Love you...รักอยู่รู้ยัง {Up:รักอยู่รู้ยัง ครั้งที่31 (300722)} [Boy's love]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Love you...รักอยู่รู้ยัง {Up:รักอยู่รู้ยัง ครั้งที่31 (300722)} [Boy's love]  (อ่าน 12095 ครั้ง)

ออฟไลน์ LadySaiKim

  • ▫▪□Dezine'Kim□▪▫
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1683
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +47/-0

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ
บทที่27



           ถ้าถามว่าความหนักอึ้งของหัวใจที่ต้องแบกรับเรื่องราวหลายๆ เรื่องมันแย่แค่ไหน คำว่าหนักอึ้งมันยังแทนความรู้สึกได้ไม่พอ มันเทียบไม่ได้สักนิดที่ได้เห็นความห่างเหินและความเสียใจที่ส่งมาให้ คว้ามันกลับมายืนข้างๆ กันเหมือนเดิมก็ไม่ได้อีกแล้ว



“ไปไงมาไงถึงมาด้วยกันได้วะ แล้วนั่นเพื่อนมึงเป็นอะไรอีกถึงทำหน้าเหมือนจะตายแบบนั้นวะไอ้มีน” เสียงทักของไอ้ปุ่นที่ถามออกมา ในตอนที่มันเห็นผมกับไอ้มีนเดินเข้าไปหามัน ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ มันแต่ไม่ตอบอะไรออกไป เป็นไอ้มีนเองที่เลือกจะบอกเล่าต่อ



“จะอะไร เพื่อนมึงดันไปหาเด็กที่คณะเดียวกับกูมาไง เลยได้กลับมาด้วยกัน”



“ทำแบบนั้นอีกแล้วหรอวะ” ไอ้ปุ่นขมวดคิ้วแล้วหันมามองหน้าผม มันเลื่อนสายตาลงไปมองแก้วน้ำที่ผมถืออยู่ในมือ แก้วน้ำแบบที่ใครบางคนเคยบอกว่าถ้าดื่มแล้วจะสบายใจ ดื่มแล้วจะสดชื่น อยากทำให้ใบหน้าหลังกรอบแว่นทรงกลมนั่นกลับมาสดชื่นแล้วยิ้มได้บ้าง เลยพยายามจะทำมาแบบนี้เป็นอาทิตย์ๆ เดินไปที่เดิม แต่ก็ไม่เคยได้ให้ เพราะมันเอาแต่ถอยหนีและหลบหน้า สายตาของสมุทรเอง ก็ทำให้ผมไม่กล้าจะก้าวเข้าไปหามันด้วยเหมือนกัน



ในทุกๆ ครั้งที่มองตา อยากถามหาถึงความรู้สึกที่มันยังมีให้กัน แต่ก็หามันไม่เจอ ... การได้รับรู้ว่า มันกำลังลบผมออกไปจากความรู้สึกมันยากเกินไปที่ผมจะสามารถยอมรับมันได้



“อืม มันทำอีกแล้ว พร้อมแก้วน้ำเขียวโซดาโง่ๆ แก้วเดิม” ไอ้มีนตอบออกไปแทนพร้อมทำหน้าตาเยาะใส่ อืม...ไม่ว่าอะไรหรอก เพราะคนแบบกูก็คงดูน่าสมเพชจริงๆ ไอ้คนที่ทำให้ทุกอย่างให้มันพังไปหมดแบบกูน่ะ



“ถามจริงเหอะ มึงไม่มีปัญญาทำอะไรมากกว่านี้แล้วหรอวะพระจันทร์”



“จริง ... อยากน้อยๆ มึงก็ควรบอกน้องออกไปไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น กูว่าสมุทรมันเป็นเด็กที่มีเหตุผลมากพอที่จะเข้าใจ”



“จริงแบบที่ไอ้ปุ่นว่า ก็แค่พูดออกไปไหมวะ” ไอ้มีนที่ขมวดคิ้วแล้วทำหน้าตาขัดใจ ท่าทางที่บอกกันได้ว่า ถ้ามันวิ่งไปเล่าทุกอย่างแทนได้ มันก็คงจะวิ่งไปแล้ว



“อย่าเอาแต่เงียบไอ้สัด”



“แล้วจะให้กูพูดอะไรวะ พูดออกไปในวันที่เค้าไม่อยากฟัง กูมันทำทุกอย่างพังมานานแล้ว รวมถึงใจของมันด้วยไง มึงไม่รู้หรอกว่ากูรู้สึกยังไงตอนที่เห็นมันร้องไห้เพราะกูวันนั้น สภาพของมันในวันนั้นมันพังจนไม่เหลืออะไรเลย ไอ้สมุทรมันเจ็บเพราะกูฉิบหาย ต่อให้กูมีเหตุผลมากเท่าไหร่ มันก็กลับไปแก้ไขไม่ได้หรอกว่าครั้งนึงกูเป็นคนทำให้มันมีสภาพเป็นแบบนั้น” คนแบบกูแม่งเหี้ย แล้วคนเหี้ยมันมีสิทธิอะไรที่จะพูดออกไป ยิ่งพูดยิ่งดูแก้ตัว



“แล้วมึงจะปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้หรอวะ”



“เออนั่นดิ ... มึงไม่ได้ผิดเลยนะเว้ยพระจันทร์”



“อย่างน้อยกูก็เป็นคนทำให้มันเจ็บไม่ใช่หรือไง แค่นั้นมันยังไม่ผิดอีกหรือไง”



“เห้ย ขอเหอะเพื่อน มึงจะพูดแบบนี้มันก็ไม่ยุติธรรมกับตัวเองเลยนะเว้ย”



“แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ว่ามันเป็นเพราะกู...ไม่ว่าจะอัยย์ หรือสมุทร แม่งก็พังไปเพราะกูกันทุกคน” พูดออกไปแบบนั้นแล้วมองหน้าพวกมันสองคนที่ทำหน้าเหมือนอยากจะเถียงออกมา แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกไปอยู่ดี ผมลุกขึ้นจากโต๊ะม้าหินที่พึ่งทรุดตัวนั่งได้ไม่กี่นาที โดยมีเพื่อนๆ อีกสองคนที่เงยหน้ามองตามอย่างเป็นห่วง



“กูกลับล่ะ”



“มึงจะกลับไปนอน หรือมึงจะไป...”



“ไม่ต้องห่วงหรอก กูไหว”



             หันหลังแล้วเดินออกจากคณะมาที่ลานจอดรถ ภาพเหตุการณ์วันนั้นย้อนกลับเข้ามากระแทกหน้าเหมือนกลับว่ามันพึ่งเกิดไปเมื่อไม่กี่นาที สีหน้าท่าทางของสมุทรที่พยายามเอื้อมมือมาคว้าแขนของผมไว้ เสียงสั่นๆ ของมันกับดวงตาหลังกรอบแว่นที่ทำท่าจะน้ำตาไหลนั่นเหมือนกับว่ามันกำลังยืนมองกันอยู่ต่อหน้าในตอนนี้ วันนั้นที่ผมเลือกจะทิ้งมันเอาไว้ที่ลานจอดรถนี่ แตกต่างแค่ไม่มีมันอยู่ด้วยแล้วในตอนนี้ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้วสักอย่าง แม้แต่ที่นั่งฝั่งด้านข้างคนขับที่เมื่ออาทิตย์ก่อนยังมีใครอีกคนคอยถามนั่นถามนี่อยู่ข้างๆ มีรอยยิ้มหวานๆ ที่ส่งมาให้เสมอ แต่ในวันนี้มันกลับว่างเปล่า ได้แต่หลับตาลงแล้วเอนศีรษะพิงเบาะรถอย่างเหนื่อยอ่อน ถอนหายใจออกมาหนักๆ กับเรื่องราวที่ได้เจอมา



“กูคิดถึงมึงสมุทร...”  ยกแขนขึ้นมาทาบปิดทับที่ดวงตาเอาไว้ แต่สุดท้ายน้ำตาก็ไหลลงมา ปกปิดร่องรอยของความเสียใจเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี พื้นที่ของสมุทรที่หายไป ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าความสำคัญของมันใหญ่แค่ไหน จนในวันนี้ถึงได้รู้ว่า มันก็คงกว้างใหญ่พอๆ กับชื่อของมัน ... สมุทร



            ย้อนกลับไปเมื่อวันนั้นที่ผมได้รับสายโทรศัพท์จากคนที่ผมไม่คิดว่าจะติดต่อมา ถ้าวันนั้นผมไม่ทำแบบนั้นมันจะดีกว่านี้หรือเปล่า หรือทุกอย่างมันจะแย่ลงมากไปกว่านี้เพราะผมเหมือนเดิม



“ฮัลโหลอัยย์ มีอะ....”



[[พระจันทร์ ช่วยน้าด้วย!] ]



“น้าอรหรอครับ” ผมขมวดคิ้วแล้วกรอกเสียงกลับลงไปที่ปลายสาย สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมแม่ของอัยย์ถึงเอามือถือของอัยย์โทรมาหากัน



[[พระจันทร์ช่วยน้าที อัยย์ไม่ยอมออกมาจากห้องหลายวันแล้วตั้งแต่ที่กลับมาจากไปหาพระจันทร์ที่คอนโด เค้าไม่ฟังใคร ไม่ฟังน้าด้วย เอาแต่กินเหล้าเมาไม่เลิกเลย ... น้าขอร้อง ช่วยอัยย์ที] ]



“น้าอรไม่มีกุญแจสำรองหรอครับ” ก็ได้แต่สงสัยว่าโทรมาหากูทำไม กูเหาะไปช่วยแบบไอรอนแมนได้หรอวะ ถอนหายใจออกมาหนักๆ แต่ปลายสายก็ยังคงทำเสียงร้อนรนแปลกๆ



[[พระจันทร์มาช่วยน้าหน่อยเถอะนะ น้ากลัวว่าอัยย์จะคิดสั้....// ถ้ามันจะตายก็ปล่อยมันตายไปเลย! เลี้ยงกันมาให้มันวิปริตดีนักนี่!] ] เสียงปลายสายจากน้าอรถูกแทรกมาด้วยเสียงเข้มๆ ที่พูดออกมาดังๆ ผมจำได้ดีว่านั่นเป็นเสียงของพ่ออัยย์ คำพูดพวกนั้นทำให้ผมขมวดคิ้วนิดๆ ในตอนที่ได้ยิน



[[คุณ! นั่นลูกเรานะ // แล้วยังไง ก็เพราะลูกที่เป็นเกย์นี่ไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ฉันต้องติดแหง็กอยู่กับเธอแบบนี้! // ชู่ววใจเย็นๆ สิคะคุณพี่ ค่อยๆ พูดกันสิคะ เสียงดังแบบนี้เดี๋ยวก็เจ็บคอนะคะ] ] และก็มีเสียงของบุคคลที่สามที่สอดแทรกเข้ามาในบทสนทนานั่นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเสียง



ผมรู้ดีว่าเสียงหวานๆ ที่กำลังเรียกพ่อของอัยย์ว่าคุณพี่นั่นคือใคร เมียน้อยพ่อของอัยย์ เรื่องราวของหญิงสองชายหนึ่งในบ้านหลังใหญ่ ผมรู้และเห็นเรื่องราวของครอบครัวนี้มาตั้งแต่เด็ก และก็รู้ดีกว่าใครว่าอัยย์ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง



[[เหอะ ก็เพราะแม่มันเลี้ยงมาแบบนี้ไง....] ] น้ำเสียงแค่นหัวเราะที่ดูจะเยาะเย้ยและถากถาง ดังคลอมากับเสียงสะอื้นไห้จากแม่ของอัยย์



‘แอ๊ด~~~~’



[[ป๊าอย่ามาว่าแม่อัยย์นะ!] ] นั่นเป็นเสียงของอัยย์ ผมได้แต่ยืนฟังเรื่องราวนี้ผ่านปลายสายเงียบๆ พร้อมทั้งขมวดคิ้วมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ยิน



[[เหอะ ออกมาได้แล้วหรอ เหม็นเหล้าไปหมด สารรูปดูไม่ได้] ]



[[แล้วใครใช้ให้ป๊ามาดู ป๊าก็ไปดูอิเมียน้อยป๊าสิ อีปากดี!] ]



‘เพี้ยะ!’



[[คุณ! นี่ลูกเรานะคะ คุณตบลูกเราได้ยังไง] ]



[[ทำไมฉันจะทำไม่ได้ ถ้ามีลูกเป็นแบบนี้ก็อย่ามีจะดีกว่า] ]



[[เออ!! กูก็ไม่อยากอยู่เหมือนกัน ใครมันทำให้กูเกิดล่ะ ถ้าเกิดมาแล้วต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยแบบนี้ จะเอาออกมาทำไม!] ]



[[ไอ้อัยย์ มึงจะมากไปแล้วนะ] ]



[[แม่เอาโทรศัพท์อัยย์มานี่เลย เอาของๆ อัยย์มาทำไม!! อัยย์เกลียดแม่! เกลียดป๊า! แล้วก็เกลียดอินี่ด้วย เกลียดแม่งทั้งหมดเลย!พวกคนเห็นแก่ตัว!] ]



‘ปัง’



เสียงชุลมุนวุ่นวายที่ผมพอจะจับใจความได้ว่าคงเป็นการทะเลาะกันร้ายแรงในรอบหลายปีของบ้านนี้ เดาได้ว่าบรรยากาศมันคงแย่มากแค่ไหน เสียงร้องสะอื้นดังแทรกมาตามปลายสาย พร้อมๆ กับเสียงด่าท่อและเสียงปึงปังที่เดาได้ว่าน่าจะเป็นเสียงทุบประตูห้องที่กำลังดังแข่งกับเสียงสะอื้นของอัยย์อยู่ในตอนนี้



[[ใครๆ ก็ไม่ต้องการกู ไม่เคยมีใครต้องการกูจริงๆ เลย ไม่เคยมีใครรักกูเลย ฮึก ฮื่ออ] ]



“อัยย์! อัยย์ได้ยินเสียงจันทร์ไหม” ในตอนนั้นที่ผมพยายามตะเบ็งเสียงออกไป คาดหวังให้คนปลายสายได้ยินเสียงของผมลอดออกไปจากสายโทรศัพท์ เสียงสะอื้นไห้ที่ดังมาให้ได้ยินตามมาด้วยเสียงขลุกขลักเป็นระยะ



“อัยย์!”



[[ฮึก...พ...พระจันทร์หรอ] ]



“อัยย์ ฟังจันทร์ ใจเย็นๆ”



[[ฮึก...ไม่ต้องมาบอก ไม่ต้องทำเป็นมาแกล้งปลอบ สุดท้ายจันทร์ก็ทิ้งอัยย์ไปเหมือนทุกๆ คนนั่นแหล่ะ จะมาพูดเอาอะไร จะมายุ่งทำไม!ปล่อยให้อัยย์ตายๆ ไปมันอาจจะไม่ทรมานเท่านี้] ]



“พูดอะไรของอัยย์วะ ...”



[[ไม่รู้สิ...พระจันทร์จะมาสนใจทำไม ฮึก ก็ทิ้งอัยย์ไปแล้วนี่...ถ้าทิ้งไปแล้ว ก็ทิ้งไปเลย] ]



“จันทร์ไม่เคยทิ้งอัยย์...อย่าพึ่งวางสาย ฟังจันทร์อยู่ไหม ใจเย็นก่อน”



[[ถ้ามีพระจันทร์อยู่ด้วยตรงนี้...] ]



“อัยย์พูดอะไร รอจันทร์!” ผมตะคอกเสียงออกไปแบบนั้น หลังจากจับสัญญาณอะไรบางอย่างได้จากถ้อยคำแปลกๆ ผมที่ก้าวขาออกเดินแล้วในตอนนี้ ความกลัวเริ่มเกาะกินหัวใจผม มันไม่ได้กลัวสูญเสียความรัก เพราะผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับอัยย์มากกว่าความเป็นเพื่อนอีกแล้ว แต่เพราะสัญญาณบางอย่างจากน้ำเสียงไม่สู้ดีนั่น มันกำลังทำให้ผมกลัว



[[มันก็คงดี] ]



เสียงปลายสายที่อ่อนแรงตอบกลับมาด้วยถ้อยคำสั้นๆ ที่ไม่ช่วยให้ผมสบายใจอะไรเลย ผมรู้ดีว่าอัยย์เก็บกดกับครอบครัวตัวเองมากแค่ไหน ตั้งแต่เด็กจนโต เวลามีปัญหากับที่บ้านเค้ามักจะผ่านช่วงเวลาแย่ๆ พวกนั้นมาด้วยการที่มีผมอยู่เป็นเพื่อน แต่ถ้าพูดตามตรงแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงมากกว่าทุกที ... อย่างน้อยๆ พ่อของอัยย์ก็ไม่เคยทำร้ายร่างกายเหมือนครั้งนี้ ความรุนแรงในครอบครัวคนอื่นที่คนทั้วไปมันจะเพิกเฉย มันอาจนำมาสู่เรื่องที่ใหญ่มากขึ้นไม่ใช่หรอวะ



“มึงจะไปไหนไอ้พระจันทร์ มีอะไรวะ”



“เออ มึงพูดว่าอัยย์ๆ เกิดอะไรขึ้นวะ”



“อัยย์กำลังแย่ว่ะ กูต้องไป”



“เชี่ย มึงยังติดต่อเค้าอีกหรอวะ แล้วแบบนี้มึงจะบอกน้องสมุทรยังไง” ไอ้มีนกับไอ้ปุ่นลุกขึ้นในทันทีตอนที่ผมบอกออกไปแบบนั้น แต่ไม่มีเวลาอธิบายมากไปกว่านั้น ผมกลัว กลัวเรื่องราวแย่ๆ ที่จะเกิดขึ้นแบบห้ามไม่ได้



“กูไม่ได้คุยกับเค้ามาสักพักแล้ว แต่ตอนนี้กูต้องไป ไม่งั้นมันจะไม่ทัน”



“เชี่ยไรวะ เห้ย ไอ้พระจันทร์” วิ่งออกมาจากห้องและทิ้งเพื่อนๆ ไว้ที่ตรงนั้น วิ่งลงบันไดเพราะลิฟย์มันช้า จนมาถึงที่ลานจอดรถ ตั้งใจว่าจะขับออกไปให้ไวที่สุด แต่เรื่องราวมันแย่ลงมากกว่านั้นในตอนที่เสียงตะโกนเรียกชื่อของผมอย่างสดใสมาพร้อมฝ่ามือสวยที่โบกมือทักทายกันอย่างร่าเริงแม้ว่าสองแขนของมันจะกำลังพะรุงพะรังด้วยของที่แบกมาขนมา



“พี่พระจันทร์!!”



“พี่พระจันทร์จะรีบไปไหนหรอครับ นี่น้องสมุทรซื้อของมาฝากเยอะเลย กลัวพี่พระจันทร์กับพี่ๆ จะเหนื่อยตอนติวอ่ะ หรือจะรีบออกไปซื้อของกินหรอ ไม่ต้องนะ นี่ๆ น้องสมุทรเอามาให้ละ” สมุทรว่าออกมาแบบนั้นแล้วยิ้มกว้างขึ้นไปอีกตอนที่เดินเข้าไปถึงตัวของผม



“สมุทร” เรียกชื่อมันออกไปแบบนั้นอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี ผมเคยสัญญากับมันเอาไว้ว่าจะพยายามอยู่ห่างจากอัยย์ให้มากที่สุด พยายามจะรักษาน้ำใจและความเชื่อใจของมันที่มีให้กันเอาไว้อย่างเต็มที่ ผมไม่อยากผิดสัญญา แต่ถึงแบบนั้นกับสถานการณ์ในตอนนี้มันกลับต่างออกไป



“หื้มว่าไง ไปกัน ไม่ต้องไปซื้อละ ซื้อมาเผื่อครบจบทุกคนแน่นอน มียำทูน่าด้วยถ้าอยากได้อะไรจัดจ้าน หรือจัดกว่านั้นก็เป็นตัวน้องสมุทรเองแล้วนะ ง่อววว จัดไปอีกหนึ่งมุก” มันยังคงเหมือนเดิม ยังคงคุยอย่างอารมณ์ดี เป็นแบบนี้เสมอ มันมักจะหอบความสลายใจที่อบอุ่นเผื่อแผ่มาให้ผมอยู่เสมอ เป็นเหมือนสายน้ำเย็นชโลมใจผม ไม่ต่างจากชื่อของมัน



“กูมีเรื่องที่ต้องไปที่อื่น”



“โอเค แล้วพี่พระจันทร์จะไป งั้นไปกันเลยไหม พี่ดูเครียดๆ นะ” มันว่าออกมาแบบนั้นแล้วเดินนำกันไปที่รถของผม แต่ก็เป็นผมที่เอื้อมมือไปคว้ามือของมันเอาไว้ซะก่อน



“อะไรหรอครับ”



“กูจะไปคนเดียว” บอกมันออกไปแบบนั้นด้วยท่าทางที่ลำบากใจ ผมพาสมุทรไปด้วยไม่ได้ ที่นั่นในตอนนี้ไม่ใช่สถานที่ที่จะพาคนอื่นเข้าไปได้ ถึงแม้ว่าสมุทรจะไม่ใช่คนอื่นสำหรับผม แต่มันคงเป็นคนอื่นสำหรับเรื่องราวแตกร้าวของครอบครัวอัยย์



“อ้าว...แต่ฝนจะตกแล้วนะ พี่ดูร้อนใจแปลกๆ น้องสมุทรไม่อยากให้ขับรถคนเดียวอ่ะ”



“ไม่เป็นไร กูไปได้ แต่ตอนนี้กูรีบ รีบมากจริงๆ ... ขอโทษได้ไหมที่ไม่ได้ไปส่ง” เอื้อมมือขึ้นมาแตะที่ข้างแก้มของมัน แล้วลูบไล้มันแผ่วๆ จ้องมองใบหน้าสดใสนั่นอย่างกังวลใจ ผมไม่อยากให้สมุทรไม่สบายใจ ถ้าพูดออกไปในตอนนี้ว่าจะไปหาอัยย์ มันคงไม่มีทางสบายใจได้แน่ๆ



ผมแค่อยากจะรักษารอยยิ้มสดใสแบบนี้ของมันเอาไว้ให้ได้นานที่สุด อยากจะพูดให้มากกว่านี้ แต่ยังไม่ทันได้พูดออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้นมาขัดก่อนอีกครั้ง ก้มลงมองที่หน้าจอมองเห็นชื่อของคนที่ก่อนหน้านี้พึ่งวางสายไปโทรกลับมาหากันอีกครั้ง



‘อัยย์’



ผมเห็นชื่อนั้น ...และมั่นใจว่าเด็กตรงหน้าของผมก็ต้องเห็นด้วยเช่นกัน



“ใคร...” เสียงสั่นๆ ของสมุทรที่พยายามจะทำให้เป็นปกติที่สุดถามออกมาแบบนั้น ผมหันหน้าไปมองมันแล้วเอื้อมฝ่ามือไปกุมมือมันเอาไว้



“สมุทรมึงสำคัญกับกูนะ มึงรู้ใช่ไหม” อยากให้มันเข้าใจจริงๆ ว่าในตอนนี้ผมไม่มีใคร ไม่มีใครสำคัญกับใจผมมากไปกว่ามัน แต่ที่กำลังเคร่งเครียดและรีบเร่งอยู่ในตอนนี้ มันเป็นเพราะเรื่องความเป็นความตาย ไม่ใช่ความรัก



[[อัยย์เหนื่อยมากเลยพระจันทร์...อัยย์พยายามมากๆ แล้ว แต่อัยย์ไม่อยากพยายามแล้ว...] ]



"เดี๋ยวก่อนอัยย์ รอจันทร์ก่อน...เข้าใจที่พูดไหม” ผมที่ยกหูโทรศัพท์ค้างไว้ได้ยินคำพูดน่ากลัวพวกนั้นได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง โมโหคนที่บ้านของอัยย์ด้วยซ้ำ เค้าไม่รู้เลยหรือไงว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้เลยหรือไงว่าอาจจะมีคนๆ นึงกำลังจะตายอยู่ในบ้านเค้าตอนนี้!



ผมช้าไม่ได้



“พี่พระจันทร์จะไปไหน” ฝ่ามืออุ่นที่เอื้อมมาคว้ามือของผมเอาไว้แน่นๆ ท่าทางของมันที่ไม่ยอมอ่อนข้อแต่ยังพยายามใจดีสู้เสื้อของสมุทรทำให้ผมรู้สึกผิดกับอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก



“กู คือ คือกูขอโทษ แต่เดี๋ยวกูจะกลับมาหานะสมุทร” รอหน่อยได้ไหม อยากให้มันรอและจะรีบกลับมาเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง อย่างน้อยก็ในตอนที่ผมรู้เรื่องทุกอย่างจริงๆ ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ช่วงเวลาสับสนที่ว่าคนๆ นึงอาจกำลังจะมีความคิดวูบเดียวแล้วทำเรื่องน่ากลัวลงไป ผมไม่มีเวลามาเล่าอธิบายมากขนาดนั้นในตอนนี้



“ไม่...พี่จะไปไหน จะไปหาพี่อัยย์หรอ” ดวงตาใต้กรอบแว่นของสมุทรมันกำลังสั่นไหวอย่างน่ากลัว สายตาที่ทำให้ผมแทบจะหยุดหายใจ แต่ก็ต้องตัดใจในตอนนี้



“มันจำเป็น รอกู ขอร้องนะสมุทร”



“รออะไร”



“สมุทร...นะ ครั้งนี้กูขอร้อง” ผมขอร้อง ทั้งๆ ที่ไม่เคยขอร้อง ผมรู้ว่าสมุทรคงจะเสียใจ แต่ผมไม่ได้คิดจะจากมันไปไหน ไม่ได้จะไปหาอัยย์เพราะความรักเลย แต่มันจำเป็น ผมเลยอยากขอร้องให้มันเข้าใจ รอ แล้วผมจะกลับมาเล่าให้มันฟัง



“ไม่!...ขอร้องอะไร พี่จะให้ผมรออะไร ทำไมพี่ต้องไปหาเค้า” เสียงของมันสั่น แต่มือก็ยังคงคว้าฝ่ามือของผมเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดแล้วในตอนนี้ ผมอยากจะเอื้อมมือไปคว้า ดึงรั้งตัวมันมากอดเอาไว้และปลอบใจ อยากจะพามันไป แต่ทำไม่ได้สักอย่าง



[[ถ้ามีพระจันทร์อยู่ด้วยก็คงดี ถ้าพระจันทร์มาทันก็คงดี] ] เสียงปลายสายดังออกมาอีกครั้งจากอัยย์ หัวใจของผมเหมือนมันกำลังร่วงหล่นตกลงไปจากที่สูง เสียงข้าวของกระจัดกระจายที่ดังออกมาอย่างสับสนทำให้ผมช้าไม่ได้



“พี่พระจันทร์...”



“สมุทร...ขอโทษ มันจำเป็นจริงๆ”



“ไม่..อย่าไป...นะ”



“ไม่ ... พี่พระจันทร์ ไม่ อย่าไป ได้โปรด...” เสียงร้องขอของมันดังชัดเจนมาถึงหัวใจของผม ในตอนที่ปิดประตูรถยนต์ลง หันหน้าไปมองมันเป็นครั้งสุดท้ายผ่านกระจกกั้น ดวงตาคู่สวยใต้กรอบแว่นทรงกลมที่ผมชอบนั้นมันกำลังสั่นไหว แต่สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายตัดสินใจหันหน้าหนี เพราะถ้าช้ากว่านี้ คนๆ นึงอาจตายไปโดยไม่ทันได้ช่วยเหลือ



เพราะแบบนั้นผมถึงเลือกขับรถทะยานออกไปด้วยความเร็ว ในระยะห่างที่มองผ่านกระจกมองหลัง มองเห็นมันที่ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างไม่อาย ผมที่ทิ้งมันเอาไว้ตรงนั้น พร้อมความเสียใจมากมายแค่ไหน ในตอนนั้นผมไม่รู้เลย ... เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของครอบครัวอัยย์ ผมคิดว่ามันคงใช้เวลาไม่นานมากเท่าไหร่เลยทิ้งมันมาแบบนั้น



ผมขับรถออกมาด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ เวลาหนึ่งชั่วโมงถูกย่อลงเหลือสี่สิบห้านาที มาไวที่สุดได้แค่นี้ และหวังว่ามันจะยังคงทัน บ้านหลังใหญ่ที่รั้วสูงติดกับเขตรั้วบ้านของผม เคยมาที่นี่บ่อยๆ ในสมัยเด็ก เรามักจะวิ่งไปมาระหว่างบ้านสองหลังโดยใช้เส้นทางด้านข้างของบ้านเสมอ จอดรถและก้าวเข้าไปในคฤหาสบ้านของอัยย์ คนงาน คนสวน แม่บ้านหรือแม้กระทั่งรปภ.ไม่ได้แปลกใจที่เห็นหน้าผมเพราะคุ้นชินกันดี



บรรยากาศในบ้านเงียบสงบไม่เหมือนว่าก่อนหน้านี้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงเกิดขึ้น ผมก้าวยาวๆ ตรงขึ้นบันไดไป ห้องของอัยย์อยู่ที่ปีกซ้ายของบ้าน เป็นห้องอยู่สุดทางยาวในฝั่งขวามือที่ถูกจับจองอย่างโดดเดี่ยวอยู่ห้องเดียวในฝั่งทางนี้ ห้องนอนพ่อและแม่พร้อมกับเมียอีกคนของพ่อที่นอนในห้องของพ่ออยู่ในโซนฝั่งทางขวา และเมื่อเดินไปถึงตรงนั้น ก็เห็นน้าอรยืนเคาะประตูร้องไห้อยู่ที่ตรงนั้นคนเดียวอย่างคนที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง



“น้าอร”



“พระจันทร์ ฮึก พระจันทร์มาจริงๆ ด้วย ช่วยน้าทีนะ อัยย์ไม่เหลือใครแล้วนอกจากจันทร์นะ” น้าอรพูดออกมาแบบนั้นแล้วเอื้อมมือมาจับมือผมเอาไว้แน่นๆ ผมถอนหายใจออกมานิดๆ กับถอยคำที่ได้ยิน ทำไมถึงต้องพูดว่าเหลือแต่ผม ทั้งๆ ที่ตัวเขาเป็นแม่ก็ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ผมเลือกจะเมินน้าอรไปก่อน ลองเดินไปเคาะประตูด้วยความร้อนใจแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา สุดท้ายผมหันหลังแล้วเดินไปที่แจกันใบใหญ่ที่สลักลวดลายดอกโบตั๋น มันถูกวางประดับตกแต่งเอาไว้ที่หน้าห้องของอัยย์ ขยับมันออกที่ฐานมีกุญแจวางเอาไว้ ... เหมือนเคย



“นั่นมัน...”



“ครับ กุญแจห้องอัยย์” มันถูกซ่อนเอาไว้ที่เดิม แต่ไม่เคยมีใครสนใจเลย ทั้งๆ ที่แจกันใบนี้เหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทางกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ แต่กลับไม่มีคนใส่ใจ ก็คงเหมือนกับตัวเจ้าของห้องนี้



“น้าพยายามหาแล้ว แต่ไม่เจอเลย ฮึก...” ไม่อยากจะพูดออกไปว่าแล้วน้ารู้อะไรบ้างล่ะ ผมขยับตัวเดินมาเปิดประตู ในตอนที่น้าอรยอมขยับเบี่ยงทางออกให้ น้าอรระล้าระลังอยู่ที่หน้าห้องและสุดท้ายก็ไม่ได้ขยับตัวตามเข้ามาในห้อง



           ในตอนที่ประตูห้องถูกเปิดออกภาพตรงหน้าที่เห็นคือขวดเหล้าราคาแพงหลายขวดกลิ้งอยู่บนพื้น รวมถึงในวงแขนของคนที่นั่งเอาหลังพิงเตียงอย่างหมดสภาพอยู่ก็มีขวดเหล้าที่พึ่งเปิดใหม่อยู่ด้วย กลิ่นเหล้าผสมปนเปไปกับกลิ่นบุหรี่ทำให้ผมต้องนิ่วหน้า



ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ
“อัยย์ ทำไมเมาแบบนี้วะ” เดินเข้าไปหาแล้วเขย่าแขนเจ้าของห้องที่อยู่ในสภาพที่เรียกว่าดูไม่ได้ อัยย์ที่ผมรู้จักมาทั้งชีวิตไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่



“บอกว่าอย่ามายุ่งไง” ริมฝีปากเล็กๆ นั่นพึมพำออกมาทั้งๆ ที่ดวงตาสวยยังปิดสนิท คนตัวบางอยู่ในสภาพโงนเงนเหมือนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ทำให้ผมต้องก้มตัวลงไปจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อพยุง



“อัยย์” เรียกออกไปอีกครั้ง ทำให้คนตรงหน้าค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมามองหน้ากัน ใบหน้าซีดเซียวที่มีคราบน้ำตาที่แห้งไปแล้วเปรอะอยู่บนใบหน้า แค่มองดูแบบผ่านๆ ก็รู้ว่าเจ้าตัวคงผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก พอๆ กับหัวใจที่ถูกด่าทอซ้ำๆ มันคงบอบช้ำมากเต็มทน กับรสนิยมความชอบที่ไม่ตรงใจกับคนในครอบครัว ทำให้ถูกกดทับมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาอย่างไม่สมบูรณ์ แต่พยายามจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ



“ลุกไปล้างหน้าล้างตาเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย สงสารตัวเอง สงสารน้าอรบ้าง” บอกพร้อมๆ กับดึงขวดเหล้าในอ้อมกอดของอีกคนออกจากวงแขน และเพราะแบบนั้นคนตรงหน้าถึงโผลเข้ากอดกันไว้เต็มแรง



“เห้ย อัยย์”



“ฮึก พระจันทร์...พระจันทร์กลับมาหาอัยย์แล้ว ฮึก กลับมาแล้วใช่ไหม อัยย์ไม่เหลือใครแล้วพระจันทร์ ฮึก” เสียงสะอื้นที่ดังอยู่ข้างหู มาพร้อมๆ กับร่างกายบางที่สั่นเทาไปด้วยแรงสะอื้นหนักๆ ผมทรุดตัวลงนั่งดีๆ แต่ไม่ได้กอดตอบกลับ ก็แค่ปล่อยให้อัยย์ได้ร้องไห้ออกมา และมีผมที่อยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนของเขา



“พระจันทร์ ทำไมไม่กอด ไม่ปลอบอัยย์เหมือนทุกที ทำไม...” อัยย์ที่ผละตัวออกมาจ้องหน้าของผม น้ำตามากมายยังคงไหลออกมาเป็นสาย ดวงตากลมสวยที่มองมาอย่างไม่ชอบใจ น้ำเสียงที่เข้มขึ้นมาในตอนนี้



“ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเถอะอัยย์”



“ไม่! พระจันทร์มาทำไม ถ้าจะเป็นแบบนี้แล้วมาทำไม”



“เพราะว่าอัยย์เป็นเพื่อนจันทร์ เป็นคนนึงที่จันทร์ยังเป็นห่วง และจันทร์คิดว่าอัยย์จะเข้าใจ”



“เข้าใจ ฮึก...ไม่ อัยย์ไม่เคยเข้าใจ ก็ถ้าบอกว่ารักเด็กนั่นมากนักก็ไม่ต้องสนใจอัยย์ไปเลยสิ ตัดอัยย์ออกไปเลย มาทำไม มาที่นี่ทำไมล่ะ! ต่อให้อัยย์ดื่มนี่จนตาย หรือนอนเน่าตายคาห้องก็ไม่ต้องมาสนใจ ต่อให้แม่อัยย์ร้องไห้เสียใจแค่ไหนก็ปล่อยมันไปสิ มาทำไมถ้าไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วน่ะ”



“ต่อให้จันทร์ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นกับอัยย์แล้ว จันทร์ก็ยังอยากเห็นอัยย์อยู่ในชีวิต เป็นเพื่อนของจันทร์เหมือนอย่างเคย ที่จันทร์มา ก็เพราะว่าจันทร์เป็นห่วงอัยย์”



“ถ้าไม่รักแล้วก็ตัดขาดไปเลยดิ คิดว่าอัยย์อยากได้ความสงสารหรอ เหอะ...” เขาว่าแบบนั้นพร้อมลุกขึ้นยืนโงนเงนมองตรงมาที่ผม



“พระจันทร์ก็เหมือนทุกคน ไม่เคยมีใครรักอัยย์จริงๆ เลย ไม่มี ป๊าก็ไม่รักอัยย์ แม่ก็ไม่ได้รักอัยย์ พวกเค้าก็รักแต่ตัวเองนั่น



แหล่ะ! แม้แต่พระจันทร์ที่บอกว่ารักกันมากมายฉิบหาย สุดท้ายมันก็เป็นเหมือนที่อีนั่นบอกอัยย์ อัยย์ไม่น่าเกิดมาเลย เกิดมาเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครต้องการเลย ฮึก...” คำพูดของอัยย์ทำให้ผมขมวดคิ้ว รู้สึกใจกระตุกวูบแรงๆ อยู่ในอก ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง สัญญาณอะไรบางอย่างที่มันค่อนข้างชัดเจนในความรู้สึกของผม สัญญาณชัดเจนที่ทำให้ผมต้องรีบบึ่งรถมาถึงที่นี่



“การที่ได้รับรู้ว่าพระจันทร์กำลังไปรักคนอื่น มันทำให้อัยย์รู้ตัวว่าอัยย์ไม่เหลือใคร ความรู้สึกของอัยย์มันแตกสลาย เหมือนเป็นความเจ็บซ้ำๆ ที่มันพังยับยิ่งกว่าตอนที่โดนยอร์ชบอกเลิกซะอีกรู้ไหม”



“..............”



“เพราะคิดมาตลอดว่าคำพูดของพระจันทร์จะเชื่อถือได้ แต่สุดท้าย...อัยย์ก็ไม่มีใครเลยสักคน”



“อัยย์ก็ยังมีจันทร์ ... จันทร์ก็ยังอยู่ตรงนี้ เรายังเป็นเพื่อนกัน...”



“อัยย์ไม่ต้องการ! อัยย์ต้องการทั้งหมดที่เป็นของอัยย์คืน พระจันทร์ทำให้ได้ไหมล่ะ!” ผมไม่ได้ตอบคำถาม เพราะมันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ และอัยย์เองก็น่าจะรู้ดีที่สุดในข้อนี้ เพราะแบบนั้นเขาถึงเหยียดยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่มีไปไม่ถึงดวงตา



“... ขอแค่เป็นความหวังเดียว ความหวังสุดท้ายของอัยย์ไม่ได้เลยหรอพระจันทร์” น้ำตาใสไหลลงอาบแก้ม สีหน้าท่าทางที่อ่อนล้าเต็มที่มองมาที่ผมอย่างขอร้อง ถ้าเป็นปกติ ผมคงตอบรับคำนั้น แต่ในวันนี้ผมทำไม่ได้อีกแล้ว เมื่อผมเองก็มีใครอีกคนให้ต้องดูแลรักษาน้ำใจเหมือนกัน ทุกคนควรมีทางเดิน และอัยย์จะมาหวังพึ่งแค่ผมคนเดียวมันไม่ได้



“ฮ่ะๆ พูดไม่ได้หรอ ตอบรับคำขอของเราไม่ได้ ... คนโกหก!”



“อัยย์เมามากแล้วนะตอนนี้ อัยย์ไม่มีสติพอที่จะเข้าใจอะไรหรอก จันทร์คิดว่าอัยย์ควรนอนพัก”



“ฮ่ะๆ พักหรอ เราก็อยากพัก อยากหยุดทุกอย่างแล้ว พระจันทร์ไม่เข้าใจหรอก การที่ต้องตื่นมาเจอแม่ทะเลาะกับป๊า โดยมีอีนั่น อีผู้หญิงคนนั้นอยู่ในบ้านทุกวันมาตั้งแต่3ขวบมันเป็นยังไง มันที่พูดอะไรก็ถูกไปหมด ฮึก...รู้ไหม มันบอกว่าอัยย์ไม่เคยเป็นที่ต้องการของใครเลย ป๊าไม่ได้ต้องการมีลูกแบบอัยย์ แม่ก็มีอัยย์ไว้ดึงป๊าไม่ให้หย่าแค่นั้น แม่ที่พยายามทำเหมือนว่าครอบครัวเรามันยังสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่มันไม่มีจริง อัยย์ไม่มีวันได้ความรักดีๆ มันบอกเราแบบนั้น ฮึก...เราไม่เคยเชื่อเลยรู้ไหม ไม่เคยเชื่อคำพูดมันเลย เรามียอร์ชนี่จริงไหม แต่สุดท้ายเค้าก็ทิ้งเรา แต่นั่นยังไม่เป็นไรหรอก เพราะเรามีพระจันทร์ไง ยังไงเราก็มีพระจันทร์ใช่ไหมล่ะ ฮึก...แต่ทุกอย่างมันพังไปหมดเมื่อมันถึงวันนั้น วันที่เราไปหาจันทร์ที่คอนโด วันนั้นมันทำให้ตอนนี้เราเสียสูญแบบนี้ไง เพราะว่าพระจันทร์เป็นคนตอกย้ำเราว่าคำพูดของอินั้นมันถูก!...”



“เราขอโทษที่ทำให้อัยย์ต้องรู้สึกแบบนั้น แต่ทั้งหมดนั่นที่พูดไปในวันนั้น เราไม่ได้ต้องการเห็นอัยย์มาอยู่ในสภาพแบบนี้เลยนะ” ผมไม่เคยอยากให้อัยย์ต้องเสียใจ ไม่ได้อยากให้เค้าต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้เลยจริงๆ



พยายามกล่อมคนตรงหน้าที่กำลังร้องไห้และพูดจาไม่รู้เรื่อง พยายามจะเดินเข้าไปหาใกล้ๆ แต่อัยย์ก็เดินถอยหลังหนี ดวงตาเลื่อนลอยที่มองมาที่ผมอย่างเสียใจและคาดโทษ ความคาดหวังที่เค้าส่งมาให้ แต่ผมไม่รับมันไว้นั่นกำลังทำให้เรื่องต่างๆ มันยุ่งเหยิงมากขึ้น



“น้าอรครับ!” ในตอนที่ตัดสินใจหันหลังตะโกนเรียกแม่ของอัยย์ เสียงแตกของขวดแก้วก็ดังเข้ามาในหู ฝ่ามือของผมเย็นเยียบลงพอๆ กับร่างกายและและความคิดต่างๆ ที่ถูกหยุดนิ่งแช่แข็งค้าง



“เราอยากหยุดแล้ว...” เขาพูดออกมาแบบนั้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม ผมที่วิ่งตรงเข้าไปคว้าร่างที่กำลังทรุดตัวหล่นลงกับพื้นต่อหน้าต่อตา ฝ่ามือข้างขวาของอัยย์ยังคงกำเศษแก้วแตกที่แตกเป็นฟันฉลามเอาไว้ ส่วนข้อมือข้างซ้ายถูกกรีดเป็นทางยาวลึก เลือดสีแดงสดและกลิ่นคาวคละคลุ้งลอยเตะจมูก เรื่องราวทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นจริง และผมทำอะไรไม่ได้เลย



ภาพทรงจำกระจัดกระจายขาดๆ หายๆ ไปด้วยเสียงดังชุลมุนวุ่นวายพร้อมทั้งเสียงกรีดร้องของคนเป็นแม่ที่ดูตื่นตกใจ ตัวผมที่อุ้มคนในอ้อมแขนขึ้น หวังให้สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่เป็นแค่เรื่องโกหกฉากหนึ่งเหมือนในหนัง หรืออะไรก็ได้ ที่ไม่ได้ลงเอยด้วยการทำร้ายตัวเองแบบนี้



“อัยย์ อย่าหลับ...อัยย์มองจันทร์! ได้โปรดเถอะ ทุกอย่างเป็นความผิดจันทร์เองก็ได้ ตื่นมาต่อว่าจันทร์เถอะ จันทร์ขอโทษ”



มันเป็นความว่างเปล่าที่ไม่สามารถหาคำบรรยายอะไรมาเอื้อนเอ่ยได้ ทุกอย่างมันตึงเครียดไปหมดในตอนที่เราต้องนั่งอยู่เฉยๆ เพื่อรอคอยอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เสียงร้องไห้ดังระงมมาจากแม่ของอัยย์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากผม ส่วนตัวผมทำได้แค่ก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่ถูกประสานกันเอาไว้อย่างทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้เลยสักอย่าง ...



ขอร้อง ผมอยากอ้อนวอนต่ออะไรก็ตามให้สามารถช่วยชีวิตของอัยย์ไว้ได้ทัน ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าถ้าผมจะมาไว้กว่านี้ ทำทุกอย่างตามที่เค้าขอได้มากกว่านี้ เรื่องแบบนี้มันอาจจะไม่เกิดขึ้นหรือเปล่า



ความจริงมากมายกำลังตีเข้าแสกหน้าว่าผมเป็นคนทำทุกอย่างเอง ผมเป็นคนทำให้เกิดเรื่องแบบนี้กับอัยย์เอง



‘ตึก ตึก ตึก’



เสียงฝีเท้าก้าวเดินกระทบไปกับพื้นกระเบื้องเป็นจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว และสุดท้าย มันก็หยุดลงที่ตรงหน้าของผม ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง คนตรงหน้าที่อยู่ในชุดสูทผูกไทน์ สายตาคมนิ่งที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กจ้องมองผมนิ่งๆ ผมคิดว่าจะมีคำพูดมากมายด่าทอในการกระทำโง่เง่าของผม แต่เขาแค่ยกฝ่ามืออุ่นขึ้นมาวางที่หัวของผมเบาๆ



“ป๊าทัพ...”



“เป็นไงไอ้ลูกหมา”



“เป็นยังไงหรอ คนที่ควรจะต้องถามไม่ใช่ลูกของคุณ ไม่ใช่ลูกวิปริตของคุณแต่มันคือลูกของฉัน!” เสียงแหวแหวกคำตอบของผมออกมาพร้อมๆ กับคำด่าทอที่แข็งกร้าว น้าอรจ้องมาที่ผมเขม็งทั้งๆ ที่ในตายังแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มานาน



“ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ที่มันเป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะลูกฉันไปเกลือกกลั้วอยู่กับบ้านวิปริตของคุณมาตั้งแต่เด็กนั่นล่ะ!”



“น้าอร พอเถอะครับ” ผมลุกขึ้นยืน ถ้าเค้าจะโทษว่ามันเป็นความผิดของผมที่ทำให้อัยย์เป็นแบบนี้น่ะก็ได้ แต่จะมาโทษครอบครัวผมไม่ได้ ผมไม่ยอม



“ทำไมฉันต้องพอ! ที่อัยย์ต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอไม่ใช่หรือไง ตั้งแต่วันนั้นที่อัยย์ไปหาเธอที่คอนโด กลับมาก็มีสภาพแบบนั้น ไม่ยอมออกจากห้องแล้วก็เมา เอาแต่พูดซ้ำๆ ถึงชื่อเธอ ฮึก...มันจะเป็นเพราะใครได้ ถ้าไม่ใช่เพราะ!...”



“เพราะคุณ”  เสียงเข้มของคนข้างตัวผมพูดออกมานิ่งๆ คำพูดสั้นๆ แฝงมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย้ยหยัน ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าป๊าช้าๆ แต่ใบหน้าของป๊าเอาแต่จับจ้องไปที่หน้าของน้าอร ริมฝีปากได้รูปของป๊ายกยิ้มขึ้นมานิดๆ แล้วเลิกคิ้วหน่อยๆ ในตอนที่มองตาแม่ของอัยย์



“นี่ นี่คุณ!...”



“คุณคิดว่าการรักร่วมเพศมันติดต่อกันทางลมหายใจหรืออาหารการกินหรือไง ผมข้องใจมานานแล้วว่าคุณเป็นพ่อเป็นแม่คนแบบไหน คิดมาตั้งแต่ไอ้พวกนี้มันเด็กๆ แต่มาได้คำตอบเอาเองในวันนี้ ...หึ เป็นประเภทพวกคนเห็นแก่ตัว ... ถ้าคุณอยากหาทางระบายจะไปลงทางไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับลูกของผม”



“แก! ไอ้พวกวิปริต”



“เยี่ยมเลย อย่าลืมส่องกระจกดูที่บ้านด้วยล่ะ สามคนผัวเมียดูจะเป็นเรื่องปกติมากงั้นสิ”



“แก! ...”



“ชู่ว อย่ากรี๊ดครับ...ที่นี่โรงพยาบาลนะ คุณอรควรจะรักษามารยาทหน่อยนะครับ ถึงแม้จะมีน้อยก็ควรจะมีนะ” เสียงคนมาใหม่ที่เดินเข้ามายืนประกบข้างของผมแล้วกล่าวคำพูดนั้นออกมาด้วยรอยยิ้มนิดๆ



“อาเมล” เรียกชื่อออกไปแบบนั้น สุดท้ายก็ได้รับรอยยิ้มกลับมาพร้อมๆ กับฝ่ามืออุ่นที่เอื้อมมาจับมือของผมเอาไว้แน่นๆ



“เอาล่ะ ไอ้ลูกหมา คราวนี้เราก็กลับกันเถอะ”



“แต่ผมห่วงอัยย์”



“น้องอัยย์ไม่เป็นอะไรหรอก อาจะให้อาหมอดูแลจัดการเรื่องน้องอัยย์ทั้งหมดให้เอง...อาไปเช็คมาแล้ว พระจันทร์สบายใจเถอะ”



“ดี กลับไปได้ก็ดี! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง” น้าอรยังจ้องเขม็งและว่าไล่หลังกันกลับมาแบบนั้น ผมมองเห็นอาเมลถอนหายใจนิดๆ ก่อนจะหันกลับไปมอง



“ครับๆ ไม่มีใครทำอะไรได้สักอย่าง รวมถึงตัวคุณด้วยนะ แม้กระทั่งจะปกป้องลูกตัวเองก็ยังทำไม่ได้ แล้วมาถามหาความรับผิดชอบจากใครอยู่ไม่ทราบ!...อย่าทำให้ผมหงุดหงิดมากไปกว่านี้เลยจะดีกว่านะคุณอร” อาเมลพูดจบแค่นั้นแล้วคว้าแขนของผมให้เดินนำออกไป โดยมีป๊าทัพเดินตามหลังมาไม่ห่าง ความรู้สึกจืดจางในใจยังไม่คลายลง แต่พูดตรงๆ ว่ามันเบาบางลงในตอนนี้ ในตอนที่ได้เห็นหน้าครอบครัว



“ผม ผมขอโทษครับ”



“ไม่ต้องขอโทษ” ป๊าทัพพูดออกมาแบบนั้น ในตอนที่พวกเราหยุดยืนรอรถอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล



“ป๊าไม่ได้ทิ้งงานมาที่นี่เพื่อมาต่อว่าแก อาทิตย์ส่งข้อความมาหา บอกว่ามันน่าจะมีเรื่องเกิดขึ้น เพราะงั้นป๊าถึงมาที่นี่เพื่อพระจันทร์...เพื่อลูกของป๊า”



“มันไม่ใช่ความผิดของจันทร์เลยนะลูก” อาเมลพูดต่อออกมาแบบนั้น



“อาไม่เข้าใจ อาไม่รู้ว่าจันทร์ทำอะไร จันทร์พูดอะไรกับอัยย์เค้าถึงกลายเป็นแบบนี้”



“มันไม่ใช่ความผิดของจันทร์ ไม่ใช่มาตั้งแต่ต้น จันทร์ไม่ผิดที่จะรักอัยย์ และตอนนี้จันทร์ก็ไม่ผิด ที่จะไม่รักอัยย์แล้วเหมือนกัน”



“ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ผมก็เป็นคนทำให้เรื่องมันเลยเถิดมาถึงจุดนี้ เค้ากรีดข้อมือนั่นเพราะผม” ได้แต่เสหน้าหนี ภาพก่อนหน้านี้ยังฝังอยู่ในจิตใจ ทั้งเลือดทั้งชิ้นเนื้อกลิ่นเลือดมันยังอบอวลไม่จางไปไหน ฝ่ามือของผมสั่นไหว ผมรู้ดีว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเกิดจากอะไร ถึงผมจะไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องวันนี้ขึ้น



“ไม่มีใครอยากให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อารู้ว่าพระจันทร์เองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้” อาเมลพูดออกมาแบบนั้น สายตาสวยที่ทอดมองมาที่ผมอย่างอ่อนโยน พร้อมๆ กับฝ่ามืออุ่นที่แตะเข้าที่แขนของผม คำพูดของอาเมลเหมือนน้ำที่ปลอบประโลมความรู้สึกของผมให้เบาลง ...



ตอนนี้ผมคิดถึงสมุทร อยากกลับไปหามันแล้วบอกเล่าให้ฟังว่าผมเจออะไรมาบ้างในวันนี้ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังกลับไปหาไม่ได้ เพราะมันคือความเป็นความตายของคนจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้าของเรา มันไม่ได้เหมือนกับในหนังหรือละครที่เรารู้ว่าสุดท้ายใครจะรอด แต่พอเป็นคนจริงๆ ที่อยู่ในชีวิตของเรา มันกลับยากไปหมด



ในวันนี้เราอาจจะยังคงมองเห็นกัน พูดคุยสัมผัสจับต้องกันได้ แต่ในวันพรุ่งนี้ มันกลับไม่มีอีกแล้ว หายไป ไร้ซึ่งลมหายใจ ไร้ซึ่งล่องรอยการมีอยู่ แค่นึกมาถึงตรงนี้มันก็จุกไปหมด ... ผมแค่หวังว่าสมุทรจะเข้าใจ แค่หวังแบบนั้น[/i][/color]

.

.

.

แต่ในวันนั้นผมกลับลืมไปว่า สี่ปีที่สมุทรมันรอผมมา มันยาวนานมามากเกินพอแล้ว แล้วผมยังกล้าที่จะทำให้มันต้องเสียใจอีกได้ยังไง คำถามในวันนั้นที่สมุทรถามกัน ว่ารักมันหรอ ... ผมไม่กล้าพูดออกไปด้วยซ้ำ ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทั้งหมดมันใช่แล้วหรือเปล่า



ในตอนนี้ที่อยากโทรหา อยากได้ยินเสียง อยากกอดมันเหมือนที่เคยทำ แต่มันทำไม่ได้อีกแล้ว ผมจะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง โหยหาความสบายใจจากมันเสมอ แต่ผมพึ่งทำให้มันเสียใจขนาดนั้น วันนั้นที่มันตะโกนบอกกันว่าไม่ไหวแล้ว สภาพของมันแย่มาก เหมือนถ้าผมเผลอจับมันแรงขึ้นอีกหน่อย มันอาจจะแตกสลายไปเลยก็ได้ มันเป็นถึงขนาดนั้นก็เพราะผม



ผมมันโคตรจะเป็นไอ้พระจันทร์ที่โคตรห่วยแตกและเฮงซวย ...





#รักอยู่รู้ยัง



ตอนนี้เป็นตอนที่เขียนยากมากๆ แก้แล้วแก้อีก ตัดแล้วตัดอีก เพิ่มแล้วเพิ่มอีก

อยากให้มองว่าทุกตัวละครในเรื่องนี้เป็นสีเทาๆ มีความเห็นแก่ตัว โง่เขลา และอีกมากมายในความรู้สึก

แคทหวังว่าคนอ่านจะสนุก และเป็นกำลังใจคอยติดตามอยู่ด้วยกันไปถึงตอนจบเลยนะคะ

ปล.สั่งวาดปกแล้วด้วย หวังว่าคนอ่านจะติดตามและสนับสนุนหนังสือเล่มนี้นะคะ งื้อออ

ฝากแฮชแทค #รักอยู่รู้ยัง ด้วยนะคะ

(ปล.ยังไม่ได้แก้คำผิดเลยงับ)

ขอบคุณจ้าคิดถึง​​​​​​​



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ชอบอารมณ์แบบนี้จังเล่าได้เข้าถึงอารมณ์มากครับ

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ


บทที่28

 

มองบานประตูตรงหน้าอย่างช่างใจ ก่อนที่สุดท้ายจะผลักบานประตูสีขาวเพื่อก้าวเข้าไปด้านในของห้องพักฟื้น ในตอนนี้ที่อัยย์ปลอดภัยดีแล้ว ไม่เหมือนกับในวันนั้น แต่หมอยังคงออกความเห็นว่ายังไม่ควรออกจากโรงพยาบาลแม้ว่าจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม ในตอนนี้ใหญ่พอที่จะสามารถให้ทั้งญาติหรือเพื่อนๆ เข้ามาเยี่ยมได้ แต่ก็ต้องพูดตรงๆ ว่าแทบจะไม่มีใครมา ... แต่วันนี้อาจจะแตกต่างไปจากที่เคย เมื่อมีคนคุ้นหน้าคุ้นตากำลังนั่งอยู่ในห้องก่อนหน้าแล้ว

 

“อ้าว...มันมาพอดีเลยล่ะ ไฮซิสจันทร์” ไอ้อาทิตย์ที่หันหน้ามามองกันแล้วว่าออกมาแบบนั้น มันที่เริ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้และเริ่มบิดขี้เกียจ

 

“มึงก็มาด้วยหรอ”

 

“แน่นอนสิคะ กูจะไม่มาได้ยังไงล่ะ เกิดเรื่องขนาดนี้ แต่มึงมาก็ดีเลยซิส กูจะกลับไปหาอะไรกินที่บ้านพอดี” มันหันมาบอกแบบนั้น ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองอัยย์อีกครั้ง ดวงตาคมของมันที่แทบจะไม่ต่างจากของผมจ้องมองใบหน้าของคนบนเตียงแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะเอื้อมไปยีเส้นผมของคนป่วยจนยุ่งแล้วหัวเราะคิกคักออกมาอย่างชอบใจ

 

“อัยย์เลือกที่จะแก้ไขได้นะ อย่าปล่อยให้อะไรมันบานปลายไปมากกว่านี้เลยค่ะ...อย่างน้อยๆ ก็เลือกทำสักอย่างให้ถูก เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกของตัวเองเถอะ” ไอ้อาทิตย์ว่าออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ มันที่จ้องหน้าคนที่ไม่ตอบรับอะไรมันสักคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะผละตัวออกมาคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองพาดบ่า มันที่เดินเข้ามาตรงหน้าของผมพร้อมรอยยิ้มบางๆ

 

“กูไม่ได้มาที่แค่เพื่อพี่อัยย์ ... แต่กูมาที่นี่เพื่อพี่อย่างมึงด้วย”

 

“ขอบใจ”

 

“ยินดีค่ะซิส” เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเสียงแด๊ะแด๋แล้วขยิบตาให้กันทีนึง ผมถอนหายใจออกมาตอนที่เห็นท่าทางของมันแบบนั้น แต่สุดท้ายฝ่ามืออุ่นๆ ของมันก็ตบลงมาที่บ่าของผมเบาๆ สองสามที จ้องใบหน้าที่เหมือนกันยังกับแกะของมันกับผมนิ่งๆ ก่อนที่อาทิตย์จะเดินสวนออกไป และทิ้งไว้แค่ความเงียบระหว่างผม กับคนในห้อง

 

ใบหน้าซีดเซียวที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงคนป่วยพร้อมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างห้อง ริมฝีปากซีดและดวงตายังคงบวมช้ำเหมือนกับว่าผ่านการร้องไห้มามากพอดู ใบหน้าได้รูปสวยที่ค่อยๆ หันหน้ามามองกันในตอนที่อาทิตย์ไม่อยู่แล้ว ก่อนที่เจ้าตัวจะส่งยิ้มบางๆ มาให้ผมจากที่ตรงนั้น รู้สึกขาทั้งสองข้างมันหนักอึ้งจนแทบจะก้าวไม่ออกในตอนที่เราสบตากัน น้ำตาใสไหลลงมาจากขอบตาสวย ก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะเอื้อมขึ้นมาเช็ดที่หน้าตัวเองออกไปอย่างลวกๆ

 

“พระจันทร์” เสียงของคนบนเตียงเอ่ยเรียกชื่อผมเหมือนทุกครั้งที่ผ่านๆ มา ตั้งแต่จำความได้ก็ได้ยินชื่อของตัวเองออกมาจากปากของอีกคนมาตลอด

 

“อืม”

 

“สภาพพระจันทร์ตอนนี้ดูแย่กว่าเราอีกนะ”

 

“หรอ ก็คงงั้นมั้ง” ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนป่วย

 

“เป็นไงบ้าง” ผมถามออกไปแบบนั้นแล้วจับจ้องไปที่ใบหน้าของอัยย์ นึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวระหว่างผมและเค้า คนที่เคยน่ารักมากๆ ในสายตาของผม อาจเพราะความที่ผมขาดพ่อกับแม่ และอัยย์ที่มีพ่อกับแม่แต่เหมือนไม่มี นั่นเลยทำให้เราเข้ากันได้ดีกว่าใคร นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของมันล่ะมั้ง

 

“ก็ดีนะ”

 

“ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”

 

“เราคงดูแย่มากใช่ไหม ในสายตาของพระจันทร์” ผมมองเห็นดวงตาหม่นแสงนั่นกระพริบถี่ๆ เหมือนคนที่พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ให้ได้มากที่สุดในตอนที่เจ้าตัวถามผมออกมาแบบนั้น

 

“เราคงทำให้พระจันทร์รู้สึกแย่มากใช่หรือเปล่า...” น้ำเสียงสั่นเครือนั่นมาพร้อมกับน้ำตาหยดแรกที่ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนจะตามมาด้วยหยดที่สองและสามที่ไหลอาบแก้มอย่างหนัก แต่ผมทำเพียงนั่งมองทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี่อย่างเงียบๆ และพอได้คิดและตัดสินใจกับตัวเองดู ในวันนี้เลยเลือกที่จะนั่งมองอัยย์อยู่ตรงนี้อย่างนิ่งเฉย

 

ฝ่ามือสวยที่ขยุมผ้าปูที่นอนไว้ในมือจนยับย่น พร้อมๆ กับที่น้ำตาก็ไหลลงมาอย่างหนัก ฝ่ามือสั่นของเจ้าตัวที่พยายามยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากแก้ม

 

“เราไม่ได้อยากตาย แต่ในตอนนั้นที่ทำลงไป มันเป็นความรู้สึกที่ว่ามันเหนื่อยจนไม่อยากจะอยู่แล้ว เหมือนเราไม่เหลืออะไรสักอย่างให้พึ่งพิง คิดแค่ว่า ทำไมต้องเป็นเราที่ต้องเจอกับอะไรแบบนั้น ในตอนนั้นเลยแค่อยากจะหยุด ฮึก...” เสียงสั่นสะอื้นขึ้นมาในตอนที่พูดมาถึงตรงนี้ แต่ผมทำเพียงแค่มองดูอัยย์ที่นั่งร้องไห้ มือเรียวยังคงกำผ้าปูเอาไว้แน่นๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงลุกขึ้นไปกอดปลอบ หรือกุมมืออัยย์เอาไว้แล้วบอกเขาว่ายังมีผมอยู่ข้างๆ แต่ในตอนนี้สิ่งที่ผมอยากทำ คือแค่นั่งมองอยู่ตรงนี้ โดยไม่ทำอะไรมากกว่านี้ ไม่มีการกอดปลอบ ไม่มีการสัมผัสร่างกาย และไม่มีการทำให้ตัวเองกลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่อัยย์มีอยู่

 

อัยย์เหลือบสายตามามองท่าทางของผมแล้วแล้วหลับตาลงแน่นๆ อย่างพยายามจะห้ามน้ำตา ก่อนที่เจ้าตัวจะฝืนยิ้มออกมาอีกครั้ง ท่าทางที่ดูเค้นความรู้สึกของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกแย่ แต่ในเวลานี้ มันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมควรทำให้ชัดเจน

 

“พระจันทร์เปลี่ยนไปมากเลยนะ...รู้ตัวหรือเปล่า”

 

“................”

 

“ท่าทางของพระจันทร์ คำพูดของพระจันทร์ มันเปลี่ยนไปแบบที่เราไม่ทันตั้งตัวเลย มารู้ตัวอีกที เราก็ไม่เหลือใครอยู่ข้างๆ แล้ว เราเคยคิดว่ามันจะเจ็บที่สุดตอนยอร์ชไม่เอาเราแล้ว แต่เปล่าเลย...พอมาเป็นพระจันทร์มันเจ็บกว่าเยอะเลย มันเป็นความเคยชินของอัยย์ที่มีพระจันทร์อยู่ข้างๆ เสมอน่ะ แล้วพอพระจันทร์บอกว่าจะทำแบบเดิมกับอัยย์ไม่ได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้รักคนอื่นมากกว่า ตอนที่ได้ยินแบบนั้นมันเจ็บกว่ายอร์ชเยอะเลย แค่คิดว่าจันทร์จะมาหาไม่ได้อีกแล้ว โทรหาไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเราบอกให้มาหามากอดอัยย์ไว้ แต่พระจันทร์ก็จะทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว แค่คิดมาถึงตรงนั้นมันก็แย่มากๆ จนไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเรากำลังจะไม่เหลือใคร แล้วยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ในตอนที่เรากำลังรับไม่ได้กับเรื่องนี้ แต่ก็ต้องมาเจอกับเรื่องเฮงซวยของที่บ้านอีก ในตอนนั้นเราเลยพยายามจบทุกอย่าง พร้อมๆ กับที่ยังพยายามเรียกร้องหาความสำคัญจากพระจันทร์ไปด้วย”

 

“จันทร์ขอโทษนะ”

 

“ขอโทษเรื่องอะไร มันเป็นอัยย์ไม่ใช่หรอที่เอาแต่เรียกร้องอย่างเห็นแก่ตัวจากพระจันทร์มาตลอดน่ะ” เค้ามองตาผมพร้อมส่ายหน้า ดวงตากลมนั่นมีน้ำตาเอ่อคลออยู่ในตอนนี้

 

“อย่าพูดแบบนั้น...”

 

“ต่อให้พระจันทร์ไม่พูดออกมา มันก็เปลี่ยนความจริงไปไม่ได้หรอก” ท่าทางที่ยังคงเสียใจแต่ก็เริ่มที่จะยอมรับความเป็นไปนั่นทำให้ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ มันเป็นความรู้สึกว่างเปล่าจนไม่รู้จะตอบกลับอีกฝ่ายออกไปยังไง

 

“อัยย์เป็นคนเห็นแก่ตัว พระจันทร์ก็รู้ใช่ไหมล่ะ ... ขอโทษนะ ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงเพราะอัยย์”

 

“จริงๆ จะโทษทั้งหมดว่าที่มันแย่ลงเป็นเพราะอัยย์ก็ไม่ได้หรอก จริงๆ มันเป็นเพราะจันทร์ด้วย” ผมว่าออกไปแบบนั้น พยายามเค้นสมองเพื่อหาคำพูดดีๆ มาตอบกลับเพื่อรักษาน้ำใจของคนเจ็บ แต่ถึงแบบนั้นก็นึกอะไรดีๆ ขึ้นมาไม่ได้สักอย่างเหมือนกับว่าในเวลานี้ ผมไม่มีคำพูดอะไรดีๆ จะให้อัยย์อีกแล้ว

 

อัยย์ก้มมองมือตัวเองที่วางเอาไว้บนตักของตัวเองนิ่งๆ จดจ้องมองมันอยู่แบบนั้น ทิ้งสายตาไว้ที่นั่นแต่เหมือนความคิดในสมองจะอยู่ห่างไกลจากที่ตรงนี้ ท่าทางที่เหมือนกับว่ากำลังคิดและตัดสินใจกับอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะปล่อยผ่านเวลาให้ไหลไปอีกหลายนาที สุดท้ายอัยย์ก็เปิดปากพูดออกมาต่อ

 

“ไม่หรอก พระจันทร์อาจจะรู้สึกว่าที่อัยย์ต้องมาเจ็บแบบนี้เป็นเพราะพระจันทร์มีส่วนบีบให้อัยย์ทำ แต่จริงๆ มันไม่ใช่เลย ทุกอย่างมันเป็นเพราะอัยย์...เพราะอัยย์มาตั้งแต่ต้นนั่นแหล่ะ”

 

“อัยย์หมายถึงอะไร”

 

“พระจันทร์คิดว่าอัยย์ไม่รู้จริงๆ หรอว่าตั้งแต่เด็กจนโตพระจันทร์คิดกับเรายังไง ก่อนที่พระจันทร์จะบอกชอบกันตอนม.6 คิดจริงๆ หรอว่าอัยย์ไม่รู้ว่าพระจันทร์คิดแบบนั้นมาตลอด” ผมจ้องตาคนที่เงยหน้าขึ้นมามองกัน ความเงียบระหว่างเราก่อตัวขึ้นมาในตอนนี้

 

“เพราะอัยย์รู้ แต่อัยย์ไม่ได้รัก...” เสียงพูดนั่นเงียบลงในตอนนี้ ในตอนที่ดวงตาใสมีน้ำตารื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดูน่าสงสารน่าเห็นใจ แต่ไม่ใช่กับความรู้สึกของผมในตอนนี้ สัญญาณบางอย่างร้องเตือนว่าสิ่งที่ผมจะรับรู้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ไวนัก

 

“อัยย์เลยหาทางมีอะไรกับยอร์ชในคืนที่พวกเราฉลองวันสอบเสร็จของพระจันทร์นั่นล่ะ ยอร์ชเมาแล้วอัยย์ก็ตั้งใจทำให้เรื่องมันเกิด จริงๆ ยอร์ชไม่ได้อยากหักหลังพระจันทร์เลยนะ แต่เป็นอัยย์เองที่ตั้งใจทำแบบนั้น”

 

“อัยย์...” ผมเหมือนคนที่ตามหาเสียงตัวเองไม่เจอ เหมือนถูกค้อนหนักๆ ทุบลงมาที่ท้ายทอย เป็นความรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า เรื่องราวเก่าๆ ย้อนกลับมาไม่ขาดสาย เรื่องราวในวันนั้นไหลเข้ามาเป็นฉากๆ

 

“อัยย์ไม่อยากเสียทั้งยอร์ชและจันทร์ไป แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้รู้สึกรักพระจันทร์อยู่ดี”

 

“ตอนนั้นอัยย์บอกจันทร์ว่ารักกันไม่ใช่หรอวะ”

 

“อัยย์รัก แต่ยอร์ชไม่ได้รัก ที่เค้าคบกับเราก็เพราะว่าเลยตามเลย...มันก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ที่เรายัดเยียดให้เขาก็แค่นั้นล่ะ อัยย์ก็แค่อยากรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้มีรักดีๆ ที่อัยย์เลือกเองได้บ้าง”

 

“นั่นมันโคตร...”

 

“โคตรเห็นแก่ตัวเลยใช่ไหมล่ะ นั่นล่ะอัยย์เลย...ขอโทษที่ทำให้จันทร์ต้องเสียเพื่อนคนนึงไปนะ” เขาขอโทษออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลลงมาเงียบๆ ผมได้แต่มองหน้าเขาพร้อมๆ กับความรู้สึกที่ยิ่งรู้สึกห่างเหินกันเข้าไปทุกที ผมไม่รู้ว่าจะต้องตอบรับกับถ้อยคำพวกนี้ว่าอะไร ผมควรตอบออกไปว่าไม่เป็นไรหรอ ตามมารยาทควรทำแบบนั้นใช่ไหม

 

“อยากให้จันทร์ตอบกลับว่าอะไรวะ” เหมือนว่าในที่สุดก็เริ่มจะตามหาเสียงของตัวเองเจอ ผมพูดออกไปแบบนั้น มองหน้าเขาเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมกับไอ้ยอร์ชทะเลาะกันมาตลอด4ปี เพราะผมคิดว่ามันหักหลัง มันที่รู้ว่าผมชอบอัยย์แต่ไปคบกันลับหลัง ผมคิดแบบนั้นมาตลอดเลยไม่คิดจะญาติดีกับมัน ตามปลอบอัยย์ทุกครั้งที่อัยย์บอกว่าไอ้ยอร์ชทิ้งเขาไปมีคนอื่น แต่จริงๆ แล้วมันคงเป็นเพราะว่าความสัมพันธ์ที่ผิดตั้งแต่ก้าวแรก มันจะไปต่อกันได้ยังไง

 

“อยากให้บอกว่าไม่เป็นไรหรอ จันทร์ไม่เข้าใจเลยว่ะ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลยว่ะอัยย์”

 

“อัยย์ผิดเอง”

 

“เออ เชิญรับความผิดนั้นไว้เถอะ จันทร์คงพูดออกไปให้สบายใจไม่ได้หรอกว่าอัยย์ไม่ผิด”

 

“ฮึก...ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”

 

“จันทร์ไม่รู้จะพูดอะไรเลยว่ะอัยย์ จันทร์พยายามเข้าใจนะ ทุกเรื่องที่เกิดกับอัยย์ จันทร์รู้ว่าแม่งเหี้ยมาก ก่อนหน้านี้ที่จันทร์จะมานั่งอยู่ตรงนี้ จันทร์ยังคิดเลยว่าส่วนนึงก็เป็นเพราะจันทร์...”

 

“เรารู้ว่าจันทร์จะคิดแบบนั้น เราถึงทนเก็บไว้ไม่ได้แล้ว กับความเห็นแก่ตัวอย่างน่ารังเกียจแบบนี้ของเรา เราเลย...ฮึก คิดว่าต้องบอกมันออกไป”

 

“ที่บอกมันออกมาก็ทำเพื่อให้ตัวเองสบายใจไม่ใช่หรือไงวะ กำลังหอบความหวังแบบนั้นเอาไว้อยู่ใช่หรือเปล่าล่ะ” ผมจ้องหน้าเค้า มองหน้าคนตรงหน้าแบบไม่คิดจะรักษาน้ำใจกันอีกต่อไป ผมคิดว่าคงทนมากไปกว่านี้ไม่ไหว วันนี้หอบความรู้สึกผิดมาถึงที่นี่ เพื่อให้ได้มารับรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีอะไรจริงใจเลย

 

“ฮึก...อัยย์ อัยย์ไม่มีอะไรจะแก้ตัว อัยย์แค่ขอ...”

 

“ไม่ต้องขอ ไม่มีอะไรจะให้อีกแล้ว”

 

“พระจันทร์...”

 

“ครั้งหน้าถ้าอัยย์ยังคิดที่จะทำแบบนั้น แล้วโทรมาหาจันทร์อีก จันทร์พูดเลยนะว่าจันทร์ก็คงจะไปหาอัยย์เหมือนเดิม...”

 

“จริงหรอ” อัยย์เงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมามองกันอย่างมีความหวัง มองเห็นแสงแห่งความหวังในประกายดวงตาของเขาที่มองมา แต่ผมเพียงมองมันแค่นิ่งๆ แล้วแค่นยิ้มออกมาน้อยๆ เยอะเย้ยให้กับความโง่เขลาของตัวเอง

 

“อืม ... แต่จันทร์จะไปพร้อมคนรักของจันทร์ โดยที่ไม่สนใจอีกแล้วว่าอัยย์จะเป็นจะเป็นจะตายหรือเป็นว่าเรื่องนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวของอัยย์ที่ควรจะปกปิดเอาไว้หรือเปล่า จันทร์จะยังไป แต่จันทร์จะไปเพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ถ้าเกิดว่าอัยย์ต้องตายไปจริงๆ อย่างน้อยก็ยังได้ไปช่วยอยู่”

 

“ฮึก...ข ขอโทษจริงๆ”

 

“ถ้าอยากจะทำอะไรดีๆ สักอย่างเพื่อขอโทษกัน ต่อจากนี้ก็ช่วยดูแลตัวเองให้ดี โดยไม่ต้องหวังพึ่งอะไรเราอีกเลยเถอะ...” ผมลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งหัวใจ ไม่มีอะไรผ่อนคลายหรือปลอดโปร่งขึ้นสักอย่าง เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ดังมาจากทางด้านหลัง ผมทิ้งมันเอาไว้ตรงนั้นแบบที่ควรจะเป็น หลายต่อหลายครั้งที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ต้องเสียเพื่อน เสียใจ และสุดท้ายก็เสียสมุทรไป ก็เพราะความไม่ชัดเจนของตัวเอง

 

อย่าโทษอัยย์ทั้งหมดเลย โทษกูเถอะที่มันโง่เอง

 

...

 

“เฮ้อ” ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดไม่ตก ในตอนที่ยืนมองป้ายที่แปะอยู่ที่หน้าประตูห้องนี้อย่างชั่งใจ ชื่อของอาจารย์หัวหน้าสาขาที่ผมเรียนอยู่ถูกแปะหราอยู่ตรงนี้ ถอนหายใจและถามตัวเองซ้ำๆ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันดีแล้วจริงๆ ใช่ไหม แต่ถึงแบบนั้นก็ไปคุยกับที่บ้านมาเรียบร้อยแล้ว แม่ของผมก็เห็นด้วยและไม่ได้คัดค้าน

 

แล้วแบบนั้นจะมัวรออะไร ผมควรก้าวต่อไป อย่างน้อยๆ ก็ก้าวออกไปจากวงจรชีวิตในแบบเดิมๆ ของตัวเองให้ได้ก่อน วงจรที่มีพี่พระจันทร์เป็นสูญกลาง

 

“ไอ้สมุทร” ผมที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องพักอาจารย์ของหัวหน้าสาขา ก็ต้องชะงักไปเพราะถูกเรียกเอาไว้ซะก่อน พอหันหลังกลับไปมองก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้มาร์ช

 

“มึงมาทำอะไรที่ห้องเหล่าซือวะ” มันถามผมออกมาแบบนั้น ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปมองที่ฝ่ามือของผมที่กำลังถือเอกสารสำคัญเอาไว้อยู่ในมือ มันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองหน้าของผม

 

“มึงจะไปเรียนที่จีน” จ้องตาผมแบบต้องการคำตอบ ทั้งๆ ที่คิดว่าไอ้มาร์ชคงรู้คำตอบดีอยู่แล้วแต่มันก็เลือกที่จะถาม ผมเม้มปากแน่นๆ ในตอนนี้ ก็แค่คิดว่าจะบอกทีหลัง

 

“กู...ขอโทษ”

 

“ไม่ต้องขอโทษ” มันว่าแบบนั้นแล้วสาวเท้าเข้ามาใกล้ ผมได้แต่มองมันแบบไม่เข้าใจ ก่อนที่จะได้คำตอบอะไรมากไปกว่านี้ ไอ้มาร์ชก็จับมือผมไว้

 

“ไปกันเหอะมึง”

 

“ห๊ะ” เอียงคอมองมันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะต้องร้องอ๋อออกมาในตอนที่เห็นมันชูมือของมันอีกข้างขึ้นมาให้ดู

 

“มึงเองก็จะ...”

 

“อืม” มันตอบรับออกมาสั้นๆ ไม่ได้ถามกลับไปถึงเหตุผลในครั้งนี้ของมัน เหมือนกับว่าในใจของมันเองก็มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เหมือนกัน แต่ถึงแบบนั้น ถ้าไปกับเพื่อน มันก็คงเป็นอะไรที่สบายใจมากกว่าอยู่ดี

 

“งั้นก็ไปกันเถอะ”

 

“เค!...ไอ้สมุทร”

 

“หื้ม” เลิกคิ้วหันมามองหน้ามันที่เอื้อมมือมากอดคอผม

 

“ผัวที่ดีคือผัวใหม่ ไปหากันเถอะ”

 

“ไอ้สัด! หุบปากไปเลย” ผัวใหม่ผัวเก่าอะไรกันอีกล่ะวะ เข็ดแล้วกับการมีผัว หรืออยากเป็นผัวเค้า น้องสมุทรก็เหนื่อยมากแล้วครับสัดเพื่อนมาร์ช ... ว่าแต่มันบอกให้ไปหาผัวใหม่กันเถอะ มันหมายถึงผม หรือหมายถึงผมกับมันกันนะ เอ๊ะ?

 

“ฮ่าๆ”

...

 

การพยายามหลับ ทั้งๆ ที่สมองยังคงคิดไม่ตก มันไม่ได้ช่วยให้ตัวเองรู้สึกดี มีแต่จะทำให้ร่างกายย่ำแย่ลงไปมาก มีบางช่วงบางครั้งที่ผมเผลอวูบหลับไปบ้าง และตื่นขึ้นมารับรู้ว่า มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

 

“ไง มึงมานอนเน่าตายอยู่ตรงนี้อีกแล้วหรอวะซิส”

 

“เสือก” ลืมตาขึ้นมามองหน้าคนมาใหม่ที่ชะโงกหน้ามองผมที่กำลังนอนตายอยู่ที่พื้นห้องอย่างเหนื่อยอ่อน ก็แค่รู้สึกไม่ไหว รู้สึกหมดแรงซ้ำๆ จนไม่กล้าที่จะลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง และที่มากกว่าทุกอย่าง คือการคิดถึงคนๆ นึงที่เค้าไม่อยากเจอหน้าเรา

 

“สภาพค่ะซิส มึงเมานอนน้ำตาไหลมาเป็นอาทิตย์ๆ แล้วนะ” ไอ้อาทิตย์ยังคงว่าออกมาแบบนั้นพร้อมมองกันแบบขยะแขยง มันเบ้ปากใส่อีกครั้งเพื่อเป็นการเน้นย้ำว่าคงจะขยะแขยงกันจริงๆ

 

“จะไปไหนก็ไปดิ๊อาทิตย์” ยกมือขึ้นปัดไล่ไอ้อาทิตย์ที่เอาแต่ชะโงกมองหน้ากันไม่เลิก ไม่อยากเห็นหน้าแม่ง เหมือนเห็นหน้าตัวเองเหมือนมองกระจก

 

“กูกับมึงนี่หน้าเหมือนกันมากเลยนะ”

 

“เพ้อเหี้ยอะไรของมึง” มันขมวดคิ้วมองกัน พร้อมใช้เท้าเขี่ยๆ ขาผมเหมือนเขี่ยขยะ ก่อนที่มันจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาใกล้กัน ใช้สายตาในแบบเดียวกันมองมาที่ผมอย่างประเมิน

 

“มึงรู้สึกยังไงวะในตอนนี้”

 

“กูรู้สึกชา” ตอบกลับออกไปแบบนั้น พร้อมลืมตามองฝ้าเพดานอย่างความรู้สึกเลื่อนลอย ยกแขนตัวเองขึ้นมาแล้วจ้องมองเชือกสร้อยที่ถูกสวมไว้ที่ข้อมือ ความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจมันกลับมาอีกแล้ว ตัวมันไม่อยู่ แต่ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่นี่ สร้อยนี่ กลิ่นมันที่ติดอยู่ที่หมอน ภาพมันที่โยกตัวอยู่ที่ห้องครัว เคาเตอร์ครัวที่มันทำอาหาร ทุกสิ่งทุกอย่างอบอวลอยู่ที่นี่ ในหัวของผม ในทุกความรู้สึกของผม ยิ่งกว่าโหยหา ยิ่งกว่าเสียใจ



“อ่า ขนาดนั้นเลยนะ ...เพราะน้องสมุทรหรอวะ”



“เพราะทุกเรื่องทุกอย่างเลยมั้ง มึงคิดว่ากูต้องรู้สึกยังไงวะ กับกับอัยย์ที่หลอกกูมาตลอด กับเรื่องของไอ้ยอร์ชที่เกลียดหน้ามันฉิบหาย แต่สุดท้ายมันไม่ได้ทำอะไรเลย และกับสมุทรที่กูทำให้มันเสียใจขนาดนั้น”



“แล้วมึงจะปล่อยทุกเรื่องให้พังแบบนี้หรออิซิส”



“แล้วกูทำอะไรได้ ในเมื่อทุกเรื่องแม่งก็พังไปหมดแล้ว อ่อ...แล้วถ้ามึงไม่ทันสังเกต แม่งพังเพราะกู เพราะกูคนเดียวเลยไอ้สัด”



“อ่าหะ แล้วไม่คิดจะแก้อะไรหรอไอ้สัด ตั้งสติหน่อยพระจันทร์ มึงไม่ได้เป็นคนแสนดีขนาดนั้นนะจากสันดานอ่ะ”



“นี่มึงชมหรือด่ากู” ปรายตามองมันที่ก็ทำแค่ยักไหล่ ก่อนจะเอนตัวลงไปพิงกับเบาะโซฟาอย่างคนสบายอารมณ์ เห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้แม่งฉิบหาย อยากจะเอาตีนยีหน้า ไม่ชอบหน้ามัน...แต่เสือกหน้าเหมือนกันซะงั้น เพราะแบบนี้อ่ะ คนถึงชอบสับสนระหว่างผมกับมัน เอาไรมาเหมือน



“ก็แล้วแต่ซิสจะคิดจ๊ะ ... ว่าแต่มึงนี่เหมือนกูจังวะ”



“ไม่งั้นเค้าจะเรียกแฝดทำห่าอะไรล่ะ โง่เง่า” ขมวดคิ้วจ้องหน้ามันที่เอาแต่มองหน้ากันอยู่แบบนี้ เป็นKไรวะ รำคาญ



“ถ้ามึงจะมากวนกูนะอาทิตย์ ช่วยไถหน้ามึงไปไกลๆ กูหน่อย รำคาญว่ะ” ยกมือสะบัดไล่มันแล้วพลิกตัวนอนตะแคก อยากเอาหน้าแนบไปกับพื้นนี่ ไม่อยากโงหัวขึ้นมารับรู้ความจริงอะไรอีกแล้ว



“งั้นเรื่องที่กูจะนำมาแจ้งก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับซิสแล้วสินะ”



“เรื่องเหี้ยไร ไม่อยากรับรู้เหี้ยอะไรแล้ว” ตอบมันอย่างเหนื่อยๆ แต่ไอ้อาทิตย์ก็ยังคงทำน้ำเสียงระริกระรี้อยู่



“เรื่องน้องสมุทรก็ไม่อยากจะรู้จริงหรอวะ”



‘พลึบ’



พลิกตัวกลับมามองหน้ามันที่ตอนนี้ก็ได้แต่ยิ้มมุมปาก มันที่ปรายสายตาไปมองนาฬิกาบนผนังห้อง ทำหน้าตาอวดดีเหมือนว่าโลกทั้งใบกำลังตกอยู่ในมือมัน ไอ้สัดนี่ต้องเลิกดูการ์ตูนนะ



“เรื่องอะไร”



“สนใจหรอ”



“สัดทิตย์ ไม่เล่น มีอะไรก็รีบพูดมา” เด้งตัวลุกขึ้นนั่งในตอนนี้ ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมที่ไม่เป็นทรงของตัวเองอย่างลวกๆ รู้สึกมึนหัวหน่อยๆ อาการของคนแฮงค์แม่งโคตรน่าเบื่อ แต่ถึงแบบนั้นก็เลือกที่จะเมินเฉยกับสภาพของตัวเอง



“ก็ไม่มีไรอะไรมาก นอกจากว่า...”



“ถ้ามึงลีลาอีกนะ กูจะลุกขึ้นไปถีบมึงจริงๆ อาทิตย์”



“อย่ามากดดันฉัน!”



“อาทิตย์”



“เออๆ เคๆ ก็แค่กูรู้มาว่าวันนี้น้องสมุทรจะบิน” มันบอกออกมาแบบนั้นแล้วทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว บิน บินอะไร มึงเห็นสมุทรมันเป็นนก เป็นผีเสื้อหรอไอ้สัด



“ทำหน้าโง่แบบนี้แสดงว่าไม่เข้าใจ”



“ก็มึงพูดไม่เคลียร์นี่ไอ้สัด บินเหี้ยไร สมุทรมันไม่ใช่นก”



“Kเอ้ย แบบนี้ไงเค้าเลยจะหนี ผัวที่ดีคือผัวใหม่จริงๆ”



‘เพี้ยะ’



“โอ๊ย เจ็บนะไอ้เหี้ยพระจันทร์” มันร้องออกมาแบบนั้นในตอนที่ผมทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือขึ้นตบหัวมันแรงๆ ทีนึง เอาให้เส้นผมสีชมพูของมันกระจายเลยทีนึง



“ลีลาหาพ่อมึงหรอ มีอะไรก็รีบพูดไอ้สัด” จ้องหน้ามันแบบหงุดหงิด ไอ้แฝดนี่ก็ทำแค่ยู่ปากนิดๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหัวมันปอยๆ หายใจฟึดฟัดกับท่าทางหงุดหงิดผม



“น้องสมุทรจะบินไปจีน เค้าจะไปเรียนต่อที่นู้น”



“มึงพูดอะไร...ไม่ตลก”



“อะ ก็ถ้าไม่โง่ก็ควรจะเชื่อกูนะ เพราะน้องจะบินวันนี้จ๊ะ จริงๆ ตอนนี้ก็น่าจะใกล้ไปสนามบินแล้ว” มองจ้องหน้ามันแบบต้องการค้นหาความจริง ก็เป็นไอ้อาทิตย์ที่ถอนหายใจออกมานิดๆ ขายาวของมันยกขึ้นยันขาของผมให้เซถอยไปข้างหลังเพราะไม่ทันตั้งตัว



“นี่มึ...”



“ช้ากว่านี้จะไม่ทันอะไรสักอย่างนะ ถ้าน้องไปแล้วไม่กลับม...อ้าวไอ้สัด ไม่ฟังกูเลย! เอ้อ ให้มันได้แบบนี้ โอเค! วิ่งเลยจันทร์ วิ่งอีกเลยจ้า~ K...ทิ้งน้องทิตย์พูดคนเดียวเฉย”



ผมรีบวิ่งออกมาจากห้อง และขับรถออกไปที่บ้านของสมุทรให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรู้สึกมากมายที่ไหลเข้ามาทำให้หัวใจของผมถูกบีบรัด มันกำลังจะไปเรียนที่อื่น ในที่ๆ ผมตามไปไม่ถึง แค่คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ามันอีกแล้ว ก็ยิ่งทำให้ต้องเหยียบคันเร่งแล้วขับออกไปให้ไวที่สุด



รอกูก่อนได้ไหม อย่าพึ่งทิ้งกันไปเลยนะสมุทร



...


(ต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-07-2022 21:21:45 โดย Yoghurt »

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ

          ผมได้แต่มองไอ้เด็กตรงหน้าที่ตอนนี้กำลังยืดกอดเอวแม่ แล้วทำหน้าอยากจะร้องไห้มองมาที่ผม เห็นแบบนั้นแล้วก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้



“เฮียหมุด ทะเลอ่ะ ...ทะเลอ่ะนะ”



“เป็นอะไร ติดอ่างขึ้นมาซะอย่างนั้นล่ะไอ้น้องทะเล” อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปขยี้หัวมันแรงๆ แต่ครั้งนี้มันไม่ยักโวยวายว่าโตแล้ว อย่ามาทำแบบนี้ ไอ้ทะเลที่ยืนให้ผมเล่นหัวไปพร้อมกับหน้าตาซึม โถ่เอ๊ยไอ้ลูกหมา



“กูไม่อยู่ ก็อย่าดื้อกับแม่นะ”



“ทะเลเคยดื้อที่ไหน ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเด็กเรียบร้อยน่ารักแสนดี”



“ดีกับพี่อ่ะดิ”



“แม่!! พี่หมุดว่าทะเล”



“พอๆ เลยสองคนพี่น้อง จริงๆ เลยน้า” แม่ผมยิ้มออกมาขำๆ ก่อนที่จะเดินเข้ามาหาผม ก่อนฝ่ามืออุ่นนั่นจะเอื้อมมาลูบแก้มผมเบาๆ



“แน่ใจหรอว่าจะไม่ให้แม่ไปส่งที่สนามบิน”



“แน่ใจ สมุทรไปเองได้ครับแม่ อีกอย่างเดี๋ยวอีกชั่วโมงแม่ก็มีประชุม ถ้าไปส่งน้องสมุทรแม่กลับมาไม่ทันหรอก” ผมไม่อยากให้ลำบาก ผมไปเองได้ มันไม่ได้อยากขนาดนั้น แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผมก็ตาม



“แม่ไม่ไปส่งพี่หมุด ทะเลไปเองก็ได้”



“ไปเองแล้วจะกลับมายังไง” แม่ก้มหน้าไปถามไอ้เด็กที่ตอนนี้เอาแต่ทำหน้าง้ำงอ เมื่อคืนก็ขอมานอนที่ห้องผมให้ได้ ได้คุยกับทะเลจนถึงดึกเลยกว่าจะหลับไป เมื่อคืนเฮียคลื่นก็โทรมาหาเหมือนกัน แล้วก็อวยพรให้เดินทางปลอดภัย เฮียมาส่งไม่ได้เพราะเฮียก็ติดเรียนเหมือนกัน ผมไม่เสียใจอะไร เพราะรู้ดีว่าทุกคนในครอบครัวรักผม



“ก็กลัวแท็กซี่...”



“ไม่ต้องเลย อยู่เฝ้าบ้านนี่แหล่ะ ถ้าพี่ถึงแล้วจะรีบโทรหา”



“แต่ว่า...”



“ไม่ต้องคิดถึงกูขนาดนั้น ไอ้เด็กติดพี่”



“ใครพูดแบบนั้น! อย่ามาขี้ตู่ อี๋! ตู่!!”



“อย่าขยี้คำนี้มาก มึงนี่นะ” ยีหัวมันไปอีกที แต่ไอ้ทะเลก็วิ่งหลบหน้าหลบหลังอยู่ดี ผมกับผม่ได้แต่หัวเราะออกมากับท่าทางเด็กๆ แบบนั้นของมัน ไอ้เด็กทะเลที่มั่นใจว่าตัวเองน่ะโตมากแล้ว จริงๆ ก็เป็นแค่ไอ้เด็กตัวน้อย น้องชายของพี่สมุทรสุดเจ๋งอยู่ดี



“สมุทร”



“ครับแม่”



“แม่ขอให้สมุทรเดินทางปลอดภัย ...และใช้เวลากับที่นั่นอย่างเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ อยากเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน ทิ้งความเสียใจหรืออะไรก็ตามที่ลูกอยากทิ้ง แล้วกลับมาเป็นน้องสมุทรที่สดใสของแม่นะ” ผมจ้องตากับแม่ ไม่มีคำพูดอะไรมากกว่านั้นหลุดออกมาจากปากของผมสักคำ อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา ก่อนหน้านี้ที่มีเรื่องราวของพี่พระจันทร์เกิดขึ้น ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้แสดงความเสียใจอะไรออกมาให้ที่บ้านเห็น ผมพยายามจะกลืนทุกอย่างลงไปตั้งแต่วันนั้นที่ตัดสินใจหยุดทุกอย่าง แต่เมื่อมองตาแม่ในวันนี้แล้ว ...



“แม่รู้”



“สมุทรเป็นลูกแม่ ไม่มีอะไรที่แม่จะไม่รู้” แม่พูดออกมาแบบนั้นแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินเข้ามากอดผมไว้แน่นๆ ได้แต่ก้มหน้าลงซบบ่าของผู้หญิงคนนี้ คนที่ทำงานหนักเพื่อดูแลให้ผมอยู่สบาย คนที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับผม ให้กับครอบครัวของเราเสมอมา ไม่ว่าผมจะคิดว่าตัวเองเติบโตขึ้นมากแค่ไหน แต่พอได้มาอยู่ในอ้อมกอดของแม่ตอนนี้ จริงๆ แล้วน้องสมุทรก็ยังคงเป็นน้องสมุทรคนเก่า ที่ไม่ได้โตมากไปกว่าเมื่อวานนี้เลยสักนิด



“แม่ครับ...” ได้ยินเสียงสั่นๆ ของตัวเอง พยายามจะกลืนก้อนสะอื้นนั่นลงไปในลำคอให้หมด ได้แต่ปิดเปลือกตาตัวเองแน่นๆ เพราะกลัวว่าถ้าลืมตาขึ้นมาแล้วน้ำตาจะไหลไม่หยุด



“ไม่เป็นไรลูก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”



“ฮึก...”



“พี่หมุดร้องไห้หรอ ขี้แยว่ะ ฮื่อ” ไอ้ทะเลพูดออกมาแบบนั้นพร้อมๆ น้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม มันพุ่งตรงมากอดทั้งผมและแม่เอาไว้แน่นๆ กับท่าทางและคำพูดแก่แดดของมันที่ว่าผมออกมาแบบนั้น มันทำให้ทั้งผมและแม่หลุดขำออกมาทั้งน้ำตา



“แล้วสมุทรจะรีบกลับมาเป็นน้องสมุทรของแม่ เป็นพี่ของไอ้ทะเลคนเดิมนะ”



“แม่จะรอ” ว่าแบบนั้นแล้วยิ้มกว้างให้กัน เราสามคนกอดกันกลมในตอนนี้ เพราะรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีผมจะต้องเรียกรถและเดินทาง ในตอนที่ผมผละตัวออกจากแม่และน้อง ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ได้ยินเสียงรถที่ถูกขับมาและจอดลงไม่ไกลจากรั้วบ้าน มองออกไปที่หน้าประตูตรงนั้น มีใครคนนึงที่ดูกระหืดกระหอบและรีบร้อนวิ่งลงมาจากรถ



“อ้าว เฮียพี่พระจันทร์นี่นา!” เป็นเสียงของไอ้ทะเลที่ตะโกนออกมาแบบนั้น มันที่ยืนโบกไม้โบกมือให้กับคนที่กำลังสบตากับผมในตอนนี้



ดวงตาคมที่มีขนตาเรียงตัวสวยกำลังมองสบตากับผมอย่างไม่ละสายตา เหมือนกับว่าผมถูกดูดกลืนย้อนกลับไปในวันคืนเก่าๆ ตั้งแต่เช้าวันนั้นที่เปิดเรียน หัวใจผมสั่นกระตุกยังไงในทุกครั้งที่ได้สบตาเขา วันนี้มันก็ไม่ได้ต่างออกไปเลยแม้แต่น้อย ความคิดในหัวของผมสับสนปนเปเป็นเหมือนเกลียวคลื่น มีหลายเรื่องที่ล้นทะลักเข้ามาในหัวใจ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างสักอย่างเดียว มันมีแต่ความวูบโหวงที่เกิดขึ้นกลางอก และเสียงหัวใจที่เต้นถี่ๆ และน้ำตาที่รื่นขึ้นมาก็เท่านั้น



“สมุทร” เสียงเข้มที่เอ่ยเรียกผมจากตรงนั้น ใบหน้าหล่อที่ดูอิดโรยมองตรงมาที่ผมแบบไม่ละสายตา ฝ่ามือหนาที่เอาแต่เกาะรั้วบ้านไม่ไปไหน



“เพื่อนมารับหรอลูก” แม่ผมเป็นคนทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี่ทิ้งไป แต่ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร เสียงเข้มๆ นั่นก็ตอบรับคำพูดของแม่ของผมก่อนแล้ว และมีไอ้ทะเลที่ลากกระเป๋าออกไปให้ถึงหน้าบ้าน ... ทำเหี้ยอะไรเนี่ย



“หายไปนานนมโตเลยนะพี่เฮียพระจันทร์” มันว่าออกมาแบบนั้นตอนที่เปิดรั้วบ้านต้อนรับใครอีกคน พี่พระจันทร์ยกมือขึ้นลูบหัวมันเบาๆ แล้วยกมือไหว้แม่ของผมที่ยิ้มรับเขานิดๆ ผมช้อนตามองหน้าแล้วอยากจะบอกว่าไม่ใช่ ผมจะไม่ไปกับเค้า แต่ถึงแบบนั้นแม่ก็ยังคงส่งยิ้มมาให้กัน แล้วพูดขัดกับผมขึ้นมาซะก่อน



“อย่าปล่อยให้อะไรค้างคา ถ้าลูกอยากจบ ก็ทำให้มันจบซะตั้งแต่วันนี้...แต่ถ้าไม่ มันอาจมีอะไรบางอย่างที่ลูกจะไม่เสียใจ ถ้าได้คุยกัน”



“แม่รู้...”



“นี่แม่ของน้องสมุทรทั้งคนนะ ไม่รู้แล้วจะเป็นแม่เราได้ยังไง...ไปเถอะ ไปกับเค้า อย่างน้อยแม่ก็จะได้สบายใจว่าลูกจะมีคนไปส่งถึงสนามบิน ... ชื่อพระจันทร์ใช่ไหม ฝากส่งสมุทรให้ถึงเกตอย่างปลอดภัยด้วยนะจ๊ะ”



“ครับ” เค้าตอบรับคำแม่ของผม แต่ถึงแบบนั้นสายตาคู่คมก็ยังไม่ยอมละไปจากหน้าของผมอยู่ดี ในตอนที่ผมเดินเข้าไปหาเค้าช้าๆ เป็นเวลานานมาเป็นอาทิตย์ที่เราไม่ได้คุย ไม่ได้สบตา ไม่ได้มองหน้าหรือได้ยินเสียงพูดคุย นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ได้มองกันแบบนี้



“มึงจะไปเรียนที่จีนหรอ ไปวันนี้หรอ”



“ใช่ ผมมีไฟล์บินไปวันนี้” ตอบออกไปตามความจริง และพี่พระจันทร์ก็เงียบไป เขามองหน้าผมค้างอยู่แบบนั้น ก่อนที่สุดท้ายจะกระพริบตานิดๆ



“เครื่องขึ้นกี่โมง”



“เป็นไฟล์ตอนบ่ายครับ แต่พี่ไม่ต้องไปส่งผมหรอก ผมไปเองได้” บอกออกไปแบบนั้น เป็นสถานการณ์กระอักกระอ่วนที่ไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้ายังไง และพอบอกออกไปแบบนั้น สีหน้าและท่าทางของพี่พระจันทร์มันก็ยิ่งดูอ่อนแรงลงมากกว่าตอนที่เค้าวิ่งลงมาจากรถเมื่อก่อนหน้านี้ซะอีก ดวงตาคู่สวยของเค้าที่ผมเคยชอบ ในตอนนี้มันดูสับสนเหมือนคนกำลังหลงทาง



“พี่พระจันทร์...” ผมเรียกชื่อของเขาออกไปครั้งแรก รู้สึกปวดหน่วงอย่างบอกไม่ถูก เป็นความโหยหา เป็นความคิดถึงในวันที่เรากอดกันไม่ได้อีกแล้ว รู้สึกหัวใจถูกบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก แต่ถึงแบบนั้นก็ยังคงต้องอดทนกับมันเอาไว้



“ขอไปส่ง...ได้ไหม” เขาช้อนสายตาขอร้องมองมาทางผม และในตอนนั้นที่ผมหันหน้ากลับไปมองแม่ของตัวเอง ท่านที่ทำแค่พยักหน้าส่งให้เบาๆ อย่างให้กำลังใจ ผมหันกลับมามองหน้าเค้าอีกครั้ง ...



บางที ถ้าการได้ใช้โอกาสช่วงสุดท้ายนี้ก่อนที่เราจะจากกันไปไกล มันก็อาจจะดีก็ได้ล่ะมั้ง ... น้องสมุทรคนดันทุรัง น้องสมุทรคนตามใจตัวเอง



“ก็ได้ครับ”



         ตอบรับออกไปแบบนั้น แล้วก็เป็นพี่พระจันทร์ที่ขยับตัวเข้ามาหยิบกระเป๋าเดินทางของผมขึ้นรถที่เบาะหลัง ก่อนจะเดินมาเปิดประตูให้ผมเดินขึ้นไปนั่ง แล้วเขาเองก็เดินอ้อมไปนั่งที่ฝั่งคนขับ ดวงตาคมที่เอาแต่จ้องมองไปที่พวงมาลัย จ้องมันอยู่แบบนั้นเหมือนกับว่าไม่อยากขับมันออกไปจากตรงนี้ เหมือนกับว่าอยากจะใช้เวลาอยู่กับผมให้นานที่สุด แต่นั่นเหมือนจะเป็นการเข้าข้างตัวเองของน้องสมุทรที่ชอบทำมาเสมอ เจ็บแล้วไม่จำ จนสุดท้ายต้องเบือนหน้าหนีมองออกไปนอกกระจกรถ ลดกระจกลงแล้วโบกมือลาแม่กับน้องที่ยืนมองเราอยู่ที่หน้าบ้าน ผ่านไปหลายนาที สุดท้ายรถหรูคันนี้ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวขับออกมา



บรรยากาศเงียบๆ ที่ชวนอึดอัด เหมือนกับว่าเราสองคนหวนกลับไปเป็นคนที่ไม่คุ้นหน้า เป็นเหมือนกับวันแรกที่ผมได้ขึ้นมานั่งบนรถคันนี้ แตกต่างตรงที่ในวันนั้นฝนมันตกหนัก และเค้าก็บังเอิญไปรับผมขึ้นมาจากข้างทาง



“กู...กูรู้จากอาทิตย์ว่ามึงจะไปเรียนต่อที่จีน” เป็นเค้าที่พูดขึ้นมาก่อนเพื่อขัดบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ของเรา สายตาคมนั่นที่ก็เอาแต่จ้องไปที่ถนน ผมพยักหน้ารับกับคำพูดของเขานิดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม



“อ่อครับ”



“ที่ไป...เป็นเพราะกูใช่ไหม” พี่พระจันทร์ว่าออกมาแบบนั้น พร้อมๆ กับเหลือบสายตามามองผมในตอนที่ฝ่ามือหนาเข้าเกียร์ว่างในตอนที่รถติดไฟแดง มองเห็นความเศร้าในตาของเขาที่ส่งผ่านมาให้กัน ผมไม่รู้ว่าทำไมเค้าถึงดูเศร้าเสียใจขนาดนั้น แต่เพราะแบบนั้น มันก็ทำให้ผมไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองตาอีกฝ่ายชัดๆ เหมือนกัน



“................” พร้อมทั้งไม่กล้าตอบรับหรือปฏิเสธออกมาสักประโยคเลยด้วยซ้ำ



“ขอโทษนะ” เสียงทุ้มเศร้าที่ชวนให้หัวใจผมร้องไห้พูดออกมาเบาๆ ผมเผลอช้อนตาขึ้นไปสบตากับเขา ก่อนจะต้องรีบเบือนหน้าหนีในตอนที่เห็นความเศร้าส่งมาให้กัน พี่พระจันทร์ปลดเกียร์ว่างในตอนที่สัญญาณไฟบอกกันว่าต้องไปต่อ



“ขอโทษทุกเรื่องเลยที่ทำให้มึงต้องเสียใจ ถ้าพูดว่าไม่ตั้งใจก็คงทุเรศเกินไป ตั้งแต่ที่มึงเดินเข้ามาหากูในวันนั้น ที่ผับในคืนนั้น กูก็ไม่สนใจใยดีความรู้สึกมึงเลยใช่ไหมล่ะ จะมาพูดว่าไม่ตั้งใจก็คงเฮงซวยมากกว่าที่เป็นอยู่ซะอีก” เค้าว่าออกมาแบบนั้น เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่คนแบบพี่พระจันทร์กำลังเอ่ยปากต่อว่าตัวเองให้ผมได้ยิน ผมรู้จักนิสัยของเขาดี เขาไม่แคร์ใครจริงๆ แบบที่เขาว่า ผมรู้ดีว่านั่นเป็นความตั้งใจบีบให้ผมถอยห่าง แต่มันไม่ใช่ความผิดของเขาสักนิด ในตอนนั้นผมก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ก็ขอให้ได้ใกล้ชิดเขามากขึ้นอีกหน่อย มันคือการตัดสินใจของผมเอง



“แต่ที่ผ่านมา ที่ได้ใช้เวลาร่วมกับมึง ทุกเรื่องที่เคยบอกมึง กูไม่เคยโกหกมึงเลยสมุทร” พี่พระจันทร์พูดออกมาอีก พร้อมๆ กับความเสียใจที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอกของผม เขาเหมือนกับว่าไม่ได้อยากถามอะไรผม แต่แค่อยากพูด อยากบอกเล่าเรื่องราวที่เค้าไม่เคยได้พูดออกมา และมีเพียงน้ำเสียงและแววตาที่ส่งมาให้ผมได้รู้ว่าเค้าเสียใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง



“เรื่องอัยย์วันนั้น กูไม่มีอะไรจะแก้ตัว แต่กูมีแค่เรื่องอยากเล่าให้ฟัง...” บอกออกมาแบบนั้นแล้วหันมามองหน้าผม เหมือนเป็นการเอ่ยถามว่าผมอยากจะฟังมันไหม



“ก็ถ้าพี่อยากจะเล่า ผมฟังมันก็ได้” ตอบรับออกไปแบบนั้น ท่าทางของผมที่ทำให้ดูเหมือนว่าไม่รู้สึกอะไรมากที่ที่สุด ทั้งๆ ที่หัวใจผมกำลังเร่งรัด อยากจะรู้ว่าเค้าจะพูดถึงเรื่องอะไร จริงๆ ระยะเวลาหลายต่อหลายวัน มันไม่ทำให้ผมดึงใจออกมาจากเค้าได้เลย ทั้งๆ ที่เสียใจจนแทบบ้า แต่ก็ยังอยากจะรู้เรื่องราวของเขาอยู่ดี อยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้เค้าที่ควรจะมีความสุขกับพี่อัยย์ในช่วงเวลาที่ไม่มีผม มีสภาพเป็นแบบตอนนี้



“วันนั้นอัยย์เค้ากรีดข้อมือตัวเอง...”



“ห๊ะ!” ผมตะโกนออกมาแบบนั้น ความรู้สึกตกตะลึงตามมาพร้อมๆ กับหัวใจที่ร่วงหล่นลงไปที่ปลายเท้า ผมเห็นหน้าค่าตาเค้ามาตลอดพร้อมๆ กับที่เจอพี่พระจันทร์ คนที่มีใบหน้าน่ารักสดใสมาตลอดแบบพี่อัยย์ ไม่จริงน่า...ความกลัวทำให้ผมมือสั่น หันหน้าไปมองพี่พระจันทร์อย่างต้องการคำตอบ



“แล้วพี่อัยย์...”



“เขารอด กูอยู่ด้วยในตอนนั้น ก็เลยไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ในตอนที่ได้รู้คำตอบ ถึงผมจะไม่ชอบที่เขาต้องมาวนเวียนอยู่รอบตัวของพี่พระจันทร์ แต่ผมไม่เคยคิดอยากให้เขาตาย เข้าใจใช่ไหม มันไม่มีการจากลาไหน เท่ากับการจากลาที่เราจะไม่มีวันหาตัวเค้าเจออีกแล้วบนโลกนี้



ผมหันไปมองหน้าคนข้างตัวที่กำลังจดจ่อสายตาไปที่ถนน แต่ถึงแบบนั้นผมก็มองเห็นได้ว่าอีกฝ่ายมือสั่น พี่พระจันทร์ที่กำมือเข้ากับพวงมาลัยแน่นๆ



“อัยย์ทะเลาะกับที่บ้าน จริงๆ ก็เป็นการทะเลาะที่กูคุ้นเคยดีมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ อัยย์ชอบปีนต้นไม้หนีมาฝั่งบ้านกู เพราะเมียน้อยพ่อชอบปล่อยหมาให้มาไล่กัดอัยย์”



“อะไรนะ!...นี่มันเรื่องอะไรกัน บ้าป่ะวะ”



“กูไม่เคยอยากจะพูดมันออกมา เพราะมันคงไม่ดีที่จะเอาเรื่องครอบครัวคนอื่นมาพูดแบบนี้ โดยเฉพาะกับคนที่เค้าเองก็ไม่ได้อยากให้ใครรับรู้ แต่วันนี้มันคงไม่สำคัญแล้ว เพราะว่าการคิดและแคร์คนอื่นมากกว่ามึงในวันนั้น มันทำให้วันนี้กูเสียมึงไป” พี่พระจันทร์พูดออกมาพร้อมหัวเราะแผ่วๆ ท่าทางที่ไม่ได้อยากหัวเราะแต่เหมือนเป็นการหัวเราะสมเพชตัวเองมากกว่า



“วันนั้นกูทำอะไรไม่ถูกสักอย่าง กูกลัวอัยย์ตายถึงได้รีบไปแล้วทิ้งมึงเอาไว้ ไม่กล้าพามึงไป ไม่กล้าบอกอะไรกับมึงเพราะไม่รู้จริงๆ ว่ากูควรพูดเรื่องนี้ออกมาหรือเปล่า แต่ในความรู้สึกจริงๆ ของกู คือวันนี้กูไม่ได้รู้สึกกับอัยย์เหมือนที่รู้สึกกับมึง”



“ผม...ผม....” ไม่รู้จะตอบอะไรกับไปเลยในตอนนี้ เรื่องจริงในวันนั้นที่ผมคิดอะไรไปไกล ถูกความจริงวิ่งชนใส่เป็นหนังคนละม้วน ทำเอาหัวสมองผมเบลอและขาวโพลนไปหมด เพราะเพราะว่าพูดอะไรออกมาไม่ได้สักอย่าง เลยได้เห็นพี่พระจันทร์ที่เหยียดยิ้มหยันออกมาน้อยๆ



“เขาอยากให้กูเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขา” พี่พระจันทร์หัวเราะฝืดๆ



“พี่ก็เป็นมันอยู่เสมอนี่”



“แต่ตอนนี้เป็นให้ไม่ได้แล้ว”



“ทำไม”



“เพราะมึง...”



เรื่องราวที่ได้รับรู้ความจริงที่ว่าวันนั้นเค้าทิ้งผมไปทำไม ทันทำให้ผมรู้สึกว่างเปล่า ในวันนั้นผมทั้งน้อยใจ เสียใจ แต่เรื่องราวที่ได้รับรู้ในวันนี้มันหนักเกินไปจนไม่รู้ว่าควรตอบรับยังไง และผมคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องราวนี้ก็คงทำให้คนข้างตัวหนักใจไม่ต่างกัน



“กูขอโทษสมุทร...ถ้าทำได้ ถ้ามีโอกาสทำได้อีกสักครั้ง กูจะไม่ผิดสัญญา กูจะไม่มีความลับอะไรกับมึงอีกเลยแม้แต่อย่างเดียว”



             ความเงียบลอยตัวอยู่ในรถ พร้อมๆ กับหัวสมองของผมที่มึนงง จนกระทั่งรถหรูของพี่พระจันทร์เลี้ยวเขาที่ลานจอดของสนามบินสุวรรณภูมิ เหลือบสายตาลงมองที่นาฬิกาข้อมือ ยังเหลือเวลาอยู่มาก เราจัดการเรื่องกระเป๋ากับบอร์ดดิ้งพาส มองเห็นรุ่นพี่และเหล่าซือที่รออยู่ก่อนแล้ว แต่ในตอนนี้สามารถบอกลา หรือหาของกินก่อนได้เพราะยังมีเวลาเหลือ มองเห็นไอ้มาร์ชที่มาก่อนแล้ว มันกำลังยืนอยู่กับพ่อแม่ของตัวเอง มันไม่ได้ก้าวเข้ามาหาผมในตอนที่เห็นพี่พระจันทร์มาด้วย



“พี่จะกลับเลยไหม” ถามออกไปแบบนั้น พอพี่พระจันทร์ได้ยินก็ทำหน้าเสียใจมากกว่าเก่า สีหน้าท่าทางที่ทำให้ผมยิ่งรู้สึกอยากร้องไห้



“กูขอโทษที่เคยใจร้ายกับมึง ... แต่ขอร้องได้ไหม ในช่วงอีกแค่ไม่กี่นาที มึงอย่าใจร้ายกับกูมากไปกว่านี้เลย”



“ผมขอโทษ” ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำนี้ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ แต่แค่เห็นสีหน้าท่าทางของเขา ผมก็รู้สึกผิดไปทั้งใจ



“ขอโทษทำไม ทุกอย่างทุกเรื่องของเรามันพังก็เพราะกู ถ้าในเรื่องนี้จะมีใครสักคนที่ผิด ไม่ใช่มึงเลย มันเป็นกู” พี่พระจันทร์ฝืนยิ้มออกมาน้อยพร้อมส่ายหน้า มันเป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกสมเพชตัวเอง ผมหายใจเข้าลึกในตอนนี้ ถ้าจะจากกัน มันไม่ควรมีการค้างคาใช่ไหม ผมบอกตัวเองแบบนั้นมาตลอดในตอนที่ตัดสินใจจะไปจีน แต่ในตอนนี้ที่ได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ความค้างคามันกลับแล่นขึ้นมาในความรู้สึก



“ถ้ามึงไปอยู่ที่นู่น เรายังจะคุยกันได้ไหม”



“ไม่รู้สิ ที่นั่นรัฐบาลเค้าบล็อคหลายเว็บ ผมไม่รู้ว่าจะคุยกันอีกได้หรือเปล่า” ตอบออกไปตามความเป็นจริง ทั้งๆ ที่รับรู้ได้ว่าเสียงของตัวเองเริ่มสั่น มันเหมือนมีหลายๆ อย่างที่ผิดพลาดกับเรื่องของเรา ถ้าย้อนกลับไปในวันนั้นถ้าผมยอมฟังเค้า ถ้าเค้ายอมเล่าทุกเรื่องให้ผมฟัง วันนี้เราจะยังต้องมายืนอยู่ตรงข้ามกันเหมือนตอนนี้ไหม ผมรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้ ได้แต่รู้สึกว่ามันไม่ควรมาจบลงแบบนี้เลยจริงๆ



แต่ถึงจะแบบนั้น ยังไงในวันนี้เรื่องของเรา มันก็ถือว่าจบไปแล้วอยู่ดี ... จริงไหม?



ผมผ่อนลมหายใจก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก่อนจะช้อนตามองคนที่ผมหลงรักมาตลอด คนที่ผมอยากให้เค้าได้มองเห็นผม ได้รับรู้ว่าผมรักเค้าอยู่ตรงนี้มาเสมอ เฝ้ารอให้สักวันเค้ารู้ว่าผมรัก



“พี่พระจันทร์ น้องสมุทรขอบคุณทุกช่วงเวลาที่ทำให้ผมมีความสุขนะครับ ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เข้าไปใกล้พี่มากขนาดนั้น”



“อย่าพูดแบบนั้นสมุทร มึงอย่าพูดมันออกมา.....”



“ถึงเรื่องของเรามันจะจบลงแบบนี้ ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ผมเสียดายและเสียใจมากๆ ก็ตาม แต่ทุกๆ เรื่องราวของพี่ มันจะถูกเก็บไว้เป็นความทรงจำของผมตลอดไปเลยนะ” ผมกระพริบตาถี่ๆ รู้สึกปวดหน่วงในอกไปหมดในตอนที่ต้องพูดมันออกมา ผมเสียใจ ลึกๆ แล้วผมยังคาดหวัง แต่สุดท้ายแล้วมันก็จบลงไปแล้วอยู่ดี เราคงเดินมาไกลที่สุดได้เท่านี้ ต่อให้ผมรั้นเดินต่อไปมากกว่านี้ ในวันนี้ทุกอย่างมันก็ไม่เอื้ออำนวยอีกแล้ว เรากำลังจะอยู่ห่างกันไกล เดินทางออกไปกันคนละมุมโลก



“กูไม่ได้อยากให้มึงอยู่แค่ในความทรงจำสมุทร”



“หลังจากวันนี้ น้องสมุทรจะพยายามตัดใจจากพี่พระจันทร์ให้ได้...” ผมพูดออกไปแบบนั้น พี่พระจันทร์ที่กำลังจะพูดบางอย่างต่อชะงักคำเพราะถูกผมแทรก เขาที่ดูเหมือนจะอึ้งไปกับคำพูดของผม สายตาคมที่ผมชอบนั่นมองผมค้าง แววตาสีหน้าเศร้าสร้อยถูกส่งมาให้ผม พร้อมกับขอบตาของผมที่ร้อนผ่าวขึ้นมาในตอนนี้



           ผมขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย กอดเขาเอาไว้ให้แน่นที่สุด ก่อนจะชั่งใจแล้วตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายกับความดันทุรังที่อยากจะทำ กดจูบลงบนริมฝีปากของอีกคน เป็นแค่การกดจูบธรรมดาที่เนินนานกว่าครั้งไหนๆ รับรู้ได้ถึงวงแขนแข็งแกร่งของอีกฝ่ายที่รัดตัวผมแน่นขึ้นดว่าเดิม เขากระชับตัวของผมเอาไว้แน่นไม่ต่างกัน ราวกับกลัวว่าถ้าเกิดเผลอปล่อยผมออกจากอ้อมกอดนี้ ผมจะหายตัวไปในวินาทีนั้น ในตอนที่ผมจะผละใบหน้าออก กลับเป็นพี่พระจันทร์ที่เลื่อนฝ่ามือขึ้นมาจับที่ปลายคางผมเอาไว้ ก่อนจะกดจูบลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆ สอดเกี่ยวเรียวลิ้นเข้ามาดูดดึง พร้อมๆ กับที่น้ำตาของผมไหลลงมาอาบแก้ม



“ฮึก...” ผมพยายามที่จะกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ให้มากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วก็ทำไม่ไหว ในตอนที่เราผละริมฝีปากออกจากกันอย่างเชื่องช้า ช้าจนเหมือนกับว่าเราทั้งคู่ต่างอยากให้ช่วงเวลานี้ยาวนานขึ้นอีกหน่อย



“ถ้าวันนี้พี่พระจันทร์รักผมได้จริงๆ มันคงจะดีกว่านี้” ผมกดหน้าผากตัวเองลงกับไหล่กว้าง หลับตานิ่งค้างรับรู้ถึงความอบอุ่นนี้เอาไว้ให้ได้นานที่สุด ก่อนสุดท้ายจะตัดสินใจผละตัวออก พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด พี่พระจันทร์มองหน้าผมค้างอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะคว้าข้อมือของผมไปจับเอาไว้ เหมือนเป็นภาพวนลูปที่เคยเกิดขึ้น สภาพของเขาเหมือนกับตอนที่ผมพยายามดึงรั้งมือของเขาเอาไว้ไม่ให้จากไปในวันนั้นไม่มีผิด



“สมุทร”



“พี่รู้ตัวไหมว่าพี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักผมหรือเปล่า ตลอดเวลาพี่ไม่เคยบอกว่ารักผมสักครั้งเดียว มีแต่คำว่าชอบที่ให้กัน ต่อให้เรื่องของพี่อัยย์จะผ่านไปแล้ว แต่น้องสมุทรในวันนี้ไม่แน่ใจอีกแล้ว กับคำว่าชอบของพี่ มันจะใหญ่พอเท่าคำว่ารักของผม”



“.............”



“เพราะแบบนั้น...ผมถึงจะตัดใจ ปล่อยให้เรื่องราวของเราจบลงที่ตรงนี้ ในวันนึงที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง ... ผมหวังว่าพี่พระจันทร์ จะรักใครเป็นสักทีนะครับ” บอกออกไปแบบนั้นแล้วดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ผมรู้ตัวดีว่าอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ความรู้สึกเสียใจกำลังเกาะกุมความรู้สึกของผม การที่เราต้องตัดใจ และรับรู้ว่าในวันพรุ่งนี้มันจะไม่มีใครบางคนยืนอยู่ตรงหน้าของเราอีกต่อไปแล้ว มันเป็นการฝืนเข้มแข็งที่ไร้ประโยชน์ ฝืนตัดใจที่ยากเย็นเต็มที ผมตัดสินใจเดินหันหลัง แล้วปล่อยพี่พระจันทร์ทิ้งเอาไว้ตรงนั้น



“สมุทร!...มึงคิดว่าพี่พระจันทร์ของมึงเป็นคนดีขนาดนั้นหรอวะ กูจะไม่ยอมให้มึงตัดใจหรอกจำเอาไว้!!”



เสียงทุ้มเข้มที่ตะโกนไล่หลังตามมา ทำให้ก้าวของการเดินของผมต้องชะงักไปจังหวะนึง คนรอบข้างที่หันมามองกัน แต่ถึงแบบนั้นผมก็เลือกที่จะไม่หันหลังกลับไป ต่อให้พี่พระจันทร์จะพูดแบบนั้นออกมา แล้วจะทำอะไรได้มากไปกว่า ปล่อยให้เรื่องของเรา จบลงแค่ตรงนี้



ลาก่อนความรักสี่ปีของน้องสมุทร



#รักอยู่รู้ยัง

--------------------------------

เอ๊อออ เอาสิลูกฉัน ไปเลยจ้าน้องสมุทร ก้าวไปเลยลูก

ส่วนพระจันทร์ สงสารอ่า เหมียนหมาเลย ก๊ากกกกกกกกกก



ครบ100%แล้วจ้า ขอบคุณคนอ่านที่ยังอยู่สมน้ำหน้าพี่พระจันทร์ด้วยกันนะคะ มามะ อ้าฮ้า มาอ่านเลย

ตอนนี้ยาวพอๆกับชื่อกรุงเทพไปเลยจ้า

(ยังไม่ได้แก้คำผิดงับ)


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Koyokid16

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :katai2-1: ตบมือรั่วๆ ให้น้องหมุด เฉียบขาดมากลูก / ผัวที่ดีคือผัวใหม่ 55 !!

เรื่องของเรื่อง มันไม่ใช่เรื่องที่บอกหรือไม่บอกว่าทำไมรีบวิ่งไปหาอัยย์ แต่ปัญหาคือ อิพี่พระจันทร์มันไม่เคยแน่ใจว่ารักหรือเปล่า ต้องขอส่งเพลงรู้ตัวช้าให้ จมน้ำตาตายไประหว่างรอน้องเรียนอยู่เมืองจีน

ขอให้น้องหมุดกลับมาพร้อมกับ หนุ่มแซบๆสักคนสองคน เอาให้อิพี่ตายไปเลย
ชอบตอนนี้คุณแคท เฉียบมาก น้องมองประเด็นขาดมาก Move on สวยๆค่า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ
*เป็นตอนที่มีคำศัพท์เฉพาะค่อนข้างมาก

เพราะฉะนั้นเลยมีเชิงอรรถอธิบายไว้ที่ท้ายเรื่องค่ะ



บทที่29





           แผ่นหลังที่เดินหายเข้าไปทางด้านในปะปนไปกับผู้คนมากมาย แค่เผลอกระพริบตาเพียงครั้งเดียว ร่างบางๆ นั่นก็ถูกกลืนหายไปกับผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนไร้น้ำหนัก ไร้การเคลื่อนไหว และหยุดนิ่งค้างอยู่กับที่ไปชั่วขณะ สมองของผมยังคงประมวนผลเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เต็มที่ มันยังคงเอาแต่แสดงความรู้สึกที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้มีคนหนึ่งคนยืนอยู่ตรงหน้านี้ ความอบอุ่นของผิวเนื้อที่กอดกัน รูปปากที่ดูดดึงยังไม่จากหาย แต่ในความเป็นจริง...มันไม่เหลืออะไรแล้วสักอย่างเดียว มันว่างเปล่า



คำพูดของสมุทรที่ดังอยู่ในหัว แต่ตอนนี้ตัวตนของมันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว เป็นความรู้สึกของการเสียสูญ ความผิดหวังเสียใจที่เคยคิดว่ารู้จักดีมาตลอดเพราะเรื่องของอัยย์ แต่ในความเป็นจริง มันเทียบกันไม่ติดกับความรู้สึกในตอนนี้กับเรื่องของสมุทร ...พึ่งรู้ว่าของจริงมันเป็นแบบนี้



‘ตลอดเวลาพี่ไม่เคยบอกว่ารักผมสักครั้งเดียว’ คำพูดประโยคนี้ของสมุทรทำผมอ้าปากเถียงไม่ออกสักคำเดียว มันเหมือนโดนต่อยเข้าแสกหน้า ชาไปทั้งตัวทั้งใจ ตอนนี้ได้แต่กัดฟันแน่นๆ แล้วเอนตัวถอยหลังไปพิงต้นเสาเอาไว้ มันเป็นความรู้สึกเคว้งแบบทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องคิดหรือทำอะไรในตอนนี้ มองเข้าไปตรงที่ที่มันพึ่งเดินเข้าไปอีกครั้ง และความเป็นจริงก็ตอกย้ำกับผมว่า มันไม่อยู่ด้วยกันในตรงนี้แล้ว



         เดินกลับไปที่รถ ยัดตัวเองเข้าไปในรถ หันมองไปที่ด้านข้างที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า มันเคยอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว ผมพยายามหายใจเข้าลึกๆ ทั้งๆ ที่ความรู้สึกมันชืดชา แต่ใบหน้ากลับสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น พอก้มหน้าลงมองที่หน้าตัก ก็มองเห็นหยดน้ำใสเป็นหยดเป็นดวงที่กางเกง ชะงักไปสักพักในตอนที่มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้



            สุดยอดไปเลยว่ะไอ้พระจันทร์ ไอ้คนที่ตอนแรกไม่แคร์เลยว่ามันจะรู้สึกยังไง แต่มาในวันนี้ แม่ง ... เจ็บจนน้ำตาไหล



“ฮ่ะๆๆ ...” ได้แต่แค่นยิ้มแล้วฝืนขำออกมาทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรตลกสักอย่างเดียว ฟุบหน้าลงกับแขนที่วางไว้บนพวงมาลัยรถ น่าสมเพชฉิบหายเลยไอ้พระจันทร์ เงยหน้าขึ้นมาจากฝ่ามือ จ้องมองลงไปที่ข้อมือที่มีสร้อยเชือก2เส้นถูกสวมเอาไว้ เส้นนึงคือเส้นที่มันเป็นคนใส่ให้ ส่วนอีกเส้นคือของมันที่เคยทำตกเอาไว้ในคืนแรกที่เรามีอะไรกัน หลังจากวันนั้นคิดว่าจะเอามาคืนให้มัน แต่ก็ไม่ได้คืนสักที จนสุดท้ายในตอนนี้ อะไรที่มันทิ้งไว้ให้ก็อยู่ที่ตัวผมคนเดียว ไม่ว่าจะสร้อยคู่นี่ หรือแม้แต่น้ำหอมที่ให้ไว้ล่วงหน้าก่อนวันเกิด ไม่มีสักอย่าง ไม่ว่าจะวันเกิดที่คิดเอาไว้ หรือตัวมัน ... ผมปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาเรื่อยๆ มันรู้สึกเคว้งคว้างแบบที่ตั้งหลักไม่ถูก คำพูดของสมุทรยังคงวนเวียนอยู่ในหัว



         กับอิแค่คำว่ารัก มันติดอะไรอยู่ มันยากมากตรงไหนถึงไม่เข้าใจมันสักที ... แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เข้าใจแล้วในตอนนี้คือที่มันทิ้งกัน เรื่องของอัยย์อาจมีส่วน แต่ความที่มันไม่มั่นใจในตัวผมคือส่วนใหญ่ที่สุดของเรื่องนี้



        ตลอดระยะเวลาที่ขับรถกลับบ้าน มันเอาแต่นึกถึงสิ่งต่างๆ ทั้งภาพทั้งเสียงทุกอย่างอัดแน่นเป็นความทรงจำ เปิดประตูเข้ามาที่ห้อง เดินตรงมาที่เคาเตอร์ครัวที่ครั้งนึงเคยมีคนก้มๆ เงยๆ ส่งยิ้มมาให้กัน มันไม่ค่อยถามว่าอยากกินอะไร แต่สุดท้ายจะเลือกลงมือทำเมนูง่ายๆ ที่ถูกปากและถูกใจ มันมักจะรู้อยู่เสมอว่าผมดูแลสุขภาพมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเมนูเช้า สาย บ่ายหรือแม้แต่ตอนกลางคืน มันก็จะทำออกมาได้แบบที่ผมชอบเสมอ คนที่เคยมัดจุกผูกผ้ากันเปื้อนสีหวานอยู่ในครัว หรือแม้กระทั่งโต๊ะกินข้าวที่ครั้งนึงมันเคยนอนทอดยาว ฉีกขาให้ผมสอดใส่ในที่ตรงนั้น



มันเป็นภาพคุ้นตาที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาผมชินกับการมีตัวตนของใครอีกคนไปแล้ว ชินกับการมีเสียงใสๆ กับใบหน้าเปื้อนลอยยิ้มที่มีแว่นสายตากลมมาส่งยิ้มให้เสมอ ชินกับร่างกายอุ่นๆ ที่ได้กอดใครสักคนเอาไว้ ชินกับความใส่ใจที่อยู่ข้างกายตลอดเวลา ชินแม้กระทั่งน้ำหวานรสซ่าสีเขียวๆ ที่ไม่เคยคิดจะกิน แต่ทุกวันนี้กลับติดมันมากกว่าใคร



ในตอนนี้ เวลานี้ที่ต้องกลับมาเจอความว่างเปล่าที่คุ้นเคยเหมือนกับก่อนที่จะได้เจอมัน ... เวลานี้มันกลับว่างเปล่ายิ่งกว่าที่ผ่านมา การที่เราต้องขาดสิ่งที่เคยมี มันแย่ยิ่งกว่าไม่เคยมีมันมาก่อนซะอีก ได้แต่ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะกินข้าว ซบหน้าลงกับพื้นเย็นๆ ของโต๊ะหินอ่อนแล้วหลับตาพยายามคิดและมองหาทางออกของเรื่องราวนี้ หรือบางทีผมอาจจะสมควรที่ต้องโดนแบบนี้ นี่คงไม่ได้ครึ่งนึงตลอดสี่ปีที่ผ่านมาที่ไอ้สมุทรรู้สึก ...สมควรโดนแล้ว



.

.

.



            ขายาวๆ ที่ก้าวตรงออกมาจากลิฟย์ด้วยความเร่งรีบและหงุดหงิด ในตอนนี้ไม่สนใจกระทั่งที่จะอยากรับไหว้เจ้าหน้าที่หรือเลขาที่อยู่หน้าห้อง มารยาทไม่อยากจะมีแล้วในตอนนี้ที่เจอแต่เรื่องเดิมๆ มาทั้งอาทิตย์ ฝ่ามือหนาผลักประตูห้องของผู้บริหารใหญ่เปิดออกโดยไร้ซึ่งการเคาะประตูแบบที่คนมีมารยาทเค้าทำกัน



แต่วันนี้พระจันทร์ไม่อยากจะมี



“ป๊า! ทำไมต้องทำแบบนี้กับจันทร์วะ!” ผมโพล่งออกไปแบบนั้นในตอนที่คนมีอายุแต่ยังดูดีในชุดเสื้อสูธเงยหน้าขึ้นมาจากงานเอกสารตรงหน้าพร้อมคิ้วสวยที่เลิกขึ้นมาเหมือนเป็นการถามว่า มาโวยวายอะไรเสียงดังตรงนี้



“ฝีมือป๊าใช่ไหม ทำไมต้องทำแบบนี้!”



“พระจันทร์อย่าขึ้นเสียงกับป๊า อาเคยสอนให้จันทร์โวยวายแบบนี้หรอ” เสียงของบุคคลที่สามที่อยู่ในห้องนี้ด้วย แต่ผมมองไม่เห็น เรียกได้ว่าไม่ได้มองใครเลยนอกจากป๊าถึงจะถูก อาเมลลุกขึ้นยืนจากโซฟารับแขกแล้วเดินเข้ามาหากัน



“ไม่เป็นไรเมล ปล่อยให้มันโวยวายไปแบบนั้นล่ะ”



ผมมองหน้าคนสองคนที่เอาแต่พูดกันเองด้วยความกรุ่นโกรธ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมโดนยกเลิกตั๋วเครื่องบิน ผ่านมาเป็นอาทิตย์ยังไม่มีความคืบหน้าจากสายการบินไหนๆ ว่าเพราะอะไรถึงมีการแคนเซิลตั๋วเครื่องบินของผมโดยไร้เหตุผลแบบนี้ จนในตอนนี้ที่เริ่มเอะใจ การกระทำยิ่งใหญ่แบบนี้จะมีใครหน้าไหนทำได้ ถ้าไม่ใช่คุณทัพหน้า เตชะณรงค์กรค์



“ยังไงไอ้ลูกชาย มาถึงที่ทำงานป๊าก็มาโวยวายแบบนี้เลย ไปกินดีหมีดีควายที่ไหนมาวะ” ผมจ้องมองคนตรงหน้าที่มีอำนาจล้นมือ ผู้ชายร่างสูงที่ผมเคารพรักมากกว่าใคร คนที่สอนทุกอย่างให้ผม และทำให้ผมอยู่สุขสบายมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แต่จ้องมองป๊าค้างไว้สักครู่ก่อนที่สุดท้ายจะเป็นผมที่หลับตาลงทั้งๆ ที่มือยังคงกำหมัดแน่น ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ อย่างคนอารมณ์ดีของป๊าแล้วยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม



“พระจันทร์ที่นิ่งเฉยกับทุกสิ่งหายไปไหนแล้วนะ น่าสงสัยจังว่าไหม”



“ป๊ายกเลิกตั๋วจันทร์ทำไม”



“อ่อ เรื่องยกเลิกตั๋วเครื่องบินนี่เองที่ทำให้นิ่งไม่ไหว” ป๊าว่าออกมาแบบนั้นเบาๆ อย่างคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน มองเห็นอาเมลที่ขมวดคิ้วมองผมกับป๊าสลับกันไปมาในตอนนี้



“แล้วจันทร์จะไปไหน จองตั๋วทำไม นี่มันเรื่องอะไรทำไมไม่มีใครบอกเมลเลย” อาเมลว่าออกมาแบบนั้น



“ก็ลองถามลูกชายตัวดีของเราดูสิว่ามันอยากไปจีนทำไม” ป๊าทัพจ้องหน้าผม สายตาคมๆ ที่มองกันเหมือนกับแสกนไปทั้งตัวนั่นทำให้ผมรู้สึกไม่ดี ป๊าเลี้ยงผมมายังไง ผมก็นิสัยเหมือนป๊าแบบนั้น ... ไม่ชอบเลยว่ะที่ต้องมาเจอกับคนนิสัยเหมือนกันในช่วงเวลาแบบนี้



“อยากสารภาพไหม หรือให้ป๊าเล่าเอง” ถ้าพูดมาแบบนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าเรื่องของผมถูกป๊ารู้แล้วในทุกเรื่องราว ผมหลับตาแน่น ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองหน้าอาเมลที่กำลังมองกันอยู่ก่อนแล้ว



“จันทร์พูดเอง”



“งั้นว่ามาสิ อาเมลคงรอฟังลูกอยู่” ป๊าทัพที่วางปากกาลงบนโต๊ะทำงานแล้วใช้มือประสานกันวางเอาไว้บนโต๊ะ สีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นมา พร้อมๆ กับผมที่ค่อยๆ เอ่ยเล่าเรื่องราวทุกอย่างออกมาจนหมด ถึงแม้จะไม่ได้เจาะลึกลงดีเทลระหว่างผมกับสมุทรอะไรมากนัก แต่แค่นั้นอาเมลก็เปลี่ยนสีหน้าจากสงสัยเป็นสีหน้าตึงๆ ให้เห็นในตอนนี้



“อาเมลเคยสอนให้พระจันทร์ใจร้ายและโลเลแบบนี้หรอ”



“ขอโทษครับ”



“คนที่พระจันทร์ควรขอโทษไม่ใช่อา ไม่ใช่ป๊า แต่พระจันทร์รู้ใช่ไหมว่าหมายถึงใคร” อาเมลว่าแบบนั้นแล้วนั่งไขว่ห้างอย่างคนไม่สบอารมณ์ สีหน้าท่าทางของคนที่คุมนายใหญ่ของตระกูลเตชะณรงค์กรค์ไว้ได้มันเป็นแบบนี้เอง



“ครับ จันทร์รู้ จันทร์ขอโทษน้องไปแล้ว แต่จันทร์รู้ว่ามันยังไม่พอ”



“ใช่ พระจันทร์เล่นกับความรู้สึกของน้องสมุทรมากไปนะ ไม่มีใครยอมทนอยู่ได้แบบนั้นหรอก พระจันทร์เล่นกับความรู้สึกของน้องแบบนั้นได้ยังไง อาเคยสอนหรอ”



“จันทร์ไม่ได้เห็นความรู้สึกของสมุทรเป็นของเล่นนะ จันทร์แค่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้...จันทร์ไม่ได้อยากให้น้องเสียใจแบบนั้นเลย” บอกออกไปแบบนั้น อาเมลจ้องหน้าผมด้วยสายตาดุๆ ที่มองผมนิ่งๆ นั่นดุกว่าป๊าทัพซะอีก ผ่านเวลาไปเนิ่นนาน สุดท้ายอาเมลก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ



“แล้วยังไง พระจันทร์อยากทำอะไร ต้องการอะไรจากเรื่องนี้ ถ้ายังโลเลไม่รู้ใจตัวเองก็ปล่อยน้องไป” อาเมลว่าแบบนั้นด้วยคำพูดจี้ใจดำของผม ที่ต้องพูดสวนออกมาทันที



“ไม่”



“พระจันทร์”



“จันทร์อยากไปหาน้อง...อยากไปเคลียร์กับน้อง แต่ป๊าก็เอาแต่แคนเซิลตั๋วของจันทร์”



“แล้วตอนนี้มันเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะไปงั้นหรอ” ครั้งนี้เป็นป๊าที่พูดขัดขึ้นมาเอง ผมหันไปมองหน้าป๊าที่มองตรงมานิ่งๆ ในครั้งนี้ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีน้ำเสียงหัวเราะให้ได้ยิน มีเพียงคำถามว่างเปล่าที่บีบรัดหัวใจของผม



“พระจันทร์กำลังจะเข้าช่วงสอบ และต้องไล่เคลียร์งานต่างๆ ไม่ใช่หรือไง จะทิ้งทุกอย่างไปทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง ทำไปเพื่ออะไร หัดคิดให้มากกว่านี้ได้แล้วพระจันทร์ ไม่งั้นทุกอย่างที่ต้องการจะไม่มีอะไรเหลือเลย”



“ผม...”



“เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ดี แต่ก่อนที่จะไถหน้าไปถึงจีน จัดการกับระบบความคิดของตัวเองให้ดีซะก่อนเถอะ เดินหน้าด้านไปหาเค้าทั้งๆ ที่ไม่มีคำตอบให้เค้า คิดว่าจะได้อะไรกับมาไม่ทราบ และคนที่กำลังจะเติบโตขึ้น มันใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้งได้หรอ หัดรู้จักอะไรก่อนหลังซะบ้าง ... แต่ถ้ามั่นหน้ามั่นใจว่าอยากจะไปตอนนี้ให้ได้ ก็ไปหาเงินแล้วซื้อตั๋วไปเอง”



“ป๊า...” ผมสบตากับป๊าที่กำลังบอกว่าเค้าไม่ได้ล้อเล่น ผมเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจกับตัวเอง



“ได้...ในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ จันทร์จะจัดการงานต่างๆ ให้เรียบร้อย พร้อมทั้งจันทร์จะหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ แต่ถึงเวลานั้น ป๊าหรืออาเมลก็ไม่มีสิทธิมาห้ามจันทร์”



“ดีล” ป๊ายกยิ้มมุมปากแล้วผายมือมาให้ ผมถอนหายใจแล้วยกมือไหว้ ก่อนจะเดินหันหลังออกมาจากห้องทำงานของเค้า



            ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ากว่าจะถึงวันนั้นมันจะช้าไปหรือเปล่า แต่มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจสักอย่าง ไม่ใช่ไม่เข้าใจว่าทำไมป๊าทำแบบนี้ ป๊าพูดถูก ผมมีเรียนมีสอบมีงาน ฝืนไปตอนนี้ทุกอย่างคงพังทั้งเรื่องเรียนและเรื่องของไอ้สมุทร แต่ถึงจะเข้าใจแบบนั้นมันก็ยังหงุดหงิดฉิบหาย แม่งไม่ได้ดั่งใจเลยเว้ย



...



“โอ๊ย คัดจนมือจะหงิกแล้วแม่มึงเอ๊ย” เสียงตะโกนโวยวายที่ดังออกมาจากห้องของไอ้มาร์ชในช่วงเวลาหกโมงเย็น ทำให้ผมต้องเดินเข้าไปใกล้ มันที่กำลังนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องของมัน สภาพหัวฟูๆ ชี้โด่ชี้เด่กับการเอาเท้าขึ้นมานั่งนั่งขัดตะหมาดบนเก้าอี้ เป็นภาพชินตาที่ผมเห็นตั้งแต่มาถึงที่นี่ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน



“บ่นอะไรอีกแล้ววะไอ้มาร์ช”



“เหี้ยหมุด เหล่าซือปันกูให้กูคัดๆๆๆ แล้วพรุ่งนี้มี*ทิงเสี่ย มึงว่ากูจะรอดกลับไปที่ไทยไหมวะ แม่งเง้ย เหนื่อย”



“ปันกูก็มีเหมือนกัน แต่โชคดีที่วันนี้ไม่มีจั้วเยว่ว่ะแล้วว่ะ เพราะพรุ่งนี้จะมีทิงเสี่ยเลยไม่มีการบ้านล่ะ”



“แล้วเหล่าซือกูเป็นเหี้ยไรอ่ะ พรุ่งนี้ก็มีสอบเหมือนมึงแต่ก็ยัง ยังจะให้กูคัดอีกอ่ะ”



“แต่การคัดศัพท์ มันก็ทำให้พรุ่งนี้มึงสอบได้ไม่ใช่หรอวะ”



“แต่ลายมือกูมันเหี้ยไงเพื่อนหมุด มึงเข้าใจไหม คัดแล้วโดนแก้มาสามรอบแล้วแม่ง” บ่นออกมาแบบนั้นพร้อมยกมือขึ้นขยี้หัวของตัวเองแรงๆ อีกที สภาพน่าสงสารแต่ถึงแบบนั้นไอ้มาร์ชก็ยังทำต่อไปไม่หยุด



จริงๆ ตั้งแต่ที่เรามาถึงที่นี่ ไอ้มาร์ชก็ตั้งใจเรียนแทบจะไม่พัก ถึงมันจะบ่นไม่หยุด แต่ก็พยายามเรียนอย่างหนักอยู่เสมอ มันบอกแกมบังคับกับผมว่า ให้ตั้งใจเรียนแล้วหาอะไรทำเยอะๆ มันจะดีกับตัวเอง อย่างน้อยก็ทำให้ยุ่งจนไม่มีเวลาคิดถึงสิ่งอื่นนอกจากเรื่องตรงหน้า เพราะถ้าว่างมากเกินไป มันจะทำให้โหยหาและคิดถึงสิ่งที่เราไม่มี และเพราะวิธีการนี้ของไอ้มาร์ช ตอนนี้ทั้งผมและมันเลยต้องปรับตัวกันจนหัวหมุน การมาอยู่ที่นี่ได้สองอาทิตย์ จะเรียกว่าปรับตัวได้มันก็ได้ แต่จะเรียกว่าไม่ชินเลยมันก็ใช่ ในช่วงแรกๆ ที่มาถึง ผมคิดถึงแม่และน้อง และในหลายๆ ครั้งของทุกวันนี้ ผมก็ยังคงคิดถึงพี่พระจันทร์



          การมาอยู่ที่เหมือนฝัน แทบจะไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่เมื่ออาทิตย์ก่อนผมยังนอนร้องไห้อยู่ในห้องที่บ้าน แต่มาตอนนี้ ตัวของผมกลับมาอยู่ที่นี่ ดินแดนที่รายล้อมไปด้วยผู้คนที่พูดกันคนละภาษา อากาศที่ไม่ได้ร้อนอบอ้าว อาหารที่ค่อนข้างมีรสชาตแปลกใหม่ และผู้คนส่วนใหญ่ใช้การเดินเท้าเป็นหลัก หรือแม้แต่เสียงการบีบแตรรถแทบจะตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่มีคนเดินข้ามไปมาก็บีบอยู่ดี เป็นเมืองที่ค่อนข้างมีสีสัน และผู้คนที่นี่ก็ใจดี เป็นมิตรกับคนไทย โดยเฉพาะอาอี๋ร้านข้าวฝั่งตรงข้ามกับมหาลัยที่ต้อนรับนักศึกษาไทยเป็นพิเศษ เพราะพวกแกติดละครไทย บางครั้งเลยได้อาหารเมนูใหม่ๆ มากินที่ห้องเยอะเป็นพิเศษ



“กูซื้อฉ่าวหมีเฟิ่นมาเผื่อมึงด้วย วางไว้ที่โต๊ะในห้องรับแขกนะ”



“รักมึงไอ้หมุด กูจะไปแดกเดี๋ยวนี้!” ไอ้มาร์ชว่าแบบนั้นแล้วปิดหนังสือเล่มใหญ่ของมันดังปัก สีหน้าท่าทางของมันที่บอกผมในตอนนี้ได้ว่า จะเลิกอดทนกับการคัดศัพท์แล้วไปแดก



“ไอ้หมุด กูขอพริกป่นด้วย”



“ใช้กูจังหน้าเหี้ย”



“นี่กูพ่อมึงนะ! กูมาที่นี่และอยู่กับมึงตอนนี้ควรสำนึกบุญคุณพ่ออย่างกูไหม ไม่งั้นตอนกลางคืนมึงจะนอนร้องไห้ตาปูดกับใครเอ่ย” มันว่าออกมาแบบนั้นแล้วหันหน้ามาทำปากยื่นปากยาวใส่ อยากจะโยนถุงพริกป่นที่เอามาจากไทยฟาดใส่หน้ามันแรงๆ สักที



“ปากมาก กูไม่ได้ร้องสักหน่อย” เถียงมันออกไปแบบนั้น ไอ้มาร์ชก็เบ้ปากใส่กัน ไอ้ท่าทางแบบนั้นมันได้มาจากไหนวะเนี่ย



“อ๋อจ้า ไม่ได้ร้องหรอกเนอะ แต่ช่วยดูหน้ามึงบ้าง ขนาดแว่นสายตาอันใหญ่เท่าบ้านยังมองเห็นเลยว่าตามึงบวม มึงคิดถึงพี่พระจันทร์มากเลยหรอวะ”



“พูดออกมาหาพ่อง!” โยนถุงพริกป่นใส่หัวมันทันที กล้าดียังไงถึงกล้าพูดชื่อคนที่คุณก็รู้ว่าใครออกมาดังๆ แบบนั้น สัด



“เนี่ย แค่ชื่อมึงยังไม่กล้าฟังเลย ถ้าจะแบบนี้แล้วหนีมาทำไม”



“ก็ตอนนั้นกูยังไม่รู้นี่ว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้...อีกอย่างกูจะฝืนต่อไปทำไมในเมื่อเค้าไม่ได้รักกู” เถียงมันออกไปแบบนั้นแล้วกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามมันแรงๆ ทีนึง หงุดหงิดนะ



“ตอนนี้รู้ความจริงแล้ว แล้วทำไมยังไม่เปิดอ่านไลน์พี่เค้าวะ” มันที่ใช้ตะเกียบคีบเส้นเข้าปากพร้อมๆ กับถามออกมาแบบนั้น คำถามนั่นจะให้ตอบยังไงดี เพราะในทุกๆ วินาทีที่เลื่อนผ่าน ก็พยายามอยู่ฉิบหายที่จะไม่สนใจข้อความจากใครอีกคนที่พยายามส่งมาหากันตั้งแต่ผมมาถึง



“ก็กูกับเค้าจบกันไปแล้วนี่”



“ปากมึงบอกจบ แล้วใจมึงอ่ะจบจริงหรือเปล่าหมุด แล้วที่สำคัญที่สุด พี่เค้าจบกับมึงไหม” มันว่าออกมาแบบนั้น แล้วใช้สายตามองกันในตอนนี้ ความเงียบกินเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ในตอนที่ผมไม่ตอบ ส่วนไอ้มาร์ชเองก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ เหมือนแค่อยากพูดแหย่ให้ผมรู้สึกก็เท่านั้น มันก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าของมันต่อไปเหมือนกับตายอดตายอยาก ผมได้แต่เสหน้าหนีมันแล้วมองเลยออกไปนอกหน้าต่างห้อง คำถามที่ว่าปากผมบอกจบแล้วจบจริงไหม หรือคำถามที่ว่าพี่พระจันทร์เค้าจบด้วยหรือเปล่า อยากจะถามว่าต่อให้เราบอกว่าไม่จบแล้วจะทำอะไรได้ ... ความวูบโหวงเกิดขึ้นในอกอย่างกระทันหันจนผมต้องพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกดความรู้สึกพวกนั้นมันเอาไว้ ก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เลยหันกลับมาจ้องหน้าไอ้มาร์ชที่ยังเอาแต่กินไม่เลิก



“มองกูทำไมวะ กูหล่อเหมือนพี่พระจันทร์หรือไงครับคุณหมุด ถ้าอารมณ์เปลี่ยวๆ ก็ไปสีหมอนข้างนะ อย่ามาใช้สายตาลวนลามกู”



“คิดเหี้ยอะไรของมึงไอ้สัดมาร์ช”



“จะรู้หรอ กูกลัวมึงหน้ามืดแล้วลุกมาปลุกปล้ำกูอ่ะครับ”



“สัด ต่อให้กูปลุก มึงจะปล้ำกูสำเร็จเปล่าเหอะ” พูดแบบนั้นแล้วจุดรอยยิ้มที่มุมปากส่งไปให้มันหนึ่งที ง่อว น้องสมุทรนี่มันหล่อเหลาไม่ใช่เล่นๆ เลยว่ะครับ



“ปากดีจังครับ ลองกับกูสักทีไหม” ไอ้มาร์ชปากดีว่าออกมาแบบนั้นแล้วเลิกคิ้วถาม สีหน้าสายตาที่บอกกันว่า ก็มาดิ ทำให้ผมอยากจะขำออกมา



“ไม่ลองดีกว่าครับ ... กลัวคนในโทรศัพท์ที่ตามมึงยิกๆ จะมาเด็ดหัวกูเอา” บอกออกไปแล้วก็นั่งรอดูปฏิกริยาของมัน และก็เป็นอย่างที่คิด ไอ้มาร์ชที่เบิกตากว้างขึ้นในตอนที่ได้ยิน ก่อนจะรีบยกมือขึ้นตะคลุบหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองเอาไว้ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ไม่มีใครโทรหาหรือส่งข้อความมาสักหน่อย ท่าทางที่ดูตกอกตกใจนั่นชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายแล้วมั้งว่าข้อความที่ผมเห็นเมื่อหลายวันก่อนเป็นเรื่องจริง



ข้อความที่เด้งขึ้นมาที่หน้าจอตอนที่มันเปิดVPNเขียนเอาไว้ว่า ‘เรื่องคืนนั้นของมึงกับกู กูไม่ปล่อยไปหรอกนะ กูว่าเรา...’ อ่านได้แค่นั้น เลยไม่รู้ว่าเค้าพิมพ์อะไรมาต่อ เซ็งนิดหน่อยที่เสือกต่อไม่ได้ แต่ว่านะ คนที่ส่งมาน่ะ มันชี่อว่า พี่ยอร์ชวิศวะ



“มึงเห็นอะไร” ไอ้มาร์ชถามผมออกมาด้วยสายตาที่สั่นเล็กๆ สีหน้าท่าทางของมันที่ดูสับสน



“แล้วมึงปิดบังอะไรไว้” ไม่ได้ต้องการจะคาดคั้นอะไรจากมัน จริงๆ ในตอนแรกแค่อยากแกล้งแหย่มันคืนเฉยๆ เพราะค่อนข้างสงสัยในข้อความนั้น มันกับพี่ยอร์ชไม่ได้เหมือนคนสนิทกันด้วยซ้ำ แต่ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอมันกับพี่เค้า ก็ดูสนิทกันมากกว่ากูที่รู้จักมาก่อนซะอีก เป็นความคลุมเคลือที่เหมือนจะชัด แต่ก็เหมือนมีหมอกบางๆ คั่นอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างมันสองคน


(มีต่อ)

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ
“กู...”



“ว่าไง...ถ้าแบกไว้ไม่ไหว ก็พูดออกมาได้นะมึง” ผมไม่เข้าใจว่ามันอยากจะสื่อสารอะไรออกมาเลยได้แต่มองหน้ามันอยู่แบบนั้น ไอ้มาร์ชที่ทำหน้าตาดูสับสนปนเศร้านิดๆ ก่อนที่สุดท้ายมันจะวางตะเกียบในมือลง



“กู...ไม่รู้ว่ะ” มันบอกออกมาแบบนั้น พร้อมเม้มปากให้แน่นขึ้นอีกนิด และบีบมือตัวเองอย่างกังวลใจ



“มัน...มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไวมาก มันทั้งสับสน เป็นความรู้สึกที่ว่ากูไปต่อไม่ได้ แต่ก้าวถอยหลังก็ไม่ทันแล้ว กูพยายามแล้ว” มันก้มหน้าลงในตอนที่พูดออกมาแบบนั้น ไหล่ของมันสั่นนิดๆ และนั่นทำให้ผมรู้ว่ามันกำลังร้องไห้ ภาพตรงหน้าทำให้ผมตกใจ ไม่เข้าใจสักนิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างมันกับพี่ยอร์ช แต่ถึงแบบนั้นก็ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วพยายามลูบหลังปลอบมันเบาๆ



ไอ้มาร์ชเหมือนคนที่พยายามเก็บทุกอย่างเอาไว้กับตัว พอมาถึงเวลานี้ที่ทนไม่ไหว ก็พร้อมจะปล่อยทุกอย่างออกมา



“...กูไม่น่าเลย ถ้าวันนั้นกูไม่ไป ถ้ากูไม่ใจอ่อน ถ้ากูไม่ง่าย อึก เหี้ย เหี้ยเอ้ย ฮือๆ”



“ใจเย็นก่อนมาร์ช”



“กูแม่ง ฮึก...ทั้งๆ ที่รู้อ่ะ กูรู้ว่ามันชอบมึง มันชอบคนแบบมึง แล้วคนแบบกูมีตรงไหนที่เหมือนมึงวะ หน้าตา น้ำเสียง นิสัย ไม่มีสักอย่าง ฮึก...พอกูคิดได้แบบนั้น ก็เลยพูดออกไปเองว่าให้ลืมมันไป ให้จบมันไปซะ อย่ามายุ่งกันอีก อย่ามาเข้าใกล้กู กูพูดแบบนั้นเองทั้งหมด แต่ทุกๆ ครั้งที่กูออกวิ่งเพื่อหนีมัน ทั้งๆ ที่แม่งเป็นคำที่กูพูดกับมันเอง แต่ตอนนี้กูเจ็บฉิบหาย กูไม่รู้เลยว่าทำไมกูถึงเป็นแบบนี้”



ผมฟังเรื่องราวของมันเงียบๆ ประติดประต่อตามความเข้าใจของตัวเอง ก้มมองมันที่ร้องไห้อยู่ข้างๆ ผม ไอ้มาร์ชเหมือนคนที่สับสนแต่กำลังเติบโตขึ้นไปเพราะความรัก คิดมาถึงตรงนี้น้องสมุทรก็เหมือนได้เห็นพ่อเติบโต ... ยิ้มออกมาบางๆ กับคำถามของมันก่อนจะตอบ



“ที่เป็นแบบนั้นมันยังไม่ชัดอีกหรอ...มันก็แค่มึงรักเค้า”



“รักหรอวะ...มึงกำลังจะบอกว่ากูรักคนที่เค้ารักมึงหรอวะ” มันเงยหน้าขึ้นมามองหน้ากันพร้อมน้ำตานองหน้า ผมจ้องหน้ามัน รู้สึกจุกอกในคำถาม คิดมาถึงตรงนี้ คิดว่าไอ้มาร์ชคงจมอยู่กับความรู้สึกอัดแน่นนี้มาตลอด



“กูถามได้ไหม” ผมยกมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาให้มัน ไอ้มาร์ชตัวน้อยๆ ของน้องสมุทร



“อือ ถามมาดิ”



“มึงกับพี่ยอร์ช ... คือยังไงวะ”



“ไม่ยังไง ... ก็แค่คนที่เคยเอากัน”



“ห๊ะ!” ผมอ้าปากค้าง เรียกได้ว่าตาเหลือก ก็คิดอยู่หรอกว่ามันคงเป็นความสัมพันธ์ที่ก้าวกระโดด เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา ไอ้มาร์ชไม่เคยร้องไห้ออกมาแบบนี้สักครั้ง แต่มึงก็ช่วยอ้อมค้อมกับใจน้องสมุทรหน่อย ตกใจนะมึง



“อืม จริงๆ ก่อนจะนอนกัน พี่มันเคยช่วยกู”



“ช่วยมึงจากเรื่องอะไร”



“กูหมายถึง ช่วยตัวเองให้กูน่ะ” อิเหี้ย! วันนี้กูต้องตกใจกี่เรื่องกัน อ้าปากค้างอีกเป็นครั้งที่สอง ไอ้มาร์ชที่เห็นผมทำหน้าแบบนั้น มันก็พูดออกมาต่อ



“คือวันนั้นกูโดนยา แล้วมันอยู่ด้วยพอดีก็เลยได้ช่วยกู...แล้วหลังจากนั้นก็บังเอิญเจอกันบ่อยๆ”



“มึงแน่ใจหรอวะว่าบังเอิญ โลกเรามันไม่มีความบังเอิญหรอก”



“มึงจะบอกว่าที่มันกับกูเจอกันบ่อยๆ เพราะมันตั้งใจมาเจอกูหรือไง ตลกว่ะ”



“อะ แล้วยังไงต่อ พอเจอกันบ่อยๆ ความรู้สึกมึงเลยเปลี่ยนว่างั้นเถอะ...”



“กูพยายามแล้ว แต่มัน...พี่มันใจดี ในหลายๆ ครั้งก็เป็นมันที่อยู่กับกู จนบางทีกูก็ลืมคิดไปว่า มันอาจจะใจดีเพราะกูเป็นเพื่อนมึง”



“ทั้งหมดนี่มึงคิดเอง หรือพี่มันบอกมึง” ผมถามออกไปตามที่ใจสงสัย จริงๆ แล้วผมกับพี่ยอร์ชเราคุยกับแล้ว และตัวพี่มันเอง ถึงจะไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด แต่ผมรู้สึกว่าครั้งหลังๆ ที่ได้เจอกัน พี่ยอร์ชก็ไม่ได้มองผมเหมือนกับแรกๆ ที่เค้ายังรู้สึก ในสายตาของเค้ามันบอกอะไรบางอย่างว่าเค้าเปลี่ยนไปแล้ว



“...ทำไมกูต้องถามวะ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วป่ะ”



“กูว่ามึงควรถามนะ บางทีสิ่งที่มึงคิด มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้น”



“แล้วต้องเป็นแบบไหน”



“แบบที่มึงต้องได้คำตอบจากปากของพี่ยอร์ชเอาเอง บอกกูสิว่าที่มึงมาเรียนถึงที่นี่ก็เพราะว่าหนีพี่มันด้วยใช่ไหมล่ะ”



“ต่างอะไรจากมึงวะ แล้วอีกอย่างกูก็ไม่ได้หนีนะเว้ย กูแค่...ถอยออกมาทำใจ คือ...มันไม่ง่ายนะมึง กูสับสน แล้วกูก็รู้สึกอ่อนไหวกับการที่กูโดนเอาด้วย” ไอ้มาร์ชบอกแบบนั้นพร้อมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองปอยๆ



“เชี่ย! คือมึงโดน...”



“ก็เออสิ” มันพูดขมุบขมิบ ส่วนน้องสมุทรได้แต่ยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ เป็นครั้งที่สามแล้วที่กูต้องตกใจกับเรื่องของมัน ... ไอ้มาร์ชที่รุกมาตลอดคนนั้นน่ะ ... เข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงหนีมา ตัวมันเองคงสับสนกับหลายๆ เรื่องมากจริงๆ



“มึงพึ่งได้กันครั้งแรกหรอวะ”



“เออ ครั้งแรกแต่ก็หลายครั้งนะ” ขอบคุณในรายละเอียด แต่ก็ไม่ต้องบอกกูขนาดนั้นไหม ยังไง!



“แม่งเอ๊ย รู้สึกเหมือนกูจะได้แม่แทนพ่อเลยว่ะ”



“ไปตายนะไอ้สัดสมุทร” ถลึงตาใส่กัน พร้อมยกตีนจะถีบ ดีนะที่กูค่อนข้างจะเป็นคนพลิ้วไหวเลยหลบตีนมันเก่ง



“แล้วมึงล่ะ กูเห็นนะว่าวันที่บินมาที่นี่มึงจูบกันที่สนามบิน แถมมึงร้องไห้ตั้งแต่ที่เครื่องบินเทคออฟเลยเถอะ”



“จูบลาไง”



“ไม่ใช่ยิ่งทำให้จำมากกว่าเดิมหรอวะ”



“กูชอบเค้ามาสี่ปี ถ้าความรู้สึกมันหายไปง่ายในไม่กี่อาทิตย์ขนาดนั้น เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดมันก็คงเป็นแค่เรื่องโกหกไม่ใช่หรอวะ”



“เวลาจะช่วยมึง”



“มึงเองก็เหมือนกัน” ไอ้มาร์ชยกยิ้มออกมาแล้วยื่นมือมายีหัวผม เราสองคนมองหน้ากันแล้วส่งยิ้มออกมาให้กันนิดๆ กับเรื่องราวของเพื่อนสนิทสองคนที่หนีมาเรียนไกลถึงนี่ บัดซบนิดหน่อย แต่ก็ไหวอยู่...มั้ง



               ผมกับไอ้มาร์ชแยกกันเข้านอนหลังจากที่พูดคุยกันต่ออีกหลายชั่วโมง เหลือบมองนาฬิกามันกำลังบอกเวลาว่าตอนนี้สามทุ่ม พอได้มาอยู่คนเดียวความวูบโหวงในอกก็โจมตีเข้ามาอีกแล้ว ผมเผลอนึกไปถึงสัมผัสที่คุ้นเคย เหมือนกับว่าหลงลืมไปแล้วว่าการนอนคนเดียวมันเป็นแบบไหน ก่อนที่จะมีเรื่องของพี่อัยย์ ผมตัวติดกับพี่พระจันทร์อยู่ด้วยกันที่คอนโดของเขาแทบตลอดเวลา จนไม่รู้ตัวเลยว่า ผมหลงลืมความรู้สึกของการอยู่คนเดียวไปแล้ว มันเอาแต่นึกถึงช่วงเวลาที่โดนโอบกอดจากทางด้านหลัง คิดถึงลมหายใจอุ่นๆ ของใครอีกคนที่รินรดที่ต้นคอ อ้อมกอดอุ่นๆ หรือแม้แต่กลิ่นน้ำหอมที่เค้าชอบใช้ ... ได้พลิกตัวกลับไปกลับมาทั้งๆ ที่น้ำตาเริ่มคลอขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้มาร์ชพูดถูก ... ไม่มีวันไหนที่ตาไม่บวม



ผมร้องไห้มันอยู่แบบนี้ อยากจะรู้ว่าใครอีกคนจะเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า คนที่เอาแต่ส่งไลน์มาหากัน ทั้งๆ ที่ผมไม่อ่านไม่ตอบ

‘ตื่อดึ่ง’



[[พระจันทร์: วันนี้เหนื่อยมากเลย ...แต่กูก็ยังคิดถึงมึงเหมือนเดิม] ]



           ภาวนาให้หัวใจผมไม่ต้องเต้นแรงทั้งๆ ที่น้ำตายังไหลแบบนี้ในสักวันหนึ่งเถอะนะ



...



              ผมตื่นขึ้นมาตอนหกโมงเช้าด้วยความรู้สึกอ่อนล้าจนอยากล้มตัวลงนอนต่อ อากาศหนาวๆ นี่ก็ยิ่งทำให้ต้องทำให้ห่อตัว แต่ถึงแบบนั้นก็ยังคงพยายามรีบลุกออกจากเตียงนอนไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะไม่อาบน้ำในตอนเช้าก็เถอะ แต่มันทำไม่ได้ น้องสมุทรคนไทย กูต้องอาบน้ำตอนเช้าแม้จะน้ำจนแข็งกูก็จะอาบน้ำ ... โชคดีที่มันมีน้ำอุ่น



ผมจัดการแต่งตัวด้วยชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนแล้วทับด้วยแจ็คเก็ต ก่อนจะไม่ลืมเอาผ้าพันคอพันทับไปด้วย อากาศในฤดูที่ไม่ใช่ฤดูหนาวของประเทศจีนไม่ถึงกับมีหิมะ แต่ถึงแบบนั้นอากาศ9องศาก็ยังทำให้ผมรู้สึกสะท้านอยู่ดี ไทยแลนด์ดินแดนสยามกับอากาศ9องศา คงหาได้แต่หน้าหนาวของภาคเหนือ คนกรุงเทพทั่วไปแบบผมที่รู้จักแค่ร้อน ร้อนจัด กับร้อนฉิบหายไม่ชินกับเหตุการณ์นี้



“แหม่ เพื่อนกูมันสวยน่ารักครับจังเลยว่ะ หลินลี่หยางหนี่เฮิ่นเค่ออ้ายอ่ะ” ไอ้มาร์ชที่กำลังกระดกกาแฟอยู่ที่โต๊ะทานข้าวของพวกเราเรียกชื่อของผมเป็นภาษีจีนว่า หลินลี่หยาง ส่วนหนี่เฮิ่นเค่ออ้าย มันหมายความว่าผมน่ารักมากๆ เป็นการกวนตีนกันในยามเช้า



“หวงชิงหลิน ปี้จุ่ย!” ถลึงตาใส่มันแล้วเรียกชื่อมันบ้าง ไอ้มาร์ชมาอยู่จีนก็มีชื่อเพราะๆ ว่าหวงชิงหลิน แต่ถึงแบบนั้นก็บอกให้มันหุบปากซะ แทนที่มันจะสะทกสะท้านใจ เสือกขำออกมาซะแบบนั้น แต่เห็นแบบนั้นก็สบายใจ อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าที่มันจะทำหน้าเศร้าออกมาล่ะนะ ... ผมกับไอ้มาร์ชมาถึงที่มหาลัยที่เรียน และเราก็ต่างแยกย้ายกันไปเข้าห้องเรียน เพราะว่าเรียนกันคนละห้อง เลยต่างคนต่างไป ... แต่การเรียนที่นี่แตกต่างจากที่ไทยมาก เราเข้าเรียนตอน8โมงเช้า และเลิกเรียนในตอนเที่ยง พอช่วงบ่ายก็ปล่อยฟรีตามสบาย ด้วยความที่ผมเป็นชาวต่างชาติ เพื่อนๆ ในคลาสก็เลยมาจากหลายเชื้อชาติด้วยเช่นกัน เป็นตึกเรียนของพวกอินเตอร์ที่มาเรียนภาษาจีน แต่ก็ยังมีเด็กนักศึกษาจีนจริงๆ อยู่ในคลาสด้วยเช่นกัน



“ลี่หยาง เลิกเรียนแล้วไปชิวกันไหมอ่า” เพื่อนคนนึงที่อยู่ในคลาสเรียนของผม เราค่อนข้างสนิทกันเพราะหลายวันมานี้นั่งข้างกันตลอด เขาว่าจางหมิ่ง เป็นคนจีนแท้ๆ ที่มีใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้ม ไม่ได้สูงมากไปกว่าผมสักเท่าไหร่ ที่สำคัญก็ยังเป็นผู้ชายตัวบางๆ น่ารักที่อัธยาศัยดีที่หนึ่ง เขาวิ่งเข้ามาเกาะแขนผมเอาไว้ก่อนที่ผมจะลุกออกจากห้องเรียนไป



“ชิวอะไรหรอ”



“แบบว่าวันนี้มีเพื่อนห้องอื่นชวนกันไปเที่ยวเล่นอ่ะ มีหลายคนนะ ถ้ารวมเราก็อาจจะห้าหกคนอ่ะ ไปนะๆ ถือว่าไปฝึกภาษาด้วยไง” ผมยิ้มออกมาน้อยๆ ตอนที่ได้ยินน้ำเสียงกระตือรือร้นของจางหมิ่งขนาดนั้น ผมเป็นเด็กไทยที่ไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมต่างชาติที่ไปเจอกับคนไม่รู้จักเป็นกลุ่มๆ แล้วชิวกันได้ แต่ถึงแบบนั้นจางหมิ่งก็ยังตื๊อไม่เลิก



“ถ้าลี่หยางไม่ไป เราก็ไม่ไปอ่ะงั้น ไม่มีเพื่อนอ่ะ”



“ไงงั้นล่ะ” ถือว่าเป็นการมัดมือชกน้องสมุทรไปในตัวใช่ไหมเนี่ยแบบนี้



“นะๆ ไปเถอะ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ไปเล่นไปนั่งชิวคุยกัน”



“มันมีอะไรมากกว่านั้นไหม ทำไมนายดูอยากจะไปจัง” ผมหันไปถามจ้องตากับอีกฝ่าย พอถามจี้มากขนาดนั้น เจ้าตัวก็ยิ้มแหยออกมาแล้วหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีชมพู



“ยังไง”



“ก็แค่ว่ากลุ่มที่ชวนไปน่ะ มันมีคนนึงที่ฉันแอบชอบอยู่น่ะสิ”



“หื้ม...สวยไหม”



“จะว่ายังไงดี นายจะตกใจไหมอ่ะ ถ้าฉันบอกว่าเขาเป็นผู้ชาย” จางหมิ่งว่าออกมาเบาๆ สีหน้าท่าทางที่ดูจะไม่ค่อยกล้าพูดเพราะกลัวผมจะรับไม่ได้ทำผมถอนหายใจออกมานิดๆ เข้าใจดีด้วยว่าสังคมของประเทศจีนยังไม่เปิดกว้างเท่าบ้านเราด้วยซ้ำ



“ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย” ผมบอกออกไปแบบนั้น พอคนตรงหน้าได้ยินก็ยิ้มกว้างออกมาเหมือนจะสบายใจมากขึ้น

“ว่าแต่นายอยากไปจริงๆ น่ะหรอ”



“ก็อยากน่ะสิ ถึงเค้าจะไม่ได้สนใจฉันน่ะนะ แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็แอบชอบเขามาตั้งหลายปีแล้วอ่ะ ถ้าวันนี้ได้เข้ากลุ่มปาร์ตี้ด้วยกันก็ถือว่าเข้าใกล้อีกหน่อย ฉันจะไม่ยอมปล่อยโอกาสไปหรอก ... เพราะงั้นลี่หยาง ไปเป็นเพื่อนกันน้า” คนตรงหน้าผมพูดออกมาแบบนั้น แต่กลับกลายเป็นประโยคกระแทกหัวใจ ผมมองหน้าตาสดใสของจางหมิ่งแล้วเหมือนเป็นภาพสะท้อน



“นายไม่กลัวเสียใจหรอ”



“เสียใจ ทุกวันนี้ยังเสียใจไม่พอหรือไง ไม่ได้เข้าใกล้เลยสักนิดอ่ะ จะเสียใจก็ช่างดิ อย่างน้อยก็ได้ลองไม่ใช่หรือไง”



“งั้นหรอ”



“ถ้าฉันไม่สมหวัง มันเลี่ยงได้หรอที่จะไม่เสียใจ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วใช่ไหมล่ะ แต่อย่างน้อยๆ ครั้งนึงเค้ายังมีฉันอยู่ในความทรงจำเลยนะเว้ย นั่นไม่เรียกว่ากำไรหรอ ถ้ายืนอยู่เฉยๆ ชาตินี้ทั้งชาติเค้าก็ไม่ได้รับรู้การมีตัวตนของฉันป่ะ ใครจะไปรู้ ถ้าฉันได้ไปอยู่ในความทรงจำของเค้า เค้าอาจจะสะบัดฉันออกจากใจไม่ได้เลยก็ได้ป่ะ” จางหมิ่งว่าแบบนั้นพรางฉีกยิ้มกว้างอย่างคนไม่กลัวที่จะเสียใจ ผมนับถือในความกล้าของเขา ความกล้าบ้าบิ่นที่ครั้งนึงผมเคยมี แต่ในตอนนี้ มันหายไปไหนนะ



“งั้นก็ได้...ฉันจะไปเป็นเพื่อนนายเอง”



“เย้! เยี่ยมไปเลยเพื่อนรัก”



.

.

.

ผมนั่งทำตัวไม่ถูกในสถานที่ที่เรียกได้ว่าห้องพักขนาดกว้างๆ มีสองห้องนอนและมีพื้นที่ส่วนกลาง คล้ายๆ ห้องที่ผมพักอยู่กับไอ้มาร์ชในตอนนี้ แต่ต่างที่ที่นี่ใหญ่กว่า บรรยากาศของการมาฝึกภาษาตามที่จางหมิ่งว่าแปลกๆ ในห้องนี้มีผู้ชายสามคนและผู้หญิงอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ก่อน ผู้ชายสองคนเป็นคนจีนที่เรียนอยู่คลาสระดับสูงกว่าผม ส่วนผู้หญิงเหมือนจะเป็นคนเกาหลี และผมพึ่งรู้ว่าคนที่จางหมิ่งชอบชื่อว่าเล่อ แต่ตอนนี้เขากำลังลงไปรับเพื่อนอีกคนให้ขึ้นมาที่นี่



“เป็นคนไทยหรอ”



“เอ่อใช่...ฉันเป็นคนไทย”



“ว้าว ผู้ชายไทยน่ารักแบบนายทุกคนไหมเนี่ย” คนที่กำลังพูดชื่อว่าเฉิง ประโยคของเฉิงเรียกสายตาของทุกคนให้หันมามองผมได้ในทันที เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มออกไปน้อยๆ



“เบาๆ หน่อยไอ้เฉิง แต่บังเอิญชะมัด เพื่อนเราก็เป็นลูกครึ่งไทยเหมือนกัน” ผู้ชายที่กำลังพยายามต่อลำโพงกับโน๊ตบุ๊คอยู่ในตอนนี้ว่าออกมาแบบนั้น เค้ามีชื่อว่าหยางหยาง



“ลูกครึ่งไทยจีนหรอ” ผมเลิกคิ้วถามออกไป รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อยที่พวกเค้าเลือกที่จะค่อยๆ พูดให้ผมเข้าใจในภาษาจีนได้ง่าย เพราะปกติคนจีนมักจะพูดรัวเร็ว บางทีก็อยากให้ใจเย็นๆ กับน้องสมุทรบ้าง กูไม่ใช่ลูกขงจื่อไหมอ่ะ



“ใช่แล้ว ไอ้เล่อกำลังลงไปรับมันขึ้นมานั่นล่ะ มันเป็นลูกครึ่งไทยจีน คิดว่านายคงคุยกับมันได้ง่ายล่ะ”



“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ”



“ยินดีเช่นกัน อยากรู้ภาษาไทยเหมือนกันล่ะ”



“ซาหวาดดีค่า นี่เบียร์นะ แจกๆ คนละขวดนะ” หญิงสาวหนึ่งเดียวในห้องที่ชื่อว่าเยจีส่งเบียร์มาให้ผมกับเพื่อนๆ บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นในตอนที่พวกเค้าเริ่มชวนผมคุย เวลาผ่านไปไม่นาน และผมก็ไม่ได้แตะเบียร์มากไปกว่าหนึ่งจิบเพราะไม่ได้อยากเมา ก่อนที่ประตูหน้าห้องจะถูกเปิดออกด้วยฝีมือของเล่อ ก่อนจะตามมาด้วยผู้ชายผิวขาวที่หอบเบียร์และอาหารขึ้นมาเพิ่ม ใบหน้าเรียว ดวงตาคมที่มีขนตายาวสวย



“มาได้สักทีนะไอ้เยว่เทียน





#รักอยู่รู้ยัง



เชิงอรรถ

班 (ปัน) : หมายถึงระดับชั้นในเวลาเข้าเรียน จะต้องสอบวันระดับก่อนว่าจะได้อยู่ระดับคลาสเรียนไหน จากง่ายไปยาก

听写 (ทิงเสี่ย) : หมายถึง การสอบเขียนตามคำบอก

作业 (จั้วเยว่) : หมายถึง การบ้าน

炒米粉 (ฉ่าวหมีเฟิ่น) : คืออาหารชนิดหนึ่งที่ทำจากเส้นแล้วเอามาผัด ลักษณะหน้าตาจะคล้ายๆ กับผัดหมีผักกระเฉดบ้านเรา แค่ไม่มีผัก แต่จะใส่เนื้อสัตว์ตามใจชอบแล้วแต่ลูกค้าสั่ง มีทั้งทะเล หมูและไก่

丽洋 (ลี่หยาง) : แปลว่า มหาสมุทรอันงดงาม

青琳 (ชิงหลิน) : แปลว่า หยกสีฟ้า

闭 嘴 (ปี้จุ่ย) ) : แปลว่า หุบปาก [ไม่ใช่ภาษาสุภาพ]

张敏 (จางหมิ่ง) : แปลว่า ฉลาดหลักแหลม

月天 (เยว่เทียน) : แปลว่า ท้องฟ้าและดวงจันทร์

-*-*-*-*-*-*-*

ฝากติดตามและคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้แคทด้วยนะคะ แล้วมาวี๊ดว๊ายกันได้ที่แทค #รักอยู่รู้ยัง ทางทวิตเตอร์กันได้นะคะ

ในตอนนี้แบบว่า ว๊ายตายแหล่วววว อะไรยังไงอ่ะ ไม่พูดดีกว่า

และต้องขอโทษมากๆค่ะ พอนิยายใกล้จะจบ สปีทในการพิมพ์ก็ช้าลงตลอด เลยเป็นนักเขียนที่มาลงในยาวตี2ตี3ตลอดเลย

หวังว่าคนอ่านจะชอบเรื่องราวนี้ไม่มากก็น้อยนะคะ

และนี่ค่ะ เอาพี่พระจันทร์กับน้องสมุทรภาพร่างมาอวด อิอิ



ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Koyokid16

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 20
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เปิดตัวพระเอก(ใหม่).....เยว่เทียน
อิพี่พระจันทร์ แกตายแน่ 5555 !!

Thank you ja khun Kat.... :L1:

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ
บทที่30


“ช่วงนี้กูว่ามึงติดมือถือนะไอ้ยอร์ช” เสียงของไอ้ทอยที่ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือที่วางเอาไว้ตรงหน้าอย่างจำใจ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังเลือกที่จะปฏิเสธมันออกไปอยู่ดี



“กูเปล่า”



“แน่ะ มันยังจะเถียง ก็เห็นอยู่เนี่ย” มันเถียงสู้ พร้อมใช้นิ้วชี้ไปที่หลักฐานตรงหน้าที่ผมเปิดแอพสำหรับติดต่อค้างเอาไว้ ได้แต่กรอกตาใส่มันพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ



“เซ้าซี้ว่ะ”



“มันทำไมนักวะ มีเรื่องอะไรให้มึงนอนไม่หลับหรอเพื่อน” คราวนี้เป็นไอ้นิวที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือของผมบ้าง มันเอาไหล่มันมากระแซะไหล่ผม ท่าทางกวนตีนนั่นดูแล้วรำคาญลูกตา



“กูนอนหลับสบายดี”



“แน๊ะๆๆ นี่มันคนปากแข็ง” ไอ้วินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจีบปากจีบคอแล้วเซ้าซี้ผมอีกคน ในตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้วว่ากูไม่น่ามานั่งที่โต๊ะม้าหินหน้าตึกคณะนี้เลยแม่ง เหมือนโดนไอ้เพื่อนพวกนี้ล้อมไว้หมดแล้ว ดีนะไอ้อาทิตย์ไม่อยู่ด้วย



“มีเรื่องอะไรกันวะ ทำไมไอ้ยอร์ชถึงทำหน้าเหมือนคนปวดขี้แบบนี้ล่ะคะ หื้ม”



“เฮ้อแม่ง!” คิดไม่ทันขาดคำ ไอ้ห่าอาทิตย์ก็เดินเข้ามาพร้อมหน้าตายิ้มแย้ม ในมือมันถืออเมริกาโน่ของแบรนด์เงือกเขียวมาด้วย



“ทำไม มันเป็นไรของมันวะ” ไอ้อาทิตย์หันไปถามไอ้ทอยอย่างสนใจไคร่รู้



“ไม่รู้มันว่ะ พวกกูแค่สงสัยว่าช่วงนี้มันดูติดมือถือแปลกๆ”



“อ่อ แล้วมึงติดมือถือทำไมวะ ทะเลาะกับแฟน หรือว่าอะไร” ไอ้อาทิตย์ที่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ไอ้วินถามขึ้นมาแบบนั้น พร้อมเลิกคิ้วมองหน้าผม สายตาคมๆ ของมันที่มองมาไม่ได้บีบคั้นว่าต้องบอกมันไป เป็นแค่การถามไถ่กันเฉยๆ แต่ผมก็แค่ส่ายหน้า



“กูไม่ได้มีแฟนใหม่” ใช่ จะเอาอะไรมาเป็นแฟนใหม่ เพราะหลังจากคืนนั้นก็ติดต่อมันไม่ได้ หามันไม่เจอ หลบเก่งฉิบหายเลยแม่ง



“หรอ แต่สีหน้ามึงนี่โคตรเหมือนพี่ชายกูเลยว่ะ”



“มึงหมายถึงไอ้พระจันทร์”



“เออดิ สีหน้าแม่งเป็นงี้ตอนไปหาน้องสมุทรไม่ได้” มันว่าออกมาแบบนั้นพร้อมยกยิ้มขำ ...ลืมไปเลย ผมลืมไอ้สมุทรไปเลย ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกันที่ความสำคัญของไอ้สมุทรมันลดลงไปจากใจผมขนาดนี้ ถามว่าลดลงไปขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่าผมลืมมันไปเลย แต่ดันนึงถึงใครอีกคนนึงแทน ใครอีกคนนึงที่หายไปหลายอาทิตย์แล้ว



“ทำไมไปหาไม่ได้วะ”



“เรื่องมันยาวว่ะ แต่ถามถึงตอนนี้ก็คงเพราะน้องหนีมันไปจีนว่ะ” ไอ้อาทิตย์ว่าออกมาแบบนั้นแล้วดูดอเมริกาโน่ของมันอีกหนึ่งคำ แต่คำพูดของมันกลับทำให้ผมชะงักไปจนต้องหันไปมองหน้ามันชัดๆ



“มึงหมายความว่าอะไร ไปจีน ไปทำไม แล้วไปกับใคร” ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกให้ผมกลัว ความรู้สึกที่ว่านั่นทำให้ใจผมสั่น เหงื่อออกมาตามไรผมอย่างห้ามไม่อยู่ ส่วนไอ้คนที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวก็แค่มองสบตากันพร้อมยกยิ้มขำน้อยๆ



“ก็น้องหนีไปเรียนที่จีนไงวะ คณะน้องเค้ามีไปเรียนต่อที่นั่นอ่ะ เห็นว่าสมุทรมันไปกับเพื่อนสนิทมันนะ ชื่อ...มาร์ชมั้ง พอดีกูหลอกถามน้องในเอกจีนเอาข้อมูลมาให้ไอ้พระจันทร์อ่ะ ฮ่าๆ”



“เชี่ย! แม่งเอ๊ย” สบถออกมาแบบนั้นพร้อมกับกำมือถือตัวเองแน่นๆ เพื่อนๆ รอบตัวที่สะดุ้งตกใจกับการกระทำนั่นของผม แต่ในตอนนี้ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่า ไอ้เด็กนั่นก็พยายามหนีกันในตอนนี้ แล้วผมแม่งเป็นไอ้หน้าโง่ที่ไม่รู้เลยว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วด้วยซ้ำ



“มึงเป็นอะไรวะ ยังคิดถึงน้องหมุดอยู่อีกหรอ กูบอกเลยนะมึงตัดใจเหอะ ไอ้จันทร์มันไม่ยอมมึงหรอก นี่เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้มันจะบินไปหาน้องแล้วด้วย”



“มันจะไปจีนหรอวะ สิ้นเดือนหรอ”



“เออดิ มันไม่ยอมปล่อยน้องสมุทรหรอก เพราะงั้นกูพูดตรงๆ ในฐานะที่มึงเป็นเพื่อนกู และไอ้จันทร์ก็พี่กู ... มึงตัดใจจากสมุทรเหอะว่ะ” ไอ้อาทิตย์ว่าออกมาแบบนั้น มันจ้องมองกันด้วยสายตาจริงจังในคำพูดนั่น เห็นแบบนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจออกมาหนักๆ กรอกตาใส่พวกมันสี่คนที่มองมาทางผมเป็นตาเดียว



“กูไม่ได้อะไรกับไอ้สมุทรแล้ว แต่ถ้าไอ้จันทร์ไปจีน กูจะไปด้วย!”



“ไอ้เหี้ยนี่ ไอ้ทิตย์ขอขนาดนี้แล้วมึงยังจะอีก”



“เออ ยอร์ช มึงพอเหอะ”



“มึงเองก็เห็นว่ามันวุ่นวายแค่ไหน มึงแยกเค้าสองคนไม่ได้หรอก”



“โถ่เว้ย! กูไม่ได้จะไปเอาไอ้สมุทรมา แต่กูจะไปตามเมียกูเหมือนกัน สัด!” สบถออกมาแบบนั้นแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ม้าหิน ลมเย็นๆ พัดใบของต้นหูกวางไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด เพราะแบบนั้นเลยก้าวยาวๆ เดินหนีสีหน้าตกอกตกใจของพวกมันออกมาทั้งแบบนั้น



ไอ้เหี้ยแม่ง...คิดว่ากูจะปล่อยไปหรอ!



“เห้ย เมียมึงใครวะ!”



“ไอ้เหี้ยๆๆๆ กูขอยาด๊ม”



“กูต้องโทรบอกไอ้พระจันทร์แล้ว เดี๋ยวแม่งโง่แล้วตามต่อยกันอีก”



“เชี่ยเอ๊ย ข่าวใหม่สุดๆ แต่เมียมันใครวะพวกมึง”



เสียงพวกเพื่อนๆ ดังระงมดังไล่หลังมาจนฟังไม่ได้ศัพท์ กำลังอึกทึกครึกโครมตื่นเต้นกับเรื่องเมียของกู แต่ถึงแบบนั้นก็ทิ้งพวกมันเอาไว้แบบนั้น ไม่มีอารมณ์จะทำอะไร และอีกไม่กี่วันก็เข้าเทศกาลสอบมิดเทอม แค่คิดก็ปวดหัว ทั้งๆ ที่อยากจะไปหาเดี๋ยวนี้ แต่ไม่รู้สักอย่างว่าแม่งอยู่ส่วนไหนของจีน ... บัดซบ



‘ปึก’ กระแทกประตูรถปิดลงพร้อมๆ กับที่ยกมือกุมขมับ เจ็บใจที่วันนั้นปล่อยให้มันหายตัวไปก่อนที่จะได้คุยอะไรกันให้รู้เรื่อง หงุดหงิดตัวเอง แล้วก็หงุดหงิดไอ้เด็กนั่นด้วย



“มึงจะหนีกู หนีใจตัวเองทำเหี้ยอะไรวะไอ้มาร์ช” หลับตาลงแล้วก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวของคืนนั้น คืนที่ผมตามมันไปที่ผับนั่น ก่อนจะเกิดเรื่องราวมากมาย นำพามาสู่การหนีไปของมันในวันนี้



.

.

.


          หลังกลับมาจากห้องน้ำ ก็ได้แต่ยืนมองจ้องตาสวยที่ดูติดจะดื้อรั้นของคนตรงหน้านิ่งๆ ริมฝีปากเล็กๆ นั่นที่กำลังบอกกันว่าจะไปที่อื่นต่อเพราะดีลกับคนอื่นเอาไว้แล้วในคืนนี้ ท่าทางที่บอกกันว่าแค่อยากหนีไปจากตรงนี้ มันเลยเลือกที่จะไปต่อกับคนอื่น ทุกการกระทำของมันแสดงออกชัดเจนจนผมดูออก ทั้งท่าทาง สายตาที่สับสนแต่ก็เลือกที่จะเมินเฉยตั้งแต่เจอหน้ากัน ไอ้ท่าทางแบบนั้นมันทำให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่นิดๆ แต่ถึงแบบนั้นก็เลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกจริงๆ ไว้ ไม่แสดงสีหน้าอะไรออกไป นอกจากตอบมันกลับไปสั้นๆ



“เจอกัน”



“พี่มึงรู้ไหม ตอนนี้ไอ้สมุทรกับพี่พระจันทร์มันเลิกกันแล้ว” มันที่ว่าออกมาแบบนั้นก่อนที่จะผละตัวเดินออกไป เหมือนกับว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่อยากจะบอกให้ผมรู้ ได้แต่เลิกคิ้วส่งไปให้มันนิดๆ อย่างแปลกใจ



“หื้ม”



“แล้วมาบอกกูทำไมวะ”



“ก็คิดว่า เผื่อมึงอยากจะเสียบน่ะนะ”



“อ่อ...” รับคำพร้อมดุนลิ้นที่กระพุ้งแก้มตัวเอง ไอ้มาร์ชมันมีความดื้อดึงจนแทบจะเรียกได้ว่าดื้อด้านอยู่เหมือนกันนะ ... เป็นความดื้อด้านที่ชวนให้หงุดหงิดซะด้วย



“กูไปล่ะ” มันไม่สนใจจะมองหน้าผม พูดแค่นั้นแล้วก้าวเดินออกมาจากที่ตรงนี้ ปล่อยให้ไอ้พี่ยอร์ชยืนอยู่แบบนี้คนเดียว ได้แต่กอดอกมองตามคนร่างโปร่งที่พยายามก้าวฉับๆ เดินหนีไป เห็นแบบนั้นแล้วได้แต่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดตามหลังมันไป



“กูเสียบแน่” ได้ยินไหมใครจะสน สนแค่ผลลัพธ์ที่จะทำให้เด็กดื้อแบบมันเข้าใจอะไรมากขึ้น และยอมรับได้สักทีก็แค่นั้น



.

.

.



‘ตื่อดึ้ง’



เสียงแจ้งเตือนจากแอพนัดเยดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงออดจากหน้าประตูห้องพักของโรงแรมหรูระดับห้าดาวย่านทองหล่อ ที่ราคาคืนนึงค่อนข้างแพงเอาเรื่อง แต่ไม่เป็นไรกับราคาเท่านี้ ถ้าจะทำให้ในคืนนี้มันพิเศษขึ้นอีกหน่อย ...



[ถึงแล้ว อยู่หน้าห้อง] ข้อความที่ถูกส่งมา ทำให้ผมต้องยกยิ้มมุมปากออกมานิดๆ ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไป



<เปิดเข้ามาเลยไม่ได้ล็อค ... พอดีอยู่ในห้องน้ำ>



'คลิ๊ก'



ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากทางด้านนอกนั่น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงประตูถูกเปิดและปิดลงในเวลาต่อมา นั่นทำให้รู้ว่าใครอีกคนได้เข้าห้องมาแล้วเรียบร้อย มีเสียงบ่นงึมงำเบาๆ ที่พอได้ยินเข้าแล้วยิ่งทำให้อยากหัวเราะ



“ดีลมาเอากันแท้ๆ เสือกให้กูตามหาห้องเอง น่ารำคาญฉิบหาย ไม่อยากเอาแล้วแม่ง” ใจร้อน ... ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคืนนี้จะได้เอาไหม



‘แกร็ก ... แอ๊ดดด’



“นี่ ช้าขนาดนี้คืออยากดีลมาเอาไหม...ถ้าออกจากห้องน้ำช้าอีกนิดเดียวผมจะกลับแล้วด้วยซ้ำ” คนที่ยืนด่ารัวๆ อยู่กล้างห้อง ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันจะมองหน้าเจ้าของห้องอย่างผมด้วยซ้ำ



“เอาสิ มาขนาดนี้แล้วทำไมจะไม่เอา” ว่าออกไปแบบนั้น ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่มองเห็นเด็กตรงหน้าชะงักค้างไปแป๊บนึง ก่อนที่ใบหน้าคุ้นเคยนั่นจะค่อยๆ หันมามองกันช้าๆ ดวงตาคู่สวยที่ฉายแววดื้อรั้นนั่นเบิกกว้างขึ้น เห็นได้ชัดว่ามันกำลังตกใจ แตกต่างจากตัวผมที่ทำแค่ยืนพิงอยู่ที่กรอบประตูห้องน้ำเอาไว้ พร้อมกอดอกมองหน้ามันด้วยสภาพนุ่งผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียว



“ใช่ไหมล่ะครับน้องมาร์ช”



“มึง..พี่ยอร์ช ...ทำไมมึงมาอยู่ที่นี่วะ” มันว่าออกมาอย่างคนตกใจ ส่วนผมก็ทำแค่ยกมือถืออีกเครื่องขึ้นมาให้ดูพร้อมเปิดหน้าจอของแอพนั้นให้มันเห็นชัดๆ ... โปรไฟล์รูปเรือยอร์ชกลางทะเล



“ดีลแล้วนี่ ... ก็มาสิ”



“มะ...ไม่จริงอ่ะ...”



“ลองดูไหมล่ะ มึงจะได้รู้ว่าจริงหรือไม่จริง” พูดออกมาแบบนั้นพร้อมๆ กับที่เดินเข้าไปหาตัวมันช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือดึงเอวมันเข้ามาหาตัวในตอนที่มันไม่ทันตั้งตัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวระหว่างผมกับมัน ....



“ทำเชี่ยไรของมึงไอ้ยอร์ช!” มันว่าออกมาเสียงดัง พร้อมฝ่ามือที่ต่อยเข้าที่อกของผมอย่างไม่ออมแรง ดวงตาสวยมองตรงมาอย่างตื่นๆ แต่ก็ดื้อที่จะสู้ หนำซ้ำยังเลิกเรียกกูว่าพี่แล้วด้วย



“ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นวะ...มึงมาที่นี่ก็เพื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วนี่ มึงบอกกูเอง”



“ก็ใช่...แต่นั่นมัน...” ไอ้มารชเถียงออกมาแบบนั้นแล้วมองหน้าผมอย่างอึกอัก เห็นแบบนั้นแล้วได้แต่ยกยิ้มมุมปากออกมา ดูออกง่ายฉิบหาย มันจะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า



“ทำไม พอเป็นกลับกูแล้วมึงกลัวหรอ กลัวอะไรวะ ... หรือว่ามึงกลัวจะรู้ใจตัวเอง”



“พูดเหี้ยอะไรของมึง”



“ถ้าไม่ได้กลัวเรื่องนั้น แล้วจะกลัวอะไร ก็มาเอากันดิ” พูดออกไปแบบนั้นพร้อมสาวเท้าขยับเข้าไปใกล้มันเรื่อยๆ อีกฝ่ายที่ก็พยายามรักษาระยะห่างโดยการก้าวเท้าถอยหลังไปเรื่อยๆ เห็นแบบนั้นแล้วยิ่งนึกขำ ไอ้มาร์ชที่ไม่เคยกลัวอะไรหน้าไหน ตอนนี้มันกลับกลัวอยู่แค่เรื่องเดียว



“แต่กูไม่อยากเอามึง”



“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูเอาเอง”



‘ผลัก’ ผลักคนตรงหน้าให้หงายลงไปนอนบนเตียงอย่างง่ายดาย แล้วตามขึ้นไปคล่อมทับมันเอาไว้ ดวงตาคู่สวยที่ติดจะดื้อรั้นนั่นเบิกกว้าง ฝ่ามือเรียวที่ยกขึ้นมาดันที่หน้าอกกันไว้ในตอนปลายจมูกของผมเฉียดแก้มมันไปนิดหน่อย ... เสียดายว่ะ



“มึงทำแบบนี้ทำไมวะ”



“ทำอะไร” ถามมันออกไปแบบนั้น พร้อมๆ กับที่คนตรงหน้าหันกลับมามองกัน ใกล้ขนาดที่ว่าลมหายใจของผมรินรดอยู่ที่ข้างแก้มของมัน หัวใจของผมสั่น ... เป็นแบบนี้มานานแล้ว



“ทำไมต้องมาเล่นแอพนี้ มาหลอกกู”



“กูไม่ได้หลอก แอพนี้มึงบอกเองไม่ใช่หรอ ใครๆ ก็เล่นได้ บางทีก็ไม่ได้ใช้รูปตัวเอง แล้วกูทำผิดกติกาตรงไหน”



“แต่ถึงแบบนั้นมึงจะมานัดกูทำไม”



“ถามตัวเองดิมาร์ช มึงกลัวอะไร มึงหนีกูเรื่องอะไรวะ” พูดออกไปแบบนั้น มองสบตาสวยที่สั่นไหวในตอนที่ผมพูดจบ สีหน้าท่าทางของคนที่กำลังสับสนแบบสุดๆ แต่ก็เลือกจะปิดบังมันไว้ ...



ผมไม่มีนิสัยแบบนี้ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเอง ไม่เคยลังเลสักครั้ง ตั้งแต่เรื่องอัยย์ เรื่องสมุทร แค่รู้สึกว่าใช้ผมก็ลองเลย แต่ไอ้เด็กตรงหน้านี่คงจะมีนิสัยเดียวกับไอ้พระจันทร์ล่ะมั้ง คิดเล็กคิดน้อยคิดมากและไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องความรู้สึก ... ช้าแบบนี้จะทันแดกหรอ



“กูว่ารอบเดียวคนฉลาดแบบมึงก็คงรู้เรื่องมั้ง" พูดออกไปแบบนั้น ไอ้มาร์ชก็ทำแค่จ้องหน้าสู้ เหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้กลัวอะไร แต่ความจริงที่ผมมองเห็นมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ผมสอดขาแกร่งแทรกเข้าไประหว่างขาสองข้างของมัน



“มึง.. มึงจะ..." คำพูดของมันถูกผมริดรอนทันทีด้วยการกดรูปปากของตัวเองลงบดเบียดกับริมฝีปากของผม มองเห็นดวงตาสวยนั้นกำลังเบิกกว้างอย่างตกใจใช้ลิ้นดันแทรกริมฝีปากของอีกฝ่ายให้เปิดออก มือก็ล้วงเข้าไปในเสื้อของอีกฝ่าย แล้วเลื่อนมือขึ้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนเจอกับเม็ดกลางอกของอีกฝ่าย สะกิดมันแบบที่อยากจะทำ



“อ๊ะ..” เสียงร้องสั่นๆ นั่นมาพร้อมๆ กับมือของมันที่หยุดชะงัก ตอนแรกคิดว่าอาจจะโดนมันต่อยจนกระเด็น แต่จูบที่ดึงกำลังดูดลิ้นผมอยู่ในตอนนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบดีแล้วหรือเปล่า



“นี่ยังไม่ชัดอีกหรอวะมาร์ช”



“กูจะเอามึง มาชัดเหี้ยไร!” มันตะคอกออกมาแบบนั้น แล้วจับตัวผมพลิกลงไปนอนหงายกับเตียงแทน ... สัด สู้ด้วย ก็ถ้าอยากลองดูก็ได้ครับ



“ถ้าคิดว่าจะกดกูได้ก็เอาดิ”



“มึงเองก็เหมือนกัน!” ว่าออกมาแบบนั้น แล้วสอดฝ่ามือเข้ามาผ่านรอยแยกของผ้าเช็ดตัวของผมที่พันท่อนล่างเอาไว้ แค่มือเรียวของมันกอบกุมเข้าที่แกนกายของผม ก็เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง รู้สึกเสียวจนต้องซี๊ดปาก ไอ้มาร์ชเองก็ช่ำชองไม่ใช่เล่น ลืมไปได้ยังไงวะ



‘ซี๊ดด’ เผลอร้องออกมาแบบนั้น แล้วเชิดหน้าขึ้น ปรายตามองเห็นไอ้เด็กที่คล่อมทับกันอยู่ยกยิ้มมุมปากสะใจ ...อืมได้



ผมเอนตัวนอนเอนราบกับที่นอนพร้อมทั้งเอาแขนทั้งสองขางสอดไว้ใต้ศรีษะ เหลือบสายตามองไอ้เด็กที่ทำสีหน้าเคืองขึ้นมาทันที



"มึงมีมีปัญญาทำแค่นี้หรอวะมาร์ช ไม่อยากจะเชื่อว่ามึงเที่ยวเอาคนอื่นไปเรื่อย" ผมพูดออกมาพลางยักคิ้วให้มันอย่างชวนกวนอารมณ์



"ถ้าทำได้แค่นี้ก็อย่า...อึก” เสียงพูดของผมหายไปในลำคอเมื่อคนตรงหน้าเริ่มขยับฝ่ามือ มองเห็นใบหน้าของมันที่ทำสีหน้าไม่รู้สึกอะไร แต่พอมองไปที่แก้มขาวนั่นมันขึ้นสีอย่างน่ามองเห็นแล้วก็นึกพอใจ ก่อนที่มันจะค่อยๆ ใช้ปลายลิ้นแตะลงบนส่วนนั้นเบาๆ รู้สึกดีจนต้องครางออกมาเบาๆ ในลำคอ ได้แต่ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกับหัวเตียง ก้มมองภาพที่เด็กตรงหน้าค่อยๆ กลืนกินแก่นกายเข้าในในริมฝีปากทีละนิด ... โคตรยั่วไอ้สัด



อดใจไม่ไหวเลื่อนปลายนิ้วไปตามเส้นผมของมันแล้วลูบเบาๆ ขณะที่ดวงตาก็เอาแต่จับจ้องภาพตรงหน้าอย่างไม่หลุดโฟกัส ไอ้มาร์ชแม่งน่าโดนว่ะ



"มึงถอดกลางเกงออกด้วยดิ เกะกะว่ะ"



"ทำไม" ถามออกมาเสียงห้วน มองกันแบบระแวง เห็นแบบนั้นเลยอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วเป็นเชิงท้าทายในตอนที่ถามออกไป



"ทำไม มึงกลัวโดนหรอวะ"



"สัด ฝันไปเหอะ" ลุกขึ้นถอดกางเกงยีนส์ของตัวเองออกแล้วก้าวขาขึ้นมาคล่อมตัวผมไว้เหมือนก่อน มองเห็นขาเรียวขาวและเอวบางของมันแล้วได้แต่กลืนน้ำลาย ไอ้มาร์ชไม่ได้ผอมบาง มันมีกล้ามเนื้อพอประมาณ และหุ่นลีนสวยกำลังเหมาะมือ เห็นแบบนั้นเลยเอื้อมนิ้วมือที่ว่างอยู่ก็ส่งไปะสะกิดยอดอกเล็กเบาๆ



“อ๊ะ....” ไอ้มาร์ชสะดุ้งนิดๆ พร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน แต่ริมฝีปากของมันก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ปลายยอดแกนกายของผมอย่างคนที่ไม่ยอมแพ้ เห็นแบบนั้นแล้วได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เลือดนักสู้ เห็นแล้วอยากจะมอบรางวัลให้มันเลยจริงๆ



“เอาเข้าไปลึกกว่านี้หน่อยสิวะ...” พูดออกมาเบาๆ พร้อมกับปลายนิ้วที่ขยี้ยอดอกของมันอีกครั้งอย่างจงใจกลั่นแกล้งมัน ไอ้มาร์ชที่พยายามห่อริมฝีปากตามแต่ไม่นานมันก็ผละริมฝีปากออกมา



“ว่าไง ไม่ไหวแล้วหรอวะ...” ถามมันออกไปพร้อมหัวเราะเสียงแผ่วในลำคอ มองเห็นเด็กตรงหน้าที่ถลึงตาทำสีหน้าเคืองๆ มองกลับมา ก่อนที่มันจะก้มลงไปครอบริมฝีปากเข้ากับแกนกายอีกครั้ง ครั้งนี้มันพยายามเต็มที่แบบไม่ยอมแพ้ น่าเอ็นดูว่ะ เห็นแบบนั้นเลยอดไม่ได้ที่จับปลายนิ้วส่งเข้าไปที่ช่องทางด้านหลังแบบไม่ให้ทันตั้งตัว..



“...ไอ้เหี้ยพี่ยอร์ช..!! ...อื้อ.....” มันร้องออกมาเบาๆ พร้อมๆ กับที่มันเอื้อมมาทุบแขนกันแรงๆ



"ไอ้เหี้ย อึก..พี่ยอร์ช!! อ๊ะ มึง...” ไอ้มาร์ชพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆ ในตอนที่ช่องทางด้านหลังของมันกำลังตอดรับปลายนิ้วของผมตุบๆ ตัวของมันแดงและสั่นไปทั้งตัว



“ฝีมือแค่นี้อย่าหวังจะกดกูได้เลยครับ” หัวเราะออกมาเบาๆ ในตอนที่จับตัวไอ้มาร์ชคว่ำลงกับเตียงแทนที่ของผม จับตัวมันให้อยู่ในท่าคุกเข่าโก่งโค้งให้สะโพกลอยขึ้นมา



“...อื้อ...ไอ้พี่ยอ..ร์...ช ปล่อยนะ” มันครางออกมาเสียงสั่น แต่ถึงแบบนั้นก็ยังดื้ออยู่ หมั่นเขี้ยวจนต้องตีมือลงที่แก้มก้นกลมของมันอย่างหมั่นเขี้ยว



"ยอมรับออกมาได้แล้วไอ้มาร์ช"



"ม...ไม่"



"กล้าพูดว่าไม่ทั้งๆ ที่สภาพแบบนี้หรอวะ มึงแม่งดื้อว่ะ" กระซิบลงที่ข้างๆ หูของมันอย่างนึกเคือง ดื้อด้านฉิบหาย นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ก็ออกแรงดึงตัวของมันให้คร่อมทับลงบนตัวของผมที่พลิกตัวลงไปนั่งเอนพิงผนักหัวเตียงอีกครั้ง นัยน์ตาคู่สวยนั่นเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งอย่างตกใจในตอนที่ส่วนกลางของร่างกายแข็งขึงถูเบียดชิดสะโพกมนที่พยายามขยับห่าง ใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาๆ ตรงช่องทางด้านหลังทำให้คนตรงหน้าครางออกมาไม่หยุด ใบหน้าแดงของมันที่พยายามเสหน้าหนีเพื่อหลบสายตาของผม ริมฝีปากสวยก็กัดปากตัวเองแน่น ดูในความดื้อของมัน เห็นแบบนั้นเลยกระแทกปลายนิ้วเข้าไปในร่างของมันแรงขึ้นอีก จนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก



"ยอมรับเหอะมาร์ช" เลื่อนใบหน้าเข้าไปไล้ที่ข้างแก้มของมันเบาๆ พร้อมกระซิบเสียงแหบพร่าตามแรงอารมณ์พูดกับคนตรงหน้า



“ยอมรับเหอะ” พูดแบบนั้นพร้อมผละหน้าออกมาจ้องตากับมันพร้อมเอื้อมมือไปหยิบถุงยางออกมาแกะแล้วสวมใส่ที่แกนกายตัวเอง



"ย...ยอมรับอะไร อึก...พี่มึงจะให้กูยอมรับอะไร" มันถามเสียงสั่น สีหน้าที่แสดงออกว่ามันกำลังเสียวแบบสุดๆ เห็นแบบนั้นแล้วอดเลื่อนหน้าเข้าไปกดจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากของมันเบาๆ ไม่ได้



"ยอมรับ...ว่ามึงชอบกู" จ้องตามันแล้วว่าออกมาแบบนั้น มองเห็นดวงตาของมันที่สั่นไหว ใบหน้าแดงซ่านอย่างหน้ามอง มันที่เม้มปากเข้าหากันแน่นๆ ในตอนที่ผมกำลังกดส่วนปลายที่แข็งชันเข้าไปในช่องทางด้านหลังของมันช้าๆ ..ความใหญ่โตคับแน่นที่สอดใส่เข้าไปอย่างลำบากจนต้องเบ้หน้าอย่างเสียวซ่าน จนต้องกัดฟันแน่น ไม่อยากใจร้อน กลัวมันเจ็บ



"อึก อื้ม..ช..ใช่...กูชอบมึง" เสียงแหบพร่าของคนตรงหน้าว่าออกมาแบบนั้น ผมที่กำลังพยายามสอดใส่มันเข้าไปอย่างเบาที่สุดถึงกับชะงักในตอนที่ได้ยิน ผิดจากไอ้มาร์ชที่พอพูดออกมาแบบนั้น มันก็กดตัวลงให้แกนกายของผมสอดลึกเข้าไปในตัวมันจนสุดโคน



"อึก อ๊า...จ...เจ็บ..."



"เชี่ย ...ทำไรของมึงเนี่ยมาร์ช ซี๊ด~" ร้องครางออกมาแบบนั้น เสียวยิ่งกว่าที่เคยเสียว เอื้อมมือไปกอดเอวมันเอาไว้ ประคองเอวคนที่ทำเป็นอวดเก่งแต่น้ำตาอาบแก้มเอาไว้แน่นๆ



“...ใจเย็น มึงอย่าเกร็ง....” กระซิบบอกกับไอ้ดื้อที่นั่งอยู่ข้างบนเบาๆ มือข้างหนึ่งลูบสะโพกมนและส่วนกลางลำตัวของเจ้าตัวช้าๆ อย่างช่วยปลุกอารมณ์ไปด้วย มืออีกข้างเลื่อนขึ้นมาลูบที่ท้ายทอยของคนที่กำลังตัวสั่นระริก เม็ดเหงื่อเริ่มไหลออกมาจากร่างกายบางที่หอบสั่นด้วยแรงอารมณ์



“นี่ใช่ไหมที่มึงอยากมั่นใจ อึก...ใช่ กูชอบมึงพี่ยอร์ช”



มันพูดแบบนั้นก่อนจะค่อยๆ เริ่มขยับตัวเข้าออกอย่างช้าๆ ตามแรงส่งของผม ได้แต่เอื้อมมือไปจับสะโพกแน่นของมันเอาไว้แล้วออกแรงขยับสวนขึ้นลง ได้แต่หรี่ตาลงมองร่างเพรียวตรงหน้าที่ขยับกายบนตักของผมด้วยสายตาพอใจ เพราะตอนนี้มันออกแรงขยับตัวเองโดยที่ไม่ต้องสอน ผิวขาวกลายเป็นสีชมพูระเรื่อไปทั้งตัวด้วยแรงอารมณ์ ใบหน้าของเจ้าตัวเหยเกพร้อมครางออกมาเบาๆ และยังขยับท่อนล่างอย่างต่อเนื่อง นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส รีมฝีปากสีจัดที่ถูกขบกัดเบาๆ เพื่อกลั้นเสียงครางแผ่วที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอ..ดูยั่วอารมณ์ น่ามองจนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหว ปลายลิ้นแตะลงบนเรียวปากสีสด แตะไล้และขบมันเบาเชิงหยอกล้อ กลืนเอาเสียงหอบครางและเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายไว้ในลำคอ ฝ่ามือก็บีบเคล้นสะโพกมนแล้วกระแทกท่อนล่างที่กลืนกินร่างกายของตนเข้าหา เรียกเสียงครางเครือหวานหูและร่างเพรียวที่สั่นสะท้าน ปลายนิ้วของมันที่จิกลงบนไหล่ของผมแรงๆ แต่ผมไม่สนใจ ยังคงจับสะโพกของมันเอสไว้แล้วขยับเป็นจังหวะเร้าอารมณ์ เสียงครางปนหอบหนักในดังขึ้นใกล้ๆ หู ก้มหน้าซุกไซร้เลียไล้ไปซอกคอขาวของมันและขบกัดลงไปให้พอขึ้นสีระเรื่อ ก่อนที่ผมจะถอนแกนกายของตัวเองออก จับมันพลิกหันหลังให้และโก่งโค้งสะโพกขึ้นมาให้ก่อนจะสอดใส่ส่วนนั้นเข้าไปอีกครั้ง



“อ๊ะๆ พี่ยอร์ช...ไม่ไหวแล้ว...” ได้ยินเสียงร้องครางของมันแบบนั้น ร่างกายก็ยิ่งกระแทกกระทั้นหนักขึ้นอีก เมื่อรู้สึกความต้องการของร่างกายของกันและกันที่ใกล้จะปลดปล่อย กระแทกกระทั้นแกนกายร้อนสอดใส่เข้ามาในตัวมันไม่หยุด



“อะ...อ๊า....” เสียงครางของมันดังออกมาพร้อมๆ กับที่ความร้อนจากแกนกายของผมจะกระตุกเกร็งและปลดปล่อยเข้ามาในตัวของมันพร้อมๆ กับส่วนนั้นของมันก็ปลดปล่อยออกมารดผ้าปูสีขาวจนเป็นดวงๆ ไอ้มาร์ชครางหอบ มือไม้อ่อนปวกเปียกแทบจะพยุงกายไม่ไหว ลมหายใจร้อนๆ รดรนลงบนผิวแก้มของมันเบาๆ



"เสร็จแล้วก็ปล่อยกู" มันว่าออกมาแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่อยากจะได้ยิน



"มึงไม่อยากถามกลับหรอวะ ว่ากูรู้สึกยังไง"



"ไม่" มันตอบออกมาแบบนั้นทำเอาต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะเลื่อนหน้าเข้าไปกระซิบแผ่วเบาข้างๆ หูของมันอีกที



“แต่กูอยากบอก...มึงทั้งคืน” ไอ้มาร์ชที่หันมามองหน้าผมด้วยสายตาตื่นตระหนก แต่ผมทำแค่ยกยิ้มมุมปากส่งไปให้ พร้อมกับฝ่ามือที่เริ่มบีบคลึงสะโพกมนของอีกฝ่ายเบาๆ แล้วสอดกายเข้าไปในตอนที่มันกำลังจะอ้าปากด่า และเสียงครางของมันกับผมก็ดังสลับกันไปจนถึงเช้า ...




             แต่ในวันใหม่ที่ตื่นขึ้นมา คนที่เคยนอนกอดสอดใส่กันมาทั้งคืน กลับหายตัวไปอย่างที่เรายังไม่ได้พูดคุยเรื่องของเราให้เป็นเรื่องเป็นราวสักคำเดียว

“แม่งเอ๊ย...กูไม่ยอมหรอกไอ้มาร์ช กูจะตามมึงให้เจอให้ได้” และคนๆ เดียวที่ผมคิดออกว่าควรถามเกี่ยวกับการไปจีนของไอ้มาร์ชมากที่สุดก็คือ...ไอ้พระจันทร์

.

.

.

(มีต่อค่ะ)

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ

“ไอ้พระจันทร์ มึงจะไปหาสมุทรใช่ไหม”



“แล้วมึงเสือกเหี้ยอะไร” เงยหน้าขึ้นมาจากสมุดเลคเชอร์ที่กำลังตั้งใจอ่าน เพราะเหลือสอบอีกแค่ไม่กี่วิชา ทุกอย่างก็จะจบเรียบร้อย แล้วในตอนนั้นกูก็จะได้ทำทุกอย่างตามใจ แต่ที่สงสัยคือไอ้เหี้ยยอร์ชมาเสือกไรด้วย



“กูจะไปด้วย”



“เสือกนะมึงอ่ะ คือมาพูดกับกูแบบนี้มึงวอนโดนตีนกูอยู่นะไอ้สัดยอร์ช” รู้สึกฉุนจนต้องดันลิ้นกับกระพุ้งแก้ม มองหน้ามันแบบไม่ยอม ถ้ามันจะวัดสักหมัดก็ได้นะ ถึงตอนนี้จะรู้ว่ามันไม่ได้ตั้งใจเรื่องของอัยย์ในตอนนั้น แต่กับเรื่องของสมุทรกูไม่ยอมหรอกนะ



“ก็กูบอกว่าจะไปด้วย”



‘ผลั้ว!’



“โอ๊ย! ไอ้สัดจันทร์ เจ็บนะเว้ย”



ทนไม่ไหว ยกหนักสือหนังสือโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเล่มควายนี่ฟาดเข้าข้างกกหูมันแรงๆ ทีนึง พร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ เสียงดังโครมที่ทำให้คนมองมาที่เราทั้งห้องสมุด



“นักศึกษา พวกเธอกำลังทำอะไรกันไม่ทราบ!” เสียงของอาจารย์บรรณารักษ์ที่ดังขึ้น ทำให้ทั้งผมและไอ้ยอร์ชที่กำลังแหกปากหยุดชะงักการกระทำของตัวเองลง



“ที่นี่มันห้องสมุดกลางนะ เสียงดังแบบไร้มารยาทขนาดนี้ ครูคงต้องขอเชิญพวกเธอออกไปด้านนอกนะ”



“ขอโทษครับอาจารย์”



“ขอโทษครับ”



ผมถลึงตาใส่ไอ้คนที่ยกมือไหว้อาจารย์ตาม เสือก ชอบเลียนแบบ เป็นKไรสัด...ผมรวบหนังสือทุกเล่มของตัวเองขึ้นมาถือไว้พร้อมสะพายกระเป๋าก่อนจะเดินออกไปทันที ได้ยินเสียงวิ่งโครมครามตามหลังมาด้วย



“เดี๋ยวสิวะมึง” ไอ้ยอร์ชวิ่งตามมาดึงมือของผมเอาไว้ หันกลับไปมองมันอย่างไม่พอใจแบบสุดๆ



“นี่มึงยังไม่จบ มึงจะเอาใช่ป่ะ!”



“หยุดทำตัวเหมือนสาวน้อยให้กูวิ่งตามแบบนี้ได้ป่ะไอ้สัด ไม่เอากับมึงหรอก กูไม่อยากขัดงวง”



“ไอ้เหี้ยยอร์ช!” แค่พูดกูก็เห็นภาพ ขัดงวงพ่อมึงไอ้สัด ขนลุกซู่ซ่า เห็นกล้ามแขนแม่งก็เอาไม่ลงละ



“หยอก ก็ทำไมต้องใจร้อนขนาดนั้นล่ะวะ”



“มึงต้องให้กูยืนยิ้มแล้วบอกว่าเชิญตามสบายนะจ๊ะหรอไอ้เหี้ย เสือกเหี้ยไรกับไอ้สมุทร ถ้ามึงคิดว่ากูจะยอมมึงเหมือนเรื่องของอัยย์ มึงกลับไปนอนฝันนะไอ้สัด”



“โถ่เว้ย! ไอ้เหี้ยนี่ก็ไม่ฟังหินฟังแดดเลย กูบอกแล้วหรอว่าจะไปหาสมุทรอ่ะ”



“แล้วมึงจะไปจีนทำเหี้ยไร ขวนขายหาไร หรือมึงอยากไปวัดเส้าหลิน แต่โทษทีมันไม่ได้อยู่เมืองนั้นเว้ย!” ผลักอกมันแรงๆ หนึ่งที จ้องตามันอย่างเอาเรื่อง คนยิ่งหงุดหงิดอยู่ ยังจะทำสันดานกวนกูไม่เลิก



“ใจร้อนแม่งทุกเรื่องไอ้สัด ร้อนขนาดนี้เดี๋ยวไอ้หมุดก็หาผัวใหม่หรอก”



“ไอ้เหี้ยยอร์ช!”



“เออๆ กูหยอกๆ” มันว่าแบบนั้นพร้อมยกมือขึ้นขึ้นมาทำท่าล่อแล่ๆ เหมือนกับหยอกเด็กเล็กๆ ไอ้เหี้ยนี่วันนี้มันคงอยากจะได้สักแผลจริงๆ สินะ



“เพื่อนเล่นมึงหรอสัด”



“ก็เคยเป็นเพื่อนมึงอยู่นะ” มันว่าแบบนั้นแล้วยักคิ้วส่งให้กันทีนึง ผมถอยหลังออกมาห่างๆ จากมันแล้วกอดอกมองมันอย่างจริงจัง



“มึงต้องการอะไร”



“ขอบคุณที่เข้าประเด็นสักทีครับ ... คือกูขอไปจีนกับมึงด้วยดิวะ มึงรู้ใช่ไหมว่าสมุทรมันอยู่ไหนยังไง”



“กูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่ง!”



“โอ๊ยไอ้เหี้ยกูไม่ได้จะไปตามหาไอ้สมุทร กูจะไปตามหาไอ้มาร์ช!” มันตะโกนออกมาแบบนั้นด้วยเสียงที่ดังกว่าผม คนแถวหน้าหอสมุดกลางมองมาทางเราเป็นตาเดียว รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ ห่านี่!



“มาร์ช”



“เออ...กูจะไปตามมัน ไม่ได้ไปตามไอ้หมุดเมียมึงหรอก” จ้องตากับมันตรงๆ อีกครั้ง แววตาของมันที่จ้องตอบกลับมาไม่ได้มีทีท่าว่ากำลังล้อเล่น มันพูดจริง และสีหน้าของมันที่แค่มองนิดเดียวก็รู้แล้วว่าคงมีอะไรในความสัมพันธ์ของมันกับเพื่อนของไอ้สมุทรแน่ๆ



“แล้วไง จะเกาะกูไป”



“กูมีเงินไอ้สัด ก็แค่ขอไปด้วย กูไม่คุ้นชินกับประเทศจีนไหม แถวนั้นถิ่นป๊ามึงไม่ใช่หรือไงวะ...อีกอย่างสองหัวดีกว่าหัวเดียวนะมึง” มันโน้มน้าว ฟังคำมันพูดแล้วกรอกตาเลยทีนึง ที่แท้ก็ไม่รู้ข้อมูลเหี้ยอะไรสักอย่างล่ะสิถึงมาขอร้องกู K... แต่ถึงแบบนั้น



“เออ มึงโอนเงินมา”



“ดีล”



“แค่นี้ใช่ไหม กูจะได้กลับ เหม็นหน้ามึง” บอกมันแบบนั้น แล้วหันหลังหนี และในตอนที่จะเดินจากมันมา แต่ก็เป็นไอ้ยอร์ชที่ดึงแขนผมไว้อีกครั้ง ท่าทางสาวแตกเหมือนโดนแฟนมาง้อทำเอาขนลุก



“เรื่องอัยย์กูขอโทษนะมึง ... คือกู...”



“ช่างแม่งเหอะ ไม่ต้องพูดออกมาหรอก”



“มึงรู้แล้วหรอวะ”



“อืม ...”



“ขอบใจ”



“เออ ปล่อยมือกูได้ยัง ขนลุกไปหมด”



“โถ่ น้องจันทร์ เขินพี่ยอร์ชหรอครับ”



“ครับ เสียววูบไปหมดเหมือนอยากเอาตีนฟาดหน้าพี่ยอร์ชเลยล่ะครับ” ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มแล้วเอื้อมมือขึ้นไปลูบแก้มมันเบาๆ ไอ้ยอร์ชเห็นแบบนั้น ก็รีบสะบัดมือผมทิ้งแล้วถอยหลังหนี



“ขนลุกไอ้เหี้ย กูฟ้องไอ้หมุดแน่ว่ามึงอ้อร้อกู”



“K!”



ด่ามันออกมาแบบนั้น แล้วก็เป็นมันที่ขำออกมาดังลั่นหน้าตึกอย่างไม่อาย เห็นมันในตอนนี้ก็อดยิ้มออกมานิดๆ ไม่ได้ ความรู้สึกเบาๆ ที่หัวใจในตอนที่มองหน้ากัน เรื่องราวต่างๆ พอถูกคลายออก ได้รับฟังคำว่าขอโทษที่ติดค้างมาอย่างยาวนาน และการได้เพื่อนคนนึงกลับมา ... เหมือนกับว่ามันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก



“แดกเบียร์ป่ะ กูเลี้ยง”



“ดีล”



...



“มานั่งนี่เร็วๆ ไอ้เยว่เทียน”



“อืม” คนร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้องช้าๆ ในมือยังมีของที่แบกมาด้วย สายตาคมที่หันมามองผมวูบนึง ก่อนที่เจ้าตัวจะผละเอาของไปวางไว้ แล้วค่อยเดินกลับมานั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกัน ผมได้แต่จ้องมองดวงตานั้นนิ่งๆ เป็นสายตาคมสวยที่มี



สเน่ห์ชวนให้คนมอง แต่ครั้งนึงผมเองก็เคยเจอสายตาที่คล้ายๆ กับแบบนี้ แต่ดึงดูดมากกว่าเยอะ...มันคือสายตาของพี่พระจันทร์ ถอนหายใจออกมาหนักๆ พร้อมๆ กับที่ถอนสายตากลับมา มันเป็นแบบนี้ทุกที เผลอไปนึกถึงอีกแล้ว



“นี่คือลี่หยางนะ เค้าเป็นคนไทยล่ะ” หยางหยางเป็นคนเอ่ยแนะนำผมให้กับคนที่มาใหม่ได้รู้จัก



“มึงพูดไทยได้นี่หว่าเหย่เทียน คุยกับเค้าสิ เค้าจะได้ไม่เกร็ง” เล่อว่าออกมาแบบนั้นแล้วพยักเพยิกมาทางผม เขาที่หันมามองกันนิดๆ แล้วส่งยิ้มมาให้



“สวัสดีนะ”



“อ่ะ..อืม ยินดีที่ได้รู้จัก” ผมพูดออกไปแบบนั้นด้วยภาษาไทย เพราะเค้าเองก็เลือกที่จะทักทายกันเป็นภาษาไทย สำเนียงที่จัดได้ว่าไทยชัดแจ๋วนั่นทำให้ผมตกใจนิดๆ พอเห้นผมทำสีหน้าแบบนั้นออกไป เค้าก็ส่งยิ้มออกมาให้อีกหน่อย ผมเลือกที่จะหันไปหยิบเฟรนช์ฟรายที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมากินเพื่อเลี่ยงการสนทนา ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ที่พอมองหน้าเหย่เทียนแล้วทำให้นึกถึงผู้ชายอีกคนที่ตอนนี้อยู่ไทย



บรรยากาศสนุกๆ ผ่านไปเรื่อยๆ มีการเล่นเกมส์หมุนขวด ดื่มเบียร์และเปิดเพลงคุยกันอย่างสนุกสนาน เป็นภาพบรรยากาศที่ผมไม่คุ้นชิน ถ้าเป็นที่ไทย เด็กไทยคงชวนกันไปร้านเหล้าหรือเดินห้างในอะไรแบบนี้ แต่ ณ ตอนนี้ แทบจะไม่ต่างจากเด็กนานาชาติที่อยู่ต่างประเทศ ทุกคนคุยกันอย่างชิลๆ แม้จะพึ่งรู้จักกัน ช่วงเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมมองเห็นจางหมิ่งกำลังนั่งคุยอยู่กับเล่อ ใบหน้าน่ารักของเพื่อนผมเปร่งประกายมากกว่าครั้งไหนๆ มันเหมือนกับตอนที่ผมได้เข้าใกล้พี่พระจันทร์ในช่วงแรกไม่มีผิด หัวใจคงพองโตน่าดูล่ะนะ ได้แต่หวังว่าเรื่องของเล่อกับจางหมิ่งเพื่อนผม จะไม่จบลงแบบน่าเสียดายเหมือนกับเรื่องของผมกับพี่พระจันทร์



“มารู้จักพวกนี้ได้ไง” โซฟาที่ยุบตัวลงพร้อมๆ กับเสียงของคนที่นั่งลงข้างๆ ทักกัน พอหันไปก็เจอกับสายตาแบบเดิมๆ ของเหย่เทียน



“จางหมิ่งชวนมาน่ะ”



“อ่อ ถึงว่า” คำพูดกำกวมที่ผมเดาความหมายไม่ออกนั่นทำให้ต้องเลิกคิ้ว อีกคนที่แค่ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มด้วยท่าทางที่ทำให้คนละสายตาไม่ได้ คิดว่าเหย่เทียนคงเป็นผู้ชายประเภทเดียวๆ กับพี่พระจันทร์ล่ะมั้ง คนที่ทำให้คนอื่นละสายตาไม่ได้



“แล้วทำไมถึงมาเรียนที่นี่ล่ะ”



“ก็แค่อยากมาหาประสบการณ์” นั่นคือส่วนหนึ่ง แต่ผมไม่คิดว่าจำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมายกับคนที่พึ่งเจอหน้าและรู้จักกัน พอตอบออกไปแบบนั้นเค้าก็ยกยิ้มมุมปากมองกัน สายตาคมสวยคู่นั้นจับจ้องมองกัน มันทำให้ผมนึกถึงพี่อาทิตย์ ไอ้ท่าทางที่เหมือนรู้ทุกอย่าง



“งั้นหรอ นึกว่าหนีรักมาพักซะอีก”



“พูดอะไรของนายกัน”



“ฮ่าๆ ซีเรียสไปได้ ถ้าไม่จริงก็อย่าทำหน้าตกใจขนาดนั้นสิ”



“ทำที่ไหนล่ะ” เถียงกลับไป ก่อนจะยกมือขึ้นมาดันกรอบแว่นของตัวเองแก้เก้อ ในตอนที่กำลังจะเสหน้าหนี ก็เป็นอีกคนที่เลื่อนหน้าขยับเข้ามาหากันแทบจะทันที ผมตกใจผงะถอยหลัง



“ถ้าไม่ใช่แบบนั้นก็ดีน่ะสิ”



“อะ..อะไร”



“ไม่รู้สิ แต่ถ้าไม่ได้หนีรักมา ก็แสดงว่าโสด”



“ฉันพูดแบบนั้นหรอ” เถียงอีกคนออกมา พร้อมๆ กับช้อนตามองหน้าคนที่ยกยิ้มให้กันนิดๆ เค้าที่ผละตัวออกไปนั่งดีๆ แล้วในตอนนี้ รู้สึกใจเต้นแปลกๆ ไม่ได้เขินอายแต่ตกใจกับท่าทางของอีกฝ่ายมากกว่า อะไรของมันวะเนี่ย



“แล้วจะบอกว่าไม่โสดหรอ” เยว่เทียนที่ยกมือข้างนึงเท้าแขนกับพนักพิง พร้อมเอียงหน้ามามองกัน เค้ามีสเน่ห์



“ก็เปล่า...”



“หึ งั้นก็ดี”



“อะไรของนาย พูดไม่รู้เรื่อง”



“ก็ยังไม่ต้องรู้ก็ได้ ยังไงก็จะได้รู้จักกันอีกนานนี่” ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มอีกอึก และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมก็วางกระป๋องเบียร์ของตัวเองแทน



“ดึกแล้ว กลับก่อนดีกว่า” ผมพูดออกไปแบบนั้นเป็นการจบบทสนทนา การอยู่ข้างๆ เยว่เทียนไม่ได้ชวนให้อึดอัดใจ แต่ถึงแบบนั้นก็เป็นความรู้สึกที่ว่ารับมือไม่ถูก สายตาของเค้าทำให้ผมนึกถึงพี่ยอร์ชสมัยเจอกันแรกๆ ไม่มีผิด



“อ้าว จะกลับแล้วหรอ” เป็นจางหมิ่งเพื่อนแสนดี ที่พอเจอผู้ชายที่ตัวเองชอบก็ทิ้งน้องสมุทรแบบกูไปเลย เยี่ยม



“อืม มันดึกแล้ว นายเองก็ควรจะกลับแล้วเหมือนกันนะ” ผมว่าออกไปแบบนั้น มองเห็นเบียร์หลายกระป๋องถูกวางอยู่ข้างๆ ที่นั่งของจางหมิ่งกับเล่อ เห็นแล้วก็อดห่วงไม่ได้ ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรก็ตามเถอะ



“งั้นไปก่อนนะทุกคน วันนี้สนุกมากเลย ไว้เจอกันนะ” ผมบอกลา และทุกคนก็หันมาทักทายกันกลับ พอเห็นแบบนั้นผมถึงเริ่มต้นเดินออกจากห้อง ไม่ได้หันไปบอกลาเยว่เทียนเป็นพิเศษ และอีกฝ่ายก็ทำแค่นั่งเงียบๆ



หอพักนี้อยู่ห่างจากหอพักของผมพอสมควร แต่ไม่ถึงขนาดต้องนั่งรถกลับไป บรรยากาศที่ประเทศจีนแตกต่างจากประเทศไทยตรงที่ผู้คนนิยมเดินกันเป็นหลัก อาจเพราะอากาศ หรือทางเท้าที่ปูพื้นไว้ดีด้วยละมั้งที่เอื้ออำนวยให้ผู้คนเดินกัน และในสภาพอากาศเย็นๆ แบบนี้ มันก็ไม่เลวร้ายเท่ากรุงเทพด้วยแหล่ะ



ผมก้าวเดินมาเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน พอเดินพ้นช่วงตึกของเล่อมาก็ได้ยินเสียงคนเดินตามมา ถนนแถวนี้ถึงจะมีไฟสว่าง แต่นี่ก็ไม่ใช่บ้านเมืองของผม เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินแบบรีบๆ เหมือนต้องการที่จะเดินให้ทันผมนั่นยิ่งทำให้ผมไม่กล้าหันกลับไปมอง หัวใจเต้นถี่ๆ ด้วยความตื่นกลัว ตั้งใจจะออกวิ่งแล้วในตอนนี้



‘เฮือก’



“เฮ้! เดินไวจังอ่ะ” ข้อมือของผมถูกดึงไว้จากคนข้างหลังที่เดินมาประชิด ผมเบิกตากว้างขึ้นพร้อมๆ กับที่หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม รู้สึกเหมือนหัวใจโดนกระชากออกไป แต่พอได้เห็นหน้าคนมาใหม่ก็ถอนหายใจออกเฮือกใหญ่ ดึงแขนตัวเองออกจากอีกฝ่ายแล้วผลักอกแรงๆ



“เยว่เทียน!”



“โทษที ก็ไม่คิดว่าจะตกใจขนาดนี้ เห็นนายรีบเดินก็เลยวิ่งตามมา”



“ฉันนึกว่าพวกโจร”



“ถ้ากลัวขนาดนั้นแล้วมั่นใจอะไรนักหนาถึงเดินออกมาคนเดียว” เขาว่าแบบนั้น มองผมที่ยังคงยกมือตัวเองขึ้นลูบอกเบาๆ ก่อนที่เราทั้งคู่จะออกเดินไปด้วยกัน



“ก็จางหมิ่งดูท่าจะยังไม่อยากกลับ แล้วคนอื่นฉันก็ไม่สนิทไหม ก็ต้องกลับเองดิ อีกอย่างมันก็ไม่ได้ไกล”



“ก็ต้องระวังตัวเอาไว้บ้าง ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพนะ ลืมหรือไงว่านายเป็นชาวต่างชาติ”



“ก็เปล่า...” ผมตอบรับเสียงอ่อยๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้เลยเงยหน้าถามออกไป



“แล้วทำไมนายมาอยู่ตรงนี้”



“ก็แค่เป็นห่วงนาย”



“อ่ะ..เอ่อ...”



“อย่างน้อยมีเพื่อนเดินกลับบ้าน ก็ดีกว่าเดินคนเดียวจริงไหมล่ะ” เค้าว่ายิ้มๆ เป็นรอยยิ้มทั้งหน้าทั้งตาที่ไม่ใช่การยกยิ้ม บรรยากาศสบายๆ มากกว่าตอนที่อยู่ในห้องของเล่อ ทำให้ผมคิดว่าเยว่เทียนก็ไม่แย่ อย่างน้อยเค้าก็น่าจะเป็นเพื่อนที่ดีได้



“ขอบใจนะ”



“ยินดี”



จบบทสนทนานี่ตรงนี้ แล้วเราสองคนก็เดินมาด้วยกันเงียบๆ สายลมเย็นๆ ทำให้ผมต้องกระชับเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองเข้ากับตัวดีๆ ถ้าพูดจริงๆ นี่ก็เรียกได้ว่าหนาวจนหน้าชา



“ลี่หยาง...นายมีชื่อภาษาไทยหรือเปล่า ชื่อจริงๆ ที่คนเรียกกันที่ไม่ใช่ชื่อภาษาจีนแบบนี้”



“ก็มีสิ ฉันชื่อสมุทร” ผมหันไปบอกเค้าแบบนั้น อีกคนพึมพำชื่อผมตามที่ได้ยิน



“ถ้าฉันอยากมีชื่อไทยบ้าง จะชื่ออะไรดี ช่วยตั้งหน่อยดิ”



“นายจะอยากได้ชื่อไทยไปทำไมไม่ทราบ จะไปไทยหรือไง” ผมหันไปมองเค้าขำๆ อีกคนที่ก็ยักไหล่ออกมานิดๆ แบบไม่ยีหล่ะเท่าไหร่



“ก็แค่อยากได้ชื่อไทยจากนาย ฉันชื่อเยว่เทียน เป็นชื่อไทยจะชื่อว่าไรดี พระจันทร์ดีป่ะ”



‘พระจันทร์’



หัวใจของผมกระตุกตอนที่ได้ยินชื่อนั่น มองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างกันพร้อมรอยยิ้มเป็นประกายระยิบระยับ ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วเยว่เทียนจะยิ้มเก่งกว่าพี่พระจันทร์เยอะเลย



“ไม่ดีหรอก” ผมหันไปมองหน้ามองตาของอีกฝ่าย ตาสวย ขนตายาว หน้าคม แต่ยังไงก็ไม่เหมือนพี่พระจันทร์



“ทำไมอ่ะ คนปกติไม่ชื่อแบบนี้หรอ”



“นายน่ะชื่ออื่นเถอะ” ผมบอกปัดไปโดยไม่บอกความจริงที่ว่า ชื่อนั้นมันสำคัญกับใจผมมากขนาดไหน และก็พอดีกับที่เรามาหยุดยืนที่หน้าตึกหอพักของผมพอดี



“นี่ ขอเบอร์หน่อยได้หรือเปล่า” ว่าแบบนั้นพร้อมแบมือออกมาขอโทรศัพท์กัน ผมมองตาเค้าอีกครั้งอย่างช่างใจ แต่อีกฝ่ายก็แค่ยิ้มออกมา



“อย่างน้อยตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่หรือไง” ก็จริงของเขา ผมควักโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่ตอนนี้เปลี่ยนซิมเป็นเบอร์จีนแล้วเรียบร้อย เยว่เทียนส่งยิ้มออกมาอย่างดีใจตอนที่รับโทรศัพท์ไปกดรัวๆ ก่อนจะส่งกลับมาคืนให้ผม



“ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรมาได้เลย”



“อ่า ขอบใจนะ”



“ไม่เป็นไร เข้าตึกกันเถอะ” เค้าว่าแบบนั้นแล้วเอื้อมมือมาโอบไหล่กันให้เดินเข้าไปในตึกพร้อมกัน ผมมองหน้าอีกฝ่ายแบบงงๆ เจ้าตัวก็แค่ยิ้มกว้างขึ้นมาอีกหน่อย พี้ยาป่ะวะ ยิ้มอะไรขนาดนั้นก่อน



“นี่ นายจะขึ้นมาด้วยทำไมอ่ะ” ผมหันไปมองเค้าแบบไม่เข้าใจ ในตอนที่เราสองคนเดินเข้ามาในลิฟด้วยกันทั้งแบบนี้ กระพริบตาปริบๆ อย่างคนงงโลก



“แล้วไงอ่ะ ทำไมมาไม่ได้”



“นี่มันหอเด็กนานาชาติ”



“แล้วฉันไม่นานาชาติตรงไหนอ่ะ” เค้าว่าแบบนั้นแล้วยักคิ้วให้กันทีนึง ก่อนที่ประตูลิฟย์จะเปิดออกมาที่ชั้นของผม มองหน้าอีกฝ่ายงงๆ ในตอนนั้นเองเค้าก็ดันหลังผมให้ออกไปจากลิฟแล้ว



“นายไม่ตั้งชื่อไทยให้ฉันก็ไม่เป็นไร จริงๆ ฉันก็มีชื่อไทยอยู่แล้วล่ะ”



“หมายความว่าไง”



“พ่อกับแม่ฉันก็คนไทย แต่แค่มีเชื้อสายจีน แล้วฉันเองก็มาเรียนที่นี่ตั้งแต่อายุ13 จนคนคิดว่าเป็นคนจีนเต็มตัวไปแล้วล่ะ”



“อ่า...”



“ต่อจากนี้เรียกฉันว่าเขียนฟ้าก็ได้นะ”  เขียนฟ้า งั้นหรอ



“ยินดีที่ได้รู้จักนะ...สมุทร”



“เช่....”



“ใครมันจะยินดีแบบนั้นวะ!” เสียงของคนมาใหม่ที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ผมขนลุกไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าวิ่งหนีเขียนฟ้าเมื่อก่อนหน้านี้ซะอีก หัวใจของผมสั่น พอๆ กับที่มือของผมก็รู้สึกเย็นไปหมด น้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังขัดบทสนทนาของเราสองคนดังมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวฉับๆ ตรงมาซ้อนหลังผม .... ไม่จริง



“ถ้ามึงเป็นคนไทย ก็น่าจะรู้จักคำว่า มีเจ้าของ นะ”



“พ...พี่พระจันทร์” ผมเงยหน้ามองคนที่หลุบสายตาคมสวยลงมามองกัน ใบหน้านิ่งๆ ที่กำลังบอกอารมณ์ทุกอย่างได้อย่างดี ทำไม...ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้



“ทำไมพี่ถึง...”



“มากับกู” สามคำสั้นๆ ที่บอกอารมณ์ของคนตรงหน้าได้ทั้งหมด พร้อมๆ กับที่ฝ่ามือแกร่งก็จับเข้าที่ข้อมือของผม พร้อมตั้งต้นดึงให้เดินไปด้วยกัน นี่มันอะไรกัน นี่มันพี่พระจันทร์ตัวเป็นๆ ทำไมเค้าถึงมาอยู่ตรงนี้ .... ไม่ หรือกูฝัน หรือ



“เดี๋ยวสมุทร...” ผมกับพี่พระจันทร์ชะงักก้าวของการเดินในตอนนี้ ตอนที่ฟ้าเรียกเราเอาไว้ หันไปมองหน้าเค้าที่ขมวดคิ้วมองเราสองคนอยู่อย่างสงสัย เจ้าตัวที่ตั้งใจจะก้าวออกมาจากลิฟย์ แต่ถูกคนข้างตัวของผมชี้หน้า



“อย่าเสือก” ดวงตาคมฉายแวววาววับ สีหน้าเป็นไปตามคำพูดนั่นโดยตรง ก่อนที่อีกคนจะออกแรงดึงมือผมให้เดินตามไป ในจังหวะที่สบตากับฟ้า ผมพยักหน้าให้เค้าน้อยๆ เป็นการบอกว่าไม่เป็นไร เค้าทำหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ถึงแบบนั้นก็เลือกที่จะเดินกลับเข้าลิฟย์ไปอย่างคนมีมารยาท ... ส่วนไอ้คนไม่มีมารยาทก็คือ



‘ปัง’



“พี่พาผมมาห้องใคร” มองหน้าอีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนกในตอนที่ถูกดันตัวเข้ามาในห้องพักห้องหนึ่ง ถ้าพูดจริงๆ มันเป็นห้องที่อยู่ข้างๆ กันกับห้องผมด้วยซ้ำ นี่มันเรื่องอะไรกัน ผมจับต้นชนปลายไม่ถูกสักอย่าง



“ห้องกู”



“ม...ไม่จริง...”



“กูคิดถึงมึง” คำพูดสั้นๆ ในแบบที่เจ้าตัวชอบพูดถูกถ่ายทอดออกมาให้ผมได้ยินอีกครั้ง นานเป็นเดือนที่ผมไม่ได้ยินเสียงนี้ ไม่ได้เห็นใบหน้านี้ แต่ถึงแบบนั้นหัวใจของผมก็ยังสั่น มันยังกระตุกทุกครั้งเหมือนที่เคยเป็นกับคนตรงหน้า และในตอนที่หันไปสบตา พี่พระจันทร์ดูเหนื่อยล้ามากกว่าทุกที แต่ถึงแบบนั้นเค้าก็ยังดูดี ผมค่อยๆ ไล่มองไปทุกรายละเอียด คิ้วเข้มเรียงตัวสวย ใบหน้าหล่อๆ กับดวงตาคมสวยที่มีขนตายาวสวยไม่ต่างไปจากความทรงจำเมื่อเดือนก่อนหรือสี่ปีก่อนที่ผมตกหลุมรัก ไม่แตกต่างสักอย่างเดียว ไม่แตกต่างจากเมื่อสี่ปีก่อนในวันแรกที่ได้เจอสักอย่างเดียว เพราะแม้แต่เส้นผมสวย

ในตอนนี้ก็ถูกย้อมใหม่ให้เป็นสีชมพูแบบที่เคยเห็น



ความรู้สึกถูกย้อนกลับไปที่เก่า ... รู้สึกเหมือนหัวใจโดนกระชากออกอีกครั้งจากฝีมือของคนๆ เดิม



“พี่พระจันทร์” ได้แต่พึมพำชื่อของเขาออกมาเบาๆ เหมือนคนสมองเบลอที่โดนค้อนทุบเข้าอย่างจัง มันทั้งสับสน ทั้งตั้งรับไม่ทัน



“ตอนนั้นมึงบอกกูว่า มึงสงสัยคำว่าชอบของกู มันใหญ่เท่ากับคำว่ารักของมึงหรือยัง...วันนี้กูมาแล้ว มึงพร้อมจะคุยเรื่องของเราหรือยัง



#รักอยู่รู้ยัง



--------------------------------------



ว๊ายยยย ตอนนี้แบบสุดจัด มาทุกรสทุกชาติเลยนะคะ ทั้งหืดหาด ตื่นตูม และเคลียร์กับเพื่อน

ชอบความพี่พระจันทร์กับพี่ยอร์ชจะแซ่บกันเอง เออ แกได้กันเลยไหมไอ้พวกหมากระเป๋า

ใดๆคือ ...พี่เยว่เทียนคือพี่เยว่เทียนจ้าาา

และใช่ ตอนนี้ตัวร้ายเค้ามาแล้วจ้าาา

ตัวร้าย = พระจันทร์

ฮ่าาาาาาา

ปล. NCตอนนี้เขียนยากมาก แคทหวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ

และในการเขียนถึงประเทศจีนในครั้งนี้ แคทเขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวในตอนที่ไปเรียนอยู่ที่นั่น

หวังว่าแคทจะเขียนและถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกได้นะคะ

ฝากหวีดว๊ายกันที่แฮชแทค #รักอยู่รู้ยัง ด้วยนะคะ   

 :pighaun: :mew1:

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ

บทที่31

 

‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

 

เสียงเคาะประตูที่ทำให้ต้องหันไปมองที่หน้าประตูห้อง ขมวดคิ้วออกมานิดๆ ที่ได้ยินเสียง ได้แต่คิดในใจว่าดึกขนาดนี้ทำไมไอ้สมุทรมันถึงพึ่งกลับมา แถมมาแล้วยังเสือกมาเคาะประตูห้องอีก ก็แตะการ์ดเปิดเข้ามาเหมือนทุกทีสิวะ

 

“เปิดเข้ามาเลยโว้ยไอ้หมุด!” ตะโกนบอกออกไปแบบนั้น แล้วตั้งหน้าตั้งตาโซ้ยเกี๊ยวน้ำตรงหน้าเข้าปากไปอีกคำ

 

‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

 

เสียงเคาะประตูยังคงดังออกมาอีกครั้ง หลังจากที่เงียบไปแล้ว ... คือไอ้สมุทรจะกวนตีนกันใช่ไหม วันนี้ยิ่งเหนื่อยๆ อยู่นะเว้ย การบ้านเยอะโคตรๆ ที่พึ่งจะทำเสร็จ แล้วไอ้เพื่อนตัวดียังจะมากวนกันอีก หนอยยย...อยากจะเจ็บตัวสินะ เดี๋ยวพ่อมาร์ชจะจั๊กจี๋ให้มันขำเหนื่อยจนตายเลยคอยดู

 

‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

 

“เคาะหาพ่อมึ...

 

“ไม่ได้มาหาพ่อ” ฝ่ามือหนาที่ยกค้างอยู่ในท่าที่กำลังจะเคาะประตูอีกครั้ง ในตอนที่ผมพูดออกไปแบบนั้น เจ้าของมือนั่นก็ลดมือลงช้าๆ ก่อนเสียงเข้มๆ นั่นจะว่าออกมา พร้อมๆ กับสายตาที่ผมคุ้นเคยดีจะมองสบกัน

 

“เหี้ย!!”

 

“อืม...เป็นคำทักทายที่ค่อนข้างจะน่ารักอยู่นะ”

 

“ไอ้สัด! ...มึ...”

 

“โอเค ด่าให้ครบจบด้วยสัตว์ไปเลยสิ” คนตรงหน้าว่าออกมาอีกทั้งแบบนั้นด้วยสีหน้าท่าทางยิ้มๆ ที่ดูชินตา แต่ตัวผมกลับไม่ชินอะไรเลย ฝ่ามือที่จับอยู่ที่ลูกบิดประตูห้องแน่นๆ ก่อนที่จะถอยหลังก้าวหนึ่ง ในตอนนี้หัวสมองมันตื้อตันไปหมด นี่กูตาฝาดหรืออะไร และจังหวะนี้ที่คิดได้ก็มีแค่ ปิดประตูหนีแม่งเท่านั้นล่ะ

 

‘ปึก’

 

“มึงจะหนีอีกแล้วหรอมาร์ช” ท่อนแขนแกร่งที่ยกขึ้นมากันประตูก่อนที่จะปิดลงได้ทันเวลาพร้อมๆ กับคำพูดนั้น หัวใจผมสั่นกระตุก เต้นโครมครามไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ถึงแบบนั้นก็ยังคงพยายามโถมแรงดันประตูปิดให้ได้ มองเห็นสีหน้าของไอ้พี่ยอร์ชที่ขมวดคิ้วนิดนึงในตอนนี้

 

“ปล่อยประตู แล้วจะไปไหนก็ไปไป๊ ฮึบ”

 

“มึงนี่แม่งโคตรดื้อ”

 

‘ตึง’

 

แรงควายแรงช้างแรงม้าแรงอะไรไม่รู้ แต่ก็เป็นมันที่ดันประตูเข้ามาได้ด้วยแรงทั้งหมดของมัน ผมที่เซถอยหลังไปหลายก้าว พร้อมๆ กับที่ไอ้ยอร์ชก็เดินอาดๆ เข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย สายตาคมที่จ้องตากันในตอนนี้ด้วยสีหน้าและท่าทีนิ่งๆ ... มันนิ่งแต่กูไม่!

 

“มึงออกไปเลย!”

 

“กูไม่ออก ถ้าจะออกแล้วกูจะถ่อมาถึงนี่ทำไม!” มันตะเบงเสียงสู้จนผมผงะถอยหลังอย่างตกใจ เม้มปากแน่นๆ เบิกตากว้างขึ้นแล้วมองหน้ามันในตอนนี้ อยู่ๆ ความอ่อนแอก็ถาโถมเข้ามาตอนที่เห็นหน้าคนแบบมัน ... กูก็อุตส่าห์หนีมาขนาดนี้แล้วอ่ะ

 

“แล้วมึง...มึงจะมาทำไม” ก้มหน้าลงต่ำมองแค่ที่ปลายเท้าของตัวเองแล้วกำมือแน่นๆ ผมกระซิบถามมันด้วยเสียงเบาๆ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ คนแบบมันจะมาทำไม ...

 

“อ่อ...ลืมไป”

 

“ลืมอะไร”

 

“ลืมไปว่ามึงคงมาหาไอ้สมุทร ... แต่ตอนนี้มันยังไม่กลับ มึงรอหน่อยก็แล้วกัน” สูดลมหายใจเข้าไปในปอดลึกๆ อย่างให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ายืดอกขึ้นมาอีกครั้ง มั่นใจเอาไว้ไอ้มาร์ช มึงไม่ใช่คนอ่อนแอแบบนี้สักหน่อย ... ตั้งแต่เรื่องคืนนั้นจริงๆ ก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าทุกอย่างมันจะจบลงแค่ตรงนั้น ผมหันหลังหนี ตั้งใจจะเดินเข้าห้องนอนไป ถ้ามันอยากรอก็เชิญรออยู่ตรงนี้เงียบๆ ละกัน

 

“มึงจะไปไหนมาร์ช”

 

“ปล่อยกูไอ้สัด”

 

“แล้วมึงจะเอาแต่หนีให้มันได้อะไรนักวะ ทำไมไม่คุยกัน” มันที่ดึงแขนผมให้หันไปหา จ้องหน้าจ้องตาของอีกฝ่ายที่มองกันอย่างจริงจังด้วยสีหน้าดุๆ เห็นแบบนั้นแล้วรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา ความอ่อนแอแม่งตีตื้นขึ้นมาทุกทีที่กูอยู่กับไอ้หน้าเหี้ยนี่เลย

 

“แล้วจะให้คุยอะไรวะ เรามีอะไรต้องคุยกันอ่ะยอร์ช จะพูดเพื่อ”

 

“มึงบอกว่าชอบกู แล้วก็หายไปเลย มันใช่หรอวะ” มันพูดออกมาอีกครั้งอย่างคนเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด ฝ่ามือที่จับกุมอยู่ที่ต้นแขนของผมถูกบีบแรงขึ้นในตอนนี้ อ้อ มึงหงุดหงิดเป็นคนเดียวหรอไอ้สัด กูเป็นหินเป็นดินสินะ!

 

“แล้วจะให้อยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ”

 

“ก็อยู่คุยกันให้รู้เรื่องสิวะ ... กูไม่ได้ถ่อมาถึงที่นี่ เพื่อให้มึงหนีกูอีกหรอกนะ”

 

“กูไม่ได้หนี แต่กูไม่คิดว่าเราจะมีเรื่องที่จะต้องคุยกันอีกแล้วว่ะ” ว่าแบบนั้นแล้วพยายามบิดแขนตัวเองออกจากฝ่ามือของมัน คนตรงหน้าที่ขมวดคิ้วจนเป็นปมแน่นขึ้นในตอนที่ได้ยินแบบนั้น

 

“ไหนมึงบอกว่ามึงชอบกูไงวะ แล้วทำไมต้องเอาแต่หนี”

 

“กูชอบมึงแล้วทำไม! ในเมื่อมึงเองก็ไม่ได้ชอบกูสักหน่อย จะสนเหี้ยอะไรนักล่ะ!”

 

“ต้องสนสิวะ แล้วกูพูดสักคำแล้วหรือไงว่ากูไม่ได้ชอบมึง!”

 

“แล้วมึงชอบกูหรอไอ้สัด ไม่เคยพูดสักคำ แล้วกูจะอยู่ทำเหี้ยอะไรล่ะ!”

 

“เออ! กูชอบมึง!!”

 

เราสองคนที่เอาแต่หลับหูหลับตาตะโกนเถียงกันอย่างคนที่สาดอารมณ์ใส่กันโดยไม่สนหน้าอินหน้าพรหม แต่สุดท้ายผมกลับต้องชะงักค้างกับประโยคสุดท้ายของมัน

 

“ม...มึงว่าอะไรนะ” ช้อนตามองหน้ามันแบบอยากจะเชื่อ เป็นไปไม่ได้ เมื่อกี้กูอาจจะหูเพี้ยน กระพริบตาปริบๆ สองทีอย่างไม่อยากจะเชื่อ มองเห็นไอ้พี่ยอร์ชที่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากแขนข้างนึงผม ส่วนมันในตอนนี้ที่ถอนหายใจออกมาหนักๆ อย่างนเซ็งอารมณ์ ใช้มือขว่ยกขึ้นเสยผมตัวเองครั้งนึง ก่อนจะมองตาผมแล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง

 

“กูชอบมึงมาร์ช”

 

“ม...ไม่ๆ ฮ่าๆ ไม่จริงอ่ะ หยุดตอแหลล้อเล่นกับหัวใจกู”

 

“มึงนั่นแหล่ะหยุด หยุดคิดเองเออเองสักที เลิกวิ่งหนีหัวใจตัวเองแล้วฟังกูบ้าง แม่ง...กูชอบมึง ชอบมึงจริงๆ ไม่ได้ชอบไอ้สมุทรแล้ว กูเป็นคนชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเอง ถ้ากูรู้สึกว่าใช่กูก็ไม่รอหรอก และตอนนี้ทุกอย่างมันกำลังบอกกูว่ามึงคือคนที่ใช่...เพราะงั้นกูเองก็จะบอกมึงเหมือนกันว่ากูชอบมึง แค่มึง มึงที่เป็นมึง”

 

ผมเบิกตากว้าง อ้าปากพงาบๆ กับคำพูดรัวๆ ของมัน หัวใจเต้นตึกตักๆ เหมือนกับคนที่วิ่งมาในระยะทางไกล เหนื่อยจนหอบ นี่หัวใจกูจะล้มเหลวหรือเปล่า จากสิ่งที่ได้ยิน มันกำลังทำให้ผมมั่นใจ ทั้งฝ่ามือที่ไม่ยอมปล่อยกันไป กับสายตาจริงจังทั้งหมดนี่

 

“มึง...จะชอบกูได้ไง มัน เร็วไป”

 

“เร็วไป ไอ้เหี้ยหน้าไหนเป็นคนกำหนดวันเวลาในการชอบกัน มึงบอกกูดิ๊” ถามออกมาอย่างฉุนๆ

 

“คือก็ไม่ใช่แบบนั้น...แต่มัน มันใช่หรอวะ วันนั้นมึงยังชอบไอ่สมุทร วันนี้จะมาบอกว่าชอบกู ตอแหลอ่ะ”

 

“วันนั้นกูไม่ได้บอกว่าชอบไอ้สมุทร จริงๆ กูถอยจากสมุทรมานานแล้ว วันที่กูไปส่งมันวันนั้นคือวันสุดท้ายที่กูรู้ตัวว่าควรพอจริงๆ สักที และที่หน้าแปลกกว่านั้น กูไม่กระวนกระวายใจเลยตอนมันหายไป แทบจะไม่เสียใจเลยด้วยซ้ำตอนที่ต้องถอยออกมา มันทำให้กูรู้ว่า กูคงไม่ได้ชอบมันขนาดนั้น คงเป็นความอยากเอาชนะมากกว่า...แต่มันไม่เหมือนกันกับมึง”

 

“ยังไง” หัวใจของผมสั่นในตอนที่ถามออกไปแบบนั้น ยอมรับว่ารู้สึกดีใจ พยายามเม้มริมฝีปากเอาไว้ แต่ตอนที่มองตาของมันหัวใจของผมก็รู้สึกวาบหวามเบาหวิว สายตาวาววับของมันที่จ้องมองกันไม่กระพริบแล้วพูดออกมาต่อ

 

“มึงหายไป หัวใจกูอยู่ไม่สุข กูเอาแต่ตามหามึง คอยจ้องมองโทรศัพท์ ติดต่อหาแต่มึงก็หาย กูกระวนกระวายไปหมดจนต้องตามมาถึงตรงนี้”

 

“ขอร้องไอ้สัด ศัพท์แสงลิเกมาก”

 

“ลิเกแล้วไง ได้ใจป่ะล่ะ” ยักคิ้วส่งมาให้ กวนตีนจนอยากยกมือขึ้นดึงขนคิ้วของมัน ผมเสหน้าหนีพยายามเม้มปากเข้าหากันให้มากที่สุด กลัวว่ามุมปากจะยกขึ้นมาจนมันสังเกตได้ว่ากูดีใจจนหุบยิ้มไม่เป็น

 

“กูชอบมึง”

 

“ตรงไหนที่มึงชอบกูวะ”

 

“เราเอาเข้ากันได้ดี”

 

“สัดยอร์ช!” ถลึงตาใส่คนที่พูดออกมาอย่างจริงจังด้วยเรื่องอย่างว่า หน้าสัด มันใช่เวลาที่มึงจะพูดอะไรแบบนี้ไหมวะแม่ง ... มันที่หัวเราะขำออกมาเบาๆ แล้วเลื่อนฝ่ามือจากต้นแขนของผม ลูบลงมาเรื่อยๆ จนถึงฝ่ามือ ขนลุกแปลกๆ จนต้องเม้มริมฝีปากเอาไว้อีกครั้ง มันที่กระชับฝ่ามือมากุมเอาไว้ จับตัวผมให้หันหน้าเข้ามามันดีๆ แล้วมองกัน

 

“กูจริงจังมาร์ช กูไม่ได้ล้อเล่น กูชอบมึงจริงๆ ชอบในความใจดีของมึง ถึงมึงจะไม่ได้เป็นคนพูดจาหวานๆ แต่มึงก็แคร์ความรู้สึกของคนอื่นเสมอ ความรู้สึกเพื่อน รวมถึงความรู้สึกของกู กูอยู่กับมึงกูไม่ต้องพยายาม เคยได้ยินไหมที่คนเค้าเคยบอกว่าถ้าเราเจอคนที่ใช่ เราจะไม่ต้องพยายาม ...กูพึ่งเข้าใจมันตอนนี้ ตอนที่กูได้อยู่กับมึง”

 

“มึงชอบกู...”

 

“อืม กูพูดจริงๆ กูชอบมึง แต่มึงก็ถ้ามึงจะถามหาคำว่ารักในตอนนี้กูพูดไม่ได้ แต่กูรู้ว่ามึงเองก็คงพูดคำว่ารักกับกูในตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน” มันพูดถูก

 

“แต่มันจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้...มาคบกันเหอะว่ะ เดินไปด้วยกันจนถึงวันที่เราจะรักกันมากกว่าใครๆ”

 

“มึง...”

 

“ถ้ามึงกำลังกังวลว่าเรื่องของเรามันเร็วไป กูจะบอกให้ว่ามันไม่มีอะไรเร็วไป ถ้าชอบก็คบสิวะ มึงจะรออะไร นี่ชีวิตจริงครับไม่ใช่นิยาย อย่าทำให้เรื่องมันยากเลยว่ะ”

 

“คือกูไม่ได้คิดแบบนั้น ... แต่กูตกใจ กูตั้งตัวไม่ทันไอ้เหี้ย” ด่ามันออกไปอีกที คือกูต้องทำตัวยังไงกับเหตุการณนี้ที่คิดว่าจะตัดใจจนมาเรียนที่นี่ แล้วหนึ่งเดือนผ่านไป ก็เจอมันโผล่เข้ามาจากหน้าประตูแล้วบอกกันแบบนี้ งงไปหมด...แต่ถึงแบบนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีใจมาก

 

“ตั้งสติแล้วฟังกู...”

 

“อืม”

 

“กูชอบมึงจริงๆ การที่กูมาถึงที่นี่ในตอนนี้ มันยังบอกมึงไม่ได้อีกหรอว่ากูไม่ได้ล้อเล่น มันไม่ง่ายหรอกนะที่กูจะต้องเร่งสอบ เร่งเคลียร์งาน แล้ววิ่งไปบอกที่บ้านว่าขอเงินหน่อยจะไปจีน มันไม่มีอะไรง่ายเลยมาร์ช แต่มันจะไม่ยากไปกว่านี้ ถ้าเราเข้าใจกันตั้งแต่ตอนนี้”

 

“มึงชอบกูจริงๆ หรอวะพี่ยอร์ช...”

 

“พูดมาขนาดนี้ ล้อเล่นมั้งไอ้เหี้ย เอาก็ตั้งหลายรอบละ”

 

“เลิกทำบรรยากาศเสียด้วยการพูดเรื่องอย่างว่าสักทีไอ้หน้าเหี้ยนี่!” ยกมือทุบอกแม่งแรงๆ อีกหนึ่งที ทำไมเราสองคนเป็นแบบนี้วะ อีกนิดนึงก็ชวนแม่งไปเตะบอลแล้ว แมนๆ เตะปากไอ้ยอร์ช

 

“แล้วจะเอายังไง ถ้ามึงยังลีลาไม่เข้าใจอีก กูจับเอานะ”

 

“อุบาทศ์!”

 

“เฮ้อ...มึงยอมรับมาเหอะน่า ว่ามึงกลับไปเอาคนอื่นไม่ได้แล้วมาร์ช...เพราะแบบนั้นรออะไรอยู่ครับ คบกับพี่เถอะ ตามมาขอขนาดนี้แล้วนะ นะครับ” มันที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เสียงห้าวๆ ที่ชอบกวนประสาทกัน เปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มนุ่มในตอนท้าย รอยยิ้มเท่ๆ ถูกส่งมาล่อลวงกัน หน้าหมา

 

“เออ...คบก็คบสิไอ้เหี้ย! ก็มาขนาดนี้แล้วไหมอ่ะ” ถลึงตาให้มันไปทีนึงแล้วว่าตะโกนใส่หน้ามันแบบนั้น ไอ้พี่ยอร์ชที่ได้ฟังแบบนั้นยกมือขึ้นมาเช็ดหน้ามันนิดหน่อย คืออะไร น้ำลายกูกระเด็นใส่หน้าหรอ...มันเบิกตากว้างขึ้นช้าๆ ผมมองเห็นมันเป็นภาพสโลวตรงหน้า สีหน้าท่าทางในแบบที่ผมไม่เคยเห็นกำลังปรากฏอยู่ในตอนนี้

 

พี่มันที่ยิ้มออกมาทั้งปากทั้งตา ก่อนที่วงแขนหนาจะโอบตัวผมเข้าไปกอดแน่นจนจมไปกับตัวของมัน กูก็ตัวใหญ่นะ แต่ไอ้ตรงหน้านี่เหมือนหมีควายตัวใหญ่ๆ เวลายืนน่ะ ถึงแบบนั้นผมเองก็ไม่ได้ต่างจากมันสักเท่าไหร่ ผมยิ้มออกมากว้างที่สุดให้สมกับหนึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ยิ้ม ยกแขนขึ้นโอบรอบลำตัวของมันเอาไว้แล้วซบหน้าลง

 

“เยส!!! กูมีแฟนแล้วโว้ยไอ้มาร์ชตกลงแล้วโว้ยยยย”

 

“มึงจะตะโกนให้ข้างห้องเค้าได้ยินเลยหรือไง”

 

“ก็ใช่ไง จะได้หยามมันได้ว่ามันคงทำไม่ได้แบบกูแน่ๆ ล่ะ ฮ่าๆ” มันที่หัวเราะเยาะเย้ยออกมาอย่างมีความสุข ได้แต่มองมันอย่างไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่อ มึงรู้จักคนข้างห้องหรือไง แต่ถึงแบบนั้นก็เลือกจะเมินความสงสัยนี้ทิ้งไป ได้แต่ยิ้มและหัวเราะกอดมันให้แน่นขึ้นมากอีกหน่อย

 

ไม่รู้ว่าเรื่องของเรามันเริ่มขึ้นมาจากตรงไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวใจของผมมันเต้นแรงมากๆ เวลาที่อยู่ใกล้มันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่คำพูดบางอย่างของมันก็ทำให้ผมได้คิด ถ้าผมยังเอาแต่ตั้งแง่ถามหาสิ่งเหล่านั้น วันเวลาความเหมาะสมเรื่องราวที่เกิดมากมายตรงหน้า เราต้องเสียเวลากับมันไปอีกเท่าไหร่ แค่หนึ่งเดือนที่ผ่านไปอย่างไม่สุขใจยังไม่มากพออีกหรอ

 

เพราะคิดได้แบบนั้น ก็ไม่ควรจะทำให้ชีวิตมันยากเกินไป ก็แค่กล้าขึ้นมาอีกหน่อย และก้าวไปให้ถึงคำๆ นั้นด้วยกัน...กับมัน

 

...

 

น้องสมุทรได้แต่จ้องมองคนที่พึ่งถามคำถามแบบนั้นออกมากับผมด้วยความรู้สึกหลากหลาย “มึงพร้อมจะคุยเรื่องของเราหรือยัง” เขาว่าแบบนั้น ได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างคนทำตัวไม่ถูกประมวนผลไม่ได้ มันทั้งประหลาดใจ ตกใจ ปวดหน่วงในอก ดีใจ ความรู้สึกหลากหลายมากมายตีผสมปนเปกันไปหมด ผมทั้งอยากวิ่งหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ แต่อีกใจก็อยากกระโจนเข้าไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นๆ ให้สมกับที่ผมคิดถึงเขาในทุกวัน ... ในตอนนี้ไม่รู้สักนิดว่าควรรู้สึกยังไง ควรทำอะไร ควรพูดอะไร

 

“ทำไม...” ผมทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้ๆ ตัว พี่พระจันทร์ที่เห็นผมทำแบบนั้นก็ค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังเว้นระยะห่างอย่างมีมารยาท ผมมองเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเปิดประตูลิฟย์มาแล้วจะเจอเขายืนอยู่ตรงหน้า ... ได้แต่ยกมือสั่นๆ ของตัวเองขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างลวกๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวๆ ออกมา

 

“มึงไม่ตอบไลน์กูเลย ไม่เหลือสักช่องทางที่ให้ติดต่อ” พี่พระจันทร์ว่าแบบนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงจากก่อนหน้านี้มาก คำพูดคำจาที่ออกแนวตัดพ้อ เห็นแบบนั้นผมเลยได้แต่แค่นหัวเราะออกมาหน่อยๆ

 

“ผมบอกพี่ไปแล้วว่าผมจะตัดใจ”

 

“กูก็บอกมึงไปแล้วเหมือนกันว่าไม่ยอมให้ตัดหรอก”

 

“พี่อย่ามาเอาแต่ใจ เรื่องนี้อยู่นอกขอบเขตการตัดสินใจของพี่ มันคือการตัดสินใจขอ...”

 

“แล้วตัดได้หรือยัง ไอ้ที่ว่าจะตัดใจ” พี่พระจันทร์พูดแทรกออกมาแบบนั้น เค้าที่ทรุดตัวลงนั่งชั่นเข่าลงกับพื้น ให้ระดับสายตาอยู่ตรงหน้าของผมพอดี เราจ้องตามองกันในตอนนี้

 

“อย่างน้อยก็รู้สึกน้อยลง...” ผมตอบออกไปแบบนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงมันตรงกันข้ามกันสิ่งที่เป็น แต่ก็ขอให้ได้ตอบเลี่ยงไปก่อนในตอนนี้ มองเห็นประกายวูบไหวที่ดูเศร้าวูบหนึ่งในดวงตาของเค้า

 

“น้อยลง...แต่ก็ยังไม่ได้เลิกชอบกูนี่” พูดออกมาแบบนั้น ในตายังมีประกายแห่งความหวังส่งมาให้กัน เห็นแบบนั้นเลยเลือกที่จะเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เขารู้ว่าน้องสมุทรคนนี้มันล้มเหลวอีกแล้ว ...ล้มเหลวเสมอกับคนที่ได้ชื่อว่าพระจันทร์

 

“สมุทร...ขอกอดได้ไหม”

 

“พี่จะมากอดผมทำไม” พอถามออกไปแบบนั้น พี่พระจันทร์ก็หลุดสีหน้าของคนไม่มั่นใจออกมา

 

“เพราะว่าคิดถึง”

 

“มาหาถึงนี่ก็เพราะคิดถึงน่ะหรอ”

 

“ใช่...คิดถึง อยากกอด” สบตากับคนตรงหน้า ทั้งๆ ที่หัวใจกำลังตอบว่า ผมเองก็อยากกอดเหมือนกัน แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ

 

“พี่จะมาอยู่นี่กี่วัน”

 

“เท่าที่จะทำให้มึงรับฟังความรู้สึกของกูได้”

 

เราสบตากันนิ่งในความเงียบ...หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมเอาแต่คิดถึงอีกฝ่ายไม่หยุด พอได้มาเจอกันในตอนนี้ หัวของผมกลับว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกสักอย่างเลยด้วยซ้ำ เค้าบอกว่าเค้ามาเพื่อจะคุยเรื่องของเรา แต่เรื่องของเรา...มันคือการที่เค้าจะรักผม แล้วเค้ารักแล้วหรอถึงมาอยู่ตรงนี้

 

พี่พระจันทร์ลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับดึงตัวผมให้ลุกขึ้นยืนตาม ปลายเท้าของเราสัมผัสกันอย่างไม่ตั้งใจในตอนที่ผมลุกขึ้นยืน ความใกล้ชิดที่ทำให้หัวใจเต้นระส่ำมากกว่าเดิม กำมือเข้าหากันแน่นๆ กลัวว่าพี่พระจันทร์จะรู้ว่าน้องสมุทรไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด เขาที่เอื้อมมือขึ้นมาแตะใบหน้าของผมเบาๆ พี่พระจันทร์มองมาที่ผมเหมือนกับว่าตัวเองไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าคนตรงหน้าของเขามันคือผมจริงๆ ในตอนนี้ ก่อนที่จะลดฝ่ามือลงมากอดเอวของผม และดึงรั้งเข้าไปโอบกอดเอาไว้แน่นๆ

 

ความคิดถึงความโหยหามันไหลเวียนไปทั้งตัว ... หนึ่งเดือนที่ผ่านมามันไม่ช่วยอะไรเลย ไม่ช่วยเลย แต่ถึงแบบนั้นในหัวใจของอีกฝั่งนึงมันกำลังร้องเตือนขึ้นมาว่าอย่าพึ่งยอม เสียงปีศาจในหัวใจมันกระซิบแผ่วๆ ข้างหูว่าอย่ายอมกับคนที่แค่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ตรงนี้ พี่พระจันทร์รวยจะตาย ปิดท้องฟ้าด้วยฝ่ามือข้างเดียวยังทำได้ แล้วกับอิแค่บินมาหากันที่จีนทำไมจะทำไม่ได้ ... แค่นี้มันพอแล้วหรอกับสิ่งที่ผมเจอมา ความเชื่อใจที่มันพังไป เรื่องราวมากมายที่ยังไม่รู้จริง รวมถึงอิสีผมชมพูที่ทำมาตอนนี้ ทำมาทำไม

 

“สมุทร”

 

“พี่พระจันทร์”

 

เราสองคนที่เรียกชื่อกันและกันออกมาในตอนที่ผละตัวออกมา เขาที่มีทีท่าอย่างพูดอะไรมากมาย แต่เป็นผมที่ชิงเปิดปากพูดออกมาก่อน

 

“ในวันนี้ที่พี่อยากคุย แต่มันเป็นวันที่ผมไม่อยากคุยอีกแล้ว พูดตรงๆ ว่าความเชื่อใจของผมมันหายไปหมดแล้ว แล้วพี่จะทำยังไงล่ะ” บอกออกไปแล้ว พูดออกไปแบบนั้นแล้วก็ได้มองเห็นแววตาสั่นไหวเสียใจของเค้าอีกครั้งอย่างใกล้ชิด ความเสียใจในระยะประชิดทำให้ผมต้องเสหน้าหนี อย่าใจอ่อนสมุทร อย่าเสียใจกับความเสียใจของเขา

 

“ม..ไม่เป็นไร กูรอได้”

 

“แล้วถ้าพี่ต้องรอมันทั้งชีวิตล่ะ”

 

“กูก็รอ ... กูจะรอเพื่อให้ได้พูดมันออกมาต่อหน้ามึงอีกครั้งนึง” เค้าว่าออกมาแบบนั้นอย่างมั่นคง มองหน้าผมแบบไม่ละความพยายาม พอเห็นแบบนั้นแล้วมันก็อดไม่ได้ที่ยกยิ้มมุมปากออกมานิดๆ สบสายตาสั่นไหวของเค้าอย่างคนที่ไม่มั่นใจอะไรแต่ก็เลือกที่จะสู้ มองพี่พระจันทร์ในตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นภาพสะท้อนของตัวเองในอดีตวันเก่าๆ สภาพคงน่าสมเพชแบบนี้สินะ

 

“งั้นก็พยายามเข้าล่ะ...หวังว่าสักวันพี่จะทำให้ผมใจอ่อนยอมฟังได้นะ” เลื่อนหน้าไปกระซิบข้างๆ ใบหู แล้วยกมือขึ้นตบลงบนอกแกร่งนั่นเบาๆ แล้วผละตัวออกมา พี่พระจันทร์มองหน้าผมเหมือนคนเห็นผี แต่ถึงแบบนั้นเค้าก็ยังยิ้มตอบกลับมา เหอะ...

 

ไม่มีเสียงพูดคุยอะไรกันออกมาอีก และเป็นผมที่หันหลังเดินออกมาจากห้องของเค้า พี่พระจันทร์ไม่ได้ยื้อผมไว้อีก เหมือนกับว่าตัวเค้าในตอนนี้อาจจะยังช็อคหรืออยากจะคุยกับตัวเองล่ะมั้ง ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว ผมเองก็เหมือนกัน หัวใจของผมเจ็บในตอนที่เลือกทำแบบนั้น คิดว่าเห็นสีหน้าแบบนั้นของเค้าแล้วจะสนุกดีซะอีก แต่ทำไมมันไม่ใช่แบบนั้นล่ะ

 

‘ตี๊ด’

 

ผมแตะบัตรเข้าห้องไปด้วยหัวใจที่สับสนจนแทบจะทำตัวไม่ถูก มันเหมือนอยากจะร้องไห้ มันเหมือนอยากจะสะใจ อยากจะดีใจ แต่โดยรวมแล้วผมก็กำลังเสียใจอยู่ดี หลับตาลงเอนหลังพงประตูแล้วถอนหายใจออกมาหนักๆ ตั้งสติไอ้น้องสมุทร กับอิแค่นี้ถ้าเค้าทนไม่ได้ ก็ไม่สมควรที่เราจะต้องไปต่อด้วยกันนี่ บอกกับตัวเองแบบนั้นแล้วตั้งใจจะเดินเข้าห้อง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อภาพตรงหน้าที่เห็นคือคนสองคนกำลังคล่อมกันอยู่ที่โซฟาและจูบแลกลิ้นกันอย่างดูดดื่ม

 

“เหี้ย! พ...พี่ยอร์ช!!” ตะโกนออกมาแบบนั้น ก็เป็นจังหวะที่ทั้งไอ้มาร์ชและแขกไม่ได้รับเชิญผละออกจากกัน และก็เป็นพี่ยอร์ชที่โดนถีบลงมาตกจากโซฟาต่อหน้าต่อตาของผม ไอ้มาร์ชทำสีหน้าเลิ่กลั่กแล้วโบกมือไปมา ส่วนพี่ยอร์ชตอนนี้ก็ลงไปนอนอยู่กับพื้นแล้วร้องโอดโอย ...นี่มันอะไรกับครับเนี่ย

 

“คือมึงกับพี่เค้าตกลงคบกันหรอวะ” ผมเลิกคิ้วร้องถามอย่างตกใจในตอนที่พี่ยอร์ชถูกเชิญให้ออกไปจากห้องของเราอย่างที่เจ้าตัวไม่เต็มใจ

 

“ทำไมง่ายงั้น”

 

“แล้วจะทำให้ยากไปทำไมวะ” มันทวนถามคำของผมพลางเลิกคิ้วไม่เข้าใจ ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

 

“ก็...”

 

“ชีวิตคนเรามันสั่นจะตายห่าไอ้สมุทร รีบๆ กลับมารักกันไม่ดีกว่าหรือไง”

 

“แล้วถ้าสุดท้ายมันเป็นการตัดสินใจผิดอีกครั้งแล้วต้องเสียใจล่ะวะ” ผมทวนถามมันอย่างสับสน และเป็นไอ้มาร์ชที่แค่ส่ายหัวยิ้มๆ

 

“เรื่องของความรัก มึงเองไม่ใช่หรอที่บอกกูว่าขอแค่ให้ได้ลองบอกให้เค้ารู้ จะไปกลัวเสียใจมันทำไมล่ะ แล้วในตอนนี้ที่เค้ารักแล้ว จะช้าทำไมวะ” มันว่าออกมาแบบนั้นพร้อมหัวเราะขำ

 

“แต่ถึงแบบนั้นเรื่องของกูมันก็เทียบกับเรื่องของมึงไม่ได้หรอก ถ้ามึงตัดสินใจแล้วที่ว่ายังไม่พร้อมจะเชื่อใจพี่มันตอนนี้ ก็เป็นหน้าที่ของมันแล้วไหม ที่จะต้องทำให้มึงเชื่อน่ะ”

 

“ก็คงงั้นล่ะมั้ง” ผมตอบรับเสียงแผ่ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนแบบพี่พระจันทร์จะทนไปได้สักกี่น้ำ

 

และเพราะแบบนั้นในเช้าวันถัดไป ผมเลยเปิดประตูห้องมาเจอถุงน้ำเต้าหู้ใส่ถั่วแดงยื่นอยู่หน้าห้องพร้อมรอยยิ้ม

 

“ดื่มก่อนไปเรียนสิ กูไปซื้อมาให้เลยนะ” ผมปรายตามองพร้อมถอนหายใจออกมานิดหน่อย

 

“ผมไม่ชอบถั่วแดง”

 

“ในนี้มีถั่วแดงหรอวะ ไอ้เหี้ยลุงคนขายแม่ง” ยกถุงขึ้นมาดูอย่างรีบร้อนพร้อมบ่นอุบไม่หยุด

 

“พี่พูดกับเค้าไม่รู้เรื่องเองมากกว่ามั้ง”

 

“ก็เห็นมันพูดโตวๆ โต้วๆ ไรเนี่ย กูเสิร์ชในเน็ตมาแล้วนะ กูนึกว่าหมายถึงใหญ่ๆ อ่ะ”

 

“โต้วคือถั่ว ต้าคือใหญ่ ผมว่าพี่อยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกว่ะ กลับบ้านไปเหอะพูดไม่รู้เรื่องสักอย่าง” ว่าออกมาแบบนั้นพี่พระจันทร์ก็ชะงักค้าง แต่ถึงแบบนั้นก็ยังส่งขนมปังโง่ๆ มาให้ผมอีกอยู่ดี

 

“น้ำเต้าหู้กินไม่ได้ งั้นขนมปังนะ”

 

“ไม่ล่ะ ผมไม่ชอบ” รับมาพร้อมโยนมันลงที่ถังขยะหน้าห้องที่วางไว้ให้พนักงานประจำตึกมาเอาไปทิ้ง พี่พระจันทร์หน้าเสียในตอนที่เห็นแบบนั้น แต่ผมก็เลือกจะเดินหนีออกมาทั้งแบบนั้น มันก็เหมือนกับหมูปิ้งที่ผมซื้อให้แต่พี่ไม่กินไม่ใช่หรือไงวะ

 

และอีกสี่วันต่อมา ผมก็ได้รับน้ำเต้าหู้ ขนมปัง ชานมไข่มุก และอีกมากมายที่คนห้องข้างๆ สรรหาจะซื้อมาให้กัน พร้อมกระดาษโน๊ตแปะทุกวันเป็นภาษาจีนที่ตัวจีนผิดๆ ถูกๆ เขียนว่า 加油 ที่แปลว่า สู้ๆ ... หยิบกระดาษโง่ๆ นั่นขึ้นมาตั้งใจจะขยำทิ้ง แต่สงสารเต่าทะเล อย่าเพิ่มขยะเลยจะดีกว่า เพราะแบบนั้นเลยหยิบมันมาสอดคั่นในหนังสือเรียนภาษาจีนเล่มโต ก็ไม่ได้หวังให้มันเป็นกำลังอะไรหรอกนะจริงๆ

 

...


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Yoghurt

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 371
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +88/-2
    • แฟนเพจ

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ โควต้าที่ผมกับไอ้ยอร์ชจะอยู่ที่นี่ได้มีแค่2อาทิตย์เท่านั้น และพวกเรากำลังจะเปิดการศึกษาในกลางเทอมหลัง หยุดแค่2อาทิตย์แต่ยังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ไอ้สมุทรใจแข็งเหมือนหิน และเพราะแบบนั้นผมเลยต้องงัดวิธีใหม่ๆ ออกมาจีบมันอยู่แบบนี้

 

“ไอ้จันทร์ กูถามจริงๆ นะว่ามึงจะทำแบบนี้จริงๆ”

 

“เลิกถามย้ำสักทีได้ไหมวะ กูจะทำๆๆๆ” ถลึงตาพร้อมขมวดคิ้วใส่ไอ้คนที่เอาแต่สะกิดกันยิกๆ ไม่เลิก ในตอนนี้ที่ผมกับไอ้ยอร์ชเดินขึ้นเขา ขอใช้คำว่าเขา เพราะทางแม่งลาดชันฉิบหายกว่าจะเดินขึ้นมาถึงตึกคณะของเด็กนานาชาติที่สมุทรมันเรียนอยู่ได้มันเหนื่อยชะมัด

 

ตึกคณะตรงหน้ายิ่งใหญ่โอ่อ่า มีอ่อร่าของความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ มองไปทางไหนก็มีแต่ความยิ่งใหญ่ มีบันไดที่ทำจากหินเพิ่มระดับให้เราเดินขึ้นไปอีกชั้นเพื่อเดินเข้าในตัวตึก มีป้ายเสาร์หินโบราณที่สลักภาษาจีนอะไรไม่รู้ที่อ่านไม่ออกดูน่าเกรงขาม และมีสิงโตหินคู่ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าซุ้มทางเข้า อาคารเรียนทั้งหมดถูกทำขึ้นจากอิฐ ก่อเรียงทีละชั้นขึ้นไปสวยงาม มองดูแล้วคล้ายปราสาทแฮรี่พอตเตอร์อะไรแบบนั้น แตกต่างแค่ซุ้มทางเข้าประดับไว้ด้วยป้ายเหนือหัวเป็นภาษาจีนเหมือนเวลาที่เราดูในหนังแนวยุทธภพ และมีโคมแดงจีนห้อยประดับ มีสวนดอกไม้ประดับไปด้วยที่สองข้างทาง บรรยากาศเย็นสบายชวนขนหัวลุก เพราะด้านหลังตึกเป็นต้นไม้สูง เดินๆ อยู่กูก็กลัวว่าจะมีงูหรือแวมไพร์กระโดดลงมากัดคอ ไม่ได้ล้อเล่น แต่บรรยากาศเย็นๆ ชื้นๆ แบบนั้นมันเห็นอยู่ตรงหน้า

 

“แล้วมึงรู้ได้ไงว่าไอ้สมุทรจะเลิกตอนไหน”

 

“กูสืบมาแล้วจากอาอี๋ร้านข้าว เค้าบอกว่าเด็กนานาชาติเลิกตอนเที่ยงพร้อมกัน ยังไงก็ต้องออกมาตรงนี้เว้ย” ยักคิ้วส่งให้มันที่ถอนหายใจเซ็งๆ ส่งมาให้

 

“แล้วมึงไปคุยกับอาอี๋รู้เรื่องได้ไง”

 

“เหอะ ภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ทั้งกูทั้งป้าแกนั่นล่ะ แต่ก็ได้ความมาแบบนั้นอ่ะ”

 

“พร้อมทั้งอิของในมืออันนี้”

 

“เออดิ แพงฉิบหาย มึงว่ามันหลอกขายกูป่ะ กูซื้อมาในราคาเก้าร้อยสามสิบหยวน”

 

“อะไรนะ!!” ไอ้ยอร์ชแหกปากดังลั่น ดวงตาเบิกกว้างนั่นทำเอาผมถอนหายใจ ทำหน้าโอเว่อร์ฉิบหาย … ไอ้ยอร์ชที่กดโทรศัพท์มือถือของมันยิกๆ ก่อนจะแหกปากออกมาอีกครั้ง

 

“ไอ้เหี้ย ห้าพัน!! มึงซื้อกีต้าร์โปร่งกะโหลกกะลานี่มาตั้งห้าพันไอ้พระจันทร์!”

 

“มึงอย่าคิดว่าห้าพันบาทดิวะ คิดซะว่าราคามันเก้าร้อยสามสิบบ้าน เนี่ย สบายใจเลย” บอกมันออกไปแบบนั้นแล้วก้มหน้าลงมองกีต้าร์กะโหลกกะโปกแบบที่ไอ้ยอร์ชมันว่าแล้วรู้สึกเสียดายเงินฉิบหาย เพราะเงินที่บินมาที่จีนนี่มาจากน้ำพักน้ำแรงของผมทั้งนั้น เพราะป๊ากับอาเมลไม่ให้ ก่อนหน้าจะบินมาเลยแบกหน้าไปขออาดาบทำงานที่ร้าน เหนื่อยฉิบหาย แต่ยังดีที่อาดาบให้เงินเยอะพอที่จะบินมาที่นี่ได้อย่างสบาย ... และกูใช้เงินไปกับกีต้าร์แล้วห้าพัน ถ้าอาเมลรู้ต้องตีกูแน่ๆ แม่งเอ๊ย!

 

“ความคิดมึงนี่ดีนะ สมงสมอง”

 

“หุบปากไปไอ้หน้าหนังหมา มึงกับไอ้น้องมาร์ชมันดีกันง่ายๆ ก็พูดได้ดิ มึงมาดูสมุทรนี่ จิตใจแม่งเหมือนมหาสมุทรจริงๆ อ่ะ กูก็มาแล้วป่ะ จะอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ป่ะ กูต้องทำให้มันคืนดีกับกูให้ได้ดิ” บอกมันออกไปแบบนั้น ไอ้ยอร์ชก็ถอนหายใจใส่เหมือนคนระอากันมากมาย ก่อนจะปรายสายตาลงมองกีต้าร์หน้าโง่ในมือของผม

 

“ด้วยไอ้นี่”

 

“ใช่สิวะ เดี๋ยวมึงดูพี่พระจันทร์นะน้องนะ”

 

“แล้วแต่มึงเลยจันทร์ ถือซะว่ากูไม่ได้รู้จักมึง”

 

“ยังกับว่ากูอยากรู้จักตายห่าล่ะไอ้สัดยอร์ช” เบะปากใส่มันทีนึงแล้วหันหน้าไปที่ตัวตึกคณะของไอ้สมุทรอีกครั้งอย่างรอเวลา ก้มมองดูนาฬิกาเป็นการบอกเวลานับถอยหลังว่าจะถึงเวลาเลิกเรียนของมันแล้ว 5 4 3 2 1

 

.

.

.

 

“วันนี้ซาหมุดจากลับหอเลยหรอ” จางหมิ่งถามผมแบบนั้นในตอนที่เราเลิกเรียนแล้วเดินออกมาด้วยกัน ผมยิ้มขำๆ กับการเรียกชื่อของผมด้วยสำเนียงแปลกๆ นั่น จางหมิ่งบอกว่าเขียนฟ้าเป็นคนบอกชื่อไทยนั่นกับเจ้าตัว

 

“ก็คงจะแบบนั้นล่ะ วันนี้ฟังเหล่าซือสอนจนแทบจะอ้วกออกมา”

 

“แต่ซาหมุดเก่งมากเลยนะ สำเนียงเด็กไทยนี่ดีจังเลย”

 

“ก็เพราะว่าภาษาไทยน่ะมันมีพยัญชนะกับสระที่ใช้ออกเสียงเยอะน่ะสิ คนไทยเลยออกเสียงได้หลากหลายกว่า” มันคือข้อดีเลยล่ะ ถ้าได้ฟังสำเนียงของพวกฝรั่ง หรือฟิลิปปิน จะเห็นเลยว่าสำเนียงภาษาจีนของพวกเค้าจะแปลกๆ หน่อย แต่เด็กไทยจะถูกชมมากว่าออกเสียงแทบจะเหมือนคนจีนจริงๆ

 

“แบบนี้ภาษาไทยต้องยากมากๆ แน่เลย”

 

“อืม ยากแหล่ะ ขนาดคนไทยด้วยกันยังพูดผิดๆ ถูกๆ เลย”

 

“อ้าว เป็นงั้นไป”

 

“เป็นงั้นล่ะ ฮ่าๆ” ผมกอดคอจางหมิ่งแล้วหัวเราะร่า ในตอนนั้นที่มองเห็นไอ้มาร์ชเพื่อนยากเดินออกมาจากห้องเรียนของมันพอดี เราทั้งคู่โบกมือทักกัน และเป็นมันที่เดินเข้ามาสมทบพอดี

 

“โชคดีชะมัดที่เจอ กูจะได้ไม่ต้องข้ามถนน6เลนเหี้ยนี่คนเดียว เสียวรถจะเอากูไปแดกทุกวัน” ไอ้มาร์ชบ่นออกมาแบบนั้นรัวๆ เป็นภาษาไทย โดยมีจางหมิ่นเพื่อนยากของผมทำหน้าสนอกสนใจอยู่ตลอดเวลา

 

“เฮ้ อย่าพูดไทยกันสิ นี่อยากรู้ด้วย”

 

“เปล่าๆ เราแค่บอกว่าวันนี้เหนื่อยมากเลยล่ะ” ไอ้มาร์ชแก้ตัวแล้วส่งยิ้มไปให้ แก้ตัวซะสวยหรู เมื่อกี้มึงยังด่าถนนประเทศเค้าเหี้ยอยู่เลยครับเพื่อน เราสามคนเดินออกจากตึกอาคารมาพร้อมๆ กัน ก่อนจะต้องชะงักขาที่จะก้าวลงเดินจากตึกตรงลานโล่งๆ หน้าตึกขนาดใหญ่ในตอนนี้มีนักศึกษากำลังล้อมวงรวมตัวกันอยู่

 

“เชี่ยแล้วไอ้สมุทร มึงดูนั่นดิ” เป็นไอ้มาร์ชที่สะกิดแขนผมยิกๆ แล้วชี้ไม้ชีมือเรียกให้ผมมองดู และในตอนนี้เองที่ผมเดินเข้าไปใกล้ก็มองเห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนพิงรั้วเสาร์หินเตี้ยๆ อยู่ ในมือของเค้าถือกีต้าร์ และเจ้าตัวก็กำลังมองมาพร้อมโบกไม้โบกมือมาให้ผม

 

“สมุทร!!” แถมเรียกชื่อกูด้วย เอาซะดังลั่น คนรอบข้างหันมามองผมเป็นตาเดียว และกูยิ่งเด่นดังมากขึ้นไปกว่านั้นอีกในตอนที่เสียงกีต้าร์ถูกดีดออกมาเป็นท่วงทำนองดนตรีเพราะๆ แต่เสียงร้องด้วยสำเนียงแปลกๆ ที่กำลังพูดภาษาจีน ...

 

你给我 这一辈子都不想失联的爱

(หนี่ เก่ย หว่อ เจ้อ อีเป้ยจึ โตว ปู้เสี่ยง ชือ เหลียน เตอ อ้าย)

คุณมอบความรัก ที่ในชีวิตนี้ผมไม่อยากสูญเสียมันไป

你的每条讯息都是心跳节拍

(หนี่ เตอ เหม่ย เถียว ซุนสี โตว ชื่อ ซินเที่ยว เจี๋ยพาย)

ทุกข่าวคราวของคุณคือจังหวะการเต้นของหัวใจผม

每秒都想 拥你入怀

(เหมย เหมี่ยว โตว เสี่ยง ยง หนี่ หรู หวาย)

อยากโอบกอดคุณไว้ทุกวินาที

全世界你最可爱

(ฉวน ชื่อเจี้ย หนี่ จุ้ย เขอ'อ้าย)

ในโลกใบนี้ คุณเท่านั้นล่ะที่น่ารักที่สุด

你是我 这一辈子都不想失联的爱

(หนี่ ชื่อ หว่อ เจ้อ อีเป้ยจึ โตว ปู้ เสี่ยง ชื่อ เหลียน เตอ อ้าย)

คุณคือรัก ที่ในชีวิตนี้ผมไม่อยากสูญเสียมันไป

就算你的呼吸远在千山之外

(จิ้วซ่วน หนี่ เตอ ฮูซี หย่วย จ้าย เชียน ชาน จือ ว่าย)

แม้ว่าลมหายใจของคุณจะห่างไกลออกไปสักแค่ไหน

请你相信 我给的爱

(ฉิ่ง หนี่ เซียงซิน หว่อ เก่ย เตอ อ้าย)

โปรดเชื่อในความรักที่ผมมอบให้

值得你爱

(จื๋อเต๋อ หนี่ อ้าย)

มันคุ้มค่ากับความรักของคุณ

 

ในตอนที่จบประโยคสุดท้ายด้วยสำเนียงแปร่งๆ นั่น ผู้คนรอบข้างก็โห่ร้องและปรบมือให้กันดังสนั่น สายตาคมๆ นั่นของพี่พระจันทร์มองตรงมาหาผม หัวใจของผมสั่น รู้สึกหน้าแดงที่ไม่ได้ร้อนแดด ได้แต่กระชับหนังสือเล่มใหญ่ในมือไว้ที่อกแน่นๆ ก่อนจะก้าวขาตรงเข้าไปหาไวๆ

 

“สมุทร! กูรั...”

 

“พี่ทำบ้าอะไรของพี่เนี่ย!” ผมขมวดคิ้วและตะโกนใส่อีกคนที่ทำหน้าเหวอไป คนร่างสูงตรงหน้ากระพริบตาปริบๆ แต่ถึงแบบนั้นวงแขนแข็งแรงของเค้าก็ยังโดนฝ่ามือของผมจับกุมเอาไว้แล้วลากออกไปพร้อมๆ กัน

 

“นี่พี่มึงก็มาด้วยหรออิพี่ยอร์ช”

 

“จะให้กูทิ้งไอ้เหี้ยนี่มาคนเดียวได้ยังไงเล่า”

 

ได้ยินเสียงพี่ยอร์ชดังแว่วๆ ตามมาจากทางด้านหลังพร้อมๆ กับไอ้มาร์ช แต่ถึงแบบนั้นผมก็ไม่ได้สนใจที่จะหันไปมอง ทำแค่ตั้งใจก้าวสับขายาวๆ ให้ออกมาพ้นจากสายตาของคนอื่นๆ ให้ได้ไวที่สุดก็พอ ในตอนที่เห็นที่ปลอดคนแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ใส่หน้าคนที่ทำหน้างงๆ อยู่ข้างๆ ก่อนจะสะบัดมือออกจากตัวเค้าแล้วขมวดคิ้วใส่อย่างไม่พอใจ

 

“นี่พี่ทำบ้าอะไรของพี่วะ” ผมถามออกไปแบบนั้นอย่างหัวเสีย

 

“กูมาร้องเพลงบอกความในใจกับมึงไง กูผิดตรงไหนล่ะ หรือที่จีนมันห้ามร้องเพลงหรอ แต่นี่กูฝึกเพลงจีนมาเลยนะเว้ย แล้วเมื่อกี้คนอื่นๆ ก็ดูชอบดีนี่หว่า คงไม่ใช่ป่ะ...นี่ๆ สมุทรมึงดูๆ นี่เนื้อเพลง กูเขียนเป็นภาษาไทยฝึกมาเลยนะเว้ย” คนตรงหน้าบอกผมด้วยสีหน้ากระตือรือร้น พร้อมยื่นกระดาษที่มีลายมือยึกยือของเค้าจดคำอ่านเป็นภาษาไทยเต็มไปหมด แต่ถึงแบบนั้นผมก็ปัดมันทิ้งลงพื้นไป คนตรงหน้าที่ชะงักไปในตอนนี้ เค้ามองหน้าผมและผมก็จ้องหน้าเค้าไม่วางตา

 

“พี่พระจันทร์เลิกทำแบบนี้สักที” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

“กูก็แค่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มึงรู้สึกดีกับกูได้เหมือนเดิม” ตอบกลับมาแบบนั้นด้วยโทนเสียงอ่อนๆ ถ้าคนตรงหน้ามีหูมีห้างคงเห็นหูกับหางลู่ตกตามไปแล้วในตอนนี้ แต่ถึงแบบนั้นผมก็เลือกจะเมินมันกับสิ่งที่กำลังมองเห็นนี้

 

“แล้วการที่พี่ทำแบบนี้คิดว่าผมจะรู้สึกดีหรอ มันน่าอาย ผมไม่รู้สึกดีอะไรสักนิด มันก็เหมือนกับตอนที่ผมทำให้พี่แล้วพี่ไม่รู้สึกอะไรกับมันนั่นแหล่ะ”

 

“สมุทร...”

 

“เลิกทำแบบนี้สักที พอ แล้วกลับไทยไป กลับไปอยู่กับอะไรก็ได้ที่พี่รักพี่แคร์ อย่ามาเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระอยู่ที่นี่เลย”

 

“แล้วจะให้กูกลับไปหาอะไรที่กูรักกูแคร์ได้ยังไง ในเมื่อสิ่งๆ นั้นมันอยู่ที่นี่ มันเป็นมึงทั้งหมดแล้วในตอนนี้ มึงจะให้กูกลับไปหาอะไรเจออีกล่ะ” เค้าว่าออกมาแบบนั้น ในตาคมที่มีขนตายาวเรียงตัวสวยจับจ้องมาที่ใบหน้าของผมอย่างจริงจัง มองเห็นขอบตาแดงๆ ของคนตรงหน้า แล้วผมก็เสหน้าหนี

 

“ผมไม่รู้” ตอบกลับเค้าไปเสียงเบาแล้วเดินหนีออกไปจากบริเวณนี้ ทิ้งอีกคนเอาไว้ตรงนั้น เป็นไอ้มาร์ชที่วิ่งเข้ามาทันผม มันจับมือของผมเอาไว้ มองหน้าผมอย่างเข้าใจ ก่อนมันจะหันไปสบตากับพี่ยอร์ช คนทั้งคู่พยักหน้าให้กัน ก่อนที่พี่ยอร์ชจะเดินเข้าไปหาพี่พระจันทร์ ส่วนผมก็เดินออกจากมหาลัยมาและตรงกลับหอไปในทันที

 

“สมุทร...”

 

“ว่า”

 

“มึงไม่ทำเกินไปหน่อยหรอวะ เค้าตั้งใจทำให้มึงเลยนะ”

 

“ก็เหมือนกับที่ผ่านๆ มากูตั้งใจทำให้เค้านั่นล่ะ เค้าเองก็ไม่เคยจะเห็นค่ามันเหมือนกันนี่” ผมว่าออกไปแบบนั้นในตอนที่เราสองคนกลับมาถึงห้องพัก ผมทำหน้านิ่งๆ แล้วเสหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่างห้อง ไม่มองหน้าของไอ้มาร์ชที่ตอนนี้กำลังทำสีหน้าจับผิดเหมือนคนเป็นพ่อมองลูกอีกแล้ว ... อ้อ จริงๆ มันน่าจะเปลี่ยนเป็นแม่มองลูกแล้วในตอนนี้

 

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจหน่ายๆ ของไอ้มาร์ชดังออกมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับเสียงเลื่อนเก้าอี้กินข้าว ที่ลากมานั่งลงข้างๆ ตัวผม หันกลับไปมองหน้ามันอย่างเสียไม่ได้ ก็ไอ้ห่านี่เล่นมานั่งจ้องน้องสมุทรอยู่แบบนี้ไม่เลิกอ่ะ

 

“อะไร มึงจะพูดด่ากูอะไรอีกอ่ะแม่”

 

“แม่พ่อง เดี๋ยวกูถีบกลิ้ง”

 

“รุนแรงว่ะ”

 

“อย่ามาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเลย ... กูพูดจริงๆ สมุทร เมื่อก่อนมึงไม่ได้เป็นคนแบบนี้นะ มึงก่อนหน้านี้คงไม่ทำแบบนี้กับพี่พระจันทร์หรอก”

 

“ก็เพราะไอ้สมุทรคนก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือไงที่ทำให้กูต้องเสียใจขนาดนั้นน่ะ ... พูดตรงๆ กูเข้าใจทุกอย่างว่าเค้าคงไม่ตั้งใจ เรื่องพี่อัยย์ หรือเรื่องอะไรก็ตาม แต่กูก็กลัว กูยังกลัว กูไม่อยากกลับไปเสียใจแบบวันนั้นอีก มันยาก มึงเข้าใจไหมว่ามันยาก กว่ากูจะหอบความรู้สึกทั้งหมดที่มันพังขึ้นมาปั้นให้มันเป็นรูปเป็นร่างได้เท่าตอนนี้ มันยากจะตายห่า” ผมบอกออกไปแบบนั้น กระพริบตาถี่ๆ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลลงมาอาบแก้ม ผมไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากเป็นสมุทรคนที่อ่อนแอคอยวิ่งไล่ตามพี่พระจันทร์คนนั้นอีกแล้ว

 

“แก้แค้นหรอที่มึงกำลังทำ ชีวิตคนเรามันไม่มีใครรู้อนาคตนะมึง คนเรามันก็รู้แค่เมื่อวานกับวันนี้เท่านั้นล่ะ อนาคตยังจะมีเค้าอยู่ไหม ถ้าไม่มีขึ้นมาจริงๆ มึงจะไม่เสียใจกว่าอดีตที่ผ่านมาหรอ...ลองเก็บไปคิดดูดีๆ นะมึง”

 

ไอ้มาร์ชที่พูดออกมาแค่นั้น มันลุกจากเก้าอี้แล้วเดินหนีออกไปคุยโทรศัพท์กับพี่ยอร์ช เสียงอ่อนเสียงหวานนั่นทำเอาผมขมวดคิ้ว หมั่นไส้เล็กๆ และก็แอบนึกไปถึงสีหน้าของใครอีกคนที่ก่อนหน้านี้ดูจะเสียใจมากๆ จากความตั้งใจที่ทำให้ผมแต่ผมมองไม่เห็นมัน ... แผ่นหลังกว้างๆ ที่ผมเดินจากมากี่รอบต่อกี่รอบแล้ว จะเสียใจมากมายแค่ไหน ผมไม่รู้เลย

 

#รักอยู่รู้ยัง

มาแล้วจ้าาาาา...พี่พระจันทร์เป็นหมาพี่โบ้อย่างสมบูรณ์ รู้สึกสมน้ำหน้า เอ้ย สงสารเค้าจังค่ะ แง้

แต่ว่าเรื่องนี้ กำลังจะถึงบทสรุปแล้วนะคะ  อีกแค่1หรือ2ตอนเท่านั้นจะลาทุกคนไปแล้วนะ

แคทหวังว่า คนอ่านทุกคนจะยังอยู่ด้วยกันจนถึงตอนสุดท้ายของเรื่องราวนี้

หวังว่าจะสนุก และยิ้มได้ไปด้วยกันนะคะ

ตอนนี้เช่นเคย หลายรสชาติมาให้ลิ้มลองจ้า อิอิ


ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 695
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด