ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 32 : ยังไม่จบ(อวสานภาค1)] 02/06/2563  (อ่าน 68113 ครั้ง)

ออฟไลน์ loveaaa_somsak

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1215
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +34/-3
เข้ามาส่องเรื่องนี้ทุกวันในเล้า

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3095
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
โชคดีนะคุณโหร5555

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
รออยู่น้าาาา

ออฟไลน์ Gimlongdeep

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 55
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ความจะเจอพ่อเสืออะเนอะ55558585. แง้พี่โหรคะ พี่ช่างเท่ห์

ออฟไลน์ Rateesiri

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 143
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
ปูเสื่อรอเลย

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ตอนที่ 27 บันไดขั้นที่สอง

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูอึมครึมสำหรับอาคันตุกะ หากแต่พ่อแม่ลูกกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส คุณกัญญาฟุ้งเรื่องทำแปลงผัก ท่าทางจะติดใจวิธีการทำปุ๋ยหมักของโหรไม่น้อย เหลือแค่รอเวลาว่าประสิทธิภาพของมันจะสมกับที่โหรโม้ไว้หรือเปล่า

                โหรใช้ส้อมจิ้มไก่ในจานข้าวตัวเองซ้ำๆ แต่กลับไม่ยกมันเข้าปาก เขารู้สึกอิ่มตื้อตั้งแต่คุณเจริญเข้ามาแล้ว และค่อนข้างมั่นใจว่าท่านต้องเห็นช็อตที่เขาดึงแก้มกุมภ์แน่นอน แค่ความประทับใจแรกเขาก็ทำไม่ได้เสียแล้ว อย่าหวังเลยว่าทุกอย่างจะง่าย

                เท่าที่สังเกตคุณเจริญไม่ได้ช่างคุยเหมือนคุณกัญญา เป็นแค่นักฟังที่ดี รูปร่างสูงคล้ายกับกุมภ์ ท่านดูภูมิฐานสมกับที่ทำงานในตำแหน่งใหญ่ ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัยเส้นผมเริ่มมีสีดอกเลาแซม ดวงตามีแววเมตตา บางครั้งท่านก็เหลือบหันทางเขา ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าก็ไม่มีอะไรหลุดรอดผ่านริมฝีปากออกมา แต่เขารู้ได้ด้วยตัวเองว่าจะต้องได้พูดคุยกับท่านชนิดตัวต่อตัวในอีกไม่กี่อึดใจนี่แหล่ะ

                ทว่าในความกดดันเขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวนี้ ไม่ใช่แค่เพียงฐานะที่น่าอิจฉา แต่สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกยังน่าอิจฉาอีกด้วย กุมภ์เติบโตมาในครอบครัวที่ดีอย่างนี้นี่เองถึงได้เป็นคนอยู่ใกล้แล้วรู้สึกมีความสุข รวมถึงเขาด้วย

                มื้อเย็นผ่านพ้นไปด้วยดี แต่โหรไม่ค่อยจะเจริญอาหารสักเท่าไร ไม่ใช่เพราะฝีมือคุณกัญญาไม่เข้าขั้น ตรงกันข้ามอร่อยมากชนิดที่เปิดร้านได้สบายๆ แต่ที่กินไม่ค่อยจะได้เพราะอาการกดดันที่อัดแน่นอยู่ในท้องต่างหาก คุณกัญญาชวนทั้งหมดมานั่งรวมกันที่ห้องนั่งเล่นติดกับห้องโถง นอกจากบ้านช่องจะหลังใหญ่โตยังแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยได้ดีเยี่ยมอีกด้วย ห้องนั่งเล่นที่ว่าเป็นห้องเดียวกับที่กุมภ์นั่งดูทีวีเมื่อครู่ และเป็นสถานที่เดียวกับที่คุณเจริญเห็นโหรจับแก้มกุมภ์ โหรแอบกลืนน้ำลายลงคอ ตอนที่คุณเจริญกับคุณกัญญานั่งบนโซฟาตัวนุ่มหน้าจอทีวี เพราะมันเป็นที่เดียวกับที่เขาและกุมภ์หยอกล้อกัน

                ในห้องนั่งเล่นตกแต่งแบบง่ายๆ แต่หรูหราตามประสาผู้มีฐานะ ตู้ไม้ทรงสูงมีของสะสมที่น่าจะเป็นของคุณเจริญวางเรียงเป็นระเบียบ มันคือเหรียญในยุคสมัยต่างๆ มีทั้งของไทยและต่างประเทศ ตั้งเรียงรายน่าสนใจพอๆ กับพิพิธภัณฑ์เลยทีเดียว ส่วนอื่นๆ ก็จะมีหมอน ตุ๊กตา ชั้นหนังสือ แต่ที่เด่นที่สุดก็คือจอทีวีแบบติดผนังขนาดห้าสิบนิ้ว ที่ตอนนี้กำลังรายงานข่าวประจำวัน

                เด็กในบ้านยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะตัวยาวหน้าจอทีวี เด็กคนนั้นมองมาที่โหรแวบหนึ่ง แต่ก็เร็วพอที่จับสังเกตในดวงตาได้

                ใครวะ?

                ความหมายนัยน์มันแปลได้อย่างนั้น

                คุณกัญญากวักมือเรียกให้เขาเข้าไปนั่ง แน่นอนว่าไม่ใช่บนโซฟาที่เดียวกับที่ท่านกับคุณเจริญนั่งอยู่ หากแต่เป็นบนพื้นที่ปูด้วยพรมและหมอนรองนั่งลายสวยอีกใบ โดยมีกุมภ์ลงไปนั่งรออยู่ก่อนแล้ว โหรค่อยๆ หย่อนสะโพกลงนั่ง ห่างจากกุมภ์ราวหนึ่งช่วงแขน อยู่ใกล้กับคุณเจริญชนิดที่ว่าสามารถยกเท้าขึ้นเตะได้ถ้าหากเขาทำไม่ถูกใจ ซึ่งก็มีโอกาสสูงมากเช่นกัน

                คุณกัญญาแกะส้มส่งให้กับสามีและบุตรชาย กุมภ์บิดส้มใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนหนูแฮมสเตอร์กำลังเคี้ยวถั่วไม่มีผิด แก้มป่องกลม ริมฝีปากสีสดขยับไวๆ ขณะที่เขากำลังมองเพลิน บางอย่างก็ถูกส่งมาตรงหน้า เมื่อมองก็พบกับส้มที่ปลอกเปือกจนหมดกระทั่งใยขาวๆ ก็ไม่มี คุณกัญญาพยักพเยิดให้เขารับไป

                รสหวานแกมเปรี้ยวช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่าได้ดีไม่น้อย ความเครียดลดลงไปบ้างเมื่อทุกคนจดจ่ออยู่ที่หน้าจอทีวี แม้แต่กุมภ์ที่ค่อนข้างจะติดโทรศัพท์ยังมองข่าวตาแป๋ว บรรยากาศเหมือนครอบครัวจริงๆ แบบที่เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าครอบครัวเหมือนกัน

                โหรผ่อนลมหายใจแผ่นหลังตึงคลายลง ความสนใจถูกเนื้อหาข่าว ที่ส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอผ่านโลกโซเชียวมาแล้ว เกือบครึ่งชั่วโมงกระมังที่โหรซึมซับความสบาย กระทั่งเสียงของคุณเจริญดังขึ้น

                “โหร ไปห้องพระกันหน่อยสิ”

 

                ห้องพระ เกียรติรักษ์วงศ์ ใหญ่โตกว่าหิ้งพระที่บ้านเป็นเท่าตัว พระพุทธรูปโบราณที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าอายุคงร่วมร้อยปีตั้งวางเรียงตามลำดับ คุณเจริญจัดหิ้งพระแบบหมู่ห้า แต่อัดแน่นไปด้วยพระพุทธรูปชื่อดังทางด้านต่างๆ หนังสือธรรมะนับร้อยเล่มวางเป็นระเบียบในชั้นหนังสือ มีหมอนปักลายพิงอยู่มุมห้อง คุณเจริญคงใช้ห้องนี้เป็นที่พักผ่อนอีกแห่ง

                ความกดดันที่หายไปกลับมาอีกหน แต่มันน้อยลงกว่าเดิม คงเพราะคุณเจริญไม่ได้ตั้งป้อมรังเกียจ แต่เขาก็ยังไม่อยากให้ความหวังตัวเองมากเกินไป พร้อมคิดหาแผนสำรองเผื่อเอาไว้ ถ้าหากคุณเจริญเกิดโมโหจนควบคุมสติไมได้แล้วใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งขว้างใส่หัวเขา

                โหรเลือกนั่งอยู่ใกล้ประตู ส่วนเจ้าของบ้านนั่งหน้าหิ้งพระพอดี พรมสีเข้มเป็นเบาะรองชั้นดี กลิ่นธูปเจือจางในอากาศแต่เบาบางมากคิดว่ามันคงจะติดอยู่บนพรมที่เขานั่งอยู่ โหรมองหน้าผู้สูงวัยกว่า เท่าที่สังเกตคุณเจริญคงจะเด็กกว่าพ่อของเขาไม่กี่ปี ริ้วรอยบนใบหน้ามีปริมาณพอกัน แต่คุณเจริญดูดีมากกว่าคงเพราะท่านไม่ได้ตรากตรำทำงานหนักเท่ากับพ่อของเขาถึงตอนนี้พ่อจะกินดีอยู่ดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

                ดวงตาของคุณเจริญไม่มีแววโกรธเคือง ซึ่งเขามั่นใจว่าท่านรู้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกุมภ์มาก่อนหน้าแล้ว กระนั้นความกดดันยังคงเท่าเดิม คงเพราะสีหน้าราบเรียบของท่านที่ทำให้เขาเดาอารมณ์ของท่านไม่ได้ นาทีนี้วิชาความรู้ของปู่มันช่วยอะไรไม่ได้เลย

                “ผมเพิ่งเคยเห็นคุณครั้งแรก แต่ได้ยินเรื่องของคุณมาพักใหญ่แล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนที่กุมภ์หลงป่าโน่น” คุณเจริญพูดก่อน น้ำเสียงผ่อนคลายก็จริงแต่ยังไม่รู้สึกถึงความเป็นกันเอง โหรผงกศีรษะรับ ทั้งกุมภ์และคุณกัญญาคงถ่ายทอดเรื่องราวของเขาให้คุณเจริญฟังมาไม่น้อย “คุณเป็นหมอผีหรือพรานป่ากันแน่”

                มันเป็นคำถามที่ไม่ได้เหนือไปจากการคาดเดานัก โหรสูดเอากลิ่นธูปที่แสนคุ้นเคยเข้าปอด เงยหน้ามองผู้สูงวัยกว่า

                “ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างครับ ผมไม่เคยไล่ผี แล้วก็ไม่เคยล่าสัตว์ด้วย” โหรตอบ “ผมหากินด้วยการทำสมุนไพรขาย คนแถวนั้นเลยเรียกผมว่าหมอ”

                “ยาสมุนไพร? ไม่เคยเห็นกุมภ์พูดถึง” คุณเจริญเลิกคิ้ว สีหน้าแสดงความแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด

                “ครับ บ้านผมมีพื้นทีพอที่จะปลูกสมุนไพรบางตัว แต่บางตัวก็ต้องเข้าป่าไปหา คนบ้านนอกอย่างพวกเรายังเชื่อว่าสมุนไพรบางชนิดก็ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน”

                คุณเจริญนิ่งไป คงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาใหม่ เดาว่าก่อนหน้านี้กุมภ์คงเล่าว่าเขาเป็นพ่อมดหมอผีกระมัง

                “ผมคิดว่าคุณเป็นนายพราน ฟังจากที่กุมภ์เล่า ท่าทางคุณมีประสบการณ์เดินป่ามากทีเดียว”

                “ผมเคยเดินป่ากับปู่ตั้งแต่เด็กๆ ครับ แต่พ่อปู่ตายผมก็ไม่ค่อยได้เข้าไปลึกเท่าไร คราวที่ถูกเสือเล่นงานนั่นคือการเดินป่าลึกในสอบสิบปีเลยล่ะครับ”

                คุณเจริญพยักหน้ารับรู้ แต่ยังคงมีคำถามต่อ “แล้วคุณไปเรียนวิชาพวกนี้มาจากไหน แม้แต่คนรุ่นผมเองยังไม่เคยเห็น”

                “ปู่ของผม แล้วก็พระครูที่ผมเคยบวชเรียนด้วย แต่ตอนนี้พวกท่านเสียแล้วทั้งคู่” โหรตอบตามความจริง

                “เห็นกุมภ์เล่าว่าคุณมีรอยสักด้วยอย่างนั้นหรือ?”

                ดวงตาสีสนิมที่ผ่านโลกมาร่วมยี่สิบปีกวาดมองรอบๆ ตัว แน่นอนว่าไม่พบรอยสัก เพราะมันอยู่ในเสื้อ โหรผงกศีรษะรับอีกรอบ

                “ครับ ผมสักสองที่ ท่านพระครูสักให้ ไม่ใช่สักเล่นแบบสมัยนิยมหรอกครับ”

                “กุมภ์เล่าว่าคุณวิ่งเร็วเหมือนลิงตอนที่หนีเสือ จริงหรือเปล่า”

                บางทีเขาอาจจะคิดไปเอง ดวงตาของคุณเจริญเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยวนาทีมันก็กลับมาเป็นปกติ         “ครับ ผมสักหนุมาน ต้องมีคาถาถึงจะปลุกได้”

                “พระครูที่คุณว่าท่านชื่ออะไร”

                “พระครู...”

                ทันทีที่เอ่ยชื่อ ที่ว่าคิดไปเองมันก็เป็นจริง คุณเจริญแสดงทีท่าสนใจอย่างเห็นได้ชัด ท่านรู้จักพระครูของเขา เพราะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง เนื่องจากพระครูมีชื่อเสียงด้านการสักและไสยเวชขาวสะอาด มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย บางคนเป็นถึงนักการเมืองดัง ซึ่งเรื่องนี้เขาเองก็พอรู้ เพราะเคยเห็นคนใส่สูทหน้าตาขึงขังมาพระครู แต่ก็นานทีปีหน เขาเล่าถึงชีวิตตอนบวชให้คุณเจริญฟังรวมถึงวิชาความรู้ที่เรียนมา เขาเป็นลูกศิษย์คนสุดท้าย โดยไม่เคยลืมสิ่งสำคัญที่ท่านสอนนั่นคือการเป็นคนดี

                จากนั้นท่านก็สอบถามถึงวิชาพรานป่าของปู่เหม เขาเดาว่าคุณเจริญคงไม่เคยรู้ว่าคุณกัญญาเคยไปเดินป่ากับปู่เหมมาก่อนเมื่อครั้งยังเยาว์วัย เขาเล่าว่าแท้ที่จริงอาชีพพรานป่าของปู่เหมไม่ใช่เพียงแค่ล่าสัตว์เอามากิน หรือขายได้เงินมาประทังท้องไปวันๆ แต่ปู่เหมมีนายเป็นฝรั่งหาสัตว์ไปไว้ตามสวนสัตว์ต่างประเทศอีกด้วย รายได้ครั้งหนึ่งเรียกได้ว่าอยู่ได้เป็นปีๆ สมัยนั้นไม่มีกฎหมายห้ามล่าสัตว์ป่า แต่ความดุร้ายของสัตว์และความโหดของธรรมชาติเป็นสิ่งที่คนเดินป่าต้องเผชิญ ถ้าหากไม่เชี่ยวชาญชำนาญมากพออาจจะเหลือแค่ชื่อกับร่างทิ้งไว้ในป่า แต่เพราะปู่มีวิชาความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมา ท่านเลยพาคณะเดินทางกลับมาอย่างปลอดภัย ได้เงินเป็นกอบเป็นกำนับเป็นพรานป่าที่มีรายได้มหาศาลเลยทีเดียว เดิมทีปู่เคยเป็นทหารมาก่อน แต่เพราะไปขัดแข้งขัดขากับนายใหญ่เลยถูกปลดกลางอากาศเสียดื้อๆ เลยต้องมาทำอาชีพพรานป่า อาศัยที่เคยลาดตระเวนมาก่อนบวกกับฝีมือแม่นปืนเลยทำให้ชื่อเสียงของปู่โด่งดังภายในไม่กี่ปี

                “แล้วคุณไม่คิดจะทำแบบปู่คุณบ้างหรือ ท่าทางจะรายได้ดีนะ”

                “ไม่ครับ” โหรส่ายศีรษะปฏิเสธ “ผมไม่ชอบฆ่าสัตว์หากไม่จำเป็น พระครูท่านสอนไม่ให้ผมเบียดเบียนชีวิตใคร อีกอย่าง ผมไม่อยากทรมานเหมือนปู่”

                “ทรมาน? ยังไงหรือ?”

                “ก่อนจะตาย ปู่ทุรนทุรายอยู่หลายวัน เหมือนกับสัตว์ตอนที่มันถูกยิง ถูกกับดัก ผมเชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรมครับ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็หนีเวรกรรมไม่พ้น”

                คุณเจริญพยักหน้าเห็นด้วยโดยไร้ข้อแม้ “คุณสอบติดราชการแล้วใช่ไหม งานที่ทำอยู่ดีหรือเปล่า”

                “ครับ สนุกดี ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาจริงจังสักที” โหรตอบ ความคิดที่ไม่เคยคิดจะรับใช้แผ่นดินมันเปลี่ยนไปหมด เพียงเพราะใครบางคน งานราชการแม้เงินจะน้อยแต่ก็สนุกดี ได้เจอสารพัดปัญหานอกเหนือจากอาการเจ็บป่วยหรือเรื่องเหนือธรรมชาติ ถ้าถามว่าเวลานี้เขาชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างเป็นหมออย่างที่ชาวบ้านเรียกกับเป็นคนรับใช้แผ่นดิน คงต้องตอบว่าอย่างหลัง เขารู้สึกว่ามันคืองานจริงๆ ถึงจะเหนื่อยจะหนักแต่ก็อิ่มใจ

                “อืม ตอนผมรับราชการแรกๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน ปรับตัวไม่ค่อยถูก แต่อยู่มาสักพักก็เริ่มเบื่อ งานของผมมันอยู่แต่ในสำนักงาน อ่านแล้วก็เซ็นเอกสาร จนตอนนี้อยากจะเร่งวันเร่งคืนให้เกษียณสักที นี่กำลังปรึกษากับกัญญาอยู่ว่าอาจจะเออรี่ เพราะอิ่มตัวมาพักใหญ่แล้ว”

                โหรรับฟังท่านด้วยความเข้าใจ หากงานที่ทำจำเจ นานวันเข้าก็จะเริ่มเบื่อและอิ่มตัว คิดว่าคุณเจริญคงเจอกับอาการนี้มานานนับสิบปี แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็ยังไม่ได้สนทนาถึงประเด็นสำคัญสักที โหรสูดหายใจเข้าปอดรวบรวมกำลังใจให้ตัวเอง

                “เรื่องกุมภ์...”

                “ผมรู้ ไม่ได้จะขัดขวางอะไร” คุณเจริญแทรกขึ้นก่อนที่จะพูดจบประโยค เล่นเอาคนฟังกระพริบตาปริบๆ ผู้สูงวัยกว่าระบายยิ้มบาง ผ่อนลมหายใจและแผ่นหลัง อาการตึงเครียดระหว่างคนทั้งคู่คลายลงมากทีเดียว “ผมยอมรับว่าตอนที่กุมภ์บอกว่าเป็นเกย์ตกใจไม่น้อย เพราะเขาไม่เคยมีท่าทางกระตุ้งกระติ้งให้เห็นเลย คนวัยผมรู้จักแต่กระเทยหรือตุ๊ด ไม่รู้จักเกย์สักเท่าไร ผมเลยไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตถึงได้รู้ว่าผู้ชายเป็นเกย์เยอะแยะแค่ไหน หัวอกคนเป็นพ่อมันยากจะทำใจยอมรับได้ ผมไม่เก่งเหมือนกัญญารายนั้นใช้เวลาไม่กี่วันก็ทำใจได้ แต่ผมนานเป็นอาทิตย์เลยล่ะ ผมตั้งความหวังกับกุมภ์ไว้มาก เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว ผมอยากให้เขามีงานที่ดี มั่นคง มีหลานให้ผมกับกัญญาเลี้ยง แล้วก็ได้กัญญานั่นแหล่ะที่เข้ามาเตือนสติ ถึงกุมภ์จะเป็นเกย์ แต่เขาเป็นลูกผม เขาสามารถมีงานที่ดี มีอนาคตที่สดใสได้ แค่มีหลานให้ผมอุ้มไม่ได้เท่านั้นเอง แต่คิดอีกทาง ถึงเขาจะไม่มีหลาน แต่เขาก็หาลูกชายมาเพิ่มให้ผมได้อีกคน แล้วผมก็ดีใจที่เป็นคุณ”

                เป็นประโยคยาวที่สุดเท่าที่ได้สนทนากัน สีหน้าของคุณเจริญไม่ได้เปลี่ยนไปเลย น้ำเสียงก็สบายๆ ไม่ชวนให้หนักใจ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างที่คิดไว้ โหรก้มหน้าลงพลางประนมมือบนอก ขอบคุณในโอกาสที่ท่านมอบให้

                “ผมอาจไม่ใช่คนดี แต่กุมภ์ดีที่สุดสำหรับผม ผมจะสัญญาว่าจะดูแลเขาให้ดีเท่าที่จะทำได้”

                คำสัญญาที่ไร้การค้ำประกัน มันไม่น่าเชื่อถือสักนิด มีแค่ความไว้เนื้อเชื่อใจเท่านั้น แต่คุณเจริญกลับพยักหน้าน้อย ดวงตาอ่อนแสงลง

                “ฝากด้วยนะ”

 

 (มีต่อ)               

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
(ต่อ)
กุมภ์พลิกตัวกลับไปมาหลายตลบบนเตียง จะเที่ยงคืนแล้วแต่ยังข่มตาให้หลับไม่ได้ ในอกมันร้อนรุ่มแปลกๆ ตาแข็ง สมองทำงานแล่นฉิวเหมือนได้รับคาเฟอีนมาเกินขนาด ที่สุดก็ทนไม่ไหว สะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นนั่ง ขยี้ผมจนยุ่งยิ่งกว่าเดิม ขมวดคิ้วมุ่นค้นหาสาเหตุว่าทำไมเขาถึงนอนไม่หลับ ใช้เวลาแค่เสี้ยวนาทีก็รู้ว่าเพราะอะไร

                โหร

                แม้จะดีใจที่โหรมาอยู่ที่บ้าน ได้พูดคุยกันแบบตัวเป็นๆ หลังจากต้องสนทนาผ่านคลื่นโทรศัพท์อยู่หลายเดือน ได้เห็นตาดุๆ กับหน้าโหดๆ แต่เขารู้ว่ามันยังไม่พอ!

                ความคิดถึงมันทำให้กลายเป็นคนโลภไปเสียแล้ว

                ยอมรับอย่างหน้าไม่อายเลยว่าเขาคิดถึงโหร รอยสัมผัสที่แก้มเมื่อตอนเย็นเหมือนมันยังไม่จางไปไหน แม้จะผ่านมานานหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม นั่นแทบจะเป็นครั้งแรกเลยกระมังที่พวกเขาแตะเนื้อต้องตัวกัน ปลายนิ้วอุ่นสากเล็กน้อยหยิกมาที่แก้มแบบไม่แรงนักแต่มันทำให้หัวใจเต้นโครมคราม จนต้องทำโมโหเพื่อกลบเกลื่อน ทว่าลึกๆ แล้วเขารู้สึกตื่นเต้นและเขินที่สุด

                กุมภ์ถอนหายใจแรงๆ ลุกขึ้นจากเตียง เปิดประตูหลังห้องออกไปที่ระเบียง อากาศด้านนอกเย็นกว่าในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศไว้เสียอีก กรมอุตุรายงานไว้ว่าลมหนาวระบอกสุดท้ายมาเยือนแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มที่ กุมภ์ยกมือขึ้นกอดตัวเองใช้มือลูบแขนให้ไออุ่น ท้องฟ้าสีดำไม่ได้น่ากลัวเพราะมีดาวดวงน้อยๆ ประทับเต็มไปหมด มองไปเบื้องหน้าลิบๆ นั่นคือความวุ่นวายในเมืองหลวงที่ยังมีให้เห็นแม้จะล่วงเข้าสู่วันใหม่มาหลายนาทีแล้วก็ตาม บ้านของเขาตั้งอยู่ในเขตความเจริญ แต่แม่กับพ่อไม่ยอมให้โลกสิวิลัยเข้ามาครอบครองพื้นที่ส่วนตัวเหมือนที่บรรพบุรุษเคยหวงแหนเอาไว้ คุณทวดคงมองเห็นว่าความเจริญจะต้องกลืนกินความสงบอย่างแน่นอน ท่านเลยสร้างกำแพงสูงล้อมรอบพื้นที่เอาไว้ ปลูกต้นไม้เต็มไปหมด คุณตากับคุณแม่เลยสืบทอดความคิดของท่านเอาไว้ เขาภูมิใจที่แม่ไม่ได้หลงไปกับเงินทองจนขายที่ดินผืนนี้ไป แม้ว่าเคยมีนายหน้ามาเสนอราคาให้หลายสิบล้านก็ตาม แม่บอกว่าทรัพย์สินที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้มันประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ ซึ่งเขาก็เห็นด้วย แล้วก็ดีใจที่ยังได้อยู่บ้านหลังนี้แทนคอนโดหรูกลางเมืองหรือหมู่บ้านจัดสรร

                ลมเย็นพัดแรงกว่าในตอนแรก ทำให้หนาวกว่าเดิม ตอนที่คิดจะกลับไปเอาเสื้อมาสวมทับ เสียงเคลื่อนไหวที่อยู่ห่างไปราวห้าเมตรทางขวามือก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของแขกรับเชิญก็ปรากฏขึ้น

                “พี่โหร?”

                เจ้าของชื่อเบนหน้าตามที่เขาเรียก ใบหน้าคมสันที่ดูลึกลับเพราะเงาดำตกกระทบใบหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ดวงตาคมดุเป็นประกายชัดเจนแม้จะอยู่ในที่มืด ไม่มีวี่แววของคนเพิ่งตื่นนอนสักนิด แต่กลับชวนให้คิดว่าอีกฝ่ายอยู่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา...นอนไม่หลับเหมือนกัน

                “นอนไม่หลับเหรอ” อาคันตุกะหน้าดุถาม สองมือวางอยู่บนขอบปูนกั้นที่สูงระดับเอว

                กุมภ์พยักหน้ารับ “พี่ล่ะ ทำไมยังไม่นอน”

                “แปลกที่ละมั้ง” โหรว่า “แล้วทำไมกุมภ์ถึงนอนไม่หลับล่ะ”

                คนถูกถามนิ่งไปชั่วอึดใจ ไม่รู้ตัวว่าเผลอสำรวจโหรในชุดนอน เพราะน้อยครั้งนักที่จะได้เห็น เสื้อยืดสีขาวธรรมดา กางเกงฟุตบอลสีเข้ม เป็นชุดที่เบสิกที่สุดชนิดที่เด็กประถมก็ใส่กัน แต่เมื่อมาอยู่บนร่างชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนมันกลับดูดีขึ้นเป็นร้อยเท่า เส้นผมยุ่งไม่เป็นทรง เดาว่าคงจะพลิกกลับไปกลับมาหลายท่าแต่ก็นอนไม่หลับเหมือนกัน

                กุมภ์หันร่างไปทางคนถาม ไม่น่าเชื่อว่าระยะทางห่างแค่ไม่กี่เมตรแต่เขากลับสัมผัสกันไม่ได้ ที่น่าหงุดหงิดก็คือแม้จะได้เห็นหน้ากันแล้ว ความคิดถึงมันกลับไม่ลดทอนลงเลย ซ้ำยังทวีมากกว่าเดิมอีกด้วย หัวใจเต้นแรงขึ้น ความต้องการมีมากขึ้น เหมือนคนโลภที่ไม่รู้จักพอ

                “...คิดถึง”

                “หืม ว่าอะไรนะ?”

                คำว่าคิดถึงที่ผ่านรอดริมฝีปากมันคงแผ่วเบาเกินไป อีกคนเลยไม่ได้ยิน หรือว่าที่จริงก็รู้อยู่เต็มอกแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

                “คิดถึง โคตรคิดถึงเลยเนี่ย!”

                เขาไม่ได้เผลอตัวพูด แต่มันคือตั้งใจเลยต่างหาก ป่วยการที่จะเก็บไว้ในใจให้ทรมาน แม้ว่าตอนที่พูดหน้าจะร้อนจนแทบไหม้ก็ตาม

                “หึ หึ หึ”

                เสียงหัวเราะแผ่วดังมาจากอีกคน กุมภ์หันไปมองก็เห็นริมฝีปากหยักยกยิ้ม คล้ายกำลังกลั้นขำ หัวไหล่หนาสั่นน้อยๆ

                “หัวเราะอะไร!” กุมภ์ถามเสียงห้วน คนอุตส่าห์คิดถึงแทบตายดันมาหัวเราะเยาะกันเสียนี่ อายโว้ย!

                “...พี่ก็คิดถึง”

                คำพูดที่ผ่านรอดริมฝีปากที่ยกยิ้มนั่นยิ่งทำให้ใจสั่น ซ้ำความเขินอายก็ยิ่งมีมากกว่าเดิม กุมภ์ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่บอกไม่ถูกว่ามันมาจากความดีใจหรือเขินอายกันแน่ แต่มันรู้สึกดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ทีเดียวล่ะ

                ทั้งคู่ยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า สูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้กลางคืนไว้ในปอด ปล่อยให้สายลมเย็นพัดผ่านร่างกาย ก่อนหน้านี้ที่เคยหนาวแต่เพียงได้ยินคำว่าคิดถึงจากกันและกัน หัวใจก็พลันอบอุ่นขึ้นมาทันที

                “กุมภ์”

                “หืม?” เจ้าของชื่อเบือนหน้าทางเสียงเรียก เอียงคอน้อยๆ รอฟังคำพูดถัดมา รู้สึกสมองจะเบลอไปบ้างคงเพราะปล่อยความคิดหลุดลอยนานเกินไป

                “ขอนอนด้วยได้ไหม ห้องมันกว้างไป...ไม่ชิน”

                กุมภ์เลิกคิ้ว ข้ออ้างอะไรติ๊งต๊องสิ้นดี แต่แทนที่จะปฏิเสธเขากลับทำแค่กระพริบตาเร็วๆ สองสามครั้งแล้วผงกศีรษะให้

                สงสัยผีเจ๊พิกุลจะสั่งให้เขาตอบรับคำขอนั่นแน่ๆ

                เตียงนอนขนาดคิงไซส์ดูเหมือนจะเล็กลงไปถนัดตาเมื่อมีผู้ชายสองคนมานอนเคียงกัน แม้ความหนาใหญ่จะต่างกันอยู่บ้าง แต่ส่วนสูงห่างกันแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น เจ้าของเตียงสูงร่วมหนึ่งร้อยแปดสิบ ขณะที่อีกคนสูงกว่านิดหน่อย

                กุมภ์กำขอบผ้าห่มแน่นกว่าปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะมานานหลายนาทีแล้ว คงตั้งแต่ตอนที่ไปเปิดประตูห้องกระมัง อาการง่วงงุนที่ควรจะมีเพราะล่วงเข้าวันใหม่มาเกือบชั่วโมงแล้วยังไม่มีให้รู้สึก หลายครั้งที่แอบชำเลืองไปทางซ้ายมือของตัวเอง เพื่อมองเพื่อนร่วมเตียง

                ถึงจะเป็นเตียงแบบคิงไซส์ที่ทั้งกว้างและนุ่ม แต่หัวไหล่ของเขากับโหรห่างกันแค่ครึ่งคืบเท่านั้น ด้วยระยะนี้ทำให้เขารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากเรือนกายอีกฝ่าย เครื่องปรับอากาศดูเหมือนจะทำงานด้อยประสิทธิภาพลงหรือบางทีคงเป็นเพราะเลือดลมมันสูบฉีดมากเกินไปเลยทำให้ร่างกายมันอุ่นขึ้น นอกจากจะนอนไม่หลับแล้วยังกระสับกระส่ายอีกต่างหาก ที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องพลิกตัวนอนตะแคง แล้วก็เลือกที่จะเอาแต่ใจตัวเองด้วยการพลิกไปทางเพื่อนร่วมเตียง

                โหรนอนหงาย มือทาบบนอก แผ่นอกกว้างสะท้อนเป็นจังหวะการหายใจ ใบหน้าเรียบเฉยแม้จะเห็นแค่เงาเลือนรางในความมืด แต่ความคมเข้มก็ยังเห็นชัดเจน ที่เด่นที่สุดคงจะเป็นจมูกโด่งจัด โหรไม่ใช่ผู้ชายรูปหล่อชนิดที่ผู้หญิงจะต้องเหลียวหันมอง หากแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบผู้ชายแท้ๆ เขาเพิ่งสังเกตว่าโหรไม่เคยสูบบุหรี่หรือกินเหล้าเลย แม้ผิวพรรณจะไม่ได้ขาวสว่าง ทว่าผิวสีแทนคร้ามแดดก็สะอาดดูดี เส้นผมตัดเป็นรองทรงธรรมดารับกับรูปหน้าค่อนข้างเรียว จอนยาวข้างแก้มเน้นให้เห็นสันกรามชัดเจน

                ถ้าใครบอกว่าโหรไม่หล่อ เขาเถียงขาดใจเลยล่ะ!

                กุมภ์แทบไม่รู้ตัวว่าเผลออมยิ้มทั้งที่นอนตะแคงมือกุมผ้าห่มอยู่อย่างนั้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเกิดมาจะต้องมาชมเพศเดียวกันว่าหล่อ หรือแอบมองผู้ชายตอนนอนแบบนี้

                “มองแบบนี้ พี่ก็นอนไม่หลับกันพอดี” จู่ๆ คนที่คิดว่าหลับไปแล้วก็พูดขึ้น ซ้ำยังไม่ลืมตาอีกด้วย ก่อนจะตั้งตัวได้คนพูดก็พลิกตัวหันตะแคงมาทางเดียวกัน เปลือกตาสีเข้มเปิดขึ้น กุมภ์กระพริบตาปริบๆ รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่าแอบขโมยกินขนมตอนเจ้าของขนมหลับ

                “พี่ไม่ได้หลับไปแล้วหรอกเหรอ”

                “ก็เกือบจะหลับ แต่ดันถูกเด็กแถวนี้แอบมองเหมือนจะลักหลับกันซะก่อน”

                คนฟังคงไม่เขินจนแก้มร้อนแทบระเบิดแบบนี้หรอกถ้าหากคนพูดไม่แฝงสองแง่สามง่ามแบบนี้ กุมภ์รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนทะลึ่งไปเสียแล้ว

                “เปล่าสักหน่อย! ผมไม่ได้คิดจะลักหลับพี่นะ!”

                “คิดได้ ไม่คิดตังค์” โหรพูดยิ้มๆ ด้วยโครงหน้าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ถึงแม้จะนอนตะแคงแบบนี้ก็ไม่ได้ดูตลกแต่อย่างใด

                “จ้างก็ไม่คิดหรอก!” กุมภ์ว่า สาบานต่อหน้าหลอดไฟข้างทางเลยว่าไม่เคยคิดอย่างที่ถูกกล่าวหา และจะว่ากันตามความจริง เขาแทบไม่เคยคิดไปถึงขั้นนั้นกับโหรเลย

                “หึหึ” อีกคนหัวเราะในคอ เสียงทุ้มติดเจ้าเล่ห์ชวนน่าหมั่นไส้พิกล “ง่วงก็นอนเถอะ หนาวหรือเปล่า”

                “ไม่หนาว...เท่าไร”

                “ไม่หนาวแล้วทำไมกอดผ้าห่มแน่นขนาดนั้นล่ะ” โหรถามอย่างจับผิด ตาดีแม้จะอยู่ในความมืด เหมือนนกฮูกไม่มีผิด นึกสงสัยว่าพระอาจารย์ท่านเคยสอนวิชานกฮูกให้บ้างหรือเปล่า

                “พี่ล่ะ ไม่หนาวเหรอ” เขาถามกลับบ้าง

                “หนาวสิ ไม่ชินกับแอร์เท่าไร อยู่บ้านก็มีแค่แอร์ธรรมชาติ” โหรว่า พลางกระเถิบเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนระยะห่างเหลือแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้น ใกล้เสียจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคน “กอดได้ไหม ในฐานะคนขี้หนาวก็ได้”

                “บะ..บ้าหรือไง” กุมภ์รูสึกเหมือนหัวใจจะเต้นออกมานอกอกเสียให้ได้ ยอมรับตามตรงว่าไม่กล้ามองตาอีกฝ่าย มันเป็นประกายระยิบระยับชวนให้อายยิ่งกว่าเดิม และถึงจะต่อว่าแต่หัวใจกลับเรียกร้องให้ตอบรับคำขอ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะว่าหนาว “...อื้ม”

                “อะไรนะ” โหรถามเสียงต่ำและแผ่วเบา

                “อื้ม!” กุมภ์กระแทกเสียงย้ำ อายจนอยากจะแทรกผ้าห่มหนี แต่ทำได้แค่ขยับผ้าขึ้นมาถึงบนคางเท่านั้น

                ไม่มีคำถามอะไรอีก โหรขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมสอดมือเข้ามาซอกคอ ออกแรงดึงเพียงเล็กน้อยศีรษะก็เข้าไปเกยแถวอกแกร่ง กลิ่นตัวหอมเหมือนลูกอมรสมินต์ไม่ได้แค่แตะปลายจมูกอีกแล้ว มันเหมือนโอบรอบตัวเขาเลยทีเดียวล่ะ เช่นเดียวกับวงแขนแข็งแรงที่ไม่ใช่อยู่แค่ที่คอ เพราะมืออีกข้างมันเกาะเกี่ยวอยู่แถวช่วงเอวแล้ว

                มันจะเป็นเรื่องแปลกหรือเปล่าที่เขาตื่นเต้นเพราะถูกเพศเดียวกันกอด ไม่ใช่ว่าไม่เคยกอดกับใคร แต่ทุกคนคือเพื่อน คือพี่น้อง ไม่ใช่สถานะคนพิเศษแบบนี้ และแทนที่จะอึดอัดที่ถูกกอดไว้แบบนี้เขากลับรู้สึกอบอุ่นแทน ไม่ใช่อุ่นกายแต่ลึกลงไปถึงหัวใจเลยทีเดียว อย่างที่คิด อ้อมกอดของโหรปลอดภัยที่สุด

                “ทำไมใจเต้นแรงจัง”

                แต่ไม่วายจะแซวให้อายยิ่งกว่าเดิม กุมภ์ใช้กำปั้นข้างที่ถนัดทุบไปบนหน้าอกที่แข็งเหมือนก้อนหิน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเจ็บหรือเปล่า แต่เขาเจ็บมือใช้ได้เลยล่ะ

                “นอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นใส่บาตร”

                กุมภ์ไม่ได้หลับตาตามที่โหรบอก แต่กลับช้อนตามองโหรแทน ถึงจะเห็นแค่ลูกคางที่เงามืดก็ยังดีใจ เวลาสามเดือนที่ไม่ได้เจอกันมันอาจจะไม่นานสำหรับคนอื่น แต่มันมากสำหรับเขา กุมภ์สอดแขนกอดตอบกลับไปบ้าง เนื้อตัวที่ไม่ได้นุ่มนิ่ม ออกจะแข็งเสียด้วยซ้ำ ทว่ามันทำให้รู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้พร้อมจะปกป้องได้ทุกคนไม่ใช่แค่เขา

                แบบที่เขาเรียกกันว่า ผู้นำล่ะมั้ง

                ความคิดเกี่ยวกับโหรล่องลอยเรื่อยเปื่อย ย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน เรื่องมหัศจรรย์ที่วันหนึ่งมันจะกลายเป็นแค่นิทานเล่าให้ลูกหลานฟัง จนถึงอ้อมกอดนี้ ความจริงแล้วเขาอยากจะคิดถึงอนาคตอยู่บ้าง เช่น แปลงผักของแม่จะโตหรือตายหลังจากได้ปุ๋ยของโหรไป ทว่าเปลือกตามันทนไม่ไหวเสียแล้ว ก่อนที่จะเดาว่าผักของแม่จะโตภายในกี่วันสติก็ดับวูบเหมือนกดปิดสวิซต์...


 :mew2:

ใดๆ คือเราลืมมมมมมม ขอโทษนะ ฮืออออออ เพื่อเป็นการแก้ตัว เดี๋ยววันพุธอัพให้อีกตอนนึงเด้อ

มีคนขอให้แต่งคู่จ้าวจอมกับพันนาต่อ รับไว้พิจารณาจ้า เพราะ บ.ก. ก็รีเควสมาเหมือนกัน แต่ขอเวลาคิดพล็อตเรื่องหน่อยเน้อ อยากจะให้มีผีอีก ชักจะติดใจ ฮาาาาาา

เจอกันวันพุธจ้า

ออฟไลน์ Philosophy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 55
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-1
พัฒนานะจ้ะ

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
เราก็รอแล้วรอเล่า เมื่อไหร่จะมาเสียที แต่พอมาก็ทำให้หายคิดถึง ไม่โกรธหรอก กลัวไม่ได้อ่านตอนต่อไป อิอิอิ

ออฟไลน์ Austin

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
คู่พันนาต้องผีคุณยายของเจ้าจอม :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
โอ๊ยยย นอนพี่โหร ทำไมหยุดแค่นั้นอะ เสียดายยยย คริคริ

ออฟไลน์ nizxx

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 19
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เขินมาก นึกหน้าน้องกุมภ์เป็นเมธวินนนน เจ้าคนน่ารักของแม่ ฮือ พิโหรอบอุ่นมาก ยังกับไมโครเวฟ ฮือ เขินจังเลย พิโหรน่ารักมากกกกก มีความกลัวพ่อเสือ ฮือ พิกุมภ์นุบนิบมาก ไอ่ต้าวความร้าก

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
งุ้ยย เขินพี่โหร  :-[

ออฟไลน์ sawangpong

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 8
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
แอบคิดนะหลังจากนิทานพันดาวมีแพลนจะทำซีรีย์ปีนี้ถือเป็นการฉีกกฎว่าซีรีย์​วายต้องอยู่แค่ในมหาลัย​แล้ว​ ก็แอบลุ้นถ้าไพรพิศวงถูกเอาไปทำเป็นซีรีย์​มันจะต้องหฤหรรษ์​และก็สนุกมากแน่ๆและน่าจะเป็นการเปิดโลกซีรีย์yในแบบที่เราไม่เคยเห็นแน่ๆ​

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 28 : อารมณ์] 06/05/2563
«ตอบ #434 เมื่อ06-05-2020 19:36:06 »

ตอนที่ 28 อารมณ์

                โหรเหลือบมองหน้าคนที่ยืนห่างออกไปหนึ่งคนคั่น ใบหน้าขาวสะอาดดูบวมกว่าปกติเล็กน้อย แต่ที่เด่นที่สุดคงจะเป็นถุงใต้ตากับทรงผมที่ยุ่งไม่ต่างจากรังนก ซ้ำเจ้าตัวยังเปิดปากหาวอย่างไม่เกรงใจหลวงตาที่กำลังให้พร ไม่นานหลวงตากับเด็กวัดก็เดินห่างออกไป บุคคลทั้งสี่ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน คราวนี้คนหัวยุ่งหาวเสียงดังเต็มที่แทบไม่เหลือเค้าคุณหนูหลานชายคุณทวดสักนิด

                “ปกติแม่เห็นตื่นมานั่งตาแป๋วตั้งแต่หกโมง วันนี้ทำไมตื่นสายซะได้” คุณกัญญาเอ็ดบุตรชายที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน โดยที่แขกอย่างโหรยืนอยู่อีกฝั่ง และข้างกันนั้นคือคุณเจริญที่อยู่ในชุดพร้อมทำงานแล้ว

                “ก็...นอนดึก”

                “ทำไมนอนดึก ช่วงนี้ไม่มีสอบไม่ใช่หรือไง” คุณกัญญายังจี้ไม่เลือก พลางส่งถาดเปล่าให้กุมภ์

                “เล่นเกมไง แม่อ่ะถามเซ้าซี้จริง” กุมภ์ทำหน้างอ แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนกลับไปเข้าไปในรั้วบ้าน เขาเห็นริ้วแดงแถวแก้มขาว

                “ไปคุณโหร ไปกินข้าวกัน ฉันตื่นมาทำแกงเขียวหวานตั้งแต่ตีห้าเลยนะ” คุณกัญญาชวน ทั้งสามเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน เสียงไก่ขันมาจากที่ไหนสักแห่ง ในความวุ่นวายของเมืองหลวงยังมีความสุขเล็กๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน

                มื้อเช้าเป็นไปอย่างเรียบง่าย บรรยากาศผ่อนคลายมากกว่าเมื่อคืนมากทีเดียว คุณกัญญาโชว์ฝีมือแกงเขียวหวานไก่ ผัดผักรวมและไข่เจียวกุ้ง เมนูง่ายๆ แต่อร่อยชนิดที่แม่ค้าต้องอาย ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือฝีมือคุณกัญญาดีเขาถึงได้ขอเติมข้าวถึงสองรอบ คุณกัญญายิ้มแก้มแทบปริ ถึงไม่มีคำชมรื่นหู แต่แค่เห็นคนกินจนแทบเกลี้ยงหม้อก็พอใจแล้ว นอกจากจะมีเมนูของคาวแล้วยังมีข้าวเหนียวเปียกลำไยเป็นของหวานล้างปากให้อีกด้วย ทว่าคุณเจริญปฏิเสธเพราะกลัวว่าน้ำตาลจะขึ้น เลยขอรับแค่กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลแทน แล้วท่านก็ออกจากบ้านไปตอนร่วมเจ็ดโมงครึ่ง ขณะที่บุตรชายคนเดียวของบ้านยังนั่งกินข้าวเหนียวเปียกเอื้อระเหย ไม่ยี่หระต่อเวลา น้ำท่ายังไม่ได้อาบ จะบอกว่ากินข้าวพร้อมทั้งขี้ฟันก็คงจะไม่ผิดนัก

                “กุมภ์ มีเรียนเช้าไม่ใช่หรือไง”

                “พันไลน์มาบอกว่าอาจารย์ยกเลิกคลาสแรก เรียนอีกทีก็บ่ายเลย” กุมภ์ตอบเนือยๆ พลางละเลียดชิมรสข้าวเหนียวหวานฉ่ำ

                “เหรอ ถ้าอย่างนั้นแม่ขอตัวก่อนนะ ว่าจะไปดูแปลงผักสักหน่อย” คุณกัญญาว่าอย่างอารมณ์ดี เดินคล่องแคล่วหายไปทางหลังบ้าน

                โหรละสายตาจากแผ่นหลังเล็กของคุณกัญญากลับมายังพ่อตัวดี ผมของกุมภ์ยังยุ่งจนน่าขัน แต่หน้ากับใต้ตาเลิกบวมแล้ว ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งแม้ว่าจะยังไม่ได้อาบน้ำก็ตาม ปลายจมูกแดงกว่าปกติเล็กน้อย นิ้วเรียวขาวจับช้อนขนมส่งใส่ปากเป็นระยะ ริมฝีปากขยับตามจังหวะการเคี้ยว ดวงตาคู่กลมเหมือนลูกกวางมองไปเบื้องหน้าซึ่งก็คือหน้าจอทีวี เขาเผลอมองอีกฝ่ายกระทั่งลิ้นสีสดตวัดรอบริมฝีปาก ความรู้สึกบางอย่างก็หวิวโหวงอยู่แถวช่องท้อง ซ้ำร้ายมันทำท่าจะวิ่งลงต่ำไปมากกว่าเดิม

                บ้าชะมัด!

                ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน แต่มันไม่เหมาะ ไม่ควร บ้าเอ๊ย!

                เขามีอารมณ์!

                “วันนี้ไปม.กับผมไหม โม้กับไอ้พันไว้ว่าพี่มา พวกมันมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่เยอะแยะเลย”

                กุมภ์หันมาถาม พอเขาเหลือบไปมองก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ลิ้นเล็กสีสดแตะมุมปากพอดี อาการที่เป็นอยู่มันกำเริบขึ้นอีก จิตอกุศลเกิดขึ้นตั้งแต่หัววัน โหรรีบเบือนหน้าหนีจากภาพกระตุ้นความคิดไม่ดี นึกถึงคำสอนของพระครู แต่มันก็เลือนรางขาดๆ หายๆ ซ้ำร้ายใบหน้าของคนข้างๆ แทรกเข้ามาเป็นระยะอีกด้วย ยังไม่ทันที่จะตั้งสติได้ ที่หัวไหล่ก็รับรู้ถึงแรงเขย่าก่อกวนสมาธิ

                “พี่! ตกลงจะไปไหม หรือจะอยู่ช่วยคุณนายกัญญาทำปุ๋ย ท่าทางจะติดใจ เมื่อวานได้ยินว่าจะไปหาซื้อขี้วัวแล้ว”

                โหรกระพริบตาอยู่สองสามครั้ง สติฟื้นคืนก็จริงแต่อาการปวดหน่วงที่ท้องน้อยยังมีอยู่ เขาสลัดหัวเบาๆ พยายามไม่จินตนาการถึงผิวหนังใต้ชุดนอนของอีกคน ยอมรับว่ากุมภ์ทำให้เขากลับไปเป็นหนุ่มอายุสิบเก้าอีกครั้ง ความรู้สึกมันคล้ายกับตอนที่จีบแพรใหม่ๆ ตื่นเต้นและคิดเรื่องอย่างว่าตลอดเวลา

                ผิดกันตรงที่ตอนนี้คนที่เขามีใจให้ดันเป็นผู้ชาย มันน่าเหลือเชื่อตรงที่เขารู้สึกกับกุมภ์เหมือนที่รู้สึกกับผู้หญิง นึกอยากจะได้ตำราที่อธิบายเกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์สักเล่ม เผื่อว่าจะเข้าใจว่าทำไมอาการแบบนี้มันถึงเกิดขึ้นกับเขาที่เป็นผู้ชายแท้ๆ ได้

                “...อืม”

               

                โหรอาบน้ำแล้ว แต่คนที่เอ่ยปากชวนไปมหาวิทยาลัยเข้าไปในห้องน้ำพักใหญ่แล้ว เพิ่งรู้เหมือนกันว่าผู้ชายก็อาบน้ำนานเหมือนกัน เข็มนาฬิกาหมุนจนครบครึ่งชั่วโมงแล้ว เขาได้ยินเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงหัวเราะ เสียงคุยเป็นระยะ เดาว่าที่กุมภ์อาบน้ำช้าขนาดนี้เป็นเพราะเล่นโทรศัพท์อยู่แน่นอน

                โหรทิ้งตัวลงนอนไปกับเตียงนุ่มที่เมื่อคืนได้มาอาศัยนอนอยู่ครึ่งค่อนคืน แถมยังได้กอดเจ้าของเตียงแบบไม่โดนถีบอีกด้วย เขาจำความรู้สึกตอนที่กอดกุมภ์ได้ดี เนื้อตัวของกุมภ์ไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนผู้หญิง ไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชวนคิดลึก แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่ ตรงกันข้ามเขากลับประหลาดใจแทน

                กุมภ์ไม่ใช่ผู้ชายผอมบางหรืออรชร แต่เป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง มีกล้ามเนื้อพอประมาณ หากสวมเสื้อผ้าก็จะเหมือนผู้ชายทั่วไป ทว่าเมื่อคืนหลังจากที่กอดแบบเต็มอ้อมแขนไปแล้วถึงรู้ว่ากุมภ์ตัวเล็กกว่าที่คิด ผิวกายเลื่อนเนียนมือ กอดแล้วมันเขี้ยวอยากจะกอดให้แน่นจนจมอก แขนและขายาวๆ นั่นไม่ทำให้รู้สึกเกะกะแต่อย่างใด สรุปคือเขาชอบการกอดกุมภ์มาก แถมยังเป็นครั้งแรกที่อยากจะกอดผู้ชายอีกด้วย

                คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับคนที่อยู่ในความคิด สายตาเบนไปหาอัตโนมัติ ร่างของกุมภ์ที่มีผ้าขนหนูพันท่อนล่างเอาไว้ ท่อนบนเปลือยเปล่า มีหยดน้ำเกาะพราว ผิวขาว ไม่สิ ต้องเรียกว่าชมพูเนียนละเอียดเหมือนผิวเด็กทารก เส้นผมเปียกชื้นจนมีน้ำหยดเจ้าตัวใช้ผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กขยี้เส้นผมเบาๆ ใบหน้าใสสะอาดจนนึกสงสัยว่าเคยมีสิวเม็ดไหนขึ้นไปกล้ำกลายบ้างหรือเปล่า

                จู่ๆ ลำคอก็แห้งผากขึ้นมากะทันหัน สายตาไม่ยอมละภาพตรงหน้าเลย เฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวอย่างไร้มารยาท ราวกับถูกสะกด กุมภ์ไปหยุดที่หน้าตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกบานใหญ่ ขยี้เช็ดผมอยู่ราวครึ่งนาที ก่อนจะใช้ผ้าผืนเดิมเช็ดไปบนท่อนแขนขาวของตัวเอง โหรไม่อาจห้ามจินตนาการของตัวเองที่กำลังสร้างภาพมือของตัวเองแทนผ้าผืนนั้น กุมภ์ดึงเอากางเกงสแล็คสีดำออกมาจากตู้ สอดขาลงไปด้วยท่าทางธรรมชาติอย่างที่ผู้ชายทำ แต่สายตาของเขากลับไม่ยอมคลาดเคลื่อนไปที่อื่นได้เลย     

                “มองอะไร?”

                โหรสะดุ้ง ไม่รู้ว่าถูกจับได้ว่าเป็นโรคจิตถ้ำมองได้อย่างไร หลังจากตั้งสติได้ก็สำเหนียกได้ว่าสายตาของตนหยุดอยู่ระหว่างกลางแผ่นอกราบเรียบและหน้าท้องที่มีลอนกล้ามเล็กน้อย พลันไอร้อนก็พุ่งสูงขึ้นมาที่หน้า รู้สึกเหมือนขโมยที่ยังไม่ทันจะได้หยิบจับอะไรแต่ถูกจับได้เสียก่อน

                “เปล่า”

                โหรรีบตีสีหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะยังเต้นโครมครามไม่หาย เขานี่ท่าจะบ้า ตรงหน้าก็ผู้ชาย อะไรๆ ก็เหมือนกัน ต่างกันก็แค่รูปร่างและผิวพรรณ อีกฝ่ายลูกผู้ดี ไม่เคยเจอแดดเจอฝน ส่วนเขาหลานนายพรานผจญมาทุกรูปแบบ

                นี่กระมังที่เรียกว่าความแตกต่างที่ลงตัว

                “แล้ว...ทำไมไม่รีบแต่งตัวสักที ตัวซีดหมดแล้ว”

                แทนที่จะทำตามที่บอก ไอ้เจ้าเด็กดื้อกลับเดินมาที่เตียงทั้งสวมแค่กางเกงนักศึกษาไม่ติดตะขอ รูปซิปก็ครึ่งๆ กลางๆ ไม่รู้จะขี้อวดไปถึงไหน แต่ก็อย่างว่ากุมภ์หุ่นดีใช่เล่น กล้ามเนื้อกำลังดี ผิวขาวจัดตัดกับกางเกงแสล็คสีดำ เอวคอดเล็กน้อยรับกันดีกับสะโพกสอบ ไล่สายตาขึ้นมาด้านบน หน้าอกขาวมีเม็ดทับทิมเล็กๆ สีส้มจางสองข้าง กระดูกไหปลาร้า ลำคอยาวขาวสะอาด เส้นผมที่ยังไม่แห้งดี ลูกคางเรียงจนถึงริมฝีปากอิ่มสีสด

                เขาใช้คำว่าอิ่มและสีสดได้จริงๆ อย่างไม่นึกละอายปาก ไม่ต้องไปเทียบกับใคร แค่ก็กับเขาก็ได้ ปากของกุมภ์เป็นสีส้มอมชมพู รูปปากไม่ได้บางจัดหรือหนาเกินไป ฉ่ำวาวหน่อยๆ อย่างคนที่กินน้ำวันละแปดแก้ว ขณะที่เขาปากแห้ง สีเข้มตามสีผิวรูปปากค่อนข้างบาง

                โหรละจากริมฝีปากสวยขึ้นไปยังจมูกโด่งรั้น จมูกแบบนี้คนโบราณว่าเป็นพวกหัวดื้อ เอาแต่ใจ เขาไม่เคยเห็นกุมภ์เอาแต่ใจสักครั้งเหมือนกัน ดวงตากลมใส ไม่ได้คมเข้มเพราะเชื้อชาติที่อยู่ในกายไม่ใช่ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขนตายาวเรียงต่อกันไม่หนาไม่บาง คิ้วสีเข้มทว่าไม่ได้รกหนา โดยรวมแล้วกุมภ์เป็นผู้ชายที่สาวๆ สมัยนี้เรียกว่าหล่อใสสไตล์เกาหลี

                “ยังจะมาบอกว่าเปล่าอีก มองจนจะท้องแล้วเนี่ย”

                เขาถลึงตาใส่คนพูด ไม่ได้อยากจะจ้องผู้ชายเหมือนกันสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมห้ามสายตาตัวเองไม่ได้ ซ้ำร้ายตอนนี้กุมภ์ยังอยู่ห่างแค่เอื้อมมือถึงเท่านั้น กลิ่นหอมเย็นสะอาดของสบู่เจือจางในอากาศ ผิวขาวที่น่าจะเย็นเฉียบมันชวนให้ตบะแตกชะมัด

                กุมภ์เลิกคิ้วมอง นัยน์ตาคล้ายกับจะท้าทาย แต่จะเรื่องอะไรนั้นเขาก็ขี้เกียจจะเดา รู้แค่ว่ามือมันเอื้อมไปตวัดเอวคอดเข้าให้เสียแล้ว ชั่ววินาทีเดียวร่างของเด็กดื้อก็หล่นตุบมาอยู่บนตักเรียบร้อยแล้ว

                “ทำอะไรวะพี่ ตกใจหมด”

                กุมภ์แหว คิ้วขมวดน้อยๆ มือวางบนหัวไหล่ได้พอดิบพอดี ใบหน้าขาวสะอาดอยู่ห่างแค่ครึ่งคืบเท่านั้น กลิ่นหอมของสบู่อยู่ใต้จมูก ผิวกายของกุมภ์เย็นอย่างที่คิดจริงๆ ทว่ามันเนียนเรียบแถมยังลื่นอีกต่างหาก เหมือนกำลังได้สัมผัสกับผ้าแพรชั้นดีเลยทีเดียว กุมภ์ดิ้นขลุกขลักเบาๆ แต่เขารัดเอวแน่นไม่ยอมแปล่อย ไม่นานก็เลิกดิ้น เงยหน้ามองตาเขียวพร้อมเอาเรื่อง เจ้าตัวคงคิดว่าดุพอๆ กับไอ้บอด แต่ในความจริงมันเหมือนแมวมากกว่า

                “ทำไมขี้ยั่วนัก”

                “ยั่วอะไรวะ อื้อ! ไม่เอา”

                สาบานได้ว่าไม่รู้ตัวเลยตอนที่เอาจมูกไปชนกับแก้มนุ่ม แถมยังสูดเอากลิ่นสบู่ที่ล่อใจมาพักใหญ่เสียฟอดใหญ่ ให้ตายเถอะ เกิดมายี่สิบห้าปีไม่เคยคิดเลยว่าแก้มผู้ชายมันจะหอมและนุ่มได้ขนาดนี้

                กุมภ์ตอบแทนค่าโดนขโมยหอมแก้มไปหนึ่งอึกที่หัวไหล่ เขาเลยเอียงหน้าหอมอีกแก้มอย่างไม่ยอมลดให้ อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะยอมง่ายๆ เขาหอมไปกี่ทีก็โดนทุบคืนเท่ากัน แต่มันโคตรคุ้มเพราะแก้มกุมภ์นุ่มและหอมจนปอดของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นสบู่

                “ทำอะไรวะ! ไอ้พี่บ้า เจ็บแก้มนะโว้ย”

                กุมภ์โวยวาย นอกจะไม่เคยได้ยินกุมภ์พูดวะพูดโว้ยแล้ว ยังได้เห็นแก้มแดง หูแดง ลามลงไปที่คออีกต่างหาก กุมภ์ก้มหน้าหนีเพราะกลัวว่าจะถูกขโมยหอมแก้มอีก มีแค่ดวงตาที่มองกันอย่างเอาเรื่องเท่านั้น เขาไม่ได้ยี่หระสักเท่าไร กระชับแขนให้แน่นขึ้น กุมภ์ไม่ได้เนื้อตัวนุ่มนิ่มแบบผู้หญิงก็จริง แต่กอดแล้วเต็มอ้อมแขน ยิ่งกอดก็ยิ่งมันเขี้ยวอยากจะรัดแน่นๆ แต่ก็กลัวจะโดนฆ่าตายด้วยสายตาเสียก่อน...

(มีต่อ)

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ไพรพิศวง : [ตอนที่ 28 : อารมณ์] 06/05/2563
«ตอบ #435 เมื่อ06-05-2020 19:37:27 »

(ต่อ)
บรรยากาศมหาวิทยาลัยที่กุมภ์เรียน ต่างจากที่เคยเรียนนิดหน่อย ตรงที่คณะนี้เงียบกว่า และต้นไม้น้อยกว่า มหาวิทยาลัยของเขาเต็มไปด้วยต้นไม้เพราะอยู่ต่างจังหวัด แต่ในทุกๆ วันใต้คณะจะเต็มไปด้วยเสียงคุยบางวันก็หนักหน่อยถ้าหากมีใครอุตริเอาสัตว์เลี้ยงมาด้วย สำหรับคณะเกษตรไม่แปลกนักหรอก เพราะนอกจากจะมีคนแล้วยังมีสัตว์อีกด้วย ทั้งเล้าเป็ด เล้าไก่ กระทั่งคอกวัวก็ยังมี

                แต่สำหรับคณะนิติศาสตร์มันเงียบและสงบกว่ามาก เสียงพูดคุยกันมีบ้างแต่ไม่ดังนัก นักศึกษาจับเป็นกลุ่มๆ ส่วนใหญ่จะนั่งอ่านหนังสือกัน เสียงเปิดกระดาษสลับกับคุย กุมภ์บอกว่าช่วงนี้ใกล้สอบนักศึกษาเลยอ่านหนังสือหนักขึ้น แต่เขายังไม่เห็นคนที่บอกว่าใกล้สอบจะหยิบหนังสือมาอ่านสักเล่ม

                กุมภ์มานั่งบนเก้าอี้หินอ่อนตัวเก่า ตรงนั้นมีนักศึกษาชายนั่งอยู่ก่อนแล้วสองคน แค่เห็นแผ่นหลังเขาก็จำได้ว่าเป็นใคร

                “อ้าวมาแล้วเหรอ พี่โหร สวัสดีครับ”

                ยังไม่ทันจะได้นั่ง หนึ่งในสองก็หันมาเห็นเสียก่อน เอยทักพร้อมยกมือขึ้นไหว้ทักทาย เขารับไหว้แทบไม่ทัน นึกดีใจที่ได้เห็นสีหน้าสดใสของอีกฝ่าย แสดงว่าผีแม่พิกุลคงไปใช้กรรมแล้วจริงๆ ไม่ได้มากวนใครอีกแล้ว

                “สวัสดี สบายดีนะ” เขาทักทายกลับ ซึ่งรชตก็พยักหน้ารัว

                “สบายดีพี่ ไม่เจอกันนานเลย หล่อขึ้นปะเนี่ย”

                เขาอมยิ้ม ไม่รู้ว่าหล่อขึ้นจริงๆ หรือแค่ให้กำลังใจเท่านั้น

                กุมภ์เลือกนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับรชต ซ้ายมือคือพันนาที่กำลังง่วนอยู่กับการโทรศัพท์ ไม่ได้จะคิดแอบฟังแต่คำว่า ‘ไอ้ดื้อ’ มันชวนให้สนใจใช่ยอก และเดาว่าไอ้ดื้อที่พันนาเรียกคือจ้าวจอม ไอ้แสบประจำตำบลแน่นอน พันนาเหลือบมามองที่เขาแล้วรีบกระพุ่มมือไหว้ ยิ้มให้เล็กน้อย ท่าทางจะคุยติดพันถึงขนาดไม่ยอมวางสาย ซึ่งเขาก็ไม่ถือสา พอจะระแคะระคายบ้างอยู่แล้วว่าสองหน่อนี่ไม่ใช่พี่น้องหรือคนรู้จักทั่วไป อาจจะไม่เปิดเผยเท่ากับเขา แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าเกินพี่น้อง

                “มาไม่บอกกันเลย ไอ้นี่ก็เก็บเงียบ” รชตต่อว่า แต่ไม่จริงจังนัก

                “กูบอกแล้วไหมล่ะ” กุมภ์แย้ง

                “เพิ่งบอกตอนแปดโมงเนี่ยนะ” คำประชดของเพื่อนสนิทไม่ได้ทำให้คนถูกว่ายี่หระสักเท่าไร ตรงกันข้ามกลับยกแก้วกาแฟเย็นเฉียบแก้วละร้อยกว่าบาทขึ้นดูดหน้าตาเฉย

                กาแฟแก้วนี้ได้มาก่อนจะเดินมาที่คณะ กุมภ์แวะซื้อให้ตัวเองแก้วหนึ่งของเขาอีกแก้ว แค่ยี่ห้อรูปดาวก็รู้แล้วว่ามันแพงแค่ไหน แต่รสชาติก็สมกับราคาของมัน

                “ได้ข่าวว่าพี่รับราชการแล้วเหรอ ตอนแรกที่ได้ยินไอ้กุมภ์บอก ผมยังนึกภาพใส่ชุดกากีไม่ออกเลย แต่พอวันนี้เห็นพี่หล่อขึ้นเลยพอจะเห็นภาพบ้างแล้วล่ะ จริงๆ แต่งตัวแบบนี้ก็ดีนะ เหมือนพระเอกหนังสมัยก่อน”

                ทำไมเขาถึงไม่ได้รู้สึกดีใจกับคำชมของรชต เพราะมันคล้ายกับว่าเขาเป็นคนยุคโบราณ พอก้มมองเสื้อเชิ้ตสีเข้มสวมทับเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนและรองเท้าผ้าใบ บางทีแฟชั่นของเขามันคงจะตกยุคไปแล้ว

                “พูดอะไรของมึงวะ พระเอกหนังสมัยก่อน” พันนาส่ายหัว พลางสอดโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง “แต่พี่หล่อขึ้นนะ ราศีจับแล้ว”

                เขาส่ายหัวให้กับคำวิจารณ์ของแต่ละคน ร่วมครึ่งปีแล้วกระมังที่ทุกคนผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเกือบเอาชีวิตไม่รอดมา แต่ตอนนี้ร่องรอยพวกนั้นแทบไม่มีให้เห็น กลายเป็นนักศึกษาธรรมดา แต่เขากลับรู้สึกดีมากกว่าที่ได้เห็นทุกคนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง

                “แล้วนี่ชาร์ลกับคะนิ้งไปไหนซะล่ะ”

                “เดี๋ยวก็มาพี่ เออ แล้วนี่พี่จะมาอยู่กี่วัน ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อไหม ผมยังไม่เคยตอบแทนพี่จริงๆ จังๆ สักที” รชตเอ่ยปากชวน

                “มะรืนก็กลับแล้วล่ะ ลางานได้ไม่กี่วัน”

                “งั้นเย็นนี้ไปกินข้าวบ้านผมกัน เอาไอ้กุมภ์ไปด้วยก็ได้นะ” รชตพูดเองเออเองเสร็จสรรพ แต่ไม่มีใครค้าน ยกเว้นแค่พันนา

                “เออ กูไปไม่ได้ว่ะ เย็นนี้มีประชุมสงสัยพี่เก๋ใช้ให้กูดูเรื่องภาพงานกีฬาสีอีก ใช้ยันลูกบวชอ่ะกูว่า” พันนาบ่นพลางส่ายหัวคล้ายกับจะระอาเต็มที

                พันนามีกิจกรรมและความสามารถพิเศษที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับการเรียน นั่นคือการถ่ายภาพ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรพันนาถึงได้ชอบ แต่ฝีมือที่เคยเห็นเกือบจะเทียบเท่ามืออาชีพได้เลย ไม่แปลกถ้าหากจะถูกเรียกใช้เป็นประจำ

                “ไม่เป็นไร ไม่มีมึงกูกินอิ่มขึ้นอีกเท่าตัว” รชตพูดยิ้มๆ

                ไม่นานชาร์ลกับคะนิ้งก็มาถึง ทุกคนดูดีใจที่ได้เจอเขา แล้วสารพัดคำถามก็ระดมใส่ การพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเองและผ่อนคลาย ยิ่งได้มาเห็นเด็กพวกนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเขาก็ยิ่งดีใจที่วันนั้นติดสินใจรับงานเสี่ยงตาย มิตรภาพและชีวิตมันมีคุณค่ามากอย่างที่เราคิดไม่ถึง…

 

                พันนาถอนหายใจยาวหลังจากรุ่นพี่ปล่อยออกจากห้องประชุม แขน ขาและคอปวดร้าวไปหมด ไม่น่าเชื่อเลยว่าการเป็นแค่ช่างภาพประจำคณะจะเหนื่อยขนาดนี้ ถึงจะมีทั้งรุ่นพี่อีกสี่ห้าคนที่ชอบถ่ายรูปเหมือนกันมาช่วย แต่ต้องยอมรับว่างานหนักมันอยู่ที่เขาทั้งหมด ทว่ามันคือความชอบ เขาไม่เคยบ่น เขารักที่จะถือกล้องตัวใหญ่ไปไหนต่อไหน แม้จะเรียนนิติศาสตร์ก็ตาม

                ท้องฟ้านอกห้องประชุมกลายเป็นสีดำไปเสียแล้ว เพื่อนร่วมก๊วนหนีกลับบ้านไปตั้งแต่หมดคาบเรียนเพราะต้องพาโหรไปกินข้าวเย็นกันที่บ้านรชต เหลือแค่เขานี่แหล่ะที่ต้องเข้าร่วมประชุมกับรุ่นพี่เพราะใกล้งานกีฬาแล้ว

                กิจกรรมโอเพ่นเฮาส์คราวก่อน ได้ผลตอบรับดีมากทีเดียว เขาไม่อยากจะยกเครดิตให้ชาร์ลสักเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะหน้าตาโดดเด่นของมันนี่แหล่ะที่ดึงดูดสาวๆ วัยมัธยมได้ และอีกหนึ่งคนที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะเรียกคนได้คือกุมภ์

                ถึงกุมภ์จะไม่ได้หล่อเข้ม สูงใหญ่ เหมือนชาร์ล แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง รูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณขาวสะอาด หน้าตาเป็นมิตรดูเป็นกันเอง ชวนให้เข้าถึงง่ายเสียยิ่งกว่าชาร์ลเสียอีก ดังนั้นหลังจากจบกิจกรรม รูปของกุมภ์ก็ไปปรากฏในเพจคนดังของมหาวิทยาลัยและหนึ่งในนั้นคือฝีมือการถ่ายของเขาเอง

                พันนาเดินหมุนคอไล่อาการเมื่อยขบ โชคดีที่พ่อกับแม่ยอมซื้อรถยนต์เอาไว้ให้ใช้ ไม่อย่างนั้นเขาต้องแบกสังขารกลับห้องพักโดยรถไฟฟ้ายิ่งเพิ่มความเหนื่อยมากขึ้นไปอีก และไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยจะประหยัดงบไปถึงไหน ไฟถึงสว่างไม่ทั่วถึงแบบนี้ ยิ่งที่จอดรถยิ่งมืดกว่าบริเวณอื่น แถมตอนนี้มีรถจอดอยู่แค่ไม่กี่คันเท่านั้น เขาไม่ได้กลัวเรื่องผีสางนางไม้ ยอมรับเลยว่าตั้งแต่เจอพิกุล เขาแทบไม่กังวลว่าจะเจอผีอีกแล้ว แต่ที่กลัวคือคนมากกว่า แถมเขายังไม่รู้อีกว่าเผลอไปสร้างศัตรูที่ไหนบ้างหรือเปล่า ตั้งแต่ปฏิเสธสาวๆ ที่เข้ามาสารภาพรักไปหลายราย ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่คละกัน

                เขาไม่อยากยอมรับหรอกว่า ความรู้สึกที่มีต่อความรักมันเปลี่ยนไป บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไร แต่ไอ้ที่เรียกว่าดอกไม้ไฟในหัวใจตอนที่เห็นสาวๆ สวยๆ หุ่นสะบึมมันไม่มีอีกแล้ว มั่นใจว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์มาจากการได้ศึกษาพระธรรม และอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์จากไอ้เด็กตัวแสบวัยหัวเกรียน

                ความกวน ยียวน แต่จริงใจของจ้าวจอมทำให้เขาเลิกคิดเรื่องมีแฟนไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เคยควงกันเมื่อเทอมก่อน ดีกรีถึงดาวคณะเขาก็ยังไม่อาจตอบรับคำขอของเธอได้ แค่เห็นหน้าเธอใบหน้าขาวสะอาดพร้อมกับหัวเกรียนๆ ของจ้าวจอมก็แทรกทับเสียแล้ว นี่เห็นเหตุผลที่เขากลายเป็นคนโสดตั้งแต่ต้นเทอม ออกจะผิดปกติไปสักหน่อยแต่ก็สบายใจดีเหมือนกัน

                พันนาเกือบถอนหายใจเมื่อมาถึงรถได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้เขาหิวจนแทบจะกินหมูได้ทั้งตัวอยู่แล้ว คิดแล้วก็เสียดาย ถ้าหากอยู่บ้านป่านนี้แม่คงจะทำของโปรดไว้คอยท่า แต่เขาอยู่คนเดียวอาหารการกินเลยจำเป็นต้องพึ่งร้านอาหาร ครั้นจะทำเองก็กลัวว่าจะทำไฟไหม้ห้อง ดังนั้นมื้อเย็นวันนี้เขาคงต้องไปฝากท้องที่ร้านป้าใกล้คอนโดอีกตามเคย

                ทว่าเพียงแค่ไขกุญแจบางอย่างก็แตะที่ข้อมือ พันนาใจหายวาบชายหนุ่มหันหน้ากลับไปมองทันที วูบแรกเขาคิดว่าผีพิกุล แต่สัมผัสอุ่นเต็มไปด้วยเลือดเนื้อทำให้เขาฉุกคิดขึ้นได้ว่าสิ่งที่กำลังรบกวนเขาอยู่เป็นคน แต่ความมืดทำให้ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นใคร กระทั่งเสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้น

                “พัน...เราเอง”

                “ปรางค์!”

               

                พันนามองหน้าผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าน่ารักมากขึ้นหนึ่ง ปรางค์เป็นเพื่อนสนิทของกุมภ์ ซึ่งเขาก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง คราแรกเขาก็คิดเหมือนคนอื่นๆ ว่าปรางค์อาจจะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่หลังจากที่กุมภ์ป่วยเขาก็รู้ว่าปรางค์ไม่มีทางก้าวผ่านคำว่าเพื่อนไปได้ ชายหนุ่มใช้หลอดคนแก้วนมเย็นที่เริ่มจะละลายของตัวเอง ความหิวที่โจมตีเมื่อครู่ใหญ่ๆ กลายเป็นก้อนกดดันอยู่ในท้องแทนรู้สึกอิ่มทิพย์ขึ้นมาทันที

                เขาแทบไม่ได้เจอปรางค์อีกเลยหลังจากกลับมากรุงเทพฯ คงเพราะมัวแต่วุ่นๆ อยู่กับการเรียนและกิจกรรมของคณะ แต่ก็ได้ยินข่าวคราวของเธอบ้างจากรชต ฟังไม่ผิดหรอก รชตนั่นแหล่ะ เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นอย่างไร แต่น่าจะสนิทกันในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และคงเพราะไม่ได้ค่อยได้เจอกันเขาเลยทึกทักไปเองว่า ปรางค์ผอมและซูบซีดลง แต่ถึงอย่างนั้นความน่ารักของเธอยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้แตะเครื่องดื่มที่สั่งมาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ท้าวคางเหม่อมองออกไปนอกร้าน จนเขาแปลกใจว่าได้ยินผิดไปหรือเปล่าตอนที่เธอบอกว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย ก่อนที่เขาและเธอจะมาอยู่ในร้านกาแฟในห้างใกล้มหาวิทยาลัย

                ที่สุดก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียเอง เขาเอ่ยถามปากก่อนที่จะอึดอัดไปกว่านี้

                “ปรางค์...มีธุระอะไรกับเราเหรอ แล้วทำไมถึงไปรอเราตรงนั้น มันอันตรายรู้ไหม”

                ปรางค์ค่อยๆ เบือนหน้ากลับ ดวงตาของเธอแดงเรื่อง ใต้ขอบดำมีรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัด เธอมองเขานิ่งอยู่ชั่วอึดใจถึงได้ตอบคำถาม

                “เรามารอตั้งแต่เย็น ไม่คิดว่าพันจะเลิกเรียนช้า” เธอบอก เขาเห็นรอยแดงตามแขนที่อยู่นอกชุดนักศึกษาต่างสถาบันกับเขา ไม่แน่ใจว่าปรางค์มาได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คงไม่ได้ขับรถยนต์มาไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ทิ้งรถแล้วมากับเขาแบบนี้

                “แล้วธุระของปรางค์....”

                “พันรู้ใช่ไหมว่ากุมภ์เป็นเกย์”

                พันนากระพริบตาปริบๆ คำถามของเธอมันอยู่เหนือความคาดหมาย...ไปนิดหน่อย ใช้เวลาตั้งสติอยู่สักพักถึงได้ยอมพยักหน้าตอบคำถามของเธอ แต่ก็ตกใจอีกรอบเมื่อหัวไหล่เธอสั่นไหวหยาดน้ำคลอใต้รอบดวงตา

                “ปะ ปรางค์ เป็นอะไร?” เขาไม่ค่อยชินกับน้ำตาผู้หญิงนัก แถมหมู่นี้ห่างหายจากการมีแฟนเลยไม่ได้พกผ้าเช็ดหน้า หันรีหันขวางอยู่หลายวินาทีถึงได้ดึงกระดาษทิชชู่ในกล่องบนโต๊ะส่งให้

                ปรางค์รับกระดาษทิชชู่ไป ใช้ซับน้ำตาที่ไหลผ่านแก้มหยดแล้วหยดเล่าจนมันเปียก ถึงตอนนี้เขาพอจะเดาได้แล้วว่าทำไมปรางค์ถึงร้องไห้ มันเกี่ยวกับกุมภ์ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย

                นานหลายนาทีกว่าน้ำตาเธอจะแห้ง เขาแทบจะถอนหายใจ บอกตามตรงว่าเขาจนปัญญากับน้ำตาผู้หญิงจริงๆ ใช้เวลาอีกพักเธอถึงจะพูดกับเขาต่อ

                “รู้แล้วทำไมไม่บอกเรา” ปรางค์ต่อว่า แต่เธอน่าสงสารเกินกว่าที่เขาจะโกรธได้

                “มันเองก็ไม่เคยบอกใคร” เขาบอกไปตามความจริง เรื่องที่กุมภ์เป็นเกย์ เจ้าตัวไม่เคยบอกกับใคร แต่เขาก็โตพอที่จะรู้ได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครบอก

                “แต่เราชอบกุมภ์!” ปรางค์กระแทกเสียง ดวงตาเหมือนโกรธแค้นใครสักคน “ถ้าไม่มีไอ้บ้านนอกนั่น กุมภ์คงไมเป็นแบบนี้!”

                “ไอ้บ้านนอก?” พันนาเลิกคิ้ว

                “ใช่! ไอ้โหรไง มันทำให้กุมภ์เป็นเกย์!”

                ที่ตกใจไม่ใช่เรื่องที่ปรางค์กล่าวหาโหร แต่เป็นสรรพนามที่เธอใช้เรียกโหรต่างหาก เขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่ดูเพียบพร้อมไปทุกด้านจะมีวาจาก้าวร้าวเช่นนี้เพียงเพราะเข้าใจผิดจนขาดสติ

                เขามั่นใจว่าโหรไม่ได้ทำให้กุมภ์เป็นเกย์ หากแต่เป็นความพึงพอใจที่ต่างฝ่ายมีให้กันต่างหาก สำหรับเขาแล้วคำว่าความรักมันไม่เลือกหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศอะไร ข้อจำกัดที่บอกว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้นมันไม่มีจริง

                เหมือนกับเขาในตอนนี้

                พันนาใช้เวลารวบรวมความคิด ก่อนจะอธิบายให้เธอเข้าใจ “พี่โหรไม่ได้ทำให้ใครเป็นเกย์ ปรางค์เข้าใจผิดแล้ว”

                “เราไม่ได้เข้าใจผิด เราเห็นไอ้บ้านนอกนั่นส่งข้อความมาหากุมภ์ วันที่กุมภ์ป่วย” เธอพูด น้ำเสียงแข็งกร้าวไม่ลื่นหู ทั้งสีหน้ายังดูน่ากลัว จนเขานึกอยากจะถอนคำพูดที่เคยชมว่าเธอน่ารัก

                “เราไม่รู้หรอกว่าสองคนคุยอะไรกันบ้าง แต่ก็พอรู้ว่ากุมภ์ชอบ...พี่โหร” ถึงจะรู้สึกผิดที่พูดออกไป แต่มันคงดีกว่าปล่อยให้ปรางค์เข้าใจผิดแบบนี้               

                “ไม่จริง! กุมภ์ได้ชอบไอ้บ้านนอกนั่น ต้องไม่ใช่กุมภ์” ปรางค์ส่ายหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง แต่คราวนี้พันนาเลือกที่จะเมินเฉย ไม่ได้ช่วยส่งกระดาษทิชชู่ให้เหมือนในครั้งแรก

                พันนาถอนหายใจ ไม่ว่าจะใครในยามโกรธมักจะหน้ามืด ปิดหูปิดตาไม่รับฟังสิ่งใดนอกจากตัวเอง เขาเองก็เช่นกัน ก่อนที่จะได้ศึกษาพระธรรมก็ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่หลังจากได้ซึมซับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอารมณ์ต่างๆ ก็ลดลง โดยเฉพาะความโกรธ เขาเรียนรู้ที่จะข่มมันไว้ด้วยคำว่าสติ

                “เราว่าคงป่วยการเปล่าถ้าหากปรางค์ยังโกรธอยู่อย่างนี้ เอาไว้ให้ปรางค์เย็นลงสักหน่อยแล้วเราค่อยคุยกันดีกว่า”

                “เราไม่ได้โกรธกุมภ์” ปรางค์บอก ดวงตาแดงก่ำ แต่น้ำตาแห้งไปแล้ว “แต่เราเกลียดไอ้บ้านนอกนั่น มันไม่มีอะไรคู่ควรกับกุมภ์สักอย่าง”

                พันนาได้แต่ส่ายหน้า เขาไม่รู้ว่าปรางค์เอาอะไรมาวัดมาตรฐานของคำว่าคู่ควร คงจะเป็นฐานะ เงินทอง หรือวงศ์ตระกูลกระมัง ทว่าความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่องค์ประกอบภายนอกต่างหาก

                “เชื่อเถอะว่าพี่โหรน่ะเหมาะกับกุมภ์ที่สุดแล้ว”

                “พอกัน! สมกับเป็นเพื่อนกันจริงๆ เข้าข้างกันทุกคน!” ปรางค์ตะคอก เธอผุดลุกขึ้นยืนพลางคว้ากระเป๋าขึ้นสะพาย “เราไม่เชื่อหรอกว่าไอ้บ้านนอกนั่นจะชนะใจน้าดมกับน้ากัญญาได้!”

                พูดจบเธอก็สะบัดหน้าก้าวฉับๆ ออกจากร้านไป พันนาได้ถอนหายใจรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ถึงจะมีแฟนมาหลายคน แต่ไม่มีใครทั้งน่าสงสารและน่ากลัวได้เท่ากับปรางค์สักคน

                พันนาล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง กดไล่หาเบอร์โทรศัพท์ของหนึ่งในเพื่อนสนิท ไม่ถึงครึ่งนาทีมันก็รับสาย

                “มึงออกมารับปรางค์ที แถวห้างหน้ามหาลัย เออ รีบมา เดี๋ยวเตลิดไปกันใหญ่”

 

                พอเสร็จสิ้นธุระกับปรางค์ เรี่ยวแรงก็แทบจะไม่เหลือ การคุยกับผู้หญิงที่กำลังโกรธมันเหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งถ่ายรูปงานโอเพ่นเฮาส์สามวันติดเสียอีก นมเย็นแก้วนั้นเขาดูดไปแค่ไม่กี่ที ต้องยอมรับว่าปรางค์ทำให้เขาหายหิวได้ชั่วขณะ กว่าจะนึกขึ้นว่ายังไม่ได้กินอะไรแถมลืมซื้อติดมืดมาด้วยก็ถึงห้องเสียแล้ว

                พันนาโยนกระเป๋าลงบนโซฟาหน้าจอทีวี ทิ้งตัวลงนั่งพักสักประเดี๋ยวท้องก็ร้องขออาหาร เขาจำใจต้องฝืนความเหนื่อยล้าไปที่ตู้เย็น เจอแค่ไข่ห้าฟอง กับข้าวหอมมะลิบรรจุกระอับที่ซื้อมาจากเซเว่นเมื่อวันก่อน แฮม ไส้กรอกอย่างนะนิดหน่อย จริงๆ ถ้าแค่เอาไปเข้าไมโครเวฟก็พอจะกินได้ แต่เขาอยากได้มากกว่านั้น ทว่าความสามารถด้านอาหารติดลบ อย่างดีที่สุดก็แค่ต้มบะหมี่

                มองจากวัตถุดิบก็พอจะทำข้าวผัดโง่ๆ ได้สักจาน แต่ปัญหาอยู่ที่เขาทำไม่เป็น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนคุ้นเคย

                จ้าวจอม

                ใครจะไปเชื่อล่ะว่าเด็กอายุสิบแปดปี ปากร้าย เถียงเก่ง จะทำกับข้าวเก่งเกินวัย แต่พอได้ฟังเหตุผลก็พอจะเข้าใจได้บ้าง เพราะจ้าวจอมต้องไปค้างอ้างแรมในป่าตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเลยซึมซับวิธีปรุงอาหารแบบง่ายๆ ไปจนถึงเมนูที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง เขาเคยได้ฟังไอ้เด็กแสบโม้ว่าได้ลองทำผัดพริกงูเห่าด้วย แต่เขายังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

                ใช้เวลาไม่นานจ้าวจอมก็รับสาย ใบหน้าขาวสะอาดปรากฏเต็มหน้าจอกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ หัวคิ้วขมวดน้อยๆ คล้ายกับว่าเขาโทรไปรบกวน

                “มีไร คนกำลังทำการบ้าน”

                “สอนทำข้าวผัดหน่อยสิ หิวจะตายแล้ว” เขาบอก เอาโทรศัพท์ไปวางบนเคาน์เตอร์ทำอาหารใกล้กลับซิงค์ล้างจาน

                “หิวทำไมไม่ไปซื้อกินล่ะ เดี๋ยวไฟก็ไหม้ห้อง” อีกคนต่อว่า “แล้วมีอะไรบ้าง จะทำข้าวผัดกินน่ะ”

                พันนาเผลอยิ้ม ปากก็บ่นไปตามประสาคนพูดมากทว่าก็ยอมใจอ่อนในตอนท้าย หลังจากจาระไนไปว่ามีอะไรบ้าง จ้าวจอมก็สอนให้เขาทำข้าวผัดทีละขั้นตอน สลับกับก้มหน้าทำการบ้าน เขานึกอยากจะลูบหัวเกรียนๆ นั่นชะมัด ครั้งสุดท้ายที่ได้ทำอย่างนั้นก็งานโอเพ่นเฮาส์ ไม่ต้องถามว่าเขาดีใจมากแค่ไหนที่ได้เห็นเด็กมัธยมคนหนึ่งเดินปะปนมากับเด็กคนอื่นๆ ร่วมพันคน และแน่นอนว่าในกล้องของเขามีรูปเด็กคนนั้นเกินร้อยรูป

                หลังจากรบรากับข้าว ไข่ ไส้ กรอกและแฮม เขาก็ได้ข้าวผัดหน้าตาประหลาดมากินจนได้ ควันสีขาวลอยเหนือข้าวสีน้ำตาลทอง ไส้กรอกที่ถูกหั่นแบบขอไปที แฮมชิ้นใหญ่บ้างเล็กล้าง และไข่ที่บางด้านก็ไหม้ บางด้านก็สีสวย แต่ถึงมันจะไม่ได้น่ากินนัก ทว่ารสชาติมันดีกว่ายิ่งกว่าข้าวผัดร้านไหนๆ เพราะมันถูกปากเขาที่สุด แถมด้วยไข่ดาวแบบไม่สุกโปะด้านบน เพิ่มความเจริญอาหารให้มากขึ้นอีก

                พันนาเอาจานข้าวพัดวางตรงหน้า เหยาะซอสมะเขือเทศใส่บนไข่ดาวแล้วหันกล้องให้จ้าวจอมดู

                “เป็นไง ฝีมือการทำครั้งแรก”

                “แย่ ถ้าทำให้คนอื่นกินโดนด่าแน่นอน”

                พันนาหัวเราะร่วน ไม่ได้โกรธกับคำสบประมาทจากไอ้เด็กหัวเกรียน เพราะมันก็คือความจริง หน้าตาข้าวผัดของเขามันไม่ชวนกินหรอก แต่รสชาติเขายกให้มันอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา พันนาตั้งโทรศัพท์ให้ตรงกับใบหน้าของตัวเองพลางก้มกินข้าวผัด สลับกับฟังจ้าวจอมบ่นเรื่องความยากของการบ้าน บางจังหวะเขาก็สอนจ้าวจอมคำนวณกลับไปบ้าง เขาอมยิ้มตอนที่เห็นศีรษะกลมทุยผงกรับแล้วก้มหน้าก้มตาขยับปากกา ปากก็ท่องไปด้วย จนกินข้าวหมดจ้าวจอมก็ทำการบ้านเสร็จพอดี

                “การบ้านเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะอ่านหนังสือต่อ” จ้าวจอมบอก เขาเป็นกระดาษสีน้ำตาลอ่อนพลิกไปมาอยู่ริมกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ

                เห็นแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ จ้าวจอมอยากจะเรียนนิติแถมยังมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา ถามหาเหตุผลก็ได้คำตอบมาแบบกวนๆ ว่าอยากจะเอาไว้ช่วยญาติตัวเองเผื่อว่าจะโดนตำรวจจับเพราะแอบไปขโมยโสมป่ามาขาย แต่พอถามจี้ว่าทำไมต้องเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับเขาเจ้าตัวก็ตีมึน ไม่ตอบเสียเฉยๆ แต่ก็ดีเหมือนกัน ปีหน้าเขาจะมีรุ่นน้องตัวแสบที่ชื่อจ้าวจอมมาป่วนแน่นอน

                หลังจากนั้นเขาก็พูดคุยกันอีกนิดหน่อย แล้วก็ปล่อยให้จ้าวจอมไปอ่านหนังสือต่อ เขารู้ว่าวิธีผ่อนคลายความเหนื่อยล้าคือการได้คุยกับไอ้เจ้าเด็กหัวเกรียน มันอิ่มเอม สบายใจ รู้สึกดีเสียยิ่งกว่าตอนที่มีแฟนเสียอีก...

 :ruready
เล้าใจร้ายจัง แอบขายหนังสือก็ไม่ได้ ฮาาาาาาา

อัพจบแน่นอนจ้า แค่ไม่ได้อัพตอนพิเศษแค่นั้นเอง

เจอกันตอนหน้าเน้อ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11
 :z1: :z1: :z1: :z1:

ออฟไลน์ valenna yy

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 385
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
 :-[

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
กุมภ์ เดี๋ยวนี้กลายเป็นดาวยั่วไปแล้วเหรอ ทำให้พี่โหรเตลิดเปิดเปิงไปได้นะ
พี่โหร กลายเป็นสุดหล่อแบบโบราณไปซะแล้ว แต่ก็ช่างเหอะถือว่าหล่อละกัน
ปรางค์ ก็เข้าใจนะ ปรางค์รักของปรางค์มาแต่ไหนแต่ไร จู่ๆ ก็ถูกแย่งของรักไป อันนี้โทษที่กุมภ์ไม่ชัดเจน ส่วนปรางค์ก็รักมากจนไม่คิดมองกุมภ์เป็นอย่างอื่น
สุดท้าย พันนา เดี๋ยวนี้มีลูกอ้อนตอนเหงา ระวังเด็กเกรียนถอนหงอกละกันนะ อิอิอิ
 :really2: :really2: :really2:

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3732
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
 :mew1: :mew1: :mew1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ไพรพิศวง : [ตอนที่ 28 : อารมณ์] 06/05/2563
« ตอบ #439 เมื่อ: 06-05-2020 21:36:47 »





ออฟไลน์ nightsza

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2035
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +61/-1
ปรางไม่น่าเป็นขนาดนี้เลย รู้ว่าผิดหวัง

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
พี่โหรตบะแตก :haun4:

ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +231/-3
จริงอย่างที่พันนาบอกล่ะนะ
เวลาโกรธ พูดอะไรก็ไม่เข้าใจ เห็นแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +181/-8
รออออ

ออฟไลน์ PsychePie

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 256
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
ชอบชื่อตอนล่าสุด คนนึงมีอารมณ์ทางเพศ คนนึงมีอารมณ์ริษยา ผิดหวัง โกรธแค้น หลากอารมณ์ 55555

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
ตอนที่ 29 อารมณ์พาไป

            กุมภ์อ่านข้อความที่พันนาส่งมาบอกว่าได้เจอกับปรางค์เมื่อช่วงหัวค่ำ ปรางค์โกรธและรู้เรื่องที่เขาเป็นเกย์ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเขาเป็นฝ่ายบอกกับเธอเอง แต่เขาผิดตรงที่ชะล่าใจไม่คิดว่าการเงียบหายไปของปรางจะเป็นการเติมเชื้อเพลิงแห่งความเกลียดชัง พันนาบอกด้วยว่าปรางท่าทางจะเกลียดโหรมากทีเดียวและโยนความคิดทุกอย่างไปที่โหร อันที่จริงแล้วโหรไม่ผิด คนผิดคือเขาต่างหาก เขาเป็นเกย์ โหรเป็นผู้ชาย แล้วอย่างนี้ใครเป็นฝ่ายผิดล่ะ

                กุมภ์ถอนหายใจ สอดโทรศัพท์มือถือเก็บลงในกระเป๋ากางเกง ปาร์ตี้เลี้ยงขอบคุณโหรก็แกร่วลง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของปรางมากวนใจหรอก แต่รชตเจ้าภาพของงานก็หายตัวไปด้วยหลังจากรับสายจากพันนา จู่ๆ ก็หุนหันออกไปบอกแค่ว่าให้กินต่อไม่ต้องรอ

                โหรเหมือนจะถูกพ่อและแม่ของรชตผูกตัวเอาไว้ นี่ก็เป็นพรสวรรค์อีกข้อของโหร พวกผู้ใหญ่มักจะถูกชะตากับโหรทั้งที่หน้าดุเหมือนเสือ คงเป็นเพราะกิริยามารยาทท่าทางที่สุภาพอ่อนน้อมกระมังที่พิชิตใจผู้ใหญ่ได้ อย่าว่าแต่พ่อของรชตเลย พ่อแม่ของเขาเองก็ด้วย นอกจากจะไม่โกรธที่โหรคือว่าที่แฟนของเขาแล้วยังให้การต้อนรับอีกด้วย

                โหรกับพ่อและแม่ของรชตนั่งอยู่บนชุดเก้าอี้ไม้ริมสระน้ำใกล้กับต้นลีลาวดีสีขาวอมเหลือง กลีบดอกของมันร่วงหล่นพื้น บางกลีบก็ตกลงไปในสระ ดูสวยงามเหมือนภาพวาด บ้านของรชตไม่ได้มีพื้นที่อาณาบริเวณกว้างเท่ากับบ้านของเขาก็จริง แต่บ้านเดี่ยวสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิด ปลูกสไตล์โมเดิร์นก็บอกถึงฐานะได้เหมือนกัน

                ชาร์ลกับคะนิ้งก็มาด้วย ทั้งคู่ต้องงดกินเนื้อสัตว์เจ้าภาพในดีก็แยกอาหารไว้ให้อย่างรู้ใจ ทั้งคู่กล่าวทักทายโหรพอให้หายคิดถึง ใจจริงก็อยากคุยให้นานกว่านี้แต่พ่อกับแม่รชตดึงตัวโหรไปเสียก่อน เลยกลายเป็นพวกเขาที่ต้องนั่งคุยกันเอง ทั้งที่ก็คุยกันทุกวันอยู่แล้ว

                ชาร์ลบอกว่าถ้าเรียนจบเมื่อไรจะพาคะนิ้งไปเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมัน อันที่จริงจะทำเรื่องเปลี่ยนที่เรียนตั้งแต่เกิดเรื่องด้วยซ้ำ แต่ชาร์ลขอไว้เพราะไม่อยากยุ่งยาก

                “แล้วมึงล่ะ จบแล้วจะทำงานเลยไหม หรือเรียนต่อ” ชาร์ลถาม

                “กูอยากทำงาน เบื่อเรียนแล้ว” กุมภ์ตอบ เขาอยากจะมีรายได้หาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเองสักที ยิ่งเห็นโหรพยายามเขาเองก็อยากจะพยายามเหมือนกัน อย่างน้อยก็สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี

                “เป็นทนายเหรอวะ แค่คิดภาพพวกเราว่าความในศาลก็ตลกแล้ว” ชาร์ลพูดขำๆ ยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นจิบ

                “แล้วมึงล่ะ จะแต่งกับคะนิ้งเมื่อไร”

                คะนิ้งช้อนตามองเขาแวบหนึ่งก่อนจะหันไปทางคนรัก แก้มเธอแดงระเรื่อดูน่ารักดีเหมือนกัน หลังเกิดเรื่องคะนิ้งก็เปลี่ยนไปมากทีเดียว ไม่คุยโวข่มใคร ไม่ชอปปิ้งใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แถมยังชอบทำบุญมากขึ้น บางครั้งก็ลากชาร์ลที่นับถือศาสนาคริสต์ไปวัดด้วย

                “ยังไงกูก็แต่งแน่ ของมึงเถอะ จะเปิดตัวเลยหรือเปล่า” ชาร์ลถามพลางยักคิ้วให้

                “ยังไง เปิดตัวอะไร ทำไมเราไม่เห็นรู้เรื่อง”

                กุมภ์ไหวไหล่ ไหนใครว่าผู้หญิงเซนส์แรง ข้อสันนิษฐานนี้คงใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่ไอ้เพื่อนตัวดีทั้งสามกลับทำท่ารู้เสียอย่างนั้น

                “มึงก็รู้แล้วนี่ ไม่เห็นต้องเปิดตัวเลย”

                “แต่แฟนกูไม่รู้” ชาร์ลแย้ง นั่นยิ่งทำให้คะนิ้งเร่งเร้ามากขึ้น

                “อะไรอ่ะ เราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นะ กุมภ์มีแฟนแล้วใช่ไหม ใช่ปรางหรือเปล่า น่ารักดีนะ สมกับกุมภ์ดี นิสัยก็ดี คุยเก่ง...”

                “พี่โหรน่ะ”

                คะนิ้งหยุดพูดเมื่อเขาแทรกขึ้น หน้าเหมือนกำลังจะสำลักน้ำลายตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างแต่เพียงชั่วประเดี๋ยวมันก็กลับมาเป็นปกติ ทว่าเธอกลัวรัวคำถามใส่เขาไม่หยุด

                “ทำไมเป็นพี่โหร นี่มันเกิดอะไรขึ้น เราตกข่าวขนาดนี้เลยเหรอ ตายๆๆๆ ไม่ได้ๆ ทำไมเราไม่รู้เลยว่าพี่โหรเป็นเกย์ ไม่เห็นเหมือนเลย”

                “เราต่างหากที่เป็นเกย์”

                สาวน้อยเพียงหนึ่งเดียวนิ่งเงียบไปรอบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคะนิ้งตกใจมากแค่ไหน เวลาสองปีที่รู้จักกันมาเขาไม่เคยแสดงทีท่าว่าจะสนใจผู้ชายที่ไหนหรือออกอาการตุ้งติ้ง แต่ถ้าสังเกตเขาก็ไม่เคยสนใจผู้หญิงเช่นกัน

                ร่วมนาทีคะนิ้งถึงตั้งสติได้ สีหน้าคลายความตกใจจนเกือบเป็นปกติ ผิดกับชาร์ลที่ยังเพลินอยู่กับมันฝรั่งทอดและคุกกี้ ไม่แสดงความแปลกใจสักนิด คะนิ้งถอนหายใจเบาๆ

                “ยอมรับว่าตกใจ แต่ก็ดีใจที่กุมภ์ไม่ได้ปิดบังเรา” คะนิ้งยิ้มบางๆ “เราเอ่อ...ถามได้ไหมว่ากุมภ์...”

                “เป็นเกย์ตั้งแต่เมื่อไรน่ะเหรอ” เขาถามกลับ “ตั้งแต่ขึ้น ม.4 มั้ง ตอนนั้นเราแอบชอบรุ่นพี่ด้วยล่ะ...”

                จากนั้นบทสนทนาที่ย้อนกลับไปเมื่อห้าหกปีที่แล้วก็ถูกขุดขึ้นมา คะนิ้งสนใจรักครั้งแรกของเขายิ่งกว่าเรื่องที่เขาเป็นเกย์เสียอีก เธอแอบหลุดกรี๊ดตอนที่เขาเล่าให้ฟังว่าแอบรักรุ่นพี่แล้วต้องอกหักเพราะอีกฝ่ายชอบผู้หญิง แม้จะแปลกใจกับท่าทางและดวงตาเป็นประกายแปลกๆ ของเธอ แต่ก็โล่งอกที่เธอไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจ อาจจะเป็นคนแรกเลยด้วยซ้ำที่พอรู้ว่าเขาเป็นเกย์แล้วมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้

                ไม่น่าเชื่อว่าเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงที่ได้คุยกับคะนิ้งเขาไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เขาเหมือนได้คุยกับเพื่อนสนิทที่ไม่มีคำว่าเพศเข้ามาเกี่ยว เธอแทรกคำถามเป็นระยะไม่ได้สอดหรือแทรกให้เสียจังหวะ เขาเพิ่งได้พูดคุยจริงจังแบบนี้กับคะนิ้งเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ถึงคะนิ้งจะเป็นคนรักของชาร์ลแต่พวกเขาไม่ค่อยจะได้สนทนากันเท่าไรนัก

                “แล้วนี่...ไปทำอีท่าไหนกับพี่โหรล่ะ” คะนิ้งหลิ่วตาไปทางคนที่เอ่ยถึง

                “อืม...ยังไงดีล่ะ” จู่ๆ หน้าก็ร้อนวูบวาบ เขินจนไม่กล้ามองตาคู่สนทนา นึกแปลกใจที่เมื่อครู่ตอนที่เล่าถึงรักครั้งแรกไม่ยักจะรู้สึกแบบนี้ “เรารู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ตอนที่เจอกับพี่โหรครั้งแรก อืม ประมาณว่าฮีโร่ล่ะมั้ง”

                “พี่โหรเป็นฮีโร่ของกุมภ์สินะ” คะนิ้งยิ้มกริ่ม หน้าตาเจ้าเล่ห์กว่าเดิม “แล้วทำยังไงถึงเป็นแฟนกันได้ล่ะ ฝ่ายนั้นไม่เหมือนเกย์เลยนะ”

                “พี่โหรไม่ได้เป็นเกย์ เคยมีแฟนด้วยนะ แต่เลิกกันไปนานแล้ว” เขาว่า “พี่โหรจับได้ว่าเราเป็นเกย์ ตอนแรกเราก็ไม่ได้หวังอะไรแล้วล่ะ เพราะคิดว่ายังไงเขาคงรังเกียจเกย์อย่างเรา นานเป็นเดือนเลยล่ะที่เราอกหัก” กุมภ์พูดยิ้มๆ ถึงแม้ว่าช่วงนั้นจะเรียกว่าอกกลัดหนองก็ตาม “จนวันที่พันกับชตศึกนั่นแหล่ะ เราป่วย พี่โหรก็เลยมาเฝ้าไข้ จากนั้นก็นะ...”

                เขาเลือกที่จะไม่พูดต่อใหคะนิ้งคิดถึงความสัมพันธ์ต่อจากนั้นเอาเอง ซึ่งก็ไม่ได้ยากนัก

                “ถ้ากุมภ์กับพี่โหรเป็นแฟนกัน แล้วปรางล่ะ” คะนิ้งตั้งข้อสงสัย

                “ปรางเป็นเพื่อน เหมือนคะนิ้งนั่นแหล่ะ” กุมภ์บอก

                “แต่เราว่าปรางไม่ได้คิดกับกุมภ์แค่เพื่อนนะ” คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยยังไม่หายสงสัย “เซ้นส์ผู้หญิงมันบอก

                เซ้นส์ผู้หญิงมันแรง ใครก็ว่ากันแบบนั้น ซึ่งมันก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง ทว่าในกรณีนี้เขาเห็นด้วยกับคะนิ้ง ปรางรู้ก่อนที่เขาจะบอกกับเธอด้วยซ้ำว่าเขาเป็นเกย์

                “เรารู้ แต่สำหรับเราปรางเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น”

                คะนิ้งมองหน้าเขา นานร่วมครึ่งนาทีแล้วยิ้มบางๆ ยกมือขึ้นจับที่หัวไหล่ ปลายนิ้วบีบลงมาเบาๆ “ถ้าไม่ได้คิดอะไรก็อย่าให้ความหวังนะ เล่นกับความรู้สึกคนน่ากลัวกว่าท้าทายผีสางซะอีก”

(มีต่อ)

               

ออฟไลน์ libra82

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 285
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +236/-5
(ต่อ)
รถยนต์สีดำแล่นเข้าสู่รั้วบ้านหลังใหญ่กลางกรุงในตอนเกือบตีหนึ่ง แม้จะไม่แอลกอฮอล์หากแต่การคุยติดลมทำให้งานเลี้ยงล่วงเข้าสู่วันใหม่ กระทั่งเจ้าของบ้านเปิดปากหาวเพราะเกินเวลานอน แขกเหรื่อถึงได้เอ่ยขอตัวกลับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เห็นวี่แววของรชตที่หายออกไปกะทันหันจะกลับมา

                กุมภ์ดับเครื่องยนต์ดึงกุญแจและก้าวลงจากรถพร้อมๆ กับใครอีกคน ออกเดินแค่ไม่กี่ก้าวฝ่ามือก็ถูกอีกมือที่หยาบกระด้างทว่าอบอุ่นสอดประสานเข้ามา กุมภ์หลุบตามองโดยอัตโนมัติ จู่ๆ ก็เกิดรู้สึกเสียดายเวลาที่มีร่วมกัน มันน้อยเกินไปจริงๆ

                ระหว่างทางเดินเข้าสู่ตัวบ้าน ไม่มีใครพูดอะไร กุมภ์ยังปล่อยให้คนโตกว่ากุมมือไว้ และเขาเองก็บีบตอบกลับไปเหมือนกัน

                ในบ้านเหลือไฟแค่ไม่กี่ดวง พ่อกับแม่ของกุมภ์คงเข้านอนไปแล้ว ทั้งคู่เดินขึ้นชั้นสองโดยไร้เสียงพูดคุย กระทั่งถึงห้องพักของกุมภ์ โหรก็ทำท่าจะปล่อยมือ แต่กุมภ์กลับยื้อเอาไว้

                “นอน...ด้วยกันไหม”

                โหรกระพริบตาสองสามครั้ง เหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง กระทั่งกุมภ์กระตุกข้อมือให้เข้าห้องไปพร้อมกันถึงได้รู้ว่าหูตัวเองใช้การได้อยู่

                ห้องของกุมภ์ค่อนข้างอุ่นเพราะไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศเอาไว้ เจ้าของห้องปล่อยมือแล้วเดินไปกดเปิดรีโมท ไอเย็นพุ่งออกมาระลอกแรก จากนั้นมันก็กระจายไปทั่วห้อง ใช้เวลาไม่กี่นาทีอากาศเย็นก็แทนที่ไออุ่น โหรยืนเป็นคนโง่กลางห้อง มองข้าวของเครื่องใช้ที่จัดวางเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์แค่ไม่กี่ชิ้นราคาก็มากว่าทั้งบ้านของเขาเสียอีก ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็คุณชาย ส่วนเขาคือไอ้กระจอกบ้านอกคอกนา

                ให้ตายเถอะ นี่มันสวรรค์แกล้งหรือผีผลักกันแน่ที่ทำให้เขาสนใจคนๆ นี้ ทั้งที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้

                “อาบน้ำก่อนไหม”

                โหรผงกศีรษะครั้งเดียว รับผ้าขนหนูกับเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขาสั้นที่สีของมันบอกถึงระยะเวลาใช้งานแต่กลิ่นหอมละมุนและเนื้อผ้านุ่มมือ เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำ จัดการชำระล้างคราบไคลอยู่ไม่ถึงสิบนาที แอบรู้สึกดีเล็กๆ ที่ได้ใช้สบู่ก้อนเดียวกับกุมภ์

                เมื่อเขาออกมาจากห้องน้ำกุมภ์ก็พร้อมจะใช้ห้องน้ำต่อ ผ้าขนหนูสีขาวผืนใหญ่พันสะโพกเอาไว้ และมันเป็นอาภรณ์เพียงชิ้นเดียวที่ห่อหุ้มร่างกายสมส่วนนี้เอาไว้ ผิวของกุมภ์ขาวละเอียดอมชมพูด หากจะบรรยายให้เห็นภาพก็คงเหมือนผิวเด็กทารกกระมัง โครงสร้างร่างกายที่รับกันอย่างเหมาะเจาะ หัวไหล่กว้างกำลังดี แผ่นอกที่ไม่ได้หนานูนเท่ากับของเขา เอวคอดค่อนข้างบาง เหนือผ้าขนหนูคือกระดูกเชิงกรานและกล้ามเนื้อเล็กๆ พอมองเห็นเห็นร่อง สะโพกสอบและท่อนขายาวที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าขนหนู

                จู่ๆ เขาก็นึกอยากจะเป็นผ้าขนหนูขึ้นมา

                โหรสะดุ้งเล็กๆ กับความคิดลามกของตัวเอง เขาเสตามองไปที่เตียงนอน แล้วปล่อยให้กุมภ์เข้าห้องน้ำไป นานเกือบครึ่งชั่วโมงกว่ากุมภ์จะออกจากห้องน้ำ เป็นจังหวะเดียวกับที่บทสวดมนต์สุดท้ายของโหรจบลง กลิ่นหอมของสบู่ก้อนเดียวโชยมาจากร่างของคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ โหรห้ามใจตัวเองไม่ให้หันไปมองไม่ได้

                จู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาเพียงเพราะได้เห็นร่างกึ่งเปลือยของกุมภ์ หยดน้ำเกาะพราวไปทั่วร่าง เส้นผมเปียกจนแนบลู่ใบหน้า ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แต่ไม่ได้ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูหล่อน้อยลงแม้แต่น้อย กลับรู้สึกเหมือนอายุลดลง กุมภ์ในยามนี้เหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบต้นๆ ใบหน้าเนียนใส ไม่ต่างจากผิวขาวอมชมพูนิดๆ แต่ในขณะที่คนมองอย่างเขาเริ่มจะคลั่งทว่าเจ้าของร่างสมส่วนกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ซ้ำยังเดินเอื่อยๆ ไปหยุดหน้าตู้เสื้อผ้า ทำทุกอย่างเชื่องช้าราวกับในห้องไม่มีเขาอยู่

                โหรเฝ้าดูทุกอิริยาบถด้วยจังหวะหัวใจที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าเหมือนวนลูปกลับมาที่เดิม เขารู้สึกกับรูปร่างผู้ชาย โหรลองจินตนาการเป็นคนอื่น ทั้งพันนา รชต หรือแม้แต่จ้าวจอม แต่ไม่มีใครที่ทำให้เขาเสียอาการได้เท่ากับกุมภ์

                ความรู้สึกที่เกิดได้แค่กับคนๆ เดียว

                กุมภ์เลือกเสื้อผ้าจากตู้ เป็นเสื้อยืดสียาวเนื้อบางกับกางเกงวอร์มขายาวสีดำ ถึงจะเก่าแต่ยี่ห้อแนวสปอร์ตชื่อดังบอกว่าราคาของมันไม่ใช่ธรรมดาเลย กุมภ์ไม่ได้แต่งกายในทันที แต่บำรุงผิวกายด้วยโลชั่นกลิ่นละมุนสองรอบ และผิวหน้าอีกสามรอบ โดยที่มีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันสะโพกเอาไว้ โหรแทบไม่ละสายตาไปทางอื่น เขาสนใจกุมภ์มากกว่าเรื่องราวต่างๆ ในโซเชียว ไลน์กลุ่มที่สำนักงานมีข้อความแจ้งเตือนเกือบร้อย แต่เขาไม่คิดจะเปิดอ่านในตอนนี้ ราวกับสมองถูกกลิ่นหอมของโลชั่นที่กุมภ์ใช้ทำลายไปแล้ว

                “จะวนลูปเหรอ”

                เสียงทุ้มดังมาจากหน้ากระจก ปลุกให้คนที่หลงอยู่ในภวังค์สะดุ้งเล็กน้อย โหรกระพริบตาสองสามครั้งถึงตั้งสติได้

                “วนลูปอะไร”

                “พี่จ้องผมเหมือนเมื่อเช้าเปี๊ยบ” กุมภ์ว่า พลางหันตัวกลับมาเผชิญหน้า ทั้งที่ร่างกายมีแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว

                ผู้ชายเหมือนกัน...โหรบอกตัวเองแบบนั้น แต่ทำไมสายตายังไม่ยอมละจากผิวกายขาวผ่อง รูปร่างสูงเพรียว และกลิ่นหอมอ่อนๆ ได้เลย ซ้ำร้ายไอ้ลูกตาเจ้ากรรมมันดันจ้องมองจุกเล็กๆ สีส้มอ่อนที่หน้าอกอีกด้วย

                “ว่าไง”

                โหรแทบไม่ได้ประโยคถัดมาที่กุมภ์พูด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากุมภ์มาหยุดตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไร มือเย็นจับที่หัวไหล่ ก่อนที่หัวเข่าขาวจะยกวางระหว่างขาทั้งสองข้าง เขาไม่อาจห้ามสายตาให้มองตามรอยแยกของผ้าขนหนูได้แต่ก็รีบตวัดตาช้อนขึ้นก่อนที่ได้เห็นอะไรไปมากกว่านั้น กลิ่นหอมอย่างที่นึกชอบลอยอบอวลรอบตัว ใบหน้าหล่อเหลาแบบที่สาวๆ คลั่งไคล้อยู่ใกล้แค่คืบเท่านั้นเอง

                “อะ...อะไร”

                กุมภ์ก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม มือที่เคยอยู่หัวไหล่เลื่อนเข้ามาโอบรอบลำคอ ตัวโน้มเข้าใกล้จนการมองเห็นพร่าเลือน โหรพยายามห้ามมือไม่ให้ยกขึ้นคล้องเอวเปลือย กุมภ์ในยามนี้ร้ายกว่าผีตัวไหนๆ ที่เคยเจอ ร่ายมนต์สะกดใส่เขาจนเขาต้องหยุดนิ่งและตกอยู่ในภวังค์ที่คนผู้นี้สร้างขึ้น

                “จูบกันไหม”

                “หืม?”

                เขาไม่รู้ว่ากุมภ์พูดประโยคได้อย่างไรโดยไม่เขิน ตากลมจ้องนิ่งไม่มีแววล้อเล่น คำชวนง่ายๆ ที่เขารู้ว่ามันจะไม่จบลงง่ายๆ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นผู้ชาย แต่ในภาวะอารมณ์เช่นนี้เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะหยุดแค่จูบหรือเปล่า

                กุมภ์ไม่ถามซ้ำหากแต่ก้มหน้าต่ำจนปลายจมูกชนกัน กลิ่นเมนทอลหอมเย็นจากยาสีฟันระเหยมาตามลมหายใจ กุมภ์ปัดป่ายปลายจมูกโด่งอยู่สองสามครั้งก่อนจะเอียงหน้าเพื่อให้ริมฝีปากชนกัน

                โหรรู้สึกถึงประกายไฟที่แล่นปราบจากริมฝีปากแล้วกระจายไปทั่วร่างคล้ายกับไฟช็อต แน่นอนว่านี่ไม่ใช่จูบแรกของเขาหากแต่นี่คือจูบแรกระหว่างพวกเขา กลีบปากของกุมภ์นุ่มกว่าที่คิด ความโลภบังเกิดขึ้นในตอนนั้นเขาอยากรู้ว่ามันจะนุ่มได้มากกว่านี้อีกไหม โหรบดเบียดริมฝีปากของตัวเองให้แนบชิดขึ้น บางจังหวะดูดกลืนกลีบปากล่างแล้วก็ค้นพบว่ามันนุ่มหยุ่นเหมอนเจลลี่ที่เคยซื้อกินสมัยเด็กๆ เขาหรี่ตามองอีกคน เห็นว่าเปลือกตาขาวปิดสนิทจนมองเห็นแพขนตาค่อนข้างยาว กลิ่นหอมเย็นของยาสีฟันเคล้ากลับกลิ่นครีมอาบน้ำ เขาเลื่อนมือโอบรัดรอบเอวแน่นกว่าเดิม กุมภ์เองก็เอนตัวเข้าหาริมฝีปากเผยอเล็กน้อยราวกับจะเปิดโอกาสให้จูบครั้งนี้ล้ำลึกกว่าเดิม

                แน่นอนว่าโหรจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เขาสอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากเล็ก เกี่ยวกระหวัดลิ้นหลอกล้อกับเพดานสลับไรฟัน กลิ่นยาสีฟันชัดเจนกว่าเดิมดูเหมือนว่ามันจะปะปนมากับน้ำลายของเขาเสียแล้ว เสียงครางของใครบาคนดังอยู่ในลำคอ เสียงชื้นแฉะจากของเหลวดังสะท้อนในแก้วหู ขนอ่อนหลังใบหูลุกชันเมื่อลิ้นเล็กทำแบบเดียวกับที่เขาทำ

                กุมภ์ไม่ใช่หนุ่มน้อยด้อยประสบการณ์ ลีลาการจูบถึงจะไม่ชำนาญเท่าแต่ก็ไม่ได้อ่อนเดียงสาถึงจะขนาดไม่รู้วิธีตอบกลับ ลิ้นเล็กกวาดไล้ที่เพดานพาลเอาท้องน้อยเสียววูบ กลางลำตัวมีปฏิกิริยาแบบเฉียบพลันจนปวดหนึบ โหรถอนหายใจหนักหน่วง กอดกระชับรั้งร่างเล็กกว่าให้ลงมานับบนหน้าขา ก้นกลมทาบทับกับโหรน้อยได้อย่างพอดี

                “อืม...”

                มือขาวทุบที่หัวไหล่เบาๆ ราวกับจะเตือนว่าอากาศในปอดเหลือน้อยแล้ว โหรผ่อนจังหวะการจูบให้ช้าลงแต่ยังไม่วายล้อเล่นกับปลายลิ้นเล็ก ก่อนจะปล่อยให้กุมภ์ได้พักหายใจ ทว่าไม่ใช่สำหรับเขา

                โหรเคลื่อนใบหน้าต่ำลงมาที่ซอกคอขาว มันหอมละมุนแบบที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ดูดเม้มเนื้ออ่อน สูดเอากลิ่นหอมไว้ในปอด และไม่ว่าจะส่วนไหนมันก็หอมไปเสียหมด อดไม่ได้ที่จะทิ้งรอยแห่งความเป็นเจ้าของเอาไว้ แล้วก็นึกโล่งใจที่ไม่ได้โดนกระชากผมเพราะไม่ขออนุญาตเจ้าของ

                ถึงตอนนี้โหรไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิงสักนิด ตรงกันข้ามกลับคิดว่าร่างกายของกุมภ์มันน่าสนใจนัก ไม่ใช่แค่ขาวละเอียดแต่ยังเรียบเนียนลื่นมือ เขาเลื่อนริมฝีปากปัดป่ายแถวแนวกระดูกไหปลาร้า ความยับยั้งชั่งใจแทบไม่หลงเหลือ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหน้าก้มต่ำจนถึงแผ่นอกขาวเสียแล้ว

                แน่นอนว่าหน้าอกผู้ชายไม่ได้อวบอิ่ม เต็มไม้เต็มมือเหมือนผู้หญิง ไม่มีก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นอย่างที่เคยสัมผัส ทว่ามันกลับเย้ายวนใจได้อย่างประหลาด แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือเขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจร่างกายนี้เลยแม้ว่าอวัยวะทุกส่วนล้วนเหมือนกันเพราะพวกเขาต่างก็เป็นผู้ชาย โหรลองลูบคลำแผ่นอกราบ กุมภ์สะดุ้งน้อยๆ มือที่เล็กขาวและนุ่มกว่ายกเกาะที่ต้นคอ ปลายนิ้วสอดเข้าไปในกลุ่มผม จังหวะการหายใจสะท้อนถี่ขึ้น ตุ่มเล็กดันกลางฝ่ามือส่งสัญญาณให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังพึงพอใจ

                โหรเปลี่ยนจากมือเป็นปากและจมูกของตัวเองแทน ริมฝีปากเข้าครอบครองตุ่มเล็กที่หน้าอกซ้าย ตวัดลิ้นกลาดชิมรสอย่างที่เคยทำ ค้นพบว่ามันไม่ต่างกันนัก ซ้ำปฏิกิริยายังไม่ต่างกันด้วย กุมภ์ครางในคอแผ่วเบาก็จริงแต่เขาก็ได้ยิน มือรั้งเส้นผมหนักเบาสลับกัน เขายิ่งได้ใจราวกับรู้แล้วว่านี่คือจุดอ่อนของกุมภ์ เลือดในกายอุ่นซ่านไปหมด ทั้งตื่นเต้น ทั้งเสียวเสียดที่ท้องน้อยแม้ว่าจะยังไม่ได้แตะต้องส่วนนั้นเลย

                โหรเปลี่ยนจากอกซ้ายไปขวา ทิ้งรอยน้ำเปียกชื้นและจ้ำแดงแสดงความเป็นเจ้าของ กุมภ์เอนตัวไปด้านหลัง แต่แนบหน้าอกให้ชิดกับเขามากขึ้น โหรขยับมือจากเอวผอมไปด้านหลัง ปลายนิ้วยาวเลยไปถึงเนินบั้นท้ายที่ไม่ได้ผายใหญ่แบบผู้หญิง แต่ก็นุ่มมือไม่น้อย แม้แต่เนื้อผ้าก็ยังไม่อาจห้ามความนุ่มหยุ่นได้ เขาลองขยำมือกับก้อนกลมทั้งสอง ยิ่งบีบก็ยิ่งมันเขี้ยว ซ้ำกุมภ์ยังไม่ได้ห้ามเขาเลยยิ่งย่ามใจ ทั้งบีบทั้งขยำ

                “อา....”

                เสียงของกุมภ์หลุดผ่านลำคอออกมา หายใจถี่รัว หน้าอกเจ็บจี๊ดเพราะโหรดูดเอาๆ เหมือนอยากจะให้มีน้ำนมออกมาเสียให้ได้ ไหนจะมือใหญ่หยาบที่ลวนลามบั้นท้าย มิหนำซ้ำตอนนี้นิ้วยาวมันสอดหายเข้าไปในขอบกางเกงเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ขออนุญาตด้วยซ้ำ ขนในกายลุกชันเมื่อสัมผัสกับเนื้อหยาบของฝ่ามือ บางจังหวะปลายนิ้วยังลองเชิงด้วยการสอดหายเข้าไปในรอยต่อของก้อนเนื้ออีกด้วย กุมภ์หายใจสะท้านขยำมือกับเส้นผมดำหนาพลางเบียดร่างเข้าหาอย่างลืมอาย

                “อืม...อย่าขยำแรง เจ็บ” กุมภ์เตือนเพราะดูเหมือนว่าโหรจะมันมือเกินไปหน่อยแล้ว

                โหรเงยหน้ามอง ดวงตาคมสีดำแวววับเป็นประกายอย่างที่ไม่ค่อยครั้งนักจะแสดงออกมาให้เห็น กุมภ์อายวูบกะทันหันใบหน้าเห่อร้อน ใครจะไปคิดว่าคนทื่อมะลื่อมีหิ้งพระใหญ่เท่าบ้านจะมีสายตาเจ้าชู้แบบนี้ด้วย

                “ไม่ไหว ขอหน่อยก็แล้วกันนะ”

                โหรไม่รอคำตอบ ใช้กำลังที่มีมากกว่าจับพลิกร่างลงไปนอนบนเตียง กุมภ์หน้าเหวอเพราะยังตั้งตัวไม่ทัน ร่างใหญ่หนาขึ้นคร่อม กำข้อมือเป็นเชิงบังคับ ริมฝีปากหยักสีเข้มฉกวูบลงมา โหรป้อนจูบดุดันไม่ได้ละมุนแผ่วเบาเหมือนตอนแรง บางส่วนกลางลำตัวดันจนถึงหน้าขา ถึงไม่เห็นด้วยตาก็รู้มันไม่เล็กเลย ลิ้นร้อนกวาดไล้ไล่ตอนไปทั่วทั้งปาก ครูดเพดานจนเสียววูบไปถึงปลายเท้า เสียงน้ำลายดังก้องในหู เนื้อตัวร้อนผ่าวไปหมดด้วยอารมณ์ที่ถูกระตุ้นต่อเนื่อง

                ไม่ใช่แค่โหรหรอกที่อดรนทนไม่ไหวเขาเองก็เช่นกัน ถึงโหรจะเป็นผู้ชายคนแรกที่ได้สัมผัสแนบชิดขนาดนี้ แต่เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอ่อนเดียงสาที่จะไม่รู้เรื่องทางนี้เลย ศึกษามาบ้างจากอินเทอร์เน็ต หรือหนังอย่างว่า แต่มันก็ไม่รู้สึกดีเท่าที่โหรอยู่ตอนนี้ จูบระหว่างพวกเขามันร้อนแรงซาบซ่าน เหมือนมีไฟฟ้าวิ่งวนไปทั่วร่าง กุมภ์บิดตัวไม่ใช่เพื่อให้หลุดจากพันธนาการหากแต่เป็นเพราะมันเสียวเสียดจนเริ่มจะทนไม่ไหว

                ชั่วจังหวะหนึ่งโหรเงยหน้าปล่อยริมฝีปากให้เป็นอิสระ น้ำใสไหลยืดยาวและเปื้อนมุมปาก กุมภ์หอบหายใจแรง ฝืนข้อมือให้หลุดจากการจับกุม ยกขึ้นลูบไล้แผ่นอกหนาใต้เสื้อยืด สบประสานสายตาราวกับจะท้าทาย โหรกัดฟันจนได้ยินเสียงกรอดๆ แล้วใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มก็ก้มซุกที่ซอกคอ ฟันคมงับเข้าที่คอไม่แรงนักแต่ก็รู้ว่ามันต้องเป็นรอยฟันแน่นอน

                “ยั่วเก่งนักนะ”

                “เปล่า” กุมภ์ปฏิเสธ จำไม่ได้ว่าไปยั่วอดีตนักพฤตตั้งแต่เมื่อไร แค่อยากจะรู้ว่าหน้าอกของโหรจะหนาและแข็งแค่ไหนเท่านั้นเอง

                โหรไม่ได้ต่อว่าอะไรอีก แต่สอดมือเข้าไปหลอกล้อกับยอดอก ดูท่าจะชอบใจมากตอนที่บิดคับปลายถันแล้วได้ยินเสียงคราง ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์ให้เห็นอีกครั้ง ก่อนจะขยับนิ้วมือลงไปที่หน้าท้องผ่านหลุมสะดือและสอดเข้ากางเกง ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีแล้วกระชากกางเกงและชั้นในออกพร้อมกัน กุมภ์ขมวดคิ้วน้อยๆ เพราะโหรใจร้อนกว่าที่คิดไว้

                อุ้งมืออุ่นเข้ากอบกุมส่วนกลางลำตัว รูดรั้งแค่ไม่กี่ทีมันก็ขยับขยาย กุมภ์สะท้านไปทั่วสรรพางค์ ร้องครางเหมือนลูกแมว พยายามจะกระถดตัวหนีแต่โหรไม่ยอม ตาคมหลุบต่ำมองสลับกับมองหน้าเป็นระยะ นั่นยิ่งทำให้กุมภ์แทบคลั่งตาย สะโพกลอยสูงไม่ติดที่นอน ท้องน้อยปวดหนึบรู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังจะทะลักออกสู่ภายนอก แต่ก่อนที่จะถึงจุดแตกดับ เขาก็คว้าข้อมือใหญ่เอาไว้ก่อน

                “อย่า...อย่าเพิ่ง”

                กุมภ์ห้าม แล้วเลื่อนมือไปที่กลางลำตัวของโหรบ้าง ตกใจไม่น้อยเมื่อสัมผัสถึงไอร้อนที่ผ่านเนื้อผ้าออกมา ไหนจะขนาดของมันที่ไม่บอกก็รู้ว่าน้องๆ ฝรั่งแน่นอน  กางเกงขาสั้นที่บริจาคให้หลุดหล่นไปอย่างรวดเร็วเพราะความร่วมมือจากโหร ท่อนเนื้อผงาดออกมาชนกับฝ่ามือโดยไม่ต้องร้องขอ กุมภ์เผลอกลืนน้ำลายทั้งหวาดหวั่นและตื่นเต้นไปพร้อมกัน ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นของผู้ชายมาก่อนเพราะของตัวเองก็เห็นทุกวัน ทว่าตอนนี้ ห้วงอารมณ์นี้มันต่างกัน

                โหรรวบทั้งสองไว้ด้วยฝ่ามือเดียว รูดรั้งไปพร้อมกัน กุมภ์หลับตาเลือดในกายอุ่นซ่านไปหมด ท้องน้อยบิดเป็นเกลียวสะโพกยกลอยไม่ติดพื้น ปลายเท้าเหยียดเกร็ง มือยกขึ้นวางบนหัวไหล่แกร่งลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังกว้างสัมผัสกับมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขณะที่โหรเชิดหน้าขึ้นส่งเสียงครางหนักๆ ในคอ ท่าทางดุดันเหมือนสัตว์ป่า แม้จะน่ากลัวแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แบบดิบเถื่อน

                ส่วนนั้นขยายขนาดแข่งกันส่วนปลายปล่อยน้ำใสไม่หยุดจนเปียกชื้นไปหมด โหรสูดปากครางสลับกับก้มหน้ามองสิ่งที่อยู่ในมือ มันรู้สึกดีจนไม่อาจบรรยายออกมาได้ ยิ่งเร่งเร้ามือให้เร็วมากขึ้นเท่าไรอุณหภูมิในร่างกายก็พุ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เสื้อยืดของกุมภ์ถกร่นมาเหนือหน้าอกเปิดเผยยอดอกเม็กเล็กสีอ่อนกำลังแข็งชันด้วยแรงอารมณ์ โหรก้มหน้าลงชิมรสหวานที่ชักจะติดใจ กุมภ์ครางกระเส่า อารมณ์พุ่งทะยาน ไม่กี่วินาทีจากนั้นบางอย่างก็ล้นทะลักออกจากร่างกาย

                “อา...”

                ร่างของกุมภ์เกร็งกระตุกเป็นระยะ ของเหลวขาวข้นไหลเลอะฝ่ามือ บางส่วนพุ่งมาถึงหน้าท้อง แผ่นอกสะท้อนขึ้นลงหนักๆ ตามจังหวะการหายใจ ไม่นานท่อนอีกท่อนที่ใหญ่กว่าก็มีอาการเดียวกัน เช่นเดียวกับร่างหนาที่อยู่ด้านบน

                โหรเกร็งตัวอยู่พักใหญ่ ใบหน้าคมสันยกห่างจากยอดอกเม็ดเล็ก เส้นเลือดที่คอนูนขึ้น คำรามรอดไรฟัน ขนในกายลุกชัน ลาวาร้อนไหลเปื้อนไปทั้งฝ่ามือ ยอมรับอย่างน่าไม่อายเลยว่านี่เป็นการช่วยตัวเองครั้งแรกที่ทำให้รู้สึกดีเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด

                นานจนลมหายใจกลับมาเป็นปกติ ร่างหนาใหญ่ก็ทาบทับลงมาด้วยอ่อนแรง จมูกโด่งซุกกับซอกคอขาว สูดเอากลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เข้าไว้ในปอด

                “ยอด..เยี่ยมที่สุด”

 :-[

ก่อมคือ เลิฟซีนขัดกับต้นเรื่องจิ๊ง แต่ก็ชื่อตอน อารมณ์พาไป ฮาาาาาาาา

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +149/-11

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
กุมภ์ร้ายยย  :pighaun:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
 :haun4: :haun4: :haun4:
ไม่เม้นท์ดีกว่าตอนนี้
 :jul1: :jul1:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด