เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 47 P.7 Up 14 มิ.ย. 64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 47 P.7 Up 14 มิ.ย. 64  (อ่าน 16619 ครั้ง)

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2343
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ตงฉินเจอเรื่องราวอะไรมาเยอะจัง ชีวิตไม่ได้สุขสบายเลยน้อ แถมยังต้องมาเป็นยานอนหลับให้หนึ่งอีก  o18

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 313
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.


ตอนที่ 45. ปล่อย

             คำพูดสวยหรูกับความเป็นจริงมันแตกต่างกันเสมอ เราไม่มีทางที่จะเข้าใจประโยคปลอบใจได้ครบ 100% นอกเสียจากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราโดยตรง ... ความหมายง่ายๆที่ผมจะสื่อก็คือ ถ้าคุณคือคนนอก คุณย่อมมีคำปลอบใจให้ แต่คนที่เจอเรื่องนั้นกับตัวมันยากที่จะทำใจได้แค่ชั่วข้ามคืน

“หน้าหงอยเป็นหูดหมาเลยนะมึง”

“ปากหมาแต่เช้าเลยไอ้สัส” ใครบอกว่าไอ้หนึ่งจะยอมโดนด่าแล้วปล่อยผ่าน กวนมากวนกลับไม่โกง ตงฉินนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะเรียนซ้ายมือของผม คนปากหมาที่เพิ่งทักทายมาคือไอ้โทที่นั่งลงฝั่งขวาโดยมีขวัญใจ ยุนอา วาวานั่งคั่นปล่อยให้ฉัตรชัยและคิ้วอยู่ห่างออกไป มีบางวิชาที่ต้องเรียนร่วมกัน ห้องสโลปขนาดใหญ่คลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาที่ส่วนใหญ่เป็นชั้นปีที่สอง

“ไอ้ตงเป็นอะไรวะ ทำไมดูง่วงๆ” ร้อยวันพันปีไอ้โทจะถามความเป็นไปของแฟนผมสักที วันนี้ฝนน่าจะตกหนัก

“ก็เหมือนเดิม ห้องเชียร์ ดูซ้อมหลีด ดูแลความเรียบร้อยเดือนคณะก่อนขึ้นเวที” ยังมีเรื่องที่ผู้จัดเพิ่งติดต่อให้กลับไปเล่นซีรี่ย์เรื่องใหม่ด้วยที่ผมไม่อยากจะพูดออกไป

“ใครว่าเกิดมาหล่อแล้วจะสบายวะ” ดูปากมันสิ

“มิน่า กูเลยลำบาก” คำพูดผมเองครับแล้วไอ้พี่ชายมันก็ทำหน้ายู่

“แล้วมึงเอาไง เรื่องที่บ้าน” ไอ้โทถามเหมือนไม่รู้จักกัน แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นญาติสนิท เรื่องมันเกิดมาแล้วก็ต้องอยากรู้เป็นธรรมดา ผมรับรู้ถึงน้ำเสียงห่วงใยของพี่ชายตัวดีอยู่แต่ก็ไม่อยากจะทำเป็นซึ้ง เพราะมันไม่ชิน

“ก็ไม่เอาไง เดี๋ยวอีกสามสี่เดือนพ่อกูย้ายกลับมาประจำที่สำนักงานใหญ่ น้องๆกูก็อยู่ ไม่น่าห่วง”

“ไม่ห่วงจริงเหรอวะ นั่นแม่มึงนะ”

“ก็เพราะเป็นแม่กูไงถึงไม่น่าห่วง แม่กูไม่ต้องไปนอนผ่าตัดเหมือนแม่มึงซะหน่อย” ปีที่แล้วคุณอาของผม(หรือแม่ของไอ้โท) ผ่าตัดนิ่วที่ไตแล้วมีอาการแทรกซ้อนเพราะลิ่มเลือดแข็งตัวขวางทางเดินปัสสาวะจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่นาน

“แต่...”

“ไอ้โท แม่กูแค่ท้อง ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย”

“หืม อะไรนะ” ตงฉินลืมตาหันมามองและถามด้วยใบหน้าที่บอกว่าไม่น่าเชื่อ

“อ้าว กูยังไม่ได้บอกมึงเหรอ แม่กูท้อง จะสี่เดือนละ ทีแรกนึกว่าเมนส์ไม่มาเป็นปกติ พอไปตรวจเลยรู้ว่าท้อง”

“หืมมมม พ่อมึงเชื้อแรงเอาเรื่องนะ” ไอ้ตงกระซิบข้างหูล้อเลียน คงเป็นช่วงที่พ่อกลับมาบ้านครั้งล่าสุดนั่นแหละ

“สัส พูดมาก”

“แล้วไหวเหรอวะ แม่มึงก็ไม่ใช่สาวๆแล้วนะ”

“มึงว่าแม่กูแก่เหรอวะ แม่กูยังไม่ 50 ด้วยซ้ำ” ถ้านับตามลำดับญาติที่อาจจะงงๆนะครับเพราะกระผมนายเอกราชไม่ค่อยใส่ใจเรื่องแบบนี้เท่าไรนักหรอก ผมขี้เกียจลำดับญาติ ดังนั้นแม่ผมยังสาวอยู่ อย่างน้อยก็สาวกว่าแม่ของมัน(นิดหน่อย)

“แต่แค่นี้ บ้านมึงก็...”

“คนเยอะๆสิดี กูชินแล้ว ไม่เหมือนบ้านมึงมีแค่พี่เอกกับมึง บ้านกูนี่มีไอ้สอง ไอ้สาม แล้วกูคิดว่าในท้องแม่น่าจะชื่อไอ้สี่”

“คนจีนถือนะ คำว่าสี่ไม่ดี” ขวัญใจพูดขึ้นมา “มันคล้ายๆกับคำว่าซี้ที่แปลว่าตายน่ะ” แล้วเธอก็ทำหน้าแหยๆ

             ถูกต้องแล้วครับ ตอนนี้ชีวิตผมมีเรื่องให้ต้องกังวลมากกว่าแค่เรื่องของไอ้ชัย ไอ้คิ้วและไอ้ทอยแล้ว เพราะคุณแม่วัยใกล้เลข 5 ดันโทรมาบอกว่าเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งท้องได้ 4 เดือนเมื่อวานนี้เอง เรื่องนี้ทำเอาพวกเราอึ้งกันทั้งบ้าน เพราะแค่นี้ก็ลำบากจะแย่ พ่อทำงานอยู่ไกลเงินเดือนก็น้อย ก็ยังดีที่ทำเรื่องขอย้ายกลับมาตั้งแต่สามปีที่แล้วเพิ่งได้รับการอนุมัติ ที่บ้านก็มีลูกอยู่แล้วสามหน่อ อายุปูนนี้แล้วยังหาเรื่องใส่ตัวไม่เลิก

“สวัสดีครับนักศึกษา เอาล่ะ วันนี้เราจะมาเริ่มเรียน case study เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยในยุคที่คนไทยส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะต้องเดินเข้าไปในเซเว่นเพื่อหยิบหรือบอกกับพนักงานว่าอยากได้...”

.... อาจารย์แม่ง ตอกย้ำสภาพจิตใจอย่างกับตาเห็น....


#### ####

             มันเป็นค่ำคืนที่น่าสนุกเหมือนปีที่แล้วไม่มีผิด ยกเว้นแต่ว่าตำแหน่งเดือนคณะปีนี้ตกไปเป็นของคณะเภสัชศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งๆที่หนุ่มวิศวะเป็นตัวเก็งมาตลอด ตามด้วยคณะบริหารธุรกิจน้องรหัสตงฉิน แต่ปีนี้นายอัคคี หรือ ไฟ หนุ่มหน้าหล่อที่ซิ่วไปเรียนปี 1 กลับคว้าชัยไปครองอย่างงงๆ

“เห็นมั้ย กูว่าแล้ว ไอ้ทอย เอ๊ย ไอ้ไฟชนะแน่ๆ เอามา 200” ผมหยิบเงินให้พี่ชายตัวเองอย่างเซ็งในอารมณ์ เพราะดันลงไปว่าวิศวะจะได้ “พวกมึงด้วยจ่ายมา” แน่นอนว่าไอ้ชัย ไอ้คิ้วก็ต้องจ่ายเช่นกัน

“รวยใหญ่แล้วนะมึง” ผมแซว

“เออดิ ไปกินหมูกระทะมั้ยล่ะ กูเลี้ยง”

“ไม่เอาอะ กูไปเฝ้าแฟนดีกว่า” ผมโบกมือลา ความสัมพันธ์ของผมกับคู่เพื่อนซี้อย่างคิ้วชัยไม่มีอะไรคืบหน้า มันค่อนข้างกระอักกระอ่วนที่พวกเราไม่คุยกัน แต่ผมก็ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ไอพี่ชายตัวดีที่ยังโอเคกับพวกนั้น ถึงแม้จะรู้เรื่องการโกงของไอ้ชัยก็ตาม อันที่จริงเราควรจะรักษาความถูกต้องโดยการแจ้งให้กับอาจารย์หรือทำอะไรสักอย่าง แต่พอนึกถึงผลที่จะตามมา มันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะผลีผลามทำอะไรลงไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ถึงไม่ถูกลงโทษจากทางมหา’ลัย แต่อย่างน้อยผมก็พอรู้ว่าไอ้ชัยก็ถูกลงโทษด้วยความรู้สึกผิด ... ผมก็หวังว่ามันจะรู้สึกผิดจริงๆน่ะนะ

             หลังเวทีค่อนข้างวุ่นวายเพราะพวกพี่เลี้ยงและตัวแทนดาวเดือนแต่ละคณะที่บ้างก็ยืน บ้างก็นั่ง บางคนที่คาดหวังมากแล้วพลาดตำแหน่งก็มาร้องห่มร้องไห้ให้รุ่นพี่คอยปลอบใจ ส่วนบนเวทีก็มีแค่ผู้ชนะและรองทั้งสองยืนให้ถ่ายรูป เมื่อเห็นว่าตงฉินก้าวลงมาแล้วผมเลยถือโอกาสเทเพื่อนเพื่อมาอยู่ด้วย

“หิวน้ำ” ตงฉินแต่งหน้าอ่อนๆและเซ็ตผมจนหล่อมีแต่เหงื่อเต็มใบหน้า การจัดงานกลางแจ้งแบบนี้ไม่ค่อยเวิร์คถึงแม้จะจัดกลางคืนก็ตาม แต่กรุงเทพไม่ใช่เมืองหนาว การสวมชุดพิธีการเต็มยศด้วยเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศยิ่งทำให้ดูอึดอัด

“นั่งรอก่อนเดี๋ยวไปเอามาให้ นี่พัดลม” ผมยืนพัดลมจิ๋วที่ลงทุนไปหาซื้อก่อนวันงานมาให้ ถึงแม้จะไม่ช่วยให้เย็นลงทันทีแต่ก็พอจะช่วยดูดไอเย็นๆจากพัดลมไอน้ำตัวใหญ่ที่ทำงานหนักมาได้บ้าง แค่เดินออกมาไม่กี่ก้าวตัวปัญหาก็ตามมา

“พี่ตงงงงง ผมขอโทษ” ผมกลอกตาแทบจะ 360 องศากับมารยาไอ้รุ่นน้องชื่อเขมที่พลาดตำแหน่งเดือนมหา’ลัยปีนี้ ถ้ามันแค่เรียกชื่อก็คงพอทนได้ แต่นี่นั่งลงแทบจะแนบเนื้อ ผมล่ะอยากจะปาขวดน้ำใส่กบาลมันจริงๆ

“ขอโทษพี่ทำไม ไม่ต้องหรอก”

“ก็ผมรักษาแชมป์ให้พี่ไม่ได้อ่า” น้ำเสียงมึงออดอ้อนจริงนะ ไม่ได้ดูขนาดตัวเลย โตยังกับยักษ์

“โอ๊ย พี่ไม่คิดมากหรอก แพ้ชนะเรื่องปกติ” ตงฉินขยับเก้าอี้พลาสติกให้ออกห่าง ดูเหมือนไอ้รุ่นน้องมันยังไม่ทันสังเกต

“น้ำมาแล้ว” ผมส่งเสียงดังอย่างอารมณ์ดี(แต่กำลังสะกดความหงุดหงิดไว้)ไปก่อนแล้วพุ่งไปหายื่นน้ำอัดลมที่ตงฉินชอบให้

“แล้วของผมล่ะครับ”

“อ่อ พอดีพี่เอามาให้แฟนน่ะครับ น้องเดินไปหยิบเอาก็ได้นะ อยู่ตรงนั้นเอง” ผมย้ำคำว่าแฟน ยิ้มระยิบระยับแบบตอแหลและชี้มือไปทางตู้แช่เย็นที่อยู่ไม่ไกล

“พี่ตง..” น้องเขม น้องรหัสตงฉินหันขวับด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถามร้อยแปด แต่รุ่นพี่กลับยกขวดน้ำกลอกลงคออึกๆจนหมด

“หืม” ตงฉินปิดฝาขวดเปล่าแล้วหันไปหารุ่นน้องที่ขมวดคิ้วรอท่า

“พะ พี่กับพี่คนนี้...” กูชื่อหนึ่งโว้ย “เป็นแฟนกันจริงๆเหรอครับ”

“อ่อ” ตงฉินฉีกยิ้ม “น้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ”

“มี เอ๊ย ไม่มีครับ แต่พี่ยังตอบไลน์ผม....” หน้าหล่อๆเจื่อนลงไป ยิ่งมองยิ่งสาแก่ใจ

“อ๋อ ไอ้แช็ตพวกนั้นน่ะเหรอ พี่ไม่ได้ตอบเองหรอก พี่หนึ่งเขาตอบให้น่ะ พี่ขี้เกียจมีปัญหากับแฟน เลยให้แฟนพี่จัดการเอาเอง”

“ห๊ะ” เขมหันมามอง ผมยิ้มกลับ แต่เป็นรอยยิ้มแบบเย้ยหยันอย่างไม่ปกปิด ไอ้รุ่นน้องคนนี้พยายามส่งข้อความมาจีบไอ้ตงตั้งแต่วันแรกที่เจอแล้วครับ แต่ด้วยนิสัยของตงฉินน่ะนะ มันยื่นโทรศัพท์มาให้ผมจัดการตอบเองด้วยความเคยชินเนื่องจากผมคอยตอบเรื่องงานของมันอยู่แล้ว

“อ้าว น้องไม่รู้เหรอครับว่าพวกพี่เป็นแฟนกันน่ะ อ้อ ขอโทษทีพี่ลืมบอกน่ะ” ผมพูดอย่างอารมณ์ดี

“พอดีพี่ไม่ชอบป่าวประกาศว่าคบกับใครออกสื่อน่ะ กลัวกระทบเรื่องงาน” ตงฉินรับอย่างเข้าขา

“ถ้ารู้แล้ว งั้นต่อไปไม่ต้องไลน์มาเนาะ พี่ขี้เกียจพิมพ์ตอบ” ผมยืดอก

“หนึ่ง ปวดขา กลับกันเถอะ” ตงฉินตัดบท นิสัยเสียแก้ไม่หายคือไม่ชอบอธิบายอะไรยาวๆกับคนอื่น

“ปะ ไปสิ” ปกติแล้วตงฉินไม่ใช่คนที่ชอบแสดงความรักในที่สาธารณะ มากที่สุดก็แค่การอยู่ใกล้ๆกัน นั่งกินข้าวมองหน้ากันไปมา แต่ตอนนี้มนุษย์แฟนคนนี้กำลังยื่นมือมาให้จับ ผมรั้งน้ำหนักของคนที่นั่งฉุดให้ลุกและพากันเดินออกมาโดยไม่สนใจว่ารุ่นน้องหน้าหล่อที่ทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

“ร้ายนักนะ” ผมแซวเมื่อเราเดินออกมาจากหลังเวทีเรียบร้อยแล้ว สายตารุ่นพี่รุ่นน้องมองตามอย่างมีคำถาม แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา

“ไม่ร้าย ก็ไม่ใช่ตงฉินดิ”

“คนนิสัยไม่ดีแบบนี้ ต้องโดนทำโทษนะ”

“ขอหนักๆน่ะ อยากโดนทำโทษจะแย่แล้ว” นั่นไง มียั่ว ผมตาลุกวาวเปลี่ยนจากเดินอ้อยอิ่งเป็นคว้าแขนของคนข้างๆแล้ววิ่งไปที่ลานจอดรถอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่ามันจะเปลี่ยนใจกลางทาง


#### ####

[อัคคี]

ก่อนการประกวดดาวเดือนของมหาวิทยาลัย 2 ชั่วโมง ....

             ช่างแต่งหน้าที่เป็นนักศึกษาชายแต่จิตใจเป็นหญิงสาละวนกับการปาดอะไรสักอย่างบนใบหน้าพร้อมกับชมไม่ขาดปากว่าหล่ออย่างนั้นหล่ออย่างนี้ แถมยังพูดจาเกี้ยวพาราสีจีบกันซึ่งๆหน้า ผมได้แต่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไรเพราะไม่ต้องการสร้างปัญหาอะไรกับรุ่นพี่ อย่างน้อยก็เพราะอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ แม้จะไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

“แต่งใกล้เสร็จยังหยาง” เสียงคุ้นๆถามช่างแต่งหน้าประจำตัว

“หยางอะไร ชั้นชื่อแยมมี่ย่ะ เรียกว่าหยางอีกทีแม่จะตบด้วยบรัชออนเลยนี่” พี่แยมมี่หรือหยาง สาวหมวยตัวโตใจหญิงวีน

“ขอโทษๆ แต่งหน้าเจ้าไฟเสร็จยังครับคุณแยมมี่”

“เสร็จแล้วย่ะ” ผมลืมตามองภาพรุ่นพี่ชื่อหยางเดินสะบัดบั้นท้ายด้วยจริตหญิงและสบตากับใบหน้าที่คุ้นเคยส่งยิ้มหวาน

“อะไร” ผมถามเมื่อช่อดอกกุหลาบสีแดงถูกยื่นมาให้

“ไม่มีอะไรหรอก แค่กำลังใจน่ะ” ฉัตรพงษ์มาในชุดลำลอง กางเกงยีนส์สีดำแนบกับท่อนขาส่วนท่อนบนเป็นเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งที่เห็นจนชินตา

“ขอบใจ” ผมไม่ได้มองช่อดอกไม้เท่าไรนัก แต่ก็วางไว้บนตัก

“แหมมมมมมม หวานกันขนาดนี้ ไม่เกรงใจพวกชั้นเลยใช่มั้ย” เสียงรุ่นพี่ปีสองของคณะเภสัชศาสตร์แซวมา เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย ฉัตรทำหน้าเขินจนเห็นได้ชัด

             ผมมีคำถามในหัวตลอดเวลาว่าเรื่องราวของเรา ผมหมายถึงฉัตรพงษ์กับอัคคีน่ะครับ จะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมามันเหมือนหลุมดำที่กลืนกินความจริงเอาไว้และซ่อนมันในส่วนลึกที่สุดในห้วงนั้น ไม่เคยคิดว่าจะมีใครค้นพบความจริงที่พยายามซุกซ่อน จนกระทั่งได้เจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอในวันก่อนที่โรงพยาบาล เราได้เจอกันอีกครั้งหลังและเขาก็มาคนเดียวเช่นเคย

“กูขอถามมึงตรงๆได้มั้ยไอ้ทอย” ใบหน้าของหนึ่งราบเรียบ แต่แววตานั้นฉายแววไม่มั่นใจอย่างเห็นได้ชัด

“อืม อาจจะได้นะ” พวกเรานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาลเดิมที่ผมต้องไปติดตามการรักษา เราอาศัยจังหวะที่ฉัตรพงษ์ไปรอรับยาเพื่อสนทนากัน กาแฟที่สั่งมาเพื่อเช่าสถานที่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยสักนิด

“มึงคิดจะบอกความจริงกับกูบ้างมั้ย สักครั้งก็ยังดี” แววตานั้นดูมั่งมั่นกว่าเดิม แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด

“....”

“กูคิดมาตลอดเลยนะว่ามึงเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของกู แต่พอเกิดเรื่องหลายๆอย่างขึ้นมา กูไม่มั่นใจเลยว่ะ”

“หนึ่ง กู...” ผมถอนหายใจ เรื่องราวที่ปกปิดไว้มาตั้งแต่ต้นมันถูกเปิดเผยหมดแล้ว เมื่อฉัตรชัยมาร้องห่มร้องไห้ขอโทษผมถึงที่คอนโด ทั้งที่ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องมาอธิบายอะไรทั้งนั้น เพราะผมรู้เรื่องทุกอย่างตั้งแต่ต้น

“ไม่เป็นไร”

“แต่มึงเป็น” ผมรั้งข้อมือคนที่กำลังจะลุกเอาไว้

“เฮ้อ” เอกราชถอนหายใจและนั่งลงเช่นเดิม

“กูไม่รู้ว่าจะต้องเล่าหรืออธิบายยังไง เพราะเรื่องที่มึงรู้มามันจริงทุกอย่าง กูไม่มีอะไรจะแก้ตัว นอกจากขอโทษ กูขอโทษที่เป็นเพื่อนเหี้ยๆของมึง” ผมเริ่มเปิดปาก

“มึงยังไม่ตอบคำถามของกู” คนมาเยี่ยมทวง

“กูตอบไปแล้ว ว่ากูขอโทษที่ทำตัวแบบนั้น”

“หมายความว่าไง” หนึ่งหยุดพูดและครุ่นคิด “มึงไม่เคยคิดจะบอกกูมาตั้งแต่ต้นสินะ”

“...” ผมไม่ได้ตอบออกไป มีแค่การพยักหน้ายอมรับความจริง เมื่อมีแต่ความเงียบ อีกฝ่ายจึงระบายออกมา

“กูเคยคิดนะ ว่ามึงแตกต่างจากคนอื่น กูคิดว่ามึงกำลังแตกสลาย แต่เปล่าเลย มึงไม่ได้เป็นอะไรเลยทั้งนั้น มึงแค่อยากเป็นที่ 1 ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มึงต้องมาก่อน ไม่ว่าจะเรื่องไอ้ฉัตร ที่มึงหนีไปตอนนั้นเพราะมึงอยากให้ไอ้ฉัตรเป็นบ้าเพื่อตามหามึง หรือเรื่องไอ้ตง ที่มึงบอกว่าชอบกูเพราะมึงอยากให้กูเห็นว่ามึงสำคัญกว่าตงฉิน ที่มึงบอกว่าป่วย เพราะมึงแค่ต้องการความสนใจจากคนรอบข้าง และที่มึงมาหาหมอตอนนี้ มึงแค่สานต่อเรื่องโกหกที่มึงสร้างขึ้นมาเพื่อป่วนกูกับไอ้ฉัตร”

“...” ผมขยับท่านั่ง จับจ้องแววตาปวดร้าวอย่างเงียบงัน

“สำหรับกู มึงไม่ได้ป่วย มึงไม่ได้บ้า แต่มึงแค่...รักแต่ตัวเอง มึงไม่เคยรักใครเลย นอกจากตัวมึงเอง”

“...” ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ทำหน้าอย่างไรเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่ใบหน้าของหนึ่งดุดันและเดือดดาล

“ขอบคุณที่ทำให้กูตาสว่างนะทอย ที่จริงมึงไม่ได้เป็นของเล่นของใครเลยเว้ย ชื่อทอยที่มึงไม่ยอมเปลี่ยนทั้งที่เคยบอกว่าเกลียด ที่กูเข้าใจว่ามึงเกลียดชื่อนี้เพราะถูกรังแกมาก่อนสมัยที่มึงบอกว่าเคยอ้วน แต่เอาเข้าจริง พอได้รู้อะไรๆกูเข้าใจแล้วว่าชื่อทอยมันหมายถึงคนอื่น มึงเห็นคนอื่นเป็นของเล่น และกูก็เป็นหนึ่งในนั้น” หนึ่งหายใจแรง ความโกรธมีมากเกินกว่าจะพูดจาตอบโต้

“...”

“กูดีใจนะที่วันนี้กูรู้เรื่องทุกอย่าง อย่างน้อยกูก็ยังมีคนที่เห็นความสำคัญของกูมากกว่าเห็นกูเป็นแค่ของเล่น แต่สำหรับมึงนะทอย กูขอให้มึงโชคดี หวังว่าไอ้ฉัตรจะหน้ามืดตามัวและมองไม่เห็นธาตุแท้ระยำนี้จนหนีมึงไปอีกคนล่ะ” หนึ่งไม่ได้มีสายตาเกรี้ยวกราดหรือน้ำเสียงไม่ได้กระโชกโฮกฮากอีกแล้ว มีแต่เสียงโมโนโทนของคำพูดพรั่งพรูให้ได้ยินชัดถ้อยชัดคำ

“...”

“เพราะถ้าไอ้ฉัตรมันรู้ว่ามึงแค่ต้องการผลประโยชน์จากความรักของมันเมื่อไหร่ สุดท้ายมึงจะไม่เหลือใครอีกเลย”

             ผมนิ่งไปนานแค่ไหนไม่รู้บนเก้าอี้ที่นั่งแต่งหน้า เสียงจอแจของห้องแต่งตัวดังแทรกมาเป็นระยะยังไม่สามารถดึงความสนใจผมได้แม้แต่น้อย สายตาก้มมองช่อกุหลาบสีแดงที่ส่งกลิ่นหอมแตะจมูกชวนสดชื่นอย่างเลื่อนลอย ไม่ใส่ใจว่าจะมีใครแซวเรื่องที่ผมกับฉัตรคบกันอย่างเปิดเผย หนึ่งพูดถูก... ผมเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ผมไม่เถียง เพราะทุกอย่างที่ทำก็ทำด้วยเจตนาเช่นนั้นจริงๆ ป่วยการที่จะอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก ถ้าการมีอยู่ของผมเป็นมะเร็งของชีวิตมัน การยอมรับทุกอย่างและปล่อยให้มันเดินจากไปย่อมเป็นทางแก้ที่ดีที่สุดก็ได้

“เหนื่อยมั้ย ตื่นเต้นรึเปล่า” ฉัตรพงษ์ลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งประชิด มือหนามากุมเหมือนอ่านสีหน้าผมออกว่ากำลังคิดอะไร

“ไม่เลย” ผมฝืนยิ้ม มองใบหน้าของแฟนหนุ่มอย่างไร้ความรู้สึก ...

“ดีแล้ว นายทำได้ นายชนะแน่ๆเชื่อเรา” ผมรู้ว่าฉัตรพงษ์ไม่ใช่คนโง่ แต่เพราะเขารักผมมากเกินไปจนยอมมองข้ามทุกอย่างได้

“อื้ม” ผมรับกำลังใจนั้นมาอย่างเต็มใจ ... หนึ่งอาจจะพูดถูก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ... ผมป่วยจริงไม่ได้ป่วยการเมือง ผมเคยชอบมันจริงๆจนเกือบลืมความรู้สึกที่เคยมีให้ฉัตรพงษ์ไปด้วยซ้ำ ชอบถึงขั้นเอาตัวไปเสี่ยงเรื่องของไอ้สุชาติ แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนึ่งไม่ใช่คนที่อยู่เคียงข้างผมตลอดเวลา การมีอยู่ของฉัตรพงษ์ทำให้ผมรู้ว่า ที่ผ่านมาผมทำผิด ฉัตรชัยทำผิด ฉัตรพงษ์ก็มีส่วนผิด ... ไม่มีใครไม่เคยทำผิด แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ตัวว่าทำผิดและพยายามแก้ไข

... ผมเป็นคนหนึ่งที่อยากจะแก้ไขเรื่องที่ตัวเองทำพลาดไป แต่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี ผมคงกอบกู้กลับมาได้แค่บางส่วน และต้องทิ้งบางส่วนออกไป ถึงแม้จะต้องเสียใจภายหลังก็ตาม


#### ####

[หนึ่ง เอกราช]

             เราทั้งสองคนแทบไม่สนใจเลยว่าจะมีคนมาเห็นช่วงเวลาที่ริมฝีปากทั้งคู่ประกอบกันอย่างดูดดื่มหน้าห้องพักที่คอนโดหรือเปล่า ความร้อนรุ่มในทรวงอกมันมีอิทธิพลเหนือความกังวลต่างๆไปเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ผมกระชากชุดนักศึกษาเต็มยศของแฟนหนุ่มด้วยมือเปล่าจนกระดุมหลุดกระเด็นและถอดมันโยนไปทางห้องรับแขกอย่างไม่ใยดี ก่อนที่ตงฉินจะใช้สองมือเกาะแกะและถอดเสื้อยืดสีซีดของผมออกอย่างรีบร้อนไม่ต่างกัน

             ท่อนบนเปลือยเปล่าเบียดเสียดกันไม่ต่างกับจังหวะจาบจ้วงในโพรงปาก คนตัวสูงต้องโน้มใบหน้าลงมาเพื่ออำนวยความสะดวกและถูกผมตรึงท้ายทอยเอาไว้ไม่ให้หนีออกจากแรงกดเกี่ยวกระหวัดหวามหวานนี้ไปได้ ระยะทางจากประตูห้องไปถึงห้องนอนใหญ่มันเหมือนจะไกลขึ้นเป็นสองเท่าในเวลาเช่นนี้ แต่สี่ขาที่ย่ำลงพื้นตึงตังก็พาเราเข้ามาได้ ไม่มีใครเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟเพราะต่างลูบโลมเรือนร่างกันไปมาอย่างหิวกระหาย เสียงลมหายใจหอบถี่ฟ้องได้ว่าคงามต้องการมันพุ่งถึงขีดสุด

“ฮื้อ อย่าขบ” เสียงสั่นของตงฉินร่ำร้องเมื่อปากหนาของผมขย้ำที่หัวนมที่แข็งตัวน่าย่ำยี ร่างสูงนอนราบบิดตัวไปมาดุจกวางน้อย เนื้อตัวสั่นระริกยั่วยวนแม้จะมองไม่เห็น ผมอยากมองทุกอณูขุมขนของเขามากเสียจนเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แววตาฉ่ำวาวเยิ้มไปด้วยความต้องการสบส่งกันไปมา ปากเจ่อเห่อแดงเพราะแรงบดเบียดเร่าร้อนเมื่อครู่ยิ่งชวนให้หลงใหล

“มึงมันคนไม่ดี ต้องโดนทำโทษ”

“กูไม่ดีตรงไหน อ๊า” เสียงร้องครางดังถี่เมื่อผมซุกใบหน้ากับเป้ากางเกงของแฟนหนุ่มแล้วเสียดสีไปมาอย่างเร็วรี่ ภายในแข็งขืนร้อนระอุส่งกลิ่นความเป็นชายผ่านเนื้อผ้าที่ปกคลุมมายั่วยวนจนต้องใช้ปากครอบดูดเฟ้นอย่างมึนเมา ฟันแกร่งขบตัวลำไปมาคอยกระตุ้นให้อีกฝ่ายยิ่งโหยหา

“ตรงที่มึงยั่วกูบ่อยเกินไปไง”

“ไม่ดีรึไง ฮื้ออออ หนึ่ง...” ผมใช้ความชำนาญถอดกางเกงขายาวตัวหนาออกไปอย่างเร็ว แรงกระชากทำให้บ็อกเซอร์ตัวเล็กหลุดไปด้วย ความเป็นชายของตงฉินสวยงามยืนหยัดสู่สายตาจนอดใจไม่อยู่

“หนึ่ง ฮ้าาาาาาาาาาาาาาา” ผมดูดดุนแก่นกายใหญ่โตอย่างหิวกระหาย แรงขบเม้มรูดคลึงขึ้นลงอย่างรู้จังหวะทำให้ตงฉินต้องส่งสองมือมาขย้ำเส้นผมหยิกฟูของผมอย่างแรงและมันยิ่งกระตุ้นสัญชาติญาณดิบของผมให้ยิ่งพลุ่งพล่าน

“พลิกตัวหน่อยสิ” ตงฉินทำตามอย่างว่าง่าย บั้นท้ายกลมกลึงสองก้อนเผยความเนียนใส ผมใช้มือแยกให้เห็นช่องว่างตรงกลางอย่างเต็มตา แรงขมิบชวนให้อยากกระแทกตัวเข้าไปแทบจะทันทียั่วยวนจนเกือบห้ามไม่อยู่ ใบหน้าโน้มลงประชิดสูดกลิ่นเหม็นอับอันเป็นเอกลักษณ์อย่างไม่รังเกียจก่อนจะฉกลิ้นตรงขอบย่นละเลงป้ายขึ้นลงวนเวียนไปมา

“ฮ้า หนึ่ง ไม่เอาแบบนี้ เสียว ฮ้า”

“ไม่ชอบจริงเหรอ”

“ฮื้อ ชะ ชอบ แต่มันเสียว ฮ้า ใส่เข้ามาเถอะ ขอร้อง” ดูเหมือนตงฉินจะหน้ามืดจนข้ามขั้นไปเยอะ แต่ผมก็ใช่ว่าจะใจดีทะนุถนอมเสียเมื่อไหร่ เมื่อมีการเรียกร้องก็ย่อมมีการตอบสนอง กางเกงยีนส์ของผมถูกทึ้งออกไปแล้วและขวดเจลหล่อลื่นก็อยู่ในมือภายในไม่กี่วินาทีก่อนจะเปิดฝาและราดรดแท่งเนื้อที่มันแข็งขืนอย่างเต็มที่ ผมเสียดสีลำแกร่งกับช่องว่างระหว่างก้อนกลมทั้งสองไปมาโดยที่คนใต้ร่างขยับโยกเพื่อหาส่วนแรกให้เจอเพื่อแทรกกายเข้าไปในตัวอย่างโหยหา

“อย่าทรมานกูเลย ขอร้องล่ะหนึ่ง”

“ของกูใหญ่นะ ใส่เข้าไปเลยมึงจะเจ็บมากเผลอๆอาจจะฉีกเอาได้นะ”

“ไม่ต้องสนใจมัน ใส่เข้ามาเถอะ กูขอร้อง หนึ่ง เข้ามาซะที” ตงฉินส่งเสียงสั่นดังลั่นคล้ายตวาด ยิ่งกระตุ้นให้ผมอยากยั่วยุต่อไป

“งั้นแหวกแก้มก้นมึงออกสิ ให้กูดูหน่อยว่ามึงพร้อมแล้ว” สองมือเงอะงะจับบั้นท้ายของตัวเองแหวกทางสีชมพูอ่อนหวานให้เห็นเต็มตา หลังจากผ่านศึกด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปากทางแคบนั้นยังแนบชิดราวกับไม่เคยมีอะไรล่วงล้ำมาก่อน

“พร้อมมั้ย” ผมขยับโยกบั้นท้ายให้ส่วนแข็งขึ้งเบียดเสียดกับช่องแคบอย่างเพลิดเพลิน

“อะ อื้อออ ฮึก...” ผมกดน้ำหนักให้ส่วนแรกใหญ่โตประกบลงไปแนบแน่น แรงทึ้งบั้นท้ายช่วยให้รูที่ปิดสนิทมีรอยแยกพอให้ออกแรงส่งฝืดเคืองพาความเป็นชายของผมเข้าไปภายใน

“โอว๊ หนึ่ง เข้ามาเลย เอามาให้หมด อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาา” ผมกระแทกบั้นท้าย มองรอยจีบที่เคยสมานตัวเปิดอ้ารับความใหญ่โตเข้าไปจนขยายตัวผิดรูปไม่เหลือเค้าเดิม มันตึงแน่นราวกับจะกัดกินสิ่งแปลกปลอมให้หมดสิ้น แต่แปลกที่พวกเราต่างยอมให้มันเกิดขึ้นอยู่ซ้ำๆ และไม่นาน ทุกอย่างก็เข้าที่ เมื่อภายในที่ตอดรัดยอมแพ้และเปิดทางให้ผมดันเข้าไปจนสุดลำ...







ภาพประกอบมิได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในนิยายแต่อย่างใด

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2343
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
เรื่องมันซับซ้อนเข้าไปอีก  คนหนอคนช่างมีหลากหลายจริงๆ ส่วนตงฉินเดี๋ยวนี้ยั่วเก่งจริงๆ  o18

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 313
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เรื่องนี้อัพถึง ตอนที่ 47 แล้วนะครับ
ใครที่ใจร้อน สามารถไปตำกันก่อนได้เลย
FB : https://www.facebook.com/Begintillanend/


ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.


ตอนที่ 46. คนคิดมาก

[ตงฉิน]

“มึงคิดว่าคู่เราจะคบกันนานแค่ไหนวะ” อยู่ๆคนตัวเล็กที่นอนข้างตัวก็ถามขึ้นมาในตอนเช้าหลังจากผ่านเซ็กซ์อันดุเดือดมาทั้งคืน ผมที่ใกล้ลืมตายังไม่ทันได้งัวเงียก็ต้องเปิดดวงตาทั้งสองข้าง

“หืมมมม” ไอ้หนึ่งนอนตะแคงใช้มือขวาดันคางเอาไว้เพื่อประคองใบหน้าให้สูงขึ้น ใบหน้าของคนถามไม่ได้แฝงด้วยอารมณ์ที่ชวนคิดไปในแง่ร้ายแต่อย่างใด แววตานั้นมีแต่ความอยากรู้และคิดมาก

“กูนอนมองมึงหลับ ใบหน้าของมึงยังหล่อกระชากใจกูไม่หยุดหย่อน ใจกูเต้นไม่เป็นจังหวะตอนอยู่กับมึงไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน กูเปล่าคิดนะว่ากูไม่เหมาะสมกับมึง กูแค่คิดว่าคนอย่างมึง กูหมายถึง...คนพรีเมี่ยมแบบมึงจะรักกูได้นานแค่ไหน”

“สรุปก็คือ มึงคิดว่ากูหล่อ” ผมอมยิ้ม สีหน้าบูดบึ้งเพราะถูกเย้าของแฟนหนุ่มชวนให้ขบขัน

“กูจริงจังนะไอ้ตง ตั้งแต่คบกันมาชีวิตมึงเหมือนมีแต่เรื่องอัปมงคลเข้ามาไม่หยุดหย่อน งานละครก็หดหาย งานเดินแบบหรือออกงานก็แทบไม่มี ยังมีเรื่อง...” ผมเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากที่ขยับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนั้นไว้

“หยุดคิดได้แล้ว เรื่องใช้สมองไม่ใช่ทางของมึงหรอกนะ” ผมบิดขี้เกียจขืนตัวขึ้นมานั่งพิงกับหัวเตียง รู้สึกปวดหน่วงๆตรงจุดซ่อนเร้นเพราะเมื่อคืนโดนจัดหลายชุด ท้องไส้ปั่นป่วนเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะไปจัดการเอาอะไรต่อมิอะไรที่คนเจ้าปัญหาทิ้งไว้

“ตง กูซีเรียส ถามจริงๆว่ามึงอยากเลิกเป็นดาราจริงๆเหรอ แล้วหลังจากนั้นล่ะ มึงอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร”

“ก็...ไปทำงานที่บริษัทของพ่อกูไง” ผมตอบในสิ่งที่คิด

“มึงต้องการแบบนั้นจริงๆเหรอ งานที่นั่นพี่ต่อก็ดูแลอยู่ ทำได้ดีซะด้วย แถมยังมีพี่เอกช่วยดูอีกคน” หนึ่งพาดพิงถึงพี่ชายผมที่ชื่อต่อพงษ์และแฟนหนุ่มของเขาที่ชื่อเอกภพ ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ปีกว่าแล้ว ถึงแม้พี่เอกจะเรียนมาน้อย แต่ก็พยายามหาความรู้เพิ่มเติมเอามาช่วยเหลืองานของพี่ต่ออยู่เสมอ

“แล้วมึงล่ะหนึ่ง มึงอยากเป็นอะไร” ผมแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมที่ผ่านมาถึงไม่เคยคุยกันเรื่องนี้เลยสักครั้ง

“กูเหรอ ความฝันของกูก็แค่เรียนให้จบ ไม่ให้ลำบากพ่อแม่ มีการงานทำเป็นหลักแหล่ง มีคนรักอยู่ด้วย...”

“มึงอายุ 19 หรือ 59 เอาดีๆ” ผมถามแซว เพราะความฝันอันแสนธรรมดาของมันเหมือนคนหมดไฟใกล้เกษียณรอมร่อม

“ไม่ใช่กูไม่เคยฝัน กูมีความฝัน อยากเที่ยวรอบโลก อยากเป็นนักข่าว อยากก่อตั้งบริษัทของตัวเอง แต่มึงรู้มั้ยว่าครอบครัวกูไม่ใช่กลุ่มคนที่เอื้อให้กูทำตามความฝันได้โดยง่าย พวกเรายังปากกัดตีนถีบอยู่เลย แล้วมึงดูกูนี่” หนึ่งขยับตัวให้ใบหน้ามาแนบแก้มของผม มันบังสายตามากกว่าจะช่วยให้มองเห็นได้ชัด

“กูคือคนธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษเลยสักอย่าง แล้วดูมึงสิ มึงอะ”

“กูหล่อกูเข้าใจ แล้วสรุปว่ามึงอยากรู้เรื่องอะไรกันแน่ จะคบกันนานแค่ไหน หรือโตขึ้นอยากเป็นอะไร” ผมถามแล้วซุกหน้าแนบอกแกร่ง ได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามแบบที่มันพูดจริงๆ

“กูแค่อยากรู้ว่ะตง ว่ากูเป็นตัวถ่วงในชีวิตมึงหรือเปล่า ตอนปี 1 ก็มีข่าวหลุดเม้าท์ว่ามึงเป็นเกย์ ปีนี้ก็มีข่าวเรื่องไอ้สุชาติจนซีรี่ย์หยุดถ่ายภาคต่อ งานโปรโมทคู่กับพี่ไนล์ก็โดนเลื่อนออกไป กระแสของมึงแผ่วลงถึงขั้นเดินสวีตกับกูนักข่าวยังไม่เอาไปทำสกู๊ปเลยนะ” อ่า... ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือมันเป็นห่วงผมสินะ แฟนผมน่ารักตรงนี้แหละ มันดูแลอย่างดีจะไม่ให้รักได้ไง

“กูไม่รู้”

“หะ” น้ำเสียงของมันตกใจจริงๆ

“ให้ตอบตรงๆกูไม่รู้ว่ะ พ่อแม่กูเลี้ยงกูมาแล้วพร่ำสอนว่าโตขึ้นจะต้องไปช่วยพี่เอกดูแลบริษัท แต่กูก็นอกคอกไปเป็นดารา จนพี่เอกที่กำลังไปได้สวยในวงการต้องถอยออกมาเพื่อไปเรียนเฉพาะทางเพื่อมาดูแลรับช่วงต่อจากพ่อ พอเห็นพี่เอกไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วพ่อกูไม่ให้กูไป กูก็ทำตัวแย่ๆโดยการไปมีอะไรกับเจ้าของโมเดลลิ่งให้เขาป้อนงานจนดัง มีคนเข้าหา ทำตัวเหลวแหลกไปวันๆ เมาตั้งแต่เช้าจนเย็นจนไม่รู้เลยว่าลูกในท้องของผู้หญิงที่เคยคิดจะจริงจังด้วยเป็นลูกของพ่อกู...”

“ตง...” สายตาอ่อนโยนช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย มือหนาที่ไล้ไรผมปลอบประโลมความผิดหวังที่เกาะกินมานานจนจางหาย

“กูเคยเหี้ย กูยอมรับ พ่อไม่ยอมให้กูมาอยู่คอนโดใกล้มหา’ลัยถ้าไม่มีคนอยู่ด้วยเพราะกลัวกูออกนอกลู่นอกทาง กูก็แก้เกมโดยการชวนคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันวันแรกมาอยู่ด้วย แถมคิดค่าเช่าเหมือนให้อยู่ฟรี แต่มึงรู้มั้ย ว่าเรื่องที่กูคิดว่าตัดสินใจโคตรไม่ได้เรื่องตอนนั้นทำให้กูมีมึง” หนึ่งพรมจูบศีรษะผมอย่างทะนุถนอม อ้อมกอดแกร่งรัดกล้ามเนื้อถ่ายเทไอร้อนระหว่างกันไปมา พลางนึกถึงวันที่เจอหนึ่งและโทที่คณะและตัดสินใจแบบไม่คิดถี่ถ้วนชวนมาเป็นรูมเมต

“มึงช่วยกูมาตลอด ทำให้กูสัมผัสความจริงใจสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่คิดว่าจะมีใครให้กูได้ พ่อแม่และพี่แก้วรวมหัวกันปกปิดเรื่องสองหมู ทำเหมือนกูเป็นคนนอกแล้วหลอกกูมาหลายปีว่าเด็กๆคือความผิดพลาดในการใช้ชีวิต นั่นไม่ใช่บทเรียนนะ มันคือการโกหกคำโตที่ผู้ใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างในการเอามาดัดสันดานเด็ก” ผมไม่แน่ใจว่าแม่รู้เรื่องไหม แต่พี่แก้วพี่สาวคนโตรู้เรื่องนี้แน่

“กูเนี่ยนะ” ไอ้หนึ่งพูดคล้ายไม่เชื่อตัวเอง

“อือ มึงนี่แหละ มึงเข้ามาในชีวิตกูถูกที่ถูกเวลา อยู่กับกู รับฟังกูจนกูยังคิดไม่ตกเลยว่าไปชอบมึงตั้งแต่ตอนไหน แต่กูอยากให้มึงรู้เอาไว้นะ ว่ามึงไม่ใช่ตัวถ่วงในชีวิตกู ที่กูไม่รับงานเพราะกูอยากโฟกัสกับการเรียน กูอยากเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา กูเลือกรับงานน้อยลงเพราะอยากมีเวลาส่วนตัวกับมึงมากขึ้น มึงไม่ได้ทำให้ชีวิตกูแย่ลงเลยนะหนึ่ง กูต่างหากเป็นผู้เป็นคนขึ้นก็เพราะมึง”

“เชี่ย เขินเลยว่ะ” เอกราชหน้าแดงลามไปถึงใบหู ยิ่งมองก็ยิ่งตลกจนผมหัวเราะดังลั่น

“ส่วนคำถามที่ว่า เราจะคบกันนานแค่ไหนน่ะ...” หัวเราะเสร็จก็ปวดท้อง แต่ยังพยายามตอบ

“มึงไม่รู้” หนึ่งตอบออกมาแทน

“อื้อ ... มึงก็ไม่รู้ไม่ใช่เหรอ” คนถูกถามพยักหน้าตอบรับ “ถ้าไม่รู้ ทำไมต้องคิดมากด้วยล่ะ”

“กู คือ กูไม่แน่ใจ” หนึ่งถอนหายใจ

“ไม่แน่ใจว่ากูรักมึงหรือเปล่า งั้นเหรอ” ผมถาม น้ำเสียงหงุดหงิดระดับ 1

“เปล่าๆๆๆๆ กูไม่ได้ข้องใจเรื่องนั้น กูแค่ไม่มั่นใจว่า ถ้ากูคิดจะมีความฝันสักอย่างในชีวิต กูควรมีมึงในนั้นมั้ย”

“ก็ลองฝันแล้วไม่มีกูดูสิ มึงจะรู้ว่านรกมีจริง” ผมไม่ได้พูดเล่นนะ

“เฮ้ออออออออออออ”

“ถอนหายใจทำไมวะ” ผมผละตัวออกห่าง ท่าทางของมันไม่ปกติมาตั้งแต่อ้าปากถามประโยคแรกแล้ว

“เปล่า”

“ไอ้หนึ่ง พูด” ผมส่งเสียงดุระดับ 2 ออกมาขู่ ใบหน้าเหรอหราของมนุษย์แฟนทำท่าคิดมากจนน่าเขกกบาล

“1..” ผมเริ่มนับ

“เออ โอเคๆๆๆ” แฟนหนุ่มหัวฟูที่ร่างกายเปลือยเปล่าพลิกตัวไปหยิบมือถือและเปิดหน้าจอยื่นมาให้ผมได้อ่าน

‘ดาราหนุ่มดาวร่วง ต. งานหด แฟนคลับหาย ซีรี่ย์ภาคต่อถูกยกเลิก ....’  พอได้อ่านข่าวบันเทิงของโปรแกรมแช็ทยอดนิยมจนจบก็เข้าใจว่าทำไมนายเอกราชถึงได้รู้สึกไม่ดีจนต้องถามซอกแซ่กไม่จบสิ้นแบบนี้ ผมยื่นมือถือกลับไปมองสบตาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“มึงโอเคมั้ย”

“ทำไมต้องไม่โอเคด้วยวะ” ผมถามกลับ

“ก็...”

“วงการบันเทิงอะเนาะ มึงควรรู้สึกดีสิว่าเขายังเขียนถึงกู เชื่อสิว่ามันเป็นเรื่องดีมากกว่า”

“ทำไมล่ะ” สีหน้างุนงงอีกแล้ว

“มึงเพิ่งพูดไปเองว่ากูงานหด ข่าวก็หาย พอมีคนเขียนเรื่องกูก็ดันคิดมากอีก ถามจริง มึงเป็นไบโพล่าร์เหรอ”

“แซะเก่งงงงงงงงงงงงงงง” หนึ่งลากเสียงยาว

“เชื่อกูเถอะ พอกูเปิดโทรศัพท์เท่านั้นแหละ มึงเตรียมตอบคำถามรับงานแทนกูไม่ทันแน่นอน” ผมอมยิ้ม อย่างสุขใจที่เห็นแฟนเดือดร้อนเรื่องของตัวเองแทนแบบนี้ ผมโกหกมันนิดหน่อยเรื่องความฝัน ผมยังอยากเป็นดาราอยู่เพราะมันทำเงินได้มากกว่าที่คิด ผมลองหยั่งเชิงเรื่องทั้งหมดนี้กับมนุษย์แฟนเพื่อดูว่ามันมีท่าทียังไง ไอ้หนึ่งก็ยังคงเป็นไอ้หนึ่ง ความเซ่อซ่าของมันทำให้ผมเลิกรักมันไม่ได้จริงๆ

“เชี่ยๆๆๆๆ ข้อความรัวไม่หยุดจริงๆว่ะ” ไอ้หนึ่งคว้าโทรศัพท์ผมไปเปิดตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่ตอนนี้มันกำลังทำหน้าตกใจตาเหลือกที่เห็นข้อความในโปรแกรมแช็ท ข้อความ SMS ที่ส่งเข้ามานานนับนาที

“บอกแล้วไง” ผมจุ๊บแก้มมันเบาๆแย่งมือถือก่อนพุ่งไปเข้าห้องน้ำ บทสนทนาชวนให้ปวดหัวและปวดท้องหน่วงๆ ลูกๆของไอ้หนึ่งหลายสิบล้านตัวกำลังทำพิษจนท้องไส้ปั่นป่วนและต้องรีบกำจัดด่วนที่สุด โดยที่ไม่ลืมส่งข้อความไปขอบคุณพี่ไนล์เรื่องสกู๊ปข่าวบันเทิงที่ขอให้แกช่วยเหลือเมื่อหลายวันก่อน


#### ####

[เอกราช]

             หลังจากบทสนทนาของเราทั้งคู่จบลง ผมรู้สึกดีและเบาใจขึ้นเยอะเมื่อได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนก่อปัญหาให้กับแฟนหนุ่มหน้าตาดี ความหวั่นใจและคิดไปเองบรรเทาเบาบางเหมือนสายหมอกในยามสายที่ถูกแสงแดดขับไล่จนเห็นภาพที่เคยมืดมัวได้เด่นชัด ตงฉินเข้าไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ ผมมองภาพสวยงามนั้นอย่างไม่ละสายตา

“จะมองอีกนานมั้ย ไม่ไปเรียนรึไง” ตงฉินถามทั้งที่ไม่มองมาที่เตียงนอนด้วยซ้ำ

“อ้าว วันนี้มีเรียนด้วยเหรอ” ผมบิดขี้เกียจ นึกว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์

“จะโดดก็แล้วแต่ ถ้าจะไปก็ให้รีบ มึงมีเรียนวิชาครูโหดนะ” ตงฉินพูด ตารางเรียนของพวกเราจะถูกแปะไว้ที่ตู้เสื้อผ้า วิชาแรกของเช้าวันจันทร์ของผมเริ่มต้นด้วยความโหดหินเนื่องจากอาจารย์ค่อนข้างเจ้าระเบียบและชอบหักคะแนนเป็นว่าเล่น

             ผมกระโจนออกจากที่นอนอุ่นไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่พันท่อนล่างของแฟนขี้บ่นมาใช้ต่อ เพราะของตัวเองเลอะอ้วกยังไม่ได้ซัก ไอ้ตงตกใจและยกขาเหมือนจะไล่ถีบ แต่ผมไวกว่ารีบวิ่งเข้าห้องน้ำโดยไม่ลืมโผล่หน้าออกมามองแฟนตัวเองอย่างกระลิ้มกระเหลี่ย

“มึงแม่งโคตรน่าฟัด รู้ตัวมั้ยไอ้ตง”

“ไอ้สัส” ตงฉินเขิน สังเกตได้จากใบหน้าที่แสดงออกตอนนี้ มันเขิน ผมดูออก

             ตงฉินจอดรถยนต์คันหรูของตัวเองตรงลานจอดรถของคณะ เมื่อก้าวยายาวๆออกมาสายตาของผู้คนรายรอบต่างจับจ้องราวกับเป็นอาหารมื้ออร่อย มันฉีกยิ้มการค้าให้กับคนที่ทำท่าเหมือนจะมาทักทาย ความฮ็อตของตงฉินยังดึงดูดสายตาใครต่อใครอยู่เสมอ พวกเราเดินเข้าอาคารเรียนโดยมีไอ้โท ขวัญใจ ฉัตรชัยและคิ้วรออยู่แล้ว

             เมื่อเห็นยิ้มการค้าของตงฉินที่ยังระบายเต็มใบหน้าก็ทำให้นึกถึงรอยยิ้มและเสียงครางสุดเซ็กซี่ยามที่อยู่ด้วยกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งชวนให้เบิกบานในอารมณ์จนริมฝีปากยกแยกฉีกยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว แถมสายตาอิจฉาของคนที่พอจะรู้เรื่องผมกับตงฉินที่มองมาก็ยิ่งชวนให้ฮึกเหิมเหมือนแม่ทัพชนะสงครามไม่มีผิด

“เป็นอะไรของมึงวะไอ้เตี้ย ยิ้มหน้าบานยังกะคนบ้า” ไอ้โททักมาแต่ไกล ผมหุบยิ้มแทบไม่ทัน

“บ้าพ่องมึงสิ กูอารมณ์ดีต่างหาก”

“กูว่าบ้า” ฉัตรชัยโพล่งออกมา ผมมองด้วยสายตาดุๆจนมันหน้าจ๋อย ความสัมพันธ์ของพวกเราเริ่มดีขึ้นทีละน้อย ผมไม่ต้องการคำขอโทษหรือเปิดใจคุยแบบแมนๆ เพราะผมเป็นเกย์ ผมมีความละเอียดอ่อนและขอเวลาคิดทบทวนเรื่องต่างๆด้วยตัวเองก่อน ถึงแม้จะคล้ายคลึงกับนิสัยผู้หญิงอยู่บ้าง(นิดเดียว) แต่ผมก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจในการกระทำของพวกนั้นไม่ใช่หรือ

“ตง ไอ้หนึ่งพี้ยามาเหรอ” ไอ้พี่ชายตัวดียังไม่เลิก

“พี้ยาพ่องมึงสิไอ้โท นี่น้องมึงนะ คิดแต่กับกูแต่ละอย่างดีๆทั้งนั้น” ผมด่าคนที่เริ่มแซวอย่างหงุดหงิด คนจะอารมณ์ดีบ้างไม่ได้รึไง คิดถึงเรื่องที่คุยกับตงฉินเมื่อวันก่อนก็ยิ่งดีใจ รอยยิ้มที่หายไปก็กลับมาอีกครั้ง

“กูว่ามันบ้า พาไปโรง’บาลเหอะ” ฉัตรชัยเปลี่ยนมากระซิบกับไอ้โทแทนโดยมีไอ้คิ้วพยักหน้าเห็นด้วย

“ตัวก็ไม่ร้อนนะ แถมวันนี้อากาศก็ไม่ร้อนด้วย หนึ่งไม่น่าเป็นบ้านะ” ดีมากขวัญใจ ขอบคุณที่คอยสนับสนุน

“ตัวเองว่างั้นเหรอ” ไอ้โทเสียงสองถามแฟน

“ใช่ๆ คิดดูว่าหน้าแบบหนึ่งถ้าบ้าเนี่ย ชาติที่แล้วคงทำกรรมหนักมาแน่”

“เอ๊ะ นี่ขวัญหมายความว่าไงเหรอ” ผมหันขวับ ในใจกำลังถอนคำขอบคุณที่คิดว่าหน้าสวยๆคิดปกป้อง

“เปล๊า โทไปเถอะ เดี๋ยวไม่มีที่นั่ง คาบนี้อาจารย์เช็คชื่อด้วย” ขวัญใจรีบฉุดแขนพี่ชายผมแล้วจ้ำอ้าวโดยไม่หันมามอง

“นี่ รอด้วยสิวะ กูกับมึงเรียนด้วยกันนะโว้ยไอ้โท แม่ง” ผมส่งเสียงไล่หลัง

“หนึ่ง..” ตงฉินทักมาก่อนี่จะได้วิ่ง ผมหันกลับไปสบตาเป็นคำถามว่าเรียกทำไม แต่ไม่มีคำตอบใดๆหลุดออกมานอกจากเสียงหัวเราะหึหึเบาๆในลำคอและมือหนาที่ตบไหล่ผมสามครั้งเหมือนให้กำลังใจก่อนจะเดินเข้าห้องเรียนของตัวเองพร้อมกับฉัตรชัยและศิระ ผมยืนอึ้งอยู่สามวินาทีเพื่อประมวลผลว่าพลาดอะไรไปหรือเปล่า

“เชี่ย หมายความว่าไงวะ หน้าแบบกูถ้าเป็นบ้าคงทำกรรมหนักมา สัส ด่ากูว่าขี้เหร่ตรงๆเถอะให้กูคิดมากทำไมวะ” ผมสบถกับตัวเองอย่างอารมณ์เสีย มองเวลาในมือถือแล้วต้องรีบวิ่งตาเหลือกเพราะอีกไม่กี่นาทีจะเริ่มเรียนแล้ว อาจารย์ยิ่งดุๆอยู่ด้วยและไอ้พี่ชายตัวดีที่เรียนด้วยกันก็ไม่คิดจะรอ

ถึงขาจะสั้น แต่ต้องรีบโกยแล้วล่ะวินาทีนี้.... กรรมหนักงั้นเหรอ มีแฟนหล่อระดับเทพให้ได้แบบไอ้หนึ่งก่อนค่อยมาว่านะ


#### ####

[ตงฉิน]

             บรรยากาศในห้องเรียนเงียบเหงา ปกติผมไม่ใช่คนเฮฮาที่จะชวนคนโน้นคนนี้คุย ยิ่งตอนเรียนแบบนี้ผมก็ปิดปากเงียบมองไปข้างหน้าอย่างตั้งใจโดยไม่สนใจเพื่อนทั้งสองคนที่นั่งติดกัน

“ตง”

“หืม”

“นายคิดว่าไอ้หนึ่งมันจะหายโกรธพวกเรายังวะ” ฉัตรชัยเป็นคนถาม

“ไม่รู้สิ ทำไมไม่ถามมันเองล่ะ”

“ก็เราคิดว่า เอ่อ นายกับมัน คือแบบ คุยกันเรื่องนี้บ้างอะไรแบบนี้น่ะ” คิ้วที่ขนาบด้านซ้ายพูด

“เท่าที่จำได้ ไม่ได้คุยอะไรกันนะ ถ้านายอยากรู้ว่ามันหายโกรธหรือยัง ถามเจ้าตัวได้เลย”

“เห้ออออ” ผมรู้ว่าตัวเองไม่ได้ช่วยอะไร แต่เห็นท่าทางหงอยๆของสองหนุ่มที่นั่งขนาบสองข้างแล้วก็อดสงสารไม่ได้

             สำหรับผม เรื่องที่ฉัตรชัยโกงการสอบไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เพราะมันเป็นเรื่องที่ผมตามสืบเองจึงมีเวลาทำความเข้าใจในเหตุผล(ที่ผิดๆ)ของเพื่อนคนนี้ ถ้าจะโกรธก็คงเป็นเรื่องที่ดึงหนึ่งไปพัวพันจนเกือบแงะไม่ออก ส่วนเรื่องที่ผ่านมาผมไม่ได้ถือโทษเพราะเชื่อว่ามันคงรู้สึกผิดไม่น้อย ผมไม่ได้สนับสนุนการทำผิด แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปชี้นำหรือบังคับให้ไปสารภาพ เรื่องนี้มันกระทบหลายคน นอกจากฉัตรชัยแล้วยังมีฉัตรพงษ์อีกคนที่อาจจะหมดอนาคต คนที่มีเอี่ยวแบบคิ้วและทอยคงจะถูกสอบสวนไปด้วย ฝาแฝดคู่นี้ทำผิด ผมรู้ว่าผิด แต่ผมก็ไม่ต้องการทำลายอนาคตของใคร

“ให้เวลามันหน่อย เป็นนายจะไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ” ผมถามเสียงเข้ม

“เห้อ” ทั้งสองคนถอนหายใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“ขอบใจมากนะตงที่ไม่โกรธพวกเรา”

“ใครว่าเราไม่โกรธ แต่เราไม่ได้โกรธเรื่องนายโกง เราโกรธที่นายปกปิดและหลอกหนึ่ง” ผมตอบความจริง และทั้งสองคนก็ก้มหน้านิ่งเหมือนหมาหงอย

“เรารู้สึกผิด จริงๆนะ” ฉัตรชัยพูดด้วยเสียงสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้

“นายไม่ต้องบอกเราหรอก คนที่นายควรจะพูดด้วยคือแฟนเราต่างหาก” สองหนุ่มเงยหน้ามามองผมราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ปกติแล้วผมไม่ชอบบอกใครต่อใครว่าเป็นแฟนกับหนึ่ง แม้กับเพื่อนในกลุ่มก็เช่นกัน ผมปากหนัก มาดนิ่ง ดูหยิ่งจนคนนอกเข้าไม่ถึง จึงไม่แปลกใจเท่าไรนักที่ได้เห็นใบหน้าเหวอๆของเพื่อนทั้งสองคนที่นั่งขนาบอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มมุมปากตลอดทั้งคาบ

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +100/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.


ตอนที่ 47. เรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

[เอกราช]

             พวกเราใช้เวลาไม่นานจริงๆในการเปิดอกคุยกันและขอโทษสำหรับเรื่องที่ทำผิดพลาด ไอ้โทเป็นกาวใจในเรื่องนี้เพราะไม่อยากเห็นความมึนตึงระหว่างกลุ่มพวกเราที่มีคนคบอยู่แค่นี้ ผมใช้เวลาขจัดอคติในใจมาสักระยะก็พอทำใจและรับฟังเหตุผลของทั้งฉัตรชัยและคิ้วตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องโกงการสอบนั้นพวกมันผิดเต็มประตูแต่ผมก็ไม่มีหน้าที่ยกโทษให้ เรื่องที่เคืองใจมีแค่การถูกหลอกเหมือนเป็นคนโง่มาหลายเดือนคือสิ่งเดียวที่อยู่ใต้การตัดสินใจของผมที่จะมองข้ามและลืมมันไป ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นคนดีเหมือนพระเอกละครหลังข่าว แต่ผมเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสจากความผิดพลาดที่ไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้ ตงฉินไม่ขัดข้องในเรื่องนี้และยอมรับการตัดสินใจ และสุดท้ายพวกเราก็กลับมาคุยและสนิทกันอีกครั้งเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ... นี่แหละมั้งความหมายของคำว่าเพื่อน

             พอเทศกาลรับน้องจบสิ้น พวกเราก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมกับการสอบที่กำลังจะมาถึง ด้วยความที่ผมกับไอ้ตงเรียนคนละสาขา จำนวนวิชาและเวลาที่สอบไม่ค่อยตรงกันเสียส่วนใหญ่ แถมต้องแยกกลุ่มกันติวโดยไอ้ตงกับไอ้คิ้ว(ประธานรุ่น)ต้องไปอ่านกับพวกสาขาการค้าระหว่างประเทศ ที่เหลือนั้นก็มาสุมหัวติวกันที่คอนโดไอ้ตงอย่างสบายใจเพราะสะดวก ใกล้มหา’ลัย มีแอร์ฟรี(ที่ผมจ่ายเงินค่าไฟ) แถมห้องยังใหญ่สุมหัวกันได้ไม่อึดอัด และเป็นปกติของทุกครั้งก่อนสอบที่ขวัญใจจะทำหน้าที่คอยติวให้เพื่อนๆ แต่คืนนี้มีหลายคนติดธุระจึงเหลือแค่ผมกับไอ้ฉัตรชัยเท่านั้นที่มาฟัง (ไม่ต้องบอกหรอกเนอะว่าไอ้โทมาหรือเปล่า รายนั้นหวงและตัวติดแฟนจะตาย)

“ขวัญ ทำไมหน้าดูซีดๆ” ไอ้ฉัตรเป็นคนทัก เพื่อนคนสวยยิ้มเจื่อน ผมก็เพิ่งสังเกตว่าขวัญใจเหมือนคนจะเป็นลมจริงๆ

“พอดีเครียดๆน่ะ โรคกระเพาะเลยกำเริบ” เจ้าตัวตอบก่อนจะดึงสมาธิกับการติวหนังสือกันต่อ ภาคการตลาดมีสอบเยอะพอๆกับการทำโครงงาน เมื่อเวลาเรียนและทบทวนบทเรียนถูกเจียดไปให้กับงานกลุ่มที่ค่อนข้างยุ่ง พวกเราจึงอาศัยการติวจากคนเรียนเก่งแบบขวัญใจนี่แหละเพื่อให้คะแนนไม่ขี้เหร่เกินไป ปีนี้ยังไงผมจะต้องรอดคำด่าจากตงฉินให้จงได้...

“มึงดูแลแฟนดีๆหน่อยดิวะ” ผมกระซิบข้างหูไอ้โทที่กำลังจดจ่อกับเนื้อหาที่ติว

“กูก็ดูแลดีอยู่ แต่ช่วงนี้งานเยอะนี่หว่า กว่าจะได้นอนกันก็ดึกดื่น” ผมล่ะเข้าใจคำตอบของพี่ชายเลยครับเพราะตัวเองก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน หลายครั้งที่ต้องทำงานกลุ่มถึงตีหนึ่งตีสองก่อนจะต้องกลับมานอนเพื่อตื่นไปเรียนในตอนแปดโมงเช้า สภาพทุกคนจึงไม่ต่างจากซากศพ ยกเว้นไอ้ตงที่ไม่ยุ่งเท่า ใบหน้าจึงหล่อออร่ากระจายข่มทุกคนอย่างน่าหมั่นไส้

“ว่าแต่ว่า ขวัญใจไหวแน่นะ ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย เหมือนคนอยากอ้วก” ไอ้ชัยถามต่อ

“อุ๊” พูดยังไม่ทันจบ ขวัญใจก็ผุดลุกโดยใช้มือข้างหนึ่งปิดปากไว้แน่นก่อนวิ่งในห้องนอนใหญ่แถมยังเตะถังขยะที่ขวางทางจนของข้างในตกเกลื่อน แต่ก็ไม่ทำให้ความเร็วในการวิ่งไปห้องน้ำลดลงเลย ไอ้โทรีบพุ่งตัวตามไปติดๆ เหลือแต่ผมกับไอ้ฉัตร(ชัย)ที่มองตามตาปริบๆ

“หรือว่า” ไอ้ฉัตร(ชัย)มันตั้งข้อสังเกตอีกแล้ว พวกเรากันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย

“กูว่ากูไปดูขวัญใจด้วยดีกว่า” ผมเลี่ยงไม่พูดสิ่งที่คิด แต่มันก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ คนที่นั่งอยู่ก็เลยเดินตามมาเพราะไม่รู้ว่าจะนั่งคนเดียวทำไม แฟนของมันกับเพื่อนสาวไปติวอีกกลุ่มหนึ่งเลยไม่ได้มาด้วย ผมแอบโล่งใจเพราะคนยิ่งน้อยยิ่งดี

“ไอ้เหี้ย พวกมึงใช้ถุงยางแล้วขว้างลงถังแบบนี้เลยเหรอวะ” ไอ้ชัยที่เดินตามก็ตาเหยี่ยวเสียจริง เจือกไปเห็นของใช้แล้วที่ตกเกลื่อนจากถังขยะเมื่อครู่

“ถ้าไม่ขว้างลงถังจะให้กูขว้างไปไหนวะ”

“ก็ เออ... ก็จริง แต่เชี่ย ถุงยางแตกด้วยเหรอวะ” มันเอาเท้าที่สวมรองเท้ากันลื่นรูปหมีสีน้ำตาลของตงฉินเขี่ยๆพร้อมทำหน้ารังเกียจ ... แล้วมึงจะเขี่ยทำม๊ายยยยยยยยยยยยย

“มึงจะจับผิดถุงยางพวกกูอีกนานมั้ยวะ” ผมกร่นด่า พาลนึกด่าขวัญใจที่วิ่งเข้าห้องน้ำในห้องนอนใหญ่แทนที่จะใช้ห้องน้ำที่ห้องรับแขก สิ่งที่ไอ้ชัยมันเห็นก็เพราะว่าไม่ได้มีแค่อันเดียวเสียด้วย ก็อย่างว่านั่นแหละ ใครใช้ให้ไอ้ตงมันน่าฟัดขนาดนี้ด้วยล่ะ หุ่นก็ดี หน้าก็หล่อ แถมยังขี้อ้อนมากอีกด้วย ถ้าไม่จัดบ่อยๆก็เสียของเปล่าๆ ท่าทางเซ็กซี่ตอนที่มันอยู่บนตัวผมนั้นยังโลดแล่นเมื่อมองไปที่เตียงขนาดคิงไซส์

“เอ่อ กูว่าวันนี้พอแค่นี้เถอะว่ะ ขวัญไม่ไหวแล้ว” ไอ้โทเดินออกมาจากห้องน้ำก่อนที่พวกผมจะเดินไปถึงเสียอีก เสียเวลาเรื่องถุงยางอนามัยใช้แล้วกับไอ้ชัยอยู่นานสองนาน

“ไปหาหมอมั้ยวะ เดี๋ยวกูพาไป” ไอ้ชัยอาสา

“ไม่เป็นไรหรอก คงเครียดลงกระเพาะน่ะ กินยาแล้วพักซักหน่อยคงดีขึ้น” นายแพทย์เอกภาพวินิจฉัย ผมได้แต่มองหน้ามันอย่างเต็มไปด้วยคำถาม ไอ้ชัยเลยขอตัวกลับบ้านก่อน(ผมรู้ว่ามันจะไปหาแฟน แต่ชอบเอาที่บ้านมาอ้าง) เมื่อเก็บเศษขยะที่หกใส่ที่เดิมแล้ว ขวัญใจก็เดินอิดโรยออกมาจากห้องน้ำ พี่ชายผมประคองอยู่ไม่ห่าง

“ไหวมั้ยขวัญใจ นอนที่นี่ก่อนก็ได้นะ” ผมเสนอ แต่ทั้งคู่ต่างขอตัวก่อนทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวอย่างงงๆ

“แน่ใจนะว่าไหว ไม่ไปหาหมอใช่มั้ย” ผมถามย้ำ แต่พี่ชายตัวดีก็ตอบเสียงหนักแน่น ไอ้ชัยก็เลยต้องขอตัวกลับก่อน สงสัยคงอยากจะไปหาวาวาที่ติวอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่ม เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว ห้องก็เหมือนใหญ่ขึ้นจนไม่ชินเอาเสียดื้อๆ ผมหยิบมือถือจะกดโทรหาตงฉินแต่ก็เกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิ ทำได้แค่ส่งข้อความไปหา ถ้ามีเวลาเจ้าตัวคงจะตอบมาเอง

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : อยู่ไหนแล้ว จะเสร็จยัง

TongCh. : ยัง มึงเสร็จละเหรอ
... ใช้เวลาแค่ไม่นาน อีกคนก็ตอบกลับมาราวกับรออยู่ไม่มีผิด

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : อื้อ วันนี้เสร็จไว

TongCh. : คำว่าเสร็จของมึงความหมายเดียวกับกูมั้ยวะ

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : เออดิ ก็เสร็จด้วยกันทุกคืน จะไม่เหมือนกันได้ไง

TongCh. : ไอ้สัส กวนตีน

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : โอ๋ๆไม่เล่นละ ติวเสร็จแล้ว ขวัญใจไม่สบาย

TongCh. : เป็นอะไรมากมั้ย

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : เห็นว่าเครียดลงกระเพาะแล้วก็อ้วก แต่กูว่า...

TongCh. : ว่า?

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : มึงไม่ต้องมาแบ๊ว มึงไม่ได้ใสซื่อแบบที่คนอื่นคิดนะเว้ย

TongCh. : ไอ้เตี้ย คืนนี้มึงนอนห้องเล็กไปเลยนะ

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : โอ๊ยๆๆๆ อย่าดิ ผัวขอโทษ ไม่เล่นแล้วก็ได้

หนึ่งโทรสองโทร(มีแฟนแล้ว) : กูกับไอ้ชัยคิดว่า ขวัญใจน่าจะท้อง

TongCh. : ห๊ะ

TongCh. : ***สติ๊กเกอร์รูปหมีตกใจ****


RRRRRRRrrrrrrrrrrr

[มึงพูดบ้าอะไรเนี่ย] ตงฉินคงร้อนใจไม่น้อยเพราะขวัญใจคือเพื่อนสนิทคนเดียวที่คบมานาน มันรีบโทรมาทันที

“กูไม่ได้พูดบ้าๆ กูแค่สันนิษฐาน” ผมขึ้นไปนอนบนโซฟา มองหนังสือและกองชีทวิชาที่จะสอบวางเกลื่อนพื้นห้อง

[เชี่ย] มันสบถ ก่อนจะได้ยินมันขอตัวกลับก่อนกับเพื่อนที่ติวด้วยกัน

“ให้ไปรับมั้ยวะ”

[ไม่ต้อง กูขับรถมา เห็นมึงหลับอยู่ตอนออกมา] เมื่อคืนจัดหนักไปจริงๆ สามยกติดแถมถุงแตกไปอีกสอง

“ขับรถดีๆนะ มีคนเคาะห้องแค่นี้ก่อน” ผมกดวางสายและเดินไปเปิดประตู ร่างที่คุ้นเคยของไอ้โทยืนหัวโด่อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หน้าตามันไม่เคยเครียดขนาดนี้มาก่อนจนผมใจคอไม่ดีเอามากๆ

“กูมาเอาชีทน่ะ” มันบอกเจตนาก่อนจะเดินเข้ามาเก็บบทเรียนที่วางทิ้งไว้ ผมไม่พูดอะไรเลยนอกจากมองตามการเคลื่อนไหวของลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่ละสายตา “มึงจะพูดอะไรก็พูด ไม่ต้องมองขนาดนี้ก็ได้ กูเสียว”

“เสียวเหี้ยอะไรของมึง นี่น้องหนึ่งเอง”

“ถุ๊ย” สีหน้ามันผ่อนคลายกว่าเดิมนิดหน่อย ก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟาเต็มแรงและถอดหายใจเฮือกใหญ่

“กูพอช่วยอะไรมึงได้มั้ยวะ” ผมนั่งลงข้างๆพร้อมตบไหล่มันอย่างที่เคยทำตอนเป็นเด็กเวลาเห็นไอ้โทไม่สบายใจ

“กูไม่รู้ว่ะไอ้หนึ่ง ตอนนี้กูก็คิดไม่ตกเหมือนกัน” เสียงของมันประหม่าและกังวลอย่างปิดไม่มิด

“เรื่องขวัญใจใช่มั้ย” ผมหยั่งเชิง

“อื้อ” มันรับแต่โดยง่าย ทั้งที่คิดไว้ว่ามันจะไม่ยอมปริปากเสียอีก “กูคิดว่าขวัญน่าจะท้อง”

“ไอ้สาด” ผมหน้าเสีย ถึงแม้จะคิดเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้เป็นเรื่องจริง ถ้าขวัญใจท้องนี่เรื่องใหญ่เลยนะครับ ป๊าของเธอโคตรดุ ถึงแม้จะไม่ได้รังเกียจที่มาคบกับไอ้โทก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้บอกที่บ้านว่าอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่คบกันแรกๆ

“ตรวจแล้วเหรอวะ ชัวร์เหรอวะ แม่กูน่ะกว่าจะรู้ว่าท้องก็ตั้งหลายเดือน ไปตรวจยัง” ไอ้โทส่ายหน้าแทนคำตอบ

“กูไม่กล้าว่ะไอ้หนึ่ง กูกลัวว่าถ้าขวัญท้องจริงๆกูจะต้องทำยังไงวะ อนาคตกูกับขวัญจะเป็นยังไงต่อไป มันมีแต่เรื่องให้คิดเต็มไปหมด เห้อ...” พี่ชายผมถอนหายใจยาวและพิงหลังอย่างคนอ่อนแรง

“ใจเย็นๆก่อนไอ้โท สิ่งแรกที่มึงควรทำคืออยู่ข้างๆขวัญ คอยให้กำลังใจ..”

“กูก็ทำอยู่”

“แต่มีอีกอย่างที่มึงต้องทำ”

“อะไรวะ”

“ใช้ถุงยาง”

“ไอ้สัส กูก็ใช้อยู่มั้ย ไอ้ห่านิ คนกำลังเครียด เล่นอยู่ได้” นั่นไงกู โดนแล้วครับ อยู่ดีไม่ว่าดี

“ขอโทษๆๆๆ กูไม่อยากให้มึงคิดมากเฉยๆ” ผมตบไหล่มันเบาๆอีกหลายครั้ง “มึงใช้ถุงยางแน่นะ”

“เออดิ” มันตอบห้วนๆอย่างคนอารมณ์ไม่ดี

“แล้วจะท้องได้ไง ถึงมันจะไม่ช่วยป้องกัน 100% ก็เหอะ” ได้ผล พี่ชายผมนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะคิดอะไรออก

“เชี่ย กูจำได้แล้ว เดือนที่แล้วกูทำถุงยางแตก” สิ่งที่ผมภาวนาไว้ว่าอย่าเกิดขึ้นกลับถูกสารภาพออกจากปากผู้ต้องหาแล้ว

“งั้นสิ่งที่มึงต้องทำให้ด่วนที่สุดเลยนะไอ้โท” มันหันมามองหน้าผมอย่างกังวลใจ “มึงต้องพาขวัญไปตรวจ”

“กูไม่กล้า กูกลัว” มันกุมขมับ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นไอ้โทมีท่าทางสิ้นหวังเช่นนี้มาก่อน ด้วยฐานะทางบ้านที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นมาหลังจากที่พี่เอกพี่ชายคนโตของมันได้แฟนรวย (อันนี้ไม่เกี่ยวเท่าไหร่เรื่องแฟนรวย) แต่เพราะพี่เอกมีงานประจำและรายได้ค่อนข้างดีทำให้ทางบ้านไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างมันจะเพียบพร้อมถ้าไอ้โทจะต้องกลายเป็นพ่อคนตั้งแต่อายุเท่านี้

“ใจเย็นๆก่อน มึงรอไอ้ตงก่อนมั้ยล่ะ มันน่าจะช่วยมึงได้” ผมนึกถึงสองหมูคู่แฝดลูกชายของไอ้ตงที่เกิดกับนางแบบที่ชื่อเดซี่ตั้งแต่มันเพิ่งเข้าวงการบันเทิงใหม่ๆ หลังจากที่มันพบเจอเรื่องเลวร้ายจากน้ำมือของไอ้สุชาติ ตงฉินเลยประชดชีวิตด้วยการนอนกับคนไม่เลือกหน้าจนถูกนางแบบคนสวยปล่อยท้อง...ยังดีที่มันไม่ติดโรคนะ (แต่ความจริงคือสองหมูเป็นลูกของพ่อตงฉินกับเดซี่ต่างหาก ชีวิตของมันน่าเอาไปทำละครที่สุด หักมุมแล้วหักมุมอีก)

“กูยังไม่พร้อมว่ะ” มันตอบ “มึงว่ากูเป็นคนขี้ขลาดมั้ยวะไอ้หนึ่ง”

“อ้าว อยู่ๆมาถามอะไรกู” ผมนิ่วหน้า คำถามนี้ละเอียดอ่อนแค่ไหนวะ ถึงแม้จะสนิทกัน โตมาด้วยกัน แต่จะตอบยังไงดีล่ะ เพราะถ้าเอาตรงๆกับที่คิด ผมก็คิดว่ามันค่อนข้างขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้จะพาแฟนสาวไปตรวจให้แน่นอน แต่พอมีเหตุผลแวดล้อมมาประกอบด้วยก็เข้าใจอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมันพอสมควร

“ตอบมาเหอะ” คนถามคะยั้นคะยอ

“กูไม่ตอบ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องว่ามึงขี้ขลาดหรือเปล่า แต่มันอยู่ที่ว่า มึงจะรับผิดชอบยังไงมากกว่านะ”

“อื้อ ขอบใจว่ะ กูอิจฉามึงนะเนี่ยที่เมียมึงท้องไม่ได้” วกกลับมาเรื่องกูได้ไงวะ

“ไอ้สัส กูกำลังอิน กลับมากวนกูซะได้” ใบหน้าของคนโดนด่าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“อย่างน้อยกูก็ได้รู้ว่ามึงมีความคิดดีๆจากสมองขี้เลื่อยบ้างแหละ ไม่เสียแรงที่แม่มึงส่งมาเรียน”

“ไอ้สัสโท มึงว่ากูโง่เหรอ”

“กูไม่ได้ว่า ขวัญก็ว่า ตงก็ว่า คนอื่นๆก็ว่า”

“ไอ้สัส” วันนี้สบถไปกี่รอบแล้วเนี่ย แต่พอเห็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของพี่ชายตัวเองก็ทำให้สบายใจมาเปราะหนึ่ง

“กูไปละ ขอบใจมากที่ให้คำแนะนำ”

“หืม คำแนะนำอะไรวะ” ผมถามแบบงงๆ เพราะนึกไม่ออกว่าให้คำแนะนำอะไรไป

“เห็นมั้ย มึงไม่มีสมองจริงๆด้วย ฮ่าๆๆๆ”

“อ้าว ไอ้โท ไอ้พี่เหี้ย แน่จริงมึงอย่าหนีดิ มาให้กูเตะซะดีๆ” ตอนที่ผมตะโกนลั่น ไอ้โทก็รีบวิ่งออกจากห้องไปโดยไวราวกับว่ามีเรื่องด่วนพิเศษให้ต้องทำ ... หวังว่าเรื่องทุกอย่างมันจะออกมาดีนะ

             ทิ้งเวลาไม่นานร่างสูงที่คุ้นเคยก็เดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อดูร้อนรนน่าจะมีเหตุผลมาจากเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ ตงฉินวางเป้ที่ยัดเอกสารประกอบการเรียนที่เอาไปติวลงกับโต๊ะกระจกของห้องรับแขก เราสบตาโดยที่ต่างไม่พูดอะไร ผมยิ้มอ่อนให้ จับจ้องหุ่นนายแบบที่สวมแค่เสื้อคอกลมสีขาวขนาดใหญ่กว่าตัวเองประมาณสองไซส์ สวมกางเกงขาสั้นเกือบถึงเข่าสีดำและรองเท้าแตะแบบสานที่ดูเก่าซอมซ่อที่ราคาหลักพัน(ที่ถูกถอดไว้แล้ว)กำลังเดินมาใกล้และนั่งลงข้างๆกัน

“เหนื่อยมั้ย หิวหรือเปล่า”

“ไม่” ตงฉินตอบสั้นๆตามเคย ก่อนจะโน้มมาซบที่ไหล่อย่างไม่ต้องร้องขอ

“คิดมากเรื่องขวัญใจใช่ไหม”

“อือ”

“จะลงไปหามั้ย”

“ไปมาแล้ว แต่โทบอกว่าขวัญนอนแล้วเลยขึ้นมานี่แหละ”

“เมื่อกี้ไอ้โทก็มาหา” ผมเล่าเรื่องที่คุยกับพี่ชายให้ตงฉินฟังจนจบ

“หนึ่งคิดว่าโทจะพาขวัญใจไปตรวจมั้ย”

“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ แหมมมม...ก็นานๆทีแฟนเรียกชื่อผม ปกติเรียก มึงๆ หรือไม่ก็ไอ้เตี้ย

“เห้อ”

“เอาน่า ใจเย็นๆก่อน เราไม่รู้ซะหน่อยว่าขวัญใจจะ เอ่อ เป็นแบบที่เราคิดมั้ย อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยนะ”


#### ####

[ตงฉิน]

             ผมนึกย้อนไปครั้งที่ยังเด็ก ตอนนั้นน่าจะชั้นประถมนี่แหละที่ได้เจอกับขวัญใจเป็นครั้งแรก เพราะพ่อของพวกเรารู้จักกันในฐานะคู่ค้าทางธุรกิจ การที่ถูกพาไปโน่นมานี่ด้วยบ่อยครั้งเลยทำให้พวกเราทั้งคู่ได้เป็นเพื่อนเล่นกันเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอผู้ใหญ่นั่งล้อมวงคุยเรื่องน่าเบื่ออยู่นานสองนาน จากที่ไม่ชอบที่ถูกพ่อหิ้วไปออกงานพบปะย่อมๆก็เริ่มเปลี่ยนความคิดเพราะได้เจอกับเด็กผู้หญิงน่ารักไว้ผมยาวและผูกโบว์สีเหลืองเป็นเอกลักษณ์แถมมียิ้มหวานฟันหลอที่ชอบหาเกมใหม่ๆมาให้เล่นเสมอ

   นานวันเข้า การพบปะของผมกับขวัญใจก็เปลี่ยน จากการติดสอยห้อยตามไปประชุมกับพวกผู้ใหญ่กลายเป็นการไปมาหาสู่กันของสองบ้าน วันไหนผมเบื่อก็ให้คนขับรถพาไปเล่นที่บ้านโน้น เราจึงสนิทกันมากขึ้นและโตมาด้วยกันจนกระทั่งชั้นมัธยมต้นก็สอบติดโรงเรียนเดียวกันและอยู่ห้องเดียวกันมาตลอด ความชอบและความสนใจที่มีก็คล้ายๆกันแม้กระทั่งเรื่องการเลือกเรียนในระดับม.ปลาย รวมไปถึงมหา’ลัย (เรื่องแฟนก็รสนิยมแย่เหมือนกันคือเลือกพี่น้องหนึ่งโทนี่แหละ) เราโตมาด้วยกันเห็นการเปลี่ยนแปลงของกันและกันมาทุกช่วงชีวิต พอวันหนึ่งที่ได้รู้ความน่าจะเป็นเรื่องขวัญใจอาจจะท้อง สมองมันตื้อไปหมดเพราะเรามองว่าเพื่อนเราเหมือนนางฟ้าคนหนึ่ง สุดท้ายแล้วเมื่อตื่นมาพบว่าคนที่เรามองว่าขาวสะอาดมาตลอดไม่ได้เป็นแบบที่เราคาดหวังไว้ก็พลอยผิดหวัง ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของขวัญใจเลยสักนิด แต่เป็นที่ผมเองที่มองภาพเพื่อนสนิทเป็นแบบนั้น

             อาการของผมมันคล้ายคนอกหักเมื่อได้รู้ว่าเธออาจจะกลายเป็นคุณแม่ตั้งแต่ยังสาว ประหนึ่งจงอางหวงไข่ ไม่อยากเห็นเพื่อนสนิทคนเดียวของเราออกเรือนไปมีลูก การที่ขวัญใจไปมีแฟนก็รู้สึกโหวงเหวงอยู่แล้ว พอคิดว่าเธอจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขให้รักเพิ่มอีก 1 คนก็ยิ่งทำให้ผมสะเทือนใจแปลกๆ อาจเป็นเพราะผมไม่อยากถูกลดความสำคัญในสายตาของขวัญใจ...มั้ง

“ยังคิดมากอยู่อีกเหรอ” เสียงงัวเงียของคนตัวเล็กกว่าถามขึ้นมา คงเป็นเพราะผมคิดและพลิกตัวไปมาหลายครั้ง

“นิดหน่อย ขอโทษนะที่ทำให้ตื่น” ผมนอนตะแคงหันหลังให้ อ้อมกอดที่อบอุ่นก็สอดเข้ามา

“มีอะไรก็เล่าให้ฟังได้นะ ไม่อยากเห็นมึงเป็นแบบนี้เลย” สัมผัสจั๊กจี้ที่ท้ายทอยจากริมฝีปากที่พรมจูบซ้ำๆทำให้จิตใจปั่นป่วน

“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่คิดไปเรื่อยเปื่อยเรื่องขวัญใจ” อ้อมกอดนั้นกระชับแน่น มือข้างหนึ่งลูบไล้หน้าอกผมจนเคลิ้ม

“อื้อ” แรงดูดเฟ้นที่ไหล่ทำให้สติเกือบหลุดลอย

“จะไม่ถามเหรอว่าคิดอะไร”

“อยากเล่าหรือเปล่าล่ะ” คนที่กำลังจู่โจมอย่างแผ่วเบาหยุดการไล้ริมฝีปาก

“ก็ไม่เชิง กลัวมึงรำคาญ” ผมจับมือของอีกคนเอาไว้เพื่อหยุดการสัมผัสที่ลูบไล้จากหน้าอกลงมาที่หน้าท้อง

“กูเคยรำคาญมึงด้วยเหรอวะ” ไอ้หนึ่งตอบแทบจะทันที

“เท่าที่จำได้ก็ไม่นะ” ผมพลิกตัวกลับไปนอนตะแคงหันหน้าไปทางไอ้หนึ่งเงาสลัวของห้องนอนมืดมิดยังพอให้เห็นประกายในตา อีกคนยอมคลายแรงกอดรัดเพื่อรอให้ผมปรับท่าทางให้ลงตัวอย่างเงียบเชียบไร้การตอบกลับ “หนึ่ง นอนแล้วเหรอ”

“ยัง ก็รออยู่ว่ามึงจะพูดหรือเล่าอะไรมั้ย”

“กอดกูหน่อย” ผมไม่อยากจะเล่าอะไรทั้งนั้น เพราะความคิดตอนนี้มันสับสนไปหมด แถมเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะจริงมากหรือน้อยแค่ไหน ผมไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ อย่างน้อยได้ไออุ่นของอ้อมกอดของคนที่นอนด้วยทุกคืนก่ายไว้ก็พอจะคลายความกังวลไปได้บ้าง

“เดี๋ยวนี้อ้อนเก่งนะเนี่ย”

“ก็อ้อนมึงคนเดียวมั้ยล่ะ” ผมหลับตา รู้สึกโล่งอกที่ทุกอย่างมันมืดมิดมากพอจะกลบความร้อนผ่าวที่ใบหน้า อกแข็งๆของไอ้หนึ่งแนบชิดเข้ามาจนสามารถจับจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรง ไม่ใช่แค่ผมที่กำลังฟินอยู่ตอนนี้

“อย่าอ้อนบ่อยเกินไปล่ะ”

“ทำไมเหรอ”

“อ้อนบ่อยๆไม่กลัวเสียตัวรึไง”

“เคยกลัวที่ไหนล่ะ”

“ฮึ่มๆ งั้นไม่ต้องนอนมันละคืนนี้” ไอ้คนหื่นกามเปิดไฟที่หัวเตียงจนสว่างโร่ สายตาฉ่ำหวานส่งมายั่วยุก่อนลมหายใจอุ่นๆจะแนบชิดกับใบหน้า กลีบปากของมันบดเบียดอย่างเนิบนาบปล่อยให้ความโหยหานำทางไปโดยอัตโนมัติ สองมือใหญ่เกาะกุมลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างจนชุดนอนของผมหลุดรุ่ย ขาแกร่งแหวกว่ายจัดแจงแทรกกลางให้ช่วงล่างของผมออกห่างกัน เสียงดูดเฟ้นของพวกเราดังอื้ออึงในลำคอ ความหวานปลายลิ้นถูกกระหน่ำจ้วงหนักหน่วงจนเกิดน้ำลายไหลยืดส่งผ่านไปมา เมื่อตักตวงความอิ่มเอมจากรสจูบแล้ว แฟนหนุ่มของผมที่คร่อมตัวอยู่ด้านบนก็เริ่มเล้าโลมอย่างหิวกระหาย แรงดูดทรวงอกดังลั่นจนผมต้องกลั้นเสียงครางที่สุดสยิวเอาไว้ไม่ให้มันได้ใจ แต่แรงบุกเบิกที่เบื้องล่างฝืดคับจนเจ็บปร่า

“น่ะ หนึ่ง ใช้เจลเถอะ กูเจ็บ” คนที่หน้ามืดอยู่ชะงักและผละไปหยิบหลอดบรรจุของเหลวที่ใช้ร่วมกันมาชะโลมที่นิ้วหยาบแรงกดเข้ามาในกายตรงส่วนปลายของนิ้วทำให้ผมสะท้าน ปากทางแคบไม่เคยต้านทานความปรารถนาได้เลยสักครั้ง ใบหน้าของพวกเราเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่ออะดรีนาลีนฉีดพุ่ง ลมหายใจหอบพร่าชวนให้จิตใจวาบหวิว นิ้วแกร่งแหวกว่ายลึกสุดถึงโคนส่ายสอดเข้าออกอย่างไม่ถนอม ไม่นานนักสิ่งแปลกปลอมก็เพิ่มเข้ามาทีละหนึ่งจนกระทั่งที่ทางแคบนั้นไม่สามารถเปิดกว้างได้มากไปกว่านี้อีกแล้วนั่นแหละ คนที่นำทางอยู่ด้านบนกลับมาประกบดูดดื่มความหวานในช่องปากของผมอีกครั้ง สองขาถูกยกพาดกับไหล่กว้างจนกระทั่งก้อนกลมกลึงของบั้นท้ายยกตัวเปิดเป็นทาง เสียงฉีกถุงยางอนามัยไซส์พิเศษดังแผ่วเบา ส่วนแรกใหญ่โตทะยานเข้ามาอย่างยากลำบาก ผมหอบหายใจแรงเพื่อสะกดกลั้นความตึงปร่าที่กำลังไหลลื่นเข้ามาในตัวอย่างช้าๆ

“อื้อ ใจเย็น มันจุก”

“ผ่อนคลายหน่อยนะตง ให้หนึ่งเข้าไปนะ”

“อื้อ” ผมเปลี่ยนจังหวะลมหายใจให้ยาวกว่าเดิม แรงเสียดสีขนานใหญ่รุกล้ำเข้ามาจนร่างกายของสองเราแนบชิด รับรู้ถึงความแข็งขืนที่ขยายตัวคับพื้นที่จนจุกตึงจนไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้ แล้วแรงขยับเข้าออกช้าๆก็ดำเนินมาอย่างมีจุดหมาย ผมครางถี่ๆเมื่อรสรักแสนสุขแปรเปลี่ยนเป็นพายุโหมรุนแรง เสียงเนื้อกระทบกันดังหยาบโลน แต่ยิ่งส่ายสอดเข้ามาหนักหน่วงเท่าไหร่ ความกังวลในใจที่เคยเกาะกุมก็แห้งหายไปมากเท่านั้น แม้จะดึกดื่นยามนี้ แต่บทรักมันเพิ่งเริ่มเท่านั้น และผมก็ยินดีถ้านี่จะไม่ใช่ครั้งเดียวของวัน สองขาเกี่ยวกระหวัดต้นคอแกร่งเอาไว้เมื่อแรงถาโถมทำให้จิตใจหวิวโหวง

“มากกว่านี้ มากกว่านี้”






ภาพประกอบมิได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในนิยายแต่อย่างใด

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1977
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด