เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 12 คนแมนแมนกับความป่วยของเขา (29/07/63)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 12 คนแมนแมนกับความป่วยของเขา (29/07/63)  (อ่าน 1641 ครั้ง)

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
**************************************************************************************

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


*****************************************************************************************





เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด



เคราะห์กรรม…ก็เหมือนอาการท้องเสีย


บทจะมาก็ไม่เคยจะให้เวลาเตรียมใจ


ถ้าไม่วิ่งพุ่งเข้าชน (ห้องน้ำ) ก็ต้องต้านไว้จนนาทีสุดท้าย


แต่ในที่สุดแล้ว จะมีซักกี่คนที่จะต้านทานมันไหว


ไม่รู้ว่าเบื้องบนรู้เห็นเป็นใจหรืออย่างไร ทำให้ผมคนดีคนนี้ต้องประสบพบเจออะไรแบบนี้!


ไหนจะตกงาน เงินในบัญชีก็ร่อยหรอไปทุกวัน ครบสูตรนางเอกเกาหลีซะจริง เดินเข้าป่าซะเลยดีไหม

 
เอ๊ะ แต่ผมไม่ใช่ผู้หญิงนี่นา เรียกนางเอกก็ไม่ได้

 
ในขณะที่กำลังซดดราม่าหางานอยู่นั้น ก็มี ‘งาน’ เข้ามางานหนึ่ง ผลตอบแทนชวนน้ำลายไหลเหลือเกิน


แต่แปลก จากที่พยายามหามาอย่างยากเย็นก็ไม่ได้ แต่งานนี้กลับได้อย่างง่ายดาย

 
ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ขอให้งานนี้เปลี่ยนชีวิตผมคนนี้ให้ดียิ่งๆขึ้นไปด้วยเถอะ!





-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เรื่องแรกของข้าพเจ้าเลยค้าบบบบบ จะมาอัพทุกๆวันพุธนะค้า มีอะไรติชมก็สามารถคอมเมนท์ได้เลยน้า   :hao3:

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-07-2020 12:04:36 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
Re: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด
«ตอบ #1 เมื่อ19-04-2020 23:48:00 »

 :pig2:
 :3123: :L2: :L1:
รออ่านนะคะ

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 1
" ความถูกต้องก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโลกใบนี้ "




ถึง คุณ ณรัก ธรพรสกุล

            คุณถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขานุการบริษัท xxx เนื่องจากคุณได้ทำร้ายร่างกายท่านประธานจนเกือบสาหัส และทั้งนี้ด้วยความเมตตาของท่านประธาน ทำให้คุณพ้นข้อหาทั้งหมดดังกล่าวโดยไม่ต้องเสียค่าสินไหมใดๆทั้งสิ้น  ตั้งแต่บัดนี้ไปทางบริษัทจะถือว่าคุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไป  และขอให้คุณโชคดีกับงานใหม่ของคุณ

                                                                             ด้วยความปรารถนาดี

                                                                                      บริษัท xxx


 

 

 

 

ไอเฮงซวยยยยยยยยยย

ทำร้ายร่างกายเหรอ เฮอะ ถ้าไม่ใช่ไอ้เกย์มักมากนั่นมาลวนลามผมก่อน ผมจะทำแบบนี้ไหม!



“ หงุดหงิดจังโว้ย! ” ผมตะโกนอย่างอัดอั้นตันใจ หลังเปิดอ่านจดหมายจากบริษัทซึ่งจ่าหน้าซองมาถึงผม เป็นธรรมดาใช่ไหมล่ะ ที่คนหน้าตาดี พ่วงด้วยโปรไฟล์ดีอย่าง ‘ณรัก ธนพรสกุล’ จะเป็นที่ชื่นชอบของคนในบริษัท สูงยาวเข่าดี ผิวขาว ดวงตาเรียวคมแบบฉบับคนจีนแท้ที่รุ่นอากง อาม่านั่งเรือสำเภามาเยือนประเทศไทย แถมหัวดี เข้าสังคมเก่ง มาทำงานไม่เท่าไหร่ก็เต้าไต่ เอ้ย ไต่เต้าไปถึงตำแหน่งเลขาประธาน แทนเลขาสาวคนเก่าที่โดนปลด เพราะดันไปอ้อเราะต่อกระซิกกับท่านประธานมากเกินงาม



ก็ไม่ค่อยสะใจเท่าไหร่หรอกนะครับ

 

เพราะอะไรผมถึงสะใจน่ะเหรอ ก็เพราะอดีตเลขาคนดีคนนี้เนี่ยคงเหม็นหน้าผมมานานแล้วล่ะครับ จริงๆผมเป็นคนดีนะ ผมไม่เคยมีปัญหากับใคร เพราะใครๆก็หลงผมทั้งนั้น

 

มันเป็นความจริงครับ ผมไม่ได้หลงตัวเองซักนิด

 

ผมก็ไม่เข้าใจอารมณ์ผู้หญิงเขาซักเท่าไหร่หรอก ผมเป็นผู้ชาย เข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปีในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ ทำงานด้วยความตั้งใจอย่างสุดความสามารถของผม และเลขาสาวคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นหัวหน้าผมเองครับ เธอเป็นเลขานุการของท่านประธาน แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่เคยทำงานด้วยกันอย่างสันติซักที ทั้งๆที่ผมเป็นผู้ชาย!

 

และหล่อด้วย! (เสียงแปดล้านเดซิเบล)

 

อยู่ดีๆ วันหนึ่งสาวเจ้าก็มาใส่ความว่าผมเป็นเกย์ ใช้ร่างกายเข้าหาท่านประธาน

 

โอ้โฮ ผมก็ขึ้นสิครับ

 

เป็นผู้ชายแท้เรียกได้ว่าแมนทั้งแท่งมาตั้งแต่หมาเลียถึงรูก้น เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ดึงดูดหญิงสาวมากมายให้เข้ามาหลงหัวปรักหัวปรำได้มาตั้งนมตั้งนาน และภาคภูมิใจในความแมนของผมอย่างมากที่สุด แต่แล้วมีคนมาดูถูกความแมนของผมนี้ ผมรับไม่ได้นะครับจะบอกให้ แต่ถามว่าผมเอาคืนอะไรหรือเปล่า ก็ไม่ครับ ใช้ความสามารถของผมพิสูจน์ดีกว่า เพราะคนฉลาดเขาใช้วิธีนี้กัน (หึ)

 

เพราะฉะนั้นฟ้าคงเป็นใจให้ความตั้งใจของผมนั้นสัมฤทธิ์ผล หลังจากที่เธอโดนไล่ออก ผมก็ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น บอกแล้ว หัวเราะทีหลังดังกว่านะครับ!

 

ไม่มีอะไรฉุดความรุ่งเรืองของผมได้แล้วขณะนั้น เมื่อตำแหน่งใหม่ที่ได้รับนั้น เป็นโอกาสที่ดีในวงการเลขาเลยก็ว่าได้ ชื่อเสียงของผมในบริษัทแผ่ขยายไปไกล ใครๆก็เรียกผมว่า ‘คุณเลขาสายโหด’ เพราะไม่ว่าจะงานใด ยากง่ายขนาดไหนก็ตาม ผมก็สามารถฟันฝ่ามันไปได้หมด ชนิดที่เรียกได้ว่าทุ่มหมดตัวเพื่อให้งานฉลุย ประหนึ่งบริษัทนั้นเป็นชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ทำให้ประธานไว้ใจและชมเชยผมอย่างไม่ขาดสาย

 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ความรุ่งโรจน์ของผมพลันหายวับไปกับตา

 



‘ คุณณรักครับ เชิญคุณที่ห้องผมหน่อยครับ ’

เสียงประธานสั่งผ่านโทรศัพท์โอเปอเรเตอร์บนโต๊ะเลขา ทำให้ชายหนุ่มแปลกใจนิดหน่อย เพราะตามปกติแล้วนั้นประธานจะไม่ค่อยจะเรียกในเวลาเย็นๆเลิกงานแล้วแบบนี้

 

ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นเต็มความสูงและเดินเปิดประตูเข้าไปด้วยท่าทีมั่นใจตามปกติ เมื่อเข้าไปแล้วก็พบกับท่านประธานที่ไม่ได้มองมาทางเขา เจ้าตัวยืนหันหลังให้และมองออกไปยังตึกสูงค่ำฟ้าหลายตึกท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมและฝนตกปรอยๆภายนอกหน้าต่างบานใหญ่ซึ่งอยู่ข้างหลังโต๊ะทำงานของเขา แผ่นหลังเหยียดตรงแข็งแรงของเขาทำให้รู้สึกถึงความหนักแน่น



และเมื่อประธานรับรู้ถึงการมีตัวตนของชายหนุ่ม ท่านประธานหันมาช้าๆด้วยท่าทีผ่อนคลาย และสายตาที่เป็นประกายแปลกๆเพ่งตรงมาที่เขา แต่ไม่รู้ทำไมเขารู้สึกถึงความไม่ปกติ และอาการขนลุกเบาๆนี้ด้วย แต่ทำใจดีสู้เสื้อยิ้มสุภาพไปให้อย่างรู้กาลเทศะ

 

‘ ทำไมยืนทำตัวเกร็งอย่างนั้นล่ะครับคุณ ณรัก เดินเข้ามานั่งตรงนี้ก่อนสิครับ ผมมีอะไรจะพูดด้วย ’



เขายืนนิ่งซักพักหนึ่ง จึงเดินไปที่มุมรับแขกซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงาน นั่งลงช้าๆด้วยท่าทีระมัดระวัง ชายหนุ่มเริ่มระแวงในบรรยากาศแปลกประหลาด ไม่ใช่ว่าเขาคิดไปเอง เพราะท่าทีของท่านประธานเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งในเวลาเลิกงานแบบนี้ด้วยแล้ว ข้างนอกห้องประธานคงไม่มีใครอยู่แล้วแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นมาคงไม่ดีแน่

 

ท่านประธานเดินมานั่งข้างๆไม่ใกล้ไม่ไกลนักพร้อมหันหน้ามาทางเขา ยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

‘ คุณรู้ไหมว่าคนภายนอกเขามองคุณอย่างไร ’ ชายหนุ่มเอ่ยถาม



‘ เพอร์เฟคครับ ’ เลขาหนุ่มตอบแบบมั่นใจ พร้อมกับเหลือบมองชายหนุ่มอย่างไม่ไว้ใจ

 

คนตั้งคำถามหัวเราะเบาๆ

 

‘  ไม่ผิดครับ ขนาดผมเองยังเคยอิจฉาในความเพอร์เฟคของคุณเลย  แต่ทำไมนะ ผมถึงคิดว่าไม่อยากให้คุณเป็นแค่เลขาของผมซะแล้ว ทั้งที่คุณทำงานดีขนาดนี้ ’  ร่างของชายหนุ่มค่อยๆเขยิบมาใกล้ๆเลขาหนุ่ม พร้อมยกมือขึ้นปัดปอยผมบนหน้าผากเขาเบาๆ พร้อมกระซิบไปที่หูด้วยน้ำเสียงหวาบหวาน



‘  ยอมผมสิ แล้วผมจะให้คุณเป็นมากกว่าเลขา ’  มือของชายหนุ่มลูบไล้เบาๆที่ต้นขาผ่านกางเกงแสล็คเข้ารูป

 

ขณะที่เขากำลังตื่นตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของประธานอยู่นั้น ชายหนุ่มก็สบโอกาสผลักเขาลงไปนอนบนโซฟาอย่างรวดเร็ว และใช้มือข้างหนึ่งอุดปากเขาไว้ และอีกข้างหนึ่งรวบมือทั้งสองข้างรั้งไว้เหนือศรีษะ ยื่นหน้าเข้าไปที่ซอกคอและกระซิบเบาๆอีกครั้ง

 

‘  หรือจริงๆแล้วคุณก็คงอยากเป็นมากกว่าเลขาเหมือนกันล่ะครับคุณณรัก ’

 

สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ทำให้เลขาหนุ่มได้สติ และรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดพรึงที่หัว พร้อมกับอารมณ์คลุกครุ่นที่ค่อยพุ่งปรี้ด ลำตัวเหยียดเกร็ง สายตาที่เริ่มเปลี่ยนไปของเขา ทำให้ประธานหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะตั้งตัว ขาของเขาก็กระแทกไปที่กลางลำตัวของประธานหนุ่มอย่างแรง พร้อมกับถีบลำตัวตกลงไปข้างโซฟา

 

‘  หึ เป็นมากกว่าเลขา พูดมาได้นะครับไอ้ท่านประธาน ผมทำงานด้วยความตั้งใจ ผมขอย้ำอีกทีนะครับ ผมเป็นชายแท้ และผมอยู่บนมาตลอดครับ ’  ไม่พูดอย่างเดียว ยังกระทืบหลายๆทีไปที่ลำตัวของชายหนุ่มอีกด้วย และไม่นานเป็นไปอย่างที่คาด ชายหนุ่มเกือบจะสลบเหมือดไป  เลขาหนุ่มก้มลงไปใกล้ๆพร้อมกับพูดว่า



‘  คุณรู้หรือเปล่าว่าความสามารถอีกอย่างหนึ่งของผมที่ฉันไม่เคยจะแพร่งพรายให้ใครรู้น่ะคืออะไรครับ… ’

 

พลั้ว!

 

'  นี่ไงล่ะ! ’


 



และคำประกาศิตนั่นก็คือต้นตอของความหายนะของผมที่ทำให้ชีวิตผมชิบหายวายวอดมาจนถึงขนาดนี้ ใครจะไปคาดคิดกันล่ะว่าหน้าตาหล่อลากขนาดท่านประธาน ลึกๆแล้วจะเป็นเกย์และหื่นกามไปได้ คนเราที่มันมองแต่หน้าไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่ความผิดของผมซักหน่อย ผมทำไปก็ป้องกันตัวทั้งนั้น หน็อย เห็นผมตัวเล็กกว่าอย่างนั้นสินะครับ

 

แต่ความถูกต้องก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโลกใบนี้ เมื่อผมได้รับ ‘จดหมายเชิญออก’ ส่งตรงมาจากบริษัท เป็นจดหมายลับเฉพาะที่ไม่ว่าใครก็เปิดอ่านไม่ได้ เพราะมันจ่าหน้าซองถึงผมนั่นเอง เนื้อความก็อย่างที่ผมเปิดไปแล้วข้างต้นนั่นแหละ หึ กลัวความจะแตกเอาน่ะสิ ไอประธานเกย์เอ้ย!

 

“ เฮ้อ “ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังนึกถึงปัญหาต่างๆที่จะตามมา เพราะตอนนี้ผมตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับทุกท่าน

 

นั่นแหละ ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของผมพลันหายวับไปกับตา และเพิ่งจะรับรู้ว่าการที่หัวเราะทีหลังแล้วมาร้องไห้ในท้ายที่สุดมันบัดซบยิ่งกว่าซะอีก





โปรดติดตามตอนต่อไป....


เล่นใหญ่ไปอีก นังน้องรักตู 555555
เรื่องแรกเลยค้าบบบ ฝากติดตามด้วยน่ะจ้า   :hao7:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-05-2020 17:38:37 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 95
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกกกกกนายเอกสู้คน เกาะรอตอนต่อไปค่ะ :hao7:

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 2
" แสง อาทิตย์ ชายเถื่อน "




 

“ ลูกรัก ม๊าไม่อยากจะพูดอะไรมากมายให้เวิ่นเว้อนะ แต่แค่อยากจะถามอะไรรักซักหน่อย นี่ป๊าเขาก็รู้เรื่องแล้วนะ ยังฝากม๊ามาบอกเลยว่าสมน้ำหน้า ”



“ ม๊ารีบๆพูดมาเถอะครับ แบบนี้เขาเรียกเวิ่นเว้อครับม๊า ” ผมตอบอย่างเบื่อหน่าย




ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่อดีตบริษัทที่เพิ่งจะเขี่ยผมออก ผมก็ย้ายไปอยู่คอนโดขนาดปานกลางของพ่อผมที่ซื้อทิ้งไว้นานแล้ว พ่อของผมปล่อยเช่าให้คนคนหนึ่ง ซึ่งจังหวะที่สัญญาเช่าครบกำหนดพอดี และคนเช่าไม่ต้องการต่อสัญญา ห้องนี้จึงตกเป็นของผมไปโดยปริยาย ผมจึงสิงสถิตที่ห้องนี้มาตั้งแต่นั้น

 

เห็นผมเพอร์เฟคขนาดนี้ แต่ผมค่อนข้างหัวโบราณหน่อยๆตรงที่คบกับใครก็จะคบคนคนนั้นคนเดียว ไม่แลเหลียวคนอื่นใด



แต่เมื่อเลิกเมื่อไหร่ก็หาคนอื่นต่อไปครับ ชีวิตเราต้องใช้ให้สุด ฮ่าๆ

 

และด้วยความที่วาดฝันไว้ว่าอยากจะมีห้องส่วนตัว ทำงานที่ตนรัก และทุ่มเทกับจนได้เลื่อนตำแหน่งสูงๆ มีคนรักที่เพียบพร้อม คบกันสักพักแล้วผมก็จะขอเธอแต่งงาน งานแต่งของเราไม่จำเป็นต้องเลิศหรูอะไรมาก แต่ก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข อบอุ่น เสียงหัวเราะ และคำอวยพร พอเก็บเงินได้ซักระยะหนึ่งก็จะจัดทริปโรแมนติกกับคนรัก เลี้ยงหมาน้อยตัวเล็กๆ และลูกชาย 2 คน

 

นั่นแหละครับ ด้วยความที่โลกสวย ทุกอย่างจึงหยุดชะงักตั้งแต่ได้รับจดหมายถูกเชิญออกนั่นแล้วล่ะ


 

“ ม๊าแค่อยากจะถามว่า รักจะทำยังไงต่อไปเท่านั้นเอง ทำไมต้องทำเสียงเบื่อม๊าด้วย ม๊าน้อยใจนะ! ”  นั่นไงครับ ถ้าถามว่าผมเหมือนใคร ก็คงจะเป็นแม่นี่แหละ เจ้าบทบาท ถ้าถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสก้าคงตีกันตายบนเวที



“ ผมก็คงต้องหางานต่อไปครับม๊า รักไม่อยากหล่ออยู่เฉยๆนานๆ เดี๋ยวความหล่อมันบูด หมดมู้ดแล้วจะไม่ดี ”



“ กลับมาทำที่บ้านสิลูกรัก ป๊ากับม๊าอยากจะเกษียณเต็มแก่อยู่แล้ว อยากเที่ยวรอบโลกบ้าง เบื่อเมืองหลวง ”




พ่อแม่ของผมประกอบกิจการส่วนตัวครับ ท่านทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องไหว้พระ จำพวกธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง แผ่นแปะผนังรูปอาแปะอากงทั้งหลายแหล่ เครื่องสังฆทาน และหลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ซึ่งกิจการค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ขายส่งอย่างเดียว บอกแล้วว่าครอบครัวผมนั้นจีนจ๋ามากเลยทีเดียว ซึ่งคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้เข้าวัดเข้าวาอะไรมากมายอย่างผมนั้นไม่แปลกที่จะไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ ผมจึงปฏิเสธพ่อกับแม่แล้วมุ่งหน้าตามหาทางของตัวเอง และสุดท้ายก็มาจบอยู่ ณ ที่ตรงนี้




“ ผมยังอยากทำงานที่ตัวเองชอบอยู่ครับม๊า แล้วเรื่องห้องนี่เดี๋ยวผมขออยู่ไปสักพักก่อนนะ ช่วงนี้อาจจะไม่ได้กลับบ้าน ต้องเร่งสมัครงานก่อน ”



“ โธ่ ลูกรัก ม๊าฟังแล้วอนาถใจจัง แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตามป๊ากับม๊าก็รักลูกนะ ถ้าขาดเหลืออะไรรีบบอกป๊ากับม๊าเลยนะ ”



“ ครับม๊า ม๊าไม่ต้องเป็นกังวลอะไรนะ เก่งอย่างผมเนี่ยแปปเดียวเท่านั้นแหละ… ”



“ เดี๋ยวก็จะคลานกลับมาหาป๊ากับม๊าใช่มั้ย ”

 

ครับ ย้ำอีกที นั่นแม่ผมล่ะครับ

 

 

 




“ โธ่ ไอรักเอ้ย มึงนี่มันซวยจริงๆเลยว่ะ โดนไล่ออกช่วงที่ส่วนใหญ่เขาปิดรับสมัครไปแล้วอ่ะนะ ” ทำไมมีแต่คนซ้ำเติมจริงเลยวุ้ย



“ เออ นี่กูก็เซ็งเนี่ย หล่อวัวตายควายล้มอย่างกูยังต้องมาลำบากขนาดนี้เหรอ ”



“ จ้ะ พ่อคนหล่ออาบยาพิษ หลงตัวเองให้มันสุดนะมึง จะไม่มีแดกอยู่แล้วเนี่ย แล้วจะทำยังไงต่อไป สมัครงานช่วงนี้ก็ยากหน่อยนะ มันเลยช่วงมาสักพักแล้ว ”

 


คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมนี่คือไอ้ ‘อาทิตย์’ หรือ ‘แสง’ เพื่อนผมเองครับ เป็นเพื่อนที่คบมาตั้งแต่สมัยมัธยม ซึ่งผมสนิทกับมันมากที่สุด และก็ยังติดต่อกันมาถึงจวบจนทุกวันนี้ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็กระจัดกระจายไป นานๆจะมีติดต่อกันที ไอ้แสงคนนี้มันรวยครับ ที่บ้านมันประกอบกิจการตั้งแต่เมล็ดพืชยันเรือยอร์ช เรียกได้ว่าอะไรที่ทำเงินได้ที่บ้านมันทำหมดครับ เหลืออย่างเดียวที่ที่บ้านไม่แตะเลยคือสิ่งอบายมุขทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลังจากมันเรียนจบก็ต้องกลับไปดูแลกิจการที่บ้านต่อทันที เพราะพ่อแม่พี่น้องดูไม่ทัน อะไรจะรวยขนาดนั้นละครับพี่น้องง 



จริงๆแล้วมันเป็นคนจริงใจที่ใช้เงินเก่งครับ ที่ผมเปรียบเทียบแบบนี้เพราะมันเป็นคนจริงใจสำหรับผมจริงๆ มันด่าผมอย่างจริงใจ และตบหัวผมอย่างจริงใจเช่นเดียวกัน ไม่ว่ามันจะทำอะไรที่เกี่ยวกับการประทุษร้ายผมล้วนจริงใจหมดเลยครับ เรื่องใช้เงินคือมันสามารถจ่ายเงินเพื่อสิ่งของต่างๆได้ราวกับมันมีเครื่องผลิตเงินในตัว คือใจป้ำล่ะว่าง่ายๆ

 

แต่เห็นอย่างนั้นแล้วมันยังโสดนะครับ ครั้งหนึ่งมันเคยบอกผมว่ามันเจ็บกับการที่โดนคนอื่นหลอกเพราะเงิน เพราะในมหาวิทยาลัยใครๆก็ย่อมรู้กิตติมศักดิ์ของมัน เพราะเงินสบทบให้กับมหาวิทยาลัยเกือบครึ่งมาจากพ่อแม่มัน โอ้ รู้สึกใหญ่ใจสะท้านฟ้า และเมื่อทุกคนรู้ความจริงในข้อนี้ ต่างก็เข้าหามันอย่างมีจุดประสงค์ทั้งนั้น ทั้งเพื่อนทั้งผู้หญิง และยังมีผู้ชายด้วยนะจะบอกให้ เพราะเพื่อนผมคนนี้มันมีเสน่ห์ครับ สูง หุ่นดีเพราะออกกำลัง ผิวไม่ขาวมาก และตาคม แถมยังมีลุคเถื่อนๆทั้งๆที่ท่าทางมันออกจะสุภาพกับคนทั่วไป แต่กับผมนั้น ไม่นับครับ (เฮ้อ)

 

ครั้งหนึ่งมันเคยบ่นระบายความในใจกับผมเรื่องแฟนที่เพิ่งเลิกกันหมาดๆของมัน

 



‘ แม่งงงงงง ไอเชี่ยรักกก มึงงง กูเพิ่ง เอิ๊ก เลิกกับแฟน ’  ไอแสงร้องโวยวายหลังจากที่ยกเหล้าขึ้นกรอกปากเป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้



‘ อ้าว ไหงงั้นล่ะเพื่อนแสง มึงออกจะเพอร์เฟคหาได้มีผู้ใดเปรียบขนาดนี้ แถมรวยชิบหาย ไหนบอกกูใครทำกับแสงอาทิตย์ผู้เจิดจ้าอย่างมึงได้ ’



‘ มึงเป็นเพื่อน เอิ๊ก ที่ดีมากสำหรับกู กูซาบซึ้งมาก มึงจะไปเอาเรื่องกับเขาให้กูใช่ไหมม ’



‘  ป่าว กูจะไปเสียบต่อ ฮ่าๆๆๆๆ ’  ผมหลบฝ่ามือของมันเมื่อมันเงื้อมือหมายจะผลักหัวผม



‘ ไอเลวววววววว เอิ๊ก ’



‘ แล้วทำไมเขาบอกเลิกมึงวะห้ะ เพิ่งจะคบกันไม่ใช่เรอะ  ’  จู่ๆไอแสงก็นิ่งไป จากนั้นมันก็หันหน้ามาทางผม และเข้าประชิดตัวผมทันที จนผมตกใจ



‘ อะ อะไรของมึง ผีเข้าหรือเปล่าเนี่ย กูกลัวผีนะโฟ้ยย ออกไปห่างๆเดี๋ยวนี้ ’



‘ มึงว่าปกติภายนอกกูดูเป็นคนยังไง ’



‘ ภายนอกก็เถื่อนดีนะ แต่พอเข้ามาคุยจริงๆมึงก็สุภาพออก เทคแคร์ ยกเว้นเมื่อสนิทกันแล้วอย่างกูเป็นต้น ’



‘ คือกูน่ะ เอิ้ก โดนบอกเลิกเพราะอะไรรู้ปะ ’  ผมเงียบและมองหน้ามันเพื่อตั้งใจฟัง



‘ น้องพิ้งค์เขาบอกว่ากูอ่ะ สุภาพไป เพราะสเปคที่เขาปิ๊งกูจากตอนแรกๆที่เห็นก็คือกูดูเถื่อน เขาบอกเขาไม่ชินกับตัวตนกูที่ดูสุภาพ ’  พอมันพูดจบ ผมก็สตั๊นไปพักหนึ่ง



‘ พรืด ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ’  ผมกลั้นขำไม่ไหว หัวเราะออกมาดังจนกลบเสียงร้องเพลงบนเวทีเลยทีเดียว ไอแสงทำหน้าหงิกเมื่อเห็นผมหัวเราะ ก่อนมันที่จะซดเหล้าหมดแก้ว



‘ กูไม่ตลกนะโว้ยย ไอสัดรัก กูคิดว่ากูจะจริงจังกับน้องเขาเนี่ย เพราะเขาดูไม่สนเงินของกูเลย แต่สุดท้ายนี่มันคืออะไรรรร ฮือออ ’  มันพูดพร้อมกับน้ำตาไหลพราก และฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ



‘  ใจเย็นเว้ยมึง ใครใช้ให้ภายนอกมึงดูเถื่อนขนาดนั้นล่ะวะ มันก็แก้อะไรไม่ได้อ่ะเพื่อน มันต้องทำใจเว้ย ’  ผมตบบ่ามันเพื่อให้กำลังใจ แต่จู่ๆมันก็เงยหน้าพรวดขึ้นมาจนผมตกใจอีกครั้ง



‘ กูตัดสินใจแล้วไอรัก ’



‘ อะไรของมึงครับคุณเพื่อน มึงทำกูตกใจสองรอบแล้วไอห่า ’



‘ กูจะเถื่อนให้แม่งเห็นเอง!!! ’




                                                             

และหลังจากนั้นท่าทีสุภาพมันก็หายไป กลายเป็นความเถื่อนที่เหมือนกับภายนอกของมัน แต่อย่าถามถึงผมเลยครับ เมื่อก่อนมันห่ามกับผมขนาดไหน ตอนนี้ก็แอดวานซ์ไปเท่าตัวเลยครับ ไอเถื่อนน้อยกลอยใจ



“ ไม่รู้ว่ะ ก็คงต้องหางานต่อไปอ่ะมึง ป๊าม๊ากูนี่ตื้อกูให้กลับไปทำที่บ้านอยู่เนี่ย เซ็ง ” ผมถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ทำไมชีวิตผมต้องมาพบเจออะไรแบบนี้ด้วย



“ และยังไงมึงก็ไม่มาทำกับที่บ้านกูอยู่แล้ว เพราะงั้นก็รีบหางานเลยเพื่อน ”  ไอแสงเคยชักชวนให้ผมไปเป็นผู้ช่วยมัน  ว่าง่ายๆก็เป็นขี้ข้ามันนั่นแหละ แต่ผมเกรงใจที่บ้านมัน เพราะพ่อมันจะให้เงินเดือนผมสูงมากกกกก ซึ่งผมกลัวคนอื่นจะหาว่าเด็กเส้นยักษ์ (เส้นใหญ่มันน้อยไป) เลยปฏิเสธเสียงสั่นๆไปทั้งที่ใจมันเอนเอียงไปกับเงินเดือนนั้นแล้ว



“ เออ แล้วเห็นมึงเล่าว่าญาติมึงจะบินมาจากฮ่องกงไม่ใช่เหรอวะ ”



“ พรุ่งนี้มึง นี่กูต้องไปรับเขาด้วยเนี่ย ที่บ้านไม่มีใครยอมไปเลย กูเลยต้องเลื่อนนัดน้องมุก เขาโวยวายใหญ่ หาว่ากูไปมีกิ๊ก ” ตามที่ผมเล่าแหละครับ มันให้คำสัตย์สัญญาว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เถื่อนให้สมกับลุคภายนอกของมัน เลยเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ ควงสาวเป็นว่าเล่น แถมแต่ละคนก็ระดับไฮโซทั้งนั้น ผมนี่โคตรอิจฉามันเลย เลยทำได้แต่ส่งสายตาลุกวาวเมื่อได้เห็นมันควงสาวมาให้ผมยลโฉม




“ สมน้ำหน้า ไอสัด มึงเคยด่ากูไว้สมัยเรียน เป็นไงล่ะ ควงสาวเด็ดกว่ากูอีก โธ่ กูอิจฉา ”



“ ช่วยไม่ได้นะครับเพื่อน แต่พอมาดูๆแล้ว กูก็เหี้ยจริงๆว่ะ เมื่อวันก่อนกูยังคุยกับน้องมัทอยู่เลย หลังจากคืนนั้นกูก็เปลี่ยนคนคุยเฉยเลย เหี้ยเอ้ย นี่ถ้ากูไม่ได้สาบานไปเมื่อวันนั้น กูคงต่อยตัวเองไปแล้วเนี่ย ”



“ เพื่อนครับ คนจะเหี้ยก็ต้องเหี้ยให้สุดครับ เคยได้ยินไหมที่ว่าเต็มที่ให้สุดกับชีวิต ”



“ ถึงกูจะเหี้ย แต่ก็เหี้ยเพราะความจำเป็น แต่มึงนี่คงเหี้ยโดยสันดานเลยใช่ไหม เลยมีคติประจำใจแบบนี้ ”



“ ไอเวร!!! ”





โปรดติดตามตอนต่อไป....



เปิดตัวชายเถื่อนของเรื่องค่ะ!

สองคนนี้เค้าซี้กัน ปึกๆเลย เดี๋ยวต่อจะไปจะได้เห็นคุณแสงคนเถื่อนคนนี้เสนอหน้ามาได้ทั้งเรื่องเลย

ไม่เหงาแน่นวลลล

แล้วก็ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะจ้า
  :hao5:



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-05-2020 17:38:55 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1934
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 3
" ชีวิตนั้นมันเกินจริงกว่าในหนังซะอีก "

 

 

 

“ ท่านประธานคะ ทางผู้กำกับสน. เขาฝากมาบอกว่าเขาจะพยายามสุดความสามารถที่จะตามตัวคนร้ายให้ได้ค่ะ ขอให้ท่านวางใจค่ะ ”

 

ท่านประธาน หรือ คุณผาภูมิ โอฬารวิจิตรรัศมิ์ เจ้าของบริษัท โอฬาร กรุ๊ป จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าจำพวกไวน์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ส่งออกไปทั่วเอเชีย และกำลังวางแผนจะทำการขยายตลาดไปยังยุโรปต่อไปในภายภาคหน้า

 

บริษัทนี้เดิมก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยปู่ของเขา ในขณะนั้นยังเป็นเพียงบริษัทเล็กๆซึ่งมีพนักงานไม่ถึง 20 คน ปู่ของเขายังมีพื้นที่ไร่ขนาดพอเหมาะที่ตั้งชื่อเดียวกับนามสกุลของเขา ‘โอฬารวิจิตรรัศมิ์’ และพอมาถึงรุ่นพ่อของเขาก็ใช้ความสามารถที่มีขยายบริษัท รวมถึงไร่ให้ใหญ่โตมายังทุกวันนี้ได้ เขาซึ่งเป็นรุ่นที่สามก็มาสานต่อให้รุ่งเรืองต่อไป และจนมาถึง ณ ตอนนี้ รุ่นที่สี่ รุ่นลูกของเขา ที่กำลังจะก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลาย ขึ้นรับตำแหน่งต่อจากเขา

 

และวันนี้ควรจะเป็นวันที่เขาจะภาคภูมิใจมากที่สุดที่ได้เห็นลูกของเขาเข้ามาบริหารกิจการต่อจากเขา

 

หากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นซะก่อน

 

“ บ้าจริง! ” เขาสบถขึ้นอย่างหัวเสียเมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาได้รับเรื่องเมื่อเช้า ว่ามีการลอบทำร้ายลูกของเขาในขณะที่กำลังจะเดินทางมาที่บริษัท เขาได้ล่วงหน้ามาก่อนเพราะอยากจะมาจัดการอะไรให้เรียบร้อยก่อนจะได้เกษียณอย่างเต็มตัว

 

ลูกเขาบาดเจ็บสาหัสจากการโดนรถซึ่งไม่รู้ที่มาพุ่งเข้าชนอย่างแรงขณะที่ลูกเขากำลังจะขับรถข้ามแยก สภาพรถยับเยินจนไม่อยากจะคาดเดาว่าคนข้างในจะเป็นอย่างไร ประจวบกับช่วงที่เกิดเหตุ บริเวณละแวกนั้นไม่มีคนอยู่จึงทำให้ตามหารถปริศนาคันนั้นได้ยากยิ่ง

 

ราวกับว่า ‘มัน’ เตรียมการมาอย่างดี

 

บุญดีที่ว่าหลังจากเกิดเหตุมีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างขับผ่านมาและเห็นพอดี จึงช่วยเรียกรถพยาบาลมาได้อย่างทันท่วงที เขาซึ่งได้รับเรื่องขณะนั้นอยู่ที่บริษัท ก็รีบรุดไปยังโรงพยาบาลทันที และด้วยความสามารถของหมอ ตอนนี้อาการลูกเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว กำลังพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล

 

ตอนนี้เขาไม่มีหลักฐานใดๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนกว่าจะได้รับข่าวจากผู้กำกับสน.ที่เขารู้จักสนิทสนม

 

“ ฝากบอกเขาว่าขอบคุณมาก “



“ รับทราบค่ะ ท่านประธานมีอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มีเดี๋ยวดาจะได้รีบประสานงานกับทางผู้กำกับให้ค่ะ ส่วนเรื่องลูกของท่าน ดาเสียใจด้วยนะคะ ทางนี้ดาจะช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ ท่านไม่ต้องกังวล ” ดา หรือดาราลักษณ์ เป็นเลขามาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา ตอนนี้แม้อายุจะล่วงเข้าเลขสี่ปลายๆแล้ว แต่ร่างกายก็ยังกระฉับกระเฉงว่องไว เนื่องจากเป็นคนชอบออกกำลังกาย และนอกจากนี้ยังเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุดในบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีงานไหนที่เขามอบหมายให้ทำแล้วไม่จัดการเรียบร้อยเลย หญิงสาวเก็บเรียบทุกรายละเอียด และรอบคอบยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก



“ ขอบคุณมากนะดา เรื่องทางนี้หากมีอะไรที่ดาพอจะทำได้ ผมก็ฝากด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วน ติดต่อผมได้ทันที ”



“ แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไปคะ เพราะดูท่าแล้วการขึ้นรับตำแหน่งของ คุณเนตร เกรงว่าจะมีปัญหาแล้วล่ะค่ะ ”

 

เหมือนเดจาวู ตั้งแต่สมัยพ่อของเขา ทำไมคนอย่างเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายจะเดาไม่ออกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจุดประสงค์คืออะไร เกิดเรื่องในช่วงเวลาแบบนี้ ย่อมเป็นที่แน่นอนแล้วว่าสาเหตุคงจะหนีไม่พ้นเรื่องตำแหน่งอันสูงสุดของบริษัทที่ซึ่งขยายยิ่งใหญ่และมั่นคง มีรากฐานอันแข็งแกร่งด้วยหยาดเหงื่อและเรี่ยวแรงของตระกูลเขา จนถึงตอนนี้สร้างกำไรในแต่ละไตรมาศและในแต่ละปีได้เป็นกอบเป็นกำ จน ’ใครบางคน’ เกิดกิเลสละโมบโลภมาก ไม่รู้จักพออยากจะชุบมือเปิดในช่วงรอยต่อของตำแหน่งแบบนี้

 

‘ใครบางคน’ ที่เขาเองก็กำลังสงสัยว่าจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังการตายของพ่อเขา!

 

 

 



ณ โรงพยาบาล

 
(เนตร)

เปลือกตาขาวขยับเล็กน้อยหลังปิดนิ่งสนิทมาเป็นเวลานาน ค่อยๆเปิดขึ้นทีละน้อย เผยให้เห็นดวงตาอันหวานฉ่ำสีนิลที่กำลังปรับให้เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และต้องหรี่ลงเมื่อต้องกับแสงจ้าจากดวงไฟในห้องพักฟื้น เขาพยายามเปล่งเสียงแหบแห้งออกมาจากลำคอ เมื่อมองไปยังรอบข้างแล้วไม่เห็นใคร

 

ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่

 

ความระบมไปทั่วร่างกายทำให้เขาต้องเบ้ปากออกมา หัวสมองพยายามนึกย้อนเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่เขาจะวูบหมดสติไป

 

‘ ครับแม่ ผมกำลังออกครับ พ่อออกไปถึงเรียบร้อยก่อนผมอีก เห็นบอกจะว่าจะไปจัดการอะไรซักอย่างก่อน เลยให้ลุงชัยขับไปให้ครับ ’



‘ แม่รู้แล้วล่ะลูก เดินทางดีๆ  เดี๋ยวแม่จะอาหารเย็นไว้ให้นะ วันนี้ตานันท์จะกลับมาเหมือนกัน เห็นว่าคิดถึงลูกมาก จะกลับมาฉลองที่ลูกกำลังจะเป็นท่านประธาน ’  เสียงของแม่ดังมาตามสาย ขบขำเล็กน้อยเมื่อพูดถึงน้องชาย



‘ ไอนันท์มันก็ทำเวอร์ไปอย่างนั้นแหละแม่ มันจะมาจริงๆหรือเปล่าเถอะ ’



‘ น้องบอกจะกลับนะ บอกว่ามหา’ลัยปิดเทอมพอดี เลยจะกลับมาอยู่บ้านเลย ’  เขาฟังแม่พูดผ่านทางหูฟังไร้สายขณะกำลังเลี้ยวรถออกจากซอย มุ่งไปข้ามแยกข้างหน้า



‘ โอเคครับแม่ เดี๋ยวผมขอขับรถก่อนนะครับ กลัวจะไปสาย ’



‘ จ้า แม่รออยู่ที่บ้านนะ ’



‘ ครับแม่ เจอกันครับ ’


 

เสี้ยววินาทีนั้นเองที่เขาวางสายแม่ ยังไม่ทันที่เขาจะขับรถข้ามแยก เขารู้สึกเหมือนรถตัวเองถูกกระแทกด้วยอะไรซักอย่างที่พุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง จนรถกระเด็นไปไกลหลายตลบ เศษกระจกที่แตกจากแรงกระแทกกระจายอยู่รอบด้าน สภาพตัวเขาเป็นอย่างไรเขาก็ไม่ทันที่จะคาดคิด และหลังจากนั้นภาพข้างหน้าก็มืดมิด สติพลันวูบไป ภาพสุดท้ายที่เขาจำติดตาคือ

 

รถเก๋งสีดำไม่ติดป้ายทะเบียนที่ขับเบี่ยงรถของเขา และขับออกไปอย่างรวดเร็ว

 

และหลังจากนั้นเขาก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

 

 

“ ตาเนตร! ” น้ำเสียงตกใจปลุกเขาขึ้นจากภวังค์ ซึ่งดังมาทางประตูที่เปิดเมื่อไหร่เขาก็ไม่ทันรู้ตัว ก่อนที่มารดาของเขาจะรีบรุดเดินเข้ามายังเตียง พร้อมน้องชายของเขา



“ เป็นอย่างไรบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า แม่แทบหัวใจวายตอนรู้เรื่องที่ลูกโดนรถชน ” แม่เขาพูดเสียงสั่นๆ ยื่นมือมาลูบหน้าลูบตาเขาอย่างคนเสียขวัญ



“ พี่เขาไม่เป็นไรแล้วฮะแม่ เมื่อกี้หมอเพิ่งบอกว่าอีกไม่นานก็ฟื้น นี่ก็ฟื้นแล้ว เดี๋ยวเดียวก็มีแรงมาเตะผมเหมือนเดิมแล้ว ”  น้องชายเขา หรือ นันท์พูดขึ้นเพื่อพยายามปลอบใจแม่ไม่ให้เครียดจนเป็นลมล้มพับไปอีกคน



“ ตานันท์นี่ก็ เห็นพี่เขากำลังเจ็บอยู่ไหม เดี๋ยวแม่ตีตายเลย ”



“ ผมไม่เป็นไรแล้วฮะแม่ แค่เจ็บตามตัวนิดหน่อย แล้วผมหมดสติไปกี่วัน ” เขาเปล่งเสียงอันแหบแห้งพูดตัดบท ก่อนที่แม่เขาจะล้มพับไปจริงๆ



“ สามวันเต็มๆเลยจ้ะ ตอนแรกหมอเขาคาดไว้ว่าอาจจะหนึ่งอาทิตย์เป็นอย่างมาก ”



“ พี่เนตรก็อึดเหมือนกันนะ พี่ต้องดูสภาพรถซะก่อน ไม่น่าจะคาดคิดได้ว่าฟื้นรวดเร็วขนาดนี้ สงสัยมีของดีนะเนี่ย ” เจ้าตัวเดินมานั่งที่เตียง พลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง และกดอะไรอยู่สักพักก่อนที่จะยื่นหน้าจอมาให้เขาดู

 

ในความรู้สึกของเขาในห้วงระยะเวลาสุดท้ายก่อนจะหมดสติไป บนถนนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี รถเก๋งสัญชาติยุโรปสีดำมันปลาบพลิกคว่ำหงายท้อง  เศษกระจกแตกกระจายอยู่ตามพื้นถนน รอยครูดบนถนนถูกลากยาวไปหลายเมตรจากจุดที่เกิดเหตุ พร้อมกันนั้นประตูด้านที่นั่งข้างคนขับยังถูกอัดบี้จนยุบ แสดงให้เห็นว่าทิศทางที่ถูกชนต้องมาจากด้านนั้น เขาไม่อยากจะนึกเลยว่าหากชนจากฝั่งคนขับ สภาพเขาจะเป็นอย่างไร

 

สภาพแทบไม่เหลือชิ้นดีอย่างที่น้องเขาว่าจริงๆ

 

“ ยังบุญดีนะลูกว่ามีมอเตอร์ไซด์รับจ้างผ่านมาแถวนั้นพอดี ไม่อย่างนั้นแม่คงหัวใจวายจริงๆ นี่พ่อคงจัดการให้ของตอบแทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเขามีบุญคุณต่อเรา ”



“ แล้วเรื่องรับตำแหน่งล่ะครับแม่ ” เมื่อเขาพูดจบ คนเป็นแม่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะมองหน้าน้องชายเขา หลังจากนั้นก็ถอนหายใจเฮือกออกมา



“ พ่อกับแม่แล้วก็น้องปรึกษากันแล้ว ว่าคงต้องให้เลื่อนไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด เพราะตอนนี้คณะกรรมการที่บริษัทวุ่นวายกันมาก ต้องรอให้ลูกพักฟื้นให้หายดีก่อน แถมยังต้องสืบสาวหาต้นตอของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ด้วย เพราะฉะนั้นช่วงเวลาแบบนี้มันเสี่ยงนักหากต้องดำเนินการต่อ ”



“ ผมจะไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นอีกแน่ครับแม่ ผมสัญญา ต่อจากนี้ไปผมจะระมัดระวังให้มากขึ้น ” แม่เอื้อมมือมาจับมือเขาแล้วลูบเบาๆ



“ เดี๋ยวนันท์จะช่วยดูอีกแรงหนึ่งเองแม่ ช่วงนี้นันท์จะกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะปิดเทอมพอดีเลย ”



“ ดีแล้วจ้ะ มาช่วยๆกันดูแล ตอนนี้เราไว้ใจใครไม่ได้มากนัก คนที่พ่อกับแม่ไว้ใจที่สุดก็คงจะมีแต่ลูกๆนี่แหละ ” เขาจับมือแม่แน่นเพื่อให้แม่วางใจ หากแต่ในใจก็กังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากวันนี้ เขาเดาไม่ถูกเลยว่าใครกันที่สามารถวางแผนแบบนี้ขึ้นมาได้ คงต้องใจเหี้ยมพอที่จะสั่งปลิดชีวิตคนๆหนึ่งได้อย่างง่ายดาย โดยไม่สะทกสะท้านใจใดๆเลย เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีอยู่ในแค่หนัง แต่พอมาเกิดกับตัวเองจริงๆถึงได้รู้ว่า

 

ชีวิตนั้นมันเกินจริงกว่าในหนังซะอีก



ละเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี เพื่อให้พ่อแม่ และน้องชายของเขาอยู่อย่างปลอดภัย







โปรดติดตามตอนต่อไป....



เบิกตัวคุณเนตร รัววววววว!!! ตึ่ง โป๊ะ!

เจอกันพุธหน้าจ้า
  o18

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2020 16:53:06 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 4
" นี่อย่าบอกว่าเธอไม่รู้อะไรเลยน่ะ "

 

 

 

“ สวัสดีครับ ผมชื่อณรัก ธนาสุนธรารักษ์ อย่าถามนะครับว่าชื่อผมแปลว่าอะไร เพราะผมยังไม่รู้เลยครับ ”



“ เอ่อ คุณน้องคะ พี่ยังไม่ได้ถามอะไรเลยค่ะ พี่แค่อยากจะทราบว่าคุณน้องมีประสบการณ์ทำงานอะไรมาบ้างคะ ”  ผมยิ้มตอบอย่างละเหี่ยใจ ผมมาสัมภาษณ์งานเป็นรอบที่ล้านแล้วมั้งครับ ไม่ว่าผมจะเตรียมตัวมาดีขนาดไหน แต่สุดท้ายแล้วผลตอบรับที่ได้กลับเงียบฉี่ จนเสียงแมลงหวี่ยังดังซะกว่า จนผมที่มั่นใจว่าตัวเองโปรไฟล์ดีในตอนแรกนั้น เริ่มสั่นคลอนเบาๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมตอบคำถามห่วยแตกหรือผมหล่อเกินไปจนโดนหมั่นไส้ (ก็ยังจะหลงตัวเองจนวินาทีสุดท้าย)

 

ผมเดินออกจากบริษัทที่ผมมาสัมภาษณ์ด้วยความทดท้อใจ จนอยากจะร้องเพลงใจสู้หรือเปล่าดังๆเพื่อปลอบใจอันแห้งเหี่ยวของตัวเอง ผมก้มลงมองร่างตัวเองในชุดสูท ผูกไทด์ แล้วคิดในใจว่ากูซื้อมาราคาค่อนข้างแพงขนาดนี้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ช่วยเกรงใจเงินกูบ้าง ไอกรรมการ!

 

ระหว่างที่ผมตีโพยตีพายอยู่กับชุดอันน่าภาคภูมิใจอยู่นั้น เสียงมือถือผมก็ดัง ผมหยิบออกมาดูว่าใครโทรมาในเวลาที่ผมกำลังซวยแบบนี้

 

แสงอาทิตย์

 

คนซวยๆก็ต้องมาพร้อมกับเรื่องซวยๆ เป็นธรรมดาของโลกสินะ

 

“ ฮัลหละ… ”



“ ไอรักเพื่อนร้ากกกก ”  ผมยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงดังแสบแก้วหูดังขึ้นมาขัดก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค ผมรีบยกมือถือออกห่างจากหูเป็นการด่วน



“ ไอเพื่อนห่า กูยังพูดไม่ทันจบเลย ตะโกนขึ้นมาเพื่อ ”



“ มึงง มึงอยู่แห่งหนใด ช่วยกูด้วย  ” ไอแสงร้องครวญครางโหยหวนเหมือนคนกำลังถูกลากขึ้นเขียงโดนเชือด



“ กูเพิ่งสัมภาษณ์เสร็จอ่ะ แถวxxx ”



 “ มึงมาหากูหน่อยได้มั้ยวะ #%&*()-@... ”  พูดกับผมเสร็จอยู่ๆมันก็พูดภาษาเอเลี่ยนขึ้นมาซะอย่างนั้น มันอยู่กับใครวะเนี่ยย เพื่อนกูโกอินเตอร์ขนาดนี้เลยเรอะ



“ เฮ้ย ไอแสง มึงช่วยพูดเป็นภาษาคนหน่อยโว้ย กูฟังไม่รู้เรื่อง ”



“ เออ โทษๆ คือมึงจำญาติกูที่บอกจะมาไทยได้ไหมวะ ”



“ เออ จำได้ ทำไมวะ ”



“ มึงกูกราบขอร้อง มึงช่วยมาอยู่เป็นเพื่อนกับญาติกูก่อนได้ปะวะ คืองี้นะ น้องมุกเขาไม่ยอมท่าเดียวเลย เขาคิดว่ากูจะมีกิ๊ก นี่ก็กำลังจะบุกมาหากูละเนี่ย กูจะบ้า ”  ฟังมันอธิบายละอยากจะเอาเท้ายันหน้ามันจริงๆ เหตุผลมันบ้าบอคอแตกมาก

 

“ แล้วให้กูไปทำอะไรว้า กูพูดภาษาเอเลี่ยนไม่เป็นนะมึง ”



“ เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไป ญาติกูคนนี้เขาพูดจีนกลางได้เหมือนกัน มึงก็คุยกับเขาเป็นภาษาจีนแล้วกันนะ ”  ใช่ครับ ผมพูดภาษาจีนกลางได้ถือว่าคล่องเลยแหละ เพราะด้วยความที่ที่บ้านผมนั้นเป็นคนจีนที่นั่งเรือสำเภาแดงข้ามประเทศกันมาเลยทีเดียว (สมัยอาม่าอากงนะครับ สมัยผมคงต้องนั่งเครื่องบิน)



อาม่าอากงหิ้วพ่อผมที่ตอนนั้นอายุแค่แบเบาะมาอยู่ที่ไทยจากนั้นก็ใช้ชีวิตที่ไทยมาโดยตลอด แต่อย่างนั้นแล้วก็ยังไปพบรักกับแม่ผมที่เป็นคนจีนด้วยกันอีก ครอบครัวผมถึงเป็นจีนแท้ยันเบอร์กระดูกขนาดนี้ ซึ่งไม่มีเชื้อไทยเลยซักนิดเดียว จึงทำให้ที่บ้านผมเขาพูดภาษาจีนกันเป็นชีวิตประจำวันครับ ภาษาไทยบ้างภาษาจีนบ้างแล้วแต่อารมณ์ของคุณๆทั้งหลาย ผมกับพี่สาวผมเลยพลอยซึมซับไปในตัว และก็โดนพ่อแม่จับยัดเรียนภาษาจีนตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ระดับภาษาจีนของผมกับพี่สาวก้าวหน้าไปไกล เรียกได้ว่าสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วเลย

 

“ เตรียมแผนมาอย่างดีแล้วสิมึงเนี่ย เฮอะ ”



“ กูกราบล่ะ ขอร้องเลย ช่วยกูหน่อยเถอะ แค่วันนี้วันเดียวมึง เดี๋ยวเขาก็กลับแล้ว ”



“ เออๆ ก็ได้ เลี้ยงหนังกูทั้งเดือนเลยด้วย ”



“ โอ้ย ทั้งปีก็ย่อมได้เลยครับเพื่อน ที่นั่งวีไอพีเลยอ่ะมึงอ่ะ กูยอม รีบๆมาได้แล้ว ตอนนี้กูกับเขาอยู่ที่สนามบิน กูกำลังจะพาเขากลับไปบ้านกู ”



“ แล้วที่บ้านมึงไม่มีใครอยู่เลยเหรอวะ ”



“ พ่อกับแม่กูอยู่ๆวันนี้ก็มาบอกว่าจองทริปล่องใต้ไว้ ลืมไปว่าญาติจะมา แคนเซิลไม่ได้ด้วย กูล่ะงงใจเลย ส่วนพี่กูก็ทำงาน นี่ก็จะฆ่ากูอยู่แล้วเนี่ย ไม่ว่าจะทางไหนกูก็ดูจะต้องตาย ”



“ แล้วเขาจะไม่อารมณ์เสียเหรอวะ อยู่ๆญาติตัวเองไม่มีใครว่างซักคน ”



“ เนี่ยกูก็เกรงใจเขาอยู่เหมือนกัน เพราะงั้นมึงคือเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด นะรักจ๋า ” มันทำเสียงออดอ้อนที่น่าสยดสยองทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องชัคกี้



“ ไอห่ามึงนี่ นี่ขนาดกูยังไม่ทันจะเข้าทำงานกับมึงเลยนะ ใช้กูเยี่ยงเบ๊ มึงเลี้ยงเหล้ากับเลี้ยงหนังกูทั้งเดือนด้วย ”



“ เออออ มึงจะเอาอะไรอีกมั้ย กูยอมเลย แต่ตอนนี้ต้องรีบแล้ว ก่อนที่กูจะกลายเป็นวิญญาณซะก่อน ”



“ ไอคนรวยตายห่า เห็นกับความเป็นเพื่อนของเรามาเกือบห้าปี…”



“ ไม่ต้องเวิ่น มึงรีบมาาาาา ”  และผมก็โดนตัดสายโดยที่ยังพูดไม่จบอีกครั้ง ไอเพื่อนเวรครับ ไอเพื่อนเวร! ผมจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ เอาเถอะ ก็ยังดีกว่าเดินแกร่วกลับคอนโดแบบนี้

 

 







ผมใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการพาตัวเองฟันฝ่ารถติดซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่แก้ไม่หายของเมืองหลวงที่ผมอาศัยอยู่นี้ ขนาดอยู่ในรถแอร์เย็นๆ ยังทำให้ผมร้อนรุ่มได้ด้วยการจราจร เหนื่อยใจแสนสาหัส



ผมขับรถเข้ามาในบริเวณบ้านขนาดใหญ่โตมโหฬารของไอแสงที่ผมแสนจะคุ้นเคย เพราะเมื่อก่อนมาบ่อยมาก ด้วยข้ออ้างที่ว่าขี้เกียจกลับบ้านนั่นเองครับ เมื่อจอดรถเสร็จผมจึงเดินเข้าไปในตัวบ้าน มองหาไอตัวปัญหาที่ทำให้ผมปวดหัวในวันนี้

 

ภายในห้องโถงนอกจากจะเห็นไอแสงที่เดินเป็นหนูติดจั่นแล้ว ก็ยังปรากฏชายร่างสูงผิวขาวอีกคนที่ผมไม่เคยเห็นหน้า น่าจะเป็นญาติของมันละมั้ง ผมเดินเข้าไปในห้อง เมื่อไอแสงเห็นผม มันก็ทำหน้าประมาณว่าผมไปกอบกู้ชีวิตมันมายังไงยังงั้น



“ ไอรัก ในที่สุดมึงก็มา กูซาบซึ้งใจมาก ” มันเกิดเข้ามากอดผมเต็มรัก เล่นทำเอาผมจุกไปพักหนึ่ง ก่อนที่ตัวมันจะหันไปพูดอะไรกับญาติมันซักอย่าง



“ นี่ญาติกู ชื่อ แดเนียล หว่อง มึงเรียกเขาแดเนียลก็ได้ ”



“ เอ่อ สวัสดีครับ ” ผมยกมือขึ้นมาไหว้ตามความเคยชิน แต่ญาติมันคนนี้คงไม่ชิน เพราะพอเจ้าตัวเห็นผมยกมือไหว้ ก็ทำท่างงๆพร้อมกับหันไปหาไอแสง



“ มึงนี่มารยาทงามจริงๆ ไอรัก ญาติกูเขาไม่รู้โว้ยว่าไหว้คืออะไร ” เพื่อนผมหัวเราะ หันไปอธิบายให้ญาติมันฟัง หลังจากนั้นญาติมันก็ทำหน้าเหมือนเข้าใจ ส่งยิ้มให้ผม และยกมือรับไหว้ซึ่งผมเห็นว่ามันสวยกว่าผมที่เป็นเจ้าของประเทศซะอีก



“ เอาล่ะ กูไปแล้วนะเพื่อน แต่ก่อนจะไป มาให้กูจุ๊บที ” ว่าแล้วมันก็เอาเหม่งผมไปประทับรอยน้ำลายมันเรียบร้อย ผมมองมันอย่างเอือมๆ มันก็ยักไหล่ยิ้มร่าอย่างไม่แคร์สิ่งสารพัดใดๆ ก่อนที่จะบ๊ายบายงามๆแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ผมยืนทำหน้าเบื่อโลก กับญาติมันที่ยืนอมยิ้มอยู่

 





“ นายชื่อรักใช่ไหม ” ญาติไอแสงหรือคุณแดเนียลถามขึ้นมาก่อนที่ผมจะเดินผละไป



“ ใช่ครับ ผมเรียกคุณว่า เอ่อ แดเนียลได้ใช่ไหมครับ ”



“ ได้สิ ตามสบายเลย นายไม่ต้องสุภาพกับฉันมากก็ได้ ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้นซะหน่อย ” อีกฝ่ายขำเบาๆที่เห็นผมเกร็งๆ  เพราะเพิ่งเจอกันครั้งแรก



“ ผมก็แค่เห็นว่าคุณเป็นญาติผู้ใหญ่ของเพื่อนผม ก็เลย… ”



“ นี่อย่าบอกว่าแสงมันไม่ได้บอกอะไรเธอเลยน่ะ ” คุณแดเนียลรีบยกมือห้าม และถามผมด้วยท่าทางตกใจ



“ บอก? บอกเรื่องอะไรครับ มันแค่ให้ผมมาอยู่กับคุณแค่วันเดียวเท่านั้นเอง ”



เมื่อผมพูดจบ คนที่ถามกลับกลั้นยิ้มและส่ายหน้าเบาๆด้วยท่าทางที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่จริงๆ แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะความหมั่นไส้ปนความรู้สึกหงุดหงิดที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นภายในใจ ไอแสงนะแสง แม่งรายละเอียดอะไรมึงก็ไม่บอกกูเลย ไอเพื่อนบ้า แล้วนี่ผมจะพาเขาไปไหนดีล่ะเนี่ย



“ นายรู้จักร้านกาแฟแถวนี้ที่บรรยากาศดีๆบ้างไหม พอดีฉันอยากหาที่เงียบๆเขียนบทความของฉันน่ะ ” หืมม เป็นนักเขียนเองเหรอเนี่ย



“ ผมมีที่ประจำเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกใจคุณหรือเปล่า ” ผมพูดพลางเปิดรูปจากมือถือที่เคยถ่ายเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ให้อีกฝ่ายดู แต่พอผมเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องชะงัก เพราะใบหน้าของเขาอยู่ใกล้กับผมมาก ขนาดที่ว่าขยับนิดเดียวริมฝีปากของเขาคงโดนตรงที่เดียวกับที่ไอแสงประทับรอยจูบ (อันน่ารังเกียจ) ของมันเอาไว้

 

คุณแดเนียลเห็นผมตกใจเลยเอาหน้าออกห่าง แต่ก็ปิดสีหน้ากรุ้มกริ่มของตัวเองไม่มิด นี่เขาแกล้งผมหรือเปล่าเนี่ย ผมทำหน้าบึ้งเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือถือออกไปห่างๆให้เขาดูรูป



“ อืม ก็ไม่เลวนะ แค่เสียงไม่ดัง คนไม่พลุกพล่านก็พอแล้ว ”



“ งั้นคุณเตรียมตัวเลยครับ เดี๋ยวผมพาไปเลยละกัน คุณจะได้รีบทำงาน ” คุณแดเนียลพยักหน้าแล้วหันไปเครื่องมือที่ใช้ทำงาน ผมจึงเดินไปที่รถของผมสตาร์ทเครื่องรอ

 



ระหว่างที่ผมรอคุณแดเนียล ผมโทรไปบอกแม่ไว้ว่าวันนี้คงจะกลับดึกหน่อย เพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ด้วย ไม่แน่ใจว่าการจราจรของเมืองอันศิวิไลนี้จะเป็นเช่นไร เมื่อคนกระหน่ำขับรถกลับบ้านอย่างกับฝูงนกรีบบินกลับรัง

 

จะว่าไป ไอคุณแดเนียลของไอแสงนี้ ถ้ามองในมุมมองของชายแท้อย่างผมนี้ก็ถือว่าหน้าตาดีเลยทีเดียว ความขาวตามแบบฉบับเชื้อสายคนฮ่องกง รูปร่างสูงสมส่วนเหมือนคนออกกำลังกายเป็นประจำ ไหนจะการแต่งตัวที่มีคลาส ยิ่งออร่าความรวยที่ดูจะพุ่งทิ่มตาคนรอบตัวด้วยแล้ว ความแมนผมที่ผมแสนจะภาคภูมิใจนี้ตกรันเวย์ไปเลยทีเดียว ยอมรับแหละว่าผมอิจฉา โลกนี้ไม่เคยมีความสมดุลเลยจริง!

 

“ โทษทีนะ ปล่อยนายรอนานเลย ” ผมนั่งกุมขมับด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจชาติกำเนิดที่ท่วมท้นอยู่ภายใน ทำเอาคนที่เพิ่งมาทีหลังเลิกคิ้วเล็กน้อยที่เห็นสภาพผม ผมท่องสะกดจิตสะกดใจ เพราะเขานั้นไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร  รีบสะบัดหัวไล่อาการบ้าบอนี้ออกไป และนำรถออกสู่ถนนเพื่อมุ่งไปยังคาเฟ่ร้านประจำ

 








“ อ้าวรัก วันนี้หยุดงานเหรอถึงมาได้ ”  พี่ ‘อุ่น’ ซึ่งชื่อจริงชื่ออบอุ่น ทักทายผมเมื่อเห็นผมเข้ามาในร้าน

 

พี่อุ่นเป็นหญิงที่อายุมากกว่าผมห้าปี และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมสนิทด้วย เพราะผมมันเป็นคนไม่มีเพื่อนคบ มีคบอยู่คนเดียวก็ไอแสงนั่นแหละ ผมก็สงสัยนะว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีเพื่อน ทั้งๆที่อัธยาศัยผมก็ไม่ได้แย่ แค่ชอบทำหน้าบึ้งเท่านั้นเอง (เท่านั้นเองนะ)

 

คาเฟ่ของพี่อุ่นนี้เป็นร้านที่ผมชอบมากมาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัยแล้วครับ ทำเลที่อาจจะอยู่ลึกไปหน่อยสำหรับคนที่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง เพราะต้องนั่งรถมาหลายต่อถึงจะหาเจอ แต่ด้วยทำเลที่อยู่ลึกเนี่ยแหละ ทำให้บรรยากาศนั้นเงียบสงบ มีแต่เสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆ และกลิ่นกาแฟที่อบอวลไปทั่วร้าน คนที่มาจึงสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายและความปลอดโปร่ง เหมือนกับไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงเลยทีเดียว

 

นอกจากบรรยากาศแล้ว รสชาติของเครื่องดื่มที่นี่ก็ไม่เป็นรองใครเลย เพราะพี่อุ่นนั้นเป็นถึงบาริสต้าที่เคยเข้าแข่งขันในหลายรายการ แล้วคว้ารางวัลมาหลายรางวัลเช่นกัน เจ้าตัวเคยถูกทาบทามจากหลายที่ให้ไปร่วมงาน แต่เพราะไม่อยากไปเป็นลูกน้องใคร จึงมาเปิดกิจการร้านของตัวเอง เลยกลายเป็นร้านคาเฟ่นี้ที่ยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นเองด้วย

 

ผมชอบมาที่ร้านนี้เพื่อมาอ่านหนังสือ หรือไม่ก็มาเจอไอแสงเพื่อนผม มันจึงเป็นอีกคนที่เป็นเจ้าประจำของที่นี่ พอจบเรียนจบจึงค่อยๆห่างๆไปเพราะไม่มีเวลามาได้บ่อยๆ แต่อย่างนั้นแล้วเดือนนึงก็ต้องมีครั้งหรือสองครั้งเป็นอย่างต่ำ ไม่อย่างนั้นคนติดคาเฟอีนอย่างผมคงลงแดงตาย

 

“ ผมลาออกจากงานแล้วครับพี่ ” ผมเท้าศอกลงบนเคาท์เตอร์ที่พี่อุ่นยืนรับออเดอร์อยู่ ถอนหายใจด้วยความปลงตก



“ อ้าว! เดี๋ยวๆ ทำไมอยู่ๆลาออกอ่ะ ”



“ เรื่องมันยาวแล้วกัน เดี๋ยวถ้ามีเวลาค่อยเล่าให้ฟังนะ ”



“ เออๆ ว่าแต่… ” เจ้าตัวยื่นหน้าเข้ากระซิบกับผม “ คนข้างหลังนายเป็นใครอ่ะ โครตหล่อเลย ” ท่าทางกระริกกระรี้ของพี่อุ่นทำให้ผมทำหน้าเอือมระอาเบาๆ หมดกันกับสิ่งที่ผมยอพี่เขาไปเมื่อกี้



“ เขาเป็นญาติของไอแสง ชื่อแดเนียล เป็นคนฮ่องกง ” ผมหันไปแนะนำตัวพี่อุ่นให้กับร่างสูงด้านหลัง เขายกมือขึ้นมาไหว้ทันทีที่ผมแนะนำ ทำเอาผมกับพี่อุ่นตกใจ แต่ฝ่ายหลังกลับหัวเราะชอบใจ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกเบาๆเป็นเชิงรับไหว้



“ ทำดีๆ หน้าตาดีมีมารยาทแบบนี้พี่ชอบ อิอิ ” คุณแดเนียลยิ้มให้นิดนึงทั้งๆที่ตัวเองก็ฟังไม่ออก แต่อย่างนั้นแล้วก็ยังโคตรหล่อ ผมจึงรีบพูดขัดหญิงสาวก่อนที่ผมจะขนลุกไปมากกว่านี้



“ พอๆๆ ผมพาเขามาทำงาน ไม่ใช่มาให้พี่ป้อยอด้วยนะ ผมเอาเหมือนเดิมอ่ะ ” ผมยื่นเมนูให้ร่างสูง ระหว่างรอ ผมจึงเดินผละมาเล่นกับ ‘คุณหญิง’ แมวพันธุ์เปอร์เซีย ขนสีส้มอ่อนๆของพี่อุ่นที่เลี้ยงเอาไว้เป็นลูกรักเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะไปไหน ก็ต้องหนีบแมวตัวนี้ไปด้วย และมันก็กลายเป็นสัตว์ตัวโปรดของผมด้วยเช่นกัน



“ นายจะนั่งตรงไหนอ่ะ ” คุณแดเนียลเดินมาตรงที่ผมเล่นกับคุณหญิงอยู่



“ ตรงด้านในละกัน คุณจะได้มีสมาธิ เขียนงานได้ ” เจ้าตัวพยักหน้า เดินตามผมไปตรงโซนด้านในติดหน้าต่าง ภายนอกหน้าต่างเป็นสวนขนาดย่อมที่พี่อุ่นเป็นคนลงมือจัดเอง ปลูกเอง ออกแบบเองเลย ดูร่มรื่นและสบายตา ผมยังนึกอิจฉาพี่เขาเลย ดูเป็นคนมีพรสวรรค์ในเรื่องพวกนี้

 



“ พี่อุ่นน่ารักดีนะ ” ร่างสูงตรงหน้าพูดขึ้นมาขณะที่กำลังเอาแทปเล็ตขึ้นมาตั้งบนโต๊ะเพื่อจะพิมพ์งาน



“ จีบไหมล่ะ อย่างคุณจีบซะอย่างอ่ะ ผู้หญิงระทวยอยู่แล้ว ” ผมแซวกลับเล่นๆ เพราะคิดว่าเจ้าตัวคงไม่สนใจ



“ หึ นี่สรุปนายแสงมันไม่ได้บอกนายจริงๆใช่ไหมเนี่ย ”



“ บอกอะไรล่ะ คุณก็บอกมาซะทีสิ ” ผมพูดอย่างไม่สบอารมณ์ จะอมพะนำอะไรนักหนาวุ้ย



เจ้าตัวเลิกคิ้วนิดหนึ่งซึ่งมันก็พอที่จะทำให้ผมหน้าหงิกได้ ผมกำลังจะเปิดปากบ่นออกไป อีกฝ่ายกลับพูดขัดขึ้นมาก่อน



“ ฉันไม่สนผู้หญิงหรอกนะ ”



“ ก็แล้วไงล่ะ… ” ผมปากไวรีบตอบออกไป แต่พอมาฉุกคิดอีกที



“ เดี๋ยวๆ คุณว่าไงนะ ” ผมเบิกตากว้าง สีหน้าตกใจจนคนนั่งตรงข้ามหัวเราะกับท่าทีของผม



“ ฉันบอกว่าฉันไม่สนใจผู้หญิงไง ”



“ มะ หมายความว่า… ” ไม่ต้องรอให้ผมพูดจบ อีกฝ่ายก็อธิบายให้ผมอึ้งตัวแข็งอีกครั้ง



“ ใช่ ฉันชอบผู้ชาย ”





โปรดติดตามตอนต่อไป....


คนแมนๆเค้าคุยกันแบบนี้ฮะ
ตรงๆ พุ่งให้สุดแล้วสอยซะ 55555


เจอกันพุธหน้าค้าบ  :katai5:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-05-2020 14:26:38 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ blove

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +92/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1934
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3

ออฟไลน์ snoopyme

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ใครจะเป็นพระเอกน้า

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 5
" คุณช่วยไปตามหาคนคนหนึ่งให้ผมที "



“ นี่คือภาพจากกล้องวงจรปิดทั้ง 2 ด้านนะครับ เราตรวจสอบพบว่ารถคันที่ชนคุณเนตร เป็นรถเก๋งสีดำคันหนึ่งยี่ห้อ xxx ไม่ติดป้ายทะเบียน ฟิล์มดำทึบ พอชนรถของคุณเนตรในจุดที่เกิดเหตุเสร็จก็ขับเบี่ยงออกไปเลยครับ ”


ภายในห้องทำงาน รูปภาพจำนวนหนึ่งถูกยื่นมาถึงมือคุณผาภูมิ เขาหยิบมาพินิจครู่หนึ่ง รู้สึกปวดใจเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่ลูกชายเขาถูกชนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ที่อยู่ในภาพนั้น เป็นไปตามคำอธิบายจากคนของผู้กำกับสน.ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเขาทุกอย่าง แต่กระนั้นแล้วเขาก็ไม่อยากจะให้พลาดไปซักจุดเดียว พยายามหาร่องรอยอะไรที่มากกว่านี้ เพื่อจะนำไปสู่ข้อมูลที่กว้างขึ้น เพื่อที่จะตามตัวคนร้ายได้ง่ายขึ้น



“ ผมมาตรวจสอบดูแล้วครับคุณผาภูมิ ยี่ห้อรถในภาพนั้น ผมว่าเหมือนเป็นรถเก๋งทั่วไปนะครับ แต่พอมาดูจริงๆ เหมือนเป็นรถที่ถูกดัดแปลงมาอีกทีครับ ผมได้ให้ผู้เชี่ยวชายลองตรวจสอบดูแล้ว ดูจากป้ายยี่ห้อและสรีระของรถ เขาบอกว่าทั้งข้างหน้าและข้างหลังมันไม่เหมือนกัน เหมือนคนจงใจหลอกให้เราสับสน ”



“ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ มันจะทำให้ตรวจสอบง่ายขึ้นไหมครับ ”

“ อาจจะง่ายขึ้นครับ เพราะตามปกติทั่วไปคงไม่มีใครประกอบรถแบบนี้ เหมือนเอาชิ้นส่วนของรถข้างหน้า กับ ข้างหลังมาประกบกัน เป็นคนละยี่ห้อ ไม่แน่ใจว่าอู่ไหนรับทำ หรืออาจจะทำขึ้นมาเอง แต่คาดว่าน่าจะตามตัวไม่ยากครับ ต้องตรวจสอบกับกล้องวงจรปิดตัวอื่นๆ ตามทางที่คนร้ายขับผ่านครับ และผมได้ตรวจสอบกับทางพยานผู้เห็นเหตุการณ์แล้วครับ ”

“ มอเตอร์ไซด์คันนั้นน่ะสินะครับ ”

“ ใช่ครับ ผมเอาภาพจากกล้องวงจรปิดให้เขาดู เขาบอกว่าไม่เคยเห็นรถคันนี้มาก่อน แต่เหมือนช่วงเวลานั้นเขาคับคล้ายคับคลาเหมือนจะเห็นรถคันนี้ขับผ่านอู่มอเตอร์ไซด์ของเขา ก่อนที่เขาจะรับผู้โดยสารคนหนึ่งและขับผ่านไปเจอจุดเกิดเหตุพอดี เขาบอกได้แค่ช่วงที่เห็นรถคันนี้ขับผ่านอู่เขาไป เหมือนคนขับลดกระจกลงมาครึ่งหนึ่ง ทำให้เขาเห็นคนอยู่ข้างในครับ ”

“ แล้วเขาจำได้ไหมว่าใบหน้าเป็นอย่างไร ” เขารีบถามด้วยความหวังที่จะรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนร้าย

“ เขาบอกว่าจำได้แค่เพียงบางส่วนครับ ตอนแรกเขาเห็นแค่ด้านข้างของใบหน้าคนร้าย ใส่แว่นกันแดดสีดำ ผมสั้นซอยรองทรง ”


ตำรวจหนุ่มคลายมือที่ประสานกันที่ตัก และนำรูปภาพภาพหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสาร เป็นรูปในเหตุการณ์ที่เห็นรูปพรรณสัณฐานคนร้ายจากไกลๆ ยื่นมาให้เขาดู


“ และมีแวบหนึ่งที่คนขับถอดแว่นแล้วหันมาทางเขาเหมือนจะเลี้ยวเข้ามาถามอะไรซักอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ เลยทำให้เขาเห็นว่า คิ้วด้านซ้ายของคนร้ายเหมือนมีแผลยาวๆ รอยหนึ่ง และมีรอยสักรูปอะไรซักอย่างอยู่ตรงนั้นด้วยครับ เขาบอกว่าตอนนั้นเหมือนมีอะไรดลใจให้เค้าจดจ้องใบหน้านั้นไว้ แต่เป็นเพราะจากระยะที่เห็นมันไกล จึงจำได้แค่บางส่วนครับ ”

“ มีอะไรดลใจอย่างนั้นเหรอครับ ”

“ ใช่ครับคุณผาภูมิ เขาบอกว่าไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เท่าที่ได้ข้อมูลมาก็เป็นหลักฐานเพิ่มเติมที่พอจะเป็นรูปเป็นร่างอยู่ครับ แต่เดี๋ยวได้ข้อมูลจากหลักฐานเพิ่มเติมยังไง จะรีบมาแจ้งให้คุณผาภูมิทราบนะครับ ”

“ ขอบคุณมากนะครับ ผมฝากด้วยนะครับ ฝากขอบคุณคุณชัชวาลด้วยนะครับ ”  คุณชัชวาล หรือพันตำรวจโท ชัชวาล สันติชุติการณ์ ผู้กำกับของสถานีตำรวจ ผู้เป็นเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งเป็นคนดูแลคดีของครอบครัวเขาตั้งแต่เกิดเรื่อง

“ ยินดีครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ ” นายตำรวจลุกขึ้น เดินไปที่ประตุ โดยที่มีเลขาของเขาเปิดประตูไว้รอส่งอยู่แล้ว เมื่อร่างของชายเครื่องแบบพ้นจากสายตา เขาจึงนั่งดูรูปจากกล้องวงจรปิดอีกรอบ และครุ่นคิดบางสิ่ง


“ ดลใจอย่างนั้นเหรอ หรือว่า… ” ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในความคิดของเขา สายตาเลื่อนไปที่กรอบรูปบนโต๊ะ

“ คุณพ่อ กำลังช่วยหลานเนตรอยู่ใช่ไหมครับ ” นิ้วมือสัมผัสที่รูปของพ่อตนเองเบาๆ

“ ถ้าใช่ คุณพ่อช่วยผมตามหาคนร้ายด้วยนะครับ ผมจะต้องตามหาให้เจอ และปกป้องครอบครัวของผมให้ได้ ผมจะไม่ให้เหตุการณ์มันซ้ำรอยอีกแล้ว ” เขาให้สัญญากับตัวเอง ความรู้สึกเศร้าเสียใจในเรื่องราวที่ผ่านมาเป็นตัวตอกย้ำให้ยิ่งต้องรีบเร่งค้นหาความจริงของเรื่องนี้ และจบมันให้ได้ เขาเอื้อมมือไปกดโทรศัพท์บนโต๊ะทันที


“ คุณดา เข้ามาในห้องหน่อยครับ ”  ไม่นานนัก เลขาเขาก็เข้ามา

“ มีอะไรหรือเปล่าคะท่าน ”

“ ผมมีบางอย่างให้คุณทำ คุณช่วยไปตามหาคนคนหนึ่งให้ผมที ”











“ ไอเพื่อนเวร มึงจะกลับมาได้ยัง ”

“ เดี๋ยวกลับแล้วๆ โห่มึงนี่ รีบจริงเลย กูเพิ่งจะเคลียร์กับน้องเขาเสร็จเนี่ย ”   ไอแสงรีบโวยวายใหญ่เมื่อผมตามตัวมัน ไอเวรนี่ก็จริง ญาติของใครกันแน่วะ


ส่วนคุณแดเนียลนั้น ตั้งแต่กลับมาจากร้านคาเฟ่นั่นก็ครองห้องนั่งเล่นนั่งเปิดแลปท็อปทำงานต่อ และกลายเป็นห้องส่วนตัวเขาไปโดยปริยาย ซึ่งผมเลยต้องระเห็จออกมาอยู่ที่ห้องโถงแทนเพราะไม่อยากไปกวนสมาธิเขา จึงได้แต่เปิดแอพ ไถมือถือไปเรื่อย เบื่อแทบขาดใจ


“ หึ มึงกับกูต้องมีเรื่องเคลียร์กันยาวนะเพื่อนรัก ” พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายแล้ว ผมก็ฉุนหนัก ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจกับความจริงที่เขาเป็น แต่โกรธที่ไอแสงไม่ได้บอกอะไรเลย! ให้ผมผจญกับตัวอันตรายต่อร่างกายผมอยู่ตั้งนมนาน แค่ตอนที่เขาเกือบจะแต๊ะอั๋งผมแล้ว ก็ยิ่งฉุนหนักขึ้นไปอีก


“ เคลียร์อะไรของมึงวะ ละนี่ทำเสียงน่ากลัวสยดสยองขนาดนี้ด้วยวะ ”  ไอแสงทำเสียงหวาดๆ ผมกลัวเสียงตัวเองจะไปเข้าหูคนในห้อง จึงเดินออกมานอกชายคาบ้าน และนั่งพิงตรงระเบียงบันไดหน้าบ้าน


“ ไม่ต้องมาพูดเลยมึงอ่ะ ทำไมมึงไม่บอกอะไรกูเลยวะ ว่าญาติของมึงคนนี้เขา เอ่อ นั่นอ่ะ ” พูดไปก็อายไป เกิดมาไม่เคยมาใกล้ชิดกับเกย์ขนาดนี้มาก่อน บอกตรงๆ ว่าทำตัวไม่ถูก


พอไอแสงฟังจบก็ร้องอ๋อยาวๆ


“ กูก็ไม่เห็นมันจะเป็นปัญหาอะไรเลยนี่นา มึงก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ญาติกูเขาก็มีคนควงอยู่แล้ว ก็วินวินทั้งคู่ ”

“ วิน -'องมึงสิ เพื่อนมึงเกือบจะถูกแต๊ะอั๋งอยู่ละ ” ผมพูดเสียงสะบัด

“ เอาน่ามึง เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมึงจริงๆ นี่หว่า แล้วอีกอย่างนะ ญาติกูคนนี้เขาสุภาพพอที่จะไม่ลวนลามใครก่อนนะเฟ้ย อย่าทำตัวสะดีดสะดิ้งเลยมึงเนี่ย ”

“ โห ไอเลว นี่เพื่อนมึงนะโว้ย ช่วยหัดเกรงใจกันหน่อย ”

“ เออนั่นแหละ เดี๋ยวกูกลับไปค่อยคุยกันต่อ กูไปลาน้องเขาก่อน ”

“ เออ แล้วรีบกลับมาได้แล้ว! ” ผมตัดสายมัน บรรยากาศเงียบสงบของตัวบ้าน ไมได้ทำให้อารมณ์ผมสงบขึ้นเลย ยิ่งไอแสงทำเหมือนไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมก็ยิ่งหงุดหงิด นี่ถ้ามันอยู่ใกล้ๆ ผมตอนนี้นะ พ่อจับกระทืบให้กลับบ้านไม่ถูกเลย (เดี๋ยวนี่ก็บ้านมันนะ)


ผมเสยผมลวกๆ อย่างขัดใจ จริงๆ แล้วเรื่องนี้มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนั่นแหละ ถ้าผมไม่ได้เคยมีอดีตกับมันเสียก่อน จริงๆ แล้วการที่ผมถูกผู้ชายลวนลามนี้ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะ ในอดีตผมก็เคยถูกกระทำแบบนี้มาก่อนหลายต่อหลายครั้ง แต่อาจจะไม่ได้ร้ายแรงเท่าครั้งล่าสุดนี้ แต่ผมไม่เคยบอกที่บ้านหรือใครๆ เลย แม้กระทั่งไอแสง


เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเสียหายที่ไม่ควรจะให้ใครรู้เลยจริงๆ


เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะผมอายน่ะสิ!


ผู้ชายบ้าที่ไหนจะโดนคนอื่นลวนลามแบบนี้ได้บ่อยๆ กัน ผมมั่นใจนะว่าผมไม่ได้หน้าหวานหรือตัวอ้อนแอ้นอย่างที่พวกเขาชอบกัน รูปร่างผมถึงจะไม่ได้สูงชะรูด แต่ก็ไม่ได้เตี้ยขนาดที่โดนพาดไหล่ได้สบายๆ ซะหน่อย หน้าตาก็ออกจะคมคายขนาดนี้ ไม่ว่าจะมองยังไงผมก็ควรจะต้องถูกหญิงลวนลาม ไม่ใช่ผู้ชายด้วยกัน!


พอเกิดเรื่องทำนองนี้บ่อยๆ เข้า ผมจึงแอบพ่อแม่ไปเรียนศิลปะการป้องกันตัว เพื่อความปลอดภัยของร่างกายตัวเองในอนาคต ซึ่งตอนนี้ก็สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว ดูจากเคสล่าสุดของผมสิ หึ คิดแล้วก็น่าจะหักคอมันซักที (บีบมือดังกร๊อบ)


แต่ก็ถือว่าคุณแดเนียลก็เป็นคนจริงเหมือนกัน ยอมรับหน้าตาเฉยเลยว่าตัวเองเป็น ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ที่ต้องคอยผิดบังตัวเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกกับคนอื่นปกติอื่นในสังคม ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นค่านิยมที่ผิดเหมือนกัน คนปกติในความหมายในด้านสรีระทางร่างกายของผมคือสติรับรู้เต็มร้อย ไม่มีอาการทางประสาทหรือจิตฟั่นเฟือนใดๆ


แต่ก็อย่างว่าแหละ สังคมเป็นตัวตั้งตัวตีในการตัดสินคนคนหนึ่งได้อย่างร้ายกาจอยู่แล้ว



“ นายมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย อยากถ่ายเลือดเหรอ ถึงมานั่งให้อาหารยุงแบบนี้ ” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นขัดความคิดของผม ผมหันหน้าไปหาคนที่อยู่ในความคิดของผมเมื่อกี้

“ ผมมาคุยโทรศัพท์ครับ เห็นคุณทำงานอยู่เลยออกมาคุยข้างนอก ”

“ นายก็เกรงใจเกินไป ฉันเขียนเสร็จแล้วล่ะ จริงๆ แล้วนายไม่ต้องมานั่งเบื่ออยู่กับฉันก็ได้นะ ฉันอยู่คนเดียวได้ ” รู้ด้วยว่าผมเบื่อ สงสัยท่าทางผมคงออกมากเกินไปสินะ

“ ไม่เป็นไรหรอกครับ ไหนผมก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ถึงกลับบ้านไปก็คงนั่งเบื่อแบบนี้เหมือนกัน ”


อีกฝ่ายทำเสียงอืมในลำคอ พยักหน้าเบาๆ


“ ไปนั่งข้างในเถอะ ตรงนี้ร้อนออก ” ร่างสูงพูดจบก็เดินเข้าไปข้างใน ไม่ได้ตรงไปที่ห้องเดิม แต่ผลุบหายไปยังโซนครัวที่อยู่ทางด้านหลังแทน ผมจึงเดินตามเข้าไป

“ นายทำอาหารเป็นไหม ” คนถามพูดขณะที่เปิดตู้เย็นดูของที่แช่อยู่ หยิบจับของสดออกจากตู้เย็น

“ ทำได้ครับ แต่ไม่รับประกันรสชาตินะครับ ”

“ อย่างงั้นเขาเรียกทำได้เรอะ ” อีกฝ่ายพูดแกมขำ ส่วนผมที่โดนกระทบเริ่มขมวดคิ้วเบาๆ พูดกระแทกกระทั้น

“ นั่นแหละครับ ”

“ แสนงอนจริงนะนายเนี่ย ฉันแค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง เอ้า มาทำให้หน่อย ฉันหยิบของออกมาให้แล้ว นายก็ดูเอาละกันว่าจะทำอะไรได้บ้าง ” ผมเดินเข้าไปดูวัตถุดิบที่เจ้าตัวหยิบมาวาง อืม ผัดผักรวมน่าจะได้อยู่ แล้วก็อะไรอีกดีนะ ต้มจืดหมูสับเหรอ ก็น่าจะโอเค ไข่เจียวผัดมะเขือเทศอีกอย่างแล้วกัน ผมเลือกเมนูแต่ละอย่างด้วยความปลอดภัยต่อกระเพาะของคุณแดเนียล เพราะเป็นคนฮ่องกงน่าจะกินเผ็ดมากไม่ได้ ถึงจะกินได้แต่ผมก็ทำอาหารนอกเหนือจากนี้ไม่เป็นแล้วครับ ประทานโทษที


ระหว่างที่ผมหยิบโน่นจับนี่ด้วยความเคยชิน ก็อย่างที่บอกครับผมมาบ้านหลังนี้ตั้งแต่เราเริ่มสนิทกัน จนเกือบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองได้แล้ว จริงๆ แล้วที่นี่ก็มีแม่บ้านประจำนะ แต่รู้สึกเหมือนไอแสงจะเคยบ่นว่าลากลับบ้านไปดูแลแม่ที่ป่วยอยู่สองสามวัน มันกับพี่สาวมันเลยต้องผลัดกันทำงานบ้าน พอวันนี้ที่ผมมาจึงไม่แปลกใจที่จะเห็นจานชามยังไม่ได้ล้างที่กองพะเนินตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในห้องครัว ช่างเถอะเดี๋ยวช่วยมันล้างหน่อยละกัน


คุณแดเนียลผู้ที่ยังไม่ได้ออกไปไหน ก็ยังยืนพิงเคาท์เตอร์ด้านหลังผมเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมา แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย เพราะความรู้สึกที่ถูกจ้องมองนี่มันทำให้ผมไม่ค่อยจะมีสมาธิซักเท่าไหร่


“ นายรู้จักกับแสงนานแล้วเหรอ ”  อยู่ๆ คนที่ยืนมองเงียบๆ มาตลอดก็เอ่ยถามขึ้น


“ ก็รู้จักมากตั้งแต่มัธยมอ่ะครับ ” ผมก้มลงไปหยิบจานชามในตู้ขึ้นมาวาง เทอาหารที่เพิ่งทำเสร็จ ก่อนจะยกไปไว้บนเคาท์เตอร์ตรงกลางห้องครัว


“ ฉันรู้สึกเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปยังไงชอบกล เมื่อก่อนดูออกจะสุภาพ ปกติมันจะไม่มีปัญหาเรื่องผู้หญิงเลยนะเนี่ย ” เห็นไหม ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ ไอแสงมันเถื่อนขึ้นจริงๆ ขนาดญาติที่ไม่ได้เจอมันมาตั้งนานยังรู้สึกถึงรังสีความเหี้ยของมันเลย พอได้ยินแบบนี้ผมเลยหลุดหัวเราะ แล้วจึงเล่าต้นกำเนิดความเหี้ยของไอแสงให้คุณแดเนียลฟัง


“ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ ”

“ มีแบบนี้ด้วยเหรอ ” อีกฝ่ายที่ดูจะอึ้งๆ ปนขำๆ ไม่แปลกหรอกที่จะมีปฏิกิริยาแบบนี้ เพราะขนาดผมแรกๆ ยังรับไม่ค่อยได้เลย

“ จริงๆ ผมก็คิดว่ามันพูดเล่นด้วยซ้ำไป แต่พอมันดูเสมอต้นเสมอปลายมาตลอด ก็แอบคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วสันดานมันอาจจะเป็นแบบนี้ ” คุณแดเนียลหัวเราะก๊าก ทำเอาผมหัวเราะไปด้วย


บรรยากาศเกร็งๆ ก่อนหน้ามันเริ่มจะหายไปโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นความสนิทสนมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อันที่จริงคุณแดเนียลก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก เพียงแต่ว่าผมแค่ไม่ชอบสายตาวิบวับของเจ้าตัวเวลามองมา มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล เหมือนมันสามารถมองทะลุเสื้อผ้าผมได้ยังไงยังงั้น


เมื่อกับข้าวทั้งสามอย่างถูกยกออกไปวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวข้างนอก คุณแดเนียลก็เอาแต่ดมกลิ่มหอมของแต่ละอย่าง เหมือนเด็กเลยแฮะ ผมแอบอมยิ้มเล็กน้อย แต่พอถูกเจ้าตัวจับได้ ผมก็รีบหุบยิ้มทันควัน ก็ยังมิวายส่งสายตาลิ่วล้อมาให้อีก ฮึ่ย เกลียดสายตาคู่นั้นจริง!


“ โอ้ว หอมจังเลยครับท่าน ทำอะไรกินกันเหรอ ” น้ำเสียงแบบนี้ ไม่ผิดครับ ไอเพื่อนรักเพื่อนเวรของผมเอง มันเดินมาดูกับข้าวจานนั้นทีจานนี้ทีด้วยความสนอกสนใจ และหันไปพูดภาษาเอเลี่ยนใส่ญาติมันต่อ ก่อนญาติมันจะชี้มาที่ผม แล้วพูดอะไรซักอย่างที่ผมก็ฟังไม่เข้าใจ ก็เงี้ยแหละครับ คนโง่ภาษาอังกฤษอย่างผมต้องทำใจ


“ หืม มึงทำกับข้าวเหรอวะ อารมณ์ไหนเนี่ย ” ไอแสงเดินมาพาดแขนที่ไหล่ผม ขณะที่ผมกำลังเก็บถ้วยชามทั้งหลายที่ตั้งสูงเป็นคอนโดเอามาล้าง

“ อารมณ์ญาติมึงหิวไงไอห่า ญาติใครกันแน่วะเนี่ย ”

“ เอาน่ามึง อย่างอนเลย เดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้าเลี้ยงหนังไงจ๊ะ ” เจ้าตัวเอาหน้ามาถูไถที่ไหล่ผม อิ๊ววววว ขนลุกขนพอง

“ กูรังเกียจ ออกไปเลย ”

“ โห ไรวะ แรงง่ะ เจ็บหัวใจ ”  โอ้ย เพื่อนกู สมงสมองไปหมดละ

“ เออมึงๆ กูถามหน่อย ” ผมพูดกระซิบกับคนข้างตัว กระดิกนิ้วให้มันเอาหูมาใกล้ๆ “ ทำไมมึงถึงรู้ได้วะว่าเขาเป็นเกย์ เขาบอกมึงเหรอวะ ”

“ มึงจะกระซิบทำห่าอะไรเนี่ย เขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรอกนะ ”

“ เออน่า กูเกรงใจ เล่นนินทากันใกล้ขนาดนี้ ”

“ ตอนแรกเขาไม่ได้บอกหรอก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งกูไปเที่ยวที่ฮ่องกงแล้วแวะไปเยี่ยม กูบังเอิญเห็นเขาแอบจูบกับผู้ชายในบ้านเข้า กูล่ะตกใจชิบหายตอนแรก แต่ก็ไม่ได้อะไรเลยทำเนียนไป พอเขารู้ก็เลยมายอมรับกับกูทีหลัง แล้วก็บอกว่าครอบครัวเขารู้แล้วด้วย ” ไอแสงเล่าด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนคนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศยังไงยังงั้น ผมจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อตอยบ่ายให้มันฟังบ้าง


“ แล้วเขาก็มาบอกกับกูง่ายๆ เนี่ยแหละมึง กูแบบแอบอึ้ง ”

“ เขาคงอยากให้มึงสบายใจมั้ง ” เจ้าตัวพูด ไหวไหล่เล็กน้อย

“ เอาเถอะๆ เขาจะเป็นอะไรมันก็สิทธิ์ของเขา เออมึง แล้วเขาจะกลับวันไหนวะ ” ผมปิดก๊อกน้ำหลังจากวางจานใบสุดท้ายลงบนกระแกรงสะเด็ดน้ำ เช็ดมือกับผ้าแห้งสะอาดที่แขวนไว้ตรงผนัง

“ พรุ่งนี้อ่ะ เขามาแปปเดียวเอง อย่างที่บอกอ่ะ มาเยี่ยมพวกกูเสร็จก็กลับเลย ” ไอแสงรอผมทำอะไรเสร็จจึงเดินออกไปด้านนอกพร้อมกัน คุณแดเนียลนั่งกินไป เล่นมือถือไป พวกผมจึงนั่งลงบนเก้าอี้ว่าง


ไอแสงชวนญาติมันคุยนู่นนี่ไปเรื่อย ผมจึงนั่งฟัง (ทั้งที่ไม่รู้เรื่อง) อย่างเดียวด้วยความที่ไม่อยากกวนชั่วโมงสนทนาของมัน แต่อยู่ๆ เสียงมือถือผมก็ดังขึ้น ผมจึงเดินเลี่ยงออกมารับโทรศัพท์ที่ห้องโถง


“ สวัสดีครับ ณรัก พูดครับ ” ผมกรอกเสียงลงไปตามความเคยชินเมื่อตอนที่อยู่ที่ทำงาน

“ สวัสดีค่ะคุณ ณรัก ดิฉันโทรจากบริษัท โอฬาร กรุ๊ป นะคะ ”


หืมม เดี๋ยวนะ ถ้าเขาจำไม่ผิดเขาเคยสมัครงานกับบริษัทนี้ไปด้วยนี่นา! หรือว่าจะโทรมานัดสัมภาษณ์



“ ครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ ” ผมตอบเสียงปลายสายอย่างตื่นเต้น

“ ดิฉันเห็นใบสมัครของคุณที่เคยมาสมัครไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะค่ะ แล้วรู้สึกสนใจในประวัติของคุณ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณมีงานประจำแล้วหรือยังคะ ”

“ ยังเลยครับ ผมพร้อมเข้าทำงานเลยครับหากคุณสนใจ ”

“ ใจเย็นค่ะคุณณรัก เดี๋ยวเราคงต้องนัดให้คุณมาลองคุยกับเราก่อนนะคะ คุณสะดวกวันไหนคะ ”  เสียงหญิงสาวปลายสายขบขันเล็กน้อยเมื่อได้ยินผมทำเสียงขยันขันแข็ง แน่นอนสิ บริษัทใหญ่โตขนาดนี้ เป็นใครก็อยากร่วมงานด้วย

“ ผมได้ทุกวันเลยครับ พรุ่งนี้เช้าก็ได้เลยครับ ”

 “ โอเคค่ะคุณณรัก ดิฉันนัดไว้เป็นพรุ่งนี้เก้าโมงเช้านะคะ ถ้ามาถึงบริษัทแล้วติดต่อประชาสัมพันธ์ด้านล่างว่าคุณดาราลักษณ์นัดติดต่อสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ ”   

“ ได้เลยครับ ขอบคุณมากนะครับ ”


ผมจะได้งานทำแล้วครับท่านนนน


ถึงแม้ว่ายังไม่ได้สัมภาษณ์ก็เถอะ แต่ผมก็ดีใจมาก ผมอยากทำงานที่บริษัทนี้มานานแล้ว แต่ดันไปได้งานซะก่อน ก็เลยต้องเลือกงานนั้นไว้ก่อน ไม่ใช่บริษัทที่ไหนไกลหรอก ก็ไอบริษัทที่ผมเพิ่งมีคดีไปด้วยน่ะสิ ให้ตายไม่น่าเลย รู้งี้ผมคงอดทนรอบริษัทนี้ไปแล้ว และผมก็คงมีชีวิตดีๆ ไปแล้ว ไม่ตกต่ำจนถึงทุกวันนี้หรอก


ผมฮัมเสียงเพลงในลำคอ เดินเข้าไปในห้องกินข้าวที่ไอแสงกับญาติของมันนั่งอยู่ พวกเขาหันมามอง เลิกคิ้วเล็กน้อย คงอยากจะถามผมประมาณว่ามีอะไรหรือเปล่า ผมจึงส่ายหัวพร้อมเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิม คนมันอารมณ์ดีเว้ย ไม่เคยเห็นเรอะ


ผมนั่งใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ ดูสถานการณ์ในโลกออนไลน์ไปเรื่อย ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดกับข่าวหนึ่ง


ทายาทบริษัทพันล้าน ประสบเหตุอาการสาหัส ตำรวจคาดปองร้ายหมายตำแหน่ง


หืม นั่นมันบริษัทที่ผมจะไปสัมภาษณ์อยู่พรุ่งนี้นี่นา นี่มันข่าวจริงหรือข่าวปลอมกันแน่ เกิดเหตุร้ายแรงขนาดนี้แล้วที่บริษัทไม่วุ่นวายตายเลยเหรอนั่น ว่าแต่หน้าตาของทายาทอะไรนั่นผมก็ไม่เคยเห็น เขาไม่เคยออกสื่อเลยสักครั้ง ยิ่งทำตัวลึกลับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้หลายคนโดยเฉพาะนักข่าวยิ่งอยากขุดคุ้ยเรื่องราว แต่ความเป็นส่วนตัวของเขานั้นก็ไม่เคยมีใครล่วงล้ำได้ซักคน บางคนก็บอกว่าเขาเพิ่งกลับจากเมืองนอก บางคนก็ว่าเขาขี้โรค ร่างกายอ่อนแอ ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ว่าจะข่าวไหนก็ดูคลุมเครือไปซะหมด


ขณะที่ผมกำลังนั่งจมอยู่กับข่าวนั้นเอง


“ ทำอะไรอยู่ ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยข้างหูผมเบาๆ ทำให้ผมตกใจสะดุ้งเอนตัวไปข้างหน้าอัตโนมัติ มือกุมหูข้างที่ถูกแนบเนื้อเมื่อกี้ ตัวหันเอี้ยวกลับมามองตัวต้นเหตุที่ยืนยิ้มทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองทำอะไรผิด


“ อย่ามาพูดใกล้ๆ แบบนี้สิครับ! ” ผมพูดอย่างไม่พอใจ ความกระดากเริ่มลามตามใบหน้า มองหาไอแสง แต่ก็ไม่พบเจ้าตัว หายไปไหนแล้วเนี่ย

“ ไอแสงไปห้องน้ำ ” เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าผมหาอะไร จึงเอ่ยตอบแล้วเดินไปเก็บจานชามที่กินจนเกลี้ยงไปเก็บที่อ่างล้างจาน

“ เดี๋ยวผมล้างเองครับ คุณไปพักผ่อนเถอะ ” ผมเดินตามเข้ามา ผลักคนร่างสูงออกไปเบาๆ

“ เมื่อกี้นายไปคุยกับใครอ่ะ เห็นกลับเข้ามายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ” คุณแดเนียลถามขณะยืนมองอยู่ข้างๆ ผม

“ พอดีบริษัทที่ผมเคยสมัครทิ้งไว้ เขาโทรมาให้ผมเข้าไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ครับ ผมเลยดีใจ เพราะอยากทำงานที่นี่ ”

“ โชคดีแล้วกันนะ ”

“ ขอบคุณครับ เอ่อ แล้วพรุ่งนี้คุณกลับไฟลท์ที่โมงครับ ”

“ ทำไม จะไปส่งเหรอ ” เจ้าตัวถามยิ้มๆ ด้วยเสียงเย้าแหย่

“ผมบอกตอนไหนครับว่าจะไป” ผมหันไปตอบด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า ‘อย่าถามอะไรโง่ๆ นะเจ้าบ้า’

“ ใจร้ายจริงเลย ฉันกลับไฟลท์ดึกเลย ประมาณสามทุ่ม ”

“ ไอแสงไปส่งใช่ไหมครับ ”

“ ถ้าเปลี่ยนเป็นนายไปส่งจะดีมากกว่า ” ผมกรอกตาในความขี้ตื้อของอีกฝ่าย ไหนจะสีหน้าออดอ้อนนั้นทำให้ผมขนลุกเกลียวเบาๆ ท่าทางแบบนี้เหมือนกับไอแสงยังไงชอบกล ไม่น่าถึงเป็นญาติกันได้ เมื่อเห็นสีหน้าเว้าวอนของอีกฝ่าย ผมจึงถอนหายใจเบาๆ


“ ก็ได้ครับ ถ้าผมว่างนะ ” พอผมตอบรับ เจ้าตัวจึงยิ้มร่าด้วยความชอบใจ จะเข้ามากอด ผมจึงรีบเบี่ยงไหล่หลบเล็กน้อย และทำหน้าดุใส่ คุณแดเนียลจึงเอนตัวกลับไป แต่ก็ยังไม่วายส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้





โปรดติดตามตอนต่อไป....


คุณแดเนียลลลลลล ขี้แต๊ะอั๋ง 55555



ครั้งนี้มาช้าไป 1 วันถ้วน ประทานโทษเป็นอย่างสูงค่ะ

เจอกันพุธหน้าเหมือนเดิมค้าบ

 :hao3:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-05-2020 17:06:49 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1851
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0

ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2113
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
เกือบเนียนได้แล้วเชียว

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 6
" ฉันก็รู้ว่าเธอจะไม่มีวันทรยศหักหลังแน่นอน "



 (เนตร)

“ แม่ครับ ผมเดินเองได้ครับ ไม่ต้องพยุงขนาดนี้หรอก เดี๋ยวแม่จะเหนื่อยเปล่าๆ ” เนตรเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าคนเป็นแม่เดินพยุงจนแทบอุ้มเขาเพื่อเข้าไปในบ้าน ทั้งๆที่ตัวของชายหนุ่มสูงใหญ่จนบังร่างของเธอจนมิด

“ ก็แม่กลัวนี่นา ลูกยังไม่หายสนิทเลยก็ดื้อจะกลับบ้าน แม่ขอห้ามเลยนะ อย่าเพิ่งไปทำงาน รอให้หายสนิทก่อนแล้วถึงแม่จะปล่อย ” หญิงสูงวัยยื่นคำขาด ก่อนที่จะเรียกคนขับรถมาช่วยขนของลงไป เธอพาร่างสูงค่อยๆเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปในตัวบ้าน และทันทีที่เปิดประตูนั้น
 

ปุ้ง ปุ้ง


“ เซอร์ไพรส์ครับพี่เนตร! วู้วๆ ” เสียงพลุดังขึ้นภายในห้องโถง  พร้อมกับร่างของน้องชายที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่หน้าประตู  ป้าย ‘ยินดีต้อนรับที่ชายสุดหล่อ’ แต่งแต้มสีสันมากมายที่แขวนห้อยกับโคมไฟสีนวลระโย้ระย้าขนาดใหญ่กลางห้อง

“ ตานันท์ แม่ตกใจหมด โธ่ ”

“ ก็ผมอยากเซอร์ไพรส์นี่นา พี่เนตรไปนอนโรง’บาลตั้งหลายวัน บ้านเงียบลงไปตั้งเยอะ ”

“ อย่างกะแกอยู่บ้านบ่อยๆงั้นแหละ ” คนเป็นพี่เอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ สีหน้าดีใจจนปิดไม่มิด ครอบครัวเขาก็เป็นแบบนี้แหละ ถึงจะห่างหายกันไปบ้าง ไม่ได้คุยด้วยกันทุกวัน แต่ก็อบอุ่นทุกครั้งเมื่อเห็นหน้าเห็นตากัน น้องชายเขานั้นเป็นคนที่ตลก เฮฮา น้อยนักที่จะเศร้า ด้วยว่าเป็นคนที่สบายๆ ง่ายๆ แต่จะติดอยู่ที่ค่อนข้างเอาแต่ใจนิดๆตามประสาลูกชายคนเล็กโดนตามใจตั้งแต่เด็ก แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็ไม่เคยนึกเสียใจที่มีนันท์เป็นน้องชาย


“ คุณหนูกลับมาแล้ว!  โถ่ ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก ” เสียงหญิงวัยกลางคนเอ่ยอย่างดีอกดีใจ รีบเดินเข้ามากอดเขาเบาๆ
 

ป้า ‘อุ่น’ เป็นป้าแม่บ้านที่ทำงานกับครอบครัวเขามาตั้งแต่เขาเด็กๆ ดูแลเขากับนันท์มากับมือ เพราะสมัยก่อนช่วงที่เกิดเรื่องกับปู่ของเขา ทั้งพ่อและแม่รวมถึงบริษัทวุ่นวายกันมาก ปู่เขาประสบอุบัติเหตุและจากไปอย่างกะทันหัน ไม่มีใครนึกเอะใจกันมาก่อน และคดีก็ปิดไปอย่างน่าสงสัย ทั้งที่ครอบครัวเขาเองก็ไม่เคยมีศัตรูคู่ปรปักษ์กันมาก่อน หรืออาจะมีแต่ก็มั่นใจได้ว่าไม่คิดร้ายถึงขั้นเอาชีวิตแน่นอน ทำให้พ่อของเขาสงสัยว่าอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ยังสืบหาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเรื่องราวก็ค่อยๆเลือนไป เพราะไม่มีหลักฐานใดๆสืบตัวถึงผู้ต้องสงสัยได้เลย
 

ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นก็ผ่านมานานนับสิบปี ป้าอุ่นคนนี้ก็ช่วยดูแลพวกเขาพี่น้อง เปรียบเสมือนลูกของเธอเอง เพราะเธออยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูก ความสัมพันธ์ของป้าอุ่นกับครอบครัวเขาจึงแน่นแฟ้นเปรียบเสมือนคนในครอบครัว
 

“ ผมไม่เป็นไรแล้วครับป้า ผมก็คิดถึงป้าเหมือนกันครับ ” เขากอดตอบป้าอุ่น และพากันเดินเข้าไปในตัวบ้าน แม่กับป้าอุ่นพยุงตัวเขาไปนั่งบนโซฟารับแขก ซึ่งมีป้าย ‘ยินดีต้อนรับที่ชายสุดหล่อ’ ห้อยอยู่ข้างบนโคมไฟ

“ คุณหนูเนตรต้องพักผ่อนนะคะ ป้าไม่ยอมให้คุณหนูทำงานทั้งที่ร่างกายเป็นแบบนี้แน่ๆ ”

“ ครับป้า ร่างกายผมแบบนี้ทำไม่ไหวหรอกครับ แค่ยืนนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว ” เขาพูดติดตลกเล็กน้อย ร่างกายเขาตอนนี้ถือว่าดีขึ้นมาก สามารถลุกขึ้นยืนได้ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อย่าเร็วเกินไป เพราะจะเหนื่อยง่ายและอาจจะวูบได้

“ เดี๋ยวช่วงนี้ให้ตานันท์ไปช่วยพ่อไปก่อนนะลูก ลูกก็พักผ่อนไป ถือว่าพักร้อนแล้วกัน ”

“ โธ่ แม่ นี่ผมก็เพิ่งปิดเทอม ผมก็อยากพักร้อนเหมือนกันนะฮะ ” คนถูกสั่งร้องโวยวายเมื่อแม่เขาเอ่ยจบ

“ แม่ให้ค่าขนมด้วย เอาไหม ”

“ เดี๋ยวผมจะช่วยอย่างเต็มที่เลยครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างจะเนี๊ยบเป็นพิเศษยิ่งกว่าพี่เนตรเลย ขอซักครึ่งแสนละกันนะฮะ ”

“ มะเหงกแน่ะ! “
 

เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังขึ้นภายในบ้านท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายๆที่เพิ่งผ่านพ้นไป เขาหัวเราะทั้งที่ภายในใจกังวลเหลือเกิน เขายังไม่แน่ใจเท่าไหร่นักว่าจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็เพียงแต่ภาวนาขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะเกิดเหตุร้ายๆกับครอบครัวเขา แต่ลึกๆในใจเขาก็คิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น
 

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่อไปที่อาจจะร้ายแรงกว่าที่คาดก็เป็นได้…
 
 
 
 


“ พี่เนตร ถามจริงๆนะ พี่เคยไปเหยียบหางใครเขาหรือเปล่า ” นันน์ถามขึ้นขณะที่กำลังพยุงเขาขึ้นเตียงนอน

“ พี่ก็เพิ่งจะกลับมาไทย วันๆทำแต่งาน จะมีเวลาไหนไปหาหางมาเหยียบกัน ”

“ อ้าว เผื่ออาจจะทำไปแล้วไม่รู้ตัวอะไรแบบนี้ แบบแอบไปกุ๊กกิ๊กกับใครแล้วเขามีเจ้าของอยู่แล้วอะไรแบบนี้ ”

“ ถ้าจะมีพี่คงเปิดตัวไปนานแล้วล่ะ ตอนนี้โสดสนิทแถมเดี้ยงแบบนี้ คงจะไม่มีไปอีกนาน ”


จริงๆแล้วเขาเป็นคนเนื้อหอมพอสมควร เพราะตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ ไม่ว่าจะไฮสคูลหรือมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ ก็มีคนคุยตลอด แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นคบหากันเลยก็มีน้อยมาก ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการจะปักหลักกับใครเป็นพิเศษ เพราะเขาไม่ชอบไปวุ่นวายกับใครมากนัก แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงครองตัวโสดอยู่มาตลอด จนกระทั่งเจอกับคนคนหนึ่ง
 

‘วรรณ’
แฟนคนแรกของเขา
 

การคบกันครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างตัวผม โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย แต่แล้วก็มีเหตุให้เลิกรากันไป ผมจึงกลับมาโสดสนิทอีกครั้ง 
 

“ อิอิ ผมมีเพื่อนเจ๋งๆเต็มเลยฮะ ทั้งหญิงและชาย โปรไฟล์ดี เอาไหมฮะ คิดราคาถูกๆ ” คนยื่นข้อเสนอทำหน้าทะเล้นล้อเลียนตามสไตล์

“ พูดดีๆ ขายเพื่อนกินเหรอเดี๋ยวนี้ พี่จะให้แม่ตัดเงินเดือนแก ”

“ โหย พี่อ่ะ! คนอุตส่าห์หวังดี เห็นโสดมานาน ” คนร้องโวยทำหน้ามุ่ยทันทีหลังจากได้ฟังพี่ชายขู่

“ ว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็โสดเหมือนกันไม่ใช่เหรอไง ”

“ ผมกำลังอยู่ในวัยสร้างเนื้อสร้างตัวฮะ รีบเรียนให้จบรีบไปหาสาว “

“ สาวจะหนีเข้าให้น่ะสิ ” เขาพูดแหย่น้องด้วยเสียงขบขัน ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“ เออใช่ เดี๋ยวพรุ่งนี้แกไปช่วยพ่อดีกว่านะ ไม่ต้องมาเฝ้าพี่หรอก พี่พอช่วยตัวเองได้บ้างแล้ว นี่ก็หายดีขึ้นเยอะ ยังพอมีแรงอยู่บ้าง ”

“ เอางั้นเหรอพี่ ”

“ อืม พ่อคงหัววุ่นน่าดู ต้องมาตามเรื่องคดี แถมเรื่องบริษัท ตอนนี้พี่ก็ดันมาเป็นสภาพแบบนี้อีก ”

“ โอเคฮะ เดี๋ยวผมไปช่วยพ่อเอง ”

“ พี่ไม่อยากทิ้งไว้นาน ไม่รู้ก็พวกมันจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ เพราะเราไม่รู้เบาะแสที่แน่ชัดเลยว่าเป็นใคร ”

“ ผมก็เป็นห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน พี่วางใจเถอะ เดี๋ยวผมจะช่วยสุดความสามารถ ”

“ ขอบใจมากนันท์ แล้วก็ระวังตัวด้วยนะ ” เขาตบบ่าน้องชายเบาๆ






(ณรัก)

และแล้วผมก็มาถึงบริษัทที่เรียกผมไปสัมภาษณ์เมื่อวานจนได้ รู้สึกตื่นเต้นชะมัด ความใหญ่โตโอ่อ่าของที่นี่ทำให้ผมรู้สึกโดนกดดันยังไงชอบกล แต่กระนั้นแล้วอะไรก็หยุดผมไม่ได้แล้วครับ ผมจะต้องได้งานนี้ให้ได้! (เพื่อเงินในบัญชีที่งอกเงย!)
 

“ สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าติดต่อเรื่องอะไรคะ ” เสียงหวานจ๋อยของประชาสัมพันธ์ทำให้ผมเคลิ้มไปพักหนึ่ง (ดึงสติโว้ยไอรัก)

“ เอ่อ ผมชื่อณรักครับ มาติดต่อคุณดาราลักษณ์ครับ ”

“ สักครู่นะคะ ” แล้วเจ้าของเสียงอันหวานจ๋อยนั้นก็หันไปกดโทรศัพท์ คุยเรียบร้อยเสร็จศัพท์ก็หันกลับมายิ้มหวานเจี๊ยบให้พร้อมกับผายมือไปยังทางลิฟต์ให้ผมขึ้นไปชั้น 20 ได้เลย คนอะไรเสียงหวานแล้วยังจะหน้าหวานยิ้มหวานอีก โอ้ย อยากกัด ขอเบอร์ซะเลยดีมั้ย (เก็บอาการโว้ยยย ไอห่ารัก)
 

เมื่อสามัญสำนึกด่าผมให้ดึงสติกลับมา ผมก็เดินไปทางลิฟต์ แต่ก็ยังมิวายหันไปยิ้มหวานให้กับสาวประชาสัมพันธ์อีกที ผมกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 20 ตามที่ตาหวานบอกไว้ (ตั้งชื่อเขาเรียบร้อยครับ) ระหว่างที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดนั้น ก็ปรากฏมือขาวๆแทรกเข้ามาระหว่างประตูลิฟต์ ทำให้เซ็นเซอร์ทำงาน ประตูลิฟต์เปิดพร้อมกับร่างสูงกว่าผมนิดหน่อยเดินเข้ามา ผงกหัวให้เป็นเชิงขอโทษ


ระหว่างที่ลิฟต์ขึ้นไล่ลำดับชั้นไปเรื่อยๆ ผมก็แอบสังเกตร่างสูงที่เดินเข้ามาทีหลังตามประสาคนช่างสังเกต ผิวขาว ใบหน้าที่กำลังก้มลงดูมือถือทำให้ผมมองไม่ชัด แต่ก็พอมองออกว่าหล่อพอสมควร คงจะเจ้าชู้ด้วยใช่มั้ยเนี่ย และกว่าที่ผมจะรู้ตัวว่าจ้องเขามากเกินไปก็ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมเป็นเชิงถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่านั่นแหละ
 

“ ไม่มีอะไรครับ แหะๆ พอดีหน้าคุ้นๆนึกว่าคนรู้จัก ” ผมยกมือเกาหัวอย่างอดไม่ได้ อายจังวุ้ย แมนทั้งแท่งแต่มาจ้องผู้ชายตาเป็นมันแบบเนี่ย มันใช่มั้ยไอรัก! (สามัญสำนึกหรือแม่ผมกันแน่ครับ บ่นจังเว้ยเฮ้ย) ผมก็ละความสนใจจากร่างสูงข้างผม มามองตัวเลขบนหน้าปัดแทน และก็เห็นว่าเขาไม่ได้กดตัวเลขชั้น มีแต่เป็นปุ่มตัวเลขที่ผมกดไปอยู่ปุ่มเดียว สงสัยมาชั้นเดียวกันล่ะมั้ง หรือว่าจะเป็นคนที่มาสัมภาษณ์อีกคนหนึ่ง
 

ช่างมันเถอะ งานนี้ต้องโดนผมแน่นอน!
 

เมื่อลิฟต์เปิด คนข้างตัวผมก็เดินออกไปก่อน ผมเดินตามออกมาพบว่าชั้นนี้เงียบมาก เพราะไม่มีพนักงานซักคนเลย ร่างสูงเมื่อกี้ก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ คนหรือวิญญาณวะ หายตัวเร็วชิบหาย  จะมีก็แต่พี่เบิ้มใส่สูทหน้านิ่งที่ยืนอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง แต่ความอลังการของชั้นนี้ก็ทำให้ผมขนลุกวาบเบาๆ เพราะดูท่าแล้วทุกอย่างบนชั้นนี้น่าจะแพงกว่าบ้านผมอีกล่ะมั้งครับ
 

“ คุณณรักใช่ไหมคะ ” ก่อนที่ความคิดผมจะพุ่งไปไกล ชื่อของผมก็ถูกเรียกโดยหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งที่เปิดประตูออกมาจากห้องทางซ้ายถัดไปไม่ไกลจากจุดที่ผมยืน

“ ใช่ครับ คุณดาราลักษณ์หรือเปล่าครับ ”

“ ใช่ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะคุณณรัก ” ผมเดินตามทางที่เรียกไป ยกมือไหว้คุณเลขา เดินผ่านพี่เบิ้มใส่สูทเข้าไปในห้อง


ความโอ่อ่าอลังการในห้องไม่ต่างจากภายนอกมากนัก จนผมอดสังเกตรอบห้องห้องไม่ได้ แต่สายตาพลันไปสะดุดกับชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้ผม หันหน้าออกไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่หลังโต๊ะทำงานของเขา รูปร่างสมส่วนดูแข็งแรง แค่มองจากข้างหลังยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม


ผมยืนอยู่สักพักจนคุณเลขาสาวเชิญผมนั่งลงที่โซฟาที่อยู่มุมหนึ่งของห้อง และตัวเองก็นั่งลงบนโซฟาอีกฝั่งหนึ่ง ชายคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่นานนักจึงหันกลับมา ผมเริ่มรู้สึกกดดันหน่อยๆกับสายตาที่ถูกจ้องมองมา เขาเดินมาและนั่งลงด้วยบนโซฟาซึ่งอยู่ทางหัวโต๊ะ ผมรีบยกมือไหว้ก่อนที่เขาจะเริ่มเปิดประเด็น
 

“ เธอชื่อณรักใช่มั้ย ” เสียงทุ้มหนักแน่นเอ่ยถามผม

“ ใช่ครับ ”

“ ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมนะ ฉันให้คุณดาราลักษณ์ไปสืบประวัติเธอมาเนื่องจากเธอเคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์ที่ฉันเคารพนับถือท่านหนึ่ง ” ผมหันไปมองคุณเลขาพร้อมกับความแปลกใจที่ว่าเขาไปรู้ได้อย่างไร เพราะผมไม่เคยกรอกลงในประวัติ และไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับใครมาก่อน

“ ดิฉันติดต่อไปหาอาจารย์ค่ะ ต้องการคนที่มาเป็นผู้ดูแล คุณเนตร ระหว่างที่กำลังรักษาตัวอยู่ และอาจารย์ก็แนะนำคุณณรักมาน่ะค่ะ เขาบอกว่าคุณเป็นลูกศิษย์ที่เขาไว้ใจที่สุด แล้วบังเอิญมากเลยค่ะ ดันเป็นคุณณรักที่เคยส่งประวัติเข้ามาสมัครงานกับเราเมื่อปีที่แล้ว ” แต่คุณก็ไม่เลือกผมสินะ ฮือ
 

อาจารย์ที่คุณเลขากำลังพูดถึงคืออาจารย์จากสถาบันต่อสู้หลายแขนงที่ผมเคยแอบพ่อแม่ไปเรียน ด้วยความคับแค้นของผม (จากการโดนผู้ชายลวนลาม) จึงไปสมัครสถาบันต่อสู้ที่หนึ่งแถวบ้าน ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่นี่เป็นยังไง ตอนนั้นรู้แต่เพียงแค่ว่า ‘กูจะต้องแข็งแกร่งให้ได้’ และ ‘กูจะต้องเป็นฝ่ายลวมลามบ้าง’  (เดี๊ยว!)  อะไรประมาณนี้ มันก็จะจริงจังระดับหนึ่ง
 

ด้วยความบังเอิญอีก ตอนนั้นครูฝึกทุกคนที่สถาบันไม่ว่างทั้งหมด เจ้าของสถาบันซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นเจ้าของ เขาเป็นลุงคนหนึ่ง ดูท่าทางขึงขัง และดุมาก จึงต้องมาสอนผมด้วยตัวเอง ตอนหลังผมก็เพิ่งมารู้ว่าที่เขารับสอนในตอนนั้นทั้งๆที่เขาจะปฏิเสธก็ได้ เป็นเพราะว่าเขารู้สึกถึงความมุ่งมั่นในตัวผม (ให้อารมณ์เหมือนในการ์ตูนอะนิเมที่ว่ามีเปลวไฟลุกโชนรอบกายผมน่ะนะ) เขาสนใจในตัวผม จึงรับสอนด้วยตัวเขาเอง หลังจากวันนั้นชีวิตผมก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า


เท้าอาจารย์นี่ล่ะ ฮ่าๆ โดนถีบตั้งไม่รู้กี่รอบ
 

เมื่อเห็นผมไม่ได้พูดอะไรออกมา คุณเลขาจึงอธิบายต่อ


“ คุณเนตรที่ดิฉันพูดถึงคือคุณเนตรนภิศ ทายาทของโอฬารวิจิตรรัศมิ์ค่ะ เป็นลูกชายของคุณผาภูมิ โอฬารวิจิตรรัศมิ์ ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าคุณณรักค่ะ ”
 

เดี๊ยวว อะไรนะ! หมายความว่าคนตรงหน้าผมคือท่านประธานของบริษัทนี้น่ะเหรอ!
 

ผมทำหน้าเหวอ ไม่รู้ว่าน่าเกลียดแค่ไหน แต่ที่รู้ๆคือคุณเลขาเอามือปิดปาก หันไปด้านข้างเล็กน้อย เหมือนจะกลั้นยิ้มไม่อยู่ คุณท่านประธานตรงหน้าผมก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
 

“ เอ่อ ขอโทษด้วยครับ ผมคงแสดงท่าทีตกใจเกินไปหน่อย ”

“ ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ เธอคงงงล่ะสิว่าฉันเรียกเธอมาทำอะไร ” ใช่เลยครับคุณท่านประธาน ผมตอบรับในใจเงียบๆ

“ ฉันไม่รู้ว่าเธอได้ทราบข่าวไหม ที่ลูกชายฉันโดนลอบทำร้ายอาการสาหัส ” ผมย่นหน้าเล็กน้อย พลางนึกถึงข่าวเมื่อวานที่บังเอิญอ่านเจอ ก่อนจะพยักหน้า

“ ผมทราบครับ เห็นข่าวมาเหมือนกันครับ เสียใจด้วยนะครับ ”

“ ขอบใจมาก ถ้าเธอทราบข่าวแล้ว ฉันก็จะไม่อธิบายแล้ว ฉันอยากให้เธอคอยดูแลลูกชายฉันที ฉันไม่รู้ว่าคนร้ายมันจะกลับมาทำร้ายอีกหรือเปล่า ลำพังตัวฉันกับครอบครัวเองไม่เป็นไรเพราะมีคนคอยคุ้มกันอยู่แล้ว ”  พี่เบิ้มใส่สูทหน้านิ่งคนนั้นเองสินะ  “ แต่ลูกชายฉันเขาเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่ง จึงทำให้ถูกปองร้ายได้ง่าย ตอนนี้เขาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน แต่อีกไม่นานถ้าร่างกายเขาหายดี คงไม่พ้นต้องเข้ามาทำงาน ฉันจึงจำเป็นต้องจ้างเธอมาดูแลลูกชายฉันหน่อย ว่าง่ายๆก็คือบอดี้การ์ดนั่นแหละ ”
 

ภาพในหัวผมคือ ผมใส่สูทสีดำผูกไทด์สีดำ ใส่แว่นกันแดดสีดำ ใส่หูฟังเล็กๆที่หูข้างหนึ่ง มีปืนเหน็บเอว เคี้ยวหมากฝรั่ง และรถหรูหราดูโก้ โอ้ว นี่มันในหนังหรือเปล่าวะเนี่ย ขอโทษทีนะครับถ้าผมจะดูหนังสายลับมากเกินไป
 

“ ฉันไม่ได้บังคับนะ ถามความสมัครใจของเธอก่อน เพราะถ้าฉันจ้างแล้ว คือหมายถึงจ้างระยะยาวจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะเรียบร้อย ถ้าติดเรื่องเงิน…”

“ เรื่องเงินไม่เป็นปัญหาครับผม แต่ผมคงต้องกลับไปคิดก่อนนะครับ เพราะเรื่องแบบนี้มันดูออกจะเหนือความคาดหมายไปหน่อยครับ ” ผมไม่รอให้เขาพูดจบก็แทรกขึ้นซะก่อน ฮือ บอดี้การ์ด เกิดมาไม่เคยคิดว่ามันจะมีจริงๆนะเนี่ย

“ ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ เอาเป็นว่าฉันให้เวลาเธอถึงพรุ่งนี้แล้วกัน รีบให้คำตอบฉัน เพราะเรื่องนี้จะรอไม่ได้ ”

“ ได้ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะเดินทางมาที่นี่เพื่อให้คำตอบนะครับ ” ท่านประธานพนักหน้าเชิงตอบรับ ก่อนจะเงียบไปพักหนึ่ง

“ ฉันอยากให้เธอรับข้อเสนอนะ ไม่รู้สิ ฉันถูกชะตากับเธอ คงเป็นแบบที่อาจารย์บอก และอีกอย่าง ”

“ … ”

“ เธอดูไว้ใจได้ และฉันก็รู้ว่าเธอจะไม่มีวันทรยศหักหลังแน่นอน ”




โปรดติดตามตอนต่อไป....


เดี๋ยวเราคงจะได้เห็นนายเอกของเราใส่สูท ผูกไทด์ ยืนเก๊กหน้าเข้มๆกันค่ะ 555555

เจอกันพุธหน้าเหมือนเดิมจ้า



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 7
" ก็เดี๋ยวจะไม่ได้เจอกันแล้ว "





ผมรู้สึกเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ



อ่านไม่ผิดหรอกครับ ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การที่ไปเป็นบอดี้การ์ดให้คนๆ หนึ่งนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะเว้ย!



‘ เธอดูไว้ใจได้ และฉันก็รู้ว่าเธอจะไม่มีวันทรยศหักหลังแน่นอน ’



อั๊กก ยิ่งรู้สึกหนักเข้าไปอีก

ฮือ จะบ้าตาย



ผมเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อยหลังจากที่ไปคุยธุระกับท่านประธานมา เดินแบบไม่รู้จุดมุ่งหมาย ไม่รู้ทิศทาง ขาก็เดินไป หัวสมองก็คิดไป รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งกลับมาจากสนามสงครามที่ไหนซักที่หนึ่งบนโลก ความคิดที่ว่า ‘กูจะต้องได้งานให้ได้!’ มันหายไปไหนแล้วไม่รู้ ตอนนี้มีแต่ประโยคว่า ‘จะทำได้มั้ย ทำได้รึเปล่า’ จังหวะสามช่าแบบนี้ในหัวซ้ำไปซ้ำมา คุณเนตรนภิศนี่หน้าตาเป็นอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้ ตอนนี้รู้แต่เดี้ยงอยู่ รู้แค่นี้จริงๆ



จากพนักงานออฟฟิศกำลังจะกลายเป็นบอดี้การ์ด ผมนี่จินตนาการภาพตัวเองไม่ออกเลยจริงๆ



ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์โทรหาคนคนหนึ่ง



“ฮัลโหล ม๊าครับ”



“ ว้าย ลูกโทรมา ป๊าๆ ลูกโทรมา! ” เสียงแม่ผมวี๊ดว้ายแสดงความดีอดดีใจเป็นอย่างมากที่ผมโทรไปหา อะไรจะดีใจขนาดนั้นนะแม่ผม



“ ม๊า หูผมจะแตก ไม่ต้องดีใจขนาดนั้นก็ได้ฮะ ”



“ ไม่ให้ดีใจได้ยังไงล่ะ นานๆ ทีลูกจะโทรมา ถ้าม๊าไม่โทรไปลูกก็ไม่โทรหรอกใช่มั้ยล่ะ ชีวิตม๊านี่มันรันทดซะจริง มีลูกชายกับเขาก็เหมือนไม่มี ”  โดนหนึ่งดอก “ แล้วนี่ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า ถึงโทรมา หรือว่า… ”



“ ผมไม่ได้จะกลับไปทำงานที่บ้านหรอกนะม๊า ”  ผมชิงพูดตัดบทก่อนที่แม่ผมจะมโนไปมากกว่านี้



“ โธ่ ลูกอ่ะ! ไม่รักม๊าเลย ”



“ ผมแค่จะโทรมาปรึกษาม๊าว่า คือ ม๊าฟังดีๆ นะ ”



“ ดูมีลับลมคมในจัง ลูกไปแอบทำใครเขาท้องหรือเปล่า บอกมานะ! ”



“ โอ้ย ม๊า ผมยังไม่ทันพูดเลย ผมจะปรึกษาว่า ถ้ามีคนอยากให้ผมไปเป็นบอดี้การ์ดให้เขา ม๊าจะว่ายังไง ”



“ อะไรนะ!!! ”  คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงแม่ เสียงพ่อผมก็ผสมมาด้วย สงสัยแม่เปิดสปีกเกอร์แน่เลยเนี่ย



“ ฟังไม่ผิดหรอกฮะ ตามนั้นเลย ”



“ นี่ละ ลูกหางานไม่ได้ถึงขนาดที่ต้องไปเป็นบอดี้การ์ดเขาเลยเหรอลูก! เดี๋ยวสิป๊า ปิดลำโพงทำไมเนี่ย แล้วจะเอามือถือไหน! ”



เสียงแม่โวยวายมาตามสาย ก่อนที่จะค่อยเบาลงๆ เหลือแต่เพียงเสียงกุกกักสักพัก ผมนึกว่าพ่อผมวางสายแล้ว กำลังจะเอามือถือออกจากหู พ่อก็พูดมาซะก่อน



“ นี่รัก ฟังป๊านะ ”



“ครับ ผมฟังอยู่ครับป๊า”



“ ป๊าไม่ห้ามหรอกนะถ้าจะทำ เพราะป๊ารู้ว่าเราก็มีฝีมือในด้านนี้อยู่เหมือนกัน แต่ป๊าเป็นห่วง ม๊าก็เหมือนกัน ยิ่งม๊าด้วยแล้ว คงจะค้านหนักเลย ”



นั่นแหละ เป็นสิ่งที่ผมหนักใจ เพราะแม่ผมนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นคนขี้กังวลที่สุดในโลก วัดจากดัชนีประมวลผลในริ้วรอยบนใบหน้า ทุกอย่างถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจากแม่ผมแล้วนั้น ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตทั้งหมด



ตอนที่พ่อแม่ผมมารู้ว่าผมแอบไปเรียนต่อสู้ แม่ผมนี่ว่าใหญ่เลยครับ เขากลัวผมจะเจ็บตัว เพราะระหว่างที่เรียนผมมีแผลเป็นของฝากจากอาจารย์กลับมาทุกวันเลยครับ บางวันนี่ปวดเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว แม่ผมถึงสงสัยว่าผมไปทำอะไร พอรู้เท่านั้นแหละครับ ถึงกับเอายันต์อะไรไม่รู้มาติดหน้าห้องผม เผื่อจะไล่สิ่งไม่ดีๆ (น่าจะหมายถึงความคิดผมมากว่านะครับ) ให้ออกจากตัวผมไป พ่อผมถึงกับหัวเราะกรามค้าง เลยโดนแม่ผมเล่นงานไปเรียบร้อยเสร็จศัพท์ กว่าผมจะอธิบายกึ่งอ้อนวอนขอเรียนต่อได้ ผมนี่แทบกราบเท้าแม่วันละร้อยรอบ



“ ผมรู้ฮะป๊า แต่ที่ผมไปฟังคุณภูผาอธิบายมาแล้ว คือลูกชายเขาโดนรถชน บาดเจ็บสาหัส แถมเพิ่งจะมาเป็นตอนที่จะมารับตำแหน่งซะด้วย เขาเลยกลัวมากกว่าจะโดนทำร้ายอีก ”



“ ลูกว่าใครอธิบายให้ฟังนะ ”



“ คุณผาภูมิฮะป๊า ตระกูลโอฬารวิจิตรรัศมิ์ รู้จักหรือเปล่า ”



“ ไอหยา! ลูกไปทำงานให้ไอนั่นเลยเรอะ ”



“ ใช่ ทำไมเหรอฮะป๊า ทำไมเรียกเขาซะเหมือนรู้จักกันเลย ” ผมถามอย่างสงสัย



“ เปล่า ไม่มีอะไรๆ ป๊าแค่ตกใจเฉยๆ เห็นตามข่าวอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าลูกตัวเองจะไปทำงานให้คนใหญ่คนโตขนาดนั้น ”



“ เขาให้เวลาผมตัดสินใจแค่คืนนี้เอง พรุ่งนี้ผมต้องให้คำตอบเขาแล้ว ” ผมถอนหายใจอย่างอัดอั้น



“ ป๊าให้ลูกตัดสินใจเองแล้วกัน ทำได้หรือไม่ได้ก็มีแต่ตัวลูกเองที่รู้ดีที่สุด ถ้ากลัวเรื่องม๊าจะโวยวายบ้านแตกละก็ เดี๋ยวป๊าจัดการเอง ”



ผมคุยเรื่องสารสุกดิบทั่วไปกับพ่ออยู่พักใหญ่ ก่อนจะวางสายพ่อยังมิวายกำชับผมว่าไม่ต้องห่วงเรื่องแม่ แต่ที่แน่ๆ คือตัวผมเองก็กังวลเหมือนกันว่าผมจะทำได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า ผมเรียนมาแต่ทฤษฎี ยังไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ปฏิบัติจริงๆ เลยซักที ถึงจะเรียนมาครบสูตรตามที่อาจารย์สอนทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี เห้อ ปวดหัวซะจริง หางานว่ายากแล้ว ต้องมาตัดสินใจว่าจะรับดีหรือไม่รับดีนี่มันยากยิ่งกว่าอีก แถมช่วงนี้ก็ไม่มีบริษัทที่ไหนติดต่อมาอีกแล้วด้วย เหมือนกับรู้จังหวะซะจริงๆ เลย



ผมเดินเปื่อยมาใกล้ๆ จะถึงรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้าน ระหว่างที่กำลังจะขึ้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงคุ้นตา



เฮ้ย นั่นมันไอคุณแดเนียลนี่หว่า! มาทำอะไรแถวนี้วะเนี่ย ตายห่า หลบก่อนๆ



ผมรีบจ้ำอ้าวหลบขึ้นบันไดรถไฟฟ้า พอดีกับที่คุณเขาหันมาป๊ะสายตากับผมพอดี ทำให้ขาผมหยุดชะงักอัตโนมัติ รอยยิ้มกว้างทรงเสน่ห์ถูกส่งพุ่งตรงมายังผม ความขนลุกขนพองลามขึ้นมาจากแขนถึงหัวผม เป็นสัญญาณเหมือนเตือนว่าความซวยกำลังมาเยือน



ฮือ ชีวิต



เมื่อเขาเห็นผมแล้ว ผมได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ เพราะผมรู้ว่าถึงหลบไปก็คงไม่พ้นไอขายาวๆ นั่นอยู่ดี ร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม



“ เอ่อ คุณหว่องมาทำอะไรแถวนี้ครับ ” ผมเรียกนามสกุลเขาแทนการเรียกชื่อ ดูเป็นทางการขึ้นมาทันที



“ เรียกซะเต็มยศเชียว ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่ ”



“ ผมมาสัมภาษณ์งานครับ ” อีกฝ่ายหืออือในลำคอ ก่อนที่ผมจะตั้งตัว แขนของผมก็ถูกเขาดึงลากไปอีกทางหนึ่ง ผมตกใจขัดขืน แต่ก็ไม่สามารถดึงแขนตัวเองออกจากมือของเขาได้ มือหรือคีมวะ แน่นจริง!



ผมถูกไอมือปลาหมึกตรงหน้าลากไปโดยไม่มีหยุดเลย ขาที่เริ่มเมื่อยเพราะเดินมาสักพัก



“ คุณจะพาผมไปไหนเนี่ยครับ ”



“ เออน่า มากับฉันแปปนึง ” คุณแดเนียลตอบพลางเปิดมือถือขึ้นมากดอะไรๆ สักพัก ก่อนสีหน้าพึงพอใจจะปรากฏบนหน้า นี่ขนาดผมเห็นแค่ด้านข้างยังสามารถบรรยายสีหน้าได้ขนาดนี้ ก็เพราะเจ้าตัวเล่นยิ้มกว้างขนาดนี้น่ะสิ ช่วยดูกูข้างหลังด้วยครับ หอบแล้วโว้ย!



“ อ้ะ ถึงแล้ว ” ผมยืนหยุดหอบเล็กน้อย เมื่อโดนลากมาถึงที่หมาย สถานที่ด้านหน้าผมนั้นมีผู้คนมากมาย ทั้งต่างชาติทั้งคนไทย บ้างก็นั่งรอ บ้างก็ต่อแถวที่เคาท์เตอร์ด้านหนึ่ง บ้างก็ยืนกดอะไรซักอย่างบนตู้ที่เรียงรายกันอยู่สี่ห้าตู้ บ้างก็ยืนต่อแถวซื้อน้ำซื้อป็อปคอร์น



ใช่แล้วครับ นายนี่มันมาผมมาที่โรงหนัง



“ คุณก็บอกผมดีๆ สิครับว่าจะมาโรงหนัง ไม่เห็นต้องลากมาขนาดนี้เลย ” ผมส่งสายตาขุ่นไปให้อีกฝ่ายที่ยืนทำหน้าระรื่น แถมยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าคนอื่นเขาเหนื่อยขนาดไหน ร้อนก็ร้อน



“ ก็ถ้าบอกดีๆ นายจะตามมาไหมล่ะ เห็นทำหน้าอย่างกับเห็นผีตอนเห็นฉันขนาดนั้น ”



“ กะ ก็มัน เอ่อ ตกใจ ” ผมอึกอักตอบไป ใครมันจะไปบอกล่ะว่าตั้งแต่รู้ความจริงผมก็อึดอัดใจมาตลอด ด้วยความที่มีอดีตที่ไม่มีนัก มันทำให้ผมระแวงตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะไปร่ำเรียนต่อสู้มาเก่งกาจขนาดไหนก็ตาม



“ เห็นไหมล่ะ เพราะงั้นอย่ามาโทษฉัน นายทำตัวเองต่างหากล่ะ ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลากผมไปอีกเช่นเดิม จัดการจองตั๋วให้ผมเสร็จสรรพโดยไม่มีการผมเลยว่าผมอยากดูหรือเปล่า แต่ผมก็อยากนั่นแหละ เพราะแอบเห็นตอนที่เขาจองเป็นเรื่องที่ผมอยากดูอยู่พอดี ผมจึงไม่ได้หืออืออะไร ดูฟรี ช่างมันละกัน



“ นายเอาป็อปคอร์นรสอะไร ” คุณแดเนียลหันมาถามผม ขณะที่ต่อแถวมาถึงหน้าเคาท์เตอร์



“ อะไรก็ได้ครับ ชีสก็ดี ” ผมตอบไป หูแว่วได้ยินเสียงขบขำจากร่างสูงข้างหน้า ผมทำหน้ามุ่ยอัตโนมัติ พอซื้อเสร็จเราก็พากันเข้าไปในโรงหนัง ว่าให้ถูกคือมือขวาเขายังคงลากผมอยู่แม้ว่าเจ้าตัวจะถือของพะรุงพะรังก็ตาม กลัวผมหนีหายหรือไงกัน





ผมยังตื่นตะลึงกับตอนจบที่หักมุมอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนไอคุณแดเนียลที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการดูหนังครั้งนี้ก็มัวแต่คุยโทรศัพท์ตั้งแต่ออกจากโรงหนัง ผมยืนรออยู่ข้างหน้า หัวก็ยังนึกถึงหนังที่เพิ่งดูมา ถึงแม้หนังจะมีเอ็นเครดิตตั้งสองครั้งทำให้ผมต้องรอดูก็ตาม คนอินกับหนังจะเข้าใจอารมณ์แบบนี้นะครับ



ร่างสูงที่ยังยืนคุยโทรศัพท์ด้วยหน้าตาแอบเคร่งเครียดนิดๆ เด่นมากท่ามกลางผู้คนรายล้อมไปมา อาจจะเป็นเพราะความสูงของเจ้าตัวที่ออกจะเกินมาตรฐานไปนิดสำหรับคนเอเชีย รูปร่างสมส่วนคงอาจจะเป็นเพราะออกกำลังกายด้วยหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ จริงๆ แล้วหน้าตาเขาไม่ได้ถือว่าหล่อเหลามาก มีก็แต่ตาชั้นเดียวที่ติดออกจะคมขรึมนั่นที่มีเสน่ห์เวลามันเปล่งประกายเมื่อมองมาสบตา แต่ดูโดยรวมแล้วก็คือดูดีนั่นแหละ



ผมยืนมองเงียบๆ ด้วยความที่ชอบสังเกต ทำไมทุกคนที่รายล้อมผมมันดูดีกันไปหมดเลยฟระ ฮึ่ย อารมณ์เสีย



“โทษที พอดีสายเข้าเลยคุยนานเลย ” คนที่ผมเพิ่งจะชมเดินเข้ามาหา สีหน้าเกรงอกเกรงใจ ทีตอนลากผมมายังไม่เห็นเป็นงี้มั่งเลย



“ ไม่เป็นไรครับ อันที่จริงถ้าคุณยุ่งก็ไม่เห็นต้องลากผมมานี่เลยก็ได้นะครับ ”



“ ก็เดี๋ยวจะไม่ได้เจอแล้ว ”



“ อะไรนะครับ ” เจ้าตัวพึมพำเบาๆ ทำให้ผมไม่ได้ยิน จึงเงยมองใบหน้าคมนั้นเพื่อย้ำถามอีกครั้ง



“ ก็ฉันไม่มีเพื่อนดูนี่นา ไอแสงก็หายหัวไปหาแฟน มันบอกว่าเดี๋ยวรีบกลับมา ฉันจึงมาเดินเล่นจนเจอนายเข้า ” เจ้าตัวพูดพลางยักไหล่ ทำให้ผมคิดว่ามันคงเป็นความผิดของผมที่ไปโผล่ตรงนั้นเอง



“ ไอแสงมันก็เป็นเงี้ยแหละครับ คุณควรจะชิน ”



“ สรุปแล้วนายจะไปส่งฉันใช่ไหม ” อยู่ๆ คุณแดเนียลก็เปลี่ยนเรื่อง ทำเอาผมที่เดินอยู่ชะงักกึก ผมหันมามองร่างสูงข้างตัว แล้วคิดในใจว่าทำไมมันถึงช่างขยันโยนปัญหามาให้ผมจังวะ! ผมถอนหายใจเบาๆ



“ ไปก็ไปครับ แต่ไอแสงต้องขับพาผมไปนะครับ เพราะผมขี้เกียจขับรถไป ”



“ ได้เลย เดี๋ยวฉันบอกมันให้ รับรองไปรับถึงบ้าน ” มันได้ด่าผมเข้าให้ด้วยน่ะสิ ให้ตายเถอะ แต่ถามว่าผมทำอะไรได้มั้ย



“ ครับๆ ” ก็ทำอะไรไม่ได้ไง แล้วก็ได้แต่ละเหี่ยใจเบาๆ















“ ไอรัก ”



“ หือ ”



“ มึงว่าไอคุณญาติกูเนี่ย แปลกๆ กับมึงหรือเปล่าวะ ” ไอแสงเพื่อนผมถามขึ้นขณะที่เรากำลังอยู่ในรถมุ่งหน้าไปสนามบิน ซึ่งมีไอคุณแดเนียลกอดอกไขว่ห้างเป็นคุณชายอยู่ข้างหลัง



“ ทำไมถามอะไรแบบนั้นวะ ”



“ ไม่รู้ว่ะ กูแค่รู้สึกทะแม่งๆ แปลกๆ เนี่ย ตั้งแต่กูขับออกจากบ้านมาเขาก็เอาแต่จ้องมึงเนี่ย ”



ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม ผมจึงหันกลับไปมอง ก็เจอกับสายตาเป็นประกายที่จ้องมาก่อนอยู่แล้ว แถมจ้องไม่หลบด้วย ผมก็เลยสะดุ้งไปนิดหนึ่ง (นิดหนึ่งจริงๆ นะ) หันกลับมาก็มาเจอสายตาอีเพื่อนทรพีนี่จ้องอยู่อีก มึงไม่ต้องข่งไม่ต้องขับรถหรือไง ไอบ้าเอ้ย



“ เห็นแมะ ใช่อย่างที่กูพูดหรือเปล่า ”



“ กูจะไปรู้ญาติมึงเหรอ กูก็ถูกเขาเล่นตั้งแต่เจอแล้วเนี่ย ”



“ หึๆ มึงไปอ่อยเขาไว้หรือเปล่าล่ะ โอ้ย ” ผมหันขวับไปตบหัวมันทีนึง แก้หมั่นไส้ คิดมาได้ไงผมไปอ่อย แมนทั้งแท่งแบบผมเนี่ยนะ เฮอะ ไม่อยากจะเซดให้ปวดเฮด



“ เจ็บนะโว้ยไอเวร ”



“ เออ ตีให้เจ็บไง ขับรถไปไม่ต้องเวิ่นเว้อ ”



“ กูก็แค่สงสัยได้มั้ยล่ะ ทีเมื่อก่อนแม่งไม่เห็นจะสนใจมึงขนาดนี้เลย ”



“ เมื่อก่อนอะไร ” ผมหันขวับไปถามด้วยความสงสัย ผมเคยเจอคุณแดเนียลนี่มาก่อนเหรอวะ



“ เอ้า จำไม่ได้เหรอวะ สมองปลาทองเปล่าวะมึงเนี่ย ”



“ ลีลา รีบๆ เล่ามาดิ๊เฮ้ย ”



“ ก็เมื่อก่อนตอนมัธยมไง จำได้มั้ย ที่ว่ากูเคยพามึงมาแนะนำให้ญาติกูเนี่ย เรายังเคยไปเที่ยวเล่นด้วยกันอยู่เลย ” คำพูดของมันทำให้ผมต้องรำลึกนึกย้อนกลับไปตอนช่วงมัธยม





‘ ไอรัก นี่ญาติกู ที่เล่าให้ฟังอ่ะ ’



‘ ไฮ ’ ญาติของไอแสงเอ่ยทักทายผมด้วยความเป็นมิตร ผมยิ้มให้เล็กน้อย



‘ มึงพูดอังกฤษไม่ได้ มึงก็พูดจีนกับเขาแล้วกัน เขาพูดได้ทั้งสองภาษาเลย ’



‘ ได้ๆ แล้วนี่เขามาอยู่ถาวรเลยเหรอ ’



‘ ไม่หรอก แค่มาเที่ยวเฉยๆ อาทิตย์เดียวเอง ’



ผมหันไปทางอีกคนที่ความสูงเกินกว่ามาตรฐานเด็กในวัยเขา หน้าตาเขายิ้มแย้มเป็นมิตร ผมมองอยู่สักพัก ก่อนที่เสียงของเพื่อนผมจะพูดตัดบทขึ้นมา



‘ นั่นแหละ ต่อจากนี้ไปกูคงต้องชวนเขาไปเที่ยวกับเราบ่อยๆ นะเว้ย ’



‘ เฮ้ย ไม่มีปัญหาเลยเว้ย กูสบายๆ อยู่แล้ว ’



‘ เออลืมบอกไป เขาชื่อเล่นชื่อ แดน นะ ’





‘แดน’

ผมนั่งนิ่งทวนชื่อนี้ไปมาในหัว ก่อนที่ใบหน้าของเด็กชายคนคนหนึ่งที่เคยจับหน้าจับหัวผมไปทั่วตอนเจอกัน จะปรากฏขึ้นในความคิด



“ เฮ้ย นี่แดนเหรอ! ” ผมร้องขึ้นอย่างตกใจ หลังจากที่นึกจำความหลังได้แล้ว



“ เออ นั่นแหละ นั่นชื่อเล่นเขา ชื่อจริงชื่อ แดเนียล หว่อง ตอนนั้นเขาใช้ชื่อเล่นเฉยๆ ไง มึงเลยคงไม่คุ้น ”



“ เชี่ยย พูดจริงเปล่าเนี่ย ”



“ จริงดิ ไม่งั้นมึงลองถามเขาได้เลย ” ผมเลยหันไปหาไอแดน หรือคุณแดเนียลในปัจจุบันอีกครั้ง



“ เอ่อ คุณคือแดนเหรอครับ ”



“ จำได้แล้วเหรอ ” น้ำเสียงเย้าแหย่เล็กน้อย ผมจึงเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่เจอเขาเมื่อวันก่อน เจ้าตัวก็แสดงไหลลื่นจนผมคิดว่าเพิ่งจะเจอกันครั้งแรก มันน่าเบิ๊ดกระโหลกนั่นซักทีมั้ยล่ะนั่น



“ แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกผมล่ะ ปล่อยให้ผมโง่อยู่ตั้งนาน ”



“ ก็ซื่อบื้อเองทำไมล่ะ ” เออ ไม่เถียงแล้วก็ได้ วุ้ย หมดอารมณ์



“ ฉันล้อเล่นน่า ทำเป็นจริงจังไปได้ ก็ฉันเห็นนายจำฉันไม่ได้ เหมือนไอแสงมันก็ไม่ได้บอกนายเลย ฉันก็เลยเลยตามเลย เผื่อนายจะจำได้เอง ” เรื่องโยนขี้เป็นเรื่องถนัดของคุณเขาสินะ



“ ครับๆ ผมมันซื่อบื้อเองครับ ” แต่เจ้าตัวก็เพียงแค่ยักไหล่ บ่งบอกว่ายอมรับสินะ โว้ย!



“ ปกติเธอเล่นอะไร ”



“ ครับ? ”



“ หูตึงเหรอไง ”



“ โว้ย แล้วคุณหมายถึงเล่นอะไรล่ะ ” คุณแดเนียลหัวเราะเมื่อแหย่ผมให้อารมณ์ขึ้นได้



“ โซเชียลน่ะ ”



“ ปกติผมเล่นทั่วล่ะครับ คุณเล่นอะไรล่ะ ” คุณเจ้าไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการคว้ามือถือจากมือผมไปกดนู่นกดนี่ พอผมรู้ตัวอีกทีมันก็แอดผมเป็นเพื่อนเรียบร้อย โดยที่ผมยังไม่ทันตั้งตัว แถมพอคืนมือถือผมเสร็จยังยิ้มหน้าระรื่นให้อีก ตอนนี้เราก็มีช่องทางการติดต่อกันแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับเขาอยู่ดีนั่นแหละ แต่ช่างเถอะ มีไว้ก็ไม่เสียหาย โดยมีไอแสงทำหน้าทำตาลิ่วล้อไปตลอดทาง



เราสามคนมาถึงสนามบินใกล้ๆ เวลาที่คุณแดเนียลจะเช็คอิน ผมกับไอแสงปล่อยให้เขาเข้าไปทำธุระอะไรของเขา เราก็ยืนรออยู่ข้างนอก สักพักเขาเดินออกมายืนอยู่หน้าผม ทำท่าทางเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ไอแสงก็พูดล่ำลาเขาตามปกติ กอดกันเบาๆ ตามประสาคนสนิท ทำท่าจะเนียนเข้ามากอดผมอีกคน ผมรีบยกมือห้าม กับผมไม่สนิทนี่อย่าลามปามนะครับจะบอกให้ ไอแสงหยิบมือถือขึ้นมารับสายแฟนมันที่โทรเข้ามา ผมกับเขาก็เลยต้องเผชิญหน้ากันสองคนอีกแล้วล่ะครับ



“ ทักมาด้วยนะ ” เป็นคุณแดเนียลที่ทำลายบรรยากาศแปลกๆ นี้ก่อน



“ เอ่อ จะให้ผมคุยอะไรล่ะครับ ”



“ ทักมาก็พอ ”



“ ได้ครับๆ เดี๋ยวผมจะทักไปนะครับ ” เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ยื่นมือมายีหัวผมเบาๆ อมยิ้มที่มุมปาก



“ เฮ้ย อย่ายุ่งกับหัวผมน่า ยุ่งหมดแล้วเนี่ย ”



“ ปกติเคยไม่ยุ่งด้วยเหรอ ”



“ นั่นเขาเรียกว่าเซ็ตครับ สไตล์วัยรุ่นน่ะ เข้าใจไหมครับ ”



“ อ้อเหรอ นึกว่าทรงตื่นนอนเฉพาะของนายซะอีก ”  ไอ้กวนตีนนนนนน



“ อะแฮ่มๆ ขออนุญาตขัดจังหวะฟุตฟิตฟอไฟนะครับ ” ไอแสงพูดแทรกขึ้นมา ทำให้ผมตกใจต้องยืนออกห่างจากไอหมี



“ จังหวะอะไรของมึงวะไอแสง แฟนมึงไม่ว่างคุยด้วยเหรอ ถึงมีเวลามาล้อคนอื่น ”



“ แหม ก็เห็นหวานหยดย้อยเหมือนโลกนี้มีแค่สองคนขนาดนี้ กูก็อิจฉาเบาๆ ”



ผมชูนิ้วกลางแทนคำตอบ แต่อยู่ๆ ญาติของแสงก็ยื่นมือมาตีมือผมดังเพลี้ย เล่นทำเอาผมกับไอแสงตกใจ แต่ฝ่ายหลังนั้นดูจะมีความสุขมาก เพราะหัวเราะไม่หยุด ผมเลยได้แต่ส่งสายตาขุ่นเคืองออกไปให้คนตี โดยที่พูดอะไรไม่ได้ (อีกตามเคย)



ตอนนี้ภารกิจส่งคนสำคัญระดับชาติขึ้นเครื่องก็เสร็จไปเป็นที่เรียบร้อย จากนี้ไป ผมคงจะได้กลับไปมีชีวิตที่เป็นสุขเหมือนเดิมแล้วสินะ (หรือเปล่า)



ฮือ ชีวิต



โปรดติดตามตอนต่อไป....


งุ้ยยยย ครั้งนี้ช้าไป 2 วัน ไอ แอ โซ ซอรี่ มากมากเลยนะฮะ

ที่ช้าคือมีคนยืมคอมไป เก๊าไม่ผิดน้า อย่าว่าเก๊าาา



เจอกันพุธหน้าเหมือนเดิมจ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-06-2020 09:48:29 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 8
" ผมชื่อ แดเนียล หว่อง "




ผมเป็นคนฮ่องกงแต่กำเนิด



ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นหน้าค่าตาไอแสง ญาติน้องของผมตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ เพราะบ้านเราค่อนข้างที่จะสนิทกันมากกว่าญาติคนอื่นๆ ที่จะนานๆ ทีจะติดต่อมา และเวลาจะติดต่อมาแต่ละครั้งต้องมีเรื่องมาให้ปวดหัวตลอดๆ พ่อผมจึงไม่ค่อยยุ่งกับญาติคนอื่นๆ ซักเท่าไหร่ แต่กับบ้านไอแสงนั้นสนิทมาก ถึงจะเป็นญาติห่างๆ แต่ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือกันมาตลอด ผมกับไอแสงจึงได้เห็นหน้ากันบ่อยเพราะบ้านเราไปมาหาสู่กันปีละครั้งสองครั้งไม่เคยขาด



และนอกจากครอบครัวและเพื่อนสนิทผมแล้วมันก็ดันรู้ด้วยว่าความจริงแล้ว ผมน่ะไม่ชอบผู้หญิง



จริงๆ แล้วผมก็ไม่ค่อยอยากให้ใครรู้เยอะหรอกเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะไอแสงบังเอิญมาเห็นช็อตเด็ดของผมกับ (อดีต) แฟนตอนนั้นเข้า ผมก็คงไม่ต้องอธิบายให้มันฟัง เฮ้อ ลำบากใจจริงๆ



แต่มันก็ไม่ได้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านกับสิ่งที่ผมเป็นแต่อย่างใด ซ้ำมันยังดูสนใจด้วยซ้ำ มันบอกกับผมว่ารอบข้างมันไม่เคยมีใครเป็น (หรืออาจจะเป็นแต่มันไม่รู้) เลยถามนู่นถามนี่ยกใหญ่ แต่พอผมบอกประโยคเดียวว่าให้มันลอง มันส่ายหน้าจนผมกลัวว่าคอมันจะหลุด





ปีนั้นเป็นปีที่ประเทศไทยร้อนมาก (ปกติมันก็ร้อนทุกปีนั่นแหละ) ผมเดินทางมาหาไอแสงตามเคย เพราะเป็นช่วงที่โรงเรียนปิดเทอม และผมกะว่าจะพักอยู่เที่ยวกับมันซักหนึ่งอาทิตย์ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าผมอยากเที่ยวหรอก แต่ผมหนีพ่อมาต่างหาก ผมเบื่อที่จะทะเลาะกับพ่อเรื่องแม่เลี้ยงเลยหนีมาซะเลย



ไอแสงรู้เหตุผลเลยด่าผมซะยกใหญ่ ดึงดันจะโทรหาพ่อผม แต่ผมก็ขอร้องนานมากกว่ามันจะยอมวางมือ แต่ก็ยังไม่วายให้ผมรีบติดต่อไปบอกพ่อผม



แต่ถามว่าผมทำไหม ก็ไม่ (จนถึงตอนนี้มันยังไม่รู้เรื่องเลย)



เราเที่ยวเล่นกันตามปกติ แต่ปีนั้นกลับพิเศษกว่าปีอื่นๆ ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ของไอแสงที่มันย้ำนักหนาว่าจะพามาอวด ผมก็ได้แต่หมั่นไส้กับท่าทีของมัน แต่ก็อดตื่นเต้นที่จะได้รู้จัก ก็ผมไม่รู้จักใครที่ไทยนอกจากครอบครัวของไอแสงเลยนี่นา



พอผมได้เจอจริงๆ ผมก็พบว่า…



มันน่ารักมากกก ตัวเล็กๆ หน้าขาวๆ แต่ไม่ถึงกับขาวมาก หน้าตาดูออกไปทางตี๋ๆ ความน่ารักของมันก็ไม่ได้ว่าหน้าตาจิ้มลิ้ม ตาโตๆ ปากแดงๆ อะไรเทือกๆ นั้น แต่ไม่รู้สิ พอผมจริงๆ ผมกลับรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว



ผมถึงกับอดใจไม่ไหวลูบหน้าลูบตาเขาไปยกใหญ่ จนเจ้าตัวตกใจเผลอต่อยหน้าผม ไอแสงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบมาห้ามแถบไม่ทัน แต่ผมก็ไม่ได้โกรธอะไรมันหรอกนะ ก็คงจะเอ็นดูนิดๆ ด้วยความที่มันอายุน้อยกว่า (แต่หมัดมันก็หนักจริงๆ ขัดกับรูปร่างเลย)



วันนั้นไอแสงถึงกับมาขู่ฟ่อบอกกับผมว่าอย่าแตะต้องเพื่อนมันเป็นอันขาด โถ เด็กน้อย



มันชื่อ รัก ครับ ตอนที่มันแนะนำชื่อมันกับผมเป็นภาษาจีน (เพื่อนของมันคนนี้พูดอังกฤษไม่ได้ ต้องพูดจีนกันผมอย่างเดียว) ผมถึงกับขำเพราะเหมือนมันกำลังบอกรักผมซะเหลือเกิน



แต่ถึงแม้ว่าแรกเจอจะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นคนเข้ากับคนง่าย กับผมเขาอาจจะไม่ค่อยเล่นด้วย แต่ด้วยความดี (ด้าน) ของผมที่ตื้อเข้าหาบ่อยๆ เล่นจนเขาค่อยๆ ชินและยอมคุยกับผมอย่างสนิทใจขึ้น



ตั้งแต่นั้นมาเราสามคมก็เที่ยวเล่นกันบ่อยๆ เฮฮากันไปจนผมเริ่มที่จะติดเขาแทนไปโดยไม่รู้ตัว



วันนั้นตอนก่อนนอน ผมจำได้ว่าแสงมาเล่าให้ผมฟังว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาจีบ มาเพ้อมาเล่าให้ฟังซะเว่อวังว่าสวยอย่างนั้นดีอย่างนี้ ผมก็ได้แต่ฟังแล้วก็เออออไป คิดว่าถ้าญาติผมชอบเขาก็โอเค



วันรุ่งขึ้นผมไปรอเขาที่โรงเรียนตอนหลังเลิกเรียนตามปกติ เพื่อจะกลับบ้านด้วยกัน แต่รู้สึกนานผิดปกติจึงเดินเข้าไปตามหาข้างใน ขณะที่เดินผ่านตรงสวนหลังโรงเรียน ผมเหมือนได้ยินเสียงคนเอะอะโวยวาย เลยลองไปดู



ปรากฏว่าตรงหน้าผมคือคนที่ผมตามหาอยู่นั่นแหละ แต่ที่ผมตกใจคือมันกำลังโดนกลุ่มเด็กชายน่าจะโตกว่าหรือเปล่าไม่แน่ใจรุมกระทืบอยู่ ผมกำลังจะวิ่งเข้าไปห้าม แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งที่แอบอยู่หลังเสาซะก่อน



เพื่อนของไอแสงนั่นเอง ยืนทำตาแดงๆ เหมือนพยายามจะกลั้นสะอื้น ดูน่าสงสารกว่าไอแสงซะอีก ยืมมองมันสักพัก ในใจก็รู้สึกโหวงๆ แบบบอกไม่ถูก อยู่ๆ มันก็ลุกลี้ลุกลนรีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในตัวอาคาร น่าจะไปตามครู ผมจึงรีบเข้าไปช่วยแสง สะบักสะบอมอยู่พอสมควรกว่าจะช่วยออกมาได้



พอครูมาเห็นก็ตกอกตกใจใหญ่ ถามอาการและสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้ความว่าเพื่อนผมไปจีบหญิงที่เป็นแฟนของหนึ่งในเด็กชายพวกนั้น แต่พอไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นว่าฝ่ายหญิงเป็นคนยอมรับเองว่าไปจีบก่อน เรื่องเลยกลายเป็นว่าญาติผมถูกกระทืบฟรีๆ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ได้อะไรเลย นอกจากเจ็บตัวและเจ็บใจ



พอจบเรื่อง เพื่อนของแสงที่ยังตาแดงๆ อยู่นั้นรีบเข้ามาช่วยพยุงไอแสง แต่เหมือนไม่เห็นผม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอาการผมเบากว่าไอแสงเยอะ ผมเลยเดินตามมันเงียบๆ ทั้งที่ภาพที่มันยืนกลั้นน้ำตายังอยู่ในหัวของผม กลับมาถึงบ้านก็โดนพ่อแม่แสงโวยวายใหญ่ แต่เรื่องก็จบไปด้วยดี หลังจากนั้นไอแสงก็กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม เพื่อนของแสงคนนั้นก็ยังมาเที่ยวเล่นกับเราเหมือนเดิม หลังจากที่มันรู้ว่าผมเป็นคนไปช่วยแสง มันก็ชื่นชมผมใหญ่จนผมแอบเขินหน่อยๆ ผมอดไม่ได้ที่จะคิดว่าท่าทางที่มันชื่นชมผมนั้น…น่ารัก



และจากนั้นผมก็เริ่มสนิทกับรักมากขึ้นไปอีก รู้ตัวอีกทีผมก็เผลอไผลกับมันไปซะแล้ว



แต่โชคร้ายที่มันถึงเวลาที่ผมต้องกลับเสียก่อน



ผมเสียดายมากที่ผมกับรักกำลังจะสนิทกันแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดไว้ พอกลับไปถึงบรรยากาศเดิมๆ ที่แสนจะน่าเบื่อ ผมก็แปลกใจที่ผมกลับคิดถึงรักมากกว่าที่ผมจะคิดถึงไอแสงด้วยซ้ำ ผมกับแสงยังติดต่อกันเรื่อยๆ และทุกครั้งผมก็อยากจะถามถึงเพื่อนของมัน แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ฟังที่มันเล่ามาเอง และก็เก็บความคิดถึงเอาไว้



เผื่อสักวันจะได้กลับไปเจอมันอีกครั้ง



และหลังจากนั้นที่บ้านผมก็เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายก่ายกอง จนถึงขี้เกียจจะไปจำ ผมจึงไม่ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมไปแสงไปนานเลยทีเดียว





จนเวลาผ่านมาเป็นสิบปี นานมากในความรู้สึก แม้ความคิดถึงจะเจือจางลงไปมาก แต่ความทรงจำทุกๆ อย่างยังคงชัดอยู่ในใจของผม ผมได้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้กลับมาตั้งแต่มัธยม หลายๆ สิ่งเปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนของแสง....รัก คงจะจำผมไม่ได้แล้วล่ะมั้ง



ผมได้กลับมาอยู่บ้านของแสงอีกครั้งหลังจากที่ไปทำธุระเสร็จ ครั้งนี้ผมมากระทันหันเพราะไม่ได้เตรียมการมาล่วงหน้า แถมต้องรีบกลับไปเคลียร์บทความให้เสร็จก่อนจะถึงเดดไลน์ส่งต้นฉบับอีก แสงบอกว่าติดธุระ (เรื่องสาวๆ ของมันนั่นแหละ) จึงให้คนอื่นมาดูแลผมแทนไปพลางๆ ก่อน ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนใจอะไร แค่คิดว่าจะพักผ่อนซักวันสองวันก็จะกลับฮ่องกงแล้ว และระหว่างที่ผมนั่งมองไอแสงเดินจ้าละหวั่นในห้องโทรเคลียร์กับสาวด้วยความละเหี่ยใจ



แต่แล้วอยู่ๆ คนที่อยู่ในความทรงจำของผมมาตลอดก็ปรากฏตรงหน้าผมอีกครั้ง



‘สวัสดีครับ’



ตึก ตึก



ความสั่นไหวใจในนี่มันอะไรกันนะ







โปรดติดตามตอนต่อไป....


ความในใจของขุ่นพี่แดเนียลข่า

คนแมนๆ เขาก็มีมุมใจเต้นสั่นไหวอยู่นะเออ



เจอกันพุธหน้าเหมือนเดิมจ้า

 :katai2-1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11-06-2020 13:06:50 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 11
" เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน "






และแล้วก็ถึงวันที่จะเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล ใช่ครับ ภายในวันนี้ผมต้องให้คำตอบกับคุณผาภูมิซึ่งก็คือประธานบริษัท โอฬาร กรุ๊ป หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือคุณพ่อของ 'คุณเนตร' ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเห็นน่าค่าตาเลยซักที เมื่อคืนผมก็คิดสมองแทบแตกไปทั้งคืนจนนอนไม่หลับ คุณแดเนียลก็ไมรู้ว่าเหนื่อยบ้างหรือเปล่านั้น เอาแต่ทักมาจนผมไม่ได้นอนอีก ไม่รู้จะอะไรนักหนา วันนี้ถ้าจะมีคนทักว่าผมเป็นผีดิบก็คงต้องกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับมัน



ผมเอาแต่จดจ้องมือถือบนโต๊ะอยู่นานสองนาน ถ้ามันมีชีวิตคงท้องโย้ไปแล้วแหละ เอาจริงๆ ผมยังตัดสินใจไม่ได้เลยให้ตาย งานอื่นก็ไม่มีติดต่อมาเลยซักงาน เมื่อวานระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ไอแสงฟัง มันก็หัวเราะเอิ้กอ้าก บอกว่าผมขี้โม้ แต่ผมทำหน้าจริงจังจนมันเริ่มเครียดกับผมไปด้วย มันได้แต่บอกว่าให้ผมคิดดีๆ ถ้าจะรับ มันก็จะช่วยผมเท่าที่ช่วยได้ แต่ย้ำกับผมว่าอย่าขาดการติดต่อก็พอ ให้ทักมันไปทุกวัน ถ้าเป็นอะไรไปมันก็ได้ตีเนียนไปขอเป็นลูกอีกคนพ่อแม่ผมแทนผมเอง ดูมันสิ ไอเพื่อนเวร



“ เฮ้อ ” ผมถอนหายใจยาวเอนนอนลงไปบนโซฟา คิดจนหัวจะแตกอยู่แล้ว





ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง





ใครมากดออดตอนนี้วะ คนกำลังเครียดอยู่เนี่ย

ผมเดินไปมองตรงช่องรูแมว แต่ก็ไม่เห็นใคร จึงเปิดประตูออกไป



“ สวัสดีครับ คุณณรักใช่ไหม ” อยู่ๆ ชายร่างสูงคนหนึ่งก็โผล่จากที่ไหนไม่รู้เข้ามาประชิดตัวผม โผล่มาแบบนี้กูตกใจหมด โธ่ แต่เอ๊ะ พอมามองหน้าแล้วหน้าคุ้นๆ แฮะ



“ เอ่อ เรารู้จักหรือครับ ”



“ ไม่รู้จักหรอกฮะ แต่เราเกี่ยวข้องกัน ถ้าไม่เป็นการรบกวน ขอผมเข้าไปหน่อยได้หรือเปล่า ”



“ เชิญเลยครับ ” และนี่กูก็ง่ายไปไหมวะเนี่ยเฮ้ย



ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องโดยที่มีผมเดินตามอยู่ห่างๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะนั่งผลุบลงที่โซฟาด้านหนึ่งของห้อง ผมเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาน้ำหาท่าให้แขกกิตติมศักดิ์ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใครคนดีคนนี้



“ ขอบคุณฮะ ” เจ้าตัวเอ่ยขอบคุณเบาๆ กับผมเมื่อผมนำน้ำไปให้



“ เอ่อ คือ สรุปแล้วคุณมีธุระอะไรกับผมหรือครับ ”



“ พูดแบบกันเองกับผมก็ได้ ผมอายุน้อยกว่าพี่อีก ”



“ งั้นกูไม่เกรงใจละนะ ”



“ แบบนี้ก็คงจะเกินไปนะฮะ ” อืมมม เรื่องเยอะจังแฮะ



“ งั้นก็พูดปกติเถอะครับ ”



“ ก็ได้ฮะ คืองี้นะ เมื่อวานพี่ไปตึกโอฬารกรุ๊ปมาใช่ไหม จำผมได้ไหมที่ว่าพี่เอาแต่จ้องผมในลิฟต์อ่ะ ”



เดี๋ยวววนะ จำได้แล้ว นี่มันไอหน้าหล่อที่ทำให้ผมมองจนตามอดไหม้ด้วยความอิจฉานี่หว่า ก็ว่าทำไมหน้าคุ้นๆ โลกกลมจังเลยเว้ยเฮ้ย แล้วมันรู้จักผมได้ไงเนี่ย



“ จำได้แล้วๆ แล้วคุณรู้จักผมเหรอครับ ”



“ ก็ไม่รู้จักหรอกฮะ อย่างที่บอกเราเกี่ยวข้องกัน พี่ชายผม พี่เนตรน่ะแหละ พ่อผมวานให้พี่ดูแลพี่ผมใช่ไหมฮะ ”



“ เฮ้ย! นี่อย่าบอกนะว่า… ”



“ ใช่แล้ว ผมนันท์ครับ ชื่อนันท์นภัส เป็นน้องชายพี่เนตร ” โอ้ มาย ก็อด นี่มันปาร์ตี้ครอบครัวสุขสันต์เหรอไงว้า เมื่อวานเจอพ่อ วันนี้เจอลูกคนเล็ก เหลือแต่แม่กับไอตัวปัญหาใช่ไหมเนี่ย



“ แล้วนี่มาที่นี่ พ่อคุณรู้หรือเปล่าครับ ”



“ ไม่รู้ฮะ ผมแอบสืบที่อยู่ที่มาจากคุณเลขา ”



“ แล้วคุณมีอะไรกับผมหรือเปล่า ”



“ มีแน่นอน ผมอยากจะมาขอร้องให้พี่รับงานนี้เถอะ ”



“ ทำไมล่ะครับ คุณไว้ใจผมเหรอ เราไม่เคยรู้จักกันเลยนะครับ ”



“ บ้านผมตอนนี้กำลังเดือดร้อนมากฮะ ซึ่งพ่อกับแม่ผมก็หวาดระแวงตลอดเวลา กลัวว่าไอเลวนั่นจะกลับมาทำร้ายครอบครัวผมอีกรอบ ลำพังตัวผมน่ะยังไม่เท่าไหร่ ” คนพูดทำหน้านิ่งคิ้วขมวด มือข้างหนึ่งกำแน่น " แต่พี่ผมน่ะ เขาเป็นคนที่พ่อตั้งความหวังไว้มาก ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปจะต้องลำบากแน่ๆ ”



“ จริงๆ แล้วผมเข้าใจนะครับ แต่ผมแค่ไม่มั่นใจ การที่จะไปคุ้มกันคนคนหนึ่งที่สำคัญขนาดนี้ มันไม่ง่ายเลยนะครับ ”



“ นั่นมันก็จริงแหละ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมยังอยากจะขอร้องจริงๆ ให้พี่รับงานนี้เถอะฮะ ” เจ้าตัวไม่พูดเปล่า ยังเอื้อมมือมาจับแขนผมเบาๆ ท่าทางจะเป็นห่วงพี่ชายมากจริงๆ แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าเกิดขึ้นกับคนรอบตัวผม ผมก็คงรู้สึกเหมือนกัน



“ ผมไม่รับปากนะครับว่าจะทำหน้าที่ได้ดีขนาดไหน ” ผมนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ในหัวมีความคิดตีกันยุ่งเหยิงเยอะแยะไปหมด ก่อนจะถอนหายใจ ปลงตก “ เฮ้อ แต่ผมจะรับแล้วกันนะครับ ”



พอผมรับปากเสร็จ ไอเด็กนี่มันก็ชูมือร้องเยสซะเสียงดัง ทำให้ผมที่ตกใจเสียงร้องมันอยู่หลุดขำไม่ได้ มันก็ยิ้มเขินๆ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดออกไป เด็กหนอเด็ก



“ ถ้าอย่างงั้นเดียวผมรีบกลับไปบอกพ่อกับพี่เนตรทันทีเลย ผมขอบคุณพี่อีกทีนะฮะ ” ผมรีบรับไหว้แทบไม่ทัน ฮือ ไม่รู้กันบ้างหรือไง มึงอยู่สูงกว่าตูอีก พูดแล้วเศร้า



“ อ้อ แต่พี่ไม่ต้องห่วงนะฮะ พ่อกับพี่เนตรถึงจะหน้าดุก็จริง แต่ใจดีมากก ”



“ เอาเถอะครับๆ ผมไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอกนะครับ ”











หลังจากที่ผมได้ให้คำตอบกับน้องชายของตัวปัญหาไป วันรุ่งขึ้นก็งานงอกเลยครับ ตอนเช้าผมกำลังจะออกจากคอนโดไปร้านสะดวกซื้อเพื่อตุนเสบียง ระหว่างที่ผมกำลังจะเดินลงบันไดหน้าคอนโด จู่ๆ ก็มีรถหรูยี่ห้อดัง (ที่ชาตินี้ผมก็ไม่รู้จะมีปัญญาซื้อหรือเปล่า) มาจอดเทียบท่าเลยครับ ไอผมก็ตกใจสิ นึกว่าจะมีใครมาลักพาตัวหรือเปล่า เหมือนในหนังอย่างนั้นอ่ะครับ แต่พอเห็นคนที่เดินลงมาแล้ว ต่อมรับรู้ของผมก็รู้ได้ทันทีเลยว่าต้องเกี่ยวกับไอตัวปัญหาแน่นอน เพราะคนที่ยิ้มแป้นลงมาจากรถนั่นไม่ใช่ใคร คุณเลขาคนดีนั่นเองครับ



เธอบอกว่าคุณภูผาวานให้เธอมารับตัวผมไปแนะนำตัวกับลูกชายเพื่อเตรียมตัวจะมาทำงานในอีกสองวันที่จะถึง รีบไปไหมครับคุณ หมดมู้ดไปซื้อของเลย แต่ถามว่าผมแย้งอะไรได้มั้ย ก็ไม่ (ชีวิตนี้กูเคยจะปฏิเสธใครได้บ้างไหม)



และตอนนี้ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าบ้าน ไม่สิ อภิมหาคฤหาสน์เลยดีกว่า ถ้าจะใหญ่โตขนาดนี้ ผมอ้าปากร้องว้าวตั้งแต่ทางเข้าแล้วครับ จะมีที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่จะมีทางเข้าอย่างกับพระราชวังแวร์ซาย ไม่มี! อย่างกับพาผมมาทัศนศึกษาวิชาชีวิตคนรวยยังไงอย่างนั้น คุณเลขาจัดการพาผมเข้าไปรอในห้องรับแขก ก่อนที่ตนเองจะผลุบหายไปไหนไม่รู้ ปล่อยให้ผมนั่งหัวโด่ด้วยความรู้สึกทึ่งในตัวบ้าน คนที่สร้างบ้านหลังนี้จะต้องเป็นคนเดียวกับที่สร้างพระราชวังแวร์ซายแน่ๆ



“ หนูชื่ออะไรจ๊ะ ” เสียงนุ่มนวลใจดีของหญิงวัยกลางคนปลุกผมจากภวังค์วิมาน



“ ชื่อรักครับ ณรัก ”



“ ชื่อน่ารักจังเลยพ่อหนุ่ม ว่าแต่มาหาใครหรือคะ ” อ้าว สรุปแล้วคุณเลขาพาผมมาทำอะไรที่นี่กันแน่เนี่ย



“ คือ...คุณดาราลักษณ์พาผมมาแนะนำตัวกับคุณเนตรครับ ”



“ อ้อ หนูนั่นเอง น้าได้ยินมาบ้างแล้วล่ะ ตาเนตรอยู่ด้านบนแน่ะ แล้วคุณเลขาไปไหนซะล่ะ ”



“ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เธอพาผมมานั่งตรงนี้แล้วก็หายไปไหนไม่รู้ครับ ” หญิงวัยกลางคนซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใครยืนมองผมสักพัก เงียบงันไม่ได้พูดอะไร ผมจึงเอ่ยถามชวนคุยเพื่อขจัดความเงียบตามนิสัยของผม



“ ว่าแต่คุณเป็นใครเหรอครับ ”



“ อ้อ น้าลืมแนะนำตัวไปสินะ ” เธอหัวเราะคิกคัก “ น้าเป็นแม่ของตาเนตรน่ะ ” นั่น ตัวละครตัวเกือบสุดท้ายได้เปิดเผยตัวตนออกมาแล้ว ที่เหลือก็คงเหลือแต่ไอตัวปัญหาสินะ ผมยกมือไหว้



“ หนูจะขึ้นไปหาตาเนตรใช่ไหมจ๊ะ ”



“ ใช่ครับ ”



“ งั้นตามน้าขึ้นมาเลยจ๊ะ เดี๋ยวน้าพาไปเองดีกว่า ” แม่ของคุณเนตรพูดพลางเดินออกจากห้องรับแขกไป ผมจึงเดินตามไป ไม่เร่งรีบ สายตาสำรวจไปรอบบ้าน มองขึ้นไปตามบันไดทางขึ้นสู่ชั้นสอง ชั้นนี้แบ่งออกเป็นปีกซ้ายกับปีกขวา ตามที่ผมเห็นน่าจะมีห้องไม่ต่ำกว่าห้าห้อง (รวมๆ แล้วเท่ากับบ้านตูทั้งบ้าน)



ผมเดินตามคุณน้ามายังห้องสุดท้ายทางด้านปีขวา หยุดเคาะประตูเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ผมหยุดรออยู่ข้างนอกตามมารยาท ที่ว่าห้องนอนเป็นห้องส่วนตัวของเจ้าของห้อง ไม่ควรเข้าไปก่อนที่จะได้รับอนุญาต ใครไม่ถือไม่รู้แหละ ผมถือละกัน



คุณน้าเดินเข้าไป ผมมองไม่เห็นว่าด้านในเป็นยังไง เพราะจากบริเวณประตูที่ผมยืนอยู่นั้น ผมเห็นแค่ทางเดินกว้างประมาณสามช่วงตัวคนยาวไปจนถึงหน้าต่างบานใหญ่ด้านใน ร่างวัยกลางคนเดินหายเข้าไปทางด้านขวา คงจะไม่เห็นผมล่ะมั้ง เลยเดินกลับมาแล้วกวักมือเรียกผม ผมถือว่านี่คือคำอนุญาต จึงเดินตามเข้าไป



จากหน้าต่างบานใหญ่ไปทางด้านขวามือ ก็เห็นเป็นห้องกว้างโล่งที่แบ่งเป็นสัดส่วน ห้องน้ำในตัว โต๊ะทำงาน ชั้นวางของเก๋กู๊ด ตู้หนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายและเตียงนอนคิงไซส์ที่ผมสามารถจินตนาการได้ว่าคงนอนได้เป็นสิบคนเลยทีเดียว ดูแล้วก็เหมือนห้องนอนทั่วไป แต่ที่มันไม่ทั่วไปเลยอาจจะเป็นกลิ่นอายความไฮโซของห้อง ส่วนผมที่มันไม่ไฮโซพอก็ได้แต่มองด้วยความอิจเบาๆ



“ เอ๊ะ ตาเนตรไปไหนแล้วล่ะ น้ายังเห็นอยู่เลยตอนก่อนลงไปข้างล่าง ” คุณน้าบ่นพึมพำเบาๆ พอให้ผมได้ยิน



“ อยู่ในห้องน้ำหรือเปล่าครับ ”



“ อืม น้าก็ไม่แน่ใจนะ ”



ก๊อก ก๊อก



“ คุณผู้หญิงคะ มีแขกมาพบท่านค่ะ ” เสียงสาวใช้ดังมาทางหน้าประตูห้อง



“ อ๊ะ จริงสิ น้านัดเพื่อนเอาไว้ งั้นเดี๋ยวหนูนั่งรอในห้องได้เลยนะจ๊ะ ตาเนตรน่าจะไม่ได้ไปไหน เดี๋ยวก็มาจ๊ะ ”



“ เอ่อ ได้ครับ ” ผมยกมือไหว้ลา เจ้าตัวรับไหว้ ยิ้มให้ผม จากนั้นก็เดินออกไป และแล้วก็เหลือตูคนเดียวในห้อง ไอตัวปัญหามันหายไปไหนวะ ผมที่ไม่รู้จะไปสถิตอยู่ตรงไหนก็ยืนเคว้งอยู่กลางห้อง





ผมเดินสำรวจห้องไปเรื่อย ไล่จากตู้หนังสือ หนังสือบริหารต่างๆ จนไปถึงหนังสือการ์ตูนที่ผมก็เคยอ่าน หืมม ไอนี่มันอ่านด้วยเหรอเนี่ย แสดงว่ารสนิยมผมก็พอๆ กับมันใช่ไหม โต๊ะทำงานก็เรียบๆ สะอาด มีอุปกรณ์จำเป็นแค่ไม่กี่อย่าง มีกรอบรูปสีเงิน ข้างในเป็นรูปของครอบครัว น่าจะเป็นคนที่ระเบียบน่าดู มองเถิบไปอีกก็เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่ผมเห็นตั้งแต่หน้าประตู มองออกไปก็เห็นเป็นสวนย่อมด้านหลัง มีต้นไม้ดอกไม้หลายชนิด พื้นหญ้าเขียวชอุ่ม ดูร่มรื่น อยากจะไปนอนเล่นตรงนั้นจังเลยน่า



เฮ้อ ช่างเป็นบ้านที่ดีอะไรอย่างนี้ (เอาหัวโขกหน้าต่างเบาๆ)



ผมดับความอิจที่บังเกิดในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า หันกลับมาเพื่อหาที่สิงสถิตซักที ก่อนที่สายตาจะป๊ะกับอะไรขาวๆ ตรงหน้า มีหยดน้ำเกาะอยู่ประปราย และจุดสองจุดสีชมพูทางด้านซ้ายและขวา ใช่แล้ว มันคือหน้าอกคน! ขาวด้วย! ผมพยายามกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก ไล่สายตาขึ้นไปช้าๆ ผ่านลำคอขาวผ่อง คาง ริมฝีปากหยักได้รูป จมูกโด่งสวย และ…



ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นที่ตรึงสะกดสายตาผม



ผมจ้องใบหน้าที่น่าหลงใหลนั้นอยู่นาน จนร่างขาววิ๊งตรงหน้าเลิกคิ้ว ผมสะดุ้งตัวเบาๆ สติสตังที่ไม่ค่อยจะมีกลับเข้าร่าง ถอยหลังกรูด ฮือ ติดหน้าต่าง



“ เฮ้ยย คุณเป็นใคร มายืนเปลือยให้ผมดูทำไม! ”



“ ฉันว่าฉันน่าจะถามนายมากกว่านะ มาทำอะไรในห้องฉัน ”



“ คุณ…คือเนตรนภิศใช่มั้ย ” คนตรงหน้าผมเลิกคิ้วอีกครั้ง เชิงถามว่ารู้จักเขาได้ยังไง



“ คือ เอ่อ ผมชื่อ ณรักครับ พอดีพ่อคุณให้ผมมาดูแลคุณครับ ” เสียงถอนหายใจเบาๆ พลางบ่นพึมพำอะไรที่ผมก็ไม่ค่อยจะได้ยิน ด้วยความที่ยังตกใจ ผมจึงค่อยๆเขยิบช้าๆให้ตัวเองหลุดออกจากพื้นที่อันตราย (ต่อใจ) ตรงนี้ คนบ้าอะไรหน้าขาวชะมัด ไหนจะปากแดงๆนั่นอีก ฮือ



“ เดี๋ยว ” ผมสะดุ้งอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาไอตัวขาวช้าๆ



“ พ่อฉันจ้างนายมางั้นเหรอ ”



“ ใช่ครับ ”



“ แล้วทำไมนายถึงรับ หึ เงินดีล่ะสิ ”



“ เดี๋ยวคุณ ผมก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ ผมถูกขอร้องมาต่างหากล่ะ ” ผมพูดเสียงหงุดหงิด



“ ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครมาดูแลหรอกนะ ”



“ ผมไม่รู้ครับ คุณพ่อของคุณจ้างผมมา แล้วผมก็รับงานนี้ไปแล้วด้วยครับ ” ไอตัวขาวทำหน้าตึง บรรยากาศเย็นยะเยือกนี่มันอะไรกัน ผมรู้สึกขนลุกเบาๆเมื่อเห็นรังสีสายตาที่มันสาดมา เจ้าตัวจ้องผมนิ่ง เอื้อมมือมาทาบหน้าต่างข้างหลังผม ก่อนที่จะก้มตัวลงมาใกล้ ใกล้จนผมจะขาดใจ โอ้ นี่มันในละครยุคไหนกัน



“ ว้าย บัดสีบัดเถลิง คุณหนูทำอะไรกันคะ! ” ผมลืมตาพรึบ มองลอดผ่านร่างไอตัวขาวไปยังร่างหญิงสาวท้วมที่ชะงักอยู่ตรงหน้าห้อง หน้าตาตกใจ ผมคงคิดว่าหน้าหน้าตาผมก็ไม่ต่างกัน รีบผลักร่างขาวข้างหน้าออกไป



“ โอ้ย ” ผมตกใจหันกลับไปมอง เห็นไอตัวขาวกุมไหล่ สีหน้าเหยเก ผมรีบเอามือออก สังเกตดีๆจึงเห็นรอยช้ำจุดเล็กใหญ่กระจายอยู่ตามแผ่นหลังและตรงแขน ทั้งที่ตอนแรกไม่เห็นเลย



“ คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ” ร่างท้วมรุดเข้ามาอย่างตกใจ รีบเข้ามาดูอาการ ผมรู้สึกผิดจึงค่อยๆพยุงเจ้าขาวนี่ไปที่เตียงช้าๆ เจ้าตัวไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร สงสัยจะเจ็บจริง



“ ผมไม่เป็นไรครับป้าอุ่น แค่เมื่อกี้มันปวดแปลบนิดหน่อยครับ ”



“ โธ่คุณหนู เจ็บก็บอกเจ็บสิคะ ถึงแผลจะหายดีแล้ว แต่มันก็ยังมีอาการฟกช้ำนะคะ ”



“ คือ...ผมขอโทษที่ทำให้เจ็บตัวนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ” ผมเอ่ยปากด้วยท่าทีเจี๋ยมเจี้ยม เมื่อเห็นป้าอุ่นที่นายนั่นเรียก นำยาหม่องตรงหัวเตียงมานวดบริเวณไหล่ที่เริ่มระบมช้ำจากความตกใจของผมล้วนๆเลยครับ เพิ่งจะเห็นแผลชัดๆก็ตอนนี้แหละ



“ รู้ตัวก็ดี มาดูแลฉันแท้ๆ ยังทำให้ฉันเจ็บตัว ”



“ เอ๊ะ ก็บอกว่าผมไม่ได้ตั้งใจไง ”



“ เอาล่ะค่ะๆ ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้ ” ป้าอุ่นนวดแผลเสร็จแล้ว หันมาห้ามทัพ “ หนูชื่ออะไรจ๊ะ ” ผมรู้สึกเหมือนเดจาวูยังไงชอบกล



“ ผมชื่อรักครับ ชื่อจริงชื่อณรัก ”



“ งั้นเดี๋ยวให้คุณหนูแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน หนูไปรอกับป้าข้างล่างนะจ๊ะ ส่วนคุณหนูเสร็จแล้วก็ลงมานะคะ ” ไอตัวขาวงืมงำด้วยความขัดใจ แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไร ป้าแตะแขนผมเบาๆเป็นเชิงบอกให้ตามไป



เมื่อถึงชั้นล่างร่างท้วมก็นำผมให้ไปยังห้องรับแขกห้องเดิมที่ผมนั่งรอคุณดาราลักษณ์ แล้วจะให้ผมขึ้นไปเห็นคนเปลือยเล่นทำไมเล่าเนี่ย ตอนผมมาถึงห้องรับแขก ก็เห็นคุณดาราลักษณ์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าตัวเอ่ยถามว่าผมไปไหนมาพร้อมขอโทษที่ปล่อยให้ผมรอนาน เธอออกไปคุยธุระทางโทรศัพท์กับท่านประธานเรื่องที่พาผมมาที่บ้านคุณเนตร กลับมาไม่เห็นผมจึงตกใจนึกว่าผมหนีไปแล้ว ผมจึงเล่าให้ฟัง ก่อนที่จะขำนิดๆเมื่อเห็นผมฉุนเฉียว



“ คุณเนตรเธอก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ คุณรัก ไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้าเท่าไหร่ ถ้าคุณอยู่กับเขาไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เข้าใจเองแหลค่ะ ”



“ แล้วเขาจะเข้าใจกับผมด้วยมั้ยครับ เฮ้อ จะไปรอดมั้ยเนี่ย ” ผมถอดถอนใจเบาๆ เมื่อเห็นเค้าลางถึงความยากลำบากที่กำลังจะเกิด



“ ถ้าลำบากใจมากนักก็ไม่ต้องรับก็ได้นะ ฉันไม่ได้ต้องการ ” ร่างสูงโปร่งยืนอยู่ตรงหน้าประตู มองเขานิดหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี หันไปยกมือไหว้คุณเลขา มีมารยงมารยาทกับเขาด้วยแฮะ เดินเข้ามานั่งลงตรงข้ามผม ไขว่ห้าง กอดอก มาถึงก็เต๊ะท่าเชียวนะไอคุณชาย



“ ผมก็ไม่ได้ลำบากใจ ถ้าคุณให้ความร่วมมือ ผมก็จะสบายขึ้นครับ ”  ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ตอบอะไร แสสายตาไปยังคุณเลขาที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆผม



“ ดิฉันเชื่อว่าคุณรักนี่แหละค่ะ เหมาะสมสุดแล้วค่ะ ” คนพูดยิ้มๆ



“ คุณเลขารู้ได้ไงครับ ยังไม่ทันจะเริ่มงานก็ประทุษร้ายผมแล้วนี่เหรอครับ ” เออ ย้ำเข้าไปไอคุณชาย เมื่อเห็นผมมองตาขวาง เขาก็ทำแค่ยักไหล่ บ่งบอกถึงความไม่แยแสใดๆทั้งสิ้น อยากตื้บหน้าคนจังโว้ย



“ คนคนนี้เป็นคนที่ท่านประธานวานให้ดิฉันไปตามหาเลยนะคะ เพราะฉะนั้นท่านคงคิดมาดีแล้วค่ะคุณเนตร ” คุณเลขาพยายามอธิบาย แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว สีหน้าของไอคุณชายก็ไม่มีท่าทีจะดีขึ้น เหมือนพูดหูซ้ายทะลุหูขวา ผมก็ได้แต่ทำหน้าละเหี่ยใจในชีวิตตัวเองเบาๆ ต่อจากนี้ไป เกรงว่าจะไม่ใช้นายนี่หรอกที่จะอันตราย ผมเองนี่แหละที่จะเอาตัวไม่รอด โอ้ย หล่อน้อยอยากจะโวยวายยย











“ คุณรักคะ ไม่เป็นไรนะคะ คุณเนตรเธอก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ” เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่มีคนพยายามจะปลอบใจผมด้วยประโยคแบบนี้ มาพูดกับผมก็ไม่มีอะไรดีหรอกครับ ไปพูดกับไปคุณชายตัวปัญหาโน้น ผมละสายตาจากวิวนอกกระจกรถหันมาฟังสิ่งที่คุณเลขาพูด



“ ไม่เป็นไรหรอกครับ สงสัยเขายังไม่ชินกับผมน่ะครับ ” ตั้งแต่เขากับคุณเลขาออกมาจากบ้านมาจนถึงอยู่ในรถ ผมยังคงขมวดคิ้วทำหน้าตายู่ยี่ จนคุณเลขาสังเกตได้ถึงความเครียดที่มันครุกครุ่นอยู่ในหัว ถ้าในร่างผมเป็นเปลวไฟ คงจะปะทุออกมาได้ในไม่ช้านี้ ภาพในหัวของผมยังเต็มไปด้วยท่าทีจองหองของไอคุณชายที่มีต่อผม พอนึกถึงทีไรแล้วเหมือนขาผมเกิดกระตุกอยู่ตลอดเวลา ผมต้องยับยั้งชั่งใจขนาดไหนที่จะควบคุมไม่ให้มันออกแรงไปตื้บไอหน้าขาวนั่น



“ เท่าที่ดิฉันเห็นคุณเนตรมา ก็ไม่ค่อยเห็นเขามีท่าทีแบบนี้นะคะ ก็เลยอดจะแปลกใจไม่ได้น่ะค่ะ ”



“ ปกติแล้วเขาเป็นยังไงเหรอครับ ”



“ คุณเนตรเธอเป็นคนเงียบๆค่ะ ไม่ค่อยจะโวยวายเท่าไหร่ แต่ดิฉันก็ไม่ใช่คนในบ้าน ก็คงไม่ค่อยได้เห็นหรอกค่ะ ”



“ เหรอครับ ดูไม่ออกเลยนะครับ ” ผมหัวเราะแหยๆ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญมา



“ เธอเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ คงยังต้องปรับตัวหลายๆอย่างเลย ” เห็นผมทำหน้าตาสงสัย หญิงสาวจึงอธิบายต่อ “ คุณเนตรไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศมาค่ะ เพิ่งจะจบมาหมาดๆเลย เดือนที่แล้วท่านประธานกับครอบครัวเพิ่งจะไปงานรับปริญญาของเธอมาเองค่ะ ”



“ แต่เขาอายุมากกว่าผมตั้งสามสี่ปี ทำไมเพิ่งจะจบโทล่ะครับ ”



“ คุณเนตรเธอขอท่านประธานออกไปหางานข้างนอกทำน่ะค่ะ เธอบอกไว้ว่าขอเวลาซักปีสองปีค่อยกลับไปทำอย่างที่ท่านประธานขอไว้ ” หืมม ไม่ยักคิดว่าไอคุณชายจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย คิดว่าคงรักชีวิตสบายๆตามประสาลูกคนร่ำคนรวยคนอื่นๆ



“ ในสายตาของดิฉัน ลูกชายของท่านประธานคนนี้เป็นคนจริงจังค่ะ ทำอะไรแล้วจะต้องทำให้สำเร็งลุล่วง ดิฉันติดตามท่านประธานมาก็หลายปี เห็นเธอตั้งแต่ยังวัยรุ่น “ คนพูดยิ้มๆระคนเอ็นดูเมื่อเล่าถึงไอคุณชาย “ ขนาดตอนที่ขอท่านประธานไปทำงานข้างนอก ยังมุ่งมั่นจนไม่มีใครจะห้ามเขาได้เลยล่ะค่ะ พอคิดๆแล้วก็อดจะปลื้มแทนท่านประธานไม่ได้นะคะ ”



“ ที่คุณเลขาเล่ามา ผมเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันครับ เอาจริงๆไม่รู้ไอคุณชาย เอ้ย คุณเนตรเขาไม่ชอบผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ รู้สึกเหม็นหน้าผมชอบกล ” ผมได้แต่ถอดถอนใจเบาๆ ความประทับใจครั้งแรกดูท่าจะล่มซะแล้ว



“ ดิฉันว่าไม่หรอกค่ะ ถ้าเขาไม่ชอบหน้าคุณจริงๆ เขาคงเมินคุณแต่แรกแล้วล่ะค่ะ ”



“ ผมก็หวังว่าการรับงานของผมครั้งนี้ จะผ่านไปอย่างราบรื่นนะครับ ”



“ ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกค่ะคุณรัก เรากำหนดอนาคตไม่ได้ แต่ดิฉันเชื่อว่าหากเราแน่วแน่กับสิ่งที่เราเลือกแล้ว ผลลัพธ์ที่ดีย่อมตามมาอย่างแน่นอนค่ะ ” คุณเลขามองเขาอย่างเชื่อมั่น “ ดิฉันเองก็เชื่อมั่นในตัวคุณรักนะคะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ขอให้คุณรักเต็มที่กับมันก็พอค่ะ ”



อะไรทำให้ทุกๆคนเชื่อมั่นใจตัวผมขนาดนี้กันนะ








โปรดติดตามตอนต่อไป....


ฮืออออ มารับโทษค่ะ

ยอมรับผิดเลย เพราะลืมจริงๆ ว่าต้องอัพตั้งแต่วันพุธ

เพิ่งนึกออกเมื่อวาน เลยตาเหลือกเลยทีนี้ 55555

ขอโทษน้าาา

 :katai1:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-06-2020 16:40:55 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ psychological

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-0

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1433
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 10
" ระวัง "







“ หลบไปซิ ทำไมนายต้องมาเฝ้าฉันตลอดเวลาเนี่ย จะต้องตามไปถึงห้องน้ำเลยไหม ” เจ้าของห้องพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญ เดินเข้าไปในห้องน้ำปิดประตูดังปัง ถามว่าผมสะทกสะท้านไหม ก็ไม่ครับ เผอิญว่าผมเคยเป็นพนักงานดีเด่นมาอ่ะนะครับ ขอโทษที



ผมเข้ามาทำงานเต็มตัวที่กับไอคุณชายเจ้าปัญหา (นับวันชื่อเรียกมันยิ่งยาวเรื่อยๆ) ก็เกือบจะอาทิตย์หนึ่งแล้วครับ ทุกๆ วันก็จะดำเนินไปอย่างปกติ ตั้งแต่มาปลุกไอตัวขาวนี่ ยืนรอระหว่างที่เขากินข้าวเช้า ขับรถไปส่งที่ทำงาน ตอนแรกคุณภูผากับคุณนายก็ไม่ยอมให้มาหรอก แต่ด้วยความมุ่งมั่น หรือความดื้อรั้นหรือเปล่าผมก็เริ่มจะแยกไม่ออกของเจ้าตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ร่างกายเขาหายดีแล้ว’ และ ‘ไม่อยากนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้าน’ ก็ทำให้ทุกคนต้องยอมอย่างเสียไม่ได้



นอกจากนี้ไอคุณชายยังขอร้องพ่อกับแม่เพื่อมาอยู่คอนโดของเขาที่ใกล้กับบริษัท โดยเหตุผลที่ว่ามันใกล้กว่า และปลอดภัยกว่าที่บ้านที่อยู่ใกล้กว่าและทางเปลี่ยวกว่าที่บ้าน จะมีใครปฏิเสธได้อีกเหรอครับ มาขนาดนี้แล้ว



และหลังจากที่ผมมาทำงานได้ไม่นานนั้น ไอคุณชายดึงดันที่จะมาทำงานให้ได้ ระหว่างที่เขาทำงานในห้อง ผมก็นั่งรออยู่ข้างนอก คุณเลขาจึงได้จัดโต๊ะทำงานไว้ด้านนอกห้อง เพื่อให้ผมได้นั่งทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมพอจะช่วยเขาได้



ตอนนี้กลายเป็นว่าผมทำงานควบไปอยู่สองตำแหน่งครับ คือบอดี้การ์ดและอีกอย่างหนึ่งคือ



เลขานั่นเองครับ



แต่นแตนน!



ตำแหน่งเดิมของผมเริ่มกลับมาให้ผมได้ทำอีกครั้งแล้ว ก็ยังรู้สึกดีกว่าตอนที่รู้ว่าต้องมาเป็นบอดี้การ์ดนั้นแหละครับ ท่านประธานบังคับให้ลูกชายเขาสอนงานทั่วไปที่พอจะให้ผมช่วยได้ให้ผม เพราะฉะนั้นบางวันเขาจึงโยนงานมาให้ผมทำพอเป็นพิธีอย่างเสียไม่ได้



รู้สึกปลื้มปริ่มเบาๆ อย่างน้อยผมก็ยังพอมีคุณค่าอยู่บ้าง



พอเลิกงาน ถ้าเขาไม่มีงานสังสรรค์หรือต้องไปเจอเพื่อนที่ไหน ผมก็ขับรถไปส่งเขาที่บ้าน หลังจากนั้นก็คือเวลาเลิกงานของผมแล้วครับ จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยมีผิดเพี้ยนไปจากนี้หรอกครับ เพราะเจ้าตัวก็ไม่ได้มีเพื่อนมากมาย อาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อนที่ผมเห็นเขาติดต่อด้วยก็มีแค่ไม่กี่คน สงสัยนิสัยแย่จนไม่มีใครคบล่ะมั้ง (ได้ยินเสียงจามมาจากด้านหลังเบาะผมเบาๆ)



วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องไปส่งไอคุณชายตัวขาวนี่ที่บริษัทตามปกติ ผมขับไปจอดรถที่ใต้ตึกจอดรถของบริษัทหลังจากที่ส่งเขาที่หน้าตึกไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกจากรถ ล็อครถเสร็จ ก็เดินผิวปากขึ้นอาคาร ผมมองดูตัวเลขบนหน้าปัดของลิฟต์ที่ไล่ตัวเลขไปช้าๆ ลิฟต์ตัวนี้มีทุกชั้นตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปจนถึงชั้นผู้บริหาร ลิฟต์ปกติจะไม่มีตัวเลขของชั้นผู้บริหาร และก็ไม่มีคนอยู่ในลิฟต์ตัวที่ผมอยู่นี้เพราะมันเป็นลิฟต์ของระดับผู้บริหาร



ว่าง่ายๆ คือเป็นลิฟต์ระดับพรีเมี่ยมที่เหล่าพนักงานธรรมดาๆ ขึ้นไม่ได้นั่นเองครับ รู้สึกถึงความแบ่งชั้นวรรณะเบาๆ



ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย อยู่ๆ ลิฟต์ก็ไปจอดที่ชั้นชั้นหนึ่งที่ผมไม่คุ้นมาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะระแวดระวังไว้ก่อน เหมือนที่คุณเลขาพูดเอาไว้ พอลิฟต์เปิดก็มีคนสองคนที่ผมไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอีกเช่นกันสวมชุดสูทเดินเข้ามา พวกเขามองดูผมแวบหนึ่งก่อนจะยืนหันหลังให้ ผมที่ยืนอยู่ตรงมุมในสุดของลิฟต์จึงต้องคอยมองพวกเขาไว้อย่างคนที่มีสติตื่นตัวตลอดเวลา และเพิ่งมาสังเกตว่าเราไปชั้นเดียวกัน มันแปลกๆ จนผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรคุกคามผม



พอลิฟต์เปิด ผมรอพวกเขาออกไปแล้วจึงเดินตาม ผมมองพวกเขาเดินเข้าไปทางอีกฝากหนึ่งของทางปกติที่ผมเดินแล้วก็อดจะสงสัยไม่ได้ว่าพวกเขาเป็นใคร ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ผมเดินเข้าไปในห้องไอคุณชายเพื่อตรวจความเรียบร้อยตามปกติ



“ อึไม่ออกหรือยังไง ทำไมทำหน้าเป็นตูดขนาดนั้น ”



“ ผมจะถือว่าเป็นคำทักทายแล้วกันนะครับ ”



“ หึ ” ไอคุณชายหน้าวอกหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้มหน้ากลับไปทำงานของตัวเองต่อ นี่หรือคนที่ปกติจะเงียบๆ ไม่ค่อยโวยวายอะไร เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้ แต่กวนประสาทชะมัด



“ คุณเนตรครับ ”



“ ว่าไง อึไม่ออกจริงๆ ใช่มั้ย ”



“ ไม่ใช่โว้ย! เอ้ย ครับ! ลำไส้ผมปกติดี ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ ” ผมอดไม่ได้ที่จะหลุดโวยวายเบาๆ และพูดต่อ “คือเมื่อกี้ตอนที่ผมขึ้นลิฟต์มาผมเจอคนแปลกหน้าสองคนขึ้นมาชั้นนี้เหมือนกันครับ แต่เดินไปอีกฝากหนึ่ง เขาคือใครหรือครับ” คนฟังชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนที่จะนิ้วจะกลับมารัวกดบนแป้นคีย์บอร์ดเหมือนเดิม



“ คนรู้จักพ่อฉันเอง เป็นหนึ่งในคณะบริหารเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้เข้าบริษัทซักเท่าไหร่ เพราะเป็นแค่ผู้ถือหุ้นใหญ่ธรรมดา ไม่ได้มีบทบาทอะไรในบริษัท ” ผมอือออในลำคอ ก่อนที่จะเลิกสนใจเรื่องของพวกเขา



“ แล้ววันนี้มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ ”



“ ยังไม่มี เดี๋ยวมีแล้วจะเรียกเอง ” จะไล่ผมออกจากห้องก็บอกกันดีๆ ก็ได้วะ



ผมเดินออกมาจากห้องแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำของตัวเอง เปิดอีเมลล์ของบริษัทที่ไอคุณชายเปิดให้ผมไว้เผื่อจะโยนงานอะไรให้ทำ ผมเห็นเมลล์ที่เพิ่งส่งเข้ามา แต่ไม่ระบุหัวข้อ ผมกดเข้าไปดู แต่ก็ว่างเปล่า ไม่มีข้อความอะไรเลยในหน้านี้ ก็เลยคิดว่าคงส่งผิด กดปิดไป และนั่งเปิดนู่นเปิดนี่ดูไปเรื่อย สักพักผมก็ได้ยินเสียงคนเดินใกล้เข้ามา พอเงยหัวขึ้นไปมองก็เห็นเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา



“ อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณรัก ” คุณเลขาคนดีคนเดิมนั่นเอง



“ สวัสดีครับคุณเลขา มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ ”



“ ดิฉันไม่กล้าใช้คนของคุณเนตรหรอกค่ะ ” เจ้าตัวขำคิกคักเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าเหวอผม คนของไอคุณชาย ฟังแล้วจั๊กจี้ชะมัด “ พอดีดิฉันเอาเอกสารมาให้คุณเนตรค่ะ ขอตัวเข้าไปในห้องก่อนนะคะ ” ผมพยักหน้าแล้วยิ้มให้ ก่อนที่ร่างของคุณเลขาจะหายผลุบเข้าไปในห้อง เป็นคนที่กระฉับกระเฉงดีจังแฮะ



ผมนั่งอยู่ที่เดิมจนถึงเวลาพักกลางวัน อยู่ๆ ไอคุณชายหน้านิ่งก็เดินก้าวออกมา เหลือบมองมาทางผมแวบหนึ่ง ผมลุกขึ้นยืนอย่างรู้หน้าที่



“ ไปทานข้าวเหรอครับ ”



“ อืม ”











ผมกับไอคุณชายหน้าขาว (และชื่อก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ครับ อย่าแปลกใจ) เดินมาร้านอาหารทั่วไปแถวบริษัท ไม่น่าเชื่อว่าสำอางขนาดนี้ จะมานั่งร้านแบบนี้ได้ด้วย แปลกใจจริงๆ บริษัทแห่งนี้ตั้งอยู่ในกลางย่านธุรกิจ ตอนพักเที่ยงจึงเป็นธรรมดาที่พนักงานกินเงินเดือนทั้งหลายจะเดินกันอย่างขวักไขว่ ประหนึ่งเป็นห้าแยกชิบูย่าที่โตเกียวกันเลยทีเดียว



ผมเดินตามหลังร่างสูงตรงหน้าไปเรื่อยๆ เบียดเสียดกับคนมากมายจนเกือบจะกลืนหายไปกับฝูงชน แต่ร่างสูงของไอคุณชายกลับเด่นชัดท่ามกลางคนมากมาย ส่วนผมที่ความสูงระดับทั่วไป เอ่อ ก็ไม่ได้น่าเกลียดมากอ่ะนะครับ เดินค่อนข้างลำบากเพราะต้องพยายามฝ่าความแออัดนี้รีบตามไป เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจถึงการเป็นบอดี้การ์ดของผมเบาๆ



เจ้าตัวไม่ได้เดินเลี้ยวเข้าร้านอะไรเลย แต่กลับเดินไปเรื่อยๆ ตามทางจนผู้คนเริ่มเบาบาง ผมจึงเดินหายใจโล่งปอดมากขึ้น ว่าแต่เขาจะเดินไปถึงไหนกันวะเนี่ย ผมเดินมองซ้ายมองขวาเพื่อสอดส่องความผิดปกติ



“ โอ้ย ” อยู่ไอร่างสูงก็หยุดชะงัก ทำให้ผมที่มัวแต่มองไปรอบๆ ไม่ทันตั้งตัวจึงชนเข้าอย่างจัง



“ นายทำร้ายร่างกายฉันสองรอบละนะ นี่มาเป็นบอดี้การ์ดจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย ” เจ้าตัวหันมา ผมลูบหน้าผากเบาๆ ตูเจ็บนะว้อย ฮือ ไม่มีการขอโทษซักคำเลย



“ ขอโทษครับ พอดีผมมัวแต่ดูลาดเลา ไม่ทันมอง ” ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากทำเสียงหึในลำคอ แวบหนึ่งที่สายตาผมมองไปยังด้านหลังของอีกฝ่าย มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งพุ่งตรงมาทางเราด้วยความเร็วและไม่มีท่าทีจะเบรค ผมเบิกตาอย่างตกใจ



“ ระวัง!!! ”



ก่อนที่มอเตอร์ไซด์คันดังกล่าวจะเฉี่ยวชน ผมรีบคว้าตัวไอคุณชายหลบไปให้พ้นระยะ เสียงวี้ดว้ายของคนรอบตัวที่เห็นเหตุการณ์ดังขึ้น รีบวิ่งมาดูผมและร่างสูงข้างตัวที่เพิ่งพ้นความซวยไป เพียงไม่กี่วินาทีที่คนขับมอเตอร์ไซด์ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขับหนีไปอีกทางหนึ่ง ผมมองตามไปจนมันหายลับไปจากสายตา



“ เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณ ” เสียงคนหนึ่งในกลุ่มคนเห็นเหตุการณ์ถามผมอย่างตกใจ ผมได้สติ ละสายตาจากมอเตอร์ไซด์หันมามองตามตัวไอคุณชาย เมื่อเห็นว่าไม่มีบาดแผลอะไรจึงโล่งใจ ผมส่ายหน้าให้ฝ่ายนั้นก่อนจะเอ่ยขอบคุณ



“ นายบาดเจ็บ ”



“ ฮ้ะ ตรงไหน ” ผมรีบมองหาแผลตามที่บอก จนคนพูดคงเอือมระอา เอื้อมมามาจับแขนผมให้ดู



“ อ้อ ตรงข้อศอกเอง คงเฉี่ยวมาโดนน่ะ ไม่เป็นไรหรอก คุณรีบลุกขึ้นดีกว่า ” ผมลุกขึ้นและดึงตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นตาม แต่แล้วก็เจ็บแปลบตรงแผล คงเป็นผลจากการเหยียดแขน ผมเบ้ปากเล็กน้อย



“ เจ็บแล้วยังทำเก่งอีก รีบๆ ตามมา ”















“ โอ้ยยย แสบๆ เบาๆ หน่อยสิ ”



“ พูดมาก ทาเองเลยไหม ” ตอนนี้ผมอยู่ในห้องทำงานของไอตัวปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ มือกลางวันของวันนี้คงเป็นอะไรที่ผมเข็ดไปตลอดกาลถ้าไอคนที่กำลังทำแผลให้อยู่นี่ยังทำตัวติสท์แตกเดินทอดน่องไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีก เพียงเพราะแค่อยากออกมาเดินดูอะไรนิดหน่อย คำว่านิดหน่อยของเขาคงจะไม่นิดหน่อยถ้าเกิดแบบนี้ขึ้น เจ็บตัวฟรีเลย ฮ่วย!



คุณเลขารับทราบเรื่องในวันนี้ก็รีบเข้ามาหาในห้อง ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง และจะขอตัวไปรายงานให้ท่านประธานฟัง แต่โดนไอคุณชายห้ามซะก่อน เพราะไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง จึงรับปากกับหญิงสาวว่าจะระวังตัวมากขึ้น แต่ยังไงก็จะขอไปแจ้งความไว้ก่อน และยังมิวายกำชับผมและไอคุณชายให้ระวังตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะผมที่เจ็บตัว ถึงจะไม่หนักหนาสาหัสก็ตาม แต่ก็ให้ระวังตัวให้มากขึ้น อย่าประมาทโดยเด็ดขาด



“ นี่สรุปแล้วพ่อฉันจ้างนายมาให้ดูแลฉันหรือให้จ้างนายมาให้ฉันปวดหัวเล่นกันแน่ ” คนพูดบ่นเบาๆ ระหว่างที่กำลังพันแผลให้ผม ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่ทำหน้ามุ่ยแทนคำตอบแทน เมื่อทำแผลเสร็จไอคุณชายก็กดสั่งอาหารเข้ามาทานในห้องแทน



“ ขอบคุณครับ ” ผมเอ่ยเบาๆ ลุกขึ้นเพื่อจะเอาอุปกรณ์ไปเก็บ



“ อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวฉันทำเอง ” เจ้าตัวเดินมาหยิบของ เห็นผมทำหน้าปลื้มปิติ “ ไม่ต้องมาทำเป็นซาบซึ้ง ขนลุกชะมัด ฉันแค่ไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใคร ”



ชีวิต!











“ ฮ่าๆ แล้วเขาก็พูดแบบนี้อ่ะนะ โอ้ย ขำ กูเริ่มจะชอบไอคุณชายอะไรของมึงนี่ละ ”



ไอแสงเพื่อนรักผมหัวเราะท้องแข็งเมื่อผมเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดให้มันฟัง วันนี้เป็นวันหยุดผมครับ ผมจึงนัดเพื่อนผมเพื่อมาพบปะด้วยความคิดถึงเบาๆ อยากถีบยอดหน้ามันจริงๆ เลย หลังจากเกิดเหตุการณ์วันนั้น ไอคุณชายก็ไม่ไปวอกแวกที่ไหนเลย อยู่ภายใต้ความดูแลของผมอย่างดี รู้สึกได้ถึงการปกป้องที่แท้ทรู เจ้าตัวคงกลัวที่จะเกิดเหตุแหละมั้ง หรือไม่ก็ขี้เกียจมานั่งทำแผล คงจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า ดูจากสันดาน เอ้ย นิสัย



“ มึงนี่ ขำจนลิ้นไก่จะหลุดกระเด็นมาโดนหน้ากูอยู่แล้ว เรื่องคอขาดบาดตายนะโฟ้ย มานั่งขำอยู่ได้ ”



“ แต่คอมึงก็ยังอยู่ดีนี่หว่า ”



“ เดี๋ยวปั๊ดถีบ ” อีกฝ่ายรีบหลบเมื่อเห็นผมยกขาทำท่าจะจะไปถีบมัน



“ เออๆ โทษๆ ก็มันขำนี่หว่า ใครจะไปรู้ว่าไอคุณชายมันจะมีมุมนี้ด้วย ปกติเก็บตัวจะตาย บอกใครใครก็สนใจทั้งนั้น ”



ก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด ปกติไม่ค่อยมีสื่อไหนที่สามารถเข้าไปทำข่าวหรือสัมภาษณ์ เพราะจากที่คุณเลขาบอก เจ้าตัวต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่าม ติดจะรำคาญ จึงทำให้เวลาไปไหนมาไหนไม่ได้เป็นจุดสนใจมากนัก (ถ้าไม่นับหน้าตาน่ะนะ) ไม่ชอบให้ใครมาตามติดชีวิต จึงสงสัยว่าเวลาเข้าสังคมนี่จะเป็นยังไง ถ้าไม่ชอบสุงสิงกับใครขนาดนี้



กว่าหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปอยู่ในวงจรชีวิตของไอคุณชาย จริงๆ แล้วก็เป็นการใช้ชีวิตที่ปกติธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษเหมือนกิจกรรมอย่างที่พวกลูกคนรวยเขาจะทำกัน ไม่มีแม้กระทั่งเข้าผับ อาจจะมีบ้างที่เจ้าตัวจะแวะเข้าบาร์เพื่อพบปะเพื่อนฝูง (ซึ่งก็แน่นอนผมต้องปลอมตัวทำทีไปเป็นลูกค้าในนั้น เพื่อไม่ให้เพื่อนๆ เขารู้) ไม่ชอบออกกำลังกายหนักๆ แต่ชอบว่ายน้ำ ไม่ชอบอาหารข้างนอก ชอบทานอาหารที่ป้าอุ่นทำ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จุกจิกที่มากจากการสังเกตของผมเอง ทำให้ผมรับรู้ได้ว่าไอคุณชายไม่ได้ติดหรูอะไรมากมายนัก



และจนป่านนี้ก็ยังตามตัวคนร้ายที่ขับมอเตอร์ไซด์คนนั้นไม่ได้ คุณเลขาบอกว่าคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่เคยทำร้ายไอคุณชายมาก่อนหน้านี้ และมั่นใจว่ามันต้องมีคนเบื้องหลังที่หนุนอยู่ เพราะเราไม่สามารถตามรอยได้ในทันที เหมือนมีคนคอยขวางกั้นตลอด ผมพยายามนึกสิ่งที่ผมเห็นในวันนั้น และพยายามทำตัวเป็นพยานที่ดี แต่ก็ไม่ได้คืบหน้าอะไรมากมายเพราะมันไม่ได้ติดป้ายทะเบียน ทำให้ผมนึกแค้นใจมาก ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์แท้ๆ แต่ช่วยอะไรไม่ได้มาก



ผมเคยเจอคุณท่านประธานอยู่ไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งที่เจอจะต้องพูดคุยกันเรื่องนี้ทุกครั้ง เขาได้แต่ฝากฝังให้ผมช่วยดูแลไอตัวปัญหา เพราะตอนนี้ทางตำรวจกำลังช่วยสืบหาอยู่ พวกเขากันไม่ให้ทางเราเข้าไปยุ่งมาก กลัวว่าจะเกิดอันตราย จึงให้คอยฟังความคืบหน้าแทน ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องบริษัท ไม่เว้นแม่แต่น้องชายของไอตัวปัญหาที่ตอนนี้เปิดเทอมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงต้องกลับไปเรียนต่อ



ถึงแม้ตอนนี้เจ้าตัวจะสามารถเข้าไปทำงานได้แล้ว แต่ทุกคนก็คอยกำชับไม่ให้ทำงานเยอะเกินไป กลัวจะเกิดผลกระทบกับร่างกายที่ยังไม่ได้หายดีมากมายนัก แต่ปัญหารุมเร้าขนาดนี้ ก็กลัวว่าร่ายกายของท่านประธานจะไม่ไหวเอาเหมือนกัน



“ กูไปอ่านข่าวมานะมึง เขาบอกว่าอาจจะเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่ง เพราะประจวบเหมาะเจาะในช่วงที่ไอคุณชายจะรับตำแหน่งพอดีเลย ”



“ กูก็ไม่รู้ว่ะมึง เขาเข้ามาทำร้ายไอคุณชายเป็นครั้งที่สองแล้ว ดีนะที่กูช่วยได้ทัน ”



“ แต่มึงดันมาเจ็บตัวแทน บอดี้การ์ดสมชื่อจริงๆ เอาตัวเข้าแลก อีกฝ่ายก็หล่อเหลาซะด้วย ”  ไอแสงทำเสียงกรุ้มกริ่ม แซวผม ทำหน้าลิ่วล้อ



“ บ้านพ่อมึง ถ้ากูไม่ทำงั้น แล้วเขาจะจ้างกูมาทำห่าไรล่ะ ”



“ กูก็แค่ล้อเล่นโว้ย ทำจริงจังไปได้ แต่กูไปได้ยินพ่อกูคุยกับเพื่อนๆ เขามามึง ”



“ พ่อมึงเขารู้จักครอบครัวนี้ด้วยเหรอ ” ผมเอียงหน้าถามอย่างสงสัย



“ โอ้ย มึงก็รู้ครอบครัวนี้ใครไม่รู้จักมั่ง บริษัทใหญ่ขนาดนั้น ”



“ เออว่ะ กูลืมๆ แล้วเขาคุยกันว่าไง ”



“ เขาบอกว่าเหมือนอาจจะเป็นการจัดฉาก จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตำแหน่งก็ได้เว้ย ”



“ หืมม แล้วไม่งั้นจะเกี่ยวกับอะไรวะ ”



“ อาจจะเป็นเรื่องของรุ่นก่อนๆ ที่เราไม่เคยรู้เลยก็ได้ ”



“ จริงเหรอวะมึง ”



“ กูก็ไม่รู้นะว่าทำไมเขาถึงสงสัยกันแบบนี้ แต่มันต้องไม่ธรรมดาแน่นอนกูคอนเฟิร์ม ”



เจ้าตัวพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมอย่างกับมีสายสืบอยู่ในบ้าน อะไรที่ไอนี่มันไม่รู้ถือว่าไม่มีอยู่ในโลกครับ แปลว่ามันเสือกทุกเรื่องนั่นเอง หูตาอย่างกับสับปะรด 3 ลูกรวมกัน



“ เอาเถอะๆ กูก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ก็ได้แต่คอยดูคุณหนูของเขานั่นแหละ ”



“ เฮ้ยมึง พูดถึงไอคุณชายนั่น กูถามอะไรหน่อยดิวะ ” นั่นไง หูกระดิกอย่างนี้ ต่อมเผือกของมันทำงานแล้วล่ะ มันส่งสัญญาณมือให้ผมเงี่ยหูเข้าไปใกล้ๆ “ เขาเป็นเปล่าวะมึง ”



“ เป็นอะไรวะมึง ” เมื่อเห็นผมไม่เก็ทคำถามมัน จึงจิ๊จ๊ะขัดใจเบาๆ ก่อนจะพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง



“ เป็นเกย์ไงมึง ”



“ เฮ้ย! ” ผมอุทานตกใจอย่างดังจนคนในร้านหันมามอง มันตบหัวเบาๆ บอกผมให้ผมเงียบปาก



“ มึงนี่ตกใจอย่างกับเจอแบล็กพิงค์ เบาๆ สิเฮ้ย ”  เจอแบล็กพิงค์กูร้องเบากว่านี้อีก ไอ้ฟาย!



“ แล้วอยู่ๆ มึงมาถามอะไรแบบนี้ละวะ ขนลุกชิบหาย กูยังต้องทำงานกับเขาต่อนะโว้ย ” ไอแสงหัวเราะชอบใจกับท่าทางขนลุกขนพองของผม



“ อ้าว ก็กูสงสัยอ่ะ ท่าทางสำอางขนาดนั้น มึงขลุกอยู่กับเขาทั้งวัน ก็น่าจะดูออกนี่นา ”



“ ขลุกอะไร พูดดีๆ กูทำงานไอห่า ” ผมทำตาขวางหน้าหงิกกว่าเดิม



“ เออนั่นแหละ สรุปแล้วเป็นเปล่าวะ ”



“ ไม่รู้โว้ยยย ”







โปรดติดตามตอนต่อไป....



คุณแสงงงงงง ไม่เอานะลูกกกกกก 55555555


เจอกันพุธหน้าค้าบ

 :hao6:



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5160
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 13
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตอนที่ 11
" พิสูจน์ความเป็นชาย! "






คำถามของไอแสงในวันนั้น ทำให้ผมมาทำงานอย่างหวาดระแวง ทำไมคนรอบตัวผมถึงเป็นกันแบบนี้! นี่ผมต้องกลัวว่าจะถูกทำมิดีมิร้ายในซักวันด้วยมั้ย (แม้ว่าหน้าตาอย่างผมนี่คงไม่ได้อยู่ในสายตาไอคุณชาย) ถึงจะหน้าหล่อขนาดไหน แต่นิสัยห่ามขนาดนั้น มันก็ต้องกลัวบ้างอะไรบ้าง กลัวตัวผมเองจะพุ่งเข้าไปจับกด เอ้ย ไม่ใช่สิ ไอรัก ไอบ้า!



“ นายเป็นอะไร ท่าทางลอกแลก ” ผมสะดุ้งกับคนถามที่โผล่มาทางด้านหลังไม่ให้สุ่มให้เสียง หันหลังขวับ



“ มะ ไม่เป็นไรครับ ” ไอคุณชายจ้องผมเขม็งอย่างสงสัย แต่ไม่ได้พูดอะไร จึงเดินผ่านตัวผมไปยังห้องครัว ผมเป่าปากฟู่โล่งใจเมื่อรอดพ้นจากสายตาคู่นั้น ไอแสงนะไอแสง ไม่น่าเลย



ผมอดที่จะแอบเหล่ตามองไปยังร่างสูงไม่ได้ รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาวชมพู ปากแดง ขนตางี้อย่างงอนเลย โอ้ยยยย ทำให้ผมคอแห้งผาด กลืนน้ำลายเอื้อก โอ้ นี่มันสเป็กชายโฉดชัดๆ ถ้าไม่ติดที่ว่าเกิดมาเป็นผู้ชาย ผมว่าผมคงไม่รีรอที่จะพุ่งเข้าไปทำความรู้จักเลยครับ แต่นี่ดันเกิดมาเป็นชาย แท้หรือไม่ก็ไม่รู้ คลุมเครือดีแท้ แต่ไม่เคยเห็นเขากุ๊กกิ๊กกับใคร ไอแสงแม่งมั่วแน่ๆ



“ นาย! ฉันเรียกหลายรอบแล้วไม่ได้ยินหรือยังไง หูตึงเรอะ ออกรถได้แล้ว ” ไอคุณชายตวาดเสียงดัง ทำให้ผมสะดุ้งเบาๆ และรับรู้ผมคงนั่งเหม่ออยู่ในรถอยู่นานเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาในรถแล้ว



“ ขอโทษครับ ”



“ ช่วงนี้นายเป็นอะไร ถ้าไม่อยากมาทำก็บอกดีๆ ไม่ใช่มาทำท่าทำทางแบบนี้ ” ผมยิ้มแหยให้ ใครจะไปกล้าบอกว่าเพราะกูระแวงว่ามึงเป็นเกย์ครับแบบนี้เรอะ



“ พูดมาดีๆ หรือจะให้ฉันบังคับให้พูด ” น้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้นตามอารมณ์ที่บ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวเริ่มจะไม่พอใจ



“ ผมไม่เป็นไรครับ แค่ช่วงนี้มีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยครับ ”



“ บอกมาว่าเรื่องอะไร ไม่งั้นเงินเดือนนายเดือนนี้ฉันจะหักให้หมด ”



“ เฮ้ย! คุณจะหักผมไม่ได้นะครับ ” ผมร้องโวยวายเมื่ออีกฝ่ายขู่ขึ้นมา จะมาหักทำได้ไง แค่นี้ผมก็ไม่พอใช้แล้วครับ ฮือ ไหนจะค่ากินค่าใช้ ค่าผ่อนรถอีก ฮือ เดี๋ยวตูไม่มีมาโปะแล้วจะทำยังไง ผมคิดสภาพตัวเองต้องถูกลากกลับไปทำงานที่บ้านแล้วก็ขนลุกเบาๆ ไม่อ๊าว ไม่เอา ผมจะถูกหักเงินเดือนเดือนนี้ไม่ได้เด็ดขาด



เจ้าตัวพิงเบาะยักไหล่เชิงบอกว่าถ้าไม่ยอมบอกก็ช่วยไม่ได้ เสก้มลงไปมองเอกสารในมือ ท่าทางสบายๆ แบบนี้ช่างกดดันผมนักแล ฮือ กูจะบอกยังไงให้ไม่โดนไล่ออกซึ่งคงหนักว่าโดนหักเงินเดือนอีก



“ ว่าไง จะบอกไม่บอก ”



“ คือ เอ่อ ” เมื่อสบสายตาของไอคุณชายจ้องที่มองมานิ่งๆ นั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันคอซะจริง



โอ้ย! ช่างมันแล้ว ถามมันให้รู้ๆ กันไปเลยละกันเว้ย



“ คุณเป็นเกย์หรือเปล่าครับ! ” ผมกลั้นหายใจพูดรัวจบประโยค หลับตาแน่น ในใจก็ท่องนะโมเวอร์ชั่นจีนไปห้าสิบจบได้แล้ว



สิ่งที่ได้ยินคือความเงียบที่ชวนให้รู้สึกเยือกเย็นเบาๆ ผมได้ยินเสียงเปิดปิดประตูรถ ผมรีบลืมตาแล้วหันไปมองข้างหลัง เขาหายไปแล้ว! หรือไอคุณชายมันโกรธแล้วรีบไปฟ้องท่านประธาน ฮืออ แบบนั้นก็ยิ่งไม่ได้นะ ผมปลดเข็มขัดออกกำลังจะเปิดประตูออกไปตามไอคุณชาย อยู่ๆ ประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับก็ถูกเปิด เอ่อ เรียกว่ากระชากดีกว่า ไอคุณชายเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือความทะมึนตึงบนหน้าก้าวขึ้นมานั่งข้างๆ ผม ก่อนจะกระชากประตูปิดปัง แล้วหันมามองผมเขม็ง



“ เมื่อกี้นายพูดอะไรออกมานะ ”



“ กะ ก็คุณบอกเองว่าให้ผมบอก ผมก็เลย ”



“ แล้วใครหน้าไหนมันจะไปรู้ว่านายจะเป็นบ้าเพราะเรื่องฉันกันล่ะ ”



“ ผมขอโทษครับ ” ผมก้มหน้ารับผิด น้ำตาตกใน เพิ่งมารู้สึกจริงก็คราวนี้เอง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนาน รู้สึกแปลกใจจึงเงยหน้าขึ้นมาดู



เอื้อกกก หน้าของไอคุณชายอยู่ใกล้แค่คืบ สายตาผมไปปะทะพอดีกับริมฝีปากหยักแดงสวยที่ผมมักจะเผลอมองประจำ และไม่รู้ทำไมผมถึงอยากจะมองให้มากกว่านี้ เลื่อนสายตาขึ้นไปพบกับดวงตาสวยคู่นั้น ความรู้สึกที่ว่ามีผีเสื้อเป็นพันตัวบินอยู่ในท้องแบบในละครน้ำเน่าที่ผมเคยด่าประจำมันเป็นยังไงก็เพิ่งมารู้ดีวันนี้ หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้นี่ก็เหมือนกัน ราวกับมีแรงดึงดูดแปลกๆ ให้มองผมอยู่อย่างนั้น



หัวใจชายโฉดอย่างผมต้องมาเสียเชิงชายก็ในวันนี้หรือเนี่ย



และก่อนที่อะไรอะไรมันจะเกินเลย จิตสำนึกของชายชาติแท้จึงตบหน้าผมอย่างแรงเพื่อกลับมาสู่ความปกติ



“ เชี่ยยย เอ้ย ขอโทษครับ ผมตกใจ ” ผมกระเด้งไปข้างหลังชิดติดหน้าต่างอัตโนมัติ ใบหน้าไอคุณชายยังอยู่ที่เดิม และไอสายตาวิบวับนั่นอีก ชวนให้ผมกระดากอายซะจริง



“ หึ ดูสิตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็น ”



“ ผมไม่ได้เป็น! ”



“ แต่จ้องฉันเป็นมันเนี่ยนะ หึ ” ไอคุณชายเลิกคิ้วเยาะเย้ย หัวเราะในลำคอ



“ ใครใช้ให้คุณหน้าสวยขนาดนี้ล่ะ ” ผมบ่นงึมงำกับตัวเองเบาๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน



สับสนตัวเองโว้ย!













หลังจากเรื่องวันนั้นผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็กลับสู่ความปกติเหมือนเดิม เคยโดนโขกสับยังไงก็ยังเหมือนเดิม เคยโดนด่าทออย่างไรก็ยังคงเดิม ไอคุณชายมันดีกับผมได้แค่วันสองวันเท่านั้นแหละ เพียงเพราะผมช่วยชีวิตมันไว้ และก็ได้แผลกลับมา แต่พอแผลสนามกันเรียบสนิทราวกับใช้สมูธเอฟเสร็จปุ๊ป เหมือนความดีของผมคงสมานปิดไปด้วยกันกับแผลอ่ะครับ



ไอคนชอบลูบหัวแล้วตบหลัง! (มันมีไหมสำนวนนี้)



แต่ถึงอย่างนั้นแล้วสิ่งที่เพิ่มเติมคือสายตาวิบวับของมันตั้งแต่วันนั้น มันยังคงอยู่และไม่หายไปไหน ผมก็ไม่รู้มันไปแอบใส่บิ๊กอายหรือเปล่า ตามันวับๆ แวมๆ ชวนให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ผิดปกติ อย่างเช่น



วันหนึ่งตอนที่เขากำลังจะเข้าไปในห้องนอนเพื่อปลุกมันตอนเช้าตามปกติ ปลุกด้วยเสียง 3 ครั้ง และสะกิดอีก 2 ครั้ง (คนบ้าอะไรจะตื่นยังต้องมีแพทเทิน) แต่ครั้งนี้ยังไม่ทันจะสะกิด ไอคุณชายนี่มันก็ตื่นเองครับ โอ้ ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มันตื่นเร็วก่อนกำหนด แต่มันตื่นแล้วก็ยังไม่ยอมลุกไปไหน พลิกตัวกลับมาด้านผมและนอนตะแคง ตั้งศอกเอามือยันหัวเอาไว้ และส่งสายตาชวนให้หนาวๆ ร้อนๆ นั่นมายังผม



ภาพตรงหน้าผมประหนึ่งผมดูหนังเอวีมีสาวสวยทำท่ายั่วยวนอยู่ตรงหน้า แต่เป็นเวอร์ชั่นผู้ชาย ไหนจะผิวขาวๆ นั่นอีก ผมรู้แต่ว่าตัวเองยืนตัวร้อนอยู่ซักพัก ก่อนที่ไอคุณชายนี่มันจะหัวเราะหึครั้งหนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ ผมนี่หน้าแดงเลยครับ ไม่ใช่เขินนะครับ



แต่กูอับอายโว้ย!



มีที่ไหนผมมายืนหน้าแดงให้กับผู้ชายแบบนี้ เสียเชิงชายหมด ดูก็รู้ว่าไอคุณชายนี่มันแกล้งกันชัดๆ ฮึ่ย!



และนี่ก็เป็นเหตุการณ์ตัวอย่างที่ผมเอามาเล่าให้ฟัง ผมว่าตัวเองชักจะแปลกๆ ขึ้นทุกวัน ไม่ได้การละ ผมต้องทำให้ตัวกลับกลายเป็นปกติโดยเร็วไว



วันนี้วันหยุดผม ผมจะชวนไอแสงไปพิสูจน์ความเป็นชาย ฮะฮ้า!







ณ ร้านบาร์ไม่บาร์

เวลาสี่ทุ่มตรง



“ ไอห่ามึง นี่เดี๋ยวนี้มึงเปลี่ยนแนวละเหรอวะ ” ไอแสงถามผมด้วยเสียงกรึ่มๆ พอควร หลังจากที่หมดไปหลายแก้ว เราพากันมาชนเหล้ากันที่ร้านนี้ซึ่งเป็นร้านประจำของผมกับไอแสงมาตั้งแต่วัยละอ่อนเมื่อตอนที่มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ จนตอนนี้เหลือกันแค่สองคน ไม่รู้เพราะมันหายไปไหนกันหมด หรือเพื่อนไม่คบก็ไม่รู้ ที่นี่บรรยากาศดีมาก เสียงเพลงคลอเบาๆ ทำให้ผมและแสงผ่อนคลายทุกครั้งที่มา และเหตุผลสำคัญที่ผมมาในวันนี้คือ มาอ่อยสาวนั่นเองครับ



“ ก็กูบอกละไงวะ ไอคุณชายนั่นมันแกล้งกู แม่ง อะไรก็ไม่รู้ ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยังยิ้มโปรยเสน่ห์พร้อมกับชูแก้วไปยังสาวโต๊ะเยื้องๆ กัน เงี้ยแหละคนมันหล่อ



“ แต่ก็แปลก ก็มึงเล่าให้กูฟังว่าเขาไม่ชอบขี้หน้ามึงไม่ใช่เหรอวะ อยู่ๆ ทำไมเป็นงี้ไปได้ ”



“ ไม่รู้โว้ย เลิกพูดเรื่องไอคุณชายนี่ดีกว่า เหมือนสาวจะติดกูละว่ะ ” ผมพูดพลางบุ้ยหน้าไปยังโต๊ะนั้น หญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันหน้ามาทางผมด้วยท่าทางอายๆ



“ แหม่ เพื่อนครับ เร็วเชียวนะครับ แล้วงี้มึงเอาคุณชายของมึงไปไว้ไหนล่ะครับ ”



“ ไม่ไว้ไหนทั้งนั้น ไอห่านี่ เดี๋ยวตีนพุ่ง ”



“ ดุจังวุ้ย ไปหาหญิงมึงเลยไป กูจะไปหายอดหญิงของกูละ ” ไอแสงลุกไปหาหญิงที่มันไปอ่อยไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แม่งอย่างไวจริงๆ ไม่รู้มันเอาน้องมุกของมันไปไว้ไหนเหมือนกัน เห็นมันยิ้มร่าเข้าหาสาวแบบนี้ก็ทำให้ผมส่ายหน้ากับความห่ามของมันจริงๆ ไอแสงอาทิตย์ผู้สุภาพเรียบร้อยไปซุกอยู่ตรงไหนของสันดาน



ผมนั่งจิบๆ เบียร์อยู่ที่โต๊ะ เมื่อกี้ที่ว่าจะอ่อยสาว ผมก็พูดไปงั้นแหละครับ ผมเป็นสุภาพบุรุษพอควร ไม่อยากให้คนเขาคิดว่าผมเจ้าชู้ขี้อ่อย (เหรอ) ได้แต่ยิ้มๆ ให้แต่ก็ไม่ได้รุกจีบ สักพักหญิงสาวที่ผมยิ้มให้เมื่อครู่เดินมานั่งตรงข้ามที่เดิมไอแสงนั่งอยู่



โอ้แม่เจ้า เธอรุกครับโว้ย



เห็นท่าทางเหนียมอายแบบนี้ เป็นแบบนี้ไปได้ แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรครับ ก็พูดคุยไปเรื่อย เธอก็เป็นคนคุยสนุกดีครับ คุยกันสักพักผมก็ขอตัวไปห้องน้ำ กินเบียร์ทีไรปวดไวทุกทีสิน่า



หลังจากปลดปล่อยความทุกข์เสร็จ ระหว่างที่ผมเดินกลับไปที่โต๊ะ ผมก็มองหาไอแสง ไม่รู้มันเดินหายไปไหนแล้ว ไอเพื่อนทรพี ได้หญิงแล้วถีบเพื่อนทิ้งเลย ด้วยความที่ทางเดินหน้าห้องน้ำมันมืดๆ สลัวมีเพียงไฟสีส้มเล็กๆ ส่องทางอยู่นิดหน่อย ผมมัวแต่เดินมองหาเพื่อนจนไม่ได้มองข้างหน้า จึงทำให้ผมไปเดินชนคนคนหนึ่งเข้า



“ ขอโทษครับ พอดีผมไม่ได้มองทาง เป็นอะไรมั้ยครับ ”



“ จีบหญิงเป็นกับเค้าด้วยเหรอ ” อื้มมม กูว่ากูน่าจะหูฝาดนะ ทำไมเสียงมันคุ้นๆ สงสัยผมจะหลอนไปเอง ผมไม่ได้พูดอะไรกลับ ผมเห็นร่างสูงข้างหน้าไม่ชัดเพราะด้วยความที่มันมืด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากมาย จึงเบี่ยงหลบจะเดินผ่านไป



“ วันนี้วันหยุด นอกเวลาทำงานก็เลยไม่รู้จักกันเลยงั้นสิ ”



คราวนี้ผมยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด ดวงตาหวานวิบวับที่ผมคุ้นเคยทำให้ผมอ้าปากค้าง



“ คะ คุณเนตร ”



“ ใช่น่ะสิ ตานายนี่บอดหรือไง อยู่ตรงหน้าแค่นี้กลับมองไม่เห็น ”



“ ก็มันมืดนี่ครับ ” ร่างสูงตรงหน้าไม่พูดอะไร แต่กลับจับแขนผมดึงให้ผมเดินไปทางเดิมที่ผมออกมา เมื่อเดินไปที่โต๊ะ ไม่เห็นหญิงสาวคนนั้นแล้ว ยังไม่ทันรู้เบอร์เลย โธ่ ไอคุณชายมานั่งที่โต๊ะกับผมแทน แล้วยกมือสั่งเครื่องดื่ม



“ นายมากับใคร ”



“ กับเพื่อนครับ ” ผมนั่งลอกแลกหาไอห่าแสงที่มันอันตธานหายไปไหนไม่รู้ แม่ง เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน ไอเพื่อนเลวว



“ แล้วเพื่อนนายหายไปไหนละล่ะ ”



“ ผมก็ไม่รู้ครับ เดินไปหาเป้าหมายแล้วหายไปเลย ”



“ เป้าหมาย? ”



“ เอ่อ คือผมหมายถึงผู้หญิงที่มันปิ๊งน่ะครับ ” ผมหัวเราะแหย ยกมือเกาหัวเบาแก้เก้อเบาๆ อยากจะร้องไห้ วันนี้เป็นวันหยุดแท้ๆ ดันต้องมาเจอเจ้าตัวปัญหาที่ทำให้ผมสับสนนี่



“ หึ แล้วนายไม่มีเป้าหมายกับเค้าบ้างเหรอไง หรือหลุดไปแล้ว ”



“ ผมไม่นิยมมีเป้าหมายครับ จะจีบก็จีบเลย แมนๆ ” ผมยืดอกพลางพูดด้วยความภูมิใจในความแมนของตัวเอง



“ แล้วผู้หญิงเมื่อกี้ล่ะ ”



“ คุณเนตรเห็นด้วยเหรอครับ ”



“ ประเจิดประเจ้อขนาดนั้น เป็นใครใครก็เห็น ”



“ อยู่ๆ เขาก็มานั่งที่โต๊ะผม ผมเลยเลยตามเลย ” คนตรงข้ามผมมองผมราวกับรู้ทัน ทำให้ผมเริ่มลอกแลกเบาๆ มองมาขนาดนี้จะสิงตัวกูเลยไหมล่ะ โธ่



หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน พนักงานเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มที่ไอคุณชายสั่ง ผมก็นั่งจิ้มมือถือ ส่งข้อความหาไอแสงว่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน และตอบแชทของไอคุณแดเนียลที่มันขยันส่งมาทุกวันทั้งๆ ที่บางครั้งผมก็ไม่ค่อยจะตอบเท่าไหร่ เมื่อจัดการกับมือถือตัวเองเสร็จ อยู่ๆ มือขาวๆ ของไอคุณชายยื่นมาตรงหน้า ผมมองด้วยความสงสัยว่าจะเอาอะไร อีกฝ่ายก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉกมือถือจากมือถือของผมไป ผมร้องโวยวายทั้งๆ ที่มือถือก็ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ



รู้สึกถึงความเดจาวูมั้ยครับ



แม่ง ไอคุณชายบ้าบอ



เจ้าตัวเอาไปกดๆ อะไรก็ไม่รู้ ผมก็ดันไม่ได้ล็อคหน้าจอไว้ด้วย อีกฝ่ายก็เข้านู่นออกนี่ตามใจชอบเลย ผมทำหน้าบึ้งไม่สบอารมณ์อย่างหนัก สักพักคนตรงข้ามทำสีหน้าพึงพอใจเล็กน้อยๆ บ่งบอกให้รู้ว่าทำธุระของตัวเองกับมือถือของผมเสร็จแล้ว จึงยื่นมาคืน ผมรีบกระชากกลับคืนมาดู



โอ้โฮ ทั้งเบอร์ ทั้งไลน์ ทั้งเฟสบุ๊ค ทั้งอินสตราแกรม เรียบร้อยเลยครับ ว่องไวแท้



ผมส่งสายตาขุ่นไปให้เจ้าตัว อีกฝ่ายก็แค่ยักไหล่ หึ ได้จะเอาแบบนี้ใช่มั้ย ผมรีบกดเข้าไปในแอฟทั้งหลายที่ไอคุณชายเพิ่งเข้าไป



“ ลองลบสิ ดูซิเงินเดือนเดือนนี้นายจะได้รับไหม ” ผมชะงัก ก่อนจะวางมือถือบนโต๊ะอย่างหัวเสีย ฮึ่ยยยย หงุดหงิดโว้ย



“ แล้วคุณเนตรมาที่นี่ได้ยังไงครับ ” ผมเปลี่ยนเรื่อง เพื่อสงบสติอารมณ์ตัวเอง



“ เพื่อนนัด ”



“ แล้วไม่ต้องไปนั่งกับเพื่อนเหรอครับ ”



“ มันกลับไปแล้ว ”



“ อ้าว ”



“ อ้าวอะไร ก็มันกลับไปแล้วไง ”



“ แล้วคุณเนตรไม่กลับเหรอครับ ”



“ เผอิญเจอคนหน้าหม้อซะก่อนเลยยังไม่อยากกลับ ” เจ้าตัวพูดเสียงยียวน พลางกอดอกมองมายังผม นี่มันอย่างกับตำรวจนั่งจับผิดคนร้ายชัดๆ ก็ตัวต้นเหตุมันคือใครกันล่ะ ไอคุณชายบ้าบอ แล้วทำก็ต้องทำหน้าบึ้งเหมือนเดิมเพราะไอสายตาที่จ้องมานั่น มันจะจ้องไปถึงไหนกัน ตัวกูจะพรุนไปหมดแล้ว



“ นายจะกลับยัง ”



“ ผมต้องรอเพื่อนครับ ”



ร่างสูงพยักหน้าเข้าใจ อยู่ๆ มือถือผมดังขึ้น โอ้โฮ ตายยากแท้ กำลังพูดถึงอยู่เลย



“ ฮัลโหล มึงอยู่ไหนวะ ”



“ มึงๆ โทษที กูออกมาข้างนอกแล้ว ไปต่อกันอีกร้าน ”



“อ้าวว ไอเวรนี่ ทิ้งกูเลยนะ” ผมขึ้นเสียงกับคนในสาย พลางเหลือบมองไอคุณชาย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งจิ้มมือถืออยู่จึงเลิกสนใจ



“ เออๆ นั่นแหละ แต่กูเช็คบิลโต๊ะเราไปแล้วนะ มึงจะกลับยังไง ไม่ได้เอารถมาด้วย ”  ตอนมาผมนั่งรถมากับไปแสง เพราะบ้านเรามาทางเดียวกัน เลยขับคันเดียวมาจะได้ประหยัดน้ำมันด้วย แต่ขากลับท่าทางจะถูกทิ้งให้เดียวดายแล้วล่ะครับ



“ ทำอย่างกับมึงจะมารับกูงั้นแหละ ไอห่า ”



“ เออ อย่าด่ากูๆ กูขอโทษ เดี๋ยวชดใช้ให้ ”  ไอแสงพูดติดขำ



“ เลี้ยงหนังกูทั้งปีเลย ”



“ โอ้ย ไอเพื่อนเวร ครั้งที่แล้วกูยังเลี้ยงมึงไม่ครบเลย มึงจะเอาอีกแล้วเรอะ ”  ปลายสายโวยวายหนักเมื่อผมยื่นข้อเสนอ



“ ล้อเล่นโว้ย เดี๋ยวกูกลับเอง ไม่เป็นไร เชิญอยู่กับยอดหญิงของมึงไปเถอะ ”



“ จุ๊ๆ อย่าโกรธเค้าน้าตัวเอง ”  น้ำเสียงอ้อนๆ ของมันแต่ทำไมผมฟังแล้วสยิวกิ้ว มันไปอ่อยเหยื่อด้วยเสียงแบบนี้ยังไงให้ติดวะ แม่ง ขนลุกชิบ



“ กูเปลี่ยนใจละ มึงเลี้ยงหนังทั้งปีท่าจะดี ”



“ เฮ้ยยย ใจเย็นๆ เพื่อนน ”  ผมหัวเราะก่อนจะตัดสายไป หันมาอีกที ก็เห็นไอคุณชายนั่งมองมาอยู่แล้ว ตายห่า เมื่อกี้กูคุยอะไรกับไปแสง ไอคนตรงหน้านี่มันได้ยินอะไรไปมั่งวะเนี่ย





“ นายจะกลับยังไง โดนเพื่อนทิ้งละนิ ” ทำไมต้องเน้นคำว่าทิ้งด้วยวะเนี่ย ตอกย้ำความนกจริงๆ



“ เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับเองก็ได้ครับ ”



“ น่าสงสารจริงๆ ” เจ้าตัวส่ายหัวเบาๆ ผมกำลังจะเปิดปากบ่นไอคุณชายบ้านี่ แต่อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาซะก่อน



“ ไปสิ เดี๋ยวฉันไปส่ง ”



“ ฮ้ะ ”



“ มาฮ้ะอะไร ฉันบอกว่าจะไปส่งไง หูตึงจริง ”







ผมเดินตามร่างสูงตรงหน้าออกจากร้านด้วยความมึนๆ งงๆ วันนี้เจ้าตัวขับรถมาด้วยตัวเอง ก็แน่สิวันนี้วันหยุดผมนี่นา เมื่อเราทั้งสองอยู่บนรถก็ต่างคนต่างเงียบกริบ มีแต่เพียงเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ ที่พอจะช่วยทำให้บรรยากาศไม่อึดอัดเกินไปนัก ผมผินหน้ามองออกไปทางหน้าต่าง ผู้คนรถรามากมายไม่ได้ดึงความสนใจผมเลยเอาจริงๆ สิ่งที่เอาแต่ตามรังควาญจิตใจผมอยู่ช่วงนี้ก็มีแต่ท่าทีของไอคุณชายที่แปลกๆ ไป หรือตัวผมก็ไม่รู้ที่แปลกไปเอง ปกติแล้วถ้าผมนัดไอแสงมาอ่อยสาว ผมจะต้องมีความกระตือรือร้นมาก ต่างจากเมื่อครู่ที่ผมเฉยๆ เหมือนแค่พูดคุยธรรมดาแล้วก็จากกัน



อย่างที่บอกว่าผมมักชอบแอบมองเจ้าตัวบ่อยๆ ไม่รู้เพราะหน้าหวานเหมือนผู้หญิงหรือผมผิดเพศไปแล้ว หรือเพราะอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปกันแน่ เห้อ ปวดประสาท ไม่นาน ความมึนเมาจากแอลกอฮอลและแอร์เย็นๆ ก็ทำให้ผมผลอยหลับไปอย่างง่ายดาย



ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มองไปรอบๆ พบแต่ความมืด หัวสมองรำลึกได้ว่า ผมไปกินที่บาร์เจ้าประจำ เจอไอคุณชาย โดนเพื่อนเท และไอคุณชายเสนอตัวมาส่งที่บ้าน…



เฮือกก



ผมเบิกตากว้างรีบหันไปหาที่นั่งคนขับข้างตัวทันที ก็พบว่าเจ้าตัวกำลังมองมาอยู่แล้ว ผมมองออกไปข้างนอกกระจก เห็นประตูทางเข้าคอนโดอันคุ้นตาของตัวเองอยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมรีบถอดเข็มขัดและหันไปขอบคุณอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูออกไป



“ เจอกันพรุ่งนี้นะ ” ผมชะงัก เมื่อได้ยินเสียงของไอคุณชายระหว่างกำลังจะก้าวขาออกไป



“ ครับ เจอกันพรุ่งนี้ ” ผมตอบเสียงเบาๆ รู้สึกปั่นป่วนภายใน



“ ถ้าพรุ่งนี้มาสายเพราะวันนี้ไปอ่อยสาวเพลิน นายโดนแน่ ” ผมหันขวับไปมองแรง แล้วรีบลุกออกไปจากตัวรถ ได้ยินเสียงหัวเราะตอนที่ผมจะปิดประตู



ผมเดินกระฟัดกระเฟียดขึ้นคอนโด เสียบคีย์การ์ดแล้วเดินเข้าไปในห้อง ทิ้งตัวลงอย่างแรงบนโซฟาจนแทบหัก พยายามนับหนึ่งถึงสิบเพื่อสงบจิตสงบใจ อีกนิดจะเข้ายูทูปเปิดคลิปบทสวนมนต์ละ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้แล้วอายชะมัด แม่งเอ้ย! คนบ้าอะไรขยันทำให้ใจเต้นจังวะ ผมสะบัดหัวพยายามจะปัดความคิดแย่ๆ นี้ออกจากหัว



กูไม่ยอมรับหรอกโว้ยยย



ผมรีบเดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อทำให้หัวเย็นขึ้น ผมอาจจะห่างจากสาวมานานจึงทำให้ตัวเองผิดเพี้ยนขนาดนี้ ผมเคยมีแฟนนะไม่ใช่ไม่เคยมี แต่ตั้งแต่เลิกกันก็ตั้งแต่ตอนอยู่มหา’ ลัยแล้ว หลังจากนั้นก็มีคุยๆ บ้างประปราย แต่ไม่ได้ถึงขั้นจริงจังขนาดจะคบเป็นแฟน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมเอ้อระเหยลอยชายไปเรื่อย มุ่งแต่ทำงานจนเรื่องความรักเหี่ยวเฉา



ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ พุ่งตัวล้มนอนลงที่เตียงนอน ในหัวมีแต่เรื่องไอคุณชายนั่น ผมพยายามข่มตาหลับแทบตาย แต่ใบหน้าขาวๆ ของไอคุณชายนั่นกลับลอยแวบเข้ามาในหัวได้ตลอด ให้มันได้แบบนี้สิ ให้ตาย!







วันรุ่งขึ้นร่างกายผมก็เป็นไปตามธรรมชาติครับ ตาลอย ขอบตาดำคล้ำอย่างกับแรคคูน ผมนอนไม่หลับทั้งคืนเลย ทำให้วันนี้ผมอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ จนไอคุณชายทำหน้างง อย่างกับหญิงมีประจำเดือน ตั้งแต่เช้าผมทำหน้าบึ้งหน้าตึงตลอด จนโดนอีกฝ่ายบ่นเข้าให้ แต่ผมก็ยังไม่วายทำท่ามึนตึงใส่ เพราะอาการนอนไม่พอหรือเป็นเพราะอย่างอื่นก็ไม่รู้ ผมพยายามทำจิตทำใจให้มันสงบ พยายามดึงสติ แต่พอคิดว่าเดี๋ยวจะต้องเจอหน้าไอคุณชายผมก็รู้สึกปั่นป่วนไปหมด



“ เฮ้อ ” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของตัวเอง ผมเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยได้สักพักแล้ว เหลือแค่รอเวลาไอคุณชายออกมา ผมเอนกายพิงเก้าอี้ หลับตาลงพักสายตาอย่างเหนื่อยล้า ตอนนี้ผมปวดหัวไปหมด ตอนนี้อาการอดหลับอดนอนกำลังเล่นงานผมแล้วแน่ๆ อาการเบลอๆ นี่ก็ทำให้ตอนแรกที่แค่อยากจะพักสายตา กลายเป็นว่าผมหลับไปโดยไม่รู้ตัว









อื้มมมม นุ่มสบายยย



ผมบิดขี้เกียดขจัดความเมื่อยล้าตามความเคยชิน เกือบจะหลับต่อแล้ว แต่ความรู้สึกตงิดๆ ทำให้ผมลืมตาขึ้นมา ผมลุกขึ้นมาช้าๆ นิ่วหน้านิดหน่อยเมื่อยอาการปวดหัวยังรุมเร้า ความเบลอยังคงอยู่ เพิ่มเติมคืออุณหภูมิตัวที่อุ่นๆ คล้ายจะเป็นไข้ ผมยกมือขึ้นนวดตรงขมับ



ที่นี่มันที่ไหนวะเนี่ย



ภายในห้องมืดสนิด เครื่องปรับอากาศส่งเสียงเบาๆ มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ส่องลอดทางหน้าต่างมู่ลี่ ผมเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงงวย หันไปทางด้านซ้ายเห็นประตูอย่างเลือนลางซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นห้องน้ำอยู่ทางมุมหนึ่งของห้อง จึงเดินเข้าไปเพื่อจะล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้น



เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ ผมก็รู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ล้างหน้าล้างตาแปรงฟัน แปลกชะมัด เหมือนมีอุปกรณ์ครบครันพร้อมเลยนะเนี่ย แม้กระทั่งแปรงสีฟันใหม่เอี่ยมที่ยังไม่ถูกแกะออกจากกล่องก็วางอยู่ให้พร้อมใช้ ผมจึงถือวิสาสะใช้มันซะเลย ฮา



ผมพยายามหาสวิตซ์ไฟ แต่ด้วยความมืดผมจึงหาไม่เจอซักที มือควานหามือถือตามความเคยชิน แต่พบแต่ความว่างเปล่า มือถือผมหายไปไหนวะเฮ้ย ขณะที่ผมกำลังเป็นบ้าเป็นบอหามือถืออยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงขยับตัวเสียดสีกับผ้าปูบนเตียงนอน ผมหันขวับไปมอง แต่ความมืดก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตาบอด มองไม่เห็นเลยโว้ยย ผมค่อยๆ เดินไปที่เตียงช้าๆ แต่เมื่อเดินไปถึงด้วยความที่ผมไม่ระวัง ทำให้ขาไปสะดุดขอบเตียง จึงล้มไปที่เตียงเต็มแรง



“ อึก ” เหมือนได้ยินเสียงคนร้องแฮะ มือผมดันไปโดนอะไรเข้าไม่รู้ รู้อย่างเดียวคืออุ่นๆ และลื่นๆ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะลุกขึ้นมาตั้งหลัก ไอตัวอุ่นๆ ลื่นๆ ที่ผมแตะไปโดนเมื่อกี้ก็ขยับ ผมสะดุ้งตกใจ พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด แต่สงสัยคงนิ่งเกินไป ตะคริวแดกเลยครับ!



“ โอ้ยยย ตะคริวๆๆๆ ” ผมพลิกตัวลงไปบนเตียง พยายามยืดขาออกไปให้มันตึง



ทันใดนั้น ห้องก็สว่างจ้าขึ้นมา ผมหยีตาเพราะด้วยความที่ยังไม่ชินกับแสง ผมยังไม่หยุดนวดขาข้างที่เป็นตะคริว และเมื่อสายตาโฟกัสไปยังที่ที่ผมคาดว่าน่าจะมีสวิตซ์ไฟ ดวงตาที่หยีอยู่ก็เบิกกว้างขึ้นมาจนแทบจะถลน



ไอ-คุณ-ชาย!



มาอยู่นี่ได้ไงวะเนี่ย!






โปรดติดตามตอนต่อไป....


ฮะๆๆๆๆๆ แค่กๆ เอ่อ พะ พอดีหนูมาเลทมากไปหน่อย

อย่าทำอะไรหนูเลยนะค้าา ไหว้เแล้ววว

 :o12:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-07-2020 10:51:55 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด