แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (17) 100% (19/01/64)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (17) 100% (19/01/64)  (อ่าน 5838 ครั้ง)

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3515
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[12] 100%


เมิ่งอวิ๋นเดินมาตามเส้นทางที่คุ้นเคย ไม่นานนักก็พบกับห้องของเมิ่งลู่เหยา เขายืนมองประตูที่ปิดสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ลังเลใจว่าจะเคาะดีหรือไม่ ด้วยกลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของเมิ่งลู่เหยาเข้า แต่ไม่นานเมิ่งอวิ๋นก็ตัดสินใจเคาะประตูทันที

“พี่ใหญ่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?” เมิ่งลู่เหยาที่อยู่ภายในห้องเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจ แต่ทว่าก็ตอบน้องชายออกไปอยู่ดี

“เข้ามาสิ”

เมิ่งอวิ๋นได้ยินคำอนุญาตก็ใจชื้นขึ้น ลอบเป่าปากก่อนจะผลักประตูไม้เข้าไปด้านใน เขามองพี่ชายที่เปิดตำราค้างเอาไว้ แต่ดวงตากลับมามองมาที่เขาด้วยความรู้สึกเกรงใจไม่น้อย เมิ่งลู่เหยาพอจะคาดความคิดของเมิ่งอวิ๋นได้จึงชิงปิดตำราแล้วเอาไปวางไว้ ก่อนจะเดินเข้ามาหาน้องชายคนเดียวของเขาแทน

“เจ้ามีอะไรกับพี่หรือเสี่ยวอวิ๋น?” เมิ่งอวิ๋นถูกฝ่ามือใหญ่ที่แสนอบอุ่นของเมิ่งลู่เหยาทำให้ใจไขว้เขว จนต้องกัดริมฝีปากของตนเองเอาไว้

“พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากรบกวนพี่ใหญ่”

“รบกวนอะไรกัน มีอะไรให้พี่ช่วยเจ้าก็บอกมาเถอะ ไม่ได้รบกวนอะไรพี่หรอก” เมิ่งอวิ๋นได้แต่กำมือแน่น ยิ่งได้เห็นว่าเมิ่งลู่เหยามีความรักให้เขาเท่าไร หัวใจก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น เพราะสิ่งที่เขามองเห็นตรงหน้า คือภาพของตัวเขาเองในอดีตที่รักเซี่ยเฟิงเช่นเดียวกัน

“อีกไม่กี่วันก็จะเป็นงานมงคลของอามู่แล้ว...”

“แล้วอย่างไรหรือ?” เมิ่งอวิ๋นอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองใบหน้าของเมิ่งลู่เหยาแล้วพูดขึ้น

“คือข้ายังไม่รู้ว่าจะหาสิ่งใดไปเป็นของขวัญ ไม่ทราบพี่ใหญ่พอจะรู้จักร้านใดในเมืองหลวงที่ข้าพอจะหาผ้าเนื้อดี หรือของติดกายให้อามู่ได้บ้างหรือไม่” เมิ่งลู่เหยาลอบถอนหายใจในใจตนเองเงียบๆ เดิมเขาคิดว่าจะเป็นเรื่องของหลี่เจี้ยนเฉิงเสียอีก เมื่อเป็นเรื่องนี้เขาย่อมยินดียิ่ง และอดรู้สึกดีใจไม่ได้ที่น้องชายเลือกจะมาปรึกษาเขา

นั่นย่อมหมายความว่าเสี่ยวอวิ๋นของเขาคิดจะพึ่งพาเขาบ้างแล้ว

เมิ่งลู่เหยายืดกายขึ้น ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีจนลิ้นปรี่

“เรื่องผ้าเนื้อดีเจ้าคงจะลืมไปแล้วไม่แปลกอะไรนัก แต่สกุลเมิ่งของเรา หาได้มีเพียงเหลาอาหารจื่อเค่อเท่านั้นหรอกนะที่เลื่องชื่อ” เมิ่งอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นราวกับจะถามว่า ยังมีอย่างอื่นอีกหรือก็ไม่ปาน

ส่วนเมิ่งลู่เหยาที่มองเห็นท่าทางและสีหน้าเช่นนั้นก็พลอยหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใครว่าน้องชายของเขาไม่น่ารักกัน ดูใบหน้างดงามในยามนี้ที่ไม่ปกปิดความแปลกใจสิ มันทั้งน่ารักและน่าเอ็นดูยิ่งกว่าสิ่งใดเสียอีก

“สกุลเมิ่งเปิดร้านมากมาย ทว่ามีเพียงเหลาจื่อเค่อเท่านั้นที่เปิดอยู่ในเมืองหลวง”

หมายความว่ายังไงกัน?

“สกุลเมิ่งยังมีการค้าอย่างอื่นอีกหลาก เช่นการค้าผ้า ไข่มุก อัญมณีและอีกมากมายหลายอย่างนัก”

“ร้านพวกนั้นอยู่ที่ใดหรือพี่ใหญ่”

“ถูกกระจายไปเปิดตามเมืองอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับตามองมากเกินไป” เมิ่งอวิ๋นได้รับรู้ถึงความร่ำรวยไม่มีที่สิ้นสุดของสกุลเมิ่งก็เกิดความสงสัย

“เช่นนั้นผู้ใดดูแลเล่า ในเมื่อท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่และข้าล้วนแต่อยู่ที่เมืองหลวง” เมิ่งลู่เหยาลูบศีรษะของเมิ่งอวิ๋นด้วยความเอ็นดู พร้อมกับแถลงไขข้อสงสัยของน้องชาย

“ย่อมเป็นสกุลเมิ่งคนอื่นในสายรองอย่างไรเล่า เหลาอาหารจื่อเค่อคือสิ่งที่ท่านปู่มอบให้ท่านพ่อ ส่วนกิจการอื่นๆ นั้นก็ล้วนแต่เป็นของท่านพ่อเช่นกัน”

“...”

“แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ใช่ว่าท่านพ่อจะใจร้ายใจดำ ไม่มอบสิ่งใดให้ท่านอาทั้งหลายเลย จึงได้ให้พวกเขาควบคุมดูแลโดยที่จะต้องขึ้นตรงต่อท่านพ่อ”

“เช่นนั้น...จะไม่มีการคดโกงหรือพี่ใหญ่” เมิ่งลู่เหยาที่ได้ยินคำถามก็ได้แต่หัวเราะออกมาเสียงดัง

“ย่อมมี แต่ท่านพ่อมิใช่คนโง่ เจ้าคิดว่าจะไม่มีผู้ใดเป็นมือเป็นเท้าให้ท่านพ่อเชียวหรือ?”

เมิ่งอวิ๋นเบิกตากว้าง เล่ห์เหลี่ยมพวกนี้ในวงธุรกิจของเขานั้น เขาได้พบเจอมามาก สิ่งที่เรียกว่าไส้ศึกหรือหนอนบ่อนไส้ที่คอยสอดส่องและนำความลับมาบอก เขาย่อมต้องเคยพบเจอ

เพียงแต่เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่า...บิดาของเมิ่งอวิ๋นจะใช้วิธีนี้เช่นกัน

เก่งกาจเกินไปแล้ว!

เห็นเมิ่งอวิ๋นอ้าปากค้างตกตะลึงในสิ่งที่ได้ยินเมิ่งลู่เหยาก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดู มาลองคิดดูแล้วเพราะท่านพ่อของเขาและเมิ่งอวิ๋นร้ายกาจมิใช่หรือ เมิ่งอวิ๋นจึงได้มีนิสัยไม่ต่างจากบิดานัก แต่สิ่งที่แตกต่างกันคงจะเป็นประสบการณ์เสียมากกว่า เพราะเมิ่งหยวนนั้นผ่านร้อนหนาวมามาก แต่เมิ่งอวิ๋นอายุเพียงแค่สิบกว่าหนาว จะมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นบิดาได้อย่างไร

เมิ่งอวิ๋นคิดถึงจุดนี้แล้วก็ตกใจยิ่งนัก

“อย่าห่วงเลย เรื่องนี้พี่จะไปบอกกล่าวแก่ท่านแม่เอง รับรองว่าของขวัญที่เจ้าจะให้ติงหยุนมู่ไม่น้อยหน้าผู้ใดอย่างแน่นอน”

เมิ่งอวิ๋นมองพี่ชายด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ ความเอาใจใส่และรักใคร่น้องชายของเมิ่งลู่เหยามันช่างชวนให้อิ่มเอมใจเหลือเกิน เป็นเช่นนี้แล้วเมิ่งอวิ๋นช่างโชคดีนัก เพราะแม้แต่ตัวเขา...ยังไม่อาจได้รับสิ่งนี้จากใครนอกจากป้าหวง คิดเช่นนั้นแล้วเขาก็ได้แต่กลืนความเจ็บช้ำลงไปในลำคอ

“ขอบคุณพี่ใหญ่ ข้า...”

แม้อยากจะพูดอะไรที่มากไปกว่านี้ หรือบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นน้องชายแท้ๆ ของอีกฝ่าย แต่เขาก็ทำใจพูดมันออกไปไม่ได้ สีหน้าและแววตาจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและคิดไม่ตก ส่วนเมิ่งลู่เหยานั้นไม่ได้รู้เลยถึงความคิดของเมิ่งอวิ๋น เพียงแค่เห็นว่าน้องชายนิ่งเงียบไปจึงอดห่วงไม่ได้จนต้องใช้หลังมือแตะที่หน้าผากเล็ก เพื่อตรวจดูว่าร่างกายของน้องชายไม่ได้ร้อนด้วยพิษไข้

“เจ้าป่วยหรือ? ไม่สบายที่ใด เหตุใดจึงได้ทำสีหน้าเช่นนี้” เมิ่งอวิ๋นจับมือที่แสนอบอุ่นเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้า

“ข้าสบายดี เพียงอดรู้สึกตื้นตันไม่ได้ที่พี่ใหญ่ รักและดีต่อข้ามาเสมอ”

แม้ว่าเมิ่งอวิ๋นจะทำตัวร้ายกาจเพียงใด พี่ชายคนนี้ก็ไม่เคยต่อว่า ยังปกป้องด้วยทุกอย่างที่มี

คนดีเช่นนี้...เขาจะไม่ดูแลได้อย่างไร

“เด็กโง่...เจ้าเป็นน้องชายของพี่ หากไม่ดีต่อเจ้า พี่จะไปดีต่อใครได้อีกเล่า จริงหรือไม่?” เมิ่งลู่เหยาระบายยิ้มออกมา โยกศีรษะของน้องชายด้วยความเอ็นดู

เมิ่งอวิ๋นยิ้ม พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ทั้งที่ในอกมันทั้งหวานล้ำและขมขื่นไปพร้อมกัน ความอิจฉาที่ไม่อาจเป็นครอบครัวของเมิ่งลู่เหยาได้มันตีตื้นขึ้นมา อิจฉาเมิ่งอวิ๋นที่มีครอบครัวที่รักใคร่ ในขณะที่เขา...ไม่มีใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคุณปู่หรือแม้แต่น้อยชายตัวเอง ขนาดคนที่รักยังลงมือฆ่าเขาให้ตายได้อย่างเลือดเย็น

หรือชีวิตของเขา...ไม่ควรได้พบกับความสุข

ไม่ควรได้รับความรักกัน

“เอาล่ะ เจ้ากลับไปที่ห้องเถิด พี่จะไปคุยกับท่านแม่ให้”

“ข้าฝากพี่ใหญ่ด้วยนะขอรับ”

เมื่อมั่นใจแล้วว่าจะมีของติดมือไปฝากสหายอย่างติงหยุนมู่แน่นอน เมิ่งอวิ๋นก็เดินออกมาจากห้องของเมิ่งลู่เหยา ในตอนนี้เขายังไม่สามารถทำสิ่งใดตอบแทนเมิ่งลู่เหยาได้

ร่างบางเดินตรงกลับไปที่ห้องของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยการครุ่นคิด ขนาดเดินก้าวเข้ามาถึงภายในห้องยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ในขณะที่เมิ่งอวิ๋นกำลังจะหย่อนตัวลงนั่งบนตั่งของตนเอง เสี่ยวหลงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องด้วยท่าทางรีบร้อน เนื้อตัวเปียกปอนจนหนาวสั่น แต่ก็ไม่อาจทำให้เสี่ยวหลงหยุดความตื่นรตระหนกกับสิ่งที่ได้รับรู้มาลงไปได้

“นายน้อยขอรับ นายน้อย!” เมิ่งอวิ๋นเด้งตัวขึ้นจากตั่งทันที สีหน้ามีความร้อนใจอยู่ในเห็นเมื่อได้เห็นเสี่ยวหลงเป็นเช่นนี้

“มีสิ่งใด เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

“เมื่อครู่บ่าวไปตลาดมา ได้ยินข่าวเกี่ยวกับแม่นางในหอฮุ่ยเหรินและ เอ่อ” เมิ่งอวิ๋นขมวดคิ้ว มองเห็นความลังเลในสีหน้าและแววตาของเสี่ยวหลง

“เจ้าพูดมาเถิด”

“กับท่านแม่ทัพหลี่ขอรับ”

หัวใจดวงน้อยของเมิ่งอวิ๋นหล่นลงสู่พื้น ทั้งที่รู้ดีว่านี่คืออาการตกค้างของความรู้สึกที่เมิ่งอวิ๋นทิ้งเอาไว้ แต่เขาก็ยังไม่อาจหยุดความรู้สึกที่มีนี้ได้ เมิ่งอวิ๋นเพียงแค่นยิ้มออกมา เอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“ได้ยินมาว่าอย่างไร” เสี่ยวหลงก้มใบหน้าลงต่ำ เพราะมันไม่กล้ามองแววตาที่ฉายความเจ็บปวด และสีหน้าอันทุกข์ทรมานของผู้เป็นนายได้ แม้ตนจะเป็นผู้นำข่าวในครั้งนี้มาบอกกล่าวเอง แต่ก็เพียงเพราะ...ปรารถนาให้นายน้อยของมันได้ตัดเยื่อใยต่อแม่ทัพหลี่ผู้นั้นเสียที

“บ่าวได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพพาแม่นางผู้หนึ่งจากหอฮุ่ยเหรินไปที่จวนขอรับ”

“...” งั้นหรือ...คงจะลงเอยกันดังที่ควรเป็นแล้วสินะ

สิ่งที่ได้ยินมาไม่ได้ทำให้เมิ่งอวิ๋นแปลกใจแม้แต่น้อย เดิมทีทั้งสองก็รักกันมาเหลือเกินอยู่แล้ว แต่เพราะมีเมิ่งอวิ๋นเป็นตัวขัดขวางความรัก ทุกอย่างจึงได้หยุดชะงักลงไป เมื่อเมิ่งอวิ๋นทำร้ายดวงใจของหลี่เจี้ยนเฉิง อีกฝ่ายก็ไม่คิดปรานีใดๆ ต่อเมิ่งอวิ๋นอีก

โทษทัณฑ์ของเมิ่งอวิ๋นจึงเป็นการอยู่ไม่สู้ตาย

“นายน้อย...”

สีหน้าของท่าน...มันแสดงออกว่าเจ็บปวดอยู่นะขอรับ

ทั้งที่ปรารถนาเพียงให้นายน้อยของตนตัดใจเสีย แต่ตัวของเสี่ยวหลงเองก็ลืมคิดไปว่าสิ่งที่จะมาก่อนการตัดใจ คือความเจ็บปวดที่ไม่อาจได้รับหัวใจจากคนที่รักได้

“ข้าไม่เป็นไร เจ้าอย่าห่วงเลย”

ต่อให้หัวใจบีบรัดจนรวดร้าวก็ตามที

“บอกข้าหน่อย นางผู้นั้นมีนามว่าอะไร” เสี่ยวหลงเริ่มไม่อยากจะบอกสิ่งใดต่อนายน้อยของตนอีกแล้ว แต่เมื่อถูกถามมาเช่นนี้ ก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากตอบออกไปตามความจริง

“บ่าว บ่าวได้ยินว่านางคือไป๋จูจากหอฮุ่ยเหรินขอรับ”

เป็นนางจริงๆ

เมิ่งอวิ๋นได้แต่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทั้ง ๆ ที่เขาเพียงอยากจะหัวเราะให้กับชะตาและความรักของชายหญิงคู่นั้น แต่เสียงที่เปล่งออกมามันกลับเต็มไปด้วยความเศร้า ความเสียใจ และความปวดร้าวจนใครที่ได้ฟังล้วนแต่ต้องปวดใจตาม

“เจ้า อึก เจ้าออกไปก่อน”

“แต่นายน้อย...”

“ข้า อยากอยู่ลำพัง”

ในตอนนี้ร่างกายและความรู้สึกของเมิ่งอวิ๋นนั้น นับว่าใกล้จะถึงขีดสุดเต็มที น้ำตากำลังเอ่อล้นขึ้นมาจนแทบจะไหลริน หัวใจก็เจ็บปวดราวกับว่ามันได้แตกสลายลงไปเสียแล้ว เสี่ยวหลงมองใบหน้าของผู้เป็นนายอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูลงเพื่อไม่ให้ผู้ใดเห็นสภาพของนายน้อยในตอนนี้

เสี่ยวหลงดวงตาแดงก่ำ ใช้หลังมือเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้มด้วยความปวดใจและคับแค้นใจ ท่านแม่ทัพช่างใจร้ายยิ่งนัก ทั้งที่นายน้อยของมันรักและเทิดทูนบูชาขนาดนี้ กลับไม่ยอมชายตาแลแม้แต่ความรักสักเศษเสี้ยวหนึ่ง นายน้อยก็เช่นกัน ทั้งที่ไร้ความทรงจำแต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึก เป็นเช่นนี้แล้ว...จะสามารถลืมเขาได้จริง ๆ หรือ

ส่วนเมิ่งอวิ๋นเมื่อเห็นว่าประตูปิดลงไปแล้วก็ปลดปล่อยให้หัวใจของเมิ่งอวิ๋น ได้หลั่งน้ำตาและความเสียใจออกมาให้เต็มที่ มือบางกดลงที่ตำแหน่งของอกข้างซ้าย พยายามควบคุมการบีบรัดตัวของมันทั้งที่เขาเองก็รู้ดีว่าทำไปก็เปล่าประโยชน์

ตอนนี้เมิ่งอวิ๋นกำลังเจ็บปวดเพราะเขาคนนั้น กำลังร่ำร้องตะโกนออกมาอย่างน่าสงสาร

เขาที่เป็นเจ้าของร่างคนใหม่ ก็ทำได้เพียงแค่ปล่อยให้ความรู้สึกของเจ้าของเดิมได้ปล่อยออกมาพร้อมกับปลอบใจ

“เมิ่งอวิ๋น ผมรู้ ว่าคุณเสียใจ”

“ผม ฮึก เข้าใจความรู้สึกของคุณนะครับ ผมเข้าใจทุกอย่าง ถึงได้อยากให้คุณตัดใจจากเขา”

ทั้งที่รู้ว่าเมิ่งอวิ๋นไม่มีวันได้ยินเสียงของเขา แต่เขาก็ยังคงพูดมันออกมา อย่างน้อย...หัวใจที่กำลังทำงานหนักและแหลกสลายอยู่ในตอนนี้ ก็ได้ยินเสียงของเขาชัดเจน

“คุณต้องเจ็บอีกแค่ไหน ต้องทรมานเพราะเขาอีกเท่าไรหรือครับ...”

เขา ทิ้งตัวทรุดกายลงกับพื้นทั้งที่มือข้างหนึ่งยังไม่อาจละออกไปจากอกข้างซ้ายของตัวเองได้

“คุณถึงจะหยุดรักเขา แล้วรักตัวเองเสียที”

“เมิ่งอวิ๋น...หยุดรักเขาเถอะนะ ผมขอร้อง”

บางที...เหตุการณ์ครั้งนี้ อาจจะทำให้หัวใจที่มั่นคงในรักดวงนี้ ได้ตัดใจจากผู้ชายคนนั้นจริง ๆ เสียที





TBC





ความจริงจากเหตุการณ์น่าเป็นห่วงของประชาชนในตอนนี้แมวเองคิดว่าจะแจ้งหยุดอัพนิยายด้วยซ้ำ เพื่อที่จะได้หลีกทางให้ทุกคนได้เรียกร้องประชาธิปไตยไปก่อน แต่เนื่องจากมันค้างอยู่ที่50% แมวเลยคิดว่า เอาวะ! ลงให้มันจบตอนก่อน แต่อีกใจแมวก็คิดว่าถ้าทุกคนเครียดแล้วจะหาความบันเทิงจากที่ไหน พอคิดแบบนี้ก็อยากลงนิยาย 55555 ลำบากใจเลย

ปล. เรื่องนี้มันมีเหตุและผลแต่พวกคุณต้องอดทนรอนะคะ อย่าเพิ่งเทเรา อย่าเพิ่งทิ้งแมวและน้องเมิ่งนะ อย่าเพิ่งงงงง 
 

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ kokoro

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1146
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +138/-2
ปวดใจไปด้วยเลย สงสารน้องงงง
ยังไงก็ยังเจ็บปวดอยู่ดีซินะ
ท่านแม่ทัพถ้าไม่รีบสร้างผลงาน แม่ยกจะไม่เชียร์แล้วเน้อ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
จะมารอต่อไปเรื่อยๆน้า อย่าลืมมาลงให้กันก้อพออ

สู้ไปด้วยกัน

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[13] 50%


วันสำคัญของติงหยุนมู่

วันนี้คือวันสำคัญของสหายสนิทที่เขาเฝ้ารอคอยมันด้วยความตื่นเต้นยินดี แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าเมิ่งลู่เหยาผู้เป็นพี่ชายรับปากอย่างดิบดีแล้ว ว่าจะถามไถ่มารดาและนำของขวัญที่จะมอบให้ติงหยุนมู่มาให้แก่เขา ทว่าเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสิ่งที่ได้มานั้นคือสิ่งใด จึงทำให้เมิ่งอวิ๋นเริ่มค้นหาบางสิ่งในห้องของตนเอง

ชุดสีอ่อนที่ถูกเสี่ยวหลงเลือกมาให้นับว่าไม่ได้ดูเลวร้ายนัก แต่ด้วยตัวเขาไม่ชื่นชอบสีเช่นนี้นัก จึงได้แต่ยอมรับมันมาสวมบนร่างอย่างไม่เต็มใจ

เมิ่งอวิ๋นเดินไปซ้ายทีขวาทีด้วยท่าทางที่แสนจุวุ่นวาย ดวงตาสีเกาลัดเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าครุ่นคิดเพียรพยายามนึกถึงความทรงจำของเมิ่งอวิ๋นว่ามีสิ่งใดที่พอจะใช้เป็นของขวัญแก่สหายคนนี้ได้บ้างหรือไม่ แม้เขาจะร่ำรวยเงินทองมากมาย แต่ของบางอย่างในห้องนี้ก็ไม่เคยถูกนำมาใช้งานสักครั้ง อีกทั้งยังปล่อยเอาไว้ให้ฝุ่นจับ

“นายน้อย นายน้อยหาสิ่งใด โปรดบอกบ่าวเถิดขอรับ บ่าวจะค้นหาให้เอง” เสี่ยวหลงที่ยืนมองผู้เป็นนายเดินวนไปมาด้วยอาการที่อยากถลาร่างเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก่อนนี้กลับถูกห้ามปรามเอาไว้ จึงได้แต่ยืนนิ่งมองร่างของนายน้อยหาของด้วยตนเอง

“ข้าเคยมีของสิ่งใดที่ไม่เคยแตะต้อง หรือของสำคัญที่ไม่เคยใช้หรือไม่?” เมื่อไม่อาจหาเองได้ เมิ่งอวิ๋นถึงปลงใจและหันมาสอบถามกับเสี่ยวหลงแทน ใบหน้าของเสี่ยวหลงนั้นคล้ายกระรอก จะฉายแววยินดีทุกครั้งที่ถูกใช้งานราวกับได้รับของอร่อย

“หากของที่นายน้อยมีแต่มิเคยใช้ ส่วนใหญ่บ่าวจะเก็บเอาไว้ในหีบขอรับ”

“หีบนี่นะหรือ?” เมิ่งอวิ๋นชี้ไปที่หีบใบใหญ่ที่ถูกปิดเอาไว้สนิท

“ใช่ขอรับ แต่หากจะเป็นพวกของประจำตัวนายน้อย หรือของสำคัญที่นายน้อยต้องการให้เก็บรักษาเอาไว้ บ่าวจะแยกเอาไว้ที่ช่องใต้ตั่งของนายน้อยขอรับ”

ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็มองหีบใบใหญ่ก่อนจะเบนสายตาไปอีกด้านซึ่งเป็นตั่งนอนของตน ใต้ตั่งดูจะเป็นที่เก็บเล็ก ๆ หากจะดูควรมองหีบใบใหญ่เสียก่อนจะดีกว่า

เมิ่งอวิ๋นคิดเช่นนั้นจริงๆ จึงคิดจะเดินเข้าไปหาหีบใบใหญ่ทางซ้ายของตน แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดที่เมิ่งอวิ๋นกลับไม่สามารถเดินเข้าไปหามันได้ ในใจคัดค้านและรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่สำคัญมากอยู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ทั้งสองที่ที่เสี่ยวหลงบอกมา แต่กลับเป็นหลังตู้ใบสูงริมสุดทางขวา

เขาเดินเข้าไปอย่างช้าๆ ใบหน้าขมวดคิ้วจนเป็นปมพยายามคิดว่าสิ่งใดที่อยู่ตรงนั้น เมื่อเดินมาจนถึงหน้าตู้ เมิ่งอวิ๋นก็เอื้อมมือออกไปหวังจะคว้าสิ่งที่ถูกเก็บงำเอาไว้บนตู้ใบใหญ่ออกมา

“นายน้อย!”

เสี่ยวหลงร้องเรียกผู้เป็นนายด้วยความตกใจใบหน้าซีดเผือดเมื่อรู้ว่าสิ่งที่นายน้อยของตนหวังจะคว้ามาคือสิ่งใด เดิมทีตัวเสี่ยวหลงเองก็ลืมเลือนไปเสียแล้วว่าก่อนที่นายน้อยของตนจะจำสิ่งใดไม่ได้นั้น นายน้อยของตนได้เก็บสิ่งหนึ่งเอาไว้อย่างดี เพียงเพื่อจะมอบให้แก่...

หรือนายน้อยจะจดจำได้ขึ้นมาบ้างแล้ว?

“นายน้อยขอรับให้บ่าวหยิบให้เถอะขอรับ” หากตัวของเสี่ยวหลงเป็นผู้หยิบลงมาให้อย่างน้อยก็สามารถหยิบเอาสิ่งอื่นลงมาให้นายน้อยของตนได้ แต่หากนายน้อยเป็นผู้หยิบเองเขาก็เกรงว่าจะหยิบเอาสิ่งนั้นลงมาจริงๆ

“ไม่เป็นไร อ๊ะ! เจอแล้ว”

เจอแล้วหรือ! แย่แน่

ในใจของเสี่ยวหลงคล้ายมีสัตว์นับสิบตัววิ่งเล่นอยู่ในนั้น มันทั้งหวาดกลัวและร้อนใจจนอยากจะแย่งชิงของในมือของนายน้อยออกมาแล้วดูเสียทีว่าจะใช่ของสิ่งนั้นที่เขากำลังคิดหรือไม่ แต่หากทำเช่นนั้นขึ้นมาย่อมต้องเป็นสิ่งน่าสงสัยแน่ ถ้าหากนายน้อยของตนไม่ได้จดจำสิ่งใดได้ ก็จะเท่ากับว่าเขาเป็นคนไปสะกิดบางสิ่งขึ้นมาเสียเอง

เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี

เมิ่งอวิ๋นไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนใจของเสี่ยวหลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงมองกล่องไม้ในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเปิดมันออกเพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายใน ทันทีที่เปิดออกสิ่งของด้านในก็ปรากฏ

ป้ายหยกที่สลักอักษรคำว่าเป่า (宝[1]) หยกสีขาวเนื้อดีที่ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็งดงามไร้ที่ติ

เสี่ยวหลงนั้นหน้าซีดปากสั่น ร่ำร้องในใจแต่คำว่าตายแน่ ในขณะที่เมิ่งอวิ๋นกลับลูบไล้มันอย่างทะนุถนอมรักใคร่ ชั่ววินาทีที่เขาจับต้องมัน ความรู้สึกบีบคั้นในหัวใจก็กลับเข้ามา แต่กลับน้อยมากเสียจนเขาเกือบจะไม่ใส่ใจ

“เสี่ยวหลง...”

“ขะ ขอรับนายน้อย” เสียงของเสี่ยวหลงนั้นสั่นจนเกือบจะควบคุมเอาไว้ไม่ได้ ยังดีที่นายน้อยของตนสนใจเพียงป้ายหยกตรงหน้าจึงไม่ได้ใส่ใจในความผิดปกติ

“ป้ายหยกนี่...ของข้าหรือ?” เสี่ยวหลงที่ได้ยินคำถามเช่นนั้นก็ต้องลอบกลืนน้ำลายลงไปเงียบ แต่จะให้โกหกตัวเขาเองก็ทำไม่ได้

“ขอรับ เป็นของที่นายน้อยซื้อมาด้วยตนเอง”

แต่มิได้คิดจะใช้เอง คำพูดนี้เสี่ยวหลงมิได้กล่าวออกไป

“ให้ผู้ใด” เมื่อคำถามนั้นออกมาจากปากผู้เป็นนาย เสี่ยวหลงก็เลือกที่จะก้มหน้าเงียบปากลงคล้ายจะต้องการบอกว่าไม่อยากจะตอบ เสี่ยวหลงได้แต่หลั่งน้ำตาในใจเงียบๆ หวังให้นายน้อยของตนลืมเลือนมันไปเสียแล้วไม่มาสนใจอีกว่ามันจะเป็นของผู้ใด เพื่อผู้ใด เพราะตัวเขาไม่ปรารถนาจะตอบคำถามที่จะกระตุ้นความทรงจำของนายน้อยจริง ๆ

“ว่าอย่างไรเล่า ข้าถามเจ้าอยู่นะเสี่ยวหลง”

“ให้ เอ่อ ให้ท่านแม่ทัพขอรับ” จบคำเสี่ยวหลงก็ได้แต่ร่ำไห้เงียบๆ พลันคิดไปว่าจบแล้วชีวิตนี้ เรื่องนี้จะต้องทำให้นายท่านและฮูหยินโกรธจนสั่งโบยตนจนตายแน่ เมิ่งอวิ๋นที่ได้ยินเองก็เผลอกำป้ายหยกในมือแน่น คล้ายต้องการจะบีบมันเสียให้พังลงไป ทว่าแรงของเมิ่งอวิ๋นไม่อาจทำให้มันเสียหายได้ อีกทั้งเขายังยับยั้งใจเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะใส่แรงเพิ่ม

เมิ่งอวิ๋นอาจซื้อมันเพื่อส่งให้กับหลี่เจี้ยนเฉิง

แต่เขามิใช่เมิ่งอวิ๋นเสียหน่อย ของดี ๆ เช่นนี้ จะนำไปให้บุรุษผู้นั้นเพื่ออะไรกัน เสียดายของ

คิดได้เช่นนั้นใบหน้าก็พลันมีรอยยิ้มออกมา มือบางปิดกล่องไม้ลงไป แล้วเดินมาหาเสี่ยวหลงพร้อมกับยื่นกล่องไม้ไปให้เสี่ยวหลงที่ยังคงก้มหน้าอยู่

“เจ้านำสิ่งนี้แล้วติดตามข้าไปที่จวนสกุลติง” เสี่ยวหลงที่ได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมาทันที แววตาฉายชัดถึงความไม่เข้าใจ มิใช่ว่าจะนำไปให้ท่านแม่ทัพหรอกหรือ?

“เจ้าคงจะสงสัย ว่าเหตุใดข้าจึงให้เจ้านำมันไปพร้อมกับข้าที่จวนสกุลติง มิใช่จวนแม่ทัพ”

“บ่าว บ่าว...” แม้จะแก้ตัวยังไม่อาจพูดออกมาได้ ด้วยเขาสงสัยเช่นนั้นจริงๆ ตัวของเสี่ยวหลงรู้ดีว่าไม่ควรเอ่ยถามเรื่องของเจ้านาย ทว่าใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างเสี่ยวหลงที่ไร้พิษภัยจะสามารถกักเก็บความสงสัยเอาไว้ได้อย่างไร

“ไม่เป็นไร การสงสัยนั้นถือเป็นสิ่งดี ข้ามิได้จะตำหนิเจ้า” เห็นนายน้อยส่งยิ้มมาให้อย่างใจดี เสี่ยวหลงก็พลอยรู้สึกปลาบปลื้มใจนัก

“บ่าวสงสัยเช่นนั้นจริงๆ ขอรับ” และเมิ่งอวิ๋นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแย่ใดๆ ผู้ใดที่ใกล้ชิดเมิ่งอวิ๋นย่อมต้องสงสัยอยู่แล้ว หากไม่สงสัยสิถึงจะเรียกได้ว่าแปลกนัก

“เจ้าบอกข้าเองว่าข้าซื้อมันมาเพื่อมอบให้แก่เขา”

“ใช่ขอบรับ”

“แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เหตุใดจะต้องสิ้นเปลืองเงินทองมากมาย นำของขวัญชิ้นงามนี้ส่งให้เขาด้วยเล่า?” เสี่ยวหลงมองภาพของเมิ่งอวิ๋นตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างอย่างยินดีปรีดา

“นายน้อยกล่าวได้ถูกต้อง ของชิ้นนี้นับว่าไม่เหมาะจะมอบให้แก่ท่านแม่ทัพอย่างยิ่ง”

“และไม่มีของสิ่งใดของข้าที่เหมาะกับเขาเช่นกัน เพราะฉะนั้น...ก็อย่าหวังว่าข้าจะมอบสิ่งใดให้อีก”

“ขอรับนายน้อย!” เสี่ยวหลงได้ยินเช่นนั้นก็พลันรู้สึกเบิกบานใจจนรีบกลับรับคำพูดนั้นของเมิ่งอวิ๋น ใบหน้าของเสี่ยวหลงในยามนี้ไร้ซึ่งแวววิตกกังวลใด ๆ อีก ถือกล่องไม้ในมืออย่างหวงแหนและระมัดระวังเป็นพิเศษ หากกล่องใบนี้คือของขวัญสำหรับคุณชายรองติงแล้วละก็ เขายินดีปกป้องมันด้วยชีวิตเลย

เสี่ยวหลงนั้นจำได้ดีว่าป้ายหยกชิ้นนี้นั้นมีราคามากขนาดไหน นายน้อยของตนต้องเสาะหาไปทุกร้ายเพียงเพื่อให้ได้หยกเนื้อดีที่สุดมาเป็นของขวัญให้แก่ท่านแม่ทัพหลี่ผู้นั้น แต่ด้วยอุบัติเหตุในวันนั้นทำให้นายน้อยลืมเลือนทุกสิ่งไป และลืมเลือนของชิ้นนี้ไปเช่นกัน

เมิ่งอวิ๋นยกยิ้มด้วยความพอใจ อย่างน้อยในตอนนี้หัวใจของเมิ่งอวิ๋นก็เงียบสงบกว่าเก่าก่อนมาก จนไม่มีความเจ็บปวดในยามที่เอ่ยถึงหรือหวนคิดถึงความทรงจำครั้งเก่าอีก เขาจึงสามารถเลือกจัดการกับป้ายหยกชิ้นนี้ได้ มันยังไม่เคยถูกใครจับจองเป็นเจ้าของมาก่อน ไม่เคยถูกส่งมอบให้แล้วโดนปฏิเสธมา เช่นนั้นก็คงไม่เป็นอะไร หากเขาจะนำมันไปเป็นของขวัญวันสำคัญของสหาย

อีกอย่าง…เขาเองก็คิดว่า ป้ายหยกชิ้นนี้เหมาะกับติงหยุนมู่มากกว่าคนแซ่หลี่เสียอีก

หากเขาไม่ยอมให้คนแซ่หลี่เสียอย่าง อีกฝ่ายเองก็ไม่เคยรู้ว่าเมิ่งอวิ๋นเตรียมของดีเช่นนี้ไว้ให้ ในเมื่อไร้หลักฐานและพยานยังเป็นคนของเขา มีหรือของชิ้นนี้จะถูกคนผู้นั้นจับจ้องได้

คิดเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็ยิ้มเย็น แววตาเต็มไปด้วยความพอใจอยู่หลายส่วน นี่นับว่าความรู้สึกก้าวหน้าไปมากนัก ไร้ความเจ็บปวดบีบรัดของหัวใจในอกซ้าย เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกที่ตกค้างได้มลายหายไปเสียแล้ว ต่อไปหากพบกับบุรุษแซ่หลี่นามเจี้ยนเฉิง เขาคงไม่ต้องรู้สึกอันใดอีก คงสามารถมองอีกฝ่ายเป็นเพียงคนแปลกหน้าได้อย่างเต็มตาเสียที

 

 

 

เมิ่งอวิ๋นและเสี่ยวหลงเดินมาจนถึงบริเวณหน้าประตูจวนที่เปิดอยู่ นอกจวนมีรถม้าจอดรอท่าพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังมีเหล่าบ่าวรับใช้หลายคนช่วยกันยกหีบขนาดใหญ่ขึ้นไปเก็บมองเห็นเช่นนั้นแล้วเมิ่งอวิ๋นก็อดฉงนใจไม่ได้ เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าสิ่งใดที่อยู่ภายในหีบเหล่านั้น จึงได้หันไปถามกับเมิ่งลู่เหยาผู้เป็นพี่ชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลแทน

“พี่ใหญ่ ไม่ทราบสิ่งใดอยู่ภายในหีบเหล่านั้นหรือ?” เมิ่งลู่เหยาหันมามองน้องชาย ก่อนตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หีบเหล่านั้นล้วนบรรจุไปด้วยผ้าไหมเนื้อดีที่ท่านแม่หามาให้”

"ผ้าไหมเนื้อดี?" เมิ่งอวิ๋นขมวดคิ้ว ช่วงนี้ก็ไม่เห็นว่ามารดาจะไปมาที่ใด แล้วเช่นนี้จะหาผ้าไหมเนื้อดีมาจากที่ใดกัน? ความสงสัยยังไม่ถูกคลายออก เหล่าบ่าวรับใช้ก็ขนทุกสิ่งขึ้นรถม้าเสร็จสิ้นเสียหมดแล้ว

“คุณชายใหญ่ นายน้อย ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ” เมิ่งลู่เหยาพยักหน้าพร้อมกับส่งสายตาให้พวกบ่าวรับใช้กลับเข้าไปด้านใน ก่อนจะหันมายิ้มให้เมิ่งอวิ๋นที่มีสีหน้างุนงงอยู่ข้างกาย

“ไปเถิด เดี๋ยวจะไม่ทันเอา”

เมิ่งอวิ๋นพยักหน้า พร้อมกับส่งมือให้เมิ่งลู่เหยาช่วยประคองให้ก้าวขึ้นรถม้าได้สะดวกขึ้น เมื่อช่วยให้น้องชายตนก้าวขึ้นไปแล้ว เมิ่งลู่เหยาก็พาตัวเองก้าวขึ้นไปในรถม้าคันเดียวกันและนั่งเคียงข้างน้องชายด้วยท่าทางที่สง่างาม นับได้ว่าพี่ชายของเขามีความหล่อเหลาไม่เป็นสองรองใครในเมืองหลวงแห่งนี้

“พี่ใหญ่ ผ้าไหมเนื้อดีมากมายเช่นนี้ จะไม่ดูโอ่อ่าไปหรือ?” สำหรับเขาแล้วแม้ว่าผ้าไหมจะไม่ได้ดีเลิศเลออะไรปานนั้น แต่ด้วยตัวเขาย่อมรู้ดีว่าในยุคนี้ผ้าไหมเองก็นับว่าเป็นของดีอย่างหนึ่ง เดิมทีในชาติก่อนของเขา เขาเองก็นำของขวัญราคาแพงไปงานต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เสียเกียรติ ยิ่งมีมูลค่ายิ่งยกระดับของผู้ให้มากเท่านั้น

แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือ...จำเป็นต้องขนไปเยอะขนาดนี้ด้วยหรือ?

เมิ่งลู่เหยาคล้ายไม่เข้าใจในความหมายของน้องชายตน ได้แต่ยิ้มอ่อนๆ กับเสียงหัวเราะในลำคอคล้ายขบขัน แต่ทว่าแฝงไปด้วยความเอ็นดูเสียมากกว่า อีกทั้งยังยกมือขึ้นมาโยกศีรษะของน้องชายเล่น

“โอ่อ่า คำนี้นับว่าดีนัก แต่พี่จะบอกอะไรเจ้าให้”

“...”

“ยิ่งเรายกของขวัญไปมากมายเท่าไร นั้นยิ่งเป็นการดีกับความสัมพันธ์” เมิ่งอวิ๋นเลือกคิ้วขึ้นอย่างฉงนใจอยู่ในที

“หากข้านำข้าวของไปให้ติงหยุนมู่น้อยเกินไป เขาจะมินับข้าเป็นหายหรือ? หากเป็นเช่นนั้น วันใดข้าไร้เงินตรามากมายรายล้อมตัว เขาคงมิเห็นข้าเป็นสหายกระมัง” แต่ด้วยเขารู้ดีว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ เดิมทีติงหยุนมู่เป็นคนเช่นไรใช่ว่าความทรงจำของเมิ่งอวิ๋นจะไม่มีบอก คนผู้นั้นจริงใจและเต็มใจช่วยเหลือ เป็นเมิ่งอวิ๋นเองต่างหากที่ห่างหาย จนความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้น ค่อยๆ มลายไป

"เจ้านี่ช่าง..." เมิ่งลู่เหยาได้แต่ถอนหายใจออกมา แต่ไม่ได้เกิดความขุ่นเคืองใจหรือรำคาญใจใดๆ กลับกัน...เขากลับมองว่าน้องชายของเขาใสซื่อบริสุทธิ์และน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าเสียอีก

“เพราะเป็นสหายอย่างไรเล่าจึงต้องนำไปให้มากหน่อย อย่างไรเสียก็ไม่ควรให้น้อยหน้าสกุลหลี่” ได้ยินชื่อสกุลที่เมิ่งลู่เหยาเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาหวานก็ทอประกายยะเยือก จับจ้องไปอีกฝั่งโดยไม่ให้ผู้เป็นพี่ชายได้สังเกตเห็น

 

50%

 

เชิงอรรถ

^ 宝 อ่านว่า เป่า แปลงว่า สิ่งล้ำค่าหรือทรัพย์สมบัติ
 

 

 

ฮัลโหลลล เรากลับมาอัพแล้วจ้าาา หายไปสองสามอาทิยต์คือเขียนไม่ออก (ฮา) แต่ตอนนี้พอเขียนได้เราก็มาอัพแล้วนะ ขอบคุณทุกคนที่ยังไม่ทิ้งกัน ยังอยู่ด้วยกันนะคะ พรุ่งนี้เราจะมาอัพครึ่งหลังเนอะๆ สันสำคัญของอามู่ด้วยสิ คิกๆๆ

เมิ่งอวิ๋น



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[13] 100%


“เพราะเป็นสหายอย่างไรเล่าจึงต้องนำไปให้มากหน่อย อย่างไรเสียก็ไม่ควรให้น้อยหน้าสกุลหลี่” ได้ยินชื่อสกุลที่เมิ่งลู่เหยาเอ่ยขึ้นมา นัยน์ตาหวานก็ทอประกายยะเยือก จับจ้องไปอีกฝั่งโดยไม่ให้ผู้เป็นพี่ชายได้สังเกตเห็น

“สกุลหลี่มาด้วยหรือนี่”

“ย่อมต้องเชิญ อย่างไรเสียก็นับว่าเป็นขุนนางขั้นสูง เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ สกุลติงย่อมต้องไว้หน้ามากหน่อย”

“...” เห็นน้องชายของตนนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวเมิ่งลู่เหยาเองก็ขมวดคิ้วตนเข้าหากัน ระแวงสงสัยว่าน้องชายกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่

“หากเจ้าไม่อยากไปพี่จะให้...”

“ข้าจะไป มีเหตุผลใดจึงไปไม่ได้กัน อย่างไรข้ากับแม่ทัพหลี่ก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น” เมิ่งลู่เหยามองน้องชายของตนอีกครั้งอย่างเต็มตา เมื่อเมิ่งอวิ๋นหันใบหน้ากลับมาจับจ้องด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว คล้ายไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ ให้คนที่กล่าวถึงอีก

“อีกอย่างหลายวันมานี้พี่ใหญ่ก็น่าจะได้ยินมาบ้าง ข่าวลือที่ว่า แม่ทัพหลี่รับหญิงงามจากหอฮุ่ยเหรินเข้าจวน” เมิ่งลู่เหยาอึกอัก คล้ายไม่รู้จะตอบคำถามนี้เช่นไร ก่อนจะลอบพยักหน้าอย่างแผ่วเบา

“เรื่องนั้นพี่ย่อมได้ฟังมาไม่น้อย เพียงแต่…” เมิ่งลู่เหยาลอบมองใบหน้าของน้องชายด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย อีกทั้งยังคงมีความกังวลไม่น้อยว่าความรู้สึกของเมิ่งอวิ๋นนั้น จะปวดร้าวมากเพียงใดยามได้ยินข่าวในครั้งนี้ แม่ทัพหลี่ผู้นั้นก็ช่างกระไร! หากอยากรับสาวงามเข้าจวนเหตุใดต้องทำให้มีเสียงเล่าลือ หรือกลัวว่าน้องชายของเขาจะเสียใจไม่มากพอ!

ยิ่งคิดเมิ่งลู่เหยาก็ยิ่งนึกแค้นใจ จนอยากจะสังหารหญิงชายคู่นั้นให้ตายด้วยน้ำมือตน

“เดิมตั้งแต่ข้าฟื้นขึ้นมาจากครานั้น บอกพี่ใหญ่ตามตรงข้าหาได้มีความรู้สึกใดๆ กับเขาอีกแล้ว หัวใจของข้าในตอนนี้มันนิ่งสงบ ไม่คล้ายว่าข้ากำลังพูดถึงคนที่ข้ารัก แต่กำลังพูดถึงคนไม่รู้จักคนหนึ่ง”

“เจ้าพูดจริงหรือ!”

“ข้าพูดจริง”

เมื่อได้ยินคำยืนยันพร้อมกับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เมิ่งลู่เหยาก็พลันปลาบปลื้มยินดีเสียจนอยากจะกระโดดลงจากรถม้า แล้ววิ่งกลับไปที่จวนเพื่อบอกข่าวดีเช่นนี้ให้บิดามารดาได้ฟัง ในที่สุดเมิ่งอวิ๋นผู้เป็นน้องชายของเขาก็ตัดใจจากคนผู้นั้นได้จริง ๆ เสียที นับจากนี้ไปเขาคงไม่จำเป็นจะต้องห่วงสิ่งใดอีกแล้ว ในเมื่อหัวใจของน้องชายเขา มันได้หยุดเต้นเพื่อบุรุษผู้นั้นเสียที

น่ายินดียิ่งนัก!

ด้วยความดีใจและสุขใจ เมิ่งลู่เหยาจึงได้ชักชวนให้เมิ่งอวิ๋นพูดคุยเรื่องเก่าก่อน ในสมัยที่เขาและน้องชายต่างก็ยังเด็กด้วยกันทั้งคู่ เสียงหัวเราะพูดคุยดังออกมาจากตัวรถม้าจนเสี่ยวหลงที่อยู่ด้านนอกรถม้า ยังอดยิ้มตามไม่ได้ อีกทั้งยังใช้สองมือปาดไล่น้ำตา ภาวนาอยู่ในใจให้เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงนี้ อย่าได้หายไปอีกเลย

ไม่นานนักรถม้าก็หยุดลงที่หน้าจวนสกุลติง บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความยินดีที่มีให้กัน คนสกุลติงยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน เหล่าแขกเหรื่อทั้งหลายก็พากันเข้ามาพร้อมข้าวของในมือ

เมิ่งอวิ๋นก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางแสนงามสง่า รูปโฉมสะดุดตาจนไม่ว่าผู้ใดต่างก็ต้องหันมามองอย่างเสียไม่ได้ แต่เมิ่งอวิ๋นมิได้สนใจสายตาเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาเคยชินกับมันจนไม่จำเป็นต้องอึดอัดที่ถูกจับจ้อง กลับกันมันกลับยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับเมิ่งอวิ๋นเสียอีก

เมิ่งอวิ๋นรุดหน้าเข้าไปทางด้านใน ติดรอยยิ้มอ่อนน้อมไว้บนใบหน้าเมื่อมาพบผู้ใหญ่ อย่างไรนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่ได้พบบิดามารดาของติงหยุนมู่ เพียงแต่เขาที่เป็นครั้งแรกเท่านั้น ส่วนร่างของเมิ่งอวิ๋นย่อมเคยพบปะมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งมีเมิ่งลู่เหยานำมาเป็นทัพหน้า ยิ่งไร้สิ่งใดจะต้องกังวล

“ท่านลุง ท่านป้า หยุนมู่ ยินดีกับงานมงคลครั้งนี้”

“โอ้ อาเหยาเองหรอกหรือ ไม่ได้พบเสียนาน ป้าแทบจะจำเจ้าไม่ได้เสียแล้ว” ฮูหยินติงหรือ อี๋ชิงเหลียน มารดาของติงหยุนมู่ยิ้มกว้างอย่างยินดี หัวเราะน้อย ๆ แต่พองามกับหลานชายที่ไม่ได้พบหน้ามาเสียนานหลายปี เมิ่งอวิ๋นได้แต่ค้อมกายประสานมือร่วมกับพี่ชายเงียบๆ มองใบหน้าของฮูหยินติงมารดาของสหายตนด้วยความแปลกใจไม่หยอก แต่นั่นก็ทำให้อี๋ชิงเหลียนรับรู้ถึงดวงตากลมสีเกาลัดพร้อมกับหันมามองเมิ่งอวิ๋นแทน

“เสี่ยวอวิ๋นหรือนี่?” เมิ่งอวิ๋นพลันรู้สึกตัว ก้มหน้าซ่อนความอับอายของตนลง แต่กลับยิ่งทวีความน่าเอ็นดูในใจของอี๋ชิงเหลียนเสียมากกว่า

“ขอรับท่านป้า ท่านป้าสบายดีหรือไม่ขอรับ”

“ป้าสบายดี เจ้าเล่า? ได้ยินว่าบาดเจ็บ หายดีแล้วหรือ” เมิ่งอวิ๋นช้อนสายตาขึ้นมองอี๋ชิงเหลียนเล็กน้อย

“ข้าหายดีแล้วขอรับ ขอบคุณท่านป้าที่ห่วงใย” เมิ่งลู่เหยาพยักหน้าให้เหล่าบ่าวรับใช้ขนหีบมากมายมาไว้ด้านใน พร้อมกับเอ่ยขึ้น

"นี่เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ข้าและเสี่ยวอวิ๋นนำมาให้ หวังว่าท่าลุงท่านป้า และหยุนมู่จะไม่รังเกียจ"

“ของมากมายเช่นนี้เลยหรือ ความจริงเจ้าทั้งสองเพียงมาแต่ตัวก็เพียงพอแล้ว ลุงกับป้าไหนเลยจะว่ากล่าว”

ติงกว่างอานเห็นน้ำใจของสกุลเมิ่งแล้วก็พลันอ่อนใจ แม้ว่าจะเคยได้ยินข่าวที่ว่าเมิ่งอวิ๋นชมชอบแม่ทัพหลี่ เขาก็คิดจะให้บุตรชายถอยห่างออกมา ไหนเลยจะคิดว่าเพียงได้ยินข่าวว่าเมิ่งอวิ๋นถูกรถม้าชนจนได้รับบาดเจ็บ บุตรชายของตนจะรีบเร่งเดินทางมาเยี่ยมเยียนเช่นนี้ แต่เมื่อได้เห็นหน้าผู้เป็นหลานวันนี้แล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เด็กน้อยน่ารักที่คอยหัวเราะยิ้มแย้มอยู่กับบุตรชายของเขานั้น น่ารักน่าเอ็นดูเสียจนโกรธเคืองไม่ลงจริง ๆ

“เพียงของเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ” เมิ่งอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้มจริงใจจนคนได้มองก็อ่อนใจไปตามๆ กัน

“อาเหยา เจ้าไปกับลุงดีกว่า ลุงมีใครอยากแนะนำให้เจ้าได้รู้จัก”

“ขอรับ”

เมิ่งลู่เหยาลอบส่งสายตาให้น้องชายครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามหลังของติงกว่างอานไป จึงเหลือเพียงอี๋ชิงเหลียน ติงหยุนมู่และเมิ่งอวิ๋นเท่านั้น ติงหยุนมู่มองใบหน้าของมารดาก่อนจะเอ่ยขออนุญาตพาเมิ่งอวิ๋นออกไปคุยเป็นการส่วนตัว ซึ่งอี๋ชิงเหลียนก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น จึงปล่อยให้ทั้งสองเดินจากไป ก่อนที่ตนเองจะเดินไปอีกทางเพื่อสั่งบ่าวรับใช้ให้นำหีบของขวัญไปเก็บไว้

เมิ่งอวิ๋นถูกดึงมาทางด้านหน้าของสวน แม้จะมีคนอยู่แต่ก็ไม่มากเกินไปจนวุ่นวาย ติงหยุนมู่มองหน้าของเมิ่งอวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนที่เมิ่งอวิ๋นจะหลุดหัวเราะออกมากับท่าทางของอีกฝ่ายที่ทำราวกับว่า เขาจะมาล้มงานมงคลในครานี้

“เจ้ามองอะไรข้ากัน เห็นข้าเป็นผู้ร้ายหรือ?” ติงหยุนมู่พ่นลมออกมาจากปาก นึกหงุดหงิดใจกับตนเองที่ไม่ชินเสียทีกับเมิ่งอวิ๋นคนใหม่นี้ ยังคงนึกถึงเมิ่งอวิ๋นที่แสนร้ายกาจ ผู้ชื่นชอบการกลั่นแกล้งผู้อื่นคนนั้นเสียเหลือเกิน

“ไม่มีอะไร เจ้ามาก็ดีอยู่หรอก แต่รู้ใช่หรือไม่ว่ามีใครบางคนมางานของข้าเช่นกัน” เมิ่งอวิ๋นอยากจะกลอกตาเสียเหลือเกิน ทำไมใครต่อใครจะต้องมากังวลกับเรื่องนี้ด้วยนะ

“อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่ใช่มารเสียหน่อย จะได้ควักหัวใจคนผู้นั้นออกมากิน” ด้วยท่าทางที่คล้ายกับลูกเสือตัวน้อยที่ข่มขู่แง้วๆ ทำให้ติงหยุนมู่หลุดหัวเราะออกมาจนต้องป้องริมฝีปากเอาไว้ด้วยกำปั้น

“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าจะได้วางใจว่างานของข้าจะไม่ล่มเพราะเจ้า” ใบหน้างดงามง้ำงอลงทันที

“หากจะล่มจริงคงไม่ใช่เพราะข้าหรอก เพราะข้ากับคนผู้นั้นไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว หัวใจของข้าในยามนี้...ลบเขาออกไปจนหมดสิ้นแล้ว”

“จริงหรือ?”

“แน่นอน อา จริงสิหยุนมู่ ข้ามีของจะให้เจ้าด้วย”

ติงหยุนมู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย มองเมิ่งอวิ๋นที่ส่งสายตาเรียกบ่าวรับใช้ให้นำบางสิ่งมาให้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ของขวัญมิใช่ว่าให้มาแล้วหรือ? ยังมีของสิ่งอื่นอีกหรือนี่ ช่างน่าตื่นเต้นนัก

เป็นเวลาเดียวกับเสี่ยวหลงที่เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องไม้ใบขนาดสองฝ่ามือ เขาส่งให้กับผู้เป็นนายก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรู้งานดี เมิ่งอวิ๋นรับกล่องไม้มาแล้วยิ้มกว้าง ยื่นมันไปให้กับติงหยุนมู่ที่ยังคงงุนงงอยู่

“นี่ของขวัญจากข้าให้เจ้า”

“ให้ข้าหรือ?”

“ใช่...เจ้าลองเปิดดู” ติงหยุนมู่เองก็อยากจะรู้ว่าสิ่งใดอยู่ในกล่องไม้จึงเลือกที่จะเปิดออกดูตามคำบอกของเมิ่งอวิ๋น เพียงแค่เปิดออกสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในนั้นทำให้ติงหยุนมู่นิ่งงัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างอย่างพอใจระคนยินดีออกมา

“เยี่ยม! นี่เป็นของที่ข้าชอบนัก ขอบใจเจ้ามาก”

“ไม่เป็นไร เจ้ากับข้าเป็นสหายกัน มอบสิ่งที่ดีให้เจ้าย่อมเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว” ติงหยุนมู่ถูกคำกล่าวนั้นจู่โจมหัวใจจนสั่นไหว ริมฝีปากคล้ายจะเผยอออกเพื่อกล่าวบางสิ่งแต่ก็ไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดออกมา

“คุณชายรอง เกี้ยวเจ้าสาวเดินทางมาถึงแล้วขอรับ” ติงหยุนมู่เก็บคำพูดลงคอ พยักหน้าให้แก่บ่าวที่มาแจ้งก่อนจะหันมามองเมิ่งอวิ๋นอีกครั้ง

“ไปกันเถอะ สุรามงคลของเจ้า...ข้ารอดื่มมันอยู่”

“ได้...”

ทั้งสองเดินไปยังด้านหน้าเพื่อรับตัวเจ้าสาวและเริ่มพิธี โดยที่เมิ่งอวิ๋นไม่อาจรู้ได้เลยว่าติงหยุนมู่อยากจะกล่าวสิ่งใดออกมากันแน่ แต่ก็คงจะเป็นคำขอบคุณ ถึงอย่างไรก็นับเป้นสหายกันมานาน อีกทั้งเมิ่งอวิ๋นเองก็แทบจะไม่เคยให้สิ่งใดกับติงหยุนมู่มาก่อน ไม่แปลกนักที่ติงหยุนมู่จะเกิดอาการตื้นตันเช่นนี้

พิธีถูกจัดขึ้นมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางรอยยิ้มของใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับเมิ่งอวิ๋น ชุดพิธีการสีแดงสดงดงามกลับไม่ต่างจากเข็มนับพันเล่มที่แล่นมาปักลงบนหัวใจ หากเขาไม่ถูกฆ่าให้ตาย อีกไม่นานก็คงเป็นเขาที่ได้ยืนอยู่ในชุดเช่นนั้น คงได้มีโอกาสกราบไหว้ฟ้าดินกับอันซูเหม่ยไปแล้ว

หากแต่เวลานี้...คงเป็นน้องชายของเขากระมังที่จะได้สวมมันเข้าพิธี

ความเจ็บปวดถูกบดบังด้วยรอยยิ้ม เมื่อถึงเวลาที่ติงหยุนมู่จะต้องถูกมอมเหล้าก่อนเข้าหอ ด้วยการกลั่นแกล้งเช่นนี้ ติงหยุนมู่จึงถูกดึงไปให้ดื่มสุราคนแล้วคนเล่าจนอีกฝ่ายหน้าแดงก่ำไปด้วยความมึนเมา แม้แต่จะก้าวเดินยังไม่อาจเดินให้ตรงทางได้

เมิ่งอวิ๋นมองส่งสหายเข้าสู่ห้องหอจนลับสายตา ก่อนที่ตนจะถือไหสุราใบเล็กเดินออกมาจากจวน ความปวดร้าวยังคงเต็มตื้นอยู่ในดวงตา เหมือนที่ความเสียใจยังคงเต็มอยู่ในหัวใจของเขา

ทั้งที่เขาควรจะยินดีที่น้องชายและคนรักต่างได้มีความสุขกัน

ทั้งที่เขาไม่ควรเลยที่จะต้องมานั่งคิดถึงมันอีก แต่เขาก็ยังไม่อาจห้ามตนเองได้

สุรารสแรงถูกยกขึ้นดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่เมิ่งอวิ๋นไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนเดิมตามเขามาตั้งแต่ออกจากจวนสกุลติง เขายังคงมอมเมาไปกับความโศกเศร้าในหัวใจและรสชาติขมปร่าของสุราในปากไม่รู้จบ

ทั้งที่เขาเป็นคู่หมั้นของเธอ เป็นคนที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วย

แต่ทำไมกัน ทำไมถึงได้ทำกับเขาแบบนี้

แค่บอกเขาว่าไม่ต้องการแต่งงานกับเขา มันก็สามารถจบเรื่องทุกอย่างได้แล้ว

แต่เธอก็ยังเลือกที่จะฆ่าเขา ยังเลือกวิธีเลือดเย็นเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกันกับน้องชายที่เขารักมาก

เมิ่งอวิ๋นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น น้ำตาไหลลงอาบสองแก้มทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังผิดหวัง หรือว่าเขากำลังเสียใจในเรื่องใดกันแน่ แต่เพราะทุกครั้งที่เขารู้สึกเจ็บปวดจนไม่อยากจะทนต่อมันอีก เขาก็ได้แต่ยกสุราขึ้นมา แล้วดื่มเพื่อหวังให้ลืมมันเสียที

เมิ่งอวิ๋นที่เมามายจนยากที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า หยุดฝีเท้าลงพิงร่างกายกับสะพาน มองลงไปด้านล่างที่เป็นสายน้ำ แต่ไม่อาจปล่อยให้ความทุกข์ไหลผ่านพ้นไปได้เช่นเดียวกับมัน

เขาเลือกจะปีนขึ้นไปบนสะพานนั้น ยืนอยู่บนนั้นด้วยร่างกายที่โงนเงนไม่มั่นคง ใบหน้างดงามแหงนขึ้นมองฟ้าที่มีจันทราลอยเด่นอยู่ไม่ไกล

ทั้งที่เขายังคงทำดีตลอดมาแต่กลับต้องตายลงเช่นนี้

“บอกผมหน่อย...ความรักมันคือการหักหลังงั้นหรือ”

“หรือความรักคือการที่ผมจะต้องเสียสละให้เขาทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกัน!”

เสียงร้องไห้ดังออกมาพร้อมกับคำถาม ไม่ว่าจะนานมากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยได้คำตอบ ไม่ว่าสวรรค์หรือเทพองค์ใด ก็ไม่อาจตอบคำถามในใจของเขาได้สักคน

“เจ้า!”

จังหวะที่เขายังคงตัดพ้อต่อโชคชะตา ร่างกายที่ไม่มั่นคงก็ค่อยๆ ร่วงหล่นลงไปช้าๆ เสียงสุดท้ายที่ได้ยินกลับคุ้นหูและน่าหงุดหงิดใจ

คนแซ่หลี่...อย่ามายุ่งกับข้าอีกเลย

แล้วเมิ่งอวิ๋นก็จมลงไปกับห้วงนิทราโดยไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ร่างกายของเขา ถูกใครบางคนฉุดรั้งเอาไว้ได้ทันก่อนจะตกลงไปจากสะพานที่กำลังยืน ใบหน้าหวานผิวแก้มแดงซ่านต้องแสงจันทร์ ช่างเป็นภาพที่งดงามจับใจคนมองเหลือเกิน หลี่เจี้ยนเฉิงได้แต่ยืนโง่ๆ อยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน สายตาจับจ้องเพียงความงดงามที่อยู่ตรงหน้าราวกับกลัวว่าหากกะพริบตาแล้วนั้น ความงดงามที่แสนตรึงใจจะมลายหายไป





TBC



ได้แต่ยืนโง่ๆ อยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลำเอียงเลยนะคะ เรารักทุกตัวละครเท่ากัน จริงจริ๊งงงงง มาอัพช้าจริงๆ ค่ะ แมวยอมรับผิด อาทิตย์นี้จะมาต่อตอนที่14 แน่นอน คราวนี้เราจะไม่ผิดคำสัญญา รอกันได้เลยจ้า 

เมิ่งอวิ๋น 


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
พระเอกค่าตัว 2 บาทโผล่มาแล้ว
พร้อมหินในมือแม่ๆ ที่พร้อมจะปาถ้าทำอะไรน้อง

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[14] 50%


ติดหนี้บุญคุณ

แสงแดดแรกรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามารบกวนการนอนของเมิ่งอวิ๋นจนต้องขยับกายหนี ใบหน้าที่แสนงดงามทว่าแฝงไปด้วยความเกียจคร้านนั้นถูไถไปกับหมอนก่อนจะหยุดนิ่งลง เมื่อหาจุดสบายตัวของตนเองได้แล้ว เมิ่งอวิ๋นขมวดคิ้วน้อย ๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่กดทับมาบริเวณช่วงเอว

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นความง่วงก็ทำเมิ่งอวิ๋นเลือกที่จะไม่ลืมตาขึ้นมา แต่ใช้มือของตนเองกวาดไปสิ่งนั้น เพื่อจะดึงมันออกไปไม่ให้รบกวนการนอนของเขา

เมิ่งอวิ๋นจับไปตามสิ่งแปลกปลอมที่ยังคงกดทับลงมาไม่มีทีท่าว่าจะหลบหลีกไปเรื่อย ๆ จนเมื่อสัมผัสเจอกับนิ้วมือเข้า เมิ่งอวิ๋นจึงรีบลืมตาขึ้นมา

สิ่งที่เห็นนั้น มันทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก สิ่งที่รบกวนการนอนของเขาคือแขนของใครคนหนึ่ง ซึ่งมันเป็นแขนของบุรุษ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจเท่ากับว่า เมื่อเขามองไปรอบ ๆ ห้องแล้ว เขากลับพบว่านี่ไม่ใช่ห้องนอนของตน และคนที่กำลังกดเขาอยู่ในตอนนี้ก็แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่พี่ชายของเขา

เช่นนั้น...ใครเล่าที่กำลังกอดเขาอยู่

ด้วยความสงสัยทำให้เมิ่งอวิ๋นหันกลับไปมองทางด้านหลังอย่างยากลำบาก แต่นั่นไม่ได้ลดความต้องการที่จะรู้ของเขาเลยแต่น้อย ภาพที่ปรากฏค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นมาจนเมิ่งอวิ๋นต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้เห็น

ทำไมถึงเป็นเขาไปได้

เมิ่งอวิ๋นตะลึงไปกับสิ่งที่ได้เห็น สมองวนเวียนคิดถึงภาพเหตุการณ์เมื่อคืนนี้อีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาจำได้มีเพียงแค่ภาพที่เขาแหงนใบหน้ามองจันทราที่บนสะพาน จากนั้นทุกอย่างก็คล้ายจะดับวูบเป็นมืดสนิท เมิ่งอวิ๋นยกมือขึ้นมานวดขมับของตน ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดหัว แต่ไม่ว่าจะพยายามคิดมากเท่าไรก็ไม่อาจหาความจริงที่เกิดต่อจากนั้นได้เลย

“อืม...”

เมิ่งอวิ๋นตัวแข็งทื่อเมื่อคนที่หลับใหลอยู่ทางด้านหลังขยับกายแนบชิดตน แขนที่วาดมากอดเขาค่อยๆ รัดร่างกายของเขาให้เข้าไปสู่อ้อมอกของอีกฝ่าย จนเมิ่งอวิ๋นต้องผลักไสวงแขนนั้นออกไป หวังจะหลุดออกจากการถูกอีกฝ่ายกอดรัดเสียที

“เจ้า!” เมิ่งอวิ๋นเดือดดาลจนอยากจะอาละวาดให้วอดวายกันไปข้างหนึ่ง แต่ที่ทำได้คือการสูดลมหายใจระงับโทสะของตนเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยเรียกให้คนหลับใหลได้สติ

“แม่ทัพหลี่ ปล่อยข้า” เมิ่งอวิ๋นพยายามผลักและดันแขนของคนข้างกายออก แต่มันทั้งหนักและแข็งแรงจนเขายังไม่สามารถนำมันออกไปจากช่วงเอวของตนเองได้

“เจ้าจะรีบตื่นทำไมกัน นอนต่ออีกหน่อยเถิด”

ทั้งที่เอ่ยคำพวกนั้นออกมา แต่กลับไม่ยอมลืมตาตื่นมามองแม้แต่น้อย เมิ่งอวิ๋นทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด อีกทั้งยังปวดหัวจากอาการเมาค้าง ความไม่พอใจจึงทบเท่าทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีกมันแทบจะระเบิดออกมา

“หลี่เจี้ยนเฉิง หากท่านปรารถนาจะนอนก็จงนอนไปคนเดียว ข้ามิใช่อนุหรือคนอุ่นเตียงของท่าน! อย่าได้หลู่เกียรติของข้ามากไปกว่านี้!” น้ำเสียงของเมิ่งอวิ๋นนั้นมันเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง จนหลี่เจี้ยนเฉิงได้ยินคำกล่าวหาของอีกฝ่ายต่อตนเองเช่นนั้นจึงได้ลืมตาขึ้นมา หัวคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจกับสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นพูด

“ข้าหลู่เกียรติของเจ้าหรือ?”

“ใช่!” เมิ่งอวิ๋นรีบตอบกลับไปอย่างไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

“ข้าคือแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง ผู้มีความดีความชอบมากมาย หญิงมากมายในเมืองล้วนแต่ปรารถนาจะทอดกายให้ข้า เจ้าว่าข้าหลู่เกียรติเจ้าอย่างไร?” คนมากมายอยากขึ้นเตียงก็ไปหาคนมากมายเหล่านี้สิ มันเกี่ยวกับเขาตรงไหนกัน

“แล้วสิ่งที่เจ้าทำกับข้าในตอนนี้ไม่นับว่าหลู่เกียรติของข้าหรือท่านแม่ทัพ” หลี่เจี้ยนเฉิงกวาดสายตามองร่างของเมิ่งอวิ๋นที่เหลือเพียงชุดตัวในเบาบาง ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถอนหายใจออกมา

“เจ้ากำลังเข้าใจผิดแล้ว”

“เข้าใจผิด?” หลี่เจี้ยนเฉิงยอมดึงวงแขนของตนกลับมาอย่างง่ายดาย พร้อมกับหยัดกายขึ้นมานั่ง ในขณะที่เมิ่งอวิ๋นเองก็ขยับตัวถอยออกมานั่งห่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน

“ถูกต้อง ข้ามิได้หลู่เกียรติของเจ้าแม้แต่น้อย กลับกัน...ข้าต่างหากที่ช่วยชีวิตของเจ้าเอาไว้”

“ช่วยชีวิตข้า? ไม่ทราบท่านกำลังล้อเล่นเรื่องอะไรอยู่หรือ?” น้ำเสียงของเมิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความขบขันและเย้ยหยัน หากจะพูดกันตามตรงแล้ว คนเช่นหลี่เจี้ยนเฉิงหรือที่จะช่วยชีวิตของเขาเอาไว้?

มิใช่ปรารถนาจะลงมือฆ่าตายหรอกหรือ?

หลี่เจี้ยนเฉิงกลับไม่ถือสาหาความกับน้ำเสียงและแววตาของเมิ่งอวิ๋นแม้แต่น้อย เขายังคงใจเย็นอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้เมิ่งอวิ๋นฟัง

“ข้าไปพบเจ้าที่กำลังเมามายและร่วงหล่นลงมาจากสะพานที่เจ้ายืนอยู่ จึงได้ช่วยชีวิตของเจ้าเอาไว้ได้ทัน หากไม่แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจะเป็นเช่นไรเล่าในตอนนี้” เขาเหลือบมองปฏิกิริยาของเมิ่งอวิ๋นช้าๆ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจำสิ่งใดไม่ได้เลย แต่คงจะพอรู้ได้บ้างแล้วว่าเขามิได้กล่าวความเท็จออกมาแต่อย่างใด

“ไม่เช่นนั้นแม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นมา เจ้าก็คงไม่มีโอกาส”

ถูกต้อง...เมิ่งอวิ๋นกำลังหน้าซีดเมื่อได้ยินคำบอกเล่าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมา หากไม่ได้หลี่เจี้ยนเฉิงที่ดึงขึ้นมาจากสะพาน ป่านนี้เขาคงจะต้องกลายเป็นศพ คงไม่อาจดูแลครอบครัวของเมิ่งอวิ๋นได้ดังที่สัญญาเอาไว้

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เมิ่งอวิ๋นก็ก้าวลงจากเตียงใหญ่ มองหาเสื้อผ้าของตนแล้วหยิบมันขึ้นมาสวมใส่ แม้ว่าบนเสื้อผ้าจะมีกลิ่นสุรามากมายติดอยู่ แต่มันก็ยังดีกว่าจะอยู่ในสภาพที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้

“คงต้องขอบคุณท่านแม่ทัพแล้ว ที่กรุณาช่วยชีวิตของข้าเอาไว้” เมิ่งอวิ๋นค้อมกายลงเล็กน้อยพร้อมกับสองมือที่กำแน่นเอาไว้เบื้องหน้า บุญคุณย่อมต้องตอบแทน ไม่อาจลืมเลือนความช่วยเหลือในครั้งนี้ไปได้

“ขออภัยที่ข้าเข้าใจท่านผิด”

ถึงแม้ปากจะกล่าวคำขอโทษแต่แววตากลับไม่ยินยอมแม้แต่นิดเดียว คนที่กล้าเอื้อมมือมากอดร่างของเมิ่งอวิ๋นทั้งที่สองมือคู่นั้น เคยเปื้อนหยาดโลหิตของเมิ่งอวิ๋น เขาไม่อาจ...อภัยให้ได้ และไม่อาจยอมรับได้จริงๆ

หลี่เจี้ยนเฉิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินเข้ามาหาเมิ่งอวิ๋นช้าๆ ก่อนจะหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งอวิ๋น ดวงตาคมจับจ้องคนตรงหน้าไม่วางตา สองตาสอดประสานกันต่างความรู้สึก หนึ่งนั้นคือความขุ่นเคืองและเกลียดชัง อีกหนึ่งคือความรักใคร่ปรารถนา

ร่างสูงใช้ปลายนิ้วไล่ไปตามหางตาของเมิ่งอวิ๋นช้า ๆ แววตาที่มองล้วนแต่มีความหลงใหล ทว่ายังคงเจือไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจ แต่เมิ่งอวิ๋นก็เบี่ยงใบหน้าหลบคล้ายไม่ต้องการสัมผัสของอีกฝ่ายแต่น้อย

“ก่อนนี้ข้าไม่เคยเห็นเจ้าในสายตามาก่อน...” เมิ่งอวิ๋นยกยิ้มแล้วเอ่ยตอบ

“ก็ควรเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ” และมันควรเป็นเช่นนั้นต่อไป

“แต่ในยามนี้ข้ากลับไม่อาจละสายตาจากเจ้าไปได้”

“ท่านแม่ทัพคงสนุกกระมัง ที่ได้เห็นข้าวิ่งเล่นอยู่กลางฝ่ามือของท่านเอง เมื่อข้าคิดหลีกหนี ท่านจึงได้สนใจข้าขึ้นมา”

คนหนึ่งมอบรักแต่กลับถูกทำลายจนป่นปี้ อีกหนึ่งไร้รักกลับได้รับรักที่ไม่ต้องการกลับมา

“บอกท่านตามตรง หลังถูกรถม้าชนก็ไม่อาจจำสิ่งใดได้อีก แม้กระทั่ง...ความรักที่มีต่อท่านก็เช่นกัน”

เมิ่งอวิ๋นคิดเพียงอยากตัดสัมพันธ์ใดๆ ก็แล้วแต่ที่ผูกเขาและบุรุษผู้นี้เอาไว้ให้สิ้น ไม่ปรารถนาจะมองหน้าอีกฝ่าย และไม่ปรารถนาจะพูดคุยกับอีกฝ่ายเช่นกัน ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นอดีต เช่นนั้นก็ให้มันเป็นอดีตไปเสียยังดีกว่า เขาจะยอมปล่อยวางแล้วใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับชีวิตรักของหลี่เจี้ยนเฉิงอีกต่อไป

“เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็ได้รู้ว่าอาการบาดเจ็บของข้า มีท่านเป็นต้นเหตุ”

“นั่นเป็นอุบัติเหตุ ข้ามิได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น เป็นเจ้าที่มาขวางรถข้า”

“อ้อ เป็นข้า”

“ไม่ ข้าไม่ได้คิดจะโทษเจ้า เมื่อเจ้าบาดเจ็บ ต่อให้ผู้ใดผิดตั้งแต่ต้น ก็ย่อมเป็นข้าที่ผิดอยู่ดี” เมิ่งอวิ๋นส่ายหน้า เขาไม่ได้สนใจเรื่องรถม้าด้วยซ้ำ เพราะนั่นไม่ได้ทำให้เมิ่งอวิ๋นตายลง แต่เป็นเพียงการบาดเจ็บ สิ่งที่ทำให้เขาไม่อาจอยู่ใกล้คนผู้นี้ได้ นั่นคือ ความโหดเหี้ยมต่อคนที่รักเขาหมดหัวใจ ความโหดเหี้ยมที่เขามอบให้เมิ่งอวิ๋นจนต้องตายไปนั่นต่างหาก

“ช่างเถิด ข้าเพียงอยากให้ทุกอย่างจบสิ้นเสียก็พอ” เมิ่งอวิ๋นหันหลังหวังจะเดินออกไปแล้วกลับจวนของตน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายดึงเอาไว้เสียก่อน

“ข้ามองเห็นความเกลียดชังในแววตาของเจ้า...มันเป็นเพราะเรื่องนี้ใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่”

เมื่อถูกกระตุ้น ความทรงจำของเมิ่งอวิ๋นก็ย้อนกลับมา ภาพที่แสนทรมานจากการถูกหันหลังให้ ยังไม่เท่าถูกชายอันเป็นที่รักปล่อยให้ชายอื่นย่ำยีตนเอง

นั่นต่างหาก คือความเกลียดชังที่เขามีต่อหลี่เจี้ยนเฉิง

“เช่นนั้นสิ่งใดเล่า ข้าทำอันใดให้เจ้าขุ่นใจอีกหรือ?”

“สิ่งที่ทำให้ข้าเกลียดชังท่าน...ท่านแม่ทัพ มันไม่มีสิ่งใดมาลบล้างหรือเปลี่ยนแปลงได้หรอก”

เพราะคุณเปลี่ยนอดีตที่เกิดกับเมิ่งอวิ๋นไม่ได้

เมิ่งอวิ๋นต้องหลับตาลงระงับความโกรธเกลียดในหัวใจลงไป แม้ว่าสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นทำเองจะดูไม่เป็นธรรมต่อผู้หญิงคนนั้น แต่การที่เมิ่งอวิ๋นถูกทำเช่นนั้นเองก็ไม่เป็นธรรมเช่นกัน

“หรือแท้จริงแล้วเพราะเจ้ามีใจให้ผู้อื่น!” แรงบีบที่แขนเพิ่มขึ้นจนเมิ่งอวิ๋นนิ่วหน้า ก่อนจะหันมามองดวงตาวาวโรจน์ของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

“นั่นมันเรื่องที่ท่านล้วนแต่คิดเอง ปล่อยข้าได้แล้วกระมัง”

“เป็นติงหยุนมู่ใช่หรือไม่!” เมิ่งอวิ๋นมองแขนของตนที่ถูกยึดไว้ไม่ยอมปล่อยแล้วก็ขมวดคิ้วกับการกระทำที่ไร้เหตุผลของคนผู้นี้

“เป็นเพราะเขาใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าต้องเมามาย เพราะเขาแต่งกับผู้อื่นใช่หรือไม่เล่า!” เขาไม่พอใจอย่างมากจึงกระชากแขนของตนเองออก ไม่สนแม้แต่น้อยว่าจะต้องเจ็บมากมายเท่าไร ดีกว่ายืนอยู่ให้คนผู้นี้เอ่ยถามด้วยคำถามที่ไม่ชวนให้สบอารมณ์

“ไม่ใช่เรื่องของท่าน!”



50% 





น้องจ๋าพูดภาษาบ้านเราสิคะลูก บอกเขาไปตรง ๆ ด้วยคำนั้นเลยค่ะ ไหนแม่ ๆ ทั้งหลายรู้ไหมคะว่าคำนั้นในสมัยเรา ๆ เรียกว่าอะไร ช่วยบอกท่านแม่ทัพหน่อยเร้ววววว

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[14] 100%


“ไม่ใช่เรื่องของท่าน!”

“เมิ่งอวิ๋น!” เมิ่งอวิ๋นหันหลังก้าวยาว ๆ โดยไม่สนใจเสียงเรียกที่ดังมาจากเบื้องหลังของตน มือทั้งสองข้างผลักประตูออกแล้วก้าวเดินออกไป ในใจเพียงคิดจะหลบหลีกให้ไกลจากคนผู้นี้เท่านั้น

คนผู้นี้ไร้เหตุผลสิ้นดี

ในใจของเมิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความโกรธที่จุกอก สองเท้าเร่งก้าวไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องการให้หลี่เจี้ยนเฉิงตามมาทันและหยุดยั้งตนเอาไว้ด้วยเหตุผลไร้สาระนั่นอีก ไม่ว่าวันนี้หรือวันวานเขาล้วนแต่ไม่ปรารถนาจะพูดคุยกับคนผู้นี้เลยสักคำ

หากหลีกหนีได้ก็จะหลีก หากไม่พบเจอได้ก็จะทำ

ทุกสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงแค่ชีวิตที่แสนเรียบง่ายกับครอบครัวอย่างเป็นสุข ไม่ปรารถนาจะมายุ่งเกี่ยวกับคนที่สามารถ ลงมือสังหารคนที่มีรักมั่นคงให้เขาเช่นเมิ่งอวิ๋นได้หรอก

เมิ่งอวิ๋นดวงตาแดงก่ำ สองมือกำเแน่นพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มเอาไว้ด้วยความรู้สึกมากมายที่ถูกเขาอดกลั้นเอาไว้ คนผู้นี้ไม่ควรได้รับแม้เศษเสี้ยวความรักของเมิ่งอวิ๋นเลย ไม่ควรแม้แต่จะถูกเมิ่งอวิ๋นชายตามองด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่เมิ่งอวิ๋นทำ ทุ่มเทให้เขา เขาไม่เพียงมองไม่เห็นกลับยังรู้สึกระคายสายตา คล้ายกับว่าเห็นก้อนหินมาขวางทางเดินของเขา คนเช่นนี้หรือที่เมิ่งอวิ๋นควรจะมอบหัวใจให้!

ช่างน่าขัน!

“ว้าย!”

“อ๊ะ!”

เพล้ง

ร่างของใครบางคนชนเข้ากับร่างกายของเมิ่งอวิ๋นจนล้ม เสียงบางสิ่งหล่นแตกยังไม่เท่ากับความร้อนที่สาดลงมาที่แขนข้างขวา เมิ่งอวิ๋นนิ่วหน้าด้วยอาการเจ็บแสบ แต่เขาก็ไม่ปริปากร้องออกมาแม้ครึ่งคำ มีเพียงเสียงอุทานด้วยความตกใจเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเมิ่งอวิ๋น

ครั้นเมื่อมองพินิจคนตรงหน้าให้ดีก็พบว่าตนไม่แปลกใจเลยที่ได้เห็นนางอยู่ที่นี่ ในเมื่อข่าวลือก่อนหน้าก็หนาหูพอให้ได้ยินกันไปทั่วอยู่แล้ว และยิ่งไม่ประหลาดใจกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้เช่นกัน เมิ่งอวิ๋นกวาดสายตาลงมองแขนข้างขวาของตนเองอย่างประเมินการ คาดว่าอีกฝ่ายคงรีบร้อนไปหน่อย ไม่เช่นนั้นแล้วคงสามารถราดเขาได้ทั้งตัว ไม่ใช่เพียงแขนข้างเดียว

“คุณชายเมิ่ง ข้า ข้าต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ” ถังเป้ยอี้เอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ นัยน์ตาแดงก่ำคล้ายกับพยายามอดกลั้นไม่ให้ตนเองหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสุดความสามารถ เมิ่งอวิ๋นหรี่ตามองนางอย่างประเมิน นับว่ามีความสามารถไม่น้อย เช่นนั้นจึงอดแปลกใจไม่ได้ที่ในอดีตของเมิ่งอวิ๋นนั้น นางผู้นี้ดูอ่อนแอและใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งกว่าดอกบัว

“มีเรื่องอะไรกัน!”

“ว้าย เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ แม่นางถัง” น้ำเสียงทรงพลังของหลี่เจี้ยนเฉิงเรียกสายตาน่าสงสารของถังเป้ยอี้ได้อย่างดี อีกฝ่ายใช้ใบหน้างดงามที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่เป็นธรรม ทำให้เมิ่งอวิ๋นตกเป็นจำเลยไปทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด สำหรับคนอื่นเขาไม่รู้ แต่ดูเหมือนว่าบ่าวรับใช้ทั้งหญิงชายในจวนนี้จะรู้จักเมิ่งอวิ๋นเป็นอย่างดี เพราะสายตาที่ส่งมาหาเขา ล้วนแต่มองว่าเขาเป็นคนกลั่นแกล้งให้นางผู้อยู่ตรงหน้าได้รับบาดเจ็บ

“มีอะไรกัน” หลี่เจี้ยนเฉิงเอ่ยถามอีกครั้ง ใจจริงแล้วเมิ่งอวิ๋นอยากจะเดินออกไปจากที่นี้โดยไม่สนใจอะไรแม้แต่การถูกมองว่าทำผิด แต่ทางออกจากจวนนี้ถูกสาวใช้และบ่าวในจวนแม่ทัพขวางกั้นเอาไว้ ราวกับกลัวว่าเขาจะหนีความผิดที่ทำ

ช่างน่าตลกเสียจริง!

“เรียนนายท่าน แม่นางถังตื่นตั้งแต่ย่ำรุ่งเพื่อเคี่ยวน้ำแกงเอาไว้ให้นายท่าน แต่ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใด จึงได้หล่นลงพื้นเช่นนี้เจ้าค่ะ” กล่าวได้ดีนัก พูดมาเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากกล่าวหาว่าเขากลั่นแกล้งคนหรอก แววตานางก็กระไร เขาจะเอาตัวเองไปรับน้ำแกงร้อน ๆ นั่น เพียงเพื่อจะทำให้นางผู้นี้รู้สึกอดสูหรือ? มันออกจะดูเหมือนละครไปหน่อยไปพี่สาว

เมิ่งอวิ๋นยังคงนิ่งเงียบ ในสายตาของเหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ล้วนแต่คิดว่าเขาจนด้วยหลักฐานจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่ากับหลี่เจี้ยนเฉิงไม่ใช่ เขาเฝ้ารอให้อีกฝ่ายแก้ตัวออกมา ทว่าเมิ่งอวิ๋นก็ยังไม่พูดสิ่งใดแม้สักคำ ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าราวกับไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์นี้

“ไม่ใช่ความผิดคุณชายเมิ่งหรอก เป็นข้าที่ซุ่มซ่ามเอง ข้าจะเก็บเดี๋ยวนี้ละเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณชายเมิ่งจะบาดเจ็บเอาได้” เมิ่งอวิ๋นกลอกตายามที่ร่างของถังเป้ยอี้ก้มลงพยายามจะเก็บเศษของถ้วยน้ำแกงที่แตกกระจายอยู่ในตอนนี้ อีกประเดี๋ยวคงถูกบาดเข้าและร้องออกมาเป็นแน่

“โอ๊ย!” นั่นปะไร คิดผิดเสียที่ไหน คนในยุคนี้เป็นเช่นไรไม่รู้ แต่การกระทำเช่นนี้ในชีวิตก่อนของเขา มันน้ำเน่าและมีอยู่เพียงในละครเท่านั้น ไม่คิดว่าจะสามารถมาเห็นด้วยตาตนเองได้

“แม่นางถัง พอเถอะเจ้าค่ะ บาดเจ็บจนเลือดไหลแล้วนะเจ้าคะ” สาวใช้นามอาจูลอบมองเขาด้วยความไม่พอใจ ราวกับเขาเป็นผู้เหยียบย่ำลงบนมือของถังเป้ยอี้ให้เกิดบาดแผล ทั้งที่จริงก็เป็นถังเป้ยอี้เองต่างหากที่ริอ่านอยากจะทำตัวเช่นนี้

“เจ้าจะว่าอย่างไร” เพียงหลี่เจี้ยนเฉิงออกปากถาม เมิ่งอวิ๋นถูกจับจ้องจากทุกสายตาคล้ายจะรอฟังคำตอบ

ประโยคที่ไร้ชื่อใช่นั้น พูดกับเขาหรือ?

“คุณชายเมิ่ง นายท่านถามท่าน เหตุใดจึงมิตอบเล่า?” เมิ่งอวิ๋นปรายตาไปมองข้างหลังเพียงชั่วครู่ พร้อมกับความเย็นชาที่ไม่ลดลงไปแม้แต่น้อยบนใบหน้า อาจูถามพร้อมกับพยุงร่างกายบอบบางของถังเป้ยอี้ขึ้นมา

“ข้าเพิ่งจะรู้ว่าควรตอบคำถามเมื่อครู่ ไม่ทราบท่านแม่ทัพต้องการคำตอบเช่นไรเล่า?” น้ำเสียงหวานคล้ายเย้ยหยันกับความโง่เขลาที่อีกฝ่ายมี แต่หลี่เจี้ยนเฉิงหาได้สนใจไม่ เขาก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเมิ่งอวิ๋นแล้วมองไปยังเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์

“ข้าต้องการความจริง” โง่งม เมิ่งอวิ๋นยิ้มเยาะพร้อมทั้งด่าอีกฝ่ายในใจเงียบ ๆ แล้วเชิดใบหน้างามขึ้นสูงราวกับถือศักดิ์

“เช่นนั้นคงต้องบอกว่า ข้ามิได้ทำสิ่งใด แต่ไม่ว่าผู้ใดจะเชื่อหรือไม่ พวกเจ้าและท่าน ล้วนแต่ไร้หลักฐานที่จะเอาผิดข้า” จะเป็นคนดีไปทำไม อ่อนแอแล้วได้สิ่งใดกัน? คนเช่นเขามิใช่จะปล่อยให้ผู้ใดรังแกได้โดยง่าย ความแสบร้อนที่แขนขวาจะถือเสียว่าเรียนรู้อสรพิษตัวหนึ่ง วันหน้าหากได้พบ จะได้ระวังตัวเอาไว้ให้มากเสียหน่อย

คำพูดของเมิ่งอวิ๋นนับว่าสร้างความโกรธให้กับผู้ที่ได้ยินมากนัก แต่แล้วอย่างไรในเมื่อก่อนนี้ก็มิได้มีผู้ใดสนใจในตัวเมิ่งอวิ๋นอยู่แล้ว เมิ่งอวิ๋นเองก็มีชื่อเสียงเช่นนี้มาตั้งแต่แรก และเขาไม่ใช่คนที่ถูกรังแกแล้วจะเอาแต่ร้องไห้ หรือโกรธจนทำอะไรโง่ๆ ลงไป

เช่นที่นางผู้ยืนอยู่ตรงหน้าทำ

อยากเกลียดข้าหรือ...พวกเจ้าก็เกลียดไปเสียสิ

ข้าสนใจความรู้สึกของพวกเจ้าเสียเมื่อไรกัน?

แม้สีหน้าของทุกคนจะมีความไม่พอใจฉายชัดอยู่บนนั้น แต่สำหรับถังเป้ยอี้ แววตาของนางคล้ายกับมีความพอใจอยู่ในนั้นครู่หนึ่ง ทว่าเพียงครู่เดียวมันก็หายไปเสียแล้ว แต่เมิ่งอวิ๋นก็เห็นมันได้ชัดเจน

“ไม่ทราบต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ หากหมดเรื่องแล้วก็หลีกทางเสีย เพราะพวกเจ้ากำลังเกะกะข้า!” เพียงได้ยินเสียงที่คล้ายแฝงไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น เหล่าบ่าวรับใช้และสาวใช้คนอื่น ๆ ล้วนแต่ไม่กล้าขวางทางเมิ่งอวิ๋นเอาไว้แม้แต่คนเดียว แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมายังไม่กล้าเสียด้วยซ้ำ เมิ่งอวิ๋นปรายตามองคนข้างกายอย่างดูแคลน ก่อนจะก้าวออกไปโดยไม่สนใจผู้ใดอีก

หลี่เจี้ยนเฉิงเองเมื่อเห็นเมิ่งอวิ๋นก้าวออกไปแล้วก็ปรายตามองถังเป้ยอี้ครู่หนึ่งไม่ได้ ก่อนจะก้าวตามหลังเมิ่งอวิ๋นไปเช่นกัน แต่ถังเป้ยอี้นั้นนางตัวสั่นอยู่กับอาจูที่เป็นสาวใช้ นางพยายามอดกลั้นความโกรธและโทสะของนางเอาไว้ เพราะกลัวว่าท่านแม่ทัพหลี่จะเห็นเอาได้ จึงก้มหน้าลงซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้ ขบริมฝีปากนึกแค้นใจและหมายมาดเอาไว้ว่าสักวัน นางจะฆ่าคนผู้นั้นให้ตายด้วยมือนางเอง!

หลี่เจี้ยนเฉิงเดินตามเมิ่งอวิ๋นมาจนถึงหน้าจวนของตนเอง โดยที่เมิ่งอวิ๋นเองก็รับรู้ได้ว่าถูกใครบางคนเดินซ้อนหลังตนมาไม่ห่าง ทว่าเพียงเขาไม่คิดหยุดยั้งตนเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนหนี้อื่นๆ คงต้องตบแทนวันหลัง

“ข้ามีเรื่องหนึ่งจะต้องบอกกล่าวกับท่านตรง ๆ” หลี่เจี้ยนเฉิงจับจ้องใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นไม่ยอมละสายตา

“เจ้าพูดมาเถอะ” เมิ่งอวิ๋นยืนอยู่ตรงหน้าของเขา ทว่าในแววตาคู่นี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ต่อเขามากไปกว่าคำว่าเกลียดชัง นั่นทำให้หัวใจของหลี่เจี้ยนเฉิงปวดร้าวเกินกว่าจะบรรยายได้

ทำเช่นไร เขาจึงจะได้หัวใจของคนผู้นี้อีกครั้งกัน

“หากมีคราวหน้า ไม่สิ แม้ว่าข้าจะมั่นใจว่าคงไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกในวันหน้า แต่ก็จะต้องบอกกับท่านเอาไว้เสียก่อน...”

“...” เมิ่งอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าปอด พร้อมกับเอ่ยคำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนหัวใจของหลี่เจี้ยนเฉิงแทบจะทนรับมันไม่ได้

“หากวันหน้าท่านพบข้าเมาอยู่ที่ใดก็ตาม วานท่านช่วยส่งข้ากลับจวน อย่าได้พามาที่จวนของท่านอีก”

“เดี๋ยวก่อน...” หลี่เจี้ยนเฉิงไม่อาจทำใจปล่อยเมิ่งอวิ๋นไปได้ เขาไม่รู้ว่าควรใช้เหตุผลใดยื้ออีกฝ่ายเอาไว้ ไม่รู้ว่าควรเอ่ยคำใดเพื่อให้ยังสามารถมองใบหน้าที่ตราตรึงหัวใจของเขาได้นานกว่านี้ แต่เพียงแค่เขาคว้าแขนของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อหยุดยั้ง ร่างบางก็สะดุ้งด้วยความเจ็บ ฝ่ามือของเขารู้สึกได้ถึงความร้อนผ่านผิวผ้า จนต้องดึงแขนของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อเปิดออกดู

“ทำอะไรของท่าน!” หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้สนใจ ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความดุดันและโทสะที่กดดันใครต่อใครมามากมาย ยามที่ดวงตาคมได้เห็นรอยแดงจากการถูกลวกของความร้อนก็ทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงบดกรามด้วยความโมโห แต่เมิ่งอวิ๋นไม่สนใจว่าเขาจะโกรธเรื่องอะไร เขากระชากแขนตัวเองออกมา ลูบผิวที่แสบร้อนเบา ๆ คล้ายจะปลอบประโลมให้มันเจ็บน้อยลง

“หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอตัวลา”

“เจ็บ...ใช่หรือไม่” น้ำเสียงที่หลี่เจี้ยนเฉิงใช้ถามมันแผ่วเบาและหวีดหวิวจนน่าใจหาย แต่ใบหน้าจะแสดงออกมาเช่นไรย่อมไม่อาจรู้ เมื่อในยามนี้เมิ่งอวิ๋นหันหลังให้เขาไปแล้ว

เมิ่งอวิ๋นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่กำลังเต้นในอกสั่นเบาๆ แต่ไม่นานมันก็หายไป เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยตอบคำถามของหลี่เจี้ยนเฉิง

“อีกไม่นานมันก็หาย” บาดแผลที่ถูกทิ้งเอาไว้ อย่างไรก็สามารถรักษาได้ เขาไม่เคยหวาดกลัวต่อมัน

“เหตุใดเจ้าไม่บอกเล่าว่าเจ้าเจ็บ”

“ข้าเป็นบุรุษ จำเป็นด้วยหรือที่บุรุษจะต้องบอกผู้อื่นว่าตนกำลังเจ็บ ท่านอยากให้ข้าได้รับความสงสารหรือ? ข้ามิได้อ่อนแอเช่นนั้นหรอกนะท่านแม่ทัพ”

หลี่เจี้ยนเฉิงกำฝ่ามือของตนเอาไว้แน่น มองแผ่นหลังบอบบางที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางหันกลับมาหาเขาอย่างอาลัย

“หากเจ้าบอกข้าสักคำ...”

“ท่านจะตีนางหรือ...” ตีนางเช่นที่ให้คนทำร้ายเมิ่งอวิ๋นจนตายหรือไม่เล่า จะตัดใจตีได้ลงเชียวหรือนางผู้นั้น? ซึ่งเขาไม่เคยคิดหวัง หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้ตอบ แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยโทสะมากมายจนไม่อาจสะกดมันเอาไว้ได้

“หากข้าบอกไปจะมีสิ่งใดเปลี่ยนเล่า? ข้าจะได้รับความสงสารมากกว่านาง? หรือความผิดที่ถูกกล่าวหาจะลดลง?”

“...”

“ไม่ว่าสิ่งใดข้าล้วนไม่ใส่ใจต่อมันทั้งสิ้น”

“...”

“บาดแผลเพียงแค่นี้หรือแม้แต่คำครหาของพวกท่าน...สำหรับข้ามันไม่ได้ทำให้ข้าสูญค่าในตัวเอง ข้าลา”

หลี่เจี้ยนเฉิงได้แต่ตกตะลึงในคำกล่าวของเมิ่งอวิ๋น หัวใจที่อยู่ในอกพลันเต้นระรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เสี้ยวหน้าเพียงนิดที่ได้มองนั้น คล้ายทำให้เขาเสพติดเสียจนปรารถนาจะได้จับจ้องทุกคืนวัน แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า ความคิดของเมิ่งอวิ๋นจะเป็นเช่นนี้มาก่อน ในยามนี้สายตาคู่นั้นที่ทอดมองแผ่นหลังที่ห่างไกลออกไปก็แปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

ไม่ว่าจะคำครหาหรือความเจ็บปวด สำหรับเมิ่งอวิ๋นแล้วล้วนไม่ได้ลดค่าของเขาลงไปแม้แต่น้อย

และใช่...กลับเพิ่มคุณค่าในสายตาของหลี่เจี้ยนเฉิงมากขึ้นเช่นกัน





TBC 





ปี๊บๆ พบคนหลงน้องหนึ่งอัตราค่ะ ว่าแต่เป้ยอี้...เธอตอแหลให้ใครดูคะ? ถ้าเป็นแมวนะจะตบซ้ำเอาให้หน้าชาไปเลย บังอาจมาทำลูกฉันเจ็บ แกต้องตายเท่านั้น ย้า!!! แต่น้องสวยมากค่ะลูกขา จะบาดแผลหรือคำควรหา ล้วนไม่สามารถลดค่าของน้องลงได้ อุ๊ย อีแม่หลงรักสุด ๆไปเลยค่ะน้องเมิ่ง กรี๊ดดดด

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ Brithday

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :o12: อ่านไปน้ำตาไหลไปสงสารน้อน

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[15] 50%


สิ่งแลกเปลี่ยนที่ไม่เต็มใจ

เมิ่งอวิ๋นกลับมาถึงจวนด้วยความแสบร้อนบริเวณแขนขวาที่ยังไม่หายไป แต่เขาก็ไม่ได้ร้องโอดครวญให้เป็นที่อับอาย ใบหน้าเพียงฉายแววอ่อนล้า ยามเมื่อก้าวเข้ามาในจวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าทุกคนในจวนสกุลเมิ่งกำลังร้อนรนเพียงเพราะการหายตัวไปของเมิ่งอวิ๋น เมิ่งหยวนและเมิ่งลู่เหยาสั่งบ่าวรับใช้ให้ออกตามหาเมิ่งอวิ๋นเสียยกใหญ่ โดยมีฮูหยินเมิ่งหรืออู๋ชิวอิ่งร้อนใจจนแทบจะเป็นลม

เมื่อเมิ่งอวิ๋นปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหน้าของประตู ทุกสายตาที่จับจ้องไปล้วนแต่เต็มไปด้วยความโล่งใจระคนห่วงใยไม่น้อย เมิ่งอวิ๋นเพียงส่งยิ้มให้อย่างลุแก่โทษก่อนจะก้าวเข้ามาด้านใน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้ว” เมิ่งหยวนทั้งโล่งใจทั้งโกรธเกรี้ยวจนอยากจะสั่งโทษเสียเดี๋ยวนี้ แต่เพียงเห็นว่าอีกฝ่ายคล้ายจะอ่อนเพลียอยู่มาก ก็ใจอ่อนขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้จนต้องหันใบหน้าหนี

“เสี่ยวอวิ๋น เจ้าไปไหนมา รู้หรือไม่ว่าแม่ห่วงเจ้ามากเพียงใด” อู๋ชิวอิ่งไม่สนใจจะโกรธบุตรชายคนเล็กด้วยเรื่องเพียงแค่นี้ ในหัวใจของคนเป็นแม่เขาห่วงเสียมากกว่าว่าเมื่อคืนนี้เกิดสิ่งใดขึ้นกับบุตรชายของเขาหรือไม่ เหตุใดอยู่ดี ๆ จึงหายไปจากงานวิวาห์ แล้วกลับมาในตอนสายของอีกวัน

“ข้าเมามากไปหน่อย จึงได้หลับอยู่ข้าวสะพานขอรับท่านแม่ ข้าขอ...”

“ไม่...” เมิ่งอวิ๋นที่กำลังจะกล่าวคำขอโทษกลับถูกมารดาห้ามปรามเอาไว้ เมามายย่อมเป็นเรื่องธรรมดา จะกล่าวขอโทษกันไปไย

“เจ้าจะห้ามเสี่ยวอวิ๋นไปทำไมกัน ทำผิดแล้วรู้จักขอโทษจึงจะนับว่าเป็นบุตรชายสกุลเมิ่ง” แต่อู๋ชิวอิ่งกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น นางหันขวับไปจ้องหน้าสามีของตนอย่างไม่พอใจนัก เมิ่งหยวนที่ไม่ได้หันมามองจึงไม่รู้เลยว่าในยามนี้นั้น ภรรยาของตนกำลังมีสีหน้าเช่นไร

สำหรับนาง บุตรจึงจะมาอันดับหนึ่ง สามีนะหรือ...ลืมไปเสียเถิด!

“ท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร? บุตรชายของข้าเพียงเมามายและหลับไปข้างนอกเท่านั้น หรือนี่ก็ถือว่าทำผิดไปเสียแล้ว” เมิ่งหยวนที่ได้ยินจึงหันกลับมามองภรรยาของตนแต่กลับต้องสะดุ้งด้วยสายตาฟาดฟันจากนาง แต่ถึงอย่างไรนี่ก็นับว่าผิดอยู่ดี เขาจึงข่มความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยบอกไปตามที่คิด

“เมามายย่อมไม่ผิด แต่เสี่ยวอวิ๋นผิดที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง หรือเจ้าคิดว่าข้าไม่ห่วงลูกหรืออิ่งเอ๋อร์”

“ท่านพี่! ...”

“ท่านแม่ ท่านพ่อ อย่าทะเลาะกันเพราะลูกเลย ลูกผิดจริงดังที่ท่านพ่อพูดมาขอรับ ลูกต้องขอโทษท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ด้วยนะขอรับ ที่ทำให้เป็นห่วง”

เมิ่งหยวนพยักหน้ารับอย่างพอใจเมื่อบุตรชายเข้าใจในความหมายของตน สีหน้าจึงคลายความไม่พอใจไปหลายส่วน แม้แต่น้ำเสียงที่ใช้กล่าวก็นุ่มนวลลงไปมาเช่นกัน

“เจ้ารู้ผิดถูกเช่นนี้พ่อก็ดีใจ ไปเถิดอาเหยา เจ้าพาน้องไปพักผ่อนเสียเถิด”

“ขอรับท่านพ่อ” เมิ่งลู่เหยารับคำ พร้อมกับดันแผ่นหลังของน้องชายให้รีบเดินออกมา เพื่อจะได้หลบฉากเสียให้บิดาได้ทำการง้อมารดาที่กำลังไม่พอใจอยู่

“เสี่ยวอวิ๋น ประเดี๋ยวแม่จะตุ๋นน้ำแกงไปให้เจ้าที่ห้องนะลูก” เมิ่งอวิ๋นนั้นรู้สึกอุ่นวาบจนต้องระบายยิ้มออกมา

“ขอรับท่านแม่”

“ไปเถิด เนื้อตัวเจ้ามีแต่กลิ่นสุรา รีบกลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสียดีกว่า” เมิ่งอวิ๋นพยักหน้ารับคำของเมิ่งลู่เหยา แอบยกแขนตนขึ้นมาดมแล้วก็ต้องยอมรับว่า กลิ่นสุราติดกายมาตั้งแต่เมื่อคืนจริง ๆ และมันก็คละคลุ้งจนชวนเวียนหัวเสียด้วย

เมื่อเดินมาไกลพอสมควรแล้ว เมิ่งอวิ๋นก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกับหันไปหาผู้เป็นพี่ชาย จนเมิ่งลู่เหยาที่ถูกมองยังสงสัยว่ามีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่กัน

เดิมทีเมิ่งอวิ๋นคิดเอาไว้ว่าจะไม่พูดกับเมิ่งลู่เหยาในเรื่องนี้ และคาดว่าแผลนี้มันคงจะหายเองได้ แต่ด้วยอาการแสบร้อนที่ยังคงมีอยู่ อีกทั้งเขายังแอบเปิดดูแขนของตนก็พบว่าน้ำแกงที่ถังเป้ยอี้ตระเตรียมมานั้น คงร้อนมากเสียจนแขนของเขาขึ้นรอยแดงจนน่ากลัว

“มีอะไรหรือเสี่ยวอวิ๋น” เมิ่งอวิ๋นถอนหายใจ ก่อนจะยกแขนขวาขึ้นมาแล้วใช้มือข้างซ้ายเลื่อนชายแขนเสื้อขึ้น เมิ่งลู่เหยามองตามเมื่อได้เห็นสิ่งที่ปรากฏก็พลันตกใจ จนต้องรีบจับแขนของน้องชายเอาไว้แน่น

“นี่มันอะไร? เกิดอะไรขึ้น เหตุใดแขนของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้!”

“ตอนตื่นมา ข้ามึนหัวนิดหน่อยจึงเดินไปชนพ่อค้าเข้า น้ำร้อนจึงลวกแขนข้า เดิมทีข้าคิดว่าไม่นานคงหาย แต่จนถึงจวนข้าก็ยังคงเจ็บ จึงได้อยากจะถามพี่ใหญ่ว่าพอจะมียาที่ช่วยให้บรรเทาความเจ็บนี่หรือไม่” แขนของเมิ่งอวิ๋นนั้นขาวมาก เพียงรอยแดงเพียงเล็กน้อยยังสามารถเห็นได้ชัดเจน แต่รอยปื้นแดงยาวเช่นนี้ ไม่ควรจะมาอยู่บนแขนของน้องชายเขาแม้แต่น้อย เมิ่งลู่เหยาได้แต่ขบฟันแน่น นึกขุ่นเคืองพ่อค้าผู้นั้นจนอยากจะฆ่าเสียให้ตาย

เมิ่งอวิ๋นไม่ได้บอกกล่าวความจริงแก่เมิ่งลู่เหยา เพราะหากพูดความจริงไปคงจะเป็นเรื่องใหญ่เสียยิ่งกว่านี้ ด้วยนิสัยของพี่ชาย อย่างไรก็คงไม่ยอมจบเพราะแผลเล็ก ๆ นี่เป็นแน่ คงจะต้องตามไปเอาความถึงจวนแม่ทัพ แต่การจะไปเอาเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งเพียงเพราะแผลแค่นี้ ก็ดูจะไร้เหตุผลมากเกินไป ชาวบ้านคงนินทากันเสียสนุกปาก อีกทั้งยังลดเกียรติของพี่ชายของเขาโดยใช่เหตุเช่นกัน

“พี่ใหญ่...” เห็นเมิ่งลู่เหยาเงียบไปเสียนาน เมิ่งอวิ๋นจึงเรียกอีกครั้งเพราะต้องการคำตอบ

“พี่จะให้คนไปตามหมอ”

“ไม่ได้!”

“เพราะเหตุใดจึงไม่ได้” เจ็บขนาดนี้ยังไม่ยอมตามหมอ น้องชายของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่กัน หากรักษาไม่ทันจนเกิดเป็นแผลเป็นขึ้นมา จะทำเช่นไร

“พี่ใหญ่ เพียงแค่ข้าไม่กลับจวนเมื่อคืนก็นับว่าสร้างความเป็นห่วงให้ท่านพ่อท่านแม่มากแล้ว ข้าไม่อยากให้พวกท่านทั้งสองต้องมากังวลเพียงเพราะแผลนี่อีก” แม้สิ่งที่เมิ่งอวิ๋นพูดมานั้นเขาก็พอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นแขนของเมิ่งอวิ๋นเป็นเช่นนี้ ใจคนเป็นพี่ย่อมห่วงกว่า

แล้วเช่นนี้เขาควรจะทำอย่างไร

เมิ่งอวิ๋นเห็นพี่ชายกำลังเคร่งเครียด ขบคิดอย่างเงียบขรึมจึงได้เข้าใจแล้วว่าเมิ่งลู่เหยาเข้าใจในความหมายของเขา และเห็นด้วยอย่างชัดเจนจึงได้วางใจลง และเสนอแนวทางให้อีกฝ่ายอย่างใจเย็น

“พี่ใหญ่ ไม่เช่นนั้นเรียกเสี่ยวหลงมาแล้วให้ไปซื้อยาตามอาการข้าดีหรือไม่?”

นั่นดียิ่ง!

“แต่เสี่ยวหลงยังไม่กลับมา ข้าและท่านพ่อให้คนออกไปตามหาเจ้าเสียส่วนใหญ่ ป่านนี้คงวิ่งวุ่นไปทั้งเมืองกันเสียแล้ว” เช่นนั้นทำอย่างไรดี เมิ่งอวิ๋นนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงใครผู้หนึ่งขึ้นมาได้

“วันก่อนข้าพบกับบ่าวรับใช้ใหม่ที่ท่านพ่อรับเข้ามา ข้ามองแล้วเขาดูเข้าทีนัก คิดว่าน่าจะใช้การได้”

“ผู้ใดเล่า...”

“เสี่ยวฉีขอรับ”

เมิ่งลู่เหยาไม่รู้จักบ่าวรับใช้คนนี้ แต่เมื่อน้องชายเขาบอกว่าใช้การได้ เช่นนั้นก็ใช้การได้แน่นอน จึงได้ให้บ่าวใกล้ ๆ ไปตามเสี่ยวฉีมาพบเมิ่งอวิ๋น เดิมทีเมิ่งอวิ๋นแทบจะลืมคนผู้นี้ไปเสียแล้วด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะจำได้ว่าเสี่ยวฉีเป็นบ่าวมาใหม่ และบ่าวมาใหม่ย่อมต้องอยู่ทำงานในจวนมากกว่าที่จะถูกใช้ไปนอกจวน

ไม่นานเสี่ยวฉีที่ถูกเรียกตัวก็มา ใบหน้าของเสี่ยวฉีนั้นนับว่าพอทำเนาอยู่บ้าง เนื้อตัวอาจไม่สะอาดสะอ้านเพราะต้องทำงานหลายอย่าง แต่ก็ไม่มอมแมมเสียจนดูไม่ได้เช่นบ่าวคนอื่น หากเป็นบ่าวรับใช้ประจำตัว เนื้อตัวย่อมสะอาดหมดจรด แต่เสี่ยวฉีเป็นบ่าวในจวน ย่อมต้องทำงานทั่วไปตามคำสั่ง เนื้อกายจึงมีเปรอะเปื้อนไปบ้างตามงานที่ต้องทำ

“นายน้อย คุณชายใหญ่ เรียกบ่าวหรือขอรับ”

“ใช่ ข้ามีเรื่องจะวานเจ้าเสียหน่อย” เสี่ยวฉีค้อมกายลงต่ำอย่างนอบน้อม แต่สายตาเหลือบมองรอยแดงที่แขนของเมิ่งอวิ๋นก่อนจะเก็บสายตาลงไปไม่ให้ใครเห็น

“เรื่องใดหรือขอรับ” เมิ่งอวิ๋นนึกขึ้นได้จึงดึงแขนของจากมือของเมิ่งลู่เหยาเบาๆ แล้วใช้ชายแขนเสื้อปกปิดรอยแผลเอาไว้เช่นเดิม

“ข้าต้องการให้เจ้าที่ร้านยา ซื้อยาทาแผลที่ดีที่สุดมาให้ข้าโดยเร็วที่สุด” ไม่ต้องบอกก็ย่อมรู้ว่าเสี่ยวฉีเข้าใจได้ดีว่าแผลอะไร เมิ่งอวิ๋นหยิบเงินออกมาแล้วส่งให้เสี่ยวฉีไปจำนวนหนึ่ง แต่อีกฝ่ายไม่ได้รับมา กลับถามคำถามต่อเมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยาแทน

“นายน้อย คุณชายใหญ่ บ่าวเป็นเพียงบ่าวรับใช้ใหม่ ไม่อาจออกไปนอกจวนได้ขอรับ” เมิ่งอวิ๋นรู้ดีจึงได้ยื่นป้ายหยกของตนที่ติดกายอยู่เสมอให้กับเสี่ยวฉีแทน

“ป้ายหยกของข้า หากถูกขวางไว้ให้บอกไปว่าข้าไหว้วานให้เจ้าออกไปทำงานให้ จากนี้ไปเจ้าก็ถือว่าเป็นบ่าวข้างกายข้าก็แล้วกัน”

“ขอบคุณนายน้อยที่เมตตา” เสี่ยวฉีคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้น ก่อนจะรับทั้งเงินและป้ายหยกมาไว้ในมือ ก่อนจะรีบออกไปเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายมา

เมิ่งลู่เหยามองแผ่นหลังของเสี่ยวฉีที่จากไปก็พลันขมวดคิ้ว ความรู้สึกที่วุ่นวายใจแปลกๆ นี่มันคืออะไรกัน คล้ายว่าใจจะไม่สงบสักนิด มีความสงสัยบางอย่างที่เขาเองก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าคือสิ่งใดนั้น มันกวนใจเขาเหลือเกินจนไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี

“พี่ใหญ่เป็นอะไรไปหรือ?”

“เสี่ยวฉีผู้นั้น...”

“พี่ใหญ่แคลงใจในตัวของเสี่ยวฉีหรือ?”

“นั่น...ก็ใช่” เมิ่งอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยตอบ

“หากไว้ใจได้ก็ถือว่าข้าเจอคนดี แต่หากไว้ใจไม่ได้...คนเช่นนี้ เอาไว้ใกล้ตัวมิใช่ว่าจะเห็นง่ายกว่าหรือ พี่ใหญ่ท่านไม่คิดเช่นข้าหรือ?”

“แต่ว่า...”

“พี่ใหญ่อย่าได้ห่วงไปเลย หากเขาคิดร้ายหรือเป็นภัยต่อข้า ข้าจะจัดการกับเขาเอง” เมิ่งลู่เหยามองน้องชายตนอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ในคำพูดของเมิ่งอวิ๋น

จริงอยู่ว่าเขาสงสัยในตัวเสี่ยวฉี แต่บิดาเขาไม่น่าจะรับคนมาโดยที่ไม่ตรวจสอบ อีกทั้งโดยส่วนใหญ่หากเป็นคนที่ถูกรับเข้ามาใหม่โดยผ่านบิดาของเขาแล้วนั้น ย่อมหาความผิดปกติไม่ได้แน่นอน เสี่ยวฉีผู้นี้จะต้องไม่คิดร้ายกับเมิ่งอวิ๋น นั้นคือสิ่งที่เขามั่นใจได้

แต่อะไรกันล่ะ...ที่มันคาใจเขา

คนผู้นี้แปลกที่ตรงไหนกันนะ

เมิ่งลู่เหยาประคองน้องชายเดินกลับห้องทั้งที่ในหัวยังไม่อาจละทิ้งความสงสัยไปได้ แม้ใบหน้าจะไม่ได้ปรากฏร่องรอยความคิดใด ๆ ออกมา ทว่าภายในกลับขบคิดเสียวุ่นวายยกใหญ่ ว่าสิ่งใดกันแน่ที่เขามองข้ามมันไป แต่ไม่ว่าจะคิดเช่นไร เมิ่งลู่เหยาก็ไม่ได้คำตอบนั้นเลย



50%





พี่ใหญ่คือรักน้องมากจริง ๆ ค่ะ แต่เสี่ยวฉีแปลกตรงไหนกันน้าาา ตรงไหนกันหนอออ ไหนใครพอจะรู้ไปบอกพี่ใหญ่หน่อยค่ะ พี่ใหญ่เขาหาไม่เจอจริง ๆ

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[15] 100%



เวลานับว่าล่วงเลยไปนานพอควร เมิ่งอวิ๋นนั่งฟังเมิ่งลู่เหยาบ่นเสียจนหูชา แต่เขาไม่มีทีท่าจะรำคาญใจแม้แต่น้อย กลับน้อมรับฟังและตอบรับอย่างเห็นด้วยในคำทุกคำ จนเมิ่งลู่เหยาที่อยากจะบ่นต่อก็ทำได้แค่ถอนหายใจ อย่างไรก็ถือว่าเมิ่งอวิ๋นรับรู้และรับปากเขาเอาไว้แล้ว

แม้จะไม่อยากบ่นต่อ แต่สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยความห่วงใย รอยแดงขนาดใหญ่ที่ที่แขนของเมิ่งอวิ๋นนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจมากที่สุด จะบอกผู้ใดก็ไม่ได้ เชิญหมอมาก็ไม่ได้อีก ด้วยเขาเองก็ไม่ปรารถนาให้บิดามารดาต้องมากังวลเพิ่มไปด้วย หากเรื่องบางเรื่องสามารถจัดการด้วยตนเองได้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร จะต้องบอกให้ผู้ให้กำเนิดทั้งสองต้องคิดมาก

“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังรู้สึกเช่นเดิมอยู่หรือไม่?” ความร้อนใจส่งผลให้ทุกหนึ่งเค่อ เมิ่งลู่เหยาจะเอ่ยปากถามซ้ำ ๆ ด้วยคำถามเดิม ๆ ออกมาราวกับคนความจำเลอะเลือน เมิ่งอวิ๋นเพียงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็ตอบกลับไปเช่นเดิมกับก่อนนี้

“ข้ายังรู้สึกเช่นเดิมพี่ใหญ่ ท่านใจเย็นแล้วนั่งลงก่อนเถิด” หากให้ยืนอยู่ต่อไป เขาคงได้เวียนหัวกับการอยู่ไม่เป็นสุขของผู้เป็นพี่ชายแน่

เมิ่งลู่เหยาลังเลแต่ก็ยอมนั่งลงตามที่เมิ่งอวิ๋นบอก แม้ว่าเขาจะยอมนั่งลงกับเก้าอี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในใจเขาจะสงบลงไปเลย สายตาของเมิ่งลู่เหยามองไปที่ประตูอยู่ตลอดเวลา เฝ้ารอว่าเมื่อไรเสี่ยวฉีจะกลับมาเสียที นี่มันก็นานพอสมควรแล้วด้วย

หรือเจ้านั่นจะคิดไม่ซื่อ!

“พี่ควรออกไปตาม...”

“อย่าเลยพี่ใหญ่ นี่เพียงผ่านมาไม่นาน รอก่อนเถิด” จะให้รอได้อย่างไร เมิ่งลู่เหยามองความเจ็บปวดที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนแขนของน้องชายด้วยแววตารวดร้าว ผิวขาวลออของเมิ่งอวิ๋นแต่ไหนแต่ไรมิเคยมีแม้แต่ร่องรอยให้คนในบ้านต้องปวดใจ แต่มาครานี้กลับมีรอยสีแดงพาดไปบนแขนขวา คนเป็นพี่เช่นเขาเห็นแล้วยังทุกข์ทรมานใจเช่นนี้ หากท่านพ่อท่านแม่รู้ คงไม่พ้นต้องไปเอาความกับคนทำแน่

“พี่น่าจะจับมันมาคุกเข่าต่อหน้าเจ้า ให้มันได้สำนึกในสิ่งที่ทำเสียบ้าง” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะออกมากับท่าทางที่แสนใหญ่โตของเมิ่งลู่เหยา แต่เพียงแค่คิดว่าพี่ชายจะไปเอาเรื่องถึงจวนแม่ทัพ ความขบขันก็มลายหายไปในอากาศทันที

“คนผู้นั้นไม่สามารถเอาเรื่องได้”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร มิใช่เป็นเพียงพ่อค้าหรอกหรือ?” เมิ่งอวิ๋นพลันนึกได้ว่าตนมิได้กล่าวความจริงออกไป เห็นสายตาสงสัยและจับผิดเมิ่งอวิ๋นจึงต้องยิ้มบาง ๆ ให้แก่พี่ชายแทน

“ย่อมเป็นพ่อค้า หากมิใช่พ่อค้าจะมีผู้ใดเล่าที่สามารถนำของร้อนๆ มาลวกแขนข้าได้อีก” แม้ว่าคำพูดของน้องชายจะมีส่วนที่แปลกไปบ้าง แต่เหตุผลที่ถูกยกมาถามก็ทำให้เมิ่งลู่เหยาคิดหาผู้อื่นไม่ได้จริง ๆ ได้แต่ยอมรับกับความเป็นไปได้ที่ไม่ชวนให้เชื่อนั้นไปก่อน

“เจ้าเสี่ยวฉีนั่น คงมิใช่ว่าขโมยเงินแล้วหนีไปหรอกนะ แถมเจ้ายังให้ป้ายหยกประจำตัวของเจ้าไปอีก” ยิ่งความร้อนใจมีมากเท่าไร เมิ่งลู่เหยาก็ยิ่งคิดในทางร้าย ๆ กับเสี่ยวฉีคนนั้นมากยิ่งขึ้น เดิมเพราะเขายังคงตงิดใจกับบ่าวรับใช้ที่ชื่อเสี่ยวฉีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะระแวงไปต่าง ๆ นานา ยิ่งอีกฝ่ายชักช้ากับการเจ็บปวดของน้องชายเขา เขาก็ยิ่งไม่ไว้ใจในตัวคนผู้นั้นเข้าไปอีก

“พี่ใหญ่ใจเย็นก่อน บางทีอาจจะมีคนมากมายรอซื้อยาจึงทำให้เขามาช้า” เมิ่งลู่เหยาทั้งหงุดหงิดใจและร้อนใจ ทว่าเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ต้องนั่งรอต่อไป

“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น หากไม่แล้ว ข้าจะเป็นคนไปลากเขากลับมาเอง”

เมิ่งอวิ๋นเพียงส่ายหน้ากับอาการของผู้เป็นพี่ชาย นึกขบขันในความขึงขังที่อีกฝ่ายแสดงออกมา ก่อนจะมองไปที่ประตูอีกครั้งเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้มั่นใจในตัวของเสี่ยวฉีมากนัก แต่ก็พอจะมองออกว่าอีกฝ่ายคงไม่ทำเช่นที่เมิ่งลู่เหยากังวล แต่จะเป็นคนดีหรือไม่นั้น เขายังไม่อาจสรุปได้ง่ายๆ

จริงอยู่ว่าเสี่ยวฉีแม้จะคล้ายน่าสงสัยแต่ก็ไม่คล้ายจะเป็นเช่นนั้น หากจะให้พูดคนผู้นี้ดูเหมือนจะเงียบกว่าบ่าวรับใช้ทั่วไป ไม่สุงสิงกับผู้ใดเกินจำเป็น แต่เมื่อเจอเขากลับทำดีด้วย แต่นั่นก็ไม่นับว่าแปลกอะไรในเมื่อเขาเองก็ถือว่าเป็นเจ้านายคนหนึ่ง

เช่นนั้นแล้วอะไรกันเล่าที่แปลก?

เมื่อมาคิดดูดี ๆ แล้วเมิ่งอวิ๋นก็หาความแปลกของอีกฝ่ายไม่เจอจริง ๆ แต่เขากลับยังไม่คลายใจกับความรู้สึกที่ว่าอีกฝ่ายแปลกไปได้เลย ทั้งที่มันไม่มีเหตุแต่เขากลับรู้สึก นี่ต่างหากที่แปลกนัก

“นายน้อย บ่าวกลับมาแล้วขอรับ”

“เข้ามา!” เมิ่งอวิ๋นไม่ทันอ้าปากเอ่ยเรียก เมิ่งลู่เหยาก็ชิงตัดหน้าเอ่ยปากเรียกคนเข้ามาอย่างรวดเร็วเสียจน เมิ่งอวิ๋นต้องหุบปากเก็บคำกลับเข้าไปแทบไม่ทัน

เสี่ยวฉีเปิดประตูเข้ามาข้างในด้วยท่าทางนอบน้อม ศีรษะก้มต่ำตลอดเวลาและมีทีท่าคล้ายว่าจะทำตัวไม่ถูก เมิ่งลู่เหยาที่ร้อนใจอยู่แล้วยิ่งรำคาญสายตาจนอยากจะสั่งโบยบ่าวเชื่องช้าผู้นี้เสีย แต่เมิ่งอวิ๋นกลับไม่ใช่ เขามองสิ่งที่เสี่ยวฉีแสดงออกมาอย่างสนใจ พร้อมกับเอ่ยถาม

“เจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดเถิด” เสี่ยวฉีเหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเล็กน้อย ก่อนจะล้วงนำเงินเท่าจำนวนเดิมที่ได้ไปมาวางเอาไว้บนโต๊ะ ทำให้เมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยางุนงง

“ไม่ได้ซื้อยามาให้ข้าหรอกหรือ?” เมิ่งอวิ๋นถาม

“นี่เจ้าไปเสียตั้งนานกลับไม่มียากลับมาให้น้องข้า เจ้าอยากถูกโบยใช่หรือไม่!” เสี่ยวฉีคุกเข่าลงพื้นอย่างร้อนรน ละล่ำละลักอธิบายอย่างหวาดกลัว

“มิ มิใช่นะขอรับ”

“พี่ใหญ่ท่านอย่าเพิ่งโกรธ ฟังเขาก่อน” เมื่อน้องชายออกปาก เมิ่งลู่เหยาก็ได้แต่ฮึดฮัดขัดใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยอมฟังคำของน้องชาย

“ได้! เจ้ารีบพูดมา!”

“บะ...บ่าวเดินออกไปจากจวนตามคำสั่งของคุณชายใหญ่และนายน้อย ตะ แต่ยังไม่ทันจะถึงร้านยา บ่าวก็พบกับ เอ่อ” เมิ่งอวิ๋นมุ่นคิ้ว แต่เมิ่งลู่เหยานั้นไม่ใจเย็นพอจะคิดตาม

“พบผู้ใด!” เมิ่งอวิ๋นมองเสี่ยวฉีเม้มปากอยู่ตรงพื้นอย่างเห็นใจ จึงปลอบประโลมอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

“เจ้าเล่าเถิด ไม่มีผู้ใดเอาผิดเจ้าหรอก พี่ใหญ่และข้าล้วนแต่รอฟังคำของเจ้าอยู่” เสี่ยวฉีจึงนำของบางสิ่งออกมา ก่อนจะวางเอาไว้บนโต๊ะใกล้กับเงินที่ถูกวางเอาไว้ก่อนหน้า สิ่งที่ปรากฏคือตลับสีเงินไร้ลวดลายสวยงาม เพียงตลับที่หยาบกระด้างไม่คล้ายของที่เคยพบเห็น เมิ่งอวิ๋นมองอย่างไม่เข้าใจ แต่เมิ่งลู่เหยากลับหยิบมันขึ้นมาเพ่งพินิจดูและเปิดมันออก

สิ่งที่อยู่ภายในคือขี้ผึ้งสีเหลืองอ่อน เพียงเมิ่งลู่เหยายกขึ้นมาสูดดมก็รู้ทันทีว่าเป็นของดีราคาไม่น้อย นั่นยิ่งทำให้เมิ่งลู่เหยาสงสัยมากขึ้น

“เจ้าเอามาจากผู้ใด”

“บ่าวได้มาจากบุรุษผู้หนึ่งขอรับ เป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา แต่บ่าวไม่ทราบชื่อของเขาจริง ๆ”

“ไม่รู้จักชื่อ ทว่ากลับนำของเข้ามาในจวน นี่เจ้า!” เมิ่งอวิ๋นยกมือขึ้นมาห้ามปรามพี่ชายของตนเอาไว้ พร้อมกับถามอย่างสนใจ

“ทำไมเจ้าจึงนำมาให้ข้าเล่า ในเมื่อเจ้าเองก็ไม่รู้จักเขา”

“เดิมทีบ่าวจะไม่รับ แต่บ่าวสู้คนผู้นั้นไม่ได้ขอรับ เขานำของสิ่งนี้มายัดใส่มือของบ่าว แล้วยัง...”

“ยังอะไร?”

“เขา เขายังนำเอาป้ายหยกของนายน้อยไปเป็นของแลกเปลี่ยนขอรับ!”

“เจ้า! นี่เจ้า!” เมิ่งลู่เหยาโกรธจนแทบบ้า ร่างสูงลุกขึ้นชี้หน้าของเสี่ยวฉีพร้อมกับหอบหายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“พี่ใหญ่...”

“ได้! ข้ายกให้เจ้าจัดการ!” เมิ่งอวิ๋นเห็นพี่ชายตนทิ้งกายลงนั่งด้วยท่าทางไม่เต็มใจก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปจับจ้องที่เสี่ยวฉีอีกครั้ง

“เจ้าบอกว่าเขานำป้ายหยกขอข้าไปหรือ?”

“ขอรับนายน้อย”

“ทำไมเจ้าถึงยอมยกให้เขาโดยง่ายเล่า”

“นายน้อย คุณชายผู้นั้นเขานำคนขอทางการมาด้วย บ่าว บ่าวไม่กล้าไม่ให้ขอรับ นายน้อยโปรดอภัย บ่าวผิดไปแล้ว!” เสี่ยวฉีโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงหลายครั้ง แต่คำตอบที่เสี่ยวฉีบอกกลับยิ่งทำให้เมิ่งอวิ๋นมุ่นคิ้วหนักขึ้น แม้แต่เมิ่งลู่เหยาเองยังไม่ต่างกันเท่าใดนัก เมื่อได้ยินว่าคนที่มาแลกตลับขี้ผึ้งชั้นดีนี้กับป้ายหยกของเขา นำคนของทางการมาด้วยเช่นนั้นเป้นผู้ใดกันแน่ เหตุใดจะต้องยึดเอาของที่เป็นของเขาไปแลกเปลี่ยน อีกทั้งคนผู้นั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องการสิ่งนี้

หรือคนผู้นั้นจะเป็น...

“คนที่เจ้าว่ามา เขาฝากคำพูดใดมาถึงข้าหรือไม่” เสี่ยวฉีก้มหน้าหยุดโขกศีรษะทว่ายังตอบกลับทุกคำ

“ขอรับ”

“ว่าอย่างไร”

“คุณชายผู้นั้นกล่าวว่า ป้ายหยกนี้เขาจะถือเป็นของแลกเปลี่ยน ส่วนตลับยานี้ช่วยรักษาแผลของนายน้อยให้หายได้ในเร็ววัน หากปรารถนาอยากได้ป้ายหยกคืนก็ให้ไปหาเขาที่จวนแม่ทัพขอรับ” เมิ่งอวิ๋นหน้าเครียด แม้แต่เมิ่งลู่เหยาเองก็ยิ่งเครียดหนัก ใบหน้าหล่อบัดนี้มืดครึ้มเสียจนไม่น่ามองสักนิด จวนแม่ทัพ กล่าวมาเช่นนี้คงไม่มีผู้ใดอื่นอีกแล้วนอกจากคนผู้นั้น

“เสี่ยวอวิ๋น เขารู้ได้อย่างไรว่าเจ้าถูกน้ำร้อนลวก คงมิใช่เขาหรอกใช่ไหมที่ทำร้ายเจ้า!” เดิมทีเมิ่งลู่เหยาก็ไม่ปักใจเชื่อเรื่องพ่อค้าที่ทำน้ำร้อนลวกเมิ่งอวิ๋นอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินเรื่องเช่นนี้เมิ่งลู่เหยายิ่งคาดเดาว่า เพราะเมิ่งอวิ๋นยังคงรักและห่วงใยในตัวของคนผู้นั้น จึงไม่อยากให้เขาเอาความกับหลี่เจี้ยนเฉิง

เจ้าคนชั่วช้านั่น! กล้าทำร้ายน้องชายเขาอีกครั้งแล้วงั้นหรือ!

“เขาทำร้ายเจ้าใช่หรือไม่!!”

“พี่ใหญ่ ท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว” เมิ่งอวิ๋นพยายามอธิบาย แต่เมิ่งลู่เหยาเดือดดาลเสียจนแทบจะควบคุมสติของตนเอาไว้ไม่ได้

“เจ้ายังจะปกป้องเขาอีกหรือ ไหนเจ้าบอกพี่ว่าไม่รู้สึกอันใดกับเขาแล้ว ทำไมยังปกป้องเขาอีก!” เมิ่งอวิ๋นถอนหายใจ ยกมือขึ้นมานวดขมับของตนเองไปด้วยท่าทางเคร่งเครียด

“เสี่ยวฉีเจ้าออกไปได้แล้ว จากนี้ไปเจ้าเป็นบ่าวข้ากายข้า ไปหาเสี่ยวหลงเถิด เขาจะช่วยเจ้าเอง”

“ขอบคุณขอรับนายน้อย บ่าวจะตั้งใจทำงานดูแลนายน้อยอย่างดีที่สุดขอรับ”

“ไปเถิด”

เมิ่งอวิ๋นรอจนเสี่ยวฉีจากไปแล้วและมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ อีกจึงได้ดึงพี่ชายให้นั่งลง การที่พี่ชายจะเสียงดังใส่น้องชายอย่างเขาย่อมไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่เขาก็ไม่อยากให้เหล่าบ่าวรับใช้คนใดมารับรู้การกระทำนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข่าวลือร้ายๆ จนทำให้พี่ชายของเขาต้องมัวหมอง ต้องป้องกันเอาไว้เสียก่อนย่อมดีกว่ามานั่งแก้ไข

“เมิ่งอวิ๋น!!”

“พี่ใหญ่ ท่านใจเย็นๆ ก่อน ข้าไม่ได้ถูกเขาทำร้ายจริง ๆ และข้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาอีกแล้ว พี่ใหญ่ท่านไม่เชื่อข้าหรือ” เมิ่งลู่เหยาหอบหายใจด้วยความโกรธที่เต็มอก แต่จะให้ระบายกับน้องชายที่เพิ่งจะเจ็บแขนมาก็ทำไม่ลง สิ่งที่ทำได้จึงมีแต่ต้องกลืนความโกรธนี้เอาไว้ในอกตน ดูน้องชายตีหน้าเศร้าใช้ดวงตากลมมองมาที่เขาด้วยแววตาน่าสงสารแล้วก็รู้สึกจนใจ

“เจ้าก็เป็นเช่นนี้เรื่อย พอเป็นเรื่องของคนผู้นั้นเจ้าก็บ่ายเบี่ยง ไม่เคยเป็นความผิดของเขาสักครั้ง แล้วอย่างไร เจ้าผิดเองหรือที่ถูกน้ำร้อนลวกใส่?” เมิ่งอวิ๋นได้ยินคำประชดประชันก็หัวเราะออกมาในลำคออย่างขบขัน นับว่าบรรยากาศดีขึ้นมามากกว่าเก่า เช่นนี้คงคุยง่ายขึ้น

“นั่นก็ย่อมไม่ใช่ เพียงแต่ข้าได้พบเขาจริง ๆ แต่ข้าถูกพ่อค้าทำน้ำร้อนลวกข้าจริงเช่นกัน พี่ใหญ่...หากเป็นความผิดของเขาจริง ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาลอยหน้าลอยตาอยู่เช่นนี้แน่ ข้าสาบานต่อฟ้า หากข้าเจ็บเพราะน้ำมือของเขา ข้ายอมติดตามเอาคืนจนกว่าจะสาสมแน่นอน!” น้ำเสียงหนักแน่นดุจภูผาทำให้หัวใจของเมิ่งลู่เหยาสั่นไหว เขาไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้น เพียงไม่อยากให้น้องชายของเขา เอาแต่ปกป้องบุรุษที่ไม่เคยมองเห็นค่าของในตัวของน้องชายเขาเช่นคนผู้นั้น

เขาเพียงห่วงใย กลัวว่าหากวันใดถูกสังหารด้วยน้ำมือคนผู้นั้นแล้ว เมิ่งอวิ๋นจะไม่อาจรับความจริงได้

“พี่ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น พี่เพียงไม่อยากให้เจ้า เอาความสำคัญไปให้กับคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเจ้า เขาไม่คู่ควรแม้แต่น้อย” เมิ่งอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วยอย่างที่สุด คนผู้นี้นับว่าไม่คู่ควรต่อความรักของเมิ่งอวิ๋นเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่ไม่อาจปกป้องเมิ่งอวิ๋นได้ ซ้ำยังเป็นคนผลักให้ลงไปจมอยู่กับนรกที่ทรมานยิ่งกว่าตายนั้น....

ไม่คู่ควรต่อความรักมั่นคงที่เมิ่งอวิ๋นมีเลย

“ข้าไม่รักเขาอีกแล้วพี่ใหญ่ หัวใจของข้าในตอนนี้ไม่ได้มีหลี่เจี้ยนเฉิงอยู่ในนั้นอีกต่อไปแล้ว พี่ใหญ่สบายใจได้”

คำยืนยันกับดวงตาสีเกาลัดที่เคร่งขรึมจริงจังกว่าทุกครั้ง มันกำลังทำให้ความหวังเล็กน้อยในหัวใจของผู้เป็นพี่ชายอย่างเขา จุดประกายดวงไฟขึ้นมาจนโชติช่วงลุกลามจนกลายเป็นกองไฟ หากว่าคำที่เมิ่งอวิ๋นกล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริง เช่นนี้เขาก็คงไม่ต้องห่วงอีกแล้วว่าเมิ่งอวิ๋นจะทำอะไรบ้า ๆ เพื่อคนผู้นั้นอีกเท่าไร

เพียงเท่านี้หัวใจของคนเป็นพี่ก็ปล่อยวางได้เสียที

แต่ทว่าเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของเมิ่งลู่เหยากำลังจะระบายรอยยิ้มออกมาก็พลันมืดครึ้มลงไปอีกครั้ง หากเป็นเช่นที่เมิ่งอวิ๋นว่ามาแล้วเหตุใดหลี่เจี้ยนเฉิงจึงได้ตามราวีน้องชายของเขาไม่เลิกเล่า? และเมิ่งอวิ๋นเองก็พอจะรู้ว่าพี่ชายตนคิดสิ่งใดอยู่จึงเริ่มเปิดปากพูด

“ข้าว่าเขาคงเห็นว่าข้าไม่สนใจเขาอีกแล้ว จึงแปรเปลี่ยนท่าทีมาเพื่อให้ข้ากลับไปจมปลักอยู่กับความรู้สึกที่มีต่อเขาอีก”

“นั่น...”

“แต่พี่ใหญ่อย่าได้ห่วงไปเลย ข้าเมิ่งอวิ๋น เมื่อเจ็บแล้วย่อมจำ ไม่มีวันกลับไปย่ำอยู่บนความเจ็บปวดนั่นอีกแน่” ในเมื่อตอนนี้เมิ่งอวิ๋นตัวจริงกำลังเริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่มีคนผู้นี้ เช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นคนใหม่อย่างเขาย่อมไม่จำเป็นต้องเห็นคนไร้ความสำคัญเช่นนั้นอยู่ในสายตา

“แล้วป้ายหยก...”

“ข้าจัดการได้ ตอนนี้ข้ายังมีหนี้ติดค้างต่อเขา ย่อมต้องรอเวลาชดใช้คืนก่อน เรื่องอื่นนั้นจำต้องรอไปก่อน” เมื่อเป็นเช่นนี้เมิ่งลู่เหยาก็จนปัญญาจะทำอะไร ได้แต่ปล่อยให้น้องชายจัดการกับเรื่องพวกนี้เอง แต่เขาที่เป็นพี่ชายจะคอยระวังหลังไว้ให้ ไม่ยอมให้ทางข้างหลังของน้องชายเป็นผาสูงไร้ก้นให้มองเห็นแน่นอน

“เช่นนั้นก็ตามใจเจ้า มาเถิด พี่จะใส่ยาให้เอง”

แม้จะรังเกียจคนมากเพียงใด แต่ของที่มาจากจวนแม่ทัพย่อมต้องดีกว่าของทั่วไปที่เขาให้คนไปหาซื้อ เมิ่งลู่เหยารู้ดีกว่ามันดูขัดแย้งต่อสิ่งที่เขาคิด แต่เพื่อความเจ็บปวดที่ผิวกายของน้องชาย เขาย่อมต้องกัดฟันและหยิบมันมาใช้ ถึงอย่างไรเสียของสิ่งนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาโดยไม่ชอบเสียเมื่อไร ในเมื่อเจ้าของเขาแลกกับป้ายหยกของน้องชายเขา เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาซื้อขายมันอย่างถูกต้องแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ ของดีตรงหน้าจะไม่ใช้ได้หรือ เมิ่งลู่เหยาพึงพอใจในความคิดของตนเอง และค่อยๆ ป้ายขี้ผึ้งเย็นลงไปที่ผิวแขนของน้องชายตนอย่างเบามือ โดยไม่รู้เลยว่าในใจของเมิ่งอวิ๋นนั้นขุ่นเคืองต่อเจ้าของตลับเงินนี้มากเพียงใด



TBC







มายงมายึดของเขาไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะอาเฉิง เคลียร์ตัวเองก่อนดีไหมคะพ่อพระเอก อยากจะแหมใส่เหลือเกิน 

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[16] 50%


ปัญหาต้องช่วยกันแก้

ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) เมิ่งอวิ๋นถูกพี่ชายลากตัวไปยังเหลาจื่อเค่อ ด้วยเพราะว่าในช่วงนี้นั้นมีเหลาอาหารมากมายต่างมาเปิดใหม่ ผู้คนจึงได้ใช้โอกาสนี้ไปทดลองลิ้มรสรสชาติที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างช่วยไม่ได้ เมิ่งอวิ๋นที่ถูกบังคับให้ไปด้วยไม่ได้มีท่าทางต่อต้านแต่อย่างใด เดิมทีเขาก็คิดจะเข้าไปดูที่ร้านอยู่แล้วด้วย จึงไม่อิดออดยามถูกเมิ่งลู่เหยาบังคับให้ติดตามมา

ในหัวของเขาขบคิดไปถึงวิธีการมากมายที่จะดึงดูดเหล่าลูกค้าหน้าเก่าและหน้าใหม่ ทำเช่นไรกิจการจึงจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้ แม้ว่ารสชาติของเหล่าจื่อเค่อจะเป็นเลิศในเมืองหลวง ทว่าก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเมิ่งอวิ๋น

แต่ไม่ใช่สำหรับเมิ่งลู่เหยา เขากังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าอีกไม่นานผู้คนเหล่านั้นจะกลับมายังเหลาจื่อเค่อก็ตาม แต่ด้วยความที่เขาเองก็ยังมีความกังวลว่า หากรสชาติของที่อื่นดีกว่าเล่า หากความชอบของผู้คนที่เป็นลูกค้าต่างพากันติดใจในรสชาตินั้น แล้วเหลาอาหารของตระกูลจะเป็นเช่นไร

ยิ่งคิดเมิ่งลู่เหยาก็ยิ่งวุ่นวายใจ

“พี่ใหญ่ เรื่องมิได้ร้ายแรงเหตุใดต้องกังวลขนาดนี้ด้วยเล่า?” อย่างไรเขาก็มั่นใจว่ารสชาติฝีมือของพ่อครัวประจำเหลาจื่อเค่อ ย่อมเป็นหนึ่งในเมืองหลวงแน่นอน

เมิ่งลู่เหยาได้แต่ถอนหายใจ ตัวเขาใช่จะไม่รู้ว่ากำลังกังวลจนเกินเหตุ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่อาจห้ามตัวเองได้

“พี่เพียงหวาดกลัวเท่านั้น หากว่าพวกเขาติดใจจนลืมเลือนอาหารของเราเล่า เหลาจื่อเค่อจะอยู่ได้อย่างไร”

“แม้แต่ตัวท่านเองยังไม่เชื่อในฝีมือของพ่อครัวของเรา เช่นนี้แล้วจะมีใครเชื่อในรสชาติของเราอีกเล่า พี่ใหญ่ ท่านใจเย็นก่อนเถิด” เมิ่งลู่เหยาขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววสับสนและไม่แน่ใจ ปรากฏแม้แต่ความว้าวุ่นที่พยายามปกปิดเอาไว้ จนเมิ่งอวิ๋นยังอดเครียดตามไปด้วยไม่ได้

“จริงของเจ้า แต่...”

“อย่าเพิ่งคิดอะไรให้มากเลย ข้าว่าเมื่อเราไปถึงที่นั่นคงสามารถมองเห็นสถานการณ์และคิดวิธีแก้ได้อย่างแน่นอน”

เมิ่งลู่เหยาแม้จะยังไม่อาจวางใจ แต่ก็ยังพยักหน้ารับคำของผู้เป็นน้องชาย ด้วยรู้ดีว่าแม้เขาจะครุ่นคิดไปในยามนี้ก็ไม่ช่วยอะไรจริง ๆ อย่างไรก็จะต้องรอให้ไปถึงที่หมายก่อน ไปดูว่าสถานการณ์เป็นเช่นไรแล้วจึงค่อยคิดกันอีกที

เมิ่งลู่เหยาเหลือบมองน้องชายอย่างตะลึงงัน นี่น้องชายของเขาสุขุมเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดเขาจึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย ท่าทางที่แสนสบายทว่าแฝงความน่าเคารพเกรงขามเอาไว้นั้น ช่างไม่แตกต่างจากบิดาของเขาแม้แต่น้อย ยามได้มองหรือรับรู้ถึงบรรยากาศรอบข้าง แววตาของเมิ่งลู่เหยาก็พลันเต็มตื้นไปด้วยความชื่นชม อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจในตัวของน้องชายคนนี้

“เจ้าโตขึ้นแล้วสินะเสี่ยวอวิ๋น”

“พี่ใหญ่ ท่านว่าอะไรนะขอรับ?” เมิ่งลู่เหยาพลันได้สติก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ตบไหล่ของเมิ่งอวิ๋นสองสามครั้งไม่แรงนัก

“ไม่มีสิ่งใด พี่เพียงคิดว่าเจ้าวางตัวได้ดียิ่ง”

อีกทั้งยังน่าชื่นชมเหลือเกิน

เมิ่งอวิ๋นไม่ได้เข้าใจความคิดของเมิ่งลู่เหยาแม้แต่น้อย เพียงแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะของเมิ่งลู่เหยา เขาก็พลันยิ้มตามแล้วพยักหน้ารับคำ อย่างไรก็ดีกว่าให้พี่ชายของตนเดินไปยังเหลาจื่อเค่อด้วยใบหน้าอมทุกข์ เป็นเช่นนี้ย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน เขาจึงไม่ได้สนใจจะสืบสาวหาความใด ๆ ต่อ

ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงยังจุดหมายปลายทาง เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในเหลาจื่อเค่อ เมิ่งอวิ๋นก็ขมวดคิ้วจนแน่น กวาดสายตามองจำนวนคนที่น้อยนิดอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ก่อนนี้ที่เขามาแม้คนในเหลาจะไม่ได้มากมายนัก แต่ก็ไม่ได้น้อยจนสามารถนับได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้

ลดน้อยลงไปมากเหลือเกินจริง ๆ

“พี่ใหญ่...นี่เป็นเพราะมีเหลาอาหารมาเปิดใหม่จริง ๆ หรือ?” เมิ่งลู่เหยาพยักหน้าแล้วอธิบายแก่น้องชายเพิ่ม

“ใช่ เดิมทีพี่ก็คิดว่าคงไม่นานนัก พวกเขาก็คงกลับมาหาเหลาของเรา ทว่าผ่านไปสามสี่วันแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา พี่เองก็จนปัญญาจึงได้ชักชวนเจ้ามาช่วยพี่คิดหาทางแก้อย่างไรเล่า” เมิ่งลู่เหยาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ใกล้ตัว ยกฝ่ามือขึ้นมาลูบใบหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน แววตาคล้ายคนที่ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรอีกต่อไปดี

เมิ่งอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็เดินไปยังภายในเหลาอาหาร กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสำรวจ บรรยากาศไม่ได้นับว่าดีเลิศแต่ก็ไม่ได้แย่อะไร มีความสบายตา เข้ามาภายในก็มีลมเย็นพัดผ่านให้คลายร้อนได้ สถานที่เช่นนี้ก็นับว่าดีแล้ว เช่นนั้นก็อาจเป็นที่รสชาติ

“เจ้า...” เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งแทบจะตกตะลึงเมื่อถูกเมิ่งอวิ๋นชี้ตัว

“ขอรับคุณชาย”

“ยกอาหารมาให้ข้าสองอย่าง จานผักหนึ่งอย่าง จานเนื้อหนึ่งอย่าง อ้อ! แล้วไม่ต้องบอกเล่าว่าของข้า” เสี่ยวเอ้อร์มองเขาอย่างสงสัย ทว่าไม่อาจไม่รับคำ

“ทราบแล้วขอรับคุณชาย”

เมิ่งอวิ๋นนั่งรอเสี่ยวเอ้อร์ไปจัดการตามคำสั่งของเขา หากบอกว่าเป็นอาหารที่นำมาเพื่อให้เขากินมัน ย่อมต้องได้รับของดีที่สุด เช่นนั้นหากไม่บอกออกไปย่อมสามารถตรวจสอบได้ดีกว่า เมิ่งลู่เหยามองน้องชายอย่างไม่เข้าใจ ในเวลาเช่นนี้ยังกินลงได้อีกหรือ?

“เจ้าหิวหรือเสี่ยวอวิ๋น” เมิ่งอวิ๋นยิ้มบาง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“เช่นนั้นเหตุใดต้องสั่งอาหารด้วยเล่า มิใช่เรามาเพื่อหาทางแก้หรอกหรือ?”

“เพราะเรามาเพื่อหาหนทางแก้อย่างไรเล่าพี่ใหญ่ เราจึงต้องตรวจสอบทุกอย่าง” เมิ่งลู่เหยามองใบหน้าของน้องชายอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเบิกกว้าง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“เจ้า เจ้าคิดว่ารสชาติอาหารของเรางั้นหรือที่เป็นปัญหา”

“บอกพี่ใหญ่ตามตรงข้าเองก็ไม่มั่นใจ รอลิ้มรสก่อนก็คงจะรู้”

เมิ่งลู่เหยาแม้จะไม่อาจเข้าใจได้แต่ก็ไม่เคยคิดเช่นนี้มาก่อนว่ารสชาติอาจมีปัญหา เมื่อถูกสะกิดให้ฉุกใจคิดใบหน้าของเมิ่งลู่เหยาจึงฉายชัดถึงความไม่พอใจ หากว่ารสชาติผิดเพี้ยนไปอย่างที่น้องชายเขากำลังตรวจสอบจริง ก็นับว่าเป็นเขาที่สะเพร่าไม่ดูแลเหลาอาหารแห่งนี้ให้ดี เขาคงต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่แรกอีกครั้งกับบิดา

ไม่นานนักอาหารสองจานก็ถูกยกมา เสี่ยวเอ้อร์วางลงบนโต๊ะที่เมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยานั่งอยู่ก่อนจะขยับออกไปยืนห่างๆ รอปรนนิบัติอยู่เงียบๆ แทน เมิ่งอวิ๋นมองไอความร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากอาหาร สูดดมกลิ่นเข้าไปในปอดแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรแย่ จากนั้นจึงได้ลืมตาขึ้นแล้วใช้ตะเกียบคีบผักตรงหน้าเข้าปาก

เพียงเคี้ยวไปสองสามครั้งเมิ่งอวิ๋นก็นิ่งไป ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบจานเนื้อที่ถูกยกมาเข้าไปในปากแทน เมิ่งลู่เหยาที่มองน้องชายนิ่งเงียบไปก็ร้อนใจ รีบจับตะเกียบแล้วคีบอาหารเข้าปากโดยไม่สนใจความร้อนของมัน ความกลมกล่อมที่แตะปลายลิ้นนั้นพอจะคลายสีหน้าของเมิ่งลู่เหยาจากก่อนนี้ได้หลายส่วน เขาลอบถอนหายใจด้วยซ้ำที่สาเหตุไม่ได้เกิดมาจากรสชาติหรือฝีมือของพ่อครัว นั่นย่อมหมายความว่าเขามิได้บกพร่อง

แต่เช่นนั้นเพราะอะไรกันเล่าจึงทำให้ลูกค้าหดหายไปมากมายขนาดนี้

“รสชาติมิใช่ปัญหา”

“เช่นนั้นสิ่งใดกันที่เป็นปัญหา” เมิ่งอวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาเสี่ยวเอ้อร์อีกครั้ง

“เจ้าชื่ออะไร” เสี่ยวเอ้อร์เริ่มคุ้นชินกับเจ้านายทั้งสองจนสงบใจได้บ้างแล้ว จึงเอ่ยตอบด้วยความนอบน้อม

“เรียนคุณชาย ข้าน้อยมีนามว่าเจียวฝางขอรับ”

“สองจานนี้ราคาเท่าไร?” เสี่ยวเอ้อร์ไม่เข้าใจ ราคานี้มิใช่คุณชายและสกุลเมิ่งเป็นผู้ตั้งหรอกหรือ แต่ก็ยังคงตอบไปตามความจริง

“จานผักยี่สิบอีแปะ จานเนื้อห้าสิบอีแปะขอรับ” คำนวณแล้วก็นับว่าแพงอยู่มากจริง ๆ เมิ่งอวิ๋นมองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่อาจพูดออกไปได้ ด้วยเมื่อลิ้มรสชาติก็พอจะรู้ได้ว่า เหลาจื่อเค่อนั้นใช้วัตถุดิบชั้นดีมาทำ การจะตั้งราคาแพงกว่าเหลาอาหารแห่งอื่นย่อมเป็นเรื่องธรรมดา

“หากเจ้ามิใช่คนใน เจ้าจะเข้ามากินที่เหลาแห่งนี้หรือไม่”

“เอ่อ...” คำถามนี้ทำให้เสี่ยวเอ้อร์ไม่อาจตอบได้ ทำได้เพียงแค่อึกอักไม่อาจเอ่ยคำใดออกไปจากปาก แต่เมิ่งอวิ๋นเข้าใจในความคิดของเสี่ยวเอ้อร์คนนี้เป็นอย่างดี จึงระบายยิ้มออกมาอย่างใจดี อีกทั้งยังกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

“ไม่เป็นไร ข้าเพียงแค่ถามเจ้าเท่านั้น จะไม่มีใครไล่เจ้าออกจากเหลาจื่อเค่อแน่นอน” แม้ว่าจะยังมีความไม่มั่นใจอยู่ แต่เมื่อเมิ่งอวิ๋นผู้ที่ถือเป็นเถ้าแก่คนหนึ่งของเขา เจียวฝางก็ค่อยวางใจไปได้หลายส่วน

“เรียนคุณชายตามตรง ข้าน้อยไม่มีปัญญาเข้ามาที่เหลาแห่งนี้ขอรับ” เมิ่งลู่เหยาเกือบจะโมโหจนหน้าดำหน้าแดง แต่ติดที่ถูกมือของเมิ่งอวิ๋นดึงแขนของเขาเอาไว้เสียก่อน จึงได้แต่ส่งสายตาไม่พอใจไปทางเจียวฝางเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายที่ถูกมองกลับก้มหน้าลงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาพบกับสายตาน่ากลัวนี้

“เจ้าไปทำงานเถอะ ไม่ต้องห่วง หากใครจะไล่เจ้าออกในความผิดนี้ ให้บอกชื่อข้าไปได้เลย”

“ขอบคุณคุณชาย” เจียงฝางไม่รอช้ารีบหายหน้าไปในทันที ตอนนี้จึงเหลือเพียงเมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยาเท่านั้น คนหนึ่งใจเย็นดุจสายน้ำ อีกคนร้อนใจราวกับไฟ แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากขึ้นมาก่อน เมิ่งอวิ๋นเฝ้ารอให้ผู้เป็นพี่เอ่ยถามถึงสาเหตุจึงยกชาขึ้นมาดื่มดับกระหาย และในที่สุดเมิ่งลู่เหยาก็ทนไม่ได้จริง ๆ

“เจ้าถามเช่นนั้นมีจุดประสงค์ใดกันแน่ มันกล่าวเช่นนั้นออกมาแล้วเหตุใดไม่ไล่มันออกไปจากร้านอีกเล่า? เจ้าใจอ่อนเกินไปแล้วนะเมิ่งอวิ๋น!”

“พี่ใหญ่ ท่านไม่เข้าใจหรือ?” เมิ่งลู่เหยาโกรธจนไม่ได้สนใจ ท่าทางยังคงฟึดฟัดด้วยความขุ่นเคือง

“จะให้พี่เข้าใจอะไรอีก สิ่งที่เจ้าทำมันไม่เกิดผลใดๆ เลย เจ้าดูสิ อาหารพวกนี้รสชาติเป็นเลิศ แล้วไหนเล่าสาเหตุที่ทำให้เหลาตระกูลเราต้องตกต่ำเช่นนี้” เมิ่งอวิ๋นไม่โกรธท่าทีของผู้เป็นพี่ชายเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเข้าใจดีว่าเมิ่งลู่เหยาเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเหลาจื่อเค่อขนาดไหน

“พี่ใหญ่ท่านสงบใจก่อนเถิด ที่ข้าถามเพื่อให้ท่านได้มองเห็นชัดขึ้นอย่างไรเล่า”

“หมายความว่าอย่างไร” เมิ่งลู่เหยาไม่เข้าใจในความหมายของผู้ที่เป็นน้องชายแม้แต่น้อย

“ในเมืองหลวงนี้ใช่ว่าจะมีผู้ที่ร่ำรวยเช่นเรามากมายนัก ขุนนางหรือจะมากเท่ากับราษฎร” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งลู่เหยาก็พลันเงียบลง หัวใจสงบนิ่งขบคิดถึงสิ่งที่น้องชายบอกอย่างละเอียดอีกครั้ง

“ความหมายของเจ้าคือ...” เมิ่งอวิ๋นยิ้มร่า โบกพัดในมือไปมาอย่างพอใจเมื่อเมิ่งลู่เหยาคล้ายจะเดาความหมายเหล่านั้นออก

“ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่ว่าอาหารของเราไม่ดี แต่เพราะมันดีเกินไปต่างหาก” เมื่อเห็นว่าเมิ่งลู่เหยายังคงเงียบไม่เอ่ยคำ เมิ่งอวิ๋นก็อธิบายต่ออย่างใจเย็น

“เดิมทีเหลาอาหารของเราใช้วัตถุดิบชั้นเลิศเพื่อทำอาหาร ทำให้ราคาจึงสูงขึ้นตามไปด้วย และด้วยเหตุนั้นจึงทำได้เพียงรองรับลูกค้าจากตระกูลชั้นสูง ไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วไปเข้ามาที่นี่ได้”

“แต่เราก็มิได้ห้าม เพียงแต่ว่า...”

“เพียงแต่ว่าจะต้องสามารถจ่ายได้ใช่หรือไม่ นั่นคือสาเหตุอย่างไรเล่าพี่ใหญ่” เมิ่งลู่เหยายังไม่เข้าใจทั้งหมด หัวคิ้วจึงขมวดเข้าหากัน และพูดไปตามที่ตนคิด

“ก่อนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ขายในราคานี้เสียเมื่อไร เพิ่งจะมาเป็นช่วงเวลานี้ไม่เท่ากับเจ้าเดาสุ่มหรือ”

“ก่อนนี้ยังสามารถจับจ่ายได้อย่างสบายใจ แต่พี่ใหญ่ เงินที่ใช้ไปอย่างไรก็มีวันหมด พี่ลองคิดตามข้า หากข้ามีเงินอยู่สิบกอง ข้าใช้ไปเสียสี่กอง แล้วข้าสามารถหาได้เพียงวันละสองกอง เช่นนี้ส่วนที่ขาดหายไปอีกสองกองเล่าจะทำเช่นไร?”

“...”

“หากใช้ไปเรื่อยๆ ย่อมมีส่วนที่หักลบแล้วเกิดความไม่เท่ากัน ต่อให้ข้าสามารถหาได้สองแล้วอย่างไร ในเมื่อข้าใช้ไปถึงสี่กอง เช่นเดียวกับราคาอาหาร หากเราตั้งราคาไว้สูง คนที่ไม่อาจหาได้เท่าราคาที่กินไป เขาก็จะไม่มา พี่ใหญ่เข้าใจความหมายของข้าหรือยัง” เมิ่งลู่เหยาเบิกตากว้าง ตกตะลึงกับความจริงที่ได้รู้ แววตาที่ใช้มองเมิ่งอวิ๋นก็แปรเปลี่ยนไป จากที่เคยชื่นชมนั้นก็กลายเป็นแววตาที่คล้ายจะพบเจอเรื่องมหัศจรรย์เข้าให้

“เช่นนี้พี่ควรทำอย่างไรเล่า” เมิ่งอวิ๋นยิ้ม

“ง่ายมาก เพียงพี่ใหญ่จัดอาหารใหม่ ใช้วัตถุดิบสองแบบ แบบแรกคือวัตถุดิบชั้นดี และสองคือวัตถุดิบชั้นกลาง”

“เช่นนั้นมิสิ้นเปลืองหรอกหรือ หากว่าไม่มีอะไรดีขึ้น” เสียงหัวเราะของเมิ่งอวิ๋นสดใสน่าฟัง ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายสบายอารมณ์ไปด้วย

“นั่นเพียงแค่ไม่กี่วันแรกเท่านั้น เมื่อเราสามารถรู้ได้แน่ชัดแล้วว่าจำนวนที่ขายได้ต่อวันมีเท่าใด เราก็จะจัดสรรสิ่งของได้ง่ายขึ้น” เมื่อลองคิดตามที่เมิ่งอวิ๋นพูดแล้วเขาก็พยักหน้ารับ

“จริงของเจ้า” การจัดการปัญหาด้วยวิธีนั้นนับว่าดีแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม

“ลองทำตามนี้ก่อน ข้าว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปมากกว่าก่อน แต่ก่อนนั้นเราควรจะดึงลูกค้ากลับมาด้วยการจัดเมนูหรือของพิเศษ ไม่ทราบพี่ใหญ่มีความคิดอะไรหรือไม่” เมิ่งอวิ๋นถามเพื่อให้เมิ่งลู่เหยาได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างไรถึงจะเป็นพี่น้อง แต่การเสนอความคิดแบบออกหน้าออกตามากเกินไป เขาก็ย่อมต้องกังวลว่าจะถูกมองไม่ดี หากพี่ชายคนนี้ไม่ชอบเขาขึ้นมาตัวเขาเองจะมีปัญหา

“เรื่องนี้...พี่จะไปหารือกับท่านพ่อก่อน อย่างไรท่านพ่อน่าจะคุ้นเคยกว่าพี่”

“ได้ แต่พี่ใหญ่ ข้าอยากไปหาหยุนมู่” เมิ่งลู่เหยาหันขวับมา ลงมือเขกหัวน้องชายด้วยความหมั่นไส้ จนเมิ่งอวิ๋นร้องโอ๊ย พร้อมกับใช้มือลูกศีรษะบริเวณนั้นด้วยท่าทางน่าเอ็นดู





50%



ไปทำไมลูก อามู่เพิ่งแต่งงานไปนะคะ ให้เวลาเขาสวีทกับแฟนหน่อยคนดีอยู่กับพี่ใหญ่เมิ่งไปก่อนน้าา มาอัพแล้วนะคะมาช้านิดหน่อยแต่ก็มาน้าาา

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1965
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7745
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 194
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[16] 100%

“เจ้านี่มันจริง ๆ เชียว ไม่รู้หรือว่าตอนนี้หยุนมู่ของเจ้าเพิ่งจะแต่งงาน จะไปหาได้อย่างไร!” ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็หน้ามุ่ยลง แววตาเศร้าสร้อยคล้ายเด็กน้อยไม่ประสาที่ถูกขัดใจ เมิ่งลู่เหยาใจสั่นกับท่าทางของน้องชาย ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยมีสักครั้งที่น้องชายของเขาจะมีท่าทางเช่นนี้ เมื่อได้เห็นจึงต้องตกใจและหวั่นไหวเป็นธรรมดา เช่นนั้นใจของเมิ่งลู่เหยาจึงอ่อนลง

“บอกพี่หน่อย เจ้าจะไปหาหยุนมู่เพื่ออะไร เจ้าคงมิได้...” สายตาที่มองเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ และระแวงสงสัย หากไม่ใช่ว่าน้องชายคนนี้ของเขาเคยมีใจให้แม่ทัพหลี่ที่เป็นบุรุษมาก่อน เขาก็คงไม่มีความคิดระแวงเช่นนี้

ทว่าเมิ่งอวิ๋นไม่ได้เข้าใจในสายตาและความหมายที่แฝงอยู่ในดวงตาของเมิ่งลู่เหยาแม้แต่น้อย เขายังคงมองผู้เป็นพี่ชายด้วยความสงสัย ใบหน้างดงามเอียงไปข้างหนึ่งอย่างไม่เข้าใจในคำถามที่ขาดหายไปนั้น

“มิได้อะไรหรือ” แววตาที่สับสนและลังเลยังคงมีอยู่ไม่จางหาย ทว่าริมฝีปากกลับไม่กล้าจะเอ่ยถามออกไปเสียเฉยๆ

“ไม่มีอะไร ตกลงแล้วเจ้าจะไปหาหยุนมู่ทำไมกัน?”

“ข้าติดค้างคนผู้หนึ่งอยู่ จึงคิดหาของพิเศษเพื่อนำไปลบล้างหนี้ที่ค้างกับเขา ข้าคิดว่าหยุนมู่น่าจะสามารถหาของพิเศษชิ้นนั้นให้ข้าได้”

“พิเศษ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

“พิเศษ อืม จะว่าอย่างไรดี ของที่ใช่ว่าจะสามารถหาได้ทั่วไปหรือเป็นของหายาก ของที่มีค่ามากพอเมื่อเทียบกับชีวิตของข้า พี่ใหญ่...ท่านหาให้ข้าได้หรือไม่” เมิ่งลู่เหยาคล้ายไม่เข้าใจในคำพูดของเมิ่งอวิ๋น

“เหตุใดต้องนำของนอกกายเช่นนั้นมาเทียบเคียงกับชีวิตของเจ้าด้วย หากเป็นพี่แล้ว ชีวิตเจ้ามิอาจเทียบกับสิ่งใดได้ ต่อให้กองทรัพย์สินเงินทองไว้ตรงหน้า ก็แลกกับเจ้าที่เป็นน้องชายคนเดียวของพี่ไม่ได้” คำพูดนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่คำเดียว เมิ่งลู่เหยาคิดเช่นนั้นจริง ๆ ต่อให้ใครจะมองน้องชายของเขาเช่นไร แต่สำหรับเขาที่เป็นพี่ชายแล้วนั้น ย่อมไม่มีทางมองเมิ่งอวิ๋นด้อยค่าลงไปแน่

เมิ่งอวิ๋นที่ได้ยินคำพูดและสีหน้าจริงจังก็พลันตื้นตันขึ้นมา แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าความรู้สึกนี้ เมิ่งลู่เหยามอบให้กับเมิ่งอวิ๋นตัวจริง ไม่ใช่เขาที่เข้ามาใช้ชีวิตแทนก็ตาม แต่หัวใจของเขาที่เคยแห้งเหี่ยวลงไปจากการถูกปฏิบัติอย่างแตกต่าง ก็เต็มตื้นไปด้วยความอิ่มเอมและความสุขจนแทบจะล้นใจ

“พี่ใหญ่...” เห็นเมิ่งอวิ๋นมองด้วยแววตาตื้นตันเช่นนั้นคนเป็นพี่ก็เริ่มวางตัวไม่ถูก ได้แต่โบกมือเป็นไปมาอย่างช่วยไม่ได้

“ได้ๆ พี่จะหาให้เจ้าเอง ของแค่นี้มีหรือพี่จะหาไม่ได้” อาการเคอะเขินทำให้เมิ่งลู่เหยาจำต้องตัดใจยอมตกปากรับคำออกไปอย่างช่วยไม่ได้ อย่างไรเสียก็แค่ของที่มีค่ามากๆ ชิ้นหนึ่ง คงไม่เกินความสามารถของเขาเท่าใดนักหรอก

“ข้ารักพี่ใหญ่ที่สุด!” เมิ่งอวิ๋นโผเข้ากอดเมิ่งลู่เหยาจนแนบแน่นด้วยความดีใจ ริมฝีปากฉีกยิ้มจนแก้มปริ คนถูกกอดอย่างเมิ่งลู่เหยาได้แต่หน้าแดงก่ำ ท่าทางอึกอักคล้ายทำอะไรไม่ถูกที่ถูกน้องชายทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คน แม้เขาจะอุ่นวาบในหัวใจ ขวยเขินที่ถูกน้องชายกอดเสียแน่น แต่ก็ยังต้องใจแข็งดันร่างของน้องชายออกไป

“อะแฮ่ม เจ้า เจ้าไม่ควร เอ่อ ทำเช่นนี้นอกจวน” เมิ่งอวิ๋นมองเห็นริ้วสีแดงบนแก้มของพี่ชายก็เกิดความรู้สึกอยากจะแกล้งขึ้นมา นัยน์ตาจึงวาววับอย่างเจ้าเล่ห์

“เช่นนี้...หากเป็นที่จวนข้าทำได้ใช่หรือไม่”

“เจ้านี่มัน!” แม้จะถลึงตาใส่น้องชาย แต่ก็ไม่อาจปกปิดความเขินอายบนใบหน้าได้ เมิ่งอวิ๋นที่เห็นชัดเจนเต็มสองตาก็พลันหัวเราะออกมาอย่างสุขใจ

“ข้าพี่ล้อเล่นเท่านั้นเองพี่ใหญ่ ท่านอย่าถือจริงจังไปเลย” เมิ่งลู่เหยาได้แต่ส่ายหน้ากับความซุกซนของเมิ่งอวิ๋น คนมากมายในเมืองต่างมองน้องชายเขาเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ แต่เขาก็ยังเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสาต่อโลกและความรัก ใครบ้างไม่อยากมีความรัก หากเกิดความรักขึ้นมาในหัวใจ มีหรือที่จะสามารถหยุดยั้งตนเองไม่ให้ไล่ตามคนที่รักได้

น้องชายของเขาก็เช่นกัน

“แต่ข้าอยากไปเยี่ยมหยุนมู่จริง ๆ นะพี่ใหญ่” คนถูกออดอ้อนได้แต่กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย

“เจ้านี่นะ พี่บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ได้”

“ข้าก็เพียงแค่ไปเยี่ยม ไปคุยเล่นด้วย มิได้จะไปแย่งชิงหยุนมู่กับใครเสียหน่อย” น้ำเสียงกระเซ้าติดความแง่งอนอยู่ในนั้นทำให้เมิ่งลู่เหยาเครียดหนัก น้องชายเขาไม่เข้าใจจริง ๆ

“เจ้าก็รู้ว่าหยุนมู่แต่งงานแล้ว การที่เจ้าซึ่ง...ครั้งหนึ่งถูกมองว่าชมชอบบุรุษ เจ้าคิดว่าคนภายนอกจะนินทากันว่าอย่างไรเล่า”

“ข้าเพียง...”

“บุตรชายคนเล็กของสกุลเมิ่งบุกไปหาคุณชายรองติงตั้งชุดวิวาห์ยังไม่ทันถอดหรือ?” เมิ่งอวิ๋นก้มหน้าลง ซ่อนความไม่ยินยอมเอาไว้ในแววตา แต่นั่นไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของเมิ่งลู่เหยาแม้แต่น้อย

“เมิ่งอวิ๋น ไม่ใช่พี่หรือท่านพ่อท่านแม่รังเกียจที่เจ้าชื่นชอบบุรุษ แต่การที่เจ้าดื้อดึงจะไปหาหยุนมู่ในเวลานี้ ล้วนมีแต่เจ้าที่เสียหาย พี่ไม่อยากให้ใครพูดจาว่าร้ายเจ้าอีก” ฝ่ามืออบอุ่นถูกวางลงบนศีรษะของเมิ่งอวิ๋น ขยับลูบมันอย่างแผ่วเบาจนเมิ่งอวิ๋นเองก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับพี่ชาย ก่อนจะยอมพยักหน้ารับอย่างปลงตก

“เป็นข้าที่ทำให้พวกท่านลำบาก”

เมิ่งอวิ๋นคงปรารถนาจะเอ่ยคำนี้ แต่เขาจะเป็นคนพูดในคำที่เมิ่งอวิ๋นไม่อาจพูดมันออกมาได้ สิ่งที่เมิ่งอวิ๋นไม่อาจทำได้อีก เขาจะเป็นคนช่วยทำให้เอง จะลบล้างคำครหาที่กล่าวว่าเขาชอบบุรุษ ในเมื่อเขาในตอนนี้ไม่เคยชอบบุรุษคนใดเลยสักครั้ง เขาเป็นผู้ชายธรรมดาที่ปรารถนาคนรักที่จริงใจ และอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า

“ไม่มีใครโทษเจ้า เรื่องพวกนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง หากเจ้าชอบบุรุษ พี่และท่านแม่ก็จะเฟ้นหาบุรุษรูปงาม มากไปด้วยความรู้ความสามารถมาไว้ตรงหน้าเจ้า”

เมิ่งอวิ๋นอ้าปากค้าง อยากจะบอกเหลือเกินว่าตนไม่ได้ชื่นชอบบุรุษ หากแต่ชอบสตรีต่างหาก แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของเมิ่งลู่เหยา เขาก็พูดไม่ออกขึ้นมาเสียดื้อๆ รู้สึกราวกับว่าไม่ควรทำลายความหวังดีที่พี่ชายมีต่อเขาทิ้งเสีย จึงได้แต่ยกยิ้มฝืดเฝื่อนอย่างไม่เต็มใจ

“หากพี่ใหญ่ว่าเช่นนั้น...”

“เรื่องในร้านก็นับว่าจบไปแล้ว รอพี่ไปปรึกษากับท่านพ่อก่อนก็คงจะได้เรื่อง ไปเถิด กลับจวนกัน”

“ขอรับ...”

เมื่อจบสิ้นปัญหาทั้งหมด ทั้งสองก็เดินออกจากร้านไปทันที สีหน้าของเมิ่งลู่เหยานับว่าดีขึ้นมากว่าครั้งเมื่อออกมาจากจวน ยามเมื่อก้าวออกจากร้านใบหน้าจึงติดรอยยิ้มเอาไว้ชวนให้เหลียวมอง เหล่าหญิงสาวมากมายต่างก็จับจ้อง บ้างก็เขินอายอยู่ริมทาง บุตรชายสกุลเมิ่งผู้หล่อเหลา มากไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมายที่ไม่ว่าจะใช้เท่าใดก็ไม่มีวันหมด เป็นบุรุษที่รอสืบทอดอำนาจต่อจากเมิ่งหยวนผู้เป็นบิดา

บุรุษเช่นนี้มีหรือที่พวกนางจะไม่ปรารถนา

แต่ความเพ้อฝันย่อมไม่อาจเป็นจริง เมื่อพวกนางต่างก็รู้ดีว่าเมิ่งลู่เหยาผู้นี้ไม่เคยชายตาแลพวกนางแม้แต่น้อย หัวใจของบุรุษผู้นี้นั้นว่างเปล่า ไม่มีความรักหยิบยื่นให้พวกนางสักคน แม้แต่อนุในจวนยังไม่มี เช่นนี้พวกนางจึงยังคงเฝ้ารอและเพ้อฝัน หวังว่าสักวันบุรุษตรงหน้าจะหันมามองพวกนางบ้าง

“โอ๊ะ!”

“เสี่ยวอวิ๋น เจ้าเจ็บหรือไม่”

ร่างของเมิ่งอวิ๋นชนเข้ากับบางสิ่งจนล้มลงไปกับพื้น ก้นของเขากระแทกอย่างแรงจนอดนิ่วหน้าไม่ได้ เมื่อมองขึ้นไปจึงพบกับบุรุษแปลกหน้า ท่าทางเย่อหยิ่ง ดวงตาคมปลาบที่สามารถสังหารคนให้ตายได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียว เมิ่งอวิ๋นหยุดตัวเองราวกับถูกสั่ง หลงลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจจนเมื่อเมิ่งลู่เหยาเข้ามาพยุงขึ้นจึงได้สติ และมองอีกฝ่ายอีกครั้ง

“ขออภัย ข้ามองไม่เห็นท่าน” เดิมทีเมิ่งลู่เหยานึกเคืองขุ่นจนอยากจะหันไปต่อว่า ติดเสียแต่คนผู้นี้ชิงส่งยิ้มโบกสะบัดพัดในมือเล่นพร้อมกับเอ่ยขอโทษด้วยท่าทางที่ไร้ซึ่งความจริงใจ คนเป็นพี่เห็นน้องชายถูกหาเรื่องเช่นนี้มีหรือจะทนได้ เขาเตรียมจะก้าวขึ้นไปเอาความอีกฝ่าย ทว่ากลับถูกเมิ่งอวิ๋นห้ามเอาไว้

เมิ่งอวิ๋นระบายยิ้มออกมาราวกับไม่ถือสาหาความใดๆ เอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอบอุ่นไม่หนักไม่เบาและไม่รีบร้อน ทุกคำล้วนแต่สงบนิ่งคล้ายกับสายธารที่ไหลริน

“ไม่เป็นไร ข้าเองก็ไม่ทันระวัง” เมิ่งอวิ๋นปัดชุดตัวเองอย่างเงียบสงบ มีเพียงเมิ่งลู่เหยาที่หน้าแดงก่ำเพราะความโกรธที่ไม่ได้ระบายออกมา คนแปลกหน้าตรงหน้าเลิกคิ้วมองเมิ่งอวิ๋นอย่างสนใจ แววตาที่เย็นชาไม่ปรากฏความหมายนั้น แต่ภายในกลับซ่อนความสนใจอีกฝ่ายเอาไว้เงียบๆ

เมื่อเมิ่งอวิ๋นกำลังจะเดินจากไป เขาก็ดึงแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ยอมให้จากไปโดยง่าย เดือดร้อนเมิ่งลู่เหยาต้องมาจับแขนของชายคนนั้นเอาไว้อย่างคุกคาม

“เจ้าจะทำอะไร ปล่อยน้องข้าเดี๋ยวนี้!” ชายแปลกหน้าไม่เพียงไม่ยอมปล่อยมือ กลับไม่สะทกสะท้านต่อแรงของเมิ่งลู่เหยาด้วยซ้ำ

“เจ้าชื่ออะไร”

“นี่!!” เมิ่งลู่เหยาเดือดดาลทว่าเมิ่งอวิ๋นไม่ได้สนใจคนแปลกหน้าสักนิด แต่ก็ไม่คิดจะปิดบังตนเอง ในเมื่อไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เหตุใดต้องหวาดกลัวการเอ่ยนามตน

“ข้าแซ่เมิ่ง นามว่าอวิ๋น ไม่ทราบคุณชายมีสิ่งใดกับข้าหรือ”

“เจ้าไม่คล้ายกับที่ข้าได้ยินมาแม้แต่น้อย” เมิ่งอวิ๋นกระตุกยิ้ม ดึงแขนของจากฝ่ามือของอีกฝ่าย แต่ทว่ากลับสู้แรงของคนแปลกหน้าผู้นี้ไม่ได้

“ข้าไม่ทราบว่าคุณชายได้ยินมาเช่นไร แต่ไม่ว่าจะเช่นไรก็คงไม่ควรกระมังที่จะรั้งข้าไว้เช่นนี้” ริมฝีปากของชายแปลกหน้าเผยรอยยิ้มชวนขนลุก

“หึ เจ้าไม่เป็นเช่นที่เขาว่าจริง ๆ” เมิ่งอวิ๋นเริ่มรำคาญจนอยากจะไปให้พ้นจากคนคนนี้เสียที

“เสี่ยวอวิ๋น เจ้าไม่จำเป็นต้องเสวนากับคนผู้นี้”

“ไม่เป็นไรพี่ใหญ่ ไม่ทราบคุณชายได้ยินเรื่องข้ามาเช่นไรเล่า” หลังจากเอ่ยปลอบพี่ชายแล้ว เมิ่งอวิ๋นก็เอ่ยถามกับชายแปลกหน้าที่ยังยึดแขนของเขาเอาไว้ทันที

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชอบบุรุษ หากหลงใหลแล้วจะติดตามเสียจนน่ารำคาญ” เมิ่งอวิ๋นตาวาววับ แค่นยิ้มออกมาอย่างไม่เกรงกลัว

“เช่นนั้นคงเป็นโชคดีของคุณชายแล้ว ที่ใบหน้าขอท่านไม่สามารถทำให้ข้าหลงใหลได้ ปล่อยสักที!” จบคำเมิ่งอวิ๋นไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ กระชากแขนออกมาจากอุ้งมือของชายคนนั้นจนหลุด เขาไม่ใช่คนใจเย็นมากพอที่จะมายืนฟังคำวิจารณ์ตนเองแล้วยังยิ้มได้

ฝั่งของชายแปลกตากลับพอใจในสิ่งที่ได้เห็น เขาไม่ได้สนใจบุรุษอีกคนข้าง ๆ เมิ่งอวิ๋นแม้แต่น้อย สายตาของเขามีเพียงใบหน้าและปฏิกิริยาของเมิ่งอวิ๋นเท่านั้นที่ดึงความสนใจ

“โอ้ สหายข้ามาพอดี ว่าอย่างไรเล่าอาเฉิง คนผู้นี้ใช่หรือไม่บุรุษไร้ยางอายที่คอยติดตามเจ้า” ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยาต่างหันไปมองบุคคลด้านหลังอย่างพร้อมเพรียง

เป็นเขาอีกแล้วหรือ คนเช่นนี้ทำไมจะต้องพบเจอบ่อยนักนะ

“ว่าอย่างไรล่ะอาเฉิง ใช่เขาหรือไม่?” หลี่เจี้ยนเฉิงมองเมิ่งอวิ๋นด้วยแววตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์

“เกรงว่าคุณชายคงจำผิดแล้วกระมัง ข้าหูตาสว่างแล้ว มีหรือจะไปติดตามท่านแม่ทัพได้”

เห็นเมิ่งอวิ๋นคล้ายจะหัวเราะด้วยความเย้ยหยันในใจของหลี่เจี้ยนเฉิงก็พลันกระตุก ร้อนรนจนปรารถนาจะแก้ไขความเข้าใจผิดในครั้งนี้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆ เท่านั้น

“โอ้...เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ? แม่ทัพหลี่...เจ้าว่าอย่างไร”

“เป็นความเข้าใจผิด เรื่องเช่นที่ว่ามาล้วนไม่เป็นความจริงเลย” ชายแปลกหน้าเลิกคิ้วขึ้นคล้ายกับจะเอ่ยถามให้แน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะหมดความสนใจในตัวของหลี่เจี้ยนเฉิงไปโดยปริยาย

“เช่นนั้นหรอกหรือ ข้าเข้าใจผิดไปเองหรอกหรือนี่”

“ในเมื่อจบเรื่องแล้ว ข้ากับพี่ชายขอตัว ไม่ว่างอยู่ร่วมสนทนา” หลี่เจี้ยนเฉิงรีบคว้าแขนของเมิ่งอวิ๋นเอาไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินไปได้

“ไม่ทราบท่านแม่ทัพมีสิ่งใดกับข้าอีกหรือ?”

“แขนเจ้า...เป็นเช่นไรบ้าง” เมิ่งอวิ๋นดึงแขนของตนออกจากมือใหญ่ นัยน์ตาหวานเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ กับคนตรงหน้า เอ่ยตอบออกไปคล้ายขอไปที

“หายแล้ว ขอตัว”

เมิ่งอวิ๋นดึงแขนของพี่ชายที่ยังคงจับจ้องไปที่ท้องสองคนไม่วางตาให้เดินตามมาอย่างรวดเร็ว เกลียดชังสิ่งใดล้วนแต่พบเจอสิ่งนั้นจริงๆ คนเช่นหลี่เจี้ยนเฉิงคงมีมากนักในเมืองหลวงแห่งนี้ นับว่าเป็นเข้าเองที่ไม่ดูทางให้ดี สะดุดคนเลวเข้าเสียได้ อย่างไรก็ช่างเถิด หลุดพ้นจากคนพาลย่อมเป็นเรื่องดีกว่า ครั้งหน้าแค่ต้องระวังตัวมากขึ้นอีกหน่อย จะได้ไม่ต้องพบเจอกันอีก

หลี่เจี้ยนเฉิงและชายแปลกหน้ามองแผ่นหลังของเมิ่งอวิ๋นจนลับสายตา พัดสีขาวลดลายงดงามถูกยกขึ้นมาบดบังริมฝีปาก เก็บซ่อนรอยยิ้มร้ายกาจเอาไว้ให้พ้นจากสายตาของคนข้างกาย

ช่างเป็นคนที่น่าสนใจแท้ๆ น่าเสียดายที่ไม่อาจเล่นด้วยได้

“อย่าได้คิดเชียว ฝ่าบาทคงไม่คิดว่ากระหม่อมจะยอมใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เจี้ยนเฉิงปรายตาคมดุจคมดาบเข้าหาคนข้างกาย คนผู้นี้คือหยางหย่งเสียนหรือก็คือองค์รัชทายาทผู้น่าเกรงขามของเหล่าขุนนาง

“ข้าคิดสิ่งใดเล่า ไหนเจ้าลองบอกข้าหน่อย”

“คนผู้นี้แม้จะเล่นด้วยสนุก แต่สำหรับกระหม่อมเขาคือคนสำคัญ” หยางหย่งเสียนเลิกคิ้วคล้ายไม่เข้าใจในความหมายนั้น

“เช่นนั้นหรือ?”

“แม้เป็นสหายก็ไม่อาจยกให้ได้ เขามิใช่สิ่งของหวังว่าฝ่าบาทจะเข้าใจความหมายของกระหม่อม” หยางหย่งเสียนหัวเราะลั่น ตบไหล่ของหลี่เจี้ยนเฉิงอย่างไม่ออมแรงสองสามครั้ง

“เจ้าคิดมากไปแล้ว ไหนเลยข้าจะมาสนใจคนผู้นั้น คนที่ข้าต้องการจริง ๆ เจ้าหาเขาพบแล้วหรือยัง” หลี่เจี้ยนเฉิงกลับมาสู่สีหน้าปกติอีกครั้งเมื่อหยางหย่งเสียนไร้แววหยอกล้อเช่นก่อนนี้

“อีกไม่นาน กระหม่อมจะต้องนำตัวมาให้ฝ่าบาทได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ริมฝีปากของหยางหย่งเสียนกระตุกยิ้ม แววตาเข้มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

“อย่าให้นานนักเล่าอาเฉิง หากข้ายังไม่อาจได้ตัวเขาในเร็ววัน ข้าอาจจะเปลี่ยนใจ...มาเล่นกับเมิ่งอวิ๋นผู้นั้นก็ได้” ฝ่ายหลี่เจี้ยนเฉิงได้ยินกลับไม่สะทกสะท้าน แววตาที่มองสบกลับไปนั้นล้วนแต่ดำมืดไม่แตกต่างกัน

“หากเป็นเช่นนั้น กระหม่อมคงต้องเล่นกับเขาแทนเช่นกัน” แววตาทั้งสองคู่ต่างฟาดฟันกันราวกับมิใช่สหาย ก่อนที่หยางหย่งเสียนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาแทน พร้อมกับหันหลังเดินจากไปทิ้งให้หลี่เจี้ยนเฉิงยืนอยู่ที่เดิมเพียงผู้เดียว







TBC



พี่หลี่ต้องหาใครให้องค์รัชทายาทกันนะ เอ๊ะ? สำคัญยังไงนะ เอ๊ะ?? ยังไม่เฉลยนะจ๊ะทุกคน ยังคงเป็นปริศนา ฮุๆๆ

เมิ่งอวิ๋น

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด