-- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทพิเศษ ฟันน้ำนม -- (อัพเดต 03/09/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: -- คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต...บทพิเศษ ฟันน้ำนม -- (อัพเดต 03/09/2020)  (อ่าน 51424 ครั้ง)

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
สัญญาณความรักเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เอาใจช่วยกับทั้งสองคนค่าขอให้เปิดใจเปิดความรู้สึกคุยกันไวๆ :L1: :pig4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
เป็นใคร ใครก็หึงนะแบบนี้

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
โดนงอนแล้ว
ถ้ายังไม่ทำอะไรนะ  :m16:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 29

นางสะเทือน

---------

   

แม้จะรู้สึกไม่สบายใจกับท่าทีของภรรยา แต่ตรัสก็รับปากกับรสนาแล้วว่าเขาจะไปร่วมงานเลี้ยง



ครอบครัวของรสนาเป็นครอบครัวคหบดีที่ร่ำรวย เขาและนางรู้จักกันแต่เล็กก่อนที่รสนาจะแต่งงานย้ายออกไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง คราวนี้กลับมาเพราะเลิกรากับสามี แม้การแต่งแล้วหย่าจะไม่ใช่ประเพณีนิยม แต่นางก็หาได้สนใจไม่ สกุลของนางก็มิได้มีปัญหาแต่ประการใดหากธิดาจะกลับมาใช้ชีวิตเป็นสตรีโสดอีกครั้ง



   อย่างไรก็ตาม รสนาจะโสดหรือไม่ ก็หาใช่จะเกี่ยวกับเขา



   “ไหนว่าแต่งงานแล้ว เหตุใดจึงมาคนเดียว” หญิงสาวตั้งคำถาม ดวงตาเป็นประกายวาวระยับ ไร้ความทุกข์ใจทั้งๆที่เลิกรากับสามีมาหยกๆ



   “รติไม่มา” คำตอบของตรัส นับว่าถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วน



มาคนเดียวเพราะภรรยาไม่มา แต่ไม่แจ้งว่าเหตุใดภรรยาจึงไม่มา



   “ข้าได้ยินว่าเป็นการคลุมถุงชน ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะยอม”



   “ยอมหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” วาจาของตรัสทำเอารสนาต้องยกมือขึ้นปิดปากไม่ให้หัวเราะเสียงดังเกินไปนัก



   “ไม่ใช่เรื่องของข้าได้อย่างไรกัน งานแต่งท่าน ข้าก็ไม่ทราบ มาทราบก็ตอนกลับมาที่นี่”



   “จะทราบตอนไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เจ้าเถอะ...หย่ากับสามีแล้วกลับมาเช่นนี้ ท่านลุงท่านป้าไม่ว่าอะไรหรือ”



ท่านลุงท่านป้าที่ว่าคือบิดามารดาของรสนา ตรัสถามเปลี่ยนเรื่องไปเช่นนั้นเอง เพราะรู้แก่ใจดีว่าบุพการีของรสนาตามใจนางเพียงใด คิดจะแต่งงานกับใคร ก็ปล่อยให้นางแต่ง เวลานี้หย่าขาดกลับเรือนก็ยังได้



   “จะว่าอะไร นอกจากให้หาสามีใหม่เร็วๆ”



   ตรัสพยักหน้ารับรู้ แต่มิได้แสดงท่าทีใคร่รู้มากไปกว่านั้น รสนาเห็นท่าทีนิ่งเฉยของเพื่อนแล้วก็หัวเราะพลางส่ายศีรษะ



   “ข้าชักอยากรู้แล้วซี ว่าภรรยาผู้แต่งงานกับท่านด้วยการคลุมถุงชน จะได้รับความรักของท่านแบบใดกัน”



   ชายหนุ่มเหลือบมองอย่างไม่เข้าใจ แต่รสนาหาได้สนใจ นางลุกจากโต๊ะไปทักทายผู้อื่น และไม่ได้เวียนกลับมาที่โต๊ะของตรัสอีก จนกระทั่งตรัสต้องเป็นฝ่ายฝากบ่าวรับใช้ให้มาแจ้งแก่นางว่าเขาขอตัวกลับก่อน เมื่อนั้นนางจึงพยักเพยิดรับรู้ แต่ก็มิได้ตามออกไปส่งเขาแต่ประการใด



---------



   อมราผู้อยู่แต่ในเรือน หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นในเมืองตะวันออก ย่อมต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย เพื่อที่จะได้มีคนมาเล่าถึงหูของนาง แต่เพราะเมื่อคืน ตรัสกลับเรือนผิดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เวลากว่าจะมาถึงหูของอมรา



   “เมื่อคืน...เห็นว่าไปงานเลี้ยงหรือ” หญิงชราเอ่ยปากกับหลานชายในเช้าวันต่อมาที่โต๊ะอาหาร



เมื่อวาน ตรัสมิได้กลับมารับประทานมื้อเย็นที่เรือน นางจึงถามเอาจากรติ และคำตอบของรติคือตรัสไปงานเลี้ยง



   “ขอรับ รสนากลับมาแล้ว”



อมราเลิกคิ้ว ทบทวนรายชื่อคนรู้จักของสกุลแล้วก็พลันนึกถึงใบหน้าสวยสง่าของสหายเก่าของหลานชาย



   “รสนา? อ้อ...เพื่อนของเจ้าที่แต่งงานย้ายไปอยู่เมืองอื่นใช่ไหม”



   “ขอรับ ครอบครัวของนางจัดงานเลี้ยงต้อนรับ”



   “กลับมาเที่ยวหรือ”



   “เปล่าขอรับ กลับมาอยู่”



   “อ้าว...แล้วสามีของนางเล่า”



   “เห็นว่าหย่าแล้วขอรับ”



อมรานิ่งไปเล็กน้อย สำรวจท่าทีของหลานชายแต่ก็ไม่พบว่าตรัสจะมีอากัปกริยาแปลกประหลาดแต่อย่างใด



อันที่จริง ทั้งตรัสและรสนาเป็นเพื่อนกันมายาวนาน สมัยก่อนนางคิดว่าหลานชายรักใคร่กับสตรีผู้นั้น แต่เมื่อรสนาแต่งงานย้ายไปอยู่ต่างเมืองก็ไม่เห็นตรัสจะมีท่าทีอกหักแต่ประการใด จึงสรุปเอาเองว่าทั้งสองมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน



   แต่...คนอื่นจะรู้ไหมเล่า



   พอคิดถึงคนอื่นที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในเรือนอหัสกร อมราก็เหลือบไปมองหลานสะใภ้ที่ยังคงกินข้าวอย่างเงียบๆ



ตั้งแต่เมื่อวาน รติดูเงียบซึมอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งระพีเล่าเรื่องตลกอย่างเด็กๆ เจ้าตัวก็เพียงยิ้มจางเท่านั้น



จบมื้อเช้า ข้าวในถ้วยของรติก็พร่องไปเพียงเล็กน้อย



   ตรัสหันมองคนข้างกายที่ดูท่าจะอิ่มแล้ว แต่รติมิได้มองเขา ดวงตามองตรงไปยังหญิงชราราวกับขออภัย



   “เมื่อวานทานมากไปหน่อย เช้านี้ก็เลยไม่ค่อยหิวขอรับ”



   อมราอยากแย้งว่าเมื่อวานรติทานน้อยกว่าปกติด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ นางได้แต่พยักหน้ารับรู้ ฝ่ายนั้นจึงยกถ้วยชามไปเก็บที่ครัว



   เป็นปกติทุกเช้าที่ตรัสและรติจะออกไปเปิดร้านยาด้วยกัน



เช้านี้ก็เป็นอย่างเคย แต่ติดที่บรรยากาศของคนที่เดินข้างกัน ต่างไปจากทุกที



   รติไม่พูดอะไร ตรัสเองก็ไม่รู้ว่าตนเองต้องพูดอะไร จึงกลายเป็นต่างคนต่างเงียบ แต่เมื่อต้องทำงานร่วมกัน ให้อย่างไรก็ต้องสื่อสาร สุดท้าย บรรยากาศที่ต่างคนต่างเงียบจึงค่อยมลายหายไป



   “คนไข้ช่วงเช้าหมดแล้ว” รติโผล่หน้าเข้ามาบอก ตรัสพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืน



มื้อกลางวันของพวกเขาส่วนใหญ่มักจะกลับไปทานที่เรือนกับอมรา รุจี และระพี วันนี้ก็เป็นเช่นทุกวัน แต่มีเรื่องพิเศษอยู่เล็กน้อย ซึ่งแน่นอนว่ารติไม่ทราบ



   ทั้งสองเตรียมตัวออกจากร้าน ตรัสต้องข่มใจมากทีเดียวที่จะไม่บอกอีกฝ่ายว่ามื้อเที่ยงวันนี้พิเศษกว่ามื้อเที่ยงวันอื่นๆ ทว่าไม่ทันจะก้าวพ้นประตู รถม้าคันหนึ่งก็เคลื่อนตัวมาจอด หญิงสาวก้าวลงจากรถพร้อมด้วยรอยยิ้มพริ้มเพรา



   “ตรัส นึกว่าจะมาไม่ทันเจอท่านเสียแล้ว จะมาชวนท่านกลับเรือนด้วยกัน ข้าจะแวะไปพบท่านย่าอมรา”



   วาจาที่มาพร้อมรอยยิ้มหวานทำเอารตินิ่งงัน บรรยากาศระหว่างสามีภรรยาที่เหมือนจะดีขึ้นเมื่อครู่ กลายเป็นเย็นเยียบลงกว่าเดิม รติถอยห่างออกจากตรัสคืบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียบ ทว่าได้ยินทั่ว



   “ถ้าเช่นนั้นข้าจะล่วงหน้าไปก่อน จะได้ไปแจ้งที่ครัวว่าจะมีแขกไปร่วมโต๊ะเพิ่ม”



   พูดแล้วก็ไม่รอว่าใครจะว่าเช่นไร รติหมุนตัวก้าวเท้าไวออกจากตรงนั้น ตรัสไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโกรธอะไร แต่ที่แน่ๆ เขาย่อมไม่ปล่อยให้รติออกเดินไปเพียงลำพัง



   ชายหนุ่มหันมาบอกกับรสนาให้ไปเจอกันที่เรือน จากนั้นจึงรีบก้าวเท้าตามภรรยาไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองหญิงสาวอีกเลย



---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

เป็นสองสามีภรรยาที่ไม่พูด สื่อสารกันทางอื่น แต่บางทีก็ไม่พอนะคะ....

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านค่ะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ยังไม่ง้ออีกกกกกกกกก

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2640
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
ดูหนักกว่าเดิม คุยกันเร็ว :sad4: สนุกมากๆเลยค่า :pig4: :L1:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 30

ส่วนเกิน

---------
   

ตลอดทางกลับเรือน รติก้าวเท้าไวราวกับเร่งรีบ ตรัสเองก็ก้าวตาม เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร พอถึงประตูเรือน คนที่เร่งฝีเท้ามาตั้งแต่แรกกลับหยุดเดิน หันกลับมามอง


   “ท่านควรรอรับ...แขก”


ตรัสชะงัก จริงอย่างที่รติกล่าว เขาเป็นเจ้าบ้านย่อมต้องดูแลแขกเหรื่อ แม้จะอยากบอกแทบตายว่าแขกผู้นั้นเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่คบหากันมายาวนานจนไม่น่าจะนับว่าเป็นแขกแล้วก็ตาม แต่รติไม่ได้อยู่รอฟังคำพูดใด เมื่อก้าวพ้นประตูหน้า ก็หมุนตัวตรงไปยังครัว


   ในครัวกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหาร เมื่อรติไปถึง พุดกรองก็ยิ้มกว้างรีบอวดปลาย่างสมุนไพรหอมฉุยให้ดู


   “ท่านตรัสให้เงินเพิ่มไปซื้อปลามาย่างสำหรับเที่ยงนี้เจ้าค่ะ” นางกล่าวเช่นนั้น นึกดีใจแทนรติที่ตรัสช่างเอาใจใส่


เมื่อเช้า เพราะเห็นว่ารติรับประทานอาหารได้น้อย ชายหนุ่มจึงมอบเงินให้นางไปซื้อของโปรดของรติมาทำเป็นมื้อกลางวัน ปลาที่เนื้อหวานอร่อยย่อมมีราคาแพง กระนั้นเขาก็ยังกำชับให้เลือกปลาเนื้อหวานที่สุดมาย่างด้วยสมุนไพรบำรุงร่างกาย แล้วนำขึ้นโต๊ะสำหรับทุกคน


คำสั่งของตรัส ลงท้ายว่าให้ซื้อปลาสำหรับทุกคน แต่พุดกรองคิดว่านางอ่านใจผู้เป็นนายออก เขาต้องการให้รติได้กินอาหารโปรดต่างหาก


   ทว่า...รติไม่ทราบว่าตรัสสั่งให้ซื้อปลามาเพื่อเขา


   วันนี้มีแขกมาร่วมมื้อกลางวันเพิ่ม เป็นแขกที่ตรัสสนิทสนมเป็นอันดี ปลาย่างสำหรับมื้อกลางวันก็นับว่าเป็นอาหารที่สร้างความประทับใจมากทีเดียว


   “มีปลากี่ตัว”


   “ห้าตัวเจ้าค่ะ”


รติเม้มปาก


   …ห้าตัวสำหรับอมรา ตรัส รุจี ระพี และ...รสนา...


   “วันนี้ท่านตรัสมีแขกมาร่วมโต๊ะด้วย”


   แม่ครัวทำตาเหลือก รอยยิ้มหายวับ


   “อะไรนะเจ้าคะ?! ท่านตรัสไม่เห็นบอก...”


   “เขาถึงให้ซื้อปลามาขึ้นโต๊ะอย่างไรล่ะ”


   “แต่...” พุดกรองตั้งท่าจะแย้ง ตรัสบอกกับนางเองว่าให้ซื้อปลามาย่าง เพราะรติชอบทานปลาย่างมากกว่าปลานึ่ง แล้วจะเป็นอาหารสำหรับแขกได้อย่างไรกัน


   “ทำเสร็จแล้วใช่ไหม เอาขึ้นโต๊ะเลย แขกใกล้มาแล้ว”


   “แต่ปลา...”


   “ปลามีห้าตัวก็เอาขึ้นโต๊ะเท่าที่มี ข้า...นึกขึ้นได้ว่าลืมของไว้ที่ร้านยา หลังดูแลอาหารเรียบร้อยแล้วก็จะกลับไปที่ร้านเลย ไม่อยู่ร่วมโต๊ะด้วย”


   “ท่านรติจะไม่รับประทานมื้อเที่ยงก่อนหรือเจ้าคะ”


   รติไม่อยากย้อนถามว่าจะให้เขากินอะไรเล่า ในเมื่อปลามีห้าตัว แต่คนมีถึงหก


   แต่...พูดไปก็รังแต่จะเจ็บใจเปล่า


   “ข้ากินขนมก็ได้ ช่วยอุ่นให้ด้วย จะถือกลับไปกินที่ร้าน” สั่งอาหารของตนแล้ว ก็กวาดตาสำรวจสำรับมื้อเที่ยง “...จานนี้ต้องเติมผักนึ่งใช่ไหม มาเถอะ ข้าช่วย” พูดแล้วก็หันไปหยิบจับเครื่องเคียงลงจานอาหาร จากนั้นจึงส่งให้บ่าวนำออกไปขึ้นโต๊ะ


   แขกอย่างรสนามาถึงแล้ว พอดีกับที่อาหารพร้อม แต่ตรัสกลับไม่เห็นรติ จึงเรียกบ่าวมาถาม


   “รติไปไหน”


   “ท่านรติบอกว่าลืมของไว้ที่ร้าน จะกลับไปก่อนเจ้าค่ะ”


   หลบหน้าอาจจะน้อยไป ควรเรียกว่าหนีหน้าจะดีกว่า ตรัสไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำถึงเพียงนี้ไปเพื่ออะไร


   “แล้วเขากินอะไรรึยัง”


   “ข้าอุ่นขนมให้แล้วเจ้าค่ะ”


ตรัสไม่พอใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เขาก็ไม่แสดงท่าทีอะไร


มื้อกลางวันผ่านไปอย่างไม่รื่นรมย์สำหรับชายหนุ่ม รสนาพูดคุยกับอมราพักหนึ่ง นางก็กลับ ก่อนจะกลับยังเสนอจะไปส่งตรัสที่ร้านยา แต่ตรัสบอกว่าต้องไปทำธุระที่อื่นก่อน เขาจึงออกจากเรือนมาเพียงลำพัง


   ธุระของชายหนุ่มคือร้านเล็กๆขายผลไม้เมืองหนาว แม้ราคาจะไม่ถูกนัก แต่รสชาติของมันอร่อย เขาจำได้ว่ารติเคยกินจนหมด คงพอจะถูกปากบ้าง อีกอย่างคือสรรพคุณของมันทำให้สดชื่น อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น


   ตรัสมาถึงร้านยาอหัสกรก็พบภรรยากำลังตั้งหน้าตั้งตาขายสมุนไพรบำรุงร่างกายให้ลูกค้า เขาไม่ได้เข้าไปรบกวน แต่ฝากผลไม้เอาไว้กับบ่าวผู้หนึ่งแล้วกำชับ


   “เจ้าปอกแล้วก็เอาไปให้รติที”


สั่งแล้วก็เข้าห้องตรวจ เพื่อเตรียมรักษาคนไข้ บ่าวผู้นั้นรับผลไม้แล้วก็ออกจากห้องไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะกลับเข้ามารายงานพร้อมกับจานผลไม้ที่ถูกปอกแล้ว


   “ท่านรติบอกว่าอิ่มแล้วขอรับ”


   “ถ้าเช่นนั้นก็บอกเขาว่าไว้หิวก็ค่อยกิน”


   บ่าววิ่งหายออกไปจากห้องตรวจอีกครั้ง อึดใจต่อมาก็โผล่หน้ากลับมาใหม่


   “ท่านรติบอกว่าวันนี้อิ่มแล้ว ไม่กินอะไรอีกแล้วขอรับ” ตรัสพ่นลมหายใจ ชักหงุดหงิดขึ้นมา


   “ถ้าไม่กินก็ให้เขาทิ้งไป”


   เป็นอันว่า ผลไม้ที่ตรัสซื้อมา ถูกรติยกให้บ่าวผู้นั้น สองสามีภรรยาไม่พูดกันแม้สักคำ


   หากคิดว่าเมื่อกลางวันแย่แล้วนั้น อาหารค่ำเลวร้ายหนักกว่า


รสนาแวะมาที่เรือนอหัสกรถูกเวลาตอนที่ทุกคนนั่งลงที่โต๊ะอาหารพอดี


   “เมื่อกลางวันข้าลืมนำของฝากมามอบให้ท่านย่า ก็เลยแวะมาอีกรอบเจ้าค่ะ” นางให้เหตุผลเช่นนั้น พร้อมด้วยผ้าแพรสีสวยในมือ


แน่นอนว่าในเมื่อนางมาตรงเวลามื้อค่ำ ก็ย่อมต้องมีคนชวนให้ร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ตรัสผู้เป็นเจ้าบ้าน


   รติถอยออกจากโต๊ะทันที ก้นบึ้งหัวใจบอกว่าไม่อยากร่วมโต๊ะที่มีสตรีผู้นี้อยู่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ให้เหตุผลกับตนเองว่าเป็นเพราะอาหารมื้อสำหรับห้าคน ในเมื่อรสนามาเพิ่ม ย่อมกลายเป็นหก กับข้าวที่รับประทานร่วมกันย่อมไม่พอ


   “จะไปไหน” ทว่าก่อนที่รติจะหลบออกจากห้อง แขนของเขากลับถูกคว้าเอาไว้


   “ข้า...จะไปดูอาหารในครัวเพิ่ม”


   “ไม่ต้องไป ให้พุดกรองดูแล เจ้านั่งลงข้างข้า”


เมื่อถูกบังคับเสียงเข้ม รติย่อมไม่อยากสร้างปัญหาในเวลาที่สภาพจิตใจของตนเองย่ำแย่พอทนอยู่แล้ว จึงยอมให้บ่าวยกเก้าอี้มาเพิ่มแล้วนั่งข้างตรัส


   โต๊ะอาหารทรงกลม เดิมทีนั่งกันห้าคนก็นับว่าพอดีแล้ว เมื่อมีสตรีอีกหนึ่งมาเพิ่ม ก็ย่อมต้องขยับชิดกันมากขึ้นเพื่อให้มีที่สำหรับนาง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงเลย หากข้อศอกของรติและตรัสจะชนเป็นครั้งคราว


   ชนกันทีหนึ่งก็เหลือบมองกัน ชนกันอีกทีหนึ่งต่างก็ขยับแขนชิดเข้าหาลำตัว ชนกันอีกทีก็ขยับตัวห่าง แต่โต๊ะก็มีอยู่เท่านี้ สุดท้ายแล้ว ระวังไปก็เท่านั้น อย่างไรก็ชนกันอยู่ดี


   มื้อเย็นผ่านไปโดยมีแต่เสียงพูดคุยของรสนากับอมรา มีตรัสคอยตอบคำถามเป็นระยะเมื่อหญิงสาวหันมาเจาะจงให้เขาตอบ ในขณะที่สามพี่น้องเงียบกริบ


ระพีน้องเล็กไม่ค่อยรู้เรื่องจึงย่อมเงียบเพราะรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย รุจีโตพอแล้วแต่ก็ไม่ทราบว่าพี่ชายของนางเป็นอะไร จึงได้แต่มองเขาอย่างห่วงใย ในขณะที่รติ...โตพอแล้วและรู้ความรู้สึกของตนเองแต่พยายามยกเหตุผลนับร้อยมาบดบัง สุดท้ายต่อให้รู้ก็แกล้งเป็นไม่รู้...


   ...แกล้งไม่รู้ว่ารู้สึกเช่นไร ยามที่สามีของตนมีสตรีงามมาชะม้อยชายตาเช่นนั้น...


   “ตรัส ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย ออกไปคุยด้วยกันหน่อยได้ไหม”


   เสียงของรสนาดังขึ้นกลางโต๊ะ รติที่กำลังเก็บจานชามให้บ่าวนำไปเก็บล้างถึงกับชะงัก แต่ก็เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เขาฝากบ่าวยกจานชามพวกนั้นไปแล้วก็หันไปทางหญิงชรา


   “ท่านจะพักผ่อนเลยไหมขอรับ ข้าจะให้รุจีพาไป”


   “ก็ดี” อมราพยักหน้า ก่อนจะหันไปขอตัวจากหญิงสาว แต่มิวายเหลือบมองหลานชายแล้วมองเลยไปยังรติที่กำลังสั่งรุจีให้มาดูแลนาง ส่วนตนเองจูงระพีกลับห้อง


   เรื่องหนุ่มสาวนั้น นางไม่ควรยุ่ง แต่ปล่อยไว้เช่นนี้จะดีหรือ


   รติไม่ใช่คนพูด ส่วนตรัสก็ไม่ใช่คนช่างอธิบาย


   หญิงชราถอนหายใจเบา แต่เมื่อรุจีเข้ามาพยุงนางจากไป ก็ทำได้เพียงทิ้งหลานชายเอาไว้กับแขก



---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ก็พยายามง้อแล้ว แต่ง้อไม่เป็น ผู้หญิงก็ยังวุ่นวาย ถ้าท่านตรัสยังไม่เด็ดขาด ง้อไม่สำเร็จแน่ๆ เลยค่ะ

ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ท่านตรัสด้วยนะคะ ก้าวพ้นด่านนี้ไปให้ได้ ปลายทางสดใสรออยู่ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านค่ะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
บรรยากาศอึมครึมสุด สุด

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
เร่งมือหน่อยค่ะคุณตรัส เรื่องนี้จะช้าไม่ได้  :ling2:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 31

ระยะห่าง

----------


   รสนาไม่โง่ อีกทั้งนางรู้จักตรัสมาตั้งแต่เด็ก ต่อให้แต่งงานย้ายไปอยู่เมืองอื่น ห่างหายจากเพื่อนผู้นี้ไปหลายปี แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้


ตอนที่นางกล่าวกับตรัสว่าขอคุยด้วย ตอนนั้นรติก็อยู่ตรงนั้น นางเห็นรติชะงัก ในขณะที่ตรัสเหลือบตามองภรรยาราวกับเป็นห่วง


ตรัสเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่แสดงออกความรู้สึกอย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาแสดงออกเพียงเล็กน้อย จะรอดพ้นสายตาของเพื่อนผู้คบหากันมายาวนานเช่นนางได้


แต่...ห่วงแล้วอย่างไร ห่วงแล้วก็มิได้พูดกัน หนำซ้ำยังหมางเมินราวเกลียดขี้หน้า


   “ท่านกับภรรยาของท่านหมางเมินกันเช่นนี้เป็นปกติหรือ”


ตรัสชะงัก รู้สึกหงุดหงิดกับคำว่าหมางเมิน 


   “เรื่องของข้ากับภรรยา ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องสนใจ” เจ้าของเรือนตอบเรียบ หากไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนมายาวนาน ป่านนี้คงไล่รสนาให้กลับไปนานแล้ว เขาจะได้มีเวลาพูดคุยกับรติสักที


   “จะไม่ให้ข้าสนใจได้อย่างไร ในเมื่อภรรยาของท่านหมางเมินต่อท่าน แล้วยังมึนตึงใส่ข้าด้วย”


   เรื่องมึนตึงนี้ หาใช่ตรัสจะไม่สังเกต


รติเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ แม้ไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็รู้จักคุ้นเคยผู้คนไปทั่ว ร้านยาอหัสกรสามารถขายผงสมุนไพรได้ดีเป็นเทน้ำเทท่าก็เพราะความร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสและรู้จักผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นของรติ


   แต่...รติกลับไม่เคยยิ้มแย้มกับรสนาเลย


   “ดูท่าจะหึง...” หญิงสาวเปรย เพียงเท่านั้นตรัสก็ชะงักหันมอง


   “หึง?”


   “ใช่ซี หึงมากด้วย คงคิดว่าข้าจะกลับมาแย่งท่าน”


   “ไม่มีเหตุให้ต้องหึง ข้ากับเจ้าเป็นเพียงสหาย”


รสนายกยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกาย


   “เอ๋? พูดจาผลักไสข้าจริง ความรู้สึกคนเรามันเปลี่ยนกันง่าย วันนี้เป็นสหาย พรุ่งนี้อาจไม่ใช่”


“เจ้าเป็นอะไรของเจ้า รสนา” ตรัสย้อนถาม ท่าทางเรียบเฉยอย่างที่เขาเป็นมาตลอดชีวิต เพียงเท่านั้นคนที่ออกปากว่า ‘วันนี้เป็นสหาย วันพรุ่งนี้อาจไม่ใช่’ ก็ถึงกับถอนหายใจ


สำหรับผู้อื่น ‘วันนี้เป็นสหาย วันพรุ่งนี้อาจไม่ใช่’ คงเป็นเรื่องไม่ยาก แต่สำหรับตรัส...เรื่องนี้ยาก


แต่ยากแล้วอย่างไร รสนาหาใช่คนใจฝ่อ


“ข้าอยากรู้จริง ท่านจะมั่นคงได้สักเท่าไร” สีหน้าและแววตาของนางวาววับราวกับอยากทดสอบจิตใจ


“ข้ามั่นคงต่อภรรยา ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” วาจาของสหายหนุ่ม ทำเอาหญิงสาวนิ่งงัน พลันดวงหน้าก็สลดลง


“ทำไมสามีของข้าไม่พูดเช่นนี้บ้าง...” เสียงของนางดังแผ่ว แต่อึดใจต่อมากใบหน้าสวยก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน


“หึ! แต่ข้าเองก็มิได้มั่นคงต่อสามี ตอนแต่งว่ารักมาก ตอนนี้หย่าก็เพราะหมดรักแล้วเช่นกัน”


ตรัสมองสหายแต่เด็กอย่างเงียบๆ ราวกับรอฟังหากรสนามีเรื่องใดต้องการปรับทุกข์ แต่หญิงสาวกลับหันมามองแล้วยิ้ม ดวงตาวูบไหวเปลี่ยนเป็นแววทีเล่นทีจริง


   “เรื่องของข้าจบไปแล้ว เรื่องของท่านเถอะ ภรรยาหึงแล้วท่านจะทำเช่นไร หันมาหาข้าเลยดีไหม” เจอประโยคนี้เข้าไป จากสหายที่ตั้งใจจะให้คำปรึกษาและเป็นที่ปรับทุกข์ก็ส่ายศีรษะอย่างระอาใจ


   “ข้าส่งเท่านี้ กลับเองแล้วกัน”


   เขาพูดแล้วก็หมุนตัวกลับเข้าเรือน ทิ้งนางเอาไว้ที่หน้าประตู


ช่างเป็นบุรุษผู้แห้งแล้ง แต่...จะแห้งแล้งเช่นนี้ได้อีกนานเท่าไรเล่า


   ดวงตาของรสนาเป็นประกายวาววับ


   แห้งแล้งปานใด โดนน้ำรดทุกวี่ทุกวันวันละหลายเวลา ก็มีแต่จะอ่อนปวกเปียกเท่านั้น


   อย่างที่เกิดกับอดีตสามีของนางอย่างไร รักนิรันดร์คือหินผา แต่แล้ววันหนึ่งก็ผุกร่อนเหลือเพียงเถ้าธุลี!


      
-----------


   ดึกแล้ว แต่ที่ครัวยังสว่างไสว คืนนี้ตรัสไม่ได้มาช่วยรติเตรียมผงสมุนไพรไว้ขายเหมือนอย่างทุกวัน เพราะเอาแต่คิดเรื่องที่พูดคุยกับรสนา กว่าจะรู้ตัวก็ดึกมากแล้ว เห็นรติยังไม่กลับมาที่เรือนพักผ่อน จึงออกมาตาม


   “ยังไม่เสร็จอีกหรือ” เขาเอ่ยทัก ทำเอาคนที่กำลังสาละวนอยู่ในครัวเงยหน้ามอง แต่เพียงวูบเดียว รติก็เสสายตาลงสนใจผงสมุนไพรตรงหน้า


   “ยัง”


   “ดึกแล้ว หมดเวลาทำแล้ว”


   “ท่านเข้านอนไปก่อนก็ได้” ตอบโดยไม่มองหน้า หนำซ้ำยังหันหลังไปวุ่นวายอยู่กับการจัดเรียงห่อสมุนไพรลงกล่องด้วย


   “แต่เราเคยสัญญาว่าจะเข้านอนพร้อมกัน”


คำพูดประโยคนั้นทำเอามือของรติชะงัก


   ไม่มีคำพูดประโยคใดอีก แต่เมื่อหันกลับไปยังประตูครัว ตรัสก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับจะต้องทำตามสัญญา


   รติไม่อยากเถียง วันนี้เขาเหนื่อยจนไม่อยากแม้แต่จะพูดสักคำ จึงเก็บข้าวของ ยอมเดินตามอีกฝ่ายกลับไปที่เรือนแต่โดยดี


   สองสามีภรรยาแม้ไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเช่นสามีภรรยาคู่อื่นๆ แต่ก็ร่วมเตียงกันจนชิน ทว่าวันนี้...รติกลับขยับชิดผนังมากกว่าทุกคืน เว้นระยะห่างระหว่างตนและตรัสเอาไว้มากกว่าเดิม


   ระยะห่าง...ทำเอาร่างสูงใจหาย


   ค่ำคืนแห่งความเงียบ ข้างนอกอากาศหนาว ในเรือนอบอุ่นแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นชา นอนเคียงกันแท้ๆ แต่คนที่นอนหันหน้าเข้าหาผนังกลับให้ความรู้สึกว่าห่างไกล


   “รติ...หลับหรือยัง...” ตรัสไม่ใช่คนใส่ใจผู้อื่นมากนัก แต่กับความหมางเมินของภรรยา เขากลับทนไม่ได้


คนที่นอนหันหลังให้เขายังคงนอนนิ่งเช่นนั้น แต่ชายหนุ่มไม่อาจทนเก็บความไม่สบายใจเอาไว้ได้อีก จึงเอ่ยต่อ


“...เรื่องของรสนา...” ตรัสเกริ่นขึ้นมาแล้ว ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ


ใจหนึ่งก็รู้สึกว่ารติน่าจะมีปัญหาเรื่องที่รสนาเข้ามาในชีวิตของพวกเขา แต่ครั้นจะให้พูดตามที่รสนากล่าวว่า ‘รติหึง’ เขาก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ใช่


   “เอ่อ...” ชายหนุ่มไม่รู้จะเรียบเรียงออกมาเป็นประโยคอย่างไร จนกระทั่งคนที่นอนตะแคงหันหลังให้เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน


   “ถ้าท่านจะแต่งภรรยาคนที่สอง ข้า...ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ยินดี”


   ตรัสกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง แต่พอทำความเข้าใจคำพูดของคนที่นอนหันหลังให้ เขาก็รีบแย้งเสียงแข็ง


   “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ใครคิดจะมีภรรยาคนที่สอง?”


   “นอนเถอะ ข้าง่วงแล้ว” รติไม่หันกลับไปมองคนเบื้องหลัง เขาหลับตาลง อยากตัดใจให้เหมือนกับที่ไม่หันกลับไป


   “รติ”


   ตรัสเรียกซ้ำ แต่ไม่มีเสียงตอบ ชายหนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจอย่างอึดอัด เหลือบมองคนที่ยังนอนตะแคงหันหลังให้เขา แล้วตัดสินใจพลิกตัวนอนตะแคงให้รติเช่นกัน


   ต่างคนต่างแยกย้ายกันพักผ่อน


แต่คืนนั้น...ไม่มีใครหลับลงเลย


   สามีภรรยานอนหันหลังให้กันก็ว่าแย่แล้ว ระยะห่างยังมากขึ้นกว่าทุกทีอีกด้วย


---------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

กลายเป็นคนนอกดูออกว่ารู้สึกต่อกันยังไง แต่ทั้งตรัส ทั้งรติกลับไม่รู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเลย

แต่ไม่เข้าใจกันวันนี้ ก็เพื่อจะได้เข้าใจกันวันพรุ่งนี้นะคะ ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านค่ะ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
ทั้งรติและตรัส ก้อไม่ใช่คนใบ้นะ แต่ไม่พูดทั้งคู่ :ruready

ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
คิดไปคนละทาง

หันหน้าเข้าหากันค้าาาา

อยากจะตี อินไปไหม ๕คคค

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
คิดไปเองทั้งนั้น

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
แงงงง :sad4: ไม่ยอมคุยกันซักทีเรื่องยิ่งแย่เข้าไปอีก :monkeysad: สนุกมากๆค่า :L1: :pig4:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
ยังอีกยังไม่คุยกันอีกกกกกกก :z3:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 32

คำแนะนำ

---------



   รติมิได้ตีโพยตีพาย กิจการใดๆที่เขาเคยดูแลมาโดยตลอดก็ยังดูแลเช่นนั้น ยามออกไปยืนขายสมุนไพรที่หน้าร้านก็ยังคงยิ้มแย้มเชิญชวนลูกค้าเหมือนทุกที แต่ยามเผลอ...เป็นต้องเซื่องซึมแตกต่างไปจากคนเก่าที่แสนร่าเริง


   หลายวันมานี้ เรือนอหัสกรกลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิม คือไม่มีแขกมาเยือนยามมื้ออาหารอีก กระนั้น รติก็หาใช่เหมือนเดิม แม้พบหน้าตรัสทุกวันและทั้งวัน แต่หาได้สบตาหรือมองหน้าแต่อย่างใด


ตรัสอึดอัด คนรอบข้างก็พลอยอึดอัด สุดท้ายชายหนุ่มจึงต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นย่า


   “เป็นอย่างไรบ้าง หมู่นี้เราสองย่าหลานไม่ได้คุยกันตามลำพังเลย”


   หญิงชรากล่าวเช่นนั้น ตรัสจึงเพิ่งรู้ตัว เดิมทีพวกเขามีกันเพียงสองคน พบหน้าเวลาใดก็ย่อมพูดคุยกันได้โดยไม่มีเรื่องปิดบัง แต่เวลานี้มีคนเข้ามาอยู่ในครอบครัวเพิ่มอีกสาม ย่อมไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวตามสายโลหิตเช่นเคย


   “ขออภัยขอรับท่านย่า”


   “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องขออภัย ข้าไม่ได้ว่าอะไร เห็นเจ้ามีความสุขก็ดีใจ”


ตรัสพูดไม่ออก ชีวิตคู่ที่ถูกบังคับให้สร้างขึ้นอย่างกะทันหัน อีกทั้งคู่ชีวิตก็ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตรัสยอมรับว่าช่วงแรกนั้นลุ่มๆดอนๆอย่างเห็นได้ชัด


   แต่เมื่อเวลาผ่านไป รติพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าพร้อมจะเคียงข้าง พร้อมจะฟันฝ่า หาใช่เข้ามาชุบมือเปิบสุขสบาย อีกทั้งการเข้ามาของรติ ยังทำให้เขาคลายภาระลง ก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายสร้างความสุขให้เขาจริงๆ


   แต่...ความสุขนั้นอยู่ไม่นาน ตรัสเองก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของสามีภรรยาเดินทางมาถึงจุดที่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดกันเช่นนี้ได้อย่างไร


   “ท่านย่า...เคยทะเลาะกับท่านปู่ไหมขอรับ”


   “เคยซี สามีภรรยากระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่จะปล่อยให้เรื่องธรรมดาเช่นนั้นกลายเป็นความเคยชินไม่ได้ ทุกข์สุขร่วมเสพ โกรธเคืองให้อภัย นั่นคือหลักของคู่ชีวิตที่จะมีชีวิตคู่อย่างยืนยาว แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต้องพูดจาหารือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเงียบ”


ตรัสมองหน้าผู้เป็นย่า


   “แต่ข้า...ไม่รู้จะพูดอะไร...”


   “ย่าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่รู้ เพียงแต่ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรมากกว่า เอาอย่างนี้...พรุ่งนี้ หยุดร้านสักวัน พารติไปเที่ยวเปิดหูเปิดตากันสองคน ย่าเชื่อว่าบรรยากาศเป็นสิ่งสำคัญ”


   ตรัสรับฟังอย่างเงียบๆ ตั้งใจว่าคืนนี้เมื่อมีเวลาอยู่กับรติเพียงลำพัง จะออกปากชวนอีกฝ่ายไปเที่ยวตามคำแนะนำ


   แต่...ความตั้งใจของตรัสล่มไม่เป็นท่า


คืนนั้นเมื่อเขาไปตามรติจากโรงครัว ยังไม่ทันเอ่ยอะไร ก็เป็นฝ่ายภรรยากล่าวขึ้นมาอย่างเรียบๆว่า


   “คืนนี้ข้าขอไปนอนกับระพีได้ไหม ระพีฝันร้าย อยากให้ข้าไปนอนด้วย”


ตรัสไม่รู้ว่าตนเองควรรู้สึกเช่นไร และเวลานี้เขารู้สึกเช่นไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายออกปากขอไปนอนกับน้องชาย อีกทั้งยังมีเหตุผลหนุนหลัง เขาก็ย่อมพูดไม่ออก


   รติเห็นว่าคู่สนทนาเงียบไป ก็ถือเอาว่าเป็นคำอนุญาต จากที่จะต้องเดินไปยังเรือนนอนที่ตนอาศัยมาตั้งแต่แต่งงานเข้าอหัสกร ก็เบี่ยงปลายเท้าไปยังอีกปีกของเรือนที่เป็นห้องนอนของน้องชายแทน


   แล้วคืนนั้น...สองสามีภรรยาก็แยกกันนอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แต่งงาน


----------


   เด็กชายระพีนอนหลับไปแล้ว แต่คนที่นอนด้วยยังไม่หลับ


   ค่อนคืนแล้ว แต่รติยังตาค้าง


   เขานอนตะแคงมองร่างป้อมที่นอนแผ่ เห็นระพีนอนหลับสบายแล้วก็พลอยเบาใจไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อยต่อให้จะเกิดอะไรขึ้น ทั้งรุจีและระพีก็ยังมีบ้านอยู่


   รติถอนหายใจเบา ความมืดของยามค่ำคืนนั้นทำให้แววตาหม่นหมองกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็มองไม่เห็น แต่...มองเห็นแล้วอย่างไร สุดท้ายแล้วคนที่ต้องจัดการกับมันก็มีแค่เขา


   ในเมื่อเลือกแล้วที่จะทำเช่นนี้ ในเมื่อเลือกแล้วที่จะเดิมพันทุกสิ่งอย่างเพื่อสิ่งนี้ หากเกิดอะไรขึ้น ก็มีแต่ต้องยอมรับเท่านั้น


   ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มยุ้ยของเด็กชายด้วยความเอ็นดู เป็นเด็กๆก็ดีอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอะไรให้กังวลใจมากไปกว่ากินอิ่มนอนหลับ


   ไม่แน่ใจว่าเพราะคืนนี้ระพีเองก็แปลกใจกับการที่พี่ชายมาขอนอนด้วยหรือเพราะนิ้วที่เกลี่ยแก้มไปมา ถึงทำให้เด็กชายหลับไม่ลึกเหมือนเคย


   เปลือกตากะพริบถี่ๆ ระพีสลึมสะลือตื่นขึ้นมาอย่างง่วงงุน ปลายนิ้วยังยุกยิกอยู่กับแก้มของเขา ตะเกียงไฟในห้องก็ยังไม่ดับ พอเด็กชายหันมองคนที่นอนข้างกาย จึงทำให้เห็นว่ารติยังไม่หลับ


   เด็กชายขยี้ตาเล็กน้อย พลิกกายเข้าหา


   “ท่านพี่...นอนไม่หลับหรือขอรับ” ระพีถาม พยายามโอบสองแขนป้อมๆรอบร่างของผู้เป็นพี่ แต่ให้อย่างไรก็ไม่รอบ


   “พี่ทำให้ตื่นหรือ”


   “ฮื้อ...” เด็กชายปัดป่ายใบหน้าไปมาบนเสื้อของรติ พอเริ่มสร่างถึงได้เงยหน้ามองพี่ชายเต็มสองตา


   “ท่านพี่ฝันร้ายหรือ”


   รติเม้มปากก่อนจะส่ายหน้า เพราะสิ่งที่ทำให้เขานอนไม่หลับไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริงต่างหาก


   “เปล่าหรอก”


   “แล้วทำไมยังไม่นอน ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไม่ไหวจะแย่เอาหนา” เด็กชายระพีนั้นช่างจดช่างจำ เวลาตนเองเอาแต่วาดรูปไม่หลับไม่นอน รุจีก็มักจะพูดเช่นนี้เสมอ พอเวลานี้รตินอนไม่หลับ เขาจึงนำคำที่เคยถูกพูดมากล่าวกับผู้เป็นพี่ชายแทน


   “นั่นสินะ” รติรับคำ โอบร่างเด็กชายเข้ามากอด


ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า การมีใครสักคนให้กอด แม้จะออกปากอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ก็ดีกว่าการนอนเงียบๆอย่างเดียวดาย


----------


   ทว่าใครบางคน...เดียวดายโดยแท้


   หาใช่เพียงรติที่นอนไม่หลับ แต่ตรัสก็ด้วย


ชายหนุ่มนอนฟังเสียง เฝ้ารอว่าจะได้ยินใครสักคนเปิดประตูเข้ามาหรือไม่ แต่จนกระทั่งฟ้าสางก็ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเดิน สุดท้ายจึงต้องลุกจากเตียง ล้างหน้าล้างตาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากเรือน ตอนนั้นเองถึงได้เห็นรติเดินเข้าโรงครัวตามกิจวัตร


   ตรัสเดินตามไป หมายจะหาเวลาพูดคุย แต่ก็ต้องพบว่าในโรงครัวนั้น นอกจากพุดกรองและพุดซ้อนบ่าวประจำเรือนอหัสกรแล้ว ยังพบระพีมาช่วยพี่ชายด้วย


   “พี่ตรัส อรุณสวัสดิ์ขอรับ” เด็กชายร้องทักอย่างร่าเริง รติชะงัก หันไปมอง แล้วก็พยายามทำให้ทุกอย่างดูเป็นปกติที่สุดด้วยการค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการทักทาย แต่ไม่พูดอะไรเลย


   ระพีเป็นเด็กน้อย เดิมทีมิได้ช่างสังเกตว่าผู้ใหญ่รู้สึกต่อกันเช่นไร แต่เพราะเมื่อคืนรตินอนไม่หลับ เช้านี้ก็ยังดูไม่สดใส เด็กชายไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร รุจีกำลังดูแลท่านย่าอมราอยู่ เวลานี้คนที่พอจะรับฟังความคับข้องหมองใจของเด็กชายได้ก็มีเพียงตรัสเท่านั้น


   แต่ในครัวมีรติอยู่ด้วย เด็กชายจึงทำได้เพียงเม้มปากมองหน้าตรัสไปมา


   ตรัสเห็นเด็กชายมองเขา ไม่ทราบว่าเด็กน้อยมีเรื่องคับใจ แต่เมื่อคืนรติไปค้างกับระพี หากจะมีใครที่พอสอบถามเรื่องเมื่อคืนได้ก็คงมีแค่ระพี


   “ในครัวมีทั้งน้ำร้อน มีทั้งไฟ เจ้าออกไปช่วยจัดโต๊ะข้างนอกจะดีกว่า มาเถอะ มากับข้า”


ระพีแทบจะคว้ามือของชายหนุ่มที่ส่งมา แต่พอหันไปเห็นรติก็เลยกระมิดกระเมี้ยน รติเห็นน้องชายมองตน จึงพยักหน้าให้ออกไปจากครัว เด็กชายจึงออกจากครัวไปพร้อมกับตรัส


   พ้นออกมาจากครัวแล้ว เด็กชายระพีก็ถึงกับถอนหายใจยาว


   “พี่ตรัสขอรับ พี่รติดูท่าจะไม่สบาย”


ตรัสยังไม่ทันถาม เด็กชายก็ออกปากแล้ว


พอพูดถึงคำว่าไม่สบายแล้ว ระพีก็อยากจะร้องไห้ ท่านปู่ที่เสียไปแล้วเคยบอกว่ายามที่รติไม่สบาย จะมีอาการประหลาดคือการมองไม่เห็น น่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง ระพีไม่ต้องการให้ผู้เป็นพี่ทุกข์ทรมานเช่นนั้นอีก


   “ทำไมหรือ พี่รติของเจ้าเป็นอะไร” ชายหนุ่มถามอย่างห่วงใย


   “เมื่อคืน ระพีตื่นมา เห็นพี่รตินอนไม่หลับ สงสัยพี่รติจะฝันร้ายหรือไม่ก็ปวดหัว ปวดท้อง...”


   พอได้ยินว่ารตินอนไม่หลับ ตรัสก็ถึงกับถอนหายใจ


   “พี่ตรัส ท่านเป็นหมอ ท่านรักษาพี่รติด้วยนะขอรับ” ระพีคล้ายจะร้องไห้ พอคิดว่ารติจะไม่สบาย ก็ยิ่งเป็นห่วง ตรัสย่อกายลงนั่งยองให้เสมอเด็กชายตัวน้อย


   “ข้าอยากทำเช่นนั้น แต่...เขาไม่คุยกับข้าด้วยซ้ำ”


   “พี่รติโกรธพี่ตรัสหรือขอรับ”


   “คงจะ...”


   “พี่รติเคยโกรธระพี แต่พอระพีขอโทษ พี่รติก็หายโกรธนะขอรับ” เด็กชายแนะนำตามประสาผู้มีประสบการณ์มาก่อน ตรัสหัวเราะเบา ลูบศีรษะเด็กชายด้วยความเอ็นดู น่าแปลกที่เขารู้สึกเอ็นดูระพีมากเป็นพิเศษ รู้สึกคุ้นเคยมากกว่ารุจี อาจจะเพราะระพีเป็นเด็กชายก็เป็นได้


   “ข้าต้องขอโทษเขาอย่างไรดี”


   เด็กชายทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะร้องอ๋อ


   “ตอนกินข้าวสิขอรับ! ตักกับข้าวให้พี่รติ แล้วก็พูดขอโทษไปด้วย!” ช่างเป็นกลเม็ดที่ทำเอาตรัสหัวเราะเบา


   “แล้วทั้งเจ้า ทั้งรุจี ทั้งท่านย่าก็นั่งมองข้าอย่างนั้นหรือ”


   “ท่านพี่ไม่ต้องอายหรอก ข้าจะนัดแนะพี่รุจีกับท่านย่าเอง เราจะทำเป็นว่าไม่เห็น!” เด็กชายว่าอย่างนั้น พอดีเห็นรุจีพาหญิงชราออกมาจาก ระพีจึงรีบวิ่งไปหาทันที ตรัสคว้าเอาไว้ไม่ทัน พอรุจีกับท่านอมรามองมา ชายหนุ่มทำหน้าไม่ถูก แต่ทั้งสองกลับหัวเราะน้อยๆแล้วพยักหน้าเป็นอันรับรู้


   
---------

   ทว่า...เมื่อคืนยังไม่ประสบความสำเร็จ


   เช้านี้จะสำเร็จได้อย่างไรกัน


   อาหารเช้าขึ้นโต๊ะเรียบร้อย แต่ถ้วยข้าวต้มยามเช้ามีแค่สี่ ทั้งที่ควรจะมีห้า


   “ข้ารู้สึกเวียนศีรษะ เมื่อครู่ดื่มน้ำแกงในครัวไปแล้ว จะขอไปพักขอรับ” รติดูแลทุกอย่างเรียบร้อยก็เอ่ยเรียบ ไม่นั่งร่วมโต๊ะด้วยซ้ำ


   “ไม่สบายหรือ” ตรัสปราดเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายขยับเท้าถอยไปครึ่งก้าว


“ข้าไม่เป็นอะไรมาก ขอพักสักหน่อยก็น่าจะดีขึ้น”


“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ปิดร้านสักวันดีไหม ตรัส” หญิงชราถามหลานชาย แต่รติเป็นฝ่ายตอบ


“วันนี้ มีคนไข้หลายคนจะมารับยาเพิ่ม ปิดร้านจะไม่ดีขอรับ”


เป็นอันว่างานที่รออยู่ ให้อย่างไรก็ปัดออกไปไม่ได้ หากคนไข้ที่รักษากับร้านยาอหัสกรไม่ได้รับยาชุดต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อกระบวนการรักษาและความเชื่อถือ


ตรัสมองภรรยา ใจห่วงอีกฝ่าย แต่อีกใจก็ห่วงงาน ทว่ารติกลับไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ค้อมกายขอตัว


“ข้าขอไปพักก่อน”


“ไปเถอะ เรื่องงานบ้านงานเรือนไม่ต้องห่วง งานในครัวก็ให้รุจีและพุดกรองช่วยดู” หญิงชราออกปาก ทว่าเมื่อรติหมุนตัวเดินจากไป นางก็เรียกเอาไว้


“แล้วนั่นเจ้าจะไปไหน รติ”


เรือนนอนของสองสามีภรรยาอยู่อีกปีกหนึ่งซึ่งเป็นส่วนตัว แต่รติกลับไปอีกทางหนึ่ง


“ข้าจะไปนอนห้องของระพีขอรับ” รติกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะก้าวเท้าจากไป ทิ้งเอาไว้เพียงความเงียบงันในห้องรับประทานอาหาร และหัวใจอันหนักอึ้งของผู้เป็นสามี


เมื่อคืนเป็นคืนที่นอนไม่หลับ


เช้านี้...ก็เป็นเช้าที่แสนอึมครึม


---------


#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต


ธ ม น


THAMON926


---------


คนง้อไม่เป็นก็พยายามง้อแล้วนะคะ แต่อีกคนไม่เปิดโอกาสเลย

ขี้ใจน้อยแล้วยังใจแข็งด้วย ตรัสเจองานหนักแล้วจริงๆค่ะ

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ

ออฟไลน์ Caramel Syrup

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 481
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ JUST_M

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
คิดไปเยอะ คิดไปเองฝ่ายเดียว

เห้ออออ

คนจะปรับก็พยายามหาช่องคุย คนจะหลบก็พยายามหาช่องหลบ

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
นับ123แล้วเล่าเลย ฮือออออออออออออออ  :ling2:

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1161
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-1

ออฟไลน์ nikpook

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :katai1: :hao5: เมื่อไหร่จะคุยกัน :pig4: :L1:

ออฟไลน์ THAMON926

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 80
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

บทที่ 33

เบื้องหลัง

---------


   ร้านยาอหัสกรนั้นเงียบเหงา


   มิใช่เพราะคนไข้น้อยลง แต่เพราะคนร่าเริงแจ่มใสไม่มาประจำที่หน้าร้าน


   “ข้าเคยเห็นตั้งโต๊ะขายของ ทำอย่างกับร้านยาเป็นร้านของชำ วันนี้ไปไหนเสียแล้วล่ะ” รสนาแวะมาที่ร้าน บ่าวคนหนึ่งเลยวิ่งไปตามตรัสออกมา เพียงพบหน้าสหายเก่าแก่ นางก็พูดจายียวน


   “เอ? หรือหย่ากันแล้ว?”


   “ระวังปากด้วย รสนา”


   “ดุจริง” นางสัพยอก


   “เอาล่ะ ก้างขวางคอไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้นกลางวันนี้ไปกินข้าวกับข้าดีไหม” นางช่างอ้อล้อ แม้ว่าตรัสจะไม่มีทีท่าชวนให้อ้อล้อเลยสักนิด


   ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้า ความอดทนลดต่ำลงทุกที


   “ตามข้ามา” เขากล่าวเช่นนั้น แล้วหมุนตัวเดินไปยังหลังร้าน


รสนาดีใจนึกว่าอีกฝ่ายจะยอมไปรับประทานมื้อกลางวันด้วยกัน แต่เมื่อเดินตามไปแล้วก็พบว่าตรัสเพียงพานางหลบพ้นสายตาผู้คนเท่านั้น


   หลังร้านยาอหัสกรเป็นห้องเก็บของ ไม่น่าอภิรมย์สำหรับการพลอดรักแต่ประการใด


   “ข้านึกว่าท่านจะพาออกหลังร้านไปกินข้าวเสียอีก”


   “ข้าไม่มีอารมณ์กินอะไรทั้งนั้น เจ้าไม่เคยวุ่นวายกับข้าเช่นนี้ แล้วคราวนี้เกิดอะไรขึ้น” ตรัสกอดอกกล่าวเสียงเรียบดวงตาดุดัน รสนานิ่งไปเล็กน้อย


   สถานะเพื่อนระหว่างนางและตรัสไม่อาจพัฒนา ให้อย่างไรก็เป็นเช่นนั้นตั้งแต่เด็กจนโต ส่วนหนึ่งเพราะนิสัยไปกันไม่ได้ นางชอบปั่นหัว ในขณะที่อีกคนซึมกระทือมิได้รู้ร้อนรู้หนาว แต่ถ้าเมื่อใดที่เขารู้ร้อนรู้หนาวขึ้นมาก็จะเป็นเช่นนี้คือดุยิ่งกว่าบิดาของนางเสียอีก


   รสนาเป็นบุตรีคนเดียวของคหบดีผู้ร่ำรวย นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่ตรัสมิใช่คนตามใจคนอื่น ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ชายคนแรกที่นางตัดออกจากสารบบรายชื่อสามีในชีวิต


   เวลานี้ ความคิดนั้นก็ยังเป็นเช่นเดิม เพียงแต่...ตรัสแต่งงาน ในขณะที่นางเพิ่งหย่า


   ตรัสมีครอบครัว แต่นางเล่า? ไร้สามีเคียงกาย


   กล้าดียังไง นำหน้านางไปก้าวหนึ่ง!


   หญิงสาวพ่นลมหายใจ ท่าทียียวนหายไป แต่มิใช่สลด กลับทำสีหน้าเบื่อหน่าย


   “ข้าไม่คิดว่าท่านจะแต่งงาน”


นางอิจฉา นางริษยา ในขณะที่นางไร้ความสุขในชีวิตคู่ แต่ตรัสกลับมีคู่ชีวิตที่เช้าตื่นขึ้นมาก็พบหน้า กินข้าวแล้วก็ยังมาช่วยกันทำมาหากิน จริงอยู่ว่านางมิได้ต้องการทำงานร่วมกับสามีเช่นตรัส แต่ก็ต้องการสามีเคียงข้างเช่นเดียวกับที่ตรัสมีภรรยาเคียงกาย ทำงานแล้ว ตกเย็นก็ยังเดินเคียงกันกลับเรือน แวะดูร้านค้าบ้างประปราย


   ชีวิตมิต้องสนุกสนาน ขอแค่สงบสุขกับคู่ชีวิตเท่านั้น นางก็พอใจ


   แต่...ชีวิตคู่ของนางหาใช่เช่นนั้น


   “ข้าจะแต่งงานหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเจ้า”


   “เกี่ยวสิ...” รสนาเงยหน้ามองเพื่อนตรงหน้า ดวงตาขมขื่น


   “ข้าคิดว่ากลับมาที่นี่ อย่างน้อยก็คงมีท่านที่โสดเป็นเพื่อนข้า แต่นี่อะไร...แต่งงาน มีคู่ชีวิตที่ดี มีชีวิตคู่ที่ดี แล้วดูข้าสิ!” พอได้ระบายแล้วก็ยากจะหยุด


   “ทั้งๆที่ข้าคิดว่าข้ารักเขา และเขาก็รักข้า ข้าแต่งงานด้วยความรัก และความรักมันก็ควรจะอยู่ชั่วนิรันดร์ไม่ใช่หรือ แต่เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน ข้าไม่อยากมีลูก ตัวเขาก็ไม่อยากมี แต่แม่ผัวสารเลวเป่าหูจนเขาไปมีลูกกับคนอื่น แล้วอย่างไร?! พอข้าไปอาละวาด หาว่าข้ารังแกเด็ก รังแกผู้อาวุโสน้อยกว่า! เหอะ!”


   “เขานอกใจเจ้าหรือ” ตรัสฟังแล้วหดหู่ ไม่คิดว่าชีวิตคู่ของเพื่อนผู้นี้จะย่ำแย่ถึงเพียงนี้


   แต่รสนาเป็นหญิงผู้ยึดคติตาต่อตาฟันต่อฟัน


   “ข้าก็เลยนอกใจเขากลับ...สวมเขาให้เขาด้วยพี่ชายของเขา แสบดีไหม เพื่อนของท่าน”


   “รสนา...” ทีแรกนั้นสงสาร แต่พอฟังเช่นนี้แล้วก็ไม่น่าเวทนาแม้แต่น้อย


   “มันไม่ใช่ความผิดของข้า เขาเป็นคนเริ่ม ครอบครัวของเขาเป็นคนเริ่ม พวกเขาต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำกับข้า”


   “แล้วเจ้าก็เลยหย่ากับเขา กลับมาที่นี่”


   “แน่สิ ความแตกนี่นา” นางพูดแล้วยักไหล่ ไม่ได้ยี่หระแต่อย่างใด ตรัสส่ายศีรษะอย่างระอาใจ ไม่รู้จะช่วยเช่นไรดี ในเมื่อรสนาเลือกวิธีแก้แค้นจนครอบครัวของอดีตสามีเหลือแต่เศษซากแตกกระจาย หรือต่อให้มีวิธีช่วยก็ใช่จะช่วยโดยไร้เงื่อนไข เพราะเวลานี้ รสนากำลังสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวของเขามิต่างจากครอบครัวของอดีตสามีของนาง ทั้งที่ตรัสไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับนางแต่อย่างใด


   “เจ้าหย่ากับสามี พอกลับมาที่นี่เห็นข้าแต่งงาน ก็เลยอยากให้ข้าหย่าบ้างอย่างนั้นหรือ”


   เขาถาม หญิงสาวเงียบ


   “เจ้าต้องการเห็นครอบครัวของข้าลงท้ายเช่นครอบครัวของเจ้าอย่างนั้นหรือ”


   “รสนา...ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหนก็ล้วนมีดีเลว ในตัวเราก็ล้วนมีดีเลว แต่เนื้อแท้เจ้ามิใช่คนเลว เหตุใดจึงต้องการให้หายนะเกิดกับผู้อื่น”


   รสนาเงยหน้ามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกผิดเกาะกุมจิตใจ


   ครอบครัวของนางล่มสลาย แล้วเหตุใดเล่า จึงอยากให้ครอบครัวของเพื่อนก็เป็นเช่นนั้น ทั้งๆที่นางควรจะเป็นผู้ชี้แนะไม่ให้ตรัสดำเนินรอยตามครอบครัวของนางไม่ใช่หรือไร


   “ข้าเห็นเจ้าเป็นเพื่อนมาโดยตลอด รสนา แต่ถ้าวันนี้เจ้าไม่คิดว่าข้าเป็นเพื่อนของเจ้า ทำร้ายครอบครัวของข้า ข้าก็ไม่นับเจ้าเป็นเพื่อนเช่นกัน”


   “ครอบครัวของเจ้าพัง แรกเริ่มอาจไม่ใช่ความผิดของเจ้า แต่หลังจากนั้น ลองคิดให้ดีเถอะว่าเจ้ามีส่วนผิดด้วยหรือไม่ และถ้าความเป็นเพื่อนของเราพัง รู้เอาไว้ด้วยว่าเรื่องนี้ ความผิดอยู่ที่เจ้า”


   ตรัสกล่าวเช่นนั้น หน้าตาดุดันบอกให้รู้ว่าเอาจริง หากนางยังคิดจะกร้ำกรายทำร้ายครอบครัวและคนในอหัสกร นางจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ความเป็นเพื่อนของตรัส


---------


   วาจาของเพื่อนรักยังดังก้องในสมอง หน้าตาท่าทางของเขาก็ยังติดตรึง แม้กระทั่งตอนที่นางออกมาจากร้านยาอหัสกร ตรัสยังไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาส่ง


   นางถูกเขาโกรธแน่แท้


   เพื่อนที่นางคิดว่าสนิทที่สุดในชีวิต มาวันนี้ประกาศตัวพร้อมยืนอยู่คนละฝั่งกับนางเพื่อปกป้องครอบครัวของเขา ไม่ใช่ความผิดเขาเลย ในเมื่อตัวนางเองต่างหากที่สนุกจนเลยเถิด อิจฉาจนเลยเถิด ก่อเรื่องให้เขาเดือดร้อน


   ทั้งๆที่ยามนางมีความสุข ก็เป็นตรัสที่สุขไปกับนางด้วยใจจริง เป็นเพื่อนที่มีแต่มิตรภาพและความหวังดี


วันที่นางพบรักกับอดีตสามีที่มาเที่ยวที่เมืองตะวันออก นางนำความไปบอกตรัส เขายินดีกับนางด้วยใจจริง วันแต่งงานของนาง เขาก็ไปร่วมและอวยพรให้นางมีความสุขที่สุด


ตอนนางย้ายไปอยู่ที่เมืองของสามี ตรัสก็ยังไปส่ง ตอนร่ำลา ใครเล่าจะคิดว่านางจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง...ตัวลำพัง


ชีวิตครอบครัวที่ล่มสลาย อย่างที่ตรัสกล่าว ตอนที่มันพังลงครั้งแรกหาใช่ความผิดของนาง แต่เมื่อมันพังพินาศทับลงไปยังรอยเดิม คราวนี้เป็นความผิดของนางแล้ว และหากนิสัยของนางยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของนางและตรัสพัง นั่นก็ยิ่งเป็นความผิดของนาง


อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของนางและอดีตสามีก็พังไปแล้ว ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งเคยรักมาก...


มันพลาดตรงไหน นางไม่รู้ เงยหน้าขึ้นมาอีกที ความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นนิรันดร์ คำสัญญาไม่มีจริง สถานะสามีภรรยากลายเป็นเพียงอากาศ เมื่อหย่าขาดก็กลายเป็นคนอื่น ซ้ำยังเป็นคนอื่นที่สาปส่งกันไปชั่วชีวิต


เรื่องสามีภรรยา นางพลาด และนางควรเตือนเพื่อนแสนดีอย่างตรัสให้ระมัดระวัง ดูแลรักษาครอบครัวให้ดี ประคับประคองความรู้สึกและความสัมพันธ์ อย่าให้มีใครแทรกกลาง


แต่นางกลับ...


พอคิดเช่นนั้นก็ทอดถอนหายใจอย่างอ่อนล้ากับสิ่งที่ตนเองทำลงไป


รสนาเพิ่งรู้ตัวว่านางทำลงไปเพื่อความสนุก เพื่อสนองความอิจฉาของตน ทั้งๆที่ตรัสเป็นเพื่อนของนางแท้ๆ


แล้วพอรู้ตัวเช่นนั้น นางก็เพิ่งเห็นว่าสองขาพาเดินมายังเรือนอหัสกรแล้ว


หากจะแก้ตัว...นางก็ควรลงมือทำ


----------

#คนแปลกหน้าคือคู่ชีวิต

ธ ม น

THAMON926

---------

ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านนะคะ


ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1950
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-0
รติจะยอมฟังมั้ยนะ  :hao5:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3258
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
รสนาเธอร้ายมากกกก 

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3370
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +64/-1
เพื่อนกัน..ไม่ทำแบบนี้   :m16:

ออฟไลน์ yunjae_yusoo_mi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
รำคาญระติ

รสนาก็ไม่ใช่เพื่อนหรอก แต่ก็ดูเหมือนจะสำนึกอยู่

 :angry2:

ออฟไลน์ PKT

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 186
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ตั้งแต่อ่านมาอยากจะตะโกนบอกว่า ปริ่มปริ๊มมั่ก คือมันนวลๆละมุนตุ้นอยู่ในหัวใจ เป็นอะไรที่ดีมาก บรรยายดี ชอบนิสัยของตรัสและระติมั่กกกมันละมุนๆนวลๆ  ยกให้เรื่องที่ปิ่มปิ๊มที่สุดแห่งการเริ่มต้นปีนี้ ไม่ได้อ่านอะไรแล้วเพลิน อยากอ่านต่อสักร้อยตอนสองร้อยตอนอย่างงี้นานแล้ว เลิ้ปมากก

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด