เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 43 P.6 Up 15 พ.ค. 64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 43 P.6 Up 15 พ.ค. 64  (อ่าน 15287 ครั้ง)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
สับสนกันทั้งคู่ ห่างๆ กันไปก่อนนะ รู้ใจตัวเองเมื่อไหร่ค่อยว่ากันเนอะ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
ถ้าไม่อยากเสียไป ตงต้องยอมรับสถานะกับหนึ่งนะ

ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • Easy Shop 4289
รู้สึกยังไงก็บอกนะครับ อย่ารอให้ทุกอย่างมันสายเกินแก้เลย :o12:

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 15. What’s wrong with me?

             เรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวไม่ติด ทั้งผมและพี่เจดที่กำลังนั่งแท็กซี่เพื่อไปหาที่เงียบๆคุยกันต่างกดรับสายจากเพื่อนที่ยังอยู่ในร้านเหล้าที่กระหน่ำโทรมา

[มึง พวกวิดวะรุมไอ้โท]

“ห๊ะ” ผมตกใจ ทางฝั่งพี่เจดก็คงไม่ต่างกัน เพราะสามารถเดาจากหน้าตาที่กำลังตื่นตระหนกได้ เราทั้งคู่จึงต้องให้พี่คนขับเลี้ยวรถกลับที่เดิมอย่างเร่งรีบ คืนนี้รู้แค่ว่าพวกเด็กวิศวะมาดื่มที่ร้านเดียวกัน ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แถมกลุ่มนั้นยังเป็นเพื่อนพ้องของพี่เจดคนหล่อที่นั่งข้างกันอีกด้วย

“มึงรู้มั้ยว่าเพราะอะไร” ผมถามปลายสาย

[น่าจะเรื่องขวัญใจ เพราะคนเริ่มคือไอ้เคมีปี 2] นั่นไง ซื้อหวยไม่เห็นถูกเหมือนเดาเรื่องนี้เลย

“เออ กูกำลังไป ตอนนี้เป็นกันไงบ้าง”

[แม่งร้านถล่มสิวะ อยู่ๆยกพวกมาหาเรื่องกัน...] ปลายสายพูดยาวเล่าเรื่องให้ฟังราวกับว่าเป็นหนังบู๊แอ็คชั่นเรื่องหนึ่ง

“เราโอเคนะ” พี่เจดถาม ใบหน้านั้นรู้สึกผิดราวกับว่าตัวเองเป็นคนก่อเรื่อง

“ผมไม่เป็นไรครับ” ตอนที่ตอบออกไปก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่มีมือใหญ่ที่อบอุ่นเข้ามาเกาะกุมแทนที่ ใบหน้าหล่อยิ้มให้จนใจแทบละลาย

             พอมาถึงที่ร้านสภาพแต่ละคนก็เละเทะไม่น้อย พวกผีเสื้อราตรีต่างเกาะกลุ่มมองภาพนั้นอย่างเหนื่อยหน่ายใจเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการเมาแล้วทะเลาะวิวาทกัน การ์ดของร้านต้อนพวกวิศวะกับกลุ่มเพื่อนผมให้ออกห่างกัน ใบหน้าแต่ละคนบูดบี้ไม่เหลือเค้า ไอ้โทปากแตก คิ้วแตกโดยมีขวัญใจยืนร้องไห้ตัวสั่นอยู่ไม่ห่าง ไอ้คิ้วที่กอดแฟนเด็กพยักหน้าให้ตอนผมเดินเข้าร้าน มันนั่นแหละที่โทรมาบอกข่าว

“ไอ้เจด มึงดูพวกรุ่นน้องมึงหน่อยสิวะ” เสียงผู้จัดการร้านด่าลั่นเมื่อเห็นหน้าหล่อๆ น่าจะเป็นรุ่นพี่คณะที่เรียนจบแล้วมาเปิดร้าน “แค่นี้ยังคุมไม่ได้ มึงจะเป็นหัวหน้าพี่ว้ากได้ไงวะ”

“ขอโทษครับพี่” ผมเพิ่งรู้ว่า นอกจากพี่เขาจะเป็นเดือนมหา’ลัยปี 3 แล้วยังเป็นหัวหน้าทีมว้ากอีกด้วย

“เป็นไงบ้างวะ” มือตบไปที่ไหล่ไอ้โทที่ตอนนี้ตายังแดงก่ำเพราะความเมาหรืออาจเพราะออกแรงต่อยกลับคนมาหาเรื่อง ที่มองยังไงไอ้โทก็เสียเปรียบด้วยรูปร่างที่เล็กกว่า

“กูโอเค” มันตอบ แต่สายตาไม่ได้มองมาทางนี้เลยสักนิด สองแขนมันกอดกุมแฟนแน่นจนน่าหมั่นไส้ ถ้ามึงจะมีเวลาสวีตหวานกันอยู่ก็คงไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสหรอก....แม่ง กูต้องระเห็จกลับมาเพื่อ???

“พวกมึง” เสียงทุ้มนั้นดูไม่เป็นมิตร “ตามกูมา” พี่เจดออกคำสั่ง ผมละทึ่งที่แกมีอำนาจถึงขนาดนี้ หรือว่าเพราะระบบโซตัสแบบเคร่งครัดของพวกวิศวะกันแน่วะ

“เดี๋ยวพี่ส่งค่าเสียหายมาหาผมนะครับ วิศวะรับผิดชอบเอง” พี่เจดคุยกับผู้จัดการร้านที่มีสีหน้าบึ้งตึง ก่อนหันมาบอกกับผม

“พี่ขอโทษแทนเพื่อนๆพี่ด้วยนะครับ ไว้เราค่อยนัดกันใหม่” สิ้นคำว่านัดกันใหม่ ใจผมพองจนตัวแทบจะลอยได้

“กลับได้ยังวะ จะยิ้มอีกนานมั้ยไอ้เตี้ย” เสียงไอ้ตงดังขึ้นมาอย่างหงุดหงิด ใครแม่งเหยียบหางมันวะ หรือว่าไปกินอะไรผิดสำแดงมา สงสัยจะเพราะนางแบบสุดสะบึมคนนั้นไม่อยู่แล้ว มันเลยอารมณ์ขึ้นเป็นหมาบ้าแบบนี้

“มึงจะขอโทษมันทำไมวะ อึ๊ก” เสียงนั้นดังขึ้นก่อนที่พวกเพื่อนๆของคนต้นเรื่องจะรีบปิดปาก

“ขอโทษครับพี่เจด เพื่อนผมมันเมาจนลืมตัวไปหน่อย” เพื่อนของไอ้คนที่ชื่อเคมีออกตัวแทน สงสัยจะเมาจัดจริงๆถึงได้กล้าเรียกรุ่นพี่ว่ามัน

“พวกมึงออกไปข้างนอก” พี่เจดไม่ตอบ แต่กลับออกคำสั่งเสียงแข็ง แต่ใบหน้าเปื้อนยิ้มแหยส่งมาให้ผมก่อนจะเดินออกจากร้านไป สภาพของกลุ่มเพื่อนผมไม่ได้หนักหนาจนน่าห่วง คงเพราะการ์ดของร้านมาแยกตัวได้ทัน หรือไม่ก็เพราะต่างก็เมาจนออกหมัดวืดใส่กันมากกว่า

“ไหวปะวะ ไปหาหมอมั้ย” ผมถามไอ้โทที่สภาพแย่กว่าใครเพื่อน

“ไหว กูไม่อยากไปหาหมอ กลัวเรื่องใหญ่” แหงล่ะ ดีนะที่ไอ้ตงมันไม่โดนหางเลขไปด้วย ไม่งั้นนักข่าวเล่นข่าวสนุกไปเลย แล้วพี่เอกพี่ชายไอ้โทคงไม่อยู่นิ่งแน่ๆ

“งั้นกลับกันเถอะ กูเรียก GrabVan ละ คืนนี้ไปค้างห้องกูกันหมดนี่แหละ” ไอ้ตงโชว์หน้าจอมือถือแสดงระยะทางของรถที่กำลังเคลื่อนตัวมารับโดยไม่สนใจว่าทางร้านจะเละเทะแค่ไหน เสียงคนซุบซิบเบาลงแล้ว แสงไฟที่สาดสว่างทำให้คนในร้านที่ยังเหลืออยู่พุ่งเป้ามาที่ดาราหนุ่มที่กำลังเก็บกดความเมาไว้ มันเดินดุ่มๆออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีใครมีสติและแอบถ่ายรูปหรือคลิปมันลงโซเชี่ยล

“พวกมึงไปกับมันเลยนะ กูต้องไปส่งน้องฟางก่อน” ไอ้คิ้วขอตัวไปแล้วหนึ่ง

“กูก็ต้องกลับบ้านเหมือนกันว่ะ” ไอ้ฉัตรบอกกล่าว แต่พวกเรารู้ว่ามันไม่ตั้งใจจะกลับบ้านหรอก เพราะมีสาวสวยอกบึ้มยืนควงแขนมันอยู่ เพื่อนร่วมคณะที่เหลือต่างก็ขอตัว ผมมองกลุ่มก้อนของเพื่อนๆหลายสิบคนก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้โทถึงไม่สาหัส พวกเรามีคนเยอะกว่า ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะต่อกรกับไอ้พวกวิศวะที่มาหาเรื่อง

             พวกเราเงียบกันตลอดทางกลับคอนโด ไอ้ตงนั่งแถวหน้าสุดของรถตู้โดยมีขวัญใจกับไอ้โทนั่งแถวถัดมา ทั้งคู่ไม่ห่างกันสักนาที แถมยังดูแลกันจนออกนอกหน้า โดนตีนยำนะ ไม่ได้โดนระเบิด ทำไมถึงได้โอ๋มันอย่างกะลูกแบบนั้นล่ะขวัญ... นี่เป็นความคิดของผมที่นั่งอยู่แถวสุดท้าย เมื่อถึงห้อง ขวัญใจอยากจะพาไอ้โทไปที่ห้อง แต่โดนไอ้ตงห้ามไว้ก่อน เพราะไม่อยากให้อยู่กันสองต่อสอง ... ทีอย่างงี้ล่ะหวงเพื่อน



[ตงฉิน]

             ผมมองขวัญใจกับโทเดินไปที่ห้องเล็กก่อนจะนั่งพิงโซฟาตัวโปรดที่ห้องรับแขก คนที่นั่งรอท่าอยู่แล้วทำหน้าเหรอหราจนไม่อยากจะมอง แต่เพราะไอเดียตัวเองที่ให้ขวัญค้างห้องนี้ ไอ้เตี้ยก็เลยต้องไปนอนกับผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“กูไปอาบน้ำก่อนนะ มึงไปนั่งที่ห้องรอก็ได้”

“เห้ยไม่เป็นไร กูนอนโซฟาได้” กูรู้มึงนอนได้ แต่ดูสภาพห้องสิวะ รกยังกะรังหนูขนาดนี้

“อย่าเรื่องมาก กูไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกแฟนใหม่มึงหรอก” เชี่ย...หลุด

“หืม ใครแฟนใหม่กูวะ” ไอ้เตี้ยเลิกคิ้วมองหน้าผมอย่างสงสัย นึกแล้วอยากตบปากตัวเอง

“ก็ไอ้รุ่นพี่วิศวะคนนั้นไงวะ” ไหนๆก็หลุดมาละ พูดไปเลยละกัน

“อ๋อ พี่เจดน่ะเหรอ” ผมพยักหน้า “ไม่ใช่แฟนใหม่กูหรอก”

“...” ห้ามยิ้ม จะยิ้มทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกัน

“แต่เค้าเป็นแฟนกูมาตั้งแต่ตอนมอปลายละ ยังไม่เลิกกันเลย”

“...” ไม่รู้จะตอบอะไรเลยแบบนี้ มีแต่ความรู้สึกร้อนรุ่มในใจปะทุไปมาจนอยากหลบไปให้พ้นจากตรงนี้ สองขายาวๆก้าวฉับๆไปที่ห้องน้ำเพื่อให้ความเย็นมันช่วยระบายความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจได้ในตอนนี้

“มึงเป็นอะไรเนี่ยไอ้ตง หน้าตาไม่รับแขกทั้งคืน”

“เรื่องของกู”

“แล้วแต่” มันยักไหล่และล้มตัวลงนอน หน้าตามันไม่ได้หล่อเหลาหรืออะไรเลย แต่ว่าลีลาบนเตียงโคตรเด็ด ... เห้ย ไม่ใช่สิวะ ... ผมดึงสติตัวเองพาร่างที่สร่างเมาเข้าไปอาบน้ำให้หายงุ่นงาน รุ่นพี่วิศวะคนนั้นแม่งก็หล่อ ความสูงก็ไม่ใช่เล่น ทีแรกนึกว่าไอ้เตี้ยมันไม่อะไรกับพี่เค้า แต่พอมันบอกว่าเคยเป็นแฟนกันมาก่อนแถมสถานะยังไม่เคยเลิกกันก็ทำให้จิตใจอยู่ไม่สุข

...นี่ผมเป็นอะไรไปวะเนี่ย

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

หึงเขาไง พ่อตงฉิน  อิอิ

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
ตงฉินต้องยอมรับสถานะตัวเองนะ ว่าชอบเขาเข้าให้แล้ว

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19
 :katai2-1:



หึง แหละ ดูออก !

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ชอบน้องเตี้ยเข้าแล้ว หรือติดใจลีลาเด็ดกันจ๊ะพ่อนายแบบ.  :hao3:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ seaz

  • รักอยู่ไหน...ใจเรียกหา
  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5397
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +381/-9
    • Easy Shop 4289
มันต้องมีตัวกระตุ้น ถึงจะรู้ใจตัวเอง

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.


ตอนที่ 16. คำสารภาพ (NC)

[ตงฉิน]

             ห้องของผมเป็นแบบสองห้องนอนของคอนโดที่เกือบจะอยู่ชานเมืองของกรุงเทพ แต่ราคาไม่ได้ถูกเท่าไรถ้าเทียบกับขนาดที่ได้มา ห้องของผมอยู่ชั้น 24 จากทั้งหมด 37 ชั้น เป็นห้องมุมฝั่งทิศตะวันออก ถ้าเปิดประตูห้องเข้ามา จะเจอห้องนั่งเล่นที่มีบันไดต่างระดับแบบเตี้ยสองสามขั้นคล้ายๆเวิ้งน้ำ(ที่ไม่มีน้ำ) พื้นที่นี้กินเกือบ 40% ของห้องทั้งหมด โดยที่รอบๆจะเป็นทางเดินเล็กๆ ในเวิ้งมีโซฟาสีฟ้าที่ดูไม่ออกว่าจะออกไปทางสีฟ้าน้ำทะเลหรือสีฟ้าเข้มค่อนไปทางน้ำเงิน มีชั้นตู้หนังสือขนาดย่อมสำหรับวางของ หนังสือ เครื่องเล่นดีวีดีและทีวีจอแบบขนาด 40 นิ้ววางเด่น และข้าวของอื่นๆที่พวกเราสรรหามาวางทิ้งไว้

             ถัดไปด้านใน จะเป็นห้องนอนสองห้องที่หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกรับแสงยามเช้าเต็มๆ ห้องใหญ่อยู่ซ้ายมือ เป็นห้องของผม มีห้องน้ำในตัว ห้องตรงข้ามคือห้องของไอ้เตี้ยและไอ้โท มีขนาดเล็กกว่า ประตูอยู่ตรงข้ามกัน คั่นด้วยทางเดินขนาดพอดีคนสองคนเดินสวนกันได้ ถัดประตูทางเข้าห้องด้านซ้ายมือเป็นห้องน้ำสำรอง สำหรับคนในห้องเล็กและเพื่อนๆที่มาสุมกันที่นี่ ถัดห้องน้ำก็จะเป็นครัวขนาดย่อม มีประตูกั้นไว้เป็นสัดส่วน เป็นมุมที่ไม่ค่อยจะมีใครมาใช้งานเท่าไรนัก

   ผมเดินมาที่โซฟาหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ข้าวของระเกะระกะตามทางเดินดูขัดหูขัดตาไปหมด ห้องผู้ชายมันรกเป็นปรกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร มองอะไรก็รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านไปหมด ไฟที่ห้องรับแขกปิดสนิทแต่แสงสลัวที่ออกมาจากห้องนอนใหญ่ยังพอส่องให้เห็นร่างคนตัวเตี้ยนอนหลับนิ่ง

“ไอ้เตี้ย ตื่น ไปอาบน้ำ” ใช้เท้าเขี่ยๆแทนการก้มลงไปแตะ

“อื้อ ไม่เอา ง่วง” น้ำเสียงงัวเงียตอบกลับมาและพลิกตัวนอนหันหลังให้

“ไปนอนในห้อง” ผมสะกิดต่อ นี่กูต้องมาตามง้อมึงทำไมวะ

“ไม่เอา นอนนี่แหละ” เสียงยานเพราะง่วงและเมาของไอ้เตี้ยตอบมา ยิ่งทำให้ขัดใจ ...

“ลุก” ผมกระชากมันตกโซฟาดังตุบ

“เป็นเชี่ยอะไรเนี่ยไอ้ตง” มันลุกนั่งกับพื้น แววตาฉายความโกรธที่ถูกรบกวนส่งผ่านมาในแสงสลัว

“...”

“เป็นเชี่ยอะไรวะ ถามก็ไม่ตอบ” มันถามอีกรอบ

“ช่างเหอะ” ผมหันกลับจะเดินเข้าห้อง จะอาบไม่อาบ จะนอนไหนก็ช่างแม่ง ไม่สนใจแล้ว

หมับ...

“สรุปมึงเป็นอะไร” มันลุกขึ้นคว้าแขนผมไว้

“ช่างเหอะ กูง่วงแล้ว” ผมพยายามสะบัดแขนแต่ไอ้เตี้ยมันออกแรงบีบแน่น

“ทีแรกกูก็ไม่อยากคิด แต่พอเห็นมึงแบบนี้แล้วมันก็อดคิดไม่ได้” สายตามันดูจริงจัง เสียงหัวใจผมเต้นตึกตักรัวย้ำ

“คิดอะไรวะ” ผมถามแบบส่งๆ ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรจากมัน

“ว่ามึง...” เราสบตากันครู่หนึ่ง “หึงกู” ... ตึก ตึก ตึก ตึก ...

“หึง เชี่ยไร” ผมสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมของมัน “เมาปะเนี่ย”

“แน่ใจ๊” มันถามเสียงสูง แถมเขย่งเท้าเอาหน้ามาใกล้จนได้กลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่น

“อะ เออ” ร่างเล็กกว่าขยับประชิด ผมถอยร่นเรื่อยๆผ่านขั้นบันไดเตี้ยๆสำหรับเดินขึ้นลงระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องนอนจนตัวติดผนัง “เมาก็ไปนอนไป๊”

“ถ้ามึงแน่ใจ แล้วมึงหงุดหงิดอะไรทั้งคืนวะ”

“ระ เรื่องของกู” ทำไมต้องตะกุกตะกักด้วยวะไอ้ตง ใบหน้ามันฉายแววยิ้มเยาะ เบ้าหน้ามึงไม่ได้หล่อขนาดที่กูต้องไปหึงมั้ยวะ

“มึงคิดว่ากูจะเชื่องั้นเหรอ” มือสากๆของมันสอดใต้เสื้อบาง คืนนี้ผมใส่ชุดนอนตัวโปรด เสื้อสีฟ้าตัวบางๆกับกางเกงสีเดียวกันเข้าชุด ซึ่งก็บางไม่แพ้กัน... มือของไอ้หนึ่งไล้จากหน้าท้องเรื่อยมาจนถึงร่องอก

“มะ มึงจะทำอะไร” นิ้วใหญ่เขี่ยเม็ดแข็งที่ยอดอก ส่วนที่อ่อนไหวอันดับต้นๆของร่างกายเลยนะเนี่ย

“ทำแบบที่เราเคยทำกันไง”

“มะ ไม่” ปากบอกปัด แต่กลับยื่นทื่ออยู่ที่เดิมไม่ไปไหน จนไอ้เตี้ยมันได้ใจถลกกางเกงผมกองกับพื้น แม่งเกลียดชุดนอนแบบนี้จังวะ ไม่มีสายรัดปกป้องกูเล้ยยยยยยยยยยยยยยยยย

“ปากมึงว่าไม่ แล้วทำไมตรงนี้ของมึงสู้ล่ะ”

“กู อื้อออออ” ปากเย็นของมันครอบทับส่วนที่แข็งขืนกลางตัวจนมิด รูดเฟ้นจนตัวสั่นไปหมด รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มันละจากตรงนั้นและโน้มคอผมไปบดริมฝีปากถ่ายทอดไออุ่นไปมาเนิ่นนาน ไม่สนใจว่าเดินมาหน้าห้องตอนไหน ประตูห้องเปิดไปเมื่อไหร่

   พวกเราก้าวช้าๆไปที่เตียง ผมสะดุดปลายเตียงและล้มตัวลงไป...ไม่ได้สมยอมนะ ชนแล้วล้ม...จริงๆ .. ร่างเล็กกว่าทาบทับซุกไซร้โลมเลียตั้งแต่ติ่งหูจนถึงหน้าท้องแกร่งของผมอย่างไม่อาจต้านทานได้ อารมณ์ครุกรุ่นถูกปลุกให้โชติช่วงจนจับเกร็งไปหมด สองขาถูกยกสูงโดยมีหมอนใบเก่งรองที่บั้นท้าย

“มึงหึงกูกับพี่เจดใช่มั้ย” มันถามตอนที่ละเลงลิ้นกับจุดอ่อนไหวเบื้องล่าง ผมครางอื้อในลำคอเมื่อความหนาสากฉกเข้าด้านใน

“อึ๊ก เปล่า อื้ออออออออ” มันสอดนิ้วแรกเข้ามาจนต้องครางเพราะเจ็บ เชี่ยแม่ง ไม่ได้มีความอ่อนโยนสักนิด

“ก็ได้...กูจะทำให้มึงหายปากแข็งเอง” ไอ้หนึ่งสอดนิ้วที่สองเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนสะดุ้งเฮือก

“อึ๊ก กะ กูเจ็บ” แรงเสียดสีเข้าออกของสองนิ้วทำให้อารมณ์แปรเปลี่ยนกระทันหัน ผมได้แต่นอนจิกผ้าปูที่นอนแน่นจนชาไปหมด ปล่อยให้คนที่นั่งอยู่ตรงหว่างขาจัดแจงตัวเองอย่างเต็มที่

“เดี๋ยวมึงได้เจ็บกว่านี้แน่”

“ฮื้อออออออออออออออออออ” ผมจุกจนน้ำตาเล็ดเมื่อมันอัดนิ้วที่สามเข้ามาอีก แรงสอดเสียดยังไม่เท่าการบดหมุนไปมาในช่องแคบ สะโพกผมร่อนไปตามแรงจาบจ้วง เมือกเย็นไหลเอ่อผ่านร่องก้นจนซึมเข้าหมอนที่รองไว้ สามนิ้วงอครูดกับเนื้อในจนรู้สึกจี๊ดขึ้นสมอง ร่างกายไร้แรงต่อต้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รู้สึกราวกับตรงนั้นแปรสภาพเป็นผลส้มปอกเปลือก มีนิ้วใหญ่คว้านด้านในจนฉ่ำแฉะ

“พร้อมมั้ย” มึงยังมีหน้ามาถามอีกเหรอวะ

“...”

“กูจะถามอีกรอบนะ ว่าที่มึงหงุดหงิดทั้งคืน เพราะหึงกูใช่มั้ย” มันใช้ของแข็งทู่ๆของมันจ่อมาแล้วครับ

“มะ ไม่ อ๊า เบาๆ เชี่ย แหกหมดแล้ว” ไอ้หนึ่งอัดส่วนแรกเข้ามาจนตึงไปหมด ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองแดงก่ำเพราะความเจ็บ มันเคยอ่อนโยนกว่านี้ แต่ครั้งนี้กลับมุทะลุเหมือนเป็นคนละคน และที่สำคัญ ขนาดของมันก็ไม่ใช่เล็กๆ

“ไม่ใช่งั้นเหรอ อึ๊บ”

“โอว๊ ไอ้เตี้ย อื้อออออออออ” มันพุ่งทะลวงจนสุด ผมหน่วงหนึบในช่องท้องคล้ายคนปวดฉี่และปวดอึไปพร้อมๆกัน ไอ้ท่อนที่เข้ามานี่ก็ใหญ่มากแถมยังแข็งยังกับสากครกหินอ่างศิลาเสียอีก (ถึงแม้ไม่เคยใช้สากครกมาก่อนในชีวิตก็ตาม) ก้นกบสั่นระริก แข้งขาเปลี้ยไปหมดเมื่อไอ้เตี้ยอัดของแข็งพรวดใหญ่ นิ้วจับเกร็งหาที่จับเกาะ สุดท้ายจบที่แผ่นหลังคนตัวเล็กที่บุกรุกเข้ามาในกาย

“เจ็บเหรอ” มันเหมือนชะงักและหันมาถาม

“อะ อื้อ” ผมพยักหน้า ผละแผ่นหลัง ก่อนยกสองแขนพาดไขว้กันปิดหน้าตาที่เหยเกของตัวเอง ร่างเล็กดันสองขาให้โน้มมาด้านหน้ายังกับผมเป็นนักยิมนาสติกลีลา บั้นท้ายโก่งขึ้นแต่ไอ้ที่คาอยู่ในตัวมันไม่ได้หลุดออกเลยสักนิด

“มึงจะตอบกูได้รึยังล่ะ ว่ามึงเป็นอะไร”

“มะ ไม่ อ๊า” ยังไม่ทันได้ตอบ ไอ้เตี้ยก็ถอดถอนกายและดันกลับมาจนจุกไปหมด

“กูให้โอกาสมึงอีกครั้ง”

“ก็กูบอกแล้วไงว่า มะ...อวู๊” มันกระแทกสุดโคนอีกครั้ง คราวนี้ตึงจนเห็นดาวลอยไปมา

“มึงจะปากแข็งต่อไปก็เรื่องของมึง แต่ทุกครั้งที่มึงตอบโกหก กูจะอัดมึงแบบนี้เรื่อย”

“อะ ไอ้ เลว อ๊ะ อ๊ะ ฮ๊า กะ กู จุก อื้อ ย่ะ อย่า แรงไป อ๊า” มันตะบี้ตะบันกระเด้งบั้นท้ายเข้าออกในตัวผมสุดโคนยาวจนจุกไปหมด

“มึงจะตอบกูได้หรือยังว่ามึงหึงกูกับพี่เจดใช่มั้ย”

ป๊าบ

“อะ ไอ้เชี่ย กูไม่รู้ กูไม่รู้ กูแค่หงุดหงิด กูแค่ไม่พอใจที่เห็นพวกมึงคุยกัน พอใจมึงยัง” ผมตะโกนสุดเสียงและยกสองแขนดันหน้าอกมันไว้ คนที่ทำท่าจะบุกชะงักโดยที่ค้างอะไรบางอย่างไว้มากกว่าครึ่งในก้นผม

“...”

“กูไม่รู้ว่ามันคืออะไร กูไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน อื้อ ย่ะ อย่า อ๊า” มันเปลี่ยนจังหวะสอดใส่เข้ามาอย่างช้าๆ ในตัวผมรับรู้ทุกสัมผัสที่สอดลึก มันร้อนฉ่า แสบเสียด ปวดตึง แต่กลับให้ความสุขสมอย่างน่าประหลาด ...นี่ผมกำลังทำผิดกฎของตัวเองอีกครั้งแล้วสินะ

“มึงแม่ง”

“กูทำไม อื้อ ย่ะ อย่าแหย่ตรงนั้น กูเสียว”

“อาการของมึงน่ะ แถวบ้านกูเรียกว่าหึง” มันพูดและร่อนบั้นเอวไปมาจนตัวผมสั่นไปหมด

“กะ กู อึ๊ก” ไอ้เตี้ยไม่ปล่อยให้ผมพูดต่อ เมื่อมันดันร่างของมันประชิดและจูบผมอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้เอวผมแทบหักเพราะมันดันจนตัวโค้งเกือบสามร้อยหกสิบองศา แถมยังไม่เลิกเด้งเข้าออกในตัวผมอีก ....เสียตัวอีกจนได้...

             ผมนอนลืมตามองเพดานอยู่ในความมืด หลังจากที่โดนไอ้เตี้ยข่มเหง(ใช้ภาษาอย่างกับเป็นหญิงสาวร่างบาง) พวกเราก็นอนก่ายกอดกันโดยมีอะไรแฉะๆเลอะทั่วก้นไปหมด แต่ผมไม่มีแรงลุกไปทำความสะอาด และไอ้เตี้ยก็ทั้งเมาและเหนื่อยจนหลับพับไป แขนของมันก่ายกอดร่างผมไว้แน่นราวกับว่ากลัวผมจะหายไป

             บั้นท้ายที่เจ็บจุกแต่เปี่ยมด้วยความสุขสมทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดถึงคำถามที่มันถามย้ำๆและอาการที่ตัวเองเป็นเมื่อคืน ผมยอมรับว่าพาแอนนามาด้วยเพื่ออยากโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าดาราหนุ่มหน้าตาระดับผมจะควงใครก็ได้ แค่ผมเอ่ยปากก็มีแต่คนอยากพลีกายให้ ยิ่งตอนที่ได้เห็นท่าทางบึ้งตึงของไอ้หนึ่งก็รู้สึกสะใจนิดๆ

           แต่สุดท้ายผมกลับงุ่นง่านมากกว่าเมื่อได้เห็นหนุ่มหล่อระดับเดือนมหา’ลัยปี 3 อย่างพี่เจดมาทักทายและพูดคุยกับมันอย่างสนิทสนม ไม่นานก็ผละกันออกไปข้างนอกและไม่เข้ามาอีกเลย เพลงของร้านที่มันสุดเหวี่ยงกลับกร่อยจนไม่อยากจะอยู่ต่อ ในใจร้อนรุ่มจนจะเป็นบ้า ความมืดสลัวในร้านมากพอที่จะทำให้ผมปาแก้วในมือออกไปอย่างลืมตัว

เพล้ง!

             เสียงฮือดังลั่นและตามมาด้วยกลุ่มวิศวะหน้าตาไม่รับแขก พวกมันตะโกนปาวๆหาที่มาของแก้วที่ปาข้ามมุมไปตกอีกฝั่งอย่างเหมาะเหม็ง ก่อนที่ไอ้คนที่ชื่อเคมีจะปราดเข้ามากระชากคอไอ้โทไปยำ พวกเราที่เหลือต่างตกใจแต่ก็พากันลุกฮือไปช่วยเหลือเพื่อน ส่วนผมน่ะเหรอ นั่งนิ่งด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้ใครจะรบรากับใคร

.... อย่างกูเนี่ยนะจะหึงมึง?

มึงมีอะไรดีวะไอ้เตี้ย... บ้านก็จน หน้าตาก็เถื่อนๆ ตัวก็ดำ ที่สำคัญ เตี้ยกว่ากูตั้ง 20 เซ็น ... มีข้อดีอะไรบ้างวะจะมาเทียบผม

“ไม่มั่นใจก็ไม่ใช่ไอ้หนึ่งสิครับ ถึงกูจะเตี้ยกว่ามึง 20 เซ็น แต่กูก็มีอย่างอื่นที่ยาว 20 เซ็นมาทดแทนนะเว้ย” ทำไมพอคิดถึงข้อดีของมัน จะต้องคิดถึงคำพูดมันในตอนนั้นด้วยวะ...

#หล่อไม่เข้าใจ

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

น่ามสาร  นุ้งตง   ต้องตกเป็นเมียตัลหลอด

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 9179
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-80

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
สับสนต่อไปนะน้องตง  :laugh:

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 17. เฟรชชี่ไนท์

[หนึ่ง เอกราช]

             เฟรชชี่ไนท์.... เอาเหอะ ในเมื่อมันมาถึงจุดๆนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับผลการตัดสินของคณะกรรมการสินะ แต่มันก็ต่างกับที่คิดไว้มากเกินไป คนของเราก็เป็นตัวเก็ง ทั้งตงฉินและขวัญใจ เลยไม่เผื่อใจเลยว่าจะพลาดตำแหน่ง เห็นหน้าหงอยๆบนเวทีตอนประกาศผลเสร็จก็พอจะเข้าใจอยู่ แค่เสี้ยววินาทีก็เปลี่ยนเป็นยิ้มร่าเหมือนเดิม เข้มแข็งเหลือเกิน

ป้าบ!

“ตบหัวกูทำไมวะไอ้โท” ผมหันไปเขกกะโหลกมันคืน คนกำลังอิน

“ทำหน้ายังกะหมาเมาแฟ้บ โคตรตลก” ตลกพ่อง...ไอ้ญาติคนนี้มันน่าจะโดนกระทืบให้จมดินไปเลยตอนนั้น แม่งนึกอยากยุพวกวิศวะมาสอยไปอีกรอบ

             หลังจากเกิดเรื่องที่ผับ พี่เจดก็โทรมาขอโทษไอ้โทและนัดหมายให้คนที่ก่อเรื่องมาเคลียร์กันให้จบ ทีแรกก็คิดว่าไอ้พวกพี่เคมีหมั่นไส้ไอ้โทที่แย่งขวัญใจไปจากอก แต่เปล่าเลย พวกวิศวะอารมณ์ขึ้นเพราะมีแก้วปาใส่โต๊ะ แถมมาเจอไอ้โททำหน้ากวนตีน (ซึ่งเป็นหน้าปกติของมัน) ก็เลยเข้าใจผิดว่ามันหาเรื่อง ... สุดท้ายก็จบกันโดยดี เพราะยังไงพวกวิศวะก็ผิดที่เริ่มก่อน แถมไอ้เคมีก็ดูจะเกรงใจพี่เจดอยู่ไม่น้อย

“มึงไม่เสียใจเหรอวะที่เราพลาดตำแหน่ง” พวกผมนั่งเรียงตัวอยู่หน้าเวทีประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัย หลังจากที่เก็บตัว ถ่ายแบบและเดินโปรโมตมาหลายวันก็มีการประกวดขึ้นเสียที ปีนี้ก็เช่นเคย เวทีเป็นแบบ outdoor ยกสูงเกือบเท่าหัวผมก็ว่าได้ แสงเสียงกระหึ่มจัดเต็ม มีเก้าอี้พลาสติกสีแดงหม่นวางเรียงไปแถวให้นักศึกษามาชมอย่างใกล้ชิด ไม่จำกัดชั้นปี ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเฟรชชี่ไนท์ก็ตาม

             ถนนรอบมหา’ลัยถูกเนรมิตให้เป็นตลาดนัดขนาดย่อมโดยพวกรุ่นพี่ปีที่จัดกิจกรรมหาเงินเข้าคณะหรือไม่ก็ชมรมที่ตนอยู่ ดีหน่อยที่ปี 1 ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวตรงนี้ เพราะทางมหา’ลัยอยากให้พวกเราสนุกกันให้สุดเหวี่ยง หลังจากประกวดจบจะมีคอนเสิร์ตที่ผมรอคอย แต่ตอนนี้ต่างมานั่งจับจองที่เพราะต้องให้กำลังใจดาวเดือนของคณะที่ขึ้นเวทีประกวด ผลก็เพิ่งออกเมื่อครู่ หลังจากลุ้นมาหลายอึดใจ

“เสียใจทำไมวะ” ไอ้โทถาม

“อ้าว ก็เสียใจที่แฟนมึงชวดตำแหน่งดาวมหา’ลัยไง” ผมชี้ไปบนเวที ดูสาวๆหนุ่มๆหน้าตาดีบนนั้น ถัดไปก็มีโปสเตอร์ออกแบบชื่องานเฟรชชี่ไนท์กับรูปประกอบที่แสนอินดี้จนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ มีหยดสีตกพรมไปทั่วป้าย เหมือนจงใจตวัดแปรงสีให้เลอะๆไปงั้น

“มึงโง่ปะเนี่ยไอ้หนึ่ง”

“อ้าว ไอ้ชิบหาย ถามแค่นี้ถึงขั้นด่ากู สัด”

“ก็มึงโง่จริงนี่หว่า มึงดูสารรูปมึงกะกูซิ มีตรงไหนที่บอกว่าคู่ควรกับคนหน้าตาสวยแบบนั้นบ้าง” ผมมองสำรวจ หน้าตาเราก็คล้ายๆกัน สีผิวนี่ไม่ต้องพูดถึง แต่ดีหน่อยที่ไอ้โทมันสูงกว่าผมไปเยอะ

“ชิ” ผมเดาะลิ้นส่งเสียงไม่พอใจ ก็ไม่พอใจจริงๆแหละ เกิดมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน แต่ทำไมมีแต่ผมที่เตี้ยได้ขนาดนี้วะ ตอนไปถ่ายบัตรประชาชนรอบแรก ก็นึกว่าเส้นบอกส่วนสูงมันผิด เพราะนั้นผมกับไอ้โทก็โตมาด้วยกัน ส่วนสูงก็ไล่เลี่ยกัน แต่พอไปถ่ายบัตรประชาชนแค่นั้นแหละ ผมสูงแค่ 163 เซ็นติเมตร แต่ไอ้โทสูงแตะ 170

... ตอนนี้มาหยุดที่ 165 โดยที่ไอ้โทมันแตะ 175 ไปแล้ว...อีก 2 ปีจะถึง 20 กูคงสูงได้อีก...ปลอบใจตัวเองไปวันๆ

“ดีแล้วที่ขวัญใจไม่ได้ แค่นี้คนก็เข้ามาจีบจนปวดหัวละ” ไอ้โทพล่ามต่อ ก็สมควรแล้วล่ะ ขวัญใจสวยขนาดนั้น แถมได้รองดาวมหา’ลัยอีก ขี้หมาแห้งอย่างไอ้โทน่ะมีดีแค่ดวง อย่างอื่น...อย่าได้หวัง

“มึงไม่เอาดอกไม้ไปให้เหรอวะ” ดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่ที่ไอ้โทมันลงทุนเก็บหอมรอมริบเอามาซื้อวางบนตักมาตั้งแต่แรกส่งกลิ่นหอมกระจาย ที่มันอ้อยอิ่งอยู่ตรงนี้ก็พอจะเข้าใจแหละว่ามันกำลังเขิน

“เดี๋ยวสิ ให้กูทำใจก่อน”

“อย่าทำใจนานนะมึง เห็นปะว่ามีคนเอาดอกไม้ให้แฟนมึงหลายคนแล้วนะ หล่อๆทั้งนั้น”

“มึงจะบิ๊วกูทำไมห๊ะไอ้สัด”

“เปล๊า กูไม่ได้บิ๊ว แค่พูดตามที่เห็น” ได้ผลครับ เมื่อไอ้โททำตาขวางใส่ก่อนจะลุกยืนเต็มความสูงโดยที่มือถือช่อดอกไม้สวยไว้ คืนนี้พวกเราต้องแต่งชุดนักศึกษาแบบเต็มยศเพราะเป็นประเพณีว่าปี 1 ต้องใส่พร้อมแขวนป้ายห้อยคอ พวกเราลากสังขารไปตัดผมตั้งแต่เช้า ลาก่อนทรงผมยาวประบ่าอันแสนกระเซิงที่ไว้มาตั้งหลายเดือน .... ช่างสมัยนี้ก็ไม่เข้าใจคำว่าเอาออกนิดเดียว แม่งไถจนกูจำหน้าตัวเองแทบไม่ได้

“ไอ้เตี้ย”

“ไร” ไอ้โทมันใช้มือตบไหล่ผมรัวๆเป็นเชิงให้ลุกไปเป็นเพื่อน “ไม่เอา”

“เห้ย เอาหน่อยน่า กูไม่กล้าไปคนเดียว”

“เรื่อง” ตอบวอนบาทามันครับ

“ถ้ามึงไม่ไปกับกู กูจะปล่อยคลิปเสียงมึงกับ...” มันเหล่ไปมองเดือนมหา’ลัยที่ยืนเด่นบนเวที ใช่ครับ ไอ้ตงชนะตามคาด

“อะ ไอ้เลว” ผมด่า รู้สึกพลาดมากที่โวยวายกันตอนเช้าหลังจากมีอะไรกันกับไอ้ตง ประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท และเป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้โทเดินออกมาเข้าห้องน้ำ เรื่องที่โวยวายก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ

“อูยยย ไอ้เตี้ย มึงแม่งไม่คิดจะถนอมกูเลยใช่มั้ย” ไอ้ตงตื่นก่อนเอาหมอนฟาดหน้าผมเต็มรักจนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ

“ทำไรวะมึง เจ็บชิบ”

“มึงเจ็บแค่นี้ อูยยย แต่กูสิ บวมหมดแล้วมั้ง ใจคอมึงจะไม่เล้าโลมเหมือนในหนังในละครบ้างรึไง”

“ไหนดูซิ” ผมผุดลุก เราทั้งคู่ต่างเปลือยเปล่า เรือนร่างไอ้ตงแม่งสวยชิบหาย กล้ามหน้าอกแน่น หัวนมสีเข้มน่าเย้ายวน กล้ามหน้าท้องเรียงตัว ไลน์กล้ามเนื้อและวีเชฟคือน่ากลืนกินไปทั้งตัว

“ดูเชี่ยไร”

“ก็ดูก้นมึงไงว่าบวมมั้ย”

“ไอ้ห่า ไม่ต้อง อื้อออ” ไม่ได้ผลหรอก เหมือนตงฉินจะเจ็บหรือไม่ก็หมดแรงหลังจากเจอศึกใหญ่ แรงฉุดของผมทำให้มันพลิกตัวโชว์ก้นแน่น ผมสำรวจรอยจีบย่นที่ขมิบไปมาอย่างยั่วยวน น้ำลายสอไปหมดแล้ววววว...

“จะดูอีกนานมั้ยไอ้เตี้ย” หืมมมมมม ขัดจังหวะกูจังวะ

“มันไม่บวมหรอก อาการปกติ”

“ปกติพ่อง กูเจ็บชิบหาย” มันบ่น สบถไม่ยั้ง

“จริง ไม่เชื่อกูถ่ายรูปให้ดูมั้ย”

“มะ ไม่ต้อง”

“ไม่อยากเห็นเหรอ” ผมยิ้มด้วยความสะใจที่ได้แกล้ง

“อยากตายเหรอมึงน่ะ”

“ตายคาก้นมึง กูยอมนะ”

“พ่อง อ๊ะ อย่าสิวะ”

“ก็ก้นมึงสวยอะ รูก็อ้า...”

“ไอ้เตี้ย!” คนหล่อตะโกนลั่น สงสัยจะอายที่ผมแซวเรื่องหูรูดมัน ก็เรื่องจริงนิครับ มันยังไม่ปิดเหมือนตอนแรกเลย

“เรียกผัวเหรอ”

“อะ ไอ้สัด อ๊า” ผมหมั่นไส้มันมากจนลืมตัว จัดดาบทู่ยัดเข้าไปอีกรอบ ดีนะที่ยังพอมีอะไรหลงเหลือเป็นตัวนำทาง

“อื้อ แน่นชิบหาย”

“อะ ไอ้ สะ สัด โอว๊....” 
ที่เหลือขอไม่บรรยายนะครับ พอหมดยกแค่นั้นแหละ มีไลน์เด้งขึ้นมาจากไอ้โท เป็นคลิปเสียงที่มันแอบมาอัดไว้ตอนไหนไม่รู้ แถมยังมีตอนที่ผมบังคับให้ไอ้ตงเรียกว่าผัวด้วย... ร้ายนัก...เพราะตอนนี้มันกำลังเอาเรื่องนี้มาขู่

“เออ ก็ไปก็ได้” จำใจและจำไว้นะ

“เห้ยมึง ไปเป็นเพื่อนพวกกูหน่อยสิ” ผมถามไอ้ฉัตร ไอ้คิ้วที่นั่งหาวรอคิวคอนเสิร์ต

“ขี้เกียจว่ะ มึงไปเถอะ พวกกูจะจองที่ให้” ผมเดาะลิ้นอย่างขัดใจ ไอ้คิ้วรีบยื่นช่อดอกไม้มาให้

“อะไรวะ”

“ของไอ้ตงมัน แฟนคลับฝากมา แต่กูขี้เกียจเอาไปให้”

“มึงก็เก็บไว้ให้มันหลังงานจบสิวะ”

“ได้ไง ไม่ให้ตอนนี้ก็ไม่อินเดะ” อินเชี่ยอะไรวะ ผมมองช่อดอกไม้อย่างหนักใจ สุดท้ายก็คว้าหมับเอามา “จิ๊!”

             เสียงพิธีกรบนเวทียังดำเนินต่อไป เพราะคณะสื่อมวลชน(จากชมรมถ่ายภาพ) กำลังรัวชัตเตอร์ใส่คณะดาวเดือนไม่ยั้ง ดาวคณะปีนี้มาจากคณะพยาบาล สวยคมตามแบบฉบับสาวใต้ ขวัญใจขาวหมวยได้แค่รอง 1 ส่วนเดือนไม่ต้องพูดถึง ไอ้ตงมันนอนมาตั้งแต่เลือกตำแหน่งเดือนคณะแล้ว แชมป์เก่าปีที่แล้วอย่างวิศวะ ปีนี้ส่งหนุ่มหล่อมมาก็จริง แต่ก็สู้ออร่าไอ้ตงไม่ได้

“ตอนนี้หน้าเวทีเราคลาคล่ำไปด้วยสื่อและผู้ชมที่มาร่วมยินดี แฟนคลับที่จะมอบดอกไม้ พวงมาลัยเชิญขึ้นบนเวทีนะครับ เรียงแถวมาทีละคน ดาวยืนตรงนี้ กลางเวทีเลยครับ ส่วนเดือนก็มายืนข้างๆกันเลย” พิธีกรบนเวทีทำหน้าที่ตัวเองต่อไป

             ผมล่ะเซ็งชีวิตจริงๆ ก่อนหน้านี้พวกแฟนคลับให้ดอกไม้หรือของขวัญหน้าเวทีโดยมีดาวเดือนก้มมารับ แต่พอใกล้ช่วงคอนเสิร์ตจะมา นักศึกษาพวกปีแก่ก็กรูมาจับจองพื้นที่จนเต็มไปหมด พิธีกรเลยต้องเปลี่ยนให้แฟนคลับเดินขึ้นมาบนเวทีและเดินลงที่บันไดฝั่งตรงกันข้าม ไอ้โทมันดันหลังให้ผมรีบขึ้นไปบนนั้น และแยกกันไปเพราะขวัญใจอยู่ด้านหลังของดาวเดือนมหา’ลัย มีแต่ผมที่เดินดุ่มๆไปยังหนุ่มหล่อสาวสวยกลางเวที ทำไมไม่กวาดทุกคนลงมา หรือพาไปหลบข้างหลังก็ไม่รู้ บันไดไม้ก็ชันและดูบอบบาง กดน้ำหนักลงไปแต่ละทีนึกว่าจะหัก

“โอ้โห หนุ่มหล่อคนนี้มาจากคณะอะไรครับ หิ้วช่อดอกไม้มาให้กำลังใจช่อเบ้อเริ่ม” อะ ไอ้พิธีกร ทำไมมึงต้องมาแซวกันตอนนี้ด้วยวะ “ไม่ต้องอายหรอกครับ ดาวมหา’ลัยของเราไม่ดุ”

...เสียงโห่จากข้างล่างเวทีทำเอาผมแทบซุกหน้ากพื้นเวที มันจะบังเอิญอะไรเบอร์นี้วะ จะแซวคนก่อนหน้าหรือไม่ก็คนต่อแถวกูไม่ได้รึไง

“ว่าไงครับ ชื่ออะไร มาจากคณะไหนครับ” เชี่ย เอาไมค์มาจ่อปาก แสงไฟบนเวทีก็สาดมาใส่เต็มที่ ไอ้ตงทำหน้านิ่งงันแต่ผมเห็นมันแอบชำเลืองมามองเป็นระยะ

“อะ เอ่อ ชื่อ โทครับ มาจาก...” เสียงกรี๊ดมาจากไหนเยอะแยะวะ วันนี้แค่ตัดผมมาใหม่ เซ็ตให้เป็นทรงและใส่ชุดทางการเท่านั้น ตัวก็ยังดำเหมือนเดิม

“มึงชื่อหนึ่ง ไอ้เตี้ยอย่าเนียน กูต่างหากชื่อโท” อ้าว ไอ้สัด กูนึกว่ามึงลงเวทีไปแล้ว ไอ้ตงหลุดขำที่เห็นผมโดนเปิดโปง

“โป๊ะนะครับ ไม่เนียนนะน้องหนึ่ง” ผมหน้าแหย แทนที่จะปล่อยผ่าน ไอ้พิธีกรยังแซวไม่เลิก จังหวะนี้แหละผมรีบก้าวขาเพื่อเอาดอกไม้ไปให้ไอ้ตงให้จบๆ แต่ขาเจ้ากรรมของพิธีกรดันมาขวางทางจนผมสะดุดหน้าคว่ำ มือที่ว่างอยู่กระชากเนกไทของไอ้ตงสุดแรงจนร่างใหญ่ล้มตึงมาทับ หัวผมกระแทกพื้นเวทีโครมใหญ่ ยังไม่เจ็บเท่าจังหวะที่ปากของไอ้ตงกระแทกลงมาที่ปากผมอย่างพอดิบพอดี

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด พวกเค้าจูบกัน”

แชะ แชะ แชะ ... เสียงชัตเตอร์รัวถี่ยิบ ... หมดกัน ความสงบในปี 1 ของไอ้เตี้ย

T____T

             และเป็นไปตามคาด ทางเพจ CuteBoy เอารูปที่พวกเราฟาดปากกันลงหรา แถมยังมีคนกระหน่ำไลค์ไม่หยุดแตะหลักหมื่นภายในคืนเดียว ยังดีที่มีคนเอารูปตอนที่ผมเลือดกบปากมาแก้ข่าว พวกแฟนคลับที่จิ้นก็เริ่มมาแซว คนที่เข้าใจและบอกว่าสงสารก็เยอะอยู่ ไอ้ตงปากเจ่อไม่แพ้กันแต่มันไม่ได้เลือดแบบผมนี่หว่า ข่าวบันเทิงก็เอารูปนี้ไปแซวยกใหญ่ แต่ดีหน่อยที่คาดหน้าตาผมไว้ ไม่งั้นดังแน่ๆไอ้เตี้ย ... ไอ้ตงเหมือนจะงอนผมไปสักพัก ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไอ้ตัวต้นเหตุอย่างไอ้คิ้วก็ได้แต่ขำตอนที่เล่าที่มาที่ไปของดอกไม้ในมือผมให้ไอ้ตงฟัง ไม่รู้รายนั้นจะเข้าใจแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ มันเงียบใส่มาได้สองวันละ

ก๊อกๆ ... “เข้ามา” เสียงเจ้าของห้องตอบรับเสียงเคาะประตู

“อะ ไอ้ตง” ผมค่อยๆเปิดประตูห้องนอนและเรียกมันด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ มองร่างสูงที่นอนแผ่บนเตียงอย่างไร้อารมณ์

“มีไร” นั่นไง ยังไม่หายงอน ปากก็ยังเจ่ออยู่

“คะ คือพวกกูจะไปกินข้าว มึงไปด้วยกันมั้ย”

“ไม่อะ กูไม่หิว” อื้อออออออออออออ งอนจริง

“อะ...”

“กูบอกว่าไม่หิวไง” เออ เรื่องของมึง... ผมปิดประตูโครมใหญ่ กร่นด่ามันในใจอย่างหัวเสีย

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อาตงงอนเรื่องไร?

งอนที่ช่อดอกไม้นั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ของหนึ่งใช่ป่ะ?  อิอิ

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ fay 13

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5681
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +286/-44

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 18. ลอกคราบหนอนผีเสื้อ


             สิ่งที่น่าเบื่ออย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ การรู้สึกว่าตัวเองไร้ตัวตน เหมือนเป็นส่วนเกิน... ผมเข้าใจคำๆนี้ดีเลยล่ะ หลังจากที่โดนไอ้ตงทำเสียงดุใส่ก็หัวเสียมากพอแล้ว มื้อเที่ยงแม่งโคตรไม่อร่อย ใจหนึ่งก็รู้สึกผิด แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องโกรธเคืองอะไรขนาดนี้ ... แต่ยังไม่เท่าอารมณ์ไร้ตัวตนในตอนนี้หรอก

“ไอ้โท ถ้ามึงจะสวีตกันขนาดนี้ ทีหลังไม่ต้องชวนกูมาก็ได้นะ” นี่แหละครับต้นตอของความหมั่นไส้ พวกเรามานั่งกินพิซซ่าที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ ยิ่งตอนที่เห็นสองคนนั้นตักให้กัน มีป้อนกันไปมาก็ยิ่งรู้สึกเป็นส่วนเกินไปซะงั้น นั่งมองอยู่นานจนทนไม่ได้ เผลอบ่นไอ้โทไปหนึ่งดอก

“อิจฉาเหรอ อิจฉาก็หาแฟนสักคนสิ” ไอ้โทตอบ โดยมีขวัญใจพยักหน้ายิ้มรับ ...

หมาหัวเน่าที่แท้ทรู...

“กินเสร็จไปไหนต่อ” ผมถามห้วนๆ

“พวกกูว่าจะไปดูหนังอะ มึงจะดูด้วยกันมั้ย” แหมมมม ทำเป็นชวน แต่หน้าตามึงไม่เป็นมิตรนะไอ้หนึ่ง

“ไม่อะ ขี้เกียจไปเป็น กขค”

“กขค อะไรจ๊ะหนึ่ง ไม่ใช่หรอก” นานๆขวัญใจจะเอ่ยปาก สวยระยับเลย แม่งไอ้โทมันโชคดี

“ขวัญใจไปดูกับมันเถอะ เราเหม็นความรัก” ผมทำหน้าบู้

“อิจฉาล่ะสิ”

“ไอ้สาดโท” มันทำหน้าเหรอหราล้อเลียน ยิ่งทำให้หงุดหงิดไม่หยอก “งั้นมื้อนี้มึงเลี้ยง” ไม่รอให้มันตอบหรอก ผมรีบลุกและเดินออกมาจากร้านพิซซ่าอย่างไม่สนใจคำด่าของญาติสนิทของตัวเอง

             วันหยุดแบบนี้ ไอ้ตงมันรับงานถ่ายแบบช่วงบ่าย ไอ้นี่มันทำตัวเหมือนนักแสดงอิสระ ผู้จัดการส่วนตัวก็ไม่มี ไหนจะต้องเรียนให้ทันเพื่อนอีก ไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไร แต่ก็ต้องนับถือที่มันสามารถบริหารเวลาได้อย่างดีเยี่ยม ... เชี่ย คิดถึงเรื่องมันอีกละ

ตุบ... นี่มันละครชัดๆ ใจลอยแล้วไปชนใครบางคน

“เป็นไรหนึ่ง ใจลอย” เสียงคุ้นหูทักทาย ผมเงยหน้าไปมองความหล่อบาดตานั้น

“พี่เจด” อ้าปากค้างสิครับ วันนี้พี่เจดหล่อสุดๆ เคยเห็นแกแต่งตัวสบายๆมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้กลับดูพิเศษจนหายใจติดขัด เสื้อยืดหลวมโคร่งสีขาวกลมกลืนกับสีผิวที่ขาวจัดอย่างลงตัว กางเกงยีนส์รัดรูปสีดำเข้มคาดด้วยรอยขาดที่ต้นขาและหัวเข่าเผยความเนียนละเอียดของผิวจนอดไม่ได้ที่จะจับจ้อง

“ชนพี่ซะแรง แถมจ้องขนาดนี้ คิดอะไรกับพี่รึเปล่า” นั่นไง...โดนดอกแรกไปละ

“คิด เอ๊ย มะ..” คือ ถ้าตอบว่าไม่คิดจะผิดมั้ยวะ

“หืม...” พี่เจดทำสีหน้าสงสัย แววตาดูมีความหวังว่าผมพูดต่อให้จบประโยค

“ มะ ไม่กล้าคิด” ผมลอบถอนหายใจ อย่างน้อยก็ต้องไหลไปตามน้ำบ้าง

“อยากให้คิดนะ” พี่เจดโน้มมากระซิบข้างหู ก่อนจะแจกรอยยิ้มบาดใจมากระชากวิญญาณผมแทบหลุดจากร่าง...ดอกสอง

“พี่เจดมาเที่ยวเหรอครับวันนี้” ก่อนจะเขินไปมากกว่านี้ เราควรเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่เชิงครับ พอดีที่คณะมีงานออกค่าย พี่ดูแลพวกอุปกรณ์ตกแต่งน่ะ เลยออกมาหาซื้อ”

“โห เจ๋งอะพี่ ออกค่ายที่ไหน แล้วพี่ต้องซื้ออะไรบ้าง คือ ไปกันเยอะมั้ยครับ...”

“หยุด” พี่เจดยกมือห้าม “ถามขนาดนี้พี่จะตอบข้อไหนก่อนล่ะ” ผมยิ้มเจื่อนๆยกมือขวาลูบท้ายทอยแก้เก้อ

“...”

“แล้วเรามาทำอะไรเหรอ”

“อ๋อ ผมมากินข้าวกับไอ้โทและแฟนมันน่ะครับ”

“อ้อ พี่เห็นเดินใจลอยอยู่...” ผมเดาว่าพี่เจดคงเห็นผมก่อนและตั้งใจเดินมาให้ชน -- > เข้าข้างตัวเองสุดๆ

“ผมแค่รำคาญไอ้โทมันน่ะครับ สวีตกับแฟนจนรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก พี่เจดจะไปดูของที่ไหนอะครับ” เมื่อเห็นสายตาพี่เขาสอดส่อง ผมก็เลยถามเผื่อจะขอตัวแยก

“ไปดูแผนกเครื่องเขียนล่ะมั้ง ...” พี่เจดชี้ไปทางร้านขายอุปกรณ์สำนักงานก่อนหันมายิ้มให้จนใจสั่น “โทมันมีแฟน แล้วหนึ่งล่ะ”

“เอ่อ” นี่อุตส่าห์ถามเปลี่ยนเรื่องไปแล้วนะ “ขี้เหร่แบบผมใครจะยอมเป็นแฟนด้วยล่ะ”

พี่เจดชี้ไปที่หน้าอกตัวเอง “พี่ไง”

“...” //หน้าแดง ... รู้สึกเหมือนกำลังโดนจีบ ... ดอกที่สาม

“หนึ่งไม่ได้ขี้เหร่หรอก ตาก็กลมโต คิ้วก็หนา จมูกก็โด่ง แถมยังผิวสีแทน คมเข้ม ตัดผมทรงนี้นะ โคตรหล่อ”

อื้ออออออออออ... ใจบางไปหมดแล้ว ไอ้หนึ่งจะลอย...

“เว่อไปพี่” ดอกที่สี่สินะ โดนแซวซึ่งๆหน้าแบบนี้ถึงกับไปไม่เป็น

“จริงๆ ไม่เชื่อมานี่มา” ไม่พูดเปล่า พี่เจดก็ลากแขนผมเดินเข้าแผนกเสื้อผ้าผู้ชายในตัวห้างทันที ร่างสูงก้าวเท้ายาวแต่ลงจังหวะให้ผมก้าวตามได้ทันอย่างไม่ต้องเร่งจังหวะ ไม่เหมือนไอ้ตงที่ก้าวยาวๆไปก่อนโดยไม่สนใจขาสั้นๆของผมที่แทบจะวิ่งตามให้ทันมัน ...

“แพงไปเปล่าครับพี่” ผมดูป้ายราคา ตัวเลขที่เห็นนั้นทำให้ปาดเหงื่อไม่หยุด แค่เสื้อสูทธรรมดาตัวเดียวก็เกือบหมื่นเข้าไปละ ยังไม่รวมกางเกงสแล็กสีเข้มลายทางที่เข้ากันนะ

“ไม่แพงหรอก” พี่เจดยิ้ม และคะยั้นคะยอให้ผมเอาชุดไปลอง มันเป็นสูทสีเข้มโทนน้ำเงินลายขวางสีขาวกึ่งลำลอง ไม่แค่นั้น พี่เจดยังหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวมาให้ลองสวมอีกด้วย ไอ้เราก็เข้ามาในห้องลองชุดอย่างงงๆ รู้ตัวอีกทีก็เปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ

ก๊อกๆ

“ไหน พี่ขอดูหน่อยซิครับหนึ่งว่าเป็นไงบ้าง”

“ครับ” ผมตอบรับ นึกแปลกใจว่าพี่เจดเข้ามาในห้องลองชุดได้ยังไง ก่อนจะถามอะไรออกไปเสียงเคาะประตูก็ดังอีกครั้ง ผมเลยรีบเปิดออกมา

...ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าพี่เจดดูตะลึงที่ได้เห็นผมในชุดนี้ แต่แววตาและรอยยิ้มหล่อๆนั้นทำให้ใจชื้นไม่น้อยว่าใส่ชุดนี้แล้วไอ้เตี้ยไม่ขี้เหร่แน่นอน “ปะ เป็นไงบ้างครับ”

“หล่อ สุดยอด” พี่เจดไม่ได้แกล้งชมแน่ๆ เพราะแกดันจ้องมาแบบไม่วางตา

“ฮ่าๆ พี่อย่าอำ”

“ไม่ได้อำ...มานี่” พี่เจดเหมือนจะชินกับการลากแขนและให้ผมเดินตาม แรงฉุดแกไม่ใช่น้อยๆ กระชากทีร่างเกือบพัง

“พะ พี่เจด จะไปไหน ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดเลย” ผมประท้วง

“ไม่ต้องเปลี่ยน ใส่ชุดนี้แหละ พี่จ่ายเงินแล้ว”

“ห๊ะ พะ พี่” แม้จะพยายามขืนตัวเท่าไหร่ก็เหมือนไม่ได้ผล เพราะพี่เจดแรงเยอะกว่ามาก ทำไมช่างแตกต่างกับไอ้ตงจังวะ รายนั้นตัวสูงใหญ่ แต่เหมือนคนไร้เรี่ยวแรง เวลาผมกระชาก ดึง หรือ.... มันก็ทำท่าเหมือนคนไม่มีแรงสู้กลับยังไงยังงั้น

...คิดถึงมันรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย...



(หนึ่ง เอกราช)

             ผมเดินกึ่งวิ่งตามพี่เจดมาติดๆ ขออนุญาตถอนคำพูดว่าพี่เจดเดินทิ้งจังหวะรอ เพราะตอนนี้ขาวยาวก้าวฉับๆจนเดินตามแทบไม่ทันพวกเราลัดเลาะตามทางเดินภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ วนไปเวียนมาจนถึงลานจอดรถ คนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรสักอย่าง จนเมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นพวกเด็กวิศวะแต่งตัวดูดีกันทุกคนกำลังโพสต์ท่าให้เด็กที่เดาว่าจากคณะสื่อสารฯถ่ายภาพนิ่ง

“เห้ย กูพานายแบบมาเพิ่มให้พวกมึงแล้ว” พี่เจดส่งเสียงดังจนทุกคนหันมามองผมเป็นตาเดียวกัน ยิ่งทำให้อึดอัดไปอีก

“เชี่ยยยย ไปหานายแบบมาจากไหนวะ โคตรหล่อ” ช่างแต่งหน้า(ดูจากอุปกรณ์ในมือ)ถาม

“แถวๆนี้แหละ” พี่เจดยิ้มให้ผม

“มานั่งตรงนี้ค่ะ”

“ตะ แต่...” ผมพยายามบอกว่าตัวเองไม่ใช่นายแบบ แต่พี่เจดพยักเพยิดหน้าให้จนปฏิเสธไม่ได้

“เดี๋ยวลงแป้งหน่อย เซ็ตผมอีกนิด รับรองหล่อกระชากใจแน่ๆ” พี่ช่างแต่งหน้าพูดไม่หยุดตอนที่ละเลงผงแป้งและอะไรๆอีกหลายอย่างมาที่หน้า คำสั่งให้หลับตาทำให้ผมเกือบงีบ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนมาสะกิด

“เดี๋ยวไปถ่ายหน้าห้างนะ ตรงต้นไม้ อาจจะร้อนไปบ้าง ทนเอาหน่อยนะน้องๆ” เสียงตากล้องหรือไม่ก็ผู้จัดการกองเป็นคนบอก ผมลุกและปราดไปหาพี่เจดที่ยืนหล่อกลางดงวิศวะอย่างเก้ๆกังๆ เสียงพูดคุยเงียบทันทีที่ไปถึง

“สัด หล่อชิบ” เพื่อนพี่เจดพูดออกมา

“เห็นมั้ยล่ะ” พี่เจดยิ้มร่าถูกใจ

“พี่เจด...” ผมเรียกด้วยสีหน้าบ่งบอกว่าไม่เข้าใจ เขาปลีกตัวออกมาจากกลุ่มและเดินไปตามทางกับกองทัพตากล้อง

“คือ” พี่เจดทำท่าจะพูด

“ครับ”

“พี่ขอโทษที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า พอดีมันเป็นงานของเพื่อนพี่อีกทีน่ะที่ต้องทำโปรเจ็กส่ง” ผมกอดอกขณะฟัง

“จริงๆงานนี้พี่จะต้องถ่ายเองแหละ แต่ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำแล้วเจอเราพอดี ตอนที่เราลองชุด ...”

“...”

“พี่เลยปิ๊งไอเดียนี้ขึ้นมา” ยิ้มทำไม คิดว่ายิ้มแล้วผมจะยกโทษให้งั้นเหรอ

“ไหนพี่บอกว่ามาหาซื้ออุปกรณ์...”

“ก็ส่วนหนึ่ง จริงๆพี่ซื้อเสร็จแล้วแหละ แค่หาเรื่องคุย” ดูเหมือนว่าคนหล่อกำลังหน้าแดง

“ผม ไม่เข้าใจ”

“ก็ คือ แบบว่า” พี่เจดประกบสองมือและถูไถไปมาเหมือนหาไออุ่นช่วงหน้าหนาว ... แต่เวลานี้คือร้อนระอุจนแทบไหม้

“พี่เจด”

“พี่แค่...พี่ขอโทษ” แกไม่ยอมอธิบาย “ถ้าหนึ่งไม่โอเค จะกลับพี่ก็ไม่ว่านะครับ”

“...” ผมถอนหายใจ เราสบตากันชั่วครู่ ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูสำนึกผิด แต่กลับฉายแววเซ็กซี่จนละสายตาไม่ได้ “ถ้าพี่ยอมบอกเหตุผลดีๆกับผม ผมช่วยเป็นนายแบบก็ได้ครับ”

“จริงดิ” โอยยยย ทำไมต้องยิ้มแล้วโลกสดใสขนาดนี้ด้วยวะพี่เจด

“เหตุผลดีๆนะครับ” ผมย้ำ ไอ้เราก็แค่เบื่อที่เห็นเพื่อนสนิทสวีตกับแฟน เลยผละออกมาจนบังเอิญเจอแฟนเก่า โดนเขาลากไปลองชุด และพามาถ่ายแบบการกุศลให้กับเพื่อน... คำถามคือ...ทำไมต้องผม

“คือ พี่ไม่แน่ใจว่ามันจะสมเหตุสมผลมั้ยนะครับ” พี่เจดทำท่าทางไม่มั่นใจ ผมจับจ้องพี่เขาอย่างไม่วางตา

“ไม่เอาเหตุผลว่าผมหล่อนะครับ อันนั้นผมก็พอรู้”

“ฮ่าๆๆ” พี่เจดหัวเราะแก้เก้อ แกเป็นแบบนี้มานานแล้ว หลายๆเรื่องก็เลือกที่จะเงียบหรือไม่ก็หัวเราะกลบเกลื่อน ผิดกับไอ้ตงที่มันคิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

“ฮึ่ม” พี่เจดเห็นผมทำหน้านิ่งเลยกระแอมไอและหยุดไปครู่หนึ่ง...

“เหตุผล?”

“พี่แค่” คราวนี้ดูเหมือนแกจะหาข้ออ้างเจอแล้ว เอาจริงๆผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรที่มันต้องดีเด่โดนใจหรอก แค่อยากให้แกช่วยอธิบายที่มาที่ไปบ้าง ไม่ใช่ทำเหมือนผมเป็นตุ๊กตาที่จับใส่เสื้อผ้าแล้วเอามาถ่ายรูปอวดใครแบบนี้

             เพื่อนของพี่เจดรวมไปถึงน้องๆพากันเดินผ่านจุดที่เรายืนคุยกันอยู่จนต้องเงียบกันไปชั่วอึดใจ ตอนนี้ผมเหม่อไปด้านล่าง ผู้คนต่างคลาคล่ำเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าเพื่อหลบร้อน หรือไม่ก็มาจับจ่ายใช้สอย มุมต้นไม้เรียงรายดูสดชื่นมีผู้คนจับจองพื้นที่อยู่ประปราย กองถ่ายที่ประกอบไปด้วย ตากล้อง ช่างแต่งหน้า ช่างไฟ และกลุ่มนายแบบสมัครเล่นต่างก็ยืนออกันมุมนั้น

“ไปกันเถอะครับ” ผมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เลิกคาดหวังว่าพี่เจดจะพูดจาหวานๆหรือให้เหตุผลดีๆไปแล้ว

“หนึ่ง” พี่เจดรั้งชายสูท ผมตอบครับและหันไปสบตานิ่งงัน ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้แสดงออกเช่นเคย มันดูจริงจังผิดกับที่ผ่านมา


“เรากลับมาคบกันได้ไหม” ....

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

คบกับพี่เจต หนึ่งอาจจะเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายรับนา  แต่ถ้าเลือกอาตงฉินได้รุกชัวร์  อิอิ

ออฟไลน์ bun

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-5
แหล่ว ๆ แล้ว จะยอมกลับไปคบกับแฟนเก่าไหม
ระวังเจออิทธิฤทธิ์เมียปัจจุบันนะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 19. ไปนั่งเล่นที่ห้องพี่ก่อนมั้ย
             ชะงัก... ทุกสิ่งเหมือนหยุดเคลื่อนไหว หลังจากคำพูดจากปากสุดเซ็กซี่นั่นหลุดออกมา ถ้าพูดให้ถูกต้องคือ ตัวผมนั่นแหละที่แน่นิ่งไปเลย จากที่โดนแซวไปหลายดอก จนมาถึงดอกนี้...นับว่ามีอานุภาพทำลายล้างได้อย่างที่สุด อาการชะงักงันที่แสดงออกนั้นคงทำให้อีกฝ่ายจับอาการได้ไม่ยาก นอกจากพี่เจดจะไม่พูดอะไรต่อแล้วยังชิงเขินหน้าแดงเข้าไปอีก แต่กระนั้นก็จับแขนผมและลากไปจนถึงกองถ่ายที่ตั้งอยู่ใต้ร่มไม้จนได้

“พวกมึง กูเปลี่ยนใจละนะ ไม่ให้น้องเค้าถ่ายแบบแล้ว” เสียงพี่เจดบอกเพื่อนทีมงาน

“อ้าว ทำไมวะ”

“กูหวง” พี่เจดพูด ไม่สนใจเสียงแก้วแตกเพล้งจากด้านหลังพร้อมเสียงเอะอะว่าเลือดใครบางคนไหล ผมได้แต่อึ้ง บอกตรงๆว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโดนใครรุกเร้าจนเสียอาการได้ขนาดนี้ “ไปกันเถอะ” เสียงนั้นกระซิบ ผมจำไม่ได้ด้วยว่าได้ตอบออกไปหรือเปล่า รู้ตัวอีกทีก็มานั่งในรถหรูของพี่เจดเสียแล้ว

“...”

“พี่พูดจริงๆนะ” พอผมได้สติ พี่เจดก็พูดขึ้นมา แอร์ในรถเย็นฉ่ำจนหนาวสั่น แต่ตัวผมกลับร้อนโดยเฉพาะใบหน้า

“คระ ครับ”

“ที่ว่าอยากกลับมาคบกับหนึ่งอีกครั้ง...” ไม่เข้าใจ ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายนะครับ แต่ว่าเราไม่ได้ติดต่อกันมา 2 ปีเต็มๆ จะให้ต่อติดทันทีเลยก็เป็นไปได้ยาก แถมสารรูปผมนั้นแตกต่างกับพี่เจดฟ้ากับเหว ถึงแม้จะใส่สูทเซ็ตผมก็ไม่ได้ครึ่งของความหล่อของพี่เขาเลยสักนิด นักศึกษาคณะวิศวะ ดีกรีเดือนมหา’ลัยปี 3 มันต่างจากคนมอซอแบบเอกราชคนนี้สุดๆ

“พี่เจด” อ้ำอึ้ง

“หนึ่งไม่ต้องรีบตอบก็ได้ พี่รอได้” ใบหน้าหล่อนั้นตอบกลับ ยิ่งทำให้หัวใจอ่อนแอเข้าไปอีก “หนึ่งอยากไปไหนเป็นพิเศษมั้ยครับ”

“ครับ” จะตอบยังไงดีล่ะ ปกติก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนหรอก ไม่มีงบ “ไม่มีครับ”

“อืมมมม นี่ก็บ่ายแก่แล้ว” พี่เจดทำท่าคิดสักพัก “ไปนั่งเล่นห้องพี่ก่อนมั้ย”

“ห๊ะ”



[ตงฉิน]

             ผมนอนพักอย่างอ่อนแรงที่ห้องจนบ่าย รู้สึกเบื่อและหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้กลับรู้สึกไม่ดีที่ตัวเองตวาดไล่ไอ้เตี้ยก่อนหน้านี้ ตอนที่มันเดินคอตกออกไปก็ยิ่งรู้สึกผิด แต่ก็เพราะมันนั่นแหละจอมก่อเรื่อง หาเรื่องให้เป็นข่าวได้ตลอด หลังจากมีข่าวและรูปจูบบนเวทีประกวดดาวเดือนของมหา’ลัยหลุดก็ทำให้กระแสนิยมพุ่งพรวดอย่างผิดคาด จากที่เคยคิดว่าอาจจะโดนผู้ใหญ่เรียกไปอบรมกลับเป็นได้งานมาเพิ่มเฉย 

“ผู้หญิงสมัยนี้ชอบแนวนี้กันหมดแหละ น้ำขึ้นต้องรีบตัก” เสียงของผู้บริหารที่ผมสังกัดยังก้องในหัว บทซีรี่ย์ใหม่วางอยู่ข้างๆ ผมอ่านรวดเดียวจบตั้งแต่กรุงเทพจนถึงที่นี่

“ซีรี่ย์ชายรักชายน่ะเหรอครับ”

“ใช่ แนวนี้กำลังนิยมเลย ยิ่งเรามีรูปหลุดแบบนี้แฟนคลับยิ่งชอบ” ผมอ่านคอมเม้นต์ในโซเชียลมาบ้าง กลุ่มแฟนคลับที่เรียกตัวเองว่าสาววายนั้นต่างชื่นชอบ เหมือนโลกมันหมุนกลับด้านยังไงก็ไม่รู้ ที่ความนิยมชมชอบกลายเป็นการจิ้นระหว่างผู้ชายด้วยกัน

“ไม่ต้องคิดแล้วตง พี่คิดว่าบทนี้เหมาะกับตงมาก” ผมได้แต่รับบทมาอ่าน ไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรเพิ่ม แม้กระทั่งนักแสดงที่จะมาร่วมงานด้วย

“ถ้าพี่ว่าดี ผมก็ไม่ติดอะไรครับ” พี่สุชาติ ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงตบไหล่ผมอย่างเป็นกันเอง แม้จะพยายามหลบเลี่ยง แต่ก็ไม่พ้นแววตากรุ้มกริ่มนี่อยู่ดี ได้แต่นิ่งและกำหมัดแน่น ไม่ชอบการกระทำกึ่งรุ่มร่ามแบบนี้เลยสักนิด

“ตกลงตามนี้นะ ว่าแต่คืนนี้น้องตง...”  ผมเข้าวงการตั้งแต่อายุ 14-15 เพราะตอนนั้นพี่ต่อรับงานด้านนี้เลยพ่วงน้องชายแบบผมเข้ามาด้วย สุดท้ายพี่ต่อก็เลือกที่จะไปโฟกัสเรื่องเรียนที่ต่างประเทศหันหลังให้วงการบันเทิง แต่ผมยังยืนหยัดอยู่ที่เก่า ด้วยบุคลิกที่ดูเงียบขรึม เลยทำให้ไม่ค่อยมีใครเอ็นดูป้อนงานให้ มีแต่พี่สุชาตินี่แหละที่คอยผลักดัน จนทำให้ผมมีชื่อเสียงขึ้นมา

             ใครที่กำลังคิดว่าผมชื่นชมชายคนนี้ บอกเลยว่าคิดผิด เพราะไอ้เชี่ยสุชาตินี่แหละ ที่ทั้งผลัก ทั้งดัน เป็นการส่วนตัวหลายต่อหลายยกกว่าจะยอมมอบบทดีๆให้ ด้วยความที่ยังเด็ก ตอนนั้นก็แค่อยากมีอะไรสักอย่างเป็นผลงานให้พ่อได้ภูมิใจ ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าจะต้องเอาตัวเข้าแลกหรืออะไร แต่พอมันเลยเถิดก็ต้องปล่อยไปตามนั้น ผมอยากจะลาออกจากสังกัดนี่ชิบหาย แต่ยังทำไม่ได้ เพราะติดสัญญาถึงปีหน้า ตอนนี้ผมโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากกว่าแต่ก่อน เลยทำให้หาข้ออ้างมาขัดเรื่องอย่างว่าที่เจ้าของสังกัดพยายามอ่อยอยู่เสมอ

“ผมขอตัวก่อนดีกว่าครับพี่ พอดีเย็นนี้มีงานที่มหา’ลัยด้วย” ไม่รอคำตอบ ผมยกมือไหว้และเดินออกมาอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวจากความอึดอัด อยากไปให้พ้นจากตรงนี้ แม่งเอ๊ยยยย ...



[หนึ่ง เอกราช]

             ผมได้แต่นั่งอึ้ง วันนี้อึ้งหลายรอบมาก ไม่คิดว่าพี่เจดจะรุกหนักแบบนี้ แกหันมาสบตา พลางยิ้มตาหยี หน้าตาหล่อเหลาแบบอ๊ปป้าเกาหลีทำใจสั่นไปหมดตอนนี้ ฟันขาวสะอาดเรียงรายราวกับเปิดแฟลชได้สะท้อนจนตาพร่ามัวไปหมด เจอรอยยิ้มขนาดนี้เข้าก็ไปไม่เป็น นั่งเงียบตลอดทางจนมาถึงคอนโดหรูที่อยู่ไม่ไกลจากมอมากนัก ... พี่เจดเปิดประตูห้อง ผมเดินตามช้าๆ ขาสั่นไปหมดแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาถึงตรงนี้ ประตูสีดำบานใหญ่เปิดอ้า พร้อมเสียงร้องเตือนที่ดังลั่นจากระบบประตูที่เปิดค้างไว้นาน

“หนึ่ง เข้ามาสิ ประตูร้องลั่นแล้วเนี่ย”

“เอ่อ ครับ” เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

             ห้องพี่เจดมีขนาดประมาณ 41 ตารางเมตร จัดเป็นสัดส่วนลงตัวตามแบบฉบับของคอนโดมิเนียมทั่วไป ประตูห้องน้ำอยู่ด้านซ้ายมือติดกับประตูห้อง พื้นที่ตรงหน้ามากกว่าครึ่งเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโซฟาขนาดใหญ่เท่ากับเตียงขนาด 6 ฟุตวางอยู่ ชั้นวางหนังสือและตู้กระจกใส่ของเล่นวางติดผนังระนาบเดียวดับประตูห้องน้ำ เดินไปอีกหน่อย เป็นประตูบานเลื่อนของห้องครัวที่อยู่ซ้ายมือแนวเดียวกับห้องน้ำ เปิดไปด้านหลังจะเป็นระเบียงแคบมีเครื่องซักผ้าตั้งอยู่ ห้องนอนพี่เจดเรียบง่าย แต่รกระเกะระกะด้วยชีทที่แกน่าจะนั่งอ่านและวางทิ้งไว้ ผมสังเกตเห็นเพราะประตูมันไม่ได้ล็อก พี่เจอยิ้มแหยก่อนจะดึงตัวผมไปนั่งที่โซฟานุ่ม เสียงแอร์เริ่มทำงานปล่อยไอเย็นมาคลายร้อน แต่ใจผมยังเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะเช่นเคย

“เอาอะไรมั้ย”

“อะ เอา...” ผมเลิ่กลั่ก

“พี่หมายถึงดื่มอะไรมั้ย” ยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนี้หมายความว่าไง

“ไม่เป็นไรครับ”

“โค้กหรือน้ำเปล่า” พี่เจดไม่ได้ฟังกูเหรอครับ แหม่... เดินไปเปิดตู้เย็นในห้องครัวเฉ้ย

“โค้ก” แต่ไอ้คนเห็นแก่กินก็ตอบกลับอยู่ดี

             ร่างสูงของเจ้าของห้องนั่งลงข้างๆ ผมรับโค้กกระป๋องแดงมาดื่มจนหมดเพราะกระหายค่อนข้างมาก ดูท่าทางคนพามาจะไม่ตื่นเต้นอะไรเลย เพราะยื่นแขนขวาวางพาดกับขอบโซฟาผ่านต้นคอผมไป แถมยังปล่อยนิ้วมาแตะไหล่อีกต่างหาก วินาทีนั้นรู้สึกราวกับว่ากลายเป็นเจ้าหญิงผู้แสนจะบอบบางเลย ถุ๊ย!

“หนึ่งเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมดูเกร็งๆ”

“เอ่อ เปล่าครับ” แก้เก้อด้วยการยกโค้กมาจ่อปาก แต่ลืมไปว่ามันหมดแล้ว เลยต้องวางลงอย่างเขินๆ

“กลัวพี่เหรอ”

“เปล่าพี่ คิดมาก” ไม่ได้กลัว แต่... เออ นั่นแหละ ใจมันเต้นตุบๆ แถมพี่เล่นมานั่งแนบชิดซะขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่หวั่นไหววะ หล่อระดับมหา’ลัย ถึงแม้จะตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วก็เถอะ

“ไม่กลัว แล้วทำไมนั่งตัวลีบขนาดนี้ล่ะ” พี่เจดถามด้วยน้ำเสียงขบขัน ผมมองท่านั่งตัวเองก็เข้าใจที่โดนแซว สองขาหนีบแนบชิด แถมสองมือจับกุมกันวางตรงไข่ราวกับเป็นนายเจี๋ยมเจี้ยม

“อะ อากาศมันร้อนน่ะพี่” สึด! ข้ออ้างไม่ได้ฟังขึ้นเลย

“ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องเกร็ง พี่ไม่คิดจะพาหนึ่งมาทำมิดีมิร้ายหรอก”

ฟู่! เสียงถอนหายใจครับ

“หรือว่าหนึ่ง...” พอเลย สายตาเจ้าชู้เนี่ย

“ผมไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” ไม่ไหวแล้วกู ยิ่งพี่เจดโน้มหน้ามาใกล้พ่นลมหายใจอุ่นๆมา ขนกายก็ลุกเกรียวกราวแล้ว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่ติดตามตัวก็ยิ่งกระตุ้นให้หวั่นไหวไปอีก ผมล้างหน้าเพื่อสงบจิตสงบใจ กับไอ้ตงไม่เห็นจะมีอาการประหลาดแบบนี้เลยสักครั้ง ถึงแม้บางทีจะอึดอัดกับความเมินเฉยบึ้งตึงของมันก็ตาม แต่ผมไม่ต้องทำตัวลีบเล็กหรือสั่นไหวได้เพียงนี้ อยากพูดอะไรก็พูด อยากเถียงอะไรก็เถียง ไม่สนใจว่ามันจะรับได้หรือไม่ได้ เป็นตัวของตัวเองใส่มันสุดๆ

...นี่ผมคิดถึงมันอีกแล้วเหรอ...

“ดูหนังมั้ย” พี่เจดเปิด NetFlix รออยู่แล้ว ผมลงไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม แถมทิ้งระยะห่างอีกสองคืบ

“ได้ครับ”

“อยากดูเรื่องไหนเป็นพิเศษมั้ย”

“แล้วแต่พี่เลยครับ” พี่เจดกดเลื่อนดูไปเรื่อยๆจนมาหยุดที่หนังรักเรื่องหนึ่ง 500 days of Summer ก่อนจะเปิดมันขึ้นมา

             ผมดื่มด่ำเรื่องราวของหนังไม่น้อย เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งชื่อทอมผู้หลงรักผู้หญิงที่ชื่อซัมเมอร์ พวกเขามีความสัมพันธ์ทางกายที่แนบแน่น ทอมนั้นคิดว่าซัมเมอร์เป็นผู้หญิงในฝันและตกหลุมรัก แต่ความจริงแล้วช่างต่างไปกว่านั้น เพราะซัมเมอร์ไม่เชื่อในความรัก ไม่ต้องการมีแฟน เมื่อความต้องการของคนทั้งคู่เป็นเส้นขนาน ยิ่งทำให้ทอมผิดหวังทบทวี

             เสียงลมหายใจราบเรียบของพี่เจดที่ซบไหล่ผมปลุกออกจากภวังค์ เนื้อเรื่องมันช่างตรงกับชีวิตช่วงนี้ อินจนน้ำตาจะไหล ถ้าเปรียบกันแล้ว ผมคงเป็นไอ้ทอม ที่รู้สึกรัก...เอ่อ ไม่สิ ไม่น่าจะถึงขั้นนั้น ... เอาเป็นว่ารู้สึกดีไปก่อน ... กับไอ้ตง ที่เป็นเหมือนซัมเมอร์ในหนัง ที่ดูดี มีเสน่ห์ และมีความสัมพันธ์กับผมแค่ทางกาย แต่ไม่ได้อยากจะสานต่อให้มันมากขึ้น

จุก....

“ถ้าอยากร้อง ก็ร้องมาเถอะ พี่ไม่เห็นหรอก” เสียงทุ้มของพี่เจดพูดขึ้นราวกับปลอบใจ แกยังอยู่ในท่าเอนตัวมาซบไหล่ผมอยู่ แต่กลับเอ่ยคำออกมาราวกับรับรู้ว่าตอนนี้ผมรู้สึกแบบไหน น้ำตาไหลรื้นอาบแก้มอย่างแผ่วเบา มีเพียงเสียงสูดลมหายใจเท่านั้นที่บ่งบอกว่าไอ้หนึ่งกำลังอินจนน้ำตาไหล

             พี่เจดไม่พูดอะไรอีก ได้แต่นอนท่าเดิมอย่างนั้น ก่อนจะคว้ามือซ้ายของผมที่อยู่ใกล้ๆไปเกาะกุม มันอบอุ่นจนรู้สึกได้ ถึงแม้จะรู้สึกเศร้าเพียงไหนก็ตาม แต่กลับสัมผัสถึงน้ำหล่อเลี้ยงความสุขในใจจนเอ่อล้น ผมไม่ได้ดึงมือกลับ ปล่อยให้พี่เจดลูบไล้มันตามต้องการ ก่อนจะใช้มือข้างที่เหลือปาดน้ำตาให้หมด ผมไม่อยากร้องไห้หนักเพราะเรื่องแค่นี้ มันเป็นเพียงความหวั่นไหวทางอารมณ์ที่ได้ดูอะไรบางอย่างที่ฉุดรั้งจิตใจให้ดำดิ่งแค่ชั่วครู่ ชั่วยาม

             หนังจบไปแล้ว พวกเราปล่อยให้ดนตรีประกอบดำเนินต่อไปจนถึงเอนด์เครดิต ไม่มีใครพูดอะไรเลยจนกระทั่งพี่เจดปิดทีวีและลุกมานั่งมองใบหน้าผมด้วยแววตาที่อ่อนโยน ใจหวามหวิวอย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ยอมรับแต่โดยดีเลยว่า พี่เจดเป็นผู้ชายในสเป้กที่แท้ทรู ใบหน้าหล่อ ขาวตี๋ รอยยิ้มมีเสน่ห์ นิสัยดี อบอุ่น ถ้าย้อนเวลาได้ผมก็จะกลับไปจีบพี่เขาเช่นเดิม แต่จะไม่ยอมปล่อยให้พวกเราต้องแยกจากกันเช่นนี้แน่ๆ

“พี่เจด” เราสบตากัน ผมหายใจขัดๆ ใจเต้นรัว

“ครับ”

“ที่พี่ถามผมกะ ก่อนหน้านี้...”

“ครับ” ผมรู้ว่าพี่เจดเข้าใจเรื่องที่ผมกำลังจะพูด



[ตงฉิน]

             ผมเลี้ยวรถยนต์คันใหม่ที่เพิ่งได้มาจากพี่ชายเข้าไปจอดหน้าโรงแรมหรูก่อนจะโยนกุญแจรถให้กับพนักงานนำไปจอด อีก 15 นาทีจะถึงเวลานัด นักศึกษาปี 1 ทุกคนจะต้องทำกิจกรรมร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บหน่วยกิจกรรมตามหลักสูตร ผมในฐานะเดือนปี 1 ก็ได้คะแนนมากโขจากการชนะการประกวด แต่หลังจากได้ตำแหน่งมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะต้องเดินสายออกงานตามที่กองกิจการนักศึกษาจัดให้ ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็เลยขอทำหน้าที่นี้ดีกว่าไปนั่งขัดส้วม หรือเดินขบวนร้อนๆ

             วันนี้เป็นงานบายเนียร์ของคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ซึ่งปกติจะเชิญดาวและเดือนมหา’ลัยมาร่วมงานเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะแต่ละปี คณะนี้จะได้ตำแหน่งไม่เคยขาด อย่างปีที่แล้วกับปีก่อนก็ได้ตำแหน่งเดือน 2 ปีติด ทางคณะเลยดีลกับกองกิจการฯไว้ล่วงหน้าเพราะมั่นใจมากว่าคณะของตัวเองจะครองตำแหน่งได้ 3 ปีซ้อน

“อ้าว น้องตง มาพอดีเลย มาๆ เติมหน้าหน่อยค่ะ” พี่ๆในกองพาผมไปนั่งแต่งหน้าและทำผม เนื่องจากเป็นงานบายเนียร์ เลยไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาเต็มยศ ผมยิ้มและทักทายดาวมหา’ลัยคนสวยที่นั่งแต่งหน้าทำผมรออยู่แล้ว เราพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง เพราะตลอด 1 ปีนี้จะต้องร่วมกิจกรรมกันอีกหลายงาน

“เออตง เราขอไลน์ตงหน่อยสิ เผื่อมีอะไรจะได้ทักไปหา” โมนา หรือชื่อที่เพื่อนเรียกสั้นๆว่าโม เป็นผู้หญิงสวยคมแบบฉบับคนใต้ ผิวสีน้ำผึ้งขับใบหน้าให้ยิ่งสวยบาดใจ โมเป็นผู้หญิงที่กระหายอยากเข้าวงการถึงขั้นเคยไปประกวดนางงามมาก่อนแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ตำแหน่งสูงสุดเสียที จนมาชนะการประกวดดาวมหา’ลัยในปีนี้ เลยทำให้มีแฟนคลับเริ่มติดตาม

“ได้สิ เราเปิดคิวอาร์โค้ดนะ” ผมกดโปรแกรมไลน์ก่อนยื่นหน้าจอให้คนสวยแอด เสียงเตือนดังมาเมื่อโมส่งสติ๊กเกอร์หมีมาทัก

“แอดแล้ว” เสียงหวานนั้นพูด เรายิ้มให้กันก่อนที่ผมจะต้องเงียบเพราะช่างแต่งหน้ากำลังลงรองพื้นบริเวณปาก

“หน้าน้องตงเนี้ยน เนียน แต่งง่ายด้วย” พี่ช่างแต่งหน้าที่เป็นผู้ชายร่างเล็กแต่เสียงหวานท่าทางอ้อนแอ้นชมไม่ขาดปาก

“อ้าว แล้วหนูละพี่เต้ย” โมนาแซวอย่างเป็นกันเอง

“หล่อนก็สวยค่ะ แต่พี่ไม่นิยมชะนี” พี่เต้ยแซวอย่างออกรส

“แหมมมม น้อยใจค่ะ” โมนาตัดพ้อ แต่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผมอดยิ้มตามไม่ได้

“วันนี้น้องตงแต่งตัวหล่อมาก” พี่เต้ยยังชมไม่หยุด ผมก็แต่งตามปกตินะ เสื้อยืดสีขาวคอกลมธรรมดา สวมทับด้วยสูทสีน้ำเงินเรียบ สวมกางเกงสีขาวที่ยาวถึงแค่ข้อ รองเท้าสีขาวเข้าชุด

“หล่อแต่เสื้อผ้าเหรอครับ”

“แหมมมม หน้าตาก็หล่อค่ะ แถมแต่งแบบนี้มาอีก มันเข้ากันดีมากๆเลย”

“น้องๆคะ พร้อมยัง เดี๋ยวงานจะเริ่มแล้วนะ” เสียงรุ่นพี่คณะวิศวะดังขึ้น พวกเราเลยยุติบทสนทนาไว้เพียงแค่นี้ ก่อนจะเตรียมตัวไปร่วมงาน

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

ลุ้นกันต่อไป

ขณะที่อยู่ในห้องสองต่อสองกับพี่เจต

หนึ่งเอกราช  จะกลายเป็น  หนึ่ง(เสีย)เอกราช  หรือ  หนึ่ง(ได้)เอกราช   อิอิ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5348
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +95/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 20. ให้อารมณ์เหมือนพาไปเปิดตัวยังไงก็ไม่รู้
[หนึ่ง เอกราช]

             ตอนนี้ผมกำลังยืนงงอยู่ที่งานบายเนียร์ของคณะวิศวะครับ หลังจากที่เราคุยกันที่ห้อง พี่เจดก็ชวนผมเป็นคู่ควงมางาน ทีแรกก็ว่าจะชิ่ง แต่เห็นใบหน้าหล่อที่เว้าวอนอยู่ก็ใจอ่อน มองดูชุดที่ตัวเองใส่ก็เกรงใจ เพราะพี่แกพาไปลอกคราบจนผิดกับตัวจริงยิ่งโยชน์ งานบายเนียร์ปีนี้จัดเร็วกว่าเดิม เนื่องจากทางคณะจะเป็นเจ้าภาพจัดงานสานสัมพันธ์อะไรสักอย่างที่ตารางงานมันชนกัน พวกน้องๆเลยเร่งหาสถานที่จัดงานจนมาจบที่โรงแรมหรูแห่งนี้

             หน้าซุ้มทางเข้าประดับด้วยดอกไม้หลากสี ดูอ่อนหวานผิดคอนเซ็ปต์เถื่อนๆของคณะไม่น้อย ด้านหน้าจะมีจุดลงทะเบียนและบริการถ่ายรูป พี่เจดเป็นคนดัง จึงไม่แปลกที่จะถูกคนโน้นคนนี้ดึงตัวไปเข้าเฟรม แต่ไม่วายจะลากผมไปด้วยราวกับกลัวผมจะหงอย แต่เปล่าเลย งานสนุกมาก เพลงดังกระหึ่มในจังหวะที่ชวนโยกตัวหลากหลายแนวพาให้อยากออกลวดลาย ถ้าไม่เกรงใจว่านี่ไม่ใช่คณะตัวเองล่ะก็ ไอ้เตี้ยคนนี้จะโชว์สเต็ปร่อนๆให้ยลกันแน่นอน

             ผมกัลพี่เจดถูกดึงไปถ่ายรูปคู่จากกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่แต่จะอัดรูปออกมาเหมือนถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์ สามารถแอคได้สามท่าต่อใบ หนึ่งคู่ได้ 2 ใบ ปรินท์ออกมาเรียบร้อย แถมยังอัพโหลดที่เว็บไซต์ของร้านถ่ายรูปให้เราไปดาวน์โหลดมาใส่อินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กได้ พอได้รูปผมก็ถือมาดูอย่างเขินๆ นอกจากความสูงจะต่างกันมากแล้ว พี่เจดยังหล่อจนน่าหวั่นไหว แถมยังทำท่าแบ๊วๆใส่กันไปมาเหมือนคนรักก็ไม่ผิด มัวแต่มองรูปถ่ายจนไม่รู้ตัวเลยว่าโดนลากเข้ามาในงานตั้งแต่ตอนไหน

“หนึ่งดื่มอะไรมั้ย” พี่เจดถามก่อนจะออกไปหาเครื่องดื่ม พวกเราเพิ่งจะมาถึงก็จริง แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างดีมาก ทุกคนรู้จักพี่เจด เลยมีคนทักทายไม่ขาด แถมแต่ละคนก็มองผมด้วยใบหน้าสงสัย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะก่อนหน้านี้ไอ้เตี้ยยังหัวฟูกระเซิง หน้าดำหยาบกร้าน แต่งตัวมอซออยู่ แต่คืนนี้กลับเป็นคุณหนึ่ง น้องหนึ่ง คนที่สวมสูทราคาแพง แต่งทรงผมเปิดหน้าผากจนจำหน้าแทบไม่ได้ แถมพี่เจดยังลงครีมให้อีก ... แต่ผมคิดว่าที่เขามองเพราะมากับสุดหล่อคนนี้ต่างหาก

“น้องหนึ่งรู้จักเจดมานานรึยังคะ” รุ่นพี่คณะถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ใบหน้าไม่ได้สวยมากแต่มีเสน่ห์ชวนมอง

“ครับ”

“ปกติมันไม่เคยพาใครมางานเลย เพิ่งเห็นครั้งนี้แหละที่มันพาคนนอกคณะมาด้วย” พี่สาวก็ยังพูดไม่หยุด จริงๆงานนี้มันสมควรเป็นงานภายในของคณะ แต่ก็ไม่มีใครห้ามว่าไม่ได้พาคนอื่นมาด้วย ผมยิ้มเขินแก้เก้อ

“...”

“เป็นแฟนกันรึเปล่า”

“อ๊ะ เอ่อ เปล่าครับ ยะ...”

“คุยอะไรกัน” เจ้าตัวเดินมาพร้อมกับแก้วเบียร์เต็มสองมือก่อนยื่นให้ผมหยิบมาจิบ

“ไม่มีอะไร แค่อยากรู้สถานะของมึงกับน้องหนึ่ง” อ้าว พี่สาว ขึ้นกูมึงเฉย

“เสือก” นั่นไง พี่เจด ตอบแบบไม่สนใจเหง้าหน้าพี่สาวเลย

“โอ๊ย ให้ชั้นได้เสือกหน่อยเถอะ ปกติมึงเคยพาใครมาซะที่ไหน นึกว่าชีวิตนี้จะตัดทางโลกซะแล้ว”

“มึงเอาเวลาที่สนใจกูไปสนใจผัวมึงดีกว่ามั้ยไอ้ปิ๊ง” พี่สาวชื่อพี่ปิ๊งเหรอเนี่ย

“เออ ช่างแม่ง อกหักมาไม่ต้องมาให้กูปลอบนะ”

“เสือก” พี่เจดยังยืนยันคำเดิม ปล่อยให้พี่ปิ๊งกลอกตาแรง

“โดนไอ้ปิ๊งแกล้งอะไรมั้ย” พี่เจดหันมาถาม แถมยังเบียดไหล่มาชิดกันอีกด้วย

“ไม่นี่ครับ พี่ปิ๊งชวนคุยต่างหาก”

“จริงเหรอเนี่ย ปกติมันไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าเลยนะ”

“แหมมมม นินทา กูยังอยู่ตรงนี้นะคะ” พี่ปิ๊งจิบไวน์ในมือ สายตามองไปที่กลุ่มผู้ชายที่ยืนคุยกันอยู่อีกมุมโน่น

“มองหาผัวขนาดนี้ก็ไปหาเถอะ ไม่ต้องยืนเหี่ยวตรงนี้ก็ได้” พี่เจดแซว

“ขี้เกียจ ปล่อยให้นางสนุกกับเพื่อนๆไปเถอะ” พี่ปิ๊งยิ้มหวาน ช่างเป็นผู้หญิงแกร่งเสียจริงไม่ง้อผู้ ผมมองในกลุ่มคนที่พี่สาวลอบมอง หนุ่มๆคณะวิศวะน่าจะคละชั้นปีคุยกันเสียงดังมีหัวร่อกันอย่างออกรส ผมสะดุดสายตากับร่างสูงในทันที พวกเราสบตากันชั่วครู่ ใบหน้าไม่เป็นมิตรฉายแววชัดเจน แต่มีเหรอที่ไอ้หนึ่งจะหลบ มองมามองกลับไม่โกง มันใช้มือข้างที่ปิดผ้าพันแผลยกแก้วเบียร์มาดื่ม ก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนในกลุ่มต่อ ... ผมจำมันได้แม่นเลยล่ะ ไอ้คนที่หาเรื่องกลุ่มเราในร้านเหล้า ไอ้เคมี

             เสียงหวีดของลำโพงบนเวทีดังขึ้น ทำให้เสียงพูดคุยก่อนหน้านี้เบาบางลงไปบ้าง พิธีกรในงานเริ่มดำเนินการ ผมเพิ่งเคยมางานแบบนี้เป็นครั้งแรก ไม่คิดฝันว่าคณะวิศวะจะกลมเกลียวกันได้ถึงเพียงนี้ ปกติจะต้องมีการว้ากกันทั้งเทอม แต่เพราะกฎของมหา’ลัยที่เพิ่งประกาศใช้ ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับน้อง ลดการใช้ถ้อยคำและวิธีการรุนแรง

“เอาล่ะค่ะ ก่อนที่จะไปพบการแสดงของน้องๆปี 1 ภาควิชาต่างๆ เป็นธรรมเนียมของคณะเรานะคะที่จะต้องมีการโชว์ตัวของหนุ่มหล่อ สาวสวยระดับเดือนมหา’ลัยปีนี้”

วี๊ดดดด วิ้วววววว

             เสียงโห่เชียร์ดังก้อง พี่เจดถูกกลุ่มคนดันมาอยู่ชิดผมมากกว่าเดิม พวกเราโดนต้อนด้วยฝูงชนนับพันจนมาออกันหน้าเวที ไอ้เราก็ได้แต่ชุลมุนกับการจัดแจงท่ายืนที่ถูกเบียดมา เลยไม่ทันสังเกตว่าดาวเดือนปีนี้กำลังเดินบนเวทีอยู่

“เดือนมหาลัยปีนี้ น้องตงฉิน จากคณะบริหารค่า”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด ... เสียงผู้หญิงกรีดร้องดังลั่น ใครว่าวิศวะไม่มีผู้หญิงนี่คิดใหม่เลยนะครับ แต่พวกผู้ชายก็ไม่น้อยหน้าหรอก ส่งเสียงหวีดร้องสาวแตกสนั่นหวั่นไหว ผมได้แต่เอานิ้วอุดหู เพราะอยู่ใต้ลม เอ๊ย อยู่ในระดับที่รับเสียงชัดแจ๋วระบบ Full HD

             ไอ้ตงยืนหล่ออยู่บนเวที ใบหน้ายิ้มแย้มยิ่งฉุดให้ผมหวิวไหวทั้งที่เมื่อกี้ยังใจสั่นให้คนอื่นหยกๆ พี่เจดจับมือผมไว้ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เหมือนแกจะเอะใจว่าระหว่างผมกับมันมีซัมติงกัน เพราะสายตาที่จับจ้องไปบนนั้นคงปิดความหมายไม่มิด ยิ่งมองยิ่งรู้สึกห่างไกล ไอ้ตงมันเป็นคนของประชาชน ไปไหนมาไหนมีแต่คนรู้จัก ผิดกับผมที่เพิ่งลอกคราบมายังไม่ถึงวัน เสื้อผ้าหน้าผมไม่ใช่ตัวตนของตัวเองเลยสักนิด ผู้คนที่จับจ้องทักทายเป็นเพราะมากับพี่เจด ไม่ใช่เพราะผมเป็นไอ้หนึ่ง ไอ้เตี้ยที่แต่งตัวเซอร์ๆลวกๆ

             บนเวทียังสนุกกับการพูดคุยและมีการแสดงเล็กน้อยของสองดาวเดือน ก่อนที่พิธีกรจะประกาศตัวเรียกดาวเดือนของคณะทุกชั้นปีขึ้นเวที พี่เจดปล่อยมือและยิ้มให้ก่อนแหวกฝูงชนขึ้นไปบนนั้น แค่แว้บเดียว ผมเห็นไอ้ตงมองมาตรงนี้ ตรงที่ผมยืนอยู่ ก่อนที่มันจะหันไปโฟกัสมุมอื่น ปล่อยให้ผมเป็นแค่ไอ้เตี้ยที่มันไม่เคยมองเห็นเช่นเดิม

“เมายังจ๊ะสุดหล่อ” พี่ปิ๊งเดินมาทักและชนแก้วพร้อมกับแฟนหนุ่ม ที่รู้ก็เพราะเดินโอบเอวจนแทบจะนัวเนียกันมาแล้ว

“ยังครับพี่” น้ำเสียงผมอ้อแอ้ แต่ก็ยังพอมีสติ ยกมือไหว้ผู้ชายที่มาด้วย

“นี่พี่ฟิสิกส์ แฟนพี่เอง” ผมยิ้มหน้าแหยๆให้ รู้สึกหน้าตึงๆ

“ดีครับน้อง ยินดีที่ได้รู้จักนะ” พี่ฟิสิกส์ยื่นแก้วมาชน ใบหน้าแกหล่อเหลาไม่น้อย ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน รอยยิ้มบางๆดูเหมือนคนนิ่งๆยิ่งทำให้ดูมีเท่ห์ ส่วนสูงน่าจะมากกว่า 180 พี่ปิ๊งที่ยืนข้างๆก็แทบไม่ต่าง ผมรู้สึกเป็นตอม่อไปเลย

“เรียนภาคอะไร พี่ไม่เคยเห็น”

“บ้า น้องไม่ได้เรียนคณะเรา” พี่ปิ๊งแก้ต่าง

“อ้าวเหรอ มิน่า ถึงว่าไม่คุ้น”

“จะคุ้นได้ไงล่ะ นี่น้องหนึ่ง แฟนไอ้เจดมัน” พี่ปิ๊งบอก ใบหน้าพี่ฟิสิกส์นิ่งเฉยแทบจะทันที

“หืม เปล่านะค้าบบบ” ผมแก้ต่าง

“จริงอะ” พี่ปิ๊งแซว

“จริงสิ” พี่สาวทำหน้าไม่เชื่อ แต่แฟนพี่ทำหน้ายักษ์ผิดกับก่อนหน้านี้ลิบลับ

“เดี๋ยวไปบนเวทีก่อนนะ” เสียงแฟนหนุ่มกระซิบบอก พี่ปิ๊งตอบรับก่อนจะมาคุยกับผมอย่างออกรส

“แฟนพี่หล่อดีนะครับ”

“ไม่หล่อได้ไง เดือนคณะปี 4 น่ะ” อ่ออออ พวกพี่นี่เลือกคบคนที่หน้าตารึเปล่าครัช

“ทำไมผมคุ้นหน้าพี่เค้าจัง” เพราะความมึนแหละเลยทำให้ผมกล้าคุยมากขึ้น

“ใคร ฟิสิกส์น่ะเหรอ”

“ฮับ” ตายละกู ลิ้นพัน

“เรารู้จักใครที่วิศวะมั้ยล่ะ” พี่ปิ๊งถาม ผมยืนนึกตัวโงนเงน

“กะ ก็ พี่เจด พี่ปิ๊ง และ เอื๊อก ไอ้เคมี” ว่าจะไม่เอ่ยถึงแล้วเชียว แต่ก็ไม่พูดไม่ได้ มันคือคู่แค้นของไอ้โทเพื่อนสุดที่รักของผม วันนี้มันก็มา แถมยังพันมือจะแน่นหนาทั้งๆที่แผลตอนต่อยกันที่ร้านมันน่าจะหายดีแล้ว

“อ๋อ มิน่าล่ะ ไม่แปลกหรอกที่จะคุ้นน่ะ” พี่ปิ๊งชี้มือไปทางผู้ชายร่างสูงระดับเดียวกันที่ยืนคุยรวมกันบนเวที

“ใครเหรอครับ” ผมเพ่งสายตามองตาม ท่าทางจะเมาหนักเพราะผมเห็นเหมือนภาพซ้อนของคนสองคนยืนใกล้กัน

“ก็พี่ฟิสิกส์กับเคมีไง คล้ายกันปะ”

“อือ”

“เนี่ย เค้าเป็นพี่น้องกัน”

ห๊ะ... ผมนี่แทบสร่างเมา นี่มันอะไรกันวะเนี่ย...

โลกกลม ... “จริงเหรอพี่”

“จริงสิจ๊ะ พี่จะหลอกเราให้ได้อะไร แล้วหนึ่งเป็นอะไรเหรอ ทำหน้าแปลกๆ”

“อ๊ะ เปล่าครับ คือ...” จะบอกว่าไงดีล่ะ เพิ่งเคยเจอกันแล้วจะบอกว่าพี่ปิ๊งครับ น้องชายแฟนพี่มันเคยจีบแฟนของพี่ชายผมจนมีเรื่องต่อยกันที่ผับงั้นเหรอ พูดไม่ออกอะ ได้แต่กวาดสายตามองตามร่างรูงที่กลับยืนอยู่ด้านบน สองพี่น้องฟิสิกส์เคมีคุยกันหน้าเครียด คนน้องยกแก้วเครื่องดื่มซดโฮกจนหมดก่อนถูกพี่เจดเบียดให้ไปหลบมุม

“...” พี่ปิ๊งทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม ผมไม่ตอบอะไร แกล้งสะอึกทำหน้าเมามองไปที่เวทีแทน สายตาเจ้ากรรมก็ยังหนีไม่พ้นภาพพี่เจดคุยอะไรบางอย่างกับไอ้ตงจนมันหน้ามุ่ย ไม่นานพวกดาวเดือนคณะก็ลงจากเวที เหลือเพียงสองหนุ่มสาวยืนโชว์ตัวอยู่ ไม่นานพี่เจดก็กลับมายืนข้างๆ

“คุยอะไรกันอยู่ หืม”

“เรื่อยเปื่อยน่ะมึง”

“แล้วทำไมหนึ่งทำหน้าแปลกๆล่ะ เมาเหรอ” พี่เจดหันมาถาม ในใจอยากจะบอกว่าเมาก็บ้าแล้วเพิ่งจิบแก้วแรก แต่เลือกที่จะนิ่งดีกว่า

“เออ เดี๋ยวไปดูน้องๆซ้อมแสดงก่อนนะ” พี่ปิ๊งขอตัว ส่งยิ้มหวานมาให้ก่อนเดินออกไปหลังเวที อีกสักพักจะมีการแสดงของพวกปี 1 จากแต่ละสาขา พี่เจดบอกว่าพี่สาวคนสวยที่อยู่อุตสาหการเป็นตัวนำและกำกับการแสดงของน้องๆในภาค พอใกล้เวลาแสดงก็ต้องรีบไปกำกับ เพราะนอกจากสาขาที่ชนะจะได้รางวัลแล้ว สาขาที่แพ้ก็จะโดนลงโทษเช่นกัน เช่น อาจจะโดนซ่อม หรือหนักสุดอย่างปีที่แล้วคือให้รุ่นพี่ที่ดูแลการแสดงดื่มเหล้าเพียวๆ 1 ขวด

“โหด” ผมพึมพำหลังได้ฟัง “พี่เจดเคยแพ้บ้างมั้ยครับ” แพ้ในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการแสดง แต่หมายถึงเรื่องชีวิต เรียน แฟน หรืออะไรต่างๆ เพราะพี่เจดหน้าตาดี นิสัยดี แถมหัวดีอีกต่างหาก ผิดกับตัวเองลิบลับ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นความเหมาะสมระหว่างเราทั้งสองคน

“ไม่เคย เพราะพี่เป็นเดือนมหา’ลัยเลยไม่ต้องมาแสดง” เหมือนว่าพี่เจดจะไม่รู้ความหมายที่ผมถาม แต่ก็ไม่แปลกหรอก ใครมันจะคิดเรื่อยเปื่อยแบบผมล่ะ

ตึ๊ง! เสียงเตือนดังมาจากมือถือพี่เจด พอกดอ่านแล้วก็หน้าเครียดไปเลย

“พี่มีธุระอะไรรึเปล่าครับ”

“มะ ไม่มี...”

“ถ้ามีก็ไปทำก่อนได้นะครับพี่ ไม่ต้องห่วงผมหรอก อยู่ในงานนี่แหละ” ทำเป็นพูดให้อีกคนสบายใจไปงั้น แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆกลับคิดมาก หรือเพราะได้เห็นพี่เจดกับไอ้ตงยืนข้างกันบนเวทีโดยที่ผมยืนเป็นหลุมอยู่ข้างล่าง มองไปยังไงมันก็ไกลแสนไกล ยิ่งยืนคู่กันก็ยิ่งส่งเสริมความหล่อให้กัน ผิดกับผมที่ยืนกับใครก็มีแต่จะดับรัศมีคนนั้น ... คิดมากทำไมวะ พี่เจดกับไอ้ตงไม่มีทางชอบกันหรอก

“ก็แค่น้อยใจที่ตัวเองไม่หล่อล่ะมั้ง” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปคว้าแก้วเครื่องดื่มและหาที่หลบมุมสักพัก



[ตงฉิน]

             ผมนั่งเก้าอี้หน้าเวทีที่ทางผู้จัดงานจัดให้อย่างเบื่อหน่าย แก้วเบียร์ในมือพร่องไปเกือบหมดเพราะกระดกไม่ยั้ง การแสดงขำขันของพวกปี 1 ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ตอนนี้ในหัวผมตีกันวุ่นไม่ได้มีสมาธิสนใจกับเรื่องภายนอกเท่าไหร่ อยากจะหาเหตุผลว่าทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนี้ แต่ก็ตอบไม่ได้ เพราะมันยังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งตีกันไปมา

             สายตาผมจับจ้องไปที่มุมเดิมที่เขาเคยยืนอยู่ ไม่รู้ว่าหายไปตั้งแต่ตอนไหน ยิ่งทำให้ขัดใจมากกว่าเก่า รุ่นพี่หน้าตาดีที่เป็นดาวมหา’ลัยปีที่แล้วชวนคุยและรินเบียร์เพิ่มให้ โต๊ะของเราไม่ต้องไปหยิบเครื่องดื่มเอง เลยประหยัดเวลาเมาไปได้เยอะ พอหมดแก้วก็มีของใหม่เติมเรื่อยๆจนรู้สึกมึนหัวไปหมด

             ตอนที่อยู่บนเวที เดิมเลยผมยืนชิดกับคู่อริของเพื่อนสนิทอย่างไอ้โท มันชื่อพี่เคมี ถึงแม้จะมีพลังงานแฝงมาคุอยู่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัด แต่พอพี่เคมีถูกสลับตำแหน่งให้ไอ้หน้าหล่อเดือนมอปีสามมาแทนที่ ในใจผมก็รู้สึกหน่วงอย่างบอกไม่ถูก เหม็นขี้หน้าเสียเหลือเกินทั้งๆที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่ชอบสายตาของมันที่มองไปด้านล่างเวทีเป็นระยะ แม้ความสูงของพวกเราจะไล่เลี่ยกัน แต่ด้วยขนาดตัวแล้วมันตัวใหญ่กว่า รูปร่างดีกว่า แถมยังควงคนคุ้นหน้าออกงานอย่างเริงร่า ไอ้เตี้ยมาในชุดสูทอย่างดีสีเข้ม จากข้างบนนี้ผมมองไม่ออกว่าสีอะไร แต่มันดูเข้ากับรูปร่างแบบพอดีพอเหมาะ ทรงผมที่จัดมาก็รับกับใบหน้า ผิดจากสภาพที่ดูไม่ได้ตลอดเวลาหลายเดือนที่อยู่ด้วยกันมาอย่างลิบลับ

“ขอโทษนะครับ อย่ามองคนของผมได้ไหม คนนี้ผมหวง” เสียงทุ้มหันมากระซิบข้างหู ไม่มีเสียงตอบโต้ ได้แต่ทำหน้าบึ้งอย่างช่วยไม่ได้ บนเวทียังมีเสียงพิธีกรพูดดำเนินงานต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ผมไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว แค่อยากไปให้พ้นจากตรงนี้ ไม่อยากเห็นสายตาที่พวกเขาทั้งคู่มองกัน มันน่ารำคาญ!

“ถ้าไม่ให้มองก็ล่ามไว้ที่บ้านสิครับ” ผมกวนบาทา พลางนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นใบหน้าหล่อๆนี้มาแล้วตอนไปผับ ใช่...ผมจำหน้าคนไม่เก่ง อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาผมไม่ต้องเข้าหาใครมั้งครับ อยากได้อะไรก็โดนตามใจ อยากขึ้นเตียงกับใครก็ไม่มีใครขัด นางแบบหรือคนสวยๆเดินพาเหรดมาเสนอตัวไม่ขาดสาย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บางคนผมยังไม่รู้จักชื่อเสียด้วยซ้ำ

“ถ้าทำได้ทำนานแล้ว ไม่ปล่อยให้คุณจ้องขนาดนี้หรอก” ผมละอยากจะถามว่าจ้องขนาดนี้มันขนาดไหน แต่ก็เงียบ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เพราะในสมองตอนนี้คือ ทำไมจะต้องมาต่อปากต่อคำกันไปมาเรื่องของคนที่ชื่อ หนึ่ง เอกราชด้วยวะ

“ถ้าคุณไม่ชอบคนนี้ ผมขอนะครับ” เกลียด... ไอ้ตงเกลียดคำพูดแนวนี้มาแต่ไหนแต่ไร คนที่พูดประโยคนี้ออกมาแสดงว่าจะต้องรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นแบบไหน หรือไม่ก็ต่างคนต่างมีอิทธิพลต่อกันมากพอที่จะมาขอกันดื้อๆ แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น พวกเราก็แค่มีอะไรกัน ไม่ได้มีความชอบหรือผูกพันต่อเนื่อง มากที่สุดคือเพื่อนร่วมห้อง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น ผมจิ๊ปากอย่างขัดใจเพราะถูกเข้าใจผิด ในหัวยังมีคำถามว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเจาะจงมาขอไอ้เตี้ยจากผม

หรือว่าเขารู้เรื่องที่เกิดขึ้น....

“ไม่ตอบ ผมถือว่าคุณตกลงนะ” ที่ไม่ตอบเพราะกำลังคิดอยู่โว้ย ว่าอะไรทำไม แต่คนร่างสูงไม่พูดอะไรต่อนอกจากเอามือตบไหล่สองทีเบาๆและเดินลงจากเวที ปล่อยให้เหลือแค่ผมกับดาวมหาลัยคนสวยที่ต้องมีการพูดอะไรนิดหน่อย ไม่นานก็มานั่งตรงนี้

“เมาหรือเปล่าคะน้องตง” พี่ที่เป็นดาวมหา’ลัยปีสูง (ไม่แน่ใจว่าปี 3 หรือ 4) มาร่วมงานนี้ด้วยในฐานะผู้ดูแลกลุ่มดาวเดือน ผมพยายามนึกชื่อแต่ก็นึกไม่ออกเลยส่งยิ้มหล่อๆไปให้แทน

“นิดหน่อยครับพี่ พี่ล่ะครับ”

“เริ่มกรึ่มๆละ” ท่าทางไม่ได้บอกว่ามีอาการแบบที่พูดเลยสักนิด แต่เอาเถอะ อยากเอาหัวมาซบเอานมมาถูแขนผมก็ไม่ห้าม ดีเสียอีกคืนนี้จะได้มีอะไรทำ

“ปกติพี่ดื่มหนักมั้ยครับ” ผมถามด้วยน้ำเสียงหล่อๆกับคนที่เอนมาซบไหล่ ร่องอกเผยความอวบอิ่มที่แม่ให้มาเยอะอย่างปิดไม่มิด นึกชอบชุดราตรีแบบเกาะอกขึ้นมาอีกเยอะ

“ไม่ค่อยหรอก พี่น่ะคออ่อน” หึ... คออ่อน ... ใครวะที่กระดกเหล้าเพียวกับพวกหนุ่มวิศวะก่อนมานั่งตรงนี้น่ะ ถึงผมจะไม่ได้อยู่ร่วมวงแต่ก็มองเห็นจากบนเวทีนะเว้ย

“คอ...อ่อน จริงปะ”

“คอ...พี่อ่อนมากๆเลยอะ” น้ำเสียงยั่วๆกับการเว้นจังหวะคำว่า คอ มันก็สื่อสารในเชิง xx ได้ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้พูดอะไรต่อ พวกเราแลกไลน์และนัดแนะจะออกไปข้างนอกผมเลยขอตัวเข้าห้องน้ำก่อน

             ผมหันหน้าที่โถฉี่เพื่อทำธุระ แต่หางตาแว้บไปเห็นคนที่รูปร่างคล้ายไอ้เตี้ยเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอหันมามองก็ไม่เห็นตัวอีกแล้ว หลังจากเสร็จกิจ ผมล้างมือและส่องกระจกพินิจใบหน้าหล่อเหลาที่ออกสีแดงจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เทเข้าปาก ในหัวมึนๆอย่างบอกไม่ถูกเพราะอัดลงไปหลายแก้ว น้ำเย็นๆของโรงแรมเลยถูกเอามาชะล้างใบหน้าเพื่อหวังจะให้สดชื่นขึ้น กลายเป็นว่าเครื่องสำอางที่พอกไว้หลุดออกมาจนต้องเสียเวลาเอาผ้าเช็ดมือผืนเล็กที่เตรียมไว้ในตะกร้าไม้แบบสานที่วางตรงริมสุดของอ่าง ไรผมเปียกชื้น ดวงตาสีแดงระเรื่อบ่งบอกว่าเมา แก้มที่แดงเข้มก็ให้การยืนยันว่าสติผมไม่เหมือนเดิม แต่ถ้ายังทรงตัวได้ถือว่ายังไหว พอโยนผ้าที่ใช้เช็ดหน้าลงถังผมก็ก้าวออกไปด้านนอก

             เสียงดนตรีในงานยังดังกระหึ่ม เสียงเตือนในไลน์ก็ดังและสั่นมาในกางเกงจนต้องหยิบมาอ่าน เป็นข้อความเชิญชวนของรุ่นพี่คนสวยคนนั้นบอกว่ายังรออยู่ที่เดิมจะรอไปพร้อมกัน ผมกดอ่านแต่ไม่ตอบ รู้สึกเบื่อหน่ายอย่างไม่มีสาเหตุ เลยเดินออกไปในทิศที่ตรงกันข้ามกับห้องจัดเลี้ยงไปที่ถนนข้างโรงแรมที่ติดกับห่างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เวลานี้รถยนต์ที่เข้าออกห้างยังพอมี แสงไฟสาดสว่างไปทั่ว ผมพยายามเดินเลี่ยงแสงไปตามความมืดสลัวเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย

             ตอนแรกก็คิดว่าเป็นผี แต่พอมองอีกทีก็รู้ว่าไม่ใช่ แค่เงาของคนสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่อย่างลับๆล่อๆ ในใจก็อยากจะหลบและเดินกลับไปที่งาน แต่อีกใจหนึ่งก็บอกให้ลองเดินไปต่อเผื่อจะเห็นอะไรดีๆ...แล้วผมก็เห็นอะไรดีๆเข้าอย่างจัง เพราะภาพที่ฟ้องคือร่างสูงของไอ้เดือนมหาลัยปี 3 กำลังโน้มมาจูบปากดูดดื่มกับเพื่อนร่วมห้องของผมในมุมมืดตรงนี้

“เห้ย ทำไรกันน่ะ” ทั้งสองรีบผละออกจากกันอย่างลนลาน ไอ้เตี้ยมองผมอย่างตกตะลึง แต่อีกคนกลับส่งยิ้มแปลกๆมาให้

“มะ ไม่มีอะไร” ไอ้หนึ่งตอบตะกุกตะกัก ผมมองมันอย่างไม่วางตา รู้สึกว่าตัวเองกำหมัดแน่นจนเจ็บไปหมดอย่างไร้เหตุผล

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด