เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 39!!! (29/6/65)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 39!!! (29/6/65)  (อ่าน 13293 ครั้ง)

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 31
" ขอเพียงแค่เขาปลอดภัยก็พอ "




“ คุณรัก คุณแสงครับ ผม…เกรงว่าคุณเนตรจะเกิดเรื่องแล้วครับ ” คุณศรเดินมาบอกผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ผมซึ่งกำลังจะกดมือถือติดต่อไอคุณชายผุดลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยิน



“ ไอคุณ…คุณเนตรเป็นอะไรครับ! ” ผมถามด้วยความตื่นตระหนก ในใจเริ่มรู้สึกหวั่น ความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กำลังทำให้ผมกระวนกระวายใจ



“ ผมยังไม่สามารถบอกอะไรคุณได้มาก แต่ขอให้คุณตามผมมาก่อนครับ ” ว่าแล้วคุณบอดี้การ์ดก็นำทางผมกับไอแสงไอที่รถ แล้วขับออกไปทันที บรรยากาศกดดันทำให้ผมกับแสงนิ่งเงียบ ไม่มีใครเลือกที่จะพูดอะไร ซึ่งผิดวิสัยของพวกเรามากๆ แต่บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมกลัวไปหมด ถึงแม้จะจำเรื่องราวของไอคุณชายไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมในใจผมถึงเป็นห่วงได้มากมายขนาดนี้ มือทั้งสองข้างของผมบีบกันแน่น คุณศรก็ติดสายตลอดเวลา ซึ่งปลายสายก็น่าจะเป็นใครซักคนที่ส่งข่าวมาเมื่อก่อนหน้านี้บอกว่าคุณเนตรกำลังเกิดเรื่อง



ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด เพราะเป็นเวลาที่คนแห่กันออกมาจากสถานที่ทำงาน ทำให้รถที่ผมนั่งอยู่นี้ขยับได้ไม่มาก เวลาที่ผ่านไปกับความกังวลในใจของผมที่มันมากขึ้นทุกๆ วินาที ตอนนี้ผมเริ่มส่งข้อความหาไอคุณชายเรื่อยๆ ด้วยความหวังที่ว่าเขาจะตอบ หรือไม่ตอบก็ได้ อ่านเฉยๆ ก็ได้ ให้ผมรู้ถึงความเคลื่อนไหวของเขาก็ยังดี อย่างน้อยก็ทำให้ผมชื้นใจว่าเขายังปลอดภัยดี แต่ไม่ว่าผมจะส่งข้อความไปเยอะเท่าไหร่ ปลายทางก็ยังนิ่งเงียบ นี่แหละทำให้ผมกลัว



ไอแสงที่นั่งเงียบมาตลอดก็ตบไหล่ผมพร้อมบีบเบาๆ ผมจึงหันไปหามัน ไม่รู้ทำไมเห็นหน้ามันตอนนี้แล้วเกิดอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ นี่ผมอ่อนแอขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมกระพริบตาถี่ไล่น้ำตา แล้วสูดหายใจลึกเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง ต้องเชื่อมั่นว่าคนดีๆ อย่างไอคุณชายต้องไม่เป็นอะไร



เพราะถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา ใจผมคงต้องแย่แน่



“ คุณรักใจเย็นๆ นะครับ คุณเนตรต้องไม่เป็นอะไรครับ ตอนนี้เจ้านายผมกำลังส่งคนเข้าไปช่วยเหลือ คาดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วครับ ” เสียงของคุณศรเอ่ยขึ้นในขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับตัวเองในใจ



“ ผม…แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาครับ ”



“ ตอนนี้สิ่งที่ผมสามารถบอกคุณได้ก็คือเขาถูกจับตัวไปครับ ”  จับตัวไป? คนอย่างไอคุณชายที่มีคนดูแลมากมายขนาดนั้นเนี่ยนะ?



“ แล้วทางคุณรู้ตัวคนร้ายแล้วใช่ไหมครับ ” ไอแสงถามแทนผมที่กำลังตกใจ



“ ตอนนี้รู้แล้วครับ ”



“ ตอนนี้คุณศรจะพาพวกผมไปไหนเหรอครับ ” คนขับรถเงียบไปพักหนึ่ง



“ ผมได้รับคำสั่งให้พาพวกคุณกลับบ้านครับ ”



“ ผมคงกลับบ้านแล้วได้แต่รอข่าวคราวของคุณเนตรอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะครับ ”



“ มันอันตรายครับคุณรัก ”



“ ผมรู้ครับ แต่ผมไม่สามารถกลับบ้านได้จริงๆ ครับตอนนี้ ”



“ ผม….เป็นห่วงเขาครับ ” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง จนคิดว่าในชีวิตนี้ตัวเองไม่เคยจริงจังแบบนี้มาก่อน จนไอแสงมองมาอย่างอึ้งๆ ผมจึงกระดากนิดหน่อย เลยกระแอมๆ เล็กน้อย ก่อนที่เพื่อนผมมันจะหัวเราะเบาๆ แถมยังเลิกคิ้วลิ่วตามาให้ผมอีก



“ เรื่องนี้ผมตัดสินใจให้ไม่ได้นะครับ แต่ผมขอถามเจ้านายผมก่อน ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็กดลงที่ปุ่มอะไรซักอย่างบนหน้าจอ คาดว่าน่าจะเป็นปุ่มโทร ซึ่งตอนนี้ระบบเสียงเชื่อมต่อกับบลูทูธที่สวมอยู่ในหูของเขา ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงปลายสาย ผมยกมือขึ้นจะตบหัวไอแสงที่มันยังล้อผมไม่เลิกซักที แต่มันก็ไหวตัวทัน แล้วยังหัวเราะคิกคักใส่ผมอีก ไอเพื่อนชั่ว!



“ แหมๆ คุณเพื่อนรักครับ ไม่ทราบว่าพลังอนุภาพของความรักมันกำลังสำแดงฤทธิ์ใช่ไหมครับ เลยยอมรับออกมาตรงๆ ขนาดนี้ แมนขนาดดด ”



“ เงียบไปเลยมึง คุณบอดี้การ์ดเค้าคุยโทรศัพท์อยู่ไม่เห็นหรือไง ” ผมตอบน้ำเสียงกระซิบ



“ ทำดุๆ โด่ว เขินก็บอกมา เพื่อนไม่ว่าหรอก ” แล้วมันก็หัวเราะเยาะเย้ยครับ ผมเลยยกเท้าถีบเข้าให้ มันเลยยอมเอามือปิดปาก แต่ก็ยังปิดรอยยิ้มกรุ่มกริ่มของมันไม่มิด



“ เขินเก่งง ฮ่าๆ ” ผมถลึงตามองมัน ก่อนจะเลิกสนใจมันถาวร



“ คุณรักครับ ” ผมรีบหันมาหาคุณศรที่เพิ่งจะวางสายจากเจ้านายเขา


“ เขาว่ายังไงบ้างครับ ”



“ เขาบอกว่าตอนนี้รู้สถานที่ที่คนร้ายลักพาตัวคุณเนตรแล้วครับ… ”



“ สรุปแล้วเราสามารถไปได้ไหมครับ ” ผมรีบถามทันทีที่คุณบอดี้การ์ดพูดยังไม่ทันจะจบประโยค



“ แหมมึงก็ ใจเย็นๆ ดิวะ เขากำลังจะพูดต่อเนี่ย แต่ก็อย่างว่าแหละน้า ” แล้วมันก็จบด้วยคำพูดคลุมเครือของมัน ซึ่งผมก็เอือมระอาเกินว่าที่จะอ้อล้อต่อเถียงกับมัน หันไปสนใจคุณบอดี้การ์ดแทน



“ ผมสามารถพาคุณรักกับเพื่อนไปได้ครับ แต่เจ้านายเขาย้ำมาว่าให้เราอยู่แต่บนรถ ห้ามลงไปเป็นอันขาดครับ ”



“ เอ่อ แบบนั้นก็ได้ครับ ”



“ คุณรักต้องรับปากนะครับว่าจะไม่เข้าไปเป็นอันขาด ”



“ ครับ ผมรับปาก ”



ไขว้นิ้วไว้ข้างหลัง แล้วพูดต่อในใจว่า...



‘ ถ้าผมทำได้อ่ะนะครับ ’















“ บ้านหลังนี้เหรอครับ ” เราเข้ามาในหมู่บ้านที่ผมคาดว่าน่าจะค่อนข้างแพงไปทางมาก ซึ่งก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าคงจะมีแต่คนมีกะตังเท่านั้นที่อยู่ และขับมาเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งตาโตเข้าไปกันใหญ่ ลืมความกังวลในใจไปครู่หนึ่ง พอมาถึงจุดที่คนร้ายนำตัวไอคุณชายมาไว้ ผมมองไปรอบๆ บ้าน ก็พบว่ามันก็คือบ้านเดี่ยวทั่วๆ ไปที่ไว้สำหรับอาศัย ไม่ใช่สถานที่ที่จะก่อเหตุได้เลย บ้านหลังอื่นๆ คงยังไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ด้วย เพราะแต่ละหลังยังคงเงียบไม่มีใครมายืนออเป็นไทยมุงเลยซักคน



ด้านหน้าของตัวบ้านมีรถของเจ้าหน้าที่จอดอยู่มากมาย แต่ทุกคันไม่มีเปิดไฟ หรือแสดงสัญญาณไฟใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องด้วยว่าคงกำลังเตรียมตัวบุกเข้าไป ผมเห็นเจ้าหน้าที่สวมชุดดำถือปืนจำนวนหนึ่งรอสัญญาณอยู่หน้าประตูบ้าน และมีบางคนประจำจุดอยู่รอบๆ ตัวบ้าน ผมรู้สึกลุ้นระทึกลึกๆ เพราะไม่เคยเห็นฉากแบบนี้มาก่อน นอกจากในหนัง แถมสถานการณ์ตรงหน้ายังกดดันเพราะเราไม่รู้ว่าข้างในจะเป็นยังไงบ้าง



ก็ขอให้ไอคุณชายยังคงปลอดภัยด้วยเถอะ



“ เชี่ย อย่างกับในหนัง ”  ไอแสงพึมพำออกมาอย่างอึ้งๆ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับมัน เพราะเหตุการณ์ข้างหน้ามันอารมณ์แบบนั้นเลยอ่ะครับ แต่พอได้อยู่ในที่เกิดเหตุจริงๆ กลับรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวละครเลยว่าเครียดขนาดไหน (ก็ว่าไปนั่น)



“ ผมจะจอดอยู่ตรงนี้นะครับ พวกเราต้องรออยู่ในนี้เท่านั้น ” ผมพยักหน้าให้คุณศร ก่อนจะมองไปยังจุดหน้าบ้านอีกครั้ง ใจเต้นแรงตลอดเวลาเพราะรับรู้ถึงความเครียดขึงที่เริ่มก่อตัวอยู่ภายใน ขามันก็สั่นตลอดเวลาจนอยากจะเปิดประตูแล้ววิ่งเข้าไปให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่ต้องหักห้ามใจเพราะไม่อยากไปเป็นภาระของใคร



“ ไอรัก กูว่างานนี้แม่งไม่หมูว่ะ มึงดูเจ้าหน้าที่ดิ เยอะเบอร์นี้ ”



“ กูกลัวว่ะมึง กลัวว่าไอคุณชายจะเป็นอะไรไป ” ผมพูดแล้วมองไปยังตัวบ้านอีกครั้ง จากจุดที่ผมอยู่นี้มองไม่เห็นสถานการณ์ข้างในเลยแม้แต่นิด เห็นแค่ว่าตัวบ้านเปิดไปสว่างเหมือนบ้านทั่วไป ไอแสงเอื้อมมือมาตบไหล่ผมเบาๆ



เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบสิ่งของออกมาจากกระเป๋า ผมเดาว่าน่าจะเป็นมือถือ จากนั้นก็ส่งสัญญาณมืออะไรซักอย่างซึ่งผมมองแล้วไม่เข้าใจ ทันใดนั้นอีกสองคนก็พุ่งตัวเข้าไปพังประตูทันที! เสียงประตูพังดังเล็ดลอดเข้ามาถึงในรถ ผมกับไอแสงมองกันอย่างตื่นตะลึง เพราะประตูบานใหญ่ๆ บานนั้นแต่ใช่คนแค่สองคนในการพัง โอ้มาย นี่ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นเพราะประตูบางเกินไปหรือคนมันบึกเกินไปกันแน่



คงน่าจะเป็นอย่างหลังน่ะนะ



เจ้าหน้าที่หลายคนวิ่งเข้าไปในบ้านทันทีที่พังประตูเข้าไป ส่วนบางคนเฝ้าอยู่ข้างนอกตรวจตราดูรอบตัวบ้าน ผมมองตามแสงสว่างที่เล็ดลอดออกมาจากในตัวบ้านผ่านบานประตูซึ่งนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เงาคนวูบวาบไปมา แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวไอคุณชายอยู่จัดไหนของตัวบ้าน มือของผมจับบานประตูรถแน่น พยายามหักห้ามใจไม่ให้ขัดคำสั่งแล้วเปิดประตูวิ่งลงจากรถไป ผมคิดอย่างขัดใจ ทำไมผมถึงช่วยอะไรไม่ได้เลยนะ ทั้งๆ ที่เรื่องการต่อสู้ผมก็ฝึกฝนมาตลอด แต่ทำไมพอถึงเวลาจริงๆ ถึงเกิดเรื่องได้ตลอดเวลา จะปกป้องคนอื่นแต่กลับต้องให้คนอื่นมาเจ็บตัวไปด้วย



โอเค ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมว้าวุ่นสุดขีดเลย ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด สถานการณ์เลวร้ายขั้นสุดขนาดไหนผมก็คิดไปไกลกว่านั้นแล้วล่ะ พอคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบที่คิดจริงๆ แล้ว ในใจผมก็กลัวไปหมด จนกระวนกระวายใจ อยู่นิ่งไม่ได้เลยซักนาทีเดียว เกลียดช่วงเวลาแบบนี้ซะจริง มันทำให้ผมรู้สึกจะเป็นบ้า คงเป็นอาการแพนิคอย่างหนึ่งที่ทุกๆ คนคงเคยเผชิญ



ผมลดกระจกลงมาเล็กน้อย คุณบอดี้การ์ดหันหลังมามองผมทันที ผมยิ้มแห้งๆ ให้เขา



“ ผมอยากสูดอากาศข้างนอกน่ะครับ ในนี้มันอึดอัด ผมหายใจไม่ค่อยคล่องเลย ” พอผมพูดจบ คนนั่งข้างหน้าพยักหน้าเชิงรับรู้แล้วหันกลับไป ไอแสงหันมามอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ผมจึงเคลื่อนสายตาไปมองที่ตัวบ้านอีกครั้ง



และขณะที่ผมกำลังคิดอะไรวุ่นวายไปอยู่นั้น



ปัง!!!



เสียงนี้ผมคุ้นเคยดี ถึงแม้จะไม่เคยสัมผัสมัน แต่ผมได้ยินมันทุกครั้งเมื่อดูหนังแอกชั่นสุดระห่ำ ที่พระเอกต้องต่อสู้กับตัวร้าย หรือในละครที่ม๊าผมชอบดูก็มีเหมือนกัน ที่ต้องมีฉากคนร้ายพยายามจะทำร้ายใครซักคนในตอนท้ายเมื่อทุกอย่างถูกเปิดโปงแล้ว เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง แม้กระทั่งลมหายใจของผมเอง เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น เหมือนสติของผมจะถูกมันพรากออกไปจากร่างด้วยเช่นกัน



ผมไม่รู้ตัวว่าตัวเองเปิดประตูลงมาตอนไหน คุณบอดี้การ์ดและเพื่อนผมจะตะโกนออกมาว่ายังไง หรือฝ่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าตามจุดอยู่ตรงหน้าตัวบ้านได้ยังไงเหมือนกัน แต่ในใจผมตอนนี้มุ่งไปหาคนที่อยู่ในความคิดของผมตลอดเวลาเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองมาถึงจุดเกิดเหตุโดยที่ไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหนได้ยังไงด้วยซ้ำ ก่อนที่สติผมจะขาดผึง เสียงปืนกลับดังขึ้นอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้มันดังขึ้นกว่าเดิม



เพราะเหตุการณ์มันอยู่ตรงหน้าผมแค่นี้เอง



ปัง!!!



“ ไอคุณชาย!!!! ” ผมตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวยังคงยืนนิ่งเหมือนไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกยิง ตัวผมพรวดพราดเข้าไปประจวบพอเหมาะทันทีที่ไอคุณชายล้มลง เสียงคนร้ายหัวเราะดังลั่น เสียงร้องไห้ของคุณนนท์ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ ดังระงมไปทั่วห้อง ในสายตาของผมมีแต่ใบหน้าซีดขาวของคนในอ้อมกอดของผมเท่านั้น ผมพยายามตบแก้มเขาเบาๆ ให้เขาลืมตา ฉวยมือของเขามากุมไว้แน่นแล้วพยายามเรียกชื่อเจ้าตัว ในหัวของผมเหมือนว่างเปล่าไปหมด ผมคิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่นิด รู้แต่ว่าใจผมมันบีบรัดไปหมด น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว



ผมใช้มืออีกข้างฉีกแขนเสื้อตัวเองเพื่อมากดแผลของไอคุณชายที่เลือดไหลออกมาไม่หยุด มือสั่นเหมือนเรี่ยวแรงหายไปหมด ก่อนจะได้ยินเสียงพยาบาลตะโกนเข้ามาว่าให้ออกห่างจากคนเจ็บ แต่ผมยังดึงดันที่จะกุมมือของอีกฝ่ายไว้แน่น



แต่แม้ว่าจะจับแน่นขนาดไหน



สุดท้ายก็จำต้องหลุดออกจากกันอยู่ดี…



ร่างสูงของไอคุณชายถูกยกขึ้นเปลคนเจ็บ มีบุรุษพยาบาลสองคนเข็นออกไปอย่างรวดเร็ว ผมรีบวิ่งตามออกไป แต่ก็ถูกคนที่ไม่รู้ใครเป็นใครบังจนผมวิ่งไล่ตามไม่ทัน จนคนเจ็บถูกยกขึ้นรถฉุกเฉินแล้วแล่นออกไปแล้ว ผมยังคงยืนโง่อยู่ที่เดิม ผมยกมือสั่นๆ ของตัวเองขึ้นมาลูบหน้าลูบตาของตัวเอง ความเปียกชื้นบนใบหน้าก็ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองร้องไห้อยู่ และเมื่อยิ่งเช็ด น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม สะอื้นหนักมากขึ้น เมื่อหยุดไม่ได้ ผมก็ก้มหน้าลงให้น้ำตามันไหลสะใจไปเลยละกัน



ไหล่ผมถูกใครซักคนกอดไว้ ก็คงเป็นไอแสงนั่นแหละ แต่วินาทีนี้ผมไม่สนใจอะไรแล้ว ร้องมันให้ตายไปเลยละกัน



“ ไอเหี้ยรัก มึงใจเย็นๆ น้ำจะท่วมแล้ว ” ผมเงยหน้ามองหน้ามัน เห็นมันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เหมือนกันเลยเอื้อมมือไปผลักหัวมันเบาๆ



“ ว่าแต่คนอื่น ตามึงก็แดงเหมือนกันนั่นแหละ นั่นไอคุณชายกูนะ มึงไม่เกี่ยว ”



“ โหย กูพิศวาสตายห่าแหละ กูแค่สงสารมึง ดูมึงสิ ต้องแรงควายขนาดไหนวะ ฉีกเสื้อไปซับเลือดเขาได้น่ะ” จบประโยคนั้นก็ทำให้ผมยิ่งร้องไห้ออกมามากกว่าเดิม



“ มึงแม่ง ”



“ เฮ้ย! อย่าร้อง กูพูดเล่น ไม่เอาๆ ละ เลิกร้อง เมื่อกี้คุณอะไรนะ บอดี้การ์ดของมึงอ่ะ ” ผมสูดน้ำมูก กลั้นสะอื้นก่อนจะเอ่ยตอบเสียงสั่นๆ



“ คุณศร ”



“ นั่นล่ะ เขาบอกว่าให้มึงรีบกลับไปที่รถ เดี๋ยวเขาจะพาไปที่โรง’ บาล ” ว่าแล้วมันก็กอดไหล่ลากตัวผมเดินออกจากบริเวณบ้านกลับไปที่ตัวรถ ระหว่างที่เดินไอแสงมันก็ปลอบผมโดยการลูบๆ ไล้ๆ จนผมรู้สึกจั๊กจี้แทนที่จะซึ้งในน้ำใจมัน คราวนี้เลยตบหัวมันไปเลยจริงๆ จนมันร้องโอ้ย หันมามองตาขวาง เลยทำให้ผมหัวเราะได้หน่อย



“ เห็นว่ามึงเศร้าอยู่หรอกนะ กูจะไม่เอาคืน ” ผมยิ้มบางกับตัวเอง ไอแสงเป็นเพื่อนคนเดียวของผมที่ผมคบมานานขนาดนี้ มันทั้งผ่านอะไรกับผมมามากมาย อย่างในตอนนี้ที่ผมกำลังเผชิญอยู่ หากไม่บอกว่ามันเป็นเพื่อนที่โคตรสนิทก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเรียกมันแล้ว



“ ขอบคุณนะมึง ” ผมหันไปพูดเบาๆ กับมัน



“ ไม่เป็นไรเว้ย ” แล้วมันก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันผุของมันมาให้ ตอนนี้หัวเราะทั้งน้ำตาเป็นยังไง ผมก็เพิ่งจะรู้แหละนะ



“ เลี้ยงข้าวกูมื้อนึงก็พอ ” กำลังจะซึ้งเลยเชียว















“ ตอนนี้คุณเนตรกำลังอยู่ในห้องไอซียูครับคุณรัก ” คุณบอดี้การ์ดบอกกับผมเมื่อเรามาถึงที่โรงพยาบาลแล้ว อีกฝ่ายเดินนำหน้าพวกผมเพื่อพาไปยังห้องฉุกเฉินที่ร่างของไอคุณชายถูกมาเข้าไปในนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไอแสงยังคงโอบไหล่ผมอยู่ จนตอนนี้บอกตรงๆ เลยคือกลัวสายตาคนรอบข้างเหลือเกิน ถ้าดูภายนอกคือไอแสงตัวสูงและหนากว่าผมอยู่ค่อยข้างเยอะ และผมซึ่งตัวสูงน้อยกว่า (ผมจะไม่บอกว่าเตี้ยกว่าเป็นอันขาด) มันเลยทำให้ถ้าใครที่ไม่รู้จักผมคงจินตนาการไปไกลแล้ว



อย่างตอนนี้ที่มีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งรออยู่ตรงเก้าอี้ระหว่างทางที่จะไปห้องไอซียูมองผมสลับกับไอเพื่อนห่าข้างตัวผมไปๆ มาๆ หน้าตาขัดเขินเล็กน้อย ไม่ต้องบอกเลยว่าในหัวของเธอคิดไปไกลถึงขนาดไหน ผมจึงจับแขนไอแสงแล้วดึงออก แต่มันก็ยังไม่วายยกขึ้นมาพาดไหล่ผมใหม่แล้วบอกกับผมว่าผมยังไม่หายสะอื้น มันอยากจะปลอบจนกว่าผมจะหาย ผมอยากจะตบหัวมันเหลือเกิน แต่ติดอยู่ที่ตอนนี้อยู่ที่โรง’ บาล ทำเสียงดังไม่ได้ แถมมันก็ดื้อด้าน เลยปล่อยเลยตามเลยไปเลยละกัน แม่ง



พอเดินมาเรื่อยๆ เสียงดังจากภายนอกก็เริ่มเบาลง จนหลงเหลือแต่ความเงียบที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ถ้าใครเคยมาห้องไอซียูแล้วจะรู้ดีว่าบรรยากาศมันเป็นยังไง ความเย็นจากครื่องปรับอากาศในโรงพยาบาลว่าเย็นแล้ว พอเข้ามาให้เขตนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันยิ่งเย็นขึ้นไปอีก หรือมันอาจจะเป็นบรรยากาศที่อึมครึมด้วยหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่มันชวนให้รู้สึกแย่ชะมัด



ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนถึงแผนกห้องไอซียู ที่หน้าห้องมีญาติคนไข้รายล้อมจำนวนหนึ่ง บ้างก็นั่งรอ บ้างก็ยืนรอ แต่คนที่สะดุดผมอย่างจังเลยก็คือ พ่อของไอคุณชายที่เคยเรียกผมเข้าไปคุยก่อนที่จะจ้างผมให้มาเป็นบอดี้การ์ดของเจ้าตัว ข้างกายท่านประธานก็เป็นแม่ของไอคุณชาย ส่วนผู้ชายหน้าตาดีอีกคนหนึ่งที่โอบไหล่คุณแม่อยู่ก็คงเป็นน้องชายที่ชื่อนันท์อะไรซักอย่างนี่แหละ



ไอแสงปล่อยมือออกจากตัวผมโดยอัตโนมัติ เพราะบรรยากาศที่อึดอัดนี่แหละ ผมกับเพื่อนแสงเดินตัวลีบๆ เข้าไปหาพวกเขา แต่ก็ยังไม่กล้าทักด้วยความเคร่งเครียดที่แผ่ออกมาจากตัวท่านประธานก็ยิ่งทำให้ผมป๊อดเข้าไปอีก จนคุณแม่หันมาทางผมแล้วเห็นผมโดยบังเอิญ ผมถึงเดินเข้าไปไหว้ ดูจากตาแดงก่ำก็ทำให้ผมรู้ว่าคงเพิ่งจะร้องไห้หนักมาหมาดๆ ท่านยิ้มให้ผมนิดหนึ่งก่อนจะสะกิดให้ท่านประธานรับรู้ถึงการมาของผม



“ เอ่อ สวัสดีครับ ” อีกฝ่ายพยักหน้าเชิงรับรู้



“ อ้าว พี่นั่นเอง สวัสดีครับ ” น้องชายของคุณเนตรหันมาทักทายผม ซึ่งผมก็แทบยกมือรับไหว้ไม่ทัน



“ ศรมาส่งเหรอ ” ผู้เป็นพ่อถามผมนิ่งๆ



“ ใช่ครับ ตอนนี้รออยู่ด้านนอกครับ ” ท่านพยักหน้าอีกครั้ง แล้วหันกลับไปทำสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้งยามมองเข้าไปข้างในห้องฉุกเฉิน จากนั้นบทสนทนาก็จบลงโดยที่ผมกับแสงยืนอยู่ที่เดิม ทุกคนรอคอยด้วยจุดประสงค์เดียวกัน



คนที่อยู่ในนั้น…



ขอให้เขาปลอดภัยด้วยเถอะ ชีวิตนี้ผมไม่เคยอยากได้อะไรจนต้องอธิษฐานในใจ อันที่จริงผมไม่เคยเชื่ออะไรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะผมเชื่อว่าทุกอย่างจะได้มาก็เกิดจากความพยายามของตัวเอง แต่ในวินาทีนี้ ผมกลับอยากให้สิ่งที่ผมไม่เคยศรัทธาช่วยทำให้คำอธิษฐานผมเป็นจริงสักครั้ง



ไม่ว่ามันจะต้องแลกกับอะไร ผมก็ยอม



ขอเพียงแค่เขาปลอดภัยก็พอ




โปรดติดตามตอนต่อไป


มุแงงงงงง เค้าขอโทษนะตัววววว  :sad4:





ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 32
" เด็กใหม่ "





“ ไอรักโว้ย เดินๆ อย่าเหม่อสิวะ นี่มันกลางถนนนะมึง ” ผมหันไปมองคนพูดทันทีที่ได้ยินเสียงมันโวยวาย แล้วก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังรอสัญญาณไฟสำหรับคนเดินตรงกลางสี่แยก และรูปคนตัวสีเขียวบนสัญญาณกำลังเดินเหมือนบอกกับผมยิกๆ ว่า ‘มึงก็เดินซักทีสิโว้ย เดี๋ยวกูก็เปลี่ยนเป็นแดงซะหรอก’ อะไรประมาณนี้



“ เออๆ โทษๆ กูเหม่อไปหน่อย ” ไม่รู้เพราะมันไม่ทันใจหรือเปล่า ไอแสงเดินย้อนกลับมาดึงแขนผมเดินต่อเองเลย



“ มึงนี่นะ ต้องให้กูตามประกบตลอด ไม่งั้นโดนรถซิวไปแล้วเนี่ย ” แล้วมันก็บ่นๆๆ ส่วนผมก็ฟัง แต่เหมือนคนใจไม่อยู่กับตัวซักเท่าไหร่



ใช่แล้วครับ ตอนนี้ผมกำลังจะเดินทางไปโรงพยาบาลที่ไอคุณชายกำลังรักษาตัวอยู่ วันนี้ก็เป็นคนที่สามแล้วครับที่เขายังหลับไม่มีสติ แต่หมอก็บอกนะว่าคนไข้พ้นขีดอันตรายแล้ว อาจจะเป็นเพราะตอนเกิดเหตุเจ้าตัวเสียเลือดมากเกินไป จนเกือบจะช็อค ด้วยความโชคดี มาถึงหมอก่อนที่จะเกิดอะไรร้ายแรงไปซะก่อน แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้เขาก็ยังไม่ฟื้นเลย



“ ………………………. เฮ้ย นี่มึงฟังอยู่มั้ยเนี่ย ” คนลากแขนผมหยุดเดินแล้วหันมาถามผม



“ เออออออ ฟังอยู่ มึงก็เลิกบ่นหน่อยสิวะ กูหูชาแล้วเนี่ย ”



“ นี่กูหวังดีหรอกนะ เหอะ ” น่ะ สะบัดหน้าพรืดกลับไปแล้วลากแขนผมเดินอีกครั้ง



ไอแสงเพื่อนผมไปเป็นเพื่อนผมทุกครั้งที่มาเลย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไปเอาเวลามาจากไหนเยอะแยะมาอยู่กับผมก็ไม่รู้ ผมเคยบอกให้มันกลับไปทำงาน เพราะกิจการที่บ้านมันก็เยอะมากมายก่ายกอง แถมตอนนี้พ่อแม่มันก็เกษียณแล้วอีก ยิ่งทำให้มันไม่น่าจะปลีกตัวออกมาอยู่กับผมได้ แต่พอผมไล่มันให้กลับไป มันก็ตอบประมาณว่ามันมอบหมายงานให้คนหนึ่งแล้ว ซึ่งผมก็งงๆ ว่ามันไปหาคนมาจากไหนวะ เพราะเท่าที่จำได้มันมีพี่แค่คนเดียว แถมพี่มันตอนนี้ก็กำลังจะแต่งงาน ยิ่งไม่มีเวลาเข้าไปอีก และมันก็ค่อยไว้ใจให้ใครมาทำงานแทนมัน พอถามไปมันก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ปากหนักเก่งเหลือเกิน ผมก็เลยเลยตามเลยละกัน



“ อ้าว คุณรัก สวัสดีค่ะ ” คุณเลขาคนเก่งของไอคุณชายนั่นเอง เพิ่งออกมาจากห้องไอคุณชาย



“ สวัสดีครับคุณเลขา มาเยี่ยมคุณเนตรเหรอครับ ”



“ อ้อ ใช่ค่ะ พอดีท่าประธานฝากให้เอาของมาให้ด้วยน่ะค่ะ เลยถือโอกาสมาเยี่ยมซะเลย แล้วนี่ไปไงมาไงคะนี่ ”



“ ผมกับนี่ ไอแสงครับ จำได้ใช่มั้ยครับ ” อีกฝ่ายยิ้มกว้างมาให้แทนคำตอบ “ มาเยี่ยมคุณเนตรเหมือนกันครับ ว่าจะถามอาการคุณหมอด้วย ” คุณเลขาทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้



“ ดิฉันลืมบอกไป ท่านประธานท่านฝากถามมาด้วยค่ะว่าคุณรักสะดวกจะมาเฝ้าหรือเปล่า เพราะตอนนี้ท่านกับครอบครัวกำลังวุ่นวายกับคดีความน่ะค่ะ ถ้าคุณรักเฝ้าได้ ท่านก็วางใจค่ะ ”



“ ได้เลยครับ ผมว่าจะถามอยู่พอดี ”



“ ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างงั้นดิฉันจะเรียนกับท่านให้ทราบเลยนะคะ ว่าแต่คุณรักขาดเหลืออะไรบอกดิฉันได้เลยนะคะ ท่านประธานบอกไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ ” ผมยิ้มให้นิดหนึ่งก่อนตอบปฏิเสธ หลังจากนั้นเราก็พูดคุยกันนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นไอแสงมากกว่าที่จะพูด เสนอหน้าทุกๆ ห้าวินาที แหม เจอหน้าคนสวยหน่อย หน้าบานเป็นกระด้ง



“ งั้นดิฉันไม่รบกวนเวลาแล้วนะคะ ถ้ามีอะไรติดต่อดิฉันได้ตลอดเลยนะคะ ”



“ ได้เลยครับ เดินดีๆ นะคร้าบ ” คุณเลขายิ้มแล้วผงกหัวให้เล็กน้อยแล้วเดินออกไป ผมหันไปมองไอคนที่ยิ้มจนปากจะฉีกไปถึงหูด้วยความเอือมระอา ก่อนที่ความหมั่นไส้จะเอาชนะความอดทนผมได้ ยกมือขึ้นไปผลักหัวไอคนเจ้าชู้แบบที่ไม่ค่อยออมแรงซักเท่าไหร่



“ โอ้ย ไอรัก มึงผลักหัวกูทำไมเนี่ย ” มันหันมามองค้อน พลางลูบหัวตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง



“ กูหมั่นไส้โว้ย มึงจะกระลิ่มกระเหลี่ยใส่ใครช่วยดูอายุหน่อย คุณเลขาเขาจะเป็นแม่มึงได้อยู่แล้วนะ ไอห่า ”



 “แหม กูก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นมั้ยล่ะ ก็เห็นเขาน่ารักดี เขาก็เอ็นดูกู โธ้ มึงคิดอะไร ” ปากบอกแบบนั้นแต่หน้านี่ไม่ได้แสดงตามนั้นเลยครับคุณเพื่อน



“ เออๆ เดี๋ยวคืนนี้กูจะนอนนี่นะ มึงจะเอาไง ”



“ เอาไงอะไรล่ะ ถึงเวลาสวีทของเพื่อน กูก็ต้องปลีกตัวเองออกมาสิครับ ”



“ สวีทอะไรของมึงล่ะ เขาฟื้นมาให้กูสวีทใส่หรือไง ไอนี่ ” ผมขี้เกียจเถียงกับมัน เลยหันไปวางของลงบนโต๊ะที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของห้อง ที่กั้นด้วยกำแพงแบ่งโซนเป็นอีกโซนนั่งเล่น และโซนครัว ใช่ครับ ฟังไม่ผิด นี่คือห้องพักฟื้นคนไข้ล่ะครับ ย้ำอีกทีว่าเป็นห้องวีวีไอพีเลยก็ว่าได้ (วีไอพีมันยังน้อยเกินไป) ห้องนี่ใหญ่ว่าห้องนอนที่บ้านผมซักอีก คุณเลขาของไอคุณชายเป็นคนประสานงานกับทางโรงพยาบาลเพื่อให้เจ้าตัวได้พักฟื้นในห้องที่ดีที่สุดห้องหนึ่งของโรงพยาบาล ซึ่งคืนละเท่าไหร่ผมก็ไม่กล้าถาม แต่ผมว่ามันคงแพงกว่าค่าครองชีพของผมไปหลายเท่า



“ แล้วประมาณบ่ายๆ กูก็กลับออฟฟิศละ ไปทำงานต่อ งามท่วมหัวละตอนนี้ ” ไอแสงพูดพลางเปิดฝาขวดน้ำเปล่ายกขึ้นมาดื่ม



“ อ้าว ไหนบอกมึงมีคนช่วยแล้วไม่ใช่เหรอ ”



“ ก็มี แต่แม่งไม่ได้เรื่องเลยไอห่า หน้าเอ๋อๆ ตลอดเวลา มองมันไปกูก็ขัดใจชิบเป๋ง ” ผมขมวดคิ้ว แปลกใจกับคำธิบายของมัน คำว่า ‘มัน’ คงหมายถึงเป็นผู้ชาย นั่นมันโตหรือยังวะนั่น



“ แล้วมึงจะจ้างมาทำไมวะ ”



“ ก็….มันติดหนี้กูนิดหน่อยว่ะ เลยเอาตัวมันมาใช้งานแก้ขัด ”



“ หา? อะไรยังไง ไหนเล่ามาดิ๊ มันไปทำอะไรมึง ”



“ ก็แบบว่า มันบังเอิญขี่จักรยานแล้วไม่ดูตาม้าตาเรือ มาเฉี่ยวรถกูที่จอดอยู่เฉยๆ มึงคิดดูดิ คนเรามันต้องเอ๋อขนาดไหนอ่ะ ” ผมฟังแล้วจินตนาการภาพตาม จักรยานชนกับรถโคตรหรูของมัน ดูไม่จืดจริงๆ ว่ะ



“ แล้วแม่งก็ดันไม่มีเงินมาจ่ายชดใช้กู ”



“ แต่มึงก็มีประกันไม่ใช่เหรอวะ ไม่เห็นต้องไปเอาอะไรกับเขาเลยนี่หว่า มึงก็บอกประกันไปว่าเฉี่ยวกับกำแพงก็จบละ รวยๆ ตามฉบับของมึงอ่ะ ”



“ ก็แม่ง…น่าหมั่นไส้นี่หว่า คนอะไรเอ๋อชิบหาย หน้าแหยน้ำตาคลอเบ้าเลยตอนกูเดินออกมาดูรถ ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่กูคงหลอกมันไปถึงไหนต่อไปแล้ว ” มันเล่าไปทำหน้ารำคานไป “ แล้วแบบกูก็หงุดหงิดอยู่ตอนนั้น มันก็พูดตะกุกตะกักอะไรของมันก็ไม่รู้ กูรำคานเลยดึงแม่งมาทำงานเลยละกัน ” เออแหะ มึงรับสมัครพนักงานด้วยวิธีนี้เหรอวะเนี่ยเพื่อนกู



“ ละเขาเรียนจบละเหรอ มึงถึงลากมาทำงานได้เนี่ย ”



“ จบแล้ว มันกำลังหางานพอดี ”



“ เอองั้นก็ดีแหละ พอมันเป็นงานแล้วมึงจะได้สบายขึ้น ”



“ กูกลัวว่ากูคงปวดหัวหนักกว่าเดิมน่ะสิวะ ”



“ อะไรของมึงวะเนี่ย มึงก็ปล่อยๆ เขาไปจะได้สบายหัว ไปแกล้งเขาทำไมล่ะวะ ” ผมทำหน้าเอือมก่อนจะหันไปจัดแจงที่นอนของตัวเองคืนนี้ เป็นโซฟาข้างๆ เตียงของคนไข้ตามปกตินั่นแหละ แต่ดูของที่นี่มันจะนุ่มกว่าปกติแฮะ ดูจากการเด้งดึ๋งเวลาผมตบโซฟา ดูท่าน่าจะหลับสบายกว่าเตียงนอนที่บ้านด้วยล่ะมั้งเนี่ย



“ ก็แบบ…เออออ นั่นแหละ แก้ขัดไปก่อน มันก็ดูไว้ใจได้อยู่ ” มันตอบแล้วหลบสายตาเสมองแก้วน้ำบนโต๊ะกินข้าว ดูท่าทางมันมีพิรุธนะเนี่ย ผมหรี่ตามองมัน



“ อะไรของมึง มองกูแบบนั้นหมายความว่ายังไงวะ ” ผมไม่ตอบ แต่ยักไหล่ให้มันแทน ผมเดินไปที่เตียงคนไข้ซึ่งตอนนี้มีร่างสูงสมส่วนของไอคุณชายนอนหลับตาพริ้มอยู่ ไม่ยอมฟื้นซักที แต่สีหน้าดูดีกว่าวันที่ผ่านๆ มา ผมจึงเบาใจขึ้นกว่าเดิมเพราะอาการไม่ได้มีอะไรดูน่าจะร้ายแรง ห่วงก็แต่ว่าเมื่อไหร่จะฟื้นขึ้นมาก็เท่านั้น หลับนานไปละนะ ไอคุณชายวุ่นวาย



มันน่าแปลกที่ผมยังจำเรื่องราวของคนตรงหน้านี่ไม่ได้ซักที ทั้งๆ ที่มันก็ผ่านมาซักพักแล้ว ไม่เชิงว่าจำไม่ได้ แต่บางครั้งมันเหมือนมีภาพเหตุการณ์ที่ทีผมกับเขาผุดขึ้นมาในหัว แต่ผมจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เรื่องราวเป็นยังไง แต่แค่รู้ว่ากำลังทำอะไรในตอนนั้นก็แค่นั้น ไม่ได้ว่าจำได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเกิดอะไรต่อหลังจากนั้น เหมือนสมองผมกำลังค่อยๆ ฟื้นหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวผมที่ผมรู้สึกได้เลยก็คือ ผมเริ่มปล่อยวางกับมันไปแล้ว ผมรู้สึกแค่ยิ่งไปกดดันมันก็ยิ่งไม่มีอะไรดีขึ้นเลยซักนิด หลังจากที่ผมค่อนข้างสนิทกับไอคุณชายมากขึ้น ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าจะไปนั่งเร่งรีบให้ตัวเองจำได้



ไม่รู้สิ ผมก็แค่รู้สึก…มีความสุขกับปัจจุบัน มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้



แต่ถามว่าผมอยากจะจำได้มั้ย ผมก็อยากจำได้อยู่แล้ว แต่แค่ผมไม่ได้รีบอะไรกับมันแล้วล่ะ เรื่อยๆ ตามสไตล์ละกัน อยากจะจำได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละครับ



“ เออ ไอรัก แล้วนี่มึงจำเรื่องของคุณเนตรเขาได้ยังวะ ”



“ เฮ้อ ก็ยังเลยว่ะ แค่แบบมีบางทีกูก็เห็นภาพในหัวอ่ะ แต่นึกไม่ออกว่ามันเกิดเมื่อไหร่ ”



“ มึงมีจิตสัมผัสหรือไงวะ มีภาพขึ้นในหัวด้วยเนี่ย ” พูดแล้วมันก็ขำเล็กน้อย



“ บ้าบออะไรล่ะมึง ”



“ เออๆ ช่างเถอะ แค่มึงไม่เครียดก็พอแล้ว ”



“ ฮื่อ กูก็ยังเครียดๆ นั่นแหละ ” ผมยักไหล่ “ แต่ช่างเหอะ กูก็ขี้เกียจด่าตัวเองให้อารมณ์เสียละ ”



คุยกันสักพัก เสียงมือถือไอแสงก็ดังขึ้น ผมเห็นมันยกขึ้นมาดูหน้าจอแล้วทำหน้าเหมือนรำคาญ แต่ก็รับสาย นานๆ ทีจะเห็นมันอารมณ์นี้นะเนี่ย เพราะนอกจากผมแล้วมันก็หน้าระรื่นกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย



“ มึงนี่ เอ๋อเป็นอย่างเดียวหรือไงเนี่ย ก็บอกแล้วไงว่าให้โทรไปหาเขาเลย ไม่ต้องส่งอีเมลล์ไป….ก็เออน่ะสิเพิ่งจะตื่นรู้เบิกบานหรือไง…..เออ ช่างมันเถอะ อย่าให้พลาดนะโว้ย ” มันบ่นกับปลายสายไปชุดใหญ่ แล้วสักพักมันก็วางสาย ไอแสงยกนิ้วขึ้นมากดๆ ตรงขมับ ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก



“ เป็นไรวะ เด็กนั่นโทรมาเหรอ ”



“ กูอยากจะบ้าวันละสามเวลาหลังมื้ออาหาร ” เห็นท่าทางมันแบบนี้ก็ทำให้ผมอดขำไม่ได้ ที่ผ่านมามีแต่ผมที่บ่นมัน แต่พอมาตอนนี้เหมือนมันรับกรรมทั้งหมดที่ทำกับผมไว้อ่ะนะ



“ ทำไม มันทำอะไรให้วะ ”



“ ก็แม่งมันอ่ะ พี่ที่ออฟฟิศบอกมันแล้วว่าให้โทรหาลูกค้าเจ้านี้ไปเลย เพราะเขาไม่ค่อยตอบอีเมลล์ ไม่ค่อยว่างเช็คอ่ะประมาณนั้น แต่มึงดู มันเสือกไปส่งอีเมลล์หาเขา แล้วทีนี้เขาก็โทรมาด่าพี่เขาอ่ะดิ ว่าทำไมขอราคานานเป็นชาติ ”



“ แล้วพี่เขาก็ด่ามันอ่ะนะ ”



“ เออ แม่งโทรมาบอกว่ามันโดนเขาด่า เสียงเหมือนจะร้องไห้ ชาติที่แล้วมันทำบุญด้วยน้ำตาหรือไงวะ ” ผมหัวเราะออกมาทันที่มันพูดจบ



“ ก็น้องเขายังใหม่ มึงนี่ก็ดุจริง แต่ฟังๆ ไปมึงนี่ก็เหมือนพ่อเลยนะ เหมือนมีลูกให้โทรมาฟ้อง ”



“ พ่องมึงสิ กูอยากจะบ้า ”



“ มึงก็ไล่เขาออกไปก็สิ้นเรื่อง ปวดหัวขนาดนี้มึงจะเก็บไว้อีกทำไมวะ ”



“ ก็แม่งไม่มีเงินมาใช้กู กูก็ต้องใช้แรงงานมันสิ ” มันพูดพลางเอามือถือขึ้นมากดอีก แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บทจะเปลี่ยนอารมณ์แม่งก็เปลี่ยนเลยทันที กูตามไม่ทันจริงๆ สงสัยผู้หญิงไลน์มาอีกล่ะสิ กิ๊กคนที่เท่าไหร่ของมันแล้วล่ะเนี่ย



“ ทำอย่างกับในละครน้ำเน่า ระวังสุดท้ายจะไปลงเอยกับมันล่ะ ”



“ หึ อย่างกูนี่ต้องสวย เอ็กซ์ สะบึมอารมณ์เท่านั้น ไอเด็กเวรที่แบนอย่างกับโดนสิบล้อทับ กูไม่เอาหรอกโว้ย ” ฟังสเป็คมันแล้วกลับมาเป็นผมที่ต้องกุมขมับแทน



“ กูเริ่มสงสารน้องเขาแล้วจริงๆ ว่ะ ”



“ อย่าไปสงสารมันเลย เดี๋ยวพอมันชดใช้จนหมด กูจะรีบถีบออกไปเลยทันที ”



“ เออ กูจะคอยดู ”








หลังจากที่ไอแสงลีลาอยู่พักใหญ่ สุดท้ายมันก็งัดตัวเองกลับไปได้ในที่สุด (อิดออกมานานเพราะเริ่มขี้เกียจ) ผมจึงนั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้อง มีบ้างที่พยาบาลเข้ามาเพื่อตรวจอาการของคุณเนตร แต่ส่วนใหญ่ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงแค่เสียงรายการจากในโทรทัศน์คลอๆ ก็เท่านั้น ถามว่าสบายหูไหม มันก็สบายหูนะ เพราะมันเงียบจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วผมก็แอบเหงา เพราะที่ผ่านมาตัวเองไม่เคยรู้สึกว่าอยู่คนเดียวขนาดนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าร่างของไอคุณชายจะนอนแผ่อยู่บนเตียงคนไข้เลยก็ตาม



ผมเข้าใจความรู้สึกแล้วล่ะ ว่าตอนที่ตัวเองฟื้นมาหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ ไอคุณชายทรมานขนาดไหน แล้วไหนจะความจำเสื่อมอีก เลยกลายเป็นว่าตอนนี้ผมรู้ซึ้งมากเลยทีเดียว



ผมนั่งเหม่อมองไอคุณชายไปพลางฟังเสียงเพลงจากในโทรทัศน์ไป จะว่าไปผมก็ไม่เคยเห็นใบหน้าตอนหลับของเจ้าตัวเลยสักครั้ง หรือเมื่อก่อนผมเคยวะ จู่ๆ ภาพเหตุการณ์ก็ผุดขึ้นในหัวผมราวกับเปิดสวิตช์อัตโนมัติ ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย เมื่อความเจ็บเสียดเกิดขึ้นทันทีที่ผมนึกภาพในหัวตัวเอง ผมเห็นภาพตัวเองนอนอยู่ที่ห้องห้องหนึ่ง มืดสนิท คงเป็นเวลากลางคืน แล้วก็เห็นไอคุณชายก็นอนอยู่ข้างๆ ผมตกใจตื่นแล้วก็ทำอะไรซักอย่างให้ไอคุณชายเจ็บ น่าจะล้มหรือเปล่า พยายามเพ่งไปกับมัน แต่เหมือนผมยิ่งโฟกัส ภาพความทรงจำก็ยิ่งเลือน จนสุดท้ายมันก็หายไป เหมือนความฝันเลย ตอนนี้คือหัวผมแบล้งโดยสมบูรณ์



สงสัยว่าผมกับไปคุณชายเคยอยู่ด้วยกันแบบที่ไอแสงพูดจริงๆ



เฮ้อ พูดไปมันก็แอบอึดอัดใจตัวเองนิดหนึ่ง คือเท่าที่ผมจำได้เกี่ยวกับตัวเอง ไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองจะชอบผู้ชายได้ แถมที่บ้านก็ยังไม่รู้ด้วย ที่จะรู้ก็คือเพื่อนผมไอแสง คุณแดน แล้วก็ตัวไอคุณชายก็เท่านั้น เท่ากับว่าคนรู้น้อยมาก เลยทำให้มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ไหนจะครอบครัวของไอคุณชายนี่อีก ยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้วพวกเขาจะยอมรับได้เหรอวะถามจริง



ผมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นาน จนเพิ่งรู้ตัวเองว่านั่งเหม่อไปนานมาก ก็ตอนถึงเวลาตรวจของคุณพยาบาลเนี่ยแหละ ผมจึงลุกออกไปเพื่อจะล้างหน้าเรียกความสดชื่นให้ตัวเอง แล้วคิดว่าจะลงไปหาอะไรลงท้องซักหน่อย ชักจะเริ่มหิว



พอผมออกมาจากห้องน้ำ คุณพยาบาลก็ตรวจเสร็จออกไปกันหมดแล้ว ผมจึงเดินเข้าไปเพื่อจะไปหยิบกระเป๋าตัง คุ้ยๆ กระเป๋าอยู่นานก็หาไม่เจอ จำได้ว่าหยิบมาด้วยหน่า คุ้ยไปคุ้ยมาก็นึกขึ้นได้ว่า ตายห่า กูเผลอฝากไว้กับไอแสง ตอนที่ควักออกมาจ่ายค่าของ แล้วขี้เกียจเก็บใส่กระเป๋าเป้ตัวเอง เลยฝากไอแสงยัดใส่กระเป๋ากางเกงมัน กะว่าถึงห้องแล้วค่อยเอาคืน



แล้วดูสิ สุดท้ายกูก็ลืม



ผมนึกขัดใจตัวเอง ทำไมถึงขี้ลืมแบบนี้วะ สมองเสื่อมไม่พอยังถดถอยอีกหรือนี่



ผมนั่งหน้านิ่วกว่าเดิม คนเป็นนิ่วยังหน้านิ่วน้อยกว่าผมล่ะเอาจริง เลยได้แต่นั่งจุ้มปุกอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมเลยเลื้อยลงนอนเลยละกัน คนหล่อขัดใจ ตังก็ไม่มี ว่าแล้วก็ยกมือถือกดโทรไปหาไอแสงเพื่อนยากด่ามันซักหน่อยละกัน



“ โหล ว่าไงเพื่อน จากกันแปปเดียวก็คิดถึงกูละเหรอ ”   ดูประโยคแรกที่มันพูดทักทาย ผมหน้าเบ้ทันที



“ จ๊ะ คิดถึงมากกก คิดถึงกระเป๋าตังกูในกระเป๋ากางเกงมึงมากกกก”



“ อุ้ย เออว่ะ กูก็ลืม นี่ก็ยังอยู่ในกระเป๋ากางเกงกูอยู่เลย ”



“ ไอคนกากกกก ”



“ โทษๆ ฮ่าๆ เดี๋ยวให้คนเอาไปคืนให้นะมึง รอแปปนึง ”



“ เออๆ เร็วๆ นะมึง กูหิวอยากกินขนม ”



“ เชๆ เลยฮะเพื่อน ปรู้ดเดียวกระเป๋าจะไปอยู่ตรงหน้ามึงทันที ” ปรู้ดเดียวอะไรของมันวะ แล้วมันก็วางสายไป นึกแปลกใจว่ามันจะให้ใครเอามาให้กันวะ สงสัยคงเรียกลีแมนมั้ง



ผมละความสนใจอยากมือถือ ถอดรองเท้าแล้วกำลังจะแผ่นอนลงไปบนโซฟาที่ขอย้ำอีกทีว่านุ่มมากอีกครั้ง แต่แล้วตัวเองก็รู้สึกทะแม่ง เหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เออจะอยู่คนเดียวได้ไง ไอคุณชายก็นอนอยู่ข้างๆ นี่หว่า ผมสะบัดหัวแล้วล้มตัวลงไปนอน



ผมกดเปลี่ยนช่องไปมาได้สักพัก ก็ยังไม่หายรู้สึกแปลกๆ เลยหันกลับไปมองไอคุณชาย แต่รายนั้นก็ไม่มีการตอบสนองอะไร เลยเริ่มที่จะขนลุกขึ้นมาหน่อยๆ นี่มันกลางวันอยู่นะโว้ย ช่วยรบกวนอย่าเพิ่งทำกูหลอนได้ไหม กูยังต้องนอนเฝ้าไอคุณชายนะวันนี้ คนยิ่งกลัวๆ อยู่ ฮือ



ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปดึงผ้าห่มอันหนานุ่มมาห่อหุ้มตัวเอง ที่ใช้คำว่าห่อหุ้มคือห่อหุ้มจริงๆ นะ ห่อตั้งหัวจรดเท้าเหลือเพียงแต่ลูกกะตา เพราะยังต้องใช้มองอยู่ เผื่อมีอะไรโผล่มาจะได้ซ่อนตัวทัน (ผีน่าจะหาไม่เจอ) เมื่อเซทตัวและรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยมากพอแล้ว เลยค่อยผ่อนคลายตัวเอง และด้วยความที่แอร์เย็นฉ่ำ การได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ ดั่งปุยฝ้ายนี้ก็ทำให้ผมเคลิ้ม หนังตาหย่อน ขณะที่กำลังจะหลับไปแล้วนั้น ผมก็ได้ยินเสียงกุกกักๆ มาจากทางหน้าประตู เลยสะดุ้งตื่นมาอีกครั้งพร้อมกับผ้าห่มที่เป็นปราการด่านชั้นหน้า ผมลุกขึ้นแล้วแอบมองไปทางประตูโดยมีกำแพงบังตัวผมอยู่



แต่พอโผล่หัวออกไปดู ก็ไม่เห็นมีอะไร ผมเลยรีบล้มตัวลงนอนแล้วคลุมโปงทันที ปลอบใจตัวเองว่าเสียงอาจจะมาจากห้องข้างๆ แล้วพยายามหลับตาให้ลืมทุกสิ่งอย่างไปซะ หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ แต่แล้วการตั้งจิตสมาธิก็ไม่เป็นผล เมื่อผมได้ยินเสียงแว่วมาจากข้างๆ อีกครั้ง



“ พะ พี่ครับ ” เท่านั้นแหละ บทสวดทุกอย่างที่เคยเรียนมาตั้งแต่สมัยประถมมาหมดเลยครับ



“ ธัมโม พุทโธ สังโฆ เกเหกสวดาหกดรน่หำสด่ำนยดบยำดน ”



เท่านั้นยังไม่พอ ไอผีบ้าที่ไหนไม่รู้ยังมาจับขาผมเบาๆ แล้วเขย่าอีก ฮือออออ ปล่อยโผ้มมมม



ผมหดขาอย่างรวดเร็วแล้วตั้งสมาธิท่องบทสวดแบบฉบับของผมอีกครั้ง ทั้งที่ในใจร่ำไห้อย่างเหลืออด กูว่ากูก็ไม่ได้เป็นคนจิตอ่อนขนาดนั้นนะ กระซิกๆ



“ พี่ครับ หนะ นี่ผมมาเอาของมาให้ เอ่อ ”  ไอตัวข้างนอกยังคงพูดขึ้นมาอีกครั้ง ผมหลับตาปี๋คลุมโปงไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แต่เอ๊ะ ประโยคที่ไอตัวอะไรไม่รู้พูดขึ้นมา ทำให้ผมรู้แจ้งว่า…



พรึบ



ผมเลิกผ้าห่มออกจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วมองไปทางต้นเสียง ก็พบกับผี เอ้ย ชายคนหนึ่ง น่าจะอายุน้อยกว่าผม ตัวขาวจั๊ว หน้าตาหงิมๆ (คือนิยามแบบคนน่าจะขี้กลัว) ตัวไม่สูงมาก น่าจะสูงน้อยกว่าผมนิดหนึ่ง แต่ตัวบางๆ น่าจะลมพัดตัวก็ปลิวได้เลย ยืนตัวลีบยื่นสิ่งของที่ผมแสนจะคุ้นตาเหลือเกินมาให้ กระเป๋าตังผมนั่นเองครับ



“ คะ คือคุณแสงให้ผมเอาของมาให้พี่น่ะครับ ” พูดเสียงเจี๋ยมเจี๊ยมประหนึ่งผมเป็นนายท่านมาจากที่ไหนซักแห่ง เด็กคนนี้น่าจะเป็นไอเด็กคนที่มีเรื่องกับไอแสงแน่นอน



“ เอ้อ ขอบคุณนะ แล้วนี่มายังไง ” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วเอื้อมไปหยิบกระเป๋าตังตัวเองมาจากมือขาวๆ คู่นั้น



“ ผมขี่จักรยานมาครับ ”



“ ไอคันที่ชนอ่ะนะ ” ด้วยความปากไวของผมเลยโพล่งถามออกไป เลยนึกอยากตีปากตัวเองเมื่อเห็นคนตัวขาวหน้าผมนี่หน้าเจื่อนลงไปถนัดตาเลย แถมตายังเริ่มแดงๆ นี่อีก



“ เอ้ย พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะว่าเลย แค่ถามเฉยๆ ” ผมยกมือไม้ขึ้นโบกปฏิเสธกันพัลวัน ส่วนไอเด็กนี่ก็ยกมือขึ้นป้ายตาเบาๆ



“ ไม่เป็นไรครับ มะ มันก็เป็นความผิดผมเอง ” คนพูดสั่นเครือเล็กน้อย



“ ไม่เป็นไรหรอก ไอแสง เอ้ย คุณแสงเป็นเพื่อนพี่ ไอที่พูดกระโชกโฮกฮากแบบนั้น เชื่อเถอะมันไม่ได้เป็นคนไม่ดีอะไรขนาดนั้น ” แต่แค่เลวในสายตากูเท่านั้นเอง



“ ครับ งั้นผม…ขอตัวก่อนนะครับ ” ว่าแล้วก็ค้อมตัวให้ผมเล็กน้อย แล้วรีบเดินออกไปจากห้องทันที ผมมองตามไปด้วยสายตาที่เวทนานิดๆ พลางคิดในใจ



โถ เด็กน้อย



ไม่รู้ซะแล้วว่าไอแสงเวลาโมโหจริงๆ แล้วเลวร้ายขนาดไหน




โปรดติดตามตอนต่อไป


นุ้งงงงงง เด็กของเสี่ยแสง (รึเปล่าน้า) 555555
ช่วงนี้ต้องขอโทษรีดเดอร์ทุกคนด้วยน้า ที่ไรท์มาอัพช้ามากๆ
เพราะงานยุ่งมาก ปัญหาเยอะแยะบานตไทเต็มไปหมด
กว่าจะเสร็จก็พลังหมด หัวสมองแบลงค์ไปเป็นที่เรียบร้อย
เลยแบบไม่มีอารมณ์มานั่งอัพนิยายที่ดองจนอร่อยแล้วเลย 55555
ยังไงก็ไม่หายไปเเน่นอนน้า อัพจนจบเเน่นอนค่ะ ชัวร์!
อย่าหายไปไหนกันน้าา ไรท์คิดถึงง :)
รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ไรท์เป็นห่วงงง :)

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 33
" โชคชะตาที่อาจจะไม่มีคุณ...ก็ตาม "







“ รู้ใช่ไหมว่าวันนี้ฉันเรียกเธอมาเพราะอะไร ” ผมมองไปยังคนพูดที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงข้าม สายตาหนักแน่นที่บ่งบอกถึงวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ผมเสตาหลุบมองตักตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมตนต้องนึกหวั่นใจด้วย ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่รู้ซักหน่อยว่าท่านประธานเรียกผมมาทำไมกัน




“ ผม…ไม่รู้ครับ ” ผมตอบไปตามตรง มือประสานกันแน่นจนซีดขาว บรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้มันคืออะไรกันเนี่ย!




เมื่อเช้าตอนที่ผมนั่งเฝ้าไอคุณชายอยู่ตามปกติ อยู่ๆ ผมก็ได้รับสายจากคุณดาราลักษณ์ว่าท่านประธานต้องการพบผม ให้ผมเข้าไปที่บริษัทวันนี้ตอนเวลาเที่ยงวัน ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ท่านประธานจะอยากพบผมไปทำไม อยากทราบอาการคุณเนตรก็ไม่น่าใช่ เพราะคุณเลขาโทรมาถามอาการเขาทุกวันอยู่แล้ว หรือเรื่องส่วนตัวของผมเหรอ ผมก็ว่าไอคุณชายน่าจะยังไม่ได้บอกท่านประธานแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ไว้ใจให้ผมดูแลลูกชายเขาหรอก เพราะผมคาดว่าเขาน่าจะไม่ยอมรับอย่างแน่นอน พูดแล้วก็รู้สึกขลาดๆ ยังไงชอบกล เรื่องของผมกับไอคุณชายนี่จะเป็นยังไงต่อไปก็ไม่รู้ หากทุกคนรู้เรื่องหมดแล้ว




เฮ้อ ตูอยากจะบ้าวันละสิบรอบ




สรุปแล้วท่านประธานต้องการพบผมเพราะอะไรกันนะ นั่งคิดจนหัวจะแตกก็ยังคิดไม่ออก แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าตัวที่นอนหลับตาไม่รู้เรื่องนี่อย่างแน่นอน




เมื่อใกล้ถึงเวลาที่นัดหมายไว้ ผมจึงบอกคุณบอดี้การ์ดหน้าห้องว่าผมจะไปที่บริษัท เขาพยักหน้าเชิงรับรู้แล้วบอกผมว่าไม่ต้องห่วงทางนี้ เขาจะดูแลให้ ผมจึงเบาใจลง ขณะที่รอลิฟต์อยู่นั่นเอง อยู่ๆ น้องชายของคุณเนตรก็ก้าวออกมาจากลิฟต์ตัวเดียวกับที่ผมจะลง ผมจึงชะงัก เจ้าตัวบอกว่าจะมาเยี่ยมพี่ชาย พร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างมาให้ เชื่อแล้วว่าลูกชายบ้านนี้นี่มีรอยยิ้มที่เป็นพิษภัยต่อคนอื่นซะจริง มันเปล่งประกายยิ่งกว่าหลอดไฟเหนือหัวผมซะอีก นี่ขนาดคนตรงหน้าผมเป็นผู้ชาย ผมยังรู้สึกเลยว่าขัดเขินนิดหน่อยตอนที่ร่างสูงส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ (นี่ตูกลายเป็นสาวแตกไปแล้วเหรอวะเนี่ย)




หลังจากนั้นผมก็บอกลาคนอายุน้อยกว่าแล้วก้าวเข้าลิฟต์ไป ในหัวก็ยังไม่วายคิดถึงเรื่องที่ท่านประธานต้องการพบผม ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าทำไมเมื่อกี้ไม่ถามน้องชายเขาไปเลยวะ เผื่อเจ้าตัวจะรู้ แต่ก็ช่างเถอะ เขาอาจจะไม่รู้ก็ได้มั้ง ผมคิดปลอบใจตัวเอง




ไม่รู้ว่าตัวเองคิดมากขนาดที่เดินทางมาถึงบริษัทแล้วเพิ่งจะรู้ตัว โอ้โห นี่ถ้าไอแสงอยู่ด้วยคงแบบด่าผมถึงโครตเหง้า มันชอบด่าผมตรงที่เวลาผมคิดมากหรือมีเรื่องให้ต้องคิด ผมจะชอบเดินเหม่อไม่รู้ตัว หรือทำอะไรก็ตามแต่แบบไม่รู้ตัว จนทำเสร็จแล้วนั่นแหละ สติถึงมา มันบอกว่าวันไหนถ้าได้ข่าวว่าผมถูกกระชากกระเป๋า หรือโดนรถเฉี่ยว จะไม่สงสัยเลย (ดูมันแช่งผมสิครับ)




หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดอย่างที่กำลังดำเนินอยู่เนี่ยแหละครับ




“ เอ่อ ท่านคะ คุณรักหน้าซีดหมดแล้วค่ะ เดี๋ยวดิฉันขออนุญาตพูดแทนนะคะ ” คุณดาราลักษณ์ผู้ที่นั่งอยู่โซฟาด้านข้างผมพูดแทรกขึ้น เธอช่วยชีวิตผมเลยก็ว่าได้ ผมเพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองเผลอกลั้นหายใจมานานก็ตอนนี้แหละ “ คืออย่างนี้ค่ะคุณรัก พอดีท่านประธานอยากจะแจ้งให้ทราบว่าคุณรักอาจจะไม่ต้องมาทำงานแล้วนะคะ ” ผมหันควับไปมองคุณเลขาทันทีที่ฟังประโยคนั้นจบ




“ อะ อะไรนะครับ ”




“ อย่างที่คุณรักทราบนะคะ ตอนนี้เรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว ถึงแม้ว่าคดีความจะยังไม่จบเพราะเราต้องทำตามกฎหมายตามลำดับขั้นตอน แต่ก็ถือว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ ”




“ แล้วผมต้องทำยังไงต่อครับ ”




“ ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ นอกจากรับค่าตอบแทนไปตามที่ตกลงในสัญญา แล้วจากนั้นคุณรักก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยค่ะ ” นี่แสดงว่าเขายังไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าผมกลับมาทำงานที่บ้านได้พักใหญ่แล้ว ทำไมไอคุณชายไม่ได้บอกอะไรพวกเขาสักอย่างเลย แถมตอนนี้ผมยังไม่รู้อะไรไปมากกว่าที่ไอคุณชายเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าก่อนที่จะเกิดเหตุผมทำงานอะไรให้เขา (ถ้าไม่รวมเรื่องที่ผมชอบลวนลามเขาอ่ะนะ) แถมผมก็เพิ่งจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวเขา ถึงผมจะคุ้นๆ หน้าแต่ก็คงยังนึกไม่ออก ถ้าเจ้าตัวไม่แนะนำให้ฟังก่อนหน้านี้ สงสัยวันนี้ผมคงเอ๋อแดกแน่นอน




“ ฉันต้องขอบใจเธอมากนะที่อุตส่าห์ดูแลลูกชายมาตลอด จนเธอเองก็โดนลูกหลงไปด้วย แต่ในเมื่อตอนนี้คนร้ายก็ได้รับโทษแล้ว ฉันก็เลยไม่อยากรบกวนเธออีก ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ฉันจะให้คุณดาราเป็นคนจัดการให้ จากนี้ไปเธอจะได้กลับไปสู่ชีวิตปกติซักทีนะ ” ท่านประธานพูดกับผมอย่างจริงใจ จนบรรยากาศอึดอัดก่อนหน้านี้อันตธานหายไปเลยทันที สงสัยผมแค่คงยังไม่คุ้นชินก็เท่านั้น




“ แล้วอีกอย่าง ฉันคงไม่รบกวนเธอให้มาเฝ้าลูกชายฉันแล้วล่ะ เธอควรเอาเวลาไปทำอย่างที่เธอสมควรทำได้แล้ว แล้วก็จากนี้ไปถ้าเธอต้องการช่วยเหลืออะไร บอกผ่านคุณดารามาได้เลย ถ้าฉันช่วยได้ฉันก็จะช่วย ฉันไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใครน่ะ ” พอได้ยินประโยคว่าไม่ต้องมาเฝ้าไอคุณชายแล้ว ผมนิ่งไปทันที




นั่นมันหมายความว่าจากนี้ไปผมอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ไอคุณชายแล้วแบบนั้นใช่ไหม




ผมรู้สึกโหวงแปลกๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าไอคุณชายพ้นขีดอันตรายแล้ว รอพักฟื้นไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็อาจจะได้เจอกันข้างนอกตามปกติ แต่มันก็ยังรู้สึกเหมือน….ใจหายหรือเปล่านะ? เหมือนจากนี้ไปเราอาจจะต้องอยู่ไกลกัน ไอคุณชายอาจจะงานยุ่งจนไม่มีเวลามาเจอก็ได้ หรือไอคุณชายอาจจะเกิดเปลี่ยนใจจากผม แล้วถ้าเป็นแบบนั้น…




ผมจะทำยังไงต่อไปดี




ผมเอ่ยขอบคุณพร้อมทั้งไหว้บอกลาท่านประธานและคุณเลขาก่อนที่จะพาตัวเองเดินออกมาจากห้อง อาจจะว่าใจลอยก็เป็นได้ คุณเลขาเดินออกมาส่งผมที่หน้าลิฟต์แถมยังเอ่ยถามผมอย่างไม่สบายใจว่าผมมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า อาจจะเพราะเธอคงเห็นท่าทางเหม่อลอยของผม ผมยิ้มกว้างให้เชิงบอกว่าผมสบายดี จากนั้นเราก็พูดคุยกันนิดหน่อยก่อนที่ลิฟต์จะมา ผมเดินเข้าไปข้างในแล้วยกมือไหว้เธออีกที จนประตูลิฟต์ปิดนั่นแหละ เรี่ยวแรงที่ฝืนยืนหยัดไว้อยู่ถึงหมดลง ผมเอนตัวพิงกำแพงลิฟต์แล้วหลับตาลง พร้อมกับความเปียกชื้นนิดๆ ที่หางตา ผมเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรออกแล้วตอนนี้




ไม่น่าเชื่อว่าขนาดผมยังจำเรื่องเกี่ยวกับเจ้าตัวไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมยังรู้สึกขนาดนี้ มันแย่ซะจนผมไม่สามารถฝืนยืนต่อไหวได้เลย ผมนั่งยองลงไปพร้อมกับยกมือปิดหน้า ผมไม่ได้ร้องไห้ แค่เหนื่อยนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าผมน่าไหว




ก็แค่ต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเองไม่ใช่เหรอ




ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปหลังจากนี้ จะถือว่าเป็นโชคชะตาของผมแล้วละกัน




โชคชะตาที่อาจจะมีหรือไม่มีไอคุณชาย…ก็ตาม














“ โอ้ย เจ้างั่ง ทำไมนายเซ่อขนาดนี้ ก็แค่ยกมาไว้ตรงนี้แล้วนายก็หยิบใหม่ไม่ได้เหรอไง ทำไมต้องหยิบมาหมดพร้อมกันขนาดนี้ ถ้ามันหกจะทำยังไง หา! ” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดจากคนผิวเข้ม ทำให้ยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปอีก ถึงแม้จะหน้าตาดีก็ไม่ได้ทำให้ความน่ากลัวนี้ลดลงไปเลย ยิ่งเจ้าตัวขมวดคิ้ว หน้าบึ้งตึงด้วยแล้ว ส่วนคนที่ถูกว่าอ่ะเหรอ ตัวเล็กกว่า แถมผิวขาวกว่า หน้าตาดูเซ่อซ่า เอ่อ ไม่สิ ดูใสซื่อ ซะเหลือเกิน เลยทำให้ภาพตรงหน้าผมเหมือนเสือจะขย้ำกระต่ายน้อยอะไรแบบนั้นเลยล่ะ




“ ก็…ผมถือไหวก็เลยถือมาหมดเลย ” คำตอบจากคนตัวเล็ก ทำให้คนตัวโตกว่าทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความไม่พอใจ พร้อมยังถลึงตาดุใส่อีกฝ่ายจนลนลานไปหมด ผมยิ้มขำกับเหตุการณ์ตรงหน้า ไอแสงจะรู้ไหมเนี่ยว่าเวลาอยู่กับคนคนนี้ตัวเองทำตัวแตกต่างจากคนอื่นๆ มากมายขนาดไหน ถึงแม้มันอาจจะดูโฉดไปหน่อยอ่ะนะ นี่ถ้าแฟนเก่าคนที่ทำให้มันเสียใจจนใจโฉดได้ขนาดนี้มาเห็นสภาพแบบนี้ สงสัยคงรักหัวปักหัวปำ




“ มึงไม่ต้องมาขำเลยไอรัก มึงดูสิว่ามันเซ่อขนาดไหน ” แต่มันกลับทำให้ผมขำหนักยิ่งขึ้น เพราะอะไรน่ะเหรอ ผมรู้สึกว่าถึงแม้ไอแสงมันจะกระโชกโฮกฮากไปซักหน่อย แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันทำไปเพราะเป็นห่วงนั่นแหละ ดูจากท่าทางมันก็รู้แล้ว




“ อ้าว มึงก็ไปว่าน้องเขา เขาถือมาไหวก็ดีแล้วไง นี่ก็ไม่ได้หกอะไรนิ ดูสิทุกจานยังอยู่ครบ น้ำแกงไม่หกซักหยดเดียวเลย ” น้องคนที่ว่าหันมาส่งสายตาเป็นประกายให้ผม มันเลยทำให้ไอแสงที่หน้าหงิกอยู่แล้ว หน้าหงิกเข้าไปอีก ทำท่าทางฮึดฮัดเหมือนเด็กน้อยที่ถูกทำให้ขัดใจ ผมถือว่าเป็นบุญตานะเนี่ย เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนมันมา น้อยมากที่มันจะทำตัวแบบนี้ให้ผมเห็น มันเลยยิ่งทำให้ผมหัวเราะไม่หยุด อีกนิดผมว่าตัวเองจะเป็นบ้าได้แล้วล่ะ




เมื่อเช้าที่บ้านผมเขาถือโอกาสที่วันนี้เป็นวันหยุดไปทำบุญกัน แต่สงสัยผมคงเป็นคนบาปเลยบอกกับพวกเขาไปว่าผมง่วงอยากนอนต่อ ให้พวกเขาไปกันได้เลย พ่อกับแม่แล้วก็พี่สาวผมก็บ่นๆ ตามประสาคนอายุเยอะ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยผมนอนต่อ แต่ผมก็ไม่ได้นอนต่อหรอกครับ บอกตรงๆ ว่าผมขี้เกียจเท่านั้นเองนั่นแหละ ผมเลยกำลังคิดว่าตัวเองจะไปหาอะไรกินข้างนอก แล้วถือโอกาสไปชอปปิ้งเสื้อผ้าซะเลย รู้สึกว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่มีเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ บ้างเลย แบบอยากกลับไปเป็นคนคูลๆ เหมือนเมื่อก่อนบ้าง เพราะตั้งแต่ทำงานกับไอคุณชายไม่มาเวลาใส่เสื้อสบายๆ บ้างเลย




อา ผมเผลอคิดถึงคนคนนั้นอีกแล้ว




เมื่อตระหนักได้ว่าเผลอตัวอีกแล้ว ผมเลยซึมๆ ไป แต่อยู่ๆ แพลนผมก็ต้องปิดไปเพราะไอแสงถือโอกาสที่เป็นวันหยุดหรือวันอะไรของมันไม่รู้เหมือนกัน มาหาผมถึงที่บ้าน แถมไม่มาตัวเปล่า หิ้วอาหารที่ไม่รู้ว่ามันไปซื้อมาจากไหนมาด้วย ตอนแรกผมเห็นมันอยู่หน้าบ้านผมยังนึกแปลกใจ เพราะมันบอกว่าช่วงนี้ยุ่งเพราะใกล้จะปิดไตรมาศอะไรซักอย่างของมันแล้ว เลยทำให้มันแทบปลีกตัวไปนั่งดริ้งกับผมไม่ได้เลย แต่วันนี้กลับมาปรากฎตัวอยู่หน้าบ้านผมซะอย่างนั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้มาคนเดียว ยังหอบหิ้วเด็กตัวขาวมาด้วย นี่ผมก็ยังแปลกใจอีกเหมือนกันว่ามันจะพาเด็กนี่มาทำไมกัน




“ เอ้อมึงไอรัก แล้วคุณเนตรคนดีของมึงเขาฟื้นยังวะ ” ชื่อของคนที่เพื่อนสนิทถามขึ้นทำให้ผมนิ่งไปทันที อยากจะบอกมันเหลือเกินว่าผมไม่ได้รับรู้ข่าวสารเขามาเป็นอาทิตย์แล้วตั้งแต่ที่ท่านประธานเรียกผมเข้าไปพบวันนั้น ผมบอกไอแสงแค่ว่าผมไม่ต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทของไอคุณชายแล้ว เพราะมีคนมาทำแทนแล้ว แถมสัญญาผมก็หมดแล้วด้วย มันก็ถามผมว่าไม่ต่อเหรอ รายได้ดีขนาดนี้แล้วยังอยู่ใกล้ชิดกับไอคุณชายอีก ผมไม่กล้าเล่ารายละเอียดมากนัก เลยเลี่ยงๆ ตอบมันไปว่าผมอยากกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัวแล้ว




“ เป็นอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามึงไม่ได้ไปเยี่ยมเขาเลยอ่ะ ” เมื่อเห็นท่าทางผมเงียบไป มันเลยถามผมอีกที




“ ก็…เออดิ ไม่ได้ไปเยี่ยมเลย ” แม้กระทั่งเขาฟื้นแล้วหรือยัง อาการเป็นยังไงผมยังไม่รู้เลย




“ อ้าว ทำไมวะ อย่าบอกนะว่ามึงโกรธอะไรเขาอ่ะ ”




“ กูจะไปโกรธอะไรเขาวะ ก็แค่กู…ไม่มั่นใจว่ะ ” คำตอบของผมทำให้ไอแสงทำหน้าแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร มันคงเดาออกว่าผมยังไม่อยากเล่า ซึ่งมันก็ถูกแล้วนั่นแหละ ผมยังทำใจไม่ค่อยได้เลยที่จะคิดถึงหรือจะเป็นห่วงไอคุณชาย ผมแค่รู้สึกไม่มั่นใจอีกต่อไปแล้วว่าผมยังเป็นที่ต้องการหรือเปล่า ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้โทรมาแจ้งข่าวของไอคุณชายกับผม ส่วนไอคุณชายก็หายไปเลย ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเตรียมใจว่าผมคงจะถูกลืมในไม่ช้า




ไอแสงไม่ได้ดึงบทสนทนาอีก เพียงแต่หันไปว้ากใส่คนน่าสงสารเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่ามันแกะปูไม่เป็น ไอคนทำเข้มก็บ่นกระปอดกระแปด แต่ก็ยื่นมือไปแย่งชิ้นปูมาจากมือขาวแล้วเริ่มแกะให้ ผมอดอมยิ้มกับคนทั้งสองไม่ได้ เป็นคู่ที่ดูตลกเหลือเกิน




เมื่อเราทั้งสามจัดการกับมื้ออาหารเสร็จ ไอแสงก็สวมวิญญาณเป็นผู้บัญชาการเลยทันที ออกคำสั่งให้คนตัวเล็กล้างถ้วยชามให้หมดนี้ ซึ่งมันเยอะบานตะไทมาก เพราะไอเพื่อนผมมันเล่นซื้ออะไรไม่รู้เยอะแยะมากิน ผมเลยรีบบอกมันว่าผมล้างเองได้ ผมเห็นเด็กมันทำท่าหงอยอย่างเห็นได้ชัด พลางส่งสายตาให้ผมอีกแล้ว (ฮือออ ผมแพ้สายตาแบบนี้) แต่เพื่อนสนิทผมก็ไม่นำพา ตัดความหวังของเจ้านี่ทันที (ถ้ามันมีเสียงประกอบคงได้ยินเสียงกรรไกรตัดเชือกอย่างแรงจนขาด) ผมเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้เจ้าตัวเท่านั้น พร้อมกับส่งใจให้ เอาเป็นว่าสู้ๆ แล้วกันนะไอน้อง




คนตัวโตลากผมให้ออกจากลานประหาร ผมแอบหันไปมอง ก็เห็นเพียงแต่ด้านหลังที่ไหล่ลู่ลงซะน่าสงสาร ผมจึงได้แต่ถอนหายใจ




“ ทำไมมึงต้องร้ายกับน้องเขาตลอดเลยวะ ” คนถูกถามก็ได้แต่ยักไหล่




“ ก็กูแบบหมั่นไส้อ่ะ เด็กบ้าอะไรชอบทำตัวปวกเปียกเหลือเกิน ”




“ โดนซะ ไอห่า ชอบทำร้ายเด็ก ” ผมเลยมอบความเอ็นดูให้มันซักทีโดยการตบหัวมันซะ มันร้องโอดโอ้ยซะเกินจริง ผมเลยยกมือจะโบกหัวมันอีกรอบ จนมันกราบแทบอกผมถึงยอมลงให้ทีหนึ่ง แต่ก็ยังเบะปากล้อเลียน




“ ร้ายไปให้ตลอดเถอะนะมึง เดี๋ยวเกิดน้องเขาทำจานแตกบาดมือเลือดกระฉูดขึ้นมา กูนี่แหละจะระ…. ” และเมื่อผมพูดยังไม่ทันขาดคำ




เพล้ง!




“ ไอเชี่ย! ” เพื่อนสนิทผมร้องขึ้นอย่างตกใจ ลุกขึ้นพรวดแล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุอย่างว่องไว ผมมองตามไปด้วยอาการเหวอสุดขีด ไม่ได้อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังพูดนั้นจะสมพรปาก เอ้ย จะเกิดขึ้นจริง ด้วยอารามตกใจทำให้ผมตกใจนิดหนึ่ง ก่อนรีบลุกขึ้นเดินตามไปเหมือนกัน




“ โอ้ย! เบาๆ เบาๆ สิพี่ ผมเจ็บนะ ” เสียงโวยวายแบบผู้ดี (แบบเบาๆ น่ะ) ดังขึ้นตอนที่ผมเดินไปถึงห้องครัวพอดี เห็นไอแสงยกมือขาวๆ ที่เปื้อนเลือดของน้องเค้ายกขึ้นมาดูพร้อมกับใช้ทิชชู่ซับเบาๆ แต่ด้วยขนาดของมือมันเนี่ยแหละที่เป็นปัญหา ดูเหมือนเป็นมันซะเองที่กำลังทารุณน้องเขา




“ เดี๋ยวกูเอายามาให้ รอแปปนึงนะครับน้อง… ” เออว่ะ ผมไม่เคยถามชื่อน้องเขาเลยนี่หว่า นี่ผมนั่งกินข้าวกับคนที่ไม่แม้แต่จะรู้ชื่อแต่คุยกันแบบเหมือนรู้จักกันเป็นชาติแล้วนี่นะ




“ มันชื่อเมฆ ชื่อจริงชื่อ ม่านเมฆ นามสกุล… ”




“ พอเลยมึง ชื่อก็พอแล้วโว้ย ” ผมรีบพูดขัดขึ้นมาก่อนที่ไอแสงมันจะนั่งพล่ามประวัติของน้องเขาออกมาซะก่อน ผมเดินออกไปเอากล่องพยาบาลที่วางไว้ตรงมุมนอกห้อง แล้วเดินถือกลับเข้าไปห้องครัวใหม่ แต่ยังไม่ทันได้ยื่นกล่องให้เลย ผมก็ต้องชะงักแล้วยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูซะก่อน ก่อนจะอมยิ้มกับภาพตรงหน้า




“ มึงเนี่ยนะชอบทำให้กูเป็นตกใจเรื่อยเลยนะ ”




“ กะ ก็ผมไม่ได้ตั้งใจนิ มันหลุดมือตอนล้างอ่ะ ”




“ ซุ่มซ่าม ”




“ ผมไม่ได้ซุ่มซ่ามนะ! ”




“ ไม่ได้ซุ่มซ่ามแล้วอะไร ซื่อบื้อเหรอไง ”




“ นี่คุณ หยุดว่าผมเลยนะ ”




“ แค่นี้ทำงอนเหรอ ”




“ ใครบอกผมงอน! ”




“ แล้วทำไมแก้มแดง ”




“ ผมแก้มแดงตรงไหน ”




“ เนี่ยๆ แก้มแดงอีกละ เขินกูเหรอ ”




“ โอ้ย ผมไม่พูดกับคุณแล้ว! ”




“ ฮ่าๆ หน้ามึงแดงหมดแล้ว ”




ไอแสงเอ๋ย มึงจะกลืนน้ำลายตัวเองก็คราวนี้แหละน่า





โปรดติดตามตอนต่อไป....


เปิดตัวคู่ใหม่ค่าา...
.
.
.
หรือเปล่าน้าาาาาาา 55555555

 :hao6:


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 34
" สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง "




(เนตรนภิศ พากย์)

“ แม่ครับ ผมไม่ได้เป็นมากอะไรซักหน่อย ไม่ต้องให้เขามาดูแลผมถึงขนาดนี้เลย ” เนตรเอ่ยอย่างจนใจ เมื่อเห็นแม่เขากระวีกระวาดให้นางพยาบาลคอยอยู่จัดการดูแลจิปาถะให้เขาตลอดตั้งแต่เขาฟื้นมา





“ ก็แม่กลัวนี่นา กว่าเนตรจะฟื้นได้ก็เล่นเอาแม่กับพ่อแล้วก็น้องใจหายใจคว่ำกันไปหมด ” แม่เขาโวยวายเล็กน้อย ผิดวิสัยที่ปกติจะใจเย็น เขาอึ้งไปนิดหนึ่งเพราะไม่ค่อยได้เห็นแม่เสียงดังกับเขาซักเท่าไหร่ สงสัยคราวนี้จะกลัวจริงๆ เขานอนพิงหัวเตียงที่ถูกปรับให้สูงขึ้นมาพอให้เขาสบายตัว มองแม่เขาที่มาหาเขาแต่เช้าและยังไม่ได้นั่งลงซักที เพราะวุ่นวายกับบรรดาของกิน ของเยี่ยมทั้งหลายที่เขาก็ไม่รู้ของใครเป็นของใครบ้าง เพราะหลายคนนั้นมาเยี่ยมเขาตอนที่เขายังไม่ได้สติ พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นของเยอะแบบนี้แล้ว ก็ได้แม่แล้วก็เจ้านันท์นั่นแหละที่คอยทยอยขนกลับไป





“ แม่เขาดีใจมากฮะพี่เนตร พี่ต้องมาเห็นตอนที่พี่ยังไม่ฟื้น พอเสร็จจากเรื่องคดีแม่เขามานั่งเฝ้าไม่ยอมไปไหนเลย นั่งจนรากฝังลึกถึงชั้นใต้ดินแล้ว ” น้องชายเขาโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำแล้วฟ้องเขารัวๆ





“ ตานันท์ เดี๋ยวเถอะนะ แซวแม่เหรอ ” แม่โวย





“ โอ้ย กระผมมิบังอาจหรอกคร้าบ ” เจ้านันท์ตะโกนมา เขาขำพรืดพอได้เห็นแม่ทำตาค้อนปะหลับปะเหลือกไปทางน้องชายจนกระเทือนแผล ร้องโอ้ยเบาๆ





“ เป็นอะไรลูก! เจ็บแผลเหรอ เรียกพยาบาลเร็วนันท์ ” และเป็นอีกครั้งที่เห็นแม่กระวนกระวายจนปล่อยของที่อยู่ในมือ เดินเร็วพรวดมาจนถึงเตียงเขา น้องชายเขาก็เดินออกมาจากห้องน้ำแทบจะทันที แต่เมื่อเห็นเขาหัวเราะแทนที่จะเจ็บ คนเป็นแม่ก็โวยวายอีกเล็กน้อย แล้วตีที่แขนเขาเบาๆ และแล้วเขาก็ร้องโอ้ยอีกครั้ง สรุปว่าทั้งสามคนก็หัวเราะไปตามๆ กันลั่นห้องพักฟื้น ทำให้ศรที่เฝ้าอยู่ภายนอกห้องได้ยินเสียง มองเข้ามาผ่านช่องกระจกประตู





แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทอดแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง โอบล้อมพวกเขาสามคนที่ยิ้มหัวเราะไปด้วยกัน บรรยากาศของความสุขที่กำลังอบอวลไปทั่วทำให้คนดูแลที่มองอยู่นั้นพลันคลายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หันกลับมาแล้วยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ





ต่อจากนี้ไปขอให้มีแต่ความสงบสุขซักทีนะ




















“ เป็นยังบ้างล่ะเนตร ” อาชัชที่เสร็จสิ้นจากคดีความของเขา แวะมาเยี่ยมหลังจากที่แม่กลับไปได้ไม่นานนัก ไม่แน่ใจว่าระหว่างทางได้เจอกันหรือเปล่า





“ ดีขึ้นเยอะแล้วครับ อยู่ในห้องจนเฉาไปหมดแล้ว ” เขาตอบน้ำเสียงขบขัน ทำให้อาชัชที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ไกลนักหัวเราะขึ้นมา





“ พักฟื้นเถอะหลานเอ้ย นี่พอพ่อเธอรู้เรื่อง แทบจะพุ่งมาถอนหัวหงอกอาเลยทีเดียว วางแผนลับหลังมัน ไปทำให้หลานบาดเจ็บ ”





“ ถ้าจะโทษก็โทษผมเถอะครับอา ผมเป็นคนขอร้องอาเอง ” เขายกมือไหว้ขอโทษคนอาวุโสกว่า





“ ขอท่งขอโทษอะไรกัน อาเต็มใจช่วย เห็นเป็นลูกเป็นหลาน แถมพ่อเธอยังเป็นเพื่อนของอา เคยช่วยเหลืออามาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เรื่องแค่นี้ทำไมอาจะต้องปฏิเสธ ” คนเป็นอาโบกมือบอกปัด





“ ผม…ขอถามนิดหนึ่งได้ไหมครับ ” เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ แต่เหมือนอาชัชจะรู้ทันความนัยของเขา





“ เรื่องของคนคนนั้นใช่ไหม ” เขาพยักหน้าเบาๆ





“ อาของนนท์นทีได้รับโทษทางกฎหมาย ศาลตัดสินจำคุก 20 ปีไม่มีประกันตัว อันนี้น่าจะเป็นเพราะตัวของนนท์นทีตัดสินใจเองด้วยที่จะไม่ประกันตัว ส่วนเจ้าตัวตอนแรกก็โดนดำเนินคดีเหมือนกัน แต่พ่อเธอยอมความจึงได้รับการยกเว้น ”





“ แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ไหนครับ ”





“ อืม เรื่องนี้อาก็ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินพ่อเธอบอกอามาอยู่เหมือนกันว่าจะรับผิดชอบชีวิตเขาต่อไป เพราะตัวเองตั้งมั่นไว้มาตลอด ” เขานึกถึงตอนที่พ่อเคยบอกไว้ว่าลูกชายของอานัยไปอยู่ต่างประเทศ แล้วหลังจากนั้นพ่อก็ไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ ต่อจากนั้น เพราะครอบครัวฝ่ายนั้นปิดข่าว แทบจะสืบอะไรต่อไม่ได้เลย





“ ก็คงจะต้องทำตามสมควรนะครับ เรื่องนี้ผมไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ”





“ กลัวแต่ว่าทางนั้นเขาจะยอมรับไหมล่ะสิ ” ประโยคนายตำรวจใหญ่เอ่ยขึ้นเป็นสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ในใจเช่นเดียวกัน หากแต่ว่านนท์นทียอมรับ พ่อเขาก็คงวางใจเพราะตัวเองจะได้สานต่อได้จริงๆ แต่ถ้าเป็นอย่างที่เขากำลังคิดแล้วนั้น กลัวแต่ว่าฝ่ายนั้นจะปฏิเสธ และพ่อเขาก็จะต้องมานั่งกังวลอีกครั้ง





เขารู้มาตลอดว่าความทุกข์ในใจพ่อนั้นไม่สามารถวางไปเฉยๆ ได้ถ้ายังไม่ได้ทำตามที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นก็คือเรื่องของลูกชายอานัยคนนี้ แต่พอได้มารู้เรื่องราวทั้งหมดรวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้พ่อเขาเครียดอย่างเห็นได้ชัด ก็คงจะโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุทั้งหมดนี่ล่ะ แต่เขาก็คอยย้ำตลอดว่ามันไม่ใช่เพราะพ่อคนเดียว สิ่งที่หลอมรวมให้นนท์นทีมีความแค้นได้ขนาดนี้ ก็คงจะเป็นเพราะญาติฝ่ายนั้นด้วย ถึงแม้จะรู้ดีว่านั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายอย่างพ่อเขามีหรือจะไม่รู้





แต่ถึงอย่างนั้นพอได้รู้ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือคนที่พ่อเขาพยายามตามหามาเนิ่นนานก็ยิ่งตอกย้ำให้ตัวเขารู้สึกผิดขึ้นมากไปอีก แต่เขาก็ยินดีที่เห็นพ่อไม่ได้โกรธแค้นอะไร กลับยิ่งจะรีบเร่งทำตามสิ่งที่ตนตั้งใจมาตลอด นั่นเป็นสัญญาณที่ดี ตัวเขานั้นเองก็ยินดีด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมด





เห็นทีแล้วเขาคงจะต้องเจอกับคนคนนั้นสักครั้ง เผื่อว่าฝ่ายนั้นจะยอมใจอ่อนตอบรับความช่วยเหลือของพ่อเขา ถึงแม้ตัวเขานั้นจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่อะไรมากมาย แต่เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องได้พูดคุยทำข้อตกลงกันก่อน





พอตัดสินใจได้แล้ว เขาก็รีบส่งข้อความให้เลขาเขาไปค้นข้อมูลที่อยู่ของนนท์นทีทันที





อาชัชกลับไปได้สักพักแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักฟื้นคนเดียว คาดว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่ชั่วโมง คนที่บ้านเขาก็คงจะมากันอีก เขายิ้มบางเมื่อนึกถึงครอบครัวตัวเอง ตอนนี้คงได้โล่งอกโล่งใจกันได้สักที ตัวเขาเองก็คลายใจลงไปเยอะเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาได้คลี่คลายลง เรื่องเจ็บตัวก็คงจะยุติลง เขาเบื่อโรงพยาบาลเต็มที อยากจะกลับไปทำงานจะแย่แล้ว





เสี้ยวหนึ่งของความคิด เขากลับนึกถึงใบหน้าของคนที่ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง ตลกดีที่ตอนนี้ตัวเขาสลับบทบาทกัน ก่อนหน้านี้ไม่นานเขายังต้องมาเฝ้าดูอาการของคนคนนั้นอย่างเงียบๆ และก็กลับไปอย่างเงียบๆ โดยแค่คิดว่าไม่อยากให้คนคนนั้นเดือดร้อนใจกับเรื่องร้ายๆ แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจความรู้สึกของคนที่คอยเฝ้ารอ เฝ้าคิดถึงตลอดแล้วล่ะ ว่ามันเป็นยังไง และก็แอบน้อยใจที่อีกฝ่ายไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย





ตอนนี้เขาคิดถึงคนคนนั้นเอามากๆ เลยล่ะ





เขาถอนหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึงตอนที่พ่อเขามาบอกว่าได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างกับรักไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เขายังไม่ฟื้น พอเขารู้แบบนั้นแล้ว มันเหมือนมีใครมาบีบหัวใจเลยซะจริงๆ ฟังดูเหมือนมันเกินจริง แต่พออยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นแล้วมันไม่เกิดจริงเลยซักนิด เท่ากับว่าตอนนี้ระหว่างเขากับรักไม่มีอะไรมาเชื่อมโยงกันได้แล้ว เมื่อคิดได้แบบนั้นในหัวเขาพลันว่างเปล่าทันที ด้วยความที่ตัวเองยังบาดเจ็บ จึงทำให้เขาอ่อนไหวมากกว่าที่คิด ทุกคนที่มาเยี่ยมรวมถึงเพื่อนๆ เขาไม่ได้ติดใจอะไรในท่าทีเซื่อมซึมเล็กน้อยของเขา เพราะคิดว่าเขายังบาดเจ็บ





แต่ถึงอย่างนั้นใครไหนจะรู้เลยว่า ที่เจ็บน่ะไม่ใช่บาดแผลเลย





ตั้งแต่วันที่เขาฟื้นจนถึงตอนนี้ เขาได้แต่นั่งคิดทุกวันว่าต่อจากนี้เขาจะทำยังไงกับความสัมพันธ์ที่ยังไม่มีใครรู้นอกจากเขา รัก แล้วก็เพื่อนของรัก รวมถึงเจ้าของร้านกาแฟอย่างพี่อุ่นนี้ดี แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้เขากลับนิ่งสงบมากขึ้น ไม่ได้ว้าวุ่นใจเหมือนตอนแรกๆ แล้ว แต่ก็คงยังไม่ได้วางใจหากยังไม่ได้เจอหน้ารักซักครั้ง ไม่รู้ตอนนี้เจ้าตัวจะร้องไห้น้ำมูกโป่งอยู่ หรือจะแฮปปี้ที่ชีวิตไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับเขาอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างหลังที่ตัวเขาคงเป็นคนที่ร้องไห้น้ำมูกโป่งแน่ๆ





รอให้ออกจากโรงพยาบาลก่อนแล้วกัน แล้วหลังจากนั้นเขาจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดเขาก็จะให้รักกลับมาหาเขาอีกให้ได้ เขาจะพยายาม





ใจเขาเหมือนกลับมาเต้นแรงอีกครั้งพอคิดว่าได้ต้องเจอรักในเร็วๆ นี้





เขาก็รีบเร่งอยากออกจากที่นี่ซะตอนนี้เลยจริงๆ



















และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ออกมาสัมผัสกับแสงแดดภายนอกจริงๆ สักที พอออกจากโรงพยาบาลเขาก็รีบกลับบริษัทเพื่อไปเคลียร์งานทั้งหลายแหล่ รวมถึงโปรเจ็คที่คั่งค้างไว้รอเขากลับมาสานต่อ ต่อให้โดนแม่ว่ายังไง แต่ด้วยความที่เขาร้อนใจย่อมยอมที่จะขัดใจแม่แล้วกลับไปทำงานทันที ถึงแม้คุณเลขาของพ่อ รวมถึงเลขาคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่รักจะจัดการเรื่องงานไปบ้างแล้วบางส่วน แต่มันก็มีหลายอย่างที่รอให้เขากลับไปอนุมัติอยู่เหมือนกัน ไหนจะต้องวางแผนสำหรับโปรเจ็คใหม่ต่อไปในอนาคตอีก จึงเป็นที่มาว่าทำไมเขายังไม่กลับไปหารักเลยซักที แถมยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับบ้าน ต้องนอนค้างที่บริษัทอยู่หลายวัน





จนถึงตอนนี้งานก็ได้เคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้ถือว่าตัวเขาจะสามารถวางใจได้ แต่ก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง





แต่ก็มีอีกเปราะหนึ่งใหญ่ๆ ที่ใจเขายังคลายไม่ได้ซักที





เขาเอามือบังแสงหรี่ตามองท้องฟ้า หลับตาสูดหายใจเหมือนเรียกกำลังใจให้ตัวเอง พลางคิดถึงคำพูดหลายๆ คำที่เตรียมพร้อมมาเพื่อการนี้ เครียดยิ่งกว่าโปรเจ็คงานก็คงเป็นวันนี้แหละ ตลกดีที่เมื่อก่อนตัวเขาออกจะเป็นคนที่มั่นใจตัวเองไปซะทุกอย่าง พร้อมลุยได้ทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะยากหรือง่ายตามประสาคนในวัยที่กำลังไฟแรง แต่พอได้มามีความรู้สึกดีๆ แบบนี้กับใครซักคน ตัวเองกลับกลัว (หรือให้เรียกกันง่ายๆ ก็คือ อาการป็อดนั่นแหละ) เอาซะง่ายๆ





เขายกมือขึ้นมาดูนาฬิกา ก็พบว่าอีกไม่นานจะถึงเวลาเลิกงานของรักแล้ว และตอนนี้เขาก็อยู่หน้าบ้านของเจ้าตัวด้วยเช่นกัน กำลังชั่งใจดีว่าจะกดกริ่งแล้วเข้าไปรอที่บ้านเลย หรือจะนั่งอยู่ในรถแล้วรอรักกลับมาดี





นอกจากปอดแหกเบาๆ เรื่องรักแล้ว ยังต้องมาเป็นบ้าอะไรไม่รู้กลับเรื่องแค่นี้ด้วย เขาล่ะหงุดหงิดตัวเองซะจริง





“ อ้าว คุณเจ้านายของรักนี่นา มาทำอะไรตรงนี้คะ ” เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เขาสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบหันหลับไป ก็พบกับหญิงสาวที่เขาเคยพบมาก่อนหน้านี้แล้ว





“ สวัสดีครับคุณน้า พอดีผม… ” เขายกมือขึ้นสวัสดีแม่ของรักก่อนที่จะพูดต่อ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายคงเห็นอาการเก้อกระดากของเขาจึงพูดขึ้นมากซะก่อน





“ มาหารักใช่ไหมคะ ” เธอตอบยิ้มๆ





“ เอ่อ ครับ ”





“ ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามารอในบ้านก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวอีกแปปนึงเขาก็กลับมาแล้วล่ะค่ะ ” เจ้าของบ้านพูดพลางไขกุญแจประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วหันหลังมาโบกมือให้เขาตามเข้าไป ขาทั้งสองของเขาจึงขยับตามไป เดินเข้าไปถึงในตัวบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม่ของรักบอกให้เขานั่งรออยู่ที่โซฟาห้องรักแขก แล้วจึงกุลีกุจอเตรียมน้ำเตรียมของว่างมาให้เขา ถึงแม้เขาจะห้ามแล้วว่าไม่ต้องลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ยังห้ามคุณน้าผู้มีพลังเหลือล้นคนนี้ไม่ได้เลย เพราะตั้งแต่เข้ามาก็มีของกินเล่นมากมายมาวางให้ตรงหน้าโดยไม่ขาดสายเลยจริงๆ





“ เนี่ยนะ อันเนี้ยเจ้ารักมันชอบมากกก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน นี่น้าก็ซื้อไว้ให้มันเนี่ยแหละ แต่เห็นว่าหนูมา น้าก็เลยเอาออกมาให้กินก่อนละกัน มันคงไม่กล้าโวยวาย ” คุณน้ายังคงพูดเจื้อยแจ้วให้เขาฟัง เขาก็รับฟังยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่หากเขาก็ไม่ได้รำคาญอะไร เพราะรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายเอ็นดูเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน





“ เอ้อ น้าก็มัวแต่พูดมากไปเรื่อยไม่ได้ถามหนูเลยว่ามาหารักมีเรื่องอะไรหรือเปล่าจ๊ะ ”





“ ผม….มาเยี่ยมเขาเฉยๆ น่ะครับ เห็นว่าเขาไม่ได้ทำงานที่บริษัทผมแล้ว ” เขาตอบพลางหลบตาอีกฝ่ายไปมองกรอบรูปที่วางเรียงรายอยู่บนตู้โชว์แทน ใครจะได้กล้าบอกล่ะว่าคิดถึงเลยอยากมาหาลูกชายเขาน่ะนะ





“ แล้วตอนทำงานกับหนูลูกชายน้าไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้ใช่ไหมจ๊ะ เห็นมันแบบนี้อ่ะนะ ข้างในมันก็เหมือนเด็กน้อยแหละ ขี้โวยวายเป็นที่หนึ่ง มีอะไรขอให้ได้โวยวายไว้ก่อน ” เขาหัวเราะนิดหนึ่งพอได้ฟังแบบนั้น ตัวเขาก็พอดูออกแหละว่าเจ้าตัวเป็นคนยังไง แต่ก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไร ออกจะขำซะด้วยซ้ำพอได้เห็นท่าทางแบบนั้น





“ ไม่หรอกครับ เขาก็ทำงานดีมาก ผมก็เลยสบายขึ้นหน่อยเพราะเขานี่แหละครับ ”





“ เฮ้อ อย่าว่าน้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ จนถึงป่านนี้แล้วมันก็ยังไม่เห็นมีฟงมีแฟนมากับเขาซักที นี่น้าก็กลัวๆ อยู่เหมือนกันว่ามันอาจจะอกหักช้ำใจจากแฟนคนก่อนจนไม่อยากมีไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ ” คำว่า ‘แฟนคนก่อน’ นี่สะกิดใจเขาอย่างจัง เขาไม่เคยถามรักถึงเรื่องคนเก่าๆ ที่ผ่านมาเลย ตัวเขาก็ไม่เคยเล่าฝั่งของเขาด้วยเช่นเดียวกัน เหมือนต่างฝ่ายต่างมาไม่เคยรู้อดีตที่ผ่านมาเลย พอได้ยินแบบนี้เขาจึงอดที่จะคันยุบยิบในใจอยากรู้อยากเห็นไม่ได้





“ ผมถามได้ไหมครับว่าทำไมเขาถึงเลิกกัน ”





“ น้าก็ไม่ค่อยรู้ลึกถึงรายละเอียดเท่าไหร่นะ แต่แค่รู้มาจากพี่สาวเจ้ารักว่าเหมือนฝ่ายหญิงคงกลัวว่าในอนาคตรักจะดูแลเขาได้ไม่ดีพอ เลยบอกเลิกแล้วไปคบคนที่ดีกว่าน่ะนะ น้างี้นะโกรธมากเลยที่เขามาดูถูกลูกชายแม่ขนาดนี้ ” พอได้ฟังแบบนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมรักถึงมีท่าทีที่ไม่มั่นใจตลอดเวลาอยู่กับเขา อีกฝ่ายคงกลัวที่เขาจะทอดทิ้งเหมือนกันเลยพยายามที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด





“ แย่จริงๆ เลยนะครับ ” เขาพึมพำออกมาตามความรู้สึกจริงๆ





“ แล้วนี่ช่วงนี้ก็ไม่รู้มันเป็นอะไร ทำตัวเหมือนอกหักทั้งๆ ที่น้าก็ไม่เห็นมันมีใครเลย ”





“ รักเป็นอะไรเหรอครับ ”





“ ก็ซึมๆ น่ะ ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเดิม น้าก็ดูออกมาซักพักแล้วล่ะ ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น ” หญิงวัยกลางคนเล่าให้เขาฟังพลางปลอกมะม่วงในมือให้เขา “ ตอนนี้มันก็ยิ่งหนักกว่าเดิมอีก ข้าวก็กินน้อยลง เหมือนคนตรอมใจอะไรแบบนั้นน่ะ ” นั่นทำให้เขาร้อนใจกับอาการของรัก ยิ่งไม่เห็นเจ้าตัวมาสักพักขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง พอได้ยินจากปากของคุณน้าเขาเลยเริ่มเป็นห่วงหนักขึ้นแล้วจริงๆ





“ แล้วถ้ารักเขามีแฟนขึ้นมาจริงๆ คุณน้าจะว่ายังไงครับ ”





“ ก็ไม่อะไรหรอก แค่ดูแลกันและกันได้ ไม่ทำให้ลูกชายน้าผิดหวังอีกก็เป็นพอแล้ว น้าไม่อะไรมากหรอก ” เขาพลันรู้สึกเหมือนมีชนักติดหลังยังไงชอบกลพอได้ฟังจากปากของคุณน้า ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่อะไรมาก แต่ถ้ามารู้ความจริงขึ้นมาจะรับได้หรือเปล่านั่นแหละ





เครียดยิ่งกว่างานที่บริษัทมีปัญหาก็เรื่องนี้นั่นแหละ





“ เพื่อนเจ้ารักก็อีกคน แสงน่ะ หนูรู้จักไหม ” เขาพยักหน้า “ รายนั้นก็เจ้าชู้เหลือเกิน เห็นรักมาเล่าให้ฟัง น้าก็สงสัยจริงๆ ว่าชีวิตนี้จะไปหยุดอยู่ที่ใครละนั่น ” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อคนที่นั่งอยู่ข้างเขาเอ่ยถึงเพื่อนของรักคนนั้น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าเจ้าชู้ขนาดไหน หน้าหล่อคนเข้ม แถมฝีปากยังแพรวพราวขนาดนั้นเป็นหญิงคนไหนก็ชอบ ตอนที่เกิดเหตุกับรัก ขนาดไม่ได้รู้จักกับตัวเขามากมาย ยังสามารถคุยกับเขาได้เหมือนคนรู้จักกันเลย





เขากับคุณน้าสนทนากันต่อ ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมแสบๆ ของรักในสมัยก่อน ทำให้เขารับรู้ความเป็นไปของอีกฝ่ายในอดีตมากขึ้น เวลาผ่านไปไม่นานนักก็เริ่มมีเสียงความเคลื่อนไหวมาจากภายนอกบ้าน นั่นหมายความว่าคนที่เขากำลังเฝ้ารอกลับมาแล้วหรือเปล่า พอคิดได้แบบนั้น ใจเขาพลันเต้นรัวอย่างกับคนที่เพิ่งไปวิ่งรอบสวนลุมฯมาสิบรอบ





“ กลับมาแล้วม๊า อ้าวคุณ ” ทว่าคนที่โผล่หน้าเข้ามากลับไม่ใช่รัก เขาจึงแสดงสีหน้าผิดหวังออกไปอย่างไม่รู้ตัว





“ สวัสดีค่ะ มาหารักเหรอคะ ” เขายกมือไหว้รับคำสวัสดีของอีกฝ่าย





“ ใช่แล้วดี แล้วนี่ไอรักมันอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับมาซักที ที่คุณเขามารอนานแล้วเนี่ย คุยกับม๊าเพลินเลย ” คุณน้าตอบให้เขาพลางลุกขึ้นไปหยิบมะม่วงอีกลูกมาให้เขา





“ โอ้ย มันก็เอ้อระเหยของมันนั่นแหละม๊า นี่ก็ไม่รู้แวบไปเดินทอดน่องที่ไหนอีก ทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีไปได้พักนี้ ” พี่สาวของรักบ่นกระปอดกระแปด เดินเข้าไปที่ห้องครัว





“ รักเขาเดินกลับแบบนี้ทุกวันเลยเหรอครับ ” เขาสบโอกาสจึงถามขึ้น





“ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็นแบบนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ช่วงนี้เป็นอะไรชอบเดินเหม่อๆ วันก่อนเพื่อนมันก็มาเล่าให้ฟังว่าเหม่อจนเกือบโดนรถเฉี่ยว ”





“ เฮ้ย ทำไมม๊าไม่เคยรู้เรื่องเลย อันตรายนะนั่น สงสัยต้องเรียกมาคุยหน่อยซะแล้ว ” ไม่ใช่แค่คุณน้า เขาก็ตกใจเช่นเดียวกัน แล้วนี่เดินทอดน่องกลับมาคนเดียว ไม่ใช่ว่าไปเดินเหม่อที่ไหนอีกหรอกนะ





“ งั้นผมขอตัวไปหาเขาก่อนนะครับ ” เขาลุกขึ้นทันที เอ่ยกับคุณน้าและพี่สาวของรัก ไม่ได้สนใจพวกเขาที่ห้ามปราม รีบเดินออกจากบ้าน ในขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อเปิดอยู่นั้น ประตูก็เปิดออกมาก่อนโดยคนที่อยู่อีกฝั่งซะแล้ว





“ กลับมาแล้วคระ….. ” น้ำเสียงของคนมาใหม่หยุดชะงัก พร้อมกับตัวเขาที่ยืนเอื้อมมือนิ่งอยู่อย่างนั้น





สายตาทั้งสองคู่ประสานกันก็ตอนนี้เอง







โปรดติดตามตอนต่อไป



งุ้ยยยยยยย มันกร๊าวใจมาก คุณเค้าได้เจอกันแว้ววววว

 :impress2:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2022 10:17:36 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 34
" คืนนี้ฉันขอค้างที่นี่ได้ปะ "





“ อ้าว รัก กลับมาซะช้าเลย คุณเนตรเขามารอเจอลูกน่ะ ” เสียงแม่รักดังเข้ามาโสตหูของเขา แต่ดูเหมือนเจ้าของชื่อจะช็อคตาค้างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่น

 

“ ไง ” เขาตัดสินใจทักเจ้าตัวก่อน เท่านั้นแหละ เหมือนวิญญาณเข้าร่างเล็กกว่าตรงหน้าทันที

 

“ คุณ….คุณมาได้ยังไงครับ ”

 

“ ก็ขับรถมาน่ะสิ เห็นรถฉันจอดอยู่ข้างหน้าบ้านหรือเปล่าล่ะ ” เขาตอบยิ้มๆ และครึ้มใจหน่อยๆที่เห็นสายตาค้อนน้อยๆตอบกลับมา

 

“ ผมหมายถึง… ”

 

“ ฉันตั้งใจมาเจอนาย ”

 

“ เจอผม? ” เขายักไหล่ตอบประโยคคำถามเสียงสูงนั่น

 

“ มาๆ เจ้ารัก แกก็มัวแต่ยืนอยู่หน้าบ้านอยู่นั่น เข้ามาก่อนสิ ” แม่ของรักพูดแทรกเข้ามา ทำให้คนถูกเรียกถอนหายใจเบาๆแล้วเดินเบี่ยงตัวเขาเข้าไปในตัวบ้าน เขายืนเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะเดินตามเจ้าตัวไป

 

รักวางของลงบนโต๊ะกินข้าว สายตาวาวเมื่อเห็นบรรดาของกินต่างๆที่จริงๆแล้วเตรียมไว้เพื่อเขานั่นล่ะนะ สักพักเหมือนคนเห็นแก่กินจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขายืนหัวโด่อยู่ในห้องโถง เลยกวักมือเรียกให้เขาเดินไปหา

 

น่ารักจริงๆเลยน่า

 

“ คุณกินข้าวมาหรือยัง ” จริงๆก็อิ่มไปนิดหนึ่งแล้วแหละ แต่เพราะอยากนั่งด้วยกันเลยปฏิเสธไปก่อนละกัน

 

“ ยังเลย ”

 

“ งั้นถ้าไม่ได้รังเกียจอาหารพวกนี้ คุณกินกับผมก็แล้วกันนะ ” คนพูดก็ผละตัวออกไปเอาจานชามมาตักข้าวใส่ แล้วยื่นมาให้เขา หลังจากนั้นเจ้าตัวก็เดินมาพร้อมชามข้าวของตัวเอง นั่งลงตรงข้ามเขา

 

“ ทำไมถึงคิดว่าฉันรังเกียจล่ะ ”

 

“ ก็…ไม่รู้สิ ผมก็นึกว่าคุณไม่เคยกินอาหารแบบนี้ ”

 

“ หืม เมื่อก่อนตอนอยู่ด้วยกัน ฉันก็เคยกินอาหารที่นายทำบ่อยออก ” เขาสังเกตเห็นว่าคนนั่งตรงข้ามชะงัก เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเจ้าตัวคงยังจำไม่ได้แน่ๆ แอบถอนหายใจนิดหน่อย แต่ในความจริงนี้มันกลับเป็นแรงฮึดให้เขาได้อย่างน่าแปลกใจเหมือนกัน เขาคิดว่าครั้งแรกเริ่มต้นได้ ครั้งนี้ก็ต้องเริ่มต้นได้อีกเหมือนกัน คิดซะว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน แถมรักก็ดูมีท่าทีเริ่มจะรู้สึกกับเขาอยู่ด้วย

 

คนสองคนนั่งกินข้าวเงียบๆอยู่ในสายตาของอีกสองสาวแม่ลูก ที่แอบๆด้อมๆลอบมองอยู่ตรงหน้าประตูมาได้สักพักใหญ่

 

“ ม๊า หนูว่านะ คุณเนตรคนนี้นี่แปลกๆอยู่นะ ” คนเป็นลูกสาวพูดขึ้นหลังจากที่แอบสังเกตท่าทีเจ้านายของน้องชายเธอมาตั้งแต่เข้าบ้าน เจ้านายที่ไหนเขาจะมาเยี่ยมลูกน้องถึงบ้านกัน แล้วยิ่งมานั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันอีก แถมแอบมองน้องเธออยู่เงียบๆด้วยแล้วนั่น สายตาแบบนั้น มองจากไกลๆยังรู้เลยว่ารู้สึกยังไงน่ะ!

 

“ ฮื่อ คิดเหมือนกันเลย แกว่ามั้ยว่าน้องชายแกไปอ้อยเขาหรือเปล่าวะ ” คนเป็นแม่ก็ไม่อยากจะบอกว่าเธอก็รู้สึกอยู่เหมือนกัน นี่ถ้าป๊ากลับมาจากนัดออกกำลังกายกับเพื่อนแล้วเจอภาพแบบนี้นะ อยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าตัวจะดิ้นเร่ายังไง

 

ก็แหม อีตาพ่อนั่นหวงลูกชายอย่างกับอะไรดี

 

“ หนูว่า…เขาปิ๊งน้องชายหนูแน่ๆม๊า คอนเฟิร์ม ว่าแต่ม๊ารู้จักคำว่าอ้อยด้วยเหรอ ”

 

“ ม๊าก็จำๆมาจากในละครนั่นแหละ แหม ไอดี แกเพิ่งจะรู้เหรอไง ครั้งที่แล้วตอนที่คุณเนตรเขามาบ้าน ตอนนั้นแกน่าจะไม่อยู่ เขามาตามง้อไอรักถึงบ้านเลยนะเว้ย ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะตั้งแต่ตอนนั้นอ่ะ ” คนเล่าก็เล่าอย่างเมามัน ส่วนคนฟังก็ทำตาโต แถมไม่ใช่แค่ตา ยังลามมาถึงปากด้วย

 

“ โห นี่แสดงว่าเจ้านายไอรักนี่มันปิ๊งน้องชายหนูมานานแล้วเหรอ! ”

 

“ ก็ใช่น่ะสิ แกมันไม่รู้อะไร แถมฉุดลากไอรักออกจากบ้านไปหน้าตาเฉยเลย ม๊าออกมาก็ไม่เห็นมันอยู่แล้ว ”

 

“ ตายยยยละ ไอรักมันไอทำเสน่ห์อะไรมาหรือเปล่านั่นน่ะ ไม่น่าเชื่อ ”

 

“ ม๊าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกชายมันจะอาภัพกับผู้หญิง แล้วมามีโชควาสนากับผู้ชายได้แบบนี้ อยากจะเป็นลมแต่ก็ตื่นเต้นจนเลือดลมไหลพล่านเกิน เป็นลมไม่ได้ ”

 

“ ม๊านี่ก็พูดไป สรุปดีใจที่ไอรักมันไปสอยหนุ่มหล่อรวยมาได้ว่างั้น ” พี่สาวรักพูดดัก

 

“ อย่ามาทำเป็นรู้ดี แกก็เหมือนกันใช่หรือเปล่าล่ะ ”

 

“ แน่นอนสิ หนูนี่อยากจะกรี๊ดตอนได้รู้เรื่องราว ม๊าไม่รู้อะไร ตอนนี้หนูติดนิยายวายงอมแงม ”

 

“ นิยายไว วาย นิยายอะไรของแก ” แม่ของรักถามอย่างงงๆ

 

“ ก็นิยายชายชายไงคะ ” คนฟังร้องอ๋อ แล้วไม่ได้ต่อความอะไรอีก สายตาทั้งสองคู่มองกลับยังสองชายที่ถูกนินทาระยะกระชั้นชิดอีกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปหรือเปล่า คนกินก็ยังกินข้าวกันอยู่เหมือนเดิม แต่ทำไมคนของเรามันหน้าแดงขนาดนั้นละนั่น

 

 

 

“ คุณก็รีบๆกินรีบๆกลับบ้านซักทีสิ ” เขามองคนพูดที่หน้าแดงด้วยความขบขัน คนตรงเขาหน้าแดงจัดจนอยากจะเอื้อมมือไปดึงแก้มซะเหลือเกิน เขาหัวเราะเบาๆ ต้นเหตุของอาการที่รักเป็นอยู่นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ก็คงเป็นเสียงกระซิบกระซาบเบาๆกันอยู่หน้าประตูนั่นแหละนะ สองคนที่แอบอยู่นั้นคงไม่รู้ว่าเสียงกระซิบที่แทบจะกลายเป็นเสียงพูดปกติได้ลอยเข้าหูของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเริ่มปฏิบัติการจีบอย่างที่หมายมั่นอีกครั้งแล้วเชียว แต่ดันมาได้ยินเสียงคนกระซิบกันซะก่อน เลยไปไม่ถูกเลย แต่เขาก็ดีใจนะที่รู้ว่าที่บ้านของรักไม่ได้กีดกันเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ จะหนักใจก็แต่บ้านของเขานั่นแหละ

 

“ ระวังจะติดคอนะรัก รีบกินขนาดนั้น ช้าๆก็ได้ ” เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปรามคนที่ตั้งหน้าตั้งตากินนี้ เดี๋ยวถ้าสำลักขึ้นมาหน้าตาคงดูไม่จืด หน้าแดงแล้วคงแดงขึ้นไปอีก ถึงแดงแบบนี้ในสายตาเขาจะว่าน่ารักก็เถอะนะ

 

“ อุดอูดไอเอย (หยุดพูดไปเลย) ” คนพูดขณะที่เคี้ยวข้าวเต็มปาก

 

“ นั่นๆ เป็นเด็กเหรอไง ใครให้พูดตอนข้าวเต็มปาก ” รักไม่ตอบอะไรกลับมาแต่ส่งสายตาค้อนกลับมาให้แทน ปากก็เคี้ยวข้าวตุ่ยๆหน้าก็บึ้งๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่กับเด็กยังไงชอบกล ไม่เคยเห็นรักในท่าทางแบบนี้เลยแฮะ เมื่อก่อนออกจะดูเป็นทางการกว่าอยู่นิดหน่อย เพราะด้วยสถานภาพการทำงานแล้วด้วย

 

เขายกมือให้เป็นเชิงบอกว่ายอมแพ้ แล้วให้รักกินข้าวจริงๆซักที กลัวว่าจะติดคอซะก่อน

 

กินให้เสร็จแล้วแกล้งทีเดียวละกัน  อืมม

 

“ ช่วงนี้นายเป็นยังไงบ้าง ไม่ไปเยี่ยมฉันที่โรง’บาลเลยนะ ”

 

“ เอ่อ ผมยุ่งๆน่ะครับ ” รักหลุบตาลง เขี่ยเศษข้าวที่ใกล้จะหมดแล้วในชาม

 

“ จริงเหรอ ” เขาแสร้งถาม ในใจรู้อยู่แล้วแหละว่าโกหก แสงเล่าให้เขาฟังหมดแล้วว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง รวมถึงเรื่องสัญญาจ้างนั่นด้วย ถึงแม้เขาจะรู้สึกผิดว่าเป็นต้นเหตุทำให้รักเกิด ‘อาการแปลก’ ในช่วงนี้ก็ตาม แต่ก็นะ เขาก็แอบดีใจนิดหนึ่งว่าตัวเองก็สำคัญสำหรับรักเหมือนกัน

 

“ ผมเริ่มกลับมาทำงานที่บ้านด้วยครับ ยังไม่เข้าที่เข้าทางก็เลยวุ่นวายไปหมด ”

 

“ ก็ดีแล้ว เดี๋ยวนายก็ค่อยๆเรียนรู้ได้เองแหละ ว่าแต่นายจะไม่ถามฉันหน่อยเหรอไงว่าเป็นยังไงบ้าง ” เขาแกล้งหยอก

 

“ ไม่เห็นอยากรู้เลย ” รักตอบแต่เหมือนพึมพำกับตัวเองเบาๆมากกว่า เสยกน้ำขึ้นมาดื่ม

 

“ น้อยใจจัง ฉันยังคิดถึงนายจนต้องมาที่นี่เลยนะ ” แล้วนั่น คนตรงหน้าสำลักน้ำเป็นที่เรียบร้อย เขาหัวเราะดัง รีบหยิบทิชชู่ข้างตัวแล้วยื่นให้ รักรับไปแล้วมองค้อนหนักๆกลับมา เขาลุกขึ้นแล้วโน้มตัวไปตบหลังให้เบาๆ เจ้าตัวเบี่ยงตัวออกถึงแม้จะไอจนน้ำหูน้ำตาไหลไปหมดแล้วก็ตาม

 

“ แหม แค่นี้ก็ต้องเขินจนสำลักน้ำด้วย ”

 

“ ผม แคกๆ ไม่ได้เขิน! แคกๆๆ ” เถียงไปสำลักไป น่าเอ็นดูซะจริง

 

“ เอาเถอะๆ เดี๋ยวนายจะตายซะก่อน ฉันไม่แกล้งแล้วก็ได้ ”

 

รักหน้าบึ้งหนักกว่าเดิม รีบลุกขึ้นคว้าถ้วยชามที่จัดการซัดเรียบหมดแล้วมาซ้อนๆกัน แต่ไม่ยักจะเอาชามของเขารวมไปด้วย เดินยกไปที่อ่างล้างจาน เขาใจกระตุกนิดหนึ่งนึกว่าตัวเองแกล้งแรงไป รีบเดินถือชามของตัวเองตามรักไป แต่พอมายืนข้างๆเจ้าตัว เขาก็ทันสังเกตเห็นแก้มขึ้นริ้วแดงอย่างเห็นได้ชัด เขายิ้มกว้างขึ้นมาทันที

 

“ มา เดี๋ยวฉันล้างให้ ตอบแทนที่นายอุตส่าห์เชิญฉันมากินข้าว ” เขาพยายามหุบยิ้ม แต่ไม่รู้ทำไมถึงหุบไม่ได้ซักที ทั้งที่เขาพยายามแล้วนะ ให้ตาย

 

“ คุณไปนั่งเงียบๆเลยไป ”

 

“ อย่าไล่ฉันสิ ฉันเสียใจนะ ”

 

“ นี่! คุณกวนสมาธิผมอยู่นะ ” รักที่ก้มหน้าก้มตาล้างจานชามอย่างขะมักเขม้น เงยหน้าขึ้นมาโวยวายใส่เขา

 

“ โห เพิ่งรู้ว่าการล้างจานมันต้องใช้สมาธิขนาดนั้น ” เขาพูดน้ำเสียงยียวน

 

“ ฮื่อ ไปนั่งรอเฉยๆเลยไป ”

 

“ ไม่เอาอ่ะ อยากอยู่กับนาย ” เขาไม่พูดเปล่า เอาตัวไปเบียดเบียนร่างเล็กกว่าทันที ก็ทำยังไงได้อ่ะ อยากอยู่ด้วยกันจริงๆนี่นา รักไม่ได้เหวี่ยงอะไรกับมา แต่ฟังเสียงขัดจานชามในอ่างนั้นแล้ว มั่นใจได้ว่าคงกำลังด่าผมอยู่ในใจ แล้วเอาจานชามที่น่าสงสารนั้นจำลองเป็นหน้าผมอยู่เป็นแน่

 

" นี่ " เขาเรียกเสียงเบา แต่ก็คนข้างๆไม่หือไม่อืออะไร งั้นเข้าประเด็นเลยละกันนะ

 

“ คืนนี้ฉันขอค้างที่นี่ได้ปะ ”

 

เคร้ง!

 

จานที่อยู่ในมือของรักล่วงลงอ่างเป็นที่เรียบร้อย แต่ไม่แตกแฮะ ส่วนตัวคนที่ทำหล่นอ่ะเหรอ หันขวับมามองเขาเหมือนเห็นเขากลายร่างเป็นไอรอนแมนอย่างไรอย่างนั้นอ่ะ เขายืนยักไหล่เหมือนตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิดออกไป ก็มันจริงนี่นา เขาแค่ขออนุญาตเองนะ ไม่ได้ลามปามอะไรซักหน่อย

 

“ นายยังไม่ตอบคำถามเลยนะ ”

 

“ คุณ….ถามอะไรของคุณอ่ะ ”

 

“ ก็ขอค้างไงคืนนี้ที่บ้านนาย ได้หรือเปล่า ” เขาถามอีกครั้ง เท้ามือกับขอบเคาท์เตอร์ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่ยืนช็อคไปแล้ว เขาขำออกมานิดหน่อย ก่อนจะยื่นมืออีกข้างไปดึงแก้มคนเรียกสติกลับมา รักปัดมือเขาเบาๆ ร้องโวยวาย

 

“ ไม่ได้ คุณก็มีบ้าน กลับไปนอนบ้านตัวเองสิ ”

 

“ แต่บ้านฉันมันไม่มีนายนี่นา ”

 

“ อะ ไอบ้า หยุดพูดไปเลยนะ ” รักหันกลับไปล้างจานในอ่างต่อ แต่ดูเหมือนจะล้างดีเกินไป เสียงล้างจานเอี๊ยดอ๊าดเลย กลัวว่าผิวจะลอกติดไปด้วยนะนั่น

 

“ มาๆ เดี๋ยวฉันล้างให้ ล้างแบบนี้คืนนี้ก็คงไม่เสร็จ ” เขาดึงตัวคนมายืนข้างๆ ส่วนตัวเองก็เข้าไปล้างแทนที่  ล้างอยู่ไม่นาน ทุกอย่างก็สะอาดเอี่ยมอ่อง หันไปมองคนที่ยืนเงียบเป็นใบ้มาตลอด ก็พบว่าหายไปไหนไม่รู้ซะแล้ว

 

เขินจนทนไม่ได้เลยหรือยังไงละนั่น

 

เขาเดินฮัมเพลงมือเปียกๆเพราะชี้เกียจเช็ดออกมาด้านนอกห้อง มองหาเจ้าคนขี้เขินที่เขินจนวิ่งหนีหายไปแล้ว แต่ก็ไม่พบ พบก็แต่คุณน้าที่นั่งดูทีวีอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปหาแล้วกำลังจะนั่งลงที่พื้นพรมด้านข้างโซฟา

 

“ อุ้ย คุณเนตร มานั่งข้างบนด้วยกันก็ได้ค่า น้าไม่ได้ถืออะไรขนาดนั้น ” คุณน้ารีบห้ามคนตัวสูงทันที

 

“ อ๋อ ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมเห็นพรมมันนุ่มดีเลยอยากลองนั่งเฉยๆครับ ”

 

“ เนี่ย อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ที่คุณเนตรมาวันนี้ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่มาหาไอรักมันใช่ไหมคะ ” เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนจะมองหน้าคนถาม ในหัวกำลังตีกันวุ่นว่าจะตอบยังไงให้คุณน้าเข้าใจดีว่า เขาน่ะมาง้อคนงอนน่ะครับ

 

“ เอาล่ะๆ น้าเข้าใจนะ น้าก็เห็นไอรักมันมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่เคยเห็นมันมีอาการแบบนี้เลย แฟนคนเก่าตอนเลิกกันมันเฮิร์ตพักหนึ่ง แต่แป๊ปเดียวมันก็กลับมาลั่นล้าได้แล้ว แต่กับคุณเนี่ย มันเหมือนอย่างกับผีตายซาก วันๆเหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ ซึมกะทือเหมือนคนอยากเหล้าจนลงแดงแบบนั้นแหละ ” เขาหัวเราะนิดหน่อยกับคำเปรียบเปรยของคุณน้า

 

“ น้าว่า เอ่อ ถ้าคุณเนตรจะ แบบว่า ชอบ…มันแบบนั้นน่ะ ในทางแบบนั้นน่ะนะ น้าก็…ไม่ได้ห้ามอะไรหรอกนะ แต่แบบว่า ขออย่างเดียวได้ไหม ”

 

“ คุณน้าพูดมาเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ”

 

“ น้าขอแค่ให้คุณเนตรดูแลมันดีๆก็พอ น้าไม่ได้ว่าจะขายลูกชายง่ายๆอะไรแบบนั้นนะ แต่เท่าที่น้าสังเกตแล้ว ไอรักมันไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน น้าเลยเชื่อว่ามันก็คงมีความรู้สึกแบบนั้นกับเราเหมือนกัน ” คุณน้ามองตรงมาที่เขา แล้วยิ้มให้เล็กน้อย

 

“ ผมไม่อยากให้แค่คำสัญญาปากเปล่า แต่ผมจะทำให้เห็นเองครับคุณน้า ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

“ แต่ว่านะ น้าก็อดกังวลไม่ได้น่ะ ” คนอายุมากกว่าขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ

 

“ เรื่องอะไรเหรอครับ ”

 

“ ก็เรื่อง… ”

 

“ ทำอะไรอยู่น่ะแม่ ละนั่นใครน่ะ ” คุณน้ายังไม่ทันพูดจบประโยดดี ก็ปรากฏชายวัยกลางคนคนหนึ่งตรงหน้าทางเข้าห้องโถง

 

“ อ้าวป๊า กลับมาไวจังวันนี้ นี่คุณเนตร เจ้านายของไอรักมัน ” เขาหันไปไหว้ป๊าของรัก อีกฝ่ายรับไหว้แล้วหันไปวางของบนโต๊ะใกล้ๆกัน

 

“ คุณเนตรนี่ที่ลูกชายผมไปเป็นบอดี้การ์ดให้ใช่ไหม ”

 

“ ใช่ครับ ” คนฟังทำเสียงอืมในลำคอ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับอีก แต่ถือโอกาสนั้นนั่งคุยเรื่องธุรกิจทั่วไปตามประสาผู้ชายทำธุรกิจ พ่อของรักถือเป็นคนที่หนักแน่นและมีเหตุผลมากคนหนึ่งพอมาได้ฟังอะไรหลายๆอย่างจากเขา ประสบการณ์หลายๆอย่างที่เขาไม่เคยประสบ เวลาผ่านไปเนื่องนาน อีกฝ่ายก็ขอตัวไปพักผ่อน โดยที่คุณน้าพยักพเยิดให้เขาขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งเป็นห้องของรักนั่นเอง แถมเจ้าตัวยังหัวเราะคิกคักกับพี่สาวรักที่มานั่งบนโซฟาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้

 

การที่แม่อีกฝ่ายไฟเขียวแล้วอะไรๆก็ง่ายขึ้นแบบนี้นี่เอง

 

คิดไม่ผิดที่เข้าทางที่บ้านซะจริง

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป....

การเป็นสาววายไม่ผิดนะคะ อิอิ


สวัสดีปีใหม่ค่าทูกคนนนนนนน

มันก็เลยมาครึ่งเดือนแล้วอ่ะนะ 555555

ไรท์ขอโทษน้าที่มาช้าไป(ไม่)นิด กลัวคนอ่านหายไปหมด ซึ่งก็น่าจะรอจนไม่อยากรอแล้วอะไรแบบนั้น

อย่าเพิ่งหายกันไปเลยยย ไรท์ก็พยายามเค้นสมองอันยุ่งเหยิง เขียนให้ได้มาแต่ละตอน T T

บางทีก็ลืมบ้าง ยุ่งบ้าง ขี้เกียจบ้าง สลับกันไป แต่ในที่สุดก็ออกมาเป็น 1 ตอน แล้วก็มาลงทันทีเลย

กลัวนิยายโดนลบทิ้ง เพราะดองนานเกิน 55555555

ยังไงไรท์ก็ขอให้ทุกคนแฮปปี้ดี้ด้าตลอดทั้งปี 2022 นี้นะคะ สิ่งอะไรที่ไม่ดี ไม่อยากจดจำก็ปล่อยๆปลงๆมันออกไป

เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในปีใหม่ๆนี้ สิ่งใดที่ตั้งใจหมายมั่นไว้ ก็ขอให้สำเร็จสมจิตสมใจเด้อค่ะ

ขอบคุณทุกๆคนนะคะที่ยังติดตามกันอยู่ T T


 คนอ่าน >>  :z6:


ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1432
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
มีความสุขเช่นกันครับ

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0
ตามอยู่ครับ

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 36
"จะไม่ให้ออกไปเด็ดขาดเลย"







ก็อกๆ




ผมสะดุ้งนิดหน่อยกับเสียงเคาะประตู ต้องเป็นไอคุณชายหน้ามึนนั่นแน่ๆ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่โดนยิงสลบไปรู้สึกนิสัยเปลี่ยนไปตั้งเยอะ มันไปกระทบสมองด้วยเหรอวะนั่น เมื่อกี้ก็นั่งล้อผมอยู่ได้ คนจะกินข้าวแท้ๆ (แต่ก็กินหมดนะครับ แหะๆ)



เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง ผมถอนหายใจแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้คนข้างนอก



“ไอรัก มัวแต่ทำอะไรอยู่เนี่ย”



แต่คนข้างนอกที่ว่ากลับไม่ใช่คนที่นึกถึง…



“อ้าวม๊าเองเหรอ”




“ก็ใช่น่ะสิ ม๊าจะมาบอกว่าคุณเนตรเขาฝากมาบอกแกว่าเขากลับก่อนนะ เขามีธุระต้องไปทำต่อ”  ธุระ? ป่านนี้เนี่ยอ่ะนะ



“อะ อ่อๆ โอเคๆ ม๊าไปนอนเถอะ”  ม๊าทำหน้าสงสัยแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เดินเลยถัดไปอีกห้อง



ผมปิดประตูก่อนจะเดินคอตกกลับมานั่งที่เตียงตามเดิม อะไรของเขาวะ บทจะมาก็มาไม่ทันให้ตั้งตัว บทจะไปก็ไปซะเฉยๆ กูล่ะตามอารมณ์ไม่ทัน เมื่อกี้ก็อุตส่าห์นั่งเตรียมใจอยู่ตั้งนาน



เฮ้ยๆ มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิวะ! กลับไปนั่นแหละดีแล้ว ใช่ ดีแล้วๆ คราวนี้ผมก็จะนอนได้อย่างสบายใจซักที ไม่ต้องมานั่งใจวุ่นวายกับไอตัวปัญหาอีก



เฮ้อ ว่าแล้วก็นอนดีกว่า











“อ้าว ไอรัก เป็นอะไร ทำหน้าเมื่อยขนาดนั้น อึไม่ออกเหรอ”  นี่มันคำทักทายตอนเช้าสมัยไหนกันวะเนี่ย



“เมื่อวานน่าจะกินอิ่มไปหน่อยอ่ะม๊า วันนี้เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง”



“เออๆ ไปหาหยูกหายากินด้วยล่ะ เดี๋ยวป่วยขึ้นมาอีก จะมีคนเป็นห่วงซะเปล่าๆ ”  ผมหับขับไปมองหน้าม๊าทันที แต่เจ้าตัวก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยืนเช็ดจานชามอยู่ที่เคาท์เตอร์หน้าห้องครัว ผมเลยส่งค้อนอันเบอเริ่มให้ไปซะเลย หึ



“แล้วนี่เจ๊เขาไปไหนเนี่ย หรือยังไม่ลงมาอ่ะม๊า”



“ไปวิ่งมั้ง เดี๋ยวนางรักสุขภาพจะตาย ก็อย่างว่าแหละ อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบเลขสามละยังไม่มีใครซักที”  จะว่าไปมันก็จริงนะ เจ๊ดีพี่สาวเขาอายุมากกว่าเขาตั้งห้าหกปี แต่ไม่ยักจะเห็นพาฟงพาแฟนมาให้เห็นซักที ไม่รู้สเป็คสูงไปหรือไม่มีใครเอา ฮ่าๆ



ผมตักข้าวมาแล้วนั่งลงบนโต๊ะที่มีกับข้าววางรายล้อมเต็มไปหมด ประหนึ่งตั่งไว้ให้ฮ่องเต้มารับประทาน บ้านผมก็เป็นแบบนี้แหละครับ คนจีน เรื่องกินเรื่องใหญ่ไม่เป็นรองใคร มาอยู่บ้านทีไรผมน้ำหนักขึ้นทุกที เพราะอดใจให้ไม่ตักข้าวเข้าปากไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ม๊ากับเจ๊ดีทำอาหารเก่ง คนง่อยๆ อย่างผมเลยเหมือนได้พึ่งใบบุญ



นั่งไถๆ มือถือไปได้สักพัก แชทของไอแสงยอดชายก็โผล่ขึ้นมา ผมเลยรีกดเข้าไปดู หนอย หายหน้าหายตา มันบอกประมาณว่ามันจะจัดสัมมนาของบริษัทมัน ที่จัดเหมือนกันทุกปีน่ะแหละ เป็นการขอบคุณที่ทำงานเหนื่อยๆ กันมาทั้งปี มันถามผมว่าจะไปหรือเปล่า สงสัยมันกลัวผมปฏิเสธมั้ง เลยย้ำมาอีกประโยคหนึ่งว่า



‘ฟรีทุกอย่าง กินไม่อั้น’



โอ้โห ไอเวร เห็นตูเป็นคนยังไงเนี่ย เอาเรื่องแบบนี้มาล่อ ฉุนหนักผมก็รีบตอบไปสิ



‘ไป!!!’  จะเหลือเหรอ ฮ่าๆ



นั่งคุยกับมันไปสักพักใหญ่ตามประสาคนไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว ตั้งแต่มันยกโขยงเอากับข้าวกับปลามาเซ่นผมถึงบ้านนั่นแหละ หลังจากนั้นผมก็มัวแต่เป็นบ้าเป็นบอกับไอคุณชายนี่แหละแม่ง บ้าจริงๆ เลย นี่พูดแล้วก็ขึ้น เมื่อวานก็ปล่อยให้ผมนั่งสติแตกกับตัวเองตั้งนาน สุดท้ายก็กลับไปดื้อๆ เนี่ย ออกจากหัวผมได้แล้วไป ชิ่วๆ!



“เป็นอะไรไอรัก ผีเข้าเหรอ สะบัดหัวจะหลุด”  ม๊าผมเดินมาหยิบซาลาเปาแล้วเดินกลับไป ผมเลยบ่นอุบอิบ นี่ก็ไม่เคยเข้าข้างลูกหรอก พอเห็นไอคุณชายหน่อยก็แทบจะถีบหัวส่งผมแล้วเอาไอนั่นมาเป็นลูกแทน



“เออม๊า เดี๋ยวเสาอาทิตย์นี้ผมไปเขาใหญ่กับบริษัทไอแสงมันนะ”



“ไปทำอะไร เธอไปทำงานกับเขาด้วยเหรอไง”  นั่นไง แขวะอีกแล้ว



“ก็มันชวน มันบอกฟรีทุกอย่าง ผมไม่ต้องออกซักบาทเดียว เป็นม๊าม๊าไม่ไปเหรอไง”



“ม๊าไม่ได้หน้าเงินเหมือนเธอนี่”



“เอออออ ผมหน้าเงินเองแหละ สรุปผมไปนะ เดี๋ยวขากลับมันมาส่งลูกชายสุดที่รักของม๊าคนนี้ถึงหน้าบ้านเลย”  ม๊าผมทำหน้าเอือม ก่อนจะหันไปสนใจกับซีรี่ย์จีนในทีวีต่อ



เนี่ยแหละ ชีวิตที่น่าสงสารของผมล่ะ














“เฮ้ย ไอรัก มาๆๆ มานั่งข้างป๋านี่มา”  เสียงของเพื่อนรักผมเจ้าเก่าเจ้าเดิมตะโกนมาเมื่อเห็นผมกำลังจะเดินเข้าบ้านมัน



“เวรเถอะเพื่อน กูไปนั่งกับแม่มึงดีกว่า”  ผมตอบแล้วรีบเดินหนี มันเลยทำเสียงจิ๊จ๊ะ แล้วเดินปรี่มาล็อคคอผมแล้วลากทั้งตัวผมทั้งสัมภาระไปไว้ในรถคันเดียวกับมันทันที



“อ้าวๆ แสง! ทำไมทำกับเพื่อนแบบนั้นล่ะลูก”  แม่ของไอแสงที่นั่งอยู่ในรถอีกคันพูดเอ็ดไอยอดชายที่มันกำลังทำร้ายร่างกายของอยู่



“นี่ผมเอ็นดูมันนะแม่”  ไอแสงพูดก่อนจะลูบหัวผมเบาๆ ผมเลยตีมือมันเพียะใหญ่



“โอ้ย ไอรัก กูเจ็บ หนอย จะเล่นใช่ปะ”  แขนที่ล็อคคอผมอยู่เลยยิ่งรัดแน่นขึ้น



“พอๆ ละคู่นี้ จะได้ไปกันไหมเนี่ย”  พี่สาวของแสงดันตัวผมกับไอแสงขึ้นรถ ผมเลยหายใจหายคอโล่งซักที หันไปทำหน้าหาเรื่องใส่มันอีกรอบ แล้วขึ้นรถไป แต่ถามว่ารอดพ้นจากเงื้อมือมันไหม ก็ไม่อ่ะ เพราะมันนั่งข้างๆ ผมนี่เอง เฮ้อ



เสียงพูดคุยปนเสียงโหวกเหวกโวยวายจากคู่ผมกับแสงดังขึ้นตลอดแทบจะตลอดเวลาเดินทาง เลยทำให้บรรยากาศครึกครื้นหรือน่ารำคาญมากกว่าหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่รู้แน่ๆ คือพี่สาวไอแสงเสียบหูฟังปิดกั้นโลกตัวเองไปเรียบร้อยแล้วล่ะครับ สงสารก็สงสาร ทำไงได้ล่ะ ใครใช้ให้ผมกับมันเกิดมานิสัยพูดไม่หยุดขนาดนี้



เมื่อคณะเดินทางพร้อมกับรถของพวกผมเดินทางมาถึงรีสอร์ตชื่อดังแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ทริปนี้ครอบครัวมันก็ทุ่มทุนอยู่นะ เพราะเล่นเข้าพักในรีสอร์ตที่ผมเพิ่งมาเห็นตอนถึงเนี่ยแหละ คือแพงมากบานตะไท คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจมา



“ถึงงงงงซักที”  ผมเดินออกมาจากรถแล้วบิดขี้เกียจแรงๆ ทีหนึ่งแก้เมื่อย นี่ขนาดตัวเองไม่ได้ขับนะเนี่ย ยังเมื่อยขนาดนี้ แต่แล้วแรงกระแทกจากทางด้านหลังของผมก็ทำให้ผมถึงกับเกือบหน้าคะมำ มันถีบผมนั่นเอง



“เกะกะคนจะลงรถ เอ้อ ไอนี่”  มันพูดพลางยักไหล่ ผมเลยได้แต่ด่ามันในใจ เดินไปยังเคาท์เตอร์รีเซปชั่นของรีสอร์ตที่มีคนออกันเต็มอยู่แล้ว เห็นผู้ดูแลอยู่สองสามคนกำลังจัดการแจกจ่ายห้องให้กับพนักงาน และไม่นานผมก็ได้การ์ดห้องมาหนึ่งใบ แต่พอถามไอแสง มันกลับบ่ายเบี่ยงว่าไม่ได้นอนกับผม ผมเลยงงอยู่นาน สรุปมันไปนอนกับใครวะ แล้วทำไมมันปล่อยผมนอนคนเดียวกันล่ะเนี่ย!



“ไอรักๆ กูไปห้องก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเจอกัน”  ผมได้แต่ยืนพยักหน้างงๆ ให้ไอเพื่อนบ้านี่ จนมันหายตัวไปแล้วนั่นแหละ ถึงได้เริ่มเดินไปห้องของตัวเองบ้าง หิ้วกระเป๋าใบน้อยๆ ประสาคนพอมีอันจะกินเดินไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย สาวก็ไม่มี เพื่อนก็ยังมาเทอีก ชีวิตมันจะรันทดอะไรขนาดนั้นครับท่าน



“โอ้ย ของอะไรมันจะหนักขนาดนี้วะเนี่ย ตอนจัดก็ไม่ได้เอาอะไรมาเยอะนี่หว่า”  ผมพยายามเอาบัตรแตะเซ็นเซอร์ประตู แต่ด้วยความที่ของพะรุงพะรังเหลือเกินเลยแตะไม่ถึงซักที กำลังจะปล่อยของในมือทุกอย่างลงแล้วแตะบัตร แต่อยู่ๆ ก็มีมือขาวๆ ของใครไม่รู้ เอื้อมมือมาจากด้านหลังมาแตะบัตรให้ ผมสะดุ้งตกใจหันกลับไปก็เจอลำคอขาวๆ อยู่ใกล้แค่เพียงสายตา ไม่กล้าไล่สายตาขึ้นไปเลยทีเดียว รีบหันกลับมาแล้วถือของพะรุงพะรังจ้ำอ้าวเข้าห้องทันที ปล่อยของทุกอย่างในมือแล้วรีบปิดประตู แต่ก็ช้ากว่าคนด้านนอกอยู่ดี



“ตกใจอะไรของนาย เห็นผีเหรอไง”  คนบุกรุกห้องยืนจังก้าอยู่กลางห้อง ไม่ถามเปล่ายังวางของของตัวเองเสร็จสรรพ ไม่ทันให้ผมได้เตรียมใจ



“คุณ…คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ? ”



“ก็มาเที่ยวน่ะสิ เห็นว่ามาทำอะไรล่ะ”



“รู้ได้ยังไงว่าผมพักอยู่ห้องนี้”  ไอคุณชายไม่ตอบแต่เดินเข้ามาหาผมช้าๆ กดดันให้ผมค่อยๆ ก้าวถอยหลังจนข้างหลังไม่มีที่จะให้ถอยแล้วนั่นแหละ ตาเหลือบมองทันรอยยิ้มชั่วร้ายตรงมุมปากของอีกฝ่ายเข้าพอดี มันวางแผนไว้อยู่แล้วใช่ไหมเนี่ย!



“หืม เมื่อก่อนเห็นชอบมองตาฉันออก ทำไมตอนนี้ถึงไม่กล้ามองแล้วล่ะ”  หน้าของไอคุณชายอยู่ใกล้กับผมแค่คืบ ผมนี่เกรงคอจนตะคริวจะกินอยู่แล้ว พยายามบังคับตาตัวเองให้มองไปด้านหลังของไอบ้านี่แทนที่จะมองปากสวยๆ นั่น อย่ามองนะ อย่ามอง ฮือ (สะกดจิตตัวเอง)



“อยากรู้ไหมว่าฉันรู้ห้องของนายได้ยังไง”



“ไม่…ไม่อยาก”  ผมตอบเสียเบา



“จริงหรือ”  ผมพยักหน้าให้แทน พยายามดันตัวอีกฝ่ายให้ออกไป แต่ไม่รู้ทำไมมือตัวเองระทวยเหลือเกินนนน ไอคุณชายหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม! ผมตกใจหลับตาแน่น ตัวเกร็งไปทั้งตัวแล้วครับท่านผู้โช้มมม



แต่ก่อนที่ผมจะหัวใจวายตายคาอกเขาไปก่อน ตรงหน้าผากของผมก็เกิดสัมผัสบางเบาที่ผมรู้ว่ามันคืออะไร ทุกสิ่งอย่างชะงักเหมือนหยุดเวลาไว้ เข้าใจแล้วว่าทำไมในละครที่ม๊าผมชอบดูฉากนี้ต้องทำเหมือนสิ่งรอบข้างเลือนหายไป ดอกไม้ปลิวว่อน ทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวทันที ผมเข้าใจแล้วครับ ต่อไปผมจะไม่ด่าอีกแล้วนะครับ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนแบบนั้นเลยครับ



“หึๆ ไง นิ่งเลย นี่แค่ตรงหน้าผากเองนะ ฉันไม่ได้ล่วงเกินอะไรนายเลยนะ” ผมลืมตาค้าง จุดสายตาอยู่ที่ปากของอีกฝ่าย สติสะตังเลื่อนลอย ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ เลื่อนหน้าออกไปข้างหน้า จุดสายตายังคงอยู่ที่ปากแดงๆ จุดเดิม หูแว่วๆ เหมือนได้ยินเสียงไอคุณชายเรียก แต่ผมไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว



สัมผัสบางเบาเหมือนที่หน้าผาก แต่กลับกลายเป็นว่ารอบนี้ผมดันเอาปากตัวเองไปหยุดอยู่ที่ริมฝีปากคู่เดิมที่ผมคอยแอบมองอยู่ตลอดนั้นเอง ก่อนที่สติสัมปะชัญญะของผมจะกลับมา อีกฝ่ายยกมือขึ้นจับต้นคอผม ริมฝีปากบดแนบแน่นกว่าเดิม



ร้อนแรงแต่หากอ่อนโยน



ถ้าจะเปรียบก็คงเปรียบได้เป็นคำประมาณนี้แหละมั้ง ฟังดูเหมือนขัดๆ กัน แต่ก็นั่นแหละ บอกแล้วว่าสติผมไม่ค่อยอยู่กับล่องกับลอยเท่าไหร่ สัมผัสอุ่นชื้นค่อยๆ รุกล้ำเข้ามาอย่างช้าๆ ผมรู้สึกแค่ว่าตัวเองถูกดันถอยหลังติดกำแพง มือไม้จับไหล่ของคนตรงหน้าแน่น อีกฝ่ายดึงตัวผมให้สัมผัสแนบแน่นกว่าเดิม จนผมเริ่มหายใจติดขัด เริ่มขืนตัวเบาๆ ไอคุณชายจึงหยุดแล้วดันตัวผมออกห่าง



หัวใจผมเต้นแรงเหมือนคนไปวิ่งมาซักสิบรอบ จนผมหายใจแทบไม่ทัน ได้ยินเสียงไอคุณชายขำเบาๆ ผมหันไปมองแบบคนไม่สบอารมณ์ นี่จูบหรือสูบชีวิตครับคุณท่าน!



“ทำไม แค่นี้ระทวยเลยเหรอไง ไหนบอกเคยมีแฟน” ผมไม่ตอบแต่ค่อยๆ ผลักตัวอีกฝ่าย เดินไปหยิบข้าวของตัวเองวางลงที่โต๊ะ หางตาเห็นแค่ไอคุณชายเดินเข้ามา แต่ผมก็ไม่สนใจแล้ว ตั้งหน้าตั้งตารื้อของในกระเป๋าออกมาจัดวาง ใครไหนจะรู้เลยว่า เห็นผมไม่สบอารมณ์ขนาดนี้ แต่ในใจผมนั้น อายจนไม่มีหน้าไปมองใครได้อีกแล้ว ฮือ



จะโทษใครล่ะ ก็โทษตัวเองไง เริ่มก่อนเองด้วย แถมยังมานั่งเป็นบ้าเป็นบออยู่แบบนี้ ตูอยากจะบ้าตายวันละร้อยรอบ อยากอุดจมูกตัวเองตายไปเฉยๆ เลยได้ไหม



“เฮ้อ นายนี่น้า”  ไอคุณชายที่ไม่รู้มานั่งข้างผมตั้งแต่เมื่อไหร่ จับมือผมแล้วดึงให้ผมหันตัวไปหาเขา ผมขืนตัวไว้ แต่สุดท้ายก็ต้านแรงไม่ไหว เลยต้องเลยตามเลย คราวนี้ต่อให้ผมได้จ้องปากสมใจเลยโดยไม่ต้องแอบมอง แต่พื้นพรมในห้องก็น่ามองกว่าเป็นไหนๆ



“มองหน้าฉัน”  ผมเมินในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เพ่งมองไปที่พรมอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้ตายตูก็ไม่มองหน้ามันหรอกว้อย!



“รัก”  ใจกระตุกเลยทีเดียว



“รัก”  ไม่เคยรู้สึกกลัวชื่อตัวเองขนาดนี้มาก่อน



“ระ…”  ไม่ไหวแล้วว้อย! ไม่รอให้เขาพูดจบ ผมก็หันไปแหวทันที



“นี่ เลิกเรียกซักทีสิครับ! เรียกอยู่ได้”



“ก็บางคนมันไม่หันมาซักที ไอฉันก็ต้องเรียกสิ”  ยังมาทำตาแพรวพรายใส่อีก แม่ง แล้วตูก็แพ้สายตามันอยู่วันยังค่ำ



“แล้วนี่ทำไมถึงรู้ว่าไอแสงมีสัมมนาวันนี้ล่ะครับ อย่าบอกว่าคุณไปหามันมานะ”



“ก็….นั่นแหละ ฉันมีธุระกับเขานิดหน่อย เลยติดต่อไป ก็เลยรู้ว่านายก็จะมานี่ด้วย”  คนตรงหน้าผมเล่าไปลูบมือผมไป มีอะไรน่าลูบวะนั่น



“ไปสนิทกันตอนไหนเนี่ย”



“ก็ตั้งแต่นายหายไปนั่นแหละ ฉันก็นึกว่านายได้ฉันแล้วก็ทิ้ง เพื่อนนายก็สงสารฉันเลยช่วยไง”



“ไอคำว่าได้แล้วทิ้งคืออะไรครับ!”  ผมขึ้นเสียงทันที แต่ไอคุณชายบ้านี่มันคงไม่รู้สึกอะไรอ่ะ ตั้งหน้าตั้งตาหัวเราะอยู่ตรงนั้นแหละ



นี่เป็นครั้งแรกในรอบไม่รู้กี่เดือนที่ผมได้มองหน้าตาที่ผมคุ้นเคยแบบใกล้ชิดอย่างนี้ ดวงตาที่ผมสะดุดใจตั้งแต่แรก ไหนก็ปากแดงๆ ที่ผู้ชายไม่ควรจะมีนี่อีก เป็นใบหน้าที่ผมมองทีไรก็แพ้จริงๆ นั่นแหละ ขนาดนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปของเกาหลีที่ผมว่าหลงแล้ว ยังไม่เท่าคนตรงหน้านี้เลย ให้ตายสิโวย!



“มองหน้านี่อยากได้อะไรครับคุณรัก”



“อย่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้แบบนี้สิโว้ยครับ!”



“ฮ่าๆๆ ”



“อารมณ์ดีเหลือเกินนะ ไอคนหน้าตายตอนแรกหายไปไหนละล่ะ” ผมอดไม่ได้ที่จะแขวะ



“ถ้าฉันจะแสดงความรู้สึกอะไรออกไปให้ใครสักคนได้รับรู้ คนคนนั้นก็ต้องเป็นคนที่ฉันวางใจ” ไอคุณชายมองตาผมขณะพูด ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ใกล้จนผมเห็นสีตาที่สวยงามคู่นั้น



“.....”



“และคนคนนั้นก็จะต้องเป็นคนที่ฉันอยากจะให้เข้ามาอยู่ในโลกของฉัน.....”



“.....”



“จะไม่ให้ออกไปเด็ดขาดเลย”







โปรดติดตามตอนต่อไป



ฮึ่ยยยยย มันหมั่นเขี้ยวววววว อยากกัดดดด



ใกล้จะถึงความจริงแล้วน้า นิยายที่ดำเนินเรื่องมากว่าปีนิดๆก็จะจบลงแล้ววว อีกไม่กี่ตอนเอง T T

คิดถึงก็ใจหาย แต่รีดเดอร์ทุกคนก็คงอารมณ์แบบ 'รีบๆจบซักที จะดองไปไหน' ใช่มั้ย 555555

อย่าเพิ่งหายไปไหนกันหน่าาาา

 :call:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-02-2022 17:31:25 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ gayraygirl

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-3
โอยยยยยย เขิน

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 37
" เรา ต้อง คุย กัน "




" ทุกท่านครับ การรับประทานอาหารในค่ำคืนนี้คุณเนตรขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงทุกคนเองนะคร้าบ แต่เห็นใจดีขนาดนี้ ผมซึ่งเป็นประธานของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ขอบอกก่อนเลยนะว่า ห้ามย้ายไปบริษัทเขาเด็ดขาดเลยนะครับ " เสียงหัวเราะครื้นเครงเมื่อไอแสง หรือท่านประธานของบริษัทที่มันว่าอยู่นั่นพูดจบ ผมฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ไอเพื่อนผมนี่ เหล้าเข้าปากทีไร แม่งหลุดตลอด



เมื่อประธานกล่าวบทแล้ว จากนั้นพิธีกรที่ได้รับมอบหมายก็ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อ ส่วนผมซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทมันก็นั่งจุ่มปุกอยู่ตรงโต๊ะมันนั่นแหละ โต๊ะวีวีวีไอพีอ่ะน่ะครับ อิอิ แต่ที่น่าหงุดหงิดคือ



ไอคุณชายนี่มันดันนั่งติดผมเลย ตัวนี่เบียดจนอีกนิดจะอันเชิญขึ้นมาประทับบนหัวผมละครับ แหม่



" นี่คุณ เขยิบไปอีกนิดนึงได้หรือเปล่าครับ เบียดผมขนาดนี้ ผมกินไม่ถนัด " ผมหับไปกระซิบกับไอคนหน้าสวย เอ้ย หน้าตายที่นั่งข้างๆ ผม แต่ก็ไม่นำพาครับ เพราะอีกฝ่ายยังลอยหน้าลอยตาทำเป็นไม่ได้ยิน



" เฮ้ย ไอรัก ไปลีลาศหน่อยปะวะ ครั้งนี้บริษัทกูมาในธีมยุค 90 นะเว้ย " เออ ไม่น่าล่ะ ตอนที่ใกล้จะถึงเวลาเปิดงาน มันเอาชุดสูทธรรมดามาให้ผมใส่นั่นแหละ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือดันเป็นลายสก็อตสีฟ้าสดใสเลยล่ะครับ จะให้เปรียบกับท้องฟ้า ผมก็อายเหลือเกิน แต่ทำไงได้ล่ะ ผมซึ่งมีจุดมุ่งหมายมาแดกฟรีอย่างเดียวก็ใส่ๆ ไป นึกว่ามันเป็นชุดที่เขาใส่ทั่วไปตอนมาออกงานสัมมนา นี่ถ้าผมไม่เกิดมาขาวคือดับได้เลยนะ บอกเลย



แต่ที่น่าอิจฉาคืออะไร ก็ไอคนหน้าไม่อายที่นั่งข้างผมนี่แหละ ชุดสูทก็ใส่มาเหมือนกับผม แค่คนละสี ของเขามันเป็นสีกาแฟ แต่พอมาอยู่บนร่างนี้แล้วทำไมออร่ามันพุ่งไปไกลเกินร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงขนาดนี้ล่ะวะ มันอยุติธรรม! ยอมไม่ได้โว้ย!



" เออๆ เดี๋ยวเดินออกไป ละมึงจะไปไหนเนี่ย ไม่ติดโต๊ะเลยนะ "



" เออน่ะ กูมีคนให้ต้องตาม " ว่าแล้วมันก็รีบเดินลิ่วๆ ไป ผมยังไม่ทันถามให้หายสงสัยเลย ไปติดสาวที่ไหนอีกละนั่น



" ว่าแต่คุณเถอะ ไม่ออกไปเต้นหน่อยเหรอครับ นี่ผมจะโดนอานิสงค์จากการลวมลามทางสายตาของคนรอบโต๊ะเผื่อเเผ่มาด้วยละครับ " ผมเลิกสนใจเพื่อนตัวเอง ละหันไปถามคุณเนตรที่ฮ็อตฉ่าเป็นกระทะร้อนของงานนี้จริงๆ



" รอนายขออยู่ " คำตอบของคุณท่านนี่น่าจับต่อยให้หน้ามีสีซะจริง



" งั้นรอไปเถอะครับ ผมจะออกไปหาสาวเต้นด้วยละ " ผมขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ขาผมจะก้าวออกไป คนที่รอผมขออยู่ก็ดึงมือผมโดยที่ผมยังไม่ทันตั้งตัวลากดุ่มๆ ท่ามกลางสายตาของคนเป็นกองทัพ รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่ตรงใจกลางฟลอร์เต้นแล้ว ซึ่งไอผู้ร้ายนี่ทำหน้าตายอยู่ตรงหน้า แต่สายตามันนี่สิ



นี่มันโจรในคราบเจ้าชายชัดๆ!



" นี่คุณ! ลากผมมานี่ทำไมครับ " ผมรีบสะบัดมือออก แล้วจะเดินออกจากจุดสนใจของคนรอบข้างตรงนี้ แต่ไอโจรนี่ยังยึดมือผมครับ มันไม่ยอมให้ผมออกไปครับ อยู่ๆ ขนที่ผมไม่ค่อยจะมีก็พลันลุกพรึบทั่วร่างกาย ผมรู้สึกถึงสายตาของบรรดาเพศแม่ที่นั่งอยู่รอบข้างลุกเป็นไฟบรรลัยกัลป์ กูจะโดนแดกไหมเนี่ย โอ้ย ม๊าช่วยด้วยยย ผมอายจะตายแล้ว



" เดี๋ยวก่อนสิรัก เต้นกับฉันซักเพลงนะ " ผมรู้สึกเกลียดตัวเองที่แพ้สายตาของมันเหลือเกิน



สุดท้ายผมก็ต้องมายืนก้าวขาหยุดก้าวขาหยุดไปกับไอคุณชายเนี่ย ไม่นึกไม่ฝันว่าวิชาลีลาศที่ผมได้คะแนนสอบเต็มจากทักษะความพริ้วของร่างกายนี่จะได้ใช้กับคนที่ไม่คาดคิดอีกต่างหาก ผมรับรู้ถึงสายตาของคนที่เต้นกับผมจ้องมองอยู่ตลอด แต่ก็เลือกที่จะจ้องลำคอเขาแทน สบายใจกว่าเยอะ



เสียงเพลงจังหวะหวานๆ เปิดคลอไปด้วยทำให้บรรยากาศทั่วงานดูจะโรแมนติกไปเลยทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเสียงโวกเวกดังไปทั่ว ตรงบริเวณไม่ไกลจากที่ผมกับคุณเนตรยืนเต้นอยู่นี้ ก็มีคนมาเต้นหลายคู่ แต่คงไม่มีคู่ไหนที่กล้าเข้ามาเต้นใกล้เราเกิน 2 เมตร ไม่รู้เพราะรังเกียจ หรือเขินอาย ผมว่าน่าจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า เพราะไม่ว่าคู่ไหนก็มีเหลือบมองมาทางนี้อยู่เป็นพักๆ แล้วกลับไปทำหน้าฟิน มันคืออะไรกันครับ เป็นผมเป็นตัวตลกเหรอ โธ่ถัง



ก็เลยทำให้คู่ของผมนั้นเด่นเกินจะหาใครเทียบจริงๆ โดยที่คู่เต้นที่อยู่รอบๆ กลายเป็นตัวประกอบในฉากได้อย่างง่ายดาย ระดับนี้แล้ว คู่พระนางของ ลา ลา แลนด์คงต้องถอยเวทีให้คู่ผมละล่ะฮะ



จริงๆ แล้วผมก็แปลกใจที่ตัวเองไม่ได้นึกรังเกียจอะไรกับการที่ถูกลากมาเต้นนะ แถมยังรู้สึกดีอีกต่างหากที่เขาเลือกที่จะเต้นกับผมแทนที่จะเป็นผู้หญิงสวยๆ ที่กำลังรอเขาเข้าไปขอเต้นรำ โว้ย ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าอายที่ตัวเองมีความคิดเปรียบเทียบกับผู้หญิง!



" เป็นอะไร สะบัดหัวซะเเรง หมุนจนมึนหัวเหรอไง "



" เปล่าครับ " ผมตอบแบบอ้อมๆ แอ้มๆ ใครจะไปกล้าบอกล่ะวะ ว่าเพราะเอ็งน่ะ



" เมื่อยยัง ไปหาที่เงียบๆ นั่งคุยกันไหม " ผมรีบเงยหน้าขึ้นมองคนชวนทันที ประโยคแบบนี้นี่เหมือนเคยได้ยินจากในละครที่ม๊าชอบดู ไม่คิดว่าชีวิตจริงจะโดนพูดแบบนี้ใส่ด้วย เอาเข้าจริงคือไม่คิดว่าจะโดนผู้ชายขอเต้นรำอ่ะนะ ถ้าไม่นับตอนเรียนนะ



" กล้ามองหน้าฉันแล้วเหรอ "



" ใครบอกผมไม่กล้าล่ะครับ "



" ก็ใครซะอีกอ่ะ จ้องแต่คอฉัน จนฉันนึกว่าอยากจะสิงคอฉันละ " ไอคุณชายหัวเราะเบาๆ



" เหอะ ก็ใครใช้ให้คุณตัวสูงชะรูดกันล่ะ ระดับสายตาผมมันก็เท่านี้อ่ะ "



" เราออกจากที่นี่กันเถอะ " ตัดประเด็นเสร็จ คุณเขาก็ลดมือลงแล้วกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้งคือฉุดกระชากลากถูกผมออกจากลานเต้นไป โดยมีสายตารอบข้างจ้องเหมือนเดิม จุดสนใจจริงๆ ให้ตายเถอะ



" คุณจะพาผมไปไหนเนี่ย "



" ก็ไปหาที่เงียบๆ คุยกันไง "



" คุณจะคุยอะไรก็ไปคุยที่โต๊ะได้นี่ครับ! " แต่เหมือนคนฟังมันจะหูตึงไปชั่วขณะ ก็ยังจะดั้งด้นลากผมต่อไป เออ! ลากไปให้แตะขอบฟ้าเลยนะ แม่ม



ผมมัวแต่อารมณ์บูดไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว จนตัวเองถูกพามาที่ลานแห่งหนึ่ง ส่วนไหนของรีสอร์ตก็ไม่รู้ รู้แต่มันเวิ้งมาก มองไปรอบๆ คือมืดไปหมด แต่มีแสงไฟสีส้มเป็นระยะๆ และเก้าอี้ไม้ตั้งตามทางเดิน สรุปแล้วคนลากผมมานี่จะลากมาคุยหรือฉุดมาทำมิดีมิร้ายนี่ก็คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ



" ฉันไม่ได้พานายมาทำอะไรหรอกน่า ทำท่าทำทางซะ " นั่งทางในเก่งจริงวุ้ย



" ผมก็ไม่ได้กลัวซะหน่อย "



" ปากแข็งเก่ง ฝึกมาจากไหน จะได้ไปเรียนมั่ง "



" ถามมั่ง แล้วทำไมเดี๋ยวนี้คุณกวนจัง ไปทำอะไรมา "



" ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่ตัวตนของฉันก็แบบนี้แหละ " เหรอวะ เห็นหน้าตายแบบนี้ไม่ยักจะรู้ว่ามีเชื้อกวนตีน



ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่หันไปรับลมเย็นๆ ที่พัดมาเป็นระยะๆ แทน เขาใหญ่กลางคืนนี่มันเย็นเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่กลางวันร้อนแดดเปรี้ยงซะขนาดนั้น ผมมาที่นี่นับครั้งได้เลยเพราะเมื่อก่อนตอนที่ยังมีงานมีการทำไม่ค่อยว่างหรอก มัวแต่ไปให้เขาโขกสับอยู่นั่น ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน พอได้มาสถานที่กลางป่ารายล้อมด้วยหุบเขาแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน



หรือว่าเพราะคนข้างๆ นี่กันวะ



" ทำหน้าสยองอีกละ นายนี่วันวันนึงกะจะมีซักกี่อารมณ์กัน " โอเค หมดมู้ดละครับ



" ละคุณจะมาจ้องหน้าผมทำไมกันล่ะครับ นู่น วิวสวยๆ เยอะแยะก็มองไปสิ "



" หึ เขินเหรอ "



" เขินก็บ้าแล้วครับ ผมผู้ชายนะ จะมาเขินกับแค่โดนผู้ชายจ้องหน้าแค่นี้ได้ไง " ยกเว้นคุณคนนึงนะ ฮือ เขินอยู่ในใจเป็นหมื่นล้านกระบวนท่า แต่แสดงออกไปไม่ได้ซักนิด



" แต่ฉันกลับไม่คิดแบบนั้นนะ "



" แล้วคิดยังไงล่ะครับ "



" ไม่รู้สิ เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกนะ ที่ผ่านมาก็มีแฟนเป็นผู้หญิงมาตลอด ก็มามีแต่นายเนี่ยแหละที่ผิดแผกไปจากคนที่แล้วๆ มา "



" เดี๋ยว คุณมั่วแล้ว ไปรวมผมอยู่ในบรรดาสต็อกของคุณได้ยังไง "



" ก็... " อยู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังเข้ามาใกล้ผม



" เอ่อ ก็ อะไรครับ "



" ก็...เป็นตอนนี้เลยได้ไหมล่ะ "



" ปะ เป็นอะไรครับ "



" ก็ แฟนไง "



ปิ๊ง ปิ๊ง (กระพริบตาสองที)



เอาไอสายตาหวานๆ ที่น่าหวาดกลัวนั่นออกไปเดี๋ยวนี้นะเว้ย!



" ผม...ไม่รู้ครับ เดี๋ยวเราเข้าไปในงานดีกว่านะครับ เดี๋ยวไอแสงมันหาเราไม่เจอ ฮ่าๆ " กูไม่รู้ กูกูู้สถานการณ์ที่ทำให้ใจผมเต้นท่าบ้าบอแบบนี้ด้วยหัวเราะไปก่อน เคยได้ยินไหมครับ หัวเราะกลบเกลื่อนน่ะ



" ไอแสงเพื่อนนายน่ะเหรอ "



" ใช่ครับ ไอนี่มันยิ่งชอบเป็นห่วงผมอยู่ เดี๋ยวมันไม่เจอผมจะอาละวาดงานแตกเอา " ไถจนเนื้อหลุดละกู ขอโทษนะไอแสงเพื่อนรัก ถึงตัวมึงจะไม่อยู่ แต่ก็ช่วยกูก่อนละกันนะ



" อืมมม ก็เห็นตามติดพนักงานตัวเล็กๆ คนนึงอยู่โน่นน่ะ " ไอคุณชายบุ้ยหน้าไปอีกทางที่มืดพอๆ กัน เห็นไอแสงยืนกระหนุงกระหนิงกับใครสักคนอยู่ ด้วยระยะทางที่ไกลและแสงสว่างอันน้อยนิด ทำให้ผมมองไม่ชัดว่าใคร ไอคุณชายแม่งเห็นได้ไงวะ แต่ว่าก็คุ้นๆ อยู่นะ



แต่เดี๋ยวก่อน ไอเพื่อนผมนี่มันไปติดเด็กที่ไหนกันวะนั่น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ! (โมโหกลบเกลื่อนอีกแล้ว)



" เอ้อ นั่นแหละ เรากลับกันเถอะครับ " ผมก็ยังยืนยันคำเดิมครับ กลบเกลื่อนเท่านั้นที่เอาตัวรอดได้



" ไม่ นายต้องตกลงกับฉันก่อน "



" แต่ว่า..."



" เรา ต้อง คุย กัน ก่อน " ครับ เจ้าชะตาชีวิตได้ชี้ขาดแล้วล่ะครับ



โอเค๊ คุยก็ได้เว้ย



" เอาเลย ว่ามาเลยครับ จะให้ตกลงอะไร "



" เป็นแฟนกัน "



" ได้ เอ้ย! เดี๋ยวก๊อน ขอกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอครับ " ลิ้นผมพลิกไม่ทันเลยครับคุณ



" ง่ายๆ แบบนี้แหละ นายมันบื้อ ไม่เข้าใจซักที "



" แต่ผมเป็นผู้ชายนะ "



" แล้วไง ฉันก็เป็นผู้ชาย "



" ตะ แต่คุณเป็นไฮโซนะ แถมสังคมก็กว้างขวาง จะมาคบผู้ชายอย่างผม มันจะดูไม่ดีเอานะครับ " ผมพูดเสียงอ่อย เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องจริง ถึงแม้เนื้อผมจะเต้นเป็นจังหวะสามช่าตั้งแต่ได้ยินคำว่าแฟนแล้วก็ตาม น่าเกลียดจริงๆ วุ้ย จิตใต้สำนึกกูเนี่ย



" ฉันเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดานะ ไม่ใช่เจ้าชายมาจากไหน ทำไมจะคบผู้ชายไม่ได้ " ทำไมวันนี้มันขี้เถียงจังวะเนี่ย!



" ก็...นั่นแหละครับ แล้วพ่อแม่คุณจะไม่ว่าเหรอ แบบนี้ "



" พ่อแม่มีเหตุผลกับฉันเสมอ เพราะฉะนั้นถ้าเราคบกันแล้ว เราจะต้องไปอธิบายให้พวกท่านฟังด้วย "



" นี่เราจะข้ามขั้นไปถึงด่านพ่อแม่เลยเหรอครับ " เราจะเริ่มเล่นเกมเป็นแค่ตัวเกมส์สกิลกากๆ เเล้วข้ามไปตีบอสด่านสุดท้ายไม่ได้นะเว้ย!



" ด่านอะไรของนาย พ่อแม่ฉันท่านก็กันเอง ตอนที่นายเดี้ยงอยู่โรง'บาล เขาก็เคยไปเยี่ยมนายนะ "



" แต่... "



" ไม่ต้องแต่แล้ว นายมันทั้งบื้อทั้งดื้อ เป็นแฟนฉันนั่นแหละ จะได้ลงโทษได้ซักที คันไม้คันมือนานละ " ไอท่าทางถูมือแล้วทำหน้าทำตาจะเขมือบตัวผมนั่นคืออะไร



ฮือ ทำตัวไม่ถูกเลย เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอคนขอเป็นแฟนแบบรวบรัดขนาดนี้แหละ คือไม่ต้องถามคำตอบกันก็ได้มั้ง ถ้าจะบังคับตัดจบกันขนาดนี้













" ไอรัก "



" .... "



" ไอรักโว้ย!!! "



" เฮ้ย อะไรวะ! " ผมสะดุ้งตกใจตอนเพื่อนผมตะโกนใกล้ๆ หู ไอบ้านี่ เล่นพิเรนท์ห่าอะไรของมันวะ ใจหายใจคว่ำหมด ผมลูบอกตัวเองเบาๆ



" ก็เรียกตั้งนานแล้ว มัวแต่เหม่อจนแมลงวันจะบินเข้าปากละ สงสารแมลงวัน "



" โห มึงเพื่อนกูหรือเปล่าวะ สงสารแมลงวัน ไอคนเหี้ย "



" เกิดมามีชีวิตแค่แปปเดียว แล้วยังโดนล่อลวงให้บินเข้าปากมึงอีก แค่นี้ก็ไม่รู้จะสงสารขนาดไหนแล้ว " มึงพูดแบบนี้ ตบกบาลกูยังจะรู้สึกดีกว่าอีก ไอเวง



" แล้วมีอะไรถึงมาวอแวกูได้เนี่ย แล้วเด็กมึงไปไหน " ผมหันซ้ายหันขวามองหาเด็กมันที่เมื่อวานเห็นแวบๆ ตอนที่ผมโดนไอคุณชาย ขอ เอ่อ นั่นแหละ ไม่พูดถึงละกระดากปาก (เขินก็ไม่กล้าพูดหรอก)



เมื่อคืนนี้หลังจากฉากนั้นปุ๊ปผมก็ไม่ได้ตอบอะไรเขาไป แต่คำตอบก็คงกึ่งๆ ยอมรับไปแล้วนั่นแหละ ผมก็ไม่กล้ามองหน้าเขาอีกเลย ให้ตายเถอะตูอยากร้องไห้ มันน่าอายอะไรเช่นนี้ หลายๆ คนคงคิดว่าผมเล่นตัวอะไรประมาณนี้ใช่ไหมล่ะ ผมเดาออกเถอะ



ซึ่งเมื่อเช้าคุณเนตรตื่นแต่เช้า ผมจำได้แต่ว่าผมนอนอยู่แล้วโดนปลุกเบาๆ ช่วงเวลาที่สะลึมละลือนั้นก็ได้ยินเเต่เสียงนุ่มๆ ทุ้มๆ ให้ความรู้สึกดีเหมือนเสียงกล่อมนอน (อย่าถือสาความง่วงผมเลยครับ) จับใจความได้แค่ว่าเขาจะขอกลับก่อน ต้องเข้าบริษัทอะไรนี่ล่ะ จากนั้นก็เงียบๆ ไปแล้วผมก็มีความรู้สึกอุ่นๆ ที่ตรงหน้าผาก พอเสร็จภาพก็ตัดไปอีกประหนึ่งทีวีโดนดึงปลั๊กออก



พอผมตื่นขึ้นมาอีกทีหนึ่งก็ไม่เห็นร่องรอยของไอคุณชายแล้ว แต่เห็นข้อความในไลน์ที่ส่งมาตั้งแต่เช้าจากไอคุณชายตามที่ผมบอกไปข้างต้นนั่นแหละ ตอนนี้ผมเลยมานั่งแกร่วอยู่ตรงแถวห้องอาหารของรีสอร์ต โดยมีไอแสงมาวุ่นวายนี่แหละครับ



" เด็กอะไร มึงอย่ามามั่ว " แหมมมมมม ไปถึงดาวอังคารได้เลยนะผมอ่ะ



" ก็เมื่อวานกูเห็นอยู่ตรงสวนแถวๆ ที่จัดงานเมื่อวานนี่แหละ ถึงกูจะสายตาสั้นแต่กูจำได้ว่าร่างถึกๆ ควายๆ นั่นคือมึง "



" ก็...เออนั่นแหละ แล้วคุณเนตรเขาไปแล้วเหรอ " หึๆ ผมทำหน้ากรุ่มกริ่มจนไอแสงหูแดง ฮ่าๆ ดำๆ อย่างมึงยังหูแดงได้อ่ะ คิดแล้วกันว่ามันเขินขนาดกลบเม็ดสีตัวเองได้เลย



" เดี๋ยวกูตบคว่ำ มึงเลิกทำหน้างี้ได้แล้ว "



" ก็บอกกูมาก่อนดิว่าน้องคนนั้นเขาเป็นใคร "



" ก็คนนั้นอ่ะแหละ มึงก็เคยเห็น เคยไปบ้านมึงด้วยไง " มันพูดอ้อมแอ้ม แต่เดี๋ยวก่อนนะ น้องคนที่เคยไปบ้านผม แล้วผมเคยเห็น ก็มีอยู่คนเดียว...



" เฮ้ย! น้องเมฆคนนั้นอ่ะเหรอ "



" เออ นั่นแหละ "



" เชี่ยย มึงเปลี่ยนเเนวเหรอวะ " ผมตกใจเสียงดังจนไอแสงเอามือมาอุดปากผม จนผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองช็อคเกินเบอร์จริงจัง



" มึงเบาๆ ดิไอเหี้ย ที่บ้านกูยังไม่รูัเลยเนี่ย " ขอผมช็อคแปป ไอแสงที่ผมรู้จักดีคือคนที่ม้อหญิงไปเรื่อย เปลี่ยนหญิงบ่อยขนาดที่ตัวเองยังจำชื่อได้ไม่หมด คนนั้นอ่ะนะ โอ้มาย



" มึงกูช็อค "



" มึงอย่าเวอร์ได้ไหมเนี่ย "



" อ้าว ก็จริงๆ อ่ะ ใครจะไปคาดคิดวะ "



" ก็เหมือนมึงไง " จึกเลยครับท่าน



" เออๆ กูเข้าใจมึง ไม่เป็นไรหรอกมึง กูยังเครียดเลยตอนนี้เนี่ย "



" เครียดอะไรวะ กูก็เห็นมึงดี๊ด๊าออก แฟนมาเซอร์ไพรส์ อิอิ " อิอิ พ่องง



" มึงคิดดูนะ ที่บ้านกูยังไม่เท่าไหร่ ที่บ้านไอคุณเนตรเนี่ยดิ กิจการก็ใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคมกว้างขวางขนาดนั้น แล้วคุณเนตรนี่ก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในสังคมอีก ถึงแม้เขาจะทำตัวเหมือนคนกลัวกล้องก็ตาม "



" กูก็เข้าใจมึงนะที่มึงจะเครียดอ่ะ แต่มึงต้องคิดแบบนี้นะ ตัวมึงก็ไม่ได้แย่ ไม่ได้ถึงขนาดที่คนอื่นจะต้องดูถูกเปล่าวะ ที่บ้านมึงก็มีกิจการ มีเงิน ตัวมึงก็โอเคดี ดูแลตัวเองและที่บ้านได้ แล้วมึงจะคิดมากอะไรวะ "



" ก็นั่นแหละ แต่แบบกูก็ยังกลัวอยู่ดีว่าสังคมของเขาจะไม่ยอมรับกู " ผมลูบมือตัวเองไปมา ตามประสาคนคิดมาก



" แล้วมึงจะสนใจสังคม คนภายนอกทำไมล่ะ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของมึงสองคน ถ้าที่บ้านมึงและคุณเนตรมึงยังไม่มีใครเดือดร้อน แล้วมึงจะกลัวน้ำปากคนอื่นทำไม " ผมฟังอย่างใช้ความคิด



มันก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่ไอแสงว่านั่นแหละ จริงๆ ผมก็ไม่ควรมานั่งเครียดก็ถูก มันควรจะเป็นเรื่องที่ผมกับไอคุณชายต้องมานั่งฟันฝ่ามันไป ถ้าเราจำเป็นต้องทำจริงๆ อ่ะนะ



" แล้วอีกอย่างนะ การคบกันของมึงสองคนมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนซะหน่อย มึงก็ไม่ได้ทำตัวเหลวแหลก เกาะเขากินหรืออะไรนี่หว่า มึงจะกลัวทำไม มั่นใจหน่อยดิ "



โหย ซาบซึ้ง



ขอผมซาบซึ้งหน่อยเถอะ



" ทำหน้าเหมือนลูกหมาขอส่วนบุญเลยว่ะ กูขนลุก "



เวรเถอะ




โปรดติดตามตอนต่อไป


มาแว้ววววว นี่เร่งสปีดแบบสุดยอดแล้วนะ

อย่าเพิ่งด่ากันนน 55555

อีกไม่กี่ตอนเองก็ใกล้จะจบแล้ว

(คนอ่านบอกกูรอจะรากงอกละโว้ยยยย)

 :katai4:


ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ gayraygirl

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-3
เป็นแฟนแล้ว

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 38
" บุกบ้าน 'แฟน' "





หลังจากเหตุการณ์การขอเป็นแฟนอย่างลุ่นระทึก ณ ลานมืดๆ ไร้คนของรีสอร์ตที่เขาใหญ่ในวันนั้น ก็ผ่านมาสองอาทิตย์ได้แล้วครับ ไอตัวร้ายที่ปล่อยผมใจเต้นเป็นจังหวะเพลงเปิดงานซูเปอร์โบวล์ของคุณแม่เจโล ก็ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ๆ จะมาหาถึงที่บ้านก็มา แถมคนในบ้านผมยังรู้เห็นเป็นใจอีกต่างหาก

 

นี่มันเข้าข่ายมีหนอนบ่อนไส้ชัดๆ ให้ตาย

 

จนตอนนี้เขาได้กลายเป็นขวัญใจของที่บ้านผมไปแล้วเรียบร้อยครับ ไม่เว้นแม้แต่ป๊าของผมที่ดูจะโหด นิ่ง ขรึม และไว้ท่าหน่อยๆ ก็ยังโดนออร่าความเจ้าเล่ห์ เอ้ย ความละมุนละไมวันทาของเจ้าตัวโจมตีไม่เหลือ ก็เล่นหอบหิ้วของต่างๆ นาๆ ที่ป๊าผมชอบมาให้แบบนี้ ไม่รู้ไปสืบมาจากไหนว่าชอบ ขนาดของบางอย่างที่ผมเห็นเขาหิ้วมา ยังเพิ่งรู้เลยว่าป๊าชอบ ไอนี่มันคนจริงจริงๆ

 

หลังจากนั้นก็เข้าง่ายออกง่ายประหนึ่งเป็นบ้านหลังที่สองของเจ้าตัวไปเลย จบแบบสวยงามในคราบน้ำตาของผมคนซวยคนนี้นี่เอง

 

 

ติ้ง ติ้ง


 
คุณชายเจ้าปัญหา

‘ ทำอะไรอยู่ที่รัก? ’ 16:22 pm

 

 
ตายยากจริมๆ
 

 

‘ ที่รักอะไร สยอง! ’

 

‘ โหย เสียใจอ่ะ โดนที่รักพูดแบบใส่ ’

 

‘ เหอะ แล้วนี่กินข้าวยัง ’

 

‘ ยังเลย แต่ว่าจะชวนนายไปกินข้าวด้วยกัน ’  หืม เดี๋ยวก่อน เกือบจะหกโมงเย็นแล้วจะชวนไปกินอะไรอีกนี่

 

‘ ตอนนี้เลยเหรอ ’

 

‘ ใช่ และช่วยเปิดประตูให้หน่อยครับ ฉันอยู่หน้าบ้าน ’  เฮ้ยยยย พักก๊อนน มึงจะมาถึงหน้าบ้านโดยไม่บอกกูก่อนแบบนี้ไม่ได้นะโว้ย

 

ผมรีบกระวีกระวาดลุกจากที่นอนไปเปิดประตู แล้วรีบวิ่งลงไปข้างล่างอย่างว่องไว ทำลายสถิติการวิ่งที่เคยทำมาทั้งชีวิต จนมาเห็นไอบ้านี่มันกำลังเดินเข้ามาในบ้าน



โดยคนเปิดประตูคือแม่ตัวเอง!
 

 
เจ้าตัวยิ้มร่ามาแต่ไกล ออร่าความหล่อนี้พุ่งพร่านจนทำให้พี่สาวและแม่ของผมที่นั่งอยู่ไม่ไกลเคลิ้มกันเลยทีเดียวเชียว กูล่ะหมั่นไส้มึงจริงๆ กับคนที่บ้านกูก็ไม่เว้นนะ ไอหน้าหล่อ

 

" คุณแม่ครับ ผมขออนุญาตพารักไปกินข้าวนะครับ "

 

" อุ้ย ได้เลยจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ แต่ถ้าจะค้างก็บอกม๊าก่อนนะจ๊ะลูก " โดยที่ลูกบังเกิดเกล้าของตัวเองยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนี้ คุณแม่ทำอะไรลงไป๊

 

" ได้เลยครับคุณแม่ งั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ " แล้วก็จบประโยคด้วยรอยยิ้มงามๆ หนึ่งที เดินตรงเข้ามาคว้าผมเดินออกไป แล้วก็ไม่ลืมเอาของฝากที่้ข้างในเป็นอะไรก็ไม่รู้ยื่นให้ม๊าผม แต่ที่รู้คือคนรับของยิ้มหน้าบาน หลังจากนั้นก็เดินออกมา เปิดรถ ยัดตัวผมลงไป แล้วเจ้าตัวก็จัดการพาตัวเองเข้ามานั่งในรถเสร็จสรรพและสวยงาม

 

ที่สำคัญสัมภารกในชีวิตกูกระเป๋าตังกูยังอยู่บนห้องครับ ชีวิต

 

" สรุปคุณจะพาผมไปไหนเนี่ย " ผมที่เพิ่งจะหาเสียงและสติตัวเองเจอเอ่ยถามไอตัวต้นเหตุที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับ

 

" ไปเจอพ่อกับแม่ " นั่น สติที่เพิ่งย้อนคืนได้วิ่งหายออกไปอีกแล้วครับท่าน

 

" เฮ้ย! มะ ไม่ได้ดิ ทำไมไม่บอกผมก่อน "

 

" ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ใจเย็นๆ ตะโกนซะฉันตกใจหมด " ต้องเป็นผมไหมที่ต้องตกใจ ฮือ ก้มดูสภาพตัวเองที่ไม่ได้ดูดีอะไรเลยวันนี้ เพราะทำงานหัวฟูมาตั้งแต่เช้า

 

" คุณพาผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้หรือเปล่า อย่างน้อยก็ให้ผมอาบน้ำก่อนก็ยังดีนะ "

 

" ไม่ต้องหรอก แบบนี้ก็ดูดีแล้ว " แล้วเจ้าคนบงการชีวิตก็หันมายิ้มพิมพ์ใจให้ แต่คราวนี้ผมไม่หลงกลหรอกโว้ย

 

" ขอร้องแหละ ให้ผมมั่นใจซักนิดก็ดี นี่ไปเจอพ่อแม่แฟนเลยนะ "

 

" เขินเลยแฮะ ได้ยินนายพูดชัดๆ แบบนี้ครั้งแรก "

 

" เออนั่นแหละ ให้ผมไปจัดการตัวเองก่อน โอเคนะ " พูดไปก็เริ่มเขินไปเหมือนกันแล้วเหมือกัน บ้าบอ

 

" ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันแวะคอนโดของฉันให้ แต่นายต้องรีบหน่อยนะ เพราะพ่อแม่กับน้องชายฉันรอเราอยู่ "

 

" นี่คือกะจะเปิดตัวเลยใช่ไหมแบบนี้ ไม่ทันให้ผมตั้งตัวเลย "

 

" ก็นะ แฟนฉัน ทั้งที ฉันก็ต้องรีบสิ "

 

โอเค เข้าใจพร้อมกัน (แดง) ทั่วหน้า ลาก่อย

 

 

 

 

 
หลังจากขัดสีฉวีวันที่คอนโดของคุณเนตรเรียบร้อย เราก็พากันฟันฝ่าความแน่นหนาของรถตอนเวลาคนเลิกงานมาได้เรียบร้อยครับ แล้วตอนนี้...

 

เราก็อยู่หน้าบ้านไอคุณชายเป็นที่เรียบร้อยครับท่านผู้โชมมม

 

ถึงบรรยากาศที่บ้านของที่นี่จะกันเองขนาดไหน กูไม่รู้ครับ กูเกร็งสู้ไว้ก่อน ฮือ

 

" อ้าว เนตร หนูรัก มากันแล้วเหรอ " หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นคุณแม่ของคนข้างตัวผมนั่นเองเอ่ยทักเมื่อเห็นพวกผมเดินเข้ามาในตัวบ้าน ผมไหว้สวัสดีงามๆ เผื่อจะสามารถเรียกคะแนนได้ ซักนิดก็ยังดี อีกฝ่ายรับไหว้แล้วยิ้มใจดีส่งมาให้

 

" ครับแม่ แล้วนี่รอกันนานไหมครับ "

 

" ไม่นานเลย นี่แม่กับป้าอุ่นเพิ่งจะยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะเอง เนตรพาน้องไปวางของ ล้างมืออะไรให้เรียบร้อยไป พ่อกับน้องรออยู่ที่โต๊ะแล้ว " ฮือออ พอคุณน้าพูดถึงพ่อ ร่างกายผมก็เกร็งขึ้นมาทันทีทันใด ราวกับรู้ชะตากรรมกันเลยทีเดียว

 

เหมือนไอคุณชายจะรับรู้ถึงความไม่สบายใจของผม เลยจับมือผมไว้ ผมหันขึ้นไปมองหน้าขาวๆ ของเจ้าตัวแล้วแบะปากทีหนึ่ง อีกฝ่ายก็ไม่นำพาความเศร้าของผมเลย แถมหัวเราะให้ผมอีกต่างหาก คนมันเครียดอยู่นะเว้ย!

 

" ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องกังวล ทำตัวตามสบายเถอะ นายน่ารักอยู่แล้ว ใครๆ ก็ต้องชอบ " ในนาทีนี้ ต่อให้ชมผมเยอะขนาดไหน ผมก็ลอยไม่ขึ้นแล้วล่ะ

 

" แต่ถ้าที่บ้านคุณไม่ชอบล่ะ ผมต้องทำยังไง " คนตรงหน้าไม่ตอบอะไร แค่ย่อตัวจนหน้าของเขาเสมอกันกับผม มองผมด้วยสายตาที่ชอบทำให้สติสตังหายเหลือเกิน ก่อนจะเผยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก มือเอื้อมมาแตะแก้มผมแล้วลูบเบาๆ

 

" ฉันก็จะทำให้ชอบเอง นายไม่ต้องห่วง "

 

น่าแปลกที่ความกังวลในใจของผมมันถูกพัดปลิวออกไปหมดเลย

 

พลังของเขานี่มันร้ายกาจจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

" หนูรักกินกับข้าวจานนี้สิลูก ป้าอุ่นเขารู้ว่ารักชอบเลยทำให้เป็นพิเศษเลยนะ "

 

ผมเพิ่งจะรู้จักป้าอุ่นก็ตอนที่ไอคุณชายพาผมมาที่โต๊ะทานข้าว ซึ่งมีพ่อและน้องชายของคุณเนตรที่ชื่อนันท์ ผมเคยเจอทั้งคู่มาแล้ว เหลือแต่ป้าอุ่นที่ผมเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก หญิงวัยกลางคนเหมือนกันกับคุณน้า แต่น่าจะมีอายุเยอะกว่า ท่าทางปราดเปรียวซึ่งดูก็รู้ได้ทันทีว่าแข็งแรงมาก เดินออกมาต้อนรับผมอย่างเป็นกันเอง จนผมรู้สึกว่ากำลังคุยกับคนในบ้านของตัวเองจริงๆ ป้าอุ่นเป็นคนจูงมือผมมานั่งที่โต๊ะ แถมยังกระซิบปลอบใจผมอีกต่างหากว่าไม่ต้องกลัว ราวกับรู้ใจผมจริงๆ

 

" อร่อยมากครับคุณน้า ขนาดผมว่าม๊าผมว่าทำอร่อยแล้ว เจอของป้าอุ่นนี่สงสัยผมคงต้องขอพึ่งท้องไว้ที่นี่แทนแล้วล่ะครับ " คุณน้าฟังแล้วหัวเราะออกมาทันที

 

" ดีเลยครับพี่รัก มาบ่อยๆ เลย ผมจะได้มีเพื่อน นี่ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน ผมก็ไม่ได้เจอเพื่อนเลย เง้าเหงา " นันท์ที่นั่งข้างๆ ผมทำท่าทางเหมือนจะมากอด แต่โดนมือขาวๆ ที่เอื้อมมาดันตัวออกไป ซึ่งเจ้าของมือที่ว่านี้ก็นั่งอยู่ข้างๆ ผมเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าตอนนี้ผมกำลังโดนสองพี่น้องนี่ขนาบข้างกันอยู่ล่ะครับ

 

" ให้มันน้อยๆ หน่อยไอนันท์ เดี๋ยวจะโดนเตะ "

 

" เห็นไหม แม้แต่พี่ผมก็โหดกับผมซะแล้ว หัวเดียวกระเทียมลีบจริงเลยผม " นี่ถ้ามีคนที่่หัวอ่อนกว่านี้มาเจอคนอย่างน้องชายคุณเนตรนี่คงต้องโดนล่อลวงง่ายแน่ๆ ท่าเยอะเหลือเกิน

 

" พอๆ ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้ " คุณน้ามาห้ามทัพสองพี่น้อง

 

" แล้วตอนนี้รักทำอะไรอยู่ล่ะ " คุณผาภูมิหรือผู้เป็นพ่อของคุณเนตรเอ่ยถามผมเป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมมานั่งอยู่หน้าโต๊ะนี้ ผมชะงักเล็กน้อย เข้าสู่โหมดจริงจังทันที มองหน้าไอคุณชาย และอีกฝ่ายก็พยักหน้าให้ผมเบาๆ ผมจึงตอบออกไป

 

" ผมช่วยงานป๊ากับม๊าอยู่ครับ ที่บ้านผมมีกิจการเกี่ยวกับเครื่องสักการะไหว้เจ้า รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่ต้องไหว้ตามเทศกาลใหญ่ๆ ครับ "

 

" อืม ดีแล้ว ช่วยงานที่บ้านก็ถือเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะทำงานให้เจ้าเนตร เห็นว่าเป็นเลขามาก่อนใช่ไหม "

 

" ใช่ครับ อยู่ที่บริษัท...ครับ ทำอยู่ได้ปีกว่าก็ออกครับ "

 

" แล้วทำไมถึงไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านได้ล่ะ ฉันสงสัยมานานแล้ว " เหมือนไอคุณชายก็เคยถามคำถามนี้กับผมเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่เคยบอกไปจริงๆ หรอกว่าเพราะอะไร มันน่าอายจะตาย โธ่ แต่มาถึงวินาทีนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะปิดบังต่อไปหรือเปล่า

 

" เอ่อ เพราะว่า...ผมเคยโดนลวมลามจาก เอ่อ... " ผมหยุดพูดเพราะความกระดากจริงๆ

 

" พูดมาเถอะ ฉันไม่ว่าหรอก "

 

" คือ...เมื่อก่อนตอนเรียนผมโดนผู้ชายแต๊ะอั๋งหรือไม่ก็โดนลวนลามบ่อยครับ แล้วทีนี้พอถึงวันหนึ่งผมทนไม่ไหวแล้วก็เลยตั้งว่าจะไปหาที่เรียนวิชาป้องกันตัวเพื่อจะได้ป้องกันตัวเองจากไอพวกนี้น่ะครับ " รวมถึงไอตัวข้างๆ นี่ด้วยครับ จับมือผมไม่ปล่อยจริงๆ

 

" อืมม ก็เข้าใจได้อยู่นะ อาจารย์เขาชอบลูกศิษย์แบบเธอมาก เขาบอกว่าเธอมีประกายความมุ่งมั่นบางอย่างที่เขาประทับใจ อาจจะไม่ใช่เพื่อการเเข่งขัน แต่เพื่อปกป้องอะไรซักอย่าง "

 

" ผมโดนอาจารย์ฝึกสอนจนตัวช้ำไปหมดเลยครับตอนนั้น แต่ผมก็ยังมุ่งมั่นต่อไปเพราะผมต้องทำให้ตัวเองผ่านพ้นไปจากเหตุการณ์นั้นๆ ให้ได้ ผมเลยต้องอดทนครับ " สีหน้าของคุณพ่อของไอคุณชายดูผ่อนคลายลงหลังจากฟังคำตอบของผม

 

" แต่แม่ว่าน้าแม่เข้าใจนะว่าทำไมรักถึงชอบเจอเหตุการณ์อะไรแบบนั้น " คุณน้าพูดขึ้น หันมามองหน้าผมยิ้มๆ ไอคุณชายเลิกคิ้วเล็กน้อยหันไปมองแม่ตัวเอง

 

" ก็ดูหน้าน้องสิ หน้าตาน่ารักขนาดนี้ ตอนแม่เจอครั้งแรก แม่นี่หมั่นเขี้ยวอยากบีบแก้มมาก แต่ต้องเก็บอาการไว้ เพราะมันดูไม่ดี "

 

" ไม่ได้ฮะแม่ คนนี้ผมห้ามจริงๆ " ลูกชายคนโตของบ้านยกมือขึ้นปัดป้องมือของแม่ตัวเองที่ทำท่าจะเอื้อมมือมาจับหน้าผม ส่วนผมน่ะเหรอ แดงทั้งหน้าเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปแล้วครับ พูดอะไรออกไปเนี่ยไอบ้า ช่วยอายพ่อแม่ด้วยโว้ย

 

" แหม จับนิดจับหน่อยไม่ได้เลยนะลูกคนนี้ "

 

" คนมันหวงครับ ต้องเข้าใจผมหน่อย "

 

" โธ่ พี่ชายผมจะเป็นฝั่งเป็นฝาไปซะแล้ว เหลือผมสินะเนี่ย พี่รักปลอบใจผมที ผมต้องเหงาแน่ๆ เลย " นันท์ที่นั่งอยู่ข้างขวาของผมเอนตัวมาซบไหล่ผมเบาๆ ส่วนไอคนข้างซ้ายผมน่ะเหรอ นั่งไม่ติดที่แล้วครับ และแล้วผมก็ได้เห็นสงครามสายเลือดขนาดย่อมของสองพี่น้อง ได้แต่ยิ้มอ่อนแล้วยกมือห้ามทัพไว้ ก่อนที่จาน ชาม ช้อน ส้อม จะได้ปลิวว่อนก็คราวนี้แหละ แอบเหลือบมองไปหาคุณพ่อคุณแม่ของคนที่ทะเลาะกันอยู่ ก็เห็นแต่สีหน้ายิ้มๆ ขบขำกับการล้อเล่นของสองพี่น้อง ผมก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่ง

 

ดูท่าการมาเจอที่บ้านคุณเนตรในครั้งนี้ คงไม่แย่อย่างที่กลัว

 

 

 

 

 

 

" วันนี้ค้างที่บ้านไหมจ๊ะ หนูรัก " คุณแม่ของไอคุณชายเดินเข้ามาในครัว ขณะที่ผมวางจามชามของตัวเองข้างๆ ซิงค์ล้างจาน โดยที่มีป้าอุ่นกำลังดันตัวผมออกไปเพราะผมบอกแกไว้ว่าจะช่วยล้าง เจ้าตัวสบโอกาสที่ผมหันไปจะตอบคุณน้ารีบหยิบจานชามของผมไปแล้วจัดการล้างเองเป็นที่เรียบร้อย

 

" เอ่อ ผมอาจจะไม่ค้างครับ ยังไม่ได้บอกที่บ้านเลยครับว่าจะค้าง "

 

" จริงๆ ถ้าจะค้างก็ได้นะ เดี๋ยวแม่โทรไปบอกที่บ้านหนูให้เอาไหม "

 

" ไม่เป็นไรครับคุณน้า เดี๋ยวเอาไว้ครั้งหน้าดีกว่าครับ ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย " ผมรีบโบกไม้โบกมือห้ามเป็นพัลวัน เพราะคุณน้าเล่นหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาจริงๆ บ้านนี้นี่คิดอะไรปุ๊ปทำปั๊ปเหมือนกันเลยจริงๆ

 

" เรียกคุณแม่สิ มาคุณน้าอะไร แม่ได้ยินหลายรอบแล้วนะ "

 

" ก็...ผมว่ามันดูข้ามขั้นไป "

 

" ก็หนูเป็นแฟนลูกเนตรของแม่ ก็ต้องเรียกว่าแม่ถูกแล้วไงจ๊ะ " ผมได้ยินเสียงป้าอุ่นหัวเราะเบาๆ ทางด้านหลัง ในขณะที่ผมช็อคเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สรุปแล้วบ้านนี้คือรู้กันหมดแล้วใช่ไหมเนี่ย

 

" คุณผู้หญิงคะ เบาๆ หน่อยค่ะ หนูรักยืนตาปากค้างไปหมดแล้วนั่น "

 

" ก็ฉันทนไม่ไหวแล้วน่ะ ได้ยินหนูรักเรียกว่าคุณน้าแล้วมันขัดใจจริงๆ แต่ตอนนี้ขอแม่บีบแก้มหน่อยนะ ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน " ว่าแล้วก็ยื่นมือเข้ามาบีบแก้มผมจริงๆ คุณแม่ค้าบ ผมไม่ใช่มะหมาสี่ขานะค้าบบ

 

" แม่ ผมบอกแล้วว่าห้ามจับหน้ารักไงครับ " ไอคุณชายโผล่มาจากไหนไม่รู้ เข้ามาดันตัวผมไปไว้ข้างหลังตัวเอง

 

" โธ่ ลูก สงสารแม่เถอะ แม่ทนไม่ไหวแล้ว อยากบีบแก้ม หมั่นเขี้ยว "

 

" ดูสิรักหน้าแดงหมดเลยแม่ เดี๋ยวถ้าแก้มช้ำนะ ผมก็จับมั่งไม่ได้แล้วสิ " อ้าว อะไรวะนั่น

 

" เห็นไหม ลูกก็คิดเหมือนแม่ใช่ไหมล่ะ ทำเป็นว่าแม่ "

 

" เอ่อ ผมขอตัวไปข้างนอกก่อนแล้วกันนะครับ ไม่รบกวนดีกว่าครับ " ว่าแล้วก็รีบชิ่งออกไปแล้วทิ้งสองแม่ลูกไว้ข้างหลัง

 

 

 

 

 

 

 
(เนตรนภิศ พากย์)

" ลูกตัดสินใจดีแล้วใช่ไหมเนตร " ผู้หญิงที่ผมเคารพรักที่สุดในชีวิตเอ่ยถามผมขึ้น หลังจากที่มองรักเดินกึ่งวิ่งออกไปข้างนอกห้อง

 

" ผมตัดสินใจดีแล้วแม่ ต่อให้รักเป็นผู้ชาย แต่เราก็เคยผ่านเหตุการณ์แย่ๆ มาด้วยกันตั้งเยอะ ผมก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่รู้ตัวอีกทีมันก็เกิดขึ้นแล้วครับ " ผมยิ้มบางๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรัก

 

" เอาเถอะ ถึงแม่จะตกใจมากตอนที่ลูกมาสารภาพกับแม่ว่ารักหนูรัก ตอนนี้ก็ยังพยายามทำใจอยู่ แต่พอมาได้เห็นบรรยากาศในวันนี้ แม่ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่าหนูรักน่ะน่ารักมาก " แม่ของเขาหัวเราะออกมาเล็กน้อย

 

" ตอนแรกผมก็ไม่นึกว่าพ่อกับแม่จะยอมรับได้ง่ายขนาดนี้ นึกว่าจะต้องจับมือรักหนีออกจากบ้านซะแล้ว "

 

" แหม พ่อกับแม่เลี้ยงลูกโตมาขนาดนี้ มีหรือจะไม่เข้าใจ แม่เคารพการตัดสินใจของลูกเสมอ แต่เดี๋ยวขอเอาหนูรักไปอวดเพื่อนแม่หน่อยนะ "

 

" อย่าเยอะเกินไปนะ ผมหวง " แม่ของเขาตีแขนเขาเบาๆ แล้วบ่นพึมพำว่าเขาขี้หวง เขาเอนตัวกอดแม่หลวมๆ แล้วนึกดีใจที่มีครอบครับที่เข้าใจตัวเขาดีขนาดนี้ ถึงแม้ว่าการที่มีคนรักเป็นเพศเดียวกันจะยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่มันก็ทำให้รู้ว่าไม่ว่าความคิดเห็นของคนภายนอกจะเป็นอย่างไร ขอแค่คนใกล้ตัวเราเข้าใจเราก็พอแล้ว รวมถึงเขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่ได้เจอรัก และได้มารู้จักกัน จนตอนนี้ได้มารักกัน

 

ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาขอไม่คาดหวังแล้วกัน แต่ตอนนี้ขอตักตวงความสุขไว้ก่อนแล้วกัน

 

อีกอย่าง ตอนนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้น เด็กน้อยของเขายังต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาอีกเยอะ รวมถึง...

 

เรื่องนั้นด้วยแหละเนอะ

 

:)

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

เปิดตัวอย่างสวยงามมมมค่ะ

ไฟเขียวแบบนี้ คุณเนตรเราก็ยิ้มหน้าบานสิเนี่ยยย

 :-[


ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0
ตอนที่ 39
" เพราะไวน์เป็นเหตุ "





“ ครับพ่อ ผมกำลังเตรียมตัวออกจากคอนโดแล้วครับ ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยตอบปลายสาย ขณะที่กำลังเลี้ยวรถออกลงมาจากที่จอดรถของคอนโดที่พักอาศัย



“ ครับๆ ไม่ลืมครับ นี่เขาก็นั่งอยู่ข้างๆ ผมนี่แหละพ่อ ” ปลายสายเอ่ยย้ำมาสองสามประโยคก็วางสายไป



เขาถอดหูฟังไร้สายออกแล้ววางลงช่องวางของขนาดเล็กตรงประตูรถฝั่งคนขับ สายตามองออกไปข้างหน้า รถรามากมายที่อยู่บนท้องถนน ผู้คนที่สัญจรไปมา บ้างก็กำลังเดินข้ามถนน บ้างก็ยืนคุยกับคนรู้จักในร้านค้าต่างๆ บ้างก็ยืนอยู่คนเดียว รอคอยใครบางคน สี่แยกไฟแดงที่คุ้นเคยเนื่องจากเป็นทางที่จ้องขับรถผ่านทุกวันหลังเลี้ยวออกจากคอนโด



หลังจากผ่านเหตุการณ์มามากมาย ทั้งดี ทั้งร้าย ปะปนกันไป เรื่องราวในอดีตที่พยายามดิ้นรนเพื่อหลุดพ้น เรื่องราวในอนาคตที่เขากำลังรอคอยเพื่อ ‘สิ่งดีๆ’ ที่อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ วัน ทุกๆ วินาที



และสิ่งดีๆ ที่ว่ามานั้น ก็นั่งหลับสบายใจพริ้มอยู่ข้างๆ เขานี่เองแหละ



หลังจากที่พาคนรักหมาดๆ ไปเปิดตัวกับที่บ้านเขาเป็นที่เรียบร้อย รักที่ตอนแรกประหม่าจนน่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาเขา ทั้งขี้เขิน ทั้งกล้าๆ กลัวๆ ตอนที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในบ้านเขานั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นลูกรักที่พ่อกับแม่เขาโอ๋เป็นที่เรียบร้อย เหตุเพราะรักมีนิสัยที่พ่อแม่เขารู้สึกอยากเข้าหาอย่างบอกไม่ถูก ประโยคนี้เขาไม่ได้เป็นคนรู้สึกไปเองนะ พ่อแม่เขาต่างหากที่เป็นคนพูดออกมา หลังจากที่เขาพารักเข้าไปพักผ่อนที่ห้องนอน แล้วลงมาปรึกษาหารือกับคนในครอบครัว ไอนันท์ที่เพิ่งเคยเจอรักจริงๆ จังๆ ครั้งแรก (ไม่นับตอนที่บุกไปหารักที่ห้องครั้งนั้น ซึ่งเขาก็เพิ่งจะรู้ในวันนั้นเองนี่แหละ) ยังบอกเลยว่า



‘ รักษาไว้ดีๆ นะครับพี่เนตร ไม่อย่างนั้นผมฉกไปแนะนำกับเพื่อนผมแน่ๆ ’



ไม่ต้องรอให้น้องชายพูดจบ เขาก็จัดการห้ามปรามทางสายตาเป็นที่เรียบร้อย แน่นอนล่ะ เขามันคนขี้หวง ขี้ห่วง ขี้หึงพ่วงมาด้วยอีกต่างหาก ซึ่งข้อหลังที่ก็เพิ่งมารู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองจะมีนิสัยแบบนี้จริงๆ อยู่ด้วย เมื่อคิดได้แบบนี้ เขาก็ส่ายหัวอย่างอ่อนใจในตัวเองนิดหน่อย เพราะคนข้างๆ นี้แท้ๆ ทำให้นิสัยบางอย่างของเขาแสดงออกมาโดยที่ไม่รู้ตัวเลย



สัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว รถยนต์ซีดานสัญชาติยุโรปสีดำมันปลาบก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ด้วยกลัวจะทำให้คนที่นั่งหลับตาพริ้มนั้นตื่น เขาจึงขับค่อนข้างช้า ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีงานสำคัญรออยู่แท้ๆ พอคิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งตลกตัวเองเข้าไปใหญ่ รักขนาดนี้คนรักเขาต้องสัมผัสได้ซักทีแล้วล่ะนะ



ขับรถไปเรื่อยๆ จนถึงที่หมาย เขาจัดการจอดรถไว้ตรงช่อง ‘กรรมการบริหาร’ ที่ชั้นแรกของตึก เป็นที่โซนที่จอดรถของผู้บริหารทั้งชั้น เมื่อจอดตรงช่องเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันกลับมาจ้องสิ่งมีชีวิตที่หลับลึกข้างกายเขาทันที ขนาดจ้องขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก แต่การที่เจ้าตัวมีสภาพแบบนี้เขาก็เข้าใจได้อยู่ และไม่โกรธเลยซักนิด เพราะอะไรน่ะเหรอ



ก็เมื่อคืนเขา ‘จัดหนัก’ ไปหน่อยน่ะสิ



คิดมาถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็ทำให้เขายิ้มกว้างออกมาอย่างหยุดไม่ได้ หากใครที่อยู่ข้างนอกเห็นเขาอารมณ์ขนาดนี้ คงต้องตกใจช็อคเหมือนเห็นผี เพราะเขาไม่เคยหลุด มาดคุณเนตร ผู้ที่แสนเคร่งขรึมแบบนี้ให้ใครเห็นเลย (รักเคยบอกไว้แบบนี้) การที่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีแบบนี้ นอกจากที่บ้านแล้วคงไม่มีใครได้เห็นแน่ๆ



เมื่อวานเขาและรักตั้งใจไว้ว่าจะฉลองให้กับความประสบความสำเร็จของโปรเจ็คแรกที่เขาและพนักงานหลายแผนกลงแรงกันมาระยะหนึ่ง หลังจากที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมกับตัวเขาไปแล้วนั้น แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็สามารถฝันฝ่ามันไปได้ เมื่อจบไตรมาสแรก ผลงานจากการลงทุนอันเหน็ดเหนื่อยนี้ ก็ทำให้เขาและคนในบริษัทหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ถึงเป้าที่วางแผนไว้ แต่ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จในฐานะกรรมการบริหารคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่พ่อของเขา ทำให้อดีตประธานบริษัทยินดีอย่างยิ่งที่จะก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากที่ทำหน้าที่เป็นหัวเรือของบริษัทมาอย่างยาวนาน ถึงคราวต้องพักผ่อนอย่างจริงจังซักที



วันนี้เป็นวันหยุดของบริษัท หลังจากที่กลับจากไปเยี่ยมครอบครัวของเขาและรักซึ่งนัดกันมาทานข้าวที่บ้านเขาเมื่อช่วงบ่ายแก่ๆ เขาและรักก็ตรงกลับคอนโดทันที พวกเขาวางแผนไว้ว่าจะฉลองแบบกันเองที่คอนโด ไม่ต้องออกไปข้างนอก อาหารมากมายที่นำออกมาเรียงรายบนโต๊ะอาหารในห้องครัวของคอนโดเขา ทำให้เขาที่กำลังถอดผ้ากันเปื้อนที่สมอยู่วางพาดไว้บนเก้าอี้อดยิ้มออกมาไม่ได้ เป็นมื้อแรกที่ตั้งใจทำขนาดนี้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ก็เห็นว่าแสงแดดเริ่มคล้อย บ่ายแก่ๆ แล้ว



‘ โอ้โห หอมมมมมมจริงๆ เลย ’  ร่างสูงโปร่งของรักเดินออกมาจากห้องพร้อมผ้าขนหนูผืนเล็กในมือที่กำลังเช็ดผมชื้นของตัวเอง



‘ นายคนภูมิใจนะ ฉันลงครัวเองเลยนะวันนี้ ’  เขาตอบพร้อมหยิบจาน ช้อม ส้อม สำหรับสองคนมาวางไว้บนโต๊ะทานข้าว



‘ ขอบคุณครับคุณพ่อ ’  เจ้าตัวพูดพลางยกมือไหว้อย่างสวยงาม ทำให้เขาอดที่จะดึงตัวคนที่ทะเล้นเหลือเกินในความคิดเขาเข้ามาประชิดตัวไม่ได้ ผ้าขนหนูที่อยู่ในมือตกลงพื้น คนที่เมื่อกี้ยังมีท่าทีผ่อนคลายกลับตัวเกร็งจนเขาแอบหัวเราะในใจ



เก่งไม่ออกแล้วสิเจ้าตัววุ่นวาย



‘ ว่ายังไง หืม ไหว้สวยๆ ที่อกฉันอีกรอบให้เป็นบุญตาอีกทีสิ ’ เขาก้มลงมองคนเก่งของเขาที่ยืนตัวแข็งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดจา



‘ ว่าไง ที่รัก ’  เขาแกล้งพูดเหย้าแหย่อีกทีให้คนปากเก่งรีบทำตามที่เขาบอก จนเจ้าตัวทนไม่ไหวรีบดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของเขา แล้วเดินไวๆ ไปหยิบไวน์แดงที่พ่อของเขาให้มาพร้อมแก้วไวน์ แล้วไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว เขาหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้



‘ รีบๆ มากินเร็ว หิวจะแย่แล้วเนี่ย ’  รักบ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมเรียกเขาให้รีบเดินไป



เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานเบาๆ และเสียงพูดคุยของพวกเขาดังมาเป็นระยะๆ จวบจนมื้อพิเศษนี้เสร็จสิ้น รักซึ่งอาสาจะเป็นคนจัดการกับกองจานชามที่ต้องล้างเอง เขาไม่บังคับอะไรปล่อยให้เจ้าตัวทำไป เดินหยิบขวดไวน์ที่แช่ในถังน้ำแข็งซึ่งเย็นจนได้ที่ พร้อมแก้วไวน์ตรงไปยังระเบียงโซนห้องนั่งเล่น บริเวณนั้นมีเก้าอี้นั่งเล่น 2 ตัว และโต๊ะตัวเล็ก รักชอบเก้าอี้นี้มาก ถึงกับบ่นว่าอยากมีเป็นของตัวเองที่บ้านบ้าง เขาจำได้ว่าตัวเองบอกกับรักว่า ‘ที่นี่ก็บ้านของนายไง’ ทำเอาคนบ่นถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นเขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง



ช่วงนี้เขากลายเป็นคนยิ้มง่ายไปโดยที่ไม่รู้ตัว พอนึกถึงเหตุการณ์ที่มีเขากับคนรักหรือเวลาไหนก็ตามที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน สีหน้าเขาจะละมุนไปเองคล้ายกับมันเป็นธรรมชาติของเขาแล้วอย่างไรอย่างนั้น เลขาของอดีตประธานอย่างคุณดาราลักษณ์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเลขาของเขาไปเรียบร้อยแล้วเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมาขณะที่กำลังยื่นเอกสารสำคัญมาให้เขาตรวจสอบในวันหนึ่ง เขาชะงักแล้วเงยหน้ามองคนพูดทันทีพร้อมกับความแปลกใจ แต่ก็เห็นแต่สีหน้ายิ้มแย้มที่เหมือนจะแซวของคุณเลขา ทำเอาเขาก็แอบเขินนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร



ก็มันเป็นเรื่องจริงนี่นา จะให้แย้งยังไงกันล่ะ เขามีความสุขมากจริงๆ ในตอนนี้



‘ มาแอบยิ้มอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวเนี่ยครับคุณชาย ’  เขาหันกลับมามองคนที่อยู่ในความคิดของเขา แล้วยิ้มให้อีกที จนคนตรงหน้าแอบเขินหน่อยจนริ้วแดงบนแก้มปรากฏให้เห็นเล็กน้อย เขารู้ว่ารักแพ้ใบหน้าของเขามากมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเขาก็ชอบเอาจุดที่ได้เปรียบของเขาตรงนี้มาแกล้งเล่นตลอด



‘ พอดีคิดเรื่องของนายอยู่นั่นแหละ ’



เจ้าตัวเสมองแก้วไวน์ที่เขารินให้ แล้วเดินมาหยิบขึ้นจิบ พลางเอนตัวนั่งลงบนเก้าอี้นุ่มข้างกายเขา นั่งดื่นด่ำกับวิวกลางคืนของเมืองที่แสนจะวุ่นวายนี้ แต่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยหลับไหล ลมเย็นที่พัดผ่านมาให้เย็นสบาย ทำให้เขาและรักนั่งจิบไวน์เงียบๆ โดยที่ไม่มีบทสนทนาใด บางคนอาจจะอึดอัดกับบรรยากาศนี้ ต้องหาเรื่องมาพูดกลบความเงียบ แต่เขากลับสบายใจแม้อาจจะต้องนั่งเงียบกันสองคน ไม่ใช่ไม่มีอะไรพูด แต่มันเป็นบรรยากาศอย่างหนึ่งที่บอกไม่ถูก และเขาก็ชอบที่จะใช้ช่วงเวลาแบบนี้กับคนรัก



‘ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ ’  คนที่นั่งเงียบมาพักใหญ่เอ่ยปากถาม เสียงเอื่อยยานนิดหน่อย แสดงว่าคงกรึ่มได้ที่แล้วแหละ เขาพยักหน้าเล็กน้อย คนถามก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะทำท่าเหมือนทำใจหรือเตรียมใจอะไรมาซักอย่าง



‘ เอ่อ คือ เราก็เป็นแฟนกันแล้ว ผมก็ไม่มี ประสบการณ์ด้านนี้อ่ะนะ แต่ว่า… ’  สีหน้าอ้ำอึ้งๆ ของรักทำให้เขาแปลกใจนิดหน่อยว่าคนรักของเขาสงสัยอะไร แต่พอเห็นสีหน้าที่เริ่มแดง ซึ่งไม่รู้เพราะไวน์ที่จิบเข้าไปไม่รู้กี่แก้วหรือเขินกับสิ่งที่กำลังจะพูด แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว เขากลับเริ่มเดาได้ถึงสิ่งที่คนรักต้องการจะพูด



คบกันมาระยะหนึ่งแล้ว ถึงจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะมาก แต่ก็ถือว่ามีสถาะเป็นคนรักกัน เรื่องธรรมชาติที่คนข้างกายเขาต้องการรู้ก็คงไม่พ้นเรื่องบนเตียงนั่นล่ะนะ



เขานึกสงสัยนิดหน่อยว่าคนขี้เขินอย่างรัก อยู่ๆ ก็อยากจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาจะไม่ช่วยพูดหรอกนะ แกล้งทำเป็นไม่รู้ ให้เจ้าตัวเริ่มเองก่อนบ้างแบบนี้แหละ สนุกดี หึๆ



‘ มีอะไรหรือเปล่า ’



‘ เอ่อ คือว่า ผมอยากรู้ว่าผู้ชายสองคน แบบว่า… ’  ก่อนที่หน้าคนที่กำลังจะถามจะแดงจนเขานึกกลัวว่าจะระเบิดออกมาแล้วนั้น เลิกแกล้งแล้วดีกว่า



‘ เซ็กส์น่ะเหรอ ’  กลับกลายเป็นว่าการช่วยของเขาทำให้คนหน้าแดงตัวแดงกว่าเดิมอีก



‘ ทำไม นายอยากรู้รึไง ’



‘ ก็ เอ่อ ผมก็ไม่เคยด้านนี้มาก่อน ก็…อยากรู้นิดหน่อย ’  เขาวางแก้วไวน์ในมือ แล้วหันมามองหน้าคนที่แดงไปแล้วทั้งตัวเป็นที่เรียบร้อย เจ้าตัวลกนิดหน่อยเมื่อเห็นเขาจ้องมองมา เสหลบสายไปมองวิวที่ตอนนี้ไม่ได้สลักสำคัญไปเท่ากับประเด็นที่รักยกขึ้นมาถาม



เอาตามตรงเขาก็ไม่เคยคบผู้ชายมาก่อนเหมือนกัน เพิ่งจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองก็สามารถชอบผู้ชายได้ แต่การชอบเพศเดียวกันในความหมายของเขาไม่ได้หมายความว่าจะชอบได้ทุกคน ลองจินตนาการเขากับผู้ชายคนอื่นก็คงขนลุกเอาได้เหมือนกัน แต่พอกับรักเขากลับเต็มใจที่จะยอมรับมันได้ซักอย่างนั้น น่าจะพิเศษตรงนี้แหละ แต่พอมาถึงเรื่องธรรมชาติของคนคบกันอย่างเรื่องบนเตียงนี่ก็ต้องบอกเลยว่าไม่เคยมีประการณ์กับคนเพศเดียวกันเลย ที่ผ่านมาเมื่อตอนสมัยเรียน ถ้าไม่ได้คบใครก็จะวันไนท์แสตนด์บ้างเป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก ตามประสาวัยรุ่น แต่ป้องกันอย่างดีทุกครั้ง และทุกครั้งก็เป็นผู้หญิงหมดเลย



ยอมรับเลยว่าก็แอบกังวลนิดหน่อยพอมาเป็นกับรักซึ่งตอนนี้ขยับขึ้นมาเป็นคนรักแล้วเรียบร้อย เคยจะศึกษาอยู่บ้าง แต่ก็ได้แต่ตามเว็บไซต์ แต่พอเห็นเป็นผู้ชายคนอื่นเขาก็ดูจนจบไม่ได้ซักครั้ง เลยทำให้ได้แต่อ่านประสบการณ์ของคนอื่นไปเรื่อย



แต่คราวนี้สงสัยต้องงัดเอาออกมาใช้เพื่อ ‘ฝึกฝน’ บ้างแล้วล่ะมั้ง



‘ อยากลองกับฉันไหมล่ะ? ’





แล้วจากนั้นเขาก็จำไม่ค่อยชัดเจนแล้วว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยฤทธิ์ของไวน์ที่ดื่นเข้าไปเกือบหมดขวด ทำเอาเขากับรักเร่าร้อนจนแอลกอฮอลในเส้นเลือดทำงานหนัก บทจูบที่กล้าๆ กลัวๆ ของรักทำให้สัญชาตญาณดิบของเขาสำแดงออกมา ไม่บ่อยนักที่เขาจะปล่อยให้ตัวเองเพลิดเพลินไปกับบทรักจนคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้



เขาเงยหน้าขึ้นจากลำคอขาวตรงหน้า เลื่อนใบหน้าขึ้นไปบดจูบริมฝีปากบางของอีกฝ่ายอีกครั้ง และผละออกจากร่างซึ่งออกจะสั่นนิดหน่อยของรัก คนที่นอนหอบอยู่ที่เก้าอี้มองเขาที่ผละออกอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่จะร้องออกมาอย่างตกใจเบาๆ เมื่อเขาย่อตัวอุ้มขึ้นมา



เห็นตัวบางแบบนี้ แอบหนักเหมือนกันแฮะ



รักยกมือขึ้นมาคล้องคอทันทีเพราะกลัวตก เลยทำให้เขาเห็นใบหน้าน่ารักนั้นได้ชัดเจนขึ้น สีหน้าเย้ายวนซึ่งเจ้าตัวก็คงไม่ได้ตั้งใจแสดงสีหน้าออกมา อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์หรือเพราะบทจูบเมื่อครู่นี้ก็เป็นได้ มันกลับทำให้เขายิ่งต้องบดกรามแน่นแล้วรีบก้าวเข้าห้องไปโดยที่จะไม่ลืมปิดประตูระเบียง ห้องนอนที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล คือเป้าหมายของเขาในค่ำคืนนี้



สองแขนแข็งแรงวางร่างคนเมากรึ่มได้ที่บนเตียงนอน คนตัวเล็กกว่ายกมือขึ้นมาปิดหน้า ไม่เคยคิดว่าผู้ชายจะอายจนตัวแดงได้ขนาดนี้ เขามองคนใต้ร่างด้วยความรู้สึกโครตจะปั่นป่วน อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์หรือความอยากของเขาก็ไม่สามารถรู้ได้ รู้แต่ว่าภายในห้องที่สลัวเพราะเปิดแต่โคมไฟหัวเตียงและร่างขาวๆ ที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียง คลิปวีดีโอที่เคยคิดที่จะศึกษาดูแทบเทียบไม่ติด!



‘ คุณเนตร… ’  ก่อนที่เขาจะแนบริมฝีปากลงบนปากแดงๆ ตรงหน้า อีกฝ่ายก็เอ่ยพูดขึ้นมาซะก่อน



‘ เรียกฉัน เนตร ก็พอ ’  เขาบดจูบแนบแน่นอีกครั้ง พึมพำเบาๆ ว่าเปิดปากให้รักได้ยิน ความเงอะงะของคนรักทำให้เขานึกเอ็นดู เลยจุ๊บปากดังจ๊วบแบบหมั่นเขี้ยวเล็กน้อยถึงปานกลาง



มือสอดมือใต้เสื้อผ้าสำรวจบนผิวเรียบลื่นของคนใต้ร่าง ลูบไล้บางเบาพอให้อีกฝ่ายสั่นสะท้าน ริมฝีปากบางสวยขบเบาๆ ไล้ตามลำคอแดงจากฤทธิ์ไวน์ สูดกลิ่นหอมจากร่างข้างใต้ เลื่อนลงมาเรื่อยจนถึงแผ่นอกขาว เขาเหลือบมองขึ้นไปด้านบน รักยังคงใช้สองแขนปิดหน้าบังตา หอบหายใจถี่



เห็นภาพแบบนี้แล้วเลือดลมในกายยิ่งไหลพล่านซะจริง



นัยน์ตาสวยจ้องมองคนรักอย่างลึกล้ำ มือขาวค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของใต้ร่าง รักสะดุ้งเล็กน้อย สายตาตื่นตระหนกมองมาที่เขา ทำให้เขายิ่งต้องกัดฟันแน่นไม่ให้ตัวเองเผลอไผลตามอารมณ์จนรุนแรงมากนัก ก้มลงจูบปลอบประโลม ยึดสองมือที่บังหน้าไว้ของอีกฝ่าย ซึ่งยังคงหลับตาปี๋ เขาขำน้อยๆ นึกเอ็นดู คนอะไรยิ่งมองยิ่งชวนให้ใจอ่อนได้ตลอดเวลา



ร่างเปลือยเปล่าตรงหน้าชวนให้หลงไหล ณ จุดๆ นี้ ยอมรับเลยว่าเขาคงรอให้รักพร้อมก่อนไม่ไหวจริงๆ สองมือลูบไล้ไปตามผิวเรียบลื่น ยิ่งต่ำลงไป รักยิ่งหอบสะท้าน มือของอีกฝ่ายยืดมือเขาไว้อย่างอ่อนแรง เหงื่ออ่อนผุดไปทั่วใบหน้า สายตาปรือมองเขามันช่างยั่วเหลือเกิน



อุณหภูมิร่างกายพุ่งขึ้นสูงสวนทางกับลมเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศ เขาค่อยๆ สัมผัสแก่นกายของอีกฝ่าย



 ' อึก อ๊ะ… นะ เนตร '  มือรูดรั้งเบาๆ ค่อยไต่ระดับความเร็ว อีกฝ่ายเท้าจิกเกร็ง ยึดหมอนแน่น สั่นเทิ้ม แผ่นหลังยกเกร็งน้อยๆ เสียงครวญครางดังออกจากปากอิ่มได้รูป เขาก้มลงบดจูบอีกครั้ง ปลายลิ้นรุกล้ำอ่อนหวาน เวลาผ่านไปไม่นานนักคนใต้ร่างก็เสร็จไปก่อนรอบหนึ่ง หอบหายใจหนัก



' ไม่ได้ทำนานเหรอ ขุ่นเชียว ’  เขาพูดยั่วเย้า แล้วก็ได้รับสายตาค้อนขวับมาทันที



' แล้วทำไมผมถึงโป๊อยู่คนเดียวเนี่ย ’  นั่นไง โดนแหวเลย



' ใจเย็นๆ สิคนดี ’  คนพูดว่าพลางค่อยถอดเสื้อตัวเองไปพลาง เห็นสายตาฉ่ำเยิ้มของรักจดจ้องไปตามอิริยาบถของเขาแล้วอยากฟัดให้ช้ำชะมัดเลย ให้ตาย นี่ถ้าไม่จับมอมก็คงไม่ได้เห็นรักในมุมแบบนี้



จวบจนปราการชั้นสุดท้ายถูกถอดออกไป เขาก้มลงไปแยกขาของรัก พร้อมทั้งแทรกตัวเข้าไปบดเบียดร่างข้างใต้ รับรู้ถึงความเกร็งอย่างชัดเจน จึงลูบต้นขาปลอบประโลมเบาๆ พอให้คลายความกลัว รู้แหละว่าครั้งแรกที่เป็นฝ่ายรับ มันอาจจะเจ็บมากอย่างที่เขาเคยหาข้อมูลมา แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ทำให้เขาหวั่นๆ เหมือนกันเพราะดูเหมือนต้องเตรียมพร้อมหลายอย่าง



ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่าต้องใช้เจลหล่อลื่น จึงผละตัวขึ้นมาหมายจะเอื้อมมือไปหยิบเจลที่เขาแอบเตรียมไว้ในเก๊ะโต๊ะข้างเตียงนอน ทว่ามือของอีกฝ่ายกลับยึดต้นแขนของเขาไว้ซะก่อน หันกลับมาก็เห็นรักทำหน้าตื่นๆ



' จะ…ไปไหน ’



' เอาสิ่งนี้ครับ ’  มุมปากยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเอื้อมไปหยิบสิ่งที่ต้องการ เมื่ออีกฝ่ายเห็นของที่อยู่ในมือ เหมือนรับรู้ได้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร คว้าหมอนมาปิดหน้าทันที เขาหัวเราะเบาๆ พลางเทเจลเย็นชโลมนิ้วมือให้ชุ่ม



' ไม่ต้องกลัวนะรัก ผ่อนคลาย ฉันจะทำเบาๆ ’  อีกฝ่ายส่งเสียงอืมในลำคอ เห็นแต่ลำคอแดงๆ เขาคลึงส่วนอ่อนไหวแผ่วเบาคล้ายจะปลอบโยน ค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปอย่างเชื่องช้า ความฝืดเคืองทำให้เขานิ่วหน้าเล็กน้อย



ร่างสูงเลื่อนตัวขึ้นไปจับหมอนให้พ้นออกจากหน้ารัก กดจูบบนริมฝีปากที่เผยอค้างไว้ รักกระชับสองแขนกอดคอเขาเขาแน่น หลับตาปี๋ เขาเบี่ยงเบนให้อีกฝ่ายสนใจแต่รสจูบ นิ้วยาวเริ่มสอดเข้าออกเร็วขึ้น



' อ๊ะ ฮึก บะ เบา… ’



' ทนหน่อยนิดนึงนะ เดี๋ยวจะเจ็บเอา ’



จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้ว และก็เพิ่มเป็นสามนิ้ว สอดใส่เร็วบ้าง ช้าบ้าง ยั่วเย้าอารมณ์ จากสีหน้าของคนรักที่เหยแกเพราะความอึดอัด เปลี่ยนเป็นเคลิ้มคล้อยตาม ความปวดขึงที่แก่นกลางเริ่มประท้วงหนักขึ้นจนจะทนแทบไม่ไหว พลันดึงมือออก แยกขาของคนใต้ร่างออกให้กว้างขึ้น สวมถุงยางให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว



' จะเข้าไปนะรัก อย่าเกร็งนะครับคนดี ’  รักสะอื้นฮักด้วยแรงอารมณ์ พยักหน้าช้าๆ เมื่อเห็นดังนั้นเขาค่อยๆ กดส่วนอวบหนาชำแรกเข้าไปช้าๆ อีกมือลูบเฟ้นแผ่นอกขาวซ้ายขวาสลับกัน คนตัวสูงกว่าก้มลงซุกต้นคอหอม รอจังหวะให้คนรักผ่อนคลายความเกร็ง ดันสะโพกเข้าไปสุดในทีเดียว!



' อ้า ไอ คะ คุณชาย! ’



' ครับที่รัก ’  เขาดุนจมูกที่แก้มขาวปลอบประโลม แช่ช่วงล่างไว้สักพัก เพื่อให้อีกฝ่ายชินกับช่องทางที่คับแน่น



' เบา ฮึก ทำเบาๆ เจ็บ ’



' รู้แล้วครับๆ ’



ยิ่งดึกมากเท่าไหร่ ความมัวเมาจากฤทธิ์ไวน์แดงก็ยิ่งสำแดงมากขึ้น สองร่างแนบชิดกอดรัดบนเตียงที่ยับย่น คนข้างบนขยับกายเข้าออกเนิบนาบ ความคับแคบของช่องทางรักก็ทำให้เขาจุกอยู่เหมือนกัน อีกฝ่ายกลั้นเสียงคราง มือที่เคยกอดรัดเขาไว้กำผ้าปูไว้แน่น จนเขาต้องจับมาประสานมือไว้เหนือหัวของคนรัก กลัวว่าจะจิกผ้าปูขาดหมด สะโพกแข็งแรงเร่งจังหวะกระแทกบดเบียดลึก



และยิ่งลึกเท่าไหร่ คนของเขาก็ยิ่งกลั้นเสียงครางหนักเท่านั้น



' ไม่กลั้นเสียงสิ ไม่มีใครอยู่ซักหน่อยจะอายทำไม ’ เขาจูบปากบวมเจ่อจากการขบกัดเล็กน้อย พลางถอนตัวออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับไปอีกครั้ง ราวกับจะแกล้งอีกฝ่าย



' อ๊า ’



คราวนี้เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น เสียงเนื้อหนังกระทบกันผสมเสียงเฉอะแฉะฟังแล้วน่าอาย แต่ในตอนนี้โสตประสาทของเขากลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ แล้วนอกจากเสียงหอบกระเส่าดังข้างหู รักครวญครางอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่ ในขณะที่เขาก็ขยับสะโพกถี่ยิบ รัวเร็ว จนร่างของรักถูกดันขึ้นไปจนหัวเกือบจะกระแทกกับหัวเตียง เขายื่นมือขึ้นไปบังไว้ทัน ก่อนที่จะยืดตัวขึ้นแล้วดึงเอวของอีกฝ่ายให้เขยิบลงมากลางเตียง



อารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงส่งผลให้แก่นกายของคนรักแข็งตัวทั้งๆ ที่ไม่ได้แตะต้อง เนตรยกขาข้างหนึ่งของรักพาดไว้บนไหล่ ท่านี้ทำให้สอดใส่ได้ลึกกว่าเดิม หยาดเหงื่อผุดมากมายตามร่างกาย



' อ๊ะ ผะ ผมจะ เสร็จ ’  อีกฝ่ายบีบต้นแขนของเขาแน่น พลางแอ่นอกขึ้นเป็นระยะ ขาข้างหนึ่งเหยียดเกร็ง



' อืม อึก ไปพร้อมกัน ’



สะโพกสอบขยับรัวสักพัก จับเอวอีกฝ่ายขยับกระแทกแรงอีกสองสามครั้งก่อนที่รักจะถึงฝั่งก่อน หยาดน้ำขาวขุ่นพุ่งเลอะเต็มหน้าท้องขาว และเป็นอีกครั้งที่คนใต้ล่างเสร็จไปอีกครั้ง ส่วนคนด้านบนยังคงดันสะโพกบดเบียดลึก แช่ค้างไว้แล้วโน้มตัวลงมานอนซบอกของคนรัก หอบหายใจหนัก



เวลาผ่านไปร่วมนาที เขาดันตัวเองขึ้นมามองอีกฝ่าย เปลือกตาบางปิดอยู่ หายใจสะท้านเล็กน้อย ผิวกายแดงเถือกเลย ร่างสูงถอนตัวตนออกมาจากช่องทางรักที่บวมช้ำเล็กน้อย ดึงถุงยางออกมารัดปากถุงแน่นแล้วโยนทิ้งไปที่ถังขยะข้างเตียง พลางเอ่ยเรียกคนรักเบาๆ



' รักครับ ’  คนถูกเรียกยังคงนิ่ง น่าจะหลับไปแล้วแน่ๆ ท่าทางแบบนี้



เขาลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ และออกมาพร้อมกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดทั่วกายของคนรักอย่างอ่อนโยน เมื่อแน่ใจว่าสะอาดพอแล้วก็นำผ้าไปล้างผึ่งไว้ ตัวเดินกลับมาที่เตียง นอนลงข้างๆ อีกฝ่ายที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องใดๆ ดึงแผ่นหลังให้เข้ามาชิดอ้อมอก และหลับตาลงช้าๆ



ความรู้สึกผุดขึ้นมาบางเบา เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร แต่ว่าตอนนี้เหมือนเขากับคนในอ้อมแขนได้สนิทแนบแน่นมากกว่าเดิมไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ครั้งแรกกับผู้ชาย และก็กับรักที่ผ่านเหตุการณ์อะไรกันมาตั้งมากมาย มันมากมายจริงๆ เขาเกือบลืมไปแล้วว่าความทรงจำของอีกฝ่ายยังคงกลับมาไม่ร้อยเปอร์เซ็น แต่ก็ช่างปะไร ตอนนี้ความสุขอยู่ที่ ณ ขณะนี้ต่างหาก ต่อให้จำเขาไม่ได้ตลอดไป เขาก็จะสร้างความทรงจำใหม่ให้เอง



คิดในใจพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น คนถูกกอดละเมองืมงำประท้วงว่าอึดอัดทำให้คนกอดอมยิ้ม ก่อนจะหลับสนิทตามไปอีกคน











“ คุณทำหน้าอะไรของคุณเนี่ย หน้าหื่นชะมัด ” คนหลับตายตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้เอ่ยเสียงงัวเงีย มือเอื้อมมาหยิบขวดน้ำเปล่าไปจิบ



“ คิดถึงเมื่อคืน ” เท่านั้นแหละ คนนั่งข้างกันสำลักทันที เขาหัวเราะเสียงดังจนอีกฝ่ายชกเบาๆ ที่แขน มองตาค้อน บ่นงึมงำๆ กับตัวเอง



“ นี่ถึงแล้วเหรอ ถึงแล้วทำไมไม่เรียกล่ะ ”



“ ก็เห็นหลับสนิทเลยไม่กล้าปลุก ” เขายกมือไปแตะหน้าผากของรักเบาๆ



“ ตัวอุ่นๆ นะ เดี๋ยวกินข้าวละกินยาด้วย ฉันเตรียมมาไว้ให้ในกระเป๋า ” อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ ค่อยๆ ลุกออกไปจากรถ เขารีบปิดรถแล้วออกไปประคองรัก ขำเบาๆ กับท่าทางเดินที่ลำบากเหลือเกิน



“ ไม่ต้องมาขำเลยนะ เพราะคุณนั่นแหละ ”



“ แต่ก็ดีไม่ใช่หรือไง ตัวเองเสร็จแล้วก็หลับไปเลย ปล่อยให้เรามานั่งเช็…. โอ้ย ” รักกระทุ้งศอกเข้าที่หน้าท้อง ก่อนจะรีบเดินหนีไป



“ เดี๋ยวคืนนี้โดนอีกแน่ ” เขาหัวเราะพร้อมขู่ตามหลังไป ตาไวเห็นหูขึ้นสีแดงของคนรัก



เขารีบเดินตามอีกฝ่ายไป ช่วยประคองเอวเบาๆ พอไม่ให้ประเจิดประเจ้อมากนัก เดี๋ยวคนอื่นจะรู้ว่าไปผ่านสมรภูมิอะไรกันมา ถึงแม้ว่าเขาอยากจะประกาศให้โลกรู้มากเลยก็เถอะ



ก็นะ



คนมันรักอ่ะนะ ให้ทำยังไง





โปรดติดตามตอนต่อไป

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด เค้าได้กันแล้วค่ะคุณผู้โชมมมมมมมม

 :hao6:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-06-2022 11:13:53 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 334
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ meteexp

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 710
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-0

ออฟไลน์ Nattie69

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 702
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-0


ไรท์ขอแจ้งข่าวนิดนึงนะคะ


พอดีว่าตอนนี้มีอัพนิยายประมาณ 3-4 แพลตฟอร์ม


ตอนนี้ตั้งใจว่าจะลองลงตอนที่ตั้งค่าเป็นแบบจ่ายคอยน์ด้วย


จึงขอเรียนให้รีดเดอร์ทุกคนทราบว่านิยายเรื่องนี้ไรท์ขอลงตอนถัดไปที่กำลังจะลงนี้เป็นตอนสุดท้ายเพื่อเป็นบทสรุปของนิยาย


และจะเป็นตอนจบของนิยายเรื่องนี้นะคะ


ต้องขอขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่ติดตามกันมาโดยตลอด ถึงไรท์จะมาอัพช้าก็ตาม T T


ขอบคุณที่ให้โอกาสนักเขียนมือใหม่คนนี้น้า


สำหรับคนที่เข้ามาอ่านและเข้ามาคอมเมนท์ทุกคน ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ ทำให้ไรท์มีกำลังใจที่จะเขียนต่อมาเรื่อยๆ


ถ้ามีนิยายเรื่องใหม่มา สัญญาว่าจะมาอัพให้อ่านกันอีกครั้งนะคะ (ถ้าไรท์มีเวลาแต่งต่อนะคะ 5555)


รักทุกคนม๊ากมากกกกเลยค่ะ


 
:pig4:   :mew1:




 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด