เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 25!!! (3/5/64)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 25!!! (3/5/64)  (อ่าน 6007 ครั้ง)

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 308
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ padthaiyen

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 996
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-2

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 21
" เหตุการณ์ไม่คาดฝัน "




ผมมองคนขอเบอร์นิ่งไม่ไหวติง ในใจรู้สึกถึงความปั่นป่วนข้างในยิ่งขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือถือของเขามาให้ ที่ปั่นป่วนไม่ใช่เขินหรืออายที่มีคนมาขอเบอร์หรืออะไรหรอกนะครับ แต่ผมแค่รู้สึกเสียวสันหลังเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงสายตากดดันจากอีกโต๊ะไม่ใกล้ไม่ไกลกันพุ่งแรงมายังผม จนมือผมที่กำลังจะเอื้อมไปรับมือถือยังสั่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น นอกจากผมคนนี้ และอีกคน…



“ เอ่อ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ หน้าซีดกว่าเดิมอีก ”



“ มะ ไม่เป็นไรครับ แต่เรื่องขอเบอร์… ”  ผมพยายามจะปฏิเสธอย่างสุภาพ



“ ไม่ต้องกังวลครับ ผมไม่โทรไปรบกวนแน่นอน ผมแค่อยากขอไว้เผื่อจะคุยกันเรื่องงานในอนาคตน่ะครับ และอีกอย่าง… ” คนตรงหน้าหยุดพูดแล้วยิ้มกว้างให้ “ เราเป็นเพื่อนข้างห้องกันนะครับ ถึงแม้คุณจะอยู่ไม่นาน แต่ผมก็อยากทำความรู้จักน่ะครับ ”



ผมหัวเราะฝืนๆ เมื่อเขาพูดถึงเพื่อนข้างห้องขึ้นมาอีก ถึงแม้ลำบากใจแน่ไหนก็ต้องยกนิ้วที่เหมือนอ่อนแรงกดเบอร์โทรให้เขาไป เพราะดูจากเจตนาแล้ว เขาน่าจะไม่มีอะไรน่าสงสัย และผมก็เกรงใจด้วยเพราะเขาขอมาขนาดนี้ จะให้ปฏิเสธก็ดูจะใจร้ายไปซักหน่อย หากต้องปฏิเสธเพราะความกังวลของผมเอง



“ ขอบคุณมากนะครับคุณรัก งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ คงต้องขอตัวก่อน ” แล้วคนที่ยิ้มอย่างมีความสุขเพราะได้เบอร์ของผมไปก็ลุกขึ้นแล้วบอกลาผมก่อนที่จะเดินจากไป ผมจึงนั่งกุมขมับ สายตาแอบมองลอดระหว่างแขนไปยังอีกโต๊ะ แต่ไอคุณชายไม่ได้มองมาแล้ว ผมจึงพอหายใจหายคอได้สะดวกยิ่งขึ้น



แล้วนี่สรุปทำไมกูต้องกลัวขนาดนี้ด้วยวะเนี่ย แฟนก็ไม่ใช่! (ทึ้งหัวหนักเข้าไปอีก)



ผมจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมปั้นสีหน้าปกติเข้าไว้ แล้วมองไปรอบๆ ตรวจดูสถานการณ์เหมือนคนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ นิ! แค่คนมาขอเบอร์!!! แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ เขาก็บอกอยู่ว่าต้องการคุยงาน



ระหว่างนั้นออเดอร์ที่ผมสั่งไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ผมจึงก้มลงละเมียดละไมจานของหวานที่น่าเย้ายวนใจเหลือเกิน มือถือในกระเป๋าผมก็สั่นเล็กน้อย มีคนทักแชทมา ผมจึงหยิบขึ้นมาดู



‘ มีคนมาขอเบอร์แค่นี้ ดีใจจริงนะ ’   สายตาผมเลื่อนไปมองคนที่ทักมาช้าๆ มือถือในมือผมแทบร่วงเมื่อเห็นชื่อคนคนนั้น ผมเงยหน้าขึ้นมองโต๊ะนั้นอีกครั้ง แต่ไอคุณชายไม่อยู่แล้ว เอ๊ะ แล้วหายไปไหนเนี่ย มือถือผมสั่นอีกครั้ง ปรากฏเป็นข้อความของคนเดิม



‘ ฉันให้นายมาเฝ้า ไม่ใช่ให้นายมานั่งเล่น ’  ผมจึงลุกขึ้นมองไปรอบๆ เพื่อหาเจ้าตัว แต่ก็ไม่พบ จึงนั่งลงแล้วเลือกที่จะพิมพ์ถามแทน



‘ คุณอยู่ไหนครับ ’



‘ ข้างหลัง ’  พอเห็นว่าอยู่ไหนเท่านั้นแหละ หันคอแทบเคล็ด แล้วก็พบกับคนที่พิมพ์มาหาผมเมื่อกี้ยืนพิงกำแพงอยู่ข้างหลังห่างจากผมออกไปไม่กี่ก้าว อีกฝ่ายเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง เดินมาหาผมที่โต๊ะแล้วนั่งลง สายตาจ้องมองมานั่นทำให้ผมขนลุกเบาๆ



“ เอ่อ คุณไม่ไปนั่งกับเพื่อนแล้วเหรอครับ ” ผมเอ่ยถามอย่างเกร็งๆ เมื่อคนตรงหน้ามานั่งได้สักพัก



“ ลุกมาเข้าห้องน้ำน่ะ ”



“ อ่า ครับ ”  ผมเกาหัวแกรก ไม่รู้จะถามอะไรออกไปต่อดี เอาจริงๆ แล้ว ผมก็ตามอารมณ์คนตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ถูกจริงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่างกับคนมีสภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ดูอย่างตอนนี้สิ ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่เลย พอมาถึงตอนนี้ก็เหมือนผีเข้าซะอย่างนั้น รับมือยากจังแฮะ



“ ระวังตัวหน่อยก็ดีนะนายน่ะ ”



“ ผมก็ระวังให้คุณตลอดนะครับ ” พูดไปพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย นอกจากอู้งานคราวนั้นครั้งเดียว ผมไปอู้ที่ไหนให้เขาเห็นอีกละเนี่ย



“ ฉันหมายถึงตัวนายน่ะ ระวังตัวหน่อย ”



“ เดี๋ยวๆ ผมงง คุณหมายถึงอะไร ”



“ ไม่เห็นเหรอว่าใครนั่งมองอยู่ ยังมัวแต่หัวร่อต่อกระซิกกับคนอื่นอยู่ได้ ” อีกฝ่ายพูดเสียงสะบัดเล็กน้อย สีหน้าไม่พอใจ หรือว่าเขาจะหมายถึงคนที่ชื่อนนท์เมื่อกี้?



“ ผมไม่ได้ทำแบบนั้นซะหน่อย ก็เราบังเอิญเจอกันนี่ครับ จะให้ผมเสียมารยาทหรือไงกันล่ะ ”



“ ก็นั่นแหละ แต่ก็ให้มันพอดีๆ เมื่อกี้ยังจะให้เบอร์เขาไปอีก ”



“ อ้าว ก็เขาขอเพื่อจะคุยงาน ผมก็เลยให้ไปน่ะครับ ”



“ ก็ให้คนดูงานเขาคุยไปสิ หน้าที่นายคือดูแลฉันนี่ ” เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว ผมจึงไม่รู้จะเถียงยังไง ถึงเถียงไปเขาก็ต้องเถียงกลับอยู่ดี คงไม่จบล่ะวันนี้ ผมจึงปลงใจ พยักหน้ารับเบาๆ ตอบรับไป เมื่อเห็นผมไม่มีท่าทีจะพูดอะไรต่อ ไอคุณชายจึงลุกขึ้นเพื่อจะเดินกลับไปที่โต๊ะ แต่ก่อนออกไปเขาก็หันกลับมา ก้มตัวลงมาใกล้ๆ หน้าผมแล้วกระซิบเบาๆ



“ ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฉันจะลงโทษ นายคงรู้นะว่า ‘ลงโทษ’ ของฉันน่ะ คือยังไง ” พูดแล้วเจ้าตัวก็ยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ก้มลงมองผมและส่งยิ้มหวานให้ แต่ไม่รู้ในความคิดของผมมันคือการแสยะยิ้ม จากนั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมผู้ที่ซึ่งร่างกายหยุดทำงานไปพร้อมกับคำว่า ‘ลงโทษ’ ของเขาไปแล้ว คิดถึงสัมผัสแนบชิดที่เราเพิ่งจะ…



ปุ๊ง! หน้าระเบิด!!!!









“ นายเตรียมตัวให้เรียบร้อยน่ะ แล้วรีบออกเลย ฉันอยากจะไปเช็คหน้างานนิดหน่อย ก่อนงานจะเริ่ม ” เจ้าของห้องผู้ซึ่งกำลังผูกไทด์อยู่หน้ากระจกใหญ่เอ่ยขึ้น ขณะที่ผมกำลังวิ่งวุ่นกับการเตรียมเอกสารของเจ้าตัว สคริปต์ทั้งหลายแหล่เก็บใส่กระเป๋าเอกสาร และจ้องมองดูตัวเองหน้ากระจกในห้องนอนเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะหิ้วทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับงานสำคัญที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงนี้



ใช้แล้วครับ วันนี้เป็นวันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของโอฬาร กรุ๊ป และยังเป็นงานเปิดตัวทายาทของตระกูลโอฬารวิจิตรรัศมิ์อย่างไอคุณชายนี่ด้วย



งานนี้เจ้าตัวได้เชิญผู้คนใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะระดับผู้บริหาร ดารานักแสดง หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคทั่วไปก็สามารถเข้างานได้เช่นกัน โดยการโหลดแอพลิเคชั่นของโอฬาร กรุ๊ปที่มีชื่อเรียกว่าออลลี่ แล้วลงทะเบียนในนั้นเพื่อนำคิวอาร์โค้ด* มาสแกนที่หน้างานจึงจะสามารถเข้างานได้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้คนสนใจอย่างล้นหลาม (ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาสนใจมาดูผลิตภัณฑ์หรือสนใจมาดูตัวคนกันแน่)



แต่งานนี้ผมบอกได้เลยครับว่ายิ่งใหญ่พอควร เพราะทายาทอย่างคุณชายที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน และนักข่าวสำนักต่างๆ ก็ไม่สามารถเข้าถึงเจ้าตัวได้ กำลังจะมาเผยโฉมให้ผู้คนได้เห็น และได้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกในงานนี้ ทำให้สื่อสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ขนาดผมเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือกังวลด้วย เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรหรือไม่



ผมเปิดประตูห้องออกมา เดินตรงไปที่ลิฟต์ซึ่งมาพอดี เดินเข้าไปพร้อมกดปุ่มชั้น G ตามด้วยไอคุณชายที่อยู่ในสภาพเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้า เนี๊ยบขนาดที่ว่าด้ายเส้นหนึ่งยังไม่มีหลุดเลยทีเดียว เดินเข้ามาในลิฟต์ด้วยท่าทางที่มั่นใจระดับล้าน ผมแอบเหล่ตามองด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้จริงๆ แต่คนถูกเหล่มองก็เหมือนรับรู้ถึงสายตาของผม ยังมองกลับมาแล้วยักคิ้วให้อีกด้วย ผมจึงมองบนด้วยความระอาใจ



ใครน้อ ช่างให้ความสนใจไอคนหลงตัวเองนี่จริง



ผมเดินมาที่ลานจอดรถ ตรงไปยังที่จอดรถประจำ รถสัญชาติยุโรปสีดำมันปลาบซึ่งผมเพิ่งจะไปล้างให้เมื่อวานจอดอยู่เด่นหรากลางชั้น มองไปรอบๆ รถพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจรู้สึกแปลกยังไงชอบกล ผมจำได้ว่าเมื่อวานคลุมหน้ารถเอาไว้เพื่อกันฝุ่น แต่ทำไมวันนี้มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปกติก็ไม่เคยคลุมไว้หรอก แต่เมื่อวานผมนึกยังไงก็ไม่รู้คว้าผ้าคลุมจากท้ายรถมาคลุมเอาไว้ กลัวรถสกปรก



หรือผมจะจำผิด?



หรือมันปลิวหายไป?



ผมเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงระคนสงสัย



“ มีอะไรหรือไง ทำไมไม่ขึ้นรถ ” เจ้าของรถชะโงกหน้าออกมาทางกระจกเอ่ยถามผม หลังจากที่เห็นผมยืนงงอยู่ข้างๆ ฝั่งคนขับ



“ เปล่าครับ ผมแค่สงสัยนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรแล้วครับ ” ผมเปิดประตูข้างรถ พาตัวเองเข้าไปนั่งหน้าพวงมาลัย ก่อนจะสตาร์ทรถ แล้วขับลงไปตามปกติ



ขณะที่รถยนต์เคลื่อนออกไปจนสุดสายตา มีร่างๆ หนึ่งที่เดินออกมาจากมุมข้างๆ รถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกลกัน จ้องมองด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก แต่หากมองเข้าไปดีๆ แล้วนั้น จะเห็นความแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน รอวันปะทุ ซึ่งก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่…จะถึงเวลานั้น


แต่บางทีนี่อาจถึงเวลานั้นแล้วก็เป็นได้...








ผมขับรถออกมาจากคอนโดไปได้สักพัก ผมฮัมเพลงที่ดังออกมาจากลำโพงรถเบาๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย จากอาการตื่นเต้นที่ทำให้ผมวอกแวกได้ง่ายเหลือเกิน ตามองไปทางกระจกหลัง ก็เห็นรถคันหนึ่งกำลังขับจี้อยู่ แล้วเลื่อนมามองหน้าปัดที่มีเข็มบ่งบอกถึงความเร็วของการขับก็เห็นว่ายังแตะไม่ถึง 60 เลย จึงเร่งเครื่องขึ้นช้าๆ ดีที่ว่าข้างหน้ารถโล่งคงเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก จึงไม่จำเป็นต้องผ่อนความเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว รถคันที่จี้ผมอยู่ข้างหลังก็แฉลบเข้าช่องไหล่ทางซ้าย แล้วแซงผมไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มีอยู่แค่เลนเดียว ผมจึงก่นด่ามันอยู่ในใจ รีบไปตายเหรอไอน้องงง



ผมขับตามทางเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่เร่งขึ้นแตะเลขร้อยเลยไปนิดหนึ่ง มองไปยังกระจกหลังก็เห็นไอคุณชายคุยโทรศัพท์อยู่กับใครก็ไม่รู้ แต่ที่รู้น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวันนี้แน่ เพราะคิ้วขมวดวุ่นเชียว ผมจึงขำออกมาเล็กน้อย จนสายตาเลื่อนกลับมาที่ข้างหน้าเหมือนเดิม แต่ทันใดนั้น



“ เชี่ยยยยย ” ผมตกใจร้องออกมา เมื่อเห็นหมาสีน้ำตาลตัวหนึ่งไม่ไกลจากจุดที่ผมขับอยู่กำลังเดินข้ามถนนด้วยท่าทางละล้าละหลัง เพราะกลัวรถที่กำลังขับผ่าน ซึ่งตอนนั้นฝั่งที่ผมขับอยู่มีแค่รถผมคันเดียว แต่ดูท่าทางมันเหมือนจะวิ่งออกมา ผมจึงรีบเบรกด้วยความตกใจ แต่สิ่งที่ยิ่งตกใจมากกว่านั้นคือ



ความเร็วไม่ลดลงเลย!!!



“ เกิดอะไรขึ้น ” ไอคุณชายตะโกนถามหลังจากที่ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ ผมที่ยังคงตกใจเรื่องหมา ซ้ำยังมาตกใจที่เบรกไม่ทำงานอีก ไม่มีคำพูดออกมาจากปากผม แต่มือที่กำพวงมาลัยอยู่เริ่มชื้นจากเหงื่อ พยายามจับทิศทางของหมาตัวนั้น แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ทำได้ยาก เพราะหมาวิ่งมากลางทาง แล้วก็เหมือนจะถอยไปเหมือนเดิม



“ หักซ้ายๆ ลงข้างทาง!!! ” คนที่นั่งอยู่ข้างหลังตะโกนขึ้นเมื่อเห็นหมาตัวนั้นที่วิ่งกลับไปที่เดิม วิ่งมากลางทางอีกครั้ง ด้วยความกระชั้นชิดผมพยายามคุมสติแล้วหักซ้ายให้รถลงไปยังข้างทางที่มีหญ้าขึ้นเต็มพื้นที่ และพื้นเป็นดินแดงที่เปียกกลายเป็นโคลนจากฝนที่ตกเมื่อคืน มือจับพวงมาลัยแน่นไม่ให้หลุด เพราะไม่อย่างนั้นรถลอยคว้างแน่นอน ก่อนที่รถจะไถลไปตามข้างทาง และเริ่มผ่อนลงเนื่องจากดินโคลน สายตาผมพร่ามัวเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ตัวผมไม่สามารถโฟกัสจับจุดได้ แต่อยู่ๆ รถที่กำลังชะลอความเร็วลงก็ไปชนอะไรซักอย่างอย่างแรง หัวผมถูกกระแทกด้วยด้วยของแข็ง จนผมรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ และสติของผมที่หลุดลอยไปช้าๆ สิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้คือเสียงไอคุณชายที่ตะโกนมาจากด้านหลัง



“ รัก!!! ”



จากนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย








ณ บ้านตระกูลโอฬารวิจิตรรัศมิ์



“ คุณ ทำไมลูกยังไม่โทรมาเลยล่ะ ไหนเมื่อวานคุณบอกว่าลูกบอกจะโทรมาบอกตอนจะออกจากคอนโด ” เสียงหญิงสาวผู้เป็นมารดาเอ่ยขึ้นถามสามีซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นรถที่คนขับรถขับออกมาจอดที่หน้าประตูบ้าน



“ นั่นสิ ผมก็ลืมไปเลย เดี๋ยวลองโทรตามดูก่อน ” ชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มือถือที่ใส่อยู่ในกระเป๋าเอกสารขึ้นมา แล้วกดโทรออก เสียงสัญญาณดังอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรับ เขาจึงกดวาง หันหน้ามาทางภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆ



“ ลูกไม่รับ ” หญิงสาวได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเริ่มวิตกกังวล ในใจก็ร้อนรน กลัวเกิดเหตุร้ายแรงกับลูกชายเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา



“ โทรอีกครั้งได้ไหม ฉันใจไม่ดีเลย ” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ชายผู้เป็นสามีจึงกุมมือบอบบางนั้นไว้เบาๆ ก่อนจะยกมือถือขึ้นมากดโทรออกอีกครั้งด้วยในใจที่กังวลไม่ต่างกัน และอีกครั้งที่สัญญาณตัดไปโดยที่ไม่มีคนรับเหมือนเดิม



“ เนตรเป็นอะไรหรือเปล่านะคุณ หรือลูกจะลืมมือถือไว้ที่ห้อง ” สามีส่ายหัวช้า ด้วยรู้จักลูกชายดี ว่าลูกไม่มีทางลืมแน่ๆ เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวไม่เคยลืมของสำคัญก่อนออกจากบ้านเลยซักครั้ง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลืมสิ่งของที่สำคัญขนาดนั้นในวันงานแบบนี้ด้วย


เมื่อภรรยาเห็นแบบนั้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าช้าๆ ในใจห่วงลูกเหลือคณานับ ได้แต่มองร่างสูงข้างกายที่กดโทรครั้งแล้วครั้งเล่า คิดไปต่างๆ นาๆ ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจะเกิดกับลูกชายของตน แล้วยิ่งสะอื้นหนัก


“ คุณ ผมโทรหาบอดี้การ์ดของลูกก็ไม่ติดเหมือนกัน เลขาของผมก็บอกว่าติดต่อไม่ได้ ผมว่าเดี๋ยวจะโทรหาชัชก่อน ”  'ชัช' หรือ 'ชัชวาล' ผู้กำกับสถานีตำรวจ...ซึ่งเป็นคนสนิทของเขาเอง เขาเอ่ยพูดกับภรรยาของตัวเองท่าทางร้อนรน หันไปบอกคนขับรถให้ออกรถทันที ตัวเองจึงดึงภรรยาที่กำลังขวัญเสียเข้าไปนั่งในรถด้วยกัน หลังจากนั้นรถก็ทะยานออกสู่ถนนด้วยความเร็ว



ก่อนที่มือใหญ่จะกดโทรออกอีกครั้ง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ามีคนโทรเข้ามาซะก่อน เขามองเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นตา หันไปมองภรรยาของตนด้วยความแปลกใจ แต่ก็กดรับ



“ สวัสดีครับ ”



“ สวัสดีครับ คุณผาภูมิใช่ไหมครับ ”   เสียงปลายสายเอ่ยชื่อซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับตน จึงเอ่ยถามกลับไป



“ ใช่ครับ ”



“ ผมรับเรื่องมาจากผู้กำกับชัชวาลนะครับ ที่กำลังตามเรื่องคดีของลูกชายคุณน่ะครับ ”



“ ครับ มีความคืบหน้าบ้างไหมครับ ” เขารีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าปลายสายคือใคร



“ ผมจะแจ้งกับคุณผาภูมิว่า เราจับตัวคนร้ายที่ขับชนรถของลูกชายคุณได้แล้วนะครับ วันนี้ช่วงบ่ายๆ คุณพอจะมีเวลาเข้ามาที่สถานีตำรวจ…ซักหน่อยไหมครับ จะได้มาดูตัวคนร้ายครับ ”  เขาดีใจอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวดีของวัน บีบมือภรรยาที่อยู่ในอุ้งมือเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้น เขาดูนาฬิกาข้อมือตัวเอง ในใจพลันเกิดความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย เนื่องด้วยวันนี้เป็นงานเปิดตัวของบริษัทเขา ซึ่งเขาจะพลาดไม่ได้ แถมตอนนี้ยังติดต่อลูกชายของตนไม่ได้ ทั้งๆ ที่งานกำลังจะถึงเวลาในไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว



“ ผมยังไม่แน่ใจว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่ผมจะเข้าไปให้เร็วที่สุดครับ ” เขาเอ่ยกับคนปลายสายสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป



“ คุณตำรวจโทรมาเหรอคะ ” ดาริกาเอ่ยกับผู้เป็นสามี เมื่อเห็นเขาวางสายจากคนปลายสาย



“ ใช่ คนของชัชเขาเจอคนร้ายที่ทำร้ายลูกเราได้แล้ว ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจอย่างที่สายตาปกปิดไม่มิด หลังจากความพยายามอย่างหนักมาสองสามเดือนนี้ อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตาเขาให้เขาสามารถพบเจอเบาะแสของคนร้าย ในใจนึกถึงบิดาของเขาด้วยความหวังว่าหลังจากนี้เขาจะสามารถชีวิตได้อย่างโล่งใจมากขึ้น



“ จริงเหรอคะ ดีจริงๆ เราจะได้ไม่ต้องระแวงกันอีกแล้ว ”



“ แต่ตอนนี้เรายังต้องโทรหาลูกให้ติดก่อน เมื่อกี้ผมก็ลืมบอกคนของชัชคนนั้นไปเลย มัวแต่ดีใจ ” เขายกมือถือจะกดโทรเข้าเบอร์ที่โทรเข้ามาสายล่าสุดอีกครั้ง แต่หน้าจอก็ปรากฎขึ้นว่ามีสายเรียกเข้า เป็นชื่อที่เขากำลังร้อนใจโทรหาอยู่ตอนนี้



“ คุณ ลูกโทรกลับมาแล้ว! ” คราวนี้เขาโล่งใจอย่างเต็มที่ที่สามารถติดต่อคนที่เขาเป็นห่วงที่สุดได้แล้ว มือใหญ่รีบกดรับ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ปลายสายก็พูดแทรกมาก่อน และน้ำเสียงร้อนรนนั้น เขาก็จับใจความได้และทำให้ยิ่งตระหนกตกใจทันที



“ ว่าอะไรนะ!!! ” เขาตะโกนอย่างดังจนทำให้ภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ ตกใจตามไปด้วย เห็นท่าทางของสามีก็สามารถเดาได้ว่าจะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงกับคนปลายสายเป็นแน่ มือที่คลายออกจากมือใหญ่ ประสานกันแน่นด้วยความกังวล สีหน้าเคร่งเครียดของผาภูมิ สามีเธอทำให้เธอเริ่มเสียขวัญอีกครั้ง



“ ลูกอยู่ตรงนั้นก่อนนะ ไม่ต้องกังวล พยายามเอาเขาออกจากรถให้เบาที่สุด เดี๋ยวพ่อจะรีบตามไปให้เร็วที่สุด ” ปลายสายพูดอะไรซักอย่างจากนั้นก็วางสายไป



“ ลูกเป็นอะไรคะคุณ! ”



“ คุณใจเย็นๆ อุบัติเหตุ ลูกไม่ได้เป็นอะไร แค่บาดเจ็บนิดหน่อย แต่พนักงานที่ชื่อ รัก คนที่ทำงานให้ลูกเราบาดเจ็บหมดสติไป แต่ลูกเราโทรแจ้งความเรียบร้อย เดี๋ยวเขาก็รีบไปช่วย ” น้ำเสียงทุ่มเอ่ยกับผู้เป็นภรรยาอย่างคร่าวๆ แล้วหันไปสั่งคนขับรถให้ไปยังที่เกิดเหตุที่ไม่ไกลจากคอนโดลูกของเขามากนัก


ขออย่าให้เป็นอะไรเลยนะ ขอให้สวรรค์เมตตาอีกซักครั้งเถอะ



หญิงสาวอธิษฐานขอพรในใจ




โปรดติดตามตอนต่อไป....



แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ToT

 :sad4:    :o12:



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 22
" ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยว่า... "





“ ผมซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าภาพของงาน และเป็นประธานของบริษัท กับลูกชายของผมก็ต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เป็นเกียรติมาร่วมงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของเราในวันนี้ ขอให้ทุกท่านสนุกกับกิจกรรมที่เราจัดขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ ” คุณผาภูมิ และเนตรนภิศผู้เป็นลูกชายที่ยินอยู่ข้างๆ ก้มหัวเล็กน้อยให้กับแขกทุกๆ คนที่อยู่ด้านล่าง ทั้งสองเดินลงจากเวทีด้วยท่วงท่าภูมิฐาน ส่งหน้าที่ต่อให้กับพิธีกรและดารารับเชิญที่ยังคงต้องพูดสคริปต์ของตัวเองบนเวทีต่อ



“ พ่อครับ ผมขอตัวไปดูรักที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ ” คนเป็นลูกชายเอ่ยถามบิดาทันที่เดินลงมาถึงด้านล่างที่ปูด้วยพรม ผาภูมิยกมือมองนาฬิกา เมื่อเห็นว่างานสำคัญในวันนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้านี้แล้ว และลูกชายของตนก็ไม่มีหน้าที่อะไรในงานนี้แล้ว เลขาของเขาก็อยู่ช่วยอีกแรงหนึ่ง จึงพยักหน้าอนุญาต แต่ก็ยังมิวายเป็นห่วง



“ เดี๋ยวให้คนขับรถพาลูกไปนะ พ่อไม่ไว้ในสถานการณ์ตอนนี้ เมื่อกี้คนของอาชัชเขาโทรมาบอกพ่อว่าจะมาสอบปากคำกับลูกที่โรงพยาบาลเลย เดี๋ยวพ่อกับแม่จะตามไปสมทบทีหลัง ” บิดาพูดจบ ยกมือขึ้นมาตบบ่าร่างสูงตรงหน้าเบา สีหน้าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับลูกชายตนเมื่อเช้าก่อนที่จะเริ่มงานเปิดตัวสำคัญ



พอได้ยินลูกชายตัวเองพูดผ่านสายมา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงไม่รอช้ารีบสั่งให้คนขับรถพาไปยังที่เกิดเหตุ มือใหญ่กุมมือบอบบางของภรรยาตัวเองแน่นไปตลอดทาง เพื่อหวังให้ลูกชายและคนสนิทนั้นแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงแม้ในใจจะวิตกไปแล้วก็ตาม



เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เขาก็พบกับรถของเจ้าหน้าที่มาถึงแล้ว จอดอยู่ข้างทางตรงหน้าจุดเกิดเหตุ เขาจึงรีบออกมาหาคนเจ็บ ก็พบว่าได้รับการปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ลูกชายเขาไม่เป็นอะไรมาก แค่มีบาดแผลฟกช้ำเล็กน้อยตามร่างกาย และมีอาการเคล็ดขัดยอกนิดหน่อย เพราะเนตรเล่าให้ฟังว่าตอนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็รีบดึงเข็มขัดนิรภัยขึ้นมาคาดทันที และรีบตะโกนให้รักซึ่งเป็นคนขับให้หักลงข้างทาง



โชคดีที่รักเองก็มีสติเช่นกัน พยายามจับพวงมาลัยให้แน่น เพื่อไม่ให้รถเสียการทรงตัว หากไม่อย่างนั้นแล้วคงอาจจะเกิดเหตุรุนแรงมากกว่านี้ก็เป็นได้ แต่เจ้าตัวที่เป็นคนขับกลับหมดสติทันทีที่รถได้รับการกระแทกจากหลักกิโลที่ตั้งอยู่ตรงนั้นพอดี ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด จึงรีบนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงให้เร็วที่สุด



เมื่อร่างของบอดี้การ์ดของลูกชายถูกนำตัวไปแล้ว ตำรวจก็มาถึงพอดี ถามไถ่เล็กน้อยเบื้องต้น ก่อนที่เขา ภรรยาและลูกชายจะรีบมางานเปิดตัวที่สำคัญในวันนี้ ด้วยความฉุกละหุก พวกเขาจึงไปงานสายกว่าที่คาดเล็กน้อย แต่ก็โชคดีอีกที่พิธีกรรายการมีไหวพริบดี สามารถพูดคุยถ่วงเวลากับแขกไปให้ก่อน เมื่อเขาไปถึง จึงถึงคิวเขาขึ้นเวทีพอดี



โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นซ้ำอีก เขาจึงขอแรงจากผู้กำกับชัชวาลที่สนิทกัน ส่งคนมาดูแลความปลอดภัยให้ทั้งที่บ้านและที่คอนโดของลูกชายเขาอย่างลับๆ ลำพังบอดี้การ์ดคนเดียว คงเสี่ยงเกินไป แถมเจ้าตัวยังต้องมาเจ็บตัวขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าที่ แต่ด้วยฐานะที่เป็นศิษย์ของอาจารย์ที่เขาเคารพ และด้วยความเอ็นดู จึงทำให้เขารู้สึกผิดไม่ได้ จึงปรึกษากับภรรยาเป็นบ่อเกิดของการเพิ่มกำลังตรวจตราในครั้งนี้



ตอนนี้เริ่มมีความหวัง เพราะคนของผู้กำกับคนสนิทสามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว กำลังสาวถึงคนเบื้องหลัง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีคำสารภาพใดออกจากปาก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย








ผู้ที่เพิ่งมาถึงห้องพักคนไข้ยืนจ้องมองร่างสมส่วนที่นอนราบอยู่เตียงนอนด้วยความสงบ เห็นรอยฟกช้ำประปรายที่เกิดจากอุบัติเหตุบนใบหน้า เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความครุ่นโกรธ นึกไปถึงคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องอันวุ่นวายนี้ ลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรมาบาดเจ็บหลายครั้งหลายครา เขาไม่เข้าใจว่าต้นเหตุคืออะไร และใครที่เป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมดนี้ และทำไปเพื่ออะไร ถึงแม้จะเพิ่งกลับมาได้แค่เกือบครึ่งปี แต่เขาไม่เคยทำอะไรที่ไปขัดขาใครเขา ทำงานบนพื้นฐานความถูกต้อง และไม่เคยกดขี่หรือเอาเปรียบใคร เพราะฉะนั้นเขาเลยไม่เข้าใจว่าคนที่ทำเรื่องแบบนี้ต้องการอะไรกับคนอย่างเขากัน



เขาถอนหายใจหนัก มือข้างหนึ่งยกขึ้นไปเกลี่ยเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าของคนเจ็บขึ้นอย่างแผ่วเบา ลูบแก้มตรงบริเวณที่มีรอยแผลเบาๆ ในใจเกิดความรู้สึกอยากมียาวิเศษที่สามารถทาแล้วหายเจ็บได้โดยพลัน ไม่อยากให้คนที่ตัวเองเป็นห่วงนั้นเจ็บมากไปกว่านี้ ตั้งแต่มาทำงานกับเขา เจ้าตัวต้องเสี่ยงกี่ครั้งแล้วเพื่อช่วยเหลือเขา ต้องทุ่มเทขนาดไหนที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากภัยอันตราย ทั้งๆ ที่ตัวก็เล็กกว่าเขา แต่ไม่รู้ทำไมใจถึงได้ใหญ่ขนาดที่เขาแพ้ไปเลย



ความรู้สึกที่ล้นออกมาจากใจ เป็นตัวผลักดันให้เขาก้มตัวลง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง จากนั้นก็หยิบยื่นสัมผัสอันแผ่วเบาบริเวณหน้าผากเนียน ถ่ายทอดความรู้สึกอยู่ภายในผ่านสัมผัสใกล้ชิดนั้น โดยที่ร่างที่นอนไร้สติไม่รู้เลยว่า บัดนี้คนที่เขาคอยปกป้องนั้นเป็นห่วงตัวเองมากขนาดไหน



รีบๆ ตื่นขึ้นมาซักทีสิ…รัก










“ แสดงว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของใครบางคนที่ไม่ประสงค์ดีเหรอครับ ”



“ ใช่ครับคุณเนตร ทางเรามีการตรวจสอบรถยนต์ที่เกิดเหตุของคุณเนตรแล้วนะครับ ทำให้ทราบว่าสายเบรคถูกตัด เราจึงกำลังจะขออนุญาตทางคอนโดเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่จอดรถชั้นนั้นครับ ” ชายร่างสมส่วนในเครื่องแบบสีกากียื่นกระดาษที่มีรูปถ่ายบริเวณส่วนสายเบรคที่ถูกตัดไปให้เขาดู มือขาวรับไป มองภาพนั้นพร้อมครุ่นคิดบางอย่าง



“ คุณพ่อผมบอกไว้ว่าคุณเจอคนร้ายที่ทำร้ายผมเมื่อครั้งที่แล้วใช่ไหมครับ ” เขาเงยหน้าเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นคนของอาชัชวาล ผู้กำกับคนสนิทของพ่อเขา และผู้ช่วยอีกคนหนึ่งที่ดูแลคดีของเขาอยู่



“ ใช่ครับ เราสืบไปจนสามารถตามตัวเขาได้ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคาดจริงๆ ครับ ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น มีคนอยู่เบื้องหลังครับ เพราะคนขับรถเขาสารภาพ แต่ยังไม่ยอมบอกว่าใคร ” สีหน้าหนักใจของคุณตำรวจถูกเผยให้เขาเห็น ยามที่นึกถึงคนร้าย ส่อเค้าความยากลำบากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเขายังไม่สามารถไล่ตามคนที่อยู่เบื้องหลังได้ และยังไม่รู้ชัดถึงแรงจูงใจที่ได้ก่อเหตุร้ายแรงนี้ รู้แต่เพียงแค่ว่าคนร้ายที่ตอนนี้จับได้แล้วนั้น ถูกจ้างมาอีกทอดหนึ่ง และกำลังอยู่ในช่วงหนีกบดานอยู่ แต่ด้วยความพยายามของทีมเขา และการสืบพยานทั้งหลายก็สามารถไล่ตามจับได้ในที่สุด



“ แต่ในเมื่อคนร้ายถูกจับตัวได้แล้ว ประจวบพอดีกับผมเกิดเหตุ เป็นไปได้ไหมครับว่าครั้งนี้จะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนกระทำเองแทน ” เขาพูดสิ่งที่อยู่ในความคิดของเขา พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ของคนรอบตัวที่มีความแค้นกับครอบครัวเขาและตัวเขาเองมาก่อน



“ มีความเป็นไปได้ครับ แต่เขาก็อาจจะส่งคนมาเพิ่มก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องทำการสืบสวนต่อไปครับ ว่าสองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ” คนสวมชุดเครื่องแบบหยุดพูดพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ ไม่ทราบว่าคุณเนตรต้องการคนดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติมไหมครับ ” เจ้าของชื่อได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจตกบางอย่าง



“ ไม่เป็นไรครับ ผมอยากจะให้แน่ใจว่าคนร้ายจะต้องกลับมาก่อเหตุอีกแน่นอน ผมอยากกลับมาใช้ชีวิตปกติให้เขาเห็น รอให้เขาเผยตัวออกมา ” ดวงตาหวานส่งสายตาหมายมั่นในบางสิ่ง พูดประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ทำให้คนฟังแอบขนลุกไม่ได้



และเมื่อถึงตอนนั้น…ผมจะเป็นคนจับเขาเอง











ราวกับเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า



ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ที่สถานที่หนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ตัวผมลอยเคว้งอยู่กลางอากาศที่ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าร่างกายไม่สามารถขยับได้อย่างใจนึก และที่สำคัญผมมองไม่เห็นอะไรเลยซักอย่าง เหมือนผมถูกขังไว้ยังที่ที่ไม่มีแสงสว่างตกถึงเลย



เราตายแล้วอย่างนั้นเหรอ?



ผมคิดในใจเบาๆ แต่สิ่งที่ผมคิดกลับดังสะท้อนอยู่รอบตัวผม ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เอ่ยพูดอะไร และขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับตัวเองในความคิดนั้น โสตประสาทผมกลับได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง ซึ่งน่าแปลกที่ใจผมเต้นตึกตักอย่างกับคนที่คุ้นเคยและรอคอยเจ้าของเสียงนี้มาตลอด



‘ รัก นายได้ยินฉันไหม ’



ได้ยินสิ ชัดเต็มหูเลยล่ะ



‘ นายรีบๆ ตื่นมาซักทีสิ ’



ผมหลับอยู่อย่างนั้นเหรอ?



‘ ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยนะว่าฉันรู้สึกยังไงกับนาย ’



ตึก ตึก ตึก ตึก
หัวใจผมเต้นแรงขึ้น ตอบรับคำพูดประโยคนั้น



' ฉันน่ะ…. ’



และที่เสียงนั้นก็ค่อยๆ เบาลง กลายเป็นเสียงที่ลอยไปกับสายลม จากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีก ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมามืดและเงียบสงัดอีกครั้ง…











“ เออ นายไม่ต้องเป็นห่วงนะนันท์ พี่จะดูแลตัวเอง นายไม่ต้องกลับมา เดี๋ยวนายก็จะสอบแล้วนี่ ” เขาพูดกับคนปลายสาย ย้ำอีกครั้งเพื่อให้คนฟังสบายใจ ก่อนจะวางสายไป



น้องชายเขารู้เรื่องเหตุการณ์ทั้งหมดเพราะแม่ของเขาโทรไปเล่าให้ฟัง จริงๆ แล้วเขาอยากจะให้คนรู้ให้น้อยที่สุด เนื่องจากมันเป็นเหตุการณ์ที่สั่นคลอนถึงความปลอดภัยของครอบครัวเขา ทุกคนรอบตัวจับมามองเขาทุกย่างก้าว ด้วยฐานะซึ่งมีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก และอีกอย่าง น้อยชายเขากำลังอยู่ในช่วงสอบ เขาไม่อยากให้น้องชายเสียสมาธิในช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิอย่ายิ่ง



เขาถอนหายใจแรงเพื่อหวังจะขจัดความยุ่งยากในใจให้ออกไปด้วย หันไปมองคนที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียง วันนี้ก็เป็นวันที่สามแล้วที่รักนอนสลบไสลไม่ได้สติ ความฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกายเริ่มจางลงไปมาก เพราะเขาพยายามทายาให้อย่างแผ่วเบา และรวมถึงเช็ดตัวและผมที่เขาดึงดันกับพยาบาลว่าจะทำเอง



เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร



แต่เขารับรู้แค่ว่าตัวเองเต็มใจที่จะทำ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลย และไม่มีความจำเป็นต้องทำด้วย แต่เมื่อเขาได้เห็นรอยแผลต่างๆ เริ่มจางลง บางจุดหายเป็นปกติ มันก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้น อย่างน้อยร่างกายนี้ก็ยังดีขึ้น แม้เจ้าของร่างกายจะยังไม่ฟื้นก็ตาม



พ่อแม่เขามาเยี่ยมครั้งหนึ่งตอนวันแรกที่เกิดเหตุ แต่ด้วยภาระที่ยุ่ง เพราะหลังจากวันเปิดงาน ยอดขายของสินค้าตัวใหม่นี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสินค้าตัวอื่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นและบริษัทเขาก็ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค รวมถึงบริษัทพันธมิตรต่างๆ มากขึ้นจากการเปิดตัวประธานบริษัทซึ่งก็คือพ่อของเขาและตัวเขาเอง จึงทำให้เขาไม่มีเวลามาเยี่ยมมากนัก ไม่ใช่พ่อเขาเท่านั้นที่ยุ่ง แต่ตัวเขาก็ย้ายห้องทำงานจากบริษัทมาที่ห้องพักฟื้นคนไข้ห้องนี้เองเหมือกัน ดีอย่างหนึ่งที่มีคุณเลขาของพ่อเขาช่วยอีกมือหนึ่ง ทำให้การประสานงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น เขาล่ะนับถือคุณเลขาของพ่อเขาคนนี้จริงๆ



ตอนนี้เขาย้ายข้าวของส่วนตัวของตัวเองมาด้วย เพราะเป็นเขาเองที่ดึงดันจะนอนเฝ้ารักเอง แทนที่จะเป็นครอบครัวของรักหรือเพื่อนสนิทของรักอย่างแสง ที่เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดก็รีบพาคนที่บ้านมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล แรกๆ แม่ของรักดูออกเลยว่าไม่พอใจมากที่เห็นลูกชายตัวเองบาดเจ็บจนไม่ได้สติ แต่เขาก็พยายามอธิบายจนท่านเข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่พ่อแม่ของรักไม่เอาเรื่อง เพราะรู้ดีอยู่ว่าลูกชายทำหน้าที่อะไร แต่เขาก็ยังไม่วางใจ ให้คำสัญญาหนักแน่นถึงความปลอดภัยของลูกชายของพวกท่านให้อนาคต จนคนเป็นพ่อเป็นแม่เกรงใจจนไม่รู้จะทำยังไง แต่เขาก็ยังยืนกรานเหมือนเดิม เพราะไม่อยากให้ท่านกังวลใจ จนท้ายที่สุดก็ขอเป็นคนเฝ้าคนเจ็บเอง โน้มน้าวจนครอบครัวและเพื่อนสนิทของรักจนยอมจากไป



เขาวางแฟ้มในมือที่คุณเลขาปลีกตัวนำมาให้ถึงโรงพยาบาลลงบนโซฟาที่เขาใช้พำนักชั่วคราวในตอนนี้ มองไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาทำงานเพลินจนไม่ได้ดูเวลาอีกแล้ว นิ้วมือบีบไปตรงระหว่างคิ้วเบาๆ ผ่อนคลายความเครียดที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องคดี จากนั้นก็ลากเก้าอี้ข้างโซฟาตัวหนึ่งไปไว้ข้างเตียง และทิ้งตัวลงบนนั้น มือเท้าคางลงบนเตียง มองใบหน้าสงบนิ่งของคนเจ็บที่ช่วงนี้ได้เห็นบ่อยเหลือเกิน



น่าแปลกที่ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตอนแรกเขาจำได้ว่าตัวเองต่อต้านมากเพียงไร ไม่ทันไรความรู้สึกเหล่านั้นพลันเปลี่ยนเป็นความห่วงคะนึงหา ก่อนจะเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองไม่สามารถอยู่ห่างจากเจ้าตัวได้แล้ว เขาได้แต่พร่ำคิดในใจว่าความรู้สึกนี้ของตัวเองชัดเจนมากแค่ไหน หรือเป็นแค่ความใกล้ชิดที่ทำให้เขาเคยชินกับการมีเจ้าตัวอยู่ข้างกาย และความรู้สึกคลุมเครือเหล่านั้นก็หายไปในทันทีที่เขาได้เจอกับวรรณอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขาก็ยังเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่มันก็จางหายไปเร็วกว่าที่คิด โดยคนที่เขากำลังเป็นห่วงตอนนี้นั่นแหละเป็นต้นเหตุ ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับคนคนนี้เองที่เป็นคนปลดปล่อยเขาจากอดีตที่ขมขื่น



เพื่อให้เขาก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้ง



แต่ยังไม่ทันไร คนที่เป็นความหวังของเขาก็ถูกทำร้ายให้บาดเจ็บ ในใจของเขาก็ยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อันร้ายแรงนี้ เขาจึงสัญญากับตัวเองในใจว่าเขาจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกแล้ว และเขาจะเป็นคนยุติปัญหานี้เอง ตอนนี้เขากำลังคอยจังหวะที่จะให้คนร้ายตายใจไปก่อน เพื่อที่จะกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง เพราะแน่ใจแล้วว่าเป้าหมายของคนร้ายคือตัวเขาเอง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าถ้าตัวเขายังปลอดภัยดี เหตุการณ์ต่อไปจะต้องเกิดขึ้นอีกเป็นแน่ แต่เขาแค่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน



เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกให้พ่อแม่เขารู้ว่าเขายอมเสี่ยง แต่เพื่อที่จะสามารถจับคนร้ายได้ มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงไม่ใช่หรือ?



เขาเอื้อมมือไปลูบใบหน้าหลับใหลนั้นอย่างแผ่วเบา ภาวนาแทบทุกวันให้เจ้าตัวตื่นขึ้นมาในเร็ววัน จนตัวเองไม่มีสมาธิกับงานเอาซะเลย ก่อนที่จะโน้มตัวขึ้นไปสัมผัสที่ริมฝีปากบางที่ซีดเซียวนั้นอีกครั้งอย่างที่ทำทุกวันตั้งแต่เจ้าตัวนอนสลบไสลอยู่อย่างนี้ เต็มเติมความรู้สึกโหวงในใจเพื่อให้รับรู้ว่าร่างนี้ยังอยู่กับเขา ยังไม่ได้หายไปไหน



เหมือนเขาเป็นเด็กน้อยที่กลัวจะถูกทอดทิ้งอย่างไรอย่างนั้น



เขาคิดในใจ หัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อตัวเองหมายความแบบนั้นจริงๆ เขาลุกขึ้นกลับมานั่งที่เดิม และจ้องมองคนอยู่บนเตียงนั้นอย่างเหม่อลอย แสงไฟที่หัวเตียงและตรงโซฟาทำให้ทั้งห้องแทบจะตกในความมืดมิด เพราะเขาไม่ต้องการเปิดไฟทั้งห้อง กลัวรบกวนคนนอน แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเขาอีกไม่ใช่หรือไงที่อยากให้ฝ่ายนั้นตื่นเร็วๆ?



“ เฮ้อ ตื่นเร็วๆ สินาย ฉันปลุกนายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เดี๋ยวฉันก็หักเงินเดือนนายซะเลยนิ อู้งานขนาดนี้ ” ผมพูดกับอีกฝ่ายเบาๆ และด้วยความที่เจ้าตัวรับรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำให้เขาเห็นว่าเปลือกตาที่หลับสนิทนั้น มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย



หรือเขาจะตาฝาด?



เขาเพ่งมอง ใจเต้นแรงด้วยความยินดี มองอีกครั้งเผื่อเห็นความเคลื่อนไหวนั้นอีกครั้ง และก็ถือว่าความหวังเริ่มเป็นจริง เปลือกตาที่กลับไปนิ่งเหมือนเดิมก็ขยับเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาที่ไม่ได้เห็นมาสามวันเต็มนั้นจะเปิดเผยสู่สายตา



“ นายฟื้นแล้ว ”




โปรดติดตามตอนต่อไป....

น้องรักกกกก ตื่นแล้ววว (ซับน้ำตาเบาๆ)

 :sad4:  :o12:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2021 11:15:37 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 308
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 23
" อยู่กินด้วยกัน? "




ผมกระพริบตาถี่เพื่อปรับแสงจากแสงสว่างที่ยังไม่คุ้นชิน ทั้งๆ ที่ห้องก็แทบจะตกอยู่ในความมืด มีเพียงแต่แสงไฟบนหัวเขาเท่านั้นที่เปิดสลัวๆ ไว้ ผมหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ เมื่อดวงตาเริ่มปรับให้คุ้นกับแสง มามองได้อย่างปกติแล้ว จึงลองเริ่มขยับตัว แต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะความปวดเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว ทำให้ผมหน้านิ่วเล็กน้อย แถมหัวก็ปวดจนจะระเบิดอยู่แล้ว



นี่เกิดอะไรขึ้นกับผมวะเนี่ย



ผมครางด้วยความเจ็บเบาๆ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือของผมถูกใครบางคนจับขึ้นมา ผมหันไปด้านข้างช้าๆ เพื่อมองว่าคนผู้นั้นคือใคร สิ่งแรกที่มองเห็นชัดเจนคือใบหน้าของชายคนหนึ่งที่คุ้นตา แต่แปลกที่ผมพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทั้งๆ ที่ผมแน่ใจว่าต้องเคยเจอเขามาก่อนแน่นอน



ความแปลกหน้าที่แสนจะคุ้นเคย…



“ รัก? ” ชายคนเดิมที่จับมือผมแน่น เอ่ยเรียกชื่อผมด้วยความสงสัย สีหน้าดีใจที่ปิดไม่มิดนั้นซีดเผือดลงเล็กน้อย เมื่อเห็นผมไม่หือไม่อืออะไร เพียงแต่มองหน้าเขาเฉยๆ เท่านั้น





“ นายเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม เดี๋ยวฉันจะเรียกพยาบาลเข้ามาให้นะ ”  คนพูดกำลังจะปล่อยมือ ผละตัวออกห่างเพื่อเดินตรงไปยังประตูห้อง แต่ผมกลับยืดมือเขาไว้แน่น กลัวว่าหากปล่อยมือเขาไปเขาอาจจะหายไปได้ในทันที ผมงุนงงกับตัวเองว่าทำไมความรู้สึกของผมต่อคนตรงหน้าว่าทำไมถึงรุนแรงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้ชื่อของเขาด้วยซ้ำไป





“ นายปล่อยมือฉันก่อน ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันแค่จะออกไปตามพยาบาล ” ชายหนุ่มคนเดิมทำสีหน้าอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยเอ่ยด้วยเสียงทุ้มหนักแน่น ผมจึงคลายใจค่อยๆ ปล่อยมือเขา เขาจึงเดินออกไปนอกห้อง



ผมยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเองเบาๆ ก็พบว่ามันถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล แต่ก็จำไม่ได้ซักทีว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะมานอนบาดเจ็บอยู่ที่นี่ พยายามนึกจนอาการปวดเริ่มกำเริบ ผมจึงหยุดคิด และมองไปรอบๆ ห้อง ก็พบว่าเป็นห้องพักฟื้นห้องหนึ่งที่มีขนาดกว้างกว่าปกติ ผมมองเห็นตะกร้าบรรจุผลไม้มากมายที่วางเอาไว้ บ่งบอกว่าคงมีคนมาเยี่ยมเขาอยู่ตลอด แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองเป็นใคร นอกจากชื่อที่ชายคนเมื่อกี้เรียกก็เท่านั้น



นั่งอยู่บนเตียงได้ครู่หนึ่งก็มีคนเคาะประตูแล้วเปิดประตูตามเข้ามา คุณหมอ พยาบาล และตามด้วยร่างสูงที่เขาพยายามนึกอยู่ตั้งนานก็นึกไม่ออกซักทีว่าเป็นใคร





“ คุณรักเป็นยังไงบ้างครับ มีตรงไหนผิดปกติไหมครับ ”  คุณหมอในชุดกาวน์สีขาวเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ผมหันหน้าไปมองเขาแล้วส่ายหน้าเบาๆ คนถามจึงแสดงสีหน้าสงสัยอะไรบางอย่างเมื่อเห็นปฏิกิริยาผม หันไปมองหน้าชายร่างสูงข้างตัว แล้วหันกลับมาพูดกับผมเหมือนเดิม





“ คุณรักพอจะจำได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ”  ผมไม่ตอบ พยายามนึกเหตุการณ์แต่ก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า จึงส่ายหน้าอีกครั้ง คราวนี้เป็นชายคนดังกล่าวมีสีหน้าไม่สู้ดีเดินเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว





“ นาย…จำได้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร ”  น้ำเสียงสั่น มือขาวเอื้อมมากุมมือผมแผ่วเบา ยิ่งได้มองหน้าเขาใกล้ๆ แบบนี้ ผมก็ยิ่งคุ้นเคยมากขึ้น แต่ผมกลับจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร อาการคล้ายคนที่เหมือนจะนึกออก แต่กลับติดอยู่ในปาก ผมขมวดคิ้วพยายามจ้องหน้าเขาเผื่อจะนึกอะไรขึ้นได้บ้าง แต่อาการปวดกลับกำเริบขึ้น จนผมร้องขึ้นมาเบาๆ





“ คุณรักอย่ากดดันตัวเองเลยครับ ผมว่าคุณพักผ่อนก่อนดีกว่า ตอนนี้ร่างกายคุณยังไม่พร้อม เดี๋ยวผมจะให้ยาแก้ปวดนะครับ เพราะคุณอาจจะมีอาการปวดตามเนื้อตัว ให้คุณทานอาหารให้เรียบร้อยแล้วค่อยทานยานะครับ ” คุณพยาบาลนำแก้วตวงยาที่มียาสีขาวเม็ดหนึ่งอยู่ข้างใน พร้อมด้วยน้ำวางลงบนโต๊ะข้างเตียง คุณหมอพูดต่อ



“ พยายามพักผ่อนให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วๆ นะครับ ไม่ต้องกังวล อาการคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ”  เมื่อพูดจบ คุณหมอจึงแตะแขนชายที่ยืนกุมมือผมอยู่เบาๆ เชิงบอกให้ออกไปคุยข้างนอก มือผมจึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้ง ทั้งสามคนจึงเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน ห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง



ผมเอนตัวลงนอนช้าๆ เบ้ปากเมื่อรู้สึกถึงความปวดตามร่างกายอย่างที่คุณหมอพูด สายตามองบนเพดาน แต่ในหัวกลับคิดวนเวียนอยู่กับแต่ใบหน้าซีดขาวของชายคนเมื่อกี้ ทำไมเขาถึงดูหวาดกลัวขนาดนั้นนะ? แล้วทำไมพอเห็นเขาทำสีหน้าแบบนั้นแล้วผมถึงรู้สึกปวดใจโดยไม่ทราบสาเหตุ? ความสัมพันธ์ของผมกับเขาเป็นยังไงกันแน่? แต่คิดอยู่นานแต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะได้คำตอบ ไม่นานนักผมก็เริ่มรู้สึกตาหนักอึ้ง อาการเพลียก็ทำให้ผมหลับตาลง และหลับไปในที่สุด














“ คุณหมอจะบอกว่ารักมีอาการสมองเสื่อมชั่วคราวเหรอครับ? ” เนตรเอ่ยด้วยความตกใจเมื่อคุณหมอบอกอาการของรักที่เป็นอยู่ขณะนี้ หลังจากที่เขาเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน จึงๆ ตัวเขาเองก็แปลกใจในอาการของอีกฝ่ายมาตั้งแต่ลืมตามามองเขาแล้ว ความว่างเปล่าในดวงตาที่จ้องมองเขาทำให้เขารู้สึกหวั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่านั่นคืออาการหลังฟื้นปกติธรรมดา แต่พอมาเห็นอาการต่อมาเรื่อยๆ ก็ทำให้คำตอบในใจเริ่มชัดมากขึ้น จนได้มาฟังจากปากคุณหมอเอง คำปลอบใจต่างๆ จึงถูกปัดออกไปจนเหลือแต่ความจริงที่เขาไม่อยากจะยอมรับ





“ ใช่ครับ เป็นอาการหลังฟื้นของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง แต่ผมบอกไม่ได้ว่าความจำของคุณรักจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ผมรับปากได้ว่าไม่นานหรอกครับคุณเนตร พยายามให้เขากลับไปอยู่บรรยากาศที่คุ้นเคยสักพัก เดี๋ยวความจำเขาก็กลับมาเองครับ ”  คุณหมอเอ่ยย้ำกับเขาอีกสองสามประโยค แล้วขอตัวกลับไปทำงานต่อ เขายืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย พยายามทำใจที่จะเผชิญความจริงตรงหน้า



ทำไมทุกอย่างมันต้องตาลปัตรแบบนี้ เขาไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนซักหน่อย แล้วทำไมเขาต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!



ความโกรธขึงบังเกิดภายในใจจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักในสถานการณ์ตอนนี้ที่เขายังไม่สามารถจับมือใครดมได้นอกจากคนร้ายที่จับได้แล้วคนนั้น ร่างสูงหลับตาแนบหน้าผากกับประตูห้องพักคนไข้เบาๆ พลันนึกถึงคนที่นอนอยู่ข้างใน แค่นึกถึงสายตาคู่นั้นที่มองเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ก็ทำให้เขาแทบหมดแรงจนไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว ทำไมพอเหตุการณ์เหมือนจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่สุดท้ายก็ยังต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกๆ อย่างมันแย่ลง



ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ท่านั้นมานานแค่ไหน ไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะมองเขายังไง เขาตั้งสติใหม่ พยายามให้กำลังใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็คงดีขึ้น ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันให้รักลืมเขาไปได้ตลอดแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เกิดแรงฮึดในใจที่จะกล้าเผชิญหน้าความจริงทั้งหมด มือจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไป สิ่งที่เห็นตอนนี้ก็ทำให้เขาเผยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างที่ไม่ได้เห็นมาสองสามวันนี้ ร่างคนป่วยเอนนอนคอพับไปข้างหนึ่ง ดูแล้วคงเมื่อยไม่น้อย เขาจึงปิดประตูอย่างที่สุด แล้วเดินเข้าไปประคองใบหน้าสงบนิ่งนั้นให้ตั้งตรงเป็นปกติ แล้วเอื้อมมือไปดึงรีโมตปรับเตียงนอนขึ้นมากดเอนหัวเตียงลงไปเล็กน้อยให้คนนอนได้สบายตัวขึ้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงตัวเดิม แล้วจ้องมองใบหน้านั้นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง มือขาวเรียวหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาคนคนหนึ่ง



“ ครับ ผมเนตรเองนะครับ ผมขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหมครับ ”


















โอ้ย เบื่อจัง…



ผมบ่นในใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ตั้งแต่ผมฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุ (คนที่ชื่อแสงเขาเล่ามาแบบนี้อ่ะนะ) ก็ไม่ได้เยื้องกรายไปไหนเลยนอกจากห้องน้ำ เตียงนอน และระเบียง ผมถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านเหมือนกัน เมื่อนึกถึงคำสั่งของคนคนนั้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเหมือนเป็นบริวารของเขายังไงชอบกล



ตอนนี้ความทรงจำผมก็ยังไม่คืนกลับเต็มร้อย แต่ผมเริ่มจำอะไรได้มากขึ้น เช่น ครอบครัวของผม แต่ก็ยังจำไม่ได้มากนัก แค่รู้สึกว่าคนนี้เป็นพ่อ คนนี้เป็นแม่ คนนี้เป็นพี่สาวผมเองก็เท่านั้น ผมคุ้นหน้าคุ้นตาหลายๆ คนที่มาเยี่ยมมาก อย่างคนที่ชื่อแสง ที่มันพูดคุยกับราวกับเราสนิทกันมาเป็นชาติ เขาบอกว่าเราสนิทแนบแน่นกันมากกว่านั้นซะอีก ชวนให้ผมรู้สึกขนลุกและสงสัยว่าสนิทของเขานี่ขั้นไหนกัน แต่ทุกคนก็ไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดใจ กลับกันยังทำให้ผมใจชื้นขึ้นซะอีกที่คนมีคนคุ้นหน้าคุ้นตามาอยู่รอบๆ ตัว



แต่ตั้งแต่ที่ผมฟื้นขึ้นมาคราวนั้น ก็ผ่านมาสามวันแล้ว คนคนแรกที่ผมเห็นในวันนั้นกลับไม่มาให้ผมเห็นหน้าอีกเลย ใจห่อเหี่ยวเล็กน้อย เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป เมื่อนึกถึงสีหน้าซีดเผือดในวันนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรที่สำคัญบางอย่างที่อยู่ในความทรงจำนั้นซึ่งผมยังค้นหามันไม่เจอ ผมกระพุ้งแก้มอย่างหงุดหงิด เมื่อพยายามนึกเท่าไหร่ก็ยังจำไม่ได้ คุณหมอก็บอกผมว่ายิ่งผมพยายามมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งกดดันมากเท่านั้น เขาให้ผมพยายามอย่างพอดี ค่อยๆ เป็นๆ ไป ไม่งั้นผมนั่นแหละจะเจ็บตัว ซึ่งก็เจ็บจริงๆ ซะด้วย เพราะตอนนี้ความปวดนั้นเริ่มแผ่กระจายอย่างช้าๆ ลามไปทั่วศีรษะซะแล้วครับ เฮ้อ



ผมเท้าศอกลงอย่างเซ็งๆ บนขอบระเบียงที่กั้นสูงถึงอกผม มองไปยังวิวรอบๆ โรงพยาบาล คิดถึงเรื่องของตัวเองแต่ก็ยังจำอะไรได้ไม่มากนักนอกจากผมมีครอบครัวและเพื่อน ส่วนคุณเนตรนั้นยิ่งเข้าไปใหญ่ เจ้าตัวยังไม่ยอมเล่าอะไรให้ผมฟังเพราะผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลยนั่นแหละ ก็เลยไม่รู้ซักทีว่าเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับผม ถามคนอื่น แต่ละคนก็ไม่ยอมปริปากบอกอะไรซักอย่าง ทำเหมือนกับมันเป็นความลับสุดยอดอะไรประมาณนั้น



และตอนนี้ผมก็ยังออกไปไหนไม่ได้เพราะคุณเนตรคนดีคนเดิมของทุกคนนั้นสั่งผ่านแสงมาอีกทีว่าให้อยู่พักรักษาตัวในนี้ไปก่อนนั่นเอง บอกแล้วว่าผมเป็นเหมือนบริวารเขาจริงๆ เมื่อกี้แสงก็โทรมาบอกว่าเดี๋ยวจะเข้ามาเยี่ยม ให้ผมรอเขานิดหนึ่ง เพราะเขามีธุระต้องไปทำก่อน แล้วค่อยเข้ามาหาผม ผมจึงตอบรับกลับไป เพราะยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว



เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ตามด้วยคุณพยาบาลที่เดินเข็นชั้นวางเครื่องอะไรไม่รู้เข้ามาตรวจอาการและวัดความดันตามปกติ ผมจึงเดินกลับเข้าไปนั่งบนเตียงอีกครั้ง คุณพยาบาลยิ้มให้เล็กน้อย บอกอาการของผมว่าปกติ หลังจากนั้นก็เดินเข็นรถคันเดิมออกไป ผมจึงกลับมานอนเปื่อยตามเดิมอีกครั้ง ก่อนจะบ่นเป็นครั้งที่ร้อยล้านในใจอีกครั้ง



เบื่อโว้ยยยยย













“ ไอรัก ตื่นโว้ย! ”  เสียงโวยวายปลุกผมให้ตื่นจากการเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ผมหันไปมองต้นเสียงก็เห็นไอแสงเดินเข้ามาพร้อมหอบอะไรมาเยอะแยะก็ไม่อาจรู้ได้ ผมขยี้ตาด้วยความงัวเงีย จากตอนแรกที่เบื่อแทบตาย ดิ้นพล่านเป็นผีบ้าอยู่บนเตียง สุดท้ายกลับมาหลับได้ยังไงผมก็จำไม่ได้





“ กูพาคนรู้จักมึงมาด้วย มึงจำได้ไหม ”  ผมมองตามไปด้วยความสลึมสลือ ชายร่างสูงที่เดินตามหลังไอแสงก็ปรากฎสู่สายตา ผมเพ่งมองอีกครั้งเพื่อให้รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่หน้ามุ่ยขัดใจอยู่แบบนั้น





“ มึงคิดว่ากูจะจำได้ไหมเนี่ย ขนาดเรื่องตัวเองกูยังจำได้ไม่หมดเลย ”  สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว ไอแสงหันขวับกลับมาอย่างตกใจ ขนาดตัวผมเองยังตกใจไม่แพ้กัน





“ มึงจำได้แล้วเหรอ! ” อีกฝ่ายรีบปรี่เข้ามาด้วยท่าทางยินดีปรีดาซะเหลือเกิน แต่พอเห็นผมส่ายหน้าเท่านั้นแหละ ยังก็หน้าม่อยหันกลับไปวางของที่มันถือมาเต็มอ้อมอกเหมือนเดิม ผมอดขำกับท่าทางเด็กๆ ของมันไม่ได้ จากนั้นจึงกลับมาให้ความสนใจกับชายอีกคนที่ยืนมองผมนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาอีกครั้ง





“ นี่ญาติกูไงมึงจำได้ไหม ”  คนที่เป็นญาติของแสงเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เตียง ไอแสงจัดของอยู่ไม่นานจึงเดิมเข้ามาสมทบ





“ จำไม่ได้อ่ะ ”  ผมตอบเสียงอ่อยเพราะกลัวเสียมารยาท เพราะดูท่าอีกฝ่ายคงอายุมากกว่า ญาติของแสงเลิกคิ้ว ท่าทางสงสัยอะไรบางอย่าง





“ อ่ะๆ ไม่เป็นไร ไม่ต้องนึกละ เดี๋ยวมึงหัวระเบิดตายไปซะก่อน ”  นั่น แช่งผมอีก “ คนนี้ชื่อแดเนียล หรือมึงเรียกเขาว่าแดนก็ได้ เขาเป็นญาติกูที่อยู่ฮ่องกง และเคยเจอมึงแล้วเมื่อหลายเดือนก่อนก่อนที่เขาจะกลับฮ่องกงไป และเคยเจอครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งวันนี้ก็กลับมาอีกครั้งเพราะรู้ข่าวของมึงจึงมาหา ”  ไอแสงแนะนำคนรู้จักของมันสั้นๆ อย่างกระชับใจความ ผมหันไปจะยกมือไหว้ตามมารยาท แต่คนที่ไอแสงเพิ่งจะแนะนำตัวให้นั้นยกมือขึ้นห้าม และอมยิ้มเล็กน้อย ผมจึงวางมืออย่างเก้อๆ ส่งสายตางุนงงให้อีกฝ่าย





“ ครั้งที่แล้วเจอฉัน นายก็ไหว้แบบนี้ นายนี่มารยาทดีจริงๆ ”  เมื่อฟังคำตอบซึ่งเป็นภาษาจีนของเขาก็ทำให้ผมถึงกับบางอ้อ ไอแสงขำเสียงดังจนผมหันไปมองแรง มันถึงยอมหยุดหัวเราะ แต่ก็ไม่วายยังได้ยินเสียงที่พยายามกลั้นขำของมันอยู่ดี





“ ผมติดนิสัยนี่ครับ ” ญาติของไอแสงยังคงอมยิ้มอยู่ ด้วยความกระดากอาย ผมจึงเสไปมองที่อื่นแทนที่จะมองเขา





“ นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอตอนนี้ ”  แดนยกแขนขึ้นกอดอกเอ่ยถามผม





“ ใช่ครับ แม้กระทั่งเรื่องของตัวผมเองยังจำไม่ได้เลยครับ ”  ผมตอบอย่างเนือยๆ เบื่อหน่ายในความเชื่องช้าของสมองตัวเอง ไม่รู้เพราะผมโง่อยู่แล้วหรือเพราะอุบัติเหตุอย่างที่เขาว่ากันแน่ แดนอือออในลำคอ ทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา





“ ช่างมันเถอะ เดี๋ยวมึงก็จำได้เองแหละ กูไม่อยากเห็นเพื่อนมีอันเป็นไปซะก่อน ”  ไอแสงผู้ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศหม่นๆ รอบกายก็พูดแทรกขึ้น หมดมู๊ดดราม่ากันพอดี





“ นายนี่ก็จริงๆ เลยนะ ”  คุณแดนซึ่งผมเดาว่าเขาพอจะฟังออกบ้างส่ายหัวอย่างเอือมๆ





“ แล้วนี่เมื่อไหร่จะได้ออกจากโรง’บาล ”





“ โอ้ย ยากอ่ะแดน นี่ขนาดรักหายดีแล้วนะ เจ้ากรรม เอ้ย เจ้านายเขายังไม่ให้กระดิกตัวเลย อย่าว่าแต่ออกจากโรง’ บาลเลย เขาบอกอยากให้อยู่ในความดูแลของคุณหมอ ”  คุณเพื่อนผมสอดปากอธิบายเป็นภาษาต่างดาวแทน ไม่มานอนป่วยแทนเลยล่ะแหม รู้ทุกเรื่องอย่างกับสิงอยู่ในผิวหนังผมขนาดนี้





“ เจ้านาย? แล้วเขามาห้ามทำไมล่ะ ไม่ดีซะอีกเหรอ จะได้รีบกลับไปทำงาน ”  ชายหนุ่มตรงหน้าผมขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดผมยังงงงวยอยู่ทุกวันนี้เลย ว่าไอคุณชายบ้านั่นจะขังผมอยู่ในนี้ทำไมกัน



ว่าแต่ผมไปเรียกเขา 'ไอคุณชาย' แบบนั้นได้ยังไงกันวะ



“ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาจริงๆ ตั้งแต่ผมฟื้นมา ก็ยังไม่เห็นหน้าเขาเลยครับ ”  ผมรีบปัดความคิดนั้นออกไปก่อนจะเอ่ยตอบ





“ เอ้อ แปลกเหมือนกันนะ แต่ช่างเถอะ เขาคงรู้สึกผิดล่ะมั้ง แล้วนายจะเอาอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะกลับไปเอาให้ ”





“ คุณรู้เหรอว่าบ้านผมอยู่ไหน ”





“ เออว่ะ ฉันไม่รู้ ”  คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อย ยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ หัวเราะเบาๆ





“ แต่กูรู้ หึ ”  กลายเป็นไอห่าแสงตอบขึ้นมาด้วยความมั่นใจแทน แสดงว่ามันสิงอยู่ในผิวหนังผมจริงๆ สินะ ไอเพื่อนตัวดีดันยิ้มกรุ่มกริ่มพเยิดหน้ามาทางผมแทน





“ มึง เอ่อ มองงี้หมายความว่าไง ”  ผมเผลอหลุดพูดคำหยาบออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจอีกแล้ว





“ มึงพูดกับกูอย่างที่สัญชาตญาณมึงให้พูดเถอะ พูดเพราะกับกูแล้วกูขนลุก ”





“ โอเค มีอะไรที่กูควรรู้เกี่ยวกับสายตาที่มึงมองกูเมื่อกี้ไหม ”





“ เพราะกูดันรู้ความลับมึงน่ะสิ ”





“ หา ความลับอะไรวะ ”  เรื่องราวบ้าบออะไรผมยังจำไม่ได้เลย จะไปมีความลับอะไรที่ไหนอีกวะ





“ หึๆ รับรองมึงช็อคแน่นวล ” เจ้าตัวว่าขณะที่ผมยังงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะหันไปหาญาติตัวเองแล้วยิ้มให้อย่างที่สามารถจินตนาการได้ว่า



น่าขนลุกเบาๆ



“ นายเป็นอะไรนักหนาวะไอแสง มีอะไรก็พูดมาสิ ” กลายเป็นญาติของมันแทนที่ระอาในท่าทางยึกยักของมัน ไอแสงหันมาทางผมนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดภาษาเอเลี่ยนใส่กัน ผมที่ฟังไม่รู้เรื่องจึงได้แต่กอดอกเสหันไปทางหน้าต่าง ถอนหายใจอย่างอึดอัดที่สมองตัวเองว่างเปล่าเหลือเกิน เสียงกระซิบกระซาบยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่อยู่ในหัวผมตอนนี้คือใบหน้าของชายคนนั้น ชื่อเนตร สินะ ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในตัวผม แต่ก็ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เหมือนดีใจ ห่วงหา คิดถึง ทุกอย่างตีรวนปรวนเปรไปหมด สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยบอกใคร เพราะยังไม่แน่ใจกับมันมากนัก แต่ผมมั่นใจได้ว่ากับเขาคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน



“ชู่วว ) **^&^%#$%#%^&^&^* ( ”  ผมได้ยินไอแสงเอ็ดคุณแดเนียลให้เบาเสียงลง ก่อนจะกระซิบกระซาบกันต่อ น่ารำคาญจริงๆ เลยโว้ย ไอญาติคู่นี้





“ อะแฮ่ม ถ้าจะกระซิบกระซาบกันต่อไปแบบนี้ เชิญกลับไปได้เลยนะครับ ”  เมื่อผมพูดลอยๆ และแน่ใจว่าทั้งสองได้ยินแน่ๆ เพราะเสียงกระซิบเงียบลง พร้อมกับใบหน้าของทั้งสองหันมามองผม





“ เอ่อ ฉันขอโทษๆ พอดีไม่ได้กลับมาหาไอแสงนานเลยมีเรื่องคุยกันนิดหน่อย ”  สีหน้าของคนพูดกระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้เพราะไปรู้อะไรมาหรือเพราะผมหงุดหงิดใส่กันแน่





“ โห่ ไม่สนุกเลย มึงอ่ะ ขัดอารมณ์พวกกูหมด ” ส่วนไอตัวต้นเหตุยังคงบ่นกระปอดกระแปด แถมโบ้ยความผิดใส่ผมอีก อีเวร





“ เออๆ มาเยี่ยมกูก็ต้องอยู่คุยกับกูสิ ไม่ใช่หนีไปกระซิบอะไรกันอยู่สองคน ”





“ ก็เรื่องมึงนั่นแหละ กูเล่าให้แดนฟังหมดเลย ”





“ เรื่องอะไรวะ ”





“ ก็เรื่องงานมึง เจ้านายมึง เรื่องอุบัติเหตุตั้งแต่ก่อนหน้านี้จนกระทั่งล่าสุด แถมจะ…พูดแล้วเขินแทน ”  ผู้ชายร่างควายถึกมาทำท่ากระมวดกระเมียดนี่มันเสนียดลูกตาจริงๆ เมื่อก่อนกูไปคบมันได้ยังไงวะเนี่ย ถามจริง





“ อย่าลีลา กูขนลุก แล้วก็อะไรอีก ”





“ ก็เรื่องที่มึงกับเจ้านายมึง….นั่นอ่ะ ” ผมนั่งฟังงงเป็นไก่ตาแตก ผมกับคุณเนตร? มีอะไรวะงง





“ นายก็บอกเขาไปซักทีสิ ไม่เห็นเหรอว่าเขางงขนาดนั้นอ่ะ ” คุณแดเนียลพูดอย่างระอาใจ เมื่อเห็นบทสนทนาดูจะวกไปวนมาไม่จบไม่สิ้น





“ มึงกับเขาย้ายมาอยู่กินด้วยกันไง ”



อยู่กิน



อยู่กิน…



อยู่กิน?



เฮ้ย! อย่าบอกนะว่า…



“ ใช่แล้วเพื่อนรัก มึงแอบซุกฟอแฟนไว้ไม่บอกเลยนะครับ แถมโปรไฟล์หรูเริ่ดขนาดนี้ นี่มันคางคกขึ้นวอชัดๆ ”  ผมอ้าปากค้าง เมื่อเพื่อนสนิทของผมพูดในสิ่งที่ผมคิดขึ้นมาทันที แต่ประโยคสุดท้ายนี่มันทะแม่งๆ นะ





“ มึง…ล้อกูเล่นรึเปล่า ”





“ กูจะล้อมึงทำไมล่ะ ก็มึงเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามึงโดนไล่ออกจากคอนโด แถมตอนมึงเล่าให้กูฟังยังอ้อมไปดาวอังคารอีก ดูมีพิรุธชิบหาย มิน่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ”  โอ้ มาย นี่ผมเป็นเกย์งั้นรึ ผมลูบหน้าลูบตาตัวเองอีกครั้ง แถมยังมองมือตัวเองอย่างกับคนไม่รู้จักตัวเองเลยจริงๆ ในเมื่อผมจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองซักอย่าง แถมยังมารู้ความจริงสะท้านโลกแบบนี้อีก ช็อคครับ บอกตรงๆ





“ ไง ช็อคเลยสิ แดนยังตกใจเลยตอนรู้ความจริง แต่ยังตกใจไม่เท่ามึงอ่ะ ” แสงหัวเราะเบิกบานใจ มึงไม่ได้รู้เลยใช่ไหมว่ากูเครียดดด





“ แล้วมึงรู้ได้ไงวะ ”





“ ก็จะใครซะอีกอ่ะ เจ้านายมึง เอ๊ะ หรือเรียกแฟนมึงดี เขาบอกกูมาอ่ะ ตอนที่เขาวานให้กูไปหยิบข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของมึงนิดหน่อยมาไว้ที่โรงพยาบาล กูช็อคกว่ามึงอีกตอนนั้น ” เจ้าตัวเอ่ยพลางยักไหล่ แล้วพูดต่อ “ พอกูไปถึงเท่านั้นแหละ โอ้โห เริศหรูอลังการ ห้องใหญ่ชิบหาย จนกูอยากเปลี่ยนใจเป็นเกย์บ้างเลย เผื่อเขาจะสนใจกูมากกว่า ” เท้าผมกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไอตัวปัญหาคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จึงผละตัวออกอย่างจากเตียง



“ เดี๋ยวกูถีบ ”





“ โถ ขนาดจำอะไม่ได้ยังทำหวง กูไม่ทิ้งน้องเกลกูไปหาเจ้านายมึงหรอกนะ แหม ”  น้องเกลนี่มันแฟนของมันเหรอวะ





“ แล้วเขาได้บอกไหมว่าไปไหน ”  ผมนึกขึ้นได้ว่าตัวเองคาใจเกี่ยวกับคนที่ชื่อเนตรคนนี้จึงถามออกไป





“ เขาไม่ได้บอกชัดเจนอ่ะ บอกแค่ว่ามีเรื่องต้องให้ไปจัดการ น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุของมึงหรือเปล่า เขาเลยวานกูให้กูมาเฝ้ามึงแทน ”





“ อย่างนั้นเหรอ ”





“ ดูแฟนมึงห่วงมึงมากเลยเนอะ กิ๊วๆ ”  เพื่อนผมทำเสียงล้อเลียนเมื่อพูดถึงคุณเนตร





“ กิ๊วพ่อง ”  แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจจากอีกฝ่ายแทน เวรเถอะ…




โปรดติดตามตอนต่อไป

งือออออ น้องรักกก พี่ขอโทษน้าาาา ทนๆปัญญาอ่อนไปก่อนซักตอนสองตอนนะจ้าาา
 :hao7:

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. อย่าลอกงานเขียนน้า เพราะกว่าจะคิดพล็อตขึ้นมาได้ หัวแทบระเบิดเป็นโกโกครั้นช์บดละเอียด

เพราะฉะนั้นสงสารหนูโด้ยข่า


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 24
" ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า "





“ ทำแบบนี้จะดีหรือเนตร ” เสียงทุ้มหนักแน่นแต่บัดนี้น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจของชายวัยกลางคนซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบเอ่ยขึ้น



“ ผมคิดดีแล้วครับ ถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา อย่างน้อยผมก็สามารถมั่นใจว่าจะไม่กระทบคนรอบข้าง ” ร่างสูงซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม สีหน้าแสดงความเด็ดเดี่ยวตั้งใจ เขาคิดตกมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่บอดี้การ์ดของเขาประสบเหตุจนทำให้ตอนนี้สูญเสียความทรงจำไปชั่วคราว แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เขาแทบล้มทั้งยืน เมื่อคิดถึงสายตาอันว่างเปล่าไร้ความรู้สึกเดิมๆ ต่อเขาเหมือนเมื่อก่อน ในใจพลันเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งกว่าตอนที่เขาเลิกกับวรรณซะอีก จนทำให้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ครั้งนี้เขาจะทำให้เด็ดขาด และจะให้มันจบลงให้ได้ ถึงแม้ว่าตัวเองจะเจ็บก็ตาม



“ แต่อย่างน้อยปรึกษาพ่อก่อนดีหรือเปล่า อากลัวว่าท่านจะตกใจเมื่อทราบเรื่อง ”



“ ผมยังไม่อยากทำให้ท่านกังวลครับอาชัช ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นไปอย่างเงียบที่สุด คนที่ผมไว้ใจที่สุดที่สามารถรู้เรื่องได้ก็คงเป็นอาครับ ” เขาเลือกที่จะเอ่ยตรงๆ กับอาชัช หรือชัชวาล ผู้กำกับซึ่งเป็นเพื่อนคนสนิทของพ่อเขา เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาก็ได้คนคนนี้แหละที่ดูแล ทั้งให้คนของเขามาช่วยเคลียร์ปัญหาอย่างตอนที่เขาถูกปองร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ก็เป็นคนของอาชัชเป็นคนช่วยดูแลคดีให้ ถึงแม้จะจับตัวคนร้ายไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีความคืบหน้า จึงทำให้เขากล้าที่จะปรึกษาการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้



ชัชวาลถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้พูดแย้งอะไรออกมา เขามองตรงไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เนตรก็เป็นเหมือนหลานของเขา เห็นมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เขากับบิดาของเนตรเป็นเพื่อนที่คบกันมานาน ถึงแม้จะเลือกเส้นทางชีวิตคนละทางก็ยังไม่ทิ้งกันไปไหน จนต่างฝ่ายต่างมีครอบครัว มีลูกมีหลาน ก็ยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่นี้เอง



ดูท่าคงไม่มีทางเปลี่ยนใจง่ายๆ



ใครๆ ต่างบอกว่าเนตรเหมือนชลธาร ผู้เป็นมารดา ทั้งหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก ความสุภาพน้อบน้อมต่างๆ แต่เขากลับมองว่าเหมือนบิดามากกว่า ด้วยนิสัยที่ดื้อเงียบ ความมุ่งมั่นเด็ดขาด เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ถอดแบบกันมาเลย ด้วยความที่เขารู้จักบิดาของเนตรมานาน มีหรือจะดูไม่ออก



“ ในเมื่อเนตรตัดสินใจแล้ว อาก็จะไม่ถามอะไรแล้วล่ะ แต่อาขอให้เนตรระวังตัวให้มาก ยิ่งเราไม่มีใครมาคอยตามคุ้มกันแล้ว จะประสบเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงแม้จะมีคนของอาคอยตรวจตราก็ตาม ” เขาย้ำกับผู้เป็นหลานของเขาด้วยความห่วงใย เนตรเพียงพยักหน้าให้เท่านั้น แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เห็นได้ชัดว่าเขาก็เครียดและกังวลเช่นเดียวกัน แต่คงไม่เปลี่ยนใจแน่นอน เขาจ้องมองใบหน้าของหลานอีกครั้ง สงสัยคงต้องเพิ่มกำลังตรวจตราอีก เขาถึงจะวางใจ



“ ขอบคุณมากครับอา บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมเลยครับ ” เนตรเอ่ยเสียงหนักแน่น



“ บุญคุณอะไรกัน ไม่ต้องหรอก เนตรก็เหมือนลูกเหมือนหลาน แถมพ่อเนตรก็เป็นเพื่อนอา อาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว ” ผู้เป็นอาพูดปัดเสียงขบขับ แต่ไหนแต่ไรหลานคนนี้ก็นิสัยแบบนี้ จริงจัง มั่นคง มุ่งมั่น พลางคิดถึงลูกชายตัวเอง หากลูกของเขาหนักแน่นเหมือนคนตรงหน้านี่จะดีขนาดไหนกันนะ…









ร่างสูงเดินมาตามทางที่มุ่งไปสู่ห้องพักฟื้นของคนสำคัญ ในใจพลันคิดไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองคิดจะกระทำ เขาเริ่มจับทิศทางการทำร้ายของคนร้ายได้แล้ว ส่วนใหญ่นั้นจะมุ่งมาทางเขาซะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ในที่ประชุมของบริษัทก็ไม่ได้มีพิรุธในเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเขาเลยซักนิด รวมถึงพ่อของวรรณด้วยเช่นกัน ที่ตั้งแต่รู้เรื่องก็รีบติดต่อหาพ่อของเขาทันที ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ไม่มีใครเผยท่าทางอะไรออกมาเลยทั้งๆ ที่รู้ว่าเขารอด แล้วจะเป็นใครกันที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้? แต่เขาก็ยังไม่แน่ไม่นอน ยังไม่ปักใจว่าคนในที่ประชุมนั้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยังไงก็ตามเขายังคงต้องทำตามแผนในใจของเขาต่อไป



เขามั่นใจว่าคนร้ายจะต้องมีส่วนพัวพันกับตัวเขาแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงมุ่งร้ายไปทางครอบครัวของเขาแล้ว เพียงแต่เขายังนึกไม่ออกว่าเขาเคยไปทำอะไรใครให้เจ็บแค้นฝังใจหรือขัดแข้งขัดขาใครจนก่อเหตุเลวร้ายถึงชีวิตแบบนี้ได้ หากไม่นับเรื่องว่าที่ตำแหน่งประธานคนต่อไป เขาก็นึกถึงต้นเหตุไม่ออกแล้วจริงๆ



เขาถอนหายใจหนักๆ พลางเสยผมอย่างหงุดหงิด รีบอยากจะให้มันมาก่อเหตุอีกครั้งจนทนไม่ไหว เพราะครั้งนี้เขาจะไม่พลาดอย่างแน่นอน ต้องจับให้ได้เท่านั้น หากพลาดพลั้งนั่นหมายความว่าชีวิตของเขาคง…



ใบหน้าของคนสำคัญปรากฏในความนึกคิดทันที เขาไม่ปรารถนาจะให้ใครมาเสียใจกับตัวเขาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเขา หรือรักก็ตาม เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้



เมื่อหมายมั่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาก็เดินมาถึงจุดหมายพอดี เขาพยักหน้าเบาๆ กับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนของอาชัช มาคอยดูแลรักให้กับเขา เมื่อส่องเข้าไปในตัวห้องผ่านกระจกใสขนาดเล็กหน้าประตู ในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟตรงข้างเตียงเท่านั้นที่เปิดอยู่ เขายกมือบิดประตูเปิดเข้าไปอย่างแผ่วเบา ไม่อยากรบกวนคนที่หลับสนิท หายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียง พักนี้ที่เขากักตัวรักไว้ในห้องนี้ก็เพื่อมั่นใจว่าคนร้ายจะไม่เข้าไปทำร้ายรักอีก เขาตั้งใจกันรักให้ห่างจากตัวเขาที่เป็นตัวล่อชั้นดี ดึงคนร้ายให้ออกมาก่อเหตุอีกยามที่ไม่มีคนคอยตามติด ถึงแม้จะมีคนดูแลของอาชัชตามอยู่ห่างๆ แต่ก็เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่มองผิวเผินก็กลืนไปกับคนทั่วไปดาษดื่น ไม่เป็นที่สะดุดตา หากว่าเกิดอะไรกับเขาก็สามารถเข้ามาช่วยได้ทัน



หลายวันมานี้ตั้งแต่เกิดเหตุก็ผ่านมาห้าวันแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างยังคงปกติ คุณดาราลักษณ์ เลขาของพ่อเขาและเลขาคนใหม่มาช่วยแบ่งเบางานของเขาแทนรักให้ชั่วคราว จึงไม่เป็นปัญหามากนักเมื่อรักไม่อยู่ เขาจงใจเข้ามาในห้องพักฟื้นในยามดึกเท่านั้น เพื่อให้รักได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ให้พะวงกับเรื่องอื่นเรื่องใด ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็คือการที่รักยังจำอะไรไม่ได้ เขาจึงให้เพื่อนของรักที่ชื่อแสงคอยมาเฝ้าและเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และข่าวที่น่ายินดีคือ รักพูดกับแสงอย่างที่ยามปกติพูดได้ ถึงแม้จะเป็นไปอย่างไม่รู้ตัว แต่นั่นก็คือสัญญาณที่ดีมากแล้วในยามนี้



นอกจากแสงแล้วก็มีครอบครัวของรักที่ผลัดกันมาเยี่ยมเยียน มาพูดคุยเพื่อให้คุ้นเคยในเร็ววัน แต่กับเขานั้น…เขายอมรับจริงๆ ว่ากลัว



กลัวว่าในนัยน์ตาคู่นั้นมันจะไม่มีที่ของเขาอีกต่อไป กลัวว่าความทรงจำที่มีค่าของรักจะไม่มีเรื่องราวระหว่างเรา



ผมยิ้มขำตัวเอง เมื่อก่อนมั่นใจตัวเองนักหนา ปัญหาใหญ่โตมากมายที่เคยฟันฝ่า กลับมากลัวกับเรื่องที่ในชีวิตนี้ไม่เคยแม้แต่จะคาดคิด…เรื่องที่มือทั้งสองของเขาควบคุมไม่ได้



ดังนั้นทุกคืนเมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว เขาจึงเข้ามาเงียบๆ มองใบหน้าที่แสนจะคิดถึงและห่วงหา รักยังคงเหมือนเดิม นอกจากรอยฟกช้ำที่มีอยู่จางประปรายแล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…ใบหน้าธรรมดาๆ แต่กลับทำให้เขาทั้งรักทั้งชัง นี่เขาเป็นหนักขนาดนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ



เขายกมือขึ้นลูบแก้มของคนหลับสนิทเบาๆ ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้า รักเป็นคนติดหมอนข้าง เรื่องนี้เขารู้ จึงให้เพื่อนของรักนำมันมาให้ตั้งแต่วันแรก เพื่อจะได้นอนสบายขึ้น และก็อย่างที่เห็น หลับอุตุขนาดที่เขาเข้ามานั่งแล้วก็ยังไม่รู้ตัว รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก มือยังคงลูบอยู่ที่เดิม เขาชอบความสบายใจที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ เมื่อยามที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เข้ามาสอดแทรกความสุขของเขาตอนนี้ได้



เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขามานั่งอยู่ตรงนี้มาได้กว่าสองชั่วโมงแล้ว มองจนคิดว่ามีกำลังใจมากพอไปจัดการเรื่องที่ยังค้างคาต่อ เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้น และมองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกจากห้อง แต่ก็ต้องชะงักกับเสียงเบาๆ เสียงหนึ่ง เขาหันกลับมาเงี่ยหูฟัง ต้นตอมาจากคนที่เขามั่นใจว่ายังหลับอยู่ แต่สิ่งที่ออกจากปากของอีกฝ่าย กลับทำให้เขาตะลึง เขาก้มลงไปฟังอีกครั้ง



“ ….ไอคุณชาย…หายไป…อย่าไปนะ… ”  คิ้วได้รูปขมวดเล็กน้อย เหมือนมีเรื่องอะไรขัดใจอยู่ในความฝัน แต่คงยังละเมอออกมาเป็นประโยคเดิม แต่คนฟังนั้นกลับใจเต้นรัว ‘ไอคุณชาย’ ที่เจ้าตัวละเมอออกมาน่าจะเป็นตัวเขาหรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นก็คงเป็นเรื่องราวดีๆ ของวันที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจิตใต้สำนึกรักคงยังไม่ลืมเขา เขายิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ก้มหน้าลงไปแนบกับมือของคนละเมออย่างแผ่วเบา หลับตาซึมซับพลังงานบางอย่างที่ทำให้ใจเขากลับมาเต้นอย่างมั่นคงอีกครั้ง



เมื่อกำลังใจเต็มเปี่ยมแล้ว เขาจึงตัดสินใจหยิบกระดาษและปากกาเขียนข้อความหนึ่งลงไป เมื่อคนหลับตื่นมาได้อ่านแล้วไม่รู้ว่าจะรู้ถึงสิ่งที่เขาสื่อไหม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากจะเขียนให้เจ้าตัวอ่าน เมื่อไม่อาจได้พบหน้า แต่ขอให้รักได้รับรู้ว่าตัวเขาไม่ได้ไปไหนไกล



ยังอยู่ใกล้ตัวเขาเสมอมา และจะตลอดไป…









“ รักจ้าาาา ตื่นยังงง ” เสียงโวยวายอันเป็นเอกลักษณ์ดังมาทางประตู ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าใครมา ไอแสงอาทิตย์ดับนั่นเอง จะใครกันล่ะ



“ หนวกหูน่า นี่มันโรง’ บาลนะโว้ย ” ผมบ่นเสียงกระปอดกระแปด แต่คนถูกบ่นก็ยังทำลอยหน้าลอยตาเหมือนประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ออกมาจากปากผม



“ วันนี้กระผมหิ้วขนมหวานของเอ็งมาฝากด้วย แต่ไม่ได้ซื้อมาเองนะ มีคนฝากมาให้น่ะ หิ้วว ” แล้วมันก็พูดงุ้งงิ้งอะไรของมันไม่รู้คนเดียว ผมกรอกตาอย่างละอาใจ นี่ผมในช่วงที่จำไม่ได้ไปจับมันมาทำเพื่อนได้ยังไง ส่วนคุณแดนที่จู่ๆ มาหาเมื่อวาน จากที่เผาผมจนหนำใจกันแล้ว ไอแสงก็พาไปส่งสนามบินเพื่อบินกลับประเทศในเย็นวันนั้นเลย มันทำให้ผมรู้สึกอเมซิ่งมากว่า คนรายล้อมรอบตัวผมนี่มันเก็บเงินได้ตามพื้นถนนหรือไร ทำไมพวกเขาถึงรวยกันขนาดนี้!



“ มึงไม่อยากรู้เหรอว่าใครฝากมา ”



“ แล้วใครล่ะ ” ผมหันไปหยิบรีโมตทีวีมาเปลี่ยนช่อง อยู่มาห้าหกวัน ผมคงทำให้เรตติ้งของช่องต่างๆ พุ่งกระฉูดไปหมดแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย



“ ช่วยตื่นเต้นกับกูจะได้ไหมวะ ไม่สนุกเลย โธ่ ” แต่เมื่อไอคนบ่นเห็นผมมองตาเขม็ง จึงเลิกเล่นตัว เดินเอาขนมที่ใส่อยู่ในกล่องมาให้ผมดู ผมรับมันมาดู เป็นกล่องขนาดกลางที่มีรูปโลโก้ของร้านที่ผมก็ไม่รู้จักอยู่ดี ตัวกล่องหนักนิดหน่อย พอเปิดกล่องขึ้นมาดูผมก็ตาวาวขึ้นมาทันที ถึงผมจะสมองเสื่อม แต่เรื่องแบบนี้ผมก็ไม่สามารถลืมได้ลงนะ แต่เหมือนผมคุ้นๆ กับสิ่งของตรงหน้านี้อีกแล้ว



“ ตาเป็นประกายเลยนะมึง นี่คนฝากมาเขาอุตส่าห์ไปซื้อเองถึงที่เลยนะ ” คำว่า ‘คนฝาก’ ถูกพูดขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ผมจึงสะดุดใจมากขึ้น



“ ใครฝากมากล่ะ มึงก็บอกมาซักทีสิ ลีลาซะจริง ”



“ ก็จะใครซะล่ะ เจ้านายมึงไง ” ผมหันขวับไปหาคนพูดทันที เจ้านายนี่คือคุณเนตรที่ไอแสงเคยเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน แล้วก็เป็นคนที่ทำให้ผมไม่สามารถเยื่องกรายออกจากห้องสี่เหลี่ยมที่แสนจะน่าเบื่อนี่ด้วย ถึงแม้มันจะกว้างกว่าห้องนอนผม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยากอยู่ซะหน่อย



“ เขา…มาหากูบ้างหรือเปล่า ” อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมถามออกไป โดยที่ผมไม่รู้ตัวอีกแล้ว หัวใจที่เต้นปกติกลับเต้นเร็วขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนผมคาดหวังอะไรบางอย่างที่ตัวผมก็บอกไม่ถูก



“ มาครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเขาก็ยุ่งๆ เรื่องของเขา รวมถึงตัวการที่ทำให้มึงบาดเจ็บด้วย เลยไม่ได้มา แต่ก็เป็นคนให้กูดูแลจัดการเรื่องของมึงทุกอย่างเลย ”  ไม่ค่อยอะไรหรอกนะก็แค่ใจแฟบลงไปนิดหนึ่ง



“ แหม ห่อเหี่ยวทันทีเลยนะมึง นี่ขนาดสมองยังจำไม่ได้นะ ”  ไอแสงเพื่อนเวรก็คงยังแซะไม่เลิกไม่รา



“ พูดอะไรของมึง กูก็แค่ง่วง ” ผมยกกล่อง ‘ฮันนี่สตรอเบอร์รี่ครีมชีสโทสต์’ อ่านไม่ผิดหรอกครับ ตามนั้นแหละ ให้แสงไปใส่จาน คนบ้าอะไรสั่งเมนูนี้มาให้คนป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลกัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถปฏิเสธความหอมเย้ายวนของมันได้จริงๆ รออยู่สักพักมันก็เลื่อนโต๊ะกินข้าวที่วางขนมหวานมาอยู่ตรงหน้าผม



“ อ่ะ คุณชาย กระผมนำขนมหวานมาเสิร์ฟให้แล้วครับ ” ผมหันมาสนใจขนมต่อ ยกช้อนขึ้นตักกิน ก่อนที่ความรู้สึกอันคุ้นเคยมาอย่างจะแวบเข้ามาในหัวของผม ผมนั่งนิ่งไม่ไหวติง จนไอแสงหันมาทัก



“ เป็นอะไร เขาวางยาให้มึงเหรอ หน้าเหยแกขนาดนั้น ” ผมหันไปมองหน้ามัน แล้วรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ ก่อนที่ดวงตาผมจะมองภาพข้างหน้าไม่ค่อยชัดเพราะน้ำใสๆ ที่คลออยู่ในดวงตา ไอแสงตกใจรีบเดินจนแทบจะกระโดดมานั่งข้างๆ เตียงของผม พลางถามไม่หยุดปากว่าเป็นอะไร ผมส่ายหน้าให้คำตอบมัน เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเป็นอะไร ทั้งๆ ที่มันก็อร่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้ผมน้ำตาไหลได้ขนาดนั้น รู้สึกในอกเกิดความตื้นตันแปลกๆ ที่บอกไม่ถูกอีกแล้ว เหมือนได้ลิ้มรสชาติที่คุ้นเคยและก็มีคนนั่งอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับมองหน้าผมด้วยสายตาที่ออกจะดุๆ แต่ผมไม่รู้ว่าอะไรเพราะอะไร ในหัวผมมันเลือนรางเหลือเกิน เกิดเป็นความเสียดแปลกๆ ในอก



“ กู…เหมือนเห็นภาพอะไรไม่รู้ในหัวว่ะ ” ผมพูดเสียงเครือๆ ออกไป



“ เหมือนกูกินอันนี้อ่ะ แล้วมีคนนั่งอยู่ตรงข้ามกู แต่กูนึกไม่ออกว่า…ใคร ” ผมพูดกระท่อนกระแท่นเพราะเริ่มจะสะอื้น มือของแสงลูบหลังผมเบาๆ เชิงปลอบ



“ กูนึกไม่ออก มันเลยทำให้กูเศร้าแบบนี้ กู…ไม่รู้ว่ากูพลาดอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า ”



“ มึงใจเย็นๆ กูรู้ว่ามึงอยู่ในสภาวะนี้มันก็จะต้องเครียดเป็นธรรมดา แต่มึงต้องรู้ไว้ว่ายิ่งมึงกดดันตัวเอง มึงก็จะยิ่งแย่ยะเว้ย ”



“ กูรู้ แต่บางทีมันแวบขึ้นมาในหัว แต่กูก็ยังอยู่แบบนี้เหมือนเดิม จำอะไรไม่ได้ซักที กูอึดอัด ” ผมยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ผมรู้ว่าผมทำให้คนรอบข้างเป็นห่วง แต่มันก็หยุดไม่ได้จริงๆ เหมือนทำนบน้ำตามันแตกออกมาหลังจากที่ผมเก็บกดมันไว้ข้างใน ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่พอมาวันนี้ แค่นึกถึงความทรงจำบางอย่างได้ แม้จะเลือนราง แต่มันก็มีผลต่อความรู้สึกของผมอย่างมาก



“ เฮ้อ มึงนี่น้า ตั้งแต่ฟื้นมากูก็ยังแปลกใจว่ามึงไม่กลัวอะไรเลยเหรอ แต่พอเห็นมึงตอนนี้แล้วกูกลับเป็นห่วงกว่าจริงๆ มีอะไรก็พูดออกมาบ้างเถอะ อย่าเก็บไว้เลย ถ้ามึงอยากเจอหน้าเจ้านายมึง เดี๋ยวกูบอกเขาให้เอาไหม ” คำว่าเจ้านายที่ออกจากปากอีกฝ่ายทำให้ผมนึกถึงใบหน้าซีดเผือดตอนผมฟื้นขึ้นมาครั้งแรก น้ำตากลับยิ่งไหลมากกว่าเดิม



“ กู…บอกไม่ถูก กู… ”



“ มึงคิดถึงเขาใช่ไหม ร้องไห้ขนาดนี้ ” ผมชะงักนิ่งมองหน้าแสงผ่านม่านน้ำตา ใจเต้นตึกตักเป็นตัวยืนยันที่ดีที่ว่าผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ฟังอยู่ ผมพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับร้องไห้หนักกว่าเดิม



“ เอาล่ะๆ ไม่ต้องร้องแล้ว เดี๋ยวกูไปบอกเขาให้แล้วกัน เลิกๆ โทตส์จะแฉะเพราะน้ำตามึงอยู่แล้วโว้ย ”



“ ก็มันหยุดไม่ได้นี่หว่า ฮืออ ”



“ มึงนี่แม่ง เด็กน้อยจริงๆ พอๆ อ่ะ ทิชชู่ ” ไอแสงยื่นกระดาษทิชชู่จากกล่องที่สกรีนเป็นรูปโลโก้โรงพยาบาลมาให้ผม เช็ดหน้าไปพลางสูดน้ำมูกไป หน้าตาเปื้อนน้ำตาไปหมด สะอื้นฮึกฮักเพราะร้องไห้หนักเกินไป ผมพยายามหยุดร้องไห้ จนกระดาษทิชชู่ใกล้หมดกล่องผมถึงหยุดได้ในที่สุด



“มีมึงเป็นล้านคนในโลก ต้นไม้คงหมดโลก ใช้ทิชชู่เปลืองจริงๆ ไอห่า” ผมเหลือบตาที่ยังแดงก่ำจากการร้องไห้ไปมองค้อนเพื่อนสนิท ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำโดยมีไอแสงเดินพยุงตามไป



“ เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำหวานให้มึงด้วยละกัน เผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น เดี๋ยวกูมา ” คนพูดพูดจบก็ผละออกไป ผมโบกมือส่งสัญญาณบอกให้ไปเลยโดยที่ยังก้มลงล้างหน้าอยู่ สักพักผมก็ได้ยินเสียงประตู ก่อนที่ในห้องจะเงียบลงมีแต่เสียงโทรทัศน์ ผมเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จจึงเดินกลับมานั่งเหม่อต่อที่เตียง สักพักผมก็หันไปที่โต๊ะหัวเตียงเพื่อจะหยิบน้ำรินใส่แก้ว และสายตาผมก็ไปสะดุดที่โพสอิทสีกลืนไปกับโต๊ะแผ่นหนึ่ง ผมวางเหยือกน้ำแล้วมาดึงแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน



ข้อความหนึ่งถูกเขียนด้วยลายมือระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกถึงความตั้งใจเขียน ผมอ่านข้อความนั้นจนไปถึงข้อความสุดท้าย และชื่อที่ลงกำกับอยู่ท้ายสุด ก็ทำให้ผมนิ่งงันไปอีกครั้ง น้ำตาที่เพิ่งจะหยุดไปได้สักพัก ก็พลันไหลลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความดีใจ ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ถ้าแลดูก็คงเหมือนคนบ้าเบาๆ แต่ตอนนี้ผมกลับไม่สนใจแล้วจริงๆ






“ เฮ้ย ไอห่ารัก มึงร้องไห้อีกแล้วเหรออ แล้วนั่น ยิ้มด้วย เพื่อนกูววว กลับมาก่อนน อย่าเพิ่งบ้านะโว้ย ” ไอแสงที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นโกโก้เย็น รีบวางลงที่โต๊ะกินข้าว ก่อนจะหันมาเขย่าตัวผมแล้วโวยวาย



“ โอ้ย กูเจ็บโว้ย เลิกเขย่า ”



“ มึงบ้าไปแล้วใช่ไหม โธ่ เพื่อนกู ไม่น่าเลย ” มันพูดพร้อมกอดผมหน้าแนบกับนมมัน ผมขืนตัวอย่างแรงจนมันปล่อยผมออกจากอ้อมกอด แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมองผมด้วยสายตาที่มั่นใจว่าผมจะต้องสติหลุดไปแล้วแน่นอน



“ กูไม่ได้บ้า ไอฟาย หน้ากูเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย ” ผมลูบหน้าด้วยความเจ็บ มองหน้ามันอย่างเคืองๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือมันก็ยังคลางแคลงใจในความสติหลุดของผมอยู่ ผมจึงเอาข้อความที่ผมเห็นเมื่อครู่แปะไว้ที่หน้าผากมันด้วยความหมั่นไส้ เพื่อให้มันอ่านดู



“ โอ้แม่เจ้าโว้ย! นี่มันคำขอแต่งงานหรือเปล่า! ” เมื่อมันอ่านจบตาโตๆ ของมันก็ยิ่งโตเข้าไปอีกหลายเท่า มันทำหน้าตกใจที่มากเกินจำเป็นหันมาทางผม ไอผมก็เขินสิครับ โธ่! ผมจึงเสหน้าไปมองหน้าจอทีวีที่ถูกปล่อยให้เปิดค้างไว้มานานนม



“ ไอเหี้ยรัก มึงกับเขาจริงจังกันขนาดนี้แล้วเรอะ ”



“ กูจะรู้ไหมวะเนี่ย มึงไปถามเขาสิ มาถามกูที่ยังปัญญาอ่อนอยู่แบบนี้อ่ะนะ ”



“ เหี้ย กูยังอึ้ง เกิดมายังไม่เคยมีใครเขียนโน้ตให้กูขนาดนี้เลยนะ ฮือ รัก กูอยากจะร้องไห้แทนมึงจริงๆ ” พูดจบมันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้จริงๆ นี่สรุปแล้วมันดีใจหรือเสียใจกันแน่วะเนี่ย



“ กูตัดสินใจแล้วว่ากูจะเผชิญหน้ากับเขา มึงไปบอกเขาด้วยนะ ว่ามาเจอกูหน่อย ”



“ กูไม่รู้เขาจะว่างมาเจอมึงหรือเปล่านะ เพราะเขาดูยุ่งจริงๆ น่าจะต้องจัดการเรื่องคดีอ่ะ แถมยังมีงานที่บริษัทของเขาอีก ”



“ ไม่เป็นไร ตราบใดที่กูยังออกจากโรง’ บาลไม่ได้ กูก็ต้องได้เจอเขาก่อน ” ผมพูดอย่างหมายมั่นในบางสิ่งที่ผมตัดสินใจแล้ว แม้จะมีอุปสรรคเรื่องความทรงจำ แต่ผมก็จะฝ่าฟันมันไปให้ได้ เพราะจิตใต้สำนึกมันเอาแต่ร้องบอกผมว่า สิ่งที่ผมรู้สึก มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยซักนิด นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้นทุกทีๆ เพราะฉะนั้นผมต้องแน่ใจอะไรบางอย่าง



“ โอเค๊ รับแซบ ” แสงทำท่าตะเบ๊ะเหมือนรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา นั่นทำให้ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความสุขใจ หลังจากได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขาแล้ว ในใจผมก็เหมือนมีใครมาปัดเป่าความอึดอัดแปลกๆ ให้ออกไป







‘ ฉันจะคอยอยู่ตรงนี้ ตรงข้างๆ นาย ตลอดไป และสัญญาว่าจะไม่หายไปไหนอีก
ถึงแม้ตอนนี้นายจะยังจำฉันไม่ได้ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าความทรงจำที่หายไปนั้น ฉันจะเป็นคนนำกลับมาให้นายเอง ’

                                                                                                                           
                                                                                                        เนตร



โปรดติดตามตอนต่อไป....

งุ้ยยยยยยยย
จดหมงจดหมายก็มา

สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะค้าาาาาา
ปีนี้งดเล่นน้ำเลย เพราะนังโควิดนี่แหละ! มันกลับมาอีกแล้วว
ก็รักษาสุขภาพดีๆนะคะ ใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี แล้วก็ล้างมือบ่อยๆน้า แต่อย่าลืมทาครีมบำรุงมือด้วยนะ เดี๋ยวแห้ง 5555
รักทุกคนนะคะ ถึงแม้จะมาช้าไปหน่อย อิอิ

 :katai4:



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1885
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :L2: :L2:
มีอะไรหวานๆ ช่วงโควิดบ้างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เครียดหนักมากไป

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ตอนที่ 25
" หนี "





“ อ้าว คุณนั่นเอง กำลังจะไปทำงานเหรอครับ ” เพื่อนข้างห้องที่ชื่ออะไรซักอย่างเขาจำไม่เคยได้ซักทีเอ่ยทักเขา เมื่อพบกันบังเอิญที่ลิฟต์ชั้นจอดรถ





“ ใช่ครับ คุณล่ะครับ ” เมื่อคนทักเขาก่อนหยุดยืนคุยกับเขา เขาจึงจำต้องหยุดเดินด้วยอย่างเสียไม่ได้





“ ผมกำลังออกไปประชุมงานเหมือนกันครับ พอดีวันนี้นัดลูกค้าข้างนอก ”





“ พูดถึงเรื่องงาน ผมต้องขอบคุณคุณด้วยนะครับ งานที่ผ่านมานั้นจบลงด้วยดี ” เขาเอ่ยชมอย่างตรงไปตรงมา เพราะบริษัทออแกไนซ์ที่คนของเขาจัดหามานั้นเป็นเจ้าใหม่ที่มาแทนบริษัทเก่าที่เขายกเลิกสัญญาไป มีบริษัทหลายแห่งที่ติดต่อเข้ามาเมื่อคนของเขาประกาศจะจัดจ้างบริษัทออแกไนซ์เพื่องานเปิดตัวของเขาที่ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ คัดตามคุณสมบัติแต่ละข้อ จากหลายสิบบริษัท จนเหลือไม่กี่บริษัท จนมาเป็นบริษัทของคนตรงหน้าเขานี้ เขาก็ต้องยอมรับว่าผลงานเขาดีจริงๆ





“ ไม่เป็นไรหรอกครับ ทุกอย่างจบลงด้วยดี ผมก็ต้องดีใจไปด้วย ว่าแต่ไม่มีอะไรผิดพลาดใช่ไหมครับ เห็นวันนั้นคุณมาช้าไปนิดหนึ่ง ”





“ พอดีเกิดเรื่องเล็กน้อยน่ะครับ แต่ก็ฉิวเฉียดเหมือนกัน เกือบจะไม่ทัน ยังดีที่ว่าคุณเลขาเขาจัดการกับคนบนเวทีไว้ก่อนจึงพอยืดเวลารอบของผมไปได้ ”





“ เล็กน้อยเหรอครับ ดีจังเลยน้า คุณเนตรนี่เก่งไปซะทุกอย่างเลย ขนาดเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นยังสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ผมล่ะนับถือคุณจริงๆ เลยนะครับ ” คำพูดแปลกๆ ที่ถูกเอ่ยมาจากฝ่ายตรงข้าม ทำให้เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขามั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นถูกปิดไว้อย่างดี เพราะพ่อเขากำชับกับอาชัชว่าอยากให้เรื่องเงียบ เพราะไม่อยากเป็นที่สงสัยของคนอื่น และหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปจะมีผลกระทบกับบริษัท รวมถึงตัวของคนร้ายก็เช่นเดียวกัน อาชัชจึงรับปากว่าจะจัดการให้ แต่พอมาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เขาจึงแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่ฟังเงียบๆ เท่านั้น





“ ผมก็พูดไปเรื่อย ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมนับถือคุณจริงๆ แต่อาจจะพูดไม่เข้าหูคุณ อย่าถือสาเลยนะครับ ” เมื่อเห็นเขาเงียบไป อีกฝ่ายจึงพูดขึ้นอีกครั้ง





“ ไม่เป็นไรครับ ผมคงต้องขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ พอดีมีเรื่องต้องเคลียร์แต่เช้า ” เขาเอ่ยขอตัวแล้วเดินไปที่รถคันใหม่ของเขา เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบอาทิตย์ ทำให้รถคันเก่งของเขาถูกลากเข้าศูนย์ซ่อมแซมเป็นการใหญ่ รวมถึงระบบเบรก ที่ ‘เสีย’ โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่จากข้อสันนิษฐานจากคนของอาชัช เขาจึงรู้ได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยความตั้งใจของคนร้าย ไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน





“ ครับ เดินทางดีๆ นะครับ ” อีกฝ่ายยิ้มรับพร้อมโค้งหัวเล็กน้อยเชิงบอกลา เขาจึงเดินเข้าไปในตัวรถแล้วสตาร์ทเครื่อง ก็ยังเห็นเพื่อนข้างห้องของเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ด้วยความแปลกใจที่ตัวเขาบอกไม่ถูก เขาออกรถไปช้าๆ แต่สายตาก็คงยังมองตรงไปที่กระจกหลัง แต่กลับเห็นแค่หลังไวๆ ของฝ่ายนั้นเท่านั้น แต่ความไม่สบายใจบางอย่าง ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ปัดเรื่องนี้ทิ้งไป คิดถึงคำพูดที่เขาได้ยินมาเมื่อกี้ ยิ่งทำให้เขาสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าเพื่อนข้างห้องคนนั้นต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน



เขาไม่อยากเชื่ออะไรที่มันไร้หลักฐาน แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่สามารถไล่ความคิดแย่ๆ นี้ออกจากหัวได้เลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น



แต่อะไรก็ตามที่อาจจะเป็นเหตุนำไปสู่ความวุ่นวายทั้งหลาย เขาก็จำต้องเก็บความสงสัยนี้ไว้ เผื่อจะสามารถเป็นตัวแปรไขปัญหาทุกอย่างได้ ขอเพียงแค่ฝ่ายนั้นเผยตัวตนมาก็เท่านั้น…












‘ ไอผา เอ็งรับปากข้าทีว่าเอ็งจะช่วยดูแลลูกชายข้า เผื่อในวันใดวันหนึ่งข้าไม่สามารถดูแลมันได้ ’





‘ เฮ้ย พูดอะไรอย่างนั้นวะ เอ็งจะหนีเที่ยวหรือยังไง ’  เขาพูดพลางหัวเราะขันเล็กน้อย เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทตัวเองพูดแบบนั้น แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับ ยกแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันขึ้นจิบ ยิ้มบางๆ มาให้ก็เท่านั้น เพื่อนเขาพูดย้ำกับตัวเขาอีกหลายครั้ง จนเขาจนใจต้องตอบรับอย่างเสียไม่ได้





‘ เออๆ ข้ารับปาก ว่าแต่ลูกชายเอ็งชื่ออะไรวะ เอ็งไม่เคยอุ้มมาให้ข้าเห็นหน้าค่าตาเลยนะ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเนตรลูกข้าหรือเปล่า ’ เพื่อนเขายิ้มมาให้อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยชื่อลูกชายของตนเอง





‘ ชื่อ นนท์ น่ะ นนท์นที ’ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข อย่างที่คนเป็นพ่อคนหนึ่งจะสามารถมีได้ เมื่อยามที่พูดถึงลูกตัวเอง เขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าความรักที่มีต่อลูกของอีกฝ่ายมันมากมายขนาดไหน





‘ ว่างๆ ก็พาลูกเอ็งมาเจอข้าด้วยโว้ย เดี๋ยวเอ็งหนีเที่ยวแล้วข้าดูแลไม่ถูกคน ’





‘ เออๆ เดี๋ยวข้าพามา รับรองเอ็งจะต้องบอกว่าน่ารักไม่แพ้ลูกเอ็งแน่นอน ’ เขาหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่ทั้งคู่จะแข่งกันชมลูกตัวเอง ไม่มีใครน้อยหน้าใคร เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับคนที่เพิ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นพ่อมาหมาดๆ แต่ใครไหนเลยจะรู้ว่านั่นจะเป็นบอกลาของเพื่อนสนิท





จนกระทั่งเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความตายมันไม่เคยปราณีใครทั้งสิ้น….





‘ ไอนัย!!! เอ็งจะจากข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!!! ’   เสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากเต็มใบหน้า หากเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมันซักนิด เมื่อเผชิญกับภาพตรงหน้าที่ทำให้เขาจำไม่มีวันลืม



ไม่มีวันลืม…





เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที เสียงหอบหายใจแรงจนปลุกผู้เป็นภรรยาที่นอนอยู่เคียงข้างให้ตื่นขึ้นมาด้วย





“ คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ฝันร้ายเหรอ ” ฝ่ามือนุ่มลูบหลังสามีเบาๆ ปลอบโยนเขาให้ผ่อนคลาย





“ ผม…ผมว่าผมฝันถึงไอนัย ” เขาเปล่งเสียงแหบพร่าของตัวเอง เอ่ยบอกภรรยา





“ นัย? คุณวินัยเพื่อนคุณน่ะเหรอคะ ” เขาพยักหน้า นึกถึงความฝันเมื่อครู่ ภาพเรื่องราวต่างๆ เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่จริงเรื่องราวมันก็ผ่านมาตั้งหลายสิบปี ตั้งแต่เนตร ลูกชายเขาเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน เขาลูบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเตือนสติตัวเองว่าเมื่อกี้มันแค่ฝันไปเท่านั้น แต่เขาไม่สามารถปัดรอยยิ้มของเพื่อนสนิทเขาในความฝันออกจากหัวได้เลย



นัย หรือ วินัย เพื่อนสนิทของเขาที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ในตอนนั้นวินัยเป็นคนเดียวที่ด่าว่าเขาในยามที่ความเลือดร้อนของวัยกำลังสำแดงฤทธิ์ของมัน มันคอยยื้อเขา คอยเตือนสติเขาในหลายคราไม่ให้เดินหลงเข้าไปในหนทางผิดๆ การที่เขาเติบโตมาอย่างดีได้ นอกจากพ่อแม่เขาแล้ว ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณมันด้วย หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีแต่มันคนนี้ที่เขาสนิทและไว้ใจที่จะฝากฝังหลายๆ อย่างไว้กับมัน



เพียงแต่ว่าหากในวันนั้นเขาไม่ขอให้มันช่วย เหตุการณ์ในวันนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น ไอนัยก็คงมีชีวิตที่ดี เลี้ยงลูกชายให้เติบโต และมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข…



แต่เขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เขายังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ในขณะที่เขาและภรรยากำลังไปร่วมงานเปิดสาขาของบริษัทหนึ่งที่เป็นพันธมิตรกับเขา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นและหลังจากนั้นเขาก็แทบจะทรุดลงทันที เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพาร่างของตัวเองมาในที่เกิดเหตุได้อย่างไร ร่างโชกเลือดของเพื่อนสนิทตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่ในรถยนต์ ภาพนั้นยังติดอยู่ในความทรงจำเสมอ เมื่อทุกๆ อย่างมันเป็นความผิดของเขาเอง



หากในวันนั้นเขาไม่ขอให้มันช่วย…





“ เรื่องมันก็ผ่านไปนานมากแล้วนะคุณ ทำไมยังฝันอยู่อีกล่ะ ” เขาหันไปสบตากับภรรยา ตัวเขานั้นไม่รู้เลยจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงฝันอยู่อีก ทั้งๆ ที่มันก็ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว





“ พูดถึงไอนัย หลังจากที่เกิดเรื่อง ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวของลูกชายมันเลยนะ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง ” หลังจากที่เกิดเรื่อง ภรรยาของนัยก็ตรอมใจและจากไปหลังจากนั้นไม่นาน ญาติของวินัยก็ยื่นเรื่องขอใช้สิทธิ์ของครอบครัวในทางกฎหมาย ขอรับเลี้ยงดูต่อ เพราะเขาได้ข่าวมาว่าเพื่อนสนิทเขานั้นไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆ ทิ้งไว้เลย เขาซึ่งเป็นแค่คนนอก จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรได้ จึงจำยอมให้ฝ่ายนั้นนำลูกชายไอนัยกลับไปเลี้ยงดู เขาก็ทำได้เพียงแค่ติดตามเรื่องอยู่อย่างห่างๆ แต่หลังจากงานศพของเพื่อนเขาเสร็จสิ้นไม่นานนัก เขาก็ได้ข่าวมาอีกว่าลูกชายของเพื่อนเขาถูกส่งตัวไปอยู่กับพี่ชายของไอนัยที่ต่างประเทศ และเขาก็ไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากฝ่ายนั้นอีกเลย





“ พูดถึงเรื่องนี้ ฉันไปได้ยินข่าวจากกลุ่มของเพื่อนๆ ฉันว่า ลูกชายของเพื่อนคุณกลับมาแล้วนะคะ แต่ฉันไม่แน่ใจ จึงไม่กล้าบอกคุณว่าใช่แน่ๆ หรือเปล่า ”





“ จริงหรือ งั้นเดี๋ยวผมจะให้คนตามสืบอีกที ” เขาพูดอย่างมีความหวัง เมื่อได้ยินภรรยาของตนพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จึงทำให้เขาเชื่อว่าการที่เขาฝันถึงเพื่อนสนิทตัวเองนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน



หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาจะได้สานต่อสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจได้ซักที



















“ มึงงงงงง กูเบื่ออออ มีอะไรให้กูทำไหมว้าาาาา ”  ผมบ่นเป็นรอบที่ร้อยของวัน ในเมื่อตัวเองยังไม่ได้ออกจากไอห้องขาวๆ บ้านี่ซักที





นี่ก็เป็นวันที่ห้าแล้วที่ผมยังคงต้องติดแหงกอยู่ในนี้ และก็ไม่ได้เยื้องกรายไปไหนเลย มีแค่ไอเพื่อนแสงบ้านี่ที่ยังคงรับหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำและดูแลผมอยู่ตลอดห้าวันที่ผ่านมา ส่วนคุณแดเนียลนั่นหลังจากมาเยี่ยมผม ก็กลับไปทันทีในวันรุ่งขึ้น แสดงถึงออร่าความมีกะตังของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ครอบครัวผมก็ยังมีผลัดกันมาหาบ้างแล้วแต่ใครจะว่างช่วงไหน แต่พอรู้ว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก นอกจากอาการ ‘สมองเสื่อม’ จากนั้นก็ทิ้งช่วงระยะห่างการมาเยี่ยม ก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความอบอุ่นของครอบครัวได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว (อืม)



“ โอ้ย ไอห่ารัก มึงก็รู้ว่ากูก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ยังต้องมาติดแหงกเฝ้ามึงจนตัวกูจะป่วยซะเองอยู่แล้วเนี่ย ” และก็คำตอบเดิมๆ ปนด่าผมนิดๆ ที่ต้องมาดูแลผมจึงทำให้ไม่ได้ไปหายอดรักสุดสวาทปานจะขาดใจของมัน คงแทบจะลงแดงตายกันไปเลยทีเดียว





“ มึงแอบพากูออกไปหน่อยได้ไหมล่ะ ไปเจอเขาก็ได้ แบบอย่าให้ไอคุณ เอ่อ คุณเนตรนั่นรู้อ่ะ ” ผมเกือบจะหลุดคำว่า ‘ไอคุณชาย’ คำเรียกนี้ที่ผมคุ้ยเคยแปลกๆ ออกไป





“ แล้วเมื่อไหร่มึงจะจำได้ซักทีล่ะคร้าบบ เอ๋อแดกอยู่แบบนี้ ออกไปก็ไปทำร้ายคนอื่นเขาเปล่าๆ ”





“ ไอคุณเพื่อนครับ กูแค่สมองเสื่อม แต่อวัยวะส่วนอื่นกูไม่ได้เสื่อมตามไปด้วยนะครับ ทีนกูน่ะ อยากโดนซักทีดีไหม ” ผมเน้นย้ำคำว่า ทีน หนักๆ





“ ไม่อยากโว้ย แต่กูก็เบื่อไปกับมึงเนี่ย ไอสุดที่รักมึงนั่นก็เหมือนกัน รักกันปานจะกลืนกินขนาดไหนถึงต้องซ่อนตัวมึงไว้แต่ในห้องเนี่ย ”  นั่นสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน จริงแล้วลึกๆ ผมก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกับผมแล้วมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ ทำไมทุกคนถึงปักใจเชื่อว่าผมกับคุณเนตรอะไรนั่นเป็น เอ่อ แฟนกันได้ (จริงๆ แล้วก็มีไอแสงกับคุณแดเนียลนั่นแหละที่รู้) ถึงแม้เขาจะทิ้งข้อความที่ชวนให้ผมเขินจนหน้าจะระเบิด จนตัวเองไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าลึกๆ แล้วตัวเองจะมีเสน่ห์อะไรแบบนี้ด้วย จากที่อ่อยหญิงมาตลอด แต่มาโดนเพศเดียวกันอ่อยนี่มันก็จะแบบว่าอึ้งไปประมาณหนึ่ง





“ เออออ นั่นแหละ กูแค่อยากจะออกไปสูดอากาศบ้าง ถือซะว่าเป็นโอกาสที่จะแอบไปส่องคุณเนตรละกัน ”





“ แล้วคุณเพื่อนจะออกไปยังไงล่ะครับ ไม่กลัวคนหน้าห้องเขาจับได้หรือไง ”





“ หา คนหน้าห้องอะไรวะ ”





“ โอ้ย ไอรัก เอ็งไม่รู้เหรอว่าแฟนมึงน่ะ เขาให้คนของเขามาเฝ้าหน้าห้องมึงตั้งแต่วันที่มึงเข้ามาในนี้แล้ว ” เมื่อเห็นผมแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกไป มันจึงทำหน้าเอือมระอา พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ





“ ก็อย่างว่าแหละ แม้แต่จะชะโงกหน้าออกไปจากห้องมึงยังทำไม่ได้เลย จะไปรู้ได้ยังไง แต่นั่นก็เถอะ ถ้ามึงอยากออกไปจริงๆ ก็ต้องผ่านด่านหน้าห้องไปก่อน ”  ไอแสงที่เปลี่ยนจากสีหน้าซังกะตาย มาทำท่าทางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว หรี่ตาจ้องมองหน้าผม ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่ามันคงมีแผนการในใจอยู่เป็นแน่





“ มึงมีแผนหรือยังไง จ้องหน้ากูแบบนี้ ”





“ เออน่า รอกูประมวลผมแปป นี่เห็นเป็นมึงนะ กูถึงยอมช่วย ”  โหยย ไอห่า ไม่ค่อยทวงบุญคุณเลย เพื่อนกู ผมจึงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่จะตักของกินเข้าปาก ปล่อยให้มันคิดแผนการกู้โลกของมันต่อไป เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง มันจึงยกมือตบตักตัวเอง ดูมั่นใจในแผนการตัวเองระดับล้าน





“ เฮ้ยมึง กูมีแผน ”

















“ ไอคุณเพื่อนรัก มึงเสร็จหรือยัง ” เสียงเพื่อนผมดังออกมาทางนอกห้องประตู ผมซึ่งเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดลำลองแทนชุดคนไข้เสร็จแล้ว หันมามองตัวเองในกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง และตะโกนตอบออกไป





“ เสร็จแล้วโว้ย เร่งจริง ” ผมเปิดประตูห้องน้ำออกมา เจอเพื่อนตัวเองนั่งไขว่ห้างรออยู่ที่โซฟา มันหันมามองผมที่เดินออกมาจากห้องน้ำ





“ อุปส์ ฮ่าๆๆๆๆ ”  มันก็หัวเราะทันทีเลยครับ





“ หัวเราะเหี้ยไรของมึงวะ นี่กูพยายามทำแทบตายนะโว้ย ”  มันก็ยังไม่นำพา ยังคงหัวเราต่อไป ด้วยความเก้อกระดาก ผมจึงเลี่ยงออกไปหยิบข้าวของส่วนตัวของผม และกอดอกมองมันที่ยังไม่หยุดหัวเราะซักที





“ ฮ่าๆ โทษทีมึงๆ พอดีกูหยุดไม่ได้ ฮ่าๆ ”  มันเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับยกมือมาเสยผมให้มันคืนกลับสู่ทรงปกติของผม ถึงอย่างนั้นแล้วปากมันก็คงหัวเราะอยู่แบบนั้น





“ กูอุตส่าห์จัดทรงให้เป็นทรงที่คนจำกูไม่ได้แน่นอน มึงแม่ง ” ผมบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อย ยกมือเสยผมตัวเองอีกครั้งหลังจากที่เพื่อนผมมันเพิ่งจัดทรงไป





“ กูว่าจากที่จะจำมึงไม่ได้ จะกลายเป็นว่ามึงจะเป็นจุดสนใจในทันทีอ่ะดิ คิดว่ามึงเป็นโคนันเหรอ ดึงหูกระต่ายหน่อยเสียงก็เปลี่ยนแล้ว ฮ่าๆ ”





“ โอ้ย หยุดหัวเราะซักที มึงจะไปได้ยังวะ แข่งเอาโล่หรือไง ”



“ เออๆ หยุดแล้วๆ บ่นเป็นแม่เชียวนะมึง เดี๋ยวกูขอไปจัดการอะไรอีกนิดหนึ่ง เพื่อความแนบเนียน ”





“ จัดการอะไรวะ ”





“ เออน่า มึงนั่งเล่นอะไรรอไปก่อน เดี๋ยวกูมา ” พูดแล้วมันก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมนั่งงงๆ อยู่บนโซฟานั่นเอง

















“ คุณครับๆ ผมเป็นเพื่อนของรักนะครับ พอดีผมซื้อของมาให้คุณน่ะ ถือว่าเป็นคำขอบคุณที่ดูแลเพื่อนผมแล้วกันครับ ” ผมที่ยืนรออยู่หลังประตู แทบจะเดินถลาออกไปทันทีที่ไอแสงเริ่มทักคนหน้าห้อง แล้วเขาหันหน้าไปยังทิศทางที่ไอแสงยืนอยู่





ผมพยายามเดินไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคง และไม่หันหลังกลับไปมอง จนเดินเลี้ยวมาถึงโซนลิฟต์ มั่นใจแล้วว่าพ้นจากรัศมีสายตาของคนหน้าห้องแล้วแน่ๆ จึงหยุดเดิน พยายามหายใจให้เป็นปกติหลังจากที่เดินกลั้นหายใจมาตลอดเส้นทางจนตะคริวจะแดกเพราะกลัวจะโดนจับได้ แอบยื่นหน้าไปเพ่งมองหน้าห้องตัวเอง ไอแสงยังคงยืนพูดคุยอยู่ในขณะที่คนของไอคุณชายถือของที่มันซื้อให้อยู่ในมือ ผมจึงกดลิฟต์เพื่อจะลงไปรอที่ร้านกาแฟชั้น 1 จากที่เตี๊ยมกันกับไอแสงเอาไว้



หลังจากที่มันให้ผมนั่งรอมันอยู่ในห้อง มันก็เดินออกจากห้องไปเพื่อลงไปซื้อของกินที่มันคงตั้งใจจะให้คนหน้าห้อง ซึ่งแผนของมันก็ง่ายแสนง่ายเหลือเกิน แค่มันจะพยายามชวนคุยและให้ของกับเขาเพื่อเบี่ยงความสนใจ และก็ให้ผมรีบเดินออกไปอย่างแนบเนียนที่สุด ฟังดูง่ายนะ แต่ก็เสี่ยงต่อการโดนจับได้เหลือเกิน ก่อนออกมาเพื่อนผมก็บอกอีกว่าไม่ต้องกลัวว่าคนหน้าห้องเข้ามาแล้วจะรู้ว่าผมแอบออกจากห้องไปแล้ว เพราะมันทำการจัดแจงเตียงนอนของผมเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันแอบไปจัดการตอนไหน



แต่ตอนนี้ก็ถือว่าแผนการมันสำเร็จลุล่วง เพราะผมออกมาจากห้องพักฟื้นได้แล้ว เย่!



เมื่อผมมาถึงร้านกาแฟเพื่อรอไอแสงปฏิบัติภารกิจ ผมก็เดินเข้าไปสั่งเครื่องดื่มรอ จริงๆ แล้วไม่ต้องสั่งก็ได้ เพราะมันคงไม่ต้องรอนานขนาดนั้น แต่ที่สั่งก็เพราะอยากแดกล้วนๆ เลยครับ ไม่มีเหตุผลอื่นใด



เมื่อเครื่องดื่มที่ผมสั่งเอาไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏร่างของไอแสงเพื่อนผมพอดิบพอดี มันเดินมาหาผมประหนึ่งว่าเป็นสายลับ 007 ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจของตัวเอง นี่ถ้าใส่แว่นใส่สูทด้วยนี่ เป๊ะเลยล่ะนะ ผมเบ้ปากใส่มันทันทีที่มันเดินเข้ามาในร้าน





“ อะไร นี่มึงสั่งของมึงแค่แก้วเดียวเหรอวะ ”





“ ก็เออน่ะสิ กาแฟร้านนี้แพงจะตาย มึงอยากแดกก็แดกกับกูเนี่ยแหละ ” ว่าแล้วผมก็ยกแก้วของผมให้มันไปกิน





“ โหไรวะ กูก็อุตส่าห์ช่วยมึง น้ำใจซื้อให้ซักแก้วก็ไม่มี นี่กูไม่ได้ทวงบุญคุณนะเว้ย ชิ ” พอบ่นเสร็จมันก็เดินสะบัดตูดออกไป พร้อมกับแก้วกาแฟของผมด้วย ใจน้อยผิดกับร่างควายๆ ของมันซะจริง แต่ถึงอย่างนั้นแล้วแทนที่ผมจะเดินออกไปนอกร้านพร้อมมัน กลับกลายเป็นว่าต้องเดินไปที่เคาท์เตอร์แทนเพื่อไปสั่งอีกแก้วที่มันชอบกิน เพื่อนผมไม่ได้ทวงบุญคุณเลยนะน่ะ ผมก็แค่ซื้อให้เพราะสงสารเฉยๆ (เฮ้อ)











“ แล้วนี่มึงจะพากูไปหาเขาที่ไหนวะ ” เมื่อเข้ามานั่งในรถของไอแสง ผมคาดเข็มขัดเรียบร้อยพร้อมยื่นแก้วกาแฟที่เพิ่งจะซื้อไปให้เพื่อนผม จากที่ทำหน้าเป็นตูด มันก็ดีอกดีใจใหญ่ กับอีแค่กาแฟแก้วนึง ผมล่ะปวดจิตจริงๆ





“ ก็จะให้ไปที่ไหนซะล่ะ ถ้าไม่ใช่ที่บริษัทเขาน่ะ ”





“ ไอห่า กูบอกให้แอบไป มึงเล่นจะเข้าไปบริษัทซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น ”





“ ไม่ใช่บริษัทขนาดนั้นโว้ย แต่เป็นร้านข้างๆ บริษัทเขาต่างหาก ”





“ อ่าวเหรอ แล้วกูจะได้เห็นเขาเหรอวะ ”





“ ได้เห็นสิวะ กูรู้มาว่าวันนี้ที่รักมึงเขามีนัดที่ร้านข้างๆ บริษัท ”





“ มึงไปรู้ได้ยังไง เขาบอกมึงเหรอวะ ” ผมหันไปมองหน้ามันด้วยความสงสัย เมื่อเห็นมันพูดซะมั่นใจเหลือเกินว่าใช่แน่นอน





“ ไม่ได้บอกหรอก เผอิญกูมีแหล่งข่าวที่ดีน่ะ อิอิ ”





“ ใครวะ ”





“ ก็จะใครซะอีกอ่ะ เลขาของท่านประธานไงล่ะวะ ”  หา เลขาของท่านประธาน?





“ แล้วมึงไปรู้จักกับเขาได้ยังไงวะ นั่นเลขาท่านประธานเลยนะเว้ย ”  ผมถามเสียงสูง ตกใจเพราะรู้มาว่าท่านประธานที่รู้กันก็คือพ่อของไอคุณชาย แถมเลขาที่มันพูดนั่นก็เป็นของประธานบริษัทขนาดนั้น มันไปรู้จักสนิทสนมจนรู้ถึงตารางนัดของไอคุณชายได้ยังไง





“ แหมมึงนี่ก็ เพื่อนมึงหล่อขนาดนี้ ใครได้คุยก็เป็นต้องหลงเสน่ห์ไปหมดนั่นแหละ ”  เมื่อได้ยินมันพูดแบบนี้ ผมจึงหรี่ตาจ้องหน้ามันเพื่อเค้นถามคำตอบที่เป็นความจริง ไม่ใช่คำตอบที่เต็มไปด้วยความหลงตัวเอง มันที่กำลังขับรถอยู่หันมาเห็นผมจ้องหน้ามันไม่ยอมหยุด จึงทำเสียงจี๊จ๊ะ บ่นพึมพำๆ ก่อนจะยอมคายความจริง





“ จริงๆ แล้วคุณเลขาเขาให้เบอร์กูมาเพื่อให้กูรายงานสภาพของมึงเป็นระยะๆ เพราะเขาไม่วางใจ ส่วนที่กูรู้มาได้นั่นก็เป็นเพราะ กูถามเขาเพราะกูอ้างว่ามีธุระจะคุยกับสุดที่รักมึงนั่นแหละวุ้ย มึงนี่ ”





“ ก็แค่นั้น ” ผมหันหน้ากลับมามองหน้าถนนอีกครั้ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ เออ แล้วมึงก็เลิกเรียกคุณเนตรว่าสุดที่รัก หรือแฟนกูซักที กูเลี่ยนหูโว้ย ”





“ แหมๆ เขินเหรอครับคุณเพื่อน กูก็แค่เรียกให้มึงรีบๆ จำได้เร็วๆ ไง เผื่อเมื่อก่อนจะชอบคำแบบนี้ ”  ไอแสงยกมือขึ้นมาผลักหัวผมเบาๆ ผมจึงเอื้อมมือไปชกต้นแขนของมันคืน คนโดนชกร้องโวยวายหนักมาก จนผมต้องหันหน้าไปมองข้างทางแทน ไม่สนใจมันอีก ภายในรถจึงมีแต่เสียงบ่นพึมพำของมันไปตลอดทาง




อ่านต่อด้านล่างจ้า












« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-05-2021 11:38:20 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
(ต่อ)




“ คุณเนตรครับ ผมโทรมาแจ้งว่าคุณรักกับเพื่อนคนที่ชื่อแสงออกจากห้องพักคนไข้ไปแล้วครับ ”  คนปลายสายซึ่งเป็นคนของอาชัชรายงานสถานการณ์ของรักตามปกติทุกวันเวลาที่ตัวเขาไม่อยู่ ตั้งแต่วันที่รักเข้าโรงพยาบาล แต่วันนี้ดูจะต่างออกไปเพราะอีกฝ่ายรายงานว่ารักออกไปข้างนอก ทั้งที่ปกติจะอยู่แต่ในห้องแท้ๆ



ออกไปทำไมกัน?



เขาขมวดคิ้วขุ่นเมื่อได้ยินรายงานอีกฝ่ายแจ้งมา ตอนแรกก็ร้อนใจ แต่ต่อมาก็นึกได้ว่าถ้าเพื่อนของรักไปด้วย คงไม่น่าห่วงอะไรมากนัก เพราะแสงก็เป็นอีกคนที่เขาวานให้ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนรักในระหว่างนี้ แต่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างล่อให้เหยื่อมาติดกับ ถ้าเห็นว่ารักยังคงปกติดีคงจะโดนเพ่งเล็งอีกแน่นอน เพราะเขามั่นใจว่ารักน่าจะโดนพ่วงไปด้วยแน่ สังเกตจากเหตุการณ์แต่ละครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากเป็นบอดี้การ์ดในคราบเลขาของเขาจึงต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา แถมยังมีเหตุให้มาอยู่ด้วยกันอีก



“ ไม่เป็นไร คุณก็ทำตามหน้าที่เหมือนเดิมแหละครับ เดี๋ยวผมจะจัดการเอง ขอบคุณมากนะครับ ”  เขาพูดกับปลายสายอีกสองสามประโยค แล้วจึงวางสายไป จากนั้นก็กดโทรหาเพื่อนของรักทันที ซึ่งฝ่ายนั้นน่าจะรับรู้สาเหตุที่รักอยากออกจากห้องในครั้งนี้แน่นอน



“ สวัสดีครับ ”   เขาถือสายรอไม่นานนัก แสงก็กดรับสาย





“ ผมเนตรนะครับ ผมโทรมาถามว่าคุณพารักออกจากโรง’ บาลเหรอครับ ”  เขายิงคำถามทันทีไม่เสียเวลาอ้อมค้อม





“ เดี๋ยวซักครู่นะครับคุณ ”   คนปลายสายพูดกับใครซักคนก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงกุกกักๆ ซึ่งก็จับใจความได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวคงจะขอตัวกับรักออกมาคุยห่างๆ นั่นเอง





“ ขอโทษที่ให้รอนะครับ พอดีรักอยู่ด้วย กลัวว่าเขาจะรู้ ”





“ ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณพารักไปไหนครับ ”





“ คือ…เอาตรงๆ เลยนะครับ รักเขาขอออกมาเพื่อจะแอบหาคุณน่ะครับ ”  คำตอบจากคนปลายสาย ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย ฝ่ายนั้นจะมาแอบดูทำไม ถ้าอยากจะเจอเขาก็บอกกันดีๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแอบเลย





“ คุณพาเขามาหาผมเลยก็ได้นี่ครับ ”





“ เอ่อ ความจริงผมก็ลำบากใจนะครับ แต่รักเขาคงไม่กล้าบอกคุณตรงๆ หรอกครับ คงยังสับสนอะไรหลายๆ อย่าง ”    จากตอนแรกที่แสงโทรมาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวันก่อนรักร้องไห้เพราะคาดว่าเจ้าตัวน่าจะคิดถึงเขาและอยากเจอหน้าเขา มันทำให้เขาอดใจแทบไม่ไหวอยากจะไปหาซะเดี๋ยวนั้น แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรกะโตกกะตากมากนัก เพราะเขาแน่ใจว่าตัวเองกำลังถูกเพ่งเล็งจากคนร้ายที่เขากำลังวางแผนให้มาติดกับอยู่ เขากลัวว่าฝ่ายนั้นจะรู้ว่ารักรักษาตัวอยู่ที่นั่น ถึงจะมีคนเฝ้าดูอยู่ตลอด แต่ถ้าตัวเขาไม่ได้ไปเห็นด้วยตัวเองก็คงเป็นห่วงอยู่ตลอด จึงจำต้องข่มกลั้นใจตัวเองให้ไม่ไปเจอก่อน





“ ผมเข้าใจครับ ว่าแต่ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ”





“ ผมอยู่ร้านอาหารข้างๆ บริษัทคุณน่ะครับ พอดีผมถามคุณเลขาเขาแล้วเขาบอกมาว่าคุณมีนัดที่นี่ ”  แสงพูดถึงนัดของเขาในวันนี้ เขาจึงยกข้อมือที่สวมนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา นั่นก็ทำให้เขาตกใจ เขานัดคนคบหลอกๆ ของเขาไว้ เพื่อตบตาคนร้ายที่อยู่เบื้องหลัง และกันให้รักออกห่างจากการตกเป็นเป้าหมายด้วย ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ผลอะไรมาก แต่นั่นก็อาจจะทำให้คนร้ายตายใจได้ว่าผมไม่ได้ระแวงอะไร ซึ่งนี่ก็ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว และการที่รักอยู่ที่นั่นในเวลาเดียวกันเขา หากคนร้ายเห็น มันต้องรู้แน่ๆ ว่าเขาวางแผนอะไรไว้





“ คุณต้องพารักออกไปก่อนนะครับ ”   เขาพูดกับปลายสายอย่างร้อนรน





“ อ้าว ทำไมล่ะครับ ”





“ ผมนัดคนที่ผมเรียกมาคบหลอกๆ เอาไว้น่ะสิ เพราะผมได้รับแจ้งมาว่ามีคนพยายามติดตามผมอยู่ห่างๆ ถ้าวันนี้เขาเห็นรักล่ะก็เป็นเรื่องแน่ๆ ”





“ ตายห่าตายโหง พอดีรักเขาสั่งอาหารเพิ่งจะได้เลยครับ ตอนนี้น่าจะกำลังกินอยู่ แล้วผมจะกันออกไปยังไงดี ” แสงหลุดร้องโวยวายเบาๆ พยายามคิดหาทางให้รักออกจากร้านไปก่อน แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรกลับไป มือถือเขาก็สั่นแจ้งเตือนว่ามีสายซ้อน เขายกมือถือขึ้นมาดูแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง



คนปลายสายนั้นก็คือคนที่เขานัดอยู่นั่นเอง!





โปรดติดตามตอนต่อไป....



ปฏิบัติการตามหาผู้ชายที่หายไป 55555

จะสำเร็จหรือไม่ต้องมาตามลุ้นกัลลล



ช่วงนี้รักษาสุขภาพกันนะคะ โรคภัยไข้เจ็บมันเยอะแยะไปหมด

ทั้งโควิด ทั้งฝุ่น ทั้งภูมิแพ้  ทั้งหวัด บานตะไทจริงๆ

จริงๆจะให้อยู่แต่บ้านก็ทำไม่ได้ เพราะเราก็ต้องทำงานทำการ ซื้อของนู่นนี่

ยังไงก็ป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุดนะคะ ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ หากต้องออกจากบ้าน

ไรท์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ขอให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนนี้ไปให้ได้น้า

เราจะฝ่าฝันความบ้าบอในตอนนี้ไปด้วยกันค่ะ สู้ๆ ทุกคนสู้ ไรท์ก็สู้ตายค่ะ! (ฟุบคาแป้นพิมพ์ ผ่าม!)

 :z2:

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. อย่าลอกงานเขียนน้า เพราะกว่าจะคิดพล็อตขึ้นมาได้ หัวแทบระเบิดเป็นโกโกครั้นช์บดละเอียด
เพราะฉะนั้นสงสารหนูโด้ยข่า



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5345
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :serius2:




เครียดๆๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด