เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 31!!! (14/9/64)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อผมกลายเป็นบอดี้การ์ด อัพเดต ตอน 31!!! (14/9/64)  (อ่าน 8125 ครั้ง)

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ padthaiyen

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 948
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-2

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 21
" เหตุการณ์ไม่คาดฝัน "




ผมมองคนขอเบอร์นิ่งไม่ไหวติง ในใจรู้สึกถึงความปั่นป่วนข้างในยิ่งขึ้นเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือถือของเขามาให้ ที่ปั่นป่วนไม่ใช่เขินหรืออายที่มีคนมาขอเบอร์หรืออะไรหรอกนะครับ แต่ผมแค่รู้สึกเสียวสันหลังเบาๆ เมื่อรับรู้ถึงสายตากดดันจากอีกโต๊ะไม่ใกล้ไม่ไกลกันพุ่งแรงมายังผม จนมือผมที่กำลังจะเอื้อมไปรับมือถือยังสั่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น นอกจากผมคนนี้ และอีกคน…



“ เอ่อ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ หน้าซีดกว่าเดิมอีก ”



“ มะ ไม่เป็นไรครับ แต่เรื่องขอเบอร์… ”  ผมพยายามจะปฏิเสธอย่างสุภาพ



“ ไม่ต้องกังวลครับ ผมไม่โทรไปรบกวนแน่นอน ผมแค่อยากขอไว้เผื่อจะคุยกันเรื่องงานในอนาคตน่ะครับ และอีกอย่าง… ” คนตรงหน้าหยุดพูดแล้วยิ้มกว้างให้ “ เราเป็นเพื่อนข้างห้องกันนะครับ ถึงแม้คุณจะอยู่ไม่นาน แต่ผมก็อยากทำความรู้จักน่ะครับ ”



ผมหัวเราะฝืนๆ เมื่อเขาพูดถึงเพื่อนข้างห้องขึ้นมาอีก ถึงแม้ลำบากใจแน่ไหนก็ต้องยกนิ้วที่เหมือนอ่อนแรงกดเบอร์โทรให้เขาไป เพราะดูจากเจตนาแล้ว เขาน่าจะไม่มีอะไรน่าสงสัย และผมก็เกรงใจด้วยเพราะเขาขอมาขนาดนี้ จะให้ปฏิเสธก็ดูจะใจร้ายไปซักหน่อย หากต้องปฏิเสธเพราะความกังวลของผมเอง



“ ขอบคุณมากนะครับคุณรัก งั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ คงต้องขอตัวก่อน ” แล้วคนที่ยิ้มอย่างมีความสุขเพราะได้เบอร์ของผมไปก็ลุกขึ้นแล้วบอกลาผมก่อนที่จะเดินจากไป ผมจึงนั่งกุมขมับ สายตาแอบมองลอดระหว่างแขนไปยังอีกโต๊ะ แต่ไอคุณชายไม่ได้มองมาแล้ว ผมจึงพอหายใจหายคอได้สะดวกยิ่งขึ้น



แล้วนี่สรุปทำไมกูต้องกลัวขนาดนี้ด้วยวะเนี่ย แฟนก็ไม่ใช่! (ทึ้งหัวหนักเข้าไปอีก)



ผมจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมปั้นสีหน้าปกติเข้าไว้ แล้วมองไปรอบๆ ตรวจดูสถานการณ์เหมือนคนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ นิ! แค่คนมาขอเบอร์!!! แค่นั้นจริงๆ ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ เขาก็บอกอยู่ว่าต้องการคุยงาน



ระหว่างนั้นออเดอร์ที่ผมสั่งไว้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ผมจึงก้มลงละเมียดละไมจานของหวานที่น่าเย้ายวนใจเหลือเกิน มือถือในกระเป๋าผมก็สั่นเล็กน้อย มีคนทักแชทมา ผมจึงหยิบขึ้นมาดู



‘ มีคนมาขอเบอร์แค่นี้ ดีใจจริงนะ ’   สายตาผมเลื่อนไปมองคนที่ทักมาช้าๆ มือถือในมือผมแทบร่วงเมื่อเห็นชื่อคนคนนั้น ผมเงยหน้าขึ้นมองโต๊ะนั้นอีกครั้ง แต่ไอคุณชายไม่อยู่แล้ว เอ๊ะ แล้วหายไปไหนเนี่ย มือถือผมสั่นอีกครั้ง ปรากฏเป็นข้อความของคนเดิม



‘ ฉันให้นายมาเฝ้า ไม่ใช่ให้นายมานั่งเล่น ’  ผมจึงลุกขึ้นมองไปรอบๆ เพื่อหาเจ้าตัว แต่ก็ไม่พบ จึงนั่งลงแล้วเลือกที่จะพิมพ์ถามแทน



‘ คุณอยู่ไหนครับ ’



‘ ข้างหลัง ’  พอเห็นว่าอยู่ไหนเท่านั้นแหละ หันคอแทบเคล็ด แล้วก็พบกับคนที่พิมพ์มาหาผมเมื่อกี้ยืนพิงกำแพงอยู่ข้างหลังห่างจากผมออกไปไม่กี่ก้าว อีกฝ่ายเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง เดินมาหาผมที่โต๊ะแล้วนั่งลง สายตาจ้องมองมานั่นทำให้ผมขนลุกเบาๆ



“ เอ่อ คุณไม่ไปนั่งกับเพื่อนแล้วเหรอครับ ” ผมเอ่ยถามอย่างเกร็งๆ เมื่อคนตรงหน้ามานั่งได้สักพัก



“ ลุกมาเข้าห้องน้ำน่ะ ”



“ อ่า ครับ ”  ผมเกาหัวแกรก ไม่รู้จะถามอะไรออกไปต่อดี เอาจริงๆ แล้ว ผมก็ตามอารมณ์คนตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ถูกจริงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่างกับคนมีสภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ดูอย่างตอนนี้สิ ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่เลย พอมาถึงตอนนี้ก็เหมือนผีเข้าซะอย่างนั้น รับมือยากจังแฮะ



“ ระวังตัวหน่อยก็ดีนะนายน่ะ ”



“ ผมก็ระวังให้คุณตลอดนะครับ ” พูดไปพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย นอกจากอู้งานคราวนั้นครั้งเดียว ผมไปอู้ที่ไหนให้เขาเห็นอีกละเนี่ย



“ ฉันหมายถึงตัวนายน่ะ ระวังตัวหน่อย ”



“ เดี๋ยวๆ ผมงง คุณหมายถึงอะไร ”



“ ไม่เห็นเหรอว่าใครนั่งมองอยู่ ยังมัวแต่หัวร่อต่อกระซิกกับคนอื่นอยู่ได้ ” อีกฝ่ายพูดเสียงสะบัดเล็กน้อย สีหน้าไม่พอใจ หรือว่าเขาจะหมายถึงคนที่ชื่อนนท์เมื่อกี้?



“ ผมไม่ได้ทำแบบนั้นซะหน่อย ก็เราบังเอิญเจอกันนี่ครับ จะให้ผมเสียมารยาทหรือไงกันล่ะ ”



“ ก็นั่นแหละ แต่ก็ให้มันพอดีๆ เมื่อกี้ยังจะให้เบอร์เขาไปอีก ”



“ อ้าว ก็เขาขอเพื่อจะคุยงาน ผมก็เลยให้ไปน่ะครับ ”



“ ก็ให้คนดูงานเขาคุยไปสิ หน้าที่นายคือดูแลฉันนี่ ” เมื่อได้ฟังแบบนี้แล้ว ผมจึงไม่รู้จะเถียงยังไง ถึงเถียงไปเขาก็ต้องเถียงกลับอยู่ดี คงไม่จบล่ะวันนี้ ผมจึงปลงใจ พยักหน้ารับเบาๆ ตอบรับไป เมื่อเห็นผมไม่มีท่าทีจะพูดอะไรต่อ ไอคุณชายจึงลุกขึ้นเพื่อจะเดินกลับไปที่โต๊ะ แต่ก่อนออกไปเขาก็หันกลับมา ก้มตัวลงมาใกล้ๆ หน้าผมแล้วกระซิบเบาๆ



“ ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฉันจะลงโทษ นายคงรู้นะว่า ‘ลงโทษ’ ของฉันน่ะ คือยังไง ” พูดแล้วเจ้าตัวก็ยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ก้มลงมองผมและส่งยิ้มหวานให้ แต่ไม่รู้ในความคิดของผมมันคือการแสยะยิ้ม จากนั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมผู้ที่ซึ่งร่างกายหยุดทำงานไปพร้อมกับคำว่า ‘ลงโทษ’ ของเขาไปแล้ว คิดถึงสัมผัสแนบชิดที่เราเพิ่งจะ…



ปุ๊ง! หน้าระเบิด!!!!









“ นายเตรียมตัวให้เรียบร้อยน่ะ แล้วรีบออกเลย ฉันอยากจะไปเช็คหน้างานนิดหน่อย ก่อนงานจะเริ่ม ” เจ้าของห้องผู้ซึ่งกำลังผูกไทด์อยู่หน้ากระจกใหญ่เอ่ยขึ้น ขณะที่ผมกำลังวิ่งวุ่นกับการเตรียมเอกสารของเจ้าตัว สคริปต์ทั้งหลายแหล่เก็บใส่กระเป๋าเอกสาร และจ้องมองดูตัวเองหน้ากระจกในห้องนอนเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะหิ้วทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับงานสำคัญที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่ชั่วโมงนี้



ใช้แล้วครับ วันนี้เป็นวันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของโอฬาร กรุ๊ป และยังเป็นงานเปิดตัวทายาทของตระกูลโอฬารวิจิตรรัศมิ์อย่างไอคุณชายนี่ด้วย



งานนี้เจ้าตัวได้เชิญผู้คนใหญ่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะระดับผู้บริหาร ดารานักแสดง หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคทั่วไปก็สามารถเข้างานได้เช่นกัน โดยการโหลดแอพลิเคชั่นของโอฬาร กรุ๊ปที่มีชื่อเรียกว่าออลลี่ แล้วลงทะเบียนในนั้นเพื่อนำคิวอาร์โค้ด* มาสแกนที่หน้างานจึงจะสามารถเข้างานได้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้คนสนใจอย่างล้นหลาม (ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาสนใจมาดูผลิตภัณฑ์หรือสนใจมาดูตัวคนกันแน่)



แต่งานนี้ผมบอกได้เลยครับว่ายิ่งใหญ่พอควร เพราะทายาทอย่างคุณชายที่ไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน และนักข่าวสำนักต่างๆ ก็ไม่สามารถเข้าถึงเจ้าตัวได้ กำลังจะมาเผยโฉมให้ผู้คนได้เห็น และได้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกในงานนี้ ทำให้สื่อสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ขนาดผมเองก็อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือกังวลด้วย เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรหรือไม่



ผมเปิดประตูห้องออกมา เดินตรงไปที่ลิฟต์ซึ่งมาพอดี เดินเข้าไปพร้อมกดปุ่มชั้น G ตามด้วยไอคุณชายที่อยู่ในสภาพเต็มยศตั้งแต่หัวจรดเท้า เนี๊ยบขนาดที่ว่าด้ายเส้นหนึ่งยังไม่มีหลุดเลยทีเดียว เดินเข้ามาในลิฟต์ด้วยท่าทางที่มั่นใจระดับล้าน ผมแอบเหล่ตามองด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้จริงๆ แต่คนถูกเหล่มองก็เหมือนรับรู้ถึงสายตาของผม ยังมองกลับมาแล้วยักคิ้วให้อีกด้วย ผมจึงมองบนด้วยความระอาใจ



ใครน้อ ช่างให้ความสนใจไอคนหลงตัวเองนี่จริง



ผมเดินมาที่ลานจอดรถ ตรงไปยังที่จอดรถประจำ รถสัญชาติยุโรปสีดำมันปลาบซึ่งผมเพิ่งจะไปล้างให้เมื่อวานจอดอยู่เด่นหรากลางชั้น มองไปรอบๆ รถพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจรู้สึกแปลกยังไงชอบกล ผมจำได้ว่าเมื่อวานคลุมหน้ารถเอาไว้เพื่อกันฝุ่น แต่ทำไมวันนี้มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปกติก็ไม่เคยคลุมไว้หรอก แต่เมื่อวานผมนึกยังไงก็ไม่รู้คว้าผ้าคลุมจากท้ายรถมาคลุมเอาไว้ กลัวรถสกปรก



หรือผมจะจำผิด?



หรือมันปลิวหายไป?



ผมเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงระคนสงสัย



“ มีอะไรหรือไง ทำไมไม่ขึ้นรถ ” เจ้าของรถชะโงกหน้าออกมาทางกระจกเอ่ยถามผม หลังจากที่เห็นผมยืนงงอยู่ข้างๆ ฝั่งคนขับ



“ เปล่าครับ ผมแค่สงสัยนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรแล้วครับ ” ผมเปิดประตูข้างรถ พาตัวเองเข้าไปนั่งหน้าพวงมาลัย ก่อนจะสตาร์ทรถ แล้วขับลงไปตามปกติ



ขณะที่รถยนต์เคลื่อนออกไปจนสุดสายตา มีร่างๆ หนึ่งที่เดินออกมาจากมุมข้างๆ รถยนต์ที่จอดอยู่ไม่ไกลกัน จ้องมองด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก แต่หากมองเข้าไปดีๆ แล้วนั้น จะเห็นความแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน รอวันปะทุ ซึ่งก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่…จะถึงเวลานั้น


แต่บางทีนี่อาจถึงเวลานั้นแล้วก็เป็นได้...








ผมขับรถออกมาจากคอนโดไปได้สักพัก ผมฮัมเพลงที่ดังออกมาจากลำโพงรถเบาๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย จากอาการตื่นเต้นที่ทำให้ผมวอกแวกได้ง่ายเหลือเกิน ตามองไปทางกระจกหลัง ก็เห็นรถคันหนึ่งกำลังขับจี้อยู่ แล้วเลื่อนมามองหน้าปัดที่มีเข็มบ่งบอกถึงความเร็วของการขับก็เห็นว่ายังแตะไม่ถึง 60 เลย จึงเร่งเครื่องขึ้นช้าๆ ดีที่ว่าข้างหน้ารถโล่งคงเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก จึงไม่จำเป็นต้องผ่อนความเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว รถคันที่จี้ผมอยู่ข้างหลังก็แฉลบเข้าช่องไหล่ทางซ้าย แล้วแซงผมไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่มีอยู่แค่เลนเดียว ผมจึงก่นด่ามันอยู่ในใจ รีบไปตายเหรอไอน้องงง



ผมขับตามทางเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่เร่งขึ้นแตะเลขร้อยเลยไปนิดหนึ่ง มองไปยังกระจกหลังก็เห็นไอคุณชายคุยโทรศัพท์อยู่กับใครก็ไม่รู้ แต่ที่รู้น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวันนี้แน่ เพราะคิ้วขมวดวุ่นเชียว ผมจึงขำออกมาเล็กน้อย จนสายตาเลื่อนกลับมาที่ข้างหน้าเหมือนเดิม แต่ทันใดนั้น



“ เชี่ยยยยย ” ผมตกใจร้องออกมา เมื่อเห็นหมาสีน้ำตาลตัวหนึ่งไม่ไกลจากจุดที่ผมขับอยู่กำลังเดินข้ามถนนด้วยท่าทางละล้าละหลัง เพราะกลัวรถที่กำลังขับผ่าน ซึ่งตอนนั้นฝั่งที่ผมขับอยู่มีแค่รถผมคันเดียว แต่ดูท่าทางมันเหมือนจะวิ่งออกมา ผมจึงรีบเบรกด้วยความตกใจ แต่สิ่งที่ยิ่งตกใจมากกว่านั้นคือ



ความเร็วไม่ลดลงเลย!!!



“ เกิดอะไรขึ้น ” ไอคุณชายตะโกนถามหลังจากที่ผมร้องออกมาด้วยความตกใจ ผมที่ยังคงตกใจเรื่องหมา ซ้ำยังมาตกใจที่เบรกไม่ทำงานอีก ไม่มีคำพูดออกมาจากปากผม แต่มือที่กำพวงมาลัยอยู่เริ่มชื้นจากเหงื่อ พยายามจับทิศทางของหมาตัวนั้น แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ทำได้ยาก เพราะหมาวิ่งมากลางทาง แล้วก็เหมือนจะถอยไปเหมือนเดิม



“ หักซ้ายๆ ลงข้างทาง!!! ” คนที่นั่งอยู่ข้างหลังตะโกนขึ้นเมื่อเห็นหมาตัวนั้นที่วิ่งกลับไปที่เดิม วิ่งมากลางทางอีกครั้ง ด้วยความกระชั้นชิดผมพยายามคุมสติแล้วหักซ้ายให้รถลงไปยังข้างทางที่มีหญ้าขึ้นเต็มพื้นที่ และพื้นเป็นดินแดงที่เปียกกลายเป็นโคลนจากฝนที่ตกเมื่อคืน มือจับพวงมาลัยแน่นไม่ให้หลุด เพราะไม่อย่างนั้นรถลอยคว้างแน่นอน ก่อนที่รถจะไถลไปตามข้างทาง และเริ่มผ่อนลงเนื่องจากดินโคลน สายตาผมพร่ามัวเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ตัวผมไม่สามารถโฟกัสจับจุดได้ แต่อยู่ๆ รถที่กำลังชะลอความเร็วลงก็ไปชนอะไรซักอย่างอย่างแรง หัวผมถูกกระแทกด้วยด้วยของแข็ง จนผมรู้สึกชาไปทั้งศีรษะ และสติของผมที่หลุดลอยไปช้าๆ สิ่งสุดท้ายที่สัมผัสได้คือเสียงไอคุณชายที่ตะโกนมาจากด้านหลัง



“ รัก!!! ”



จากนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย








ณ บ้านตระกูลโอฬารวิจิตรรัศมิ์



“ คุณ ทำไมลูกยังไม่โทรมาเลยล่ะ ไหนเมื่อวานคุณบอกว่าลูกบอกจะโทรมาบอกตอนจะออกจากคอนโด ” เสียงหญิงสาวผู้เป็นมารดาเอ่ยขึ้นถามสามีซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นรถที่คนขับรถขับออกมาจอดที่หน้าประตูบ้าน



“ นั่นสิ ผมก็ลืมไปเลย เดี๋ยวลองโทรตามดูก่อน ” ชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มือถือที่ใส่อยู่ในกระเป๋าเอกสารขึ้นมา แล้วกดโทรออก เสียงสัญญาณดังอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรับ เขาจึงกดวาง หันหน้ามาทางภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆ



“ ลูกไม่รับ ” หญิงสาวได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเริ่มวิตกกังวล ในใจก็ร้อนรน กลัวเกิดเหตุร้ายแรงกับลูกชายเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา



“ โทรอีกครั้งได้ไหม ฉันใจไม่ดีเลย ” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ชายผู้เป็นสามีจึงกุมมือบอบบางนั้นไว้เบาๆ ก่อนจะยกมือถือขึ้นมากดโทรออกอีกครั้งด้วยในใจที่กังวลไม่ต่างกัน และอีกครั้งที่สัญญาณตัดไปโดยที่ไม่มีคนรับเหมือนเดิม



“ เนตรเป็นอะไรหรือเปล่านะคุณ หรือลูกจะลืมมือถือไว้ที่ห้อง ” สามีส่ายหัวช้า ด้วยรู้จักลูกชายดี ว่าลูกไม่มีทางลืมแน่ๆ เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวไม่เคยลืมของสำคัญก่อนออกจากบ้านเลยซักครั้ง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลืมสิ่งของที่สำคัญขนาดนั้นในวันงานแบบนี้ด้วย


เมื่อภรรยาเห็นแบบนั้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้าช้าๆ ในใจห่วงลูกเหลือคณานับ ได้แต่มองร่างสูงข้างกายที่กดโทรครั้งแล้วครั้งเล่า คิดไปต่างๆ นาๆ ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจะเกิดกับลูกชายของตน แล้วยิ่งสะอื้นหนัก


“ คุณ ผมโทรหาบอดี้การ์ดของลูกก็ไม่ติดเหมือนกัน เลขาของผมก็บอกว่าติดต่อไม่ได้ ผมว่าเดี๋ยวจะโทรหาชัชก่อน ”  'ชัช' หรือ 'ชัชวาล' ผู้กำกับสถานีตำรวจ...ซึ่งเป็นคนสนิทของเขาเอง เขาเอ่ยพูดกับภรรยาของตัวเองท่าทางร้อนรน หันไปบอกคนขับรถให้ออกรถทันที ตัวเองจึงดึงภรรยาที่กำลังขวัญเสียเข้าไปนั่งในรถด้วยกัน หลังจากนั้นรถก็ทะยานออกสู่ถนนด้วยความเร็ว



ก่อนที่มือใหญ่จะกดโทรออกอีกครั้ง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นบ่งบอกว่ามีคนโทรเข้ามาซะก่อน เขามองเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นตา หันไปมองภรรยาของตนด้วยความแปลกใจ แต่ก็กดรับ



“ สวัสดีครับ ”



“ สวัสดีครับ คุณผาภูมิใช่ไหมครับ ”   เสียงปลายสายเอ่ยชื่อซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับตน จึงเอ่ยถามกลับไป



“ ใช่ครับ ”



“ ผมรับเรื่องมาจากผู้กำกับชัชวาลนะครับ ที่กำลังตามเรื่องคดีของลูกชายคุณน่ะครับ ”



“ ครับ มีความคืบหน้าบ้างไหมครับ ” เขารีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ว่าปลายสายคือใคร



“ ผมจะแจ้งกับคุณผาภูมิว่า เราจับตัวคนร้ายที่ขับชนรถของลูกชายคุณได้แล้วนะครับ วันนี้ช่วงบ่ายๆ คุณพอจะมีเวลาเข้ามาที่สถานีตำรวจ…ซักหน่อยไหมครับ จะได้มาดูตัวคนร้ายครับ ”  เขาดีใจอย่างมากเมื่อได้ยินข่าวดีของวัน บีบมือภรรยาที่อยู่ในอุ้งมือเบาๆ แต่ถึงอย่างนั้น เขาดูนาฬิกาข้อมือตัวเอง ในใจพลันเกิดความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย เนื่องด้วยวันนี้เป็นงานเปิดตัวของบริษัทเขา ซึ่งเขาจะพลาดไม่ได้ แถมตอนนี้ยังติดต่อลูกชายของตนไม่ได้ ทั้งๆ ที่งานกำลังจะถึงเวลาในไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้ว



“ ผมยังไม่แน่ใจว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่ แต่ผมจะเข้าไปให้เร็วที่สุดครับ ” เขาเอ่ยกับคนปลายสายสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป



“ คุณตำรวจโทรมาเหรอคะ ” ดาริกาเอ่ยกับผู้เป็นสามี เมื่อเห็นเขาวางสายจากคนปลายสาย



“ ใช่ คนของชัชเขาเจอคนร้ายที่ทำร้ายลูกเราได้แล้ว ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจอย่างที่สายตาปกปิดไม่มิด หลังจากความพยายามอย่างหนักมาสองสามเดือนนี้ อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตาเขาให้เขาสามารถพบเจอเบาะแสของคนร้าย ในใจนึกถึงบิดาของเขาด้วยความหวังว่าหลังจากนี้เขาจะสามารถชีวิตได้อย่างโล่งใจมากขึ้น



“ จริงเหรอคะ ดีจริงๆ เราจะได้ไม่ต้องระแวงกันอีกแล้ว ”



“ แต่ตอนนี้เรายังต้องโทรหาลูกให้ติดก่อน เมื่อกี้ผมก็ลืมบอกคนของชัชคนนั้นไปเลย มัวแต่ดีใจ ” เขายกมือถือจะกดโทรเข้าเบอร์ที่โทรเข้ามาสายล่าสุดอีกครั้ง แต่หน้าจอก็ปรากฎขึ้นว่ามีสายเรียกเข้า เป็นชื่อที่เขากำลังร้อนใจโทรหาอยู่ตอนนี้



“ คุณ ลูกโทรกลับมาแล้ว! ” คราวนี้เขาโล่งใจอย่างเต็มที่ที่สามารถติดต่อคนที่เขาเป็นห่วงที่สุดได้แล้ว มือใหญ่รีบกดรับ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ปลายสายก็พูดแทรกมาก่อน และน้ำเสียงร้อนรนนั้น เขาก็จับใจความได้และทำให้ยิ่งตระหนกตกใจทันที



“ ว่าอะไรนะ!!! ” เขาตะโกนอย่างดังจนทำให้ภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ ตกใจตามไปด้วย เห็นท่าทางของสามีก็สามารถเดาได้ว่าจะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงกับคนปลายสายเป็นแน่ มือที่คลายออกจากมือใหญ่ ประสานกันแน่นด้วยความกังวล สีหน้าเคร่งเครียดของผาภูมิ สามีเธอทำให้เธอเริ่มเสียขวัญอีกครั้ง



“ ลูกอยู่ตรงนั้นก่อนนะ ไม่ต้องกังวล พยายามเอาเขาออกจากรถให้เบาที่สุด เดี๋ยวพ่อจะรีบตามไปให้เร็วที่สุด ” ปลายสายพูดอะไรซักอย่างจากนั้นก็วางสายไป



“ ลูกเป็นอะไรคะคุณ! ”



“ คุณใจเย็นๆ อุบัติเหตุ ลูกไม่ได้เป็นอะไร แค่บาดเจ็บนิดหน่อย แต่พนักงานที่ชื่อ รัก คนที่ทำงานให้ลูกเราบาดเจ็บหมดสติไป แต่ลูกเราโทรแจ้งความเรียบร้อย เดี๋ยวเขาก็รีบไปช่วย ” น้ำเสียงทุ่มเอ่ยกับผู้เป็นภรรยาอย่างคร่าวๆ แล้วหันไปสั่งคนขับรถให้ไปยังที่เกิดเหตุที่ไม่ไกลจากคอนโดลูกของเขามากนัก


ขออย่าให้เป็นอะไรเลยนะ ขอให้สวรรค์เมตตาอีกซักครั้งเถอะ



หญิงสาวอธิษฐานขอพรในใจ




โปรดติดตามตอนต่อไป....



แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ToT

 :sad4:    :o12:



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 22
" ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยว่า... "





“ ผมซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าภาพของงาน และเป็นประธานของบริษัท กับลูกชายของผมก็ต้องขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่เป็นเกียรติมาร่วมงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของเราในวันนี้ ขอให้ทุกท่านสนุกกับกิจกรรมที่เราจัดขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ ” คุณผาภูมิ และเนตรนภิศผู้เป็นลูกชายที่ยินอยู่ข้างๆ ก้มหัวเล็กน้อยให้กับแขกทุกๆ คนที่อยู่ด้านล่าง ทั้งสองเดินลงจากเวทีด้วยท่วงท่าภูมิฐาน ส่งหน้าที่ต่อให้กับพิธีกรและดารารับเชิญที่ยังคงต้องพูดสคริปต์ของตัวเองบนเวทีต่อ



“ พ่อครับ ผมขอตัวไปดูรักที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ ” คนเป็นลูกชายเอ่ยถามบิดาทันที่เดินลงมาถึงด้านล่างที่ปูด้วยพรม ผาภูมิยกมือมองนาฬิกา เมื่อเห็นว่างานสำคัญในวันนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้านี้แล้ว และลูกชายของตนก็ไม่มีหน้าที่อะไรในงานนี้แล้ว เลขาของเขาก็อยู่ช่วยอีกแรงหนึ่ง จึงพยักหน้าอนุญาต แต่ก็ยังมิวายเป็นห่วง



“ เดี๋ยวให้คนขับรถพาลูกไปนะ พ่อไม่ไว้ในสถานการณ์ตอนนี้ เมื่อกี้คนของอาชัชเขาโทรมาบอกพ่อว่าจะมาสอบปากคำกับลูกที่โรงพยาบาลเลย เดี๋ยวพ่อกับแม่จะตามไปสมทบทีหลัง ” บิดาพูดจบ ยกมือขึ้นมาตบบ่าร่างสูงตรงหน้าเบา สีหน้าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับลูกชายตนเมื่อเช้าก่อนที่จะเริ่มงานเปิดตัวสำคัญ



พอได้ยินลูกชายตัวเองพูดผ่านสายมา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงไม่รอช้ารีบสั่งให้คนขับรถพาไปยังที่เกิดเหตุ มือใหญ่กุมมือบอบบางของภรรยาตัวเองแน่นไปตลอดทาง เพื่อหวังให้ลูกชายและคนสนิทนั้นแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงแม้ในใจจะวิตกไปแล้วก็ตาม



เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เขาก็พบกับรถของเจ้าหน้าที่มาถึงแล้ว จอดอยู่ข้างทางตรงหน้าจุดเกิดเหตุ เขาจึงรีบออกมาหาคนเจ็บ ก็พบว่าได้รับการปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ลูกชายเขาไม่เป็นอะไรมาก แค่มีบาดแผลฟกช้ำเล็กน้อยตามร่างกาย และมีอาการเคล็ดขัดยอกนิดหน่อย เพราะเนตรเล่าให้ฟังว่าตอนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็รีบดึงเข็มขัดนิรภัยขึ้นมาคาดทันที และรีบตะโกนให้รักซึ่งเป็นคนขับให้หักลงข้างทาง



โชคดีที่รักเองก็มีสติเช่นกัน พยายามจับพวงมาลัยให้แน่น เพื่อไม่ให้รถเสียการทรงตัว หากไม่อย่างนั้นแล้วคงอาจจะเกิดเหตุรุนแรงมากกว่านี้ก็เป็นได้ แต่เจ้าตัวที่เป็นคนขับกลับหมดสติทันทีที่รถได้รับการกระแทกจากหลักกิโลที่ตั้งอยู่ตรงนั้นพอดี ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด จึงรีบนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงให้เร็วที่สุด



เมื่อร่างของบอดี้การ์ดของลูกชายถูกนำตัวไปแล้ว ตำรวจก็มาถึงพอดี ถามไถ่เล็กน้อยเบื้องต้น ก่อนที่เขา ภรรยาและลูกชายจะรีบมางานเปิดตัวที่สำคัญในวันนี้ ด้วยความฉุกละหุก พวกเขาจึงไปงานสายกว่าที่คาดเล็กน้อย แต่ก็โชคดีอีกที่พิธีกรรายการมีไหวพริบดี สามารถพูดคุยถ่วงเวลากับแขกไปให้ก่อน เมื่อเขาไปถึง จึงถึงคิวเขาขึ้นเวทีพอดี



โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นซ้ำอีก เขาจึงขอแรงจากผู้กำกับชัชวาลที่สนิทกัน ส่งคนมาดูแลความปลอดภัยให้ทั้งที่บ้านและที่คอนโดของลูกชายเขาอย่างลับๆ ลำพังบอดี้การ์ดคนเดียว คงเสี่ยงเกินไป แถมเจ้าตัวยังต้องมาเจ็บตัวขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าที่ แต่ด้วยฐานะที่เป็นศิษย์ของอาจารย์ที่เขาเคารพ และด้วยความเอ็นดู จึงทำให้เขารู้สึกผิดไม่ได้ จึงปรึกษากับภรรยาเป็นบ่อเกิดของการเพิ่มกำลังตรวจตราในครั้งนี้



ตอนนี้เริ่มมีความหวัง เพราะคนของผู้กำกับคนสนิทสามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว กำลังสาวถึงคนเบื้องหลัง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีคำสารภาพใดออกจากปาก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย








ผู้ที่เพิ่งมาถึงห้องพักคนไข้ยืนจ้องมองร่างสมส่วนที่นอนราบอยู่เตียงนอนด้วยความสงบ เห็นรอยฟกช้ำประปรายที่เกิดจากอุบัติเหตุบนใบหน้า เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความครุ่นโกรธ นึกไปถึงคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องอันวุ่นวายนี้ ลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรมาบาดเจ็บหลายครั้งหลายครา เขาไม่เข้าใจว่าต้นเหตุคืออะไร และใครที่เป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมดนี้ และทำไปเพื่ออะไร ถึงแม้จะเพิ่งกลับมาได้แค่เกือบครึ่งปี แต่เขาไม่เคยทำอะไรที่ไปขัดขาใครเขา ทำงานบนพื้นฐานความถูกต้อง และไม่เคยกดขี่หรือเอาเปรียบใคร เพราะฉะนั้นเขาเลยไม่เข้าใจว่าคนที่ทำเรื่องแบบนี้ต้องการอะไรกับคนอย่างเขากัน



เขาถอนหายใจหนัก มือข้างหนึ่งยกขึ้นไปเกลี่ยเส้นผมที่ปรกอยู่บนใบหน้าของคนเจ็บขึ้นอย่างแผ่วเบา ลูบแก้มตรงบริเวณที่มีรอยแผลเบาๆ ในใจเกิดความรู้สึกอยากมียาวิเศษที่สามารถทาแล้วหายเจ็บได้โดยพลัน ไม่อยากให้คนที่ตัวเองเป็นห่วงนั้นเจ็บมากไปกว่านี้ ตั้งแต่มาทำงานกับเขา เจ้าตัวต้องเสี่ยงกี่ครั้งแล้วเพื่อช่วยเหลือเขา ต้องทุ่มเทขนาดไหนที่จะปกป้องเขาให้พ้นจากภัยอันตราย ทั้งๆ ที่ตัวก็เล็กกว่าเขา แต่ไม่รู้ทำไมใจถึงได้ใหญ่ขนาดที่เขาแพ้ไปเลย



ความรู้สึกที่ล้นออกมาจากใจ เป็นตัวผลักดันให้เขาก้มตัวลง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง จากนั้นก็หยิบยื่นสัมผัสอันแผ่วเบาบริเวณหน้าผากเนียน ถ่ายทอดความรู้สึกอยู่ภายในผ่านสัมผัสใกล้ชิดนั้น โดยที่ร่างที่นอนไร้สติไม่รู้เลยว่า บัดนี้คนที่เขาคอยปกป้องนั้นเป็นห่วงตัวเองมากขนาดไหน



รีบๆ ตื่นขึ้นมาซักทีสิ…รัก










“ แสดงว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของใครบางคนที่ไม่ประสงค์ดีเหรอครับ ”



“ ใช่ครับคุณเนตร ทางเรามีการตรวจสอบรถยนต์ที่เกิดเหตุของคุณเนตรแล้วนะครับ ทำให้ทราบว่าสายเบรคถูกตัด เราจึงกำลังจะขออนุญาตทางคอนโดเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่จอดรถชั้นนั้นครับ ” ชายร่างสมส่วนในเครื่องแบบสีกากียื่นกระดาษที่มีรูปถ่ายบริเวณส่วนสายเบรคที่ถูกตัดไปให้เขาดู มือขาวรับไป มองภาพนั้นพร้อมครุ่นคิดบางอย่าง



“ คุณพ่อผมบอกไว้ว่าคุณเจอคนร้ายที่ทำร้ายผมเมื่อครั้งที่แล้วใช่ไหมครับ ” เขาเงยหน้าเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นคนของอาชัชวาล ผู้กำกับคนสนิทของพ่อเขา และผู้ช่วยอีกคนหนึ่งที่ดูแลคดีของเขาอยู่



“ ใช่ครับ เราสืบไปจนสามารถตามตัวเขาได้ แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคาดจริงๆ ครับ ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น มีคนอยู่เบื้องหลังครับ เพราะคนขับรถเขาสารภาพ แต่ยังไม่ยอมบอกว่าใคร ” สีหน้าหนักใจของคุณตำรวจถูกเผยให้เขาเห็น ยามที่นึกถึงคนร้าย ส่อเค้าความยากลำบากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเขายังไม่สามารถไล่ตามคนที่อยู่เบื้องหลังได้ และยังไม่รู้ชัดถึงแรงจูงใจที่ได้ก่อเหตุร้ายแรงนี้ รู้แต่เพียงแค่ว่าคนร้ายที่ตอนนี้จับได้แล้วนั้น ถูกจ้างมาอีกทอดหนึ่ง และกำลังอยู่ในช่วงหนีกบดานอยู่ แต่ด้วยความพยายามของทีมเขา และการสืบพยานทั้งหลายก็สามารถไล่ตามจับได้ในที่สุด



“ แต่ในเมื่อคนร้ายถูกจับตัวได้แล้ว ประจวบพอดีกับผมเกิดเหตุ เป็นไปได้ไหมครับว่าครั้งนี้จะเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนกระทำเองแทน ” เขาพูดสิ่งที่อยู่ในความคิดของเขา พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ของคนรอบตัวที่มีความแค้นกับครอบครัวเขาและตัวเขาเองมาก่อน



“ มีความเป็นไปได้ครับ แต่เขาก็อาจจะส่งคนมาเพิ่มก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องทำการสืบสวนต่อไปครับ ว่าสองเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ” คนสวมชุดเครื่องแบบหยุดพูดพักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ ไม่ทราบว่าคุณเนตรต้องการคนดูแลความปลอดภัยเพิ่มเติมไหมครับ ” เจ้าของชื่อได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจตกบางอย่าง



“ ไม่เป็นไรครับ ผมอยากจะให้แน่ใจว่าคนร้ายจะต้องกลับมาก่อเหตุอีกแน่นอน ผมอยากกลับมาใช้ชีวิตปกติให้เขาเห็น รอให้เขาเผยตัวออกมา ” ดวงตาหวานส่งสายตาหมายมั่นในบางสิ่ง พูดประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ทำให้คนฟังแอบขนลุกไม่ได้



และเมื่อถึงตอนนั้น…ผมจะเป็นคนจับเขาเอง











ราวกับเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า



ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ที่สถานที่หนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ตัวผมลอยเคว้งอยู่กลางอากาศที่ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าร่างกายไม่สามารถขยับได้อย่างใจนึก และที่สำคัญผมมองไม่เห็นอะไรเลยซักอย่าง เหมือนผมถูกขังไว้ยังที่ที่ไม่มีแสงสว่างตกถึงเลย



เราตายแล้วอย่างนั้นเหรอ?



ผมคิดในใจเบาๆ แต่สิ่งที่ผมคิดกลับดังสะท้อนอยู่รอบตัวผม ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เอ่ยพูดอะไร และขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับตัวเองในความคิดนั้น โสตประสาทผมกลับได้ยินเสียงเสียงหนึ่ง ซึ่งน่าแปลกที่ใจผมเต้นตึกตักอย่างกับคนที่คุ้นเคยและรอคอยเจ้าของเสียงนี้มาตลอด



‘ รัก นายได้ยินฉันไหม ’



ได้ยินสิ ชัดเต็มหูเลยล่ะ



‘ นายรีบๆ ตื่นมาซักทีสิ ’



ผมหลับอยู่อย่างนั้นเหรอ?



‘ ฉันยังไม่ได้บอกนายเลยนะว่าฉันรู้สึกยังไงกับนาย ’



ตึก ตึก ตึก ตึก
หัวใจผมเต้นแรงขึ้น ตอบรับคำพูดประโยคนั้น



' ฉันน่ะ…. ’



และที่เสียงนั้นก็ค่อยๆ เบาลง กลายเป็นเสียงที่ลอยไปกับสายลม จากนั้นผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีก ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมามืดและเงียบสงัดอีกครั้ง…











“ เออ นายไม่ต้องเป็นห่วงนะนันท์ พี่จะดูแลตัวเอง นายไม่ต้องกลับมา เดี๋ยวนายก็จะสอบแล้วนี่ ” เขาพูดกับคนปลายสาย ย้ำอีกครั้งเพื่อให้คนฟังสบายใจ ก่อนจะวางสายไป



น้องชายเขารู้เรื่องเหตุการณ์ทั้งหมดเพราะแม่ของเขาโทรไปเล่าให้ฟัง จริงๆ แล้วเขาอยากจะให้คนรู้ให้น้อยที่สุด เนื่องจากมันเป็นเหตุการณ์ที่สั่นคลอนถึงความปลอดภัยของครอบครัวเขา ทุกคนรอบตัวจับมามองเขาทุกย่างก้าว ด้วยฐานะซึ่งมีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก และอีกอย่าง น้อยชายเขากำลังอยู่ในช่วงสอบ เขาไม่อยากให้น้องชายเสียสมาธิในช่วงเวลาที่ต้องการสมาธิอย่ายิ่ง



เขาถอนหายใจแรงเพื่อหวังจะขจัดความยุ่งยากในใจให้ออกไปด้วย หันไปมองคนที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียง วันนี้ก็เป็นวันที่สามแล้วที่รักนอนสลบไสลไม่ได้สติ ความฟกช้ำตามใบหน้าและร่างกายเริ่มจางลงไปมาก เพราะเขาพยายามทายาให้อย่างแผ่วเบา และรวมถึงเช็ดตัวและผมที่เขาดึงดันกับพยาบาลว่าจะทำเอง



เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร



แต่เขารับรู้แค่ว่าตัวเองเต็มใจที่จะทำ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาเลย และไม่มีความจำเป็นต้องทำด้วย แต่เมื่อเขาได้เห็นรอยแผลต่างๆ เริ่มจางลง บางจุดหายเป็นปกติ มันก็ทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้น อย่างน้อยร่างกายนี้ก็ยังดีขึ้น แม้เจ้าของร่างกายจะยังไม่ฟื้นก็ตาม



พ่อแม่เขามาเยี่ยมครั้งหนึ่งตอนวันแรกที่เกิดเหตุ แต่ด้วยภาระที่ยุ่ง เพราะหลังจากวันเปิดงาน ยอดขายของสินค้าตัวใหม่นี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสินค้าตัวอื่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นและบริษัทเขาก็ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค รวมถึงบริษัทพันธมิตรต่างๆ มากขึ้นจากการเปิดตัวประธานบริษัทซึ่งก็คือพ่อของเขาและตัวเขาเอง จึงทำให้เขาไม่มีเวลามาเยี่ยมมากนัก ไม่ใช่พ่อเขาเท่านั้นที่ยุ่ง แต่ตัวเขาก็ย้ายห้องทำงานจากบริษัทมาที่ห้องพักฟื้นคนไข้ห้องนี้เองเหมือกัน ดีอย่างหนึ่งที่มีคุณเลขาของพ่อเขาช่วยอีกมือหนึ่ง ทำให้การประสานงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น เขาล่ะนับถือคุณเลขาของพ่อเขาคนนี้จริงๆ



ตอนนี้เขาย้ายข้าวของส่วนตัวของตัวเองมาด้วย เพราะเป็นเขาเองที่ดึงดันจะนอนเฝ้ารักเอง แทนที่จะเป็นครอบครัวของรักหรือเพื่อนสนิทของรักอย่างแสง ที่เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดก็รีบพาคนที่บ้านมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล แรกๆ แม่ของรักดูออกเลยว่าไม่พอใจมากที่เห็นลูกชายตัวเองบาดเจ็บจนไม่ได้สติ แต่เขาก็พยายามอธิบายจนท่านเข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่พ่อแม่ของรักไม่เอาเรื่อง เพราะรู้ดีอยู่ว่าลูกชายทำหน้าที่อะไร แต่เขาก็ยังไม่วางใจ ให้คำสัญญาหนักแน่นถึงความปลอดภัยของลูกชายของพวกท่านให้อนาคต จนคนเป็นพ่อเป็นแม่เกรงใจจนไม่รู้จะทำยังไง แต่เขาก็ยังยืนกรานเหมือนเดิม เพราะไม่อยากให้ท่านกังวลใจ จนท้ายที่สุดก็ขอเป็นคนเฝ้าคนเจ็บเอง โน้มน้าวจนครอบครัวและเพื่อนสนิทของรักจนยอมจากไป



เขาวางแฟ้มในมือที่คุณเลขาปลีกตัวนำมาให้ถึงโรงพยาบาลลงบนโซฟาที่เขาใช้พำนักชั่วคราวในตอนนี้ มองไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาทำงานเพลินจนไม่ได้ดูเวลาอีกแล้ว นิ้วมือบีบไปตรงระหว่างคิ้วเบาๆ ผ่อนคลายความเครียดที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องคดี จากนั้นก็ลากเก้าอี้ข้างโซฟาตัวหนึ่งไปไว้ข้างเตียง และทิ้งตัวลงบนนั้น มือเท้าคางลงบนเตียง มองใบหน้าสงบนิ่งของคนเจ็บที่ช่วงนี้ได้เห็นบ่อยเหลือเกิน



น่าแปลกที่ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตอนแรกเขาจำได้ว่าตัวเองต่อต้านมากเพียงไร ไม่ทันไรความรู้สึกเหล่านั้นพลันเปลี่ยนเป็นความห่วงคะนึงหา ก่อนจะเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองไม่สามารถอยู่ห่างจากเจ้าตัวได้แล้ว เขาได้แต่พร่ำคิดในใจว่าความรู้สึกนี้ของตัวเองชัดเจนมากแค่ไหน หรือเป็นแค่ความใกล้ชิดที่ทำให้เขาเคยชินกับการมีเจ้าตัวอยู่ข้างกาย และความรู้สึกคลุมเครือเหล่านั้นก็หายไปในทันทีที่เขาได้เจอกับวรรณอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เขาก็ยังเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่มันก็จางหายไปเร็วกว่าที่คิด โดยคนที่เขากำลังเป็นห่วงตอนนี้นั่นแหละเป็นต้นเหตุ ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับคนคนนี้เองที่เป็นคนปลดปล่อยเขาจากอดีตที่ขมขื่น



เพื่อให้เขาก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้ง



แต่ยังไม่ทันไร คนที่เป็นความหวังของเขาก็ถูกทำร้ายให้บาดเจ็บ ในใจของเขาก็ยิ่งเจ็บปวดยิ่งกว่า เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์อันร้ายแรงนี้ เขาจึงสัญญากับตัวเองในใจว่าเขาจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกแล้ว และเขาจะเป็นคนยุติปัญหานี้เอง ตอนนี้เขากำลังคอยจังหวะที่จะให้คนร้ายตายใจไปก่อน เพื่อที่จะกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง เพราะแน่ใจแล้วว่าเป้าหมายของคนร้ายคือตัวเขาเอง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าถ้าตัวเขายังปลอดภัยดี เหตุการณ์ต่อไปจะต้องเกิดขึ้นอีกเป็นแน่ แต่เขาแค่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหน



เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกให้พ่อแม่เขารู้ว่าเขายอมเสี่ยง แต่เพื่อที่จะสามารถจับคนร้ายได้ มันก็คุ้มที่จะเสี่ยงไม่ใช่หรือ?



เขาเอื้อมมือไปลูบใบหน้าหลับใหลนั้นอย่างแผ่วเบา ภาวนาแทบทุกวันให้เจ้าตัวตื่นขึ้นมาในเร็ววัน จนตัวเองไม่มีสมาธิกับงานเอาซะเลย ก่อนที่จะโน้มตัวขึ้นไปสัมผัสที่ริมฝีปากบางที่ซีดเซียวนั้นอีกครั้งอย่างที่ทำทุกวันตั้งแต่เจ้าตัวนอนสลบไสลอยู่อย่างนี้ เต็มเติมความรู้สึกโหวงในใจเพื่อให้รับรู้ว่าร่างนี้ยังอยู่กับเขา ยังไม่ได้หายไปไหน



เหมือนเขาเป็นเด็กน้อยที่กลัวจะถูกทอดทิ้งอย่างไรอย่างนั้น



เขาคิดในใจ หัวเราะออกมาเล็กน้อยเมื่อตัวเองหมายความแบบนั้นจริงๆ เขาลุกขึ้นกลับมานั่งที่เดิม และจ้องมองคนอยู่บนเตียงนั้นอย่างเหม่อลอย แสงไฟที่หัวเตียงและตรงโซฟาทำให้ทั้งห้องแทบจะตกในความมืดมิด เพราะเขาไม่ต้องการเปิดไฟทั้งห้อง กลัวรบกวนคนนอน แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเขาอีกไม่ใช่หรือไงที่อยากให้ฝ่ายนั้นตื่นเร็วๆ?



“ เฮ้อ ตื่นเร็วๆ สินาย ฉันปลุกนายเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เดี๋ยวฉันก็หักเงินเดือนนายซะเลยนิ อู้งานขนาดนี้ ” ผมพูดกับอีกฝ่ายเบาๆ และด้วยความที่เจ้าตัวรับรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำให้เขาเห็นว่าเปลือกตาที่หลับสนิทนั้น มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย



หรือเขาจะตาฝาด?



เขาเพ่งมอง ใจเต้นแรงด้วยความยินดี มองอีกครั้งเผื่อเห็นความเคลื่อนไหวนั้นอีกครั้ง และก็ถือว่าความหวังเริ่มเป็นจริง เปลือกตาที่กลับไปนิ่งเหมือนเดิมก็ขยับเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาที่ไม่ได้เห็นมาสามวันเต็มนั้นจะเปิดเผยสู่สายตา



“ นายฟื้นแล้ว ”




โปรดติดตามตอนต่อไป....

น้องรักกกกก ตื่นแล้ววว (ซับน้ำตาเบาๆ)

 :sad4:  :o12:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-03-2021 11:15:37 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 23
" อยู่กินด้วยกัน? "




ผมกระพริบตาถี่เพื่อปรับแสงจากแสงสว่างที่ยังไม่คุ้นชิน ทั้งๆ ที่ห้องก็แทบจะตกอยู่ในความมืด มีเพียงแต่แสงไฟบนหัวเขาเท่านั้นที่เปิดสลัวๆ ไว้ ผมหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ เมื่อดวงตาเริ่มปรับให้คุ้นกับแสง มามองได้อย่างปกติแล้ว จึงลองเริ่มขยับตัว แต่ก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะความปวดเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว ทำให้ผมหน้านิ่วเล็กน้อย แถมหัวก็ปวดจนจะระเบิดอยู่แล้ว



นี่เกิดอะไรขึ้นกับผมวะเนี่ย



ผมครางด้วยความเจ็บเบาๆ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือของผมถูกใครบางคนจับขึ้นมา ผมหันไปด้านข้างช้าๆ เพื่อมองว่าคนผู้นั้นคือใคร สิ่งแรกที่มองเห็นชัดเจนคือใบหน้าของชายคนหนึ่งที่คุ้นตา แต่แปลกที่ผมพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทั้งๆ ที่ผมแน่ใจว่าต้องเคยเจอเขามาก่อนแน่นอน



ความแปลกหน้าที่แสนจะคุ้นเคย…



“ รัก? ” ชายคนเดิมที่จับมือผมแน่น เอ่ยเรียกชื่อผมด้วยความสงสัย สีหน้าดีใจที่ปิดไม่มิดนั้นซีดเผือดลงเล็กน้อย เมื่อเห็นผมไม่หือไม่อืออะไร เพียงแต่มองหน้าเขาเฉยๆ เท่านั้น





“ นายเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม เดี๋ยวฉันจะเรียกพยาบาลเข้ามาให้นะ ”  คนพูดกำลังจะปล่อยมือ ผละตัวออกห่างเพื่อเดินตรงไปยังประตูห้อง แต่ผมกลับยืดมือเขาไว้แน่น กลัวว่าหากปล่อยมือเขาไปเขาอาจจะหายไปได้ในทันที ผมงุนงงกับตัวเองว่าทำไมความรู้สึกของผมต่อคนตรงหน้าว่าทำไมถึงรุนแรงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้ชื่อของเขาด้วยซ้ำไป





“ นายปล่อยมือฉันก่อน ฉันไม่ไปไหนหรอก ฉันแค่จะออกไปตามพยาบาล ” ชายหนุ่มคนเดิมทำสีหน้าอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยเอ่ยด้วยเสียงทุ้มหนักแน่น ผมจึงคลายใจค่อยๆ ปล่อยมือเขา เขาจึงเดินออกไปนอกห้อง



ผมยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเองเบาๆ ก็พบว่ามันถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผล แต่ก็จำไม่ได้ซักทีว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าที่ผมจะมานอนบาดเจ็บอยู่ที่นี่ พยายามนึกจนอาการปวดเริ่มกำเริบ ผมจึงหยุดคิด และมองไปรอบๆ ห้อง ก็พบว่าเป็นห้องพักฟื้นห้องหนึ่งที่มีขนาดกว้างกว่าปกติ ผมมองเห็นตะกร้าบรรจุผลไม้มากมายที่วางเอาไว้ บ่งบอกว่าคงมีคนมาเยี่ยมเขาอยู่ตลอด แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองเป็นใคร นอกจากชื่อที่ชายคนเมื่อกี้เรียกก็เท่านั้น



นั่งอยู่บนเตียงได้ครู่หนึ่งก็มีคนเคาะประตูแล้วเปิดประตูตามเข้ามา คุณหมอ พยาบาล และตามด้วยร่างสูงที่เขาพยายามนึกอยู่ตั้งนานก็นึกไม่ออกซักทีว่าเป็นใคร





“ คุณรักเป็นยังไงบ้างครับ มีตรงไหนผิดปกติไหมครับ ”  คุณหมอในชุดกาวน์สีขาวเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ผมหันหน้าไปมองเขาแล้วส่ายหน้าเบาๆ คนถามจึงแสดงสีหน้าสงสัยอะไรบางอย่างเมื่อเห็นปฏิกิริยาผม หันไปมองหน้าชายร่างสูงข้างตัว แล้วหันกลับมาพูดกับผมเหมือนเดิม





“ คุณรักพอจะจำได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ”  ผมไม่ตอบ พยายามนึกเหตุการณ์แต่ก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า จึงส่ายหน้าอีกครั้ง คราวนี้เป็นชายคนดังกล่าวมีสีหน้าไม่สู้ดีเดินเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว





“ นาย…จำได้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร ”  น้ำเสียงสั่น มือขาวเอื้อมมากุมมือผมแผ่วเบา ยิ่งได้มองหน้าเขาใกล้ๆ แบบนี้ ผมก็ยิ่งคุ้นเคยมากขึ้น แต่ผมกลับจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร อาการคล้ายคนที่เหมือนจะนึกออก แต่กลับติดอยู่ในปาก ผมขมวดคิ้วพยายามจ้องหน้าเขาเผื่อจะนึกอะไรขึ้นได้บ้าง แต่อาการปวดกลับกำเริบขึ้น จนผมร้องขึ้นมาเบาๆ





“ คุณรักอย่ากดดันตัวเองเลยครับ ผมว่าคุณพักผ่อนก่อนดีกว่า ตอนนี้ร่างกายคุณยังไม่พร้อม เดี๋ยวผมจะให้ยาแก้ปวดนะครับ เพราะคุณอาจจะมีอาการปวดตามเนื้อตัว ให้คุณทานอาหารให้เรียบร้อยแล้วค่อยทานยานะครับ ” คุณพยาบาลนำแก้วตวงยาที่มียาสีขาวเม็ดหนึ่งอยู่ข้างใน พร้อมด้วยน้ำวางลงบนโต๊ะข้างเตียง คุณหมอพูดต่อ



“ พยายามพักผ่อนให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วๆ นะครับ ไม่ต้องกังวล อาการคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ ”  เมื่อพูดจบ คุณหมอจึงแตะแขนชายที่ยืนกุมมือผมอยู่เบาๆ เชิงบอกให้ออกไปคุยข้างนอก มือผมจึงถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้ง ทั้งสามคนจึงเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน ห้องกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง



ผมเอนตัวลงนอนช้าๆ เบ้ปากเมื่อรู้สึกถึงความปวดตามร่างกายอย่างที่คุณหมอพูด สายตามองบนเพดาน แต่ในหัวกลับคิดวนเวียนอยู่กับแต่ใบหน้าซีดขาวของชายคนเมื่อกี้ ทำไมเขาถึงดูหวาดกลัวขนาดนั้นนะ? แล้วทำไมพอเห็นเขาทำสีหน้าแบบนั้นแล้วผมถึงรู้สึกปวดใจโดยไม่ทราบสาเหตุ? ความสัมพันธ์ของผมกับเขาเป็นยังไงกันแน่? แต่คิดอยู่นานแต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะได้คำตอบ ไม่นานนักผมก็เริ่มรู้สึกตาหนักอึ้ง อาการเพลียก็ทำให้ผมหลับตาลง และหลับไปในที่สุด














“ คุณหมอจะบอกว่ารักมีอาการสมองเสื่อมชั่วคราวเหรอครับ? ” เนตรเอ่ยด้วยความตกใจเมื่อคุณหมอบอกอาการของรักที่เป็นอยู่ขณะนี้ หลังจากที่เขาเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน จึงๆ ตัวเขาเองก็แปลกใจในอาการของอีกฝ่ายมาตั้งแต่ลืมตามามองเขาแล้ว ความว่างเปล่าในดวงตาที่จ้องมองเขาทำให้เขารู้สึกหวั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่านั่นคืออาการหลังฟื้นปกติธรรมดา แต่พอมาเห็นอาการต่อมาเรื่อยๆ ก็ทำให้คำตอบในใจเริ่มชัดมากขึ้น จนได้มาฟังจากปากคุณหมอเอง คำปลอบใจต่างๆ จึงถูกปัดออกไปจนเหลือแต่ความจริงที่เขาไม่อยากจะยอมรับ





“ ใช่ครับ เป็นอาการหลังฟื้นของผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง แต่ผมบอกไม่ได้ว่าความจำของคุณรักจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ผมรับปากได้ว่าไม่นานหรอกครับคุณเนตร พยายามให้เขากลับไปอยู่บรรยากาศที่คุ้นเคยสักพัก เดี๋ยวความจำเขาก็กลับมาเองครับ ”  คุณหมอเอ่ยย้ำกับเขาอีกสองสามประโยค แล้วขอตัวกลับไปทำงานต่อ เขายืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วย พยายามทำใจที่จะเผชิญความจริงตรงหน้า



ทำไมทุกอย่างมันต้องตาลปัตรแบบนี้ เขาไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนซักหน่อย แล้วทำไมเขาต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!



ความโกรธขึงบังเกิดภายในใจจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักในสถานการณ์ตอนนี้ที่เขายังไม่สามารถจับมือใครดมได้นอกจากคนร้ายที่จับได้แล้วคนนั้น ร่างสูงหลับตาแนบหน้าผากกับประตูห้องพักคนไข้เบาๆ พลันนึกถึงคนที่นอนอยู่ข้างใน แค่นึกถึงสายตาคู่นั้นที่มองเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ก็ทำให้เขาแทบหมดแรงจนไม่มีแรงจะทำอะไรแล้ว ทำไมพอเหตุการณ์เหมือนจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่สุดท้ายก็ยังต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกๆ อย่างมันแย่ลง



ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ท่านั้นมานานแค่ไหน ไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะมองเขายังไง เขาตั้งสติใหม่ พยายามให้กำลังใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็คงดีขึ้น ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีวันให้รักลืมเขาไปได้ตลอดแน่นอน เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เกิดแรงฮึดในใจที่จะกล้าเผชิญหน้าความจริงทั้งหมด มือจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไป สิ่งที่เห็นตอนนี้ก็ทำให้เขาเผยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างที่ไม่ได้เห็นมาสองสามวันนี้ ร่างคนป่วยเอนนอนคอพับไปข้างหนึ่ง ดูแล้วคงเมื่อยไม่น้อย เขาจึงปิดประตูอย่างที่สุด แล้วเดินเข้าไปประคองใบหน้าสงบนิ่งนั้นให้ตั้งตรงเป็นปกติ แล้วเอื้อมมือไปดึงรีโมตปรับเตียงนอนขึ้นมากดเอนหัวเตียงลงไปเล็กน้อยให้คนนอนได้สบายตัวขึ้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงตัวเดิม แล้วจ้องมองใบหน้านั้นอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง มือขาวเรียวหยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาคนคนหนึ่ง



“ ครับ ผมเนตรเองนะครับ ผมขอรบกวนอะไรบางอย่างได้ไหมครับ ”


















โอ้ย เบื่อจัง…



ผมบ่นในใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ตั้งแต่ผมฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุ (คนที่ชื่อแสงเขาเล่ามาแบบนี้อ่ะนะ) ก็ไม่ได้เยื้องกรายไปไหนเลยนอกจากห้องน้ำ เตียงนอน และระเบียง ผมถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านเหมือนกัน เมื่อนึกถึงคำสั่งของคนคนนั้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเหมือนเป็นบริวารของเขายังไงชอบกล



ตอนนี้ความทรงจำผมก็ยังไม่คืนกลับเต็มร้อย แต่ผมเริ่มจำอะไรได้มากขึ้น เช่น ครอบครัวของผม แต่ก็ยังจำไม่ได้มากนัก แค่รู้สึกว่าคนนี้เป็นพ่อ คนนี้เป็นแม่ คนนี้เป็นพี่สาวผมเองก็เท่านั้น ผมคุ้นหน้าคุ้นตาหลายๆ คนที่มาเยี่ยมมาก อย่างคนที่ชื่อแสง ที่มันพูดคุยกับราวกับเราสนิทกันมาเป็นชาติ เขาบอกว่าเราสนิทแนบแน่นกันมากกว่านั้นซะอีก ชวนให้ผมรู้สึกขนลุกและสงสัยว่าสนิทของเขานี่ขั้นไหนกัน แต่ทุกคนก็ไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดใจ กลับกันยังทำให้ผมใจชื้นขึ้นซะอีกที่คนมีคนคุ้นหน้าคุ้นตามาอยู่รอบๆ ตัว



แต่ตั้งแต่ที่ผมฟื้นขึ้นมาคราวนั้น ก็ผ่านมาสามวันแล้ว คนคนแรกที่ผมเห็นในวันนั้นกลับไม่มาให้ผมเห็นหน้าอีกเลย ใจห่อเหี่ยวเล็กน้อย เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป เมื่อนึกถึงสีหน้าซีดเผือดในวันนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรที่สำคัญบางอย่างที่อยู่ในความทรงจำนั้นซึ่งผมยังค้นหามันไม่เจอ ผมกระพุ้งแก้มอย่างหงุดหงิด เมื่อพยายามนึกเท่าไหร่ก็ยังจำไม่ได้ คุณหมอก็บอกผมว่ายิ่งผมพยายามมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งกดดันมากเท่านั้น เขาให้ผมพยายามอย่างพอดี ค่อยๆ เป็นๆ ไป ไม่งั้นผมนั่นแหละจะเจ็บตัว ซึ่งก็เจ็บจริงๆ ซะด้วย เพราะตอนนี้ความปวดนั้นเริ่มแผ่กระจายอย่างช้าๆ ลามไปทั่วศีรษะซะแล้วครับ เฮ้อ



ผมเท้าศอกลงอย่างเซ็งๆ บนขอบระเบียงที่กั้นสูงถึงอกผม มองไปยังวิวรอบๆ โรงพยาบาล คิดถึงเรื่องของตัวเองแต่ก็ยังจำอะไรได้ไม่มากนักนอกจากผมมีครอบครัวและเพื่อน ส่วนคุณเนตรนั้นยิ่งเข้าไปใหญ่ เจ้าตัวยังไม่ยอมเล่าอะไรให้ผมฟังเพราะผมยังไม่เห็นหน้าเขาเลยนั่นแหละ ก็เลยไม่รู้ซักทีว่าเขามีความสัมพันธ์ยังไงกับผม ถามคนอื่น แต่ละคนก็ไม่ยอมปริปากบอกอะไรซักอย่าง ทำเหมือนกับมันเป็นความลับสุดยอดอะไรประมาณนั้น



และตอนนี้ผมก็ยังออกไปไหนไม่ได้เพราะคุณเนตรคนดีคนเดิมของทุกคนนั้นสั่งผ่านแสงมาอีกทีว่าให้อยู่พักรักษาตัวในนี้ไปก่อนนั่นเอง บอกแล้วว่าผมเป็นเหมือนบริวารเขาจริงๆ เมื่อกี้แสงก็โทรมาบอกว่าเดี๋ยวจะเข้ามาเยี่ยม ให้ผมรอเขานิดหนึ่ง เพราะเขามีธุระต้องไปทำก่อน แล้วค่อยเข้ามาหาผม ผมจึงตอบรับกลับไป เพราะยังไงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว



เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ตามด้วยคุณพยาบาลที่เดินเข็นชั้นวางเครื่องอะไรไม่รู้เข้ามาตรวจอาการและวัดความดันตามปกติ ผมจึงเดินกลับเข้าไปนั่งบนเตียงอีกครั้ง คุณพยาบาลยิ้มให้เล็กน้อย บอกอาการของผมว่าปกติ หลังจากนั้นก็เดินเข็นรถคันเดิมออกไป ผมจึงกลับมานอนเปื่อยตามเดิมอีกครั้ง ก่อนจะบ่นเป็นครั้งที่ร้อยล้านในใจอีกครั้ง



เบื่อโว้ยยยยย













“ ไอรัก ตื่นโว้ย! ”  เสียงโวยวายปลุกผมให้ตื่นจากการเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ผมหันไปมองต้นเสียงก็เห็นไอแสงเดินเข้ามาพร้อมหอบอะไรมาเยอะแยะก็ไม่อาจรู้ได้ ผมขยี้ตาด้วยความงัวเงีย จากตอนแรกที่เบื่อแทบตาย ดิ้นพล่านเป็นผีบ้าอยู่บนเตียง สุดท้ายกลับมาหลับได้ยังไงผมก็จำไม่ได้





“ กูพาคนรู้จักมึงมาด้วย มึงจำได้ไหม ”  ผมมองตามไปด้วยความสลึมสลือ ชายร่างสูงที่เดินตามหลังไอแสงก็ปรากฎสู่สายตา ผมเพ่งมองอีกครั้งเพื่อให้รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่หน้ามุ่ยขัดใจอยู่แบบนั้น





“ มึงคิดว่ากูจะจำได้ไหมเนี่ย ขนาดเรื่องตัวเองกูยังจำได้ไม่หมดเลย ”  สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว ไอแสงหันขวับกลับมาอย่างตกใจ ขนาดตัวผมเองยังตกใจไม่แพ้กัน





“ มึงจำได้แล้วเหรอ! ” อีกฝ่ายรีบปรี่เข้ามาด้วยท่าทางยินดีปรีดาซะเหลือเกิน แต่พอเห็นผมส่ายหน้าเท่านั้นแหละ ยังก็หน้าม่อยหันกลับไปวางของที่มันถือมาเต็มอ้อมอกเหมือนเดิม ผมอดขำกับท่าทางเด็กๆ ของมันไม่ได้ จากนั้นจึงกลับมาให้ความสนใจกับชายอีกคนที่ยืนมองผมนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาอีกครั้ง





“ นี่ญาติกูไงมึงจำได้ไหม ”  คนที่เป็นญาติของแสงเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เตียง ไอแสงจัดของอยู่ไม่นานจึงเดิมเข้ามาสมทบ





“ จำไม่ได้อ่ะ ”  ผมตอบเสียงอ่อยเพราะกลัวเสียมารยาท เพราะดูท่าอีกฝ่ายคงอายุมากกว่า ญาติของแสงเลิกคิ้ว ท่าทางสงสัยอะไรบางอย่าง





“ อ่ะๆ ไม่เป็นไร ไม่ต้องนึกละ เดี๋ยวมึงหัวระเบิดตายไปซะก่อน ”  นั่น แช่งผมอีก “ คนนี้ชื่อแดเนียล หรือมึงเรียกเขาว่าแดนก็ได้ เขาเป็นญาติกูที่อยู่ฮ่องกง และเคยเจอมึงแล้วเมื่อหลายเดือนก่อนก่อนที่เขาจะกลับฮ่องกงไป และเคยเจอครั้งแรกเมื่อหลายปีมาแล้ว ซึ่งวันนี้ก็กลับมาอีกครั้งเพราะรู้ข่าวของมึงจึงมาหา ”  ไอแสงแนะนำคนรู้จักของมันสั้นๆ อย่างกระชับใจความ ผมหันไปจะยกมือไหว้ตามมารยาท แต่คนที่ไอแสงเพิ่งจะแนะนำตัวให้นั้นยกมือขึ้นห้าม และอมยิ้มเล็กน้อย ผมจึงวางมืออย่างเก้อๆ ส่งสายตางุนงงให้อีกฝ่าย





“ ครั้งที่แล้วเจอฉัน นายก็ไหว้แบบนี้ นายนี่มารยาทดีจริงๆ ”  เมื่อฟังคำตอบซึ่งเป็นภาษาจีนของเขาก็ทำให้ผมถึงกับบางอ้อ ไอแสงขำเสียงดังจนผมหันไปมองแรง มันถึงยอมหยุดหัวเราะ แต่ก็ไม่วายยังได้ยินเสียงที่พยายามกลั้นขำของมันอยู่ดี





“ ผมติดนิสัยนี่ครับ ” ญาติของไอแสงยังคงอมยิ้มอยู่ ด้วยความกระดากอาย ผมจึงเสไปมองที่อื่นแทนที่จะมองเขา





“ นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอตอนนี้ ”  แดนยกแขนขึ้นกอดอกเอ่ยถามผม





“ ใช่ครับ แม้กระทั่งเรื่องของตัวผมเองยังจำไม่ได้เลยครับ ”  ผมตอบอย่างเนือยๆ เบื่อหน่ายในความเชื่องช้าของสมองตัวเอง ไม่รู้เพราะผมโง่อยู่แล้วหรือเพราะอุบัติเหตุอย่างที่เขาว่ากันแน่ แดนอือออในลำคอ ทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา





“ ช่างมันเถอะ เดี๋ยวมึงก็จำได้เองแหละ กูไม่อยากเห็นเพื่อนมีอันเป็นไปซะก่อน ”  ไอแสงผู้ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศหม่นๆ รอบกายก็พูดแทรกขึ้น หมดมู๊ดดราม่ากันพอดี





“ นายนี่ก็จริงๆ เลยนะ ”  คุณแดนซึ่งผมเดาว่าเขาพอจะฟังออกบ้างส่ายหัวอย่างเอือมๆ





“ แล้วนี่เมื่อไหร่จะได้ออกจากโรง’บาล ”





“ โอ้ย ยากอ่ะแดน นี่ขนาดรักหายดีแล้วนะ เจ้ากรรม เอ้ย เจ้านายเขายังไม่ให้กระดิกตัวเลย อย่าว่าแต่ออกจากโรง’ บาลเลย เขาบอกอยากให้อยู่ในความดูแลของคุณหมอ ”  คุณเพื่อนผมสอดปากอธิบายเป็นภาษาต่างดาวแทน ไม่มานอนป่วยแทนเลยล่ะแหม รู้ทุกเรื่องอย่างกับสิงอยู่ในผิวหนังผมขนาดนี้





“ เจ้านาย? แล้วเขามาห้ามทำไมล่ะ ไม่ดีซะอีกเหรอ จะได้รีบกลับไปทำงาน ”  ชายหนุ่มตรงหน้าผมขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดผมยังงงงวยอยู่ทุกวันนี้เลย ว่าไอคุณชายบ้านั่นจะขังผมอยู่ในนี้ทำไมกัน



ว่าแต่ผมไปเรียกเขา 'ไอคุณชาย' แบบนั้นได้ยังไงกันวะ



“ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เอาจริงๆ ตั้งแต่ผมฟื้นมา ก็ยังไม่เห็นหน้าเขาเลยครับ ”  ผมรีบปัดความคิดนั้นออกไปก่อนจะเอ่ยตอบ





“ เอ้อ แปลกเหมือนกันนะ แต่ช่างเถอะ เขาคงรู้สึกผิดล่ะมั้ง แล้วนายจะเอาอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะกลับไปเอาให้ ”





“ คุณรู้เหรอว่าบ้านผมอยู่ไหน ”





“ เออว่ะ ฉันไม่รู้ ”  คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อย ยกมือขึ้นเกาหัวแก้เก้อ หัวเราะเบาๆ





“ แต่กูรู้ หึ ”  กลายเป็นไอห่าแสงตอบขึ้นมาด้วยความมั่นใจแทน แสดงว่ามันสิงอยู่ในผิวหนังผมจริงๆ สินะ ไอเพื่อนตัวดีดันยิ้มกรุ่มกริ่มพเยิดหน้ามาทางผมแทน





“ มึง เอ่อ มองงี้หมายความว่าไง ”  ผมเผลอหลุดพูดคำหยาบออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจอีกแล้ว





“ มึงพูดกับกูอย่างที่สัญชาตญาณมึงให้พูดเถอะ พูดเพราะกับกูแล้วกูขนลุก ”





“ โอเค มีอะไรที่กูควรรู้เกี่ยวกับสายตาที่มึงมองกูเมื่อกี้ไหม ”





“ เพราะกูดันรู้ความลับมึงน่ะสิ ”





“ หา ความลับอะไรวะ ”  เรื่องราวบ้าบออะไรผมยังจำไม่ได้เลย จะไปมีความลับอะไรที่ไหนอีกวะ





“ หึๆ รับรองมึงช็อคแน่นวล ” เจ้าตัวว่าขณะที่ผมยังงงเป็นไก่ตาแตก ก่อนจะหันไปหาญาติตัวเองแล้วยิ้มให้อย่างที่สามารถจินตนาการได้ว่า



น่าขนลุกเบาๆ



“ นายเป็นอะไรนักหนาวะไอแสง มีอะไรก็พูดมาสิ ” กลายเป็นญาติของมันแทนที่ระอาในท่าทางยึกยักของมัน ไอแสงหันมาทางผมนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดภาษาเอเลี่ยนใส่กัน ผมที่ฟังไม่รู้เรื่องจึงได้แต่กอดอกเสหันไปทางหน้าต่าง ถอนหายใจอย่างอึดอัดที่สมองตัวเองว่างเปล่าเหลือเกิน เสียงกระซิบกระซาบยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่อยู่ในหัวผมตอนนี้คือใบหน้าของชายคนนั้น ชื่อเนตร สินะ ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในตัวผม แต่ก็ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เหมือนดีใจ ห่วงหา คิดถึง ทุกอย่างตีรวนปรวนเปรไปหมด สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยบอกใคร เพราะยังไม่แน่ใจกับมันมากนัก แต่ผมมั่นใจได้ว่ากับเขาคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน



“ชู่วว ) **^&^%#$%#%^&^&^* ( ”  ผมได้ยินไอแสงเอ็ดคุณแดเนียลให้เบาเสียงลง ก่อนจะกระซิบกระซาบกันต่อ น่ารำคาญจริงๆ เลยโว้ย ไอญาติคู่นี้





“ อะแฮ่ม ถ้าจะกระซิบกระซาบกันต่อไปแบบนี้ เชิญกลับไปได้เลยนะครับ ”  เมื่อผมพูดลอยๆ และแน่ใจว่าทั้งสองได้ยินแน่ๆ เพราะเสียงกระซิบเงียบลง พร้อมกับใบหน้าของทั้งสองหันมามองผม





“ เอ่อ ฉันขอโทษๆ พอดีไม่ได้กลับมาหาไอแสงนานเลยมีเรื่องคุยกันนิดหน่อย ”  สีหน้าของคนพูดกระอักกระอ่วนใจ ไม่รู้เพราะไปรู้อะไรมาหรือเพราะผมหงุดหงิดใส่กันแน่





“ โห่ ไม่สนุกเลย มึงอ่ะ ขัดอารมณ์พวกกูหมด ” ส่วนไอตัวต้นเหตุยังคงบ่นกระปอดกระแปด แถมโบ้ยความผิดใส่ผมอีก อีเวร





“ เออๆ มาเยี่ยมกูก็ต้องอยู่คุยกับกูสิ ไม่ใช่หนีไปกระซิบอะไรกันอยู่สองคน ”





“ ก็เรื่องมึงนั่นแหละ กูเล่าให้แดนฟังหมดเลย ”





“ เรื่องอะไรวะ ”





“ ก็เรื่องงานมึง เจ้านายมึง เรื่องอุบัติเหตุตั้งแต่ก่อนหน้านี้จนกระทั่งล่าสุด แถมจะ…พูดแล้วเขินแทน ”  ผู้ชายร่างควายถึกมาทำท่ากระมวดกระเมียดนี่มันเสนียดลูกตาจริงๆ เมื่อก่อนกูไปคบมันได้ยังไงวะเนี่ย ถามจริง





“ อย่าลีลา กูขนลุก แล้วก็อะไรอีก ”





“ ก็เรื่องที่มึงกับเจ้านายมึง….นั่นอ่ะ ” ผมนั่งฟังงงเป็นไก่ตาแตก ผมกับคุณเนตร? มีอะไรวะงง





“ นายก็บอกเขาไปซักทีสิ ไม่เห็นเหรอว่าเขางงขนาดนั้นอ่ะ ” คุณแดเนียลพูดอย่างระอาใจ เมื่อเห็นบทสนทนาดูจะวกไปวนมาไม่จบไม่สิ้น





“ มึงกับเขาย้ายมาอยู่กินด้วยกันไง ”



อยู่กิน



อยู่กิน…



อยู่กิน?



เฮ้ย! อย่าบอกนะว่า…



“ ใช่แล้วเพื่อนรัก มึงแอบซุกฟอแฟนไว้ไม่บอกเลยนะครับ แถมโปรไฟล์หรูเริ่ดขนาดนี้ นี่มันคางคกขึ้นวอชัดๆ ”  ผมอ้าปากค้าง เมื่อเพื่อนสนิทของผมพูดในสิ่งที่ผมคิดขึ้นมาทันที แต่ประโยคสุดท้ายนี่มันทะแม่งๆ นะ





“ มึง…ล้อกูเล่นรึเปล่า ”





“ กูจะล้อมึงทำไมล่ะ ก็มึงเคยบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามึงโดนไล่ออกจากคอนโด แถมตอนมึงเล่าให้กูฟังยังอ้อมไปดาวอังคารอีก ดูมีพิรุธชิบหาย มิน่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ”  โอ้ มาย นี่ผมเป็นเกย์งั้นรึ ผมลูบหน้าลูบตาตัวเองอีกครั้ง แถมยังมองมือตัวเองอย่างกับคนไม่รู้จักตัวเองเลยจริงๆ ในเมื่อผมจำอะไรไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองซักอย่าง แถมยังมารู้ความจริงสะท้านโลกแบบนี้อีก ช็อคครับ บอกตรงๆ





“ ไง ช็อคเลยสิ แดนยังตกใจเลยตอนรู้ความจริง แต่ยังตกใจไม่เท่ามึงอ่ะ ” แสงหัวเราะเบิกบานใจ มึงไม่ได้รู้เลยใช่ไหมว่ากูเครียดดด





“ แล้วมึงรู้ได้ไงวะ ”





“ ก็จะใครซะอีกอ่ะ เจ้านายมึง เอ๊ะ หรือเรียกแฟนมึงดี เขาบอกกูมาอ่ะ ตอนที่เขาวานให้กูไปหยิบข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของมึงนิดหน่อยมาไว้ที่โรงพยาบาล กูช็อคกว่ามึงอีกตอนนั้น ” เจ้าตัวเอ่ยพลางยักไหล่ แล้วพูดต่อ “ พอกูไปถึงเท่านั้นแหละ โอ้โห เริศหรูอลังการ ห้องใหญ่ชิบหาย จนกูอยากเปลี่ยนใจเป็นเกย์บ้างเลย เผื่อเขาจะสนใจกูมากกว่า ” เท้าผมกระตุกโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไอตัวปัญหาคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จึงผละตัวออกอย่างจากเตียง



“ เดี๋ยวกูถีบ ”





“ โถ ขนาดจำอะไม่ได้ยังทำหวง กูไม่ทิ้งน้องเกลกูไปหาเจ้านายมึงหรอกนะ แหม ”  น้องเกลนี่มันแฟนของมันเหรอวะ





“ แล้วเขาได้บอกไหมว่าไปไหน ”  ผมนึกขึ้นได้ว่าตัวเองคาใจเกี่ยวกับคนที่ชื่อเนตรคนนี้จึงถามออกไป





“ เขาไม่ได้บอกชัดเจนอ่ะ บอกแค่ว่ามีเรื่องต้องให้ไปจัดการ น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุของมึงหรือเปล่า เขาเลยวานกูให้กูมาเฝ้ามึงแทน ”





“ อย่างนั้นเหรอ ”





“ ดูแฟนมึงห่วงมึงมากเลยเนอะ กิ๊วๆ ”  เพื่อนผมทำเสียงล้อเลียนเมื่อพูดถึงคุณเนตร





“ กิ๊วพ่อง ”  แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจจากอีกฝ่ายแทน เวรเถอะ…




โปรดติดตามตอนต่อไป

งือออออ น้องรักกก พี่ขอโทษน้าาาา ทนๆปัญญาอ่อนไปก่อนซักตอนสองตอนนะจ้าาา
 :hao7:

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. อย่าลอกงานเขียนน้า เพราะกว่าจะคิดพล็อตขึ้นมาได้ หัวแทบระเบิดเป็นโกโกครั้นช์บดละเอียด

เพราะฉะนั้นสงสารหนูโด้ยข่า


ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 24
" ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า "





“ ทำแบบนี้จะดีหรือเนตร ” เสียงทุ้มหนักแน่นแต่บัดนี้น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจของชายวัยกลางคนซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบเอ่ยขึ้น



“ ผมคิดดีแล้วครับ ถ้ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา อย่างน้อยผมก็สามารถมั่นใจว่าจะไม่กระทบคนรอบข้าง ” ร่างสูงซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม สีหน้าแสดงความเด็ดเดี่ยวตั้งใจ เขาคิดตกมาหลายวันแล้ว ตั้งแต่บอดี้การ์ดของเขาประสบเหตุจนทำให้ตอนนี้สูญเสียความทรงจำไปชั่วคราว แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เขาแทบล้มทั้งยืน เมื่อคิดถึงสายตาอันว่างเปล่าไร้ความรู้สึกเดิมๆ ต่อเขาเหมือนเมื่อก่อน ในใจพลันเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งกว่าตอนที่เขาเลิกกับวรรณซะอีก จนทำให้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ครั้งนี้เขาจะทำให้เด็ดขาด และจะให้มันจบลงให้ได้ ถึงแม้ว่าตัวเองจะเจ็บก็ตาม



“ แต่อย่างน้อยปรึกษาพ่อก่อนดีหรือเปล่า อากลัวว่าท่านจะตกใจเมื่อทราบเรื่อง ”



“ ผมยังไม่อยากทำให้ท่านกังวลครับอาชัช ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นไปอย่างเงียบที่สุด คนที่ผมไว้ใจที่สุดที่สามารถรู้เรื่องได้ก็คงเป็นอาครับ ” เขาเลือกที่จะเอ่ยตรงๆ กับอาชัช หรือชัชวาล ผู้กำกับซึ่งเป็นเพื่อนคนสนิทของพ่อเขา เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาก็ได้คนคนนี้แหละที่ดูแล ทั้งให้คนของเขามาช่วยเคลียร์ปัญหาอย่างตอนที่เขาถูกปองร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ก็เป็นคนของอาชัชเป็นคนช่วยดูแลคดีให้ ถึงแม้จะจับตัวคนร้ายไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีความคืบหน้า จึงทำให้เขากล้าที่จะปรึกษาการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้



ชัชวาลถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้พูดแย้งอะไรออกมา เขามองตรงไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เนตรก็เป็นเหมือนหลานของเขา เห็นมาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก เขากับบิดาของเนตรเป็นเพื่อนที่คบกันมานาน ถึงแม้จะเลือกเส้นทางชีวิตคนละทางก็ยังไม่ทิ้งกันไปไหน จนต่างฝ่ายต่างมีครอบครัว มีลูกมีหลาน ก็ยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่นี้เอง



ดูท่าคงไม่มีทางเปลี่ยนใจง่ายๆ



ใครๆ ต่างบอกว่าเนตรเหมือนชลธาร ผู้เป็นมารดา ทั้งหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก ความสุภาพน้อบน้อมต่างๆ แต่เขากลับมองว่าเหมือนบิดามากกว่า ด้วยนิสัยที่ดื้อเงียบ ความมุ่งมั่นเด็ดขาด เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ถอดแบบกันมาเลย ด้วยความที่เขารู้จักบิดาของเนตรมานาน มีหรือจะดูไม่ออก



“ ในเมื่อเนตรตัดสินใจแล้ว อาก็จะไม่ถามอะไรแล้วล่ะ แต่อาขอให้เนตรระวังตัวให้มาก ยิ่งเราไม่มีใครมาคอยตามคุ้มกันแล้ว จะประสบเหตุเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงแม้จะมีคนของอาคอยตรวจตราก็ตาม ” เขาย้ำกับผู้เป็นหลานของเขาด้วยความห่วงใย เนตรเพียงพยักหน้าให้เท่านั้น แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เห็นได้ชัดว่าเขาก็เครียดและกังวลเช่นเดียวกัน แต่คงไม่เปลี่ยนใจแน่นอน เขาจ้องมองใบหน้าของหลานอีกครั้ง สงสัยคงต้องเพิ่มกำลังตรวจตราอีก เขาถึงจะวางใจ



“ ขอบคุณมากครับอา บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมเลยครับ ” เนตรเอ่ยเสียงหนักแน่น



“ บุญคุณอะไรกัน ไม่ต้องหรอก เนตรก็เหมือนลูกเหมือนหลาน แถมพ่อเนตรก็เป็นเพื่อนอา อาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว ” ผู้เป็นอาพูดปัดเสียงขบขับ แต่ไหนแต่ไรหลานคนนี้ก็นิสัยแบบนี้ จริงจัง มั่นคง มุ่งมั่น พลางคิดถึงลูกชายตัวเอง หากลูกของเขาหนักแน่นเหมือนคนตรงหน้านี่จะดีขนาดไหนกันนะ…









ร่างสูงเดินมาตามทางที่มุ่งไปสู่ห้องพักฟื้นของคนสำคัญ ในใจพลันคิดไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองคิดจะกระทำ เขาเริ่มจับทิศทางการทำร้ายของคนร้ายได้แล้ว ส่วนใหญ่นั้นจะมุ่งมาทางเขาซะมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ในที่ประชุมของบริษัทก็ไม่ได้มีพิรุธในเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเขาเลยซักนิด รวมถึงพ่อของวรรณด้วยเช่นกัน ที่ตั้งแต่รู้เรื่องก็รีบติดต่อหาพ่อของเขาทันที ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ไม่มีใครเผยท่าทางอะไรออกมาเลยทั้งๆ ที่รู้ว่าเขารอด แล้วจะเป็นใครกันที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้? แต่เขาก็ยังไม่แน่ไม่นอน ยังไม่ปักใจว่าคนในที่ประชุมนั้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยังไงก็ตามเขายังคงต้องทำตามแผนในใจของเขาต่อไป



เขามั่นใจว่าคนร้ายจะต้องมีส่วนพัวพันกับตัวเขาแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงมุ่งร้ายไปทางครอบครัวของเขาแล้ว เพียงแต่เขายังนึกไม่ออกว่าเขาเคยไปทำอะไรใครให้เจ็บแค้นฝังใจหรือขัดแข้งขัดขาใครจนก่อเหตุเลวร้ายถึงชีวิตแบบนี้ได้ หากไม่นับเรื่องว่าที่ตำแหน่งประธานคนต่อไป เขาก็นึกถึงต้นเหตุไม่ออกแล้วจริงๆ



เขาถอนหายใจหนักๆ พลางเสยผมอย่างหงุดหงิด รีบอยากจะให้มันมาก่อเหตุอีกครั้งจนทนไม่ไหว เพราะครั้งนี้เขาจะไม่พลาดอย่างแน่นอน ต้องจับให้ได้เท่านั้น หากพลาดพลั้งนั่นหมายความว่าชีวิตของเขาคง…



ใบหน้าของคนสำคัญปรากฏในความนึกคิดทันที เขาไม่ปรารถนาจะให้ใครมาเสียใจกับตัวเขาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเขา หรือรักก็ตาม เขาจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้



เมื่อหมายมั่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาก็เดินมาถึงจุดหมายพอดี เขาพยักหน้าเบาๆ กับชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนของอาชัช มาคอยดูแลรักให้กับเขา เมื่อส่องเข้าไปในตัวห้องผ่านกระจกใสขนาดเล็กหน้าประตู ในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงไฟตรงข้างเตียงเท่านั้นที่เปิดอยู่ เขายกมือบิดประตูเปิดเข้าไปอย่างแผ่วเบา ไม่อยากรบกวนคนที่หลับสนิท หายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียง พักนี้ที่เขากักตัวรักไว้ในห้องนี้ก็เพื่อมั่นใจว่าคนร้ายจะไม่เข้าไปทำร้ายรักอีก เขาตั้งใจกันรักให้ห่างจากตัวเขาที่เป็นตัวล่อชั้นดี ดึงคนร้ายให้ออกมาก่อเหตุอีกยามที่ไม่มีคนคอยตามติด ถึงแม้จะมีคนดูแลของอาชัชตามอยู่ห่างๆ แต่ก็เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่มองผิวเผินก็กลืนไปกับคนทั่วไปดาษดื่น ไม่เป็นที่สะดุดตา หากว่าเกิดอะไรกับเขาก็สามารถเข้ามาช่วยได้ทัน



หลายวันมานี้ตั้งแต่เกิดเหตุก็ผ่านมาห้าวันแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างยังคงปกติ คุณดาราลักษณ์ เลขาของพ่อเขาและเลขาคนใหม่มาช่วยแบ่งเบางานของเขาแทนรักให้ชั่วคราว จึงไม่เป็นปัญหามากนักเมื่อรักไม่อยู่ เขาจงใจเข้ามาในห้องพักฟื้นในยามดึกเท่านั้น เพื่อให้รักได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ให้พะวงกับเรื่องอื่นเรื่องใด ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็คือการที่รักยังจำอะไรไม่ได้ เขาจึงให้เพื่อนของรักที่ชื่อแสงคอยมาเฝ้าและเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และข่าวที่น่ายินดีคือ รักพูดกับแสงอย่างที่ยามปกติพูดได้ ถึงแม้จะเป็นไปอย่างไม่รู้ตัว แต่นั่นก็คือสัญญาณที่ดีมากแล้วในยามนี้



นอกจากแสงแล้วก็มีครอบครัวของรักที่ผลัดกันมาเยี่ยมเยียน มาพูดคุยเพื่อให้คุ้นเคยในเร็ววัน แต่กับเขานั้น…เขายอมรับจริงๆ ว่ากลัว



กลัวว่าในนัยน์ตาคู่นั้นมันจะไม่มีที่ของเขาอีกต่อไป กลัวว่าความทรงจำที่มีค่าของรักจะไม่มีเรื่องราวระหว่างเรา



ผมยิ้มขำตัวเอง เมื่อก่อนมั่นใจตัวเองนักหนา ปัญหาใหญ่โตมากมายที่เคยฟันฝ่า กลับมากลัวกับเรื่องที่ในชีวิตนี้ไม่เคยแม้แต่จะคาดคิด…เรื่องที่มือทั้งสองของเขาควบคุมไม่ได้



ดังนั้นทุกคืนเมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้ว เขาจึงเข้ามาเงียบๆ มองใบหน้าที่แสนจะคิดถึงและห่วงหา รักยังคงเหมือนเดิม นอกจากรอยฟกช้ำที่มีอยู่จางประปรายแล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…ใบหน้าธรรมดาๆ แต่กลับทำให้เขาทั้งรักทั้งชัง นี่เขาเป็นหนักขนาดนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ



เขายกมือขึ้นลูบแก้มของคนหลับสนิทเบาๆ ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้า รักเป็นคนติดหมอนข้าง เรื่องนี้เขารู้ จึงให้เพื่อนของรักนำมันมาให้ตั้งแต่วันแรก เพื่อจะได้นอนสบายขึ้น และก็อย่างที่เห็น หลับอุตุขนาดที่เขาเข้ามานั่งแล้วก็ยังไม่รู้ตัว รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก มือยังคงลูบอยู่ที่เดิม เขาชอบความสบายใจที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ เมื่อยามที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เข้ามาสอดแทรกความสุขของเขาตอนนี้ได้



เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขามานั่งอยู่ตรงนี้มาได้กว่าสองชั่วโมงแล้ว มองจนคิดว่ามีกำลังใจมากพอไปจัดการเรื่องที่ยังค้างคาต่อ เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้น และมองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกจากห้อง แต่ก็ต้องชะงักกับเสียงเบาๆ เสียงหนึ่ง เขาหันกลับมาเงี่ยหูฟัง ต้นตอมาจากคนที่เขามั่นใจว่ายังหลับอยู่ แต่สิ่งที่ออกจากปากของอีกฝ่าย กลับทำให้เขาตะลึง เขาก้มลงไปฟังอีกครั้ง



“ ….ไอคุณชาย…หายไป…อย่าไปนะ… ”  คิ้วได้รูปขมวดเล็กน้อย เหมือนมีเรื่องอะไรขัดใจอยู่ในความฝัน แต่คงยังละเมอออกมาเป็นประโยคเดิม แต่คนฟังนั้นกลับใจเต้นรัว ‘ไอคุณชาย’ ที่เจ้าตัวละเมอออกมาน่าจะเป็นตัวเขาหรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นก็คงเป็นเรื่องราวดีๆ ของวันที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจิตใต้สำนึกรักคงยังไม่ลืมเขา เขายิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ก้มหน้าลงไปแนบกับมือของคนละเมออย่างแผ่วเบา หลับตาซึมซับพลังงานบางอย่างที่ทำให้ใจเขากลับมาเต้นอย่างมั่นคงอีกครั้ง



เมื่อกำลังใจเต็มเปี่ยมแล้ว เขาจึงตัดสินใจหยิบกระดาษและปากกาเขียนข้อความหนึ่งลงไป เมื่อคนหลับตื่นมาได้อ่านแล้วไม่รู้ว่าจะรู้ถึงสิ่งที่เขาสื่อไหม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากจะเขียนให้เจ้าตัวอ่าน เมื่อไม่อาจได้พบหน้า แต่ขอให้รักได้รับรู้ว่าตัวเขาไม่ได้ไปไหนไกล



ยังอยู่ใกล้ตัวเขาเสมอมา และจะตลอดไป…









“ รักจ้าาาา ตื่นยังงง ” เสียงโวยวายอันเป็นเอกลักษณ์ดังมาทางประตู ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าใครมา ไอแสงอาทิตย์ดับนั่นเอง จะใครกันล่ะ



“ หนวกหูน่า นี่มันโรง’ บาลนะโว้ย ” ผมบ่นเสียงกระปอดกระแปด แต่คนถูกบ่นก็ยังทำลอยหน้าลอยตาเหมือนประโยคเมื่อครู่ไม่ได้ออกมาจากปากผม



“ วันนี้กระผมหิ้วขนมหวานของเอ็งมาฝากด้วย แต่ไม่ได้ซื้อมาเองนะ มีคนฝากมาให้น่ะ หิ้วว ” แล้วมันก็พูดงุ้งงิ้งอะไรของมันไม่รู้คนเดียว ผมกรอกตาอย่างละอาใจ นี่ผมในช่วงที่จำไม่ได้ไปจับมันมาทำเพื่อนได้ยังไง ส่วนคุณแดนที่จู่ๆ มาหาเมื่อวาน จากที่เผาผมจนหนำใจกันแล้ว ไอแสงก็พาไปส่งสนามบินเพื่อบินกลับประเทศในเย็นวันนั้นเลย มันทำให้ผมรู้สึกอเมซิ่งมากว่า คนรายล้อมรอบตัวผมนี่มันเก็บเงินได้ตามพื้นถนนหรือไร ทำไมพวกเขาถึงรวยกันขนาดนี้!



“ มึงไม่อยากรู้เหรอว่าใครฝากมา ”



“ แล้วใครล่ะ ” ผมหันไปหยิบรีโมตทีวีมาเปลี่ยนช่อง อยู่มาห้าหกวัน ผมคงทำให้เรตติ้งของช่องต่างๆ พุ่งกระฉูดไปหมดแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย



“ ช่วยตื่นเต้นกับกูจะได้ไหมวะ ไม่สนุกเลย โธ่ ” แต่เมื่อไอคนบ่นเห็นผมมองตาเขม็ง จึงเลิกเล่นตัว เดินเอาขนมที่ใส่อยู่ในกล่องมาให้ผมดู ผมรับมันมาดู เป็นกล่องขนาดกลางที่มีรูปโลโก้ของร้านที่ผมก็ไม่รู้จักอยู่ดี ตัวกล่องหนักนิดหน่อย พอเปิดกล่องขึ้นมาดูผมก็ตาวาวขึ้นมาทันที ถึงผมจะสมองเสื่อม แต่เรื่องแบบนี้ผมก็ไม่สามารถลืมได้ลงนะ แต่เหมือนผมคุ้นๆ กับสิ่งของตรงหน้านี้อีกแล้ว



“ ตาเป็นประกายเลยนะมึง นี่คนฝากมาเขาอุตส่าห์ไปซื้อเองถึงที่เลยนะ ” คำว่า ‘คนฝาก’ ถูกพูดขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ผมจึงสะดุดใจมากขึ้น



“ ใครฝากมากล่ะ มึงก็บอกมาซักทีสิ ลีลาซะจริง ”



“ ก็จะใครซะล่ะ เจ้านายมึงไง ” ผมหันขวับไปหาคนพูดทันที เจ้านายนี่คือคุณเนตรที่ไอแสงเคยเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน แล้วก็เป็นคนที่ทำให้ผมไม่สามารถเยื่องกรายออกจากห้องสี่เหลี่ยมที่แสนจะน่าเบื่อนี่ด้วย ถึงแม้มันจะกว้างกว่าห้องนอนผม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยากอยู่ซะหน่อย



“ เขา…มาหากูบ้างหรือเปล่า ” อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมถามออกไป โดยที่ผมไม่รู้ตัวอีกแล้ว หัวใจที่เต้นปกติกลับเต้นเร็วขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนผมคาดหวังอะไรบางอย่างที่ตัวผมก็บอกไม่ถูก



“ มาครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเขาก็ยุ่งๆ เรื่องของเขา รวมถึงตัวการที่ทำให้มึงบาดเจ็บด้วย เลยไม่ได้มา แต่ก็เป็นคนให้กูดูแลจัดการเรื่องของมึงทุกอย่างเลย ”  ไม่ค่อยอะไรหรอกนะก็แค่ใจแฟบลงไปนิดหนึ่ง



“ แหม ห่อเหี่ยวทันทีเลยนะมึง นี่ขนาดสมองยังจำไม่ได้นะ ”  ไอแสงเพื่อนเวรก็คงยังแซะไม่เลิกไม่รา



“ พูดอะไรของมึง กูก็แค่ง่วง ” ผมยกกล่อง ‘ฮันนี่สตรอเบอร์รี่ครีมชีสโทสต์’ อ่านไม่ผิดหรอกครับ ตามนั้นแหละ ให้แสงไปใส่จาน คนบ้าอะไรสั่งเมนูนี้มาให้คนป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลกัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ไม่สามารถปฏิเสธความหอมเย้ายวนของมันได้จริงๆ รออยู่สักพักมันก็เลื่อนโต๊ะกินข้าวที่วางขนมหวานมาอยู่ตรงหน้าผม



“ อ่ะ คุณชาย กระผมนำขนมหวานมาเสิร์ฟให้แล้วครับ ” ผมหันมาสนใจขนมต่อ ยกช้อนขึ้นตักกิน ก่อนที่ความรู้สึกอันคุ้นเคยมาอย่างจะแวบเข้ามาในหัวของผม ผมนั่งนิ่งไม่ไหวติง จนไอแสงหันมาทัก



“ เป็นอะไร เขาวางยาให้มึงเหรอ หน้าเหยแกขนาดนั้น ” ผมหันไปมองหน้ามัน แล้วรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ ก่อนที่ดวงตาผมจะมองภาพข้างหน้าไม่ค่อยชัดเพราะน้ำใสๆ ที่คลออยู่ในดวงตา ไอแสงตกใจรีบเดินจนแทบจะกระโดดมานั่งข้างๆ เตียงของผม พลางถามไม่หยุดปากว่าเป็นอะไร ผมส่ายหน้าให้คำตอบมัน เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองเป็นอะไร ทั้งๆ ที่มันก็อร่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้ผมน้ำตาไหลได้ขนาดนั้น รู้สึกในอกเกิดความตื้นตันแปลกๆ ที่บอกไม่ถูกอีกแล้ว เหมือนได้ลิ้มรสชาติที่คุ้นเคยและก็มีคนนั่งอยู่ตรงหน้าผม พร้อมกับมองหน้าผมด้วยสายตาที่ออกจะดุๆ แต่ผมไม่รู้ว่าอะไรเพราะอะไร ในหัวผมมันเลือนรางเหลือเกิน เกิดเป็นความเสียดแปลกๆ ในอก



“ กู…เหมือนเห็นภาพอะไรไม่รู้ในหัวว่ะ ” ผมพูดเสียงเครือๆ ออกไป



“ เหมือนกูกินอันนี้อ่ะ แล้วมีคนนั่งอยู่ตรงข้ามกู แต่กูนึกไม่ออกว่า…ใคร ” ผมพูดกระท่อนกระแท่นเพราะเริ่มจะสะอื้น มือของแสงลูบหลังผมเบาๆ เชิงปลอบ



“ กูนึกไม่ออก มันเลยทำให้กูเศร้าแบบนี้ กู…ไม่รู้ว่ากูพลาดอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า ”



“ มึงใจเย็นๆ กูรู้ว่ามึงอยู่ในสภาวะนี้มันก็จะต้องเครียดเป็นธรรมดา แต่มึงต้องรู้ไว้ว่ายิ่งมึงกดดันตัวเอง มึงก็จะยิ่งแย่ยะเว้ย ”



“ กูรู้ แต่บางทีมันแวบขึ้นมาในหัว แต่กูก็ยังอยู่แบบนี้เหมือนเดิม จำอะไรไม่ได้ซักที กูอึดอัด ” ผมยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ผมรู้ว่าผมทำให้คนรอบข้างเป็นห่วง แต่มันก็หยุดไม่ได้จริงๆ เหมือนทำนบน้ำตามันแตกออกมาหลังจากที่ผมเก็บกดมันไว้ข้างใน ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่พอมาวันนี้ แค่นึกถึงความทรงจำบางอย่างได้ แม้จะเลือนราง แต่มันก็มีผลต่อความรู้สึกของผมอย่างมาก



“ เฮ้อ มึงนี่น้า ตั้งแต่ฟื้นมากูก็ยังแปลกใจว่ามึงไม่กลัวอะไรเลยเหรอ แต่พอเห็นมึงตอนนี้แล้วกูกลับเป็นห่วงกว่าจริงๆ มีอะไรก็พูดออกมาบ้างเถอะ อย่าเก็บไว้เลย ถ้ามึงอยากเจอหน้าเจ้านายมึง เดี๋ยวกูบอกเขาให้เอาไหม ” คำว่าเจ้านายที่ออกจากปากอีกฝ่ายทำให้ผมนึกถึงใบหน้าซีดเผือดตอนผมฟื้นขึ้นมาครั้งแรก น้ำตากลับยิ่งไหลมากกว่าเดิม



“ กู…บอกไม่ถูก กู… ”



“ มึงคิดถึงเขาใช่ไหม ร้องไห้ขนาดนี้ ” ผมชะงักนิ่งมองหน้าแสงผ่านม่านน้ำตา ใจเต้นตึกตักเป็นตัวยืนยันที่ดีที่ว่าผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ฟังอยู่ ผมพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับร้องไห้หนักกว่าเดิม



“ เอาล่ะๆ ไม่ต้องร้องแล้ว เดี๋ยวกูไปบอกเขาให้แล้วกัน เลิกๆ โทตส์จะแฉะเพราะน้ำตามึงอยู่แล้วโว้ย ”



“ ก็มันหยุดไม่ได้นี่หว่า ฮืออ ”



“ มึงนี่แม่ง เด็กน้อยจริงๆ พอๆ อ่ะ ทิชชู่ ” ไอแสงยื่นกระดาษทิชชู่จากกล่องที่สกรีนเป็นรูปโลโก้โรงพยาบาลมาให้ผม เช็ดหน้าไปพลางสูดน้ำมูกไป หน้าตาเปื้อนน้ำตาไปหมด สะอื้นฮึกฮักเพราะร้องไห้หนักเกินไป ผมพยายามหยุดร้องไห้ จนกระดาษทิชชู่ใกล้หมดกล่องผมถึงหยุดได้ในที่สุด



“มีมึงเป็นล้านคนในโลก ต้นไม้คงหมดโลก ใช้ทิชชู่เปลืองจริงๆ ไอห่า” ผมเหลือบตาที่ยังแดงก่ำจากการร้องไห้ไปมองค้อนเพื่อนสนิท ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำโดยมีไอแสงเดินพยุงตามไป



“ เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำหวานให้มึงด้วยละกัน เผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น เดี๋ยวกูมา ” คนพูดพูดจบก็ผละออกไป ผมโบกมือส่งสัญญาณบอกให้ไปเลยโดยที่ยังก้มลงล้างหน้าอยู่ สักพักผมก็ได้ยินเสียงประตู ก่อนที่ในห้องจะเงียบลงมีแต่เสียงโทรทัศน์ ผมเช็ดหน้าเช็ดตาเสร็จจึงเดินกลับมานั่งเหม่อต่อที่เตียง สักพักผมก็หันไปที่โต๊ะหัวเตียงเพื่อจะหยิบน้ำรินใส่แก้ว และสายตาผมก็ไปสะดุดที่โพสอิทสีกลืนไปกับโต๊ะแผ่นหนึ่ง ผมวางเหยือกน้ำแล้วมาดึงแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน



ข้อความหนึ่งถูกเขียนด้วยลายมือระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกถึงความตั้งใจเขียน ผมอ่านข้อความนั้นจนไปถึงข้อความสุดท้าย และชื่อที่ลงกำกับอยู่ท้ายสุด ก็ทำให้ผมนิ่งงันไปอีกครั้ง น้ำตาที่เพิ่งจะหยุดไปได้สักพัก ก็พลันไหลลงมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความดีใจ ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ถ้าแลดูก็คงเหมือนคนบ้าเบาๆ แต่ตอนนี้ผมกลับไม่สนใจแล้วจริงๆ






“ เฮ้ย ไอห่ารัก มึงร้องไห้อีกแล้วเหรออ แล้วนั่น ยิ้มด้วย เพื่อนกูววว กลับมาก่อนน อย่าเพิ่งบ้านะโว้ย ” ไอแสงที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมแก้วน้ำที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นโกโก้เย็น รีบวางลงที่โต๊ะกินข้าว ก่อนจะหันมาเขย่าตัวผมแล้วโวยวาย



“ โอ้ย กูเจ็บโว้ย เลิกเขย่า ”



“ มึงบ้าไปแล้วใช่ไหม โธ่ เพื่อนกู ไม่น่าเลย ” มันพูดพร้อมกอดผมหน้าแนบกับนมมัน ผมขืนตัวอย่างแรงจนมันปล่อยผมออกจากอ้อมกอด แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมองผมด้วยสายตาที่มั่นใจว่าผมจะต้องสติหลุดไปแล้วแน่นอน



“ กูไม่ได้บ้า ไอฟาย หน้ากูเจ็บไปหมดแล้วเนี่ย ” ผมลูบหน้าด้วยความเจ็บ มองหน้ามันอย่างเคืองๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นคือมันก็ยังคลางแคลงใจในความสติหลุดของผมอยู่ ผมจึงเอาข้อความที่ผมเห็นเมื่อครู่แปะไว้ที่หน้าผากมันด้วยความหมั่นไส้ เพื่อให้มันอ่านดู



“ โอ้แม่เจ้าโว้ย! นี่มันคำขอแต่งงานหรือเปล่า! ” เมื่อมันอ่านจบตาโตๆ ของมันก็ยิ่งโตเข้าไปอีกหลายเท่า มันทำหน้าตกใจที่มากเกินจำเป็นหันมาทางผม ไอผมก็เขินสิครับ โธ่! ผมจึงเสหน้าไปมองหน้าจอทีวีที่ถูกปล่อยให้เปิดค้างไว้มานานนม



“ ไอเหี้ยรัก มึงกับเขาจริงจังกันขนาดนี้แล้วเรอะ ”



“ กูจะรู้ไหมวะเนี่ย มึงไปถามเขาสิ มาถามกูที่ยังปัญญาอ่อนอยู่แบบนี้อ่ะนะ ”



“ เหี้ย กูยังอึ้ง เกิดมายังไม่เคยมีใครเขียนโน้ตให้กูขนาดนี้เลยนะ ฮือ รัก กูอยากจะร้องไห้แทนมึงจริงๆ ” พูดจบมันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้จริงๆ นี่สรุปแล้วมันดีใจหรือเสียใจกันแน่วะเนี่ย



“ กูตัดสินใจแล้วว่ากูจะเผชิญหน้ากับเขา มึงไปบอกเขาด้วยนะ ว่ามาเจอกูหน่อย ”



“ กูไม่รู้เขาจะว่างมาเจอมึงหรือเปล่านะ เพราะเขาดูยุ่งจริงๆ น่าจะต้องจัดการเรื่องคดีอ่ะ แถมยังมีงานที่บริษัทของเขาอีก ”



“ ไม่เป็นไร ตราบใดที่กูยังออกจากโรง’ บาลไม่ได้ กูก็ต้องได้เจอเขาก่อน ” ผมพูดอย่างหมายมั่นในบางสิ่งที่ผมตัดสินใจแล้ว แม้จะมีอุปสรรคเรื่องความทรงจำ แต่ผมก็จะฝ่าฟันมันไปให้ได้ เพราะจิตใต้สำนึกมันเอาแต่ร้องบอกผมว่า สิ่งที่ผมรู้สึก มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยซักนิด นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้นทุกทีๆ เพราะฉะนั้นผมต้องแน่ใจอะไรบางอย่าง



“ โอเค๊ รับแซบ ” แสงทำท่าตะเบ๊ะเหมือนรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา นั่นทำให้ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความสุขใจ หลังจากได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขาแล้ว ในใจผมก็เหมือนมีใครมาปัดเป่าความอึดอัดแปลกๆ ให้ออกไป







‘ ฉันจะคอยอยู่ตรงนี้ ตรงข้างๆ นาย ตลอดไป และสัญญาว่าจะไม่หายไปไหนอีก
ถึงแม้ตอนนี้นายจะยังจำฉันไม่ได้ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าความทรงจำที่หายไปนั้น ฉันจะเป็นคนนำกลับมาให้นายเอง ’

                                                                                                                           
                                                                                                        เนตร



โปรดติดตามตอนต่อไป....

งุ้ยยยยยยยย
จดหมงจดหมายก็มา

สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะค้าาาาาา
ปีนี้งดเล่นน้ำเลย เพราะนังโควิดนี่แหละ! มันกลับมาอีกแล้วว
ก็รักษาสุขภาพดีๆนะคะ ใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี แล้วก็ล้างมือบ่อยๆน้า แต่อย่าลืมทาครีมบำรุงมือด้วยนะ เดี๋ยวแห้ง 5555
รักทุกคนนะคะ ถึงแม้จะมาช้าไปหน่อย อิอิ

 :katai4:



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1886
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :L2: :L2:
มีอะไรหวานๆ ช่วงโควิดบ้างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่เครียดหนักมากไป

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 25
" หนี "





“ อ้าว คุณนั่นเอง กำลังจะไปทำงานเหรอครับ ” เพื่อนข้างห้องที่ชื่ออะไรซักอย่างเขาจำไม่เคยได้ซักทีเอ่ยทักเขา เมื่อพบกันบังเอิญที่ลิฟต์ชั้นจอดรถ





“ ใช่ครับ คุณล่ะครับ ” เมื่อคนทักเขาก่อนหยุดยืนคุยกับเขา เขาจึงจำต้องหยุดเดินด้วยอย่างเสียไม่ได้





“ ผมกำลังออกไปประชุมงานเหมือนกันครับ พอดีวันนี้นัดลูกค้าข้างนอก ”





“ พูดถึงเรื่องงาน ผมต้องขอบคุณคุณด้วยนะครับ งานที่ผ่านมานั้นจบลงด้วยดี ” เขาเอ่ยชมอย่างตรงไปตรงมา เพราะบริษัทออแกไนซ์ที่คนของเขาจัดหามานั้นเป็นเจ้าใหม่ที่มาแทนบริษัทเก่าที่เขายกเลิกสัญญาไป มีบริษัทหลายแห่งที่ติดต่อเข้ามาเมื่อคนของเขาประกาศจะจัดจ้างบริษัทออแกไนซ์เพื่องานเปิดตัวของเขาที่ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ คัดตามคุณสมบัติแต่ละข้อ จากหลายสิบบริษัท จนเหลือไม่กี่บริษัท จนมาเป็นบริษัทของคนตรงหน้าเขานี้ เขาก็ต้องยอมรับว่าผลงานเขาดีจริงๆ





“ ไม่เป็นไรหรอกครับ ทุกอย่างจบลงด้วยดี ผมก็ต้องดีใจไปด้วย ว่าแต่ไม่มีอะไรผิดพลาดใช่ไหมครับ เห็นวันนั้นคุณมาช้าไปนิดหนึ่ง ”





“ พอดีเกิดเรื่องเล็กน้อยน่ะครับ แต่ก็ฉิวเฉียดเหมือนกัน เกือบจะไม่ทัน ยังดีที่ว่าคุณเลขาเขาจัดการกับคนบนเวทีไว้ก่อนจึงพอยืดเวลารอบของผมไปได้ ”





“ เล็กน้อยเหรอครับ ดีจังเลยน้า คุณเนตรนี่เก่งไปซะทุกอย่างเลย ขนาดเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นยังสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม ผมล่ะนับถือคุณจริงๆ เลยนะครับ ” คำพูดแปลกๆ ที่ถูกเอ่ยมาจากฝ่ายตรงข้าม ทำให้เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขามั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นถูกปิดไว้อย่างดี เพราะพ่อเขากำชับกับอาชัชว่าอยากให้เรื่องเงียบ เพราะไม่อยากเป็นที่สงสัยของคนอื่น และหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปจะมีผลกระทบกับบริษัท รวมถึงตัวของคนร้ายก็เช่นเดียวกัน อาชัชจึงรับปากว่าจะจัดการให้ แต่พอมาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เขาจึงแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพียงแค่ฟังเงียบๆ เท่านั้น





“ ผมก็พูดไปเรื่อย ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมนับถือคุณจริงๆ แต่อาจจะพูดไม่เข้าหูคุณ อย่าถือสาเลยนะครับ ” เมื่อเห็นเขาเงียบไป อีกฝ่ายจึงพูดขึ้นอีกครั้ง





“ ไม่เป็นไรครับ ผมคงต้องขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ พอดีมีเรื่องต้องเคลียร์แต่เช้า ” เขาเอ่ยขอตัวแล้วเดินไปที่รถคันใหม่ของเขา เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกือบอาทิตย์ ทำให้รถคันเก่งของเขาถูกลากเข้าศูนย์ซ่อมแซมเป็นการใหญ่ รวมถึงระบบเบรก ที่ ‘เสีย’ โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่จากข้อสันนิษฐานจากคนของอาชัช เขาจึงรู้ได้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยความตั้งใจของคนร้าย ไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน





“ ครับ เดินทางดีๆ นะครับ ” อีกฝ่ายยิ้มรับพร้อมโค้งหัวเล็กน้อยเชิงบอกลา เขาจึงเดินเข้าไปในตัวรถแล้วสตาร์ทเครื่อง ก็ยังเห็นเพื่อนข้างห้องของเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ด้วยความแปลกใจที่ตัวเขาบอกไม่ถูก เขาออกรถไปช้าๆ แต่สายตาก็คงยังมองตรงไปที่กระจกหลัง แต่กลับเห็นแค่หลังไวๆ ของฝ่ายนั้นเท่านั้น แต่ความไม่สบายใจบางอย่าง ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ปัดเรื่องนี้ทิ้งไป คิดถึงคำพูดที่เขาได้ยินมาเมื่อกี้ ยิ่งทำให้เขาสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าเพื่อนข้างห้องคนนั้นต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน



เขาไม่อยากเชื่ออะไรที่มันไร้หลักฐาน แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่สามารถไล่ความคิดแย่ๆ นี้ออกจากหัวได้เลย ทั้งๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น



แต่อะไรก็ตามที่อาจจะเป็นเหตุนำไปสู่ความวุ่นวายทั้งหลาย เขาก็จำต้องเก็บความสงสัยนี้ไว้ เผื่อจะสามารถเป็นตัวแปรไขปัญหาทุกอย่างได้ ขอเพียงแค่ฝ่ายนั้นเผยตัวตนมาก็เท่านั้น…












‘ ไอผา เอ็งรับปากข้าทีว่าเอ็งจะช่วยดูแลลูกชายข้า เผื่อในวันใดวันหนึ่งข้าไม่สามารถดูแลมันได้ ’





‘ เฮ้ย พูดอะไรอย่างนั้นวะ เอ็งจะหนีเที่ยวหรือยังไง ’  เขาพูดพลางหัวเราะขันเล็กน้อย เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทตัวเองพูดแบบนั้น แต่ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับ ยกแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันขึ้นจิบ ยิ้มบางๆ มาให้ก็เท่านั้น เพื่อนเขาพูดย้ำกับตัวเขาอีกหลายครั้ง จนเขาจนใจต้องตอบรับอย่างเสียไม่ได้





‘ เออๆ ข้ารับปาก ว่าแต่ลูกชายเอ็งชื่ออะไรวะ เอ็งไม่เคยอุ้มมาให้ข้าเห็นหน้าค่าตาเลยนะ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเนตรลูกข้าหรือเปล่า ’ เพื่อนเขายิ้มมาให้อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยชื่อลูกชายของตนเอง





‘ ชื่อ นนท์ น่ะ นนท์นที ’ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข อย่างที่คนเป็นพ่อคนหนึ่งจะสามารถมีได้ เมื่อยามที่พูดถึงลูกตัวเอง เขาจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าความรักที่มีต่อลูกของอีกฝ่ายมันมากมายขนาดไหน





‘ ว่างๆ ก็พาลูกเอ็งมาเจอข้าด้วยโว้ย เดี๋ยวเอ็งหนีเที่ยวแล้วข้าดูแลไม่ถูกคน ’





‘ เออๆ เดี๋ยวข้าพามา รับรองเอ็งจะต้องบอกว่าน่ารักไม่แพ้ลูกเอ็งแน่นอน ’ เขาหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่ทั้งคู่จะแข่งกันชมลูกตัวเอง ไม่มีใครน้อยหน้าใคร เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขสำหรับคนที่เพิ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นพ่อมาหมาดๆ แต่ใครไหนเลยจะรู้ว่านั่นจะเป็นบอกลาของเพื่อนสนิท





จนกระทั่งเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความตายมันไม่เคยปราณีใครทั้งสิ้น….





‘ ไอนัย!!! เอ็งจะจากข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!!! ’   เสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเสียใจ น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากเต็มใบหน้า หากเขาก็ไม่ได้ใส่ใจมันซักนิด เมื่อเผชิญกับภาพตรงหน้าที่ทำให้เขาจำไม่มีวันลืม



ไม่มีวันลืม…





เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที เสียงหอบหายใจแรงจนปลุกผู้เป็นภรรยาที่นอนอยู่เคียงข้างให้ตื่นขึ้นมาด้วย





“ คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ฝันร้ายเหรอ ” ฝ่ามือนุ่มลูบหลังสามีเบาๆ ปลอบโยนเขาให้ผ่อนคลาย





“ ผม…ผมว่าผมฝันถึงไอนัย ” เขาเปล่งเสียงแหบพร่าของตัวเอง เอ่ยบอกภรรยา





“ นัย? คุณวินัยเพื่อนคุณน่ะเหรอคะ ” เขาพยักหน้า นึกถึงความฝันเมื่อครู่ ภาพเรื่องราวต่างๆ เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่จริงเรื่องราวมันก็ผ่านมาตั้งหลายสิบปี ตั้งแต่เนตร ลูกชายเขาเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่นาน เขาลูบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเตือนสติตัวเองว่าเมื่อกี้มันแค่ฝันไปเท่านั้น แต่เขาไม่สามารถปัดรอยยิ้มของเพื่อนสนิทเขาในความฝันออกจากหัวได้เลย



นัย หรือ วินัย เพื่อนสนิทของเขาที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้น ในตอนนั้นวินัยเป็นคนเดียวที่ด่าว่าเขาในยามที่ความเลือดร้อนของวัยกำลังสำแดงฤทธิ์ของมัน มันคอยยื้อเขา คอยเตือนสติเขาในหลายคราไม่ให้เดินหลงเข้าไปในหนทางผิดๆ การที่เขาเติบโตมาอย่างดีได้ นอกจากพ่อแม่เขาแล้ว ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณมันด้วย หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีแต่มันคนนี้ที่เขาสนิทและไว้ใจที่จะฝากฝังหลายๆ อย่างไว้กับมัน



เพียงแต่ว่าหากในวันนั้นเขาไม่ขอให้มันช่วย เหตุการณ์ในวันนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น ไอนัยก็คงมีชีวิตที่ดี เลี้ยงลูกชายให้เติบโต และมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข…



แต่เขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เขายังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ในขณะที่เขาและภรรยากำลังไปร่วมงานเปิดสาขาของบริษัทหนึ่งที่เป็นพันธมิตรกับเขา เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นและหลังจากนั้นเขาก็แทบจะทรุดลงทันที เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพาร่างของตัวเองมาในที่เกิดเหตุได้อย่างไร ร่างโชกเลือดของเพื่อนสนิทตัวเองที่นอนแน่นิ่งอยู่ในรถยนต์ ภาพนั้นยังติดอยู่ในความทรงจำเสมอ เมื่อทุกๆ อย่างมันเป็นความผิดของเขาเอง



หากในวันนั้นเขาไม่ขอให้มันช่วย…





“ เรื่องมันก็ผ่านไปนานมากแล้วนะคุณ ทำไมยังฝันอยู่อีกล่ะ ” เขาหันไปสบตากับภรรยา ตัวเขานั้นไม่รู้เลยจริงๆ ว่าทำไมเขาถึงฝันอยู่อีก ทั้งๆ ที่มันก็ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว





“ พูดถึงไอนัย หลังจากที่เกิดเรื่อง ผมก็ไม่ได้ข่าวคราวของลูกชายมันเลยนะ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง ” หลังจากที่เกิดเรื่อง ภรรยาของนัยก็ตรอมใจและจากไปหลังจากนั้นไม่นาน ญาติของวินัยก็ยื่นเรื่องขอใช้สิทธิ์ของครอบครัวในทางกฎหมาย ขอรับเลี้ยงดูต่อ เพราะเขาได้ข่าวมาว่าเพื่อนสนิทเขานั้นไม่ได้ทำพินัยกรรมใดๆ ทิ้งไว้เลย เขาซึ่งเป็นแค่คนนอก จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรได้ จึงจำยอมให้ฝ่ายนั้นนำลูกชายไอนัยกลับไปเลี้ยงดู เขาก็ทำได้เพียงแค่ติดตามเรื่องอยู่อย่างห่างๆ แต่หลังจากงานศพของเพื่อนเขาเสร็จสิ้นไม่นานนัก เขาก็ได้ข่าวมาอีกว่าลูกชายของเพื่อนเขาถูกส่งตัวไปอยู่กับพี่ชายของไอนัยที่ต่างประเทศ และเขาก็ไม่ได้รับข่าวสารใดๆ จากฝ่ายนั้นอีกเลย





“ พูดถึงเรื่องนี้ ฉันไปได้ยินข่าวจากกลุ่มของเพื่อนๆ ฉันว่า ลูกชายของเพื่อนคุณกลับมาแล้วนะคะ แต่ฉันไม่แน่ใจ จึงไม่กล้าบอกคุณว่าใช่แน่ๆ หรือเปล่า ”





“ จริงหรือ งั้นเดี๋ยวผมจะให้คนตามสืบอีกที ” เขาพูดอย่างมีความหวัง เมื่อได้ยินภรรยาของตนพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา จึงทำให้เขาเชื่อว่าการที่เขาฝันถึงเพื่อนสนิทตัวเองนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน



หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาจะได้สานต่อสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจได้ซักที



















“ มึงงงงงง กูเบื่ออออ มีอะไรให้กูทำไหมว้าาาาา ”  ผมบ่นเป็นรอบที่ร้อยของวัน ในเมื่อตัวเองยังไม่ได้ออกจากไอห้องขาวๆ บ้านี่ซักที





นี่ก็เป็นวันที่ห้าแล้วที่ผมยังคงต้องติดแหงกอยู่ในนี้ และก็ไม่ได้เยื้องกรายไปไหนเลย มีแค่ไอเพื่อนแสงบ้านี่ที่ยังคงรับหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำและดูแลผมอยู่ตลอดห้าวันที่ผ่านมา ส่วนคุณแดเนียลนั่นหลังจากมาเยี่ยมผม ก็กลับไปทันทีในวันรุ่งขึ้น แสดงถึงออร่าความมีกะตังของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี ครอบครัวผมก็ยังมีผลัดกันมาหาบ้างแล้วแต่ใครจะว่างช่วงไหน แต่พอรู้ว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมาก นอกจากอาการ ‘สมองเสื่อม’ จากนั้นก็ทิ้งช่วงระยะห่างการมาเยี่ยม ก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความอบอุ่นของครอบครัวได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว (อืม)



“ โอ้ย ไอห่ารัก มึงก็รู้ว่ากูก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ยังต้องมาติดแหงกเฝ้ามึงจนตัวกูจะป่วยซะเองอยู่แล้วเนี่ย ” และก็คำตอบเดิมๆ ปนด่าผมนิดๆ ที่ต้องมาดูแลผมจึงทำให้ไม่ได้ไปหายอดรักสุดสวาทปานจะขาดใจของมัน คงแทบจะลงแดงตายกันไปเลยทีเดียว





“ มึงแอบพากูออกไปหน่อยได้ไหมล่ะ ไปเจอเขาก็ได้ แบบอย่าให้ไอคุณ เอ่อ คุณเนตรนั่นรู้อ่ะ ” ผมเกือบจะหลุดคำว่า ‘ไอคุณชาย’ คำเรียกนี้ที่ผมคุ้ยเคยแปลกๆ ออกไป





“ แล้วเมื่อไหร่มึงจะจำได้ซักทีล่ะคร้าบบ เอ๋อแดกอยู่แบบนี้ ออกไปก็ไปทำร้ายคนอื่นเขาเปล่าๆ ”





“ ไอคุณเพื่อนครับ กูแค่สมองเสื่อม แต่อวัยวะส่วนอื่นกูไม่ได้เสื่อมตามไปด้วยนะครับ ทีนกูน่ะ อยากโดนซักทีดีไหม ” ผมเน้นย้ำคำว่า ทีน หนักๆ





“ ไม่อยากโว้ย แต่กูก็เบื่อไปกับมึงเนี่ย ไอสุดที่รักมึงนั่นก็เหมือนกัน รักกันปานจะกลืนกินขนาดไหนถึงต้องซ่อนตัวมึงไว้แต่ในห้องเนี่ย ”  นั่นสิ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน จริงแล้วลึกๆ ผมก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกับผมแล้วมีความสัมพันธ์แบบไหนกันแน่ ทำไมทุกคนถึงปักใจเชื่อว่าผมกับคุณเนตรอะไรนั่นเป็น เอ่อ แฟนกันได้ (จริงๆ แล้วก็มีไอแสงกับคุณแดเนียลนั่นแหละที่รู้) ถึงแม้เขาจะทิ้งข้อความที่ชวนให้ผมเขินจนหน้าจะระเบิด จนตัวเองไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าลึกๆ แล้วตัวเองจะมีเสน่ห์อะไรแบบนี้ด้วย จากที่อ่อยหญิงมาตลอด แต่มาโดนเพศเดียวกันอ่อยนี่มันก็จะแบบว่าอึ้งไปประมาณหนึ่ง





“ เออออ นั่นแหละ กูแค่อยากจะออกไปสูดอากาศบ้าง ถือซะว่าเป็นโอกาสที่จะแอบไปส่องคุณเนตรละกัน ”





“ แล้วคุณเพื่อนจะออกไปยังไงล่ะครับ ไม่กลัวคนหน้าห้องเขาจับได้หรือไง ”





“ หา คนหน้าห้องอะไรวะ ”





“ โอ้ย ไอรัก เอ็งไม่รู้เหรอว่าแฟนมึงน่ะ เขาให้คนของเขามาเฝ้าหน้าห้องมึงตั้งแต่วันที่มึงเข้ามาในนี้แล้ว ” เมื่อเห็นผมแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกไป มันจึงทำหน้าเอือมระอา พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ





“ ก็อย่างว่าแหละ แม้แต่จะชะโงกหน้าออกไปจากห้องมึงยังทำไม่ได้เลย จะไปรู้ได้ยังไง แต่นั่นก็เถอะ ถ้ามึงอยากออกไปจริงๆ ก็ต้องผ่านด่านหน้าห้องไปก่อน ”  ไอแสงที่เปลี่ยนจากสีหน้าซังกะตาย มาทำท่าทางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว หรี่ตาจ้องมองหน้าผม ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่ามันคงมีแผนการในใจอยู่เป็นแน่





“ มึงมีแผนหรือยังไง จ้องหน้ากูแบบนี้ ”





“ เออน่า รอกูประมวลผมแปป นี่เห็นเป็นมึงนะ กูถึงยอมช่วย ”  โหยย ไอห่า ไม่ค่อยทวงบุญคุณเลย เพื่อนกู ผมจึงพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่จะตักของกินเข้าปาก ปล่อยให้มันคิดแผนการกู้โลกของมันต่อไป เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง มันจึงยกมือตบตักตัวเอง ดูมั่นใจในแผนการตัวเองระดับล้าน





“ เฮ้ยมึง กูมีแผน ”

















“ ไอคุณเพื่อนรัก มึงเสร็จหรือยัง ” เสียงเพื่อนผมดังออกมาทางนอกห้องประตู ผมซึ่งเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดลำลองแทนชุดคนไข้เสร็จแล้ว หันมามองตัวเองในกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง และตะโกนตอบออกไป





“ เสร็จแล้วโว้ย เร่งจริง ” ผมเปิดประตูห้องน้ำออกมา เจอเพื่อนตัวเองนั่งไขว่ห้างรออยู่ที่โซฟา มันหันมามองผมที่เดินออกมาจากห้องน้ำ





“ อุปส์ ฮ่าๆๆๆๆ ”  มันก็หัวเราะทันทีเลยครับ





“ หัวเราะเหี้ยไรของมึงวะ นี่กูพยายามทำแทบตายนะโว้ย ”  มันก็ยังไม่นำพา ยังคงหัวเราต่อไป ด้วยความเก้อกระดาก ผมจึงเลี่ยงออกไปหยิบข้าวของส่วนตัวของผม และกอดอกมองมันที่ยังไม่หยุดหัวเราะซักที





“ ฮ่าๆ โทษทีมึงๆ พอดีกูหยุดไม่ได้ ฮ่าๆ ”  มันเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับยกมือมาเสยผมให้มันคืนกลับสู่ทรงปกติของผม ถึงอย่างนั้นแล้วปากมันก็คงหัวเราะอยู่แบบนั้น





“ กูอุตส่าห์จัดทรงให้เป็นทรงที่คนจำกูไม่ได้แน่นอน มึงแม่ง ” ผมบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อย ยกมือเสยผมตัวเองอีกครั้งหลังจากที่เพื่อนผมมันเพิ่งจัดทรงไป





“ กูว่าจากที่จะจำมึงไม่ได้ จะกลายเป็นว่ามึงจะเป็นจุดสนใจในทันทีอ่ะดิ คิดว่ามึงเป็นโคนันเหรอ ดึงหูกระต่ายหน่อยเสียงก็เปลี่ยนแล้ว ฮ่าๆ ”





“ โอ้ย หยุดหัวเราะซักที มึงจะไปได้ยังวะ แข่งเอาโล่หรือไง ”



“ เออๆ หยุดแล้วๆ บ่นเป็นแม่เชียวนะมึง เดี๋ยวกูขอไปจัดการอะไรอีกนิดหนึ่ง เพื่อความแนบเนียน ”





“ จัดการอะไรวะ ”





“ เออน่า มึงนั่งเล่นอะไรรอไปก่อน เดี๋ยวกูมา ” พูดแล้วมันก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมนั่งงงๆ อยู่บนโซฟานั่นเอง

















“ คุณครับๆ ผมเป็นเพื่อนของรักนะครับ พอดีผมซื้อของมาให้คุณน่ะ ถือว่าเป็นคำขอบคุณที่ดูแลเพื่อนผมแล้วกันครับ ” ผมที่ยืนรออยู่หลังประตู แทบจะเดินถลาออกไปทันทีที่ไอแสงเริ่มทักคนหน้าห้อง แล้วเขาหันหน้าไปยังทิศทางที่ไอแสงยืนอยู่





ผมพยายามเดินไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคง และไม่หันหลังกลับไปมอง จนเดินเลี้ยวมาถึงโซนลิฟต์ มั่นใจแล้วว่าพ้นจากรัศมีสายตาของคนหน้าห้องแล้วแน่ๆ จึงหยุดเดิน พยายามหายใจให้เป็นปกติหลังจากที่เดินกลั้นหายใจมาตลอดเส้นทางจนตะคริวจะแดกเพราะกลัวจะโดนจับได้ แอบยื่นหน้าไปเพ่งมองหน้าห้องตัวเอง ไอแสงยังคงยืนพูดคุยอยู่ในขณะที่คนของไอคุณชายถือของที่มันซื้อให้อยู่ในมือ ผมจึงกดลิฟต์เพื่อจะลงไปรอที่ร้านกาแฟชั้น 1 จากที่เตี๊ยมกันกับไอแสงเอาไว้



หลังจากที่มันให้ผมนั่งรอมันอยู่ในห้อง มันก็เดินออกจากห้องไปเพื่อลงไปซื้อของกินที่มันคงตั้งใจจะให้คนหน้าห้อง ซึ่งแผนของมันก็ง่ายแสนง่ายเหลือเกิน แค่มันจะพยายามชวนคุยและให้ของกับเขาเพื่อเบี่ยงความสนใจ และก็ให้ผมรีบเดินออกไปอย่างแนบเนียนที่สุด ฟังดูง่ายนะ แต่ก็เสี่ยงต่อการโดนจับได้เหลือเกิน ก่อนออกมาเพื่อนผมก็บอกอีกว่าไม่ต้องกลัวว่าคนหน้าห้องเข้ามาแล้วจะรู้ว่าผมแอบออกจากห้องไปแล้ว เพราะมันทำการจัดแจงเตียงนอนของผมเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันแอบไปจัดการตอนไหน



แต่ตอนนี้ก็ถือว่าแผนการมันสำเร็จลุล่วง เพราะผมออกมาจากห้องพักฟื้นได้แล้ว เย่!



เมื่อผมมาถึงร้านกาแฟเพื่อรอไอแสงปฏิบัติภารกิจ ผมก็เดินเข้าไปสั่งเครื่องดื่มรอ จริงๆ แล้วไม่ต้องสั่งก็ได้ เพราะมันคงไม่ต้องรอนานขนาดนั้น แต่ที่สั่งก็เพราะอยากแดกล้วนๆ เลยครับ ไม่มีเหตุผลอื่นใด



เมื่อเครื่องดื่มที่ผมสั่งเอาไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ปรากฏร่างของไอแสงเพื่อนผมพอดิบพอดี มันเดินมาหาผมประหนึ่งว่าเป็นสายลับ 007 ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจของตัวเอง นี่ถ้าใส่แว่นใส่สูทด้วยนี่ เป๊ะเลยล่ะนะ ผมเบ้ปากใส่มันทันทีที่มันเดินเข้ามาในร้าน





“ อะไร นี่มึงสั่งของมึงแค่แก้วเดียวเหรอวะ ”





“ ก็เออน่ะสิ กาแฟร้านนี้แพงจะตาย มึงอยากแดกก็แดกกับกูเนี่ยแหละ ” ว่าแล้วผมก็ยกแก้วของผมให้มันไปกิน





“ โหไรวะ กูก็อุตส่าห์ช่วยมึง น้ำใจซื้อให้ซักแก้วก็ไม่มี นี่กูไม่ได้ทวงบุญคุณนะเว้ย ชิ ” พอบ่นเสร็จมันก็เดินสะบัดตูดออกไป พร้อมกับแก้วกาแฟของผมด้วย ใจน้อยผิดกับร่างควายๆ ของมันซะจริง แต่ถึงอย่างนั้นแล้วแทนที่ผมจะเดินออกไปนอกร้านพร้อมมัน กลับกลายเป็นว่าต้องเดินไปที่เคาท์เตอร์แทนเพื่อไปสั่งอีกแก้วที่มันชอบกิน เพื่อนผมไม่ได้ทวงบุญคุณเลยนะน่ะ ผมก็แค่ซื้อให้เพราะสงสารเฉยๆ (เฮ้อ)











“ แล้วนี่มึงจะพากูไปหาเขาที่ไหนวะ ” เมื่อเข้ามานั่งในรถของไอแสง ผมคาดเข็มขัดเรียบร้อยพร้อมยื่นแก้วกาแฟที่เพิ่งจะซื้อไปให้เพื่อนผม จากที่ทำหน้าเป็นตูด มันก็ดีอกดีใจใหญ่ กับอีแค่กาแฟแก้วนึง ผมล่ะปวดจิตจริงๆ





“ ก็จะให้ไปที่ไหนซะล่ะ ถ้าไม่ใช่ที่บริษัทเขาน่ะ ”





“ ไอห่า กูบอกให้แอบไป มึงเล่นจะเข้าไปบริษัทซะโจ่งแจ้งขนาดนั้น ”





“ ไม่ใช่บริษัทขนาดนั้นโว้ย แต่เป็นร้านข้างๆ บริษัทเขาต่างหาก ”





“ อ่าวเหรอ แล้วกูจะได้เห็นเขาเหรอวะ ”





“ ได้เห็นสิวะ กูรู้มาว่าวันนี้ที่รักมึงเขามีนัดที่ร้านข้างๆ บริษัท ”





“ มึงไปรู้ได้ยังไง เขาบอกมึงเหรอวะ ” ผมหันไปมองหน้ามันด้วยความสงสัย เมื่อเห็นมันพูดซะมั่นใจเหลือเกินว่าใช่แน่นอน





“ ไม่ได้บอกหรอก เผอิญกูมีแหล่งข่าวที่ดีน่ะ อิอิ ”





“ ใครวะ ”





“ ก็จะใครซะอีกอ่ะ เลขาของท่านประธานไงล่ะวะ ”  หา เลขาของท่านประธาน?





“ แล้วมึงไปรู้จักกับเขาได้ยังไงวะ นั่นเลขาท่านประธานเลยนะเว้ย ”  ผมถามเสียงสูง ตกใจเพราะรู้มาว่าท่านประธานที่รู้กันก็คือพ่อของไอคุณชาย แถมเลขาที่มันพูดนั่นก็เป็นของประธานบริษัทขนาดนั้น มันไปรู้จักสนิทสนมจนรู้ถึงตารางนัดของไอคุณชายได้ยังไง





“ แหมมึงนี่ก็ เพื่อนมึงหล่อขนาดนี้ ใครได้คุยก็เป็นต้องหลงเสน่ห์ไปหมดนั่นแหละ ”  เมื่อได้ยินมันพูดแบบนี้ ผมจึงหรี่ตาจ้องหน้ามันเพื่อเค้นถามคำตอบที่เป็นความจริง ไม่ใช่คำตอบที่เต็มไปด้วยความหลงตัวเอง มันที่กำลังขับรถอยู่หันมาเห็นผมจ้องหน้ามันไม่ยอมหยุด จึงทำเสียงจี๊จ๊ะ บ่นพึมพำๆ ก่อนจะยอมคายความจริง





“ จริงๆ แล้วคุณเลขาเขาให้เบอร์กูมาเพื่อให้กูรายงานสภาพของมึงเป็นระยะๆ เพราะเขาไม่วางใจ ส่วนที่กูรู้มาได้นั่นก็เป็นเพราะ กูถามเขาเพราะกูอ้างว่ามีธุระจะคุยกับสุดที่รักมึงนั่นแหละวุ้ย มึงนี่ ”





“ ก็แค่นั้น ” ผมหันหน้ากลับมามองหน้าถนนอีกครั้ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “ เออ แล้วมึงก็เลิกเรียกคุณเนตรว่าสุดที่รัก หรือแฟนกูซักที กูเลี่ยนหูโว้ย ”





“ แหมๆ เขินเหรอครับคุณเพื่อน กูก็แค่เรียกให้มึงรีบๆ จำได้เร็วๆ ไง เผื่อเมื่อก่อนจะชอบคำแบบนี้ ”  ไอแสงยกมือขึ้นมาผลักหัวผมเบาๆ ผมจึงเอื้อมมือไปชกต้นแขนของมันคืน คนโดนชกร้องโวยวายหนักมาก จนผมต้องหันหน้าไปมองข้างทางแทน ไม่สนใจมันอีก ภายในรถจึงมีแต่เสียงบ่นพึมพำของมันไปตลอดทาง




อ่านต่อด้านล่างจ้า












« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-05-2021 11:38:20 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
(ต่อ)




“ คุณเนตรครับ ผมโทรมาแจ้งว่าคุณรักกับเพื่อนคนที่ชื่อแสงออกจากห้องพักคนไข้ไปแล้วครับ ”  คนปลายสายซึ่งเป็นคนของอาชัชรายงานสถานการณ์ของรักตามปกติทุกวันเวลาที่ตัวเขาไม่อยู่ ตั้งแต่วันที่รักเข้าโรงพยาบาล แต่วันนี้ดูจะต่างออกไปเพราะอีกฝ่ายรายงานว่ารักออกไปข้างนอก ทั้งที่ปกติจะอยู่แต่ในห้องแท้ๆ



ออกไปทำไมกัน?



เขาขมวดคิ้วขุ่นเมื่อได้ยินรายงานอีกฝ่ายแจ้งมา ตอนแรกก็ร้อนใจ แต่ต่อมาก็นึกได้ว่าถ้าเพื่อนของรักไปด้วย คงไม่น่าห่วงอะไรมากนัก เพราะแสงก็เป็นอีกคนที่เขาวานให้ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนรักในระหว่างนี้ แต่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างล่อให้เหยื่อมาติดกับ ถ้าเห็นว่ารักยังคงปกติดีคงจะโดนเพ่งเล็งอีกแน่นอน เพราะเขามั่นใจว่ารักน่าจะโดนพ่วงไปด้วยแน่ สังเกตจากเหตุการณ์แต่ละครั้งที่ผ่านๆ มา เนื่องจากเป็นบอดี้การ์ดในคราบเลขาของเขาจึงต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา แถมยังมีเหตุให้มาอยู่ด้วยกันอีก



“ ไม่เป็นไร คุณก็ทำตามหน้าที่เหมือนเดิมแหละครับ เดี๋ยวผมจะจัดการเอง ขอบคุณมากนะครับ ”  เขาพูดกับปลายสายอีกสองสามประโยค แล้วจึงวางสายไป จากนั้นก็กดโทรหาเพื่อนของรักทันที ซึ่งฝ่ายนั้นน่าจะรับรู้สาเหตุที่รักอยากออกจากห้องในครั้งนี้แน่นอน



“ สวัสดีครับ ”   เขาถือสายรอไม่นานนัก แสงก็กดรับสาย





“ ผมเนตรนะครับ ผมโทรมาถามว่าคุณพารักออกจากโรง’ บาลเหรอครับ ”  เขายิงคำถามทันทีไม่เสียเวลาอ้อมค้อม





“ เดี๋ยวซักครู่นะครับคุณ ”   คนปลายสายพูดกับใครซักคนก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงกุกกักๆ ซึ่งก็จับใจความได้ไม่ยากว่าเจ้าตัวคงจะขอตัวกับรักออกมาคุยห่างๆ นั่นเอง





“ ขอโทษที่ให้รอนะครับ พอดีรักอยู่ด้วย กลัวว่าเขาจะรู้ ”





“ ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่คุณพารักไปไหนครับ ”





“ คือ…เอาตรงๆ เลยนะครับ รักเขาขอออกมาเพื่อจะแอบหาคุณน่ะครับ ”  คำตอบจากคนปลายสาย ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย ฝ่ายนั้นจะมาแอบดูทำไม ถ้าอยากจะเจอเขาก็บอกกันดีๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแอบเลย





“ คุณพาเขามาหาผมเลยก็ได้นี่ครับ ”





“ เอ่อ ความจริงผมก็ลำบากใจนะครับ แต่รักเขาคงไม่กล้าบอกคุณตรงๆ หรอกครับ คงยังสับสนอะไรหลายๆ อย่าง ”    จากตอนแรกที่แสงโทรมาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวันก่อนรักร้องไห้เพราะคาดว่าเจ้าตัวน่าจะคิดถึงเขาและอยากเจอหน้าเขา มันทำให้เขาอดใจแทบไม่ไหวอยากจะไปหาซะเดี๋ยวนั้น แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรกะโตกกะตากมากนัก เพราะเขาแน่ใจว่าตัวเองกำลังถูกเพ่งเล็งจากคนร้ายที่เขากำลังวางแผนให้มาติดกับอยู่ เขากลัวว่าฝ่ายนั้นจะรู้ว่ารักรักษาตัวอยู่ที่นั่น ถึงจะมีคนเฝ้าดูอยู่ตลอด แต่ถ้าตัวเขาไม่ได้ไปเห็นด้วยตัวเองก็คงเป็นห่วงอยู่ตลอด จึงจำต้องข่มกลั้นใจตัวเองให้ไม่ไปเจอก่อน





“ ผมเข้าใจครับ ว่าแต่ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ”





“ ผมอยู่ร้านอาหารข้างๆ บริษัทคุณน่ะครับ พอดีผมถามคุณเลขาเขาแล้วเขาบอกมาว่าคุณมีนัดที่นี่ ”  แสงพูดถึงนัดของเขาในวันนี้ เขาจึงยกข้อมือที่สวมนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา นั่นก็ทำให้เขาตกใจ เขานัดคนคบหลอกๆ ของเขาไว้ เพื่อตบตาคนร้ายที่อยู่เบื้องหลัง และกันให้รักออกห่างจากการตกเป็นเป้าหมายด้วย ถึงแม้มันอาจจะไม่ได้ผลอะไรมาก แต่นั่นก็อาจจะทำให้คนร้ายตายใจได้ว่าผมไม่ได้ระแวงอะไร ซึ่งนี่ก็ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว และการที่รักอยู่ที่นั่นในเวลาเดียวกันเขา หากคนร้ายเห็น มันต้องรู้แน่ๆ ว่าเขาวางแผนอะไรไว้





“ คุณต้องพารักออกไปก่อนนะครับ ”   เขาพูดกับปลายสายอย่างร้อนรน





“ อ้าว ทำไมล่ะครับ ”





“ ผมนัดคนที่ผมเรียกมาคบหลอกๆ เอาไว้น่ะสิ เพราะผมได้รับแจ้งมาว่ามีคนพยายามติดตามผมอยู่ห่างๆ ถ้าวันนี้เขาเห็นรักล่ะก็เป็นเรื่องแน่ๆ ”





“ ตายห่าตายโหง พอดีรักเขาสั่งอาหารเพิ่งจะได้เลยครับ ตอนนี้น่าจะกำลังกินอยู่ แล้วผมจะกันออกไปยังไงดี ” แสงหลุดร้องโวยวายเบาๆ พยายามคิดหาทางให้รักออกจากร้านไปก่อน แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรกลับไป มือถือเขาก็สั่นแจ้งเตือนว่ามีสายซ้อน เขายกมือถือขึ้นมาดูแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง



คนปลายสายนั้นก็คือคนที่เขานัดอยู่นั่นเอง!





โปรดติดตามตอนต่อไป....



ปฏิบัติการตามหาผู้ชายที่หายไป 55555

จะสำเร็จหรือไม่ต้องมาตามลุ้นกัลลล



ช่วงนี้รักษาสุขภาพกันนะคะ โรคภัยไข้เจ็บมันเยอะแยะไปหมด

ทั้งโควิด ทั้งฝุ่น ทั้งภูมิแพ้  ทั้งหวัด บานตะไทจริงๆ

จริงๆจะให้อยู่แต่บ้านก็ทำไม่ได้ เพราะเราก็ต้องทำงานทำการ ซื้อของนู่นนี่

ยังไงก็ป้องกันตัวเองให้ได้มากที่สุดนะคะ ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ หากต้องออกจากบ้าน

ไรท์ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ ขอให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนนี้ไปให้ได้น้า

เราจะฝ่าฝันความบ้าบอในตอนนี้ไปด้วยกันค่ะ สู้ๆ ทุกคนสู้ ไรท์ก็สู้ตายค่ะ! (ฟุบคาแป้นพิมพ์ ผ่าม!)

 :z2:

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. อย่าลอกงานเขียนน้า เพราะกว่าจะคิดพล็อตขึ้นมาได้ หัวแทบระเบิดเป็นโกโกครั้นช์บดละเอียด
เพราะฉะนั้นสงสารหนูโด้ยข่า



ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :serius2:




เครียดๆๆ

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 26
" เรามาเจอกันหน่อยได้ไหม? "




“ เฮ้ย ไอรักโว้ย มึงอยู่ไหนวะเนี่ย กูมองหาทั่วแล้วก็ไม่เห็น ”   ผมยกมือถือขึ้นมารับยังไม่ทันไรก็ต้องรีบเอาออกห่างจากหู เพราะเสียงปลายสายร้องโวยวายหนักมาก ผมนั่งอึอยู่ถึงกับอึหดเลยทีเดียว



“ กูอยู่ในห้องน้ำ มึงจะโวยวายทำไมเนี่ย ใครใช้ให้มึงออกไปคุยนานล่ะ กูปวดไม่ไหวเลยต้องเข้าห้องน้ำมาก่อน รอมึงกูคงปรู๊ดพอดี แค่นี้นะ กูอึก่อน เดี๋ยวออกไป ”  หลังจากพูดรวบรัดและตัดสายทีเดียว ผมก็หันมาตั้งสมาธิกับการอึอีกครั้ง เมื่อเสร็จกิจหนักแล้ว จึงเดินออกมาล้างมือ จู่ๆ เสียงเปิดประตูดังปังมากจากประตูห้องน้ำชายที่ผมกำลังเข้าอยู่นี้ ทำให้ผมตกใจหันไปมอง ก็พบกับไอแสงที่ทำท่าทางตื่นตระหนก เหมือนมันวิ่งหนีอะไรมาซักอย่าง



“ มึงเป็นอะไรของมึงวะ อย่าบอกว่าปวดหนักเหมือนกันนะ ”  ผมหันไปถามด้วยความแปลกใจในท่าทีของมัน



“ ปะ เปล่า กูไม่ได้ปวด กู…จะมาบอกมึงว่าเมื่อ เอ่อ ”



“ มีอะไรก็พูดๆ มาเถอะ ไอห่า กูจะรีบๆ ออกจากห้องน้ำแล้ว ”  เมื่อเห็นผมหันตัวกลับมาจะเดินผ่านตัวมันไปยังประตูห้องน้ำ มันก็รีบยื้อตัวผมไว้ทันที



“ คือ…กูจะบอกว่า เมื่อกี้คุณเลขาเขาโทรมาบอกว่าสุดที่รักมึงเขาเปลี่ยนนัดกะทันหัน ”  หืม ถึงกับโทรมาเลย นี่ไปสนิทกันถึงขั้นไหนกันเนี่ย แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรกลับ ได้แต่อือออไป แล้วจะผลักประตูออกไปอีกครั้ง แต่มือของไอแสงก็ยังยื้อผมไว้อีกครั้ง



“ เอ๊า เขาเปลี่ยนที่เราก็ต้องเปลี่ยนด้วยสิ มึงมีอะไรหรือเปล่าเนี่ย ท่าทางแปลกๆ ”



“ เอ่อ มึงอย่าเพิ่งออกไปดีกว่า ”  อีกฝ่ายทำท่าอึกอักๆ เหมือนคนไปก่อเรื่องอะไรมาแล้วกลัวจับได้แบบนั้นแหละ



“ ปล่อยกู กูจะออกจากห้องน้ำโว้ย มึงไม่เหม็นเรอะ ”  ผมปัดมือมันออกอย่างรำคาญ เป็นบ้าอะไรของมันขึ้นมากันละเนี่ย เมื่อออกจากห้องน้ำมาได้ ผมก็เดินกลับไปยังที่โต๊ะที่ก่อนหน้านี้เรานั่งกันอยู่ อาหารมากมายที่ไม่รู้พวกผมสั่งไปได้ยังไงวางอยู่เต็มโต๊ะแล้วตอนนี้ แล้วทีนี้จะทำยังไงกันละนี่ ไอคุณชายเปลี่ยนสถานที่นัดไปแล้ว ผมก็คงต้องรีบจัดการอาหารบนโต๊ะนี่ก่อน เฮ้อ ทีหลังต้องย้ำกับตัวเองว่าอย่ากะตละสั่งอาหารตอนหิว



ผมเงยหน้าจะถามไอแสงว่าสถานที่ที่ไอคุณชายเปลี่ยนอยู่ที่ไหน แต่ภาพที่ปรากฎคือมันเอาแต่มองไปรอบร้านเหมือนกำลังหาใครอยู่ ผมจึงไม่ได้เปิดปากพูดอะไร แอบมองตามมันไป ดูซิ ว่ามันหาใครอยู่ ท่าทางมันแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เหมือนคนพยายามจะเลี่ยงอะไรซักอย่าง หรือว่าจะเป็นกิ๊กมันกันแน่ก็ไม่รู้



“ เย้ย! มะ มึงมองอะไร ทำไมไม่กิน ”  ไอแสงร้องตกใจเมื่อเห็นผมเพ่งสายตามองไปรอบข้างตามมัน



“ ก็กูเห็นท่าทางมึงมีพิรุธ กูก็เลยนึกว่ามึงแอบซ่อนกิ๊กของมึงไว้ที่นี่หรือเปล่า ”  มันไม่ตอบอะไรแต่ยกมือมาผลักหน้าผมให้หันไปหาของกินบนโต๊ะ แต่ผมก็ดันๆ มือมันออกจนมันหันมาบ่น



“ แดกๆ ไปมึงน่ะ ไม่ต้องมองมาก เดี๋ยวไม่ทันสุดที่รักมึงหรอก ” ผมปัดมือออก จิ๊ปากอย่างหงุดหงิดกับท่าทางของมันที่ชวนให้สงสัยเหลือเกิน แต่ประโยคหลังของมันก็ทำให้ผมรีบกินอย่างเสียไม่ได้ เดี๋ยวกลัวไม่ทันไอคุณชายแล้วความพยายามแอบออกมากในวันนี้จะเสียเปล่าเอา



“ ตายห่า ”  ไอแสงสบถเป็นเสียงพึมพำ นั่นทำให้ผมเงยหน้ามามองมันอีกครั้ง เห็นมันมองไปยังโต๊ะๆ หนึ่งซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของร้าน ห่างจากที่ผมนั่งอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันมองอะไร เพราะมีหลายโต๊ะเหลือเกิน ผมจึงคิดว่าไอแสงคงเห็นคนรู้จัก ผมจึงละความสนใจ แต่เพียงเสี้ยวหน้าของคนที่นั่งอยู่ตรงมุมนั้น ทำให้ผมหันกลับไปมองอีกครั้งด้วยว่าใบหน้านั้นทำให้ผมคุ้นเคยอย่างมาก ผมไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า จึงเพ่งมองอีกครั้ง ยังไม่ทันที่จะเห็นอะไรชัดเจน จู่ๆ เสียงไอแสงเอ่ยทักพนักงานให้เก็บเงิน ผมหันขวับกลับมาทันที



“ เฮ้ย ไอห่า กูยังกินไม่หมดเลยนะเว้ย ”



“ เออน่าไอรัก มึงห่อกลับบ้านก็ได้ เดี๋ยวไม่ทันคุณเนตรเขา ”  สิ้นเสียงไอแสง มันก็รีบบอกให้พนักงานห่ออาหารที่ยังกินไม่หมดไปทันทีพร้อมยื่นบัตรเครดิตใบหรูของมันให้เขาไปด้วยทั้งที่เขายังๆ ไม่ทันเอาบิลมาให้ รวบรัดตัดบทจนผมงงงวยไปหมด จากนั้นมันก็ทำทีชวนผมคุย แต่ผมก็สังเกตเห็นเหงื่อมันซึมๆ ตามไรผม เหมือนกับคนกำลังระแวงอะไรซักอย่าง ผมยิ่งขมวดคิ้วสงสัยเข้าไปใหญ่ เมื่อพนักงานยื่นใบสลิปให้ มันก็รีบตวัดมือรับ ฉุดให้ผมลุกขึ้นทันที



ผมลุกขึ้นตามมันแบบงงๆ สมองคิดตามไม่ทัน ผมหันหลังกลับไปที่โต๊ะอีกครั้งเพื่อจะดูว่าลืมของหรือเปล่า เมื่อหันกลับมา ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมอง ผมมองตามกลับไปแต่ก็ไม่เห็นอะไร จึงหันไปจะเดินตามเพื่อนผมที่กำลังบ่นๆ ให้ผมเดินตามมันไปเร็วๆ โอ้ย คุณครับ ร้านคนก็เยอะขนาดนี้ รีบเดินจะให้ฝ่าโต๊ะไปเลยหรือไงกัน



ผมบ่นมันในใจ แต่ก็เดินตามไป แต่เสียงพนักงานเรียกก็ทำให้ผมหันกลับไปอีกครั้ง



“ คุณลูกค้าครับ คุณลืมอาหารที่ห่อไว้น่ะครับ ”  เออว่ะ ผมนี่ก็ลืมไปเลยจริงๆ ว่าให้เขาห่ออาหารไว้



“ ขอบคุณมากครับ ”  พนักงานค้อมศีรษะให้ ผมยิ้มให้แล้วจึงเดินมุ่งไปที่หน้าร้านอีกครั้ง แต่สายตาผมดันไปสะดุดยังที่ที่หนึ่งอีกครั้ง ที่ที่เดิมกับตอนแรกที่ผมมองไม่ชัด หากครั้งนี้ชัดเจนจนไม่ต้องเพ่งเพราะอยู่ใกล้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว



สายตาคู่หนึ่งที่มองมายังผมเช่นเดียวกัน ผมถูกความหวั่นไหวนั้นตรึงร่างเอาไว้นิ่งไม่ไหวติง พร้อมกับใบหน้าที่ผมคุ้นเคยอยู่ในใจแต่กลับยังจำเรื่องราวของเขาไม่ได้ ผู้คนมากมายรอบตัวไม่ได้อยู่ในสายตาของผมอีกต่อไป สิ่งที่อยู่ในหัวของผมอย่างเดียวก็คือ



นั่นคือ ‘ไอคุณชาย’ ไม่ผิดแน่



สัมผัสที่แขนทำให้ผมรู้สึกตัว ไอแสงเดินกลับเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ดึงแขนของผมให้เดินตามไป ผมหันกลับไปมองอีกครั้งก็พบว่าสายตาคู่นั้นไม่ได้มองผมอยู่เหมือนเดิม เขาหันกลับไปยิ้มแย้มกับหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกับเขา ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมเพิ่งรับรู้ว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว แต่กลับมีคนมากับเขาด้วย สีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขนั่นทำให้ผมรู้สึกหน่วงในใจแปลกๆ ราวกับว่าผมเคยได้รับรอยยิ้มแบบนั้นมาก่อน และในขณะนี้รอยยิ้มนั้นมันไม่ได้เป็นของผมคนเดียวอีกต่อไป



ผม…รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่กับความผิดหวังช้าๆ …









“ เฮ้ย ไอรัก ถึงแล้วเว้ย ” ผมถูกปลุกขึ้นจากภวังค์ หลังจากที่โดนจับยัดใส่รถของเพื่อนโดยที่ผมไม่ได้ขัดขืนอะไรทั้งสิ้น และระหว่างทางผมก็เอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างโดยที่ไม่ได้พูดอะไร นั่นทำให้ไอแสงเองก็พลอยเงียบไปด้วย ผมเดาว่ามันคงรู้ว่าความรู้สึกผมตอนนี้กำลังสับสนอยู่ ภาพของเหตุการณ์เมื่อครู่ใหญ่ที่ผ่านมานั้นยังอยู่ในความคิดผม ทั้งที่รู้ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเอง แต่มันไม่ห้ามใจไม่ให้คิดไม่ได้



ผมเดินก้าวออกจากรถ แล้วก็พบว่าตัวเองถูกนำมาส่งสถานที่เดิมที่ผมถูก ‘กักตัว’ มาตลอดเกือบทั้งสัปดาห์ ผมเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ผมยังจำอะไรไม่ได้อยู่แบบนี้ คงจะเป็นไปได้ยากที่จะถูกปล่อยตัวออกไปให้ใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแล้วผมก็แค่…



อยากกลับบ้านมากมายเหลือเกิน…



จู่ๆ ภาพที่ผมหน้ามุ่ย เสียงบ่นของผู้หญิงที่บอกกับผมว่าเขาเป็นแม่ ภาพที่ผมโดนตีเพราะไปขัดใจแม่ ภาพที่หญิงอีกคนที่บอกว่าเป็นพี่สาวหัวเราะสะใจ ภาพของชายที่บอกว่าเป็นพ่อยืนห้ามแม่อย่างขบขัน และอีกหลายๆ อย่างที่เกี่ยวเนื่องกันผุดขึ้นมาในหัวผมเป็นฉากๆ ราวกับเป็นหนังภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ผมยกมือกุมหัวด้วยความเจ็บปวด นั่งลงยองๆ โดยที่มีไอแสงที่วิ่งพรวดเข้ามาประคอง พร้อมกับถามซ้ำไปซ้ำมาด้วยความเป็นห่วง ผมพยายามตั้งสติและตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ในทันที




“ มึง…พากูกลับบ้านที ”










“ ม๊า! ม๊าเอากางเกงในผมไปไว้ไหนหมดแล้วเนี่ย ”  ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินโท่งๆ ออกมาถามแม่ผู้บังเกิดเกล้าที่กำลังนั่งหัวเราะกับซีรี่ย์อะไรของเขาก็ไม่รู้



“ ม๊าก็ไม่ได้เอาไปไหนซักหน่อย ก็ยังอยู่ที่เดิม ใครจะเอาไปกันล่ะ กางเกงในเนี่ย ” ว่าแล้วคุณนายก็หันกลับไปมองหน้าจอทีวีต่อ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่มีฤทธิ์ราวกับระเบิดปรมาณู ทำคนหูดับได้



“ แล้วผมจะเอากางเกงในที่ไหนใส่เนี่ย ของเมื่อวานก็ซักไปแล้ว ”



“ วุ้ย แกนี่ ก็ออกไปหาซื้อสิ จำได้หมดแล้วก็น่าจะจำได้นะว่าร้านอยู่ตรงไหน ” แม่คร้าบบบ นี่ผมเอง ลูกแม่ไงงงงง (ฮือ กระซิกๆ)



ใช่ครับ ความจำผมกลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ครบร้อยเปอร์เซ็น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์ในร้านอาหารนั้น คงทำให้ผมสะเทือนใจจนอยากกลับบ้าน อยู่ๆ ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านก็เลยกลับมาซะอย่างนั้น แต่ผมก็ยังไม่ได้กลับไปตรวจอาการดูซักที พอหลังจากกลับมาบ้านวันนั้น แม่ผมถึงกับน้ำตาแตกเป็นเขื่อน เพราะผมแค่เรียกเขาว่า ‘ม๊า’ ตามที่เรียกปกติ พ่อบอกว่าม๊ากังวลมาหลายวัน กลัวผมจะปัญญาอ่อน เอ้ย ความจำไม่ฟื้นคืนตามปกติ เขากลัวว่าผมจะจำคนในครอบครัวไม่ได้ วันนั้นจึงเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ ที่เราสี่คนครอบครัวกอดกันร้องไห้ โดยมีไอแสงเนียนๆ มาโอบพี่สาวผมอีกที



ส่วนไอคุณชายนั้น ผมให้ไอแสงเป็นนกต่อไปบอกเขาเรื่องที่จะกลับมาอยู่ที่บ้าน เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ผมจึงรีบกลับไปขนข้าวของจากโรงพยาบาลกลับมาคืนนั้นเลย ส่วนค่าพยาบาลเจ้าหน้าที่เพียงแต่บอกว่ามีคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปแล้ว ผมเดาว่าเขาน่าจะจัดการเรียบร้อยแล้ว ผมจึงคิดในใจว่าจะนำเงินไปคืนเขาให้ได้



ความจำที่คืนกลับมามีเพียงแค่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่เรื่องของ ‘เขา’ นั้น ยังคงเป็นศูนย์เหมือนเดิม จึงทำให้อะไรๆ ในตอนนี้ก็หยุดนิ่งไปหมด แต่บางทีมันก็มีแวบขึ้นมาบ้าง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ผมนึกได้ลางๆ ซึ่งมันก็โผล่มาเป็นพักๆ จึงทำให้ผมยังไม่สามารถปะติดปะต่อได้ และรอยยิ้มสุดท้ายที่ผมเห็นในร้านนั้นยังคงอยู่ในหัวผมตลอดเวลา



คุ้นเคยแต่ในขณะเดียวกันก็เหินห่าง…



ผมรีบสะบัดความคิดนั้นออกจากหัว ขณะแต่งตัวให้เรียบร้อยเพื่อจะออกไปซื้อกางเกงใน (ได้โปรดอย่าถามว่าตอนนี้ผมใส่ตัวไหนอยู่) เดินลงมาผ่านคุณนายเสียงทองที่ยังคงนั่งหัวเราะกับซีรี่ย์เรื่องที่ผมก็ยังแปลกใจว่าจะตลกอะไรปานนั้น แล้วใส่หูฟังต่อกับมือถือเปิดเพลง เตรียมตัวปั่นจักรยานคันโปรดออกไป เสียงตะโกนลอยมาจากบ้าน ทำให้ผมชะงักเท้า



“ รัก! ม๊าฝากซื้อชาเขียวฝาขาวด้วยนะ ฮ่าๆๆๆ ฮะๆๆ โอ้ย ขำ ” เฮ้อ ครับ ย้ำเป็นรอบที่เท่าไหร่ของเรื่องแล้วก็ไม่รู้ว่านั่น แม่ผมล่ะครับ









“ รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมคะ ” เสียงสดใสน่ารักดังมาจากพนักงานหญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้า ผมยิ้มให้ก่อนที่จะส่ายหัว หญิงสาวหยิบของทั้งหมดคิดเงินแล้วใส่ลงถุงอย่างว่องไว แม้กระทั่งกางเกงในผมก็ตาม ไม่มีความกระดากอายใดๆ ทั้งสิ้น ผมซะอีกที่อายแทน กูต้องจำเป็นขนาดไหนต้องมาซื้อกางเกงในในร้านสะดวกซื้อ (แม่ไม่รักก็เงี้ย)



ผมจ่ายเงินแล้วถือถุงเดินออกมาหน้าร้าน คว้าจักรยานขึ้นคร่อมแล้วถีบเท้าออกไปช้าๆ บรรยากาศยามค่ำๆ แบบนี้ เย็นๆ สบายๆ ผมขี่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับปล่อยให้หัวสมองโล่ง ไม่คิดอะไร ผมรู้สึกว่าช่วงนี้ผมมีเรื่องให้คิดทุกวัน แต่ถามว่าเครียดเรื่องอะไรผมกลับไม่สามารถไล่ลำดับความคิดได้ คิดแล้วก็แปลก พอเวลาตัวเองมีความสุข เจออะไรที่ตลกขบขันก็เล่าได้เป็นฉากๆ แต่พอให้ระบายความเครียดออกมากลับทำไม่ได้ซะงั้น ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน



ผมขี่จักรยานออกนอกเส้นทางกลับบ้าน เลือกเส้นทางเลียบแม่น้ำที่สวนบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้าน เมื่อก่อนก่อนที่จะย้ายไปอยู่คอนโด พอเวลามีอะไรไม่สบายใจ ผมจะชอบมาที่นี่เสมอ สวนแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของหลายๆ คนที่อยู่ในระแวกนี้ ต้นไม้ให้ร่มเงาร่มรื่น ลมพัดเอื่อยๆ สบาย แม้กระทั่งยามค่ำแบบนี้ ก็คงยังมีคนมาออกกำลังกาย หรือนั่งเล่นก็ตาม



ผมปั่นไปตามทางที่มุ่งหน้าเข้าสวน เลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ เพลงที่ดังออกมาจากหูฟัง สายตามองไปตามทาง ปล่อยความคิดให้ไหลไปตามทาง ไหลไม่ได้ไม่เท่าไหร่ก็มาหยุดชะงักที่คำว่า ‘ไอคุณชาย’ ผมถอนหายใจเบาๆ กับความจำที่ไม่คืนมาซักที เบื่อกับสมองตัวเองจนอยากจะตบมันเบาๆ ซักที เผื่อจะหายเดี้ยง ไม่ว่าจะใครก็ตามที่อยู่รายล้อมผมไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ซักคน แม้กระทั่งไอแสงที่ชอบเผือกเรื่องชาวบ้านยังไม่ยอมปริปาก ได้แต่บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผมนั้นมีอะไรมากกว่าที่มันจะเล่าได้ ผมจึงได้แต่รอ รอจนกว่าตัวคนจะมาอธิบายให้ผมฟัง พอคิดถึงเรื่องนี้ผมก็หมดอารมณ์ปั่นจักรยานต่อ จึงเบี่ยงเส้นทางออกจากสวน ตรงกลับบ้าน



โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั้นโดนจับตามองตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน….








“ กลับมาแล้วคร้าบ ” ผมหิ้วถุงที่เพิ่งซื้อจากร้านสะดวกซื้อวางบนโต๊ะ คุณนายยังคงนั่งเพ่งหน้าจออยู่เหมือนเดิม ผมจึงหยิบของส่วนตัวออกมาแล้วขึ้นไปที่ห้องนอน จัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยก็ออกมานั่งจุ่มปุกอยู่หน้าโน๊คบุ๊คของตัวเอง เปิดอ่านคอนเทนท์เกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์ไปเรื่อยเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม



ตอนนี้ผมไม่สามารถออกไปหางานทำได้ เนื่องจากเขาบอกว่าสมองยังไม่ปกติ ฟังดูเหมือนจิตไม่ปกติชอบกล พ่อกับแม่ผมจึงมอบหมาย (แกมบังคับ) ให้ผมมาช่วยงานที่บ้านไปพลางๆ เพื่อที่คุณๆ เขาจะได้เบาใจซักทีที่ได้เห็นลูกชายมาจับงานต่อจากเขา และก็จะได้อยู่สายตาพวกเขาตลอดเวลา ไม่ต้องมานั่งเป็นห่วง ผมก็เข้าใจความคิดของพ่อกับแม่นะ พอรู้เรื่องราวที่เกิดกับลูกตัวเอง พ่อแม่ที่ไหนอยากจะให้กลับไปทำงานแบบนั้นอีก



อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ พวกเขาจะได้จัดทริปไปสวีทหวานแหววกันโดยที่ไม่ต้องห่วงงาน (หวานจนผมที่โสด(?)อยู่นั้น หมั่นไส้ไปตามๆกัน)



ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องมาหาข้อมูล เรียนรู้กิจการที่บ้าน อะไรที่พัฒนาได้ก็จะได้จัดการต่อไปเลย ส่วนพี่สาวผมเมื่อรู้ว่าผมจะมาทำงานที่บ้านก็ยิ้มแก้มแทบปริ บอกกับผมว่าเขาจะได้โดดงานได้บ้างซักที ดูความรักใคร่ของครอบครัวผมสิครับ เฮ้อ (ถอนใจแรง)



ผมอ่านอะไรไปเพลินๆ ตา ก็ได้ยินเสียงมือถือตัวเองดังขึ้น มาจากแอพพลิเคชั่นสีเขียวๆ ที่ไว้ใช้แชทกับคนอื่นๆ จึงหยิบขึ้นมาดู คิดน่าจะเป็นไอแสงทักมา แต่สิ่งที่คาดก็ต้องหยุดลง หัวใจกระตุกแรง เพียงแค่ได้เห็นชื่อคนที่ไม่เคยแม้แต่จะติดต่อกันตรงๆ ทักมา




‘ไอคุณชาย’
‘ นอนหรือยัง? ’   22:30 pm.



ผมเบิกตากว้างกับข้อความที่ได้รับ ขยี้ตาแล้วเพ่งมองอีกครั้งเผื่อตัวเองจะมาฝาด แต่ถึงอย่างนั้นข้อความก็ยังเหมือนเดิม เหมือนกับชื่อคนที่ทักมา



‘ ไม่ตอบ ’



เขาพิมพ์ส่งมาอีกครั้ง เมื่อผมอ่านแล้วหายไปนาน ผมจึงรีบกดพิมพ์ด้วยมือสั่นๆ ตอบกลับไป



‘ ยังครับ ’



พยายามสูดหายใจลึก บังคับจังหวะการเต้นของหัวใจที่มันเร็วจนน่ากลัวให้กลับมาปกติ



‘ ทำอะไรอยู่? ’



‘ กำลังอ่านบทความไปเรื่อยเปื่อยอ่ะครับ ’



‘ เกี่ยวกับอะไร? ’



‘ ก็ธุรกิจทั่วไปแหละ ’



‘ ของที่บ้านเหรอ? ’  ถามเยอะจริงๆ เลยวุ้ย



‘ ใช่ครับ พ่อแม่ผมเขาให้กลับมาช่วยเขาไปก่อน ’



หลังข้อความของผมขึ้นว่าอ่าน แต่ยังไม่ตอบ เขาหายไปสักพักจนเป็นผมเองที่กระวนกระวาย กำลังกดพิมพ์ข้อความส่งไปถาม แชทฝั่งของเขาก็ปรากฏขึ้นเป็นลิงค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเว็บไซด์เกี่ยวกับเคล็ดลับการทำธุรกิจต่างๆ พร้อมด้วยข้อความของเขา



‘ อ่ะ ลองเอาไปอ่านดู ’



‘ เมื่อก่อนฉันชอบอ่าน ตอนกลับมาไทยใหม่ๆ ’



‘ ขอบคุณครับ ’



‘ จะไม่กลับมาทำงานกับฉันแล้วเหรอ? ’



‘ จริงๆ แล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่าผมทำงานตำแหน่งอะไรในบริษัทคุณ ’



‘ ตำแหน่งของนายสำคัญมากสำหรับฉัน ’  ข้อความอันกำกวมของเขานี่มันชักยังไงๆอยู่นะ



‘ ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง ตัวนายก็สำคัญเช่นกัน   โอ้ย คราวนี้ไม่กำกวมละครับ นายท่านเล่นยิงมากขนาดนี้ หน้านี่ไถโต๊ะจนจะถลอกเลยทีเดียว นั่งจ้องข้อความนั้นอยู่นาน



‘ หลับ? ’



‘ เปล่าครับ ’



‘ นายยังจำอะไรเกี่ยวกับตัวฉันไม่ได้ใช่ไหม? ’



‘ เราเป็นแฟนกันจริงๆ เหรอครับ? ’ ผมตัดสินใจถามในสิ่งที่ผมคาใจมาตลอดแทน ถึงแม้ว่ามันจะดูหน้าไม่อายก็ตาม สิ่งที่ผมได้ยินมานั้น เจ้าตัวไม่เคยมาคอนเฟิร์มกับผมเลยสักครั้ง (ถ้าไม่นับเรื่องข้อความในกระดาษนั่นอ่ะนะ) จนผมก็คิดเป็นตุเป็นตะไปเรื่อย จนพาลเป็นบ้าเป็นบอไปคนเดียวเนี่ย



‘ อืมมมม จะว่ายังไงดีล่ะ ’



‘ เอาจริงๆ ฉันก็ไม่เคยขอนายซักทีน่ะนะ ’  ผมสำลักน้ำลายตัวเอง ไอโขลกจนหน้าดำหน้าแดงกับคำที่แสนจะกำกวมของไอคุณชายนี่



‘ แต่ฉันก็ไม่มีอะไรจะปฏิเสธ จะเรียกแบบนั้นก็ย่อมได้ '




‘ แต่ผมเป็นผู้ชายนะครับ ’

 

 

‘ แล้วฉันเป็นผู้หญิงเหรอ? ’

 

 

‘ ไม่ใช่แบบนั้นครับ! ผมหมายถึงเราเป็นผู้ชายทั้งคู่ ’

 

 

‘ มันจะดีเหรอครับ? ’

 

 

‘ มันไม่มีนิยามว่าถูกหรือผิดหรอกนะเรื่องแบบนี้ ถ้าเราว่าดีมันก็ดี ไม่เกี่ยวกับคนอื่นนิ ’

 

 

‘ ฉันไม่ได้โลกยูนิคอร์นอะไรขนาดนั้นนะ แต่ฉันแค่เห็นว่าเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับคนสองคนไม่ใช่เหรอ ตราบใดที่เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แล้วมีตรงไหนที่ไม่ดีกันล่ะ? ’

 

 

อืมมม มันก็จริงอย่างที่เขาบอก ว่าแต่ โลกยูนิคอร์นนี่มันศัพท์ใหม่เหรอ?

 

 

‘ แล้วตอนก่อนที่ผมจะเกิดเหตุ ผมทำงานอะไรให้คุณล่ะครับ? ’

 

 

‘ นายทำหลายอย่างเลยแหละ ทั้งงานที่บริษัท งานที่บ้าน และก็ ’

 

 

‘ งานส่วนตัว ’

 

 

‘ งานส่วนตัวนี่อะไรครับ? ’

 



‘  :hao3:    อิโมจิแบบนี้คือหมายความว่าอะไร!

 

 

-_-

 

 

‘ ฮ่าๆ ฉันล้อเล่น ก็งานเลขาฉันเอง แต่ก็ใกล้ชิดกว่าปกตินิดหน่อย ’  คืออะไรของเขากันละนั่น

 

 

‘ แล้วผมเกิดเหตุได้ยังไงเหรอครับ? ’

 

 

‘ เรื่องนี้ ฉันอยากคุยกันตัวต่อตัวมากกว่า ’

 

 

 

‘ เรามาเจอกันหน่อยได้ไหม? ’

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป....

 

โดนหมัดความอ่อยหนักของท่านชายไปค่ะ

K.O.!!!

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-06-2021 17:12:49 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ Dee^daY

  • ไม่เคย ทำให้ใครเดือดร้อน
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4077
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +330/-6
ตามมาอ่าน ตอนที่ 6 ละ

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 27
" หึงฉันล่ะสิ "




ตื่นเต้นชะมัดเลย ให้ตาย!



ผมกำมืออันชื่นเหงื่อไว้แน่น ขณะนั่งรออยู่ในร้านกาแฟเจ้าประจำ คาเฟ่ของพี่อุ่นนั่นเองครับ น่าแปลกที่ผมก็จำเรื่องราวของพี่อุ่นได้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ผมกับเขาไม่ได้เจอกันบ่อยมากมายนักตั้งแต่เรียนจบมา พอผมมาถึงพี่อุ่นก็โวยร้านแทบแตกใหญ่ เพราะเขาเพิ่งจะได้ข่าวว่าผมประสบอุบัติเหตุจนสลบไปตั้งสามวัน แต่เพราะตัวเขาไม่สามารถปลีกตัวได้เลย ทั้งที่ร้านและที่บ้าน จึงไม่ได้ไปเยี่ยมเลยซักที พอเห็นผมแวะมา เลยเล่นใหญ่เลยทีนี้ กว่าผมจะอธิบายให้เขาเข้าใจได้ ก็เล่นทำให้ผมแทบอยากกลับไปสมองเสื่อมเหมือนเดิมอีกรอบซะจริง



“ น้ำมาแล้วจ้า น้องรัก ” เจ้าของร้านเดินถือถาดไม้สีเข้มที่มีของหวานและเครื่องดื่มวางอยู่บนนั้น พี่อุ่นนำมาวางบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยก็ยังไม่ได้เดินกลับไปที่เคาท์เตอร์ แต่เดินไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลง ผมมองตามด้วยความสงสัย





“ พี่ไม่ต้องไปประจำที่เคาท์เตอร์เหรอครับ ”




“ วันนี้แฟนพี่มาช่วยน่ะ เลยเบาลงไปหน่อย ไม่งั้นล่ะก็ยุ่งตาลีตาเหลือกเลย ”  หืมม ผมก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเขามีแฟนแล้ว เพราะปกติไม่เคยเห็นเขาที่ร้านเลย




“ พี่มีแฟนแล้วเหรอครับ ”




“ ใช่จ๊ะ คบมาตั้งนานแล้วแหละ หกเจ็ดปีได้แล้ว ”




“ โหพี่ ผมไม่รู้เลยนะเนี่ย งั้นพี่ก็มีตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่เลยน่ะสิ ”  พี่อุ่นยิ้มเขินเมื่อเห็นผมตกใจหนักมาก




“ ใช่แล้ว จริงๆ เขางานยุ่งมาก นานๆ ทีจะปลีกตัวมาหาที่ร้านได้ ปกติเราเจอกันที่บ้านซะส่วนใหญ่ มีไปเที่ยวข้างนอกบ้างบางที ”




“ แล้วพี่ไม่คิดมากเหรอ แฟนพี่งานยุ่งขนาดนั้น เอ้อ ผมถามได้ไหมเนี่ย พี่อะไรหรือเปล่า ” ผมรีบขออนุญาต หลังจากถามคำถามที่ค่อนข้างจะส่วนตัวของพี่เขา แต่อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างแทนคำตอบ




“ ถามได้ ไม่ซีเรียสๆ ” พี่อุ่นหัวเราะกับท่าทีเกรงใจของผม “ ถ้าถามว่าพี่คิดมากไหมอ่ะเหรอ ก็มีบ้างนะช่วงแรกๆ แบบช่วงที่พี่ดาวน์อะไรแบบนี้ แต่เหมือนเขามองทะลุพี่จนหมดเปลือกอ่ะเอาจริงๆ เวลาที่พี่ไม่สบายใจเขาก็จะรีบมาหาพี่แล้วนั่งคุยกันตรงๆ เลย มันก็เลยทำให้พี่สบายใจว่าเขามั่นคงและจริงใจ และก็จนถึงตอนนี้น่ะ พี่ไว้ใจเขามากจนไม่คิดอะไรแบบนั้นแล้ว กลายเป็นเราไว้ใจซึ่งกันและกัน ตอนนี้พี่ก็มีความสุขดี ”




“ ดีจังเลยนะพี่ ความสัมพันธ์ที่จริงใจและไว้ใจกัน ”




“ ถามพี่แบบนี้ อย่าบอกนะว่า… ฮั่นแน่! เรากำลังอินเลิฟใช่ม้า ” หญิงสาวทำหน้ากรุ่มกริ่ม ส่งสายตาวิบวับจนผมหน้าเห่อร้อน ต้องรีบแก้ตัวเป็นการใหญ่ อธิบายอยู่นานจนเขายอมเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์ แต่ก็ยังไม่วายหันกลับมายิ้มให้ผมแทนคำพูดว่าเขารู้ทัน ตอนนั้นเองที่ผมได้เห็นชายร่างสูงสมส่วนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว นั่นคงจะเป็นแฟนพี่เขาสินะ ผมส่งยิ้มให้เมื่อเห็นเขาโบกมือทักทายมา ก่อนที่ตัวผมจะมานั่งตื่นเต้นอีกครั้ง ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าใกล้จะถึงเวลาที่ผมนัดกับไอคุณชายแล้ว



ผมก้มลงมองตัวเองในเสื้อผ้าที่เลือกอยู่นาน เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองจะดูดีพอหรือเปล่า ไหนจะทรงผมที่เซ็ตอย่างบรรจงนี่อีก ทำอย่างกับคนจะมาเดตนั่นล่ะ



อะไรนะ เดต!!!!



นี่ผมกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ยยยยย



ผมนั่งขยี้หัวตัวเอง เพราะไอความคิดบ้าๆ นี้อยู่นาน




“ เหาขึ้นเหรอไง ขยี้ซะขนาดนั้น ” เสียงอันคุ้นหูดังขึ้นข้างๆ ตัวผม ทำให้ผมชะงักกึก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองต้นเสียง ใบหน้าอันแสนจะคุ้นเคยทั้งๆ ที่ผมยังจำเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาไม่ได้ แต่จิตใต้สำนึกของผมมันฟ้องทุกเมื่อเชื่อวันว่า ผมมีความรู้สึกดีมากๆ กับเขา มากๆ แบบมากๆ อ่ะ



ในขณะที่ผมยังคงนั่งตะลึงมองคนพูดอยู่นาน ร่างสูงก็เดินมานั่งตรงข้ามผม มองของกินบนโต๊ะครู่หนึ่ง แล้วก็เลื่อนสายตามามองผมที่ยังคงนั่งนิ่งเหมือนเดิม




“ นี่ จะมองหน้าฉันอีกนานไหมเนี่ย ” ผมสะดุ้งเล็กน้อย ยกมือขึ้นมาเกาหัวแก้เก้อ




“ อะ เอ่อ ขอโทษครับ คุณต้องการสั่งอะไรไหมครับ ” ผมรีบยกเมนูที่วางอยู่ข้างตัวผม ยื่นส่งให้คนตรงข้าม




“ อืมม เสียใจอ่ะ นายไม่สั่งเผื่อฉันเลย ” น้ำเสียงราบเรียบผิดกับความหมายของประโยค คนพูดยังคงถือเมนูเล่มนั้นแล้วพลิกหน้าไปมา ถอนหายใจเล็กน้อย สีหน้าเศร้าลง




“ ผม..ขอโทษ พอดีไม่รู้ว่าคุณชอบกินอะไร ก็เลย… ” อีกฝ่ายยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ผมพูดต่อ




“ ช่างเถอะ ก็คงจะมีแต่เรื่องของฉันคนเดียวที่นายยังจำไม่ได้ซักที ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ลุกขึ้นเดินถือเมนูไปที่เคาท์เตอร์ ทิ้งให้ผมกระวนกระวายใจในประโยคที่เขาพูด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องไปรู้สึกผิดขนาดนั้นด้วยเหมือนกัน




“ ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเดือดร้อน ” ผมรีบชิงพูดก่อนหลังจากที่เขาเดินกลับมานั่งลงที่เดิม




“ ไม่ต้องขอโทษหรอก มันไม่ใช่ความผิดนายซะทีเดียว ” แต่สีหน้าของคนพูดก็ยังคงเศร้าเหมือนเดิม ทำให้ผมยิ่งทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่




“ คุณจะให้ผมทำอะไรก็ได้ แต่ผมขอร้องล่ะ ยกโทษให้ผมเถอะ ผมไม่รู้จะทำยังไงให้จำเรื่องคุณได้ซักที ”




“ จริงนะ ”




“ อะไรนะครับ ”




“ ที่ว่าบอกจะทำอะไรก็ได้น่ะ ” ถ้าผมไม่ได้ตาฝาดไป ทำไมผมถึงรู้สึกว่าหลังของไอคุณชายนั้นมีหางกระดิกไปมาอยู่ เหมือนสุนัขเวลาที่มันเจอของถูกใจ เอ่อ ไม่ได้ตั้งใจว่าว่าเขาเป็นหมาหรอกนะ




“ เอ่อ ก็ตามนั้นแหละครับ ”




“ หึๆ ” จากคนท่าทางเศร้าหมอง ตอนนี้กลับพลิกหน้าราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อกี้ ไอคุณชายกอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้างพร้อมกระดิกเท้าเล็กน้อย แสยะยิ้มที่ชวนให้ผมขนลุกหน่อยๆ




“ เอาเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้เราค่อยว่ากัน ฉันจะมาเล่าเรื่องราวของนายก่อนที่จะเกิดเหตุให้ฟัง ”









“ ไง อึ้งเลยล่ะสิ ” ผมนั่งนิ่งหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแบบฉบับสั้นและกระชับ บอกตรงๆ ว่าตัวผมที่ผ่านมาทำไปได้ยังไงกัน…




“ ผมขอถามตรงๆ ได้ไหมครับ ”




“ ว่ามา ”




“ ผม.. เอ่อ ตื้อคุณเข้าทำงานด้วยการแบบ เอ่อ ยะ อย่างนั้นจริงๆ เหรอครับ ” รู้สึกถึงความเห่อร้อนของใบหน้าทันทีที่วกเข้าเรื่องนี้ ไอคุณชายแสยะยิ้ม (อีกแล้ว) ก่อนจะพยักหน้า




“ ยังไม่พอนะ นายน่ะ รู้ตัวไหมว่าชอบแต๊ะอั๋งฉันมาก ย่องเข้าห้องฉันแทบทุกคืน ฉันไล่ยังไงก็ไม่ไป ตื้อจะมานอนกับฉันให้ได้เลย ” ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงเมื่อได้ยินแบบนั้น จริงอยู่หรอกที่เจ้าตัวหน้าตาหวานมาก แถมตัวขาวจั๊วแบบฉบับคุณชายเลยจริงๆ ขนาดผมในตอนนี้ยังแอบมองบ่อยๆ เลย แล้วตัวผมเมื่อก่อนคงจะ…





ฮือ อยากตาย




ผมยกมือขึ้นมาปิดหน้าด้วยความอายอย่างสุด กูทำไปได้ยังง๊ายย





“ แล้วเรา เอ่อ เป็นแฟนกันได้ยังไงครับ ” ไหนๆ ก็อายแล้ว อายให้มันสุดเลยละกัน




“ หึ ก็อย่างที่บอก ฉันยังไม่เคยขอนายอย่างเป็นทางการหรอก ” อีกฝ่ายยกกาแฟดำขึ้นมาดื่มช้าๆ “ แต่เราก็อยู่ด้วยกัน แล้วฉันก็โดนนายแต๊ะอั๋งบ่อยๆ ฉันก็เลยถือว่าเราเป็นแฟนไปเลยละกัน นายก็ไม่เคยเกี่ยงด้วย ” ผมก้มหน้ามองลงพื้น สรุปแล้วกูชอบผู้ชายแต่ต้นเลยหรือนี่ ถึงแม้สิ่งที่ไอคุณชายเล่ามันจะฟังดูทะแม่งๆ ก็ตาม แต่ถ้าวัดจากความรู้สึกตอนที่ผมเห็นเขาครั้งแรกเมื่อกี้นี้แล้ว บอกตามตรงว่าผมเริ่มจะเชื่อจริงๆ




“ นี่ เรื่องที่ฉันเล่ามาทั้งหมดนี่ มีแต่เรื่องนี้เหรอที่นายสงสัย ” ผมพยักหน้าทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่




“ ไม่ต้องช็อคขนาดนั้นหรอก ฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีหรืออะไรหรอกนะ ”




“ แต่…ผมก็ยังรู้สึกแย่อยู่ดี เหมือนผมเป็นโรคจิตยังไงก็ไม่รู้ ” ไอคุณชายหัวเราะ ผมถอนหายใจดังเฮือก ก่อนจะรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ผม เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ผมก็ต้องตกใจเพราะคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผม โน้มตัวมาใกล้ๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มือของเขายังคงลูบหัวผมอยู่ช้าๆ สีหน้าอ่อนโยนอย่างที่ผมไม่เคยเห็น ก็แน่ล่ะ ตั้งแต่ฟื้นมานี่ก็เป็นแค่ครั้งที่สองที่ผมได้เห็นหน้าเขาแบบตัวต่อตัว ตอนนี้ผมว่าหัวใจผมคงเต้นเหนื่อยน่าดู




“ หลงเสน่ห์ฉันอีกแล้วล่ะสิ ”




“ หยุดพูดเถอะครับ! ” อีกฝ่ายหัวเราะร่า โอ้ใจเอ๋ย อย่าเต้นแรงนักเลย แค่ได้เห็นรอยยิ้มของเขาก็ทำให้ผมเป็นเอามากแล้วล่ะนะเนี่ย ผมยกมือลูบหน้าอกเบาๆ พลางเตือนสติตัวเอง สติน่ะ สติ! ไอรักมึงช่วยดึงสติหน่อยย




“ เอาล่ะๆ ไม่แกล้งแล้ว ” ไอคนตัวขาวพยายามหยุดหัวเราะ แต่มุมปากก็ยังไม่วายจะยกขึ้นอยู่อย่างนั้น ผมจึงอดหน้ามุ่ยไม่ได้ แม่ง โดนแกล้งอีกแล้ว




“ แล้ว…คุณพอจะรู้ไหมว่า ทำไมถึงเกิดเหตุกับผมได้ล่ะครับ ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้มีเอี่ยวอะไรกับชีวิตส่วนตัวคุณ นอกจากเอ่อ…เป็นแฟนกันนั่นอ่ะ ”




“ อืมม ฉันพอจะรู้มาบ้างจากคนสนิทของฉัน ว่าคนร้ายคือใคร แต่ก็ยังไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่าเหตุจูงใจของมันคืออะไร แต่ที่แน่ๆ ที่นายโดนหางเลขไปด้วย ก็เพราะว่านายเป็นแฟนฉันนี่ล่ะ ” ผมขมวดคิ้วทันทีที่ฟังจบ




“ ทำไมล่ะครับ เพราะเขาหลงรักคุณเหมือนกันเหรอ ” พรืด ไอคุณชายขำเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับท่าน ผมจึงมองหน้าเขาด้วยความเอือมระอาสุดขีด เห็นผมเป็นตัวตลกหรือไง พูดอะไรก็ขำขนาดนี้เนี่ย




“ นายคิดว่าฉันมีเสน่ห์ต่อเพศเดียวกันขนาดนั้นเลย? ” คนพูดเอ่ยด้วยเสียงสั่นๆ เพราะกลั้นหัวเราะ




“ ก็…ถือว่าแบบนั้นก็ได้ครับ แต่เอ๊ะ คุณจะบอกว่าคนที่คุณสงสัยเป็นผู้ชายเหรอครับ ”




“ ใช่ ฉันว่าฉันรู้ตัวแล้วด้วยว่าใคร ฉันถึงจะมาบอกนายว่าให้ระวังตัว เพราะเขารู้จักนายค่อนข้างดี ” ใครกันวะ รู้จักดีผมด้วย ผมพยายามนึกหน้าของคนที่น่าสงสัย แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก หรือจะไอแสง? คนอย่างมันแค่นั่งทับมดก็น้ำตาไหลพรากแล้ว เพราะฉะนั้นไม่น่าจะใช่มัน แล้วนี่ผมจะมานั่งสงสัยเพื่อนตัวเองทำไมกันละเนี่ย ถ้ามันรู้ล่ะน้อยใจผมตายห่า พูดเลย



ผมรีบสะบัดความคิดติงต๊องออกจากหัว พอเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ก็ชะงักกับสายตาที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ตรึงสายตาผมให้มองอยู่อย่างนั้น ความอาลัย ความคิดถึง ความโหยหา สื่อออกมาจากสายตาคู่สวย ผมไม่รู้ว่าระหว่างที่ผมอยู่ในห้องพักคนไข้นั้น เขาเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้คำตอบนั้นผมว่าผมรู้แล้วล่ะ



คนตรงหน้าผมนี้ก็ทรมานไม่ต่างจากตัวผมเท่าไหร่เลย



เป็นเขาที่คอยระแวดระวังหลังให้ผม เป็นห่วงผมทุกย่างก้าว ถึงกับให้มีคนมาเฝ้า มีคนมาอยู่ด้วยไม่ให้ผมฟุ้งซ่าน แม้กระทั่งเรื่องของครอบครัวผมก็เป็นฝ่ายดูแลให้อย่างดี ผมไม่รู้ว่าเขาทำยังไง ใช้วิธีไหน แต่ที่รู้คือแทบทุกเรื่องในชีวิตผม ก็เป็นเขานั่นแหละที่เป็นคนดูแล



คนคนหนึ่งจะสามารถ ‘เป็นห่วง’ อีกคนได้มากมายขนาดไหน ถ้าไม่ใช่เพราะ….รัก



ทำไมผมถึงได้มั่นใจในคำคำนี้ซะจริง ขนาดที่ว่าผมยังจำอะไรเกี่ยวเขาไม่ได้ซักอย่าง หัวสมองลืม แต่ทว่าหัวใจมันก็คงยังทำงานของมันอยู่ร่ำไป ประโยคที่ว่า ความรู้สึกโกหกเจ้าของร่างไม่ได้ มันก็คงจะจริง เพราะตอนนี้ผมรับรู้ได้อย่างมั่นใจว่า คนตรงหน้าผมนี้เป็นคนสำคัญของผมจริงๆ




“ นายชอบตาฉันใช่ไหม ” จู่ๆ ก็เหมือนถูกลากให้ตกจากเหวบนสวรรค์…




“ ถามอะไรแบบนั้นครับ ”




“ หึ ก็เห็นชอบแอบมองบ่อยๆ ถ้าชอบขนาดนั้นฉันก็ไม่ว่าหรอกนะที่จะมามองใกล้ๆ น่ะ ” โอ้ยย ไอคนหลงตัวเอง!




“ ผมมองเพราะคุยด้วยเฉยๆ หรอก ” ผมเถียงข้างๆ คูๆ หลบสายตาเขา




“ หึๆ เอาเป็นว่าตอนนี้ในเมื่อนายออกจากโรง’ บาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันเลยให้คนของฉันมาคอยดูแลความปลอดภัยให้อยู่ห่างๆ ” อย่าบอกนะว่าเป็นพี่หน้าห้องคนนั้น




“ เอ่อ จริงๆ แล้วก็ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมเกรงใจ ”




“ นายไม่ไว้ใจ? ” คนถามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย




“ เปล่านะครับ! เขาทำหน้าที่อย่างดี แต่ผมก็แค่ เอ่อ เกรงใจ ” ผมเสหลุบสายตามองมือตัวเองที่กุมกันไว้




“ ไม่ใช่เพราะนายไปก่อคดีอะไรไว้งั้นเหรอ ” เฮือก! ชิบหาย เขารู้ รู้ได้ยังไงกันเนี่ย!




“ ฮะๆ คดีอะไรครับ ผมไม่เห็นรู้เรื่อง ” ผมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ก็ไม่สามารถหลบสายตาคมกริบนั้นไปได้ ฝ่ายนั้นถอนหายใจเบาๆ




“ ฉันเป็นห่วงนายหรอกนะถึงพูด นายไม่รู้หรอกตอนที่คนของฉันมารายงาน ฉันตกใจขนาดไหน ” มือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะถูกฝ่ามืออุ่นของเขากอบกุมไว้หลวมๆ “ ฉันรู้ นายคิดถึงฉันจนทนไม่ไหวใช่ไหมล่ะ ” ผมรู้สึกถึงความเห่อร้อนของหน้า ทำไมถึงเป็นคนที่พูดออกมาได้อย่างหน้าไม่อายอะไรขนาดนั้น




“ ผมก็แค่อยากออกไปสูดอากาศบ้าง อยู่เฉยๆ หลายวันโดยที่ไม่มีอะไรทำ มันผิดวิสัยผมครับ ” และผมก็เป็นคนที่แถได้ยอดเยี่ยมมาก แล้วก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอ จึงรู้ได้เลยว่าเขารู้ทัน ให้ตายสิ!




“ เอาน่า อย่าทำหน้าบูดขนาดนั้น ฉันแค่ดีใจ ที่นายก็คิดถึงฉัน ” มือของผมถูกกระชับแน่นขึ้น และอยู่ๆ ผมก็นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ที่เขากับ…ผู้หญิงคนนั้นนั่งกินข้าวด้วยกัน ยิ้มแย้มให้กันอย่างมีความสุข และผมที่ยืนเคว้งราวกับพื้นที่ผมเหยียบอยู่นั้น มันค่อยๆ ถล่มลงร่วงลงไป หากไม่ได้ไอแสง ผมว่าคงยืนแช่อยู่ตรงอยู่นานจนโดนไล่เป็นแน่




“ เป็นอะไรไป นิ่งเชียว ” เสียงทุ้มดึงผมออกจากภวังค์




“ ผมขอถามอะไรอีกได้ไหมครับ ”




“ ว่า ”




“ วันนั้น…ในร้านอาหาร ผมเห็นคุณกับผู้หญิงนั่นกินข้าวด้วยกัน ” ผมตัดสินใจพูดเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมา ขณะที่ผมกำลังจะเรียบเรียงคำพูดให้ตัวเองไม่ดูเป็นคนงี่เง่าที่เที่ยวเป็นบ้าไปเรื่อย




“ นั่นน่ะ เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันของฉันเอง ”




“ หา? ”




“ ตามนั้น มีคนตามฉันอยู่ช่วงนี้ และถ้าฉันคาดการณ์ไม่ผิด มันกำลังหาเป้าหมายใหม่มาแทนนายที่เดี้ยงไปแล้ว ”




“ สรุปแล้วคนร้ายมันหึงคุณใช่ไหมครับ ”




“ ไม่หรอก ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น แต่ตอนนี้ฉันกำลังให้คนไปสืบอยู่ คงจะรู้เร็วๆ นี้แหละ ” ผมรู้สึกว่าความมืดมัวในใจของผมมันหายไปในพริบตา ทันทีที่รู้ความจริง




“ ทำไม หึงฉันใช่ไหมล่ะ ทำหน้าโล่งอกขนาดนี้ ”




“ เหอะ ”




“ ดื้อแล้วยังปากแข็ง ระวังโดน ‘ทำโทษ’ ” ผมทำหน้าสงสัย คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินคำว่า ‘ลงโทษ’ ออกจากปากเขา แต่ก็รู้สึกขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ ด้วยรู้แน่ว่ามันคงไม่ใช่อะไรที่ดีนัก




“ อ้อ ลืมไป นายคงจำไม่ได้สินะ จะให้ฉันทบทวนความจำไหมล่ะ ”




“ ไม่ครับ! ” เขาหัวเราะลั่น





“ ของหวานมาแล้วค่า ” เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรดเลยครับ พี่อุ่น! หญิงสาววางของหวานรวมถึงเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ ผมมองพี่อุ่น ก็เห็นเขาส่งซิกทางสายตามาให้ผมประมาณว่า ‘หล่อเทพบุตรคนนี้คือใคร’ ผมจึงรีบเขม่นตาบอกให้รีบไป เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง แต่ก่อนที่อะไรจะเป็นอะไร




“ ขอบคุณครับ ” พร้อมกับยิ้มหวานเต็มร้อยส่งตรงถึงคนเสิร์ฟ อย่าว่าแต่พี่อุ่นเลยที่หลงระเริง ตัวกูเองเนี่ยแหละที่จะไม่รอด




“ ฮืออ อย่ายิ้มให้พี่ พี่ยังไม่อยากนอกใจแฟน ” ถ้าหูผมไม่แว่วไปเอง ผมว่าผมได้ยินเสียงกระแอมนั่นดังมาทางเคาท์เตอร์ ส่วนไอคนตัวปัญหาก็หัวเราะน้อยๆ แล้วเลื่อนสายตามามองผมที่กำลังเคลิ้มอยู่สะดุ้งทันที เจ้าตัวยักคิ้วให้ทีหนึ่ง ผมจึงอดเบะปากใส่ไม่ได้




“ ว่าแต่คุณน้องเป็นเพื่อนของรักเหรอจ๊ะ ”




“ เพื่อนเหรอครับ อืมม จะว่ายังไงดีล่ะ ” ทำเสียงใสเป็นหนุ่มน้อย แต่สาบานว่าสายตาที่มองผมนั่นไม่น้อยแน่ๆ มันร้ายครับ! มันร้าย!




“ หรือว่า…. ” พี่อุ่นร้องเสียงหลง สีหน้าตื่นตระหนก ผมซึ่งกำลังงงๆ หน้าเหลอหลามองหญิงสาวที มองไอคุณชายที




“ ตามนั้นแหละครับ ” อยู่ๆ พี่อุ่นก็เขิน บิดตัวเป็นเกลียว มองผมด้วยสีหน้ากรุ่มกริ่ม ช่วยบอกกูที เขารู้อะไรกัน!




“ เอาล่ะๆ พี่ไม่กวนละ มีความสุขมากน้า พี่ฝากรักด้วยนะ เอ้อ น้องชื่ออะไรนะ ”




“ ดะ เดี๋ยวๆ พี่อุ่น… ” ผมรู้สึกทะแม่งๆ กับประโยคที่พี่อุ่นพูด กำลังจะถามแต่ก็โดนขัดขึ้นมาซะก่อน




“ ผมเนตรครับ เนตรนภิศ พี่คงเป็นพี่อุ่นใช่ไหมครับ ได้ยินรักเขาเรียก ”




“ ใช่จ้า พี่รู้จักกับรักมาตั้งแต่มันยังใส่ชุดนักเรียนม.ปลายอยู่เลย ดูสิ นี่เรียนจบมหา’ ลัยไปละ เฮ้อ พูดแล้วก็เหมือนดูลูกตัวเองโต ” เอ่อ พี่ครับ….




“ น่ารักใช่ไหมล่ะครับ ” เดี๋ยวววว พูดอะไรของมึง ไอคุณชายยยย




“ คิกคิก ท่าทางคุณเนตรจะหลงมันเอามากนะเนี่ย ”




“ หลงอะไรกันครับ! ” ผมที่เริ่มจับเสียงตัวเองได้ หลังจากที่หลงเสียงหายเพราะแทรกไม่ได้มาสักพัก




“ ฮ่าๆ ไม่ต้องเขินหรอกคุณน้อง มีผู้ชายเพอร์เฟคขนาดนี้มาถวายพานให้ถึงที่ คุณน้องก็อย่าเกรงใจเลย เดี๋ยวจะไม่ทันโดนคนอื่นเอาไปหรอกนะจ้า ” ว่าแล้วคนพูดก็เดินยิ้มจากไป เหลือแต่ผมที่กำลังอึ้ง กับไปตัวปัญหาที่มันนั่งไขว่ห้าง เท้าแขนกับพนักมองมายังผม วางมาดราวกับตัวเองเป็นมาเฟียหลุดออกมาจากในหนังยังไงอย่างนั้น




“ ชอบผมเหรอครับ ” ความองความอายหายไปจากตัวผมหมดแล้ว




“ คิดว่าไงล่ะ ” อีกฝ่ายทำท่าไม่สะท้าย แถมมองผมด้วยสายตาที่ทำให้หน้าผมเห่อร้อนขึ้นกว่าเดิม




“ ท่าจะ ชะ ชอบผมเอามากสินะครับ ” ผมยังคงมั่นหน้า (หน้าด้าน) ถามต่อไป ด้วยเสียงที่สั่นนิดๆ แต่แล้วก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้อย่างราบคาบ




เพราะรอยยิ้มพิฆาตหัวใจ (ผม) ของเจ้าตัวนั่นแหละ!





โปรดติดตามตอนต่อไป....


งื้ออออ ไอคุณชายลูกกกก เบาๆหน่อย ไรท์จะละลายยย (เขียนเองเขินเอง) ><

 :-[   :impress2:



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10-06-2021 17:13:28 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 28
" เจ้าของหัวใจไง "





  (เนตรนภิศ พากย์)


“ ท่าจะ ชะ ชอบผมเอามากสินะครับ ” ท่าทางมั่นใจแบบเงอะๆงะๆของเจ้าตัวทำให้เขาเกือบหลุดหัวเราะออกมา ถ้าไม่ใช่ว่าต้องแกล้งเก๊กไปก่อน เขาคงน้ำตาเล็ดไปแล้ว เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่ยิ้มให้เท่านั้น และรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายแพ้ใบหน้าเขาเอามากๆ
 


และนั่นไง ก็ไม่ได้เหนือความคาดเดาของเขาเลย อีกฝ่ายหลบตาเขาจ้าละหวั่น แถมหน้าสังเกตนิดหนึ่ง ก็จะเห็นว่าแก้มของรักขึ้นสีนิดๆด้วย
 


เขานึกครึ้มในใจอกตัวเองเงียบๆ ไม่ได้อารมณ์ดีแบบนี้มานานเท่าไหนแล้วนะ อาจจะตั้งแต่เกิดเรื่องได้ละมั้ง แค่ไม่กี่นาทีในตอนนี้ที่ได้อยู่กับรัก ก็ปัดเป่าทุกความเครียดและความกังวลในใจเขาหายไปหมด ถึงแม้ว่าความจำเกี่ยวกับเขาจะยังไม่คืนมาก็ตาม
 


ความจำน่ะมันเรียกคืนได้ แต่นิสัยหรือให้เรียกบ้านๆก็สันดานของคนน่ะ มันเปลี่ยนกันยาก เพราะฉะนั้นแล้วต่อให้ความจำเขาหายไปหรือจะความจำเสื่อมไปตลอดชีวิตยังไงก็ตามแต่ อุปนิสัยเขาก็ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เขารู้ได้ว่ารักจริงใจ ไม่ได้เข้าหาเพราะสิ่งนอกกายที่เขามี
 


เขายังไม่เคยบอกกับรักว่าเขาแอบตามเจ้าตัวอยู่ห่างๆมาตั้งแต่รักออกจากโรงพยาบาล ล่าสุดก็ตอนที่รักออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแล้วแวะเข้าไปที่สวนข้างบ้าน ตอนแรกเขาก็ตกใจนึกว่ารักหลงทาง เพราะเห็นขี่จักรยานวนไปวนมาหลายรอบ เหมือนคนไม่มีที่จะไป แต่พอเฝ้าดูนานๆไปก็เข้าใจว่า เจ้าตัวคงจะขี่เล่นเฉยๆ
 


“ เอาล่ะ สิ่งที่ฉันจะพูดกับนายมีเท่านี้แหละ ” เขาตัดสินใจจบบทสนทนาเท่านี้ก่อน เพราะรู้ว่าไม่มีเวลามากนัก และรู้ด้วยว่าอีกไม่นานคนที่แอบตามเขามาจะรู้ซะก่อนว่าผมมาหารักและยังคงติดต่อรักอยู่ ก่อนจะออกมาจากบริษัท คนของเขารายงานมาว่าฝ่ายนั้นพยายามตามเขาอยู่ ซึ่งเขาก็สลัดหลุดไปตอนช่วงที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน จึงมาหารักได้อย่างโล่งใจ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เช่นกัน



“ คุณจะกลับแล้วเหรอครับ ” เขาจะไม่อะไรเลยนะ ถ้าไม่เห็นท่าทาง ‘หงอย’ แบบที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวซะก่อน



“ ใช่ ฉันแอบออกมาแปปนึงเฉยๆน่ะ เดี๋ยวฉันมีไปประชุมต่อ ”



“ เอ่อ แล้วหลังจากนี้ผมจะสามารถติดต่อคุณได้อีกไหมครับ ”



“ นายมีเบอร์ฉันแล้วนิ ไลน์ก็มี ติดต่อฉันได้ทุกเมื่อ ”



“ จริงนะครับ ” เขาหัวเราะในลำคอที่เห็นเจ้าตัวดีใจกับเรื่องเล็กน้อยเท่านี้



“ ฉันดีใจนะเนี่ยที่นายก็คิดถึงฉันเหมือนกัน ”



“ หา! ใครดีใจกัน ผมก็แค่ เอ่อ กลัวคุณชิ่งหนีปล่อยให้ผมสมองเสื่อมอยู่แบบนี้ก็เท่านั้นเอง ” อีกฝ่ายเฉไฉไปเรื่อย แต่ก็ยังปิดความดีใจบนหน้าไม่มิด แบบนี้จะให้เขาอดใจไหวยังไง ให้ตาย! อยากฟัดชิบเลยโว้ย
 


เอ้ย คิดอะไรของเขาเนี่ย อะแฮ่มๆ
 


“ อ้อเหรอ งั้นฉันบอกได้เลยว่าฉันไม่ชิ่งหนีไปไหนหรอก ยังไงซะเราก็เป็นแฟนกัน ”



“ ไอบ้า! เอ้ย ขอโทษครับ คุณพูดเบาๆสิ จะพูดดังเพื่ออะไร คนอื่นเขาได้ยินหมดแล้ว ” รักพูดตะกุกตะกัก ท่าทางอายอย่างเห็นได้ชัด จนเขากลั้นขำไม่อยู่ เพิ่งรู้ว่าการแกล้งคนตรงหน้าเขาก็เป็นงานอดิเรกไปแล้ว



“ เอ๊า เขาจะได้รู้ไงว่านายมีเจ้าของแล้ว ”



“ ของเขิงบ้าบออะไรกัน ผมไม่ใช่หมาแมวนะจะได้มีเจ้าของ ”



“ เจ้าของหัวใจไง ”



“ โอ้ย! ไม่พูดกับคุณแล้ว พูดไม่รู้เรื่อง ” หน้ามุ่ย ถ้าไม่สังเกตเห็นใบหูแดงๆนั่น คงนึกว่าเจ้าตัวขัดใจจริงๆนะนั่น อดใจไม่ไหว ยื่นมือไปบีบแก้มของอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว รักปัดมือแถมโวยวายแบบเขินๆ เขาจึงหัวเราะออกมา ยังไม่วายโดนมองแรงใส่ด้วย แต่ก็ไม่แคร์หรอก ถ้าได้เห็นหลายๆอย่างในตอนนี้ เก็บเกี่ยวให้ได้ที่สุดเผื่อในวันที่เขาไม่ได้เจอรัก
 


และก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นอีก แต่เขาสัญญาว่าจะไม่ทิ้งรักไว้ข้างหลังแน่นอน
 
 
 
 








 

“ คุณเนตรครับ ผมได้รับเรื่องมาจากคนของคุณชัชวาลว่าตอนนี้เขาได้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับคนร้ายครับ ” เสียงของเลขา  ดึงความสนใจของเขาจากกองเอกสารบนโต๊ะ เขายื่นมือไปรับซองเอกสารสีน้ำตาล แล้วดึงแผ่นกระดาษออกมาดู รูปภาพและข้อมูลที่ปรากฏบนเอกสารที่อยู่ในมือของเขานี้ ทำให้เขาชะงักนิ่งทันที
 


“ นายแน่ใจใช่ไหมว่านี่คือข้อมูลที่ถูกต้อง ” เขาเงยหน้าจากเอกสารถามเลขาที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า



“ ใช่ครับ เขาส่งมาให้เราเมื่อเช้านี้ครับ ” เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่บอกให้เลขาออกจากห้องไปก่อน จากนั้นก็นั่งครุ่นคิดอยู่กับตัวเองพักใหญ่
 


จากการคาดเดาของเขานั้น หากอ้างอิงตามในเอกสาร ก็ไม่ได้คาดเคลื่อนกันมากนัก แต่ประวัติของคนร้ายก็ทำให้เขาตกใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นคนใกล้ตัวมากขนาดนี้ และเรื่องนี้พ่อเขาต้องร้อนใจแน่นอน เพราะคนคนนี้มีความเกี่ยวพันกันกับเพื่อนของพ่อเขา เขาจำนามสกุลของเพื่อนพ่อคนนี้ได้ ที่ตั้งแต่จำความได้ก็มาหาพ่อกับตัวเขาบ่อยครั้ง จนกลายเป็นอาที่สนิทสนมและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
 


เขาชอบเรียกว่า อานัย
 


เขาถอนหายใจหนักหน่วง หลับตาลง เอนตัวแนบไปกับพนักพิงเก้าอี้ ในใจพลางคิดว่า เขาจะบอกเรื่องนี้กับพ่อยังไงดี ไม่ให้พ่อสะเทือนใจ จนโทษตัวเองเหมือนช่วงแรกๆที่เกิดเหตุขึ้นกับเพื่อนของพ่อคนนี้ เขากับแม่เอาแต่กังวลจนไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจอย่างอื่นเลย เพราะพ่อสนิทกับอานัยคนนี้มาก มากจนเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันเลย หากรู้ว่าคนร้ายเกี่ยวเนื่องกันกับอานัย พ่อกับเขาจะทำอย่างไรให้เรื่องราวมันจบโดยที่ไม่มีฝ่ายไหนต้องเจ็บปวดอีกต่อไป
 


เขานึกไปถึงวันนั้น เขาจำได้ว่าอานัยกำลังจะมารับเขาที่โรงเรียนแทนพ่อกับแม่ที่ติดธุระเลี่ยงมารับไม่ได้จริงๆ ระหว่างรออามาถึง เขาก็นั่งรอเล่นกับเพื่อนคนอื่นที่รอคนมารับอยู่เหมือนกัน รอจนคนรอบข้างกลับไปจนหมดแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของอา คุณครูก็มาถามเขาหลายครั้ง จนทำให้เขาเริ่มกลัวจับใจ กลัวว่าจะไม่มีใครมารับแล้วทิ้งเขาอยู่ที่โรงเรียนคนเดียว หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมารับเขา ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่อานัยที่เขารู้จัก แต่เป็นลุงคนขับรถของพ่อเขา ซึ่งที่จริงแล้วควรจะอยู่รับส่งพ่อกับแม่  แต่ ณ ตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมลุงคนขับรถถึงมารับเขาได้
 


จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีขณะที่นั่งรถกลับ ทางที่กลับบ้านปกติ กลายเป็นโรงพยาบาลแทน ด้วยความงุนงง เขาจึงถามลุงคนขับรถ แต่ยังไม่ทันจะถามก็โดนป้าอุ่นจูงมือเข้าไปในห้องๆหนึ่ง เขาเห็นพ่อของเขาทรุดตัวลงหน้าห้องอะไรซักอย่างที่เขาในวัยนั้นยังไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก เขาเห็นแม่นั่งยองปลอบพ่อไปด้วยน้ำตาที่นองหน้าเช่นเดียวกับพ่อของเขา
 


เขาเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่จูงมือ ก็พบว่าป้าอุ่นก็ทำหน้าเศร้าสร้อยไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก อาชัชเพื่อนอีกคนของพ่อก็ยืนอยู่ไม่ห่างจากผมมากนัก ด้วยความที่เขายังไม่เข้าใจอะไร จึงเดินเข้าไปแล้วกอดพ่อกับแม่ของเขาไว้ เมื่อคนทั้งสองเห็นเขาก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม เขาไม่รู้จะทำยังไงจึงร้องไห้กับพวกท่านด้วย
 


จนมาภายหลังเขาถึงรู้ว่าอานัยคนที่ยิ้มให้เขาอย่างใจดีทุกครั้งที่เจอคนนั้น….ไปเสียแล้ว
 


พ่อวานให้อามารับตัวเขาเอง และระหว่างทางก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น คนขับรถส่งของมีอาการมึนเมาจากการดื่มสุราก่อนที่จะมาทำงาน ทำให้รถเกิดเสียหลัก พุ่งเข้าชนรถของอาอย่างแรง จนตกลงหนองน้ำข้างทาง ส่วนคนขับรถส่งของนั้นกลับหนีไปโดยไม่ลงมาดูดำดูดี กว่ารถฉุกเฉินจะมา อานัยก็ขาดอากาศหายใจ ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นไม่นาน
 


ซึ่งเหตุนี้ทำให้พ่อของเขาโทษตัวเองอย่างหนัก รวมถึงตัวเขาที่ยังเด็ก ยังไม่ได้รู้เรื่องราวมากมาย ก็รู้สึกแย่เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าคนชนจะถูกจับได้หลังจากเกิดเหตุไม่นาน แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตของอานัยก็ไม่สามารถยื้อกลับมาได้ กว่าพ่อจะทำใจได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบปี ส่วนตัวเขากว่าจะรู้เรื่องราวชัดเจนก็เมื่อผ่านมาหลายปีแล้วหลังจากที่อานัยเสียไป ซึ่งเขาก็เพิ่งได้ยินจากปากพ่อว่าอามีลูกชายคนหนึ่งซึ่งเขาก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน หลังจากนั้นลูกชายก็อยู่ภายใต้ความดูแลของญาติอานัยอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นพ่อเขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ปล่อยให้ทางญาติรับตัวเด็กไป และเรื่องก็เงียบไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นเลย
 


พ่อเขาไม่เคยลืมอานัยเลย ทุกปีต้องจัดทำบุญใหญ่ และบอกว่าอยากจะให้เขาบวชหลังจากจัดการเรื่องเรียนอะไรเสร็จเรียบร้อย แต่ตอนนี้เขายังไม่ได้บวชให้ ไม่ใช่ว่าเขาลืม แต่เพราะเกิดเหตุขึ้นซะก่อน จึงตั้งใจว่าหลังจากจัดการเรื่องร้ายๆในตอนนี้ แล้วจะบวชให้อย่างหมดห่วง
 


แต่เรื่องร้ายๆที่เกิดในตอนนี้กลับเกิดเพราะคนที่เขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ
 


นนท์นที….
 


เพื่อนข้างห้องของเขาและคนของบริษัทที่เขาจัดจ้างให้มาดูเรื่องงานวันเปิดตัว
 


ทำไมเขาจะไม่สงสัยว่าทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นมันจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น เขายังอุตส่าห์เตือนรักว่าให้ระวังเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะความประมาทของเขาเองทั้งนั้น ในเมื่อสงสัยแต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร พอเกิดเรื่องแล้วถึงค่อยคิดหาวิธีแก้
 


เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกเขาขึ้นจากภวังค์ ชื่อคนโทรเข้ากลับยิ่งทำให้เขาหนักใจเข้าไปอีก
 


“ ครับพ่อ ”



“ เนตร พ่อรู้เรื่องมาจากอาชัชแล้วนะ ” ปลายสายเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เขารู้ว่าท้ายที่สุดแล้วพ่อก็ต้องรู้เรื่อง แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะรวดเร็วถึงขนาดนี้



“ ครับ ” เสียงปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง เขาจึงเอ่ยออกไปอีกครั้ง “ ผมเสียใจนะครับพ่อ แต่ผมแค่อยากให้พ่ออย่าโทษตัวเองนะครับ ”



“ พ่อรู้ แต่เรื่องราวทั้งหมดมันก็เกิดขึ้นจากพ่อทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นลูกเขาจะ…. ”



“ พ่อครับ ผมรู้นะว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวผมมันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีคนอยู่เบื้องหลัง และถึงแม้คนที่กระทำจะเป็นเขา แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผมที่จะก่อเหตุครับพ่อ ” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็นเพื่อที่จะไม่ทำให้เรื่องราวแย่ลงไปกว่านี้



“ แล้วลูกจะทำยังไงต่อไป ”



“ ผมว่าผมจะลองคุยกับเขาอย่างจริงจังครับ ” เขาตัดสินใจไม่บอกความจริงว่าตอนนี้เขาพยายามใช้ตัวเองเพื่อล่ออีกฝ่ายออกมา การเสี่ยงในครั้งนี้ถึงแม้อีกฝ่ายจะเดาออกหรือไม่ก็ตาม แต่คนของอาชัชถึงได้สืบเรื่องได้อย่างรวดเร็วว่าคนร้ายที่แท้จริงคือใคร เพราะจากเบาะแสของคนร้ายก่อนหน้านี้ที่จับกุมได้ ยอมสารภาพหลังจากที่เจ้าหน้าที่เค้นอยู่นาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้ชื่อของคนวานจ้างอยู่ดี เพราะการจ้างในครั้งแรกที่ทำให้ตัวเขาเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในตอนนั้น คนวานจ้างได้แต่ใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งติดต่อมา ส่วนเงินก็ใช้เป็นการฝากเงินผ่านตู้เอทีเอ็มแทน จึงทำให้ยากต่อการตามสืบ แต่เจ้าหน้าที่ได้เก็บรวมรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี รวมถึงการตามสืบเรื่องราวในตอนนี้ ทุกอย่างมันชี้เป้าไปที่คนคนเดียวกัน



“ เขาจะยอมเหรอลูก ในเมื่อเขาฝังใจขนาดนี้ ” คนเป็นพ่อเอ่ยด้วยเสียงกังวล



“ ผมจะพยายามครับพ่อ ผมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องร้ายๆกับใครอีกแล้ว ”  เขาพูดอย่างหมายมั่น ในใจคิดถึงคนที่รับความเจ็บปวดแทนเขามาตั้งแต่ได้รู้จักกัน



“ ถ้ามีอะไรที่พ่อพอจะช่วยได้ รีบบอกพ่อนะ อย่าเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง พ่อไม่อยากเสียใจทีหลังอีกแล้วนะลูก ” เขาฟังจบแล้วชะงักเล็กน้อย หากมันก็สายเสียแล้ว เพราะตอนนี้ตัวเขาได้ตัดสินเอาตัวเองเป็นเดิมพัน ไม่ว่าเรื่องราวมันจะกลายเป็นร้ายหรือจบลงด้วยความโล่งใจ เขาก็จะทำให้มันยุติให้ได้ เขาเงียบอยู่สักพักจนปลายสายเอ่ยทักอีกครั้ง
 


‘ ผมขอโทษที่ต้องโกหกนะพ่อ ’
 


“ ครับพ่อ ”





โปรดติดตามตอนต่อไป....


คุณเนตรจะทำอะไรรรรร ไม่นะ!

 :serius2:




ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 29
" เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว "





เขาเจ็บปวดทรมานมานาน



ครั้งนี้จะได้แก้แค้นให้สมกับความเจ็บปวดนั้นซักที



ฉากหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของพวกนั้นทำให้เขาแทบอยากจะทำลายมันให้สิ้นซาก ทำไมถึงมีแต่เขาที่เจ็บปวด! เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ ทำไมพวกนั้นต้องพรากทุกสิ่งอย่างไปจากเขา!



ความมืดในใจมันกัดกร่อนร่างกายและจิตใจอยู่ทุกเวลา มันทำให้ความแค้นยิ่งฝังลึกเข้าไปอีก จนถึงตอนนี้เขาแทบไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาอีกแล้ว เขาเริ่มยิ้มน้อยลง และไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นแม้กระทั่งญาติของเขาเอง



เขาจำภาพที่พ่อถูกคลุมผ้าขาว นอนราบไร้ลมหายใจอยู่บนเตียงได้ดี แม้ว่าตอนนั้นเขาจะยังเด็ก แต่ไม่รู้ทำไมภาพมันติดตาเหลือเกิน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เห็นภาพนั้นซ้ำอีก แต่มันเป็นร่างของแม่เขาแทน เขาเอาแต่จ้องอยู่อย่างนั้น น้ำตาเหือดแห้งไม่ไหลซักหยดเดียว แต่ใครไหนเลยจะรู้เลยว่า ภายในใจของเด็กน้อยคนหนึ่งมันบิดเบี้ยวไปแค่ไหน เขาถูกจูงไปไหนต่อไหนโดยที่เขาไม่ได้สนใจแม้แต่นิด สิ่งที่อยู่ในหัวเขาอย่างเดียวเลยคือ ร่างที่ถูกผ้าขาวคลุมอยู่ก็เท่านั้น



เขาได้รู้จักกับญาติของพ่อเป็นครั้งแรกก็ตอนนั้น ใบหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่เขารู้ในใจพวกนั้นกลับเอาแต่พยายามผลักไสเขา มันน่าตลกสิ้นดีที่รู้แบบนั้น ก่อนที่เขาจะถูกพาตัวไปต่างประเทศ ด้วยพินัยกรรมที่ไม่มีตัวตน ทรัพย์สินของพ่อแม่เขาก็ถูกรุมทึ้งจากผู้ที่หวังจะครอบครอง แต่ตามกฎหมายมันไม่สามารถทำได้ทันที ญาติของเขาเลยประกาศตัวเองขึ้นเป็นผู้จัดการมรดกจนกว่าตัวเขาจะบรรลุนิติภาวะ และก็ได้รับการอนุมัติจากศาล หลังจากนั้นเขาจึงโดนลากมาที่บ้านของญาติพ่อคนหนึ่งที่ต่างประเทศ จากบรรยากาศที่อบอุ่น ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม ก็กลายเป็นนรกบนดินทันที ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของเขาก็ถูกคนพวกนั้นฉกฉวยเอาไป ด้วยความเป็นเด็ก เขาจึงไม่รู้เรื่องอะไร กว่าเขาจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็โดนปลอกลอกไปเกือบหมดแล้ว



พอโตขึ้น โชคดีที่ญาติของพ่อคนหนึ่งยังคงมีสำนึกพอที่จะบอกให้เขารู้ถึงมรดกของพ่อ และสิ่งที่ญาติที่เหลือทำกับเขา หลังจากนั้นเขาก็วางแผนอย่างเงียบๆ วานคนสนิทของพ่อช่วยเอาสิ่งที่เป็นของเขาที่เหลือจาก ‘ผู้จัดการมรดก’ ซึ่งพวกนั้นจัดการโดยไม่มีความปราณีต่อตัวเขาใดๆ ทั้งสิ้นนั้นคืนกลับมา จนสุดท้าย หลังจากฝ่าฟันบรรดานรกพวกนั้นมาได้ เขาก็รีบบินกลับไทยทันทีเพื่อลงนามความเป็นเจ้าของที่แท้จริง



และเมื่อทุกๆ อย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อย เขาจึงได้หายใจได้อย่างโล่งปอดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีตั้งแต่ที่พ่อแม่เขาจากไป และก็ด้วยการช่วยเหลือของญาติคนนั้น เขาจึงได้พบกับพวกนั้นอีกครั้ง พวกที่เป็นต้นเหตุให้โลกของเขาดิ่งลงเหว ความทรงจำอันเลวร้ายเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจดำเนินการแผนต่อไปในใจอย่างเงียบๆ โดยที่ญาติเขาคอยระวังหลังให้



แต่ทำไมเขาถึงทำอะไรพวกนั้นไม่ได้เลย! ทำไมชีวิตพวกนั้นถึงยังปกติสุข ยังรักใคร่กัน เขาเกลียดภาพบรรยากาศแบบนั้นซึ่งมันต่างจากโลกของเขาโดยสิ้นเชิง



เขาสับสนในใจทุกครั้งที่ตัวเองจะทำตามแผนที่วางไว้ มองมือสั่นๆ ของตัวเองหลังจากที่ทำให้ฝ่ายนั้นพังพินาศ



มันควรจะสะใจสิ ไม่ใช่มารู้สึกแบบนี้!



ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขาย้ำถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายๆ ในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้ง ภาพของพ่อที่นอนจมกองเลือดยังคงตามหลอกหลอนในหัว แต่ไม่รู้ทำไม



ทำไมเขาต้องมานั่งรู้สึกผิดกับอะไรที่ครอบครัวนั้นควรจะได้รับอย่างสาสมด้วย มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ เขาต้องแก้แค้นให้พ่อ แก้แค้นให้กับครอบครัวตัวเองที่มันแหลกสลายพังไปเพราะไอคนไม่กี่คนพวกนั้น



หึ คนเลวแบบเขามันต้องเป็นแบบนี้แหละ ในเมื่อกาลเวลามันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เขาจะเป็นคนกำหนดมันเองแล้วกัน



แต่แล้วเขาก็ไปรับรู้ความลับของพวกนั้นโดยบังเอิญ หึ คงเป็นคนสำคัญมากสินะ ขอให้ได้รับรู้ไว้ว่า ยิ่งสำคัญเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งทำลายมันให้ได้!



ภาพคนมากมายเดินสวนทางกันโดยที่ต่างฝ่ายไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย แต่สำหรับเขา เขาเดินสวนทางกับคนคนหนึ่งบ่อยซะยิ่งกว่าเจอคนรู้จักซะอีก ซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้รู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกเพ่งเล็ง เขาเฝ้ามองจนแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เขาได้รับรู้มาจะไม่ผิดแน่นอน และหลังจากนั้นก็รีบลงมือทันที และผลที่ตามน่ะหรือ



คนคนนั้นความจำเสื่อมไปแล้วน่ะสิ ดี! ยิ่งเลวร้ายเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เขาจะรอดูทุกๆ อย่างของพวกนั้นพังพินาศอย่างช้าๆ



และตอนนี้เขาก็ยืนดูผลงานชิ้นล่าสุดที่เขาเพิ่งจะลงมือหมาดๆ คนสำคัญของพวกนั้นยังคงใช้ชีวิตปกติสุขหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล ไม่รู้เพราะโง่หรือบ้ากันที่พวกนั้นก็ยอมให้ออกง่ายๆ ทั้งที่รู้ว่ามีเขาคอยจ้องมองอยู่



ถึงแม้คนของเขาจะถูกจับได้ ถึงแม้ตัวเขาจะเสี่ยงที่จะโดนจับเหมือนกันก็ตาม และถึงแม้พวกนั้นพยายามจะตบตาเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นถึงความสำคัญของคนคนนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น



หึ คิดไม่ถึงว่าคนสำคัญจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ผิดคาดจริงๆ



รอยยิ้มหยักลึกที่มุมปาก



อย่าหาว่าเขาใจร้ายก็แล้วกันนะ



เนตร….





















(ณรัก พากย์)


“ขอบคุณครับคุณลูกค้า เดี๋ยวทางเราจะรีบจัดส่งให้ครับ เปิดบิลไปพร้อมกันเลยครับ ครับ สวัสดีครับ” ผมวางสายจากลูกค้าคนสำคัญ ซึ่งสั่งเครื่องไหว้ชุดใหญ่หลายร้อยชุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับเทศกาลสำคัญของจีนที่กำลังจะมาถึง ตอนนี้ผมหัววุ่นไปหมด พอใกล้ๆ เทศกาลทีไร อยากจะดึงทึ้งหัวเป็นร้อยรอบ หัวล้านไปสิบปี



ผมกลับมาทำงานที่บ้านจนถึงตอนนี้ก็เป็นเดือนที่สามแล้วครับ มีเหนื่อยบ้างเบาบ้างสลับๆ กันไป ตามประสางานระบบครอบครัว พ่อแม่และพี่สาวก็พร้อมใจกันยินดีเป็นล้นพ้นเหลือเกิน ที่ผมตัดสินใจจะกลับมาทำงานที่บ้าน ตอนนี้คนที่โดนรับน้องหนักที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเป็นตัวผมเอง เพราะตั้งแต่กลับมาทุกคนก็พร้อมหยิบยื่นงานของตนมาให้ผมดูแล ทั้งๆ ที่ผมบอกชัดเจนแล้วว่าผมดูแลเรื่องลูกค้าให้ แต่งานจุกจิกอย่างเช่นเอกสารหรือบัญชีต่างๆ ผมคงให้พี่สาวผมดูแลต่อ แต่ก็ยังมิวายโยนงานมาให้ผมดูแล พร้อมกำชับอีกนะว่า เขาไว้ใจผมแค่คนเดียว ให้พนักงานคนอื่นดูแลก็ไม่เหมือนผมดูแล เดี๋ยวก็จิ๊กตังค่าขนมเอาซะเลยนิ



ผมเอนตัวพิงเบาะเก้าอี้ ตั้งแต่วันที่ผมไปเจอไอคุณชายก็ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ได้แล้ว หลังจากวันนั้นเราก็ติดต่อกันผ่านแอพพลิเคชั่นสีเขียวมาตลอด จนตอนนี้ผมเริ่มสนิทใจกับเขามากขั้น เขาก็ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ เช่นควรปรับตรงไหน ควรรับมือกับลูกค้ายังไง อะไรประมาณนี้ มันก็จะเหมือนเข้าคอร์สกับนักธุรกิจในแวดวงการดังหน่อยๆ ที่สำคัญคือฟรี หึ!



เขาเล่าเรื่องราวมากมายช่วงก่อนที่ผมจะความจำเสื่อมให้ฟัง อย่าเรียกว่าเล่าเลย เรียกล้อผมดีกว่า ซึ่งก็ต้องบอกก่อนเลยว่ามันน่าเหลือเชื่อมาก ครั้งก่อนที่ว่าเหลือเชื่อแล้ว ครั้งนี้ยิ่งดับเบิ้ลไปอีก การที่ผมจะไป เอ่อ รักคนอย่างไอคุณชายได้นั้น มันอิมพอสสิเบิลมาก! ไม่ต้องสงสัยอะไรหรอก อะไรคือการที่เขาหลงตัวเองได้มากมายขนาดนั้น ไหนก็จะว่าผมหลงรักเขาก่อนเพราะเขาหน้าสวย ไหนจะชอบแต๊ะอั๋งเขาเป็นประจำ (ย้ำบ่อยมาก) ไหนจะรุกเขาจนเขาแทบทนไม่ไหวอยากจะจับผมกดลงเตียงแล้วอะบราคาดะบร้า เดี๊ยวววว นี่มันภาษาอะไรอะไรกัน!



อะแฮ่มๆ เราข้ามจุดๆ นี้ไปกันดีกว่านะครับ



แล้วเขาก็เล่าให้ฟังอีกว่า จริงๆ แล้วผมจะต้องไปร่วมงานแต่งเพื่อนเก่าของเขาด้วย ซึ่งคนไหนผมก็ไม่รู้อ่ะ ซึ่งชุดเขาก็เป็นคนซื้อให้แล้ว และก็อยากให้ผมไปกับเขามาก แต่เขาบอกว่าเพราะผมปัญญาอ่อนอยู่เลยเว้นให้ (หื้ม) ไอคุณชายเลยต้องไปคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ ผมจึงได้แต่งงๆ แต่ก็ไม่อะไรมาก เพราะผมก็ไม่ถนัดออกงานงานเว่อวังอะไรนี้อยู่แล้ว



เสียงเตือนข้อความเข้าของมือถือผมดังขึ้น ผมจึงเอื้อมไปหยิบขึ้นมาดู นั่นไง เพิ่งนึกถึงปุ๊ป เจ้าตัวก็โผล่มาปั๊ป




‘ คุณชายเจ้าปัญหา ’

‘ ทำอะไรอยู่? '   16:22 pm



‘ ทำงานครับ ’



' เหนื่อยไหม '    ผมรู้สึกถึงความอุ่นวาบขึ้นมาในใจ เมื่อได้เห็นประโยคของคนที่ส่งมา



‘ ก็นิดหน่อยครับ แต่เหนื่อยน้อยกว่าคุณแน่ๆ ฮ่าๆ ’



‘ แน่นอน นี่ใคร ติวเตอร์ของนายไง ’



‘ คร้าบบ คุณครู ’



‘ วันนี้ตอนเย็นว่างไหม ’   ผมลุกขึ้นมานั่งตัวตรง เอื้อมหยิบปฏิทินมาดู



‘ ก็ไม่น่าจะติดอะไรนะครับ ’



‘ งั้นมาเจอกันหน่อยสิ ’   ผมยิ้ม ก่อนจะก้มลงพิมพ์ตอบ แต่แล้วก็ต้องชะงักกับประโยคที่อีกฝ่ายพิมพ์มาก่อน



‘ คิดถึง ’



รู้สึกหน้าร้อนๆ ยังไงชอบกล













“ ไอรัก กูว่าวันนี้มีอะไรแปลกๆ ปะวะ ”  ไอแสงผู้ซึ่งในช่วงนี้ติดสอบห้อยตัวผมราวกับปรสิต กินเลือดผมเป็นอาหาร เพราะได้รับส่วย เอ้ย คำสั่งจากไอคุณชายว่าให้มาดูลาดเลาให้ผม ถึงแม้เขาจะจ้างคนดูแลอยู่ห่างๆ ไว้ ก็คนเดียวกับที่เฝ้าหน้าห้องพักคนไข้นั่นแหละครับ แต่ก็นั่นแหละ ไม่เว่อวังก็ไม่ใช่ตัวเขาล่ะ และตอนนี้ผมกำลังไปหาไอคุณชายเจ้าปัญหาโดยที่มีเพื่อนของผมตัวติดไปด้วยเพื่อไปรับส่วย เอ้ย ไปส่งผมนั่นเอง (ไม่ค่อยหวังผลประโยชน์เลย) ที่ร้านเจ้าเก้าเจ้าเดิม ร้านพี่อุ่นนั่นเอง



“ แปลกๆ อะไรวะ ”  ไอแสงยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูผม



“ ไม่รู้ว่ะ กูรู้สึกเหมือนถูกจ้องยังไงชอบกล ” ผมหันไปมองรอบตัว ก็เพิ่งนึกได้ว่ามีคนของไอคุณชายตามมาด้วย



“ ก็คนที่คุณเนตรจ้างมานั่นไง เดินตามเราอยู่ห่างๆ ข้างหลังอ่ะ ”  พอผมพูดแบบนั้นเท่านั้นแหละ ไอแสงถึงกับบางอ้อทันที หันไปมองคนที่จ้องมายังพวกเราอีกครั้ง พร้อมส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ฝ่ายนั้น มันก็รู้ว่าเรามีชนักติดหลังอยู่นั่นเอง แหม สีหน้าเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าผิวกิ้งก่าอีกนะมึง



“ เอ้อ กูก็ว่าหน้าคุ้นๆ มองซะจนผิวหนังที่หลังกูถูกทิ่มแทง ”



“ มึงนี่ก็เวอร์เก่งง เขาก็มองลาดเลาทั่วไป ไม่ได้จ้องขนาดนั้นซะหน่อย ”



“ กูพูดจริงนะเว้ย ดูสิขนกูลุกเลย ”  ไอแสงรีบยกแขนขึ้นมาให้ผมส่องขนมัน เออแฮะ มันลุกอยู่จริงด้วย



“ เขาคนนะไอห่า ไม่ใช่วิญญาณสัมภเวสี ”  พอไอเพื่อนตัวดียังจะทำท่าเถียงอยู่ ผมจึงยกมือห้าม แล้วรีบลากคอมันเดินมาตามผม ก่อนที่มันจะเลยเวลานัดเนี่ย! คนยิ่งตื่นเต้นอยู่ ฮู้วว



“ แหม อยากจะไปหาผัว เอ้ย หาแฟนขนาดนั้นเลยเหรอครับเพื่อน โอ้ย ”  ผมรีบยกมือตบกบาลไอคนข้างตัว จนเจ้าตัวร้องออกมา



“ มึงจะพูดทำซากไรเนี่ย เงียบๆ สิ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน ”



“ หึๆ ไอควายครับ ใครมันจะไปได้ยินครับ กูถามมม อายก็บอกมา เหอะ! กระม้วนกระเมี้ยนอยู่นั่น ”



“ นี่ โดนไปอีกที พูดมาก! ”  ผมตบมันย้ำไปอีกที มันหันมาถลึงตามองผมอย่างเคืองๆ ก่อนสายตามันจะเลยไปทางด้านหลัง แล้วสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบหันมาหาผม



“ มีอะไรวะ เจอวิญญาณอาฆาตอีกหรือไง ”



“ ข้างหลังนั่นไง อาฆาตกว่าวิญญาณอีก โธ่ จะช่วยมึงแท้ๆ ยังโดยเพ่งเล็งไปด้วยซะงั้น ทำคุณบูชาโทษจริงๆ ”



“ กูล่ะงง มึงคิดไปเองเปล่าวะ กูก็เห็นเขาก็ปกติ ไม่เห็นจะอาฆาตอะไรอย่างที่มึงบอกเลย ” ผมหันไปก็เห็นเพียงแต่เขามองมา สายตาปกติ ค้อมหัวให้เล็กน้อย



“ ฮุ้ย ก็มึงมันคนสำคัญของนายเขา แล้วกูมันใช่ไหมล่ะ! ” แล้วมันก็สะบัดหน้าไปอีกด้าน วันนี้เพื่อนกูมาแปลกเว้ยเฮ้ย มีมางงมางอน



“ มึงงอนเขาเหรอวะ ”



“ งอนเชี่ยไรล่ะ ทำไมกูต้องงอน ”  แหม เสียงสูงเชียว



“ มึงจะงอนไม่ได้นะเว้ย มึงต้องเข้าใจนะว่า... ”  ผมมองหน้ามันนิดหนึ่งขณะเดินอยู่  “ กูอ่ะสำคัญไง ฮ่าๆๆๆๆ ” มันรีบคล้องคอผมแล้วล็อคแน่น



“ จ้า ไอคนสำคัญ! คนไม่สำคัญคนนี้ขออนุญาตหมั่นไส้หน่อยนะจ้า ”



“ โอ้ยย หายใจไม่ออกกก ” ผมรีบยกมือตบแขนมันอย่างไวก่อนที่จะหายใจไม่ออกจริงๆ



“ กรุณาปล่อยคุณรักด้วยครับ ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาจากด้ายหลัง ทำให้ผมกับคนที่ประทุษร้ายผมอยู่ชะงักไปด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่ไอแสงจะรีบปล่อยแขนราวกันโดนน้ำร้อนลวก



“ เอ่อ ไม่เป็นไรครับคุณ ผมแค่เล่นกับเพื่อนผมเฉยๆ เราเล่นแรงแบบนี้แหละครับ ” ผมรีบพูดขึ้นพร้อมกับส่งซิกให้เพื่อนรีบเออออตาม



“ ชะ ใช่ครับคุณบอดี้การ์ด ผมก็แค่เล่นกับไอรักเพื่อนผมเฉยๆ ฮ่าๆ ” ไอแสงเกาหัวอย่างมึนๆ เออออตาม คุณบอดี้การ์ดที่ไอแสงเรียกได้แต่พยักหน้านิ่งๆ เบาๆ แล้วผายมือบอกให้เราเดินต่อ ผมกับไอแสงเลยเดินกันต่ออย่างมึนๆ ด้วยกันไปทั้งคู่ และผมก็ได้ยินเสียงคนพึมพำข้างตัว



“ เหอะๆ คุณรัก คุณรัก หมั่นไส้โว้ย! ”














“ เดี๋ยวกรุณานั่งรอคุณเนตรสักครู่นะครับ ผมจะนั่งอยู่โต๊ะห่างๆ ไปไม่ไกล มีอะไรเรียกได้ตลอดเลยนะครับ ” ผมพยักหน้าให้คุณบอดี้การ์ดในชุดลำลอง ตัวเขาจึงเดินไปนั่งโต๊ะที่เยื้องออกไปไม่ห่างจากโต๊ะผมเท่าไหร่ หันไปมองคนที่ทำหน้าตูดตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในร้านก็ได้แต่ถอนใจ สงสัยวันนี้มันอารมณ์คงบ่จอย สาเหตุก็….คงมาจากชายใส่สูทคนนั้นล่ะมั้ง ผมก็แอบแปลกใจนิดหน่อย เพราะร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมันหน้าบูดขนาดนี้เพียงเพราะแค่โดนว่า สงสัยครั้งนี้มันคงไม่ชอบจริงๆ ล่ะมั้ง



ผมยกมือถือขึ้นมาส่งข้อความหาคุณเนตรว่าถึงที่หมายแล้ว ก่อนจะวางลงที่โต๊ะ แล้วหันไปมองคนที่นั่งข้างตัวผมอีกครั้ง ก็ได้แต่เห็นหน้าตูดๆ ของมันเหมือนเดิม



“ มึงเป็นอะไรของมึงวะ นี่งอนจริงๆ เรอะ ”



“เหอะ งอนอะไร กูไม่เคยงอนเว้ย ” พูดเสร็จมันก็สะบัดหน้าพรืดไปอีกทาง นี่ไม่งอนเลยยยย ผมเชื่อมากกกก ตัวถึกทึนดิบเถื่อนอย่างกับนักเพาะกล้าม มานั่งงอนเป็นสาวน้อย ผมนี่ขนเท้าลุกเลย



“ จ๊ะๆ ไม่งอนก็ไม่งอน แล้วมึงเป็นอะไรไหนบอกกูหน่อยสิ ”



“ กูก็ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย กูปกติ ”  โอ้โฮ! นี่ปกติเหรอ ถ้ามึงไม่ปกตินี่จะขนาดไหนวะ



“ เอาน่ามึง คุณเนตรเขาก็คงกลัวเกิดเหตุอะไรอีก มึงจะไปอะไรกับเขามาก ช่างๆ เขาไปเถอะ ” มันหันมาถลึงตาใส่ผม



“ ใครบอกมึงว่ากูโกรธเขา ”



“ อ้าว ไม่โกรธคุณเนตร แล้วมึงโกรธคุณบอดี้การ์ดเหรอไง ” แล้วมันก็หันพรืดไปอีกทางอีกครั้ง เออเว้ย สรุปมันโกรธคุณบอดี้การ์ดนี่เอง



“ หรือโกรธกู แล้วนี่สรุปมึงมึงโกรธจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย ”



“ โว้ย! เลิกถาม กูหายแล้วๆ โอเค๊ ” ไอแสงพูดอย่างเหนื่อยหน่ายใจ



“ เออดีๆ กูก็ขี้เกียจง้อ ”



“ เออ! ” แล้วมันก็สะบัดพรืดไปอีกครั้ง โอเค สรุปมันโกรธผมแล้วคราวนี้



















(เนตรนภิศ พากย์)


ร่างสูงยกมือถือขึ้นมาดูหน้าจอ เมื่อมือถือส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้า ก่อนจะยิ้มบางๆ กับข้อความที่เห็น รักส่งมาบอกว่าถึงแล้ว แถมยังส่งรูปตัวเองกับเพื่อนมาให้ ถ้ามองดีๆ ตรงมุมขวาของภาพก็ยังติดบอดี้การ์ดที่อาชัชส่งมาดูแลรักอีกด้วย เขาเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะรีบเดินไปยังรถยนต์ของตัวเองที่จอดไว้ตรงที่ประจำ



เขาสแกนนิ้วปลดล็อครถ สายตามองไปรอบลานจอดรถรอบหนึ่ง แล้วหย่อนตัวเข้าไปนั่งในรถ สตาร์ทรถขับออกจากบริษัทไปอย่างรวดเร็ว ระยะทางจากบริษัทกับร้านคาเฟ่ของพี่อุ่น พี่คนสนิทของรัก ค่อนข้างห่างกับพอสมควร ยิ่งถ้าในช่วงเย็นๆ แบบนี้ด้วยละก็ คงต้องใช้เวลาสักพัก บังเอิญวันนี้เขาติดประชุมด่วนกับลูกค้าคนสำคัญพอดี จึงออกช้ากว่าที่คิด เขาเลยรีบส่งข้อความหารักและบอดี้การ์ดว่าเขาอาจจะไปถึงสาย ให้สั่งอาหารไปก่อนเลยไม่ต้องรอ



เขากับรักค่อนข้างที่จะสนิทขึ้นกันกว่าตอนทีเจอกันครั้งแรก อาจจะเป็นเพราะนิสัยของรักไม่ได้เปลี่ยน และอาจจะเป็นเพราะลึกๆ แล้วรักยังคงรู้สึกดีๆ กับเขาอยู่เหมือนกัน ถึงแม้ความทรงจำจำหายไป แต่จิตใต้สำนึกยังคงระลึกได้เสมอ คงจะเป็นแบบนั้น เขาจึงวางใจว่ารักจะไม่ลืมเขาแน่นอน



มือแข็งแรงจับอยู่ที่พวงมาลัยเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง สายตามองไปที่กระจกหลังทันที รถเก๋งคันหนึ่งตามหลังเขามาติดๆ เรียกได้ว่าหากเขาเบรคกะทันหันคงชนกันได้เลย เขาพยายามเพ่งมองผ่านทางกระจกหลังสลับกับมองทางข้างหน้าตลอด เพราะเริ่มไม่ไว้ใจในสถานการณ์ เขามั่นใจว่าวันนี้ที่เขาจะไปหารักไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้แน่นอน เพราะเขาไม่ได้บอกใครเลยทั้งนั้น แม้กระทั่งเลขาของเขาเอง จะมีก็แค่รัก แสง แล้วก็บอดี้การ์ดของรัก



เมื่อสัญญาณไฟจราจรข้างหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาหยุดรถนิ่ง สายตายังคงมองไปที่กระจกหลังตลอดเวลา เพราะรถคันข้างหลังยังคงตามติดเขาอยู่ตลอด จนค่อนข้างที่จะมั่นใจแล้วแน่ๆ ว่าคนขับมันขับตามเขาแน่นอน เขาหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความถึงอาชัช ก่อนที่จะตัดสินใจเบี่ยงออกนอกเส้นทางเดิมเมื่อสัญญาณไฟเขียวปรากฎขึ้น ขับมาเรื่อยๆ จนหลุดออกจากย่านตัวเมือง สองข้างทางกลายเป็นหญ้ารกๆ คันข้างหลังก็คงยังขับตามมาติดๆ และพยายามจะเลื่อนรถมาด้านข้างเพื่อเบียดให้เขาจอด เขาเร่งเครื่องให้เร็วขึ้นให้พ้นจากตัวรถของอีกฝ่าย หน้าปัดความเร็วตอนนี้เข็มชี้เลยเลขที่จำกัดความเร็วไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถผ่อนความเร็วลงได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะหากเขาแตะเบรก นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายจะสกัดรถเขาได้ในทันที



เสียงมือถือดังขึ้น แต่เขาไม่สามารถหยิบขึ้นมารับได้ อาจจะเป็นรักหรืออาชัชเขาก็ไม่สามารถรู้ได้เลย ตอนนี้สติเขาเพ่งอยู่กับการขับให้หลุดจากการตามของรถคันด้านหลังนี้ให้ได้ อุณหภูมิภายในรถเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากร่างกายของเขาตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา



แต่อยู่ๆ ในหัวเขาดันมีความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง



หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด ความเป็นไปได้ที่คนขับนั้นจะเป็นนนท์นทีนั้นสูงมากเลยทีเดียว และในเมื่อเขาจงใจจะใช้ตัวเองเป็นตัวล่อ และตัวการก็อยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมเขาไม่เจอกับอีกฝ่ายตัวต่อตัวไปเลยเพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหมดนี้เลยล่ะ?



เขารู้ดีว่ามันอันตราย แต่ในเมื่อคนที่อีกฝ่ายแค้นนักหนาก็คือครอบครัวเขา เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่นนท์นทีต้องการเอาคืน เพราะฉะนั้นแทนที่จะเอาแต่หนี ทำไมไม่เผชิญหน้ากันไปเลย ให้เรื่องมันจบที่ตรงนี้



สายตาแน่วแน่จ้องไปทางกระจกหลังอีกครั้ง เมื่อรถของอีกฝ่ายเบี่ยงออกข้างเพื่อจะแซงรถของตนอีกครั้ง เขาสูดหายใจลึก แล้วเลื่อนเท้าไปแตะเบรกทันที!



ไม่ว่าผลสรุปมันจะเป็นอย่างไร เขาจะต้องทำให้มันยุติให้ได้



แม้คำว่า ‘จบ’ มันจะหมายถึงชีวิตเขาก็ตาม



















(ณรัก พากย์)


“ เฮ้ยมึง กูติดต่อคุณเนตรเขาไม่ได้เลยว่ะ ” ผมเอามือถือออกห่างจากหู เมื่อสายถูกตัดไปโดยที่ไม่มีใครรับเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้



“ อ้าว จริงดิ เขาติดประชุมอยู่หรือเปล่า ”



“ ไม่น่านะ เพราะตอนกูไลน์ไปอ่ะ เขายังบอกกูอยู่เลยว่ากำลังจะออกจากบริษัท ” ผมขมวดคิ้ว ความกังวลใจที่อยู่ๆ ก็ผุดขึ้นในใจโดยไม่ทราบสาเหตุ ผมลุกขึ้นแล้วเดินไปหาคุณบอดี้การ์ดที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ไกลกันทันที



“ คุณบอดี้การ์ดครับ ”



“ เรียกผมว่าศรเฉยๆ ก็ได้ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับคุณรัก ” ผมพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความกระวนกระวายใจ



“ คือผมติดต่อคุณเนตรไม่ได้เลยอ่ะครับ คุณพอจะทราบไหมว่าเขาอยู่ที่ไหนแล้วตอนนี้ ”



“ ล่าสุดที่ผมติดต่อไปคือประมาณสิบนาทีที่แล้วครับ ตอนนั้นคุณเนตรบอกว่าอีกยี่สิบนาทีจะถึง ” อีกฝ่ายหยิบมือถือขึ้นมากด แล้วยื่นให้ผมดูประวัติการโทร ซึ่งมันก็คือประมาณสิบกว่านาทีที่แล้ว แต่ตอนนี้ผมพยายามโทรหาไอคุณชายจนจะสิบนาทีแล้ว ยังติดต่อไม่ได้เลย ถ้าคำนวณตามเวลาที่ไอคุณชายบอกคุณศรมา นั่นก็แสดงว่าตอนนี้เขาก็น่าจะต้องถึงที่นี่แล้ว



“ ผมพยายามโทรกี่รอบก็ไม่มีใครรับเลยครับคุณศร ผมสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ”



“ เดี๋ยวขอผมโทรเช็คกับเจ้านายผมก่อนนะครับคุณรัก ใจเย็นไว้ก่อนครับ อย่าเพิ่งวิตกอะไรไป ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ขอมือถือกลับไปโทรหาเจ้านายเขา ผมจึงเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง ไอแสงมองมาทางผมแล้วเลิกคิ้วถาม ผมจึงส่ายหน้าให้มันแทนคำตอบ สีหน้ามันจึงเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย แล้วมองไปทางคุณศร



“ ใจเย็นๆ นะเว้ยไอรัก อย่าเพิ่งคิดมาก เขาอาจจะทำโทรศัพท์หายหรือเปล่า ”



“ ไม่น่าจะใช่ว่ะมึง กูกลัวว่ะมึง ไม่รู้ว่ากลัวอะไรเหมือนกัน กูแค่รู้สึกว่าสิ่งที่กูเป็นอยู่ตอนนี้ มันกำลังจะเกิดกับคุณเนตรเหมือนกัน ” ผมฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ แล้วถอนหายใจเบาๆ จากที่ไอคุณชายเคยเล่าให้ฟัง ผมรู้สึกมาตลอดว่าต้นเหตุที่เคยทำร้ายผมนั้น คงเป็นใครที่เราคาดคิดไม่ถึง ซึ่งอาจจะใกล้ตัวเรามากจนเรามองข้ามไป แต่เขาไม่เคยเล่ารายละเอียดลึกๆ หรือเบาะแสต่างๆ ที่เขามี เพราะเขาบอกว่าไม่อยากให้ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งอันตรายนี้แล้ว



ในหัวผมคิดไปต่างๆ นานา กลัวว่าไอคุณชายจะถูกทำร้าย หรือเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า ซึ่งบอกตรงๆ ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องดีเลยทั้งนั้น



และก่อนที่ผมจะวิตกกังวลไปไกลจนเลยเถิด คุณบอดี้การ์ดก็เดินมาหาที่โต๊ะผม สีหน้าไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเรื่องที่จะแจ้งนั้นเป็นเรื่องดี



“ คุณรัก คุณแสงครับ ผม…เกรงว่าคุณเนตรจะเกิดเรื่องแล้วครับ ”







โปรดติดตามตอนต่อไป


คุณเนตรรรร ไม่นะะะะะ

 :serius2:



ขอพื้นที่พูดคุยกับรีดเดอร์ (ที่ยังคงอ่านกันอยู่ TT ซาบซึ้ง) ซักนิดนุงงง

ไรท์ขอขอบคุณทุกๆคนมากน้า ที่ยังติดตามกันมาจนถึงตอนนี้ ทั้งๆที่อาจจะมาช้าจนน่าตบก็ตาม ขออำไพพพ ฮืออ

เขียนจนมาถึงตอนที่ 29 นี้ ก็ใกล้จะจบแล้วน้าา เหลืออีกไม่กี่ตอน แต่ละตอนมันช่างยาวนานเหลือเกินนน

ไรท์อยากจะบอกว่าทุกๆคนเป็นกำลังใจของไรท์มากจริงๆนะคะ ทั้งรีดเดอร์ที่เมนท์ตลอด หรือรีดเดอร์ที่เข้ามาอ่านเฉยๆก็ด้วย

ตอนนี้สถานการณ์โควิดบ้านเรามันน่ากลัวมากๆ ไรท์ก็ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย เพราะโดนเลื่อน ฮือ ชีวิตมันเศร้า

ยังไงไรท์ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนกลับไปนะคะ ไม่ว่าจะท้อแท้แค่ไหนก็ขอให้พัก แล้วสู้ต่อไปค่ะ

ดูแลตัวเองกันด้วย รักษาสุขภาพดีๆ

ใครต้องออกไปนอกบ้าน ก็ระมัดระวังกันด้วยนะคะ เพราะเราก็ยังต้องใช้ชีวิตอ่ะเนอะ เข้าใจเลย

ขอบคุณทุกๆคนมากเลยค่า เลิฟยูว โซมัชชชช

 :mew1:




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-07-2021 15:36:21 โดย เจ้าหมีวุ่นวาย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ เจ้าหมีวุ่นวาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ตอนที่ 30
" เสียงๆนั้น... "





(คุณอาชัช พากย์)


“ ผู้กำกับครับ คุณรักแจ้งผมมาว่าเขาติดต่อคุณเนตรไม่ได้ครับ ” เสียงปลายสายเอ่ยขึ้นแทบจะทันทีที่เขารับสาย ชายวัยกลางคนนิ่งขึงไปเล็กน้อย เนื่องด้วยก่อนหน้าที่บอดี้การ์ดของเขาหรือศร ที่ลูกชายเพื่อนสนิทเอ่ยปากขอร้องเขาว่าให้ส่งคนไปดูแลรัก เพราะกำลังตกอยู่ในอันตราย จากใครซักคนที่เขากับเนตรมั่นใจแล้วว่าต้องใช้แน่นอน สืบสาวหาเบาะแสอยู่นาน จนสุดก็รู้ตัวซักทีว่าเป็นใคร


และพอความจริงถูกเปิดเผย เขาก็ต้องตกใจไม่แพ้ไอ้ภูมิและเนตร เพราะใครจะรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นเด็กคนหนึ่งที่เขาเคยเจอมาเมื่อหลายปีมาแล้ว จากเหตุการณ์ที่ทำให้เพื่อนของเขาแทบล้มทั้งยืน จนเขาที่สนิทกับมามันมาตั้งเกือบยี่สิบปี ยังไม่เคยเห็นท่าทีของมันแบบนั้นมาก่อนเลย



เด็กคนนั้นที่ยืนหน้าเศร้าหมองอย่างที่สงสารข้างๆ แม่ของเจ้าตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีน้ำตาซักหยด มีเพียงความโศกเศร้าที่ฉายออกมาจากสายตาคู่นั้นที่สบตาเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหลุบตาลงแล้วยืนแบบนั้นจนจบงานโดยที่ไม่ขยับเขยื้อนตัวเลยซักนิด



ผ่านไปสิบกว่าปี เด็กคนนั้นที่ท่าทางเศร้าสร้อยคนนั้นกลายมาเป็นผู้ที่เป็นต้นเหตุของสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเพื่อนเขา เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเมื่อรู้ความจริง



เมื่อครู่ก่อนที่จะรับสายศร เขาได้รับข้อความมาจากเนตร ด้วยประโยคที่ว่า ‘ผมกำลังถูกตาม’ ประโยคเดียวที่ทำให้เขาตกใจแทบจะขับรถตามไปหาจุดที่เนตรอยู่เลยทันที ตามตัวติดตามสัญญาณที่เขากับเนตรตกลงกันว่าจะติดไว้ที่มือถือของเนตร เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะได้ช่วยได้ทันที แต่เขาก็ตั้งสติ แล้วประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่บริเวณที่ใกล้กับเคียงกับจุดที่เนตรอยู่มากที่สุดแล้วส่งคนเข้าไปช่วยเหลือก่อน ส่วนตัวเขานั้นจะพยายามติดต่อหาเพื่อนเขาก่อนแล้วจะตามไปสมทบ



แต่ศรก็โทรมาซะก่อน เขาจึงลังเลว่าจะบอกรักดีหรือไม่ว่าเนตรกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เขาก็จำใจต้องบอก เพราะหากปิดรักต่อไป ก็กลัวว่าเจ้าตัวจะกระวนกระวายใจจนผลีผลามทำอะไรลงไปโดยที่จะทำให้ตัวเองเกิดอันตรายได้ คราวนั้นเหตุการณ์อาจจะยิ่งไปกันใหญ่ เขากำชับให้ศรดูแลฝ่ายนั้นให้ดี อย่าให้คลาดสายตา และให้รออยู่ที่บ้าน ห้ามไปไหนเป็นอันขาด ไม่รู้ว่าคนร้ายจะวานจ้างใครมาอีกบ้าง



หลังจากวางสายไป เขาจึงหลับตาทำใจอยู่พักหนึ่งแล้วโทรหาเพื่อนสนิทของเขา เสียงสัญญาณดังอยู่สองสามครั้งก่อนที่อีกฝ่ายจะรับสาย



ไอภูมิ ข้ามีอะไรจะบอก ”







(เนตรนภิศ พากย์)


เอี๊ยดดดดดด



เสียงล้อครูดกับพื้นถนนอย่างแรงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดเนื่องจากเป็นบริเวณที่รถผ่านสัญจรค่อนข้างน้อย รถหรูสัญชาติยุโรปสีควันบุหรี่หยุดนิ่งทันทีที่คนขับเหยียดเบรกจนมิด



เขานั่งกำพวงมาลัยแน่น ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวอย่างรวดเร็วในนาทีที่เขาเห็นรถเก่ากลางใหม่คันหนึ่งเบี่ยงออกจากหลังรถเขาไปข้างหน้าแล้วเบรกกะทันหันแทบจะทันทีกับที่เขาหยุดรถ และก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีรถคันไหนผ่านมาทางนี้ด้วย เพราะมันเป็นเส้นทางลัดไปไหนซักที่ที่รอบๆ นั้นเต็มไปด้วยหญ้า



เป็นสถานที่ที่เขาเสี่ยงจะโดนเก็บได้ง่ายเสียจริง



อะไรดลใจให้เขาขับมาทางนี้กันนะ นี่ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน คิดแค่ว่าอยากจะจบๆ เรื่องนี้ไปซะ



ก่อนที่เขาจะเบี่ยงออกมาเส้นทางนี้ เขาได้ส่งข้อความหาอาชัชแล้วว่าเขากำลังถูกตาม ก็ไม่รู้ว่าทางนั้นจะว่ายังไงเหมือนกัน มัวแต่มองทางอย่างเดียว เพราะรถคันที่อยู่ตรงหน้าเขาเล่นตามมาตลอด เรียกได้ว่าจงใจให้เขารู้ตัวเลยก็ว่าได้ ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูท่าทีว่าอีกฝ่ายจะเอายังไง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครลงมาจากรถคันข้างหน้าเขาเลย เขารู้ดีว่าไม่ควรลงไป เพราะไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะเล่นตุกติกอะไรหรือไม่ เผลอๆ อยู่ดีๆ รอให้เขาเผลอตัวแล้วมันอาจจะซุ่มยิงอยู่ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายตั้งใจวางแผนมาให้เขาตกอยู่ในอันตราย และเขาก็ดันเต็มใจตกลงไปในหลุมพรางของมันด้วยสิ นี่ก็ยังคิดๆ อยู่ว่าเขาพลาดหรือเปล่าที่ตัดสินใจโดยที่ไม่ได้ปรึกษาใคร



ไฟท้ายของรถคันข้างหน้าเขาดับลง ไม่นานนักประตูฝั่งคนขับก็ถูกเปิดออก ร่างของคนคนหนึ่งที่เขาตามสืบคนรู้ตัวว่าเป็นใครก็ก้าวออกมาจากรถ มองจากตรงนี้ก็เห็นได้ว่าในมือของคนคนนั้นไม่มีอะไรอยู่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่พกอาวุธ แต่เขาก็ยังไม่ได้ขยับตัวเพราะต้องการจะดูท่าทีว่าคนข้างนอกนั้นจะมาไม้ไหน



นนท์นทีเดินตรงมายังรถเขาด้วยท่าทีเอื่อยๆ ไม่ทุกข์ร้อนใจใดๆ ถึงแม้ว่าตนเองกำลังจะทำเรื่องอะไรร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม สีหน้าไม่แสดงอารมณ์จนเขาที่มองอยู่ในรถยังนึกกลัวอยู่ลึกๆ ด้วยไม่แน่ว่าตัวเองควรจะออกจากรถดีหรือเปล่า สักพักคนหน้าตายข้างนอกก็เดินมาถึงหน้ารถเขา พร้อมกับกวักมือให้เขาลงจากรถ


บอกตรงๆ ว่าเขาไม่ได้เก่งเรื่องการต่อสู้ใดๆ เพียงแค่ป้องกันตัวได้เท่านั้น ไม่เหมือนรักที่จะตัวเล็กกว่าเขาค่อนข้างเยอะแต่กลับแข็งแรง เพราะฉะนั้นหากนนท์นทีจะทำอะไรก็ตามที่เป็นการทำร้ายเขานั้น บอกเลยว่าเขาคงจะยื้อเวลาได้ไม่นานนัก ก่อนที่เขาจะหมดแรง


เขานั่งหลับตาเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะตัดสินใจไม่ดับรถแล้วคว้าเอากุญแจออกมาด้วย ถึงแม้ว่ารถมันอาจจะดับถ้าไม่ได้สัญญาณของกุญแจเป็นเวลานาน แต่ก็ยังสามารถยื้อเวลาได้หน่อยถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เขาก็จะได้ขึ้นรถแล้วขับออกไปได้ทันที



“ ไง ” นนท์นทีเอ่ยทักเขา แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากมองอีกฝ่ายก็เท่านั้น



“ รู้ใช่ไหมว่าผมเป็นใคร ”



“ รู้สิ รู้ดีทีเดียว ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงติดจะเหยียดนิดๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เดือดร้อนที่ผ่านๆ มา บอกตามตรงว่าเขาแค้นใจที่คนตรงหน้าก่อเรื่องให้คนรอบตัวเขามากมาย แต่ก็อย่างว่าแหละ แค้นไปแค้นกลับ เรื่องมันก็ไม่จบสักที เขาจึงพยายามใจเย็น



“ จะโทษผมไม่ได้นะ ก็ในเมื่อผมเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน ”



“ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมขอถามนะว่าที่ผ่านมาคุณรู้บ้างไหมว่าพ่อของผมเขาทรมานแค่ไหนกับเหตุการณ์ที่ทำให้พ่อคุณต้องตาย ”



“ แล้วผมขอถามกลับนะ ว่าพวกคุณสนใจบ้างไหมว่าหลังจากนั้นผมจะเป็นตายร้ายดียังไง!คุณไม่รู้หรอกว่าผมก็ทรมานเหมือนกัน!  ใช่สิ คนตายมันก็ตายไปแล้ว คนไม่เคยเสียอะไรอย่างพวกคุณมันจะไปรู้อะไร! ” คนตรงหน้าเขาตะโกนอย่างแค้นใจ สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวอย่างคนที่สูญเสียมาอย่างสาหัส “ คุณรู้ไหมว่าหลังจากนั้นผมต้องเจอกับอะไรบ้าง หึ! ไม่เลยล่ะสิ เห็นมีความสุขกันเหลือเกิน ”



“ ผมเสียใจจริงๆ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ” เขาได้แต่พูดออกไปอย่างจนใจ ไม่รู้จะพูดอะไรออกไปให้คนตรงหน้ารู้ว่าครอบครัวเขาเสียใจขนาดไหน ในเมื่อเจ้าตัวฝังใจแค้นขนาดนี้



“ คนไม่เคยเสียอะไรมันก็พูดง่ายนี่ ”



“ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ไม่ควรลากคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ”



“ หึ! เป็นยังไงล่ะ รสชาติของความเจ็บปวด ดิ้นพล่านเลยใช่ไหมล่ะ ” เขากำหมัดมือแน่นขึ้นเมื่อได้ยินที่อีกฝ่ายพูดด้วยความสะใจ



“ เอาจริงๆ ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะดวงดีรอดมาได้ถึงตอนนี้นะ ”



“ เป็นฝีมือของคุณจริงๆ ” คนฟังหัวเราะลั่น



“ แล้วคิดว่าเป็นใครล่ะ คุณนี่ก็ฉลาดนะ อุตส่าห์สืบจนรู้ นึกว่าจะปล่อยให้ผมเล่นงานคุณอยู่ฝ่ายเดียว ” นนท์นทีหันหลังเดินกลับไปที่รถของตัวเอง อ้อมไปเปิดประตูฝั่งของคนนั่งข้างคนขับแล้วมองมาทางเขาที่ยืนอยู่ที่เดิม บุ้ยหน้าให้เข้าไปในรถ เขายืนมองชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินตามไป ความคิดในหัวตีกันสับสนวุ่นวายไปหมด กลัวนนท์นทีจะวานจ้างให้ใครไปทำร้ายคนในครอบครัวเขาหรือรักอีกหรือเปล่า เขาไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเป็นอะไรไป แต่กลัวคนข้างหลังเขาจะสติแตกมากกว่าหากรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้



แต่ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้เขาจะต้องจบเรื่องนี้ให้ได้



เมื่อเขานั่งเข้ามาในรถ นนท์นทีก็หัวเราะรอบหนึ่งก่อนจะปิดประตู แล้วเดินอ้อมมาฝั่งของคนขับ ก่อนจะสอดตัวเข้ามาด้านใน จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทิ้งให้รถของเขาอยู่ภายหลัง แถมยังไม่ได้ดับเครื่องด้วย เขาจึงภาวนาให้อาชัชหรือคนของอาชัชมาเจอก่อนที่ใครจะมาเจอแล้วกัน



“ คุณจะพาผมไปไหน ” เมื่อเห็นว่าคนขับไม่มีท่าทีที่จะบอกใบ้อะไรเลย แถมยิ่งทีบรรยากาศภายนอกรถยิ่งมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถเท่านั้น ระยะวิสัยทัศน์ของผมจึงถูกจำกัด



“ นั่งเงียบๆ ไป จะบอกให้นะว่าเห็นผมไม่ถืออาวุธแบบนี้อย่าคิดว่าผมไม่มี ” คนขับพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ สายตามองตรงไปแต่ข้างหน้า



หลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมา จริงๆ ถ้าดูสถานการณ์ตอนนี้เขาแอบเชื่อว่านนท์นทีคงจะไม่ทำอะไรไปมากกว่าพาให้เขาไปสถานที่ซักที่หนึ่ง มันคงจะไม่บ้าพอที่จะฆ่าเขาในรถ แล้วก็ยังมีสัญญาณตามตัวที่ติดอยู่ในมือถือของเขาด้วย จึงทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ยื้อเวลาให้อาชัชจับสัญญาณเขาได้



รถยนต์เก่ากลางใหม่คันนี้แล่นมาเรื่อยๆ จนเข้าสู่ตัวเมืองอีกครั้ง เขาเริ่มที่จะคุ้นๆ ทางอยู่บ้าง แต่ก็ยังเดาไม่ออกว่าปลายทางนั้นจะเป็นที่ใด ตอนนี้คนที่เขานึกห่วงคือรัก ถึงแม้จะมีบอดี้การ์ดและแสงตามติดอยู่ แต่เขากลัวว่าถ้ารักรู้ว่าเขาอยู่ทีไหนแล้วอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับเขา รักจะเสียใจมาก (ถ้าเขาไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป) และด้วยนิสัยของรัก จะพยายามเอาตัวเองมายังที่ที่เขาโดนลากมาก็เป็นได้ และนั่นก็จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ถ้าหากนนท์นทีเห็นตัวของรัก



จากถนนใหญ่สู่ซอยขนาดสองเลนส์ที่รถสามารถวิ่งสวนกันได้ และลึกเข้าไปในซอยรายล้อมไปด้วยบ้านขนาดกลางคล้ายทาวน์โฮมสองชั้น ดูแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าหลังไหนจะร้าง เพราะทุกหลังก็ยังมีไฟเปิดอยู่ มีรถจอด แล้วก็ยังเห็นคนชีวิตกันตามปกติ เขาจึงแปลกใจว่าสรุปเจ้าตัวจะพาเขาไปที่ไหน และแล้วรถก็มาจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากปากทางเข้า คนขับรถหันมาหาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะดับเครื่องแล้วเปิดประตูเดินออกไป เขามองตามออกไปก็เห็นมันกำลังไขประตู เปิดอ้าไว้แล้วตรงเข้าไปในบริเวณของบ้าน



เขารีบเอามือถือขึ้นมากเช็คว่ามีใครติดต่อมาแล้วหรือยัง ก็ปรากฎว่ายังคงเป็นเบอร์ของรักเหมือนเดิม ซึ่งเขายังไม่อยากจะให้รักรับรู้ ถึงแม้เจ้าตัวคงจะตงิดใจแล้วก็ตาม มันเสี่ยงเกินไป และก็ข้อความขออาชัช!เขารีบเปิดขึ้นมาดูก็เห็นข้อความที่พิมพ์ไว้หลังจากที่เขาส่งไปไม่นานว่า ‘ระวังตัว จะตามไป’ เขาพลันโล่งใจที่อาชัชรับรู้แล้ว รีบเก็บมือถือใส่กระเป๋า แล้วเดินออกจากรถ เข้าไปในตัวบ้าน



นนท์นทีนั่งอยู่บนโซฟาในห้องซึ่งเขาคาดว่าน่าจะเป็นห้องรับแขก เจ้าตัวนั่งนิ่งมองไปยังกำแพงห้องซึ่งเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องแล้วถึงเห็นว่ามีรูปรูปหนึ่งที่แขวนไว้ เขายืนมองรูปอยู่หน้าห้อง ชายหญิงคู่หนึ่งกอดกันและยิ้มอย่างมีความสุข ฝ่ายหญิงอุ้มเด็กคนหนึ่งไว้ ยิ้มยีฟันที่ยังขึ้นไม่ครบของตัวเอง อารมณ์ที่ถ่ายทอดออกจากรูปนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัว นี่คงเป็นบ่อเกิดความแค้นที่ทำให้ความสุขในภาพเหล่านี้พังพินาศไปโดยน้ำมือของครอบครัวเขาเอง



“ คุณคิดว่าเมื่อก่อนพวกผมมีความสุขขนาดไหน ” คนที่นั่งเหม่อเหลือบสายตามามองผมแล้วถามขึ้น แต่ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะผมรับรู้ถึงความเจ็บปวดผ่านน้ำเสียงของคนถาม



“ เมื่อก่อนตั้งแต่ผมจำความได้ ผมมีความสุขมาก พ่อกับแม่รักผมมาก และเราก็ไปเที่ยวด้วยกันบ่อยมาก จนถึงตอนนี้ผมไม่เคยลืมเลยว่าเสียงหัวเราะของพวกเขาดังกึกก้องในใจผมมากขนาดไหน ”



“ ….. ”



“ แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ชั่วพริบตาเดียวที่ผมยังไม่ทันได้รับรู้ว่าความตายมันกะทันหันขนาดไหน ทุกๆ อย่างก็หายไปหมด ”



“ …... ” คราวนี้คนที่พูดอยู่ฝ่ายเดียว ลุกขึ้นเดินไปที่รูปแล้วลูบมันเบาๆ



“ พ่อกับแม่หายไป กลายเป็นคนที่ยังอยู่ซึ่งผมไม่เคยเจอหน้าค่าตามารายล้อมรอบตัวผมเต็มไปหมด ”



“ ผม…. ” ทว่าอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาก่อน



“ ทุกคนเข้ามาหาผมด้วยความกระหายที่ฉาบความเป็นมิตรไว้บนใบหน้า สูบทุกอย่างที่พ่อกับแม่ผมมี จนเกือบจะหมด โชคดีที่ผมรู้ตัวก่อน คุณคิดว่าหากผมยังโง่ต่อไป ผมจะเป็นยังไงต่อไป ”



“ …… ”



“ ก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงหน้าคุณตรงนี้ คุณก็คงไม่เจ็บ รักก็คงไม่เจ็บ ครอบครัวคุณก็คงมีความสุข ” น้ำเสียงของคนพูดเริ่มเปลี่ยนไป เกรี้ยวกราดมากขึ้น ตามองตรงมายังเขาที่ยืนอยู่ที่เดิม พร้อมกับปืนในมือที่เล็งมาทางเขาเช่นเดียวกัน



“ ผมรู้ว่าคุณเสียใจที่ทุกๆ อย่างเกิดจากครอบครัวผม แต่ผมขอให้คุณรู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ผมเองเมื่อได้รู้เรื่องทั้งหมดก็เสียใจเหมือนกัน " เขาพยายามตั้งสติ แล้วพูดออกไปให้มากที่สุด ไม่รู้ว่าคนของอาชัชจะมาเมื่อไหร่ จะรู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่นี่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด



“ ผมนึกคิดอยากจะฆ่าพวกคุณไปให้รู้แล้วรู้รอด ความแค้นของผมจะได้จบลงซักที ” นนท์นทีพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ แล้วเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ



“ แต่คุณรู้ไหมว่าผมทำไม่ได้!!! ” พร้อมกับหมัดหนักๆ แทนที่จะเป็นปืนที่ถืออยู่อีกข้างกระแทกเข้าที่หน้าของเขา เขาเซไปเล็กน้อย ความเจ็บปวดเริ่มลามทั่วใบหน้า



“ ผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าทำไม ”



“ แต่ผมคิดว่าผมรู้นะ ” เขาเช็ดเลือดที่ซึมออกจากมุมปาก แล้วสะบัดหัวไล่ความมึน



“ คุณเป็นคนดี คุณนนท์ คุณทำไม่ลงหรอกเรื่องแบบนั้น ”



“ คุณจะไปรู้อะไร! สิ่งที่ผมทำลงไปคุณยังบอกว่าเป็นคนดีอีกงั้นเหรอ ” นนท์นทีถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะยกปืนเล็งมาที่เขาอีกครั้ง



“ ถ้าคุณเลวจริง คุณคงฆ่าผมไปตั้งแต่อุบัติเหตุครั้งแรกแล้ว คุณตั้งใจให้คนที่คุณจ้างชนฝั่งคนนั่งแทนที่จะเป็นฝั่งคนขับ ”



“ แต่คุณก็เกือบตาย ”



“ แต่ก็ไม่ตาย ครั้งที่สองคุณก็ตั้งใจให้คนของคุณขี่มอเตอร์ไซด์มาเฉี่ยวผม แต่ผมก็ไม่เป็นอะไร ”



“ อันนั้นผมแค่อยากจะก่อกวนเฉยๆ ”



“ ส่วนครั้งที่สามคุณก็ตั้งใจตัดสายเบรก แต่คุณรู้อยู่แล้วว่าระหว่างทางจากคอนโดผมไปสถานที่จัดงานมันไม่ได้ไกลมาก และทางมันตรงอย่างเดียว ระยะทางแค่นั้นมันจะทำให้ผมบาดเจ็บได้แค่ไหนกัน ” นนท์นทีได้แต่มองเขาแต่พูดอะไรไม่ออก ซึ่งเขาเดาว่าสิ่งที่พูดคงจะถูกต้องทั้งหมด



“ และครั้งนี้ จริงๆ คุณจะฆ่าผมตั้งแต่ผมลงจากรถตอนนั้นเลยก็ได้ เพราะแถวนั้นไม่มีกล้องวงจรปิด แต่คุณก็ไม่ทำ ” แววตาสับสนที่เขามองเห็นได้ชัดเจนทำให้เขายิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่าอีกฝ่ายไม่มีความตั้งใจที่จะฆ่าเขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเขามั่นใจได้ยังไงบอกตามตรงว่าเขาก็ไม่รู้ แต่พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าคนที่ได้ชื่อว่าจะพยายามฆ่าเขาหลายรอบแล้ว ท่าทางหลายๆ อย่างของคนนี้ทำให้สัญชาตญาณของเขาบอกว่าคนนี้ไม่ได้อันตรายอย่างที่คาด พูดอีกก็คือมันแค้นแต่แค่ทำไม่ลง



“ ผมจึงมั่นใจได้ไง ว่าคุณเป็นคนดีนนท์นที ผมขอร้องอย่าเอาความแค้นมาบดบังอนาคตของคุณเลย คุณเก่ง คุณมีฝีมือ อนาคตของคุณไกลแน่นอน ผมแค่รู้สึกว่าเราสามารถช่วยกันได้ถ้าเราพยายามไปด้วยกัน ” ผมเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายขึ้นกว่าเดิม ด้วยความลังเลก็ทำให้มันเดินถอยหลัง



“ คุณไปเอาความมั่นใจมากจากไหนกัน ผมอาจจะฆ่าคุณต่อจากนี้ก็ได้ ”



“ ผมจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น หากครั้งนี้คุณยอมปล่อยความแค้นทั้งหมด เรื่องทั้งหมดนี้ผมจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น ผมจะช่วยเหลือคุณเท่าที่ผมช่วยได้ ” คนตรงหน้าผมยังคงนิ่งและเล็งปืนมาทางผมอยู่เหมือนเดิม สายตาสับสนนั้นยังคงเหมือนเดิม



“ ถือว่าผมขอร้อง ผมไม่อยากให้อะไรๆ มันเลวร้ายไปมากกว่านี้ ผมไม่อยากให้อนาคตดีๆ ของคุณต้องมามัวหมอง ” แล้วมันก็ได้ผล นนท์นทีค่อยๆ ลดปืนในมือลง ผมจึงหายใจหายคอได้โล่งอกซักที



แต่ทันใดนั้นเอง…



“ แต่ผมคงไม่ยอมหรอกนะคุณเนตร! ” น้ำเสียงแข็งกระด้างดังมาพร้อมกับชายคนหนึ่งปรากฎขึ้นทางด้านหลังของเขา



“ คุณอา… ” นนท์นทีเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง ส่วนตัวเขาก็งงไม่แพ้กัน เพราะเขาไม่รู้จักคนตรงหน้านี้ซักนิดเลย



“ คุณคงไม่รู้จักผมหรอก เพราะผมไม่เคยเจอคุณ และไม่ได้มีความแค้นอะไรกับคุณเป็นการส่วนตัว ”



“ แล้วทำไม… ”



“ คุณนี่ก็หนังเหนียวนะ หลานผมอุตส่าห์จะฆ่าคุณหลายรอบแต่ก็ยังรอดมาได้ ” เขารู้สึกเหมือนคุ้นๆ กับฉากนี้ยังไงชอบกล



“ คุณอามาที่นี่ได้ยังไงครับ ” คนข้างตัวผมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงงงงวยอยู่



“ ก็ฉันรู้ว่าแกคงจะใจอ่อนเหมือนแม่แกไง หึ โกรธเขา แต่ไม่ยอมทำอะไรซักอย่าง! นี่ถ้าฉันไม่มา แกก็คงยอมเขาไปแล้วใช่ไหม ”



“ แต่ผม…ไม่อยากทำอีกต่อไปแล้วครับ ผมทรมาน ” นนท์นทีพูดสั่นเครือ



“ งั้นแกก็ตายตามมันไปแล้วกัน ” คุณอาของนนท์ยกปืนขึ้นพร้อมเล็งมาทางเขาทันที ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าเขาเริ่มกลัว เพราะสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงหลังจากที่ชายคนนี้โผล่มา



“ คุณอา! ทำแบบนี้ทำไมครับ! ”



“ ฉันไม่น่าช่วยแกเลย แต่ถ้าฉันปล่อยให้แกโดนคนพวกนั้นสูบเงินแกไป ฉันก็ไม่ได้อะไรเลยน่ะสิ! ” เขาสาบานว่าตอนนี้นนท์นทีช็อคไปแล้วหลังจากที่ได้รู้เหตุผลทั้งหมด



“ เพราะงั้นฉันเลยเฝ้ารอ รอให้แกทำตามแผนของแกไป จนสุดท้ายแกพังพินาศไป สมบัติทุกอย่างมันจะได้ตกมาเป็นของฉันไง ”



“ คุณเลยยั่วยุให้นนท์ทำทุกอย่างลงไป เพราะคุณหวังจะฮุบสมบัติทุกอย่างของหลานคุณงั้นเหรอครับ ” เขาพูดแทนนนท์นทีที่ตอนนี้ช็อคจนพูดไม่ออกแล้ว เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไว้ใจคุณอาคนนี้มาก เพราะเป็นคนทำให้เขารอดพ้นจากเงื้อมือพวกคนชั่วทั้งหลาย แต่สุดท้ายกลับมารู้ความจริงว่าคุณอาก็หลอกใช้ตัวเขาเองเหมือนกัน



“ หุบปากมึงไปเลย! จะบอกให้นะว่าพ่อมึงนั่นแหละ เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด แต่ก็ดี สุดท้ายแล้วสมบัติของพ่อไอนนท์มันก็จะได้ตกมาอยู่กับกู ”



“ คุณนี่มันเลวจริงๆ ”



“ มีปากก็พูดไปเถอะ เดี๋ยวมึงก็จะไม่ได้พูดแล้ว ” คุณอายกปืนในมือของตัวเอง ก่อนจะเล็งมาทางเขา นิ้วมือกดลงไปช้าๆ โดยที่เขาก็ไม่ได้ขยับตัวไปไหน ทันใดนั้นคนข้างตัวเขาที่นิ่งเงียบมาตลอดก็วิ่งเข้าไปแย่งปืนในมือของญาติตัวเอง




ปัง!!!




“ คุณอา ห้ามยิง! ” กระสุนเฉียดตัวเขาไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด เมื่อคนตัวเล็กกว่าคุณอาพุ่งตัวเข้าไปพยายามยื้อแย่งปืนอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาที่ยืนนิ่งด้วยความตกใจ จึงรีบยกมือถือขึ้นมาโทรหาอาชัชทันที



“ คุณอาชัชครับ อยู่ไหนแล้วครับ ผมต้องการความช่วยเหลือด่วน ” เขาพูดด้วยความร้อนรน ตาก็มองความวุ่นวายตรงหน้า กลัวว่านนท์นทีจะเป็นอะไรไป



“ คนของอาถึงแล้วเนตร อยู่ข้างนอก รอสัญญาณจากอาอยู่ ตอนนี้อาก็อยู่หน้าประตูบ้านแล้วเหมือนกัน กำลังพังเข้าไป ”



“ เข้ามาเลยครับ! ”



“ มึง! โทรหาตำรวจเหรอไอเนตร ” คุณอาใช้แรงผลักนนท์นทีที่สะบักสะบอมไปอีกทาง ก่อนจะเล็งปืนมาทางเขาอีกครั้ง



“ เฮ้ยไอนนท์ เดี๋ยวมึงได้ตายสมใจแน่! ” นนท์นทีพยายามกลับมาแย่งปืนในมือของญาติตัวเองอีกครั้ง เขาจึงพยายามหาช่องจังหวะเข้าไปช่วยบ้าง



“ เนตร! ” ประตูหน้าบ้านถูกพังจนล้ม ตามด้วยอาชัชและคนของเขารีบกรูกันเข้ามา ในนาทีที่เขาและนนท์นทีพยายามยื้อแย่งปืนกับอาของนนท์อยู่ การปรากฏอย่างกะทันหันของตำรวจ ทำให้พวกเราหยุดชะงัก ในจังหวะนั้นเอง คุณอาก็ถีบตัวนนท์นทีอย่างแรง ทำให้อีกฝ่ายล้มลงกระแทกพื้น แล้วก็แย่งปืนกลับมาได้สำเร็จ และเล็งมาทางตัวเขาอย่างแน่วแน่อีกครั้ง



“ ผมขอให้คุณวางปืนลงด้วยครับ ” อาชัชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เดินก้าวเข้ามาพร้อมกับปืนในมือเช่นเดียวกันคุณอา



“ คิดเหรอว่าไอเนตรกับหลานกูมันจะรอด กูตายพวกมันก็ต้องตายไปด้วย! ” คนพูดหัวเราะอย่างเย้ยยัน ทำให้เขาซึ่งช่วยพยุงร่างของนนท์ขึ้นมาต้องยืนนิ่งๆ เพราะไม่รู้ว่าคุณอาจะบ้าเลือดลั่นไกเมื่อไหร่ บรรยากาศภายในห้องเริ่มกดดันขึ้นตั้งแต่เจ้าหน้าที่เข้ามารายล้อมรอบพวกเรา



“ คุณอา แค่ก อย่าทำแบบนี้เลยครับ ” นนท์พยายามพูดอย่างลำบาก หลังจากโดนกระแทกไปหลายครั้ง



“ หึ ก่อนหน้านี้โกรธแค้นจะเป็นจะตายจนต้องให้กูช่วย พอมาตอนนี้เสือกเป็นคนดีแล้วเหรอไง ”



“ ผม….ไม่อยากทำมัน แค่ก อีกต่อไปแล้วครับ ถ้าคุณอาอยากได้สมบัติผมมากนัก ผมยกให้เลยก็ได้ครับ แค่ก แต่คุณอาอย่าทำแบบนี้เลย ”



“ พูดง่ายนี่ แล้วที่ผ่านมามึงจะพยายามแก้แค้นครอบครัวของไอเนตรทำไม ”



“ หยุดเถอะ คะ ครับคุณอา ” คนข้างตัวเขาเริ่มสะอื้นร้องไห้ พยายามอ้อนวอนญาติคนสุดท้ายที่ตัวเองไว้ใจ



“ มึงไม่ได้ต้องมาขอร้องกู ไอนนท์ มันสายไปแล้ว ” เขาเหลือบตาไปเห็นอาชัชส่งซิกให้สัญญาณกับคนของเขาให้อ้อมไปข้างหลังของคุณอาอย่างเงียบๆ เตรียมพร้อมเข้าชาร์ท เป็นนาทีที่ทำให้เขาระทึกใจจนไม่กล้าขยับร่างกายเลยแม้แต่นิด ในจังหวะที่คนของอาชัชจะเข้าจับกุมตัวคุณอานั้นเอง




ปัง!!




เสียงปืนดังกึกก้องขึ้นมา พร้อมกับร่างของคุณอาที่ถูกเจ้าหน้าที่กดลงพื้น คนถูกจับหัวเราะด้วยความสะใจ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวไปหมด เขามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างงุนงง เห็นนนท์นทีเบิกตาค้างมองเขา ทำให้เขาต้องก้มลงมองตัวเอง



เลือดแดงฉานชุ่มเต็มเสื้อของเขา…



ไอคุณชาย!!! / เนตร!!! ” สองเสียงของใครซักคนที่ผมแสนคุ้นเคยดังขึ้นมาจากอีกทาง แล้วสักพักเมื่อความเจ็บปวดคืบคลานแทนความชา ตัวเขาก็ล้มลง



“ ไอคุณชาย ไอคุณชาย ” เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก สายตามองเห็นคนที่ตัวเองนึกคิดอยู่ตลอดเวลาปรากฏอยู่ตรงหน้า รักที่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตบแก้มเบาๆ รู้สึกสัมผัสของมือที่จับมือของเขาแน่น



“ มองผมสิ! ห้ามหลับตานะ! ” คนที่โอบตัวผมอยู่ยังคงตบแก้มปลุกเขาให้รู้สึกตัว



“ เนตรฝืนใจไว้นะ รถพยาบาลใกล้จะถึงแล้ว ” ร่างกายของเขารับรู้ได้ช้าลง เสียงของใครหลายคนแทรกเข้ามาซึ่งเขาเริ่มจับใจความไม่ได้ ภาพตรงหน้าเริ่มเลือนราง



และความรู้สึกสุดท้าย



ความอบอุ่นของมือคู่นั้นที่จับมือของเขาแน่น



หยดน้ำตาไหลตกลงมาบนหน้า



เขา….ไม่อยากทำให้เสียใจเลย หยุดร้องไห้เถอะ…



หยุดร้องไห้เถอะนะรัก



เพราะมันทำให้เขาทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดใดๆ…






โปรดติดตามตอนต่อไป


มุแงงงงงงงง พี่เนตรรรรร หนูขอโทษที่ทำให้เจ็บตัวน้าาาา

 :serius2:



ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2056
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +57/-1

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 319
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด