เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 43 P.6 Up 15 พ.ค. 64
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? - My Dearest 20 cm.| นิยาย Y ตอนที่ 43 P.6 Up 15 พ.ค. 64  (อ่าน 15401 ครั้ง)

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
#### ####

             งานวันเกิดผ่านพ้นไปอย่างอิ่มเอม ไม่เคยโล่งอกแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ไอ้สองหมูลูกชายที่ผมผลิตมาเพราะความผิดพลาดในอดีตต่างก็มีความสุข ผมไม่เคยบอกกับลูกๆว่าตัวเองเป็นพ่อที่แท้จริงเลยสักครั้ง เพราะผมกลัวว่าคนอย่างผมคงจะเป็นพ่อที่ดีให้กับใครไม่ได้หรอก เวลาเห็นลูกๆมีความสุขกับพี่สาวตัวเองในฐานะแม่ก็มีความสุขมากแล้ว

“ใจลอยไปไหนวะไอ้ตง” ร่างสูงใหญ่ของคุณต่อพงษ์ รองประธานบริษัทและพี่ชายแท้ๆของผมเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับคนขับรถส่วนตัวที่ยืนรอหน้าประตูแบบเคอะเขิน ผมมองใบหน้าพี่ชายตัวเองแบบงงๆเพราะทั้งคู่กลับไปบ้านฝั่งตรงข้ามแล้วครู่ใหญ่ ทำไมถึงได้วกกลับมาได้

“มีไร” ผมขยับหนีเมื่อพี่ชายตัวโตนั่งเบียดข้างๆ ที่นั่งออกจะกว้างดันล้มตัวมาตรงนี้ ผมขยับหนีไปนั่งโซฟาสีขาวมุกฝั่งตรงข้าม กลิ่นแอลกอฮอล์พ่นไอไปทั่ว

“ต้องมีอะไรด้วยเหรอถึงจะได้คุยกันน่ะ” พี่ต่อยกแก้วไวน์มาจิบ ก่อนยิ้มแพรวพราว

“กวน” ผมยกแก้วเครื่องดื่มที่ยังพอเหลือจากงานเมื่อครู่มาจิบ พี่ต่อยังหล่อเหลาแม้จะดูเหนื่อยล้า

“คุยกับป๊ายัง”

“คุยแล้ว พี่รู้....อ๋อ เพราะพี่สินะ” เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมจู่ๆพ่อถึงได้มาปรับความเข้าใจ เจอแรงยุจากลูกรักนี่เอง

“เปล๊า กูไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น” เสียงสูงเชียวนะ

“ถ้าโกหกขอให้พี่เอกมาตกหลุมรักผมแทน” ใบหน้าพี่ชายเปลี่ยนเลยครับเมื่อพาดพิงคนขับรถส่วนตัวที่หวงนักหวงหนา

“ฟ้ากกกก”

“ขอบคุณนะพี่” เอาวะ ก่อนจะกวนบาทากัน อย่างน้อยผมก็เป็นหนี้บุญคุณเขาไม่น้อย เลือกวันได้ดีด้วยนะ วันเกิดผมเสียด้วย

“เรื่องไร ไม่มี๊ ไม่ได้ท๊ำ” ท่าทางตอแหลแบบกู่ไม่กลับผิดกับมาดแมนๆขรึมๆชะมัด “อะป๊าฝากมาให้”

“หืม” ผมหยิบบทละครมาพิจารณาอย่างสงสัย

“ป๊าบอกว่าจะรับงานนี้ก็ได้แล้วแต่มึง”

“หืม” ตกใจกว่าเดิมอีก ก่อนหน้านี้ยังเรียกไปด่าเลย

“แต่...” พี่ชายตัวดีเป็นจังหวะ “มึงรู้ใช่มั้ยว่าป๊าเป็นห่วง”

“ก็รู้” ผมยอมรับเสียงเบาหวิว

“จะทำอะไรก็คิดดีๆละกัน” พี่ต่อตบไหล่ผมเบาๆสามทีก่อนจะลุกเดินตัวปลิวไปคว้าตัวพี่เอกภพที่กำลังละเลียดบลูฮาวายไม่หยุดปาก ผมมองภาพน่ารักแล้วต้องอมยิ้ม รู้สึกอยากจะแกล้งพี่ต่อหนักๆบ้าง เผื่อจะได้หายโมโหนิสัยบ้าๆของมัน

“พี่ต่อ” ผมร้องเรียก ร่างสูงหยุดชะงักและหันมาทำหน้ากวนใส่

“ไม่ต้องขอบใจหรอก พี่เป็นคนดีพี่รู้”

“เปล่า แค่จะฝากบอกป๊าด้วยว่าปีนี้ผมอายุ 18 ไม่ใช่ 19” แล้วรอยยิ้มกวนๆก็หุบไปก่อนจะลากบุรุษหนุ่มหล่อที่เมาป้อแป้เดินออกไป ...คอยดูเถอะ ไอ้ตงจะแกล้งจีบพี่เอกให้หึงอกแตกตายไปเลย หึหึหึ ....

RRRRRRRRRRRRRRRRR

             เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเรียกเข้า งานเลี้ยงเลิกราไปนานแล้ว พอทุกอย่างตกอยู่ในความสงบก็กลับมาที่ห้องเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้านอน ความอ่อนเพลียเล่นงานอย่างหนักเพราะศึกหนักเมื่อตอนบ่าย แถมยังต้องมาปั้นหน้ายิ้มให้กับแขกเหรื่อในงานอีก แม้จะหงุดหงิดแค่ไหนเพราะความง่วงงันแต่พอดูหน้าจอว่าใครโทรมาก็อมยิ้มก่อนจะเปิดไฟที่หัวเตียงเพื่อกดรับสาย ขยี้ตาและสะบัดผมให้เข้าที่และมองวีดีโอในกรอบสี่เหลี่ยมนั้น

[นอนแล้วเหรอ] คนปลายสายส่งเสียงทักทาย รอบกายมืดสนิทน่าจะยังไม่เข้าในตัวบ้าน

“อื้อ มึนๆน่ะ” ผมตอบ ถดตัวซุกในผ้าห่มให้เหลือแค่ครึ่งหน้าโผล่เข้ากล้อง

[ถึงบ้านแล้วนะ] อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน

“นานจัง” ผมเหลือบดูเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ เกือบสองชั่วโมงเชียว

[บ้านไกลก็งี้แหละ]

“บ้านนอกไง” ผมแซว “เจอพ่อยัง”

[ชิ...ยัง เพิ่งลงจากแท็กซี่ก็โทรหาเลย] น้ำเสียงขุ่นเคืองแบบไม่จริงจังตอบคำถามที่ชวนให้ใจสั่น

“อื้อ” ทำไมต้องหน้าแดงด้วยวะ

[ตง]

“หื้อ”

[คิดถึง]

“อะ...” โอย หน้าร้อนไปหมดแล้ว

[คิดถึงกูมั้ย] มาไม้ไหนเนี่ย ทำไมอยู่ๆมาอ้อนซะได้ ไม่ชิน

“ถามอะไรเนี่ย”

[ตอบก่อนนนนนน]

“ไม่ตอบ” ผมปั้นหน้านิ่ง แต่ในใจกลับเต้นโครมคราม

[ยิ้มหวานให้ก็ได้ถ้าคิดเหมือนกัน]

“พูดมาก จะวางละนะ”

[ไม่คิดถึงจริงดิ ผัวอุตส่าห์คิดถึง]

“ผัวพ่อง” ผมหน้าแดงจนแทบจะมุดหน้าเข้าผ้าห่มให้หมด หลังจากมีเซ็กซ์เพื่อปรับความเข้าใจกันเมื่อตอนบ่าย พวกเราก็เลยตกลงกันได้ว่าจะลองเปิดใจเรียนรู้กันให้มากขึ้น แต่ไม่คิดว่ามันจะจู่โจมหนักหน่วงขนาดนี้

[คิดถึงผัวมั้ย]

“โอ๊ยยยยยย พอเถอะ กูเขิน” ผมโวยวาย

[เขินทำไมจ๊ะเมียจ๋า]

“ไอ้หนึ่ง”

[จ๋าที่รัก] โอ๊ย ขนลุก ...

“มึง” ผมทำหน้าหงุดหงิด แต่พอเห็นใบหน้าหงอเหมือนลูกหมาโดนทิ้งก็ยอมใจอ่อน “เอาแต่ใจใหญ่แล้วนะมึงน่ะ”

             ปากดีจังเลยนะมึง...ผมคิด...หมายถึงตัวเองนี่แหละ ผมไอเล็กน้อยเพื่อไล่ความเขิน รู้สึกไม่ชินกับสถานะใหม่ที่เพิ่งให้มันไปเลยสักนิด แต่เหมือนอีกคนจะรุกหนักชนิดไม่สนใจเกียร์ถอย หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่ผิดนะ ผมกดวางสายทั้งที่มันยังรอคุยอยู่...ยกมือถือมาเล็งรูปหน้าหล่อๆที่โดนเงาสี่เหลี่ยมพาดทับบางส่วนก่อนจะถ่ายรูปที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มส่งไปให้คนทางโน้น...

...ก็คิดถึงนิดๆแหละ ไม่ได้มากเท่าไหร่...

หนึ่งโทรสองโท : **ส่งสติกเกอร์**

หนึ่งโทรสองโท : ฝันดีนะครับ อยากกอดแล้วอะ


             โอยยยยยยย .... แค่ข้อความบ้าบอ ทำไมใจสั่นได้ขนาดนี้เลยวะ ผมตบหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ แต่กลับอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นน้ำทิพย์หล่อเลี้ยงความสุข รอยยิ้มกว้างฉายเต็มใบหน้าอย่างนั้นจนเหงือกแห้ง ไม่รู้เลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน รู้แต่ว่ามีความสุขแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน...

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ตงเขินแหละ 
น้องหนึ่งอ้อนเมียหน้าตาเฉย.  o18

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

อาตงฉินกลายเป็นสาวน้อยคอย-ัวไปซะได้

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 28. คนที่ไม่รู้ใจตัวเอง

[เจด ชิติพัทธ์] ... หลังจากนั้น 3 วัน

             ผมเดินหงุดหงิดงุ่นง่านหน้าบ้านพี่รหัสอยู่เกือบชั่วโมง บ้านหรูตั้งอยู่ในบ้านจัดสรรแถวราชพฤกษ์มีผังหมู่บ้านที่เป็นระเบียบ บ้านแต่ละหลังพื้นที่กว้างขวางสมฐานะของคนละแวกนี้ ถนนภายในหมู่บ้านสีเก่าหม่นแต่ก็ดูดีกว่าลูกรังแถบต่างจังหวัด ผมจอดรถไว้ริมทางและเดินเป็นหนูติดจั่นตรงนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าผู้คนละแวกใกล้ๆจะสนใจออกมาเปิดดู จะกดกริ่งรึก็ไม่กล้า ไม่ได้กลัวพ่อหรือแม่หรอกนะครับเพราะก่อนหน้านี้เข้าๆออกๆเป็นว่าเล่น ทั้งตอนตั้งวงกินเหล้า หรือตอนประชุมพี่ว้าก แต่ตอนนี้กลัวจะเจอพี่รหัสตัวเองเสียมากกว่า ไม่อยากโดนขัดขวางตั้งแต่แรก

แกร็ก...

   เสียงประตูเล็กเปิดกว้าง ร่างสูงที่คุ้นเคยสวมเสื้อยืดแมนยูฯตัดกับกางเกงบอลเชลซีทำหน้าตกใจที่เห็นผมยืนอยู่เบื้องหน้า เคมีปรับสายตาตกใจให้เป็นปกติ ใบหน้าเรียบเฉยหยั่งเชิงในท่ากอดอก สายตาเราทั้งคู่ประสานกันอย่างเงอะเงิ่น ไม่มีใครเริ่มทักทายกันก่อน ความสดใสของเคมีชวนให้วาบหวิวอย่างช่วยไม่ได้ ริมฝีปากกระจับสวยได้รูปนั้นปิดสนิท หน้าอกแน่นนูนเด่นเพราะกล้ามที่ออกกำลังกายอย่างหนักมีเม็ดเล็กๆโผล่พุ่งในร่มผ้า รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวเมื่อจับจ้องท่อนล่างที่แกว่งไกว ท่าทางจะไม่ตั้งใจจะออกจากบ้านไปไหนเพราะหนุ่มหล่อตรงหน้าไม่ใส่กางเกงใน อะไรๆที่นอนนิ่งจึงขยับไหวตามจังหวะการเดิน ผมสะกดกลั้นความหื่นของตัวเองโดยการมองไปที่ขาสวยสีแทนที่เต็มไปด้วยขนหน้าแข้งหนาเรียงตัว

“มองอะไรไอ้หื่น”

“ห๊ะ” สงสัยหน้าตาผมจะหื่นจริงๆไม่งั้นคงไม่โดนทักแบบนี้

“มาด้อมๆมองๆบ้านคนอื่นทำไม เป็นโรคจิตเหรอ” เคมีไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ ส่วนผมก็ไม่ได้ถามว่าเขาเปิดประตูมาทำไม ไม่นานเสียงมอเตอร์ไซค์ก็วิ่งมาพร้อมกับส่งอาหารเลยทำให้รู้เหตุผล

“พ่อแม่ไม่อยู่เหรอ” บ้านนี้ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ มีคุณแม่ทำอาหาร แถมฝีมืออร่อยด้วย ถ้าลูกชายออกมาสั่งเองแบบนี้คงไม่ต้องให้บอกหรอกนะว่าอยู่หรือเปล่า ผมรู้แหละ แต่ถามเพราะไม่รู้ว่าจะต่อบทสนทนายังไงต่างหาก

“พี่ไม่อยู่” เหมือนเราจะสนทนาเรื่องเดียวกันเลยนะ ... เคมีพูดก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน ผมละล้าละลังก่อนจะวิ่งพรวดรั้งขอบประตูที่กำลังจะปิดลงไว้ได้

“งั้นพี่เข้าไปได้ไหม”

“ตามสบาย” แววตานั้นไม่ได้บ่งบอกความรู้สึก คิดแล้วก็ปวดร้าวไม่หยอก ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมน้องถึงไม่ห้าม เพราะผมมาที่นี่บ่อยมาก มาเองหรือไม่ก็มากับไอ้ปิ๊ง การที่พี่รหัสไม่อยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปรอไม่ได้

“เอ่อ” ผมไม่ทันจะพูดอะไร ร่างสูงก็เดินเข้าไปในบ้านหรู ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศทำให้เหงื่อไคลที่ไหลย้อยเริ่มแห้ง ผมไอเสียงดังเพราะคันคอเนื่องจากอากาศรอบกายเปลี่ยน

“อะ” น้ำดื่มถูกยื่นมาให้ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปที่ครัว เทข้าวผัดของโปรดผมวางไว้ในจานเปล่า ข้างกันมีข้าวหมูกระเทียมไข่ดาว

“อยู่คนเดียวทำไมซื้อมาสองที่ล่ะ” ผมเดินไปที่ครัวอย่างวิสาสะ บอกแล้วว่ามาบ่อย

“หิวน่ะ” เคมีเขี่ยข้าวในจานเหมือนคนไม่อยากอาหารเสียมากกว่า เพิ่งสังเกตคนตรงหน้าได้อย่างเต็มตา เขาดูผอมลงไปนิดหน่อย แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเจ้าของบ้านคงเห็นผมเดินไปเดินมาหน้าประตูเป็นชั่วโมงจนถึงเที่ยงก็ยังไม่กลับ เลยซื้อเผื่อ ... ขอให้เป็นแบบที่คิดด้วยเถอะ เพี้ยง!

“หิวแล้วทำไมไม่กินล่ะ” ผมถาม เด็กหนุ่มหน้าหล่อหันมาสบตา พลังงานวูบวาบแล่นพล่านจนผมหน้าแดงไปหมด ภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าของเขาแว้บมาอีกครั้ง

“มองอะไรขนาดนี้” เคมีเขี่ยข้าวในจานซ้ำไปมา ใบหน้าหล่อด้วยดวงตาคมกริบรับกับจมูกโด่งงอนราวกับหมอเสกให้ หลายคนเลยเข้าใจผิดว่าเคมีไปทำมาทั้งหน้า เพราะไม่ว่าจะมองส่วนไหนมันคือความลงตัวทั้งหมด รูปกรามที่เป็นกรอบชัดแถมได้ระยะที่เท่ากันไม่ผิดเพี้ยน วางด้วยปากสวยน่าจูบ เคมีเป็นคนผิวสองสี ไม่ขาวไม่ดำ ออกเหลืองหน่อย ผิดกับฟิสิกส์ที่เป็นคนขาว พี่น้องบ้านนี้หล่อแต่คนละแบบกัน พี่ชายจะไม่หล่อจัดจ้านแต่มีเสน่ห์มาก ไม่ว่าใครอยู่ใกล้จะต้องตกหลุมรัก ผิดกับเคมี ที่หล่อกระชากใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เจอ แถมยังคารมดี จีบใครก็ติด ถึงชื่อเสียงจะกระฉ่อนก็ยังมีคนให้ควงไม่ขาด

“มองคนหล่อ ไม่ได้เหรอ”

“เลี่ยนว่ะ พี่มีธุระอะไร” ผมนั่งตรงข้ามบนโต๊ะอาหาร จานข้าวผัดถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า

“ซื้อมาให้เหรอ” เคมีไม่ตอบ ตักข้าวและเคี้ยวอย่างเชื่องช้า “ขอบคุณนะ” ผมยิ้มก่อนจะจ้วงมื้อแรกของวันอย่างหิวโหย

             ผมวางจานที่ล้างเสร็จอย่างเรียบร้อยก่อนจะหันมองบรรยากาศเงียบสนิท เจ้าของบ้านคงขึ้นห้องไปแล้ว หลังจากเช็ดมือจนแห้งก็คิดชั่งใจว่าจะตามไปดีไหม ผมเกลียดท่าทางนิ่งเฉยแบบนี้มาก เพราะไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง คำถามมันก็เลยว่ายวนในหัวไม่จบสิ้น เคมียังโกรธเรื่องตอนนั้นอยู่ไหม เขาจะรังเกียจเราไหม หรืออะไรอีก 108 ที่มาในแง่ลบทั้งนั้น

...แล้วแบบนี้จะให้ทำไงวะ เกิดมาไม่เคยง้อใครนะเว้ย ตอนที่คบกับน้องหนึ่งก็ทีนึงละ เขาไม่ติดต่อมา ทำไมจะต้องติดต่อไปด้วยล่ะ เป็นเพราะทิฐิแบบนี้แหละ เลยทำให้ต้องเลิกกันไป ผมไม่ใช่คนขี้เหร่นะครับ เป็นเดือนมหา’ลัย เป็นนักฟุตบอลคณะ เป็นประธานว้ากปี 3 ดีกรีดีขนาดนี้มีแต่คนพลีกายให้ ... แต่ทำไมตอนนี้ถึงว้าวุ่นได้ขนาดนี้นะ...

ก๊อกๆ

             ผมเคาะประตูก่อนเปิดเข้าห้องลูกชายคนรองของบ้าน ประตูไม้เงาวับไม่ได้ล็อกเช่นเคย เคมีนั่งเด่นอยู่ที่โต๊ะทำงานจดจ่อกับเกมต่อสู้ยอดฮิตบนหน้าจอขนาดใหญ่อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สองมือง่วนกับแป้นพิมพ์ ใส่หูฟังครอบไว้แต่เสียงเอ็ฟเฟ็กในเกมก็ดังกระหึ่มเล็ดลอดมาเผื่อแผ่ ผมเดินเงียบเชียบไปนั่งที่ปลายเตียงก่อนจะปล่อยกายให้ไหลไปนอนบนที่นอนนุ่ม ไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานแค่ไหนก่อนที่จะมีแรงเขย่าปลุกให้ตื่นจากความง่วนงัน

“ค่ำแล้ว กลับบ้านไป” เคมีดูเงียบขรึมกว่าเก่า เราเคยสนิทและเล่นหัวกันได้สนิทใจมากกว่านี้ ร่างสูงไม่ได้อยู่บนเตียง แค่โน้มตัวเขย่าตัวอยู่ข้างๆ ผมหาว ขยี้ตาก่อนจะทำเรื่องที่คิดไว้มานาน

จุ๊ฟ... ขนาดหน้าสดๆยังหอมเลย

“พี่ทำบ้าอะไรเนี่ย” เคมีโวยวายลั่น จากที่เก๊กขรึมก็หลุดอาการประหม่า ผุดลุกไปยืนข้างเตียงด้วยใบหน้าแตกตื่น

“ทำสิ่งที่อยากทำไง” ผมยิ้ม รอแค่ว่าเขาจะหวดหมัดมาประเคนหน้าตอนไหน ... แต่เปล่า ร่างสูงนั้นนิ่งเงียบไป

“โกรธพี่เหรอ พี่ขอโทษ” ผมลุกมาประชิด แววตาหนักใจของอีกฝ่ายทำให้ต้องอึกอัก นี่ทำอะไรผิดอีกแล้วเนี่ย พอเข้าใกล้ อีกฝ่ายก็เดินหนี เหมือนกำลังเดินไล่จับกันรอบเตียง ใบหน้าแสดงออกว่าไม่เชื่อใจนั้นชวนให้ปวดใจแปลบปลาบ คิดถึงบรรยากาศเมื่อก่อนที่เราเล่นกัน บางทีเคมีก็กระโดดขี่หลังตามประสาเด็กมัธยมที่สนิทกับพี่ชายอีกคน

“พี่ขอโทษเรื่องอะไรล่ะ” ผมรั้งแขนหนานั้นไว้ได้ เราต่างหยุดอยู่กับที่ เสียงลมกรรโชกด้านนอกมาพร้อมกับเสียงฟ้าคำรามครืนใหญ่ เสียงของเหลวตกจากฟากฟ้ากระทบตัวบ้านเปาะแปะทำลายความเงียบ อากาศเย็นลงจากเดิมเนื่องจากไอฝน ฟ้าแลบวูบวาบไปมาชวนให้หวาดหวั่น ฝนเทกระหน่ำทั้งที่ไม่มีเค้ามาก่อนชวนให้เหงาจับใจแม้จะอยู่กับคนพิเศษก็ตาม

“ก็ เรื่องจูบเมื่อกี้ไง” ผมตอบตามจริง

“งั้นพี่กลับไปเหอะ” รุ่นน้องคนสนิทเอ่ยปาก ร่างสูงทรุดนั่งบนเตียงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“เดี๋ยวสิ” ผมจับข้อมือหนาไว้แน่นก่อนจะนั่งยองๆตรงหน้า ทำไมต้องทำท่าทางโกรธขนาดนี้ด้วยล่ะ “พี่ เอ่อ...”

             เป็นผมเองที่นิ่งเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไง คำพูดไอ้ปิ๊งที่เตือนสติในคืนบายเนียร์ และคำพูดก่อกวนใจของน้องหนึ่งตอนที่คุยกันวันก่อนทำให้ต้องพาตัวเองมาที่นี่ แต่ก็ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็เผลอหลับ แถมตื่นมาก็ขโมยจูบเจ้าของบ้านหน้าตาเฉย ดีเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่กระทืบ เพราะที่ผ่านๆมา เคมีมันก็จัดว่าเป็นผู้ชายสายโหดเช่นกัน

“ไม่มีอะไรจะพูดก็ไม่ต้องพูด พี่กลับไปเถอะ” น้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์ทำให้ผมใจหาย ทำไมจะต้องมึนตึงกันขนาดนี้ด้วยวะ

“เคมี” ผมลองปรับกลยุทธ์ “มึงรู้ใช่มั้ยว่ากูพูดไม่เก่ง โง่เรื่องความสัมพันธ์ ดีแต่แหกปากว้าก”

“อืม”

“ที่ผ่านมา กูควงคนโน้นคนนี้เพราะเขาเข้าหากูเอง กูไม่เคยต้องลงแรงจีบ ไม่เคยต้องสนใจตามเทคแคร์อะไร” ผมรู้ นี่แหละนิสัยผมล่ะ ผิดกับเคมี ถึงมันจะดูเจ้าชู้ แต่มันก็รู้จักเข้าหาสาวๆ รู้จักวิธีจีบและเอาใจ มันเป็นคนที่ค่อนข้างเฟอร์เฟ็ค ต่างกับผมที่ค่อนข้างจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

“อือ”

“กูเลยไม่รู้ว่า กูต้องพูดหรือทำยังไงดี เรื่อง ... เรื่องระหว่าง เอ่อ... เรา” เสียงพูดตะกุกตะกักแผ่วเบา บังคับเสียงไม่ให้สั่นยังยากเลยวินาทีนี้ แต่ผมไม่อยากให้เรื่องของเราเป็นแค่ความผิดพลาดแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

“ไม่รู้จะพูดอะไรก็ไม่ต้องพูดไง ให้มันจบๆไป” ผมตาค้าง นี่คือสิ่งที่น้องเค้าคิดจริงๆเหรอ แต่ใบหน้านั้นกลับฉายแววเจ็บปวดเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับไปเรียบเฉย ผมใจชื้นขึ้นและคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนตรงหน้าอาจจะหวั่นไหวเช่นกัน ถึงแม้ความเป็นไปได้อาจจะน้อยกว่า 1% แต่ถ้าไม่ลองก็เท่ากับว่าทิ้งโอกาสที่มี...แม้จะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม

“มึงคิดแบบนี้จริงๆใช่มั้ย” ผมถามทวน “นึกว่าที่มึงหลบหน้ากูเพราะพี่มึงสั่งห้าม” เมื่อโพล่งความอัดอั้นออกมาทุกอย่างก็เงียบ มีเพียงสายฝนที่ตกหนักเท่านั้นที่เปล่งเสียงทั่วบริเวณ หนุ่มหล่อก้มหน้าและกลับมาสบตาในที่สุด

“พี่ฟิสิกส์ไม่ได้ห้าม” เคมีพลั้งปาก แล้วก็เงียบก้มหน้างุด...

“กูนึกว่าพี่มันห้ามมึงเหมือนห้ามกู” แววตาประหลาดใจของเคมีทำผมแปลกใจ

“พี่ว่าอะไรนะ” เขาถามซ้ำ ผมกำลังประมวลผลในหัวไปมา

“เอ่อ ขะ คือ กูบอกว่า กะ กูน่ะอยากมาพูดขอโทษเรื่องของเราตั้งนานแล้ว แต่พี่ชายมึงห้ามกูไว้” ผมพูดตรงๆ เพราะไม่รู้จริงๆว่าตัวเองโดนห้ามฝ่ายเดียวหรือเปล่า “พี่ฟิสิกส์สั่งห้ามไม่ให้กู เอ๊ย พี่เข้ามายุ่งกับเรา”

“แล้วพี่ก็เชื่อ”

“คือ ...” ผมไม่รู้จะพูดอะไร “กู เอ๊ย พี่ขอโทษว่ะ ขอโทษกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

ฟู่ ... เสียงถอนหายใจของเคมีทำให้ผมประหม่าอีกครั้ง “จะกูก็กู ไม่ต้องฝืน ... แล้ววันนี้พี่มาที่นี่ทำไม”

“ก็” ตอบอะไรดีวะ ช่วยผมคิดหน่อยได้ไหม คนเราไม่ได้ฉลาดทุกเรื่องนะเว้ย

“พี่กลับก่อนเถอะ ค่ำแล้ว” ทั้งบ้านเงียบสนิท เหมือนกับว่าไม่มีใครกลับมาเลยสักคน กลับไปตอนนี้รถติดแน่นอน

“ถ้ากูพูดอะไรออกไปแล้วมึงไม่พอใจ มึงต่อยกูได้นะ” ผมตัดสินใจแล้ว ไหนๆจะเสี่ยงแล้วก็เอาให้สุด ไอ้ปิ๊ง น้องหนึ่งช่วยกูด้วย...

“...” เคมีขยับไปยืนพิงผนัง ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามดึงดูดสายตาจนละไม่ได้ ผมหวั่นไหวกับแววตาดุดันนั้นตั้งแต่ตอนไหนกันแน่วะ ตอนที่เราเผลอไผลได้กันหรือว่าตั้งแต่ผมเป็นพี่เลี้ยงตอนประกวดเดือนมหา’ลัยปีก่อน หรือว่าตอนที่มาบ้านนี้ครั้งแรกตอนชิติพัทธ์อยู่ปี 1 เพื่อมาส่งพี่รหัสที่เมาปลิ้นจนต้องค้างที่นี่อย่างเลี่ยงไม่ได้

“กูเป็นเกย์” ผมพูดในสิ่งที่คนฟังน่าจะรู้อยู่แล้ว “ที่ผ่านมากูไม่ได้ตั้งใจจะหลอกมึงนะ แต่กูไม่อยากให้มึงหรือพี่ชายมึงรังเกียจตัวกู” ผมหายใจหอบถี่ แต่ก็ยังพูดต่อ

“กูรู้ว่าเรื่องที่กูทำกับมึงมันเหี้ย แม่งแย่ ที่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือทุกอย่างจนมึง...”

“เป็นเมียพี่” มันพูดเสียงเรียบ ผมสะอึกมองสายตาที่อ่านไม่ออกนั้นอย่างกระอักกระอ่วน สองมือกำหมัดแน่น

“กูผิดเอง กูขอโทษ กูแม่งเลว กูมันชั่วเองที่ทำแบบนั้นกับมึงแถมยังขี้ขลาดไม่กล้ามาขอโทษซึ่งๆหน้า”

ผลัก!

             เป็นไปตามคาดครับ หมัดดุ้นใหญ่ประเคนแก้มซ้ายจนหน้าบิด ตัวเซกองลงกับพื้น ผมค่อยๆลุกขึ้นมาเพื่อรอแรงปะทะรอบต่อไป ไม่เสียชื่อนักมวยจริงด้วย แค่หมัดแรกปากก็แตกเสียแล้ว แต่เพื่อไถ่โทษ เจ็บแค่ไหนก็ต้องอดทน

“นี่สำหรับที่พี่ทำไว้กับผม”

ผลัก!

“นี่สำหรับที่พี่แม่งขี้ขลาด” คนออกหมัดท่าทางจะเหนื่อยเพราะส่งมาสุดแรง ผมแสบปากแถมมีเลือดเค็มปะแล่มไหลเข้ามาปนกับน้ำลายจนต้องกลืนมันลงคอ มองคนที่ยืนหยัดมาต่อยสองหมัดติดด้วยแววตาละห้อย ความเจ็บที่กายไม่เท่ากับความปวดใจตอนนี้เลยสักนิด

“กูขอโทษ” ผมอยากจะใช้คำว่าพี่เพื่อให้รู้ว่าเขาคือคนพิเศษ แต่การใช้กูมึงกับเขา ก็เพื่อให้คนฟังได้รู้ว่าเราเคยสนิทกันมาก่อน

“อย่าไปทำแบบนี้กับใครอีกนะ” มันบอก

“ไม่ทำ สัญญา” ผมรีบยกสามนิ้วรับคำ “มึงหายโกรธกูยังวะ ถ้ายังต่อยกูอีกได้นะ” แม้จะเจ็บ แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือ

“ต่อยอีกพี่ก็หน้าแหกพอดี ลืมไปแล้วเหรอว่าผมเป็นนักมวยนะ” รู้ดิ หน้าชาไปหมดแล้วเนี่ย

“มึงกับกู โอเคแล้วใช่มั้ยวะ”

“พี่ว่าพี่โอเคใช่ไหมล่ะ ถ้ากลับไปเป็นแบบเดิม” มันถาม ผมนิ่ง ... แบบเดิม คือ พี่น้องที่สนิท

“พี่น้อง” ผมพูดแผ่วเบา เหมือนใจลอยหายไปไหนแล้วไม่รู้

“อื้อ พี่น้อง ถ้าพี่โอเคผมก็ อุ๊บ...” จังหวะนั้นไม่รู้อะไรดลใจ ผมพุ่งตัวประชิดกดริมฝีปากลมกลีบปากเย้ายวนที่กำลังเปล่งเสียงตรงหน้า แรงเบียดไปมาชวนวาบหวามก่อนจะดุนดันความเร่าร้อนให้มากขึ้น แววตาตกใจของเคมีเบิกกว้าง มือใหญ่พยายามรั้งตัวผมให้ผละออก แต่เรี่ยวแรงที่มากพอกันทำให้มันชุลมุนจนกลายเป็นพลั้งเผลอ ลิ้นสากผมว่ายเวียนในโพรงอุ่นอย่างสุขสันต์ แรงดูดเฟ้นส่งประสานกันไปทั่วปาก น้ำเหนียวยืดย้อย แรงฮึดขัดขืนแปรเป็นกอดรัดกันอย่างหิวกระหาย ความปรารถนาป่าเถื่อนปะทุคลั่ง ร่างของพวกเราแนบชิดแรงกระชากไปมารั้งร่างให้ล้มบนที่นอนหนานุ่ม เสียงดูดดุนถี่ยิบรุนแรงจนแทบลืมหายใจ

“พี่ไม่โอเคว่ะ แฮ่กๆๆ พี่ไม่โอเค” ผมผละความหอมหวานก่อนจะสบตาที่แสนนิ่งงันนั้นอย่างเนิ่นนาน แม่งกว่าจะรู้ใจตัวเองก็แทบจะเสียเขาไปงั้นเหรอ ถ้าเคมีจะไม่ยอมรับหรือพัฒนาความสัมพันธ์ใดๆ ผมก็จะยอมรับถ้าเราทั้งคู่จะมองหน้ากันไม่ติด

“พี่แม่ง พูดเอาแต่ได้ว่ะ” คนที่นอนใต้ร่างผมตัดพ้อ ปากแดงเจ่อเพราะแรงปะทะเมื่อครู่เย้าอารมณ์ไม่หยุดหย่อน

“พี่ขอโทษ แต่พี่ไม่อยากเสียเราไป” ผมพูดตามที่รู้สึก “พี่คิดว่าพี่รักเรา รักมากด้วย” ผมก้มหอมแก้มที่นิ่งงัน

“พี่รักผม?” น้ำเสียงไม่เชื่อถามย้ำ “ตั้งแต่ตอนไหน...ถ้ารักเพราะได้ผมเป็นเมียแล้วคิดจะรับผิดชอบไม่ต้องก็ได้นะ” เคมีพูดออกมาอย่างไม่เชื่อคำพูดที่ได้ยิน แต่ใบหน้าที่เคยเฉยชากลับมีประกายระเรื่อออกมา

“ไม่” ผมรีบตอบ “พี่รักเคมี ไม่รู้ว่าตอนไหน พี่รู้แค่ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา สายตาพี่มีแต่เรา”

แววตานิ่งเรียบเปลี่ยนเป็นแวววับ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้างอวดฟันสวยเรียงเป็นระเบียบ “พี่...อื้ออออ”

   ผมไม่รอคำตอบอะไรแล้ว กดกลีบปากตัวเองกระชับความหอมหวานอย่างหนักหน่วง ลูบไล้มือไปทั่วร่างแกร่งอย่างรักใคร่ ความต้องการปะทุลุกโชนยากจะต้าน เคมีกระชับอ้อมแขนกอดรัดต้นคอไว้แน่น ลมหายใจรุนแรงหอบถี่สอดประสานอย่างวาบหวิว แก่นกายผุดตัวตื่นใต้ร่มผ้าเสียดสีกันไปมาอย่างร้อนเร่า น้ำลายไหลยืดถูกดูดกลืนราวกับน้ำเชื่อมหอมหวาน ผมล้วงใต้กางเกงผืนบางสะกิดกับความร้อนระอุที่ขยายตัวราวกับหิน สัมผัสร้อนระอุทั่วทั้งความยาวกระตุ้นให้รสจูบฟาดฟันรุนแรงกว่าเก่า ขยับตัวที่แนบชิดบนร่างของเคมีออกเพื่อปลดปล่อยความใหญ่โตที่ถูกรูดเฟ้นให้เผยตัว ขนาดของมันช่างน่าดึงดูดเป็นอย่างยิ่ง แรงเขย่าขึ้นลงจนเจ้าตัวบิดกายไปมาอย่างซ่านเสียว

   เคมีกดริมฝีปากหนักหน่วง ใบหน้าหล่อเหลายกขึ้นมาดันให้ผมค่อยๆเปลี่ยนมานอนราบให้ร่างสูงขยับมาเป็นฝ่ายทาบทับ ช่วงล่างเปลือยเปล่าเพราะมือใหญ่รูดซิปกางเกงของผมให้หลุดออก ความสยิวจนต้องร้องครางอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อมือนุ่มนั้นครอบครองความแข็งขืนของผมไว้อย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งเขี่ยวนตรงส่วนปลายเปิดจนตัวกระตุก ของเหลวใสที่หยาดเยิ้มทำให้สัมผัสนั้นไหลลื่นยิ่งขึ้น จมูกโด่งงอนซุกไล้ตรงแก้มซ้ายและไหลเรื่อยจบที่ซอกคอ ผมร้องอย่างพึงพอใจกับสัมผัสวาบหวามที่ได้รับ ปากสวยดูดเฟ้นไหล่หนาอย่างรุนแรง เจ็บหน่วงแต่กลับล่องลอยด้วยความอิ่มเอม ปล่อยให้เคมีครอบครองยอดอกสีนวลอย่างหวิวไหว น้ำลายเย็นแตะเม็ดแข็งชูชันจนขนกายลุกไปทั่ว มือผละจากท่อนเนื้อใหญ่โตมาโอบกอดคนที่โลมเลียอย่างรักใคร่ เคมีไม่ใช่ผู้ชายไร้เดียงสา ชื่อเสียงเรื่องผู้หญิงของรุ่นน้องคนนี้มีมานานแล้ว แต่กับเพศเดียวกันอาจจะเงอะเงิ่นไปบ้างในตอนแรกที่ผมล่วงเกินเขา แต่ครั้งนี้มันเกิดจากการสมยอมของทั้งสองฝ่าย แรงซุกไซร้โหมเปลวไฟในตัวลุกโชติช่วง ผมอ่อนระทวยยิ่งขึ้นเมื่อถูกปลุกปั่นอย่างช่ำชอง

   เคมีดึงใบหน้ากลับมาแนบชิดก่อนกดรสจูบหอมหวานมาอีกหลายครั้ง ผมสบตาเป็นประกายอย่างระทวย เขายกยิ้มกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยแรงปรารถนา “รอบนี้ผมทำพี่นะ”



แจ้งข่าวตอนที่ 29 นะครับ
Update ตอนล่าสุดแล้วกับนิยายสุดฟิน
#เตี้ยนักจะรักปะล่ะ ชื่อตอนหวานๆว่า #วันธรรมดากับคนพิเศษ
อ่านกันได้ในระบบสนับสนุนนะครับ
ไรต์แปะลิงค์ 4 เว็บตามนี้เลยจ้า ไล่เรียงอ่านได้ตามสะดวกครับ
#ใครที่อดใจรอได้ตอนที่ 29 จะเอามาลงที่เล้าเป็ดเสาร์หน้านะครับ

.
.
1. #ธัญวลัย tunwalai.com :: http://www.tunwalai.com/chapter/5663017/%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-29-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9
.
.
2. #Fictionlog  :: https://fictionlog.co/c/6012629c650e37001b5a86de
.
.
3. #readAwrite  :: https://www.readawrite.com/c/809eeaea70c09fb7aba29f0109c62633
.
.
4. #Kawebook  :: https://www.kawebook.com/story/4275/246087/%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B0--My-Dearest-20-cm/%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-29-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9
.
.
เช่นเคยนะครับ ถ้าอ่านแล้วถูกใจ ฝากเม้นต์ให้กำลังใจไรต์ด้วยนะครับ
หรือสามารถแนะนำเพื่อนๆสายวายมาอ่านกันเยอะๆนะ
อย่าลืมตามไปกดติดตามผมได้ที่ FB >> https://www.facebook.com/Begintillanend/
.
.
#จากต้นจนอวสาน #นิยายวาย #นิยายวัยทำงาน
#นิยายY #นิยายรัก #SexyGuys
#นิยายน่าอ่าน #นิยายฟรี #นิยายดีๆ
#นิยายดี #นิยายฟินๆ #นิยายฟิน
#เตี้ยนักจะรักปะล่ะ #MyDearest20cm
#นิยายวัยรุ่น #เฟรชชี่ #รักวัยเรียน #รักต่างไซส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31-01-2021 13:06:29 โดย จากต้นจนอวสาน »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1
 :pig4: :pig4: :pig4:

พี่เจดอยู่กับเคมี  ยังดีที่ได้รุก

ถ้าอยู่กับหนึ่ง  คงตกเป็นรับอย่างเดียว  555

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ลุ้นว่าอิพี่เจดจะกล้าพูดว่าชอบเคมีไหม เกือบไม่รอดนะพี่เจด

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 29. วันธรรมดากับคนพิเศษ

[หนึ่ง เอกราช]

   จบเทอมแรกไปอย่างสะบักสะบอมกันทุกคน เกรดที่ออกมาไม่แย่แต่ก็ไม่ใช่ท็อปของคณะ ยกเว้นขวัญใจและไอ้โทคนทรยศที่แอบไปติวกันสองคนจนเกรดพุ่ง มันโดนผมด่าชุดใหญ่ที่สนใจแต่แฟนจนละเลยคนที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด หลังสอบเสร็จก็ปิดเทอมประมาณ 2 อาทิตย์ ผมเลยใช้เวลาว่างนี้ไปเยี่ยมพ่อที่ประจำการอยู่บนเกาะกลางทะเล หลังจากที่เจอกันเมื่อสองเดือนก่อนและได้พูดคุยมากขึ้น ผมก็รู้ว่าพ่อทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยาน เดิมทีนั้นอยู่ไม่ไกลแค่กาญจนบุรี แต่พอทางใต้คนไม่พอจึงถูกเรียกไปประจำการชั่วคราว แต่คงจะชั่วคราวนานไปหน่อย เพราะปาเข้าไปปีที่ 5 แล้วแถมสัญญาณโทรศัพท์บนเกาะแทบจะไม่มี โทรหาใครก็ไม่ได้ อยู่ได้แค่ 5 วันก็ต้องรีบกลับ เพราะทนคิดถึงไอ้ตงไม่ไหว...ยอมรับตรงๆแมนๆ

             ถ้าถามถึงเรื่องรับน้องคณะ...ตอนนี้ผมกลายเป็นแกะดำของพวกรุ่นพี่โดยสมบูรณ์แบบเพราะเรื่องที่ลาออกจากการเป็นเชียร์หลีดเดอร์นั่นแท้ๆ แม้ว่าเพื่อนๆในกลุ่มบอกว่าจะออกหน้าช่วยพูดแต่ผมก็ห้ามไว้ การอยู่แบบนี้มันสบายใจมากกว่าด้วยซ้ำ อยู่กับเพื่อนสนิทไม่กี่คน ไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง ไปไหนมาไหนคนเดียวก็ถูกมองเป็นอากาศ พอไม่มีใครสนใจผม การที่อยู่กับไอ้ตงเลยไม่มีใครสังเกตว่าเราเป็นอะไรกัน อย่าถามว่าไอ้พวกในกลุ่มจะรู้ไหม พวกนี้หัวทื่อตามประสาผู้ชาย ไม่ได้สนใจจับจ้องเรื่องส่วนตัวของกันและกันเท่าไหร่ เจอกัน ไปเล่นเกม ไปเตะบอล กินหมูกระทะหรือไปเที่ยวกันตามประสาคนเถื่อนดีกว่าเยอะ

“ทำไมดำอย่างนี้เนี่ย” เสียงคนมารับทักทายอย่างเป็นมิตร (เหรอ) ผมก้มสำรวจตัวเองก็พบว่าสีผิวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ช่วงที่อยู่บนเกาะก็ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนนอกจากใช้แรงงานในการตัดหญ้า แผ้วถางทางเดินเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว มีไปว่ายน้ำเล่นบ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นเบ๊รองมือรองเท้าพี่ๆที่เป็นเพื่อนร่วมงานของพ่อ ลำบาก แต่สนุกไปอีกแบบ

“โหย แทนที่จะทักว่า คิดถึงจัง อะไรแบบนี้” ผมยัดตัวเองเข้าไปในรถหรู แอร์เย็นกระทบร่างอย่างสบายตัว ส่องกระจกมองความยับเยินจากการนั่งรถไฟชั้นสามเป็นเวลา 24 ชั่วโมงอย่างปลงตก คนข้างๆที่มองบนอย่างเอือมระอา การแต่งตัวหล่อเหลาบอกได้เลยว่าอยู่คนละระดับกันนั้นทำหน้ายู่ใส่

“คิดถึงทำไม ไปแค่ไม่กี่วันเอง” ก็จริงนะ ก่อนสอบไอ้ตงก็มีไปถ่ายละครต่างจังหวัดเกือบสิบวัน พอสอบเสร็จก็ไม่ได้เจอกันเลยเนื่องจากติดละครอีกเรื่องที่เชียงใหม่ มันเพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เอง ยังดีที่ผมส่ง sms บอกวันเวลากลับกรุงเทพให้มันได้ การโทรหากันนั้นทำไม่ได้เลยเพราะเหตุผลที่เคยบอก ช่วงที่ไม่ได้เจอกันผมคิดถึงมันใจจะขาด แต่เหมือนคนมารับจะไม่คิดแบบนั้น

“ไม่คิดถึงก็ไม่ต้องคิด” ผมตัดพ้อ รู้นิสัยปากหนักของคนข้างๆดีอยู่แล้ว เมื่อคำพูดไม่ทำให้สะทกสะท้าน ผมเลยคว้ามือมันมาจูบ ใบหน้าหล่อเห่อแดงเป็นลูกตำลึง พอเห็นก็เริ่มได้ใจที่มันไม่ห้ามเลยเอี้ยวตัวไปหอมแก้มฟอดใหญ่

“ไอ้หนึ่ง” ได้ผล มันโวยวายลั่น หน้าแดงเพิ่มขึ้นแถมหน้าตื่นตกใจ ผมหัวเราะอย่างสะใจที่เห็นอาการร้อนรนของดาราหนุ่มหล่อ

“คิดถึงก็ยิ้มกว้างๆมาให้ก็ได้” รีบชิงพูดก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะโวยวายไม่จบ ไอ้ตงถอนหายใจ เราออกมาจากสถานีรถไฟกันได้สักพักโดยสองมือประสานจับกันแน่น ผมจับจ้องใบหน้าหล่อๆอย่างไม่เบื่อหน่าย ตงฉินย่นจมูกไปมาเหมือนจะจาม มันคืออาการเขินและทำตัวไม่ถูก ยิ่งมองก็ต้องอมยิ้มไม่หยุด ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันมาและส่งยิ้มกว้างที่หล่อที่สุดมาให้

“น่ารักนะเรา” ผมแซว

“หุบปาก” ไอ้ตงแหวใส่ ผมพยุงตัวไปหอมแก้มมันอีกครั้งพร้อมกับเสียงโวยวายอีกระลอก ถ้าไม่สนิทขนาดนี้จะไม่มีทางรู้เลยว่าไอ้ตงมันเป็นคนขี้อายและไม่กล้าแสดงอารมณ์ ซึ่งผิดแผกกับภาพลักษณ์คุณชายผู้เย่อหยิ่งยิ่งนัก “หิวมั้ย”

“ก็นิดหน่อย” ผมตอบคำถาม ทั้งที่ความจริงคือหิวมาก อาหารบนรถไฟแพงจนไม่กล้าสั่งมาเยอะ เลยทนอดเพื่อรอมากินกับคนสนิทดีกว่า

“อยากกินอะไร”

“ง่ายๆก็ได้” ผมตอบ ตงฉินพยักหน้าว่ารับรู้ก่อนจะจ่ายเงินค่าทางด่วน เราจบที่ร้านอาหารตามสั่งในมหา’ลัยแบบเดิมและกลับคอนโดที่จากไปหลายวันอย่างเป็นสุข

“ไปอาบน้ำก่อน” ไอ้ตงบ่นที่เห็นผมทิ้งร่างบนเตียงนุ่ม ตอนนี้เราทั้งคู่นอนห้องเดียวกันแล้ว แถมห้องเล็กก็ปล่อยว่างเพราะไอ้โทไปอยู่กับขวัญใจถาวรเช่นกัน ยังเหลืออีกหลายวันก่อนจะเปิดเทอม ผมเลยอยากใช้วันว่างกับดาราหนุ่มหล่อเสียหน่อย ถ้าแม่รู้ว่ากลับมาแต่ไม่เข้าบ้านคงด่ายับ แต่ต้องยอมแหละ อยากอยู่กับตงฉินมากกว่านี่นา

“อาบให้หน่อยสิ” ผมทำเสียงอ้อน

“ไม่” ไอ้ตงก็คือไอ้ตง มันปฏิเสธเสียงแข็ง

“นะนะตงจ๋า อาบน้ำให้หน่อย” ผมลุกไปยืนประกบคนตัวสูง ขยับช่วงล่างไปมาเสียดสีกับบั้นท้ายกลมกลึง ความยาวช่วงขาก็พอๆกันนะ แต่ทำไมช่วงตัวผมสั้นได้ขนาดนี้เลยวะเนี่ย คิดแล้วก็น้อยใจตัวเองไม่น้อยเช่นกัน

“หยุด ไม่ต้องเอาไข่มาเบียด” มันผลักตัวผมออก สายตาจังจ้องความนูนเด่นอย่างเขินอาย คนปากแข็งแบบตงฉินต้องแบบการยั่วยุแบบนี้แหละ

“ไม่สนใจจริงๆเหรอ” ผมทำเสียงตัดพ้อ แต่กลับถอดกางเกงออกจนเปลือยเปล่า ปล่อยให้ความใหญ่โตผงาดสู่สายตาอีกคนอย่างจงใจ

“มันไม่ได้ใช้งานตั้งนาน มันบ่นคิดถึงเมียตลอดเวลาเลยนะ” ผมบิดสะโพกไปมาให้น้องชายผมแกว่งไกว ตงฉินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถ้ามันไม่ใช่พระอิฐพระปูนคงจะห้ามใจไม่ได้หรอก วัยรุ่นแบบพวกเราเนี่ยพลังงานล้นเหลือ ความต้องการพลุ่งพล่านเสมอ สะกิดนิดสะกิดหน่อยก็ปะทุ แล้วเกย์เต็มขั้นแบบไอ้หนึ่งก็รู้ว่ามีคนต้องการปลดปล่อยความหิวกระหายอยู่เช่นกัน เพียงแต่ต้องเก๊กมาดทำขรึมเพื่อรักษาภาพ ทั้งที่เสียงครางกระเส่าและเรือนร่างบิดเร่าอย่างโหยหวนรองรับความใหญ่โตขนาดเท่าระยะห่างทางความสูงของพวกเรานั้นยังติดตาตรึงใจ

   ผมเลียปากเพื่อยั่วยุก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำอย่างเชื่องช้า ลมหายใจของตงฉินฟึดฟัด ผมเปิดน้ำอุ่นให้ไหลรินรดทั้งตัว ลูบไล้กล้ามเนื้อที่แน่นขนัดอย่างหวิวไหว ใครจะคิดว่าคนที่ยั่วยุอีกฝ่ายอย่างผมกลับรู้สึกร้อนรุ่มไม่น้อย เสียงน้ำดังเอื่อยไม่ได้กลบเสียงประตูห้องน้ำที่เปิดและปิดสนิท ร่างสูงเปลือยเปล่าชวนมองเดินมาใกล้อย่างประหม่า ผมโลมเลียสายตากับความงดงามที่สมบูรณ์แบบอย่างโจ่งแจ้ง ยื่นมือไปหาคนที่เดินเชื่องช้า แขนยาวยื่นมาทางนี้เช่นกัน ผมกระชากให้ร่างเราประกบกัน คนสูงกว่าโน้มแนบใบหน้าส่งผ่านความโหยหาในโพรงปากอย่างเรียกร้อง แก่นกายแข็งขืนถูไถหน้าท้องผมจนจุกแน่น ลิ้นของเราสอดประสานกันเร็วรี่ เสียงน้ำไหลรินอย่างไม่ขาดสายเบาบางลงเมื่อเสียงครางสั่นเครือของพวกเราล่องลอยมาแทนที่

#### ####

[ตงฉิน]

             ผมตื่นมาอีกทีก็บ่ายโมงแล้ว บั้นท้ายปวดหนึบจนลุกแทบไม่ไหว รู้ทั้งรู้ว่าไอ้หนึ่งมันไม่ธรรมดาแต่ผมก็ยังยอมให้มันจัดการอย่างหนักหน่วงหลายต่อหลายยกราวกับคนตายอดตายอยาก นี่แค่ไม่เจอกันไม่กี่วันยังบอบช้ำได้ขนาดนี้ ถ้าต้องห่างกันเป็นเดือนผมไม่ต้องเจ็บปวดจนต้องร้องขอชีวิตเลยเหรอ

             ชีวิตของพวกเราก็วนเวียนอยู่แค่ ตื่นนอน ไปเรียน กลับคอนโด มีอะไรกัน กินข้าว ดูหนัง ทำรายงาน อ่านหนังสือ พอไม่ง่วงก็มีอะไรกันอีกรอบ ถามว่าผมเบื่อหรือเปล่า ตอบได้เลยว่าไม่ คงเพราะมันเป็นความสบายใจที่ได้ทำแบบนี้กับมันด้วยแหละพอได้ใกล้ชิดมีอะไรกันมันก็ช่วยปลดเปลื้องความเครียดที่สะสมอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งคนที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยแบบนี้แล้ว ปล่อยให้ตัวเองเครียดจะส่งผลเสียต่อการทำงาน พอมานึกย้อนไปก็พอจะรู้ว่าทำไมตอนนั้นผมถึงชอบไปงานปาร์ตี้ เล่นยาและมีเซ็กซ์กับนางแบบมากหน้าหลายตา

             หากจะพูดว่า ผมกับไอ้หนึ่งอยู่ในสถานะ Friends with benefits ก็คงไม่ผิดมากนัก เพราะเราไม่เคยจีบกัน ไม่เคยเดตแบบคู่อื่นๆ เพราะตัวตนของผมที่ทำให้ต้องปกปิดเพศสภาพไม่ให้กระทบภาพพจน์ตัวละครที่แสดง เราทั้งคู่จึงมีชีวิตรัก(?)ในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น พอไปเรียนหรืออยู่กับคนหมู่มาก ต่างก็นิ่งเฉยไม่แสดงออกว่าเป็นอะไรกันให้ใครรับรู้ ... ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าจะต้องจีบกันต้องทำอย่างไรบ้าง เราข้ามขั้นจากเพื่อนมาเป็นคู่นอนกันเลยตั้งแต่วันแรกๆที่รู้จักกัน มันเริ่มจากแอลกอฮอล์ หลังจากนั้นก็มีครั้งที่สองสามตามมาจนตอนนี้นับไม่ไหวแล้วว่าผ่านมากี่ครั้ง ถ้าถามถึงสถานะระหว่างเราคงมีแต่คำว่า F.B.W. นี่แหละที่พอจะใช้บรรยายกันได้

“ตื่นนานแล้วเหรอ” เสียงของคนตัวดำดังงัวเงีย คงตื่นเพราะไอเย็นจากแอร์เครื่องใหญ่รบกวน โดยปกติแล้วจะนอนกอดกันแทบตลอดเพราะผมเป็นคนตัวอุ่น และอ้อมกอดของไอ้หนึ่งก็อุบอุ่น กลิ่นกายเฉพาะของมันก็ชวนผ่อนคลาย จากที่ไม่ชอบให้ใครมาเกาะแกะตอนนอนก็คุ้นเคย หากต้องแยกกันนอนก็นอนไม่หลับเพราะรู้สึกว่าห้องนอนมันหนาวเกินไป คงเหมือนกับไอ้หนึ่งที่สะดุ้งตื่นตอนนี้นั่นแหละ เมื่อไร้ไออุ่นจากตัวผมก็จะนอนไม่สบาย เหมือนว่าเราต่างเสพติดกันและกันเข้าไปแล้ว

“เพิ่งตื่นเอง”

“ยังเจ็บอยู่มั้ย” ดูมันถามสิ ไม่เจ็บก็ไม่ใช่คนแล้วมั้ง เล่นแทงมาจนขาสั่นแบบนั้น “ไหนดูความเสียหายหน่อย”

“ไม่ต้อง” ผมขยับตัวหนีจนหลุดออกจากผ้าห่ม สำรวจรอยแดงตามตัวและแขนขาอย่างตกใจ นอกจากจะใส่ไม่ยั้งแล้วยังทำรอยยับเยินอีกด้วย “บอกว่าอย่าทำรอย ฟังกันบ้างมั้ยเนี่ย” ผมด่า

“ฟัง แต่ใครใช้ให้มึงน่ากินน่าขย้ำขนาดนั้นล่ะ”

“ไอ้...” อยากจะกระชากหัวมันแล้วถูหน้าลงกับพื้นเสียจริง แต่ติดที่กลัวพื้นเป็นรอยจึงได้แค่คิด พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะสำรวจบั้นท้ายตัวเองก็ลุกไปแต่งตัว เข้าไปจัดการของที่หลงเหลือในตัวในห้องน้ำอย่างอึดอัด ความง่วงงุนทำให้เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น ความเจ็บแสบเล่นงานหนักเอาการ น่าจะบวมไม่น้อยเลยแหละ แถมยังสดไม่ใส่ถุงอีก อะไรต่อมิอะไรตกค้างจนแทบไม่ต้องออกแรงเบ่ง พอปลดปล่อยไปได้เยอะแล้วค่อยหายใจสะดวกหน่อย อยากจะต่อยตัวเองชะมัดที่ไปหลงกลกับแรงยั่วของมัน ยอมให้มันทำร้ายโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยอีก ถึงผมและไอ้หนึ่งจะเชื่อใจกันว่าต่างฝ่ายจะไม่มีคนอื่น แต่มันก็เสี่ยงมากเช่นกัน คิดไปก็ปวดหัว คงต้องซื้อถุงยางอนามัยไซส์มันมาตุนไว้ซะละ

             คนร่างเล็กแต่งตัวในชุดใหม่เอี่ยม ถึงผิวมันจะเข้มเพราะไปทะเลมาแต่ก็ไม่ทำให้มันขี้เหร่ ถึงแม้มันจะชอบคิดว่าตัวเองไม่หล่อแถมเตี้ยอีกต่างหาก แต่ความจริงหน้าตามันไม่ได้แย่เลยสักนิด มันมีแฟนคลับติดตามในเพจหนุ่มหล่อในมอเราไม่น้อยจากการปล่อยรูปที่ถูกถ่ายจากงานบายเนียร์ของพวกวิศวะเมื่อหลายเดือนก่อน ไอ้หนึ่งแต่งตัวในชุดสูทเข้ารูป หน้าตาสะอาดสะอาดเหมือนถูกแต่งแต้มโดยช่างแต่งหน้าชวนมอง คิ้วหนาเรียงเป็นแพรับกับตาสองชั้นกลมโต เวลาส่งยิ้มจะหวานเยิ้มเพราะขนยายาวนั้นช่วยขับความหล่อ สันจมูกโด่งผิดแผกกับไอ้โทที่เป็นลูกพี่ลูกน้องที่สันจมูกไม่ได้คมสันแบบนี้ ใบหน้ารูปไข่ยาวรับกันกับปากอิ่มที่ชวนหวั่นไหวทุกครั้งที่โดนมันจูบ

“มองขนาดนี้ หลงเสน่ห์แล้วล่ะสิ” น้ำเสียงมันดูภูมิใจเสียเหลือเกิน

“หลงตัวเอง” ผมหรี่ตาและตอบแก้เก้อ คงจะมองมันเพลินจนเกินไปจริงๆ “แต่งตัวจะไปไหน”

“ไปซื้อของใส่ตู้เย็นอะดิ ไม่อยู่แค่ไม่กี่วันไม่มีของสดทำกับข้าวเลย” ไอ้หนึ่งมันทำกับข้าวเป็นครับ อร่อยด้วย ทีแรกผมก็ไม่เชื่อแต่พอได้ลองแล้วก็ติดใจเลยล่ะ มันบอกว่าทำกับข้าวเองน่ะกินได้หลายมื้อ ประหยัดกว่าออกไปกินตามห้างอีก

“ก็มึงไม่อยู่ จะให้ซื้อมาทำไมล่ะ” ผมตอบข้างๆคูๆ นึกถึงฝีมือเจียวไข่ของตัวเองแล้วก็สยอง

“จะไปด้วยกันมั้ย หรือจะนอนพัก” ปกติแล้วผมจะให้มันขับรถไปเอง เพราะกลัวว่าจะไปเจอพวกแอบถ่าย ครั้งก่อนที่ไอ้หนึ่งไปเฝ้าที่กองถ่ายละครก็ถูกเอาลงปกนิตยาสารมาแล้ว คนที่ไม่ชอบตอบคำถามนักข่าวแบบผมเลยขอหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากกว่า

“อืม ไปด้วยดีกว่า อยากไปดูของใช้ด้วย” ความจริงแล้วไอ้หนึ่งมันดูแลทุกอย่างเลยครับ ทั้งสบู่ แชมพู ผงซักฟอกรวมไปถึงครีมทาผิวต่างๆที่ผมใช้ประจำ มันบอกว่ายินดีจ่ายเพราะเงินเหลือเนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่าเช่าห้องแพงๆ มีแต่ครีมบางตัวที่ราคาหลักหมื่นเท่านั้นแหละที่ผมซื้อเอง ไม่อยากรบกวนมัน

“วันนี้มาแปลก” มันพูดขำๆก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายเก่าเก็บมาพาด

“ตัดผมด้วยมั้ย ผมมึงยาวมากเลยนะ” ผมทัก ผมหยิกฟูหยิกหยอยยาวไม่เป็นทรงจนนึกรำคาญแทน

“ไว้ยาวดีมั้ย อินดี้ๆหน่อย”

“นึกถึงสภาพหนังหน้าตัวเองด้วย” ผมตอกย้ำ มันชอบคิดว่าตัวเองไม่หล่อ ถ้าทำอะไรมาแล้วจะดูแย่มันจะไม่ทำเด็ดขาด

“เออ ตัดดีกว่า” นั่นไง มันก็หลอกง่ายอยู่นะ ...

   ใช้เวลาไม่นานก็ได้ที่จอดรถในห้างสรรพสินค้าหรูไม่ไกลจากคอนโด ผู้คนยังพลุกพล่านถึงแม้จะเป็นวันธรรมดา แต่คงเพราะเป็นช่วงปิดเทอมนักเรียนนักศึกษาเลยมีเวลาออกเดินเที่ยว พอก้าวเข้าไปก็เจอกับแสงสว่างจนแสบตาและความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ผมแต่งตัวให้ธรรมดาที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ ตามปกติพวกดาราวัยรุ่นมักจะแต่งตัวแบบคูลๆล้ำๆ เสื้อตัวโคร่งๆจากห้องเสื้อชั้นนำแขนยาวสีขาวหรือสีแสบตา กางเกงโคร่งๆสีพาสเทลกับรองเท้าคู่แพงเหมือนจะมาเดินแฟชั่นโชว์ก็ไม่ผิดนัก แต่ผมกลับหยิบเสื้อยืดสีดำแขนสั้นขนาดพอดีตัวโชว์ความราบเรียบของหน้าท้องที่ต้องอดอาหารตามที่เทรนเนอร์ฟิตเนสจัดให้และออกกำลังกายหนักๆเพื่อคุมมวลกล้ามเนื้อ แขนเสื้อรัดกล้ามแขนให้น่าดู พอให้คนที่เดินผ่านหยุดมองหรือไม่ก็แอบกระซิบกระซาบกับเพื่อนๆที่เดินมาด้วยกันแล้วหัวเราะคิกคัก ... แต่ผมไม่ชอบเป็นจุดสนใจจริงๆนะ

“จะกินอะไรก่อนไหม” เดินชูคอจนลืมไปเลยว่ามากับใครอีกคน พอได้ยินคำถามท้องก็ร้องลั่น

“อาหารญี่ปุ่นมั้ย ไม่ได้กินมานานแล้ว” ผมเสนอ นานๆทีกินหรูไอ้หนึ่งไม่ว่าหรอก มันออกจะตามใจผมจนเคยตัวด้วยซ้ำ

“เอาดิ รู้ใจนะเราน่ะ” มันส่งยิ้มให้ ผมเบ้ปากกลับ พากันเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังก่อนจะจัดการมื้อเที่ยงอย่างหิวโซ ผมสั่งข้าวหน้าปลาดิบ ส่วนอีกคนสั่งซูชิที่ดูน่ากิน แถมยังมีของกินเล่นจำพวกทาโกะยากิ หนวดปลาหมึกทอด ที่ชวนอ้วนทั้งนั้น ผมได้แต่มองตาปริบๆเพราะอยากกิน แต่ก็กลัวเทรนเนอร์ดุ

“อยากกินก็กิน” ไอ้หนึ่งคีบซูชิและหนวดปลาหมึกทอดมาให้

“กินได้ไง ยังไม่ถึงวันชีทเดย์” (Cheat day – วันที่คนคุมน้ำหนักสามารถกินอะไรตามใจปากได้โดยไม่ห่วงว่าจะอ้วน)

“กินๆไปเถอะ อ้วนกว่านี้อีก 10 กิโลยังน่ารักเลย”

“ห๊ะ...” ผมอึ้งไปเลยที่ได้ยิน นี่มันหยอดกันแบบหน้าไม่อายเลยเหรอ

“หรือจะให้ป้อน” มันทำท่าจะคีบผมรีบใช้ตะเกียบตัวเองกดตะเกียบมันไว้

“กินเองๆๆ” ว่าแล้วก็รีบคีบของทอดเข้าปาก อื้อหือออออ....อร่อย น้ำตาจิไหล...

“ดูแลตัวเองหน่อยสิ ผอมจะแย่แล้วเนี่ย” ไอ้หนึ่งเริ่มบ่น ผมทำเป็นไม่สนใจ “ผอมจนนมหายไปเยอะแล้วนะ ขยำไม่สะใจเลย”

“อะ ไอ้บ้ากาม” ผมแกล้งสะดีดสะดิ้ง สองมือไขว้กันทาบหน้าอกในท่าป้องกันตัว

“เพิ่งรู้เหรอ” มันยิ้มก่อนหัวเราะหึหึเหมือนคนโรคจิต ไอ้เราได้แต่ก้มหน้าสะกดความเขินไว้ ขยำไม่สะใจตรงไหนวะ นี่ยังเจ็บหน้าอกไม่หาย ไอ้ซาดิสต์

             พออิ่มก็พากันเดินไปร้านตัดผมที่มีหลายร้านเปิดเรียงกัน ปกติผมจะเข้าไปดัดร้านดังแถวพร้อมพงษ์เพราะมีช่างประจำที่รู้ใจกันอยู่ ครั้นจะให้ถ่อสังขารไปถึงโน่นคงมืดพอดี การจราจรของกรุงเทพมันปกติที่ไหน วันธรรมดาใช่ว่ารถราละน้อยลงเมื่อไหร่ เราสองคนยืนเก้ๆกังๆไม่รู้ว่าจะเข้าร้านไหน เดินไม่นานก็มีพนักงานต้อนรับของร้านหนึ่งเดินมาทักทายและขอถ่ายรูปเลยถือโอกาสใช้บริการร้านนี้เสียเลย พี่ๆช่างตัดผมกระวีกระวาดเข้ามาบริการอย่างอบอุ่น แถมขอถ่ายรูปผมอย่างเป็นกันเองหลายต่อหลายรูป ไอ้หนึ่งพลอยได้ผลบุญไปด้วยเพราะพี่ๆต่างพากันแนะนำทรงผมที่เข้ากับรูปหน้ามันให้แถมยังบอกว่าตัดให้ฟรีถ้าผมอนุญาตให้เอารูปตัวเองแปะโชว์หน้าร้าน

“อื้อหือ หล่อเลยค่า” ช่างตัดผมชมไอ้หนึ่งไม่ขาดปาก ทรงผมที่ไม่เป็นทรงก่อนหน้านี้ถูกตัดเข้ารูปจัดทรงเสยเปิดหน้าผากโล่งหวีเปียกลู่ไปด้านหลังรับกับใบหน้ามันเป็นที่สุด ผมมองแล้วใจสั่นกับมันอย่างบอกไม่ถูก ไอ้หนึ่งขยิบตาให้และมองอย่างกวนๆจนต้องเมินหน้าหนี อาการหายใจไม่ทั่วท้องตอนมองหน้ามันเกิดขึ้นตอนไหนไม่รู้ จากที่เคยชอบไอ้หนึ่งเพราะเรื่องเซ็กซ์ ตอนนี้กลับชอบเวลาที่ตัวเองได้เป็นตัวของตัวเองโดยที่มันไม่คิดขอร้องให้เปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง

“จะซื้อของเลยมั้ย” ผมเป็นคนถามหลังจากเดินออกมาจากร้านตัดผม ผู้คนต่างมองมาทางเราไม่ขาดสาย คงรู้ว่าผมเป็นดาราแหละ แถมเพิ่งตัดผมและเซ็ตมาอย่างเนี้ยบออร่าเลยเปล่งประกายเพิ่มอีกเท่าตัว แต่ออร่าของคนที่เดินข้างๆก็ใช่ว่าจะขี้เหร่ มันกวาดสายตามองรอบๆ ท่าทางไม่เร่งรีบ

“ยังไม่มืดเลย รีบมั้ยล่ะ”

“ไม่รีบ” ผมไม่ต้องกลับไปนอนบ้านเพราะเกรดออกมาน่าพอใจ แต่ถ้าให้กลับคอนโดเลยก็มีหวังโดนไอ้หนึ่งจับกินตับไม่ได้หยุด ดูแววตาหื่นๆก็รู้แล้วว่ามันจ้องจะงาบผมอยู่ เดินแกร่วที่นี่อีกสักหน่อยก็เข้าท่า ถือว่าเช็กเรตติ้งตัวเองไปในตัว

“งั้นไปดูหนังมั้ย มีเรื่องที่อยากดูอยู่พอดี” มันเสนอ ร้อยวันพันปีไม่เคยชวน อาจเป็นเพราะเพิ่งจะเคยมาเดินด้วยกันสองคน

“หืม”

“ถ้าไม่อยากดูก็ไม่เป็นไรนะ” มันบอก น้ำเสียงไม่ได้ตัดพ้อหรืออะไร มีแต่ผมนี่แหละที่ยังไม่ชิน นี่เราออกมาซื้อของหรือว่ามาเดตกันแน่นะ

“เอ่อ ก็ได้นะ ไม่ได้เข้าโรงหนังมานานแล้วเหมือนกัน” ผมใจเต้นโครมครามอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นรอยยิ้มดีใจของมัน

“เหมือนมาเดตกันเลยเนาะ” โอ๊ยยยยยยยยยยยย ไม่ต้องพูดก็ได้มั้ย ไม่อยากหน้าแดงกลางห้างนะเว้ย!

“พูดไร ไร้สาระ”

“หึ ไร้สาระก็อย่าหน้าแดงสิ” มันแซวตอนที่เราเข้าไปในลิฟต์แล้ว ผมมองซ้ายขวาหลบฉากจากกล้องถ่ายวีดีโอก่อนจะตบกบาลมันไปทีนึง

“พูดมาก”

“ชอบความรุนแรงเหรอ ได้ เดี๋ยวผัวจัดให้” มันลูบหัวตัวเองไปมาและทำหน้าหื่นๆใส่ ผมมองบนจนปวดตาไปหมด นี่กูคิดผิดหรือคิดถูกเนี่ยที่ยอมมากับมัน

“มึงไปซื้อป๊อบคอร์นกับน้ำมานะ เดี๋ยวกูซื้อตั๋วเอง” ผมสั่ง มันเดินไปทางเคาเตอร์ขายของกินเล่นอย่างว่าง่าย รอบใกล้เย็นแบบนี้คนไม่เยอะ มีเวลาอีก 5 นาทีก่อนหนังจะฉาย ผมจึงตัดสินใจเลือกที่นั่งวีไอพีด้านบนสุดเพราะที่นั่งกว้างขวางและสบายกว่า ถึงแม้ราคาจะถีบตัวเป็น 2 เท่าของที่นั่งปกติก็ตาม พอได้ตั๋วมาแล้วพร้อมกับรอยยิ้มเขินๆจากพนักงานขายตั๋วที่จ้องตาเป็นมันผมก็เดินไปทางไอ้เตี้ยที่ยืนเงอะงะดูตัวอย่างหนังบนหน้าจอขนาดใหญ่

“มายืนทำไมตรงนี้ ไป...เข้าโรง” ผมใช้ไหล่สะกิดตัวมัน ไม่อยากแสดงออกโจ่งแจ้งว่าเป็นผัวเมียกัน ภายนอกจึงดูเหมือนผู้ชายแมนๆสองคนมาดูหนังแค่นั้น...ต่อให้สมัยนี้คนเขาจะรู้ก็ตามว่าผู้ชายมากันสองคนมันต้องมีอะไรมากกว่าแค่คำว่าเพื่อนก็ตาม

“ก็ยืนรอไง โรงอะไรเนี่ย” ผมยื่นตั๋วให้มันดูรายละเอียด ไอ้หนึ่งเดินนำทางไปอย่างชำนาญโดยไม่ต้องมองป้ายบอกทาง ในโรงหนังสลัวๆเพราะแสงไฟที่ผนังส่องสว่างประปราย เราเดินไปยังที่นั่ง นึกแปลกใจที่มีคนทะยอยมาไม่ขาดสายทั้งที่ก่อนหน้านี้โรงยังว่างอีกเยอะ ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย ก็อาจจะเป็นเพราะผมก็ได้ คนเลยแอบซื้อตั๋วตามมา (มั่น)

“วีไอพีเลยเหรอวะ แพงไปมั้ย” ไอ้หนึ่งบ่น

“เอาน่า กูไม่ชอบโดนคนแปลกหน้าเบียด”

“แต่ชอบกูเบียด” ไม่ใช่แค่คำพูดนะ มันทำหน้าหื่นกามใส่จนต้องดุ

“ไอ้สัส” ผมด่า ดีนะที่มันค่อนข้างมืดเลยไม่มีใครเห็นว่าตอนนี้หน้าร้อนแค่ไหน

“กินมั้ย” มันหยิบป๊อบคอร์นมาจ่อที่ปาก พอจะหยิบเองมันก็ใช้มืออีกข้างมารั้งไว้โดยไม่สนใจว่าผมทำตาเขียวใส่ ดูท่าว่ามันก็ไม่ยอมเช่นกันเลยจำใจเปิดปากให้มันป้อนกลิ่นชีสหอมๆเข้ามา

“พอแล้ว กูกินเองได้” ผมส่งเสียงห้ามเมื่อมันป้อนไม่หยุด

“งั้นกูจับมือมึงนะ” มันยื่นข้อเสนอ “พอดีมือว่างไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน”

“วางไว้ข้างตัวมึงนั่นแหละ” ผมสวนกลับ แต่เหมือนไอ้คนนี้จะหน้าหนา มันคว้ามือไปเกาะกุมเรียบร้อย

“มันมืด ไม่มีคนเห็นหรอก แถมกูมีเสื้อแขนยาว” ผมล่ะทึ่งที่มันสามารถพกเสื้อแขนยาวตัวบางจิ๋วในเป้มาด้วย กลิ่นหอมละมุนนั้นบอกว่าไม่ใช่ของคนที่นั่งข้างๆเป็นแน่

“เสื้อใคร”

“ถามเสียงแข็งเลยนะ หึงเหรอ” มันย้อน

“เปล่า กลัวเชื้อโรคมาติดมือ”

“จ้ะ พ่อคนสะอาด นี่เสื้อขวัญใจน่ะ ไอ้โทมันฝากไว้แต่ลืมเอาไปคืน” พอได้ยินผมก็แอบยิ้ม แล้วก็ต้องสะบัดหัวตั้งสติ ทำไมต้องดีใจที่เป็นเสื้อของขวัญใจแทนที่จะเป็นของผู้หญิงที่ไหน

“พูดมาก ดูหนัง” ผมเสเปลี่ยนเรื่อง ปล่อยให้มืออุ่นเกาะกุมตัวเองไว้อย่างนั้นใต้เสื้อคลุมผืนบาง ไม่มีใครสังเกตว่าเราทำอะไรกันตรงนี้ แถมไม่มีใครเห็นว่าผมกำลังยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ขอบคุณนะ” เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ตัวอย่างหนังนั้นเสียงดังจนแทบกลบสนิท

“ขอบคุณอะไร” ผมโน้มหน้าลงไปถามไม่อยากใช้เสียงดังรบกวนคนอื่น

“ขอบคุณที่มาดูหนังด้วยกัน ขอบคุณที่ให้จับมือ...”

“พูดมาก”

“เขินล่ะสิ” มันโต้กลับ

“ไม่มีทาง” ผมชักมือหนี แต่มันรั้งไว้ทัน

“ไม่แซวแล้วๆๆๆ” มันพร่ำบอก ผมเลยปล่อยแรงขืนให้มือหนาเกาะกุมเช่นเดิม

             หนังสนุกมาก ไม่รู้ว่าผมไม่ได้ดูหนังในโรงใหญ่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว บรรยากาศของการเสพความสนุกมันเป็นอย่างนี้เองสินะ ที่ผ่านมามัวแต่ทำงาน จบแล้วก็ไปต่อที่ปาร์ตี้มั่วสุม ตื่นขึ้นมาอีกวันที่คอนโดใครก็ไม่รู้ ต้องแอบย่องออกมาอย้างเงียบเชียบไม่ให้ใครเห็น คิดว่ามันคือความสนุกและตื่นเต้นเลยทำซ้ำๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสมาดูหนังกับใครสักคน ใช้เวลาอย่างอบอุ่นโดยไม่เร่งร้อน ไม่มึนเมาและสบายใจอย่างน่าประหลาดใจ

             ใช่ว่าไอ้หนึ่งมันจะยอมให้ผมหยิบป๊อบคอร์นกินเอง มันนั่งฝั่งขวาของผม มือซ้ายเกาะกุมมือขวาผมไว้แน่น แต่ข้างที่เหลือก็คอยหยิบของขบเคี้ยวป้อนมาไม่หยุดหย่อน พอห้ามมันก็ทำเสียงขู่เหมือนไซบีเรียนฮัสกี้ จะโต้กลับก็ไม่ได้กลัวหลุดตวาดเสียงดัง ได้แต่ยอมให้มันเอาใจแต่โดยดี ... สถานะการณ์มันบีบบังคับหรอกนะ ไม่ได้เต็มใจเสียหน่อย

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
แหม่.....พอเคลียร์ใจกันได้ก็จีบกัน ชวนกันไปเดทหวานเลยนะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
ประกาศก่อนอ่านตอนที่ 31 เรื่อง การลงตอนใหม่ให้อ่านล่วงหน้า 2 อาทิตย์

ทางไรต์ขอประกาศเรื่องการเก็บค่าสนับสนุนนิยายเรื่อง เตี้ยนักจะรักปะล่ะ ดังนี้ครับ



ปกติ อ่านฟรี 1 ตอน ทุกวันเสาร์

ตัวอย่าง เสาร์ที่ 6 ก.พ. เปิดให้อ่านตอน 29 ฟรี (หลังจากติดเหรียญมา 1 อาทิตย์)

เปิดอ่านล่วงหน้า 1 อาทิตย์ ราคา 300 เหรียญทอง (หรือ 5 กุญแจ)

ตัวอย่าง เสาร์ที่ 6 ก.พ. เปิดให้อ่านตอนที่ 30 ล่วงหน้า 1 อาทิตย์ ในราคาที่กำหนด

เปิดอ่านล่วงหน้า 2 อาทิตย์ เฉพาะเหรียญทอง 700 เหรียญ

ตัวอย่าง เสาร์ที่ 6 ก.พ. เปิดให้อ่านตอนที่ 31 ล่วงหน้า 2 อาทิตย์ ในราคาที่กำหนด



สำหรับคนที่รอได้ สามารถรออ่านฟรีได้นะครับ ตามปกติ
แต่สำหรับคนที่ใจร้อน อยากอ่านก่อน สามารถใช้เหรียญเปิดอ่านได้จ้า
สามารถตามไปสนับสนุนได้ที่เดิมนะครับ ธัญวลัย หรือ readAwrite หรือ Kawebook จ้า

และไรต์ขอขอบคุณสำหรับทุกแรงสนับสนุนนะครับ

#จากต้นจนอวสาน

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 30. เพื่อนใหม่ สายอินดี้

             พอเข้าเทอม 2 พวกเราต่างมีตารางเรียนที่ต้องห่างกันมากขึ้น เพราะแต่ละสาขาจะมีวิชาบังคับที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนแยกสาขาจริงตอนปี 2 ตอนนี้กลุ่มผมเลยเหลือขวัญใจ ไอ้โท ไอ้ฉัตรและผมที่ต้องเรียนการวิเคราะห์การตลาดด้วยกัน ส่วนไอ้ตงกับไอ้คิ้วแยกไปเรียนการขายระหว่างประเทศเบื้องต้น แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มีผมคนเดียวที่ชื่อหลุดจาก section เดียวกับสามคนนั้น เนื่องจากภาคการตลาดคนเยอะและมีนักศึกษาต่างคณะที่ลงทะเบียนมาก็ไม่น้อย วิชานี้จึงสามารถเปิดได้ 3-4 sections ต่อเทอม

   พอหลุดไปเรียนคนละห้องแถมเพื่อนร่วมคณะหลายคนและรุ่นพี่ยังไม่ชอบขี้หน้า จนถึงตอนนี้การรับน้องแบบโซตัสยังไม่จบ เมื่อคนเข้าห้องเชียร์ไม่ครบ คนที่เหลือจึงโดนซ่อมจนเหนื่อยไปตามๆกัน ส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งมาที่ผม เพราะเป็นคนที่ขาดซ้อมทั้งห้องเชียร์และเชียร์หลีดเดอร์ ทั้งที่คนอื่นหนีว้ากกันบ้าง แต่ไม่ได้เป็นจุดสนใจหนักเท่าคนชื่อเอกราช ทั้งหมดทั้งมวลที่แหละจึงกลายเป็นไอ้เตี้ยหัวเดียวกระเทียมลีบตั้งแต่ต้นเทอม ... แต่ไม่ทุกวิชานะครับ มีวิชาพื้นฐานต่างคณะหลายตัวที่เป็นวิชาบังคับ เช่น เศรษฐศาสตร์ สถิติ แคลคูลัส กฏหมาย จิตวิทยา เป็นต้น ที่พวกเราสามารถลงทะเบียนเรียนด้วยกันได้ตามปกติ

   เปิดเทอมมาได้ 2 อาทิตย์กับการต้องเรียนวิชาบังคับของคณะคนเดียว ดีหน่อยที่อาจารย์เน้นสอนและให้วิเคราะห์พร้อมควิซย่อยเก็บคะแนน ไม่มีรายงานกลุ่มที่ต้องทำ เพราะคงไม่มีใครอยากร่วมงานกับผมเป็นแน่ ชื่อเสียมากมายขนาดนั้น คิดจะกู้คืนคงไม่ไหว แถมในห้องนี้ กว่า 80% คือเด็กจากคณะบริหาร ที่เหลือมาจากคณะอื่นที่ต่างก็มากันเป็นกลุ่ม วันนี้เข้ามาในห้องเรียนก่อนเวลาแค่ 5 นาที สายตาหลายสิบคู่มองมาอย่างเย็นชาเป็นปกติ ผมเดินอย่างไม่สนโลกไปยังที่ว่างเกือบหลังห้อง ทุกทีจะพยายามนั่งข้างหน้าเนื่องจากปัญหาเรื่องส่วนสูง การนั่งเรียนช่วงหลังห้องจะถูกคนตัวสูงบังหน้าจอ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าที่หลังๆคนตัวสูงใหญ่จะจับจองที่นั่งแถวหน้าไว้หมด แกล้งกันหรือเปล่า...อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

“เอ่อ นั่งด้วยคนนะ” เสียงไม่คุ้นทำให้หยุดใจลอย ที่ว่างเหลือไม่มากเพราะนักศึกษาไม่กล้าขาดเรียนวิชานี้เนื่องจากกลัวอาจารย์ให้ทำควิซโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หนำซ้ำยังให้ทำควิซตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เปิดเทอมคนที่ขาดเรียนเพราะคิดว่าไม่สำคัญเลยอดได้คะแนนตามระเบียบ คนมาใหม่นั่งลงทันทีที่พูดจบ โดยที่ไม่ต้องรอคำอนุญาต ผมขยับตัวนิดหน่อยเนื่องจากไอร้อนของคนนั่งข้างรุนแรงมาก คงกลัวว่าจะเข้าเรียนสายและวิ่งมา

“เอาดิ” ผมตอบไปตามารยาทไปงั้นแหละ เพราะเขานั่งลงก่อนจะได้อ้าปากพูดอะไรด้วยซ้ำ

“เราทอยนะ จากอีคอน” คนนั่งซ้ายมือแนะนำตัว เป็นครั้งแรกที่ผมหันไปมองเขาอย่างเต็มตา ทอยแต่งกายในชุดนักศึกษาที่ไม่ถูกระเบียบมากนัก เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวเปิดกระดุมสามเม็ดโชว์อกขาวเนียนคล้ายพวกเพลย์บอย หน้าตาออกไปทางลูกคนจีน ดวงตาสองชั้นแต่ไม่ได้โตแบบของผม รูปหน้าคมกรอบหน้าเหลี่ยมเล็กและสมมาตรคล้ายโครงหน้าของนายแบบ จมูกโด่งเป็นสันตรงเหมือนผ่านมือหมอนั้นดูเป็นธรรมชาติซึ่งคิดว่าน่าจะของจริง คิ้วหนาเรียงตัวสวย ริมฝีปากบางแต่น่าจูบ ทั้งเนื้อทั้งตัวขาวเนียนราวกับว่าไม่เคยอยู่กลางแดด กางเกงยีนส์รัดรูปสีดำมีรอยขาดเป็นขีดๆที่ต้นขาโชว์ความเนียนใสจนลืมหายใจ

...หล่อ ฉิบ หาย ...

“อะ เอ่อ เราหนึ่ง อยู่บริหารปี 1” ผมแนะนำตัวอย่างเงอะงะ เพราะยังตะลึงความหล่อของเพื่อนใหม่ไม่หาย

“อ้าวปีเดียวกัน ใช้มึงกูได้ปะ จะได้สนิทกันไว้”

“ตามสบาย” ผมพยายามนิ่ง ทั้งที่ตอนนี้ใจเต้นโครามครามเอามากๆ จะว่าผมเจ้าชู้ก็ได้นะ...ไม่เถียง แต่ขอแย้งนิดนึงว่าตอนนี้สถานะคือยังโสด ความสัมพันธ์กับไอ้ตงก็คือคู่นอน เคยพาไปเดตก่อนเปิดเทอมเพราะนึกว่าจะได้ขยับสถานะขึ้นบ้างแต่ก็เปล่า เราก็ยังเหมือนเดิม นอนด้วยกัน ตื่นด้วยกัน มีอะไรกัน เวลาว่างมันก็ไปถ่ายแบบถ่ายละคร ผมก็แกร่วไปสนามบอลกับไอ้โทตามประสา อาทิตย์หนึ่งจะเจอและอยู่ด้วยกันแค่ 1-2 วันเท่านั้น เพราะไอ้ตงติดถ่ายละครจนดึกขับรถกลับไม่ไหวก็หานอนเอาตามสะดวก ซึ่งคงไม่พ้นคอนโดของพวกดาราหรือไม่ก็นางแบบที่มันนัวเนียประจำนั่นแหละ

“ทำไมมึงมานั่งตรงนี้คนเดียววะ พวกบริหารนั่งสลอนเต็มแถวหน้าเลย” คนชื่อทอยถามอย่างไม่เกรงใจความหล่อ ผมอึกอัก ไม่รู้ว่าควรตอบดีไหม เรียนวิชานี้ทีไรน้ำลายบูดทุกทีเพราะไม่มีคนคุยด้วย เคยคิดจะย้าย section แต่ก็ทำไม่ได้ มันเป็นวิชาบังคับจึงไม่มีใครถอนการลงทะเบียน เต็มแล้วเต็มเลย

“นั่งตรงนี้สบายกว่าน่ะ” ผมปด

“ปกติมึงนั่งหน้าไม่ใช่เหรอวะ”

“หืม มึงสังเกตด้วยเหรอ” ผมหันไปสบตา

“ก็เออ หน้าตามึงเด่นจะตาย มีแต่คนมอง” ผมขมวดคิ้ว เด่นด้านไหนวะ ปกติขี้เหร่ติดอันดับต้นๆของโลก

“เด่นหรือประหลาด”

“เด่นดิ หล่อ คม เข้ม” มันพูดด้วยท่าทางผ่อนคลาย เหมือนไม่ได้คิดเลยว่าพูดในเชิงหยอกผมอยู่

“แปลกคนเนาะมึงเนี่ย ชมผู้ชายด้วยกันหน้าตาเฉย” ผมพูดกลับ

“อ้าว ก็กูคนตรง หล่อก็บอกว่าหล่อ” สายตามันแน่วแน่มากครับ ยิ่งมองนานๆเข้าก็ยิ่งใจสั่น

“แล้วมึงล่ะ ทำไมมาเรียนคนเดียว” ผมถามกลับบ้าง นึกแปลกใจที่ไม่เคยเจอหน้ามันเลยตลอด 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา

“เพื่อนไม่คบ” มันตอบหน้าตาเฉยอีกแล้ว

“พูดเล่นน่า หน้าตาและท่าทางเป็นมิตรแบบมึงเนี่ยนะไม่มีใครคบ หน้าตาแบบกูว่าไปอย่าง”

“เอ้า ไม่เนียนเหรอวะ” มันหัวเราะแก้เก้อ “มึงหน้าตาดีนะไอ้หนึ่ง อย่าพูดไปเรื่อย”

“เออ กูจะจำไว้ละกันว่ากูหล่อ” ผมตัดบท ไม่ทันพูดอะไรต่ออารจารย์ก็เข้ามาในห้อง เลยไม่รู้เลยว่าทำไมไอ้ทอยมาเรียนวิชานี้คนเดียว

             หลังจากทำควิซเสร็จก็ส่งคำตอบและเดินออกจากห้อง ถ้าตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนก็จะเข้าใจและทำโจทย์ได้ไม่ยากนัก นับเป็นข้อดีของการมาเรียนคนเดียวเลยไม่ต้องโดนขัดสมาธิระหว่างคาบ ควิซสั้นๆไม่กี่ข้อเลยง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก อากาศนอกห้องเรียนร้อนราวกับไม่ใช่เดือนธันวาคมอย่างนั้นแหละ แค่ลมร้อนพัดผ่านเหงื่อก็ไหลหยดตามตัวจนอึดอัดไปหมด ยังไม่ทันเดินไปไหนไกลก็มีมือใหญ่มาพาดไหล่เหมือนสนิทกันมานาน

“ควิซง่ายเหรอวะ ทำเร็วเชียว” ไอ้ทอยนั่นเอง ตอนนี้มันเดินกอดคอผมอย่างไม่เคอะเขิน กลิ่นหอมของมันแตะจมูกจนฟินไปหมด นี่ถ้าเจอตอนเมาจะลากเข้าห้องให้รู้แล้วรู้รอด

“ก็พอได้” ผมไม่แกะแขนมันออก จะทำอะไรทำ เพราะมันหล่อ

“หิวว่ะ ไปกินข้าวกันมั้ย” มันชวน

“เอาดิ แต่กูกินที่ตึกนี้นะ นัดพวกเพื่อนๆไว้ มึงจะไปด้วยกันปะ” ผมชวนมันกลับ มองใบหน้าหล่อที่หุบยิ้มอย่างงุนงง

“อ่า ไม่ดีกว่า กูเข้าสังคมไม่เก่ง”

“มึงอย่ามาหลอกกู ทักกูกอดคอกูขนาดนี้เนี่ยนะเข้าสังคมไม่เก่ง” ผมสับสนกับความย้อนแย้งของมัน

“ก็กูเห็นมึงนั่งหงอยคนเดียวตั้งนาน นึกว่าไม่มีใครคบ” มันจี้จุด

“เพื่อนกูก็มี แค่เรียนคนละเซ็กชั่นเท่านั้นแหละ”

“อาภัพนะมึงเนี่ย” มันทำเสียงเยาะเย้ย แต่หน้าตาหล่อชวนฟินจนโกรธไม่ลง

“กวนตีน” ผมตอบไป มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “สรุปจะไปมั้ย”

“เอาก็เอาวะ จะได้รู้ว่าเพื่อนมึงน่ะสายไหน”

             เอาจริงๆไอ้ทอยมันเป็นอย่างปากว่าไม่ผิดเพี้ยน ท่าทางเฮฮาเป็นมิตรนั้นเหือดหายไปตอนพาไปเจอกับพวกไอ้ตง มันแนะนำแล้วพูดจาค่อนข้างสุภาพจนผมต้องคอยละลายพฤติกรรม ใบหน้าหล่อเหลานั้นนิ่งเรียบเหมือนไม่สนใจโลก ท่าทางเข้าถึงยากเหมือนคนเย่อหยิ่งชวนให้น่าอึดอัดก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงบอกว่าไม่มีคนคบ

“มึงรู้ใช่มั้ยว่าเพื่อนๆกูไม่กัด” ผมกระซิบข้างหู อยากให้มันเป็นกันเองมากกว่านี้

“อืม แต่กูไม่รู้จะคุยอะไรอะดิ” มันตอบหน้าตาเฉย ถ้าเอาหน้าตามันเทียบกับไอ้ตงนะ สูสีเลยล่ะ แต่เพื่อนใหม่ขาวกว่า ไอ้ตงมันบ้าทำผิวแทน จะได้เหมาะกับบทพระแมนมาดแมน (มันว่างั้น)

“เอางี้ มึงชอบอะไร”

“ห๊ะ” ท่าทางดูงงๆ

“งานอดิเรกมึงน่ะ ชอบอะไร” ผมเลยต้องอธิบายต่อ

“อ๋อ เตะบอล นอน ดูหนัง เลี้ยงแมว”

“สัส ไม่เข้าสังคมแต่ชอบเตะบอล” ผมสบถใส่หูมันก่อนจะหันมาคุยกับคนอื่นๆ

“ไอ้ทอยมันชอบเตะบอลด้วยนะ” ได้ผล เพราะไอ้โทพี่ชายตัวแสบและเพื่อนสนิทที่เหมือนจะอึดอัดเพราะท่าทีของไอ้ทอยเริ่มกล้าที่จะชวนคุย พวกมันเริ่มเอาทีมฟุตบอลในดวงใจมาข่มกันยกใหญ่ ไอ้ผมก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหราเพราะไม่ใช่สายนั้น พอเพื่อนใหม่เข้ากับคนอื่นได้เลยมีจังหวะสบตากับไอ้ตงที่นั่งเงียบมานานอีกครั้ง แววตาของมันแข็งกร้าวแปลกๆ ไม่ยิ้มตอบอีกด้วย

“มึงลงกีฬามหา’ลัยมั้ยวะ” ไอ้ฉัตรที่ไม่ค่อยเล่นหัวใครก็เหมือนจะถูกใจเพื่อนใหม่ไม่น้อย แน่นอนล่ะ พวกสาวกเชลซีนี่หว่า

“ลงๆ เตะบอลนี่แหละ” แววตานั้นดูแข็งกร้าวตอนตอบไอ้ฉัตร แต่แค่ชั่ววินาทีก็เปลี่ยนไปเป็นนิ่งเฉย

“อีคอนกระจอก” นั่นไงไอ้คิ้วเกทับ คณะบริหารก็ใช่ว่าจะเคยได้แชมป์

“ปีที่แล้วพวกกูเข้ารอบรองนะเว้ย” ไอ้ทอยหมายถึงรุ่นพี่มันน่ะ กีฬามหา’ลัยใกล้เข้ามาแล้ว พวกปี 1 ต่างเข้าห้องเชียร์กันไม่ขาด มีแต่ผมนี่แหละที่ว่างไม่ต้องทำตามใคร ร้านโมเอะก็อาการร่อแร่เพราะลูกค้าไม่ค่อยมี เลยต้องออกจากงานก่อนเนื่องจากรายได้ของร้านไม่พอค่าใช้จ่าย เจ้าของร้านจึงมาดูแลเองไปพลางและน่าจะปิดตัวเร็ววันนี้

“ปีนี้ตกรอบแรกชัวร์” ไอ้โทแช่ง

“คอยดู” ไอ้ทอยเหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบเลยครับ มันดูสดใสกว่าตอนแรกหน้ามือเป็นหลังมือ “อีคอนแชมป์โว้ย”

“มึงลงอะไรมั้ยไอ้หนึ่ง” แล้วก็หันมาเจาะจงถามผมอีกด้วย

“ไม่ว่ะ ขี้เกียจ” จะบอกว่าไม่มีใครคบก็ใช่ที

“แสดงว่าว่างอะดิ มึงมาดูกูซ้อมก็ได้นะ ช่วงเย็นน่ะที่สนามมอ” หืม...

“ไปทำไมวะ กูไม่รู้จักใครซะหน่อย” ผมตอบกลับ

“ไปเชียร์กูไง” อ๊ะ... หมายความว่าไงวะ

“กูไปนะ มีงานช่วงบ่าย” ไอ้ตงที่นั่งเงียบมาตลอดลุกขึ้นพรวด ความสูงของมันเหมือนจะเพิ่มมาอีกหน่อย ไม่รู้ว่าจะแตะ 190 แบบพี่ชายมันหรือเปล่า แต่ทุกวันนี้ก็สูงเป็นเปรตอยู่แล้ว ร่างสูงเดินลิ่วไปทันทีที่พูดจบ ทุกคนต่างก็เงียบกับท่าทางของมันแต่ก็ไม่พูดอะไร จะว่าชินหรือก็ไม่ใช่ ปกติไอ้ตงจะขับรถไปส่งพวกเราที่ตึกเรียนวิชาต่อไปก่อนเสมอ

“มันรีบไปไหนวะ” ไอ้ฉัตรทำหน้างง ไอ้คิ้วและไอ้โทก็ไม่ต่าง

“อ้าวตงไปไหนแล้วอะ” ขวัญใจผู้กินช้าเพิ่งจะรู้ตัวว่าเพื่อนสนิทหายไปแล้ว ข้าวในจานยังไม่พร่องเหมือนดมกลิ่นเฉยๆ

“ไปทำงานน่ะ รีบกินตัวเอง วันนี้ต้องไปเรียนกันเองไม่มีคนไปส่ง” ไอ้โทตอบแฟนตัวเองด้วยเสียงหวานเลี่ยนจนผมเบะปากใส่

#### ####

[ตงฉิน]

             ผมเหวี่ยงเป้ราคาแพงไปเบาะหลังอย่างหงุดหงิด ท่าทางสนิทสนมของไอ้หนึ่งกับไอ้เพื่อนใหม่หน้าหล่อนั้นทำให้ไม่สบอารมณ์มากนัก ปกติไอ้หนึ่งมันไม่ใช่คนป๊อบให้ใครต่อใครเข้าหา แต่พอสลัดคราบผู้ชายบ้านๆจากเทอม 1 ทิ้งด้วยทรงผมใหม่และการแต่งตัวที่เนี้ยบขึ้นก็ดันมีเพื่อนใหม่ตามตูดมาด้วยซะงั้น ผมเร่งแอร์ในรถให้เย็นฉ่ำเพื่อหวังให้หายงุ่นง่าน แต่ก็เหมือนจะไม่ค่อยได้ผล ภาพสองคนนั้นก้มหน้ากระซิบคุยกันยังบาดตา

...หรือว่าผมกำลังหึงไอ้หนึ่งวะ

...ไม่น่าใช่

...แล้วทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ

...อากาศคงร้อนแหละ .... ผมส่งกระจกในรถก็ไม่เห็นว่าจะมีเหงื่อสักเม็ด

...โว้ยยยยยยยย หงุดหงิด....

             กองถ่ายละครวันนี้อยู่ไกลถึงคลองสาม จ.ปทุมธานี ผมเหยียบคันเร่งเพื่อระบายความงุ่นง่านจนเข็มไมล์แตะเข้าเลข 200 เสียงเตือนในรถดังขึ้นจนสะดุ้ง มันเป็นระบบอะไรก็ไม่รู้ที่พ่อเอามาติดตั้งเพื่อควบคุมไม่ให้ขับเร็วเกินไป เสียงบี๊บจะดังเตือนแค่สามครั้งก่อน หากไม่ลดความเร็วก็จะเตือนถี่ๆและส่งข้อมูลไปยังมือถือของนายใหญ่ของบ้าน

RRRRRRRRRRRRRRR ... นั่นไง ยังไม่ทันไรเลย

“ครับป๊า” ผมกดที่หน้าจอแสดงผลที่คอนโซลเพื่อรับสาย น้ำเสียงป๊าดุแถมด่าจนหูชาไปหมด

[...ถ้ายังขับเร็วพ่อจะยึดรถ] นั่นไง ยื่นคำขาดมาจนได้ หลังจากวางสายก็ต้องสะกดอารมณ์ก่อน ไม่อย่างนั้นโดนริบเครื่องมือทำมาหากินไปจะไม่คุ้ม

             ตั้งแต่เราเดตกันก่อนเปิดเทอม สถานะระหว่างผมกับไอ้หนึ่งก็ไม่ได้ขยับเป็นอย่างอื่น ที่ผ่านมาผมโอเคมากนะถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องยึดติดหรือผูกมัด มันก็แค่เซ็กซ์เพื่อปลดปล่อยความต้องการตามประสาชายหนุ่มวัยรุ่นตอนกลางที่สะกิดปุ๊บก็ติดปั๊บ การเปลี่ยนแปลงก็จะมีแค่พวกเราทั้งสองนอนร่วมห้องกัน กอดกันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างไม่เคอะเขินเหมือนก่อน ตื่นมาก็เจอหน้าหล่อๆของไอ้หนึ่งนอนอยู่ข้างตัว ตอนเช้าถ้าคนตัวเล็กไม่ขี้เกียจก็จะเข้าครัวทำอาหารง่ายๆให้รองท้องก่อนไปมหา’ลัย มันเป็นความสบายใจที่ทำให้คุ้นเคยจนกระทั่งไม่ได้สนใจว่าพวกเราไม่ได้เป็นอะไรกัน

             ถามว่าอยากเป็นแฟนกับมันไหม ตงฉินคนนี้ตอบได้เลยว่า...ไม่รู้ครับ... ด้วยอาชีพที่คนรู้จักมากมายก็เป็นเหตุผลหลักให้ต้องคิดถ้วนถี่ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทำให้คิดมากแล้ว สาเหตุอื่นๆไม่มีผลกับความรู้สึกแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาของไอ้หนึ่งเอง ฐานะเอย นิสัยใจคออีก ทุกอย่างมันก็ไม่ได้แย่ ผมไม่รังเกียจมันนะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมมีอะไรด้วยตลอด (แถมมันยังเด็ดสุดๆอีกด้วย) ... แล้วทำไมผมจะต้องคิดว่าควรเป็นแฟนกับมันด้วยล่ะ นี่ตงฉินไง...ดาราหนุ่มอนาคตไกล นายแบบเบอร์ต้นๆของประเทศ หนุ่มโสดในฝันของสาวๆไปไหนมาไหนมีแต่คนขอถ่ายรูป ... แล้วไอ้หนึ่งเป็นใคร

“น้องตงคะ อย่าเม้มปากค่ะ พี่ทาลิปไม่ได้” ช่างแต่งหน้าของกองถ่ายสะกิดไหล่ไปด้วยตอนพูด พอรู้ตัวก็ปล่อยกลีบปากเจ่อเป็นอิสระ ใบหน้าที่ดูโทรมก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นสดใสจากปลายขนแปรง

“อ่า ขอโทษครับ”

“ไม่ต้องขอโทษค่า วันนี้ใจลอยนะคะเนี่ย” ช่างคนเดิมพูดต่อ คงจะเพิ่งมาทำงานได้ไม่นานเพราะผมไม่คุ้นหน้า

“พอดีใกล้สอบน่ะครับ” ผมตอบไปเพื่อเลี่ยงคำถามที่จะตามมา พออีกฝ่ายเงียบก็สามารถหลับตาได้ร่วมสิบนาทีก่อนไปซ้อมบท

#### ####

[หนึ่ง เอกราช]

             ผมเดินอย่างไม่รีบร้อนจากป้ายจอดรถบริการด้านข้างของมหา’ลัยเพื่อมุ่งตรงไปที่สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ แสงแดดยังเจิดจ้าสาดมาจากทิศตะวันตกที่อยู่เบื้องหลังจนเงาทอดยาวนำทางไปก่อน นักศึกษาที่รักสุขภาพต่างพากันเดินเข้าด้านในอย่างคึกคัก บ้างก็มาเป็นกลุ่ม บ้างก็มาเป็นคู่ๆ ชุดกีฬาหลากสีดูเข้ากับสถานที่ผิดกับชุดของผมที่เป็นแค่เสื้อยืดแขนสั้น กางเกงผ้ายืดย้วยๆคร่อมเข่าและรองเท้าคีบสีขาวเก่าซอมซ่อ ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาที่นี่ แต่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกผิดที่มาตรงนี้

“ไหนรองเท้ากีฬา” พี่รปภ. เฝ้าทางเข้าทักเมื่อเห็นสภาพ นึกว่าแค่โชว์บัตรนักศึกษาก็เข้าได้เลย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ใส่คัทชูสีดำยังมาเดินขบวนได้ไม่มีห้ามนี่หว่า

“อ่อ อยู่ที่เพื่อนครับ ฝากมันเอามาให้” เลยต้องโกหกเพื่อเอาตัวรอดมาก่อน ยังดีที่พี่รปภ.แค่มองแรง ไม่ได้ว่าอะไรตอนที่เดินผ่าน เสียงผู้คนดังเป็นระยะ บ้างก็มาจากโค้ชนักกีฬาวิ่งที่ตะโกนกระตุ้นกำลังใจให้ทำความเร็ว ทีมฟุตบอลกำลังโลดแล่นในสนามหญ้าสีเขียว เนื่องจากมหา’ลัยมีหลายคณะ จึงต้องทำตารางฝึกซ้อมให้นักกีฬาล่วงหน้า แต่ก็ยังดีที่เรามีอีก 3 สนามขนาดย่อมที่พอเป็นที่แก้ขัดไปได้ คณะที่ไม่มีคิวซ้อมก็ไปสนามอื่น แต่ถ้าไม่พอจริงๆก็ต้องไปเช่าสนามที่อยู่ไม่ไกลนัก วันนี้คณะบริหารซ้อมคู่กับคณะเศรษฐศาสตร์พอดี ผมเห็นรุ่นพี่และเพื่อนๆร่วมคณะยืนสลอนก็ไม่อยากเข้าไปแล้วจึงตัดสินใจหันหลังกลับ แต่ดันเจอกับไอ้ทอยเพื่อนใหม่วิ่งเหยาะๆมาพอดี

“เห้ย ไปไหน มาดูกูก่อน” มันบังคับด้วยเสียงหอบเหนื่อย น่าจะโดนรุ่นพี่ให้ซ่อมโดยการวิ่งรอบสนาม ออร่าความหล่อของมันพุ่งเข้าใส่จนแสบตาไปหมด ชุดบอลสีขาวกับคนผิวขาวจัดมันช่างมีอานุภาพทำลายล้างยิ่งนัก สองขาที่ยาวสวยได้รูปมีกล้ามเนื้อแน่นๆไร้ขนเนียนละเอียดจนอยากจับพาดไหล่ หล่อจนละสายตาไม่ได้จริงๆ

“มองขนาดนี้ กินกูเลยมั้ย” มันแซว ผมได้แต่อึกอักตอบแก้เก้อ

“กินได้แน่นะ”

“ขึ้นอยู่กับว่ามึงอยากกินปะล่ะ” ไอ้สัส นี่จงใจยั่วใช่มั้ยวะ เจอแบบนี้ผมก็ไปไม่เป็นนะครับ ใช่ว่าคนหื่นจะตื่นเต้นไม่ได้ซะหน่อย

“กูล้อเล่น มึงนี่ทำหน้าตลกชิบ” ไอ้ทอยตบไหล่ดังปั้ก ... นี่ถ้าไม่ติดว่าหล่อกูตบกบาลคืนเลยนะ

“แกล้งกูได้นี่สนุกมั้ย”

“ก็สนุกดี มาๆ ไปยืนข้างสนาม” ไอ้ทอยลากแขนผมไปอย่างไม่แคร์สายตาคนอื่น ไอ้เราก็ได้แต่สับสนว่าทำไมท่าทีมันต่างกันสุดขั้วตอนที่อยู่กับกลุ่มเพื่อนผมเมื่อกลางวัน พอกวาดสายตามองไปก็พบกับกลิ่นมาคุกลายๆจากบรรดาสาวๆที่มองตามตาเป็นมัน ไอ้ทอยคงค่อนข้างป๊อบแหละ หล่อขนาดนี้ แถมลากแขนผมเดินตามลิ่วๆยิ่งเป็นจุดเด่น รุ่นพี่ของคณะบริหารพากันมองและซุบซิบเห็นแล้วน่าหงุดหงิด

“นั่งดูกูตรงนี้นะ” มันหยิบเก้าอี้พับขนาดเล็กมาให้

“ไม่เอา เก้าอี้พี่ๆคณะมึงไม่ใช่เหรอวะ” ผมปฏิเสธ

“นั่งไปเหอะ อันนี้กูเอามาเอง” มันตอบก่อนจะวิ่งไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีมที่กำลังประชุมก่อนเริ่มแข่งนัดกระชับมิตร สายตาของเพื่อนร่วมคณะมองมาทางนี้อย่างคาดเดาไม่ได้ แต่ไอ้โท ไอ้คิ้วและไอ้ฉัตรต่างชูนิ้วกลางมาจนต้องส่งกลับ ท่าทางพวกมันจะรู้แล้วล่ะครับว่าผมนิยมชาย การที่โดนลากมานั่งฝั่งตรงข้ามคณะตัวเองมันก็คงโจ่งแจ้งไม่หยอก

             เกมในสนามดำเนินไปอย่างสนุก ด้วยความที่ไม่ชอบดูกีฬาก็เลยไถมือถือเล่นไปพลาง หน้าฟีดเฟสบุ๊กเพจหนุ่มๆอะไรสักอย่างแสดงภาพผู้ชายสองคนกำลังเดินโดยคนในชุดนักบอลจับแขนคนที่ตัวเตี้ยอยู่ลิบๆ ยังดีที่ภาพค่อนข้างมัวเลยเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่ออร่าความขาวของไอ้ทอยยังทะลุนอยซ์มาได้

“น้องเป็นอะไรกับน้องทอยหรือเปล่าคะ” เสียงรุ่นพี่คณะอีคอนรวบรวมความกล้ามาถาม แววตาสาวๆอีกหลายคนที่มาเชียร์ทีมตัวเองต่างจับจ้องมาทางนี้อย่างคาดคั้น

“อ่อ เอ่อ เป็นเพื่อนกันครับ พอดีเรียน...”

“เห้อ โล่งอก พี่นึกว่าจะต้องเสียสมบัติคณะไปซะละ ท่าทางสนิทกันมานานนะ ปกติน้องทอยไม่สุงสิงกับใครเลย” รุ่นพี่คนเดิมร่ายยาวมาเลยครับ ไม่ถามความสมัครใจกูเลยสักนิดว่าอยากรู้เรื่องด้วยไหม เมื่อกลุ่มนี้ได้คำตอบที่ต้องการก็เลิกสนใจคนที่นั่งแกร่ว ผมคลิกรูปที่เปิดทิ้งไว้มาขยาย ใบหน้าผมดำมืดจนมองไม่ออกว่าเป็นใคร จำนวนไลค์ขึ้นหลักพันในเวลาไม่นาน มีคอมเมนต์หลายร้อยซึ่งส่วนใหญ่จะถามว่าคนในรูปคือใคร ผมเลื่อนฟีดนี้ทิ้ง ไม่อยากรับรูว่าแต่ละคนพิมพ์อะไรลงไปให้กวนใจ

RRRRRRRRRRRRRRRR

“เออ ว่า” ผมยกโทรศัพท์แนบหูแทบทันทีที่เห็นชื่อคนโทรเข้า

[มึงอยู่ไหน] ปลายสายถามมาด้วยเสียงแข็งๆ

“สนามบอลใหญ่”

[ไปทำไรวะ]

“มาดูไอ้ทอยซ้อม”

[อืม] ตอบสั้นจังวะ มีอะไรปะเนี่ย

“มีไรวะ ถ่ายละครเสร็จละเหรอ” ผมถามปลายสาย

[กูหิว ไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อย] นอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้ว มันยังบังคับผมเป็นปกติ คำว่าไปกินข้าวเป็นเพื่อนหน่อย ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่งที่ต้องทำตาม ไม่อย่างนั้นไอ้ตงจะโกรธ บางทีผมก็ไม่เข้าใจอาการแบบนี้เลยสักนิด การที่ไม่ไปกินข้าวกับมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย

“อืม ให้ไปเจอที่ไหน” ผมตอบรับเช่นเคย

[อีก 15 นาทีจะถึง รอที่สนามไปก่อน] ไอ้ตงวางสายโดยไม่รอคำตอบ ผมได้แต่งงกับมัน

“เบื่อมั้ยวะ” นักฟุตบอลอีคอนเดินออกจากสนามหลังหมดครึ่งแรก ไอ้ทอยเปียกโชกทั้งตัวหลบมายืนค้ำหัวผม

“ก็นิดหน่อย”

“มึงไม่ชอบดูบอลเหรอ” มันถามต่อ ขนาดท่ากินน้ำยังหล่อเลย แถมเสื้อขาวเปียกชุ่มนั้นแนบเนื้อจนเห็นหัวนมจิ๋วทะลุมาอีก กล้ามท้องมันแน่นเป็นลอนตามเนื้อผ้าที่แนบชิด ใจคอไม่ดีเลยเรา...

“กูไม่ชอบดูกีฬาอะไรเลยต่างหาก” ผมตอบความจริง

“ไม่ดูกีฬา แต่ดูนักกีฬาแทนดิ”

“เออ เข้าท่านะ ดูใครดี” ผมกวนกลับ

“ก็นี่ไง” มันชี้ที่ตัวเอง ผมขมวดคิ้ว ใช่ว่าจะไม่คิดอะไรนะ ตอนนี้ใจสั่นมากกว่า

“ตลกละ” ผมแก้เก้อ “เพื่อนนุ่งกูไม่ชอบ ชอบแบบไม่นุ่ง” เอามาจากมุก น้องนุ่ง ... นี่แหละ

“อะ เดี๋ยวกูถอด..”

“ไม่ต้อง” ผมรีบดึงชายเสื้อมันไว้ ท่าทางจริงจังชวนจินตนาการไปไกล “กูชอบดูในที่ลับ”

“ไอ้สัส มึงมันลามก” มันเปลี่ยนหัวข้อ

“ยั่วมายั่วกลับกูไม่โกง” เราสบตากันนิ่ง หัวใจผมเต้นรัวจนแทบจะหลุด มันคือชายในฝันเลยนะครับ ท่าทางมาดแมนแบบนี้แต่ดันพูดจาสองแง่สองง่ามใส่ เกย์ตัวน้อยๆอย่างไอ้หนึ่งจะไหวไหมถามใจดู

“เออ เลิกซ้อมแล้วไปกินข้าวกันมั้ย” ไอ้ทอยชวน ท่าทางมันจะไม่มีคนคบจริงๆ

“ไม่ได้ว่ะ พอดีมีนัดแล้ว”

“อ่อ เออ ไม่เป็นไร คราวหน้า” มันตอบ ท่าทางดูผิดหวังนิดหน่อย ก่อนจะส่งยิ้มกลับมา

“เอาไลน์มาดิ๊ เดี๋ยวกูแอดไป” ผมเปลี่ยนเรื่อง ไหนๆรู้จักกันแล้ว ยังไม่มีช่องทางติดต่อกันเลย

“เอามือถือมาดิ” ยื่นสิ่งที่มันขอไปให้ มือสวยพิมพ์ยุกยิกๆไม่ถึงนาทีก็ส่งคืน

“ให้หมดเลย ไลน์ เฟส ไอจีและเบอร์โทร”

“ให้เยอะขนาดนี้ อ่อยกูรึไง” ผมลองเชิง

“ประสาท มึงเป็นรึไง”

“เออดิ มึงมองไม่ออกเหรอ” ปกติก็ไม่ปกปิดอยู่แล้วเวลามีคนถาม

“ก็พอจะดูออกนะ แค่ไม่มั่นใจ” มันตอบหน้าตาเฉย

“แสดงว่ามึงก็...”

“เสียใจ กูไม่นิยมโดนเอา” มันตอบทีเล่นทีจริง หน้าตาทะเล้นจนอยากถีบ

“แสดงว่าเอาผู้ชายได้ดิ” ผมยิงคำถามจุกๆ

“ขึ้นอยู่กับว่า เป็นใคร” อะ... ไอ้ทอย ทำกูใจสั่นหน้าตาราบเรียบแบบนี้ได้ไงวะ

“จบ กูสายปฏิบัติ ไม่ใช่สายนอนเฉยๆ” แล้วพวกเราต่างหัวเราะอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันน่าขำตรงไหน แต่รู้สึกดีที่ได้คุยกับมันไม่น้อย








ภาพประกอบ มิได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในนิยายแต่อย่างใด

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
แหม่...สเน่ห์แรงนะน้องหนึ่ง

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 31. ความลับของฉัตร และความหลังของทอย

             ผมนั่งรอไอ้ตงจนมืด มันโทรมาบอกว่ารถติดตรงทางลงทางด่วนทำให้เสียเวลามากกว่าที่คิดไว้ ไอ้เราก็ใจกว้างนะ นอกจากไม่บ่นแล้วยังเดินไปซื้อน้ำเย็นจากตู้อัตโนมัติมารออีกต่างหาก ในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานว่าจะเข้ามาดูเพื่อนๆซ้อมที่สนามด้วย เริ่มครึ่งหลังไปได้ 10 นาที ร่างสูงเด่นของตงฉินก็ปรากฎสู่สายตาประชาชน สาวๆทั้งสนามต่างพากันจับจ้องราวกับไฮยีนาจ้องเหยื่อตัวโปรด ไอ้ตงเดินไปทางกองเชียร์ของบริหาร มันกดส่งข้อความว่าผมอยู่ไหน ท่าทางเหรอหราที่หาไม่เจอชวนขำ

TongChin : ไปนั่งเหี้ยทำไมตรงนั้น

หนึ่งโทรสองโท : ไอ้ทอยลากมา

TongChin : มานี่ดิ

หนึ่งโทรสองโท : ไม่ไป ไม่อยากเจอสายตาเกี้ยวกาด

             ผมรู้แหละว่าพิมพ์ผิด แต่ก็ขี้เกียจแก้ ไอ้คนฝั่งตรงข้ามเชิดหน้าแต่สายตายังจับจ้องมาฝั่งนี้ มันทำท่าทางให้ผมไปเจอมันอีกฝั่งหนึ่ง แทนที่มันจะเดินมาทางนี้นะ ไอ้คนเอาแต่ใจ

“หิว” มันโพล่งขึ้นมา

“ก็ไปดิปะ” ผมไม่ต่อความยาวอะไร ใบหน้าดูงุ่นง่านของมันชวนให้ไม่สบอารมณ์

“อยากกินไร” ดีที่ยังมีกะใจถาม

“หมูกระทะ” ผมกวนบาทามันไป ปกติไอ้ตงจะเลี่ยงของกินแนวนี้เพราะคุมน้ำหนัก

“เออ ได้ งั้นรอไอ้พวกนั้น” มันหมายถึงไอ้คิ้ว ไอ้โทและไอ้ฉัตร “เดี๋ยวกูชวนขวัญก่อน” มันไม่รอคำตอบจากผมหรอก มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเดือนกันยายนที่ผ่านมาแนบใบหู บทสนทนาจบลงอย่างรวดเร็ว ทำไมวันนี้ถึงไม่ขัดเรื่องกินล่ะเนี่ย

“ต้องไปรับขวัญใจมั้ย”

“ไม่ต้อง ขวัญไปกับแก๊งสาวๆ” ยังดีที่ขวัญใจมีเพื่อนผู้หญิงคบนะ ปกติเห็นขลุกอยู่แต่กับไอ้โท

“กูชวนไอ้ทอยไปด้วยได้ปะ” คิดถึงคำชวนเมื่อกี้ก็เลยตัดสินใจถาม

“ตามใจดิ ถามกูทำไม” ไอ้ตงตอบแค่นี้ ก่อนเดินกลับไปทางกลุ่มกองเชียร์ของคณะปล่อยผมยืนงงในดงเปลี่ยวคนเดียว สุดท้าย บริหารก็เอาชนะไปด้วยผล 2-1 ประตู ไอ้ทอยบ่นอุบที่ตัวเองตีเสมอได้แต่ถูกกรรมการเป่าล้ำหน้า ผมฝังอย่างงงๆเพราะไม่รู้กติกาของฟุตบอลเท่าไหร่ เพื่อนใหม่ขอตัวไปเปลี่ยนชุดที่ห้องน้ำ ผมเลยเก็บเก้าอี้ที่มันให้เพื่อจะถือไปด้วย

“ไม่ต้องเอาไป ของคณะกู”

“อ้าว ไหนมึงบอกว่าเอามาเอง” ผมแทบจะยกมาฟาด

“ถ้าไม่บอกแบบนี้มึงจะนั่งเหรอวะ” เออ หาเหตุผลมาแก้ต่างเก่ง “มึงยังไม่ไปกินข้าวเหรอวะ ไหนบอกมีนัด”

“เปลี่ยนแผนนิดหน่อย ไปกินหมูกระทะ มึงสนใจมั้ย”

“อืมมมม ไปกะใครวะ มึงก็รู้...”

“ว่ามึงหยิ่ง” ผมกวน

“หยิ่งพ่อง กูแค่ไม่ชอบคนเยอะ”

“ก็ก๊วนเดิมเมื่อตอนบ่าย สนปะล่ะ”

“ชวนเหรอ”

“ไม่ชวนมั้งไอ้สัส ถามเยอะ สรุปจะไม่ไป?”

“ไปดิ” มันกวนตีนกลับ ผมถอนหายใจก่อนจะยืนพิงหน้าห้องน้ำรอ ระหว่างนั้นกลุ่มบริหารก็เดินมา ไอ้เพื่อนตัวดีต่างถามกันยกใหญ่ว่าผมกับไอ้ทอยเป็นอะไรกัน ทำไมดูสนิทขนาดนั้น แถมยังไม่เชื่ออีกว่าเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรก

“สเป๊กมึงเลยนี่หว่า” ไอ้โท พี่ชายปากปีจอแซว เสียงโห่สนับสนุนดังจนอยากแทรกแผ่นดินหนี

“เออ พี่ชายกูขอไปด้วย ได้ปะวะ” ไอ้ฉัตรถามกลางวง กลิ่นเหงื่อของพวกมันเหม็นหึ่งจนอยากจะไล่ให้ไปอาบน้ำก่อน

“มึงมีพี่ชายด้วยเหรอวะ นึกว่าพ่อแม่มึงหยุดปั๊มเพราะได้มึงเป็นลูก”

“ไอ้คิ้วเหี้ย กูเป็นคนดีนะเว้ย” ฉัตรชัยด่าพร้อมชูนิ้วกลางใส่

“พี่มึงก็เรียนที่นี่เหรอวะ ทำไมพวกกูไม่เคยเจอ” ผมถาม นึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย

“พวกมึงเคยเห็น” ไอ้ฉัตรตอบชวนงง “อยู่เภสัชฯ”

“ตอนไหนวะ”

“พวกมึงจะอีกนานมั้ย กูหิว” ไอ้ตงแทรกออกมา ท่าทางไม่เป็นมิตรจนวงแตก ไม่นานสมาชิกก็เปลี่ยนเสื้อผ้าสลัดคราบมอมแมมออกจนหมดจด เนื่องจากไอ้คิ้วจอดรถไว้ที่คณะเพราะรุ่นพี่ให้วิ่งวอร์มอัพมาที่สนาม รถไอ้ตงเลยต้องนั่งอัดกันแน่น ไอ้ฉัตรที่ตัวโตกว่าคนที่เหลือถูกบังคับให้นั่งด้านหน้า ไอ้คิ้วกับไอ้โทเบียดกันที่เบาะหลัง โดยมีผมที่ตัวเล็กสุดนั่งตักไอ้ทอย

“อย่าดิ้นนะมึง เดี๋ยวมันแข็งขึ้นมามึงไม่รอดแน่” ไอ้ทอยกระซิบข้างหู ไออุ่นกระทบจนขนกายลุกชัน กลิ่นกายอับๆเนื่องจากไม่ได้อาบน้ำชวนให้เคลิ้มไปอีก อย่าว่าของมันจะขึ้นเลย ของผมเนี่ยตั้งเด่ตั้งแต่นั่งตักมันละ กล้ามขามันแน่นแนบบั้นท้ายแถมหน้าอกยังแนบแผ่นหลังผมอีก ไอร้อนจากร่างกายเพื่อนใหม่ส่งผ่านไปมาจนสติใกล้แตก สองมือจับเอวเอาไว้เพราะพื้นที่ค่อนข้างเบียด ผมได้แต่เกร็งแก้มก้นจนปวดไปหมดแล้วตอนนี้ ต้องนิ่งไว้ก่อนถึงแม้จะอยากถูไถมากแค่ไหนก็ตาม ผมบ่นไอ้คิ้วยกใหญ่ที่ไม่ยอมให้วนรถกลับไปคณะเพื่อแบ่งจำนวนคนลดความแออัด โดยมันเถียงกลับว่าช่วงนี้รถราเยอะ กว่าจะไปถึงคณะ กว่าจะไปถึงร้าน ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงแน่นอน

“แข็งไม่กลัวกลัวเล็ก” ผมหยอกกลับ ไอ้ทอยเลยกระเด้าพรวดจนหัวผมชนกับเพดานรถยนต์ดังลั่น

“ใจเย็นพวกมึง อย่าเพิ่งเงี่ยน กินข้าวก่อนนะ” ไอ้โทแซวแรงจนผมส่งสายตาดุดันไปด่า แทนที่มันจะสำนึกดันหัวเราะชอบใจอีก

“เชี่ย ท่านี้เหมาะจริงๆว่ะไอ้ทอย เหมือนมึงเป็นผัวไอ้หนึ่งเลย” ไอ้คิ้วได้ทีแซวต่อเนื่อง

“ไหนๆ ดูบ้าง” ไอ้ฉัตรผสมโรง เอี้ยวมามองก่อนจะบอกว่าเห็นด้วย

เอี๊ยดดดดดดดดดด... “เห้ย!!” แต่ละคนต่างร้องลั่น หัวโขกตามตัวรถแรงพอดูเมื่ออยู่ๆไอ้ตงก็เหยียบเบรกกระทันหัน

“เออ โทดที กูขับเลยร้านน่ะ” มันพูดเสียงสะใจมากกว่าจะสำนึกผิด

“ใจเย็นๆดิวะ ถ้าหน้าหล่อๆกูพัง แฟนกูจะเสียใจเอานะเว้ย” ไอ้คิ้วบ่น ผมได้แต่จับเบาะหน้าไว้แน่น กลัวเอาหน้าผากไปทุบกับอย่างอื่นอีก

“เดี๋ยวกูฉุดมึงไว้เอง” ไอ้ทอยไม่พูดเปล่า มันเอาสองมือมากอดเอวเสียแน่น ผมตกใจจนเสียอาการ เพราะตอนนี้สายตาของไอ้เพื่อนใจทรามกำลังแซวผมอย่างหนัก

             ร้านหมูกระทะเจ้าประจำอยู่ไม่ไกลจากมหา’ลัยมากนัก แต่เพราะการจราจรที่แน่นขนัดช่วงเย็นๆทำให้เสียเวลาอยู่พอสมควร ไอ้ทอยถึงขั้นร้องโอดโอยหลังจากตักเป็นอิสระจากแรงกดทับของผม มันเดินขาถ่างๆเพราะเหน็บกินจนต้องแกล้งโดยการเตะ เสียงเอะอะลั่นแถมยังบอกว่าไม่ยอมให้ผมนั่งตักอีกปล่อยมาเป็นชุด

“ไหนพี่มึงวะ” ไอ้โทเป็นฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าคนที่นัดไว้อีกคนยังไม่มา ตอนนี้เตาหมูกระทะทั้ง 2 ร้อนได้ที่แล้ว สงครามชิงเนื้อกำลังเกิดขึ้น หมูหั่นชิ้นพอดีคำวางไปไม่ถึงนาทีก็ถูกมือดีคีบใส่ปาก พวกพลทหารเหล่านี้คงหิวโซอย่างหนักเพราะไม่มีใครคุยอะไรกันเลยในช่วง 15 นาทีที่ผ่านมา ผมวางเนื้อบนเตามือเป็นระวิง คีบอันที่สุกแล้วใส่จานไอ้ตงอย่างเคยชิน

“กำลังมา” ไอ้ฉัตรตอบง่ายๆ มันหันไปจัดการกับของสดต่อ ท่าทางหิวจัดกันทุกคน

“คีบให้กูมั่งดิ” ไอ้ทอยเอ่ยปาก

“โตแล้ว คีบเองเดะ แขนมึงก็ออกจะยาว” เคี้ยวไปด้วยคุยไปด้วยน้ำลายกระเด็นเพิ่มความอร่อยอีก 30%

“ตงฉินก็โต แขนยาวกว่ากูอีก มึงยังคีบให้เลย” ถ้าบอกว่าไอ้ตงน่ะเมียกูเอง ทุกคนจะทำหน้ายังไงวะ

“เออ มึงนี่ยังกะอายุ 5 ขวบ” ผมบ่นแต่ก็ยังคีบหมูนุ่มให้มัน

“เย้” อาการดีใจเป็นเด็กชวนให้หมั่นไส้

“เออ ไอ้ทอย มึงหน้าตาคุ้นๆนะ เราเคยเจอกันปะ” หลังจากหมูในจานหมด ไอ้ฉัตรก็ชวนคุย แววตาของคนถูกถามแข็งกร้าวแว้บหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม ผมลอบมองอย่างงงๆ นึกสังเกตมาตลอดว่าไอ้ทอยไม่ค่อยคุยกับไอ้ฉัตรเท่าไหร่ ต่อให้คุยก็ตอบกวนๆไปงั้น แล้วก็ไม่ต่อบทสนทนากันอีก

“กูหล่อแหละ มึงเลยคุ้น” แล้วไอ้ทอยก็ย่างหมูบนเตาอย่างไม่ใยดีไอ้ฉัตรอีก เพราะอีกฝ่ายมีสายเข้าพอดี

“เออๆ เข้ามา กูอยู่ตรงนี้” ฉัตรชัยวางสายก่อนโบกมือให้พี่ชายมันที่เดินเข้ามาในร้าน พวกเราต่างอ้าปากค้างกันยกกลุ่มที่เห็นหน้าคุ้นเคยนั้นมาใกล้จนกระทั่งนั่งลงข้างๆน้องชายตัวเอง

“นี่ฉัตร พี่ชายกูเอง” ไอ้ฉัตรแนะนำ

“เดี๋ยวๆ ทำไมพวกมึงชื่อเหมือนกันเลยวะ” ไอ้โทเป็นงง

“เออ นั่นดิ”

“ถามมาก” ไอ้ฉัตรคนน้องตอบ ก่อนที่คนพี่จะตอบบ้าง

“เราชื่อฉัตร แต่ไอ้เนี่ยมันชื่อชัย มันไม่ชอบชื่อชัยเลยขอแลกชื่อเล่นน่ะ”

“สาด มึงไม่ต้องบอกก็ได้นะไอ้ฉัตร” ไอ้ฉัตรคนน้องที่ชื่อเล่นจริงๆว่าชัยทำตาขวาง

“อ๋อ ชื่อชัยนี่เอง” ผมแซว

“คุยธรรมดาไม่ต้องสุภาพก็ได้ รุ่นเดียวกัน” พวกเราเห็นด้วย ฉัตรพงษ์ หรือ ฉัตร พี่ชายของไอ้ฉัตรหรือชัย โอ๊ย...เริ่มงง .. ฉัตรพงษ์ พี่ชายของ ฉัตรชัย นั่งข้างๆกันพยักหน้า ก่อนที่สายตาจะหยุดที่คนนั่งติดกับผม

“อ๊ะ ไอ้ไฟปะ” ผมมองสองคนสลับไปมาอย่างไม่เข้าใจ ทำไมฉัตรพงษ์ถึงเรียกไอ้ทอยว่า ไฟ ได้วะ...

“อะ อืม” ไอ้ทอยหน้าเปลี่ยนเป็นอึดอัดใจจนเห็นได้ชัด คนอื่นๆต่างพากันงงเช่นกัน

“รู้จักกันด้วยเหรอวะ” ผมถาม

“ก็ทำนองนั้น” ไอ้ทอยตอบ

“เชี่ย ไอ้ไฟเหรอ มิน่ากูถึงคุ้นหน้า” ไอ้ฉัตร เอ๊ย ไอ้ชัยพูดเสียงดัง ท่าทางเหมือนจะนึกอะไรออก

“อ้าว มึงก็รู้จักเหรอวะ” งงมากไปอีกสิครับ

“เออดิ กูว่าแล้วว่าทำไมหน้าคุ้นจังวะ” ไอ้ชัยพูดต่อ โดยไม่สนใจฉัตรพงษ์ที่ทำท่าจะห้าม

“เออ โลกกลมดี” ไอ้คิ้วตัดบท “แดกก่อนมั้ย แล้วค่อยคุย”

             ท่าทางของไอ้ทอยเงียบจนสังเกตได้ตั้งแต่พี่ชายของไอ้ฉัตร เอ๊ย ไอ้ชัยเข้ามานั่ง หลังจากปรับอารมณ์ได้แล้วก็มีเวลามองสองพี่น้องที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ ใช่ครับ ฉัตรพงษ์กับฉัตรชัยเป็นฝาแฝดกัน ถึงแม้จะมีจุดต่างกันบ้างแต่ถ้ามองผ่านๆแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ด้วยรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน ฉัตรชัยหรือไอ้ชัย จะตัวหนากว่าเนื่องจากชอบออกกำลังกาย แต่หน้าตาของฉัตรพงษ์ หรือ ฉัตรตัวจริง ดูนิ่งและสะอาดสะอ้านมากกว่า ทรงผมที่เซ็ตอย่างดีทำให้แยกความต่างได้

“มึงโอเคมั้ยวะ” ผมกระซิบถามคนข้างๆที่นั่งนิ่งไม่แตะของกินอีกเลยตั้งแต่ฉัตรเดินเข้าร้าน

“สบายๆ” ไอ้ทอยตอบ แต่สีหน้าไม่ได้เห็นด้วยกับคำตอบ “เดี๋ยวกูกลับก่อนนะ” มันพูดเสียงเบาก่อนจะลุกพรวดออกไปโดยไม่บอกลาคนที่เหลือ ผมได้แต่มองตามอย่างไม่เข้าใจเหตุการณ์ ก่อนจะถูกมือใหญ่ของไอ้ตงที่นั่งติดกันอีกฝั่งฉุดขอบกางเกงย้วยๆเอาไว้ ถ้าลุกตอนนี้คือหลุดมาทั้งพวงนามสกุลเป็นแน่

“เดี๋ยวมานะทุกคน” ฉัตรพงษ์บอกพวกเราอย่างสุภาพ คงเพราะยังไม่ทันได้คุยหรือสนิทกันก็ลุกตามไอ้ทอยไปติดๆ

“นี่มันเรื่องอะไรกันวะไอ้ชัย”

“มึงเรียกกูว่าฉัตรก็ได้ไอ้คิ้ว” มันแหว ท่าทางจะอยากชื่อฉัตรจริงๆ

“คอวอยอ มึงสมควรชื่อไอ้สัส” คู่นี่เริ่มเถียงกันอีกละ “สรุปกูจะรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น” ไอ้คิ้วถามต่อ

“กูว่าแล้วทำไมคุ้นหน้าไอ้ทอย แถมตอนกลางวันมันก็มองกูแปลกๆเหมือนโกรธกันมาแต่ชาติปางก่อน”

“อามิตตาพุทธ” ไอ้โทส่งมุก

“พ่อง...” ไอ้ชัยตบกลับ “โลกกลมชิบหายเลยว่ะ”

“มึงช่วยเล่านะ ไม่ใช่คุยกับตัวเอง” ไอ้ตงที่นิ่งเงียบด่า

“สม กวนตีนดีนัก” ผมทับถม

“เออๆๆ เล่าๆ คือกูกับไอ้ฉัตรเป็นแฝดกันใช่ปะ แล้วตอนมอปลายน่ะพวกกูอยู่คนละห้อง ไม่ค่อยได้เจอกัน ...”

#### ####

[ฉัตรชัย & ฉัตรพงษ์]

             สองพี่น้องฝาแฝดเรียนคนละห้อง คนพี่เรียนสายวิทย์ โดยคนน้องนั้นเรียนศิลป์คำนวณ ด้วยโควต้านักเรียนเก่า นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเรียนจึงไม่มีใครไม่รู้ว่าสองคนนี้เป็นคู่แฝดกัน (ถึงแม้หน้าตาจะไม่เหมือน 100% แต่ก็มากพอที่จะให้คนจำสับกันได้) ยิ่งเรียนคนละห้องคนละสาย ความยากของแต่ละวิชาก็ต่างกันทำให้ทั้งคู่ไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน ฉัตรพงษ์เรียนหนักกว่าแถมยังต้องไปเรียนพิเศษแทบไม่ได้พัก ผิดกับฉัตรชัยคนน้อง ที่การเรียนไม่เน้น การเล่นมาก่อน ด้วยใบหน้าที่ไม่หล่อเหลาติดอันดับของโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่จนหาแฟนไม่ได้ คนน้องจึงมีแฟนไม่ขาดสาย โดยอีกคนก็ใกล้แต่งงานกับการเรียนอยู่รอมร่อ

             ในช่วงม.5 มีนักเรียนใหม่ย้ายมาตั้งแต่ต้นเทอมในห้องเดียวกับฉัตรพงษ์ ชื่อ ไฟ หรือ นายอัคคี ที่มีข่าวลือว่าย้ายหนีพวกนักเรียนนักเลงที่คอยแกล้งจนเรียนที่เดิมไม่ไหว อัคคีในตอนนั้นเป็นคนอวบเกือบเข้าขั้นอ้วน พุงใหญ่แต่ไม่ถึงกับย้วย ยังดีที่เป็นคนสูง ใบหน้าขาวกลมเป็นลูกซาลาเปาเต็มไปด้วยผื่นสิว แว่นตาหนาเตอะกับท่าทางเงอะงะบ่งบอกให้รู้ว่าไม่ใช่คนที่เข้มแข็งอะไร ไม่แปลกใจที่จะกลายเป็นตัวตลกให้เพื่อนๆล้อตั้งแต่ย้ายมาวันแรก หลายคนเรียกว่า ทอย ที่แปลว่าของเล่นแทนชื่อจริงจนติดปาก

             อัคคีเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะถูกล้อเลียนรูปลักษณ์ภายนอกมาตั้งแต่จำความได้ สมัยเด็กนั้นมันก็น่าหยิกน่าหยอกอยู่หรอก แต่พอโตขึ้นแถมน้ำหนักก็ยังเพิ่มขึ้นตามไปด้วยกลับกลายเป็นปมด้อย จากที่พูดน้อยก็ยิ่งเก็บกดกว่าเดิมเนื่องจากการถูกบูลลี่อยู่เสมอ เขามีเพื่อนสนิทไม่มากนัก แต่ละคนก็ไม่สามารถปกป้องได้เนื่องจากเป็นเด็กเนิร์ดเสียหมด เด็กหนุ่มย้ายมาไม่นานก็ยังไม่มีใครพูดด้วยนอกจากจะใช้งานและแกล้งล้อ จนกระทั่ง ฉัตรพงษ์ เป็นคนแรกที่ชวนเข้ากลุ่ม

             เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ อัคคีจึงขอให้ฉัตรพงษ์ช่วยสอนวิธีลดน้ำหนัก ทั้งคู่จึงใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ถึงแม้จะต้องรอจนดึก อัคคีก็ไม่อิดออดที่จะรอไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสพร้อมเพื่อนใหม่ ระยะแรกนั้นเด็กหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจหลายครั้ง แต่เพราะแรงกระตุ้นจากฉัตรพงษ์ทำให้เกิดแรงฮึดจนผ่านช่วงวิกฤติมาได้ หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันจากวัน เป็นเดือนและผ่านมาครบรอบปี อัคคีก็รู้ตัวว่าแอบมีใจให้เพื่อนสนิทไปแล้ว ถึงแม้จะมั่นใจว่าฉัตรพงษ์เป็นผู้ชาย แต่ก็ห้ามความหวั่นไหวไม่ได้ เด็กหนุ่มที่รูปร่างเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็เริ่มมีความมั่นใจมากกว่าเดิม เพื่อนร่วมชั้นก็ไม่ค่อยแกล้งอะไรอีกเนื่องจากเกรงใจกลุ่มของฉัตรพงษ์ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือชื่อเช่นที่ทุกคนต่างเรียกว่า ทอย จนติดปาก

“อย่าคิดมากดิ ยังไงมึงก็ชื่อไฟนี่นา จะเรียกอะไรก็ช่างแม่ง” บทสนทนาปลอบใจยิ่งทำให้อัคคีตกหลุมรักเพื่อนสนิทมากขึ้น เวลามีกิจกรรมก็ชวนฉัตรพงษ์ไปค้างที่บ้านตนเองเนื่องจากอยู่ใกล้โรงเรียนมากกว่า กลางดึกของคืนหนึ่งเด็กหนุ่มที่นอนไม่หลับแอบขโมยจูบเพื่อนสนิทที่หลับไหลอย่างตื่นเต้น ลองสอดแขนกอดร่างกายที่แน่นด้วยกล้ามเนื้อสวยแบบกล้าๆกลัวๆแผ่วเบา กลัวว่าอีกคนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจะตกใจหรือไม่ก็โกรธและอาจเลิกคบ เมื่อฉัตรพงษ์ไม่ได้ต่อต้านอะไร พวกเขาจึงกอดกันจนถึงเช้า

             ช่วงเทอมแรกของชั้น ม.6 นักเรียนสายวิทย์คณิตเจอตารางเรียนแสนโหด เนื่องจากต้องอัดเนื้อหาของเทอม 2 มาด้วย เพื่อให้มีเวลาว่างช่วงปลายภาคเรียนสุดท้ายในการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งฉัตรพงษ์และอัคคีต่างตัวติดกัน พ่วงกันไปทั้งกลุ่มที่ถือว่าสนิทกัน อัคคีไม่เคยมีเพื่อนที่สนิทกันเป็นกลุ่มใหญ่แบบนี้มาก่อนก็รู้สึกดีใจมาก เขาเป็นคนเรียนเก่งและช่วยติวให้กับทุกคนอย่างไม่หวงวิชา ยิ่งวันไหนติวหนักก็พากันไปนอนค้างที่บ้านตนเสมอ แน่นอนว่าฉัตรพงษ์ยอมเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเป็นประจำ           

             ในคืนหนึ่งหลังจากเพื่อนๆกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือเพียงฉัตรพงษ์ที่บ้านไกลที่สุดขอค้างด้วย เจ้าของบ้านดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง คืนนั้นเขานอนไม่หลับเช่นเคยเพราะตื่นเต้นเรื่องสอบบวกกับใจเต้นรัวเพราะได้กอดด้านหลังคนที่ชอบ ดวงตาเป็นประกายเปิดกว้างมองท้ายทอยเพื่อนสนิทอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย วินาทีที่คนในอ้อมกอดเปลี่ยนท่าหันหน้ามาจนจมูกเกือบชนกัน สายตาของฉัตรพงษ์ยังไม่ปิด ด้วยความที่คุ้ยเคยกับความมืดเพราะต่างฝ่ายต่างลืมตาอยู่นาน จึงได้นอนสบตากันอยู่อย่างนั้น อ้อมกอดของอัคคียังอยู่ท่าเดิม เขากระชับร่างเพื่อนสนิทมาชิดจนแทบไร้ช่องว่าง ริมฝีปากของอัคคีสั่นระริกไม่ต่างกับร่างกายที่สั่นเทายามนี้ แม้จะหักห้ามใจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่อาจต้านทานความเย้ายวนที่อยู่ตรงหน้าได้เลย กลีบปากเย็นเฉียบแตะเบาๆที่ปากของอีกฝ่าย มันค้างเติ่งอยู่เกือบนาทีก่อนที่อัคคีจะมั่นใจว่าเพื่อนสนิทก็มีใจให้เขาเช่นกัน

             รสจูบหอมหวานทำให้ทั้งคู่หลับฝันดีท้ายที่สุด อัคคีที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มเข้ารูป น้ำหนักตัวที่เกิน 90 ก็ลดลงมาจนแทบเป็นคนละคน รอยสิวจางหายลงไปมากแล้วก็ฉายแววว่าเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่งวางแผนว่าจะสารภาพรักกับเพื่อนสนิทและขอคบเป็นแฟนในวันสอบวันสุดท้าย แผนการถูกตระเตรียมเป็นอย่างดีในหัว ใจเต้นโครมครามนึกอยากให้ถึงวันนั้นโดยเร็ว

             ฉัตรชัย แฝดผู้น้องไม่รู้เลยว่าพี่ชายฝาแฝดนั้นมีรสนิยมทางเพศแบบไหน คงเป็นเพราะโตมาด้วยกันอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลานั่นแหละ เวลาเจอสาวสวยๆก็พากันแซวด้วยกันไม่เคยขาด ฉัตรชัยเป็นคนเจ้าชู้คารมดี ผิดกับฉัตรพงษ์ที่ดูนิ่งเงียบมากกว่า พี่น้องหยินหยางเลยไม่ค่อยใช้เวลาด้วยกันเหมือนสมัยเด็ก เพราะเพื่อนที่คบก็นิสัยแตกต่างกันไป ฉัตรชัยมีเพื่อนสนิทชื่อศิระ หรือ คิ้ว หนุ่มฮ็อตเบอร์ต้นๆของโรงเรียน แก๊งนั้นจะชอบแนวหลีหญิงไม่ค่อยตั้งใจเรียน ผิดกับแก๊งของแฝดผู้พี่

             วันสอบแอดมิชชั่นวันสุดท้าย อัคคีที่ไปถึงห้องสอบเกือบสายไม่ทันได้สังเกตเลยว่าตัวเองสอบคนละที่กับฉัตรพงษ์ แต่เมื่อเห็นฉัตรชัยนั่งระบายกระดาษคำตอบอยู่อีกสามแถวถัดไปก็ดีใจและตั้งใจทำข้อสอบ เขาอยากยื่นคณะเภสัชศาสตร์เหมือนกับฉัตรพงษ์ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำข้อสอบจนหมดเวลา ร่างที่คุ้นเคยของฉัตรชัยก้าวออกจากห้องสอบไปก่อน อัคคีรีบเก็บอุปกรณ์และไปรับเป้ที่เตรียมของมาเซอร์ไพรส์เพื่อนสนิทจึงเสียเวลาไปพอสมควร หลังจากที่วิ่งตามมาสุดแรง เขาก็คว้าไหล่คนคุ้นเคยไว้ได้ตรงทางเดินที่นักเรียนต่างเดินสวนไปมาขวักไขว่

“หืม มีอะไร” ฉัตรชัยมองคนตัวสูงกว่าอย่างไม่พอใจมากนัก แต่ก็ใจเย็นรอจนอัคคีหยุดหอบ

“นี่” คนที่มายื้อยื่นกล่องของขวัญเล็กๆให้ ฉัตรชัยทำหน้างงหนัก

“อะไร ให้ทำไม”

“คือ กู เอ่อ เรา...” อัคคีข่มความประหม่า ใบหน้าหล่อเหลาแดงระเรื่อแต่ก็ตัดสินใจพูดไปในที่สุด

“เราชอบ เอ่อ กูรักมึงว่ะ ไอ้ฉัตร ถ้ามึงคิด...” ผลั่ก!

             หมัดดุ้นใหญ่กระแทกหน้าขาวเสียงดังลั่นก่อนจะได้พูดอะไรอีก ร่างสูงของอัคคีร่วงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว กล่องของขวัญสีฟ้าพาสเทลตกร่วงกลิ้งไปอีกทาง ใบหน้าเดือดดาลของเพื่อนสนิททำให้งุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าใจไม่ตรงกันก็ไม่เห็นต้องต่อยกันก็ได้ แถมแววตาที่มองมาคือความโกรธและสมเพชชวนปวดใจจนไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้น ความเสียใจก่อตัวอย่างห้ามไม่ได้ น้ำใสๆไหลเอ่อนองสองแก้ม

“กูไม่รู้ว่ามึงเป็นใครนะ แต่อย่ามายุ่งกับกู ไอ้เหี้ย ไอ้ตุ๊ด กูไม่ได้ชอบมึง” เสียงด่ากราดดังไปทั่ว ยังดีที่มีคนมาห้ามและกันพวกเขาออกจากกัน อัคคีร้องไห้อย่างหนัก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากลับมาถึงบ้านได้อย่างไร กระเป๋าเป้ที่เปิดกว้างไม่มีข้าวของเหลืออยู่สักชิ้นถูกวางไว้มุมห้อง ร่างสูงนั่งเงียบปล่อยน้ำตาไหลอยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดเกาะกุมจนทนไม่ไหว มองบนเตียงมืดมิดด้วยหัวใจที่แตกสลาย ภาพใบหน้าของคนที่แสนรักในอ้อมกอดตรงนั้นหลอกหลอนจนหายใจแทบไม่ออก จูบแรกที่สอดประสานเต็มไปด้วยความรู้สึกดีทั้งสองฝ่ายติดในความทรงจำจนสลัดไม่ได้จึงทนอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้วแม้แต่นาทีเดียว อัคคีเปิดไฟในห้องและเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางจนเต็มแน่น ก่อนลงไปคว้ากุญแจรถและตะโกนบอกพ่อแม่ว่าจะไปอยู่บ้านญาติที่ระยองจนกว่าผลแอดมิชชั่นจะออก

             ตลอดเวลาที่อยู่ระยอง อัคคีไม่ได้ติดต่อเพื่อนคนไหนอีกเลย โทรศัพท์มือถือได้ตกหายไปตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้ซื้อเครื่องใหม่มาอีก หัวใจของเขาบอบช้ำได้แต่เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆว่าผิดอะไร ทำไมฉัตรพงษ์ถึงต้องทำร้ายกันเช่นนี้ ความรักที่มากล้นแปรเปลี่ยนไปทีละน้อยเพื่อป้องกันตัวจากความเจ็บที่มีมากเกินรับไหว จนท้ายที่สุด อัคคีก็เปลี่ยนความรักเป็นความเกลียดชังและขังตัวเองอยู่กับความผิดหวังซ้ำๆ เขาเปลี่ยนไปยื่นคะแนนในคณะอื่นและมหา’ลัยอื่นเพื่อไม่ต้องได้เจอกับคนๆนั้นอีกครั้ง ก่อนปิดหัวใจไม่เปิดรับใคร แยกตัวออกจากสังคมเพื่อหลีกเลี่ยงคนเข้าหา เขาไม่อยากเผลอใจจนเจ็บอีกครั้ง

             จนกระทั่ง...ต้นเทอมที่ 2 ในวิชาเลือกเสรีของคณะ อัคคีสะดุดกับใบหน้าหล่อเหลาแต่นิ่งเงียบของเพื่อนร่วมคลาส เขาลอบมองใบหน้าเศร้าหมองและแปลกแยกจากกลุ่มคนอยู่นานถึง 2 อาทิตย์จนกระทั่งรวบรวมความกล้าไปคุยด้วย อัคคีรู้สึกสบายใจที่ได้คุยกับเพื่อนใหม่คนนี้ คงเพราะแววตาที่เหงาหงอยนั่นแหละเป็นตัวดึงดูดให้เข้าหา ชายหนุ่มไม่ได้คิดในแง่ชู้สาวในช่วงแรก แต่นับวันก็ยิ่งรู้สึกดีก่อตัวเงียบๆ ... เพื่อนใหม่คนนี้ชื่อ เอกราช หรือไอ้หนึ่ง มันพาเขาไปเจอเพื่อนคนอื่น และหนึ่งในนั้นคือฉัตรพงษ์ คนที่ตนไม่อยากพบเจอที่สุดในชีวิต อีกทั้งคนๆนั้นกลับทำท่าทางว่าไม่รู้จักตนโดยสิ้นเชิงยิ่งทำให้อึดอัด หากไม่ใช่เพราะรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับไอ้หนึ่ง อัคคีคงจะไม่ติดสอยห้อยตามคนกลุ่มนี้มาตั้งแต่แรก

             และแล้วเขาก็ต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเก่า เมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะของฉัตรพงษ์เดินมาในร้านและนั่งฝั่งตรงข้าม อัคคีหายใจติดขัดนึกสับสนว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายใช่ไหม และเมื่อคนมาใหม่ทักทายโดยคนที่หน้าเหมือนกันที่นั่งรออยู่แล้วเอ่ยว่าคุ้นหน้าขึ้นมา ภาพความทรงจำที่อยากจะลืมเมื่อต้นปีกลับมาตีทรวงอกอีกครั้ง ในใจเขาพร่ำบอกตัวเองไม่ขาดสาย ...ไอ้โง่ ไอ้ไฟ มึงมันโง่...

             ความเสียใจที่เคยมีมากมายก่อนหน้านี้ทำให้รู้สึกอับอายและอึดอัด อัคคีไม่ใช่คนโง่ที่จะเดาไม่ออกว่าตัวเองไปสารภาพรักผิดคนจนโดนต่อย และใช้เวลาหลายเดือนจ่มจ่อกับความเกลียดชังในตัวฉัตรพงษ์ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรแม้แต่น้อย เขาตัดการติดต่อทุกคนจนหมด เพื่อจะหนีความเจ็บปวดที่เกิดจากความโง่เง่าของตัวเอง ... สุดท้ายเขาก็รีบวิ่งออกมาจากตรงนั้น ความเกลียดที่เกาะกุมใจสลายไปจนหมด เหลือแค่ความละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้าคนๆนั้นได้อีก สองขาวิ่งอย่างไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้จุดหมาย รู้แค่ว่าต้องไปให้ไกลจากตรงนั้น ไม่สนใจผู้คนที่เดินขวักไขว่ตามฟุตบาทที่หักพัง ไม่สนใจว่ามีใครอีกคนวิ่งตามมาตั้งแต่แรก ก่อนจะถูกแรงกระชากรุนแรงรั้งไว้จนต้องหยุดวิ่ง แล้วสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมายก็มองมา...

“มึงมันเหี้ย” พวกเราต่างเห็นด้วยกับคำด่าที่ออกจากปากไอ้คิ้ว

“ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ ว่าพี่ชายกูจะนิยมชายด้วยกันน่ะ กูอยู่กับมันมาตั้งแต่เกิดก็เพิ่งรู้เมื่อตอนต้นปีนี่แหละ”

“ไม่รู้ไม่ว่า แต่มึงก็ใจทรามสัส ไปต่อยหน้าไอ้ทอยได้ไงวะ” ผมบ่นปนถาม

“ก็กูตกใจนี่หว่า อยู่ๆมีใครก็ไม่รู้ตัวสูงใหญ่แถมเป็นผู้ชายเหมือนกันอีกมาบอกรัก”

“แต่มึงก็ทำเกินไปนะ” ไอ้ตงที่นิ่งเงียบอยู่ออกความเห็น

“แล้วพี่ชายมึงรู้เรื่องนี้มั้ยเนี่ย” ไอ้โทถามบ้าง

“ตอนแรกไม่รู้แหละ เพราะกูไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง แต่หลังสอบเสร็จ กูเห็นมันหงอยผิดปกติเหมือนคนอกหักเลยถามว่าเป็นอะไร ทีแรกมันก็ไม่ยอมตอบหรอก แต่เค้นไปเค้นมาเลยรู้ว่ามันติดต่อเพื่อนสนิทคนหนึ่งไม่ได้”

“แล้วไงต่อวะ” ผมถาม เพราะอยากรู้มาก

“ก็ไม่แล้วไงหรอก มันเอารูปไอ้ทอยให้ดู ก็เลยถึงบางอ้อ กูเลยเล่าเรื่องวันนั้นให้ฟัง”

“กูว่าพี่มึงต่อยมึงยับ” ไอ้โทเดา

“เปล่า นอกจากมันไม่ต่อยแล้วยังไม่คุยกับกูอีกเป็นเดือนๆ กว่ามันจะทำใจเรื่องนี้ได้ กูต้องง้อมันยิ่งกว่าง้อแฟนซะอีก”

“สมน้ำหน้า ใครให้มึงชั่วล่ะ” ไอ้คิ้ว เพื่อนสนิทของฉัตรชัยโพล่งออกมา

“แล้วทำไมมึงถึงเพิ่งนึกออกว่าไอ้ทอยคือคนที่มาสารภาพรักกับมึงวะ” ผมถาม

“กูจำหน้ามันแทบไม่ได้เลย ตอนนั้นเลือดขึ้นหน้าต่อยร่วงไปแล้วแทบจะไม่ก้มไปมองด้วยซ้ำ แถมรูปร่างหน้าตาของมันเปลี่ยนไปยังกับคนละคน สมัยนั้นมันอวบๆ แต่ตอนนี้หุ่นดี หน้าใสยังกะดารา” มันสารภาพ

“มึงคิดว่าไอ้ทอยจะโกรธพี่ชายมึงปะ” ไอ้โทลองถาม ไม่คิดเลยว่าต่อมเผือกแต่ละคนจะเยอะขนาดนี้

“ถ้าไอ้ทอยมันรู้ว่าไอ้ฉัตรทุ่มเทในการตามหามันมากแค่ไหน มันจะใจอ่อนเองแหละ อีกอย่างคนที่ผิดคือกูไม่ใช่มัน”

“แล้วทำไมมึงยังนั่งบื้ออยู่ตรงนี้อีกวะ ไม่ไปช่วยพี่ชายมึงปรับความเข้าใจรึไง” ไอ้คิ้วด่าเพื่อนซี้ และเหมือนไอ้คนต้นเรื่องเพื่อคิดได้ มันผุดลุกและวิ่งตามสองคนนั้นไปทันที ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่านะ เพราะมันก็ล่วงมาเกือบ 20 นาทีแล้ว

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
เพราะความเข้าใจผิดแท้ๆ. ใครจะเป็นคนง้อล่ะเนี่ย

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 32. ความรู้สึกประหลาดนี้มันคืออะไร

[เจด ชิติพัทธ์]

             หลังจากคลื่นลมสงบ บทรักหนักหน่วงแสนสาหัสจบลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าและเจ็บตึงพวกเราก็ต่างพากันหลับไปอย่างอ่อนล้า กลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวไม่มีผลกับต่อมรับรู้ในตอนนี้ เคมีที่เหนื่อยเพราะออกแรงกดและดันอย่างไม่สงสารบั้นท้ายของผมก็เป็นฝ่ายกอดกระชับจากด้านหลังโดยที่พลังงานแข็งๆยังติดในตัว ถึงแม้จะเจ็บจี๊ดแต่ก็ไม่มีแรงห้าม ความง่วงมีอิทธิพลมากกว่าอารมณ์ใดๆในตอนนี้ มารู้สึกตัวอีกทีในตอนเช้า สภาพผมก็เหมือนคนใกล้ตายเพราะระบมไปหมดทั้งร่าง แถมไอ้เคมีที่นอนหลับสนิทโดยที่พลังงานใหญ่โตขยายตัวตามปกติของผู้ชายจิ้มเข้ามาในตัวจนกระตุกวาบรบกวนการนอนจนต้องแหกขี้ตาตื่น พอหลุดจากกันแค่นั้นแหละ ความเจ็บแปลบก็เล่นงานจนต้องทรุดนั่งอย่างหมดแรง แถมยังแสบทั่วรูตลอดเวลาเพราะมีอะไรไม่รู้หนืดๆไหลออกมาไม่ขาดสาย ไอ้คนร้ายนอนนิ่งไม่รู้เรื่องมองแล้วชวนหงุดหงิด บั้นท้ายผมไม่เคยตกเป็นของใครมาก่อนแต่มันก็ไม่ถนอมกันเลยสักนิด

             เมื่อกลั้นความเจ็บและทำใจสักพักก็ลากสังขารที่เหมือนคนแก่เดินเซไปเข้าห้องน้ำที่อยู่นอกห้องนอน นึกบ่นในใจว่าทำไมไม่ทำห้องน้ำในตัววะบ้านก็ออกจะใหญ่ เดินเสียดไปมาช้าๆโดยมีแค่ผ้าขนหนูพันตัวไว้หยุดที่หน้าห้องน้ำชั้นบนของบ้าน พอจะเปิดเข้าไปกลับมีเสียงเปิดจากด้านในมาเสียก่อน

“พี่ ฟะ ฟิสิกส์” ผมตะลึงตาค้าง ไม่ต้องบอกก็เดาได้จากสภาพที่ยับเยิน ตามตัวเป็นรอยดูดแดงจ้ำ หัวฟูเพราะเพิ่งตื่นตอน สองขายืนสั่นแถมมีของเหลวไหลเป็นคราบเกาะทั่วขนหน้าแข้งอีก

“เออ กูเอง มึง ... เชี่ย” พี่รหัสดูสภาพหัวจรดเท้าแล้วก็สบถลั่น

“เดี๋ยวค่อยคุยนะพี่ ขอเวลาแป๊บ” ผมลากสังขารเข้าไปในห้องน้ำ นั่งบนชักโครกอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องมาเจอกับพี่รหัสในยามนี้ ท่าทางของแกเดายากไม่รู้ว่าโกรธหรือสงสารที่เห็นสภาพผมกันแน่ ไอ้เราก็ได้แต่เครียดเนื่องจากกลัวว่าจะโดนห้ามเหมือนครั้งก่อน แถมไอ้ที่ค้างในตูดกูเนี่ยแม่งเยอะฉิบหาย นั่งถ่ายไปแสบก้นไปน่าสังเวช

             พอได้อาบน้ำก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง แม้จะยังเจ็บหน่วงที่ก้นแถมเวลาเดินยังขัดๆ แต่ก็ดีกว่าเมื่อกี้เยอะ ผมเดินกุมท้องน้อยเพราะมันหน่วงๆเหมือนมีอะไรทิ่มอยู่ตลอดเวลาไปที่ห้องนอนของเคมี ร่างสูงของพี่น้องยืนกอดอกคุยกันหน้าเครียดชวนอึดอัด ก่อนที่คนน้องจะมาประคองพาไปนั่งที่ปลายเตียงนุ่ม

“สรุปว่าพวกมึงคบกัน” ไอ้พี่รหัสถามมาดื้อๆ ไม่มีอารัมภบท

“เอ่อ ปะ เปล่าครับ...”

“ใช่ เราเป็นแฟนกัน” เสียงดังฟังชัดจากปากเคมีกลบคำตอบผมไปเสียหมด ตอนนี้ทำได้เพียงอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าอีกคนจะตอบแบบนี้ ตอนที่อาบน้ำก็ได้แต่คิดว่ามันคงเป็นอารมณ์ชั่ววูบเพราะไอ้เคมีคงไม่นิยมเพศเดียวกันหรอก หรือที่มันทำไปเพื่อแก้แค้นที่ผมไปทำมันก่อนก็ได้

“ห๊ะ” กลับกลายเป็นผมเองที่ตกใจกับคำตอบที่ได้ แววตาสับสนมองหน้าสองพี่น้องสลับไปมา พี่ฟิสิกส์คลายอ้อมกดจากอก ท่าทางดูผ่อนคลายกว่าเดิม

“กูไม่รู้นะว่ามึงเป็นเกย์ตั้งแต่ตอนไหน แต่มึงโตแล้ว เรื่องนี้กูไม่ยุ่ง” เขาหันไปพูดกับน้องชายก่อนจะก้มมาทางนี้

“ส่วนมึง กูไม่ได้รังเกียจที่มึงเป็นเกย์หรอกนะ ยังไงมึงก็เป็นน้องรหัสกู ไหนๆก็เป็นน้องสะใภ้กูแล้ว ก็ฝากดูแลน้องชายกูด้วยล่ะ” พี่รหัสพูดด้วยใบหน้าเขินๆ ไอ้เราก็ฟังด้วยอาการไม่เชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ทำไมยอมรับกันง่ายดายจังเลยวะ ตอนแรกยังกีดกันจนไอ้เจดเครียดแล้วเครียดอีก

“ไม่ต้องยุ่งหรอก เมียผม ผมดูแลได้” เคมีตอบกลับแต่อีกฝ่ายเดินออกห้องไปอย่างไม่สนใจ

“มะ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น” ผมงงกับเรื่องทั้งหมดอย่างหนัก

“ก็ไม่มีอะไรหรอก มันถามว่าเกิดอะไรขึ้นน่ะ” น้องชายบ้านนี้แทนตัวพี่ชายตัวเองด้วยคำว่า มัน ...

“แล้วมึง อ๊ะ เค็มตอบไปว่าไง” จะว่าเขินก็เขินไม่น้อยนะ มีผัวคนแรกแล้วโดนพี่ชายเขาจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้

“ผมก็ตอบความจริง”

“ความจริงอะไร” ผมถามต่ออย่างงุนงง

“ก็เรื่องบนเตียงเมื่อคืนไง พี่โดนไปกี่ยก ท่าไหนบ้าง..” มันตอบสบายๆแถมกลั้นหัวเราะอีก

“ห๊ะ จริงดิ ไม่ขำนะเว้ย” ผมโวยวาย จะลุกก็ไม่ได้เพราะตึงบั้นท้าย

“ไม่ขำ ผมจริงจัง” เกลียดชะมัดเวลาที่หน้าหล่อๆของรุ่นน้องมองมาอย่างหวานชื่น คนที่รู้สึกรักมาตั้งนานแบบผมได้แต่นั่งเขินใกล้ละลายอยู่รอมร่อ ที่ผ่านมาเป็นผัวชาวบ้านมาตลอด พอตกเป็นเมียบ้างก็ดันไม่เสียใจซะงั้น

“จะ จริงจังอะไร” เสียงตะกุกตะกักถามออกไปในที่สุด

“พี่เจด เป็นแฟนผมนะ ถึงผมจะเจ้าชู้ ควงสาวมานับไม่ถ้วนก็เถอะ แต่พี่ให้โอกาสผมนะ”

“อ๊ะ” ผมตกใจ ไม่คาดคิดว่าจะโดนขอเป็นแฟนแบบโต้งๆเช่นนี้

“ผมไม่รอคำตอบนะ เพราะยังไงผมก็เป็นผัวพี่แล้ว” ริมฝีปากบางบดที่ลำคอจนตัวสั่น แรงสยิวแล่นไปมาอย่างลุกโชนก่อนจะถูกร่างใหญ่ที่สวมแต่กางเกงกีฬาตัวเก่าเมื่อวานกดให้นอนราบกับพื้น รสจูบวาบหวามสอดประสานกับลมหายใจอุ่นร้อน เรือนร่างของพวกเราแนบชิดจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง สี่ขาก่ายกอดสอดรัดพัลวันจากแรงกระตุ้นที่หอมหวาน

“อื้อ เก่งเกินไปแล้วนะเราน่ะ” ผมแซวเมื่อรสจูบร้อนเร่าผละจากกัน

“ก็พอตัว” เคมีตอบยียวน รอยยิ้มกว้างฉาบหน้าหล่อให้ชวนมองมากกว่าเก่า

“อื้อ พอก่อน พี่เจ็บ” ผมรีบห้ามเมื่อนิ้วมือสากเขี่ยเลาะที่ปากทางด้านหลัง “พังหมดแล้วให้มันพักบ้าง”

“แต่ผม” รายนั้นไม่พูดเปล่า ดึงมือผมไปจับแก่นกายที่แข็งตัวอัดแน่นทะลุกางเกง

“งั้น ให้พี่เป็นผัวเราบ้างนะ”

“เออะ” ท่าทางตกใจนั้นชวนขำ ถึงจะโดนซ้ำไม่ได้ แต่ถ้าให้เป็นผู้นำก็พอจะทนไหวแหละน่า

“ไม่ได้เหรอ พี่เสียใจนะเนี่ย” ผมทำเสียงงอนๆ จนแฟนหมาดๆนั้นก็ทำหน้าครุ่นคิด และถอนหายใจ

“ก็ได้ ผมยอมพี่คนเดียวนะ”

“อื้ม พี่ก็ยอมเราคนเดียวเหมือนกัน” แล้วบทรักบทใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อน เหมือนเคมีจะติดใจกับมันไม่น้อย เรือนร่างแข็งแกร่งจับเกร็งสั่นสะท้านเมื่อถูกแหวกว่ายความคับข้องเต็มช่องทางด้านใน เสียงครวญครางหอบพร่าสอดประสานอย่างยั่วยวน ภายในคับแน่นติดรัดจนขยับแทบไม่ได้ ครั้งก่อนผมได้ผู้ชายคนนี้ด้วยการบีบบังคับ แต่ครั้งนี้เกิดจากความเต็มใจกันทั้งคู่ ความอ่อนโยนในช่วงแรกชวนอบอุ่นอิ่มเอม ก่อนจะเปลี่ยนจังหวะโหมรุกเร้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราต่างเป็นเจ้าของกันและกัน

             แล้วสถานะว่ามีแฟนแล้วของเคมีและเจดก็ปรากฏทั่วเฟสบุ๊กในวันนั้น แฟนคลับที่เป็นสาวๆต่างอกหักทั่วมหา’ลัยที่ผู้ชายหล่อขั้นเทพสองคนดันมากินกันเอง แถมยังประกาศตัวออกสื่ออย่างไม่แคร์สังคมอีกด้วย มีคนกดไลค์เกือบห้าพัน คอมเม้นต์อีกสองพันกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดพ้อและเสียดายความหล่อของทั้งคู่ ...

#### ####

[หนึ่ง เอกราช]

             หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน ไอ้ตงก็เหมือนจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบแปลกๆอีก แต่ผมชอบนะที่มันเป็นแบบนั้น เพราะอาการมันเหมือนกำลังหึง ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่กลับดีใจจนตัวแทบจะลอยไปแล้ว ร่างใหญ่ที่ซุกอกอยู่หายใจราบเรียบคงจะเหนื่อยจากการใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์มาหลายวัน ไหนจะเรียน ต้องไปถ่ายละคร และยังไปกินหมูกระทะและส่งเพื่อนแต่ละคนไปขึ้นรถไฟฟ้าและวนกลับไปสิ่งไอ้คิ้วที่คณะอีก

“อื้อ เช้าแล้วเหรอ” ตงฉินงัวเงียส่งเสียงถาม ผมหอมหัวหอมๆนั้นอย่างชื่นใจ

“เช้าแล้ว หิวมั้ยเดี๋ยวทำอะไรให้กิน”

“ยังอ่า ขอกอดก่อนกำลังอุ่น” มันทำเสียงอ้อนจนใจอ่อนยวบ ทำไมต้องทำตัวน่ารักแบบนี้ด้วยวะ

“กอดอยู่นี่ไง” ผมกระชับอ้อมกอด แม้จะตัวเล็กกว่าแต่ก็ไม่เป็นปัญหาถ้าเมียอยากจะซุก “วันนี้มีคิวถ่ายมั้ย”

“ไม่มี”

“งั้นนอนต่อนะ หิวก็บอกจะได้ไปทำอะไรให้กิน”

“อื้อ” ตงฉินครางตอบในลำคอ ผมจับจ้องใบหน้าหล่อๆที่นอนนิ่งอย่างอิ่มใจ เหมือนกำแพงที่สูงลิ่วของคนในอ้อมกอดจะลดระดับมาเยอะจนแทบจะไม่มีเหลือ ถึงแม้จะไม่เคยบอกว่าชอบหรือรักกันเลยสักครั้ง แต่การแสดงออกของผมก็น่าจะทำให้อีกคนรับรู้ได้ไม่ยากนะว่ารู้สึกยังไง ...

             แล้วเสียงกรนเบาๆก็ดังขึ้น ไม่นานร่างสูงก็เปลี่ยนเป็นนอนหันหลังให้ แผ่นหลังกว้างในชุดนอนบางแนบเนื้อมีไออุ่นแผ่ออกจนแทบไม่อยากลุกหนีไปไหน สุดท้ายก็ทนต่อไม่ได้เลยจำใจมาเข้าห้องน้ำก่อนจะเดินไปที่ห้องครัวทำกับข้าวให้รูมเมตที่นอนฝันดีอยู่นั่นเอง



 

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
[ตงฉิน]

             ไอเย็นเฉียบแตะตัวจนหนาวรบกวนการนอนจนต้องตื่น เมื่อหันไปมองที่นอนเปล่าข้างๆก็ต้องผุดลุก การนอนคนเดียวไร้ไออุ่นคือฝันร้ายของไอ้ตงชัดๆ ยิ่งปล่อยให้ความเคยชินนี้ทำงานไปเรื่อยๆก็ยิ่งจะถลำตัวลึกจนอาจจะถอนตัวไม่ขึ้น ความหวั่นไหวที่ก่อตัวจนน่าตกใจนี้ชวนให้หวาดหวั่น แค่ความสัมพันธ์ทางกายไม่น่าจะทำให้รู้สึกใจสั่นเวลาที่อยู่ใกล้กันได้ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าไว้วางใจ

“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำไป กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว” ผมมองคนตัวเล็กที่สวมแต่กางเกงบ๊อกเซอร์เดินออกไปจากห้อง แผ่นหลังแกร่งที่เห็นรอยข่วนของตัวเองชวนอึดอัด แต่ก็หวิวในใจไม่น้อย ไอ้อาการแบบนี้มันแย่มาก ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ตงฉินคงไปไหนไม่รอดแน่ๆ

“มีอะไรกินบ้างอะ” ผมเดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าวหลังจากจัดการตัวเองเสร็จสรรพ ในมือยังถือผ้าขนหนูเช็ดเส้นผมเปียกชื้น

“มีของโปรดมึงทั้งนั้นแหละ” ไอ้หนึ่งตอบก่อนจะยกหมูกระเทียมสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมยั่วจนท้องร้องลั่น กับข้าวอีก 2-3 อย่างบนโต๊ะดูน่ากินไปหมด

“ทำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

“ก็ไม่รู้ว่าอยากกินอะไรเลยทำไปก่อน เหลือค่อยเก็บใส่ตู้เย็นไว้” พ่อครัวเดินอ้อมมาด้านหลัง มันสวมผ้ากันเปื้อนทับทั้งที่ไม่ได้ใส่เสื้อชวนให้คิดไม่ดีจนนั่งไม่ติด แรงกดที่ไหล่ทำให้ต้องนั่งลงทั้งที่จะลุกหนีที่เห็นมันเดินมา

“ทะ ทำไร”

“เอามานี่ กินข้าวไป เดี๋ยวเช็ดให้” ไอ้หนึ่งคว้าผ้าขนหนูในมือมาเช็ดหัวให้ ปากก็บ่นไม่หยุดว่าทำไมไม่ใช้ไดร์เป่าผมในห้องเป่าให้แห้งเสียก่อน

“ขี้บ่น คนกำลังจะกิน” ผมด่ากลับ แทนที่จะหยุด มันกลับขยี้แรงจนเจ็บ “โอ๊ย”

“สมน้ำหน้า” มันหัวเราะร่วน ไม่ได้สนใจแววตาเขียวปั๊ดที่มองค้อนเลยสักนิด “อร่อยมั้ย”

“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง” ผมแหว แต่อีกคนก็ไม่สะทกสะท้าน เมื่อเห็นว่าผมเริ่มแห้งดีแล้วก็เดินไปเก็บผ้าขนหนู

“ไม่อร่อยก็ไม่ต้องกิน” มันทำท่าดึงจานข้าวออกห่าง

“บอกตอนไหนว่าไม่อร่อย” ผมรีบใช้สองแขนโอบกับข้าวบนโต๊ะไว้ไม่ให้คนทำแตะต้อง

“อร่อยก็กินเยอะๆสิ ผอมจะแย่แล้วน่ะ”

“ผอมตรงไหนเนี่ย ผู้กำกับบ่นด้วยซ้ำว่าหน้าบวมขึ้น”

“เดี๋ยวพาไปออกกำลังกาย ตอนนี้กินเยอะๆ” ผมมองหน้าคนพูดที่ตอนนี้นั่งตักกับข้าวเข้าปากที่ฝั่งตรงข้ามอย่างงงๆ

“ไปฟิตเนสเหรอ ไม่เอาอะ เหนื่อย” หลังจากใช้ชีวิตหนักๆมาทั้งอาทิตย์ก็ไม่อยากออกไปไหน อยากนอนโง่ๆที่บ้านมากกว่า

“ไปทำไมฟิตเนส ออกกำลังกายที่ห้องก็ได้”

“ได้ยังไงวะ” ผมถาม ก่อนจะฉุกคิด

“ก็...” ไอ้หนึ่งเลียปาก

“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้” ผมด่าลั่น แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเป็นไม่สนใจอาการเต้นเร่าของไอ้ตงเลยสักนิด

“หยุดไม่ได้หรอก เดี๋ยวมึงลืมรสชาติกู” มันตอบหน้าเฉย “มึงบอกว่าแซ่ปไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจัดให้หนักๆ”

“อะ ไอ้...” ผมได้แต่ชะงักสิ จะสวนกลับก็กลัวจะเข้าตัว เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่ามันเด็ดเผ็ดมันมากแค่ไหน

             สุดท้ายแล้ว ความคิดที่จะขัดขืนถ้าไอ้หนึ่งจะเริ่มก่อสงครามก็หายวับไปกับตาเมื่อถูกสายตายั่วยวนนั้นจับจ้องจนใจสั่นไปหมด ทั้งที่ผมตัวสูงใหญ่กว่า แต่กลับถูกเปลื้องผ้าอย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น แรงถาโถมเข้าใส่นุ่มนวลในช่วงแรกก่อนจะแผดเผาความกระดากอายจนหมดสิ้น เสียงครางดังอื้ออึงเร่งเร้าให้เสียงกล้ามเนื้อกระทบกันปึงปังดังกว่าเก่าอย่างหยาบโลน จากยกแรกที่อิ่มเอมก็ต่อด้วยแรงสอดเสียดรอบแล้วรอบเล่าจนกระเพาะอาหารที่เคยแน่นกลับมาหิวโซอีกครั้ง

RRRRRRRRRRRRRRRRRRR

             เสียงโทรศัพท์แผดลั่นจนสะดุ้งตื่น กล้ามเนื้อปวดเมื่อยจนแทบขยับไม่ไหวเป็นอุปสรรคเสียเหลือเกิน ผมเอื้อมมือสะเปะสะปะเพื่อหาต้นตอของเสียง นึกกร่นด่าในใจว่าทำไมต้องโทรมาตอนที่กำลังฝันหวานด้วยวะ แต่ก็เอาเถอะผมควานหามือถือทั้งที่สองตาปิดสนิทจนมันเงียบเสียงไป มือที่งุ่นง่านก็สงบนิ่งวางบนหน้าท้องคนที่นอนอยู่ไม่ห่าง

             ความหิวทำให้ต้องลืมตาตื่นอย่างหงุดหงิด มองที่นอนว่างเปล่าข้างตัวอย่างหวิวใจก่อนลุกไปอาบน้ำอีกรอบเพื่อชำระล้างคราบไคลให้หมดจด เวลาผ่านไปเร็วจนอยากหยุดเอาไว้แค่ตอนนี้ ผมใช้ชีวิตเอ้อระเหยอย่างไม่ต้องดิ้นรนเหมือนที่ผ่านมาอย่างโล่งใจ ตื่นนอนตอนเช้าก็อาบน้ำมีคนทำกับข้าวไว้รอ หลังจากนั้นก็ร่วมรักกันจนเผลอหลับ ตื่นมาอีกทีก็วนลูปเข้าห้องน้ำ ตอนนี้ท้องที่ร้องลั่นบังคับให้สองขาพาร่างสูงโย่งที่สวมแต่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวจิ๋วออกจากห้อง กลิ่นอาหารหอมฉุยแตะจมูก ท่าทางจะไม่ใช่ของเหลือจากมื้อเช้า เพราะมันมีทั้งกลิ่นปลาร้า กลิ่นของย่างโชยมายั่วยวนจนน้ำลายสอ

“ตื่นแล้วเหรอ ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าดีๆก่อน” แทนที่จะบอกให้มากินข้าว ไอ้คนตัวเล็กกลับมาบ่นเรื่องการแต่งตัวของผมซะงั้น

“ไม่ได้ออกไปไหนซะหน่อย แต่งง่ายๆก็ได้” ผมตอบง่ายๆ ไม่ทันสังเกตว่ามีคนอื่นนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกหน้าสลอน

“หืมมมม หุ่นดีชิบหาย” เสียงแซวดังขึ้น ผมตกใจจนผงะ ไม่คิดว่าเพื่อนพ้องจะมากันพร้อมหน้า

“พะ พวกมึงมาทำไรกันวะ” ปกติผมก็หน้าด้านอยู่หรอก กับแค่การใส่กางเกงบางๆปล่อยเบื้องล่างโทงเทงไปมาต่อหน้าเพื่อนผู้ชายน่ะไม่ใช้สาระสำคัญอะไร แต่ไม่ใช่ตอนที่มีขวัญใจกับเพื่อนผู้หญิงที่ไม่คุ้นหน้าอีกสามคนจับจ้องเรือนร่างราวกับกำลังข่มขืนผมทางสายตาเช่นนี้

“กูโทรหาแล้ว มึงไม่รับสาย” ไอ้คิ้วเป็นคนตอบ ข้างตัวมีแฟนสาววัยมัธยมนั่งประกบไม่ห่าง

“กะ กูหลับ”

“เออ นั่นแหละ มึงลืมใช่มั้ยว่าวันนี้ต้องทำงานกลุ่มกันน่ะ” เสียงของมันทำให้ผมเข้าใจเรื่องทั้งหมด

“เช็ด กูลืมจริง” ผมยอมรับแต่โดยดี วิชาที่เราเรียนด้วยกันมีการพรีเซ็นต์วันจันทร์ที่จะถึงนี้ ถ้านับคนทั้งหมดตอนนี้ก็รวมแล้ว 2กลุ่มได้ ฉัตรชัย ขวัญใจและโทอยู่กับเพื่อนผู้หญิงอีก 2 คน ผมกับไอ้หนึ่งอยู่กับคิ้วและเพื่อนผู้หญิงคนที่สาม ห้องรับแขกที่มีคนนั่งรออยู่แล้ว 9 คนดูแคบไปถนัดตา

“กินข้าวก่อนพวกมึง เดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลทำงานกัน” เป็นเสียงไอ้หนึ่งที่โพล่งออกมา ใบหน้าคุ้นเคยพยักเพยิดให้ผมรีบกลับเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนชุด หมดกันภาพลักษณ์ดาราหนุ่มหล่อสุดเนี้ยบ ดีนะที่ยังคว้ากางเกงมาใส่ ไม่งั้นคงได้โชว์ตงฉินน้อยสู่สายตาประชาชนเป็นแน่แท้

             หลังจากสุมหัวกันกำจัดมื้อเที่ยงแสนอร่อยที่เพื่อนๆซื้อตามคำสั่งไอ้หนึ่งระหว่างทางมาคอนโดของผม ส้มตำ น้ำตก ไก่ย่างและอาหารอีสานอีกหลายอย่างหมดเกลี้ยงราวกับฝูงแร้งลงแทะ การที่ทุกคนมาที่ห้องนี้ก่อนก็เพราะว่าคอนโดผมและขวัญใจอยู่ใกล้มหา’ลัยมากที่สุด การที่ไม่ไปขลุกห้องของเพื่อนสนิทผมก็คงเพราะไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ว่าตอนนี้มีแฟนหนุ่มที่นั่งหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวชื่อโทไปอาศัยอยู่ด้วยแบบถาวรแล้ว

             หลังจากเก็บกวาดเศษซากอาหารกลางวันเสร็จสิ้น พวกเราก็ตกลงกันว่าจะไปทำรายงานกันที่ร้านคาเฟ่โมเอะที่ไอ้หนึ่งเคยทำงานพาร์ทไทม์ที่นั่น เพราะมันโทรไปถามเจ้าของร้านแล้วว่าโต๊ะว่างมากถึงมากที่สุด พอถึงร้านก็พบกับความวังเวงที่แท้จริง แต่การตกแต่งด้วยตุ๊กตา ภาพการ์ตูนสีสันสวยงามก็พอให้ชื่นใจบ้างว่าไม่ได้วังเวงเกินไป พวกเราทั้ง 11 คนพากันจับจองโต๊ะจนเกือบเต็มร้าน อุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ในการทำงานต่างวางเรียงรายเต็มพื้นที่ หนังสือที่หอบมาคนละเล่มสองเล่มก็เบียดเบียนที่ว่างจนแทบไม่มีช่องพอจะวางเครื่องดื่มและเบเกอรี่

“ร้านน่ารักอะ ทำไมไม่เคยมาก็ไม่รู้” เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนพูด จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่อวาวา อยู่ภาคการเงินที่ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อนชมไม่ขาดปาก ก่อนจะหยิบมือถือมาเก็บภาพความน่ารักไปทั่วร้าน

“ร้านโดนบังน่ะ ทำเลตรงนี้ถ้าไม่สังเกตจริงๆก็ไม่เห็นนะ” ไอ้หนึ่งเป็นคนตอบ

“ทำไมไม่ทำป้ายหรือโปรโมตร้านบ้างล่ะ” ไอ้ฉัตร เอ๊ย ชัยเป็นคนตั้งคำถาม

“ไม่รู้ดิ พี่เขาบอกว่ามันแพงน่ะ ไหนจะต้องจ้าง ต้องทำโน่นนี่นั่นอีก”

“แต่มึงก็เคยทำงานที่นี่ไม่ใช่เหรอวะ ไม่เสียดายเหรอที่ต้องหยุด” ไอ้โท พี่ชายคนสนิทของไอ้ตัวเล็กพูดออกมา

“ก็เออสิ ใจหายเหมือนกันนะ แต่จะให้ทำไงล่ะ กูก็แค่ไอ้หนึ่งคนจนๆ” น้ำเสียงมันดูท้อแท้นะ แต่หน้าตากลับไม่ได้บอกอย่างนั้น

“เอางี้สิ” เพื่อนผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ มะเหมี่ยว ลองเสนอ “ลองให้ตงถ่ายรูปแล้วเช็คอินร้านดู ไม่แน่นะ คนอาจจะแน่น”

“เอ่อ...” ไหงงานมาเข้าที่ผมจนได้วะเนี่ย

“ไม่เป็นไรหรอกค่า พี่ไม่มีเงินจ้างคุณตงเขาหรอก แค่น้องๆคิดจะช่วยพี่ก็ดีใจแล้ว” พี่นิตยาเจ้าของร้านมาเสิร์ฟขนมหวานด้วยตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผมสังเกตว่าไอ้หนึ่งมองใบหน้าใจดีนั้นอย่างเศร้าสร้อย คงผูกพันกับร้านนี้ค่อนข้างมาก

“น่าเสียดายเนอะ” เพื่อนๆต่างเห็นด้วยกับคำรำพันนี้ ผมได้แต่นั่งนิ่ง คิดสะระตะว่าควรจะช่วยดีไหม ถ้าช่วยแล้วจะได้อะไรกลับมา เพราะชื่อเสียงที่สร้างมามันไม่ใช่คว้ามาได้แค่ข้ามวัน ต้องทำงานหนักและสูญเสียอะไรหลายๆอย่างเพื่อแลกมาจนเป็นที่รู้จักจนทุกวันนี้ การทำงานฟรีมันคือสิ่งดี แต่มันไม่ช่วยให้อิ่มท้อง

ติ๊ง!

หนึ่งโทรสองโท : ถ้ากูจะขอให้มึงช่วย แค่อัพไอจีจะได้มั้ยวะ

TongChin : ทำไมล่ะ

หนึ่งโทรสองโท : กูสงสารพี่นิตว่ะ พวกเค้กที่กูเอาไปแช่ตู้เย็นห้องเราพี่เค้าก็ให้ฟรี

TongChin : จริงดิ


           ผมชั่งใจ ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าขนมนมเนยที่รูมเมตพกไปฝากไม่เคยขาดนั้นมาจากไหน แถมสายตาเว้าวอนของคนที่นั่งตรงข้ามจับจ้องมาจนนั่งแทบไม่ติด ใบหน้าผมร้อนผ่าวไม่รู้ว่าเพราะอึดอัดหรือเขิน มันน่าแปลกที่ไม่มีอารมณ์โกรธขึ้งเพราะโดนมัดมือชกแม้แต่น้อย ทั้งที่ตงฉินตัวจริงคงอาละวาดใส่ไปแล้วถ้าได้ยินเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ผมไม่ได้อ่อนโยนขึ้น แต่เพราะแววตาคู่นั้นที่มองมาไม่ขาดระยะชวนให้ใจอ่อนไปหมด สมองที่แล่นอยู่ดีๆก็ตื้อไปหมด มือใหญ่กดพิมพ์ตอบในโปรแกรมไลน์แล้วใบหน้าหม่นหมองนั้นกลับยิ้มร่า

             ตลอดเวลาร่วม 4 ชั่วโมงที่ต่างพากันตั้งใจทำรายงานและเตรียมตัวนำเสนอนั้น ร้านโมเอะที่อยู่ในซอกหลืบของถนนกลับมีลูกค้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย รอยยิ้มของไอ้หนึ่งฉาบเต็มใบหน้า พี่นิตยาต้องรีบโทรหาพนักงานพาร์ทไทม์ที่เคยทำงานให้กลับมาช่วยเป็นการด่วน อิทธิพลของสื่อในมือมันทรงอานุภาพเหลือเกิน รุ่นพี่รุ่นน้องหรือแม้กระทั่งคนที่ติดตามไอจีของผมที่อยู่แถวนี้ต่างมาใช้บริการไม่ขาดสาย เพื่อนร่วมกลุ่มที่รู้ว่าผมช่วยโปรโมตร้านก็ไม่มีใครบ่นเรื่องที่มีคนมาขอถ่ายรูปด้วยจนแทบไม่ได้ช่วยงานเลย และแล้วพวกเราก็แยกย้ายกันกลับตอนทุ่มนึงพอดี แต่ลูกค้าในร้านก็ยังมาไม่ขาดสาย

“ขอบใจนะ” ไอ้หนึ่งกระซิบระหว่างที่เดินไปขึ้นรถ ทุกคนต่างอิ่มกับอาหารและขนมที่ร้านจากการอภินันทนาการจากพี่นิตยาจนไม่ต้องไปหาอะไรกินต่อก็แยกย้ายกันตามสะดวก

“เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าตงเป็นคนใจดี” ขวัญใจที่นั่งรถกลับมาด้วยเป็นคนพูด

“โห พูดแบบนี้ทำร้ายจิตใจกันชัดๆ” ผมตอบเสียงน้อยใจ

“ปกติตงฉินจะต้องคิดคำนวณแล้วว่าคุ้มมั้ยนี่นา แต่วันนี้มาแปลก” เพื่อนสนิทคนสวยยังคงพูดต่ออย่างไม่สนใจความรู้สึกผม

“คนเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปไง ไม่ดีเหรอที่เราเป็นคนดี”

“ก็ดี แต่ไม่คุ้น”

“ขวัญ” ผมแหว แต่เสียงหัวเราะของคนพูดดังลั่นจนโกรธไม่ลง ชิ! ถือว่าได้ที เผากันยกใหญ่

“แต่ดีจัง ที่หนึ่งอยู่ด้วยแบบนี้ ตงเลยอ่อนโยนขึ้นเยอะเลย”

“หือ เกี่ยวอะไรกับเราด้วยอะขวัญ” ไอ้หนึ่งหันไปมองหน้าสวยๆที่มีพี่ชายของมันซบไหล่ปิดตานิ่ง

“ไม่รู้สิ เวลาที่พวกเธออยู่ด้วยกัน เคมีมันได้อะ”

“คะ เคมีอะไร” ไอ้โทดันตื่นมาในจังหวะนี้พอดี “ไอ้เคมีมันมาวอแวที่รักเหรอ”

“โอ๊ยโทก็ ใช่ที่ไหน เราหมายถึงตงฉินกับหนึ่งต่างหาก อยู่ด้วยกันแล้วมันชวนฟินอะ เคมีเข้ากันดีต่างหาก”

“อ๋อ” โทร้องรับ “ก็ปกติของคนรักกันนี่” แล้วก็วางระเบิด

“ห๊ะ อะไรนะ” ขวัญใจ หนึ่ง และผมพูดประโยคเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าตกใจของผมคงแสดงออกมากไปหน่อย

“หึหึหึ พวกมึงอย่าคิดว่าจะปกปิดสายตากูได้นะเว้ย กูเป็นใคร ไอ้โท พี่ชายไอ้ฟายเตี้ยเลยนะ”

“มะ มึงพูดอะไร” ผมถาม แม่งเสียงมันสั่นทำไมวะ

“อุ๊ย จริงเหรอ ขวัญตกขาวเหรอ”

“ตกข่าว” ไอ้หนึ่งตบมุก จะแซวยังไม่วายเล่นมุกห้าบาทสิบบาท

“อิอิ มิน่าล่ะ เวลาพวกเธอมองกันไปมา สายตางี้หว๊านหวาน” พวกคุณเคยอยากบีบคอเพื่อนสนิทให้ตายๆไปซะบ้างมั้ยครับ

“ว่ะ หวานตรงไหน” เฮือก ผมได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่

“ไม่ต้องปิดแล้วไอ้ตง พวกมึงน่ะแอบคบกันแหงๆ” ไอ้โทไอ้ตัวดี ตอกย้ำมาอีกละ

“ปละ เปล่าซะหน่อย” ทำไมมีแต่ผมที่ร้อนตัววะ ไอ้คนที่นั่งข้างๆไม่เห็นจะช่วยพูดอะไรเลย

“ไม่ต้องเขินหรอกตง รับรองเราไม่บอกใครหรอกน่า...เนอะ” ขวัญใจพูดและหันไปขอเสียงสนับสนุนจากมนุษย์แฟนที่นั่งข้างกันที่เบาะหลัง

“ช่ายยยย แค่ได้เห็นไอ้หนึ่งเด็ดดอกวัดมาได้ก็ดีใจตายห่าละ”

“ดอกฟ้ารึเปล่าวะ ดอกวัดเหี้ยไรมึง” ไอ้หนึ่งพูดบ้าง แต่ก็ไม่ช่วยแก้ตัวอะไรทั้งนั้น

“โอ๊ย พวกมึง” ผมร้องอย่างฟึดฟัด ใจคอจะขยี้เรื่องนี้ให้ได้จริงๆใช่ไหม

“ใจเย็นๆก่อนไอ้ตง คบกับไอ้หนึ่งไม่ดีตรงไหน”

“ใช่ๆ โทพูดถูก ตั้งแต่อยู่กับหนึ่งนะ ตงน่ะใจเย็นกว่าเดิม อ่อนโยนขึ้นเยอะ แถมยังขยันเรียนมากกว่าเดิมอีก” ใครก็ได้ลากสองคนนั้นไปทิ้งที

“เอ่อ...” จุกสิจ๊ะ จะพูดอะไรอีกล่ะ

“กูดีใจนะ ที่มึงคบกับน้องกูน่ะ” ไอ้โทพูด ไม่ได้สนใจเลยว่าผมจะแก้ตัวยังไง

“ขวัญก็ดีใจนะ อย่างน้อยตงก็เป็นผู้เป็นคนขึ้น ไม่ไปมั่วกับคนกลุ่มนั้นอีก” ขวัญใจจี้ได้ตรงประเด็น เพราะผมห่างหายจากงานปาร์ตี้กับพวกนายแบบนางแบบมานานแล้ว เลิกยุ่งเกี่ยวกับสารอันตรายต่างๆได้อีกด้วย

“พวกมึงใจเย็นก่อน” ไอ้หนึ่งที่เงียบมานานพูด “พวกกูไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย”

“ใช่ๆ” ผมพูดเสริม

“ไม่ได้เป็นแฟนกัน เพราะไม่ได้มีอะไรกันแบบว่า xxx หรือไม่ได้เป็นแฟนกันเพราะไม่มีใครขอเป็นแฟนวะ” ไอโท มึ้งงงงง

“ไม่ได้มีอะไรกัน” ผมตอบ

“ไม่ได้ขอ” ไอ้หนึ่งตอบ

“นั่นไง มีพิรุธ” ขวัญใจยิ้มเยาะ ไอ้เตี้ย พ่อง!!!

“มึงอย่าลืมนะ กูมีคลิปเสียง” ไอ้โทพูดอย่างได้เปรียบ ผมละหน้าเสียเพราะลืมไปเลยว่าเคยพลาดโดนมันอัดเสียงไว้ตอนที่มีอะไรกับไอ้เตี้ยที่นั่งนิ่งอยู่ตรงนี้ ทำไมรถต้องมาติดตอนนี้ด้วยวะ อยากถึงคอนโดไวๆแล้วโว้ย จะได้ไม่ต้องโดนขยี้แบบนี้

“งั้นตงก็โกหกน่ะสิ นิสัยไม่ดี” ขวัญบ่น ผมล่ะอยากเอาหัวโขกกับพวงมาลัยให้สลบจริงๆ

“ไม่หรอก ตงไม่ได้โกหก” หนึ่งออกโรงปกป้อง แต่ไม่เป็นผลหรอก

“หนึ่งหยุดพูด นี่รอตงขอเป็นแฟนอยู่ใช่มั้ย” ขวัญใจเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ ผมได้แต่หันขวับมองหน้าคนที่ฉีกยิ้มหน้าเป็นเพราะเข้าใจผิดว่า “คนเป็นภรรยาจะต้องให้สามีขอคบใช่มั้ยล่ะ ขวัญรู้” เออ มึงรู้ แต่รู้ไม่หมด

“งั้นคนเป็นสามีต้องขอใช่มั้ย” ไอ้หนึ่งถาม

“ใช่สิ แบบที่โทขอเราเป็นแฟนไง” พูดเองก็หน้าแดงเอง ขวัญใจเอ๋ย

“อืมมมมมมม ทำไงดีน้า” ไอ้หนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงและหน้าตายิ้มยั่วจนน่าหมั่นไส้

“ตง เธอรักหนึ่งมั้ย ถ้ารักก็ขอเป็นแฟนซะสิ”

“โว้ย ทำไมต้องขอล่ะ” ผมเสียงดุ แต่กลับไม่มีใครสนใจ เพราะสายตาสามคู่จับจ้องมาอย่างคาดคั้นราวกับว่าผมเป็นคนร้าย

“ก็ตงเป็นสามีไง หนึ่งตัวเท่านี้เอง จะเป็นสามีตงงั้นเหรอ” อยากรู้จังเลยว่าขวัญใจไปเอาข้อมูลแบบนี้มาจากไหน หรือเพราะกระแสสาววายมาแรงวะ

“เห้อ...” ไอ้แต่ถอนหายใจตอบไป

“งั้นขอถามพวกมึงทั้งคู่นะ ถ้ามีคนขอเป็นแฟนก่อน พวกมึงจะตกลงมั้ย” ไอ้โท แม่งงงงงงงงงง

“ใช่ ตอบมา” ขวัญใจคาดคั้นอีก ทำมาหากินเป็นครอบครัวกลมเกลียวเชียวนะ

“ตอบอะไรล่ะ”

“ตงอย่าเฉไฉ งั้นตงตอบก่อน ถ้าหนึ่งขอเป็นแฟนจะตกลงมั้ย” โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย อยากเรียกว่าไอ้ขวัญมากตอนนี้

“ไม่ตอบดิ” ผมเสียงอ่อย

“งั้นหนึ่งตอบก่อน ถ้าตงขอเป็นแฟนจะตกลงมั้ย” นั่นไง หันไปคาดคั้นอีกคนจนได้

“โห ถามยากอะ อย่างไอ้ตงน่ะเหรอจะขอคนอื่นเป็นแฟน เป็นไปไม่ได้เลยสักนิดขวัญก็รู้” ไอ้หนึ่งตอบเอาตัวรอด

“ก็จริง คุณชายหล่อเลือกได้นี่นา งานยากแน่ๆที่จะเอ่ยปากก่อน” อ้าว ไหงไปเข้าข้างมันซะงั้น

“งั้นตงล่ะ ถ้าหนึ่งขอเป็นแฟน จะตอบว่าไง”

“อะ เอ่อ..” ทำไมความกดดันจะต้องมากองที่ตัวกูด้วยฟะ! “ไม่รู้สิ มันไม่เคยขอนี่”

“สมมุติไง สมมุติ” ขวัญใจไม่เลิกรา

“เห้ยไอ้หนึ่ง ลองซิ” ไอ้โทยุ

“กูเนี่ยนะ” ผมขยับตัวบนเบาะคนขับจนหลังตรง หายใจติดขัดใจเต้นตึกตักอย่างรอคอยว่าไอ้คนที่โดนพาดพิงจะมาไม้ไหน เหงื่อดันหยดติ๋งๆทั้งที่แอร์ในรถเย็นเฉียบ ใบหน้านิ่งมองข้างหน้าตรงแหน่วแสร้งว่าตั้งใจขับรถ

“เออ มึงเคยลองขอตงเป็นแฟนมั้ยล่ะ” ไอ้โทถาม

“ไม่เคยว่ะ ดูหน้ากูด้วยดิ ไอ้ตงจะอยากคบเหรอวะ” หื้ออออ มึงจะพูดทำไม

“ไม่ลองไม่รู้ไง อย่างน้อยพวกมึงก็ดูโอเคเวลาอยู่ด้วยกันนะ”

“ใชๆ เห็นด้วยเลย อย่างที่บอก เคมีเข้ากันมากๆเลยอะ” ขวัญใจยิ้มปริ่ม

“ลองดูก่อน” ไอ้โทยุอีก

“นะนะ ไม่ลองไม่รู้” โอ๊ย ใครก็ได้เอาไอ้ผัวเมียคู่นี้ไปเก็บที

“ตง”

“หะ ห๊ะ” ไอ้สัสอยู่ๆก็เรียก ตกใจสิวะงานนี้

“ถ้าสมมุติว่ากูขอมึงเป็นแฟน มึงจะตกลงมั้ย”

“ไม่”

“อ้าว ทำไมล่ะ” ขวัญใจโพล่งถาม สงสัยจะลุ้นมากพอดู

“ก็สมมุติไง มันไม่ใช่เรื่องจริงซะหน่อย” ผมแถเอาตัวรอด

“แล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องสมมุติล่ะ” ไอ้หนึ่งทำให้ผมหันไปสนใจใบหน้ามันจนได้ “ตงฉินครับ เป็นแฟนกับหนึ่งได้มั้ยครับ” เชี่ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
น้องหนึ่งใช้น้ำเสียงละมุนมาขอเป็นแฟน ตงฉินจะว่ายังไงล่ะจ๊ะ  :hao3:

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 33. สถานะของสองเรา

[โท เอกภาพ]

             นักศึกษาแต่ละชั้นปีต่างก็ออกไปฉลองตามร้านเหล้าที่อยู่รอบมหา’ลัยหลังจากปลดแอกจากการสอบกลางภาคเรียนที่ 2 ร้านประจำที่เต็มไปด้วยความหลังของพวกเราก็คลาคล่ำไปด้วยผู้เยาว์ที่มาจับจองพื้นที่ตั้งแต่ยังไม่มืด และหนุ่งในนั้นก็คือกระผมเอง นายโท เอกภาพ พี่ชายและเพื่อนสนิทของไอ้หนึ่ง แฟนสุดหล่อของขวัญจิราดาวคณะบริหารนั่นเอง เหตุผลก็คือเพื่อนๆโหวตให้มาจองโต๊ะเนื่องจากอยู่ใกล้ที่สุด ทั้งๆที่ขวัญใจ ไอ้โทและตงฉินก็อยู่คอนโดเดียวกัน แต่พวกนั้นมีข้ออ้างที่ฟังขึ้น ไอ้หนึ่งไปเฝ้าไอ้ตงที่มีถ่ายแบบและจะตามมาทีหลัง ส่วนขวัญใจก็ต้องไปแต่งหน้าทำผมกับเพื่อนสาวก่อน เนื่องจากปล่อยตัวจนโทรมช่วงที่อ่านหนังสือสอบ สุดท้ายคนกรรมหนักอย่างผมก็ต้องมารับหน้าที่นี้แทน

“พี่เอกจะกลับบ้านมั้ยอาทิตย์นี้” ระหว่างรอผมก็โทรไปหาพี่ชายคนโตเสียหน่อย รายนั้นได้ดิบได้ดีเพราะเจ้านายหนุ่มหล่อที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของตงฉินเพื่อนสนิทผมจับจองเป็นแฟนไปเรียบร้อยโดยที่แม่ไม่ขัดขวางเลยสักนิด ส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ติดอะไร คนเรามันมีความรักอะเนอะ จะเพศไหนก็น่ายินดีด้วยกันทั้งนั้นแหละ

[ไม่ได้กลับว่ะ คุณต่อจะไปต่างจังหวัด]

“คุณต่อไปคนเดียวแล้วทำไมพี่ไม่กลับบ้านล่ะ แม่บ่นคิดถึง”

[ไปคนเดียวอะไรล่ะ กูต้องไปด้วยสิ]

“แล้วก็ไม่พูดให้เคลียร์ เออๆ ว่างก็กลับบ้านหน่อยนะพี่ แม่บ่นจนผมหูชาแล้วเนี่ย”

[นี่มึงเป็นน้องหรือพี่กูวะเนี่ย สั่งให้กลับบ้านยิกๆ]

“ก็พี่ไม่โดนแม่โทรหาทุกวันแบบผมนี่นา โทรหาลูกคนเล็กแต่ถามถึงแต่ลูกคนโต คือไร ทำไมไม่โทรหากันเอาเอง” ผมบ่น

[เออๆ เดี๋ยวกูจัดการเอง แค่นี้นะ ขับรถอยู่] แล้วพี่ชายตัวดีก็ตัดสายทิ้ง ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองแสงโพล้เพล้ด้านนอกผ่านกระจกใสของร้านอย่างเบื่อหน่าย จะต้องรออีกนานมั้ยเนี่ยกว่าเพื่อนๆจะมากันจนครบ

             ระหว่างที่รอก็ขอสั่งของว่างมาละเลียดซะหน่อย ใครมาช้าไม่ได้กินแต่โดนจับหารให้หมด โทษฐานที่ปล่อยให้สุดหล่ออยู่คนเดียว เบียร์ขวดที่สามเริ่มพร่องพร้อมกับสติที่อ่อนลง สักพักกลุ่มวิศวะที่เรียกได้ว่ากลายเป็นเพื่อนในร้านเหล้ากรูเข้ามาไม่ขาดสาย หน้าตาหล่อๆของไอ้เคมียังกวนบาทาอยู่ไม่หาย ตั้งแต่ที่มันประกาศตัวว่าคบกับพี่เจดเมื่อต้นเดือนผมก็เบาใจเพราะไม่มีใครจะมาเกาะแกะกับขวัญใจของผมอีก รู้สึกดีเหมือนกันแฮะที่คนรอบกายเป็นเกย์กันเกือบหมด อุปสรรคด้านความรักลดลงไปจนเหี้ยน

“คิดอะไรอยู่วะ ทำหน้าชั่วไม่หยุด”

“ชั่วพ่อง” ผมตอบพลางตบกบาลไอ้ฉัตร เอ๊ย ไอ้ชัยที่เพิ่งเดินมาถึงก็วอนหาเรื่อง

“สัส เจ็บ” มันบ่น ก่อนจะนั่งลงที่ว่าง ผมเพิ่งสังเกตว่ามันมากับพี่ชายฝาแฝดและเพื่อนของไอ้หนึ่งที่ชื่อทอยด้วย

“ดีมึง ไม่เจอกันตั้งนาน” ไอ้ทอยดูเปลี่ยนไปเยอะจากวันแรกที่เจอกันที่สนามบอลและร้านหมูกระทะ มันแต่งตัวด้วยเสื้อยืดคอกลมสีเทาเข้ารูปกับกางเกงยีนส์สกินนี่รัดแน่นที่ยาวยังไม่ถึงตาตุ่ม รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังสีขาวเรียบเผยความขาวของข้อเท้านั้นดูเหมือนนายแบบจากนิตยสารไม่ผิดเพี้ยน มองภาพคนหล่อกับคนพยายามหล่อแบบตัวเองก็แอบท้อ ใครใช้ให้มึงใส่กางเกงขาสั้นมาวะไอ้โท

“เออ ดีๆ” ผมทักตอบง่ายๆ ทั้งสองคนที่นั่งถัดไปจากไอ้ชัยต่างก็พยักหน้าตอบรับ

“สั่งไรบ้างยังวะ กูหิวฉิบหาย” ไอ้ชัยบ่นอุบ ก่อนจะเรียกพนักงานมาสั่งโดยไม่รอคำตอบจากผม

“สรุปว่าพี่มึงกับไอ้ทอยนี่ยังไงวะ” ผมกระซิบถาม จะว่าเผือกก็ยอมนะ เพราะเราก็อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นพอดี แถมไอ้ชัยก็เล่าความหลังซะละเอียดยิบราวกับอยู่ใต้ซอกเตียงของสองคนนั้นก็ไม่ผิด

“ไม่รู้ว่ะ เห้ยพวกมึง สรุปว่าคบกันยังวะ” ไอ้ฉิบหาย มันดันโพล่งถามสองคนนั้นโต้งๆ

“สวัสดีทุกคน มาแล้วค่า” เสียงหวานของขวัญใจดังมาจากด้านหลัง สุดสวยของผมสวมเดรสสีแดงรัดรูปเน้นสัดส่วนโคตรเซ็กซี่จนลืมไปเลยว่าเมื่อกี้อยากรู้เรื่องของคนอื่นอยู่ แล้วเพื่อนผู้หญิงอีกสี่ห้าคนเดินตามมาติดๆ ยังไม่ทันจะคุยอะไรกันต่อ ไอ้คิ้วก็เดินเข้าร้านพร้อมกับก๊วนนักบอลที่คุ้นหน้า

“ตัวเอง เค้าสวยมั้ยวันนี้”

“อื้อ สวยที่สุด” ผมไม่ได้ตอบเอาใจ แต่แฟนของผมสวยมากอยู่แล้ว ยิ่งมาเที่ยวยิ่งแต่งหน้าแต่งตัวแบบจัดเต็มยิ่งสวย ถึงจะหวงมากก็เถอะ แต่จะขัดใจไม่ให้แต่งงานก็คงกร่อย เผลอๆไม่ได้มาเที่ยวกันทั้งคู่เพราะทะเลาะกันแทน


#### ####

[หนึ่ง เอกราช]

             ผมหัวเสียเพราะสภาพการจราจรที่ติดขนัดตั้งแต่จับพวงมาลัย ไอ้ตงหลับสนิทอยู่เบาะข้างๆด้วยความอ่อนเพลีย เมื่อคืนโหมอ่านหนังสือจนถึงเที่ยงคืนเพื่อไปสอบตอนเก้าโมงเช้า พอเสร็จก็ต้องรีบมาถ่ายแบบที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการแต่งหน้า เปลี่ยนชุด ลบหน้าแล้วแต่งใหม่เพื่อถ่ายแบบชุดต่อไป กว่าจะจัดแสง กว่าจะบรีฟกันกว่าจะได้ถ่ายผมนั่งรอจนปวดก้นกบกระทั่งหมดคิวก็มืดสนิท แถมรถติดจนแทบไม่ขยับชวนหัวเสียนี่อีก

“ใจเย็นๆนะ” เสียงงัวเงียพูดเหมือนจะปลอบ ผมได้แต่ถอนหายใจยอมรับชะตากรรม

“ตื่นแล้วเหรอ นอนอีกหน่อยก็ได้ เดี๋ยวขึ้นทางด่วนได้ก็ขับเร็วได้ละ”

“อื้อ ห๊าววววว มันง่วงนะแต่ไม่อยากนอนแล้วอะ” ตงฉินตอบ วันนี้ดูหล่อเหลามากกว่าเดิมไม่ได้ลบเครื่องสำอางที่แต่งแต้มออกเพราะรีบไปให้ทันนัดกับผองเพื่อน ระยะหลังมานี้ผมมักจะติดสอยห้อยตามมันมาที่กองถ่ายอยู่เสมอเพราะมันเหนื่อยจากการเรียนและการทำงานจนขับรถไม่ไหว อีกทั้งผมก็ไม่อยากให้มันต้องไปแวะค้างที่อื่นเลยเสนอตัวมาเป็นสารถีให้อยู่แบบนี้

“ฟังเพลงมั้ย”

“ไม่อะ อยากอยู่เงียบๆแบบนี้มากกว่า” ผมไม่ได้ตอบอะไร มือซ้ายที่ว่างอยู่คว้ามือเย็นของอีกคนมาจับโดยไร้แรงขัดขืน

“หิวมั้ย”

“นิดหน่อย” ถ้าหิวมากก็คงแปลกเพราะพวกเราทานรองท้องมาตั้งแต่อยู่กองถ่าย

             ผมตั้งใจขับรถต่อ หลังจากหลุดพ้นช่วงรถติดก็ขึ้นทางด่วนทำความเร็วได้มากกว่าเดิมจนหายหงุดหงิด มาติดอีกทีแถวทางแยกไปดินแดงแต่รถก็เคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ พอลงจากทางด่วนก็ติดอีกทีบนถนนวิภาวดีรังสิต ผมบังคับพวงมาลัยให้รถวิ่งซอกแซกไปมาจนเกือบถึงที่หมาย คนข้างตัวก็นอนนิ่งไปอีกครั้งโดยที่มือยังถูกเกาะกุมอยู่ไม่ห่าง

             ใบหน้าที่ดูอินโนเซ้นต์ของตงฉินยามหลับยังหล่อเหลา ออร่าดารานี่รุนแรงเหลือเกิน ไม่แปลกเลยที่ไปไหนมาไหนจะต้องมีคนเข้ามาขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็นไม่ขาด ช่วงหลังนี้มันรับละครน้อยลงเพื่อทุ่มกับการเรียนมากกว่า แต่ก็ยังมีงานเดินแบบถ่ายแบบอยู่สม่ำเสมอ สารถีอย่างผมเลยมีโอกาสไปดูเบื้องหลังการทำงานทุกซอกมุมจนอดทึ่งไม่ได้ว่ามันต้องทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือนี่ ใครบอกว่าเป็นดาราสบายควรคิดใหม่ได้แล้ว

“อื้อออ” เสียงงัวเงียปลุกผมจากภวังค์ ใบหน้าหล่อค่อยๆลืมตา “ยิ้มอะไร”

“มองหน้าคนหล่อไง”

“มองแล้วยิ้ม โรคจิตปะเนี่ย”

“หึหึหึ คืนนี้ลองเป็นคนโรคจิตไล่กินตับผู้ชายดีมั้ย”

“ไอ้หื่น” ตงฉินตอบโต้เสียงดัง ท่าทางจะไม่ง่วงอีกแล้ว

“หื่นมากด้วย แต่หื่นแค่กับตงนะ”

“เลี่ยนว่ะ ไม่ชินเลย” มันไม่ชินกับการพูดชื่อแทนคำว่า กูมึง ที่พวกเราเคยใช้มาตลอด หลังจากโดนไอ้โทและขวัญใจคาดคั้นในรถช่วงก่อนสอบ พวกเราก็ดูจะเขินกันเองไปเสียอย่างนั้น จะพูดคำหยาบก็ตะหงิดใจ แต่พูดกันแบบไพเราะเพราะพริ้งก็ไม่ชินปาก เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นปรับตัวก็ไม่ผิด

“เหมือนกัน” แล้วพวกเราก็หัวเราะเสียงดัง สองมือใหญ่ผละออกจากกันหลังจากจอดรถในซอยมืดได้ พวกเราเดินเคียงกันไปยังร้านประจำ ซอยนี้มืดจนสามารถเดินเบียดคนตัวสูงได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเห็น

“เดินดีๆสิ จะมาเบียดทำไม” นั่นไง บ่นมาซะงั้น

“ก็อยากเบียดตงอะ” ผมอ้อน มองไม่ออกเลยว่ามันทำหน้ายังไงในตอนนี้

“ใช้กูมึงกันมั้ย แบบนี้ไม่ชินเลยว่ะ” อีกฝ่ายเสนอ

“ก็ได้นะ แต่มันจะดูไม่พิเศษอะดิ”

“จะให้พิเศษขนาดไหนกันห๊ะ แค่นี้ก็พิเศษกว่าคนอื่นแล้ว”

“จริงอะ”

“อื้ออออ” ตงฉินตอบ ผมว่าหน้ามันต้องแดงแป๊ดแน่ๆเพราะพยายามหลบหน้าอยู่ ท่ามกลางเสียงรถราดังผ่านไปมาที่ถนนใหญ่ สองเราเดินเคียงกันในซอยมืดมิด นิ้วก้อยของผมที่เดินอยู่ด้านนอกเพื่อกันรถราวิ่งผ่านแตะกับนิ้วก้อยซ้ายของคนตัวสูงแผ่วเบา ผมเขี่ยวนไปมาอย่างนั้นโดยที่ตงฉินไม่ได้ชักมือกลับก็ใจชื้นมีกำลังใจเกี่ยวนิ้วกันแน่น ไม่มีใครพูดอะไรตลอดทางจนกระทั่งถึงถนนใหญ่ที่รถยนต์คลาคล่ำก็ผละออกจากกัน รอยยิ้มของเราฉาบบางๆที่ใบหน้า แค่นี้ก็อิ่มใจไม่น้อย ภาพวันนั้นที่โดนคาดคั้นก็โผล่มาในสมองแจ่มชัดอีกครั้ง...

“ถ้าสมมุติว่ากูขอมึงเป็นแฟน มึงจะตกลงมั้ย” ผมที่เงียบอยู่นานอาศัยจังหวะนี้สร้างโอกาสให้ตัวเอง เราสี่คนนั่งในรถโดยตงฉินเป็นคนขับ ผมนั่งเบาะหน้า ขวัญใจและไอ้โทนั่งคะยันคะยอเรื่องขอเป็นแฟนที่เบาะหลัง

“ไม่” แต่คำตอบที่ได้มากลับบาดใจเหลือเกิน ใจคอจะให้เราเป็นผัวเมียกันแบบไร้สถานะต่อไปเหรอวะ

“อ้าว ทำไมล่ะ” ขวัญใจโพล่งถาม สงสัยจะลุ้นมากพอดู ผมอมยิ้มที่อย่างน้อยยังมีคนเชียร์

“ก็สมมุติไง มันไม่ใช่เรื่องจริงซะหน่อย” คำตอบของไอ้ตงชวนให้คิด หรือมันคิดว่าผมแกล้งทำเลยตอบแบบนั้นกันแน่วะ แต่ไอ้โทกับขวัญใจบอกว่าลองสมมุติดูก่อนนี่หว่า แล้วผมต้องทำไงล่ะทีงี้ ก็ลองถามไปแล้วมันตอบว่าไม่ท่าเดียว หรือต้องตีหัวลากเข้าห้องแล้วไปจบเหมือนทุกที ... แต่ ถ้าไม่ใช่เรื่องสมมุติล่ะ จะกล้าเสี่ยงดีมั้ย โอย... ผมคิดหนักเอาการนะเนี่ย เพราะถ้ามันตอบมาอีกว่าไม่ ความสัมพันธ์ทั้งหมดอาจสั่นคลอนจนเข้าหน้ากันไม่ติดอีกรอบก็ได้นะ ผมคงจะเสียใจจนอยากจะย้ายออกจากคอนโดอีกครั้งเป็นแน่ ใครจะทนได้ถ้าคนที่นอนกับเราทุกคืนไม่อยากมีสถานะที่ชัดเจนกับเรากันล่ะ

“แล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องสมมุติล่ะ” เอาวะ ตายเป็นตาย พอพูดจบไอ้ตงก็หันมาสบตาทันที “ตงฉินครับ เป็นแฟนกับหนึ่งได้มั้ยครับ” เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!

             เสียงล้อรถเบียดถนนเสียงดังลั่น กลิ่นเหม็นไหม้โชยแตะจมูก ดีนะที่รถที่ตามมาชะลอได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงเกิดอุบัติเหตุกันยาวเหยียด ไอ้ตงหน้าเหวอเหยียบเบรกและหักพวงมาลัยรถมาจอดฝั่งซ้ายสุดของถนนอย่างรวดเร็วจนทุกคนต่างร้องตกใจ ขวัญใจถึงขั้นน้ำตาคลอกอดกับไอ้โทแน่น

“อะไรของมึงเนี่ย ดีนะรถไม่ชน” ผมด่า

“กูมากกว่าต้องถาม อะไรของมึงเนี่ย อยู่ๆมาขอกันแบบนี้” อ้าว... กูผิด

“กูก็แค่ถาม แต่ใครให้มึงปาดหน้าชาวบ้านมาจอดตรงนี้ล่ะ”

“ก็กูตกใจ ไอ้สัส อยู่ๆมาขอเป็นแฟน ล้อเล่นรึไง” เสียงมันโมโห

“ล้อเล่นเหี้ยอะไรล่ะ มึงไม่คิดเหรอว่าที่กูเอามึงทุกวันนี้เพราะแค่เงี่ยน ถ้าแค่นั้นกูไปเอาคนอื่นก็ได้มั้ย”

“ห๊ะ อะไรนะ หนึ่งเป็นคนเอาตงฉินเหรอ” ขวัญใจหน้าเหรอหราจนลืมความตกใจเมื่อกี้จนหมด

“โว้ย มึงจะพูดทำไมเนี่ย” ไอ้ตงโวยวาย หน้าแดงชัดเพราะเขินที่โดนเปิดเผยความจริง

“เห็นมั้ยเค้าบอกแล้วว่าไอ้หนึ่งเป็นผัว” เสียงของไอ้โทค่อนข้างเบา แต่ก็ได้ยินกันทุกคน ขวัญใจมีแววตาดีใจที่ได้ยินว่าพวกเรากันมีอะไรกันแล้ว ทั้งๆที่ตัวเองเป็นเพื่อนสนิทกับตงฉิน แต่กลับเหมือนเอาใจช่วยผมอยู่ไม่มีผิด

“พวกมึง แม่ง..” ไอ้ตงเม้มปาก คงจะเขินสุดขีดจริงๆ

“ตง”

“อะไร” น้ำเสียงยังไม่เป็นมิตร

“กูไม่ได้พูดเล่น และมันไม่ใช่เรื่องสมมุตินะ ที่ผ่านมากูไม่ได้พูดเพราะกูคิดว่ากูไม่มีอะไรที่คู่ควรกับมึงเลยสักอย่าง” ต้องบังคับเสียงตัวเองอย่างหนักไม่ให้สั่น

“มึงทั้งหล่อ รวย แถมยังเป็นดารามีชื่อเสียงอีก แล้วดูกูสิ ไอ้คนโนเนมหน้าตาบ้านๆฐานะก็ไม่ดีอีก แค่ได้มึงเป็นเมียก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว กูเลยไม่กล้าจะคิดไปไกลกว่านี้”

“ฮื้อออออออออออออออ” ขวัญใจร้องงื้อเพราะเขินแหละ ดูออก ท่าทางจะลุ้นหนักจริงๆ

“ไหนๆไอ้โทและขวัญใจก็ช่วยเปิดทางแล้ว กูก็อยากลองทำตามใจกูบ้างสักครั้ง ถึงแม้ว่าผลลัพธ์มันจะเสี่ยงมากก็ตาม” พูดเสร็จก็สูดลมหายใจยาวเหยียด

“ตงฉิน เป็นแฟนหนึ่งได้มั้ย”

“ฮิ้วววววววววววววววววววว” เสียงแซวจากเบาะหลังดังลั่น คนที่นั่งนิ่งหลังพวงมาลัยตาโตราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ส่วนผมก็ได้แต่นับหนึ่งถึงร้อยในใจไปเรื่อยๆ ใจเต้นโครมครามเตรียมรับมือความผิดหวังที่อาจจะได้รับ เวลาผ่านไปไม่ถึงนาที แต่มันกลับรู้สึกว่านานชั่วนิรันดร์

“มะ มึงรักกูเหรอ ตั้งแต่ตอนไหนวะ ละ แล้วทำไม...”

“ตงใจเย็นๆ สู้ๆ” ขวัญใจแทรกอย่างน่ารัก

“จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็ไม่ใช่แหละ ถ้าไม่รู้สึกดีๆด้วยกูก็ไม่ยอมมีอะไรด้วยหรอก แต่กูเข้าใจนะถ้ามึงไม่ได้ชอบหริอคิดแบบเดียวกัน มันเป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้” พูดเองก็เจ็บแปลบเอง หน้าอกแน่นจุกราวกับโดนกรีดใจยับเยิน

“กู คือ กู...” แววตานั้นสับสนไม่น้อย สองคนที่นั่งลุ้นเบาะหลังก็บีบมือกันไว้แน่นเหมือนเป็นคนขอเป็นแฟนเสียอย่างนั้น

“ไม่เป็นไรหรอก กูโอเค ขับรถเถอะ” ผมเปลี่ยนเรื่อง พยายามส่งยิ้มแหยๆที่โคตรจะฝืนไปให้ ร่างสูงนั่งนิ่งอย่างใช้ความคิด กัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บแทน

“คือ กูไม่รู้ว่ะว่ารู้สึกแบบเดียวกับมึงไหม เพราะกูไม่รู้ว่ามึงรักกูรึเปล่า แต่กูรู้แค่ว่ากูรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่กับมึง กูสามารถทำอะไรก็ได้ เป็นตัวเองในแบบที่ไม่ต้องกลัวว่ามึงจะตัดสินกูแบบคนทั่วไปทำมาตลอดเพียงเพราะกูเป็นดารา” มันอธิบายยาวเหยียด ผมได้แต่กลั้นลมหายใจรับฟังอย่างจดจ่อ

“แต่มึงรู้ใช่มั้ย ว่าถ้าเราเป็นแฟนกัน มันจะมีเรื่องอึดอัดตามมาอีกมาก”

“อื้อ รู้สิ” ผมตอบอย่างเข้าใจความคิดของอีกคน

“ถ้าคบกันจริงๆ ต้องปกปิดว่าเป็นแฟนกันเพราะจะกระทบกับงาน มึงจะทนอึดอัดได้เหรอ แถมไปไหนมาไหนก็ต้องคอยระวังตัวว่าจะถูกตามแอบถ่ายเอาไปทำข่าวอีก ไหนจะเรื่องเวลาที่ไม่แน่นอนของกูอีก...”

“นี่มึงอธิบายเหมือนกลัวว่าไอ้หนึ่งจะทิ้งมึงงั้นแหละ”

“โทก็ อย่าเพิ่งขัดสิ” ขวัญใจดุแฟน

“กูเข้าใจ ใช่ว่ากูไม่รู้เรื่องพวกนี้ซะหน่อย เราอยู่ด้วยกันมาจะเจ็ดเดือนแล้วนะตง” ผมตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“สรุปว่ามึงรับได้...”

“แน่นอนสิ” ผมย้ำหวังให้คนถามแน่ใจ

“งั้น” ไอ้ตงหยุดพูด

“คำตอบคืออออออ” ขวัญใจถามแทรก ท่าทางลุ้นระทึกนั้นน่ารักมากกว่าจะน่าหมั่นไส้

“ไม่เป็นแฟนกันนะ” อะ อ้าว... ใจแป้วสิครับ น้ำตาจะไหลแล้วเนี่ย

“โธ่” ทั้งไอ้โทและคนสวยเอื้อมมาบีบไหล่ให้กำลังใจผมที่คอตกอยู่ตอนนี้

“ตอนนี้ไม่เป็นแฟนกัน แต่อยากให้เราลองใช้เวลาจีบกันอีกหน่อยได้มั้ย คะ คือกูยังรู้จักมึงแค่ไม่นานเอง ยังไม่เคยเรียนรู้นิสัยใจคอกันเท่าไหร่เลย”

“เอากันสนั่นห้องแล้วน่ะนะ”

“ไอ้โท เงียบ” ผมด่า ไอ้นี่ขัดจังหวะ “ตงหมายความว่าจะให้เราจีบตงก่อนงั้นเหรอ”

“กะ ก็ทำนองนั้น” โว้ยยยยย น่ารัก ใครจะคิดว่าพ่อคนหัวสมัยใหม่จะมีมุมแบ๊วๆรอคนมาจีบเหมือนกัน

“ทำไมวะ” ไอ้โทถามออกมาแทน นี่สรุปว่าใครอยากรู้เรื่องนี้กันแน่วะ กูหรือมัน

“พวกมึงอาจจะคิดว่ากูไร้สาระนะ ทั้งๆที่ได้เสียกันแล้วก็เหอะ” ไอ้ตงเริ่มอธิบาย “แต่มึงรู้มั้ย ตั้งแต่เล็กจนโตเนี่ย กูไม่เคยจีบใคร ไม่เคยโดนใครจีบเลยนะ มีแต่คนมาอ่อยแล้วก็ได้กันให้มันจบๆไป พอกูเห็นมึงอะไอโท คอยตามจีบขวัญใจแล้วกูแอบอิจฉา ทำไมกูไม่มีคนมาเทียวไล้เทียวขื่อแบบนั้นบ้างวะ กูก็อยากมีคนใส่ใจแบบนั้นบ้าง”

“ทุกวันนี้กูไม่เอาใจใส่มึงเหรอ” ผมถามอย่างน้อยใจ “ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว เตรียมชีท ดูแลตารางเรียนและงาน”

“ก็ใช่ แต่มึงกับกูดันข้ามขั้นไง ไม่เคยจีบกัน รู้ตัวอีกทีก็ได้กันเฉยเลย”

“มึงยั่วกูเองนี่หว่า” ผมบ่นเบาๆ มันคงไม่ได้ยินเพราะไม่ได้ส่งสายตามาด่า

“ตงนี่โรแมนติกนะเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลย” ขวัญใจแซวอย่างดีใจ แต่ผมน่ะตะหงิดๆนิดหน่อย

“หนึ่งขอถามหน่อยได้มั้ย” ตงฉินพยักหน้า “ตอนนี้ถ่ายละครเรื่องอะไร”

“ก็เรื่อง วิศวะล่ารัก” อ๋อ ซีรี่ย์วายที่ตงฉินรับเล่นนี่เอง กว่าจะได้ถ่ายทำก็เปลี่ยนบทกันหลายรอบ แถมเปลี่ยนชื่อเรื่องอีกด้วย ผมเคยอ่านบทแล้วมันค่อนข้างฟินมากทีเดียว ไอ้ตงแสดงเป็นพระเอกที่อยู่คณะวิศวะที่ตกหลุมรักนายเอกรุ่นน้องจากคณะแพทย์ ในเรื่องพวกเขาไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่ก็ดันมีเหตุให้เจอกัน บ่อยเข้าพระเอกก็ตกหลุมรักนายเอกและคอยจีบคอยหยอดจนได้เป็นแฟนกัน

“กูว่าละ”

“อะไรวะ” มันถามด้วยท่าทางแปลกใจนิดๆ

“ที่มึงอยากได้คนมาจีบน่ะ กูรู้เหตุผลละ” ผมยิ้มอย่างมั่นใจ “มึงอินกับบทอยู่นั่นเอง ปกติมึงเคยหวานแหววแบบนี้ซะที่ไหน”

“เออ ท่าจะจริง” ขวัญใจที่คอยเข้าข้างก็ส่งเสียงสนับสนุน

“มึงคิดดูนะตง ที่ผ่านมาเนี่ยหลังจากได้กันแรกๆมึงไล่กูให้ไปนอนอีกห้องใช่มั้ย กว่ามึงจะยอมให้กูค้างด้วยก็ใช้เวลาตั้งนานเพราะมึงบอกว่าไม่ชินที่มีคนนอนข้างๆ แถมตอนที่อ่านบทซีรี่ย์ก่อนถ่ายทำ มึงยังบ่นจะอ้วกอยู่เลยเพราะมันหวานจนเลี่ยน”

“อะ เอ่อ...” มันนิ่ง

“กูก็ว่าทำไมมึงมีท่าทีแปลกๆหลังไปถ่ายละคร มึงดูอ่อนโยนกับกู ยอมให้กูกอดทั้งคืน แถมยังชอบมาซุกอกกูด้วย”

“ซุกอก ว้ายยยยยย น่ารักอะ”

“ขวัญ เงียบ” ไอ้ตงเสียงดัง คนแซวทำหน้ายู่แต่ก็ยังยิ้มระเรื่อ

“กูขอได้มั้ยวะตง ให้มึงถ่ายเรื่องนี้จบก่อน แล้วค่อยตอบกูก็ได้ว่าอยากเป็นแฟนกูมั้ย เอาให้มึงหายอินจนบทละครมันไม่มีอิทธิพลกับความคิดมึงก่อนแล้วค่อยตอบกูก็ได้ คำถามกูยังเหมือนเดิม และกูก็อยากเป็นแฟนมึงเหมือนเดิม”

             ตงฉินไม่ตอบ แต่แววตาที่เคยหวั่นไหวนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นมั่นคงราวกับเพิ่งได้สติ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่มันจะอินกับตัวละครที่ต้องคลุกคลีร่วมเดือนเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด ตงฉินต้องเข้าใจบทบาทของตัวละครที่เล่นแถมยังต้องซึมซับความรู้สึกของตัวละครหลักที่ต้องรับส่งอารมณ์กันอีก มันต้องใช้เวลาอีกสักพักให้หายอิน ดึงสติเป็นตัวเองจริงๆให้ได้ก่อน ถึงจะสามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างปราศจากอคติ

“คิดอะไรเนี่ย เงียบเชียว” เสียงที่คุ้นเคยทักขึ้น ภาพเรื่องราวของวันวานเลือนหายไปทันที

“ห๊ะ เอ่อ” ผมสะดุ้งหลังจากกลับมาสู่เวลาปัจจุบัน สองร่างขนาดต่างกันเดินบนทางเท้าขรุขระจนเกือบจะถึงร้านเหล้าโดยไม่มีการสนทนากันเลยสักนิด

“หน้าเครียดๆนะเนี่ย คิดไร” ตงฉินถามอีกรอบ ท่าทางเหมือนจะรอแซวหรือไม่ก็รอทับถม

“อยากรู้เหรอ”

“ไม่อยากก็ได้” มันเชิดหน้าหนี ท่าทางเย่อหยิ่งแบบตงฉินออริจินัล

“โอ๋ๆ ไม่งอนนะ บอกก็ได้”

“ใครงอนวะ คิดไปเอง”

“ฮ่าๆๆๆ มึงนั่นแหละงอน” ผมแซว รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งมัน “บอกก็ได้ กูคิดถึงเรื่องที่ถามมึงไว้น่ะ”

“หืม เรื่องอะไร” มันทำหน้าเหรอหรา ท่าทางจะลืมไปแล้ว

“กูขอมึงกี่เรื่องวะ” ผมย้อนถาม มันทำหน้าตกใจทันทีที่คิดออก

“ชะ เชี่ย มึงจะเอาคำตอบตอนนี้เลยเหรอวะ” เสียงมันสั่นๆแบบไม่มั่นใจ ผมกอดอกทำหน้าเฉยชากดดัน

“ไม่ได้เหรอ มึงก็ถ่ายซีรี่ย์จบจนใกล้ออนแอร์แล้ว อย่าบอกนะว่ามึงยังอินกับบทอยู่”

“ก็ไม่ขนาดนั้น เพียงแต่”

“อือ ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรหรอก กูเข้าใจ” ผมก้มหน้าเดินคอตกอย่างซึมๆ ใครบ้างจะไม่คาดหวังล่ะ หลังจากนั้นพวกเราก็ยังนอนร่วมเตียงกันเสมอจนแทบจะคิดว่าเป็นแฟนกันไปแล้วตอนนี้

“หนึ่ง” มันเอื้อมมาจับแขนผมไว้ สายตาเราประสานกันอย่างมีความหมายก่อนที่มันจะเปล่งคำพูดออกมา “คือ...”

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
ค้างงงงงอ่ะค่ะ.  :katai1:

อยากรู้คำตอบตงฉิน

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน
เตี้ยนักจะรักปะล่ะ? – My Dearest 20 cm.

ตอนที่ 34. ส่งท้ายปี

[หนึ่ง เอกราช]

             ใครจะคาดคิดว่าวันสิ้นปีเช่นนี้พวกเราจะระเห็จมาเที่ยวกันถึงเชียงใหม่ บรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาชวนให้หลงระเริง ไฟหลากสีประดับประดาบนต้นคริสมาสต์รวมไปถึงตัวร้านค้าที่เรียงรายกันตั้งแต่แยกรินคำเรื่อยไปตามถนนนิมมานเหมินท์จนสว่างจ้า รถแดงวิ่งขวักไขว่รับส่งนักท่องเที่ยวไม่ขาดสาย อากาศในยามค่ำคืนที่ควรจะหนาวกลับไม่เป็นเช่นนั้น เสื้อกันหนาวที่ขนมาหลายตัวถูกซุกในกระเป๋าเดินทางไม่หยิบมาสวมใส่

   พวกเราขับรถมาจากกรุงเทพโดยมีผมกับไอ้ตงสลับกันขับพร้อมกับไอ้โทและขวัญใจที่นั่งมาด้วย รถอีกคันก็มีไอ้คิ้วขับมือเดียวโดยมีแฟนเด็กหน้าตาน่ารักนั่งให้กำลังใจ มีวาวาและยุนอา สองสาวคนสนิทของขวัญใจนั่งในรถคันนั้น และขาดไม่ได้คือรถของไอ้ทอยที่โดนผมบังคับมาด้วย แต่ดีหน่อยที่ฉัตรพงษ์พี่ชายฝาแฝดของฉัตรชัยสลับกันขับ ส่วนไอ้ชัยเพื่อนตัวดีก็อี๋อ๋อกับมะเหมี่ยวที่แอบซุ่มคุยกันตั้งแต่ทำงานกลุ่มครั้งนั้นอยู่อย่างไม่อายสายตาของคนที่อยู่เบาะหน้า ท่าทางไอ้ฉัตร เอ๊ย ชัยจะถอดเขี้ยวเล็บและปักหลักกับมะเมี่ยวจริงจังแล้วล่ะ เนื่องจากเธอเป็นคนดุจนไอ้ชัยหงอเป็นลูกหมาตัวน้อยๆเลยทีเดียว

“คนอื่นๆล่ะ” เสียงของไอ้ทอยถามหลังจากเดินมาสมทบกับคนที่แต่งตัวเสร็จแล้วที่ล็อบบี้ของโรงแรมที่พวกเราจองมาอย่างยากลำบาก มันเป็นการเที่ยวที่วางแผนกันฉุกละหุก โรงแรมดีๆเลยไม่มีห้องว่าง ยังดีที่โรงแรมนี้พอว่างให้คน 12 คนได้พัก ถึงแม้จะเก่าและโทรมไปหน่อยก็ตาม

“ยังไม่ลงมากันเลย” ผมไม่ได้มองหน้ามันด้วยซ้ำตอนที่ตอบไปเพราะมัวแต่จดจ่อกับเกมในมือถือที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ไอ้ทอยนั่งลงข้างๆหยิบโทรศัพท์มาเขี่ยเล่นเพื่อรอเวลา พวกผู้ชายมาครบแล้วเหลือแต่สาวๆที่กำลังแต่งองค์ทรงเครื่องกันอยู่ หลังจากที่ตกลงกันได้ว่าจะไปเค้าดาวน์ที่ผับชื่อดัง ทุกคนก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ (หลายคนหวังว่าจะไม่ต้องจองและไม่มีการตรวจบัตร)

“เชี่ย ตายแล้วกู” ผมวางมืออย่างหัวร้อน ไอ้คนที่เหลือต่างส่งเสียงเยาะเย้ยที่ผมฝีมือกากจนเป็นภาระ เมื่อเงยหน้ามามองเพื่อนสนิทต่างคณะที่เคยแอ๊วกันในช่วงแรกสลับกับมองหน้าหนุ่มเภสัชฯที่จ้องเขม็งมาทางเราจากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเลยต้องขยับตัวออกห่างมันอีกหน่อย

“อย่าเบียด เดี๋ยวกูตาย” ไอ้ตงไล่ เลยจำใจนั่งติดกับไอ้ทอยอย่างเลี่ยงไม่ได้

“มึงจะหนีกูทำไมวะ” มันกระซิบถาม

“ถามยังกะไม่รู้ ดูสายตาพ่อมึงสิ”

“ช่างแม่งสิ ใครแคร์” แหม ตอบแบบไม่ใยดีเลยนะ ใครน้อที่เศร้าเพราะโดนไอ้ฉัตรชัยหักอกจนต้องเปลี่ยนมาเรียนคณะเศรษฐศาสตร์แทนที่จะเรียนเภสัชตามที่หวังไว้ พอรู้ความจริงก็ทำเป็นเล่นตัวใส่อีก ถือว่าหล่อมากใช่มั้ยมึง

“กูจะคอยดู ถ้าเกิดมีคนมาชอบไอ้ฉัตรแล้วมันเล่นด้วย จะสมน้ำหน้ามึงให้”

“กล้าก็ลองดูสิ” ไอ้ทอยตอบแบบไม่ใยดีเช่นเคย ความอินดี้ครอบงำอีกละเหรอ

“หึงเค้าแต่เล่นตัวใส่แบบนี้มันเข้าท่าเหรอวะ”

“มึงขี้บ่นจังวะ” มันด่าด้วยน้ำเสียงฟึดฟัด

“มึงก็ดูสิไอ้ทอย สายตาที่มองมาทั้งรักทั้งหวงขนาดนี้ ถ้ากูกอดคอมึงคงโดนกรอกยาพิษแหงๆ”

“ไอ้เว่อร์” พูดแล้วก็หัวเราะ ผมว่าไอ้ทอยมันชอบใจแหละที่ฉัตรพงษ์ตามหวงแบบนี้ ผมไม่รู้หรอกว่าสองคนนี้ตกลงคบกันหรือยัง แต่ท่าทางลอยไปลอยมาของไอ้ทอยก็ชวนให้คิดว่ายังไม่ถึงไหน แต่ฉัตรพงษ์ที่คอยตามมาวอแวไม่ลดละก็ชวนให้สงสาร ไอ้ทอยทำตัวเหินห่างเพื่อลงโทษทั้งที่คนทำผิดคือฉัตรชัยแฝดผู้น้องต่างหาก

“มาแล้วจ้า ขอโทษที่ช้านะ” เสียงหวานของสาวๆดังมาแต่ไกล หนุ่มๆแบบพวกเราต่างลุกยืนอย่างพร้อมเพรียง แต่ละคนแต่งตัวสวยจนนึกว่าเป็นคนละคนกับสภาพนอนหลับอ้าปากอยู่ในรถตอนขามา

“มองปากค้างแบบนี้ สวยล่ะสิ” สาวๆแซวมา พวกเราหัวเราะแก้เก้อก่อนที่ไอ้พวกมีคู่จะพากันควงคู่ตัวเองอย่างไม่รีรอ

“ทำไมเหลือเราสองคนล่ะวาวา” ยุนอาตัดพ้อ

“พวกเรามันคนโสดไง เลยต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้ ฮือๆ” วาวาก็ตอบพลางแซวพวกเราถ้วนหน้า ถึงแม้จะไม่ได้บอกใครแต่ทุกคนก็พอจะมองออกว่าผมกับตงฉินนั้นค่อนข้างสนิทกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันแทบจะ 24 ชั่วโมงเป็นที่คุ้นตา เพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่ในคณะที่เคยแบนผมก็ลดความตึงเครียดลงไปค่อนข้างมากเพราะไอ้เตี้ยคนนี้ไม่เคยเก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ นานวันเข้าคนก็พากันลืมว่าต้องบึ้งตึงใส่ผม การที่นั่งเรียนกับตงฉินเลยโดนใช้เป็นสะพานในการขอเบอร์ ขอไลน์หรือเอาของมาจีบไม่ขาดสาย นี่สินะ...อานุภาพของความหล่อมีมากกว่าความโกรธ ทุกคนคงรู้แหละว่าถ้าไม่ผ่านผมก็ไม่มีใครช่วยเหลือให้สามารถเข้าใกล้ตงฉินหนุ่มฮ็อตได้แล้ว

             รถแดงที่เหมามาจากหน้าโรงแรมจอดนิ่งหน้าผับชื่อดัง ผู้คนเดินทางมาไม่ขาดสายราวกับมดงานที่เข้าแถวเพื่อไปหาพื้นที่เหมาะๆพร้อมปลดปล่อยและเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยหน้าตาและอานุภาพของดาราอย่างตงฉิน พวกเราเลยได้โต๊ะวีไอพีที่คนภายนอกมองกันอย่างอิจฉา โซนดนตรีอีดีเอ็ม(EDM)เล่นเพลงชวนโยก จังหวะมันๆเริ่มตั้งแต่ยังไม่เมาจนกระทั่งเวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยงคืนนั่นแหละ เพลงที่เคยดังสนั่นก็ถูกปิดแล้วแทนที่ด้วยเสียงดีเจ

             โต๊ะที่เราอยู่นั้นอยู่ในซอกด้านในสุดของผับ มันค่อนข้างลับตาและเป็นส่วนตัว ไอ้ตงขออยู่แบบหลบมุมเพราะไม่อยากให้มีคนมาก่อกวนเวลาที่กำลังสนุกโดยมีผมยืนประกบ โต๊ะกลมสูงเกือบถึงอกตัวเล็กสองตัวถูกรายล้อมด้วยคนเป็นโหลที่กำลังร้องเล่นเต้นกันสนุกสนาน ขวดเหล้าสีอำพันราคาแพงขวดที่สามวางตระหง่าน แก้วรูปเหลี่ยมกระทบแสงไฟระยิบระยับ(หรืออาจจะเพราะเมาเลยเห็นประกายในหัวตัวเองก็ไม่รู้) ผมกรึ่มได้ที่แต่ก็มีสติแอบมองแต่ละคนที่เข้าคู่ ขวัญใจอยู่ถัดจากตงฉินด้านซ้ายมีไอ้โทยืนประกบไม่ห่าง ด้านขวาของผมก็คือไอ้ทอยและแน่นอนมีพี่น้องสองฉัตรยืนเรียงไป ไอ้คิ้วยืนติดกับไอ้โทโดยมีน้องฟางแฟนสาวขนาบไม่ห่าง ผมยังนึกแปลกใจเลยว่าอายุแค่นี้เข้ามาในร้านได้อย่างไร ถัดจากนั้นก็คือวาวา ยุนอา และมะเหมี่ยวที่โดนฉัตรชัยกอดเอวแน่นตลอดเวลา ใบหน้าพวกเราไม่เหมือนเดิม บ้างก็แดงบ้างก็ซีดแถมยังยืนเซไปมาอีกด้วย

             คนในร้านแน่นมากถึงมากที่สุด แต่ละโต๊ะต่างพากันมาเป็นคู่เป็นก๊วนยืนเบียดเสียด สองสาวโสดอย่างวาวากับยุนอาเลยตบยุงเล่นเพราะไม่มีใครเดินมาจีบแม้แต่น้อย ถ้าร้านโล่งกว่านี้คงมีคนมาทักบ้างแหละ แต่ไม่ใช่สำหรับคืนนี้

“เอาล่ะครับ นับถอยหลังพร้อมกันนะครับทุกคน” เสียงดีเจดังขึ้นพร้อมกับเสียงเฮลั่นร้านกระหึ่ม ผมมองเวลาในมือถือที่สัญญาณหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้มันแสดงตัวเลข 31 Dec : 23.59 p.m.

“สิบ เก้า...” เสียงดีเจนำโดยพวกเราต่างร่วมใจกันเปล่งเสียงตาม แรงเบียดจากโต๊ะอื่นที่นับด้วยโยกตัวด้วยทำให้ร่างผมชิดกับตงฉินมากกว่าเก่า มือใหญ่แตะนิ้วอย่างลังเลก่อนที่ผมจะคว้ามาจับ ความมืดและความเมามันดีอย่างนี้นี่เอง คนที่ห่วงภาพลักษณ์อย่างตงฉินมาเกี่ยวก้อยก่อนจนได้ เราแนบร่างหันหน้าเข้าหากันโดยคู่อื่นๆก็ทำด้วยราวกับเป็นท่าบังคับ ใบหน้าหล่อๆฉายออร่าแม้อยู่ในความมืดมิดก้มมาสบตาผมอยู่อย่างนั้น

“...สาม สอง หนึ่ง Happy New Year!” เสียงพลุกระดาษดังลั่นพร้อมเสียงเฮตะโกนอวยพรปีใหม่ทั่วทั้งร้าน แต่ผมกลับไม่ได้ตะโกนอะไรทั้งนั้นเพราะมือหนาคว้าต้นคอคนตัวสูงให้โน้มมาชิดก่อนลมหายใจอุ่นๆจะกระทบใบหน้าแล้วสองเราก็กดกลีบปากเกี่ยวกระหวัดอย่างวาบหวิวโดยไม่สนใจว่าจะมีใครจับจ้อง รสจูบหวานวาบนัวเนียจนหายใจติดขัด เสียงใจเต้นระส่ำของตงฉินทำให้ผมมั่นใจว่าคนตรงหน้ามีใจให้ไม่น้อยไปกว่ากัน พอเสียงเฮเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงพวกเราก็ผละความหอมหวานจากกันอย่างเสียดาย พอหันไปโดยรอบ พบว่าวาวากับยุนอายืนกอดอกและทำหน้ายู่ยับเหมือนคนกำลังเหม็นเบื่อความรักเต็มประดา

“คุณคะ เกรงใจหัวอกคนโสดบ้างสิคะ” ยุนอาตะโกนแข่งกับจังหวะสนุกสนานของเพลงที่กำลังกระหึ่ม พอเห็นภาพตรงหน้าโดยรอบแล้วก็แอบเซ็งที่ผละจากปากหวานๆของตงฉินเร็วเกินไป เพราะแต่ละคู่ยังกอดและนัวเนียกันไม่เลิก ที่ผิดคาดไปกว่านั้นคือไอ้ทอยที่ปากแข็งแต่ใจโคตรกากช้อนหน้าของฉัตรพงษ์มาจูบแทบจะกลืนกินทั้งตัว

“อีกรอบได้มั้ยอะ” ผมกระซิบข้างหูของคนข้างๆแต่กลับถูกข้อศอกกระทุ้งชายโครงจนจุก

“ไม่ได้ เดี๋ยวคนมอง” นี่ตอบเพราะเขินหรือเพิ่งได้สติกันเนี่ย

“มืดขนาดนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าใครเป็นใคร” ผมแกล้งยั่ว

“ไม่ได้คือไม่ได้” ตงฉินยืนกรานเสียงแข็งจนใจแป้ว “ค่อยต่อกันที่ห้องนะ” ห๊ะ...อะไรนะ เย้ๆๆๆๆๆ นี่ไอ้ตงมันให้ท่าอยู่ใช่มั้ย ผมควรทำหน้ายังไงดีล่ะเนี่ย หรือควรจะขอตัวกลับก่อนเพราะตอนนี้กลั้นแทบไม่ไหวแล้ว ไอ้คนต้นเรื่องก็หันหลังให้จนต้นขามันเบียดกับหนึ่งน้อยที่แข็งจนปวดไปหมด

“ไอ้ลามก” ตงฉินโน้มมากระซิบ ผมได้แต่ยักคิ้วใส่มันคงรู้แหละเลยทำท่าทางเมินเฉยมาซะดื้อๆ

“อะไรอะ ปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทัน” ผมแซะแบบไม่จริงจังเท่าไหร่หรอก ชินกับนิสัยแบบนี้ของมันซะแล้ว “กลับกันมั้ย”

“ฮึ อะไรของมึง” ไอ้ตงทำเสียงดุ หน้าหงอยเลยไอ้หนึ่ง ... เสียงเพลงกลับมาคึกคักอีกครั้ง เวลาผ่านเที่ยงคืนได้ไม่กี่นาทีเท่านั้นแต่เวลาเปลี่ยนเป็นปีทีเดียว ผมกวาดสายตามองกลุ่มเพื่อนที่ไม่คิดว่าจะมารวมตัวกันได้อย่างสบายใจ ฉัตรพงษ์และฉัตรชัย ฝาแฝดที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว คนพี่เงียบขรึมดูเป็นผู้ใหญ่แต่มีความอาทรให้กับไอ้ไฟ(หรือทอย) คนรักที่เข้าใจผิดเมื่อปีที่แล้วและกำลังตามง้ออยู่ ไม่รู้ว่าจะออกมาท่าไหน แต่เห็นจากการที่สองคนนี้จูบกันเมื่อกี้ก็พอให้ใจชื้นว่าโอกาสจะรีเทิร์นก็มีไม่น้อย ส่วนแฝดคนน้องน่ะเหรอ...พ่อมาลัยลอยไปลอยมายังดีที่เจอชะนีดุแบบมะเหมี่ยว ผมก็หวังว่าทั้งสองคนจะไปด้วยกันได้ดีนะ

             ฟากฝั่งของพี่ชายตัวดีของผมอย่างไอ้โทกับคู่ขวัญ ขวัญใจเดือนคณะนั้นผมไม่เป็นห่วงเลยเพราะฝ่ายหญิงนั้นดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แถมยังคอยช่วยเหลือให้คนเหลวไหลอย่างมันตั้งใจเรียนจนเกรดออกมาสวยอย่างน่าพอใจอีกด้วย ที่น่าห่วงคือไอ้คิ้วนี่แหละ ผมไม่รู้หรอกนะว่าแฟนเด็กวัยมัธยมของมันหาข้ออ้างอะไรถึงได้มานอนค้างอ้างแรมกับพวกเราไกลถึงเชียงใหม่ได้ หวังว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไรตามมาภายหลัง

“เหม่ออะไร” ตงฉินตะโกนถามข้างหูเพื่อแข่งกับเสียงเพลงที่ดังลั่นร้าน ผมส่ายหัว

“เปล่า แค่คิดว่าคืนนี้จะจัดท่าไหนดี”

“อะ ไอ้ลามก” หน้าตาของมันเหรอหราจนต้องหัวเราะออกมา ท่าทางโกรธของคนตัวสูงยิ่งชวนขัน มันชี้หน้าทำปากขมุบขมิบก่อนจะเดินออกจากกลุ่มไปทางห้องน้ำ ผมเลยเดินตามเจ้าของต้อยๆ เสียงเพลงจากโซนดนตรีสดดังกว่าฝั่งอีดีเอ็มเสียอีก ตงฉินพยายามเดินแทรกฝูงชนมหาศาลอย่างยากลำบาก แม้เจ้าตัวจะสูง 189 แต่ก็ไม่สามารถแหวกทางได้โดยง่าย จำนวนคนเบียดเสียดล้วนแต่เมามายแทบไม่สนใจว่าใครจะเดินไปเดินมา ขอเพียงที่ยืนและไม่ล้มไปกองกับพื้นก็ดีมากแล้ว แต่ความเมาก็ใช่ว่าจะเป็นอุปสรรค เพราะหลายคนต่างกรูเข้ามากอด บ้างก็ลูบตามเนื้อตัวของคนตัวสูงแบบไม่เกรงใจเลย ตงฉินได้แต่ทำหน้าแหย จะปัดมือทิ้งก็ดูไม่สุภาพ คนเดินตามก้นมาไม่ห่างอย่างผมเลยรู้สึกขุ่นเคืองแทน เลยคว้าข้อมือคนที่กำลังโดนลวนลามให้วกกลับและฝ่าฝูงชนมาจนถึงหน้าร้าน

“ลากมาทำไม ปวดฉี่” มันบ่น

“ไม่ลากมาจะรอดถึงห้องน้ำเหรอวะ แม่งแต่ละคนยังกะแร้งทึ้ง”

“ขะ ขอบใจ” เป็นครั้งแรกมั้งที่มันพูดดีใส่

“ไปฉี่ที่โรงแรมเถอะ” ผมเสนอ

“บ้าเหรอ ยังไม่ตีหนึ่งเลย คนอื่นๆอีก”

“พวกมันโตกันหมดแล้ว อีกอย่างคนทะยอยมาเรื่อยๆจนร้านจะระเบิดแล้ว แน่ใจนะว่าจะฝ่าเข้าไปอีก” ผมพูดและอีกคนกวาดสายตามองไปโดยรอบ นักท่องเที่ยวต่างเดินเข้ามาไม่ขาด สายตาแต่ละคนจับจ้องมาทางเราแบบแปลกๆ

“ปล่อยมือกูก่อน” ไอ้ตงรีบสะบัด มิน่าล่ะคนเลยมองเราแปลกๆ

“สรุปว่า..” ผมถาม

“กลับก็กลับ” มันไม่เถียงครับ ผมเดินไปเรียกรถแดงและโดนราคาเหมาจนแทบสร่าง แต่ต้องยอมจ่ายเพราะมันค่อนข้างดึกแล้วจริงๆ ระหว่างทางเราไม่พูดอะไรกันเท่าไหร่ ร่างสูงที่นั่งฝั่งตรงข้ามพิงหลังตัวรถ ท่าทางง่วงหรือไม่ก็เมาเพราะเปลือกตาปิดแน่น

“ถึงแล้ว ตงๆ” ผมเขย่าก่อนที่คนง่วงจะลืมตาแดงก่ำเดินลงจากรถอย่างอืดอาด “ไม่ปวดฉี่ละเหรอ”

“ปวด แต่ง่วงด้วย”

“งั้นรีบไปเข้าห้องน้ำไป จะอาบน้ำอีกมั้ย” ผมถาม โรงแรมของเราเงียบมาก สภาพเก่าจนน่ากลัว ลิฟต์สภาพแย่พาเรามาถึงชั้นที่ต้องการโดยใช้เวลาไม่นาน ตงฉินซบไหล่ผมตั้งแต่ในลิฟต์ ต้องออกแรงลากพอสมควรกว่าจะถึงห้อง

“อื้อ ไม่ถอด” เสียงคนเมายังงัวเงีย ท่าทางจะง่วงหรือไม่ก็เมามาก เอาแต่จะนอนท่าเดียวไม่สนใจว่าตัวเองปวดฉี่เสียแล้ว

“อย่าดื้อสิ ถอดกางเกงก่อนเดี๋ยวพาไปห้องน้ำ”

“ฉี่ตรงนี้ก็ได้”

“ไม่ได้ ตง อย่าดื้อ”

“ดื้อแล้วจะไม่รักเหรออออ” ห๊ะ... อึ้งสิครับที่ได้ยินแบบนี้ ทำไมจะต้องทำตัวน่ารักแบบนี้ด้วยวะเนี่ย ไอ้เราก็พยายามสะกดอารมณ์ที่โดนยั่วยุอยู่ด้วย ท่าทางจะตบะแตกในอีกไม่ช้า

“รักสิ แต่ตอนนี้ตงต้องไปฉี่ก่อน” กางเกงยีนส์ตัวเล็กที่รัดแน่นถูกโยนกองกับพื้น กางเกงในสีขาวถูกถอดตามออกมา ตงฉินน้อยสีเข้มนอนหลับในพงหญ้ารกยั่วยวนจนเลือดกำเดาจะพุ่ง รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ได้มาเห็นและเป็นคนใกล้ตัวแบบสุดๆเช่นนี้ ดาราหนุ่มหล่อกำลังนอนเมาและดิ้นไปมาเพราะโดนลากไปห้องน้ำอย่างทุลักทุเล

“นั่งลง” ผมวางคนตัวโตกับชักโครก มองภาพตงฉินเหี่ยวพาดขอบโถอย่างระอา ทำไมไม่ปักหัวลงล่ะวะ ลำบากไอ้หนึ่งต้องมาจัดท่าให้อีก “ฉี่ก่อน ฉี่....ฉี่...”

“ม่ายอยากฉี่”

“ตง อย่าดื้อสิ”

“อยากดื้อ อยากดื้อ ดื้อแล้วจะทำไม” เออ ตามสบายเถอะ เมาแล้วดื้อได้ขนาดนี้แทบไม่ต่างกับตอนสภาพปกติ ระหว่างนั้นก็พยายามให้คนเมาพ่นน้ำออกมาอย่างใจเย็น มือขวาของผมจับของสงวนให้ลงล็อก มืออีกข้างต้องดันไหล่คนที่คอยจะโน้มตัวฟุบลงกับพื้นห้องน้ำไว้ ใครมาเห็นภาพนี้คงบอกว่าพิลึกพิลั่น แต่เอาเถอะพอเสียงจ๊อกๆไหลมาผมก็แทบจะลุกขึ้นเต้น แต่...

“ไม่เอา ไม่ฉี่” ไม่พูดเปล่า ตงฉินผุดลุกมาเต็มความสูง ของเหลวสีเหลืองกลิ่นฉุนพุ่งราดตั้งแต่หัวจรดเท้าจนผมพุ่งหลบจนไปชนกับผนังห้องน้ำ สีหน้าเมาจัดกับท่าทางดื้อๆชวนให้โมโหแต่ก็ทำไม่ลงนั้นไม่ได้สติ ตงฉินยังฉี่ราดต่อเนื่องรอบห้องน้ำ ผมได้แต่วิ่งไล่จับแต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งหยดสุดท้ายหยุดลงนี่แหละ คนตัวสูงถึงได้สงบ แต่สภาพผมคือ...เปียกเละ

“ไอ้ต๊งงงงงงงงงงงงง” ผมตะโกนลั่นห้อง กลิ่นฉี่ฉุนกึกราดเต็มชุดเที่ยว จังหวะนี้ไม่อาบน้ำก็คงไม่ได้ คนเมาก็ร่วงไปกองใต้ฝักบัวเป็นที่เรียบร้อย สภาพคือท่อนบนแต่งเต็ม แต่ท่อนล่างเปลือยเปล่า ... ลำบากชีวิตกูจัง


#### ####

[ตงฉิน]

             ตื่นมาอีกทีตอนเกือบเที่ยงของวันที่ 1 มกราคม ด้วยสภาพเปลือยล่อนจ้อนในอ้อมกอดของไอ้เตี้ย ภาพตัดไปตั้งแต่ขึ้นรถแดงกลับจากผับเมื่อคืน จำไม่ได้เลยว่าเดินขึ้นห้องมาได้อย่างไรและแก้ผ้าตอนไหน ปวดหัวจนลุกไม่ขึ้นเพราะไม่ได้ดื่มมาสักระยะแล้ว นอกจากนั้นยังปวดเมื่อยตามตัวเหมือนไปชนกับของแข็งๆจนระบม ผมลืมตาพรึ่บใช้มือสำรวจบั้นท้ายทันที

“อื้อ ว่าละ โคตรแฉะ” เจ็บหน่วงจริงๆ ตอนเมาก็ยังไม่เว้นเนาะไอ้หนึ่ง ผมพลิกตัวและผลักร่างคนที่หลับกลิ้งตกเตียง

“โอ๊ย ทำไรเนี่ย” มันสะดุ้งตื่นมาโวยวาย ถึงแม้มันจะไม่สูงแต่ไอ้ที่แข็งชี้หน้าผมอยู่เนี่ยโคตรสวนทางกันเลย

“กูต่างหากที่ต้องถาม เมื่อคืนมึงทำไรเนี่ย คนเมาก็ไม่เว้น” ผมด่ากลับบ้าง ไอ้คนฉวยโอกาส

“หึ ต้องถามมึงมากกว่าว่าเมื่อคืนเป็นไร ถึงได้เมาสิ้นสติขนาดนั้น” ไอ้คนตัวเล็กโวยวายกลับ ผมถึงกับอึ้งเพราะนานๆทีจะเห็น

“กะ กูทำอะไร” ผมถาม ร่างเล็กเดินลิ่วไปในห้องน้ำก่อนหยิบอะไรบางอย่างมาปาใส่

“นี่ไงผลงานมึง ดมสิ หอมชื่นใจมั้ย” ผมทำจมูกฟุดฟิด “อี๋ เยี่ยวนี่หว่า มึงเยี่ยวราดชุดตัวเองเรอะ”

“กูที่ไหนล่ะ มึงต่างหากที่เยี่ยวราดตัวกูเนี่ย” เฮือก...

“พูดอะไรเนี่ย บ้าไปละ”

“บ้าเหรอ จะให้กูบรรยายภาพเมื่อคืนให้ฟังมั้ย อ้อ กูมีคลิปด้วยนะ” มันหยิบมือถือมาเปิด เป็นสีดีโอสั้นๆที่ผมเมามายและวิ่งรอบห้องน้ำ ไม่บอกก็รู้ว่าฉี่ไปด้วย แม้จะไม่เห็นท่อนล่างก็เถอะ

“ชะ เชี่ย...” เสียงผมเองครับ ที่กูทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย

“ไงล่ะ พ่อดาราดัง” ไอ้เตี้ยเยาะ

“เงียบเลยนะ แต่ก็เหอะ มึงก็ไม่ควรฉวยโอกาสมาลักหลับกูนะ” ผมเปลี่ยนเรื่อง

“เหอะ ... ใครกันแน่ มึงคิดดีๆสิ หลังอาบน้ำเสร็จแล้วมึงก็สร่างเมาแล้วนะ” ไอ้หนึ่งตอบ ผมลองนึกย้อนไปเมื่อคืน น้ำเย็นเฉียบราดตัวจนสะดุ้งดิ้นพล่านเพราะเครื่องทำน้ำอุ่นพัง หลังจากโดนคนที่เท้าสะเอวด่าที่ปลายเตียงจัดการล้างคราบไคลจนหมดจดก็เดินตัวเปล่ามาในห้อง ลำบากไอ้หนึ่งต้องไล่ตะครุบตามเช็ดตัวผมจนนัวเนียกันบนเตียงนุ่ม กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจนตัวมันนอนราบและผมคร่อมทับอยู่ด้านบน มองริมฝีปากสวยนั้นอย่างหวิวใจแปลกๆ แล้วก็กดใบหน้าตัวเองแนบลงไปกวาดความหวานหอมอย่างลืมตัว แรงตอบรับวาบหวามชวนให้เผลอใจ

             เมื่อผละจากริมฝีปากก็ไล่ลิ้นตามร่างกายแน่นขนัด รู้สึกหวิวโหวงกับเรือนร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนี้อย่างมาก แก่นกายใหญ่ผุดตัวเสียดสีกับบั้นท้ายชวนสยิวผมร่อนบั้นท้ายกลมกลึงของตัวเองไปมาเพื่อให้ความแข็งแกร่งนั้นเสียดสีกับตัวเองอย่างนั้น มือใหญ่ควานล้วงกระชับแท่งเนื้อไว้เต็มมือก่อนจะรูดขึ้นลงเป็นจังหวะ ในตอนนั้นไม่รับรู้เลยว่าจะมีเสียงครางของใครดังเล็ดลอดออกมาบ้าง สองหูเหมือนดับสนิท มีเพียงร่างกายสั่นระริกเท่านั้นที่กำลังมองหาความร้อนเร่าเพื่อปรนเปรอความต้องการที่ปะทุอย่างหนักในตอนนั้น ไม่รู้ว่าเอาเจลหล่อลื่นมาจากไหน รู้อีกทีก็สัมผัสถึงความลื่นไหลทั่วแก่นกายแน่นแล้ว บั้นท้ายงอนขยับเบียดบดกับมือใครก็ไม่รู้กำลังแหวกสองฝั่งกลมนั้นให้แยกออก เอวหนายกสูงเพื่อให้พลังงานแข็งแกร่งจดจ่อกับประตูแคบอย่างไม่กลัวจะสิ้นใจเพราะความเจ็บตึง แรงส่งที่หวิวไหวแผ่วพริ้วชวนให้โมโหเพราะไม่ทันใจจนต้องกดน้ำหนักให้ความเป็นชายของคนนอนเบื้องล่างสอดผ่านทะยานตัวเบียดเสียดความแนบแน่นฝืดคับจนสุดทาง

“อ๊าาาาาาาาาาาา จะ จุก อื้อ จะ เจ็บ” เป็นเสียงผมเองที่ร้องลั่นเมื่อถูกของใหญ่โตกวาดล้างความสดใสในตัวอย่างเต็มลำ แรงตอดรัดทำงานเป็นจังหวะเพื่อบีบเค้นให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออก หากแต่ร่างกายกลับไม่ทำตามใจสั่ง แรงขยับโยกตรงบั้นท้ายขึ้นลงโดยมีมือหนากระชับเอวไว้แน่นไม่ให้ผุดลุกจนปล่อยให้ความแข็งแกร่งนั้นเป็นอิสระ เมื่อร่างสูงผุดลุก มือหนาทั้งสองก็รั้งเอวให้กดทับจุดเดิมเสียงดังปึงปัง แล้วจังหวะรุนแรงก็ถาโถมอย่างบ้าคลั่ง แรงทะยานส่งกระทบจนมวนท้องและเต็มอิ่มไปด้วยรสรักที่เผ็ดจัดจ้าน ปลายทางหฤหรรษ์ใกล้เข้ามาเมื่อดาบยักษ์ส่งแรงกระแทกยี่ยิบจนแทบทรุดร่างลงไปกองกับหน้าอกหนา บั้นท้ายเจ็บแสบจนลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเคยปิดสนิทถูกบุกฝ่าเข้ามาอย่างสาหัส แรงกระตุกตัวบีดรัดแน่นเมื่อไออุ่นร้อนจากส่วนปลายทะลักเข้ามาจนเสียววาบที่ท้องน้อย ผมกลั้นลมหายใจแน่นเมื่อความเสียวพุ่งจนขีดสุด แรงขับมหาศาลถูกส่งออกจากแก่นกายที่พาดหน้าท้องแข็งจนเปรอะไปทั่วในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วสติที่เหลืออยู่น้อยนิดก็ดับวูบ

“ทำหน้าแบบนี้ นึกออกแล้วใช่มั้ย” หนึ่งเข้ามาซุกใต้ผ้าห่มอยู่ข้างตัวตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่เสียงที่แซวมาทำให้อายจนหน้าแดง

“นะ นึกอะไร ไม่มี๊” เออ เสียงสูงเข้าไป

“หึหึหึ งั้นให้ทบทวนความจำมั้ย” เสียงหื่นไม่น่ากลัวเท่าหน้าหื่นๆของมันที่โน้มมาหา

“มะ ไม่เอา จะ จะ จะ ทำอะไร”

“ก็ทำแบบเมื่อคืนไง เผื่อจะจำได้ว่าทำอะไรกันบ้าง” ผมจะเอ่ยปากห้าม แต่ไม่ทันเพราะใบหน้าคุ้นเคยประชิดและขโมยจูบจนเปล่งเสียงไม่ได้ ร่างสูงใหญ่ของผมดิ้นไปมา(พอเป็นพิธี)เพื่อขัดขืน แต่ก็ไม่ได้ผลักไสคนที่รุกรานให้ผละออกห่าง เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆละ ยอมๆไปเถอะ ...

ออฟไลน์ tiger2006

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 310
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2350
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +205/-6
แหมๆๆๆ ไม่ได้สมยอมอ่ะเน๊อะ  :hao3:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-1

ออฟไลน์ จากต้นจนอวสาน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-3
    • จากต้นจนอวสาน


เรื่องนี้ผมอัพเดตถึงตอนที่ 36 แล้วนะครับ
ตอนที่ 34 อ่านฟรี
ตอนที่ 35 ติดเหรียญ 50%
ตอนที่ 36 ติดเหรียญเช่นกัน สำหรับคนใจร้อนอยากอ่านล่วงหน้า 2 อาทิตย์

ถ้าใครใจร้อน อยากอ่านก่อน กด https://www.facebook.com/Begintillanend/
เพื่อติดตามการอัพเดตที่ FB fanpage ของผมได้เลยครับ

หวังว่าผู้อ่านทุกคนจะชื่นชอบและสนับสนุนผลงานผมไปเรื่อยๆนะครับ

 :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1: :mew1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด