แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (15) 100% (Up.27/11/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แค้นรัก...สลับภพ ภาค เมิ่งอวิ๋น (จีนโบราณ) เมิ่งอวิ๋น (15) 100% (Up.27/11/63)  (อ่าน 4043 ครั้ง)

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
 ขอกด 2 ค่ะ อยู่ในที่อโคจรแบบนั้นถ้าใสซื่อจริงคงเอาตัวเองไม่รอดหรอกค่ะ เพราะงั้นนางเป็นคนเลวค่ะ

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[9] 100%


เมิ่งอวิ๋นและติงหยุนมู่เดินออกมาจากหอฮุ่ยเหรินด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข หากแต่มีเพียงติงหยุนมู่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีสีหน้าเช่นที่กล่าว ส่วนเมิ่งอวิ๋นนั้นมีเพียงแค่ใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ

แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองจะเดินออกมาจากหอฮุ่ยเหรินแล้ว แต่เมิ่งอวิ๋นยังไม่อาจหยุดความคิดของตัวเองได้ ยิ่งได้ใกล้ชิดนางผู้นั้น ยิ่งได้ยินเสียง ได้ฟังนางหัวเราะ ในใจก็ยิ่งเจ็บแค้น แต่เขารู้ดีว่านี่คงเป็นความรู้สึกตกค้างของเมิ่งอวิ๋นเองเสียมากกว่า แต่ถึงจะเป็นการตกค้างของเมิ่งอวิ๋น เขาก็เข้าใจดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องอยู่ใกล้กับศัตรูหัวใจแบบนี้

แม้ว่าในเรื่องราวของเขาจะไม่อาจโกรธแค้นน้องชายที่เขาเฝ้าดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กได้ แต่เสี้ยวเล็กๆ ในใจก็มีความไม่เข้าใจและไม่ยินยอมอยู่ในนั้น

อยากเห็นแก่ตัวแล้วกล่าวโทษต่อเธอที่เป็นคนรักและน้องชายที่รักของเขา

อยากจะโยนความรักและหวังดีออกไปจากหัวใจ สาปแช่งด่าทอต่อน้องชายและเธอคนนั้นให้สาแก่ใจ

แต่เขาก็ไม่สามารถทำมันได้

ใครใช้ให้เขาโตมาด้วยกัน ปกป้องน้องชายมาตลอด ทำทุกอย่างเพียงเพื่อน้องชายกันล่ะ ในเมื่อสามารถสละทุกสิ่งทุกอย่างให้น้องชายได้

แค่ชีวิตตัวเองแค่นี้ทำไมจะทิ้งมันเพื่อเสี่ยวเฟิงไม่ได้

“เสี่ยวเฟิง...”

“เจินเกอ เจินเกอ ผมหิวแล้วล่ะ” รอยยิ้มของเด็กชายที่กอดตุ๊กตาตัวใหญ่เอาไว้ในอ้อมแขนมันน่าเอ็นดูเสียจนผู้เป็นพี่ชายยังอดใจอ่อนไม่ได้ เขาย่อตัวลงไปตรงหน้าเด็กน้อย

“ไม่ใช่ว่ากินขนมปังกับนมไปแล้วเหรอ หืม์?” คนถูกถามยกตุ๊กตาขึ้นมากอดเอาไว้ บดบังริมฝีปากที่ขบเม้มแน่น ใช้สายตาออดอ้อนสงไปยังผู้เป็นพี่ชายพร้อมกับน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“เจินเกอ...ผมไม่ได้กินเลยนะ อาเจาต่างหากที่กินไปจนหมด” อาเจาคือตุ๊กตาตัวใหญ่ในอ้อมกอดเด็กน้อย คนเป็นพี่อย่างเซี่ยอี้เจินได้ยินเช่นนั้นก็เพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้องชายด้วยความรักใคร่เอ็นดู

“อาเจากินเข้าไปหมดทั้งสองก้อนเลยเหรอ?”

“อื้อ อาเจากินไปหมดเลย ผมไม่ได้กินเลยจริง ๆ นะ” เด็กน้อยพยักหน้า แววตากระจ่างใสราวกับไม่ได้พูดปดแม้แต่คำเดียว

“ก็ได้ ๆ ในเมื่อเสี่ยวเฟิงของพี่ไม่ได้กินขนมปังชิ้นนั้น ถ้างั้นก็เอาของพี่ไปกินเถอะ แต่ห้ามบอกคุณปู่ล่ะ เป็นความลับของเรานะ” เด็กชายตาวาวเป็นประกาย มองพี่ชายเบื้องหน้าตนด้วยความดีใจด้วยรอยยิ้มสว่างไสว

“อื้อ ผมรักเจินเกอที่สุดเลย!” ร่างของเด็กชายก็โถมเข้ามากอดผู้เป็นพี่เอาไว้เต็มรัก จนเซี่ยอี้เจินได้แต่หัวเราะชอบใจแล้วสละขนมปังก้อนนั้นที่เป็นมื้อเช้าให้แก่น้องชายของตนเองไป


เมิ่งอวิ๋นหลับตาแน่น ข่มความรวดร้าวกับน้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาอย่างสุดกำลัง

เสี่ยวเฟิง...ไม่ว่าจะเมื่อไร พี่ก็ให้นายได้เสมอจริง ๆ

“เจ้าเป็นอะไรหรือ?” เสียงของติงหยุนมู่ปลุกเมิ่งอวิ๋นขึ้นมาจากความฝันครั้งเก่า ติงหยุนมู่กังวลว่าเมิ่งอวิ๋นอาจจะรู้สึกแย่ขึ้นมาจากการบาดเจ็บครั้งก่อน น้ำเสียงที่เอ่ยถามจึงดูร้อนรนมากขึ้น

“เจ้ารู้สึกไม่ดีหรือ ให้ข้าตามหมอดีหรือไม่” เมิ่งอวิ๋นเพียงส่ายหน้า บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชาเท่านั้น

“ไม่มีอะไร เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าหายดีแล้ว เพียงแค่รู้สึกคล้ายจะนึกเรื่องในอดีตได้ก็เท่านั้น” ติงหยุนมู่ที่ได้ฟังก็ตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือด ตอนไปขออนุญาตพาเมิ่งอวิ๋นออกมาจากจวนนั้น ท่านอาและท่านน้าต่างกังวลว่าเมิ่งอวิ๋นจะฟื้นความทรงจำได้ ซึ่งเขารับปากว่าจะไม่ทำให้อะไรกระทบจิตใจจนเมิ่งอวิ๋นต้องหวนคิดถึงเรื่องที่ลืมเลือนไป

แต่แล้วดูสิว่าเป็นเช่นไร เมิ่งอวิ๋นกลับบอกว่ารู้สึกคล้ายจะคิดเรื่องที่ลืมเลือนไปได้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยสักนิด!

หาดเป็นเช่นนี้ต่อไป เมิ่งอวิ๋นคงจะต้องนึกบางสิ่งออกเป็นแน่

ไม่ได้...จะยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้

“เอ่อ อวิ๋นอวิ๋น จะว่าไปแล้วแม่นางไป๋บรรเลงพิณได้ยอดเลยนะ เจ้าว่าไหม” เมิ่งอวิ๋นคิ้วกระตุก เจ้าติงหยุนมู่ จะเปลี่ยนเรื่องก็ช่างเลือกเรื่องที่เปลี่ยนได้ดีนักนะ แม่นางไป๋หรือ ไป๋จู ไข่มุกขาวแห่งหอฮุ่ยเหริน ก็เหมาะกับนางนัก

เหมาะเสียจนน่าจะจมหายลงไปในทะเลเสียจริง!

คิดเช่นนั้นแล้วมุมปากของเมิ่งอวิ๋นก็เกิดกระตุกขึ้นมาเป็นรอยยิ้มจางๆ จนติงหยุนมู่เข้าใจผิดว่าเมิ่งอวิ๋นเห็นด้วยกับสิ่งที่ตนพูด และพึงพอใจในตัวแม่นางไป๋จูไม่น้อย สีหน้าของติงหยุนมู่ก็พลันเบิกบานขึ้นมาหลายเท่า

“แม่นางไป๋งดงามเพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและคุณสมบัติ”

“...” เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดติงหยุนมู่จึงได้กล่าวเรื่องนี้ขึ้นมา แต่สีหน้าเบิกบานก็ทำให้เมิ่งอวิ๋นเข้าใจว่า ติงหยุนมู่หวังพานางเข้าประตูหลังจวน

“ท่าทางงดงามอ่อนช้อย อีกทั้งยังบรรเลงพิณได้ในระดับยอดเยี่ยม”

แม้จะกล่าวไปมากมายเมิ่งอวิ๋นก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ได้มีความสุขตามติงหยุนมู่แม้แต่น้อย แต่นั่นมาได้ทำให้ท่าทางที่มีความสุขของติงหยุนมู่ลดลงไปเลย สุดท้ายเมิ่งอวิ๋นก็ทนต่อไปไม่ไหว ต้องถอนหายใจออกมา

“หยุนมู่ เจ้าคิดจะรับนางเข้าหลังจวนหรือ? ข้าว่าเจ้าเลิกคิดเสียเถอะ”

“...” ครั้งเห็นติงหยุนมู่ไม่ตอบกลับ หยุดชะงักไปก็นึกว่าอีกฝ่ายเศร้าเสียใจ หวังปลอบให้ติงหยุนมู่ได้ตัดใจจากนางผู้นั้นเสีย

“นางไม่ใช่คนที่เจ้าจะสามารถรับไปเป็นอนุได้หรอก อีกอย่าง...นางมีผู้ที่ครอบครองหัวใจอยู่แล้ว อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”

หากจะสู้กับหลี่เจี้ยนเฉิงคงเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า ๆ

แต่ติงหยุนมู่ไม่ได้เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายเลยสักนิด เขาขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ต้องการจะรู้

“ไหนเจ้าบอกว่าไม่เคยรู้จักนางมาก่อน? แล้วเหตุใดจึงรู้ได้เล่าว่านางมีผู้ที่ครองหัวใจของนางอยู่แล้ว” เมิ่งอวิ๋นที่ลืมตัวชะงักไปกับคำถามนั้น ก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนสีหน้า

“ข้าไม่ได้รู้จักนาง แต่ดูจากที่นางวางตัวห่างเหิน ข้าก็เดาได้ว่านางจะต้องมีผู้ที่ครองใจของนางอยู่แล้ว” แม้จะเป็นการตอบที่ดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ติงหยุนมู่ก็พร้อมจะเชื่อในคำพูดของเมิ่งอวิ๋นอย่างไม่สงสัย

“จริงของเจ้า นางงดงามเช่นนั้นคงมีคนที่นางชอบพออยู่แล้วเป็นแน่”

“เช่นนั้นเจ้าก็เลิกคิดเสียเถอะ เจ้ารับนางเป็นอนุมิได้หรอก”

“เฮ้! ใครบอกเจ้ากันว่าข้าจะรับนางมาเป็นอนุของข้า?” ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็ได้แต่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

“มิใช่หรอกหรือ?”

“จะไปใช่ได้อย่างไรกัน! ข้ากำลังจะแต่งงาน เจ้าจะให้ข้าหาเรื่องตายตั้งแต่ก่อนแต่งเลยหรืออย่างไร?”

เมื่อถูกติงหยุนมู่ถลึงตาใส่ เมิ่งอวิ๋นก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน ใบหน้าหล่อเหลาที่เอาไว้หลอกล่อเหล่าหญิงสาว ยามนี้เมื่อกล่าวถึงการนอกใจว่าที่ภรรยาของตน กลับมีความหวาดกลัวและความเกรงใจอยู่หลายส่วน ใครจะไปคิดกันว่าสหายของเมิ่งอวิ๋นผู้นี้จะเป็นคนกลัวเมียเสียได้

ผิดคาดไปจริง ๆ

ติงหยุนมู่ได้แต่ยืนบื้อใบ้มองสหายของตนกุมท้องตนเองในขณะที่กำลังหัวเราะขบขัน ก็อดไม่ได้ที่อยากจะดึงดาบของใครสักคนมาแทงเมิ่งอวิ๋นให้ตายไปเสีย มีสหายดี ๆ ที่ใดกันที่มาหัวเราะไม่เกรงใจเช่นนี้

“ฮ่า ๆ ขอโทษ ๆ ข้าผิดเอง ฮ่า ๆ”

“หยุดหัวเราะเสียที เจ้านี่อย่างไรกัน ไม่รู้จักอับอายเสียบ้าง!” ถึงแม้จะตีหน้าดุใส่ มองด้วยแววตาคล้ายไม่พอใจ แต่ติงหยุนมู่นั้นเพียงแค่ปกปิดความรู้สึกปลาบปลื้มดีใจกับเสียงหัวเราะของสหายตนเองไม่ได้

“ได้ ๆ เช่นนั้น...หากไม่ใช่ว่าเจ้าหมายจะพานางไปเป็นอนุ แล้วเจ้ากล่าวชื่นชมนางเสียมากมายเพื่ออะไรกัน?” ติงหยุนมู่ถอนหายใจกับความโง่เขลาของเมิ่งอวิ๋น มาถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ

“ข้าก็หวังให้เจ้าซื้อตัวนางเข้าจวนอย่างไรเล่า”

“ข้า?” นิ้วเรียวชี้เข้าหาตนเองพร้อมกับถามเพื่อความแน่ใจว่าตนไม่ได้หูฝาด

“ก็เจ้านะสิ จะเป็นผู้ใดอีก”

ดูเหมือนจะไม่ได้หูฝาดจริง ๆ

“พี่รอง...ท่านล้อข้าเล่นแล้ว” อย่างเขาหรือจะรับนางเข้ามาในจวน

รอให้ตายอีกสักรอบเขาก็ไม่มีวันเอางูพิษเข้ามาในจวนหรอก หากเขาพานางเข้ามาคงไม่พ้นถูกหลี่เจี้ยนเฉิงสังหารตายอีกรอบเป็นแน่

สหายผู้นี้ก็ช่างกระไร หาเรื่องตายมาให้เขาเก่งเสียจริง!

“ข้าล้อเล่นที่ไหนกัน”

ล้อเล่นเถอะ เขาหวังให้มันเป็นการล้อเล่นเสียมากกว่า

“น้องชาย...เจ้าฟังข้าให้ดี”

“ต้องฟังด้วยหรือ?” เขาไม่อยากฟังสักนิด หากถ้อยคำเหล่านั้นมีเอาไว้เพื่อกล่อมให้เขารับนางเข้ามาเป็นอนุ

“ต้องฟังสิ ข้าจะบอกให้ หญิงงามอาจมีมากมาย แต่หญิงที่เพียบพร้อมนั้นหาได้ยากยิ่ง”

เมิ่งอวิ๋นถูกติงหยุนมู่คล้องคอเอาไว้ก็ได้แต่ทำหน้าปูเลี่ยน ๆ ออกมา เขาไม่เต็มใจฟังสักนิด แม้จะเห็นด้วยที่ว่าหญิงงามมีมากแต่ความเพียบพร้อมนั้นหายากยิ่ง

ทว่า...ความเพียบพร้อมที่ว่ามานั้น ต้องไม่ใช่นางผู้นี้!

“พี่รองข้าเข้าใจความหวังดีของท่าน แต่ข้าไม่อาจรับนางเข้ามาในจวนได้”

“เพราะเหตุใดเล่า? มิใช่เจ้าชอบนางมากหรอกหรือ”

เขานี่นะชอบนาง? นี่เจ้าใช้ตาข้างใดมอง ข้าจะได้ควักมันออกมาเหยียบทิ้งเสีย!

“อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย รีบกลับเถิด ท่านพ่อท่านแม่คงห่วงข้าแย่แล้ว” ไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่น่อย หากอยู่ต่อคงไม่พ้นถูกอีกฝ่ายพูดกล่องให้รับนางเข้ามาในจวนอีกแน่ ปลายกระบี่คมดาบทั้งนั้น รอบตัวนางผู้นั้นอันตรายขนาดนี้ เขาคนนี้หรือจะอาจหาญเข้าไปแตะต้องนางได้

รับปากเมิ่งอวิ๋นเอาไว้เพียงดูแลบิดามารดาและพี่ชาย นั่นหมายความว่าไม่ควรหาเรื่องตายโดยไม่จำเป็น

เพราะฉะนั้น...

ถังเป้ยอี้...ก็เก็บเอาไว้ให้หลี่เจี้ยนเฉิงไปเถอะ!

เขาไม่เอาด้วยหรอก!





TBC



พี่รองไม่เข้าใจ รับมาน้องอาจตายได้นะพี่ อย่าโยนระเบิดให้น้องถือ สงสารพี่รองค่ะ อยากให้น้องมีเมียแต่ดันหาเมียดีๆให้ไม่ได้ พี่รองก็ดี พี่ใหญ่ก็ใช่ เลือกใครดีน้าาา

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ไม่รู้ว่าถ้ารับเข้ามาจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้นนะเนี่ย ระหว่างไม่น้องก็นางตาย แต่เราว่าอาจเป็นอย่างหลัง เพราะตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังหลงน้องอยู่นะ 55555 :laugh:

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
นั่นสิเอาตาข้างไหนมองจะช่วยน้องเหยียบ

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[10] 50%


ลบท่านได้จนหมดใจ

หลี่เจี้ยนเฉิงส่งคนไปติดตามดูการเคลื่อนไหวและความสัมพันธ์ของติงหยุนมู่และเมิ่งอวิ๋นด้วยความสนใจ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงทนไม่ได้ที่ถูกหมางเมิน ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเองก็ไม่เคยสนใจความรู้สึกของเมิ่งอวิ๋นมาก่อนแท้ๆ แต่ช่วงหลังมานี้หลังจากที่เมิ่งอวิ๋นถูกรถม้าของเขาชนเข้า เขาก็รู้สึกแปลกๆ กับอีกฝ่าย หัวใจเต้นรัว ไม่อาจละสายตาไปจากอีกฝ่ายได้

หรือมันจะเป็นความรู้สึกผิด?

หากเป็นเช่นนั้นการที่เขานำสมุนไพรและของมากมายไปเยี่ยมเยือนอีกฝ่าย แม้จะถูกอีกฝ่ายไร้มารยาทใส่ก็ควรจะจบลงเท่านั้นสิ แต่ทำไมเขากลับยิ่งร้อนรน ทนไม่ได้ที่เมิ่งอวิ๋นจะใกล้ชิดกับใครด้วยเล่า

หรือเขาจะรู้สึกอะไรขึ้นมาจริง ๆ

หลี่เจี้ยนเฉิงสะบัดหน้าไล่ความคิดไร้สาระออกไป มุ่งฝึกฝนร่างกายต่อไปเพื่อไม่ให้ตนเองเกิดความคิดพวกนี้ขึ้นมาอีก ถึงอย่างไรก็ทำสิ่งใดไม่ได้ จนกว่าจะได้ฟังจากปากลุกน้องของตนที่ถูกส่งออกไป

ร่างสูงตวัดดาบเป็นกระบวนท่าต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ใช้ประโยชน์จากการที่จิตใจของตนไม่สงบใส่จิตสังหารลงไป จนทุกครั้งที่ตัวดาบถูกส่งออกไปนั้นทั้งหนักแน่นและดุดัน เกิดเป็นคลื่นกระแทกหินก้อนใหญ่ตรงหน้าแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หากไม่รู้มาก่อนคงจะคิดว่าเศษหินพวกนี้คงถูกใครมือบอนขนเข้ามาเป็นแน่

บ่าวรับใช้ที่ทำงานอยู่ในจวนไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้สักคน ทุกคนต่างก็ขยับถอยออกไปให้ห่างมากที่สุดด้วยความหวาดกลัวที่มีต่อหลี่เจี้ยนเฉิง ขนาดก้อนหินขนนาดใหญ่ที่ใช่ว่าใครจะสามารถทำลายลงได้ ยังถูกแม่ทัพผู้เป็นเจ้าของจวนทำลายลงอย่างง่ายดาย เช่นนี้แล้วชีวิตน้อย ๆ ของพวกเขาเล่า จะมิถูกทำลายลงง่ายกว่าหรือ

หลบเลี่ยงเสียดีกว่าหากมิปรารถนาความตาย

ไม่นานลมสายหนึ่งก็พัดวูบมาพร้อมกับเงาดำที่หากไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็นความผิดปกติ แต่สำหรับหลี่เจี้ยนเฉิงที่เฝ้ารอข่าวอยู่นั้น ย่อมสังเกตเห็นมันได้อย่างแน่นอน หลี่เจี้ยนเฉิงมิได้ปรายตามองแม้แต่น้อย เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อระงับพลังของตนเองที่ปั่นป่วนจากอารมณ์ เอ่ยถามผู้มาใหม่ด้วยเสียงที่ดุดัน

“ว่าอย่างไร” อู่เหิงหนาวสันหลังวาบ ทว่าก็ยังข่มความหวั่นเกรงเอาไว้ในอก ก่อนจะเอ่ยรายงานในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย

“เรียนคุณชาย เมื่อวานนี้คุณชายเมิ่งและคุณชายรองติง เอ่อ พวกเขา”

ท่าทางอึกอักของอู่เหิงยิ่งทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงอยากรู้มากยิ่งกว่าเก่า หากไม่มีสิ่งใดเหตุใดจะต้องมีทีท่าอึกอักราวกับพูดออกมาไม่ได้เช่นนี้

“พูดมา!”

“คุณชายรองติงและคุณชายเมิ่งไปที่หอฮุ่ยเหรินขอรับ!”

เปรี้ยง!

เพียงได้ยินคำตอบจากคนของตน หลี่เจี้ยนเฉิงก็ตวัดดาบส่งพลังไปจนพื้นที่เบื้องหน้านั้น เกิดความเสียหายขนาดใหญ่เป็นวงกว้าง แม้ว่าอู่เหิงจะชินกับพลังของหลี่เจี้ยนเฉิงแล้ว แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาในยามนี้ ที่สีหน้าของผู้เป็นนายนั้นเต็มไปด้วยโทสะแล้ว เขาก็อยากจะหายตัวไปเสียเหลือเกิน

“หึ! นี่ขนาดลอบไปด้วยกับในสถานที่เช่นนั้นเชียวหรือ กล้านัก!” แม้จะรู้ตัวเองดีว่าไม่มีสิทธิ์ต่อว่าหรือกล่าวโทษใด ๆ ในสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำ

หากว่ากันตามความจริงแล้ว ไม่ว่าเมิ่งอวิ๋นจะไปที่ใดก็ตามแต่ เขาก็ไม่อาจว่ากล่าว หรือโกรธเคืองอีกฝ่ายได้ เขาเป็นใครในชีวิตของเมิ่งอวิ๋นกัน? ก็แค่คนที่เคยทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงอุบัติเหตุที่เขาเองไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น ทว่าในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ให้พูดเช่นไรก็เท่ากับว่าแก้ตัวทั้งนั้น

เมิ่งอวิ๋นเองก็คงไม่เชื่อ แม้แต่สกุลเมิ่งเองก็คงไม่เชื่อเช่นกัน

แต่แล้วอย่างไรเล่า เขาจะถือสิทธิ์ทั้งหมดเอาไว้ใครจะสามารถต่อว่าเขาได้

“คุณชายจะให้ข้าติดตามพวกเขาต่ออีกหรือไม่?”

“ไม่จำเป็น”

มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะไปติดตามดูอะไรอีก ต่อให้ติดตามไปก็เพียงเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหัวใจของเขาก็ไม่อาจระงับให้มันสงบได้ หากไม่ได้ถามให้รู้ความ เห็นทีเขาคงจะต้องจมอยู่กับความโกรธทั้งคืนเป็นแน่ หลี่เจี้ยนเฉิงจึงได้แต่กำดาบในมือแน่น สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงก่อนจะเอ่ยถามออกไป

“สืบได้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใดที่ถูกเรียก”

“เรียนคุณชาย เป็นนางอี้จีนามว่าไป๋จูขอรับ”

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใด” คนถูกถามทราบในทันทีว่าคุณชายของตนหมายถึงผู้ใด

“คุณชายเมิ่งตอนนี้อยู่ที่ถนนเอ้อหลานหยินขอรับ” คิ้วเข้มของหลี่เจี้ยนเฉิงขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

“ถนนเอ้อหลานหยิน ตลาดเอ้อหลางงั้นหรือ?”

“ขอรับคุณชาย” ตลาดที่เต็มไปด้วยอาหารละลานตานั่นนะหรือ

ยามที่ได้รู้ว่าเมิ่งอวิ๋นอยู่ที่ตลาดเอ้อหลาง ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขยามได้กัดกินอาหารตรงหน้าแล้วก็พลันรู้สึกเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้ ใบหน้าคมสันระบายยิ้ม บรรยายกาศรอบกายก็คล้ายจะเบาบางลงจนหลายคนที่อยู่รอบข้างยังสงสัย ว่าสิ่งใดที่สามารถลบล้างโทสะของแม่ทัพหลี่ลงได้

“เฝ้าดูไว้จนกว่าข้าจะไปถึง”

“ขอรับคุณชาย”

อู่เหิงหายไปทันทีที่ได้รับคำสั่ง หลี่เจี้ยนเฉิงเองก็เก็บดาบในมือก่อนจะเข้าไปในห้อง เขาจะต้องชำระร่างกายให้สะอาด จะไปพบเมิ่งอวิ๋นทั้งที่เนื้อกายเปรอะเปื้อนเช่นนี้คงดูไม่ดีนัก แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าต่อให้ไปด้วยสภาพในตอนนี้ เมิ่งอวิ๋นก็คงไม่มีสายตาจะมองเช่นเดิม แต่เขาก็ยังคงต้องรักษารูปลักษณ์ของตนเอาไว้อยู่ดี

“ใครอยู่ข้างนอก ยกน้ำเข้ามา ข้าจะล้างตัว”

เพียงไม่นานนักคำสั่งของหลี่เจี้ยนเฉิงก็ได้รับการปฏิบัติเรียบร้อย หลี่เจี้ยนเฉิงมองถังน้ำตรงหน้าก่อนจะปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนแล้วก้าวลงไป เพียงแค่นึกถึงภาพของเมิ่งอวิ๋นในครั้งที่เขาได้พบ เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดจึงได้ติดตานัก ทั้งที่ก่อนนี้เขาไม่เคยคิดจะสนใจหรือแยแสเมิ่งอวิ๋นแม้แต่ครู่เดียว

ทว่าหลังจากที่อีกฝ่ายถูกรถม้าของเขาชนเข้า เขาก็รู้สึกได้ว่าสายตาที่เมิ่งอวิ๋นมองเขามันแตกต่างไปจากเก่าก่อน ในยามนี้ไร้ซึ่งความเทิดทูนและร่องรอยความหวาน มันมีเพียงความเฉยชาและโทสะเล็ก ๆ ในดวงตาคู่นั้น ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีตัวตนของเขาอยู่ในแววตา อีกฝ่ายกลับเป็นเหมือนเด็กชายตัวน้อยที่น่ามองยิ่งนักยามได้แย้มยิ้ม

เขาจึงได้รู้สึกสับสนในใจไม่น้อย เมิ่งอวิ๋นที่ไม่คล้ายจะเป็นเมิ่งอวิ๋น

หรือเมิ่งอวิ๋นที่พยายามทำตนให้ไม่เหมือนเดิมเพื่อเรียกสายตาจากเขากันแน่?

เขาเองก็ยังไม่อาจจะตอบคำถามที่อยู่ในใจของตนเองได้ สิ่งที่ไร้การยืนยันคงได้แต่ต้องรอเวลาพิสูจน์ แต่สิ่งที่แน่ชัดสำหรับเขาคือ เขาไม่อาจปล่อยปละเมิ่งอวิ๋นได้เช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว

หากนี่คือแผนการที่จะดึงดูดใจเขาก็นับว่าสำเร็จแล้ว

ในเมื่อทำได้สำเร็จ ก็ไม่ควรจะเล่นอีกต่อไป

หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ชอบใจนัก หากคนที่ตนเองกำลังสนใจไปให้ความสนใจกับใครอื่น ยิ่งไม่ชอบใจหากได้รู้ว่ากระทำสิ่งใดที่ไม่ควรเช่นที่เมิ่งอวิ๋นกำลังทำอยู่! เพียงแค่ติงหยุนมู่ผู้นั้นไม่พออีกหรือไร? จึงต้องเข้าไปถึงหอฮุ่ยเหริน สถานที่เช่นนั้นที่เขาเองยังไม่เคยแม้แต่ย่างก้าวเข้าไป

คิดมาถึงตรงนี้หลี่เจี้ยนเฉิงก็ได้แต่ใช้หมัดของตนกระแทกเข้ากับถังไม้ที่ตนใช้แช่ตัวอยู่อย่างแรง ระบายความโกรธที่ไม่อาจระงับเอาไว้ได้ออกมา

เขาไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป ในตอนนี้เขาจึงรีบจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยและแต่งตัวเพื่อจะไปพบกับเมิ่งอวิ๋นให้เร็วที่สุด



อีกด้านทางเมิ่งอวิ๋นเองก็กำลังเพลิดเพลินกับอาหารมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัว โดยที่มีเสี่ยวหลงและเมิ่งลู่เหยาคอยเดินตามไม่ห่าง ด้วยกลัวว่าคนที่ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของตรงหน้าจะหายไปอีก เสี่ยวหลงวิ่งตามร่างของนายน้อยของตนจนแก้มแดงปลั่ง หายใจหอบ ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งความกระหายใคร่รู้ของผู้เป็นนายได้

ส่วนเมิ่งลู่เหยานั้นต้องเดินจ่ายเงินค่าอาหารมากมายที่ถูกน้อยชายของตนฉกชิงไปมากมายจนแทบไม่มีเวลาว่างให้ได้หายใจ

ด้วยเหตุนี้เองเมิ่งลู่เหยาและเสี่ยวหลงต่างก็ได้แต่ปาดเหงื่อออกจากใบหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย หนึ่งคนสนใจเพียงความเอร็ดอร่อย อีกสองคนกลับต้องมาลำบาก ช่างดูแล้วไม่ยุติธรรมสักนิด แต่ใครจะรู้ว่าแม้กายของทั้งสองจะเหนื่อยอ่อนจนแทบหมดเรี่ยวแรงก็ตามที แต่ในหัวใจนั้นกลับปลื้มปีติและเบิกบานจนอยากจะหัวเราะ

กลิ่นหอมจากแป้งสีขาวห่อหุ้มไส้ในเอาไว้ยั่วยวนจนน้ำลายสอ เมิ่งอวิ๋นที่เห็นทั้งสองต่างเหนื่อยอ่อนคล้ายจะหมดแรงเดินเข้ามาหาตรงหน้า ส่งรอยยิ้มกว้างให้กับผู้เป็นพี่ชายและบ่าวรับใช้ ก่อนจะยื่นเจ้าก้อนแป้งสีขาวนุ่มมาตรงหน้าของทั้งสอง

“พี่ใหญ่ เสี่ยวหลง ลองชิมเจ้านี่สิ ทั้งหอม ทั้งนุ่ม อร่อยเหลือเกิน” แม้จะอยากปฏิเสธ ทว่ากลิ่นมันหอมหวนจนเสี่ยวหลงเองได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ หากไม่รับนั่นจึงถือว่าสมควร ทว่าเจ้าร่างกายไม่รักดีกลับสั่งการให้ยื่นมืออกไปรับมาโดยไม่ท้วงติงใดๆ ได้แต่ลอบมองผู้เป็นนายอีกคน เพราะเกรงว่าจะถูกลงโทษ

แต่เมิ่งลู่เหยาไม่ได้สนใจเสี่ยวหลงแม้แต่น้อย นัยน์ตาของเขาตอนนี้มันพร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับหมื่นนับพัน เพียงได้เห็นรอยยิ้มแสนสุขของน้องชาย คนเป็นพี่มีหรือจะต้องการสิ่งใดอีก มือจึงได้เอื้อมออกไปรับก้อนแป้งสีขาวนุ่นที่ถูกเรียกว่าซาลาเปามาถือเอาไว้

“ฟู่ ฟู่ อ้าม~”

มองภาพของคนงามตรงหน้าสวาปามซาลาเปาน้อยในมือหมดด้วยการกัดเพียงสองครั้งแล้วยังไม่อาจตกตะลึงได้เท่ากับว่า แม้จะกัดคำใหญ่มากเพียงใดก็มิได้ลดทอนความน่ามองของเมิ่งอวิ๋นลงไปเลยแม้แต่น้อย

คนทั้งสามต่างนั่งลงที่ชานร้านซาลาเปา เลือกมุมที่ไม่เกะกะสายตาของใครนักเพื่อพักผ่อน ในท้องของเมิ่งอวิ๋นแม้จะเต็มไปด้วยของกินมากมาย ทว่าคล้ายกับหลุมดำที่เติมเท่าไรก็ไม่อาจเต็มได้ นั่นจึงทำให้เมิ่งอวิ๋นมีความสุขมาก ความสามารถเช่นนี้นับได้ว่าวิเศษจริง ๆ แบบนี้แล้วเขาจะกินเท่าไรก็ได้ ไม่อิ่มง่าย ๆ เช่นก่อนนี้

“เจ้าไม่เห็นต้องรีบกินเพียงนั้น เดี๋ยวก็ลวกปากเจ้ากันพอดี หากไม่อิ่มก็ไปซื้ออีกได้ พี่ไม่แย่งเจ้าหรอก”

“ข้ามิได้กลัวว่าจะถูกแย่งเสียหน่อย” เมิ่งลู่เหยากัดซาลาเปาไส้เนื้อเข้าไปคำหนึ่งก่อนจะถามต่อ

“เช่นนั้นเหตุใดต้องรีบกินเล่า”

“แหม...พี่ใหญ่ ความจริงแล้วมันก็มิได้มีอะไรมากมายเลย ข้าเพียงแค่รู้สึกว่ามันอร่อยนัก จึงอดไม่ได้ที่จะกินหมดในสองคำเท่านั้นเอง” เมิ่งลู่เหยาที่ตัวแข็งค้างไปแทบจะทำซาลาเปาตกพื้น ยังดีที่ประคับประคองสติเอาไว้ได้ทันท่วงที จึงไม่เสียของอร่อยไปให้เชื้อโรค

“เจ้าจะกินสักกี่ลูก มิใช่ว่าก่อนนี้เพิ่งกินของมากมายมาตลอดทางหรือ?” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะทันทีที่ได้ยินคำถาม

“ก็ข้ายังไม่อิ่มนี่ พี่ใหญ่จะห้ามข้าหรือ?” พี่ชายเช่นเขาหรือจะห้ามความสุขของน้อง? ไม่มีเสียหรอก

“ห้ามอันใด? มิใช่ข้าหรือที่เดินตามจ่ายเงินค่าของพวกนั้นให้เจ้า เสี่ยวอวิ๋นเอ๋ยเสี่ยวอวิ๋น พี่เพียงกังวลว่าเจ้าจะปวดท้องเพราะกินมากไป”

“พี่ใหญ่อย่าห่วง ข้าย่อมรู้ลิมิตของข้าดี”

“ลิ ลิอะไรนะ?” ตายละสิ เขาลืมตัวใช้คำติดปากไปเสียได้ เมิ่งอวิ๋นแกล้งทำเป็นสำลักเพื่อกลบเกลื่อน ทำให้เมิ่งลู่เหยาที่รอคำอธิบายกับเสี่ยวหลงที่คิดจะค่อย ๆ ละเลียดชิมทีละคำเล็ก ๆ ไม่ให้หมดเร็วนัก ถึงกับตกใจยกใหญ่ พร้อมกับตบแผ่นหลังของน้องชายเบาๆ

“แค่ก ๆ”





50%



โอ๊ยยย น้องเมิ่งลูกกกก ลิมิตไม่มีใครใช้ในยุคนั้นกันนะคะลูกกกก เดี๋ยวความก็แตกหรอก ว่าแต่น้องจะเป็นยังไงน้าา ท่านแม่ทัพรู้เรื่องเข้าแล้วด้วยสิว่าน้องแอบไปเที่ยวที่ไหนมา // ขอโทษที่มาช้านะคะ พอดีแมวเจ็บตาเลยเปิดคอมไม่ได้ แต่ก็มาต่อให้แล้วน้าาา ชื่อตอนหมายความว่ายังไง เรื่องนี้...มีเฉลยที่ครึ่งหลังจ้า

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2456
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
เพิ่งเจอเรื่องนี้ ขอติดตามด้วยคนค่าา

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[10] 100%


“พี่ใหญ่อย่าห่วง ข้าย่อมรู้ลิมิตของข้าดี”

“ลิ ลิอะไรนะ?” ตายละสิ เขาลืมตัวใช้คำติดปากไปเสียได้ เมิ่งอวิ๋นแกล้งทำเป็นสำลักเพื่อกลบเกลื่อน ทำให้เมิ่งลู่เหยาที่รอคำอธิบายกับเสี่ยวหลงที่คิดจะค่อย ๆ ละเลียดชิมทีละคำเล็ก ๆ ไม่ให้หมดเร็วนัก ถึงกับตกใจยกใหญ่ พร้อมกับตบแผ่นหลังของน้องชายเบาๆ

“แค่ก ๆ”


“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง พี่บอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องรีบร้อน เจ้าก็ดื้อมิเคยฟัง” คนแกล้งสำลักรีบโบกไม้โบกมือคล้ายจะบอกว่ามิเป็นไร ทั้งสองมองใบหน้างดงามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเมิ่งอวิ๋นไม่มีอาการร้ายแรงอะไรนักจึงได้วางใจ

“นายน้อย บ่าวไปซื้อชาในร้านให้ดีหรือไม่ขอรับ?”

“แค่ก ๆ ไม่ต้อง ๆ ข้าดีขึ้นแล้ว”

“เจ้าแน่ใจหรือ?” เมิ่งอวิ๋นพยักหน้า แกล้งกระแอมไอต่อเพียงเล็กน้อยเพื่อยืนยันว่าตนดีขึ้นแล้ว

“ข้าแน่ใจ พี่ใหญ่อย่าห่วงเลย”

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว กลับเถิด นี่ก็ออกมานานมากแล้ว ท่านพ่อท่านแม่จะห่วงเอา” เมิ่งอวิ๋นหน้าหงอยลงทันตา แต่ก็ยอมพยักหน้าเห็นชอบตามที่ผู้เป็นพี่ชายกล่าว อย่างไรก็ยังมีวันหน้า แต่หากวันนี้ยังขัดขืนไม่ยอมทำตาม วันหน้าคงเลิกหวัง เมิ่งอวิ๋นรู้ดีว่าควรเลือกทางใด

เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เมิ่งลู่เหยาก็ลุกขึ้นยืน จ่ายเงินค่าซาลาเปาแก่เจ้าของร้านก่อนจะพาน้องชายและบ่าวรับใช้เดินจากไปจากร้าน

เดิมทีเมิ่งลู่เหยาก็ได้รู้จากบิดามาบ้างว่าเมื่อวานนี้ติงหยุนมู่มาขออนุญาตพาน้องชายของเขาออกไปข้างนอก ซึ่งตัวเขาเองก็แอบเห็นชอบนัก เมื่อก่อนนั้นเมิ่งอวิ๋นนับว่าสนิทกับติงหยุนมู่ไม่น้อย แต่เมื่อได้พบกับหลี่เจี้ยนเฉิง น้องชายที่เคยสนิทกับติงหยุนมู่ก็เปลี่ยนไป ทุกวันมีเพียงแค่คนแซ่หลี่ผู้นั้น หายใจเข้าออกก็มีแต่คนแซ่หลี่

แม้แต่พี่ชายอย่างเขา...เมิ่งอวิ๋นก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา

ความเจ็บช้ำมันกัดกินจนเขาเองทุกข์ทรมานมาก แต่อย่างน้อยน้องชายคนดีของเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่ได้ แม้จะมองไม่เห็นหนทางที่จะสมหวังก็ตามที

ระหว่างที่เดินกลับไปเรื่อย ๆ สายตาของเมิ่งลู่เหยาเฝ้ามองพิจารณาใบหน้าของผู้เป็นน้องชายเงียบ ๆ ยิ่งได้มองก็ยิ่งรู้สึกว่างดงามยิ่งกว่าผู้ใด แม้แต่ทวยเทพยังต้องลงมาคุกเข่าร้องขอความรักจากเมิ่งอวิ๋นด้วยซ้ำ แต่เจ้าคนแซ่หลี่ช่างตาไร้แววนัก ถึงได้มองไม่เห็นความงดงามของน้องชายเขาเช่นนี้ ก็สมควรแล้วที่น้องเขาจะลืมอีกฝ่ายจนสิ้น

“เจ้ามีคนที่เจ้าพอใจบ้างแล้วหรือยังเล่า?” เมิ่งอวิ๋นไม่คิดว่าจะถูกถามเรื่องนี้ในยามนี้ เพิ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ไม่ทันจะครบเดือน พี่ชายผู้เป็นห่วงน้องก็จะรีบให้น้องมีคนรักใหม่แล้วหรือ? อะไรจะรวดเร็วทันใจได้ปานนั้น

“ข้ายังไม่มีผู้ใดให้ถูกใจเลยสักคน อาจเป็นเพราะข้าไม่ได้ออกไปที่ใดมากนักกระมัง” เมิ่งอวิ๋นมีหรือจะปล่อยให้เรื่องดีงามเช่นนี้หลุดลอยไปได้ง่ายๆ หามีหนทางให้เขาได้ออกมาเที่ยวเล่นจากจวนได้ เขาย่อมต้องรีบคว้าเอาไว้

“เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องออกไปไหนเจ้าก็สามารถหาคนถูกใจได้” เมิ่งอวิ๋นได้ยินก็แทบจะหุบยิ้มลงทันควัน เรื่องดีงามกลับกลายเป็นเรื่องร้ายไปเสียได้ เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ

“ข้าไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว”

“จะได้อย่างไร พี่กำลังหาทางให้เจ้าได้พบคนที่ถูกใจ มิดีหรอกหรือ?” คนฟังได้แต่หน้างอด้วยความไม่ชอบใจ ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นเขายังไม่อาจลืมความเจ็บปวดครั้งก่อน ที่ถูกคนที่รักหักหลังได้

“เช่นนี้ดีหรือไม่ พี่จะไปคุยกับท่านแม่ ให้ท่านแม่เร่งหาแม่สื่อ เจ้าจะได้แต่งงานเสียที”

ไม่ดี!

แม้จะคิดเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ ในที่สุดพวกเดินมาจนถึงชานจวนสกุลเมิ่งและในจังหวะนั้นเอง เมิ่งอวิ๋นก็เห็นใบหน้าของใครบางคนยืนรออยู่ สายตาคมคู่นั้นมองมาทางเขา ทั้งที่เขาคิดว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาจะต้องพูดคุยกับคนผู้นี้อีกแล้วแท้ ๆ แต่กลับต้องมาพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนรอเขาอยู่

เขามองผู้เป็นพี่ชายที่เดินอยู่ข้างเพื่อดูปฏิกิริยาของพี่ชาย ทว่ากลับไร้สิ่งใดให้กังวล นั่นย่อหมายความว่าเมิ่งลู่เหยาไม่เห็นแม่ทัพหลี่ ซึ่งนั่นดีที่สุดแล้ว

“พี่ใหญ่ ข้าขอเดินเล่นรอบจวนสักครู่ได้หรือไม่” เมิ่งลู่เหยาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะพยักหน้า

“เอาสิ พี่จะเดินเป็นเพื่อนเจ้าเอง”

“เอ่อ พี่ใหญ่ ข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า ข้าเพียงอยากจะคิดอะไรเงียบ ๆ คนเดียวสักพักเท่านั้น” ตัวเมิ่งลู่เหยานั้นไม่เต็มใจสักนิด แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเมิ่งอวิ๋นแล้วจะใจแข็งปฏิเสธออกไปก็ทำได้ลำบากนัก สุดท้ายเมิ่งลู่เหยาก็ทำได้เพียงตอบตกลง

“ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าอย่าไปไกลนัก รับข้าจวนด้วยเล่า ท่านแม่จะห่วงเจ้าเอาได้” ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มกว้าง พยักหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับรับคำอย่างมั่นเหมาะ

“ข้าทราบแล้ว”

ในที่สุดเมิ่งลู่เหยาก็ถอนหายใจออกมาแล้วเดินเข้าไปในจวนพร้อมกับเสี่ยวหลง แม้ว่าเสี่ยวหลงอยากจะอยู่เป็นเพื่อนเมิ่งอวิ๋นใจแทบขาด แต่เมื่อผู้เป็นนายปรารถนาจะอยู่เพียงลำพัง เสี่ยวหลงก็ได้แต่ต้องทำตามเท่านั้น

หลังจากที่ทั้งสองคนเดินกลับเข้าไปในจวนแล้ว เมิ่งอวิ๋นก็หุบยิ้มลงใบหน้ามีแต่เพียงความเย็นชาที่พาดผ่านเท่านั้น หลี่เจี้ยนเฉิงเดินออกมาจากมุมที่ตนยืนอยู่ ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะที่คุกรุ่นอยู่ภายใน จนแทบจะแผดเผาร่างของคนถูกมองให้มอดไหม้ แต่เมิ่งอวิ๋นกลับไม่ได้สนใจเลยสักนิด

น้ำเสียงที่เอ่ยถามมันทั้งเย็นชาและไร้ความรู้สึก

“ท่านมาทำอะไรที่นี่?” ประโยคแรกที่เอ่ยต้อนรับก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาไม่ต้อนรับอีกฝ่ายสักนิด แต่คนหน้าทนก็ยังคงมา ทั้ง ๆ ที่รู้เช่นนั้น!

“เจ้าไปที่หอฮุ่ยเหริน จริงหรือไม่?” ได้ยินคำถามเช่นนั้นคิ้วสวยก็อดเลิกขึ้นมาไม่ได้

ไม่ใช่สงสัย ทว่าแปลกใจ

เรื่องของเขาสำคัญเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?

“ข้าไม่คิดว่า นั่นจะใช่เรื่องที่ท่านแม่ทัพควรใส่ใจมิใช่หรือ?”

“ข้าถาม เจ้าก็แค่ตอบข้ามา!” เสียงดุดันตะคอกออกมาเมื่อเมิ่งอวิ๋นไม่ยอมตอบในสิ่งที่เขาถาม ท่าทางคุกคามที่หลี่เจี้ยนเฉิงแสดงออกมานั้น ยิ่งทำให้เมิ่งอวิ๋นเพิ่มความไม่เป็นมิตรทั้งแววตาและสีหน้า

“ถูกต้อง ข้าไปที่หอฮุ่ยเหรินมา”

คงไม่ใช่ว่ามาหาเรื่องเพราะเขากับหยุนมู่ไปนั่งฟังนางในดวงใจของอีกฝ่ายบรรเลงพิณหรอกนะ

“เจ้า!” เมิ่งอวิ๋นมองอีกฝ่ายที่หดนิ้วเรียวที่ชี้หน้าเขา เข้าไปกำเอาไว้ในฝ่ามือ หลับตาลงสูดลมหายใจราวกับกำลังระงับโทสะที่กำลังแล่นไปทั่วทั้งร่าง

“ในเมื่อท่านแม่ทัพหลี่ไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าก็ขอตัว” ทว่ายังไม่ทันได้หันหลังกลับ แขนข้างหนึ่งของเมิ่งอวิ๋นก็ถูกมือใหญ่กระชากเอาไว้ ไม่ยอมให้เดินหนีเขาไปได้ อารมณ์คุกรุ่นที่พยายามระงับเอาไว้มันยิ่งปะทุ เหตุใดคนคนนี้จึงไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด

ว่าเหตุใดเขาจะต้องมาดักรอถึงตรงนี้ เสียเวลายืนรออีกฝ่ายเพื่ออะไร

ทำไมไม่ยอมเข้าใจเสียที!

“ปล่อยข้าจะดีกว่านะขอรับท่านแม่ทัพ”

เมิ่งอวิ๋นปรายตามองมือใหญ่ที่จับยึดแขนของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย สีหน้าเรียบตึงมีความไม่พอใจกระจายอยู่ชัดเจน ที่ต่อให้หลี่เจี้ยนเฉิงโง่งมเพียงใดก็จะต้องเข้าใจบ้าง ก่อนที่ริมฝีปากเมิ่งอวิ๋นจะกระตุกยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน

“คงไม่ดีนักที่บุรุษสองคนจะถูกเนื้อต้องตัวกันเช่นนี้”

“...”

“ท่านแม่ทัพคงไม่ปรารถนาข่าวลือใช่หรือไม่ หากยังจับข้าเอาไว้เช่นนี้ คงไม่แคล้วถูกมองว่า เป็นบุรุษตัดขนเสื้อ เหมือนดังที่รังเกียจ” น้ำเสียงหวานทั้งเหยียดหยามและเย้ยหยัน ทว่าหลี่เจี้ยนเฉิงก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ กลับกัน เขายิ่งดึงร่างบางของเมิ่งอวิ๋นเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

“เจ้ากล่าวมากมายเพื่ออะไร จะเล่าลือกันเช่นไรข้าไม่เคยสนทั้งสิ้น! ข้าต้องการรู้แค่ว่าเหตุใดเจ้าจะต้องเข้าไปในที่เช่นนั้นด้วย!”

“จะที่เช่นไร เข้าไปที่ใดมันก็เรื่องของข้า! เกี่ยวอันใดกับท่านด้วยเล่า! หรือเพราะข้าเลือกนาง ท่านจึงได้เดือดร้อนเช่นนี้?”

“เกี่ยวอันใดกับนาง?” เมิ่งอวิ๋นได้แต่เหยียดยิ้ม ปกป้องกันดีเหลือเกิน แม้แต่กล่าวถึงยังทำไม่ได้ คงจะรักมากกระมัง

หากเป็นเช่นนั้นก็ดีนัก นับว่าเขาและคนผู้นี้คงไม่ต้องพบเจอกันอีก

“หากท่านไม่พอใจเพียงบอกกล่าวข้าดี ๆ ก็พอ ข้าจะไม่ไปรบกวนนางให้ท่านขุ่นเคืองใจท่านอีก”

เขายอมถอยให้ขนาดนี้แล้ว ก็รีบ ๆ กลับไปเสียที!

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า! หยุดกล่าวคำพูดเหลวไหลเสียที!” เมิ่งอวิ๋นก็สุดจะทนแล้วเช่นกัน จึงได้ดึงแขนตนออกจากมือใหญ่อย่างแรง

“เช่นนั้นก็กลับไปเสียที! ข้าเองก็ไม่อยากจะพูดสิ่งใดกับท่านอีกแล้ว!” หลี่เจี้ยนเฉิงตาวาว โทสะแล่นขึ้นมาจนจุกอก โมโหจนต้องกัดฟันเพื่อระงับอารมณ์เอาไว้ ยิ่งอีกฝ่ายหันหลังหวังเดินจาก ยิ่งหงุดหงิดเสียจนยากจะควบคุมตัวเอง

“ใจเจ้าเปลี่ยนง่ายดายเช่นนั้นเลยหรือไร มิใช่เคยกล่าวว่าชอบข้าหรือ”

นั่นทำให้เมิ่งอวิ๋นชะงักฝีเท้าลงได้ ร่างบางนิ่งเงียบฟังสิ่งที่หลี่เจี้ยนเฉิงพูดโดยไม่กล่าวสิ่งใด นั่นยิ่งทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงได้ใจ กระตุ้นให้เมิ่งอวิ๋นนึกถึงความรู้สึกเช่นนั้นอีกครั้ง

เขาไม่เชื่อหรอกว่าเมิ่งอวิ๋นจะจำมันไม่ได้ ไม่เชื่อหรอกว่าจะตัดใจจากเขา

หากมันคือแผนการก็ควรหยุดเสียที เพราะตอนนี้เขาก็สนใจอีกฝ่ายแล้วอย่างไรล่ะ

“เจ้ารักข้า ติดตามข้า หวังให้ข้ามองเห็นในความรักของเจ้า มิใช่ว่าเจ้ารักข้าหรอกหรือ!”

“หึ! ท่านเคยเห็นหัวใจของเมิ่งอวิ๋นด้วยหรือ?”

คำถามที่ออกมาจากปากของเมิ่งอวิ๋นนั้นราวกับใบมีดที่กรีดลงในหัวใจของหลี่เจี้ยนเฉิง เพราะนั่นคือความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าก่อนนี้เขาไม่เคยมองเห็นหัวใจของอีกฝ่ายจริง ๆ

“แม้แต่ตัวท่านเองยังมองไม่เคยเห็นมัน จะต่างอะไรเล่าหากวันนี้จะไม่มีมันอีกแล้ว ท่านกลับไปเสียเถอะ หัวใจของข้าในวันนี้ ไม่มีความรักให้ท่านอีกต่อไป”

ไม่! เป็นไปไม่ได้ จะเป็นได้อย่างไร

หลี่เจี้ยนเฉิงในเวลาไม่อาจยอมรับสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นกล่าวออกมาได้ จะเป็นความจริงหรือคำลวง หลี่เจี้ยนเฉิงไม่อาจคิดคำนวณได้อีกแล้ว เมิ่งอวิ๋นกำลังจะเดินจากไป และนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีความหมายที่จะเหนี่ยวรั้งอารมณ์ของเขาอีกต่อไป!

“อ๊ะ ท่าน อื้อ!”

ริมฝีปากถูกครอบครองปิดผนึกแน่นจนต้องเบิกตากว้าง ความตกใจยังไม่เท่าความรู้สึกเปียกแฉะที่กลีบปากของตน มันพยายามจะชอนไชเข้ามาเกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นของเขา ยิ่งทำให้ร่างกายของเมิ่งอวิ๋นต่อต้านอย่างหนัก

สองมือทุบไปตามไหล่กว้าง ทั้งเตะทั้งต่อย ทำทุกทางให้คนที่ตะบี้ตะบันจูบเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ถอนริมฝีปากออกไปเสียที! เมิ่งอวิ๋นแต่เดิมเคยแต่จับมือผู้หญิงเท่านั้น อย่าว่าแต่จูบเลย แต่หอมแก้มเมิ่งอวิ๋นคนนี้น่ะ ก็ยังไม่เคยทำมันด้วยซ้ำ

แล้วผู้ชายคนนี้กล้าดียังไงมาฉวยโอกาสแบบนี้!

เมิ่งอวิ๋นรวบรวมแรงทั้งหมดผลักหลี่เจี้ยนเฉิงออกห่างตัวเอง หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะจุมพิตร้อนแรงที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาหายใจ สายตาสีเกาลัดวาววับด้วยความโกรธ

“หลี่เจี้ยนเฉิง! เจ้าทำบ้าอะไรกับข้า!” ทั้งหมดมันไม่ควรเกิดขึ้น คนคนนี้ไม่ควรทำแบบนี้กับเขาสิ!

มันไม่ถูกต้อง!

“พิสูจน์กับเจ้าอย่างไรเล่า ว่าหัวใจของเจ้าจะไม่ใช่ของข้าอีกต่อไปแน่หรือ? เท่าที่ข้าเห็น อย่างไรเสียมันก็เป็นของข้า” ฝ่ามือหนาวางทาบลงที่แผ่นอกเล็ก จับจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวในอกด้วยสีหน้าพอใจยิ่งนัก แต่เมิ่งอวิ๋นไม่ชอบใจ! เขาปัดมือหนาทิ้งอย่างไม่ไยดี จับจ้องใบหน้าหล่อด้วยความเกลียดชัง

“หากจะนับว่าข้าใจเต้นแรงกับบุรุษที่ข้าจุมพิตด้วยเป็นการพิสูจน์” เมิ่งอวิ๋นที่ถูกยั่วให้โกรธจัดไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้วนอกจากหักหน้าผู้ชายที่มั่นอกมั่นใจนี่ให้ย่อยยับลง

“เจ้าคงต้องไปหาบุรุษอีกหลายคนมาทดลองจุมพิตกับข้าเสียเล่าล่ะ ว่าจะใจเต้นดังที่เป็นกับเจ้าหรือไม่!”

“เมิ่งอวิ๋น! อย่าได้กล้าเชียว!” ถูกข่มขู่ด้วยแววตาดุดัน สองแขนจับรั้งให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ แต่เมิ่งอวิ๋นรู้ทัน จึงหลบเลี่ยงไปไม่ยอมให้อีกฝ่ายมาถึงตัว

“ข้ากล้าได้มากกว่านี้”

ทั้งสองมองตากันด้วยความไม่ยินยอม คนหนึ่งโทสะคุกรุ่นจนยากจะดับ อีกคนกลับโกรธเกรี้ยวจนอยากจะจับคนตรงหน้ามาลงโทษเสียให้รู้สำนึก ว่าแท้จริงแล้วควรฟังคำพูดของใคร

“ท่านแม่ทัพหลี่ อย่าหาว่าข้ากล่าวรุนแรงเลยนะ”

“...”

“แต่ท่านกำลังไล่หาในสิ่งที่ท่านไม่เคยสนใจและไม่คิดจะสนใจ”

“...” รอยยิ้มมุมปากของเมิ่งอวิ๋นนั้นงดงามนัก ทว่าคำพูดกลับค่อย ๆ เชือดเฉือนหัวใจของคนฟังไปทีละน้อย

“ท่านแม่ทัพ ท่านไม่คิดว่ามันออกจะ...ตลกไปหน่อยหรือ?”

ในเมื่อไม่เคยเห็นความรักที่เมิ่งอวิ๋นเคยทุ่มเทให้ แล้วเขามีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องหามันในวันที่สายไปแล้ว? คนที่วิ่งไล่คว้าสายลมทั้งที่ปล่อยให้มันพัดผ่านไปโดยไม่สนใจไยดี

หึ! คนโง่ที่มองข้ามเมิ่งอวิ๋น ก็คือคนโง่อยู่ดี

“...ข้าอาจทำผิด แต่เรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น”

“เรื่องนั้นข้าต้องขอบคุณท่านต่างหาก...”

“...”

“เพราะมันทำให้ข้าลบท่านได้จนหมดใจ

ใช่แล้วหลี่เจี้ยนเฉิง เพราะการกระทำของเจ้าที่ทำให้ข้าและเมิ่งอวิ๋นได้แลกเปลี่ยนกัน เพราะความไร้หัวใจของเจ้าเองนั่นล่ะ ที่ทำให้เจ้า...เสียคนที่รักเจ้าหมดหัวใจไป





TBC





“ใจเจ้าเปลี่ยนง่ายดายเช่นนั้นเลยหรือไร มิใช่เคยกล่าวว่าชอบข้าหรือ” งุ้ย ทำไมใจเราสั่นเมื่อท่านแม่ทัพพูดคำนี้คะ โอ้ย แพ้ค่ะแพ้ แต่ยังไม่ยกน้องให้หรอกนะ ฮึ! ไม่ให้หรอก น้องเป็นของเรา ของแมวคนเดียว // ปักป้ายห้ามหลี่เจี้ยนเฉิงเข้ามา

เมิ่งอวิ๋น


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
ในวันที่เขาไล่ตาม ตัวก็ทำกับเขาจนไม่เป้นผู้เป็นคน
มาตอนนี้เรียกร้องอะไรกัน ลงเรือโสดแบบเริ่ดๆ ดีมั้ยเนี่ย LOL

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
เป็นไงล่ะจุกเลยซิท่านแม่ทัพ

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[11] 50%

หม้อแตกย่อมคู่กับฝาหม้อแตก

หลังจากประโยคนั้นที่เขาได้พูดกับหลี่เจี้ยนเฉิง เขาก็ได้รู้แล้วว่าคำพูดหากอีกคนไม่ใส่ใจ มันก็เป็นเพียงลมปากที่ลอยไปได้ไกลลับตา เมิ่งอวิ๋นเบื่อหน่ายกับการกระทำของหลี่เจี้ยนเฉิงที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดเสียที

เช่นเดียวกับในตอนนี้ที่เขาและเสี่ยวหลงเดินออกมานอกจวน

เมิ่งอวิ๋นเดินด้วยท่วงท่าที่ราวกับไม่ได้สนใจสิ่งใด แต่เสี่ยวหลงนั้นไม่ใช่เลย ร่างกายของเสี่ยวหลงเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ สายตาคู่หนึ่งจากทางด้านหลังทิ่มแทงจนแผ่นหลังของเขาแทบจะเป็นรู เสี่ยวหลงไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น หรือนายน้อยของเขาไปทำอะไรให้คนผู้นั้นโกรธอีก?

“ยังตามอยู่อีกหรือ?” เมิ่งอวิ๋นเอ่ยถามเสียเบา ไร้อารมณ์ที่ควรจะมีคล้ายกำลังถามในเรื่องที่ไม่มีความสำคัญแม้แต่น้อย เสี่ยวหลงเหลือบมองไปทางด้านหลัง เมื่อสายตาประสานเข้ากับดวงตาคมกล้าที่ดุดันก็สะดุ้งเฮือก ตัวสั่นระริกด้วยความกลัวจนต้องรีบหันกลับมา

“ยะ ยัง ยังติดตามมาเช่นเดิมขอรับ” ได้ยินเช่นนั้นเมิ่งอวิ๋นก็ยิ่งโมโหจนต้องกางพัดในมือออกมา โบกสะบัดมันอย่างแรง

“ไม่รู้จะตามมาทำไมนัก”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งแรกอาจเป็นความบังเอิญที่จะพบเจอกันได้ เพราะอย่างไรเขาและอีกฝ่ายก็อยู่เมืองเดียวกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน จะคิดเช่นไรได้หากไม่ใช่ว่าหลี่เจี้ยนเฉิงผู้นี้ ‘จงใจ’

เสี่ยวหลงแม้จะหวาดกลัวสายตาที่กดดันมาทางเขามากมายเพียงใด แต่ก็ยังห่วงใยนายน้อยของเขามากกว่า เพราะถึงอย่างไรก็ยังไม่รู้ว่าแม่ทัพหลี่ผู้นั้นคิดจะทำเช่นไรกับนายน้อย หากคิดจะสังหารเล่า? เช่นนี้แล้วนายน้อยของเขาจะเอาสิ่งใดไปสู้ได้ อีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้ไม่เคยพ่ายศึกใด แต่นายน้อยของเขาเป็นเพียงคุณชายธรรมดา แม้จะมีนิสัยร้ายกาจอยู่บ้าง แต่ตั้งแต่เสียความทรงจำไป คุณชายของเขาก็กลายเป็นคนที่ยิ้มแย้ม เป็นคนที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาถึงเขาเสมอ

เป็นเช่นนี้แล้วเขาจะไม่กังวลได้อย่างไร

ใบหน้าของเสี่ยวหลงพลันเครียดขึง สองตาเริ่มแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่

“นายน้อย...ให้บ่าวไปแจ้งแก่นายท่านดีหรือไม่ขอรับ หากเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้น จักได้...” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะออกมาน้อย ๆ ริมฝีปากเพียงกระตุกขึ้นมาคล้ายจะไม่เต็มใจ แต่สายตาที่ใช้มองเสี่ยวหลงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“อย่าได้กังวลไป ข้ามีวิธีให้เขาเลิกติดตามแล้ว” เสี่ยวหลงขมวดคิ้ว เอ่ยถามผู้เป็นนายอย่างไม่เข้าใจ

“วิธีใดหรือขอรับ?”

เมิ่งอวิ๋นมิได้เอ่ยตอบเพียงใช้พัดในมือปิดปากของตนเองเอาไว้ ซ่อนรอยยิ้มชั่วร้ายเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดได้เห็น ความคิดที่สว่างวาบเข้ามาในหัวนั้นนับว่าดีนัก การจะทำให้คนหน้าทนด้านหลังที่เดินตามเขามาหลายวัน หยุดติดตามเสียทีไม่ได้ยากเย็นเลย

เมิ่งอวิ๋นหยุดเดิน หันหลังกลับมามองสบสายตากับหลี่เจี้ยนเฉิงอย่างไม่เกรงกลัว อีกคนก็ไม่มีความรู้สึกอยากจะหลบสายตาเช่นกัน เสี่ยวหลงที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความวุ่นวายนี้นั้น ขาแทบจะอ่อนจนล้มไปกองกันพื้น ทั้งที่ทั้งสองคนอยู่ห่างกันไกลพอสมควร แต่สายตาที่ฟาดฟันกันกลับไม่ได้ลดทอนความรุนแรงลงไปเลย

“เสี่ยวหลง...”

“ขอรับนายน้อย” เมิ่งอวิ๋นละสายตาจากหลี่เจี้ยนเฉิงมามองบ่าวรับใช้ข้างกายแทน เขาวางฝ่ามือนุ่มลงบนศีรษะของเสี่ยวหลง ก้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยแล้วพูดกับเด็กหนุ่มข้างกายด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเบาหวิว

“เจ้าไปรอข้าที่ประตูทางออกของ...”

“นายน้อย! ท่านจะไปที่...” เสี่ยวหลงนั้นเบิกตากว้าง รีบถามออกมาอย่างตกใจในสิ่งที่ผู้เป็นนายต้องการ แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค เมิ่งอวิ๋นก็เอื้อมมือมาปิดปากของเด็กหนุ่มเอาไว้

“ชู่! เจ้าอย่าเสียงดังไป ฟังข้าให้ดี ไม่เกินสองเค่อข้าจะไปเจอเจ้าที่นั่น เข้าใจหรือไม่” เมื่อไม่อาจพูดได้ เสี่ยวหลงจึงเลือกที่จะพยักหน้าแทน สายตาของเสี่ยวหลงเหลือบไปมองบุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้มอย่างหวาดกลัว เพราะดวงตาที่จับจ้องมาที่ตนนั้น มันทั้งน่าหวั่นเกรงและน่าหวาดกลัวจนร่างกายของเสี่ยวหลงสั่นไปหมด

นั่นทำให้เสี่ยวหลงวิ่งไปอย่างไม่คิดจะเหลียวหลัง ในเมื่อนายน้อยวางแผนจะที่นั่นย่อมคิดดีแล้วเป็นแน่ อีกทั้งคนในหอฮุ่ยเหรินเองก็มีไม่น้อย แม่ทัพหลี่คงไม่ลงมือทำอะไรนายน้อยของเขาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้นหรอก คำครหามากมายจะตามมาจนเกิดปัญหาหากท่านแม่ทัพทำอันใดนายน้อยของเขาจริง ๆ

เมื่อเสี่ยวหลงวิ่งหายไปจากสายตา เมิ่งอวิ๋นก็ไม่คิดจะสนใจหลี่เจี้ยนเฉิงอีก เขาเพียงเดินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนใดๆ สายตากวาดมองสิ่งรอบกายคล้ายว่าสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่

หลี่เจี้ยนเฉิงที่ติดตามมาตั้งแต่ร่างเล็กออกนอกจวนนั้นหงุดหงิดเสียจนต้องกำมือทั้งสองเอาไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏร่องรอยความไม่พอใจอยู่หลายส่วนทั้งที่โดยปกติแล้ว เขาจะเป็นคนที่เก็บสีหน้าและอารมณ์ได้ดีมาก เดิมทีหลี่เจี้ยนเฉิงคิดจะมาคุยกับอีกฝ่ายให้เข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ทว่าเมิ่งอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย หากข้างกายไม่มีเจ้าเด็กรับใช้คนนั้น ก็จะต้องมีเมิ่งลู่เหยารึไม่ก็ติงหยุนมู่

หากจะหาช่วงเวลาที่อีกฝ่ายอยู่ลำพังก็แสนยากเย็น ในคราวนี้เมิ่งอวิ๋นยังจงใจเมินเขาราวกับเขาไร้ตัวตนในสายตา หลี่เจี้ยนเฉิงยอมไม่สวมชุดอย่างเป็นทางการ แต่งกายเป็นเพียงคุณชายธรรมดาแต่ก็ไม่อาจปกปิดรัศมีความหล่อเหลาของอีกฝ่ายไว้ได้ สายตาของคนทั่วไปจงได้จับจ้องมองเขาราวกับจะทอดสะพานให้ แต่บุรุษตรงหน้ากับไร้เยื่อใย ไม่สนใจไมตรีจากผู้ใดเลย

“เดินตามเขาเช่นนี้จะมีสิ่งใดเปลี่ยนไปได้หรือ?” ฉูจุนเหลียงโปรยรอยยิ้มให้เหล่าหญิงงามอย่างไม่คิดหวงแหน โบกมือให้พวกนางจนพวกนางม้วนอายไปหลายตลบ

“เจ้าเห็นสายตาของเขาหรือไม่? เขามิได้สนใจเจ้าอีกต่อไปแล้ว นี่มิใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาหรอกหรืออาเฉิง”

หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ตอบคำถาม ในใจเขาแย้งกับไปมาอยู่สองฝั่ง ใช่...แม้แต่เดิมเขานั้นปรารถนาให้เมิ่งอวิ๋นหยุดติดตาม หยุดความรู้สึกอันน่ารังเกียจนั้นลงเสีย แต่ในเวลานี้กลับเป็นเขาเสียเองที่เรียกร้องหามันอย่างคนที่บ้าคลั่ง รสหวานจากริมฝีปากของเมิ่งอวิ๋นยังติดตรึงอยู่ในใจเขาตลอดเวลา

เมื่อครั้งหนึ่งเคยได้ลิ้มรส ย่อมปรารถนาจะมีครั้งที่สองและต่อ ๆ ไป

แต่จะทำเช่นไรเล่า ในเมื่อเจ้าของรสหวานกลับปั้นปึ่งไม่ยินยอมให้เขาเข้าไปใกล้ แม้แต่สายตายังไม่ปรารถนาจะมองเขาเสียด้วยซ้ำ เป็นดังที่ฉูจุนเหลียงกล่าวมาทั้งหมด เมิ่งอวิ๋นในยามนี้ มิได้สนใจอะไรเขาอีก และนั่นทำให้เขายิ่งไม่พอใจนัก!

“เมิ่งอวิ๋นผู้นี้นับว่าแปลกนัก ข้าเคยได้ยินคำเล่าลือเกี่ยวกับตัวเขามา ทว่าเขากลับมิได้เป็นดังที่ข้าเคยได้ยินมา”

“เจ้าได้ยินมาเช่นไร” ฉูจุนเหลียงมองแผ่นหลังบอบบางที่อยู่ห่างไกลอย่างครุ่นคิด

“เจ้าอารมณ์ ร้ายกาจและหยิ่งผยอง” หลี่เจี้ยนเฉิงกระตุกยิ้ม หากจะกล่าวกันตามตรงก็ใช่ เมิ่งอวิ๋นที่คอยแต่ตามเขาเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมิ่งอวิ๋นที่หยิ่งผยอง ร้ายกาจและเอาแต่ใจ เขาไม่เคยนึกชอบอีกฝ่าย มีแต่ความรำคาญให้เสียด้วยซ้ำไป

แต่ไม่ใช่กับเมิ่งอวิ๋นในตอนนี้

ทั้งที่เป็นคนคนเดียวกัน ทว่ากลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“แล้วตอนนี้เล่า เขาเป็นเช่นไร” เสียงหัวเราะดังออกมาจากลำคอของฉูจุนเหลียง สายตาของเขาพราวระยับและแฝงไปด้วยความชื่นชม

“หยิ่งผยอง ทว่ากลับชวนให้มอง เด็ดเดี่ยวและน่าเอ็นดู อีกทั้งยังยิ้มแย้มจนสั่นคลอนใจคนมองได้เชียวล่ะ” ใบหน้านั้นที่ยิ้มกว้างให้กับภาพเด็กเล็กวิ่งเล่นกันมันสะกดสายตาของเขาได้จริง ๆ หลี่เจี้ยนเฉิงไม่อาจปฏิเสธคำพูดของสหายของตนได้เลย ทว่าความไม่พอใจกลับปะทุขึ้นมาเมื่อคิดถึงความหมายในถ้อยคำที่ฉูจุนเหลียงเอ่ยชม

“เจ้าคงไม่คิดจะไล่ตามเขาหรอกนะ?” ฉูจุนเหลียงผู้เลื่องชื่อด้านความเจ้าชู้ ยามเจอของชิ้นงามที่ไม่ถูกจับจอง มีหรือจะปล่อยให้หลุดมือไป

“เจ้าคิดว่าเช่นไรเล่า? ตัวของเขามิดีพอให้ข้าลงสนามแข่งกับเจ้าหรอกหรืออาเฉิง?” คำยั่วยุของฉูจุนเหลียงนั้นได้ผลดีนัก หลี่เจี้ยนเฉิงโกรธเสียจนปลดปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมาเสียจนฉูจุนเหลียงยังหนาวไปทั้งกระดูก ลอบกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก

สงสัยจะแกล้งมากเกินไปเสียแล้ว

“เจ้าคงหายใจมานานเกินไปแล้วกระมัง”

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ข้ายังไม่มีลูกไม่มีเมีย จะให้รีบตายก็ออกจะเกินไปนะอาเฉิง” ฉูจุนเหลียงหน้าซีด รีบเสมองไปอีกด้านอย่างช่วยไม่ได้

เขาแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องจริงจังเช่นนี้เลย

“เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวสิ่งใดออกมาพล่อย ๆ อีก!”

“ได้ ๆ ข้าผิดเอง” เพื่อรักษาชีวิตอันดีงามของตนเอาไว้ ฉูจุนเหลียงจึงได้ยอมแพ้ลงแต่โดยดี นั่นทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงยอมเก็บความกดดันที่แผ่ขยายออกมาเข้าไปในตัวเช่นเดิม

พวกเขายังคงเดินตามร่างของเมิ่งอวิ๋นไปไม่ห่างนัก แม้หลี่เจี้ยนเฉิงไม่คิดจะเข้าไปทักทายหรือพูดคุย แต่ฉูจุนเหลียงกลับรู้สึกขัดใจ ไม่น้อย เดิมทีเขาคิดว่าการที่หลี่เจี้ยนเฉิงมาติดตามใครสักคนมันคงจะสนุกนัก ทว่าแท้จริงแล้วมันกลับทั้งน่าเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา จนเขาอยากจะแยกตัวออกไปด้วยซ้ำ

“โอ้! นั่นมัน...ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง นั่นเขาเดินเข้าไปที่นั่นจริง ๆ หรือ?” เรื่องน่าสนุกเกิดขึ้นแล้ว ดวงตาของฉูจุนเหลียงเบิกกว้างและพราวระยับอย่างตื่นเต้น เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสหายข้างกายที่บัดนี้สีหน้าดำทะมึนเสียจนไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้ตัว

หลี่เจี้ยนเฉิงขบกรามแน่นด้วยความโกรธ นี่อีกฝ่ายไม่เข้าใจจริง ๆ ใช่หรือไม่ ทั้งหมดที่เขาทำ ล้วนแต่ไม่อาจเข้าไปอยู่ในใจของเมิ่งอวิ๋นได้เลยหรือ!

“อะ อ้าว อาเฉิง! รอข้าด้วยสิ อาเฉิง!”

หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้หันกลับมามองหรือสนใจฉูจุนเหลียงแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาถูกโทสะบดบังเหตุผลใดๆ ทั้งหมดไปแล้ว เขาเพียงต้องการเข้าไปหยุดเมิ่งอวิ๋นเอาไว้ก่อนที่จะเกิดเรื่องนั้นขึ้น

ไม่ได้...เมิ่งอวิ๋นจะมีสัมพันธ์กับใครไม่ได้ทั้งนั้น!

ทันทีที่ก้าวเข้าไปทางด้านในหอฮุ่ยเหริน หญิงงามมากมายที่เห็นบุรุษรูปงามใบหน้าคมสัน ก็ต่างแย่งกันมาหวังจะได้หลี่เจี้ยนเฉิงเป็นแขก แต่สายตาของหลี่เจี้ยนเฉิงกลับมองหาเพียงคนที่เขาต้องการพบเท่านั้น เมื่อไม่พบใครในใจยิ่งร้อนรนและเดือดดาล บรรยากาศรอบกายกลายเป็นความกดดันที่ดูอันตราย ทว่าเหล่าหญิงคณิกาพวกนี้กลับไม่ได้หวาดกลัว กลับกันพวกนางยิ่งปรารถนาในบุรุษผู้นี้ยิ่งขึ้นไปอีก

“นายท่านเจ้าขา ให้ข้า...ไป๋หลิงดูแลนายท่านเถอะเจ้าค่ะ ข้านั้นทั้งอ่อนนุ่ม ทั้งหอมหวาน หากนายท่านได้ลิ้มลองสักครั้งจักต้องติดใจเป็นแน่” คำพูดที่ออกมาไม่มีสิ่งใดไม่น่าฟัง แต่มันไม่ได้เข้าหูหลี่เจี้ยนเฉิงเลยแม้แต่คำเดียว

“นายท่านเจ้าขา ไป๋เหลียนยินยอมพร้อมใจจะเป็นของนายท่านนะเจ้าคะ”

“นายท่าน...”

“นายท่าน...” และอีกมากมายต่างรุมล้อมเขาอย่างรวดเร็วโดยไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสได้ผละออกไปสักนิด หลี่เจี้ยนเฉิงที่เดือดดาลอยู่ก่อนแล้วในยามนี้แทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา มือหนาคว้าแขนของนางผู้หนึ่งเอาไว้ ดวงตาดุดันพร้อมจะฉีกร้างนางเสียตรงนั้น จนนางถึงกับเข่าอ่อนแทบจะกองลงไปกับพื้น

“เจ้า...บอกมา เมิ่งอวิ๋นไปที่ใด บุรุษชุดสีขาวที่ก้าวเข้ามาเมื่อครู่อยู่ที่ใด!” น้ำเสียงคุกรุ่นไปด้วยโทสะ นางคณิกาที่ได้ยินเข้าก็พลันนึกกลัวจนหัวหด ได้แต่หลบฉากถอยไปยืนอยู่ไกลพอควร

“ชะ ชั้นสองเจ้าค่ะ ห้อง ห้องที่สามทางขวามือ” ดวงหน้างามซีดเผือด ทว่าก็พยายามอย่างยิ่งที่จะตอบคำถามของบุรุษผู้นี้ นางกลัวเหลือเกินว่าหากนางไม่ตอบ ลมหายใจของนางจะถูกปลิดทิ้งไป

“กับผู้ใด!”

“กะ กับไป๋จูเจ้าค่ะ ฮึก นะ นายท่าน โปรดไว้ชีวิตของไป๋เหลียนด้วย” นางน้ำตาไหลพราก หวาดกลัวต่อบุรุษตรงหน้าเสียยิ่งกว่าสิ่งใด แม้จะหล่อเหลาทว่าแฝงไปด้วยอันตรายนั้นนางมิได้กลัวสักนิด แต่คนที่มีแววตาพร้อมจะสังหารตนให้ตายเสียตรงนี้ต่างหากที่นางไม่ปรารถนาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว

หลี่เจี้ยนเฉิงปล่อยนางอย่างแรง ไม่นึกถนอมเนื้อตัวของนางแม้แต่น้อยจนนางล้มลงกับพื้น เขาก็ยังไม่ได้สนใจ สายตาจับจ้องไปที่ห้องชั้นสอง ห้องที่สามทางขวามือตามที่อีกฝ่ายบอก เพียงแค่มีความคิดว่าเมิ่งอวิ๋นกำลังทำสิ่งใดอยู่ภายในห้องนั้นหลี่เจี้ยนเฉิงก็แทบบ้า

ฝีเท้าของเขาถูกสั่งให้ไวขึ้น เมื่อก้าวขึ้นไปถึงชั้นสองก็พลันได้ยินเสียงไพเราะของดนตรีดังลอยมาแต่ไกล สองมือยิ่งกำแน่น ดวงตามืดมนลงอย่างไม่รู้ตัว เขากำลังจะขาดสติ แต่เมิ่งอวิ๋นไม่ได้รับรู้ด้วยถึงอันตรายที่ย่างกรายเข้าใกล้ตนเอง หลี่เจี้ยนเฉิงเอื้อมมือออกไปผลักประตูออก ภาพที่เห็นคือเมิ่งอวิ๋นนั่งดื่มชาหลับตาพริ้มฟังการบรรเลงอย่างพึงพอใจ

เมื่อถูกรบกวนเช่นนี้เมิ่งอวิ๋นก็หันมาเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับยกยิ้มให้อีกฝ่าย

“ท่านแม่ทัพหลี่นี่เอง เชิญเลย ๆ” เมิ่งอวิ๋นลุกขึ้นยืน ผายมือออกกว้างให้อีกฝ่ายได้ก้าวเข้ามา และหลี่เจี้ยนเฉิงก็ไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย ทว่าเขาไม่ได้นั่งลง เพียงยืนจ้องมองใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นเท่านั้น

“แม่นางไป๋จู สะดวกหรือไม่หากจะออกมาสักครู่”

“เจ้าค่ะ” นางลุกขึ้นจากหลังฉาก เดินก้าวออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางที่แสนอ่อนช้อย ดึงดูดสายตาของคนมองได้อย่างดี หลี่เจี้ยนเฉิงมองใบหน้าของนางไม่วางตา ถังเป้ยอี้นางเองก็รับรู้ได้ถึงสายตาคู่นั้น นางจึงชำเลืองมองผู้มาใหม่อย่างไว้ที

เพียงได้สบสายตาคู่คมนั้นหัวใจของนางก็เต้นไม่เป็นจังหวะ ความเขินอายตีตื้นขึ้นมาบนใบหน้าจนสองแก้มแดงก่ำไปด้วยสีเลือด ความหล่อเหลาของคนผู้นี้นับว่าไม่เป็นสองรองใครจริง ๆ แม้นางจะพบคนมามากมาย แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่จะมีใบหน้าเช่นกับคนตรงหน้าของนาง อีกทั้งกลิ่นอายของบุรุษผู้นี้ยังทำให้นางปรารถนาไม่สิ้นสุด นางจึงหลงลืมไปว่าไม่ควรมองผู้ใดนานเกินไปนัก

“อะแฮ่ม แม่นางไป๋จู นี่คือแม่ทัพหลี่ นามเจี้ยนเฉิง ท่านแม่ทัพ นี่ไป๋จูขอรับ” เมิ่งอวิ๋นทำหน้าที่อย่างดี แนะนำให้คู่รักที่ครองรักกันมาหนึ่งภพชาติได้ทำความรู้จักกันเสีย

ทางด้านถังเป้ยอี้นึกพึงพอใจในรูปโฉมของอีกฝ่ายอยู่แล้วจึงมีทีท่าเย้ายวน คล้ายบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมชวนให้หมู่ภมรได้ดอมดม ย่อตัวลงเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพแก่หลี่เจี้ยนเฉิง

“ข้าน้อยไป๋จู คารวะท่านแม่ทัพหลี่เจ้าค่ะ” สุ้มเสียงหวานเอ่ยออกมาดังกังวานในหู หากเป็นผู้อื่นคงหวั่นไหวกับนางไปแล้ว แต่เมิ่งอวิ๋นไม่ใช่ เขาจดจำได้ดีว่าเพราะอะไรเมิ่งอวิ๋นจึงได้ตายไป และเพราะใครที่ทำร้ายหัวใจของเมิ่งอวิ๋นให้แหลกลาญ

“เจ้า...” เขากระตุกยิ้มเมื่อได้ยินหลี่เจี้ยนเฉิงเรียกอีกฝ่ายทั้งที่ยังไม่ละสายตา

นี่คงจะหลงรักไปแล้วสินะ

ดี! อย่างไรเสีย...หม้อแตกก็ย่อมคู่กับฝาหม้อแตกอยู่แล้ว

“เจ้ามาอยู่กับนางหรือ?” คำถามนี้เมิ่งอวิ๋นไม่ได้ตอบแก่หลี่เจี้ยนเฉิง เขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปกล่าวกับถังเป้ยอี้แทนด้วยท่าทางของสุภาพชน ทั้งที่ความจริงแล้วในใจนั้นชิงชังทั้งสองเสียเหลือเกิน

“แม่นางไป๋จู เดิมข้ามาพบท่านวันนี้มีเรื่องสองเรื่องจะบอกแก่เจ้า” ถังเป้ยอี้ส่งยิ้มอ่อนหวานให้เมิ่งอวิ๋น ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหวานหู

“เชิญคุณชายกล่าวได้เลยเจ้าค่ะ”

“เรื่องแรกคือข้ามาเป็นพ่อสื่อให้ท่านกับแม่ทัพหลี่ เจ้าคงอาจจะไม่รู้ แต่เขาชมชอบเจ้านัก”

“เมิ่งอวิ๋น!” แม้จะถูกเรียกด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน แต่เมิ่งอวิ๋นไม่เพียงไม่หวาดกลัว เขายังคงยิ้มและกล่าวต่อ

“ส่วนอีกเรื่องคือข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นอี้จี ไม่ขายร่างกาย ทว่าหากท่านพึงใจในตัวแม่ทัพหลี่เช่นกัน ก็โปรดยินยอมให้เขาซื้อตัวเจ้าออกไปจากที่นี่เถิด”

“เจ้ากล่าวอันใด!!” หลี่เจี้ยนเฉิงเดือดดาลจนตัวแทบจะระเบิด ทั้งอึ้งและไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าเมิ่งอวิ๋นกำลังเล่นอะไรอยู่ แต่ถังเป้ยอี้ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ นางก้มหน้าลงอย่างเอียงอายแล้วตอบกลับไปด้วยความเต็มไป

“ข้าน้อย...ยินดีเจ้าค่ะ หากท่านแม่ทัพจะซื้อตัวข้าออกไป”

“ดี! เช่นนั้นเจ้าก็ตกลงกันเองก็แล้วกัน ถือเสียว่าข้าทำทุกอย่างไปหมดแล้ว เช่นนั้นขอตัวลา!”

เมิ่งอวิ๋นก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจว่าสิ่งใดต่อไปที่จะเกิดขึ้นภายในห้องนั้นต่อ เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไปแล้ว เมิ่งอวิ๋นก้าวลงมาชั้นล่างด้วยสีหน้าที่ติดรอยยิ้มเอาไว้ ภายในหอฮุ่ยเหรินนั้นมากมายไปด้วยนางคณิกา พวกนางล้วนแต่งดงามใบหน้าหวานและท่าทางอ่อนช้อยอย่างที่สุด

หากไม่ใช่เพราะเขาเคยถูกคนที่รักสุดหัวใจฆ่าให้ตาย เขาคงไม่ปฏิเสธพวกนางอย่างแน่นอน

ยิ่งก้าวเดินหัวใจของเมิ่งอวิ๋นยิ่งร้าวราน มันบีบรัดจนเมิ่งอวิ๋นยังต้องนิ่วหน้าลง สองตาคล้ายจะมีหยดน้ำคลออยู่ นี่ยังรู้สึกกับเขาอยู่อีกหรือ...เมิ่งอวิ๋นยังคงปักใจรักบุรุษผู้นั้นอยู่อีกหรือ

ทั้งที่เขาทำชั่วช้าเลวทรามกับตนเองขนาดนั้นแท้ๆ แต่หัวใจดวงนี้ที่เคยเป็นของเมิ่งอวิ๋นกลับยังไม่อาจหยุดความรักที่มีต่อเขาได้ การที่เขาทำแบบนั้นจึงสร้างความเจ็บปวดให้กับเมิ่งอวิ๋นใช่หรือไม่?

อย่าร้องไห้อีกเลยนะครับ คุณร้องไห้เพราะเขามามากพอแล้ว ปล่อยวางเถอะครับ ผมจะดูแลร่างกายนี้ให้คุณเอง





50%





เชิญไปได้กันต่อในนรกเลยค่ะ รักกันให้ตายกันไปเลยนะคะ ลูกฉันไม่สนใจแกแล้วววว เปิดรับสมัครพระเอกคนหมะ- แอ่ก! ใครปาอะไรมาใส่หัวแมวเนี่ยยย มาอัพแล้วจ้าา มาดึกหน่อยแต่ก็มาน้าทุกคน แล้วพบกันวันพฤหัสนะจ๊ะ

เมิ่งอวิ๋น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-10-2020 12:20:38 โดย llมว_น้oe »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
เปิดรับพระเอกใหม่เป็นความคิดที่ดีค่ะ LOLLLLL

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
สนับสนุนให้รับพระเอกใหม่ค่ะ อยากรู้ตอนต่อไปแล้วว่าพระเอกเราจะทำยังไงต่อไป จะไถ่ตัวนางออกมาหรือไม่ไถ่ออกมาน้าาาาา

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[11] 100%

อย่าร้องไห้อีกเลยนะครับ คุณร้องไห้เพราะเขามามากพอแล้ว ปล่อยวางเถอะครับ ผมจะดูแลร่างกายนี้ให้คุณเอง

เมิ่งอวิ๋นทำได้เพียงลูบแผ่นอกข้างซ้ายเบาๆ เอ่ยปลอบประโลมในใจด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นจนความปวดร้าวในหัวใจค่อยๆ คลายตัวลง และกลับมาเป็นปกติในที่สุด เศษเสี้ยวหนึ่งของเมิ่งอวิ๋นคงปวดร้าวไม่น้อย และคงคาดหวังมากจนไม่อาจรับความผิดหวังได้ ความรักที่เมิ่งอวิ๋นมีให้กับหลี่เจี้ยนเฉิงนั้นมาล้นจนเขาไม่คิดว่าในชีวิตนี้ หลี่เจี้ยนเฉิงจะพบใครที่รักตัวของเขาได้เท่าเมิ่งอวิ๋นอีกแล้ว

“อุ๊ย คุณชายเมิ่งนี่เอง” เหม่ยจีหรือเถ้าแก่เนี้ยแห่งหอฮุ่ยเหรินเอ่ยทักทายเมิ่งอวิ๋นด้วยแววตาที่ทอประกาย ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณชายเมิ่งผู้นี้นั้นร่ำรวยมากขนาดไหน แม้กิจการหลักจะเป็นเหลาจื่อเค่อ แต่ในในเมืองอื่นอีกเล่า กิจการที่เกือบจะครอบคลุมทุกสิ่งของสกุลเมิ่งนับว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดก็ว่าได้

“เถ้าแก่เนี้ย...”

“ทำไมกลับเร็วนักเล่าเจ้าคะ? หรือไป๋จูดูแลท่านไม่ดี ข้าจะได้จัดหาเด็กคนอื่นให้ไปดูแลคุณชาย” เมิ่งอวิ๋นหัวเราะน้อย ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาเพื่อปฏิเสธ

“มิใช่ๆ พอดีว่าไป๋จูกำลังสนทนากับท่านแม่ทัพหลี่น่ะ ข้าจึงคิดว่าจะกลับก่อน”

“เอ๊ะ แม่ทัพหลี่มาด้วยหรือเจ้าคะ?” นางยังคงงุนงงมาก ด้วยนางไม่เห็นทหารหรือคนของทางการคนใดในหอนี้เลยสักคน

“เขามากับข้าเอง ตอนนี้กำลังสนทนากับแม่นางไป๋จูอยู่ อย่างไร ข้าจะจ่ายเงินเอาไว้ให้แทนเขาก็แล้วกัน” เมิ่งอวิ๋นพูดก่อนจะล้วงถุงเงินถุงใหญ่ออกมาจากอก เหม่ยจีตาวาววับ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปกปากแล้วหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วรับเงินไปอย่างรวดเร็วไม่มีอิดออด

“เช่นนั้นข้าจะดูแลให้เองเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายเมิ่งมากนะเจ้าคะ”

“เช่นนั้นข้าคงต้องกลับก่อน”

“เจ้าค่ะ”

เมิ่งอวิ๋นไม่สนใจเหม่ยจีอีกต่อไป แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินไปนั้น มือของใครบางคนก็มาดึงเขาเอาไว้ไม่ยอมให้เขาเดินจากไป เมิ่งอวิ๋นหันไปมองอย่างอดไม่ได้ ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความสงสัยและไม่เข้าใจ คนดึงมืออีกฝ่ายไว้จึงได้แต่ปลดออกอย่างเสียไม่ได้

“ไม่ทราบว่ามีอะไรกับข้าหรือ?” ฉูจุนเหลียงได้สติ เกาหลังคอตนเองด้วยความเขินอาย

“เอ่อ ขออภัย ข้าเพียงจะถามเจ้า ไม่ทราบอาเฉิง ข้าหมายถึงแม่ทัพหลี่อยู่ที่ใดหรือ” เมื่อได้ยินชื่อของคนที่ไม่อยากฟัง ร่างกายของเขาก็เริ่มมีปฏิกิริยาอีกครั้ง หัวใจเริ่มแสดงอาการเจ็บปวดและหวิว ๆ ขึ้นมา แต่เมิ่งอวิ๋นก็ยังคงยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

“ท่านเป็นสหายของท่านแม่ทัพหลี่หรือ?”

“ใช่แล้ว ไม่ทราบเขาอยู่ที่ใดหรือ?”

“ข้าว่าท่านอย่าเสียเวลารออีกเลย ไม่แน่ว่าคืนนี้เขาอาจไม่กลับก็ได้” ฉูจุนเหลียงได้ยินเช่นนั้นก็พลันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ?”

“ตอนนี้เขาอยู่ในห้องกับ...แม่นางไป๋จู ข้าคิดว่าคุณชายคงเข้าใจไม่ยาก” เมิ่งอวิ๋นระบายรอยยิ้มมีเลศนัยออกมา นั่นทำให้ฉูจุนเหลียงเข้าใจในความหมายนั้นทันที ทว่าเขายังไม่อาจปักใจเชื่อได้ จะเชื่อได้เช่นไรในเมื่อก่อนนี้เขาและหลี่เจี้ยนเฉิงยังเดินตามเมิ่งอวิ๋นอยู่ด้วยกันอยู่เลย

“หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอตัว”

“ดะ เดี๋ยว”

ทว่าไม่ทันเสียแล้ว เมิ่งอวิ๋นไม่คิดจะรอให้อีกฝ่ายถามสิ่งใดอีก เขารีบก้าวออกไปจากหอฮุ่ยเหรินไปยังประตูทางออกที่มีเสี่ยวหลงรออยู่

ในตอนนี้เมิ่งอวิ๋นไม่อาจบังคับหัวใจของเมิ่งอวิ๋นได้อีกแล้ว ทำได้เพียงแค่ปล่อยให้ความปวดร้าวรุมเร้า ซึมซับความทรมานใจเอาไว้เงียบ ๆ ทุก ๆ ย่างก้าว อดทนท่องเอาไว้ว่าในตอนนี้ตนทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว หวังให้หัวใจดวงน้อยที่มั่นคงในความรัก ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ

ไม่ว่าอย่างไรเขาสองคนก็ได้คู่กัน แม้เขาจะไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรเขาก็เป็นของกันและกันอยู่แล้ว

เพราะงั้นเจ้าช่วยเข้าใจข้าหน่อยเถอะนะ อย่าทำร้ายตนเองเช่นนี้เลย

ข้าเองก็ปวดใจไม่ต่างไปจากเจ้าหรอก

“นายน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ” เมิ่งอวิ๋นมองร่างกายบอบบางของเสี่ยวหลงที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เพียงแค่นี้จะนับว่าเป็นอะไรได้

แม้ว่าความจริงแล้วหัวใจเขาแทบจะขาดรอนๆ ก็ตาม

“ข้าจะเป็นอะไรได้เล่า เจ้าก็ช่างถามนัก” เสี่ยวหลงมองแววตาของผู้เป็นนายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้

“เช่นนั้นกลับกันเลยดีหรือไม่ขอรับ นายท่านกับฮูหยินคงจะห่วงแย่แล้ว”

“เอาสิ”

คิดถึงความห่วงใยของครอบครัวแล้วหัวใจที่เคยรวดร้าวก็พลันผ่อนคลาย เมิ่งอวิ๋นระบายยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน หากว่าเป็นไปได้เขาเพียงปรารถนาให้สกุลเมิ่งไม่ต้องพบเจอกับเรื่องราวเลวร้าย เพราะแบบนั้นเขาจึงได้เลี่ยงการปะทะกับหลี่เจี้ยนเฉิงโดยสิ้นเชิง ทั้งที่ความจริงเขาปรารถนาจะชกหน้าหล่อ ๆ นั้นให้หายแค้นใจ แต่เพื่อความปลอดภัยของสกุลเมิ่งแล้ว เขาไม่ควรแตะต้องอีกฝ่าย

หากยอมได้ก็ต้องยอม

เช่นเดียวกับที่เขายอมให้สกุลเซี่ยโขกสับเสมอมา

เพียงเพื่อคำว่า...ครอบครัว



สองคนยืนอยู่ในห้องด้วยความเงียบงัน สองมือของหลี่เจี้ยนเฉิงลอบกำอยู่ในแขนเสื้อของตนเอง แม้สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ไม่แม้แต่จะเปิดปากพูด ทว่าภายในใจของเขานั้นมันเดือดดาลจนไม่อาจควบคุมได้

ผิดกับถังเป้ยอี้ นางลอบมองบุรุษรูปงามตรงหน้าอย่างพึงพอใจนัก คนผู้นี้ไม่ว่าใครก็เทียบไม่ได้ ในใจใฝ่ฝันจะได้ก้าวเข้าสู่อ้อมแขนของอีกฝ่าย หากนางถูกแขนแข็งแรงคู่นี้กอดกัดเอาไว้ในอกคงจะดี

หากนางได้ครอบครองหัวใจของชายที่เป็นถึงแม่ทัพ...ชีวิตของนางคงจะสุขไม่น้อย

“ท่านแม่ทัพดื่มชาก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” แม้อยากเอ่ยปากถามเรื่องที่คุณชายผู้นั้นกล่าวเอาไว้ แต่ด้วยความที่นางเป็นหญิงคงจะไม่เหมาะนักหากจะเป็นผู้กล่าวออกมาเสียเอง

“เรื่องที่เมิ่งอวิ๋นกล่าวนั้น ความจริงข้า...”

“ข้าน้อยทราบดีเจ้าค่ะว่าไม่อาจเป็นแต่งเข้าเป็นฮูหยินของท่านได้ ขอเพียงท่านแม่ทัพเมตตาข้าน้อย จะให้เป็นเพียงอนุ...ข้าน้อยก็ยินดี” ใบหน้างามแดงก่ำ ดวงตาคู่หวานหลุบลงมองพื้นยิ่งทำให้ดูแล้วน่าทะนุถนอมยิ่ง

หลี่เจี้ยนเฉิงได้แต่ยืนนิ่งงัน พยายามเค้นสมองหาคำกล่าวที่ไม่หักหาญน้ำใจนางมากนัก เพราะเดิมทีนี้เป็นการละเล่นของเมิ่งอวิ๋นที่เขาถูกดึงมาเกี่ยวโยงเท่านั้น แต่เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ด้วยความที่ตนเป็นบุรุษ การจะกล่าวออกไปตรงๆ ก็ดูจะโหดร้ายเกินไป เพราะนางเองก็มิได้ทำสิ่งใดผิด

“ไม่ ข้าไม่ได้จะหลู่เกียรติเจ้าเช่นนั้น...”

“แต่ข้าน้อยเป็นหญิงในหอนางโลม ย่อมไม่อาจแต่งให้ท่านได้ แม้ท่านจะปรารถนา แต่ข้าน้อยไม่อาจให้ท่านถูกครหาได้จริง ๆ เจ้าค่ะ” คำพูดของนางทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงไม่มีคำพูดใดจะกล่าวออกมาอีก ทำได้เพียงถอนหายใจและกล่าวความจริงออกไปเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นแล้วนางคงไม่ยอมเข้าใจ

“บอกเจ้าตามตรง ข้าไม่มีความคิดจะรับอนุ...” แต่ถังเป้ยอี้ไม่เพียงไม่เข้าใจในความหมายที่เขาแผงเอาไว้ให้ กลับใจเต้นและตื้นตันเหลือเกินที่อีกฝ่ายทำเพื่อนางขนาดนี้

“ท่านแม่ทัพช่างดีกับข้าน้อยเหลือเกิน...”

“และไม่คิดซื้อตัวเจ้าออกจากที่นี่” นั่นทำให้ถังเป้ยอี้ชะงักไปนานพอสมควร เดิมนางคิดว่าหากได้ครอบครองหัวใจของชายตรงหน้า นางคงเป็นสุขที่สุด แต่เมื่อตอนนี้เจ้าของความฝันของนางทำให้มันแตกสลายลงไปด้วยคำพูดเพียงหนึ่งประโยค ทำให้นางอับอายยิ่งนัก

“ข้าไม่ได้อยากจะกล่าวตรง ๆ เช่นนี้ แต่นี่เป็นความเข้าใจผิด ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยจริง ๆ”

“มิ มิเป็นไรเจ้าค่ะ เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” ทั้งที่นางเฝ้าฝัน แต่กลับบอกว่าเข้าใจผิดเช่นนั้นหรือ นางได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์ หากแต่ใบหน้าระบายรอยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเช่นเดิม

“ขอโทษเจ้าแทนเขาด้วย ข้าขอตัวก่อน”

หลี่เจี้ยนเฉิงไม่อยากให้นางวางตัวไม่ถูกจึงได้ออกไปจากห้องทันทีที่กล่าวจบ ทิ้งให้ถังเป้ยอี้กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปที่ฝ่ามือของนาง ดวงตาวาววับไปด้วยไฟแห่งโทสะที่ลุกโชน โดยมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากคนในเงามืดที่ขบขันกับสิ่งที่ได้ยินมา

ถังเป้ยอี้ไม่หันไปมองแม้แต่หางตา ใบหน้างามเชิดขึ้นอย่างถือตนจนดูคล้ายเย่อหยิ่ง แต่ก็ไม่อาจลดทอนความงดงามของนางไปได้เลย

“เจ้าคงหวังไปไกลใช่หรือไม่เล่าเป้ยอี้” นางมองคนมาใหม่ด้วยหางตา เห็นเพียงเส้นผมสีดำที่ต้องลมกับชายชุดสีเขียวเท่านั้นก็รู้ได้ว่าเป็นใคร ก่อนที่นางจะเหยียดรอยยิ้มออกมา

“คนเช่นข้า หากปรารถนาแล้ว...จะต้องได้”

“หน้าที่ของเจ้าคืออะไร คงไม่ลืมใช่หรือไม่?”

“ข้ามิใช่คนเลอะเลือน ย่อมต้องจำได้ดี” น้ำเสียงที่ตอบกลับนั้นแข็งกระด้างและหยิ่งยโส ทว่าคนฟังกลับไม่ใส่ใจต่อมันแม้แต่น้อย

“ข้ามองเห็นเพียงว่า คุณชายที่มาก่อนหน้าต่างหากที่เป็นปัญหา” ในสายตาของเขา แววตาของแม่ทัพผู้นั้นยามมองคนบุรุษร่างบางก่อนนี้นั้น มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความหึงหวง ไม่ว่าจะดูเช่นไร ผู้กุมดวงใจของแม่ทัพผู้นี้เอาไว้ก็ไม่ใช่ถังเป้ยอี้

“หึหึ ความงามของเจ้าดูจะใช้ไม่ได้ผลนะเป้ยอี้” ถังเป้ยอี้ที่ได้ยินย่อมเดือดดาล ในแววตามีแต่ความไม่ยินยอมแม้แต่น้อย

“เจ้ารอดูต่อไปเถิด...แม่ทัพหลี่จะต้องเป็นของข้าแน่นอน!”

“หึ...แล้วข้าจะรอดู”

จะมีใครเล่าไม่หมายปองบุรุษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหลังและอำนาจ นางเองก็เช่นกัน...ต่อให้ต้องลำบากฝ่าฟันเช่นไร

เขาก็ต้องเป็นของนาง!



ฉูจุนเหลียงไม่กล้าเดินเข้าไปรบกวนหลี่เจี้ยนเฉิงภายในห้อง เพราะเขาไม่รู้เลยว่าในตอนนี้หลี่เจี้ยนเฉิงกำลังสุขสำราญกับหญิงพวกนั้น หรือกำลังขุ่นเคืองใจกันแน่ หากว่าสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นพูดมานั้นเป็นจริง แล้วเขาเข้าไปขัดความสุข คงไม่พ้นถูกสังหารจนตาย เขาจึงเลือกที่จะยืนรอยอมถูกห้อมล้อมไปด้วยหญิงคณิกาหน้าตางดงามมากมายนิ่ง ๆ เพียงระบายยิ้มบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น ได้แต่หวังเพียงว่าหลี่เจี้ยนเฉิงจะออกมาเสียที

และสิ่งที่เขาภาวนาเอาไว้ก็เป็นจริง หลี่เจี้ยนเฉิงก้าวออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่สามารถเดาอารมณ์ของสหายตนเองได้เลยในตอนนี้ แม้จะมองบรรยากาศก็ไม่อาจรู้ได้ ทุกสิ่งนิ่งสงบ แต่ยิ่งมันสงบนิ่งเช่นนี้ฉูจุนเหลียงก็ยิ่งกังวล

“อาเฉิง เอ่อ เป็นอย่างไรบ้าง” หลี่เจี้ยนเฉิงปรายตามองร่างของฉูจุนเหลียงเพียงครู่เดียวเท่านั้น สาวน้อยมากมายที่เคยรายล้อมกลับหลบไปด้านหลังของเขาด้วยความกลัว

“อา เอ่อ ข้าต้องไปก่อนแล้ว ขอตัว”

พูดจบฉูจุนเหลียงก็รีบตามหลังหลี่เจี้ยนเฉิงออกมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจในอารมณ์ของสหายนัก แต่ถึงอย่างไรก็ยังน่าห่วงอยู่ดี

ฉูจุนเหลียงลอบมองใบหน้าเรียบเฉยของสหายตนอย่างอึกอัก ใจจริงของเขาอยากจะเอ่ยปากถามออกไปเสียมากกว่า ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตกลงแล้วสหายของเขาถูกใจใคร นางโลมที่ชื่อไป๋จู หรือคุณชายเมิ่งอวิ๋นคนนั้น หากไม่ได้สนใจในตัวของเมิ่งอวิ๋นแล้วเหตุใดจึงได้อยู่กับนางผู้นั้นเสียนานแสนนาน หรือแท้จริงแล้ว...หลี่เจี้ยนเฉิงไม่ได้พึงใจต่อเมิ่งอวิ๋นดังที่คาดเอาไว้

ยิ่งขบคิดและคาดเดาฉูจุนเหลียงก็ยิ่งปวดหัว ครั้นจะเอ่ยถามออกไปก็เกรงจะยิ่งกระตุ้นโทสะที่หลับใหลอยู่ภายใน เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าในตอนนี้สหายของเขากำลังอยู่ในช่วงอารมณ์ใดกันแน่

“อาเฉิง...”

“กรอด! ข้าน่าจะจัดการเขาเสีย!” ฉูจุนเหลียงสะดุ้งด้วยความตกใจ สีหน้าทั้งหวาดหวั่นและงุนงงไปพร้อม ๆ กัน ด้วยไม่เข้าใจในสิ่งที่หลี่เจี้ยนเฉิงพูดแม้แต่นิดเดียว

“เอ่อ เจ้าหมายถึงผู้ใดหรือ”

“เขาอย่างไรเล่า ทั้งที่ข้าเฝ้าติดตามมาตั้งนาน แต่เขากลับทำกับข้าเช่นนี้!” อา ไม่ต้องเดาอีกต่อไป เช่นนี้เห็นทีหลี่เจี้ยนเฉิงคงโกรธแค้นเมิ่งอวิ๋นเข้าให้แล้ว ฉูจุนเหลียงคลายสีหน้าลงแล้วช่วยพูดสนับสนุน

“อาใช่ ๆ เจ้าหรืออุตส่าห์ติดตามเขามาตั้งนาน แต่เขากลับกล้าทำเช่นนี้นับว่าไม่กลัวตาย”

“...” พูดไปก็ชำเลืองมองหลี่เจี้ยนเฉิงเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าโกรธเคืองจึงได้กล่าวต่อ

“เช่นนั้นหาข้อหาให้เขาแล้วนำตัวให้ทางการดีหรือไม่? เจ้าจะได้สังหารเขาได้...”

“เจ้ากล่าวอันใด!” หลี่เจี้ยนเฉิงโมโหจนอยากจะบีบคอของฉูจุนเหลียงให้หักคามือตนเองนัก คิดบ้าอะไรอยู่จึงได้เอ่ยเช่นนั้นออกมา เขาหรืออยากจะฆ่าเมิ่งอวิ๋น หากจับมาตีสักทีสองทีก็อาจจะใช่

แต่ให้สังหาร เขาย่อมไม่ทำแน่!

“อา เอ่อ ข้านึกว่าเจ้า...ชอบแม่นางไป๋จู”

นี่เขาเดาผิดไปหรอกหรือ จะกลับลำเสียตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วเสียด้วย

“ข้า ได้ยินจากคุณชายเมิ่งว่า เอ่อ” สายตาคมดุดันที่คอยกดดันจากหลี่เจี้ยนเฉิงทำเอาฉูจุนเหลียงไม่กล้ากล่าวต่อแม้แต่คำเดียว แต่การที่ไม่เอ่ยคำออกมาเช่นนี้กลับยิ่งทำให้หลี่เจี้ยนเฉิงเดือดดาล

“สิ่งใด! บอกข้ามา!”

“เอ่อ บอกว่าเจ้ากำลังเสพสุขอยู่กับแม่นางไป๋”

ฉูจุนเหลียงที่เมื่อกล่าวจบแล้วอยากจะย้อนเวลาแล้วกลืนคำพูดพวกนี้ลงท้องไปเสียจริง ๆ เหตุใดเขาจึงได้กล้าหาเรื่องตายกล่าวคำพวกนี้ออกมากันหนอ แล้วยังคุณชายเมิ่งผู้นั้นอีก ไม่เห็นหรือว่าสหายของเขามิได้ต้องใจนางแม้แต่น้อย เหตุใดยังกล่าวให้เขาคิดไปไกลเช่นนั้น หากมิใช่คำพูดที่ชวนคิดของเมิ่งอวิ๋นมีหรือเขาจะกล่าวออกมาเช่นนี้

คุณชายเมิ่งนะคุณชายเมิ่ง เจ้าทิ้งหายนะไว้ให้ข้าเก็บกวาดจริง ๆ

“สักวัน สักวันข้าจะทำให้เจ้าได้สำนึกเมิ่งอวิ๋น!”

อารมณ์เดือดดาลของหลี่เจี้ยนเฉิงไม่อาจดับได้โดยง่าย ฉูจุนเหลียงคาดเอาไว้แล้วว่าเมื่อกลับไปถึงจวนแม่ทัพ เขาคงถูกบังคับให้เป็นคู่ซ้อมอย่างแน่นอน ร่างกายของเขาแข็งแรงมากก็จริง แต่ก็เจ็บยอกเป็นเช่นผู้อื่น แต่หากแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ไม่ได้ระบายมันออกมา ก็ไม่รุ้ว่าจะมีผู้ใดเดือดร้อนอีก ไม่แน่ว่าหลี่เจี้ยนเฉิงอาจจะลอบเข้าไปที่จวนสกุลเมิ่งและลงมือกับเมิ่งอวิ๋นก็เป็นได้

เอาเถิด เพื่อความสงบของเมืองหลวง เพื่อชาวบ้าน

เขาจะยอมสละร่างกายช่วยให้อีกฝ่ายระบายอารมณ์ก็แล้วกัน





TBC





สำนึกอะไรคะ มีอะไรให้สำนึกกัน ตัวเองนั่นละโดนน้องปฏิเสธไปแล้วยังไม่สำนึกอีก จะว่าไปแล้วฉูจุนเหลียงกับเมิ่งอวิ๋นก็เคมีเข้ากันอยู่น้าาา ลงเรือดีไหมหนอออ 

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3514
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +77/-6
ยังดีที่รู้จักปฏิเสธนึกว่าไม่กล้าทำร้ายน้ำใจหญิงจนต้องรับเป็นอนุซะอีก 5555

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8
มีตัวละครเพิ่มหลอ แย่ๆ

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
มานั่งรออย่างเป็นเด็กดี ฮือออ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2026
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-0

ออฟไลน์ llมว_น้oe

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 190
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-4
[12] 50%

ความเจ็บปวดของหัวใจดวงน้อย

จากวันนั้นก็ผ่านมาหลายเดือนเสียแล้ว เมิ่งอวิ๋นทั้งรู้สึกสงบและสบายใจเสียจนหยิบจับสิ่งใดก็มีรอยยิ้ม การเป็นพ่อสื่อให้คนสองคนก็สนุกดีไม่หยอก เขาชักจะติดใจขึ้นมาเสียแล้ว แม้ว่าในช่วงหนึ่งนั้น หัวใจที่มันว่างเปล่าของเขาจะปวดร้าวมากก็ตาม แต่การได้หักดิบ บีบบังคับให้หัวใจของเมิ่งอวิ๋นต้องเจ็บช้ำเพื่อที่จะได้หยุดรักเขา มันก็เป็นวิธีที่ดี

เพราะบางครั้งนั้น การที่เราเจ็บปวดจนทนต่อไปไม่ไหว

เราก็จะตัดสิ่งที่เจ็บปวดออกไปจากความสนใจเสีย

นั่นคือสิ่งที่เขาหวัง แม้จะรู้ว่ามันไม่ง่ายดายก็ตาม

เมิ่งอวิ๋นผินหน้ากับกรอบหน้าต่าง มองหยาดฝนโปรยปรายที่พัดเอากลิ่นหอมของพื้นดิน และกลิ่นอายของฝนลอยมาแตะจมูกอย่างเหม่อลอย ความคิดส่วนใหญ่ของเขาล้วนแต่เป็นเรื่องราวในชีวิตก่อนทั้งสิ้น ยิ่งได้กลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำส่วนลึก ก็ยิ่งทำให้เมิ่งอวิ๋นจมอยู่กับมัน

“เจินเกอ…ฝนตกอีกแล้ว” เซี่ยอี้เจินหันมองน้องชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้ม ยกฝ่ามือขึ้นมาวางบนศีรษะของเซี่ยเฟิง

“ไม่ดีหรือ? ” เซี่ยเฟิงถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันมาสบตากับผู้เป็นพี่ชาย

“ฝนตกแล้วผมก็ต้องเป็นหวัด มันลำบาก ผมไม่ชอบเลย หายใจไม่ออกด้วย” เสียงบ่นของเซี่ยเฟิงทำให้เซี่ยอี้เจินหัวเราะออกมาในที่สุด เพราะเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เหตุผลจริง ๆ หรอก

“จริงๆ ก็แค่เสียดายที่ไม่ได้ไปเล่นข้างนอกใช่ไหม”

“ที่ไหนกัน...”

แม้จะพูดแบบนั้นแต่สายตาของเซี่ยเฟิงกลับหลุบลงมองพื้น ไม่กล้าสบตากับผู้เป็นพี่ชายอีก ทำให้เซี่ยอี้เจินต้องระบายยิ้มจนแก้มปริ นับวันน้องชายของเขาก็ยิ่งเติบโตขึ้น แต่ความเป็นเด็กก็ยังไม่หายไปจากตัวของน้องชายเขาเลย

“ต่อให้ออกไปเล่นกับเพื่อนไม่ได้ ผมก็มีเจินเกออยู่”

ใช่แล้ว…ไม่ใช่ว่าเขาเหลือตัวคนเดียวเสียเมื่อไรกัน เขายังมีพี่ชายยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน

เซี่ยอี้เจินเงียบลงไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองน้องชายด้วยแววตาพราวระยับพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ไปเล่นน้ำฝนกันดีไหม? ”

“เล่นน้ำฝนหรือ? ” เซี่ยเฟิงแปลกใจไม่น้อยที่ถูกชักชวนแบบนี้ ใครจะไปคิดว่าพี่ชายของเขาจะมีความคิดที่จะลากเขาออกไปเล่นฝนที่ตกหนักข้างนอกนั่น

“ใช่…ไปไหม? ” เซี่ยเฟิงมีความลังเลไม่น้อยเลย เขาไม่เคยคิดจะทำแบบนี้มาก่อน

“แต่เจินเกอ คุณปู่บอกว่าถ้าผมตากฝนผมจะไม่สบาย พอไม่สบาย คุณปู่ก็จะลงโทษเจินเกออีก” ชั่ววินาทีหนึ่งแววตาของเซี่ยอี้เจินนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ก่อนมันจะกลับมาเป็นความสดใสที่น่ามองเหมือนเดิม

“เจินเกอ…” เมื่อเห็นว่าพี่ชายเงียบลง เขาจึงส่งเสียเรียกอีกครั้ง และมันได้ผล…พี่ชายของเขาได้สติกลับมาทันที

“ลงโทษแค่นั้นพี่ไม่เป็นอะไรหรอก…ขอแค่เสี่ยวเฟิงของพี่สนุกก็พอแล้ว” เมื่อได้รับคำตอบแบบนั้นเซี่ยเฟิงก็พลันยิ้มกว้าง วิ่งออกไปนอกประตูใหญ่พร้อมกับจูงมือของพี่ชายตัวเองออกไปพร้อมกัน สองพี่น้องวิ่งไล่กันกลางสายฝน ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่ว


เมิ่งอวิ๋นคล้ายจะเห็นร่างของตนเองวิ่งไล่กับเซี่ยเฟิงน้องชายของเขาอยู่กลางสายฝน แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงอารมณ์ที่ตกค้างจากความคิดถึงของเขาเท่านั้น หัวใจดวงน้อยบีบรัดตัวด้วยความเจ็บปวด สองตาเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำที่ไม่อาจปล่อยให้มันไหลรินได้

ความสุขที่ได้ในวันนั้นย่อมแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่สาสมเช่นกัน

“คุณปู่ ฮึก อย่าทำเจินเกอเลยนะ ผมผิดเอง” เด็กชายวัยเจ็ดขวบมองหน้าผู้เป็นปู่อย่างอ้อนวอน ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่เสียงหวดไม้ลงที่บั้นท้ายของเซี่ยอี้เจินก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เซี่ยหลี่ซั่วถอนหายใจ สายตาที่เคยจับจ้องเซี่ยอี้เจินด้วยความดุดันแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน ทันทีที่หันมามองหลานชายคนเล็ก

“เสี่ยวเฟิงของปู่เป็นเด็กดี อย่าร้องไห้เลยนะ เดี๋ยวจะไม่สบายหนักไปกว่านี้” เซี่ยอี้เจินที่ถูกไม้เรียวตีลงมาจนเจ็บ แต่ก็ไม่เจ็บเท่าภาพของคนเป็นปู่ที่ปลอบโยนหลานอย่างห่วงใย เขารู้ตัวว่าผิดที่พาน้องออกไปตากฝนจนเจ็บป่วย แต่ทำไมมีเพียงเขาที่ถูกมองเมิน เขาไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด

“30ครั้ง ห้ามขาดห้ามเกิน และงดข้าวเย็นสองอาทิตย์!”

“ฮึก คะ คุณปู่ ฮึก เจินเกอ ไม่ผิดนะ ฮึก” เด็กชายสะอื้นอยู่บนบ่าของเซี่ยหลี่ซั่วจนตัวโยน โดยมีเซี่ยหลี่ซั่วตบหลังและปลอบโยนด้วยความรัก

ส่วนเซี่ยอี้เจินได้แค่กัดริมฝีปากกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ ดวงตาของเด็กน้อยเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาและแฝงไปด้วยความน้อยใจ อดคิดไม่ได้ว่าเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้คนเป็นปู่ไม่รักขาเท่าที่รักน้องชาย

เซี่ยอี้เจินที่ถูกตีจนครบจำนวนได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องอย่างเศร้าใจ น้ำตายังคงหลั่งไหลลงมาจนเปียกหมอน ภายในห้องเย็นฉ่ำแต่ในใจของเด็กน้อยนามเซี่ยอี้เจินกลับสุมไปด้วยไฟแห่งความอิจฉา น้อยใจเสียจนต้องกำผ้าห่มเอาไว้แน่น

เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินเข้ามา เซี่ยอี้เจินลอบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกพยายามที่จะเก็บความเสียใจและน้อยใจของตัวเองลงไปแล้วเผชิญหน้ากับคนในห้องด้วยความเด็ดเดี่ยว แต่เด็กที่มีอายุเพียงสิบห้าจะสามารถสะกดกั้นอารมณ์ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่อาจทำได้ได้อย่างไรกัน

“คุณชายใหญ่...” น้ำเสียงที่คุ้นเคยกับความรักที่เอ่อล้นออกมาทางแววตาทำให้เซี่ยอี้เจินอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีกรอบ

“ฮึก ป้า ป้าหวง ฮือ ๆ”

หวงหลินเห็นท่าทีที่แสนเปราะบางของเซี่ยอี้เจินก็ถลาร่างเข้ามากอดร่างเล็กๆ ของเซี่ยอี้เจินเอาไว้ มือของหญิงวัยสี่สิบกว่าลูบไล้เส้นผมนุ่มอย่างเบามือ ในใจรวดร้าวยามได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของเด็กชาย เจ็บปวดจนอยากจะร้องไห้ตามเสียด้วยซ้ำ ทว่าเธอมาเพื่อปลอบโยน ไม่ใช่ทำให้คุณชายของเธอร้องไห้มากไปกว่านี้

“คุณชายใหญ่เจ็บตรงไหนคะ ให้ป้าดูหน่อยนะ” แต่เซี่ยอี้เจินส่ายหัวปฏิเสธ มือป้ายหยาดน้ำตาบนหน้าออก

“ผมไม่เจ็บ แต่ ฮึก ผมไม่เข้าใจ”

เขาไม่เข้าใจเลยกับการกระทำของคุณปู่ ทำไมคุณปู่ถึงได้...

“ทำไมคุณปู่ไม่รักผมครับป้าหวง ฮือ ๆ ผม ฮึก ไม่ใช่หลานของคุณปู่หรือครับ คุณปู่ถึงไม่รักผมเลย” ยินเช่นนั้นหวงหลินก็ได้แต่เบิกตากว้าง รีบลูศีรษะปลอบใจเสียยกใหญ่

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ไม่ใช่เลย คุณท่านเพียงแค่เป็นห่วงและหวังดี ไม่อยากให้คุณชายใหญ่ทำผิดเท่านั้นเองนะคะ”

หวงหลินทั้งรักทั้งสงสารคุณชายใหญ่ของตนเป็นอย่างมาก เด็กอายุเพียงเท่านี้กลับต้องมาทุกข์ใจกับความลำเอียงของผู้ใหญ่ ตนที่เป็นเพียงแม่บ้านสกุลเซี่ยมีหรือจะออกหน้าใดๆ ได้ อีกทั้งยังถูกห้ามกินอาหารเย็น...เธอที่ได้รู้มาทั้งเจ็บใจและแค้นใจ แต่ก็ไม่มารถทำสิ่งใดได้

หวงหลินทั้งรักและเอ็นดูเซี่ยอี้เจินจนไม่อาจวางเฉยกับเรื่องนี้ได้ สิ่งที่เธอพอจะทำให้คุณชายใหญ่ได้มีเพียงแค่การแอบนำสิ่งของขึ้นมาให้โดยพยายามหลีกเลี่ยงสายตาของคนรับใช้คนอื่นเท่านั้น

“คุณชายใหญ่ รีบทานนะคะ แล้วอย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด ป้าอุ่นมันมาให้แล้ว รีบทานตอนยังร้อนๆ แล้วรีบเข้านอนแต่ค่ำนะคะ จะได้ไม่หิว” ทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่อาจทวงถามต่อใครได้ สิ่งที่เธอทำไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงเห็นใจเด็กที่กำลังจะโตเท่านั้นเอง การสั่งงดอาหารเย็นสำหรับเด็กวัยนี้เธอคิดว่ามันออกจะเกินไปเสียหน่อย แต่นั่นคือเจ้านาย เธอจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้ แล้วแอบนำซาลาเปาไส้เนื้อมาให้พร้อมกับนมอีกหนึ่งกล่อง

“แต่ ถ้าคุณปู่รู้ ป้าหวงจะไม่โดนไล่ออกหรือครับ” เซี่ยอี้เจินได้แต่ปาดน้ำมูกน้ำตาออกจากใบหน้าพร้อมกับถามอย่างห่วงใย หากเกิดเรื่องนั้นขึ้นจริงๆ เขายอมอดข้าวดังที่ถูกสั่ง ดีกว่าจะให้ป้าหวงต้องถูกไล่ออก

“ถ้าคุณชายใหญ่ไม่บอก และรีบทานก็ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ รีบทานเถอะนะคะ” เธอรู้ด้วยสายตาดีว่าเด็กคนนี้หิวมากแค่ไหน ร่างกายถูกตีมาสามสิบครั้งยังไม่เท่ากับถูกปล่อยให้อดข้าว เซี่ยอี้เจินลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขอบคุณพร้อมกับรีบหยิบเอาซาลาเปาไส้เนื้อที่แสนอร่อยขึ้นมากัดกิน

หากคุณปู่ห่วงเขาเช่นที่ป้าหวงห่วงเขาคงดีไม่น้อย


แม้ว่าเรื่องมันจะผ่านมานานมากแล้ว แต่เขาก็ยังจำมันได้ดีราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาไม่นาน ทุกความเศร้าโศกเสียใจทุกวันนี้เขาเองก็ยังเป็นอยู่ ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะจบลงเสียที สิ่งที่ทำให้เขาเสียใจมากที่สุดคงเป็นคำเรียกขานของเสี่ยวเฟิง น้องชายของเขาเองมากกว่าคำว่าเจินเกอ ยามน้องชายเรียกเขามันดูราวกับว่าเขาเป็นที่เคารพ เป็นพี่ชายที่น้องชายอย่างเซี่ยเฟิงรักและให้ความสำคัญ แต่เมื่อไรกันนะที่คำเรียกถูกเปลี่ยนเป็นพี่ใหญ่ เมื่อไรกันที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไป

เขาเองก็จดจำมันไม่ได้เสียแล้ว

เมิ่งอวิ๋นนั้นได้แต่ทอดถอนใจออกมา แม้พายุฝนจะหยุดพัดกระหน่ำจนเหลือเพียงเม็ดฝนที่โปรยปราย แต่ในใจของเมิ่งอวิ๋นในยามนี้ล้วนเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและทุกข์ใจ แม้จะอยู่กันคนละชาติภพ แต่ความรักที่มีต่อน้องชายของเขาไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย มันยังคงมีความกังวลและห่วงใย เช่นที่เขามีให้เมิ่งอวิ๋นที่ในตอนนี้เข้าไปแทนที่ของเขาอยู่เต็มเปี่ยม

ถ้าหาก...เป็นเขาที่กลับไป จะถูกลงมือสังหารให้ตายลงตรงหน้าเช่นเดิมอีกหรือไม่

คิดแล้วเขาก็ได้แต่หัวเราะเยาะตนเองในใจด้วยความดูแคลน เขาหรือที่จะเดินกลับเข้าไปอีก ในเมื่อที่ตรงนั้นมันไม่มีเอาไว้สำหรับเขาอีกแล้วเขายังจะกลับไปอีกทำไม

เมิ่งอวิ๋นหลับตาลงสะกดกลั้นความเสียใจที่ตีตื้นขึ้นมาเอาไว้ในอก แม้ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่อาจกลับไปได้อีกแล้ว อดีตนั้นไม่ควรนำมาใส่ใจ ใช้เป็นเพียงแค่บทเรียนก็เพียงพอแล้ว แต่ชีวิตตรงหน้าต่างหากที่เป็นหน้าที่ของเขา ต้องคอยดูแลไม่ให้เกิดเรื่องร้ายใด ๆ ขึ้นมากับครอบครัวของเมิ่งอวิ๋น ไม่เช่นนั้นตายไป เขาก็คงไม่มีหน้าไปพบกับอีกฝ่ายแน่

“เฮ้อ...เมิ่งอวิ๋น คุณจะรู้ไหมนะว่าตอนนี้ข้าพยายามอย่างหนัก ให้เขาเลิกทำร้ายเจ้าและครอบครัว”

แม้ว่าเขาที่พูดถึงจะเป็นแม่ทัพหลี่ที่ยังไม่ได้ลงมือกับเขา แต่เขาก็ไม่อาจวางใจให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ได้ อันตรายที่คนผู้นั้นมีต่อคนสกุลเมิ่งและต่อเมิ่งอวิ๋นเอง ล้วนแต่ถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น

เช่นนี้แล้ว...ตัดเสียตั้งแต่เริ่มยังดีกว่า

เพราะเหตุนี้เขาจึงได้วางอุบายให้อีกฝ่ายตามเขาไปที่หอฮุ่ยเหริน ให้ได้พบกับคนที่ครอบครองหัวใจของหลี่เจี้ยนเฉิง เพียงแค่นั้นเขาก็จะได้หลุดพ้นจากคนแซ่หลี่เสียที

เมิ่งอวิ๋นเอง...ก็จะได้ตัดใจจากเขาเสีย

คิดแล้วเมิ่งอวิ๋นก็ส่ายหน้า ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากห้องของตนเองทันที เขาตรงไปหาเมิ่งลู่เหยาด้วยเหตุสำคัญ หวังให้เรื่องวุ่นวายใหม่ๆ ลบความคิดถึงอดีตของทั้งเขาและเมิ่งอวิ๋นเสียที

“นายน้อย...จะไปที่ใดหรือขอรับ” เมิ่งอวิ๋นหันมองเสียงที่ไม่คุ้นหู หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น พยายามคิดใคร่ครวญว่าคนตรงหน้าคือใคร แต่ท่าทีนอบน้อมและรอยยิ้มใสซื่อนี้กลับไม่คุ้นสายตาเขาเลย

“เจ้าคือ?” เมื่อถูกผู้เป็นเจ้านายถามไถ่ ฉีฉีก็ได้แต่ตอบด้วยท่าทางแสนสุข

“บ่าวมีนามว่าฉีขอรับ เป็นบ่าวรับใช้ในสกุลเมิ่งคนใหม่ขอรับนายน้อย” เมิ่งอวิ๋นเพียงคลายหัวคิ้วพร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

“เช่นนั้นเสี่ยวฉี...เจ้ามีอะไรกับข้าหรือ” บ่าวรับใช้ในจวนล้วนแต่มีบิดาของเขาเป็นผู้รับเข้ามา ย่อมไม่มีสิ่งใดน่าห่วงอยู่แล้ว เพียงแต่เมิ่งอวิ๋นยังไม่เข้าใจว่าเสี่ยวฉีเรียกเขาทำไม

“บ่าวเพียงเห็นนายน้อยจะเดินตากฝนออกไป กลัวนายน้อยจะไม่สบายจึงได้เรียกถามขอรับ” เมิ่งอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองจุดที่ตนยืนอยู่จึงพบว่า หากก้าวไปอีกสองก้าวก็จะพ้นชายคาแล้ว เขาคงจะเปียกไปทั้งตัวเป็นแน่ เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้มีทีท่าทางอ่อนลงไปไม่น้อย มองเสี่ยวฉีที่ยืนอยู่ตรงหน้าดีขึ้นมากกว่าเดิม

“สงสัยข้าจะมัวแต่เหม่อ ไม่เป็นไร รอฝนหยุดตกก่อนก็ได้ ข้าเพียงแค่จะไปหาพี่ใหญ่เท่านั้น” ฝนตกอยู่เช่นนี้คงไปลำบาก ร่างกายของเมิ่งอวิ๋นก็อ่อนแอเกินไป แม้ว่าจะเที่ยวซนไปทั่วไม่ต่างจากเขา แต่ก็ไม่ได้แข็งแรงเท่าร่างกายของเขาในชาติก่อน หากถูกลมเย็นถูกฝนมากไปก็จะป่วยไข้ได้ง่าย

“นายน้อยคิดจะไปที่ห้องหนังสือใช่หรือไม่ขอรับ”

“ใช่แล้ว เจ้ารู้หรือ?” เสี่ยวฉีไม่ได้ตอบคำถาม เพียงส่งยิ้มให้กับเมิ่งอวิ๋นแล้วพูดต่อ

“หากนายน้อยหมายจะไปพบคุณชายใหญ่ เวลานี้คงอยู่ในห้องมากกว่านะขอรับ ที่ห้องหนังสือไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่นเลยขอรับนายน้อย” เมิ่งอวิ๋นเงยหน้ามองหยาดฝนที่ไร้ทีท่าว่าจะหยุด ก่อนจะหันมามองบ่าวรับใช้คนใหม่ของจวนด้วยแววตาขอบคุณ

“เช่นนั้นหรอกหรือ ขอบใจเจ้ามาก จะว่าไปแล้ว เจ้าเห็นเสี่ยวหลงบ้างหรือไม่?” เมิ่งอวิ๋นมองหาเท่าไรก็ไม่พบร่างของบ่าวคนสนิทข้างกาย จึงต้องเอ่ยถาม

“หากนายน้อยหมายถึงบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายนายน้อยมาตลอด ยามนี้คงจะออกไปข้างนอกขอรับ” เมิ่งอวิ๋นมองอีกฝ่ายคล้ายจะถามหาความแน่ใจ

“ฝนตกเช่นนี้หรือ?” บ่าวรับใช้คนใหม่เพียงแค่หัวเราะน้อยๆ แล้วตอบความสงสัยของเมิ่งอวิ๋นไป

“ขอรับ เพราะออกไปตั้งแต่ฝนยังไม่ทันจะตกเลยขอรับ หากนายน้อยมีสิ่งใดจะใช้ก็บอกบ่าวได้เลยขอรับ บ่าวจะรีบไปจัดการให้”

เมิ่งอวิ๋นโบกไม้โบกมือพร้อมทั้งยังส่ายหน้าพัลวัน ดูแล้วน่ามองไม่น้อย ความงามของใบหน้านั้นนับวันยิ่งมากล้นจนดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่ยากเย็น แม้แต่ฉีฉีเองยังไม่อาจละสายตาจากผู้เป็นนายได้

“ไม่เป็นไร ข้าเพียงไม่เห็นเสี่ยวหลงจึงได้ถามหาเท่านั้น”

“เช่นนั้นให้บ่าวนำทางไปที่ห้องของคุณชายใหญ่หรือไม่ขอรับ?”

“ไม่เป็นไร ข้าเดินไปเองดีกว่า เจ้ามีอะไรทำก็ไปทำเถิด”

เสี่ยวฉีไม่ได้คัดค้านหรือพยายามยัดเยียดตัวเองมากนัก จึงค้อมกายแล้วเดินจากไปทิ้งให้เมิ่งอวิ๋นยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปอีกทางเช่นกัน

เมื่อเมิ่งอวิ๋นหันหลังเดินออกไป เสี่ยวฉีก็หันกลับมามองแผ่นหลังของเมิ่งอวิ๋นด้วยดวงตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาใสซื่อเช่นเดิม พร้อมกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว







50%



เสี่ยวฉีเขาเป็นใครกันนะ เป็นใครกันหนอ มีใครเดาได้ไหมน้าาาา มาอัพแล้วนะคะ ขอถือโอกาสขายของด้วยเลย นิยายเรื่อง คลินิกรัก(ษ์) บำบัดไข้(ใคร่) เปิดขายในรูปแบบE-Book แล้วนะคะในราคาพิเศษ สองวันสุดท้ายแล้วน้าาา ใครยังไม่มีอย่าลืมไปพาเหล่าคุณหมอมาพักในโทรศัพท์นะจ๊ะ 

เมิ่งอวิ๋น

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5265
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7707
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-8

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2743
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด