-- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 59 ปราณ -- (อัพเดต 03/06/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: -- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทที่ 59 ปราณ -- (อัพเดต 03/06/2020)  (อ่าน 19825 ครั้ง)

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2020 14:06:38 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
-- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต... --
«ตอบ #1 เมื่อ21-01-2020 08:52:15 »

สารบัญ
 ​บทนำ
​บทที่ 1 คนแปลกหน้า
บทที่ 2 รติ
บทที่ 3 พิธีแต่งงาน
บทที่ 4 คืนสมรส
บทที่ 5 เช้าหลังแต่งงาน
บทที่ 6 สามีแสนดี
บทที่ 7 รุจี และ ระพี
บทที่ 8 ตรัส
บทที่ 9 ร้านยาอหัสกร
บทที่ 10 ภรรยาก็แสนดี
บทที่ 11 ภรรยายังแสนฉลาด
บทที่ 12 สมุนไพรตำรับรติ
บทที่ 13 หลังวางขาย
บทที่ 14 ผลสืบเนื่อง
บทที่ 15 รางวัล
บทที่ 16 เที่ยว
บทที่ 17 มิทันตั้งใจ
บทที่ 18 เรื่องประดักประเดิด
บทที่ 19 ร่วมเตียง
บทที่ 20 สามีผู้ใส่ใจ
บทที่ 21 ภรรยาช่างสังเกต
บทที่ 22 ภรรยาก็ใส่ใจ
บทที่ 23 สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม
บทที่ 24 มือจับมือ
บทที่ 25 งานปลายฤดูหนาว
บทที่ 26 ชอบ
บทที่ 27 ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
บทที่ 28 หญิงแปลกหน้ามาเยือน
บทที่ 29 นางสะเทือน
บทที่ 30 ส่วนเกิน
บทที่ 31 ระยะห่าง
บทที่ 32 คำแนะนำ
บทที่ 33 เบื้องหลัง
บทที่ 34 สามเส้า
บทที่ 35 หันหน้าเข้าหากัน
บทที่ 36 พอใจที่เจ้า พอใจที่ข้า
บทที่ 37 สามีภรรยา
บทที่ 38 อรุณแรก
บทที่ 39 ข้อตกลง
บทที่ 40 โชคดี
บทที่ 41 บิดาของตรัส
บทที่ 42 เพื่อนจากส่วนกลาง
บทที่ 43 คำเตือนของสหาย
บทที่ 44 คำสารภาพ
บทที่ 45 มารดาของระพี
บทที่ 46 พิธีรับขวัญ
บบที่ 47 คำแนะนำของท่านอมรา
บทที่ 48 ทดลอง
บทที่ 49 ไม่ทุกวัน
บทที่ 50 ท่านอมราลงมือ
บทที่ 51 เมา
บทที่ 52 คนตัดสินใจ
บทที่ 53 รู้จักรู้ใจ
บทที่ 54 ผู้ปกครองบุกโรงเรียน
บทที่ 55 หึง
บทที่ 56 ข้อเสียของตรัส
บทที่ 57 ความกังวลของรุจี
บทที่ 58 ป่วย
บทที่ 59 ปราณ

---------

เมื่อคนแปลกหน้ากลายมาเป็นคู่ชีวิต...


'ย่าจะให้เขาแต่งกับเจ้า!'


...หากท่านย่าจะตรึกตรองสักนิด...


...ข้ากับเขา...


...เราเป็นคนแปลกหน้า...

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03-06-2020 14:07:10 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทนำ

---------

โลกนี้ประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย



บนท้องฟ้าเป็นเมืองของเหล่าเทพ บนพื้นและใต้น้ำเป็นดินแดนของมนุษย์และอมนุษย์ ส่วนใต้พิภพเป็นอาณาจักรของปีศาจ แต่ละพื้นที่ล้วนถูกครอบครองลงตัว แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดอาเพศ



ในงานประชุมประจำปีที่เชิญผู้นำทุกเผ่าพันธุ์มารวมตัว



เหล่าเทพกล่าวว่า สรรพสิ่งบนพื้นและใต้น้ำเป็นบริวารของตน เพราะทั้งหมดล้วนอยู่ใต้ฟ้า หากไม่มีฟ้า ใครเล่าจะให้ทั้งฝนทั้งลม พืชผลเหี่ยวแห้งตาย สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องบรรลัยสิ้น



พวกปีศาจตบโต๊ะฉาด แย้งว่าทั้งหมดล้วนดำรงอยู่ได้เพราะมีเมืองของตนรองรับ ทั้งบนพื้นและใต้น้ำควรจะตระหนักถึงบุญคุณของปีศาจ จงมาเป็นบริวารของตนต่างหาก



ประชุมประจำปีจบลงบัดนั้น แล้วมหาสงครามระหว่างเทพและปีศาจก็อุบัติขึ้น



ความฉิบหายวายวอดรุกลามไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เพียงเทพและปีศาจล้มตาย มนุษย์และอมนุษย์ก็ล้วนตกเป็นเหยื่อในสงคราม มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่สามารถใช้เวทมนต์คาถาร่วมมือกันเปิดประตูเส้นแบ่งเวลา แล้วผลักลูกหลานของพวกตนให้ข้ามไปอยู่ในโลกอื่น เมื่อปิดประตูลงแล้วก็ให้อมนุษย์กลุ่มหนึ่งเฝ้าเอาไว้



สงครามกินเวลาร้อยปี จู่ๆ ก็ยุติโดยไม่มีใครรู้ว่าใครแพ้หรือชนะ

---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

 ธ ม น -​ THAMON926



ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 1

คนแปลกหน้า

---------

111 ปี หลังมหาสงครามยุติ



หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า



ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุดในรอบปี ผู้คนต่างพากันเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน



สกุลไหนร่ำรวยก็มักมีเตาให้สุมฝืนไฟ จิบน้ำอุ่นเพื่อไม่ให้ป่วยไข้ สวมเครื่องแต่งกายหนา คลุมทับด้วยผ้าขนสัตว์ฟูอีกชั้น



สกุลไหนพอมีพอกินก็อาจมีทั้งสามอย่าง หรือมีสองในสามอย่างก็นับว่าพอใช้ได้แล้ว



แต่หากสกุลไหนยากจน ขอเพียงมีปัจจัยสักอย่างให้ผ่านความหนาวเหน็บไปได้ ก็นับว่าเพียงพอ



สกุล ‘อหัสกร’ นับว่าเป็นสกุลร่ำรวยมาแต่โบราณ ประกอบสัมมาอาชีพด้านการรักษาและค้าขายยารักษาโรค มีร้านยาอยู่ใจกลางเมือง อย่างไรก็ดี สกุลนี้กลับเหลือเพียง ‘อมรา’ สตรีเฒ่าและ ‘ตรัส’ หลานชายอายุยี่สิบห้าที่รับหน้าที่ดูแลทั้งเรื่องในเรือนและกิจการ แม้จะเงียบเหงาอยู่บ้าง เนื่องจากหลานชายผู้นี้ไม่รับสะใภ้เข้าสกุลสักที แต่กระนั้นก็นับว่าใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขทั้งย่าทั้งหลาน



จนกระทั่ง...วันที่หิมะตกหนักจนทุกอย่างขาวโพลน แขกแปลกหน้าสามคนก็ปรากฏขึ้นที่เรือน



ตรัสกลับมาถึงในตอนเย็น เขาเห็นเพียงผ่านตา ไม่ได้ใส่ใจนักแต่ก็พอประเมินได้ว่าแขกทั้งสามประกอบด้วยชายหนุ่มดูแล้วอายุน้อยกว่าเขาอยู่สักหน่อย เด็กหญิงวัยสิบถึงสิบสองขวบ และเด็กชายที่อายุราวห้าหรือหกขวบ



ชายหนุ่มไม่ทราบว่าแขกทั้งสามนี้พูดจากับท่านย่าของเขาเช่นไร แต่เมื่ออมราทราบว่าเขากลับมาแล้วก็เรียกเข้าไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ในขณะที่แขกทั้งสามยังอยู่ที่ห้องโถงรับรองแขก



“ย่าจะรับสามคนนั้นเข้ามาอยู่ในเรือนของเรา”



ตรัสชะงัก



“ท่านย่าว่าอะไรนะขอรับ”



“ย่าบอกว่าจะรับสามคนนั้นเข้ามาอยู่ในเรือนของเรา”



แม้อมราจะอาวุโสที่สุดในเรือน แต่กระนั้นตรัสก็เติบใหญ่และดูแลทุกความเป็นไปในสกุลมานานแล้ว การที่นางจะรับใครเข้ามาอยู่ ต่อให้ตัดสินใจแล้ว ก็ต้องแจ้งความเป็นไปให้เขารับทราบ



“ทำไมจู่ๆ ...”



“ปู่ของพวกเขาเป็นเพื่อนของย่า เวลานี้พวกเขาไม่เหลือใครแล้ว ย่าเลยอยากจะรับเข้ามาอยู่ด้วย”



“ทั้งสามคนเลยหรือขอรับ”



“ทั้งสามคน เขาเป็นพี่น้องกัน”



สีหน้าของตรัสไม่สบอารมณ์ แน่นอนว่าผู้เป็นย่าย่อมดูออก



“เจ้าไม่อนุญาตหรือ”



“ไม่ใช่ว่าไม่อนุญาต แต่รับคนเดียวยังพอว่า นี่รับมาถึงสาม สกุลของเราเวลานี้ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนก่อน ฤดูหนาวอย่างนี้ คนป่วยไข้ก็มีเพียงหวัดเล็กๆ น้อยๆ กำไรไม่ได้มากพอจะรับคนมาอยู่เพิ่มนะขอรับ”



เพราะมีกันเพียงสองคนย่าหลาน ตรัสจึงเลือกที่จะให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา



แม้สกุลของพวกเขาจะมีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน ที่อยู่อาศัยใหญ่โต แต่ก็เพราะความรุ่งเรืองในอดีต เวลานี้เหลือเพียงตรัสที่ทำงานหากินเพียงผู้เดียว การพยุงคนทั้งสกุลเอาไว้นับว่าเต็มกลืนแล้ว หากจะต้องรับคนมาอยู่เพิ่ม ก็ไม่ต่างจากหาภาระมาสุมอยู่บนบ่าของเขา แล้วคนที่อมราจะรับเข้ามา สองในสามก็ยังเด็กมากเกินกว่าจะใช้งานได้ ในขณะที่อีกคน...เป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุใดไม่เลี้ยงปากท้องตนเองและน้องสาวน้องชาย ใยต้องมาพึ่งใบบุญอาศัยคนอื่นเช่นนี้กัน



“แต่ทั้งสามคนเป็นหลานของเพื่อนย่า” อมราแย้ง



ตรัสถอนหายใจ คิดหาวิธีแก้ปัญหา แต่ไม่ทันเสนอ หญิงชราก็ออกปากขึ้นมาเสียก่อน



“ถ้าหลานไม่สบายใจที่จะให้พวกเขาเข้ามาอยู่โดยไม่ทำอะไร ย่าจะต่อรองให้เอง”



“ท่านย่าจะต่อรองอะไรล่ะขอรับ ถ้าพวกเขามีประโยชน์ให้ท่านต่อรองได้ เหตุใดไม่ดำรงชีวิตด้วยประโยชน์ที่ตนเองมี ใยต้องมาขออยู่ที่นี่” หลานชายย้อนอย่างเหนื่อยหน่าย ทว่าวาจาของเขากลับทำให้หญิงชราขึงขังขึ้นมาทันที



“เจ้านี่ช่างแล้งน้ำใจ! หากใครไร้ประโยชน์ก็อยู่ที่นี่ไม่ได้หรือ ถ้าเช่นนั้นหญิงแก่อย่างย่าเล่า อยู่ที่นี่ทำประโยชน์อันใดให้เจ้ากัน?!”



“ท่านย่าเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น”



“มิได้หมายความเช่นนั้นอะไรกัน! ย่าไร้ประโยชน์แต่ก็ยังอยู่ที่นี่ให้เจ้าเลี้ยงดู คงจะเหนื่อยใช่ย่อยแล้ว!”



“ท่านเป็นย่าของข้านะขอรับ แต่พวกเขาเป็นใครก็ไม่ทราบ”



“อ้อ! ถ้าทราบแก่ใจ จะยอมรับอย่างนั้นรึ?!”



หลานชายเหนื่อยใจจะโต้ตอบ ผู้เป็นย่าไม่เพียงย้อนเขาทุกประโยค แต่ยังพูดจาราวกับเขาไร้เมตตา



แต่หากต้องเมตตาผู้อื่นแล้วต้องเหนื่อยยากกว่านี้ ตรัสก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่เขาควรทำ



“ถ้าอย่างนั้นก็ผูกสัมพันธ์กันเสียเลยเป็นไร! เจ้าจะได้รับพวกเขาเข้ามาอยู่ที่นี่อย่างไม่ต้องแคลงใจ!”



“ท่านย่าหมายความเช่นไร”



“ย่าจะให้เขาแต่งกับเจ้า!”



“ท่านย่า!”



“รติ...หลานคนโตของเพื่อนย่า ย่าจะให้เขาแต่งเข้าสกุลเรา แล้วจากนี้ ทั้งเขาและน้องสาวน้องชายของเขาก็ย่อมอยู่ที่นี่ได้แล้ว จริงไหม”

---------
#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น - THAMON926

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 141
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เปิดเรื่องน่าติดตามค่ะ o13

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1071
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 2

รติ

---------
   

รติ เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบ


รูปงามและผิวสีน้ำผึ้งอย่างคนเมืองใต้ขนานแท้ เขามิได้ตัวเปล่าแต่พ่วงด้วยน้องสาววัยสิบสองนามว่ารุจี น่ารักเรียบร้อยมีมารยาทราวกับถูกอบรมมาอย่างดี และน้องชายชื่อระพี วัยห้าปีผู้มีผิวขาวจัด และดวงตาสีดำขลับใสบริสุทธิ์ เพียงเห็นหน้า ตรัสก็ถูกชะตากับเด็กชายผู้นี้


จะผิดก็แต่...รติ...คนที่ท่านย่าต้องการให้แต่งงานด้วย


หาได้น่ารักเรียบร้อย หาได้ถูกชะตากับตรัสแต่ประการใด


ไม่ต้องพูดเรื่องมีดวงตาใสบริสุทธิ์ มิต้องพูดเรื่องมารยาทดีงาม ต่อให้หน้าตาดีเพียงไร แต่เสนอหน้ายินดีกับการแต่งงานคลุมถุงชนอย่างไร้ศักดิ์ศรี ก็มิต่างอะไรกับขายวิญญานให้ผู้อื่น


 “โอ้ ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง! จะจัดพิธีเมื่อไหร่ดี หรือจะยึดฤกษ์สะดวกก็ได้ขอรับ!”


ตรัสตาเหลือกถลน ไม่คิดว่านอกจากจะไร้ศักดิ์ศรียินดีอย่างยิ่งกับการแต่งงานแล้ว ยังถามถึงฤกษ์อีกต่างหาก!


หญิงชราหันมาทางหลานชายของนางราวกับจะบอกว่าเหลือเพียงตรัสคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยินดีกับงานแต่งนี้


“ข้าว่าเราควรตรวจสอบให้ถ้วนถี่ก่อน มิทราบว่า...เขา...มีคู่แล้วหรือยัง” ตรัสแย้ง ปรายสายตาไปยังคนที่ยังยิ้มระรื่น


เจ้าตัวโบกมือหย็อย


“ไม่มีๆ ข้าไม่เคยมีความรักด้วยซ้ำ”


“แต่ถ้าจะจัดงานแต่ง ก็ต้องเตรียมพิธี เตรียมสถานที่...” ตรัสแย้งคำรบที่สอง


คนหน้าระรื่นโบกมืออีกรอบ


“ข้าไม่เคร่งพิธีการ ส่วนสถานที่ก็เรือนอหัสกรนี่เป็นไร กว้างใหญ่อยู่แล้ว!”


“แล้วเรื่องเชิญแขก...” ตรัสแย้งคำรบที่สาม


คนโบกมือก็ยังโบกมือต่อเนื่อง


 “แขกทางข้าไม่มี พ่อแม่ตายไปนานแล้ว ท่านปู่ก็เพิ่งมาเสียไป ฝั่งข้ามีแค่รุจีกับระพีเท่านั้น”


ตรัสหายใจแรงด้วยความหงุดหงิด เป็นอันว่าอะไรก็ยินดีทั้งนั้น สำหรับว่าที่ภรรยาผู้นี้!


...จริงสิ! หรือเจ้าคนระรื่นคิดว่าจะได้เป็นสามีจึงยอมรับงานแต่งอย่างยินดี?!...


“ชายกับชายแต่งงาน ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นภรรยา” เขากล่าวขรึม หน้าตาจริงจัง แต่อีกฝ่ายกลับไร้ความจริงจัง


“โอ้! เรื่องนั้นยิ่งไม่มีปัญหา! ข้าให้ท่านเลือก!” รติผายมือไปยังตรัส ดูเป็นสุภาพบุรุษเหลือประมาณให้อีกฝ่ายเลือกตามความชอบก่อน คนได้รับโอกาสเลือกตาเหลือกจนไม่รู้จะเหลือกอย่างไร


“หมายความว่าหากเจ้าจะต้องเป็นฝ่ายภรรยาก็ยินดีอย่างนั้นรึ?!”


“ยินดีๆ”


...เหลือจะทน! อะไรก็ยินดี ยังเป็นชายอยู่อีกหรือ?!...


อมราหันมองหลานชายอีกครั้ง ตรัสไม่รู้จะอ้างประการใด ตัวเขาเองก็ยังโสด ไม่มีพันธะกับผู้ใด ผู้เป็นย่าก็เลือกข้างยืนยันจะให้สามพี่น้องเข้ามาอยู่ในสกุลอหัสกรให้ได้ ที่สำคัญไปกว่านั้น เจ้าคนที่จะต้องแต่งกับเขา...หาได้มียางอายสักนิด!


ตรัสพ่นลมหายใจแรง ลุกขึ้นคำนับลาหญิงชราแล้วสะบัดหน้าเดินออกจากห้องโดยไม่พูดสิ่งใดอีก แต่กระนั้น...ก็มีใครบางคนสรุปรวบยอดทั้งหมดพร้อมใบหน้าระรื่น


“เป็นอันว่าหลานชายของท่านอมรายินดีแต่งงานกับข้านะขอรับ! ยินดีๆ!!”


แล้วหลังจากนั้น พิธีแต่งงานของตรัสและรติก็เกิดขึ้น แต่ฝ่ายเจ้าบ่าวหายินดีไม่...

--------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

--------
เรื่องนี้ แต่ละตอนจะสั้น แต่จะมาบ่อยๆ (บ่อย=สัปดาห์หนึ่งมากกว่า 1 ครั้งค่ะ ฮ่าฮ่า)

ฝากด้วยนะคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22-01-2020 17:30:14 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ snoopyme

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
แต่งแล้วจะเป็นยังไงต่อเนี่ย นักเขียนสู้สู้นะ ติดตามอยู่จ้า

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 3

พิธีแต่งงาน

---------

   พิธีแต่งงานที่ท่านอมราจัดให้หลานชายนั้นเป็นที่เอิกเกริก แม้ว่าจะถูกจัดอย่างเร่งด่วนก็ตามที


หนึ่งเพราะตรัสเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ยังโสด ไม่มีพันธะ ไม่มีกระทั่งการคบหาดูใจกับสตรีงามผู้ใด อีกทั้งยังเป็นชายหนุ่มผู้มีสัมมาอาชีพเป็นที่นับหน้าถือตา บ้านสกุลใดก็ล้วนอยากได้เป็นเขยทั้งสิ้น


สองก็เพราะคู่สมรสของตรัสเป็นชายหนุ่มเช่นกัน แม้จะรูปงามแต่ก็งามผิดแผกจากชายงามในเมือง ว่ากันว่าเป็นคนทางใต้ เครื่องหน้าคมคาย ผิวพรรณคล้ำเนียนโดดเด่น


   สองข้อที่กล่าวมา ล้วนทำให้งานแต่งนี้น่าสนใจ


   ท่านอมราเชิญแขกราวห้าสิบคน ทั้งหมดล้วนรู้จักกับสกุลอหัสกรมานานนม ในจำนวนนั้นมีเพื่อนของตรัสที่มาจากเมืองหลวงบ้าง เมืองข้างเคียงบ้าง ไม่ถึงสิบคน ส่วนคนรู้จักของรติมีเพียงสองคนอย่างที่เจ้าตัวกล่าว คือเด็กหญิงนามว่ารุจี และเด็กชายนามว่าระพี อย่ากระนั้นเลย กระทั่งชื่อสกุลของรติ เจ้าตัวก็มิได้กล่าวถึง เพียงย้อนแค่ว่า จากนี้ใช้สกุล  ‘อหัสกร’ แล้ว สกุลเดิมย่อมเป็นเพียงอดีต


   คนระรื่นทิ้งได้กระทั่งสกุลของตนเช่นนี้ ตรัสก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นใดอีก


   พิธีแต่งงานเป็นงานรื่นเริง แต่ถ้านับเอาจากใบหน้าเครียดขึงของตรัสแล้ว งานนี้มิต่างจากงานศพ กระนั้นคู่สมรสที่ยืนเคียงข้างเขาตลอดงานก็คอยกอบกู้ศักดิ์ศรีงานแต่งได้อย่างดีทีเดียว


   “ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานของเราสองคน”


ช่างไร้ความละอาย ยังกล้ากล่าวอ้างความเป็นเราสองคนได้อย่างหน้าชื่นตาบาน


   “เหล้าจอกนี้ ขอดื่มให้แก่ทุกท่านที่มาร่วมงาน” ว่าที่ภรรยาของตรัสยังคงเป็นผู้กล่าว ในขณะที่ตรัสนั้นทำสีหน้าราวกับถูกบังคับมาฆ่าอย่างไรอย่างนั้น


   แขกทั้งงานล้วนดื่มอวยพร รติเองก็ยกจอกสุรากระดกรวดเดียวจนหมด ในขณะที่ตรัสยกเพียงให้เหล้าโดนริมฝีปากเท่านั้น มิได้กลืนลงไปแม้สักอึก


   สามีภรรยาคงได้ครองคู่ชู้ชื้น แค่ดื่มเหล้าก็มีแค่ฝั่งภรรยาที่ยินดียิ่งอยู่ฝ่ายเดียว


   พิธีสมรสเสร็จสิ้น ตรัสและรติยืนน้อมส่งแขกทั้งหลายที่ประตูเรือน ตรัสยังคงยืนเงียบ ในขณะที่รติค้อมกายแล้วค้อมกายเล่า ปากขอบคุณเจื้อยแจ้ว ใบหน้ามิได้ปราศจากรอยยิ้มเลยแม้แต่ช่วงเวลาเดียว


   แขกชุดสุดท้ายกลับไปแล้ว เหลือเพียงท่านอมราและเพื่อนสนิทของตรัสเพียงไม่กี่คน รวมถึงรุจีและระพี


   ทั้งหมดนี้ รอส่งบ่าวสาวเข้าเรือนหอ


   เรือนหอที่สกุลอหัสกรเตรียมไว้ให้สามีภรรยาคู่ใหม่คือเรือนนอนเดิมของตรัส


เรือนนี้แม้ปลูกแยกเป็นสัดส่วนแต่มีทางเดินเชื่อมไปยังโถงรับรอง ภายในเรือนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ เชื่อมด้วยประตูโค้งที่ไร้บาน ส่วนแรกเป็นห้องทำงานของตรัส มีตู้หนังสือและม้วนเอกสารวางเต็มเอียด อีกส่วนเป็นห้องพักผ่อน ประกอบด้วยเตียงไม้ ชุดโต๊ะเก้าอี้ และตู้เก็บของ หลังฉากแต่งตัวคืออีกส่วนของห้องที่ปันออกมาสร้างเป็นห้องอาบน้ำและสุขา ส่วนนี้กั้นด้วยประตูมีบาน


   นับว่าเป็นเรือนหอที่พร้อมสรรพและเป็นส่วนตัวยิ่งสำหรับสามีภรรยาคู่ใหม่ กระนั้นเพื่อนสนิทของตรัสกลับไม่มีใครกล้าหยอกล้อเกี่ยวกับเรื่องคืนหลังแต่งงานเลยสักคน


   ‘คืนนี้จะได้นอนหรือ’


   ‘เช้าพรุ่งนี้ ใบหน้าของเพื่อนเราคงอิ่มเอมกว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมา’


   ‘เห็นทีจะได้หลานในเร็ววัน’


   อย่ากระนั้นเลย นอกจากคู่สมรสจะเป็นขาย มีหลานให้ใม่ได้แล้ว ยังเป็นชายที่ตรัสมิได้เต็มใจแต่งด้วยอย่างยิ่ง


   คำหยอกล้อจึงต้องเปลี่ยนเป็นคำอวยพรอย่างกลางๆ


   “ขอให้...มีความสุขมากๆ”


   “ขอให้...เป็นครอบครัวที่อบอุ่น”


   “ขอให้...สมปรารถนาทุกประการ”


คำอวยพรประโยคหลังนี้ไม่รู้ว่าปรารถนาเรื่องใด แต่เอาเป็นว่าอวยพรได้เพียงเท่านี้


   คณะเพื่อนสนิทของตรัสถอยออกไป เด็กหญิงชายผู้เป็นแขกชุดเดียวของรติก็เดินเข้ามาแทน


   “ขอให้พี่รติมีความสุข” ระพีจับมือผู้เป็นพี่ ก่อนจะหันมามองตรัส แม้จะยังเด็ก แต่ระพีช่างเรียนรู้ วันนี้เฝ้ามองผู้คนเข้ามาอวยพรคู่แต่งงานแล้วก็เก็บเอาไว้


   “ขอ...ขอให้ท่านตรัส...ท่านตรัสมีความสุข”


   ตรัสเอ็นดูเด็กชายผู้นี้ เห็นเจ้าตัวพยายามอวยพรแล้วก็ยิ้มจาง พอพยักหน้ารับ ระพีก็ถึงกับยิ้มกว้าง ถือวิสาสะจับมือของตรัสและมือของรติมาเขย่า


   “ระพีอยากมีน้อง!”


   ตรัสตาเหลือก แต่รติหัวเราะร่วน ในขณะที่รุจีตกใจรีบดึงน้องชายมาสอบถาม


   “ไปจำมาจากไหน หือ”


   น้ำเสียงนั้นมีแววดุ สีหน้าของระพีสลดลงเล็กน้อย แต่รติยังยิ้มกว้างก้มลงมองเด็กชายพลางลูบศีรษะเล็ก


   “พวกข้าเป็นชาย มีน้องให้เจ้าไม่ได้หรอก ไม่ดีใจหรือเจ้าจะได้เป็นน้องน้อยต่อไป”


ระพีเงยหน้ามองก่อนจะยิ้มกว้าง พยักหน้าระรัว รุจีเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว น้องน้อยไม่เรียกร้องจะมีน้องเพิ่ม จึงเป็นฝ่ายพูดต่อ


   “พี่รติ ขอให้มีความสุขนะเจ้าคะ”


   รติหันมามองน้องสาว แล้วพยักหน้ารับ รุจีจึงหันไปยังชายหนุ่มผู้ซึ่งเมื่อครู่ตาเหลือกกับคำอวยพรข้องน้องชายของนางไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ย่อมจะอวยพรใดๆที่จะก่อความขุ่นเคืองมิได้


   “ท่านตรัส ข้าทราบดีว่าท่านรู้สึกเช่นไรต่อพี่ชายของข้า แต่ขอเพียงเปิดใจให้เขาบ้าง ท่านจะพบว่าพี่รติมิใช่คนเลวร้าย หวังให้ครอบครัวของพวกท่านมีความสุขที่สุดนะเจ้าคะ”


   คำพูดของน้องชายคนเล็กนั้นทำให้ตรัสตาเหลือก แต่คำพูดของน้องสาวคนรองกลับทำให้รติกะพริบตาปริบๆ


   ส่วนผู้อวยพรคนสุดท้ายคือท่านอมรา นางมองใบหน้าหลานชายและหลานสะใภ้ แม้งานแต่งงานครั้งนี้เป็นความต้องการของนาง หาใช่ความรักใคร่ของบ่าวสาว แต่นางก็หวังให้ทั้งตรัสและรติมีความสุขกับชีวิตครอบครัว


   “ทุกข์สุขร่วมเสพ โกรธเคืองให้อภัย ชีวิตคู่เป็นของคู่ชีวิต”


   แล้วหลังจากนั้น ผู้คนทั้งหมดก็ออกจากเรือนหอ ทิ้งเอาไว้เพียงบ่าวสาวคู่ใหม่ของค่ำคืนนี้


   และนับจากนี้ จะขอกล่าวว่าเรือนหอคือ ‘เรือนนอน’ ของคู่สามีภรรยา


   ‘ตรัส...รติ’


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2061
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
สถานการณ์น่าเป็นห่วง  :ling2:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 4

คืนสมรส

---------


   บ่าวสาวผู้ผ่านพ้นพิธีแต่งงานโดยปราศจากความรัก ให้อย่างไรก็มองหน้ากันไม่ติด


   คนที่รังเกียจเดียดฉันคือตรัสผู้ไม่เคยคิดฝันว่าชีวิตของตนจะต้องมีภรรยาเป็นชายแปลกหน้าที่...ยินดีปรีดากับการแต่งงานคลุมถุงชน


   “เข้ามาอยู่ที่นี่ รู้หรือไม่ว่าจะต้องทำสิ่งใดบ้าง” ตรัสเปิดฉากก่อน ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาอย่าได้คิดหวัง เงื่อนไขการอยู่ร่วมกันสำคัญที่สุด


“อหัสกรมิใช่โรงทาน ใช่จะอยู่โดยไม่ทำมาหากิน”


“เรื่องนั้นข้าทรา...บ...” พูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็ขยายความแทรก


“ทุกเช้าต้องตื่นก่อนอาทิตย์ขึ้น ดูแลกิจการในครัวแทนท่านย่า น้องชายน้องสาวของเจ้าก็หาใช่ภาระคนในเรือน เจ้าจะต้องดูแลอย่างดีอย่าให้เพ่นพ่านวุ่นวาย น้องสาวของเจ้าคงพอทำงานในครัวหรือทำงานบ้านได้แล้ว ก็ให้นางช่วยบ่าวไพร่เท่าที่ทำได้ ส่วนน้องชายของเจ้า เจ้าต้องควบคุมดูแลอย่าให้ซุกซนจนข้าวของเสียหาย อาหารสามมื้อ เจ้าต้องดูแลทั้งของท่านย่าและของข้า มื้อกลางวันข้าจะกลับมารับประทานกับท่านย่า หรือหากวันใดติดคนไข้ที่ร้านยา เจ้าต้องเป็นคนหิ้วปิ่นโตไปให้ ส่วนมื้อเย็น ข้าจะกลับมาทานที่นี่ยกเว้นข้ามีกิจธุระ จะแจ้งเอาไว้ ส่วนจะให้เจ้าเก็บอาหารส่วนของข้าเอาไว้เผื่อหรือไม่ ข้าจะบอกอีกที นอกจากนั้น น้ำอุ่น เสื้อผ้า ที่นอนหมอนฟูกล้วนเป็นหน้าที่...”


   ตรัสพูดไม่ทันจบ คู่สนทนาก็ยกมือขึ้นปรามไม่ให้เขาพูดต่อ


ใบหน้าของว่าที่ภรรยานั้นจัดว่าดูดี เป็นชายที่นับว่ารูปงาม ดวงตายาวรี หางตาตวัดขึ้นเล็กน้อย จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ผิวคล้ำเช่นนี้ ชาวเมืองตะวันออกเช่นพวกเขาเรียกว่าผิวสีน้ำผึ้ง ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่พอจะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตรัสในงานสมรสครั้งนี้ได้อยู่บ้างก็ตรงที่แขกเหรื่อพากันชื่นชมว่าภรรยาของเขารูปงาม


   รูปงาม ยิ้มก็งาม แต่พอไม่ยิ้มก็มักจะทำหน้าตายียวน เหมือนอย่างที่ทำอยู่ในเวลานี้


   “หยุดก่อน ท่านพูดรวดเดียวเช่นนั้นข้าจำไม่ได้ เอาเฉพาะใจความสำคัญได้ไหม”


   “เรื่องในบ้านทั้งหมดเป็นหน้าที่เจ้า น้องชายน้องสาวของเจ้าก็เป็นภาระเจ้า”


   “เงินทองเล่า?”


   “นั่นเป็นหน้าที่ข้า!” ตรัสเค้นเสียงหน้าตาดุดัน


   “ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าที่ใคร ข้าหมายถึงการดูแลเรื่องในเรือนทั้งหมด ข้าจะได้ค่าจ้างเท่าไร”


   “ไม่มีค่าจ้าง! เจ้าอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยา หน้าที่ภรรยาย่อมเป็นหน้าที่ หาใช่ต้องใช้อามิสสินจ้าง”


   “ถ้าอย่างนั้น...ข้าคงต้องขอเวลาส่วนหนึ่งออกไปรับจ้าง”


   “ไม่มีภรรยาตระกูลใดออกไปรับจ้าง!” เสียงของตรัสเข้มขึ้นทุกที ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยติดไปทางกวนโทโสด้วยซ้ำ


   “แต่ภรรยาอย่างข้าจำเป็นต้องใช้เงิน”


   “เพื่อกิจอันใด?!”


   “โอ้ ใส่ใจข้าด้วยหรือ ช่างเป็นสามีแสนดีอย่างไม่มีที่ติ เห็นทีพรุ่งนี้จะต้องไปโจษจันให้ทั่วเมืองว่าข้าได้สามีเลิศเลอเพียงใด”


   “เจ้า!!” ตรัสหงุดหงิดเหลือประมาณ แต่มิอาจทำอะไรได้ ภรรยาของเขาผู้นี้ราวกับเป็นเพทภัยของชีวิตจนไม่อยากแม้แต่จะร่วมหายใจ ชายหนุ่มหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง ไม่อยากเสวนาอีกแม้แต่นิดเดียว แต่เสียงจากข้างหลังกลับดังขึ้น


   “อ้าว สามีภรรยาไม่ต้องร่วมเตียงกันคืนแรกหรือ”


   ตรัสหันขวับกลับมามอง ดวงตาเชือดเฉือน แต่อีกฝ่ายมิได้รับรู้อารมณ์ของเขา มิเช่นนั้นก็คงไม่ออกปากทั้งที่ยังตีหน้าใสซื่อเช่นนั้น


   ...‘ไม่ต้องร่วมเตียงในคืนแรกหรือ’…


   คนอย่างนี้ ถ้าไม่ลงโทษให้หลาบจำ ก็เห็นจะต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิตคู่!


   คนยียวนไม่ทันตั้งตัว จู่ๆคนที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากส่วนพักผ่อนก็กลับพุ่งเข้ามาผลักร่างของภรรยาลงกับเตียง   แม้ต่างเป็นชาย แต่รติก็พบว่าตรัสตัวใหญ่กว่าเขา เรี่ยวแรงย่อมเยอะกว่า พออีกฝ่ายโถมตัวทับ เขาก็หงายหลังผึ่งลงบนเตียง ยังไม่ทันหายเวียนเศียร แขนสองข้างถูกตวัดขึ้นเหนือศีรษะแล้วถูกมัดรวบเข้ากับเสาเตียงข้างหนึ่ง


   รติตาเหลือกโตด้วยความตกใจ


   “ท่านจะทำอะไรน่ะ?!”


   “เจ้าเป็นภรรยา! หน้าที่ภรรยาก็ต้องดูแลสามีอย่างไร!”


   “นั่นไม่เกี่ยวกับภรรยาที่เป็นชาย!”


   “เป็นชายแล้วอย่างไร! เจ้าแต่งงานกับข้าในฐานะภรรยา ก็ต้องปฏิบัติตัวอย่างภรรยา!!”


ตรัสโกรธจนหน้ามืด กระชากเสื้อผ้าอีกฝ่ายรวดเดียวก็เผยผิวเนื้อท้าอากาศหนาว รติสะดุ้ง ตาเหลือกไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือถึงขั้นนี้ เขารู้ว่าหากพร่ำร้อง ก็ยิ่งกระตุ้นให้ตรัสข่มเหงรังแก


   ...ข่มเหง...รังแก…


   ช่างเป็นคำที่ทำให้คนอย่างรติครั่นเนื้อครั่นตัวนัก!


   “แต่คนทั่วเมืองรู้ว่าข้าเป็นชาย!” ไม่ร้องขอให้ปล่อย แต่ยกเหตุผลชิ้นใหญ่ขึ้นมาพูดใส่หน้า


   “แน่สิ! ในเมื่อเจ้าเองก็เสนอหน้าว่าตนเป็นชายไม่ใช่รึ!” ตรัสแย้ง กดน้ำหนักตัวทาบทับอีกฝ่ายที่หน้าตาตื่นตะลึง


หากรติจะตั้งสติสักนิด จะรู้ว่า ‘สามีแสนดี’ นั้นมิได้สัมผัสจาบจ้วงแต่ประกาศใดนอกจากนอนทับเฉยๆ แต่เพราะเขาไม่ทันตั้งสติ หมายคิดแต่จะให้รอดปลอดภัย จึงตั้งหน้าตั้งตาหว่านล้อม...ด้วยสีหน้ายียวนกวนโมโห


   “แล้วถ้าท่านข่มเหงข้าทั้งๆที่ชาวบ้านชาวเมืองรู้ว่าเป็นชาย ก็มีเพียงเหตุผลสองข้อเท่านั้นที่ฟังขึ้น! ข้อแรก ท่านหลงรักชายอย่างข้า! หรือข้อสอง ท่านรักผู้ชายแต่แรก!”


   “นี่เจ้า!” นัยน์ตาของตรัสวาวโรจน์ด้วยความโกรธ


   “ว่าอย่างไรล่ะ หรือแท้จริงแล้วพิศวาสบุรุษเพศแต่แรก อยากได้ภรรยาเป็นชายใจจะขาดสิท่า! โธ่เอ๋ย ข้ามันเหยื่อตัวน้อยๆนี่เอง”


   “ข้ามิได้พิศวาสบุรุษ!”


   “แต่ท่านกำลังจะกอดข้าไม่ใช่รึ? ถ้ามิได้พิศวาสบุรุษก็แสดงว่ารักข้าเสียแล้ว?”


   “ข้ามิได้รักเจ้า!!”


   “อย่าโป้ปดทั้งๆที่กำลังคร่อมอยู่บนตัวข้าซี จะโกหกก็สร้างสถานการณ์กันบ้าง นี่อะไร ปากว่าไม่ แต่กายทับข้าอยู่ไม่ใช่รึ”


   “เจ้านี่มัน!!”


   ตรัสลุกพรวด หน้าตาโกรธขึงราวกับจะฉีกเนื้อของอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ เขาไม่ได้คิดจะข่มเหงอีกฝ่ายจริง เพียงแต่ต้องการสั่งสอนให้หวั่นเกรงบ้าง ใครจะคิดว่ารติช่างสรรหาเหตุผลมาตลบหลังเขาเช่นนี้


   ชายหนุ่มพ่นลมหายใจแรงอย่างเจ็บใจ มองร่างที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตารังเกียจ ผ้าผ่อนปกคลุมไม่มิด เผยผิวเนื้อสีน้ำผึ้งล่อตา ทว่า...ไม่ล่อใจสักนิด!


ผู้เป็นสามีบอกตนเองว่ามิได้พิศวาสผู้ชายด้วยกัน ส่วนเรื่องรักใคร่คนอย่างรตินั้นก็ลืมไปได้เลย!


   ไม่มีวัน!!


   พอคิดว่าไม่มีวัน เขาก็หมุนตัวเดินปึงปังออกจากห้องหอทันที รติยิ้มหยัน ทว่าเมื่อลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง กรีดลงบนผิวที่ไร้อาภรณ์ ก็ทำเอาเจ้าตัวนึกขึ้นได้


   “เดี๋ยวซี! กลับมาช่วยข้าแก้มัดก่อน! จะปล่อยให้ข้านอนเช่นนี้ทั้งคืนไม่ได้นะ! เฮ้! ท่าน! ท่าน...ท่านสามี!”


ไร้เสียงตอบ รติเงยมองสองแขนที่ถูกมัดรวบอยู่เหนือหัวกับหัวเตียงแล้วก็ถอนหายใจอย่างปลงตก


อุตส่าห์ยกยอเป็นสามีแสนดี เหตุใดฉีกทึ้งเสื้อผ้าแล้วทอดทิ้งกันให้นอนหนาวอย่างนี้เล่า?



---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27-01-2020 22:21:21 โดย THAMON926 »

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ช่างยียวนอะไรอย่างนี้นะ รอตอนต่อไปค่ะ

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ตามมาอ่านแล้วจ้าาา

น่าสนใจๆ รอตอนต่อไปเลยย

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 5

เช้าหลังแต่งงาน

---------


น้องสาวและน้องชายของรติถูกจัดให้พักผ่อนที่ปีกฝั่งหนึ่งของเรือน ยังไม่ทันที่ดวงอาทิตย์จะสาดแสง รุจีก็รีบตื่นมาเฝ้าโถงทางเดินที่มุ่งไปยังเรือนหอของพี่ชายด้วยความห่วงใยและร้อนใจ


ทว่าไม่ทราบว่าชายผู้เป็นสามีของพี่ชายของนางไปพำนักแห่งใด จู่ๆก็โผล่มาอีกทางหนึ่ง สีหน้ายุ่งเหยิงหงุดหงิด


   “เจ้าไปปลุกพี่ชายของเจ้าทีเถอะ ไม่รู้จะตื่นกี่โมงกี่ยาม!” 


รุจีได้รับคำอนุญาตเช่นนั้นแล้วก็รีบวิ่งปรู๊ดไปยังเรือนนอนของสามีภรรยาคู่ใหม่ทันที


   ตอนที่นางเปิดประตูเข้าไปยังไม่น่าตกใจเท่าตอนที่เดินลึกเข้าไปในห้องพักผ่อนแล้วพบว่าพี่ชายของนางนอนขดอยู่บนเตียง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย แขนสองข้างถูกจับมันไว้กับเสาเตียงข้างหนึ่ง


   “พี่รติ!!” นางร้องเสียงหลง ถลาเข้าไปช่วยแกะเชือก


รติลืมตาขึ้นช้าๆ ทว่า...อาการครั่นเนื้อครั่นตัวและหนาวสั่นทำให้เขาต้องหดสองแขนลงมากอดร่างกายตัวเอง


   รุจีแนบหลังมือลงกับใบหน้าของเขาแล้วก็ถึงกับอ้าปากค้าง


เพียงแต่งงานคืนแรก รติก็เป็นไข้เสียแล้ว!
   

“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้าง”


   “หนาว...”


   “ข้าจะไปบอกท่านตรัส...”


   “อย่า...เดี๋ยวเขารู้...” รติปรามเสียงเบา ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า รุจีรีบเข้าช่วยพยุง


   “แต่...”


   “เรื่องของพี่จะให้ใครที่นี่รู้ไม่ได้ เข้าใจไหม”


ความสงสารแล่นริ้วขึ้นมาในใจเด็กหญิง


   “พาไปล้างหน้าล้างตาที นี่ใกล้เช้าแล้วใช่ไหม”


รุจีพยุงคนพูดให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงค่อยประคองเขาเดินไปยังฉากกั้น รติก้าวเท้าช้าๆอย่างไม่รู้ทิศทาง ยามนี้การมองเห็นของเขามืดมิด ต้องอาศัยน้องสาวนำทาง เมื่อล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว จึงให้รุจีพาไปยังโรงครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กับคนทั้งเรือน ทว่าเด็กหญิงสั่นหน้าระรัว


   “ท่านพี่มองไม่เห็นเช่นนี้จะทำอะไรได้”


   “ก็ทำเท่าที่ทำได้ ที่เหลือต้องฝากรุจีช่วยแล้ว”


   “แต่ท่านควรพักผ่อน...”


   “รุจี...คนที่นี่จะรู้เรื่องพี่ไม่ได้ จากนี้อย่าพูดคำว่ามองไม่เห็นอีก”


   เด็กหญิงได้แต่รับคำเสียงแผ่ว จำใจยอมพาพี่ชายออกจากห้องหอไปยังโรงครัว


ยามเดินผ่านพวกบ่าวไพร่ นางต้องคอยกระซิบบอกรติให้หันไปแสร้งทักทายราวกับมองเห็น ทั้งที่ความจริง เขามองไม่เห็นเลยสักคน


   นี่คืออาการผิดปกติของรติ


ยามใดที่ร่างกายอ่อนแอหรือเจ็บป่วย นอกจากอาการตามโรคแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งคือตาบอด แม้จะเป็นการบอดเพียงชั่วคราว แต่ก็สร้างความรำคาญใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาต้องเข้ามาอยู่ในเรือนสกุลอหัสกร


   สามีไม่รักก็นับว่าแย่แล้ว ยังมีโรคประหลาดติดตัว เกิดคู่สมรสรู้เข้า จะหาเรื่องขับไล่สามพี่น้องออกจากเรือนไปด้วย คราวนี้คงจบเห่


   ครัวอยู่ถัดออกไปจากเรือนหลัก มีบ่าวอยู่ 2 คนกำลังก้มๆเงยๆเตรียมอาหาร รุจีกระซิบบอกและคอยกระตุกแขนผู้เป็นพี่ให้หันไปยังทิศทางที่แต่ละคนประจำอยู่


วันแรกที่ต้องพบปะผู้คน กลับมองไม่เห็นย่อมเป็นภาระใหญ่ โชคดีว่าเขาฉลาดเฉลียวและมีทักษะการแสดงเป็นเลิศ


   “ท่านตรัสให้ข้ามาช่วยดูแล จากนี้คงต้องรบกวนพวกเจ้าช่วยชี้แนะข้าด้วย”


เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาให้คนเห็นข้องใจว่าเหตุใดนัยน์ตาของเขาจึงไม่จับจ้องใครสักคน รติจึงค้อมกายเป็นการทำความเคารพ ดูราวกับเขาช่างนอบน้อมและถ่อมตนจนสาวใช้ผู้อาวุโสที่สุดต้องถลาเข้ามาจ้บแขนเขาให้ยืดตัวตรง


   “ไม่ต้องมากพิธีเช่นนั้น ท่านเป็นถึงภรรยาของท่านตรัส จะทำความเคารพพวกข้าได้อย่างไรกัน”


รติเลี่ยงสายตาลงมองต่ำ เป็นอีกครั้งที่ท่าทีของเขาช่างสุภาพอ่อนน้อมจนแม่บ้านอย่างพุดกรองยังนึกเอ็นดู


“ข้าชื่อพุดกรองเป็นแม่บ้านที่นี่ ส่วนนั่นหลานสาวของข้า พุดซ้อน”


“ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน ข้ากับน้องสาวน้องชายขอฝากตัวด้วย” รติคำนับอีกครั้ง ดูสุภาพและมีมารยาทจนบ่าวไพร่เอ็นดู


   “แล้วพวกท่านทำอะไรได้บ้างเล่า” พุดกรองถาม


   “พวกข้าไม่ถนัดเรื่องงานบ้านงานเรือน ต้องรบกวนพวกท่านคอยชี้นำ จะพยายามเรียนรู้ให้ไว หวังว่าจะช่วยพวกท่านได้ไม่มากก็น้อย”


   “ถ้าเช่นนั้นให้เรื่องในครัวเป็นหน้าที่ของพวกเรา ส่วนพวกท่านสองพี่น้องก็คอยหยิบจับเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน”


รติยิ้มจาง ค้อมศีรษะเล็กน้อย แน่นอนว่าเขายังมองต่ำ ราวกับเป็นคนสุภาพเหลือประมาณ


พุดกรองกลับไปดูแลที่เตาไฟแล้ว รุจีจึงสะกิดผู้เป็นพี่ให้ไปช่วยกันจัดเตรียมอาหาร


อึดใจต่อมา ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในเรือนก็ก้าวอาดๆเข้ามาด้วยสีหน้าหงุดหงิด ตรัสเหลือบมองคนที่ยังยืนเด็ดผักราวกับไม่รู้การมาถึงของเขา ชายหนุ่มเห็นว่ารุจีสะกิดผู้เป็นพี่แล้ว แต่รติเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเด็ดผักเด็ดหญ้า


   ยโสโอหัง!


   “เสร็จจากงานในครัวก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า! หลังจากมื้อเช้าแล้วต้องไปเปิดร้านยา!”


รุจีชะงัก นางนึกหวั่นว่าพี่ชายผู้มองไม่เห็นจะไปเปิดร้านยาอย่างไร แต่พี่ชายของนางนั้นหาใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก


   “อะไรกัน เมื่อคืนพูดกับข้าแหม่บๆว่าเรื่องในเรือนให้เป็นกิจของข้า เช้านี้ตื่นมายังไม่ทันจะรับมื้อเช้าก็เพิ่มงานที่ร้านยาให้ข้าอีก ท่านแต่งกับคนนะขอรับ มิใช่แต่งกับอมนุษย์ผู้มีพละกำลังเหลือเฟือ”


นอกจากพูดโดยไม่หันมองคู่สนทนาแล้ว ยังใช้วาจาอวดดี ตรัสทั้งโกรธทั้งโมโห แต่บ่าวในครัวมีถึงสอง ไหนจะรุจีที่ยืนอยู่ข้างพี่ชายของนางอีก แม้จะโกรธเช่นไร แต่เขาก็นับว่าเป็นใหญ่ที่สุดในเรือน ย่อมต้องรู้จักควบคุมอารมณ์


   “ถ้าเช่นนั้นก็จงทำกิจในเรือนให้ดีแล้วกัน!!”


   แล้วตรัสก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินตึงตังออกจากโรงครัว ก่อนจะออกไปยังไม่วายสบถ


   “ยโส! โอหัง! อวดดี!”


   ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสามคำนั้นมีให้ใคร


บ่าวทั้งสองและรุจีมองหน้ากัน ก่อนที่ต่างคนต่างรีบก้มหน้าก้มตาหันไปสนใจงานของตนเอง มีเพียงรติที่ยังคงมีทีท่าไม่เดือดร้อน เด็ดผักต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ตาจะบอดชั่วขณะแต่ประสาทหูของเขายังดี มีหรือจะไม่ได้ยิน


เพียงแต่...

   
มองไม่เห็นแล้วจะตามไปเอาเรื่องได้อย่างไรเล่า?!

   
ถือเสียว่าจะเป็นภรรยาผู้สงบเสงี่ยมหนึ่งวันยอมให้สามีดุด่าตามใจชอบก็แล้วกัน!


---------
#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926
---------

เป็นภรรยาที่ถูกบังคับแต่งงาน แต่ทำตัวไม่น่าสงสารเลยสักนิดนะคะ ฮ่าฮ่า

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3739
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ snoopyme

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ติดตามตอนต่อไปจ้า  :mew1:

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
เอ้า เป็นโรคประหลาดด้วย จะทำยังไงต่อไปหนออ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2592
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +79/-7

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 6

สามีแสนดี

---------

   หลังมื้อเช้า ตรัสออกไปเปิดร้านยาเพียงลำพัง ส่วนรติยังคงทำหน้าตาไม่ทุกข์ไม่ร้อนเดินเตร่ไปทั่วเรือนโดยมีรุจีเป็นผู้ติดตาม


มื้อเที่ยง ตรัสกลับมาที่เรือน แน่นอนว่าตอนเขาพบรติกำลังช่วยตระเตรียมโต๊ะอาหารอย่างสนุกสนานโดยมีน้องสาวน้องชายเป็นลูกมือนั้นเคืองสายตาคนทำงานหนักเป็นที่สุด ยิ่งผู้เป็นย่าใส่ใจ ‘หลานสะใภ้’ มากเพียงใด ตรัสก็ยิ่งหงุดหงิดมากเพียงนั้น


“พวกเจ้าสามพี่น้องเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ บ่ายนี้ก็ให้ตรัสพาไปเที่ยวแถวนี้สิ จะได้รู้ที่ทาง”


ความหวังดีของหญิงชรา รติน้อมรับ แต่เวลานี้ดวงตาของเขายังบอดสนิท ต่อให้ไปก็มองไม่เห็นแม้แต่ต้นไม้สักต้น


“ที่นี่อากาศหนาวกว่าเมืองทางใต้มากขอรับ เกรงว่าข้าจะเดินได้แค่สามก้าวก็ต้องกลับแล้ว เอาไว้คุ้นกับอากาศกว่านี้ ค่อยไปจะดีกว่าขอรับ” รติก้มหน้าตอบ ไม่ได้มองตาผู้ใดทั้งสิ้น


ท่านอมราหัวเราะน้อยๆ


“เห็นจะขี้หนาวจริง คลุมเสื้อเสียหลายตัว ถ้าหนาวมากก็ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น อีกหน่อยก็ชิน”


“ขอรับ” ร่างกายหนาวสั่นนั้นพอจะปิดบังด้วยการสวมเสื้อผ้าเนื้อหนาจนร่างพอง แต่น้ำมูกที่ประเดี๋ยวไหลประเดี๋ยวตันอยู่ในจมูกนั้นให้อย่างไรก็ปิดไม่มิด


รติสูดน้ำมูกเป็นระยะตลอดมื้อเที่ยง จนอมราชักเป็นห่วง


“เอ? หรือเจ้าจะเป็นหวัดเสียแล้ว ตรัสวัดไข้ภรรยาของเจ้าหน่อยซี” หญิงชราหันไปสั่งหลานชาย ตรัสยังไม่ทันปฏิเสธ รติก็รีบยกสองมือเป็นเชิงห้าม แน่นอนว่าเขามิได้หันไปปรามกับตรัสโดยตรงเพราะมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอยู่ทิศใด จึงต้องทำเป็นคนตลก ยกสองมือส่ายไปมาเหมือนเล่นละครลิง


“ข้ามิได้เป็นอะไร แค่เจออากาศเย็น ร่างกายปรับไม่ทันเท่านั้นเอง พรุ่งนี้ก็หาย”


“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ตรัสจัดยาให้สักหน่อย บำรุงร่างกายก็ยังดี” อมรายังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แม้ว่าสามีแสนดีของรติจะไม่พูดคำใดเลยก็ตาม


“มิเป็นไรขอรับ มิเป็นไร ไม่รบกวนท่าน...” พูดไม่ทันจบ แขนข้างหนึ่งก็ถูกดึงไปโดยแรง รติสะดุ้งโหยง รู้ตัวอีกทีก็ถูกหงายข้อมือจับวัดชีพจรเสียแล้ว จากนั้นจึงตามมาด้วยหลังมือเย็นที่แนบลงกับหน้าผาก แก้ม และซอกคอของเขา


“มีไข้ ข้าจะให้คนต้มยาให้”


ไม่แน่ใจนักว่าสีหน้าของตรัสเป็นเช่นไร แต่น้ำเสียงทุ้มเรียบกริบ ฟังแล้วมิได้มีความปรารถนาดีให้หายป่วยเลยสักนิด


“โอ้ ขอบคุณๆ” รติรับคำลวกๆ ไม่อยากเสวนากับอีกฝ่ายมากนักเพราะไม่ทราบว่าตรัสฉลาดเฉลียวมากน้อยเพียงใด


“กินข้าวแล้วก็กินยา จะได้หายโดยไว”


“ทราบแล้ว”


แล้วสองสามีภรรยาไม่ได้พูดคุยสิ่งใดอีก


หลังมื้อเที่ยง ตรัสกลับไปทำงานที่ร้านยา ส่วนอมราเข้าห้องพักผ่อน รติไม่ใช่คนอยู่เฉย แม้จะตาบอดแต่เขาก็ให้รุจีหางานง่ายๆให้ทำ เด็กหญิงเสนอให้เขากวาดหิมะที่ลานบ้าน คนเป็นพี่จึงรีบขอไม้กวาดทันที


ทว่าสิ่งหนึ่งที่คนตาบอดชั่วขณะไม่ทราบ คือตรัสที่ออกไปที่ร้านยาแล้ว จู่ๆก็กลับมาที่เรือนเพื่อนำสมุนไพรมาให้บ่าวไพร่ต้มให้คนป่วยดื่มเพื่อรักษาอาการไข้หวัด แต่กลับต้องมาตาถลนเพราะคนป่วยที่ควรจะอยู่ในห้องหับกลับออกมายืนกวาดหิมะท้าอากาศ


“ใครให้เจ้าออกมาทำอะไรเช่นนี้! ไข้มิกลับรึ?!!”


รติสะดุ้งเฮือก ไม่คิดว่าตรัสจะอยู่แถวนี้ หนำซ้ำรุจีและระพีก็ไม่อยู่ อาการตาบอดก็ยังไม่หายดี จึงไม่รู้ว่าต้นเสียงมาจากทิศใด


แต่คนเฉลียวอย่างรตินั้นลูกเล่นแพรวพราว


เขาชูสองมือขึ้นกลางอากาศแล้วหมุนตัวไปมาอย่างร่าเริง เงยหน้าราวกับสนทนากับท้องฟ้า


“มิกลับ มิกลับ อากาศเย็นอย่างนี้สิยิ่งหายไข้ไว!”


“ประสาท!” เสียงก่นด่าดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเดินกระแทกเท้าตึงตังจากไป


รติหยุดหมุนตัวแล้วพ่นลมหายใจฟู่ รอดตัวไป


ตกเย็น ยาที่ตรัสสั่งให้บ่าวจัดหาให้รตินั้นมีสรรพคุณรักษาโรคไข้หวัดได้ชะงัดนัก น้ำมูกหยุดไหล ไข้หายเป็นปลิดทิ้ง จากที่มองไม่เห็นอะไรก็กลายเป็นเห็นภาพพร่าเบลอ ซึ่งนับว่าดียิ่ง


ตรัสกลับเข้ามาในเรือนตอนที่แสงอาทิตย์ใกล้หมด พบว่าภรรยาของตนนั่งรอที่โต๊ะอาหารแล้ว ทั้งที่อมรายังไม่มาด้วยซ้ำ


“ท่านย่าอยู่ที่ใด ทำไมเจ้าถึงนั่งโต๊ะก่อนผู้ใหญ่!”


“รุจีกำลังพามา...”


“ไร้มารยาท!”


รติสำรวม รับคำด่าโดยไม่เถียง แม้อาการป่วยจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังอ่อนล้าอ่อนเพลีย เมื่อครู่ถึงได้ถือวิสาสะนั่งโต๊ะก่อนใคร เชื่อเถอะว่าถ้าอมรามาเห็นเขานั่ง นางก็คงเข้าใจว่าเพราะร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวยจึงนั่งโดยไม่รอผู้ใด


ตรัสไม่ทันได้ดุด่ามากไปกว่านั้น พอดีกับที่เด็กหญิงชายจับจูงหญิงชราเข้ามาในห้อง รติเห็นร่างเงาเลือนรางของคนสามคนก็รีบลุกขึ้น แต่อมราโบกมือ


“ไม่ต้องลุก เจ้านั่งไปเถิด ร่างกายยังไม่หายดี”


“ออกไปท้าลมหนาวข้างนอก จะหายดีได้อย่างไร!” เสียงของตรัสยังดังเข้าหู รติอยากจะสงบปากสงบคำ แต่ติดที่ว่าอาการตาบอดตอนนี้เหลือเพียงพร่ามัว พอจะมองเห็นว่าตรัสอยู่ตรงไหนก็หันไปทางนั้น พร้อมต่อปากต่อคำด้วย


“ไข้หายแล้ว แค่ยังล้าเท่านั้น”


“นั่นก็เพราะดื้อด้าน!!”


“เอาเถิดๆ อย่าทะเลาะกัน มากันพร้อมแล้วก็กินข้าวกันดีกว่า” อมราห้ามทัพ ไม่วายสำทับให้รติกินให้มาก ร่างกายจะได้แข็งแรง ก่อนจะหันมาสั่งหลานชาย


“ตรัส กินข้าวเสร็จแล้ว เจ้าก็ตรวจภรรยาของเจ้าอีกสักครั้ง หากไม่หายขาดจะได้จัดยา”


“เอ้อ...ข้าว่าไม่ต้องกินยาแล้วนะขอรับ” รติรีบแย้ง ยาตำรับอหัสกรถึงจะให้ผลชะงัด แต่ทั้งขมทั้งเหม็น กินไปแค่มื้อเดียวก็แทบจะเป็นลมแทนเป็นไข้


“เจ้าเป็นคนป่วย จะหยุดยาเองได้อย่างไร นู่น ให้สามีของเจ้าสั่งการ” อมราหันมาดุหลานสะใภ้


“ข้าจะจัดยาให้กินต่อเนื่องไปอีกสามวัน”


“เห?! นั่นก็มากเกินไป!” รติร้อง


“จะได้หายขาด ไม่เป็นอีก ไม่ว่าจะโรคจริงหรือโรคสร้างภาพ!” ตรัสกล่าว แน่ใจนักว่าประโยคนี้หาได้มีความห่วงใย อีกทั้งยังด่าล้วนๆด้วยคำหลัง


รติทอดถอนหายใจ แต่งเข้าสกุลอหัสกรได้หนึ่งวันถ้วน ก็เก็บสะสมคำด่าได้แล้วเจ็ดคำ


ยโส โอหัง อวดดี ประสาท ไร้มารยาท ดื้อด้าน สร้างภาพ


   เก่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว


...หมายถึงด่าเก่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว สามีแสนดีเอ๋ย...


---------


#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926


------

รติได้สามีแสนดีจริงๆค่ะ แตอนนี้อาจไม่เห็น แต่อนาคตจะเป็นที่ประจักษ์ ฮ่าฮ่า

พูดคุยกันได้ทั้งที่นี่ ทั้งในแท็ก #คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต และใน แอค(หลุม) ค่ะ

ขอบคุณทุกการอ่านค่ะ

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ด่าเก่งจังพ่อ

เหตุการณ์ไหนหนอจะทำให้ตรัสสังเกตถึงความผิดปกติของรติ

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 7

รุจี และ ระพี

---------


   รุจีเกิดในสกุลร้านยาทางใต้ แม้ไม่ได้ร่ำรวยอย่างอหัสกร แต่ชีวิตครอบครัวและสภาพแวดล้อมนับตั้งแต่จำความได้ก็สงบสุขเรื่อยมา


จนกระทั่งผู้นำสกุลจากไป


พี่ชายอย่างรติก็พานางและระพีระหกระเหินออกจากบ้านเกิดพร้อมด้วยเงินทองก้อนสุดท้ายและจดหมายหนึ่งฉบับที่รติบอกว่าท่านปู่ทิ้งเอาไว้


   จุดหมายปลายทางนั้น รติแจ้งว่าคือเมืองทางตะวันออก


   นางคิดเอาว่า เมื่อถึงเมืองตะวันออกแล้ว รติก็คงหาบ้านคนรู้จักขอพักอาศัยสักระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยขยับขยายหาที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง สกุลของนางมิได้สิ้นไร้ไม้ตอก รติมีความรู้ด้านสมุนไพรรักษาโรค นางเองก็อายุ12แล้ว ย่อมดูแลทั้งพี่น้องและบ้านเรือนได้อย่างดี นับได้ว่าไม่น่าจะตกระกำลำบาก


   ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น กลับห่างไกลจากความคิดหลายขุม


   รติพามายังเรือนอหัสกร ขออยู่อาศัยไม่พอ ยังแต่งเข้าเรือนในฐานะสะใภ้อีกต่างหาก


   รุจีได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่ทันคิดอ่านทำการใด ไม่ต้องคิดเรื่องทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง ไม่ต้องคิดเรื่องหาที่พำนักเป็นหลักแหล่ง พี่ชายของนางแก้ปัญหาทั้งหมดเบ็ดเสร็จ


แต่งเป็นสะใภ้เข้าสกุลอหัสกร รุจีและระพีติดตามเข้าไปอยู่ในสกุลนั้น


สกุลอหัสกรนั้นร่ำรวย รุจีดูเอาจากเรือนกว้างขวางและการมีร้านยาอยู่ใจกลางเมือง กระนั้นคนในสกุลก็มีเพียงหยิบมือ เมื่อรติย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนนอนของตรัส นางและน้องชายก็ได้ห้องพักส่วนตัวอีกปีกหนึ่งของเรือน


   รุจีโตพอจะดูออกว่าการเข้ามาของพวกนางหาใช่สิ่งที่ตรัสพอใจ


คืนแรกหลังแต่งงาน รติเป็นไข้ แล้วเขาเหมือนคนทั่วไปเสียที่ไหน เมื่อร่างกายอ่อนแอ ดวงตาจะมืดบอด แต่เขาก็ยังมิให้นางแพร่งพรายเรื่องนี้ให้คนในสกุลอหัสกรรู้ นางจึงทำได้เพียงหุบปากเงียบแล้วอำนวยความสะดวกให้เขาเท่าที่พอทำได้


   นอกจากเก็บงำความลับเรื่องของรติแล้ว การดูแลเด็กชายวัย 5 ปีอย่างระพีก็นับว่าเป็นหน้าที่ของนาง อีกทั้งสกุลอหัสกรก็ให้ที่อยู่และข้าวปลาอาหาร รุจีจึงอาสาดูแลท่านอมราผู้อาวุโสของอหัสกรเพื่อตอบแทนบุญคุณ


   เป็นอันว่าแม้จะอายุเพียง 12 แต่รุจีก็มีหน้าที่ล้นมือ


   ตรัสออกจากห้องพักผ่อนของผู้เป็นย่าแล้วก็พบเด็กหญิงยืนรออยู่หน้าประตู นางเห็นเขาก็ยอบกายนอบน้อม


“ท่านย่าต้องการสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ เผื่อข้าจะช่วยดูแลได้”


ตรัสมองเด็กหญิง อมราเล่าให้เขาฟังว่ารุจีดูแลนางอย่างดี อีกทั้งยังอ่านหนังสือให้ฟังด้วย หญิงชราผู้มีเพื่อนเพียงน้อยกับบ่าวไพร่ที่เห็นหน้าตากันมานาน เมื่อมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มเข้ามาทั้งเด็กหญิงเด็กชาย ก็ย่อมดีใจ


   “ไม่แล้ว ท่านย่าเข้านอนแล้ว ขอบใจเจ้ามาก” เขากล่าวเรียบ แต่หาได้มีกระแสหงุดหงิดดังที่พูดกับพี่ชายของนางแต่อย่างใด


   รุจีค้อมศีรษะรับคำ มารยาทของนางนับว่าดีเยี่ยม


   “ท่านย่าเล่าว่าเจ้าช่วยดูแลและยังอ่านหนังสือให้ฟัง”


   เด็กหญิงยิ้มกว้าง มิได้เขอะเขิน ดูก็รู้ว่านางถูกเลี้ยงมาให้เข้าสังคมพบปะผู้คน


   “ข้าพอจะมีความรู้เรื่องอ่านเขียน จึงอยากตอบแทนอหัสกรบ้างเจ้าค่ะ”


เมื่อพูดเรื่องตอบแทนแล้ว ใจก็คิดไปถึงอาการของผู้เป็นพี่ ยาที่ตรัสจัดให้นับว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยม เพราะเวลานี้รติเริ่มกลับมามองเห็นบ้างแล้ว ไข้หวัดหายแทบจะปลิดทิ้ง


   “เอ่อ...รวมถึงเรื่องยาที่ท่านตรัสจัดให้พี่รติ พี่รติอาการดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”


   ทว่าเมื่อกล่าวถึงรติ ก็ดูเหมือนตรัสจะเกร็งขึงไม่สบอารมณ์ แต่ไม่วายเปรยคล้ายฝากฝัง


   “อย่างไรก็ดูแลพี่ของเจ้าให้ดีแล้วกัน”


   “พี่รติไม่ใช่คนอ่อนแอ พรุ่งนี้ก็น่าจะหายเป็นปกติเจ้าค่ะ” สีหน้าสีตายามนางพูดถึงพี่ชายนั้นดูทั้งรักทั้งปรารถนาดี


ตรัสเป็นลูกคนเดียว ย่อมไม่เคยรู้สึกถึงการมีพี่หรือน้อง แต่เมื่อเห็นอากัปกิริยาของเด็กหญิง ก็พลอยให้เอ็นดู


   “เจ้าเป็นน้องที่ดี”


   “นั่นก็เพราะพี่รติเป็นพี่ที่ดีเจ้าค่ะ” นางแสนฉลาด ทว่าคำพูดของนางมิอาจทำให้ตรัสรู้สึกดี


   “คนเป็นน้องย่อมมองว่าพี่ของตนดี ไม่ใช่เรื่องแปลก” ชายหนุ่มกล่าว ใบหน้าเรียบเฉย


   “แต่ข้าไม่ใช่น้องหรือพี่ของเขา หากต้องการให้ข้ามองว่าเขาเป็นคนดี เขาก็ต้องทำให้ข้าเห็น” ตรัสกล่าวเช่นนั้นก่อนจะก้าวเท้าจากไป แน่นอนว่ารุจีย่อมเถียงไม่ออก กระนั้น ก็มีเรื่องหนึ่งที่ตรัสเองก็แย้งไม่ได้


ไม่ว่าจะน้องสาวหรือน้องชาย ล้วนมองว่ารติเป็นคนดี


---------


ระพี เป็นน้องชายผู้อายุห่างกับรติถึง 15 ปี ใบหน้ากลมเพราะยังเด็กแต่ก็มีแววคล้ายพี่ชายพี่สาว ดวงตาเรียวนัยน์ตาดำขลับ แต่ผิวขาวหยวกผิดแผกจากพี่ กระนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ระพีเป็นเด็กเรียบร้อย รู้ความ แต่ก็ช่างซักช่างถามตามวัย


   ตรัสต้องออกไปดูแลร้านยา ย่อมไม่ทราบว่าวันๆหนึ่งเด็กชายผู้นี้เล่นสนุกอะไรและอย่างไร แต่เมื่อกลับมาถึงเรือนเขาก็พบว่า ยามที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับ เด็กชายจะนั่งอ่านหนังสือบ้าง วาดรูปเล่นบ้าง มิได้โลดโผนให้น่าเป็นห่วง


   วันนี้ เมื่อกลับมาถึงเรือนก็พบว่าระพีกำลังนั่งอยู่ที่โถงรับรอง ในมือมีกระดาษและปากกาจุ่มหมึก ดวงตาดำขลับจับจ้องสวนนอกเรือนอย่างสนอกสนใจ


   “ระพี...” เสียงเรียกทำให้เด็กชายหันมอง พอเห็นเป็นตรัส เด็กชายก็รีบลุกขึ้นคำนับ


   “ทำอะไรอยู่”


   “วาดรูปขอรับ...” เด็กชายตอบเสียงเบา เหลือบมองผู้ใหญ่อย่างกล้าๆกลัวๆ


   “ขอข้าดูได้ไหม” ทว่าเมื่อตรัสขอ ใบหน้ากลมก็กลายเป็นขยับยิ้มกว้างอย่างยินดี รีบส่งให้


   “นี่ขอรับ!”


   กระดาษแผนหนึ่ง มีรูปอยู่สามรูป เป็นรูปสวนหินส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นรูปใบหน้าของคน อีกส่วนเป็นรูปท้องฟ้า ลายเส้นยังไม่คงที่นัก แต่ก็ดูรู้ว่ามีพรสวรรค์


   “เก่ง”


   ยิ่งได้รับคำชม รอยยิ้มของเด็กชายก็ยิ่งเก็บไม่อยู่ แย้มกว้างอย่างดีใจ


   “แล้วทำไมมีสามรูปในกระดาษแผ่นเดียว หากเจ้าอยากได้กระดาษเพิ่ม ข้าจะเอามาให้”


   เด็กชายสั่นศีรษะไปมา


   “พี่รติบอกว่าต้องประหยัดขอรับ ให้วาดรูปได้วันล่ะหนึ่งแผ่น แต่จะวาดได้ก็ต้องอ่านหนังสือก่อน วันนี้ระพีอ่านหนังสือไปสามหน้า ก็เลยวาดสามรูปขอรับ”


   “พี่ชายของเจ้าไม่ให้วาดรูปหรือ”


   “ไม่ใช่ขอรับ พี่รติชอบรูปของระพีมาก ชมว่าสวยทุกครั้ง แต่ท่านปู่ต่างหาก...” พูดแล้วเด็กชายก็ก้มหน้าคางแทบชิดอก แม้ท่านปู่จะเข้มงวดและไม่ชอบรูปของระพี แต่บัดนี้ท่านปู่เดินทางไกลไม่ได้พบกันอีกก็อดคิดถึงไม่ได้


   ตรัสนิ่งไปเล็กน้อย ปู่ของทั้งสามคงไม่อยากให้ระพีวาดรูป แน่ล่ะ ศิลปินวาดรูปขายจะดำรงชีพอย่างเชิดหน้าชูตาได้อย่างไร อีกทั้งสกุลของรติก็มีตำรับยาเป็นของตนเอง หากจะไม่สนับสนุนให้เด็กชายวาดรูปก็ไม่แปลก


   กระนั้น กลับเป็นฝ่ายรติที่ตามใจน้อง แต่ก็มิได้ตามใจตะพึดตะพือ


   “แล้ว...พี่ชายของเจ้าอยู่ที่ไหน”


เมื่อคิดไปถึงรติ ก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงเพราะไม่เห็นแม้แต่เงา


   “ยังไม่กลับมาเลยขอรับ ท่านตรัส ข้าขอกระดาษมาวาดรูปต่อได้ไหมขอรับ ข้าจะวาดหิมะตรงสวนหิน”


   ตรัสส่งกระดาษคืน แต่ไม่วายถามต่อ


   “ยังไม่กลับ แล้วไปไหน”


   “พี่รติไม่ได้บอกขอรับ ออกไปตั้งแต่เช้า บอกว่าจะซื้อขนมมาฝาก คราวนี้ขอออกไปคนเดียวก่อน หากไม่อันตราย คราวหน้าจะมาพาระพีไปด้วยขอรับ!”


   ตรัสฉุนกึก ยังไม่ทันสอบสวนเอากับเด็กชาย เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากประตู


เพียงตวัดสายตาไปมองก็พบว่าคนที่เขาสั่งให้ดูแลกิจการในเรือน เพิ่งกลับมาถึง...ภายหลังเขาที่ออกไปทำงานเสียอีก!!


   สุดจะทน!


   เสียงตวาดของผู้นำสกุลอหัสกรจึงดังลั่น


“เจ้าไปไหนมา!!!”


---------


#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต


ธ ม น


THAMON926


---------


ท่านตรัสเอ็นดูทุกคน ยกเว้นภรรยานะคะ


ไม่รู้จะสงสารภรรยาของท่านตรัส หรือสงสารท่านตรัสดี


ขอบคุณทุกการอ่านค่ะ

ออฟไลน์ sirin_chadada

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4304
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-8
ด่าไฟแลบเลยพ่อเอ๊ย

ออฟไลน์ snoopyme

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 65
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
ดีที่รติรู้จักเถียงแบบมีเหตุผล แถมฉลาดด้วย รอตอนต่อไปค่า

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
เบาพ่อเบา

ถามก่อนด่านะพ่อ

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 8

ตรัส

---------
   
ใครๆก็ว่าตรัสเกิดมาพร้อมกับความชาญฉลาด อายุ 3 ปีก็แยกออกว่าสมุนไพรใดรักษาโรคได้ สมุนไพรใดเป็นพิษ อายุยังไม่ถึง 5 ปีก็อ่านออกเขียนได้


ช่างเป็นทายาทแห่งอหัสกรผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์


ทว่า...พรสวรรค์ของเขาแลกมาด้วยความอาภัพ


ตรัสเสียมารดาไปเมื่อตอนอายุได้ 6 ปี พออายุได้ 15 บิดาก็หายสาบสูญ


ยามนั้น เขากำลังจะสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ในเมืองหลวง แต่สกุลอหัสกรเหลือเพียงหญิงชราอย่างอมรากับกิจการร้านยาและบ่าวไพร่ที่ต้องดูแล เด็กหนุ่มวัย 15 จึงกลับมายังบ้านเกิด และลุกขึ้นมาเป็นผู้นำสกุล


แม้ไม่ได้จบจากโรงเรียนแพทย์โดยตรง แต่เพราะมีความรู้ประจำสกุล อีกทั้งยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ พออายุได้ 16 ตรัสจึงเข้าสอบเพื่อขอใบประกาศรับรองวิชาชีพ


เวลานั้น การสาธารณสุขทั่วแดนไม่ใคร่ดี มีหมอที่มีความรู้ตามหลักการน้อย อีกทั้งโรงเรียนแพทย์ก็ตั้งอยู่ในเมืองหลวง คนจากเขตต่างๆย่อมเดินทางมาเรียนไม่สะดวก ส่วนกลางจึงออกนโยบายผลิตหมอและร้านยาทางลัด โดยผู้จะเปิดร้านยาต้องมีเงื่อนไขตรงตามที่ส่วนกลางกำหนด และผู้เป็นหมอประจำร้านยาต้องสอบผ่านข้อสอบของโรงเรียนแพทย์ เพียงเท่านี้เป็นอันว่าคุณสมบัติครบถ้วน สามารถเปิดร้านยาและเป็นหมอได้โดยไม่ต้องสมัครสอบและเข้าเรียนที่โรงเรียนแพทย์ในส่วนกลาง


หมอที่ได้รับใบประกาศรับรองวิชาชีพด้วยวิธีนี้มีน้อยคนนัก แต่ดังที่กล่าว ตรัสเป็นผู้มีพรสวรรค์


เพียงวัย 16 ปี ตรัสสอบผ่าน เขาได้เป็นหมอและดำเนินร้านยาของสกุลสืบมาจนปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม เพราะตรัสเป็นทายาทเพียงผู้เดียวของอหัสกร ภาระหน้าที่ของเขาไม่เพียงต้องบริหารกิจการร้านยาอหัสกร รักษาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ ขายยาสมุนไพรแขนงต่างๆ แต่ยังรวมถึงดูแลความเรียบร้อยในเรือน ชีวิตประจำวันครึ่งหนึ่งหมดไปกับการทำงาน อีกครึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งดูแลกิจการในเรือน อีกส่วนดูแลท่านย่าอมรา


เมื่อตารางชีวิตแน่นเอี้ยดถึงเพียงนี้ ย่อมหมายความว่าชายหนุ่มไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวใหม่หรือหาสะใภ้เข้าสกุลแต่อย่างใด


‘แค่นี้ก็ยุ่งจะแย่ ข้าจะเอาเวลาไหนไปหาเมีย’ ตรัสเคยตอบเพื่อนฝูงเช่นนั้น เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงไม่สร้างครอบครัวเสียที


‘อย่างเจ้า ต้องใช้เวลาหาด้วยหรือ?!’


‘ไม่ใช้เวลา แล้วไปคว้าสุ่มสี่สุ่มห้า จะได้ภรรยาที่ดีรึ’


ตรัสเชื่อหมดใจว่าหากจะสร้างครอบครัว ต้องเลือกเฟ้นภรรยาอย่างถ้วนถี่


ภรรยาของเขาต้องเป็นสตรีผู้อ่อนหวานเรียบร้อย ทำอาหารเป็น ดูแลกิจการในเรือนได้ไม่ขาดตกบกพร่อง บ้านช่องสะอาดสะอ้าน นอกจากจะเอาใจใส่เขาแล้ว ก็ต้องดูแลท่านย่าและบ่าวไพร่ในบ้านอย่างดี นอกจากนั้นต้องมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ แม้ไม่รู้ตำรับตำรายาใดๆ แต่ต้องรู้จักทำบัญชีรับจ่าย ใช้ลูกคิดเป็น และมีนิสัยอดออม


เรียกว่าภรรยาที่ตรัสคิดจะสร้างครอบครัวด้วย ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งกริยา มารยาท ความรู้และนิสัย
ไฉนเล่า สิ่งที่หวังกับสิ่งที่เป็นถึงไม่เหมือนกัน

.

.

.

   “ข้าให้เจ้าดูแลกิจการในเรือน แล้วเจ้าหายไปไหนมา!”


หลังจากแต่งงานได้สามวัน รติก็หายจากอาการหวัด พอหายปุ๊บ ก็ออกจากเรือนปั๊บ


วันแรกและวันที่สองที่หาย ตรัสไม่ทราบว่าภรรยาหนีไปเที่ยวตลาด มาทราบเอาวันที่สาม


ตกเย็น พบหน้าระพี เด็กชายบอกว่าพี่ชายออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้า แถมพอเจ้าตัวกลับเข้าเรือน จมูกยังแดงก่ำเป็นหลักฐานว่าอยู่ข้างนอกมาทั้งวัน


แต่จมูกแดงก็เป็นเรื่องของจมูก คนอย่างรตินั้นยังคงมีใบหน้าแช่มชื่นอยู่เสมอ


“ข้าเพิ่งย้ายมาอยู่ ก็ต้องรู้จักที่ทาง” รติตอบ หน้าตาไม่ได้ยี่หระกับความถมึงทึงของฝ่ายสามีแต่อย่างใด


“แล้วงานการที่เรือนเสร็จแล้วหรือไร?!”


“ในเรือนก็มีบ่าวไพร่ดูแลความสะอาดและอาหารสามมื้ออยู่แล้ว ไม่มีงานใดให้ข้าทำสักหน่อย”


“อ้อ! งานน้อย คนเยอะอย่างนั้นรึ?!”


“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ไม่พูดเปล่ายังยักไหล่อีกต่างหาก “สู้ให้ข้าไปเปิดหูเปิดตาไม่ดีกว่าหรือ นี่นะ...ข้าใช้เวลาสามวันก็เที่ยวจนทั่วทั้งเมืองแล้ว บอกได้เลยว่าร้านไหนอยู่ที่ใด!”


ตรัสไม่รู้ว่าความโมโหพุ่งมาจากไหน แต่มันทำให้เขาหัวร้อนจนแทบลุกเป็นไฟท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของฤดูหนาว


“ดี! ในเมื่ออยากเปิดหูเปิดตา! ถ้าอย่างนั้นนับตั้งแต่พรุ่งนี้ เจ้าต้องออกไปทำงานที่ร้านยากับข้า!”


คนสั่งหน้าตาบูดบึ้ง แต่คนระรื่นทำตาระริกระรี้ ดีใจจะได้ออกไปเที่ยวอีกหน!


เห็นหน้าตาของภรรยาแล้ว ตรัสก็ยิ่งหงุดหงิดเหลือประมาณ


นี่อย่างไรเล่า ถึงได้บอกว่าภรรยาต้องเลือกต้องเฟ้น มิใช่คว้าเอาสุ่มสี่สุ่มห้า มิเช่นนั้นจะได้ภรรยาเช่นนี้!!


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

วันนี้ก็ว่าคว้าเอาสุ่มสี่สุ่มห้า ได้ภรรยาเช่นนี้

แต่วันหน้าจะขอบคุณวันนี้ค่ะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณทุกการอ่านค่ะ


ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 490
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
รติมีแผนการณ์สำหรับตัวเองแล้วแน่ๆ ถึงออกไปสำรวจที่ทาง

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 62
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +23/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 9

ร้านยาอหัสกร

---------


กลางเมืองของเขตตะวันออกนั้นพลุกพล่านสมกับเป็นเมืองใหญ่ของภูมิภาค



ใจกลางเมืองเป็นน้ำพุขนาดใหญ่ แต่ช่วงฤดูหนาว น้ำในบ่อกลายเป็นน้ำแข็ง น้ำพุก็ย่อมหยุดไปด้วย ช่วงที่น้ำแข็งหนาพอเหมาะ พวกเด็กๆ จะลงไปวิ่งเล่นด้วยรองเท้าที่ทำจากวัสดุพิเศษ ทำให้ลื่นไถลเป็นที่สนุกสนาน



ร้านยาอหัสกรตั้งอยู่ใกล้น้ำพุ นับว่าทำเลดี อีกทั้งยังเป็นร้านยาเก่าแก่ ตำรับยามีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์



ร้านยาอหัสกรมีหมอประจำหนึ่งคนคือตรัส ซึ่งเป็นทายาทโดยตรงของสกุล เมื่อตรวจคนไข้หรือทำการรักษาแล้ว จะเขียนใบสั่งยาให้นำไปมอบที่ตู้กระจกหน้าร้านซึ่งมีชายชราผู้หนึ่งเป็นผู้จัดยา ตาเฒ่าผู้นี้เป็นมือฉมังในการหยิบยาที่อยู่ในตู้ลิ้นชักสูงจากพื้นจรดเพดาน แต่ความชราทำให้มิอาจคล่องแคล่วได้อย่างเก่า อีกทั้งสายตาก็ฟ่าฟาง บางครั้งทำให้คนไข้ไม่เชื่อมั่น



เมื่อรับยาแล้ว ตรัสจะเป็นคนคิดค่ารักษาและค่ายา เป็นผู้รับและทอนเงิน ถือเป็นอันเสร็จกระบวนการตรวจรักษาคนไข้หนึ่งคน



“เข้าๆ ออกๆ ไม่เหนื่อยแย่หรือ”



วันแรกที่รติมาเยือนร้านยาอหัสกรก็ตั้งคำถามทันทีที่เห็นตรัสอยู่ไม่สุข ประเดี๋ยวตรวจคนไข้ ประเดี๋ยวออกมาคิดเงิน



“เรื่องของข้า! เจ้ามีหน้าที่ช่วยจัดยาก็เรียนรู้ให้ไว!” สามีแสนดีกล่าวเช่นนั้น จากนั้นก็เรียกคนไข้อีกรายเข้าไปตรวจในห้อง รติเบ้ปาก ก่อนจะหันไปท่องจำตู้ลิ้นชักด้านหลังตามที่ชายชราสอน



เพราะสกุลของรติก็เป็นสกุลทางด้านการรักษาโรค แม้สมุนไพรที่นี่จะแตกต่างจากบ้านเกิด แต่เมื่อมีพื้นฐานแต่เดิม ย่อมต่อยอดไม่ยาก ใช้เวลาเพียงสองวันก็จำสมุนไพรในตู้ลิ้นชักได้ทั้งหมด



“ท่านรติเก่งจริงๆ ขอรับ ใช้เวลาเพียงสองวันก็จำได้แล้วว่ายาใดอยู่ลิ้นชักใด และยาใดใช้สำหรับใคร” ชายชราชมเชยให้ตรัสฟัง แล้วก็ถอนหายใจยาวอย่างสบายใจ



“ข้าคงหมดหน้าที่แล้ว จากนี้จะกลับไปปลูกสมุนไพรที่เรือนอย่างเดียว” ชายผู้นี้มีเรือนเล็กๆ อยู่ท้ายตลาด ที่ยังทำงานให้กับร้านยาอหัสกรทั้งที่แก่ชรามากแล้วก็เพราะทั้งปู่และบิดาของตรัสว่าจ้างตั้งแต่เขายังหนุ่มแน่น เมื่อเหลือเพียงตรัส จึงช่วยงานเรื่อยมา วันนี้เมื่อมีคนทำหน้าที่แทนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ก็พร้อมจะเกษียณ



“เขาเพิ่งเรียนได้เพียงสองวัน...”



ชายชราส่ายหน้าไปมา



“เชื่อเถิด ภรรยาของท่านทั้งเก่งทั้งฉลาด ท่านโชคดีเหลือเกินที่ได้ท่านรติมาเป็นคู่ชีวิต”



คนจะไป เหตุใดก็รั้งไม่ได้ อีกทั้งยังอายุมากแล้ว ตรัสก็ไม่อยากดื้อดึง ยินยอมปล่อยให้ชายชราปลดเกษียณกลับไปปลูกสมุนไพรที่เรือนตามใจ



“แต่หากต้องการความช่วยเหลืออะไร ไปเรียกข้าได้เสมอ”



ตาเฒ่าจากไปแล้ว ทิ้งงานหน้าร้านเอาไว้ให้รติดูแล และแน่นอนว่าตรัสย่อมกังวลใจ



ช่วงแรก คนกังวลย่อมอยู่ไม่สุข เมื่อตรวจคนไข้แล้วก็ถือใบสั่งยาออกมาส่งที่หน้าร้านด้วยตนเอง เฝ้ามองรติหยิบยาจากตู้ลิ้นชักด้านหลัง แม้จะไม่คล่องแคล่วนัก แต่ก็ไม่มีข้อผิดพลาด



พ้น 7 วันจึงเริ่มสบายใจ แต่หลังตรวจคนไข้ เขาต้องออกมาคิดเงินค่ารักษาอยู่แล้ว จึงถือโอกาสสอดส่องคนจัดยาไปในตัว



หารู้ไม่ คนจัดยาก็สอดส่องเจ้าของร้านผู้เข้าๆ ออกๆ จากห้องตรวจเช่นกัน



“ท่านจะเข้าๆ ออกๆ ทำไม ไม่เหนื่อยหรือ ก็ให้ข้าเป็นคนเก็บเงินคนไข้เสียเลยซี”



ตรัสหันมามอง ดวงตาเริ่มเอาเรื่อง แต่รติยกมือห้ามเสียก่อน



“ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะขโมยเงินหรอก ท่านก็จดเอาไว้ว่าตรวจคนไข้คนไหน คิดค่ายาค่ารักษาเท่าไรบ้าง ตกเย็นปิดร้านก็มานับว่าเงินที่ข้าเก็บกับเงินที่ท่านจดตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรงก็มีสองเหตุ หนึ่งข้าขโมยหรือไม่ก็สมองข้ามีปัญหาสายตาฟ่าฟาง คิดเงินตกหล่นทอนเงินผิดพลาด กับสอง ท่านจดผิด”



ตรัสขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากดุแต่ไม่รู้จะดุอย่างไร อยากแย้งก็ไม่รู้จะแย้งท่าไหน รติพูดถูกว่าเขาไม่เหนื่อยหรือ ตรวจคนไข้แล้ว ก็ยังออกมาคิดเงินค่ารักษาด้วยตัวเอง เก็บเงิน ทอนเงินแล้วก็เข้าไปในห้องตรวจใหม่ บางวันที่คนไข้น้อยก็ไม่เหนื่อยมากนัก แต่บางวันคนไข้เยอะก็พลอยเอาล้าไปทั้งร่างกาย



“แล้วไม่ต้องกลัวข้าจะเชิดเงินท่านหนีหรอก น้องข้าสองคนก็อยู่ที่เรือนของท่านไม่ใช่รึ”



ไม่ทราบว่าคำหว่านล้อมของรติมีเสน่ห์ตรงส่วนใด สุดท้ายตรัสถึงได้ยอมยกหน้าที่ทั้งจัดยาและคิดเงินค่ารักษาให้ดูแล ส่วนตนเองนั่งตรวจคนไข้อยู่ในห้องเพียงอย่างเดียว



เมื่อนั้นจึงพบว่า...การเชื่อใจและยอมให้ใครสักคนแบ่งงานไปจากมือตน ก็ทำให้ชีวิตสบายขึ้นมากทีเดียว


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ท่าตรัสเริ่มไว้ใจภรรยาแล้ว สบายขึ้นเยอะเลยจริงมั้ยคะ ท่านตรัส ^^

ขอบคุณทุกการอ่านค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-02-2020 21:32:14 โดย THAMON926 »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด