เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 35!!! (18/1/65)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 35!!! (18/1/65)  (อ่าน 10001 ครั้ง)

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1102
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 31
" ขอเพียงแค่เขาปลอดภัยก็พอ "




“ คุณรัก คุณแสงครับ ผม…เกรงว่าคุณเนตรจะเกิดเรื่องแล้วครับ ” คุณศรเดินมาบอกผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ผมซึ่งกำลังจะกดมือถือติดต่อไอคุณชายผุดลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยิน



“ ไอคุณ…คุณเนตรเป็นอะไรครับ! ” ผมถามด้วยความตื่นตระหนก ในใจเริ่มรู้สึกหวั่น ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กำลังทำให้ผมกระวนกระวายใจ



“ ผมยังไม่สามารถบอกอะไรคุณได้มาก แต่ขอให้คุณตามผมมาก่อนครับ ” ว่าแล้วคุณบอดี้การ์ดก็นำทางผมกับไอแสงไอที่รถ แล้วขับออกไปทันที บรรยากาศกดดันทำให้ผมกับแสงนิ่งเงียบ ไม่มีใครเลือกที่จะพูดอะไร ซึ่งผิดวิสัยของพวกเรามากๆ แต่บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมกลัวไปหมด ถึงแม้จะจำเรื่องราวของไอคุณชายไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมในใจผมถึงเป็นห่วงได้มากมายขนาดนี้ มือทั้งสองข้างของผมบีบกันแน่น คุณศรก็ติดสายตลอดเวลา ซึ่งปลายสายก็น่าจะเป็นใครซักคนที่ส่งข่าวมาเมื่อก่อนหน้านี้บอกว่าคุณเนตรกำลังเกิดเรื่อง



ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด เพราะเป็นเวลาที่คนแห่กันออกมาจากสถานที่ทำงาน ทำให้รถที่ผมนั่งอยู่นี้ขยับได้ไม่มาก เวลาที่ผ่านไปกับความกังวลในใจของผมที่มันมากขึ้นทุกๆ วินาที ตอนนี้ผมเริ่มส่งข้อความหาไอคุณชายเรื่อยๆ ด้วยความหวังที่ว่าเขาจะตอบ หรือไม่ตอบก็ได้ อ่านเฉยๆ ก็ได้ ให้ผมรู้ถึงความเคลื่อนไหวของเขาก็ยังดี อย่างน้อยก็ทำให้ผมชื้นใจว่าเขายังปลอดภัยดี แต่ไม่ว่าผมจะส่งข้อความไปเยอะเท่าไหร่ ปลายทางก็ยังนิ่งเงียบ นี่แหละทำให้ผมกลัว



ไอแสงที่นั่งเงียบมาตลอดก็ตบไหล่ผมพร้อมบีบเบาๆ ผมจึงหันไปหามัน ไม่รู้ทำไมเห็นหน้ามันตอนนี้แล้วเกิดอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ นี่ผมอ่อนแอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมกระพริบตาถี่ไล่น้ำตา แล้วสูดหายใจลึกเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง ต้องเชื่อมั่นว่าคนดีๆ อย่างไอคุณชายต้องไม่เป็นอะไร



เพราะถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา ใจผมคงต้องแย่แน่



“ คุณรักใจเย็นๆ นะครับ คุณเนตรต้องไม่เป็นอะไรครับ ตอนนี้เจ้านายผมกำลังส่งคนเข้าไปช่วยเหลือ คาดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วครับ ” เสียงของคุณศรเอ่ยขึ้นในขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับตัวเองในใจ



“ ผม…แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาครับ ”



“ ตอนนี้สิ่งที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือเขาถูกจับตัวไปครับ ”  จับตัวไป? คนอย่างไอคุณชายที่มีคนดูแลมากมายขนาดนั้นเนี่ยนะ?



“ แล้วทางคุณรู้ตัวคนร้ายแล้วใช่ไหมครับ ” ไอแสงถามแทนผมที่กำลังตกใจ



“ ตอนนี้รู้แล้วครับ ”



“ ตอนนี้คุณศรจะพาพวกผมไปไหนเหรอครับ ” คนขับรถเงียบไปพักหนึ่ง



“ ผมได้รับคำสั่งให้พาพวกคุณกลับบ้านครับ ”



“ ผมคงกลับบ้านแล้วได้แต่รอข่าวคราวของคุณเนตรอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะครับ ”



“ มันอันตรายครับคุณรัก ”



“ ผมรู้ครับ แต่ผมไม่สามารถกลับบ้านได้จริงๆ ครับตอนนี้ ”



“ ผม….เป็นห่วงเขาครับ ” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง จนคิดว่าในชีวิตนี้ตัวเองไม่เคยจริงจังแบบนี้มาก่อน จนไอแสงมองมาอย่างอึ้งๆ ผมจึงกระดากนิดหน่อย เลยกระแอมๆ เล็กน้อย ก่อนที่เพื่อนผมมันจะหัวเราะเบาๆ แถมยังเลิกคิ้วลิ่วตามาให้ผมอีก



“ เรื่องนี้ผมตัดสินใจให้ไม่ได้นะครับ แต่ผมขอถามเจ้านายผมก่อน ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็กดลงที่ปุ่มอะไรซักอย่างบนหน้าจอ คาดว่าน่าจะเป็นปุ่มโทร ซึ่งตอนนี้ระบบเสียงเชื่อมต่อกับบลูทูธที่สวมอยู่ในหูของเขา ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงปลายสาย ผมยกมือขึ้นจะตบหัวไอแสงที่มันยังล้อผมไม่เลิกซักที แต่มันก็ไหวตัวทัน แล้วยังหัวเราะคิกคักใส่ผมอีก ไอเพื่อนชั่ว!



“ แหมๆ คุณเพื่อนรักครับ ไม่ทราบว่าพลังอนุภาพของความรักมันกำลังสำแดงฤทธิ์ใช่ไหมครับ เลยยอมรับออกมาตรงๆ ขนาดนี้ แมนขนาดดด ”



“ เงียบไปเลยมึง คุณบอดี้การ์ดเค้าคุยโทรศัพท์อยู่ไม่เห็นหรือไง ” ผมตอบน้ำเสียงกระซิบ



“ ทำดุๆ โด่ว เขินก็บอกมา เพื่อนไม่ว่าหรอก ” แล้วมันก็หัวเราะเยาะเย้ยครับ ผมเลยยกเท้าถีบเข้าให้ มันเลยยอมเอามือปิดปาก แต่ก็ยังปิดรอยยิ้มกรุ่มกริ่มของมันไม่มิด



“ เขินเก่งง ฮ่าๆ ” ผมถลึงตามองมัน ก่อนจะเลิกสนใจมันถาวร



“ คุณรักครับ ” ผมรีบหันมาหาคุณศรที่เพิ่งจะวางสายจากเจ้านายเขา


“ เขาว่ายังไงบ้างครับ ”



“ เขาบอกว่าตอนนี้รู้สถานที่ที่คนร้ายลักพาตัวคุณเนตรแล้วครับ… ”



“ สรุปแล้วเราสามารถไปได้ไหมครับ ” ผมรีบถามทันทีที่คุณบอดี้การ์ดพูดยังไม่ทันจะจบประโยค



“ แหมมึงก็ ใจเย็นๆ ดิวะ เขากำลังจะพูดต่อเนี่ย แต่ก็อย่างว่าแหละน้า ” แล้วมันก็จบด้วยคำพูดคลุมเครือของมัน ซึ่งผมก็เอือมระอาเกินว่าที่จะอ้อล้อต่อเถียงกับมัน หันไปสนใจคุณบอดี้การ์ดแทน



“ ผมสามารถพาคุณรักกับเพื่อนไปได้ครับ แต่เจ้านายเขาย้ำมาว่าให้เราอยู่แต่บนรถ ห้ามลงไปเป็นอันขาดครับ ”



“ เอ่อ แบบนั้นก็ได้ครับ ”



“ คุณรักต้องรับปากนะครับว่าจะไม่เข้าไปเป็นอันขาด ”



“ ครับ ผมรับปาก ”



ไขว้นิ้วไว้ข้างหลัง แล้วพูดต่อในใจว่า...



‘ ถ้าผมทำได้อ่ะนะครับ ’















“ บ้านหลังนี้เหรอครับ ” เราเข้ามาในหมู่บ้านที่ผมคาดว่าน่าจะค่อนข้างแพงไปทางมาก ซึ่งก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าคงจะมีแต่คนมีกะตังเท่านั้นที่อยู่ และขับมาเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งตาโตเข้าไปกันใหญ่ ลืมความกังวลในใจไปครู่หนึ่ง พอมาถึงจุดที่คนร้ายนำตัวไอคุณชายมาไว้ ผมมองไปรอบๆ บ้าน ก็พบว่ามันก็คือบ้านเดี่ยวทั่วๆ ไปที่ไว้สำหรับอาศัย ไม่ใช่สถานที่ที่จะก่อเหตุได้เลย บ้านหลังอื่นๆ คงยังไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ด้วย เพราะแต่ละหลังยังคงเงียบไม่มีใครมายืนออเป็นไทยมุงเลยซักคน



ด้านหน้าของตัวบ้านมีรถของเจ้าหน้าที่จอดอยู่มากมาย แต่ทุกคันไม่มีเปิดไฟ หรือแสดงสัญญาณไฟใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องด้วยว่าคงกำลังเตรียมตัวบุกเข้าไป ผมเห็นเจ้าหน้าที่สวมชุดดำถือปืนจำนวนหนึ่งรอสัญญาณอยู่หน้าประตูบ้าน และมีบางคนประจำจุดอยู่รอบๆ ตัวบ้าน ผมรู้สึกลุ้นระทึกลึกๆ เพราะไม่เคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อน นอกจากในหนัง แถมสถานการณ์ตรงหน้ายังกดดันเพราะเราไม่รู้ว่าข้างในจะเป็นยังไงบ้าง



ก็ขอให้ไอคุณชายยังคงปลอดภัยด้วยเถอะ



“ เชี่ย อย่างกับในหนัง ”  ไอแสงพึมพำออกมาอย่างอึ้งๆ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมัน เพราะเหตุการณ์ข้างหน้ามันอารมณ์แบบนั้นเลยอ่ะครับ แต่พอได้อยู่ในที่เกิดเหตุจริงๆ กลับรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวละครเลยว่าเครียดขนาดไหน (ก็ว่าไปนั่น)



“ ผมจะจอดอยู่ตรงนี้นะครับ พวกเราต้องรออยู่ในนี้เท่านั้น ” ผมพยักหน้าให้คุณศร ก่อนจะมองไปยังจุดหน้าบ้านอีกครั้ง ใจเต้นแรงตลอดเวลาเพราะรับรู้ถึงความเครียดขึงที่เริ่มก่อตัวอยู่ภายใน ขามันก็สั่นตลอดเวลาจนอยากจะเปิดประตูแล้ววิ่งเข้าไปให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ต้องหักห้ามใจเพราะไม่อยากไปเป็นภาระของใคร



“ ไอรัก กูว่างานนี้แม่งไม่หมูว่ะ มึงดูเจ้าหน้าที่ดิ เยอะเบอร์นี้ ”



“ กูกลัวว่ะมึง กลัวว่าไอคุณชายจะเป็นอะไรไป ” ผมพูดแล้วมองไปยังตัวบ้านอีกครั้ง จากจุดที่ผมอยู่นี้มองไม่เห็นสถานการณ์ข้างในเลยแม้แต่นิด เห็นแค่ว่าตัวบ้านเปิดไปสว่างเหมือนบ้านทั่วไป ไอแสงเอื้อมมือมาตบไหล่ผมเบาๆ



เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบสิ่งของออกมาจากกระเป๋า ผมเดาว่าน่าจะเป็นมือถือ จากนั้นก็ส่งสัญญาณมืออะไรซักอย่างซึ่งผมมองแล้วไม่เข้าใจ ทันใดนั้นอีกสองคนก็พุ่งตัวเข้าไปพังประตูทันที! เสียงประตูพังดังเล็ดลอดเข้ามาถึงในรถ ผมกับไอแสงมองกันอย่างตื่นตะลึง เพราะประตูบานใหญ่ๆ บานนั้นแต่ใช่คนแค่สองคนในการพัง โอ้มาย นี่ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นเพราะประตูบางเกินไปหรือคนมันบึกเกินไปกันแน่



คงน่าจะเป็นอย่างหลังน่ะนะ



เจ้าหน้าที่หลายคนวิ่งเข้าไปในบ้านทันทีที่พังประตูเข้าไป ส่วนบางคนเฝ้าอยู่ข้างนอกตรวจตราดูรอบตัวบ้าน ผมมองตามแสงสว่างที่เล็ดลอดออกมาจากในตัวบ้านผ่านบานประตูซึ่งนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เงาคนวูบวาบไปมา แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวไอคุณชายอยู่จัดไหนของตัวบ้าน มือของผมจับบานประตูรถแน่น พยายามหักห้ามใจไม่ให้ขัดคำสั่งแล้วเปิดประตูวิ่งลงจากรถไป ผมคิดอย่างขัดใจ ทำไมผมถึงช่วยอะไรไม่ได้เลยนะ ทั้งๆ ที่เรื่องการต่อสู้ผมก็ฝึกฝนมาตลอด แต่ทำไมพอถึงเวลาจริงๆ ถึงเกิดเรื่องได้ตลอดเวลา จะปกป้องคนอื่นแต่กลับต้องให้คนอื่นมาเจ็บตัวไปด้วย



โอเค ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมว้าวุ่นสุดขีดเลย ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด สถานการณ์เลวร้ายขั้นสุดขนาดไหนผมก็คิดไปไกลกว่านั้นแล้วล่ะ พอคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบที่คิดจริงๆ แล้ว ในใจผมก็กลัวไปหมด จนกระวนกระวายใจ อยู่นิ่งไม่ได้เลยซักนาทีเดียว เกลียดช่วงเวลาแบบนี้ซะจริง มันทำให้ผมรู้สึกจะเป็นบ้า คงเป็นอาการแพนิคอย่างหนึ่งที่ทุกๆ คนคงเคยเผชิญ



ผมลดกระจกลงมาเล็กน้อย คุณบอดี้การ์ดหันหลังมามองผมทันที ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขา



“ ผมอยากสูดอากาศข้างนอกน่ะครับ ในนี้มันอึดอัด ผมหายใจไม่ค่อยคล่องเลย ” พอผมพูดจบ คนนั่งข้างหน้าพยักหน้าเชิงรับรู้แล้วหันกลับไป ไอแสงหันมามอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ผมจึงเคลื่อนสายตาไปมองที่ตัวบ้านอีกครั้ง



และขณะที่ผมกำลังคิดอะไรวุ่นวายไปอยู่นั้น



ปัง!!!



เสียงนี้ผมคุ้นเคยดี ถึงแม้จะไม่เคยสัมผัสมัน แต่ผมได้ยินมันทุกครั้งเมื่อดูหนังแอกชั่นสุดระห่ำ ที่พระเอกต้องต่อสู้กับตัวร้าย หรือในละครที่ม๊าผมชอบดูก็มีเหมือนกัน ที่ต้องมีฉากคนร้ายพยายามจะทำร้ายใครซักคนในตอนท้ายเมื่อทุกอย่างถูกเปิดโปงแล้ว เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้กระทั่งลมหายใจของผมเอง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น เหมือนสติของผมจะถูกมันพรากออกไปจากร่างด้วยเช่นกัน



ผมไม่รู้ตัวว่าตัวเองเปิดประตูลงมาตอนไหน คุณบอดี้การ์ดและเพื่อนผมจะตะโกนออกมาว่ายังไง หรือฝ่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าตามจุดอยู่ตรงหน้าตัวบ้านได้ยังไงเหมือนกัน แต่ในใจผมตอนนี้มุ่งไปหาคนที่อยู่ในความคิดของผมตลอดเวลาเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองมาถึงจุดเกิดเหตุโดยที่ไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหนได้ยังไงด้วยซ้ำ ก่อนที่สติผมจะขาดผึง เสียงปืนกลับดังขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้มันดังขึ้นกว่าเดิม



เพราะเหตุการณ์มันอยู่ตรงหน้าผมแค่นี้เอง



ปัง!!!



“ ไอคุณชาย!!!! ” ผมตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวยังคงยืนนิ่งเหมือนไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกยิง ตัวผมพรวดพราดเข้าไปประจวบพอเหมาะทันทีที่ไอคุณชายล้มลง เสียงคนร้ายหัวเราะดังลั่น เสียงร้องไห้ของคุณนนท์ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ดังระงมไปทั่วห้อง ในสายตาของผมมีแต่ใบหน้าซีดขาวของคนในอ้อมกอดของผมเท่านั้น ผมพยายามตบแก้มเขาเบาๆ ให้เขาลืมตา ฉวยมือของเขามากุมไว้แน่นแล้วพยายามเรียกชื่อเจ้าตัว ในหัวของผมเหมือนว่างเปล่าไปหมด ผมคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่นิด รู้แต่ว่าใจผมมันบีบรัดไปหมด น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว



ผมใช้มืออีกข้างฉีกแขนเสื้อตัวเองเพื่อมากดแผลของไอคุณชายที่เลือดไหลออกมาไม่หยุด มือสั่นเหมือนเรี่ยวแรงหายไปหมด ก่อนจะได้ยินเสียงพยาบาลตะโกนเข้ามาว่าให้ออกห่างจากคนเจ็บ แต่ผมยังดึงดันที่จะกุมมือของอีกฝ่ายไว้แน่น



แต่แม้ว่าจะจับแน่นขนาดไหน



สุดท้ายก็จำต้องหลุดออกจากกันอยู่ดี…



ร่างสูงของไอคุณชายถูกยกขึ้นเปลคนเจ็บ มีบุรุษพยาบาลสองคนเข็นออกไปอย่างรวดเร็ว ผมรีบวิ่งตามออกไป แต่ก็ถูกคนที่ไม่รู้ใครเป็นใครบังจนผมวิ่งไล่ตามไม่ทัน จนคนเจ็บถูกยกขึ้นรถฉุกเฉินแล้วแล่นออกไปแล้ว ผมยังคงยืนโง่อยู่ที่เดิม ผมยกมือสั่นๆ ของตัวเองขึ้นมาลูบหน้าลูบตาของตัวเอง ความเปียกชื้นบนใบหน้าก็ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้อยู่ และเมื่อยิ่งเช็ด น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม สะอื้นหนักมากขึ้น เมื่อหยุดไม่ได้ ผมก็ก้มหน้าลงให้น้ำตามันไหลสะใจไปเลยละกัน



ไหล่ผมถูกใครซักคนกอดไว้ ก็คงเป็นไอแสงนั่นแหละ แต่วินาทีนี้ผมไม่สนใจอะไรแล้ว ร้องมันให้ตายไปเลยละกัน



“ ไอเหี้ยรัก มึงใจเย็นๆ น้ำจะท่วมแล้ว ” ผมเงยหน้ามองหน้ามัน เห็นมันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เหมือนกันเลยเอื้อมมือไปผลักหัวมันเบาๆ



“ ว่าแต่คนอื่น ตามึงก็แดงเหมือนกันนั่นแหละ นั่นไอคุณชายกูนะ มึงไม่เกี่ยว ”



“ โหย กูพิศวาสตายห่าแหละ กูแค่สงสารมึง ดูมึงสิ ต้องแรงควายขนาดไหนวะ ฉีกเสื้อไปซับเลือดเขาได้น่ะ” จบประโยคนั้นก็ทำให้ผมยิ่งร้องไห้ออกมามากกว่าเดิม



“ มึงแม่ง ”



“ เฮ้ย! อย่าร้อง กูพูดเล่น ไม่เอาๆ ละ เลิกร้อง เมื่อกี้คุณอะไรนะ บอดี้การ์ดของมึงอ่ะ ” ผมสูดน้ำมูก กลั้นสะอื้นก่อนจะเอ่ยตอบเสียงสั่นๆ



“ คุณศร ”



“ นั่นล่ะ เขาบอกว่าให้มึงรีบกลับไปที่รถ เดี๋ยวเขาจะพาไปที่โรง’ บาล ” ว่าแล้วมันก็กอดไหล่ลากตัวผมเดินออกจากบริเวณบ้านกลับไปที่ตัวรถ ระหว่างที่เดินไอแสงมันก็ปลอบผมโดยการลูบๆ ไล้ๆ จนผมรู้สึกจั๊กจี้แทนที่จะซึ้งในน้ำใจมัน คราวนี้เลยตบหัวมันไปเลยจริงๆ จนมันร้องโอ้ย หันมามองตาขวาง เลยทำให้ผมหัวเราะได้หน่อย



“ เห็นว่ามึงเศร้าอยู่หรอกนะ กูจะไม่เอาคืน ” ผมยิ้มบางกับตัวเอง ไอแสงเป็นเพื่อนคนเดียวของผมที่ผมคบมานานขนาดนี้ มันทั้งผ่านอะไรกับผมมามากมาย อย่างในตอนนี้ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ หากไม่บอกว่ามันเป็นเพื่อนที่โคตรสนิทก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเรียกมันแล้ว



“ ขอบคุณนะมึง ” ผมหันไปพูดเบาๆ กับมัน



“ ไม่เป็นไรเว้ย ” แล้วมันก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันผุของมันมาให้ ตอนนี้หัวเราะทั้งน้ำตาเป็นยังไง ผมก็เพิ่งจะรู้แหละนะ



“ เลี้ยงข้าวกูมื้อนึงก็พอ ” กำลังจะซึ้งเลยเชียว















“ ตอนนี้คุณเนตรกำลังอยู่ในห้องไอซียูครับคุณรัก ” คุณบอดี้การ์ดบอกกับผมเมื่อเรามาถึงที่โรงพยาบาลแล้ว อีกฝ่ายเดินนำหน้าพวกผมเพื่อพาไปยังห้องฉุกเฉินที่ร่างของไอคุณชายถูกมาเข้าไปในนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไอแสงยังคงโอบไหล่ผมอยู่ จนตอนนี้บอกตรงๆ เลยคือกลัวสายตาคนรอบข้างเหลือเกิน ถ้าดูภายนอกคือไอแสงตัวสูงและหนากว่าผมอยู่ค่อยข้างเยอะ และผมซึ่งตัวสูงน้อยกว่า (ผมจะไม่บอกว่าเตี้ยกว่าเป็นอันขาด) มันเลยทำให้ถ้าใครที่ไม่รู้จักผมคงจินตนาการไปไกลแล้ว



อย่างตอนนี้ที่มีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ระหว่างทางที่จะไปห้องไอซียูมองผมสลับกับไอเพื่อนห่าข้างตัวผมไปๆ มาๆ หน้าตาขัดเขินเล็กน้อย ไม่ต้องบอกเลยว่าในหัวของเธอคิดไปไกลถึงขนาดไหน ผมจึงจับแขนไอแสงแล้วดึงออก แต่มันก็ยังไม่วายยกขึ้นมาพาดไหล่ผมใหม่แล้วบอกกับผมว่าผมยังไม่หายสะอื้น มันอยากจะปลอบจนกว่าผมจะหาย ผมอยากจะตบหัวมันเหลือเกิน แต่ติดอยู่ที่ตอนนี้อยู่ที่โรง’ บาล ทำเสียงดังไม่ได้ แถมมันก็ดื้อด้าน เลยปล่อยเลยตามเลยไปเลยละกัน แม่ง



พอเดินมาเรื่อยๆ เสียงดังจากภายนอกก็เริ่มเบาลง จนหลงเหลือแต่ความเงียบที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ถ้าใครเคยมาห้องไอซียูแล้วจะรู้ดีว่าบรรยากาศมันเป็นยังไง ความเย็นจากครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลว่าเย็นแล้ว พอเข้ามาให้เขตนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันยิ่งเย็นขึ้นไปอีก หรือมันอาจจะเป็นบรรยากาศที่อึมครึมด้วยหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันชวนให้รู้สึกแย่ชะมัด



ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนถึงแผนกห้องไอซียู ที่หน้าห้องมีญาติคนไข้รายล้อมจำนวนหนึ่ง บ้างก็นั่งรอ บ้างก็ยืนรอ แต่คนที่สะดุดผมอย่างจังเลยก็คือ พ่อของไอคุณชายที่เคยเรียกผมเข้าไปคุยก่อนที่จะจ้างผมให้มาเป็นบอดี้การ์ดของเจ้าตัว ข้างกายท่านประธานก็เป็นแม่ของไอคุณชาย ส่วนผู้ชายหน้าตาดีอีกคนหนึ่งที่โอบไหล่คุณแม่อยู่ก็คงเป็นน้องชายที่ชื่อนันท์อะไรซักอย่างนี่แหละ



ไอแสงปล่อยมือออกจากตัวผมโดยอัตโนมัติ เพราะบรรยากาศที่อึดอัดนี่แหละ ผมกับเพื่อนแสงเดินตัวลีบๆ เข้าไปหาพวกเขา แต่ก็ยังไม่กล้าทักด้วยความเคร่งเครียดที่แผ่ออกมาจากตัวท่านประธานก็ยิ่งทำให้ผมป๊อดเข้าไปอีก จนคุณแม่หันมาทางผมแล้วเห็นผมโดยบังเอิญ ผมถึงเดินเข้าไปไหว้ ดูจากตาแดงก่ำก็ทำให้ผมรู้ว่าคงเพิ่งจะร้องไห้หนักมาหมาดๆ ท่านยิ้มให้ผมนิดหนึ่งก่อนจะสะกิดให้ท่านประธานรับรู้ถึงการมาของผม



“ เอ่อ สวัสดีครับ ” อีกฝ่ายพยักหน้าเชิงรับรู้



“ อ้าว พี่นั่นเอง สวัสดีครับ ” น้องชายของคุณเนตรหันมาทักทายผม ซึ่งผมก็แทบยกมือรับไหว้ไม่ทัน



“ ศรมาส่งเหรอ ” ผู้เป็นพ่อถามผมนิ่งๆ



“ ใช่ครับ ตอนนี้รออยู่ด้านนอกครับ ” ท่านพยักหน้าอีกครั้ง แล้วหันกลับไปทำสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้งยามมองเข้าไปข้างในห้องฉุกเฉิน จากนั้นบทสนทนาก็จบลงโดยที่ผมกับแสงยืนอยู่ที่เดิม ทุกคนรอคอยด้วยจุดประสงค์เดียวกัน



คนที่อยู่ในนั้น…



ขอให้เขาปลอดภัยด้วยเถอะ ชีวิตนี้ผมไม่เคยอยากได้อะไรจนต้องอธิษฐานในใจ อันที่จริงผมไม่เคยเชื่ออะไรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะผมเชื่อว่าทุกอย่างจะได้มาก็เกิดจากความพยายามของตัวเอง แต่ในวินาทีนี้ ผมกลับอยากให้สิ่งที่ผมไม่เคยศรัทธาช่วยทำให้คำอธิษฐานผมเป็นจริงสักครั้ง



ไม่ว่ามันจะต้องแลกกับอะไร ผมก็ยอม



ขอเพียงแค่เขาปลอดภัยก็พอ




โปรดติดตามตอนต่อไป


มุแงงงงงง เค้าขอโทษนะตัววววว  :sad4:





ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 32
" เด็กใหม่ "





“ ไอรักโว้ย เดินๆ อย่าเหม่อสิวะ นี่มันกลางถนนนะมึง ” ผมหันไปมองคนพูดทันทีที่ได้ยินเสียงมันโวยวาย แล้วก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรอสัญญาณไฟสำหรับคนเดินตรงกลางสี่แยก และรูปคนตัวสีเขียวบนสัญญาณกำลังเดินเหมือนบอกกับผมยิกๆ ว่า ‘มึงก็เดินซักทีสิโว้ย เดี๋ยวกูก็เปลี่ยนเป็นแดงซะหรอก’ อะไรประมาณนี้



“ เออๆ โทษๆ กูเหม่อไปหน่อย ” ไม่รู้เพราะมันไม่ทันใจหรือเปล่า ไอแสงเดินย้อนกลับมาดึงแขนผมเดินต่อเองเลย



“ มึงนี่นะ ต้องให้กูตามประกบตลอด ไม่งั้นโดนรถซิวไปแล้วเนี่ย ” แล้วมันก็บ่นๆๆ ส่วนผมก็ฟัง แต่เหมือนคนใจไม่อยู่กับตัวซักเท่าไหร่



ใช่แล้วครับ ตอนนี้ผมกำลังจะเดินทางไปโรงพยาบาลที่ไอคุณชายกำลังรักษาตัวอยู่ วันนี้ก็เป็นคนที่สามแล้วครับที่เขายังหลับไม่มีสติ แต่หมอก็บอกนะว่าคนไข้พ้นขีดอันตรายแล้ว อาจจะเป็นเพราะตอนเกิดเหตุเจ้าตัวเสียเลือดมากเกินไป จนเกือบจะช็อค ด้วยความโชคดี มาถึงหมอก่อนที่จะเกิดอะไรร้ายแรงไปซะก่อน แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้เขาก็ยังไม่ฟื้นเลย



“ ………………………. เฮ้ย นี่มึงฟังอยู่มั้ยเนี่ย ” คนลากแขนผมหยุดเดินแล้วหันมาถามผม



“ เออออออ ฟังอยู่ มึงก็เลิกบ่นหน่อยสิวะ กูหูชาแล้วเนี่ย ”



“ นี่กูหวังดีหรอกนะ เหอะ ” น่ะ สะบัดหน้าพรืดกลับไปแล้วลากแขนผมเดินอีกครั้ง



ไอแสงเพื่อนผมไปเป็นเพื่อนผมทุกครั้งที่มาเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไปเอาเวลามาจากไหนเยอะแยะมาอยู่กับผมก็ไม่รู้ ผมเคยบอกให้มันกลับไปทำงาน เพราะกิจการที่บ้านมันก็เยอะมากมายก่ายกอง แถมตอนนี้พ่อแม่มันก็เกษียณแล้วอีก ยิ่งทำให้มันไม่น่าจะปลีกตัวออกมาอยู่กับผมได้ แต่พอผมไล่มันให้กลับไป มันก็ตอบประมาณว่ามันมอบหมายงานให้คนหนึ่งแล้ว ซึ่งผมก็งงๆ ว่ามันไปหาคนมาจากไหนวะ เพราะเท่าที่จำได้มันมีพี่แค่คนเดียว แถมพี่มันตอนนี้ก็กำลังจะแต่งงาน ยิ่งไม่มีเวลาเข้าไปอีก และมันก็ค่อยไว้ใจให้ใครมาทำงานแทนมัน พอถามไปมันก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ปากหนักเก่งเหลือเกิน ผมก็เลยเลยตามเลยละกัน



“ อ้าว คุณรัก สวัสดีค่ะ ” คุณเลขาคนเก่งของไอคุณชายนั่นเอง เพิ่งออกมาจากห้องไอคุณชาย



“ สวัสดีครับคุณเลขา มาเยี่ยมคุณเนตรเหรอครับ ”



“ อ้อ ใช่ค่ะ พอดีท่าประธานฝากให้เอาของมาให้ด้วยน่ะค่ะ เลยถือโอกาสมาเยี่ยมซะเลย แล้วนี่ไปไงมาไงคะนี่ ”



“ ผมกับนี่ ไอแสงครับ จำได้ใช่มั้ยครับ ” อีกฝ่ายยิ้มกว้างมาให้แทนคำตอบ “ มาเยี่ยมคุณเนตรเหมือนกันครับ ว่าจะถามอาการคุณหมอด้วย ” คุณเลขาทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้



“ ดิฉันลืมบอกไป ท่านประธานท่านฝากถามมาด้วยค่ะว่าคุณรักสะดวกจะมาเฝ้าหรือเปล่า เพราะตอนนี้ท่านกับครอบครัวกำลังวุ่นวายกับคดีความน่ะค่ะ ถ้าคุณรักเฝ้าได้ ท่านก็วางใจค่ะ ”



“ ได้เลยครับ ผมว่าจะถามอยู่พอดี ”



“ ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างงั้นดิฉันจะเรียนกับท่านให้ทราบเลยนะคะ ว่าแต่คุณรักขาดเหลืออะไรบอกดิฉันได้เลยนะคะ ท่านประธานบอกไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ ” ผมยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนตอบปฏิเสธ หลังจากนั้นเราก็พูดคุยกันนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นไอแสงมากกว่าที่จะพูด เสนอหน้าทุกๆ ห้าวินาที แหม เจอหน้าคนสวยหน่อย หน้าบานเป็นกระด้ง



“ งั้นดิฉันไม่รบกวนเวลาแล้วนะคะ ถ้ามีอะไรติดต่อดิฉันได้ตลอดเลยนะคะ ”



“ ได้เลยครับ เดินดีๆ นะคร้าบ ” คุณเลขายิ้มแล้วผงกหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินออกไป ผมหันไปมองไอคนที่ยิ้มจนปากจะฉีกไปถึงหูด้วยความเอือมระอา ก่อนที่ความหมั่นไส้จะเอาชนะความอดทนผมได้ ยกมือขึ้นไปผลักหัวไอคนเจ้าชู้แบบที่ไม่ค่อยออมแรงซักเท่าไหร่



“ โอ้ย ไอรัก มึงผลักหัวกูทำไมเนี่ย ” มันหันมามองค้อน พลางลูบหัวตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง



“ กูหมั่นไส้โว้ย มึงจะกระลิ่มกระเหลี่ยใส่ใครช่วยดูอายุหน่อย คุณเลขาเขาจะเป็นแม่มึงได้อยู่แล้วนะ ไอห่า ”



 “แหม กูก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นมั้ยล่ะ ก็เห็นเขาน่ารักดี เขาก็เอ็นดูกู โธ้ มึงคิดอะไร ” ปากบอกแบบนั้นแต่หน้านี่ไม่ได้แสดงตามนั้นเลยครับคุณเพื่อน



“ เออๆ เดี๋ยวคืนนี้กูจะนอนนี่นะ มึงจะเอาไง ”



“ เอาไงอะไรล่ะ ถึงเวลาสวีทของเพื่อน กูก็ต้องปลีกตัวเองออกมาสิครับ ”



“ สวีทอะไรของมึงล่ะ เขาฟื้นมาให้กูสวีทใส่หรือไง ไอนี่ ” ผมขี้เกียจเถียงกับมัน เลยหันไปวางของลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของห้อง ที่กั้นด้วยกำแพงแบ่งโซนเป็นอีกโซนนั่งเล่น และโซนครัว ใช่ครับ ฟังไม่ผิด นี่คือห้องพักฟื้นคนไข้ล่ะครับ ย้ำอีกทีว่าเป็นห้องวีวีไอพีเลยก็ว่าได้ (วีไอพีมันยังน้อยเกินไป) ห้องนี่ใหญ่ว่าห้องนอนที่บ้านผมซักอีก คุณเลขาของไอคุณชายเป็นคนประสานงานกับทางโรงพยาบาลเพื่อให้เจ้าตัวได้พักฟื้นในห้องที่ดีที่สุดห้องหนึ่งของโรงพยาบาล ซึ่งคืนละเท่าไหร่ผมก็ไม่กล้าถาม แต่ผมว่ามันคงแพงกว่าค่าครองชีพของผมไปหลายเท่า



“ แล้วประมาณบ่ายๆ กูก็กลับออฟฟิศละ ไปทำงานต่อ งามท่วมหัวละตอนนี้ ” ไอแสงพูดพลางเปิดฝาขวดน้ำเปล่ายกขึ้นมาดื่ม



“ อ้าว ไหนบอกมึงมีคนช่วยแล้วไม่ใช่เหรอ ”



“ ก็มี แต่แม่งไม่ได้เรื่องเลยไอห่า หน้าเอ๋อๆ ตลอดเวลา มองมันไปกูก็ขัดใจชิบเป๋ง ” ผมขมวดคิ้ว แปลกใจกับคำธิบายของมัน คำว่า ‘มัน’ คงหมายถึงเป็นผู้ชาย นั่นมันโตหรือยังวะนั่น



“ แล้วมึงจะจ้างมาทำไมวะ ”



“ ก็….มันติดหนี้กูนิดหน่อยว่ะ เลยเอาตัวมันมาใช้งานแก้ขัด ”



“ หา? อะไรยังไง ไหนเล่ามาดิ๊ มันไปทำอะไรมึง ”



“ ก็แบบว่า มันบังเอิญขี่จักรยานแล้วไม่ดูตาม้าตาเรือ มาเฉี่ยวรถกูที่จอดอยู่เฉยๆ มึงคิดดูดิ คนเรามันต้องเอ๋อขนาดไหนอ่ะ ” ผมฟังแล้วจินตนาการภาพตาม จักรยานชนกับรถโคตรหรูของมัน ดูไม่จืดจริงๆ ว่ะ



“ แล้วแม่งก็ดันไม่มีเงินมาจ่ายชดใช้กู ”



“ แต่มึงก็มีประกันไม่ใช่เหรอวะ ไม่เห็นต้องไปเอาอะไรกับเขาเลยนี่หว่า มึงก็บอกประกันไปว่าเฉี่ยวกับกำแพงก็จบละ รวยๆ ตามฉบับของมึงอ่ะ ”



“ ก็แม่ง…น่าหมั่นไส้นี่หว่า คนอะไรเอ๋อชิบหาย หน้าแหยน้ำตาคลอเบ้าเลยตอนกูเดินออกมาดูรถ ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่กูคงหลอกมันไปถึงไหนต่อไปแล้ว ” มันเล่าไปทำหน้ารำคานไป “ แล้วแบบกูก็หงุดหงิดอยู่ตอนนั้น มันก็พูดตะกุกตะกักอะไรของมันก็ไม่รู้ กูรำคานเลยดึงแม่งมาทำงานเลยละกัน ” เออแหะ มึงรับสมัครพนักงานด้วยวิธีนี้เหรอวะเนี่ยเพื่อนกู



“ ละเขาเรียนจบละเหรอ มึงถึงลากมาทำงานได้เนี่ย ”



“ จบแล้ว มันกำลังหางานพอดี ”



“ เอองั้นก็ดีแหละ พอมันเป็นงานแล้วมึงจะได้สบายขึ้น ”



“ กูกลัวว่ากูคงปวดหัวหนักกว่าเดิมน่ะสิวะ ”



“ อะไรของมึงวะเนี่ย มึงก็ปล่อยๆ เขาไปจะได้สบายหัว ไปแกล้งเขาทำไมล่ะวะ ” ผมทำหน้าเอือมก่อนจะหันไปจัดแจงที่นอนของตัวเองคืนนี้ เป็นโซฟาข้างๆ เตียงของคนไข้ตามปกตินั่นแหละ แต่ดูของที่นี่มันจะนุ่มกว่าปกติแฮะ ดูจากการเด้งดึ๋งเวลาผมตบโซฟา ดูท่าน่าจะหลับสบายกว่าเตียงนอนที่บ้านด้วยล่ะมั้งเนี่ย



“ ก็แบบ…เออออ นั่นแหละ แก้ขัดไปก่อน มันก็ดูไว้ใจได้อยู่ ” มันตอบแล้วหลบสายตาเสมองแก้วน้ำบนโต๊ะกินข้าว ดูท่าทางมันมีพิรุธนะเนี่ย ผมหรี่ตามองมัน



“ อะไรของมึง มองกูแบบนั้นหมายความว่ายังไงวะ ” ผมไม่ตอบ แต่ยักไหล่ให้มันแทน ผมเดินไปที่เตียงคนไข้ซึ่งตอนนี้มีร่างสูงสมส่วนของไอคุณชายนอนหลับตาพริ้มอยู่ ไม่ยอมฟื้นซักที แต่สีหน้าดูดีกว่าวันที่ผ่านๆ มา ผมจึงเบาใจขึ้นกว่าเดิมเพราะอาการไม่ได้มีอะไรดูน่าจะร้ายแรง ห่วงก็แต่ว่าเมื่อไหร่จะฟื้นขึ้นมาก็เท่านั้น หลับนานไปละนะ ไอคุณชายวุ่นวาย



มันน่าแปลกที่ผมยังจำเรื่องราวของคนตรงหน้านี่ไม่ได้ซักที ทั้งๆ ที่มันก็ผ่านมาซักพักแล้ว ไม่เชิงว่าจำไม่ได้ แต่บางครั้งมันเหมือนมีภาพเหตุการณ์ที่ทีผมกับเขาผุดขึ้นมาในหัว แต่ผมจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เรื่องราวเป็นยังไง แต่แค่รู้ว่ากำลังทำอะไรในตอนนั้นก็แค่นั้น ไม่ได้ว่าจำได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเกิดอะไรต่อหลังจากนั้น เหมือนสมองผมกำลังค่อยๆ ฟื้นหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวผมที่ผมรู้สึกได้เลยก็คือ ผมเริ่มปล่อยวางกับมันไปแล้ว ผมรู้สึกแค่ยิ่งไปกดดันมันก็ยิ่งไม่มีอะไรดีขึ้นเลยซักนิด หลังจากที่ผมค่อนข้างสนิทกับไอคุณชายมากขึ้น ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าจะไปนั่งเร่งรีบให้ตัวเองจำได้



ไม่รู้สิ ผมก็แค่รู้สึก…มีความสุขกับปัจจุบัน มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้



แต่ถามว่าผมอยากจะจำได้มั้ย ผมก็อยากจำได้อยู่แล้ว แต่แค่ผมไม่ได้รีบอะไรกับมันแล้วล่ะ เรื่อยๆ ตามสไตล์ละกัน อยากจะจำได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละครับ



“ เออ ไอรัก แล้วนี่มึงจำเรื่องของคุณเนตรเขาได้ยังวะ ”



“ เฮ้อ ก็ยังเลยว่ะ แค่แบบมีบางทีกูก็เห็นภาพในหัวอ่ะ แต่นึกไม่ออกว่ามันเกิดเมื่อไหร่ ”



“ มึงมีจิตสัมผัสหรือไงวะ มีภาพขึ้นในหัวด้วยเนี่ย ” พูดแล้วมันก็ขำเล็กน้อย



“ บ้าบออะไรล่ะมึง ”



“ เออๆ ช่างเถอะ แค่มึงไม่เครียดก็พอแล้ว ”



“ ฮื่อ กูก็ยังเครียดๆ นั่นแหละ ” ผมยักไหล่ “ แต่ช่างเหอะ กูก็ขี้เกียจด่าตัวเองให้อารมณ์เสียละ ”



คุยกันสักพัก เสียงมือถือไอแสงก็ดังขึ้น ผมเห็นมันยกขึ้นมาดูหน้าจอแล้วทำหน้าเหมือนรำคาญ แต่ก็รับสาย นานๆ ทีจะเห็นมันอารมณ์นี้นะเนี่ย เพราะนอกจากผมแล้วมันก็หน้าระรื่นกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย



“ มึงนี่ เอ๋อเป็นอย่างเดียวหรือไงเนี่ย ก็บอกแล้วไงว่าให้โทรไปหาเขาเลย ไม่ต้องส่งอีเมลล์ไป….ก็เออน่ะสิเพิ่งจะตื่นรู้เบิกบานหรือไง…..เออ ช่างมันเถอะ อย่าให้พลาดนะโว้ย ” มันบ่นกับปลายสายไปชุดใหญ่ แล้วสักพักมันก็วางสาย ไอแสงยกนิ้วขึ้นมากดๆ ตรงขมับ ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก



“ เป็นไรวะ เด็กนั่นโทรมาเหรอ ”



“ กูอยากจะบ้าวันละสามเวลาหลังมื้ออาหาร ” เห็นท่าทางมันแบบนี้ก็ทำให้ผมอดขำไม่ได้ ที่ผ่านมามีแต่ผมที่บ่นมัน แต่พอมาตอนนี้เหมือนมันรับกรรมทั้งหมดที่ทำกับผมไว้อ่ะนะ



“ ทำไม มันทำอะไรให้วะ ”



“ ก็แม่งมันอ่ะ พี่ที่ออฟฟิศบอกมันแล้วว่าให้โทรหาลูกค้าเจ้านี้ไปเลย เพราะเขาไม่ค่อยตอบอีเมลล์ ไม่ค่อยว่างเช็คอ่ะประมาณนั้น แต่มึงดู มันเสือกไปส่งอีเมลล์หาเขา แล้วทีนี้เขาก็โทรมาด่าพี่เขาอ่ะดิ ว่าทำไมขอราคานานเป็นชาติ ”



“ แล้วพี่เขาก็ด่ามันอ่ะนะ ”



“ เออ แม่งโทรมาบอกว่ามันโดนเขาด่า เสียงเหมือนจะร้องไห้ ชาติที่แล้วมันทำบุญด้วยน้ำตาหรือไงวะ ” ผมหัวเราะออกมาทันที่มันพูดจบ



“ ก็น้องเขายังใหม่ มึงนี่ก็ดุจริง แต่ฟังๆ ไปมึงนี่ก็เหมือนพ่อเลยนะ เหมือนมีลูกให้โทรมาฟ้อง ”



“ พ่องมึงสิ กูอยากจะบ้า ”



“ มึงก็ไล่เขาออกไปก็สิ้นเรื่อง ปวดหัวขนาดนี้มึงจะเก็บไว้อีกทำไมวะ ”



“ ก็แม่งไม่มีเงินมาใช้กู กูก็ต้องใช้แรงงานมันสิ ” มันพูดพลางเอามือถือขึ้นมากดอีก แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บทจะเปลี่ยนอารมณ์แม่งก็เปลี่ยนเลยทันที กูตามไม่ทันจริงๆ สงสัยผู้หญิงไลน์มาอีกล่ะสิ กิ๊กคนที่เท่าไหร่ของมันแล้วล่ะเนี่ย



“ ทำอย่างกับในละครน้ำเน่า ระวังสุดท้ายจะไปลงเอยกับมันล่ะ ”



“ หึ อย่างกูนี่ต้องสวย เอ็กซ์ สะบึมอารมณ์เท่านั้น ไอเด็กเวรที่แบนอย่างกับโดนสิบล้อทับ กูไม่เอาหรอกโว้ย ” ฟังสเป็คมันแล้วกลับมาเป็นผมที่ต้องกุมขมับแทน



“ กูเริ่มสงสารน้องเขาแล้วจริงๆ ว่ะ ”



“ อย่าไปสงสารมันเลย เดี๋ยวพอมันชดใช้จนหมด กูจะรีบถีบออกไปเลยทันที ”



“ เออ กูจะคอยดู ”








หลังจากที่ไอแสงลีลาอยู่พักใหญ่ สุดท้ายมันก็งัดตัวเองกลับไปได้ในที่สุด (อิดออกมานานเพราะเริ่มขี้เกียจ) ผมจึงนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้อง มีบ้างที่พยาบาลเข้ามาเพื่อตรวจอาการของคุณเนตร แต่ส่วนใหญ่ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงแค่เสียงรายการจากในโทรทัศน์คลอๆ ก็เท่านั้น ถามว่าสบายหูไหม มันก็สบายหูนะ เพราะมันเงียบจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วผมก็แอบเหงา เพราะที่ผ่านมาตัวเองไม่เคยรู้สึกว่าอยู่คนเดียวขนาดนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าร่างของไอคุณชายจะนอนแผ่อยู่บนเตียงคนไข้เลยก็ตาม



ผมเข้าใจความรู้สึกแล้วล่ะ ว่าตอนที่ตัวเองฟื้นมาหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ ไอคุณชายทรมานขนาดไหน แล้วไหนจะความจำเสื่อมอีก เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ผมรู้ซึ้งมากเลยทีเดียว



ผมนั่งเหม่อมองไอคุณชายไปพลางฟังเสียงเพลงจากในโทรทัศน์ไป จะว่าไปผมก็ไม่เคยเห็นใบหน้าตอนหลับของเจ้าตัวเลยสักครั้ง หรือเมื่อก่อนผมเคยวะ จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ก็ผุดขึ้นในหัวผมราวกับเปิดสวิตช์อัตโนมัติ ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย เมื่อความเจ็บเสียดเกิดขึ้นทันทีที่ผมนึกภาพในหัวตัวเอง ผมเห็นภาพตัวเองนอนอยู่ที่ห้องห้องหนึ่ง มืดสนิท คงเป็นเวลากลางคืน แล้วก็เห็นไอคุณชายก็นอนอยู่ข้างๆ ผมตกใจตื่นแล้วก็ทำอะไรซักอย่างให้ไอคุณชายเจ็บ น่าจะล้มหรือเปล่า พยายามเพ่งไปกับมัน แต่เหมือนผมยิ่งโฟกัส ภาพความทรงจำก็ยิ่งเลือน จนสุดท้ายมันก็หายไป เหมือนความฝันเลย ตอนนี้คือหัวผมแบล้งโดยสมบูรณ์



สงสัยว่าผมกับไปคุณชายเคยอยู่ด้วยกันแบบที่ไอแสงพูดจริงๆ



เฮ้อ พูดไปมันก็แอบอึดอัดใจตัวเองนิดหนึ่ง คือเท่าที่ผมจำได้เกี่ยวกับตัวเอง ไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองจะชอบผู้ชายได้ แถมที่บ้านก็ยังไม่รู้ด้วย ที่จะรู้ก็คือเพื่อนผมไอแสง คุณแดน แล้วก็ตัวไอคุณชายก็เท่านั้น เท่ากับว่าคนรู้น้อยมาก เลยทำให้มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ไหนจะครอบครัวของไอคุณชายนี่อีก ยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้วพวกเขาจะยอมรับได้เหรอวะถามจริง



ผมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นาน จนเพิ่งรู้ตัวเองว่านั่งเหม่อไปนานมาก ก็ตอนถึงเวลาตรวจของคุณพยาบาลเนี่ยแหละ ผมจึงลุกออกไปเพื่อจะล้างหน้าเรียกความสดชื่นให้ตัวเอง แล้วคิดว่าจะลงไปหาอะไรลงท้องซักหน่อย ชักจะเริ่มหิว



พอผมออกมาจากห้องน้ำ คุณพยาบาลก็ตรวจเสร็จออกไปกันหมดแล้ว ผมจึงเดินเข้าไปเพื่อจะไปหยิบกระเป๋าตัง คุ้ยๆ กระเป๋าอยู่นานก็หาไม่เจอ จำได้ว่าหยิบมาด้วยหน่า คุ้ยไปคุ้ยมาก็นึกขึ้นได้ว่า ตายห่า กูเผลอฝากไว้กับไอแสง ตอนที่ควักออกมาจ่ายค่าของ แล้วขี้เกียจเก็บใส่กระเป๋าเป้ตัวเอง เลยฝากไอแสงยัดใส่กระเป๋ากางเกงมัน กะว่าถึงห้องแล้วค่อยเอาคืน



แล้วดูสิ สุดท้ายกูก็ลืม



ผมนึกขัดใจตัวเอง ทำไมถึงขี้ลืมแบบนี้วะ สมองเสื่อมไม่พอยังถดถอยอีกหรือนี่



ผมนั่งหน้านิ่วกว่าเดิม คนเป็นนิ่วยังหน้านิ่วน้อยกว่าผมล่ะเอาจริง เลยได้แต่นั่งจุ้มปุกอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมเลยเลื้อยลงนอนเลยละกัน คนหล่อขัดใจ ตังก็ไม่มี ว่าแล้วก็ยกมือถือกดโทรไปหาไอแสงเพื่อนยากด่ามันซักหน่อยละกัน



“ โหล ว่าไงเพื่อน จากกันแปปเดียวก็คิดถึงกูละเหรอ ”   ดูประโยคแรกที่มันพูดทักทาย ผมหน้าเบ้ทันที



“ จ๊ะ คิดถึงมากกก คิดถึงกระเป๋าตังกูในกระเป๋ากางเกงมึงมากกกก”



“ อุ้ย เออว่ะ กูก็ลืม นี่ก็ยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงกูอยู่เลย ”



“ ไอคนกากกกก ”



“ โทษๆ ฮ่าๆ เดี๋ยวให้คนเอาไปคืนให้นะมึง รอแปปนึง ”



“ เออๆ เร็วๆ นะมึง กูหิวอยากกินขนม ”



“ เชๆ เลยฮะเพื่อน ปรู้ดเดียวกระเป๋าจะไปอยู่ตรงหน้ามึงทันที ” ปรู้ดเดียวอะไรของมันวะ แล้วมันก็วางสายไป นึกแปลกใจว่ามันจะให้ใครเอามาให้กันวะ สงสัยคงเรียกลีแมนมั้ง



ผมละความสนใจอยากมือถือ ถอดรองเท้าแล้วกำลังจะแผ่นอนลงไปบนโซฟาที่ขอย้ำอีกทีว่านุ่มมากอีกครั้ง แต่แล้วตัวเองก็รู้สึกทะแม่ง เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เออจะอยู่คนเดียวได้ไง ไอคุณชายก็นอนอยู่ข้างๆ นี่หว่า ผมสะบัดหัวแล้วล้มตัวลงไปนอน



ผมกดเปลี่ยนช่องไปมาได้สักพัก ก็ยังไม่หายรู้สึกแปลกๆ เลยหันกลับไปมองไอคุณชาย แต่รายนั้นก็ไม่มีการตอบสนองอะไร เลยเริ่มที่จะขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ นี่มันกลางวันอยู่นะโว้ย ช่วยรบกวนอย่าเพิ่งทำกูหลอนได้ไหม กูยังต้องนอนเฝ้าไอคุณชายนะวันนี้ คนยิ่งกลัวๆ อยู่ ฮือ



ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มอันหนานุ่มมาห่อหุ้มตัวเอง ที่ใช้คำว่าห่อหุ้มคือห่อหุ้มจริงๆ นะ ห่อตั้งหัวจรดเท้าเหลือเพียงแต่ลูกกะตา เพราะยังต้องใช้มองอยู่ เผื่อมีอะไรโผล่มาจะได้ซ่อนตัวทัน (ผีน่าจะหาไม่เจอ) เมื่อเซทตัวและรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยมากพอแล้ว เลยค่อยผ่อนคลายตัวเอง และด้วยความที่แอร์เย็นฉ่ำ การได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ ดั่งปุยฝ้ายนี้ก็ทำให้ผมเคลิ้ม หนังตาหย่อน ขณะที่กำลังจะหลับไปแล้วนั้น ผมก็ได้ยินเสียงกุกกักๆ มาจากทางหน้าประตู เลยสะดุ้งตื่นมาอีกครั้งพร้อมกับผ้าห่มที่เป็นปราการด่านชั้นหน้า ผมลุกขึ้นแล้วแอบมองไปทางประตูโดยมีกำแพงบังตัวผมอยู่



แต่พอโผล่หัวออกไปดู ก็ไม่เห็นมีอะไร ผมเลยรีบล้มตัวลงนอนแล้วคลุมโปงทันที ปลอบใจตัวเองว่าเสียงอาจจะมาจากห้องข้างๆ แล้วพยายามหลับตาให้ลืมทุกสิ่งอย่างไปซะ หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ แต่แล้วการตั้งจิตสมาธิก็ไม่เป็นผล เมื่อผมได้ยินเสียงแว่วมาจากข้างๆ อีกครั้ง



“ พะ พี่ครับ ” เท่านั้นแหละ บทสวดทุกอย่างที่เคยเรียนมาตั้งแต่สมัยประถมมาหมดเลยครับ



“ ธัมโม พุทโธ สังโฆ เกเหกสวดาหกดรน่หำสด่ำนยดบยำดน ”



เท่านั้นยังไม่พอ ไอผีบ้าที่ไหนไม่รู้ยังมาจับขาผมเบาๆ แล้วเขย่าอีก ฮือออออ ปล่อยโผ้มมมม



ผมหดขาอย่างรวดเร็วแล้วตั้งสมาธิท่องบทสวดแบบฉบับของผมอีกครั้ง ทั้งที่ในใจร่ำไห้อย่างเหลืออด กูว่ากูก็ไม่ได้เป็นคนจิตอ่อนขนาดนั้นนะ กระซิกๆ



“ พี่ครับ หนะ นี่ผมมาเอาของมาให้ เอ่อ ”  ไอตัวข้างนอกยังคงพูดขึ้นมาอีกครั้ง ผมหลับตาปี๋คลุมโปงไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แต่เอ๊ะ ประโยคที่ไอตัวอะไรไม่รู้พูดขึ้นมา ทำให้ผมรู้แจ้งว่า…



พรึบ



ผมเลิกผ้าห่มออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วมองไปทางต้นเสียง ก็พบกับผี เอ้ย ชายคนหนึ่ง น่าจะอายุน้อยกว่าผม ตัวขาวจั๊ว หน้าตาหงิมๆ (คือนิยามแบบคนน่าจะขี้กลัว) ตัวไม่สูงมาก น่าจะสูงน้อยกว่าผมนิดหนึ่ง แต่ตัวบางๆ น่าจะลมพัดตัวก็ปลิวได้เลย ยืนตัวลีบยื่นสิ่งของที่ผมแสนจะคุ้นตาเหลือเกินมาให้ กระเป๋าตังผมนั่นเองครับ



“ คะ คือคุณแสงให้ผมเอาของมาให้พี่น่ะครับ ” พูดเสียงเจี๋ยมเจี๊ยมประหนึ่งผมเป็นนายท่านมาจากที่ไหนซักแห่ง เด็กคนนี้น่าจะเป็นไอเด็กคนที่มีเรื่องกับไอแสงแน่นอน



“ เอ้อ ขอบคุณนะ แล้วนี่มายังไง ” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วเอื้อมไปหยิบกระเป๋าตังตัวเองมาจากมือขาวๆ คู่นั้น



“ ผมขี่จักรยานมาครับ ”



“ ไอคันที่ชนอ่ะนะ ” ด้วยความปากไวของผมเลยโพล่งถามออกไป เลยนึกอยากตีปากตัวเองเมื่อเห็นคนตัวขาวหน้าผมนี่หน้าเจื่อนลงไปถนัดตาเลย แถมตายังเริ่มแดงๆ นี่อีก



“ เอ้ย พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะว่าเลย แค่ถามเฉยๆ ” ผมยกมือไม้ขึ้นโบกปฏิเสธกันพัลวัน ส่วนไอเด็กนี่ก็ยกมือขึ้นป้ายตาเบาๆ



“ ไม่เป็นไรครับ มะ มันก็เป็นความผิดผมเอง ” คนพูดสั่นเครือเล็กน้อย



“ ไม่เป็นไรหรอก ไอแสง เอ้ย คุณแสงเป็นเพื่อนพี่ ไอที่พูดกระโชกโฮกฮากแบบนั้น เชื่อเถอะมันไม่ได้เป็นคนไม่ดีอะไรขนาดนั้น ” แต่แค่เลวในสายตากูเท่านั้นเอง



“ ครับ งั้นผม…ขอตัวก่อนนะครับ ” ว่าแล้วก็ค้อมตัวให้ผมเล็กน้อย แล้วรีบเดินออกไปจากห้องทันที ผมมองตามไปด้วยสายตาที่เวทนานิดๆ พลางคิดในใจ



โถ เด็กน้อย



ไม่รู้ซะแล้วว่าไอแสงเวลาโมโหจริงๆ แล้วเลวร้ายขนาดไหน




โปรดติดตามตอนต่อไป


นุ้งงงงงง เด็กของเสี่ยแสง (รึเปล่าน้า) 555555
ช่วงนี้ต้องขอโทษรีดเดอร์ทุกคนด้วยน้า ที่ไรท์มาอัพช้ามากๆ
เพราะงานยุ่งมาก ปัญหาเยอะแยะบานตไทเต็มไปหมด
กว่าจะเสร็จก็พลังหมด หัวสมองแบลงค์ไปเป็นที่เรียบร้อย
เลยแบบไม่มีอารมณ์มานั่งอัพนิยายที่ดองจนอร่อยแล้วเลย 55555
ยังไงก็ไม่หายไปเเน่นอนน้า อัพจนจบเเน่นอนค่ะ ชัวร์!
อย่าหายไปไหนกันน้าา ไรท์คิดถึงง :)
รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ไรท์เป็นห่วงงง :)

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 33
" โชคชะตาที่อาจจะไม่มีคุณ...ก็ตาม "







“ รู้ใช่ไหมว่าวันนี้ฉันเรียกเธอมาเพราะอะไร ” ผมมองไปยังคนพูดที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงข้าม สายตาหนักแน่นที่บ่งบอกถึงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ผมเสตาหลุบมองตักตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมตนต้องนึกหวั่นใจด้วย ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่รู้ซักหน่อยว่าท่านประธานเรียกผมมาทำไมกัน




“ ผม…ไม่รู้ครับ ” ผมตอบไปตามตรง มือประสานกันแน่นจนซีดขาว บรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้มันคืออะไรกันเนี่ย!




เมื่อเช้าตอนที่ผมนั่งเฝ้าไอคุณชายอยู่ตามปกติ อยู่ๆ ผมก็ได้รับสายจากคุณดาราลักษณ์ว่าท่านประธานต้องการพบผม ให้ผมเข้าไปที่บริษัทวันนี้ตอนเวลาเที่ยงวัน ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ท่านประธานจะอยากพบผมไปทำไม อยากทราบอาการคุณเนตรก็ไม่น่าใช่ เพราะคุณเลขาโทรมาถามอาการเขาทุกวันอยู่แล้ว หรือเรื่องส่วนตัวของผมเหรอ ผมก็ว่าไอคุณชายน่าจะยังไม่ได้บอกท่านประธานแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ไว้ใจให้ผมดูแลลูกชายเขาหรอก เพราะผมคาดว่าเขาน่าจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน พูดแล้วก็รู้สึกขลาดๆ ยังไงชอบกล เรื่องของผมกับไอคุณชายนี่จะเป็นยังไงต่อไปก็ไม่รู้ หากทุกคนรู้เรื่องหมดแล้ว




เฮ้อ ตูอยากจะบ้าวันละสิบรอบ




สรุปแล้วท่านประธานต้องการพบผมเพราะอะไรกันนะ นั่งคิดจนหัวจะแตกก็ยังคิดไม่ออก แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าตัวที่นอนหลับตาไม่รู้เรื่องนี่อย่างแน่นอน




เมื่อใกล้ถึงเวลาที่นัดหมายไว้ ผมจึงบอกคุณบอดี้การ์ดหน้าห้องว่าผมจะไปที่บริษัท เขาพยักหน้าเชิงรับรู้แล้วบอกผมว่าไม่ต้องห่วงทางนี้ เขาจะดูแลให้ ผมจึงเบาใจลง ขณะที่รอลิฟต์อยู่นั่นเอง อยู่ๆ น้องชายของคุณเนตรก็ก้าวออกมาจากลิฟต์ตัวเดียวกับที่ผมจะลง ผมจึงชะงัก เจ้าตัวบอกว่าจะมาเยี่ยมพี่ชาย พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างมาให้ เชื่อแล้วว่าลูกชายบ้านนี้นี่มีรอยยิ้มที่เป็นพิษภัยต่อคนอื่นซะจริง มันเปล่งประกายยิ่งกว่าหลอดไฟเหนือหัวผมซะอีก นี่ขนาดคนตรงหน้าผมเป็นผู้ชาย ผมยังรู้สึกเลยว่าขัดเขินนิดหน่อยตอนที่ร่างสูงส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ (นี่ตูกลายเป็นสาวแตกไปแล้วเหรอวะเนี่ย)




หลังจากนั้นผมก็บอกลาคนอายุน้อยกว่าแล้วก้าวเข้าลิฟต์ไป ในหัวก็ยังไม่วายคิดถึงเรื่องที่ท่านประธานต้องการพบผม ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำไมเมื่อกี้ไม่ถามน้องชายเขาไปเลยวะ เผื่อเจ้าตัวจะรู้ แต่ก็ช่างเถอะ เขาอาจจะไม่รู้ก็ได้มั้ง ผมคิดปลอบใจตัวเอง




ไม่รู้ว่าตัวเองคิดมากขนาดที่เดินทางมาถึงบริษัทแล้วเพิ่งจะรู้ตัว โอ้โห นี่ถ้าไอแสงอยู่ด้วยคงแบบด่าผมถึงโครตเหง้า มันชอบด่าผมตรงที่เวลาผมคิดมากหรือมีเรื่องให้ต้องคิด ผมจะชอบเดินเหม่อไม่รู้ตัว หรือทำอะไรก็ตามแต่แบบไม่รู้ตัว จนทำเสร็จแล้วนั่นแหละ สติถึงมา มันบอกว่าวันไหนถ้าได้ข่าวว่าผมถูกกระชากกระเป๋า หรือโดนรถเฉี่ยว จะไม่สงสัยเลย (ดูมันแช่งผมสิครับ)




หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดอย่างที่กำลังดำเนินอยู่เนี่ยแหละครับ




“ เอ่อ ท่านคะ คุณรักหน้าซีดหมดแล้วค่ะ เดี๋ยวดิฉันขออนุญาตพูดแทนนะคะ ” คุณดาราลักษณ์ผู้ที่นั่งอยู่โซฟาด้านข้างผมพูดแทรกขึ้น เธอช่วยชีวิตผมเลยก็ว่าได้ ผมเพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองเผลอกลั้นหายใจมานานก็ตอนนี้แหละ “ คืออย่างนี้ค่ะคุณรัก พอดีท่านประธานอยากจะแจ้งให้ทราบว่าคุณรักอาจจะไม่ต้องมาทำงานแล้วนะคะ ” ผมหันควับไปมองคุณเลขาทันทีที่ฟังประโยคนั้นจบ




“ อะ อะไรนะครับ ”




“ อย่างที่คุณรักทราบนะคะ ตอนนี้เรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว ถึงแม้ว่าคดีความจะยังไม่จบเพราะเราต้องทำตามกฎหมายตามลำดับขั้นตอน แต่ก็ถือว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ ”




“ แล้วผมต้องทำยังไงต่อครับ ”




“ ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ นอกจากรับค่าตอบแทนไปตามที่ตกลงในสัญญา แล้วจากนั้นคุณรักก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยค่ะ ” นี่แสดงว่าเขายังไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าผมกลับมาทำงานที่บ้านได้พักใหญ่แล้ว ทำไมไอคุณชายไม่ได้บอกอะไรพวกเขาสักอย่างเลย แถมตอนนี้ผมยังไม่รู้อะไรไปมากกว่าที่ไอคุณชายเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าก่อนที่จะเกิดเหตุผมทำงานอะไรให้เขา (ถ้าไม่รวมเรื่องที่ผมชอบลวนลามเขาอ่ะนะ) แถมผมก็เพิ่งจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเขา ถึงผมจะคุ้นๆ หน้าแต่ก็คงยังนึกไม่ออก ถ้าเจ้าตัวไม่แนะนำให้ฟังก่อนหน้านี้ สงสัยวันนี้ผมคงเอ๋อแดกแน่นอน




“ ฉันต้องขอบใจเธอมากนะที่อุตส่าห์ดูแลลูกชายมาตลอด จนเธอเองก็โดนลูกหลงไปด้วย แต่ในเมื่อตอนนี้คนร้ายก็ได้รับโทษแล้ว ฉันก็เลยไม่อยากรบกวนเธออีก ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ฉันจะให้คุณดาราเป็นคนจัดการให้ จากนี้ไปเธอจะได้กลับไปสู่ชีวิตปกติซักทีนะ ” ท่านประธานพูดกับผมอย่างจริงใจ จนบรรยากาศอึดอัดก่อนหน้านี้อันตธานหายไปเลยทันที สงสัยผมแค่คงยังไม่คุ้นชินก็เท่านั้น




“ แล้วอีกอย่าง ฉันคงไม่รบกวนเธอให้มาเฝ้าลูกชายฉันแล้วล่ะ เธอควรเอาเวลาไปทำอย่างที่เธอสมควรทำได้แล้ว แล้วก็จากนี้ไปถ้าเธอต้องการช่วยเหลืออะไร บอกผ่านคุณดารามาได้เลย ถ้าฉันช่วยได้ฉันก็จะช่วย ฉันไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใครน่ะ ” พอได้ยินประโยคว่าไม่ต้องมาเฝ้าไอคุณชายแล้ว ผมนิ่งไปทันที




นั่นมันหมายความว่าจากนี้ไปผมอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ไอคุณชายแล้วแบบนั้นใช่ไหม




ผมรู้สึกโหวงแปลกๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าไอคุณชายพ้นขีดอันตรายแล้ว รอพักฟื้นไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็อาจจะได้เจอกันข้างนอกตามปกติ แต่มันก็ยังรู้สึกเหมือน….ใจหายหรือเปล่านะ? เหมือนจากนี้ไปเราอาจจะต้องอยู่ไกลกัน ไอคุณชายอาจจะงานยุ่งจนไม่มีเวลามาเจอก็ได้ หรือไอคุณชายอาจจะเกิดเปลี่ยนใจจากผม แล้วถ้าเป็นแบบนั้น…




ผมจะทำยังไงต่อไปดี




ผมเอ่ยขอบคุณพร้อมทั้งไหว้บอกลาท่านประธานและคุณเลขาก่อนที่จะพาตัวเองเดินออกมาจากห้อง อาจจะว่าใจลอยก็เป็นได้ คุณเลขาเดินออกมาส่งผมที่หน้าลิฟต์แถมยังเอ่ยถามผมอย่างไม่สบายใจว่าผมมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า อาจจะเพราะเธอคงเห็นท่าทางเหม่อลอยของผม ผมยิ้มกว้างให้เชิงบอกว่าผมสบายดี จากนั้นเราก็พูดคุยกันนิดหน่อยก่อนที่ลิฟต์จะมา ผมเดินเข้าไปข้างในแล้วยกมือไหว้เธออีกที จนประตูลิฟต์ปิดนั่นแหละ เรี่ยวแรงที่ฝืนยืนหยัดไว้อยู่ถึงหมดลง ผมเอนตัวพิงกำแพงลิฟต์แล้วหลับตาลง พร้อมกับความเปียกชื้นนิดๆ ที่หางตา ผมเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรออกแล้วตอนนี้




ไม่น่าเชื่อว่าขนาดผมยังจำเรื่องเกี่ยวกับเจ้าตัวไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมยังรู้สึกขนาดนี้ มันแย่ซะจนผมไม่สามารถฝืนยืนต่อไหวได้เลย ผมนั่งยองลงไปพร้อมกับยกมือปิดหน้า ผมไม่ได้ร้องไห้ แค่เหนื่อยนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าผมน่าไหว




ก็แค่ต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเองไม่ใช่เหรอ




ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปหลังจากนี้ จะถือว่าเป็นโชคชะตาของผมแล้วละกัน




โชคชะตาที่อาจจะมีหรือไม่มีไอคุณชาย…ก็ตาม














“ โอ้ย เจ้างั่ง ทำไมนายเซ่อขนาดนี้ ก็แค่ยกมาไว้ตรงนี้แล้วนายก็หยิบใหม่ไม่ได้เหรอไง ทำไมต้องหยิบมาหมดพร้อมกันขนาดนี้ ถ้ามันหกจะทำยังไง หา! ” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดจากคนผิวเข้ม ทำให้ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปอีก ถึงแม้จะหน้าตาดีก็ไม่ได้ทำให้ความน่ากลัวนี้ลดลงไปเลย ยิ่งเจ้าตัวขมวดคิ้ว หน้าบึ้งตึงด้วยแล้ว ส่วนคนที่ถูกว่าอ่ะเหรอ ตัวเล็กกว่า แถมผิวขาวกว่า หน้าตาดูเซ่อซ่า เอ่อ ไม่สิ ดูใสซื่อ ซะเหลือเกิน เลยทำให้ภาพตรงหน้าผมเหมือนเสือจะขย้ำกระต่ายน้อยอะไรแบบนั้นเลยล่ะ




“ ก็…ผมถือไหวก็เลยถือมาหมดเลย ” คำตอบจากคนตัวเล็ก ทำให้คนตัวโตกว่าทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความไม่พอใจ พร้อมยังถลึงตาดุใส่อีกฝ่ายจนลนลานไปหมด ผมยิ้มขำกับเหตุการณ์ตรงหน้า ไอแสงจะรู้ไหมเนี่ยว่าเวลาอยู่กับคนคนนี้ตัวเองทำตัวแตกต่างจากคนอื่นๆ มากมายขนาดไหน ถึงแม้มันอาจจะดูโฉดไปหน่อยอ่ะนะ นี่ถ้าแฟนเก่าคนที่ทำให้มันเสียใจจนใจโฉดได้ขนาดนี้มาเห็นสภาพแบบนี้ สงสัยคงรักหัวปักหัวปำ




“ มึงไม่ต้องมาขำเลยไอรัก มึงดูสิว่ามันเซ่อขนาดไหน ” แต่มันกลับทำให้ผมขำหนักยิ่งขึ้น เพราะอะไรน่ะเหรอ ผมรู้สึกว่าถึงแม้ไอแสงมันจะกระโชกโฮกฮากไปซักหน่อย แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันทำไปเพราะเป็นห่วงนั่นแหละ ดูจากท่าทางมันก็รู้แล้ว




“ อ้าว มึงก็ไปว่าน้องเขา เขาถือมาไหวก็ดีแล้วไง นี่ก็ไม่ได้หกอะไรนิ ดูสิทุกจานยังอยู่ครบ น้ำแกงไม่หกซักหยดเดียวเลย ” น้องคนที่ว่าหันมาส่งสายตาเป็นประกายให้ผม มันเลยทำให้ไอแสงที่หน้าหงิกอยู่แล้ว หน้าหงิกเข้าไปอีก ทำท่าทางฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อยที่ถูกทำให้ขัดใจ ผมถือว่าเป็นบุญตานะเนี่ย เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนมันมา น้อยมากที่มันจะทำตัวแบบนี้ให้ผมเห็น มันเลยยิ่งทำให้ผมหัวเราะไม่หยุด อีกนิดผมว่าตัวเองจะเป็นบ้าได้แล้วล่ะ




เมื่อเช้าที่บ้านผมเขาถือโอกาสที่วันนี้เป็นวันหยุดไปทำบุญกัน แต่สงสัยผมคงเป็นคนบาปเลยบอกกับพวกเขาไปว่าผมง่วงอยากนอนต่อ ให้พวกเขาไปกันได้เลย พ่อกับแม่แล้วก็พี่สาวผมก็บ่นๆ ตามประสาคนอายุเยอะ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยผมนอนต่อ แต่ผมก็ไม่ได้นอนต่อหรอกครับ บอกตรงๆ ว่าผมขี้เกียจเท่านั้นเองนั่นแหละ ผมเลยกำลังคิดว่าตัวเองจะไปหาอะไรกินข้างนอก แล้วถือโอกาสไปชอปปิ้งเสื้อผ้าซะเลย รู้สึกว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่มีเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ บ้างเลย แบบอยากกลับไปเป็นคนคูลๆ เหมือนเมื่อก่อนบ้าง เพราะตั้งแต่ทำงานกับไอคุณชายไม่มาเวลาใส่เสื้อสบายๆ บ้างเลย




อา ผมเผลอคิดถึงคนคนนั้นอีกแล้ว




เมื่อตระหนักได้ว่าเผลอตัวอีกแล้ว ผมเลยซึมๆ ไป แต่อยู่ๆ แพลนผมก็ต้องปิดไปเพราะไอแสงถือโอกาสที่เป็นวันหยุดหรือวันอะไรของมันไม่รู้เหมือนกัน มาหาผมถึงที่บ้าน แถมไม่มาตัวเปล่า หิ้วอาหารที่ไม่รู้ว่ามันไปซื้อมาจากไหนมาด้วย ตอนแรกผมเห็นมันอยู่หน้าบ้านผมยังนึกแปลกใจ เพราะมันบอกว่าช่วงนี้ยุ่งเพราะใกล้จะปิดไตรมาศอะไรซักอย่างของมันแล้ว เลยทำให้มันแทบปลีกตัวไปนั่งดริ้งกับผมไม่ได้เลย แต่วันนี้กลับมาปรากฎตัวอยู่หน้าบ้านผมซะอย่างนั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้มาคนเดียว ยังหอบหิ้วเด็กตัวขาวมาด้วย นี่ผมก็ยังแปลกใจอีกเหมือนกันว่ามันจะพาเด็กนี่มาทำไมกัน




“ เอ้อมึงไอรัก แล้วคุณเนตรคนดีของมึงเขาฟื้นยังวะ ” ชื่อของคนที่เพื่อนสนิทถามขึ้นทำให้ผมนิ่งไปทันที อยากจะบอกมันเหลือเกินว่าผมไม่ได้รับรู้ข่าวสารเขามาเป็นอาทิตย์แล้วตั้งแต่ที่ท่านประธานเรียกผมเข้าไปพบวันนั้น ผมบอกไอแสงแค่ว่าผมไม่ต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทของไอคุณชายแล้ว เพราะมีคนมาทำแทนแล้ว แถมสัญญาผมก็หมดแล้วด้วย มันก็ถามผมว่าไม่ต่อเหรอ รายได้ดีขนาดนี้แล้วยังอยู่ใกล้ชิดกับไอคุณชายอีก ผมไม่กล้าเล่ารายละเอียดมากนัก เลยเลี่ยงๆ ตอบมันไปว่าผมอยากกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัวแล้ว




“ เป็นอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามึงไม่ได้ไปเยี่ยมเขาเลยอ่ะ ” เมื่อเห็นท่าทางผมเงียบไป มันเลยถามผมอีกที




“ ก็…เออดิ ไม่ได้ไปเยี่ยมเลย ” แม้กระทั่งเขาฟื้นแล้วหรือยัง อาการเป็นยังไงผมยังไม่รู้เลย




“ อ้าว ทำไมวะ อย่าบอกนะว่ามึงโกรธอะไรเขาอ่ะ ”




“ กูจะไปโกรธอะไรเขาวะ ก็แค่กู…ไม่มั่นใจว่ะ ” คำตอบของผมทำให้ไอแสงทำหน้าแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร มันคงเดาออกว่าผมยังไม่อยากเล่า ซึ่งมันก็ถูกแล้วนั่นแหละ ผมยังทำใจไม่ค่อยได้เลยที่จะคิดถึงหรือจะเป็นห่วงไอคุณชาย ผมแค่รู้สึกไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่าผมยังเป็นที่ต้องการหรือเปล่า ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้โทรมาแจ้งข่าวของไอคุณชายกับผม ส่วนไอคุณชายก็หายไปเลย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเตรียมใจว่าผมคงจะถูกลืมในไม่ช้า




ไอแสงไม่ได้ดึงบทสนทนาอีก เพียงแต่หันไปว้ากใส่คนน่าสงสารเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่ามันแกะปูไม่เป็น ไอคนทำเข้มก็บ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยื่นมือไปแย่งชิ้นปูมาจากมือขาวแล้วเริ่มแกะให้ ผมอดอมยิ้มกับคนทั้งสองไม่ได้ เป็นคู่ที่ดูตลกเหลือเกิน




เมื่อเราทั้งสามจัดการกับมื้ออาหารเสร็จ ไอแสงก็สวมวิญญาณเป็นผู้บัญชาการเลยทันที ออกคำสั่งให้คนตัวเล็กล้างถ้วยชามให้หมดนี้ ซึ่งมันเยอะบานตะไทมาก เพราะไอเพื่อนผมมันเล่นซื้ออะไรไม่รู้เยอะแยะมากิน ผมเลยรีบบอกมันว่าผมล้างเองได้ ผมเห็นเด็กมันทำท่าหงอยอย่างเห็นได้ชัด พลางส่งสายตาให้ผมอีกแล้ว (ฮือออ ผมแพ้สายตาแบบนี้) แต่เพื่อนสนิทผมก็ไม่นำพา ตัดความหวังของเจ้านี่ทันที (ถ้ามันมีเสียงประกอบคงได้ยินเสียงกรรไกรตัดเชือกอย่างแรงจนขาด) ผมเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้เจ้าตัวเท่านั้น พร้อมกับส่งใจให้ เอาเป็นว่าสู้ๆ แล้วกันนะไอน้อง




คนตัวโตลากผมให้ออกจากลานประหาร ผมแอบหันไปมอง ก็เห็นเพียงแต่ด้านหลังที่ไหล่ลู่ลงซะน่าสงสาร ผมจึงได้แต่ถอนหายใจ




“ ทำไมมึงต้องร้ายกับน้องเขาตลอดเลยวะ ” คนถูกถามก็ได้แต่ยักไหล่




“ ก็กูแบบหมั่นไส้อ่ะ เด็กบ้าอะไรชอบทำตัวปวกเปียกเหลือเกิน ”




“ โดนซะ ไอห่า ชอบทำร้ายเด็ก ” ผมเลยมอบความเอ็นดูให้มันซักทีโดยการตบหัวมันซะ มันร้องโอดโอ้ยซะเกินจริง ผมเลยยกมือจะโบกหัวมันอีกรอบ จนมันกราบแทบอกผมถึงยอมลงให้ทีหนึ่ง แต่ก็ยังเบะปากล้อเลียน




“ ร้ายไปให้ตลอดเถอะนะมึง เดี๋ยวเกิดน้องเขาทำจานแตกบาดมือเลือดกระฉูดขึ้นมา กูนี่แหละจะระ…. ” และเมื่อผมพูดยังไม่ทันขาดคำ




เพล้ง!




“ ไอเชี่ย! ” เพื่อนสนิทผมร้องขึ้นอย่างตกใจ ลุกขึ้นพรวดแล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุอย่างว่องไว ผมมองตามไปด้วยอาการเหวอสุดขีด ไม่ได้อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังพูดนั้นจะสมพรปาก เอ้ย จะเกิดขึ้นจริง ด้วยอารามตกใจทำให้ผมตกใจนิดหนึ่ง ก่อนรีบลุกขึ้นเดินตามไปเหมือนกัน




“ โอ้ย! เบาๆ เบาๆ สิพี่ ผมเจ็บนะ ” เสียงโวยวายแบบผู้ดี (แบบเบาๆ น่ะ) ดังขึ้นตอนที่ผมเดินไปถึงห้องครัวพอดี เห็นไอแสงยกมือขาวๆ ที่เปื้อนเลือดของน้องเค้ายกขึ้นมาดูพร้อมกับใช้ทิชชู่ซับเบาๆ แต่ด้วยขนาดของมือมันเนี่ยแหละที่เป็นปัญหา ดูเหมือนเป็นมันซะเองที่กำลังทารุณน้องเขา




“ เดี๋ยวกูเอายามาให้ รอแปปนึงนะครับน้อง… ” เออว่ะ ผมไม่เคยถามชื่อน้องเขาเลยนี่หว่า นี่ผมนั่งกินข้าวกับคนที่ไม่แม้แต่จะรู้ชื่อแต่คุยกันแบบเหมือนรู้จักกันเป็นชาติแล้วนี่นะ




“ มันชื่อเมฆ ชื่อจริงชื่อ ม่านเมฆ นามสกุล… ”




“ พอเลยมึง ชื่อก็พอแล้วโว้ย ” ผมรีบพูดขัดขึ้นมาก่อนที่ไอแสงมันจะนั่งพล่ามประวัติของน้องเขาออกมาซะก่อน ผมเดินออกไปเอากล่องพยาบาลที่วางไว้ตรงมุมนอกห้อง แล้วเดินถือกลับเข้าไปห้องครัวใหม่ แต่ยังไม่ทันได้ยื่นกล่องให้เลย ผมก็ต้องชะงักแล้วยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูซะก่อน ก่อนจะอมยิ้มกับภาพตรงหน้า




“ มึงเนี่ยนะชอบทำให้กูเป็นตกใจเรื่อยเลยนะ ”




“ กะ ก็ผมไม่ได้ตั้งใจนิ มันหลุดมือตอนล้างอ่ะ ”




“ ซุ่มซ่าม ”




“ ผมไม่ได้ซุ่มซ่ามนะ! ”




“ ไม่ได้ซุ่มซ่ามแล้วอะไร ซื่อบื้อเหรอไง ”




“ นี่คุณ หยุดว่าผมเลยนะ ”




“ แค่นี้ทำงอนเหรอ ”




“ ใครบอกผมงอน! ”




“ แล้วทำไมแก้มแดง ”




“ ผมแก้มแดงตรงไหน ”




“ เนี่ยๆ แก้มแดงอีกละ เขินกูเหรอ ”




“ โอ้ย ผมไม่พูดกับคุณแล้ว! ”




“ ฮ่าๆ หน้ามึงแดงหมดแล้ว ”




ไอแสงเอ๋ย มึงจะกลืนน้ำลายตัวเองก็คราวนี้แหละน่า





โปรดติดตามตอนต่อไป....


เปิดตัวคู่ใหม่ค่าา...
.
.
.
หรือเปล่าน้าาาาาาา 55555555

 :hao6:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2175
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 34
" สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง "




(เนตรนภิศ พากย์)

“ แม่ครับ ผมไม่ได้เป็นมากอะไรซักหน่อย ไม่ต้องให้เขามาดูแลผมถึงขนาดนี้เลย ” เนตรเอ่ยอย่างจนใจ เมื่อเห็นแม่เขากระวีกระวาดให้นางพยาบาลคอยอยู่จัดการดูแลจิปาถะให้เขาตลอดตั้งแต่เขาฟื้นมา





“ ก็แม่กลัวนี่นา กว่าเนตรจะฟื้นได้ก็เล่นเอาแม่กับพ่อแล้วก็น้องใจหายใจคว่ำกันไปหมด ” แม่เขาโวยวายเล็กน้อย ผิดวิสัยที่ปกติจะใจเย็น เขาอึ้งไปนิดหนึ่งเพราะไม่ค่อยได้เห็นแม่เสียงดังกับเขาซักเท่าไหร่ สงสัยคราวนี้จะกลัวจริงๆ เขานอนพิงหัวเตียงที่ถูกปรับให้สูงขึ้นมาพอให้เขาสบายตัว มองแม่เขาที่มาหาเขาแต่เช้าและยังไม่ได้นั่งลงซักที เพราะวุ่นวายกับบรรดาของกิน ของเยี่ยมทั้งหลายที่เขาก็ไม่รู้ของใครเป็นของใครบ้าง เพราะหลายคนนั้นมาเยี่ยมเขาตอนที่เขายังไม่ได้สติ พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นของเยอะแบบนี้แล้ว ก็ได้แม่แล้วก็เจ้านันท์นั่นแหละที่คอยทยอยขนกลับไป





“ แม่เขาดีใจมากฮะพี่เนตร พี่ต้องมาเห็นตอนที่พี่ยังไม่ฟื้น พอเสร็จจากเรื่องคดีแม่เขามานั่งเฝ้าไม่ยอมไปไหนเลย นั่งจนรากฝังลึกถึงชั้นใต้ดินแล้ว ” น้องชายเขาโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำแล้วฟ้องเขารัวๆ





“ ตานันท์ เดี๋ยวเถอะนะ แซวแม่เหรอ ” แม่โวย





“ โอ้ย กระผมมิบังอาจหรอกคร้าบ ” เจ้านันท์ตะโกนมา เขาขำพรืดพอได้เห็นแม่ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกไปทางน้องชายจนกระเทือนแผล ร้องโอ้ยเบาๆ





“ เป็นอะไรลูก! เจ็บแผลเหรอ เรียกพยาบาลเร็วนันท์ ” และเป็นอีกครั้งที่เห็นแม่กระวนกระวายจนปล่อยของที่อยู่ในมือ เดินเร็วพรวดมาจนถึงเตียงเขา น้องชายเขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำแทบจะทันที แต่เมื่อเห็นเขาหัวเราะแทนที่จะเจ็บ คนเป็นแม่ก็โวยวายอีกเล็กน้อย แล้วตีที่แขนเขาเบาๆ และแล้วเขาก็ร้องโอ้ยอีกครั้ง สรุปว่าทั้งสามคนก็หัวเราะไปตามๆ กันลั่นห้องพักฟื้น ทำให้ศรที่เฝ้าอยู่ภายนอกห้องได้ยินเสียง มองเข้ามาผ่านช่องกระจกประตู





แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทอดแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง โอบล้อมพวกเขาสามคนที่ยิ้มหัวเราะไปด้วยกัน บรรยากาศของความสุขที่กำลังอบอวลไปทั่วทำให้คนดูแลที่มองอยู่นั้นพลันคลายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หันกลับมาแล้วยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ





ต่อจากนี้ไปขอให้มีแต่ความสงบสุขซักทีนะ




















“ เป็นยังบ้างล่ะเนตร ” อาชัชที่เสร็จสิ้นจากคดีความของเขา แวะมาเยี่ยมหลังจากที่แม่กลับไปได้ไม่นานนัก ไม่แน่ใจว่าระหว่างทางได้เจอกันหรือเปล่า





“ ดีขึ้นเยอะแล้วครับ อยู่ในห้องจนเฉาไปหมดแล้ว ” เขาตอบน้ำเสียงขบขัน ทำให้อาชัชที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ไกลนักหัวเราะขึ้นมา





“ พักฟื้นเถอะหลานเอ้ย นี่พอพ่อเธอรู้เรื่อง แทบจะพุ่งมาถอนหัวหงอกอาเลยทีเดียว วางแผนลับหลังมัน ไปทำให้หลานบาดเจ็บ ”





“ ถ้าจะโทษก็โทษผมเถอะครับอา ผมเป็นคนขอร้องอาเอง ” เขายกมือไหว้ขอโทษคนอาวุโสกว่า





“ ขอท่งขอโทษอะไรกัน อาเต็มใจช่วย เห็นเป็นลูกเป็นหลาน แถมพ่อเธอยังเป็นเพื่อนของอา เคยช่วยเหลืออามาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เรื่องแค่นี้ทำไมอาจะต้องปฏิเสธ ” คนเป็นอาโบกมือบอกปัด





“ ผม…ขอถามนิดหนึ่งได้ไหมครับ ” เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แต่เหมือนอาชัชจะรู้ทันความนัยของเขา





“ เรื่องของคนคนนั้นใช่ไหม ” เขาพยักหน้าเบาๆ





“ อาของนนท์นทีได้รับโทษทางกฎหมาย ศาลตัดสินจำคุก 20 ปีไม่มีประกันตัว อันนี้น่าจะเป็นเพราะตัวของนนท์นทีตัดสินใจเองด้วยที่จะไม่ประกันตัว ส่วนเจ้าตัวตอนแรกก็โดนดำเนินคดีเหมือนกัน แต่พ่อเธอยอมความจึงได้รับการยกเว้น ”





“ แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ไหนครับ ”





“ อืม เรื่องนี้อาก็ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินพ่อเธอบอกอามาอยู่เหมือนกันว่าจะรับผิดชอบชีวิตเขาต่อไป เพราะตัวเองตั้งมั่นไว้มาตลอด ” เขานึกถึงตอนที่พ่อเคยบอกไว้ว่าลูกชายของอานัยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วหลังจากนั้นพ่อก็ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ต่อจากนั้น เพราะครอบครัวฝ่ายนั้นปิดข่าว แทบจะสืบอะไรต่อไม่ได้เลย





“ ก็คงจะต้องทำตามสมควรนะครับ เรื่องนี้ผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ”





“ กลัวแต่ว่าทางนั้นเขาจะยอมรับไหมล่ะสิ ” ประโยคนายตำรวจใหญ่เอ่ยขึ้นเป็นสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจเช่นเดียวกัน หากแต่ว่านนท์นทียอมรับ พ่อเขาก็คงวางใจเพราะตัวเองจะได้สานต่อได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นอย่างที่เขากำลังคิดแล้วนั้น กลัวแต่ว่าฝ่ายนั้นจะปฏิเสธ และพ่อเขาก็จะต้องมานั่งกังวลอีกครั้ง





เขารู้มาตลอดว่าความทุกข์ในใจพ่อนั้นไม่สามารถวางไปเฉยๆ ได้ถ้ายังไม่ได้ทำตามที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นก็คือเรื่องของลูกชายอานัยคนนี้ แต่พอได้มารู้เรื่องราวทั้งหมดรวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้พ่อเขาเครียดอย่างเห็นได้ชัด ก็คงจะโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุทั้งหมดนี่ล่ะ แต่เขาก็คอยย้ำตลอดว่ามันไม่ใช่เพราะพ่อคนเดียว สิ่งที่หลอมรวมให้นนท์นทีมีความแค้นได้ขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเพราะญาติฝ่ายนั้นด้วย ถึงแม้จะรู้ดีว่านั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายอย่างพ่อเขามีหรือจะไม่รู้





แต่ถึงอย่างนั้นพอได้รู้ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนที่พ่อเขาพยายามตามหามาเนิ่นนานก็ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเขารู้สึกผิดขึ้นมากไปอีก แต่เขาก็ยินดีที่เห็นพ่อไม่ได้โกรธแค้นอะไร กลับยิ่งจะรีบเร่งทำตามสิ่งที่ตนตั้งใจมาตลอด นั่นเป็นสัญญาณที่ดี ตัวเขานั้นเองก็ยินดีด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมด





เห็นทีแล้วเขาคงจะต้องเจอกับคนคนนั้นสักครั้ง เผื่อว่าฝ่ายนั้นจะยอมใจอ่อนตอบรับความช่วยเหลือของพ่อเขา ถึงแม้ตัวเขานั้นจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่อะไรมากมาย แต่เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องได้พูดคุยทำข้อตกลงกันก่อน





พอตัดสินใจได้แล้ว เขาก็รีบส่งข้อความให้เลขาเขาไปค้นข้อมูลที่อยู่ของนนท์นทีทันที





อาชัชกลับไปได้สักพักแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักฟื้นคนเดียว คาดว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่ชั่วโมง คนที่บ้านเขาก็คงจะมากันอีก เขายิ้มบางเมื่อนึกถึงครอบครัวตัวเอง ตอนนี้คงได้โล่งอกโล่งใจกันได้สักที ตัวเขาเองก็คลายใจลงไปเยอะเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้คลี่คลายลง เรื่องเจ็บตัวก็คงจะยุติลง เขาเบื่อโรงพยาบาลเต็มที อยากจะกลับไปทำงานจะแย่แล้ว





เสี้ยวหนึ่งของความคิด เขากลับนึกถึงใบหน้าของคนที่ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตลกดีที่ตอนนี้ตัวเขาสลับบทบาทกัน ก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังต้องมาเฝ้าดูอาการของคนคนนั้นอย่างเงียบๆ และก็กลับไปอย่างเงียบๆ โดยแค่คิดว่าไม่อยากให้คนคนนั้นเดือดร้อนใจกับเรื่องร้ายๆ แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจความรู้สึกของคนที่คอยเฝ้ารอ เฝ้าคิดถึงตลอดแล้วล่ะ ว่ามันเป็นยังไง และก็แอบน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย





ตอนนี้เขาคิดถึงคนคนนั้นเอามากๆ เลยล่ะ





เขาถอนหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึงตอนที่พ่อเขามาบอกว่าได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับรักไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่ฟื้น พอเขารู้แบบนั้นแล้ว มันเหมือนมีใครมาบีบหัวใจเลยซะจริงๆ ฟังดูเหมือนมันเกินจริง แต่พออยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นแล้วมันไม่เกิดจริงเลยซักนิด เท่ากับว่าตอนนี้ระหว่างเขากับรักไม่มีอะไรมาเชื่อมโยงกันได้แล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นในหัวเขาพลันว่างเปล่าทันที ด้วยความที่ตัวเองยังบาดเจ็บ จึงทำให้เขาอ่อนไหวมากกว่าที่คิด ทุกคนที่มาเยี่ยมรวมถึงเพื่อนๆ เขาไม่ได้ติดใจอะไรในท่าทีเซื่อมซึมเล็กน้อยของเขา เพราะคิดว่าเขายังบาดเจ็บ





แต่ถึงอย่างนั้นใครไหนจะรู้เลยว่า ที่เจ็บน่ะไม่ใช่บาดแผลเลย





ตั้งแต่วันที่เขาฟื้นจนถึงตอนนี้ เขาได้แต่นั่งคิดทุกวันว่าต่อจากนี้เขาจะทำยังไงกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่มีใครรู้นอกจากเขา รัก แล้วก็เพื่อนของรัก รวมถึงเจ้าของร้านกาแฟอย่างพี่อุ่นนี้ดี แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้เขากลับนิ่งสงบมากขึ้น ไม่ได้ว้าวุ่นใจเหมือนตอนแรกๆ แล้ว แต่ก็คงยังไม่ได้วางใจหากยังไม่ได้เจอหน้ารักซักครั้ง ไม่รู้ตอนนี้เจ้าตัวจะร้องไห้น้ำมูกโป่งอยู่ หรือจะแฮปปี้ที่ชีวิตไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับเขาอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างหลังที่ตัวเขาคงเป็นคนที่ร้องไห้น้ำมูกโป่งแน่ๆ





รอให้ออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วกัน แล้วหลังจากนั้นเขาจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดเขาก็จะให้รักกลับมาหาเขาอีกให้ได้ เขาจะพยายาม





ใจเขาเหมือนกลับมาเต้นแรงอีกครั้งพอคิดว่าได้ต้องเจอรักในเร็วๆ นี้





เขาก็รีบเร่งอยากออกจากที่นี่ซะตอนนี้เลยจริงๆ



















และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ออกมาสัมผัสกับแสงแดดภายนอกจริงๆ สักที พอออกจากโรงพยาบาลเขาก็รีบกลับบริษัทเพื่อไปเคลียร์งานทั้งหลายแหล่ รวมถึงโปรเจ็คที่คั่งค้างไว้รอเขากลับมาสานต่อ ต่อให้โดนแม่ว่ายังไง แต่ด้วยความที่เขาร้อนใจย่อมยอมที่จะขัดใจแม่แล้วกลับไปทำงานทันที ถึงแม้คุณเลขาของพ่อ รวมถึงเลขาคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่รักจะจัดการเรื่องงานไปบ้างแล้วบางส่วน แต่มันก็มีหลายอย่างที่รอให้เขากลับไปอนุมัติอยู่เหมือนกัน ไหนจะต้องวางแผนสำหรับโปรเจ็คใหม่ต่อไปในอนาคตอีก จึงเป็นที่มาว่าทำไมเขายังไม่กลับไปหารักเลยซักที แถมยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับบ้าน ต้องนอนค้างที่บริษัทอยู่หลายวัน





จนถึงตอนนี้งานก็ได้เคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้ถือว่าตัวเขาจะสามารถวางใจได้ แต่ก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง





แต่ก็มีอีกเปราะหนึ่งใหญ่ๆ ที่ใจเขายังคลายไม่ได้ซักที





เขาเอามือบังแสงหรี่ตามองท้องฟ้า หลับตาสูดหายใจเหมือนเรียกกำลังใจให้ตัวเอง พลางคิดถึงคำพูดหลายๆ คำที่เตรียมพร้อมมาเพื่อการนี้ เครียดยิ่งกว่าโปรเจ็คงานก็คงเป็นวันนี้แหละ ตลกดีที่เมื่อก่อนตัวเขาออกจะเป็นคนที่มั่นใจตัวเองไปซะทุกอย่าง พร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะยากหรือง่ายตามประสาคนในวัยที่กำลังไฟแรง แต่พอได้มามีความรู้สึกดีๆ แบบนี้กับใครซักคน ตัวเองกลับกลัว (หรือให้เรียกกันง่ายๆ ก็คือ อาการป็อดนั่นแหละ) เอาซะง่ายๆ





เขายกมือขึ้นมาดูนาฬิกา ก็พบว่าอีกไม่นานจะถึงเวลาเลิกงานของรักแล้ว และตอนนี้เขาก็อยู่หน้าบ้านของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน กำลังชั่งใจดีว่าจะกดกริ่งแล้วเข้าไปรอที่บ้านเลย หรือจะนั่งอยู่ในรถแล้วรอรักกลับมาดี





นอกจากปอดแหกเบาๆ เรื่องรักแล้ว ยังต้องมาเป็นบ้าอะไรไม่รู้กลับเรื่องแค่นี้ด้วย เขาล่ะหงุดหงิดตัวเองซะจริง





“ อ้าว คุณเจ้านายของรักนี่นา มาทำอะไรตรงนี้คะ ” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เขาสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบหันหลับไป ก็พบกับหญิงสาวที่เขาเคยพบมาก่อนหน้านี้แล้ว





“ สวัสดีครับคุณน้า พอดีผม… ” เขายกมือขึ้นสวัสดีแม่ของรักก่อนที่จะพูดต่อ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายคงเห็นอาการเก้อกระดากของเขาจึงพูดขึ้นมากซะก่อน





“ มาหารักใช่ไหมคะ ” เธอตอบยิ้มๆ





“ เอ่อ ครับ ”





“ ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามารอในบ้านก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวอีกแปปนึงเขาก็กลับมาแล้วล่ะค่ะ ” เจ้าของบ้านพูดพลางไขกุญแจประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วหันหลังมาโบกมือให้เขาตามเข้าไป ขาทั้งสองของเขาจึงขยับตามไป เดินเข้าไปถึงในตัวบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม่ของรักบอกให้เขานั่งรออยู่ที่โซฟาห้องรักแขก แล้วจึงกุลีกุจอเตรียมน้ำเตรียมของว่างมาให้เขา ถึงแม้เขาจะห้ามแล้วว่าไม่ต้องลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังห้ามคุณน้าผู้มีพลังเหลือล้นคนนี้ไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่เข้ามาก็มีของกินเล่นมากมายมาวางให้ตรงหน้าโดยไม่ขาดสายเลยจริงๆ





“ เนี่ยนะ อันเนี้ยเจ้ารักมันชอบมากกก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน นี่น้าก็ซื้อไว้ให้มันเนี่ยแหละ แต่เห็นว่าหนูมา น้าก็เลยเอาออกมาให้กินก่อนละกัน มันคงไม่กล้าโวยวาย ” คุณน้ายังคงพูดเจื้อยแจ้วให้เขาฟัง เขาก็รับฟังยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่หากเขาก็ไม่ได้รำคาญอะไร เพราะรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายเอ็นดูเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน





“ เอ้อ น้าก็มัวแต่พูดมากไปเรื่อยไม่ได้ถามหนูเลยว่ามาหารักมีเรื่องอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ”





“ ผม….มาเยี่ยมเขาเฉยๆ น่ะครับ เห็นว่าเขาไม่ได้ทำงานที่บริษัทผมแล้ว ” เขาตอบพลางหลบตาอีกฝ่ายไปมองกรอบรูปที่วางเรียงรายอยู่บนตู้โชว์แทน ใครจะได้กล้าบอกล่ะว่าคิดถึงเลยอยากมาหาลูกชายเขาน่ะนะ





“ แล้วตอนทำงานกับหนูลูกชายน้าไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่ไหมจ๊ะ เห็นมันแบบนี้อ่ะนะ ข้างในมันก็เหมือนเด็กน้อยแหละ ขี้โวยวายเป็นที่หนึ่ง มีอะไรขอให้ได้โวยวายไว้ก่อน ” เขาหัวเราะนิดหนึ่งพอได้ฟังแบบนั้น ตัวเขาก็พอดูออกแหละว่าเจ้าตัวเป็นคนยังไง แต่ก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร ออกจะขำซะด้วยซ้ำพอได้เห็นท่าทางแบบนั้น





“ ไม่หรอกครับ เขาก็ทำงานดีมาก ผมก็เลยสบายขึ้นหน่อยเพราะเขานี่แหละครับ ”





“ เฮ้อ อย่าว่าน้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ จนถึงป่านนี้แล้วมันก็ยังไม่เห็นมีฟงมีแฟนมากับเขาซักที นี่น้าก็กลัวๆ อยู่เหมือนกันว่ามันอาจจะอกหักช้ำใจจากแฟนคนก่อนจนไม่อยากมีไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ ” คำว่า ‘แฟนคนก่อน’ นี่สะกิดใจเขาอย่างจัง เขาไม่เคยถามรักถึงเรื่องคนเก่าๆ ที่ผ่านมาเลย ตัวเขาก็ไม่เคยเล่าฝั่งของเขาด้วยเช่นเดียวกัน เหมือนต่างฝ่ายต่างมาไม่เคยรู้อดีตที่ผ่านมาเลย พอได้ยินแบบนี้เขาจึงอดที่จะคันยุบยิบในใจอยากรู้อยากเห็นไม่ได้





“ ผมถามได้ไหมครับว่าทำไมเขาถึงเลิกกัน ”





“ น้าก็ไม่ค่อยรู้ลึกถึงรายละเอียดเท่าไหร่นะ แต่แค่รู้มาจากพี่สาวเจ้ารักว่าเหมือนฝ่ายหญิงคงกลัวว่าในอนาคตรักจะดูแลเขาได้ไม่ดีพอ เลยบอกเลิกแล้วไปคบคนที่ดีกว่าน่ะนะ น้างี้นะโกรธมากเลยที่เขามาดูถูกลูกชายแม่ขนาดนี้ ” พอได้ฟังแบบนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรักถึงมีท่าทีที่ไม่มั่นใจตลอดเวลาอยู่กับเขา อีกฝ่ายคงกลัวที่เขาจะทอดทิ้งเหมือนกันเลยพยายามที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด





“ แย่จริงๆ เลยนะครับ ” เขาพึมพำออกมาตามความรู้สึกจริงๆ





“ แล้วนี่ช่วงนี้ก็ไม่รู้มันเป็นอะไร ทำตัวเหมือนอกหักทั้งๆ ที่น้าก็ไม่เห็นมันมีใครเลย ”





“ รักเป็นอะไรเหรอครับ ”





“ ก็ซึมๆ น่ะ ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเดิม น้าก็ดูออกมาซักพักแล้วล่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น ” หญิงวัยกลางคนเล่าให้เขาฟังพลางปลอกมะม่วงในมือให้เขา “ ตอนนี้มันก็ยิ่งหนักกว่าเดิมอีก ข้าวก็กินน้อยลง เหมือนคนตรอมใจอะไรแบบนั้นน่ะ ” นั่นทำให้เขาร้อนใจกับอาการของรัก ยิ่งไม่เห็นเจ้าตัวมาสักพักขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง พอได้ยินจากปากของคุณน้าเขาเลยเริ่มเป็นห่วงหนักขึ้นแล้วจริงๆ





“ แล้วถ้ารักเขามีแฟนขึ้นมาจริงๆ คุณน้าจะว่ายังไงครับ ”





“ ก็ไม่อะไรหรอก แค่ดูแลกันและกันได้ ไม่ทำให้ลูกชายน้าผิดหวังอีกก็เป็นพอแล้ว น้าไม่อะไรมากหรอก ” เขาพลันรู้สึกเหมือนมีชนักติดหลังยังไงชอบกลพอได้ฟังจากปากของคุณน้า ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่อะไรมาก แต่ถ้ามารู้ความจริงขึ้นมาจะรับได้หรือเปล่านั่นแหละ





เครียดยิ่งกว่างานที่บริษัทมีปัญหาก็เรื่องนี้นั่นแหละ





“ เพื่อนเจ้ารักก็อีกคน แสงน่ะ หนูรู้จักไหม ” เขาพยักหน้า “ รายนั้นก็เจ้าชู้เหลือเกิน เห็นรักมาเล่าให้ฟัง น้าก็สงสัยจริงๆ ว่าชีวิตนี้จะไปหยุดอยู่ที่ใครละนั่น ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อคนที่นั่งอยู่ข้างเขาเอ่ยถึงเพื่อนของรักคนนั้น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเจ้าชู้ขนาดไหน หน้าหล่อคนเข้ม แถมฝีปากยังแพรวพราวขนาดนั้นเป็นหญิงคนไหนก็ชอบ ตอนที่เกิดเหตุกับรัก ขนาดไม่ได้รู้จักกับตัวเขามากมาย ยังสามารถคุยกับเขาได้เหมือนคนรู้จักกันเลย





เขากับคุณน้าสนทนากันต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมแสบๆ ของรักในสมัยก่อน ทำให้เขารับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในอดีตมากขึ้น เวลาผ่านไปไม่นานนักก็เริ่มมีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากภายนอกบ้าน นั่นหมายความว่าคนที่เขากำลังเฝ้ารอกลับมาแล้วหรือเปล่า พอคิดได้แบบนั้น ใจเขาพลันเต้นรัวอย่างกับคนที่เพิ่งไปวิ่งรอบสวนลุมฯมาสิบรอบ





“ กลับมาแล้วม๊า อ้าวคุณ ” ทว่าคนที่โผล่หน้าเข้ามากลับไม่ใช่รัก เขาจึงแสดงสีหน้าผิดหวังออกไปอย่างไม่รู้ตัว





“ สวัสดีค่ะ มาหารักเหรอคะ ” เขายกมือไหว้รับคำสวัสดีของอีกฝ่าย





“ ใช่แล้วดี แล้วนี่ไอรักมันอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับมาซักที ที่คุณเขามารอนานแล้วเนี่ย คุยกับม๊าเพลินเลย ” คุณน้าตอบให้เขาพลางลุกขึ้นไปหยิบมะม่วงอีกลูกมาให้เขา





“ โอ้ย มันก็เอ้อระเหยของมันนั่นแหละม๊า นี่ก็ไม่รู้แวบไปเดินทอดน่องที่ไหนอีก ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีไปได้พักนี้ ” พี่สาวของรักบ่นกระปอดกระแปด เดินเข้าไปที่ห้องครัว





“ รักเขาเดินกลับแบบนี้ทุกวันเลยเหรอครับ ” เขาสบโอกาสจึงถามขึ้น





“ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไรชอบเดินเหม่อๆ วันก่อนเพื่อนมันก็มาเล่าให้ฟังว่าเหม่อจนเกือบโดนรถเฉี่ยว ”





“ เฮ้ย ทำไมม๊าไม่เคยรู้เรื่องเลย อันตรายนะนั่น สงสัยต้องเรียกมาคุยหน่อยซะแล้ว ” ไม่ใช่แค่คุณน้า เขาก็ตกใจเช่นเดียวกัน แล้วนี่เดินทอดน่องกลับมาคนเดียว ไม่ใช่ว่าไปเดินเหม่อที่ไหนอีกหรอกนะ





“ งั้นผมขอตัวไปหาเขาก่อนนะครับ ” เขาลุกขึ้นทันที เอ่ยกับคุณน้าและพี่สาวของรัก ไม่ได้สนใจพวกเขาที่ห้ามปราม รีบเดินออกจากบ้าน ในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อเปิดอยู่นั้น ประตูก็เปิดออกมาก่อนโดยคนที่อยู่อีกฝั่งซะแล้ว





“ กลับมาแล้วคระ….. ” น้ำเสียงของคนมาใหม่หยุดชะงัก พร้อมกับตัวเขาที่ยืนเอื้อมมือนิ่งอยู่อย่างนั้น





สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง







โปรดติดตามตอนต่อไป



งุ้ยยยยยยย มันกร๊าวใจมาก คุณเค้าได้เจอกันแว้ววววว

 :impress2:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2022 10:17:36 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 34
" คืนนี้ฉันขอค้างที่นี่ได้ปะ "





“ อ้าว รัก กลับมาซะช้าเลย คุณเนตรเขามารอเจอลูกน่ะ ” เสียงแม่รักดังเข้ามาโสตหูของเขา แต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะช็อคตาค้างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่น

 

“ ไง ” เขาตัดสินใจทักเจ้าตัวก่อน เท่านั้นแหละ เหมือนวิญญาณเข้าร่างเล็กกว่าตรงหน้าทันที

 

“ คุณ….คุณมาได้ยังไงครับ ”

 

“ ก็ขับรถมาน่ะสิ เห็นรถฉันจอดอยู่ข้างหน้าบ้านหรือเปล่าล่ะ ” เขาตอบยิ้มๆ และครึ้มใจหน่อยๆที่เห็นสายตาค้อนน้อยๆตอบกลับมา

 

“ ผมหมายถึง… ”

 

“ ฉันตั้งใจมาเจอนาย ”

 

“ เจอผม? ” เขายักไหล่ตอบประโยคคำถามเสียงสูงนั่น

 

“ มาๆ เจ้ารัก แกก็มัวแต่ยืนอยู่หน้าบ้านอยู่นั่น เข้ามาก่อนสิ ” แม่ของรักพูดแทรกเข้ามา ทำให้คนถูกเรียกถอนหายใจเบาๆแล้วเดินเบี่ยงตัวเขาเข้าไปในตัวบ้าน เขายืนเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะเดินตามเจ้าตัวไป

 

รักวางของลงบนโต๊ะกินข้าว สายตาวาวเมื่อเห็นบรรดาของกินต่างๆที่จริงๆแล้วเตรียมไว้เพื่อเขานั่นล่ะนะ สักพักเหมือนคนเห็นแก่กินจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขายืนหัวโด่อยู่ในห้องโถง เลยกวักมือเรียกให้เขาเดินไปหา

 

น่ารักจริงๆเลยน่า

 

“ คุณกินข้าวมาหรือยัง ” จริงๆก็อิ่มไปนิดหนึ่งแล้วแหละ แต่เพราะอยากนั่งด้วยกันเลยปฏิเสธไปก่อนละกัน

 

“ ยังเลย ”

 

“ งั้นถ้าไม่ได้รังเกียจอาหารพวกนี้ คุณกินกับผมก็แล้วกันนะ ” คนพูดก็ผละตัวออกไปเอาจานชามมาตักข้าวใส่ แล้วยื่นมาให้เขา หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เดินมาพร้อมชามข้าวของตัวเอง นั่งลงตรงข้ามเขา

 

“ ทำไมถึงคิดว่าฉันรังเกียจล่ะ ”

 

“ ก็…ไม่รู้สิ ผมก็นึกว่าคุณไม่เคยกินอาหารแบบนี้ ”

 

“ หืม เมื่อก่อนตอนอยู่ด้วยกัน ฉันก็เคยกินอาหารที่นายทำบ่อยออก ” เขาสังเกตเห็นว่าคนนั่งตรงข้ามชะงัก เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเจ้าตัวคงยังจำไม่ได้แน่ๆ แอบถอนหายใจนิดหน่อย แต่ในความจริงนี้มันกลับเป็นแรงฮึดให้เขาได้อย่างน่าแปลกใจเหมือนกัน เขาคิดว่าครั้งแรกเริ่มต้นได้ ครั้งนี้ก็ต้องเริ่มต้นได้อีกเหมือนกัน คิดซะว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน แถมรักก็ดูมีท่าทีเริ่มจะรู้สึกกับเขาอยู่ด้วย

 

คนสองคนนั่งกินข้าวเงียบๆอยู่ในสายตาของอีกสองสาวแม่ลูก ที่แอบๆด้อมๆลอบมองอยู่ตรงหน้าประตูมาได้สักพักใหญ่

 

“ ม๊า หนูว่านะ คุณเนตรคนนี้นี่แปลกๆอยู่นะ ” คนเป็นลูกสาวพูดขึ้นหลังจากที่แอบสังเกตท่าทีเจ้านายของน้องชายเธอมาตั้งแต่เข้าบ้าน เจ้านายที่ไหนเขาจะมาเยี่ยมลูกน้องถึงบ้านกัน แล้วยิ่งมานั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันอีก แถมแอบมองน้องเธออยู่เงียบๆด้วยแล้วนั่น สายตาแบบนั้น มองจากไกลๆยังรู้เลยว่ารู้สึกยังไงน่ะ!

 

“ ฮื่อ คิดเหมือนกันเลย แกว่ามั้ยว่าน้องชายแกไปอ้อยเขาหรือเปล่าวะ ” คนเป็นแม่ก็ไม่อยากจะบอกว่าเธอก็รู้สึกอยู่เหมือนกัน นี่ถ้าป๊ากลับมาจากนัดออกกำลังกายกับเพื่อนแล้วเจอภาพแบบนี้นะ อยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าตัวจะดิ้นเร่ายังไง

 

ก็แหม อีตาพ่อนั่นหวงลูกชายอย่างกับอะไรดี

 

“ หนูว่า…เขาปิ๊งน้องชายหนูแน่ๆม๊า คอนเฟิร์ม ว่าแต่ม๊ารู้จักคำว่าอ้อยด้วยเหรอ ”

 

“ ม๊าก็จำๆมาจากในละครนั่นแหละ แหม ไอดี แกเพิ่งจะรู้เหรอไง ครั้งที่แล้วตอนที่คุณเนตรเขามาบ้าน ตอนนั้นแกน่าจะไม่อยู่ เขามาตามง้อไอรักถึงบ้านเลยนะเว้ย ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะตั้งแต่ตอนนั้นอ่ะ ” คนเล่าก็เล่าอย่างเมามัน ส่วนคนฟังก็ทำตาโต แถมไม่ใช่แค่ตา ยังลามมาถึงปากด้วย

 

“ โห นี่แสดงว่าเจ้านายไอรักนี่มันปิ๊งน้องชายหนูมานานแล้วเหรอ! ”

 

“ ก็ใช่น่ะสิ แกมันไม่รู้อะไร แถมฉุดลากไอรักออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยเลย ม๊าออกมาก็ไม่เห็นมันอยู่แล้ว ”

 

“ ตายยยยละ ไอรักมันไอทำเสน่ห์อะไรมาหรือเปล่านั่นน่ะ ไม่น่าเชื่อ ”

 

“ ม๊าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกชายมันจะอาภัพกับผู้หญิง แล้วมามีโชควาสนากับผู้ชายได้แบบนี้ อยากจะเป็นลมแต่ก็ตื่นเต้นจนเลือดลมไหลพล่านเกิน เป็นลมไม่ได้ ”

 

“ ม๊านี่ก็พูดไป สรุปดีใจที่ไอรักมันไปสอยหนุ่มหล่อรวยมาได้ว่างั้น ” พี่สาวรักพูดดัก

 

“ อย่ามาทำเป็นรู้ดี แกก็เหมือนกันใช่หรือเปล่าล่ะ ”

 

“ แน่นอนสิ หนูนี่อยากจะกรี๊ดตอนได้รู้เรื่องราว ม๊าไม่รู้อะไร ตอนนี้หนูติดนิยายวายงอมแงม ”

 

“ นิยายไว วาย นิยายอะไรของแก ” แม่ของรักถามอย่างงงๆ

 

“ ก็นิยายชายชายไงคะ ” คนฟังร้องอ๋อ แล้วไม่ได้ต่อความอะไรอีก สายตาทั้งสองคู่มองกลับยังสองชายที่ถูกนินทาระยะกระชั้นชิดอีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปหรือเปล่า คนกินก็ยังกินข้าวกันอยู่เหมือนเดิม แต่ทำไมคนของเรามันหน้าแดงขนาดนั้นละนั่น

 

 

 

“ คุณก็รีบๆกินรีบๆกลับบ้านซักทีสิ ” เขามองคนพูดที่หน้าแดงด้วยความขบขัน คนตรงเขาหน้าแดงจัดจนอยากจะเอื้อมมือไปดึงแก้มซะเหลือเกิน เขาหัวเราะเบาๆ ต้นเหตุของอาการที่รักเป็นอยู่นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ก็คงเป็นเสียงกระซิบกระซาบเบาๆกันอยู่หน้าประตูนั่นแหละนะ สองคนที่แอบอยู่นั้นคงไม่รู้ว่าเสียงกระซิบที่แทบจะกลายเป็นเสียงพูดปกติได้ลอยเข้าหูของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเริ่มปฏิบัติการจีบอย่างที่หมายมั่นอีกครั้งแล้วเชียว แต่ดันมาได้ยินเสียงคนกระซิบกันซะก่อน เลยไปไม่ถูกเลย แต่เขาก็ดีใจนะที่รู้ว่าที่บ้านของรักไม่ได้กีดกันเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ จะหนักใจก็แต่บ้านของเขานั่นแหละ

 

“ ระวังจะติดคอนะรัก รีบกินขนาดนั้น ช้าๆก็ได้ ” เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปรามคนที่ตั้งหน้าตั้งตากินนี้ เดี๋ยวถ้าสำลักขึ้นมาหน้าตาคงดูไม่จืด หน้าแดงแล้วคงแดงขึ้นไปอีก ถึงแดงแบบนี้ในสายตาเขาจะว่าน่ารักก็เถอะนะ

 

“ อุดอูดไอเอย (หยุดพูดไปเลย) ” คนพูดขณะที่เคี้ยวข้าวเต็มปาก

 

“ นั่นๆ เป็นเด็กเหรอไง ใครให้พูดตอนข้าวเต็มปาก ” รักไม่ตอบอะไรกลับมาแต่ส่งสายตาค้อนกลับมาให้แทน ปากก็เคี้ยวข้าวตุ่ยๆหน้าก็บึ้งๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่กับเด็กยังไงชอบกล ไม่เคยเห็นรักในท่าทางแบบนี้เลยแฮะ เมื่อก่อนออกจะดูเป็นทางการกว่าอยู่นิดหน่อย เพราะด้วยสถานภาพการทำงานแล้วด้วย

 

เขายกมือให้เป็นเชิงบอกว่ายอมแพ้ แล้วให้รักกินข้าวจริงๆซักที กลัวว่าจะติดคอซะก่อน

 

กินให้เสร็จแล้วแกล้งทีเดียวละกัน  อืมม

 

“ ช่วงนี้นายเป็นยังไงบ้าง ไม่ไปเยี่ยมฉันที่โรง’บาลเลยนะ ”

 

“ เอ่อ ผมยุ่งๆน่ะครับ ” รักหลุบตาลง เขี่ยเศษข้าวที่ใกล้จะหมดแล้วในชาม

 

“ จริงเหรอ ” เขาแสร้งถาม ในใจรู้อยู่แล้วแหละว่าโกหก แสงเล่าให้เขาฟังหมดแล้วว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง รวมถึงเรื่องสัญญาจ้างนั่นด้วย ถึงแม้เขาจะรู้สึกผิดว่าเป็นต้นเหตุทำให้รักเกิด ‘อาการแปลก’ ในช่วงนี้ก็ตาม แต่ก็นะ เขาก็แอบดีใจนิดหนึ่งว่าตัวเองก็สำคัญสำหรับรักเหมือนกัน

 

“ ผมเริ่มกลับมาทำงานที่บ้านด้วยครับ ยังไม่เข้าที่เข้าทางก็เลยวุ่นวายไปหมด ”

 

“ ก็ดีแล้ว เดี๋ยวนายก็ค่อยๆเรียนรู้ได้เองแหละ ว่าแต่นายจะไม่ถามฉันหน่อยเหรอไงว่าเป็นยังไงบ้าง ” เขาแกล้งหยอก

 

“ ไม่เห็นอยากรู้เลย ” รักตอบแต่เหมือนพึมพำกับตัวเองเบาๆมากกว่า เสยกน้ำขึ้นมาดื่ม

 

“ น้อยใจจัง ฉันยังคิดถึงนายจนต้องมาที่นี่เลยนะ ” แล้วนั่น คนตรงหน้าสำลักน้ำเป็นที่เรียบร้อย เขาหัวเราะดัง รีบหยิบทิชชู่ข้างตัวแล้วยื่นให้ รักรับไปแล้วมองค้อนหนักๆกลับมา เขาลุกขึ้นแล้วโน้มตัวไปตบหลังให้เบาๆ เจ้าตัวเบี่ยงตัวออกถึงแม้จะไอจนน้ำหูน้ำตาไหลไปหมดแล้วก็ตาม

 

“ แหม แค่นี้ก็ต้องเขินจนสำลักน้ำด้วย ”

 

“ ผม แคกๆ ไม่ได้เขิน! แคกๆๆ ” เถียงไปสำลักไป น่าเอ็นดูซะจริง

 

“ เอาเถอะๆ เดี๋ยวนายจะตายซะก่อน ฉันไม่แกล้งแล้วก็ได้ ”

 

รักหน้าบึ้งหนักกว่าเดิม รีบลุกขึ้นคว้าถ้วยชามที่จัดการซัดเรียบหมดแล้วมาซ้อนๆกัน แต่ไม่ยักจะเอาชามของเขารวมไปด้วย เดินยกไปที่อ่างล้างจาน เขาใจกระตุกนิดหนึ่งนึกว่าตัวเองแกล้งแรงไป รีบเดินถือชามของตัวเองตามรักไป แต่พอมายืนข้างๆเจ้าตัว เขาก็ทันสังเกตเห็นแก้มขึ้นริ้วแดงอย่างเห็นได้ชัด เขายิ้มกว้างขึ้นมาทันที

 

“ มา เดี๋ยวฉันล้างให้ ตอบแทนที่นายอุตส่าห์เชิญฉันมากินข้าว ” เขาพยายามหุบยิ้ม แต่ไม่รู้ทำไมถึงหุบไม่ได้ซักที ทั้งที่เขาพยายามแล้วนะ ให้ตาย

 

“ คุณไปนั่งเงียบๆเลยไป ”

 

“ อย่าไล่ฉันสิ ฉันเสียใจนะ ”

 

“ นี่! คุณกวนสมาธิผมอยู่นะ ” รักที่ก้มหน้าก้มตาล้างจานชามอย่างขะมักเขม้น เงยหน้าขึ้นมาโวยวายใส่เขา

 

“ โห เพิ่งรู้ว่าการล้างจานมันต้องใช้สมาธิขนาดนั้น ” เขาพูดน้ำเสียงยียวน

 

“ ฮื่อ ไปนั่งรอเฉยๆเลยไป ”

 

“ ไม่เอาอ่ะ อยากอยู่กับนาย ” เขาไม่พูดเปล่า เอาตัวไปเบียดเบียนร่างเล็กกว่าทันที ก็ทำยังไงได้อ่ะ อยากอยู่ด้วยกันจริงๆนี่นา รักไม่ได้เหวี่ยงอะไรกับมา แต่ฟังเสียงขัดจานชามในอ่างนั้นแล้ว มั่นใจได้ว่าคงกำลังด่าผมอยู่ในใจ แล้วเอาจานชามที่น่าสงสารนั้นจำลองเป็นหน้าผมอยู่เป็นแน่

 

" นี่ " เขาเรียกเสียงเบา แต่ก็คนข้างๆไม่หือไม่อืออะไร งั้นเข้าประเด็นเลยละกันนะ

 

“ คืนนี้ฉันขอค้างที่นี่ได้ปะ ”

 

เคร้ง!

 

จานที่อยู่ในมือของรักล่วงลงอ่างเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่แตกแฮะ ส่วนตัวคนที่ทำหล่นอ่ะเหรอ หันขวับมามองเขาเหมือนเห็นเขากลายร่างเป็นไอรอนแมนอย่างไรอย่างนั้นอ่ะ เขายืนยักไหล่เหมือนตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิดออกไป ก็มันจริงนี่นา เขาแค่ขออนุญาตเองนะ ไม่ได้ลามปามอะไรซักหน่อย

 

“ นายยังไม่ตอบคำถามเลยนะ ”

 

“ คุณ….ถามอะไรของคุณอ่ะ ”

 

“ ก็ขอค้างไงคืนนี้ที่บ้านนาย ได้หรือเปล่า ” เขาถามอีกครั้ง เท้ามือกับขอบเคาท์เตอร์ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่ยืนช็อคไปแล้ว เขาขำออกมานิดหน่อย ก่อนจะยื่นมืออีกข้างไปดึงแก้มคนเรียกสติกลับมา รักปัดมือเขาเบาๆ ร้องโวยวาย

 

“ ไม่ได้ คุณก็มีบ้าน กลับไปนอนบ้านตัวเองสิ ”

 

“ แต่บ้านฉันมันไม่มีนายนี่นา ”

 

“ อะ ไอบ้า หยุดพูดไปเลยนะ ” รักหันกลับไปล้างจานในอ่างต่อ แต่ดูเหมือนจะล้างดีเกินไป เสียงล้างจานเอี๊ยดอ๊าดเลย กลัวว่าผิวจะลอกติดไปด้วยนะนั่น

 

“ มาๆ เดี๋ยวฉันล้างให้ ล้างแบบนี้คืนนี้ก็คงไม่เสร็จ ” เขาดึงตัวคนมายืนข้างๆ ส่วนตัวเองก็เข้าไปล้างแทนที่  ล้างอยู่ไม่นาน ทุกอย่างก็สะอาดเอี่ยมอ่อง หันไปมองคนที่ยืนเงียบเป็นใบ้มาตลอด ก็พบว่าหายไปไหนไม่รู้ซะแล้ว

 

เขินจนทนไม่ได้เลยหรือยังไงละนั่น

 

เขาเดินฮัมเพลงมือเปียกๆเพราะชี้เกียจเช็ดออกมาด้านนอกห้อง มองหาเจ้าคนขี้เขินที่เขินจนวิ่งหนีหายไปแล้ว แต่ก็ไม่พบ พบก็แต่คุณน้าที่นั่งดูทีวีอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปหาแล้วกำลังจะนั่งลงที่พื้นพรมด้านข้างโซฟา

 

“ อุ้ย คุณเนตร มานั่งข้างบนด้วยกันก็ได้ค่า น้าไม่ได้ถืออะไรขนาดนั้น ” คุณน้ารีบห้ามคนตัวสูงทันที

 

“ อ๋อ ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมเห็นพรมมันนุ่มดีเลยอยากลองนั่งเฉยๆครับ ”

 

“ เนี่ย อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ที่คุณเนตรมาวันนี้ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่มาหาไอรักมันใช่ไหมคะ ” เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนจะมองหน้าคนถาม ในหัวกำลังตีกันวุ่นว่าจะตอบยังไงให้คุณน้าเข้าใจดีว่า เขาน่ะมาง้อคนงอนน่ะครับ

 

“ เอาล่ะๆ น้าเข้าใจนะ น้าก็เห็นไอรักมันมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่เคยเห็นมันมีอาการแบบนี้เลย แฟนคนเก่าตอนเลิกกันมันเฮิร์ตพักหนึ่ง แต่แป๊ปเดียวมันก็กลับมาลั่นล้าได้แล้ว แต่กับคุณเนี่ย มันเหมือนอย่างกับผีตายซาก วันๆเหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ ซึมกะทือเหมือนคนอยากเหล้าจนลงแดงแบบนั้นแหละ ” เขาหัวเราะนิดหน่อยกับคำเปรียบเปรยของคุณน้า

 

“ น้าว่า เอ่อ ถ้าคุณเนตรจะ แบบว่า ชอบ…มันแบบนั้นน่ะ ในทางแบบนั้นน่ะนะ น้าก็…ไม่ได้ห้ามอะไรหรอกนะ แต่แบบว่า ขออย่างเดียวได้ไหม ”

 

“ คุณน้าพูดมาเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ”

 

“ น้าขอแค่ให้คุณเนตรดูแลมันดีๆก็พอ น้าไม่ได้ว่าจะขายลูกชายง่ายๆอะไรแบบนั้นนะ แต่เท่าที่น้าสังเกตแล้ว ไอรักมันไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน น้าเลยเชื่อว่ามันก็คงมีความรู้สึกแบบนั้นกับเราเหมือนกัน ” คุณน้ามองตรงมาที่เขา แล้วยิ้มให้เล็กน้อย

 

“ ผมไม่อยากให้แค่คำสัญญาปากเปล่า แต่ผมจะทำให้เห็นเองครับคุณน้า ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ แต่ว่านะ น้าก็อดกังวลไม่ได้น่ะ ” คนอายุมากกว่าขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ

 

“ เรื่องอะไรเหรอครับ ”

 

“ ก็เรื่อง… ”

 

“ ทำอะไรอยู่น่ะแม่ ละนั่นใครน่ะ ” คุณน้ายังไม่ทันพูดจบประโยดดี ก็ปรากฏชายวัยกลางคนคนหนึ่งตรงหน้าทางเข้าห้องโถง

 

“ อ้าวป๊า กลับมาไวจังวันนี้ นี่คุณเนตร เจ้านายของไอรักมัน ” เขาหันไปไหว้ป๊าของรัก อีกฝ่ายรับไหว้แล้วหันไปวางของบนโต๊ะใกล้ๆกัน

 

“ คุณเนตรนี่ที่ลูกชายผมไปเป็นบอดี้การ์ดให้ใช่ไหม ”

 

“ ใช่ครับ ” คนฟังทำเสียงอืมในลำคอ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับอีก แต่ถือโอกาสนั้นนั่งคุยเรื่องธุรกิจทั่วไปตามประสาผู้ชายทำธุรกิจ พ่อของรักถือเป็นคนที่หนักแน่นและมีเหตุผลมากคนหนึ่งพอมาได้ฟังอะไรหลายๆอย่างจากเขา ประสบการณ์หลายๆอย่างที่เขาไม่เคยประสบ เวลาผ่านไปเนื่องนาน อีกฝ่ายก็ขอตัวไปพักผ่อน โดยที่คุณน้าพยักพเยิดให้เขาขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องของรักนั่นเอง แถมเจ้าตัวยังหัวเราะคิกคักกับพี่สาวรักที่มานั่งบนโซฟาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

 

การที่แม่อีกฝ่ายไฟเขียวแล้วอะไรๆก็ง่ายขึ้นแบบนี้นี่เอง

 

คิดไม่ผิดที่เข้าทางที่บ้านซะจริง

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป....

การเป็นสาววายไม่ผิดนะคะ อิอิ


สวัสดีปีใหม่ค่าทูกคนนนนนนน

มันก็เลยมาครึ่งเดือนแล้วอ่ะนะ 555555

ไรท์ขอโทษน้าที่มาช้าไป(ไม่)นิด กลัวคนอ่านหายไปหมด ซึ่งก็น่าจะรอจนไม่อยากรอแล้วอะไรแบบนั้น

อย่าเพิ่งหายกันไปเลยยย ไรท์ก็พยายามเค้นสมองอันยุ่งเหยิง เขียนให้ได้มาแต่ละตอน T T

บางทีก็ลืมบ้าง ยุ่งบ้าง ขี้เกียจบ้าง สลับกันไป แต่ในที่สุดก็ออกมาเป็น 1 ตอน แล้วก็มาลงทันทีเลย

กลัวนิยายโดนลบทิ้ง เพราะดองนานเกิน 55555555

ยังไงไรท์ก็ขอให้ทุกคนแฮปปี้ดี้ด้าตลอดทั้งปี 2022 นี้นะคะ สิ่งอะไรที่ไม่ดี ไม่อยากจดจำก็ปล่อยๆปลงๆมันออกไป

เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในปีใหม่ๆนี้ สิ่งใดที่ตั้งใจหมายมั่นไว้ ก็ขอให้สำเร็จสมจิตสมใจเด้อค่ะ

ขอบคุณทุกๆคนนะคะที่ยังติดตามกันอยู่ T T


 คนอ่าน >>  :z6:


ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
มีความสุขเช่นกันครับ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 335
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 645
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ตามอยู่ครับ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด