้นที่ประตู อาหนานหันไปมอง เสียงเพื่อนพูดว่า บอกแล้วว่าจะคอยดูหน้าเจ้าสาวของไอ้ภพ ภพทำท่าปรามเพื่อน ก่อนเดินจูงมืออาหนานไปหายาย ที่นั่งอยู่ที่ม้านั่งไม่ไกล ทั้งสองนั่งคุกเข่าลงที่ด้านหน้ายาย ภพยกมือไหว้หญิงชรา ยายรีบบอกให้ภพไหว้พระตามประสาคนแก่

“ยายครับ ผมชื่อภพ ธนภพ วันนี้ผมพาแม่มาขออนุญาตยาย ขอซื่อหลาน หลานของยายแต่งงานอย่างถูกต้องครับ” ภพพูดบอกกับผู้อาวุโสแบบจริงใจ อาหลานมองยายด้วยความเป็นกังวล เขาไม่รู้ว่ายายจะเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ แต่อาหลานกลับเห็นยายยิ้มให้กับภพ “บุญรักษานะลูกนะ” ยายใช้มือเหี่ยวกร้านตามประสาคนทำงานหนักมาทั้งชีวิตจับมือที่พนมไหว้ลงที่ตักยายของภพเอาไว้

“อาหนานมันเป็นเด็กกำพร้า แม่คนจีนของมันก็ด่วนจากไปตั้งแต่คลอดมันได้ไม่กี่วัน ยายเห็นแล้วก็ได้แต่สงสารมัน ยายก็เลี้ยงมันได้ตามมีตามเกิด อาหนานมันเป็นเด็กดี เป็นเด็กกตัญญู ถ้าเรารักมันจริง ยายก็เบาใจ ยายจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ได้เห็นแบบนี้ ยายจะได้ตายตาหลับแล้ว”

อาหนานได้ยินยายพูดแบบนั้น ก็รีบห้าม บอกกับด้วยเสียงสั่นเครือยายว่า ยายต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน ๆ คุณนุจรีได้ยินแบบนั้นก็แอบเช็ดน้ำตา รู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้เห็นความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างยายกับหลาน แม้ว่าคนทั้งคู่จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่อย่างใด

“ผมรักอาหนานครับยาย ผมหลงรักเขามาตั้งแต่ที่ได้เจอกัน” ภพพูด สบตากับอาหนาน “ผมกลัวว่าเขาจะไม่คิดเหมือนกันกับผม ผมเลยตัดสินใจบอกกับแม่ เพราะผมไม่อยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้แล้ว ผมกลัวว่าจะเสียอาหนานไป” ภพอธิบายความคิดของเขาให้กับหญิงชราฟัง

“ก่อนหน้านี้ ผมไม่กล้าล่วงเกินอาหลาน ไม่กล้าแม้แต่จะจับมือหรือหอมแก้ม เพราะว่ายังไม่ได้รับพรจากยาย ยายครับอวยพรให้กับผมสองคนด้วยนะครับ” ภพกล่าวกับผู้เป็นยาย ยายยิ้มทั้งน้ำตา อวยพรให้หลานทั้งสองโชคดี มีชีวิตที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และรักกันไม่เสื่อมคลาย อาหนานน้ำตาไหลอาบแก้ม มองหน้ายายผู้เป็นที่รักที่สุดในชีวิตของเขา ยายเช็ดน้ำตาให้อาหลาน ความรักและความผูกพัน ความยินดีสำหรับผู้เป็นยายแล้วนั้น ไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าความสุขของหลานคนนี้

“เพื่อเป็นการให้เกียรติแม่ของอาหลาน ผมจะมาทำพิธียกน้ำชาอีกครั้งนะครับ” ภพคิดว่า เขาอยากให้แม่ของอาหลานรับรู้ ว่าเขาจะดูแลอาหลานให้ดีที่สุดต่อจากนี้ไป อาหลานยิ้มให้ภพ กล่าวขอบคุณเขา ภพบีบมืออาหลาน เป็นการสัญญาว่า เขาจะรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับยาย

“คุณยายคะ” คุณนุจรีที่เพิ่งวางสายจากสามีเอ่ยขึ้น “พ่อเจ้าภพเขารับทราบแล้วนะคะ กำลังหาตั๋วเครื่องบินกลับมาเมืองไทยค่ะ” ภพรู้สึกขอบคุณพ่อและแม่ของเขา ที่รับฟังและเข้าใจลูกชายคนนี้ เพียงแต่ว่า แม่ของเขาต้องเอาดวงของทั้งคู่ไปตรวจด้วยนี่แหละ เพื่อความสบายใจ

“ไอ้ภพได้ข่าวว่า มึงดวงกลัวเมียนี่หว่า” เสียงโห่หิ้วดังมาจากเพื่อนสนิท ภพทำหน้าตาตื่น เมื่อเห็นอาหนานรู้ความลับของเขาแล้ว “กลัวเมีย ได้ดีทุกคนแหละ เชื่อแม่ ดูอย่างพ่อแกสิ ได้ขยายกิจการไปต่างประเทศ เห็นมั้ย” คุณนุจรีบอกกับลูกชายของเธอ ภพหน้าเสียเมื่อเห็นแววตาดุและเอาจริงจากอาหนาน

“เบา ๆ มือกับภพหน่อยแล้วกันนะอาหนาน” ภพอ้อนวอน ทุกคนหัวเราะขึ้นมาเมื่อได้ยิน ภพก้มลงหอมแก้มอาหนานให้กับทุกคนได้เป็นสักขีพยาน ว่าต่อจากนี้ ภพจะมีอาหนานเป็นคู่ชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุข แบ่งปันความรัก ความอาทร และความรู้สึกตลอดไป

อาหนานนั้นได้แต่เขิน แต่ก็ดีใจ มันคิดไม่ถึง มันนึกไม่ออก ให้ตายก็ไม่เคยคิดฝันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะเป็นความจริง ยิ่งได้รู้ว่าพ่อของภพบอกว่า มีลู่ทางเรื่องการเปิดร้านอาหาร ความสามารถทางนี้ของอาหลานเป็นประโยชน์แน่นอน รวมถึงวิชาที่ทั้งคู่ได้ร่ำเรียนมา เอามาประยุกต์ปรับใช้ เพื่อต่อความก้าวหน้าในต่อไปในชีวิต



******************************

https://www.youtube.com/watch?v=6OS7kcVbFJI

ไม่กี่คนที่จะเคียงข้างกัน

ไม่กี่คนที่จะคอยร่วมทุกข์ใจ

และไม่ทิ้งฉันไว้ลำพัง

ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายใดๆ

ก็พร้อมเดินไปกับฉัน

ไม่กี่คนที่จะรักฉันจริง

ทำให้ยิ้มในชั่วโมงที่เหงาใจ

ในชีวิตที่ล่วงเลยมา

ไม่กี่คนที่ฉันไว้ใจ

ให้กุมมืออยากฝากชีวิต

และหนึ่งในนั้นก็คือเธอคนดี

ที่ฉันนั้นโชคดีที่เราได้พบกัน

จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน

ได้มาร่วมทางเดิน

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีๆ

ไม่กี่คนที่จะคอยหวังดี

มีแค่เพียงไม่กี่คนให้เชื่อใจ

ในชีวิตที่ล่วงเลยมา

ไม่กี่คนที่ฉันให้ใจ

แค่บางคนที่อยากบอกรัก

และหนึ่งในนั้นก็คือเธอคนดี

ที่ฉันนั้นโชคดีที่เราได้พบกัน

จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน

ได้มาร่วมทางเดิน

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีๆ

และหนึ่งในนั้นก็คือเธอคนดี

ที่ฉันนั้นโชคดีที่เราได้พบกัน

จากหนึ่งในร้อย หนึ่งจากในล้าน

ได้มาร่วมทางเดิน

ให้หนึ่งใจฉันได้เจอกับรักดีๆ

อยากบอกว่าฉันรักเธออีกครั้งคนดี

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๕.



ปัตนิ - วินาศน์ (คู่ครองที่ซ่อนเร้น)



เอิงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นดู ภาพที่ส่งมาทางข้อความแชท เป็นภาพของเด็กหนุ่มสองคนกำลังยกถ้วยน้ำชาให้กับหญิงผู้มีอาวุโส เอิงยิ้มให้กับภาพที่เห็น โดยเฉพาะสติ๊กเกอร์รูปหัวใจที่คุณนุจรีส่งมาปิดท้ายข้อความสุดท้ายแล้ว คนเป็นแม่ ก็เลือกที่จะประนีประนอมระว่างความต้องการของตัวเองและความรู้สึกของลูก พบเจอกันครึ่งทาง คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

เอิงเดินเข้าตึกมิกซ์ยูสอันหรูหราแห่งนี้ รู้สึกตัวลีบเล็กลงอย่างประหลาด ก็อย่างว่าล่ะนะ วันนี้เอิงมีธุระที่จะมาคุยกับรองประธานการฝ่ายพัฒนาองค์กรคนเก่ง แค่ชื่อตำแหน่งก็ยาวจนแทบจะท่องไม่ถูก แถมเจ้าตัวก็ยังเต็มไปด้วยความสามารถ รวมถึงการมีรูปเป็นทรัพย์ ที่มันช่างเข้ากันได้ดีมาก

เคาน์เตอร์ด้านหน้าแจ้งกับเอิง ว่าให้ขึ้นไปได้เลย ชื่อของเอิงอยู่ในรายชื่อของแขกวีไอพีของตึกในวันนี้ เอิงกล่าวขอบคุณ ก่อนเดินไปกดลิฟต์ เพียงไม่นาน ลิฟต์อันทันสมัยพาเอิงขึ้นมาถึงชั้นที่ต้องการ เจ้าหน้าที่ด้านหน้ากล่าวทักทายเอิงอย่างสุภาพ เธอทราบอยู่ก่อนแล้ว ว่าเอิงจะเข้ามาวันนี้ ก่อนเดินพาเอิงไปที่้ห้องรับรองแขก ที่อยู่ด้านนอกห้องทำงานใหญ่โต

ไม่นานนัก กาแฟราคาแพงหอมกรุ่นและขนมทานเล่นจากโรงแรมห้าดาว ถูกนำมาวางตรงหน้าเอิง เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ให้เอิงรอสักครู่ ท่านรองประธานติดประชุมกับฝ่ายการตลาด แต่อีกเดี๋ยวก็คงประชุมเสร็จ เอิงรับคำ ก่อนกล่าวขอบคุณ ประตูห้องทำงานบานใหญ่ปิดลงตามหลังเมื่อคุณเจ้าหน้าที่เดินออกไป เอิงถอนหายใจยาว ๆ ออกมา พอจะหายเกร็งลงไปบ้าง เมื่อต้องมานั่งอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเลยแบบนี้

เอิงยกกาแฟขึ้นจิบ รสชาติมันกลมกล่อม พร้อมของว่างที่หวานละมุนเช่นกัน เอิงนั่งรออยู่ครู่ใหญ่ กาแฟลดลงไปจนเกือบหมดแก้ว ขนมพร่องไปบางส่วน ก่อนจะได้ยินเสียงพูดที่ด้านหน้าห้อง ประตูห้องทำงานนั้นถูกเปิดเข้ามา เอิงเห็นรอยยิ้มจากใบหน้าอันแสนสวยนั้นของท่านรอง

“เอิง ฉันคิดถึงแกมาก” อันน์กล่าวทักทายเอิง รุ่นพี่คนสวยของเขารีบเดินเข้าสวมกอดแน่น ๆ “พี่อันน์สบายดีนะครับ” เอิงถามไถ่ อันน์ยิ้มให้แทนคำตอบ “ไป ไปคุยกันต่อในห้องทำงานพี่” อันน์เดินนำเอิงเข้าไปนส่วนห้องทำงาน ก่อนกดปุ่มแจ้งหน้าห้องให้เอากาแฟมาเพิ่มให้กับเอิง อันน์เชื้อเชิญให้เอิงนั่งที่ชุดโซฟาราคาแพง รอจนกาแฟถูกนำมาเสิร์ฟ แล้วจึงพูดต่อ

“กาแฟอร่อยเนอะ” พี่อันน์ไม่เคยเปลี่ยน ก่อนหน้าเคยเอ็นดูเอิงแบบไหน ปัจจุบันก็ยังเป็นพี่คนสวยที่แสนดี เอิงยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดว่า “พี่อันน์สวยไปเปลี่ยนเลยนะ” อิงกล่าวชมรุ่นพี่ “แกต้องพูดว่า ฉันสวยขึ้นสิ ึงจะถูก” คนถูกชมแก้ไขคำพูดรุ่นน้องให้ถูกต้อง ถูกใจคนฟัง” อันน์พูด ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

ก็จริงนะ อันน์มีใบหน้ารูปไข่ ปาก คิ้ว จมูก คาง คอ ได้สัดส่วนรับกันไปหมด ใบหน้าแต่งแต้มสีสันไ้อย่างลงตัว ลิปสติกสีแดงเพลิงบนริมฝีปากเรียวสวยนั้น เย้ายวนเด่นสะดุดตา แถมรูปร่างทรวดทรงองค์เอว ส่วนเว้าส่วนโค้ง อกอวบอิ่มแทบไม่มีที่ติ ยิ่งอยู่ในเดรสทำงานคอกลม แต่งแฉกเล็ก ๆ แขนสั้น ที่เอวมีเข็มขัดเส้นเล็กๆ สีเงินคาดอยู่ แบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งขับผิวที่ขาวของอันน์ให้ผ่องยิ่งขึ้น ผมยาวดำขลับเป็นลอนรวบมัดเป็นหางม้าต่ำ แบบดูไม่ตั้งใจ แต่สวยเป็นธรรมชาติ

“เสียดาย ดันเป็นกะเทยซะนี่” อันน์พูดติดตลก พลางยักไหล่ขึ้นแบบช่วยไม่ได้ เอิงยิ้มให้รุ่นพี่ ก่อนส่ายหน้าแบบไม่คล้อยตาม “แต่ก็ทั้งสวย ทั้งเก่งนะ ท่านรองฯ” เอิงพูดจริงจัง อันน์ยิ้มให้กับรุ่นน้อง เธอรู้ดีว่าเอิงนั้น ไม่ค่อยชอบให้เธอพูดอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่ แม้ว่ามันจะเป็นความจริงที่หลีกหนีไปไม่พ้นก็ตาม

เอิงนั้น เขาคิดว่าเขาเข้าใจพี่สาวคนสนิทคนนี้ดี เอิงรู้ดีว่าอันน์นั้น ต้องใช้ความเพียรพยายามมากแค่ไหน กว่าที่จะก้าวมายืนอยู่ในจุดนี้ได้ กับเพศสภาพที่แม้ในภาพรวม สังคมไม่ได้ปิดกั้นแต่อย่างใด แต่ในโลกธุรกิจแล้วนั้น อันน์ต้องพิสูจน์ตัวเองมากมาย ผ่านอะไรมาเยอะ จิตใจต้องแข็งแกร่งจนหลายครั้งเอิงนึกเห็นใจอันน์อย่างที่สุด

อันน์เป็นคนเกิดราศีมังกร ลัคนาสถิตราศีกุมภ์ โดยมีราหู ๘ เป็นตนุลัคน์หรือตัวตนของอันน์ แถมมีดาวเสาร์ ๗ อยู่ในราศีัมังกร จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมอันน์ถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ แต่นั่นก็ต้องแลกมากับความเพียรอุตสาหะอย่างสูง แล้วพื้นดวงกำเนิดนั้น ราหู ๘ ไปตกที่ภพเรือนกัมมะ การงานการกระทำ อันน์จึงเป็นคนมุ่งมั่น อดทน มุมานะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้ว่าจะต้องเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดขนาดไหน

“สวยขนาดนี้ มีแฟนได้แล้วมั้ง” เอิงพูดเย้ากึ่งลองเชิงดูว่า รุ่นพี่คนนี้สละโสดหรือยัง “ใครเขาจะมาชอบฉัน” อันน์พูดพลางทำหน้าทำตาน้อยใจ “เฉาะรึก็ยังไม่เฉาะ” เอิงส่ายหน้าเอือมกับความกล้าพูด กล้าเปิดเผยของพี่สาวคนนี้เสียจริง ๆ

“ถ้าเขาชอบพี่อันน์ เรื่องนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” เอิงยืนยันกับอันน์ อันน์ยิ้มให้รุ่นน้อง เธอรู้ว่า เอิงนั้นรู้สึกอยากปกป้องความรู้สึกของเธอมาโดยตลอด อันน์ถึงได้รักและเอ็นดูรุ่นน้องคนนี้อย่างพี่น้องกันแท้ ๆ

กระนั้นเลย ดาวเจ้าเรือนปัตนิของอันน์คือ ดาวอาทิตย์ ๑ ไปอยู่ในเรือนวินาศน์ มันหมายถึงสิ่งที่ปิดบัง ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย ไม่ชัดเจน และอาจจะกลายเป็นเรื่องผิดศีลธรรมได้ ถ้าเจ้าตัวไม่ระมัดระวัง แถมยังอาจจะถูกหลอกลวง มีปัญหารักซ้อน แม้คู่แท้ที่ได้มาก็จะต้องมีอุปสรรคขวางกั้นเอาไว้ ภายใต้บุคลิกลักษณะที่แข็งแกร่ง เป็นผู้นำของอันน์ ความอ่อนแอเปราะบางซ่อนอยู่ลึก ๆ ในนั้น

“เข้าเรื่องดีกว่า” อันน์รีบเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นว่ารุ่นน้องอย่างเอิงเริ่มกลายเป็นคนเจาะลึกชีวิตของเธอเสียแทนแล้ว “เอิง แกมาช่วยรับรองแขกพิเศษให้พี่ที” อันน์ปรับเข้าสู้โหมดท่านรองฯ “มิสเตอร์โรเบิร์ต ดทมัส โรเบิร์ต อเมริกัน จะมาเป็นผู้ลงทุนร่วมกับบริษัท พี่อยากได้ล่ามภาษาอังกฤษ ซึ่งแกเป๊ะมากในเรื่องนี้ ดังนั้น พี่มองไม่เห็นใครจะเหมาะสมมากไปกว่าแกแล้ว” เอิงฟังที่อันน์พูด

“งานนี้มีค่าเหนื่อยให้ เรตนี้” อันน์ยื่นเอกสารว่าจ้างให้เอิงดู มีค่าตอบแทนตัวเลขงามแสดงอยู่ เอิงถึงบอกว่า มันมากเกินไปด้วยซ้ำ แต่อันน์ยืนยันตามนั้น “และถ้างานของแกออกมาเพอร์เฟ็คไม่มีที่ติ แล้วมิสเตอร์โรเบิร์ตอยากจะมอบสินน้ำใจให้แกเพิ่ม เพราะความเสน่หา แกก็รับไปได้เต็ม ๆ ไม่มีหักเปอร์เซ็นต์” อันน์ยื่นปากกาให้เอิงเซ็นชื่อรับงานนี้

เอิงรับปากกามาจรดลงบนกระดาษแผ่นนั้น อันน์พยักหน้าให้กับรุ่นน้อง เป็นเชิงว่าให้เซ็นได้เลย เอิงลงชื่อในสัญญานั้น อันน์ยิ้ม เธอโล่งใจไปอีกหนึ่งเรื่อง ที่ได้น้องที่น่ารักและมีความสามารถอย่างเอิงมาช่วยงาน อันน์นัดหมายเอิงให้มาเริ่มงาน เอิงกล่าวขอบคุณรุ่นพี่อีกครั้ง

“เออใช่ งานนี้แขกพิเศษ 'พลัสวัน' นะ” อันน์เกือบลืมบอกกับเอิง “พี่ไม่แน่ใจว่ามิสเตอร์โรเบิร์ตจะเดินทางมากับใคร แต่เดาว่าน่าจะเป็นคนในครอบครัว ไม่ภรรยา ก็คงคู่ควง ยังไงแกเตรียมปวดหัวได้เลย” อันน์หยอกเอิง ก่อนจะบอกว่าให้มองรายได้ก้อนงามนั้นไว้ ทำให้ดีที่สุด ทำให้สำเร็จ เสร็จงานรับเงิน เดี๋ยวก็หายเหนื่อยเอง

“พี่อันน์ไม่ต้องไปส่งเอิงหรอก เดี๋ยวเองลงไปเอง” เอิงบอกกับรุ่นพี่ เมื่ออันน์เดินออกมาจากห้องทำงานพร้อม ๆ กัน “เอางั้นนะ” อันน์ถามย้ำ ก่อนจะได้ยินเสียงทักทายจากท่านประธานบริษัทหนุ่มหล่อ “คุณอันน์อย่าลืมงานกาล่าคืนนี้นะครับ” เอิงหันไปมอง จึงได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดี เจ้าของบริษัทนี้ รับช่วงต่อมาจากผู้เป็นบิดา

“ไม่ลืมแน่นอนค่ะ คุณพฤกษ์” อันน์ส่งยิ้มให้กับพฤกษ์ ที่หันมามองเอิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย “นี่คุณเอิงค่ะ อันน์ขอแรงให้มาช่วยรับรองมิสเตอร์โรเบิร์ต” อันน์แนะนำรุ่นน้องให้พฤกษ์รู้จัก เอิงยกมือไหว้ชายหนุ่ม “จริง ๆ เราให้มืออาชีพมาทำหน้าที่นี้ งานมันน่าจะออกมาเรียบร้อยดีกว่า” พฤกษ์พูด ก่อนมองอันน์และเอิงสลับกัน

“แต่ ถ้าคุณอันน์เชื่อมั่นในตัวคุณคนนี้ ผมเองก็ไม่ขัด ผมไว้ใจคุณอันน์ ว่าจะไม่ทำอะไรให้เสียเรื่อง” อันน์เองก็อึ้งไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินแบบนั้น เอิงรีบพูดกับพฤกษ์ รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะทำให้ดีที่สุด พฤกษ์ไม่ตอบอะไร ก่อนบอกกับอันน์ว่า

“งั้นผมมารับคุณอันน์ที่นี่ทุ่มตรง” ชายหนุ่มบอกกับอันน์ที่ยิ้มรับ ก่อนจะเดินไป อันน์หันมาแตะไหล่น้อง บอกให้เอิงกลับได้เลย แล้วมาในวันเริ่มงาน เอิงนั้นก็ไม่อยากให้อันน์ต้องลำบากใจ จึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร เขายกมือไหว้กล่าวลารุ่นพี่ แล้วกำหนดจิตให้นึกถึงงานเอาไว้

ถึงเวลาเย็น อันน์กลับบ้านก่อนเพื่อไปเตรียมตัว เธออยู่ในชุดจากห้องเสื้อดีไซเนอร์ชื่อดัง เป็นชุดราตรียาวเปิดไหล่ แขนสั้น เข้ารูป สีดำ ความยาวจรดเท้า รองเท้าส้นสูงสีน้ำเงินเลื่อมปักลาย อันน์ดูสวยสง่า ผมเป็นลอนสวยปล่อยลงสยายอยู่เต็มหลัง ชุดต่างหูเพชรระย้า ปล่อยคอเปลือยเปล่า เย้ายวน ชวนค้นหา ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูเฉี่ยว ปากสีแดงเพลิงสะกดทุกสายตา ในมือมีกระเป๋าในเล็ก ๆ ในของจุกจิกและบัตรเชิญกาล่า

อันน์กดแอพเรียกรถจากบ้านให้มาส่งที่อาคารมิกซ์ยูส เธอจอดรถไว้ที่บ้าน เพราะคงไม่มีประโยชน์ เมื่อตอนเลิกงานที่ต้องนั่งรถกลับมากับพฤกษ์อยู่แล้ว อันน์รอพฤกษ์อยู่ที่ด้านหน้าตึก ค่ำแล้ว ไฟหน้าตึก ไฟทาง และไฟจากตึกอาคารอื่นเปิดให้แสงสว่าง

อันยืนรออยู่พักใหญ่ แต่ยังไม่เห็นรถของพฤกษ์ขับเข้ามา เธอคิดว่า อาจจะเกิดความสับสนเรื่องสถานที่นัด เลยกดโทรศัพท์โทรหาพฤกษ์ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้รับสาย อันน์นึกสงสัย เพราะว่าถ้าพฤกษ์มารับเธอไม่ได้แล้ว ทำไมชายหนุ่มไม่โทรมาบอกสักคำ อันน์พยายามโทรศัพท์ติดต่อพฤกษ์อีกสองสามครั้ง แต่ไม่เป็นผล งานกำลังจะเริ่มแล้ว อันน์ก้มดูนาฬิกา เธอจึงเรียกรถเพื่อไปที่งานจากแอปพลิเคชันอีกครั้ง

รถพาอันน์มาส่งที่งาน ทางเข้างานเป็นแบบไดรฟ์ทรู ที่คนมาในงานต่างได้เห็นว่า ผู้มาร่วมงานแต่ละคน มางานด้วยรถยนต์สุดหรูคันไหน อันน์ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ มองเห็นสายตาคนอื่น ๆ มองมาที่รถที่มาส่งเธอด้วยสายตาขบขันและเริ่มทำท่าซุบซิบกัน อันน์ลงจากรถ พนักงานวาเล่ต์รีบมาบอกทางให้คนขับรถรีบนำรถออกจากพื้นที่ อันน์ได้ยินเสียงฮือฮาดังแว่ววมาแต่ไกล ถ้าคิดไม่ผิด คงเกี่ยวกับรถคันที่อันน์นั่งมา

อันเดินเข้างาน ท่ามกลางสายตาแอบดูแคลน งานกาล่าระดับนี้ มีแต่ผู้ร่วมงานจะอวดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แต่สิ่งที่คนเห็น รองประธานบริษัทอย่างอันน์ กลับมาด้วยรถรับจ้างอันแสนธรรมดา กะจะฉีกหน้าคุณพฤกษ์และผู้ถือหุ้นของบริษัทกันหรืออย่างไรนะ ช่างกล้า คนบางคนแอบตำหนิอันน์ หรือลืมเทคฮอร์โมนหรือเปล่า แม่ผู้หญิงหลังกำเนิด เสียงหัวเราะคิกคักดังมา

“คุณอันน์ สวัสดีค่ะ” ลลิน หญิงสาวลูกเจ้าของบริษัทส่งออกการ์เม้นท์อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยดังขึ้น อันน์หันไปมองตามต้นเสียงนั้น ชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่เคียงข้างกับลลิน คือพฤกษ์ ชายหนุ่มมองมาที่อันน์ ก่อนหลบสายตาของเธอ อันน์มองเห็นลลินควงแขนกับพฤกษ์ ดุจประกาศให้ทุกคนที่ได้เห็นรับรู้ ถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ระหว่างลูกสาวแสนสวยเจ้าของบริษัทกับท่านประธานหนุ่มหล่อ

“พลัสวันของคุณอันน์ ใครหรือคะ” ลลินทำเหลือบมองดูที่บัตรเชิญในมือของอันน์ “อย่าบอกนะคะ ว่าคุณอันน์คิดว่าจะเป็น พฤกษ์” ลลินจงใจพูดเสียงดังให้คนทีอยู่แถวนั้นหันมาสนใจบทสนทนานี้ “ลิน ผมว่าเราเข้าไปในงานกันเถอะ” พฤกษ์พยายามพูดตัดบท ลลินยังไม่ยอม

“แหม อะไรกันคะพฤกษ์ ลินก็แค่พูดทักทายคุณอันน์ ตามประสาแฟนนายจ้างกับลูกจ้างเองนี่คะ” ลลินทำเสียงอ้อน แก้ตัวกับพฤกษ์ อันน์พยายามข่มใจ ข่มความรู้สึก พฤกษ์ส่งสายตาแทนคำขอโทษมาให้อันน์ แต่เธอหลบสายตานั้นของพฤกษ์

“ยังไงตอนลงชื่อ คุณอันน์เขียนชื่อตัวเองลงไป ส่วนพลัสวันคนที่คุณอันน์มางานด้วย ก็เขียนว่า ความมั่นหน้า ก็ได้นะคะ ลินว่าแบบนั้นน่ารักดี” ลลินหัวเราะใส่อันน์อย่างเปิดเผย อันน์กำลังจะพูดตอบโต้กลับไป เพราะเธอคิดว่า สิ่งที่ลลินพูด มันชักจะเกินไปมากแล้ว ก็พลันมีเสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“คุณอันน์ ทำไมจะเข้างานก่อนผมล่ะครับ ในเมื่อเรานัดกันไว้แล้ว ไม่ได้นะครับ นั่งรถมาก่อนที่ผมจะไปรับก็ทีนึงแล้ว ยังไงคุณอันน์ต้องอยู่เคียงข้างผมตลอดทั้งงานนะครับ” เจ้าของเสียงเดินเข้ามายืนข้าง ๆ อันน์ ชายหนุ่มที่ตัวสูงใหญ่ รูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวสีแทน ดูหล่อเท่ในชุดทักซิโด อันน์กำลังนึกตามกับสิ่งที่เธอได้ยินชายหนุ่มพูด

“ไอ้ทัพ” พฤกษ์เอ่ยชื่อลูกพี่ลูกน้องของเขา “สวัสดีครับพี่พฤกษ์” ฐานทัพทักทายพี่ชายของตัวเอง เขาได้ข่าวว่าลูกชายของป้ากำลังจะกลับมาจากเมืองนอก แต่ไม่รู้ว่าฐานทัพถึงเมืองไทยแล้ว “สวัสดีค่ะคุณทัพ” ลลินกล่าวทักทาย ฐานทัพทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะหันไปหาอันน์ ชายหนุ่มผู้อ่อนเยาว์กว่า ก้มหน้าเข้าใกล้อันน์ จากความสูงระดับหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร

“เชิญครับคุณอันน์” ฐานทัพยกแขนขวาขึ้นให้อันน์จับ อันน์เอื้อมมือไปแตะที่แขนกำยำของฐานทัพ พฤกษ์มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกขัดใจ ลลินแอบเบ้ปากใส่ เมื่อเห็นคนในงานให้ความสนใจกับคู่ของอันน์และฐานทัพ บางคนเริ่มเอ่ยชมว่าทั้งสองคนดูเหมาะสมกันดี บางคนก็รู้สึกเขินแทน เมื่อเห็นฐานทัพใช้มือซ้ายกุมมือของอันน์ที่จับแขนของเขาอยู่

“ขอบคุณค่ะ” อันน์กล่าวกับฐานทัพเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาในงาน เธอดึงมือกลับจากการเกาะกุมนั้น “ความสุขมันมักจะอยู่กับเราไม่นาน ผมชักจะเชื่อแล้วนะครับ” ฐานทัพยอมปล่อยมืออันน์อย่างจำใจ แต่เขาไม่สามารถละสายตาจากอันน์ไปได้เลย อันน์เองก็ต้องหลบสายตาแบบนั้นของฐานทัพ

“ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทนะคะ” อันน์พูดกับฐานทัพ “แต่ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากคุณหรือใคร” อันน์บอกออกไป ก่อนจะเห็นแววตาของฐานทัพ ที่อันน์มั่นใจว่า แววตาของฐานทัพคือแววตาของคนที่กำลังถูกทำร้ายความรู้สึก

“มันทำกับคุณอันน์แบบนี้ คุณยังอันน์ยังจะเห็นว่ามันดีอยู่อีกหรือครับ” ฐานทัพไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมคืนนี้ ณ เวลานี้ เขาถึงไม่อยากจะเก็บความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเอาไว้ อย่างที่เคยทำมา “ฉันถือว่านี่เป็นเรื่องส่วนตัว” น้ำเสียงของอันน์แสดงความไม่เป็นมิตร มันเหมือนเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ เพื่อปกปิดความเปราะบางของตัวเอง

“ผมไม่เชื่อว่าคุณรักพี่พฤกษ์” ฐานทัพเองก็แทบไม่เชื่อว่าเขาจะพูดออกไปแบบนั้น “คุณฐานทัพ ฉันขอบคุณเรื่องที่คุณช่วยเหลือฉันนะ แต่นี่คุณจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉันมากเกินไปแล้วนะ ขอตัวนะคะ” อันน์พูดจบ พยายามจะเดินหนีชายหนุ่มรุ่นน้อง

“เขาเคยปกป้องคุณอันน์สักครั้งมั้ยครับ” ฐานทัพถามอันน์ออกไป เธอหยุดยืนนิ่งราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยความจริงข้อนั้น ฐานทัพเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังของอันน์ ชายหนุ่มแตะเบา ๆ ที่แขนทั้งสองข้างของอันน์ ก่อนจะก้มลงพูดที่ข้างหูของอันน์

“เหมือนกันที่ผมปกป้องคุณอันน์” ฐานทัพค่อย ๆ ดันแผงอกของเขาให้แนบกับแผ่นหลังเนียนสวย ที่เผยพ้นออกจากชุดเดรสสีดำนั้น อันน์รู้สึกแปลบที่ใจขึ้นมาแบบแปลก ๆ เธอรีบหันหน้ามาทางฐานทัพ “ผมรักคุณอันน์นะครับ รักมาตลอด” ก่อนที่อันน์จะทันได้พูดอะไรกลับไป ฐานทัพก็โน้มใบหน้าลงมาหาอันน์ ริมฝีปากของเขาอยู่ใกล้จนเกือบสัมผัสได้กับริมฝีปากของอันน์



**************************

https://www.youtube.com/watch?v=TWv9vhDxpJQ

ที่ดูเหมือนเก่ง มันเป็นแค่การแสดง

ที่แกล้งให้ดูแข็งแรง

เพราะไม่ต้องการอ่อนแอให้ใครดู

สิ่งที่ใครต่อใครก็รู้ ไม่ใช่ตัวจริงเลยสักนิด

เป็นภาพลวงตาที่ไม่มีใครเข้าใจ

ใครจะรู้ว่าฉันก็เจ็บ ใครจะรู้ว่าฉันก็แพ้

ร้องไห้ในใจ ไม่มีใครดูแล เจ็บเองก็ต้องหายเอง

ใครจะรู้ถึงความรู้สึก ที่อยู่ลึกในใจของฉัน

ที่มันร้อนเป็นไฟ เพราะว่าใครกัน

ที่ทำให้ตัวฉันต้องเป็นคนแบบนี้

ขอเพียงสักคน ที่เข้าใจกันก็พอ

อยากขอเพียงสักคน ที่รักตัวตนที่ฉันนั้นเป็น

สิ่งที่ใครต่อใครได้เห็น ไม่ใช่ตัวจริงเลยสักนิด

เป็นภาพลวงตาที่ไม่มีใครเข้าใจ

ใครจะรู้ว่าฉันก็เจ็บ ใครจะรู้ว่าฉันก็แพ้

ร้องไห้ในใจ ไม่มีใครดูแล เจ็บเองก็ต้องหายเอง

ใครจะรู้ถึงความรู้สึก ที่อยู่ลึกในใจของฉัน

ที่มันร้อนเป็นไฟ เพราะว่าใครกัน

ที่ทำให้ตัวฉันต้องเป็นคนแบบนี้

จะมีใครบ้างไหม มีไหมบนโลกใบนี้

ที่รักตัวฉันคนนี้ และไม่ทอดทิ้งกันไป

ใครจะรู้ว่าฉันก็เจ็บ ใครจะรู้ว่าฉันก็แพ้

ร้องไห้ในใจ ไม่มีใครดูแล เจ็บเองก็ต้องหายเอง

ใครจะรู้ถึงความรู้สึก ที่อยู่ลึกในใจของฉัน

ที่มันร้อนเป็นไฟ เพราะว่าใครกัน

ที่ทำให้ตัวฉันต้องเป็นคนแบบนี้

ใครจะรู้ว่าฉันก็เจ็บ ใครจะรู้ว่าฉันก็แพ้

ร้องไห้ในใจ ไม่มีใครดูแล เจ็บเองก็ต้องหายเอง

ใครจะรู้ถึงความรู้สึก ที่อยู่ลึกในใจของฉัน

ที่มันร้อนเป็นไฟ เพราะว่าใครกัน

ที่ทำให้ตัวฉันต้องเป็นคนแบบนี้

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๖.

พันธุ - ตนุ (บ้านกับตัวเรา)



“อิทัง เม ญาตินัง โหนตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย” เมื่อบทกรวดน้ำจบลง ทั้งหมดก็ลุกขึ้นเพื่อเอาน้ำไปรดที่โคนต้นไม้ใหญ่ เอิงเดินรั้งท้ายในกลุ่ม มีปราชญ์เดินอยู่กลาง และพี่นนท์กับอุ่นเดินนำหน้า ทั้งหมดตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ดวงวิญญาณของหลิวได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เอิงชื่นชมทั้งพี่นนท์และอุ่น ที่ทั้งคู่เป็นธุระเรื่องงานศพของหลิวเป็นอย่างดี ทิ้งความโกรธ ความไม่เข้าใจ ที่หลิวได้ก่อขึ้นเอาไว้เบื้องหลัง หมดความโกรธและแค้นเคืองต่อกัน

“เออปราชญ์ พี่ว่าจะขายบ้านนะ” พี่นนท์หันมาบอก ตอนที่ทั้งหมดกำลังเดินกลับไปที่รถ “เอาจริงหรือพี่” ปราชญ์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “อืม พี่ฝากปราชญ์ด้วย มีอะไรที่ต้องซ่อมแซมปรับปรุงก่อนขาย ก็บอกพี่ได้ ส่วนค่านายหน้าก็คิดมาได้เลย พี่เข้าใจ” นนท์บอกเพื่อนรุ่นน้องถึงความต้องการของเขา

“ไม่ต้องห่วงครับพี่นนท์ ผมคิดราคากันเอง พี่วางใจได้” ปราชญ์รีบพูดให้นนท์สบายใจ “พี่กับอุ่น กลับไปดูคอนโดที่เคยดูด้วยกันไว้ตั้งแต่ก่อนเรื่องราวทุกอย่าง มันจะกลายมาเป็นแบบนี้” นนท์หันไปสบตากับคู่ชีวิตของเขา อุ่นให้กำลังใจนนท์ผ่านทางสายตานั้น “มันยังสภาพดีอยู่เลย เจ้าของเขาดูแลอย่างดี” อุ่นเสริมขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าแสดงถึงความสุขที่รอคอยมาเนิ่นนาน

“โอเค ไว้พี่โทรหาเราอีกที เดี๋ยววันนี้พี่กลับก่อน ขอบใจมากเว้ยปราชญ์ เอิง ที่มาทำบุญด้วยกัน” ทั้งปราชญ์และเอิงยินดีที่พี่นนท์กับอุ่นชวนพวกเขาทั้งสองคน เอิงกับปราชญ์มองรถเก๋งคันนั้นแล่นจากไป “กว่าจะได้ลงเอยกัน” เอิงพูดออกมาเบา ๆ ปราชญ์ผ่อนลมหายใจออกมา “ความสุขนี่มันมีคุณค่ามากจริง ๆ นะ” เอิงนึกขำท่าทางสุขุมนุ่มลึกของเพื่อนสนิทในวันนี้

“อย่ามาทำหัวเราะดีไป แกนั่นแหละ เมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาซะที” ปราชญ์ถามกลั้วหัวเราะ แต่ในใจอยากก็อยากรู้ว่าเมื่อไหร่ เอิงจะเปิดรับใครเข้ามานั่งในหัวใจเสียที คนถูกถาม ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “มัวแต่ดูดวงให้คนอื่น ได้เช็คดวงตัวเองมั่งมั้ย ว่าโชคสัตว์สองเท้ามาถึงหรือยัง”

ปราชญ์ถามเพื่อนด้วยความอยากรู้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย นึกแล้วก็ขำ ที่เพื่อน ๆ ต่างพากันจับคู่เขากับเอิง ซึ่งคำพูดของเอิงที่บอกกับเขาในตอนนั้นก็คือ 'โอ๊ย ขนลุก' ปราชญ์คิดถึงสิ่งที่เอิงบอกว่าเขามีอยู่ในพื้นดวง คือมีเพื่อนที่ดี และปราชญ์นึกขอบคุณเอิง ที่เอิงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาตลอดมา

“ไม่อ้ะ ทำงานดีกว่า เก็บเงินเยอะ ๆ ตอนแก่จะได้สบาย” เอิงพูดบอกสิ่งที่เขาคิด “ไปเจอพี่อันน์มาเหรอ เจ้แกสบายดีนะ ยังสวยเหมือนเดิมสิ” ปราชญ์ถามขึ้น เพราะเห็นเมื่อวันก่อน อันน์ลงรูปคู่กับเอิงในโซเชียล มีเดีย “พี่อันน์แกขอให้ไปช่วยงานน่ะ เงินดีซะด้วย” เอิงทำท่าลูบปาก ว่าลาภลอยมาถึงแล้ว

“พี่อันน์ แกต้องสวยสิ ฉันว่าสวยกว่าเดิมด้วยซ้ำ เสียดาย ติดอยู่หน่อย แค่ตรงที่แกมีเจ้านายปาก จุด จุด จุดนั่นน่ะ” เอิงเล่าถึงคำพูดที่พฤกษ์ใช้ในวันนั้นให้ปราชญ์ฟัง เอิงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่พฤกษ์ แต่ก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่ทำให้อันน์ไม่สบายใจ อีกอย่างงานที่เซ็นสัญญาไปนั้น ก็จะเริ่มในอีกไม่กี่วันนี้

“แกช่วยบอกเจ้แกด้วยละกัน วันไหนว่าง ๆ ไปดวลเหล้ากัน ไม่สว่างไม่กลับ” ปราชญ์พูดขึ้น เมื่อทั้งคู่ออกจากวัดแล้วเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้า “ได้เลย” เอิงรับปาก “แล้วแกกลับยังไง” เอิงถามปราชญ์ “เดี๋ยวฉันว่าจะเรียกแท็กซี่ อยากไปถึงบ้านเร็วหน่อย กะจะกลับเร็ว ไปเซอร์ไพรซ์ปั๋น” ปราชญ์ตอบเพื่อน เอิงทำท่าหมั่นไส้ ปราชญ์หัวเราะชอบใจ ก่อนเห็นรถแท็กซี่กำลังเข้าจอดพอดี เอิงเลยถือโอกาสร่ำลาเพื่อน แล้วเดินขึ้นบันไดเลื่อนของสถานี

“มึงอยู่ตรงไหนแล้ว ขึ้นไปรอรถไฟแล้วใช่มั้ย เออ ได้ ๆ กูกำลังขึ้นบันไดเลื่อน” เสียงคนคุยโทรศัพท์เดินตามหลัง แล้วผ่านเลยเอิงขึ้นไป เอิงหลบให้เขาผ่านขึ้นไปก่อน เอิงล้วงมือลงในช่องซิปในกระเป๋าสะพายเพื่อหยิบบัตรโดยสาร คนที่เดินผ่านเอิงไปทางชานชาลาฝั่งตรงข้าม เอิงขึ้นทางด้านนี้ เพื่อกลับคอนโด

“เฮ้ย โทษที กูรีบที่สุดแล้วเนี่ย” ตรงหน้าผู้พูด ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย – อเมริกัน สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร กล่าวตอบว่า “ไม่เป็นไร” โดยไม่ติดสำเนียงเลยสักนิด “แหม กลับไทยมาได้ไม่กี่วัน ไม่เป็นไรตามคนไทยเลยนะมึง ไอ้แดน” เพื่อนเขาพูดแซว

แดนยิ้ม ๆ กับคำพูดนั้น ก่อนจะหันหน้าไปทางชานชาลาฝั่งตรงข้าม เหมือนมีพลังอะไรบางอย่าง ดึงดูดเขาให้มองไปทางนั้น แล้วทุกอย่างก็เหมือนกับหยุดนิ่ง สายตาที่มองเห็น หนุ่มไทยคนนั้น ที่ทำให้หัวใจของแดนเต้นเร็วมาก ความรู้สึกประหลาดนี้ถาโถมเข้าหาหนุ่มลูกครึ่ง เขาอธิบายไม่ถูก แต่ใบหน้าของผู้ชาย คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น สะกดเขาเอาไว้

“ไอ แอม โฮม” แดนพูดออกมาเบา ๆ



พันธุ - อริ (ครอบครัวและรักอุปสรรค)



ปราชญ์เลือกที่จะไม่เดินเข้าทางตึกหน้า เขาเดินเลาะไปตามด้านข้างของบ้าน ทางเดินเล็ก ๆ นี้ เคยเป็นที่แอบซ่อนตัวจากคนในบ้าน เมื่อสมัยยังเด็กของเขาและปั๋น มันทำให้เขารู้สึกเหมือนมีสถานที่ลับเป็นของตัวเอง แยกออกมาเป็นเอกเทศ ที่สามารถเล่นจินตนาการอะไรก็ได้ ที่ทั้งสองคนอยากให้มันเป็นจริง รวมทั้งเป็นที่ที่ปราชญ์จูบปั๋นเป็นครั้งแรก ในวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของปั๋น

ปราชญ์เดินฝ่ายเรือนคนรับใช้ เพื่อที่จะทะลุเข้าเรือนเล็กติดกำแพงหลังบ้าน หลุดจากกำแพงนั้นไปก็คือบ้านใน ที่เขาไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเยียนมานานแล้ว ปราชญ์จำได้ดีว่า ตอนนั้นเขาโกรธมากเมื่อกลับมาถึงบ้าน แล้วรู้ว่า ปั๋นที่ตอนนั้นเพิ่งขึ้นมัธยมปลาย ถูกอัปเปหิจากตึกหน้าลงมาอยู่ที่เรือนเล็กนี้ เรือนที่ทั้งเก่า ทั้งทรุดโทรม ที่แม้แต่คนรับใช้ยังได้อยู่ที่ดีกว่านี้

แต่ตอนนั้น เขาทำอะไรไม่ได้เลย ปราชญ์นึกโทษตัวเองมาโดยตลอด ที่เขาไม่สามารถพูดหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แถมปั๋นยังย้ายลงมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แม้จะต้องรอให้ช่างมาติดไฟ ต่อน้ำ ซ่อมกลอนประตูจนเกือบสัปดาห์ให้หลัง สาเหตุนี้เองที่ปราชญ์ถึงรู้สึกว่าปั๋นเป็น 'คนของเขา' ที่เขาต้องดูแลให้ดี จนบ่อยครั้งที่ปราชญ์ต้องใช้วิธีบังคับเพื่อให้ปั๋นทำตาม เพราะชายหนุ่มกลัวว่าปั๋นจะปฏิเสธความหวังดีของเขาที่พยายามชดเชยให้

ปราชญ์เดินมาถึงเรือนเล็ก เขาเคาะประตูเรียกปั๋น แต่เรือนเงียบสนิทเหมือนไม่มีใครอยู่ ปราชญ์เรียกปั๋น พยายามชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ ด้านหน้านั้นเข้าไป แต่ก็ไม่เห็นใคร ไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะถ้าปั๋นอยู่ในห้องนอน เดินออกมาจากห้องเพียงนิดเดียวก็ถึงประตูด้านหน้านี้แล้ว

ปราชญ์ยกโทรศัพท์ขึ้นโทรหา แต่พอเสียงสัญญาณปลายสายดังเพียงสองครั้งก็ถูกตัดลง ปราชญ์แปลกใจ ชายหนุ่มจัดการกดโทรหาปั๋นอีกครั้ง แต่คราวนี้ปลายสายติดต่อไม่ได้แล้ว ปราชญ์กำลังคิดว่าปั๋นอาจจะงีบหลับไป เลยไม่ได้ยินเสียง แต่ก่อนที่เขาจะคิดว่าจะทำยังไงต่อดี คนรับใช้สองคนก็โผล่ออกมาจากทางตึกหน้าพอดี ทั้งคู่ตกใจที่เห็นปราชญ์ ชายหนุ่มเองก็สงสัยว่า สองคนนี้แบกอุปกรณ์ทำความสะอาดมาทำไม

“ถือซะว่าฉันช่วยแกมามากพอ และช่วยแกอย่างดีที่สุดแล้วนะ” ปั๋นที่ยืนถือกระเป๋าเสื้อผ้าเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง พยักหน้ารับกับคำพูดที่ได้ยิน คุณชัยวัฒน์ บิดาของปราชญ์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แม่แกก็ตายไปตั้งนานแล้ว ที่ฉันยอมให้แกเกาะจนจะเรียนจบมหาวิทยาลัยนี่ แกต้องสำนึกเอาไว้ด้วยนะ” ปั๋นก้มหน้านิ่ง กัดฟันข่มความรู้สึกเอาไว้

“แกสัญญากับฉันแล้วนะ ว่าแกจะไม่ติดต่อเจ้าปราชญ์ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม แกจะให้ลูกชายฉันรู้ไม่ได้ ว่าแกอยู่ที่ไหน ห้ามติดต่อกันเด็ดขาด” คุณชัยวัฒน์สั่งกำชับปั๋นอีกครั้ง ว่าให้ทำตามข้อตกลงที่ปั๋นให้สัญญาเอาไว้

“ส่วนแกจะร่อนเร่ไปไหน หรือจะไปตายอะไรยังไง ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วย เข้าใจมั้ย” ปั๋นได้ยินคำพูดนั้นของคุณชัยวัฒน์ ก็รีบห้ามน้ำตาที่จู่ ๆ ก็รื้นขอบตาขึ้นมาทันที “ไป ออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว จะไปไหนก็ไป อย่ามาโอ้เอ้ ชักช้า ลีลามากนัก” ปั๋นเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่มยกมือขึ้นไหว้ พร้อมเอ่ยคำลา ก่อนจะเห็นอีกฝ่าย ไม่รับไหว้แถมโบกมือไล่ด้วยความรำคาญ ปั๋นได้แต่หันตัว กำลังจะเดินไปทางประตูหน้าบ้าน

“ปั๋นจะไม่ไปไหนทั้งนั้น นี่มันอะไรกันครับคุณพ่อ” ปราชญ์ที่เดินย้อนกลับมาทางเดินลับเอ่ยถามขึ้น คุณชัยวัฒน์ดูหัวเสียมาก เมื่อปั๋นทำพิรี้พิไรอยู่ จนปราชญ์กลับมาถึงบ้านเสียก่อน “ปั๋นบอกพี่สิ เกิดอะไรขึ้น แล้วนี่เก็บกระเป๋าทำไม คุณพ่อจะให้ปั๋นไปไหน” ปราชญ์ที่เค้นถามคนรับใช้สองคนนั้นแล้วไม่ได้ความอะไร รู้แต่ว่าปั๋นจะย้ายออกจากบ้านวันนี้ ต้องการคำอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“ฉันไล่มันไปเองแหละ” คุณชัยวัฒน์ให้คำตอบกับปราชญ์ ชายหนุ่มมองหน้าปั๋นที่ก้มหน้าหลบสายตาของเขา ก่อนจะมองไปที่ผู้เป็นพ่อ “ไล่ปั๋น ไล่ทำไมครับ” ปราชญ์กำลังปะติดปะต่อเรื่องราวและข้อมูลในหัว “ฉันไม่ต้องการให้มีตุ๊ดแต๋วในบ้านนี้” คุณชัยวัฒน์พูดใส่ปั๋นที่ยืนก้มหน้าซ่อนความรู้สึกเอาไว้ ปราชญ์ถึงกับกใจที่ได้ยินพ่อพูดแบบนั้น ชายหนุ่มมองหน้าปั๋น เขาเห็นแววตาแห่งความเจ็บปวดในนั้น

“ถ้าพ่อไม่ต้องการให้บ้านพ่อมีตุ๊ดมีแต๋วแล้วล่ะก็ งั้นขอเวลาผมเก็บของเดี๋ยว ปั๋น รอพี่แป๊บนึง เดี๋ยวพี่จะไปกับปั๋นด้วย” ปราชญ์บอกกับปั๋น ก่อนจะเดินผ่านพ่อของเขาเพื่อเข้าไปในบ้าน คุณชัยวัฒน์คว้าแขนปราชญ์เอาไว้ ชายหนุ่มสะบัดออก สีหน้าของปราชญ์ตอนนี้แสดงถึงความเดือดดาลที่มีในใจ

“แกพูดอะไรของแก เจ้าปราชญ์” คุณชัยวัฒน์ไม่ชอบใจกับคำพูดของลูกชายตัวเอง “ก็ตุ๊ดแต๋วไงครับ เดี๋ยวผมย้ายออกวันนี้เลย” ปราชญ์ย้ำคำพูดของพ่อตัวเอง “ฉันหมายถึงไอ้ปั๋นมันนู่น ไม่ใช่แก” คุณชัยวัฒน์ตอบกลับปราชญ์ด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยว

“ไอ้ตุ๊ดไอ้แต๋วที่มันล่อลวงแกให้ทำเรื่องทุเรศเลวทรามกับมัน ในบ้านของฉันนี่ไง” คุณชัยวัฒน์ระเบิดอารมณ์โกรธของตัวเองออกมาเช่นกัน “ฉันกำลังพยายามช่วยแกให้พ้นไปจากพวกโสโครกนี่ แกยังมีหน้ามาเถียง ยังกล้าดีมาใส่อารมณ์กับฉันอีกหรือ เรื่องระยำตำบอนที่มันทำกับแกในห้องนอนน่ะ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ” คุณชัยวัฒน์เกรี้ยวกราดกับลูกชายด้วยอารมณ์โมโหและผิดหวัง

“คุณพ่อครับ” ปราชญ์เรียกผู้เป็นพ่อช้า ๆ “ถ้าคุณพ่อจะหมายถึง การที่ผมได้ปั๋นเป็นเมียล่ะก็” ปราชญ์พูดขึ้น ก่อนสาวเท้าด้วยท่าทางโกรธขึ้งไปหาปั๋น “คุณพ่อรู้เอาไว้เลยนะครับ ว่าผมนี่แหละที่ล่อลวงเขา” ปั๋นเงยหน้าขึ้นสบตากับปราชญ์ เด็กหนุ่มส่ายหน้าขอร้องปราชญ์ ไม่ให้เขาพูด แต่ตอนนี้ความโกรธมันเข้าครอบงำสติและเหตุผลของปราชญ์จะเกือบหมดสิ้นแล้ว

“และถ้ามันยังไม่ชัดมากพอสำหรับคุณพ่อล่ะก็ ผมจะบอกอะไรให้ฟัง ว่าตั้งแต่ตอนผมอายุสิบเจ็ด ที่ผมรู้ว่า แม่รินแม่ของปั๋น เป็นแค่เมียคุณพ่ออีกคน และปั๋นเป็นลูกติดแม่รินมา ปั๋นไม่ใช่ลูกของคุณพ่อ ผมนี่แหละ ที่อยากจะเอาปั๋นตั้งแต่นั้น ผมนี่แหละที่อยากจะจับเขาทำเมียซะตอนนั้นเลย” ปราชญ์หน้าแดงด้วยความโกรธ ตาแดงรื้นเพราะอารมณ์เสียใจกำลังกลั่นออกมาเป็นน้ำตา

“แต่ยังไงรู้มั้ยครับคุณพ่อ ผมนี่ ทั้ง ๆ ที่ไอ้นั่นของผมแข็งทุกครั้งที่เข้าใกล้ปั๋น แต่ผมตั้งหักห้ามใจ ไม่ทำอย่างที่ใจคิด เพราะผมรักของผม ผมรักคนคนนี้ของผม ผมรอจนเขาอายุสิบแปด ผมถึงหลอกล่อเขาจนเขาหลงกล ยอมจูบกับผม จากนั้น ผมก็หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ผมทำยังไงรู้มั้ยครับคุณพ่อ” ปั๋นดึงแขนของปราชญ์เอาไว้ “พอแล้วคุณปราชญ์” ปั๋นพยายามห้ามไม่ให้ชายหนุ่มพูดอะไรอีก

“คืนนั้น ผมที่งุ่นง่าน ลงไปหาเขาที่เรือนเล็ก เรือนที่เฮงซวยเสียยิ่งกว่าห้องนอนคนใช้ ผมใช้ข้ออ้างความเป็นพี่ชาย บังคับเขาถอดกางเกงออก” ปราชญ์พูดต่อ “หยุดเดี๋ยวนี้นะเจ้าปราชญ์” คุณชัยวัฒน์ตะโกนห้ามลูกชายสุดเสียง “ฟังดี ๆ นะครับคุณพ่อ ผมทั้งอมทั้งดูดให้กับเขา จนเสร็จ” ปราชญ์ที่ตอนนี้อารมณ์โกรธเกรี้ยว ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใด ๆ

“ผมกลืนให้เขาจนหมด ไม่เหลือสักหยด” ปราชญ์จ้องหน้าผู้เป็นพ่อ “ถ้าจะมีใครที่เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว คุณพ่อรู้เอาไว้เลย ว่าไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล ผมนี่แหละ ปั๋นไม่ได้ทำให้ผมเป็น ผมต่างหากที่เป็นต้นเหตุ อ้อ แล้วคุณพ่อพอมีเวลาฟังเรื่องที่ผมเอากับเขาตอนเขาอายุยี่สิบมั้ยครับ” ปราชญ์หยุดพูดนิดหนึ่ง มองหน้าคุณชัยวัฒน์ที่ตอนนี้อึ้งไปกับสิ่งที่ได้ยินจากลูกชาย

“เรื่องที่ว่า ผมเอา ๆ รูฟิต ๆ ของเขาไป แล้วมันไม่ถึงใจ เลยถอดถุงยางทิ้ง แล้วเอาต่อจนปล่อยแตกในตัวเขา ถ้าคุณพ่อจะมองหาคนเหี้ย ๆ ที่ทำให้คนในบ้านนี้เป็นแบบที่ว่าแล้วล่ะก็” ปราชญ์พูดก่อนเอามือตบที่หน้าอกของตัวเองดังอั้ก ๆ ปั๋นที่ตอนนี้เจ็บร้าวในหัวใจไปหมด ก้าวเท้าเดิน อยากจะออกจากตรงนี้ไปให้เร็วที่สุด

“ปั๋น พี่ไม่ให้ไป” ปราชญ์รีบเข้าไปขวางหน้า ปั๋นพยายามเดินหลบ ชายหนุ่มคว้าดึงตัวปั๋นเข้าไปกอด “คุณปราชญ์ปล่อยผม” ปั๋นบอกกับปราชญ์ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เด็กหนุ่มดันตัวชายหนุ่มให้ขยับออกห่าง “ผมเคยคิดไว้ ต่อให้ในบ้านนี้ มีแต่คนรังแกผม ทำให้ผมเสียใจไม่เว้นวัน ผมยังจะเหลือคุณปราชญ์ ที่จะไม่ทำร้ายจิตใจกัน” สิ่งที่ปราชญ์ได้ยินปั๋นพูด ทำให้เขาเริ่มรู้สึกตัว

“ปั๋น พี่” ปราชญ์ที่คิดว่าเขากำลังปกป้องคนที่เขารักอยู่ แต่แล้ว สิ่งที่เอิงได้เตือนเขาเอาไว้ ว่ามันไม่ใช่ว่าเขาจะทำถูกทุกอย่าง กับเรื่องที่เกี่ยวกับปั๋น เมื่อเขาไม่เคยสักครั้ง ที่จะถามสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการ สิ่งที่ปั๋นรู้สึก ความหวังดีผสมกับความตั้งใจดีของเขา กลายเป็นยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์เข้าไปอีก

เอิงเคยอธิบายให้ปราชญ์ฟังว่า พื้นดวงของปราชญ์ที่เป็นคนลัคนามีน มีดาวอาทิตย์ ๑ เป็นเจ้าเรือนอริ ดาวอาทิตย์ที่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนใด ย่อมส่องให้ความหมายของเรือนนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ปั๋นที่เป็นคนลัคนาสิงห์ มีดาวอาทิตย์ ๑ เป็นตนุหรือตัวตน แต่เป็นเรือนอริหรืออุปสรรค การฟันฝ่าปัญหาของปราชญ์ การที่ปราชญ์ได้ปั๋นเป็นแฟนนั้น ไม่ผิด แต่เอิงเคยเตือนเขาไว้แล้วว่า กับเรื่องนี้ มันจะไม่ง่ายเลย

แถมช่วงนี้ ดาวอาทิตย์จร ๑ นี้มาอยู่ในเรือนตนุ ราศีมีนของตัวปราชญ์เอง อริมาทับตนุ มันย่อมส่งผมให้เจ้าชะตา ถ้าจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด ๆ ย่อมจะต้องพบเจอแต่ปัญหารุมเร้า หนักหนาสาหัส จนกว่าจะผ่านมันไปได้ มันไม่ใช่หนทางที่ราบรื่นอย่างที่คิดเอาไว้ วันหนึ่ง ปั๋นที่แบกความรู้สึกเอาไว้ จะวางทุกอย่างลง และปลดพันธนาการนั้นลง

อีกทั้งเกตุหรือ ๙ มาอยู่ในเรือนวินาศน์ ที่มีความหมายว่า อะไรที่ปิดบังอยู่ จะถูกเปิดเผยออกมา แต่ตะประสบกับความเดือดร้อน สูญเสีย อุปสรรคปัญหานานา ถูกหน่วงเหนี่ยวและจำกัดสิทธิ์ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ที่สำคัญดาวอาทิตย์ ๑ อีกความหมายหนึ่งก็คือ บิดา ที่อาจจะทายได้ว่า เจ้าชะตาอาจจะไม่ลงรอยกับพ่อ ขัดแย้งกัน แต่ผู้เป็นพ่อนั้นจะมีอำนาจเหนือกว่า

“ผมอยู่ได้ เรือนเล็กมันจะเก่าซอมซ่อยังไง ผมก็อยู่ได้” สิ่งที่อยู่ในใจและเก็บอัดอั้นมานานมันกำลังล้นออกมาเป็นน้ำตาของปั๋น “แต่ผมก็อยากจะมีที่ที่จะเป็นตัวเองได้ ไม่ต้องคอยรับคำสั่งใคร ให้ต้องหันซ้ายหันขวา ผมอยากอยู่ในที่ไม่มีใครทำร้ายผมได้อีก”

ปั๋นน้ำตาไหลลงมาเป็นสาย เงินเก็บก้อนหนึ่ง ที่ปั๋นแอบปราชญ์ไปทำงานพิเศษ มันทำให้ปั๋นอยากไปมีที่ทางเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน เป็นบ้านที่ปั๋นเป็นผู้กำหนด ว่าห้องไหนทาสีอะไร อะไรวางไว้ตรงไหน ใครมาได้ ใครอยู่ได้ หรือใคร ๆ ก็ไล่เขาไปไหนไม่ได้

“ได้ยินหรือยังล่ะ เจ้าปราชญ์ พ่อไม่ได้ผิด มันเองก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่กับแกเหมือนกัน” คุณชัยวัฒน์ตะโกนมาดังลั่น “ถ้างั้น ผมจะออกไปอยู่กับปั๋น” ปราชญ์ประกาศกร้าว “แกจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น แกมีหน้าที่ต่อครอบครัวนี้” คุณชัยวัฒน์เดินเข้ามาดึงปราชญ์ให้ออกมาไกลจากปั๋น ปราชญ์พยายามขัดขืน แต่คุณชัยวัฒน์ไม่ยอม เงินสองแสนแลกกับการที่ลูกชายจะอยู่ห่างจากสิ่งน่าขยะแขยงนี้ได้ คุณชัยวัฒน์คิดว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

“แกสัญญากับฉันไว้แล้ว ว่าแกจะช่วยงานฉัน ให้บริษัทผ่านปัญหาไปได้ด้วยดี แกจะมาเห็นแก่ตัว แล้วทำให้ทุกอย่างมันพังลงไปไม่ได้ ถ้าบริษัทล้มละลาย ทุกอย่าง ทุกคนที่เดือดร้อนจะมีแกเป็นต้นเหตุ” คุณชัยวัฒน์พูดด้วยความแข็งกร้าว “ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่กับปั๋น” ปราชญ์มองไปที่สุดที่รักของเขา ถ้าไม่มีปั๋น ชีวิตของเขาคงย่ำแย่ไม่มีชิ้นดีเช่นกัน

“มันไม่ได้อยากอยู่กับแก” คุณชัยวัฒน์ตะโกนด่าลูกชาย “แกดูนี่ แล้วแกเลิกโง่ เลิกหลงมันได้แล้ว แกดูนี่ เงินแค่สองแสนก็ซื้อคนอย่างมันได้แล้ว แกดู ว่ามันหน้าเงินขนาดไหน เอ้า ดูซะให้เต็มตา” คุณชัยวัฒน์เอาใบโอนเงินเข้าบัญชีเข้าที่หน้าของปราชญ์ ชายหนุ่มจับมันเอาไว้ในมือ สายตาไล่ดูรายละเอียด มันตรงตามที่พ่อของเขาพูดไม่มีผิด ปราชญ์มองหน้าปั๋น ที่ตอนนี้เด็กหนุ่มพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้

“ปั๋น เงินแค่นี้ ทำไมไม่มาเอาจากพี่” ปราชญ์ถามเสียงสั่นด้วยความผิดหวัง “ผมต้องการบ้านตอนนี้ คุณปราชญ์หาให้ผมได้เลยมั้ยครับ” ปราชญ์อึ้งไปกับคำพูดของปั๋น แต่สิ่งที่เขาเพิ่งรับปากพี่นนท์ไปเมื่อเช้านี้ ก็แล่นเข้ามาหาเขาเช่นกัน เรื่องช่วยขายบ้านที่เพิ่งรับปากพี่นนท์ไป ส่วนปั๋นนั้นมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าเติมเข้ากับเงินสองแสนนี้ มันก็ช่วยให้ปั๋นเข้าใกล้สิ่งที่ฝันไว้ได้เร็วขึ้น

“ผมขอบคุณคุณผู้ชายที่กรุณาผมนะครับ” ปั๋นตัดสินใจแล้ว ที่จะจบเรื่องทุกอย่างไว้ที่นี่ ในวันนี้ ความสูญเสียของปั๋น ความไร้ญาติขาดมิตรของปั๋น การไม่มีครอบครัวคอยเคียงข้าง ปั๋นไม่อยากเห็นภาพนั้นเกิดขึ้นกับปราชญ์ เพราะเขารู้ซึ้งดี ว่ามันทรมานและแสนจะเจ็บปวดขนาดไหน ยังไงซะ ปั๋นกับปราชญ์ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันทางสายเลือดอยู่แล้ว ต่อให้เลือดแม้จะไม่ดี แต่เลือดก็ย่อมต้องข้นกว่าน้ำ

ปราชญ์หลับตาลง ในหัวของเขามึนงงไปหมด ในหัวใจของเขาสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ชายหนุ่มมีท่าทีอ่อนลง เพียงแต่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมปั๋นถึงได้ไม่ยอมให้เขา เหมือนที่ผ่าน ๆ มา ปราชญ์จำได้ที่เอิงเคยบอก ว่าปั๋นมีดาวจันทร์ ๒ ที่แปลว่า แม่ หรือญาติฝ่ายหญิงอุปถัมภ์ แต่เมื่อแม่รินเสียไปนานแล้ว ปราชญ์ถึงได้ตั้งใจที่จะดูแลช่วยเหลือปั๋นให้ได้ดีที่สุด เยอะที่สุด

ปั๋นมองหน้าของปราชญ์ เขาอยากจะจดจำภาพที่สวยงามของคนที่อยู่ตรงหน้านี้ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะว่าต่อจากนี้ ชีวิตที่จะก้าวต่อไป มันจะไม่มีอีกแล้ว คนที่ห่วงใยกัน คนที่รักกัน เมื่อต่างก็พากันเดินมาจนสุดทาง และมันมีเพียงทางแยกสองข้าง ซ้ายและขวา ที่มองไปในแต่ละด้าน ก็ยาวจนสุดปลายสายตา และไม่รู้ว่าอีกนานไหม ทางทั้งสองจะกลับมาบรรจบกันได้อีก



********************************

https://www.youtube.com/watch?v=mKFmwCNRvR8

กว่าจะรวมจิตใจ เก็บทรายสวยสวยมากอง ก่อปราสาทสักหลัง ก่อกำแพงประตู ก่อสะพานสร้างเป็นทาง ทำให้เป็นดังฝัน ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท น้ำทะเลก็สาดเข้ามา ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า กับน้ำทะเลเท่านั้น ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม ทีละเล็กละน้อย ที่คอยสะสมความดี มีให้เธอเท่านั้น ก่อเป็นความเข้าใจ แต่งเติมความหมายด้วยกัน คอยถึงวันที่หวัง ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน เธอก็พลันมาจากฉันไป ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม จะเอาแรงพลังจากไหนไว้เติมแต่งฝัน จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา เหลือเพียงใจที่ว่างเปล่า กับฉันคนเดียวเท่านั้น ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม ไม่เหลืออะไรเลย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๗.

ปุตตะ – ตนุ (เริ่มต้นใหม่เป็นตัวเอง)



“แม่พี่ศรไม่ยอมออกมาสักที เดี๋ยวหนูไปสาย” ศศิตะโกนฟ้องแม่ เหตุเพราะเช้านี้พี่ชายของเธออาบน้ำนานมาก “ศร อย่าแกล้งน้อง เดี๋ยวน้องไปเรียนสาย รีบ ๆ หน่อยลูก” คุณอนงค์ตะโกนบอกลูกชาย ได้ยินเสียงตอบรับมาดังออกมาจากห้องน้ำชั้นบน “ปกติก็ยังกับวิ่งผ่านน้ำ วันนี้จะมานึกขัดสี ฉวีวรรณอะไรขึ้นมา” ผู้เป็นแม่หันไปพูดกับสามีของเธอ ที่ได้แต่พยักหน้าเออออไปตามประสา ขณะจิบกาแฟยามเช้า

“ขี้ฟ้องไม่เปลี่ยนเลยนะ ยัยขี้มูก” คันศรที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวเปิดประตูออกมา บ่นน้องสาวคนเดียวของเขา “อี๋ ไปแต่งตัวให้ดี ๆ อย่ามาเดินโทงเทง ทุเรศ” ศศิในชุดนอนเสื้อกับกางเกงลายดอกไม้ หิ้วกระเป๋าประทินโฉมพร้อมผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผม และผ้าเช็ดใบหน้า ร้องบอกพี่ชายตัวเอง เช้า ๆ แบบนี้ ทำไมต้องมาเห็นภาพน่าเกลียดนี้ด้วย

“ซิกแพ็กของผมเนี่ย ไม่ใช่จะได้มาง่าย ๆ นะครับ คุณศศิ” คันศรอวดสรรพคุณรูปร่างของตัวเอง ศศิหลบหน้าไปทางอื่น ไม่อยากมอง แล้วรีบเดินเพื่อจะเข้าห้องน้ำ “เดี๋ยว” คันศรรีบเรียกให้น้องสาวให้หยุดฟังอะไรก่อน

“แกมีพี่สะใภ้อายุมากกว่าแค่ปีเดียว ไม่ติดหรอกเนอะ” คันศรพูดไป พลางนึกถึงคนที่เขาพูดถึงไป “แน่นอน นั่นไม่ใช่ปัญหา” น้องสาวตัวดีของคันศรตอบกลับมา “ติด” ศศิพูด “ติดที่เขาจะเป็นพี่สะใภ้ที่โชคร้ายที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เขาควรจะไปรดน้ำมนต์ล้างซวย โอเคนะคะ ชวนคุยอยู่ได้ สายแล้วเนี่ย” ศศิพูดจบก็ปิดประตูห้องน้ำ ก่อนที่คันศรจะทันได้ตอบโต้กลับไป

“รดน้ำมนต์” คันศรทวนคำ ก่อนที่จะอยู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา เหมือนนึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ เขากลับเข้าห้องแต่งตัว วันนี้คือเสื้อยืดสีขาวด้านใน เชิ้ตแขนยาวสีเทาฟ้าด้านนอก กับกางเกงขายาวสีดำ เขามองดูกระจกแล้วก็นึกภูมิใจกับสิ่งที่เห็น ตาหนูนั่นต้องรู้สึกดีกับเขา พูดเลย คิดแบบนั้น เขาก็คว้าเป้แบบสะพายข้าง แล้วออกจากห้อง

“โอ้โห วันนี้ลูกแม่ ฉีดน้ำหอมตัวหอมฟุ้งเชียว” คุณอนงค์ถึงกับเอ่ยปากชมลูกชาย ที่วันนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่คนเดิม คุณศรันย์ผู้เป็นพ่อถึงกับต้องหันมามองตามเสียงของภรรยา “นี่เอ็งจะไปทำงานหรือมีนัดออกเที่ยวกันแน่ เจ้าศร” พ่อของเขาเองยังอดแซวลูกไม่ได้ คันศรยิ้มกว้างแอบเขิน

“นิดนึงครับ” ศรพูดพลางทำท่าเอียงอาย คุณอนงค์กับคุณศรัณย์หันมามองหน้ากัน แบบงง ๆ ว่าเกิดอะไรกับลูกชายของพวกเขา “ดูทำเข้า นี่ถ้าให้นึกถึงความหลัง เราทำเหมือนพ่อเราตอนจีบแม่ใหม่ ๆ เลยนะ” คุณอนงค์พูดพลางนึกขำสามี “แต่งตัวหล่อ ตัวหอมมาเทียวไล้เทียวขื่อแม่ทุกวัน” คุณอนงค์หันไปมองสามีตัวเอง ที่ตอนนี้หัวเราะชอบใจคำพูดของผู้เป็นภรรยา

“นิดนึงครับ” คุณศรันย์พูดเหมือนลูกชายเปี๊ยบ คันศรมองพ่อกับแม่ของตัวเองที่ทำท่าจู๋จี๋กันแล้วพาลรู้สึกจักจี้ แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะหวานสาดใส่กันมากกว่านี้ คันศรตัดสินใจว่า เขาจะต้องบอกเรื่องสำคัญเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่รับทราบเอาไว้

“พ่อครับ แม่ครับ” ศรันย์เอ่ยออกไป “ผมกำลังจะมีแฟนนะครับ คือไม่ได้เป็นแฟนกัน แต่ผมตามจีบเขาอยู่” พ่อกับแม่ของคันศรยิ้มขำไปกับท่าทางเงอะงะ แต่ดูจริงจังกับสิ่งที่พูด “พ่อถามคำนึง แล้วเขาจะเป็นแฟนแกมั้ย” คุณศรันย์นึกสงสัย

“นั่นสิลูก เขาตอบตกลงเราแล้วหรือยัง” คุณอนงค์ก็สงสัย ใจหนึ่งก็นึกเอ็นดูไปกับลูก แต่อีกใจก็นึกเป็นห่วง เพราะคันศรลูกชายของเธอ ตั้งแต่เล็กจนโตมาป่านนี้ ไม่เคยพูดเรื่องความรักเลยสักครั้ง จนกระทั่งเช้าวันนี้ คันศรเดินเข้าไปหาแม่ เขากอดเอวแม่ของเขาเอาไว้ คุณอนงค์เอามือตบลงไปที่ไหล่ของลูกชายเบา ๆ

“แต่เขาน่ารักมากเลยนะครับ ดื้อนิดหน่อย ขี้วีนพอประมาณ แต่ถูกใจผม” คันศรพูดความรู้สึกของตัวเองออกไป “อีกเรื่องคือ” คันศรถอนกอดแม่ออกมาก่อนจะหันไปมองผู้เป็นพ่อ และหันมามองผู้เป็นแม่ของเขาอีกรอบ “เขามีทุกอย่างเหมือนกับที่ผมมี เป๊ะเลย” คันศรไม่พูดเปล่า ใช้สองนิ้วชี้ ชี้ไปที่หว่างขาของตัวเอง คุณศรันย์กับคุณอนงค์รีบหันไปมองหน้ากัน

“ก็แม่นั่นแหละ แม่เคยบอกกับผมว่า แม่อยากมีลูกชายน่ารัก ๆ อีกสักคน เสียดายที่แม่ปิดอู่ไปซะก่อน เนี่ย ผมก็หาลูกชายอีกคนมาให้ตามที่แม่ต้องการแล้ว” คันศรพูด โดยลอบดูปฏิกิริยาของบุพการีของตนไปด้วย “ส่วนพ่อ พ่อก็เคยพูดว่า ผมรักใคร พ่อก็รักด้วยนะครับ พ่อห้ามลืมนะครับ” คันศรพูดจบ ก่อนทำหน้าเหมือนลูกหมาเหงาหงอย

“เลี้ยงมันได้แต่ตัวล่ะนะลูกเนี่ย ว่าไงแม่” คุณศรันย์ที่ถูกลูกชายพูดดักคอ พยักหน้าให้กับคันศร ไม่ได้พูดขัดอะไรลูกชาย แต่หันไปถามความคิดเห็นผู้เป็นแม่ของลูกชายตัวเอง “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร พามาให้แม่รู้จักด้วย เข้าใจไหม อย่าไปแอบทำอะไรงุบงิบกัน นอกสายตาพ่อกับแม่” นี่เป็นเรื่องที่คุณอนงค์กับคุณศรันย์เคยคุยกันไว้นานแล้ว ถึงวี่แววเรื่องนี้ของคันศร

คนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่เลี้ยงลูกมากับมือ ย่อมรู้ว่าลูกของตนนั้น ชอบอะไร จะไปทางไหน ลึก ๆ ก็เตรียมทำใจเอาไว้เช่นกัน แต่เมื่อนี่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ เธอรักคันศรอย่างไรเมื่อวินาทีแรกที่เธอได้เห็นหน้าลูก มาวันนี้วินาทีนี้ หรือจะเป็นวินาทีต่อไปในอนาคต เธอก็ยังรักคันศรเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เธอดีใจ ที่คันศรเลือกที่จะพูดเรื่องนี้กับแม่และพ่อตรง ๆ บางที การได้บอกให้พ่อกับแม่รับรู้ถึงตัวตนของลูก ก็ไม่ใช่ว่า ผลลัพธ์จะออกมาเลวร้ายเสียซะทุกครั้งไป

“ขอบคุณนะครับแม่ ขอบคุณนะครับพ่อ” คันศรยกมือไหว้พ่อกับแม่ของเขา คุณอนงค์ยิ้มรับก่อนหอมแก้มลูกชายหนึ่งฟอดใหญ่ ก่อนที่คันศรเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ คุณศรันย์ยืนขึ้น ดึงลูกชายเข้ามากอด พร้อมตบลงที่บ่าของคันศรเบา ๆ “จีบเขาให้ติด อย่าให้เสียชื่อพ่อ ไอ้ลูกหมา” คุณศรันย์เองก็พูดตลกกลบเกลื่อน ถึงเขาจะรักลูกมากเพียงใด แต่การที่จะมาแสดงออกว่ารักกัน มันก็เคอะ ๆ เขิน ๆ ไปบ้าง

ศศิที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด แอบหมั่นไส้พี่ชายไม่น้อย จริง ๆ เธอก็พอจะดูออกแหละ ว่าพี่ชายของเธอชอบอะไรแบบไหน แต่ถ้าจะให้เธอเดาลึกฟันโชะ ชี้ลงไปชัด ๆ ว่าคนไหนกัน ที่คันศรชอบ ก็คงจะเป็นคุณหนูตะมุตะมิ ที่มาฝึกงานกับพี่ชายของเธอแน่นอน แถมคันศรนั่นก็เข้าตำราเด็กผู้ชายดึงผมเปียสาวชัดเจน เพราะถ้าไม่ชอบก็คงไม่แกล้ง ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่วอแวด้วย



ปุตตะ – กัมมะ (เริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ทำ)



“หนูจ๋า ที่แกทำโอ้เอ้วันนี้ นี่มันยังไง” พี่หนูดีดุน้องชายที่ทำตัวเหมือนเด็กอนุบาลงอแงไม่ยอมไปโรงเรียน “ย่าให้พี่ฟ้องแม่นะ ไปลงไปได้แล้ว เดี๋ยวไม่ผ่านฝึกงาน” พี่หนูดีเป็นคนใจดี แต่กับเรื่องงาน วินัย และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เธอไม่อยากให้น้องเสียหายเรื่องนี้ “รู้แล้วครับ” หนูจ๋าทำหน้าบู้บี้ แต่ก็ยอมลงจากรถมาแต่โดยดี หนูจ๋าเอง ไม่รู้จะบอกกับพี่สาวยังไงดี ถึงสาเหตุที่อยากจะเบี้ยวงานในวันนี้

“เกือบจะเข้างานไม่ทันแล้วนะ” คำทักทายแรกที่หนูจ๋าได้ยิน แน่นอน จะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ “หรือว่า คิดจะหลบหน้ากันมิทราบ” คันศรทำหน้าดุเสียงเข้ม “ทำไมต้องหลบด้วย ไม่มี้” หนูจ๋าหลุดทำเสียงสูงออกไป ยิ่งดูมีพิรุธ คันศรคิด แน่แล้วล่ะ หนูจ๋าต้องได้ยินคำพูดของเขาก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจะปิดลงอย่างแน่นอน คันศรกำลังจะพูดต่อ แต่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นเสียก่อน

“ครับพี่เอิง” คันศรกรอกเสียงลงไปตามสาย “ได้เลยครับ เน้นรูปตามแนวนั้นเลยใช่มั้ยครับ ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมไปให้วันนี้เลย ครับพี่ ครับผม สวัสดีครับ” คันศรกดวางสาย เอิงเพิ่งโทรมากำชับเรื่องรูปถ่ายใหม่ ๆ ที่จะเอาไปใช้ประกอบการแปลเอกสารนำเที่ยวอันใหม่ เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เกาะรัตนโกสินทร์ หนูจ๋าที่มัวแต่ฟังคันศรพูดโทรศัพท์ เพิ่งสังเกตเห็นว่า วันนี้คันศรแต่งตัวหล่อมาก ดูดีกว่าทุกวันที่เคยเห็น แถมยังตัวหอมฟุ้งไปหมด

“ไปด้วยกัน” คันศรพูดขึ้น สายตาของเขาลอบมองหนูจ๋า ที่มองเขาไม่ละสายตาเช่นกัน “อ้อ” หนูจ๋ารู้สึกตัว เหมือนจะโดนจับได้ว่าแอบมองคันศรอยู่รีบละล่ำละลักพูด “ไปไหนครับ” คันศรยิ้มน้อย ๆ นึกขำท่าทางของเด็กโดนจับผิดได้ “ไปถ่ายรูปให้พี่เอิง ไปเลย เดี๋ยวแดดร้อน บอกพี่ว่านแล้ว” คันศรหยิบเป้ขึ้นสะพาย หยิบกล้องดีเอสแอลอาร์ขึ้นคล้องคอ แล้วเดินนำ หนูจ๋ารีบเดินตาม พี่ว่านชะเง้อมองตาม นึกสงสัยในพฤติกรรมของทั้งสองคน

คันศรจงใจพาหนูจ๋าขึ้นรถเมล์ สายตีนผีในตำนาน บนรถมีเบาะว่างคู่กันเหลืออยู่คู่เดียว คือติดกับประตูทางลงด้านหน้า คันศรให้หนูจ๋านั่งติดหน้าต่าง เขานั่งด้านนอกติดทางเดิน คันศรจ่ายค่ารถ หนูจ๋าขยับตัวไปทางหน้าต่าง เมื่อเห็นว่านั่งติดกับคันศรมากเกินไป คันศรที่เห็นว่าตัวเอง นั่งห่างหนูจ๋ามากเกินไปก็ขยับเข้าไปจนชิดแนบกัน หนูจ๋าเห็นแบบนั้น ก็รีบหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง รีบถามตัวเองในใจล้งเล้งไปหมดว่า นี่เขาเขินอะไรกัน

เหลืออีกไม่กี่วัน ตามที่เอิงเคยบอกกับคันศรไว้ ดาวศุกร์ ๖ ที่เป็นเจ้าเรือนลาภะของลัคนากรกฎของหนูจ๋า จะยกย้าย ออกจากเรือนปัตนิที่อยู่ในราศีมังกร ซึ่งเป็นลัคนาของตัวคันศรเอง ใช่แล้ว ในจักรราศีลัคนาของคันศรกับหนูจ๋าอยู่ตรงข้ามกัน และนั่นหมายความว่า ทั้งคู่ มีเรือนตัวตนและเรือนคนรักเล็งกันอยู่ คันศรมีภพเรือนคนรักเป็นลัคนาของหนูจ๋า ส่วนหนูจ๋าก็มีเรือนคนรักเป็นลัคนาของคันศร

ดาวศุกร์ ๖ ก็มีความหมายตามการออกเสียง คือสิ่งสวยงาม คือความสุข การเริ่มต้น และรวมถึงเรื่องความรัก ดังนั้น ถ้าเขาจะทำอะไรในตอนนี้ให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้า เขาต้องรีบทำ คนรักจะให้โชค ถ้าอย่างนั้นเขาต้องไม่รอช้า แถมดาว ๖ นี้ ยังเป็นเจ้าเรือนปุตตะที่หมายถึงการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ โอกาสดี ๆ คันศรไม่คิดจะปล่อยให้มันหลุดลอยไป

ไม่นานนัก รถสายซิ่งในตำนาน ก็พาคนทั้งคู่มาจอดที่อู่รถสุดสาย ทั้งสองพากันลง ด้านหน้าริมแม่น้ำคือท่าเรือสะพานพุทธ คันศรยกกล้องขึ้นถ่ายในหลาย ๆ มุม ทั้งตัวอาคาร ทั้งภาพที่ติดกับแม่น้ำ คันศรยกล้องขึ้นถ่ายอย่างคล่องแคล่วและเป็นงาน หนูจ๋าเห็นแล้วนึกสงสัยว่า ทำไมบุคลิกที่ดูเป็นตัวจริงของคันศร หนูจ๋าถึงไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ว่าคันศรดูสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้

คันศรถ่ายภาพตรงนี้เสร็จ ก็พาหนูจ๋าเดินเลาะจนออกมาที่ปากคลองตลาด คันศรเอ่ยขออนุญาตพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้น ขอพวกเขาถ่ายรูปดอกไม้ ที่วางขายยาวไปตลอดสองฟากฝั่งถนน สีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งที่เอาไปบูชาพระ ทั้งที่เอาไปมอบให้กันในโอกาสต่าง ๆ ไทยเทศมีให้เลือกมากมาย ถ่ายรูปพอแล้ว

คันศรกำลังจะชวนหนูจ๋าให้เดินต่อ แต่เห็นหนูจ๋าร้อนจนหน้าแดง เหงื่อเกาะพราวไปหมด แล้วก็นึกสงสาร ใจจริงคันศรอยากจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับย่านนี้ตลอดถนนให้หนูจ๋าฟัง เพราะเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ มีทั้งสถานที่สำคัญ มีทั้งพิพิธภัณฑ์ ความเก่าแก่ ความโบราณที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสดูสักครั้ง

“ร้อนเนอะ เดี๋ยวซื้อน้ำดื่มก่อน” คันศรเอ่ยกับหนูจ๋า “เดี๋ยวหนูจ๋าซื้อให้ครับ” แต่หนูจ๋ารีบชิงพูดขึ้นก่อน แล้วเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ นั้น ก่อนจะกลับออกมาพร้อมน้ำดื่มเย็นชื่นใจสองขวด “เดี๋ยวเรานั่งรถเมล์ไปดีกว่า มันเดินไกล” คันศรยกน้ำขึ้นดื่ม แต่ตาก็ไม่ยอมละจากใบหน้าของหนูจ๋า ที่ตอนนี้คันศรอยากจะเอาผ้าขนหนูซับเหงื่อให้ แต่ใจยังไม่กล้าพอ ได้แต่ยื่นผ้าให้แล้วบอกให้หนูจ๋าเช็ดเหงื่อซะ แก้มแดงเป็นสีลูกท้อของหนูจ๋าในตอนนี้ น่ารักเป็นบ้าเลย คันศรตะโกนโหวกเหวกอยู่ในใจตัวเอง

“ขอบคุณคร้าบ” คันศรตะโกนบอก เมื่อเขาดุนหลังหนูจ๋าให้ก้าวลงจากรถเมล์ ที่วิ่งมาไม่ไกลมาก จากปากคลองตลาด ทั้งสองคนหัวเราะออกมา สนุกไปกับการเดินทางในวันนี้ คันศรมองซ้ายมองขวา “ตามมา” ก่อนที่เขาจะจูงมือหนูจ๋าข้ามมาอีกฝั่งถนน “เดี๋ยวเราไหว้พระกันก่อน” คันศรหันมาพูดกับหนูจ๋า “นี่วัดโพธิ์นะ” หนูจ๋าบอกกับคันศร

“วัดโพธิ์แล้วยังไงเหรอ” คันศรทำซื่อถามกลับไป หนูจ๋าที่นึกได้ถึงรายการที่ดูในทีวีเมื่อวันก่อน ที่บอกว่า มีคนมากมายมาขอพรเรื่องความรักและเรื่องมีลูกที่นี่ “ไป เร็ว” คันศรออกคำสั่ง ก่อนจะดึงมือหนูจ๋าให้เดินตาม ทั้งสองเดินเข้ามาด้านใน มีพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ด้านหน้าคอยอำนวยความสะดวก คันศรพาหนูจ๋าเดินตรงไปจนถึงพระอุโบสถที่ประดิษฐานองค์พระพุทธไสยาสน์

คันศรพาหนูจ๋ามาที่ศาลาด้านข้าง เขายื่นธูปเทียนให้กับหนูจ๋า ก่อนจะจุดเพื่อบูชาพระรัตนตรัย หนูจ๋าทำตาม ก่อนที่ทั้งคู่จะหันมาสบตากัน เป็นคันศรที่หลบตาก่อน แล้วหันไปยิ้มกับตัวเอง แล้วจึงพาหนูจ๋าเดินถือถุงสีน้ำตาลเข้มที่เอาไว้ใส่รองเท้า เข้าไปกราบองค์พระนอนด้านใน เพื่อความเป็นสิริมงคล คันศรถ่ายรูปองค์พระและลวดลายภาพเขียนศิลปะด้านใน เพื่อใช้ส่งงาน ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่สักพักหนึ่ง ก็ชวนกันไปที่หมายต่อไป

“เหนื่อยหรือยัง” คันศรถามหนูจ๋า เมื่อเดินมาจนถึงแถวท่าเตียน “เอ้า ใส่ไว้” คันศรหยิบเอาหมวกปีกลายพรางแบบมีสายห้อยคอออกมาจากเป้ แล้วสวมให้กับคันศร “มันร้อน” คันศรทำเสียงดุหนูจ๋า เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะขัดขืน “ได้ ใส่ก็ได้” หนูจ๋าทำยอม “แต่ถ้าดุมาก ว่ามาก จะสั่งให้วิดพื้น คอยดูนะ” หนูจ๋าทำเสียงเข้มจริงจังใส่

“โอ๊ย คร้าบ กลัวแล้วคร้าบ คุณผู้กอง” คันศรทำหน้าทำตา พร้อมท่าทางว่าตัวเองกลัวหนูจ๋าจะแย่แล้ว “ทำไมต้องผู้กองด้วยล่ะ” หนูจ๋านึกตลกแกมหมั่นไส้ท่าทางของคันศร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ “ก็” คันศรยิ้ม ๆ ก่อนจะตอบออกไปว่า “เคยเห็นแม่ดูละคร ผู้กองยอดรักไง” หนูจ๋าที่ได้ยินคำตอบก็หลบสายตาของคันศรที่มองมาเป็นพัลวัน อยากจะนึกคำพูดอะไรต่อ ก็นึกไม่ออก

“ไป ไปไหนต่อล่ะ” กว่าจะหลุดถามออกมาได้อีกครั้ง หนูจ๋าก็เก๊กหน้าไม่ให้ตัวเองยิ้มเขินออกมาจนปวดโหนกแก้มไปหมด คันศรแอบยิ้มขำ ชอบใจในวิธีการซ่อนความรู้สึกของอีกฝ่าย “เนี่ย เดินไม่ไกลมาก แต่ก็ไกลแหละ หิวแล้ว ไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า” คันศรทำท่าออกเดินนำ ก่อนจะพยักหน้าให้หนูจ๋าเดินตามมา

ตลอดทางที่เดินมาจนถึงท่าช้าง คันศรยกกล้องถ่ายรูปมาเรื่อย ๆ มีบางจังหวะที่เขาสบโอกาสกดถ่ายรูปที่มีหนูจ๋าร่วมเฟรมอยู่ด้วย เหมือนกับตอนที่เขากดถ่ายรูปหนูจ๋าตอนอยู่ในวัดโพธิ์ เวลาเผลอ ๆ นิ่ง ๆ หนูจ๋าดูน่ารักดี คันศรรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ

คันศรเดินนำเข้าสู่ท่าเรือ เขาวางเหรียญค่าเรือข้ามฟากพอดีสำหรับสองคนตรงหน้าทางเข้า หนูจ๋าเดินตามเข้าไป ก่อนจะนั่งบนม้านั่งยาว มองเห็นแดดระยิบระยับสะท้อนแสงมาจากแม่น้ำ เรือข้ามฟากกำลังแล่นมาจากฝั่งด้านโน้น มีคนรอลงเรืออยู่พอสมควร ไม่นานนักหลังจากผู้โดยสารจากอีกฝั่งขึ้นจากเรือมาแล้ว ก็ถึงคิวลงเรือของทั้งคู่

“ลมเย็นสบายดีจัง” หนูจ๋าพูดออกมาด้วยใบหน้าชุ่มชื่น กับลมที่พัดมาขณะเรือแล่น คันศรมองหน้าหนูจ๋าที่ตอนนี้กำลังสบายอารมณ์ “ไม่แอบถ่ายรูปหนูจ๋าแล้วเหรอ” คนที่จับได้ว่าตัวเองถูกจับภาพไปก่อนหน้านี้ท้วงขึ้น “ไม่ล่ะ” คันศรตอบแบบไม่ละสายตาจากคนที่พูดเหน็บแนมเขา “นั่งมองตัวจริงสวยกว่า” คันศรตอบ นึกเขินตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ทำไงได้ พูดออกไปแล้ว ส่วนหนูจ๋าที่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้ มือไม้ดูเป็นส่วนเกิน ไม่รู้จะเอามันไปวางไว้ตรงไหนดี

เรือแล่นเข้าเทียบโป๊ะพอดี หนูจ๋าลุกขึ้นเดินนำขึ้นท่าเรือไป ในใจตอนนี้เต้นตึกตัก ถามตัวเองว่าจะเอายังไงดี คันศรเดินตามมาจนทัน คนสูงกว่าก้มมองคนตัวเล็กกว่าที่เดินงุด ๆ เลี่ยงไม่มองมา ก็เมื่อเช้ายังจะไม่อยากมาเจอหน้าคันศรอยู่เลย ตอนนี้จะมาแฮปปี้ปรีดาไปกับคำพูดเพ้อ ๆ ของเขาทำไมกัน ฮึ หนูจ๋า เจ้าตัวดุตัวเองเสียงดังลั่นไปหมดในใจ

“รอสักครู่นะคะ” คนขายรับออเดอร์ก๋วยเตี๋ยวของทั้งสองคนไปแล้ว ก่อนที่เด็กในร้านจะเอาโอเลี้ยงมาให้คันศรและเก๊กฮวยวางไว้ด้านหน้าหนูจ๋า ทั้งสองคนผลักขันเงิน ที่ใส่เครื่องดื่มคืนให้แก่กัน ก่อนจะหัวเราะว่าต่างคนต่างชอบน้ำที่ไม่ได้เข้ากับบุคลิกตัวเองเลย “ก็มันอร่อยนี่” หนูจ๋าโอด “ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย” คันศรอุทธรณ์

“น่ากินมาก” หนูจ๋าร้องบอก หลังจากที่ชามก๋วยเตี๋ยวไข่ยางมะตูมวางอยู่ตรงหน้า “กินเลย ร้านนี้อร่อย” คันศรบอกกับอีกฝ่าย “ขอบคุณนะ ที่พามา” หนูจ๋าพูดก่อนคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก “ตั้งใจน่ะ” คันศรสารภาพ หนูจ๋ามองไปที่คันศร พลางเคี้ยวก๋วยเตี๋ยวไปด้วย

“พ่อเรียนจิตรกรรมอยู่ฝั่งโน้น หลังเลิกเรียนก็ข้ามมาจีบแม่ ที่เรียนพยาบาลอยู่ฝั่งนี้ ทุกวัน” คันศรยกขันน้ำเก๊กฮวยของเขาขึ้นจิบ เขาไม่รู้หรอกว่า ตอนนั้นพ่อรู้สึกแบบไหน แต่ตอนนี้ หัวใจเขาเต้นแรงแทบจะทะลุอก ออกมาแล้ว คันศรเห็นหนูจ๋า คีบเส้นก๋วยเตี๋ยวคำโตเข้าปาก มือไม้แลดูสั่นไปหมด

“ที่พามาที่นี่ ก็เพราะอยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และก็อยากให้เห็นบรรยากาศจริงด้วย” หนูจ๋าได้ยินแล้ว ไม่กล้าพูดอะไรตอบกลับไป แต่ตอนนี้สิ่งที่แสดงออกมา แล้วคันศรเห็นได้ชัดเลยก็คือ หนูจ๋าทั้งหน้า ทั้งหูแดงไปหมดแล้ว

คันศรพาหนูจ่าเดินลัดเลาะไปตามซอกซอยของย่านวังหลัง อากาศร้อนก็จริง แต่ก็รู้สึกสนุก คันศรเก็บภาพสวย ๆ ได้เยอะมาก ความมีชีวิตชีวาของย่านเมืองเก่า รอยยิ้มของคนในชุมชน การเดินเที่ยวของผู้มาเยือน เสน่ห์ของความไม่สมบูรณ์แบบ ที่เติมเต็มความรู้สึกได้อย่างน่าประหลาดใจ

ทั้งสองนั่งเรือข้ามฟากขากลับ สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมานาน ระยิบระยับล้อไปกับแสงแดดยามบ่ายแก่ สิ่งที่ทั้งสองอาจจะไม่รู้ถึงอิทธิพลของดาวศุกร์ ๖ ที่เป็นธาตุน้ำ ที่เป็นส่วนประกอบอยู่กับเขาทั้งคู่ในช่วงเวลาของวันนี้ น้ำดื่มจากร้านสะดวกซื้อ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เครื่องดื่มใส่ขันเงินเย็นชื่นใจ รวมทั้งสายน้ำแห่งลุ่มเจ้าพระยาที่พาเรือข้ามฟากรับส่งไปกลับ อยู่กับน้ำ

“ใกล้เวลาแล้ว” คันศรร้องเตือนหนูจ๋า ก่อนจะหยิบสลากลอตเตอรี่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์ “ดูถ่ายทอดสดออนไลน์” หนูจ๋ากดหาในโทรศัพท์มือถือ “มาแล้ว ๆ” ทั้งสองและดูตื่นเต้นกับการลุ้นรางวัลในวันนี้ “รางวัลเลขท้ายสองตัว งวดวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๕ เลขที่ออก ๕๘” สิ้นเสียงการประกาศ ทั้งสองคนถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย

“ไม่ถูกอ้ะ ไม่ใช่ พ.ศ. เกิดของหนูจ๋า” หนูจ๋าบ่นเป็นหมีกินผึ้ง “สลากกิน แต่ไม่ค่อยแบ่งเลย” คันศรนึกขำไปกับคำพูดของหนูจ๋า ที่กำลังทะเลาะกับกระดาษสลากแผ่นเล็ก ๆ เสียงประกาศรางวัลที่หนึ่ง รางวัลสุดท้ายของงวดนี้ผ่านไปแล้วเช่นกัน “ไม่เฉียดเลยสักนิด” หนูจ๋าบ่นไม่เลิก ก่อนจะนึกในใจขึ้นมา ถึงเรื่องที่เอิงบอกไว้ ว่าคันศรแฟนจะให้โชค แต่นี่ มันไม่ใช่

“เดี๋ยว ๆๆ” คันศรร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนหยิบสลากมาเทียบดูกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือของหนูจ๋า “แฟนผมให้โชคครับ ผมมีโชคจากแฟนครับ ทุกคน” คันศรร้องออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะบอกให้หนูจ๋าดู ว่าสลากของพวกเขาทั้งสองคน ถูกรางวัลเลขหน้าสามตัว

“ไหน อย่าอำกันนะ ถูกจริงอ้ะ” คนถามเอง ก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาเช่นกัน “สองใบก็แปดพัน” คันศรยิ้มกว้าง หนูจ๋าทำตาโต ยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง “ไม่อยากจะเชื่อ พี่เอิงแม่นมาก ต้องเอาทองไปปิดรอบตัว” คันศรพูดไปหัวเราะไป ก่อนจะได้ยินหนูจ๋าร้องห้ามไม่ให้ทำ แต่ก็หัวเราะชอบใจไปด้วย ว่าพี่เอิงจะอร่ามไปทั้งตัว

“แม่ครับ” คันศรที่เมื่อปลายสายกดรับโทรศัพท์ เขาก็พูดรัวลงไปทันที “ฝากบอกพ่อด้วยนะครับ ว่าเรื่องจีบไม่ติด พ่อไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว แฟนผมเพิ่งให้โชคผมเนี่ย คือวันอาทิตย์นี้ เดี๋ยวผมพาแฟนไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะครับ ขอบคุณครับแม่” คันศรพูดจบก็กดวางสาย

“งานเข้าแล้วเรา” หนูจ๋าที่เพิ่งได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของคันศรกับแม่ ได้แต่พึมพำออกมา เอิงบอกเอาไว้แล้ว ว่าโชคลาภมีทั้งที่เป็นทรัพย์ และเป็นสัตว์สองเท้า “แถมเป็นงานดีซะด้วย” คันศรปิดท้ายประโยคของวันให้กับหนูจ๋า



****************************

https://www.youtube.com/watch?v=J3-PG1L2Y_Y

มันดีกว่าที่คิด มันดีต่อหัวใจ เพราะเธอเลยใช่ไหม หัวใจเลยปั่นป่วน เคยปิดมันเอาไว้ไม่ให้ใคร สุดท้ายใจก็รวน ยิ้มเธอคอยมาป่วน จนต้องรักเพียงแค่เธอคนเดียว ก่อนนั้นอยากใช้ชีวิตลำพัง ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องห่วงไม่ต้องแคร์อะไร ชีวิตสบายไม่มีใครก็ไม่ตาย I don’ t cry ไม่มีใคร ก็ไม่มีภาระ ไม่ต้องจิ๊ไม่ต้องจ๊ะไม่ต้องมีนะครับ จนวันนี้ได้รู้จักความรักก็เพราะเธอ มีคนห่วงไยให้คอยคิดถึง เพิ่งรู้ว่ามันช่างดีแบบนี้ Oh Baby, I love you คำนี้เพิ่งเข้าใจ ถ้ารู้แบบนี้คงจะรักนานแล้ว คู่กันไม่แคล้วไม่ต้องเหงาตาย เพิ่งรู้ว่าหัวใจต้องการแค่เพียงเธอ ก็บอกไม่ถูกมันคือความรักใช่ไหม แต่แบบว่าบอกไม่ได้แต่มันก็รู้สึกดี บาทีก็ห่วงบางทีก็เศร้าบาทีก็เหงา ภาพเธอคอยมาป่วนทำไงล่ะทีนี้ เฮ้อ แต่มันก็ดีกว่าหายใจทิ้งไปวันวัน ให้ใจมันสั่นก็หวั่นหวั่น แต่มันก็ดีเหมือนกัน

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๘.

วินาศน์ - ปัตนิ (จบเพราะมีคู่ใหม่)



“ไม่สว่างไม่เลิก เอ้าชน” นนท์ยกแก้วขึ้นตามคำชวนของเขาจำต้องแวะมาดื่มฉลองที่หอพักเพื่อน “เรียนจบทั้งที เมาให้เต็มที่โว้ยพวกเรา” เสียงใครอีกคน ที่เพิ่งรู้ผลเกรดวิชาสุดท้าย ที่ตัวเองลุ้นว่าจะจบพร้อมกับเพื่อนมั้ย พอผลออกมาว่าผ่านแล้ว ก็ชวนทุกคนให้สนุกไปกับปาร์ตี้ปลดปล่อยชีวิตนักศึกษานี้

“กูอยู่ดึกไม่ได้นะ อุ่นมันรออยู่ที่ห้อง” นนท์ที่เพิ่งโดนบังคับให้ดื่มจนหมดแก้ว บอกกับเพื่อน “อะไรวะ ไอ้นนท์ มึงนี่แม่ง ไอ้อุ่นมันเป็นแม่มึงหรือไง ถึงต้องคอยรายงานมัน” เพื่อนถามนนท์ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

“ไม่ใช่อย่างนั้นเว้ย คือว่า กูนัดจะไปคุยเรื่องสมัครงานกับมัน กูสองคนแพลนกันไว้แล้ว มีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน” นนท์ตอบคำถามเพื่อน แต่เขาโกหก เขาไม่ได้จะไปสัมภาษณ์งานอย่างเดียว แต่จะไปดูคอนโดที่ทั้งคู่ชอบด้วย นนท์คิดถึงรอยยิ้มของอุ่นที่รออยู่ที่ห้อง ว่าอีกฝ่ายดีใจมากแค่ไหน ที่ต่อไปจะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน

“โอ้โห ไม่ใช่แม่ แต่นี่กูว่ามันตัวติดกับมึงยิ่งกว่าเมียอีกว่ะ” ใครอีกคนพูดขึ้น เพื่อนทั้งกลุ่มหัวเราะครืนใหญ่ “เออว่ะ มึงสองตัวเป็นแค่รูมเมทกัน กูนี่ นึงว่าผัวเมีย” ใครอีกคนเสียงอ้อแอ้ ก่อนจะหัวเราะแล้วทำท่าขนลุกแบบรับไม่ได้ นนท์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สิ่งที่เขาสังเกตได้อย่างชัดเจนคือ คนรอบข้างเขา ดูจะไม่มีใครมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ยังดีนะเว้ย ที่ผู้ชายทั้งหมดในกลุ่มเรา ไม่มีใครเป็นแบบนั้น” เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของห้องพูดขึ้น “พวกมึงคิดดูนะ ถ้าเพื่อนเราสักคนบอกว่าชอบเข้าข้างหลัง พวกมึงจะไม่ระแวงมั่งหรือไงวะ คือไง นอน ๆ อยู่ ไอ้เชี่ย แม่งกดดุ้นเข้ารูดากไปแล้ว” เสียงโห่ฮาดังขึ้น ทั้งหมดพากันทำท่าสะดีดสะดิ้งหวงตัว เมื่อโดนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แกล้งจับบั้นท้าย

“ยิ่งถ้าเป็นไอ้นนท์นะ ฉิบหายแน่ หล่อ ๆ อย่างมึงสาว ๆ เสียดายตายห่า” เพื่อนทั้งกลุ่มหันมามองนนท์เป็นตาเดียวกัน นนท์ที่ตอนนี้เขาหน้าชาไปหมดด้วยความอาย ซึ่งเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่า ที่กำลังรู้สึกอายนั้น เป็นเพราะสิ่งที่เขาเป็น หรือสิ่งที่เพื่อนคิดว่าเขาเป็นกันแน่

“ไม่หรอก” นนท์ขบกรามแน่น หลังจากได้ยินตัวเองพูดออกไปแบบนั้น ถ้าเพื่อนสักคนในกลุ่ม ถ้ามีเพียงสักคน พูดว่าผู้ชายกับผู้ชายก็สามารถเป็นคู่กันได้ เขาจะยอมรับมัน เขาจะบอกกับเพื่อนว่าเขากับอุ่นเป็นอะไรกัน แม้จะต้องเสียเพื่อนทั้งกลุ่มนี้ไป ใช่จริงหรือ แวบนั้น อยู่ ๆ เขาก็ถามคำถามกับตัวเอง ในใจของนนท์เต้นรัว

แค่เป็นตัวเอง มันจะอะไรนักหนา ก้อนแข็งอะไรบางอย่าง ดันจุกคอหอยเขาจนแทบจะหายใจไม่ออก นนท์ยกแก้วเหล้าขึ้น และคราวนี้เขาซดมันจนหมดแก้ว โดยไม่ต้องมีเพื่อนคนไหนยุ เขานึกสงสัยตัวเอง ทำเอง บอกออกไปเองดีมั้ย หรือมันถูกกำหนดมาแล้วเขากับอุ่น แบบนี้มันถูกต้องแล้วใช่มั้ย ความสับสนทำให้นนท์ความคิดของนนท์สะเปะสะปะไปหมด

“คุยอะไรกันอยู่ ขอร่วมวงด้วยคนสิ” เสียงใส ๆ ของหลิวดังขึ้น ทุกคนชวนให้หลิวและเพื่อนผู้หญิงอีกสองสามคนนั่งรวมวงกัน “คุยเรื่องที่ผู้หญิงไม่ควรรู้น่ะสิ” เพื่อนผู้ชายพากันโห่ฮาป่ากันใหญ่ “เรื่องลามกแน่ ๆ” หนึ่งในเพื่อนผู้หญิงพูดพลางทำหน้ารังเกียจ

“คือพวกเรากำลังนึกสงสัยกันว่า ผู้หญิงจะยอมให้ผู้ชายลุยประตูหลังมั้ยน่ะสิ” จบประโยคนั้น เพื่อนผู้หญิงต่างพากันหัวเราะ ร้องกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ “แต่กูว่านะ คือมันกำลังจะทิ่มให้ถูกรูแหละ แต่แม่งลื่น พลาดซะงั้น” ใครอีกคนบรรยายสิ่งที่ตัวเองคิด ก่อนที่จะได้ยินเสียงทั้งกลุ่ม ส่งเสียงเฮฮาชอบใจอีกรอบ หลิวที่นั่งอยู่ข้างนนท์ เอื้อมมือไปแตะที่ต้นขาของนนท์ เขาหันไปมอง สายตาของหลิวมองอยู่ก่อนแล้ว

“หลิวคิดนะ ถ้าเป็นนนท์ขอทำ หลิวจะยอมให้” หลิวลูบมือบนขาของนนท์ไปมา นนท์ยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ หลิวหัวเราะ ก่อนจะยกแก้วขึ้นชนกับนนท์ เสียงทุกคนเชียร์หมดแก้ว ๆ ดังลั่น นนท์ยกแก้วกระดกตามที่เพื่อนสั่ง หลิวยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ สายตามองหน้าของนนท์แบบไม่ละสายตา เพื่อนในกลุ่ม ใครก็มองออกว่าหลิวชอบนนท์มาก ติดอยู่เพียงอย่างเดียว และนั่นคืออุ่น

ปาร์ตี้ดำเนินต่อไป นนท์ตอนนี้หน้าแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มฟุบหลับ บางคนที่ยังดื่มอยู่ ก็อ้อแอ้ ๆ เต็มทน นนท์พยายามดึงสติให้คงอยู่ เขาหายใจเข้าจนลึก ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ เพื่อรวบรวมแรงดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ตัวนนท์เซไปด้านหน้า แต่หลิวใช้มือทั้งสองข้างรั้งตัวของนนท์ไม่ให้ล้ม

“นนท์ไหวมั้ยเนี่ย” หลิวถาม ทำหน้ายิ้ม ๆ “ไหวสิ เดี๋ยวเรากลับห้องก่อน” นนท์พูดช้าลงเพราะความเมา ทำท่าจะเดินไป “ให้เราช่วยดีกว่า” หลิวรีบเข้าไปประคอง ก่อนจะพานนท์เดินไปเปิดประตูห้อง นนท์เดินตามหลิวไป ก่อนที่หลิวจะปล่อยให้นนท์ทิ้งตัวบนที่นอน ในห้องนอนของเพื่อน

“ถึงแล้วเหรอ” นนท์พูดเสียงอ้อแอ้ นอนห้อยขาอยู่บนเตียง หลิวมองภาพข้างหน้าของเธอ ผู้ชายที่เธอแอบรักและอยากได้มานาน โอกาสมาถึงเธอแล้ว หลิวนั่งลงข้าง ๆ นนท์ เป้ากางเกงของนนท์นูนชัดขึ้น เธอเคยแอบได้ยินเพื่อนผู้ชายในกลุ่มแซวนนท์ว่า ของนนท์แข็งตัวตอนเมา หลิวจับไปที่เป้าของนนท์ แล้วเผยยิ้มออกมา

“เดี๋ยว ๆ” เสียงนนท์อ้อแอ้ พยายามเบี่ยงตัวหลบ “หลิวชอบนนท์นะ” หลิวที่ถอนปากออกจากแก่นกายของนนท์พูดเสียงกระเส่า “นนท์ช่วยทำหลิวที” หลิวพูดพลางดันตัวขึ้น เธอขึ้นนั่งคร่อมตัวของนนท์ มือจับความเป็นชายของนนท์ให้ตั้งขึ้น ก่อนจะกดร่องกลางลำตัวของเธอให้พอดีกับส่วนปลายที่พองใหญ่ของนนท์ หลิวโยกตัวขึ้นลงตามแรงกำหนัดที่กำลังพลุ่งพล่าน นนท์ใช้มือคว้าตัวของหลิว พลิกร่างของเธอให้กลับมาอยู่ใต้ร่างเขา ก่อนที่ไฟราคะนั้น จะนำทางคนทั้งสองไปจนถึงปลายทาง

นนท์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เวลาก็เกือบคล้อยบ่ายแล้ว นนท์ไม่เคยคิดว่า เขาจะต้องเจอกับเรื่องอะไรแบบนี้กับตัวเอง เขากับหลิวอยู่บนเตียงด้วยกัน เนื้อตัวเปลือยเปล่าทาบทับกันอยู่ เพื่อน ๆ ในกลุ่มรู้เรื่องกันหมด เมื่อเจ้าของห้องตื่นขึ้นมา แล้วเห็นทั้งทั้งคู่กำลังร่วมรักกัน นนท์บอกกับทุกคนว่า เขาขอกลับห้องก่อน โดยที่หลิวบอกว่า เดี๋ยวเธอโทรหา นนท์ทำอะไรลงไปแล้ว มีพยานรู้เห็น นนท์ต้องรับผิดชอบ นนท์ตอนนี้หัวตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออก จะทำยังไงดี

“อุ่น” นนท์เรียกชื่ออุ่น เมื่อเขากลับมาถึงห้อง และเห็นอุ่นนั่งรอ อยู่ที่โต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ สำหรับสองคนนั้น ที่ข้าง ๆ อุ่น มีกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่ นนท์ก้าวช้า ๆ เดินเข้าไปหาอุ่น ที่เจ้าตัวนั่งนิ่ง เงียบไม่พูดอะไรออกมา นนท์รู้สึกว่า มันเป็นการเดินที่ยากลำบากมากเหลือเกิน เมื่อขาทั้งสองข้างของเขา เหมือนว่ากำลังจะหมดแรง

“นนท์มีอะไรจะบอกอุ่นมั้ย” อุ่นถามออกไปด้วยความยากลำบาก เขารู้สึกปวดใจไปหมด เรื่องอะไรแบบนี้มันก็ช่างแพร่สะพัดเร็วเหลือเกิน เมื่อมีเพื่อนของนนท์ ที่เจอกับเขาด้านล่างตึก พูดแซวเรื่องที่ว่า ต่อไปนนท์จะมีรูมเมทคนใหม่ ผู้หญิงสาวสวยที่เป็นแฟน แทนผู้ชายที่เป็นเพื่อนอย่างอุ่นเสียที แล้วในโลกโซเชียล มีเดีย เพื่อนที่รู้จักกัน ก็แชร์ถึงความสัมพันธ์นี้กันทั่ว

“อุ่นเลยรอถามนนท์ก่อน” อุ่นพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เมื่อนนท์ไม่พูดอะไร นนท์หาคำพูดใดมาพูดตอบอุ่นไม่ได้จริง ๆ เขาทำพลาดอย่างมหันต์ เขาไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ จริง ๆ คนที่เขาเรียกว่าแฟน คนที่เขารักและอยากใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป

“อุ่นเข้าใจแล้ว” อุ่นเอื้อมหยิบกระเป๋าเสื้อผ้า ก่อนใช้พละกำลังเรี่ยวแรงที่ตัวเองยังพอมีเหลือ หยัดตัวยืนขึ้น นนท์รีบลุกขึ้น ทำท่าจะจับแขนของอุ่นไว้ “อย่านนท์” อุ่นห้าม ก่อนจะมองไปที่ประตูห้อง นนท์เพิ่งจะเดินเข้ามา แต่เขากำลังจะเดินออกไป และจะไม่ได้ย้อนกลับมาอีกแล้ว

เสียงประตูห้องปิดลงไปนานแล้ว แต่นนท์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้ม มันเป็นน้ำตาของผู้สูญเสีย เป็นน้ำตาของคนขี้ขลาด คนอ่อนแอที่ทำให้ทุกอย่างพังทลาย คนลัคนาธนูอย่างนนท์ เมื่อดาวอังคาร ๓ ที่เป็นเจ้าเรือนวินาศน์ เดินเข้าสู่เรือนปัตนิ จึงมีเกณฑ์ได้คนที่ทำความเสียหายให้กับเขามาเป็นคู่ ความเดือดร้อนนั้นเกิดจากการกระทำของคู่ครอง หรือเพศตรงข้าม ความเดือดร้อนเกิดขึ้น ถูกหลอก ถูกทรยศจากคู่ ที่ตนเลือกแล้ว



“พี่เสียดายจังเลย ที่ไม่ได้อุ่นมาทำงานกับพี่” พี่ผู้หญิงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล พูดอย่างเสียดายที่จะไม่ได้คนเก่ง ๆ อย่างอุ่นมาทำงานที่บริษัท วันนี้อุ่นเข้ามาแจ้งกับทางบริษัทอย่างเป็นทางการด้วยตัวเอง ว่าคงจะรับข้อเสนองานนี้ไม่ได้แล้ว “อุ่นต้องขอโทษพี่ ๆ อีกครั้งนะครับ” อุ่นยกมือไหว้พี่ผู้จัดการอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรค่ะ น้องอุ่น พี่เข้าใจ พี่รู้สึกดีเสียด้วยซ้ำไป ที่น้องอุ่นเข้ามาคุยกับพี่ตรง ๆ ดีกว่าเงียบหายไปเฉย ๆ โอกาสหน้ายังมี ในอนาคตเรายังร่วมงานกันได้นะ” อุ่นยิ้มรับกับคำพูดของพี่เขา รู้สึกโล่งใจที่พี่ผู้จัดการเข้าใจ กับการตัดสินใจบอกปัดตำแหน่งงานในบริษัทใหญ่แบบนี้

“นนท์เขาเลยต้องมาทำอีกแผนกคนเดียวเลย คู่หูบัดดี้ของเขาไม่มาเสียแบบนี้” อุ่นฝืนยิ้มให้กับคำพูดนั้นของพี่ผู้จัดการ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ อุ่นเตรียมจะขอตัวพี่เขา ลากลับตอนนี้เลย “แต่ว่านะ เอาอย่างนี้ คนดี ๆ อย่างน้องอุ่น น้องที่น่ารักอย่างนี้ เดี๋ยวพี่เอานามบัตรเพื่อนพี่ให้” พี่ผู้จัดการไม่พูดเปล่า แต่เปิดกระเป๋ามองหานามบัตรที่ต้องการ

“พี่เขาชื่ออันน์ อุ่นบอกเขาว่าพี่แนะนำมา ยังไงไม่ต้องห่วงนะน้อง เดี๋ยวพี่จะโทรไปเกริ่นกับพี่อันน์เขาให้ก่อน พี่ได้ยินว่า เขากำลังมองหาคนออกต่างจังหวัด แถว ๆ บ้านเกิดอุ่นพอดี” อุ่นยกมือไหว้ กล่าวขอบคุณ ก่อนจะรับนามบัตรนั้นมา “ขอบคุณพี่มาก ๆ นะครับ ที่เมตตาผม เดี๋ยวยังไง ผมขออนุญาตกลับก่อนนะครับ” อุ่นรีบบอก เพราะเสร็จธุระแล้ว อีกอย่างเขาก็กลัวว่าจะเจอนนท์ที่นี่เหมือนกัน

“โอเคจ้ะ โชคดีนะ ว่าง ๆ ก็แวะมาคุยกับพี่ได้” อุ่นยกมือไหว้พี่ผู้จัดการอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกมาที่ลิฟต์ อุ่นก้มอ่านนามบัตรที่อยู่ในมือ ก็ดีเหมือนกัน อุ่นคิด ถ้าได้กลับไปอยู่บ้านด้วย ได้งานที่ไม่ไกลบ้านด้วย ชีวิตมันก็ลงล็อกพอดี อะไรก็ตามต่อจากนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น แต่อย่างน้อย มันก็ดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ประตูลิฟต์เปิดออก อุ่นเดินเข้าไปด้านในสุด เพราะมีอีกหลายคนเดินตามเข้ามา ลิฟต์เลื่อนตัวลงมาอีกหลายชั้น ก่อนจะหยุดอยู่ที่ชั้นห้า ประตูลิฟต์เปิดออก อุ่นที่ก้มก้มหน้าหย่อนนามบัตรลงในกระเป๋าเสื้อ เงยหน้าขึ้น พอดีกับที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในลิฟต์ สายตาของทั้งคู่ประสานกัน แววตาของนนท์ดูดีใจมาก ที่ได้เห็นอุ่น ตั้งแต่วันนั้น เขาติดต่ออุ่นไม่ได้อีกเลย ไม่รู้ว่าอุ่นไปอยู่ที่ไหน เขาขาดการติดต่อกับอุ่นในทุกช่องทาง

อุ่นก้มหน้าหลบสายตา ใจของเขาเจ็บแปลบ มันเหมือนอารมณ์สองขั้วกำลังโต้เถียงกันอยู่ ใจหนึ่งก็บอกว่า ทุกอย่างกำลังจะไปต่อได้ด้วยดี อย่าให้อะไรเข้ามาขัดขวางได้อีก ส่วนอีกใจหนึ่ง ก็เรียกร้องว่า นนท์อยู่ตรงนี้แล้ว เขาอยู่ตรงหน้าแล้ว ถามเขาไปตรง ๆ สิ ว่าอยากจะแก้ไขอะไรมั้ย ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ฝันร้ายนี้หายไป ได้มั้ย

แต่คนเรา แม้ว่าดวงส่วนตัวจะไม่ได้แย่อะไร อุ่นที่มีลัคนาอยู่ราศีตุลย์ ตรงกันข้ามกับลัคนาเมษ ที่เป็นดวงเมืองดวงโลก เมื่อดาวเสาร์จร ๗ ทับราศีมังกรที่เป็นเรือนกัมมะ สิ่งที่เป็นไปนั้น มันส่งผลให้คนที่มีดาวศุกร์ ๖ เป็นดาวประจำตัวอย่างลัคนาตุลย์ ที่มีความหมายถึง ความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิต จึงได้เกณฑ์พิเศษ เรียกว่า ฤทธิโยค จากดาวเสาร์ ๗ นั้น

ผลกระทบที่ได้ จะเกิดขึ้นหนักเบา แล้วแต่ดวงของแต่ละคน บางคนถูกขโมยของ บางคนป่วยไข้ มีโรคร้ายที่หายแล้ว กลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง หรือบางคนมีโอกาสที่จะอกหัก ผิดหวังในเรื่องของความรัก ต้องพลัดพรากสูญเสีย ดังคำโบราณเคยว่าเอาไว้ ดาวศุกร์ ๖ และดาวเสาร์ ๗ เป็นคู่ศัตรูกัน พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก แต่หากแม้นมีดาวดวงอื่นให้คุณ ก็จะเป็นไปในแบบทุกขลาภ คือต้องทุกข์เสียก่อน แล้วจึงเกิดผลที่ดีตามมา

ลิฟต์เลื่อนลงมาถึงชั้นที่หนึ่ง นนท์ที่ยืนอยู่ตรงแผงกดลิฟต์ ยืนรอให้คนอื่น ๆ ออกไปจากลิฟต์ก่อน สายตาของเขาเฝ้ามองอุ่น ที่ใบหน้านั้นไม่สดใสเอาเสียเลย คนอื่น ๆ ในลิฟต์เดินออกไปกันจนหมดแล้ว อุ่นก้าวเท้าจะเดินออกไปเช่นกัน ก่อนที่จะรู้สึกได้ถึง ปลายนิ้วมือของนนท์ ที่แตะลายนิ้วมือของอุ่นเบา ๆ เหมือนเป็นเชิงขออนุญาต ให้อุ่นหยุดรอก่อน

อุ่นตัดใจก้าวเท้าเร็ว ๆ เพื่อพาตัวเองออกไปจากตรงนี้ ไปก่อน ไปจากตรงนี้ให้ได้ก่อน นนท์วิ่งตามอุ่นมาจนทัน เขาสวมกอดอุ่นจากทางด้านหลัง ไม่ให้ไป อุ่นอย่าไปจากเขา ชีวิตของนนท์ที่ไม่มีอุ่น มันช่างเงียบเหงาและอ้างว้างสิ้นดี

“นนท์ขอโทษ นนท์ผิดไปแล้ว อุ่นให้อภัยนนท์นะ นนท์ขอโอกาส ขอแค่ครั้งเดียว” นนท์กอดอุ่นจนแน่น เขาซุกหน้าลงที่ซอกคอของอีกฝ่าย เขาหอมหลังคอ หอมผมของอุ่นอย่างที่เคยทำ มันคิดถึงเหลือเกิน มันทรมานที่ได้เห็น แต่ไม่สามารถครอบครอง

“อุ่นจะเชื่ออะไรนนท์ได้อีก” อุ่นพูดออกมา พร้อมน้ำตาที่รื้นขึ้นขอบตาในทันที นนท์รีบกอดอุ่นให้แน่นขึ้นอีก “อุ่นยังไม่ต้องเชื่อ อุ่นแค่ยอมฟังนนท์ก่อน นนท์ไม่แก้ตัวถึงความเลวที่นนท์ทำลงไป แต่ อุ่นอยู่กับนนท์นะ อุ่นอย่าทิ้งนนท์ไป” เสียงคำขอร้องจากนนท์ มันบีบคั้นหัวใจของอุ่นไม่ใช่น้อย

“นนท์ผิดเอง มันเกิดจากนนท์ไม่กล้ายอมรับไปตรง ๆ กับเพื่อนว่าอุ่นสำคัญมากแค่ไหนกับนนท์” นนท์ไม่รู้จะอธิบายให้อุ่นเชื่อยังไง “ต่อให้เพื่อนทุกคนหรือคนทั้งโลกไม่เข้าใจ นนท์ไม่จำเป็นต้องนอนกับเขา” คำพูดของอุ่นแทบปลิดขั้วหัวใจของนนท์

“คืนนั้น นนท์เมามาก” ยิ่งพูด นนท์ก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองยิ่งดูทุเรศ ยิ่งไม่น่าให้อภัย โดยไม่ต้องให้อุ่นพูด ถ้าเรื่องนี้กลับกัน เป็นอุ่นที่ทำแบบเดียวกันนี้ อ้างแบบนี้กับนนท์ เขาจะเสียใจมากแค่ไหน ก่อนที่นนท์จะได้พูดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น นนท์กดรับ และโลกนี้เหมือนหยุดหมุนสำหรับเขา

“หลิวท้อง” นนท์พูดออกมาเหมือนคนไร้ชีวิต ก่อนจะเห็นอุ่นค่อย ๆ เดินจากเขาไปช้า ๆ คนที่มีดาวมฤตยูย้ายเข้าสู่เรือนปัตนิ มักจะมีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แบบได้หลับนอนกันอย่างไม่คาดฝัน ได้แต่งงานกับคนที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนในชีวิต ยิ่งมีดาวทำมุมไม่ดีด้วยแล้ว ยิ่งให้โทษ ชีวิตแต่งงานมีแต่ความยุ่งยากซับซ้อน เกิดจากความเข้าใจผิด คิดผิด หลงผิด แต่งกันไปก็มักจะหย่าและเลิกร้างกัน

ทายอาเพศ ให้ทายมฤตยู แต่คำว่าอาเพศ มันหมายถึง ปล่อยให้เป็นไป ให้เกิดขึ้น ต่อให้มันผิดแปลกไปจากธรรมดาก็ตาม ดาวนี้ให้คุณก็ได้ ให้โทษก็มี แล้วแต่เรือนชะตาที่ดาวเข้าไปอยู่ โดยท่านบรมครูโหร ท่านได้ว่าไว้ดังคำโคลง

มฤตยูสู่ภพปัตนิ

เคราะห์แล้วสิคู่จะตายทายเฉลย

แม้จากกันพอบรรเทาเขาพิเปรย

พอดาวเลยกลับมาสู่หากัน



ความว่า เมื่อมฤตยูเข้าเรือนคู่ครอง ถ้าไม่จากตาย แต่หากจากเป็น เมื่อดาวเดินพ้นไป ก็จะกลับมาเจอกันได้อีกครั้ง



******************************

https://www.youtube.com/watch?v=8Lr3Su88pdE

คงเป็นที่ฟ้าเบื้องบน

เป็นคนขีดโชคชะตา

สั่งฉันและเธอให้มาให้ได้พบเจอกัน

ให้ฉันได้มีโอกาสลิ้มรสในความชื่นบาน

ให้เรามีกันมีวันเวลาที่ดี



และเป็นที่ฟ้าเบื้องบน

เป็นคนพรากเราเช่นกัน

ให้เวลาเพียงแค่นั้นกลับต้องเสียเธอไป

ฉันรู้ว่าไม่มีหวัง

จะเหนี่ยวและรั้งเธอไว้ข้างกาย

จะทำยังไง ก็คงไม่มีหนทาง



หากชีวิตฉันต้องขาดเธอไปจะเป็นยังไง

ชีวิตคงไร้ความหมายและเหมือนไร้พลัง

ร่างกายที่เคยอดทนก็คงไม่มีกำลัง

ไม่มีความหวังให้ฉันได้ชื่นหัวใจ



แค่เพียงพรุ่งนี้ถ้าตื่นมามองไปไม่เจอเธอ

แค่นึกก็ทำให้เผลอหวั่นและไหวในใจ

ถ้าเราจะต้องจากกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด

คงรู้ใช่ไหมว่าฉันจะต้องเสียใจ

เสียใจจนตาย



หากชีวิตฉันต้องขาดเธอไปจะเป็นยังไง

ชีวิตคงไร้ความหมายและเหมือนไร้พลัง

ร่างกายที่เคยอดทนก็คงไม่มีกำลัง

ไม่มีความหวังให้ฉันได้ชื่นหัวใจ



แค่เพียงพรุ่งนี้ถ้าตื่นมามองไปไม่เจอเธอ

แค่นึกก็ทำให้เผลอหวั่นและไหวในใจ

ถ้าเราจะต้องจากกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด

คงรู้ใช่ไหมว่าฉันจะต้องเสียใจ



เสียใจจนตาย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๙.



ศุภะ – ปัตนิ (ก้าวหน้าด้วยคู่ครอง)





สายตาของฐานทัพจ้องมองหน้าจอแล็บท็อป แบบไม่วางตา หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ฐานทัพกลืนน้ำลายลงคอลงไปอย่างลำบาก ใจเต้นตุบ ๆ มือไม้สั่น กับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า หอพักนักศึกษาชายช่วงบ่าย เงียบเชียบ เขาหลบกลับมาที่ห้อง หลังจากที่เรียนคาบเช้าเสร็จ รูมเมทของเขายังไม่กลับมา ฐานทัพจึงเปิดอินเทอร์เน็ต ค้นหาภาพที่ตอนนี้กำลังแสดงอยู่ตรงหน้า

“เฮ้ย ไอ้ทัพ ดูอะไรน่ะ” อยู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนถามจากรูมเมท ตามมาด้วยเสียงฮือฮาจากเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกัน “เฮ้ย ไอ้เชี่ย ไม่มีอะไร” ฐานทัพตะโกนตอบ ลนลานรีบพับหน้าลงทันที “ไม่มีได้ไง โห แม่ง ไอ้ทัพมึงชอบนมใหญ่ ๆ นี่หว่า” รูมเมทของฐานทัพพูดพลางหัวเราะ กับภาพที่เขาเห็นแวบเดียวก่อนที่ฐานทัพจะปิดหน้าจอลง

“เออ กูชอบ มึงเสือกไรด้วย” ฐานทัพที่ตอนนี้ใจเต้นแรงด้วยความตกใจ เสียงละล่ำละลัก ไม่แน่ใจว่าเพื่อนเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหน “กูก็ไม่ได้ว่าอะไร” รูมเมทของเขาพูด เมื่อเห็นฐานทัพแสดงท่าทางขึงขัง “ถึงว่าสิ สาว ๆ ในคณะสวย ๆ ทั้งนั้น แต่ไอ้ทัพแม่งไม่สนใจ เพราะไม่มีใครไซซ์มหึมาขนาดนั้นนี่เอง” เพื่อนที่มาด้วยกันกับรูมเมท ทำมือทำไม้แสดงขนาดความใหญ่ของหน้าอกให้ดู

“อ้ะ กูไม่แซวมึงแล้วก็ได้ ไอ้ห่า มึงน่าจะชอบจริง ดูดิ แข็งไม่มีหดเลยนะมึง” เพื่อนทั้งสองคนของฐานทัพ พากันชี้มาที่หว่างขาของเขา ที่ตอนนี้กางเกงบอลผ้าลื่น ๆ มันแนบไปกับสิ่งที่โป่งนูนเป็นลำอย่างชัดเจน “เฮ้ย” ฐานทัพรีบหยิบหมอนจากเตียงนอนของเขามาปิดที่ตักของเขาเอาไว้

“พวกมึงจะไปไหนก็ไปเลยไป” ฐานทัพออกปากไล่ “เออ กูรู้หรอกน่า พวกกูแค่จะมาเอากุญแจมอเตอร์ไซค์ ส่วนมึง ก็เอ้า” รูมเมทของเขาไม่พูดเปล่า แต่โยนม้วนกระดาษชำระให้เขาด้วย “จัดการซะให้เสร็จ เช็ดให้ดี อย่าให้เลอะพื้นห้องนะมึง เดี๋ยวกูลื่นหัวแตก” เสียงเพื่อนของเขาแซวแรง “ไอ้เพื่อนชั่ว” ฐานทัพด่ากลับ แต่ก็อดหัวเราะไปกับเพื่อนไม่ได้

รูมเมทกับเพื่อนของเขาออกจากห้องไปแล้ว ฐานทัพเปิดหน้าจอแล็บท็อปขึ้นมาอีกครั้ง รูปที่เขาดูอยู่ตรงหน้า อิสตรีใบหน้าสะสวย ที่เปลืองผ้าอาภรณ์ หน้าอกหน้าใจของเธอใหญ่โตจนน่าตื่นเต้น ฐานทัพค่อย ๆ ไล่นิ้วเลื่อนให้ส่วนล่างของร่างกายขิงเธอ ที่รูมเมทของเขาไม่เห็น รูปนั้นเผยขึ้นมา ที่หว่างกายของเธอนั้น คือเครื่องเคราของบุรุษเพศ ที่ขยายขึ้นตามสิ่งเร้าอารมณ์

ฐานทัพรู้สึกตื่นเต้นและอารมณ์พลุ่งพล่าน เมื่อเห็นภาพแบบนี้ ความรู้สึกวัยหนุ่มของเขากรุ่นไปด้วยราคะ กับภาพที่เห็น เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไม เขาเคยคิด เคยพยายามที่จะฝืน แต่ภาพเปลือยเปล่าของผู้หญิง ไม่ได้ทำให้เขาเกิดความต้องการในตัวพวกเธอ ในแบบที่มันเกิดขึ้นกับสตรีข้ามเพศแบบนี้ ถ้าจะถามว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน ฐานทัพคิดว่า ต้องย้อนกลับไปตอนที่เขากำลังจะจบมัธยมปลาย

“ขอโทษนะคะ ความสวยคนเรามันแข่งกันไม่ได้จริง ๆ” เสียงกรี๊ดกร๊าดเกรียวกราวดังออกมาจากกลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่ ที่นั่งกันอยู่ที่ใต้ตึกคณะ “พวกแกกำลังจะมีรุ่นพี่ กลายเป็นตำนาน” ฐานทัพมองไปที่เจ้าของเสียงพูดนั้น น้ำเสียงของเจ้าตัวฟังดูแปร่งปร่า ลูกผสมกันระหว่างชายและหญิง แต่เอนไปทางเสียงที่ใสแหลมขึ้น ทำแทนโทนที่ทุ้มต่ำที่มมีมาแต่กำเนิด “ดูเอาไว้นะคะ หนู ๆ น้อง ๆ พี่อันน์คนนี้จะทำให้พวกเธอเห็นเอง ว่าระดับผู้บริหาร เขาเป็นกันยังไง” คนพูดกำลังเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไปสู่การเป็นคนใหม่ ที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

“ถ้าสวยไปกว่านี้ ใครก็สู้ไม่ได้แล้วนะ” พฤกษ์ที่นั่งร่วมกลุ่มอยู่ด้วย เอ่ยขึ้น ฐานทัพที่วันนี้มาหาพี่ชาย ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา เพราะต้องการคุยเรื่องการเข้ามหาวิทยาลัย เห็นท่าทางของอันน์ดูเคอะเขิน แสดงอาการพอใจ เมื่อได้ยินพฤกษ์พูดแบบนั้น อันน์ยิ้มขึ้นแต่ก็ต้องกลบเกลื่อนรอยยิ้มนั้น เมื่อเห็นเพื่อนผู้หญิงของพฤกษ์ที่เอามือคล้องแขนแนบแน่นอยู่แบบนั้น้องแขนเขาอยู่ สายตาที่มองมาที่อันน์นั้น แสดงความหวงและเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ อย่างเปิดเผย

ฐานทัพเห็นสายตาของพฤกษ์ที่มีแววเล่นด้วย ติดอยู่เพียงสาวสวยอย่าลลิน ที่นั่งติดชิดตัวพฤกษ์แจ ฐานทัพไม่ทันรู้ตัว ว่าเขารู้สึกอยากออกตัวปกป้องอันน์ขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะได้เห็นสิ่งที่พฤกษ์ทำ ความรู้สึกอะไรบางอย่างผุดขึ้นมากลางใจของเขา ถึงแม้ว่าอันน์ในตอนนั้น ยังมีลักษณะเป็นผู้ชายอยู่ ทั้งการแต่งตัว ทั้งรูปลักษณ์ แต่เมื่อฐานทัพจินตนาการถึงตอนที่รูปร่างของอันน์เปลี่ยนไปทั้งหมดแล้ว ฐานทัพรู้สึกตื่นเต้น อยากที่จะเห็นมันด้วยตาใกล้ ๆ

จากวันนั้น ฐานทัพก็เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของอันน์มาโดยตลอด ทั้งยังเป็นห่วงเรื่องที่อันน์ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง เขาดีใจที่อันน์ปลอดภัย การผ่าตัดทั้งหลายเป็นไปด้วยดี ภาพอันน์ตอนที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ถึงกับทำให้ฐานทัพกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ความต้องการในตัวอันน์ของเขาพลุ่งพล่านอย่างที่สุด แต่เขาก็ได้แต่เก็บงำความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้

อันน์เป็นคนที่ชื่นชมผู้ชายที่เก่ง เป็นผู้นำ มีความสามารถ แต่ตอนนั้น ฐานทัพรู้ตัวเองว่า แค่สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เอง โดยไม่ต้องใช้เส้นสายของครอบครัว ก็ถือว่าเขาโชคดีมากแล้ว เพราะแบบนี้ อันน์ถึงได้ชอบพฤกษ์ ส่วนไอ้ฐานทัพ คนนอกสายตาอย่างเขา จะไปสู้อะไรพี่ชายได้ เรียนก็ไม่ดีเด่อะไร แถมอายุยังน้อยกว่า ความสัมพันธ์ความใกล้ชิดก็ไม่มี อันน์เคยพูดกับเขาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และทุกครั้ง เป็นที่เขา ที่ดึงตัวเองออกมาให้ไกล เพราะกลัวว่า ถ้าอันน์รู้ แล้วอันน์บอกปฏิเสธ ฐานทัพบอกตัวได้เลยว่า โลกทั้งใบคงสลายลงต่อหน้าเขา

การที่ฐานทัพอาจจะอธิบายได้ว่า เมื่อตั้งดาวพฤหัส ๕ การงาน การเรียนของเขาเป็นลัคนา จึงโดนดาวอังคาร ๓ เจ้าเรือนปุตตะ ความประมาท คึกคะนองตามวัย รวมถึงภพวินาศน์ ที่คือความเกียจคร้านเล็งอยู่ ทำให้ก่อนหน้านี้ เขาถึงได้มีการเรียนลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เป็นโล้เป็นพาย ห่วงแต่เล่น ห่วงแต่เพื่อน ไม่สนใจการเรียนเพราะคิดว่า ที่บ้านไม่ได้ขัดสนอะไร

แต่พอมารู้ว่า อันน์ชอบผู้ชายที่เก่ง ฉลาด ความรู้ดี มีความสามารถ โดยไม่ได้มองฐานะที่บ้านเป็นสิ่งแรก มันก็ทำให้เขายิ่งหมดความมั่นใจ ไม่รู้จะเอาตัวเองไปเสนอหน้าให้อันน์สนองความรัก ความชอบพอที่เขามีได้ยังไง แม้ว่าเขาจะมีดวงดาวที่บ่งบอกถึงเรื่องที่ว่า เขาชอบผู้ชาย

แต่มันก็แปลกซับซ้อนอยู่ คือดาวพุธ ๔ ปัตนิคู่ครอง กุมอยู่กับดาวอาทิตย์ ๑ ได้ตำแหน่งมหาจักร มีความหมายว่า ผู้ชายนั้นเด่นในชีวิตเขา โดยมีดาวจันทร์ ๒ ที่แปลว่าผู้หญิง อยู่ในเรือนศุภะ ที่แปลว่าความเจริญก้าวหน้า ความสุขในชีวิตก็จริง แต่ดาวได้ตำแหน่งเป็นนิจ คือ ต่ำต้อย ด้อยค่า อ่อนแรง

ก็พูดได้ว่า เพศหญิงไม่ได้นำความสุขมาให้ แต่อาจจะเป็นชายที่มีลักษณะเป็นหญิงในปัจจุบันแล้วต่างหาก ที่พาเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตมาสู่เขา และกลายเป็นว่า ฐานทัพขอที่บ้านของเขา ดร็อปเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนจะตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่ว่าอย่างน้อย แม้เขาจะไม่ประสบความสำเร็จอะไรกลับมา แต่ก็พาความรู้สึกของเขา ไปให้ห่างจากอันน์ ก็เพราะว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ยังไงพฤกษ์ก็มีภาษีดีกว่าเขา แม้ว่าฐานทัพจะยังพอชุ่มชื่นใจได้ว่า ชีวิตของพฤกษ์ติดอยู่ที่ลลิน และอันน์ก็ไม่ใช่คนที่จะแย่งของของ คนอื่น

“โอเคเอิง พรุ่งนี้เจอกันที่ออฟฟิศพี่” อันน์เพิ่งพูดสายกับรุ่นน้องจบ ก็ถอนหายใจระบายความเหนื่อยล้าออกมา วันนี้มีงานให้อันน์ต้องสะสางมากเป็นพิเศษ ไหนจะงานโปรเจ็กต์ใหม่ที่อันน์กำลังจะดึงเอิงให้มาช่วย ที่จะจัดการเรื่องสัญญาจ้างพรุ่งนี้ รวมทั้งการเตรียมตัวต้อนรับผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ชาวอเมริกันนั่นอีก แต่อย่างน้อย ได้เอิงมาช่วย อันน์ก็พอจะคลายความกังวลลงไปได้หลายส่วน

วันนี้อันน์กลับถึงห้องก่อนค่ำ เธอตรวจดูชุราตรีที่จะใส่ไปในงานกาล่าวันพรุ่งนี้ ในหัววางแผนเรื่องเวลาว่าตั้งแต่เช้าจนถึงก่อนเวลาไปงาน เธอจะต้องทำอะไร ติดต่อใครบ้าง ส่วนเรื่องคุยงานกับเอิงนั้น อันน์กำหนดเวลาไว้ชัดเจนตายตัว ซึ่งก็ไม่ลืมสั่งน้องพนักงานด้านล่างเอาไว้แล้ว ว่าเอิงเป็นแขกวีไอพีของเธอในวันนั้น

อันน์คิดงานไปพลาง ถอดชุดทำงานไปพลาง จนเหลือเพียงชุดชั้นใน ไม่ทันได้สังเกตเห็นห้องที่ตรงกัน จากตึกฝั่งตรงกันข้ามว่าเปิดไฟหัวเตียงเอาไว้ เธอรวบผมที่สยายเต็มแผ่นหลังมารัดเป็นมวยผม พลางหันไปมองห้องนั้นที่ปกติไม่มีคนอยู่ แสงไฟจากหัวเตียง ส่องกระทบให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่นุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียว กำลังจ้องมองมาที่เธอ อันน์ตกใจ รีบหยิบเอาเสื้อคลุมอาบน้ำที่พาดอยู่บนเตียงนอน มาสวมทับทันที

“บ้าจริง” อันน์ที่สวมเสื้อคลุมจนมิดชิด ขยับเดินหลบจากหน้าต่างบานใหญ่ไปทางด้านข้าง “มีคนย้ายเข้ามาอยู่ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” อย่างที่อันน์พูด ปกติเธอไม่ค่อยจะต้องระวังตัวเองอะไรมากมาย เมื่อทำธุระส่วนตัว กับห้องสวีทเพ้นท์เฮาส์ หนึ่งชั้น หนึ่งห้องแบบนี้ แม้ว่าตึกตรงข้ามจะเป็นห้องในลักษณะเดียวกัน แต่ก็ไม่มีใครอยู่มาตั้งนานแล้ว

อันน์ค่อย ๆ เยี่ยมหน้าออกไปมอง เธอว่าเธอเห็นผู้ชายหน้าตาดีคนนั้น ยิ้มให้ กล้ามอก กล้ามท้องของเขาน่าดูไม่เบา หนวดเคราที่ขึ้นรกครึ้มในเงาสลัวนั้น ดูเซ็กซี่เย้ายวนมากจริง ๆ และในจังหวะที่อันน์โผล่หน้าออกไปมองอีกครั้ง อันน์ก็เห็นชายหนุ่มคนนั้น โบกมือมาให้ ส่วนอีกมือหนึ่งที่อยู่ด้านข้างลำตัว ทำท่าเหมือนจะเอื้อมมากุมที่ด้านหน้า อันน์รีบเลื่อนปิดผ้าม่าน ก่อนจะรีบเดินไปเข้าห้องน้ำ ในใจเต้นรัวกับภาพทั้งหุ่นทั้งกล้ามของชายหนุ่ม

ฐานทัพแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับภาพที่เห็น อันน์ที่เกือบเปลือยเปล่า มีเพียงชุดชั้นในที่แสนจะเย้ายวนติดกายเท่านั้น หน้าอกที่อวบอิ่ม สะโพกที่อวบอัด ฐานทัพที่รู้แต่แรกแล้วว่า ห้องชุดฝั่งตรงข้ามเป็นห้องของอันน์ เขาจงใจซื้อห้องฝั่งตรงข้ามนี้ไว้ เพียงแค่ไม่นึกว่า จะได้ดูโชว์เล็ก ๆ เซ็กซี่ ๆ จากอันน์ ต้อนรับเขากลับมาจากเมืองนอก แม้ว่าอันน์จะไม่ได้ตั้งใจโชว์เรือนร่างให้เขาได้โลมเลียก็ตาม

แต่เขาสิ ฐานทัพยอมรับสารภาพ ว่าเขาจงใจนุ่งเพียงผ้าเช็ดตัว ออกมายืนมองอันน์โดยเปิดไฟที่หัวเตียง ไว้เพียงดวงเดียว ผู้ชายหนวดเครารุงรัง นุ่งผ้าขนหนูผืนเดียว โดยพันเอาไว้ให้ไรขนด้านล่างโผล่พ้นขึ้นมาเสียอีก แถมยังทำท่าเอามือจะมากุมเจ้าน้องชายตัวดีอีก โดนปิดผ้าม่านใส่ อดดูของดีซะแล้วสิ ไอ้ฐานทัพ ชายหนุ่มยิ้มออกมา ก่อนเดินมานั่งที่โซฟา ที่ตอนนี้ท่อนกลางลำตัวของเขา ก็ยังพองก๋านูนชัด ภายใต้ผ้าขนหนูอยู่อย่างนั้น

“เย็นไว้ก่อน ไอ้เสือ” แล้วจะให้เขาทำยังไง อันน์สวยมากในสายตาของเขา ยิ่งได้มาเห็นภาพเร้าอารมณ์ต่อหน้าต่อตาเขาอีก ใจของเขาตอนนี้บุกไปถึงห้องนอนของอันน์แล้ว โดยที่ความคิดของเขาไม่รีรอที่จะเข้าจัดการทำให้อันน์ตกเป็นของเขา แต่ตัวของเขาก็ทำได้แต่นั่งอยู่ตรงนี้ ยังไม่อยากที่จะบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป อันน์จะจำเขาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ยังไง พรุ่งนี้ก่อนที่อันน์ไปงานกาล่า เขาจะลองขอให้อันน์ยอมไปที่งานกับเขาดู ฐานทัพมองไปที่ชุดทักซิโด้ที่เขาสั่งตัดเป็นพิเศษ เตรียมไว้สำหรับใส่ไปงานวันพรุ่งนี้

อันน์เข้าออฟฟิศเช้านี้ด้วยความรู้สึกหลายอย่างปนเปกันไปหมด จากเหตุการณ์ที่งานกาล่าเมื่อคืนนี้ อันน์นั่งลงที่โต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนอันน์จะเห็นเลขาเอาเอกสารเข้ามาให้เซ็น อันน์กำลังเซ็นชื่ออยู่ ก็ได้ยินเสียงคนด้านนอกพูดคุยอะไรกัน เลขาบอกกับอันน์ว่าน่าจะเป็นพฤกษ์กับน้องชาย อันน์ได้ยินแบบนั้น เลยเดินออกไปดู

“แกจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงที่นี่ตามใจแกให้หมดหรือยังไง” พฤกษ์ถามน้องชายของเขาด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ผมก็ไม่ได้ปลดพี่พฤกษ์จากตำแหน่งใหญ่โตของพี่นี่ครับ” คำตอบของอีกฝ่าย ยิ่งทำให้พฤกษ์หงุดหงิดมากยิ่งขึ้น “ผมก็แค่มาดูแลบริษัทนี้ ตามส่วนของผม” เจ้าของเสียงพูดจบ ก็หันไปเห็นอันน์ยืนมองมาอยู่พอดี

“และผมก็คิดว่า เป็นโอกาสดีมาก ๆ ที่ผมจะได้ร่วมงานกับคุณอันน์แบบเต็มตัว” อันน์รับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งแต่ที่งานเมื่อคืน “ฐานทัพ” เสียงเรียกของพฤกษ์ฟังดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด เมื่อเขาเห็นน้องชายแสดงท่าทีกับอันน์อย่างเปิดเผย และนั่น เขาก็เห็นมาตั้งแต่ที่งานเมื่อคนแล้ว ที่ฐานทัพพยายามจะจูบอันน์

“หวังว่าคุณอันน์คงจะไม่ขัดข้องนะครับ” ฐานทัพเดินเข้าไปหาอันน์ ก่อนจะหันมามองพฤกษ์ด้วยสายตาเอาชนะคะคาน พฤกษ์กำลังจะขยับเดินเข้ามาหาทั้งคู่ แต่ลลินก็เข้ามาเดินเข้ามาในออฟฟิศเสียก่อน “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยนะคะ” ลิลินกล่าวทักทาย และก็เช่นเคย เธอเดินเข้าไปกอดแขนของพฤกษ์เอาไว้ เพื่อแสดงท่าทีหวงชายหนุ่มให้ทุกคนได้รับรู้

“ผมขอไปทำงานก่อน” พฤกษ์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ฐานทัพเข้าไปยืนใกล้จนชิดอันน์ โดยที่อันน์ก็ไม่ได้ขยับตัวหนี “พฤกษ์ พฤกษ์คะ” ลลินเรียกอีกฝ่าย แต่ชายหนุ่มเดินไปไม่หันกลับมามอง ลลินหันมองมาทางอันน์อย่างไม่ชอบใจ “อันน์ขอตัวค่ะ” อันน์พูดขึ้น ฐานทัพยิ้มให้กับเธอ ก่อนจะมองอีกฝ่ายเดินเข้าห้องทำงานไป

“คุณฐานทัพนี่ก็แปลกคน ผู้หญิงก็มีตั้งมากมายทั้งโลก” ลลินพูดด้วยเสียงดูแคลน “คุณลลินก็เป็นผู้หญิง หนึ่งในผู้หญิงทั้งโลก ผมก็ไม่ได้ชอบคุณลลิน ก็ถูกต้องแล้วนี่ครับ” ฐานทัพกล่าวตอบหญิงสาวกลับไป และมันทำให้ลลินไม่พอใจที่ฐานทัพพูดกับเธอแบบนั้น “ที่ลินพูดเนี่ย ก็เพราะว่าลินหวังดีนะคะ กลัวว่าคุณทัพจะไปคว้าเอาคนไม่ดีเข้า เดี๋ยวจะเสียมาถึงพฤกษ์ด้วย” ลลินพูดทำนองที่ว่า เธอกำลังปกป้องพฤกษ์อยู่

“ผมกับพี่พฤกษ์เราเป็นพี่น้องกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เราก็เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ผมรู้ดี ว่าอะไรที่พี่พฤกษ์ชอบ และน่าแปลกใจมากเสียด้วยสิครับ ที่หลาย ๆ อย่างผมกับพี่พฤกษ์ดันชอบตรงกันเสียด้วย ตรงกันในแบบที่ว่า เหมือนกันในทุกรายละเอียดเลยนะครับ” ลลินได้ยินฐานทัพพูดแบบนั้น ก็ให้เกิดความรู้สึกจี๊ด ๆ ขึ้นมาในใจ

“คุณลลินล่ะครับ พอจะบอกตัวเองได้มั้ยครับ ว่าพี่พฤกษ์ชอบอะไรกันแน่ และเตรียมพร้อมจะอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรู้ให้ได้ ยังไงดี” ลลินอยากจะกระทืบเท้า ส่งเสียงกรี๊ดให้ดังลั่น แต่ติดที่ตอนนี้ เธอรู้ว่า ฐานทัพเข้ามาในฐานะผู้เทคโอเวอร์บริษัท อำนาจการตัดสินใจทุกอย่างของพฤกษ์ ตกมาอยู่ในมือฐานทัพทั้งหมด

“อีกอย่าง ใครที่คิดจะทำอะไรคุณอันน์ ผมไม่ปล่อยให้คนคนนั้นลอยนวล รอดไปได้นะครับ” ฐานทัพพูดกับลลินแบบให้มั่นใจว่า ผู้หญิงคนนี้จะไม่คิดสั้น สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับอันน์ พอฐานทัพพูดจบ ลลินก็สะบัดหน้าเดินไป ฐานทัพส่ายหน้าแบบรู้สึกเอือมระอากับผู้หญิงคนนี้ กับพฤกษ์ ลลินนั้นดีกับพี่ชายของเขามาก ๆ เพียงแต่ลลินทำตัวร้าย ๆ กับอันน์ ทุกครั้งที่มีโอกาส เช่นที่งานกาล่าเมื่อคืนนี้

อันน์นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน คิดถึงเรื่องเมื่อคืนนี้ ใจหนึ่งเธอก็นึกขอบคุณฐานทัพที่เข้ามากู้หน้าให้เธอ ตอนที่โดนลลินฉีกหน้า พฤกษ์ส่งข้อความมาขอโทษอันน์ พูดว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยจริง ๆ ที่พ่อแม่ของเขาบังคับให้ไปรับลลินมางานด้วย อันน์อ่านแล้ว เลือกที่จะไม่ตอบอะไรกลับไป เช้านี้ พอพฤกษ์เจอหน้าอันน์ ชายหนุ่มก็หาจังหวะจะเข้ามาคุยด้วย แต่อันน์ก็เลี่ยงเข้ามาในห้องทำงานเสียก่อน

กับชายหนุ่มอีกคน ฐานทัพ เรื่องที่เขาจะจูบอันน์เมื่อคืน แล้วอันน์หันหน้าหลบ ดูฐานทัพจะน้อยใจอยู่มากทีเดียว แต่เขาก็เลือกที่จะ ไม่ฝืนใจอันน์ ซึ่งเธอได้ยินฐานทัพบอกว่า เขายืนยันคำพูดตามที่ได้บอกกับอันน์ไป ต่อจากนี้ เขาจะทำให้อันน์หันมามองเขาให้ได้ หลังจากที่อันน์ไม่เคยเห็นเขาในสายตาเลยมานาน อันน์นึกสงสัยในสิ่งที่ฐานทัพพูด เหมือนว่าทั้งคู่เคยเจอกันมาแล้ว แต่อันน์กลับนึกไม่ออก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น อันน์เอ่ยอนุญาตให้เข้ามาได้ ฐานทัพผลักประตูห้องทำงานของอันน์เข้ามา ชายหนุ่มในชุดทำงานแบบลำลอง ดูสมาร์ตและคล่องแคล่ว เขาเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของอันน์ เจ้าของห้องทำงานกล่าวเชื้อเชิญให้เขานั่ง แต่ชายหนุ่มเริ่มพูดเรื่องของเขาแทน

“ต่อจากนี้ คุณอันน์ต้องทำงานใกล้ชิดกับผมนะครับ” ฐานทัพใช้น้ำเสียงให้อันน์รู้สึกว่า กำลังโดนออกคำสั่งนิด ๆ “อันน์ทำงานร่วมกับคุณพฤกษ์ก็คล่องตัวอยู่แล้ว” อันน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความมั่นใจในตัวเองในเรื่องงานที่สูงลิ่ว “เกรงว่าผมจะให้คุณอันน์ทำแบบนั้นต่อไปไม่ได้” ฐานทัพตอบกลับไป อันน์กำลังจะพูดต่อ

“หรือคุณอันน์กลัวผม กลัวว่าสิ่งที่ผมบอกคุณอันน์ไปเมื่อคืน ผมจะทำสำเร็จ เพราะคุณอันมาอยู่ชิดตัวติดกันกับผมไปทุกที่” อันน์นึกหมั่นไส้ ท่าทีพูดไปยิ้มไป ราวกับรุ้ดีอยู่แก่ใจว่า ตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ และได้ทุกสิ่งตามใจต้องการของฐานทัพ “อันน์ไม่ได้กลัว” อันน์อดไม่ได้ที่จะตอบฐานทัพไปแบบคนที่เพิ่งโดนจี้โดนจุด

“ถ้าอย่างนั้น คุณอันน์กับผมก็จะคบกันเป็นแฟน ในอีกไม่นานนี้” ฐานทัพยิ้มกว้างถูกใจกับสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกไป อันน์ที่ได้ฟังแล้ว พาลใจเต้นรแรง เกิดมาก็เพิ่งจะโดนผู้ชายพูดเกี้ยวตรง ๆ เอาดื้อ ๆ แบบนี้ “นี่คุณฐานทัพ” อันน์ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบผู้ชายคนนี้กลับไปยังไงดี แต่พอนึกขึ้นได้ อันน์เลยพูดใส่ฐานทัพไปว่า

“คุณพร้อมจะเป็นผัวกะเทยแล้ว หรือยังไงกัน” อันน์ที่คิดว่า ร้อยทั้งร้อย ผู้ชายพอได้ยินประโยคนี้ ก็ต้องถอยกรูดนึกหวั่นใจ กับการโดนแปะป้ายว่าผัวกะเทยกันทั้งนั้น “แล้วคุณอันน์พร้อมจะเป็นเมียกะเทยให้ผัวคนนี้มั้ยล่ะครับ” ฐานทัพตอบกลับอันน์ไปโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ในเมื่ออันน์ดันเปิดช่องโดยไม่รู้ตัว ให้เขาเองแบบนี้



****************************


https://www.youtube.com/watch?v=-LOR4u9cs-Y

ความจริงที่ฉันต้องการเก็บไว้

มันทำให้ฉันต้องคอยห่างเธอ

ไม่กล้ามอง ไม่จ้องตา ไม่ค่อยมาเจอ

เดี๋ยวจะเผลอ เกิดหลุดปากอะไรไป

บังเอิญคืนนั้นพระจันทร์สุดสวย

บังเอิญตอนนั้นเหลือเธอกับฉัน

ทั้งสายลมและแสงดาวก็เหมือนแกล้งกัน

บังคับกัน จนฉันทนไม่ไหว

ไม่มีทางหนีได้เลย

ฉันเลยต้องเอ่ยปาก

บอกรักเธอ รักเธอมานานแสนนาน

(รักเพียงเธอเท่านั้น)

ไม่อยากให้รู้ ให้จำ

ไม่อยากทำให้รำคาญ

เพียงแต่คืนนั้น

ทุกอย่างบอกฉันว่าต้องพูดความจริง

พอเธอได้รู้แล้วเธอโกรธไหม

มันคงไม่ใช่เป็นความผิดฉัน

ต้องโทษดาว โกรธสายลม และโทษพระจันทร์

ที่สั่งฉันให้ฉันต้องบอกเธอ

ไม่มีทางหนีได้เลย

ฉันเลยต้องเอ่ยปาก

บอกรักเธอ รักเธอมานานแสนนาน

(รักเพียงเธอเท่านั้น)

ไม่อยากให้รู้ ให้จำ

ไม่อยากทำให้รำคาญ

เพียงแต่คืนนั้น

ทุกอย่างบอกฉันว่าต้องพูดความจริง

ไม่มีทางหนีได้เลย

ฉันเลยต้องเอ่ยปาก

บอกรักเธอ รักเธอมานานแสนนาน

(รักเพียงเธอเท่านั้น)

ไม่อยากให้รู้ ให้จำ

ไม่อยากทำให้รำคาญ

เพียงแต่คืนนั้น

ทุกอย่างบอกฉันว่าต้องพูดความจริง

เพียงแต่คืนนั้น

ทุกอย่างบอกฉันว่าต้องพูดความจริง

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๐.



มรณะ – มรณะ (สูญเสียเพื่อคงอยู่)





เอิงลืมตาตื่นขึ้น พร้อมเสียงสะอื้นไห้ เอิงพยายามรวบรวมสติให้กลับมาเป็นปกติ เขาหายใจหอบ ความรู้สึกช่วงท้ายในความฝันยังอ้อยอิ่งอยู่ในความรู้สึก เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง เอามือทั้งสองข้าง ปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เอิงกะพริบตาถี่ ๆ หยาดน้ำใส ๆ ค้างอยู่ที่ขนตา เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดให้มันแห้ง

ช่วงนี้เขาฝันทำนองนี้บ่อยครั้ง รู้แต่ว่าฝัน แต่จดจำรายละเอียดความฝันนั้นไม่ได้ มีเพียงบางเสี้ยวที่ติดอยู่ในอารมณ์หลังจากตื่นขึ้นมา เอิงเดินไปเปิดประตูตู้เย็น เขาหยิบขวดน้ำดื่มมารินใส่แก้ว ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียว ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาเป็นวัยรุ่น ประมาณมัธยมปลายเป็นช่วงที่เขาเริ่มฝัน กับเรื่องเดียวกันนี้ เขาจำได้ว่า เขารู้สึกกลัวมาก ผสมกับความเศร้าอย่างสุดประมาณ แต่หลังจากช่วงนั้น ความฝันนี้ก็เว้นช่วงไป จนกลับมาฝันติดกันถี่ ๆ แทบทุกคืนในตอนนี้

'เด็กคนนี้เลี้ยงยาก' เอิงจำได้ถึงคำพูดของหลวงปู่ ที่เคยบอกกับพ่อแม่ของเอิงเอาไว้ 'ให้เขาอยู่กับอิสระในชีวิต อย่างที่เขาโหยหาเถิด' นี่กระมัง ที่ทำให้พ่อกับแม่ของเขา ไม่ค่อยจะห้ามอะไรเอิงสักเท่าไหร่ ถ้าสิ่งที่เอิงเลือกทำ ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับใคร 'จิตเขากำหนดมา' คำพูดของหลวงปู่ตั้งแต่เอิงยังเล็ก ๆ ถูกถ่ายทอดผ่านมาหา จากคำบอกเล่าของพ่อกับแม่

“แม่ คุณตามาหา คุณตาจะไปเที่ยว” คำพูดของเอิง ตอนที่เขาอายุจะเข้าห้าขวบ ที่เขาในตอนที่เป็นเด็กน้อยนั้น ชี้มือชี้ไม้ไปที่หน้าบ้าน ก่อนจะวิ่งไปแหงนหน้าคอตั้งบ่า มองคุณตา ตามที่ตัวเองบอก ที่ทำให้ทุกคนในบ้านถึงกับต้องอึ้งกับสิ่งที่เห็น

เอิงเกิดในลัคนาเมษ มีดาวอังคาร ๓ เป็นดาวประจำตัว โดยมีเกตุ ๙ ที่แสดงถึงความลึกลับ เป็นตัวกลางแห่งการส่งสัญญาณ เป็นคลื่นกระแสทับลัคน์อยู่ ซึ่งมันแปลได้ว่า ตัวตนของเขาจะเกี่ยวข้อง ผูกพัน ข้องแวะอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของโบราณ เรื่องราวเก่า ๆ หรือมีความรู้สึกถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด แล้วเกิดขึ้นจริง ๆ และเกตุจะค่อย ๆ เพิ่มอิทธิพลในชีวิตของเขาอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ให้เอิงเริ่มสนใจเกี่ยวกับโหราศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ และค่อนข้างเอาดีทางนี้ได้

ที่สำคัญ ดาวอังคาร ๓ ยังเป็นเจ้าเรือนมรณะของเขาอีกด้วย จึงมักจะมีเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ มากมายในชีวิตของเจ้าชะตา ที่มันเกินกว่าจะหาเหตุผลมาอธิบายมันได้ ซึ่งเอิงเองนั้น ก็เลือกตัดสินใจที่จะ ปล่อยให้มันไหลไป กับอะไรที่มันหาคำตอบด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นแบบลึกลับเหนือธรรมชาติ

เอิงรีบสลัดความรู้สึกเศร้าสร้อยให้ออกจากความรู้สึก เขารีบเตรียมตัว เพื่อไปช่วยงานของอันน์ที่บริษัท เช้า ๆ แบบนี้ เขาควรจะต้องสดใส กระปรี้กระเปร่า เตรียมพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ดึงอะไรที่เข้ามากวนสมาธิให้ออกไปก่อน เก็บแรงเก็บหัวเอาไว้ลุยงานให้ลุล่วงดีกว่า เอิงแต่งตัวเสร็จ ก็มองสำรวจความเรียบร้อยในกระจกอีกครั้ง วันนี้ต้องดูดีหน่อย พี่อันน์อุตส่าห์ไว้ใจ ให้ช่วยรับแขกพิเศษจากต่างประเทศ แถมค่าตอบแทนก็ยังดีมากอีกต่างหาก เอิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ยิ้มให้ตัวเองหนึ่งที ก่อนออกจากบ้านไป

“แปดโมงกว่าแล้ว ยังมาไม่ถึงอีกหรือครับ” พฤกษ์มองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือราคาแพะยับของเขา พูดบ่นถึงเรื่องการตรงต่อเวลา “อันน์นัดเอิงไว้เก้าโมงค่ะ” อันน์อธิบาย “ก็ยังไม่สายนี่ครับ” ฐานทัพพูดเสริม พฤกษ์ทำหน้าหน่าย “ผมว่า ผมไม่เสียเวลารอผู้ช่วยของคุณอันน์ละกันนะครับ เดี๋ยวผมเชิญคุณโรเบิร์ตไปที่ห้องทำงานผมเลยดีกว่า” พฤกษ์พูดจบก็หันไปทางเจ้าของชื่อ กล่าวเชิญ แล้วเดินออกจากห้องทำงานของอันน์ไปทันที

“ผู้ชายที่คุณอันน์เคยชอบ นิสัยแย่มากนะครับ” ฐานทัพจงใจพูดกับอันน์แบบไม่อ้อมค้อม โดยเน้นตรงคำว่าเคยในประโยคนั้น “มันใช่เวลามั้ย” อันน์นิ่วหน้าใส่ฐานทัพ ก่อนจะบุ้ยบ้ายไปทางชายหนุ่มลูกครึ่งที่นั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย ทั้งอันน์และฐานทัพหันไปหัวเราะแห้ง ๆ ให้กับหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาหล่อเหลาคนนั้น ที่เข้าใจภาษาไทยดี แถมยังพูดไทยได้ดีเยี่ยม ตามคุณแม่อีกด้วย

“คบกันหรือครับ” แดนยิ้มให้กับทั้งสองคน ก่อนจะรู้สึกเหมือนตัวเองเสียมารยาทที่ถามออกไปแบบนั้น แต่ในใจก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน ก่อนที่แดนจะเห็นฐานทัพยืดอกรับว่าใช่ แต่อันน์รีบละล่ำละลักตอบปฏิเสธว่าไม่ใช่ “คิ้วท์” แดนพูดแบบที่เขาคิด ฐานทัพค้อมหัวลงนิดหนึ่ง ก่อนกล่าวขอบคุณหนุ่มลูกครึ่ง แล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับอันน์ เจ้าของห้องทำงานกำลังจะตอบโต้ ก็พลันมีเสียงเคาะประตูเสียก่อน

“สวัสดีครับพี่อันน์ เอิงมาทันเวลานะครับ” เอิงเปิดประตูเข้ามา ก่อนกล่าวทักทายอันน์ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอันน์มีแขก เอิงรีบยกมือไหว้ฐานทัพ เจ้าตัวรีบโบกมือห้ามว่าไม่ต้องไหว้ก็ได้ “ทันสิ ไม่ต้องห่วง คุณโรเบิร์ตมาถึงแล้ว ตอนนี้คุยกับคุณพฤกษ์อยู่ ยังไงเดี๋ยวเอิงเริ่มได้เลย และนี่คุณแดน ลูกชายของคุณโทมัส โรเบิร์ต” อันน์แนะนำให้เอิงรู้จักกับ 'พลัสวัน' ที่เคยเกริ่นเอาไว้ก่อนหน้า

แดนที่ตาค้างตั้งแต่เห็นเอิงเปิดประตูเข้ามาแล้ว เอิงใช่คนคนเดียวกับที่เขาเห็นที่ชานชาลารถไฟฟ้าจริง ๆ ด้วย ตอนนี้หัวใจของแดนเต้นไม่เป็นส่ำ เสียงของมันดังอยู่ในหน้าอกของเขา จนแดนได้ยินมันได้ อารมณ์ของแดนพรั่งพรูผสมปนเปไปหมด มันบอกไม่ถูก เขาค่อย ๆ ยันตัวเองให้ยืนขึ้น สายตามองไปที่คนที่เพิ่งมาใหม่อย่างไม่วางตา ในความลิงโลดนั้นเจือไปด้วยความกังวล ว่าอีกฝ่าย จะจดจำได้เหมือนที่เขาจำได้มั้ย เพราะตอนนี้ ชีวิตของแดน มันเหมือนเขาเจอส่วนที่ขาดหายไปจากภาพในจินตนาการของเขาเสียที เขาหาชิ้นส่วนสำคัญนั้นเจอแล้ว

เอิงที่หันมาเห็นแดน มันทำให้เขาชาไปทั้งตัว ใบหน้าของแดนเหมือนมีแรงดึงดูดลึกลับ ที่ทำให้เอิงเหมือนจะหายใจไม่ออก ในอกของเอิงเหมือนอะไรบางอย่างที่ถูกอัดแน่น จนพร้อมจะระเบิดออกมาเมื่อถึงเวลา ซึ่งจู่ ๆ ภาพต่าง ๆ มากมายก็ไหลเข้ามาในความทรงจำของเอิง ก้อนสะอื้นจากที่ใดไม่รู้ แล่นขึ้นมาในความรู้สึก เอิงเริ่มทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ดวงตาเริ่มแดง น้ำตารื้นขึ้นขอบตาทั้งสองข้าง เสียงหอบสะอื้นของเอิงเริ่มดังขึ้น อันน์ตกใจ ฐานทัพเองก็กำลังงงกับภาพตรงหน้า

หมอกหนาในตอนเช้าโรยตัวลงมา ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ความชุ่มฉ่ำหนาวเย็นแบบนี้ ทำให้นายทหารหนุ่มชาวอังกฤษใจตวัดคิดถึงบ้าน ที่ที่เขาจากมา เขาห่อไหล่เพื่อกักไออุ่นให้อยู่กับตัวนานขึ้น สายตามองตรงไปตรงที่นัดหมาย จากที่ซ่อนตัวตรงนี้ นายทหารหนุ่มเพิ่งเริ่มต้นหน้าที่นี้เป็นครั้งแรก เขาต้องมารับเสบียงเพื่อนำข้ามกลับจากฝั่งไทยไปอีกฝั่งหนึ่ง

เขานั่งอยู่ตรงนี้มาได้สักพักใหญ่ ตั้งแต่แสงยามเช้ายังไม่เริ่มส่อง จนตอนนี้ยามเช้าเริ่มเผยตัวเองให้เห็นหมอกที่อยู่ทั่วผืนป่าตามชายแดนอันอุดมสมบูรณ์ เพียงอีกครู่หนึ่ง เขาได้ยินเสียงเดินสวบสาบดังมาจากทิศทางตรงหน้า เสียงนั้นเบากว่าพวกหน่วยลาดตระเวนที่มักจะเป็นเสียงเท้าหนัก ๆ จากรองเท้าคอมแบท

อีกเพียงอึดใจ นายทหารชาวอังกฤษก็เห็นหนุ่มร่างเล็ก ๆ เดินผ่านหมอกหนานั้นเข้ามา เขาชั่งใจอยู่สักพัก ว่านี่ใช่เป้าหมายที่ต้องการหรือเปล่า แต่จากที่เขาประเมิน คนนี้สะพายตะกร้าใส่ของไว้ด้านหลัง น่าจะใช่คนที่เอาเสบียงมาส่งให้เขาอย่างแน่นอน จากที่เขานั่งนิ่ง ๆ แทบไม่ไหวติง ก็ขยับตัวลุกขึ้นจนเกิดเสียงดัง และคนที่เพิ่งเดินมาถึง สะดุ้งจนตัวโยน เมื่อเห็นชายชาวอังกฤษร่างสูงใหญ่ โผล่พ้นออกมาจากพุ่มไม้

“เดี๋ยว ๆๆๆ ไม่ต้องตกใจ ผมมารับเสบียง” นายทหารหนุ่มพยายาม ส่งภาษาให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่ว่าดูจะไม่เป็นผล คนที่อยู่ตรงหน้า ตัวสั่นไปหมด คงจากทั้งจากอากาศที่หนาว และจากที่อยู่ ๆ ก็มีคนผิวขาวรูปร่างสูงใหญ่เป็นยักษ์ปักหลั่นจากที่ไหนก็ไม่รู้ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า แถมยังพูดภาษาอะไรแปลกประหลาด ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วยังจะชี้มือชี้ไม้มาที่ตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลัง ทำท่าจะมาหยิบฉวยไปเสียดื้อ ๆ อีก

“ยู ๆๆๆ โน ๆๆๆ” อยู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ชายวัยกลางคนเจ้าของเสียง วิ่งเข้ามาห้ามนายทหารชาวอังกฤษเอาไว้ ก่อนรีบบอกเป็นภาษาอังกฤษ จับใจความได้ว่า นั่นไม่ใช่เสบียงที่นายทหารต้องการ “ของที่นายช่างแมทต้องการ อยู่นี่” ชายวัยกลางคนยื่นของที่ตนนำมาให้ แมทรับเอาของต่าง ๆ มา ตรวจนับ แต่สายตาก็ลอบมองไปที่หนุ่มคนนั้น ที่ตอนนี้ดูจะหายตัวสั่นไปแล้ว ตั้งแต่เห็นชายวัยกลางคน ที่ดูจะคุ้นเคยกันดี

“นายช่างไม่ต้องกังวลไป” ชายวัยกลางคนส่งภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างดี “ไม่ต้องกลัว เจ้านี่มันชื่อด้าจก์ซาย แปลว่าน้ำผึ้ง แต่คนเรียกมันสั้น ๆ ว่าซาย แปลว่าผึ้ง” เจ้าของชื่อไม่รู้ว่าอีกสองคนนั้นพูดอะไรกัน แต่ได้ยินชายวัยกลางคนพูดชื่อของเขา “ซาย” แมททวนชื่อ พลางมองหนุ่มใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมแป๋ว สื่อถึงความซื่อ ใสบริสุทธิ์ มองมาที่เขา

“่ต่อให้มันได้ยินอะไร มันก็เอาไปบอกใครต่อไม่ได้ มันพูดไม่ได้ หรือมันไม่ยอมพูดก็ไม่รู้ ชื่อของมันจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าชื่ออะไร คนเขาเห็นว่ามันเก็บน้ำผึ้ง เก็บของจากในป่าไปขาย เขาก็เลยเรียกมันด้าจก์ซาย ง่ายหน่อยก็ซายนี่แหละ” ชายวัยกลางคนที่ทำตัวเป็นนายหน้าหาเสบียงกรังให้กับนายทหารชาวอังกฤษ พูดเล่าเรื่องให้นายทหารสบายใจ ว่าการพบปะกันคราวนี้ แต่มาเจอด้าจก์ซายด้วยนั้น จะไม่นำภัยมาให้อย่างแน่นอน

สายตาของด้าจก์ซายที่มองไปที่นายช่างแมท เป็นสายตาที่เอิงกำลังประสานกับของแดนในตอนนี้ ภาพในกาลก่อน ไหลเวียนกลับมาให้เอิงได้เห็น ภาพเหล่านั้นช่างชัดเจน เหมือนว่าเรื่องราวทั้งหมด กำลังย้อนกับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ตรงข้างหน้าเอิงในตอนนี้ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัดสลับเข้ามาย้ำให้เอิงได้เห็น เรื่องที่ครั้งหนึ่ง มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ซายวางตะกร้าลงข้าง ๆ ตัว เขานั่งลงบนพื้นกระดานที่ตีขึ้นมาอย่างง่าย ๆ บ้านที่เล็กกว่าคอกหมูนี้ เป็นที่ซุกหัวนอนของเขา ซายไม่มีญาติที่ไหน หรือถึงมี เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหายังไง ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน คนที่รู้ประวัติของซาย ต่างแตกฉานซ่านเซ็นไปกันคนละทิศละทาง จากภัยแห่งความโหดร้ายของคนด้วยกันเอง ซายมีเพียงตัวเองเท่านั้นที่เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว เป็นที่พึ่ง

ซายตักข้าวต้มเละ ๆ นั้นเข้าปาก เขาเพิ่งเอาน้ำผึ้งไปขาย เพื่อแลกเงินนั้นมาเป็นข้าวสารไว้กรอกหม้อ ต้มเละ ๆ ใส่น้ำเยอะ ๆ ให้พอซดแล้วหนักท้อง เหยาะเกลือให้พอมีรสชาติ เป็นอีกมื้อหนึ่งที่ต้องผ่านมันไปให้ได้ ซายตักข้าวเข้าปาก แต่อยู่ ๆ ภาพใบหน้าของนายทหารชาวอังกฤษคนนั้น ก็กระหวัดเข้ามาในความคิด ซายยกมือเลื่อนมาวางไว้บนหน้าอกข้างซ้าย ทำไมหัวใจเต้นเร็วจัง ซายบอกกับตัวเองไม่ได้ ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร

นายช่างแมทกลับมาถึงค่ายพัก กับภารกิจที่ลุล่วง ตอนนี้นายทหารหนุ่มจึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไปรับเสบียงเต็มตัว เขานั่งลงบนแคร่นอนที่ทำขึ้นมาอย่างง่าย ๆ โดยมีฟูกบาง ๆ ปูเอาไว้เพิ่มความหรูหรายามมาทำภารกิจไกลบ้านเกิดเมืองนอนแบบนี้ นายทหารตักซุปที่น่าจะทำมาจากผักต้มอะไรสักอย่างเข้าปาก ถึงตอนนี้ เขาก็ไม่ค่อยได้สังเกตหรือวินิจฉัยกับอาหารที่ตักเข้าปากมากเท่ากับเมื่อตอนแรก ๆ ที่มาถึงค่ายนี้แล้ว

แมทตักซุปนั้นเขาปากอีกคำ ก่อนที่เจ้าของใบหน้าหวาน ๆ ตากลมโตนั้นจะวูบไหวเข้ามาในห้วงคำนึง และนั่นทำให้แมทยิ้มออกมา อยู่ ๆ ใจของเขาก็นึกถึงอีกฝ่าย อยู่ ๆ หนุ่มคนนั้นก็ทำให้ใจเขาหวั่นไหว แมทเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน เมื่อได้ยินเพื่อนพูดด้วยความแปลกใจว่า เขายิ้ม และที่สำคัญคือรอยยิ้มที่มีความสุข แมทผู้ไม่เคยยิ้ม เขาอยากจะโกหกตัวเองเหมือนที่พูดกับเพื่อน ว่าเขายิ้มเพราะคิดถึงสาว ๆ มากมาย ที่บ้าน ที่ต่างรอเขากลับไปหา และเลือกแต่งงานด้วย แต่ภาพในหัวของเขา กลับเป็นฮันนี่ น้ำผึ้งป่าแสนหวานคนนั้น

นายช่างหนุ่มตั้งหน้าตั้งตารอวันที่เขาจะไปรับเสบียงให้มาถึง แมทออกไปรอที่จุดนัดพบเดิมตั้งแต่เช้าตรู่ ข้อมูลที่ได้จากชายวัยกลางคน ซายจะผ่านมาตรงนี้เสมอ เพราะมันเป็นทางที่เขาไปเก็บน้ำผึ้ง แมทนั่งรออยู่นาน แต่แล้วก็มีเพียงชายวัยกลางคนที่ปรากฏตัวขึ้น เพื่อเอาเสบียงมาส่งให้

แมทสอดส่ายสายตามองหาใบหน้าที่เขาต้องการจะมาเจอ แต่ก็ไม่เห็น นายช่างหนุ่มรั้งรอจนชายวัยกลางคนเดินหายกลับเข้าไปในเขตชายแดน แต่ในขณะที่แมทจะตัดสินใจกลับ นายช่างหนุ่มก็เห็นซายเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ ที่ซายนั้นแอบอยู่ เพราะลังเลที่จะเดินออกมาดีมั้ย แต่พอเห็นแมททำท่าจะขนของกลับ อยู่ ๆ ความรู้สึกในใจ ก็ผลักให้ซายเดินออกมาจนได้

“นึกว่าจะไม่ได้เจอกันแล้ว” แมทส่งภาษาออกไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ทั้งสองคนไม่เข้าใจเลย ถึงสิ่งที่พูด แม้กระนั้น คำว่าคิดถึง แมทก็ยังเคอะเขิน เมื่อมาเจอหน้าซาย ทั้ง ๆ ที่ซ้อมเอาไว้เสียดิบดี พอถึงเวลาก็พูดไม่ออก ต่อให้ซายจะฟังไม่ออก นายช่างหนุ่มกลับเก้อเขิน ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง ว่าอะไรทำให้เขาเป็นแบบนี้ ยิ่งเห็นซายมองมาด้วยตากลมแป๋วนั้นด้วยแล้ว นายช่างแมทยิ่งสั่นสะท้านไปทั้งใจ

“นั่งก่อน” แมททำท่าบอกกับซาย ก่อนจะนั่งลงบนขอนไม้ ซายมองนายทหารร่างใหญ่นั่งจุ้มปุ้กลงตรงนั้น ก็ยิ้มออกมา นายช่างเห็นซายยิ้มก็แก้เขินด้วยการดึงมือซายให้นั่งลงข้าง ๆ เขา ก่อนจะตักผงสีน้ำตาลกลิ่นหอม ๆ ลงใส่ถ้วยสองใบ รินน้ำร้อนที่เตรียมใส่กระติกมา มันส่งกลิ่นหอมกรุ่น แมทยื่นถ้วยให้กับซายรับไป

“ไมโล” แมทจิ้มนิ้วไปที่ถ้วยนั้น ก่อนพูดย้ำอีกรอบ ซายพยักหน้าว่ารับรู้ ก่อนจะยกถ้วยนั้นขึ้นจิบ พลางทำหน้าเหยเก “มันขมหน่อยนะ ไม่มีน้ำตาล มันหายากมากจริง ๆ” นายทหารหนุ่มที่หวังสร้างความประทับใจ แลดูจะผิดหวัง เมื่อเห็นซายไม่ชอบสิ่งที่เพิ่งจิบไป ซายเห็นหน้าของแมท ที่ดูหงอย ๆ ก็หันไปหยิบน้ำผึ้งจากตะกร้าสะพายหลัง ส่งให้แมท

นายช่างหนุ่มยิ้ม ก่อนนำน้ำผึ้งอย่างดี มาหยดลงในถ้วยทั้งสอง แมทที่เตรียมการเอาไมโลจากเพื่อนทหารชาวออสเตรเลีย ที่พกติดตัวมาด้วยจากบ้าน กะเอามานั่งดื่มอุ่น ๆ กับซาย สร้างบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางหมอกหนา ที่ทำให้ทั่วทั้งบริเวณหนาวเหน็บ แต่ดันไม่ครบองค์ประกอบ น้ำตาลทรายที่ขาดแคลนหายาก ทำให้ต้องดื่มกันทั้ง ๆ ที่ไม่มีน้ำตาลใส่แบบนั้น

เริ่มต้นจากตรงนั้น จนกลายเป็นความผูกพัน แม้จะไม่ใช่รอบการส่งเสบียง แต่เมื่อมีโอกาส นายช่างหนุ่มชาวอังกฤษ ก็ลอบมาเจอกับซายทุกครั้ง แน่นอน เมื่อบ่อยครั้งเข้า ก็ย่อมต้องเป็นที่สังเกต และครั้งหลัง ๆ มา ข้ออ้างของแมทก็เริ่มจะไม่น่าเชื่อถือเข้าเรื่อย ๆ อีกทั้งเมื่อทางรถไฟเริ่มสร้างมากขึ้น ก็เริ่มมีความเข้มงวดจากฝ่ายทหารดินแดนอาทิตย์อุทัย เสบียงที่เคยส่งมาประจำ ก็เริ่มขาดแคลน

แม้แต่ชายวัยกลางคนผู้ส่งเสบียงกรัง ก็เริ่มถูกจับตามอง หนักเข้าก็มาส่งให้ไม่ได้ เลยกลายเป็นซายที่รับหน้าที่นี้แทน แต่เมื่อความลับ มันไม่มีในโลก ผู้คนก็เริ่มพูดกันปากต่อปาก ว่าด้าจก์ซายไม่ค่อยเอาน้ำผึ้งมาขายให้แล้ว แถมยังไม่มาขอแลก ขอซื้อข้าวสารเหมือนเคย แต่ดูไป ซายก็ยังมีข้าวสารกินไม่ขาด และนั่นทำให้ข้อสังเกตนี้ ล่วงรู้ไปถึงนายทหารหนุ่มไทย เอิงมองเห็นภาพทหารไทยคนนั้น มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับปราชญ์ เพื่อนสนิทของเขา ก็ยิ่งน่าตกใจเข้าไปใหญ่

ก่อนวันที่ซายจะเอาเสบียงไปส่ง เขากำลังเดินกลับมาที่บ้าน โชคดีที่เห็นว่าบ้านของตัวเองกำลังโดนรื้อ โดนล้อมไว้ด้วยทหารจำนวนหนึ่ง ซายตกใจ รีบบ่ายหน้ากลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง เพื่อหวังใจว่า จะไปเตือนให้นายช่างแมทรู้ตัว ซายรีบเดินไปยังจุดนัดหมายอย่างเร่งฝีเท้าเต็มกำลัง แม้จะล้มลุกคลุกคลานจนต้องเจ็บตัวอยู่หลายครั้ง เนื่องด้วยจากความเร่งรีบ แต่ก็ต้องไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

แต่พอไปถึงที่หมาย ซายเห็นแมทยืนอยู่กับทหารต่างชาติร่างสูงใหญ่อีกหลายคน ทั้งหมดหันมามองซายเป็นตาเดียวกัน ก่อนที่ทหารนายอื่นจะทำท่ารังเกียจแมท ตะโกนกล่าวหาว่าแมทเป็นพวกลักเพศ เพราะรู้แล้วว่า แมทใช้วิธีไหนถึงได้หาน้ำผึ้งมาให้ได้ แมทพูดปกป้องซาย ก่อนจะเข้ามายืนขวางเพื่อนทหารของเขา ที่เดินเข้ามาหาซาย

“พวกนายไม่เข้าใจ ซายไม่ผิด” แมทหันหน้ามามองซาย เขาตอบตัวเองได้แล้ว ว่ามันคือความรัก สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของเขา ความรู้สึกที่มีต่อซาย มันคือความรัก แต่ก่อนที่แมทจะได้พูดบอกอะไรกับซาย นายช่างก็เห็นซายใช้มือผลักเขา ดันเขาให้ไปเสียจากที่นี่ “อะไรซาย เธอทำอะไร เธอไล่ฉันทำไม” ซายใช้มือตีไปที่ต้นแขนของแมท เป็นเชิงให้เขารีบไปซะ ก่อนจะหันไปมองด้านหลังบ่อยครั้ง แมทมองตามไป ก่อนจะเห็นแสงไฟมาจากหลายทิศทาง จากแนวป่านั้น

“ไม่ ไม่ ฉันทิ้งเธอไว้แบบนี้ไม่ได้” แมทใช้สองมือประคองใบหน้าของซายเอาไว้ ก่อนจะก้มลงจูบซาย นายช่างบดเบียดริมฝีปากของตัวเองลงกับของซาย เมื่อเขาถอนจูบออก เขามองเห็นริ้วของหยาดน้ำตาใส ๆ เต้นอยู่ในดวงตาของซาย ซายใช้มือผลักแมทให้รีบไป เมื่อเสียงจากกองทหารด้านหลังแนวป่า ใกล้เข้ามาทุกที

“เราจะต้องได้เจอกันอีก และครั้งนั้น ฉันจะกอดเธอไว้แบบนี้ จะไม่ปล่อยเธออีก ฉันสัญญา” แมทกอดซายกับอกของเขาเอาไว้จนแน่น ก่อนจะจำใจปล่อยซายให้เป็นอิสระจากออ้อมกอดนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แมทเห็นซายยิ้มให้เขา แม้ว่าริมฝีปากของซายจะสั่นระริก จากการพยายามกลั้นน้ำตา เมื่อต้องจากลานั้นเอาไว้

แมทรู้สึกเกลียดตัวเอง ที่ต้องตัดใจวิ่งจากมา โดยมีซายยืนมองนายทหารชาวอังกฤษคนนั้น วิ่งหายเข้าลับแนวต้นไม้หนาทึบนั้นไป ซายน้ำตาไหลลงมาอาบทั้งสองแก้ม ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจ ประดังประเดถาโถมเข้าใส่จนรับมือกับมันไม่ไหว ซายหันหลังกลับมา ก็เจอนายทหารไทยยืนรอเขาอยู่แล้ว

แมทนั่งอยู่บนหลังรถทหาร เขานั่งติดกับด้านหลังรถ เพื่อน ๆ ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา รังเกียจตัวตนของแมท ถึงกับพากันนั่งให้ห่างเขามากที่สุด แมทมองขึ้นไปบนฟ้า ดวงดาวมากมายพร่างพราวอยู่บนนั้น แต่ดูเหมือนดวงดาวในคืนนี้จะพร่าเลือนไปหมด เมื่อน้ำตาของผู้ชายคนนี้ ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย มันเจ็บอยู่ในอก และยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น เมื่อไม่มีใครรอบข้างหยิบยื่นแม้แต่น้ำใจมาให้

ตอนนี้สถานการณ์กำลังตึงเครียด รถทหารมาส่งที่ชายแดน จากนี้จะเป็นเรื่องยากที่จะข้ามไปสู่ประเทศที่สาม ความโกลาหลเอาตัวรอด จนทำให้ใครฉวยโอกาสไหนได้ ก็ต้องทำ แมทเหลือตัวคนเดียว เขารอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล ใช้เวลานานเป็นเดือน กว่าจะเดินทางมาจนถึงยุโรป และเมื่อเขาถูกเจ้าหน้าที่สอบถามถึงข้อมูลส่วนตัว

“ไมโล” แมทตอบเจ้าหน้าที่กลับไป ว่านั่นคือชื่อเขา “อเมริกัน” แมทตอบด้วยสำเนียงที่ราบเรียบที่สุด มันจะมีเรือจากที่นี่ แล่นไปอเมริกา เขาไม่คิดว่า เขาจะสามารถกลับไปเป็นแมทที่เมืองเดิม อาศัยอยู่ในชุมชนที่เขาจากมาได้อีกต่อไป เมื่อตัวตนของเขาได้ถูกเปิดเผยไปแล้ว และโชคคงเข้าข้างเขา เมื่อเอกสารต่าง ๆ ถูกเพิกเฉย จากเหตุผลว่าเอกสารของเขาถูกทำลายไปหมดแล้ว และเขาได้รับการอนุญาตให้ขึ้นเรือกลับบ้านได้

แมทมาถึงนิวยอร์คในอีกหนึ่งเดือนถัดมา เขามาเจอบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ชานเมืองอันเงียบสงบ อาศัยว่าเป็นทหารกลับมาจากสงคราม เขาเริ่มทำงานที่อู่ซ่อมรถ ตามความสามารถนายทหารช่างที่เคยเป็น แมทปรับสำเนียงการพูดให้กลายเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งมันก็ใช้เวลาไม่นาน เขาก็กลมกลืนไปกับผู้คน มีผู้หญิงมากมายทอดสะพานให้เขา แต่แมทก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจใคร

ค่ำวันหนึ่ง เมื่อเขากลับมาจากที่ทำงาน แมทเดินชนเข้ากับชั้นวางของ จนกล่องเหล็กใบเล็ก ๆ ขึ้นสนิม ตกลงมาบนพื้น ฝาของมันเปิดออก ข้างในเป็นสิ่งของที่เขาเก็บเอาไว้ หลังจากมาถึงอเมริกา แมทหยิบมันขึ้นมาดู ไล่ไปทีละอย่าง เรื่องราวมากมายเริ่มไหลเข้าท่วมหัวใจของเขาอีกครั้ง จนสายตาของแมทมาหยุดเจอที่อยู่ในประเทศไทย ของชายวัยกลางคนคนนั้น แมทมือสั่น รีบหยิบกระดาษกับดินสอ มาเขียนจดหมายขึ้นทันที

แมทส่งจดหมายไปเมืองไทย สัปดาห์ละฉบับอยู่นานหลายปี แต่ไม่มีฉบับไหนที่ถูกตอบกลับมาเลย แต่แมทก็ยังคงเพียรเล่าเรื่องราวของเขาลงไปในจดหมายเหล่านั้น หวังใจว่ามันคงมีสักฉบับ ที่ได้ผ่านสายตาของซาย ชายหนุ่มผู้เป็นที่รักของเขา ที่เขาอยากจะมีโอกาสอีกสักครั้ง ได้พบ ได้กอด ได้สัมผัสตัว ได้จูบให้หายคิดถึง ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเขาบนโลกใบนี้ จะสิ้นสุดลง

“เอิง ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรนะ” อันน์พยายามปลอบเอิงที่กำลังตัวสั่นเทิ้มไปกับเรื่องราว ที่มันพุ่งเข้าหาเหมือนสายน้ำที่ถาโถม อันน์มองหน้าฐานทัพ ที่เขาก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แดนเดินมานั่งข้าง ๆ กับเอิง เขาพยักหน้าขออันน์ ก่อนจะค่อย ๆ สวมกอดเอิง ดึงตัวของอีกง่ายเบา ๆ ให้เข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขา

“ฮันนี่ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน” เอิงเมื่อได้ยินแดนพูดออกมาแบบนั้น ก็เหมือนเขาโดนปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง เอิงปล่อยโฮออกมา สะอื้นไห้จนตัวโยน โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม เขาถึงโหยหาอ้อมกอดนี้ มันคือความอบอุ่นที่เหมือนกับห่มตัวของเขาเอาไว้ไม่พอ ใจของเขาตอนนี้ยิ่งราวกับว่า ได้รับการชดเชย ได้รับการปลอบประโลม

ประหนึ่งดาวศุกร์ ๖ เจ้าเรือนปัตนิ คู่ครอง กำลังตอบคำถามที่เขาเคยสงสัย ว่าเมื่อเจ้าเรือนปัตนิ มาอยู่ในเรือนปัตนิเสียเอง แล้วได้มาตรฐานดาวเป็นเกษตรที่แปลว่าหนักแน่น มั่นคง ที่ทำนายว่าจะได้คู่ชนิดบุพเพสันนิวาสนั้น มันเป็นไปได้อย่างไร เอิงซุกตัวเข้าหาอกอุ่น ๆ ของแดน ชายหนุ่มลูกครึ่งที่เขาเพิ่งเจอ แต่เป็นแมทไมโล ที่เขาเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน



****************************

https://www.youtube.com/watch?v=E6w6xcJyFIQ

เหม่อมองไกล ไปถึงดาว

ที่เคยจองเป็นดาวของเรา

ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ

อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว

และดวงดาวคงมองเห็นเธอ

อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน



หวังว่าเธอคงสุขดี

อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีดี

ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน



มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

อยู่ทุกครั้งที่มองดาว

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

เรื่องวันวานและฝันของเรา

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา

คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ



หวังว่าเธอคงสุขดี

อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีดี

ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน



มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

อยู่ทุกครั้งที่มองดาว

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

เรื่องวันวานและฝันของเรา

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา

คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ



เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง

สิ่งที่สองเราเคยมี

เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง

นึกทีไรก็ยิ้มทุกที



มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้

คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ

คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๑.



กัมมะ – วินาศน์ (ลงมือทำสัญญาลับ)





“คุณคะ” คุณปริม ภรรยาชาวไทยเรียกให้คุณโทมัส สามีชาวอเมริกันของเธอให้หันมาดูรูปในกระดาษ ที่เธอถืออยู่ “มันอาจจะเป็นแค่เพื่อนเล่นในจินตนาการของเขาก็ได้ คุณอย่าคิดมากเลย” ถึงสามีพูดแบบนั้น คุณปริมก็ยังอดห่วงไม่ได้ “แต่ลูกเราเจ็ดขวบแล้วนะคะ มันไม่โตเกินกว่าจะมีเพื่อนเล่นที่ลูกสร้างขึ้นมาเองหรือคะ” รูปที่ลูกชายของเธอวาด คือรูปคนสองคน ผู้ชายทั้งคู่ ยืนจับมือกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

คุณโทมัสมองรูปวาดของลูกชายอีกครั้ง ก่อนจะดึงภรรยาเข้ามากอด แล้วบอกว่า เขาจะนัดจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาการของเด็ก ลองให้แดนไปพูดคุยกับจิตแพทย์ดู เผื่อว่ามันจะบอกอะไรพวกเขา หรือให้คำตอบอะไรบางอย่างได้ ภรรยาของเขาจะได้สบายใจขึ้นบ้าง คุณปริมพยักหน้าตอบรับวิธีของผู้เป็นสามี เธอเองก็หวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

“แดนนี่ บอกหมอได้มั้ย ว่านี่รูปใคร แดนวาดรูปใคร” จิตแพทย์เอ่ยถามเด็กชาย เมื่อถึงวันนัดคุยกันครั้งแรก “ซาย ด้าจก์ซาย” แดนที่ก้มลงดูรูปวาดของตัวเองในกระดาษแผ่นนั้น พูดขึ้นพร้อมยิ้มออกมาทันทีที่เห็น “แดน เธอหมายถึง ดาร์คไซด์” จิตแพทย์ถึงกับต้องถามซ้ำ เมื่อได้ยินแบบนั้น “โน้ว” แดนนี่รีบแย้งว่าไม่ใช่ “ไม่ใช่ดาร์คไซด์ฮะ ด้าจก์ซาย นั่นชื่อของเขา แต่ดาร์คไซด์ ก็คูลดีฮะ ไว้ตอนผมเจอเขา ผมจะบอกเขานะฮะ ขอบคุณฮะหมอ”

“แดนนี่ บอกหมออีกที ว่าเธอรู้จักซาย คนนี้งั้นหรือ” ทั้งจิตแพทย์และผู้เป็นพ่อและแม่ของแดนสบตากัน เมื่อกำลังรอคำตอบจากเด็กน้อย “ไอ นูว ฮิม” แดนตอบ สายตาที่แดนมองรูปนั้นลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กจะรู้สึกถึงความผูกพันต่อผลงานของตัวเอง แถมท่าทางของแดนยังดูเกินวัยของเขาไปมาก เหมือนผู้ใหญ่ที่พูดถึงใครสักคน ที่เก็บเอาไว้ในใจมานาน

“หมายความว่ายังไง เธอใช้รูปประโยคในอดีต เธอเคยรู้จักเขางั้นรึ” จิตแพทย์ชายถามย้ำกับเด็กชายอีกครั้ง “ใช่ฮะ เคย แต่ไม่ใช่ตอนนี้” แดนนี่ตอบออกไป คุณปริมมองหน้าคุณโทมัสที่กำลังบีบมือให้กำลังใจภรรยา แดนมองหน้าผู้ใหญ่ทั้งสามคน เหมือนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมาถามคำถามอะไรแบบนี้กับเขาด้วย

“คือ นอกจากเรื่องรูปที่เขาวาดแล้ว โดยทั่วไป ผมไม่เห็นถึงความผิดปกติอะไรนะครับ แดนดูเป็นเด็กผู้ชายร่าเริง พูดจาฉะฉาน ตอบโต้มีเหตุผลรู้เรื่อง แถมยังพูดสุภาพมาก ๆ ถ้าให้ผมแนะนำ เขาดูเหมาะกับทหารดีครับ” จิตแพทย์พูดกับคุณปริมและคุณโทมัส พร้อมทั้งแนะนำให้ทั้งคู่ลองสังเกตดูลูกชายไปก่อน มันอาจจะเป็นแค่การแสดงออกชั่วครั้งชั่วคราว แล้วเดี๋ยวมันก็หายไป

ซึ่งนั่นก็ดูจะจริง เพราะหลังจากนั้น แดนก็วาดรูปน้อยลง ความรูุ้สึกกังวลของคุณปริมเกี่ยวกับลูกชาย ก็ดูจะเบาใจลงได้ เธอเฝ้าดูลูกชายเติบโตอย่างที่คนเป็นแม่คนหนึ่งจะคาดหวัง จนกระทั่งปีที่แดนอายุครบสิบแปดปี เขาขอคุณปริม กลับมาเมืองไทยด้วย เพราะอยากตามมาเที่ยว จะได้มีรูปไว้ลงอวดเพื่อน ๆ ที่อเมริกา คุณปริมก็ไม่ได้ขัดข้อง เพราะอยากให้ลูกชายได้มาเรียนรู้อีกครึ่งหนึ่งของตัวตนของเขาด้วย

“แดน แดน เกิดอะไรขึ้น แดน บอกแม่ซิลูก” คืนนั้น หลังจากพาลูกชายกลับมาถึงเมืองไทยได้ยังไม่ถึงสัปดาห์ คุณปริมต้องรีบวิ่งเข้ามาในห้องลูกชาย เมื่อเธอได้ยินเสียงของแดนตะโกนโวยวายขึ้นมากลางดึก “มัม ไอ เล็ท ฮิม โก โนว ไฮ ชูดึ้นท์ ดัน แธ็ด” เสียงแดนพูดด้วยความเหนื่อยหอบ เหงื่อออกท่วมตัว จนเสื้อกล้ามใส่นอนสีเทาของเขาเปียกชุ่มไปหมด

“ผมปล่อยเขาไว้ตรงนั้น ผมทิ้งเขาไว้ แม่ครับ ผมไม่ควรทำแบบนั้น ผมควรจะอยู่กับเขาตรงนั้น ผมควรจะกอดเขาไว้” แดนพูดทั้งน้ำตา เขาดูสับสน เสียใจ เจ็บปวด และรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง คุณปริมกอดลูกชายเอาไว้ “ใครลูก แดนหมายถึงใคร” คุณปริมปลอบลูกชายของเธอที่กำลังเนื้อตัวสั่นเทา

“ซายครับแม่ ด้าจก์ซาย ผมทิ้งเขาไว้คนเดียว” แดนมองหน้าแม่ของเขาด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา คุณปริมอึ้งไปกับคำตอบของลูกชาย แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป “ไม่เป็นไรนะ แดน ไม่เป็นไรนะลูก” คุณปริมไม่อยากจะเชื่อว่า สิ่งที่เธอคิดว่ามันหายไปแล้ว กลับกลายเป็นว่า มันคือสิ่งที่ฝังใจแดนเสมอมา ยังคงอยู่ในจิตใต้สำนึกของลูกชายเธอมาตลอด

“ซายอยู่ไม่ไกล เขาอยู่ใกล้ ๆ ผม ผมรู้ ผมรู้ครับแม่” แดนมองออกไปที่นอกหน้าต่างโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ไหนสักแห่ง แดนคิด เพราะความรู้สึกที่เขามี มันคือความใกล้ชิดที่แทบจะสัมผัสกลิ่นอายกันได้ ที่ไหนสักที่ในเมืองใหญ่มหานครนี้ คุณปริมกอดและลูบหัวลูกชายอย่างปลอบประโลม เธอรู้สึกได้จริง ๆ ว่านี่ไม่ใช่แค่การฝันร้าย กับท่าทางของแดนที่ไม่ได้กำลังแกล้งอำเธออยู่ แดนรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

ทริปกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยทริปนั้น ถูกหั่นให้สั้นลง หลังจากที่แดนฝันติด ๆ กันแบบนั้นอีกหลายคืน มันดูรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งแดนยังสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวจากความฝันเหล่านั้น ได้เพิ่มมากขึ้น เขาเอ่ยชื่อแมท ออกมาในคืนหนึ่ง แมทคนที่ทิ้งซายเอาไว้ คนที่ปล่อยให้ซายหลุดออกจากอ้อมกอดคนนั้น

“ผมไปเข้าห้องน้ำนะครับ” แดนหันมาบอกแม่ ขณะรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน คุณปริมพยักหน้ารับ ก่อนมองตามลูกชายที่ตอนนี้ ดูไม่สดใสเอาเสียเลย คุณปริมก้มลงมองที่เก้าอี้ สมุดบันทึกของแดนที่เขาวางไว้ กำลังจะตก เธอเลื่อนมันเข้ามาด้านใน สมุดเล่มนั้นมีดินสอขั้นอยู่ คุณปริมหันไปมองทางห้องน้ำ กลัวว่าลูกชายจะออกมาเห็น ว่าเธอกำลังแอบดูของส่วนตัวของเขา

ก่อนจะเปิดมันออก มันคือภาพของชายหนุ่มผิวขาวในเครื่องแบบทหาร กับชายหนุ่มอีกคนในเสื้อผ้าชนพื้นเมืองในไทย ที่ชุดที่ใส่ ดูคุ้นตาคุณปริมพอสมควร ที่ด้านล่าง มีลายมือของแดนเขียนเอาไว้ว่า 'แมทกับซาย ปี 1945' เธอเอง ก็ไม่ได้เห็นแดน วาดรูปมานานหลายปีแล้ว คุณปริมวางสมุดบันทึกของแดนลงไว้ที่เดิม พลางนึกถึงธุระก่อนหน้านี้ ที่เธอบอกว่าต้องไปทำด่วน ก่อนจะมาสนามบินกับแดน

“คุณเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดมั้ยคะ” หมอดูถามคุณปริม ที่เธออดไม่ได้ ที่อยากจะหาคำตอบอะไรสักอย่าง มาอธิบายเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับลูกชายของเธอ “บางคนจำเรื่องในอดีตของพวกเขาได้ แต่บางคนก็ไม่” คุณปริมได้ยินหมอดูพูดต่อ “ในดวงนี้บอกว่า เขามีดาวมฤตยู ๐ ยกเข้าเรือนมรณะ ดังนั้น ก็ไม่แปลกที่เขาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ ประสบการณ์แปลก ๆ เกี่ยวกับความฝัน เรื่องวิญญาณ เรื่องความเป็นความตาย ที่มันดูจริง จนเกือบจับต้องได้”

“แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ ดาวบาปเคราะห์เดินในเรือนเสีย แม้จะแปลว่าทุกข์ ว่าอาเพศ แต่ท่านว่าเมื่อมาอยู่ในเรือนมรณะ ความหมายเหล่านั้นจะถูกทำลายลง ถือเป็นการให้คุณแก่ดวงชะตา บางทีมันอาจจะเป็นจังหวะเวลาของเขาพอดีก็ได้ ที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ยิ่งถ้าเขาได้สัญญากันเอาไว้ และยึดคำสัญญานั้นด้วยจิตมุ่งมั่น ก็ยากนะคะ ที่จะหลบเลี่ยงกันไป มันคือชะตาลิขิตของเขา”

คุณปริมกลับมาอเมริกาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ เธอรักและเป็นห่วงลูกชายคนเดียวของเธออย่างสุดจิตสุดใจ เธอพร้อมที่จะเข้าใจลูกชาย ถ้าหากแม้ว่า สิ่งที่หมอดูพูดเป็นเรื่องแหกตากัน แล้วลงเอยว่า ลูกชายของเธอต่างหาก ที่กำลังมีปัญหา ไม่ใช่คำอธิบายอะไรง่าย ๆ ว่า เขากลับมาเกิดใหม่นั้น ยิ่งเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยแล้ว คุณปริมจะเอาไปคุยกับคุณโทมัส ผู้เป็นสามีได้ยังไงกัน

เมื่อแดนกับมาถึงอเมริกา เขาก็ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก พียงแค่อยู่ต่างเมืองกัน คุณโทมัสอยากให้แดนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่คุณโทมัสเป็นศิษย์เก่า แต่แดนปฏิเสธความต้องการของพ่อ ยืนยันว่าเขาจะเข้าเรียนที่ที่เขาเลือกเอาไว้ คุณโทมัสหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย ได้ขอให้คุณปริมช่วยพูดกล่อมลูกให้ยอม แต่กระนั้นก็ไม่เป็นผล คุณโทมัสจึงต้องจำยอม และด้วยผลการเรียนของแดนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม สี่ปีที่กำลังจะผ่านไป ก็ทำให้พ่อลูกพอจะลงรอยกันได้

“ที่นี่หรือลูก” คุณปริมที่ขับรถจากบ้านมาหาลูกชายที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากเมื่อวันก่อน แดนโทรหาเธอแล้วบอกกับเธอว่ามีเรื่องด่วน สำคัญมาก อยากให้เธอช่วย คุณปริมได้ยินแบบนั้น ก็ไม่รอช้ารีบบึ่งรถมาหา ก่อนที่ลูกชายจะขอให้เธอขับพาข้ามรัฐ จากเพนน์ซิลเวเนีย จนพากันมาถึงที่นี่ โอลด์ บรูกวิลล์ รัฐนิวยอร์ก

“ครับ” แดนรับคำสั้น ๆ สายตาของเขามองออกไปที่บ้านหรูหรา เนื้อที่ขนาดใหญ่ด้านหน้า แถวนี้เป็นย่านชานเมืองของผู้มีฐานะดี บ้านส่วนใหญ่จะใหญ่โต สวยงาม มีเนื้อที่อาณาบริเวณกว้างขวาง คุณปริมมองตามสายตาของลูกชายออกไปที่นอกรถ บ้านหรูระดับนี้ ราคาเป็นหลักล้านเหรียญแน่นอน

ทั้งสองลงจากรถ แดนเดินมาที่หน้าบ้านหลังดังกล่าว เขาดูค่อนข้างประหม่า คุณปริมเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ลูกชายของเธอ แดนเล่ารายละเอียดให้เธอฟังระหว่างทางที่ขับรถมาแล้ว มันฟังดูเหลือเชื่อ แต่แดนก็บอกกับเธอว่า เขาใช้เวลามากมายตามหาข้อพิสูจน์นี้ เพราะแดนเองก็รู้สึกว่า เขาเหมือนเป็นบ้าอยู่คนเดียว ที่เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ยิ่งสืบ มันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกอย่างมาหยุดอยู่ที่บ้านหลังนี้

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ” เสียงผู้หญิงชาวเอเชียที่เปิดประตูออกมา ตะโกนถาม “ผมอยากสอบถามหน่อยครับ ว่าคุณบังเอิญรู้จักผู้ชายที่ชื่อ แมท มั้ยครับ” แดนถามกลับไป ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายถามกลับมาว่า “ใครนะคะ” หญิงเอเชียวัยเดียวกับแม่ของแดน กำลังเดินออกมาหาเขาที่ประตูรั้ว “มีอะไรกันคุณ” เสียงผู้ชายที่ตามออกมาจากภายในบ้าน ถามขึ้นเป็นภาษาไทย

“คนไทยหรือครับ” แดนรีบถามออกไป ด้วยภาษาไทยไม่ติดสำเนียงฝรั่งเลยสักนิด “ค่ะ” คำตอบนั้น ดูน่าแปลกใจน้อยกว่า การที่เจ้าของคำตอบ เห็นชายหนุ่มอเมริกัน หน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่ พูดไทยปร๋อแบบนี้ แถมยังยกมือไหว้เธออีกต่างหาก “สวัสดีค่ะ” คุณปริมกล่าวทักทาย พร้อมยกมือไหว้เจ้าของบ้านหลังนี้ ซึ่งทั้งหญิงชาย ที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้าน รับไหว้ตามประสาคนไทยด้วยกัน

“เมื่อกี้บอกว่า มาหาใครนะคะ” หญิงเจ้าของบ้านถามอีกครั้ง “แมท” แดนเอ่ยชื่อนั้นออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดอีกชื่อขึ้นมาแทน “ไมไล คนชื่อไมโลครับ” เจ้าของบ้านทั้งสองหันมามองหน้ากัน เมื่อได้ยินชื่อนั้น “ผมอยากทราบด้วยครับ ว่าจะหาบ้านหลังนี้ได้ที่ไหน” แดนพูดพลางหยิบรูปวาดบ้านไม้หลังเล็ก ๆ นั้นให้ทั้งคู่ดู

“คุณคะ” หญิงเจ้าของบ้านถึงกับหลุดอุทานออกมากับสามีของเธอ “วาดเองหรือคะ” เธอถามแดน เขาพยักหน้าแทนคำตอบ “เหมือนมากครับ” ชายเจ้าของบ้านเอ่ยชม “แต่ไปเห็นจากไหนมา เพราะคนรุ่น ๆ คุณ ไม่น่าจะมีใครได้เห็น หรือรู้ด้วยซ้ำว่า มีบ้านหลังนี้อยู่ เจ้าของเขาหวงมาก” ชายไทยเจ้าของบ้านที่แดนมาสอบถาม ทึ่งที่รายละเอียดในภาพนี้ ราวกับว่า คนวาดมานั่งอยู่ด้านหน้า แล้วบรรจงใส่ทุกริ้วรอยแตก รอยไม้ ลงไปอย่างตั้งใจ

“บ้านหลังนี้อยู่ที่ไหนครับ” แดนถามขึ้นแบบรู้สึกมีความหวัง “อยู่ที่หลังบ้าน” ชายไทยวัยกลางคนบอก “แต่หลังบ้านข้าง ๆ นะ” แดนหันไปมองตามทิศทางที่อีกฝ่ายว่ามา “ไมโล นั่นคุณรึ โอ้ว พระเจ้า ใช่คุณจริง ๆ ด้วย นี่คุณได้เจอกับฮันนี่หรือยัง บอกเขาด้วย ว่าฉันเองก็อยากพบกับเขา” เสียงของหญิงชราชาวอเมริกันดังมาจากทางด้านหลัง ที่แดนและแม่ของเขายืนอยู่

“นาน่า นั่นไม่ใช่ปู่ไมโลหรอกค่ะ ขอโทษทีนะคะ คุณย่าของฉันมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ มีเรื่องเดียวที่ย่ายังจำได้ ก็คือคุณปู่ค่ะ” หลานสาวของหญิงชราที่พยุงคุณย่าของเธอเอาไว้ กล่าวขอโทษทุกคนที่อยู่ตรงนั้น “แต่ใบหน้าของคุณ ไม่เหมือนเสียทีเดียว แต่ก็คล้ายคุณปู่มากทีเดียวนะคะ” คนพูดเองยังอดทึ่งไม่ได้ เพราะเหมือนเธอกำลังยืนพูดอยู่กับคุณปู่ ในช่วงวัยหนุ่ม แดนเดินขยับเข้าไปใกล้หญิงชราที่มองเขาแล้วยิ้มให้อย่างอบอุ่น

“ไมโล” หญิงชรายกมือที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา ขึ้นแนบกับแก้มของแดน ใบหน้าของเธออาบไปด้วยความสุข “เข้าบ้านกันเถอะ ฉันอยากจะถามถึงเรื่องฮันนี่มากมายทีเดียว” หลานสาวของหญิงชราบอกกับทุกคนว่าถ้าไม่รังเกียจ ก็ขอเชิญทุกคนเข้ามาในบ้าน อย่างน้อยเธอก็มั่นใจว่าแดนและคุณปริม ดูจะรู้จักกับเพื่อนบ้านของเธอ

“รูปคุณปู่ของฉันค่ะ” ในมืออันสั่นเทาของหญิงชรา ถือรูปของไมโลใบเดียวที่เธอเหลืออยู่อย่างทะนุถนอมไปพร้อม ๆ กับความทรงจำที่มีของเธอ คุณปริมเองยังตกใจเมื่อเห็นว่าไมโลนั้น คล้ายกับแดนมากทีเดียว “แต่น่าเสียดายค่ะ คุณปู่จากไปหลังจากแต่งงานกับย่าได้เพียงสองปี ฉันเลยได้แต่ฟังเรื่องของปู่จากที่ย่าเล่า” หลานสาวของหญิงชราบอกเล่าเรื่องราวในอดีต

“คุณใจดีกับฉันมากจริง ๆ ไมโล” หญิงชราพูดกับรูปถ่ายที่อยู่ในมือเธอ “คุณรับสมอ้างลูกในท้องของฉัน ทั้ง ๆ ที่คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น” น้ำตาของหญิงชราไหลลงมา เสียงพูดสั่นเครือเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ “แต่ก็นะ ถ้าคุณสามารถอยู่กับคนที่คุณรักได้ คุณคงไม่ต้องจากไปแบบนั้น โอ้ว สิ่งที่พวกนั้นทำกับคุณ มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน” หญิงชรายกมือทั้งสองขึ้นปิดหน้า รูปและจดหมายเก่านั้น ตกลงบนพื้น

แดนหยิบรูปกับจดหมายนั้นขึ้นมา เขาค่อย ๆ เปิดมันออกอ่าน เนื้อความในจดหมาย ไมโลเขียนถึงซาย บอกกับซายว่า อยากอยู่กับซายมากแค่ไหน คิดถึงซายมากแค่ไหน และถ้าเป็นไปได้ เขาอยากแต่งงานกับผู้ชายคนเดียวที่เขารัก และอยู่กินด้วยกันอย่างคู่รักคนอื่น ๆ อย่างเปิดเผย

จดหมายฉบับสุดท้ายของไมโล ที่ไม่ได้ส่ง มีคนมาแอบอ่านจดหมายฉบับนี้เสียก่อน และนั่นก็คือเพื่อนร่วมงานที่อู่ซ่อมรถ เพื่อนที่ไมโลไว้ใจ เขาถูกทำร้ายอย่างทารุณจนเสียชีวิต คนพวกนั้นรอดพ้นความผิดที่ตัวเองก่อเอาไว้ เพียงเพราะผู้คนและสังคมในตอนนั้น ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้ ร่างของไมโลไม่เคยถูกพบนับตั้งแต่วันนั้น ย่าของหญิงสาวที่รู้เรื่องไมโลกับซายมาโดยตลอด จึงต้องทนอยู่กับความเศร้ามาตลอดชีวิต

บ้านไม้หลังเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ข้างหลัง แดนก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน ภาพในวันนั้นพุ่งกลับมาทันทีที่เขาอยู่ภายในบ้าน ไมโลที่บาดเจ็บสาหัสและกำลังจะหมดแรง พยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองออกจากบ้านหลังนี้ ในใจของเขาอยากจะขอโอกาสสักครั้ง เพื่อมีชีวิตอยู่เจอหน้าซาย ก่อนสิ้นใจ เขาถูกพวกมันลากเขากลับเข้าไป แล้วลงมือสังหารเขา จากความเกลียดชัง จากความไม่เข้าใจ จากสิ่งที่แตกต่างจากตัวเอง

ไมโลแตะนิ้วลงบนกล่องเหล็กเล็ก ๆ ขึ้นสนิมที่วางอยู่บนชั้นนั้น ก่อนจะตะโกนร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขาทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างบ้าคลั่ง คุณปริมเองก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ที่เห็นลูกชายเป็นแบบนี้ เธอสลดใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับไมโล ที่แดนเชื่อว่า คือตนเองเมื่อชาติที่แล้ว เพราะทุกอย่างมันคลิกกันไปหมด แถมแดนยังบอกรายละเอียดของเรื่องราวชีวิตของไมโล ให้หลานสาวของหญิงชราฟัง และนั่นทำให้เธอถึงกับต้องอ้าปากค้าง เพราะเรื่องเหล่านั้น เธอได้รับฟังมาจากย่าของเธอเช่นกัน

“ยังไง รู้จักกันแล้ว ก็แวะมาได้บ่อย ๆ นะคะ น้ายินดีต้อนรับแดน พี่ปริมด้วยนะคะ” หญิงชาวไทยเจ้าของบ้านกล่าวกับทั้งสองคน เมื่อแดนและแม่ขอตัวกลับก่อน “เห็นแดนแล้ว น้าก็คิดถึงลูกชายน้า ที่เมืองไทย รายนั้นนะ ชวนมาอยู่ด้วยกันที่นี่ก็ไม่ยอมมา ดื้อเหลือเกิน นี่ก็กำลังจะเรียนจบ อยากจะหาอะไรทำที่โน่น นี่ไง ลูกน้า ชื่อเอิง” หญิงเจ้าของบ้านโชว์รูปลูกชาย บนโทรศัพท์มือถือของเธอให้แดนดู

ภาพชายหนุ่มหน้าหวานในรูป ทำให้แดนถึงกับตาค้าง ใจเต้นระรัว นี่คือรูปของคนที่มักจะทาบขึ้นมาซ้อนกันพอดี กับใบหน้าของซาย ที่เขาเห็นในความฝันเสมอ แม้ทั้งสองจะหน้าตาไม่เหมือนกันเลย แต่ความที่โทนหน้านั้น มีความหวานเหมือนกัน แดนจำได้ติดตา และเมื่อได้เห็นรูปของเอิง ความรู้สึกที่ไมโลมีต่อซาย มันก็ถูกถ่ายเทคืนกลับมาให้แดน ด้วยความรู้สึกของเขากับเอิง ไม่ต่างกันเลย



***********************

https://www.youtube.com/watch?v=8FkGFLrMFDA

เวลาที่ล่วงเลยนั้นทำให้คนเปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งในใจยังไงก็ไม่เปลี่ยน ก็คือความรักที่มีต่อเธอ จะมั่นคงอย่างนี้เหนือกาลเวลา มากยิ่งกว่าอะไร ต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้ ไม่มีวันจะแปรหรือน้อยลงไปตามเวลา ถึงแม้บางครั้งชีวิตต้องเจออะไรกระหน่ำ แต่ก็ไม่เคยทำให้รักเราเปลี่ยนแปลงไป คนเราถ้าคู่กันไม่ว่าอะไรเปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งในใจยังไงก็ไม่เปลี่ยน ก็คือความรักที่มีต่อเธอ จะมั่นคงอย่างนี้เหนือกาลเวลา มากยิ่งกว่าอะไร ต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้ ไม่มีวันจะแปรหรือน้อยลงไปตามเวลา ถึงแม้บางครั้งชีวิตต้องเจออะไรกระหน่ำ แต่ก็ไม่เคยทำให้รักเราเปลี่ยนแปลงไป แม้จะต้องรอไม่รู้ว่านานเพียงใดก็จะไม่ท้อ เพียงมีเธอก็พร้อมสู้ต่อไป ทางจะไกลแค่ไหนก็อดทน เพื่อให้ถึงในวันหนึ่งที่มันเป็นของเรา ต่อให้นานเพียงใดรักแท้ก็ยังคงเป็นรักแท้ ไม่มีวันจะแปรหรือน้อยลงไปถ้ารักกันจริง ถึงแม้บางครั้งชีวิตต้องเจออะไรกระหน่ำ แต่ก็ไม่เคยทำให้รักเราเปลี่ยนแปลงไป ฉันรักเธออย่างไรก็รักไม่เปลี่ยนใจเลย จะหยุดใจลงเอยที่เธอคนเดียวจนตาย

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๒.



ปัตนิ - ศุภะ (คู่ครองครองคู่)



“อ้าว ทำไมวันนี้ถึงได้กลับถึงบ้านเร็วนักล่ะลูก” ยายของเขาถามขึ้น เมื่อเห็นซื่อหนานเดินเข้าบ้านมา “เพื่อนมาส่งน่ะจ้ะยาย” ซื่อหนานตอบ ก่อนจะเดินไปหาหญิงชราที่นั่งบนแคร่ ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูนัก “เพื่อนมาส่ง” ผู้เป็นยายนึกสงสัยกับคำตอบของหลายชาย

“เขานั่งแท็กซี่มาส่งจ้ะยาย” ซื่อหนานตอบไปตามความจริง ก่อนจะเห็นสีหน้าของยายเปลี่ยนไป หญิงชราเลื่อนตัวหันเข้าหาหลาน “ซื่อหนาน” เสียงเรียกของยายเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสมอ “ฟังนะยายลูก” หญิงชราเริ่มต้นพูดช้า ๆ “น้ำใจของเพื่อนเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเพื่อนมีน้ำใสใจจริงให้เรา แล้วเราจะรับเอาไว้ มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราเองก็อย่าลืมว่า เมื่อเรามีน้อยกว่าเขา เราต้องระวังตัวให้มากกว่าเขา” ซื่อหนานตั้งใจฟังที่ยายสอน

“เราต้องระวัง อย่าไปติดใจกับความมีมากกว่าของเพื่อน ทำตามที่เพื่อนทำไปเสียทุกเรื่อง เพราะมันจะเป็นที่เรา ที่ต้องเดือดร้อน เมื่อทำทุกอย่างไม่ได้เท่าเขา ยิ่งถ้าเขาทำเพื่อต้องการอะไรบางอย่าง ระวังไว้นะลูก ว่ามันอาจจะเกินกำลังที่เราจะตอบแทนน้ำใจคืนเขาได้” ธนภพที่แอบฟังอยู่ด้านนอกประตู เผยยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เพราะรู้สึกเหมือนกำลังโดนผู้อาวุโสจับได้ถึงเจตนาแฝงที่มี

ใช่อย่างที่คุณยายพูดจริง ๆ วันนี้ตอนเลิกเรียน ฝนทำท่าจะตก และซื่อหนานก็ยืนยันว่าจะนั่งรถเมล์กลับ ธนภพก็ไม่รู้ว่าจะชักแม่น้ำทั้งห้ายังไงดี เพื่อให้ซื่อหนานยอมนั่งรถไปกับเขา เพราะเพิ่งเป็นเพื่อนกัน เข้าเรียนปีหนึ่งกันทั้งคู่ ก็เลยต้องโกหกว่า รถของเขาเสีย เอาไปซ่อมที่อู่รถ ไหน ๆ จะต้องเสียค่าแท็กซี่ไปรับรถแล้ว ก็เลยไปส่งซื่อหนานด้วยเลยแล้วกัน

ซื่อหนานลังเลอยู่นานกว่าจะตอบตกลง สุดท้ายแล้วฝนก็ไม่ตก แถมรถก็ไม่เสีย ดีนะ ที่ซื่อหนานยอมที่จะไม่เชื่อเขา เลิกยืนกรานว่า จะให้เขาไปรับรถก่อน ไม่อย่างนั้น เขาจะไปรับรถจากอู่ไหนกันได้เล่า เกือบโดนจับได้ว่าโกหกแล้ว กับการอยากรู้ว่า บ้านของอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน

“หนานขอโทษจ้ะยาย” ซื่อหนานเอนตัวเข้ากอดเอวของยายเอาไว้ “ต่อไปหนานจะระวังมากกว่านี้” ผู้เป็นยายลูบหัวลูบหางหลานชายอย่างที่เคยทำมา เพื่อบอกถึงความรักและความหวังดีกับหลานคนนี้เสมอ “แม่เราน่ะ ตั้งแต่ตอนท้องเรา ยายได้ยินแม่เขาพูดเสมอว่า แม่เขาอยากเลี้ยงเราให้ดี ตามคติสี่คุณธรรม” ยายนั้นเล่าให้ซื่อหนานฟัง เกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อย ๆ

“ศีลธรรม ปิยวาจา อรรถจริยา และฝีมืองานบ้านการเรือน” ซื่อหนานทวนสิ่งที่แม่ของเขาฝากเอาไว้จนขึ้นใจ “ของเหล่านี้นะลูก จะทำให้ตัวเรามีวิธี มีลู่ทาง ในการใช้ชีวิตได้อย่างดี ใครเจอก็นึกรัก นึกเอ็นดู มีเมตตากับเรา ทำไว้ไม่เสียหลาย ความมีคุณค่าในตัวเองมันสำคัญ เรามีน้อยในวันนี้ ไม่ใช่ว่าเราจะมีเพิ่มเติมในวันข้างหน้าไม่ได้ แค่อย่าให้อะไร มาทำให้คุณค่าในตัวของเราลดน้อยลงก็พอ” ธนภพพอจะเห็นภาพแล้วว่า ซื่อหนานได้รับการอบรมเลี้ยงดู และเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

“แล้วนี่ไปเรียนได้ไม่กี่วัน มีเพื่อนใหม่แล้วรึเนี่ย” ยายถามด้วยรอยยิ้ม รู้สึกยินดีที่หลานมีเพื่อนกับเขาบ้าง “แถมใจดีด้วย” ธนภพฉีกยิ้มเมื่อได้ยินผู้ใหญ่ชม ซื่อหนานคิดถึงตอนที่ภพเอ่ยทักในวันเปิดเทอม ที่เขาคงดูเงอะ ๆ งะ ๆ ไม่รู้ทิศรู้ทาง

ธนภพเอง ตอบไม่ได้ว่ามันเป็นรักแรกพบอย่างที่เขาว่ากันมั้ย เพียงแต่ ตอนที่เห็นรายชื่อนักศึกษาเข้าใหม่ ซื่อหนาน ชื่อนี้ทำให้เขาอยากรู้ว่าเป็นคนไหน และเมื่อเห็นหน้าแล้ว อยู่ ๆ เท้ามันก็ออกเดินนำไป และปากก็เอ่ยทักคำว่าสวัสดี ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้น เขาเขินมาก ว่าถ้าซื่อหนานจะจับน้ำเสียงที่สั่น ๆ ของเขาได้แล้วล่ะก็ คงจะรู้ว่า ใจของเขาตอนนั้น เต้นรัวมากยิ่งกว่า

“อีกหน่อย เราก็คงจะไปทำกับข้าวให้แฟนกิน” ผู้เป็นยายลูบหน้าหลานชาย ผู้อาวุโสเองก็หวังใจว่า ซื่อหนานของยาย จะเจอกับรักที่ดี ๆ ไม่เหมือนกับแม่ของเขา “หนานจะทำไข่พะโล้ให้ยายกินคนเดียว” ซื่อหนานพูดจบก็หอมแก้มยายฟอดใหญ่ “แก้มเหี่ยว ๆ ของยาย จะไปสู้อะไรใครเขาได้” ยายพูดหยอกซื่อหนาน ก่อนจะเห็นรอยยิ้มอันสดใสของหลานชายเผยออกมา

“เหี่ยว ๆ แบบนี้แหละ หอมที่สุดแล้ว” ซื่อหนานรักยายของเขามากที่สุด ยายคือดวงใจของเขา ถ้าไม่มียาย ที่แม้แต่สายเลือดก็ไม่ใช่ ชีวิตของเขาคงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ ซื่อหนานรักแม่ของเขา ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอหน้าแม่สักครั้ง แต่ยายจ๋าสอนเสมอ ให้รักและเคารพหญิงผู้ให้กำเนิดเสมอ ความรักจะนำเราไปในที่ที่ดี ยายสอนให้ซื่อหนานเชื่อแบบนั้น ธนภพอยู่ ๆ ก็เกิดอิจฉาผู้อาวุโสขึ้นมา กับการหอมแก้มของซื่อหนาน

“ไอ้ภพ นี่มึงตามอาหนานไปถึงบ้านเลยเหรอ ไอ้โรคจิต” หนึ่งในเพื่อนของภพตะโกนด่าขึ้นมา หลังจากที่ภพเล่าเรื่องมาถึงตรงนี้ “ก็กูไม่รู้ว่าจะทำยังไงนี่หว่า” ธนภพท้วง ทำหน้าสำนึกผิดไม่ทัน ที่โดนเพื่อนคนอื่น ร่วมรุมประณามด้วย “มึงก็บอกอาหนานไปว่า ขอไปส่งที่บ้านหน่อยคร้าบ อย่างนี้ไง” อีกคนทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ประหนึ่งเป็นธนภพเสียเอง

“ใครจะไปกล้าวะ ถ้ากูกล้าขนาดนั้น พวกมึงคิดว่า กูจะรอจนจะเรียนจบอย่างนี้เหรอวะ” ธนภพพูด เพื่อน ๆ ที่พากันยี้เขาก่อนหน้า กลับต้องยอมรรับว่า ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลพอรับฟังได้อยู่ “กูกลัวไปหมด กลัวพวกมึงไม่เข้าใจกู กลัวที่บ้านกูรับไม่ได้ และก็ที่สำคัญ กูกลัวอาหนานไม่รักกู” ธนภพจำได้ดีว่า ในเวลานั้น เขากังวลไปหมด กลัวว่าทุกอย่างที่เขาหวังเอาไว้ จะล้มเหลวพังทลายลงมาพร้อม ๆ กัน

“แต่ทำไม ในกลุ่มมีกันตั้งหลายคน แต่ไอ้เอ็มมันถึงรู้ก่อนพวกกูได้ล่ะ” เพื่อนอีกคนในกลุ่มถามขึ้น ทุกสายตาตอนนี้เลยเบนไปที่เจ้าของชื่อ “เพราะกูเห็นตัวอย่างมาก่อนไง กูเห็นพฤติกรรมไอ้ภพ ที่อะไร ๆ ก็อาหนาน กูก็เลยตัดสินใจถามมันไปตรง ๆ พวกมึง” เอ็มหยุดพูดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“เรื่องนี้มันใกล้ตัวกูมาก กูเห็นจากเคสพี่อันน์ พี่กูเอง กูรู้ดี ว่าพี่กูต้องผ่านอะไรบ้างด้วยตัวคนเดียว กว่าจะทำให้คนยอมรับ กูก็เลยไม่อยากให้ไอ้เพื่อนที่แสนดีอย่างไอ้ภพของพวกเราเนี่ย คิดว่าโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจมัน” เอ็มอธิบายให้เพื่อนฟัง และเป็นที่เอ็มนี่เอง ที่ช่วยให้เพื่อนทุกคนในกลุ่มยอมรับเรื่องข้อดีข้อเสียของเพื่อน มองข้ามรสนิยมที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ที่จะคบกันเป็นเพื่อน

“ไอ้ภพ มึงแผนเยอะขนาดนี้ อย่าบอกนะ ว่าตอนปีสอง เรื่องจัดกลุ่มทำรายงาน ก็ฝีมือมึงอีก” เพื่อนทุกคนหันขวับกลับมามองธนภพอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ สามารถเบนเข็มไปทางเจ้าเอ็มได้แล้วแท้ ๆ เชียว “ที่อยู่ ๆ อาจารย์ห้องเรา ก็มาบอกว่า ต่อไปให้ไอ้ภพเป็นคนจัดกลุ่ม แบ่งกลุ่มให้กับเพื่อนในห้องอ้ะนะ” อีกคนก็เพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้เช่นกัน ธนภพได้แต่ยิ้มแหย ๆ ช่วงนี้ดวงเรื่องเพื่อนของเขาน่าจะแย่ เพราะไอ้พวกนี้มันจับผิดเขาได้เยอะเกินไปแล้ว

“กูว่านะ ตอนปีหนึ่งเทอมสองแน่ ๆ ล่ะ ที่มีวิชาเรียนรวม แล้วไอ้เด็กหน้าหล่อสถาปัตย์นั่น มันมาเรียนด้วย ใช่มั้ยมึง ไอ้ภพ ไหน มึงมีอะไรแก้ตัวมั้ย มึงว่ามา” ธนภพได้แต่ทำหน้ายิ้มแหย ๆ พูดไม่ออก คาบเรียนนั้น เขาจำได้ดี เขากำลังจะหันไปบอกซื่อหนานว่า รายงานวิชานี้ ซื่อหนานอยู่กับเขานะ

แต่เพียงเสี้ยววินาที ที่คิดจะทำนั้น สิ่งที่ธนภพเห็น คือไอ้หนุ่มถาปัตย์ เอามือมาจับแขนของซื่อหนาน แล้วพูดเสียเสียงดังว่า จองซื่อหนานแล้ว ธนภพโกรธควันแทบออกหู แต่ไม่รู้จะพูด ไม่รู้จะห้ามยังไงดี จะอ้างสิทธิ์อะไรไม่ให้ซื่อหนานคบไม่คบกับใคร แถมไอ้เด็กถาปัตย์อะไรนี่ ยังลากแขนซื่อหนานไปลงชื่อกับอาจารย์ที่หน้าห้อง เสียเรียบร้อยเสร็จสรรพ

เทอมนั้นทั้งเทอม ธนภพหงุดหงิดกับการเข้าเรียนวิชานี้เสมอ ยิ่งเห็นซื่อหนานให้ความสนิทสนม เป็นกันเองกับเพื่อนใหม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาโมโห ยังดี ที่ไอ้เด็กนั่นอยู่ ๆ ก็ต้องย้ายที่เรียนกะทันหัน หลังจากนั้น ธนภพเลยไปขอพบอาจารย์ ว่าเขาจะขอจัดการเรื่องคู่และกลุ่มรายงานนี่เอง

“แม่คร้าบ ลูกแม่ร้ายมากคร้าบ” เอ็มตะโกนฟ้องคุณนุจรี ที่ก็ได้ฟังลูกชายกับเพื่อนคุยกัน “ผมไม่น่าช่วยมันคิดแผนดูตัวเล้ย” เอ็มส่ายหัวให้กับธนภพ เพื่อนทั้งกลุ่มหัวเราะชอบใจกันเสียงดัง คุณนุจรีมองเห็นมิตรภาพของเพื่อน ที่ส่งผ่านออกมาจากกลุ่มเพื่อนของลูกชาย เธอก็เบาใจลงไปได้มาก

สิ่งที่เธอเป็นกังวลมากที่สุด ในฐานะคนเป็นแม่ คือลูกชายของเธอจะถูกทำร้าย ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม ความไม่เข้าใจในคนอื่น ในสิ่งที่คนอื่นเป็น สามารถนำพาความคิดให้คนเราทำร้ายกันได้อย่างป่าเถื่อนโหดร้าย อีกอย่างหนึ่งนั้น หนึ่งหนุ่มที่อยู่กำลังง่วนอยู่ในครัวตอนนี้ คุณนุจรีเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในชีวิตของธนภพ ทั้งกลุ่มนั้น เรียนจบกันหมด รับปริญญากันแล้ว พร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเป็นและต้องการ แตกต่างกันไป ความทรงจำในสมัยเรียน คือสิ่งที่เป็นฐานเอาไว้ให้เด็กเหล่านี้ระลึกถึง และรวมใจกันเป็นกลุ่มก้อน

“ภพครับ” ซื่อหนานที่เยี่ยมหน้าออกมาจากครัว เรียกแฟนของตัวเอง “จ๋า” ธนภพตอบรับเสียงหวาน “มาช่วยหนานในครัวแป๊บนึงสิครับ” ซื่อหนานพูดเสร็จก็ผลุบกลับเข้าครัวไป “จ๋า จ๋าว่ะ” เพื่อน ๆ ต่างทำหน้าไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน “ตรงตามตำราเป๊ะ ไอ้ภพกลัวเมีย” ธนภพหันมาชี้หน้าเพื่อนเรียงตัว ว่าเดี๋ยวเขาจะจัดการกับไอ้เพื่อนพวกนี้ เรียงตัว

“ไหน หนานจะให้ภพช่วยอะไร” ธนภพเดินมายืนชะโงกหน้าชะโงกตา อยู่ด้านหลังซื่อหนาน “ได้ยินว่า ภพแผนเยอะเลยนะครับ” ซื่อหนานที่หันหน้ามาจากแกง ที่เขากำลังทำอยู่ ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ซวยล่ะ ธนภพรู้แล้วว่าซื่อหนานได้ยินเข้าแล้ว “พะโล้อาหนานเนี่ย หอมจังเลย” ธนภพทำเฉไฉ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าใกล้กับใบหน้าของซื่อหนาน พลางทำจมูกสูดความหอม ฟอดใหญ่หลา ๆ ครั้งติดกัน ก่อนจะเห็นซื่อหนานยิ้มออกมา เขารู้ดีว่า อาหนานของเขาโกรธเขาได้ไม่นานหรอก

“พะโล้แบบโบราณ ใส่สามเกลอ ไม่ใส่เครื่องยาจีน ไม่ใส่ซีอิ๊วหวาน ใช้น้ำตาลปึกเคี่ยวแทน อย่างที่ภพชอบไงครับ” ซื่อหนานบอกกับภพ “ชิมให้หน่อย” ซื่อหนานบอกกับธนภพ “ได้เหรอ ตอนนี้เลยเหรอ” ธนพทำสายตากรุ้มกริ่มใส่แฟนของตัวเอง “ชิมพะโล้ครับ” ซื่อหนานพูด พยายามซ่อนยิ้มแต่ก็ทำได้ไม่ได้นัก “ก็ยังดี” ธนภพทำท่าทะเล้นใส่คนรัก ก่อนจะชิมน้ำแกงโดยสบตากับคนทำไปด้วย

“อร่อยจัง” ธนภพไม่รู้ว่า ทำไมก่อนหน้านี้ การจ้องหน้าหรือสบตากับซื่อหนาน ถึงเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด อย่าว่าแต่จะแอบแต๊ะอั๋ง อีกฝ่ายแบบนี้เลย ทั้ง ๆ ที่ความต้องการนั้นพลุ่งพล่าน แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินซื่อหนาน เขากลัวว่าจะเสียซื่อหนานไปตลอดกาล จนเมื่อมันคงมาถึงเวลาสุกงอม แบบที่ผู้เฒ่าผู้แก่ว่าไว้แต่เก่าก่อนกระมัง ทุกอย่างจึงทำให้เขากับคนรัก ตกล่องปล่องชิ้นกันได้โดยบริบูรณ์

“ยายขอฝากอาหนานกับภพด้วยนะลูก หนักนิดเบาหน่อย อภัยให้กัน อาหนานมันไม่มีใครที่ไหน หมดยายไป ก็จะเหลือแต่ภพละนะ อย่าทอดทิ้งหลานยายนะลูกนะ” วันที่ธนภพพาพ่อกับแม่ไปที่บ้านของซื่อหนาน เพื่อทำพิธียกน้ำชาให้กับคุณยาย “ผมสัญญาครับยาย ผมจะดูแลอาหนานเป็นอย่างดี ผมขอบคุณยายนะครับ ที่ไว้ใจผมให้ดูแลอาหนาน”

ภพส่งถ้วยน้ำชาให้ยาย ก่อนจะก้มลงกราบที่ตักของผู้อาวุโส เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับซื่อหนาน เขาดีใจที่มีวันนี้ วันที่เขาสามารถอยู่กับคนที่เขารักได้อย่างเปิดเผย โดยมีครอบครัวให้พร และมีเพื่อน ๆ ให้กำลังใจ และมีซื่อหนานเป็นพละกำลังให้เขาในทุก ๆ วัน

“โอ๊ย แม่ครับ ไอ้ภพมันใช้แรงงานพวกผมหนักมาก พวกผมต้องการค่าแรง แม่ต้องเลี้ยงข้าวพวกผมแล้วล่ะครับ” เสียงเพื่อน ๆ ของภพทำเนียนจะขอข้าวกินฟรี “ขนาดนั้นเลยเหรอ” คุณนุจรีพูดกลั้วหัวเราะ “เอ้า ๆ มา ๆ แม่เลี้ยงข้าวพวกเราเอง” คุณนุจรีเรียกเพื่อน ๆ ของลูกชายให้มานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน

“พะโล้มาแล้ว” ซื่อหนานบอกกับเพื่อน ๆ ขณะวางชามพะโล้ลงบนโต๊ะ เพื่อนทั้งหมดเรียกหาข้าวสวยกัน เพราะว่าตอนนี้ท้องร้องเสียงดังโครมครามไปหมดแล้ว “มีน้ำพริกกะปิ ปลาทูกับชะอมทอด ผักสด ผักลวก” ซื่อหนานบอกกับทุกคน เมื่อธนภพวางกับข้าวเพิ่มเติมบนโต๊ะ “เต็มที่เว้ยพวกมึง กินไม่อิ่ม พวกมึงไม่ต้องมาร้านกูอีก” ธนภพเปิดความป๋าใส่เพื่อน

“ไอ้ภพ มึงพูดเหมือนไม่รู้จักเพื่อน ๆ มึง” เอ็มพูดก่อนจะส่งผักสดจิ้มน้ำพริกใส่เข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆ “ไม่พอบอกเราได้นะ” ซื่อหนานบอกกับเพื่อน ๆ ซึ่งตอนนี้ดูจะไม่ฟังอะไรแล้ว “อาหนาน พักได้แล้ว” ธนภพพูดกับซื่อหนานอย่างอ่อนโยน พลางดึงตัวอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ ๆ “ไอ้ภพ ไอ้พ่อบ้านใจกล้า” เสียงเพื่อน ๆ เอ่ยปากแซวเมื่อเห็นธนภพทำหวานใส่แฟน

“วันนี้วันหยุดร้านกู พวกมึงยังมาใช้แฟนกูทำกับข้าวให้ ยังมาขอข้าวแม่กูแดกอีก พวกมึงอย่ามาแซวกูมาก เดี๋ยวกูก็เปลี่ยนใจซะเลย” ธนภพโวยวายด่าเพื่อน เสียงเฮฮาดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ซื่อหนานกลับเข้าไปในครัว เตรียมสำรับน้ำพริกและไข่พะโล้ เพื่อเอาไปให้ยายคุณนุจรีฝากส้มให้ซื่อหนานเอาไปให้ยายด้วย เพราะรู้ว่ายายชอบ

ตอนนี้ร้านอาหารของภพและซื่อหนาน กำลังดำเนินไปด้วยดี มีกำไรมากพอ จะต่อเติมร้านและถือโอกาสทำห้องให้ยายด้วย เพื่อให้ยายย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ ด้านหน้าก็เป็นร้านอาหาร มีเนื้อที่รับลูกค้ากว้างขวาง ส่วนด้านหลังก็เป็นที่อยู่อาศัย คุณนุจรีก็มาช่วยดูลูกค้าระหว่างวัน ส่วนคุณพ่อของธนภพ ผู้ออกทุนทำร้าน ก็ยกร้านนี้ให้ทั้งคู่ เป็นของขวัญแต่งงาน

เวลาเรือนปัตนิและเรือนศุภะมาครองกัน คนเราแต่งงานแล้วมักจะตั้งตัวได้ มีทรัพย์สินพอกพูน ได้คู่ชีวิตเป็นถิ่นเป็นฐาน มีชีวิตและฐานะมั่นคงแข็งแรง ยิ่งถ้าดาวศุกร์ ๖ ที่มีความหมายเกี่ยวกับความรักเป็นมหาอุจด้วยแล้ว เรื่องทรัพย์เรื่องรักย่อมมีอิทธิพลแก่คู่นั้น ๆ



*****************************

https://www.youtube.com/watch?v=qXji_FykSKc


เธอรู้ไหม ว่าเธอคือคนคนเดียวที่สำคัญ

เธอได้ทำให้ชีวิตฉันมีความหมาย

เธอรู้ไหม ว่าฉันมีคำคำหนึ่งในหัวใจ

เก็บเอาไว้ในใจเรื่อยมาไม่กล้าบอกเธอ

ฉันก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

เจอหน้าเธอทีไรมันพูดไม่ออกซักที

ตอนที่คิดในใจ มันง่ายกว่านี้

เป็นอย่างนี้ได้ยังไง

แค่คิดถึงคำนั้น ใจมันก็เต้นรัว

กลัวว่าเธอไม่คิดอย่างฉัน

ได้แต่เขียนเก็บเอาไว้ ใจความสำคัญ

รักแต่ไม่กล้าบอกว่ารัก

เธอรู้ไหม ฉันได้แต่คอยนับคืนนับวัน

อยากบอกความในใจของฉันให้เธอเข้าใจ

เธอรู้ไหม ฉันเตรียมถ้อยคำดีดีไว้มากมาย

แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงสักที

แค่คิดถึงคำนั้น ใจมันก็เต้นรัว

กลัวว่าเธอไม่คิดอย่างฉัน

ได้แต่เขียนเก็บเอาไว้ ใจความสำคัญ

รักแต่ไม่กล้าบอกว่ารัก

ได้แต่เขียนเป็นจดหมาย

เพราะรู้ว่าง่ายกว่า สบตาแล้วบอกว่ารัก

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

๑๓.



ตนุ - มรณะ (ตัวตนบนความเปราะบาง)





ประตูไม้นั้นถูกเท้ายันเอาไว้ ให้เปิดอ้าออก ก่อนจะมีเสียงจานสังกะสีตกลงบนพื้น ด้าจก์ซายลืมตาขึ้นจากแสงที่ลอดเข้ามาตามรอยแตกของไม้กระดาน เขาดันตัวขึ้นจากพื้น บริเวณที่ใช้นอน กะพริบตาอยู่หลายที เพื่อปรับสายตาให้มองเห็นภาพเบื้องหน้า เมื่อเวลาส่วนใหญ่ ซายต้องอยู่แต่ในความมืด จานสังกะสีที่ตกอยู่ตรงหน้า มีข้าวผสมน้ำเหลืออยู่ติดจานน้อยกว่าครึ่ง ที่เหลือกระเด็นตกอยู่รอบ ๆ

ซายใช้มือกวาดเศษข้าวบนพื้นขึ้นใส่จานให้ได้มากที่สุด ก่อนจะหยิบมันใส่เข้าปากรีบเคี้ยวกลืนลงคอ ซายกำลังหิวโซ เนื่องจากอาหารที่ให้ ไม่ได้มีเวลาแน่นอนตายตัว เมื่อไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะมีข้าวตกมาถึงท้องอีก การทำให้ท้องอิ่มจึงเป็นไปตามสัญชาตญาณ คนที่เอาอาหารมาโยนนั้น สบถหยาบคายอะไรบางอย่างใส่ซาย ก่อนจะเดินถือโซ่คล้องออกไปที่ด้านนอก

ที่หน้าประตูห้องขังเดี่ยวนั้น นายทหารหนุ่มไทยยืนมองเข้ามาอย่างเงียบ ๆ คนที่ถูกขังอยู่ข้างในเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง ร่างกายผ่ายผอมลงไปมาก จากเมื่อตอนที่ได้พบกันในป่าวันนั้น กับเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ซายเงยหน้าจากจานข้าว มองไปที่ประตู เขาเห็นนายทหารหนุ่มคนนั้น ในวันนั้น

แมทรู้สึกเกลียดตัวเอง ที่ต้องตัดใจวิ่งจากมา โดยมีซายยืนมองนายทหารชาวอังกฤษคนนั้น วิ่งหายเข้าลับแนวต้นไม้หนาทึบนั้นไป ซายน้ำตาไหลลงมาอาบทั้งสองแก้ม ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจ ประดังประเดถาโถมเข้าใส่จนรับมือกับมันไม่ไหว ซายหันหลังกลับมา ก็เจอนายทหารไทยยืนรอเขาอยู่แล้ว

ซายพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล แต่มันก็ทำไม่ได้ ในใจตอนนี้เจ็บไปหมด หัวสมองตื้อตัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาต่อจากนี้ นายทหารหนุ่มมองมาที่ซายด้วยใบหน้านิ่ง เรียบเฉย มีทหารแดนอาทิตย์อุทัยจำนวนมาก วิ่งตามกลุ่มทหารอังกฤษเข้าไปในป่าลึก ซายเห็นนายทหารญี่ปุ่นยศสูงกว่าคนหนึ่ง มาหยุดจ้องหน้านายทหารหนุ่มไทย ด้วยสายที่ไม่เป็นมิตรนัก

“เอาตัวไป” จนนายทหารไทยต้องออกคำสั่งทหารที่เขานำมา เข้าควบคุมตัวซาย ซายถูกผลักจนกระเด็นไปข้างหน้า ด้วยไม่ทันระวังตัว ขาทั้งสองจึงขัดกันเองจนล้มหน้าทิ่มลง ทหารต่างภาษาส่งเสียงด่าดังลั่น ก่อนจะใช้เท้ายันเข้าที่ท้องของซาย พลางทำท่าให้ซายลุกขึ้นโดยเร็ว นายทหารหนุ่มไทยมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เขาขบกราม กำหมัดแน่น

“ผู้กองภาคย์ หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นนะ” เสียงนายทหารต่างชาติ พูดภาษาไทยด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ “ครับท่าน” ภาคย์รับคำสั่ง ก่อนจะเห็นซายหยัดตัวขึ้นยืน แม้จะเจ็บจนจุกไปหมด หายใจแทบไม่ออก แต่ซายก็ฝืนเดินต่อไป ใบหน้ายังคงเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ผ้าที่ใช้โพกหัวคลายปมของมันจนหลุดลง เผยให้เห็นผมยาวดำขลับของซาย ที่ม้วนเป็นมวยผมไว้ด้านหลัง

“คนพวกนี้ ไม่มีเหตุผลให้กองทัพที่เกรียงไกรต้องปรานี มันจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม” ผู้กองภาคย์รู้ดีว่า นี่เหมือนเป็นคำสั่งโดยตรงมาถึงเขา เมื่อพิจารณาแล้ว ตัวเล็กแบบนี้ จะอยู่รอดไปได้อีกสักกี่วัน กับวิธีปฏิบัติที่ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมที่ผู้กองเคยได้เห็นมา

เมื่อมาถึงค่าย ซายถูกโยนลงไปนอนกองกับพื้น ผ้กองภาคย์พูดทักท้วงว่า เมื่อเป็นคนพื้นที่ ก็ต้องให้ทางไทยเป็นผู้จัดการ แต่คำทักท้วงนั้นไม่เป็นผล ทหารเหล่านั้นพูดเป็นภาษาไทยด้วยความกระท่อนกระแท่น ให้ผู้กองภาคย์ไปเสียให้พ้น วิธีการจัดการคนอย่างซาย เป็นเรื่องของพวกเขาเอง โดยยกเอานายพล ที่ออกคำสั่งกับผู้กองภาคย์ก่อนหน้านี้ ขึ้นมาอ้าง ผู้กองภาคย์ทำได้แค่เพียงเดินออกมาจากที่ตรงนั้น

ซายลากเท้าที่มีโซ่ล่ามข้อเท้าเข้ามาใกล้ตัว เขานั่งอยู่ตรงนี้ตามลำพังมาครู่ใหญ่ ๆ จนได้ยินเสียงที่ด้านนอกห้อง มีทหารต่างชาติสามคนเดินเข้ามา ทั้งหมดหน้าแดงก่ำไปด้วยฤทธิ์เหล้าต้ม ทั้งหมดมองมาที่ซายด้วยสายตาแปลก ๆ ซายขยับตัวไปทางด้านหลัง แต่ก็ต้องพบว่า มันมีที่เหลืออยู่ไม่มาก และตอนนี้หลังของเขาชนเข้ากับผนังห้องแล้ว

หนึ่งในจำนวนนั้น เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ซาย เขาขยับหนี ก่อนที่อีกคนจะเดินมาดึงตรวน แล้วลากซายให้ออกห่างจากผนัง ซายร้องออกมา ทั้งตกใจทั้งกลัว เมื่อตัวของเขาล้มลงนอนหงายกับพื้น มือใครอีกคนยื่นมาปลดมุ่นผมของเขาออก ผมของเขาแผ่สยายออก เสียงคำรามในลำคอ ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ดังขึ้นรอบ ๆ ตัวของซาย

ซายร้องออกมา พยายามขยับตัวหนี แต่มีสองมือมาจับไหล่ของเขากดลงกับพื้น อีกสองมือจับเข้าที่ข้อเท้าของเขา ซายส่งเสียงร้องสั้น ๆ ออกมา พยายามดิ้นรนให้ตัวเองหลุดออกจากการควบคุมนี้ แต่มันก็ดูจะไม่เป็นผล เสียงหัวเราะชอบใจผสมกับกลิ่นเหล้าและกลิ่นเหงื่อ ที่น่ารังเกียจ ดังอยู่ใกล้ที่ข้าง ๆ หู ซายเบี่ยงหน้าหลบ ก่อนจะมีมืออีกสองมือพยายามจะแก้ผ้าผูกเอวของเขาออก

ซายร้องออกมาจนสุดเสียง น้ำตาไหลพราก พยายามดิ้นจนสุดแรง เพื่อให้พ้นไปจากตรงนี้ แต่ก็เหมือนจะไม่มีใครหลงเหลืออยู่ ให้มาช่วยเขาได้แล้ว ในหัวมีแต่เสียงกรีดร้องว่าไม่เอา นี่มันไม่ใช่ความจริง กับการต้องถูกกระทำย่ำยีกันแบบนี้ ซายถูกเข่าของพวกนั้นกดหน้าเขาลงกับพื้น ข้อมือทั้งสองถูกรวบไปจับไว้ที่ด้านบนศีรษะ ผ้าที่ผูกเอวเอาไว้ กำลังคลายตัวเองออก น้ำตาของซายไหลออกมาเป็นสาย ภาพของนายทหารช่างแมทแล่นเข้ามาให้เห็นจากความทรงจำ

เสียงคลิกของการขึ้นไกปืน ที่ดังขึ้นด้านหลังทหารทั้งสามคน ที่ถูกฤทธิ์น้ำเมาทำให้คิดเลว ต้องหยุดสิ่งที่กำลังพยายามทำอยู่ ปากกระบอกปืนถูกกดลงไปที่หัวของหนึ่งในทหารนั้น ทหารที่แพ้ต่อด้านชั่วของตัวเองหันมามอง ผู้กองภาคย์พูดเตือนว่า ระยะแค่นี้ เขาไม่พลาดแน่ ๆ ทหารพวกนั้น มองไปเห็นทหารไทยอีกสองคน เล็งปืนพร้อม ก็จำต้องยอม ทั้งหมดยอมเดินออกไป แบบไม่โวยวายอะไร

ซายรีบรวบกางเกงที่หลุดลุ่ยของเขาขึ้นมาใส่จนเรียบร้อย ยกเข่าทั้งสองมากอดแนบตัวเองไว้ เหมือนเป็นที่พึ่งให้ได้โล่งใจ ว่าภัยอันตราย มันได้จากไปแล้ว ซายมองไปที่นายทหารหนุ่มไทย ด้วยสายตาขอบคุณ เป็นที่ผู้กองภาคย์ ที่รู้สึกสังหรณ์ใจ รู้สึกไม่ดีอย่างประหลาด จึงได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะเข้ายุติการกระทำของพวกทหารพวกนั้นได้ทัน แต่ผู้กองภาคย์ก็รู้ดี ว่าแค่นี้ยังไม่จบเรื่อง ซายอย่าเพิ่งรีบขอบคุณเขา เขาต้องทำให้เหตุมันเกิด จนเขามีอำนาจควบคุมสถานการณ์ได้

ผู้กองภาคย์กึ่งดึงกึ่งลากซายมาที่หน้าคุกขังเดี่ยว ก่อนจะประกาศให้รับรู้กันจนทั่วค่ายว่า ด้าจก์ซายจงใจทำร้ายเขา และนั่นเป็นความผิดร้ายแรงต่อนายทหารท้องถิ่น เขาจึงมีอำนาจของนายทหารบัญชาการ สั่งคุมขังผู้กระทำผิด จนกว่าจะสาสม ผู้กองภาคย์จำต้องจับตัวของซายโยนเข้าห้องขังไป เพื่อให้สมจริง ส่วนพวกทหารสามคนนั้น นายทหารหนุ่มไทยมั่นใจว่า พวกนั้นไม่กล้ารายงานนายพลของตัวเองอย่างแน่นอน กับสิ่งที่พวกมันตั้งใจจะทำ

เสียงโซ่ล็อกประตูจากด้านนอกเงียบเสียงลง ด้าจก์ซายกลับมาอยู่ในความมืดอีกครั้ง นานแค่ไหนแล้ว เขาเองก็จำไม่ได้ ที่ถูกขังเอาไว้ในนี้ แต่มันเป็นวิธีเดียวที่จะรอดจากน้ำมือทหารพวกนั้นได้ วิธีของผู้กองภาคย์ อย่างน้อยก็ช่วยให้ซาย ไม่เสี่ยงกับพวกเลวชาติชั่วนั่น พอได้กลับมาอยู่ในความมืด ความเงียบและวังเวงในจิตใจก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อไหร่กัน ที่ความทรมานอันยาวนานนี้ มันจะสิ้นสุดลงเสียที

ในคืนนั้น มีเสียงเอะอะด้านนอก ก่อนจะมีเสียงระเบิดลงที่ไม่ไกลกันนัก เสียงหวอแจ้งเหตุดังลั่นสนั่นไปหมด ซายได้ยินคนวิ่งไปวิ่งมาด้านนอก มันดูโกลาหลไปหมด เสียงระเบิดดังขึ้นอีกหลายลูก ก่อนที่บริเวณนั้นจะเงียบลงอีกครั้ง ซายไม่รู้ว่าจะทำยังไง ความเงียบในตอนนี้ น่ากลัวกว่าเสียงอึกทึกก่อนหน้านี้เสียอีก

“รีบออกมา เร็วเข้า” เสียงออกคำสั่ง พร้อม ๆ กับที่ประตูถูกเปิดออกอย่างแรง “เร็วเข้า” ผู้กองภาคย์ส่งเสียงออกไปอีกรอบ ซายยันตัวลุกขึ้น ความรู้สึกประปลกประเปลี้ย แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความหวังอย่างประหลาด ผู้กองภาคย์เดินนำซายผ่านภาพสงครามอันน่าสะพรึงกลัว ไฟที่ไหม้อยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดินปืน กลิ่นน้ำมันคลุ้งอวลอยู่ในอากาศ

ผู้กองภาคย์ฉวยจังหวะ ที่ค่ายนี้โดนโจมตีทางอากาศ จนบรรดานายพลและเหล่าทหารของกองทัพต่างชาติอันเกรียงไกร พากันไปรวมพลกับอีกค่ายที่อยู่ไกลออกไป เขาจึงตัดสินใจรีบมาปล่อยให้ซายเป็นอิสระ

“ขึ้นรถ” ซายอ่านริมฝีปากของผู้กองภาคย์ “ขึ้นมาสิ รออะไร” ผู้กองภาคย์เสียงเข้มใส่ด้าจก์ซายที่กำลังงง ว่าผู้กองหนุ่มไทยจะพาเขาไปไหน พอซายขึ้นไปนั่งบนรถทหารลายพราง ผู้กองภาคย์ก็ออกรถไปในทันที ผู้กองขับรถลุยออกไปตามถนน สภาพดี ก่อนจะลัดเลาะเข้าสู่เส้นทางที่ต้องใช้ความชำนาญในการขับเป็นพิเศษ นายทหารหนุ่มไทยดับไฟหน้ารถลง ตอนนี้ในความมืดมิดของรัตติกาล มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับเสียงหัวใจเต้นแรงเท่านั้น ที่ซายได้ยิน

ด้าจก์ซายลืมตาตื่นขึ้น หลังจากหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย แสงแรกของวันมองเห็นได้อยู่ลิบ ๆ ที่ขอบฟ้าไกล ซายยันกาย ผู้กองที่ขับรถมาตลอดทั้งคืน ดูอิดโรย ผู้กองภาคย์พารถลัดเลาะมาตามทางหินกรวดเล็ก ๆ จนโผล่ออกมาเห็นแม่น้ำด้านหน้า ผู้กองจอดรถไม่ไกลจากริมน้ำ เสียงเครื่องยนต์รถดับลง ผู้กองหนุ่มหันมามองซาย ซึ่งตอนนี้แววตามีแต่ความกังวลใจ ซายเห็นผู้กองลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลัง

“ลงมา” ผู้กองหนุ่มบอกกับเขา “เอานี่ แล้วไปซะ” ผู้กองยื่นย่ามสะพายใบหนึ่งให้ ซายก้มดู ในนั้นมีเสบียงพอให้เขาได้ใช้ไปอีกหลายวัน ซายค่อย ๆ ก้าวลงจากรถ พอจะเข้าใจเจตนาของผู้กองภาคย์แล้วว่า ที่ขับรถมาไกลมากทั้งคืนนี้ เพราะอะไร ซายมองเห็นแพลอยอยู่ในน้ำ ด้านล่างนั้นมีคนรอที่จะช่วยพาเขาข้ามแม่น้ำไปฝั่งด้านโน้น

“แล้วก็นี่” ผู้กองภาคย์ยืนซองจดหมายปึกใหญ่ให้กับซาย เขารับมาถือไว้ในมือ ผู้กองภาคย์พยักหน้าให้ ซายเปิดซองหนึ่งขึ้นดู ด้านในมีรูปแนบอยู่ด้วย ซายหยิบรูปนั้นมาถือเอาไว้ในมือ น้ำตารื้นขึ้นจนล้นไหลอาบแก้ม ซายยกรูปของแมทพร้อมซองจดหมายเหล่านั้นขึ้นแนบเอาไว้ที่กลางอก ก่อนจะปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมา

ความรู้สึกของซายในตอนนี้ มันมีทั้งความเสียใจ ความรู้สึกสุขใจ มีทุกข์ เกิดอิ่มเอม พร้อมอารมณ์หวาดหวั่น และดีใจไปกับอิสระที่ได้รับ อิสระที่จะโบยบินไป ได้รักใครสักคนสมดั่งใจ และที่สำคัญ ใครคนนั้นยังคิดถึง ไม่ได้ลืมกัน

“ฉันช่วยแกได้เท่านี้” ผู้กองภาคย์พูดกับซาย ก่อนจะไล่ให้ซายไปที่แพได้แล้ว ผู้กองหนุ่มไทยเดินกลับมานั่งบนรถ “ฉันอิจฉาความกล้าหาญของแกนะ” ภาพด้านหน้า ซายก้าวลงไปบนแพ ก่อนที่แพนั้นจะค่อย ๆ ถูกดันให้ลอยห่าง ไกลออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ

ลมเย็น ๆ พัดเข้ามากระทบใบหน้าของด้าจก์ซาย น้ำตาที่นองหน้าแห้งลง ซายหันกลับไปมองด้านหลังที่ฝั่งโน้น รถของผู้กองภาคย์ไม่อยู่แล้ว คนแพถ่อกลับไปโดยไม่พูดอะไร เมื่อซายข้ามมาถึงอีกฝั่งหนึ่ง ผืนน้ำล้อแสงแดดระยิบระยับ เมื่อยามสายมาถึง ใบไม้ลู่ไปตามลม ความเงียบสงบโปรยตัวลงมาจนทั่วบริเวณ เมื่อที่ริมน้ำนั้น ว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของสักคน

ชื่อของด้าจก์ซาย คนที่เคยเก็บนำผึ้งป่าไปขาย ค่อย ๆ เลือนหายจากความทรงจำของผู้คน เป็นไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงเสมอ เหมือนกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนมาตั้งแต่แรก ไม่มีใครรู้ต้นกำเนิด ไม่มีใครรู้จุดลงท้าย วันเวลากลืนให้เขากลับไปเป็นส่วนหนึ่งของการลืม ลืมว่าครั้งหนึ่งเคยมีเขาอยู่

ยามที่เรือนตนุหรือเรือนตัวตน ตกมรณะ ความไร้ญาติขาดมิตร ชีวิตที่ไม่มีถิ่นกำเนิด จึงเป็นเรื่องให้พบเห็น เป็นเหตุให้ต้องหลบเร้น ซ่อนตัว โยกย้ายหายจาก และเลือนหายไปจากผู้คน ถ้าเขาจะยังมีตัวตนอยู่ที่ไหนสักแห่ง คงเป็นพื้นที่ในความทรงจำของคนที่ได้พบ ได้รัก ได้ชิดใกล้ เป็นที่ที่พิเศษ มีเพียงแต่เขาและคนที่เขารักเท่านั้น ที่จะรับรู้ได้

ผ่านวัน เป็นเดือน เคลื่อนปี คนที่รอมีภาพของคนที่จากไป ประทับแน่นอยู่ภายในใจ ไม่อาจลบเลือน การรอคอยที่แสนยาวนาน อ้อมอกอันอบอุ่นนั้น ไอรักแนบสนิทที่เคยสัมผัสผ่านกาย ไออุ่นที่ทำทำให้ความรู้สึกหวามไหว ล่องลอย เก็บภาพความทรงจำของใครคนนั้นไว้ ให้หัวใจบันทึกใครคนนั้นเอาไว้ ให้คงอยู่ตรงนี้ ไม่จางหาย

ค่ำคืนใต้พระจันทร์เพ็ญ แมทมองตามร่างเล็ก ๆ ของด้าจก์ซาย กำลังเดินไปที่ริมน้ำ แสงจันทร์นวลต้องผิวสีน้ำผึ้งที่เปลือยเปล่านั้น ซายหย่อนปลายเท้าด้านหนึ่งลงไปในน้ำ ก่อนที่จะปล่อยให้อีกข้างหนึ่งตามลงไป น้ำในคืนนี้ใสเย็น ซายเดินลึกลงไปในลำธาร จนระดับน้ำปริ่มพ้นขึ้นมาที่เหนือสะโพกเล็กน้อย

แมทปลดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของตัวเองลง สาตาของเขาจับจ้องไม่ให้คลาด อยู่ที่ความงามด้านหน้า ที่ทำให้เขาแทบหยุดหายใจ นายทหารหนุ่มชาวอังกฤษ พาร่างของตัวเองลงไปในน้ำ น้ำแม้จะเย็น แต่ความรู้สึกของเขาตอนนี้รุ่มร้อนดั่งไฟ นายช่างหนุ่มเดินตัดกระแสน้ำ มาจนทันคนตัวเล็กกว่าด้านหน้าเขา

แมทมองผมดำขลับที่ถูกรวบขึ้นไปมุ่นเป็นมวยผมไว้ด้านหลัง มีปอยผมเล็ก ๆ บางส่วนรุ่ยลงมา แมทวางมือของเขาลงบนไหล่ทั้งสองข้างของซาย เจ้าของไหล่ตัวสั่นหน่อย ๆ เป็นการปลอบประโลม แมทฝังจมูกลงที่ผมของซาย ดอมดมกลิ่นหอมที่เหมือนดอกไม้นั้น เจ้าของผมดำขลับหลับตา สูดลมหายใจเข้าจนลึก

แมทขยับตัวของเขาเข้าแนบชิดกับแผ่นหลังของซาย แมทเลื่อนใบหน้าของเขามาที่เรียวคอของอีกฝ่าย เขาหลับตาบรรจงแตะริมฝีปากลงไป แล้วเม้มขบริมฝีปากเบา ๆ ลงบนคอนั้น ลิ้มรสชาติรัญจวนใจ หอมหวานราวกับน้ำผึ้งแมทโอบแขนทั้งสองข้างรอบตัวของซาย เขารั้งเอวของซายให้ขยับแนบชิดไปกับลำตัวของเขา ร่างที่อยู่ด้านหน้าเขาผ่อนตัว ทิ้งน้ำหนักลงมาบนแผงอกของเขา

ด้าจก์ซายเอียงหน้าหันมาทางแมท นายช่างหนุ่มชาวอังกฤษโน้มใบหน้าเข้าหา อดไม่ได้ที่จะจุมพิตเบา ๆ ลงที่หน้าผากของอีกฝ่าย แมทปล่อยให้ความตื่นตัวของเขาบดเบียดเข้ากับสะโพกของซาย ทุกครั้งที่ซายขยับตัวสัมผัสความหนุ่มแน่นที่ชูชัน มันทำให้เขาแทบจะทนไม่ไหว แมทใช้มือซ้ายของเขาเข้าประคองด้านขวาลำคอของซาย ก่อนจะลากมือผ่านเนินอกของซาย ไล่เลื่อนลงมาถึงท้องน้อย และลึกล้ำลงไปสัมผัสที่ใต้น้ำนั้น

แมทกดจมูกของเขาลงเบา ๆ ที่ไหล่ของซาย ก่อนจะจูบไล่ลงมาจนถึงรอยปานสีแดงเรื่อ ยาวเป็นปื้นลากลงมาที่สะบักซ้าย พร้อม ๆ กับที่เขาเลื่อนมือของซายให้มาจับต้องความแข็งแกร่งของเขา ซายผ่อนลมหายใจออกมาหนัก ๆ ก่อนจะเลื่อนมือของตัวเอง ตามจังหวะการเลื่อนมือของแมทด้วยเช่นกัน

แมทจ้องมองใบหน้าที่แสดงออกถึงความถวิลหาของซาย ด้วยสายตาโลมเล้า ริมฝีปากของซายที่เผลอเผยอขึ้น ดูเย้ายวนในความรู้สึก เกินต้านทาน แมทกดริมฝีปากของเขาทาบทับกับซาย ชิมรสที่หวานกว่าน้ำผึ้งป่า ที่เขาเคยลิ้ม ผิวขาวของนายช่างแมทตัดกับผิวสีน้ำผึ้งของซาย เสียงลมหายใจหนักหน่วงจากทั้งสองคนดังขึ้น สอดรับประสานกัน

ภายใต้คืนเพ็ญ แสงจันทร์สีนวล อาบไปทั่วผิวน้ำ หิ่งห้อยนับร้อยขยับเปล่งแสงอวดสู้แสงจันทร์ เหนือทิวไม้แทนแสงดาว ประหนึ่งแสร้งว่า คือการอวดอ้าง สู้ไฟร้อนที่กำลังลุกโชนโหมกระพือของคนทั้งคู่นั้น

ความทรงจำที่ถูกนำมาฝากไว้ทางฟากแม่น้ำฝั่งนี้ ยังคงรอคอยใครคนนั้นให้กลับมาหา สัญญาที่ให้ไว้ ยังคงอ้อยอิ่งมองหาใครคนนั้น ตามคำสัญญา



ใครบางคนตั้งใจว่าจะมาเจอ และใครอีกคนรอคอยที่จะได้พบหน้าอีกสักครั้ง



************************

https://www.youtube.com/watch?v=M7ovvi6UdcI



ลมอ่อนพัดโชยมา น้ำตาก็ไหลริน เหลือเพียงกลิ่นหัวใจ คลุ้งไปกับความเหงา รักยังไม่จางไป ตรึงติดชิดดวงใจ ยังหอมรัญจวนชวนให้ฝัน เคยแอบแนบเคียงกาย อิงแอบ มิรู้คลาย ใต้เงาของแสงจันทร์ เย้ายวนไม่เลือนหาย ซ่อนเก็บไว้ข้างใน ตรงสุดลึกดวงใจ ถนอมเธออยู่ในนั้น คงไว้ได้แค่กลิ่นที่ไม่เคยเลือนลา ยังหอมดังวันเก่ายามเมื่อลมโชยมา ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ เจ้าดอกไม้ซ่อนกลิ่น หอมบาดลึกเกินใคร หอมเกินหักห้ามใจ ทุกคราวต้องหวั่นไหว ร้อยเก็บเจ้ามาลัย ทัดเธอไว้ในใจ เพื่อคงกลิ่นหอมไว้อย่างนั้น เคยแอบแนบเคียงกาย ซ่อนเธอไว้ในใจ ทิ้งไว้เพียงอดีตที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๔.



มรณะ – ปัตนิ (ลมหายใจของกันและกัน)





“ผมว่า ผมควรจะให้คุณกับลูก ได้พักผ่อนดีกว่า” ไมโลพูดกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ที่ประตูด้านหลังบ้าน หลังจากที่เขาเพิ่งช่วยเธอเก็บของที่ซื้อมาจากตลาด เข้าตู้เก็บจนเรียบร้อย “จริง ๆ คุณน่าจะย้ายมาอยู่ในบ้านกับพวกเรานะคะ” หญิงสาวพูดกับเขา เธอเคยให้เหตุผลว่า กระท่อมเล็ก ๆ ถัดไปไม่ไกลจากบ้านของเธอ ที่ไมโลอาศัยอยู่นั้น มันไม่ได้มีความสะดวกสบายอะไรเลย

“ผมอยากให้คุณและลูกได้มีความเป็นส่วนตัวมากกว่านะ” ไมโลปฏิเสธอย่างสุภาพ ซึ่งเขาก็รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ “คนท้องก็อยากจะมีพื้นที่มากมายไว้ทำธุระ ผมว่านะ” ไมโลยิ้มให้กับเธอ “อีกอย่าง ผมกับคุณเราไม่ได้เป็น” ไมโลไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องดี ที่เขาจะย้ายเข้ามาที่นี่ “คำตอบของคุณคงจะเปลี่ยนไป ถ้านี่เป็นลูกของคุณ” หญิงสาวรู้สึกน้อยใจ เมื่อความเป็นจริงนี้ มันช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน

“แคลร์ คือว่าผม” ความจริงที่ว่า คือไมโลเห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว เขาจึงรับว่าเป็นพ่อขอเด็กในท้องให้เธอ แต่ความต้องการของแคลร์ที่มากไปกว่านี้ ไมโลไม่สามารถมอบให้เธอได้จริง ๆ “ฉันเข้าใจค่ะ ไมโล ฉันรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้” แคลร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้า “คุณได้มอบหัวใจของคุณให้ใครบางคนไปแล้ว” ไมโลตวัดสายตาขึ้นมองแคลร์ ด้วยความหวั่นใจ

“คุณไม่ผิดหรอกค่ะ คุณควรได้รักคนที่หัวใจของคุณต้องการ” แคลร์ยิ้มให้กับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า ที่แม้เธอจะคิดว่า เขาต้องเป็นพ่อได้อย่างดีเยี่ยม “ฉันแอบได้ยินคุณพูดถึงเขา” เธอสารภาพ “เขาคงน่ารักมากสินะคะ เขาถึงขโมยหัวใจของคุณไปได้นานแล้ว และคุณก็ยังซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวคุณเองกับเขา” แต่ไมโลคงเป็นคนรักของใครคนนั้นได้ดีเยี่ยมยิ่งกว่า

“ผมเสียใจ แคลร์” ไมโลพูดกับหญิงสาวด้วยความรู้สึกในใจ แคลร์เป็นผู้หญิงที่ดี เธอแค่เจอกับคนที่หลอกลวง จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับเรื่องแย่ ๆ ในชีวิต ไมโลได้ยินคำพูดของแคลร์แบบนั้น “ผมขอบคุณที่คุณไม่รังเกียจผม” ไมโลรู้สึกโล่งใจ ที่อย่างน้อย เขาก็ไม่รู้สึกเดียวดายนักบนโลกใบนี้ “ไม่เลยค่ะ” แคลร์ตอบ ยิ้มให้กับไมโล

“แต่ คุณสัญญากับฉันแล้วนะ ว่าจะช่วยเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนี่” แคลร์พูด เรื่องลูก ก็พอจะทำให้เธอพอจะมีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นในชีวิตได้บ้าง “ยินดีครับ คุณผู้หญิง” ไมโลเอง ก็ตั้งใจที่จะเลี้ยงเด็กที่กำลังจะเกิดคนนี้ ให้ดีที่สุด ให้เขาเข้มแข็งในตัวเอง เติบโตไปในทางที่สมควร แคลร์เองก็ใกล้คลอดแล้ว ไมโลอยากให้การคลอดเป็นไปด้วยดี และให้การช่วยเหลือดูแลหญิงสาว หลังจากที่เธอคลอด อย่างดีที่สุด

“สงสัยจะเป็นตัวแรคคูนเหมือนกับเมื่อคราวก่อน” เสียงของอะไรหล่นดังมาจากทางกระท่อมของไมโล เขาคิดว่า คงจะเป็นตัวอะไรสักอย่างมาคุ้ยหาอะไรกินอีกตามเคย “คุณไปดูเถอะค่ะ” แคลร์บอกกับชายหนุ่ม กล่าวราตรีสวัสดิ์ ก่อนที่เธอจะปิดประตูลง ไมโลกล่าวตอบราตรีสวัสดิ์เธอไป เขาตรวจดูให้มั่นใจว่า ประตูลงกลอนแน่นหนาดีแล้ว ก่อนจะหันหลัง เดินกลับไปที่กระท่อม ไมโลสังเกตเห็นประตูกระท่อมของเขาเปิดอยู่

หลังสงครามจบลง ผู้พันภาคย์ที่ไม่คิดว่าจะกลับมาที่นี่อีก กำลังนั่งเรือหางยาวเล็กในยามเช้า เพื่อข้ามฟากตรงไปยังอีกฝั่งแม่น้ำ เรือกำลังแล่นข้าใกล้ฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้สักเกือบสัปดาห์ นายทหารหนุ่มได้ตามหาคนคนหนึ่งจนเจอ คนที่ฝั่งโน้น ลืมไปแล้วว่าเคยมีตัวตนอยู่จริง เมื่อเวลาผ่านไป และนั่นคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทุกสิ่งบนโลกนี้ ผู้พันภาคย์ขึ้นจากเรือ ใกล้ ๆ กับคนที่ยืนรออยู่ มันน่าจะเป็นจุดเดียวกันกับที่คนคนนี้ ขึ้นจากแพในตอนนั้น เพียงแต่ตอนนี้ มันดูแต่งต่างไป

“่แกสบายดีนะ” ผู้พันหนุ่มมองดูคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งคนตัวเล็กเอง ก็แปลกตาไปจากครั้งนั้นที่ผู้พันได้เห็น อาจจะเป็นไปได้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้ผ่ายผอมเท่ากับตอนที่ยังถูกคุมขังอยู่ ด้าจก์ซายในชุดชนเผ่า ผมดกดำถูกรวบขึ้นแล้วมุ่นเป็นมวยผมไว้ทางด้านหลัง โครงหน้าที่ดูหวานน่ามองนั้น ยังคงดูน่าทะนุถนอมอยู่เช่นเดิม ซายมองริมฝีปากของผู้พันภาคย์ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เพื่อตอบคำถามนั้น

“ฉันดีใจนะ ที่แกไม่เป็นอะไร” ผู้พันภาคย์รู้สึกดีใจจริง ๆ ที่ซายยังมีชวิตปลอดภัยอยู่ แม้วาผู้พันหนุ่มจะสืบข่าวรู้มาว่า ด้าจก์ซายยังโดนคนอื่นรังแกอยู่เนือง ๆ ด้าจก์ซายยิ้มน้อย ๆ ให้กับผู้พัน เขายังระลึกอยู่เสมอ ถึงการช่วยเหลือจากผู้พันในครั้งนั้น ที่ทำให้เขารอดพ้นจากเรื่องราวร้าย ๆ เหล่านั้นมาได้ แม้ว่าหลังจากนั้น ซายต้องลำบากอยู่พักใหญ่ กว่าจะสามารถเอาตัวรอดมาจนตอนนี้

“ฉันมีของมาให้แกด้วย” ผู้พันภาคย์สังเกตเห็นแววตาของด้าจก์ซายได้ทันที จากที่ดูหม่นเศร้า กลับกลายมาโชติขึ้น เมื่อจำซองกระดาษที่ผู้พันหนุ่มเอาออกมาจากกระเป๋าได้ ว่ามันคืออะไร “มันมีที่ทิ้งช่วงไปบ้าง ฉันก็จนปัญญา ไม่รู้จะไปตามที่ไหนมาให้เหมือนกัน” ผู้พันภาคย์หมายถึงวันที่ในจดหมาย ที่บางฉบับนั้นน่าจะหายไประหว่างทาง ด้าจก์ซายส่ายหน้าแทนคำตอบว่า ไม่เป็นไร ผู้พันหนุ่มเห็นความสุขระยิบระยับในแววตาคู่นัั้น

“เอ้า รับไป” ด้าจก์ซายรับจดหมายปึกนั้นมาถือเอาไว้ ซายเผลอยิ้มกว้างออกมา ก้มมองจดหมายในมือด้วยความดีใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้พันภาคย์ ที่ผู้พันหนุ่มเองก็อดเผลอยิ้มตามไม่ได้ ลมโชยพัดมา ปอยผมเล็ก ๆ ข้างหูของซายรุ่ยลงมา ผู้พันภาคย์ใช้นิ้วทัดผมให้ ด้าจก์ซายตกใจ เขยื้อนหน้าหลบ แม้ว่าจะเป็นการขยับที่ไม่มาก ไม่ได้มาจากความรังเกียจ แต่ก็ทำให้ผู้พันภาคย์รู้สึกลึกเข้าไปในความรู้สึก

'ไม่เหมือนกันสินะ' คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในใจของผู้พันหนุ่ม ตั้งแต่วันนั้น ที่ผู้พันพาด้าจก์ซายมาที่แม่น้ำนี้ เขากลับไปพร้อมกับความรู้สึกประหลาดที่สลัดไม่หลุด ความรู้สึกชื่นชมถึงความกล้าหาญทางจิตใจของคนคนนี้ แต่นั่นมันไม่ใช่เหตุผลเดียว ที่ด้าจก์ซายยังติดอยู่ในใจมาโดยตลอด คนสองคนเป็นทหารเหมือนกัน สวมเครื่องแบบแทบไม่ต่างกัน คนหนึ่งที่เปิดเผยให้คนรับรู้ได้ คงเป็นได้แค่เพื่อน ส่วนอีกคนที่เก็บซ่อนเอาไว้จนลึกสุดใจ กลับเป็นได้มากกว่านั้นมากนัก

“แกจะให้ฉันอ่านให้ฟังสักฉบับมั้ย” ผู้พันภาคย์ชี้นิ้วไปที่จดหมายในมือด้าจก์ซาย ก่อนจะอาสาแปลเนื้อความในจดหมายเหล่านั้นให้ นั่นเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าความดีใจ ซายพยักหน้าถี่ หยิบซองจดหมายซองหนึ่งส่งให้ผู้พันหนุ่ม ดวงตาใสแป๋วจับจ้องไปที่ริมฝีปากของผู้พัน เพื่อรออ่านความ

“วันนี้ที่นี่หนาวมาก อากาศอาจจะเย็นมากกว่าน้ำในลำธารคืนนั้น แต่ฉันคงรู้สึกอบอุ่นมากกว่า เมื่อมีเธออยู่ด้วยกัน” ด้าจก์ซายหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา เมื่อภาพความทรงจำกลับมาเด่นชัดในความรู้สึกอีกครั้ง “ผมกำลังทำงานให้มาก เร่งเก็บเงินให้เยอะ ผมอาจจะต้องการมัน เพื่อทำสัญญาของผมให้เกิดขึ้นจริง” ขอบตาของด้าจก์ซายรื้นชื้นขึ้นมากับข้อความประโยคนั้น

“ด้าจก์ซาย ชื่อของเธอแปลว่าฮันนี่ ฉันเรียกเธอว่าฮันนี่" ผู้พันภาคย์เริ่มเรียบเรียงความหมายจากเนื้อความในจดหมายนั้น "ฉันอยากให้มันง่ายสำหรับฉัน ที่จะบอกใครต่อใคร ว่าเธอคือมายฮันนี่คนเดียวเท่านั้น แต่ฉันก็อยากเรียกเธอเป็นภาษาไทยด้วย น้ำผึ้ง หรือเปล่า ใช่มั้ย หวังว่าฉันจะออกเสียงมันไม่เพี้ยนไปมากนัก เธอคือมายฮันนี่ เธอคือมายน้ำผึ้งที่เติมลงในไมโลขม ๆ” น้ำตาที่เอ่อ ไหลพ้นขอบตาของด้าจก์ซายลงมา

“สัญญาว่าฉันจะกลับมาหาเธอ” ผู้พันภาคย์เห็นด้าจก์ซายยิ้มออกมาทั้งน้ำตา การรอคอยใครสักคน มันคือความสุขที่ปนไปด้วยความเศร้า สุขที่ได้เฝ้ารอ แต่เศร้าเมื่อไม่รู้ว่า เมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึง สำหรับผู้พันหนุ่ม เขาคงจะต้องบอกให้ตัวเองเลิกรอ เมื่อเขาได้รับการเลื่อนยศ และมีคู่หมั้นคู่หมายที่กำลังจะแต่งงานกันในไม่ช้า การมาที่นี่ของเขา ด้วยจุดมุ่งหมายที่ว่า หากความหวังยังพอมีอยู่ เขาคิดที่จะคว้ามันเอาไว้ แต่มันคงดับลงแล้ว ความฝันนั้น

ไมโลเดินไปที่กระท่อมของเขา ประตูที่เขาจำได้ว่าปิดเอาไว้ ก่อนที่จะเดินไปที่บ้านของแคลร์ เปิดกว้างออก เสียงคนสองสามคนดังลอดออกมาจากกระท่อมของเขา ไมโลสาวเท้าเร็ว ๆ จนไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู มองเข้าไป ทั้งสามคนคือเพื่อนร่วมงานของเขาที่อู่ซ่อมรถ

“ฉันรักเธอ ฉันอยากจะไปหาเธอ ฉันอยากอยู่กับเธอ เราจะแต่งานอยู่กินกันอย่างเปิดเผย เหมือนคู่รักคนอื่น ๆ นี่แกเป็นพวกลักเพศน่าทุเรศอย่างงั้นรึ ถึงได้เขียนหาผู้ชายคนอื่น ด้วยข้อความที่น่าสะอิดสะเอียนแบบนี้” เสียงคนที่ในมือ กำลังถือจดหมายที่ไมโลยังเขียนค้างเอาไว้ ถามเขาเสียงดังเมื่อเห็นหน้าไมโล “วางจดหมายนั่นลงที่เดิม พวกแกไม่มีสิทธิ์อ่านจดหมายของฉัน” ไมโลสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด จดหมายที่เขาเขียนถึงด้าจก์ซาย คือวิธีเดียวที่ทำให้เขาเชื่อมั่นว่า เขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนตัวเล็กคนนั้นได้

“ไอ้ตุ๊ดนี่มัน” ใครอีกคนที่เพิ่งยกขวดเบียร์กระดกเข้าปาก ด่าไมโลด้วยคำดูถูก “ฉันจะไม่บอกพวกแกซ้ำอีก วางจดหมายนั่นกลับไปที่เดิม เดี๋ยวนี้” ไมโลมองดูตามสัญชาตญาณทหาร กะคะเนคร่าว ๆ ว่า หากเขาต้องจัดการทั้งสามคนนี้ ในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาจะต้องเริ่มจากคนไหนก่อน

“เฮ้ย ไอ้พวกดูดปี่กันเอง มันสั่งพวกเราว่ะ ไหนไอ้ตุ๊ด ไหนลองดูหน่อยซิ ว่าจะดูดได้ถึงใจขนาดไหน” คนที่สามเดินส่ายอาด ๆ ด้วยความเมาเข้าหาไมโล พร้อมทั้งพุ่งหมัดมาทางเขา ไมโลเบี่ยงตัวหลบ แล้วใช้มือผลักไอ้คนนี้ จนมันหน้าถลาไปชนเข้ากับผนังกระท่อมอย่างจัง มันร่วงลงไปกองกับพื้น เสียงมันร้องดังลั่นว่า ไมโลทำจมูกมันหัก และเลือดมันไหลทะลักออกมา

“เก่งนักนะ ไอ้ตุ๊ด” สองคนที่เหลือคำรามใส่ไมโล นายทหารช่างเก่าตั้งการ์ดขึ้นเตรียมพร้อม “อย่างแก ก็ไม่มีปัญญาทำให้แคลร์ท้องหรอก เพราะแกมันชอบหาอย่างอื่นยัดก้นกันเอง” ไอ้คนที่ถือจดหมายด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว เสียงของไอ้คนจมูกหักยังร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวด ไมโลรู้แต่เพียงว่า คำด่า คำครหา สำหรับตัวเขานั้นไม่เป็นไร แต่เขาต้องปกป้องศักดิ์ศรีของด้าจก์ซายเอาไว้

แคลร์ที่กำลังจะล้มตัวลงนอน เธอคิดว่าเธอได้ยินเสียงคนหลายคน ดังมาจากทางหลังบ้าน หญิงสาวดันกายที่อุ้ยอ้ายของเธอขึ้นจากเตียงนอน แคลร์เงี่ยหูฟัง ตอนนี้เธอแน่ใจว่า สิ่งที่เธอได้ยิน คือเสียงคนทะเลาะกัน เสียงข้าวของหล่นดังลอยตามมา หญิงสาวรีบเดินมาที่ประตูด้านหลังบ้าน เสียงคนโหวกเหวกโวยวายดังมาจากกระท่อมของไมโล ทันทีที่เธอเปิดประตู เธอจำเสียงพูดบางเสียงนั้นได้ ว่าเป็นคนงานที่อู่ซ่อมรถ

“หยุดเถอะ ฉันไม่อยากที่จะสู้กับพวกแก ฉันขอแค่พวกแกอย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉัน ก็เป็นพอ” ไมโลโยนมีดพกนั้นทิ้ง หลังจากเพิ่งแย่งจากพวกมันมา ก่อนสวนหมัดเข้าหน้าหนึ่งในนั้น เพื่อหยุดมันไม่ให้คิดต่อสู้อีก ตะโกนบอกเพื่อเตือนสติมันทั้งสาม แต่ดูเหมือนพวกมันที่เมาเบียร์กรึ่มกันมา จะไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น ปกติพวกมันก็มานั่งกินเบียร์ที่กระท่อมของไมโลบ้าง เพียงแต่วันนี้ พวกมันมาโดยไม่บอกกล่าวเขาก่อน

ด้าจก์ซายโค้งขอบคุณผู้พันภาคย์ ก่อนจะส่งผู้พันหนุ่มลงเรือหางยาวเล็ก ข้ามกลับไปที่ฝั่งใหญ่ ก่อนจะเดินเลาะมาตามทางเดินเล็ก ๆ เพื่อกลับมาที่กระท่อมของเขา ซายหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง มันเป็นรอยยิ้มติด ๆ กัน ภายในวันเดียว ที่อาจจะนับรวมกันแล้ว มากกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเขา สิ่งที่ผู้พันภาคย์นำมาให้เขาในวันนี้ มันทำให้เขารู้ว่า แมทยังไม่เคยลืมเขา นายทหารช่างชาวอังกฤษ ตัวสูงใหญ่ ผิวขาว ผู้ใจดีคนนั้น ยังจำสัญญาที่ให้กันไว้ได้ไม่ลืม

แคลร์แม้จะรู้สึกเจ็บที่ท้อง แต่เธอก็เร่งฝีเท้าเดินไปที่บ้านข้าง ๆ ระหว่างทางที่เดินไป เธอต้องหยุดเดินเป็นระยะ ก่อนผ่อนลมหายใจเข้าออก เพื่อคลายความเจ็บปวดนั้นลง ตอนนี้เธอเป็นกังวลและห่วงไมโลมาก ไม่รู้ว่าทั้งหมดมีเรื่องอะไรกัน ปกติไมโลไม่ใช่คนที่มีเรื่องมีราวอะไรกับใคร ออกจะเก็บตัวเสียด้วยซ้ำ แคลร์เดินมาถึงบ้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เธอที่สุด หญิงสาวใช้กำปั้นทุบรัว ๆ ไปที่ประตู เธอตะโกนเสียงดัง เรียกให้เพื่อนบ้านตื่นขึ้น ก่อนจะเห็นแสงไฟด้านในบ้านสว่างขึ้น

ด้าจก์ซายเดินกลับมาถึงที่กระท่อม เขาตกใจที่เห็นประตูเปิดกว้างอยู่ ซายส่งเสียงร้องออกมาแบบลืมตัว รีบวิ่งเข้าไปในกระท่อม สิ่งของสมบัติที่มีอยู่น้อยชิ้นของเขา กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น มันไม่มีราคาค่างวดอะไร ไม่ได้เป็นที่ต้องการของคนที่เข้ามารื้อค้น สายตาของด้าจก์ซายสะดุดอยู่ที่มุมห้อง ฝากล่องไม้เล็ก ๆ ใบนั้นเปิดออก ซายถลาเข้าไปที่มุมห้อง ก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ มองหาสิ่งที่มีค่าที่สุดที่มี ที่เก็บมันเอาไว้ในนั้น

ไมโลร้องห้ามไอ้คนที่อ่านจดหมายของเขา เมื่อมันตะโกนเสียงดัง ร้องว่าจะจุดไฟกระท่อมนี้ให้สิ้นซาก มันโค่นชั้นวางของนั้นลงมา กล่องเหล็กเล็ก ๆ ขึ้นสนิม กระดอนลงมาบนพื้น ไมโลพุ่งตัวเข้าชนไอ้คนนี้ ก่อนที่มันจะทันได้ใช้เท้า กระทืบลงไปบนกล่องนั้น กระดาษจดหมายที่เขาเขียน ตกอยู่ไม่ไกลกัน

ไมโลล้มลงบนพื้น ตามแรงปะทะ ใจคิดว่า เขาต้องลุกขึ้นให้เร็วที่สุด สายตามองเห็นจดหมาย เขาถัดตัวไปบนพื้นคว้ามันเอาไว้ในมือ ตั้งใจจะหยิบกล่องใบนั้นมาด้วย แต่เขาก็ช้าไป เท้าไอ้จมูกหักเตะกล่องจนกระเด็น มันกรีดร้องใส่เขา ก่อนยกเท้าขึ้นสูง หมายจะกระทืบลงมาบนหัวของเขา ไมโลกลิ้งตัวหลบไปอีกทางได้ทัน หลังของเขาชนเข้ากับลังอะไรบางอย่าง

ไมโลดันตัวลุกขึ้น สายตามาปะทะเข้ากับไอ้คนแอบอ่านจดหมายของเขาเข้าพอดี มันที่ก้มหยิบสิ่งที่ตกลงมาจากลังนั่น พุ่งตัวเข้าหาไมโล อาการแปลบที่ท้องของไมโลพุ่งขึ้นในทันที เมื่อไขควงขนาดใหญ่ปักเข้าท้องเขาจนมิดด้าม มันดึงมือออก แล้วกระหน่ำแทงเขาไม่ยั้งจนไมโลทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ไอ้จมูกหักกับอีกคนได้ที มันรัวต่อยเข้าที่หน้าของไมโลหลายหมัด ไอ้คนที่เมากว่าเพื่อนเตะเข้าที่หน้าของไมโลอย่างจัง ชายหนุ่มล้มลงไปนอนกองบนพื้น

ด้าจก์ซายวิ่งออกมาจากกระท่อม กวาดสายตาไปจนทั่วบริเวณ เผื่อว่าเขาจะเห็นใคร ที่เข้ามาในรื้อค้นข้าวของของเขา ซายส่งเสียงร้องสั้น ๆ ออกมา คนที่อยู่แถวนั้น มองเขาเหมือนเขาเป็นตัวประหลาด ด้าจก์ซายวิ่งไปที่กระท่อมหนึ่งที่อยู่ถัดไปไม่ไกล เจ้าของกระท่อมกำลังขยำกระดาษอะไรบางอย่าง เพื่อเป็นเชื้อไฟ ใช้จุดเพื่อหุงหาอาหาร

ด้าจก์ซายถลาเข้าไปที่หน้ากองไฟนั้น เขาเอื้อมมือเปล่าเข้าไปดึงกระดาษที่ไหม้ไปเกินกว่าครึ่งออกมาจากเปลวไฟ ซายร้องด้วยเสียงสั้น ๆ ออกมาดังลั่น เขารีบใช้มือปัดดับไฟบนกระดาษ น้ำตาแห่งความร้าวรานไหลนองหน้า เขาปาดน้ำตาบนหน้าของตัวเองอย่างลวก ๆ เพื่อให้น้ำตาชุดใหม่ไหลลงมาทาบทับของเก่าที่ยังไม่ทันจะแห้งดี

ด้าจก์ซายยกเอาจดหมายไหม้ไฟนั้นขึ้นทาบไว้กับอก เขาส่งเสียงร้องสั้น ๆ ดังขึ้นอีก ดังขึ้นอีก จนกลายเป็นเสียงโหยหวนของคนที่กำลังจะขาดใจ ซายที่ผมเผ้าหลุดรุ่ย นั่งจมกองน้ำตาอยู่อย่างนั้น สลับกับก้มมองจดหมายในมือของตัวเอง และอีกหลายฉบับ รวมกับรูปถ่ายทั้งหมด ที่เขาต้องนั่งมองดูความทรงจำอันมีค่าของตัวเอง ไหม้อยู่ในกองเพลิง เหมือนเป็นคำถาม ให้กับคนที่ทำกับเขาแบบนี้ ว่าทำไม ด้วยทั้งจดหมายและรูปถ่ายเหล่านี้ คือสิ่งพิสูจน์ยืนยันเดียว เกี่ยวกับคนที่เขารัก

'ยัวร์ ดิ แอร์ ไอ บรีธ' ไมโลที่นอนอยู่บนพื้น คิดถึงคนที่เป็นลมหายใจของเขา พยายามลากตัวเองไปด้านหน้า ด้วยความอ่อนกำลัง แรงของเขาที่จะหมดลงในไม่ช้า ในหัวของเขาตอนนี้ กำลังสั่งตัวเองว่า เขาจะต้องไปหาด้าจก์ซาย เขาขยับตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยขาข้างขวาที่หมดความรู้สึกไปนานแล้ว เลือดกองใหญ่ไหลออกจากตัวเขา สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ประตูกระท่อม เขารู้แต่เพียงว่า เขาต้องออกไปจากที่ตรงนี้ สิ่งสุดท้ายที่เอาดวงจิตผูกติดเอาไว้

ไมโลขยับตัวจนใกล้ เกือบจะถึงประตู ด้วยแรงกำลังสุดท้ายที่มี ที่พอจะให้ร่างกายขยับตามที่ใจสั่งได้ แต่ร่างของเขาถูกดึงกลับเข้าไปด้านใน ก่อนที่ไอ้สามตัวนั้น จะลงมือรุมกระทืบเขาอีกครั้ง เสียงกระดูกซี่โครงหักดังลั่นขึ้น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบงัน

แคลร์กรีดร้องขึ้นมาจนสุดเสียง เมื่อเธอเห็นสภาพอันน่าสังเวชใจของไมโล นอนอยู่บนพื้นกระท่อมนั้น เสียงหนึ่งในพวกที่รุมทำร้ายไมโล พูดขึ้นว่ามันตายแล้ว มันตายแล้วจริง ๆ หญิงสาวทำอะไรไม่ถูก เธอก้มลงมองที่เท้าของตัวเอง น้ำเมือกอะไรบางอย่าง ไหลนองจากหน้าขา เลอะตรงที่เธอยืนอยู่เต็มไปหมด

เพื่อนบ้านที่เธอไปเรียก เพิ่งเดินตามมาถึง ต่างพากันตกใจกับกองเลือดและร่างของไมโล แต่ไม่ยอมพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาสักคำ เพราะรู้ว่า สามคนนี้มีเส้นสายพอสมควร จากการทำเรื่องลับ ๆ ให้กับผู้มีอิทธิพล เพื่อนบ้านได้แต่บอกแคลร์ว่า เธอต้องรีบไปโรงพยาบาล และพวกเขาจะเป็นคนพาเธอไปเอง เพราะน้ำคร่ำเธอเพิ่งแตกเธอกำลังจะคลอดลูกในอีกไม่กี่นาทีนี้ และนั่นครั้งนั้น แคลร์ได้เห็นไมโลเป็นครั้งสุดท้าย

'ฉันรู้ว่าเธอไม่สามารถพูดบอกอะไรฉันได้ แต่หากปาฏิหาริย์มีจริง ถ้าเธอพูดได้ เธอจะพูดคำแรกให้ฉันฟังว่าอะไร เป็นชื่อของฉันดีมั้ย แมท มันคงทำให้ฉันมีความสุขกว่าผู้ชายคนไหน ๆ ในโลก เธอบอกรักฉันนะ พูดคำว่ารัก ฉันอยากได้ยินมัน ต่อให้โลกไม่ยุติธรรมกับเธอ แต่เชื่อฉันมั้ย ว่าวันหนึ่ง โลกใบเดิมใบนี้แหละ จะต้องยอมจำนนให้กับเธอ และวันนั้น มันจะเป็นวันของเรา' ข้อความที่ไหม้ไฟจากจดหมายฉบับนั้น ที่แมทเขียนถึงซาย

“ฮันนี่ ผมคิดถึงคุณ” เอิงเมื่อได้ยินแดนพูดออกมาแบบนั้น ก็เหมือนเขาโดนปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง เอิงปล่อยโฮออกมา สะอื้นไห้จนตัวโยน โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม เขาถึงโหยหาอ้อมกอดนี้ มันคือความอบอุ่นที่เหมือนกับห่มตัวของเขาเอาไว้ไม่พอ ใจของเขาตอนนี้ยิ่งราวกับว่า ได้รับการชดเชย ได้รับการปลอบประโลม

“ผมรู้ มันช่างยาวนานเหลือเกิน กับการรอคอย” แดนที่รับรู้ถึงแรงสะอื้นไห้จากคนในอ้อมกอดของเขา เขารู้เอิงที่ตอนนั้น ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดและความหวาดกลัวมากแค่ไหน “แต่ไม่เป็นไรแล้วนะ ผมอยู่กับคุณตรงนี้แล้ว สัญญาของเรา จำได้ใช่มั้ย”

ถ้าหากเอิงจะร้องไห้ แดนก็พร้อมจะให้เอิงได้ระบายความรู้สึกนั้นออกมา นานเท่าไหร่ก็ได้ จนกว่าเอิงจะรู้สึกดีขึ้น และปลอดภัยภายใต้อ้อมกอดของเขา แดนขยับตัวเข้ากอดเอิงจากทางด้านหลัง เขาสอดแขนสองข้างเข้ารวบเอวของเอิงเอาไว้ รั้งให้คนที่อยู่ด้านหน้า ต้องแนบตัวเข้ากับแผงอกกว้าง ๆ ของเขาอย่างจงใจ จะไม่ให้ขยับหนีไปไหนได้

“แมท” แดนได้ยินเองเรียกเรียกชื่อนั้นออกมาเบา ๆ มันเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาได้ยินชื่อนี้ ไม่ว่าจะจากปากของด้าจก์ซายหรือว่าเอิง ในใจของเขาตอนนี้เหมือนคนที่หลงทางอยู่กลางทะเลทรายมานาน และตอนนี้ ได้มาเจอโอเอซิสที่ชุ่มฉ่ำ เพื่อดับความกระหาย ความแห้งผาก ร้อนจนเป็นผุยผงนั้นแล้ว เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เอิงใส่ ขยับเลื่อนมาทางด้านหลัง เผยให้เห็นช่วงไหล่ด้านซ้ายของเขา แดนก้มลงจุมพิตเบา ๆ บนรอยแดงจาง ๆ เป็นทางนั้น มันยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า เขาได้กลับมาหาคนรักของเขา ให้เป็นลมหายใจของกันและกัน ตามที่เคยให้คำสัญญาไว้แล้ว

ดาวศุกร์ ๖ ที่เป็นตัวแทนเรื่องความรัก เมื่อเดินไปอยู่ในเรือน อริ วินาศน์ หรือมรณะ ความรักนั้นย่อมมีแต่อุปสรรคขัดขวาง ไม่ราบรื่น ประสบแต่ความผิดหวัง อกหักไม่ได้พบกับรักในอุดมคติ เกิดความวุ่นวายนานา มีทุกข์อันเนื่องมาจากความรัก เกิดการพลัดพรากจากกัน คนรักมาจากไป ทั้งจากเป็นและจากตาย มักตกเป็นหม้าย

ยิ่งหากว่าดาวศุกร์ ๖ มีความสัมพันธ์กับดาวบาปเคราะห์นั้นด้วยแล้ว เจ้าชะตาอายุจะสั้น ยิ่งเจ้าเรือนมรณะ ความสูญเสีย มาตกในเรือนปัตนิ คู่ครองด้วยแล้ว จึงมีเกณฑ์ ถูกลอบทำร้าย หรือถูกฆ่าตาย เกิดความสูญเสียกับคู่ครอง ดั่งโบราณท่านว่าไว้



*********************

https://www.youtube.com/watch?v=QRmiMkgYbL4

ไกลสุดฟ้า ก็ไม่สามารถกั้นเรา

แค่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ

แต่การได้รักเธอ นั่นคือของสำคัญกว่า

และมันมีค่ามากเกินกว่าสิ่งไหนไหน

ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว

ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ

ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป

เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ จะได้ไม่ลืมเธอ

ปลายขอบฟ้า กับระเบียงที่เราเคย

นั่งมองท้องฟ้าด้วยกัน

ต้นไม้ต้นนั้น จะดูแลรักษามัน

แทนความคิดถึง เมื่อเธอไม่อยู่ตรงนี้

ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว

ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ

ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป

จะจำเธอไว้ และรักเธอไปอย่างนี้

โปรดจงมั่นใจ ฉันขอสัญญาจะจำทุกเรื่องราว

ไม่ว่าร้ายหรือดี สุขหรือทุกข์ใจ

ฉันจะทบทวน เรื่องราวของเธอตลอดไป

เผื่อวันสุดท้ายที่ฉันหายใจ จะได้ไม่ลืมเธอ

จะได้ไม่ลืมเธอ

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๕.



วินาศน์ - ตนุ (เดียวดายกลางคลื่นลม)





อันน์รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย กับท่าทีของรุ่นน้องอย่างเอิง ที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยเห็นจะมีท่าทีอะไรกับใคร ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องมีแฟนด้วยซ้ำ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มีคนเข้าหา เอิงไม่มีแม้แต่เก็บเอาไปกิ๊กกั๊กฝันหวาน แต่นี่ หนุ่มลูกครึ่งที่เพิ่งจะเคยเจอกัน เจ้ารุ่นน้องคนนี้ กลับยอมให้กอด ไม่มีขัดขืน แถมยังจะซุกตัวเข้าหาแผ่นอกเขาอีก ยังไม่นับเรื่องที่อยู่ ๆ เอิงก็ร้องไห้โฮออกมานะ

“เอิง แกโอเคนะ” อันน์ถามด้วยความเป็นห่วง นี่เป็นครั้งแรกด้วย ที่เธอเห็นเอิงแสดงความอ่อนไหวและอ่อนแอออกมาให้เห็น เอิงดันตัวเองผละออกจากอ้อมกอดอุ่นนั้น เขาผ่อนลมหายใจออกมา พยักหน้าเร็ว ๆ เป็นเชิงว่าเขาไม่เป็นไร “พี่ว่า แกไปล้างหน้าล้างตาก่อนดีกว่า อะไรเป็นอะไร ยังไง เดี๋ยวค่อยว่ากัน” อันน์บอกออกมา ฐานทัพเห็นด้วย บอกให้เอิงทำตามที่อันน์บอก

“ขอโทษนะครับ ผมขอเวลาสักครู่” เอิงหันไปสบตากับแดน ผู้เป็นเจ้าของอ้อมกอด ชายหนุ่มลูกครึ่งยิ้มให้เขา มองหน้าเอิงที่มีแต่คราบน้ำตา จมูกแดง เสียงพูดฟังดูอู้อี้ “ผมรออยู่ตรงนี้นะครับ” แดนบอกกับอีกฝ่าย เอิงพยักหน้ารับ ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องทำงานของอันน์ไป แดนละสายตาจากประตู หลังจากที่เอิงออกไปแล้ว ก่อนจะหันกลับมาเจอสายตาของอันน์และฐานทัพ ที่จ้องมาที่เขา พร้อมกับคำถามมากมายอยู่ในนั้น

“คุณแดนต้องมีคำอธิบายให้อันน์เข้าใจแล้วล่ะค่ะ ว่าทำไมอยู่ ๆ เอิงถึงได้เขื่อนแตก ร้องไห้ไม่หยุดขนาดนี้” อันนืยิงคำถามไปที่แดนทันที “ตั้งแต่รู้จักกันมา น้องของอันน์คนนี้ ไม่เคยเป็นแบบนี้ให้เห็น” อันน์ยืนยันหนักแน่นว่า เอิงไม่ใช่คนดราม่าโศกเศร้าอะไรแบบนี้

“คือ ผมพูดไป คงไม่มีใครเชื่อ ผมเองยังไม่อยากจะเชื่อเองเลยด้วยซ้ำ ถ้าผมไม่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเอง” แดนคิดว่า ถ้าสิ่งที่เขาสืบค้น ตามหา รับรู้ ไม่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ มีใครมาเล่าให้ฟัง มันก็ยากที่จะเชื่อ “แถมเรื่องมันก็ยาวด้วย” แดนพูด แต่จากสายตาของอันน์ที่เขาเห็นนั้น เขาไม่คิดว่า พี่สาวของเอิงคนนี้จะยอมให้มันผ่านไปง่าย ๆ

“อันน์มีเวลาค่ะ เรื่องมันจะยาวแค่ไหน คุณแดนเริ่มเล่าได้เลยค่ะ ไม่งั้น อันน์ไม่ปล่อยให้คุณแดนออกจากห้องนี้ไปได้ง่าย ๆ นะคะ ใช่มั้ยคะ คุณทัพ อันน์มีเวลามากพอที่จะฟังเรื่อนี้ ใช่มั้ยคะ” อันน์หันไปถามฐานทัพ ชายหนุ่มได้ยินน้ำเสียงจริงจัง ท่าทีขึงขังจากอันน์แล้ว ฐานทัพก็ได้แต่ต้องยอมตามน้ำไป

“ยู’ ด เบทเทอร์ สตาร์ท ทอล์กิ้ง แมน” ฐานทัพส่งภาษาไปที่หนุ่มลูกครึ่ง ก่อนทำหน้าทำตาให้แดนรู้ว่า อย่าขัดอันน์ตอนนี้จะดีที่สุด “ชี’ ส สแกร์รี่” ฐานทัพพูดทีเล่นทีจริงกับแดน ก่อนจะเหลือบตาไปทางอันน์ ที่ทำตาเขียวใส่เขาอยู่ “เริ่มได้เลยค่ะ” อันน์เองนั้น อยากรู้เป็นที่สุด ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงมายังไง ทำไมแดนกับเอิงถึงได้ดูมีความผูกพันกันมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ท่าทางของแดนที่อ่อนโยนกับเอิง และท่าทีโหยหาของเอิงที่มีต่อแดน

เอิงมองดูตัวเองในกระจก หยดน้ำเกาะพราวอยู่บนใบหน้า เขาหมุนปิดก๊อกน้ำในอ่างล้างหน้านั้น ทำจมูกฟุดฟิดไล่อาการคัดจมูกให้หายไป ในความรู้สึกตอนนี้ มีมวลอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอ้อยอิ่งอยู่ ไม่ยอมไปไหน ก้อนอารมณ์ของความเศร้า ความอาดูรต่อความสูญเสีย ภาพจากครั้งเมื่อหนหลัง ที่เข้ามาแจ่มชัดอยู่ในกระแสความทรงจำ มันยากที่จะสลัดให้หลุดได้ในตอนนี้

การปรากฏตัวของแดน หนุ่มลูกครึ่ง ทำให้เอิงทบทวนถึงพื้นดวงดาวของเขาเอง เอิงไม่ค่อยตรวจดูดวงชะตาของตัวเองบ่อยนัก เขาปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระจากสิ่งที่เขาศึกษามา มันมีดาวบางดวงที่บอกเขาถึงความหลัง เรื่องเก่า สิ่งที่เคยพบพาน แต่ความฝันซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้น ฝันเรื่องเดิม ๆ ที่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็มีแต่รอยน้ำตา มันทำให้เขากลัวที่จะล่วงรู้มัน ยิ่งพอได้เห็น ได้ศึกษาเคสต่าง ๆ จากคนอื่น ที่เขาทำนายให้ เอิงบอกกับตัวเองว่า สิ่งใดมันจะเกิด ก็ต้องเกิด

“นี่มันเหลือเชื่อมาก ๆ” อันน์รำพึงออกมา หลังจากที่แดนเล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้ฟัง แต่อันน์รู้สึกได้ ว่าแดนเล่าเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกของคนที่ผ่านมันมาจริง ๆ มันมีอารมณ์ที่ทั้งคุกรุ่นความโกรธ มันอวลไปด้วยความโหยหาและต้องการ ทั้งยังมีความเศร้าสร้อยลอยปะปนอยู่ในกิริยาท่าทางของแดน ยิ่งน้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เวลาพูดถึงเอิง เมื่อครั้งก่อนนั้น มันทำให้อันน์รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย

“ซึ่งคุณก็กลับมาหาคุณเอิงจนเจอ อเมซิ่ง แมน” ฐานทัพนับถือใจของหนุ่มลูกครึ่งคนนี้จริง ๆ ที่สืบเสาะ ค้นหา เรื่องราว หลักฐาน รวมถึงคนที่เกี่ยวข้อง จนมีความแน่ชัดว่า อดีตได้ย้อนวนกลับมาใหม่ในปัจจุบัน มันเริ่มต้นจากฝันร้าย ที่มันมีผลต่อจิตใจ แต่แดนรวบรวมความกล้า จากที่คิดว่า อาจจะเป็นที่เขาที่เพี้ยนจนหลุดโลกไปเอง ตามหาคนที่หัวใจผูกพันกันจากชาติที่แล้ว พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เอิงมันเคยเล่าให้ฟังเหมือนกันค่ะ ว่ามันฝันแปลก ๆ ซ้ำ ๆ ช่วงมันเรียนมัธยมปลาย มันบอกว่า ในฝันนั้นเหมือนจริงมาก ทุกอย่างเหมือนกำลังเกิดขึ้นในวินาทีนั้น แต่มันจะสะดุ้งตื่นขึ้น รู้สึกตัวว่ากำลังร้องไห้อยู่ แต่จำเรื่องที่เพิ่งฝันไปไม่ได้เลย ที่อันน์โทรคุยกับเอิงล่าสุด เอิงบอกว่า มันกลับมาฝันเรื่องเดิมนี้อีกครั้ง” อันน์ที่โทรไปหาเอิง เพราะต้องการให้รุ่นน้องคนนี้มาพบ เพื่อเซ็นสัญญาร่วมงานกัน

“มันก็แปลกดีนะคะ คือ อันน์น่ะเชื่อในความสามารถของน้องคนนี้เสมอ แต่วันนั้น อันน์ยกหูโทรหาเอิงแบบไม่ลังเลใจ ตัดตัวเลือกอื่นออกหมดเลย ขนาดคุณพฤกษ์เขาต้องการหาคนจากเอเจนซี่ เอิงก็ยังเป็นตัวเลือกเดียวของอันน์เท่านั้น” แดนได้รับรู้ว่า อันน์เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยที่เอิงสนิทด้วย จนอันน์ดึงเอิงมาช่วยงานในครั้งนี้

“นี่คุณจะบอกว่า มันเป็นเพราะคุณหรอกหรือเนี่ย คุณแดนเขาถึงมีโอกาสได้มาเจอน้องคุณที่นี่” ฐานทัพไม่วายพูดเย้าอันน์ออกไป “หรือว่าไม่จริง” อันน์เถียงกลับฐานทัพที่ทำหน้าตาทะเล้นยียวนให้เห็น “การมีแฟนอยู่ใกล้ ๆ มันคงดีมากใช่มั้ยครับ” แดนถามทั้งสองคนออกไป ด้วยคำถามที่เขาอยากรู้ แต่ยังไม่เคยได้คำตอบ อันน์ได้ยินคำถามนั้น ถึงกับทำให้เธอไปไม่เป็น ฐานทัพจงใจทำท่ากลั้นขำให้อันน์เห็น จนอันน์เผลอตีแขนเขาเข้าให้ ซึ่งฐานทัพก็ยอมให้อันน์ตีเขา

“เอิง” เจ้าของชื่อเปิดประตูเดินกลับเข้ามา ได้ยินเสียงอันน์เรียกชื่อเขา “ไหวนะเรา” อันน์แสดงความเป็นห่วงรุ่นน้องคนสนิท “จะกลับไปพักก่อนก็ได้นะครับ ผมไม่ว่าอะไร” ฐานทัพเอ่ยปากอนุญาต เอิงส่ายหน้า ก่อนกล่าวปฏิเสธสุภาพ ก่อนจะหันมามองแดน ที่หนุ่มลูกครึ่งมองมาที่เอิงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อสายตาของทั้งสองคนประสานกัน ความอาวรณ์อาลัยจากกาลก่อน ก็ดูจะโรยตัวลงมาอีกครั้ง

“ผมออกตามหาคุณ โดยเริ่มจากการตามหาเรื่องของผมเองก่อน ไม่สิ เรื่องของแมท อ้อ ไมโล ผมกับเขามีชื่อเยอะเกินไปหน่อย” แดนพูดขึ้น ยิ้ม พลางเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเอิง “จนผมเชื่อว่าผมคือเขาจริง ๆ เมื่อวันที่ผมเจอกับแคลร์ คนที่แมทอาศัยอยู่ด้วย” เสียงของแดนเครือ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแมทภายในกระท่อมเล็ก ๆ หลังนั้น

“แคลร์ ตอนนี้เธอเป็นคุณยายไปแล้ว เธอคือคนคนเดียวที่เหลืออยู่ ที่ผมพอจะตามหาได้ คนคนเดียวที่สามารถยืนยันว่า แมทเคยมีตัวตนจริง และมันลิ้งค์กลับมาถึงผมในตอนนี้” เอิงฟังที่แดนพูด ภาพที่เขาเห็นนั้น แดนมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับแมทมาก “แต่คุณไม่ต้องห่วงนะ แมทไม่เคยมีใครอีกเลย จนวันสุดท้ายในชีวิตของเขา” ภาพของแมทในวันนั้น แวบผ่านเข้ามาในห้วงคำนึงของแดน หนุ่มลูกครึ่งน้ำตารื้นขึ้นมา ตาแดงระเรื่อ ความเจ็บใจผุดขึ้นกลางอก

“ทุกคนคิดว่าผมเสียสติตั้งแต่เด็ก ผมเองก็ด้วย” แมทเล่าต่อ “พ่อกับแม่ของผม พาผมไปพบจิตแพทย์ที่ดีที่สุด เท่าที่พวกเขาจะหาได้ ผมรู้ว่าพวกเขารักผม แต่ ผมมายืนอยู่ที่นี่ตอนนี้ เพราะผมรู้ว่า คุณมีตัวตนจริง ๆ ด้าจก์ซาย” อารมณ์ที่อัดอยู่ในก้นบึ้งของความรู้สึกของแดน กำลังพรั่งพรูเผยตัวกันออกมา

“ไม่สิ ดาร์คไซด์” แดนเรียกเอิงด้วยชื่อที่จิตแพทย์ของเขาได้ยิน พลางหัวเราะเบา ๆ ออกมา “จิตแพทย์คิดว่าด้าจก์ซายเป็นเพียงเพื่อนในจินตนาการ ที่ผมสร้างขึ้นมาเอง เป็นเหมือนเงาดำที่ทาบทับความคิดของผมอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริง เพราะผมรู้ว่าคุณคือเรื่องจริง ที่ผมต้องออกตามหา” แดนไม่พูดเปล่า เขาหยิบรูปที่เขาวาดตอนเป็นเด็กออกมาจากกระเป๋าเป้ ภาพของใครคนหนึ่งในชุดชนเผ่า ที่มีชื่อเขียนกำกับไว้ว่า 'ด้าจก์ซาย'

แมทตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังมืดอยู่ ชายหนุ่มเด้งตัวลงจากเตียงนอนปูฟูกบาง ๆ นั้น เขาคิดที่จะทำเรื่องขอฟูกแบบนี้มาอีกหลังหนึ่ง หลังจากรู้มาว่า ด้าจก์ซายนอนบนพื้นไม้กระดานแข็ง ๆ มีเพียงหมอนแบน ๆ ใบหนึ่งรองหัว เพียงแต่ยังคิดหาเหตุผลบอกคนอื่นไม่ได้ ว่าจะแบกฟูกออกจากค่ายยังไง ด้าจก์ซายไม่เคยร้องขอหรือเรียกร้องอะไรจากเขา แต่เป็นที่แมทเอง ที่อยากทำให้ อยากอำนวยการอะไรก็ได้ ที่ทำให้ชีวิตของด้าจก์ซายสะดวกขึ้น

นายทหารช่างหนุ่มเตรียมกระติกใส่น้ำร้อนพร้อมแก้วสองใบ เตรียมผงไมโล เหมือนกับทุกครั้งที่เขาออกไปเจอด้าจก์ซาย ที่ตอนนี้เป็นคนรับหน้าที่เอาเสบียงมาส่งให้กับทางฐาน แมทจัดการเอาของทั้งหมดใส่เป้ทหาร แล้วรีบเดินมุ่งไปทางเดินเข้าป่า เขาอยากจะออกไปก่อนที่คนอื่น ๆ จะเริ่มกิจวัตรยามเช้า มันเป็นการดีที่จะไม่ต้องตอบคำถามอะไรใคร เพราะเมื่อตอนที่เขากลับค่ายมา ก็ถือว่า ภารกิจของเขาลุล่วงแล้ว

แมทมารอด้าจก์ซายที่เดิม ตรงจุดนัดพบประจำ อากาศยามเช้าเหน็บหนาว แต่สดชื่นอยู่ในที ยิ่งแมทรู้ว่า เขากำลังจะได้พบหน้าคนที่เขาคิดถึง เฝ้ารอโอกาสในวันรับเสบียง ที่เขาจะได้ออกมา โดยไม่ต้องหาคำโกหกหรือข้อแก้ตัวใด ๆ ในใจยิ่งลิงโลด มันแล่นนำหน้ามารอด้าจก์ซายก่อนหน้าที่แมทจะเดินมาถึงเสียอีก นายทหารช่างนั่งรอที่ตรงขอนไม้ใหญ่ มันหลบมุม เงียบสงบ และนั่งสบาย

แดนนั่งรออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาจากที่ไกล ๆ แดนหลบเข้าที่กำบัง ก่อนจะแอบดูต้นกำเนิดเสียงนั้น ว่ามาจากที่ใด เขาเฝ้ารอดู นิ่งเงียบ เสียงฝีเท้าดังมาไกล ๆ จากแนวชายป่าด้านที่ติดกับฝั่งชายแดนไทย แสงแรกของวันทำให้เห็นสภาพแวดล้อมชัดขึ้น ความมืดค่อย ๆ สลายตัวจากไป แมทมองไปทางเสียงนั้น ก่อนจะเห็นด้าจก์ซายเดินโผล่พ้นออกมาจากเงามืดต้นไม้

ด้าจก์ซายชะงักเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเดินออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ สายตาปรับภาพในความสลัวนั้น จนแน่ใจว่าเป็นนายทหารช่างหนุ่ม เขาจึงยิ้มออกมา แมทเดินเข้ามาหาด้าจก์ซาย ก่อนรีบรับเอาตะกร้าไม้สานลงจากบ่าของอีกฝ่าย มันหนักอึ้ง จนเขานึกสงสารและเห็นใจด้าจก์ซายที่ต้องแบกขึ้นหลัง เดินขึ้นเขา ผ่านป่ามาเป็นระยะทางไกลขนาดนี้

“เหนื่อยมั้ย” แมทสะกิดเบา ๆ ที่แขนของด้าจก์ซาย ก่อนถามออกไป เขารู้ว่าอีกฝ่ายต้องอ่านริมฝีปาก ถึงจะเข้าใจภาษาไทย แต่เขาเองที่พูดไทยไม่ได้ ก็ไม่รู้จะหาวิธีไหนที่จะสื่อสารกับด้าจก์ซายให้เข้ากันใจ ได้ดีกว่านี้ ด้าจก์ซายหันมามองที่ริมฝีปากของแมท มองดูสิ่งของที่อยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอามือบีบที่ไหล่ของตัวเอง แมทพยักหน้า เพราะเขาคิดว่าด้าจก์ซายพยายามที่จะเข้าใจ ในสิ่งที่เขาถาม นายทหารช่างหนุ่มเห็นด้าจก์ซายส่ายหน้าแล้วยิ้มให้

“ขอโทษนะ ที่ให้แบกของหนัก ๆ มาแบบนี้” แมทยื่นมือไปจับมือของด้าจก์ซายเอาไว้ เจ้าของมือมองมาที่แมท ดวงตาใสแป๋ว หน้าหวาน ๆ นั้น มีหยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่ แมทเอามือข้างที่เหลือ หยิบผ้าขนหนูขึ้นซับเหงื่อให้อีกฝ่าย ด้าจก์ซายก้มหน้าด้ววยความเขิน ก่อนจะดึงมือของตัวเองคืน แล้วรับผ้าขนหนูนั้น มาซับเหงื่อเอง

แมทเองตอนนี้ใจเต้นแรง หน้าหวาน ๆ ยิ้มอาย ๆ ของคนตรงหน้า ทำให้ความรู้สึกของเขาเตลิดเปิดเปิง ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว แล้วมาแข็งแรงอยู่ที่กึ่งกลางลำตัวของเขา จนแมทต้องพยายามข่มความต้องการทางกายนั้นลง ซึ่งมันยากมากสำหรับเขา กับการที่ต้องมาใกล้ชิดกับด้าจก์ซายแบบนี้

“ดื่มไมโลก่อน” แมทรีบเบี่ยงความคิดของตัวเอง เขายื่นถ้วยไมโลให้อีกฝ่าย ด้าจก์ซายเห็นแมทเติมน้ำผึ้งลงไปในถ้วย ก่อนส่งมาให้เขา ด้าจก์ซายแบ่งน้ำผึ้งที่หาได้มาให้กับแมท โดยเอาไปขายที่ตลาดน้อยลง แมทแบ่งข้าวสารคืนกลับไปให้ด้าจก์ซายด้วยเช่นกัน แมทรู้สึกแย่มาก ที่รู้ว่าด้าจก์ซายต้องอดอาหารอยู่เนือง ๆ ในช่วงที่น้ำผึ้งหายาก ส่วนของป่า ก็มีคนอื่นเอามาขายด้วยเช่นกัน หลาย ๆ ครั้ง ด้าจก์ซายต้องเข้าไปในป่าลึกขึ้น ๆ เพื่อหาของไปขาย

แมทมองด้าจก์ซายป่าไล่ความร้อน ไอร้อนที่ลอยฉุยอยู่เหนือปากถ้วย หวไปตามแรงลมหายใจนั้น แมทรู้สึกเอ็นดูอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความคิดของเขาล่องลอยไปไกลถึงขนาดคิดว่า มันจะเป็นยังไง ถ้าหากว่าเขาสามารถพาด้าจก์ซาย กลับไปที่บ้านเกิดของเขาได้ มันคงจะดีไม่น้อย ชีวิตของเขาคงถูกเติมเต็ม เมื่อมีด้าจก์ซายเข้ามาร่วมแชร์ในทุก ๆ อย่างที่เขามี ชีวิต ความคิด ความรู้สึก รวมถึงเตียงนอนเดียวกันใต้ผ้าหุ่มอุ่น แมทคิด

“ด้าจก์ซาย” แมทแตะเบา ๆ ที่แขนของอีกฝ่าย เจ้าของชื่อหันมองมาที่เขา รับรู้ว่านายทหารช่างหนุ่มเอ่ยชื่อเขาออกมา “ฉันชื่อแมท ฉันเป็นทหารช่าง ฉันเป็นคนอังกฤษ บ้านเกิดของฉันไม่ไกลจากลอนดอนมากนัก บ้านฉันหลังเล็ก ๆ แยกออกมาจากหลังของพ่อแม่แล้ว ฉันอยากให้เราไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่นั่น นี่คือความฝันของฉัน เธอเข้าใจฉันมั้ย” ด้าจก์ซายเลื่อนสายตาจากริมฝีปากของแมท ขึ้นไปสบสายตา ที่ได้ยินน้ำเสียงที่จริงจังแต่เจือไปด้วยอารมณ์อ่อนไหวนั้น

แมทมองมาที่ด้าจก์ซาย เขาอยากให้อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดมากกว่านี้ แต่มันดูจะเป็นไปไม่ได้เลย ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่เคยย่อท้อที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่ออุปสรรคใหญ่นี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขมัน ด้าจก์ซายมองใบหน้าของแมท ความรู้สึกนี้ มันบอกให้ด้าจก์ซายมองสำรวจใบหน้าของแมทให้ทั่ว

ด้าจก์ซายไล่สายตาจากผมสีน้ำตาลตัดสั้นเกรียนตามแบบฉบับของทหาร ไล่ลงมาที่คิ้วเข้ม ๆ เหนือดวงตาสีฟ้าอมเขียวคู่นั้น จมูกที่โด่งเป็นสันคม แก้มสองข้างที่มีกระจาง ๆ บนผิวที่ขาวนั้น ไรหนวดเขียวที่เพิ่งโกนมาได้ไม่กี่วัน กับริมฝีปากที่เข้ารูปรับกับคางที่ยาวลงมาได้รูป ด้าจก์ซายยกมือขึ้นแตะลงบนใบหน้าของแมท ปลายนิ้วไล่สัมผัสไปตามที่สายตามองเห็น เก็บภาพนั้น บันทึกลงไปในความทรงจำ โดยใช้หัวใจจดจำทุกอย่างเอาไว้ ด้วยว่าภาพจำนี้คือสิ่งล้ำค่าที่มีอยู่จริงในชีวิตของด้าจก์ซาย

แมทซึมซับความรู้สึกที่เขาได้รับจากสัมผัสที่อ่อนละมุนนั้น สายตาของแแมทมองตามสายตาของด้าจก์ซาย ที่มองมาที่ใบหน้าของเขา แมทมองเห็นแววตาอ่อนโยนนั้นชัดเจนออกมาจากด้าจก์ซาย นายทหารช่างหนุ่มนึกเขิน เมื่อรับรู้ได้ว่า ด้าจก์ซายเว้าวอนมองกระจาง ๆ ที่โหนกแก้มของเขา มันเป็นตำหนิที่เขาเคยนึกรังเกียจ แต่จุดด้อยที่เขาอยากจะลบมันทิ้งไป กลายมาเป็นจุดเด่นที่คนคนนี้ มองมันด้วยสายตารักใคร่

ตอนที่นิ้วเล็ก ๆ ของด้าจก์ซาย ระไล่ไปตามรอยเคราของเขา แมทควบคุมแก่นกลางลำตัวของเขาเอาไว้ไม่อยู่จริง ๆ มันชูชันขึ้นทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้จับต้องเพื่อเร้าอารมณ์ของเขา แต่แมทรู้สึกว่า มันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนเย้ายวนและวาบหวามที่สุด ที่ชายหนุ่มแบบเขาเคยรู้สึกมา แมทกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สิ่งที่เขาคิดอยู่ในหัว ที่อยากจะทำกับด้าจก์ซาย มันจะทำให้เขาเป็นคนเลวมากมั้ย แมทได้แต่หักห้ามใจตัวเองเอาไว้อย่างที่สุด

“ถ้าฉันจะจูบเธอตอนนี้ เธออาจจะเกลียดฉันไปตลอด แต่ถ้าฉันไม่ทำ ฉันอาจจะพลาดโอกาสเดียวที่มีนี้ ตลอดไป” แมทพูดขึ้น ขยับตัวเข้าไปนั่งชิดกับด้าจก์ซาย มือหนึ่งหยิบถ้วยไมโลจากมือของด้าจก์ซายไปวางไว้ข้าง ๆ โดยที่สายตาของแมท ไม่ละจากใบหน้าของด้าจก์ซายเลย แมทใจเต้นแรง รู้สึกหายใจขัด เมื่อเขาบรรจงประทับริมฝีปากของตัวเอง ลงบนปากของด้าจก์ซาย นายทหารช่างหนุ่มสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่าย ก่อนจะขยับริมฝีปากของเขา เริ่มเม้มขบกับอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะเริ่มแรงขึ้นจากอารมณ์ความต้องการที่มันทะยานมากขึ้น

แมทบดริมฝีปากจูบด้าจก์ซาย อย่างคนกระหายน้ำ ความหอมหวานปานน้ำผึ้งที่เขาได้รับ มันทำให้เขาตักตวงจากคนตรงหน้าอย่างกลัวว่า เขาจะไม่ได้มีโอกาสแบบนี้อีก ด้าจก์ซายอยากจะขัดขืน แต่ร่างกายกลับอ่อนยวบ แรงต่อต้านแทบไม่มีเหลือ ความขัดแย้งนี้ ทำให้ด้าจก์ซายรู้สึกไม่เข้าใจตัวเอง เขาไม่เคยคิดที่จะทำอะไรแบบนี้กับใคร

ยิ่งตอนที่แมทแทรกลิ้นเข้ามาในโพรงปากของเขา ด้าจก์ซายรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเอง ทั้งลมหายใจที่หนักหน่วงขึ้น เมื่อแมทใช้ลิ้นทั้งดุน ทั้งดัน ทั้งฉกลิ้มเอาความโอชะนั้นตามอำเภอใจ แมทดึงเอาตัวของด้าจก์ซายเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา นายทหารช่างหนุ่มรู้ดีว่า ถ้าเขาไม่หยุดตัวเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ ทุกอย่างจะเลยเถิดจนเกินการควบคุม และมันจะไม่มีวันถอยหลังกลับมาได้อีก

“ผมอยากบอกแทนแมทว่า เขาจำวันนั้นได้ดี ถึงสิ่งที่เขาได้สัญญาเอาไว้” แดนอยากจะให้ด้าจก์ซายที่เป็นเอิงในตอนนี้ รับรู้ว่า แมทเองต้องการที่จะทำสัญญานั้นให้สำเร็จมากแค่ไหน เอิงที่สัมผัสรับรู้ถึงชีวิตของด้าจก์ซายได้เป็นอย่างดี ชีวิตที่ไม่มีแมทอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว “ซายเขาเฝ้ารอให้แมทกลับมา” เอิงพูดขึ้น โดยมีความรู้สึกของด้าจก์ซาย อยู่ท่วมท้นข้างในใจ

“แต่แมทก็ไม่กลับมา” เอิงรู้ ว่าแดนพยายามอธิบายให้เขาฟังอยู่ ว่าแมทไม่ได้ต้องการจะผิดสัญญา แต่เอิงไม่สามารถตัดกระแสความเศร้าที่กำลังถาโถมเข้าหาเขาได้เลย มันเหมือนกับเมื่อเปิดประตูแห่งอารมณ์นี้แล้ว เอิงไม่สามารถปิดมันลงไปได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองเพียงลำพัง “นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ไมโล คือ ที่แมทเขียน แต่เขาไม่มีโอกาสได้ส่ง” แดนยื่นรูปในโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้เอิงดู เอิงอ่านเนื้อความในจดหมายนั้นแล้วน้ำตาก็ไหลลงมาอีกครั้ง

“เขาอยากจะมาหาซาย เฝ้ารอวันแล้ววันเล่า” แดนเองก็รับกระแสความรู้สึกของแมทที่ยังคั่งค้างจากหนหลัง ได้เป็นอย่างดี โดยที่แดนอัดอั้นไม่น้อยไปกว่าเอิง เมื่อมันเหมือนกับว่า แดนและเอิงตอนนี้คือประตูอารมณ์ของทั้งแมทและด้าจก์ซาย ที่ถาโถมซัดเข้าหากัน เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่สามารถล่วงรู้ชีวิตของกันและกัน หลังจากที่ต้องแยกจากกันไปได้

“แมทถูกพวกมันรุมฆ่าตายในคืนวันเดียวกัน กับที่เขียนจดหมายฉบับนี้” แดนพูดขึ้น เอิงรู้สึกตกใจอย่างที่สุด ที่ได้ยินแบบนั้น น้ำตาของเอิงไหลลงมาเป็นทาง “ก่อนเขาจะสิ้นลม เขาพยายามจะคลานออกมาจากตรงนั้น เผื่อว่าเขายังจะมีโอกาสอีกสักครั้ง ครั้งสุดท้าย ที่จะได้มาเจอด้าจก์ซาย” เอิงตอนนี้รู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังถูกมือใหญ่ ๆ บีบบิด จนมันผิดรูปผิดร่าง ความเกรี้ยวกราดจากอารมณ์ที่คงเหลือมาจากกาลก่อน พัดกระหน่ำใจของเขา

อันน์เบือนหน้าหันไปอีกทาง เมื่อรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เธอรีบปาดเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ ให้น้ำตาอุ่น ๆ นั้นหมดไป แต่มันกลับไหลกลับลงมาอีกอย่างต่อเนื่อง ฐานทัพที่รู้สึกเศร้าใจไปกับเรื่องราวนี้ หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้กับอันน์ เขารู้ ว่าอันน์รู้สึกสะท้อนใจไปกับความไม่แฟร์ที่เกิดขึ้นกับแมทและด้าจก์ซาย จึงร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ได้อีกต่อไป แต่เป็นที่ฐานทัพเอง ที่ไม่อยากเห็นอันน์ต้องเสียน้ำตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม อันน์รับผ้าเช็ดหน้ามาอย่างว่าง่าย

เมื่อดาวเจ้าเรือนวินาศน์ หรือเรือนอนาทรร้อนใจ มาตกในเรือนตนุ หรือเรือนตัวตน เจ้าชะตามักได้รับความยุ่งยาก ความลำบาก ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด มีอุปสรรคเข้ามา มีคนเกลียดชัง เจ้าชะตาอาจจะพิกลพิการ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขต มีความลับบางอย่าง ที่ไม่สามารถเปิดเผยให้คนอื่นล่วงรู้ได้ เสียอะไรไปแล้ว บางทีก็ได้คืน แต่อาจจะได้คืนมาในรูปอื่น

ด้าจก์ซายใช้เชือกพันกล่องใบนั้นจนรออบ แล้วมัดมันเอาไว้เป็นเงื่อนตาย เพื่อไม่ให้ของข้างในกล่อง หลุดร่วงออกมา ด้าจก์ซายกอดกล่องใบนั้นจนแน่น สายตามองตรงไปข้างหน้า ออกวิ่งไปเรื่อย ๆ แม้ว่าใกล้จะหมดแรง พื้นโคลนลื่น ๆ ทำให้ด้าจก์ซายต้องล้มลงกับพื้นนับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายไถลตกลงไปจากที่เดิม จนต้องตะเกียกตะกายยันตัวให้ลุกขึ้นมาได้ใหม่ น้ำตาที่ไหลลงมา ปล่อยให้มันไหลไป ภายในใจจดจำภาพใบหน้าของแมท นายทหารช่างชาวอังกฤษคนนั้น จากภาพจำเมื่อครั้งนั้น ที่ได้แตะนิ้วไล่สัมผัสใกล้ชิด ภาวนาอยู่ภายในใจ ว่าจะไม่ลืม ต่อให้กายต้องดับสลายลง ณ ตอนนี้



***************************

https://www.youtube.com/watch?v=yP1f93CFPm8

ที่สุดของความเสียใจ

คือตอนที่เสียเธอไป

มันคงเป็นความทุกข์ใจ

ที่สุดที่ฉันมี

แต่เมื่อเวลาพ้นผ่าน

ความสุขที่ฉันพอมี

มันคือเวลาที่ฉันได้คิดถึงเธอ

ไม่กลัวและไม่หวั่น

เรื่องร้ายร้ายใดใด

ไม่กลัวแม้โรคภัย

กลัวแค่ความจำลบหาย

หากมีปาฏิหารย์

ขอพรได้ครั้งสุดท้าย

ฉันขอแค่เพียงก่อนตาย

ฉันจำเธอได้ก็พอ

ได้กลับมานั่งทบทวน

เรื่องราวเหล่านั้นอีกที

เวลาดีดีช่วงที่มีเธอข้างกาย

ได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตา

เป็นสุขลึกลึกในใจ

และรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทาง

จะได้เธอ คืนมา

ไม่กลัวและไม่หวั่น

เรื่องร้ายร้ายใดใด

ไม่กลัวแม้โรคภัย

กลัวแค่ความจำลบหาย

หากมีปาฏิหารย์

ขอพรได้ครั้งสุดท้าย

ฉันขอแค่เพียงก่อนตาย

ฉันจำเธอได้ก็พอ



หากมีปาฏิหารย์

ขอพรได้ครั้งสุดท้าย

ฉันขอแค่เพียงก่อนตาย

ฉันจำเธอได้ก็พอ

ที่สุดของความเสียใจ

คือตอนที่เสียเธอไป

มันคงเป็นความทุกข์ใจ

ที่สุดที่ฉันมี

แต่เมื่อเวลาพ้นผ่าน

ความสุขที่ฉันพอมี

มันคือเวลาที่ฉันได้คิดถึงเธอ

คือเวลาที่ดีที่สุดที่ฉันเคยมี

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

๑๖.



ศุภะ – พันธุ (ถึงกาลกลับตาลปัตร)





“แกเข้าไปรอในห้องฉัน เดี๋ยวฉันโทรบอกน้องต้อนรับ ว่าให้เอาคีย์การ์ดสำรองให้แก แกจะได้ใช้ลิฟต์ได้ แต่รออยู่เฉย ๆ อย่าวุ่นวาย เข้าใจมั้ย ส่วนรหัสเข้าห้องเดี๋ยวฉันส่งข้อความไปให้” อันน์พูดจบก็กดวางสาย ก่อนจะเปิดแอปพลิเคชันแชทขึ้นมาพิมพ์รหัสคีย์แพดประตูห้องของเธอ ก่อนกดส่งไป อันน์หันไปสั่งงานกับผู้ช่วยหน้าห้อง แล้วก็รีบออกไปทันที

ฐานทัพที่เพิ่งกลับมาจากไปเข้าห้องน้ำ เดินกลับมาที่ห้องทำงานของอันน์ แต่ก็ไม่พบเจ้าตัวนั่งอยู่ เขามองหาอีกฝ่ายไปทั่วออฟฟิศ แต่ก็ไม่พบ สอบถามกับผู้ชายหน้าห้องของอันน์ ได้ความว่าเห็นอันน์รับโทรศัพท์ ก่อนจะสั่งงานไว้และรีบออกไป ฐานทัพมองดูนาฬิกาข้อมือ มันเลยเวลาเลิกงานมาพอสมควรแล้ว ชายหนุ่มนึกสงสัยว่าอันน์รีบออกไปเจอใคร

อันน์เปิดประตูห้องเข้ามา เธอมองเห็นชายหนุ่มคนนั้น นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ เสียงประตูเปิดทำให้เขาหันกลับมามอง ก่อนจะเผยยิ้มเหงา ๆ ให้กับเจ้าของห้อง อันน์วางกระเป๋าสะพายและเอกสารลงบนโต๊ะไม้กลม เธอมองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างนั้น แล้วพลางนึกขำ กับท่าทางซึมกะทือ ไม่เหมือนคนเดิมที่เธอเคยเห็น ตั้งแต่รู้จักกันมา

“ซะหน่อยมั้ย” อันน์กล่าวกับชายหนุ่ม ขณะยกขวดวิสกี้เจียระไนขึ้นรินน้ำสีอำพันลงในแก้ว “ไม่ล่ะ เพิ่งสร่างเมาเนี่ย” ชายหนุ่มปฏิเสธคำชวน “แต่ฉันต้องขอสักหน่อย” อันน์ยกแก้วขึ้นจิบ ก่อนจะตัดสินใจกระดกเหล้าที่เหลือในแก้วลงคอไปพรวดเดียว แล้วจึงรินเติมแก้วใบนั้นใหม่อีกครั้ง

“วันนี้เจอมาหนักขนาดนั้นเลยหรือ” ชายหนุ่มที่เคยชินตา กับการกระดกเหล้าเพียว ๆ ของอันน์ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็ยังอดเอ่ยปากถามไม่ได้ “ยิ่งกว่าสิแก” อันน์พูดขึ้น ก่อนจะไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟานุ่มตัวใหญ่ แล้วจึงสะบัดส้นสูงคู่แพงให้หลุดออก เธอเป่าลมออกจากปาก เหมือนจะระบายความเหนื่อยล้าในวันนี้ให้บรรเทาลง

“เอิงมันเป็นไงบ้าง” อันน์สบตาคนถาม ถอนหายใจอีกครั้ง “ฉันไม่เคยเห็นมันเซได้ขนาดนี้มาก่อน” อันน์ตอบไปตามความจริง “แก นี่มันไอ้เอิงนะ คนที่ไม่หวั่นไหวกับอะไรทั้งนั้น” พูดไป อันน์ก็ยิ่งนึกห่วงรุ่นน้อง “ปราชญ์ ตั้งแต่คบกันมันมา แกเคยเห็นมันร้องไห้ฟูมฟายบ้างมั้ยล่ะ” เจ้าของชื่อส่ายหน้าแทนคำตอบ

“แต่มันก็น่าเหลือเชื่อจริง ๆ นะเจ้” ปราชญ์ที่ได้ฟังเรื่องราวคร่าว ๆ จากอันน์ก่อนหน้านี้ ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน “ฝรั่งมันมั่วหรือเปล่า” ปราชญ์ถามแบบตั้งข้อสังเกต “มั่วไม่มั่ว คุณแดนก็ไปตามหาหลักฐานมาให้ดู แถมไอ้เอิงยังเล่าต่อเหตุการณ์กับคุณแดนเข้าได้อีก ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องจริง สองคนนี้ก็เข้าขากัน จนเป็นตุเป็นตะกันเกินไปแล้วล่ะ คนมันไม่รู้จักกันมาก่อน” อันน์เองยังยอมจำนนกับข้อที่ว่านี้

“ตอนเรียนมันก็ไม่สนใจใครเลยจริง ๆ นั่นแหละ” ปราชญ์จำได้ดี ถึงเอิงที่นิ่งมากกับเรื่องความรัก “ขนาดมีหนุ่ม ๆ มากมายหลายคณะ เวียนมาขายขนมจีบมัน มันเคยมองใครซะที่ไหน” ปราชญ์ยังจำภาพหนุ่มหล่อหลายคน เดือนคณะ เดือนมหาวิทยาลัย เกือบทุกชั้นปี ที่ต้องหน้าม้านกลับไป เพราะอาการนิ่งเฉย ไม่หือไม่อือกับใครทั้งนั้นของเอิง

“นี่ถ้าไม่มีเรื่องนี้นะ ฉันจะให้มันไปบวชชีแล้วนะ” อันน์พูดติดตลก ปราชญ์พอจะเผยยิ้มออกมาได้ “แก ปราชญ์ ไอ้เอิงมันบอกอีกว่า มันเห็นคนที่หน้าตาเหมือนแก ในภาพอดีตของมันด้วยนะ” ปราชญ์ที่ได้ยินแบบนั้น ถึงกับขมวดคิ้วสงสัย “ผมเนี่ยนะ” ปราชญ์ชี้นิ้วที่ใบหน้าของเขาเอง “ก็มันบอกกับฉันแบบนั้น” อันน์ยืนยันถึงสิ่งที่เอิงพูดกับเธอ

“แถมมันยังบอกอีกว่า แกมีเลิฟ อินเทอเรสต์ เป็นคนที่มันเป็นเมื่อครั้งโน้นด้วยนะ” ปราชญ์ฟังแล้วคิดว่า นี่ต่างหากที่ไม่น่าเชื่อหูตัวเองมากที่สุด “โห เจ้ เจ้อันน์ก็รู้ ว่าเคยมีคนพยายามจับคู่ผมกับไอ้เอิง มันยังบอกเลย ว่าผมน่าขนลุกมากที่สุด ในบรรดาผู้ชายร้อยแปดที่มันโดนจับคู่ด้วย”

ปราชญ์ยังนึกขำเมื่อรู้ว่า มีคน 'จิ้น' เขากับเอิง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า มีคนเห็นเขากับเอิงอยู่ด้วยกันเสมอ อันน์เองยังจินตนาการไม่ออก หากว่าเอิงตกลงคบกับปราชญ์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปราชญ์ที่อันน์รู้จัก ไม่เคยมีใจว่อกแว่กไปจากคนของตัวเองเลย

“ว่าแต่ ยังไง แกน่ะ พอจะบอกอาการของแกให้ฉันฟังได้หรือยัง” อันน์ยิงคำถามใส่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย เธอสังเกตได้เลยว่า ใบหน้าของปราชญ์ดูหมอง ๆ ไปจากเดิม รุ่นน้องคนที่สองของเธอที่มีปัญหาพุ่งใส่ชีวิต “ปั๋นเงียบหายไปเลยว่ะเจ้ ผมไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนแล้ว” ปราชญ์พูดระบายความอัดอั้นออกมา กับเวลาเป็นเดือน ๆ ที่เขาเที่ยวตามหาว่าปั๋นไปอยู่ที่ไหน

“ไปมันมาทุกที่ที่คิดออกแล้ว ก็ยังไม่มีเจอตัว แถมอาจารย์ที่ปรึกษาที่รู้ว่า ปั๋นเริ่มทำงานแล้ว ก็ไม่ยอมบอกผมอีก ว่าปั๋นไปทำงานที่ไหน แถมปั๋นก็ใจแข็งเกิน ไม่โทรหา ไม่ติดต่อผมกลับมาเลย” อารมณ์หงุดหงิดปนเศร้าส่งผ่านออกมากับน้ำเสียงของปราชญ์ “ปั๋นมันไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนแล้วหรือ” อันน์ถามขึ้น เผื่อว่าปราชญ์จะหลงลืมใครไป

“ตั้งแต่แม่ของปั๋นเสีย ปั๋นก็มีแต่ผมนี่แหละ ที่เหมือนญาติคนสุดท้าย” ปราชญ์ตอบคำถามของอันน์ ตั้งแต่นั้นมา ปั๋นก็เหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครคิดอยากจะมาวุ่นวายด้วย “แล้วที่แกบอกว่า เอิงมันเคยดูให้ ว่าปั๋นมันมีดวงผู้ใหญ่ให้การอุปถัมภ์ แล้วอย่างนี้มันจะเป็นจริงไปได้ยังไงวะ” อันน์นึกสงสัย เพราะปกติ เอิงเวลาตรวจดวงให้ใคร มักไม่พลาด หรือผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปไกลนัก

นี่ก็อีกคน อันน์คิด ปราชญ์ที่เคยเป็นคนจัดแจงจัดการ อะไรได้ทุกอย่าง กลับต้องมาจนมุมกับ 'คนของผม' จนดูเหมือนจะหาทางออกไม่ได้ ดูไป อันน์ก็นึกเห็นใจปราชญ์อยู่ไม่น้อย แม้ว่าอันน์จะรู้ว่า ปราชญ์เอาแต่วิธีของตัวเองเท่านั้น เวลาที่อยู่กับปั๋น แต่เธอก็รู้ดีว่า ปราชญ์จริงจังและจริงใจกับเด็กคนนั้นมากขนาดไหน อันน์หมุนแก้วเหล้าในมือของตัวเองไปมาเบา ๆ พลางช่วยนึกความเป็นไปได้ในกรณีนี้

“ผู้ใหญ่อุปถัมภ์” อันน์พึมพำออกมา “หรือว่ามีเสี่ยรวย ๆ อุ้มหายไปแล้ววะ” อันน์พูดแหย่รุ่นน้อง เพราะรู้ว่าได้ผล “อีเจ้อันน์ อย่าร้าย” ปราชญ์หันขวับมาดุเจ้าของเพ้นท์เฮ้าส์ห้องนี้เข้าให้ ก็คงจะมีแต่อันน์นี่ล่ะมั้ง ที่ถึงยังไง ปราชญ์ก็โกรธไม่ลง แม้ว่าจะพูดจาไม่เข้าหูแบบนี้ก็ตาม

“อ้ะ ๆๆ เอาดี ๆ ก็ได้ คำว่าผู้ใหญ่เนี่ย มันก็ไม่จำกัดแค่ญาติของไอ้ปั๋นมันเท่านั้นนี่ ใครที่นึกเอ็นดู หรือสนิทกับมัน ก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ ใช่มั้ยล่ะ” อันน์ว่า ปราชญ์ต้องลองถอยออกมามองภาพกว้าง ๆ คนเรามันคงไม่ถึงกับอาภัพ จนไม่มีใครในชีวิตสักคนหรอก ปราชญ์ฟังแล้วนึกตามที่อันน์พูด ซึ่งเขาก็เห็นว่าเข้าเค้า จนปราชญ์นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

“อีเจ้ ขอบคุณมาก เจ้อันน์ ขอบคุณมาก” ปราชญ์กระโดดพรวดมาหอมแก้มอันน์ฟอดใหญ่ อันน์ร้องว้ายตกใจ ที่อยู่ ๆ ปราชญ์ทำแบบนั้น “อะไรของแก อีปราชญ์ อีบ้า” อันน์ถามพลางเช็ดรอยหอมของปราชญ์ทิ้ง “นอกจากจะสวยแต่แรดแล้ว เจ้ยังฉลาดที่สุด นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน จะดูดปากเจ้ซักจ๊วบ แต่ เอาไว้ก่อน ติดไว้ก่อนจะเจ้ ผมไปก่อนล่ะ ผมรีบ” ปราชญ์ละล่ำละลักพูดด้วยความตื่นเต้น อันน์ที่บอกว่าเธอไม่ต้องการจูบอะไรนั่น ตะโกนถามไล่หลังปราชญ์ไป ว่าเขาจะไปไหน เสียงตอบกลับมาไกล ๆ ว่า 'เชียงราย'

ปราชญ์จับเครื่องบินเที่ยวเช้าสุด ในวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เขาขับรถเช่าออกจากสนามบินแม่ฟ้าหลวง ปราชญ์ลดกระจกลง อากาศเย็นสบายพัดผ่านใบหน้าของเขา ปราชญ์รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีในรอบหลายเดือน เขาขับรถขึ้นดอยไปด้วยความหวังที่มีอยู่เต็มเปี่ยม เขามั่นใจว่า เขาจะต้องเจอปั๋น เมื่อเขาขับรถจนถึงที่หมาย กำลังใจของเขาหลั่งไหลเข้ามาเติมพลังกาย ปราชญ์รู้ว่าเขาคิดไม่ผิดอย่างแน่นอน

“คุณปั๋นดื่มกาแฟก่อน” ปั๋นหันมาตามคำชวนนั้น ก่อนจะยกมือไหว้ของคุณผู้มีวัยวุฒิมากกว่า ที่ยกกาแฟมาให้ “ไม่ต้องไหว้ป้าแล้วลูก” ผู้มีอายุอานามราวป้าเอ่ยห้าม เพราะถือว่าตอนนี้ กลายเป็นคนคุ้นเคยกันแล้ว “หอมอร่อยมากเลยครับ ป้านวลรู้ใจผมที่สุด” ปั๋นจิบกาแฟ ก่อนจะเอ่ยชมคุณป้าแม่บ้าน ที่ปั่นฝากท้องเอาไว้ด้วย ตั้งแต่ที่มาถึงที่นี่ใหม่ ๆ

“เดี๋ยวนี้ปั๋นมีคนที่รู้ใจมากกว่าพี่แล้วหรือครับ” ปั๋นหันไปมองตามเสียงที่ไม่ได้ยินมาหลายเดือนนั้น “คุณปราชญ์” ปั๋นตกใจที่เห็นปราชญ์มายืนอยู่ตรงหน้าเขา “กลับบ้านกับพี่” ปราชญ์เดินเข้าประชิดตัวปั๋น คว้าข้อมือของปั๋นให้เดินตาม “คุณปราชญ์ ผมไม่ไป” ปราชญ์หันมาส่งสายตาดุใส่ปั๋น ที่พยายามดึงข้อมือของตัวเองให้หลุดออกจากการเกาะกุมนั้น

“คุณคะ คุณจะทำอะไรคุณปั๋น” ป้านวลรีบเข้ามาห้ามชายหนุ่มผู้มาใหม่ “คุณเป็นอะไรกับคุณปั๋น ถึงได้มาบังคับกะเกณฑ์กันแบบนี้ ปล่อยคุณปั๋นเดียวนี้นะคะ” ป้านวลร้องห้าม เมื่อปราชญ์ดึงตัวปั๋นจนปลิวตามแรง ให้เดินตามเขากลับไปที่รถ เสียงเอะอะดังขึ้น ชายหนุ่มสองคนยื้อยุดกันไปมา ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมทำตามอีกฝ่าย “จะไปกับพี่ดี ๆ หรือจะให้พี่ประกาศให้ทุกคนรู้กันทั่ว ว่าพี่กับปั๋นเป็นอะไรกัน” ปราชญ์พูดขู่ปั๋น

“ตาปราชญ์ อย่าทำตัวรุ่มร่าม” เสียงของผู้อาวุโสดังขึ้น ดุและเฉียบขาด “คุณย่า” ปราชญ์หันไป ก็เจอกับเจ้าของเสียงออกคำสั่งนั้น “ปล่อยแขนเจ้าปั๋น” ปราชญ์ทำสีหน้าจะไม่ยอม “นี่ย่าสั่งเราอยู่นะ ปราชญ์” ชายหนุ่มจำใจต้องปล่อยมือจากปั๋น เจ้าของข้อมือพอหลุดจากอุ้งมือที่แข็งเหมือนเหล็กของปราชญ์ได้ ก็ขยับตัวห่างปราชญ์ออกมา ชายหนุ่มรีบเดินตาม หวังจะอยู่ใกล้กับอีกฝ่าย ไม่ให้คลาดสายตาไปไหนได้อีก

“ปราชญ์” เสียงเรียกปรามชายหนุ่มลงได้อีกครั้ง “ขึ้นมาบนเรือนนี่” ย่าของเขาสั่ง “แต่คุณย่าครับ ผมมีเรื่องต้องคุยกับปั๋น” ปราชญ์ให้เหตุผลกับย่าของเขา “ถ้าอย่างนั้น เธอและเจ้าปั๋น ขึ้นมาด้วยกันทั้งคู่ เดี๋ยวนี้” ปราชญ์รู้ว่าคุณย่าของเขาเป็นผู้หญิงดุ เฉียบขาด มาแต่ไหนแต่ไร ปั๋นรับคำผู้อาวุโส เดินน้ำหน้าขึ้นบันไดไป โดยมีปราชญ์เดินตาม บนเรือน ปราชญ์เห็นย่าของเขานั่งอยู่บนตั้งตัวใหญ่ ปั๋นทรุดตัวลงนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง

“เจ้าปราชญ์มานั่งฝั่งนี้” ปราชญ์ที่พุ่งตัวจะเข้าไปนั่งชิดติดกับปั๋น “มานี่” ถึงกับต้องเบรกตัวโก่ง เมื่อโดนย่าจับนั่งแยกห่างกัน ปราชญ์นั่งลงตรงข้ามกับปั๋น ห่างออกมาพอสมควร “คุณย่าครับ” ปราชญ์ประท้วงเสียงอ่อย ผู้มีอาวุโสกว่าส่ายหน้าด้วยอาการเหนื่อยใจ กับนิสัยแก้ไม่หายของหลายชาย ที่อยากจะเอาอะไร อยากจะได้อะไรแล้วล่ะก็ ต้องเอามาให้ได้ ปั๋นนั่งก้มหน้า แกล้งไม่สบตาปราชญ์ ที่มองเขาแบบไม่วางตา

“ปั๋น พี่คิดถึงปั๋นมาก ปั๋นคิดถึงบ้างมั้ย” ปราชญ์เอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ก่อนจะได้ยินเสียงกระแอมในลำคอของคุณย่า ขัดจังหวะขึ้นมา “มีธุระอะไรถึงได้มาถึงที่นี่ได้ ตาปราชญ์ ร้อยวันพันปี ย่าชวนแล้วชวนอีก แกก็ไม่คิดจะมา” ปราชญ์ยิ้มแหย ๆ เมื่อได้ยินย่าถามคำถามนั้น เขาไม่มาที่นี่ เพราะไม่อยากอยู่ห่างจากปั๋น และตอนนั้นปั๋นปฏิเสธที่จะมาด้วย ถ้าปราชญ์จะมาหาย่า ก็ต้องมาคนเดียว

“ปั๋น แล้วนี่ ตาปราชญ์เขาคิดถึงเธอ ตามมาทวงเธอคืนจากฉัน ตกลง เธอเป็นอะไรกับหลานฉันแน่กันฮึ” คุณย่าหันมาถามปั๋นที่มีท่าทีอึกอักชัดเจน “พี่น้องกัน ต้องตามหวง ตามทวงคืนกันแบบนี้ด้วยรึ แปลก พิลึก” ปั๋นเงยหน้ามองไปทางปราชญ์ ทั้งสองคนสบตากัน ปั๋นส่ายหน้าห้าม จะไม่ให้ปราชญ์พูดอะไรออกไป แต่ปราชญ์คิดว่า มันถึงเวลาแล้ว ที่เขาต้องพูดความจริง

“ปั๋นเป็นแฟนผมครับ ผมกับปั๋น เราคบกันอยู่ครับ” ปราชญ์พูดตอบย่าออกไป ปั๋นหันไปทางผู้อาวุโส “ไม่ใช่นะครับ ไม่จริงครับคุณย่าท่าน คุณปราชญ์พูดแกล้งผมไปอย่างนั้นเอง คุณย่าท่าน อย่าเชื่อนะครับ ไม่ใช่ครับ” ก่อนจะละล่ำละลักพูดออกมา “เราสองคนมีอะไรกันแล้วครับ ผมเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะผมคิดว่าในเมื่อเราเป็นคนรักกัน ผมกับปั๋นถ้าจะนอนด้วยกัน ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน” ปราชญ์ยังยืนยันตามที่เขาพูด กับคำถามว่า ปั๋นเป็นอะไรกับเขา

“บัดสีจริง ๆ เด็กสมัยนี้” เสียงพูดของย่าขุ่น “แล้วนี่ ตัวก็ยอมให้เขารังแก จะปัดป้องขัดขืนสักหน่อยล่ะมีมั้ย” ย่าหันไปดุขึ้งเอากับปั๋น ที่ได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าพูดอะไรออกมา “เรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ว่าย่าจะไม่รู้มาก่อนนะ ตาปราชญ์” หลานชายตัวดีของคุณย่า ถึงกับตกใจหูผึ่ง ที่ได้ยินย่าของเขาพูดแบบนั้น ผู้ที่คนงานโทรมารายงาน เมื่อตอนเห็นปั๋นเดินลงมาจากตึกกลาง ก็คือคุณย่านี่เอง

“แต่พ่อของแกรู้เรื่องได้ยังไง อันนั้น ย่าไม่เกี่ยวด้วย” ปราชญ์ฟังที่ย่าเขาพูด แล้วก็พอจะยิ้มออกมาได้ “แปลว่า คุณย่าทราบอยู่แล้ว เรื่องผมกับปั๋น ถ้าอย่างนั้น ผมขอพาปั๋นกลับกรุงเทพฯ วันนี้เลยนะครับ” ปราชญ์รีบขออนุญาตย่าของเขาทันที “มันก็คงจะง่ายแบบนั้นนะ ถ้าตอนนี้ เจ้าปั๋นไม่ได้เป็นคนของย่า” ปราชญ์อึกอักเมื่อย่าพูดแบบนั้น “แกคิดว่า ใครเป็นคนพาเจ้าปั๋นมาที่นี่กัน เจ้าปราชญ์” ย่าหันมาถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง วันที่ปั๋น ออกจากบ้านนั้นมา เด็กหลงทางคนนี้ ที่ร้องไห้เดินออกมาอย่างไร้จุดหมาย มีคุณย่าท่านคนนี้ ที่สั่งให้ปั๋นขึ้นรถมาด้วยกัน

“ที่ย่านิ่งดูดายมาตลอด ก็เพราะย่าคิดว่า พ่อแกจะไม่ถึงกับขับไล่ไสส่งกัน ถึงย่าจะเป็นแม่ของพ่อแก แต่เรื่องภายในบ้านของแก ย่าไม่เคยไปยุ่งด้วย” ย่าของเขาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น “ไม่อย่างนั้น ย่าคงพูดเรื่องมรดกของย่าน้อย ที่ยกให้ปั๋นทั้งหมดไปนานแล้ว” ปราชญ์แปลกใจระคนดีใจกับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ “คุณย่าน้อยยกทุกอย่างให้กับปั๋น จริง ๆ หรือครับคุณย่า” ชายหนุ่มรู้ว่า ตอนที่ย่าน้อยยังอยู่ ย่าน้อยเอ็นดูแม่และปั๋นมาก คอยชวนให้ทั้งสองเดินไปหาท่านที่บ้านใน ที่อยู่อีกฟากกำแพงบ่อย ๆ

“ย่าน้อยกลัวว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดกับเจ้าปั๋นเข้าสักวัน ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ จึงทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้” คุณย่าพูดก่อนจะถอนหายใจออกมา “แต่ย่าน้อยก็มาจากไปเสียก่อน” คุณย่าคิดถึงน้องสาวที่คลานตามกันออกมา “ทุกอย่างเลยถูกละเลยมาจนป่านนี้ ย่าทำผิดกับย่าน้อย แม่ของเจ้าปั๋น และก็เจ้านี่ด้วย” คุณย่าที่คอยดุด่าว่ากล่าวอยู่เสมอ แต่จิตใจของคุณย่า มีแต่ความหวังดีมอบให้ ปั๋นเองก็รู้ว่า คุณย่าท่านให้ความเมตตา ตัวเขาเองไม่คิดโทษผู้อาวุโสกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

“เมื่อเจ้าปั๋นออกมาจากบ้านของพ่อแกโดยสมบูรณ์แล้ว ก็เท่ากับว่า เจ้าปั๋นมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ตามแต่ที่มันปรารถนา” คุณย่าพูดต่อ “เช่นเดียวกันกับที่ดินผืนนี้ ที่ย่าน้อยยกให้กับเจ้าปั๋นพร้อมรีสอร์ต ย่าที่เป็นเพียงผู้อยู่อาศัย จะไปสั่งให้เจ้าของเขาทำโน่น ไม่ทำนี่ มันก็กระไรอยู่ ดังนั้น เธอก็คิดตริตรองดูเอาก็แล้วกัน ว่าเธอจะคิดอ่านประการใดต่อไป เจ้าปั๋น” คนที่ถูกเรียกว่าเจ้าของที่ไม่อยากให้ผู้อาวุโสคิดแบบนั้น

“คุณย่าท่าน ผมไม่เคยคิดแบบนั้นนะครับ คุณย่าท่านไม่ได้อยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัยนะครับ” ปั๋นพยายามอธิบายให้ย่าของปราชญ์เข้าใจ “คุณปราชญ์ครับ คุณปราชญ์กลับกรุงเทพฯไปเถอะครับ ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น ผมจะอยู่ที่นี่ คุณย่าท่านครับ ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ วันนี้เราวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องกันมามากพอแล้ว” ปั๋นยกมือไหว้คุณย่าของปราชญ์ ก่อนจะเดินลงเรือนมา ปราชญ์ไม่รอช้า รีบตามลงมาด้วย

“ใช่สิ เดี๋ยวนี้ ปั๋นไม่ต้องการพี่แล้วนี่” ปั๋นได้ยินปราชญ์พูดไล่หลังมา เขาหยุดแล้วหันกลับไปทางปราชญ์ “คุณปราชญ์ครับ การที่ผมมีอะไรมากขึ้นในชีวิต ไม่ได้หมายความว่า ความรู้สึกของผมจะเปลี่ยนไปทั้งหมดนะครับ ความคิดบางอย่างอาจจะใช่ แต่ความรู้สึกของผมยังเหมือนเดิม” ปราชญ์ประหลาดใจที่เห็นบางอย่างในตัวของปั๋นเปลี่ยนแปลงไป และสำหรับปราชญ์ มันดูน่าค้นหามากขึ้น

"ผมได้มาตั้งต้นที่นี่ เริ่มต้นนับหนึ่งด้วยตนเองที่นี่ โดยที่ผมไม่ต้องกังวลว่า จะมีใครมาไล่ผมให้ไปไหนอีก คุณปราชญ์ครับ ถ้าคุณปราชญ์จะเข้าใจ ผมต้องการมีที่มีทางเป็นของตัวเอง สร้างความภาคภูมิใจ สร้างสินทรัพย์ สร้างความมั่นคงให้กับตัวเอง โดยพึ่งพาคนอื่นให้น้อยลง คุณปราชญ์จะไม่ยินดีไปกับผมด้วยหรือครับ ว่าต่อไปผมไม่ต้องพึ่งคุณปราชญ์แล้ว ส่วนเงินสองแสนบาทนั้น คุณย่าท่านบังคับให้ผมโอนคืนไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ปราชญ์ไม่เคยเห็นปั๋นในมุมนี้มาก่อนเลย และมันก็สร้างความประทับใจใหม่ให้กับเขา

“ผมน้า ๆ ป้า ๆ ที่นี่ที่ต้องดูแลพวกเขา มีคุณย่าท่านที่ผมต้องตอบแทนพระคุณ ผมจะอยู่ที่นี่ ส่วนคุณปราชญ์มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ คุณปราชญ์กลับไปทำในสิ่งที่คุณปราชญ์ต้องทำเถอะครับ” ปราชญ์ไม่นึกว่าวันหนึ่ง เขาจะต้องมาโดนปั๋นสั่งสอนเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบแบบนี้ “สรุปคือ ปั๋นยังรักพี่เหมือนเดิมสินะ” ปราชญ์พูดจบก็ยิ้มกว้างออกมา

“มีตรงไหนที่ผมพูดแบบนั้นกัน คุณปราชญ์ฟังยังไง” ปราชญ์ไม่ได้ฟังที่ปั๋นประท้วงเสียด้วยซ้ำ กลับขยับตัวเดินเข้าไปหาปั๋น “ถ้างั้น พี่จะกลับไปเคลียร์ในส่วนของพี่ให้เสร็จสิ้น แล้วพี่จะกลับมาหาปั๋น พี่จะขอสมัครเป็นคนงานที่รีสอร์ตสักคน หวังว่าคุณเจ้าของจะไม่ใจร้าย ไล่ลูกนกลูกกาคนนี้ไปนะครับ” ปราชญ์พูดพลางทำสายตากรุ้มกริ่มใส่ปั๋น

“คุณปราชญ์มาอยู่ที่นี่ไม่ไหวหรอก มันลำบาก ที่ผมอยู่ที่นี่ได้ เพราะผมลำบากมาจนชินแล้ว” ปั๋นปรามอีกฝ่าย เพราะไม่อยากให้ปราชญ์ต้องมาลำบากด้วย “ทำไมจะอยู่ไม่ได้ ปั๋นอยู่ได้ พี่ก็อยู่ได้ เดี๋ยวพี่จะมาลำบากจนชิน เป็นเพื่อนปั๋น อีกอย่าง ย่าพี่ยังอยู่ได้ เพราะได้ปั๋นดูแล ขอบคุณนะครับ” ปราชญ์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ต่อให้หนีกันไปยังไง สุดท้ายเราสองคนก็กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนเดิมอยู่ดี” ปราชญ์ไม่พูดเปล่า ยื่นหน้าเข้าใกล้ปั๋น และจังหวะที่ปั๋นเผลอ ปราชญ์ประกบริมฝีปากของเขาเข้ากับปั๋น ก่อนจะดึงตัวของปั๋นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด

“คุณปราชญ์ อย่ามาขโมยคุณปั๋นไปจากพวกเรานะคะ” เสียงคนงานห้ามชายหนุ่มไม่ให้มาแย่งคุณปั๋นของพวกเขาไป “คุณปั่นอยู่ที่นี่กับพวกเรานะครับ อย่าไปหลงคารมป้อจายกรุงเทพฯ เน้อ” เสียงใครอีกคนโอดครวญ กลัวว่าปั๋นที่เป็นที่รักของคนงานที่นี่ จะปันใจให้ชายหนุ่มเมืองกรุง แล้วพากันจากที่แห่งนี้ไป

“ตาปราชญ์ เจ้าปั๋น” เสียงดุที่ลอยมานั้น ฟังดูก็รู้ว่า เดี๋ยวทั้งคู่จะต้องเจอดีแน่ ๆ “เพิ่งจะบอกไปหยก ๆ เจ้าปั๋น ว่าเธออย่ายอมง่าย ๆ นี่เข้าใจที่ฉันพูดสอนไปบ้างมั้ยเนี่ย” ปราชญ์ถอนจูบนั้นออก เสียงของคุณย่าทำให้เขารู้ว่า หลังจากนี้ เขาคงจะต้องโดนหยิกจนเนื้อเขียวเป็นแน่ แต่มันก็คุ้มอยู่นะ ที่เขาตามหาปั๋นจนเจอในวันนี้ “ยอมพี่แบบนี้น่ะ ดีแล้วนะครับ คนดี” ปราชญ์พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน โดยมีปั๋น ที่ยอมให้ปราชญ์กอดอยู่ในอ้อมแขนนั้น

ดาวพฤหัส ๕ เทพเจ้าแห่งคุณธรรม เมื่อมาสถิตในภพศุภะ ไม่ว่าพื้นเพเดิมจะลำบากยากจนหรือต่ำต้อยมาอย่างไรก็ตาม ก็มีเกณฑ์จะประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ อย่างคาดไม่ถึง วาสนาพุ่งขึ้น มีความสำเร็จและสมหวังตามที่ใจต้องการ เมื่อดาวเจ้าเรือนศุภะ ความเจริญก้าวหน้า มาตกในเรือนพันธุ ที่อยู่อาศัย มักจะมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาหารือในการสร้างฐานะ เจ้าชะตามักจะสนใจดูแลทุกข์สุขให้แก่ญาติมิตรของตนเอง นั่นแล



******************************

https://www.youtube.com/watch?v=qaJHGZ9RKZE

ทุกครั้งที่รู้ว่าดาวตก ทั้งโลกจะมองขึ้นฟ้า รอคอยอยากเห็นชั่วพริบตา ที่ดาวลงมาบนนั้น กี่สิบร้อยพันปีจะมีสักหนึ่งครั้ง มีแค่เสี้ยวนาทีที่เราจะเห็นมัน ทุกครั้งก็ได้ยินคนเล่า ถ้าเราลองอธิษฐาน ทันเวลาที่แสงดาวพาดผ่าน ทุกอย่างจะเป็นเรื่องจริง บันดาลทุกทุกสิ่งดังใจปรารถนา หากเมื่อถึงเวลาหลับตาและกลั้นใจ ทำให้ ในช่วงเวลาที่ดาวตก ฉันจึงไม่เคยได้ลืมตา มันกำลังภาวนาหลับตาลงเพื่ออธิษฐานให้เธอคืนกลับ เพราะเธอไม่กลับ ไม่กลับมา มันนานเกินไป รู้มั๊ย ในช่วงเวลาที่โลกหยุดดูดวงและดาวที่พาดผ่าน พันปีหรือนานแสนนาน กับการรอคอยจะได้เห็นมันอีกสักครั้ง มันก็ไม่สำคัญ เพราะสำหรับฉัน ดาวทุกดวงได้ดับไป ตั้งแต่เธอไม่กลับมา ทุกครั้งที่รู้ว่าดาวตก ถ้าหากเธอมองขึ้นฟ้า เธอจงโปรดรับรู้ไว้ว่ามีคนนึงเอ่ยชื่อเธอ กี่สิบร้อยพันปีก็รออยู่เสมอ ปรารถนาเพียงเธอ กลับมาเถอะ ได้มั๊ย want you back want you back want you come back to me want you back want you come back want you come back to me

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๗. (๑)



ตนุ - ศุภะ (ความสุขอยู่ด้วยกัน)





“สวัสดีค่ะ วันนี้มาติดต่อเรื่องอะไรคะ” เจ้าหน้าที่สาวที่เคาน์เตอร์เอ่ยปากถามนนท์และอุ่น ที่ทั้งสองนั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “คือ อยากทำเรื่องเงินกู้” นนท์รู้สึกเริ่มต้นพูดเรื่องนี้ด้วยความประหม่า “เรื่องเงินกู้ซื้อคอนโดครับ เป็นคอนโดมือสอง” นนท์อธิบายให้เจ้าหน้าที่ท่านนั้นฟัง ในมือบีบซองเอกสารหนาปึ้กในมือจนแน่น อุ่นอยากบีบมือให้กำลังใจชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ กัน แต่ก็ไม่กล้า

“ไม่สนใจเป็นคอนโดที่เพิ่งสร้างใหม่หรือคะ” เจ้าหน้าที่สาวยิงคำถาม นนท์หันไปสบตากับอุ่น ที่ยิ้มให้กับเขา เจ้าหน้าที่สังเกตเห็น ชายหนุ่มทั้งสองคนแสดงความอาทรต่อกัน “มันเป็นคอนโดที่เคยดูไว้นานแล้วน่ะครับ” นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลของพวกเขาทั้งคู่ แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือ ครอบครัวของหลิวต้องการเงินจากการขายบ้านหลังเดิมทั้งหมด เพราะกล่าวหาว่า นนท์เป็นรักร่วมเพศมาหลอกลวงลูกสาวของพวกเขาให้แต่งงานด้วย

“กู้คนเดียว” เจ้าหน้าที่ถามเหมือนหยั่งเชิงอะไรบางอย่าง “ถ้าเป็นไปได้ เราสองคนอยากกู้ร่วมครับ” อุ่นพูดเสริมขึ้น ก่อนจะเลื่อนซองเอกสารของตัวเองให้เจ้าหน้าที่สาว ซึ่งเธอเอาซองเอกสารทั้งของนนท์และอุ่นไปเปิดดูคร่าว ๆ “คนละนามสกุลกัน ถ้าจะกู้ร่วม ระบุความสัมพันธ์ว่าเป็นอะไรกันคะ” เจ้าหน้าที่เงยหน้าจากเอกสารขึ้นมาถาม นนท์กับอุ่นมองหน้ากัน อึกอักกับสิ่งที่ต้องตอบออกไป

“เป็นแฟนกันครับ” นนท์ทำหน้าที่ตอบคำถามนั้น เจ้าหน้าที่สาวชะงักนิดหนึ่ง มองหน้าของทั้งนนท์และอุ่นสลับกัน ก่อนจะหันไปมองห้องกระจกเล็ก ๆ ด้านหลังของเธอ ที่มีป้ายด้านหน้าระบุตำแหน่งผู้จัดการสาขา ผู้หญิงมีอายุสักหน่อย รูปร่างท้วม สวมแว่นตากรอบหนา แต่งหน้าเข้มสักหน่อย มองกลับมา เมื่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อพยักหน้าให้ ผู้จัดการท่านนั้นเดินมาที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่สาว

“กู้ร่วมค่ะ” เจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้จัดการ ก่อนจะเล่ารายละเอียดทั้งหมดของนนท์และอุ่นให้ฟัง ผู้จัดการมองทั้งสองคนที่นั่งรอว่าผลจะเป็นอย่างไร “สลิปเงินเดือนดีทั้งคู่แบบนี้ ขาดเหลืออะไร แจ้งให้พี่ทราบนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ” ผู้จัดการพูดจบก็พยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่สาวดำเนินการต่อ ที่ตอนนี้แทบจะซ่อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ไม่ได้

“ทีนี้ เรามาคุยกันเรื่องตัวเลข ดีมั้ยคะ” คุณเจ้าหน้าที่บอกกับนนท์และอุ่น ที่ตอนนี้ทั้งสองเองก็ยิ้มให้แก่กัน นนท์เอื้อมมือไปจับมือของอุ่นที่อยู่บนโต๊ะ คุณเจ้าหน้าที่สาวเฉไฉว่ายกกล้องขึ้นถ่ายเอกสาร แต่ก็กดแชะภาพมือสองมือที่เกาะกุมกันอยู่ ก่อนที่เธอจะโพสต์ลงในแอพโซเชียล มีเดีย ลงข้อความไว้ว่า 'ความรัก อบอุ่น ขอบคุณที่เลือกใช้บริการกับธนาคารของเรานะคะ โปรคู่รักดีดี วันดีดี'





“เออ เดี๋ยวกูส่งไปให้ มึงสั่งเยอะ บิลนี้ กูไม่คิดค่าส่ง เออ อาหนานแถมน้ำพริกกะปิไปให้มึงแล้ว มึงอย่ากวนตีนมาก ไอ้เวร เออ รู้แล้ว ที่อยู่มึงไกลหน่อย กูขอ ไม่เกินเก้าโมงครึ่ง” ธนภพพูดตอบโต้กับเพื่อนสนิทผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ก่อนมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ “เงินมึงโอนเข้ามาแล้ว ขอบใจมากโว้ย ฝากสวัสดีแฟนมึงด้วย” ธนภพพูดจบก็กดวางสาย ก่อนที่เขาจะเช็กของจนครบแล้ว ก็ยื่นให้กับพนักงานส่งของ ก่อนกำชับว่า ให้ส่งถึงมือลูกค้าคนนี้ตามเวลานัด

“ภพครับ สายแล้ว รีบไปเถอะ เดี๋ยวหนานทำเอง” ซื่อหนานเองที่ตอนนี้ก็มือเป็นระวิง เตรียมออเดอร์อาหารให้ลูกค้า วันนี้ที่ร้านวุ่นแต่เช้า ทั้งลูกค้าที่แวะเข้ามานั่งทานข้าวในร้าน เด็ก ๆ ลูกจ้างในร้าน ก็ยุ่งกันหมด ส่วนที่สั่งออนไลน์เข้ามา รวมถึงทางโทรศัพท์ที่มียายจ๋าและคุณนุจรีช่วยรับลูกค้าไว้ให้ ก็มีเข้ามาตลอด “ร้านยังยุ่งอยู่เลย” ธนภพเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ซื่อหนาน ที่มีเหงื่อพราวทั่วใบหน้า

“อยากตกงานหรือไง” ซื่อหนานทำเสียงดุ “ก็ดี จะได้อยู่กับอาหนานทั้งวัน” ธนภพพูดจบ ก็ขโมยหอมจากแก้มของซื่อหนานไปหนึ่งฟอด ก่อนจะเห็นซื่อหนานทำตาเขียวปั้ด “คร้าบ เข้าใจแล้วคร้าบ ไปแล้วคร้าบ” พอเห็นแบบนั้น ธนภพก็รีบยอมทำตามแต่โดยดี จริง ๆ เขาอยากจะลาออกมาอยู่ช่วยซื่อหนานที่ร้านเต็มตัว แต่ซื่อหนานบอกกับเขาว่า มันจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป ที่จะให้ธนภพทิ้งงานที่เขารัก เพื่อมาทำตามความฝันของซื่อหนานเพียงคนเดียว

“เนี่ยนะ แม่พูด ยายจ๋าพูด เจ้าภพไม่เคยจะฟัง ไม่กระดิกตัวทำตาม แต่พออาหนานพูดเท่านั้นแหละ รีบเชียว” คุณนุจรีอดไม่ได้ ต้องขอพูดเรื่องนี้สักหน่อย “อย่างนี้ที่หนูได้ยินมา ว่าพี่ภพมีดวงกลัวเมีย ก็จริงน่ะสิคะ แม่นุจ” เสียงหนึ่งในเด็กคนงานร้านดังขึ้น “โอ๊ย อย่าให้แม่ต้องพูด” คุณนุจรีพูดตอบ ทั่วทั้งร้านที่ได้ยิน ต่างพากันยิ้ม ซื่อหนานที่ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดีแล้วกับเรื่องนี้ ได้แต่นิ่งเอาไว้ เพราะเดี๋ยวจะเข้าตัวอีก

“หนานไม่ช่วยภพเลย” ธนภพทำเสียงน้อยใจ เมื่อแฟนของตัวเองดูจะเอาตัวรอดกับเรื่องนี้ไปแต่ลำพัง “เดี๋ยวพอภพออกไป แต่หนานยังต้องอยู่ที่นี่ทั้งวัน ภพว่า หนานจะรอดไปได้มั้ย” ซื่อหนานบอก เป็นภพนั่นแหละที่ลอยตัว ทั้ง ๆ ที่ซื่อหนานไม่เคยดุอะไรแฟนของตัวเองเลย จะเอาที่ไหนมาว่าธนภพกลัวซื่อหนาน เอ๊ะ หรือว่า แล้วไอ้ที่ทำตาเขียวใส่ แล้วธนภพรีบยอมทำตามนี่ล่ะ นับด้วยมั้ย

“ภพไปออฟฟิศก่อนนะครับแม่” ธนภพกอดคุณนุจรี “ให้แม่รอกินข้าวเย็นมั้ย เย็นนี้พ่อจะแวะมาด้วย” คุณนุจรีบอกกับลูกชาย “ได้ครับแม่” ธนภพรับคำแม่ของเขา ก่อนจะหันไปทางผู้อาวุโสที่สุด “ยายจ๋า ผมไปทำงานนะครับ” ภพนั่งลงข้างๆ เก้าอี้ที่ยายของซื่อหนานนั่งอยู่ “ไหว้พระนะลูก ไปดีมาดีนะ” ยายเอ่ยอวยพรธนภพ ตบลงที่ไหล่ของชายหนุ่มเบา ๆ ธรภพยกมือไหว้ยายก่อนจะลุกขึ้นยืน

“ซื่อหนานมานี่ลูก ภพมานี่” คุณนุจรีเรียกทั้งสองคนให้เดินเข้ามาหาเธอ ก่อนที่เธอจะกอดลูกชายทั้งสองคนของเธอพร้อมกัน “รักกันอย่างนี้ไปนาน ๆ นะ มันเป็นความสุขใจของแม่ที่ได้เห็น จำไว้นะลูก แม่ดีใจที่เราทั้งสองได้มาเจอกัน แม่รักเรานะ ภพ หนาน” คุณนุจรีน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ในใจของเธอปลาบปลื้ม เมื่อเธอเห็นเด็กหนุ่มทั้งสองคนนี้ จับมือพาชีวิตคู่ก้าวหน้าไปด้วยกัน





“แล้วนี่พอเรียนจบแล้ว หนูจ๋าจะไปทำงานที่ไหน สมัครไว้บ้างหรือยังลูก” คุณอนงค์เอ่ยถามขึ้น เมื่อทั้งหมดออกมานั่งเล่นกันที่สวนหลังบ้าน อากาศในวันนี้ไม่ร้อนมาก ได้อาศัยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ กับลมที่พัดมาเรื่อย ๆ “หนูจ๋าไปสมัครไว้หลายที่เลยครับ คุณน้า” คนถูกถามพูดไปยิ้มไป กับบริษัทที่ตัวเองอยากไปทำงานด้วย คงมีเพียงแค่คันศรคนเดียวกระมัง ที่หน้าบูดหน้าเบี้ยว

“ทำต่อที่เดิมนี่ก็ได้ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนที่เลย” คันศรบ่นอุบบ่นอิบ เพราะไม่อยากให้หนูจ๋าเลือกไปทำงานที่อื่น “พี่ว่านเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมจะขึ้นเงินเดือนให้ด้วย” พี่ว่านที่คันศรพูดถึง ก็คือเจ้าของออฟฟิศที่เขาไปหักคอ บอกให้รับหนูจ๋าเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ โดยพี่ว่านห้ามอิดออด “ใครเขาจะอยากอยู่ให้พี่ศรใช้งานกันล่ะ” ยัยศศิพูดขึ้น สายตายังอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์

“ทำไม มีพี่ใช้งานมันแย่ตรงไหน แล้วเขาก็เรียกว่าสอนงานต่างหาก ไม่ได้ใช้” คันศรเถียงน้องสาว ที่ชอบพูดชักใบให้เรือเสีย “หนูจ๋า อย่าไปฟังพี่ศรพูด มานี่ เดี๋ยวศศิจะแชร์โพสต์นี้ให้ สิบบริษัทน่าทำงาน เพราะผู้ชายดี” ศศิพูดเน้นเสียงตรงคำว่าผู้ชายดี หนูจ๋าฟังแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา “ยัยศศิ พี่หาพี่ชายมาให้อีกคน ไม่ใช่ให้แกมาเข้าพวกกันแบบนี้นะ หนูจ๋า หนูต้องเข้าข้างพี่สิ” คันศรอดไม่ได้ ที่จะท้วงแฟนของตัวเอง ก่อนที่ทั้งหมดจะได้ยินเสียงกระแอมกระไอดังมาจากคุณศรันย์ผู้เป็นพ่อ พร้อมกับการมองลอดแว่นนั้น

“ทั้งคู่นั่นแหละ ยัยศศิ หนูจ๋าด้วย มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ ต้องเคารพกันด้วยความซื่อสัตย์ เข้าใจมั้ย” เสียงคุณศรันย์จริงจังกับเรื่องนี้ “พูดเล่นมันก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าทำจริง พ่อกับแม่จะเสียใจที่เห็นพวกเราทำตัวแบบนั้น แต่คนที่จะเสียใจมากที่สุด ก็คือเราสองคน ศร หนูจ๋า รักกันแล้ว เลือกกันและกันแล้ว ต้องซื่อตรงมั่นคงต่อกันนะลูก” คุณอนงค์ผู้เป็นแม่สอนลูก ๆ ทั้งสามคน ทั้งคันศร หนูจ๋า และศศิ รับคำที่แม่อบรมสั่งสอน

“เสียงกริ่งประตู ศรไปดูซิลูก” คุณอนงค์เอ่ยบอกกับลูกชาย “เดี๋ยวหนูจ๋าไปดูให้ครับ” หนูจ๋าขันอาสา “แม่วานทีลูก” คุณอนงค์พูด หนูจ๋าลุกเดินออกไปทางหน้าบ้าน ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง “สวัสดีค่ะคุณน้าศรันย์ คุณน้าอนงค์” เสียงคนที่เพิ่งมาใหม่ ยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทายผู้เป็นเจ้าของบ้าน

“นี่พี่หนูดี พี่สาวของหนูจ๋าเองครับ” หนูจ๋าแนะนำพี่สาวของตัวเองให้กับพ่อแม่ของคันศรได้รู้จัก “หนูซื้อพิซซ่ามาด้วย นี่ค่ะคุณน้า” หนูดีพูดขึ้น คันศรยื่นมือมารับไป “หอมมากเลยพี่หนูดี หิวแล้ว หิวแล้ว” คันศรร้องบอกทุกคน ก่อนที่เสี่ยงกริ่งหน้าบ้านจะดังขึ้นอีกครั้ง

“ส้มตำแน่เลย น้าสั่งส้มตำ ลาบ น้ำตก เอาไว้ เลี้ยงฉลองหนูจ๋าเรียนจบทั้งที ศศิลูก ไปดูให้แม่ที เงินแม่วางอยู่ในกล่องเก็บกุญแจนะลูก” คุณอนงค์พูดขึ้น ศศิลุกขึ้นก่อนรีบวิ่งไปรับของที่หน้าบ้าน “มา หนูดี มาลูก หนูจ๋า มา นั่ง ๆ ล้อมวงกัน มีทั้งฝรั่ง มีทั้งอีสาน มาลูก มาพ่อมา ศรน้ำแข็งมีพอใช่มั้ยครับ” คุณศศิเอ่ยชวนทุกคนให้ล้อมวงเข้ามากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน

“พ่อกับแม่บอกว่าเขาติดงาน มาไม่ได้” หนูดีพูดกับน้องชายของเธอ “ไม่อยากมานั่นแหละ” หนูจ๋าพูดขึ้น ใบหน้าเหงา ๆ ที่หลังจากที่เขาบอกว่าเป็นแฟนกับคันศร พ่อกับแม่ก็แสดงออกแบบนี้ “เอาน่า ฉันมาแล้ว” หนูจ๋ากระทุ้งศอกใส่แขนน้องชายของเธอเบา ๆ

“ขอบคุณนะ” หนูจ๋าพูดบอกกับพี่สาว “อย่ามาทำซึ้ง ก็ฉันเป็นพี่แกนี่” หนูดีพูด ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปร่วมวงกินข้าว คันศรที่เห็นมีเพียงหนูดีที่มาตามคำเชิญ ก็เข้าใจได้ เขานั่งลงข้าง ๆ หนูจ๋า ก่อนพูดขอให้หนูจ๋ายิ้มให้เขาหน่อย หนูจ๋ารู้ว่าคันศรพยายามจะให้พลังใจด้านบวกกับเขา ซึ่งเขาต้องการมันอยู่พอดี เมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกันในตอนนี้ ที่ด้านนอกรั้วบ้านของคันศร รถแวนหรูคันใหญ่ที่จอดรออยู่นานแล้ว ออกรถแล่นจากไปอย่างเงียบ ๆ





การขับรถกลับไปที่สนามบิน อารมณ์มันช่างแตกต่างจากตอนขามาโดนสิ้นเชิง ปราชญ์ขับกลับมาแค่เพียงคนเดียว เหลือบมองไปตรงที่นั่งข้างคนขับ มันว่างเปล่า จากที่เขาคิดเอาไว้เมื่อตอนก่อนที่จะมาถึงว่า เขาจะพาปั๋นกลับไปกับเขาด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ปั๋นยังคงยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ต่อ และขอให้ปราชญ์กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี

ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา มันทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือก ไม่เพียงทางร่างกาย แต่มันทำให้เขาสั่นสะท้านไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ เสียงเพลงจากวิทยุหากเป็นเวลาปกติ มันคงจะฟังแล้วไพเราะ และน่ารื่นรมย์ แต่ในเวลานี้ ขณะนี้ นอกจากปราชญ์จะฟังแล้วไม่เกิดความไพเราะเลยสักนิด มันยังน่ารำคาญ และเนื้อหาของเพลง ก็ยิ่งฟังไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่

'อารมณ์คนพาล' ปราชญ์รู้สึกหงุดหงิด ที่อยู่ ๆ ตัวเขาเองกลับมีคำพูดนี้ผุดขึ้นมา เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็จะไม่ยอม ไม่พอใจ ไม่ให้คนอื่นได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ด้วยเหตุผลที่ให้กับคนอื่นมาโดยตลอด ว่าวิธีของเขาคือทางเลือกที่ดีที่สุด คือสิ่งที่เหมาะสม ถูกต้องแล้ว และมันก็ใช้ได้ผลมาโดยตลอด ไม่ว่ากับใคร โดยเฉพาะกับ 'คนของผม' ที่ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากขัดใจเขา ยิ่งคิด เขายิ่งเจ็บแปลบในในใจ เมื่อเหลือบไปมองที่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง

น้ำตาอุ่น ๆ ไหลลงมาจากสองตา ปราชญ์รีบเช็ดมันลวก ๆ กะพริบตาไล่ความอ่อนไหวนี้ออกไปให้พ้นขอบตาของเขา ลมเย็น ๆ จากภายนอกรถ พัดเข้ามา มันพัดมาที่ใบหน้าของเขา ย้ำกับเขาถึงหยาดน้ำตานั้น ว่ามันได้ไหลลงสองแก้มของเขาจริง ๆ เมื่อเขาขับรถมาได้เป็นชั่วโมงแล้ว แต่โทรศัพท์ของเขาก็ไม่มีเสียงเรียกเข้าจากคนที่เขาต้องการแต่อย่างใด

ปั๋นยังไม่โทรมาหาเขา ทำไมปั๋นไม่อยากรู้เชียวหรือ ว่าเขาขับรถถึงไหนแล้ว ไม่เป็นห่วงกันสักนิด มันก็ดีอยู่หรอก ที่ปราชญ์เห็นปั๋นโตเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุมาก แต่นั่น ก็ทำให้เขาตระหนักว่า เขาไม่ได้เป็นใหญ่ในชีวิตของอีกฝ่ายอีกต่อไป ปั๋นเลือกทางเดินของตัวเอง และมันไม่ใช่ทางเลือกที่เขาได้วางเอาไว้ สำหรับทั้งตัวของปราชญ์เอง และของปั๋น

ปราชญ์ส่งคืนรถยนต์เช่าให้กับพนักงาน เมื่อพนักงานตรวจสอบรถเรียบร้อยแล้ว ปราชญ์ก็ลากตัวเองไปที่เคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสาร เขาหน้านิ่งมาก จนพนักงานถึงต้องสอบถามให้แน่ใจ ว่าเขาต้องการการช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมมั้ย ปราชญ์ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ก็กล่าวขอบคุณกลับไป ตอนนี้ ใครก็ช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้ มีเพียงคนคนเดียวที่สามารถชุบหัวใจของเขาให้กลับมาเต้นแรงได้อีกครั้ง

ปราชญ์นั่งรอการประกาศเรียกขึ้นเครื่องด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว ผู้โดยสารคนอื่น ๆ รีบกรูกันไปต่อแถว แต่ปราชญ์ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ ใช่ เขากำลังจะขึ้นเครื่องบิน ไฟลต์ที่กำลังจะพาเขากลับไปที่เดิม ที่ที่เขาจากมา โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลับไปสู่ชีวิตเดิม ต่อให้ปั๋นจะไม่ได้พูดปฏิเสธเขากับความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ปั๋นก็ไม่ได้ให้คำรับรองอะไร ว่าทุกอย่างนั้น ยังเหมือนเดิม

ปราชญ์ขยับตัวลุกขึ้น เมื่อมีประกาศเรียกขึ้นเครื่องครั้งสุดท้ายจากเจ้าหน้าที่ เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์สแกนบัตรโดยสาร พนักงานที่เช็กอินให้เขา มาช่วยตรวจบัตรขึ้นเครื่องอยู่ตรงนั้นด้วย เธอเห็นปราชญ์ยังคงมีใบหน้าเหงา ๆ แสดงออกมา แต่ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าจากมือถือของเขาก็ดังขึ้น ปราชญ์ยกมันขึ้นดู ก่อนจะรีบกดรับสาย

“ปั๋น ปั๋น ปั๋นได้ยินมั้ย พี่กำลังจะขึ้นเครื่อง ปั๋น ปั๋นครับ ได้ยินพี่มั้ย” ปราชญ์รีบกรอกคำพูดลงไป ที่ปลายสาย ปั๋นถือโทรศัพท์แบนกับหู โดยมีคุณย่าท่านยืนอยู่ตรงหน้า “ปั๋น ปั๋นพูดกับพี่หน่อย” ปราชญ์พูดเสียงเว้าวอน “คุณปราชญ์เดินทางปลอดภัยนะครับ” ปั๋นตอบกลับไป ปราชญ์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“ปั๋น เราสองคนยังเหมือนเดิมใช่มั้ย” คำถามนั้น เล็ดลอดผ่านออกมา ดังมากพอที่คุณย่าท่านจะได้ยิน “อย่าเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องมานั่งเสียใจทีหลัง” คุณย่าท่านบอกกับปั๋น ปราชญ์ได้ยินเสียงของย่าดังเข้ามาในสาย ใจของเขาเต้นแรง รอคอยคำตอบ “เครื่องลงแล้ว คุณปราชญ์โทรมาบอกด้วยนะครับ” ปั๋นพูดตอบกลับไป “ครับ พี่จะโทรหาปั๋นนะ ปั๋นรอรับสายพี่ด้วยนะครับ ขอบคุณครับคุณย่า” ปราชญ์ลืมตัวจนเกือบตะโกนใส่โทรศัพท์

“ไม่ทุกข์ ไม่เคยคิดถึงย่า” เสียงบ่นของผู้อาวุโสดังมาให้ปราชญ์ได้ยิน ก่อนที่เขาจะวางหู “อารมณ์ดีแล้วหรือคะ” เสียงพนักงานท่านนั้นถามปราชญ์ “ครับ ดีแล้วครับ” ปราชญ์ตอบกลับเขิน ๆ เมื่อโดนพนักงานจับได้ว่าเขาอารมณ์ดีเพราะโทรศัพท์สายเมื่อครู่ “ที่นี่มีของสวย ๆ งาม ๆ ที่คนมาเห็นแล้ว ไม่อยากจากไปง่าย ๆ” พนักงานท่านนั้นพูดต่อ “ยังไง ไว้กลับมาอีกนะคะ” ปราชญ์เห็นด้วยกับคำพูดเป็นอย่างยิ่ง “ขึ้นเครื่องค่ะ” พนักงานกล่าวเตือน ปราชญ์พยักหน้ารับ ชูบัตรขึ้นเครื่องในมือ เป็นสัญญาว่า เขากลับมาอีกอย่างแน่นอน





ฐานทัพรู้สึกเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก ที่อยู่ ๆ เขาก็เห็นผู้ชายที่คุยอยู่กับอันน์ ลุกขึ้นพรวดพราดหอมแก้มอันน์แบบนั้น ไอ้เรื่องที่อันน์รีบกลับมาที่ห้อง โดยยอมให้ผู้ชายมานั่งรออยู่เป็นนานสองนานนี่ ก็ว่าน่าหงุดหงิดรำคาญใจแล้วนะ แต่ไอ้การที่จะมากอดจูบลูบคลำกัน อย่างนี้มันก็เกินไปหน่อยมั้ย

ฐานทัพรีบวิ่งออกจากห้อง เพื่อลงไปด้านหลัง โดยหวังว่าจะลงไปทันไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่อยู่ ๆ ก็มาแสดงท่าทีสนิทสนมกันมาก ไม่พอ ยังจะจุ๊บแก้มคุณอันน์ของเขา ต่อหน้าต่อตา แบบนี้มันมาหยามกันถึงถิ่น มันต้องให้รู้บ้างแล้ว ว่าใครเป็นใคร ของแบบนี้ ถ้าจะหยามกัน ก็มาประกาศศึกตรง ๆ เลยดีกว่า

“คุณ หยุดก่อน คุณนั่นแหละ หยุดคุยกันก่อน” ฐานทัพที่วิ่งมาอย่างเร็วจนทัน กระหืดกระหอบ เรียกผู้ชายตัวการสร้างความโมโหโทโสนี้ “อะไรของคุณ” ปราชญ์หันมาเจอชายหนุ่มอีกคนในชุดสูท วิ่งหน้าตาตื่น เหงื่อท่วมตัวไปหมด มาโวยวายเรียกเขาให้หยุดคุยด้วย “แบบคุณ ผมไม่สนใจหรอกนะ” ถ้านี่คือการคิดจะอ่อยกัน ปราชญ์บอกได้เลยว่าเสียเวลา

“พูดอะไร เพ้อเจ้อ ผมสนใจคุณที่ไหน” แหม่ ไอ้มาดเข้มนี่ กวนบาทาใช้ได้ ฐานทัพมองปราชญ์ที่ดูดีไปหมด แล้วให้นึกหมั่นไส้ “คุณเป็นอะไรกับคุณอันน์” ฐานทัพยิงคำถามใส่โดยตรง “ผมกับเจ้อันน์” ปราชญ์นึกสงสัยว่า เขากับรุ่นพี่สมัยมหาวิทยาลัย มาเกี่ยวข้องอะไรด้วย

“ผมจะไม่ถามอะไรซ้ำ ๆ ตกลงคุณกับคุณอันน์ เป็นอะไรกัน” เมื่อถามออกไปแล้ว ไม่ว่าคำตอบนั้นจะถูกใจหรือไม่ ฐานทัพก็ต้องพร้อมยอมรับมัน “อ้อ ผมเข้าใจแล้ว คุณก็งานดีนี่” ปราชญ์ตบเบา ๆ เข้าที่ไหล่ของฐานทัพ เจ้าของไหล่ขยับหนี ไม่ค่อยชอบให้ผู้ชายที่ไหนมาแตะตัวของเขา

“สำหรับผม ผมไม่ได้เป็นอะไรกับพี่อันน์ แต่สำหรับพี่อันน์ คุณต้องไปถามเขาเองแล้วล่ะ คุณนี่ทำให้ผมเสียเวลามากแล้ว ผมยิ่งรีบ ๆ อยู่ ไปคุยกันเอาเองแล้วกัน ผมไปล่ะ” ปราชญ์พูดจบก็ขึ้นรถขับออกไปในทันที ฐานทัพคิดว่าผู้ชายคนนี้ ไม่น่าจะหลอกอะไรเขา ฐานทัพจึงรีบกลับขึ้นไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ของตัวเอง

'ที่รีบกลับ นัดกับใครไว้' ข้อความเด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของอันน์ เธอคิดในใจว่าอะไรของฐานทัพอีก 'มองมาทางห้องผม' อันน์อ่าน แล้วจึงหันออกมองไปที่นอกหน้าต่าง ฐานทัพยืนมองมาทางนี้ เขาถอดสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ต ปลดเน็กไทลง กับกางเกงสแลคทำงาน

'ไม่ได้นัดใคร นั่นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย' ข้อความอันน์ส่งกลับมา ฐานทัพอ่าน แล้วส่งตอบกลับไปใหม่ 'แล้วทำไมยอมให้เขาหอมแก้ม' อันน์นึกแปลกใจ ว่าฐานทัพกลับมาถึงห้องนานแค่ไหนแล้ว ถึงได้เห็นเหตุการณ์ไปซะทุกอย่าง 'ไม่ได้ให้ มันเป็นอุบัติเหตุ คือ ไม่ได้ให้หอม' อันน์ไม่รู้จะอธิบายยังไง อยู่ ๆ ปราชญ์มันก็นึกเฮี้ยนอะไรของมันขึ้นมาก็ไม่รู้

“แน่นะ” เสียงของฐานทัพส่งมาตามสาย เมื่ออันน์กดรับสายของฐานทัพ “ถ้าพูดไม่ฟัง จะวางหูแล้วนะ” อันน์ไม่มีอะไรจะอธิบายแล้ว “เดี๋ยวก่อนสิครับ” ฐานทัพบอกให้อันน์รอก่อน สิ่งที่อันน์เห็นก็คือ ฐานทัพค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขา เผยให้เห็นแผงอกของคนออกกำลังกาย และกล้ามท้องแกร่ง ๆ ทั้งหกลูกของเขา

“มีอะไรจะส่งตอบกลับมามั้ย” ฐานทัพถามด้วยเสียงที่นุ่มนวล “มีสิ” อันน์ตอบกลับไป เธอกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ มือเกาะกุมอยู่ที่กระดุมเสื้อผ้ามันที่สวมอยู่ “ดูนะ” เสียงอันน์ผ่านมาตามสาย ฐานทัพขยับตัวไปยืนจนเกือบชิดกระจก เขาเห็นอันน์ดันกระดุมเม็ดนั้นให้หลุดออก แล้วลากนิ้วถัดลงไปที่เม็ดด้านล่าง แต่ก่อนที่กระดุมเม็ดนั้นจะผึงออกจากรังดุม ฐานทัพก็เห็นผ้าม่านฝั่งห้องของอันน์ ค่อย ๆ เลื่อนปิดเข้าหากัน จนบังวิวแสนสวยจากห้องของเขาจนมิด

“ขี้โกงจัง” ฐานทัพพูด ได้ยินเสียงอันน์หัวเราะเบา ๆ ก่อนกดตัดสายไป ฐานทัพมองผ้าม่านอีกฝั่งอย่างเซ็ง ๆ ก่อนที่จะเห็นอันน์ยื่นเสื้อที่เธอใส่ในวันนี้ แทรกผ่านผ้าม่านออกมา แล้วก็ดึงมันผลุบหายกลับเข้าไปในห้อง อันน์ส่ายหน้าเร็ว ๆ กับตัวเอง ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมาทำอะไรแบบนี้ ฐานทัพเผลอเลียริมฝีปากของตัวเอง ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา ด้วยความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-04-2022 19:04:35 โดย KADUMPA »

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๗. (๒)

แมทเดินออกจากบ้าน หลังจากที่แวะดูความเรียบร้อยให้แคลร์แล้ว เช้านี้อากาศหนาวมาก ชายหนุ่มกระชับเสื้อตัวนอกของเขาให้กระชับ ลมหนาวปีนี้มันรุนแรงกว่าทุกปี อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และความเหน็บหนาวคงค้างอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวัน ยิ่งทำให้รู้สึกทรมานมากขึ้นกว่าเดิม วันนี้แมทออกจากบ้าน เช้ากว่าปกติ นอกจากที่ว่าอากาศหนาวเย็นแล้ว แต่แมทต้องการแวะที่ทำการไปรษณีย์ ที่อยู่ไกลออกไป ไม่ใช่อันที่อยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ช่วงตึก เพราะเขาต้องการรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้

แมทเดินมาถึงที่ทำการไปรษณีย์ที่ต้องการ เขาเดินเข้าไปด้านใน ช่วงเช้าแบบนี้ ยังไม่มีใครมาใช้บริการ แมทเอ่ยทักทายพนักงานที่พอจะคุ้นเคยกันอยู่ ก่อนจะยื่นซองจดหมายให้กับเจ้าหน้าที่ ดีหน่อย แมทคิด เจ้าหน้าที่ที่นี่ ไม่สอบถามอะไรเขาเรื่องส่งจดหมายไปเมืองไทยทุกสัปดาห์ แต่ชวนเขาคุยเรื่องสัพเพเหระแทน อย่างในวันนี้ ก็เรื่องอากาศที่หนาวกว่าทุก ๆ ปี

แมทยื่นค่าส่งจดหมายให้กับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะหยิบเอาใบเสร็จรับเงิน กล่าวขอบคุณ แล้วเดินออกมา แมทหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู แสงแดดเริ่มมีให้เห็น วันนี้ ในระหว่างวัน มันอาจจะอุ่นขึ้นบ้างก็ได้ แมทผ่อนลมหายใจออกมา ควันอากาศเย็นพุ่งเป็นทางยาว เขาเดินกลับไปจนถึงที่อู่ซ่อมรถที่เขาทำงานอยู่ แล้วเริ่มงานของเขาเงียบ ๆ อย่างน้อยในตอนกลางวัน เขาก็มีอะไรให้ทำ พอให้ตัวของเขายุ่งไปทั้งวัน

ด้าจก์ซายมาที่ตลาดแต่เช้า แต่จุดที่เขานั่งขายน้ำผึ้งและของป่าอื่น ๆ ที่หามาได้ ก็อยู่จนเกือบสุดทางด้านไกลของตลาด มีคนเดินมาจนถึงตรงนี้บางตา หรือกว่าจะมาถึง ก็ซื้อหาของอย่างเดียวกันไปแล้วตั้งแต่ต้นตลาด ยิ่งด้าจก์ซายไม่สามารถเรียกลูกค้าให้เข้ามาสนใจของที่เขาขาย ได้เหมือนกับคนอื่น ๆ มันก็ยิ่งเสียเปรียบ แม้ว่าจะพอมีโชคอยู่บ้างช่วงตลาดใกล้จะวาย หากว่ามีคนมาเหมาของที่เขาขายไปจนหมด

“น้ำผึ้งนี่เท่าไหร่” ใครบางคนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าที่เขาวางของขายกับพื้นดิน ด้าจก์ซายยกมือเป็นราคาให้คนถามรู้ “ตรงโน้นขายถูกกว่านี้อีก” ด้าจก์ซายอ่านริมฝีปากของคนซื้อ เขารู้ว่านั่นไม่จริง แต่ก็ยอมพยักหน้ายินยอมขายให้ในราคาที่ถูกเสนอมา แม้ว่ามันจะเป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผลกับเขาเลยสักนิด ด้าจก์ซายรับเงินมาถือไว้ ก่อนจะมองดูลูกค้า หิ้วน้ำผึ้งที่เขาเก็บมา เดินจากไป

ด้าจก์ซายมองเงินที่อยู่ในมือ ยังไงเสีย มันก็มากพอที่จะไปซื้อข้าวสารมาตุนเก็บเอาไว้ คิดมาถึงตรงนี้ ภาพของนายทหารช่างหนุ่มก็ผุดขึ้นมาในใจ ด้าจก์ซายไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย ว่าตอนนี้แมททำอะไรอยู่ เนื้อความในจดหมายนั้น มีเพียงไม่กี่ฉบับที่ด้าจก์ซายจดจำได้ ว่าแมทเขียนมาว่าอะไร แต่อีกหลายฉบับ ยังคงเป็นเพียงกระดาษที่มีลายมือของแมทเปื้อนอยู่เท่านั้น

ภายในกระท่อมเล็ก ๆ หลังนั้น ด้าจก์ซายทรุดตัวลงนั่งที่มุมห้อง เขาเปิดกล่องไม้ใบนั้นขึ้นมา ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งในนั้นออกมากางออกดู ตัวอักษรแปลกตาถูกเขียนเป็นทางยาวอยู่เต็มหน้ากระดาษ ทั้งสองด้าน ด้าจก์ซายพลิกมันดูกลับไปกลับมา เขายิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเจ้าของจดหมายเหล่านี้ ก่อนจะนึกแปลกใจ เมื่อเห็นหยดน้ำร่วงหล่นลงบนกระดาษที่ถืออยู่ในมือ คืนนี้ น้ำค้างคงลงเร็วกว่าทุกค่ำคืน

กว่าแมทจะมีเวลาส่วนตัวได้อีกครั้ง ก็ตกเย็นแล้ว หลังเลิกงานเขาแวะซื้อของจำเป็นมาให้แคลร์ ช่วยเธอเอาต้นไม้ลงดิน ก่อนจะเดินกลับมาที่กระท่อม แมทลงมือทำซุปอย่างง่าย ๆ เป็นอาหารมื้อเย็น เขาไม่ได้แบ่งอาหารเย็นมาจากแคลร์ เพราะตอนนี้หญิงสาวก็มีเงินเหลือเก็บไม่มากนัก

แมทตักซุปใส่ถ้วย ก่อนจะมานั่งลงที่พื้นกระท่อม เอาหลังพิงลังใบใหญ่ ที่เขาเอาไว้เก็บเครื่องมือช่าง พวกไขควงหรืออะไรทำนองนั้น เขาตักซุปใส่ปาก กับอาการหนาว ๆ ในค่ำคืนแบบนี้ มันไม่ใช่อาหารหรูหราอะไร แต่มันก็คงพอที่จะทำให้อุ่นท้องได้ แมทตักซุปเข้าปากอีกสองสามคำ ก่อนจะวางช้อนลง แมทชันเข่าขึ้น วางข้อศอกลงบนเข่านั้น อยู่ ๆ หัวหอมที่เขาใส่ลงไปในซุป ก็ฉุนขึ้นมาเสียเฉย ๆ แมทเอามือปิดตาของเอาไว้ น้ำอุ่น ๆ ที่ไหลลงจากตา มันยิ่งทำให้หัวใจของเขาเหน็บหนาวมากยิ่งขึ้น





แดนอาสามาส่งเอิงที่ห้อง ภายในรถแท็กซี่เงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงในวิทยุคลอเบา ๆ เท่านั้น รถแล่นไปตามกระแสการจราจรของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ รถแล่นผ่านสถานที่มากมาย ที่เป็นสิ่งแปลกตาของแดน แต่เมื่อรถแล่นผ่านที่ทำการไปรษณีย์ แดนรู้สึกตื้อขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์และความรู้สึกของแมทที่ยังคงติดค้างอยู่ในห้วงคำนึง ทำให้เป็นการยากเหลือเกินที่แดนจะสลัดให้หลุดได้

แดนหันไปมองเอิงที่นั่งเงียบมาตลอดทาง แม้ว่าแดนจะรู้สึกว่า มันไม่ค่อยแฟร์กับเขาเท่าไรนัก ที่เอิงยังคงยึดเอาก้อนความรู้สึกที่ว่า แมทไม่กลับมาตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่แดนก็พยายามเข้าใจว่า นั่นเป็นมวลอารมณ์ที่ด้าจก์ซายทิ้งเอาไว้ ผ่านกาลเวลามา มันคือสิ่งที่ด้าจก์ซายเฝ้าวนเวียนถาม และตอนนี้มันถูกผ่องถ่ายมาไว้ในความรู้สึกของเอิงอย่างช่วยไม่ได้

รถแท็กซี่แล่นมาจอดที่หน้าตึกคอนโดสูงตระหง่าน เอิงหันมาบอกกับแดนว่าถึงที่หมายแล้ว แดนบอกให้คนขับแท็กซี่จอดรอก่อน เอิงเปิดประตูลงจากรถ แดนเปิดประตูลงมาตาม ก่อนจะเดินมาคว้าข้อมือของเอิงให้หยุด เอิงหันมามองที่หน้าแดน หนุ่มลูกครึ่งยังคงจับมือของเอิงเอาไว้ไม่ปล่อย แดนไม่ชอบอารมณ์ที่มันมัว ๆ แบบนี้เลย เอิงมองเห็นภาพใบหน้าของแมท ทาบซ้อนเข้ากับใบหน้าของแดน

“เธอนับนะ นี่ หนึ่ง สอง สาม” แมทพูดพลางหดนิ้วโป้งลง ตามด้วยนิ้วชี้ และนิ้วกลาง “อีกสามวัน เรามาเจอกันใหม่ ซาย วัน ทู ทรี” แมทพยายามอธิบายให้ซายเข้าใจว่า ให้อีกฝ่ายกลับมาเจอเขาที่เดิมตรงนี้ ในอีกสามวันจากนี้ “เข้าใจมั้ย” ซายมองแมทยิ้ม ๆ ก่อนจะนึกว่าเขาจะเปรียบเทียบยังไงดี พลันซายชี้นิ้วไปที่ดวงอาทิตย์ ก่อนจะหมุนนิ้วจนครบเป็นวงกลม แล้วส่งเสียงสั้น ๆ จากลำคอออกมาหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ทำซ้ำเดิมอีก เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งที่สาม

“ใช่แล้ว” แมทร้องออกมาด้วยความดีใจ ที่ซายเข้าใจเขา “แต่ฉันยังไม่อยากกลับเลย” แมทอยากอยู่กับซายให้นานกว่านี้ แต่เขามีภารกิจช่วงหัวค่ำที่ค่าย แมทกุมข้อมือของซายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แมทไม่ชอบอารมณ์ขมุกขมัว เวลาที่เขากับซายต้องแยกกันแบบนี้เลย “ฉันจะรีบมาเจอเธอ ฉันรับรอง” แมทให้คำมั่นกับซาย

“ผมจะไม่จากคุณไปไหน เอิง คุณเข้าใจใช่มั้ย” แดนบอกกับเอิง “มันจะไม่เป็นแบบเดิม ผมสัญญา” แดนพูด ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาจะดังขึ้นเสียก่อน “แดน ยัวร์ มัม’ ส ไฟลต์ อิส คัมมิ่ง อิน, ไอ นี้ด ยู เฮียร์” เสียงของคุณโทมัสพูดกับลูกชายคนเดียวของเขา เที่ยวบินที่แม่ของแดนโดยสารมา จะถึงเมืองไทยในอีกไม่นานนี้ “โอเค แด๊ด แอม โกอิ้ง แอม โกอิ้ง” แดนตอบกลับพ่อของเขา ก่อนกดวางสาย โดยมีเอิงสบตานิ่ง ๆ กับเขา

ซายยืนมองแมทเดินหายเข้าไปในแนวชายป่า

เอิงยืนมองจนแท็กซี่ที่แดนนั่ง เคลื่อนตัวออกถนนใหญ่หายไป

เมื่อเจ้าเรือนตนุ เรือนตัวตน มาสถิตอยู่ที่เรือนศุภะ เรือนความสุข ความก้าวหน้า ด้านดีคืออนาคตมีความสำเร็จสูง มีการเดินทางไกล ต่างประเทศ การศึกษาดี มีญาณหยั่งรู้ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ วาสนาดี แต่ในด้านเสีย เจ้าชะตามักคิดอะไรมากเกินกว่าความจริง บางอย่างคิดจะเลิกราเสียกลางคัน แถมไม่ค่อยยุติธรรมกับตัวเองสักเท่าไหร่



**************************

https://www.youtube.com/watch?v=v0UvOsCi8mc


ฉันไม่เคยรู้ คนที่สำคัญ นั้นมีค่าแค่ไหน

ฉันไม่เคยรู้ วันที่สวยงาม นั้นมีค่าเท่าไร

ไม่เคยรู้เวลาที่เรามีกัน นั้นดีเท่าไร

ไม่เคยรู้ว่าความคิดถึงมันทรมานแค่ไหน

ไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย



เราจะคิดถึง คนที่สำคัญ เมื่อต้องจากกันไป

เราจะคิดถึง วันที่สวยงาม เมื่อเวลาผ่านไป

จะคิดถึงเวลาที่เรามีกัน เมื่อเธอต้องไป

และตอนนี้รู้ไหม ว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน

ไม่เคย ไม่เคย จะลืม



ฉันไม่เคยรู้ คนที่สำคัญ นั้นมีค่าแค่ไหน

ฉันไม่เคยรู้ วันที่สวยงาม นั้นมีค่าเท่าไร

ไม่เคยรู้เวลาที่เรามีกัน นั้นดีเท่าไร

ไม่เคยรู้ว่าความคิดถึงมันทรมานแค่ไหน

ไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย



เราจะคิดถึง คนที่สำคัญ เมื่อต้องจากกันไป

เราจะคิดถึง วันที่สวยงาม เมื่อเวลาผ่านไป

จะคิดถึงเวลาที่เรามีกัน เมื่อเธอต้องไป

และตอนนี้รู้ไหม ว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน

ไม่เคย ไม่เคย จะลืม

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๑๘.



ตนุ - มรณะ (จบที่คนคนที่จบ)





“ถ้าคุณโทมัสต้องการแบบนั้น ผมจัดการให้ได้ครับ” เอิงตอบรับคำขอ จากผู้ที่จะมาเป็นหุ้นส่วนคนใหม่ของบริษัท เอิงพยายามทำตัวให้สดชื่นเข้าไว้ เพราะอันน์อุตส่าห์ไว้ใจในตัวเขา ให้มารับหน้าที่ดูแลตามที่คุณโทมัสจะสั่งงาน อันน์ที่ยืนคุยอยู่ด้วยกัน เปิดแฟ้มรายละเอียดโครงการใหม่ที่ต้องการการร่วมทุนในทันที คุณโทมัสมีท่าทีสนใจโปรเจ็คนี้เช่นกัน

แดนเดินออกมาจากลิฟต์ หนุ่มลูกครึ่งมองเห็นพ่อยืนอยู่ไม่ไกลจากเอิง วันนี้แดนออกมาจากบ้านช้าสักหน่อย เพราะเขาดูแลคุณปริม แม่ของเขาที่เพิ่งเดินทางมาถึงไทยเมื่อคืนนี้ แดนเดินเข้ามารวมกลุ่ม มีฐานทัพเดินถือกาแฟควันลอยกรุ่นมาสองถ้วย ก่อนส่งถ้วยหนึ่งให้กับคุณโทมัส ชายชาวอเมริกันกล่าวขอบคุณ ว่าเป็นกาแฟดำถ้วยโปรดอย่างที่เขาชอบดื่มเลย

แดนยืนอยู่ตรงข้ามพ่อของตัวเอง คุณโทมัสเหลือบมองลูกชายเล็กน้อย ก่อนจะหันไปคุยกับอันน์และฐานทัพต่อ แดนมองไปที่เอิง แต่กลับชัดเจนว่า เอิงพยายามหลบสายตาจากเขา พยายามพุ่งความสนใจของตัวเองไปที่พ่อของเขา พูดขันอาสาว่าจะเป็นคนช่วยพ่อของเขาทำโน่นทำนี่ จงใจจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่างไปตลอดทั้งวัน

แดนไม่ชอบท่าทีแบบนี้ของเอิงเลย เพราะก่อนที่จะมาเมืองไทยครั้งนี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ รีแอคชั่นของเอิงผิดไปจากที่เขาคิด เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง พอดีเสียงลิฟต์ดังขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก คนในลิฟต์ก้าวออกมาจนหมด แดนเอื้อมมือไปคว้าแขนของเอิงได้ ก็พาวิ่งเข้าลิฟต์ไป

“แดน แกทำอะไรของแก” คุณโทมัสตะโกนถามเสียงดังลั่น “ผมมีเรื่องที่ต้องทำครับ พ่อก็รู็” แดตอบพ่อของเขากลับไป คุณโทมัสเห็นแดนจับมือกับเอิง “แต่นั่นมันผู้ช่วยของพ่อนะ” คุณโทมัสบอกให้แดนปล่อยให้เอิงออกจากลิฟต์มา “พ่อก็รู้นี่ครับ ว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้ช่วยของผม พ่ออยากได้อะไร บอกคุณอันน์กับคุณฐานทัพเขาก็แล้วกัน” แดนพูดจบก็กดประตูลิฟต์ให้ปิด

“คุณแดน คุณจะพาผมไปไหน” เอิงหันไปถามแดน พยายามจะดึงมือของตัวเองให้เป็นอิสระจากการเกาะกุมนั้น แต่แดนไม่ยอมปล่อยมือออก ยืนนิ่งไม่พูดอะไร รอจนลิฟต์ลงมาจนถึงชั้นล่าง “ในข้อตกลง เอิง คุณต้องช่วยดูแลพลัสวันด้วย จำไม่ได้หรือครับ” แดนพูดยิ้ม ๆ “พ่อผมเขามีคนช่วยงานเขาเยอะอยู่แล้ว แต่ผมนี่สิ มีแต่คุณคนเดียวที่ช่วยผมได้ เอิง” แดนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ลักษณะท่าทางแบบนี้ ทำให้ใจของเองประหวัดคิดถึงใครคนนั้น

“วันนี้อากาศดีจัง” แมทร้องออกมาด้วยความดีใจ น้ำในลำธารใสแจ๋ว แดดอุ่น ๆ ส่องลงมากระทบกับผืนน้ำ แมทหันมาสะกิดซาย “เล่นน้ำกัน” แมทชวนคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะลุกขึ้นจากผ้าที่ซายเอามารองนั่ง เพราะไม่อยากให้เครื่องแบบของแมทเปื้อน แมทหันหน้ามาทางซาย ก่อนที่จะถอดเสื้อยืดลายพรางออก เผยให้เห็นอกแน่น ๆ ในแบบของทหาร แมทปลดซิปกางเกง ก่อนจะดึงกางเกงทหารของเขาลงพรวดเดียวต่อหน้าซาย ที่เห็นภาพนั้นจนเต็มตา

“วู้ฮู้” แมทร้องตะโกนดีใจแบบที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ก่อนวิ่งลงลำธารไป ซายที่รู้สึกเขิน แดงก่ำไล่จากแก้มไปจนถึงใบหู ค่อย ๆ หันกลับไปมอง แมทยืนอยู่ในลำธาร ระดับน้ำอยู่ในระดับเดียวกันกับน้าท้องของเขา นายทหารช่างหนุ่มวักน้ำเร็ว ๆ เข้าใส่ตัว น้ำเย็น ๆ ทำให้เขารู้สึกสดชื่น และยิ่งแมทได้เห็นซายยิ้มออกมา นั่นยิ่งทำให้เขาหัวใจพองโต อย่างน้อย กับช่วงเวลาที่ซายอยู่กับเขา ขอให้ซายได้ลืมความทุกข์ที่มีไปบ้าง ความสุขของแมทคือการที่ได้เห็นซายมีรอยยิ้ม

แมทเดินกลับขึ้นมาจากลำธาร เขานั่งลงถัดมาทางด้านหลังซาย ตัวเปลือยเปล่าของเขามีหยดน้ำเกาะพราวไปทั่ว ซายยื่นผ้าผืนเล็กให้แมท นายทหารช่างหนุ่มทำโวยวายว่า ตัวเขาออกจะใหญ่ ผ้าผืนแค่นี้จะไปเช็ดอะไรแห้งได้ ก่อนจะซุกผมเปียก ๆ ลงที่ซอกคอของซาย แล้วแกล้งสลัดน้ำออกจากผมสั้น ๆ เกรียน ๆ ของตัวเอง ซายหลุดหัวเราะออกมา หลับตา เอียงหน้าหนี

แมทหัวเราะตาม ก่อนจะเอาคางไปวางแหมะไว้บนไหล่ด้านซ้ายของซาย ทำให้เจ้าของไหล่เอียงหน้ากลับมามอง แมทขยับตัวขึ้นนั่ง เขาโอบแขนขวารอบไหล่ขวาของซาย เอามือขวานั้นมาจับที่ไหล่ซ้ายของซาย ท่อนแขนดันให้แผ่นหลังของซายแนบกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา แมทยื่นปลายจมูกเข้าซุกใกล้กับด้านหลังหูของซาย โดยที่ซาย ยกมือขวามาจับที่แขนของแมท ปล่อยให้นายทหารช่างหนุ่มคลอเคลียอยู่อย่างนั้น

รถมินิแวน แล่นออกจากสถานีขนส่งมาได้สักพัก เอิงที่เมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอน พอโดนแอร์เย็น ๆ ในรถเล่นงานเข้า ก็ต้านทานความอ่อนล้าไม่ไหว จากที่คิดว่า เพียงอยากจะพักสายตาเท่านั้น เอิงก็จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ตัวของเขาค่อย ๆ เลื่อนลงไปทางคนข้าง ๆ แดนเห็นแบบนั้น ก็นึกเอ็นดู เอิงพยายามจะต้านความอ่อนเพลียที่มี แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับมัน

แดนอ้อมแขนขวาของเขาไปโอบไหล่ขวาของเอิงเอาไว้ หนุ่มลูกครึ่งลังเลอยู่นิดหนึ่ง ก่อนจะเอามือขวามาจับไล่ซ้ายของเอิงเอาไว้ แล้วใช้ท่อนแขนดันให้หลังของเอิง เลื่อนมาทาบบนแผงอกกว้าง ๆ ของเขา แดนได้ยินเอิงพึมพำบางอย่างเบา ๆ ออกมา ก่อนที่แดนจะเห็นเอิงเอามือขวามาจับที่แขนของเขาเอาไว้ ก่อนจะพิงหัวซบลงมาที่ซอกคอของแดน ชายหนุ่มลูกครึ่งก้มหน้าลง กดปลายจมูกของเขาลงบนเรือนผมของคนในอ้อมกอด

ยิ่งได้สูดความหอมของแชมพูจากเส้นผมของเอิงเข้าไป กลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์ ทำให้ภาพในอดีตไหลย้อนกลับมาให้เห็น เหมือนคลื่นน้ำที่มีพลังมหาศาล เกินกว่าจะต้านทานได้ ภาพของแมทกับด้าจก์ซายผุดขึ้นในกระแสธารของการหวนคำนึง ความคิดถึงที่แมทมีต่อซาย ซัดกลับไปกลับมาในความรู้สึกของแดน การได้กอดเอิงเอาไว้ในอกแบบนี้ แดนรู้สึกได้ราวกับว่า ยิ่งทำให้แมท ยิ่งเรียกร้องความต้องการนี้ผ่านเขา มากขึ้น มากขึ้นทุกที

'คุณแดนต้องเข้าใจเอิงมันด้วยนะคะ เรื่องนี้มีผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของมันมากจริง ๆ ' คำพูดของอันน์ที่ได้คุยกับแดนทางโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ ดังกลับเข้ามาให้แดนได้ยินในความคิดอีกครั้ง 'เอิงมันไม่ใช่คนพูดมาก แต่มันก็ไม่ใช่คนนิ่งเงียบจนน่าหงุดหงิดแบบนี้ อันน์รู้จักกับเอิงมานาน อยู่ ๆ มันเหมือนคนพูดไม่ได้ซะอย่างนั้น' นั่นสินะ แดนก็รู้สึก ตอนนี้เหมือนกับว่า ภาพของซาย ลักษณะของซายฉายออกมาให้เห็นผ่านตัวของเอิง ผ่านออกมาจากสีหน้าและแววตา

'คุณแดนคะ อันน์อยากจะพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งอันน์อาจจะพูดมากเกินสมควรไปก็ได้ คือ อันน์รู้สึกเหมือนเอิงมันรอคอยใครบางคนมาตลอด มันไม่เคยสนใจใครเลยก็จริง แต่เผื่อใจไว้สักหน่อยนะคะ อันน์ไม่รู้ว่า เอิงมันแค่รอคอยให้คำสัญญาถูกทำให้สมบูรณ์ หรือว่ามันเอง ก็รอคอยที่จะได้รักคุณแดนอีกครั้ง'

แดนขยับอ้อมแขนโอบกอดเอิงให้แน่นขึ้น คำเตือนด้วยความหวังดีของอันน์ ทำให้แดนมีก้อนแข็ง ๆ ดันขึ้นมาแน่นอยู่ที่หน้าอกของเขา แดนถามตัวเองว่า เขาจะสามารถปล่อยคนในอ้อมกอดนี้ไปได้อย่างไร รถมินิแวนแล่นผ่านสถานที่ต่าง ๆ มากมายสองข้างทาง เพื่อมุ่งสู่จุดหมาย ที่แดนหวังใจไว้ว่า อาจจะช่วยเขาค้นหาคำตอบของเรื่องนี้ให้เขาก็เป็นได้ สถานที่ใดจะดีไปกว่า ที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี้

รถมินิแวนแล่นมาจอดสุดสายที่สถานีขนส่งในตัวเมือง เอิงก้าวลงจากรถ รู้สึกเขินเมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเอง อยู่ในอ้อมกอดของแดน มองไปที่หนุ่มลูกครึ่งที่ยืนสูงเด่น ขยับหัวไหล่และแขนเหมือนไล่เหน็บที่เกาะจนทำให้แขนของเขาชาหนึบ ให้หายไป แดนหันมาเห็นสายตาเป็นกังวลปนความรู้สึกผิดของเอิงเข้าพอดี เขาเลยแกล้งชวนเอิงคุย เพื่อถามทางไปต่อ เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น เพราะมันเป็นความสุขของเขา ที่แดนได้ทำอะไรเพื่อเอิง

“เอ็งสองคน ขึ้นรถมาได้เลย” หลังจากสอบถามอยู่สักพัก ก็มีคุณลุงอาสาจะพาแดนกับเอิงไปยังสถานที่ที่ต้องการ ด้วยราคากันเอง ทั้งสองคนกระโดดขึ้นรถสองแถวสีแดงคันเก่าคันเก่งคันนั้น ก่อนที่คุณลุงจะพาพวกเขาออกสู่ถนนใหญ่ อากาศในวันนี้ ดีเหมือนกับวันนั้น แดนที่นั่งอยู่ท้ายรถ มองเอิงที่นั่งอยู่ตรงข้าม หลับตาลง เงยหน้าขึ้นรับลมเย็น ๆ ที่พัดมา ในยามที่รถวิ่งผ่านไป

เอิงลืมตาขึ้น มองไปยังข้างทางที่รถสองแถวแล่นผ่าน รถสองแถวเลี้ยวไปทางซ้าย ในขณะเดียวกันกับที่สายตาของเอิงมองเห็นที่ตรงนั้น เขากลับหลังหันไปมอง โดยภาพที่เขามอง รถสองแถวกำลังแล่นพาตัวของเขาไกลออกมาเรื่อย ๆ ภาพยามอดีตผุดขึ้นกลางใจ ความรู้สึกต่าง ๆ ไหลวนเข้าสู่ห้วงคำนึง สถานที่ที่รถสองแถวแล่นไป เหมือนเคยเห็น เหมือนเคยรู้จักมันเป็นอย่างดี เหมือนได้สัมผัสกับมันมาช้านาน

แดนมองตามสายตาของเอิงไป สถานที่จอแจพลุกพล่าน เป็นตลาดขายสินค้าต่าง ๆ มันดูธรรมดา ที่ไหน ๆ ก็มี แต่แดนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน จากสายตาของเอิง ว่ามันคือสถานที่ที่กำลังพูดตอบโต้กลับมาที่ความรู้สึกของเอิง วิธีที่เอิงมองจับจ้องอยู่ที่เดิม จนรถสองแถวเคลื่อนตัวห่างออกมา จนทำให้มันลับหายจากสายตาไป แต่ความหมายของมันยังคงตราตรึงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

“เอ้า ไอ้หนู ถึงแล้ว” เสียงคุณลุงคนขับรถตะโกนบอกมาจากหน้ารถ แดนลงจากรถก่อน จึงเดินไปทางด้านคนขับ เอิงลงจากรถตามมา “เท่าไหร่ครับลุง” แดนถาม ก่อนยื่นเงินให้ตามที่ตกลงกันไว้ “เอ็งนี่พูดไทยชัดแจ๋วเลย” คุณลุงรถสองแถวเอ่ยชม แดนยิ้มรับ ตอบกลับไปว่าเขามีแม่เป็นคนไทย

“ดี ๆ เออ แล้วเอ็งสองคนจะไปไหนกันต่อมั้ยล่ะ ลุงว่าจะกินข้าวสักหน่อย พวกเอ็งหาอะไรกินกันก่อนสิ กินเสร็จกลับมาเจอลุงที่นี่ พวกเอ็งจะไปที่ไหนต่อ ถ้าไม่ไกลมาก ลุงไม่คิดสตางค์” คุณลุงคนขับพูดด้วยหางเสียงเหน่อ ๆ ตามสไตล์คนท้องถิ่นที่นี่ และด้วยน้ำใจของคนท้องที่ ที่อยู่ ๆ ก็เกิดนึกเอ็นดูเด็กหนุ่มสองคนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน เหมือนเจอลูกหลานที่กลับมาบ้านเกิด

“ร้านนี้ก็ได้ คนมาถ่ายรูปกันเยอะ เข้าไปสั่งกาแฟกินสักแก้วสองแก้ว อิ่มแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน” คุณลุงคนขับรถสองแถวพูดจบ ก็เดินจากไป แดนหันมายิ้มกับเอิง “เชิญครับ” แดนผายมือให้เอิงเดินนำเข้าไป เอิงมองท่าทางของหนุ่มลูกครึ่งแล้วก็นึกขัน แต่ก็ยอมทำตาม แดนดีใจที่ได้เห็นแบบนั้น ทั้งสองคนเดินเข้าร้านมา มันเป็นร้านเล็ก ๆ ปลูกสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ด้านในทำเป็นระเบียงยางรับลม มองเฉียงไปทางด้านขวา เห็นวิวแม่น้ำใหญ่อยู่ไม่ไกล

“เครื่องดื่มร้อนหรือเย็นดีคะ” เจ้าของร้านเอ่ยถามลูกค้าสองคนแรกของวันนี้ “เอิงไปนั่งรอก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” แดนบอกกับเอิง เจ้าของร้านถึงกับเลิกคิ้ว เมื่อได้ยินแดนพูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ เอิงเดินมานั่งที่โต๊ะติดระเบียง มองไปยังเคาน์เตอร์ ที่แดนกำลังสั่งเครื่องดื่มให้ เอิงจึงมีโอกาสได้มองสังเกตแดน นอกจากความสูงของหนุ่มลูกครึ่งที่โดนเด่นแล้ว คงเป็นท่าทางที่เอาใจใส่นี่กระมัง ที่เป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาเป็นภาพจำให้กับเอิง ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน

“ไมโล” แมทจิ้มนิ้วไปที่ถ้วยนั้น ก่อนพูดย้ำอีกรอบ ซายพยักหน้าว่ารับรู้ ก่อนจะยกถ้วยนั้นขึ้นจิบ พลางทำหน้าเหยเก “มันขมหน่อยนะ ไม่มีน้ำตาล มันหายากมากจริง ๆ” นายทหารหนุ่มที่หวังสร้างความประทับใจ แลดูจะผิดหวัง เมื่อเห็นซายไม่ชอบสิ่งที่เพิ่งจิบไป ซายเห็นหน้าของแมท ที่ดูหงอย ๆ ก็หันไปหยิบน้ำผึ้งจากตะกร้าสะพายหลัง ส่งให้แมท

เอิงมองไปที่เครื่องดื่มที่แดนถือมาวางบนโต๊ะ เอิงมองตามแดนที่จัดการหยดน้ำผึ้งลงในถ้วยไมโลร้อน แดนใช้ช้อนคนให้น้ำผึ้งละลายเข้ากันดี แล้วยกเครื่องดื่มร้อน ควันลอยฉุยอยู่ที่เหนือปากถ้วย มาวางไว้ตรงหน้าเอิง เสียงแดนเอ่ยชวนให้เอิงรีบดื่ม เอิงมองเห็นภาพของแมทที่ภูมิใจนำเสนอ อยากให้เครื่องดื่มที่คิดว่าอีกฝ่ายจะชอบ ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนที่เอิงจะเห็นแดน ยกแก้วไมโลนั้นขึ้นดื่ม

แดนมองตามมือของเอิง ที่หยดน้ำผึ้งเพิ่มลงในถ้วยของแดน หนุ่มลูกครึ่งใช้ช้อนคนถ้วยไมโลให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนจะยกมันขึ้นจิบใหม่ รสชาติของมันต่างจากก่อนหน้า รสชาติก่อนนี้คือสิ่งที่เขาชอบ แต่รสชาติไมโลที่แดนเพิ่งจิบไป ทำให้เขาจำได้ มันคือรสชาติที่ด้าจก์ซายยอมดื่มไมโลจนหมดถ้วย แดนจึงเลื่อนถ้วยไมโลตรงหน้าเขา ไปให้กับเอิง แล้วเลื่อนถ้วยของเอิงกลับมาหาเขา

“เอิงจำมันได้” แดนพูด ริมฝีปากของหนุ่มลูกครึ่งเผยยิ้มบาง ๆ ออกมา เอิงไม่ได้ตอบอะไรออกมา แต่ยกแก้วไมโลร้อนนั้นขึ้นจิบ แดนมองเห็นแล้วว่า สถานที่นี้มีผลกับเอิงอย่างมากมายจริง ๆ สายตาที่เอิงใช้มองกลับมาที่เขา มันทำให้เขาดีใจ สุขใจ และเต็มตื้นอยู่ในใจ โดยไม่ต้องมีบทสนทนาใด ๆ แต่ว่าเข้าใจ ทั้งสองคนนั่งจิบไมโลด้วยกัน จนหมดถ้วย

“เดี๋ยวลุงขอนึกก่อน มันคลับคล้ายคลับคลา พวกเอ็งขึ้นรถมาก่อน เดี๋ยวว่ากัน” คุณลุงขับรถสองแถม พยายามช่วยนึกสถานที่ที่ได้ยินจากแดนและเอิง “ขึ้นรถเลย ลุงว่าลุงรู้นะ ว่าที่ไหน แต่สภาพมันไม่น่าจะเหมือนเดิมอย่างที่เอ็งว่ามาแล้วล่ะ” แดนและเอิงขึ้นนั่งที่หลังรถสองแถว คุณลุงออกรถแล่นออกจากหน้าร้านกาแฟนั้นไป

“แม่ ลูกค้าเมื่อกี้ไปไหนแล้ว” เสียงถามกระหืดกระหอบ ตะโกนถามเจ้าของร้านกาแฟเล็ก ๆ นั้น “อะไรของแก โวยวายอะไร” ผู้เป็นแม่เอ็ดลูกสาวเข้าให้ เผื่อมีลูกค้านั่งอยู่ จะเสียมารยาท “ลูกค้าฝรั่งผู้ชายเมื่อกี้น่ะ คนที่แม่เพิ่งลงรูปเขาในเพจร้านน่ะ” เด็กสาวชี้ไปที่โต๊ะข้างระเบียง ที่ผู้เป็นแม่เพิ่งไปเก็บแก้วเครื่องดื่ม ก่อนจะเห็นลูกค้าคุยกับลุงคนขับรถสองแถว บอกจะไปไหนกันสักที่ ก่อนจะเห็นขึ้นรถกันไป

“ไปแล้วน่ะสิ ขึ้นสองแถวไปแล้ว” คำตอบของแม่ทำให้เด็กสาวถึงกับนั่งลงอย่างหมดแรง เธอมองไปที่รูปถ่ายเก่ามากใบหนึ่ง ที่แปะไว้ที่ผนังร้าน รูปที่เหมือนถูกไฟไหม้ไปบางส่วน รูปทหารหนุ่มฝรั่งในชุดเครื่องแบบทหารช่าง ที่เมื่อเด็กสาวเห็นใบหน้าของลูกค้าในเพจร้าน เธอถึงได้รีบวิ่งมาแทบไม่คิดชีวิต เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก ใจเต้นระรัวไปหมด กับใบหน้าของทหารหนุ่มกับลูกค้าคนนั้น

“ใช่ที่นี่มั้ยวะไอ้หนุ่ม” บ่ายแก่ตะวันคล้อยลงมากแล้ว ที่คุณลุงคนขับไม่แน่ใจ ว่าจะใช่ที่เดียวกันมั้ย “เอ็งลองเดินดูก็แล้วกัน เดี๋ยวข้านั่งรอพวกเอ็งตรงนี้ จะได้พาพวกเอ็งกลับ เย็น ๆ มันเรียกรถยาก” แดนกับเอิงกล่าวขอบคุณคุณลุง ก่อนจะเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ นั้น

แดนกับเอิงเดินข้างกันไป ทางเดินที่เป็นปูน กลายเป็นทางกรวดเหมือนกับที่เห็นได้ริมลำธาร ต้นไม้สูงต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้าง ให้ร่มเงาของไม้ใหญ่ ลำธารที่ก่อนนี้คงจะกว้างและใหญ่ ผ่านเวลามา สายน้ำที่ไหลลงมาเอื่อย ๆ แต่น้ำยังคงใสเย็น อีกฝั่งขอลำธาร เล่ากันว่าในบางค่ำคืนพระจันทร์เพ็ญ จะมีหิ่งห้อยจำนวนมาก มาอวดแสงของตัวเองแข่งกับแสงจันทรา

เอิงถอดรองเท้า ก่อนจะหย่อนเท้าหนึ่งลงไปในลำธารเล็ก ๆ นั่น ความเย็นของน้ำนั้น วูบเอาภาพเคยเกิดขึ้นแล้วในวันวาน ย้อนคืนกลับมา มันมากมายจนเอิงอยากที่จะยกเท้าขึ้นจากน้ำ เอิงตัวสั่นเทาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แดนที่เห็นแบบนั้น เขาจึงดึงตัวของเอิงจนเท้าพ้นจากลำธารนั้น ร่างที่สั่นเทาของเอิง ค่อย ๆ ผ่อนลง ลมยามบ่ายพัดมา กิ่งไม้ใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เมื่อไหวต้องลม

แมทใช้ลำตัวที่ใหญ่ของเขาบังสายฝนที่อยู่ ๆ ก็เทกระหน่ำลงมา ให้ซายไม่ต้องตัวเปียกปอน ทั้งสองคนยืนหลบอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้าน ให้ร่มเงาของไม้ใหญ่ ข้าง ๆ ลำธารกว้างนั้น แมทใช้เสื้อเครื่องแบบทหารของเขากั้นเหนือศีรษะของเขาไว้ ซายตัวสั่นอยู่ในอกของเขา แมทก้มลงจุมพิตเบา ๆ ลงบนหน้าผากของซาย แทนคำพูดว่าตราบใด ที่ทั้งสองคนยังอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่จะไม่เป็นไร

“เอิงตัวสูงขึ้นนะ” แดนพูดขึ้น เอิงที่เงยหน้าขึ้นมองหนุ่มลูกครึ่ง จากตำแหน่งที่แดนจำได้ เอิงต้องตัวเล็กกว่านี้ “แต่ว่าดีเลย เพราะทำแบบนี้ได้สะดวกดี” ละอองน้ำบาง ๆ คล้ายฝนโปรยตัวลงมา ล้อกับแดดยามบ่ายคล้อย ไปทั่วบริเวณ แดนบรรจงวางจูบเขาลงบนหน้าผากของเอิง ที่ทิ้งน้ำหนักตัวเข้าหารอยจูบนั้น ทุกอย่างรอบตัวสงบและโอบอุ้มความรู้สึกรัก ดื่มด่ำลึกลงไปในสถานที่แห่งนั้นในหัวใจ ที่เคยมืดมิดและหวาดกลัว





เหตุว่าเจ้าเรือนตนุ หรือตัวตน ไปตกอยู่เรือนมรณะ หรือเรือนแห่งการแปรสภาพ เจ้าชะตามักจะเกิดในที่หนึ่ง แต่ไปได้ดีในอีกที่หนึ่ง จะได้เดินทางไปในที่ ที่ไม่ค่อยมีใครได้ไป เป็นคนใจดีไม่เห็นแก่ตัว แต่อาจจะไม่ใช่คนรื่นเริง ตลกไม่เป็น แต่มักจะได้ผลดีจากคนที่จากไปแล้ว เผชิญเรื่องเร้นลับ หรือต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ต้องกันกับเรื่องราวผิดหวัง ดื้อรั้น และมีชีวิตราวกับว่าไร้ญาติและไม่มีใคร



**************************************

https://www.youtube.com/watch?v=TBTI7_90o8U

กาลครั้งหนึ่ง การพบใครคนหนึ่งทำให้ฉันสุขใจ กาลครั้งหนึ่ง ทุกช่วงเวลาเราเคยมีกันใกล้ ๆ แต่กาลครั้งหนึ่ง สุดท้ายไม่จบตรงชั่วนิรันดร์เสมอไป กาลครั้งหนึ่ง ชีวิตเลือกเส้นทางให้เรามีอันต้องไกล เรื่องราวของฉันเดินต่อไป จากตรงนั้น ไกลสุดไกล เหมือนจะไกลจนลืมว่าเคยเกิดสิ่งเหล่านี้ แต่ในวันที่ฝน ร่วงจากฟ้า วันที่มองหาใครก็ไม่มี วินาทีนั้นจะมีบางอย่างที่สำคัญ เกิดในใจฉัน กาลครั้งนั้นยังอบอุ่นในใจ รู้สึกทุกครั้งว่าเธอยังดูแลฉันใกล้ ๆ เหม่อมองฟ้าแล้วถอนหายใจ เหมือนเราได้พูดกัน ราวกับเธอนั้นไม่เคยจากไป ยังคงยืนส่งยิ้มให้กำลังใจอยู่ในความทรงจำ (ในความทรงจำ) หากชีวิตนี้เร็วดั่งความฝัน กาลครั้งหนึ่ง ดีใจนะที่เราพบกัน เรื่องราวชีวิต เดินต่อไป จากตรงนั้น ไกลสุดไกล เหมือนจะไกลจนลืมว่าเคยเกิดสิ่งเหล่านั้น แต่ในคืนเหน็บหนาว เกินจะต้านทาน คืนที่ความเหงา เข้ามาฉับพลัน คืนนั้นจะมีความรู้สึกพิเศษและสำคัญ ปรากฎในใจฉัน กาลครั้งนั้นยังอบอุ่นในใจ รู้สึกทุกครั้งว่าเธอยังดูแลฉันใกล้ ๆ เหม่อมองฟ้าแล้วถอนหายใจ เหมือนเราได้พูดกัน ราวกับเธอนั้นไม่เคยจากไป ยังคงยืนส่งยิ้มให้กำลังใจอยู่ในความทรงจำ (ในความทรงจำ) หากชีวิตนี้เร็วดั่งความฝัน กาลครั้งหนึ่ง ดีใจนะที่เราพบกัน ฉันจะอยู่ โดยที่รู้ว่าทุกนาทีนั้นแสนพิเศษ ฉันจะทำ (ฉันจะทำ) ทุก ๆ สิ่ง (ทุก ๆ สิ่ง) ให้เธอภูมิใจเมื่อได้เห็น เธออยู่ตรงนั้นสบายดีไหม ฉันอยู่ตรงนี้เป็นเหมือนเดิม คิดถึงเธอทุกวัน (คิดถึงเธอทุกวัน) หากชีวิตนี้เร็วดั่งความฝัน กาลครั้งหนึ่ง สักวันเราคงได้พบกัน

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด