เรือนรัก; ทักษา บทที่ ๓๙. ที่สุดปลายขอบฟ้า
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เรือนรัก; ทักษา บทที่ ๓๙. ที่สุดปลายขอบฟ้า  (อ่าน 2279 ครั้ง)

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๔.



วินาศน์ - ปัตนิ (ในวันที่เราได้พบกัน)





“อยู่ไหนกันแล้วแก” เอิงได้ยินอันน์ถาม ทันทีที่เขารับสายวิดีโอ คอลนั้น “อยู่ฮาเนดะ กำลังจะขึ้นเครื่องแล้ว” อันน์พยักหน้ารับรู้ “แดนล่ะ” เจ้าของชื่อโผล่หน้าเข้ากล้อง เมื่อได้ยินอันน์เรียกชื่อเขา เอิงยิ้มให้กับรุ่นพี่คนสนิท “โอเค ถึงที่โน่นแล้ว ส่งข้อความบอกพี่ด้วยนะ อ้อ ไอ้ปราชญ์ฝากบอกว่า ขอโทษที่ไปส่งที่สุวรรณภูมิไม่ได้” อันน์บอกกับเอิง “ติดเมีย” เอิงหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าเหม็นความรักจากอันน์

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” อันน์บอกกับเพื่อนรุ่นน้องของเธอ “แดน” หนุ่มลูกครึ่งชะโงกหน้ากลับเข้ากล้องอีกครั้ง “ฝากน้องพี่ด้วยนะคะ” แดนพยักหน้ารับคำ “ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะดูแลเอิงเป็นอย่างดี” เสียงประกาศขึ้นเครื่องของผู้โดยสารเฟิร์สคลาสดังขึ้น “ไปลูก แดน เอิง” คุณปริมเรียกชายหนุ่มทั้งสองคน โดยมีคุณโทมัสเดินนำหน้าไปเป็นคนแรก

“เอิงขึ้นเครื่องก่อนนะครับพี่อันน์” เอิงบอกกับปลายสายที่เมืองไทย “เดินทางปลอดภัยค่ะ คิดถึงแล้วนะ” อันน์บอกกับเอิง ยิ้มให้ แล้วจึงจะวางสายไป ก่อนที่เขาและแดนจะเดินตามแม่และพ่อของหนุ่มลูกครึ่งไป ทั้งสี่คนเก็บสัมภาระไว้บนที่เก็บของด้านบน ก่อนจะนั่งประจำที่นั่งสองคู่ตรงกลาง โดยคุณโทมัสและคุณปริมนั่งอยู่ด้านหน้าแดนและเอิง พนักงานเข้ามาแนะนำตัว และเริ่มการบริการ เพียงไม่นาน เมื่อทุกอย่างพร้อม เครื่องบินก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้า

หลังจากการบริการอาหารบนเครื่องเสร็จ ไฟบนเครื่องบินก็ถูกปิดลง เพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน ม่านหน้าต่างของผู้โดยสารที่นั่งเดี่ยวในชั้นเฟิร์ส คลาส ถูกกดปิดลง ภายในเคบิ้นสลัวลง แดนเปิดไฟที่อยู่ด้านหลังเบาะที่นั่ง เพื่ออ่านหนังสือที่เขาอ่านค้างอยู่ ชายหนุ่มลูกครึ่งถามเอิงที่นั่งติดกับเขา ว่าเอิงต้องการอะไรเพิ่มมั้ย เอิงส่ายหน้าปฏิเสธ บอกว่า เขาขอพักสายตาสักหน่อย แดนพยักหน้ารับรู้ ก้มลงหอมที่หน้าผากเอิง แล้วดึงผ้าห่มให้เอิง คลุมจนถึงหน้าอก



ซายนั่งมองแมทที่กำลังซ่อมตะกร้าสะพายหลังให้เขา วันก่อนนั้น แมทเห็นว่าตะกร้าใบนี้ มันดูง่อนแง่นเต็มทน วันนี้ายช่างหนุ่มจึงติดเอาเครื่องมือช่างมาด้วย แมทลงมือทำมันอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันมาสบตากับซายเป็นระยะ ๆ เพื่อเสพสายตาของซาย ที่แสดงให้เขาเห็นถึงความภูมิใจนั้น แมทพอจะเดาได้ ว่าตะกร้าใบนี้ คือสิ่งสำคัญมากในชีวิตของซาย มันคือเครื่องมือดำรงชีพ ซายดีใจและนึกขอบคุณแมท ที่เห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับเขามากจริง ๆ

“ลองสะพายดูสิ” แมทพูดขึ้น หลังจากที่เขาซ่อนมันจนเสร็จ และลองทำสอบว่า มันแข็งแรง ไม่โยกคลอนจนแทบจะหลุดออกจากกัน อย่างที่เขาเห็นซายพยายามเกร็งกำลังแขน ใช้เชือกดึงเพื่อรวบซี่ไม้ของตะกร้านั้น รั้งของทุกอย่างในนั้น ไม่ให้ร่วงหล่นลงมา แมทเห็นแบบนั้น ก็ให้นึกเห็นใจและสงสาร ซายเอาเสบียงมาส่งให้เขา โดยที่ไม่ปริปากบ่นสักคำ แมทรู้สึกทึ่ง เพราะเขาเองรู้ดีว่า ของทั้งหมดนั้นหนักมากขนาดไหน เมื่อเขาต้องขนมันกลับไปที่ค่ายคนเดียว

“ดีใช่มั้ย” แมทยิ้มตามซาย ที่ยิ้มกว้าง เมื่อเอาตะกร้านั้นขึ้นสะพายบนไหล่ ซายปลดตะกร้านั้นลงมาดู ซายหยิบมันหมุนมองไปตามร่องที่เคยแตก ไม้ที่เคยผุ ตะกร้าที่เคยจะพังมิพังแหล่ แต่ตอนนี้มันแข็งแรง พร้อมใช้งานอีกครั้ง แมทมองเห็นใบหน้าที่ถูกแต้มไปด้วยความสุขนั้นด้วยหัวใจที่พองโต มันคือความอิ่มเอมใจของผู้ชายคนหนึ่ง ที่สามารถทำให้คนที่เขารักมีความสุขได้ นายทหารช่างแมทนึกภาพในจินตนาการไว้ หากว่าเขาจะสามารถพาซายไปอยู่กับเขาที่ฟาร์ม ที่บ้านเกิด เขามีอีกหลายอย่างที่จะทำให้ซายได้

“อะไร” แมทตกใจ เมื่ออยู่ ๆ ก็เห็นซายวางตะกร้านั้นลงบนพื้น ก่อนจะเห็นซายเข้ามากอดเขาเอาไว้ “ฉันรักเธอนะ” แมทดึงตัวของซายออก เชยคางให้ซายขึ้นมามองหน้าเขา “ฉันรักเธอ” แมทพูดบอกกับคนในอ้อมแขนของเขา ถึงความรู้สึกที่นายทหารช่างคนนี้มี แมทมองเห็นสายตาของซายที่ใช้มองเขา เขาไม่ได้ยินเสียงของซายบอกรักเขาตอบกลับมา แต่ด้าจก์ซายกอดเขาไว้จนแน่นอีกครั้ง จนความรู้สึกของคนตัวเล็ก ๆ ที่มีต่อบิ๊กแบร์ ส่งผ่านเข้าไปให้หัวใจของหมีใหญ่คนนี้ ได้รู้สึกเช่นกัน



“เอิง” แดนเรียกชื่อของเอิง เมื่อได้ยินเสียงหอบหายใจของเอิงดังขึ้น กับท่าทางผวาตื่นขึ้นมานั้น เอิงลืมตาขึ้นมอง พร้อมกับเครื่องบินที่สั่นวูบลง จากการตกหลุมอากาศ เสียงประกาศจากกัปตันให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัด เพื่อความปลอดภัย ก่อนจะเห็นพนักงานต้อนรับเริ่มทำการเตรียมตัว ก่อนนำเครื่องลงจอดที่สนามบิน

“โอเคมั้ย” แดนถามเมื่อเขายื่นน้ำให้เอิงจิบ เอิงพยักหน้าบอกว่าเขาไม่เป็นไร “รู้สึกหรือครับ” แดนถามเอิงที่กำลังเช็ดม่ายน้ำตาที่พราวอยู่เต็มแผงขนตา “ครับ” เอิงตอบยืนยันกับแดน “แมท” แดนเดาออกมา เอิงส่ายหน้า “ซาย” ยิ่งเดินทางเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นเท่าไหร่ เอิงก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์ของซาย ที่ทวีคูณมากขึ้นและมากขึ้นทุกที ความโหยหาของคนที่เฝ้ารอคอยใครสักคนมาเนิ่นนาน ที่เอิงเคยรู้สึก ได้กลับเข้ามาในใจเอิงอีกครั้ง

ใช้เวลาไม่นานมากนัก ทั้งสี่คนก็ออกมาด้านนอก คุณโทมัสใช้บริการส่งกระเป๋าสัมภาระทั้งหมดไปที่บ้านพัก ก่อนที่จะมารับรถยนต์ ขับไปยังที่หมายสุดท้ายในวันนี้ กับการเดินทางอันยาวนานจากไทย เพื่อมาถึงที่นี่ แดนรับหน้าที่ขับรถ โดยมีเอิงนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ คุณโทมัสกับคุณปริมนั่งอยู่ที่เบาะหลัง จากสนามบินเจเอฟเค แดนตั้งจีพีเอสไปยังที่หมาย ที่ไม่ไกลจากสนามบินมากนัก

เวลาบ่ายกว่า ๆ แดนออกจากสนามบินมาได้สักพัก ก่อนขับรถตรงไปตามถนนอินเตอร์เสตท ไอ495 เพื่อตรงไปยังจุดหมาย เอิงยิ่งรับรู้ถึงความรู้สึกที่ท่วมท้น บางครั้งก็เหมือนกับว่า เขากำลังอิ่มเอมอยู่ แต่แล้วในอีกไม่กี่นาทีถัดมา เอิงก็รู้สึกถึงก้อนมวลความเศร้า ที่เหมือนกับเป็นเมฆฝนดำทะมึน ลอยอยู่ด้านบน และมันพร้อมจะปล่อยให้ฝนห่าใหญ่ตกลงมา และให้ลมพายุพัดกระหน่ำให้ใจร้าวรานย่ำแย่ลงได้ในทันที

ขับรถมาได้ราว ๆ หนึ่งชั่วโมง เอิงก็ต้องแปลกใจ เมื่อรถมาจอดอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่เอิงคุ้นตา เอิงหันไปมองแดน เห็นชายหนุ่มลูกครึ่งพยักหน้าให้ ก่อนชวนเอิงให้ลงจากรถ คุณปริมแตะมือลงบนแขนของคุณโทมัส ก่อนจะบอกกับเขาว่า ที่นี่คือที่ที่เธอได้พบเจอเรื่องราวมากมาย เมื่อครั้งที่คุณปริมมากับแดน คุณปริมและคุณโทมัส ลงจากรถตามมา

“เอิง” เจ้าของบ้านที่เดินออกมาดู เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ขับมาจอดที่หน้าบ้าน เรียกชื่อลูกชายของเธอด้วยความประหลาดใจ “แม่ครับ” เอิงเดินเข้าไปยกมือไหว้มารดา ก่อนจะสวมกอดด้วยความคิดถึง “ไม่บอกแม่ว่าจะมาวันนี้” ผู้เป็นแม่ทราบว่า ลูกชายของเธอจะมาหา แต่เอิงบอกว่าจะขอทำธุระก่อนสักสองสามวัน “เอิงก็ไม่รู้ว่า จากสนามบินจะตรงมาที่นี่เหมือนกัน” เอิงก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน

“แล้ว ทำไมเอิงมากับแดนได้ล่ะ” แม่ของเอิงเห็นแดน ที่เดินเข้ามาหาพลางยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณน้า” แดนกล่าวทักทายแม่ของเอิงอย่างคนรู้จัก เอิงมองแดนที่ทำหน้ายิ้ม ๆ แต่ไม่ยอมไขความกระจ่างอะไรให้ “พี่ปริมสวัสดีค่ะ” คุณปริมเดินเข้ามาทักทายแม่ของเอิง ยิ่งทำให้เอิงงงมากขึ้นไปอีก คุณปริมแนะนำคุณโทมัสให้แม่ของเอิงรู้จัก “มาเจอกันพร้อมหน้าสักที” คุณปริมพูดขึ้น ทักทายกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

“ขาดแต่คุณพ่อเจ้าเอิงค่ะ พ่อเข้าไปทำธุระในเมืองลูก กลับมาตอนค่ำ ๆ” แม่ของเอิงบอกกับลูกชาย “เข้าไปในบ้านกันก่อนค่ะ มากันเหนื่อย ๆ ดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อน” เจ้าของบ้านสวยหลังงามเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้าไปในบ้าน คุณโทมัสทราบจากคุณปริมว่า ผู้หญิงเอเชียเจ้าของบ้านหลังนี้คือ แม่ของเอิง ที่พ่อของเอิงพาย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้นานแล้ว “ผมขออนุญาตคุณน้า พาเอิงไปเจอคนสำคัญคนหนึ่งก่อนนะครับ” แดนบอกกับผู้อาวุโสกว่า และคุณโทมัสก็ได้รับรู้ว่า ความบังเอิญอีกอย่างคือ บ้านหลังที่อยู่ติดกันนี่เอง

เสียงกริ่งทำให้หลานสาวเจ้าของบ้านเปิดประตูออกมา เธอจำแดนได้ในทันที ก่อนจะเชิญให้เปิดประตูรั้วเดินเข้าไป แดนกล่าวทักทาย ก่อนจะถามถึงหญิงชราผู้เป็นเจ้าของบ้านนั้น หลานสาวเธอเล่าว่า สองสามวันก่อนหน้านี้ หญิงชราไม่ค่อยสบายและดูอิดโรย แต่มาเช้านี้ กลับดูสดใส กินอาหารได้ พูดคุยได้ อย่างน่าประหลาดใจ ราวกับรู้ว่า จะมีแขกมาเยี่ยมเยียนสร้างความเซอร์ไพรส์

คุณย่าแคลร์นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกบุนวมตัวโปรด หญิงชราเอ่ยถามหลานสาวที่ออกไปเปิดประตู ว่ามีใครมา ก่อนที่สายตาฝ้าฟางของหญิงชรา จะปรับให้พอจะชัดขึ้นรับกับใบหน้าของชายหนุ่มสองคน ที่เดินตรงเข้ามาหาเธอ ก่อนที่ทั้งสองคน จะคุกเข่านั่งลงที่ข้าง ๆ เก้าอี้โยกนั้น แดนและเอิงเห็นรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าคุณย่าแคลร์

“โอ้ว ไมโล คุณนั่นเอง นี่ฉันยังคิดอยู่เลยนะคะ ว่าจะชวนคุณทำซุปหัวหอมเมนูเก่งฉกาจของคุณอยู่พอดี” แดนยิ้มให้กับคุณย่าแคลร์ คุณย่านั้นรู้สึกปีติยินดี ที่เธอได้เห็นหน้าเพื่อนบ้านคนโปรดของเธออีกครั้ง “นานแล้วสินะ” ในห้วงคำนึงของคุณย่าแคลร์ มันช่างนานแสนนาน ภาพในวันวานที่หวนคืน ย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ

“แคลร์ คุณดูทีสิ ว่าผมพาใครมาด้วย” แดนพูดกับหญิงชรา คุณย่าแคลร์หันมามองใบหน้าของคนที่มากับไมโล เพื่อนบ้านของเธอ หญิงชราสะอื้นออกมา เมื่อได้เห็นเอิง “ฮันนี่” คุณย่าแคลร์กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ “เธอคือซายสินะ ต้องใช่แน่ ๆ โอ ฮันนี่ ด้าจ์ซาย เธอมาอยู่ที่นี่กับไมโลแล้ว” มือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยของหญิงชรา แตะที่ใบหน้าของเอิงอย่างเอ็นดู

“คุณทำได้แล้วนะไมโล ฉันยินดีกับคุณด้วยจริง ๆ คุณต้องทนทรมานเฝ้ารอเวลานี้มานานเท่าไหร่กันแล้วนะ ฉันดีใจกับคุณเหลือเกิน” คุณย่าแคลร์แตะมือของเธอลงบนมือของแดน หญิงชราบีบมือของหนุ่มลูกครึ่ง ด้วยมือที่สั่นเทาไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และเป็นสุขไปกับไมโล เพื่อนบ้านที่แสนประเสริฐของเธอ

“ซาย เธอจะไปดูบ้านใหม่ของเธอเสียเลยมั้ย ไมโล คุณน่าพาซายไปดูบ้านของคุณเสียตอนนี้ เขาต้องตื่นเต้นไปกับห้องหับที่คุณตระเตรียมไว้รอเขานานนับปีนี่แน่ ๆ” เอิงรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่จริงใจของคุณย่าแคลร์ ความทรงจำที่หญิงชราจำได้ แม้ว่าเธอจะมีอาการอัลไซเมอร์ เธอก็จำได้ดี ถึงสิ่งที่ไมโลเฝ้ารอคอย และต้องการมากที่สุดในชีวิต นั่นคือการที่ซาย มาอยู่กับเขาที่ตรงนี้

เอิงอธิบายความรู้สึกที่เขามีออกมาตอนนี้ไม่ถูก ครึ่งหนึ่งก็แสนจะอบอุ่นใจ ที่ได้ยินหญิงชราพูดถึงไมโลออกมาด้วยคำพูดเหล่านั้น แต่อีกครึ่งหนึ่ง และเป็นครึ่งนี้นี่เอง ที่ทั้งหน่วงและหนักอึ้งอยู่ในหัวใจ หลานสาวของคุณย่าแคลร์เองยังพูดขึ้นมาว่า คุณย่าของเธอแสดงออกถึงอารมณ์ ทั้งรักและผูกพันกับคุณปู่ไมโลมาก และยังเคยเล่าถึงใครอีกคน คนที่มีความหมายต่อคุณปู่ไมโลมากที่สุดในโลก ด้วยใจเฝ้าอาทร

แดนเดินนำเอิงมาที่กระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังบ้านของคุณย่าแคลร์ เมื่อบ้านหลังนั้นปรากฏต่อสายตาของเอิง ก้อนแข็งด้วยมวลอารมณ์ ก็แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่หน้าอกของเขา แดนไขกุญแจเปิดประตูกระท่อมนั้นออก ไอความรู้สึกจากครั้งอดีต พุ่งออกมามากระทบเข้ากับความรู้สึกของเอิงอย่างจัง

“ทุกอย่างยังคงเก็บเอาไว้เหมือนเดิม ตั้งแต่ตอนที่แมทเขายังอยู่ที่นี่” แดนบอกกับเอิง ที่เดินมาหยุดยืนอยู่ที่ประตูบ้าน แสงจากด้านนอกส่องเข้าไปด้านใน ความสลัวของด้านในจากการถูกปิดเก็บรักษาเอาไว้ เหมือนรู้ว่า วินาทีสำคัญนั้นมาถึง ก็ต่างพากันเริ่มทำให้เห็นว่า เรื่องราวในอดีต ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เพื่อเล่าถึงสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ เพื่อให้เรื่องราวนั้นสมบูรณ์

แสงไฟจากโคมเล็ก ๆ ถูกเปิดขึ้น ความอบอุ่นของแสงสีส้มนั้น กระทบเข้ากับตัวกระท่อมที่เป็นไม้ และมันกำลังเริ่มบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ออกมาให้ได้ยิน เอิงเดินเข้าไปด้านใน โต๊ะเขียนหนังสือยังคงตั้งอยู่ เหมือนครั้งที่ไมโลเฝ้าเพียรเขียนจดหมายส่งไปให้ซาย ภาพของแมทนั่งอยู่ที่โต๊ะและเก้าอี้ไม้ชุดนี้ ฉายวูบไหวกลับมาให้เอิงได้เห็น เอิงมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนในจิตใจ

“ซาย” เอิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ “แมทเขารอเธอเสมอเช่นกันนะ” เหมือนสายตาของเอิง จะถูกแทนที่ด้วยเจ้าของแววตาแป๋วคู่นั้น เอิงยื่นมือไปวางบนโต๊ะตัวนั้น ราวกับว่า ซายได้แตะมือลงไปบนนั้นเช่นกัน อิงรับรู้ถึงความแปลกประหลาดนี้ เมื่อรู้สึกราวกับว่า ซายผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อรับรู้ว่า แมทของเขานั้นอยู่ที่ตรงนี้ ในกระท่อมหลังเล็ก ๆ หลังนี้

ซายมองเห็นกล่องเหล็กบนชั้นวางของ เขาหยิบมันมาเปิดออกดู สิ่งที่ซายเห็นในนั้น ทำให้เขายิ้มออกมาได้ รูปถ่ายของแมท ร่างจดหมายที่ถูกเขียนขึ้น แต่มันไม่ดีพอ ไม่ตรงกับใจของแมท ถูกพับเก็บใส่เอาไว้ในนี้ ภาพของแมทพยายามปกป้องกล่องเหล็กใบนี้ ไม่ให้โดนทำลาย ผุดขึ้นมาให้เห็น ซ้อนเข้ากับภาพของซาย ที่ปกป้องกล่องไม้เอาไว้ด้วยหัวใจ ทั้งสองคนเก็บเอาจดหมายที่เป็นของรักของหวงไว้ในกล่องคนละใบ แต่มันได้เชื่อมเข้าหากันจากคนละซีกโลก

เอิงหันกลับไปมองทางประตูกระท่อม แดนยืนอยู่ตรงนั้น สายตาของเอิงแทนสายตาของซาย ซายยิ้มออกมาอย่างดีใจ เมื่อได้เห็นแมทยืนรอเขาอยู่ ซายขยับเดินไปที่ประตู แต่เท้าก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อภาพของแมทที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือดฉายขึ้นมาให้เห็น เสมือนว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่ต่อหน้า เอิงเหมือนตัวเองเริ่มจะหายใจติดขัด เมื่อรับรู้ถึงอารมณ์จากอดีตของซาย ที่กำลังโหยไห้อย่างคนรวดร้าวในจิตใจ

ซายทรุดตัวลงกับพื้น ตรงบริเวณเดียวกันกับที่แมทสิ้นใจในคืนวิปโยคนั้น น้ำตาของเอิงไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อความอ่อนไหวนั้น มันมาจากก้อนอารมณ์ของซาย ที่ร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ แมทไม่เคยลืมคำพูดที่ได้ให้ไว้ ห้วงอารมณ์ของซาย ที่เคยติดค้างอยู่ในใจว่า แมททอดทิ้งคำสัญญา ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า แมทได้ทำดีที่สุดแล้ว ซายได้รับรู้แล้ว ว่าแมทยังคงรักเขาอยู่ไม่รู้คลาย แดนเดินเข้ามากอดเอิงเอาไว้จนแน่น พูดปลอบเอิงว่า เขาอยู่ตรงนี้กับเอิงแล้ว มันจะไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมอีก เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนั้น มันไม่มีทางจะทำร้ายเขาทั้งสองคนได้อีก



ไม่ไกลมากนับจากบ้านของคุณย่าแคลร์ แมทขับรถพาเอิงมาตามเส้นทางที่หลานสาวของคุณย่าให้ไว้ เอิงมองออกไปที่สถานที่นั้น ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ แดนดับเครื่องยนต์ ก่อนเดินตามลงไป เอิงดันประตูรั้วเตี้ย ๆ นั้นให้เปิดออก พื้นหญ้าสีเขียวทอดยาวไปจนสุดแนวต้นไม้ ของป่าด้านใน แดดยามเย็นทอดลงมา มีเพียงความเงียบสงบทั่วทั้งบริเวณ

ป้ายหินสลักชื่อเอาไว้อย่างชัดเจน “แมทธิว เฟรดเดอริก ไมโล เทนเนอร์' พร้อมข้อความบนเฮ้ดสโตนเขียนเอาไว้ว่า “ด้วยความรักและคิดถึง เพื่อนที่แสนดี และผู้ที่รักเดียวใจเดียว โดยปราศจากเงื่อนไข” แดนและเอิงเดินมาที่หลุมฝังศพของแมท ที่คุณย่าแคลร์ทำให้ แม้ว่าไม่มีใครค้นหาร่างของแมทพบ แต่คุณย่าแคลร์คิดว่า แมทควรจะได้หลับพักผ่อนให้สบาย โดยที่คุณย่าใช้ชื่อจริงของนายทหารช่างชาวอังกฤษผู้นี้ สลักลงบนป้ายหิน เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

เอิงนั่งลงที่หน้าหลุมฝังศพของแมท เอามือปัดใบไม้ที่ร่วงลงมา มีช่อดอกไม้ใหม่ ๆ วางอยู่ และมันคงจะเป็นของคุณย่าแคลร์ ที่ให้หลานสาวของเธอ มาดูแลอยู่เป็นประจำ แดนย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ เอิง เขาวางรูปที่เคยวาดเอาไว้ โดยแดนเอารูปนี้ไปใส่กรอบอย่างดี ไว้ข้าง ๆ ป้ายหินนั้น มันเป็นรูปของทหารหนุ่มคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ยืนเคียงข้างกับผู้ชายในชุดชนเผ่าดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่นมวยผม และถือดอกไม้ช่อนั้นอยู่ในมือ มีข้อความเขียนด้วยลายมือว่า แมทและฮันนี่ของเขา, ด้าจก์ซาย

“ในที่สุด เขาก็ได้กลับมาพบกันอย่างที่ตั้งใจไว้” ลมเย็น ๆ พัดมาเบา ๆ มาเมื่อเอิงพูดจบ ราวกับว่าแมทและซายตอบรับคำพูดของเอิงว่าเป็นจริงตามนัั้น “จะไม่มีอะไรมาพรากเขาทั้งสองคนจากกันได้อีก” แดนพูดออกมา รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เอิงยิ้มให้กับแดน ภายในใจของเอิง รับรู้ได้ว่า แมทและซายได้อยู่ด้วยกัน ดังคำสัญญาที่เคยมอบไว้และรอคอยนั้นแล้ว



เมื่อดาวเจ้าเรือนวินาศน์ ตัวแทนของความสูญเสีย เรื่องร้ายและเศร้าใจ รวมถึงการจบลงของเรื่องราวหนึ่ง เพื่อให้เรื่องราวใหม่ได้เกิดขึ้นต่อไป เดินมาตกอยู่ในเรือนปัตนิ ที่เป็นเรือนของคู่ครอง คู่คิด ข้อเสียย่อมมีเกิดขึ้น หากว่าเจ้าชะตาต้องร้างคู่ตุนาหงัน จะเป็นเหตุให้ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่อยากจะมีคู่ใหม่ ปฏิเสธที่จะคบหากับใคร เฝ้ารอแต่คนที่จากไป

แต่ด้านดีก็มีเช่นเดียวกับทุกอย่างบนโลกใบนี้ ที่มีทั้งร้ายและดีปะปนกัน เจ้าชะตาจะมีคู่ครองเป็นคนต่างชาติ ได้คนดีมีสติปัญญา ฉลาดมีไหวพริบมาเป็นคนรัก ชีวิตอาจจะได้ไปอยู่ที่ต่างประเทศ ดวงชะตาเมื่อเจออุปสรรคหรือศัตรูมาคิดร้าย จะมีชัยเหนือสิ่งเหล่านั้น



แมทหันมามองที่ประตูกระท่อม ซายยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูนั้น รอยยิ้มของซายสดใสและเปี่ยมไปด้วยความสุข แมทอ้าแขนออก ก่อนจะเห็นซายก้าวเท้าเข้ามาในกระท่อม เดินตรงมาหาเขา แมทรวบตัวอุ้มซายเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะกอดอีกฝ่ายเอาไว้จนแน่น ด้วยความคิดถึงที่ไม่อาจจะบรรยายได้ ซายหัวเราะออกมาเสียงดัง มันนเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูไพเราะเมื่อได้ยิน และมอบความสุขให้กับทั้งแมทและตัวของซายเอง

“เราเจอกันแล้วนะ” แมทบอกกับซาย โดยที่ซายพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา ทั้งสองจ้องหน้ากัน สบตาแสดงความรู้สึกว่าคิดถึงกันมากเพียงใด ผ่านแววตาที่มีนั้น “ฉันรอคอยวันนี้มานานแสนนาน” แมทบอกกับซาย คนรักของเขาออกไป ก่อนจะดึงตัวของซายเข้ามากอดอีกครั้ง

“ฉันก็รักนายช่างแมทนะ” เสียงกระซิบบอกรักที่ข้างหู ที่แมทได้ยินมันตอบคำถามของเขา ที่เคยถามซายเอาไว้ในจดหมายที่เขียนส่งไปว่า ถ้าซายพูดบอกเขาได้ คำพูดใดจะเป็นคำแรกที่ซายพูดกับเขา “เพราะจัง” แมทรู้สึกถึงทั้งเสียงพูดและคำที่ซายเอื้อนเอ่ยออกมา นายทหารช่างน้ำตาไหลออกมา กับโลกที่เป็นของเขาและซายโดยแท้ ความรู้สึกของแมทที่มีต่อซาย ได้ถูกตอบรับและพูดให้แมทได้ยิน จากปากของซายได้ดั่งใจปรารถนา



คืนนั้นคุณย่าแคลร์ ท่านได้พูดกับหลานสาวก่อนที่จะเข้านอนว่า คุณย่าแคลร์ ท่านได้อยู่ทำภารกิจที่ติดค้างอยู่ในใจ สำเร็จเรียบร้อยลงแล้ว และในค่ำคืนเดียวกันนั้น คุณย่าแคลร์หลับไปด้วยรอยยิ้ม และได้จากทุกคนไปด้วยอาการสงบ

************************************

แปลคำร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=WJuKfKCHrzU

ไม่รู้ว่านานเท่าไร

Not knowing how long it has been

ที่ฉันและเธอห่างไกลตั้งแต่วันนั้น

Since that day you and I parted ways

อยากขอแค่เพียงสักวัน

Wish it could be some day

ให้เราได้มาพบกันเหมือนวันเก่า

For us to come taking a walk down this memory lane


แม้ไม่อาจเป็นดั่งใจ

Though it’s not going our way

ที่ต้องการ เราต่างรู้

As needed, we both know

คงไม่นานเกินเฝ้ารอ

Still, our time’s soon to be had

จะจำไว้เสมอ

Forever remember this


เมื่อใดที่สายลมพัด

When the wind gently breezes

ดั่งมีความรักมาช่วยปลอบความเหงาใจ

Love here is to ease this loneliness

ไม่ว่าตัวเธออยู่ไหน

Wherever you now are

ลมจะเป็นเหมือนใจที่ห่วงใยกัน

Wind weaves our hearts in caring bond

เพราะรักแท้ก็เป็นเหมือนลมที่โอบกอดฉัน

‘Cause true love caresses me with tender air

แม้มองไม่เห็นแต่ฉันรู้สึกถึงเธอ

Invisible, yet I can feel there’s you


แค่นึกว่าได้เจอกัน

Imagine we’re here together

หรือว่าพบในฝันฉันก็สุขใจเหลือเกิน

Even in our dreams, it makes me feel so blessed

ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอ

And as matter of fact

จะเป็นแบบเดิมและคิดถึงกันหรือเปล่า

I’m wondering if you’re the same thinking about us?


แม้ไม่อาจเป็นดั่งใจ

Apparently, it’s not going our way

ที่ต้องการ เราต่างรู้

As asked for, we both know

คงไม่นานเกินเฝ้ารอ

Still, our time’s soon to be had

จะจำไว้เสมอ

Do remind ourselves this


เมื่อใดที่สายลมพัด

When the air tenderly moves

ดั่งมีความรักมาช่วยปลอบความเหงาใจ

Love is to soothe the pain of this loneliness

ไม่ว่าตัวเธออยู่ไหน

No matter where you are now

ลมจะเป็นเหมือนใจที่ห่วงใยกัน

Wind weaves our hearts in loving bond

เพราะรักแท้ก็เป็นเหมือนลมที่โอบกอดฉัน

‘Cause real love fondles with delicate wind

แม้มองไม่เห็นแต่ฉันรู้สึกถึงเธอ

Imperceptible, yet I can sense there’s you


ลมจะพัดมาจากทิศใดก็ตาม

Any direction the wind should come its way

สายลมเป็นดั่งสายใย

Breeze intertwines strands of love

เชื่อมใจเราไว้ไม่ขาด

Unites and holds us tight

ให้เราผูกพันแม้ต้องห่างไกล

We’re all connected though we’re a world apart


ไม่ว่าตัวเธออยู่ไหน

Doesn’t matter where you will be

ลมจะเป็นเหมือนใจที่ห่วงใยกัน

The wind will look out for and take care of us

เพราะรักแท้ก็เป็นเหมือนลมที่โอบกอดฉัน

Genuine love is the wind that’s embracing me

แม้มองไม่เห็นแต่ฉันรู้สึกถึงเธอ

Can’t actually see it, but that really is you


แม้มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้เสมอ

May not see it, your heart still always reaches mine

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๕.





ปัตนิ - ศุภะ (คนที่มีฉันในความฝันคนในฝันของฉันที่มี)





คุณโทมัสค่อย ๆ ดันประตูห้องนอนให้แง้มเปิดออก ด้วยกลัวว่าจะเกิดเสียงดัง และทำให้คนที่กำลังนอนหลับอยู่ในนั้น ต้องตื่นขึ้น คุณปริมมองตามสามีเข้าไปด้านในห้อง แสงจากด้านนอกทำให้เห็นชายหนุ่มสองคนหลับใหลอยู่ด้วยกันบนเตียงนอนนั้น คุณโทมัสเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ด้านข้างเตียง คุณปริมยืนมองสามีอยู่ด้านนอก

แดเนียล ลูกชายของคุณโทมัสกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ชายหนุ่มหลับโดยเอาหลังพิงกับหัวเตียงเอาไว้ โดยมีเอิงนอนหลับอยู่ในอ้อมแขน ใบหน้าซบกับแผงอกที่เปลือยเปล่าของหนุ่มลูกครึ่ง คุณโทมัสสะกิดแขนลูกชายเบา ๆ อยู่หลายที แดนสะดุ้งตื่นขึ้น รู้สึกตกใจเล็กน้อย ที่เห็นประตูห้องเปิดอยู่ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวไปด้านข้างที่เอิงนอนอยู่ เพื่อเอาตัวของเขาเองบังร่างของเอิงเอาไว้

“แดน ชู่ว์ ไม่มีอะไร นี่พ่อเอง” คุณโทมัสรีบพูดบอกลูกชาย เมื่อเห็นแดนแสดงท่าทางปกป้องเอิงเต็มที่ “ลงมานอนดี ๆ” คุณโทมัสบอกให้ลูกชาย ขยับตัวลงมาหนุนหมอน แดนทำตามโดยที่ไม่ยอมปล่อยให้เอิงหลุดออกจากอ้อมแขน “ฝันดีนะลูก” คุณปริมเดินเข้ามาหอมที่หน้าผากลูกชาย “ครับแม่” แดนรับคำเบา ๆ เอิงทำท่าขยับตัว คุณโทมัสจึงตบมือลงบนแผงอกแดนเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่า ให้ลูกชายนอนหลับต่อ ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปที่ประตูห้อง

แดนดึงเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวของเอิงเอาไว้ เอิงที่เหนื่อยจากการเดินทาง เพราะไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนไกล ๆ แบบนี้สักเท่าไหร่ และยังต้องพบกับเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์ในวันนี้ ซุกตัวเข้าหาแดน คุณปริมแตะมือลงบนไหล่ของคุณโทมัสเบา ๆ ก่อนที่ผู้เป็นสามีจะปิดประตูอย่างเบามือตามหลัง ทั้งสองคน เดินลงไปที่ชั้นล่าง ตอนนี้คุณศรุตและคุณอร พ่อและแม่ของเอิงนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก เจ้าของบ้านเอ่ยเชิญให้พ่อและแม่ของแดน มานั่งคุยกันที่โซฟา

“หลับกันแล้วทั้งคู่เลย” คุณปริมเอ่ยบอกกับคุณอร “บินจากฝั่งบ้านเรามาที่นี่ ร่างกายก็ปรับเวลาง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนเราบินกลับบ้าน” คุณศรุตเอ่ยขึ้น คุณปริมพยักหน้าเห็นด้วย “ปริมเอง บินกลับไปไทยหนนี้ กว่าจะนอนหลับได้ เล่นเอาเกือบแย่” คุณปริมเองตอนนี้ก็รู้สึกเหนื่อย ๆ เช่นกัน ทีแรกคุณโทมัสขึ้นไปที่ห้องนอนของเอิง ก็เพื่อที่จะชวนลูกชายให้กลับบ้านด้วยกัน

“คงต้องรบกวนน้องอร ฝากลูกชายไว้ให้นอนค้างที่นี่ด้วยสักคืน” คุณปริมเอ่ยขออนุญาตเจ้าของบ้านแทนลูกชาย “ไม่ได้รบกวนอะไรเลยค่ะ พี่ปริม” คุณอรรีบพูดตอบกลับไปว่า ไม่ถือเป็นเรื่องลำบากหรือรบกวนอะไรเลย “พี่ปริมกับคุณโทมัส ก็ค้างด้วยกันเสียที่นี่แหละค่ะ” เพราะกว่าจะขับรถกลับไปจนถึงบ้านที่เพนซิลเวเนีย ก็คงค่ำมืดพอดี

“พี่ปริมไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ” ห้องเกสต์รูมนั้นอยู่ตรงข้ามกับห้องนอนของเอิง คุณศรุตทำเอาไว้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เอิงจะพาคนที่คุณศรุตรู้ ว่าลูกชายได้เฝ้ารอมาตั้งแต่เด็ก มาเที่ยวที่บ้าน และพอวันนั้นมาถึงจริง ๆ ห้องเกสต์จะได้รับรอง พ่อและแม่ของคนคนนั้นแทนเสียนี่ “ขอบคุณมากนะครับ” คุณโทมัสกล่าวขอบคุณสองสามีภรรยาเจ้าของบ้าน ที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อกับเขาและคุณปริม ทั้ง ๆ ที่เพิ่งได้พบกัน

“อรกับพ่อของเอิง เคยเจอพี่ปริมแล้ว วันนี้ก็ดีใจนะคะ ที่ได้เจอคุณโทมัสสักที” พ่อและแม่ของเอิงสบตากัน เพราะพอจะรู้คร่าว ๆ จากเอิง ลูกชายของทั้งคู่มาบ้าง ว่าคุณโทมัสอาจจะไม่ปลื้มกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างเอิงกับแดน คุณศรุตที่ปกติหวงลูกมาก เพราะไม่อยากให้เอิงเสียใจกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ “มันคงจะทำความเข้าใจยากอยู่สักหน่อย” คุณศรุตสบตากับคุณอร ผู้เป็นภรรยา ก่อนจะเริ่มเอ่ยออกมา

“แต่ผมก็ปล่อยให้ลูกเลือกทางเดินของเขาเอง” คุณโทมัสสบตากับคุณศรุต ในฐานะผู้เป็นพ่อคนเหมือนกัน “ผมก็แค่กังวลใจ” คุณโทมัสพูดขึ้น “คุณทั้งสอง โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมมีความคิดหรือรู้สึกรังเกียจอะไรเอิง ลูกของพวกคุณ เพียงแต่” คุณโทมัสยอมรับว่า มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขา กับการเชื่อคอนเซ็ปต์ของการกลับชาติมาเกิด มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ และห่างไกลจากวัฒนธรรมของตัวเองเป็นอย่างมาก

“คุณสองคน รับมือกับสิ่งที่เอิงบอกกับคุณด้วยวิธีไหน” คุณโทมัสถามคุณศรุตและคุณอร “สำหรับเราสองคน การเป็นคนเอเชีย ไม่สิ การเป็นคนไทย การนับถือศาสนาพุทธช่วยเราในเรื่องนี้ได้มาก” คุณอรพูดขึ้น นึกย้อนไปตั้งแต่ที่เอิงคลอดออกมา เพราะตั้งแต่วันนั้น การเลี้ยงดูเอิงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลาย ๆ คนแม้แต่ตากับยายของเอิง แรก ๆ ยังเคยตำหนิคุณอรเลย เพราะกลัวว่าเธอนั้น จะงมงายเกินไป

“ยิ่งเราได้ดูลูกโตขึ้น เราได้เห็นเรื่องราวของเขามากขึ้น ได้ฟังในสิ่งที่เขาพยายามจะบอกเราเยอะขึ้น ตั้งใจฟังเขาดี ๆ เรายิ่งเชื่อในสิ่งที่เขาพูด” คุณอรยังจำได้ดี ถึงสิ่งแปลก ๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ ในบ้านของเธอ ตั้งแต่เอิงยังเป็นเด็ก “อย่างแรกเลย ผมต้องบอกตัวเองก่อน ว่าผมไม่เชื่อว่าลูกของผมบ้า หรือเสียสติ ไม่มีอะไรผิดปรกติ สำหรับลูกของผม” คุณศรุตบอกกับคุณโทมัส ว่าระหว่างทาง เรื่องที่เอิงพูดทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เริ่มมีเค้าความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมส่งลูกผมไปพบจิตแพทย์รักษาเด็ก” คุณโทมัสพูดออกมาแบบนึกละอาย เมื่อครั้งที่เขาพาแดนไปหาหมอ เพราะกลัวว่าลูกของเขาจะเพี้ยน เมื่อลูกชายวาดรูปเพื่อนในจินตนาการ 'ด้าจก์ซาย' บ่อยจนน่ากังวล คุณปริมบีบมือให้กำลังใจผู้เป็นสามีอย่างเข้าใจ สิ่งที่คุณโทมัสทำนั้น เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ว่าคุณโทมัสนั้นเอง ก็เป็นห่วงแดนมากขนาดไหน คุณศรุตกับคุณอรเข้าใจถึงความต่างทางวัฒนธรรมนี้

“ไม่นึกว่า ดาร์คไซด์ที่แดนชอบใจนักหนา จะมีตัวตนจริง ๆ และผมก็มานั่งอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขา” คุณโทมัสที่เคยคิดว่า มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งของเด็กในช่วงวัยนั้น ไม่นึกว่าแดเนียล ลูกชายจะคิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด และแน่นอน คนที่แดนจะหันไปหา และพึ่งพาได้ ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือคุณปริม ภรรยาของเขานั่นเอง เพราะคุณปริมนั้นใกล้ชิดและรับฟังในสิ่งที่แดนพูด มากกว่าเขา ที่ง่วนอยู่กับงาน อยู่กับธุรกิจของครอบครัว

“ตอนนั้นปริมกลับไทย แดนเรียนจบไฮสคูลพอดี เขาตามกลับไปเที่ยวด้วย ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ทำให้ปริมทั้งกลัว และทั้งเห็นใจลูก” คุณปริมจำคืนที่แดนตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะฝันร้ายนั้นได้ดี “แม้แดนเขาจะมีพูดจาหยอกล้ออยู่บ้าง แต่ปริมรู้ดีว่า ลูกของปริมไม่ใช่คนพูดจาโกหก และมันก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่แดนจะทำแบบนั้น” คุณปริมเล่าให้ทุกคนตรงนั้นฟัง ถึงคำพูดที่แดนพูดกับเธอ

“และตามประสาเราคนไทยนะคะ รุ่งขึ้นปริมไปหาหมอดูเลยค่ะ แม้ว่าจะเปลี่ยนตั๋วกลับมานี่ในวันเดียวกันนั้น” ทุกคนหัวเราะออกมาคืนใหญ่ คุณโทมัสเองก็ด้วย เขาเพิ่งเคยได้ยินภรรยาเล่าเรื่องนี้เป็นครั้งแรก “คำถามของหมอดูในวันนั้น ว่าปริมเชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดมั้ย ตอนแรกปริมก็กลัวเหมือนอย่างที่คุณโทมัสกลัว” คุณปริมพูดอย่างหัวอกของคนเป็นแม่ ที่ไม่อยากเห็นลูกของตัวเองเจ็บป่วยหรือเป็นอะไรไป

“จนได้มาเห็นภาพวาดของแดนภาพนี้” คุณปริมโชว์รูปที่เธอถ่ายเอาไว้ให้คุณศรุตและคุณอรดู 'แมทและซาย' ก่อนจะเลื่อนให้เจ้าของบ้านทั้งสองคน ได้ดูรูปคู่ที่เอิงและแดนถ่ายด้วยกันที่บนสะพานนั้น คุณศรุตกับคุณอรถึงกับพากันร้องอุทานออกมา ว่าสองภาพนี้มีความคล้ายคลึงกันมากอย่างเหลือเชื่อ ถ้ามองเผิน ๆ ก็จะคิดว่า ทั้งสี่คนนี้ เป็นคนคู่เดียวกันทั้งสองรูป

“ผมก็ต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง เมื่อได้เห็นรูปสองรูปนี้” คุณโทมัสบอกกับคุณศรุตและคุณอร “ผมไม่รู้เลย ว่าตอนแดนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขามาสืบเรื่องของแมทธิวที่นิวยอร์กบ่อยมาก เขาใช้เวลาสี่ปี ค้นหาหลักฐาน รวบรวมข้อมูลจนแน่ใจ ว่าแมทธิวคือตัวเขาเองเมื่อชาติที่แล้ว หวังว่าผมจะใช้คำพูดอธิบายเรื่องราวนี้ ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจได้” คุณโทมัสกล่าวออกตัว เพราะเขาเพิ่งจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ เมื่อไม่นานมานี้

“ผมคงมีแต่คุณปริม ที่ต้องขอบคุณ ที่ทำให้ลูกรู้ว่า เขาไม่ได้บ้าและไม่ได้อยู่เดียวดายบนโลกใบนี้ โลกที่น้อยคนนักจะเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องเผชิญอยู่” คุณโทมัสจับมือของคุณปริมขึ้นมาจูบ แทนการกล่าวขอบคุณ ที่คุณปริมรักแดเนียล โดยปราศจากเงื่อนไข และก็เป็นเพราะคุณปริมนี่แหละ ที่ยืนกรานว่าจะอยู่เคียงข้างลูกชาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นเป็นอีกหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้คุณโทมัสเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ด้วยหัวใจมากขึ้น

“ยิ่งปริมได้มาเจอเรื่องราวที่บ้านของคุณย่าแคลร์ด้วยตัวเอง จากครั้งที่แล้ว ที่ปริมตามลูกมาที่นี่” คุณอรพยักหน้ารับทราบ กับเรื่องราวที่ทำให้เธอได้เจอกับคุณปริมและแดเนียลครั้งแรก “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ มันเหมือนกับว่าทุกอย่างถูกกำหนดเอาไว้แล้ว “อยู่ ๆ แดนก็ขับรถพาปริมมาเจอว่า ที่อยู่เดิมของแมท คือกระท่อมหลังเล็ก ๆ หลังบ้านของคุณย่าแคลร์ ได้เจอรูปถ่ายยืนยัน ว่าหน้าตาของแดนกับแมทธิว เหมือนกันราวกับแกะ ละม้ายคล้ายคลึง พิมพ์เดียวกันอย่างไม่น่าเชื่อ”

“และได้มารู้ว่า เพื่อนบ้านของคุณย่าแคลร์ ที่แท้ ก็คือพ่อและแม่ของเอิง ที่คือ ด้าจก์ซาย คนรักของแมทเมื่อในอดีต” คุณปริมยังจำได้ ที่คุณอรให้แดนดูรูปของเอิง ตอนที่เข้าไปร่ำลาว่า จะขับรถกลับกันแล้ว “ที่สำคัญ” คุณปริมพูดต่อ “การที่ปริมได้เห็นแดนเขาร้องไห้อย่างคนจะขาดใจ เมื่อรับรู้ว่า แมทธิวเสียชีวิตจากความเกลียดชัง จนไม่สามารถทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ได้ ปริมเองพูดไม่ออก สงสารลูกมาก จนปริมบอกกับตัวเองเลยว่า ปริมไม่สามารถทนเห็นลูกเสียใจแบบนั้นได้อีก”

“แดนถึงได้ยอมที่จะมาช่วยงานผม เพราะผมให้เขาไปเมืองไทยด้วยสินะ” คุณโทมัสจึงถึงบางอ้อ ว่าทำไมแดนที่หัวรั้นกับเขาเรื่องธุรกิจของครอบครัว ถึงได้โอนอ่อนผ่อนตามเขาขึ้นมาเสียง่าย ๆ และนี่ก็คงมีคุณปริมช่วยซัพพอร์ตอยู่ลับ ๆ นั่นเอง “ลูกมาพูดขอฉันไว้ค่ะ” คุณปริมยอมสารภาพความจริง คุณโทมัสเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า ถ้าเป็นเรื่องลูก นางสิงห์อย่างคุณปริม ยอมหักแต่ไม่ยอมงออย่างแน่นอน และถ้าคุณโทมัสยังจะยืนยันคำพูดเดิม เขาคงเหลือตัวคนเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย

“ผมน่าจะเฉลียวใจตั้งแต่ตอนที่ลูกมาบอกว่า เขาคือแดเนียล ไม่ใช่แมทธิวแล้ว” คุณโทมัสพูดขึ้น ทำให้คุณศรุตและคุณอรมองหน้ากัน นึกสงสัยว่า ทำไมแดนถึงพูดแบบนั้น “ผมตั้งชื่อแรกให้เขาว่า แมทธิว ซึ่งเป็นชื่อของคุณทวดเขา” คุณโทมัสไขความกระจ่าง “แดเนียลเป็นชื่อกลาง ซึ่งวันหนึ่งตอนเขายังเป็นเด็ก เขาเดินมาบอกผมว่า เขาไม่ใช่แมทธิว ยังไงก็ไม่ยอมเป็น แต่เขาคือแดน จะเรียกเขาว่าแดนนี่ แดเนียล ยังไงก็ได้ แต่เขาคือแดน และเขาจะเป็นแดนต่อจากนี้ไป”

ทั้งสี่คน คุณศรุต คุณอร คุณปริม รวมถึงคุณโทมัส ต่างยอมรับกันแล้วว่า แดนนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะตามหา อีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเขาให้เจอ แม้ว่าจะรู้ ว่าตัวเองเป็นใครในอดีต แต่ก็จะเป็นตัวของตัวเองในชาติภพนี้ โดยที่ยังคงความรู้สึกเดิมของตัวเองเอาไว้ ว่าจะกลับมาหาคนที่ตัวเองรักจนสุดหัวใจ จะไม่เปลี่ยนใจไปไหน แม้ว่าจะมีทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายเข้ามาในชีวิต ตามประสาคนที่รูปร่างหน้าตาดีมากคนหนึ่งก็ตาม

“เอิงพูดบอกกับอรว่า เขาเฝ้ารอใครคนหนึ่ง เพราะก่อนหน้า ใครคนนั้นได้ให้สัญญากับเขาเอาไว้ ว่าจะกลับมา และคนในอดีตชาติ ก็ยึดคำสัญญานั้นเอาไว้ด้วยใจยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปจากนั้น ไม่หวั่นไหว แม้ว่าจะมีคนเข้าหาอยู่ไม่น้อย อรได้รับรู้เรื่องที่มีคนมาชอบลูกอยู่เนือง ๆ แต่อรไม่เคยเห็นลูกเปิดใจหรือข้องแวะกับใคร” ทั้งสี่ท่าน คนเป็นพ่อเป็นแม่คน พอรู้รายละเอียด เรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของทั้งแดนและเอิงมากขึ้น ว่าเหตุใด ลูกชายของทั้งสองบ้าน ถึงได้รู้สึกรักกันอย่างมากมาย

แม้ว่าจะมาจากคนละฟากฟ้า ไม่เคยเจอะเจอกันมาก่อน แต่ความคุ้นเคย ความผูกพัน และความโหยหากันและกัน ที่มีอยู่เดิม แม้จะผ่านกาลเวลายาวนาน ก็ทำให้ทั้งสองคนยังคงความรู้สึกเหล่านั้นไว้ เหมือนว่าทุกอย่าง เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาทั้งสองคน ไม่ได้จากหรือว่าพรากกันไปไหน

“จริง ๆ เอิงก็ดูดวงเป็นคะ ดูแม่นเสียด้วย” คุณอรพูดขึ้น “แต่เขาไม่ค่อยชอบดูให้ตัวเองเท่าไรนัก เขาจะรู้แค่ดวงดาวพื้นฐานตอนเกิดของเขาเองเท่านั้น” คุณอรเคยถามเอิงว่า ทำไมลูกชายถึงไม่ดูให้รู้ไปเลยว่า เรื่องราวในอดีตเป็นจริงมั้ย และเอิงจะเจอกับใครคนนั้นเมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร ให้รู้กันไปเลย “เอิงเขาตอบกับอรว่า ถ้าใครคนนั้น เป็นคนรักษาสัญญาจริง วันหนึ่ง เขาก็คงจะตามหาเอิงอย่างที่เขาได้รับปากไว้ ทั้งสองคนก็คงได้พบกัน” คุณอรบอกเล่าถึงความคิดของเอิง ลูกชายสุดที่รักของเธอ

“เขาสองคนต้องการอยู่ด้วยกันจริง ๆ” คุณศรุตที่ทั้งหวงทั้งห่วงลูกชายคนเดียวคนนี้ ตอนแรกก็คิดจะปกป้องลูกให้ถึงที่สุด ด้วยกลัวว่า หากมีใครรู้เรื่องนี้ขึ้นมา แล้วคิดจะมาแอบอ้างหลอกลวง แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องยอมเชื่อใจและมั่นใจในตัวลูกว่า เอิงนั้นจะรับรู้ได้เอง ว่าคนที่เข้ามา คือคนคนนั้น ที่เขาเฝ้ารอจริง ๆ หรือเปล่า เพราะเอิงเคยบอกกับพ่อองเขาเอาไว้แล้วว่า ถ้าไม่ใช่ เอิงจะไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย ไม่เลยสักนิดเดียว

“คุณโทมัสคงพอจะสบายใจขึ้นแล้วนะครับ” คุณศรุตพูดกับคุณโทมัส ที่ดูจะผ่อนคลายมากขึ้นแล้วในตอนนี้ “ว่าลูกของเราทั้งสองบ้าน ไม่ได้คิดกันไปเอง เรื่องราวของเขามีที่มาที่ไป มีหลักฐานให้เราได้เห็น ถึงความรักที่พวกเขามีให้กัน แม้ว่าจะกลับมาเกิดใหม่ จนเป็นคนละคนไปแล้วก็ตาม “ส่วนเรื่องที่เขาเป็นผู้ชายกันทั้งคู่” คุณศรุตพูดในฐานะของคนที่ชอบเพศตรงข้าม และเหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะของคนที่เป็นพ่อ ที่สร้างชีวิตของเอิงขึ้นมา

“มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ถ้าคนบนโลกนี้ ไร้ซึ่งความเกลียดชัง ในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ หรือกับความแตกต่างที่ผู้อื่นนั้นเป็น ตั้งแต่ในครั้งอดีต หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ตอนนี้เราคงไม่ต้องมานั่งกังวล พูดหาทางออก เคลียร์ใจกัน เรื่องที่ว่าลูกของเรา จะรักคนเพศอะไร จนหลาย ๆ บ้าน ละเลยไปจนถึงขั้นที่ว่า ขอให้เขารักคนที่เพศถูกใจเรา แต่ความดีเลวในตัว เรากลับไม่สนใจ”

“ผมเข้าใจแล้วครับ” คุณโทมัสที่ได้นั่งฟังสิ่งที่คุณศรุตพูดออกมาอย่างตั้งใจ “ผมเองก็คงจะเสียใจมาก หากต้องกลายเป็นคนที่ทำให้ลูกชายของผมต้องผิดหวังเสียใจ หรือมีชีวิตที่ต้องอยู่กับสิ่งที่เขาไม่มีความสุขแบบนั้น” คุณโทมัสรับรู้ได้ว่า บ้านของเอิงนั้น ทั้งพ่อและแม่ คือคุณศรุตและคุณอร ได้เลี้ยงดูลูกชายของพวกเขามาเป็นอย่างดี การที่แดนจะได้ใช้ชีวิตกับคนที่ดี ย่อมต้องเป็นเรื่องที่น่ายินดี

เมื่อดาวเจ้าเรือนปัตนิ หรือเรือนคู่ครองคนรัก เดินเข้ามาอยู่ในเรือนศุภะ หรือเรือนแห่งการดำเนินชีวิต ความเป็นไปภายในบ้าน ความสงบเรียบร้อย รวมถึงความเคารพเชื่อถือ นั่นทำให้เจ้าชะตาได้คู่ครองเป็นผู้มีหลักฐาน หากแต่งงานกันไปแล้วก็จะตั้งตัวได้ คนที่เข้ามาใกล้ชิดสนิทสนม ก็จะมีเมตตากรุณาปรารถนาดีต่อกัน พร้อมที่จะช่วยเหลือกันได้ อาจจะได้แต่งงานกับคนต่างชาติต่างภาษา หรือไปแต่งงานกันในต่างประเทศ มีคู่แล้ว อาจจะต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศไกลจากบ้านเกิดมาก ๆ

แดนที่ได้ยินพ่อของเขาพูดแบบนั้น ก็รู้สึกดีใจ หนุ่มลูกครึ่งยืนแอบฟังเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งสี่ท่านคุยกัน สิ่งที่เขาหวังมากที่สุดจากพ่อ ไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังทำเงิน ไม่ใช่เงินทองที่พ่อของเขามีอยู่มากมาย แต่เป็นความเข้าใจ ที่แดนเองเคยคิดว่า พ่อของเขาไม่มีวันที่จะมองเขามีเอิงเป็นคู่ชีวิต ด้วยสายตาเดียวกันกับ คู่รักชายหญิงอื่น ๆ แต่มาในวันนี้ ด้วยความช่วยเหลือของคุณปริมแม่ของเขา รวมทั้งความรักและความเมตตาที่คุณศรุตและคุณอรมีให้กับเอิง จนมันได้เผื่อแผ่มาถึงเขาด้วย ทำให้ปมปัญหาเรื่องนี้ ได้ถูกคลี่คลายลง

แดนเดินกลับไปที่ห้องนอน เขาปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแทรกตัวเข้าใต้ผ้าห่ม แล้วดึงเอิงที่กำลังหลับสบายเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน เอิงขยับตัว ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย แดนกระซิบที่ข้างหูว่า เป็นเขาเอง แล้วบอกให้เอิงนอนต่อ เอิงจับมือของแดนไปแนบเอาไว้กับอก แดนซุกหน้าเข้าที่ซอกคอของเอิง ก่อนจะจูบลงไปเบา ๆ ที่ต้นคอนั้น แดนรู้สึกสบายใจ ที่ได้เอิงมาอยู่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ นี้แล้ว ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เขารู้ ว่าเขากับเอิงก็พร้อมจะเผชิญมันไปด้วยกัน



“โอ๊ย ๆๆ อีซี่ อีซี่” นายช่างแมทร้องเสียงหลง เมื่อซายใช้ไม้ปลายแหลม สะกิดเอาเหล็กในของผึ้งออกจนหมด นายช่างหนุ่มเอง ก็เพิ่งเคยเห็นซายทำหน้าจริงจัง สงสายตาดุมาให้ หลังจากที่แมทนั้นรั้น ที่จะตามซายมาเก็บน้ำผึ้งด้วย ทั้ง ๆ ที่ซายได้พยายามห้ามนายช่างเอาไว้แล้ว “ก็ฉันเป็นห่วงเธอ” แมทพูดเสียงโอดครวญ เมื่อเห็นว่า ซายนั้นมีท่าทางโกรธเขาจริง ๆ

“แต่พูดก็พูดเถอะ” แมทพูดพลางมองซาย ที่กำลังหยดน้ำผึ้งหยดเล็ก ๆ ลงบนรอยต่อยนั้น แล้วแตะมันเบา ๆ ให้ทั่ว “ซาย เธอเป็นคนไปเก็บน้ำผึ้งจากพวกมันแท้ ๆ แต่ทำไมเธอถึงไม่โดนพวกมันต่อยล่ะ ทำไมมันถึงได้เป็นฉันไปได้” ซายมองริมฝีปากของแมท ไม่รู้ว่านายทหารช่างพูดว่าอะไร แต่จับจากท่าทางและสีหน้า น่าจะบ่นเรื่องที่เขาไม่โดนผึ้งต่อยนี่แหละ

“โอ๊ย ๆๆ” นายช่างแมทร้องเสียงหลง เมื่อซายกดนิ้วลงไปบนบริเวณที่แมทโดนผึ้งต่อย ก่อนจะหันไปเอามีดพก ปอกผิวของว่านหางจระเข้ออก “ใจร้ายที่สุด” แมททำหน้าเหมือนเด็กจะร้องไห้ ซายพยายามกลั้นขำ แต่ก็หลุดยิ้มออกมาจนได้ “ฉันก็ไม่ได้หมายความว่า จะให้ผึ้งต่อยเธอสักกหน่อย แต่ว่าฉันเนี่ยบิ๊กแบร์ จำไม่ได้หรือไง” แมทไม่พูดเปล่าทำเสียงหมีคำรามให้ซายดู้วย “จะมาเจ็บตัวเพราะผึ้งตัวเล็ก ๆ มันเท่เสียที่ไหนกัน” แมทไม่คิดว่า ซายก็ไม่ได้รู้สึกว่า จะต้องกลัวหมีใหญ่อย่างเขานะ อุตส่าห์เล่าเรื่องดาวหมีใหญ่ให้ฟังแล้วแท้ ๆ

“ตกลงน้ำผึ้งนี่ ก็สารพัดประโยชน์ดีแฮะ” แมทรู้สึกทึ่ง ที่น้ำผึ้งป่านี้ ใช้แทนน้ำตาลชงไมโลดื่มได้อร่อย แถมยังใช้รักษาพิษจากเหล็กในของตัวผึ้งเองได้อีกด้วย ซายเอาเนื้อเจลของว่านหางจระเข้วางลงบนรอยต่อยนั้น ก่อนจะสังเกตดูการหายใจของพ่อหมีใหญ่คนนี้ ว่าดูแล้วไม่ได้แพ้พิษเหล็กในของผึ้งแต่อย่างใด

“หมีก็ต้องกินน้ำผึ้ง ชื่อของเธอแปลว่าน้ำผึ้ง งั้นฉันว่าฉันกิน” แมทมองไปที่ใบหน้าของซายแล้วก็รู้สึกเขิน ๆ ซายเองก็เหมือนจะทำหน้าไม่ถูก เมื่อนายช่างแมท ทำหน้ากรุ้มกริ่มใส่ แมทยื่นมือออกไป ก่อนจะจับปอยผมนั้น ทัดหูให้กับซาย ทั้งสองคนได้แต่สบตากันไปมา ก่อนที่แมทจะขยับเข้าไปนั่งจนชิดกับอีกฝ่าย ซายเก็บน้ำผึ้งและมีดพกลงตะกร้า แมทเห็นว่าซายไม่ได้ขยับตัวหนี ก็เอาแขนโอบเอวของซายเอาไว้ “อยู่กันแบบนี้สักพักละกันนะ” แมทพูดขึ้น ก่อนที่แมทจะเห็นซายยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่คนธรรมดาอย่างเขา ดีใจอย่างที่สุด ที่โชคดีได้มันมาครอง



เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของแดน เอิงยิ้มออกมาจับมือของแดนมาเกาะกุมไว้แนบแน่นที่หน้าอกข้างซ้ายของเขา ด้วยความรู้สึกปลอดภัย และเป็นสุข ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป ขอเพียงแค่มีกันและกันอยู่อย่างนี้

******************************

แปลคำร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=ngnHVwtGSUo

ซ่อนตัวเองมานานเท่าไร จะไปกลัวทำไมความรัก

Been hiding in the shadow, scared of all love and whatnot

สิ่งที่เธอไม่เคยรู้จักเลยสักครั้ง

The thing that you’ve never had a chance getting to know it

หากเธอลองมองมาให้ดี ฉันมีเธอในใจเท่านั้น

If you fairly take a look at it, I have only you in my heart

แค่เพียงเธอเข้ามาใกล้กันก็จะเข้าใจ

Come closer and then you will too understand


อาจไม่ดีราวกับเจ้าชาย อาจไม่คล้ายกับคนในฝัน

I may not be that Prince Charming, I cannot be the guy of your dream

แต่ก็พร้อมร้อนหนาวแทนเธอได้เสมอ

But I’m more than ready to go through your ups and downs

จะกุมมือเวลาร้องไห้ เช็ดน้ำตานี้ให้กับเธอ

Holding your hands when you cry, and wiping all tears for you

อยู่ปลอบใจไม่ยอมห่างไกลให้เธอได้รู้

Giving you all comforts you need, staying with you

รักแท้ยังมีอยู่จริง

So, you know true love exists


หนึ่งดวงใจของฉันอาจดูว่าไม่เท่าไร

My very own heart may not seem really that much

ถึงแม้ว่ามันไม่ยิ่งใหญ่พอก็เชื่อในรัก

It may not be so grand yet strongly believing in love

หนึ่งดวงใจดวงเดียวจากฉัน ขอทำให้เธอรู้จัก

This very heart of mine will have you come experience

เพียงเธอจะเชื่อเหมือนกันกับฉัน

All you need to do is to have faith like I do

รักแท้ยังมีอยู่จริง

Real love is really with us


คิมิโนะ ริโซโนะ โอโตโคะ จะไน่เคโด

อาจจะไม่ใช่ผู้ชายในจินตนาการของเธอ

I know I am not exactly the man you’re imagining

คิมิโนะ โคโตโวะ มิมะโมรุ

ผมก็จะปกป้องดูแลคุณ

But I will protect you and take care of you

คนนะ โบกุ เดโมะ ดะเรนิโมะ มะเคไน่

ถึงจะเป็นเพียงตัวผมอันต่ำต้อย แต่ก็ไม่แพ้ใคร

I may be just a normal simple guy yet I’ll be the best of me for you

ซุตโตะ โซบะนิอิรุโย อาอิ กะ อารุคาระ

จะขอเคียงข้างเธอตลอดไป เพราะว่ามีรักแท้อยู่

To have and to hold always and forever, ‘cause this thing between us is true love


อาจไม่ดีราวกับเจ้าชาย อาจไม่คล้ายกับคนในฝัน

I may not be that Prince Charming, I cannot be the guy of your dream

แต่ก็พร้อมร้อนหนาวแทนเธอได้เสมอ

But I’m more than ready to go through your ups and downs

จะกุมมือเวลาร้องไห้ เช็ดน้ำตานี้ให้กับเธอ

Holding your hands when you cry, and wiping all tears for you

อยู่ปลอบใจไม่ยอมห่างไกลให้เธอได้รู้

Giving you all comforts you need, staying with you

รักแท้ยังมีอยู่จริง

So, you know true love exists


หนึ่งดวงใจของฉันอาจดูว่าไม่เท่าไร

My very own heart may not seem really that much

ถึงแม้ว่ามันไม่ยิ่งใหญ่พอก็เชื่อในรัก

It may not be so grand yet strongly believing in love

หนึ่งดวงใจดวงเดียวจากฉัน ขอทำให้เธอรู้จัก

This very heart of mine will have you come experience

เพียงเธอจะเชื่อเหมือนกันกับฉัน

All you need to do is to have faith like I do

รักแท้ยังมีอยู่จริง

Real love is unquestionably with us


รักแท้ยังมีอยู่จริง

True love does really exist

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๖.



มรณะ – มรณะ (ถึงเธอที่เป็นดวงใจ)





แดนและเอิงกล่าวแสดงความเสียใจกับหลานของคุณย่าแคลร์ กับการจากไปอย่างสงบของท่าน ทั้งสองคนได้รับเชิญไปในวันฝังอัฐิของท่านที่สุสาน หลานของคุณย่าแคลร์บอกกับแดนและเอิงว่า จริง ๆ แล้ว คุณย่าของเธอบอกกับเธอด้วยปากเปล่าอยู่หลายครั้ง ว่าอยากให้จัดงานศพของคุณย่าแคลร์อย่างเรียบง่ายที่สุด โดยให้ทำการเผาศพของท่าน แล้วเอาเถ้ากระดูกใส่ลงในโกศ แล้วนำไปฝังไว้เคียงข้างกับคุณปู่ไมโล

แต่สุดท้ายแล้ว ญาติทางฝั่งของพ่อของเธอจริง ๆ ที่หลายปีให้หลัง เพิ่งติดต่อกลับมาและไปมาหาสู่กันอีกครั้ง ปฏิเสธสิ่งที่เธอบอกกับพวกเขา และต้องการให้ฝังร่างของคุณย่า เอาไว้ที่สุสานที่ครอบครัวฝั่งนั้น เป็นผู้เลือก หลายของคุณย่าแคลร์คนนี้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่เป็นผม แม้จะบอกว่า นี่มันคำสั่งเสียจากคุณย่า เธอก็ไม่สามารถทัดทานใด ๆ ได้ จึงต้องปล่อยให้จัดการธุระงานศพของคุณย่าแคลร์ไปตามนั้น

ที่สุสาน มีผู้คนมากมายมาร่วมพิธี แดนและเอิงเลือกที่จะยืนอยู่ห่างออกมา ไม่ได้เข้าไปใกล้มากนัก และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลมาจากการที่มีทนายคนหนึ่ง มาตามหาคุณย่า เนื่องจากเมื่อนานมาแล้วคุณปู่ไมโลได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ และยกผลประโยชน์ทั้งหมด ให้กับคนที่ชื่อว่า 'ด้าจก์ซาย' แต่หากว่า หลังจากที่คุณปู่ไมโลได้จากไปแล้ว แต่ไม่สามารถตามหา 'ด้าจก์ซาย' ให้พบได้ ก็ขอให้ผลประโยชน์นั้น ตกแก่คุณย่าแคลร์ เทนเนอร์

“มันคงจะไม่เป็นปัญหาอะไรเลยค่ะ” หลานของคุณย่าแคลร์พูดกับแดนและเอิง “ถ้าในพินัยกรรมของคุณย่า ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่า ผลประโยชน์ใด ๆ รวมถึงทรัพย์สิน ที่เป็นชื่อของคุณปู่ไมโล หรือได้รับตกทอดมาจากคุณปู่ คุณย่าระบุเอาไว้ชัดเจนเลยว่า ขอยกให้กับเด็กหนุ่มชาวไทย ที่อยู่บ้านข้าง ๆ” หลานสาวของคุณย่าแคลร์ บอกใบ้เป็นนัย ๆ ว่าทำไมญาติทางฝั่งพ่อของเธอนั้น ถึงไม่พอใจนัก ที่ได้เห็นแดนและเอิงมาที่นี่

“เคสนี้ตกค้างมาหลายปีมาก” ทางทนายคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ ได้ตรวจเจอเคสตกสำรวจ ที่ได้มีการปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับคุณปู่ไมโลในตอนนั้น ทำให้เคสนี้ไม่ได้รับการจัดการใด ๆ จนคุณทนายเข้ามาสะสางงานเก่าเก็บ และเจอเคสนี้เข้า จึงเริ่มติดตามหาคุณย่าแคลร์ เทนเนอร์ ซึ่งกว่าจะเจอตัว ก็ต้องติดต่อไปอย่างถูกชื่อแต่ผิดคนอยู่นาน จากการที่ในรัฐนี้เพียงรัฐเดียว มีคนชื่อเดียวกันกับคุณย่าแคลร์เยอะมากจริง ๆ

“ฉันยืนยันกับคุณทนายไปแล้วนะคะ ถ้าใครสักคนจะสมควรได้รับสิ่งที่คุณปู่ไมโลเตรียมเอาไว้ให้ ก็ต้องเป็นคุณเท่านั้น” หลานสาวของคุณย่าแคลร์จับมือของเอิงเอาไว้ “ฉันในฐานะที่ดูแลคุณย่าแคลร์มาโดยตลอด ได้ยินคุณย่าเล่าเรื่องในสมัยเก่านับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณปู่ไมโลและคนคนเดียว ที่อยู่ในหัวใจของคุณปู่เสมอมา”

“ฉันฟังเรื่องราวเหล่านี้จากปากของคุณย่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากที่คิดว่า คงเป็นเพียงแค่อาการหลงลืมของคนแก่ ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงจังอะไร จนคุณสองคนเข้ามาทำให้เรื่องราวนี้ มันมาชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ฉันไม่กล้าที่จะกล่าวอ้าง เอาของที่ไม่ใช่ของตัวเองมาหรอกค่ะ อีกอย่าง ฉันไม่อยากให้ครอบครัวของฉันกลายเป็นพวกหัวขโมยเช่นกัน ยิ่งได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณปู่ไมโลด้วยแล้ว ฉันเสียใจมากจริง ๆ”

“ติดอยู่อย่างเดียวค่ะ บ้านหลังใหญ่เป็นชื่อของคุณย่าแคลร์ ส่วนกระท่อมหลังเล็กของคุณปู่ไมโล อยู่ในบริเวณบ้าน คงยากหน่อย ไม่อย่างนั้น ก็คงต้องฟ้องร้องกัน ซึ่งฉันคงเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นเพื่อนบ้านมีคดีความกัน” หลานสาวของคุณย่าแคลร์นั้น รู้ดีว่าพ่อและแม่ของเอิง เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันเสมอมา “ถ้าพวกเขายอมขายบ้านของคุณย่าแคลร์ ผมยินดีที่จะซื้อต่อ”

แดนบอกกับคุณย่าแคลร์ เอิงมองเห็นความจริงจังนั้น ออกมาจากแววตาของแดน และแดนรู้ว่า คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะครอบครัวทางฝั่งพ่อของหลานสาวคุณย่าแคลร์ ที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องงานศพคุณย่า ก็เพราะเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว ถึงได้ดูหิวโหยกับสมบัติของคุณย่าแคลร์กันขนาดนั้น ซึ่งแดนได้โทรปรึกษาเรื่องนี้กับคุณโทมัส ผู้เป็นพ่อของเขา และคุณโทมัสรับปากว่าจะช่วยให้แดนได้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้

“แต่ผมคงต้องอนุญาตไปเก็บข้าวของในกระท่อมนั้นก่อน ถ้าคุณไม่ว่าอะไร” แดนกล่าวกับหลานสาวของคุณย่าแคลร์ ทางนั้นยินดีตามที่แดนขอ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เอิงยกมือไหว้ ก่อนจะกล่าวขอบคุณเช่นกัน หลานสาวของคุณย่าแคลร์ดึงเอิงเข้าไปสวมกอด “ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีเหมือนกัน” เอิงเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น มันเป็นชีวิตที่ยากมากจริง ๆ กับสิ่งที่ซายต้องเผชิญ รวมทั้งแมท ที่ไม่สามารถเป็นตัวตนของตัวเองได้จริง



แดนและเอิงขอตัวจากพิธีตรงนั้น ก่อนจะขับรถออกมาจากสุสานที่อยู่ในแถบควีนส์ ในนิวยอร์ก แดนถือโอกาสขับรถผ่านเข้าไปในแมนฮัตตัน เพื่อซื้อของบางอย่าง โดยถือโอกาสขับรถพาเอิงชมเมืองไปในตัว เมืองใหญ่ที่มีความหลากหลายอย่างนิวยอร์ก ต่อให้เคยมาแล้วหลายครั้ง ก็ยังคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากอยู่ดี เมืองที่มีผู้คนมากมาย คลาคล่ำไปด้วยความแตกต่างกันในเกือบทุกรูปแบบ

สองข้างถนนที่แดนและเอิงขับรถผ่านมา หลาย ๆ สถานที่ประดับธงสีรุ้งเอาไว้ กับงานพาเหรดประจำปีที่กำลังจะมาถึง ในช่วงปลายเดือน สถานที่หลาย ๆ แห่งมีกิจกรรมหลากหลาย ให้ผู้ที่สนใจได้มาเข้าร่วม แดนบอกว่าช่วงกลางเดือน เขาจะชวนเอิงกลับเข้ามาในตัวแมนฮัตตันอีกครั้ง เพราะเขาอยากจะชวนเอิงไปงานดนตรีที่สวนแวกเนอร์ ปาร์ค ที่แดนเคยมากับเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัยเมื่อปีก่อน

มันเป็นงานเทศกาลดนตรี ที่ทุกคนจะได้รับหูฟังแบบไร้สาย โดยที่ผู้ร่วมงานสามารถเลือกปรับไปรับฟังดนตรีสด ๆ จากดีเจได้สามช่อง กับแนวดนตรีที่แตกต่างกันไป โดยเลือกปรับความดังของหูฟังได้ตามชอบ ไม่ต้องตะโกนคุยแข่งกันให้เจ็บคอ และไม่ต้องกลับบ้านไปด้วยอาการมีเสียงวิ้ง ๆ ในหู จากการที่ถูกเสียงแผดจากลำโพงสาดเข้าใส่อยู่ตลอดเวลา

เอิงยิ้มตอบตกลง ในขณะที่แดนกำลังจะเลี้ยวรถออกจากเมืองไป มองเห็นป้ายขนาดใหญ่ เขียนด้วยตัวหนังสือชัดเจนว่า “Who You Love. Happy Pride Month.” แดนเอื้อมมือมาจับมือของเอิงเพื่อดึงไปหอม หนุ่มลูกครึ่งรู้ด้วยหัวใจ ว่าเขารักใคร แดนได้ตัดสินใจเลือกที่จะใช้ชีวิตของเขากับเอิง ด้วยความรักที่ถูกถ่ายทอดมาจากแมท และในตอนนี้มันเป็นความรักของเขาจริง ๆ เอิงขอบคุณแดน ที่รักษาคำมั่นสัญญานั้น ด้วยการตามหากันจนเจอ

แดนใช้เวลาขับรถประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็กลับมาถึงบ้าน เอิงรถจากรถ ช่วยแดนเอาของเข้าไปเก็บในบ้าน กล่าวทักพ่อและแม่ของทั้งคู่ ก่อนที่แดนจะบอกพ่อของเขาว่า อยากให้คุณโทมัสจัดการดีลบ้านของคคุณย่าแคลร์ได้เลย แล้วเดี๋ยวเขาจะอธิบายเรื่องที่เอิงได้รับเงินก้อนหนึ่งจากพินัยกรรมของคุณย่าแคลร์อีกครั้งหนึ่ง โดยหลังจากนี้ทนายความจะติดต่อมา เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

คุณศรุตกับคุณอรดูเป็นกังวล เพราะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันกับคุณย่าแคลร์มานาน แต่คุณปริมพูดว่า ไม่ต้องห่วง เธอรู้จักทนายเก่ง ๆ เยอะ หากว่าจำเป็นต้องใช้ทนายจริง ๆ แต่คุณโทมัสยืนยันว่า ทุกอย่างไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยังไงเสีย คุณโทมัสก็กว้างขวางในแวดวงเรียล เอสเตท อยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถไปได้ ขอให้คุณศรุตและคุณอรสบายใจได้



แดนเปิดประตูกระท่อมหลังเล็กนั้นเข้าไป ก่อนจะกดสวิตช์โคมไฟสีเหลืองนวล เอิงเดินตามหนุ่งลูกครึ่งมาหยุดยืนอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวนั้น ความรู้สึกของเขาในครั้งนี้ แตกต่างจากเมื่อครั้งที่แล้ว ที่ได้เข้ามาในกระท่อมหลังนี้เป็นครั้งแรก และมันเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน ที่เขาได้เห็นภาพของแมทในความคิด โดยที่ซายไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับแมท มันเหมือนกับว่า พลังงานบางอย่าง ตั้งใจทำให้เอิงได้เห็นภาพเหล่านั้นของแมท แม้ว่าจะไม่ได้เห็นผ่านภาพความทรงจำของซายเหมือนเคย

“เราเก็บสิ่งที่สำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับตัวของแมทและซายก็พอ” แดนพูดบอกกับเอิง และสิ่งนั้นก็คงจะเป็นกล่องเหล็ก จดหมาย และบันทึกต่าง ๆ ที่เขียนด้วยลายมือของแมท รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ ที่ยืนยันว่า แมทเคยมีตัวตนอยู่จริง ๆ บนโลกใบนี้ จะเสียดายก็แต่ที่ว่า แดนและเอิงไม่สามารถสืบค้นหลักฐาน การมีตัวตนอยู่ของด้าจก์ซายได้เลย ผู้คนที่เคยรู้จักและเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับซายได้ ก็ล้มหายตายจากกันไปแล้ว

“ถ้าซายอยู่กับฉันที่นี่ตอนนี้ ฉันคงจะกลายเป็นผู้ชายธรรมดา ที่มีคนรักที่พิเศษที่สุดในโลก” แดนอ่านข้อความในบันทึกของแมท ที่เขาเจอ เอิงมองสมุดเล่มนั้นในมือของแดน “แต่ฉันทำได้แค่เพียงเฝ้ารอ วันหนึ่งวันใดที่ผมจะสามารถทำมันได้สำเร็จ แต่ในวันนี้ ฉันอยู่ที่นี่ตามลำพัง ในกระท่อมหลังเล็ก ๆ นี้ ด้วยหัวใจที่แตกสลาย”

เอิงเห็นใจแมทอย่างที่สุด ยิ่งได้มาเห็นเห็นภาพวาระสุดท้ายของแมท ที่แสนจะโหดเหี้ยมและร้ายกาจ ที่มนุษย์จะพึงกระทำต่อกันนั่นแล้ว มันยิ่งทำให้เขารู้เลยว่า ในเวลานี้ แดนและเอิงนั้นโชคดีแค่ไหน ที่ได้รักกันในยามที่โลกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว

“เอิงดูนี่สิ” แดนที่เปิดไล่บันทึกของแมทไปเรื่อย ๆ ก่อนจะเจอข้อความหนึ่งที่มันสะดุดใจเขา หนุ่มลูกครึ่งเปิดสมุดบันทึกหน้านั้นค้างเอาไว้ มันเป็นลายมือของแมท ที่เขียนชื่อของซายเป็นภาษาอังกฤษ แล้วตามด้วยนามสกุลของแมท 'ซาย เทนเนอร์' และที่ข้าง ๆ กัน มีรูปหน้ายิ้ม ที่น่าจะแทนใบหน้าของแมทเอง รวมทั้งความรู้สึกของเจ้าตัว

“เอิง อยากใช้นามสกุลผมมั้ย” แดนถามขึ้น ก่อนที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกเขินขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนเอิงสังเกตเห็นได้ชัดว่า ใบหูของแดนนั้น ตอนนี้แดงแจ๋ขึ้นมาอย่างฉับพลัน “อยากใช้นามสกุลโรเบิร์ตร่วมกับผมมั้ย” ยิ่งถามแดนก็ยิ่งรู้สึกเขิน มันคงดีมากจริง ๆ ถ้าเอิงตอบตกลง คิดขึ้นมาแบบนั้น แดนก็รู้สึกวูบวาบในความรู้สึกเหมือนกัน หากว่าเอิงไม่ได้เห็นพ้องไปกับเขาด้วยในเรื่องนี้

“ยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ เอาไปคิดดูก่อน” เอิงได้ยินแดนพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน้อยใจเล็ก ๆ ที่เอิงไม่ได้ให้คำตอบที่หนุ่มลูกครึ่งพอใจ ในทันที “ยังไม่ได้ปฏิเสธสักหน่อย” เอิงพูดขึ้นมา ก่อนจะหยิบของที่ต้องการเก็บจริง ๆ ใส่ลงในกล่องกระดาษ “แต่อยู่ ๆ จะไปใช้นามสกุลคนอื่น โดยที่ไม่มีเหตุผลรองรับ มันก็คงไม่ได้ ใช่มั้ยล่ะ” เอิงเองก็ไม่รู้จะพูดออกไปยังไง เพื่อไม่ให้ตัวเองดูเสียเปรียบหนุ่มลูกครึ่งมากนัก แดนขมวดคิ้วเล็กน้อย ที่ได้ยินเอิงพูดแบบนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมา

“โอ้ว โอเค” แดนเผยยิ้มออกมา “เข้าใจแล้ว” ก่อนจะบอกเอิงไปแบบนั้น เอิงเห็นท่าทีของแดนเปลี่ยนไปทันทีทันใด หนุ่มลูกครึ่ง เก็บของที่ต้องการด้วยท่าทางที่ดูอารมณ์ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด แถมยังผิวปากเป็นทำนองเพลง ก่อนจะหันมามองหน้าเอิง ยิ้มกว้างและผิวปากเก็บของต่อไป ส่วนในหัวของเขา ก็เริ่มพูดกับตัวเองว่า อย่างแรกที่เขาต้องการ ก็ต้องเริ่มจากแหวนก่อนสินะ

ถ้าจะไปซื้อแหวนตามร้าน เขาจะดูยังไง ว่ามันเหมาะไม่เหมาะกับเอิง เจ้าของชื่อตกใจ ที่อยู่ ๆ หนุ่มลูกครึ่งก็หันมาหรี่ตาลง มองหน้าเขา ก่อนจะกลับไปเก็บของต่อ ด้วยท่าทีอารมณ์ดีนั้น ใช่สิ แดนหลบซ่อนท่าทางลิงโลดนั้นไว้ไม่อยู่จริง ๆ ถามแม่ดีกว่า แม่ต้องให้คำแนะนำดี ๆ กับเขาได้ จะถามคุณอรแม่ของเอิง เดี๋ยวจะรู้ตัวซะก่อน แล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่เนี่ย จะต้องซื้อบ้านคุณย่าแคลร์ด้วย ไหนจะแหวนอีก

แดนคำนวณตัวเลขในหัว คิดถึงเงินที่เขาทำได้มหาศาล จากการซื้อหุ้นตามคำแนะนำของฐานทัพ เมื่อครั้งที่หนุ่มไทยคนนั้นยังอยู่ที่นิวยอร์ก ก็ทำให้แดนอุ่นใจว่า นอกจากจะได้บ้าน ที่อาจจะเอามารีโนเวทเป็นเรือนหอแล้ว ยังได้แหวนแต่งงานมาจับจองเอิงเอาไว้ก่อนได้อีก แค่คิด แดนก็ยิ้มแก้มแทบปริแล้ว เอิงได้แต่เดินตามหนุ่มลูกครึ่งออกจากกระท่อมหลังเล็กนั้น โดยฟังแดนผิวปากเพลงโปรดไปตลอดทาง

คุณโทมัสและคุณปริม เห็นลูกชายเดินผิวปากเข้ามา ก็ต้องหันมามองหน้ากัน แดเนียลผู้ที่แสนจะอารมณ์ดี กลับมาแล้ว เอิงที่เดินตามเข้ามาในบ้าน เห็นพ่อและแม่ของแดนมองมาที่เขา คุณโทมัสกับคุณปริม พอจะมองออกและเข้าใจแล้วว่า สาเหตุของอาการอารมณ์ดีมีความสุขของลูกชายของพวกเขา มาจากไหน และก็คงไม่พ้นหนุ่มไทยคนนี้ เอิงยิ้มให้กับพ่อและแม่ของแดน ก่อนจะเดินตามแดนขึ้นไปที่ห้องนอนบนชั้นสอง



“เพิ่งกลับมาถึงไม่กี่วันนี้เอง ได้สิ ใช่แฟนน่ะสิ เป็นแฟนกันแล้ว แน่นอน มาด้วยอยู่แล้ว เฮ้ นี่คือแดเนียลนะ พวกนายก็น่าจะรู้จักฉันดี” เอิงได้ยินแดนพูดภาษาอังกฤษตอบโต้กับหลายคนที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขา ที่มีการรวมสายวิดีโอ คอลเข้ามา เสียงจากลำโพงโทรศัพท์ยิงคำถามมากมายมาที่แดน เกือบทั้งหมดเป็นเสียงของกลุ่มก๊วนเพื่อนผู้ชาย

“ฉันอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเขา ในนิวยอร์ก เขาชื่อเอิง โอเค นั่นไม่ใช่การออกเสียงชื่อเขาที่ถูกต้อง ไว้ฉันจะสอนพวกนายอีกทีดีกว่า โอเค เขามาแล้ว ฉันต้องวางสายแล้ว แป๊บเดียวนะ แน่นอน หวงสิ ฉันต้องใช้เวลานานมากขนาดไหน กว่าจะได้เจอกับเขา” แดนหันกล้องมาทางเอิง และเพียงแวบเดียว ก็หันกลับไป เสียงเพื่อน ๆ โวยวายกันใหญ่ว่าแดนขี้งก มีแฟนหน้าตาน่ารัก แล้วหวงไม่ให้เพื่อนได้คุยด้วย

“พวกนายจะได้เจอเขาที่งานในสวนแวกเนอร์ ปาร์ค แล้วเจอกัน” แดนโบกมือบ๊ายบายกับเพื่อน ๆ ที่ต่างก็บอกว่า อดใจที่จะเจอกับแดนและเอิงไม่ไหวแล้ว “ผมขอโทษที ที่เสียมารยาท พวกนั้นมันอยากเห็นเอิง ไม่งั้นมันคงโทรมาก่อกวนเราทั้งคืน” เอิงบอกกับแดนว่าไม่เป็นไร

“ตอนอยู่ที่ไทย แดนได้รู้จักกับเพื่อนสนิทของเอิงแล้ว ก็ให้เอิงลองรู้จักกับเพื่อนของแดนบ้าง” แดนพูดขอบคุณเอิงที่เข้าใจ ก่อนจะจูบลงที่ริมฝีปากของเอิงเบา ๆ “ก็รู้สึกดีที่ได้ทำ” คำตอบของแดน เมื่อเอิงถาม ว่าทำไมแดนถึงชอบจูบเขาจัง “จูบอีกนะ” แดนพูด ก่อนจะบรรจงจูบเอิงอีกครั้ง แต่คราวนี้ เป็นจูบที่อ่อนหวานและวาบไหวในความรู้สึก เป็นจูบจากความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากจิตใจ และต้องการให้อีกฝ่าย รับรู้มันด้วยหัวใจเช่นกัน



เมื่อดาวเจ้าเรือนมรณะ หรือเรือนแห่งความสูญเสีย การแตกหักทำลาย การแปรสภาพไป รวมทั้งยังมีความหมายถึง พินัยกรรม มรดกตกทอด ได้เช่นกัน เมื่อมาตกอยู่ในเรือนมรณะเสียเอง ย่อมได้เกณฑ์เป็นดาวเกษตร เจ้าชะตาจะได้รับประโยชน์จากผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือได้มรดกจากคู่ หากว่าการย้ายถิ่นฐานจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คู่ครองเป็นผู้มีฐานะดี

เจ้าชะตาเอง เป็นผู้มีความสนใจในเรื่องราวที่ลี้ลับต่าง ๆ เช่น โหราศาสตร์ จิตศาสตร์ หรือเกี่ยวข้องกับวิญญาณ มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุผลหลากหลาย ด้านเสีย เจ้าชะตาอาจจะเสียชีวิตในต่างแดน แต่โดยพื้นฐาน เป็นคนยืน หากถึงคราวต้องเสียชีวิต จะจากไปด้วยอาการสงบ และหากว่าคู่ครองจากไป ก็จะทำให้คู่ได้รับทรัพย์สมบัติและร่ำรวย



ซายมองดูรอยที่แมท โดนผึ้งต่อย ตอนนี้มันยุบลงแล้ว หลังจากที่ต้องเห็นนายช่างหนุ่มออดอ้อน ขอให้ซายดูแลเขาอย่างดี อย่าให้ห่างไปไหน หากว่ารอยบวมนั้น มันยังไม่หายดี แมทออกจะเซ็ง ๆ เมื่อน้ำผึ้งและว่านหางจระเข้ที่ซายเอามาทาให้ ได้ผลชะงัด จนตอนนี้มันเหลือแค่รอยจุดสีแดงเล็ก ๆ เท่านั้น และนั่นหมายถึง เขาหายดีแล้ว ซึ่งนายช่างแมทก็หมดข้ออ้าง ขอให้ซายมาเป็นพยาบาลส่วนตัว

“ต้องกลับแล้วหรือเนี่ย” แมทพูดขึ้น ซายเงยหน้ามองดูที่ยอดไม้ แสงแดดคล้อยไปด้านหลังทิวไม้ บรรยากาศรอบข้างเริ่มสลัวลงแล้ว “ไป กลับก็กลับ” นายช่างแมทดันตัวลุกขึ้นจากพื้นตามซาย ที่ลุกขึ้นเอาตะกร้าไม้ยกขึ้นแบกสะพายหลัง แดนเคยบอกซายว่า ให้เขาแบกตะกร้านั้นให้ เพราะนายช่างหนุ่มอยากจะช่วย ไม่ให้ซายต้องแบกของอะไรหนัก ๆ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอม

แดนออกเดินนำหน้าซายมาจนถึงธารน้ำ ที่ขวางหน้าพวกเขาอยู่ แดนจึงถือโอกาสหันมาบอกกับซายว่า ให้ซายขึ้นขี่หลังของเขา เพื่อข้ามลำธารนั้นไป แม้ว่าซายจะเคยเดินข้ามลำธารนี้บ่อย ๆ ลำพัง แต่แดนก็ยืนกราน จนซายต้องยอมขึ้นขี่หลังของแมท นายช่างหนุ่มหมีใหญ่บอกให้ผู้โดยสารน้ำผึ้งป่าที่อยู่บนหลังให้เกาะให้ดี ก่อนที่แมทจะเห็นมือทั้งสองข้างของซายมาจับกระชับกันแน่นอยู่ด้านหน้าของเขา

ที่นิ้วนางข้างซ้ายของซาย มีแหวนใบไม้ถักสวมอยู่ แมทยิ้มเมื่อมองเห็นมัน แหวนวงนั้นที่แมททำให้ มันเริ่มที่จะหลุดลุ่ยไปบางส่วน แต่ซายก็ยังคงใส่มันติดนิ้วของเขาอยู่ มันคงจะดีนะ แมทบอกตัวเอง หากว่าวันหนึ่งเขาจะมีแหวนจริง ๆ สักวงมาสวมที่นิ้วข้างนี้ให้กับซาย เพื่อให้ความรักของเขาที่มีต่อซาย เป็นทางการอย่างสมบูรณ์

แมทเดินพาซายข้ามลำธารมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมให้ซายลงเดินเอง ซายกระชับอ้อมกอดของตัวเอง แนบแก้มเข้ากับใบหน้าของแมท เคราเขียวครึ้มของนายช่างใหญ่ที่เพิ่งโกนใหม่ ๆ ทำให้เขารู้สึกจักจี้อยู่บ้าง แต่มันเป็นความรู้สึกที่แสนดี เมื่อแมทหันมาสบตากับซาย จูบเบา ๆ ลงที่ริมฝีปากของซาย ก่อนจะยิ้มออกมา กับช่วงเวลาที่แสนวิเศษนี้ ที่ทั้งคู่ได้ใช้มันอยู่ด้วยกัน

***************************************

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=HNmfn8yCcSY

อาจเคย ไม่เข้าใจเหมือนกัน

There were times that I didn’t totally get it

ว่าทำไมถึงเลือกเธอ ในหัวใจ

Why my heart says it is you

อาจเคย ได้เจอคนมากมาย

There were many people I have met

แต่สุดท้ายก็เป็นเธอ ที่คู่กัน

But still, you are now here with me



รัก ไม่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ

Love, nothing’s coincident about it

รัก เชื่อมใจไว้ด้วยกัน

Love, it has us come together

มีเพียงแต่ใจที่รู้

Only my heart knows

ใครคือผู้อยู่ในฝัน

Who stays in there all along

เธอคือคนนั้นที่ฉันรอ

You’re the one I’m longing for



ก็เพราะใจมันขอ เพราะใจเรียกร้อง

Because it is my heart doing what it takes

เกิดมาเพื่อเป็นของเธอเสมอไป

I was born to be yours as always



ก็เพราะใจของฉัน ไม่เคยหวั่นไหว

Because it is my heart that is certain

อย่างไรก็ยังมั่นใจว่าใช่เธอ

It speaks the truth that it is really you



ไม่มีเหตุผลที่มากมาย

Don’t need many reasons to explain

แค่ใจฉันรักเธอ

I am truly in love with you



หนึ่งคน ที่ยืนเคียงข้างกัน

The one who is right beside me

ช่วงเวลาที่เป็นสุข หรือทุกข์ใจ

Ours, we stick to it, for better or worse

หนึ่งคน ที่ยังคงเข้าใจ

The one who always understands

ก็คงไม่ใช่ใครอื่น เรารู้กัน

We both know that it cannot be anyone else



รัก ไม่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ

Love, nothing’s coincident about it

รัก เชื่อมใจไว้ด้วยกัน

Love, it has us come together

มีเพียงแต่ใจที่รู้

Only my heart knows

ใครคือผู้อยู่ในฝัน

Who stays in there all along

เธอคือคนนั้นที่ฉันรอ

You’re the one I’m longing for



ก็เพราะใจมันขอ เพราะใจเรียกร้อง

Because it is my heart doing what it takes

เกิดมาเพื่อเป็นของเธอเสมอไป

I was born to be yours as always



ก็เพราะใจของฉัน ไม่เคยหวั่นไหว

Because it is my heart that is certain

อย่างไรก็ยังมั่นใจว่าใช่เธอ

It speaks the truth that it is really you



Tum Aur Hum Aab Sath Rahe Hein

Isika Tha Mukhe Intzar

เธอคือคนที่ฉันเฝ้ารอมานาน

You’re the one I’ ve been waiting for

และเราก็ได้เจอกัน

Now, you’re here with me



Tum Aur Hum Aab Sath Rahe Hein

Isika Tha Mukhe Intzar

เธอคือคนที่ฉันเฝ้ารอมานาน

You’re the one coming out of my dream

และเราก็ได้เจอกัน

We’ve finally been together



ไม่มีเหตุผลที่มากมาย

It is a no – brainer

แค่ใจฉันรักเธอ

I do really love you, babe

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๗.



พันธุ - ตนุ (อยากให้รู้ว่ารักเธอ)





“หนูจ๋าเมื่อยแล้ว” หนูดีฟังน้องชายตัวน้อยของเะอบ่นออกมานับครั้งไม่ถ้วน “เดินอีกนิดเดียว ก็ถึงบ้านเราแล้วนะ” เสียงใส ๆ ของคนเป็นพี่สาว ที่กำลังพาน้องชายกลับบ้าน หลังจากเลิกเรียน พูดขึ้นเพื่อให้กำลังใจน้องที่เริ่มโยเยและงอแงถี่ขึ้น “แต่หนูจ๋าไม่อยากเดินแล้วนี่” เสียงนั้นเถียงออกมา มันสั่นเครือเพราะไม่อยากทำตามที่พี่สาวบอก แถมยังไม่เห็นวี่แววว่าจะถึงบ้านเสียที ทั้ง ๆ ที่เดินมาตั้งไกลแล้ว

“อดทนหน่อยสิหนูจ๋า เนี่ย จะถึงอยู่แล้ว” พี่สาวคนโตอย่างหนูดี ยังไม่ยอมละความพยายาม เธอทั้งปลอบ ทั้งสร้างแรงใจให้กับน้องชาย “แต่หนูจ๋ากลัวหมา” เสียงพูดของน้องชายทำเอาหนูดี ที่หวั่นใจอยู่ก่อนแล้ว มีท่าทีลังเลขึ้นมา เมื่อคิดถึงบ้านหลังนั้นที่ยังไงก็ต้องเดินผ่าน มันมีสุนัขสีดำตัวใหญ่ ที่ชอบส่งเสียงเห่ากระโชกเสียงดัง เวลามีใครเดินผ่านหน้าบ้าน ฟังดูน่ากลัวมาก ๆ สำหรับพี่น้องทั้งสองคนนี้

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่ทั้งคน” หนูดีบอกกับน้องชายของเธอ ก่อนจะจับมือน้องเอาไว้จนแน่น หนูจ๋าพยักหน้าให้พี่สาว แล้วเดินตามหลังหนูดีไป โดยที่หนูดีเลือกเดินกั้นกลางระหว่างหนูจ๋ากับบ้านหลังนั้น เพื่อเธอจะได้ปกป้องน้องเอาไว้ได้ หากว่าสุนัขตัวนั้นกระโจนออกมาจากรั้ว หนูดีเดินจูงมือน้องกลับบ้าน สายตาก็มองจับจ้องไปที่บ้านหลังนั้น ที่ขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

หนูดีหัวเราะออกมาเบา ๆ กับการที่หนูจ๋าน้องชายของเธอทำเล่นเป็นเด็ก ๆ ไปได้ ที่บังคับปิดตาเธอ ก่อนจะพามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อหนูจ๋าบอกว่า จะมาหาพี่สาวที่คอนโดเล็ก ๆ ของหนูดี หนูจ๋าร้องโวยวายเสียงดัง ว่าหนูดีทำหรี่ตาขึ้นมาแอบมอง จนหนูดีที่ทำหลับตาจนแน่น ได้ยินเสียงหนูจ๋ากึ่งพูดกึ่งหัวเราะออกมาเช่นกัน สองพี่น้องต่างพากันพยายามกลั้นขำ กับการทำเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้

“ฉันลืมตาได้หรือยังเนี่ย” หนูดีถามน้องชายออกไป “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน” หนูจ๋าร้องห้ามพี่สาว เมื่อเขากำลังวางกล้องกำมะหยี่สีแดงลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ด้านหน้าของหนูดี “เยอะมากแกเนี่ย” หนูจ๋าทำบุ้ยบ้ายใส่พี่สาว เมื่อโดนค่อนแคะ แต่ก็บอกพี่สาวออกมา เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว

“เปิดตาได้” เสียงของหนูจ๋าทำให้หนูดีเองก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะมองเห็นต่างหูเพชรเม็ดเล็ก ๆ คู่หนึ่ง วางอยู่ตรงหน้า “ชอบมั้ย” เสียงหนูจ๋าถามขึ้น ด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังผสมกัน “สวยมากเลยแก” หนูดีบอกกับน้องชาย ก่อนจะหยิบกล่องกำมะหยี่ใบนั้นมาถือเอาไว้ในมือ มองต่างหูคู่นั้นด้วยความปลื้มใจ “พี่หนูดี” พี่สาวหันหน้าไปมองทางน้องชาย

“หนูจ๋ายังไม่เคยได้พูดขอโทษเลย” หนูดีมองเห็นสีหน้าและแววตาที่รู้สึกผิดของหนูจ๋า “เรื่องวันนั้น” หนูจ๋าก้มลงใช้แขนโอบไหล่พี่สาวเอาไว้จากทางด้านหลัง “ขอโทษนะ” เสียงของหนูจ๋าสั่นเครือ “เจ็บมากมั้ย” หนูดีได้ยินเสียงน้องชายสูดน้ำมูก และนั่นก็จะทำให้เธอต้องร้องตาม ทั้ง ๆ ที่เรื่องนั้นมันก็นานมากแล้ว วันที่เธอเดินจูงมือน้องชายกลับบ้าน แล้วลงเอยด้วยการที่หนูดีถูกพ่อแม่ตี

“อะไรของแกเนี่ย ไอ้เด็กบ้า” น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาของหนูจ๋า วันนั้นสุนัขตัวใหญ่กระโจนออกมานอกรั้วบ้านจริง ๆ และเป็นที่หนูดี บอกให้หนูจ๋ารีบวิ่งหนีไป ส่วนตัวเธอ ที่ไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าน้องชายแต่อย่างใด แต่ในฐานะพี่สาว เธอต้องปกป้องน้องของเธอให้ได้ โชคดีที่สุนัขตัวนั้นขย้ำเข้าที่เป้หลังของหนูดี เป้ใบโปรดของหนูดี ที่มีเพชรเม็ดสวยประดับที่ตรงที่เปิด ถูกเจ้าหมาตัวนั้นงับเอาไปฟัดจนกระจุย

หนูดีนั้น มีเพียงรอยฟกช้ำเท่านั้น ไม่ได้โดนคมเขี้ยวของสุนัข แต่เธอโดนทำโทษเพราะพาน้องเดินกลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่ต้องนั่งรถเข้ามา หนูดียอมรับผิด ไม่บอกพ่อกับแม่ว่า เป็นที่หนูจ๋าเองที่รั้นเอากระเป๋าคล้องคอที่มีเงินค่ารถอยู่ในนั้นไปถือเอาไว้เอง แล้วทำหาย ตอนที่ร้องจะกินไอศกรีมหลอดสีสวยแสนอร่อยหน้าโรงเรียน จนหนูดีต้องหาทางพาน้องกลับบ้านให้ได้ จนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

“เค้ารักพี่นะ” หนูจ๋าบอกกับพี่สาวออกไป เพราะมีเพียงแต่หนูดีเท่านั้น ที่อยู่กับเขามาตลอด ตั้งแต่เด็กจนโต “เด็กขี้แยเอ๊ย” หนูดีว่าน้องชาย ก่อนจะเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง รวมทั้งเรื่องที่หนูดียืนเคียงข้างน้องชาย เมื่อหนูจ๋าบอกกับพ่อและแม่ว่า เขาคบอยู่กับคันศรและจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน หนูจ๋าคงมีแต่พี่สาวอย่างหนูดีเท่านั้น ที่ยอมรับและให้การสนับสนุน หนูจ๋ากอดพี่สาวจนแน่น เขารักพี่สาวคนนี้มากมายนัก และก็รู้ว่าหนูดีก็รักน้องชายของเธอที่สุดเช่นกัน



หญิงสูงวัยเดินเข้าไปตามเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้น เด็กชายตัวน้อยนั่งกอดเข่าอยู่ในมุมมืดของห้องครัว หญิงสูงวัยรู้ได้ทันทีว่า เด็กชายตัวน้อยคนนี้ คงโดนเพื่อนในละแวกบ้านแกล้งมาอีกตามเคย สิ่งที่ทำได้ คือเข้ามานั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง หญิงสูงวัยเรียกชื่อของเด็กชายตัวน้อยด้วยเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเดินไปผลักหน้าต่างที่ด้านหลังครัวให้เปิดออก แสงจากภายนอกสาดเข้ามาด้านใน ซื่อหนานกำลังเช็ดน้ำตาป้อย ๆ รับคำเรียกหาของผู้เป็นยาย

“ไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น ออกมาหายายนี่มา” ยายมองเห็นหลานชายร้องไห้จนตาบวม ก็ได้แต่รู้สึกสงสาร นี่คงจะโดนล้อว่าเป็นลูกเจ๊กแม่จีนมาอีกตามเคย “มานั่งนี่ ช่วยยายเตรียมทำกับข้าวเย็นดีกว่า” ผู้เป็นยายพยายามจะให้หลานชาย ลืมเรื่องที่ทำให้ต้องรู้สึกเสียใจนั้น แม่ว่าจะเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ชั่วครู่ชั่วยาม ก็ยังดี เพราะอย่างน้อย หลานชายตัวน้อย จะได้มีใจที่คลายทุกข์ลงบ้าง

ซื่อหนานนั่งลงบนพื้น ก่อนจะรับเอากะละมังสีเงินบุบเบี้ยวจากมือยายมาวาง แล้วจึงเริ่มปลิดขั้วของมะเขือพวงในถุงพลาสติกเล็ก ๆ นั้น หญิงชรายิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นเด็กชายทำมันได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่เธอไม่มีวิชาความรู้อะไรจะสอนให้กับหลานชาย จึงทำได้แค่เพียงถ่ายทอดความรู้จากการลงมือทำให้กับซื่อหนาน สิ่งที่เธอรู้ สิ่งที่เธอปฏิบัติมันซ้ำ ๆ มาเป็นระยะเวลายาวนาน หากว่านั่นจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้า ให้หลานของเธอได้เก็บเกี่ยวเอาไปใช้ เธอก็ยินดี

“แม่ของเราชอบกินนะ มะเขือพวงเนี่ย” ยายพูดบอกกับเด็กชายซื่อหนาน เด็กชายที่ได้ยินยายเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับแม่ของเขา ก็เงยหน้าขึ้นมอง แววตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที “ยายตำน้ำพริกกะปิทีไร เมื่อก่อนแม่เราก็จะขอให้ยายบุบมะเขือพวงลงไปด้วยเยอะ ๆ” ซื่อหนานมองผักพื้นบ้านคู่ครัวไทย ที่ดูไม่ได้มีความสำคัญใด ๆ ที่ถืออยู่ในมือ ผักที่ดูจะเป็นส่วนเกินในอาหารหลากหลายชนิด ผักที่คนรังแต่จะเขี่ยเอาไว้ที่ข้างจาน

“แม่เราเขาบอกว่ามะเขือพวงน่ะกินดี มันเป็นยา” ซื่อหนานฟังยายของเขาเล่าเรื่องไป มือก็เด็กมะเขือพวงไป ผู้เป็นยายเห็นสีหน้าและแววตาของหลานเปลี่ยนจากอมทุกข์ มามีสีของความสุขได้ ก็รู้สึกดีใจ “คนเขาก็เอาดอกมะเขือไปไหว้ขอบคุณครูกัน” ผู้เป็นยายพูดต่อ “เขาถือว่า ดอกมะเขือแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะดอกมะเขือมันจะโน้มน้ำหนักที่มันมี ให้คล้อยต่ำเสมอ ไม่ได้มีโอกาสชูดอกอวดให้ใครเห็น”

“ของที่มาจากดิน พอเราล้างน้ำให้มันสะอาด มันก็น่ากินนะ” ซื่อหนานมองยายหยิบเอากะละมังที่เขาเด็ดมะเขือพวงใส่ได้พอสมควร เอาไปกลั้ว ๆ ล้างกับน้ำ ก่อนจะเอามาวางลงบนแคร่ ซื่อหนานขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กับยาย เมื่อยายเริ่มลงมือตำน้ำพริกกะปิ เพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นของวัน “จากดอกไม้ที่ดูไม่มีค่า ไม่มีความสำคัญอะไร” ผู้เป็นยายยิ้ม เมื่อซื่อหนานหยิบเอามะเขือพวงหยิบใส่ครกให้ เมื่อถึงเวลา

“มะเขือพวงมีเมล็ดมาก ตกลงไปบนดินตรงไหน มันก็งอกขึ้นมาได้ทุกที่” ผู้เป็นยายพูดต่อ หลานชายฟังตามที่ยายของเขาพูด “ของบางอย่าง มันไม่มีใครเห็นคุณค่าทันทีหรอกลูก ถ้ามันยังไม่ถึงเวลา” ซื่อหนานเงยหน้าขึ้นสบตากับยาย “เรายังเด็ก เราอาจจะยังไม่เข้าใจที่ยายพูดทั้งหมดในวันนี้ แต่จำไว้นะซื่อหนาน จำไว้ว่าแม่ของเรา แม้เขาจะเป็นคนจีน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร คนจีนโดยกำเนิดอย่างแม่ของเรา ยังชอบน้ำพริกกะปิบุบมะเขือพวงอย่างไทย ๆ ได้เลย เพราะว่าถ้าคนเราลองเห็นคุณค่าของอะไรอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็จะเห็นคุณค่าของมันเสมอ ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม”

ซื่อหนานผูกผ้าพันคอถักให้กับยายของเขา เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ปีนี้อากาศยามเช้าทางภาคอีสาน กลับมาหนาวเย็นอีกครั้ง ซื่อหนานเลยเตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาให้ยายของเขามากกว่าพร้อม ผู้เป็นยายยิ้มให้กับหลานชาย บอกขอบใจหลานชายที่พามาเที่ยวยังสถานที่ที่หญิงชราอยากมาเที่ยวตั้งแต่สมัยยังเป็นสาว แต่ไม่เคยมีโอกาส แต่เมื่อซื่อหนานมีโอกาส เขาก็ไม่ลังเลที่จะพายายของเขามา

ซื่อหนานยังคงจำเรื่องที่ยายเล่าให้เขาฟังได้ดี ตอนนี้เขาเข้าใจในสิ่งที่ยายพยายามจะสอนเขาแล้ว คุณค่าของมะเขือพวงในแกงต่าง ๆ ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด แม้ว่าน้อยคนนัก จะตักมันเข้าปาก เพียงแค่มันไม่เป็นที่นิยม ใช่ว่าประโยชน์ของมันจะเลือนหายไปแต่อย่างใด ต้นกำเนิดตัวดอกที่อ่อนน้อม กลายมาเป็นมะเขือที่เป็นยาสมุนไพรในครัวอาหารไทย ไม่ว่าจะไปในที่แห่งไหน คุณค่าที่เกิดขึ้นแล้วในตัวนั้น จะติดตามซื่อหนานไปในทุกที่ โดยไม่สนว่า เขาจะมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด



ปั๋นพยายามกลั้นน้ำตาไม่ไหวไหลลงมา แต่มันก็สุดที่จะกลั้นเอาไว้ได้ เขาได้แต่ปล่อยให้น้ำตาใส ๆ นั้นร่วงหล่นลงมา ราวกับทำนบเขื่อนได้พังทลายลงมา ปั๋นสูญเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับมา และรับรู้ว่า ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปตลอดกาลต่อจากนี้ เริ่มต้นจากการที่เขาต้องเก็บข้าวของออกจากตึกใหญ่ ลงไปอยู่ที่เรือนเล็กที่อยู่ด้านหลังเรือนคนรับใช้ โดยที่น้ำไฟก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้วันไหน

และตอนนี้ ปั๋นก็รู้แล้วว่า ถ้าหากเขาต้องการที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เขาคงต้องหาทางดิ้นรนเอาเอง เพราะทางคุณชัยวัฒน์ พ่อของปราชญ์ ได้พูดเกริ่นมาแล้ว ว่าคงให้ปั๋นอยู่เกาะครอบครัวของเขาและบ้านหลังนี้ต่อ ได้แค่เพียงการเป็นคนนอก การที่คุณชัยวัฒน์ คุณท่านของบ้าน อนุญาตให้อยู่ที่เรือนเล็กด้านหลังบ้านก็ถือว่าใจบุญสุนทานมากพอแล้ว กับคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องดองกันเป็นญาติ

“จิตใจมันทำด้วยอะไรกัน ถึงได้ย่ำยีเด็กคนหนึ่งได้ลงคอ ทันทีที่แม่ของมันไม่อยู่แล้ว” คุณย่าน้อยรู้สึกใจหายไม่พอ ที่แม่ของเจ้าปั๋นมาด่วนจากไป ก็ต้องมารู้สึกเวทนาเด็กใฝ่ดีคนหนึ่ง ที่ชีวิตก็ช่างเล่นตลกได้อย่างแสนโหดร้าย “นี่ขนาดฉันเป็นแม่มัน ฉันยังทัดทานอะไรมันไม่ได้มากเลย” คุณย่าท่านได้แต่นึกปลง ที่คุณชัยวัฒน์ลูกชายของเธอ ทั้ง ๆ ที่รับเอาแม่ของปั๋นเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วยแท้ ๆ แต่ไม่เคยสักครั้ง ที่จะนึกต้อนรับปั๋นเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

“เราจะทำอะไรได้บ้างคะพี่ใหญ่” คุณย่าน้อยที่เอ็นดูปั๋นตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งปั๋นเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เรียกใช้ให้ช่วยหยิบจับสิ่งใด ก็ไม่เคยอิดออดเกี่ยงงอน คุณย่าน้อยยิ่งรักและต้องการจะปกป้องปั๋น ติดแต่ว่า แม่ของปั๋นว่าตามแต่ที่คุณชัยวัฒน์จะบอกมา ด้วยว่าอย่างน้อย ปั๋นจะได้เรียนสูง ๆ และมีที่อยู่ที่กิน พอออกมาในรูปแบบนั้น คุณย่าน้อยก็พูดอะไรมากไม่ได้ แม้แต่จะขอร้องให้แม่ของปั๋นยอมให้ปั๋นมาอยู่ในความดูแลของบ้านใน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

“ปั๋นมันก็ตามแม่ของมัน ทะนง หยิ่ง อยากจะทำอะไร ๆ ด้วยตัวเอง” คุณย่าท่านพอจะมองนิสัยจริง ๆ ของปั๋นออก “ก็จะไปว่าอะไรเด็กมันได้ล่ะนะ มันก็อยากจะมีอะไรเป็นของตัวเองจนเต็มแก่แล้ว ถึงขนาดยอมหลอกแม่ว่าต้องเรียนเพิ่มหลังโรงเรียนเลิก แต่ที่ไหนได้ แอบไปทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินพาแม่และตัวเองไปให้พ้นจากบ้านหลังนั้นเสียที” คุณย่าท่านรู้ความเคลื่อนไหวของปั๋นดี ผ่านทางคนรับใช้ที่ตึกหน้า แต่เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงกันมา

“น้องมีเงินสดไม่มากมายอะไร แต่น้องต้องการจะช่วยให้เด็กมันไม่ต้องระหกระเหินไปไหน พี่ใหญ่เข้าใจน้องใช่มั้ยคะ” คุณย่าน้อยเอ่ยถามผู้เป็นพี่สาวออกไป คุณย่าท่านพยักหน้าพลางถอนหายใจออกมา “พี่เข้าใจเธอนะ แม่น้อย” คุณย่าท่านบอกกับน้องสาวของท่าน “แล้วนี่ต่อไป เจ้าปราชญ์หลานชายตัวดี จะก่อปัญหาอะไรตามมาอีก ก็ไม่รู้” คุณย่าทั้งสองมองเห็นปัญหาในภายภาคหน้าได้เลยตั้งแต่ตอนนี้

ปั๋นก้มลงกราบรูปของคุณย่าน้อย ด้วยความระลึกถึงและรู้คุณของคุณย่าที่ทำให้เขา วันนี้ปั๋นตั้งใจทำบุญให้กับคุณย่าน้อยและแม่ของเขาเอง เพราะหากไม่มีท่านทั้งสอง ปั๋นก็ไม่รู้ว่า ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร ต้องเผชิญกับอะไรอยู่ หรือจะไปเป็นตายร้ายดีที่ไหน การได้มาอยู่ที่นี่ ปั๋นรู้ตัวดีเสมอว่า เหมือนได้มาพึ่งใบบุญของคุณย่าน้อย ที่ยกผืนดินแห่งนี้ รวมทั้งรีสอร์ตให้กับเขา ได้มีที่ทางอยู่อาศัย และมีลู่ทางทำกิน

“ขอบใจนะปั๋น ถ้าแม่เราและย่าน้อยรับรู้ได้ เขาทั้งสองคนต้องดีใจ” ปั๋นหันไปทางคุณย่าท่าน ก่อนจะเดินเข่าไปนั่งที่ข้าง ๆ ตั่งที่ท่านนั่งอยู่ “คุณย่าน้อยเมตตาต่อผมมาก ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ผมต่างหากที่ต้องตอบแทนคุณย่าน้อยให้มาก แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ทำ” คุณย่าท่านรู้ดี ว่าปั๋นเป็นคนที่มีความคิดดีมาตั้งแต่เด็ก จนมาถึงตอนนี้ แม้ว่าระหว่างทาง จะถูกลูกชายของท่านรังแก และแม้แต่หลานชายของท่านเองก็ด้วย

“แต่ว่าวันนี้ เธอจะบังคับอะไรฉันอีกล่ะ” คุณย่าท่านพูดขึ้น เมื่อเห็นป้านวลเดินยกสำรับมื้อเย็นขึ้นมาที่บนเรือน ปั๋นแอบสบตากับป้านวลแล้วพากันยิ้ม เมื่อรู้ดีว่า คงจะถูกคุณย่าท่านดุเอาอย่างเคย ที่เดี๋ยวนี้ปั๋นปรับเปลี่ยนอาหารบางอย่างให้สอดคล้องกับคำแนะนำของคุณหมอ คุณย่าท่านมองเห็นปั๋นกับป้านวลพากันอมยิ้ม ก็ได้แต่ส่ายหน้า ท่านก็บ่นไปแบบนั้นเอง แต่ก็เข้าใจว่าปั๋นหวังดีกับเธอ

“เป็นคำสั่งของคุณหมอน่ะครับ มีอาหารที่ลดเกลือกับไขมันลง แต่ผมบอกให้ทางครัวไทยเขาทำให้รสชาติยังดีคงเดิม ตามที่คุณย่าทานชอบ” ปั๋นบอกออกไป คุณย่าท่านพยักหน้ารับทราบ เพราะเพิ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีมา และก็เป็นไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นของท่าน ที่จะต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากขึ้น

“นอกจากฉันจะได้เธอมาเป็นหลานชายของฉันเต็มตัวแล้ว เธอยังพาเจ้าหลานชายตัวดีของฉัน ให้กลับมาหาฉันได้อีกนะ” คุณย่าท่านพูดกับปั๋นด้วยความรักจากหัวใจของท่าน เพราะรู้ดีว่า คนที่กำลังวิ่งวุ่นต้อนรับแขกของรีสอร์ตอยู่ในตอนนี้ เพื่อพยายามจะเอาชนะใจเจ้าปั๋นของคุณย่าท่านให้ได้ ก็คือปราชญ์นั่นเอง



นนท์ดันรถเข็นช็อปปิ้งซูเปอร์มาเกตไปตามชั้นวางของต่าง ๆ เพื่อหยิบของต่าง ๆ ที่อยู่ในลิสต์ให้ครบ ข้าวของมากมายรวมกันอยู่ในรถเข็นนั้นเกือบจะล้น มีอยู่หลายครั้งที่นนท์ต้องวิดีโอ คอล กลับไปหาอุ่น เพื่อถามให้แน่ใจว่าเป็นของชิ้นไหนกันแน่ หรือหลายครั้งที่แบรนด์เดียวกัน แต่มีรุ่นหรือสีหลากหลายให้เลือก นนท์ที่เลือกซื้อของไม่เก่งนัก เลยต้องการความแน่ใจ และอุ่นก็ให้คำตอบเขาได้ดีเสมอ

นนท์จัดการจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ มีสินค้าบางรายการที่เขาไม่ได้หยิบเอาของแถมมาด้วย แต่พนักงานก็เตือนให้เขาทราบ ก่อนจะเดินไปหยิบของที่เขาลืมหยิบมาให้จนครบ นนท์กล่าวขอบคุณพนักงานท่านนั้น ก่อนจะพูดว่า ดีนะที่ช่วยเตือนเขาเอาไว้ ไม่อย่างนั้น เขาคงโดนแฟนบ่นหูชาแน่ ๆ

พนักงานสาวพลางยิ้มหัวเราะไปด้วยกับเขา ก่อนจะพูดว่า แฟนของเธอก็โดนเธอบ่นเรื่องนี้ประจำ ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น พนักงานท่านนั้นยังช่วยบอกวิธีใช้สินค้าบางชิ้น ที่เธอมองออกเลยว่า นนท์น่าจะเป็นมือใหม่อย่างแน่นอน ชายหนุ่มถึงกับต้องค้อมศีรษะกล่าวขอบคุณในความกรุณาของเธอทีเดียว

นนท์ขับรถออกจากลานจอดรถซูเปอร์มาเกตนั้น ก่อนจะแวะกลางทางเพื่อซื้ออาหารเย็นสำหรับเขาและอุ่น เพราะนนท์เชื่อว่า วันนี้อุ่นจะต้องหมดแรงแน่นอน กับภารกิจสำคัญที่พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นมันอย่างเต็มตัว แต่ก็เป็นหน้าที่ที่พวกเขาเต็มใจ นนท์สั่งอาหารมากกว่าปกติเล็กน้อย เพราะคาดว่า อุ่นน่าจะไม่ได้กินอาหารเต็มที่นัก แม้ว่าแฟนของเขาจะเป็นนักโภชนาการก็ตาม เพราะอีกฝ่ายคงจะยุ่ง จนหัวหมุนทั้งวันแน่นอน

“อ้าว ยังไม่ยอมนอนอีกหรือนั่นน่ะ” นนท์เอ่ยถาม เมื่อเขาเปิดประตูอ้าค้างไว้ เพื่อขนของเข้าห้อง ซึ่งคอนโดที่เคยมีพื้นที่ว่างเหลือเฟือ ตอนนี้ถูกจับจองจนเกือบเต็มพื้นที่ใช้สอย อุ่นส่ายหน้าแทนคำตอบ นนท์มองดูใบหน้าที่มันย่องของอุ่นแล้วก็ให้นึกเอ็นดู ความเหนื่อยฉายออกมาทางใบหน้าของอุ่น แต่แววตาและรอยยิ้มกลับบอกว่า อุ่นมีความสุขมากเหลือเกิน

“กินหรือยัง” นนท์ถาม พลางทยอยขนของที่เอามาวางรวมกันอยู่หน้าห้อง เข้ามาทีละอย่าง “แล้ว” อุ่นตอบ “เรอหรือยัง” นนท์ถามต่อ พลางหยิบของต่าง ๆ เข้ามาวางในห้อง “แล้ว” อุ่นตอบเหมือนเดิมอีกครั้ง นนท์ที่ขนของชุดสุดท้ายเข้ามาในห้องเสร็จ ก็ปิดประตูตามหลัง ก่อนจะเดินเข้ามาหาอุ่น ที่เดินวนกลับไปกลับมาตามพื้นที่ว่างภายในห้องนั้น

“กินนมแล้ว เรอแล้ว อ๊อกนมออกมาแล้ว แต่ทำไมยังไม่ยอมหลับอีกล่ะครับ ยัยหนูของป๊า” นนท์ก้มลงหอมแก้มเด็กทารกวัยแบเบาะที่อยู่ในอ้อมแขนของอุ่น “วางลงนอนในเปลก็ร้องใช่มั้ยเนี่ย” นนท์ถาม เพราะเห็นอุ่นเดินอุ้มยัยหนูที่มองตามเขาด้วยดวงตาบริสุทธิ์ใสแป๋ว “อย่าได้คิดเชียว” อุ่นตอบกลับ แต่ก็รู้สึกเป็นสุขใจ ที่มียัยหนูของเขานอนพาดอยู่บนอกแบบนี้

ทุกอย่างมันเริ่มต้นมาจากอุ่นได้เจอกับเคสหนึ่งของโรงพยาบาล ที่คุณแม่วัยใส ไม่สามารถจะเลี้ยงดูลูกที่เพิ่งคลอดได้ และกำลังจะหาทางออกด้วยการทิ้งลูกเอาไว้ที่โรงพยาบาล ส่วนตัวเองก็จะหนีหายไปเลย แบบไม่บอกกล่าวใคร เพราะตัวเธอเองนั้น ก็ถูกพ่อเด็กวัยใกล้เคียงกันทอดทิ้งเช่นกัน อุ่นได้ปรึกษากับพี่ ๆ ผู้ใหญ่หลายคนในโรงพยาบาล ว่าถ้าหากเขาจะรับเด็กคนนี้ไว้ดูแล ทุกคนจะมีความเห็นว่าอย่างไร

หลังจากที่อุ่นคุยกับนนท์ทั้งคืนในคืนนั้น ทั้งสองคนก็ตกลงว่า ถ้าทุกคนไม่ขัดข้อง และแม่ของเด็กไม่รังเกียจ ว่าลูกสาวที่เพิ่งคลอด จะมีพ่อสองคนรับดูแล นนท์กับอุ่นก็พร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ ให้ดีที่สุด ด้วยเหตุว่า นนท์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พร้อมทั้งเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว สามารถชดเชยรายได้ของอุ่น หากว่าช่วงนี้อุ่นต้องทิ้งรายได้ที่เขาเคยมีไปก่อน ส่วนอุ่นก็พร้อมจะสละเวลาอยู่บ้าน เพื่อดูแลยัยหนูให้ได้เต็มที่มากที่สุด

เมื่อกระบวนการทางกฎหมายลงตัว และเด็กน้อยได้ดื่มนมจากอกอุ่นของแม่ ครบตามที่คุณหมอต้องการแล้ว นนท์และอุ่นก็รับยัยหนูมาอยู่กับพวกเขาในทันที อุ่นบอกกับเด็กสาวว่า เธอจะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดยัยหนูตลอดไป ขอให้เชื่อใจว่า เขาจะเล่าเรื่องแม่ให้ยัยหนูฟังแน่นอน เมื่อยัยหนูโตขึ้น และยินดีเสมอ หากว่าเธออยากจะกลับมาเยี่ยมลูก นนท์และอุ่นจะไม่กีดกันอย่างแน่นอน

“หนูขอบคุณนะพี่ แค่หนูรู้ว่า เขาได้อยู่กับพี่สองคน แล้วเขาได้รับความรักที่ดี ที่พวกพี่ให้เขาได้ หนูก็ดีใจแล้ว” เด็กสาวบอกกับอุ่นและนนท์ ว่าเธอนั้นเชื่อใจและไว้ใจอุ่นและนนท์ ตามคำรับรองจากบุคลากรในโรงพยาบาล ที่รู้จักกับอุ่นดี ว่าเขาเป็นคนน่ารักและนิสัยดีมาก ๆ คนหนึ่ง ส่วนทางนนท์ ก็มีหน้าที่การงานดีมาก มีรายได้ที่มั่นคง มีเงินเก็บที่สามารถเลี้ยงดูยัยหนูได้ โดยไม่กระทบการที่ทั้งคู่ยังผ่อนคอนโดนี้อยู่



เมื่อดาวเจ้าเรือนพันธุ ที่แปลว่า ที่เกี่ยวเนื่องกัน ติดกันอยู่ เช่นบ้าน ที่ดิน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง มาอยู่ในเรือนตนุ ที่แปลว่า ตัวตนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า การประพฤติปฏิบัติตน รวมถึงที่อยู่อาศัย เจ้าชะตามีเกณฑ์จะได้รับมรดกทรัพย์สมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ โชคดีเกี่ยวกับที่ดิน เรื่องบ้าน แหล่งที่อยู่อาศัย หรืออาจจะถ่ายทอดนิสัย ความนึกคิด มาจากญาติเหล่านั้น

ต่อไปจะได้เป็นคหบดี มีความสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ต่อไปมีที่มีทาง มีบ้านะเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็หามาได้เอง มีเจ้านาย ผู้บังคับบัญชา หรือผู้หลักผู้ใหญ่ให้ความเมตตา ให้ความอุปการะช่วยเหลือเจ้าชะตา ด้านเสียอาจจะเป็นไปได้ว่า เจ้าชะตาคิดมากเรื่องตั้งรกรากถิ่นฐานจนเกินไป งานและภาระของคู่ครอง อาจจะนำมาซึ่งความเหนื่อยกาย หรือเจ้าชะตาอาจจะมีญาติโกโหติกา มาขออาศัยอยู่ด้วยก็ได้เช่นกัน



นนท์ให้อุ่นได้พัก กินข้าวเย็น แล้วไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน โดยที่เขาจะรับช่วงต่อดูยัยหนูให้เอง อุ่นใช้เวลาทำธุระต่าง ๆ ไม่นาน ก็เดินออกมาที่ห้องรับแขก ภาพที่เห็นคือยัยหนูหลับปุ๋ยอยู่บนไหล่ของนนท์ ที่เจ้าของไหล่เอง ก็เคลิ้มหลับไปบนโซฟานั้นเช่นกัน อุ่นเดินมาแตะแขนของนนท์เบา ๆ นนท์ลืมตาตื่นขึ้น งัวเงียเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นอุ้มยัยหนูไปใส่เปลที่วางอยู่ข้างเตียงนอนของพวกเขา

นนท์รู้เลยว่าอุ่นเหนื่อยมากแค่ไหนในวันนี้ ที่ต้องดูแลเด็กอ่อนทั้งวัน เขาหอมที่หน้าผากของอุ่น เมื่อทั้งสองคนล้มตัวลงนอน ภารกิจนี้ยังคงอีกยาวนาน และนี่คือชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขา ที่ทั้งคู่จะต้องเลี้ยงดูให้หนึ่งชีวิตได้เติบโตไปในทางที่ดี ทำทุกอย่างเพื่อให้ยัยหนูได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด ที่พวกเขาจะหามาให้ได้ โดยไม่อายใครว่า ยัยหนูมีพ่อสองคนนี้ที่รักเธอจนสุดหัวใจ และให้ยัยหนูได้ภาคภูมิใจในครอบครัวของพวกเขา

**********************************

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

Ebglish Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=DFLHfxk7ytA


อยากบอกเธอเหลือเกิน

I would really like to say

อยากให้เธอได้ฟัง

I want you to hear this

อยากตอบแทนเธอด้วยคำหนึ่งคำ

With one word that will be given to you

คำที่ไม่เคยพูดจากปาก

The word I have never spoken it

บอกใครทั้งนั้น

Not to anyone else

คำที่คู่ควรที่สุด

The word that too deserves you

กับคนดีเช่นเธอ

To the best person there is like you


อยากขอบคุณเหลือเกิน

I would love really to thank you

กับความดีของเธอ

All the good things you’ve done for me

กับชีวิตนี้ที่เธอให้ไว้

And this life of mine you’re providing


ชีวิตที่เคยไม่มีค่า

Life that didn’t seem worth a thing

ก็กลับมีความหมาย

You turned it around now it’ s so meaningful

ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่

My new life that now I can breathe

ได้ด้วยมือของเธอ

And that’s all because of you


ฉันรู้ฉันซึ้งฉันอุ่นใจ

I know, I’m grateful and that warms my heart

มีเธอประคองป้องกัน

You’re always there having me protected

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง

This is so heartfelt you’re offering me

ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

Nothing you ever need me to give you back


ฉันรู้ฉันซึ้งฉันห่วงใย

I know, I’m touched and it shows that I care

จะมีอะไรมาทดแทน

Nothing means so much more

มีแค่เพียงคำที่บอก

This is what I’m gonna say

ว่ารักเธอจริงจริง

I do really love you


อยากขอบคุณเหลือเกิน

I wanna say that I’m thankful

กับความดีของเธอ

All the good things I’ve got from you

กับชีวิตนี้ที่เธอให้ไว้

This life you created for me


ชีวิตที่เคยไม่มีค่า

Life that didn’t seem worth a thing

ก็กลับมีความหมาย

You turned it around now it’s so meaningful

ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่

My new life that now I can breathe

ได้ด้วยมือของเธอ

And that’s all because of you


ชีวิตที่เคยไม่มีค่า

The life of mine no one ever noticed

ก็กลับมีความหมาย

Now full of significance

ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่

Life that I can stand on my own

ได้ด้วยมือของเธอ

Fulfilled with your power and strength


ฉันรู้ฉันซึ้งฉันอุ่นใจ

I know, I’m grateful and that warms my heart

มีเธอประคองป้องกัน

You’re always there having me protected

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง

This is so heartfelt you’re offering me

ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

Nothing you ever need me to give you back


ฉันรู้ฉันซึ้งฉันห่วงใย

I know, I’m touched and it proves that I care

จะมีอะไรมาทดแทน

Nothing means so much more

มีแค่เพียงคำที่บอก

This is what I’m gonna say now

ว่ารักเธอจริงจริง

I do really love you

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๘.



กฎุมภะ – ตนุ (หากว่ารักเป็นได้ดั่งใจ)





“โอเคจ้ะ ได้ ๆ พี่ขอบใจมากนะ ปั๋นช่วยพี่ได้มหาศาลเลย แล้วเดี๋ยวพี่เตรียมเอกสารครบ พี่ให้ปั๋นช่วยตรวจให้พี่อีกที ได้ค่ะ ขอบคุณนะ” ฐานทัพมองแฟนของเขาคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ อันน์กดวางสายโทรศัพท์ ก็เห็นฐานทัพเดินมาพอดี “ปั๋นเนี่ยเขาเก่งมากจริง ๆ นะคะ ช่วยแนะนำเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้เราได้เยอะเลย” อันน์เอ่ยชมเจ้าของรีสอร์ตที่เชียงรายกับฐานทัพ

“เก่งถึงขนาดที่ว่า ไม่เคยทำรีสอร์ต ไม่เคยบริหารงานแบบนี้มาก่อน แต่สามารถเรียนรู้ได้เร็ว บริหารการเงิน บริหารแรงคน บริหารทุกสิ่งอย่างออกมาได้เป็นอย่างดี” ฐานทัพชอบมองเวลาอันน์เวลาดีใจ จนลืมตัวพูดนั่นพูดนี่ออกมา โดยที่เขาไม่ต้องชวนพูดชวนคุย อย่างแต่ก่อน มันคงเป็นเพราะว่า อันน์นั้นคุ้นเคยกับการมีฐานทัพเป็นคู่คิดแล้วกระมัง กับความเชื่อใจในความรู้สึกที่ฐานทัพมีให้กับเธอ

“คุณมองอันน์แบบนั้นอีกแล้วนะ” อันน์รู้สึกเขินทุกครั้ง ที่เห็นสายตาชื่นชมและเอ็นดูแบบนั้นจากฐานทัพ “ก็แฟนผมพูดเก่งขึ้นเยอะ ไม่ถามคำตอบคำ อย่างตอนที่โดนผมตามจีบใหม่ ๆ ผมก็ต้องชื่นใจเป็นธรรมดา” ฐานทัพยิ้มกว้าง เมื่อเห็นอันน์ขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่พอใจขึ้นมา แต่นั่นก็เป็นเพราะเจ้าตัวต้องการแก้เขินต่างหากล่ะ “ถ้าคุณอันน์จะชม ก็ต้องชมปราชญ์ด้วย” ฐานทัพนึกถึงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคายคนนั้น

“เป็นเพราะเขาแนะนำที่โรงแรมนี้เลยนะ มันถึงได้ตกมาเป็นของเรา” ฐานทัพกล่าวชมรุ่นน้องคนสนิทอีกคนของอันน์ “จริงสินะ” อันน์เองก็ได้พูดขอบคุณปราชญ์ไปแล้ว จากครั้งก่อนที่ได้วิดีโอ คอลคุยกัน “แต่มันเป็นของเราที่ไหน ของคุณต่างหาก” อันน์รีบพูดแก้ประโยคของฐานทัพ “แน่ะ พูดแบบนี้อีกแล้วนะ” ฐานทัพดึงตัวของอันน์เข้ามาใกล้ “น่าตีจริง ๆ เลย คุณอันน์เนี่ย” ฐานทัพไม่ได้ตีอันน์แต่อย่างใด แต่กลับก้มลงหอมแก้มของอีกฝ่ายแทน

“อุ๊ย นี่เพ็ญเข้ามาขัดจังหวะเวลาสวีทใช่มั้ยคะ” เสียงผู้ช่วยสาวผู้ขยันขันแข็งของโรงแรมแห่งนี้ ดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้า “คือว่า เพ็ญก็มีความสุข ทำงานได้แฮปปี้ตลอดทั้งวันล่ะนะคะ ที่ได้เห็นบอสขาของเพ็ญ หวานให้กัน” ว่าที่รองผู้จัดการโรงแรมอย่างเพ็ญ ต้องขอหยุดความหวานของเจ้าของโรงแรมทั้งสองไว้สักนิด “ช่วยเพ็ญเลือกก่อนค่ะ อันไหนดีคะ” ฐานทัพชี้นิ้วมาที่อันน์ เพ็ญก็ขยับตัวเลือกของเนื้อผ้าขนหนูที่จะใช้บริการแขกผู้เข้าพัก มาให้อันน์ดู

“ถ้าทาร์เก็ตหลักของเราเป็นคู่รักหนุ่มสาว อายุรุ่น ๆ เดียวกันกับเพ็ญ” อันน์พูดถามความเห็นจากผู้ช่วยของเธอ “เพ็ญอยากใช้แบบไหนมากกว่ากัน” เพ็ญมองดูตัวเลือกสุดท้ายสองแบบที่ถืออยู่ในมือ ก่อนจะเลือกอันหนึ่งขึ้นมา แล้วได้เห็นอันน์ยิ้มในทันที “เทสต์ดีมากเลยเพ็ญ” อันน์เอ่ยชมอย่างจริงใจ เพราะเธอเองก็คิดว่า มันดูน่าใช้มาก ๆ เช่นกัน

ตัวเลือกนี้ อาจจะติดหรูหรานิดหนึ่ง แต่ก็เพื่อเป็นการทำให้แขกผู้เข้าพัก รู้สึกเหมือนถูกเอาใจ ทั้งการเอาใจใส่ดูแลและการถูกสปอยล์เวลามาพักผ่อนหาความสุขให้ชีวิต ไปในทางคราวเดียวกัน อีกอย่าง ลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ก็น่าจะชอบใจกับผลิตภัณฑ์ที่ทางโรงแรมเลือกใช้เช่นกัน เรียกได้ว่า สามารถคงลูกค้ากลุ่มหลักเอาไว้ได้ และไม่ทิ้งลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ เช่นกัน และนี่เป็นคำแนะนำที่อันน์คิดว่าเยี่ยมยอดมาก ที่ได้รับมาจากปั๋น

“ด้านนอกเสียงดังโวยวายอะไรกัน” ฐานทัพได้ยินเสียงโหวกเหวกดังเข้ามาถึงด้านในนี้ “เดี๋ยวเพ็ญออกไปดูให้ค่ะบอส” เพ็ญพูดจบก็วิ่งตื๋อออกไป ก่อนจะกระหืดกระหอบกลับมา “ใครก็ไม่รู้ค่ะ กำลังโวยวาย ดุพนักงานของเราใหญ่เลยค่ะ” เพ็ญรายงานให้กับฐานทัพและอันน์ทราบ เสียงโทรศัพท์มือถือของฐานทัพดังขึ้น ปลายสายเป็นคู่ค้าคนสำคัญของทางโรงแรม อันน์เลยบอกให้ฐานทัพคุยโทรศัพท์ก่อน แล้วเธอจะออกไปดูข้างนอกให้เอง

“ปกติถ้าบอสมีแขกมาขอพบ บอสจะแจ้งไว้ก่อนทุกครั้ง แต่ถ้าไม่ได้แจ้งเอาไว้ พวกหนูให้เข้าไปด้านในไม่ได้จริง ๆ ครับ” พนักงานด้านหน้าพูดกับผู้มาเยือน ที่ไม่พอใจที่พนักงานไม่ยอมให้เขาเข้าไปด้านในโรงแรม “ก็ไปบอกบอสของพวกคุณสิ ว่าผมเป็นใคร ผมเป็นพี่ชายของเจ้าของโรงแรมนี่ แค่นี้เจ้าทัพก็ต้องยอมให้ผมเจออยู่แล้ว นี่ถ้าเป็นลูกน้องผมนะ พวกคุณตกงานกันทั้งหมด ไม่รอดแน่” อันน์เดินออกมาพอดีกับได้ยินประโยคนั้น

“อันน์ขอความกรุณาเถอะค่ะคุณพฤกษ์ อย่าโวยวายใส่น้อง ๆ ของอันน์แบบนี้เลยค่ะ” อันน์พยักหน้าให้กับน้อง ๆ พนักงานหลายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ว่าไม่เป็นไรแล้ว เดี๋ยวเธอจัดการเอง น้อง ๆ พนักงานพากันเลี่ยงหลบไปยืนที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ “พวกเขาก็แค่ทำตามคำสั่ง คุณพฤกษ์ก็น่าจะทราบดีอยู่แล้ว ว่าทัพเขานิสัยแบบไหน ว่าถ้าเป็นคำสั่ง สั่งไปแล้ว ยังไงคนเป็นลูกน้องของเขา ก็ต้องทำตาม” อันน์ไม่ลังเลที่จะพูดปกป้องคนในปกครองของเธอ

“อีกอย่าง ที่นี่ไม่ใช่บริษัท ที่คุณพฤกษ์อาจจะชินกับการวางอำนาจกับใครต่อใคร ที่นี่เราอยู่กันแบบครอบครัว อย่าพูดจาข่มใครเลย มันดูไม่ดีจริง ๆ” อันน์ไม่คิดว่า การที่พฤกษ์พูดจาแบบนี้กับคนนอกอำนาจของเขา จะเป็นเรื่องที่สมควรทำ “นี่คุณอันน์พูดเหมือนไม่รู้ว่า ใครเป็นเจ้าของบริษัทนั้นกันแน่ ผมหรือว่าพ่อของไอ้ทัพ” อันน์มีสีหน้าที่ประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ได้ยินพฤกษ์พูดเช่นนั้น

“นี่คุณอันน์ไม่รู้จริง ๆ ด้วย” พฤกษ์แค่นเสียงหัวเราะออกมา ว่าน้องชายของเขาอย่างฐานทัพ ได้กันอันน์ออกจากเรื่องนี้ได้โดยสมบูรณ์ จะได้พ้นจากคำครหาที่เกิดขึ้น “ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกตรงเผง ก็ต้องพูดว่า บริษัทมันเป็นของไอ้ทัพแต่เพียงผู้เดียว” พฤกษ์พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างที่สุด ที่สุดท้ายแล้ว คนที่ได้ครอบครองไปเสียทุกอย่างกลับกลายเป็นฐานทัพ ไม่ใช่เขา

“พ่อผมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ถ้าพี่พฤกษ์มีอะไรข้องใจ ผมว่า พี่พฤกษ์ควรกลับไปคุยกับบรรดาผู้ถือหุ้นทั้งหลายจะดีกว่านะครับ” ฐานทัพที่เดินตามอันน์ออกมา หลังจากตกลงดีลกับคู่ค้ารายสำคัญของโรงแรมได้สำเร็จ และได้ยินการสนทนาทั้งหมดนี้พูดขึ้น พฤกษ์มองน้องชายของเขาด้วยแววตาที่แข็งกร้าว แต่ปะปนไปด้วยความเจ็บใจ เสียใจ และผิดหวัง

“พ่อแกจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ถ้าไม่ใช่แค่ ไอ้ทัพ ที่กว้านซื้อหุ้นของบริษัทไว้ทั้งหมด” น้ำเสียงของพฤกษ์นั้นหาเรื่องอีกฝ่ายอย่างชัดเจน “แกไม่สะดุ้งสะเทือนเลยด้วยซ้ำ ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับคุณโทมัส ไหนยังจะเงินที่มาซื้อที่ เทคโอเว่อร์โรงแรมนี้อีก แกทำแบบนี้กันฉันทำไมวะ แกแย่งบริษัทที่ควรจะเป็นของฉันไปหน้าตาเฉย แกไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ ไอ้ทัพ” อันน์เพิ่งเคยเห็นด้านอ่อนแอของพฤกษ์เป็นครั้งแรก

“แกเอาบริษัทนี้ไปจากฉัน แกมั่นใจสิท่า ว่าฉันจะไม่เหลืออะไรเลย” บริษัทคือสิ่งเดียว และสิ่งสุดท้าย ที่พอจะให้พฤกษ์เชิดหน้าชูตาอยู่ในวงสังคมได้ “ถ้าพี่พฤกษ์อยากได้บริษัทนี้มากขนาดนั้น พี่ก็แค่หาเงินมาซื้อหุ้นไปจากพ่อของผม” ฐานทัพเสนอทางออกให้กับพี่ชายของเขา พฤกษ์ถึงกับจ้องหน้าฐานทัพเขม็ง เมื่อได้ยินลูกพี่ลูกน้องของเขาพูดออกมาแบบนั้น

“แกก็รู้ ว่าบ้านฉันใกล้จะล้มละลายอยู่แล้ว การเสียลูกค้ารายใหญ่อย่างคุณโทมัสไป และยังจะเรื่องที่พ่อของแกถือหุ้นใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไอ้กระดูกชิ้นเล็ก ๆ ที่แกยังให้ฉันอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัทเนี่ย แกคิดว่ามันจะพอให้ฉันยาไส้หรือไง ไหนจะพ่อแม่ฉัน ไหนจะหนี้สินพะรุงพะรังที่ใช้เท่าไหร่ มันก็ไม่มีหมด ไม่ลดน้อยลงสักที” ฐานทัพรู้พฤติกรรมของครอบครัวพฤกษ์ดี ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราตลอดเวลา แม้ว่าจะรู้ตัวว่า อยู่ในสถานการณ์ที่การเงินง่อนแง่นเต็มที ก็ยังจมกันไม่ลง

“พี่พฤกษ์ก็รู้ดี ว่าผมทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่ได้โกงอะไรใครมา ส่วนเรื่องหนี้สินของครอบครัวพี่ ผมเคยช่วยพี่ไปเยอะแล้ว และผมคงจะช่วยได้แค่นั้น” อันน์ที่เคยรู้สึกว่า ฐานทัพเป็นคนที่เด็ดขาดเรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ แต่มาตอนนี้ เธอได้รับรู้มุมอ่อนโยนของชายหนุ่ม ว่าเขาไม่ได้ใจร้ายกับครอบครัวและญาติของเขาขนาดนั้น ยิ่งได้เห็นพฤกษ์พูดต่อแบบนี้ด้วย

“เรื่องที่แกให้เงินฉันไปจ่ายหนี้ นั่นฉันรู้ แต่เรื่องบริษัท มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แกจะได้ทุกอย่าง แย่งของของฉันไปทั้งหมดแบบนี้ ไม่ได้นะไอ้ทัพ” พฤกษ์ขึ้นเสียงเมื่อมองเห็นภาพของฐานทัพและอันน์อยู่เคียงข้างกันต่อหน้าต่อตาเขา “คุณอันน์นี่ก็เหมือนกัน แกรู้ว่าคุณอันน์ชอบฉัน แกก็หาทางทำทุกอย่างเพื่อที่จะแย่งคุณอันน์ไป แกทำสำเร็จแล้วนี่ คุณอันน์ก็อีก อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจไปชอบไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ได้หน้าตาเฉย เพราะว่ามันรวยใช่มั้ยล่ะ” พฤกษ์ตะโกนแหกปากดังลั่น

“พี่พฤกษ์ ผมขอให้พี่ให้เกียรติว่าที่ภรรยาของผมด้วย และผมจะไม่เตือนพี่อีกเป็นครั้งที่สองนะ” ยังไม่ทันที่อันน์จะได้พูดตอบโต้อะไรออกไป ฐานทัพก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และหมายความตามที่พูดออกไปทุกคำ เขารู้สึกโกรธอย่างที่สุด ที่พฤกษ์อยู่ ๆ จะมากล่าวหาอันน์แบบนั้น “พี่กับคุณอันน์ไม่ได้เป็นอะไรกัน ก่อนหน้านี้ คุณอันน์จะปลื้มพี่พฤกษ์ นั่นไม่ใช่ความผิดของคุณอันน์” ฐานทัพหันไปสบตากับอันน์ “มันเป็นเรื่องก่อนหน้าที่ผมจะจริงจังกับคุณอันน์”

“พี่พฤกษ์ พี่ต่างหากที่ไม่ชัดเจนเอง ว่าพี่จะเอายังไง พี่เลือกที่จะกั๊กทุกทางตามนิสัยแย่ ๆ ของพี่ ห่วงว่าสังคมจะซุบซิบ พี่ก็ดึงอีกคนเอาไว้ แต่พอรู้ว่าคนเขาชอบ พี่ก็หยอดให้ความหวังอีกคนไปวัน ๆ มันใช้ได้หรือวะ” พฤกษ์ได้ยินที่ฐานทัพด่าเขา ก็พอจะมองเห็น ว่าฐานทัพนั้นไม่หวั่นไหวไปกับคำคน เรื่องที่เขาชอบผู้หญิงข้ามเพศอย่างอันน์ และที่สำคัญ ฐานทัพชอบอันน์มาตั้งแต่อันน์ยังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว

“ผมรักคุณอันน์ ผมก็บอกคุณอันน์ไปตรง ๆ และผมก็พร้อมที่จะปกป้องคนที่ผมรัก ก็แค่นั้น” อันน์รู้แล้ว ว่าเธอเลือกคนไม่ผิด ผู้ชายน้อยคนเหลือเกิน ที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองที่มีได้เหมือนกับฐานทัพ เพ็ญและบรรดาน้อง ๆ พนักงาน ต่างปลื้มปริ่มที่เห็นนายทัพของพวกเขา ออกโรงปกป้องนายหญิงแบบนั้น ทุกคนรู้สึกดีใจ ที่ได้มาทำงานให้กับเจ้านายที่พร้อมจะดูแลพวกเขาอย่างดีแบบนี้

“แกเปลี่ยนไปมากไอ้ทัพ” พฤกษ์พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกไม่ใช่ไอ้เด็กขี้แพ้ ที่ได้แต่ขี้ขลาดแอบชอบใครก็ไม่กล้าพูด และเป็นได้แต่ลูกไล่ให้ฉันเหมือนเมื่อก่อนแล้วสินะ” อันน์นั้นใช้เวลาทำงานอยู่กับเขามานานเป็นปี ๆ พฤกษ์เพิ่งรู้สึกถึงความจริงในข้อนี้ แต่เขาไม่สามารถที่จะฝ่าด่านความคิดของตัวเองได้ เรื่องอันน์ไม่ใช่ผู้หญิงแต่กำเนิด ทั้ง ๆ ที่พฤกษ์เองก็มีใจให้กับอันน์ไม่น้อย

“สวัสดีครับ” เสียงโทรศัพท์มือถือของพฤกษ์ดังขึ้น พอจะเป็นระฆังช่วยเบรกอารมณ์ของทุกคนให้เบาลง เมื่อพฤกษ์ยกมือถือขึ้นมากดรับสาย พฤกษ์ปรับน้ำเสียงพูดออกไป “นี่ถ้าไม่ใช้เบอร์อื่นโทรมา พฤกษ์ก็จะไม่รับสายลินใช่มั้ยคะ” เสียงลลินหวีดมาตามสาย มันดังมากพอที่จะทำให้ฐานทัพและอันน์พอจะรู้ว่า เป็นใครที่โทรมา “อะไรของคุณอีกเนี่ย ผมติดธุระสำคัญอยู่ แค่นี้นะ” พฤกษ์พยายามพูดตัดบท

“ธุระสำคัญ ธุระสำคัญอะไร ลินรู้นะว่าพฤกษ์ตามไปง้อนังนั่นถึงหัวหินน่ะ” ลลินรับไม่ได้อย่างที่สุด ที่นอกจากอันน์ได้ตกลงคบหากับฐานทัพอย่างจริงจัง ฐานทัพผู้ที่ลลินรู้ความจริงแล้ว ว่าเป็นคนที่เพียบพร้อมในทุกด้าน มากกว่าพฤกษ์มากมายนัก แต่มาตอนนี้พฤกษ์ก็ยังจะแสดงออกว่าชอบอันน์เหมือนกันอีก และยังจะเพียรพยายามไปตามอันน์ ให้กลับมาทำงานที่บริษัทตามเดิม เพราะลลินไม่มีทางที่จะทำงานในตำแหน่งที่เคยเป็นของอันน์ให้มีประสิทธิภาพสูงได้ ความสามารถของลลินเท่ากับศูนย์ เมื่อเทียบกับอันน์ ลลินลมออกหูทันที ที่ได้รู้สิ่งที่พฤกษ์พูดกับบรรดาผู้ถือหุ้นไปแบบนั้น

“มันไม่ใช่แค่เรื่องงานเท่านั้นอย่างแน่นอน ใช่มั้ยพฤกษ์ นี่คุณชอบกะเทยหรือไง คุณบ้าไปแล้วหรือ พฤกษ์คุณจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ลินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าคนอื่นเขารู้เรื่อง งามหน้าล่ะ ว่าที่คู่หมั้นของไฮโซลลิน มีเพศสภาพเป็นผู้ชายที่ชอบกินกะเทย” พฤกษ์กดตัดสายของลลินทิ้ง เขาคิดว่า เขาฟังผู้หญิงคนนั้นต่อไปไม่ไหวแล้ว กับคำพูดแต่ละอย่างที่รังแต่จะทำให้เขาจิตตกไปมากกว่าเดิน

“พี่พฤกษ์กลับไปแก้ปัญหาที่พี่ผูกเอาไว้เถอะครับ” ฐานทัพบอกกับพี่ชายของเขา “ตอนนี้ผมมีชีวิตที่นี่กับคุณอันน์ เรามีความสุขกันดีตามอัตภาพ ถ้าพี่จะร่วมอวยพรยินดีให้กับชีวิตคู่ของเราสองคน ผมก็ขอบคุณพี่มาก แต่ถ้าพี่ไม่คิดจะทำแบบนั้น หรือทำแบบนั้นไม่ลง ผมว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพี่นะครับ ขอให้เราใช้ชีวิตสงบ ๆ ในแบบของเราจะดีกว่า” ฐานทัพพูดจบ ก็คว้ามือของอันน์มาจับไว้ บรรดาพนักงานพากันรีบยกกล้องมือถือขึ้นมาถ่ายช็อตโมเม้นต์นั้นเก็บเอาไว้

เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดที่ด้านหน้าทางเข้าโรงแรม เสียงล้อบดกับถนน บ่งบอกถึงอารมณ์ขุ่นมัวของผู้ขับได้เป็นอย่างดี พฤกษ์ถึงกับแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัยคนขับ เขารีบเดินไปที่รถยนต์ที่เขาเช่าขับมาจากสนามบิน ลลินเปิดประตูลงมาคว้าแขนของพฤกษ์เอาไว้ ก่อนจะพ่นคำผรุสวาจามากมายใส่พฤกษ์ ฐานทัพเห็นพี่ชายของเขาพยายามไม่ตอบโต้ อย่างน้อยข้อดีของผู้ชายครอบครัวของเขาทั้งสอง คือไม่ทำร้ายผู้หญิง

พฤกษ์เดินหนีลลิน ที่พยายามฉุดกระชากพฤกษ์เอาไว้ เพื่อให้หยุดคุยกับเธอให้รู้เรื่อง แต่พฤกษ์ได้แต่บอกหญิงสาวกลับไปว่า การตามเขามาถึงที่นี่ไม่ช่วยอะไร และถ้าจะคุยกับเขาไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ให้เอาไว้คุยกันวันหลัง แต่ลลินก็ยังคงกรี๊ด จะคุยให้ได้ในตอนนี้ หญิงสาวตะโกนถามพฤกษ์เรื่องพิธีหมั้นระหว่างเธอกับพฤกษ์ ที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านได้ตกลงกันเอาไว้แล้ว

“ยังคิดที่จะหมั้นอะไรอีก” พฤกษ์เหนื่อยหน่ายกับลลินเป็นที่สุด “อ้าว ทำไมพฤกษ์พูดแบบนี้ล่ะคะ ก็ต้องจัดงานหมั้นก่อนสิ แล้วค่อยถึงพิธีแต่งงานของเรา ไม่ได้นะคะ ลินบอกใครต่อใครเขาไปหมดจนทั่วแล้ว ว่าเราสองคนกำลังจะแต่งงานกัน พฤกษ์ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลินนะ” ลลินทำเสียงบังคับพฤกษ์ แบบทุกครั้งที่เธอทำแล้วได้ผลเสมอมา “ได้ แต่งก็แต่ง แต่พอแต่งแล้ว ก็ช่วยกันหาเงินมาใช้หนี้ให้ผมด้วยนะ” ลลินถึงกับอึ้ง เมื่อได้ยินแบบนั้น

“หนี้ หนี้อะไรกัน หนี้ใครที่ไหน” ลลินกำลังสงสัยว่า พฤกษ์กำลังพูดเรื่องอะไร “ใช่” พฤกษ์กุมมือของลลินขึ้นมาไว้ที่หน้าอกของเขา ทำตาหวาน และเสียงออดอ้อน “แต่งงานเสร็จ ลินเตรียมโอนเงินมาให้ผมซักห้าสิบล้านก็พอ บ้านผมกำลังจะถูกยึด ครอบครัวผมกำลังจะล้มละลาย บริษัทก็ไม่ใช่ของผมอีกต่อไป ยังจะแต่งอยู่อีกมั้ย ยังจะเอาผมทำผัวอยู่อีกมั้ย ลิน ฮะ”

พูดจบพฤกษ์ก็เปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ ก่อนจะบึ่งรถทะยานออกไป ลลินพอตั้งสติได้ ก็เรียกพฤกษ์ให้รอเธอด้วย ก่อนจะเชิดหน้าใส่อันน์ เดินไปขึ้นรถแล้วขับตามพฤกษ์ออกไปทันที ทิ้งให้เพ็ญและพนักงานทุกคน มองหน้ากันไปมา หลังจากได้รับชมซีนอันระทึกใจ ฉากใหญ่ผ่านพ้นไป อันน์ลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นึกเห็นใจพฤกษ์อยู่ไม่น้อย แต่เธอก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยอะไรเขาได้ ฐานทัพบอกให้ทุกคนกลับไปทำงาน เพื่อให้ทันวันเปิดโรงแรม ก่อนจะจูงมืออันน์ ว่าที่เจ้าสาวของเขาเข้าไปด้านในของโรงแรม

พฤกษ์เหยียบคันเร่งรถยนต์ เพื่อเพิ่มความเร็ว เมื่อเห็นว่าลลินขับรถไล่ตามเขามาจนกระชั้นชิด ลลินตะโกนด่าทอพฤกษ์ดังลั่นไปหมด เมื่อเห็นรถของชายหนุ่ม ขยับหนีห่างรถของเธออย่างจงใจ เธอจะไม่มีวันยอมให้อันน์ได้ดีเกินหน้าเกินตาเธอไปได้ ดังนั้น ลลินจึงเหยียบคันเร่ง ขับรถตามพฤกษ์จนต้องปาดซ้ายป่ายขวา ขับรถฉวัดเฉวียนไปมาอย่างน่าหวาดเสียว จนมีเสียงบีบแตรจากรถคันอื่น ๆ ที่ใช้ถนนร่วมด้วย ดังไล่หลังมา



เมื่อดาวกฎุมภะ หรือดาวที่แปลว่า สมบัติ หมายถึงทรัพย์สินเงินทอง หรือเรียกได้ว่าเป็นศูนย์พาหะ คือทำให้เกิดกำลัง ว่าเมื่อมีเงินทองมาก ก็มีกำลังในการทำสิ่งต่าง ๆ มาก เดินมาตกอยู่ในเรือนตนุ ที่แปลว่า ตัวตน คือความประพฤติ จริต กิริยา สภาพความเป็นอยู่ เจ้าชะตาจึงหาเงินเก่ง มีอุดมการณ์ในชีวิต ถือเป็นผู้มีโชคดีเรื่องการเงินและรายได้ แสวงหาทรัพย์จากธุรกิจการเงินได้เรื่อย ๆ ตลอดเวลา

ทั้งที่เป็นรายได้อันเกิดจากการลงทุน หรือรายได้ที่เกิดจากตัวเอง โดยมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เงินนั้นมักเดินทางเข้ามาสู่ตัวอย่างง่ายดาย หากว่าด้านเสียนั้นจะพึงมี ก็คือการที่เจ้าชะตาจะเป็นคนหน้าเงิน เหมือนมีแต่เรื่องเงินอยู่ในความคิด มีนิสัยงกเงินเห็นแก่ได้ พูดได้ว่ามีความโลภเป็นนิสัย ไม่เกี่ยงวิธีดีหรือชั่วในการหาเงิน บุญบาปดีร้ายอย่างไร ไม่สนใจทั้งนั้น



มีสี่แยกไฟแดงอยู่ข้างหน้า ไฟสัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง พฤกษ์เร่งความเร็วเพื่อให้พ้นไปจากแยกนั้น และหวังว่า รถของลลินจะติดไฟแดงอยู่ด้านหลัง รถของพฤกษ์พุ่งทะยานผ่านไปได้ แต่ลลินที่ขับเร่งตาม ไม่โชคดีอย่างนั้น มีรถกระบะวิ่งพุ่งชนท้ายรถของเธอจนปัดไปด้านข้าง เศษชิ้นส่วนจากรถทั้งสองคัน กระเด็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นถนน

พฤกษ์ตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระจกมองหลัง เขารีบหันหัวรถกลับมาที่สี่แยก ก่อนจะเปิดประตูลงมา แล้ววิ่งไปที่รถของลลิน ญิงสาวดูมึนงงกับสถานการณ์ แต่ยังพอมีสติอยู่ พฤกษ์ออกแรงดึงประตูข้างคนขับให้เปิดออก ลลินปลดเข็มขัดนิรภัย ก้าวลงจากรถ แต่ก็ร่วงลงมานั่งที่พื้น กลิ่นน้ำมันคลุ้งไปหมด พฤกษ์บอกให้ลลินขยับออกจากตัวรถ เธอหันไปมองเห็นหน้าพฤกษ์พอดี

“พฤกษ์คุณทำแบบนี้กับลินได้ยังไง” ลลินที่ในความคิดยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่เธอสู้อะไรอันน์ไม่ได้เลย ใช้มือของเะอตบตีพฤกษ์ ที่ลากเธอออกมาให้ไกลจากซากรถยนต์นั้น “อะไรของคุณอีกเนี่ย ผมกำลังช่วยคุณอยู่นะ” พฤกษ์เองก็ชักจะเหลืออดกับลลินเช่นกัน “คุณไม่มีเงิน คุณมันจน แล้วมาหลอกให้ลินเสียเวลาอยู่กับคุณตั้งนานสองนาน แล้วนี่ แถมยังจะตัวลินอีก ที่เสียให้กับคุณ” เมื่อคิดได้อย่างนั้น ลลินรู้สึกตัวแล้ว ว่าเธอพลาดเป็นอย่างมาก

“เรื่องนั้น คุณยอมให้ผมเองนะ” พฤกษ์พูดขึ้น ในคืนที่ลลินให้ท่าเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะไปจบลงที่โรงแรม “ก็ลินคิดว่ามันจะคุ้มไง เสียตัว แต่ก็แลกมาซึ่งการได้สมบัติทุกอย่างของคุณ” พฤกษ์ส่ายหน้าให้กับความคิดของลลิน “งั้นคุณก็ช่วยเหลือตัวเองละกัน ผมไม่คิดว่า การช่วยคุณมันจะคุ้มค่าอะไร รู้อย่างนี้ ยอมให้คนเรียกว่าผัวกะเทยซะยังจะดีกว่าอีก ผมไปล่ะ” พฤกษ์เดินกลับไปขึ้นรถของตัวเอง ก่อนขับจากไป ทิ้งให้ลลินตะโกนด่าสาปส่งเขาอยู่ที่แยกไฟแดงนั้น

**********************************

คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch?v=oucZHDHOI9c


อาจจะเจอเวลาที่ดี และบางคราวก็มีน้ำตา

There will be good times, then some times are tearful

มีเรื่องราวมากมายเข้ามา จนยืนไม่ไหว

Things turned up all at once, brought you to your knees

อาจจะทำให้ร้อนรน อาจจะทำให้อุ่นหัวใจ

They may be troubling you, or else giving your heart all the warmth

ไม่ว่าเกิดอะไรก็ยอม จะรับมัน

Whatever that is, we’ll do accept it


รัก แม้จะเป็นอย่างไร

Love, can’t say what it’ll be

แต่ความรัก ก็ไม่เคยไปไหน

So, love is here to stay


ทำไมยังรัก ทั้งที่มันเจ็บ

Why we still love when it hurts our soul?

ทำไมยังยิ้ม ทั้งที่ใจสลาย

Why we still smile when it breaks our heart?

ก็เพราะรักไม่เคยจะโหดร้าย

Love may not itself be cruel

แค่ความรักมันมีทางของมัน

There’s the way that love directs us all


เมื่อยังมีรัก ก็ยังมีหวัง

When it’s love, there comes hope

แค่เพียงฟังเสียงหัวใจเท่านั้น

Listen to the way our heart beating

ไม่มีใครกำหนดมัน

No one can ever predict the way

แค่ปล่อยให้รักพาไป

Love will lead you there

รักมันกำหนดตัวเอง

Love says what it really is


อาจจะเคยผิดหวังมานาน

We may have faced only disappointment

อาจจะเคยเจ็บช้ำเพียงใด

We may have had only misfortune

แค่เปิดโอกาสให้ใจได้รัก อีกสักครั้ง

This time we’ll give us one more chance to love

ไม่ว่าเจอกับเรื่องใด

Whatever comes our way

เหนื่อยเท่าไรก็พร้อมจะทน

We’ll be worn out then take it

แค่ได้เจอกับรักแท้จริง สักหนก็พอ

To personally see what true love looks like, just once


รัก แม้จะเป็นอย่างไร

Love, can’t say what it’ll be

ก็แค่ได้รัก ก็คุ้มถ้าต้องเสียใจ

A chance to love, it will be worth the pain


ทำไมยังรัก ทั้งที่มันเจ็บ

Why we still love when it hurts our soul?

ทำไมยังยิ้ม ทั้งที่ใจสลาย

Why we still smile when it breaks our heart?

ก็เพราะรักไม่เคยจะโหดร้าย

Love may not itself be cruel

แค่ความรักมันมีทางของมัน

There’s the way that love directs us all


เมื่อยังมีรัก ก็ยังมีหวัง

When it’s love, there comes hope

แค่เพียงฟังเสียงหัวใจเท่านั้น

Listen to the way our heart beating

ไม่มีใครกำหนดมัน

No one can ever predict the way

แค่ปล่อยให้รักพาไป

Love will lead you there

รักมันกำหนดตัวเอง

Love says what it really is


ทำไมยังรัก ทั้งที่มันเจ็บ

Life brings love, and love brings hurt

ทำไมยังยิ้ม ทั้งที่ใจสลาย

It puts a smile on our face, while our heart’s shattered

ก็เพราะรักไม่เคยจะโหดร้าย

Can we really blame love a culprit?

แค่ความรักมันมีทางของมัน

Or we get caught in the game blindfolded?


เมื่อยังมีรัก ก็ยังมีหวัง

All the love gives us hope

แค่เพียงฟังเสียงหัวใจเท่านั้น

Keep tracking love to skip the heartbeat

ไม่มีใครกำหนดมัน

No one dictates it

แค่ปล่อยให้รักพาไป

Just let love lead the way

รักมันกำหนดตัวเอง

Love commands itself


รักมันกำหนด ตัวเอง

Love is simply the boss, indeed

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ KADUMPA

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 76
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
๓๙.



ที่สุดปลายขอบฟ้า





“แด๊ด เดี๋ยวจอดส่งพวกเราลงตรงนี้ก็ได้ครับ” แดนบอกกับพ่อของเขา ที่อาสาขับรถมาส่งที่ทางใต้ของเกาะแมนฮัตตัน คุณโทมัสจอดรถเลยพิพิธภัณฑ์ชาวยิวไปเล็กน้อย “ไม่ครับ คืนนี้พวกเราจะพักที่โรงแรม พ่อไม่ต้องเป็นห่วง บอกแม่ด้วยว่าเราสองคนจะกลับไปกินมื้อค่ำที่บ้านด้วย ในเย็นวันพรุ่งนี้” แดนบอกกับพ่อของเขาขณะลงจากรถ และเขาคิดว่าจำเป็นมาก ถ้าทำให้แม่ของเขาสบายใจ รวมถึงพ่อและแม่ของเอิงด้วยเช่นกัน

“แต๊งส์ครับ มิสเตอร์โรเบิร์ต” เอิงกล่าวขอบคุณ คุณโทมัส ก่อนจะต้องเรียกคุณโรเบิร์ตใหม่ด้วยคำที่ถูกต้อง “ขอบคุณครับแด๊ด” คุณโทมัสพยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มรับ ก่อนจะออกรถจากไป แดนมองเอิงด้วยความเอ็นดู หัวใจของเขาพองโตจนรู้สึกคับแน่นหน้าอกไปหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า หนึ่งเอิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา อยู่ด้วยกันกับเขาในเวลานี้ และสองคือ พ่อและแม่ของเขาอ้าแขนต้อนรับเอิงมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแล้ว

“พร้อมจะเจอพวกเพี้ยน เพื่อนของผมหรือยัง” แดนถามเอิง ก่อนจะเห็นเอิงยิ้มกว้างให้เขาแทนคำตอบ “พวกมันใจจดใจจ่อที่จะเจอคนที่ผมเฝ้ารอมาตลอดคนนี้แล้ว” เอิงรู้แล้วว่า เวลาแดนทำท่าทางกรุ้มกริ่มกับเขา สายตาที่แสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาของหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ มันทำให้เขาใจสั่น รู้สึกเคอะเขินได้ทุกที

“ตอนนั้น ซายเขาต้องเจอกับอะไรแบบนี้ด้วยใช่มั้ยเนี่ย” เอิงกระเซ้าแดน หนุ่มลูกขึ้นได้ยินแบบนั้น ก็หัวเราะออกมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ผมว่า ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนะ” แดนตอบกลับไป พลางนึกว่า แมทคงได้ทิ้งลีลาการจีบคู่ให้กับเขาเอาไว้บ้าง ไม่มากก็น้อย ยังไงเสีย เขาก็มีไม้เด็ดมัดใจเอิง กับไมโลแก้วอุ่น ๆ เอาไว้ดื่มด้วยกันไป คุยกันไปแล้วแน่นอน

แดนเดินพาเอิงมาที่ประตูทางเข้าของสวนสาธารณะแห่งนี้ ตัวทางเข้าก่อด้วยอิฐแดงขึ้นเป็นลักษณะของโคลอสเซียม มีบันไดทางขึ้นอยู่ทั้งซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเข้าหลัก มีประติมากรรมตั้งแสดงอยู่ด้านหน้า ด้านในเป็นสนามหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ มีคนมานั่งเล่นและปิกนิกกันได้ มองเลยถัดเข้าไปอีกจนสุดสายตาด้านหน้านั้น เป็นทางเดินฮาร์เบอร์ยาวขนานไปกับฝั่งแม่น้ำ

“จริง ๆ เดือนตุลาคมปีนี้ พวกเขามีแพลนจะทุบสวนแห่งนี้ทิ้ง แล้วสร้างมันขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุผลเรื่องไคลเมต เชนจ์ น้ำจะท่วมสวน” แดนบอกเล่าถึงเรื่องความตั้งใจที่เมืองนี้ จะบูรณะสวนแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ “แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนี้มานาน บนตึกสูงระฟ้าพวกนั้น” แดนชี้นิ้วไปที่ตึกสูงเสียดฟ้าที่ยืนตระหง่านเป็นฉากหลังให้กับสวน

“พวกเขาประท้วง ว่ามันจะออกจะเกินไปหน่อย และฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตรทางความรู้สึก เรื่องที่จะทำลายสิ่งที่ดีลงไป ด้วยเหตุผลที่ว่า จะสร้างสิ่งที่คิดเอาเองว่าดีกว่า” เอิงฟังที่แดนเล่า พลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ สวนสวยแห่งนี้ “ตอนนี้แผนที่จะทุบทิ้งจึงปรับเป็นว่า จะทำคันกั้นน้ำและปลูกต้นไม้เป็นร้อย ๆ ต้น เพิ่มเติมแทน” ลมเย็น ๆ จากอ่าวพัดมาปะทะตัวของเอิง ให้รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก

“มันคงจะดีไม่น้อย หากว่าตอนนั้น แมทและซายเขาสามารถพูดอะไรได้ดั่งใจ อย่างที่ผู้คนในตอนนี้ทำได้” เอิงสบตากับแดน สีหน้าและแววตาของแดนที่ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแมท ทำให้ชายหนุ่มลูกครึ่งต้องเป่าลมออกจากปาก เพื่อระบายความรู้สึกตื้อตันภายในจิตใจนั้นออกมา เอิงมองตามสายตาของแดน ที่มองเลยไกลออกไปในอ่าวเบื้องหน้านั้น

“อิสระที่จะรักกับใครก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะยอมรับไม่ยอมรับ อีกหน่อยโลกของเรามันคงจะเป็นไปแบบนั้นได้” ที่ตรงนั้น ไกลออกไป ทั้งสองคนมองไปที่เทพีเสรีภาพตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะลิเบอร์ตี้ ชื่อเกาะที่แปลว่า หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง เสรีภาพที่ทำให้ใจไม่ถูกดึงรั้งไว้ด้วยอคติหรือความไม่เข้าใจทุก ๆ อย่าง

“พวกเขาทำดีที่สุด เท่าที่พวกเขาจะทำได้แล้ว” เอิงพูดขึ้น แดนหันกลับมามองใบหน้าของเอิง “เพียงแต่สถานการณ์ สถานที่ การติดต่อสื่อสาร ระยะทางระหว่างกัน มันไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขารับรู้หัวใจของกันและกันได้เลย” เอิงยังรู้สึกถึงความรู้สึกที่ด้าจก์ซายมี กับความทรมานใจของคนที่ได้แต่เฝ้ารอ รอโดยไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ที่การรอคอยนั้น มันจะสิ้นสุดลง

หากว่าในตอนนั้น แมทสามารถกลับมาหาด้าจก์ซายได้ดั่งใจนึก และด้าจก์ซายก็สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับแมท ความทุกข์ทรมานในใจคงไม่มากมายจนล้นหัวใจขนาดนั้น แม้แต่ในวันที่ทั้งสองคนจากโลกนี้ไป ก็ไม่มีโอกาสได้เจอะเจอ พูดคุยทำความเข้าใจถึงเหตุจำเป็นในชีวิตของกันและกัน ว่าอะไรที่กั้นกลางความรักของพวกเขาเอาไว้

“เอิง” แดนเรียกชื่อของอีกฝ่าย “เอิงเห็นรูปปั้นอันนั้นมั้ย” แดนพูดพลางออกเดินนำไปทางรูปปั้นที่เขากำลังพูดถึง ในสวนแห่งนี้ มีรูปปั้นหนึ่งที่ชื่อว่า Ape & Cat (At the Dance) ตั้งอยู่ มันเป็นรูปปั้นของลิงและแมว ที่กำลังเต้นรำอยู่ในงานเลี้ยง โดยทั้งสองโอบกอดแนบชิดซึ่งกันและกัน

“มีคนตีความรูปปั้นนี้ไปในหลายความหมาย” แดนพูดขึ้น เมื่อทั้งสองมาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าของงานปั้นชิ้นนี้ เอิงมองไปที่รูปปั้นนั้น “สัตว์สองชนิดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งนิสัยใจคอและเผ่าพันธุ์” แดนพยักหน้าเบา ๆ พลางฟังที่เอิงกำลังพูดออกมา “แต่กลับมาใกล้ชิดกัน ดูรักและทะนุถนอมซึ่งกันและกัน” นี่คือความรู้สึกที่เอิงได้รับจากการได้เห็นผลงานของศิลปินที่สรรค์สร้างงานชิ้นนี้

“เอิงลองมาดูรูปปั้นนี้อีกที ตรงมุมนี้สิ” แดนดึงมือของเอิง ให้มายืนที่อีกด้านหนึ่งของรูปปั้น “เอิงรู้สึกยังไงครับ ทีนี้” เอิงมองไปที่รูปปั้นเดียวกันนั้น “เหมือนทั้งสองกำลังบอกลากันและกัน” ความรู้สึกเศร้านี้ อยู่ ๆ เอิงก็รับรู้ขึ้นมาได้จากมุมที่มองไปยังรูปปั้นที่เปลี่ยนไป

“เหมือนคนปั้นจงใจทำให้สีหน้าของทั้งลิงและแมวเปลี่ยนไป เมื่อแสงที่มาตกกระทบไม่เหมือนเดิม” แดนพูดอธิบายให้เอิงได้ฟัง “สิ่งที่ผมรู้สึกจากรูปปั้นนี้คือ ความรู้สึกลึก ๆ ในใจ ที่คนเราไม่สามารถบอกออกมาให้คนอื่นได้เข้าใจ หากว่าเขาเหล่านั้น ไม่ได้มายืนอยู่ในจุดที่เรารู้สึกจริง ๆ ไม่ได้มาเห็นกับตาว่าเราต้องผ่านอะไรบ้าง จนเขานึกเอาเองว่า เรายังรู้สึกดีอยู่ เรายังโอเคอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับพวกเขา”

คำพูดของแดน ทำให้เอิงนึกไปถึงสิ่งที่แมทและซายต้องเผชิญ สิ่งที่ต้องซ่อนเร้น ความเป็นจริงที่ถูกปิดบัง และเมื่อคนบนโลกใบนี้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนทั้งคู่ กลับกลายเป็นว่า นอกจากพวกเขาจะสูญเสียคนรอบข้างไปทั้งหมดแล้ว เขายังต้องสูญเสียกันและกันไปอย่างน่าเศร้าใจ

“แต่ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันตรงนี้อีกครั้ง” เอิงพูดพลางยิ้มน้อย ๆ กับแววตาอบอุ่นหัวใจที่แดนส่งผ่านมาให้ “สิ่งที่เหลือเชื่อได้เกิดขึ้นกับเรา” แดนยืนยันตามที่เขาพูดด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มที่ยากจะบรรยาย ใครจะนึก ใครจะไปเชื่อ ว่าการจากกันในครั้งนั้นของแมทและซาย จะทำให้ความทรงจำของทั้งสองคน หวนกลับมาใหม่ ในวันที่ทั้งสองนั้น กลายมาเป็นแดนและเอิงแบบนี้

“งานดนตรีเริ่มแล้ว” แดนเอ่ยขึ้น ก่อนจะยื่นมือให้เอิงจับ เจ้าของมือทำหน้ายิ้ม ๆ เมื่อเห็นเอิงมีท่าทางเขินอยู่ไม่น้อย ที่จะเดินจับมือ แสดงความรักกันอย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องหลบซ่อนว่าพวกเขานั้นเป็นอะไรกัน “เราไปกันเถอะ” เอิงเอื้อมมือออกไปจับมือของแดนเอาไว้ แดนกระชับมือของเขาเข้ากับมือของเอิงจนแน่น ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินไปด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งคู่รักธรรมดาทั่วไปในสวนสาธารณะนั้น ที่ออกมาเพลิดเพลินกับงานดนตรีและศิลปะที่อยู่รายล้อมตัว

หิมะหยุดตกไปได้สักพัก เช้าในฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกวันนี้ ไมโลเดินผ่านทางเดินเล็ก ๆ ที่ตอนนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนไปหมด จนมาหยุดอยู่ที่บึงน้ำภายในสวน ด้านหน้าของอดีตนายทหารเก่า คือศาลาไม้เล็ก ๆ ริมน้ำ มีที่นั่งด้านข้างพอให้คนสักสามสี่คนได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

บรรยากาศที่เงียบสงบ น้ำในบึงยังคงใสแจ๋ว สะท้อนภาพของเมฆที่จับตัวเป็นก้อนถี่ ๆ อยู่ด้านบน ไมโลทรุดตัวลงนั่งตรงด้านหนึ่งของที่นั่งในศาลา แต่อีกไม่นาน เมื่อความหนาวเย็นทวีคูณเพิ่มขึ้น ไมโลคิดกับตัวเอง น้ำในบึงทั้งบึงแห่งนี้ ก็จะกลายเป็นหิมะไปทั้งหมด โดยที่ต้นไม้ที่ผลัดใบทิ้งจนหมด

จะเหลือเพียงแต่กิ่งก้านที่มีหิมะร่วงหล่นลงมาเป็นใบแทนอยู่เต็มต้น ยืนต้นรายล้อมอยู่ทั่วทั้งบึง ตอนนี้ที่จะมี ก็เพียงต้นไม้เล็ก ๆ ริมน้ำที่ยังพอเหลือใบเรียวยาวสีเขียวแซมให้เห็นอยู่เป็นระยะ แต่อีกไม่นานความสดใสที่เห็น ก็จะกลายสภาพเหี่ยวเฉาไปเช่นกัน

ไมโลดึงเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งออกจากเสื้อโค้ทตัวยาวที่เขาสวมอยู่ มันเป็นภาพวาดลายเส้นดินสอ ที่เขาขอให้นักวาดรูปที่นั่งรับวาดภาพเหมือนอยู่ข้างทาง วาดให้เขา นักวาดรูปนั้นใช้เวลาอยู่นานกว่าจะวาดรูปนี้ออกมาจนเสร็จ เพราะไมโลให้ต้นฉบับคนในรูปจากความทรงจำที่เขาเก็บไว้

รอยยิ้มแต้มที่ริมฝีปากของไมโล เมื่อเขาได้ดูภาพวาดบนกระดาษที่เขาถืออยู่ในมือ เขานึกถึงใบหน้าอันอ่อนโยนและดวงตาที่สดใสของซาย มุ่นมวยผมที่มีช่อผมรุ่ยร่ายลงมา ทำให้เขานึกอยากจะก้มฝังจมูกลงดอมดมมันอีกครั้ง 'อยากกอดแน่น ๆ ' มันคือเสียงเรียกร้องจากหัวใจของไมโล ที่เขาอยากจะดึงตัวของซายเข้ามากอดอีกสักครั้ง ให้หายคิดถึง

แต่เมื่อเขารู้ตัว กับความจริงที่เป็นอยู่ ฉับพลันน้ำตาอุ่นร้อนก็เอ่อขึ้นมาที่ขอบตา ระยะทางระหว่างกันทำให้ก้อนสะอื้นแข็ง ๆ แล่นขึ้นมาจุกที่คอหอย 'ไมโลนายจะทำยังไงให้ความต้องการของนายเป็นความจริง' แค่เพียงเท่านั้น น้ำตาของอดีตนายทหารช่างหนุ่มก็พร่างพรูลงมา ก่อนที่ไมโลจะกลั้นเสียงสะอื้นไห้เอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

แดนเดินพาเอิงผ่านบึงน้ำใหญ่ ที่มีศาลาไม้ริมน้ำตั้งอยู่ ต้นไม้ยืนต้นมากมายเรียงตัวรายล้อมบึงน้ำเอาไว้ ต้นหญ้าน้ำแซมตัวเป็นระยะ ๆ ที่ริมน้ำนั้น มันแทรกตัวอวดใบเรียวสีเขียวอยู่ทั่ว ลมโชยพัดมา ทำให้มันลู่ไปตามแรงลม น้ำใสในบึงพัดเป็นระลอกพลิ้ว บรรยากาศนั้นร่มรื่น ชวนให้พักผ่อนหย่อนใจ

“มีบ่าวสาวหลายคู่นิยมมาจัดงานแต่งงานกันตรงนี้” แดนชี้นิ้วไปที่ศาลาไม้ที่มีที่นั่งอยู่สองด้านซ้ายขวา มันตั้งอยู่ริมน้ำ โดยให้บึงน้ำเป็นฉากหลังพิธีให้ “บาทหลวงจะยืนอยู่ตรงกลาง และคนสองคนก็จะยืนกันคนละข้างแบบนี้” แดนจัดแจงให้เขายืนอยู่ตรงข้ามกับเอิง

“แล้วพวกเขาต่างก็แลกแหวนแต่งงาน” เสียงพูดของแดนนั้นจริงจังขึ้นมาในทันใด “พร้อมกับพูดคำว่าไอดู” เอิงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่มีของแดน มันพรั่งพรูออกมาทั้งจากน้ำเสียง ท่าทาง และแววตาของชายหนุ่ม “แมทเขาเคยที่นี่ใช่มั้ย” เอิงเอ่ยถามหนุ่มลูกครึ่งไทย – อเมริกันออกไป แดนหลับตาพยักหน้าช้า ๆ แทนคำตอบ ก่อนจะเอียงแก้มเข้าหามือของเอิงที่ยื่นมาแตะที่ใบหน้าของเขา

“ไม่เป็นไรแล้วนะครับ ผมอยู่ตรงนี้แล้ว” แดนลืมตาขึ้น เสียงพูดอันอ่อนโยนและปลอบประโลมใจของเอิง ทำให้แดนดีใจอย่างไม่รู้ว่าเขาจะอธิบายมันออกมาว่าอย่างไรดี ความสุขที่ได้เห็นเอิงยืนอยู่ตรงหน้าเมื่อเขาลืมตาขึ้น ความยินดีที่ได้เอิงกลับคืนมา แม้ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง และนี่มันไม่ใช่ชีวิตที่แล้วของพวกเขาก็ตาม

“โย่ว แมน” เอิงนึกขำที่เห็นอีกด้านหนึ่งของหนุ่มอเมริกัน เมื่อเวลาที่เขารับโทรศัพท์เพื่อน แดนนึกเสียดายอยู่เหมือนกัน ที่ต้องรับสายเรียกเข้าของเพื่อน ก่อนจะได้สร้างซีนโรแมนติก ดึงเอิงเข้ามากอดแน่น ๆ ในอ้อมแขน “โอเค ซี ยู กายส์ อิน ทเว้นทิ่” แดนกดวางสายเมื่อพูดจบ

“พวกเพื่อน ๆ ของผมจะมาถึงในอีกยี่สิบนาที พวกมันให้เราไปนั่งฟังเพลงรอกันก่อนได้เลย” แดนบอกให้เอิงรู้ ทั้งสองเลยเดินตรงไปที่งาน ที่ไม่ไกลจากศาลาริมน้ำนั้นมากนัก เมื่อเดินไปถึง มีคนอื่น ๆ มาจับจองที่นั่งอยู่แล้วพอสมควร แดนเดินไปยื่นตั๋วที่เขาจองเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรับหูฟังมายื่นให้กับเอิง พร้อมสอนวิธีเปลี่ยนช่องถ่ายทอดสด เพื่อเปลี่ยนแนวเพลงอื่น ๆ ที่ต้องการฟัง

“แบบนี้ก็ดีนะ ฟังเพลงดัง ๆ แสบแก้วหูได้ โดยไม่หนวกหูคนอื่น” เอิงพูด ก่อนครอบหูฟังลง แล้วโยกหัวไปมาให้เข้ากับจังหวะเพลงร็อกที่กำลังเล่นอยู่ แดนหัวเราะชอบใจกับท่าทางของเอิง จนเขาต้องเปลี่ยนช่องเพลงตามอีกฝ่าย แล้วก็ต้องทำหน้าเหวอ เมื่อได้ยินเพลงร็อกหนัก ๆ กำลังแผดเสียงอย่างเร้าใจ

แดนกับเอิงกำลังฟังเพลงในหูฟัง ก่อนที่แดนจะสังเกตเห็นมีบางคนเริ่มวิ่งผ่านด้านหลังเขาไป ชายหนุ่มมองตาม กลุ่มชายหญิงสองสามคนพูดคุยอะไรกันบางอย่าง ก่อนจะรีบเดินไปอีกทางของสวน โทรศัพท์ของแดนที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขาดังขึ้นอีกครั้ง และดับลง ก่อนที่มันจะดังขึ้นถี่ ๆ ราวกับว่าคนที่โทรมามีเรื่องด่วน และต้องการให้แดนรับสายเดี๋ยวนี้

แดนหันมองไปทางที่มาจากด้านหน้าของสวนสาธารณะ ก่อนจะเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ เหมือนกับว่าเขาหนีอะไรบางอย่างอยู่ แล้วทันใดนั้น ผู้ชายคนนั้นก็ล้มลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น ก่อนที่แดนจะเห็นผู้หญิงอีกคนทำท่ากรีดร้อง วิ่งมาทางนี้เช่นกัน แล้วเธอคนนั้นก็ล้มลงไปแน่นิ่งอยู่ที่พื้น แดนรีบประมวลผลกับสิ่งที่เขาเพิ่งเห็น ก่อนจะตกใจรีบคว้ามือของเอิงในทันที

“กราดยิง” แดนถอดหูฟังของตัวเองและของเอิงออก “เราต้องรีบออกไปจากที่นี่” แดนบอกกับเอิง ก่อนจะตะโกนอย่างเดียวกันบอกผู้คนตรงนั้น แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครได้ยิน เนื่องจากทุกคนครอบหูฟังเอาไว้ “เอิงมากับผม” เอิงที่ตกใจไปกับสิ่งที่แมทพูด แต่ก็รีบรวบรวมสติ ลุกขึ้นวิ่งไปกับแมท ตรงไปยังบูธดีเจที่อยู่ใกล้ที่สุด แดนรีบบอกสิ่งที่เขาคิดว่าเกิดขึ้นกับดีเจ และให้ดีเจรีบประกาศออกหูฟังให้ทุกคนได้รับรู้

“เอิงหลบ” ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นถี่ ๆ หลายนัด แดนรับเอาตัวของเขาบังเอิงเอาไว้ โดยผลักเอิงให้เข้าไปที่ด้านหลังของบูธดีเจ โดยที่ดีเจอเอง พอได้ยินเสียงปืนแบบนั้น จากตอนแรกที่ไม่เชื่อ ก็รีบประกาศออกไมค์ผ่านหูฟังของผู้เข้าร่วมงานเทศกาลดนตรีในทันที คราวนี้ ฝูงชนพากันแตกตื่น ฮือกันวิ่งหนีกันอลหม่าน

“เราอยู่ที่นี่ไม่ได้” แดนบอกกับเอิง ในขณะที่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกจากที่ไกล ๆ เอิงพยักหน้าแทนคำตอบ ความกลัวทำให้เอิงหายใจเร็วและแรง แดนก้มลงจูบลงที่ปากของเอิงเพื่อให้เจ้าตัวหายกลัว ก่อนที่เขาจะจับมือเอิงเอาไว้จนแน่น “อย่าปล่อยมือจากผมเป็นอันขาด” แดนออกคำสั่ง ก่อนจะพาเอิงวิ่งออกจากที่ด้านหลังบูธดีเจนั้น โดยก้มตัวลงต่ำให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นเป้าชัดเจน

ทั้งสองคนวิ่งตรงไปที่พุ่มไม่ใหญ่ อ้อมไปทางประตูทางเข้าด้านหน้าที่พวกเขาเข้ามาในตอนแรก แดนประเมินจากเสียงปืน ที่ดังขึ้นเข้าไปใกล้กับลานนั่งฟังดนตรี ที่เขาสองคนเพิ่งวิ่งมาจากตรงนั้น เอิงตัวสั่นเทาไปหมดด้วยความกลัว จากตอนที่วิ่งมานั้น เขาเห็นมีคนมากมายหลายคน ที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น แดนรีบบอกให้เอิงรู้ว่า พวกเขาทั้งสองคนจะไม่เป็นอะไร

ปืนเงียบเสียงลงไปได้สักพัก แดนจึงค่อย ๆ ชะโงกหน้าออกจากพุ่มไม้ใหญ่นั้น เพื่อดูเหตุการณ์ด้านนอกที่เกิดขึ้น ทุกอย่างดูเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดไหวติง แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพรั่นพรึงก็คือ มีร่างคนจำนวนไม่น้อย นอนอยู่บนพื้น ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่า คนเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่

“เราจะวิ่งเลาะริมรั้วนี้ไปจนถึงทางออกประตูใหญ่ เราจะปลอดภัยที่นั่น เมื่อได้ออกไปจากสวนนี้แล้ว” แดนพูดกับเอิง ก่อนจะบีบมือของเอิงจนแน่น เพื่อเป็นการบอกว่า พวกเขาทั้งสองคนจะไม่เป็นไร เอิงพยายามรวบรวมสติ นี่เป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญมากที่สุดที่ได้เคยเจอมา แต่เอิงก็เชื่อในตัวของแดน ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร

“วิ่งให้เร็วที่สุด อย่าหยุด จนกว่าเราจะออกไปจากประตูรั้วนั้นได้” แดนพูดย้ำกับเอิงอีกครั้ง ก่อนจะรอจังหวะเหมาะ ๆ เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรเคลื่อนไว้ที่ด้านนอกนั่นแล้ว “ไป เอิง วิ่ง” แดนฉุดมือของเอิงให้วิ่งตาม ทั้งสองวิ่งจนเต็มฝีเท้า ประตูด้านหน้าสวนทั้งที่อยู่ในระยะที่ไม่ไกลจากตรงพุ่มไม้ที่ทั้งสองแอบซ่อนตัวอยู่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ในความรู้สึก มันช่างไกลแสนไกล ทำให้ใจกลัวจนเจ็บปวดหนึบไปหมด

“เอิง วิ่ง เร็ว อย่าหันกลับไปมอง” แดนตะโกนขึ้น ร้องบอกเอิง เมื่ออยู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ วิ่งไล่ตามทั้งคู่มาจากด้านหลัง “แดน ผมวิ่งไม่ไหวแล้ว” เอิงร้องบอกกับแดน เมื่อเห็นว่าประตูรั้วนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ขาของเขากลับหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ

“เราหยุดไม่ได้” แดนร้องบอกอีกครั้ง ก่อนหันไปมองทางด้านหลัง เขาเห็นใครบางคนสวมหมวกไอ้โม่ง ถือปืนยาวไรเฟิล วิ่งตามมา ก่อนที่เสียงปืนหลายนัดจะดังขึ้น แดนคว้าตัวของเอิงเอาไว้ ก่อนจะล้มลงบนพื้นดิน กลิ้งไปหลบอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่

“เอิง เอิง เป็นอะไรมั้ย” แดนร้องถามด้วยความตกใจกลัว รีบสำรวจเอิงว่า บาดเจ็บที่ตรงไหนหรือเปล่า ก่อนจะเห็นเอิงส่ายหน้าถี่ ๆ บอกว่าเขาไม่เป็นอะไร “เหลืออีกนิดเดียว ไม่ไกลแล้ว” เอิงมองตามแดนไป ประตูทางออกด้านหน้า อยู่ไกลออกไปเพียงอีกไม่กี่เมตรเท่านั้น

แดนพยักหน้าให้กับเอิง เป็นสัญญาณว่า พวกเขาทั้งสองคนต้องไปกันต่อแล้ว ไม่มีเวลาแล้ว ก่อนจะดันตัวลุกขึ้น เอิงทำตาม ทั้งสองกำลังจะออกวิ่งอีกครั้ง แดนก็รู้สึกได้ว่า เอิงคว้าเสื้อของเขาจากทางด้านหลัง แดนรีบหันมามอง ก่อนจะต้องรีบคว้าตัวของเอิงเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเอิงทรุดตัวลงกับพื้น

“เอิง ไม่นะ ไม่นะ” มือของแดนที่คว้าเข้ารับด้านหลังของเอิงไว้ รู้สึกได้ทันทีถึงของเหลวอุ่นที่ไหลออกมาแดงฉานจากหลังของเอิง “โน โน โน โน” แดนร้องตะโกนอย่างคนเสียสติ เมื่อเห็นเลือดของเอิงเต็มไปหมด ก่อนที่เสียงปืนอีกหลายนัดจะดังขึ้น แต่ครั้งนี้ เป็นเสียงปืนจากตำรวจ ที่ตัดสินใจยิงเพื่อปลิดชีพมือปืนสองคน คนหนึ่งวิ่งไล่ตามแดนและเอิงมา ส่วนอีกคนรอซุ่มดักยิงใครก็ตามที่คิดจะเข้าหรือออกสวนสาธารณะแห่งนี้

“เอิงอยู่กับผมก่อน ไม่นะ อย่าหลับ เอิง เอิง อยู่กับผม อยู่กับผม เมดิค เมดิค มีคนโดนยืนตรงนี้ เมดิค” แดนตะโกนเรียกหาหน่วยพยาบาลดังลั่น ตำรวจที่เห็นเหตุการณ์อยู่ตรงนั้น รีบวอเรียกหน่วยพยาบาลให้รีบเข้ามาช่วยเหลือคนเจ็บโดยเร็วที่สุด

“ไม่เป็นไรนะ” เสียงพูดของเอิงอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เอิงรู้สึกหมดแรง เมื่อพยายามจะยกมือขึ้นแตะแก้มของแดน “เอิง อยู่กับผม อยู่กับผมก่อน รถพยาบาลกำลังมาแล้ว หมอกำลังมาแล้ว เอิงต้องไม่เป็นอะไร” แดนพูดด้วยอาการปากคอสั่นไปหมด มันคืออาการของคนที่กำลังเผชิญกับความกลัวที่สุดในชีวิต ที่มันอาจจะเป็นการกลัวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

“เอิงรักแดนนะ” เสียงพูดของเอิงเบาลง ลมหายใจเริ่มแผ่วตาม “เอิงอย่าหลับ เอิงอยู่กับผมก่อน ไม่นะ ลืมตาขึ้นมามองผมก่อน เอิงอย่าทิ้งผมไว้คนเดียวแบบนี้ เอิงเข้มแข็งเอาไว้ เมดิค เมดิค” แดนแผดตะโกนเรียกหน่วยฉุกเฉินที่ยังมาไม่ถึงจนสุดเสียง ตำรวจหลายนายที่ยืนอยู่ตรงนั้น ต่างพากันเบือนหน้านี้ไปทางอื่น ด้วยความรู้สึกสลดหดหู่ ที่กำลังเห็นผู้ชายคนหนึ่งเรียกคนรักของเขา ไม่ให้จากไป

“เอิงอย่าทิ้งผมไป อย่าทิ้งผมเอาไว้ ได้โปรด ได้โปรด โอ้ พระเจ้า โน โน โน” แดนกรีดร้องทั้งน้ำตา เมื่อเห็นเอิงปิดเปลือกตาลง ไม่ใช่สิ มันต้องไม่ใช่แบบนี้ แดนร้องตะโกนเรียกชื่อของเอิงด้วยน้ำเสียงของคนแทบจะขาดใจตามไป ที่แดนต้องการกอดเอิงเอาไว้แน่น ๆ มันไม่ใช่การกอดของการจากลาแบบนี้

“เอิง อยู่กับผมก่อน โอ ก็อด โน ก็อด โน ลืมตามองผมก่อน พลี้ส ฮันนี่” แดนก้มลงจูบที่หน้าผากของเอิง ก่อนจะคว้าร่างของเอิง เข้ามากอดเอาไว้กับอก เสียงร่ำไห้ของเขาทำให้ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยความเศร้า เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังแว่วใกล้เข้ามา

“ไอ เลิฟ ยู มาย เลิฟ” น้ำตาของแดนพรั่งพรู เขามองออกไปที่ด้านนอกของประตูสวนสาธารณะ แสงไฟฉุกเฉินจากรถพยาบาลวิ่งเข้ามาหยุดจอดอยู่ตรงนั้น ด้วยดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตาของแดน เขามองเห็นป้ายที่แขวนเอาไว้ที่ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ฝั่งตรงข้ามถนน

มันเขียนเอาไว้ว่า 'What Hate Can Do' สิ่งที่ความเกลียดชังทิ้งเอาไว้



**********************************



คำแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษ โดย KADUMPA

English Lyrics Translation by KADUMPA

https://www.youtube.com/watch? v=hsRK0kfVzUA


ฉันยังเป็นคนที่รักเธอหมดใจ

I’m the guy who loves you with no questions asked

ฉันยังได้แต่คิดถึงเธอเรื่อยไป

My heart goes out to you as always

ฉันยังดูรูปถ่ายที่เราชิดใกล้อยู่ทุกวัน

I still look at our photos, how close we were back in the day


ฉันยังรอคอยให้เธอนั้นกลับมา

I’ve been waiting for your return

ฉันยังกาปฏิทินทุกคืนวัน

Marked on calendar each day’s gone by

เพราะคำเดียวระยะทางที่มาขวางกั้นเราไว้

The distance between us is the real culprit, obviously


ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย

I can’t help but wonder

อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

Keep thinking how you are over there

ฝากเพลงนี้ให้ไปถามเธอดู

This is the song sent your way

อยากจะรู้ในความเป็นไป

It says how much I care about you


เธอยังคิดถึงฉันทุกนาทีรึเปล่า

Do you still miss me with all minutes they are?

เธอยังจำเรื่องเราในวันวานได้หรือไม่

Do you still remember those days we had before?

เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว ยังรอฉันแค่คนเดียว

Am I the only one you love? Are you still waiting for me?

เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม

Is everything still just the way they are?

ช่วยบอกให้รู้ที

Please let me know


ฉันกลัวใครทำให้เธอนั้นเปลี่ยนไป

I’m afraid there will be someone come change your mind

ฉันกลัวสิ่งที่ไม่แน่นอนมากมาย

I’m frightened with the uncertainty in the world

ฉันกลัวคำว่าเสียใจ เธอรอฉันได้ใช่ไหม

I’m scared of the word sorrow, will you please wait for me, my love?


ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย

I can’t help but wonder

อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

Keep thinking how you are over there

ฝากเพลงนี้ให้ไปถามเธอดู

This is the song sent your way

อยากจะรู้ในความเป็นไป

It says how much I care about you


เธอยังคิดถึงฉันทุกนาทีรึเปล่า

Do you still miss me with all minutes they are?

เธอยังจำเรื่องเราในวันวานได้หรือไม่

Do you still remember those days we had before?

เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว ยังรอฉันแค่คนเดียว

Am I the only one you love? Are you still waiting for me?

เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม

Is everything still the same?


เธอยังคิดถึงฉันทุกเวลาอยู่หรือเปล่า

Do you still miss me all the time there is?

เธอยังดูรูปเราใบเดิมเดิมอยู่หรือไม่

Do you still love the way we look in our old photos?

เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว ยังรอฉันแค่คนเดียว

Your heart still belongs to me? I am the man of your dream?

เธอยังรักกันเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม

Your love is that same love since we left

ช่วยบอกให้รู้ที

Please comfort my soul


ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย

I am here with all these questions

อยู่ตรงนั้นเธอเป็นอย่างไรก็ไม่รู้

Don’t really know how well you are there

ฝากเพลงนี้ให้ไปถามเธอดู

Think of this song for you to say

อยากจะรู้ในความเป็นไป

I wish you tell me how things really are


เธอยังคิดถึงฉันทุกนาทีรึเปล่า

Every minute, is it still me with you?

เธอยังจำเรื่องเราในวันวานได้หรือไม่

All the things we’ve had, do they still count?

เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว ยังรอฉันแค่คนเดียว

Am I the one in your heart, still the only one you need?

เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม

Everything remains unchanged, don’t they?


เธอยังคิดถึงฉันทุกเวลาอยู่รึเปล่า

Am I the one in your heart?

เธอยังดูรูปเราใบเดิมเดิม อยู่หรือไม่

You’re still fond of our old photos?

เธอยังมีใจให้ฉันคนเดียว ยังรอฉันแค่คนเดียว

You’re still head over heel, and that’s me you feel

เธอยังรักกันเหมือนเดิมอยู่ใช่ไหม

Our love is the same though we are apart


ช่วยบอกให้รู้ที

Please tell me so, honey

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด