-- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 59 ปราณ -- (อัพเดต 03/06/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: -- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 59 ปราณ -- (อัพเดต 03/06/2020)  (อ่าน 19829 ครั้ง)

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตรัสต้องมีคนแบ่งเบาภาระมั้ง ที่ผ่านมาดูเคร่งเครียด อาจจะเพราะทำงานทุกอย่างคนเดียว

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 10

ภรรยาก็แสนดี

---------



แม้จะเป็นสามีภรรยา แต่ตรัสและรติย่อมไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแต่ประการใด



หนึ่ง...เพราะตรัสและรติเป็นชาย ที่มิได้พิศวาสชายด้วยกัน



สอง...เพราะตรัสและรติมิได้มีความรู้สึกรักใคร่ลึกซึ้งต่อกัน



และสาม...เพราะทั้งตรัสและรติ...แยกกันนอน



จริงอยู่ว่าทั้งคู่ยังอาศัยอยู่ในเรือนนอนเดียวกัน แต่เรือนนั้นมีสองส่วนอย่างที่กล่าวไปแล้ว คืนแรกหลังแต่งงาน รติถูกมัดแขนกับเสาเตียง คืนต่อๆ มา เมื่อตรัสออกจากห้องน้ำมาพบว่าเตียงโดนคนไร้ยางอายยึดไปแล้ว เขาย่อมไม่แทรกตัวลงไปนอนด้วย แม้เตียงจะกว้างพอสำหรับสองคนก็ตามที



ทีนี้ทำอย่างไร



ตรัสยังหนุ่มแน่น คืนแรกหลังแต่งงาน นอนไม่หลับเพราะหงุดหงิดเหลือประมาณ แต่มิได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องนอนติดต่อกันหลายๆ คืนได้



คืนต่อๆ มา อาศัยไปนอนที่โถงรับรอง แต่ไม่ได้สบายเลยสักนิด หลับๆ ตื่นๆ จนอ่อนล้า สุดท้ายทนไม่ไหวกลับมาที่เรือนของตนเอง



เรือนนอนมีสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นห้องพักผ่อนที่อยู่ด้านในที่ถูกรติยึดไปแล้ว อีกส่วนซึ่งเป็นห้องทำงานของเขา มีตั่งยาวตัวหนึ่ง ตรัสจึงอาศัยนอนตรงนั้นแทน



รติไม่เคยทราบว่าสามีไปนอนที่ใด และไม่เคยคิดจะถาม จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งออกจากห้องนอนแล้วก็พบตรัสนอนเหยียดยาวอยู่บนตั่งในห้องทำงาน



อากาศยามเช้ามืดนั้นหนาวจัด แต่คนที่นอนบนตั่งยาวยังคงนอนนิ่งไม่กระดิกสักนิด ดูแล้วน่าหวั่นใจว่าหนาวตายหรือไม่ จึงเดินเข้าไปสอดส่องใกล้ๆ



รติยื่นนิ้วไปอังใต้จมูกก็พบว่ายังหายใจ เป็นอันว่าไม่หนาวตาย แต่...จะหนาวไหม?



คนจากเมืองใต้ผู้ไม่คุ้นชินกับอากาศหนาว มองอีกฝ่ายแล้วก็ตัดสินใจหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนอน เปิดตู้ไม้หยิบเอาผ้าห่มผืนใหม่ แล้วเดินกลับออกมาคลุมให้กับคนที่ยังนอนอยู่



ตรัสดูจะหลับสนิท เพราะไม่ว่าจะมีผ้าห่มคลุมหรือไม่ เขาก็ยังนอนนิ่ง รติมิได้อยู่รอดูอากัปกิริยาอีกฝ่าย พอทำเท่าที่ตนเห็นสมควรแล้ว จึงออกจากห้องไปดูแลงานในครัวและเตรียมโต๊ะมื้อเช้าตามหน้าที่



เป็นฝ่ายคนตื่น ที่มึนงงกับผ้าห่มซึ่งไม่มีที่มาที่ไป แต่ก็พอคาดเดาได้ไม่ยาก ในเมื่อเรือนนอนแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดเข้าออกในยามกลางคืน นอกจาก...รติ



รติ...นำผ้าห่มมาให้เขาอย่างนั้นหรือ



แม้จะมีอคติ แต่ตรัสหาใช่คนหลอกตนเอง เมื่อคนมีน้ำใจให้แก่เขา ก็ย่อมต้องขอบคุณ



ตอนที่ร่วมโต๊ะมื้อเช้าด้วยกัน ตรัสจึงตักเนื้อผัดแบบเผ็ดมาใส่ชามข้าวให้คนข้างกาย รติชะงักเงยหน้ามองเพราะไม่เคยได้รับน้ำใจเช่นนี้จากอีกฝ่าย



“ข...ขอบคุณ”



ไม่เพียงรติที่แปลกใจ แต่ทั้งอมราและรุจีก็มองชายหนุ่มตาค้าง ตรัสรู้ว่าการที่เขาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำย่อมเป็นเป้าสายตา ดังนั้นเมื่อตักให้แล้วครั้งหนึ่งก็ย่อมไม่ทำครั้งที่สอง และหากจะพูดขอบคุณในน้ำใจที่รติยกผ้าห่มมาให้เขา ก็เอาไว้กระทำเมื่ออยู่กันเพียงสองคน



แต่...คนบางคนดูจะไม่เข้าใจ



อีกทั้งยังมีนิสัยได้คืบจะเอาศอก



“เอ้อ...ถ้าท่านไม่ว่าอะไร ตักผัดผักให้ข้าด้วยได้ไหม” เสียงของรติดังขึ้น ตรัสเหลือบมองเล็กน้อย แต่ก็ยอมตักผัดผักมาใส่ชามให้



“ขอบคุณ ท่านอยากได้อะไรจากฝั่งนี้ไหม ข้าจะตักให้”



“ไม่...”



“ไม่เป็นไรหน่า ข้าบริการให้” รติเห็นอีกฝ่ายมีน้ำใจแก่ตน ก็อยากจะแสดงน้ำใจกลับ ออกตัวบริการ ตักกับข้าวมาใส่ชามให้ตรัสจนแทบพูน ฝ่ายสามีไม่รู้จะปรามอย่างไร สุดท้ายเลยต้องรีบตักข้าวรับประทานให้หมด



มื้อเช้าวันนั้น จึงมีชายหนุ่มที่อิ่มตื้อเพราะรีบเคี้ยวรีบกลืน ในขณะที่อมราและรุจีมัวแต่อึ้งจนรับประทานไม่ลง และรติกับระพีที่รับประทานอาหารโดยไม่รู้อะไร



จบมื้อเช้า สองสามีภรรยาก็ออกจากเรือนไปเปิดร้านยาอหัสกรเช่นเคย ระยะทางพอเดินได้ ไม่ไกลนักแต่ก็มีเวลาพอจะพูดคุยกัน ตรัสจึงเอ่ยปากขึ้นมา



“ขอบใจเจ้ามาก”



“เรื่อง?” รติหันมาถาม



“ผ้าห่ม”



รติโบกมือไปมา



“ไม่เป็นไรๆ ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านตาย”



ตรัสชะงัก หันมอง



“อ้าว ก็ข้ากลัวท่านหนาวตาย ในเรือนมีแค่ท่านกับข้า เกิดท่านตายขึ้นมา ข้าก็จะกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ยิ่งข้าเพิ่งแต่งกับท่านด้วยแล้ว คราวนี้คงถูกเพ่งเล็งว่าหมายจะฮุบสมบัติ เพราะฉะนั้น...ถ้าท่านจะตาย จักต้องไม่ตายตอนอยู่กับข้า” รติตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่คนฟังไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศแต่อย่างใด



ไม่ใช่ห่วงใย ไม่ใช่น้ำใจ ไม่ใช่มนุษยธรรม แต่ 'ถ้าท่านจะตาย จักต้องไม่ตายตอนอยู่กับข้า'



“เจ้านี่มัน!!” ตรัสไม่รู้จะดุด่าอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่สะบัดหน้า ก้าวเท้าฉับๆ จากไปทันที



ภรรยาแสนดีมีจริง แต่มิใช่รติแน่นอน!



---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ภรรยาแสนดีจริงๆนะคะ น่ารักด้วยค่ะ

ห่มผ้าให้เพราะกลัวตัวเองกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหวังฮุบสมบัติ ฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อันนั้นก็ขวานผ่าซากเกิน~555

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต


บทที่ 11


ภรรยายังแสนฉลาด

---------

   
แม้จะเพิ่มแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้สกุลอหัสกรได้ไม่นาน แต่เพราะติดตามไปร้านยาทุกวัน รติจึงเห็นเค้าลางที่ทำให้ตรัสมักจะมองพวกเขาสามพี่น้องอย่างหงุดหงิดเสมอ 


บ่าวไพร่ในร้านยาเป็นคนเก่าคนแก่หรือไม่ก็บุตรหลานของคนเก่าคนแก่ มีสองคน ส่วนที่เรือนอหัสกรมีบ่าวไพร่สี่คน เป็นหญิงสามคนที่ทำอาหาร ดูแลความสะอาดเรือนและดูแลท่านอมราไปด้วย และเป็นชายอีกหนึ่งคอยดูแลสวนและซ่อมแซมของใช้ในเรือน ทั้งหมดคนนี้ล้วนเป็นญาติพี่น้องกัน


   เมื่อครั้งร่ำรวย บ่าวไพร่จำนวนเท่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อทั้งสกุลมีเพียงคนเดียวที่ทำงานหาเงินได้ การแบกรับคนเกือบสิบ ย่อมเป็นความลำบาก


แต่ครั้น จะบังคับบ่าวไพร่พวกนี้ให้ออกก็ไร้คุณธรรม เมื่อเลี้ยงเอาไว้ก็เต็มกลืนแล้วสำหรับการทำมาหากินอยู่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเมื่อสามพี่น้องเข้ามาอยู่เพิ่ม ตรัสจะมองเป็นภาระก็ไม่แปลกใจสักนิด

.

.

.

   ดึกมากแล้ว แต่ในห้องทำงานของตรัสยังคงมีแสงตะเกียงลอดออกมา ดังนั้นภรรยาผู้นอนอยู่ในห้องข้างๆจึงย่อมเห็นว่าสามียังไม่พักผ่อน


   รติลุกจากเตียง ก้าวเดินด้วยฝีเท้าเบาไปยังห้องทำงาน ภาพของชายหนุ่มร่างสูงผู้มักทำหน้าตาหงุดหงิดใส่เขา แต่ขณะเดียวกันก็ตั้งอกตั้งใจรักษาคนเจ็บคนป่วย ยามอยู่กับผู้เป็นย่าก็สุภาพอ่อนโยน หรือแม้แต่อยู่ต่อหน้าบ่าวไพร่ก็เป็นผู้นำที่ดี


   ทว่าชายผู้นั้นในเวลานี้ กลับนั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งดีดลูกคิดเพื่อคำนวน อีกมือหนึ่งนวดขมับไปมา สีหน้าเครียดเขม็ง


   มิใช่กิจการของร้านยาอหัสกรไม่ดี เพียงแต่เวลานี้มีผู้คนเจ็บป่วยเพียงน้อย อากาศหนาวเหน็บ คนส่วนใหญ่มักป่วยแค่ไข้หวัด หรือมิเช่นนั้นก็สิ้นลมไปเลย ไม่มีใครเจ็บเพียบหนักหรือเป็นโรคเรื้อรังประหลาด นอกจากนั้น แม้รติจะเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่เพราะความชอบเปิดหูเปิดตา เขาจึงพอจะรู้ว่าร้านยาอหัสกรไม่ใช่ร้านยาแห่งเดียวของเมือง ผู้คนมีตัวเลือกมากมายเพียงใด ตัวหารรายได้ของอหัสกรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว


   รติตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไปยังอาณาเขตห้องทำงานของอีกฝ่าย


นับตั้งแต่แต่งงาน ตรัสไม่เคยมาร่วมเตียงกับเขา เหมือนที่เขาเองก็ไม่เคยย่างเท้าเข้ามายุ่มย่ามในห้องทำงานยามตรัสอยู่ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขาก้าวเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย


   เสียงฝีเท้า ทำให้ใบหน้าเครียดขมึงเงยขึ้นทันที แล้วพอเห็นว่าเป็นรติ คิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน แววตาไม่พอใจระคนสงสัย


   รติเห็นสายตาคู่นั้น แต่ไม่ได้อธิบายสิ่งใด เขาเดินไปยังกาน้ำร้อนที่วางอยู่บนโต๊ะ เพียงแตะดูก็พบว่ากากระเบื้องนั้นเย็นชืดเพราะอากาศหนาว


   “ข้าจะไปต้มน้ำร้อนมาให้” ผู้บุกรุกพูดเพียงเท่านั้นก็หิ้วกาน้ำออกจากห้องไป ตรัสมองตามอย่างมึนงง ยังไม่ทันทำความเข้าใจ รายนั้นก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมด้วยกาน้ำ เมื่อเทน้ำลงในถ้วยกระเบื้องเล็กๆก็ปรากฏควันฉุยลอยขึ้นมา ชวนให้รู้สึกอุ่น ทั้งๆที่ยังไม่ยกจิบเลยสักอึก


   “ดื่มก่อน แล้วค่อยทำงานต่อ อากาศคืนนี้หนาว ร่างกายควรอบอุ่นเข้าไว้” รติพูด จากนั้นจึงวางจานขนมในมือลงกับโต๊ะ


   “ข้าเห็นในครัวมีขนมอยู่บ้าง ดึกมากแล้ว มีอะไรรองท้องสักหน่อยน่าจะทำให้มีแรง”


   ตรัสได้แต่มองคนพูดเจื้อยๆอย่างตกตะลึง นี่อาจจะเป็นประโยคแรกๆที่อีกฝ่ายพูดกับเขาโดยไม่มีสำนวนยียวน


   “มองอะไรอีกเล่า รีบทานสิ”


   ชายหนุ่มมึนงง พอถูกกระตุ้นก็ยอมยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจิบน้ำอย่างว่าง่าย 


น้ำร้อนทำให้รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาเย็นจัดเพียงใด และเพราะได้รับน้ำร้อน ภายในร่างกายจึงอบอุ่นขึ้นมาชวนให้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างผ่อนคลาย


พอร่างกายไม่เครียดขึง ก็ถึงเพิ่งรู้ว่าท้องว่าง มือใหญ่เอื้อมไปหยิบขนมมากัดรองท้อง รสหวานในปากชวนให้ดื่มด่ำ รู้ตัวอีกทีก็ส่งส่วนที่เหลือเข้าปากหมดทั้งชิ้น


   “ที่เมืองทางใต้ เราไม่ชินกับอากาศหนาว พออากาศเริ่มเย็น สิ่งที่จะขายดีนอกจากเสื้อผ้าเนื้อหนาและฟืนแล้ว ก็มีสมุนไพรบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและให้ความอบอุ่น น้ำต้มสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนช่วยให้ร่างกายอบอุ่นจึงขายดีมากในช่วงหน้าหนาว” รติพูด ไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายจะคิดเห็นอย่างไรกับการที่เขาเสนอโดยไม่มีการเกริ่นเช่นนี้ แต่เมื่อพูดแล้ว ตรัสยังเอาแต่มองเขานิ่ง ก็ไม่รู้จะเอ่ยอะไรอีก ทว่าพอจะหมุนตัวจากมา เสียงของคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกลับดังขึ้น


   “เดี๋ยว...”


   รติหันมอง สีหน้าของตรัสมีแววลำบากใจและไม่แน่ใจ แต่เมื่อลดสายตาลงมองกระดาษตรงหน้าก็ตัดสินใจเงยหน้ากลับขึ้นมามองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล


   “เจ้า...ก็มาจากร้านยาใช่ไหม”


   น่าจะเป็นประโยคแรกที่ตรัสตั้งคำถามโดยไม่มีวี่แววหาเรื่อง


   “ใช่ สกุลข้ามีตำรับยาเป็นของตนเอง”


ตรัสพยักหน้ารับรู้


การที่สกุลมีตำรับตำราเป็นของตนเองย่อมบอกได้อย่างหนึ่งคือสกุลนั้นมีความเชี่ยวชาญในอาชีพ และได้รับความเชื่อถือพอๆกับการมีใบประกอบวิชาชีพที่ต้องสอบจากส่วนกลาง


   แม้จะตระหนักว่ารติน่าจะพอเป็นกำลังหลักให้แก่สภาวะการเงินของสกุลอหัสกรได้บ้าง แต่ทุกวันนี้ตรัสก็เห็นเต็มสองตาว่าภรรยาทำงานทั้งร้านยาและในเรือนอย่างขยันขันแข็ง แม้จะกวนโทโสอยู่บ้าง แต่ก็นับว่ารับผิดชอบในฐานะภรรยาของเขาได้เป็นอย่างดี หากจะให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเงินทองอีก ตัวเขา...ในฐานะผู้นำสกุลก็ไม่รู้จะไปพบบรรพบุรุษยามสิ้นลมได้อย่างไร


   รติมองท่าทีเหมือนสองจิตสองใจของคนที่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานแล้วก็พอจะเข้าใจ


ถึงความสัมพันธ์จะสามวันดีสี่วันไข้ แต่เขาก็ใกล้ชิดกับตรัสมากพอจะรู้จักนิสัยบางประการของอีกฝ่าย


ตรัสถือตัวว่าตนเป็นผู้นำสกุล ต้องดูแลทุกคนในอหัสกร ไม่ว่าจะสมาชิกในครอบครัว บ่าวไพร่ หรือแม้แต่กาฝากสามพี่น้องอย่างพวกเขา ความรับผิดชอบจึงกดทับสองบ่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดว่าการปันหน้าที่ของตนไปสู่คนอื่นคือการโยนภาระ


ทั้งที่...หากแบ่งไปบ้าง จะสบายขึ้นแท้ๆ


   “ขอข้าดูได้ไหม” รติเดินกลับไปแบมือตรงหน้า แต่สายตาโบ้ยไปยังกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ ตรัสพูดไม่ออก หากสุดท้ายก็ยอมตัดใจ หยิบกระดาษส่งให้ เจ้าของผิวสีน้ำผึ้งในชุดพักผ่อนสีขาวสะอาดทรุดกายลงนั่งที่ตั่งใกล้ๆ แล้วไล่เปิดกระดาษทีละหน้า


   นี่คือบัญชีรายรับรายจ่ายของสกุล นอกจากค่าจ้างของบ่าวไพร่แล้ว ยังมีค่าวัตถุดิบบางส่วนที่ต้องซื้อจากชาวบ้าน ค่าข้าวของอุปโภคบริโภคในเรือน ค่าของใช้จำเป็นสำหรับท่านอมรา และค่าเบ็ดเตล็ดที่รติเห็นชื่อของพวกเขาสามพี่น้องเขียนเอาไว้ด้านล่าง


เพียงเท่านี้ก็เต็มกลืน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตรัส


   “ค่าเบ็ดเตล็ดนี่คืออะไร”


   “ค่าใช้จ่ายของพวกเจ้า”


   “พวกข้าไม่มีค่าใช้จ่าย”


   “น้องสาวของเจ้าอายุสิบสองแล้วไม่ใช่หรือ ข้าเคยเห็นนางอ่านออกเขียนได้ อายุถึงเกณฑ์ก็ควรเข้าเรียน จะได้มีความรู้ติดตัว จะเรียนหนังสือก็ต้องมีเงินทอง ไหนจะค่าตำรับตำรา ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ส่วนระพีก็เช่นกัน”


   รตินิ่งงัน คิดไม่ถึงว่าสามีผู้แสดงตัวว่าไม่ต้องการจะรับพวกเขาทั้งสามเข้าสกุลอหัสกร เมื่อถึงเวลานี้แล้ว กลับคิดไกลถึงเรื่องการศึกษาของเด็กทั้งสอง ทั้งที่จะไม่ทำก็ได้


   ตรัสเห็นอีกฝ่ายเงียบไป ก็พลอยนึกว่ารติอาจจะอยากเรียนหนังสือด้วยเช่นกัน


   “หากเจ้า...อยากศึกษาโรงเรียนผู้ใหญ่...ก็...รอสักหน่อย ให้น้องของเจ้าสองคนเข้าเรียนตามเกณฑ์ก่อน แล้วค่อยว่ากัน” คำว่าค่อยว่ากันนั้นเบาแผ่ว ไม่ต้องเสริมก็พอเข้าใจว่าย่อมหมายถึงรอให้ตรัสจัดแจงเรื่องเงินทองให้ได้เสียก่อน จึงค่อยกลับมาหารือกันใหม่


   แม้รติจะไม่ได้คิดเรื่องเรียนหนังสือของตนแล้ว กระนั้นก็อดซาบซึ้งกับความจริงใจของอีกฝ่ายไม่ได้


   “ข้าไม่จำเป็นต้องเรียนแล้ว” เขากล่าวเช่นนั้น อย่างน้อยก็เพื่อให้ตรัสสบายใจว่าไม่จำเป็นต้องกันเงินในส่วนของเบ็ดเตล็ดมากไปกว่านี้


   ใบหน้าของรติก้มลงดูเอกสารในมืออีกครั้ง กวาดตาดูทั้งปึกก็พบว่าบัญชีรับจ่ายนี้เป็นค่าใช้จ่ายตลอดช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา นอกจากจะกันเงินให้กับส่วนเบ็ดเตล็ดแล้ว ตรัสกลับไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวแม้แต่เหรียญเดียว และไม่รู้ว่าเป็นเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว


มิน่าเล่า เขาถึงไม่เคยเห็นอีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าหรูหราหรือใหม่อะร้าอร่ามบ้างเลย วันๆทำแต่งาน เลิกงานก็กลับเรือน ไม่เคยเถลไถล มีวิถีสงบเรียบง่ายราวกับคนปลดปลงในชีวิตตนเอง แต่กลับแบกรับเรื่องของผู้อื่นเอาไว้บนบ่า


   รติสะท้อนใจ


   “ถ้าอย่างไร ลองขายสมุนไพรบำรุงร่างกายสำหรับฤดูหนาวไหม ข้าเห็นในครัวมีสมุนไพรที่พอจะนำมาทำได้”


   “จะมีคนซื้อหรือ”


   “ก็ลองต้มให้ชิมก่อน ร้านยาของท่านอยู่ในทำเลดี ตั้งโต๊ะหน้าร้าน ต้มน้ำสมุนไพรให้หอมเข้าไว้ เชิญชวนให้เข้ามาชิมโดยไม่คิดเงิน สามในห้าต้องซื้อกลับไป”


ตรัสยังมีสีหน้าไม่แน่ใจ แต่รติลุกขึ้นแล้วคว้าแขนอีกฝ่ายออกจากโต๊ะ


   “มาเถอะ ดีกว่าอยู่เฉยๆ”


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

มีภรรยาช้างเท้าหน้า สามีก็ต้องก้าวเท้าตามให้ทันนะคะ หายไปล่ะแย่เลย ^^

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ความเห็นอกเห็นใจกันนิละนะ

อย่างน้อยต่างฝ่ายก็ยังช่วยเหลือกันและกัน

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 12

สมุนไพรตำรับรติ

---------


   ครัวของเรือนอหัสกรในคืนนี้ มีแสงสลัวลอดออกมา รติเปิดตู้นั้น ปิดตู้นี้ หยิบจับสมุนไพรที่พอหาได้จากในครัวออกมาวาง ตรัสยืนอยู่ที่ประตู ยักแย่ยักยันไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปช่วยอย่างไร จนรติเหลือบมอง


   “ท่านจะยืนอยู่อย่างนั้นทั้งคืนหรือ ช่วยข้าเด็ดใบนี้หน่อย เอาเฉพาะยอดอ่อน”


   ตรัสพยักหน้า ก้าวเท้าเข้าไปช่วย แต่ไม่วายถาม


   “เอ่อ...เจ้ากังวลเรื่อง...ตำรับยาหรือไม่ เอ่อ...หมายถึง...ถ้าตำรับยาของเจ้าเป็นความลับ ข้าจะ...”


   “ลับแล้วอย่างไร ท่านเป็นสามีข้า ตำรับยาแบ่งปันให้ท่านได้” รติตอบ ดูไม่ยี่หระกับความลับของตำรับยาสกุลตัวเองเท่าไรนัก


   เมื่อเจ้าของตำรับกล่าวเช่นนั้น ตรัสจึงไม่พูดอะไรอีก คราวนี้เขาลงมือช่วยอย่างจริงจัง


รติบดสมุนไพรที่หาได้จากในครัว แล้วต้มกับน้ำ จากนั้นจึงกรองกากออก มีตรัสเป็นลูกมือช่วยอยู่ข้างๆ


   กลิ่นสมุนไพรหอมลอยกรุ่นอยู่ในครัว น้ำต้มสมุนไพรมีสีใส ติดไปทางเขียวอ่อน ดูแล้วคล้ายน้ำชา


   “ลองชิมดู ข้าไม่ได้เติมรสเลย”


   ตรัสรับจอกดินเผาเล็กๆไปจิบ น้ำสมุนไพรไม่เหม็นเขียว อีกทั้งยังรสหวานติดปลายลิ้น ความร้อนยังช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วย


   รติเทน้ำสมุนไพรลองชิมบ้าง สีหน้าครุ่นคิดก่อนจะหันมองคนข้างกาย


   “ท่านว่า...น่าจะเติมกลิ่นมากกว่านี้หน่อยดีไหม”


   “น้ำสมุนไพร...จะต้องมีกลิ่นไปทำไมกัน”


   “น้ำสมุนไพรไม่ใช่ยา รสสัมผัสต้องดีทั้งกลิ่นทั้งสีทั้งรส จึงจะจูงใจให้คนดื่ม” รติแย้ง เพียงเท่านั้นคนที่อยู่กับยาขมเพื่อรักษาโรคมาทั้งชีวิตก็เข้าใจ เขาพยักหน้าเห็นดีด้วย คนปรุงน้ำสมุนไพรจึงบดใบสมุนไพรสีเขียวอ่อนที่มีกลิ่นหอมเติมลงในน้ำเพิ่ม


คราวนี้ชงแล้วทดลองดื่มใหม่ นอกจากรสชาติไม่ฝาดเฝื่อนแล้วยังมีกลิ่นหอมติดจมูกตั้งแต่ยกดื่มด้วย


“เป็นอย่างไร” รติถามคนชิมด้วยความอยากรู้อยากเห้น


“ดี” คำสั้นๆนั้นนับว่าชม รติยิ้มกว้าง


“พวกทางใต้มีความเชื่อว่ากินดื่มเพื่อป้องกันโรค ดีกว่ากินดื่มเพื่อรักษาโรค สมุนไพรป้องกันโรคจึงขายได้ดีกว่าและขายได้ตลอดทุกช่วงฤดูกาลด้วย”


ตรัสคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย


“แต่...ถ้าเราจะขายวัตถุดิบให้คนซื้อไปทำเองก็คงขายได้ไม่ดี เพราะของพวกนี้มีในครัวทุกเรือน ที่นี่เป็นเมืองหนาว เราเก็บสะสมเอาไว้ใช้หน้าหนาวอยู่แล้ว”


รติทำหน้าครุ่นคิด เรื่องนี้แตกต่างจากเมืองทางใต้ที่เขาจากมา ที่นั่นแม้ไม่ใช่เมืองร้อนมีสามฤดู แต่อากาศอบอุ่นกว่าที่นี่ ฤดูหนาวไม่ยาวนานและไม่โหดร้าย พืชผักสมุนไพรไม่ว่าจะฤดูใดๆก็มีให้เลือกซื้อเลือกหา ไม่ต้องเก็บออมเอาไว้ล่วงหน้า


“ถ้าอย่างนั้นก็ผสมแล้วบดเป็นผง ขายเป็นถุงให้ซื้อไปชงละลายน้ำดีไหม ถ้าอย่างนี้คนก็จะไม่รู้ว่าเราชั่งตวงส่วนผสมอย่างไร สะดวกสำหรับคนซื้อด้วย” เจ้าของตำรับน้ำสมุนไพรป้องกันโรคเสนอ


ตรัสพยักหน้าเห็นดีด้วย เพียงเท่านั้นอีกฝ่ายก็ยิ้มกว้าง


“เอาล่ะ! ถ้าอย่างนั้นทำเดี๋ยวนี้เลย”


แล้วการร่วมไม้ร่วมมือครั้งแรกของตรัสและรติก็เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น


เช้ามืดวันต่อมา เมื่อพุดกรองมาเตรียมอาหารเช้าจึงพบสองสามีภรรยายังสาละวนอยู่ในครัว ขอบตาดำคล้ำเพราะอดนอน


เรื่องนี้ถึงหูอมรา หญิงชราก็ถึงกับสั่งให้พวกเขาทั้งคู่เข้านอนโดยมิต้องไปเปิดร้านยาหนึ่งวัน


“หยุดร้าน?” ตรัสทวนคำ


นับตั้งแต่บิดาหายสาบสูญ และเขาขึ้นมาเป็นผู้ดูแลสกุล ไม่มีวันใดเลยที่จะหยุดร้าน แต่เมื่อหันมองคนที่ทำหน้าตาง่วงงุนอยู่ข้างๆ ก็พอเข้าใจว่าอีกฝ่ายควรพักผ่อน ตัวเขาเองก็ไม่ได้นอนทั้งคืน วันนี้ไม่ควรเปิดร้านเพื่อตรวจรักษาโรคผู้ใด


“ก็ได้ขอรับ วันนี้หยุดร้านหนึ่งวัน”


อมราสั่งให้สองหนุ่มไปพักผ่อน รติค้อมกายรับคำอย่างว่าง่าย ตรัสเองก็ไม่อยากเถียงผู้เป็นย่า ยอมพากันกลับเรือนนอน แต่พอลับสายตาหญิงชรา บานบานประตูปิดลง คนที่ทำหน้าตาง่วงงุนก็หันกลับกระตุกแขนเสื้อตรัสทันที


“ท่านรอที่หน้าต่าง ข้าจะแอบไปยกของจากในครัวมาให้”


“หือ?” สีหน้าของตรัสดูงุนงง รติบรรยายเพิ่ม


“เรายังต้องแบ่งผงใส่ถุงอีกนะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันขายวันพรุ่งนี้”


“แต่เมื่อกี้เจ้าง่วง...”


“ไม่ง่วง แค่ไม่อยากให้ท่านอมราเป็นห่วงต่างหาก”


ตอบแล้วก็ปีนออกนอกหน้าต่าง ตรัสตาเหลือก รั้งไม่ทันแม้แต่คำเดียว


อึดใจต่อมา รติวิ่งกลับมาที่หน้าต่างพร้อมด้วยถาดผงสมุนไพร ส่งสายตาให้ตรัสมาช่วยรับของ ชายหนุ่มเลยต้องรีบก้าวเท้าเข้าไปช่วย พอรับมาแล้ว เจ้าตัวก็วิ่งหายไปอีก อีกอึดใจหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับผ้าขาวบางและเชือกเส้นเล็กประมาณกำมือหนึ่ง


เมื่ออุปกรณ์และวัตถุดิบครบถ้วน รติจึงปีนหน้าต่างกลับเข้ามา เห็นท่าทางเหมือนจะข้ามหน้าต่างเข้ามาไม่ไหว ตรัสจึงต้องส่งมือไปช่วยดึงกลับเข้ามาอีก


ทว่ายังไม่ทันลงมือเริ่มบรรจุผงสมุนไพรลงในผ้าขาวบางแล้วห่อเป็นถุงเล็กๆ เสียงพูดคุยก็ดังแว่วๆเข้ามาในห้อง


“ย่าล่ะหวั่นใจนัก ตรัสบ้างาน เกรงว่าเขาจะไม่ยอมให้รติพักผ่อน”


ทั้งตรัสและรติเงยหน้ามองกันทันควัน ก่อนที่รติจะรีบดันข้าวของที่ไปแอบขนมาซ่อนเข้าไปใต้โต๊ะ ดวงตามองซ้ายมองขวา แต่จากห้องทำงานนี้ไปยังห้องพักผ่อนด้านข้างก็เกรงว่าจะไม่ทันการ จึงรีบกระโดดผลุงขึ้นนอนบนตั่งที่ตรัสใช้นอน


เจ้าของห้องทำงานเห็นอีกฝ่ายขึ้นไปนอนบนตั่ง ก็มิได้ไร้ความเฉลียว เขารู้ว่าอมรากำลังจะเข้ามาแล้ว หากยังยืนโด่เด่เช่นนี้มีหวังได้ถูกดุเป็นแน่ ชายหนุ่มจึงตามขึ้นไปนอนเบียดกับรติ


สามีภรรยาหลับตา พอดีกับที่เสียงดังขึ้นที่หน้าประตู


“ตรัส รติ ย่าเข้าไปนะ” อมราส่งเสียง แล้วอึดใจต่อมาก็ผลักประตูเข้ามาในเรือนของหลานชาย


หญิงชรากะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องนอนอิงแอบกันอยู่บนตั่งในห้องทำงาน


“อ้าว แล้วทำไมมาหลับกันตรงนี้ คงจะเหนื่อยกันมาก” นางเปรยพลางยิ้มจางกับตนเอง ก่อนจะหันไปขอผ้าห่มที่ให้รุจีถือให้


“เวลาหลับก็ไม่เห็นจะทะเลาะกันเลยนะ” เมื่อคลุมผ้าห่มให้ทั้งคู่แล้วถอนหายใจยาวอย่างสบายใจ จากนั้นจึงหันไปชักชวนให้เด็กหญิงออกจากห้อง


บานประตูปิดลงแล้ว สามีภรรยายังคงนอนหลับตาอยู่บนตั่งเช่นนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่รติจะเปิดตาขึ้นข้างหนึ่งแล้วผงกศีรษะขึ้นมองไปยังประตู เมื่อเห็นว่าปิดสนิทดีแล้วก็สะกิดคนข้างกายยิกๆ


“ทางสะดวกแล้ว”


ตรัสลืมตาขึ้นมอง รติกระโดดลงไปยืนข้างตั่ง แล้วดึงเอาถาดผงสมุนไพรออกมาจากที่ซ่อน ท่าทางกระตือรือร้นของอีกฝ่ายทำให้ตรัสนึกไปถึงความสนุกยามเขายังเด็ก


ตอนที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก ตอนที่หันซ้ายหันขวาก็ยังเต็มไปด้วยเพื่อนพ้องรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่พอเติบใหญ่ ต่างคนต่างมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง มีความรับผิดชอบอีกมากมายที่ต้องแบกรับ ตัวเขาเองก็แทบลืมไปแล้วว่าความสนุกในชีวิตเป็นเช่นไร


จนกระทั่ง...วันนี้


รติทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตผู้ใหญ่...ก็มีเรื่องสนุกได้เหมือนเด็กๆ


“ตรัส...ตรัส...เป็นอะไรน่ะ ง่วงหรือ” เสียงของรติดังขึ้น ทำเอาคนตกอยู่ในภวังค์กะพริบตาปริบๆ


“เปล่า” เขาตอบ ก่อนจะรีบลุกจากตั่งไปช่วยรติทำห่อผงสมุนไพรสำหรับขายในวันพรุ่งนี้


 แล้วหลังจากนั้น กิจการผัวหาบเมียคอนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

เริ่มมองภรรยาในแง่ดีแล้ว ภรรยาคนนี้นอกจากฉลาดแล้วยังหาเรื่องเล่นสนุกได้ด้วยนะคะ เรื่องซนๆขอให้ไว้ใจรติได้เลยค่ะ

ขอบคุณทุกการอ่านเลยค่ะ ^^

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-02-2020 18:27:06 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ pepperpro

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 105
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ช่วงแรกที่อ่าน ดูฝืดๆบ้าง เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป รวมทั้งเหตุผลในการกระทำของรติ จึงแอบอ่านเงียบๆ แต่พอถึงตอนล่าสุด มันดีมากเลยอะ นิยายมีชีวิตชีวามาก และมีเรื่องราวให้ติดตาม มาต่อเรื่อยๆนะครับ รออ่านครับ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ได้คุยกันมากขึ้นแล้ว

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 13

หลังวางขาย

---------


   เมื่อวาน ร้านยาอหัสกรปิดร้านอย่างไร้สาเหตุ


เช้าวันต่อมาก็มีกลิ่นหอมประหลาดลอยมาจากร้านอย่างไร้สาเหตุ


   วันนี้ร้านยาอหัสกรกลับมาเปิดปกติแล้ว แต่ที่ไม่ปกติคือหน้าร้านครึ่งหนึ่งถูกใช้ตั้งโต๊ะ มีเตาไฟเล็กๆที่มีกาน้ำตั้งอยู่ บนโต๊ะเรียงรายด้วยห่อผ้าขาวเล็กๆ และป้านน้ำชา กลิ่นหอมกรุ่นลอยอวลที่หน้าร้าน พาลให้ใครต่อใครที่เดินผ่านเป็นต้องหันมอง


   “เชิญชิมก่อน เชิญชิม น้ำสมุนไพรบำรุงร่างกายสำหรับฤดูหนาว ดื่มทุกวันสุขภาพแข็งแรงทุกวัน”


   “เชิญชิมๆ ชิมแล้วไม่ซื้อก็ได้”


   รติรับหน้าที่เรียกลูกค้า คนไข้ประจำร้านยาอหัสกรส่วนหนึ่งรู้จักเขาดีอยู่แล้ว อีกทั้งท่าทางเป็นกันเองของเขาทำให้ผู้คนกล้าเข้ามาชิม รติไม่หวงของ คนไข้ที่เข้ามารักษาหรือใครแวะมาซื้อยา แม้กระทั่งคนคุ้นหน้าเดินผ่าน เขาก็มอบผงสมุนไพรให้กลับไปลองโดยไม่คิดมูลค่า


   สามวันแรกไม่ต้องคิดถึงกำไร


สองวันต่อมายังคงมุ่งมั่นตั้งโต๊ะขาย


พ้นเจ็ดวันเริ่มมีคนพูดถึง


   “ลองผงสมุนไพรร้านยาอหัสกรรึยัง เมื่อวานเมียข้าซื้อกลับไปชง ทั้งหอมทั้งอร่อย! ลูกชายข้าตอนแรกครั่นเนื้อครั่นตัว คิดว่าจะไม่สบายเสียแล้ว พอกินน้ำสมุนไพรเข้าไป เช้าวันนี้วิ่งปร๋อ!”


   “เห็นว่าเป็นตำรับทางใต้ด้วยนะ ญาติของข้าที่อยู่ทางใต้ก็เคยบอกว่าคนทางใต้น่ะรู้เรื่องหยูกยาดี”


   “ภรรยาของหมอตรัสก็เป็นคนทางใต้นี่นา แสดงว่าผงสมุนไพรนี่ก็ตำรับของทางบ้านภรรยาแหง”


   “ตอนแรกข้าได้ยินว่าแต่งเพราะยากจน ยังนึกเสียดายหมอตรัส แต่งงานทั้งที เหตุไฉนไปคว้าเอาคนไม่มีอะไร แถมมีน้องอีกสองต้องเลี้ยงดูมาเป็นคู่สมรส ที่ไหนได้! จนแบบนี้เรียกจนแต่มีสมบัติ!”


   เมื่อคนพูดกันปากต่อปาก ผงสมุนไพรของร้านยาอหัสกรก็กลายเป็นที่กล่าวถึง


นอกจากสรรพคุณดี รูป รสและกลิ่นไม่เลวแล้ว ราคาก็ไม่แพงและยังสะดวกสำหรับรับประทาน เพียงแค่ชงละลายกับน้ำอุ่นก็พร้อมดื่ม ผู้คนต่างคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดี รักษาร่างกายให้แข็งแรงย่อมดีกว่ารักษายามเจ็บป่วย ไข้หวัดในฤดูหนาวนั้นเมื่อเป็นทีหนึ่งก็เป็นยาวนาน จึงกลายเป็นคำพูดปากต่อปากว่าหากไม่อยากเป็นหวัด ให้มาซื้อสมุนไพรของร้านยาอหัสกร


เงินจากการขายผงสมุนไพรใน 15 วัน มากกว่าเงินที่ตรัสหาได้จากการตรวจรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนป่วยตลอดทั้งฤดูที่แล้วอีก


   เมื่อเริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น คนที่เหนื่อยมากขึ้นเป็นเงาตามตัวก็คือรติผู้เป็นโต้โผ


ผงสมุนไพรที่นำมาขาย เป็นตำรับยาของสกุลของเขา ตรัสจึงไม่อนุญาตให้บ่าวไพร่มาช่วย เพราะเกรงว่าตำรับยาของรติจะรั่วไหล อีกทั้งกรรมวิธีในการทำก็ซับซ้อน รุจีและระพียังเด็กเกินไป ทุกขั้นตอนของการทำผงสมุนไพรจึงมีเพียงเขาเป็นลูกมือ


   เมื่อต้องทำงานมากขึ้น เวลาพักผ่อนย่อมน้อยลง พอมีเวลาว่างเพียงเล็กน้อยหลังจากทานมื้อกลางวันที่ให้บ่าวหิ้วมาให้ที่ร้านยา รติจึงแอบหลบมาหลับในห้องเก็บสมุนไพรชั้นใต้ดิน


ตรัสไม่ทราบว่าภรรยาของตนหายไปไหน คิดเอาว่าคงจะเตร็ดเตร่ไปทั่วตามนิสัยไม่อยู่กับที่


เดิมทีเขาเคยมองว่านิสัยเช่นนี้ช่างไม่เอาไหน แต่เวลานี้ต้องยอมรับว่านิสัยช่างเที่ยวของรติทำให้รู้จักพื้นที่ต่างๆรอบเมืองเป็นอย่างดี ทั้งที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ไม่นาน


การที่ผงสมุนไพรขายดีถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะสรรพคุณเป็นที่ประจักษ์ อีกส่วนก็เพราะความช่างสังเกตของรติที่รู้ว่าไม่มีร้านยาแห่งใดเลยในเมืองตะวันออกที่ขายผงสมุนไพรบำรุงร่างกาย


   เรียกได้ว่า นิสัยที่ตรัสเคยมองว่าเป็นข้อเสียของภรรยา กลายเป็นช่วยวิกฤตทางการเงินของสกุลอหัสกร ดังนั้น หากเวลานี้รติจะไปเตร็ดเตร่ที่ใดบ้าง ตรัสจะไม่ต่อว่าต่อขานใดๆอีก


   เมื่อไม่เอาแต่คอยจับผิด หลังมื้อเที่ยง ชายหนุ่มจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำกิจอื่น เขาลงไปยังห้องใต้ดินซึ่งเก็บสมุนไพร เพื่อตรวจตราทั้งจำนวนและคุณภาพ ทว่าพอเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบว่าคนที่คิดว่าออกไปเตร็ดเตร่กำลังเอนหลับอยู่บนตั่งยาวตัวหนึ่ง


เพราะต้องดูแลทั้งกิจในเรือน ทั้งมาช่วยงานที่ร้านยา ไหนจะต้องนอนดึกตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมผงสมุนไพรเหล่านั้น แม้จะมีพลังงานล้นเหลือเพียงใด แต่ร่างกายย่อมต้องการการพักผ่อน เมื่อท้องอิ่ม ถึงต้องมาหลบพักสายตาที่นี่


   ตรัสไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเหนื่อยล้าเพียงนี้เลย รติไม่เคยแสดงมุมเช่นนั้นให้ใครเห็น หรือ...เพราะเขาเองที่ไม่สังเกต


   แม้วิศวกรรมในการก่อสร้างของพวกเขาจะทำให้ส่วนที่มีตั่งและโต๊ะทำงานอบอุ่นกว่าห้องเก็บรักษาสมุนไพรด้านในที่อยู่ลึกเข้าไป แต่เพราะเป็นใต้ดิน อย่างไรก็ย่อมเย็นกว่าปกติอยู่ดี ร่างที่นอนอยู่จึงขดกลมแทบม้วนเป็นก้อน


ชายหนุ่มหมุนตัวกลับขึ้นไปยังห้องตรวจ หยิบเอาหมอนและผ้าห่มผืนใหม่ ก่อนจะลงมาที่ห้องใต้ดินอีกครั้ง เขาเข้าไปประคองร่างของคนหลับแล้วสอดหมอนเข้ารองใต้คอให้สูงขึ้นอีกหน่อย ทว่าตอนที่กำลังจะปล่อยให้รติลงนอน เสียงของคนที่เขาคิดว่าหลับก็ดังขึ้น


   “ปลุกข้าก็ได้นะ ไม่ต้องบริการขนาดนี้”


ตรัสสะดุ้งโหยง รีบผละออกมา ทำเอารติถูกทิ้งลงหงายใส่หมอนไปเต็มๆ แต่กระนั้นเจ้าตัวก็เส้นตื้นหัวเราะหน้าตาสดใสพลางหันมองคนที่ตีสีหน้าเคร่งทันทีที่สบตากัน


   “แต่อย่างไรก็ขอบคุณ”


   ตรัสไม่พูดอะไรได้แต่พยักหน้ารับรู้


   “อีกนานไหมกว่าจะหมดเวลาพัก” รติถามพลางเอี้ยวตัวบิดไปมาไล่ความเมื่อยขบ


   “ราวครึ่งชั่วโมงได้” หากจะหลับสักงีบก็คงพอไหว แต่เห็นอีกฝ่ายเดินไปเดินมาหยิบข้าวของแล้วก็เกรงว่าจะรบกวน


   “ท่านจะทำงานหรือ ถ้าอย่างนั้น ข้า...”


ทว่าพอจะลุก เจ้าของร้านยากลับหันมามอง


   “เจ้านอนต่อก็ได้”


พูดแล้วก็เดินเลยไปยังตู้ยา ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องเก็บสมุนไพร แล้วก็ออกมาหยิบเครื่องไม้เครื่องมือที่โต๊ะกลางห้อง  รติมองแผ่นหลังกว้างนั้น แม้จะแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจ้องจับผิด หรือมองเขม่นอย่างคนไม่ถูกชะตา แต่เพราะได้รับอนุญาตให้นอนได้ หัวใจก็กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด พอเอนร่างลงนอน ครู่ต่อมาก็หลับสนิท


ตรัสหันกลับมาอีกทีก็พบว่าคนบนตั่งหลับไปแล้ว


   ชายหนุ่มวางมือจากทุกอย่าง เดินกลับมาหาแล้วหยิบเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้


คนบนเตียงหลับเงียบ รู้สึกอบอุ่นและสบาย


คนข้างเตียงก็ยืนมองเงียบ รู้สึกสงบและเป็นสุข


คนทั้งคู่...ต่างไม่รู้ตัว


มุมปากของพวกเขา...เจือด้วยรอยยิ้มบางเช่นเดียวกัน


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ท่านตรัสเป็นหนุ่มซึน ส่วนรติก็ชอบแหย่ชอบแกล้ง

แต่ตอนนี้ต่างคนต่างเริ่มยิ้มให้กันแบบตัวเองก็ไม่รู้ตัว แล้วอีกฝ่ายก็ไม่รู้ตัวด้วยแหละค่ะ

ขอบคุณทุกการอ่านนะคะ


ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เป็นนิมิตหมายที่ดี :katai2-1:

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีละนะ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 344
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
พึ่งได้เข้ามาอ่าน คือสนุกมากๆๆๆชอบมากๆเลยค่ะ ยัยน้องคือฉลาดมีไหวพริบดีมาก :mew1: คุณพี่ก็คือดีถึงตอนแรกจะปากร้ายไปบ้างแต่ตอนนี้ก็ดูอ่อนโยนมากๆเลย รอตอนต่อไปนะคะ :pig4: :L1:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 14

ผลสืบเนื่อง

---------


   สมุนไพรบำรุงร่างกายของร้านยาอหัสกรกลายเป็นของขึ้นชื่อ ขายดีจนต้องทำขายวันต่อวัน สองสามีภรรยาช่วยกันทำจนดึกดื่น กว่าจะได้นอนก็พ้นครึ่งคืนไปแล้ว


แม้จะร่วมเรือนนอนเดียวกัน แต่รตินอนในห้องด้านใน ส่วนตรัสนอนในห้องทำงาน ดังนั้น...ฝ่ายสามีย่อมไม่ทราบว่าบางคราว ภรรยาก็ไม่เข้านอนเหมือนเขา


ทำทีเป็นบอกให้ตรัสล่วงหน้าไปก่อนบ้าง บางทีเข้าห้องไปแล้ว แอบปีนออกทางหน้าต่างบ้าง เพื่อแอบกลับไปทำผงสมุนไพรที่ครัวต่อ


   เดิมที รติต้องตื่นก่อนเขาเพื่อมาดูแลกิจการในครัวอยู่แล้ว ดังนั้นการที่เขาตื่นมาแล้วไม่พบภรรยาในเรือนนอน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติแต่ประการใด


   เรื่องที่รติโหมทำสมุนไพรจำนวนมากจนบางครั้งไม่หลับไม่นอน ควรจะเป็นความลับต่อไป


 ทว่า...วันหนึ่งก็เกิดเรื่อง


   รติเป็นลม


   เช้าตรู่วันนั้นในโรงครัว ไม่แน่ใจว่าเพราะกลิ่นอาหารฉุนเกินไป หรือเพราะเจ้าตัวหมุนไปหมุนมาหลายรอบ สุดท้ายก็ทรุดฮวบลงกับพื้น แม่ครัวอย่างพุดกรองหันมาเห็นก็ร้องลั่น สั่งให้บ่าวอีกคนไปตามคนมาช่วย เรือนอหัสกรในเช้าวันนั้นจึงโกลาหลเป็นที่สุด


   .............


   .......


   ...


เปลือกตาเปิดขึ้นช้าๆ ทำเอารุจีที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงถึงกับกระโดดโหยง รีบวิ่งออกไปเรียกคนอื่นๆ แต่พอนางวิ่งกลับเข้ามาพบว่ารติกำลังยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก็รีบร้องลั่น วิ่งเข้าไปประคองเขา


“ท่านพี่! ยังลุกไม่ได้นะเจ้าคะ”


รติยังทั้งมึนทั้งงง มองน้องสาวแล้วก็มองเลยไปยังคนที่เดินตามเข้ามา


อมราและตรัส


“เป็นอย่างไรบ้าง” หญิงชราถามด้วยความห่วงใย


“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”


“เจ้าเป็นลม” ตรัสเป็นคนตอบ คนบนเตียงถึงกับเงยหน้ามองเขาหน้าตาตื่นตะลึง


“ไม่จริงหน่า!”


“ไม่จริงอะไรของเจ้า เจ้าเป็นลม” ตรัสย้ำ แต่สายตาของรติบอกชัดว่าไม่เชื่อ


“เจ้าเป็นลม รติ เพราะว่าทำงานมากเกินไป ไม่หลับไม่นอน ย่าสั่งทุกคนไว้แล้ว จนกว่าร่างกายจะแข็งแรง อย่าให้เจ้าหยิบจับอะไรอีกเป็นอันขาด ร้านยาก็ไม่ต้องไป” อมราสั่งการเด็ดขาด ทำเอารติตาเหลือก


“แต่ข้าแข็งแรงนะขอรับ!”


“ฮื้อ! ภรรยาของเจ้านี่ดื้อดึง” หญิงชราหันไปบ่นกับหลานชาย ก่อนจะหันกลับไปยังคนบนเตียงที่ตาเหลือกค้างเพราะถูกสั่งห้ามทำอะไรนอกจากทำร่างกายให้แข็งแรง


“มาเถอะรุจี ให้สามีภรรยาเขาคุยกันเอง”


แม้ใจจะเป็นห่วงพี่ชาย แต่มิกล้าขัดคำสั่งหญิงชรา อีกทั้งตรัสเองก็แสดงให้นางเห็นว่าเขาห่วงใยรติไม่น้อย จึงยอมลุกจากข้างเตียงมาช่วยพยุงอมราออกจากเรือนของสองสามีภรรยา


เมื่อเหลือกันเพียงสองคน รติที่ยังไม่ยอมรับความจริงก็หันมาทางร่างสูงที่ยังยืนเงียบ


“ข้าแข็งแรง” เขาย้ำคำเดิม


“เจ้านอนครั้งสุดท้ายเมื่อไร” ทว่าตรัสกลับย้อนถาม


คราวนี้คนที่ออกปากว่าแข็งแรงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง นั่งย้อนอดีตว่าตนเองหัวถึงหมอนครั้งสุดท้ายเมื่อ...คืน...


...ไม่ใช่...


เพราะเมื่อคืนเร่งทำผงสมุนไพรจำนวนมากเพื่อวางขาย รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว จึงไม่นอน


ถ้าเมื่อคืนไม่ได้นอน ก็คงเป็นคืนก่อน...


...ก็ไม่...


เมื่อคืนก่อนก็ไม่ได้นอนเพราะเร่งทำผงสมุนไพรเช่นกัน รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วต้องไปดูแลเรื่องในครัว รับประทานข้าวเช้าเสร็จก็ออกไปเปิดร้านยากับตรัส ช่วยจัดยา และขายผงสมุนไพรทั้งวัน


อาการเงียบของคนที่ไม่ได้นอนถึงสองคืนติดทำเอาตรัสถอนหายใจ


“จากนี้ ข้าอนุญาตให้ทำแค่ยี่สิบห่อเท่านั้น”


รติตาเหลือกหนักกว่าเก่า


“แค่ยี่สิบห่อจะไปพอขายได้อย่างไร?!”


“ไม่พอก็ขายเท่านั้น ไม่ต้องทำมากกว่านั้น”


“ท่านเพี้ยนไปแล้ว ขายดีปานนั้นให้ทำแค่ยี่สิบห่อ!”


“ทำมากแล้วเจ้าเป็นลมเช่นนี้มันคุ้มกันแล้วหรือ”


พอถูกดุเช่นนั้น รติก็เงียบ ได้แต่อ้อมแอ้ม


“แต่มันก็ทำให้เราได้เงินเยอะขึ้นไม่ใช่หรือ...”


“ได้เยอะมันก็ดี แต่ขายแค่ยี่สิบห่อก็เยอะมากพอแล้ว”


รติเงียบไปอีกหน ตรัสถอนหายใจ รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะช่วยสถานะการเงินของสกุลอหัสกร แต่เขาไม่ต้องการให้ช่วยถึงเพียงนี้


“รติ...สุขภาพของเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ”


คำพูดประโยคนั้นทำเอาคนเงียบถึงกับหันมอง


“ทุกคนเป็นห่วงเจ้า”


ดวงตาของรติมีแววตกตะลึงราวกับไม่คิดว่าจะได้ยิน


“รุจีตกใจมากตอนที่เห็นเจ้าเป็นลม ท่านย่าก็นั่งไม่ติด ระพีเกือบจะร้องไห้ด้วยซ้ำ เขาคิดว่าเจ้าอาการหนัก”


...รุจี...ท่านย่า...ระพี...


รติรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ เมื่อคำพูดของอีกฝ่ายขยายความคำว่า ‘ทุกคน’ ออกมาเพียงสามคนเท่านั้น


บรรยากาศในห้องนั้นเงียบ ตรัสมองคนบนเตียง เห็นว่าเงียบไปก็ยิ่งกังวล


“เจ้า...รู้สึกไม่ดีตรงไหนอีกไหม ปวดหัว หรือปวดท้องไหม?”


รติเพียงส่ายหน้า จะบอกได้อย่างไรว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แต่...เป็นที่หัวใจต่างหาก คล้ายถูกความหนาวเหน็บกัดกินทีละน้อย


ตรัสเป็นกังวล เขามองมือตนเองอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยื่นออกไปแตะที่ซอกคอภรรยา


“ขอโทษที ข้าขอวัดไข้สักหน่อย เจ้าอาจจะฉุนกลิ่นยาจากมือข้า...”


กลิ่นฉุนที่ว่านั้น แค่เพียงได้กลิ่นก็นึกถึงรสยาขมจัดจนต้องข่มตาแล้ว ตำรับยาอหัสกรนั้นเข้มข้นทั้งกลิ่นทั้งรส แต่ขึ้นชื่อด้านสรรพคุณนัก


“ท่านผสมยาอะไร”


ตรัสนิ่งไปเล็กน้อย


“ยาบำรุงเลือด...สำหรับคนเป็นลม...”


ไม่ต้องขยายความมากไปกว่านั้น รติก็รู้ตัวว่าคนเป็นลมที่ว่าย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเขา


ประโยคที่ว่า ‘ทุกคนเป็นห่วงเจ้า’ ไม่ได้มีแค่รุจี ท่านอมรา และระพี แต่ยังรวมถึงคนที่ยอมให้มือมีแต่กลิ่นยาฉุนเพราะผสมยาบำรุงให้เขาด้วย


หัวใจที่คล้ายถูกความหนาวเหน็บกัดกิน กลับกลายเป็นอุ่นซ่านราวกับเลือดสูบฉีดไปทั่ว


“ไม่มีไข้ แต่ก็ควรพักผ่อนให้มาก ข้าต้องไปเคี่ยวยาต่อ ตื่นมาเจ้าจะได้ดื่มเลย เดี๋ยวจะให้รุจีมาอยู่เป็นเพื่อน”


ตรัสพูดเพียงเท่านั้นก็หมุนตัวจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงข้างหลังดังขึ้นเสียก่อน


“ตรัส...”


“ข้าเองก็ห่วงอหัสกร...”


“...ห่วงทุกคนที่นี่ ทั้งท่านอมรา รุจี ระพี...และท่าน”


ร่างสูงหันกลับมามอง คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินประโยคนี้


พวกเขาเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่แสนหมางเมิน แต่เวลานี้ตรัสกลับพูดได้เต็มปากว่าทุกคนในอหัสกรห่วงรติ ในขณะที่รติเอง...ก็ห่วงทั้งหมดในอหัสกร


อย่างนี้จะเรียกว่าความสัมพันธ์หมางเมินไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อความรู้สึกอื่นกำลังแทรกผ่านเข้ามาในหัวใจ


“ข้าอยากช่วยท่านจริงๆ”


หัวใจของตรัสอุ่นจนสะท้าน


เขาลุกขึ้นมาเป็นผู้นำสกุลตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อให้จะมีอมราคอยสอนสั่งและเกื้อหนุน แต่ก็ไม่เคยมีใครเดินเคียงข้าง เมื่อเขาเติบใหญ่ ในขณะที่อมราแก่ตัวลง  ยามพบเจอปัญหา ตรัสจึงไม่เคยนำพาเรื่องหนักใจเหล่านั้นไปบอกกล่าวแก่ผู้เป็นย่าเลย


เขาเผชิญมันคนเดียวมาตลอดหลายปี จนกระทั่งวันนี้


...มีคนกล่าวว่าอยากช่วย…


“ให้ข้าช่วยเถอะนะ”


ตรัสเห็นทั้งความจริงใจและจริงจังของอีกฝ่ายย่อมซาบซึ้งและไม่อยากขัดใจ เขาถอนหายใจ ก่อนจะยอมพยักหน้า


“ถ้าอย่างนั้นก็ทำสามสิบถุงต่อวัน”


คนจริงใจอยากช่วยถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนทำหน้าสลด


“โธ่ ข้าจะขอสักห้าสิบ...”


“นั่นมันมากเกินไป”


รติถอนหายใจทำหน้าตาน่าสงสาร ดูก็รู้ว่าทำให้ดูน่าสงสารไปอย่างนั้น


หากเป็นตรัสคนที่หมางเมินใส่ความสัมพันธ์สามีภรรยาของพวกเขา นอกจากจะไม่สงสารแล้ว ย่อมขวางหูขวางตา แต่ยามนี้...ไม่ใช่ตรัสคนเก่าผู้นั้นอีกแล้ว ถึงแม้จะไม่สงสาร แต่กลับนึกเอ็นดู แล้วยัง...ใจอ่อนด้วย


“เอาเถอะ...” คนทำหน้าตาน่าสงสารคล้ายจะได้ยินสัญญานของความยินยอม ดวงตาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความดีใจในฉับพลัน


“...จะทำมากกว่าสามสิบก็ได้ แต่ถ้าข้าเข้านอน เจ้าก็ต้องเข้านอนพร้อมข้า”


จากดีใจกลายเป็นงุนงง กะพริบตาปริบๆ แต่เมื่อฝ่ายสามียังจ้องราวกับนี่เป็นเงื่อนไขเดียวที่อะลุ้มอะล่วยที่สุดแล้ว รติจึงไม่มีทางเลือกมากไปกว่ารีบพยักหน้ารับ


นับจากนั้น...แม้จะไม่นอนร่วมเตียง แต่สองสามีภรรยาก็เข้านอนพร้อมกันเป็นต้นมา


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ภรรยาอ้อน (?) ท่านตรัสจะไม่ใจอ่อนก็ยังไงอยู่นะคะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านเลยค่ะ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 344
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
แง้น่ารักมากๆ น่ารักเต็มไปหมด รู้สึกถึงความอบอุ่น ความห่วงใยแถบทุกบรรทัด อ่านแล้วเขินมากๆเลยค่ะ ชอบกันแล้วใช่มั้ย :m1: :m13: :m3: :mc3: :pig4: :L1:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3297
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต
บทที่ 15
 รางวัล   

---------

   อากาศช่วงฤดูหนาวยังคงโหดร้ายทารุณสำหรับผู้ที่ต้องออกไปทำงาน


เมื่อคืน หิมะตกจนขาวโพลน พอเช้า ความหนาวเหน็บหาได้เจือจาง


รุจีมองออกไปนอกเรือนแล้วก็เห็นแต่ภูมิทัศน์ขาวพร่าแปลกตาสำหรับคนจากเขตทางใต้อย่างนาง ระพีเองก็ดูจะชื่นชอบกับความหนาวเย็นเช่นนี้ พวกเด็กๆนั้นปรับตัวง่าย แต่ผู้ใหญ่อย่างพี่ชายของนางเล่า ขนาดอากาศหนาวอย่างทางใต้ ก็ยังตัวสั่นระริก


   หลังมื้อเช้า ตรัสและรติต้องไปเปิดร้านยา ทั้งสองเตรียมตัวออกจากเรือนแล้ว แต่รุจีก้าวเท้าไวๆเข้ามาหาเสียก่อน


   “พี่รติ สวมหมวกอีกใบเถอะเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพูดพลางยื่นหมวกถัก รติยิ้ม


   “หิมะหยุดตกแล้ว พี่ไม่ต้องสวมหมวกก็ได้”


   “หมวกไม่ได้กันหิมะ แต่ท่านพี่ขี้หนาว อากาศเช่นนี้จะป่วยเอา” ผู้เป็นน้องย้ำประโยคสุดท้าย แน่นอนว่ารติกลัวป่วยเป็นที่สุด เพราะเมื่อป่วยคราใดเป็นต้องมีอาการตาบอดทุกที แล้วเขาจะให้คนที่นี่รู้ไม่ได้


   “ก็ได้ๆ ขอบใจ” รติรับหมวกมาสวม จากนั้นจึงก้าวเท้าออกจากประตู ตรัสมองคนที่เดินนำออกไปแล้ว ก่อนหันมาค้อมศีรษะเป็นเชิงลาเด็กหญิง แล้วเดินตามภรรยาโดยไม่พูดอะไร


---------


   ‘ท่านพี่ขี้หนาว อากาศเช่นนี้จะป่วยเอา’


   แม้ไม่พูด แต่ตรัสรู้สึกว่าตนเองบกพร่อง 


เขาไม่เคยสังเกตว่ารติขี้หนาว แม้เจ้าตัวจะสวมเสื้อคลุมสองชั้นสามชั้นก็ตามที เพราะเห็นยังร่าเริงมีพลังล้นเหลืออยู่กับการขายผงสมุนไพรที่หน้าร้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งเป็นคนทำอะไรปุบปับ ประเดี๋ยวอยู่หน้าประตู ประเดี๋ยวอยู่ที่ห้องใต้ดินเก็บสมุนไพร ประเดี๋ยวก็หายหน้าไป ตรัสจึงไม่ทันได้คิดอะไร แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็พบว่า แม้รติจะยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ แต่สองมือซุกอยู่กับเสื้อคลุม กระโดดเหย็งๆราวกับจะให้ร่างกายอบอุ่น


   เมื่อวานตอนเย็น ระหว่างเดินกลับเรือน เขาเลยลองมองหาร้านขายเครื่องนุ่งห่มเนื้อหนา หมายจะซื้อให้รติ แต่นอกจากราคาจะแพงแล้วยังไม่ได้คุณภาพ สุดท้ายก็ซื้อไม่ลง


แต่คนจำเป็นต้องใช้ ก็ย่อมต้องใช้


ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ตัดสินใจเปิดตู้ไม้เก็บเครื่องนุ่งห่มของตนแล้วหยิบผ้าพันคอผืนหนึ่งออกมา


   “ตรัส...อาหารเช้าเสร็จแล้ว” รติโผล่หน้าเข้ามาเรียกในห้องพักผ่อน


แม้ทุกวันนี้จะยังร่วมเรือนนอน แต่ก็เว้นระยะห่างไว้ให้กันเสมอ การผลัดผ้าอาบน้ำล้างหน้าล้างตาหรือใช้ห้องสุขาที่อยู่ในห้องพักผ่อนก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต่างคนต่างระมัดระวัง เมื่อคนหนึ่งใช้ อีกคนก็จะหาเรื่องออกจากห้องโดยไม่ต้องให้มีการออกปาก ดังนั้นจึงค่อนข้างจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข


   แต่เช้านี้ ไม่รู้เหตุใดตรัสจึงแต่งตัวช้านัก รติเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ออกไปรับประทานอาหารเสียทีจึงเข้ามาตาม


   คนมาตาม เมื่อทำหน้าที่แล้วก็หมุนตัวจะกลับออกไป ทว่าเรียกฝ่ายเรียกไว้เสียก่อน


   “รติ...”


   พอเจ้าของชื่อหันกลับมา ผ้าพันคอผืนหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า


   “ผ้าพันคอของข้า หากเจ้าไม่รังเกียจที่เป็นของเก่า...จะเอาไปใช้ก็ได้”


นับตั้งแต่รติเข้ามารับรู้สถานการณ์การเงินของสกุล ความสัมพันธ์ของพวกเขานับว่าดีขึ้นตามลำดับ ทว่าก็ไม่เคยถึงขั้นมอบข้าวของให้ ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับตรัสทีเดียว


   รติมองผ้าพันคอสีนวลในมือใหญ่แล้วก็เงยหน้ามองคนพูดราวกับตะลึง


   “ให้ข้า?”


   “หลังจากนี้อากาศจะหนาวกว่านี้ ผ้าพันคอที่ทำจากขนสัตว์ชนิดนี้เนื้อนุ่มและอุ่น แต่หายาก เดี๋ยวนี้แทบไม่มีขายแล้ว หรือถึงมีก็ราคาแพงมาก เอ่อ...ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ ก็เอาไปใช้...”


   “แล้วท่านไม่ใช้หรือ”



   “ข้าเกิดและเติบโตที่นี่ ชินกับอากาศเช่นนี้อยู่แล้ว”


รติยังคงมองอีกฝ่ายราวกับคาดไม่ถึง ทำเอาคนหยิบยื่นน้ำใจ ชักเก้อจนรู้สึกว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้


   “เอ่อ...แต่...แต่ถ้าเจ้าอยากจะได้ผืนใหม่ ข้าจะจัดสรรเงินจากที่ขายสมุนไพร...”


ทว่ายังพูดไม่ทันจบ ผ้าพันคอในมือก็ถูกดึงเอาไว้ 


   “จะซื้อใหม่ทำไมในเมื่อมีอยู่แล้วล่ะ ข้าใช้เลยได้ไหม”


   “อือ”


รติตวัดผ้าพันคอผืนยาวเนื้อนุ่มโอบรอบคอทบหนึ่ง ก็พบว่าขนสัตว์แบบนี้ให้ความอบอุ่นได้ดีทีเดียว ตรัสช่วยตวัดชายผ้ารอบคออีกทบ จากนั้นจึงจัดให้ชายผ้าคลุมลงมาถึงช่วงไหปลาร้าและไหล่


   “ทำอย่างนี้ ร่างกายจะได้อุ่น”


   “อุ่นจริงด้วย ขอบคุณ” รติยิ้มดีใจ ต่อให้จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพียงใด เจ้าตัวก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ต้องผจญกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต พาน้องสาวน้องชายระหกระเหินมาขอพึ่งพาอาศัยผู้อื่นในต่างถิ่น ตรัสรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ เขาถือว่าตนเองเป็นใหญ่ในบ้าน อย่างน้อยรติเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ควรสอดส่องดูแลมากกว่านี้


   “เอ่อ...ตรัส...”


   เสียงเรียกของคนตรงหน้าทำให้รู้ตัว ตรัสกะพริบตา ก่อนจะเอ่ยปาก


   “ไปเถอะ ออกไปกินข้าวจะได้ไปเปิดร้าน”


   “อื้อ”


สามีก้าวเท้าออกนำ แต่มิได้ก้าวไว ปรายตาดูคนเดินตาม เห็นจับขยุ้มชายผ้าพันคออย่างถูกใจ ใบหน้าสดใสเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลอยให้หัวใจของตรัสอิ่มเอิบอย่างประหลาด


   
---------


   รุจีไม่ได้ตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดจู่ๆพี่ชายของนางถึงมีผ้าพันคอผืนใหม่ ในขณะที่ท่านอมราก็มิได้สอบถามกับหลานชายว่าเหตุใดผ้าพันคอของตรัสจึงไปพันอยู่รอบคอของรติ แต่เมื่อเห็นทั้งสองเดินเคียงข้างพูดคุยกันทั้งตอนออกจากเรือนและตอนกลับเข้าเรือนได้โดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งเหมือนก่อนหน้านี้ก็สบายใจ


   กิจการร้านยาของอหัสกรรอดพ้นวิกฤติมาด้วยการขายผงสมุนไพรบำรุงร่างกาย บัญชีรายรับรายจ่ายเมื่อบวกลบกันแล้ว มีรายได้เหลือเพียงพอทั้งในส่วนของการเก็บออมและจัดสรรให้แก่ช่อง ‘เบ็ดเตล็ด’ มากกว่าเดิม


   กลางดึกคืนหนึ่ง หลังจากเตรียมผงสมุนไพรสำหรับขายวันพรุ่งนี้แล้ว สองสามีภรรยากำลังจะแยกย้สายเข้านอน ซองกระดาษก็ถูกยื่นมาตรงหน้ารติต้เสียก่อน


   “อะไร”


   “ส่วนแบ่งจากร้านยา”


   รติมองคนตรงหน้า แม้จะไม่ได้เห็นบัญชีรายรับรายจ่ายอีก แต่เขาก็พอจะจำได้ว่าในสกุลอหัสกรมีค่าใช้จ่ายใดบ้าง


   “ค่าจ้างบ่าวไพร่ในเรือนและร้านยาล่ะ”


   “แบ่งไว้แล้ว”


   “ค่าของใช้ ค่าวัตถุดิบที่ร้านยาและอาหารการกินในเรือนล่ะ”


   “เตรียมไว้แล้ว”


   “ค่าเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านอมราล่ะ”


   “จัดสรรไว้แล้ว”


   “ส่วนที่เก็บออมและเบ็ดเตล็ดล่ะ”


   “เก็บแยกไว้แล้ว”


   “แล้ว...ค่าของใช้ส่วนตัวของท่านล่ะ”


ตรัสนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ


   “ข้าไม่มีอะไรต้องใช้”


คนฟังพยักหน้า รับซองมาเปิดดู เป็นเหรียญทองและเหรียญเงิน จำนวนไม่มากนัก แต่ก็นับว่าพอใช้ได้นาน รติดึงมือตรัสมาหงาย จากนั้นก็แบ่งเหรียญเงินและเหรียญทองครึ่งหนึ่งจากในซองให้อีกฝ่าย แล้วเงยหน้ายิ้มให้


   “ข้าเองก็ไม่มีอะไรต้องใช้ เช่นนั้นเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง”


   ตรัสมองคนที่เก็บเงินที่เหลืออีกครึ่งลงซอง หากจะนับถึงความพยายามและความเหน็ดเหนื่อยแล้ว เจ้าตัวควรจะได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่เพราะจำเป็นต้องจัดสรรสำหรับผู้อื่นในสกุลด้วย จึงแบ่งออกมาได้เพียงเท่านี้ แต่...ก็ยังแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่ง


   ‘ไม่มีอะไรต้องใช้’


   ต่อให้ไม่มีอะไรต้องใช้ แล้วจะไม่มีอะไรที่อยากได้บ้างหรือ รติช่วยงานของสกุลถึงเพียงนี้ ก็ควรจะได้รางวัลบ้าง


   “พรุ่งนี้...ขากลับจะแวะไปตลาดไหม เผื่อเจ้าจะได้ดูข้าวของ” ตรัสเสนอ


   “ดูไปทำไม” แต่อีกฝ่ายกลับย้อนถามอย่างซื่อ


   “ก็...เสื้อผ้า หรือรองเท้า...”


   “ของที่ข้าใช้ก็ยังดีอยู่นี่”


   “แล้วขนมหรืออาหารที่อยาก”


รติทำหน้าตานิ่งคิด ก่อนจะส่ายศีรษะ


   “อยากอะไรในเรือนก็มีให้กิน”


   เสื้อผ้าของใช้ก็ไม่มีที่อยากได้ อาหารการกินก็ไม่มีที่อยากทาน ตรัสนิ่งคิด เขาเองก็ไม่รู้ว่ารติชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร แต่ที่เห็นทำบ่อยๆก็...ออกไปเที่ยว


   “ถ้าเช่นนั้น...วันหยุดนี้อยากไปเล่นรถเลื่อนไหม”


   “รถเลื่อน?”


   “ใช่ หน้าหนาวอย่างนี้ ทะเลสาบทางเหนือของเมืองจะเป็นน้ำแข็งหนา สามารถเล่นรถเลื่อนบนผิวน้ำแข็งได้ ถ้าเจ้าอยาก...”


   “ท่านจะพาข้าไปหรือ?!”


   “ก็...ถ้าเจ้าอยากจะไป...”


   “ไปสิ! แล้ว...เด็กๆเล่นได้ไหม รุจี ระพี ล่ะ?! แล้วพาท่านอมราไปด้วยได้หรือไม่?!”


   “ได้” 


รติยิ้มสดใส ดูจะดีใจกว่าการได้เงินทองเมื่อครู่นี้อีก เห็นดวงตาวิบวับคู่นั้นแแล้ว ตรัสก็พลันรู้สึกดี ทว่าดวงตาเช่นนั้นอยู่ไม่นาน จู่ๆเจ้าตัวก็หมุนกายขวับแล้วก้าวเท้าออกจากห้อง


“นั่นเจ้าจะไปไหน”


   “ข้าจะไปบอกรุจีกับระพี...”


   “พรุ่งนี้ค่อยบอก นี่ดึกแล้วจะไปรบกวนทำไม”


   “จริงด้วย ข้ามัวแต่ดีใจ ถ้าอย่างนั้นข้าเตรียมของดีกว่า ที่นั่นต้องหนาวมากแน่ๆใช่ไหม ข้าจะไปเตรียมผ้าพันคอแล้วก็เสื้อคลุมหนาๆ” แล้วรติก็หมุนตัว วิ่งวุ่นหาเสื้อผ้าเนื้อหนามาเตรียมอย่างตื่นเต้น ตรัสได้แต่มองตามแล้วหัวเราะเบาๆ


   ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่...


   ความรู้สึกที่ตรัสมีต่อรติในเวลานี้เปลี่ยนไป


   เขามองรติแล้วยิ้มด้วยหัวใจที่เต็มตื้นและมีความสุข แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวันแรกที่แต่งงานกัน


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

มีคนรู้สึกดีๆกับภรรยาของตัวเองด้วยค่ะ

ขอบคุณทุกการอ่านนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด