Hunter of the sea พรานทะเล l อัพ! ตอนพิเศษ PARTY CHRISMAS l 26/12/62 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Hunter of the sea พรานทะเล l อัพ! ตอนพิเศษ PARTY CHRISMAS l 26/12/62 P.7  (อ่าน 28357 ครั้ง)

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 27





   รุ่งภพสิงอยู่ในห้องของมิ่งขวัญได้หลายวันแล้ว หลังจากอาการบาดเจ็บที่ขาเริ่มดีขึ้นเขาก็เริ่มเดินเหินได้คล่องไม่ต้องอาศัยคนช่วยพยุงอีกต่อไป หนุ่มใต้ไม่ค่อยได้กลับไปนอนที่บ้านเท่าไหร่นักเพราะตังเกยังติดดาวเรืองอยู่ ประกอบกับหลบหน้าใครบางคนด้วยจึงหอบผ้าหอบผ่อนมานอนที่ห้องเพื่อนมันซะเลย

   ตอนนี้ห้องของมิ่งขวัญสะอาดและดูสบายตาขึ้นมาก คงเป็นฝีมือของคนร่วมห้องคนเก่าที่ย้ายออกไปแล้วแต่ยังทิ้งสิ่งเหล่านี้เอาไว้ย้ำเตือนความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นกระถางต้นไม้พุ่มเล็กน่ารัก ผ้าม่านสีขาวโปร่งและโต๊ะอ่านหนังสือแบบพับได้ ซึ่งมันทำให้ดูสดใสไม่ต่างจากห้องนอนของเด็กสาว หากไม่เห็นมิ่งขวัญนอนอยู่เขาคงนึกว่าตัวเองเข้าห้องผิดอย่างแน่นอน

   “ยึดโทรศัพท์กูเลยเนอะ”

   “ช่วยไม่ได้ อยากทำของกูพังเอง”

   “ซื้อใหม่ไหมล่ะ เดี๋ยวกูไปช่วยดูให้”

   “ขาหายแล้วเหรอ?” มิ่งขวัญคืนโทรศัพท์ให้เพื่อน อ้าปากหาวเพราะความง่วงนอน “เมื่อกี้นายส่งไลน์มา เขาบอกว่ามึงลืมถุงยาเอาไว้ที่เขา เดี๋ยวจะเอามาให้ที่บ้านนะ”

   “บ้านไหน?”

   “มึงอยู่บ้านกูก็ต้องเอามาให้บ้านกูดิ” มิ่งขวัญขมวดคิ้ว เริ่มจะสับสนกับเพื่อนของตัวเอง

   “มึงบอกเขาเหรอว่ากูอยู่ที่นี่!”

   “เออ...ทำไมอ่ะ?”

   “กูไม่อยากกินยา”

   “ไอ้ฟาย มึงก็งอแงเป็นเด็กๆ แผลที่ข้อมือไม่หายสักทีก็เพราะว่ามึงไม่กินยานั่นแหละ”

   “ไม่เกี่ยว!”

   “เถียงอีกละ เอาไว้มึงค่อยไปเถียงกับนายโน่น เห็นบอกว่าจะเข้ามาเย็นๆ อ่ะ เขาจะไปดูรถโฟลคลิฟท์ในเมืองก่อน”

   “รถโฟลคลิฟท์เหรอ?”

   “สงสัยเอามาให้พวกเราใช้แทนรถเข็นแน่เลย”

   รุ่งภพก้มหน้าอ่านไลน์ในโทรศัพท์ ในขณะที่เขาทำตัวเป็นเด็กดื้อไม่ยอมกินยา ตรัยกลับยุ่งจนงานล้นมือแทบไม่มีเวลาติดต่อเขา

   “ถ้ามึงไม่ใช้โทรศัพท์ กูขอยืมต่อนะ” มิ่งขวัญฉวยโทรศัพท์เพื่อนกลับไปเล่นอีกครั้ง กดเข้าแอพสีน้ำเงินเพื่อส่องใครบางคน

   “ยืมอีกละ เล่นอะไรนักหนาวะ?” เจ้าของโทรศัพท์มุดแขนเพื่อนแล้วก้มมองบนหน้าจอ “เฟสคุณวินนี่? มึงส่องเฟสเขาทำไมอ่ะ”

   คนโดนถามอึกอัก เขี่ยนิ้วบนหน้าจอไปมาจนไปเจอรูปหนึ่ง

   “อย่าบอกนะว่า...”

   “เออ อย่างที่มึงคิดนั่นแหละ” ตอบเพื่อนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อเห็นภาพบาดตา “คนกรุงเทพเที่ยวเป็นแต่ผับกันหรือไงวะ แล้วดูดิ...แค่ไปกินเหล้าต้องนั่งกอดกันด้วยเหรอวะ?”

   “แค่กอดคอไหมล่ะ”

   “กอดคอก็ไม่ได้!”

   รุ่งภพส่ายหน้าเอือมระอาเมื่อเพื่อนใช้เฟสบุ๊คของเขากดอันไลค์ภาพเมื่อครู่ “เฟสกูไหมล่ะนั่น”

   “ยืม”

   เอาที่มึงสบายใจเลย “ตกลงผู้ชายที่มึงคิดถึงคือคุณวินเหรอ?”

   “ทำไมมึงไม่ตกใจเลยวะ”

   “ก็เขาน่ารักขนาดนั้น กูยังชอบมองบ่อยๆ เลย”

   “ไอ้รุ่ง!” มึงจะตีท้ายครัวเพื่อนมึงเหรอ?

   “หนวกหูน่า มึงจะตะโกนทำไมฮะ?” รุ่งภพอุดหูตัวเอง ยกเท้ายันเพื่อนไปโครมหนึ่ง “ตกลงมึงชอบเขาจริงๆ ใช่ไหม? หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ”

   “ไม่รู้ว่ะ เดี๋ยวนี้แม่ง...พอคิดถึงทีไรใจมันสั่นทุกทีเลย”

   “มึงเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า?”

   “กูจริงจัง”

   “ถ้าจริงจังก็ลุยเลย อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมืออีก” รุ่งภพตบไหล่เพื่อน เขาก็บอกกับตัวเองด้วยเช่นกัน

   แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่อธิบายได้ยาก...แต่เขาก็ไม่ควรปิดกั้นหัวใจของตัวเอง





   มิ่งขวัญได้โทรศัพท์ใหม่รวดเร็วทันใจเพราะลากเขาไปซื้อตั้งแต่ห้างเปิด ตอนนี้คงเปิดศึกรบกับน้องสาวอยู่เพราะได้ยินเสียงแง้วๆ ดังเล็ดลอดมาจากบนบ้าน รุ่งภพส่ายหัวแล้วงับโดนัทเข้าปาก ให้น้องลองเล่นโทรศัพท์สักเดี๋ยวนึงจะเป็นไรไป ตอนนี้เป็นเวลาทำงาน ถึงโทรไปธาวินก็ไม่ว่างมารับสายหรอก

       “ไม่ขึ้นไปนั่งเล่นบนบ้านล่ะ มานั่งตากลมทำไม”

       รุ่งภพยิ้มกว้างเมื่อเห็นเจ้าของบ้าน ยื่นกล่องขนมให้เพราะรู้ว่าลุงชอบกิน “มารอคุณตรัยจ้ะลุง พี่ณัฐเป็นไงบ้าง?”
ไต๋เมืองถอนหายใจแล้วนั่งลงข้างชายหนุ่ม “ญาติเขามารับกลับไปแล้ว เห็นว่าจะให้ไปอยู่ที่ฟาร์มมุกหรือไงนี่แหละ”

       “แม่พี่ณัฐน่ะเหรอครับ”

       “ไม่ใช่หรอก คงเป็นพี่ชายล่ะมั้ง” หยิบขนมกินอีกชิ้นก่อนที่เมียจะมาเห็น “ลุงติดต่อใครไม่ได้เลย กำลังจะเอาตัวกลับมา

       รักษาต่อที่กระบี่แล้ว พี่เขาดันโผล่มาซะก่อน” หยิบอีกชิ้นและอีกชิ้น

       “เบาหน่อยลุง เดี๋ยวน้ำตาลก็ขึ้นหรอก”

       “เออน่า นานๆ ที แล้วเอ็งมารอคุณตรัยทำไมล่ะ?”

       “เขาจะเอายามาให้น่ะจ้ะ”

       “แผลยังไม่หายอีกเหรอ?” คนเป็นแผลยิ้มแห้ง มันก็ใกล้จะหายแล้วล่ะแต่ยังเป็นตุ่มหนองอยู่ “โน่น มาพอดีเลย”

       รถสีขาวฝุ่นเขรอะแล่นเข้ามาจอดใต้ร่มไม้ใหญ่ ตรัยก้าวลงจากรถพร้อมกับถุงยาที่ถูกแกะไปเม็ดเดียว กว่าจะรู้ว่ารุ่งภพลืมยาไว้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าลืมหรือว่าจงใจเพราะไม่เคยโทรมาทวงเลยสักครั้ง

       “สวัสดีครับไต๋”

       “เอายามาให้ไอ้รุ่งเหรอครับ”

       “ครับ เดี๋ยวว่าจะรับไปทำแผลด้วย” เขาหันไปหารุ่งภพ “วันนี้ยังไม่ได้ไปทำแผลใช่ไหม?”

       “ยังครับ”

       “ไต๋เพิ่งกลับมาเหรอครับ? ณัฐเป็นไงบ้าง ติดต่อแม่เขาได้หรือยัง” ตรัยถามถึงช่างเรือหนุ่ม เขาแวะไปเยี่ยมแล้วหลายครั้งแต่ณัฐหลับตลอดเลยไม่ค่อยได้คุยกัน

        “พี่ชายเขามารับไปแล้วครับ”

        ตรัยพยักหน้าไม่ถามต่อ ในเมื่อติดต่อญาติได้แล้วเขาก็โล่งใจ “ผมตกลงเช่ารถโฟลคลิฟท์มาสองคันนะครับ จะได้ทุ่นแรงเวลาเข็นของคราวละมากๆ แล้วก็ประหยัดเวลาด้วย เดี๋ยวทางบริษัทเขาจะส่งคนมาอบรมทุกวันจันทร์-อังคารนะครับ รบกวนไต๋ช่วยคัดคนให้ผมหน่อยนะ ผมอยากได้คนที่เรียนรู้เร็วหรือไม่ก็เคยมีประสบการณ์ขับรถโฟลคลิฟท์มาก่อน”

        “ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้”

        ไต๋เมืองปล่อยให้คนทั้งสองคุยกันตามลำพัง ส่วนตัวเองแยกไปจัดการตามคำขอของชายหนุ่ม คงต้องประเมินคร่าวๆ ก่อนว่าแผนกไหนต้องใช้บ้างแล้วค่อยไปคัดคนอีกที

   “แผลที่ข้อมือเป็นไงบ้าง” ตรัยถามถึงแผลไฟไหม้ รุ่งภพยังพันข้อมือเอาไว้อยู่แสดงว่าแผลยังไม่หายดี

   “ยังเป็นหนองอยู่ครับ”

   “คราวนี้ต้องกินยาแล้วนะ” คนกินยายากก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ไม่กล้าดื้อเพราะเห็นแววตาเหนื่อยล้าของชายหนุ่ม “จะกลับบ้านเลยไหมหรือจะค้างบ้านไต๋ต่อ”

   รุ่งภพเหลือบมองถุงยาในมือแล้วพยักหน้า อุตส่าห์หนีมาได้ตั้งหลายวันสุดท้ายก็ไม่พ้นอยู่ดี “งานที่แพยุ่งมากไหมครับ?”

   “พอประมาณ” ตรัยเปิดประตูให้ชายหนุ่มขึ้นรถ “ฉันรับช่างเครื่องคนใหม่มาแล้วนะ อาจจะไม่เก่งเท่าณัฐแต่ความรู้ก็แน่นอยู่”

   “เดี๋ยวก่อนครับ ผมเอาตังเกไปด้วยได้ไหม”

   ตรัยขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะพาหมามาด้วย “จะเอาไปยังไง เดี๋ยวต้องแวะโรงพยาบาลอีก” พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าหงอยเขาก็ใจอ่อนอีกจนได้ “ก็ได้ ไปเรียกมันมาสิ”

   “ขอบคุณนะครับ”

   ใช้เวลายื้อยุดอยู่นาน สุดท้ายก็ไม่ได้พาไปด้วยเพราะมันไม่ยอมกลับ ไต๋บอกให้ทิ้งเอาไว้ที่นี่ก่อน ถ้ามันหายติดสัดเดี๋ยวก็กลับบ้านเอง รุ่งภพเองก็ดื้อไม่ต่างกันเพราะจะพากลับไปให้ได้ เขาต้องรั้งตัวไปขึ้นรถแล้วส่งสายตาดุจึงยอมฟัง

   “ผมเป็นห่วงมันอ่ะ”

   “มันเป็นธรรมชาติของสัตว์ เดี๋ยวหายแล้วมันก็กลับบ้านเองนั่นแหละ”

   การทำแผลใช้เวลาไม่นานนักเพราะไปช่วงว่างพอดี ไม่ค่อยมีคนมาคอยคิวเท่าไหร่นัก เราแวะทานอาหารข้างทางก่อนกลับ เป็นร้านรถเข็นขายราดหน้ายอดผักรสชาติแฟรนไชน์ ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่เขาก็ตระเวนชิมจนเกือบจะทั่วซอยแล้ว ค่าอาหารต่อเดือนลดฮวบลงไปมากเพราะนานๆ ครั้งจะเหยียบเข้าห้างสักทีหนึ่ง

   บ้านของรุ่งภพยังทางเปลี่ยวเหมือนเดิมและรกครึ้มไปด้วยสวนมะพร้าวเกือบร้อยต้น ตรัยถอดรองเท้าแล้วหิ้วถุงขนมเข้าไปไว้ในครัว แกะยาฆ่าเชื้อออกมาหนึ่งเม็ดแล้วรินน้ำใส่แก้วเตรียมไว้พร้อม

   “เดี๋ยวค่อยกินไม่ได้เหรอครับ”

   “ไม่ได้”

   เดินตึงตังมาหยิบยาในมือเขาด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอด พอเอาเข้าปากก็อมไว้อย่างนั้นไม่ยอมกลืน “ขมอ่ะ”

   “กินน้ำเข้าไปเยอะๆ” กว่าจะกลืนลงไปได้แทบขาดใจ ทั้งจมูกและปากแดงก่ำเพราะสำลักไอไปหลายครั้ง “กลืนลงไปแล้วนะ”

   อ้าปากให้ดูเหมือนประชด ตรัยยิ้มขำโน้มหน้าลงไปสำรวจ ฝ่ามือหนากอบกุมพวงแก้มอิ่ม ไล่สายตาซอกซอนไปทั่วโพรงปากก่อนจะแนบประทับลงไปแผ่วเบา

   รุ่งภพผงะหนีในตอนแรกก่อนจะยืนนิ่งให้อีกฝ่ายรังแก ค่อยๆ ซึมซับไออุ่นจากริมฝีปากผ่าวร้อน ดูดกลืนความรู้สึกของกันและกัน

   “หายขมหรือยัง” ตรัยลูบปลายนิ้วลงบนขอบปากนุ่มหยุ่น สัมผัสนั้นยังตรึงใจ “หรือยังไม่หายขม”

   “หะ...หายแล้ว” รีบดันตัวออกเมื่ออีกฝ่ายโน้มหน้าลงมาอีกครั้ง “ผะ...ผมจะอาบน้ำ”

   “ก็อาบไปสิ ใครว่าอะไร”

   เจ้าของบ้านทำหน้างอง้ำ พอเห็นตรัยเดินไปนั่งเก้าอี้หน้าห้องแล้วรื้อหนังสือออกมาอ่านก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มยังไม่ยอมกลับในตอนนี้ “ผมจะปิดบ้านแล้วครับ”

   “อะไร? ไล่แขกเหรอ”

   “ไม่ได้ไล่...แค่เชิญให้กลับ”

   “ต่างกันตรงไหน” ตรัยไม่แม้แต่จะลุกขึ้น ยังเปิดหนังสืออ่านต่อไปเรื่อยๆ เหมือนแกล้งเจ้าของบ้าน “ที่นี่ที่ไหนเหรอ?” ชี้ให้ดูภาพในสมุด

   “เกาะลันตาครับ”

   “สวยดี ชุมชนดูหลากหลายวัฒนธรรม...น่าไปเที่ยว”

   “ไปไหมครับ”

   ตรัยสบตาคนถาม เขายิ้มแล้วแกล้งบีบปลายคางของชายหนุ่มอย่างมันเขี้ยว “รอให้เธอหายดีก่อนค่อยไป”

   คนโดนแกล้งทำหน้ามุ่ย ดึงมือของตรัยออกแล้วหนีเข้าห้องของตัวเอง คนขี้แกล้งส่งเสียงหัวเราะไล่หลัง วางหนังสือท่องเที่ยวทิ้งเอาไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไปเบาๆ

   ให้เวลาปรับตัวอีกหน่อยแล้วกัน

   หลังจากไปเที่ยวด้วยกันแล้ว อะไรๆ คงดีขึ้น



TBC


ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 28




   กลุ่มควันสีขาวหม่นพวยพุ่งจากใต้อาคารขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าของรถคันสีขาวรีบก้าวลงจากรถทันทีที่ดับเครื่อง เขารีบวิ่งไปยังต้นตอของควันด้วยความกังวล นึกว่าเกิดเพลิงไหม้แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัวย่างอะไรสักอย่างอยู่โดยมีหัวหน้าแก๊งค์อย่างรุ่งภพเป็นคนนำ

   “ทำอะไรกัน? ไม่ทำงานทำการกันหรือยังไง” พอพญามดมา เหล่ามดงานก็แตกรังวิ่งหนีกันพรึ่บพรั่บ เหลือเพียงรุ่งภพกับมิ่งขวัญที่ไม่มีการมีงานทำกันจริงๆ

   “หายดีแล้วเหรอถึงมาทำงาน”

   “ยังครับ...แต่อยู่บ้านมันเบื่อนี่นา”

   ตรัยส่ายหัวกับน้ำเสียงอแงของชายหนุ่ม “แล้วย่างอะไรอยู่” พยักหน้าไปยังตัวประหลาดในตะแกรงปิ้งที่มิ่งขวัญถือ

   “แมงดาทะเลครับ”

   “ไปเอามาจากไหน” จำได้ว่าที่แพไม่เคยมี   

   “เรือชาวบ้านเอามาขายครับ ผมเลยซื้อมาสามตัว” แมงดาทะเลนั้นมีรูปร่างเหมือนจานคว่ำ หางแหลมยาวและมีไข่ใต้กระดอง

   “ชอบกินอะไรกันแปลกๆ มีพิษหรือเปล่าก็ไม่รู้” ตรัยบ่นเหมือนไม่ค่อยชอบใจนัก เห็นชายหนุ่มเจริญอาหารก็ดีอยู่หรอกแต่ต้องไม่เปิบพิสดารกันแบบนี้

   “มันเป็นแมงดาจานหางเหลี่ยมครับ กินได้”

   “กินได้จริงๆ ครับนาย ถ้าเป็นแมงดาถ้วยหางจะกลม ตัวนั้นมีพิษครับ บางคนก็เรียกแมงดาไฟ บางคนก็เรียกเหรา ชาวประมงเขาไม่จับกันครับ ถ้าเจอก็ปล่อยทิ้งเลย”

   “แล้วจะกินยังไงล่ะ มันมีเนื้อข้างในเหรอ?”

        “เดี๋ยวเลาะกระดองแล้วเอาไข่มันออกมาครับ เอาไปกินแกล้มเหล้า”

        “อ๋อ จะกินเหล้ากันใช่ไหม? ถึงได้เตรียมกับแกล้มกันตั้งแต่เช้า” ตรัยชำเลืองมองแผลบนข้อมือของชายหนุ่ม เป็นการเตือนกลายๆ ว่าห้ามกิน

        มิ่งขวัญเห็นท่าไม่ดีเลยหยิบสมอลทอร์คมาเสียบหูแล้วเปิดเพลงดังสนั่น ผิวปากฮัมเพลงงึมงำ มือหนึ่งแซะมีดเลาะกระดองแมงดาออก อีกมือหนึ่งก็ใช้ช้อนขูดไข่ทั้งยวงใส่กะละมัง พอย่างไฟแล้วมันจะจับตัวกันเป็นก้อนไม่แตกเละเหมือนแคะสด

        “กินนี้ดเดียวเอง ได้ไหมครับ” ทำนิ้วประกอบ แววตาวิงวอน

        “นิดเดียวน่ะแค่ไหน”

        “สามแก้ว”

        “เยอะไป”

        “งั้นสอง”

        “แก้วเดียวพอ” หนุ่มใต้ทอดถอนหายใจ ปากตูมเต่ง ใบหน้าบูดบึ้ง

        “แก้วเดียวมันจะไปรู้รสอะไรล่ะครับ ไม่กินซะยังดีกว่า”

        “งั้นก็ไม่ต้องกิน”
       
        คนประชดหันขวับ ยิ้มประจบทันควัน “ล้อเล่นครับ แก้วเดียวก็แก้วเดียว”

        “แล้วจะไปกินกันที่ไหน?”

        “ที่นี่แหละครับ เดี๋ยวรอให้เลิกงานก่อน คุณจะมากินด้วยกันไหมครับ”

   “ไม่รู้จะกลับมาทันหรือเปล่า ฉันต้องพาสิปาไปดูพื้นที่รอบเกาะก่อน” หนุ่มใต้ทำหน้าสงสัยแต่ไม่ได้ถามออกไป ตรัยพอจะเดาออกเลยบอกอาชีพจริงๆ ของเพื่อนสนิทให้ชายหนุ่มรู้ “สิปามันเป็นวิศวกร สร้างโรงแรมรีสอร์ทแถวชายหาดมาเยอะ ฉันก็เลยอยากให้มันมาช่วยดูให้ เดี๋ยวจะเริ่มร่างแบบกันคร่าวๆ ดูก่อนแล้วค่อยให้สถาปนิกมาสำรวจพื้นที่อีกทีว่าเป็นไปได้ไหม ฉันอยากจะสร้างบ้านพักส่วนหน้าก่อนแล้วค่อยไปไล่สำรวจพื้นที่ในเกาะอีกที”

   “จะสร้างตรงไหนเหรอครับ”

   “ยังไม่แน่ใจ อาจจะต้องปรับพื้นที่แถวดงมะพร้าวหรือไม่ก็ต้องรอสำรวจหาดให้รอบเกาะก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”

   “ตรงป่าโกงกางก็ดีนะครับ”

   “ตรงที่เธอลงไปเล่นน้ำน่ะเหรอ” เขายังจำวันที่ชายหนุ่มโดดลงไปในน้ำได้ แถมยังชวนเขาเล่นสนุกจนลืมอายุ

   “ตรงนั้นก็สวยนะครับ ทำเป็นกระท่อมตากอากาศแล้วก็ทำสะพานไม้เชื่อมบ้านแต่ละหลังเอา ตอนเดินบนสะพานจะได้ใกล้ชิดกับต้นไม้ด้วย ร่มรื่นดีออก”

   “เอาแบบนั้นก็ได้ ฉันตามใจเธอ”

   คนโดนตามใจแก้มแดงซ่าน ไม่สามารถกลั้นยิ้มของตัวเองได้ จึงระบายความสุขด้วยการตบตีเพื่อนสนิทของตัวเอง

   “โอ๊ย! มึงมาตีกูทำไมเนี่ย?” มิ่งขวัญร้องโวยวาย กุมรอยตีบนท่อนแขนกำยำของตัวเอง

   “เขิน”

   “ไอ้...” อยากจะด่าก็ด่าไม่ออก ถ้าไม่เห็นนายนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ เขาตบกะโหลกมันไปแล้ว

   ฝากไว้ก่อนเถอะมึง

   คิดบัญชีแค้นในใจอย่างนึกเคือง อย่านึกว่าเขาดูไม่ออกนะ ถึงจะทำเป็นไม่สนใจแต่เขาก็คอยสังเกตเพื่อนตัวเองอยู่ตลอด แม้จะยังไม่แน่ใจแต่เขาก็เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองเพราะเคยผ่านความสัมพันธ์คลุมเคลือแบบนี้มาแล้ว จึงมองออกว่าอะไรเป็นอะไร

   เดี๋ยวรอให้กูแน่ใจกว่านี้อีกสักนิด จะจับคั้นไปถึงกระดูกเลยคอยดู







   
   เกาะบูลันยังคงเงียบสงบไม่ต่างจากครั้งสุดท้ายที่เขาพารุ่งภพมาเยือนเมื่อเดือนก่อน คนใช้ชีวิตในเมืองใหญ่มานานนึกพึงพอใจกับธรรมชาติเช่นนี้ เขาไม่ได้อยากสร้างรีสอร์ทใหญ่โตอะไร ความต้องการจริงๆ ของเขาคือการใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ต่างหาก เพียงแต่เกาะนี้ใหญ่เกินไปและอยู่ค่อนข้างไกล เขาไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยว จึงตัดสินใจทำรีสอร์ทเพื่อให้ชีวิตไม่เหงาจนเกินไปนัก

   “สวยว่ะ”

   “วันนี้น้ำทะเลขุ่นไปหน่อย ถ้ามาวันฟ้าเปิดจะสวยกว่านี้” ตรัยกระโดดลงจากเรือดิงกี้แล้วลุยน้ำขึ้นชายหาด วันนี้เมฆค่อนข้างครึ้ม อยู่นานคงไม่ดีนักเพราะฝนไล่หลังมาแต่ไกล

   “วิวสวยขนาดนี้สร้างรีสอร์ทสไตล์รัสติคหรือทรอปิคอลไม่ดีกว่าเหรอวะ มึงต้องการแค่กระท่อมไม่กี่หลังจริงๆ เหรอ?”

   “กระท่อมไม่ดีตรงไหน ธรรมชาติดีออก”

   “สาบานว่าไม่ได้เอาใจใคร”

   ตรัยหัวเราะในลำคอ เดินนำไปยังแอ่งน้ำที่มีป่าโกงกางขึ้นหรอมแหรม “ที่รุ่งเสนอมามันก็ดีไม่ใช่เหรอ? เน้นสายธรรมชาติแล้วก็อนุรักษ์ไปด้วยในตัว”

   “แม่มึงคงปลื้มน่าดู ได้ลูกสะใภ้คอเดียวกัน”

   “ปลื้มจริงก็ดีน่ะสิ”

   สิปาหัวเราะขำ ถึงแม่ของตรัยจะใจดีแต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ อย่าไปคาดหวังจะดีกว่า “งั้นกูวาง Lay Out ตรงนี้เลยนะ เป็นกระท่อม 20 หลังมีสะพานเป็นทางเชื่อม มึงจะวางแนวกระท่อมยังไงล่ะ เอาเป็นแถวตอนลึกหรือจะวางเป็นรูปใบพัด”

   “รูปใบพัดดีกว่า แบ่งเป็นฟากละ 10 ห้อง โอเคไหม ส่วนฟรอนต์กับห้องอาหารกูยังไม่ได้คิด เดี๋ยวรอถามสถาปนิกอีกที”

   “โอเค งั้นกูยึดเรือมึงไว้เลยนะ เดี๋ยวกูจะเอาคนเข้ามาสำรวจพื้นที่ในเกาะ เสร็จแล้วเดี๋ยวทำแผนที่ให้”

   “ตามสบาย”

   เสียงฟ้าขู่คำรามต้อนพวกเขากลับขึ้นเรือแม้จะลงมาสำรวจได้เพียงแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น สิปายังคงยืนถ่ายรูปมุมกว้างของชายหาด เขาต้องเตรียมพื้นที่ไว้ใช้ขนถ่ายวัสดุก่อสร้างด้วย หากจะทำเป็นสะพานจากกลางอ่าวเข้าไปก็ต้องดูระยะโขดหินอีกเพื่อไม่ให้ติดท้องเรือจนเกินไป

   ตรัยบังคับเรือฝ่าคลื่นลมและกลับเข้าท่าอย่างปลอดภัยในเวลาเย็นย่ำ ฝนยังไล่มาไม่ถึงชายฝั่ง เห็นเพียงท้องฟ้าสีแดงหม่นห่างไกลและสายฟ้าฟาดอยู่เป็นระยะ

   เสียงโหวกเหวกโวยวายดังต้อนรับทันทีที่ย่างเท้าถึงแพปลา อาคารด้านในมีแสงนีออนส่องสว่างอยู่เป็นบางจุด พอให้เห็นกลุ่มคนฝูงหนึ่งกำลังซดเหล้ากันอย่างเมามัน

   “ปาร์ตี้ยาดองกันเหรอวะ ไม่ชวนกันเลยไอ้พวกนี้”

   “กูนึกว่ากินเหล้ากันปกติ ไม่นึกว่าจะเล่นยาดองกัน” ตรัยเดินหลบคนเมาที่นอนกองกันระเนระนาด นับคร่าวๆ แล้วไม่ต่ำกว่าหกคน “รุ่ง รุ่ง! ลุกไหวไหม?” ตบแก้มชายหนุ่มเบาๆ แล้วฉุดให้ลุกขึ้น ยังดีที่เข้ามาตั้งวงแถวออฟฟิศ ถ้าไปตั้งตรงสันเขื่อนคงได้เห็นศพลอยอืดพรุ่งนี้แน่

   “แก้วเดียวๆ...แก้วเดียวแต่รอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้~” ชูนิ้วขึ้นเหมือนขอเหล้าอีก พอโดนตรัยจับรวบไปทั้งฝ่ามือก็ร้องเพลงอ้อแอ้ตามเสียงเคาะ “ได้หมดล่ะถ้ากูสดชื่น ให้กินเหล้าท้างคืนกูก้อหม้ายพรือ~”

   พอเมาแล้วดูเหมือนจะกล้าขึ้นกว่าเดิมเยอะ ทั้งสายตาก้อร่อก้อติกและถึงเนื้อถึงตัวกว่าแต่ก่อน “พอๆๆ หยุดๆ” เขารวบตัวชายหนุ่มแล้วยกขึ้น ก่อนจะหันไปประเมินสถานการณ์ในวงเหล้า “ใครกลับบ้านไหวก็กลับ ส่วนพวกที่นอนอยู่ตรงนี้ให้ขนเข้าไปนอนในออฟฟิศโน่น เดี๋ยวฉันเปิดประตูให้ เข้าใจไหม” กำชับคนที่ยังพอมีสติอยู่บ้างก่อนจะหิ้วปีกรุ่งภพไปขึ้นรถ

   “มิ่งขวัญไปไหนแล้ว ทำไมไม่ดูเพื่อนเลย” ตรัยบ่นอย่างหัวเสีย เขาจะไว้ใจฝากรุ่งภพเอาไว้กับใครได้บ้าง “ปา ไอ้ปา?”

   “เดี๋ยวๆ แหม่เว้ย เอาไปทั้งโหลเลยแล้วกัน” คนโดนเรียกอุ้มโหลเอาไว้ในอ้อมแขน “ขอนะ เออๆ ขอบใจๆ” ขอกันดื้อๆ คนเมาก็เออออแถมแก้วเป๊กให้อย่างใจดี “เรียกกูทำไมวะ”

   “เปิดประตูให้หน่อย”

   “หน้าหลัง”

   “หลังดีกว่า ให้เขานอนไปเลย” ตรัยวางตัวชายหนุ่มลงและปรับเบาะจนเอนไปด้านหลัง หวังจะให้คนเมานอนสบายๆ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะรุ่งภพอยู่ไม่นิ่ง ทั้งแกะทั้งดึงเข็มขัดนิรภัยออกจนเขาต้องคาดซ้ำอยู่หลายครั้ง

   เพี๊ยะ!

   “ฮึก...” คนโดนตีมือน้ำตาคลอ ปากเริ่มเบะจมูกแดงก่ำ

   “ร้องไห้จนน้ำตาท่วมก็ไม่สงสารหรอก ถ้าดื้อจะตีอีก” ปากขู่แต่ใจอ่อนไหว ต้องรีบปิดประตูรถก่อนที่จะใจอ่อนอีกรอบ ขณะกำลังจะเดินอ้อมไปฝั่งคนขับก็เห็นมิ่งขวัญเดินคุยโทรศัพท์มาแต่ไกล “ไปไหนมา ทำไมไม่ดูเพื่อน”

   “คะ คุยโทรศัพท์ครับ” มิ่งขวัญลดโทรศัพท์ในมือลง ชะเง้อมองหาเพื่อนแต่ไม่เจอ “แล้วมันไปไหนแล้วล่ะครับ”

   ตรัยถอนหายใจ ถ้าเพื่อนตกน้ำตกท่าไปจะรู้ไหม “อยู่ในรถ ไปดูคนที่เหลือด้วย ฉันจะพาเขากลับบ้าน”

   พูดจบก็บึ่งรถออกไปเลย มิ่งขวัญยังไม่ทันได้ถามเลยด้วยซ้ำว่าจะเอากลับไปบ้านไหน?



TBC


ชดเชยให้นะคะ โทษฐานที่หายไป 2 วัน  :mew2:



ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
มีการเขินแบบแสดงออกให้เพื่อนรู้ด้วย

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อิ่ม.......

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 29







   คนเมายังคงดึงทึ้งสายรัดเข็มขัดออกพร้อมกับส่งเสียงขัดใจออกมาอยู่เป็นระยะ ตรัยส่ายหัวแล้วถอนหายใจหนัก ไม่รู้ซัดไปกี่แก้วถึงได้ดีแตกแบบนี้

   “เวียนหัว...”

   “ฉิบหาย มันจะอ้วกหรือเปล่าวะ?” สิปาเหลียวมองคนด้านหลัง ถอนหายใจเฮือกเพราะสายเข็มขัดหลุดไปแล้ว

        “มึงหาถุงให้น้องที กูน่าจะยัดไว้แถวๆ ประตูอ่ะ หาดู” ตรัยเหลือบมองกระจกหลัง เห็นคนเมางัดร่างขึ้นจากเบาะแล้วโถมตัวเข้าใส่เบาะหน้าตามด้วยเสียงคลื่นไส้

        “แว้กกกกก อย่าอ้วกรดหัวกู๊!” คนโดนกอดรัดพยายามแกะมือตุ๊กแกของคนเมาออก แต่ยิ่งแกะยิ่งรัดแน่นและดูเหมือนรุ่งภพจะสนุกเพราะนึกว่าเล่นด้วย

        “ขับช่าแท้ล่ะ บิดไปเรยนิร้อยเย่ ถึงไหนถึงกานนน แว้น แว้น แว๊นนนนน”

        สิปาไอจนตาเหลือกเมื่อถูกคนเมารัดคอ “ไอ้เหี้ย! มึงนั่งอยู่ในรถยนต์เว้ย ไม่ใช่มอ’ไซค์ ปล่อยกูวววว”

        "รุ่งภพ หยุด! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้” ตรัยกระทืบเบรคแล้วหักพวงมาลัยรถหลบข้างทาง “ฉันบอกให้หยุดไง!” คราวนี้ตะคอกใส่เสียงดังพร้อมกับกระชากแขนจนตัวปลิว “ถ้ายังเล่นพิเรนทร์แบบเมื่อกี้นี้อีกล่ะก็ อย่าหาว่าฉันใจร้ายนะ”

        พอโดนดุก็กลับไปนั่งคุดคู้ที่เบาะของตัวเอง ยกเข่าขึ้นมากอดแล้วส่งเสียงสะอื้นฮัก

        “มึงตวาดดังเกินไปหรือเปล่าวะเมื่อกี้ น้องมันตกใจนะเว้ย”

        “มึงจะโอ๋ไหมล่ะ? เดี๋ยวได้โดนรัดคอแบบเมื่อกี้”

        สิปาทำหน้าสยอง ลูบคอตัวเองหลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญ “งั้นปล่อยมันไว้งั้นแหละ ขืนอาละวาดขึ้นมาอีกได้ตายห่ากันยกคันแน่

        ความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินเสียงของคนเมาอีกเลย ตรัยสามารถขับรถได้อย่างราบรื่นตลอดทางและกลับมาถึงบ้านในเวลาเกือบสามทุ่ม

        “ปลุกไหม?”

        “อย่าเด็ดขาด” ตรัยเอ่ยเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี เขาส่งกุญแจบ้านให้เพื่อนส่วนตัวเองเข้าไปช้อนอุ้มคนเมาลงจากรถ

        “พร้อมเข้าหอยังเพื่อน  ทา ดาดาดา ทา ด๊าดาดา~”

        “มันใช่เวลามาเล่นไหม เปิดประตูสิวะกูหนัก”

        สิปาทำหน้าบูด บ่นพึมพำถึงความไม่โรแมนติกของเพื่อน ไหนๆ ท่าก็ได้แล้ว ซ้อมๆ ไปก่อนก็ได้นี่นา คนเขาอุตส่าห์หวังดีช่วยเทรนให้ ไม่ขอบคุณแล้วยังมาดุกันอีก

   “กลับมาแล้วเหรอลูก”

   “พ่อ!”

   “อุ้มใครมาด้วยน่ะ”

   “แม่!”

   วันรวมญาติที่แท้ทรู สิปายกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ก่อนจะเดินไปสิงสถิตเงียบๆ ตรงมุมห้อง เรื่องในครอบครัวเขาไม่ยุ่ง เอาไว้เพื่อนใกล้จะจมน้ำตายเมื่อไหร่เขาค่อยเข้าไปช่วยก็แล้วกัน

   “วางเขาลงก่อนไหมแล้วมานั่งคุยกันดีๆ” คนเป็นแม่สั่งเสียงเย็น

   “รุ่งภพ?” เถ้าแก่ชัยเอ่ยเรียกเมื่อเห็นคนที่ลูกชายอุ้มอยู่ “เป็นอะไร? เมา? แล้วทำไมไม่เอาไปส่งบ้าน พามาบ้านเราทำไม?”

   ตรัยทอดถอนใจ มีแต่คำถามเต็มไปหมดจนไม่รู้จะตอบอันไหนก่อนดี “เขา...อยู่คนเดียวน่ะครับ ผมกลัวจะไม่สบายก็เลยพากลับมาที่บ้าน”

   “ดูเป็นห่วงเป็นใยจังเลยนะ”

   “เราสนิทกันครับ เขาไม่ได้เกเรอย่างที่แม่คิดหรอก ก็ดื่มบ้างตามประสาผู้ชายแต่วันนี้ดื่มเยอะไปหน่อยเท่านั้นเอง” ตรัยแก้ตัวแทน ไม่อยากให้แม่มองรุ่งภพไม่ดี

   “คุณตรี” เถ้าแก่ชัยเอ่ยขัดอดีตภรรยา “ผมว่าเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนดีกว่า เดินทางมาเหนื่อยๆ น้ำท่ายังไม่ได้อาบเลย”

   “พ่อกับแม่เพิ่งมาถึงเหรอครับ”

   “ก่อนหน้าแกแป๊บเดียวเอง” เถ้าแก่ชัยเป็นคนตอบ ส่วนตรีทิพย์ยังนั่งพิจารณาคนเมาอยู่ “ยังจะไปนั่งจ้องเด็กมันอีก ดูแม่แกสิตรัย”

   “ก็ฉันสงสัยนี่...ยังเด็กอยู่เลย ดูจากอายุแล้วไม่น่าจะสนิทกับตรัยได้เลย”

   “ไอ้โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน”

   “อะไรนะ!”

   “มึงนั่งเงียบๆ ก็ดีอยู่แล้ว” ตรัยถลึงตาใส่เพื่อน คนปากพล่อยยกมือขึ้นอุดปากแทบไม่ทัน ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ แล้วก้มหน้างุด

   “ที่เพื่อนพูดหมายความว่ายังไงน่ะตรัย” ตรีทิพย์คาดคั้นลูก รู้สึกตงิดตั้งแต่เห็นอุ้มกันเข้ามาแล้ว หากเป็นเพื่อนคนอื่นคงไม่อุ้มกันแบบนี้ เท่าที่จำได้ก็เห็นปล่อยทิ้งเอาไว้รอให้สร่างเมากันเอง “บอกแม่มาเดี๋ยวนี้นะ”

   “ถ้าบอกแม่จะรับได้เหรอครับ” ได้ยินเสียงร้องอูยมาจากมุมห้องแต่ตรัยไม่คิดจะสนใจ

   ตรีทิพย์ปากคอสั่น มองหน้าลูกสลับกับเด็กหนุ่มอีกคน “อย่าบอกนะว่า...”

   “ยาดมไหม?” เถ้าแก่ชัยยื่นยาดมไปให้หลังจากสูดไปแล้วจนหัวโล่ง

   “ฉันซีเรียส”

   “เครียดไปก็เท่านั้นแหละ คิดว่าห้ามลูกได้ไหมล่ะ?” คนเป็นแม่ชะงักงัน รู้สึกอึดอัดคับแน่นในอก ยังไม่อยากยอมรับในเรื่องนี้ “ลูกโตแล้วนะตรี เขาไม่จำเป็นต้องขอความเห็นจากเราแล้ว”

   “แต่ฉัน...” เธอเหลือบมองคนของลูก ยังไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่นัก ขนาดตัวเองยังดูแลไม่ได้เลย แล้วจะดูแลลูกชายเธอได้ยังไง

   “เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้เช้าดีกว่าไหม รอให้เจ้ารุ่งมันฟื้นก่อน จะได้มานั่งคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน” เถ้าแก่ชัยพูดตัดบท แกผ่านโลกมาเยอะแล้ว ประกอบกับตอนป่วยทำให้รู้สึกปลงยิ่งกว่าเดิม “ไว้รอคุยกับเด็กมันก่อน อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเลย”

   “ก็ได้” เธอยอมจำนน “มาค่ะ ฉันช่วยพยุง”

   “ผมช่วยดีกว่าครับ” ตรัยรีบเข้าไปช่วยพยุงแทนแม่ “ผ่าข้อเข่าเทียมเป็นไงบ้างครับพ่อ”

   “ไม่ปวดแล้วล่ะ หมอกรุงเทพเขาเก่ง ผ่าวันเดียวเดินได้เลย”

   “ทำไมรีบกลับล่ะครับ น่าจะอยู่พักฟื้นที่โน่นก่อน”

   “รำคาญยายแก บ่นเช้าบ่นเย็น กว่าจะถึงวันผ่าเล่นเอาหูแทบบอด รู้งี้ไม่ไปพักที่บ้านแกก็ดีหรอก”

   “ไม่พักแล้วใครจะคอยดูแลคุณล่ะคะ”

   “ผมแค่ปวดเข่า จริงๆ ไม่ต้องมีคนคอยดูแลก็ได้ ถ้าไม่ติดว่าต้องไปรอคิวผ่าตรวจโน่นนี่นั่น ผมคงนั่งเครื่องแบบไปเช้าเย็นกลับแล้ว”

   คราวนี้คู่แม่ลูกนัดกันถอนหายใจยาว ปล่อยให้คนแก่พูดอวดดีต่อไปจนถึงห้องนอน พอส่งพ่อเข้าห้องอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ตรัยก็หันไปสบตากับผู้เป็นแม่แล้วบอกกู้ดไนท์เหมือนตอนอยู่ที่บ้าน เธอยังคงยิ้มให้ลูกเช่นเคย หากแต่เป็นรอยยิ้มที่ฝืดฝืนเต็มที

   ได้แต่หวังว่าวันพรุ่งนี้จะดีขึ้น









   คนเมาทุบกระหม่อมตัวเองให้หายมึนหลังจากตื่นขึ้นมาในบ้านของคนอื่น คนแรกที่เห็นตอนลืมตาคือเพื่อนของตรัยที่ลงไปนอนอยู่บนพื้น ส่วนเขาได้นอนบนเตียงกว้างเพียงลำพังเพราะตื่นมาก็ไม่เห็นใครอีกเลยนอกจากสิปาเพียงคนเดียว

   ตรัยเข้ามาทีหลังตอนเขาเข้าไปล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าดำทะมึนขณะสาธยายวีรกรรมของเขาให้ฟังด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยว คนก่อเรื่องจำได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะสติในตอนนั้นมันเลือนลางเต็มที ในเวลานี้จึงทำได้เพียงแค่ส่งสายตาวิงวอนและขอโทษ รู้สึกผิดคาดเล็กน้อยเพราะตรัยยอมอภัยให้โดยไม่ดุสักคำเดียว

   หากแต่ดีใจได้ไม่นานก็เหมือนถูกโลกถล่มใส่ รุ่งภพอยากจะระเบิดสมองตัวเองเดี๋ยวนั้นหลังจากรับรู้สถานการณ์อันน่าหวาดหวั่นระหว่างเรา

   “ไม่ออกไปได้ไหม ผมกลัว” ยึดแขนลูกชายเจ้าของบ้านเอาไว้แน่น ไม่กล้าก้าวออกไปจากเซฟโซน

   “แม่ฉันใจดี ไม่ดุหรอก”

   ทำตาละห้อยใส่ ปากเบะไม่อยากไป “ผมยังไม่พร้อม”

   “แต่ฉันพร้อมแล้ว” พูดจบก็ลากออกมาจากห้องนอนทันที แม่กับพ่อนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว กำลังทานน้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ที่เขาไปซื้อมา “น้องมาแล้วครับ”

   “นั่งลงก่อนสิ”

   รุ่งภพเลือกนั่งเก้าอี้ตัวสุดท้าย ห่างจากเจ้าของบ้านและห่างจากทุกคน

   “ไปนั่งซะไกลขนาดนั้นจะให้ตะโกนคุยกันเรอะ” เถ้าแก่ชัยพูดไปหัวเราะไปด้วยความเอ็นดูเด็ก เห็นมาตั้งแต่ตัวยังเท่าเมี่ยง ไม่คิดว่าโตขึ้นจะได้มาเกี่ยวดองกัน

   “ขอโทษครับ” เอ่ยขอโทษเสียงอ่อยแล้วขยับมานั่งข้างตรัย

   “ดูเป็นคนขี้เกรงใจจังเลยนะ” ตรีทิพย์เริ่มพูดคุยกับชายหนุ่มบ้าง เห็นแบบนี้แล้วก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งเพราะดูเหมือนจะคุยด้วยง่าย ไม่ได้มีนิสัยเกเรอย่างที่คิด “อายุเท่าไหร่แล้วล่ะเรา”

   “25 แล้วครับ”

   “25 แล้วเหรอ? หน้าเด็กจัง” นึกว่า 18-19 อาจเป็นเพราะขนาดตัวที่เล็กบางเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ “แล้วมารู้จักกับตรัยได้ยังไงล่ะ”

   “ผม...ทำงานที่แพปลาครับ”

   ตรีทิพย์เลิกคิ้ว หันมองลูกชายตัวเอง...สมภารกินไก่วัดหรือนี่? “แล้วทำงานอะไร ไม่ได้แบกหามอะไรใช่ไหม?”

   “เปล่าครับ ผมเป็นชิ้วเรือ”

   “ชิ้วเรือ?”

   “งานจดบันทึกน่ะ แต่ต้องออกไปกับเรือ” คราวนี้เถ้าแก่เป็นคนตอบ กลัวอดีตภรรยาจะซักไซ้ไปจนถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชน “ไม่ใช่งานหนักอะไรหรอกน่า ผมไม่เอาคนแคระไปแบกหามอะไรอย่างที่คุณพูดหรอก”

   “เถ้าแก่อ่ะ”

   “อะไรห๊า หรือไม่จริง?”

   ตรัยแอบหัวเราะ ไม่คิดว่าพ่อจะเอ่ยแซวความเตี้ยของชายหนุ่ม “ผ่านไหมครับแม่”

   “เพิ่งจะคุยไปได้นิดเดียวเอง เอางี้...เดี๋ยววันมะรืนแม่จะไปทำงานจิตอาสาเก็บขยะใต้ทะเลแถวอ่าวมาหยา ไปช่วยกันหน่อยสิเด็กๆ ขยะพลาสติกพวกนี้มันไม่ย่อยสลายไปง่ายๆ พอปล่อยทิ้งเอาไว้ก็จะเกิดสารเคมีกระจายอยู่ในทะเล พอปลาได้รับสารเคมีคนก็ได้รับด้วยเพราะกินปลาเข้าไป ที่ป่วยๆ กันเนี่ยก็ฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นแหละไม่ใช่เชื้อโรคกลายพันธุ์ที่ไหนหรอก”

   “งั้น...ผมขอหยุดงานวันนึงได้ไหมครับ” รุ่งภพหันไปถามเจ้านายทั้งสอง มันเป็นวันทำงานซึ่งเขาไม่ได้หยุด

   เถ้าแก่เหลือบมองอดีตภรรยา พอโดนจ้องเขม็งก็ได้แต่พยักหน้าตอบตกลง “ถ้าไม่ได้ออกเรือก็ไปเถอะ”

   “ขอบคุณครับ แล้วผมต้องเตรียมอะไรไปบ้างครับ”

   ตรีทิพย์ค่อนข้างพอใจกับความกระตือรือร้นของชายหนุ่ม “เตรียมใจไปอย่างเดียวก็พอจ้ะ แล้วน้องมีบัตรดำน้ำหรือเปล่าแม่ลืมถาม”

   “ไม่มีคงไม่เป็นไรมั้งครับ ขนาดโดดลงไปว่ายกลางทะเลยังทำมาแล้วเลย”

   “คุณอ่ะ”

   ตรัยอมยิ้มเมื่อได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อกึ่งโมโหของชายหนุ่ม เขาเลื่อนจานปาท่องโก๋ให้เพราะเห็นว่ายังไม่ได้กินอะไร แต่รุ่งภพกลับส่ายหน้าแล้วถามเขาว่าทานข้าวเช้าแล้วหรือยัง แถมยังถามเผื่อแผ่ไปถึงพ่อกับแม่ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากผู้ใหญ่ทั้งสอง

   เป็นคำถามธรรมดาแต่ใส่ใจความรู้สึก

   หวังว่าพ่อกับแม่จะประทับใจและเอ็นดูรุ่งภพเหมือนกับเขา 



TBC


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
อัยย่ะ​ มีความพัฒนา

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ลุ้นหนักมาก

ตอนนี้  “พร้อมเข้าหอยังเพื่อน  ทา ดาดาดา ทา ด๊าดาดา~”

สุดท้าย ก้อ............

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 30






   เถ้าแก่ชัยอยู่ติดบ้านได้แค่วันเดียวก็ออกอาการเบื่อหน่าย หลังจากอดีตภรรยาออกไปทำงานกับกลุ่มอาสาสมัครของเธอแล้วเขาก็ออกมาทำงานของตัวเองบ้าง แม้จะถูกลูกชายคัดค้านก็ไม่ยอมฟังแถมยังบังคับให้มาส่งอีกต่างหาก โดยยกเด็กในสังกัดอย่างรุ่งภพมาข่มขู่ทุกครั้งที่ลูกชายคอยห้ามปราม

   ห้ามเหรอ? เดี๋ยวไม่ยกให้เลย

   เจ้าของแพปลาผู้บุกเบิกเดินถือไม้เท้าทักทายคนงานด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงถามไถ่ถึงอาการเจ็บป่วยดังขึ้นระงม เถ้าแก่ต้องหยุดพูดคุยอยู่เป็นระยะ ระหว่างนั้นก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในแพปลา

   ดูสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นจากเดิมมาก การทำงานจัดเป็นล็อกเป็นแถวเพื่อให้สะดวกต่อการใช้รถโฟลคลิฟท์เคลื่อนย้ายสิ่งของ

   “เด็กเข็นรถคงแฮปปี้น่าดูเลยสิท่า”

   “สนุกแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้นแหละครับ” ตรัยเปิดประตูห้องทำงานให้พ่อ ส่งเอกสารต้นทุนค่าใช้จ่ายและผลประกอบการทั้งหมดให้เจ้าของตัวจริงตรวจ “ผมให้วินมาวางระบบงานในออฟฟิศใหม่แล้วนะครับ เอกสารจะได้ลิงค์กันไม่เก็บไว้ที่คนใดคนหนึ่ง”

   เถ้าแก่ชัยพยักหน้า ตรวจยอดเงินที่ลูกชายกระทบให้ด้วยความพอใจ “ทำงานละเอียดกว่าพ่ออีก สนใจมาคุมแพไหมลูก พ่อจะยกให้”

   “ถ้าให้เข้ามาดูแลเต็มตัวคงไม่ไหวครับ ผมอยากทำรีสอร์ทมากกว่า ขอเข้ามาบริหารงานเดือนละครั้งได้ไหมครับ?” ตรัยแกล้งหยอกพ่อ หากโครงการก่อสร้างรีสอร์ทลงตัวแล้วอาจจะมีเวลาเข้ามาดูแลมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เดือนละครั้งอย่างที่พูด แล้วอีกอย่าง...คนของเขาก็อยู่ที่นี่ หากมาแค่เดือนละครั้งจริงเขาคงถูกความคิดถึงทับจนตาย

   “สงสัยต้องจ้างผู้จัดการมาดูแลซะแล้วมั้ง”

   “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ยังไงผมก็ต้องไปๆ มาๆ ระหว่างเกาะกับแพปลาอยู่แล้ว ถ้ารีสอร์ทสร้างเสร็จผมคงมีเวลามากขึ้น เทียวไปเทียวมาวันละหลายรอบก็ยังได้ วิ่งเรือแป๊บเดียวเอง”

   “นึกว่าจะย้ายไปอยู่บนเกาะถาวร”

   “รอไปพร้อมพ่อไงครับ”

   “ยังอีกนาน พ่อยังห่วงแพปลาอยู่” เถ้าแก่ชัยไม่คล้อยตาม “แล้วเด็กแกล่ะ จะย้ายไปอยู่กับแกไหม?”

   “รุ่งน่ะเหรอครับ?”

   “มีกี่คนกันล่ะพ่อคุณ”

   “คนเดียวก็พอแล้วครับ” ตรัยยิ้มเมื่อนึกถึงเด็กเขา “เรายังไม่ได้คุยกันถึงขนาดนั้นครับ ถ้าเขาอยากจะอยู่บนฝั่งผมก็ไม่ห้าม จะได้ช่วยกันดูแลพ่อไง”

   “เออดี เดี๋ยวยกแพปลาให้ไอ้รุ่งมันไปเลย”

   “จะทำพินัยกรรมเลยไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมติดต่อทนายให้”

   “ยังโว้ย! ข้ายังไม่รีบตาย!”

   เถ้าแก่ชัยแทบจะล้มโต๊ะแล้วจับลูกชายตี เปิดช่องให้หน่อยไม่ได้รีบจัดแจงให้กันเชียวนะ คนอย่างเถ้าแก่ชัย ไม่ปล่อยให้ลูกสะใภ้อดตายหรอกโว้ย

   เอ๊ะ หรือว่าลูกเขยหว่า?








   กิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งใต้ทะเลจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว คิวล่าสุดของวันนี้คืออ่าวมาหยาที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถูกขนานนามว่า ‘สวรรค์ใต้ฟ้า วิมานบนดิน’ ด้วยทัศนียภาพของเวิ้งอ่าวที่โอบล้อมไปด้วยหน้าผาสูงเกือบ 100 เมตร รวมถึงหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีมรกต

   “ของจริงกับในรูปไม่ค่อยเหมือนกันเลยนะ” ตรัยยกมือป้องสายตาจากแสงแดด สวรรค์ของคนรักทะเลในตอนนี้ไม่เหมือนกับภาพที่เคยเห็นเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลสีขุ่นหรือหาดทรายที่เสื่อมโทรม “สงสัยคนถ่ายรีทัชรูปเยอะไปหน่อย”

   “ไม่หรอกครับ ช่วงที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักก็น่าจะสวยเหมือนในรูปนั่นแหละ” เด็กใต้ประจำถิ่นก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง ทอดมองเวิ้งอ่าวเบื้องหน้าด้วยแววตาเสียดาย

   “เปลี่ยนไปเยอะมาก”

   “ปะการังที่นี่กำลังจะตายครับ มันฟอกขาวเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะถูกรบกวนทุกวัน ยิ่งช่วงไฮซีซันคนเป็นพันเลยครับ เดินจนแทบจะชนกันเลย ผมมาแค่ครั้งเดียวก็เข็ดแล้ว ขนาดเป็นคนในท้องที่ยังรู้สึกว่ามันไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่”

   “งั้นช่วงนี้ก็โลว์ซีซันน่ะสิ คนไม่ค่อยเยอะ” เห็นเรือทอดสมออยู่หน้าอ่าวแค่ไม่กี่ลำ นักท่องเที่ยวเล่นน้ำกันประปราย ไม่ค่อยเห็นคนไทยเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่มาแบบวันเดย์ทริป

   เรือที่แม่ของตรัยเช่ามาทิ้งสมอห่างจากชายฝั่งค่อนข้างมากเพื่อหลีกเลี่ยงปะการังที่กำลังย่ำแย่ จิตอาสาที่มาด้วยกันเริ่มเตรียมอุปกรณ์สำหรับดำน้ำ นอกจากคนไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติเข้าร่วมด้วย มันไม่ใช่แค่การรวมตัวกันเก็บขยะเพียงอย่างเดียวหากแต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่กำลังเสื่อมโทรมจากขยะพวกนี้

   “เตรียมตัวลงน้ำได้แล้วจ้ะ” ตรีทิพย์เดินมาตามเพราะไม่เห็นทั้งสองคนอยู่ในจุดปล่อยตัว “วันนี้แม่ขอเป็นบัดดี้กับตรัยนะ แม่อยากดำน้ำกับลูกชาย” เธอเหลือบมองคนที่ลูกชายพามา อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะคัดค้านอะไรไหม

   “แล้วรุ่งล่ะครับ” ดำน้ำต้องมีบัดดี้ หากเกิดเรื่องฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน

   ตรีทิพย์เลิกคิ้ว หันไปตะโกนเรียกชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท้ายเรือ “ครูเกรท มาตรงนี้หน่อยค่ะ!”

   ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินมาหาตามเสียงเรียก อายุใกล้เคียงกับตรัย น่าจะมากกว่ากันไม่กี่ปี “มีอะไรเหรอครับ?”

   “วันนี้พี่จะดำน้ำกับลูกชายนะ ขอเปลี่ยนบัดดี้วันนึงได้ไหมเอ่ย?”

   “จะให้ผมดำกับใครล่ะครับ”

   ตรีทิพย์โอบไหล่คนของลูกให้หันไปทางคุณครูหนุ่ม “คนนี้ค่ะ น้องชื่อรุ่ง...ฝากด้วยนะจ๊ะ”

   “ครับ” ครูเกรทตอบรับเพียงสั้นๆ ไล่สายตามองรุ่งภพเหมือนตำหนิ “ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่เปลี่ยนชุดอีกล่ะ ถึงจะเป็นงานอาสาสมัครแต่ก็ต้องรู้จักเคารพส่วนรวมด้วย คนอื่นเขาพร้อมกันหมดแล้วแต่ต้องมาคอยพวกคุณอีก ใช้ได้ที่ไหนกัน”

   “ขอโทษครับ เรา เอ่อ...เราเพิ่งมาเป็นครั้งแรก” รุ่งภพหน้าเสียเพราะไม่ได้ตั้งจะทำให้คนอื่นต้องล่าช้า

   “นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เอาไว้ใช้แก้ตัว คราวหลังก็ช่วยสังเกตคนรอบข้างหน่อย ไม่ใช่มายืนชมนกชมไม้กันอยู่ตรงนี้”

   “ครูเกรทคะ” ตรีทิพย์ปรามเสียงอ่อน ครูหนุ่มคนนี้เป็นคนตรงและพูดจาโผงผาง ค่อนข้างเจ้าระเบียบและติดนิสัยสอนสั่งตามประสาคุณครูที่เข้มงวด “อย่าตำหนินักเลยค่ะ คนเพิ่งเคยมาจะไปรู้ได้ยังไง”

   “แบบนี้ถือว่าเข้าข้างลูกนะครับคุณตรี”

   ตรัยขมวดคิ้วเริ่มหงุดหงิดเมื่ออีกฝ่ายต่อความยาวสาวความยืดไม่จบไม่สิ้นกันสักที “ถ้าไม่พอใจก็ไม่ต้องรอ”

   “ได้ไงล่ะลูก แล้วน้องจะคู่กับใคร”

   “เราจับคู่กันสามคนก็ได้”

   “แล้วครูเกรทล่ะ”

   “ปัญหาของเขาก็ให้เขาจัดการเอง”

   คนทั้งสองจ้องกันตาเขม็ง รุ่งภพยิ่งทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นตรีทิพย์ถอนหายใจหนัก สีหน้าลำบากใจ “งั้นแม่คู่กับครูเกรทเหมือนเดิมก็ได้ ไปเปลี่ยนชุดกันเถอะไป เดี๋ยวต้องประชุมกันอีกว่าจะลงตรงจุดไหน”

   “ให้ผมไปกับครูเกรทดีกว่าครับ” รุ่งภพรีบออกตัว เขาพอจะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อยู่บ้าง เธอคงอยากอยู่กับลูกและใช้เวลาด้วยกันเมื่อมีโอกาส “ผมขอไปเปลี่ยนชุดแป๊บเดียวครับ...ไม่นาน”

   หนุ่มใต้วิ่งตื๋อออกไปแล้ว ทิ้งความอึดอัดใจระหว่างคนทั้งสามเอาไว้เบื้องหลัง ชายหนุ่มรีบประกอบถังอากาศเข้ากับชุดดำน้ำอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานอย่างที่บอก ทำให้ครูหนุ่มคลายความอคติลงไปได้บ้าง

   ก่อนจะดำลงไปเก็บขยะใต้ทะเลต้องมีการวางแผนและกระจายงานกันก่อนเพื่อให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด บัดดี้แต่ละคู่จะแยกไปตามจุดต่างๆ เว้นช่วงทิ้งห่างไม่ไกลกันมาก รุ่งภพส่งยิ้มให้กับคนหน้าบึ้งอย่างเอาใจ ถึงไม่ได้เป็นบัดดี้คู่กันแต่ก็ยังอยู่ในบริเวณเดียวกัน ตรัยจึงคลายใจลงไปได้มากและยิ้มตอบในที่สุด

   “เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะ พี่พูดแรงไปหน่อย” ครูเกรทบอกกับชายหนุ่มหลังจากได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง

   รุ่งภพเหลียวมองตรัยที่อยู่ห่างออกไปเกือบสิบเมตร ชายหนุ่มยิ้มเฝื่อน แม้จะไม่ได้โกรธแต่ก็เสียความรู้สึกอยู่ไม่น้อย “ไม่เป็นไรครับ”

   “โกรธพี่หรือเปล่า?”

   “ไม่หรอกครับ”

   “พูดน้อยจังเลยเรา...หรือกลัวพี่ด่าเลยไม่กล้าพูด” รุ่งภพส่งสายตาประมาณว่ายังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ครูเกรทถึงกับหลุดยิ้มขำกับความซื่อของชายหนุ่ม “พี่เป็นคนนิสัยเสียแบบนี้แหละ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรหรอก ปากร้ายแต่ใจดี”

   รุ่งภพยิ้มแห้ง ร้ายแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ ตักเตือนกันดีๆ ก็ได้ “พี่เป็นครูเหรอครับ” ต้องอยู่ฝ่ายปกครองแน่ๆ เลย

   “พี่เป็นครูสอนดำน้ำ”

   “อ้าว? ผมก็นึกว่าครูสอนหนังสือ”

   “ไม่ไหวหรอก คงได้โดนเด็กเกลียดทั้งโรงเรียนแน่”

   ก็รู้ตัวนี่นา “แล้ว...ที่สอนอยู่ล่ะครับ เขากลัวพี่กันเยอะไหม?” รุ่งภพไม่กล้าใช้คำว่าเกลียดเลยเลี่ยงเป็นคำว่ากลัวแทน

   “ที่สอนอยู่ไม่ใช่เด็กสักหน่อย มันก็มีดุบ้างเพราะต้องเน้นความปลอดภัย มาทำเล่นๆ ไม่ได้หรอก พี่ไม่ออกบัตรดำน้ำให้เด็ดขาด เสียชื่อสถาบันหมด”

   “แบบนี้นี่เอง” ถึงว่าทำไมดุจัง

   “เดี๋ยวพี่ถือถุงตาข่ายให้แล้วน้องเป็นคนเก็บขยะนะ ตรงนี้มีปะการังเยอะ ถือไม่ดีอาจจะไปเกี่ยวโดนมันเข้า” ครูหนุ่มส่งกรรไกรและที่คีบให้กับรุ่งภพ เริ่มแจกแจงงานเพราะเห็นกลุ่มอื่นดำลงไปกันเกือบหมดแล้ว "ใช้สัญญาณมือเป็นนะ"

   “เป็นครับ”

   โลกใต้ทะเลบริเวณอ่าวมาหยาเต็มไปด้วยปะการังไร้สีสัน รุ่งภพสามารถมองเห็นขยะได้อย่างง่ายดายเพราะเป็นสิ่งแปลกปลอมท่ามกลางปะการังที่หน้าตาคล้ายกันเกือบทั้งหมด ทั้งหลอดครีมกันแดด เศษพลาสติกและกล่องโฟม เป็นที่น่าสลดใจเมื่อเห็นปลาไททันกำลังทุบตีกับขยะพวกนี้เพื่อควานหาอาหาร

   เราว่ายเก็บไปเรื่อยจนได้ขยะตุงก้นถุง ฟองอากาศจากถังออกซิเจนลอยเกลื่อนท่ามกลางมวลหมู่ปลาที่ว่ายอยู่รายล้อม หนุ่มใต้ลัดเลาะกองหินอย่างเพลิดเพลินจนลืมคนถือถุงด้านหลัง ครูเกรทที่มัวแต่ตัดเศษพลาสติกตรงกลุ่มก้อนปะการังอยู่จึงไม่ทันได้สังเกต ปล่อยให้บัดดี้ว่ายห่างออกไปเรื่อยๆ จนพ้นจากสายตา

   รุ่งภพหันซ้ายหันขวาและหมุนไปรอบตัวเมื่อไม่เห็นบัดดี้ของตัวเอง ชายหนุ่มยังลอยงงในดงปลา กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ขยะเต็มมือจนถือไม่ได้แล้ว เขาตั้งท่าจะว่ายกลับไปยังทิศทางเดิม อ้อมหินกองใหญ่และปะการังกิ่งแหลม หากแต่คนที่เจอกลับไม่ใช่บัดดี้ที่พลัดหลงเพราะเขาว่ายอ้อมไปผิดฝั่งจึงไปเจอกับบัดดี้คู่แม่ลูกแทน

   ขณะที่กำลังลังเลอยู่นั้น ตรัยก็หันมาเห็นชายหนุ่มเข้าพอดี แม้จะสวมหน้ากากอยู่แต่รุ่งภพเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วอยู่แน่ๆ ไม่ทันไรก็กวักมือเรียกให้เข้าไปหา ชายหนุ่มจึงชูขยะในมือขึ้นขณะตีขาว่ายน้ำอย่างงุ่มง่าม

    ตรีทิพย์ยังไม่เห็นเขาเพราะกำลังมุดเข้าไปเก็บขยะใต้ซอกหิน เราอยู่ไกลกันพอประมาณ ยังว่ายไปไม่ถึงครึ่งทางเลยด้วยซ้ำรุ่งภพก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของถังออกซิเจน

   เกิดอะไรขึ้น? ทำไมสูดอากาศจากเรกูเลเตอร์ไม่ได้เลย!

   เขาพยายามสูดออกซิเจนอยู่หลายครั้งแต่มันสูดไม่ขึ้น ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด รู้สึกอึดอัดและแน่นไปทั้งหน้าอกจนเริ่มดิ้นทุรนทุราย หูของเขาเริ่มปวดแปลบจากแรงดันอากาศ มือทั้งสองข้างไขว่คว้าเปะปะ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ไหว ร่างกายก็สั่งให้สูดลมหายใจเข้าหอบเอาน้ำมวลหนึ่งเข้าไปทางจมูก



   ช่วยด้วย!



   รุ่งภพพยายามกำมือแล้วชูไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง เขารู้สึกเหมือนร่างกายของตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ผิวทราย ไม่นานดวงตาของเขาก็เริ่มมืดหม่น ภายในอกถูกบีบรัดจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นถี่เพราะความหวาดกลัว

   เฮือก!

   ใครคนหนึ่งดันท่ออากาศใส่ปากเขา รุ่งภพรีบสูดออกซิเจนเข้าไปอย่างเร่งร้อน ไม่อาจควบคุมจังหวะหายใจได้จึงหายใจทั้งทางปากและทางจมูก หลังจากสำลักน้ำและเริ่มปรับลมหายใจได้ก็สัมผัสได้ถึงฝ่ามืออบอุ่นที่โอบประคองอยู่หลังคอ ชายหนุ่มโผเข้ากอดคนช่วยอย่างเสียขวัญ ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อผ่านพ้นเสี้ยววินาทีแห่งความตาย

   ตรัยบีบกระชับฝ่ามือของชายหนุ่มเอาไว้แน่น หัวใจของเขาร่วงหล่นตั้งแต่เห็นรุ่งภพหยุดชะงักด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก พอเห็นชายหนุ่มกุมลำคอแล้วเริ่มดิ้นสะเปะสะปะเขาก็รีบว่ายไปหาทันทีด้วยอาการร้อนรน สัญญาณมือขอความช่วยเหลือเหมือนใช้แรงเฮือกสุดท้ายส่งมาให้ หลังจากนั้นชายหนุ่มก็แน่นิ่งไป ร่างกายดำดิ่งเหมือนไม่รู้สึกตัว

   พอเข้าไปถึงตัวเขาก็จับคนไม่ได้สตินอนหงายแล้วดันท่ออากาศสำรองของตัวเองใส่ปากของชายหนุ่ม ไม่นานรุ่งภพก็รู้สึกตัวแล้วสูดออกซิเจนเข้าไปอย่างต่อเนื่องทั้งทางปากและจมูกจนสำลักน้ำ เขาต้องลูบแขนลูบไหล่และประคองใบหน้าของชายหนุ่มขึ้นเพื่อเรียกเป็นการเรียกสติ พออีกฝ่ายเห็นเขาก็โผเข้าหาเหมือนเด็กขวัญเสีย เนื้อตัวสั่นเทาไปหมดจนเขาต้องหันไปส่งสัญญาณมือบอกแม่ว่าจะพาขึ้นไปด้านบน

   ตรีทิพย์พยักหน้าแล้วตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ เธอไม่ได้ตามขึ้นไปด้วยเพราะเห็นครูเกรทกำลังว่ายมาทางนี้ด้วยท่าทางกังวล

   กลับขึ้นไปแล้วจะแพนิคหรือเปล่าก็ไม่รู้ กว่าเธอจะว่ายไปถึงตัวของเด็กหนุ่มได้ก็ต้องใช้เวลาเกือบสักพัก

   “เฮือก! แค่กๆ แค่กๆๆ”

   “ใจเย็นๆ ค่อยๆ สูดหายใจ ช้าๆ นั่นแหละ” ตรัยยังคงโอบประคองชายหนุ่มเอาไว้ในวงแขน เราไม่สามารถขึ้นสู่ผิวน้ำได้ทันทีอย่างใจนึกเพราะดำน้ำลึกมาเป็นเวลานาน แม้จะสร้างความกังวลให้กับรุ่งภพแต่เขาก็ต้องทำ เราต้องพักน้ำด้วยการลอยตัวอยู่นิ่งๆ พักหนึ่งก่อนเพื่อลดอาการปอดฉีกจากแรงกดอากาศที่ต่างกัน ช่วงเวลาที่อยู่ใต้ผิวน้ำสำหรับรุ่งภพคงยาวนานแทบขาดใจ เขาต้องกอดชายหนุ่มเอาไว้แน่นเมื่อเห็นความกระวนกระวายผ่านแววตา

   “เมื่อกี้นี้...ผมนึกว่าตัวเองจะตายซะแล้ว”

   ตรัยส่ายหน้า ลูบหยดน้ำออกจากผิวแก้มของชายหนุ่ม “ฉันไม่ยอมให้เธอตายหรอก”

   “...ตอนหายใจไม่ออก...มันทรมานมาก...ผม...” รุ่งภพนึกถึงความรู้สึกเมื่อครู่นี้ แรงดิ้นรนเฮือกสุดท้ายและลมหายใจที่ขาดห้วงยังคงสะท้อนอยู่ในหัว

   “อย่าไปนึกถึงมันเลยนะ ทิ้งความรู้สึกแย่ๆ นั่นไปซะ...นึกถึงแต่ฉันก็พอ” อ้อมกอดที่ปลอดภัยและสัมผัสปลอบโยนถูกมอบให้ รุ่งภพกอดตอบชายหนุ่ม ซบหน้าลงบนไหล่กว้าง ซึมซับความอบอุ่นอ่อนหวานลบความหวั่นวิตกภายในใจ

   ตรัยพาชายหนุ่มกลับขึ้นเรือทันทีแล้วช่วยเปลี่ยนชุดให้ รุ่งภพยังมีอาการเซื่องซึมอยู่บ้างแต่ไม่มีอาการหวาดระแวงเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

   “เกิดอะไรขึ้น!” ครูเกรทถอดถังอากาศออก ตรงดิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าร้อนใจ

   ตรีทิพย์ตามมาติดๆ เธอตรวจสอบถังอากาศที่เด็กหนุ่มใช้เป็นอย่างแรก “พี่คิดว่าถังอากาศน่าจะมีปัญหา”

   “ทางร้านเขาเช็คให้ทุกแทงค์ก่อนเอาขึ้นมาแล้วนี่ครับ” ครูหนุ่มถอดเรกูเลเตอร์ของรุ่งภพออกแล้วสวมของตัวเองเข้าไปแทน “ก็ใช้ได้นี่นา...” คราวนี้เอาเรกูเลเตอร์ของรุ่งภพสวมกลับเข้าไปอีกครั้งแต่เข็มปรับแรงดันไม่ขึ้นเลย “ตัวปรับแรงดันน่าจะเสีย”

   “ดีนะที่ตรัยไปช่วยทัน ไม่งั้นแย่แน่”

   “แล้วคุณมัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ดูแลเขา” ตรัยเอ่ยตำหนิเสียงขุ่น เขาไม่น่าปล่อยให้รุ่งภพไปกับชายคนนี้เลย
   
   “ก็เก็บขยะนี่แหละ! ผมมาเก็บขยะนะไม่ได้มาตามเฝ้าใคร จะไปรู้ได้ไงว่าน้องมันว่ายออกไปตอนไหน หันมาอีกทีก็ไม่เจอแล้ว ผมก็ตกใจพอๆ กับคุณนั่นแหละ”

   “งั้นคราวหลังก็หัดสังเกตคนอื่นบ้างนะ ไม่ใช่สนใจแต่เรื่องของตัวเอง”

   หนุ่มใต้เขย่าแขนตรัย ภายในใจรู้สึกผิดที่ทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน “ผมผิดเองครับ ผมน่าจะรอครูเกรทก่อน ไม่ใช่ว่ายออกมาคนเดียวแบบนั้น”

   ตรีทิพย์ถอนหายใจยาว มันไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่มทั้งหมดหรอก อุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริง “หนูอย่าโทษตัวเองเลย ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

   “ผมทำให้ทุกคนเดือดร้อน”

   ตรีทิพย์ยิ้ม ลูบเส้นผมเปียกชื้นของเด็กหนุ่ม “ไม่มีใครเดือดร้อนเพราะหนูหรอก พวกเราทุกคนเป็นห่วงหนูต่างหาก...โดยเฉพาะลูกชายแม่”

   ตรัยยิ้มให้คนขี้กังวลสบายใจ เขาส่งสายตาข่มขู่ไปให้ครูหนุ่ม อีกฝ่ายจึงฉีกยิ้มให้ราวกับประชด

   “ขอบคุณนะครับ”

   น้ำเสียงของรุ่งภพยังคงเศร้าสลดอยู่ ตรีทิพย์ยืนมองลูกชายเล่นผมของเด็กหนุ่ม นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นมุมอบอุ่นอ่อนโยนแบบนี้ของลูก แม้จะหนักใจกับความสัมพันธ์ของคนทั้งสองแต่ก็ไม่อาจกีดกัน เธอไม่อยากพรากรอยยิ้มไปจากลูก ถึงจะไม่ใช่ลูกสะใภ้ในอุดมคติอย่างที่หวังเอาไว้แต่รุ่งภพก็ไม่ได้แย่ คงจะมีสักวันหนึ่งที่เธอจะนึกเอ็นดูเด็กหนุ่มได้อย่างสนิทใจ



TBC



ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ขวัญ​เอยขวัญ​มา​

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 31





       เสียงเห่าเกรียวกราวดังขึ้นต้อนรับเมื่อมอเตอร์ไซค์คันเก่าแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน พอมิ่งขวัญส่งเสียงเอ็ดตะเพิดไปคำหนึ่งหมาประจำบ้านก็หยุดเห่าแล้วมุดกลับไปนอนใต้บันไดตามเดิม ชายหนุ่มเดินขึ้นบ้านด้วยอาการเหนื่อยล้า เหงื่อโทรมกายจนเสื้อเปียกโชกเพราะกรำงานหนักมาเกือบทั้งวัน

       “มิ่ง มีคนส่งพัสดุมาห้ายนิ”

       “พัสดุอะไรอ่ะแม่?” ร้อยวันพันปีเคยมีใครส่งอะไรมาให้ที่ไหนล่ะ

       “ม่ายโร้ เอ็งไม่ได้สั่งของออนไลน์เอาไว้เร้อ”

       “สั่งเป็นที่ไหนล่ะแม่ก็...ไม่ใช่ไอ้มนนะ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ รื้อหามีดคัตเตอร์ของน้องสาวแล้วหยิบกล่องพัสดุขนาดเท่าฝ่ามือมาอ่านชื่อของผู้ส่ง

       ธาวิน?

       ส่งอะไรมา?

       มิ่งขวัญกรีดเทปกาวออกแล้วหยิบของด้านในออกมาแกะดู มันเป็นเคสโทรศัพท์สกรีนลายกราฟฟิก พื้นหลังสีดำลวดลายสีชมพู

       “อะไรอ่ะ เคสโทรศัพท์เหรอ?”

       “ยุ่งน่า” โยกกล่องพัสดุหลบมือของน้องสาว ขนาดเดินหนีเข้าห้องมาแล้วก็ยังตามมาป่วนไม่เลิกรา

       “พี่มิ่งสั่งของออนไลน์มาเหรอ? ร้านไหนอ่ะ ลายสวยจัง”

       “เปล่า...คุณวินเขาส่งมาให้”

       เด็กสาวเหล่มองตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านหลังเคส เธอขมวดคิ้วจนเป็นตัวหนอนและคิดว่าธาวินอาจจะส่งมาผิดคน “แต่มันเป็นเคสคู่นะ”

       “เคสคู่เหรอ? ดูไงวะ”

       มนชนกชี้ไปที่ตัวอักษรด้านหลังซึ่งสกรีนคำว่า ‘He’s Mine’

   “แปลว่า’ไรวะ?”

   “มันเป็นคำที่แสดงความเป็นเจ้าของอ่ะ แบบว่า...เขาเป็นของฉัน อะไรประมาณนี้” ตอนแปลให้พี่ชายฟังเธอรู้สึกเขินอยู่นิดหน่อย พอสังเกตเคสดีๆ อีกครั้งก็ยิ่งเขินหนักเข้าไปอีก มันเป็นลายเส้นรูปหัวใจซ้อนกัน หากแต่มีแค่ครึ่งเสี้ยว ต้องนำเคสอีกอันมาประกบกันถึงจะเป็นภาพหัวใจเต็มดวง “พี่วินเขาส่งมาผิดหรือเปล่าอ่ะ เอามาใส่มั่วซั่วเดี๋ยวเขาโทรมาทวงก็โดนด่าหรอก”
   “ไม่ด่าหรอกน่า ส่งมาถูกคนแล้ว”

   เธอนั่งมองพี่ชายชื่นชมเคสใหม่ด้วยสีหน้าก้ำกึ่ง ตั้งแต่ไปซื้อโทรศัพท์มาใหม่ก็โทรคุยกับใครไม่รู้แทบทั้งวัน แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าคุยกับธาวินแต่เธอไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหร่นัก คิดว่าเป็นแฟนของพี่ซะมากกว่า

   ขนาดเธอเป็นลูกศิษย์เรียนภาษาด้วยกันทุกวันยังไม่โทรคุยกันบ่อยขนาดนี้เลย นับประสาอะไรกับมิ่งขวัญที่หาเรื่องทะเลาะกันอยู่ตลอด

   อีกเดี๋ยวพี่วินต้องโทรมาทวงเคสแน่ๆ เธอไม่เชื่อหรอกว่าเคสนั่นจะเป็นของพี่ชาย

   “ออกไปได้แล้วยัยมน เอ็งเป็นผู้หญิงอย่ามาอยู่ในห้องผู้ชายนานๆ เดี๋ยวพี่จะเสียหาย เข้าใจเปล่า”

   ตรรกะอะไรของพี่มันวะ?

   เด็กสาวขมวดคิ้วขณะเดินตึงตังออกไปจากห้อง เดี๋ยวนี้มีลับลมคมในเยอะนักนะ เธอยังไม่ทันจะก้าวขาพ้นจากห้องก็ตามมาปิดประตูไล่หลังแล้ว

   มิ่งขวัญลอบถอนหายใจยาวเมื่อไล่น้องสาวออกไปได้ ชายหนุ่มลูบเคสโทรศัพท์แผ่วเบา ความรู้สึกยินดียังคงท่วมท้นหลังจากรับรู้ความหมายของตัวอักษรบนฝาเคส

   ต่อให้ถูกจูงจมูกหรือสนตะพายเขาก็ยินดีทั้งนั้น

   มิ่งขวัญกดเข้าแอพพลิเคชันไลน์แล้วเลือกการโทรแบบวิดีโอคอล ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับธาวินคืบหน้าไปไกลแล้วจนกระทั่งตกลงคบหาดูใจกัน แม้จะเป็นเพียงแค่การพูดคุยผ่านโทรศัพท์แต่พวกเราก็รู้สึกว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ เนื่องจากธาวินยังไม่สามารถตัดใจกับฐานเงินเดือนในตอนนี้ได้ เขาจึงต้องเร่งออกเรือตัวเป็นเกลียวเพื่อไต่ระดับขึ้นสู่ไปตำแหน่งที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

   มิ่งขวัญไม่เคยคิดถึงอนาคต แต่พอได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับธาวินบ่อยๆ เขาก็เริ่มฉุกคิดและลงมือทำ การวางแผนอนาคตในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อธาวินเท่านั้นแต่เพื่อตัวของเขาเองด้วย อีกหน่อยพ่อก็คงจะปลดเกษียณ หากเขายังลอยไปลอยมาเช่นนี้ คนที่จะลำบากก็คือครอบครัวของเขาเอง

   พอคิดไปถึงวันนั้นก็รู้สึกห่อเหี่ยวแล้ว เขาจึงต้องทุ่มเทให้มากเพื่อเป็นคนที่พึ่งพาได้ในสักวันหนึ่ง

   (ว่าไง)

   มิ่งขวัญเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินแต่เสียงจากคนปลายสาย “เปิดกล้องหน่อย อยากเห็นหน้า”

   (เดี๋ยวก่อน กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่)

   “จริงเหรอ? งั้นรีบเปิดให้ไวเลย”

   (ทะลึ่ง)

   มิ่งขวัญหัวเราะเมื่อโดนด่า เขานั่งฟังเสียงขลุกขลักจากปลายสายเงียบๆ จนกระทั่งธาวินยอมเปิดกล้อง หนุ่มตัวโตขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้าซูบเซียวและเหนื่อยล้า “เพิ่งเลิกงานเหรอ?”

   (อืม วันนี้เหนื่อยมากๆ เลย วิ่งรอกตั้งสองงาน)

   “ทั้งโรงแรมมีแค่คุณคนเดียวหรือไง ทำไมไม่เรียกคนอื่นมาช่วยล่ะ”

   (วันนี้ผู้จัดการแผนกจัดเลี้ยงลาป่วย ฉันก็เลยต้องเข้าไปช่วยเซ็ทอัพทั้งสองงาน)

   “งานอะไรเหรอ?”

   (งานแต่งน่ะ ทำแค่พิธีเช้า)

   “ทำไมไม่จัดที่บ้านล่ะ ไปจัดที่โรงแรมทำไม? บ้านเจ้าสาวอยู่ในโรงแรมเหรอ”

   ธาวินขำคิก กรอบหน้าไร้แว่นดูละมุนขึ้นไม่เคร่งขรึมเหมือนทุกวัน (เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็จัดกันที่โรงแรมทั้งนั้นแหละ มันสะดวก)

   “เหรอ...แล้วถ้าเป็นงานของเราล่ะ คุณอยากจัดที่ไหน”

   (พูดจริงหรือจ้อจี้ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนะ ไม่แต่งหรอก)

   “คุณอายเหรอ”

   ธาวินถอนหายใจเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสลดของชายหนุ่ม (มันก็แค่พิธีอย่างหนึ่ง ฉันไม่ได้มองว่ามันสำคัญอะไรกับชีวิตฉัน นอกจากป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไรอีก แต่ถ้าหากมันมีคุณค่าทางใจล่ะก็ ฉันชอบงานแบบเรียบง่ายมากกว่า เชิญแค่คนสนิทก็พอไม่ต้องแห่กันมาทั้งหมู่บ้าน)

   “งั้นเราไปแต่งกันที่เกาะของคุณตรัยดีไหม แต่งเสร็จก็ฮันนีมูนเลย”

   (อยากแต่งงานขนาดนั้นเลยเหรอ?)

   “ผมอยากผูกมัดคุณเอาไว้ คุณจะได้ไม่ทิ้งผม”

   (แต่งแล้วก็เลิกได้ มันก็แค่พันธะอย่างหนึ่ง พอหมดรักแล้วก็ทางใครทางมัน)

   “ผมจะไม่มีวันหมดรักคุณ”

   (ตอนนี้ก็พูดได้สิ นายกำลังหลง...ฉันต่างหากที่ต้องเป็นคนกลัว)

   “อย่าดูถูกความรักของผมสิ...ผมจริงจังนะ” มิ่งขวัญนึกน้อยใจขึ้นมาบ้าง ธาวินไม่เคยเชื่อใจเขาเต็มร้อยแม้ว่าเขาจะพร่ำบอกอยู่เสมอว่าจริงจัง

   มันไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบอย่างที่ชายหนุ่มคิด เขาทบทวนตัวเองดีแล้วถึงได้ตัดสินใจเดินหน้าต่อ

   (วินไม่ได้ดูถูกความรักของมิ่งนะ วินแค่...อยากเผื่อใจไว้ให้ตัวเองบ้าง)

   “ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น พิสูจน์จนกว่าคุณจะมั่นใจ”

   (งั้นคงต้องพิสูจน์ตลอดชีวิตแล้วล่ะ)

   “ตลอดชีวิตก็ยอม ผมรักคุณไปแล้วนี่”

   ธาวินกัดริมฝีปากกลั้นยิ้ม ยังไม่ชินกับคำหวานของชายหนุ่ม (วินส่งพัสดุไปให้นะ ได้รับยัง)

   “เคสนี่อ่ะเหรอ” จะโชว์เคสให้ดูแต่ลืมไปว่าใส่เข้ากับโทรศัพท์แล้ว

   (ชอบไหม?)

   “ชอบ...ชอบความหมายภาษาอังกฤษ” คราวนี้ธาวินหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าสบตาอยู่พักหนึ่ง

   (ไหนบอกไม่เก่งภาษาอังกฤษไง รู้ความหมายมันด้วยเหรอ)

   “ตอนแรกไม่รู้หรอกแต่ยัยมนแปลให้ฟัง” มิ่งขวัญยิ้มเมื่อเห็นท่าทางน่ารักนั่น “มันเป็นเคสคู่ใช่ไหม?”

   (อืม เห็นมิ่งไม่ยอมซื้อเคสมาใส่สักทีก็เลยไปสั่งทำมา เดี๋ยวถอดของวินให้ดู...) เคสโทรศัพท์ของธาวินเป็นสีขาวแต่สกรีนลายเดียวกัน (พอเอาเคสทั้งสองอันมาประกบกันก็จะกลายเป็นรูปหัวใจเต็มดวง น่ารักไหม?)

   “น่ารัก...คุณนะไม่ใช่เคส”

   ธาวินหลุดยิ้มเขิน หัวใจชุ่มฉ่ำจนแทบจะล้นปริ่มหลังจากผ่านความแห้งแล้งและเดียวดายมาหลายปี แต่ความสัมพันธ์ของเรายังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น หนทางยังอีกยาวไกล หลังจากหมดช่วงโปรโมชันแล้วคงต้องดูกันอีกที

   เขาคงไม่ได้คาดหวังกับความรักครั้งนี้มากเกินไปใช่ไหม?








   สิปากางภาพพิมพ์และรูปถ่ายจากโดรนเปรียบเทียบกันเพื่อจัดทำแผนที่และเส้นทางโดยรวม เกาะบูลันมีขนาดค่อนข้างใหญ่พอสมควร พื้นที่ส่วนมากเป็นป่าพรุและป่าดิบชื้นตามลำดับ ด้านทิศตะวันออกของเกาะถูกปิดล้อมด้วยหน้าผาสูงชัน ทำให้หาดบริเวณนี้เป็นแอ่งกะทะ คล้ายกับลากูนหรือทะเลใน

   “กูไปสำรวจด้านนี้มาแล้วเว่ย โคตรสวยอ่ะมึงแต่มันต้องเดินป่าเข้าไปหลายกิโลอยู่ อ่าวด้านนี้เหมือนจะถูกหน้าผาปิดล้อมแต่จริงๆ แล้วมันมีช่องลอดคล้ายๆ ถ้ำลอดอ่ะ น้ำทะเลมันเชื่อมกัน ถ้าเป็นช่วงน้ำลดน่าจะเห็นทางเข้าออกแต่ทีมสำรวจกูไม่เป๊ะเรื่องเวลาน้ำขึ้นน้ำลงว่ะ กูก็เลยให้พวกเขาดำลงไปสำรวจเลย” สิปาวางภาพถ่ายใต้น้ำให้เพื่อนดู “ช่องลอดแคบนิดนึงน่าจะผ่านได้แต่คนตัวเล็กๆ ว่ะ แต่ที่เด็ดคืออะไรรู้ป่ะ ปะการังเว่ย ทั้งดอกไม้ทะเล ทั้งเขากวาง ทั้งสันหนาม คือสวยมากอ่ะ แล้วปลาแม่งว่ายเต็มไปหมดเลย ไม่ลึกด้วย สน็อกเกิลได้สบาย”

   “มันเดินอ้อมไปตามชายหาดได้ไหม แบบไม่ต้องเข้าป่าน่ะ”

   “มันเป็นเขาหินปูนกั้นไว้ ไปไม่ได้ทางตัน ต้องเข้าทางป่าอย่างเดียวเลย วันเวย์”

   “กี่กิโล?”

   “ประมาณห้ากิโลได้ กูทำแผนที่ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ด้านทิศตะวันตกเป็นพื้นที่สร้างรีสอร์ทของมึง ส่วนด้านทิศตะวันออกเป็นลากูน ตรงกลางเกาะเป็นป่าดิบชื้นนะ มีลำธารอยู่สายหนึ่งแต่กูยังไปไม่ถึงต้นน้ำ ยังไม่เจอสัตว์ดุร้ายอะไรนะ เห็นแต่นกเงือกกับนกอินทรีโฉบไปมา ส่วนทิศเหนือกับใต้ยังไม่ได้สำรวจ เดี๋ยวอีกสองวันค่อยไปใหม่ วันนี้ต้องไปรับสถาปนิกก่อน เขามาไฟลท์เช้า”

   “อืม ถ้าเขาสะดวกจะไปดูพื้นที่วันนี้เลยก็ได้นะ”

   “ให้พักก่อนไหมล่ะ”

   “นั่งเครื่องแค่ชั่วโมงเดียว คงไม่เจ็ทแลคหรอกมั้ง”

   “เขาเป็นผู้หญิง อย่าโหดร้ายนักเลยน่า”

   ตรัยขมวดคิ้ว “ผู้หญิง? เขาไม่มีปัญหาใช่ไหมถ้าต้องลงพื้นที่”

   “เขารับอาสาเอง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ”

   “เจอกันที่แพปลาแล้วกัน”

   พอตกลงกันเสร็จตรัยก็เดินแยกไปหาพ่อที่หลังบ้าน ตอนนี้เถ้าแก่ชัยกำลังฟื้นฟูแปลงผักที่เหี่ยวเฉาให้กลับมาสวยงามดังเดิมด้วยการรื้อปลูกใหม่ นอกจากพรวนดินแล้วพ่อก็ไม่เคยใช้เขาช่วยอะไรอีก ขนาดจะรดน้ำต้นไม้ไถ่โทษให้ยังไม่ยอมเลย

   “วันนี้พ่อจะเข้าออฟฟิศหรือเปล่าครับ”

   “ไปส่งแม่แกก่อนแล้วค่อยเข้าแพปลา” ตรีทิพย์มีกำหนดกลับวันนี้ หลังจากอยู่ยาวมาหลายสัปดาห์เพื่อหารือเรื่องความเสื่อมโทรมของทะเลในบางพื้นที่ หลายโครงการเกิดขึ้นเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกจากมือคน รวมไปถึงการปิดพื้นที่บางแห่งเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและปลูกปะการังใหม่ทดแทน “วันนี้รุ่งไม่มาเหรอ?”

   “เขาโทรมาบอกว่าเรือกุ้งเข้าน่ะครับ ป่านนี้คงอยู่ที่แพปลาแล้ว” ปกติรุ่งภพจะมากินข้าวด้วยทุกเช้าเพราะเป็นคำสั่งของตรีทิพย์ บางวันก็เข้ามาช่วยทำอาหารบ้างถ้ามาทันตอนที่แม่ของเขากำลังเตรียมของ แม้จะยังทำอาหารได้ไม่คล่องแต่ก็เป็นที่น่าพอใจเพราะรสชาติออกมาดี

   “งั้นก็ไม่ได้ไปส่งแม่แกน่ะสิ เดี๋ยวก็โดนบ่นยาว” ระยะหลังมานี้อดีตภรรยาค่อนข้างเอ็นดูเด็กหนุ่มเพราะบ่นอะไรอีกฝ่ายก็ไม่เคยเถียง ต่างจากเขากับลูกชายที่ไม่ค่อยได้ดั่งใจนัก เธอจึงเอนเอียงไปทางรุ่งภพมากกว่าเพราะใช้ง่ายและพูดคุยกันถูกคอ

   “น้องโทรไปบอกแม่แล้วครับ เดี๋ยวนี้เขาแลกไลน์แลกเบอร์กันไว้แล้ว”

   “อ๋อเหรอ ตอนแรกทำท่าเหมือนจะเป็นจะตาย”

   “นินทาอะไรคะ! สายป่านนี้แล้วยังไม่มากินข้าวกันอีก ต้องให้เรียกทุกวันเลยไม่รู้ทำไม” พอพูดถึงก็โผล่มาทันที เถ้าแก่ชัยทำหน้าเซ็งแล้วเดินกุมไม้เท้าเข้าบ้าน พอรุ่งภพไม่อยู่ก็ดูเหมือนจะหงุดหงิดกว่าเดิมเป็นสองเท่า

   คงเป็นเพราะตื่นมาทำกับข้าวตั้งแต่เช้าแล้ววันนี้ไม่มีคนช่วย ไหนจะต้องเตรียมตัวเดินทางอีกเลยทำให้ยุ่งจนหัวฟู เช้าวันนี้เราสามคนจึงทานข้าวกันอย่างเร่งรีบเพราะกลัวคุณนายจะตกเครื่อง กว่าจะขับรถกลับเข้าแพปลาก็เที่ยงแล้ว ตรงกับช่วงพักของคนงานพอดี ตรัยจึงไม่เห็นรุ่งภพอยู่ในอาคาร

   “ปิ๊ก เห็นรุ่งไหม?” เขาตะโกนถามคนงานขับรถโฟล์กลิฟท์มือใหม่

   “อยู่บล็อกสามมั้งครับ วันนี้อวนจมกุ้งเข้า น่าจะกำลังคัดกุ้งกันอยู่”

   “ยังไม่พักอีกเหรอ?” บล็อกสามอยู่ระหว่างเสาอาคารต้นที่ห้าและหก ตรัยต้องเดินเลี่ยงตะกร้าปลาอยู่เป็นระยะกว่าจะไปถึงบล็อกที่เรือกุ้งเข้า “เที่ยงแล้ว ไม่ไปกินข้าวกันเหรอ?”

   รุ่งภพชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงกระซิบข้างใบหู หนุ่มใต้หันไปมอง เห็นคนแกล้งยืนยิ้มกริ่มซ่อนถุงอะไรสักอย่างไว้ด้านหลัง “ซื้อขนมมาฝากหรือเปล่าครับ”

   “กินข้าวหรือยัง”

   “กินยำมาม่าแล้วครับ คนในแพเขาทำเผื่อ”

   ตรัยยอมส่งขนมที่ชายหนุ่มฝากซื้อให้แต่โดยดี มันเป็นขนมปังเย็นสีชมพูหวาน ราดด้วยนมข้นหลายชั้นจนรู้สึกเลี่ยนคอ “กินหวานมากๆ เดี๋ยวก็เป็นเบาหวานหรอก”

   “อาหย่อย~” ฟังที่ไหนล่ะ กลายเป็นเด็กติดขนมไปแล้วตั้งแต่ถูกบังคับให้กินยาแทบทุกวัน ชายหนุ่มขูดกินแต่นมข้นหวานแล้วกลับไปทำงานต่อ ตรัยเลยลองตักชิมบ้าง เขาแอบเบ้หน้ากับความหวานซ้ำซ้อนรีบกลืนลงคอโดยไม่เสียเวลาเคี้ยวให้เมื่อยกราม

   “เมื่อไหร่จะเสร็จ”

   “มาช่วยกันสิครับจะได้เสร็จเร็วๆ” รุ่งภพพูดไปอย่างนั้นแต่ไม่คิดว่าตรัยจะทำจริง “เอาจริงดิ”

   “คัดยังไง”

   “ผมพูดเล่น คุณเข้าไปทำงานในออฟฟิศเถอะครับ ไม่ต้องช่วยหรอก”

   “ฉันว่าง โดนพ่อไล่ออกแล้ว”

   “เรื่องจริง?”

   “เชื่อป่ะล่ะ”

   รุ่งภพสั่นหัว ส่งถุงมือยางให้ชายหนุ่มอย่างจำใจ “ถ้าว่างก็มาช่วยคัดไซส์กุ้งให้หน่อยครับ ตัวใหญ่ใส่ตะกร้าเบอร์ 1 ไซส์กลางใส่ตะกร้าเบอร์ 2 ไซส์เล็กใส่ตะกร้าเบอร์ 3 โอเคไหมครับ?”

   “อ่า...โอเค” เนื่องจากไซส์ค่อนข้างแตกต่างทำให้เด็กใหม่ทำงานได้อย่างราบรื่น “นี่กุ้งอะไรเหรอ?”

   “กุ้งแชบ๊วยครับ กุ้งน้ำเค็มที่เราจับได้จะมีแค่กุ้งแชบ๊วยกับกุ้งลายเสือ”

   “แล้วกุ้งตัวเล็กๆ ที่ขายในตลาดล่ะ”

   “อันนั้นกุ้งขาวครับ เป็นกุ้งน้ำเค็มเหมือนกันแต่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง” รุ่งภพหยิบขนมปังเย็นมากินต่อ เกล็ดน้ำแข็งละลายไปเยอะแล้วเหลือแต่ก้อนขนมปังชุ่มน้ำหวาน “อีกไม่กี่วันก็จะเปิดอ่าวแล้ว เดือนหน้าคงได้ออกเรือเต็มที่ ถ้าคุณจะไปเที่ยวเกาะลันตาต้องรีบหน่อยนะครับ ช่วงนี้ผมยังหยุดได้อีกหลายวัน ถ้าออกเรือแล้วหยุดยากครับ”

   “งั้นไปอาทิตย์หน้าก็ได้...แต่ฝนจะตกหรือเปล่าก็ไม่รู้” ช่วงนี้เป็นปลายมรสุม พูดยังไม่ทันขาดคำเมฆดำทะมึนก็ตั้งเค้ามาอีกแล้ว

   “แดดออกได้หิดนึง มืดพรึ่บๆ มาหล่าวเด้” เพื่อนร่วมงานแหงนหน้าขึ้นมองแนวเมฆครึ้ม ชี้ให้รุ่งภพดูกลุ่มฝนที่ไล่มาจากกลางทะเล

   “แหลงยังไม่ทันขาดคำก็ลงเม็ดมาหล่าว ตกครึ่มๆ ได้ทุกวัน ตอใดอิหมดฝนซักทีน้อ”

   ตรัยยิ้มเมื่อได้ยินชายหนุ่มแหลงใต้ เวลาอยู่กับเขารุ่งภพจะพูดภาษากลางตลอด พอได้ยินจังๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่าภาษาใต้นั้นมีเสน่ห์มากกว่าเคยคิด

   “นายครับ” ปิ๊ก คนงานขับรถโฟลคลิฟท์เข้ามาสะกิดอย่างกล้าๆ กลัวๆ “คุณสิปาถามหาครับ บอกว่าสถาปนิกมาถึงแล้ว”

   “อืม เดี๋ยวไป”

   “คุณสิปาบอกให้ไปเร็วๆ ครับ”

   “เออ รู้แล้ว” ตรัยโยนกุ้งกลับเข้ากองแล้วถอดถุงมือออก “เดี๋ยวกลับมาช่วยนะ”

   หนุ่มใต้ส่งรอยยิ้มหวานมาให้ นั่นยิ่งทำให้ตรัยไม่อยากลุกไปไหนเลย หากไม่ได้ปิ๊กคอยสะกิดเรียกอยู่เป็นพักๆ เขาก็คงจะนั่งอยู่ที่เดิม ไปไม่ถึงออฟฟิศสักทีหนึ่ง

   “สวัสดีค่ะพี่ตรัย”

   ตรัยชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงเคยคุ้น เขาต้องใช้เวลานึกอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะจำได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร “ปัทมา?”

   “ค่ะ ปัดเอง” สถาปนิกที่สิปาพามาคืออดีตรุ่นน้องต่างคณะที่เคยรู้จักกันมาก่อน “พอปัดเห็นโปรเจ็กต์ของพี่ตรัยก็รีบขออาสาทันทีเลยค่ะ”

   “ไอ้วีย์มันอนุญาตให้มาด้วยเหรอ” ปวีย์เป็นเพื่อนของเขาแล้วก็เป็นลุงรหัสของหญิงสาว ตอนนี้มันทำบริษัทออกแบบและตกแต่งอยู่ ตรัยเลยขอให้มันช่วยจัดทีมให้แต่ไม่คิดว่ามันจะส่งผู้หญิงมา

   “ปัทดื้อจะมาเองแหละค่ะ อยากเจอพี่ตรัยจะแย่” เธอยิ้มหวานแล้วเกาะแขนอ้อน ตั้งแต่ตรัยวางมือจากงานโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเธอก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย หากเป็นเมื่อก่อนคงได้นัดรวมตัวไปนั่งดื่มกันบ้าง รำลึกความหลังสมัยเรียน

   “ไหนแบบบ้านของพี่ล่ะ”

   “เจอหน้าก็ทวงงานกันเลยเหรอคะ? แต่ปัดรู้ทันค่ะ เตรียมมาให้เรียบร้อย” เธอส่งกระบอกใส่แบบไปให้แล้วอธิบายเนื้องาน “กระท่อมที่พี่ตรัยอยากได้ปัดออกแบบเป็นหลังคาทรงกลมนะคะ พื้นที่ใช้สอย 25 ตารางเมตร มีทั้งหมด 20 หลัง เรียงต่อกันเป็นรูปใบพัด ตรงสะพานเชื่อมปัดเพิ่มจุดนั่งเล่นชมวิวเข้าไปด้วย ถ้าพี่ตรัยโอเค ปัดจะได้ส่งตัวนี้ให้พี่ปาเอาไปทำ Shop drawing  เลย”

   “อืม...แล้วล็อบบี้ล่ะ พี่ก็อยากได้เป็นกระท่อมเหมือนกัน”

   “ปัดต้องไปดูพื้นที่จริงก่อนค่ะ เห็นพี่ปาบอกว่าเป็นพื้นที่น้ำทะเลกัดเซาะด้วย ถ้าหมุดเดิมยังอยู่ในทะเลปัดว่าจะออกแบบเป็นสะพานยาวให้เรือเข้ามาเทียบจอดเลยค่ะ พอแขกลงจากเรือมาก็จะเห็นล็อบบี้เป็นอย่างแรก พอเข้าไปในล็อบบี้ก็จะเห็นห้องพักแบบเมาท์เทนวิวทางซ้ายมือ แล้วก็แบบโอเชียนวิวทางขวามือ”

   ตรัยดูแบบอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ “เดี๋ยวทำ EIA  ให้พี่ด้วยนะ”

   “ได้ค่ะ” ปัทมารับแบบคืนแล้วยิ้มกว้างเพราะงานผ่าน “ทำไมพี่ตรัยไม่สร้างเป็นพูลวิล่าไปเลยล่ะคะ เกาะส่วนตัวแบบนี้น่าจะทำห้องพักเป็นแบบไฮท์เอนด์นะคะ ลูกค้าต่างชาติน่าจะชอบ”

   “พี่ทำตามใจตัวเองไม่ได้ทำตามใจลูกค้า”

   หญิงสาวยิ้มเจื่อนกับรสนิยมที่สวนทาง “เอ่อ...เราไปหาอะไรทานกันก่อนไหมคะ ปัดยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันเลย”

   “ได้สิ...พี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเหมือนกัน” ตรัยเคาะห้องทำงานพ่อเพื่อชวนไปทานข้าว แต่เถ้าแก่ชัยปฎิเสธเพราะเพิ่งทานอาหารตามสั่งไปเมื่อครู่นี้ “แล้วสิปาล่ะ? ปัดเห็นไอ้ปาไหม”

   “พี่ปาไปเข้าห้องน้ำค่ะ เราไปรอที่รถกันก่อนไหมคะ เดี๋ยวค่อยโทรตามก็ได้”

   ตรัยพยักหน้าแล้วเดินนำหญิงสาวไปที่รถ ไม่นานสิปาก็ตามมาสมทบ เป็นการเลี้ยงต้อนรับสถาปนิกคนใหม่ไปในตัว

   ในขณะที่คนทั้งสามกำลังรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย รุ่งภพก็นั่งชะเง้อคอยครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งคัดกุ้งเสร็จ คนที่บอกว่าจะมาช่วยก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา



TBC


*ตรงงานเขียนแบบอาจจะมีผิดพลาดบ้างนะคะ หากตรงไหนไม่ถูกต้องแนะนำได้นะคะ ขอบคุณค่าาาาาา  :mew1:


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
เขินๆกับคู่นั้น

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ anterosz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 805
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +112/-1
ชอบมิ่งวิน น่ารักดี

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
มาแล้วววว  รอมาตั้งสองวัน

มิ่ง วิน ก็มา

ว่าแต่ ปัทมา จะเป็นคนแยก ตรัย กับ รุ่ง ป่ะ

ออฟไลน์ sexysunn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 59
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-0
ซุ่ทอ่านมาจนตอนที่ 31 แล้ว  ภาษาดีมากเบย  พวกข้อมูลการทำประมงก็แน่น  ติดตามนะครับ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 32





   ตั้งแต่ผิดนัดกันวันนั้น รุ่งภพก็ไม่ค่อยได้เจอกับตรัยอีกเพราะอีกฝ่ายกำลังยุ่งอยู่กับรีสอร์ทที่กำลังจะสร้างขึ้น ขนาดบางวันเขาแวะไปทำอาหารเช้าให้ที่บ้านยังไม่เจอเลย ช่วงนี้ก็เลยดูเหมือนจะห่างๆ กันไปบ้าง ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่นักเพราะตรัยอยู่บนเกาะแทบทั้งวันและที่นั่นก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เขาก็เลยรู้สึกเหงาอยู่บ้างเวลาที่ไม่มีอีกฝ่ายมาคอยกวนใจ

   พอมีตรัยเข้ามาในชีวิต เขาก็เริ่มอยู่คนเดียวไม่เป็นแล้ว...   

   “เอ้าพี่? มานั่งเล่นเอ็มวีอะไรตรงนี้วะ”

   รุ่งภพเหลือบตามองคนทัก พอเห็นว่าเป็นใครก็ถอนหายใจเซ็ง “ถ้าจะสายขนาดนี้มึงไม่ต้องมาก็ได้นะไอ้ปิ๊ก”

   “ขาดลามาสายมันเป็นเรื่องธรรมดาพี่ ถ้าผมอยู่ทำงานเกินเวลาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”

   “มันคงไม่มีวันนั้นหรอก กูเห็นห้าโมงเย็นทีไรมึงเปิดตูดแน่บไปก่อนชาวบ้านเขาทุกที”

   “เลิกงานก็ต้องกลับบ้านดิพี่ จะอยู่เลยเวลาทำไม เดี๋ยวเสียดุลการค้า”

   “เหรอ?” รุ่งภพลากเสียงยาว “มึงสาบานว่าเลิกงานแล้วตรงกลับบ้าน กูเห็นไหลไปเรื่อย ไปเสียดุลการค้าที่อื่นน่ะสิ”

   หนุ่มรุ่นน้องหัวเราะแหะ “มันก็ต้องไปผ่อนคลายกันบ้าง ขนาดลูกเถ้าแก่ยังไปเลย”

   “อะไรนะ?” รุ่งภพชะงัก หันกลับไปถามคนพูดอีกครั้งเพราะนึกว่าตัวเองหูฝาด

   “ลูกเถ้าแก่ไง...คุณตรัยอ่ะ”

   “เขาทำไม?”

   “อ้าว? ก็ที่เราคุยกันเมื่อกี้ไง เมื่อคืนผมเจอเขาที่ผับแถวอ่าวนาง ไปกับคุณคนสวยที่คุณสิปาพามาอ่ะ”

   รุ่งภพหน้าชา คุณคนสวยที่ว่าคงเป็นสถาปนิกที่ตรัยเคยบอกไว้ “เจอเมื่อคืนเหรอ?”

   “อื้ม เห็นไปนั่งดื่มกันสามคน แก๊งเขานั่นแหละ”

   กลับเข้าฝั่งมาแล้วทำไมไม่โทรมาหาเขา?

   “ผมว่านะ คุณคนสวยต้องเป็นแฟนคุณตรัยแน่ๆ เลยว่ะพี่ เห็นนั่งกอดนั่งซบกันอยู่สองคน ตอนอยู่กับคุณสิปานี่นั่งเฉ้ย แทบไม่คุยกันด้วยซ้ำ”

   “จริงเหรอ?” รุ่งภพถามด้วยน้ำเสียงล่องลอย หัวใจหวั่นไหวปวดหนึบหลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าหากัน

   “เอ้า? จริงดิพี่ ผมจะโกหกทำเพื่อ เห็นมากับตา”

   หัวใจคนเปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ? เขายังไม่ทันได้ซึมซับความสุขจากความรักเลยด้วยซ้ำ ความทุกข์ก็เข้ามาเคาะประตูหัวใจแล้ว

   รุ่งภพยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนนั้นเพราะตรัยยังไม่เคยพามาแนะนำให้รู้จัก แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว...เขาจะพามาแนะนำให้รู้จักในฐานะอะไรล่ะ เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันด้วยซ้ำ

   หนุ่มใต้สูดหายใจเข้าลึกแล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อ เขายังเชื่อใจอีกฝ่ายอยู่แม้จะไม่เต็มร้อยเท่าไหร่นัก หากมันเป็นความจริงเขาก็อยากจะได้ยินจากปากของตรัยเอง

   เขาเคี่ยวกรำร่างกายของตัวเองตั้งแต่เช้าจนล่วงเลยมาถึงบ่าย อาศัยงานหนักช่วยบรรเทาความยุ่งเหยิงภายในหัว แม้จะช่วยไม่ได้มากแต่มันก็ทำให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาสับสนและโฟกัสแต่เรื่องงาน

   “โอ้โห! ได้ปูม้ามาเต็มเลย” รุ่งภพโยนเชือกสลิงลงไปให้เด็กติดเรือนำไปเกี่ยวขอบถัง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาน้ำลดเรือจึงอยู่ต่ำกว่าแพปลามาก ต้องอาศัยแรงชักรอกจากเชือกสลิงดึงถังขึ้นมาจากตัวเรือ “มีปูไข่นอกติดมาบ้างไหมครับ”

   ไต้ก๋งประจำเรืออวนปูส่งกระป๋องใบใหญ่ให้รุ่งภพถือ ในนั้นมีปูม้าตัวใหญ่อยู่เกือบครึ่งกระป๋อง ทุกตัวมีไข่นอกกระดองหมดเป็นสีเทาอมดำเตรียมพร้อมที่จะฟักตัว “ตอนแรกมีเยอะกว่านี้แต่ลุงปล่อยไปบ้างแล้ว ส่วนในกระป๋องนั่นเดี๋ยวเอาไปฝากเข้าธนาคารปู โอกาสรอดน่าจะมีมากกว่า”

   ธนาคารปูเป็นนโยบายของกรมประมงที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเพาะฟักลูกปูกลับคืนสู่ทะเล เปรียบเสมือนโรงพยาบาลที่รับฝากท้องและอนุบาลจนกระทั่งฟักตัว ปูที่นำไปฝากจะเป็นปูไข่นอกกระดองที่ได้รับการผสมเชื้อแล้ว เนื่องจากแม่ปูหนึ่งตัวจะสามารถฟักไข่ได้เป็นล้านฟอง สามารถขยายพันธุ์ได้มากหากไม่ถูกจับไปขายจนหมดเพราะค่านิยมในการบริโภค

   “รอบนี้จับได้น้อยว่ารอบก่อนหรือเปล่า” รุ่งภพถามหลังจากชั่งน้ำหนักเสร็จ

   “ถ้าไม่ใช้ไม้บรรทัดที่คุณตรัยให้เอาไปวัดขนาดก็น่าจะได้เยอะกว่านี้แหละ บางตัวขนาดมันเหลื่อมๆ กันลุงก็ไม่กล้าจับ กลัวโดนด่าถ้าไม่จับตามไซส์ที่เขาให้วัด”

   “ไม่เป็นไรหรอก ได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละลุง”

   “แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถึงเราจะปล่อยปูตัวเล็กๆ ไป เดี๋ยวมันก็โดนคนอื่นจับไปอยู่ดีนั่นแหละ”

    “ถ้าไม่มีคนเริ่มจะมีคนตามเหรอครับ คุณตรัยเขาเอากฎของฝรั่งมาใช้ ที่โน่นเขาเคร่งครัดมาก เราอาจจะทำไม่ได้เท่าเขาแต่อย่างน้อยก็ได้ทำล่ะนะ ถึงจะแค่เล็กน้อยก็ยังดี”

   รุ่งภพถอดเอี๊ยมออกหลังจากชั่งน้ำหนักปูเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเลิกงานแล้วแต่เขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่มื้อเที่ยง หากเป็นเมื่อก่อนคงรู้สึกหิวจนหน้ามืดต่างจากตอนนี้ที่ไม่อยากกินอะไรเลย หนุ่มใต้เช็ดเหงื่อบนหน้าลวกๆ ขณะเดินไปเข้าห้องน้ำ มันคงไม่มีปัญหาอะไรหากเขาไม่สวนทางกับใครคนหนึ่งเข้าซะก่อน

   ไม่ใช่หนึ่งแต่เป็นสองต่างหาก...

   “กลับมาแล้วเหรอครับ” รุ่งภพเป็นคนทักก่อน ปลายเสียงติดสั่นเล็กน้อย แววตาเหินห่างเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมากับใคร…

   ใช่ผู้หญิงที่ปิ๊กพูดถึงหรือเปล่านะ? หน้าตาสะสวยและดูมั่นอกมั่นใจแบบสาวยุคใหม่ ดูเหมาะกับตรัยมากกว่าเขาเป็นไหนๆ
   “กำลังจะไปไหน” ตรัยไม่ตอบซ้ำยังถามกลับ น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบพร่าและแววตาง่วงงุนเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน รุ่งภพไม่เคยเห็นอีกฝ่ายในสภาพย่ำแย่แบบนี้ ระหว่างแฮงค์เหล้ากับไม่สบาย เขาเลือกที่จะเชื่ออย่างแรกมากกว่า...

   “ผมจะกลับบ้านแล้วครับ” รุ่งภพยังรอคำถามไถ่ซึ่งเต็มไปด้วยห่วงใยเหมือนที่แล้วมา ใจที่เคยชื้นเริ่มแห้งผาก ปกติต้องถามเป็นชุดแล้วหากแต่วันนี้กลับไม่ รอแล้วรอเล่าอีกฝ่ายก็ยังยืนเงียบ หนุ่มใต้เหลือบมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเขา เธอยังยืนคอยไม่ไปไหน เขาเลยขอเป็นฝ่ายไปแทน “งั้นผมขอตัวนะครับ”

   “เดี๋ยวสิ!”

   “พี่ตรัยคะ” หญิงสาวส่งเสียงปราม เธอรั้งแขนของชายหนุ่มไว้ไม่ให้ตามคนงานคนนั้นไป “ไปรับคุณลุงแล้วกลับบ้านกันเถอะค่ะ ปัดอยากเห็นหลักหมุดในโฉนดเร็วๆ เราจะได้เดินหน้าสร้างล็อบบี้ตามแบบต่อ”

   ตรัยนวดขมับตัวเองแล้วมองไปทางที่รุ่งภพเดินลับไป “อืม...ไปกันเถอะ”   

   
   รุ่งภพทิ้งตัวพิงกำแพงเหมือนคนหมดแรง เขาแอบมองตรัยกับผู้หญิงคนนั้นเดินไปด้วยกันจนสุดสายตา ไม่มีอีกแล้วคนที่คอยวิ่งตามเขา ในสายตาของตรัย...คนสำคัญคงไม่ใช่เขาอีกต่อไปแล้ว

   หนุ่มใต้ขยี้จมูกตัวเองจนแดงเรื่อเพื่อคลายความแสบร้อน ลำคอขมปร่าจากความผิดหวังที่หลอกตัวเองมาตลอดทั้งเช้า

   เขาต้องกลับบ้าน...กลับไปในที่ของตัวเอง









        รุ่งภพจะไม่หลั่งน้ำตาให้กับเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง อาจเป็นเพราะหัวใจผ่านความสูญเสียจนชาชินแล้ว ก็แค่กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งเหมือนอย่างที่แล้วมา

   หงิ๋ง~

   หนุ่มใต้ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเรียกทักทายจากเพื่อนร่วมบ้าน เขาโอบกอดขนนุ่มๆ ของตังเกแล้วซบหน้าลงไปบนแผงคอ มันยอมนั่งเฉยให้กอดเมื่อรับรู้ถึงความเศร้าของเจ้านาย ต่อให้ไม่เหลือใครเขาก็ยังมีมันเป็นกำลังใจเสมอมา

   รุ่งภพนั่งกอดมันอยู่นานจนได้เสียงล้อรถบดทรายเข้ามาจอดตรงหน้าบ้าน พอเดินออกไปดูก็เห็นร่างสูงคุ้นตาของคนที่เพิ่งแยกจาก คราวนี้ตรัยมาคนเดียวไม่มีผู้หญิงคนนั้นตามมาด้วยให้รู้สึกบาดสายตา

   “มาทำไมครับ”

   “มาไม่ได้?”

   รุ่งภพทำหน้าตึง ความไม่พอใจปะทุขึ้นจากความรู้สึกสะสมที่เก็บกดมาหลายวัน “คุณหายไปเป็นอาทิตย์ ผมนั่งรอโทรศัพท์แต่คุณก็ไม่โทรมา พอกลับเข้าฝั่งก็ไม่คิดจะโทรมาบอกให้รู้กันสักนิด ผมก็เป็นห่วงไปเถอะ ส่วนคุณก็ไปเที่ยว ไปกินเหล้า...แค่โทรมาบอกกันสักคำมันจะตายเหรอ?”

   “ใครบอกเธอ”

   “ใครบอกก็ช่างมันเถอะ แล้วมันจริงหรือเปล่าล่ะ?”

   “มันดึกแล้วฉันก็เลยไม่ได้โทรบอก กะจะมาหาวันนี้เลยทีเดียว”

   “เหรอครับ? คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อวานแต่เพิ่งโผล่มาแพปลาตอนเย็นเนี่ยนะ แถมยังมากับผู้หญิงอีก” รุ่งภพส่ายหน้าไม่เชื่อคำพูดของชายหนุ่ม “คุณไม่ได้ตั้งใจจะมาหาผมหรอก”

   “ฉันต้องพาเขาไปดูโฉนดของเกาะ พอส่งเขากลับไปแล้วฉันก็มาหาเธอนี่ไง”

   “เธอสวยมากเลยนะครับ” หนุ่มใต้พูดเสียงแผ่ว ไม่ได้สนใจฟังเรื่องที่ตรัยเพิ่งบอกไปเมื่อครู่นี้ “ไปทำงานด้วยกันเป็นอาทิตย์ไม่รู้สึกหวั่นไหวบ้างเลยเหรอ”

   “ทำไมถามแบบนั้น?”

   รุ่งภพเม้มริมฝีปาก เขายังสองจิตสองใจกับสิ่งที่ปิ๊กเล่า “ก็แค่ถามดู ขนาดผมเห็นเธอครั้งแรกยังใจสั่นเลย”

   “รุ่ง!” ตรัยคว้าหัวไหล่ของชายหนุ่มแล้วบีบเค้น อารมณ์คุกรุ่นบวกกับอาการปวดหัวก่อนหน้านี้สร้างความหงุดหงิดจนนึกโมโห “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? อย่ามาทำเจ้าชู้โลเลใส่ฉันนะ ฉันไม่ชอบ!”

   “บอกตัวเองเถอะครับ ใครกันแน่ที่เจ้าชู้”

   “เลิกยอกย้อนฉันสักที! มีอะไรก็พูด อย่ามาทำตัวงี่เง่าแบบนี้”

   รุ่งภพโกรธจนน้ำตาคลอ เป็นครั้งแรกที่โดนตวาดเสียงดังด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเช่นนี้ “ถ้าผมงี่เง่าก็ไม่ต้องมายุ่ง! ไปหาคนดีคนเก่งของคุณโน่นเลย อยากจะพากันไปไหน อยากจะทำอะไรก็เรื่องของคุณเลย! ไม่ต้องมาสนใจผม”

   คนโดนตวาดตะเบงเสียงสู้ สะบัดไหล่ตัวเองจนหลุดจากการควบคุมแล้วพยายามผลักอีกฝ่ายออกเพื่อปิดประตูบ้าน

   “รุ่งภพ!”

   ตรัยเรียกชื่อเต็มของชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน ดวงตาลุกวาบขณะโถมตัวเข้าใส่ด้วยเรี่ยวแรงโมโห รุ่งภพเองก็ไม่ได้อยู่เฉยทั้งสะบัดและดิ้นพล่าน เมื่อความโกรธเริ่มเข้ามาแทนที่ก็มีแต่ความอยากจะเอาชนะ พยายามหาทางหลุดพ้นจนไม่เลือกวิธีการ

   “โอ๊ย!”

   ตรัยเหวี่ยงชายหนุ่มออกอย่างแรงจนกระเด็นล้ม เขายกหลังมือขึ้นมาดูรอยฟันที่กัดจนจมเขี้ยว รอยช้ำห้อเลือดปรากฎขึ้นหลังจากนั้น บางซี่เป็นรอยถลอกมีเลือดไหลซิบจนรู้สึกแสบ

   “จะเอาแบบนี้ใช่ไหม? ได้...”

   คนโดนกัดเหวี่ยงบานประตูปิดดังลั่นจนผนังบ้านสั่นสะเทือน รุ่งภพกระถดตัวถอยหนี เริ่มใจเสียเมื่อเห็นแววตาเย็นชืดไร้ความรู้สึกใดๆ มาเจือปน

   “อึก...ปล่อย!” รุ่งภพดึงมือที่คว้าจับลำคอออก แม้จะไม่ได้บีบจนแน่นแต่ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดจนลมหายใจสั่นคลอน

   “ถ้าพูดกันดีๆ แล้วไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องพูด ฉันอยากทำอะไรก็เรื่องฉันใช่ไหม? พูดแล้วอย่ามานึกเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”

   ชายหนุ่มตาแดงก่ำ ความรู้สึกในตอนนี้ตีกันมั่วไปหมด พอความโกรธทุเลาลงแล้วความน้อยใจก็เข้ามาแทน “ผมเกลียดคุณ” พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาตรงข้ามกับแววตาที่เจ็บร้าว

   “เหรอ...แต่ฉันรักเธอ”

   “...อื้อ!”

   ความรู้สึกแรกคือตกใจและความรู้สึกต่อมาคือสับสน คำรักที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวมาพร้อมกับความรู้สึกอ่อนหวานร้อนแรงบนริมฝีปาก มันไม่ได้อ่อนโยนแบบแตะสัมผัสเหมือนคราวที่แล้วเพราะถูกบดคลึงและขบเม้มจนปริแตก รุ่งภพครางประท้วงและผละหนี หากแต่อีกฝ่ายไม่ยินยอมและบังคับจูบอีกครั้งอย่างดึงดันเหมือนต้องการลงโทษที่เขาทำตัวไม่ดีใส่เมื่อครู่นี้

   พอบดขยี้จนพอใจก็แทรกปลายลิ้นลัดเลาะเข้ามาในโพรงปาก สำรวจรูปฟันอย่างถี่ถ้วนแล้วเกี่ยวรัดพัวพันกับปลายลิ้นเขา ความเหนียวหนืดในปากปลุกเร้าความต้องการบางอย่างจากส่วนลึก รุ่งภพไม่ได้สัมผัสใครแบบนี้มานานมากแล้ว มันทำให้เขานึกย้อนไปถึงช่วงวัยรุ่นที่เริ่มมีความรักเป็นครั้งแรก แม้ไม่ได้ช่ำชองนักแต่เขาก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

   เขากำลังมีความต้องการ...ความต้องการที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยรสจูบที่ยาวนาน

   ตรัยลดใบหน้าไปยังซอกคอของชายหนุ่มแล้วดูดดุนทิ้งรอยไว้ เขาตลบชายเสื้อขึ้นมากองบนเนินอกของคนใต้ร่างแล้วแนบริมฝีปากลงไปสัมผัสกับผิวกายเปลือยเปล่า ทิ้งร่องรอยเอาไว้ทั่วตั้งแต่แผงอกเรื่อยไปจนถึงสะดือ

   “อื้ม...” คนถูกกระทำหน้าแดงก่ำ หยุดผลักไสและโอนอ่อนตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘รัก’ จากปากของตรัยแล้ว ต่างคนต่างหลงมัวเมาอยู่ในห้วงของอารมณ์ สนใจแต่ความต้องการตรงหน้าจนหลงลืมสาเหตุที่ทำให้ผิดใจกัน


   งับ!


   ตรัยหยุดชะงักเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหลังน่อง เขาละมือจากขอบกางเกงของรุ่งภพแล้วเอี้ยวตัวกลับไปมองด้านหลัง พบว่าขากางเกงยีนส์ของเขาถูกเขี้ยวสีขาววาววับงับเอาไว้แน่น ดูเหมือนสัตว์เลี้ยงของรุ่งภพพยายามจะช่วยเจ้านายของมันด้วยการลากเขาออกมาจากร่างของชายหนุ่ม

   “ตังเก! อย่าทำเขา” รุ่งภพยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลขณะรวบเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ชายหนุ่มวิ่งอ้อมไปตะครุบมันจากด้านหลังแล้วยกอุ้มจนตัวลอย “กัดเข้าไหมครับ!”

   ตรัยส่ายหน้า เลิกขากางเกงขึ้นให้ชายหนุ่มเห็นรอยกดของเขี้ยวที่เป็นรอยช้ำ มันไม่ได้ตั้งใจจะกัดเขาหรอก คงอยากลากเขาออกไปให้พ้นเจ้านายของมันมากกว่า “เพิ่งรู้ว่ามีมันอยู่ด้วย”

   โดนเมินไม่พอยังถูกมองว่าไร้ตัวตนอีกต่างหาก รุ่งภพปล่อยมันลงแล้วรั้งตัวมากอดไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตมันไม่เคยกัดใครเลย ได้แต่ส่งเสียงขู่ทำเป็นเก่งแต่ใจจริงน่ะขี้กลัว

   ตอนเขาทะเลาะกับตรัยมันคงตกใจมาก คงจดๆ จ้องๆ อยู่นานว่าจะเข้ามาช่วยดีไหม

   “ขอบใจนะ” มันแลบลิ้นเลียแก้มเขาแล้วส่ายหางดุกดิกรับคำชม

   “คราวหลังไม่ต้อง” ตรัยต่อท้ายประโยคของชายหนุ่ม นึกหมั่นไส้ที่เห็นมันออดอ้อนออเซาะเหมือนเยาะเย้ย แถมยังนั่งนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   “คุณก็...” รุ่งภพหน้าบึ้ง คลายวงแขนเมื่อเห็นว่าตังเกไม่ได้ทำท่าจะเข้าไปทำร้ายตรัยอีก “เจ็บหรือเปล่าครับ?”

   “เธอกัดเจ็บกว่าเยอะ”

   “สมควรโดน”

   ตรัยถอนหายใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงปั้นปึ่งของชายหนุ่ม เขาเหยียดขาออกแล้วเอนพิงขาเก้าอี้ ไม่คิดจะลุกขึ้นไปนั่งดีๆ เพราะเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ “เรามาคุยกันดีๆ ได้ไหม? เธอโกรธฉันเรื่องอะไรกันแน่”

   “...ผมคงหึงจนงี่เง่าอย่างที่คุณว่า”

   “ฉันควรจะดีใจหรือเปล่าที่ได้ยินว่าเธอหึง” ตรัยดึงชายหนุ่มลงมานั่งบนตัก รุ่งภพไม่ได้ขัดขืนแต่เปลี่ยนจากนั่งตักลงไปนั่งข้างๆ แทน “กับปัดน่ะ...ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาหรอกนะ ต่อให้สวยแค่ไหนฉันก็มองแต่เธอคนเดียว”

   รุ่งภพขมวดคิ้ว รู้สึกสับสนกับคำเรียกของชายหนุ่ม “แล้วที่ไปเที่ยวกันเมื่อคืน...”

   “ทำไมเหรอ?” ตรัยบีบกระชับฝ่ามือของชายหนุ่มแล้วดึงขึ้นมาจูบอย่างโหยหา

   “เปล่าครับ ช่างมันเถอะ”

   “หายโกรธแล้วใช่ไหม”

   “หายก็ได้...แต่อย่าหายไปแบบนี้อีกนะครับ ผมเป็นห่วง”

   “สรุปว่าหึงหรือเป็นห่วงกันแน่?”

   “กลับบ้านไปเลยไป”

   ตรัยโอบกอดชายหนุ่ม หัวเราะร่าขณะเอนซบบนไหล่เล็ก “ไม่กลับ จะนอนนี่”

   อุณหภูมิที่สูงผิดปกติจากร่างกายของอีกฝ่ายทำให้รุ่งภพขมวดคิ้ว เขาเพิ่งสังเกตเห็นเพราะก่อนหน้านั้นนึกถึงแต่ความทุกข์ของตัวเอง "คุณไม่สบายหรือเปล่าครับ”

   “ปวดหัวนิดหน่อย ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก”

   รุ่งภพอังมือบนหน้าผากและซอกคอของชายหนุ่ม ไม่ร้อนมากแต่ก็วางใจไม่ได้เช่นกัน “ปล่อยก่อนครับ ผมจะไปเอายา”

   “หิวข้าว”

   “ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเหรอครับ”

   “อื้ม รอมากินพร้อมเธอ”

   “อยากกินอะไรล่ะครับ เดี๋ยวผมออกไปซื้อให้” รุ่งภพส่งยาแก้ไขให้ชายหนุ่มกินสองเม็ด พยายามพยุงตรัยขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ดีๆ แต่อีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือแถมยังยึดตักของเขาเป็นหมอนหนุนอีก

   “ทำให้กินหน่อย”

   “ทำอะไรล่ะครับ ที่บ้านผมมีแต่ไข่กับปลากระป๋อง”

   “งั้นก็กินไข่กับปลากระป๋อง”

   “คุณนี่นะ...ลุกขึ้นไปนอนดีๆ สิครับ” รุ่งภพเอ่ยปากไล่ขณะคิดเมนูอาหารอยู่ในหัว

   ทำไข่น้ำกับยำปลากระป๋องดีไหมนะ?

   “เดี๋ยวเราไปเที่ยวเกาะลันตากันนะ”

   “ได้ฤกษ์แล้วเหรอครับ”

   ตรัยหยิกแก้มของชายหนุ่มเมื่อโดนประชดด้วยคำพูด “ที่หายไปก็ไปเร่งเคลียร์แบบมานี่แหละ จะได้อยู่เที่ยวกับเธอหลายๆ วันไง”

   “รอให้คุณหายป่วยก่อนครับ ค่อยว่ากัน”

   รุ่งภพไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องนี้อีก เขายิ้มให้คนป่วยแล้วลูบหัวกล่อมจนอีกฝ่ายเคลิ้มหลับ ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะมันคงสะกิดรอยร้าวในใจเขาให้แตกหักและพังครืน



TBC


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ใจหงายใจคว่ำหมดพ่อคุณ​เอ้ย

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบ ตอนที่ตังเก เข้ามากัดอ่ะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ทำดีมากตังเก :pig4: :p :L2:ig4:

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 33




   เกาะลันตาเป็นเกาะที่หลบซ่อนอยู่ท่ามกลางท้องทะเลสีฟ้าคราม ประกอบไปด้วยเกาะลันตาน้อยและเกาะลันตาใหญ่ ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ทำให้เกาะแห่งนี้ยังคงความสวยงามของธรรมชาติดั้งเดิมไว้ ทั้งหาดทรายขาวและน้ำทะเลใสสะอาด แฝงไปด้วยความสงบและเรียบง่ายของวัฒนธรรมสี่ชุมชน

   เกาะแห่งนี้มีผู้คนมาอาศัยอยู่ยาวนานกว่าร้อยปีแล้ว มีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม ชาวไทยจีนและชาวไทยใหม่ผสมผสานกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายประกอบกับความเจริญตรงหัวเกาะและท่าเรือแถบชายหาดฝั่งตะวันตกทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนไม่ได้ขาด และพวกเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน

   รุ่งภพยิ้มกว้างใส่กล้องตัวใหญ่ราคาแพงขณะยืนเป็นแบบให้ตรัยถ่ายรูปอยู่ใต้สะพานสิริลันตา เราอาศัยแพขนานยนต์ในการนำรถข้ามมาด้วย พอถึงเกาะลันตาน้อยก็มุ่งหน้าขึ้นสะพานไปหมู่บ้านศาลาด่านซึ่งตั้งอยู่บนเกาะลันตาใหญ่ บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งท่าเรือ โรงแรมและร้านอาหารนานาชนิด เราแวะหาอะไรเติมท้องกันก่อนออกเดินทางไปยังชุมชนทุ่งหยีเพ็ง เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ตรัยเลือกไว้ว่าจะเที่ยวเป็นที่แรก

   “วันนี้คงได้เที่ยวแค่ทุ่งหยีเพ็งที่เดียว แค่นั่งเรือชมป่าชายเลนก็สองชั่วโมงแล้วครับ”

   ตรัยหันไปยิ้มกับคนบอก ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเวลาเท่าไหร่นัก “มีเวลาเที่ยวตั้งหลายวัน ฉันไม่รีบ”

   “แต่ผมรีบครับ เป็นห่วงตังเกมัน”

   “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถ้าอยู่กับพ่อฉันไม่คำว่าอดหรอก”

   รุ่งภพถอนหายใจ “นั่นแหละครับที่น่าเป็นห่วง กลัวมันจะพุงแตกตายไม่ได้แก่ตายน่ะสิครับ”

   ก่อนมาเที่ยวพวกเราเอาตังเกไปฝากเลี้ยงที่บ้านเถ้าแก่ชั่วคราวโดยนำอาหารเม็ดไปให้ด้วย แม้จะเป็นคำสั่งจากตรัยแต่เขาก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี มันมีทั้งความเกรงใจและความเป็นห่วงผสมกัน เพราะความเอ็นดูของเถ้าแก่นั่นแหละที่ทำให้มันอ้วนจนอืดเป็นหมูขนาดนี้

   คนที่นำร่องซื้อขนมนมเนยมาให้มันกินก็เถ้าแก่นี่แหละ พอมีคนนำก็มีคนตาม เดี๋ยวคนนู้นให้เดี๋ยวคนนี้ให้จนมันเคยตัว ใครให้อะไรมาก็กินหมดจนเขากลัวว่ามันจะโดนยาเบื่อเข้าสักวันหนึ่งเพราะความไม่ระวังตัว

   “ร้อนชะมัด” อากาศในยามบ่ายร้อนมากจนตรัยรู้สึกคิดผิดที่มานั่งเรือเล่นเวลานี้ มันร้อนมากจนเขาเห็นหยดเหงื่อบนกรอบหน้าของรุ่งภพ แม้จะมีร่มขนาดใหญ่กางให้แต่ก็บังไม่ได้ทั้งหมด ดูเหมือนวันนี้แดดจะแรงกว่าปกติจนลุงคนพายหายใจหอบเพราะความอบอ้าวของบรรยากาศ “พายเข้าไปในร่มหน่อยได้ไหมครับ”

   ตรัยชี้ไปยังร่มไม้ข้างคลองที่เอนเข้าหากันจนกลายเป็นอุโมงค์ธรรมชาติ เขารีบยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเมื่อได้โลเคชั่นที่ต้องการ ตรงนี้วิวดีและแสงสวย แม้นายแบบจะหน้าตามู่ทู่ไปสักหน่อยแต่ยังน่ารักในสายตาเขา

   คุณลุงคนพายเล่าว่าทุ่งหยีเพ็งแห่งนี้เป็นคลองน้ำเค็มทอดตัวยาวไหลออกไปยังปากอ่าวลันตา บริเวณโดยรอบรายล้อมไปด้วยป่าชายเลนผืนใหญ่ สัตว์น้ำตามธรรมชาติมีอยู่มากมายและอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรมชุมชนที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่นี้

   เพราะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ชุมชนเลือกที่จะปรับตัวด้วยการสร้างมิติในการท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่เพื่อคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของทุ่งหยีเพ็งอย่างยั่งยืน จากแรงขับเคลื่อนของคนในชุมชนก่อให้เกิดแนวคิดอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวขึ้น จากนั้นก็ต่อยอดด้านการท่องเที่ยวเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จากเรือแจวที่ใช้ลำเลียงไม้เผาถ่านในวันนั้นสู่เรือชมป่าในวันนี้ ฟื้นฟูวิถีชีวิตของคนในชุมชมขึ้นมาอีกครั้งผ่านอาชีพใหม่ที่ไม่ต้องทำลายผืนป่าอีกต่อไป

   “เอาหมวกไหม?”

   “ไม่ค่อยร้อนแล้วครับ คุณใส่ไปเถอะ เพิ่งจะหายไข้แท้ๆ” ไม่ใช่กลับไปแล้วไข้กลับนะ เขาคงโดนตรีทิพย์บ่นยาวเพราะไม่ดูแลลูกชายของเธอให้ดี “หยุดถ่ายผมได้แล้วครับ ไปถ่ายลิงโน่น”

   “ไหน?” ตรัยลดกล้องลงแล้วมองหาลิงที่ชายหนุ่มว่า “หน้าเหมือนเธอเลย”

   “เหรอครับ ถ้าตัวที่นั่งอยู่เหมือนผม งั้นตัวที่กำลังโหนต้นไม้อยู่ก็เหมือนคุณ”

   “ถ้าพวกมันสองตัวเป็นแฟนกัน ฉันยอมเป็นตัวที่โหนต้นไม้ให้เธอก็ได้”

   หนุ่มใต้ตาโตมองลุงคนพายเลิ่กลั่ก ในขณะที่ตรัยส่งเสียงหัวเราะแผ่ว หลังจากจ้องมองใบหน้าแดงก่ำของชายหนุ่มจนพอใจแล้วก็หันไปเก็บภาพท้องน้ำเขียวขจี

   เสียงกระพือปีกบินโฉบมาแต่ไกล ทอดเงาของเจ้าเวหาลงสู่ผืนน้ำ นกอินทรีตัวใหญ่บินวนมองหาเหยื่อ ไม่นานก็ร่อนลงต่ำเมื่อพบเจอเป้าหมายที่ต้องการ

    ตรัยจับภาพตอนมันล่าปลาเอาไว้ได้ ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นธรรมชาติของสัตว์ป่า ซึ่งบ่งบอกว่าทุ่งหยีเพ็งแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ดี

   รากโกงกางที่ค้ำจุนก็ไม่ต่างจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน รุ่งภพเคยบอกว่าคนกับธรรมชาตินั้นอยู่ร่วมกันได้...และเขาก็ได้เห็นแล้วในวันนี้








   รุ่งภพวางกระเป๋าสะพายไว้บนเดย์เบดแล้วทิ้งตัวลงตาม เรามาถึงวิลล่าของรีสอร์ทในเวลาบ่อยคล้อยจนเกือบจะเย็นเต็มที เขารู้สึกเพลียเล็กน้อยจากการเดินทาง ส่วนตรัยท่าทางจะเพลียแดด พอเข้าห้องนอนปุ๊บก็ทิ้งตัวลงเตียงทันทีไม่สนใจเวลคัมดริ๊งที่พนักงานเอามาเสิร์ฟต้อนรับถึงที่

   หนุ่มใต้หยิบแก้วน้ำทรงสวยขึ้นจิบ รู้สึกพอใจกับรสชาติเปรี้ยวซ่าของน้ำมะนาวโซดาและกลิ่นอัญชัญอ่อนๆ เขาดื่มในส่วนของตรัยเข้าไปด้วยก่อนจะส่งแก้วคืนให้กับพนักงานของรีสอร์ท หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินออกไปดูพระอาทิตย์ตกริมระเบียง รีสอร์ทที่ตรัยจองไว้เป็นวิลล่าสไตล์ทรอปิคอลที่ฝังตัวอยู่บนเชิงเขา นอกจากห้องนอนหลักแล้วยังมีห้องสำรองแยกอีกหลายห้อง ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องโฮมเธียเตอร์ รวมไปถึงห้องครัวและศาลานั่งเล่นริมสระว่ายน้ำ

   “ปล่อยให้ฉันหลับแล้วมาแอบดูพระอาทิตย์ตกคนเดียวเหรอ”

   “เปล่าสักหน่อย” รุ่งภพทาบฝ่ามือลงบนท่อนแขนที่โอบกอดเขาเอาไว้จากทางด้านหลัง หนุ่มใต้หลับตาลงซึมซับความอ่อนหวานจากริมฝีปากอุ่น เขาเอียงแก้มให้ตรัยจูบขณะจ้องมองแสงสีแดงที่สาดส่องบนผืนฟ้า “พระอาทิตย์ตกแล้ว”

   “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ขึ้นใหม่”

   “แล้วก็จะตกอีกรอบนึง”

   “ไม่ว่าวันไหนๆ เราก็จะอยู่ด้วยกันแบบนี้” ตรัยกระชับอ้อมกอดแล้วกดจูบลงบนเส้นผม นึกรักกลิ่นแสงแดดและกลิ่นไอทะเลบนตัวของชายหนุ่ม มันทำให้เขานึกถึงวันที่สดใสและเป็นพลังที่ช่วยเติมเต็มในยามที่เหนื่อยล้า

   “...เป็นผมจะดีเหรอ?”

   “เป็นเธอน่ะดีแล้ว” ตรัยกระซิบข้างหูของชายหนุ่ม “พรุ่งนี้ไปเที่ยวไหนกันดีหืม? วางแผนเอาไว้หรือยัง”

   หนุ่มใต้พยักหน้า “ตอนเช้าผมจะพาคุณไปเที่ยวชุมชนเมืองเก่าก่อน แล้วตอนบ่ายค่อยแวะไปดูวิถีชีวิตของชุมชนชาวเลที่หมู่บ้านสังกาอู้ ส่วนวันสุดท้าย...” รุ่งภพหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังมาจากห้องนอน “โทรศัพท์คุณหรือเปล่าครับ?”

   “แป๊บนะ เดี๋ยวฉันมา”

   เดี๋ยวของตรัยใช้เวลาไปเกือบสามสิบนาทีได้ รุ่งภพรอจนกระทั่งฟ้ามืด ไม่ว่ามองไปอีกกี่ครั้งตรัยก็ยังคุยโทรศัพท์กับปลายสายไม่เสร็จเสียที

   คุยกับใครกันนะ?

   รุ่งภพนั่งลงริมขอบสระแล้วหย่อนปลายเท้าลงไปแกว่งน้ำเล่น ดวงตากลมมองผ่านทิวไม้แน่นขนัดไปยังทะเลดำมืดที่มองเห็นได้ทั้งเวิ้งอ่าว หนุ่มใต้ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเงียบงันยามค่ำคืน รู้สึกเหงาขึ้นมาดื้อๆ โดยไม่มีสาเหตุ

   คืนนั้นเขาเข้านอนก่อนเพราะดูเหมือนตรัยกำลังยุ่งกับการคุยโทรศัพท์ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วก็เดินย่องไปนอนอีกห้องที่อยู่ติดกัน ห้องพักแบบวิลล่าก็ดีอย่างนี้ คล้ายกับบ้านหลังหนึ่งที่มีให้เลือกหลายห้องนอน

   “หนีมาอยู่คนเดียวอีกแล้ว”

   กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีคนมานอนทับ รุ่งภพดันตัวออกแล้วผลักตรัยลงไปนอนดีๆ “เห็นคุณคุยโทรศัพท์อยู่ ผมไม่อยากกวน”

   “ไม่อยากกวนหรือกลัวฉัน?”

   “ทำไมผมต้องกลัวคุณด้วยล่ะ”

   “ไม่กลัวก็ดี...งั้นทำเลยนะ” ตรัยยกตัวขึ้นคล่อมอีกครั้งแต่คนใต้ร่างรู้ทัน ยกมือขึ้นมาขวางกั้นไว้

   “จะทำอะไรครับ”

   “คนเป็นแฟนกัน อยู่ด้วยกันสองต่อสอง คิดว่าจะทำอะไรได้อีกล่ะ นอกจาก...”

   “นอนครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้านะ”

   ตรัยหน้าบูด “อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ใครมันจะไปคายออก”

   “เดี๋ยวก่อนครับ ผมไปตกลงเป็นแฟนคุณตอนไหน”

   “ตอนนี้แหละ...เป็นแฟนกันนะ”

   คนโดนขอปุบปับเปล่งเสียงหัวเราะ พยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคาง “ถ้าคุณลงไปนอนดีๆ ผมจะไม่เล่นตัว”

   “ยอมให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”

   ตรัยยอมปล่อยชายหนุ่มแล้วพลิกตัวลงไปนอนดีๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายพาดแขนลงมาโอบกอด แม้รุ่งภพจะห่อตัวอยู่ในผ้าห่มจนสัมผัสเนื้อตัวไม่ได้เลยก็ตาม








   
   ชุมชนเมืองเก่าในเกาะลันตาใหญ่คือหมู่บ้านศรีรายาที่มีอายุกว่าร้อยปี เสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้คือเรือนไม้แถวหน้าแคบที่ยื่นล้ำไปถึงชายทะเล บริเวณทางเดินมีทางเชื่อมต่อกันทุกซอกทุกซอย ตัวชุมชนตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวทางทิศตะวันตกที่ชายหาดเป็นที่นิยมกว่า

   เรือนไม้โบราณของชุมชนแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบบ้านจีนโบราณ มีการตกแต่งโคมไฟประดับบริเวณหน้าบ้านและทางเดินถนนทั้งสองข้างทาง เรือนไม้แถวส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านอาหารและเกสเฮาส์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากพิพิธภัณฑ์ในชุมชนแล้วยังมีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมของชาวเลด้วย

   “รองเง็ง?” ตรัยขมวดคิ้วขณะยืนอ่านการศิลปะการร้องรำของชาวไทยใหม่ในพิพิธภัณฑ์ของชุมชน “การแสดงพื้นเมืองมีสีไวโอลินด้วยเหรอ?”

   “ถ้าผมจำไม่ผิด ต้นฉบับรองเง็งน่าจะมาจากทางยุโรปแล้วก็ผสมผสานกับวัฒนธรรมของอาหรับ หลังจากนั้นก็แพร่กระจายไปตามแหลมมลายู นอกจากสามจังหวัดชายแดนใต้ที่เล่นกันแล้วก็มีจังหวัดแถบอันดามันนี่แหละครับที่ยังเล่นกันอยู่”

   “แล้วที่นี่มีการแสดงให้ดูไหม”

   “ไม่แน่ใจนะครับ ถ้ามาตอนงานเทศกาลน่ะได้ดูแน่ๆ ส่วนใหญ่เขาจะเล่นกันในงานแต่งหรืองานมงคล”

   “มีงานเทศกาลด้วยเหรอ มีตอนไหน?”

   “เดือนมีนาคมครับ ชื่องานเทศกาลลานตา ลันตา”

   “เลยมาแล้วนี่นา”

   “เดี๋ยวเราไปดูที่บ้านสังกาอู้ก็ได้ครับ ที่นั่นมีคณะรองเง็งอยู่ ถ้าโชคดีก็อาจจะได้ดูตอนเขาซ้อมรำกัน”

   “มันเป็นการแสดงแบบไหนเหรอ? คล้ายลิเกของไทยไหม?”

   “อืม...คล้ายลำตัดมากกว่าครับ มีพ่อเพลงแม่เพลง รองเง็งแถบอันดามันจะเล่นกันแบบสนุกสนาน ถ้าเป็นแถบชายแดนใต้จะเล่นกันแบบสุภาพครับ ท่ารำชดช้อย แล้วก็มีรองเง็งตันหยงอีกแบบครับ แปลงจากภาษามลายูมาเป็นคำร้องแบบไทยๆ ใช้ร้องเกี้ยวกันครับ”   

   “เกี้ยวยังไง? ไหนเกี้ยวให้ฟังหน่อย”

   “เกี้ยวใครครับ”

   “เกี้ยวฉันสิ จะเกี้ยวใครล่ะ”

   รุ่งภพหัวเราะ “รุ่นนี้ไม่ต้องเกี้ยวแล้วมั้งครับ”

   คนแซวเดินหัวเราะร่าเข้าร้านขนมหวานไปแล้ว ทิ้งตรัยยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่หน้าร้านคนเดียวเพราะตีความหมายออกมาแล้วก็คงไม่พ้นคำว่าแก่อยู่ดี

   แก่แล้วเกี้ยวไม่ได้หรือไง?

   เขาก็อยากจะโดนจีบบ้างอะไรบ้าง

   นอกจากร้านอาหารแล้วยังมีคาเฟ่ขนมหวานและร้านเครื่องดื่มอีกมากมายเปิดขายกันอยู่ทุกซอกซอย คาเฟ่ที่รุ่งภพเข้ามานั่งเล่นเป็นบาร์กึ่งเกสเฮาส์ที่มีกลิ่นอายของความเก่าแฝงอยู่ในตัวบ้านและรูปถ่ายจากอดีต ตลาดชุมชนในวันนี้ค่อนข้างเงียบเหงามีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะช่วงโลว์ซีซั่นที่อากาศและฝนไม่เป็นใจ

   “สั่งน้ำอะไรมา”

   “น้ำมะม่วงปั่นครับ” หนุ่มใต้ยังยุ่งอยู่กับการถ่ายรูป เขาไม่ค่อยได้เข้าร้านแบบนี้บ่อยนัก พอเห็นอะไรน่ารักๆ ก็อยากจะถ่ายเก็บเอาไว้ดู “กินแพนเค้กไปก่อนนะครับ ผมสั่งสมูทตี้ให้คุณแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมา”

   “อยากกินน้ำมะม่วง”

   รุ่งภพเงยหน้าขึ้นจากกล้องโทรศัพท์ “จะเปลี่ยนไหมครับ เดี๋ยวผมไปบอกเขาให้”

   “อยากกินแก้วเธอ”

   รุ่งภพแสร้งถอนหายใจแล้วส่ายหัว แม้จะแสดงอาการเอือมระอาแต่ก็ยอมเก็บโทรศัพท์แล้วเลื่อนแก้วน้ำไปให้ “พอใจหรือยังครับ”

   “ชื่นใจ”

   หนุ่มใต้หลุดเสียงหัวเราะกับน้ำเสียงชื่นใจของชายหนุ่ม เรานั่งคุยนั่งเล่นกันอยู่ในร้านพักใหญ่กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายต่อไปก็บ่ายคล้อยแล้ว

   ‘หมู่บ้านสังกาอู้’

   ชุมชนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนดั้งเดิมบนเกาะลันตา คนในชุมชนเป็นชาวไทยใหม่หรือชาวเลที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลกว้าง บ้านเรือนแถบนี้แตกต่างจากเรือนไม้ในชุมชนเก่าบ้านศรีรายา แม้จะสร้างด้วยไม้เหมือนกันแต่ก็สร้างแบบเรียบง่าย ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง เกือบทุกหลังหันหน้าเข้าหาทะเลหมด แต่ละบ้านต้องมีเรืออย่างน้อย 1-2 ลำ

   “ชาวเลที่นี่เกี่ยวดองเป็นญาติพี่น้องกัน บ้านเลยสร้างติดๆ กันแบบนี้ ไม่รั้วไม่มีกำแพงอะไรหรอก พอเกิดคลื่นสึนามิเราก็ย้ายเข้ามาอยู่ฝั่งใน บางบ้านก็มีมูลนิธิมาสร้างให้ แทนบ้านเดิมที่ถูกทำลายไป” ก๊ะ  ลูกสาวคนสุดท้องของโต๊ะครูเก่าแก่เล่าให้เราฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   หมู่บ้านสังกะอู้ไม่เหมือนชุมชนเมืองเก่าที่เปิดบ้านเป็นร้านค้าต้อนรับนักท่องเที่ยว ชาวบ้านที่นี่อยู่กันแบบเรียบง่าย ยึดอาชีพจากการทำประมงเป็นหลัก

   “สังกาอู้แปลว่าอะไรเหรอครับ”

   “สังกาอู้แปลว่าปลากระเบน ตรงด้านหลังหมู่บ้านจะเป็นอ่าวเล็กอ่าวน้อย ไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกกันได้นะ”

   ตรัยพยักหน้าขณะมองข้ามแนวต้นไม้ไปยังอ่าวเล็กด้านหลัง เขานึกถึงณัฐขึ้นมาทันทีเมื่อทราบว่าชุมชนชาวเลแห่งนี้เป็นชาวเลอุรักลาโว้ย เกือบทุกคนที่เห็นจะมีผิวสีคล้ำ หน้าตาดุดันแต่ว่าเป็นมิตร

   “ถ้ามาช่วงวันเพ็ญเดือน 6 เดือน 11 ก็จะได้ดูพิธีลอยเข พวกเราจะทำเรือปาจั๊กจากไม้ระกำแล้วก็ประดับดอกไม้ให้สวยงามเพื่อลอยความทุกข์ความชั่วร้ายทิ้งลงทะเลไป ตกเย็นก็เล่นร็องเง็งกันสนุกสนานหลังจากเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว”

   ก๊ะยกหม้อข้าวลงจากกองไฟที่สุมอยู่หน้าบ้าน เธอใส่ทางมะพร้าวเข้าไปอีกเพื่อเผาหอยติบแล้วเอามากินแกล้มกับข้าวมันกะทิของชาวเล

   “งั้นวันนี้ผมก็อดดูรองเง็งน่ะสิครับ สงสัยต้องมาอีกทีตอนสิ้นปี”

   “คุณลองเดินไปดูตรงศาลาหมู่บ้านก่อน บางวันเขาก็มาซ้อมกันตรงนั้น” ก๊ะส่งข้าวมันกะทิให้เราชิมแล้วเดินหายไปทางหลังบ้าน ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับชายคนหนึ่ง คงเป็นคนในครอบครัวเธอ

   “บัง เขาบอกว่าวันนี้มีซ้อมรำกัน น่าจะซ้อมกันทั้งวันแหละ เดี๋ยวตอนเย็นๆ จะมีเด็กนักเรียนมาซ้อมด้วย”

   “บัง?” ตรัยทวนคำเรียกอย่างงุนงง “โทษนะครับ ชาวเลที่นี่นับถือศาสนาอิสลามกันเหรอครับ?”

   บังหัวเราะ ไม่ได้โกรธเคืองที่โดนเข้าใจผิด “เปล่าหรอกครับ พวกเรานับถือบรรพบุรุษของพวกเราต่างหาก ในหมู่บ้านจะมีโต๊ะหมอเป็นคนทำพิธีอยู่คนหนึ่ง อย่างลอยเรือหรือไม่ก็ไม่แก้บน ส่วนคำว่า ‘บัง’ น่ะ ใช้เรียกกันทั่วไปในแถบมลายูครับ ไม่เกี่ยวกับนับถือศานาอะไรหรอก”

   ตรัยร้องอ๋อกับความรู้ใหม่ เขาจดบันทึกมันลงในโน๊ตแพดของโทรศัพท์แล้วโบกมือลาครอบครัวชาวเลผู้เอื้อเฟื้อหลังจากกินข้าวมันกะทิและหอยติบจนอิ่มแปล้

   เราลัดเลาะชายหาดด้านหลังไปยังศาลาประจำหมู่บ้าน แสงอาทิตย์ยามเย็นอาบไล้ไปทั่วผืนฟ้า ภาพเรือเล็กแล่นเข้าหาฝั่งตอกย้ำให้นึกถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรนของคนทะเล

   ตรัยจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล หนุ่มใต้กระโดดคล่องแคล่วไปบนโขดหิน เผลอเดี๋ยวเดียวก็ปีนป่ายไปถึงหินก้อนสุดท้ายที่ถูกคลื่นซัดจนเปียกโชก...

   “อ๊ะ!”

   คนก็เปียกไม่แพ้กัน ดันไปถึงตอนที่คลื่นซัดขึ้นมาพอดี

   ตรัยหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ สงสารอยู่หรอกแต่ขำมากกว่า “อยากเล่นน้ำก็ไม่บอก”

   หนุ่มใต้เบะปากเพราะไม่ได้เปียกแค่บางส่วนแต่เปียกไปเกือบทั้งตัว “ไม่ตลกนะ”

   “จะไปหาเสื้อผ้าจากไหนมาเปลี่ยนล่ะ ตั้งแต่เดินมายังไม่เห็นร้านขายของเลย”

   “เรากลับไปยืมเสื้อผ้าบังก่อนดีไหมครับ”

   รุ่งภพได้เสื้อผ้ามาเปลี่ยนตามต้องการแต่ไม่ใช่ชุดของบังอย่างที่หวังเอาไว้ พอก๊ะเห็นสภาพของเขาก็หัวเราะลั่น เข้าไปหยิบเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนอย่างใจดี เป็นชุดใหม่เอี่ยมแต่ไม่ถูกใจผู้ใส่เท่าไหร่นัก

   “นุ่งโสร่งแก้ขัดไปก่อนแล้วกันนะ เป็นชุดของก๊ะเองแต่ยังไม่เคยใส่หรอก ส่วนชุดของบังน่ะมีแต่เก่าๆ ขาดๆ จะเอามาให้ก็เกรงใจ”

   “พวกเราต่างหากที่ต้องเกรงใจ เอาเป็นว่าผมขอซื้อต่อแล้วกันนะครับ ก๊ะจะได้เอาไปซื้อชุดใหม่แทนชุดนี้” เธอไม่ได้ปฎิเสธน้ำใจของคนให้ หากไม่รับก็คงจะโดนคะยั้นคะยอไม่เลิกรา

   “เขาใส่แล้วน่ารักดี”

   ตรัยยิ้มกว้างอย่างเห็นด้วย โสร่งที่รุ่งภพใส่เป็นผ้าบาติกสีฟ้าสดใส ลวดลายบนผืนผ้าแต่งแต้มด้วยดอกลีลาวดีสีขาวนวล ยามถูกสายลมหยอกล้อยิ่งขับเน้นให้เห็นเรือนร่างของผู้สวมใส่ เย้ายวนใจจนไม่อาจละสายตา

   “เลิกมองได้แล้วครับ...ผมเขิน”

   “ไม่อยากไปดูรองเง็งแล้ว...อยากดูเธอมากกว่า”

   “บ้า ผมไม่มีอะไรให้คุณดูหรอก” หนุ่มใต้เขินจนหน้าแดงก่ำ รีบเดินลิ่วๆ ไปจนถึงศาลา “ยังไม่เลิกกันเลยครับ”

   ตอนนี้ใกล้จะมืดเต็มทีแล้วแต่ใจกลางหมู่บ้านยังมีเสียงของดนตรีขับขานอยู่ ศาลาที่ว่านี้เหมือนเป็นลานซ้อมรำของคณะรองเง็งในหมู่บ้าน ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้จะมีงานแต่งที่ไหนสักแห่ง วันนี้จึงเป็นวันซ้อมใหญ่ทำให้เลิกช้ากว่าปกติ

   “ฟังไม่ออก” ถึงจะบ่นแต่ก็ถ่ายรูปไม่หยุดมือ

   “ฟังออกก็แปลกแล้วครับ นั่นภาษาถิ่น ขนาดผมยังฟังไม่ออกเลย”

   คณะรองเง็งในหมู่บ้านเป็นการร้องรำแบบดั้งเดิม ไม่มีบทเกี้ยวอย่างรองเง็งตันหยงที่รุ่งภพบอก ภาษาที่ใช้เป็นภาษามลายูซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและธรรมชาติรอบๆ ตัว การร่ายรำเป็นไปตามจังหวะที่ถูกขับร้องโดยแม่เพลง ใช้การเคลื่อนไหวของเท้าเป็นหลักผสมผสานกับท่ารำด้วยมือ

   นอกจากพวกเราแล้วยังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเข้ามาชมการซ้อมรำด้วย บางคนก็เข้าไปร่วมวงกับคณะนางรำอย่างสนุกสนาน รุ่งภพที่แต่งตัวกลมกลืนกับชาวบ้านที่นี่ก็โดนต้อนเข้าไปในวงไม่ต่างกัน ดูเหมือนเพลงนี้จะเป็นเพลงสุดท้ายแล้ว ทางคณะจึงปล่อยให้ผู้มาเยือนได้ร่วมสนุกด้วยกันเป็นการส่งท้าย

   ตรัยอมยิ้มขณะโฟกัสภาพในกล้องถ่ายรูป เขาจับภาพของรุ่งภพแล้วเปลี่ยนโหมดในกล้องให้ถ่ายเป็นภาพวิดีโอแทน ชายหนุ่มกำลังเตะเท้าร่ายรำอย่างสนุกสนาน ได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วสอดประสานกับท่วงทำนองของดนตรี

   เจ้าของเสียงหัวเราะคงไม่รู้ตัวหรอกว่ากำลังทำให้ใจของคนมองสั่นไหวเพียงใด



TBC




ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
สายตามันเป็นสีชมพู​ มอวไปทางไหนก็สดใส

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
 :pig4:      :pig4:      :pig4:

ออฟไลน์ night-nnc

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ชอบ ตามอ่านจนทัน สนุกมากกก
บรรยายดี น้องน่ารัก
 o18 o18 o18

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด