-- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 57 ความกังวลของรุจี -- (อัพเดต 29/05/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: -- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 57 ความกังวลของรุจี -- (อัพเดต 29/05/2020)  (อ่าน 19111 ครั้ง)

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 22

ภรรยาก็ใส่ใจ

----------


   ต่อให้จะถูกพูดเช่นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ารติจะบอกกล่าวเรื่องในชีวิตของเขาให้อีกฝ่ายรับรู้


เรื่องที่เขาแบกสุมเอาไว้บนบ่ามีมากเกินจะกล่าว ทั้งเรื่องของเขาและน้องของเขา และบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่ตรัสควรจะรู้ แต่ความปรารถนาดีที่อีกฝ่ายมีให้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้าม


สองสามีภรรยา อยู่อาศัยเรือนนอนเดียวกัน ทุกวันออกไปทำงานด้วยกัน ตลอดทั้งวันทั้งคืน นอกจากยามหลับกับกิจธุระส่วนตัวแล้ว ก็แทบจะไม่ห่างกันเลยสักนิด


หากเป็นคู่แต่งงานที่เกิดจากความรัก  ก็คงไม่มีเรื่องใดให้สังเกตนัก แต่เพราะถูกบังคับให้แต่งงาน ความสัมพันธ์เริ่มต้นจากคนแปลกหน้า รติไม่ได้มีอคติกับคู่สมรสแต่แรก เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี จึงยิ่งมองเห็นเรื่องต่างๆของตรัสได้ชัดเจน


ก่อนแต่งงาน ตรัสใช้ชีวิตเช่นไร รติย่อมไม่ทราบ


แต่หลังแต่งงานแล้ว เรื่องของอีกฝ่ายย่อมอยู่ในสายตาของเขา


นอนดึกตื่นเช้า ดูแลตั้งแต่กิจการในเรือน และกิจการร้านยา ภายหลังรติหันมาทำผงสมุนไพรบำรุงร่างกายออกขาย ตรัสก็ยังมาเป็นลูกมืออีก บางครั้งรติตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าห้องทำงานที่อยู่ข้างๆมีแสงตะเกียงลอดออกมา ตรัสเข้านอนพร้อมเขาตามที่สัญญากันไว้ แต่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อทำบัญชีรับจ่ายบ้าง อ่านตำรับตำราบ้าง หรือไม่ก็ศึกษาโรคภัยใหม่ๆ สมุนไพรจากต่างถิ่นบ้าง


ตรัสพักผ่อนน้อย มิใช่เรื่องเกินจริง


พวกทางใต้นั้นมีความเชื่อเรื่องการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา ดังนั้นสกุลของเขาจึงมีผงสมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกายหลายแขนง และหนึ่งในนั้นคือสมุนไพรบำรุงร่างกายสำหรับคนพักผ่อนไม่เพียงพอ


ย่อมใช่ สมุนไพรมิได้เทียบเท่าการนอนหลับ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่เหนื่อยล้า


แต่สูตรที่เขามี ย่อมต้องใช้สมุนไพรของพวกทางใต้ บางชนิดไม่มีขายในเมืองนี้ หากจะต้องสั่งมาจากที่อื่นก็จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่อหัสกร ดังนั้นต่อให้มีตำรับตำราดั้งเดิมของตนเอง แต่ก็ต้องประยุกต์เมื่อมาอยู่ต่างถิ่น


เมื่อคิดเช่นนั้น รติจึงตั้งใจจะผสมผงสมุนไพรชนิดใหม่สำหรับตรัสโดยเฉพาะ


เป็นเรื่องโชคดีที่อหัสกรก็เป็นร้านยา สมุนไพรหลากชนิดหลายสรรพคุณถูกเก็บอยู่ที่ห้องเก็บสมุนไพรใต้ดินทั้งที่ร้านและที่เรือนอหัสกร


รติฝากให้บ่าวไพร่ช่วยขายผงสมุนไพรที่หน้าร้าน ส่วนตนเองบอกกับตรัสว่าจะคิดค้นผงสมุนไพรบำรุงร่างกายชนิดใหม่ ขอหยิบยืมทั้งสมุนไพรที่อหัสกรเก็บไว้ และห้องหับเล็กๆสำหรับการผสม


“สมุนไพรที่หน้าร้านก็ขายดีแล้ว เจ้ายังคิดจะทำชนิดอื่นๆด้วยหรือ” ตรัสถาม


อันที่จริงรติตั้งใจจะคิดค้นสมุนไพรชนิดใหม่เพื่อตรัสโดยเฉพาะ มิได้ตั้งใจขาย แต่ก็ยังไม่อยากเปิดเผย จึงเออออตามความเข้าใจของสามีไปก่อน


“เผื่อเอาไว้ขายฤดูกาลอื่นๆอย่างไรล่ะ”


“ยังอีกนานกว่าจะเปลี่ยนฤดู”


“ทำไว้ก่อนมิได้หรือ” รติแย้ง เพียงเท่านั้นตรัสก็จนใจจะคัดค้าน


“ตามใจเจ้าเถอะ แต่อย่างไรก็อย่าหักโหมนัก”


“ท่านต่างหากหักโหม”


“ข้าหรือ?” ดูเอาเถิด ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ก็ยังไม่รู้ตัว รติส่ายศีรษะ จนใจจะแย้ง ทว่าประโยคถัดมาของคนตรงหน้ากลับทำเอาเขาชะงัก


“เพราะเราต่างไม่รู้ตัว จึงต้องให้อีกฝ่ายช่วยดูกระมัง” รติหันมองคนพูด  ดูเหมือนตรัสเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาพูดอะไรออกไป ต่างคนต่างเขินกับความรู้สึกบางอย่างที่อยู่ในใจ จนภรรยาเป็นฝ่ายขอตัว


“ข้า...ลงไปห้องใต้ดินก่อนแล้วกัน ถ้ามีอะไรก็ให้คนลงไปเรียกได้”


“อืม...ยังไรก็...ระมัดระวัง อย่าให้เป็นอันตรายแก่ตัวเองด้วย”


ความเขินมลายสิ้น รติหัวเราะสดใส


“ข้าผสมผงสมุนไพร มิใช่ผสมดินปืน”


“ข้าเป็นห่วง” ความเขินที่ว่ามลาย คล้ายจะกลับมาเป็นระลอก เสียงหัวเราะกลายเป็นเพียงรอยยิ้มจาง สองสามีภรรยาสบตากัน ก่อนที่รติจะผงกศีรษะรับคำโดยไม่เปรยสิ่งที่อยู่ในใจ


...ข้าเองก็ห่วงท่านเช่นกัน...


ยามอยู่ที่ร้านยาอหัสกร สามีอยู่ที่ห้องตรวจในร้านยา ภรรยาอยู่ที่ห้องใต้ดินเพื่อผสมผงสมุนไพรชนิดใหม่


ยามอยู่ที่เรือน ก็พักทำผงสมุนไพรแล้วหายหน้าลงไปอยู่ที่ห้องใต้ดินของเรือนอีก


เป็นเช่นนี้อยู่สามวันสองคืน จนกระทั่งวันที่สาม


หลังอาหารเย็น ผงสมุนไพรชนิดใหม่ก็เป็นรูปร่างที่เรือนอหัสกร


รติย้ายจากห้องเล็กๆชั้นใต้ดินข้างห้องเก็บสมุนไพรขึ้นมาที่โรงครัวเพื่อลองชงกับน้ำต้ม


กลิ่นฉุนแบบสมุนไพรขมลอยอวล จนรุจีที่โผล่หน้าเข้ามาหมายจะช่วยเหลือ ถึงกับย่นจมูก


   “กลิ่นเหม็นเขียวอย่างนี้จะขายได้หรือเจ้าคะ ท่านพี่” รุจีออกความเห็น รติหันมอง


   “ข้าไม่ได้จะขาย”


   “ชงดื่มหรือเจ้าคะ” นางทำหน้าขยาด “เติมกลิ่นเสียหน่อยดีไหมเจ้าคะ เอ่อ...เติมน้ำผึ้งด้วยอีกนิด จะได้หวานหน่อย...”


   “ตรัสไม่ชอบกลิ่นและรสหวาน เติมไม่ได้” รติเอ่ย


“ใครนะเจ้าคะ” รุจีย้อนถาม เพราะได้ยินไม่ชัด ผู้เป็นพี่นิ่งไปเล็กน้อย แต่เปลี่ยนเรื่องไม่พูดซ้ำ เลื่อนถาดกาน้ำร้อนที่พร้อมด้วยน้ำผึ้งและกลีบดอกไม้บดให้น้องสาว


   “เจ้านี่ช่างซักช่างถามตั้งแต่เมื่อไรกัน เอ้า ยกไปให้ท่านอมราที”


   “แล้วอีกชุดนึงล่ะเจ้าคะ” นางถาม พลางปรายสายตาไปยังถาดกาอีกชุดหนึ่งที่วางไว้ใกล้กัน


   “ข้าจะยกไปเอง ไม่ต้องถามมากหน่า” ผู้เป็นพี่บอกปัดแล้วถือถาดกาน้ำและจอกดินเผาออกจากโรงครัว


เมื่อนางตามออกไปดูก็พบว่าเขาเดินเลี้ยวไปยังเรือนนอน


   มิใช่เรือนนอนของท่านอมรา มิใช่เรือนนอนของนางและระพี


แต่เป็นเรือนนอนของตรัสและรติ


ภรรยาจะยกน้ำสมุนไพรไปให้ใครเล่า ถ้าไม่ใช่...สามี


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ฝ่ายสามีขอเป็นคนแบ่งเบาภาระ ฝ่ายภรรยาก็ห่วงสุขภาพ
ช่างเป็นสามีภรรยาที่ช่างดูแลกันดีจังเลยนะคะ (บอกรักกันสักทีก็ดีนะคะ ฮ่าฮ่า)
ขอบคุณทุกการอ่านนะคะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ห่วงเขาก้บอกมาเถอะ555

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 374
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 23

สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม

---------


   เพราะเป็นสมุนไพรที่ตั้งใจผสมเพื่อตรัสโดยเฉพาะ ใช้สมุนไพรถึงแปดอย่าง แต่ละอย่างล้วนผ่านกรรมวิธีที่แตกต่างกัน ทั้งต้ม ตุ๋น นึ่ง คั่ว ตากแห้งแล้วบด ผัดกับน้ำมัน ใช้สดแบบขูดฝอย ใช้สดแบบตำละเอียด จากนั้นผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วต้มจนเดือด จึงได้เป็นน้ำสมุนไพรแปดอย่างที่มีสรรพคุณให้ความอบอุ่นและบำรุงร่างกาย


   กระนั้น รติก็ตื่นเต้นเหลือประมาณกับการออกตัวว่าตั้งใจทำสิ่งนี้มาเพื่อตรัส


   แต่พอเปิดประตูเข้าไปในเรือนนอน ตรัสเงยหน้าจากงานขึ้นมาเห็นเขาก็วางม้วนกระดาษลงกับโต๊ะทันที


   “คืนนี้จะทำผงสมุนไพรหรือ” ท่าทางของเขาราวกับเตรียมพร้อมจะลุกไปช่วยเป็นลูกมืออย่างทุกที


สามวันที่ผ่านมา รติไม่ได้ทำผงสมุนไพรออกขายเพราะอ้างเรื่องคิดค้นน้ำสมุนไพรชนิดใหม่ ผงสมุนไพรจึงขายเท่าที่ยังมีเหลือและหมดเกลี้ยงไปเมื่อตอนบ่ายวันนี้เอง


   “เปล่า...” พูดแล้วก็ตัดสินใจเดินเข้ามาหา ก่อนจะวางถาดกาสมุนไพรลงบนโต๊ะ


   “ข้า...ทำมาให้ท่านลองชิม”


   “น้ำสมุนไพรที่เจ้าคิดค้นน่ะหรือ” ตรัสย้อนถาม อีกฝ่ายเพียงพยักหน้า เขาจึงเทน้ำในกาลงบนจอกกระเบื้องเล็กๆ


กลิ่นฉุนเล็กน้อย อีกทั้งน้ำเป็นสีคล้ำ หากเป็นผู้อื่นคงไม่ชวนให้อภิรมย์ แต่สำหรับตรัสที่เติบโตมาในสกุลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ กลิ่นและรูปลักษณ์ของน้ำสมุนไพรนี้ มิได้แตกต่างจากยาต่างๆที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต


   ชายหนุ่มยกจอกขึ้นชิม รติยืนลุ้นหน้าตาอยากรู้อยากเห็น


   “เป็นอย่างไร อร่อยไหม”


“ดี” รสเฝื่อนนั้นช่วยให้รู้สึกสงบ ความอุ่นร้อนช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย แม้กลิ่นติดฉุนคล้ายยา แต่ก็ไม่น่าเวียนหัวเท่ากลิ่นดอกไม้ สำหรับตรัส น้ำสมุนไพรนี้ถูกใจทีเดียว แต่กระนั้นก็พอทราบว่ารสนิยมของเขาไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ของเมือง น้ำชงสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสติดหวาน ย่อมให้ความชื่นใจผู้ดื่มมากกว่า


   “แต่ถ้าจะทำออกขาย...”


   “ข้าไม่ได้ทำขาย”


   ตรัสเงยหน้ามอง รติมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร


   “ถ...ถ้าท่านชอบ ก็ดื่มให้หมด แล้ว...ถ้าอยากดื่มก็บอก ข้าจะทำให้”


   “ทำให้ข้าหรือ?”


   “อืม” รติไม่รู้จะพูดอะไรเพิ่ม จึงหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง แต่ถูกคว้าแขนเอาไว้ก่อน


   “เจ้า...หมายถึง...น้ำสมุนไพรนี้ ตั้งใจปรุงเพื่อข้าหรือ” คนถูกถามนิ่งไป ไม่รู้จะตอบอย่างไรให้ดูเป็นปกติ หากตอบเลี่ยงไปเสียก็คงไม่เป็นประเด็นให้อีกฝ่ายถามไถ่ แต่หากตอบเลี่ยง...ก็หาใช่คำตอบโดยเนื้อแท้


   ยิ่งเมื่อหันกลับมาสบตาคนถาม ความคิดที่หมายจะตอบไปเรื่องอื่นก็มลายหายไป


   “ท่านบอกว่าคุ้นเคยกับอากาศหนาว แต่ร่างกายมนุษย์ให้อย่างไรก็ต้องอบอุ่นเข้าไว้ แล้วท่านก็พักผ่อนน้อย นอกจากจะช่วยข้าปรุงผงสมุนไพรสำหรับขายแล้ว บางคืนก็ยังตื่นมาดึกๆเพื่อทำงานต่อ...น้ำสมุนไพรนี่ ข้าปรุงจากสมุนไพรแปดอย่าง มีสรรพคุณให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มการไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ...”


   ตรัสมองคนตรงหน้านิ่งนาน


วันแรกที่พบหน้า เขาไม่ถูกชะตารติเลยสักนิด แต่เวลานี้กลับสามารถมองอีกฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วได้โดยไม่รู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย


   อีกทั้งยังไม่รู้ตัวว่ามือที่จับแขนของรติอยู่ ก็ยังคงจับอยู่เช่นนั้น ปลายนิ้วไล้ผิวของอีกฝ่ายแผ่วเบาราวกับเพลิดเพลิน


   “เอ่อ...ถ้า...ถ้าท่านอยากดื่มอีกก็บอกแล้วกัน...”


   “แล้วเจ้าดื่มบ้างหรือยัง”


   “ข้าหรือ?”


   “เจ้าเองก็นอนน้อย อีกทั้งยังขี้หนาว”


   “ข้าไม่ค่อยหนาวเท่าไรแล้ว ผ้าพันคอของท่านอบอุ่นดีมาก”


ตรัสยกยิ้มที่มุมปากอย่างดีใจ


   “ถ้าอย่างนั้น...คืนนี้นอนดึกหน่อยได้ไหม”


รติเลิกคิ้วเป็นเชิงสงสัย


   “คืนนี้ท้องฟ้าโปร่ง เมืองตะวันออกได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ท้องฟ้าสวยที่สุดในดินแดน ตั้งแต่เจ้ามาอยู่ที่นี่ เคยดูดาวหรือยัง”


   “ดูดาวหรือ? ยังไม่เคยดู อีกอย่าง...ข้าดูไม่เป็น...”


   “ไม่เป็นไร ข้าจะสอน...”


ตรัสลุกขึ้น มือหนึ่งยกถาดน้ำสมุนไพร อีกมือจูงแขนรติไปยังประตูระเบียงที่ผินหน้าออกสู่สวนด้านนอก


เดิมทีประตูฝั่งนี้มักจะเปิดอยู่เสมอ แต่เมื่อรติแต่งงานเข้าอหัสกร ความไม่คุ้นเคยกับอากาศหนาวทำให้เขาเลือกที่จะปิดประตูหน้าต่างมิดชิด แต่วันนี้เมื่อเจ้าของเรือนเชิญชวนให้เปิดประตูชมดาว อีกทั้งยังออกตัวว่าจะสอนดาราศาสตร์ คนขี้หนาวย่อมไม่ขัดใจ


   ตรัสวางถาดกาสมุนไพรลงบนตั่งใกล้ๆ พอหันไปเปิดประตู ลมหนาวก็พัดกรูเข้ามา ทำเอาคนที่มีผ้าพันคอขนสัตว์ยังห่อไหล่ ร่างสูงหันมามองแล้วก็พลันยิ้ม ก่อนจะดึงรติมานั่งใกล้ประตูฝั่งหนึ่ง ส่วนเขานั่งบังอีกฝั่งเอาไว้


   ไม่มีคำพูดประการใด สองสามีภรรยานั่งเคียงข้างกันอยู่ที่ตั่งริมประตูระเบียงอย่างเงียบๆ


   เรือนนอนของสามีภรรยา ย่อมไม่มีใครเข้าไปยุ่มย่าม แต่ก็กล่าวได้ว่า หากใครตาดีก็คงเห็นประตูระเบียงเปิดกว้างทั้งที่อากาศคืนนี้หนาวจัด


   ตะเกียงไฟถูกนำมาตั้งให้ความสว่างเรืองรอง มองเห็นคู่สามีภรรยานั่งดูดาวด้วยกัน


   ในมือของตรัสมีจอกน้ำสมุนไพรร้อน ที่คอของรติก็มีผ้าพันคอขนสัตว์ให้ความอบอุ่น


บรรยากาศเงียบสงบ แต่เมื่อนั่งข้างกันกลับรื่นรมย์ จนถอนหายใจออกมายาวอย่างเป็นสุข


สามีเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย รติกำลังปล่อยสายตาไปกับท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่เมื่อรู้ตัวว่าถูกมองก็หันไปประสานสายตา


   พวกเขามิได้ขยับกายแนบชิด ไม่มีส่วนใดสัมผัสกันสักนิด


   มีเพียง...สบตา


และริมฝีปากที่ขยับวาดเป็นรอยยิ้มมอบให้แก่กัน


   เพียงเท่านั้นก็แน่ใจ


ความรู้สึกที่มี...แตกต่างจากวันวานอย่างสิ้นเชิง


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ก็คือรักกันแล้วแหละ แต่ไม่พูด

แต่ถึงไม่พูด เขาก็ดูจะรู้กันนะคะว่ากำลังรักกัน

สามีภรรยาเนาะ มองตารู้ใจ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณทุกการอ่านนะคะ

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2590
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบมากๆ ค่ะ เรื่องนีเยิ่งอ่านยิ่งอบอุ่น ยิ่งละมุนมากขึ้นเรื่อยๆ ดำเนินเรื่องดีค่ะ ตัวเอกมีเสน่ห์มากด้วย

ขอบคุณนะคะ ที่แต่งเรื่องดีๆ ให้อ่าน าอตอนต่อหปค่ะ

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ใช้สายตาสื่อสารแล้ววววว

บรรยากาศอบอุ่นจริงเชียว

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 24

มือจับมือ

---------


   อากาศหนาวยามค่ำคืนทำให้หิมะตกจนขาวโพลนไปทั่ว แต่พออาทิตย์ขึ้น อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทำให้หิมะละลาย แต่เมื่อลมหนาวพัดมาอีก น้ำจากหิมะละลายก็จับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง ที่เป็นปัญหาอย่างยิ่ง คือเป็นน้ำแข็งบนพื้นถนน


การเดินทางในช่วงฤดูหนาวเป็นปัญหาเพราะหิมะที่กองสุมไม่พอ ยังเป็นปัญหาจากน้ำแข็งที่ฉาบเคลือบบนผิวถนนด้วย


อุบัติเหตุเกวียนหรือรถม้าเสียหลักเพราะลื่นมีให้เห็นบ่อยพอๆกับการหกล้ม ช่วงนี้ผู้คนจึงไม่นิยมเดินทางไกล หรือหากไปไหนมาไหนในเมืองก็มักจะใช้วิธีเดิน ซึ่งก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง


   “โอ๊ะ! แง!!!”


นั่นประไร เด็กน้อยที่เดินอยู่ข้างหน้าลื่นล้มก้นจ้ำเบ้าร้องไห้จ้า รติเห็นแล้วก็ต้องสูดหายใจลึก ก้มหน้ามองเท้าตนเองมากขึ้น


   ตรัสเห็นคนข้างกายเอาแต่จดๆจ้องๆทุกฝีก้าวก็พลอยเดินช้าลง จนรติเงยหน้ามอง


   “เอ่อ...ท่านล่วงหน้าไปก่อนเถอะ”


ระยะหลังนี้ พวกเขาเดินไปกลับจากเรือนและร้านยาอหัสกรด้วยกันทุกวัน รติพอจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนก้าวไวและยาว เดิมทีเขาก็เดินจังหวะเดียวกับตรัส แต่วันนี้ดูเหมือนพื้นถนนจะลื่นมากขึ้นกว่าทุกวัน จึงเดินยากกว่าทุกที


รติไม่ใช่คนเมืองนี้ ย่อมไม่คุ้นเคยกับการเดินบนถนนที่ทั้งลื่นทั้งเฉอะแฉะ แต่ตรัสเกิดและเติบโตที่นี่ คนหนึ่งก้าวไวเป็นปกติ แต่อีกคน...ก็ก้าวไวเป็นปกติ แต่พื้นถนนไม่ปกติ ย่อมต้องก้าวช้าลง


   “ไม่เป็นไร” ตรัสกล่าว รติมัวแต่หันมองคนข้างกาย เผลอเพียงก้าวเดียวก็ลื่นพรืด


   “เฮ้ย!”


เกือบหงายหลัง ดีกว่าตรัสคว้าแขนเอาไว้ได้เสียก่อน คนที่เกือบจะล้มทับรอยของเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าถูกพ่อแม่อุ้มเดินจากไปแล้วถึงกับถอนหายใจเฮือก


   “ขอบคุณ...เดินยากจริงๆ...”


   “อากาศอุ่นขึ้น หิมะเลยเริ่มละลาย”


คนขี้หนาวฟังแล้วก็พยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็ยังไม่วายกระชับผ้าพันคอ


   “อย่างน้อยก็ไม่หนาวเท่าก่อนหน้านี้แล้ว ถึงจะเดินยากอยู่บ้าง แต่ก็นับว่ามีข้อดี” รติเปรย ดวงตาของตรัสที่ทอดมองคนพูดมิได้เต็มไปด้วยความดูแคลนหรือหงุดหงิดอีกแล้ว บัดนี้กลับทั้งเอ็นดูระคนหวานซ่าน


สามีหัวเราะเบา พลางเย้า


   “เจ้ามองโลกในแง่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ”


   “ก็ไม่รู้จะมองในแง่ร้ายทำไม เฮ้ย!” เกือบจะลื่นอีกครั้งแล้ว แต่คราวนี้เป็นฝ่ายรติที่คว้าแขนของตรัสเอาไว้ได้ก่อน จึงพยุงตัวทัน


   ฝ่ายสามีถอนหายใจเฮือกบ้าง ดูแล้วคลาดสายตาไม่ได้จริงๆ แค่คุยกันไม่กี่ประโยค รติเกือบลื่นล้มถึงสองครั้ง


   เจ้าของร้านยาอหัสกรปลดมือของรติที่ขยุ้มแขนเขาเอาไว้แน่น คนถูกปลดแขนดูเหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนช่างถึงเนื้อถึงตัวอีกฝ่าย รีบชักแขนตนออกมา แต่กลายเป็นว่าตรัสไม่ปล่อย กลับเป็นฝ่ายประสานมือกับมือข้างนั้นของรติแทน


   ฝ่ายภรรยานิ่งงัน ก้มลงมองมือที่ถูกประสานตาปริบๆ


   “จับมือข้า แล้วค่อยเดิน ไม่ต้องรีบ”


   ตรัสกล่าว แล้วก้าวเท้าเดินอย่างช้าๆ มือของเขาประสานกับมือของรติแน่น ไร้ความรังเกียจ มีเพียงความห่วงใย ไม่ต้องพูดคำใด ใจสื่อถึงใจด้วยการกระทำ


   รติเงยหน้ามองคนพูด แล้วก้มลงมองมือของตนอีกครั้ง


มือประสานมือ หัวใจเต้นถี่


คนผู้หนึ่งประสานมือก่อน คนอีกผู้หนึ่งกุมมือนั้นกลับ ไม่ว่าใครก็รับรู้ ความหนาวเหน็บและการเดินทางที่ยากลำบาก ไม่ได้สร้างความจำเป็นให้กับการใกล้ชิดถึงเพียงนี้


แต่เพราะหัวใจต่างหาก


เพราะความรู้สึกต่างหาก


สองร่างก้าวเดินไปบนถนนที่ทอดตัวสู่เรือนอหัสกร


ไหล่ชิดไหล่ เคียงข้าง...อบอุ่น


จังหวะเดินช้าลง...ทว่ามั่นคง


เหนือสิ่งอื่นใด คือ...หัวใจ


...สื่อถึงกันผ่านฝ่ามือ...


   เส้นทางจากตรงนี้ไปจนถึงเรือนอหัสกรไม่ไกลนัก แต่เพราะต้องก้าวอย่างระมัดระวังจึงใช้เวลาพอสมควร ทว่ากลับเป็นการใช้เวลาด้วยกันที่แตกต่างไปจากเดิม


   เพราะนี่คือครั้งแรก


   ครั้งแรก...ที่มือจับมือ


   ครั้งแรก...ที่ใจสื่อถึงใจ


   ครั้งแรก...ของสามีภรรยา


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

----------

จับมือกันแล้ววววว (แตะเนื้อแตะตัวแต่ละที แทบจุดพลุฉลองแล้วนะคะ ฮ่าฮ่า)

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านเลยค่ะ

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
แค่จับมือกัน ก็ชุ่มชื่นหัวใจคนอ่านมากๆ

ใจจจจจจ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ละมุมมากค่า มือจับมือ ใจคล้องใจ :กอด1: :pig4: :L1:

ออฟไลน์ วายซ่า

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +171/-6
 แค่จับมือ อุ่นไปถึงใจ  :o8:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 25

งานปลายฤดูหนาว

---------

   ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดอย่างเอิกเกริก แต่ถึงอย่างนั้นคนรอบข้างก็ดูออก


   ตรัสและรติสนิทสนมกันมากขึ้นทุกที ดูได้จากพวกเขาเข้าใกล้กันอย่างเป็นธรรมชาติ ดูแลกันและกันโดยไม่ต้องไตร่ตรองให้มาก เรื่องของอีกฝ่ายกลายเป็นเรื่องสำคัญและให้ความสำคัญอยู่เสมอ


   “งานฤดูหนาว?” รติร้องถามทันทีที่ตรัสนำเรื่องเทศกาลสำคัญของฤดูกาลนี้มาบอกเล่าที่โต๊ะอาหาร


   โต๊ะอาหารซึ่งประกอบด้วย อมราและตรัสซึ่งเกิดและเติบโตที่นี่ กับสามพี่น้องผู้มาจากที่อื่น การที่ตรัสพูดขึ้นมาย่อมไม่ได้มีเป้าหมายที่อมรา หนำซ้ำรุจีและระพีก็ยังเด็กเกินกว่าจะมีอำนาจตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ ที่สำคัญ...เรื่องเที่ยวคือความชอบของใคร เรื่องนี้ต่างหากที่ควรพิจารณา


   “ต้องเรียกว่างานปลายฤดูหนาว เราจะจุดเทียนเพื่ออธิษฐานให้ฤดูใบไม้ผลิอุดมสมบูรณ์” รติรับฟังอย่างสงบ แต่ดวงตาวาววับ ตรัสตักผัดผักมาใส่จานของคนที่กำลังตั้งใจฟังเขาเล่า


   “พวกเราจะวางเทียนตามทางเดินบ้าง ไปวางที่ลานน้ำพุบ้าง วันสุดท้ายของงาน จะเปิดน้ำพุเพื่อเป็นสัญญานว่าฤดูหนาวจะสิ้นสุดแล้ว”


มิน่าเล่า ตอนเช้า เวลาไปเปิดร้านถึงเห็นเทียนไขวางรายล้อมอยู่รอบน้ำพุตั้งมากมาย พอตกสายค่อยมีเจ้าหน้าที่ของเมืองมาเก็บออกไป แต่เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีอีก


   เรื่องเทียนไขหายคาใจ แต่คำพูดของตรัสทำให้คาใจเพิ่ม


   “เปิดน้ำพุ? หมายถึงที่ตลอดฤดูหนาว ที่น้ำพุไม่มีน้ำพุเป็นเพราะปิดไว้หรือ”


ตรัสยิ้มแล้วพยักหน้ารับ


   “บางปีอากาศหนาวมาก น้ำกลายเป็นน้ำแข็งก็ไม่ต้องปิด แต่บางปีอากาศไม่หนาวมากนัก ถ้าไม่ปิดเอาไว้จะไม่หยุด น้ำบางส่วนจะกลายเป็นน้ำแข็ง อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับท่อ จึงต้องใช้วิธีปิดระบบท่อส่งน้ำแทน ส่วนน้ำในบ่อ พอไม่มีน้ำพุออกมาแล้ว ก็เลยกลายเป็นน้ำแข็งอย่างที่เจ้าเห็น”


   “อย่างนี้นี่เอง ข้าก็นึกว่าน้ำพุหยุดเพราะอากาศหนาวเสียอีก แล้วงานที่ว่า...จะมีถึงเมื่อไรล่ะ”


   “พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย เป็นวันเปิดน้ำพุ อยากไปไหม”


   “อยากขอรับ!” คนตอบไม่ใช่รติ แต่เป็นเด็กชายตัวน้อยวัย 5 ปี ทั้งโต๊ะหันมองระพีแล้วพากันหัวเราะร่วน


   รติหันไปหาน้องชาย แล้วสำทับ “จะไปเที่ยวก็ต้องอ่านหนังสือก่อน จึงจะไปเที่ยวได้ เข้าใจไหมระพี”


   “เข้าใจขอรับ! ระพีจะตั้งใจอ่านอย่างดี!” รติยิ้ม ขยี้เส้นผมของน้องชายอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันมองคนข้างกาย แล้วค้อมศีรษะให้น้อยๆราวกับขอบคุณ


ตรัสชะงักไปเล็กน้อย คิดเอาเองว่ารติน่าจะพอดูออกว่าเขาตั้งใจชวนอีกฝ่ายไปงานเทศกาลด้วยกัน มิใช่ชวนเพราะน้องสาวน้องชายเป็นหลัก แต่เมื่อรติหันกลับไปตักกับข้าวให้ระพีแล้ว เขาก็ทำได้เพียงเหลือบตามองจานข้าวของรติ แล้วเป็นฝ่ายตักเนื้อสัตว์ตากแห้งมาวางไว้ให้ โดยไม่พูดอะไร


ความรู้สึกลึกซึ้ง คำพูดใดก็ล้วนไม่จำเป็น


   
---------


   งานเทศกาลเทียนฤดูหนาว แม้อากาศจะหนาวแต่ผู้คนคึกคัก ที่ลานน้ำพุกลางเมืองมีเทียนรูปร่างแปลกตาวางรายล้อม แสงไฟจากเปลวเทียนให้ความสว่างไสวระยิบระยับ


   ลมหนาวพัดผ่านมาวูบหนึ่ง เทียนดับไปหลายส่วนเกิดเป็นเสียงผิดหวังออกมาจากเหล่าผู้คน แต่อึดใจต่อมาคนเหล่านั้นก็พากันช่วยจุดเทียนขึ้นใหม่ โดยไม่ได้ใส่ใจว่าเทียนที่ดับเป็นของใคร ล้วนทำด้วยหวังให้ค่ำคืนของเทียนฤดูหนาวสวยสว่างและสมบูรณ์ที่สุด


   “พออธิษฐานแล้ว ก็ค่อยวางเทียนลง ตรงไหนก็ได้” เพราะอมราขอพักผ่อนที่เรือน ตรัสจึงคนท้องถิ่นเพียงคนเดียวที่มากับสามพี่น้อง วิธีการในการร่วมงานเทศกาล เขาจึงต้องเป็นคนสอน


สามพี่น้องทำตามพากันหลับตาขอพร


   “ขอให้ท่านย่า พี่ตรัส พี่รติ พี่รุจีมีความสุข ขอให้ทุกคนในอหัสกรมีความสุข” เด็กชายตัวน้อยขอพรเสียงดังฟังชัด ทำเอาคนพากันมองแล้วหัวเราะคิกคัก


รติลืมตาขึ้นข้างหนึ่งมองน้องชายด้วยความเอ็นดู มองเลยไปยังรุจีที่ยังหลับตาทำปากขมุบขมิบขอพรอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วพอหันกลับไปมองอีกฝั่งหนึ่งของตนก็พบตรัสกำลังหลับตาขอพร เขาจึงกลับมาทำสมาธิหลับตาขอพรอย่างเงียบๆในใจตนเองบ้าง


   ขอพรเสร็จเรียบร้อย เทียนสี่เล่มก็ถูกวางลงตรงหน้าน้ำพุ ทว่าจู่ๆ เทียนของรติกลับล้มไปพิงเทียนของตรัส


   เจ้าของเทียนที่ล้มไปเป็นภาระให้เทียนข้างๆถึงกับอ้าปากค้าง หันมองเจ้าของเทียนที่ตนแพะพิง แล้วหัวเราะแหะๆ


   “ข้า...ข้าวางไม่ดีน่ะ...”


ไม่ได้หมายถึงลางร้ายว่ารติจะเป็นกาฝากแต่อย่างใดหรอกนะ


   ตรัสหัวเราะเบา หันมองเทียนของตนที่เป็นหลักพิงให้เทียนของรติแล้วก็พบว่าเปลวเทียนของพวกเขาหลอมเป็นเปลวเดียว จึงทำให้สว่างกว่าเดิมเท่าตัว


   “แต่ก็เป็นเรื่องดี ไฟสว่างกว่าเดิมอีก”


รติหันกลับไปมอง แล้วทำตาโตวาว


   “จริงด้วย!”


   เป็นอันว่า เปลวเทียนที่รวมเป็นหนึ่งและสว่างขึ้นกว่าเดิมทำให้มองข้ามเรื่องเทียนล้มใดๆ


หลังจากวางเทียนแล้ว ทั้งสี่พากันเดินชมตลาดเทศกาลซึ่งจะจัดเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น มีทั้งพ่อค้าแม่ขายที่ยึดอาชีพขายของอยู่แล้ว และพ่อค้าแม่ค้ามือสมัครเล่นที่นำของแปลกๆมาวางขายเฉพาะในงานเทศกาล


   รุจีได้ผ้าเช็ดหน้าปักลายประหลาดสวยสดงดงามมาหนึ่งผืนจากแม่ค้าผู้หนึ่งที่ยืนยันว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นฝีมืออมนุษย์สาวนอกเมือง ส่วนระพีได้ของเล่นไม้ชิ้นหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้ล้วนจ่ายด้วยเงินของตรัส


   “ข้าสมควรจ่ายทั้งผ้าเช็ดหน้าและของเล่น” รติแย้ง หน้าบูดเพราะควักเงินไม่ทันถึงสองครั้งถ้วน


   “เจ้าไม่สมควร”


   “แต่ข้ามีเงินที่ท่านแบ่งไว้ให้คราวก่อน”


   “นั่นเป็นเงินในส่วนของเจ้า”


   “น้องสองคนก็...”


   “นั่นไม่ใช่ส่วนของเจ้าเพียงคนเดียว รุจีและระพีเป็นคนของอหัสกร ย่อมอยู่ในความดูแลของข้า” ตรัสหันมาแย้งเรียบ เพียงเท่านั้นรติก็เงียบไม่รู้จะเถียงอย่างไร พลันคิดไปถึงบัญชีรับจ่ายที่เคยดูคราวก่อนขึ้นมา


   “แต่ค่าเบ็ดเตล็ดของท่าน ไม่ควรเอามาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเช่นนี้”


รติจำได้ว่าอีกฝ่ายเคยใส่ชื่อพวกเขาสามพี่น้องในช่องเบ็ดเตล็ด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆรวมถึงค่าเล่าเรียนในอนาคต


   ตรัสนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมองคนพูด


   “เจ้าคงไม่รู้ ข้านำชื่อรุจีและระพีออกมาจากค่าเบ็ดเตล็ดแล้ว ตอนนี้ทำช่องเพิ่มเป็นค่าเล่าเรียนของพวกเขา และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและอื่นๆ ส่วนเจ้า...ข้าย้ายมาอยู่รวมกับค่าใช้จ่ายของข้า แม้เราจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร แต่ก็ควรเก็บออมไว้ก่อน หากเจ้าอยากไปที่ใด หรืออนาคตหากเจ้าอยากเรียนอะไรเพิ่ม จะได้ใช้เงินจากส่วนนี้”


   รติกะพริบตาปริบๆ การย้ายชื่อรุจีและระพีออกมาจากช่องเบ็ดเตล็ดยังไม่น่าตกใจเท่า การย้ายชื่อรติมารวมกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตรัส


   ราวกับ...เป็นสามีภรรยากันจริงๆ


   “ล...แล้ว...แล้วค่าเบ็ดเตล็ด?”


   “ตอนนี้เป็นศูนย์ ไว้ถ้ามีค่อยใส่” ตรัสพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาเองก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของความคิดตนเองก็ตามที แต่ในเมื่อ ‘ใจอยากทำ’ อีกทั้งก็ไม่ผิดทำนองคลองธรรมแต่ประการใด ใยจะทำไม่ได้


   ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบกาย


   “เจ้าล่ะ อยากได้อะไรไหม ปีหนึ่งจะมีสักครั้ง ของบางอย่างก็หาได้เฉพาะในฤดูหนาว”


   “ไม่อยาก...ที่ท่านทำให้ข้า มันมากพอแล้ว”


ไม่ใช่แค่ให้ที่พักพิง ไม่ใช่แค่ให้พื้นที่ได้อยู่ข้างกาย แต่ตรัสยังให้เกียรติและยอมรับพวกเขาสามพี่น้อง เรื่องนี้...ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตของรติ


   ฝ่ายสามีหันมอง รติในยามนี้ไม่ได้ระรื่นหน้าเป็นเหมือนในวันแต่งงาน พอลดอคติที่มีต่อกันลงแล้ว ตรัสถึงได้พบว่าน้อยครั้งมาก ที่รติจะยิ้มจนดวงตาเป็นเส้นโค้ง


   นอกจากยามที่อยู่กับน้องๆแล้ว ตรัสก็อยากเห็นรอยยิ้มเช่นนั้นยามที่อยู่กับเขาเช่นกัน


   “รติ...ถ้าเจ้ามีเรื่องใดที่ต้องการ หรืออยากทำ หากคิดว่าข้าพอจะช่วยเจ้าได้ก็ขอให้บอก ข้ายินดี” ชายหนุ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีเรื่องมากมายซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังความสดใสร่าเริง เพียงแต่เขาไม่อาจคาดคั้นให้เอ่ยปาก ทำได้เพียงสนับสนุนและแสดงตนว่าเขาอยู่ตรงนี้และยินดี


   เราเริ่มต้นความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้า ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันพักหนึ่งอย่างคนหมางเมิน แต่เวลานี้...หาใช่เช่นนั้นไม่


   ตรัสรู้ดีว่าเขาไม่ได้มองรติเป็นดังกาฝากอย่างแรกเจอ หนำซ้ำก็เป็นรติที่ช่วยเหลือเขา ช่วยเหลืออหัสกร เวลานี้หากตอบแทนความช่วยเหลือเหล่านั้น เขาก็ยินดี...ด้วยความเต็มใจ


   “ขอบคุณ” รติรับรู้ความจริงใจของคนตรงหน้า เพียงแต่เรื่องที่เขาเก็บเอาไว้ก็หนักหนาเกินกว่าจะบอกเล่าในเวลานี้ ทำได้เพียงน้อมรับความปรารถนาดีที่มีให้ แล้วกวาดตามองรอบกายเพื่อรื่นรมย์กับช่วงเวลาที่แสนสวยงามในขณะนี้


   ช่วงเวลาที่สวยงามด้วยบรรยากาศ


   ช่วงเวลาที่สวยงามด้วยคนที่ยืนเคียงข้าง


   เท่านี้ก็เพียงพอแล้วจริงๆ


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

พาเขามาเที่ยว เทียนล้มใส่ก็ไม่ว่า แถมย้ายชื่อเขาออกจากรายจ่ายเบ็ดเตล็ดมาอยู่กับชื่อตัวเอง

ถ้าจะขนาดนี้ ก็บอกรักรติไปเถอะค่ะท่านตรัส ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-03-2020 17:46:25 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
หน้าหนาวที่ไม่หนาวเลย...

อุ่นใจไปหมดดด

เรื่องที่รติปกปิดจะม่ามากไหมหนอ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 26

ชอบ

---------


สี่สมาชิกแห่งอหัสกรเดินชมงานเทศกาลปลายฤดูหนาวและร้านค้า ก่อนจะวนกลับมาหยุดที่น้ำพุอีกครั้ง ผู้คนยังคงขวักไขว่พากันเดินมาวางเทียนรอบน้ำพุ ในขณะที่ร้านยาอหัสกรที่ปิดแล้ว ก็อยู่ไม่ไกลนี้เอง


คนหัวการค้าเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเปรย


   “ถ้าเราเปิดร้าน ชงน้ำสมุนไพรขายสำเร็จให้แวะมาดื่มกันล่ะก็ ข้าว่าเราจะต้องได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ”


ตรัสกะพริบตาปริบๆอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วส่ายศีรษะ


   “เลิกคิดเรื่องงานบ้างก็ได้ ข้าไม่ได้พาเจ้ามาเพื่อให้คิดหาว่าทำอย่างไรอหัสกรจึงจะมีรายได้เพิ่มขึ้น”


   “แต่ว่ามันน่าเสียดาย แล้วอีกอย่าง ระพีก็ใกล้เข้าเรียนแล้ว รุจีเอง...ก็เคยมาพูดกับข้าว่าอยากเรียนหนังสือ เอ่อ...ค่าใช้จ่ายเรื่องเรียนของพวกเขา...” รติเอ่ยขึ้นมาอย่างเกรงใจ


การจะเข้าเรียนย่อมต้องใช้ค่าใช้จ่าย เพียงแค่คนเดียวก็มีทั้งค่าเล่าเรียน ค่าตำรา ค่าเดินทางแล้ว แต่นี่มีถึงสองคนที่ต้องเข้าเรียนพร้อมกัน ต่อให้ตรัสจะออกตัวว่าเป็นคนดูแลเรื่องบัญชีรับจ่ายของสกุลทั้งหมด แต่รติก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของตรัสเพียงคนเดียว


   “ข้าบอกแล้วว่า...”


“ข้ารู้ว่าเตรียมเอาไว้แล้ว แต่...” รติยังเป็นกังวล ค่าใช้จ่ายสำหรับสองคนไม่ใช่น้อยเลย


ตรัสรู้ว่าอีกฝ่ายเกรงใจเรื่องค่าใช้จ่าย เขาจึงชวนคุยเรื่องอื่น


   “เจ้าคิดว่างานเทศกาลปลายฤดูหนาวเป็นอย่างไร”


รติกะพริบตาปริบๆ มองไปรอบตัว อากาศหนาว กับแสงเทียนระยิบระยับ หากไม่เรียกว่าสวยก็ไม่รู้จะเรียกอย่างไร


   “สวย แปลกตา” พูดแล้วก็เหลือบไปมองสองเด็กน้อย รุจีจูงมือน้องชายแวะชมเทียนรูปร่างแปลกตาอย่างสนุกสนาน แล้วยิ้มจาง


   “รุจีกับระพีก็ชอบมาก ท่านประสบความสำเร็จแล้ว” เขาพูด ทว่าเสียงถอนหายใจจากคนข้างกาย ทำให้ต้องละสายตากลับมามอง


   ตรัสหันมามองเขาตรงๆ


   “ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้...”


   รติเลิกคิ้วอย่างสงสัย


   “ข้าตั้งใจพาเจ้ามาเที่ยว ถ้าเจ้าชอบ จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ”


   สายตาที่ทอดมองนั้นบอกแน่ชัด เป้าหมายในการมาพาในครั้งนี้เป็นรติ ไม่ใช่ใครอื่น


   หัวใจของภรรยาเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ตรัสมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้


   “รติ...” เสียงเรียกดังแผ่ว


   “...ชอบไหม”


   ทั้งๆที่รู้แก่ใจว่าตรัสถามเรื่องงานปลายฤดูหนาวในค่ำคืนนี้ แต่หัวใจของรติกลับสั่นไหวจนต้องเม้มปาก แต่ครั้นจะไม่ตอบ อีกฝ่ายก็ยังเอาแต่จับจ้องรอคอย


   “ชอบ...”


   ...ชอบ...เพราะเทศกาลนี้ช่างแปลกตาและสวยงาม


   ...ชอบ...เพราะคนเดินเคียงข้างตลอดงานคือตรัส


   ...ชอบ...เพราะนี่คือความตั้งใจของตรัส


   “ข้าชอบ...”


ยิ่งย้ำอีกครั้ง ใบหน้าคนพูดก็ยิ่งแดงเรื่อ ทว่าสายตาไม่ได้หลบเลี่ยง ยังทอดมองประสานสายตากับคนข้างกาย คล้ายสื่อความนัยว่า ‘ชอบ’ นั้น มีความหมายแฝง


แต่...ไม่ต้องกล่าว


คนประสานสายตาย่อมรับรู้


คนเงียบขรึมที่มักมีสีหน้าเรียบเฉย เผยรอยยิ้ม ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแสนอ่อนโยน


   “ข้าก็ชอบ”


   โอ้หนอ...ค่ำคืนนี้มีแต่เรื่องน่ายินดี


   ท่ามกลางแสงสลัวจากเปลวเทียนที่ลานน้ำพุ ลมหนาวพัดมาอีกระลอก เปลวเทียนดับไปแล้วอีกหลายส่วน แต่เปลวเทียนดวงหนึ่งสว่างไสวแม้โอนอ่อนไปตามกระแสลม แต่เมื่อลมจางก็กลับมาลุกโชนใหม่อีกครั้ง


   เปลวเทียนนั้น...เกิดจากเทียนสองเล่มของตรัสและรติ


   สามีภรรยาไร้คำพูดใด มีเพียงสายตาที่ทอดมองกัน และรอยยิ้มที่มอบให้แก่กัน


ลมหนาวพัดผ่าน ดับเปลวเทียน แต่ก็ทำให้คนสองคนขยับเข้าหากันมากขึ้นอีกนิด ปลายนิ้วเกี่ยวกันโดนมิได้ตั้งใจ แต่เมื่อคล้องกันแล้ว ก็มิอาจปล่อยจากกันได้อีก


   ค่ำคืนนี้...ความรู้สึกที่มีให้กัน ชัดเจนเกินกว่าคำพูดใด


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ถึงจะไม่บอกชอบกันตรงๆ แต่ก็บอกว่าชอบให้ได้ยินกันแล้วนะคะ

ส่วนความนัย ไปตีความกันเอง แต่ก็น่าจะตีความตรงกันอยู่เนอะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่าน รักษาสุขภาพด้วยนะคะ






CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
 :katai2-1: :katai2-1:

คำว่าชอบแบบอ้อม

แต่เข้าใจได้

เขินนนนนนนนนนนนนนน

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
มันจุกอยู่ข้างใน กี๊ดดดดดดดดดดดดดดด เขิน  :heaven

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ขอยาวกว่านี้นิดนึงได้ไหมอ่ะ  ไม่เต็มอิ่มอ่ะ

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
น่ารักมากๆแง ค่อยๆรักกันดูแลกัน :กอด1: :pig4: :L1:

ออฟไลน์ Tassanee

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 81
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคคู่ชีวิต

บทที่ 27

ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน

---------



   ฤดูกาลผันเปลี่ยน หิมะละลายหมดแล้ว ในขณะที่ต้นไม้ใบหญ้ากลับมาเขียวชอุ่ม ดอกไม้ตูมเริ่มปรากฏ



   รติไม่ต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้นเหมือนก่อนหน้านี้ ผ้าพันคอถูกส่งคืนให้เจ้าของเดิม แต่รายนั้นกลับบอกว่าให้เก็บเอาไว้ เพราะฤดูหนาวมีทุกปี ประโยคนี้ราวกับบอกว่ารติต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป หรืออย่างน้อยๆก็อีกหลายปี ทำเอาคนฟังหัวใจอิ่มเอิบ ใบหน้าแดงก่ำ แล้วเก็บผ้าพันคอผืนนั้นเข้าตู้ของตนเองโดยไม่ส่งคืนอีก



   ฤดูใบไม้ผลิแสนร่มรื่น ชีวิตคู่ของสามีภรรยาแห่งอหัสกรก็ราบลื่น



ทั้งสองร่วมเตียงแต่ไม่ถึงขั้นร่วมหมอน ความรู้สึกในอกนั้นแน่ชัดและชวนให้หวานซ่านทุกครั้งที่ต่างคนต่างมองกันด้วยสายตาลึกซึ้ง แต่กระนั้นก็มีเรื่องราวอีกมากที่ทั้งสองต้องให้ความสำคัญ มากกว่าความรู้สึกของพวกตน



   ท่านอมราอายุมากแล้ว ต้องคอยดูแลเรื่องสุขภาพ



   รุจีเริ่มเป็นสาว ก็ต้องคอยเป็นหูเป็นตา



   ระพีเริ่มโต ก็ต้องคอยพร่ำสอน



   ไหนจะเรื่องเตรียมหาสถานที่เรียนของรุจีและระพีอีก รวมถึงสถานการณ์ของร้านยาอหัสกรก็ด้วย เมื่อพ้นฤดูหนาว ผู้คนก็มิได้ให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นอีกแล้ว ตรัสและรติย่อมต้องช่วยกันคิดค้นสูตรสมุนไพรใหม่ๆเพื่อนำมาขายทำกำไร



   เป็นอันว่า เรื่องราวมากมาย ล้วนทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดพัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นสามีภรรยาโดยแท้



   ...ทุกวันนี้ก็มีความสุขดีแล้ว...ตรัสคิดเช่นนั้น



   ...ทุกวันนี้ดีกว่าวันไหนๆแล้ว...รติคิดเช่นนั้น



   แต่กระนั้นก็มีคนรู้สึกว่าวันนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร



   เรือนพักผ่อนของสองสามีภรรยา นอกจากตรัสและรติที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีพุดกรองผู้เป็นแม่บ้านเก่าแก่คอยดูแลความสะอาดและความเรียบร้อย แต่ความเรียบร้อยจนเกินพอดี ทำเอาแม่บ้านวัยกลางคนชักเป็นห่วง



   “ข้าก็มิอยากจะยุ่มย่ามหรอกนะเจ้าคะ แต่ก็เห็นท่านตรัสมาแต่เด็ก” พุดกรองเปรยกับท่านอมรา นางมิได้พูดเกินจริง เพราะเลี้ยงดูตรัสมาแต่เล็ก



   “แต่เรือนของท่านตรัสกับท่านรติน่ะ...เรียบร้อยจนเกินพอดีเจ้าค่ะ!”



   “ช่วงแต่งงานแรกๆ ข้าก็พอดูออกว่าท่านตรัสกับท่านรติมิได้ร่วมเตียงกัน แต่พักหลังมานี่ เวลาข้าเข้าไปทำความสะอาด ไม่พบหมอนและผ้าห่มที่ห้องทำงานอีกแล้ว คงจะย้ายมานอนเตียงเดียวกัน แต่...สะอาดสะอ้านเรียบกริ๊บเลยเจ้าค่ะ! ไม่สมกับเป็นสามีภรรยา!”



พุดกรองผู้ผ่านประสบการณ์มาแล้วย่อมรู้ดีว่าการร่วมเตียงฉันสามีภรรยา กับการร่วมเตียงเฉยๆ นั้น มีผลต่อความสัมพันธ์เช่นไร



   เมื่อนางนำความไม่สบายใจนี้มาบอกกล่าว กลายเป็นว่าท่านอมราก็พลอยเป็นห่วง



หญิงชราแห่งอหัสกรคิดจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความสัมพันธ์หลานชายหลานสะใภ้คืบหน้า แต่ไม่ทันลงมือ เหตุการณ์หนึ่งก็เกิดขึ้นเสียก่อน



---------



   ที่ประตูเมืองตะวันออก รถเกวียนเทียมม้าคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามา มันแล่นไปตามทางปูหินสำหรับรถเกวียนสัญจรจนกระทั่งไปจอดที่หน้าประตูเรือนขนาดใหญ่ของคหบดีคนหนึ่งของเมือง



   หญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยโฉบเฉี่ยวและเรือนร่างสะโอดสะองก้าวเท้าลงจากรถม้า นางเงยหน้ามองท้องฟ้าของเมืองที่แสนคุ้นเคยแล้วสูดลมหายใจลึกราวกับยินดี



   ...จากไปนาน ก็ย่อมโหยหา...



   ...จากคนที่นี่ไปนาน ก็ย่อมคิดถึง...



   และหนึ่งในบุคคลที่นางคิดถึง นอกจากครอบครัวและบุพการีแล้ว ก็เห็นจะเป็น...ตรัส  อหัสกร...



   “ข้ากลับมาแล้ว ทุกคน”



   เสียงของนางดังไปทั่วเรือน



และหลังจากนี้...จะดังไปสะเทือนถึงเรือนอหัสกรด้วยเช่นกัน!

---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

บุคคลที่สามมาก็เพื่อให้ความสัมพันธ์สามีภรรยาชัดเจน (กว่านี้)

เพราะขืนรอให้ท่านตรัสกับรติพัฒนาด้วยตนเอง คาดว่ารุจีคงออกเรือนไปแล้ว และระพีน่าจะโตซะก่อนค่ะ ฮ่าฮ่า

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นโปรเจ็คพิเศษ คอนเซ็ปต์คือตอนสั้นๆแต่ลงถี่ (ถี่ = สามวันต่อสัปดาห์ค่ะ นับว่าถี่แล้วจริงๆค่ะ แหะๆ) แต่ละตอนใช้เวลาอ่านไม่นาน ก็เลยจะไม่ค่อยยาว จะลงถี่กว่านี้ก็พิมพ์ไม่ทัน ขอโทษจริงๆค่ะ

ยังไงก็ตาม ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ



ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 341
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เป็นกำลังใจให้คุณนักเขียนค่า :กอด1: คุณนักเขียนมาลงนิยายบ่อยมากๆขอบคุณมากๆนะคะ :pig4: :3123: แต่ใครกลับมาก :katai1: :katai4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 60
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 28

หญิงแปลกหน้ามาเยือน

---------


   เมืองใดๆก็ล้วนเป็นเมืองแห่งสาวงาม


ในเมืองตะวันออกขึ้นชื่อเรื่องสตรีผู้มีเสน่ห์แบบผสมผสาน ตั้งแต่รติย้ายมาอยู่ที่นี่ และช่วยงานที่ร้านยาอหัสกร เขาก็พบสตรีงามหลายคน มีทั้งวัยแรกรุ่นไปจนถึงสูงวัย แต่หาได้มีสตรีใด ‘ฉูดฉาด’ เท่าสตรีผู้ปรากฏตัวที่หน้าร้านยาอหัสกรในเวลานี้


   “ข้ามาพบท่านตรัส”



สตรีนางนั้นสวยหมดจด ผิวขาวหยวก ดวงตากลมโต จมูกและริมฝีปากจิ้มลิ้ม ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องราคาแพง ทว่าไม่ได้สวยอ่อนหวานนุ่มนิ่ม แต่กลับสวยสง่าเย่อหยิ่ง อาภรณ์ที่นางสวมใส่ก็วิจิตรหรูหราร่ำรวย มิใช่สตรีชาวบ้านเป็นแน่แท้


   “ท่านตรัสติดคนไข้ รอสักครู่...” รติอยู่ที่หน้าร้านพอดีจึงเป็นคนรับหน้า แม้นางจะสวยสง่าเพียงใด แต่รติก็มิได้ปฏิบัติต่อนางผิดแผกไปจากที่ปฏิบัติต่อผู้อื่น ดวงตากลมโตนั้นเหลือบมามองเขาเพียงเล็กน้อย แล้วเชิดใบหน้าขึ้นอีก


   “ข้าบอกว่าต้องการพบท่านตรัส”


   รติกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบกลับ


   “ข้าบอกว่าท่านตรัสติดคนไข้ ให้รอสักครู่”



ใบหน้าของสตรีนางนั้นมีเค้าของความไม่พอใจฉายขึ้นมาวูบหนึ่ง พอดีกับที่ประตูห้องตรวจถูกเปิดออกมา คนไข้ออกจากห้องแล้ว รติกำลังจะเดินไปบอกคนในห้องให้รู้ว่ามีแขก แต่สตรีนางนั้นเดินตัดหน้าเขา ซ้ำยังหันกลับมามองพลางเอ่ย


   “คนไข้ออกจากห้องแล้ว ข้าจะเข้าไปพบตรัส!”


   รติไม่รู้ว่านางเป็นใคร แต่กริยาที่นางทำกับเขานั้นบอกให้รู้ว่าหากเป็นธิดาคหบดีก็คงเป็นสกุลที่เลี้ยงดูบุตรหลานออกมาได้เอาแต่ใจเป็นที่สุด เขายักไหล่อย่างหงุดหงิด แต่สกุลของเขาก็มิใช่สกุลที่เลี้ยงลูกหลานออกมาให้ยอมอ่อนข้อให้กับคนเอาแต่ใจพรรค์นี้เสียด้วย


   เขาเดินตามหลังสตรีนางนั้นไปยังห้องตรวจ จนใบหน้าสวยตวัดกลับมา


   “เจ้าตามข้ามาทำไม?!”


   “ข้าไม่ได้ตามเจ้า แต่ข้ามีธุระต้องคุยกับตรัสเช่นกัน”


   “ธุระของเจ้าก็ไว้เวลาอื่นซี!”


   “ธุระของเจ้าต่างหากที่ต้องไว้เวลาอื่น” รติตอบเรียบ เดินแซงหญิงสาวไปเปิดประตู นางรีบก้าวตามเข้าไปในห้อง ตรัสเขียนรายการยาเรียบร้อยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมา พอเห็นว่ามีถึงสองคนยืนอยู่ในห้องตรวจของเขาก็ชะงัก


   “รสนา!!” คนยืนสองคน แต่ตรัสกลับเรียกเพียงชื่อเดียว หญิงสาวเจ้าของชื่อยิ้มกระหยิ่ม เดินตรงไปหาคนพูดอย่างถือดี


   “ข้าเอง กลับมาแล้วเลยมาเยี่ยมท่าน พูดกับคนเฝ้าร้านตั้งนานว่าจะมาพบท่าน แต่เขาไม่ยอมให้เข้ามาสักที รอตั้งนาน” นางไม่พูดเปล่าแต่ยังเจาะจงคำว่าคนเฝ้าร้านให้กับผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังนางด้วย


   ตรัสมองไปยังรติที่ยืนเงียบ ก่อนจะหันมากล่าวกับหญิงสาว


   “นี่รติ เป็นภรรยาของข้ามิใช่คนเฝ้าร้าน”


   รสนาชะงัก ตาโตด้วยความตกใจ


   “อะไรนะ?! ภรรยา?! ท่านแต่งงานตั้งแต่เมื่อไรกัน?!”


ตรัสพูดไม่ออก แรกเริ่ม งานแต่งงานของเขาและรติไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ และเป็นไปอย่างกะทันหัน จึงส่งข่าวบอกสหายแค่ไม่กี่คน ซึ่งไม่ได้รวมรสนา


แต่...เมื่อวันเวลาผ่านไป ความรู้สึกระหว่างสามีภรรยาเป็นรูปเป็นร่าง การมีอยู่ของรติในสกุลอหัสกรกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย ชีวิตปกติสุขดียิ่ง ก็ยิ่งไม่ได้แจ้งแก่ใคร...รวมถึงรสนา


...ช่างเอ้อระเหย...


...เห็นที ต้องรู้จักส่งข่าวสารบอกผู้อื่นบ้างแล้ว...


   อาการเงียบของตรัสทำเอาหัวใจของรติกระตุกน้อยๆ การแต่งงานที่เกิดจากการจำยอมเพราะถูกบังคับ ให้อย่างไรก็ไม่มีใครลืมทั้งนั้น และมันไม่ใช่การแต่งงานที่สามารถกล่าวกับผู้อื่นได้อย่างหน้าชื่นตาบานเลยสักนิด


   ทั้งๆที่รู้เช่นนั้น แต่รติก็ยังคาดหวัง...



หวังอะไรสักอย่างที่ตรัสจะทำให้สตรีผู้นี้รู้ว่า เขาไม่ใช่คนเฝ้าร้านและมีค่ามากกว่าภรรยาที่ถูกจับคลุมถุงชน


   แต่...ตรัสก็ยังเงียบ


   รติเม้มปากกับตัวเอง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรนอกจากเอื้อมมือไปหยิบใบสั่งยาของคนไข้ก่อนหน้านี้แล้วเอ่ยเบาๆ


   “ตอนนี้ข้างนอกไม่มีคนไข้แล้ว เชิญ...ตามสบาย”


   กล่าวแล้วก็หมุนตัวออกจากห้องไป ตรัสเรียกไม่ทัน บานประตูก็ปิดลงแล้ว


---------


   รติพยายามไม่สนใจห้องตรวจที่ไม่เปิดออกมาอีกเลยนับตั้งแต่สตรีผู้นั้นเข้าไป



ใจหนึ่งก็ภาวนาให้มีคนเจ็บคนป่วยแวะมาที่ร้านยา เขาจะได้มีข้ออ้างไปเคาะประตู แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่


จนกระทั่งประตูห้องตรวจเปิดออก หญิงสาวเดินออกมาก่อน โดยมีตรัสตามออกมาส่ง


   สตรีกับบุรุษเป็นของคู่กัน ยิ่งต่างฝ่ายต่างงดงาม เมื่อเคียงคู่จึงไม่ต่างจากภาพวาด


รติพยายามจดจ่ออยู่กับการจัดเรียงยาในตู้ แต่กระนั้นสายตาก็ยังเหลือบไปเห็นตรัสยืนร่ำลาอยู่กับนางเป็นนานสองนาน


   จนหญิงสาวก้าวขึ้นรถม้าจากไปแล้ว เมื่อนั้นตรัสจึงเดินกลับเข้ามา


เขาหันมองคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับตู้กระจก หยิบจับจัดเรียงข้าวของทั้งๆที่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดีแล้ว


   “รติ...เย็นนี้ ครอบครัวของรสนาจะจัดงานเลี้ยง...”


ตรัสเอ่ย เพียงเท่านั้น รติก็เหลือบสายตาขึ้นมอง แค่เพียงวูบเดียว ก็ทำเอาประโยคที่กำลังเรียบเรียงเพื่อชวนภรรยาไปงานเลี้ยงด้วยกันถึงกับกระจัดกระจาย


“...ข้า...เอ่อ...ต้องไปงานเลี้ยง...”



เจ้าของร้านยาแห่งนี้ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไร เหตุใดจึงรู้สึกหวั่นใจกับสายตาของภรรยาถึงเพียงนี้


   รติไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ก็พูดขึ้นมาเรียบๆ


   “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะกลับไปแจ้งพุดกรองไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเตรียมอาหารในส่วนของท่าน” กล่าวแล้วก็หมุนตัวออกจากหลังตู้กระจก


ทุกอย่างดูเป็นปกติ ทว่าตรัสกลับรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาไม่เหมือนปกติเลย


   ครู่ใหญ่ๆ บ่าวที่เรือนคนหนึ่งก็มาแจ้งข่าวแก่เขาว่ารติไม่กลับมาช่วยงานที่ร้านยาแล้ว ฝากปิดร้านด้วย


แม้จะเป็นถ้อยคำที่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่านั้น แต่คนฟังกลับรู้สึกหนักอึ้งไปหมดทั้งหัวใจ


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

พอมีผู้หญิงมาใกล้สามี ก็มีคนหึงแรง หึงเงียบ

แล้วก็มีคนกลัวสายตา มีคนเกรงอกเกรงใจภรรยาด้วย

เป็นคู่สามีภรรยาที่ต้องเอาใจช่วยอย่างยิ่งเลยนะคะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด