แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (9)100% (Up.17/09/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (9)100% (Up.17/09/63)  (อ่าน 2073 ครั้ง)

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[4] 100%




“แน่นอน พี่ใหญ่อย่าได้ห่วง ข้าตาสว่างเลิกสนใจในตัวของหลี่เจี้ยนเฉิงแล้ว ในยามนี้ข้าเพียงอยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่มากกว่า”

“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยพี่จะได้ไม่ต้องห่วงเจ้ามากนัก” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะเล็กน้อยแล้วตบหลังพี่ชายด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้น จากรอยยิ้มกว้างก็กลับกลายเป็นความเจ้าเล่ห์ที่ชวนให้เมิ่งลู่เหยาต้องขยับตัวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

“ข้าควรห่วงท่านมากกว่าหรือไม่พี่ใหญ่”

“เหตุใดต้องมาห่วงพี่ด้วยเล่า พี่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องมาห่วงกัน”

เมิ่งอวิ๋นหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา มองตรงไปข้างหน้าจับจ้องร่างบอบบางของหญิงงามนางหนึ่งซึ่งปรากฏรอยยิ้มงดงามยิ่งกว่ามวลบุปผา

“เรื่องนางอย่างไรเล่า” เมิ่งลู่เหยาชะงักงัน ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างเขินอาย สายตาไม่อาจหลบเลี่ยงออกมาจากร่างของเยี่ยหนิงหลันได้เลยแม้เพียงเสี้ยว เมิ่งลู่เหยาเป็นบุรุษที่มิเคยเกี้ยวพาหญิงคนใดมาก่อน หากแต่ก็มิใช่ไก่อ่อนจนถึงขนาดไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะต้องให้น้องชายของตนมาห่วงตนกับเรื่องเช่นนี้

“หากพี่ใหญ่เกี้ยวพานางมิเป็น เช่นนั้นข้าจัก...”

“พี่รู้ว่าควรทำอย่างไร เจ้าอย่าได้ห่วงไปเลย”

ความจริงแล้วเมิ่งอวิ๋นเพียงแค่หยอกเย้าผู้เป็นพี่เท่านั้นมิได้คิดจะสั่งสอนอะไรเลย เพราะเขาเองรู้ดีกว่าศักดิ์ศรีในเรื่องเช่นนี้จะเหยียบย่ำมิได้

“เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็รีบลงมือเถิด ความงามของนางหากข้าและพี่ใหญ่มองเห็น ก็มิใช่ว่าคนอื่นจะมองไม่เห็น” แววตาของเมิ่งลู่เหยาฉายแววสับสน ก่อนที่จะพยักหน้ารับสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นเอ่ย

“จริงดังเจ้าว่ามา หากพี่และเจ้าเห็นความงามของนาง บุรุษอื่นย่อมต้องมองเห็นด้วยเช่นกัน”

“เมิ่งลู่เหยายืดอกแล้วเดินไปข้างหน้าเพื่อไปยืนอยู่เคียงข้างเยี่ยหนิงหลัน ทั้งสองพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม ในสายตาของเมิ่งอวิ๋นแล้วนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งนัก ทว่าเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ในใจกลับหวนคิดถึงเมื่อครั้งที่ตนได้พบกับอันซูเหม่ย หญิงสาวที่ลงมือสังหารเขาอย่างโหดเหี้ยม

ในครั้งแรกที่เซี่ยอี้เจินได้พบกับอันซูเหม่ยนั้น เป็นเพียงการดูตัวที่ทางผู้ใหญ่จากตระกูลเซี่ยจัดขึ้นมาให้เท่านั้น เป็นดั่งการผูกมัดเขาเอาไว้ไม่ให้หลีกหนีไปไหนได้ อันซูเหม่ยที่เขาได้พบมีใบหน้างดงาม รอยยิ้มที่อ่อนหวาน ทว่ามันกลับเลือนหายไปตั้งแต่เมื่อใดเขาเองก็จดจำมันไม่ได้เสียแล้ว

ในยามนี้เมื่อมาลองนึกย้อนกลับไป สิ่งที่เห็นได้ชัดคงเป็นวันที่อันซูเหม่ยและเซี่ยเฟิงได้พบกัน เมิ่งอวิ๋นได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างรู้สึกช่วยไม่ได้ แม้ความเจ็บร้าวและหน่วงในอกจะยังคงอยู่ แต่เขาก็คิดว่าอีกไม่นานมันก็คงจะหายไปเอง เสี่ยวหลงที่เห็นนายน้อยของตนมีสีหน้าเคร่งเครียดระคนปวดร้าวก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือบาดแผลจะยังไม่หายดี นายน้อยจึงได้มีสีหน้าเช่นนี้

“นายน้อย รู้สึกไม่ดีหรือขอรับ เช่นนั้นกลับกันดีหรือไม่” เมิ่งอวิ๋นเหลือบมองเสี่ยวหลงอย่างเอ็นดู เด็กคนนี้เอาแต่ห่วงว่าเขาจะยังไม่หาย คิดแต่กังวลว่าเขาจะเป็นอันตรายจนลืมปกป้องตัวเองเสียด้วยซ้ำ เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เด็กคนนี้เอาตัวเข้ามาบังร่างของเขา ไม่ได้ต่างกับพร้อมรับคมดาบแห่งความตายเลยสักนิด

เห็นเช่นนี้...เมิ่งอวิ๋นก็เกิดความรู้สึกอุ่นวาบในใจ

“เจ้าอย่าห่วงไปเลย เจ้าเล่า มีสิ่งใดที่อยากได้หรือไม่ ข้าจะซื้อให้เจ้าเอง” เสี่ยวหลงเบิกตากว้าง ส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน

“มะ ไม่เป็นไรขอรับนายน้อย ข้า ข้าน้อยมิได้ปรารถนาสิ่งใดเลยขอรับ”

“ข้าให้เจ้าคิดอีกที”

“...” เสี่ยวหลงก้มหน้าลงต่ำ ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมิ่งอวิ๋นกลับเอ็นดูเด็กคนนี้มากกว่าบ่าวรับใช้คนใด อาจเป็นเพราะความใสซื่อและจริงใจของเด็กคนนี้ก็เป็นไปได้

“เอาเถิด...เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าคิดไปก่อน หากมีสิ่งใดที่เจ้าต้องการเพียงแค่เจ้าบอกข้า ข้าเห็นเจ้าเป็นเหมือนน้องชาย ไม่ว่าอะไรที่ไม่เกินกำลังของข้า แน่นอนว่าจะนำมาให้เจ้าอย่างแน่นอน”

“นายน้อย...”

เสี่ยวหลงเรียกนายของตนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ แววตาทอประกายแห่งความภักดี ในใจจึงได้แต่คิดว่าหากวันหน้านายน้อยของเขาพบเจออันตรายมากมายเพียงใด เขายินดีสละชีวิตเพื่อให้นายน้อยได้หลุดพ้นจากอันตรายนั้นๆ

ต่อให้เบื้องหน้าที่นายน้อยบัญชาจะเป็นหุบเหว เขาก็พร้อมจะกระโดดลงไปอย่างไม่ลังเล!

“แต่เมิ่งอวิ๋นไม่ได้รู้ความคิดของบ่าวรับใช้คนสนิทเลยแม้แต่น้อย ดวงตายังคงจับจ้องออกไปเบื้องหน้า มองดูความรักอันงดงามที่ผู้เป็นพี่ชายของเขากำลังเบ่งบาน รอยยิ้มหวานหยดย้อย ดวงตาพราวระยับที่มักจะเห็นได้ในยามที่ถูกมนต์แห่งความรักสะกดหัวใจ สำหรับเมิ่งอวิ๋นแล้ว...มันช่างชวนให้ยิ้มเสียเหลือเกิน

เมิ่งลู่เหยาในยามนี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แม้ว่าจะทำทีท่าราวกับสนใจของตรงหน้าทว่าเมิ่งอวิ๋นกลับเห็นว่าบ่อยครั้งที่เมิ่งลู่เหยาเหลือบมองคุณหนูเยี่ยผู้นี้

ดูอย่างไรก็เหมาะกันเสียเหลือเกิน

เมิ่งอวิ๋นลอบยิ้มอยู่ในทีก่อนจะขยับร่างเข้าไปใกล้คนทั้งสองอย่างไม่ให้รู้ตัวนัก เพียงแค่ยืนอยู่ใกล้ๆ เงียบ ฟังบทสนทนาที่ราวกับมีกันอยู่เพียงสองคนเท่านั้นด้วยหัวใจที่เบิกบาน

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ไม่รู้เลยว่าคุณหนูเยี่ยเองก็คิดเช่นเดียวกับข้า...” เมิ่งลู่เหยาระบายยิ้มออกมาด้วยท่าทางน่าหลงใหลจนผิวแก้มของเยี่ยหนิงหลันพลันแดงซ่าน ความเขินอายที่ชวนมองทำให้เมิ่งลู่เหยายิ่งใจเต้นแรง

“คุณชายคงพอใจกับของที่ข้าช่วยเลือก เช่นนั้นแล้วข้าคงต้องขอ...”

“คุณหนูเยี่ยไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนหรือไม่ หากข้าและพี่ใหญ่จะเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อ” เมิ่งอวิ๋นรู้ดีว่านางกำลังคิดจะจากไปจึงได้เอ่ยปากขึ้นก่อนที่นางจะเอ่ยจบ เยี่ยหนิงหลันหันไปมองสาวใช้ข้างกายที่ฉายแววตากังวลขึ้นมาไม่น้อยก็พอจะเข้าใจได้ เห็นทีงานนี้คงไม่ง่ายนักสินะ

ยุคสมัยนี้ชายหญิงไม่อาจอยู่ใกล้กันได้มากเกินไป ไม่อาจสนิทกันจนเกินงาม จะทำสิ่งใดก็ล้วนแต่ต้องระวังและไว้ตัว แต่ยิ่งนางประพฤติตนอย่างดี เป็นกุลสตรีที่น่ามองทั้งการวางตัวและนิสัยใจคอของนาง เมิ่งอวิ๋นก็ยิ่งปรารถนาให้นางมาเป็นพี่สะใภ้ของตนเสียเหลือเกิน

“หากคุณหนูลำบากใจข้าต้องขออภัยด้วย” ท่าทีของเมิ่งอวิ๋นมิใช่การประชดประชันแต่อย่างใด กิริยาต่างๆ ที่แสดงออกมาคล้ายจะลุแก่โทษในตนเอง นั่นทำให้เยี่ยหนิงหลันพลันใจอ่อนลงมากกว่าครึ่ง แต่ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำตามคำขอของอีกฝ่ายได้เช่นกัน

“มิใช่เช่นนั้นหรอก เพียงแต่ข้าแจ้งท่านพ่อท่านแม่เอาไว้ว่าจะออกมาเพียงชั่วครู่เท่านั้น” เยี่ยหนิงหลันเห็นใบหน้าผิดหวังระคนเศร้าสร้อยของเมิ่งลู่เหยาได้อย่างดี ในใจรู้สึกขบขันและชื่นชอบการแสดงออกของคนผู้นี้นัก สองพี่น้องสกุลเมิ่งช่างดูจริงใจ น่าคบหา ไม่เหมือนที่ได้ยินมาสักนิด

ดูอย่างไรเมิ่งอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางก็ไม่คล้ายบุรุษตัดแขนเสื้อสักนิด ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ไม่คล้ายคนที่วิ่งไล่ตามบุรุษแม้แต่น้อย ข่าวลือในเมืองหลวงช่างไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด ดูอย่างเมิ่งลู่เหยาที่อยู่ตรงหน้านางสิ...สีหน้ามิได้เก็บความรู้สึกแม้แต่น้อย เห็นเช่นนี้นางก็อดรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้...น่ารักมิใช่น้อย

“เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่อาจรั้งคุณหนูเยี่ยไว้ได้แล้ว...”

“ในเมื่อมีวาสนาได้พานพบ ก็ขอให้คุณชายคิดเสียว่าข้าเป็นพี่สาวท่านคนหนึ่งเถิด อย่าได้เรียกคุณหนูเยี่ยอีกเลย” เมิ่งอวิ๋นอยากจะหัวเราะออกมาเสียเหลือเกิน เยี่ยหนิงหลันคนนี้ช่างน่ารักเสียจริง นี่จะรู้หรือเปล่านะว่าเขาไม่ได้ปรารถนาจะให้นางเป็นพี่สาว แต่อยากได้นางมาเป็นพี่สะใภ้ต่างหาก แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดทางให้หนึ่งด่าน คนฉลาดเช่นเมิ่งอวิ๋นมีหรือจะไม่ตอบรับในสิ่งที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาให้

“พี่สาว...เช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ?” น้ำเสียงของเมิ่งอวิ๋นนั้นกลั้วไปด้วยเสียงหัวเราะ นิ้วเรียวเกาแก้มของตนเองด้วยความเคอะเขินเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากเยี่ยหนิงหลันได้อย่างดี

นี่คือข้อดีของเด็กหนุ่มอย่างเมิ่งอวิ๋น ใบหน้างดงามและความไร้เดียงสา สองสิ่งนี้ไม่ว่าผู้ใดเห็นย่อมต้องให้ความเอ็นดูอย่างแน่นอน เซี่ยอี้เจินรู้ดี จึงได้ใช้มันเรียกความเอ็นดูจากเยี่ยหนิงหลันและมันก็ได้ผลดีเสียด้วย

“มีน้องชายเช่นนี้ ข้า...อิจฉาท่านนักคุณชายเมิ่ง” เพราะนางไร้พี่น้องร่วมมารดา นางจึงปรารถนานักที่จะมีน้องชายน่ารักๆ เช่นนี้

“เช่นนั้น...คุณหนูเยี่ยไม่ทราบสนใจจะมาร่วมสกุลกับข้าหรือไม่เล่า”

“...”

“...”

ใครจะไปคิดว่าคำพูดเช่นนี้จะออกมาจากปากของเมิ่งลู่เหยาพี่ใหญ่ของเขาคนนี้ ทั้งเมิ่งอวิ๋นและเยี่ยหนิงหลันตะลึงงันตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เมิ่งอวิ๋นอ้าปากค้างนิ่งอึ้งไปจนลืมแม้แต่จะหายใจด้วยซ้ำ ส่วนเยี่ยหนิงหลันนั้นทันทีที่ได้สติสองแก้มก็แดงซ่าน หลบสายตาคมที่จับจ้องนางด้วยความเขินอายได้แต่เอ่ยปากลา ขอตัวกลับไปอย่างอ้อมแอ้ม

กว่าที่เมิ่งอวิ๋นจะได้สติเยี่ยหนิงหลันก็เดินหายลับไปจนไกลตา ได้แต่เหลือบมองพี่ชายตัวดีที่ยืนมองไปยังทิศทางนั้นไม่ยอมวางตา

ใครจะไปคิดว่าเมิ่งลู่เหยาพี่ชายของเมิ่งอวิ๋นจะมีวิธีจีบผู้หญิงแบบนี้กัน แม้แต่เขาผู้มาจากโลกปัจจุบันยังอดเขินแทนไม่ได้

“จุ๊ๆ พี่ใหญ่...ท่านนี่ไม่เบาจริงๆ”

“ก็เจ้าบอกให้ข้าเกี้ยวพานางมิใช่หรือ” ใบหน้าซับระเรื่อด้วยความเขินอาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังสามารถเอ่ยออกมาได้โดยไร้ความเอียงอายใดๆ ทว่าหลังจากเยี่ยหนิงหลันจากไปเขากลับเกิดความเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ยิ่งถูกน้องชายพูดจาคล้ายล้อเลียนอยู่ในทีเขาก็ยิ่งเขินอายยิ่งขึ้น

“อ้อ...เป็นข้าผิดเองพี่ใหญ่ หึๆ”

“เจ้า! เจ้า! ฮึ่มมม!”

เมิ่งอวิ๋นมองพี่ชายเดินนำหน้าไปด้วยอารมณ์ดียิ่งนัก แม้จะหยอกเย้าพี่ชายของตนออกไปเช่นนั้นแต่ทว่าในใจกลับชื่นชมวิธีจีบสาวของเมิ่งลู่เหยาอยู่ไม่น้อย แม้ไม่ใช่วิธีที่ผู้คนมักจะใช้ แต่สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเกี้ยวพาสาวอย่างเมิ่งลู่เหยาก็นับได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียว

ทั้งที่พูดออกไปเองแท้ๆ แต่กลับเขินอายจนต้องเดินหนี แบบนี้จะเขาจะได้เยี่ยหนิงหลันมาเป็นพี่สะใภ้ได้แน่หรือ

ตัวเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว แต่เมื่อหวนคิดถึงปฏิกิริยาที่เยี่ยหนิงหลันมีเขาก็เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใบหน้างดงามแดงซ่านบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากำลังเขินอาย หากเขินอายเช่นนี้ก็เห็นได้ชัดว่าพอใจในตัวพี่ใหญ่ของเขาไม่น้อย เช่นนี้ก็ยังพอจะลุ้นไปได้อีกสักหน่อย

เมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยาเดินทางมายังเหลาอาหารของครอบครัว มองภาพความคึกคักในร้านอย่างพึงพอใจ แต่ถึงอย่างไรเขาในตอนนี้ก็ยังอยากให้เหลาอาหารแห่งนี้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก จนไม่มีเหลาอาหารแห่งใดสามารถโค่นล้มลงได้

ถึงแม้เขาจะไม่อาจเอาชีวิตของบุรุษผู้นั้นมาให้เมิ่งอวิ๋นได้

แต่ก็สามารถทำให้สกุลเมิ่งร่ำรวยได้ไม่รู้จบ

เมิ่งอวิ๋นหมายมั่นในใจว่าจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ จะไม่ยอมให้ชีวิตของเมิ่งอวิ๋นที่เขา เซี่ยอี้เจินมาแทนที่ได้ซ้ำลงที่เดิมอย่างแน่นอน

บุรุษที่ไม่มีแม้หัวใจรักให้ เขาจะเอาไปทำอะไร?

เงินทองมากมายก่ายกองต่างหาก ที่สมควรมี!

เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็พลันระบายรอยยิ้มออกมาทันทีแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างสบายใจ โดยที่ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่ารอยยิ้มของตนถูกใครบางคนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

หลี่เจี้ยนเฉิงไม่เข้าใจตัวเองสักนิด ทั้งที่เคยรำคาญเมิ่งอวิ๋นจนอยากให้หายไปเสียด้วยซ้ำ ทว่าเพียงเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายในวันนี้ เขากลับไม่สามารถถอนสายตาออกมาจากใบหน้าของเด็กหนุ่มได้แม้แต่น้อย ลมหายใจพลันสะดุดลงทันทีที่ได้เห็น หัวใจเต้นแรงจนปวดหนึบในอก แรงสั่นสะเทือนในอกทำให้เขาเลิกสนใจอาหารที่เลิศรสตรงหน้าไปในทันใด

เฝ้าแต่เพียงถามตนเองถึงสาเหตุที่หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งสาเหตุที่ตนเองไม่สามารถถอนสายตาออกมาจากร่างบางของเด็กหนุ่มคนนั้นได้เช่นกัน

สิ่งใดกันที่ดึงดูดสายตาของเขาให้ต้องจับจ้องแต่เพียงแค่คนผู้นั้น

หลี่เจี้ยนเฉิงทอดสายตามองร่างของเมิ่งอวิ๋นอย่างไม่คิดจะปิดบัง แม้จะถูกอีกฝ่ายรู้ตัวเขาก็ไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด ทว่าความรู้สึกที่ไม่ว่าจะมองเท่าไรก็ไม่เพียงพอนั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

หากลองย้อนคิดดูแล้วเขารู้สึกแปลกไปตั้งแต่ที่รับร่างของเมิ่งอวิ๋นที่ชนเขาจนเกือบล้มได้ทัน เพียงสัมผัสร่างกายผอมบางนั้น หัวใจเขาก็ปรากฏความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจอธิบายได้ ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจจะมองอีกฝ่ายเช่นเดิมได้อีก

“มีสิ่งใดให้ท่านแม่ทัพสนใจหรือขอรับ?” เสิ่นหยวนจำต้องเอ่ยถามออกมาเมื่อได้เห็นรอยยิ้มมุมปากกับใบหน้าที่ฉายความอ่อนโยนออกมาอย่าลืมตัวของหลี่เจี้ยนเฉิง แต่ทันทีที่ถูกทักใบหน้าที่เคยอ่อนโยนก็พลันกลับกลายเป็นเรียบเฉยดุดัน

“ไม่มีอะไร” เสิ่นหยวนมองสุรารสดีที่ถูกหลี่เจี้ยนเฉิงยกขึ้นดื่มแล้วจึงคิดว่าอาจเป็นเจ้านี่หรือเปล่าที่ทำให้ท่านแม่ทัพสนใจ

“สุราเจี้ยนหนานชุน ไม่ทราบท่านแม่ทัพชอบหรือไม่ขอรับ” หลี่เจี้ยนเฉิงเหลือบตามองเสิ่นหยวนอย่างเย็นชา แต่ก็ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมใดๆ

“สุรารสดี ข้าย่อมชอบ” ได้ยินเช่นนั้นเสิ่นหยวนก็ระบายยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ทั้งที่ตนมิได้เกี่ยวข้องกับสุราตัวนี้แม้แต่น้อย

“ข้าคิดแล้วเชียวว่าท่านแม่ทัพจะต้องชอบ” หลี่เจี้ยนเฉิงเพียงยิ้มบางๆ พร้อมกับยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างไม่รีบร้อนใดๆ ทว่ากลับยังคงจับจ้องสายตาไปที่ร่างกายอันบอบบางของเมิ่วอวิ๋นเช่นเดิม

ต่างก็เพียงแต่ครานี้…อีกฝ่ายก็มองสบตากลับมาเช่นกัน!









เมิ่งลู่เหยา : เช่นนั้น...คุณหนูเยี่ยไม่ทราบสนใจจะมาร่วมสกุลกับข้าหรือไม่เล่า

llมว_น้oe : ข้ายินดีร่วมสกุลกับคุณชายเจ้าค่ะ 

เมิ่งอวิ๋น : พี่ใหญ่ นั่นตัวอะไรหรือ

เมิ่งลู่เหยา : แกล้งมองไม่เห็นเสียเถิดเสี่ยวอวิ๋น สงสัยจะเป็นคนวิปลาส น่าสงสารยิ่งนัก

llมว_น้oe : QAQ  นี่แมวไง แมวเองงงงงงง

เมื่อวานนี้ไม่ได้อัพเพราะโน้ตแมเสียค่ะ ัจจุบันจิ๊กของน้องสาวมาใช้ แต่เมื่อวานนี้นางใช้ทำงาน แมวเลยไม่ได้จับ ขอโทษนะคะ แง้ แต่วันนี้แมวอัพแล้วน้าาา เดี๋ยวแมวมีเวลาจะมาอฑิบายไทม์ไลน์ของน้องเมิ่งกับน้องเซี่ยให้ดูนะคะ ช่วงนี้...ฮรุกกก ยังไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ทุกท่าน โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิด


เมิ่งอวิ๋น 


ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[5] 50%



เหลาอาหารอันดับหนึ่ง

“มีอะไรหรือ เสี่ยวอวิ๋น” เมิ่งลู่เหยาที่ยืนเคียงข้างเอ่ยปากถามขึ้น เมื่อน้องชายจับจ้องไปยังชั้นสองอย่างไม่ยอมละสายตา ครั้งเมื่อได้มองตามขึ้นไปจึงได้เข้าใจว่าทำไมน้องชายของตนถึงได้จับจ้องไม่วางตาเช่นนี้

แต่เมื่อสติกลับคืนมาก็ต้องเอ่ยห้ามปรามเจ้าน้องชายตัวดีเอาไว้เสียก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นมา

“เสี่ยวอวิ๋น ไหนเจ้าบอกพี่ว่าจะไม่วู่วามอย่างไรเล่า” เมิ่งอวิ๋นถอนสายตากลับมาอย่างช่วยไม่ได้ จากแววตาไม่ยินยอมก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันตา

“พี่ใหญ่ ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าเพียงแปลกใจเท่านั้นที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น” แม้จะสงสัยเคลือบแคลงในคำพูดของเมิ่งอวิ๋น แต่เมิ่งลู่เหยาก็ไม่อาจคาดคั้นเอาคำตอบหรือความจริงจากน้องชายได้ ด้วยรู้ดีว่าหากอีกฝ่ายไม่ยอมพูด อย่างไรเสียก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเปลืองแรงเอ่ยถามออกไป

“เจ้าแน่ใจหรือ?”

“ขอรับ เหตุใดข้าจึงต้องไม่แน่ใจด้วยเล่า” เมิ่งอวิ๋นมองพี่ชายตนเองด้วยแววตาสงสัย นี่ตัวเขาดูคล้ายคนที่พร้อมจะเดินเข้าไปหาเรื่องตายให้ตัวเองหรือไรกัน

อีกอย่าง...ลูกค้ามายังร้านของตนเอง มีหรือเขาจะออกปากไล่ ออกจะยิ้มแย้มให้ พร้อมเชื้อเชิญให้สั่งอาหารหลายๆ อย่างเสียอีก

“หากเป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว ไปเถิด เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่าอยากจะชิมอาหารจากเหลาของตระกูลเรา”

“ดียิ่งนัก! พี่ใหญ่รีบไปกันเถิด ข้าหิวเต็มทีแล้ว”

เมิ่งลู่เหยาที่เห็นน้องชายของตนดวงตาวาววับราวกับเด็กๆ มือข้างหนึ่งลูบท้องมองตนด้วยท่าทางออดอ้อนแล้วก็ใจอ่อนยวบ ลืมเลือนไปเสียทุกความคิดที่ติดค้างอยู่แล้วระบายรอยยิ้มออกมา เขาเดินนำร่างของน้องชายตนเองขึ้นไปบนชั้นสองของเหลาอาหาร

เมิ่งอวิ๋นกวาดสายตามองไปจนทั่ว มองภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนที่มาทานอาหารอย่างพึงพอใจ ผู้คนที่มาที่นี่ต่างก็มีความสุข นั่นคือสิ่งที่ร้านควรมอบให้กับลูกค้า เมิ่งอวิ๋นคิดแล้วคิดอีกว่าควรจะทำอะไรดีให้ร้านยิ่งทวียอดขายยิ่งขึ้นๆ ไปอีก

ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะสุดท้ายทางฝั่งขวามือซึ่งตรงข้ามกับโต๊ะของหลี่เจี้ยนเฉิงทว่าก็ยังสามารถมองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจน เมิ่งอวิ๋นให้เสี่ยวหลงไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งพร้อมกับกำชับให้ผู้เป็นพี่สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ทำอาหารมาให้เสี่ยวหลงด้วยเช่นกัน เมิ่งลู่เหยาแปลกใจกับการเอาใจใส่ของน้องชาย แต่ก็ยังยินยอมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการอย่างไม่ลังเล ก่อนที่เมิ่งลู่เหยาจะหันไปสั่งการเสี่ยวเอ้อร์ให้ดูแลเสี่ยวหลง นำอาหารสองสามอย่างมาให้ พร้อมกับบอกให้เสี่ยวเอ้อร์นำอาหารทุกอย่างที่ร้านมีมาให้ที่โต๊ะของตนด้วยเช่นกัน

เมิ่งอวิ๋นเฝ้ารออาหารด้วยใจที่จดจ่อ ลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายต่อหลายครั้งเมื่อคิดถึงอาหารต่างๆ ที่กำลังจะได้ลิ้มลอง ในชีวิตของเซี่ยอี้เจิน เขาไม่เคยได้สนใจเรื่องอาหารการกินมากนัก วันๆ ก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน แก้ไขปัญหามากมายที่รุมเร้าเข้ามา อีกทั้งพวกผู้เฒ่าตระกูลเซี่ยเองก็ไม่ยินยอมให้เขาได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการนัก

เพียงแค่หวนคิดถึงชีวิตในฐานะของเซี่ยอี้เจินแล้วเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ทุกอย่างราวกับเพิ่งจะผ่านพ้นมา ความทุกข์มานับหมื่นพัน เขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตที่อยู่ภายใต้เงาที่ถูกใครควบคุมอีกอย่างแน่นอน

จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องจบชีวิตลงด้วยความโง่เขลา

เมื่อเมิ่งอวิ๋นให้โอกาสแก่เขาได้เริ่มใหม่อีกครั้ง เช่นนั้น...เขาก็จะใช้มันให้คุ้มค่า จะใช้ทุกวินาทีเติมเต็มความสุขให้ตนเองแทนอีกฝ่ายอย่างแน่นอน

สองมือกำเข้าหากันจนแน่น แววตาหมายมาดอย่างมุ่งมั่นในสิ่งที่คิด อะไรที่เป็นปัญหาเขาจะไม่เฉียดเข้าไปใกล้

ใครที่เป็นปัญหา เขาก็จะไม่เข้าไปหา

สิ่งที่เขาควรต้องทำมีแค่เพียงการดูแลคนสกุลเมิ่งให้ดี ทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้องและดูแลบิดามารดาและพี่ใหญ่ให้ดี นี่จึงจะเป็นการตอบแทนเมิ่งอวิ๋นได้ดีที่สุด คือการทำตามที่อีกฝ่ายขอร้องเอาไว้

ในขณะที่กำลังคิดเพลินๆ อาหารก็ถูกจัดวางลงตรงหน้าทีละจานอย่างช้าๆ จนเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมกรุ่นลอยฟุ้งในอากาศ ดึงดูดให้สายตาของหลายคนต้องหันมามองด้วยความสนใจ

เมิ่งอวิ๋นมองอาหารตรงหน้าด้วยสายตาวาววับ รอยยิ้มถูกใจปรากฏขึ้นมาให้เห็นอย่างลืมตัว

“พี่ใหญ่ ข้าลงมือได้หรือยังขอรับ?” ฝ่ายถูกถามได้แต่หัวเราะในลำคอแล้วพยักหน้าให้กับความหิวโหยที่น้องชายเขาแสดงออกมา

เมิ่งอวิ๋นที่ได้รับการอนุญาตก็ลงมือคีบนั่นคีบนี่เข้าปากด้วยท่าทางที่แสนเปี่ยมสุข ทันทีที่เขาส่งอาหารจานแรกเข้าปากก็หลับตาพริ้ม หลงใหลไปกับรสชาติอ่อนละมุนที่ได้ลิ้มลอง

ไม่แปลกสักนิดที่อาหารของสกุลเมิ่งจะเป็นหนึ่งในเมืองหลวง ทั้งรสชาติและความสดใหม่ของวัตถุดิบถูกเลือกมาอย่างดี เพียงนำเข้าปากก็รับรู้ได้ถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอนโดยไม่ต้องพูดออกมาให้ฟัง เขาไม่รู้หรอกว่าลูกค้าคนอื่นจะสามารถรับรู้ได้อย่างเขาหรือเปล่า อาจเป็นเพราะเขามาจากอีกยุคหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แม้ในยุคของเขาจะมีอาหารรสชาติจัดจ้านมากมาย ทว่ากลับหาความใส่ใจในรสชาติและวัตถุดิบจริงๆ อย่างเช่นที่นี่ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

อีกทั้งเขาเองก็ใช้ชีวิตแทบจะคุ้นชินกับอาหารแช่แข็งที่ยามหิวก็เพียงจับใส่เข้าไปในไมโครเวฟง่ายๆ ซึ่งเมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับอาหารที่แสนอร่อยตรงหน้า เขาจึงจมอยู่กับมันอย่างรวดเร็ว

“เจ้าชอบหรือ?”

“แน่นอนสิพี่ใหญ่ อาหารพวกนี้ล้วนแต่รสชาติดีทั้งสิ้น มีหรือข้าจะไม่ชอบมัน” ใครไม่ชอบก็โง่เต็มทีแล้ว

“แต่ก่อนพี่ไม่เห็นเจ้าจะยอมแตะอาหารที่นี่ พี่ยังนึกว่าเจ้าไม่ชอบเสียอีก” เมิ่งอวิ๋นแทบจะสำลักอาหารที่เพิ่งคีบเข้าปากไป พร้อมกับร้องตอบในใจว่าเมิ่งอวิ๋นคนก่อนคงเอาแต่เดินตามบุรุษผู้นั้นเสียมากกว่า ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกแต่คงเป็นเพราะไม่มีเวลามาสนใจอย่างอื่น

พูดไปแล้วเมิ่งอวิ๋นก็นับว่ามั่นรักคนหนึ่ง ทำทุกอย่างได้เพื่อให้ได้รักมาครอบครอง หากมองในมุมของเมิ่งอวิ๋นที่หลงรักหลี่เจี้ยนเฉิงผู้นั้นจนหมดใจ แล้วได้รู้ว่าคนที่ตนรักมีใจให้หญิงอื่นที่ไม่ต่างจากนางคณิกา คงทั้งเจ็บปวดใจและแค้นใจเป็นอย่างมาก จนคิดสั้นว่าหากเพียงลงมือทำลายหญิงนางนั้นไปแล้ว บุรุษที่ตนรักจะหันมามองตนเองบ้าง

ทว่ากลับไม่เป็นอย่างที่คิดสักนิด ใครจะไปคิดเล่าว่าคนที่เมิ่งอวิ๋นรักจนหมดใจจะ...เลือกทำเช่นนั้น

ความเจ็บยอกในอกร้องประท้วงให้เจ้าของมันต้องนิ่วหน้า ความรู้สึกที่อัดแน่นของเมิ่งอวิ๋นก่อนตายคงจะฝังรากเอาไว้ลึก จนน่ากลัวว่าเขาคงจะต้องรู้สึกเช่นนี้ไปตลอดทั้งชีวิตเป็นแน่ ความจริงเซี่ยอี้เจินไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับความรู้สึกตกค้างของเมิ่งอวิ๋นแม้แต่น้อย อาจมีบ้างที่จะรำคาญเวลาที่เริ่มแสดงอาการ แต่เขาก็พอเข้าใจมันได้ เพราะถ้าหากว่าเป็นเขา...ก็คงไม่อาจลบความรู้สึกเจ็บปวดในเสี้ยวลมหายใจสุดท้ายได้เช่นกัน

เหมือนที่เขาเองก็ถูกผู้หญิงที่รักมากฆ่าตนคายลงตรงหน้าเธอ

“เหตุใดจึงนิ่งไปเล่า หรือเจ้าไม่ถูกใจอาหารพวกนี้?” เมิ่งอวิ๋นพลันได้สติกลับมา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้อย่างประจบประแจง

“ที่ไหนกันๆ อาหารเลิศรสเช่นนี้มีหรือข้าจะมิชอบได้”

ได้ยินคำตอบของน้องชายเมิ่งลู่เหยาก็พลอยเบาใจไปได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้วางใจเสียทีเดียว

“แต่จะว่าไปแล้ว หากจะให้ดี รสชาติอาหารข้าว่าควรจะ...”

“ชู่!” ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยคเมิ่งอวิ๋นก็ถูกพี่ชายของตนปิดปากเอาไว้สนิท เหลือมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังจนเมิ่งอวิ๋นยังพลอยแปลกใจ

“พี่ใหญ่ ท่านปิดปากข้าทำไมกัน” เพราะความไม่เข้าใจเมิ่งอวิ๋นจึงได้เอ่ยถามออกไปตรงๆ เช่นนี้ แต่สำหรับเมิ่งลู่เหยาแล้วเขากลับอยากจะตีหัวเจ้าน้องชายที่แสนโง่งมของตนให้เลิกบ้าเสียที

“เจ้าโง่! มีที่ไหนกันจะเปิดปากบอกเรื่องเช่นนี้กลางผู้คนมากมาย เจ้าอยากให้ร้านเราเจ๊งหรืออย่างไร” เมิ่งอวิ๋นชะงักไป ก่อนจะรู้ว่าตนเองผิดจึงได้ลอบส่งใบหน้าออดอ้อนไปให้พี่ชายเพื่อให้อีกฝ่ายใจอ่อน

“ข้าขอโทษนะพี่ใหญ่ ข้าลืมไป” จากที่ดูแล้วก็ไม่ควรพูดออกไปจริงๆ สายตาผู้คนหลากหลายต่างจ้องมองมาที่เขาและเมิ่งลู่เหยาด้วยความสนอกสนใจยิ่ง แต่ทั้งสองไม่ได้รู้เลยว่า พวกเขาสนใจใบหน้างดงามของเมิ่งอวิ๋นที่แปรเปลี่ยนไปมาตามอารมณ์มากกว่า

ยามที่ร่างบางเพลิดเพลินไปกับรสชาติของอาหาร ใบหน้างดงามเปี่ยมไปด้วยความสุขจนคนที่ได้มองต้องใจกระตุกไปไม่รู้กี่ครั้ง

ทว่าในยามที่ถูกดุด่า ใบหน้างดงามที่แฝงความออดอ้อนก็ช่างชวนให้ลักพาตัวกลับไปนอนกกกอดเอาไว้ที่บ้านเสียเหลือเกิน ความงามที่ต้องใจผู้คนเช่นนี้ราวกับปีศาจจิ้งจอกที่มาล่อลวงผู้คนด้วยรูปลักษณ์

หากถูกคนผู้นี้ออดอ้อน เห็นทีคงได้สิ้นเนื้อประดาตัวเป็นแน่

เพราะพวกเขาคงจะหามาให้อีกฝ่ายเสียหมดทุกอย่างที่อีกฝ่ายปรารถนา

แม้จะเป็นจันทราบนฟากฟ้าก็ตามที

เสียงพูดคุยเงียบลงทันทีที่เมิ่งอวิ๋นถูกดุ ร่างบางเพียงก้มหน้าก้มตาลิ้มรสอาหารตรงหน้าอย่างตั้งใจด้วยความสุขที่แผ่กระจายมาให้เห็น หลี่เจี้ยนเฉิงไม่อยากยอมรับสักนิดว่าเขาในตอนนี้หลงใหลรอยยิ้มและท่าทางต่างๆ ของอีกฝ่าย แต่การที่เขาไม่สามารถจะถอนสายตาออกมาจากร่างบางได้ ก็เป็นการยอมรับแล้วว่า...ตัวเขานั้นถูกรอยยิ้มของเมิ่งอวิ๋นดึงดูดไปเช่นกัน

หากว่าท่าทางออดอ้อนเช่นเมื่อครู่ อีกฝ่ายใช้มันกับเขาก็คงดี

หากไม่มีผู้ใดได้ยลความงดงามของอีกฝ่ายก็คงจะดีไม่น้อย

เพียงแค่คิดเช่นนี้ในท้องก็พลันปั่นป่วนจนแทบจะอดกลั้นเอาไว้ไม่ไหว ร่างกายแทบจะขยับลุกจากโต๊ะจากนั้นก็เดินตรงเข้าไปหาร่างที่ชวนฝันตรงหน้า แล้วลากคนที่นั่งออดอ้อนผู้อื่นอย่างไม่รู้อะไรสักอย่างกลับไปขังเอาไว้ ไม่ให้ผู้ใดได้พบเห็นอีก

!!!

นี่มัน…เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นมากับตัวข้า!

หลี่เจี้ยนเฉิงมึนงงและสับสนกับตนเองจนแววตาสั่นไหว งุนงงกับความเปลี่ยนแปลงของตนเองด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนหน้าเพียงแค่ให้มองอีกฝ่าย เขายังไม่คิดจะเหลือบมองให้เสียเวลา ทว่าบัดนี้เขากลับมีความคิดที่จะกักขังคนที่เขาเองเคยคิดจะหลีกหนีไปให้ไกลเอาไว้

หวงแหนแม้แต่สายตาที่ถูกมองด้วยความริษยา!

หลี่เจี้ยนเฉิงขบคิดอยู่เงียบๆ ทว่าสองมือยังคงจับจอกสุราขึ้นดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งอารมณ์ของเขาไม่มั่นคง ร่างกายก็ยิ่งขยับไปตามใจคิด หลงลืมไปจนสิ้นว่าไม่ควรจะดื่มให้มากนัก เพราะเขาเองก็มิใช่คนธรรมดาสามัญ

“ท่านแม่ทัพ เหตุใดต้องรีบร้อนเช่นนี้เล่า มิสู้ค่อยจิบเพื่อลิ้มรสชาติ เพลิดเพลินไปกับอาหาร เช่นนี้จึงจะดีต่อท่านมากกว่านะขอรับ” ใช่ว่าเรื่องเช่นนี้หลี่เจี้ยนเฉิงจะไม่รู้ ความหงุดหงิด ความลังเลสับสนเป็นตัวบีบบังคับให้เขาไม่อาจเพลิดเพลินไปกับสิ่งใดได้

ความเป็นเจ้าของที่ตะโกนป่าวร้องอยู่ในอกดังระงมจนเขาต้องยกเหล้ารสเลิศขึ้นดื่มอย่างไม่สนใจจะจดจ่อความหวานที่แตะปลายลิ้น

ดั่งคำที่ว่า…สุรายิ่งนานวัน ยิ่งเลิศรส มิได้ผิดไปเลยสักนิด

แต่สิ่งที่แลกมากับความเลิศรส นั่นคืออาการมึนเมาด้วยเช่นกัน

หลี่เจี้ยนเฉิงยกจอกสุราขึ้นตื่มจอกแล้วจอกเล่า เมื่อหมดก็เติมใหม่ราวกับต้องการใช้มันดับอารมณ์ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เพราะเหตุใดกันนะ เหตุใดเขาจึงได้ไม่สบอารมณ์เช่นนี้







50%





ไม่ต้องเลยนะ อย่ามาหลงรักน้องเด็ดขาดนะคนเฬวววว ฮึ! ขออภัยที่มาช้าค่ะ อย่างที่เคยบอกไป ไม่ใช่โน้ตเรา อแาศัยเขาก็ต้องทำใจ ฮรุกกก ครึ่งหลังถ้ามาทันวันพฤหัสก็ดีนะคะ แต่ถ้าไม่ทันก็จะเป็นเช้าวันศุกร์ แมวไม่ดองแน่นอนจ้า (ยกเว้นปั่นไม่ทัน) คิๆ

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
มาแล้ว มาแล้ว มาช้านิดหน่อยดีกว่าหายไปเลย
ตอนนี้มีคนหึงน้อง 1ea …โดยไม่รู้ตัว555

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[5] 100%



เพียงแค่เห็นใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มและแววตาออดอ้อนพี่ชายอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก อีกทั้งยังถูกสายตามากมายจับจ้องด้วยความร้อนแรง เขาก็ยิ่งทวีความหงุดหงิดใจ จนไม่อาจจะดับอารมณ์นั้นลงได้ง่าย แม้แต่สุราเลิศรสยังไม่อาจช่วยบรรเทาลงได้เลยแม้แต่น้อย

“ท่านแม่ทัพ ปลาจานนี้นับว่าสดนัก”

เสิ่นหยวนพยายามชักชวนให้หลี่เจี้ยนเฉิงได้ลิ้มลองอาหารมากมายบนโต๊ะมากกว่าจะจมดิ่งไปกับรสสุราอย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ อารมณ์อันแปรปรวนของหลี่เจี้ยนเฉิงนับได้ว่าแปลกตาสำหรับเสิ่นหยวนนัก ด้วยตลอดมาไม่เคยแม้สักครั้งที่จะได้เห็นท่านแม่ทัพเป็นเช่นนี้

“ท่านแม่ทัพ...หากขัดตาสองพี่น้องสกุลเมิ่ง เช่นนั้นข้าสามารถพาท่านไปเหลาอาหารอื่นได้นะขอรับ”

“ไม่ต้อง” เสิ่นหยวนถึงกับมองอีกฝ่ายด้วยความงงงวย หากไม่พอใจก็แค่เดินออกไปจากเหลาอาหารนี้

หรือจะเป็นเพราะสุราเจี้ยนหนานชุน?

“หากท่านแม่ทัพติดใจสุราเจี้ยนหนานชุนนี้ ข้าจะให้คน...”

“ไม่จำเป็น หากข้าต้องการจะดื่มสุรา ข้าจะมาที่เหลาแห่งนี้เอง”

ความหมายคือ...เจ้าอย่าได้มายุ่งวุ่นวายกับข้ามากนักเสียจะดีกว่า เสิ่นหยวนได้ยินก็เข้าใจความหมายที่แฝงมากับแววตาคมกริบนั้นในทันที เพียงแค่ถูกจับจ้องไม่นานนัก เสิ่นหยวนก็รู้สึกราวกับถูกกระบี่ฟาดฟันใส่ร่างกายเสียจนเกือบตาย หลงลืมหายใจไปเสียด้วยซ้ำ

นี่เขาเดาใจท่านแม่ทัพผิดไปหรอกหรือ?

เช่นนั้นท่านแม่ทัพขุ่นเคืองในเรื่องใดกัน? หากมิใช่ว่ารำคาญและขัดหูขัดตากับสองพี่น้องสกุลเมิ่ง จะมีสิ่งใดทำให้อารมณ์ของหลี่เจี้ยนเฉิงแปรปรวนได้เช่นนี้อีก เสิ่นหยวนคิดไม่ออกเลยสักนิด

แต่หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าเสิ่นหยวนจะคาดเดาออกไปเช่นไร ในสายตาของเขามองเห็นเพียงใบหน้าที่หลับตาพริ้มลิ้มรสอาหารอย่างสุขใจมากกว่า หัวใจพลันอ่อนระทวยลงทุกครั้งที่อีกฝ่ายมีสีหน้าสุขใจ

ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด หลี่เจี้ยนเฉิงได้แต่สับสนตนเองอยู่ในใจ

แม้มรสุมจะสุมอกจนหลี่เจี้ยนเฉิงแทบจะคิดไม่ตกอยู่กับตนเอง เมิ่งอวิ๋นกลับไม่ได้ให้ความสนใจสักนิด สิ่งที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นอาหารตรงหน้าเสียมากกว่า

ยิ่งซี่โครงหมูตุ๋นที่มีควันลอยอยู่ตรงหน้าเขายิ่งแทบจะอดใจกินมันแทบไม่ไหว ทันทีที่ฟันขาวสัมผัสกับเนื้อนุ่มก็หลุดออกจากกระดูกได้อย่างง่ายได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไรด้วยซ้ำ ความนุ่มที่เปื่อยจากการตุ๋นเป็นเวลานานนั้นน่าพอใจเหลือเกิน รสหวานที่เพียงปลายลิ้นแตะแผ่ซ่านให้น้ำลายสอจนต้องกลืนลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยิ่งทุกครั้งที่เขาเคี้ยวเนื้อที่อยู่ในปาก ยิ่งคล้ายว่าเขาลอยละล่องอยู่บนปุยเมฆนุ่มฟู ดื่มด่ำความสุขไม่รู้จบด้วยความอร่อยที่ได้จากมื้ออาหาร

ไม่เสียแรงที่เป็นเหลาอาหารอันดับหนึ่ง สกุลเมิ่งช่างใส่ใจกับทุกขั้นตอนจริงๆ

เพราะขนาดเขาที่เคยชินกับอาหารแช่แข็งในยุคปัจจุบัน ทว่าแม่บ้านสกุลเซี่ยก็ไม่นับว่าฝีมือแย่อะไร รสชาติอาหารที่ได้มีโอกาสลิ้มรสมา ยังไม่อาจเทียบกับพ่อครัวของเหลาอาหารแห่งนี้

“หากเจ้ากินเข้าไปทั้งหมดนี่ พี่ว่าท่านแม่คงได้ขัดเคืองเป็นแน่”

“ทำไมเล่า? ข้ากินจนหมดมิดีหรือ?” เมิ่งลู่เหยามองน้องชายด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ เจ้าน้องตัวน้อยเคี้ยวแก้มตุ่ยจนน่ารัก แต่ก็ยังต้องหักใจห้ามปรามเสียหน่อย มิเช่นนั้นคงได้ถูกมารดาโกรธเคืองอีกอย่างแน่นอน

“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าก่อนออกมา เจ้าพูดว่าอย่างไร” เมิ่งอวิ๋นนิ่งเงียบ สองมือหยุดชะงักลงทันทีที่สมองครุ่นคิด

จริงด้วยสิ ก่อนออกมาข้างนอกเขารับปากมารดาเอาไว้ว่าจะกลับไปทานอาหารฝีมือของนาง หากเขากินจนอิ่มท้อง คงต้องถูกโกรธเคืองอย่างแน่นอน

แต่ของอร่อยเหล่านี้...

เมิ่งอวิ๋นไม่อาจตัดใจทิ้งขว้างของอร่อยมากมายบนโต๊ะไปได้ สายตาจ้องพวกมันไปมาด้วยความลังเล กลัวถูกมารดาดุก็กลัว เสียดายของก็เสียดาย เขาไม่สามารถเลือกอะไรได้สักอย่าง เช่นนี้แล้ว...เขาควรทำเช่นไรดีเล่า

“พี่ใหญ่...” น้ำเสียงของคนเป็นน้องออดอ้อนเสียจนผู้เป็นพี่อย่าเมิ่งลู่เหยาใจแทบอ่อนยวบ น้องชายเจริญอาหารเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดีสักนิด หากแต่จะให้มารดาโกรธ เห็นทีเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ เจ้าน้องชายจอมตะกละตัวน้อยพอฟื้นขึ้นมาก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน หากมีคราใดออดอ้อนได้ก็ทำ แววตาซุกซนที่เอาแต่จะเที่ยวเล่นนั่นอีก

ยิ่งพอเห็นอาหารมากมายตรงหน้ายิ่งตาลุกวาว เขาเห็นแล้วย่อมต้องปลาบปลื้มยินดี

“เช่นนี้เป็นอย่างไร วันนี้เจ้ากับพี่กลับไปทานอาหารฝีมือท่านแม่ วันหน้า พี่จะพาเจ้ามาอีกครา คราวนี้พี่สัญญาว่าจะไม่ห้ามปราบเจ้า ให้เจ้าทานจนกว่าเจ้าจะพอใจ ดีหรือไม่?”

“ดี! ดีขอรับ” เมิ่งลู่เหยาแทบจะลอบปาดเหงื่อบนใบหน้า เมื่อน้องชายยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างว่าง่าย แต่ดูแล้วคราหน้าหากจะมาที่นี่ คงต้องส่งคนมาแจ้งพ่อครัวไว้ล่วงหน้าเสียแล้ว ให้เขาได้ตระเตรียมข้าวขอเอาไว้ทำให้เจ้าน้องชายจอมตะกละของเขาได้กินอิ่ม

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่ตกลง เมิ่งอวิ๋นก็ยินยอมพร้อมใจจะวางตะเกียบลงแม้ว่าสายตาที่มองอาหารเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยความเสียดายก็ตามที ทั้งสองต่างพากันเดินออกมาจากเหลาอาหารอย่างไม่หันหลังกลับ เมิ่งอวิ๋นลืมไปเสียด้วยซ้ำว่าก่อนนี้ได้จ้องมองดวงตาของใครอีกคนเอาไว้

แต่แม้เมิ่งอวิ๋นจะลืม...ทว่าอีกฝ่ายมิได้ลืมเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบยังคงมองไปตามร่างบอบบางที่ก้าวออกไปจากเหลาอาหารด้วยความรู้สึกหลากหลาย แต่แม้เขาจะไม่เข้าใจในความรู้สึกของตนเอง แต่สิ่งที่เขาสามารถรู้ได้เลยนั่นก็คือ เขามาอาจจะละสายตาจากเมิ่งอวิ๋นได้แม้เพียงเล็กน้อย ราวกับว่าเขาต้องมนต์สะกดของเมิ่งอวิ๋นจนไม่อาจถอนตัวออกมาจากอีกฝ่ายได้

“ท่านแม่ทัพ มีอะไรหรือขอรับ?” ใบหน้าคมที่แสดงอาการเหม่อลอยทำให้เสิ่นหยวนต้องเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจ

“ไม่มีอะไร เจ้าคงอิ่มแล้วใช่หรือไม่”

“เอ่อ ขอรับ” แม้จะยังลิ้มรสสุราเจี้ยนหนานชุนไม่เต็มอิ่มนัก แต่เมื่อหลี่เจี้ยนเฉิงต้องการจะกลับ เขาก็ไม่อาจจะขัดใจอีกฝ่ายได้ เสิ่นหยวนจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนใจตอบรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก เหลือบมองสุราที่ยังเหลือมากกว่าครึ่งด้วยความเสียดายสุดใจ

หลี่เจี้ยนเฉิงสะกดกลั้นความปรารถนาที่สั่งให้ตนเองเดินตามร่างบอบบางของเมิ่งอวิ๋นไปอย่างสุดความสามารถ บังคับให้ร่างกายที่ถูกสุราควบคุมไปกว่าครึ่งให้เดินไปทางด้านจวนแม่ทัพของตนแทน

แต่แม้จะสามารถบังคับตนเองให้เดินกลับไปยังจวนของตนได้โดยไม่มีท่าทีจะออกนอกเส้นทาง ทว่าสิ่งที่หลี่เจี้ยนเฉิงไม่สามารถบังคับได้เลยนั่นคือหัวใจของตนเอง ภาพรอยยิ้มและใบหน้างดงามที่ปรากฏร่องรอยการออดอ้อนของเมิ่งอวิ๋นนั้นยังคงติดตาของหลี่เจี้ยนเฉิงจนไม่อาจลบเลือนมันไปได้

ยิ่งคิดหลี่เจี้ยนเฉิงก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ จนต้องเร่งฝีเท้าให้กลับถึงจวนเร็วยิ่งขึ้น!







“ประเดี๋ยวเจ้าอย่าได้พูดออกไปเป็นอันขาดว่าพี่ให้เจ้ากินดื่มสิ่งใดไปบ้าง” เมิ่งลู่เหยายืนกำชับน้องชายของตนอยู่นอกจวนด้วยกลัวว่าน้องชายของเขาจะหลุดปากบอกว่าตัวเองกินมาเสียเต็มท้องจนไม่สามารถจะกินอะไรเข้าไปได้อีก

“ข้ารู้แล้วๆ พี่ใหญ่...ท่านพูดกับข้าเช่นนี้ตั้งแต่เราออกมาจวบจนถึงจวน ข้าฟังแล้วฟังอีกจนแทบจะท่องที่ท่านกล่าวมาได้หมดทุกคำแล้วนะ” ฟังจบเมิ่งลู่เหยาก็แทบจะค้อนให้น้องชาย มีที่ไหนฟังจนท่องคำได้เช่นนี้ เขาเพียงแค่ห่วง มิอยากให้ถูกมารดาโกรธเคืองเอา หวังดีมากมายเช่นนี้ยังจะมาทำหน้าตาเบื่อหน่ายใส่เขาอีก

“เจ้าก็เหมือนกัน! หากท่านแม่ถามก็จงบอกว่าเสี่ยวอวิ๋นมิได้ดื่มกินสิ่งใดมา เจ้าเข้าใจรึไม่?”

“ขะ ขอรับคุณชายใหญ่” เมื่อไม่สามารถใช้อารมณ์กับน้องชายตัวดีได้ เมิ่งลู่เหยาจึงหันไปเสียงดังใส่เสี่ยวหลงแทน แต่ก็ไม่วายถูกเมิ่งอวิ๋นดึงเสี่ยวหลงมาหลบซ่อนเอาไว้ด้านหลังของตน

“พี่ใหญ่!”

“ได้ๆ ข้ารู้แล้วๆ ไปเถิด ป่านนี้ท่านแม่คงตั้งโต๊ะรอนานแล้วกระมัง” เมิ่งลู่เหยายอมยกมือขึ้นอย่างพ่ายแพ้ พร้อมกับดึงแขนเล็กๆ ของน้องชายให้เดินตามเข้าไปในจวนด้วยท่าทางเร่งรีบ เมิ่งอวิ๋นก็มิได้กล่าวทัดทานอะไรมากมายนัก เพียงแค่ระบายลมหายใจออกมาอย่างแรงหนหนึ่งก่อนจะยินยอมให้ผู้เป็นพี่ลากตนเข้าไปด้านใน

และเป็นอย่างที่เมิ่งลู่เหยาคิดเอาไว้ไม่ผิด บิดามารดาต่างพร้อมหน้ากันอยู่ที่โต๊ะอาหาร กับข้าวหลากหลายชนิดถูกวางเอาไว้จนเต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งยั่วน้ำลายจนเมิ่งอวิ๋นมองอาหารเหล่านั้นด้วยแววตาวาววับ

กลับจากร้านของครอบครัวมาก็เจออาหารน่าทานที่บ้านอีก ข้าจะโชคดีอะไรเช่นนี้

เดิมทีเซี่ยอี้เจินมิใช่คนที่กินจุมากมาย่นนี้ ทว่าเมื่อมาอยู่ในร่างของเมิ่งอวิ๋นแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองกินเท่าไรก็ไม่อิ่มเสียที พอเจอสิ่งที่ชอบก็พลันเกิดอาการหิวขึ้นมาภายในเวลาไม่นาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็กินเข้าไปไม่ใช่น้อย

เหมือนว่าท้องของเมิ่งอวิ๋นจะเป็นหลุมดำที่เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม

“พวกเจ้ากลับมากันแล้วหรือ มาๆ แม่เตรียมของอร่อยเอาไว้ให้เจ้ามากมายเชียว” เห็นใบหน้าของผู้เป็นมารดาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข สีหน้าของเมิ่งลู่เหยายิ่งกระอักกระอ่วนเข้าไปอีก เดิมทีตนก็มิใช่คนที่เก็บงำความลับใดๆ ได้อยู่แล้ว พอได้เห็นความสุขที่ล้นทะลักก็พลันรู้สึกผิดจนต้องรีบเอ่ยปากออกมา

“ท่านแม่ ความจริงแล้วข้ากับเมิ่งอวิ๋นนั้น พวกเรา…”

“พวกเราหิวมากเลยขอรับ ท่านแม่ ข้าอยากทานแล้ว” เมิ่งอวิ๋นลอบหันไปถลึงตาใส่พี่ชายอย่างห้ามปราม มีที่ไหนสั่งตนไว้ไม่ให้กล่าวว่าไปไหนมา แต่กลับจะพูดออกมาเสียเองเช่นนี้

“เช่นนั้นก็รีบนั่งลง จะได้เริ่มทานกันเสียที”

สิ้นคำของผู้เป็นใหญ่ในบ้านอย่างเมิ่งหยวนทุกคนก็รีบนั่งลงตามคำสั่งทันที อู๋ชิวอิ่งที่เห็นบุตรชายคนเล็กมองอาหารไม่วางตากับท่าทางที่ลอบกลินน้ำลายก็พลันอ่อนใจ ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู นานแค่ไหนแล้วหนอที่ตนมิได้มองบุตรชายเต็มสองตาเช่นนี้

ก่อนหน้าที่เมิ่งอวิ๋นจะตกหลุมรักแม่ทัพหลี่ผู้นั้น บุตรชายคนนี้ของนางกินเก่งเสียยิ่งกว่าใคร อาหารใดๆ ล้วนตกเข้าไปในท้องของเมิ่งอวิ๋นเสียจนหมดสิ้น เรียกเสียงหัวเราะของเมิ่งหยวนได้ทุกคราที่ได้เห็น ยังถูกกล่าวว่าสมดังที่เป็นบุตรชายของเถ้าแก่เหลาจื่อเค่อ

แต่ด้วยความรักที่ทำให้ดวงตาของบุตรชายนางมืดบอด มองสิ่งใดไม่รู้ผิดชอบนอกจากใบหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงผู้นั้น ก็พลันทำให้บุตรชายของนางต้องกลับกลายเป็นคนที่ไม่สนใจในสิ่งใด นอกจากบุรุษผู้นั้นผู้เดียว

นางชอกช้ำใจนัก คับแค้นไปทั้งอกในยามที่เห็นบุตรชายของนางถูกหอบหิ้วมาในสภาพที่เหมือนตาย ศีรษะมีเลือดออก สองตาหลับพริ้ม ริมฝีปากที่เคยแดงสดกลับซีดเซียว

คนผู้นั้นกล้าทำได้อย่างไร! นี่คือดวงใจของนางนะ! กล้าลงมือได้อย่างไรกัน!

อู๋ชิวอิ่งยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด ภาพที่บุตรชายนอนเจ็บอยู่บนเตียงยังไม่อาจลบเลือนไปจากใจนางได้เลยแม้แต่น้อย

“ท่านแม่ ท่านต้องทานเยอะๆ นะขอรับ” เมิ่งอวิ๋นที่เห็นร่องรอยความปวดร้าวในแววตาของนาง รีบตักอาหารใส่ให้นางอย่างเอาใจ อู๋ชิวอิ่งหลุดออกจากภวังค์ มองชิ้นเนื้อที่บุตรชายที่รักอุตส่าห์คีบให้ด้วยรอยยิ้ม

“ได้ แม่จะกินให้มาก เจ้าเองก็กินเสียเถิด”

“ขอรับ”

ภาพการกวาดอาหารลงท้องของเมิ่งอวิ๋นทำให้ทั้งเมิ่งหยวนและเมิ่งลู่เหยาพลอยรู้สึกอิ่มเอมในใจไปด้วยอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน แม้มือจะคีบอาหารใส่ปากราวกับมิได้สนใจใดๆ แต่สายตากลับลอบมองเมิ่งอวิ๋นอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งบางคราริมฝีปากยังกระตุกยิ้มจนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสุข

“แม่เห็นเจ้ายังไม่หายดีนัก จึงได้ทำน้ำแกงไก่มาให้เจ้า เสี่ยวอวิ๋น เจ้าทานสักหน่อยเถิด”

“โอ้โห…หอมมากเลยนะขอรับท่านแม่”

อู๋ชิงอิ่งยิ้ม มองบุตรชายคนเล็กรับถ้วยน้ำแกงไปดื่มไม่วางสายตา

“อื้อฮือ! นี่มันรสชาติชั้นเลิศเลยนะท่านแม่ หากมิมีใครรู้ คงจะคิดว่าท่านแม่คือสุดยอดแม่ครัวเป็นแน่ ใครหนอ…จะโชคดีได้เช่นข้า”

“ดูเจ้าพูดเข้า รีบดื่มเสียเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียหมด”

“ขอรับ”

ยามได้เห็นภรรยาของตนมองใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นด้วยความรักที่เปี่ยมล้น เมิ่งหยวนก็พลันแสนสุขใจจนท่าทางที่เคร่งขรึมแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนน่าเข้าใกล้มากยิ่งขึ้น เมิ่งอวิ๋นยังคงดื่มด่ำกับรสชาติหวานๆ จากเนื้อไก่ที่ถูกต้มจนนุ่ม ปลดปล่อยรสชาติของตัวตนมันออกมาในน้ำซุปจนไม่ต้องปรุงแต่งมากมายอะไรนัก ผิดกลับเมิ่งลู่เหยาที่เริ่มหมั่นไส้กับการถูกเอาใจของน้องชายตัวเอง

“ท่านแม่ แล้วข้าเล่า?” อู๋ชิวอิ่งหันมามองบุตรชายคนโตอย่างไม่เข้าใจ

“อันใดของเจ้าหรือ?”

“ท่านแม่ลำเอียงนัก เสี่ยวอวิ๋นยังได้ทานน้ำแกงไก่ แต่ข้ากลับมิได้ ช่างน่าน้อยใจเสียเหลือเกิน” อู๋ชิวอิ่งมองท่าทางแสนงอนของบุตรชายอีกคนอย่างขบขัน ก่อนจะตักน้ำแกงไก่ส่งให้บุตรชายคนโตไป

“นี่ของเจ้า…มารยาเสียจริงเชียว”

“ขอบคุณท่านแม่!” แม้จะถูกต่อว่าออกมาว่ามารยา ทว่าเมิ่งลู่เหยามิได้ขุ่นเคืองหรือน้อยใจสักนิด ในเมื่อทุกครั้งที่มารดาดุด่า รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยังมิได้ลบเลือนไป คำพูดเย้าแหย่เช่นนี้ มีหรือเขาจะสนใจ

“จริงสิท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้พี่ใหญ่ได้พบกับคุณหนูผู้หนึ่งจนต้องใจในตัวนางยิ่งนัก” เมิ่งหยวนขมวดคิ้ว มองใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อของบุตรคนโตอย่างสังเกต

“หือม์? นางเป็นใครกัน เป็นบุตรสาวของสกุลใด?”

“คือ…”

“เป็นบุตรสาวของรองเสนาบดีเยี่ยขอรับท่านพ่อ นางชื่อเยี่ยหนิงหลัน” เมิ่งลู่เหยายังไม่ทันได้เอ่ยตอบสิ่งใดก็ถูกเจ้าน้องชายตัวดีแย่งบอกไปเสียจนหมด จึงได้แต่หันไปถลึงตาใส่อย่างคาดโทษ ทว่าคนถูกคาดโทษไว้กลับไม่ได้มองมาสักนิด ยังคงพูดเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอมาเมื่อตอนออกไปเที่ยว

สุดท้ายเมิ่งลู่เหยาก็ทำได้เพียงตอบรับเป็นบางครั้งเพื่อยืนยันในสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นบอกออกไป

เจ้าน้องชายตัวดี! มันน่าจับมาตีเสียเหลือเกิน!





TBC



อย่าห้ามน้องงง น้องหิวววว ให้น้องกินไปเถอะค่ะ มานี่มาลูก มากินที่บ้านแม่ดีกว่า ส่วนอีตาพระเอก เชิญสับสนต่อไปเถอะค่ะ สับสนไปทั้งชีวิตนั่นล่ะดี แล้วอย่ามายุ่งกับลูกฉันนนนน //โก่งตัวพองขนใส่

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
ท่านแม่ทัพเหมือนไบโพล่าเลยนะ
พอน้องไม่สนใจก็โกรธ ก็หึง ก่อนหน้านั้นทำอะไรลงไปไม่คิด

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[6] 50%

พบหน้าสหาย

ด้วยว่าวันเวลาที่แสนน่าเบื่อก็ผ่านไปมาอย่างเงียบสงบและไร้สีสัน เมิ่งอวิ๋นที่ได้แต่อยู่ในจวนเงียบๆ ไม่ได้ออกไปที่ใดก็เกิดอาการเบื่อหน่ายจนต้องทอดถอนใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

“นายน้อย มีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือขอรับ” เมิ่งอวิ๋นก็ยังไม่คลายความรู้สึกที่แสนน่าเบื่อนี้ลง แม้อาหารในจวนจะถูกจัดมาจานแล้วจานเล่า หน้าตาน่ารับประทานแต่เมื่อทานไปแล้วหลายต่อหลายรอบ สิ่งที่น่าสนใจก็พลอยกลับกลายเป็นสิ่งธรรมดา

แรกเริ่มเดิมทีเขาเข้ามาอาศัยในร่างของเมิ่งอวิ๋นนั้นก็พอจะตื่นเต้นกับรสชาติของที่นี่อยู่บ้าง แต่เพราะเขาติดรสจัดจ้านจากฝีมือของเหล่าแม่ครัวของสกุลเซี่ย พอได้ลิ้มรสจืดจางไปนานวันเข้า เขาก็เริ่มเอียน

“ข้าเพียงแค่เบื่อหน่ายเท่านั้น มิได้กลุ้มใจเรื่องอะไร”

“เช่นนั้นอ่านหนังสือหรือไม่ขอรับ?”

หนังสือ? จะว่าไปตั้งแต่ได้มาอยู่ในร่างของเมิ่งอวิ๋นเขาเองก็ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเลยสักเล่มเหมือนกัน

เซี่ยอี้เจินขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้าตอบรับคำเสนอแนะของเสี่ยวหลง ด้านเสี่ยวหลงที่หลุดปากพูดเรื่องหนังสือออกไปโดยที่ลืมไปว่านายน้อยของตนไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็ได้แต่แปลกใจระคนตื่นเต้นที่ผู้เป็นนายตอบรับ ก่อนที่ตนเองจะนำทางเมิ่งอวิ๋นไปด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น

เมิ่งอวิ๋นเองก็มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เพียงแค่เขาตอบรับจะไปอ่านหนังสือมีอะไรให้ต้องดีใจขนาดนั้นกัน? ยิ่งเมื่อไม่เข้าใจเมิ่งอวิ๋นก็พลันหยุดเดินเสียดื้อๆ จนเสี่ยวหลงต้องหันมามองอย่างไม่เข้าใจ

หรือนายน้อยของมันจะเปลี่ยนใจเสียแล้ว?

“นายน้อย?” ได้ยินเสียงเรียกของเสี่ยวหลงเมิ่งอวิ๋นก็ได้สติ หันมายิ้มอ่อนให้กับเสี่ยวหลงด้วยท่าทางใจดี

“ข้าเปลี่ยนใจ เจ้าไปหยิบมาสักสองสามเล่ม เดี๋ยวข้าจะไปรอที่สวน อากาศดี ๆ เช่นนี้อ่านหนังสือข้างนอกคงดีกว่า” ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของเสี่ยวหลงก็พลันเปล่งประกายความปลื้มใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง รีบตอบรับก่อนจะวิ่งออกไป

เมิ่งอวิ๋นที่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเพิ่มเติมสิ่งใดก็เห็นร่างของเสี่ยวหลงวิ่งหายไปจนลับสายตาแล้วด้วยความรู้สึกอึ้งๆ คนยุคนี้วิ่งเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?

เมื่อหลุดออกจากความทึ่งได้เมิ่งอวิ๋นก็เดินตรงไปยังสวนที่อยู่ภายในจวนของตัวเองทันที ตัวสวนไม่ได้มีอะไรดึงดูดสายตาหรือความสนใจของเมิ่งอวิ๋นเลยสักอย่าง แต่ความร่มรื่นที่ชวนให้สบายใจกลับทำให้เมิ่งอวิ๋นไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปนั่งภายในศาลา

ที่นี่ดีจริง ๆ หากมีเรื่องไม่สบายใจ ที่นี่นับได้ว่าคลายความรู้สึกไปได้มากกว่าสามในห้าส่วนทีเดียว

สำหรับคนที่เคยเคร่งเครียดในชีวิตก่อนที่ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดกับการทำงาน เมิ่งอวิ๋นกลับมองว่าที่นี่ช่างดีเหลือเกินแล้วสำหรับเขา

ดวงตาคู่สวยทอดมองไปรอบกายอย่างสนใจ ความเขียวขจีที่รายล้อมอยู่รอบด้านไม่ได้ทำให้เบื่อหน่าย ตรงกันข้ามมันกลับบรรเทาความรู้สึกเบื่อหน่ายไปได้มากโข เมิ่งอวิ๋นจึงตัดสินใจแล้วว่าต่อไปทุกวันเขาจะออกมานั่งที่นี่ ที่ที่ดีขนาดนี้ทำไมเขาถึงจะไม่มากัน

นั่งไปพลางก็หายใจเข้าปอดเอาความสดชื่นเข้าไปข้างในด้วยความสุขไปพลาง จนรอยยิ้มถูกจุดขึ้นมาบนใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นอย่างง่ายดาย ราวกับคนที่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนหน้านี้ไม่ได้มีตัวตนอยู่มาก่อน

“เฮ้อ...ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณจะเป็นยังไงบ้างนะเมิ่งอวิ๋น น้องชายกับคนที่ผมรัก...เขาทำอะไรกับคุณหรือเปล่า”

แม้จะรู้ว่าไม่ว่าจะพูดยังไงก็คงไปถึงอีกคนไม่ได้ ไม่ว่าจะเวลาหรือแม้แต่ยุคสมัยเราต่างกันทั้งสิ้น สิ่งที่เราสองคนแลกกันมาคือชีวิตและปาฏิหาริย์ แลกมาด้วยความยินยอมพร้อมใจ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอดห่วงอีกฝ่ายที่ต้องพบเจอกับผู้หญิงใจร้ายกับน้องชายของเขาไม่ได้จริงๆ

“ผมหวังว่าคุณอยู่ที่นั่นจะมีความสุขมาก มากกว่าที่นี่นะครับเมิ่งอวิ๋น”

“หือม์? เจ้ากำลังเรียกชื่อของตัวเองเช่นนั้นหรือ เจ้าช่างแปลกนัก” เสียงพูดที่เจือไปด้วยเสียงหัวเราะขบขันทำให้ร่างกายของเมิ่งอวิ๋นแข็งทื่อ ก่อนจะหันไปมองผู้มาใหม่อย่างช้าๆ

ชายผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเมิ่งอวิ๋นนั้นเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่กลับมีรอยยิ้มขี้เล่นที่ส่งเสริมให้อีกฝ่ายดูแล้วไม่ต่างจากบุรุษเจ้าสำราญเลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แววตาที่มองมาทางเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกห่วงใย โล่งใจ และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

คนตรงหน้าเป็นใครกันนะ ตัวเขาเองก็จำไม่ได้เสียด้วย

แต่เมื่อค้นหาความทรงจำภายในสมองได้ไม่นานนักเมิ่งอวิ๋นก็ค้นพบว่า คนที่กำลังยิ้มแย้มด้วยท่าทางเจ้าชู้นั้นคือ ติงหยุนมู่ เพื่อนที่คอยห่วงใยเมิ่งอวิ๋นเพียงคนเดียว และเป็นคนที่จริงใจที่สุดของเมิ่งอวิ๋น

น่าเสียดายที่เมิ่งอวิ๋นมัวแต่มองเห็นความรักของหลี่เจี้ยนเฉิงจึงมองข้ามความใส่ใจของติงหยุนมู่ไปอย่างไม่ไยดี

เพื่อนที่ดีเช่นนี้จะเสียไปไม่ได้!

“เจ้าเป็นใคร?” เมิ่งอวิ๋นตีสีหน้าสงสัยออกมา แม้จะมีความทรงจำของเมิ่งอวิ๋นอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถทำเป็นรู้จักอีกฝ่ายได้ เพราะมันจะดูแปลกเกินไป เพราะเขาบอกกับบิดามารดาเอาไว้ว่าจำผู้ใดมิได้สักคน

“นี่เจ้าล้อเล่นอะไรของเจ้า? จะบอกว่าจำข้าไม่ได้งั้นหรือ?” เมิ่งอวิ๋นหลบสายตา แสดงสีหน้าที่น่าสงสารออกมาราวกับว่าเขาทำผิดที่จำอะไรไม่ได้

“ข้าขอโทษด้วย ข้าได้รับบาดเจ็บ เลยจำผู้ใดไม่ได้ แล้วเจ้าเป็นใครหรือ?” ติงหยุนมู่ได้แต่คำรามลั่นในหัวใจ เจ็บปวดจนอยากสังหารคนให้ตาย

สหายของเขาต้องเป็นเช่นนี้! เขาจะทนได้เช่นไร!

ติงหยุนมู่สูดลมหายใจเข้าปอด ลอบกัดฟันและกำมือแน่นเพื่อระงับโทสะเอาไว้ในอก ก่อนจะแนะนำตนเองแต่เมิ่งอวิ๋นด้วยความปวดใจ

“ข้าแซ่ติง นามว่าหยุนมู่ เป็นสหายของเจ้า จำมิได้เลยหรือ?” เมิ่งอวิ๋นทำทีท่าเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเป็นการบอกปฏิเสธในสิ่งที่ถูกถาม

“เช่นนั้นก็ช่างเถิด ต่อจากนี้ไป ข้าจะเป็นสหายของเจ้า อยู่เพื่อเจ้า ปกป้องเจ้าเอง” แม้จะเป็นคำกล่าวง่ายดาย แต่มันคือคำมั่นที่ติงหยุนมู่ให้สัตย์สาบานเอาไว้ในใจแล้ว

“สหายของข้าหรือ?”

“ถูกต้อง…”

ได้เห็นว่าสหายที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กเป็นเช่นนี้แล้ว ติงหยุนมู่ก็พูดอะไรไม่ออกจริง ๆ สีหน้าฉายชัดถึงความโศกเศร้าใจ ยิ่งได้เห็นแววตาที่มองตนเองอย่างไม่คุ้นเคยติงหยุนมู่ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี

“ช่างดีนักที่มีเจ้าเป็นสหายเช่นนี้” เมิ่งอวิ๋นที่เงียบมานานระบายยิ้มออกมาอย่างงดงาม คำพูดของเมิ่งอวิ๋นกระแทกเข้ากลางใจของติงหยุนมู่อย่างรุนแรง สายตาที่มองสหายของตนยิ่งทวีคูณความเห็นใจและเสียใจที่ตนเองไม่ได้อยู่ปกป้องในวันที่บาดเจ็บ

“เจ้าบาดเจ็บได้อย่างไร”

“ข้าถูกรถม้าชนเข้า จึงได้บาดเจ็บ” ติงหยุนมู่ที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วจนเป็นปม อยู่ดีๆ จะถูกรถม้าชนได้อย่างไร ไม่ว่าจะคิดเช่นไรก็เป็นไปไม่ได้สักนิด

“ถูกรถม้าชนหรือ?”

เมิ่งอวิ๋นพยักหน้า ใช้แววตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเป็นคำตอบแก่ติงหยุนมู่ ซึ่งคนถูกมองยิ่งฉงนใจว่าด้วยเหตุใดเมิ่งอวิ๋นจึงได้ไม่เจ็บปวดหรือเสียใจใดๆ เลยเล่า นั่นคือคนที่เมิ่งอวิ๋นรักมากมิใช่หรือ?

“ถูกชนได้อย่างไร?” เมิ่งอวิ๋นเอนตัวลงนั่ง พิงหลังอย่างไม่แยแสต่อคำถามที่แสนร้อนใจของติงหยุนมู่แม้แต่น้อย ราวกับว่านั่นมิใช่เรื่องของตนเอง

“ข้าเองก็จำไม่ได้เช่นกัน แต่ข้าก็ไม่ได้เจ็บอะไรมาก เพียงแค่จดจำสิ่งใดไม่ได้ก็เท่านั้น”

“รถม้าของใคร? เหตุใดมิเอาเรื่องเล่า?”

“เป็นรถม้าของแม่ทัพหลี่ เอาเรื่องได้หรือ?” ติงหยุนมู่แทบจะจุกอกด้วยโทสะจนตายเสียตรงนั้น คนเจ็บอย่างเมิ่งอวิ๋นยังมีหน้าถามตาใสว่าเอาเรื่องได้หรือ

แต่จะว่าไปแล้วก็จริงเช่นดั่งที่เมิ่งอวิ๋นว่า รถม้าของแม่ทัพหลี่ แม่ทัพหลี่เป็นผู้ใดใครบ้างไม่รู้ หากเอาเรื่องได้จริง...คงจะแปลกแล้ว

“เจ้าเป็นเช่นไรบ้างตอนนี้ รู้สึกไม่ดีหรือไม่” เมิ่งอวิ๋นเพียงยิ้มให้อย่างอบอุ่น รู้สึกถูกชะตาต่อติงหยุนมู่ไม่น้อย สหายของเมิ่งอวิ๋นผู้นี้เป็นคนดีนัก เป็นห่วงเป็นใยต่อเมิ่งอวิ๋นอย่างจริงใจหาที่ใดได้ยาก

น่าเสียดาย น่าเสียดายแทนเมิ่งอวิ๋นจริง ๆ ที่มองข้ามเพื่อนที่ดีเช่นนี้

“นายน้อยขอรับ ฮูหยินให้นำขนมและชามาให้ขอรับ” พ่อบ้านเหลยเดินนำบ่าวรับใช้ที่ถือขนมและน้ำชาเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม ใบหน้าของชายชรามีรอยยิ้มยินดีประดับอยู่บนใบหน้า สหายของนายน้อยกลับมาเยี่ยมเยือนในคราวนี้ คงจะสามารถปลอบประโลมนายน้อยของมันได้บ้าง

คิดเช่นนั้นแล้วพ่อบ้านเหลยก็นำเอาขนมกับน้ำชาวางเอาไว้บนโต๊ะ เหลือบสายตามองติงหยุนมู่ผู้เป็นสหายของนายน้อยด้วยความคาดหวัง ติงหยุนมู่เองก็พอจะเข้าใจความหมายของสายตาคู่นั้นได้บ้าง จึงยิ้มตอบกลับไปพร้อมกับพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าตนจะพยายามอย่างดีที่สุด

หลังจากวางของที่ถูกอู๋ชิวอิ่งสั่งมาแล้วเสร็จสิ้น พ่อบ้านเหลยก็เดินนำบ่าวรับใช้ออกไปอย่างไม่หันกลับ ปล่อยให้เมิ่งอวิ๋นและติงหยุนมู่ได้ใช้เวลาด้วยกันเพียงสองคน

ติงหยุนมู่มองเสี้ยวหน้าของสหายที่ผินหน้าไปมองรอบกายแทนที่จะให้ความสนใจกับเขา เมิ่งอวิ๋นเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน เปลี่ยนไปราวกับคนละคนเช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีสักนิด แม้ว่าเมิ่งอวิ๋นที่ร้ายกาจก่อนนี้จะไม่ค่อยให้ความสนใจเขา นับตั้งแต่เจ้าตัวได้พบว่าหลงรักแม่ทัพหลี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วนั้น ติงหยุนมู่ก็พลอยห่างเหินกับสหายผู้นี้ เพียงแต่ก่อนนี้เขาอยู่เมืองฝูกับบิดาได้ยินข่าวจากคนของตนว่าเมิ่งอวิ๋นบาดเจ็บหนัก สหายรักเพียงคนเดียวของเขาบาดเจ็บ เขาจะนิ่งเฉยได้เช่นไร เขาจึงได้เดินทางมาทันที

“ช่วงปีที่ผ่านมา ข้ากับเจ้านับว่าไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก...”

สีหน้ากล้ำกลืนของติงหยุนมู่ทำให้เมิ่งอวิ๋นเองก็พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย เขารู้ดี...รู้ดีว่าติงหยุนมู่นั้นดีกับเมิ่งอวิ๋นมากเพียงใด สายตาคู่นั้นที่มองเขาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่หาได้ยากในยุคสมัยของเขา

เมิ่งอวิ๋นถอนหายใจออกมาเสียงดังเมื่อนึกถึงสายตาของคนเหล่านั้นที่พูดว่าห่วงใยเขาแล้ว กลับไม่มีใครสักคนที่มองเขาด้วยสายเช่นเดียวกับที่ติงหยุนมู่มองเมิ่งอวิ๋น พอคิดเช่นนี้แล้ว...ดูเหมือนเขาจะเป็นเพียงคนไม่สำคัญ เป็นเพียงหมากที่ถูกวางเอาไว้รับศึกสินะ ทำไมชีวิตของเขาจึงต้องพบเจอกับเรื่องนี้ด้วย

แม้เซี่ยอี้เจินจะอยากหัวเราะมากเพียงใด ก็ทำได้เพียงแค่นยิ้มเย้ยหยันความโง่งมของตนเองเท่านั้น สิ่งที่เขากังวลในเวลานี้คือเมิ่งอวิ๋นที่ไปอยู่ที่นั่นแทนเขามากกว่า ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นเช่นไร จะถูกคนเหล่านั้นใช้งานอย่างหนักเช่นที่ทำกับเขาหรือไม่ ยังมีน้องชายของเขาอีก หากว่าเมิ่งอวิ๋นถูกทำร้าย รับมือไม่ไหว เขาจะทำอย่างไร

การที่เราสลับกันมาเช่นนี้ มันถูกต้องแล้วจริง ๆ นะหรือ...

“เมิ่งอวิ๋น?”

“อ๊ะ ขอโทษนะ พอดีข้ากำลังคิดอยู่ว่าเจอเจ้าครั้งสุดท้ายเมื่อใด” เดิมทีติงหยุนมู่นึกว่าเมิ่งอวิ๋นไม่สนใจตนเอง แต่เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับตนเองแล้วก็อดรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาไม่ได้

“แล้วเจ้านึกออกหรือไม่เล่า” เมิ่งอวิ๋นได้แต่ส่ายหน้า พยายามคงแววตาใสซื่อเอาไว้ให้ได้มากที่สุด อันที่จริงแล้วตัวเมิ่งอวิ๋นนั้นไม่จำเป็นต้องพยายามปั้นแต่งแววตาตัวเองแม้แต่น้อย เพราะแววตาของเมิ่งอวิ๋นนั้นเรียกได้ว่าใสซื่ออย่างแท้จริง เพียงแต่เจ้าตัวไม่รู้ก็เท่านั้น

“ข้าจำสิ่งใดไม่ได้เลย ขอโทษเจ้าด้วยจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เจ้าบอกข้าว่า...เป็นสหายของข้าแท้ๆ” ได้ยินเช่นนั้นแล้วมีหรือติงหยุนมู่จะทนใจแข็งอยู่ได้

“ไม่เป็นไร ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง...” ติงหยุนมู่กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยน แววตาทอประกายความคุ้นเคยออกมาอย่างไม่ปิดบัง



50%





ติงหยุนมู่มีความละมุนและกลมกล่อมจนน่ากลืนลงคอ แค่กๆ ตัวละครใหม่โผล่มาอีกแล้วจ้าาา คราวนี้น้องบอกว่าเป็นเพื่อนที่ดี งั้นเราก็จะเชื่อน้องค่ะ ลุยเลยหยุนมู่ ลุยยยย ว่าแต่ ลุยอะไรหว่า ฮ่าๆ

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
เพื่อนสนิทคิดไม่ซื้อหรือเปล่าน๊าาาาาาา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[6] 100%


“ข้าออกเดินทางไปเมืองฝูกับท่านพ่อเมื่อปีที่แล้วเพื่อทำการค้าที่วางแผนเอาไว้ เดิมทีกำหนดกลับนั้นคือช่วงอู่เยว่[1]ที่ผ่านพ้นมา แต่ทว่ากลับมีเรื่องเกิดขึ้น อีกทั้งข้าไปต้องใจในบางสิ่งเข้า จึงใช้เวลานานพอควร” เมิ่งอวิ๋นพยักหน้ารับฟังติงหยุนมู่อย่างตั้งอกตั้งใจ คนคนนี้นับว่าเหมือนเด็กๆ ก็ไม่ปาน ระหว่างที่ปากเล่าเรื่องราวของตนในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น มือก็คอยส่งเซาปิ่ง[2]เข้าปากไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ

“สิ่งใดที่เจ้าเกิดถูกใจจนต้องรั้งอยู่ต่อกัน?” เมื่อได้ยินคำถามจากปากของเมิ่งอวิ๋นเข้า ดวงตาของติงหยุนมู่ก็เกิดประกายวาววับ รีบร้อนนำของสิ่งนั้นที่กล่าวถึงออกมาให้เมิ่งอวิ๋นได้ดู

“กำไล?”

“ไม่ใช่กำไลธรรมดาเช่นที่เจ้าเห็นโดยทั่วไปหรอกนะ” ติงหยุนมู่รีบร้อนบอกแก่สหายของตนเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คล้ายจะแปลกใจไม่น้อย เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่กำไลธรรมดาเลย

“พิเศษอย่างไรหรือ?”

“นี่คือกำไลไป๋อู้ เป็นหยกขาวพิเศษที่หาได้ยาก” เมิ่งอวิ๋นเข้าใจสักนิดว่ามันพิเศษอย่างไร มือบางเอื้อมออกไปรับกำไลหยกขาวนวลมาเพ่งพินิจใกล้ๆ ก็ยังไม่อาจพบความพิเศษที่ติงหยุนมู่บอกแม้แต่น้อย ใบหน้างดงามจึงฉายแววสงสัยและไม่เข้าใจออกมา

“ข้าก็เห็นมันเป็นเพียงแค่กำไลหยกธรรมดา” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นติงหยุนมู่ก็หัวเราะออกมาในลำคออย่างแผ่วเบา ทว่าก็ยังทำให้คนข้างๆ ได้ยินมันอยู่ดี

“กำไลไป๋อู้เป็นกำไลหยกขาวพิเศษ ความพิเศษของมันจะปรากฏให้เจ้าเห็น...”

ติงหยุนมู่เหลือบมองเมิ่งอวิ๋นที่ตั้งอดตั้งใจฟังตนอยู่ไม่น้อยด้วยความพอใจ ค่อยสมกับที่เขาใช้เวลานานกว่าจะได้มาหน่อย

“ยามต้องแสงตะวัน” เมิ่งอวิ๋นที่เชื่อเพียงครึ่งเดียวก็ยกกำไลหยกขาวนวลนั้นขึ้นส่องกับแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาเพื่อพิสูจน์ เมื่อทำเช่นนั้นแล้วแววตาหวานหยดก็พลันเบิกกว้าง ริมฝีปากอ้าออกเล็กน้อยอย่างทึ่งในสิ่งที่ได้เห็น สำหรับติงหยุนมู่แล้วการได้เห็นใบหน้าเช่นนี้ของสหายตนนั้นนับว่าน่าพอใจนัก เมิ่งอวิ๋นที่เขาได้พบก่อนจะไปเมืองฝูนั้นทั้งร้ายกาจและเย่อหยิ่ง ทว่าเมิ่งอวิ๋นในตอนนี้กลับใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับผ้าสีขาว

จะว่าไปแล้วคนตรงหน้าก็ไม่ต่างจากกำไลหยกไป๋อู้เลยแม้แต่น้อย

บริสุทธิ์ ทว่าแสนพิเศษ

“สุดยอด! ทำได้ยังไงกัน มันเป็นไปได้อย่างไร!” ใช่แล้ว กำไลหยกไป๋อู้นั้นแสนพิเศษ ความพิเศษของมันคือเมื่อยามได้ต้องแสงตะวันจะพลันเบาบางจนสามารถมองทะลุไปได้ราวกับไร้สิ่งใดขวางกั้น เมิ่งอวิ๋นพลิกมันไปมา หมุนวนมันรอบแล้วรอบเล่าอย่างตื่นตาตื่นใจ คิดไม่ถึงว่าในยุคที่ไร้ความเจริญจะมีสิ่งพิเศษเช่นนี้อยู่ด้วย

ทั้ง ๆ ที่ในโลกอนาคตที่มีความเจริญและเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น ยังไม่เคยเห็นหยกขาวที่สามารถมองทะลุได้เช่นนี้มาก่อน

ของสิ่งนี้พิเศษจริง ๆ สมแล้วที่ติงหยุนมู่ใช้เวลานานเพื่อจะได้ครอบครองมัน

“กำไลหยกนี่คงจะแพงมากใช่หรือไม่”

“ใช่ ข้าใช้เงินไปเยอะ เพื่อจะได้มันมาครอบครอง แต่ก็ใช่ว่าจะหาได้ยากขนาดนั้น แต่ก็มิได้หาได้ง่ายดายเช่นกัน”

สรุปแล้วก็คือหาได้ยากนั่นละ เพียงแต่ไม่ใช่ชิ้นเดียวในโลกนั่นเอง เมิ่งอวิ๋นสรุปกับตัวเองในใจ พยักหน้าตอบรับว่าเข้าใจในสิ่งที่ติงหยุนมู่กำลังสื่อออกมา

“เจ้าคงมิได้นำมาเพื่ออวดข้าหรอกใช่หรือไม่?”

“นั่น นั่นก็ใช่” เมิ่งอวิ๋นวาดรอยยิ้มออกมาพร้อมกับกำมันเอาไว้ในมือแน่น

“เจ้านำมันมา เพื่อใครกัน?” ติงหยุนมู่อึกอัก แววตาเลิ่กลั่กไปมาอย่างคนที่ตอบอะไรออกมาไม่ได้ จนทำให้เมิ่งอวิ๋นคาดคั้นติงหยุนมู่อีกครั้งหนึ่ง

“ว่าอย่างไร เจ้านำมันมาให้ใคร? บอกสหายของเจ้าคนนี้ไม่ได้เชียวหรือ?” ติงหยุนมู่ได้แค่ถอนหายใจ เมื่อเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นเริ่มใช้ความเป็นสหายมากดดันตน ตลอดมาใช่ว่าเขาจะเคยมีความลับกับเมิ่งอวิ๋นมาก่อนเสียเมื่อไร เขาไม่สามารถปิดบังอะไรแก่สหายของตนเองได้หรอก ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

“เฮ้อ ก็ได้ๆ ข้าบอกเจ้าแล้ว” เมิ่งอวิ๋นระบายยิ้มออกมาเมื่อสมดังที่ต้องการแล้ว

“ข้ารอฟังอยู่”

“ข้า ขะ ข้านำมันมาเป็น ของแทนใจให้คู่หมั้นของข้าเอง”

คำตอบนั้นทำให้เมิ่งอวิ๋นอดแปลกใจไม่ได้ ติงหยุนมู่มีคู่หมั้นแล้วหรือ? ตั้งแต่เมื่อไรกัน เหตุใดจึงไม่อยู่ในความทรงจำของเมิ่งอวิ๋นเลยเล่า?

“เจ้ามีคู่หมั้นด้วยหรือ?” ติงหยุนมู่เลิกคิ้ว ก่อนจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้แล้วอธิบายกับเมิ่งอวิ๋นอย่างใจเย็น

“เจ้าไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลกนัก ในตอนที่ข้าหมั้นกับนาง เจ้ากำลังสนใจเพียงแค่ เอ่อ แม่ทัพหลี่” พอได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็พลอยเข้าใจบางอย่างขึ้นมาได้ เพราะไม่ได้สนใจอีกฝ่ายมากนักนี่เอง เมิ่งอวิ๋นจึงได้ไม่มีความทรงจำในส่วนนี้ เซี่ยอี้เจินได้แต่ถอนหายใจออกมา แล้วมองสหายของเมิ่งอวิ๋นด้วยสายตาที่ลุแก่โทษ

“ขอโทษนะ...เจ้าคงเสียใจมากที่ข้า...คล้ายจะลืมเจ้าไป” ติงหยุนมู่หัวใจเต้นแรง ลอบกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น เดิมนึกว่าพูดออกไปแล้วเมิ่งอวิ๋นจะโกรธจนอาละวาดขึ้นมาเสียอีก นี่ถึงขนาดเอ่ยคำขอโทษต่อเขามันช่างแปลกนัก แต่พอคิดถึงในตอนที่เมิ่งอวิ๋นบอกตนว่าสูญเสียความทรงจำต่างๆ ไป เขาก็พลอยโศกเศร้าไปด้วย

“เจ้าอย่าได้คิดมาก อย่างไรงานวิวาห์ของข้า เจ้าย่อมต้องมาอยู่แล้ว ใช่หรือไม่เล่า”

“นั่นข้าต้องไปอย่างแน่นอน จะพลาดโอกาสดื่มเหล้ามงคลของเจ้ากับภรรยาของเจ้าได้อย่างไรกัน อย่าห่วงเลย ข้าไปแน่” เมิ่งอวิ๋นยิ้มและส่งกำไลแทนใจของติงหยุนมู่คืนไป เมื่อได้ยินเมิ่งอวิ๋นยืนยันอย่างชัดเจน หัวใจของติงหยุนมู่ก็พลันอบอุ่นและวางใจลงไปอีกเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าเมิ่งอวิ๋นนั้นจะไม่มีวันผิดวาจาที่ให้กับเขาอย่างแน่นอน จึงรับกำไลหยกกลับมาด้วยความสบายใจอย่างยิ่ง

ทั้งสองนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศและความอร่อยตรงหน้า แต่หากจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่าคนหนึ่งดื่มด่ำบรรยากาศ ส่วนอีกคนดื่มด่ำกับเซาปิ่งแสนน่ากินตรงหน้าเสียมากกว่า

“เจ้า เจ้า ฮึ ๆ เจ้านี่ช่างไม่รู้จักโตเสียจริง” ติงหยุนมู่ทั้งงุนงงสงสัยและอับอาย ไม่เข้าใจสักนิดว่าเขามีอะไรให้อีกฝ่ายขำเสียมากมายขนาดนั้น

“อะไรของเจ้า?”

เมิ่งอวิ๋นไม่ได้ตอบ กลับยิ้มอ่อนแล้วยกมือขึ้นมาปัดเศษขนมข้างริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาไปพลาง ก็หัวเราะในลำคอไปพลางอย่างขบขัน ทว่าติงหยุนมู่นั่นกลับนิ่งค้างอยู่นาน อึ้งกับการกระทำของเมิ่งอวิ๋นจนอดใจสั่นไม่ได้

“พวกเจ้าทำอะไรกัน!!” เสียงที่ดังดุจเสียงของฟ้าที่คำรามด้วยความเกรี้ยวกราด แยกทั้งสองออกจากกันด้วยความตกใจ มีเพียงเมิ่งอวิ๋นเท่านั้นที่เพียงชะงักมือแต่ไม่ได้ชักออก กลับเป็นติงหยุนมู่ที่ตกใจจนผงะถอยหลังอย่างรวดเร็วหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ มองใบหน้าของผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยติงหยุนมู่คารวะแม่ทัพหลี่” ติงหยุนมู่ขยับกายประสานมือเคารพอีกฝ่ายด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ อึกๆ อักๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ ยิ่งได้เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายดำทะมึน ดวงตาคมที่คล้ายจะบีบอัดอากาศให้ระเหยหายไปจนเขาขาดใจตาย เขาก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก

ติงหยุนมู่หันไปมองเม่งอวิ๋นที่ทำท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเรียกสติ ส่งสายตาให้อีกฝ่ายรีบทำความเคารพแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม แต่ก็ควรทำตามมารยาทเสียบ้าง เมิ่งอวิ๋นที่เข้าใจสายตาของอีกฝ่ายดีก็เหลือบมองหลี่เจี้ยนเฉิงครู่หนึ่งก่อนจะทรุดกายลงประสานมือทำตามติงหยุนมู่อย่างงดงาม

“ข้าน้อยเมิ่งอวิ๋น คารวะแม่ทัพหลี่”

ติงหยุนมู่ลอบถอนหายใจที่สหายของตนไม่หาเรื่องตาย แต่เขาไม่รู้เลยว่าเขาดีใจเร็วเกินไป เพราะไม่นานเมิ่งอวิ๋นก็เปิดปากหาเรื่องให้เขาต้องเครียดขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ทราบท่านแม่ทัพมาเยือนถึงจวนอันต่ำต้อยของข้าด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ?” หรืออีกนัยคือ มาทำไม ใครต้อนรับท่านไม่ทราบ

ติงหยุนมู่ได้ฟังก็พลันเข่าอ่อนไปทันตา ใช่...เขาอาจจะปรารถนาให้เมิ่งอวิ๋นตัดใจจากหลี่เจี้ยนเฉิง แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เมิ่งอวิ๋นไม่กลัวตายขนาดไปท้าทายอำนาจเช่นนี้! คนเป็นสหายกันย่อมต้องห่วงใยกัน ช่วยเหลือกัน แต่หากอำนาจอีกฝ่ายมากกว่าจะให้เขาช่วยเหลือได้อย่างไรเล่า!

ติงหยุนมู่รู้สึกคล้ายกำลังจะขาดใจตาย ทั้งกลุ้มทั้งโมโหสหายของตนจนแทบบ้า แต่เจ้าสหายตัวดีกลับลอยหน้าลอยตาไม่รู้สำนึกสิ่งใด ยังคงกล้าท้าทายอำนาจของหลี่เจี้ยนเฉิงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย

เมิ่งอวิ๋นดึงติงหยุนมู่ให้ลุกขึ้นท่ามกลางสายตาดุดันของหลี่เจี้ยนเฉิง แต่เขาไม่ได้สนใจแม้สักนิดว่าอีกฝ่ายจะคิด จะเป็นบ้าอะไรอยู่ มันไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลย ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับอีกฝ่าย แล้วการที่อีกฝ่ายแล่นมาถึงบ้านเขาเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน

“เมื่อครู่พวกเจ้าทำอะไรกัน...” บรรยากาศกดดันของหลี่เจี้ยนเฉิงทำให้ติงหยุนมู่แทบจะยืนไม่อยู่ด้วยซ้ำ การถูกจับจ้องไม่วางสายตาด้วยท่าทางที่แสนจะคุกคาม ติงหยุนมู่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอไปทำอะไรให้แม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่พอใจเข้า จึงได้จับจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ทำ? พวกข้าทำอะไรหรือ?”

“เจ้าจะบอกว่าเมื่อครู่มิได้เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ ทั้งที่พวกเจ้าเพิ่งจะ...” หลี่เจี้ยนเฉิงกัดกรามตัวเองอย่างแรงเพราะโทสะ แต่เพราะเขาไม่อาจจะพูดคำพวกนั้นออกมาได้ เขารู้สึกว่าถ้าหากเขาพูดมันออกมา ในใจเขาจะต้องเดือดดาลจนสังหารเจ้าติงหยุนมู่ผู้นี้อย่างแน่นอน

“ต้องขออภัยด้วยที่ข้าไม่อาจเข้าใจสิ่งที่ท่านแม่ทัพหลี่หมายถึงได้”

เมิ่งอวิ๋นเมินสิ้นทุกความเข้าใจผิดถูกทั้งหลาย ต่อให้หลี่เจี้ยนเฉิงผู้นี้จะคิดบ้าบออะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขากันเล่า! ไม่พอใจแล้วอย่างไรกัน? ไสหัวไปเสียสิ ใครเชิญมากัน

สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนของเมิ่งอวิ๋นกับความเมินเฉยที่ส่งผ่านมาทางสายตายิ่งทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงแทบจะกระชากคนมาเขย่าให้หายแค้นนัก แต่สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงระงับอารมณ์เอาไว้ ใช้ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด

“ไม่ทราบท่านแม่ทัพหลี่มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?” หลี่เจี้ยนเฉิงลอบสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วยืดตัวขึ้นตามปกติ ใช้มือไขว้เอาไว้ที่หลังยิ่งส่งเสริมให้ดูสง่างามยิ่งกว่าผู้ใด

ภาพความงามสง่าของหลี่เจี้ยนเฉิงทำให้เมิ่งอวิ๋นอดคิดไม่ได้เลยว่า เพราะว่าอีกฝ่ายดูดีเช่นนี้เมิ่งอวิ๋นจึงได้หลงรักจนลืมเลือนความห่วงใยจากคนรอบข้าง จนสุดท้ายต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเขา ภาพลักษณ์ฆ่าคนจริงๆ

“ข้านำของบำรุงมาให้เจ้า เพราะคิดว่าถึงอย่างไรอาการบาดเจ็บของเจ้าในครั้งก่อนก็เป็นความผิดของคนของข้า” เมิ่งอวิ๋นได้ฟังแล้วก็อยากจะหัวเราะออกมาเสียเหลือเกิน คนผู้นี้ช่างโยนความผิดได้เก่งนัก เป็นความผิดของคนของตนหรือ กล้าพูดเสียเหลือเกิน วันนั้นอย่างไรหลี่เจี้ยนเฉิงเองก็อยู่ในรถม้าคันนั้นมิใช่หรืออย่างไร การลดทอนความผิดเช่นนี้...เป็นเรื่องปกติที่หลี่เจี้ยนเฉิงทำหรือ

ช่างหน้าไม่อายเหลือเกิน

อีกทั้งเขาเจ็บมาตั้งกี่วันแล้ว ผ่านมาจนแผลบนศีรษะดีขึ้นมาเพิ่งจะส่งของมาบำรุง เช่นนี้ไม่นับว่ามีจุดประสงค์ในการมาหรืออย่างไร หากรู้สึกผิดจริงดังที่ปากว่า เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่มาเล่า

“ข้าทราบซึ้งในน้ำใจของท่านแม่ทัพยิ่งนัก” หลี่เจี้ยนเฉิงพลันรู้สึกสุขในใจอย่างไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำใดได้ แต่ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากพูดในสิ่งที่เตรียมเอาไว้ ความสุขก็พลันร่วงหล่นลงสู่พื้น พร้อมกับแตกสลายหายไปในอากาศทันที

“แต่ข้าคงไม่กล้ารับ ของสิ่งนั้นรบกวนท่านแม่ทัพโปรดนำกลับไปเสียเถอะ

ของต่อให้ดีเช่นไร ทว่าคนให้ไม่ดี ของที่ได้ก็เน่าเหม็นไม่ต่างจากคนหรอก!

หลี่เจี้ยนเฉิงแทบจะสะกดความรู้สึกเอาไว้ในใจไม่อยู่ ความเจ็บแปลบเป็นระยะในใจของเขานั้น เขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อนจึงไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด ก็ได้แต่เก็บงำมันเอาไว้เท่านั้น

“หากท่านแม่ทัพไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าและติงหยุนมู่ต้องขอตัวก่อน ไม่อาจอยู่ต้อนรับได้อีก”

“...”

“ไปเถอะหยุนมู่ ไปคุยกันในห้องของข้าดีกว่า”

“ตะ แต่...”

“ไปเถอะ...”

หลี่เจี้ยนเฉิงกำมือของตนแน่น มองเมิ่งอวิ๋นลากบุรุษผู้นั้นเดินไปด้วยแววตาคมกริบ ในใจเดือดดาลจนอยากจะสับแขนข้างนั้นของติงหยุนมู่เป็นหมื่นชิ้นให้สาแก่ใจ แต่ทว่าเขากลับทำได้เพียงยืนมองทั้งสองเดินห่างออกไปอย่างไม่อาจจะห้ามปรามได้

ไม่ได้...ไม่ว่าอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้

นั่นยิ่งทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงนับว่าแค้นใจมากที่สุด

“ท่านแม่ทัพ...” พ่อบ้านเหลยที่ยืนมองเหตุการณ์อันน่าหวาดหวั่นนี้โดยไม่อาจทำสิ่งใดได้ ก็อดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้ นายน้อยของเขาช่างกล้าหาญยิ่งนักจึงได้สามารถทำกิริยาเช่นนี้กับท่านแม่ทัพหลี่ได้ แม้ใจหนึ่งจะอดหวาดหวั่นแทนนายน้อยของตนไม่ได้ทว่าอีกใจหนึ่งกลับปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก ที่นายน้อยของตนสามารถหลุดพ้นจากบ่วงรักที่ผูกมัดนายน้อยของตนเอาไว้แน่น สีหน้าแปลกประหลาดของพ่อบ้านเหลยไม่ได้อยู่ในสายตาของหลี่เจี้ยนเฉิงแม้แต่น้อย

ไม่มีสิ่งใดเรียกความสนใจของเขาได้นอกจากภาพของคนสองคนที่เดินออกไปเมื่อครู่

“ไม่ต้องส่ง!”

“ขะ ขอรับ” พ่อบ้านเหลยได้แต่ก้มหน้าลงต่ำแอบมองท่านแม่ทัพใหญ่เดินออกไปด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดอย่างหวาดกลัว ยามนี้นับว่ากระตุ้นถูกจุดแล้วจริงๆ หลี่เจี้ยนเฉิงโกรธจนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่ ได้แต่เดินจากไปเท่านั้น ทว่าเรื่องในวันนี้ไม่จบเพียงเท่านี้หรอก เมิ่งอวิ๋น ติงหยุนมู่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นเช่นไรกันแน่ เขาจะต้องสืบให้ชัดเจน!

ไม่ปล่อยให้รอดพ้นไปจากสายตาอย่างเด็ดขาด!

 

TBC

 

 

ไปเลย ชิ่วๆ น้องไม่ต้อนรับยังจะมาอีก ว้ายยย ใครไม่รู้ถูกไล่ออกไปจากจวน แค่กๆ ณ เวลานี้เราไม่ควรลำเอียงค่ะ เอาใหม่เนอะ โธ่ ท่านแม่ทัพคนดี ไม่น่าเลยค่ะ ฮึก น่าสงสารเหลือเกิน พอ! พอค่ะ เดี๋ยวอ้วกแตกเสียก่อน เรือใหม่แล่นไหม ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้นะจ๊ะ ต้องรออ่านต่อๆไปอีกหลายๆตอน ใครจะรู้ เรืออาจจะน่าพายก็ได้นะ กรั๊กๆๆ

เมิ่งอวิ๋น


 

 

 

เชิงอรรถ

[1] เดือนพฤษภาคม
[2]  ขนมเปี๊ยะสด

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
ท่านแม่ทัพไบโพล่า หรือ เป็นโรคความจำสั้นค่ะ

ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ท่านแม่ทัพเป็นอาร๊ายยยยยย อย่ามาทำตัวหวงก้างน๊าาา :katai1:

ออฟไลน์ suikajang

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 837
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
งานยากแล้วจ้าท่านแม่ทัพ คนรอบข้างว่าหนักแล้ว ตัวน้องเองก็ยิ่งยากกว่าพันเท่าจ้า 
 :pig4:

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[7] 50%


ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ

หลี่เจี้ยนเฉิงเดินกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขากลับมาจากจวนสกุลเมิ่งกว่าสองชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถบรรยายความสัมพันธ์ที่เมิ่งอวิ๋นและติงหยุนมู่มีต่อกันได้ ความเจ็บร้าวกระแทกเข้ามาในอกพร้อมกับความไม่ยินยอม แม้ว่าหลี่เจี้ยนเฉิงจะไม่เข้าใจอารมณ์ของตนเอง แต่เขาก็ไม่โง่พอที่จะไม่รู้สาเหตุของความหงุดหงิดนี้

เมิ่งอวิ๋น ติงหยุนมู่

สองคนนี้คือสาเหตุของความไม่ชอบใจและความหงุดหงิดของเขา อาจเป็นเพราะการไม่ไว้หน้าเขา หรือการไม่ให้ความเคารพ บางทีอาจจะเป็นเพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปของเมิ่งอวิ๋นเองที่ทำให้เขาต้องรู้สึกเช่นนี้

มันแปลกนัก ทั้งกังวลใจ ทั้งทรมานใจจนไม่อาจจะอยู่เฉยได้ เขาไม่เคยเป็นมาก่อน

เมิ่งอวิ๋นผู้นั้นร้อยเล่ห์เจ้ามารยา เขาไม่ควรถือสาและนำมันมาใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกหรือสิ่งใดๆ ของอีกฝ่าย แต่เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไม

ทำไมเพียงแค่เห็นเมิ่งอวิ๋นให้ความสนิทชิดเชื้อกับผู้อื่น เขาจึงต้องมีโทสะด้วย

เมิ่งอวิ๋นจะรู้สึกเช่นไรกับผู้ใด หรือให้ความสำคัญกับใคร ทำไมเขาจะต้องไปเดือดร้อนด้วยเล่า! เขาไม่เข้าใจมันเลย!

ทั้งที่เขาไม่ควรกระวนกระวายใจ แต่ก็ไม่อาจลบภาพอันแสนบาดตาออกไปจากความคิดได้ มันร้อนรุ่มไปทั้งอก ทั้งขื่นขมและทรมานจนแทบจะบ้า ยิ่งสายตาคู่นั้นที่ครั้งหนึ่งมันเคยมีแต่เขา ทว่าบัดนี้เขาเสียเองกลับไม่อยู่ในสายตา ช่างน่าโมโหเสียเหลือเกิน!

ในช่วงที่หลี่เจี้ยนเฉิงจมอยู่กับความคิดของตนนั้น ร่างของพ่อบ้านฉางก็เข้ามาพร้อมกับร่างของนายทหารผู้หนึ่ง ใบหน้าหมดจดดูน่ามอง แต่ทว่ารูปร่างกลับสูงใหญ่ ดวงตาคมปลาบราวกับหอกดาบที่พร้อมจะพุ่งเข้าสังหารศัตรูให้สิ้นใจ ช่างไม่เข้ากับใบหน้างดงามนั้นเลยสักนิดเดียว

“นายท่าน…รองแม่ทัพฉูมาแล้วขอรับ”

หลี่เจี้ยนเฉิงหันมามองแล้วพยักหน้า พ่อบ้านฉางเองก็รู้หน้าที่ดีจึงรีบค้อมกายแล้วหันหลังเดินจากไปในทันที ฉูจุนเหลียงหรือรองแม่ทัพคนสนิทของหลี่เจี้ยนเฉิงนั้น เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์ ฝึกฝนเพลงดาบและออกรบร่วมกันมาตั้งแต่อายุเพียง15หนาว จนในตอนนี้ได้ตำแหน่งใหญ่แล้วทั้งสองก็ยังสนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องเสียอีก

“ท่านแม่ทัพหลี่ ไม่ทราบว่าเรียกหาผู้น้อยมีสิ่งใดจะสั่งสอนหรือขอรับ?” หลี่เจี้ยนเฉิงไม่สนใจคำพูดชวนหาเรื่องที่แสนระคายหูนั่นสักนิด เขาสนใจสิ่งที่อีกฝ่ายรู้มากกว่า

“ได้ยินว่าเจ้าสนิทกับคุณชายรองตระกูลติง…” ฉูจุนเหลียงเลิกคิ้วขึ้นด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“เจ้าสนใจคุณชายรองสกุลติงหรือ?” เอ่ยคำจบฉูจุนเหลียงก็ได้รับสายตาคล้ายจะด่าว่าโง่กลับมาเต็มๆ จนเผลอหลุดส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

ไม่ว่าอย่างไรสหายของเขาผู้นี้ก็ชวนให้แกล้งสนุกกว่าผู้ใดจริงๆ

“เอาล่ะๆ ไม่แกล้งเจ้าแล้ว” ฉูจุนเหลียงกล่าวออกมาด้วยท่าทางผ่อนคลาย แล้วจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจัง

“ไม่ถูกเสียทีเดียวที่เจ้ากล่าวมา”

“เจ้าหมายความว่าเช่นไร? ข้าได้ยินใครต่อใครต่างก็บอกว่าเจ้ากับคุณชายรองสกุลติงนั้นมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” ได้ยินเช่นนั้นฉูจุนเหลียงก็พลันหัวเราะออกมาอย่างขบขัน

“เจ้าเป็นถึงแม่ทัพหลี่ผู้ยิ่งใหญ่ มิรู้หรือว่าสัมพันธ์อันดีมิได้บ่งบอกว่าสนิทกัน” เมื่อถูกตอกหน้ากลับมาเช่นนั้นหลี่เจี้ยนเฉิงก็พลันหน้าตามืดครึ้มด้วยความอับอาย ถึงไม่บอกก็รู้ว่าถูกฉูจุนเหลียงหลอกด่า

“เจ้าอย่าได้เฉไฉ แค่ตอบคำถามข้าเป็นพอ!” ยิ่งได้เห็นท่าทางเดือดดาลของหลี่เจี้ยนเฉิงก็ทำให้ฉูจุนเหลียงต้องยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ ด้วยไม่อยากกระตุ้นโทสะของสหายรักไปมากเกินกว่านี้

“ขออภัยขอรับ เรียนท่านแม่ทัพตามตรง ข้าน้อยมิได้สนิทกับคุณชายรองติงแม้แต่น้อย”

ฉูจุนเหลียงระบายยิ้มออกมาก่อนจะกล่าวเพิ่มเติม

“แต่เนื่องจากข้าไปมาหาสู่กับสกุลติงบ่อยๆ จึงถูกเข้าใจผิดไปเช่นนั้น”

“เช่นนั้นแล้วเจ้าไปด้วยธุระอะไรกัน?” ฉูจุนเหลียงหัวเราะออกมาแล้วตบท้ายทอยของตนเองเบาๆ สหายปากหนัก ถามสิ่งใดไม่ตรงใจ เหตุใดไม่เอ่ยถามออกมาตรงๆ กันเล่า

“อาเฉิงหนออาเฉิง มิสู้เจ้าเอ่ยถามข้าตรงๆ เสียจะง่ายกว่าหรือ? เล่นไล่ไปทีละคำถามเช่นนี้ข้าดูแล้วมิใช่นิสัยเจ้าแม้แต่น้อย”

นั่นย่อมถูก หลี่เจี้ยนเฉิงเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำมันเปล่าประโยชน์ แต่ทว่าสิ่งที่อยากรู้มันกลับไม่สามารถเอ่ยถามออกมาตรง ๆ ได้ เขาจึงต้องไล่เรียงมันไปเรื่อยๆ เช่นนี้อย่างไรเล่า

“หรือเจ้ามีสิ่งใดไม่กล้าถามออกมา? กลัวข้ารู้ความในใจของเจ้าหรือ?”

จากการถูกเย้าแหย่สีหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงก็เย็นชาลง แววตาปรากฏรอยสังหารออกมาจนถูกฉูจุนเหลียงจับสังเกตได้ไม่ยากเย็น ความจริงแล้วเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัยจึงทำให้พอจะอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายออกได้ หากเป็นคนไม่รู้จักก็คงไม่พ้นก้มหน้าขออภัยด้วยความหวาดกลัวเพราะคิดว่าตนพูดระคายหูของอีกฝ่ายเป็นแน่

แต่นั่นไม่ใช่กับฉูจุนเหลียง...

เพราะเขารู้ดีว่าแววตาเช่นนี้ คือการปกปิดความจริงในใจต่างหาก

คิดได้เช่นนั้นฉูจุนเหลียงก็เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ จับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา วิเคราะห์ความรู้สึกของสหายรักอย่างไม่กลัวตาย แม้ว่าบรรยากาศที่หลี่เจี้ยนเฉิงปล่อยออกมาจะเต็มไปด้วยความกดดันก็ตามที

“ข้าพูดถูกใช่หรือไม่เล่า?”

หลี่เจี้ยนเฉิงเพียงปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่คมดั่งดาบ คล้ายจะปราบให้อีกฝ่ายหุบปากเสียบ้าง แต่ฉูจุนเหลียงหรือจะเกรงกลัว ย่อมไม่มีแม้แต่น้อย ทุกสิ่งที่ทำตอนนี้ล้วนแต่เป็นความสนุกสนานทั้งสิ้นต่างหาก

“นั่นสินะ...ข้าเองก็ได้ยินมาเหมือนกันว่า คุณชายรองติงรีบเร่งกลับมาเพราะสหายบาดเจ็บจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เห็นทีว่าจะจริงเสียแล้ว”

หลี่เจี้ยนเฉิงได้แต่กำมือของตนเองจนแน่นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะเป็นความผิดของเมิ่งอวิ๋นที่มาขวางรถม้า แต่เขาเองก็ทำเฉยชาปล่อยเรื่องราวครั้งนั้นไปอย่างไม่คิดใส่ใจ เพราะคิดไปว่าคงเป็นการเรียกร้องความสนใจจากเมิ่งอวิ๋นที่มีต่อเขาอีก

ติงหยุนมู่...คนผู้นั้นรีบเร่งเดินทางม้าเร็วมาเพียงเพราะเมิ่งอวิ๋นบาดเจ็บงั้นหรือ?

หากว่าไม่สำคัญ มีหรือจะต้องเร่งรีบถึงเพียงนั้น

ยิ่งทบทวนในใจหลี่เจี้ยนเฉิงก็ยิ่งขุ่นเคือง ร่องรอยความไม่พอใจแม้จะพาดผ่านแววตาไปเพียงชั่วครู่ แต่ก็ไม่อาจหลุดรอดไปจากสายตาของฉูจุนเหลียงได้ เห็นเช่นนั้นฉูจุนเหลียงก็พลันเข้าใจในบางสิ่งทันที

ที่แท้แม้ทัพใหญ่หลี่เจี้ยนเฉิงผู้ไร้หัวใจคนนี้ ก็มีหัวใจเหมือนกันหรอกหรือ คิดได้เช่นนั้นฉูจุนเหลียงก็ยิ่งกระพือไฟในอกของหลี่เจี้ยนเฉิง

“จะว่าไปแล้วข้าเองก็เคยได้ยินคนเล่าลือกันอยู่เหมือนกัน”

“...” แม้ว่าสีหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงจะคล้ายมิได้สนใจในสิ่งที่เขาพูด แต่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเฝ้ารอฟังคำเล่าลือที่ว่านั้นขนาดไหน ในใจคงร้อนรุ่มจนอยากจะบีบคอให้เขารีบคายมันออกมาสิไม่ว่า

“ได้ยินว่าคุณชายรองติงหยุนมู่จะเป็น...ผู้ที่คุณชายเมิ่งอวิ๋นมีใจให้ก่อนเจ้า เจ้ารู้หรือไม่เล่า”

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเรื่องเหล่านี้” หลี่เจี้ยนเฉิงยกชาขึ้นมาดื่มดับความร้อนรุ่มในหัวใจของตนเอง สายตาจับจ้องออกไปทางอื่นมากกว่าที่จะมองสบตาคู่สนทนาอย่างฉูจุนเหลียง แต่ฉูจุนเหลียงกลับตาเป็นประกาย พูดออกมาด้วยท่าทางอ่อนใจจนน่าหมั่นไส้

“เฮ้อ เห็นทีเจ้าจะไม่อยากรู้เรื่องพวกนี้สินะ เช่นนั้นข้าว่าข้าไม่พูดเสียดีกว่า”

ปึก!

“พ่อบ้านฉาง!”

“ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวสิ! เจ้าเรียกพ่อบ้านฉางทำไมกัน” ฉูจุนเหลียงตาลีตาเหลือกมองหลี่เจี้ยนเฉิงอย่างตกอกตกใจ เดิมเขาคิดว่าหากพูดกระตุ้นออกไปเช่นนั้นแล้ว หลี่เจี้ยนเฉิงก็คงจะรีบเค้นคอให้เขาพูด แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าหลี่เจี้ยนเฉิงไม่เพียงไม่เค้นคอถามเขา กลับยังเรียกพ่อบ้านฉางด้วยรอยยิ้มน่าขนลุกอีก

ตาย ตายแน่ๆ

“ขอรับนายท่าน”

“ส่งแขก!”

“ทราบแล้วขอรับ ท่านรอแม่ทัพฉู เชิญ”

นี่เขา...ถูกไล่หรือ?

ฉูจุนเหลียงทั้งขันทั้งฉิว มองภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตรงหน้าด้วยอารมณ์หลากหลาย เขาอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะถูกไล่ออกไปเช่นนี้ ทุกคนต่างต้อนรับขับสู้เขาอย่างดี มีเพียงสหายของเขาผู้นี้นั่นล่ะที่กล้าออกปากไล่โดยไม่ไว้หน้า

อีกทั้งยังอยากจะหัวเราะใส่อีกฝ่ายให้หายเดือดดาล ตะโกนออกไปให้รู้ไปเลยว่า ข้าคนนี้รู้นะว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใด แต่ก็กลัวว่านอกจากจะถูกไล่ออกมาจากจวนแม่ทัพแล้ว จะถูกอีกฝ่ายใช้ดาบฟันจนตายลงเสียก่อน

“เจ้า เจ้า! เจ้ากล้าไล่ข้าหรือหลี่เจี้ยนเฉิง!” แม้จะได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของฉูจุนเหลียงแล้ว แต่หลี่เจี้ยนเฉิงก็เพียงแค่จิบชาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนใดๆ เป็นพ่อบ้านฉางเสียมากกว่าที่ทำตัวไม่ถูก

“ไม่ได้ยินข้าสั่งหรือพ่อบ้านฉาง หากเขาไม่ยอมออกไปก็ให้คนมาลากออกไปเสีย”

“ทราบแล้วขอรับนายท่าน ท่านรองแม่ทัพฉู เชิญท่านทางนี้เถอะขอรับ” มองดูแล้วก็ยิ่งขัดเคืองใจ เมื่อฉูจุนเหลียงไม่ยอมขยับตามคำเชื้อเชิญของพ่อบ้าน ฉางหย่งก็ทำได้เพียงแค่ให้เหล่าบ่าวรับใช้มาลากสหายของผู้เป็นนายตนออกไปตามคำสั่ง ฉูจุนเหลียงที่ถูกหิ้วปีกสองข้างมองหน้าของหลี่เจี้ยนเฉิงแล้วตะโกนออกมา

“อาเฉิง! เจ้าไม่อยากรู้จริงหรือ! ข้าบอกเจ้าก็ได้นะ ถ้าเจ้ายอมปล่อยข้า!” ข้อเสนอนั้บว่าฉูจุนเหลียงถอยให้มากแล้ว แต่สำหรับหลี่เจี้ยนเฉิงมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย

“ไม่จำเป็น ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่ได้สนใจ พาคนออกไป”

“ขอรับ/ขอรับ”

“หลี่เจี้ยนเฉิงงงงงงงงงงงง”





50%



โอ๊ะ โอ...มีคนดิ้นด้วยละค่ะทุกคนนน ร้อนรนไปก็เท่านั้นนะเจ้าคะท่านแม่ทัพ เพราะไม่ว่าเช่นไร ท่านแม่ทัพก็มิมีสิทธิ์ในตัวน้องอยู่ล๊าว อุวะ สะใจเบา ๆ โฮ๊ะๆๆๆ จะว่าไปแล้ว รองแม่ทัพฉูคะ นั่นข่าวมัวหรือข่าวจริง แต่ไม่ว่าอะไร ท่านรองแม่ทัพก็น่ารักอยู่ดี ปาหัวใจ

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ suikajang

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 837
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-0
ตอนแรกอยากรู้ใจแทบขาด พอมาแบบนี้ทำนิ่งทั้งที่ใจคงเหมือนหมาโดนน้ำร้อนสาด ดิ้นไปจ้า  o18

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[7] 100%


“อาเฉิง! เจ้าไม่อยากรู้จริงหรือ! ข้าบอกเจ้าก็ได้นะ ถ้าเจ้ายอมปล่อยข้า!” ข้อเสนอนั้นนับว่าฉูจุนเหลียงถอยให้มากแล้ว แต่สำหรับหลี่เจี้ยนเฉิงมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย

“ไม่จำเป็น ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่ได้สนใจ พาคนออกไป”

“ขอรับ/ขอรับ”

“หลี่เจี้ยนเฉิงงงงงงงงงงงง”

เสียงร้องเรียกนามของนายแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ดังไปตลอดทาง แต่หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้สนใจแม้สักนิด ไม่มองแต่หางตาเสียด้วยซ้ำ ท่าทางที่แสนเย็นชาดูแล้วน่าหวาดกลัวไม่น้อย ทว่าก็แฝงความรู้สึกให้อยากเอาชนะใจแก่หญิงสาวมากมายหลายต่อหลายคน

หลี่เจี้ยนเฉิงปรายตามองมุมมืดของจวนก่อนจะพยักหน้า เมื่อเห็นว่ารอบกายไร้ผู้คนแล้ว เมื่อหลี่เจี้ยนเฉิงพยักหน้า เงาสีดำสายหนึ่งก็ขยับออกมา

“ท่านแม่ทัพ เรื่องที่ให้ข้าสืบได้ความแล้วขอรับ”

“เป็นเช่นไร?” บุรุษลึกลับเพียงส่งเสียงตอบอย่างเบาหวิว ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครได้รู้มากนัก ข่าวที่ถูกส่งถึงหูของหลี่เจี้ยนเฉิงนั้นทำให้อารมณ์เดือดดาลของหลี่เจี้ยนเฉิงนับว่ายิ่งทวีมากขึ้น จนมือใหญ่บีบถ้วยชาในมืออย่างแรงจนมันแตกเพล้ง ดวงตาสีดำสนิทบัดนี้แดงก่ำจนน่ากลัว ทำให้ร่างของคนส่งข่าวได้แต่ลอบหายใจอยู่เงียบๆ

“เจ้ามั่นใจหรือ?”

“ข้าสืบมาได้เช่นนั้นจริงๆ ขอรับ”

“ดี! ดีนัก! "

บุรุษลึกลับในเงามืดเพียงกลืนน้ำลายลงลำคอของตนไป ได้แต่มองผู้เป็นนายขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ตรงนั้นไม่หายไปไหน เฝ้ารอฟังคำสั่งถัดไปด้วยความจงรักภักดี หลี่เจี้ยนเฉิงแทบจะจมโทสะจนตายเสียด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะตลอดมาเก่งเรื่องเก็บสีหน้า ป่านนี้คงไม่แคล้วแสดงออกมาจนเห็นชัดแน่นอน

“เรียนท่านแม่ทัพ ยังมีอีกเรื่อง...”

“เจ้าว่ามา!”

“ข้าสืบรู้มาว่า...คุณชายรองติงมีคู่หมั้นหมายอยู่แล้วขอรับ อีกไม่นานคงจะจัดงานมงคล”

งานมงคล? เช่นนั้นก็เท่ากับเมิ่งอวิ๋นรักคุณชายรองติงเพียงฝ่ายเดียวสินะ

หลี่เจี้ยนเฉิงรู้สึกคลายใจลงไปไม่น้อยเลย นับว่าเบาใจลงไปมากกว่าก่อนก็ว่าได้ แต่เมื่อคิดถึงสีหน้าที่เมิ่งอวิ๋นมองติงหยุนมู่ ท่าทางที่แสดงออกและความสนิทสนมก็ทำให้ในใจไม่อาจคลายความกังวลลงไปได้ เมิ่งอวิ๋นก็เคยตามติดเขา เคยไม่ย่อท้อต่อเขาที่ไม่มีใจ ถึงแม้ว่าวันนี้อีกฝ่ายจะเลิกตามติดเขาและมองเขาราวกับคนที่ไม่เคยมีใจให้มาก่อนก็ตามที

แต่เขาก็รู้ดีว่า เมิ่งอวิ๋นคงไม่ยอมล้มเลิกใจลงง่ายๆ

เช่นนั้น...เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง

“อู่เหิง...”

“ขอรับ”

“เจ้าจงติดตามดูคุณชายรองติงต่อไป มีอะไรมารายงานข้า”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

อู่เหิงไปแล้ว เหลือเพียงร่างของหลี่เจี้ยนเฉิงเท่านั้นที่ไม่อาจเก็บแววตาที่ล้ำลึกได้อีกต่อไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสงสัยว่าทำไมเขาจึงได้ติดตามคนที่ไร้ความสำคัญคนนั้น ทว่าตัวเขาเองยังไม่อาจเข้าใจหัวใจของตนเองได้เลย ว่าเพราะเหตุใด เพียงแค่เห็นเมิ่งอวิ๋นจับจูงคนผู้นั้นออกไปจากสายตา เขาจึงเดือดดาลเสียจนอยากจะบั่นคอมันให้ตายได้

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หลี่เจี้ยนเฉิงไม่คิดจะสนใจมันแล้ว หากความสัมพันธ์ของทั้งสองขัดเคืองสายตามากนัก

ก็ทำลายมันทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง!

ใช่แล้ว...เท่านี้ก็จะไม่ต้องรู้สึกเช่นนี้อีก

หลี่เจี้ยนเฉิงระบายยิ้มแสนโหดเหี้ยมออกมาด้วยความพอใจ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นไม่ได้ลดความรู้สึกที่มีของตนเองลงไปได้ มันกลับเพิ่มพูนจนยากจะระงับยิ่งกว่าเดิมเสียอีก



“เจ้า...ทำเช่นนั้นลงไปจะดีหรือ?” เมิ่งอวิ๋นมองติงหยุนมู่ที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจไม่คลายไปจากก่อนที่เขาลากอีกฝ่ายออกมาต่อหน้าหลี่เจี้ยนเฉิงผู้นั้น ก่อนนี้ไม่ใช่ว่าติงหยุนมู่โกรธที่หลี่เจี้ยนเฉิงทำเขาเจ็บหรอกหรือ เหตุใดตอนนี้ความรู้สึกจึงได้กลับเปลี่ยนไปเล่า

“มีสิ่งใดไม่ดีเล่า?”

“เจ้า เจ้าก็รู้ คนผู้นั้นคือ...”

“แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร หลี่เจี้ยนเฉิง บุรุษผู้เป็นที่หมายปองของหลายๆ คน” พูดออกมาขนาดนี้คงไม่ต้องบอกใช่หรือไม่ว่ารู้จักมากมายแค่ไหน รู้ดีถึงขนาดว่าถูกฆ่าให้ตายมาแล้วหนึ่งชาติ ไม่สิ ต้องบอกว่ารู้ดีเพราะมีคนถูกฆ่าให้ตายมาแล้วต่างหาก

บุรุษไร้ใจที่ไม่สมควรไปรัก เขาย่อมไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว

“ในเมื่อเจ้ารู้ ก็ไม่น่าจะไป...เอ่อ ยั่วโทสะของแม่ทัพหลี่” ทว่าเมิ่งอวิ๋นกลับไม่ได้รู้สึกเลยว่าตนเองทำสิ่งใดผิด การไม่ต้อนรับคนที่ยืนมองตนเองถูกทำร้ายจนบาดเจ็บเขาผิดตรงไหนกัน? การที่ไม่ต้อนรับคนที่ทำให้เขาบาดเจ็บนานหลายวันจวบจนหายดีแล้วเพิ่งจะโผล่หน้ามา เขาทำผิดที่ใดกัน?

ความห่วงใยจอมปลอมเช่นนั้น เขาคงไม่กล้ารับหรอก

หากรับแล้วใครจะสามารถรับรองให้เขาได้เล่าว่า เขาจะไม่ต้องแลกมันมาด้วยชีวิตของตนเองหรือคนในครอบครัว?

บอกตรงๆ เขาไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ

หลีกหนีได้เขาก็อยากหลีกหนี ไม่ต้อนรับได้เขาก็ไม่อยากจะต้อนรับ การไล่คนผู้นั้นไปด้วยท่าทางที่ไม่ปรารถนาให้อีกฝ่ายอยู่นั้น เขามองว่ามันไม่ได้ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ

“แม่ทัพหลี่ผู้นั้นน่ากลัวขนาดไหน ไร้หัวใจเพียงไรข้ารู้ดี”

ใช่แล้ว ความทรงจำที่แสนเจ็บปวดและขื่นขมมันน่ากลัวจนเขาเองแม้อยากจะลืม ยังไม่อาจจะลืมได้

เมิ่งอวิ๋นเจ็บปวดมากแค่ไหน ดูจากความทรงจำสุดท้ายก่อนตายเขาก็พอรู้ได้แล้ว

“หากรู้ดีเช่นนั้นแล้วก็ควร...”

“ก็เพราะรู้ดีอย่างไรเล่า ข้าจึงได้ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก” ติงหยุนมู่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่รู้ว่าเย้ยหยันต่อผู้ใด จะเป็นชะตาของตนหรือความโง่เขลาที่ไปหลงรักคนผู้นั้นก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังไม่อาจต่อว่าสหายรักผู้นี้ได้จริงๆ

“เอาเถอะ อย่างไรเสียข้าก็ไม่อยากให้เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเอง” เมิ่งอวิ๋นยิ้มรับ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายห่วงใย

“ข้ารู้ ขอบใจเจ้ามาก”

“หากเป็นไปได้เจ้าก็เลี่ยงเขาเสียเถอะ ข้ากลัวแต่ว่าหากเจ้ายั่วโทสะของแม่ทัพหลี่มากๆ จะเป็นเจ้าเองที่เดือดร้อน” เมิ่งอวิ๋นมองติงหยุนมู่ที่แต่เดิมมีสายตาและรอยยิ้มของคุณชายเจ้าสำราญ ทว่าตอนนี้กลับเหลือเพียงความห่วงใยอย่างแท้จริงอยู่บนใบหน้า คิดๆ ดูแล้วคงใช้การตัดสินเพียงชั่วขณะที่ได้พบไม่ได้สินะ

“เจ้าเป็นสหายที่ดี” ติงหยุนมู่ยืดตัวตบที่อกตนอย่างแรงด้วยท่าทางที่ขึงขัง

“แน่นอน ข้าย่อมเป็นสหายที่ดีที่สุด”

“นั่นสินะ...”

“เจ้าขยับเข้ามาใกล้ข้าทำไมกัน” ติงหยุนมู่ไม่ได้หวาดกลัวสหายรักผู้นี้แม้แต่น้อย สิ่งที่เขาไม่ไว้ใจคือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เล่นเอาคนถูกมองนั้นเสียวสันหลังวาบ

“ดูๆ ไปแล้วเจ้านี่ก็…น่ามองไม่น้อยเลยนะ” คำชมที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจ ซ้ำยังชวนให้ร่างทั้งร่างขนลุกชันอย่างน่าตกใจ

“เล่นบ้าอะไรของเจ้า!” เมิ่งอวิ๋นได้แต่หัวเราะอยู่ในใจ สีหน้าแสดงออกเพียงว่าพึงพอใจในรูปลักษณ์ของติงหยุนมู่เท่านั้น ทำให้ติงหยุนมู่แทบจะดึงสติเอาไว้ไม่อยู่

“ใบหน้ารึก็คมคาย ดวงตาน่ามองชวนหลงใหล ริมฝีปากเจ้าก็ช่าง…”

“ช่าง ช่างอะไรของเจ้า?” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะคิกคักอย่างน่ารักน่าใคร่ แต่เสียงหัวเราะใสๆ นั่นกับคล้ายเสียงลับมีดเสียมากกว่า เมิ่งอวิ๋นขยับตัวเข้าไปใกล้ ใบหน้าก็แทบจะชิดกันจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจ

“หยุนมู่…”

“อะ...อะไรของเจ้า!” ติงหยุนมู่ได้แต่ขยับตัวหนีเท่านั้น จะถีบก็ไม่กล้า จะผลักออกก็กลัวสหายบาดเจ็บ อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เขาไม่ชอบมันเลยจริงๆ

“สนใจมาเป็นคนอุ่นเตียงให้ข้าหรือไม่?” พูดจบไม่นานนัก เมิ่งอวิ๋นก็รู้สึกประหลาด ร่างกายที่หงายหลังลงกับพื้น ดวงตามองเห็นเพียงท้องฟ้า เมิ่งอวิ๋นยังไม่เข้าใจจนถึงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนกลับมาของติงหยุนมู่ เขาถึงได้เข้าใจว่า ที่แท้ตนถูกสหายแสนดีผู้นั้นผลักจนหงายหลังนั้นเอง ส่วนถ้อยคำที่ติงหยุนมู่ทิ้งเอาไว้ก็คือ…

“เจ้าอุ่นของเจ้าเองเถอะ!”

และนั่นจึงเรียกเสียงหัวเราะจากเมิ่งอวิ๋นได้ดีเสียจนบ่าวในจวนยังอดยิ้มตามไม่ได้





TBC





ไม่นะ เรือนี้ไม่ควรแล่นสิ ปิดหน้าด้วยความอับอาย สงสารน้องจัง หนูเพิ่งจะรู้ตัวว่าโดนผลักไม่ได้นะ ถ้าที่หลังโดนจับกด แค่กๆ หมายถึงถูกลวนลามหนูจะรู้สึกตัวตอนเขาลวนลามเสร็จแล้วไม่ได้นะคะลูกขา สติก่อนค่ะลูก มาช้าหน่อยเพราะยุ่งมากเลยค่ะ แต่แมวก็มานะคนดี ไม่ทิ้งหรือหนีหายไปไหนแน่นอน ปาหัวใจ <3

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7679
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1908
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[8] 50%

หญิงผู้นั้นคือ…

เดิมทีเมิ่งอวิ๋นคิดว่าติงหยุนมู่จะโกรธเคืองเขาเสียจนไม่โผล่หน้ามาหาเขาอีกหลายวัน ทว่าใครจะไปคิดเล่าว่าเมื่อรุ่งขึ้นของอีกวัน ติงหยุนมู่จะมาหาเขาอีกครั้งที่จวน นั่นทำให้เมิ่งอวิ๋นรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายมากมายนัก ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังคงเป็นสหายที่ดีที่สุดของเมิ่งอวิ๋นไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อคิดถึงใครอีกคนที่ได้ครอบครองหัวใจของเมิ่งอวิ๋นแล้ว เขากลับคิดว่าหากเป้นคนผู้นี้ยังจะดีกว่าเป็นไหน ๆ เพราะด้วยนิสัยและการห่วงใยสหายของติงหยุนมู่ ต่อให้ไม่รักจริง ๆ ก็คงไม่ใจร้ายถึงขนาดสังหารให้ตาย หรือใช้วิธีโหดร้ายที่ทำให้อยู่ไม่สู้ตายเช่นนั้น

หวนคิดถึงตรงนี้ทีไร เซี่ยอี้เจินในร่างของเมิ่งอวิ๋นก็พลันปวดใจ จนต้องยกมือขึ้นมาสัมผัสแผ่นอกของตัวเองอย่างแผ่วเบา

หัวใจดวงนี้ยังบอบช้ำนัก คงต้องใช้เวลาอีกนานเหลือเกินกว่าที่มันจะหายดี

เมิ่งอวิ๋นมองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นสหายอย่างเหม่อลอย อีกฝ่ายมาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ สวาปามอาหารตรงหน้าที่มารดาของเขานำมาให้ราวกับอดอยากมานานนับหลายสิบปี

ความสามารถทางการกินของติงหยุนมู่ทำให้เมิ่งอวิ๋นทั้งทึ่งและตกตะลึงได้ง่ายได้ หากไม่บอกเขาคงไม่เชื่อว่าติงหยุนมู่ผู้นี้คือคุณชายรองติง บุตรชายคนที่สองของคหบดีผู้ร่ำรวยติงกว่างอาน

หากจะให้พูดนั้น ต้องบอกว่าฐานะของสกุลเมิ่งและสกุลติงมิได้มีความแตกต่างกันนัก เดิมทีติงกว่างอานนั้นเป็นเหมือนสหายรักคนหนึ่งของเมิ่งหยวน เพราะรู้จักมักจี่กันมาตั้งแต่ยังเยาว์เมิ่งอวิ๋นและติงหยุนมู่จึงได้สนิทสนมกันราวพี่น้องเช่นนี้

หากไม่ใช่เพราะเมิ่งอวิ๋นมีใจให้คนที่ไม่สมควรแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็คงไม่ต่างกับพี่น้องร่วมอุทรเป็นแน่

น่าเสียดายจริง ๆ เขาได้แต่คิด...

“เจ้าเป็นอะไรไปอีกเล่า? เหตุใดจึงต้องถอนหายใจเช่นนั้น” ทั้งที่ในปากยังคงเต็มไปด้วยอาหาร แต่ติงหยุนมู่ก็ไม่ได้คิดสนใจว่าสหายตรงหน้าจะรังเกียจหรือไม่ เขาเพียงแค่นึกห่วง ยังไม่อาจวางใจได้ว่าเมิ่งอวิ๋นจะตัดเยื่อใยไปจากแม่ทัพหลี่ผู้นั้นได้จริง ๆ

บางทีตอนนี้เมิ่งอวิ๋นอาจจะขบคิดขึ้นมาได้ว่า เมื่อวานที่ผ่านมานั้น ได้กล่าวถ้อยคำรุนแรงมากเกินไป

ไม่ได้ เช่นนี้ไม่ได้!

“อึก อุ แค่ก ๆ” เมื่อคิดได้อย่างรบร้อนเช่นนั้น ติงหยุนมู่ก็รีบกลืนอาหารในปากของตนลงท้อง หวังจะเอ่ยปากพาให้ความคิดของผู้เป็นสหายกลับคืนมา มิใช่จดจ่ออยู่เพียงแค่เรื่องของแม่ทัพหลี่เหมือนดั่งในตอนนี้

“คุณชายรอง! คุณชายรองขอรับ!” ทว่าเพียงแค่กลืนอาหารลงไปเท่านั้น ติงหยุนมู่ผู้ปรารถนาดีก็สำลัก ไอคอกแคกจนหน้าดำหน้าแดง ลำบากบ่าวรับใช้คนสนิทร้อนรนคอยไถ่ถามอย่างห่วงใยจนเมิ่งอวิ๋นต้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เห็นใจ

สหายของเมิ่งอวิ๋น คุณชายรองติงเจ้าสำราญ บัดนี้เหลือเพียงคุณชายรองติงที่ใกล้ตายเพียงเพราะว่าอาหารติดคอ

ด้วยความสงสารเห็นใจและห่วงใย เขาจึงได้รินน้ำชาให้อีกฝ่าย ติงหยุนมู่เองพอเห็นหนทางที่ส่องสว่างอยู่ตรงหน้า ก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือทางแห่งการรอดตาย จึงไม่ลังเลที่จะคว้ามันมายกดื่มรวมเดียวจนหมดทั้งถ้วย...

“ไม่เคยพบผู้ใด…เป็นเช่นเจ้ามาก่อนจริง ๆ” ติงหยุนมู่ที่สำลักจนแทบจะขาดใจนั้น อับอายเกินกว่าจะสามารถมองใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นโดยตรงได้ เขาเองก็ไม่ได้คิดอยากจะสำลักอาหารเช่นนี้เสียหน่อย หากไม่ใช่เพราะว่าคิดเรื่องของเจ้ามีหรือที่ข้าจะต้องเป็นเช่นนี้

“หากไม่เคยพบเคยเห็น เช่นนั้นก็มองเสียให้เต็มตา ข้ามิคิดเงินกับสหายหรอกนะ” แต่แทนที่ติงหยุนมู่จะแสดงความอับอายออกมา เขากลับยืดอกราวกับภูมิใจเสียหนักหนา

สมองของนายคนนี้มีปัญหาหรืออย่างไร ถึงได้มั่นอกมั่นใจในเรื่องที่ไม่ควรจะมั่นใจสักนิด

เมิ่งอวิ๋นยกพัดสีขาวขึ้นมาจนบดบังใบหน้าบางส่วน ปกปิดสายตาแปลกๆ ของตนเองเอาไว้ให้พ้นสายตาของติงหยุนมู่ ติงหยุนมู่เองทั้งที่พยายามทำตัวให้เป็นบุรุษหน้าหนาก็ยังไม่อาจทนทำหน้าเช่นนั้นต่อไปได้ ความอับอายแล่นเป็นกระจุกขึ้นมาบนใบหน้าจนต้องเสมองไปอีกด้านหนึ่ง แต่มือก็ยังหยิบเอาของกินมาเขวี้ยงใส่เมิ่งอวิ๋นที่เป็นสหาย

“นั่นขนมที่ท่านแม่อุตส่าห์ทำ เจ้าไม่กินก็อย่าทิ้งขว้าง!” แม้ใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นจะคล้ายขุ่นเคือง และถลึงตาใส่ติงหยุนมู่ ทว่าติงหยุนมู่กลับรู้ดีว่าสหายของตนเพียงหาเรื่องปกปิดความอับอายของตนเองก็เท่านั้น

“ท่านน้าชิวอิ่งทำมาให้ข้า เจ้าเดือดร้อนอะไรด้วย” ได้ยินเช่นนั้นแล้วเมิ่งอวิ๋นก็คันมือยิบๆ อยากจะจับศีรษะของอีกฝ่ายกดลงไปจนจมไปกับขนมที่อยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน

เดือดร้อนอะไรหรือ ถามออกมาได้

ก็เดือดร้อนตรงที่มันเป็นของที่ท่านแม่ข้าทำอย่างไรเล่า

แต่เมิ่งอวิ๋นก็ไม่ได้ออกปากไปโดยตรง ได้แต่เพียงคิดอยู่ในใจก็เท่านั้น ส่วนติงหยุนมู่เมื่อเห็นเมิ่งอวิ๋นเม้มริมฝีปากก็พลันรู้สึกเบิกบานใจจนหยิบขนมตรงหน้าเข้าปากไปอีกครั้ง

“เจ้าคนตะกละ”

“ข้าได้ยินนะ!”

จะหูดีอะไรขนาดนั้นกัน ทั้งที่เขานินทาเสียงออกจะเบาแท้ๆ เจ้าคนเห็นแก่กินตรงหน้าก็ยังไม่วายได้ยินอยู่ดี เมิ่งอวิ๋นได้แต่บ่นกระปอดกระแปดอยู่ภายในก็ขยับพัดในมืออย่างแรงทำไม่รู้ไม่ชี้ราวกับตนมิได้กล่าวอะไรออกไปแม้แต่ครึ่งคำ ยิ่งได้ยินเสียงคล้ายกลั้วหัวเราะจากทางบ่าวรับใช้คนสนิทของติงหยุนมู่เขาก็ยิ่งอดยิ้มออกมาไม่ได้

นึกขำกับสิ่งที่ติงหยุนมู่เป็น มิใช่ภาพลักษณ์ที่แสดงให้เห็น

ได้ชื่อว่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญ แต่แท้จริงแล้วเพียงแค่บุรุษเห็นแก่กิน จอมตะกละที่ผู้คนภายนอกไม่เคยได้เห็นเท่านั้น หากมีใครได้ล่วงรู้เข้า เห็นทีภาพของคุณชายรองติงผู้น่าหลงใหลคงแตกสลายเหลือเพียงคุณชายรองติงจอมตะกละเสียมากกว่า

คิดเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็พลันสะดุด ใบหน้าเกิดรอยยิ้มประหลาดที่ติงหยุนมู่เห็นเข้าก็หนาวยะเยือก ตาขวางกระตุกถี่ ๆ คล้ายจะเป็นการเตือนในเรื่องร้าย

“เจ้าอย่าได้ยิ้มออกมาเช่นนี้”

“ทำไมเล่า หน้าข้า ปากข้า ยิ้มก็ของข้า จะยิ้มเช่นไรก็ย่อมเป็นเรื่องของข้า” ติงหยุนมู่เหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเล็กน้อย

ถูกต้องแล้ว หน้าของเจ้า ปากของเจ้า รอยยิ้มของเจ้า

“จะยิ้มเช่นไรย่อมเรื่องของเจ้า นั่นย่อมหมายถึงไม่มีอะไรชั่วร้ายในหัวของเจ้าที่เกี่ยวกับข้า ไม่เช่นนั้นก็ย่อมเป็นเรื่องของข้า!” เจ้าติงหยุนมู่จอมตะกละช่างมีสัญชาตญาณรุนแรงเสียจริง สามารถรับรู้ได้ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ทันได้ลงมือเช่นนี้ น่านับถือนัก

“อะไรกัน เจ้ามองข้า ชั่วช้าปานนั้นเชียวหรือ”

ติงหยุนมู่ไม่ได้ตอบกลับ เพียงเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ราวกับจะบอกว่า ชั่วช้า สองคำนี้ยังน้อยไปนักที่จะใช้บรรยายเจ้า อย่างเมิ่งอวิ๋นคงใช้ชั่วช้าไม่ได้

“ใครกัน? ใครต่อว่าเจ้าเช่นนั้น”

“เจ้ายังกล้าถามอีกหรือ” เมิ่งอวิ๋นโบกพัดไปมาอย่างช้า ๆ คงความสง่าของตนเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แต่สายตาของติงหยุนมู่กลับไม่ได้มองเช่นนั้นเลย ยามที่ได้คุยกับติงหยุนมู่ เขาก็รู้สึกแล้วว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเสแสร้งใดๆ สนุกที่ได้ต่อปากต่อคำ ได้ทำให้ติงหยุนมู่เปลี่ยนสีหน้าไปหลากหลายต่อครั้ง มันคือความสุขและผ่อนคลายที่เมิ่งอวิ๋นค้นพบในชีวิตนี้

“หากเจ้าแสนดี ชีวิตของข้าจากนี้ไปคงพบเจอแต่ภัยเสียแล้วล่ะ”

“ติงหยุนมู่!!”

“เมิ่งอวิ๋น!!”

ทั้งสองมองตากันอย่างไม่มีใครคิดยอมแพ้ ราวกับหากใครถอนสายตาออกมาก่อนจะทำให้เขาเสียหน้า อีกทั้งยังต้องยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไปโดยปริยาย ซึ่งทั้งสองต่างก็คิดเช่นเดียวกันว่า

แพ้ไม่ได้เด็ดขาด!

“หากนับแล้วเจ้าอ่อนอาวุโสกว่าข้าหนึ่งปี เจ้าควรเคารพข้าเฉกเช่นพี่ชายคนหนึ่งสิ” ติงหยุนมู่ที่ไม่เห็นท่าทางที่เริ่มอ่อนลงของเมิ่งอวิ๋นก็เริ่มใช้ความอาวุโสเข้าข่ม หวังให้เมิ่งอวิ๋นยอมถอยให้เขาเสีย แต่เมิ่งอวิ๋นกลับมีสีหน้าขบขัน ไม่สนใจความอาวุโสที่อีกฝ่ายกล่าวมาแม้แต่น้อย

“ข้ามีพี่ใหญ่อยู่แล้ว เหตุใดต้องให้เจ้าเป็นพี่ชายข้าอีกเล่า”

“เจ้า ๆ ฮึ่ม! หากเจ้ายอมแพ้แก่ข้า ข้าจะพาเจ้าออกไปนอกจวน!”

ข้อเสนอที่ได้มานับว่าดึงดูดความสนใจของเมิ่งอวิ๋นไม่น้อย เดิมทีเมิ่งอวิ๋นที่หายจากอาการบาดเจ็บแล้วนั้นไม่ได้เป็นอะไรมากอีก จึงคิดออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ้าง แต่เพียงเอ่ยปากก็ถูกบิดาห้ามปรามเสียก่อน ให้เหตุผลว่าเขายังไม่หายดี ให้พักผ่อนอยู่ในจวนมากหน่อย จะได้หายดีขึ้นในเร็ววัน

ทว่าความจริงแล้วเข้ารู้ดีถึงเหตุผลที่แท้จริง บิดาเพียงแต่กลัวว่าเขาจะกลับไปหาแม่ทัพหลี่ กลัวว่าเขาจะยังไม่สามารถตัดใจได้จริง ๆ ไม่ก็คงกังวลว่าเขาเพียงเล่นละครตบตา เพื่อที่จะได้ออกไปหาแม่ทัพหลี่ได้สะดวกขึ้น

เขาอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่า เขาไม่ใช่เมิ่งอวิ๋น เขาคือเซี่ยอี้เจิน คือเซี่ยอี้เจินที่ไม่มีวันสนใจผู้ชายที่ทำให้เมิ่งอวิ๋นต้องถึงแก่ความตายคนนั้นแน่! แต่สิ่งที่เขาทำได้คือกล้ำกลืนความอยุติธรรมในครั้งนี้เอาไว้ เพราะรู้ดีว่าหากพูดออกไป ก็คงไม่มีใครเชื่อ

“ติงหยุนมู่ หากข้าบอกว่าข้าไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นเจ้าจะเชื่อข้าหรือไม่” ความจริงแล้วเมิ่งอวิ๋นนั้นเพียงพลั้งเผลอเอ่ยถามออกไปก็เท่านั้น มิได้คิดจะเอาคำตอบจริง ๆ หรอก แต่สุดท้ายเสียงหัวเราะของติงหยุนมู่ก็ปลุกให้เซี่ยอี้เจินตื่นจากความฝัน

“เจ้าคือเมิ่งอวิ๋น ข้าก็เห็นว่าเป็นเมิ่งอวิ๋น จะบอกว่าไม่ใช่ได้อย่างไร เจ้าล้อเล่นเช่นนี้ คิดให้ข้าหัวเราะจนตายใช่หรือไม่”

นั่นสินะ ใครกันจะมาเชื่อเรื่องเช่นนี้

เซี่ยอี้เจินในร่างของเมิ่งอวิ๋นได้แต่ยิ้มขื่น ยกพัดของตนขึ้นมาป้องริมฝีปากเอาไว้ ไม่อาจให้อีกฝ่ายเห็นได้ว่ามันกำลังถูกเจ้าของเม้มอย่างแรงด้วยความปวดใจ

แต่นี่คือสิ่งที่เขาและเมิ่งอวิ๋นต่างแลกกันมา มันคือสิ่งตอบแทนของการมีชีวิตอยู่ เขาต้องชินต่อมันได้แล้ว ตัวตนของเขาไม่ควรถูกเปิดเผยและเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด นั่นก็เพื่อตัวของเขาเองทั้งสิ้น เพราะหากว่าเขาพูดมันออกไป คงถูกหัวเราะเยาะออกมาเช่นเดียวกับที่ถูกติงหยุนมู่หัวเราะใส่นั่นเอง

เมิ่งอวิ๋นดึงสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ ใช้สายตาของเมิ่งอวิ๋นและความเป็นเมิ่งอวิ๋นมองติงหยุนมู่แล้วพูดออกมาด้วยท่าทางที่อ่อนลง

“หากสามารถทำได้เช่นที่พูด ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าพี่รองเช่นกัน”

“ดี! เจ้ารออยู่นี่ ข้าจะไปพูดกับท่านอาและท่านน้าให้เจ้าเอง!”

เมิ่งอวิ๋นมองตามร่างของติงหยุนมู่ที่วิ่งไป ทิ้งเอาไว้เพียงบ่าวรับใช้คนสนิทที่ยังคงไม่ได้ขยับไปไหน เมิ่งอวิ๋นถอนสายตาออกมาจากแผ่นหลังของสหาย แล้วมองใบหน้าที่อ่อนวัยของบ่าวคนสนิทที่ติดตามติงหยุนมู่แทน

จะว่าไปแล้วคนผู้นี้ก็ช่างน่ามองไม่หยอกเลย ดวงหน้ากระจ่างใสแววตาเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ริมฝีปากบางสีระเรื่อ มองดูแล้วก็รูปงามไม่น้อยเลย

“เจ้าติดตามติงหยุนมู่มานานแล้วหรือ” เมื่อได้ยินคำถาม คนถูกถามก็แสดงท่าทางนอบน้อมออกมาทันที พร้อมกับน้ำเสียงหวานที่เอ่ยตอบ

“บ่าวติดตามคุณชายรองมานานแล้วขอรับ เพียงแต่ว่าส่วนมากบ่าวจะเป็นเพียงคนส่งข่าวเท่านั้น” เมิ่งอวิ๋นได้ฟังก็พยักหน้าเข้าใจ คงเป็นคนผู้นี้ที่ส่งข่าวเรื่องที่เขาถูกรถม้าชนจนได้รับบาดเจ็บไปสินะ

“คุณชายรองร้อนใจยิ่งนัก ยามที่ได้ยินว่าคุณชายเมิ่งบาดเจ็บ รีบร้อนมาด้วยความร้อนใจ”

“ข้ารู้...เขาดีกับข้ามาก” เมิ่งอวิ๋นเพียงยิ้มบาง ๆ มองตามไปยังทิศทางที่ติงหยุนมู่เดินไป เขาเข้าใจในคำพูดของบ่าวรับใช้ผู้นี้ดี บ่าวคนสนิทของติงหยุนมู่ผู้นี้คงอยากให้เขาใส่ใจกับสหายให้เท่ากับที่ติงหยุนมู่ใส่ใจต่อเขา

“หากมีสิ่งใดที่ข้าจะทำเพื่อหยุนมู่ได้ ข้าย่อมไม่มีวันปฏิเสธอย่างแน่นอน”

ได้ยินเช่นนั้นจากปากของเมิ่งอวิ๋นแล้วถูเซวียนก็พอจะคลายใจลงได้บ้าง เพราะก่อนนี้ตัวเขาเองอดห่วงเรื่องความสัมพันธ์ของผู้เป็นนายทั้งสองไม่ได้ คุณชายเมิ่งก็เหินห่างไร้ซึ่งไมตรี จนคุณชายรองของเขาต้องน้อยใจอยู่บ่อยครั้ง หากว่าครั้งนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจะแตกต่างจากก่อนก็คงจะดี

ตัวเขาก็มีเพียงคุณชายรองเท่านั้นที่ไม่อาจวางใจลงได้









50%





น้องงงง หนูจะว่าเพื่อนแบบนั้นไม่ได้ลูก เขาไม่ได้ตะกละ เขาแค่... เอ่อ นึกคำพูดไม่ออกจริงๆ ใครนึกได้ก็ช่วยเม้นบอกหน่อยนะคะ อย่าให้น้องเข้าใจผิดว่าพี่มู่เขาตะกละเลย สงสารเขา ปาหัวใจ

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มาเกาะขอบรอจ้า สนุกมากๆ เลย

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[8] 100%


“เสี่ยวอวิ๋น!”

“...อะไรหรือ?” แม้จะไม่ได้ตกใจกับท่าทีของอีกฝ่าย ทว่าแววตาไม่น่าไว้ใจนั้นไม่นับรวมอยู่ด้วย เมิ่งอวิ๋นยังคงระแวดระวังตนเองเอาไว้อย่างดี เปิดหูรอฟังว่าคนตรงหน้าจะกล่าวอะไรออกมา

“ข้ามีที่พิเศษจะพาเจ้าไป”

พิเศษหรือ?

“ข้าว่าแค่เดินเล่นรอบเมือง แล้วตรงไปเหลาจื่อเค่อก็พอ หากตามเจ้าไป...ข้าคงต้องเดือดร้อนอีกเป็นแน่” ประโยคสุดท้ายเขาเพียงกล่าวกับตนเองเบาๆ ไม่ให้ใครได้ยินมันทั้งนั้น

สายตาคู่นั้นที่จับจ้องมาที่เขาด้วยความตื่นเต้น และสีหน้าที่ดูเช่นไรก็ผิดปกติยิ่งทำให้เมิ่งอวิ๋นไม่อยากจะตามติงหยุนมู่ไปที่ใด ๆ ที่เขากล่าวมาเลย หากจะเป็นไปได้ เขาปรารถนาจะหันหลังกลับจวน แล้วค่อยร้องขอให้พี่ใหญ่ของเขาพาออกมาดีกว่า

แต่เขาทำไม่ได้...จึงต้องอดทนยืนอยู่เช่นนี้

“มิใช่ว่าเจ้าไม่กล้าพอจะไปกับข้าหรอกหรือ? หรือแท้จริงแล้วเจ้ายังชอบคนผู้นั้นอยู่กันแน่?”

คำถามที่ถูกเอ่ยถามขึ้นมานั้นคล้ายลูกธนูปักเข้าที่ใจของเมิ่งอวิ๋น จนต้องตวัดสายตาดุร้ายมองสหายด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

“เจ้ากล่าวอะไร! ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่าว่าลืมไปหมดแล้ว!”

เขาไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นเสียหน่อย จะไปมีความรู้สึกเช่นนั้นกับบุรุษไร้หัวใจเช่นนั้นได้อย่างไร คนชั่วช้าเช่นนั้นเขาหรือจะมอบใจให้! ย่อมไม่มีทาง

“แม้แต่สหายรักเช่นเจ้าข้ายังจำไม่ได้! เจ้ายังคิดว่าข้าจะมีใจให้เขาอีกหรือ!”

เมื่อเห็นว่าเพียงคำหยอกเย้าที่หวังให้เมิ่งอวิ๋นตามตนไปแต่โดยดีส่งผลร้าย ให้อีกฝ่ายต้องมีโทสะจนแทบจะระงับตนเองเอาไว้ไม่อยู่ก็พลอยรู้สึกผิดขึ้นมา

“ขอโทษ ข้าเพียงแค่เย้าแหย่เจ้าเล่นเท่านั้น” เมิ่งอวิ๋นหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเพื่อระบายความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจ

ความจริงแล้วติงหยุนมู่ก็ไม่ได้ผิดอะไร เป็นเขาเองที่เอามันมาเป็นอารมณ์ หากจะหาคนผิด ก็คงเป็นเขามากกว่าที่คุมอารมณ์ตนเองไม่ได้

“ช่างเถิด ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก”

“เช่นนั้น...เจ้ายังไปกับข้าหรือไม่”

เห็นท่าทางน่าเห็นใจของติงหยุนมู่แล้ว เมิ่งอวิ๋นก็อดใจอ่อนกับเขาได้ จึงลอบพยักหน้าแล้วถอนหายใจออกมา ถึงจะกังวลว่าคนผู้นี้จะพาเขาไปหาความเดือดร้อน แต่จะปล่อยให้สหายที่ดีเช่นนี้ของเมิ่งอวิ๋นเศร้าโศกเสียใจก็คงไม่ได้ เช่นนั้นก็ไปเสียหน่อย หากมีสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรก็ค่อยหาทางปลีกตัวออกมา

“เช่นนั้นก็ดียิ่ง ไปกันเถอะ!”

ติงหยุนมู่จับจองข้อมือของเมิ่งอวิ๋นให้เดินตามไปด้วยหัวใจที่เบิกบาน รอยยิ้มยินดีแต้มไปทั่วใบหน้า ฉีกภาพลักษณ์ที่แสนจะเจ้าชู้ให้หลุดออกไปจนเหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ที่เมียงมองมา ต้องเป็นลมล้มพับไปกับพื้น

เมิ่งอวิ๋นมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายแล้วครุ่นคิด หากมองให้ดีรอยยิ้มหล่อเหลาของติงหยุนมู่นับว่าฆ่าหัวใจของหญิงสาวได้จริงๆ นั่นล่ะ หากเป็นในยุคสมัยเขา คงมีสาวน้อยสาวใหญ่มาให้คั่วไม่จบไม่สิ้นแน่นอน

แต่ก็เถอะนะ ทำไมคนคนนี้ถึงได้ยิ้มสิ้นเปลืองขนาดนี้กันนะ

ตั้งแต่เจอหน้าเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยิ้มมาแล้วกี่ครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้ผู้หญิงใจเต้นแรง แต่กลับยิ้มให้เขาง่ายดายเช่นนี้ ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง

“ถึงแล้ว...”

“?” เมิ่งอวิ๋นเหลือบมองเบื้องหน้าที่เขาและติงหยุนมู่หยุดลง ป้ายที่อยู่ด้านบนเขียนคำว่า หอฮุ่ยเหริน

แล้วเจ้าสหายคนนี้พาเขามาทำบ้าอะไรที่นี่กัน!

“ไปเถิดๆ ในเมื่อเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ข้าจะพาเจ้าเปิดหูเปิดตา เปิดความงดงามของพวกนางเอง”

เมิ่งอวิ๋นที่นิ่งค้างอยู่นานนั้นยังไม่ได้สติ ความคิดของเขาตีกันให้วุ่นวายอยู่ภายในหัว ทั้งก่นด่าเจ้าลูกเต่าติงหยุนมู่ ทั้งตะลึงด้วยไม่คิดมาก่อนว่าสถานที่ที่อีกฝ่ายหมายถึง จะเป็นหอนางโลมเช่นนี้!

คนผู้นี้มีสิ่งใดอยู่ในสมองกันแน่!

“อุ๊ย นายท่านทั้งสอง เชิญด้านในเลยเจ้าค่ะ” ร่างของหญิงงดงามผู้หนึ่งกล่าวทักทายด้วยสายตายั่วยวนและท่วงท่ากรีดกราย เสื้อผ้าเนื้อบางมองเห็นเรือนร่างน่าสัมผัสได้อย่างง่ายดายนั้น ยิ่งชวนให้ผู้คนอยากจะฉีกกระชากชุดเหล่านั้นให้ออก จนเปิดเผยร่างกายเปลือยเปล่าที่ล่อลวงผู้คนออกมา

“ไปกันเถิด”

“ดะ เดี๋ยวสิ! เจ้าจะบ้าหรือ นี่มันที่ใดเจ้าก็รู้” เขาจำต้องขืนกายเอาไว้ไม่ให้ถูกลากเข้าไปด้าน จนติงหยุนมู่หันกลับมาราวกับไม่เข้าใจว่าตนเองทำสิ่งใดผิด

“ข้าย่อมรู้ดี ข้าจึงได้พาเจ้ามาอย่างไรเล่า”

รู้! แต่ก็พามา นี่มันบ้าอะไรกัน

“เจ้ามิใช่กำลังจะแต่งงานหรือไร หากฝ่ายนั้นล่วงรู้เข้า มันจะไม่ดีต่อเจ้านะหยุนมู่!” เมิ่งอวิ๋นเหงื่อแตกพลั่ก มองหาทางหนีทีไล่ให้ตนเองหลุดพ้นจากการถูกพาเข้าไปในสถานที่เริงรมย์เช่นนี้ ยอมแม้กระทั่งยกเรื่องการแต่งงานของอีกฝ่ายขึ้นมาอ้าง

“เรื่องเช่นนี้เป็นธรรมดาของบุรุษ เหตุใดเจ้าจึงกล่าวราวกับว่ามันผิดกัน?”

“...” เมิ่งอวิ๋นแทบจะหมดคำพูด ร่างทั้งร่างอ่อนแรงจนถูกบังคับให้ก้าวเข้าไปด้านในโดยง่าย

เขาลืมไปเสียสนิทว่าในยุคสมัยของเมิ่งอวิ๋นนั้น การที่ผู้ชายเข้าไปหาความสุขในสถานที่เริงรมย์มิใช่เรื่องผิด หากแสดงท่าทีขัดขืนมากไปคงถูกมองว่ายังมีใจให้บุรุษผู้นั้นแน่ เห็นทีคงได้แต่ยินยอมเข้าไปเสียแล้ว

เมื่อเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นไม่ขัดขืนติงหยุนมู่ก็พาเขาเข้าไป ภายในของหอฮุ่ยเหรินนั้น มีทั้งเสียงหัวเราะและดนตรีไพเราะที่ขับกล่อมให้หลงใหลไปกับมัน

กลิ่นหอมหวานลอยออกมาจากตัวหญิงสาวทุกคน รอยยิ้มหวานและท่าทีที่แสนออดอ้อนก็พลอยทำให้ชายหนุ่มมากหน้าหลายตา ต้องยอมสยบลงแทบเท้าของพวกนาง ที่นี่นับว่าเป็นสถานที่ชั้นยอดจริง ๆ

หาได้ยากยิ่งนัก!

ติงหยุนมู่มองสหายข้างๆ ที่ตกตะลึงไป ก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายชมชอบกับหญิงสาวเหล่านี้แล้ว แต่เพื่อสหายรักเพียงคนเดียวของเขา สิ่งที่ดีที่สุดย่อมต้องเป็นของสหายเขาอย่างแน่นอน ส่วนเมิ่งอวิ๋นนั้นตกอยู่ในภวังค์ความคิดความรู้สึกของตนจนไม่ได้สังเกตใบหน้าของติงหยุนมู่แม้แต่น้อย ติงหยุนมู่เองก็ไม่คิดขัดอารมณ์เพลิดเพลินของสหายรัก ได้แต่หันไปบอกกล่าวกับแม่เล้าถึงความต้องการ

“คุณชาย ไม่ทราบพวกท่านต้องการ...”

“ไป๋จูอยู่หรือไม่? ข้าและสหายต้องการฟังเสียงพิณของนาง” แม้จะถูกเรียกว่าหญิงงาม แต่เมื่อเป็นความต้องการของลูกค้าเช่นคุณชายตรงหน้า นางก็ได้แต่สงบใจ กดข่มความริษยาเอาไว้ก่อนจะตอบรับคำด้วยท่าทีอ่อนหวานเช่นเดิม

“เช่นนั้นเชิญคุณชายทั้งสองทางนี้เจ้าค่ะ”

ติงหยุนมู่พยักหน้าและลากสหายของตนให้เดินตามนางผู้นั้นไป เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าที่หอฮุ่ยเหรินนั้น มีความงดงามหลากหลายรูปแบบ ทั้งเขียนอักษร และดนตรี ต่างก็เป็นเลิศจนที่ใดก็ไม่อาจเทียบได้

ไป๋หลัน (ดอกกล้วยไม้สีขาว) นำทั้งสองคนไปยังห้องที่อยู่ชั้นบน เดิมทีห้องนี้นั้นมีราคาสูงมาก แต่ละครั้งที่ได้รับรองแขกที่มากด้วยทรัพย์ เงินจำนวนหนึ่งจะถูกแบ่งให้กับนางโลมผู้นั้นที่ถูกเรียกหา นางเองนั้นเดิมทีก็เคยถูกเรียกมาในห้องนี้อยู่บ้าง ทว่าแต่ละครั้งล้วนเป็นบุรุษที่แก่ราวกับเป็นบิดานาง ไม่ก็อัปลักษณ์เสียจนนางอยากจะอาเจียน

เมื่อเห็นบุรุษรูปงามทั้งสอง นางจึงได้แต่หวังว่าความงามของนางจะดึงดูดสายตาของทั้งสองได้บ้าง

แต่ใครจะคิดว่าคนที่ถูกใจคุณชายทั้งสองคนนี้จะเป็นถังเป้ยอี้ หรือไป๋จู (ไข่มุกสีขาว)

นางโลมที่มาทำงานในหอฮุ่ยเหรินจะถูกตั้งฉายาด้วยคำแรกว่าไป๋ สีขาวบริสุทธิ์ที่จะดึงดูดเหล่าบุรุษมากตัณหาเข้ามาไม่หยุด เช่นเดียวกับนางที่มีฉายาว่าไป๋หลัน กล้วยไม้สีขาวที่น่าลิ้มลองผู้นี้ แต่กลับมิเคยได้เชยชมบุรุษรูปงามแม้แต่คนเดียว!

น่าเจ็บใจยิ่งนัก!

เหตุใดสิ่งดีๆ ล้วนแต่ตกเป็นของไป๋จู หญิงที่ทะนงตนไม่ยอมขายเรือนร่างของตนเองผู้นั้นด้วย!

ไป๋หลันส่งแขกทั้งสองเข้าห้องเรียบร้อยก็เดินจากมาเพื่อไปรับแขกท่านอื่นต่อ เหลือไว้เพียงบุรุษสองคนในห้องกับอีกหนึ่งหญิงงาม ที่มีม่านบดบังเอาไว้

ทว่าเมื่อนางลงมือเล่นพิณ ร่างกายของเมิ่งอวิ๋นก็แข็งทื่อ หัวใจรวดร้าวคล้ายถูกดาบนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามา ความทรงจำมากมายหลั่งไหลไม่จบสิ้น เมิ่งอวิ๋นยกมือขึ้นกุมศีรษะของตนเองเอาไว้ หลับตาลงเพื่อหยุดความทรงจำมากมายที่มันประดังเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? แค่เสียงพิณไม่น่าจะทำให้ร่างกายนี้มีปฏิกิริยาเช่นนี้ได้เลย

เมื่อความสงสัยเกิดขึ้น เมิ่งอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวหลังม่านที่กำลังบรรเลงพิณด้วยท่วงท่าที่อ่อนช้อย ใบหน้างดงามไร้ที่ติแม้จะถูกบดบังเอาไวด้วยม่านตรงหน้า ทว่าเขาจำได้ดีไม่มีวันลืม นางผู้นั้นคือคนที่ทำให้เมิ่งอวิ๋นต้องตาย

คือคนที่ทำให้เมิ่งอวิ๋นต้องมีจุดจบเช่นนี้...

คือนางในดวงใจของบุรุษไร้ใจผู้นั้น

ถังเป้ยอี้! เป็นนางจริง ๆ





                         TBC





มาโหวดกันเต๊อะ

ถังเป้ยอี้เป็นคนดี กด1

ถังเป้ยอี้เป็นคนไม่ดี กด2

ถังเป้ยอี้เป็นคนธรรมดา กด3

ถังเป้ยอี้เป็นยังไงก็ช่างเขาสิ กด4 


เมิ่งอวิ๋น




ออฟไลน์ kong6336

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-2
กด4 เป็นอะไรก็ได้ หนูเมิ่งเวอร์ชั่นนี้ เอาตัวรอดได้แน่นอน

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2754
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
กด4 ไปรัวๆ ตัวประกอบแค่มาเพื่อส่งเสริมให้คนเขารักกัน เราจะทำเป็นมองๆ ผ่านไปก็ได้
#สูดหายใจเข้าลึกๆ เก็บไม้เก็บมือที่จะไม่จิกหัว

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 178
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
[9] 50%


 

ถังเป้ยอี้

เมิ่งอวิ๋นไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ในที่สุดเขาก็ได้พบกับนาง นางผู้เป็นดวงใจของบุรุษผู้นั้นเสียที มือบางบีบถ้วยชาอย่างแรงตามอารมณ์ที่ปะทุขึ้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอถังเป้ยอี้เร็วขนาดนี้

ไม่คิดเลยจริง ๆ

ติงหยุนมู่ที่เดิมทีกำลังเพลิดเพลินไปกับเสียงพิณที่แสนไพเราะ แต่แล้วกลับต้องสะดุดสายตากับแววตาและสีหน้าของเมิ่งอวิ๋นด้วยความไม่เข้าใจ เดิมทีสหายของเขาแม้จะร้ายกาจและโหดร้ายบ้างเป็นบางเวลา แต่มิใช่คนที่จะกระทำสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล

ยิ่งไม่มีวันจับจ้องใครอย่างน่ากลัวเช่นตอนนี้แน่นอน!

ติงหยุนมู่รู้สึกขนลุกชันไปทั้งร่าง คล้ายว่าต้องลมหนาวจนร่างกายเกือบจะสั่นสะท้าน มองสหายรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วยแววตาไม่เข้าใจ สิ่งใดเกิดขึ้นกับเมิ่งอวิ๋นกัน เหตุใดบรรยากาศรอบกายจึงได้เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้

“เจ้า...รู้จักกับนางงั้นหรือ?”

เดิมทีเขาเพียงหวังให้เมิ่งอวิ๋นได้เพลิดเพลินไปกับเสียงพิณและความงดงามที่เลื่องลือของอี้จี้[1] ผู้นี้ แต่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเมิ่งอวิ๋นจะไม่เพียงไม่เพลิดเพลิน กลับทำสีหน้าราวกับแค้นเคืองกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เห็นเช่นนี้แล้วติงหยุนมู่ก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย

“ไม่รู้จัก”

ไม่รู้จัก? แต่เจ้ามองนางราวกับจะฉีกเนื้อนางน่ะหรือ?

คนไม่รู้จักที่ไหนเขามองกันเช่นนี้เล่า! ติงหยุนมู่อยากจะตะโกนใส่หน้าของสหายรักเสียเหลือเกิน เพียงแต่บรรยากาศรอบกายที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาไม่อำนวยให้เขาได้เอ่ยคำใดออกไปเลย ได้แต่ยกชาเลิศรสที่ตอนนี้ไม่อาจรู้รสได้ขึ้นมาดื่มเท่านั้น

คำว่าน่ากลัวไม่อาจใช้กับเมิ่งอวิ๋นได้

หากจะกล่าวให้ถูกคงเรียกว่า นางหวาดหวั่นเสียมากกว่า สีหน้าที่ราวกับเจอสิ่งที่ตามหาอย่างไม่คาดคิด ช่างให้ความรู้สึกอึดอัดเสียจนหายใจไม่ออกจริง ๆ

“เจ้าแน่ใจหรือ? มิใช่ว่า เอ่อ นางเคยล่วงเกินจ้าหรอกนะ” เมิ่งอวิ๋นกะพริบตาสองสามครั้ง ดวงตาที่เคยวาววับแปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส ไร้สิ่งใดเจือปน ถึงขนาดที่ติงหยุนมู่ที่เห็นเองกับตายังตกตะลึงและงุนงงไปครู่ใหญ่

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ข้าเพิ่งจะเคยพบนางเป็นครั้งแรก แล้วจะถูกนางล่วงเกินได้เช่นไร”

ใช่! สำหรับเขาที่เป็นเซี่ยอี้เจินนั้นแล้วนั้น ถังเป้ยอี้ผู้นี้เขาเพิ่งได้พบครั้งแรก

ทว่า...สำหรับเมิ่งอวิ๋นแล้ว นางไม่ใช่เพียงล่วงเกิน ทั้งยังเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์บัดซบที่ทำให้เมิ่งอวิ๋นต้องสิ้นใจ!

“เช่นนั้นทำไมเจ้าต้องมองนางราวกับว่าจะฉีกเนื้อนางเช่นนั้นด้วยเล่า”

ฉีกเนื้อ? หากทำได้เขาคงทำไปแล้ว แต่เมื่อทำไม่ได้คงมีแต่จะต้องอดทน ข่มความเกลียดชังที่มันมากล้นเอาไว้ภายใน

แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด นางผู้นี้สำคัญต่อบุรุษผู้นั้นมาก แม้ว่าเขาปรารถนาจะแก้แค้นแทนเมิ่งอวิ๋นมากแค่ไหน ก็ไม่อาจเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงแล้วทำลายสัญญาที่ให้ไว้กับเมิ่งอวิ๋น

สิ่งที่เขาจะต้องทำมีเพียงดูแลครอบครัวของเมิ่งอวิ๋นให้มีความสุข ไม่ให้ทุกข์ทรมานใจกับเรื่องของเมิ่งอวิ๋น เพียงคิดถึงภาพที่ผู้เป็นมารดาและบิดาของเมิ่งอวิ๋นต้องตรอมใจ ร่ำไห้กับการสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รัก เขาก็ทนไม่ได้แล้ว ไหนจะเมิ่งลู่เหยา พี่ชายที่แสนดีที่ห่วงใยเมิ่งอวิ๋นยิ่งกว่าตนเองผู้นั้นอีก เขาจะปล่อยให้ต้องเสียใจได้อย่างไร

ไม่ว่าจะยังไง เขาก็จะต้องปกป้องดูแลทุกคนแทนเมิ่งอวิ๋นให้ได้

นั่นคือสิ่งที่เขาใช้แลกมากับชีวิตในตอนนี้ ซึ่งเขายินดียอมรับมันอย่างเต็มใจ

“เจ้าคงตาฝาดแล้วกระมัง”

“งั้นหรือ?”

“ใช่ ข้าไม่เคยพบนางมาก่อนจะมองนางเช่นนั้นไปทำไมกัน” เดิมทีติงหยุนมู่ยังไม่อาจปักใจเชื่อในคำของเมิ่งอวิ๋นได้ แต่เมื่อลองคิดทบทวนดูแล้วก็เป็นจริงดังที่สหายกล่าวมา คนไม่เคยพบกันมาก่อนจะมีเรื่องขัดเคืองใจอันใดกันได้ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เห็นทีเขาคงจะตาฝาดไปเองจริง ๆ

ทันทีที่ได้ข้อสรุป ติงหยุนมู่ก็เบิกบานใจ ฟังเสียงบรรเลงพิณได้อย่างสบายอารมณ์ หลับตาลงเพลิดเพลินไปกับมันโดยไม่รู้เลยว่า แววตากระจ่างใสของคนข้างกาย มันแปรเปลี่ยนเป็นวาววับไปแล้ว

ทางด้านของถังเป้ยอี้ที่อยู่หลังม่านนั้น สายตาของนางก็เหลือบมองลูกค้าใหม่ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น นางไม่เคยได้พบคนหนุ่มมากนัก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่นางต้องลอบมองพวกเขาแต่อย่างใด หากแต่นางรับรู้ได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตร รู้สึกได้ถึงการคุกคามจนทำให้นางอดหวาดหวั่นในใจไม่ได้

นางไม่รู้จักคุณชายทั้งสองคนนี้

จะบอกว่ามีความแค้นเคืองต่อกันย่อมเป็นไปไม่ได้

ถ้าเช่นนั้นแล้วสาเหตุใดกันที่ทำให้เขามองนางด้วยแววตา ที่แม้แต่นางยังไม่เข้าใจว่านางไปทำสิ่งใดให้

ถังเป้ยอี้ยังคงไม่อาจหยุดความสงสัยในตัวของนางลงได้ นางจับจ้องไปที่บุรุษทั้งสอง แม้จะหลงใหลในรูปโฉม แต่นางก็ไม่คิดจะมีสัมพันธ์กับผู้ใด นางเพียงถูกใจความหล่อเหลาและงดงามของบุรุษแปลกหน้าทั้งสองคนเท่านั้น

ชายผู้หนึ่งหล่อเหลาดึงดูดสายตา จนหัวใจนางยังตกหลุมรอยยิ้มของเขา

บุรุษอีกผู้นั้นงดงามดูตรึงใจ ทว่าแววตาที่เขามองนางนั้น มันเต็มไปด้วยแรงอาฆาตจนนางยังสามารถรู้สึกถึงมันได้ชัดเจน แม้ว่านางจะไม่สนใจว่าผู้ใดจะมองนางเช่นไรนัก แต่เมื่อถูกมองในระยะใกล้เช่นนี้แล้ว นางจะไม่สนใจได้หรือ

เมื่อการบรรเลงจบลง ความเงียบก็กลับเข้ามา

“คุณชายทั้งสอง ไม่ทราบพอใจกับการบรรเลงของข้าหรือไม่เจ้าคะ”

บางทีอาจจะเป็นการบรรเลงของนางก็เป็นได้ที่ทำให้บุรุษผู้นั้นเกิดความไม่พอใจ

“ข้าและสหายพอใจมาก ไม่ทราบแม่นางไป๋รังเกียจหรือไม่ หากจะร่วมดื่มชากับข้าทั้งสอง” ถังเป้ยอี้ชำเลืองมองใบหน้าของบุรุษที่เคยมองนางอย่างน่ากลัว เพื่อประเมินสีหน้าของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าอีกคนเพียงยกชาขึ้นดื่มไร้สีหน้าและแววตาที่คุกคามต่อนาง นางจึงพอจะวางใจลงได้

“หากเป็นความปรารถนาของคุณชาย ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ” ถังเป้ยอี้วางตัวนอบน้อมและงามสง่าจนเมิ่งอวิ๋นที่ดูคล้ายมิได้สนใจนางยังอดชื่นชมไม่ได้

ถังเป้ยอี้เดินออกมาจากหลังฉาก ใบหน้างดงามไร้ที่ติปรากฏสู่สายตาของเมิ่งอวิ๋น ดวงตาเรียวคล้ายหงส์สาว ริมฝีปากอิ่มเอิบถูกแต้มสีจนน่าหลงใหล จมูกเชิดรั้นบ่งบอกว่าเจ้าของมันถือตนมากเพียงใด เมิ่งอวิ๋นไม่ปฏิเสธเลยว่านางงดงามจนสั่นหัวใจชายคนใดก็ตามที่ได้ใกล้ชิด เพียงได้มองสักครั้งคงยากจะลืม

เขาไม่แปลกใจเลยที่หลี่เจี้ยนเฉิงผู้นั้นจะรักจนต้องสังเวยความรักของตนด้วยชีวิตของใครอีกคน

เมิ่งอวิ๋นดูท่าจะคาดการผิด ความรักในใจของชายผู้นั้นที่มีต่อถังเป้ยอี้ผู้นี้ คงไม่อาจเทียมกับสิ่งใดได้ ความงดงามที่สามารถเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้เช่นนี้ สิ่งใดเล่าจะสามารถไปเทียบเคียงได้

“ไม่ทราบคุณชายทั้งสองเป็นคนเมืองใดหรือเจ้าคะ ข้าไม่เคยพบพวกท่านเลย” ติงหยุนมู่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

“ข้าและสหายเป็นคนเมืองหลวง แต่ก็ถูกของแม่นางที่กล่าวมา ด้วยข้าและสหายนั้น ไม่เคยมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้จริงๆ”

“เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ” แม้ปากจะเอ่ยถาม แต่สองมือก็ยังคอยทำหน้าที่เติมน้ำชาให้ทั้งสองอย่างเอาใจใส่

“ข้าต้องเดินทางไปดูแลกิจการนอกเมืองบ่อยครั้ง ส่วนสหายของข้านั้น...” ติงหยุนมู่หยุดนิ่ง ไม่ได้เอ่ยต่อ จะบอกได้เช่นไรว่าก่อนนี้สนใจในตัวแม่ทัพหลี่จนไม่มีดวงตาไว้มองผู้ใดอีก เมิ่งอวิ๋นเองก็พอเข้าใจ จึงระบายยิ้มบางๆ ส่งให้กับถังเป้ยอี้อย่างจำใจ

“ข้านั้นเพิ่งจะหายป่วย จึงถูกสั่งห้ามไปที่ใดคนเดียว” ถังเป้ยอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มให้เขาทั้งสอง ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“เป็นเช่นนี้ ต้องขออภัยที่ข้าถามละลาบละล้วงพวกท่านด้วยนะเจ้าคะ” แม้สีหน้าของนางจะมีความรู้สึกผิดฉายอยู่บนนั้น ทว่าสำหรับเมิ่งอวิ๋นแล้ว ดูไม่ต่างจากการเล่นละครแม้แต่น้อย

ถังเป้ยอี้ผู้นี้ ก็คงไม่ได้งดงามบริสุทธิ์ดังที่แสดงออกมาให้เห็นสินะ เมิ่งอวิ๋นนับว่ามองคนไม่ผิดจริง ๆ

“ไม่เป็นไร ๆ เรื่องแค่นี้สหายข้าย่อมไม่ถือสาหาความกับเจ้าหรอก”

เมิ่งอวิ๋นได้แต่ค่อนขอดอีกฝ่ายในใจ คนไม่ถือสามันเจ้าหรือเปล่า ข้าไม่ถือสาได้หรือไร? แต่เพื่อเป็นการไม่หักหน้าแก่สหายที่ดีเช่นติงหยุนมู่ เมิ่งอวิ๋นจึงได้แต่ข่มกลั้นอาการอยากตอกกลับเอาไว้ในใจ แสร้งสนใจรสชาติของชาที่ดื่มมากกว่าการสนทนาที่ไร้ความจริงใจ

ไม่สิ...ต้องบอกว่ามีเพียงแค่สหายของเขาเท่านั้นที่จริงใจ ส่วนอีกคนเพียงเป่าลมออกมาเท่านั้น

เขาได้แต่มองทั้งคู่สนทนาในเรื่องต่างๆ กันเงียบๆ เก็บรายละเอียดความสนใจของนางเอาไว้ในใจไปด้วย แต่น่าเสียดายนัก นางผู้นี้ไม่เปิดเผยความสนใจออกมาอย่างชัดเจน ทำเพียงถามไปทางซ้ายเดินไปทางขวาสุดท้ายก็มาโผล่ข้างหน้า ราวกับทุกสิ่งนั้นนางไม่ได้สนใจเป็นพิเศษเลย

ติงหยุนมู่ก็ช่างใสซื่อ เห็นทีเขาจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันหญิงงามเอาไว้ให้อีกฝ่ายมาหน่อยเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นไม่ว่าความลับใดก็คงเปิดปากบอกกล่าวไปเสียหมด

ช่างเป็นสหายที่ดูออกง่ายเหลือเกินนะ

 

50%

 

ติงหยุนมู่! หนูจะหลงสาวจนบอกเขาหมดไม่ได้นะลูกกก เอ็นดูเหลือเกิน เรายังให้คุณเลือกเหมือนเช่นเคย

1 ถังเป้ยอี้เป็นคนดี

2 ถังเป้ยอี้เป็นคนไม่ดี

3 ถังเป้ยอี้เป็นคนธรรมดา

4 เรื่องของนางเถอะ


เมิ่งอวิ๋น


[1] นางโลมที่ขายศิลปะไม่ขายร่างกาย

 


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด