แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (18) 50% (26/01/64)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (18) 50% (26/01/64)  (อ่าน 5949 ครั้ง)

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
อะ ตัวละครเพิ่มมมมม

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Brithday

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 6
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[17] 50%


เรื่องแปลก

นับจากวันที่เขาเสนอความคิดออกไปเมิ่งอวิ๋นก็ไม่ได้ออกไปที่ไหนอีกเลย ด้วยตนรู้สึกว่าคล้ายจะถูกติดตามอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งไม่ว่าเมื่อไรที่ย่างเท้าออกไปจากจวน จะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นให้เขาต้องมีโทสะ เขาจึงตัดสินใจหยุดตนเอาไว้ในจวนเท่านั้น อยู่กับความเบื่อหน่ายที่ผ่านพ้นไปในทุกวัน

เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ไร้ซึ่งสีสันให้เขาได้สนใจ หนังสือกองแล้วกองเล่าที่ถูกเปิดผ่านๆ ไปนั้น ทำให้เสี่ยวหลงที่เห็นนึกเห็นใจนายน้อยของตนสุดหัวใจ ใบหน้างดงามที่บัดนี้ไถลไปกับโต๊ะ ดวงตาฉายชัดถึงความเบื่อนั้นเป็นภาพที่ดึงดูดหัวใจใครที่ได้พบเห็นไม่น้อย แต่สำหรับเสี่ยวหลงแล้วกลับไม่อาจทนมองได้แม้แต่น้อย ใครจะเข้าใจนายน้อยของเขาไปได้ดีกว่าเขากัน นายน้อยของเขานั้นทั้งร่าเริงและใจดี รักสนุกที่จะได้เที่ยวเล่นไปตามที่ต่าง ๆ การที่ต้องมาทนอยู่แต่ในจวนล้วนแต่เป็นการทำร้ายนายน้อยทั้งสิ้น

เช่นนี้...จะให้เขาทนได้อย่างไร

“นายน้อย ออกไปข้างนอกกันดีหรือไม่ขอรับ” เมิ่งอวิ๋นชายตามองเสี่ยวหลงด้วยความเกียจคร้านก่อนจะถอนหายใจออกมา

“ใช่ว่าข้าไม่อยากไป แต่ข้าไม่อยากพบเจอปัญหาอีก” แต่การที่นายน้อยอยู่แบบเบื่อหน่ายเช่นนี้ก็เท่ากับทำให้จวนนี้ไม่มีความสุขไปด้วย ทั้งที่อยากจะบอกออกไปให้นายน้อยของตนได้รับรู้ แต่เสี่ยวหลงก็เพียงอ้าปากแล้วหุบปากลงเช่นเดิม

ตอนนี้นายน้อยรู้สึกเช่นไรนั้นเขาเองคงไม่อาจรู้ได้โดยละเอียด วันนั้นที่ออกไปกับคุณชายใหญ่เกิดสิ่งใดขึ้น เขาเองก็ไม่รู้เลย เพราะไม่ได้ตามไปดูแลนายน้อยด้วย เสี่ยวหลงคิดแล้วก็เจ็บใจตนเองนัก หากวันนั้นเขาดึงดันจะติดตามไปด้วยป่านนี้คงรู้สาเหตุที่ทำให้นายน้อยไม่ยอมออกจากจวนเป็นแน่ หากรู้แล้วก็คงหาวิธีแก้ไขได้ ไม่ใช่การเดาทางอยู่เช่นนี้

“เฮ้อ...เวรกรรมอะไรของข้ากันนะ”

เสี่ยวหลงที่ได้ยินคำบ่นที่คล้ายเสียงกระซิบเต็มสองหู ในใจปรากฏความคิดดีเยี่ยมอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ หากเป็นที่แห่งนั้นนายน้อยของตนต้องยอมไปอย่างแน่นอน คิดแล้วเสี่ยวหลงก็ระบายยิ้มออกมาแล้วเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“นายน้อย เช่นนั้นไปวัดกันดีหรือไม่ขอรับ” เมิ่งอวิ๋นที่หลับตาอยู่ก่อนด้วยความเบื่อหน่ายนั้น รีบลืมตาขึ้นมามองเสี่ยวหลงด้วยความสนใจ

“วัดหรือ ที่นี่มีวัดด้วยหรือ?”

“มีแน่นอนขอรับ อยู่ไม่ห่างจากจวนมากเท่าใด หากนายน้อยสนใจบ่าวจะเร่งไปแจ้งแก่ฮูหยิน” เมิ่งอวิ๋นยิ้มพร้อมกับพยักหน้าด้วยอารมณ์ที่ยินดียิ่ง

“ดีๆ เจ้ารีบไปบอกท่านแม่เร็วเข้า!”

“ขอรับ บ่าวจะรีบไปแจ้งเดี๋ยวนี้”

เสี่ยวหลงรีบพาร่างของตนวิ่งออกจากประตูห้องของนายน้อยตนไปด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึง เมิ่งอวิ๋นตั้งแต่มาที่นี่ได้หลายเดือนแล้วยังไม่เคยได้ไปไหว้พระสักที เห็นทีคราวนี้จะได้เข้าไปเห็นกับตาเสียแล้วว่าวัดในยุคนี้เป็นเช่นไร อีกทั้งอยู่ในเขตวัดวาอาราม คงไม่มีตัวขัดโชคอะไรเข้าไปทำให้เขาขุ่นเคืองได้หรอก

คิดเช่นนั้นแล้วเมิ่งอวิ๋นก็พลอยเบิกบานใจไปอย่างอารมณ์ดี เหยียดแขนขาออกเพื่อยืดเส้นยืดสายก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เปิดประตูห้องออกไปภายนอกดื่มด่ำกับแสงแดดและกลิ่นรอบกายของตน ก่อนจะสาวเท้าเดินไปตามทางเดินที่คุ้นเคย เพื่อมุ่งหน้าไปหามารดา

อู๋ชิวอิ่งนั้นยามได้ยินว่าบุตรชายคนเล็กของตนต้องการจะไปวัด ยังมีท่าทางตกอกตกใจถึงขนาดทำถ้วยชาหล่นแตกเสียด้วยซ้ำ ครั้งเมื่อได้สติก็พออกพอใจยิ่งนัก แม้ว่าจะรู้ดีว่าเมิ่งอวิ๋นชื่นชมบุรุษมากกว่าสตรี แต่หากได้ลองพบเหล่าหญิงงามที่เดินทางไปสักการะเหล่าไต้ซือทั้งหลาย ย่อมต้องเปลี่ยนใจแน่นอน เมื่อมองเห็นความเป็นไปได้ตรงนี้ในใจก็ยิ่งเบิกบาน รีบออกคำสั่งให้คนตระเตรียมของมากมายเพื่อจะไปที่วัดกับบุตรชาย

เมื่อจิตใจเบิกบานร่างกายก็คล้ายจะเยาว์วัยลงไปด้วย อู๋ชิวอิ่งที่กำลังเพลิดเพลินไปกับความคิดตนก็พลันหันมาเห็นเมิ่งอวิ๋นที่ยืนอยู่พอดี ใบหน้าที่เดิมทีนั้นอ่อนโยนต่อเขาอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีความอ่อนโยนยิ่งขึ้นไปอีกจนเมิ่งอวิ๋นยังแปลกใจกับความรู้สึกที่ได้รับ

“ท่านแม่ยุ่งอยู่หรือขอรับ”

“ที่ไหนกัน แม่เพียงสั่งให้พวกเขาตระเตรียมของเพื่อไปวัดกับเจ้าอย่างไรเล่า” เมิ่งอวิ๋นพยักหน้าอย่างเข้าใจ สายตากวาดมองไปจนทั่วก็ไม่เห็นเสี่ยวหลง แต่ก็ไม่ได้แปลกใจนักด้วยคิดว่ามารดาของตนคงสั่งให้เตรียมข้าวของอยู่เช่นกัน

“ท่านแม่ เราต้องเตรียมของไปมากหรือขอรับ เช่นนั้นจะเดินไปได้หรือ” อู๋ชิวอิ่งนึกเอ็นดูกับคำถามที่ฟังอย่างไรก็คล้ายเด็กน้อยผู้หนึ่ง กำลังตั้งคำถามเพราะปรารถนาให้มารดาเอ่ยตอบตน มือของนางจึงเอื้อมออกไปลูบเส้นผมบนศีรษะของเมิ่งอวิ๋น มองด้วยแววตารักใคร่และเอ็นดู

“หากเดินไปไม่ได้ก็นั่งรถม้าไปก็ได้นี่ เจ้าอย่าห่วงไปเลย ของพวกนี้ล้วนนำไปเพื่อทำบุญทั้งนั้น” เมิ่งอวิ๋นนิ่งคิด ก่อนจะเห็นด้วยกับมารดา

“จริงของท่านแม่ เช่นนั้นเราเตรียมของมากหน่อยก็ดีนะขอรับ ข้าไม่เคยได้ทำบุญสักที” ฮูหยินของบ้านหัวเราะออกมาเสียงดังจนเมิ่งลู่เหยาที่กำลังเดินผ่านอยู่ด้านนอกต้องเข้ามาร่วมสนทนาด้วย

“ใครกันทำให้ท่านแม่อารมณ์ดีได้เช่นนี้”

“ก็น้องเจ้านะสิอาเหยา จะมีใครทำให้แม่เป็นเช่นนี้ได้อีก” เมิ่งลู่เหยามองใบหน้างุนงงของน้องชายแล้วนึกเอ็นดูขึ้นมา จึงหัวเราะในลำคออย่างแผ่วเบา

“พี่ใหญ่ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ” ยิ่งแก้ตัวออกไปก็ยิ่งเพิ่มเสียงหัวเราะของทั้งสองมากขึ้น เมิ่งอวิ๋นก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าตนทำสิ่งใดให้พี่ชายและมารดาได้ขบขัน

“แล้วนี่ท่านแม่จะไปที่ใดหรือขอรับ จึงให้คนเตรียมของมากมายเช่นนี้” อู๋ชิวอิ่งลูบเส้นผมของบุตรชายคนเล็กอย่างเบามือ พร้อมกับเอ่ยตอบบุตรชายคนโตออกไป

“เสี่ยวอวิ๋นบอกแม่ว่าอยากไปวัด แม่จึงให้คนเตรียมของมากหน่อยจะได้ไปกับน้อง”

ไปวัด? เมิ่งอวิ๋นจะไปวัดหรือ? เมิ่งลู่เหยาเลิกคิ้วมองน้องชายอย่างแทบไม่เชื่อหู

“เจ้าจะไปด้วยหรือไม่เล่าอาเหยา” เมิ่งลู่เหยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง นับว่าตอนนี้ตนเองก็ว่างอยู่แล้ว ติดตามไปดูแลมารดาและน้องชายย่อมเป็นสิ่งที่ควรทำ

“ข้าไปขอรับ”

“ดี ๆ วันนี้วันดีนัก ฟางเอ๋อร์” เสียงเรียกของอู๋ชิวอิ่งนับว่าไม่ดังมากนัก แต่ผู้ถูกเรียกก็ยังได้ยินและก้าวออกมาหาผู้เป็นนาย

“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะฮูหยิน”

“เจ้าไปบอกให้พวกเขาเตรียมของเพิ่มอีก เร่งมือเข้าด้วยเล่า” ทั้งที่เป็นคำสั่งแต่ฟางเอ๋อร์กลับระบายยิ้มออกมาราวกับว่านั่นคือคำชม ก่อนจะเอ่ยตอบรับ

“เจ้าค่ะ บ่าวจะเร่งไปสั่งการ”

ฟางเอ๋อร์ไม่กล้าชักช้าจึงพาตัวเองออกไปสั่งตามที่ได้รับคำสั่งมา เหลือไว้เพียงหนึ่งมารดากับสองบุตรชายที่ยังคงพูดคุยสนุกสนาน เป็นภาพแสนสุขของครอบครัวที่ใครหลายคนต่างก็ปรารถนา เมิ่งอวิ๋นมองรอยยิ้มของมารดาและพี่ชายอย่างอิ่มเอมใจ ชีวิตของเขาเติมเต็มด้วยความรักของครอบครัวแล้ว เขาไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้วนับจากนี้ ขอเพียงเขาและครอบครัวได้เป็นสุขเช่นนี้ตลอดไปก็พอแล้ว เขาขอเพียงเท่านี้จริง ๆ



เมิ่งอวิ๋นกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างสนใจ ผู้คนมากมายต่างเดินเข้าออกสถานที่ที่เรียกว่าวัดด้วยใบหน้าสงบ มองดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าคนเหล่านี้นั้น ล้วนมาด้วยความนับถือจริง ๆ เมิ่งอวิ๋นฟังอู๋ชิวอิ่งมาตลอดทางว่า เหล่าผู้คนในเมืองหลวงหากไม่ใช่มาเพื่อขอพรก็จะมาเพื่อกราบไหว้พระเท่านั้น เมิ่งอวิ๋นเองก็พอเข้าใจได้ ในยุคนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนดั่งในช่วงชีวิตเก่าของเขา ผู้คนก็ล้วนดูแล้วจริงใจมากกว่า เล่ห์เหลี่ยมมีเพียงหยิบมือส่วนคนใสซื่อล้วนมุ่งแต่จะทำมาหากิน

อารามตรงหน้าดูแล้วไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่า ทว่ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ทำให้ใจสงบจนเขายังอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าปอด กลิ่นธูปที่ลอยคละคลุ้งไม่ได้ทำให้รู้สึกเวียนหัวเลยแม้แต่น้อย

“ผู้คนล้วนแต่มาก็เพื่อขอพร เจ้าอยากจะไปขอพรกับแม่บ้างหรือไม่เล่า” เมิ่งอวิ๋นลอบมองเข้าไปภายใน เห็นเหล่าหญิงสาวต่างอายุผลัดกันเดินเข้าออกแล้วก็ได้แต่ฝืนยิ้ม

“ข้าขอเดินรอบๆ ดีกว่าขอรับท่านแม่” อู๋ชิวอิ่งเห็นใบหน้าบุตรชายคนเล็กแล้วก็พอเข้าใจ จึงหันไปถามกับบุตรชายคนโตแทน

“เจ้าเล่าอาเหยา จะเข้าไปกับแม่หรือไม่” น้องชายยังไม่เข้าไป มีหรือที่เมิ่งลู่เหยาจะเข้าไป แน่นอนว่าไม่! เขาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“ข้าจะอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นขอรับ น้องยังจำสิ่งใดไม่ค่อยได้นัก ข้ากลัวว่าน้องจะหลงทาง” อู๋ชิวอิ่งได้ยินเช่นนั้นก็พอใจไม่น้อย พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวมีมารดาคนใดบ้างไม่ภูมิใจ นี่คือสิ่งที่นางอยากเห็นที่สุด มากยิ่งกว่าบุตรชายของนางสอบติดจอหงวนเสียอีก

“เช่นนั้นก็ได้ พวกเจ้าก็อย่าไปไกลกันนัก แม่จะรีบออกมา”

"ขอรับ / ข้าทราบแล้วท่านแม่” สองพี่น้องตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าฉายชัดถึงความเชื่อฟังจนนางอดไม่ได้ที่จะเห็นภาพของบุตรชายในวัยเยาว์ซ้อนทับ

“ฟางเอ๋อร์ ดูแลท่านแม่ให้ดี” นั่นคือคำสั่งจากปากของเมิ่งลู่เหยา ฟางเอ๋อร์ที่ได้ยินระบายยิ้มอ่อน เอ่ยตอบด้วยความนอบน้อมอย่างที่สุด

“เจ้าค่ะคุณชายใหญ่”

“ดูเจ้าสิ ห่วงแม่เกินไปแล้ว” ใบหน้าของอู๋ชิวอิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในใจพองโตจนคับอก ความปลาบปลื้มใจมันไม่อาจจะหายไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว การได้ยินบุตรชายนางกำชับคนของนางให้ดูแลนาง นั่นยิ่งเท่ากับบอกว่าบุตรชายของนางกตัญญูต่อนางมากเพียงใด ในใจของนางจึงเต็มไปด้วยความยินดี

เมื่อเห็นมารดาและสาวใช้ข้างกายจากไป เมิ่งอวิ๋นก็มองพี่ชายของตนอย่างสงสัย ใช่ว่าจะออกมาเองครั้งแรกเสียเมื่อไร การไม่ยอมเข้าไปกับท่านแม่แล้วอ้างเขาเช่นนี้คงไม่ใช่ว่ากลัวอะไรกระมัง

“พี่ใหญ่ห่วงข้าจริงหรือ?”

“เหตุใดเจ้าถามพี่เช่นนั้น เจ้าเป็นน้องชายคนเดียวของพี่ พี่ต้องเป็นห่วงเจ้าอยู่แล้ว” เมิ่งอวิ๋นได้แต่แสยะยิ้ม เอ่ยถามกระเซ้าอีกครั้งอย่างจงใจ

“มิใช่ว่ากลัวท่านแม่จะจับคู่ให้หรอกหรือ?”

“เฮ้อ...เหตุใดวันนี้จึงได้ร้อนนักนะ” เมิ่งลู่เหยาไม่ตอบกลับเฉไฉไปเรื่องอื่นราวกับไม่ได้ยินคำถามของน้องชายตน ส่วนผู้ที่เอ่ยถามก็ได้แต่หัวเราะไม่ออก พี่ชายเล่นเมินคำถามตนเช่นนี้ดูอย่างไรก็ชัดเจนอยู่แล้ว เช่นนั้นการที่ท่านแม่ชวนเขาเข้าไปก็คงหวังให้เขามองสตรีสักคนสินะ

แม้แต่ในวัดก็จับคู่ได้หรือ?

เมิ่งอวิ๋นรีบส่ายศีรษะเมื่อรู้ตัวว่าความคิดตนคล้ายจะนำบาปมาเข้าตัวเอง หากมารดามิได้คิดเช่นนั้นจะเป็นเขาเองที่บาปหนัก ช่างมันเสียก็ได้ จะอย่างไรหากได้พบคนที่ชอบก็ดี ไม่พบก็ช่าง เรื่องเช่นนี้ให้วาสนาพาไปก็พอแล้ว โชคชะตาช้าเร็วก็ต้องนำคู่มาให้ ไม่มีผู้ใดต้องอยู่คนเดียวหรอก เขาเชื่อเช่นนี้

“พี่ใหญ่ เหลาจื่อเค่อเป็นอย่างไรบ้าง” เมื่อน้องชายเปลี่ยนคำถาม เมิ่งลู่เหยาก็พร้อมจะกลับมาคุยด้วยเช่นเดิม

“นับว่าดีขึ้นมาแล้ว ความคิดเจ้าเยี่ยมยอดนัก ท่านพ่อเองเมื่อได้ยินแล้วก็พอใจมาก” เมิ่งอวิ๋นขมวดคิ้ว กังวลว่าจะถูกพี่ชายเกลียดชังเข้าหรือไม่กับการแสดงความสามารถทางความคิดเช่นนี้ เขาไม่อยากสูญเสียความรักที่พี่ชายมีต่อเขาไป

“พี่ใหญ่ ข้าอยากจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ ความดีความชอบใดๆ ข้าล้วนไม่เคยอยากได้ ข้าเพียงไม่อยากให้เหลาอาหารของตระกูลเราต้องทรุดโทรมลงไปเท่านั้น” เมิ่งลู่เหยาขมวดคิ้ว มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของน้องชายอย่างครุ่นคิด

“ความดีความชอบเป็นของเจ้า เหตุใดจึงบอกว่าไม่อยากได้?” เมิ่งอวิ๋นไม่ตอบเพียงหลุบตาลงมองพื้น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างอดกลั้น คล้ายกำลังหวาดกลัวสิ่งใดสักอย่างแต่ไม่อาจพูดออกมาได้ เมิ่งลู่เหยามองน้องชายอย่างไม่เข้าใจ แต่ไม่นานก็ฉุกใจคิดขึ้นมาได้ การที่เมิ่งอวิ๋นกล่าวเรื่องนี้ขึ้นมาคงมีเรื่องเดียวเท่านั้นให้ต้องกังวล

นั่นคือกลัวเขาจะไม่พอใจ

คิดได้เช่นนั้นเมิ่งลู่เหยาก็ระบายยิ้ม วางฝ่ามือลงบนศีรษะของน้องชาย โยกมันไปมาราวกับคนตรงหน้าเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยเมื่อครั้งอดีต

“เจ้านี่นะ คิดอะไรอยู่กันแน่ คงมิใช่กำลังคิดว่าพี่ชายเจ้าคนนี้จะนึกอิจฉาและเกลียดชังจนขึ้นมาหรอกนะ”

“พี่ใหญ่...” แววตากลมโตใสแจ๋วชวนให้นึกเอ็นดูไม่น้อย ยิ่งในแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความออดอ้อนด้วยแล้ว มีหรือที่เมิ่งลู่เหยาจะทนได้ เขาลดใบหน้าลงมาจนใกล้กับน้องชายตนเอง ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือแล้วยี้มออกมา

“พี่ชายของเจ้าคนนี้ยินดียิ่งนักที่เจ้ามีความสามารถ”

“...”

“ไม่เคยนึกน้อยใจจนพาลเกลียดเจ้าแต่อย่างใด”

“...”

“ต่อให้เจ้าจะเป็นเมิ่งอวิ๋นคนเดิมที่แสนร้ายกาจ หรือจะเป็นเมิ่งอวิ๋นแสนอ่อนโยนเช่นในยามนี้”

“...”

“พี่ก็ยังคงรักเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง” เมิ่งอวิ๋นมองรอยยิ้มสว่างไสวที่เปล่งประกายความหล่อตรงหน้าอย่างลืมตัว หัวใจของเขาอิ่มเอมและเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ความอ่อนโยนที่เมิ่งลู่เหยามอบให้นั่น ยิ่งทำให้พี่ชายของเขาผู้นี้...หล่อเหลายิ่งกว่าผู้ใด





50%





ไม่นะ เรือบาปไม่ควรแล่นสิ มันไม่ควรนะคะ ทุกคนจะลงเรือนี้ไม่ได้นะ แมวเตือนคุณแล้วววว สวัสดีปีใหม่นะคะทุุกคน ขอให้ปีนี้มีแต่สิ่งดี ๆ มีความสุขความเจริญรุ่งเรือง สมหวังดังปรารถนาทุุกประการ และมีรอยยิ้มตลอดทั้งปีนะคะ 

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1961
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +52/-0
 :pig4:
 :3123:
สวัสดีปีใหม่2564ค่ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[17] 100%


“พี่ใหญ่ ขอบคุณนะพี่ใหญ่”

ขอบคุณจริง ๆ ที่ไม่ทิ้งเมิ่งอวิ๋นไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม

“ฮ่า ๆ ขอบคุณอะไรกัน ข้ามีเจ้าเป็นน้องชายคนเดียวนะเสี่ยวอวิ๋น เรื่องแค่นี้ข้าหรือจะเก็บเอามาใส่ใจ” บางครั้ง...เขาก็อิจฉาเมิ่งอวิ๋นที่มีครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ในขณะที่ตัวเขาเอง...ไม่มีใครสักคน หากว่าต้องถูกกระทำเช่นเขา เมิ่งลู่เหยาผู้นี้จะยังคงยิ้มและรักน้องชายได้อยู่อีกไหมนะ

“พี่ใหญ่...ข้า...ถ้าหากว่า”

“หืม?” เมิ่งอวิ๋นกัดริมฝีปาก คำถามเช่นนั้นคงถามออกไปไม่ได้แน่

“ไม่มีอะไร ข้าว่าจะไปเดินเล่นทางนั้น พี่ใหญ่จะไปกับข้าหรือไม่” เมิ่งอวิ๋นชี้ไปอีกทิศทางหนึ่งซึ่งเมิ่งลู่เหยาก็มองตาม แต่อีฝ่ายกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่ดีกว่า เจ้าไปเถอะ แต่อย่าไปไหนไกลเล่า” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะเมื่อได้ยินการกำชับเหมือนเช่นทุกครั้ง

“ข้ารู้แล้วพี่ใหญ่”

เขาทั้งสองต่างแยกกันเดินไปคนละทิศทาง เมิ่งอวิ๋นเดินไปรอบ ๆ อย่างสำรวจ ในความเป็นจริงวัดแห่งนี้นับว่ามิได้แตกต่างจากในยุคก่อนของเขาแต่อย่างใด อาจจะมีบางจุดที่แตกต่างไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนจนต้องตกตะลึง เมิ่งอวิ๋นจึงก้าวเดินไปเรื่อย ๆ อย่างสบายใจ

เมิ่งอวิ๋นคิดว่าการได้มาที่นี่คือเรื่องดีสำหรับเขาจริง ๆ การที่เขาและเมิ่งอวิ๋นต่างแลกเปลี่ยนกันมาในครั้งนี้ สำหรับเขาแล้วมันคุ้มค่าจนรู้สึกว่าตนเองนั้นติดหนี้บุญคุณต่อเมิ่งอวิ๋นเหลือเกิน จนอดคิดไม่ได้ว่าการที่เขาโยนภาระอันหนักอึ้งของตนเองให้เมิ่งอวิ๋น เหมือนเขาสลัดทิ้งความเหนื่อยยากที่แสนทรมานออกให้กับเมิ่งอวิ๋น ซึ่งเขารู้สึกแย่กับตัวเองไม่น้อย

หากว่าครอบครัวของเมิ่งอวิ๋นได้รู้เข้าว่าเขาไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นตัวจริง เขาจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่อาจรู้ได้ จะยังได้รับรอยยิ้ม ได้รับความเอ็นดูและความรักจากทุกคนอยู่อีกหรือไม่

ความกลัวส่งผลให้เมิ่งอวิ๋นชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินลง หยุดตัวเองอยู่กับที่ราวกับเวลาทุกอย่างถูกหยุดลง เมิ่งอวิ๋นแหงนใบหน้าขึ้นมององค์พุทธรูปองค์ใหญ่ตรงหน้า นึกภาวนาให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี วิงวอนให้เมิ่งอวิ๋นตัวจริงอย่าได้พบเจอความลำบากใด ๆ เลย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจวางใจได้จริง ๆ

เขาถอนหายใจแล้วเดินวนอยู่รอบวัดอีกครั้ง ไม่นานนักเขาก็เห็นแผ่นหลังของเมิ่งลู่เหยาที่หยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า เขาคิดจะเอ่ยปากเรียกพี่ชาย ทว่าเงาร่างของใครคนหนึ่งที่ไหวไปเบื้องหน้าทำให้เมิ่งอวิ๋นชะงัก ขมวดคิ้วมองแล้วเร่งฝีเท้าเดินไปหาพี่ชาย ทว่าเบื้องหน้าของพี่ชายกลับไม่มีใครอยู่เลยสักคน มีเพียงใบหน้าของเมิ่งลู่เหยาเท่านั้นที่เคร่งขรึมขนเมิ่งอวิ๋นยังต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ

“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือ?” เมิ่งลู่เหยาเพียงหันมายิ้มให้เมิ่งอวิ๋นราวกับเมื่อครู่ไม่ได้กำลังขบคิดสิ่งใด

“พี่ไม่เป็นไร”

“เมื่อครู่...พี่ใหญ่คุยกับใครหรือ”

“พี่จะคุยกับใครได้เล่า” เมิ่งลู่เหยาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินออกมาก่อนเมิ่งอวิ๋น เขาได้แต่ขมวดคิ้วกับท่าทีแปลกประหลาดของเมิ่งลู่เหยา หากสายตาเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรคนที่หายไปเมื่อครู่นั้น น่าจะเป็นสาวใช้ข้างกายของเยี่ยหนิงหลัน คุณหนูเยี่ยที่เขาได้พบในวันนั้น คนที่กุมหัวใจของพี่ชายของเขาเอาไว้

เมิ่งอวิ๋นได้แต่หันไปมองด้านหลังของตนในทิศทางที่เงาสายนั้นพาดผ่านไป แต่ก็ไม่ได้คิดจะติดตามไปแต่อย่างใด เขาหันกลับมาและเดินตามหลังพี่ชายของตนไปโดยไม่เข้าไปใกล้นัก อย่างไรก็ควรเว้นระยะให้พี่ชายของเขาได้คิดและใคร่ครวญให้มากหน่อย บางทีเมิ่งลู่เหยาอาจจะมีปัญหาอะไรอยู่ก็ได้ เพียงแต่ไม่ยอมบอกเขา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ต้องปล่อยให้พี่ชายของเขาคิดไปเพียงลำพัง

เมิ่งอวิ๋นและเมิ่งลู่เหยากลับมายืนอยู่ที่เดิมเพื่อรอมารดาที่ขึ้นไปไหว้พระขอพรกลับไปด้วยกัน ฝ่ายของอู๋ชิวอิ่งนั้นเมื่อเห็นใบหน้าของบุตรชายทั้งสองก็ระบายยิ้มออกมาอย่างสุขใจ ในใจของนางนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขที่แทรกซึมไปทั่วทั้งหัวใจ จนนางไม่อาจห้ามริมฝีปากตนเองไม่ให้ฉีกยิ้มได้เลย

พูดคุยกันอยู่ไม่นานผู้เป็นมารดาและบุตรชายทั้งสองก็พากันกลับ ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าด้วยสีหน้าที่ติดรอยยิ้ม ไม่เว้นแม้แต่เมิ่งลู่เหยาก็เช่นกัน เมิ่งอวิ๋นลอบมองเมิ่งลู่เหยาเป็นพัก ๆ ด้วยความกังวลใจจึงไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้แต่ก็ไม่อาจก้าวก่ายเช่นกัน จึงทำได้เพียงเฝ้าสังเกตเท่านั้น

“ท่านแม่ขอรับ”

“มีอะไรหรืออาเหยา” เมิ่งลู่เหยาลอบกำมือทั้งที่ริมฝีปากยังระบายยิ้ม ดวงตากักเก็บความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้จนมิด แทนที่มันด้วยความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้า

“ก่อนนี้เสี่ยวอวิ๋นให้ลูกค้นหาบางอย่างที่พิเศษเพื่อนำไปตอบแทนให้ใครบางคน”

“บางอย่าง? เจ้าต้องการอะไร เหตุใดไม่ยอมบอกแม่เล่าเสี่ยวอวิ๋น” เมิ่งอวิ๋นงุนงงกับการเปิดประเด็นขึ้นมาของเมิ่งลู่เหยา แต่ก็ยังเอียงคอและตอบคำถามออกไปไม่คิดปิดบัง เว้นเพียงว่าผู้ที่จะได้รับมันเป็นใครเท่านั้น ที่เขาจะไม่เอ่ยมันออกมา

“ของชิ้นนี้หากยากนักขอรับท่านแม่ ข้าจึงวานให้พี่ใหญ่ค้นหาให้” อู๋ชิวอิ่งขมวดคิ้ว ความจริงแล้วของต่อให้หายากเช่นไรนางเองก็ย่อมต้องมีเก็บเอาไว้อยู่แล้ว เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงเปิดปากจะกล่าวบางสิ่ง แต่ก็ถูกเมิ่งลู่เหยาขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ท่านแม่อย่าห่วงเลยขอรับ เดิมทีลูกคิดจะถอดใจแล้วแต่ไม่นานมานี้ ลูกได้ยินข่าวถึงของสิ่งหนึ่งที่นับว่าล้ำค่ายิ่งนัก”

“เช่นนั้นหรือ”

“ขอรับ เพียงแต่...”

“มีอะไร เงินของเจ้าไม่พอหรือ เช่นนั้นแม่จะ...”

“มิใช่ขอรับ เพียงแต่ลูกจะต้องเดินทางไปที่นั่นด้วยตัวเอง ของล้ำค่าเช่นนี้ลูกไม่อาจวางใจให้ผู้อื่นไปแทนได้” เมิ่งอวิ๋นไม่อาจมองเห็นความผิดปกตินั้นด้วยตาเปล่า เพียงแต่หัวใจของคนเป็นน้องชายอย่างเขากลับร้องเตือนอย่างประหลาด ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่อาจสงบใจลงได้

“เจ้าจะไปที่ใดหรืออาเหยา” เมิ่งลู่เหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบไม่เต็มเสียงนัก

“เมืองเอ้อหู ตรงชายแดนระหว่างแคว้นของรับ”



ตกค่ำเมิ่งอวิ๋นเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องของตนอย่างคนคิดไม่ตก เดิมทีเขาคิดเอาไว้แต่แรกว่าจะขอให้ติงหยุนมู่ช่วยเป็นธุระหาให้เขา แต่ด้วยความที่ติงหยุนมู่สหายของคนผู้นั้นกำลังอยู่ในช่วงหวานชื่นกับภรรยา เขาเองก็ไม่อยากจะไปรบกวนนัก เช่นที่พี่ชายบอกกับเขาจึงต้องวานพี่ชายอย่างเมิ่งลู่เหยาให้เป็นธุระให้แทน แต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นลำบากลำบนต้องเดินทางไกลถึงเพียงนี้

แม้จะไม่ได้กางแผนที่เมืองมาดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามันจะต้องไกลมากนักจากเมืองหลวง เมิ่งอวิ๋นร้อนใจราวกับมีไฟมาเผาอยู่ภายใน ขบคิดซ้ำ ๆ ว่าจะทำเช่นไรดี เมื่อคิดไม่ตกจึงผลักประตูออกไป สาวเท้าเร่งเดินไปยังห้องของเมิ่งลู่เหยาด้วยหวังจะพูดคุยให้เข้าใจมากกว่าเดิม

เขาไม่ปรารถนาให้เมิ่งลู่เหยาต้องไปในที่ห่างไกลจากบ้านเพื่อเขา เพราะเขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นในใจของพี่ชาย ไม่ใช่คนที่ถูกอุ้มชูฟูมฟักมาตั้งแต่เด็ก ความผูกพันทางเลือดเนื้ออาจจะใช่ แต่ทางวิญญาณนั้นไม่ใช่เลย

แล้วเขาจะกล้าหรือ กล้าให้ผู้ชายแสนดีที่เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดคนนี้ ต้องไปยังที่ห่างไกลเพื่อเขาหรือ

ย่อมไม่อยู่แล้ว

เมิ่งอวิ๋นมาถึงหน้าห้องของเมิ่งลู่เหยาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดประตูเข้าไปทันทีโดยไม่สนใจมารยาทใด ๆ อีก แต่สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเมิ่งอวิ๋นพลันขมวดคิ้ว พี่ชายของเขากำลังสะพายห่อผ้าสัมภาระเตรียมตัวจะเดินทางเสียแล้ว

หากเขาไม่มาเล่า จะไปล่ำลาเขาบ้างหรือไม่

คิดแบบนั้นแล้วเมิ่งอวิ๋นก็ปรากฏความน้อยใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“พี่ใหญ่ท่านจะไปไหน” แม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่เข้าฝใจตัวเองเช่นกันว่าเหตุใดจะต้องเอ่ยถามออกไปอีก

“พี่ต้องรีบเร่งเดินทาง เจ้าหลบทางให้พี่เถอะ” เมิ่งอวิ๋นไม่เพียงไม่หลบทาง อีกทั้งยังขยับขวางทางยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าเมิ่งลู่เหยาจะขยับไปซ้ายหรือขวา เขาก็จะขยับตามไปทางนั้นเช่นกัน

“เสี่ยวอวิ๋น...เจ้ากำลังถ่วงเวลาพี่อยู่นะ” เมิ่งลู่เหยาถอนหายใจและเอ่ยกับน้องชายด้วยท่าทางอ่อนใจ

“พี่ใหญ่ เหตุใดต้องรีบร้อนเพียงนี้ ของชิ้นนั้นข้าไม่เอาแล้วก็ได้ อย่าไปเลยนะพี่ใหญ่” ความไม่สบายใจที่เกาะกุมหัวใจของเมิ่งอวิ๋นทำให้เขาต้องเอ่ยออกไปเช่นนั้น เขายอมติดหนี้บุญคุณนานอีกหน่อยก็ได้ ขอเพียงพี่ชายไม่ไป คนแซ่หลี่ผู้นั้นนับเป็นตัวอะไร

“เสี่ยวอวิ๋น ของชิ้นนี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับเจ้ากับข้าก็เช่นกัน”

“พี่ใหญ่หมายความว่าอย่างไร” เมิ่งลู่เหยาหลับตาแน่น เม้มริมฝีปากของตนเองเอาไว้ ดวงตาสะท้อนความรู้สึกแปลกๆ ที่เมิ่งอวิ๋นไม่อาจเข้าใจในความหมายของมันได้ แต่เพียงคู่เดียวมันก็หายไป

“เชื่อพี่ อย่างไรพี่ก็ต้องไป เจ้า...ดูแลท่านพ่อท่านแม่แทนพี่ด้วย”

นี่ไม่ปกติ ไม่ปกติเลยสักนิด

แต่ที่ใดเล่า? สิ่งใดที่มันแปลกกัน เมิ่งอวิ๋นเองก็ยังไม่อาจจะตอบตนเองได้

“พี่ใหญ่...ท่านจะไปนานเพียงใดหรือ”

นานเท่าใด เมิ่งลู่เหยาเองก็ไม่รู้ จะได้กลับมาเมื่อไร เมิ่งลู่เหยาเองก็ตอบไม่ได้

“ไม่ไปได้หรือไม่ ของชิ้นนั้นข้าไม่เอาแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดย่อมไม่สำคัญเท่าท่านเลยนะ พี่ใหญ่หากท่านไปแล้วข้าเล่า ข้า...ท่านไม่กลัวข้าถูกรังแกหรือ หากพวกเขาทำร้ายข้าเล่า ท่านจะมาช่วยข้าได้หรือ” เมิ่งอวิ๋นหมดสิ้นหนทางเหนี่ยวรั้ง ได้แต่เอ่ยอ้างความอ่อนแอราวกับเหยื่อตัวน้อยที่ต้องการการปกป้องจากผู้แข็งแกร่ง หวังเพียงมันจะช่วยดึงใจของพี่ชายให้อยู่ต่อได้ ล้มเลิกความคิดที่จะไปเสียให้หมดแล้วอยู่กับเขาที่นี่ต่อไป

เมิ่งลู่เหยามองดวงตากลมสีเกาลัดของน้องชายก็ใจอ่อน แต่ถึงอย่างไรเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้วก็ย่อมต้องทำ ความตั้งใจอย่างแรงกล้าของเขาไม่อาจสั่นคลอนให้ล้มลงได้โดยง่าย

“เจ้า เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลยเสี่ยวอวิ๋น พี่จำเป็นต้องไป”

ไม่ว่าจะเอ่ยคำใดหัวใจของเมิ่งลู่เหยาก็ไม่เปลี่ยนแปลง ของในห่อผ้าบรรจุเงินและเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง แต่ในสายตาของเมิ่งอวิ๋นนั้นมันช่างไม่เพียงพอเลย

เมื่อกล่อมพี่ชายไม่ได้เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ ล้วงเอาตั๋วเงินในอกตนออกมาแล้วยื่นให้พี่ชายแทน หากไม่อาจห้ามปรามก็ได้แต่ช่วยเป็นกำลัง ถึงอย่างไรพี่ชายก็ไปเพื่อเขา เพื่อให้เขาเอาของมาตัดสะบั้นบุญคุณที่เขาไม่เคยคิดอยากจะมีต่อคนผู้นั้นเสียให้ขาด จบเรื่องเมื่อไรจะได้ลาขาดกันเสียที

“เช่นนั้นพี่ใหญ่เอานี่ไปด้วยเถิด” เมิ่งลู่เหยารับมาถือไว้แล้วคลี่ออกดู

“เหตุใดจึงมากมายเช่นนี้”

“ระยะทางเท่าไรก็ไม่รู้ อุปสรรคข้างหน้าอาจมีมากจนพี่ใหญ่เหนื่อยล้า ข้าที่เป็นน้องชาย จะทนให้พี่ใหญ่เงินขาดมือได้อย่างไร” เมิ่งอวิ๋นก้มใบหน้าลงซ่อนความไม่ยินยอมให้ไปในดวงตาเอาไว้ แต่คนตรงหน้าของเมิ่งอวิ๋นกลับเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ดึงร่างของน้องชายคนเดียวเข้ามากอดจนแนบแน่น เอ่ยคำขอบคุณอย่างแผ่วเบาออกมา

“ขอบคุณ เจ้าเป็นน้องชายที่ดีของพี่เสมอ” เมิ่งอวิ๋นถอนหายใจ ใช้มือตบหลังพี่ชายเบาๆ สองสามครั้งเป็นการปลอบ

“ปล่อยข้าได้แล้วพี่ใหญ่”

“จริงของเจ้า พี่ควรรีบไปได้แล้ว”

ทั้งสองเงียบใส่กันอยู่ครู่ใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรเพียงมองสบตากันเท่านั้น เมิ่งอวิ๋นไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้ออกมาตรงนี้ หรือควรจะยิ้มอำลาให้พี่ชายดี ใบหน้าของเขาจึงดูบิดเบี้ยวอย่างประหลาดนัก

ส่วนเมิ่งลู่เหยาเห็นใบหน้าของน้องชายที่ไม่รู้จะยิ้มหรือร้องไห้ดีก็พลันรู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา แต่ในอกมันตื้นตันจนน้ำตาเริ่มจะไหลลงมา เขาจำต้องกลั้นมันเอาไว้ภายใน ไม่ให้เมิ่งอวิ๋นต้องเป็นห่วงเขามากนัก

“เสี่ยวอวิ๋น”

“พี่ใหญ่...” ทั้งสองเอ่ยเรียกอีกฝ่ายพร้อมกัน จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“เจ้าพูดก่อน”

“ไม่...พี่ใหญ่พูดก่อนเถิด” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งลู่เหยาก็พยักหน้าเอ่ยออกมาก่อนเป็นคนแรก

“พี่ไม่อยู่ เจ้าต้องดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดี อีกทั้งเรื่องเหลาจื่อเค่อก็เช่นกัน เจ้าจะต้องเข้าไปดูแลบ้าง อย่างไรเจ้าก็คือบุตรชายคนหนึ่งของสกุลเมิ่ง”

“ข้ารู้ ข้าจะไปดูแลเหลาจื่อเค่อแทนพี่ใหญ่ รอจนพี่ใหญ่กลับมาข้าจะกลับไปเที่ยวเล่นอีกครั้ง” เมิ่งลู่เหยาหัวเราะ ยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของน้องชายด้วยความเอ็นดู เขาอยากจะให้ทุกอย่างหยุดลงที่ตรงนี้ไม่เดินหน้าไปไหนต่อ แต่ก็ทำไม่ได้ อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เห็นรอยยิ้มนี้อีกก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงเก็บมันเอาไว้ในความทรงจำ

“พี่ต้องไปแล้ว” เมิ่งอวิ๋นอาวรณ์ต่อสัมผัสนั้นมาก เขาไม่อยากให้มันหายไปแต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจรั้งเอาไว้

“พี่ใหญ่เดินทางดีๆ นะ นี่ก็มืดมากแล้วระวังตัวด้วย”

“ได้...”

แผ่นหลังของเมิ่งลู่เหยาค่อย ๆ ห่างออกไปทีละน้อย พี่ชายคนเดียวของเขากำลังจะไปแล้ว หัวใจที่กำลังเต้นในอกพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ใช่ความรู้สึกของเมิ่งอวิ๋นที่ตกค้าง แต่เป็นความรู้สึกของเขาที่แสดงออกมาเอง

พี่ใหญ่...ท่านเองก็เป็นพี่ชายที่ดีเช่นกัน ขอบคุณที่ทำเพื่อข้าแม้ข้าจะไม่ใช่เมิ่งอวิ๋นก็ตาม







TBC



เอ๊ะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ ไหนใครรู้บอกแมวหน่อยสิ มากระซิบข้างๆหูแมวเลยเร็ว // ทำให้ทุกคนรอนานมากใช่ไหมคะ แง้ จะบอกว่าก่อนหน้านี้แมวเพิ่งจะติดเรื่องย้ายบ้านค่ะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว เย้! 

เมิ่งอวิ๋น 

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
ไม่เอาน้าาา ห้ามเจ็บห้ามตาย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 195
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-4
[18] 50%


เรื่องใหญ่

หลังจากที่เมิ่งลู่เหยาออกเดินทางไป เมิ่งอวิ๋นก็พลอยนอนไม่หลับไปด้วย เกือบทั้งคืนที่เขาเอาแต่นอนพลิกไปพลิกมาไม่อาจข่มตาให้หลับได้ ความกังวลใดก็ไม่ทราบที่รบกวนจิตใจของเขา ทำให้เขาต้องอดหลับอดนอนก็ยังไม่อาจรู้คำตอบที่ค้นหาได้

เช้าวันนี้เมิ่งอวิ๋นจึงดูอิดโรยเป็นพิเศษ ความง่วงไม่ได้เข้ามาจู่โจมแม้แต่น้อย กลับเป็นอาการปวดศีรษะเสียมากกว่าที่ทำให้เขาต้องกุมขมับและไม่ปรารถนาจะลุกขึ้นจากตั่งนอน

เสี่ยวหลงมองใบหน้างดงามที่ซีดเซียวของผู้เป็นนายด้วยความร้อนใจ ครั้งเมื่อเอ่ยปากจะไปบอกกล่าวแก่นายท่านและฮูหยิน นายน้อยของตนก็ออกปากห้ามเอาไว้ ไม่ยอมให้ไปแจ้งอาการนี้แก่ผู้ใด เสี่ยวหลงจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก แต่ก็จนด้วยปัญญาที่จะทำสิ่งใดได้

ทางด้านเสี่ยวฉีเองก็เพียงนำอ่างน้ำมาให้เมิ่งอวิ๋นได้ล้างหน้าล้างตา หวังจะบรรเทาอาการปวดศีรษะของเมิ่งอวิ๋นได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่เสี่ยวหลงไม่อาจวางใจ หากป่านนี้คุณชายใหญ่ยังอยู่ที่จวน คงจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้นายน้อยเชิญท่านหมอมาตรวจดูอาการ

“นายน้อย...”

“เจ้าอย่าพูดเลย ข้าเพียงปวดหัวเท่านั้น เหตุใดต้องทำหน้าราวกับข้าใกล้ตายด้วยเล่า” เสี่ยวหลงได้ฟังถึงกับตาโต ละล่ำละลักแก้คำของผู้เป็นนายแทบไม่ทัน

“นายน้อยเหตุใดกล่าวเช่นนั้นขอรับ เอ่ยถึงเรื่องตายได้อย่างไร ไม่ได้ บ่าวจะไปเรียนฮูหยิน”

“หากเจ้าไป...ข้าจะไม่คุยกับเจ้าอีก”

“นายน้อย!” เสี่ยวหลงแทบจะร่ำไห้ออกมาให้เสียงดังลั่น นายน้อยของตนข่มขู่มาเช่นนี้มีหรือที่เสี่ยวหลงจะกล้าขยับตัวออกไปจากห้อง หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่อยากอยู่ใกล้ชิดนายน้อยอีกต่อไปแล้ว เสี่ยวหลงทนไม่ได้

“เสี่ยวฉี...เจ้าก็เช่นกัน หากเรื่องนี้ไปถึงหูท่านพ่อท่านแม่ข้า เจ้าก็เตรียมกลับไปทำหน้าที่เดิม”

“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ”

เมื่อได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ ใบหน้าที่ติดจะดุหน่อย ๆ ของเมิ่งอวิ๋นก็คลายลง เขาเอนแผ่นหลังไปพิงกับตั่งนอนอย่างผ่อนคลาย หลับตาลงช้า ๆ คล้ายกับว่ากำลังตกอยู่ในภวังค์ เสี่ยวหลงเห็นผู้เป็นนายหลับตาก็ได้โอกาสสะกิดเสี่ยวฉี เอ่ยกระซิบกับอีกฝ่าย

“เจ้าดูนายน้อยเอาไว้ ข้าจะไปแจ้งแก่พ่อบ้านเหลย” เสี่ยวฉีปรายตามองร่างของเมิ่งอวิ๋นบนตั่งครู่หนึ่ง ก่อนจะแย้งเสี่ยวหลงออกมา

“ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็นความคิดที่ดีนัก นายน้อยสั่งเอาไว้แล้วว่ามิให้บอกแก่ผู้ใด เจ้าไม่กลัวว่านายน้อยจะไม่พูดกับเจ้าอีกต่อไปหรือ” เสี่ยวหลงหรือจะไม่กลัว ริมฝีปากบางเม้มแน่นออกคล้ายจะร่ำไห้เสียให้ได้เรียกสายตาเอ็นดูของเสี่ยวฉีได้เป็นอย่างดี แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นสายตาของเสี่ยวฉีก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเดิม

“แล้วเจ้าจะให้ข้าปล่อยนายน้อยไว้เช่นนี้หรือ เจ้าไม่ห่วงนายน้อยเลยใช่หรือไม่” เป็นบ่าวรับใช้ยังไงกัน นายป่วยเช่นนี้กลับไม่ทุกข์ร้อน ใช่สิ...คนผู้นี้เพิ่งจะติดตามนายน้อยได้ไม่นานนัก มีหรือจะรู้สึกรักใคร่ห่วงใยนายน้อยจากใจจริงเช่นเขา ที่เฝ้าดูแลเติบโตมาพร้อมกันกับผู้เป็นนาย

ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เสี่ยวหลงจึงตวัดสายตาดุร้ายคล้ายกับลูกแมวตัวกลมที่พองขนรอสู้กับศัตรูตรงหน้า

เสี่ยวฉีไม่อยากยอมรับจริงๆ ว่าเขาชื่นชอบท่าทางของคนตรงหน้าเป็นอย่างมากจนอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากขึ้นมา แม้คนตรงหน้าจะไม่ได้งดงามราวกับหญิงสาว ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนอย่างเมิ่งลู่เหยา แต่สีหน้าที่เปลี่ยนได้ตามอารมณ์ของคนผู้นี้ดึงดูดให้สายตาของเขาจับจ้องไม่หลบหลีก

ยิ่งได้เห็นก็ยิ่งปรารถนาจะเห็นมากขึ้น ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ทุกสีหน้า

ล้วนแต่น่าสนใจสำหรับเสี่ยวฉีทั้งสิ้น

“ข้าหิวแล้ว” จู่ ๆ เมิ่งอวิ๋นก็พูดขึ้นมาทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท เสี่ยวหลงที่กำลังข่มขู่อีกคนด้วยท่าทางน่ากลัว เปลี่ยนการแสดงออกเป็นกระตือรือร้นแทบจะทันที

“นายน้อย อยากกินอะไรหรือขอรับ”

เห็นไหมเล่า...เปลี่ยนง่ายจนน่าสนใจ

เสี่ยวหลงไม่ได้รู้สึกถึงความคิดของเสี่ยวฉีแม้แต่น้อย เพราะเขาให้ความสนใจไปที่ผู้เป็นนายมากกว่าคนข้างกาย จึงปล่อยให้สายตาของคนข้าง ๆ จับจ้องตนต่อไปโดยไม่คิดจะห้ามปรามใดๆ

“เจ้าลองไปถามที่ห้องครัวดูว่ามีสิ่งใดบ้าง สิ่งใดน่ากินเจ้าก็ยกมาเถอะ”

“ขอรับ บ่าวจะรีบไป”

เพียงขยับตัวไม่นานเสี่ยวหลงก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า ไม่ควรปล่อยให้นายน้อยของตนอยู่ลำพังกับเสี่ยวฉี เสี่ยวหลงจึงหรี่ตามองท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเสี่ยวฉี แล้วออกปากสั่งให้อีกคนไปแทน

“เจ้าว่างนี่ ข้าจะอยู่ดูแลนายน้อยเอง เจ้าไปที่ห้องครัว ทำตามคำสั่งของนายน้อยเสีย” เมิ่งอวิ๋นแทบจะหลุดขำออกมากับการสั่งการของเสี่ยวหลง บ่อยครั้งที่เห็นเสี่ยวหลงร้อนใจในเรื่องของตน แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเห็นเสี่ยวหลงใช้งานผู้อื่น ริมฝีปากของเมิ่งอวิ๋นจึงอดกระตุกขึ้นมาไม่ได้

“ได้...” เสี่ยวฉีไม่คิดขัด จึงเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ทั้งห้องเหลือเพียงเสี่ยวหลงที่คอยดูแลเมิ่งอวิ๋นต่อไป อย่างไรนี่ก็คือคำสั่งของผู้เป็นนาย จะให้ผู้ใดไปก็ไม่ต่างกัน

เสี่ยวหลงมีสีหน้าดีขึ้นมาหน่อย คอยรินน้ำชาให้นายน้อยของตนจิบเป็นระยะ เฝ้ามองดูอาการของผู้เป็นนายไม่ห่าง แต่ใบหน้าอิดโรยของผู้เป็นนายก็ไม่ได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย นั่นทำให้เสี่ยวหลงไม่สามารถคลายความร้อนใจลงไปได้เลย เสี่ยวหลงขยับตัวอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเมื่อเมิ่งอวิ๋นไม่มีทีท่าว่าจะหายในเวลาอันรวดเร็วเสี่ยวหลงก็ยิ่งขยับตัวมากยิ่งขึ้น จนทำให้เมิ่งอวิ๋นที่ยังหลับตาอยู่รู้สึกทนไม่ไหว

“เจ้าหยุดสักทีเถอะ”

“ขอรับ?” เสี่ยวหลงไม่เข้าใจในคำพูดของนายน้อยตน

“เจ้าหยุดเดินไปเดินมาเสียที มันยิ่งทำให้ข้าปวดหัวมากกว่าเดิมเสียอีก” เสี่ยวหลงหยุดฝีเท้าลงนิ่งสงบในทันที นึกโทษตัวเองที่ทำให้ผู้เป็นนายรู้สึกแย่กว่าเก่า เขาเป็นบ่าวรับใช้ที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง

“เจ้าไปดูเสี่ยวฉีเถอะ ข้าอยู่คนเดียวได้”

“แต่...”

“ไปเถิด เผื่อว่าข้าได้อยู่คนเดียวแล้วข้าจะดีขึ้น”

เมิ่งอวิ๋นไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นทำให้เสี่ยวหลงเศร้าลงทันตา ใบหน้าของเด็กหนุ่มมีแต่ความโศกเศร้าและเสียใจ นึกน้อยใจที่ผู้เป็นนายมองว่าไม่มีตนแล้วจะหายเร็วขึ้นมากกว่าการที่มีตนอยู่ น้ำเสียงสั่นเครือจึงเอ่ยตอบรับอย่างไม่เต็มเสียงนัก แต่ก็ชัดเจนพอให้เมิ่งอวิ๋นได้ยิน

“ขอรับ”

เสี่ยวหลงหันหลังให้ผู้เป็นนาย เดินไหล่ตกออกไปจากห้องด้วยอารมณ์น้อยใจ เมิ่งอวิ๋นที่ได้ยินน้ำเสียงเช่นนั้นก็ทบทวนคำพูดตนอยู่เงียบๆ ก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาในช่วงเวลาที่ประตูห้องกำลังจะปิดลง

“เสี่ยวหลง”

“ขอรับ...” เสี่ยวหลงชะงักมือที่จะปิดประตูลง โผล่ใบหน้ามาเพียงเสี้ยวหนึ่งเพื่อรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย

“เจ้า...อย่าถือคำข้าเลย บางครั้งข้าพูดออกไปมันก็ไม่ได้หมายความเช่นนั้นหรอกนะ ข้าเพียงแค่...อยากพักผ่อน ไม่ได้มองว่าเจ้าน่ารำคาญ หรือการมีเจ้าอยู่ข้างกายข้าจะทำให้ข้าแย่ลง เจ้าเข้าใจข้าใช่ไหม”

“นายน้อย...” เสี่ยวหลงน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ นายน้อยของตนเอาใจใส่ขนาดนี้จะว่ากล่าวเขาได้อย่างไร เป็นตัวของเขาเองต่างหากที่คิดชั่วช้า น้อยใจในคำพูดที่นายน้อยมิได้มีความหมายใดแอบแฝง อีกทั้งยังทำให้นายน้อยของตนต้องฝืนตนเพื่ออธิบายให้เขาฟัง

เขามันแย่เสียจริง!

“บ่าวจะรีบไปดูเสี่ยวฉีให้นำแต่ของอร่อยที่น่ากินมาให้นายน้อย จะยกมาให้นายน้อยเยอะๆ เลยขอรับ นายน้อยพักผ่อนเถิด อย่าห่วงเลย บ่าวจะจัดการทุกอย่างเอง” เมื่อพบว่าน้ำเสียงของเสี่ยวหลงร่าเริงขึ้น เมิ่งอวิ๋นก็พอจะวางใจส่งยิ้มไปให้เสี่ยวหลงพร้อมกับพยักหน้ารับคำ และมองเสี่ยวหลงปิดประตูออกไปเงียบๆ

เมื่อประตูถูกปิดลง เมิ่งอวิ๋นก็ถอนหายใจออกมา เขาป่วยหรือเปล่าไม่รู้ แต่อาการปวดหัวเช่นนี้ทำให้อดคิดไปถึงเรื่องเก่าก่อนไม่ได้จริง ๆ การที่ต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีเมิ่งลู่เหยาผู้ให้ความรู้สึกแบบพี่ชาย มันทำให้เขาหวาดกลัว กลัวว่าจะต้องกลับไปเป็นเหมือนในชาติก่อน

เมิ่งอวิ๋นหลับตาลงนึกถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่เขาต้องโดดเดี่ยว

มันตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่เขาและเสี่ยวเฟิงต้องห่างไกลกัน ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่เสี่ยวเฟิงไม่มองเขาด้วยแววตานับถืออีกต่อไปแล้ว

มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรเขาเองก็จำไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาจำได้ดีคือ...ไม่ว่าจะถูกมองด้วยสายตาเช่นไร สำหรับเขาแล้ว เสี่ยวเฟิงก็คือเสี่ยวเฟิง คนที่วิ่งออกไปตากฝนกับเขาในวันนั้น

เสี่ยวเฟิงยังคงเป็นน้องชายที่เขารักมากที่สุดอยู่ดี

เมิ่งอวิ๋นปล่อยให้น้ำตารินไหลลงสองแก้ม พร้อมกับภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ที่ฉายวนเวียนซ้ำ ๆ ให้หัวใจของเขามันได้เต้นเป็นจังหวะที่ทรมาน





50%



บรรยากาศมันพาไป ฉากต่อไปคืออดีตนะจ๊ะ รออ่านกันได้เลย 

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5271
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7742
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด