Hunter of the sea พรานทะเล l อัพ! ตอนพิเศษ PARTY CHRISMAS l 26/12/62 P.7
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: Hunter of the sea พรานทะเล l อัพ! ตอนพิเศษ PARTY CHRISMAS l 26/12/62 P.7  (อ่าน 28355 ครั้ง)

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
สนุกมากค่ะรีไรท์ใหม่อ่านลื่นได้ความรู้เพิม   :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
โอ้ยสงสารน้อง

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :เฮ้อ:

 :3123: :pig4: :3123:

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 12





   พอขาดเสมียนบัญชีไปคนหนึ่ง เสมียนที่เหลืออีกสองคนก็งานยุ่งจนแทบไม่ได้หยุดพัก แม้ธาวินจะเข้ามาช่วยจัดการงานบัญชีบางส่วนให้แต่ก็ยังติดขัดเพราะยังวางระบบไม่เรียบร้อยดี คุณฝนซึ่งเป็นเสมียนฝ่ายบุคคลค่อนข้างรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี คอยชี้แจงและอธิบายส่วนงานต่างๆ ให้ธาวินเข้าใจมากยิ่งขึ้น งานฝ่ายบุคคลที่เธอรับผิดชอบอยู่จะหนักไปทางเอกสารของแรงงานต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเรือประมงทุกลำในแพปลา

   ส่วนเสมียนอีกคนอายุยังน้อย ไม่ค่อยได้อยู่ในออฟฟิศมากนักเพราะต้องออกไปเปิดประมูลปลาแทบทุกวัน พวกคนงานเรียกเธอว่าเสมียนแพปลา หากมีเรือลำไหนเข้ามาขอขึ้นท่า เธอจะต้องเป็นตัวกลางออกไปเปิดประมูลสัตว์น้ำและคิดค่าธรรมเนียมผ่านท่าเป็นค่าบริการให้กับแพปลา

   “คุณจะพักงานรุ่งภพจริงๆ เหรอครับ”

   “อืม”

   ธาวินไม่กล้าถามต่อเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมจากเจ้านาย “เอ่อ เมื่อเช้ามีเด็กนักเรียนสายอาชีพเข้ามาขอฝึกงานด้วยครับ ผมว่าจะรับเอาไว้ น้องเรียนสายบัญชีมา น่าจะสอนงานได้ง่าย”

   “ตามนั้น”

   “คุณจะดูไฟล์เอกสารที่ช่างกู้มาจากถังขยะในคอมฯ ลลิตาไหมครับ เขาเพิ่งส่งมาให้เมื่อวานแต่กู้ได้ไม่ครบนะครับ บางไฟล์ก็ถูกเขียนทับไปแล้ว”

   “เอาไว้ก่อน จะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ฉันอยากคิดอะไรเงียบๆ คนเดียวหน่อย” ตรัยออกปากไล่ เขากำลังไล่ดูเอกสารส่วนตัวที่คุณฝนเอามาให้ คราวนี้ไม่ใช่แค่ประวัติในใบสมัครงานเท่านั้นแต่รวมไปถึงสำเนาเอกสารประจำตัวและหน้าสมุดบัญชีธนาคารสำหรับจ่ายเงินเดือนของแต่ละคนด้วย

   เขารอจนกระทั่งธาวินออกไปพ้นจากห้องแล้วจึงกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิท บอกเลขที่บัญชีของคนทั้งสามและขอรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีอย่างลับๆ ย้อนหลังสามเดือน

   หากไม่เจอรายการผิดปกติก็แล้วไป

   แต่ถ้าเจอล่ะก็...เขาไม่เลี้ยงเอาไว้แน่นอน





   
   ไฟดวงสุดท้ายในออฟฟิศถูกปิดลงในเวลาสามทุ่มครึ่ง หนุ่มแว่นร่างบางบิดขี้เกียจจนตัวงอขณะก้าวออกมายืนด้านนอก แพปลาในเวลานี้เงียบงันปราศจากเสียงเอ็ดตะโรและพูดคุยของคนงาน มีเพลงเสียงคลื่นลากตัวเข้าหาฝั่งและเสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือของใครสักคนในห้องเย็น

   แปะ!

   แล้วก็เสียงตบยุงด้วยอีกหนึ่งเสียง?

   ธาวินหันมองต้นตอของเสียงตบยุงหนักแน่นเมื่อครู่นี้ ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นใครคนหนึ่งนั่งทำหน้ายุ่งอยู่ตรงม้านั่ง

   “มาคอยใครอ่ะ?”

   “คอยเมียมั้ง...ก็รู้อยู่ยังจะถามอีก” มิ่งขวัญลุกขึ้น สีหน้ายังคงหงุดหงิดเพราะนั่งตบยุงจนลายพร้อยไปทั้งตัว

   “ความจริงไม่ต้องมารอก็ได้นะ ถ้ามันดึกมากฉันไปค้างกับคุณตรัยเอาก็ได้”

   “ก็มารับแล้วไง ก็ต้องกลับด้วยกันดิ”

   “รู้แล้ว พูดเผื่อไว้วันหลัง”

   “ยังจะมีวันหลังอีกเหรอ ทำงานแปดชั่วโมงไม่พอหรือไง ยิ่งกว่าแรงงานทาสซะอีก”

   “ปากเหรอนั่น เกิดคุณตรัยมาได้ยินเข้าเดี๋ยวก็โดนไล่ออกจากงานหรอก”

   “เอะอะก็พักงาน เอะอะก็ไล่ออก เจ้านายคุณไม่มีเหตุผลเอาซะเลย” หนุ่มตัวโตนึกถึงเพื่อนสนิท รุ่งภพโดนพักงานมาเกือบอาทิตย์แล้ว จนป่านนี้ตรัยก็ยังไม่เรียกตัวกลับไปทำงานเลย

   “รู้ได้ไงว่าไม่มีเหตุผล คนระดับนั้นเขาไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาหรอก แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลให้พวกเรารู้ด้วย”

   “ต้องบอกดิ! ในเมื่อคนเสียหายคือเพื่อนผม”

   “ฉันบอกแน่...แต่จะบอกแค่เขาคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว”

   มิ่งขวัญหันขวับ วางตัวไม่ถูกไปชั่วขณะเมื่อลูกชายเถ้าแก่เดินเข้ามาเงียบๆ ด้านหลังเขา “แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะครับ เพื่อนผมไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วเงินงอกออกมาเองนะครับ มันต้องออกเรือไปจับปูมาขายหาเงินใช้ แล้วหน้านี้มันหน้าปูที่ไหนล่ะ อวนปลาก็ไม่มี มรสุมก็จะเข้า กว่านายหัวจะเรียกมันกลับมาทำงาน พอดีเรือล่มตาย”

   “ไปแช่งเพื่อนทำไมล่ะ!” ธาวินหยิกกล้ามเนื้อตรงช่วงเอวของชายหนุ่ม อยากจะหยิกซ้ำแต่ก็จนใจเพราะอีกฝ่ายแทบจะไม่รู้สึกสะทกสะเทือนอะไรเลย

   “แช่งที่ไหนกันเล่า แค่เปรียบเปรยเฉยๆ”

   “เปรียบเปรยบ้าบออะไร ปากไม่เป็นมงคล”

   ตรัยยังคงนิ่งเฉย สักพักก็รู้สึกเอะใจกับสิ่งที่ได้ยิน “ไหนว่าช่วงนี้ปิดอ่าวไง ทำไมเอาเรือออกทะเลได้ล่ะ”

   หรือว่ารุ่งภพโกหกเขา?

   “เขาไม่ได้ห้ามเรือเล็กนี่ครับ พวกเบ็ด แห อวนตื้นยังทำกันได้ปกติ ที่ห้ามน่ะเรือใหญ่ต่างหาก”

   “งั้นเหรอ...”

   มิ่งขวัญยังรอความเห็นเพิ่มเติมจากเจ้านายหนุ่ม คิดว่าอีกฝ่ายจะยกเลิกการพักงานของเพื่อนสนิท แต่ไม่ใช่…

   “งั้นฉันกลับก่อนนะวิน นายมีคนมารับแล้วนี่”

   “ห๊ะ? เอ่อ…ครับ” ธาวินตอบรับอย่างอ้ำอึ้ง ไม่คิดว่าตรัยจะทิ้งกันไปดื้อๆ แบบนี้ทั้งที่ยังคุยกันไม่จบดี

   “เจ้านายคุณนี่มัน...”

   ธาวินตบไหล่ปลอบใจชายหนุ่ม เขาทำงานกับตรัยมานาน ทั้งเขี้ยวทั้งเล็บเห็นมาหมดแล้ว ยิ่งเงียบเท่าไหร่ยิ่งน่าขนลุก เมื่อกี้นี้ไม่เอาเรื่องกับมิ่งขวัญก็ดีเท่าไหร่แล้ว พูดจามะนาวไม่มีน้ำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน

   เขาคงต้องอบรมมารยาทมิ่งขวัญขนานใหญ่ จะได้ช่วยลดอัตราความเสี่ยงถูกไล่ออกในภายหลัง







   ต้นยางเกือบร้อยต้นปลูกเรียงกันเป็นแถวบนผืนดินรกร้าง มันคือแผลใหญ่ในใจของลลิตาเพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอตกต่ำจนเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว

   ต้นยางเหล่านี้เคยทำให้ครอบครัวของเธอเฟื่องฟูถึงขีดสุดและตกต่ำถึงขีดสุดเช่นกัน เนื่องจากน้ำยางล้นตลาดขายไม่ได้ราคาเหมือนเก่าก่อน แม่ของเธอเลยเครียดหนักจนล้มป่วย สุดท้ายก็ตรอมใจตายด้วยภาระหนี้สินที่รุมเร้า ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ให้เธอแบกรับแต่เพียงลำพัง

   เธอต้องลาออกจากงานเพื่อหลบหนีเจ้าหนี้ไปอาศัยห้องเช่ารูหนูอยู่ชั่วคราว มันทั้งเก่าโทรมและเหม็นอับ เป็นห้องโล่งๆ และมีแต่ขยะทิ้งเอาไว้เกลื่อนกลาด ไม่ได้รับการทำความสะอาดแม้จะมีคนเช่าใหม่ย้ายเข้ามา

   หากไม่ได้ยติคอยช่วยเหลือในวันนั้น เธอก็ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ผู้หญิงตัวคนเดียวและไม่เหลือใครให้พึ่งพิงอย่างเธอมันรู้สึกเคว้งคว้างไปหมด พอมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยจัดการทุกอย่างในชีวิตให้ เธอก็ตกหลุมรักอย่างง่ายดาย ยอมตัดใจขายผืนดินในครอบครองทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ ยกเว้นบ้านของแม่ซึ่งมีโฉนดแยกกัน

   เธอเหลือเงินอยู่นิดหน่อยหลังจากใช้หนี้ไปจนหมดแล้ว ยติยอมย้ายมาอยู่กับเธอที่บ้านแต่ยังคงเช่าห้องทิ้งเอาไว้และกลับไปนอนบ้างเป็นบางครั้งโดยให้เหตุผลว่าอยู่ใกล้กับแพปลา หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ชวนเธอไปทำงานด้วยกันเมื่อคบหากันมาได้สักระยะ ตอนนั้นเถ้าแก่ชัยกำลังหาเสมียนบัญชีมาช่วยงาน แล้วเธอก็จบมาทางด้านนี้โดยตรงเลยผ่านการสัมภาษณ์อย่างง่ายดาย

   “พี่จะหมกตัวอยู่แต่ในบ้านไปถึงเมื่อไหร่ จะทำอะไรก็รีบเข้าสิ เดี๋ยวพวกตำรวจสาวตัวมาถึงก็ได้ซวยกันหมดหรอก”

   คนอาศัยนอนไขว่ห้างดูบอลในช่องเคเบิลด้วยสีหน้าหงุดหงิด ไม่สนใจเสียงตวาดแว้ดจากเจ้าของบ้าน “มึงห่วงกูหรือห่วงตัวเองกันแน่วะ อย่านึกว่าโยนความผิดให้ไอ้รุ่งแล้วตำรวจจะเลิกสงสัยมึงนะอีหมิว มึงน่ะขึ้นบัญชีดำเป็นคนแรกเลย สำเหนียกเอาไว้ด้วย”

   “แล้วไง คิดว่าฉันโง่ทิ้งหลักฐานเอาไว้เหรอ ไฟล์ในคอมฯ ก็ลบทิ้งไปหมดแล้ว มันจะเอาหลักฐานจากไหนมาจับฉัน เหลือแต่พี่นั่นแหละ บอกให้หนีก็ไม่หนี ถ้าโดนจับได้อย่าซัดทอดมาถึงฉันก็แล้วกัน”

   “กูคงอยู่รอให้มันจับเข้าซังเตหรอก”

   “แล้วตอนนี้รออะไรอยู่ล่ะ รีบแบ่งเงินแล้วทางใครทางมันสิ” อดีตคนเคยรักส่งสายตาเชือดเฉือนใส่กัน พอมีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรักก็เริ่มแปรเปลี่ยนและจางหายไปในที่สุด

   “กูก็รอเงินอยู่นี่แหละโว้ย ปลารอบสุดท้ายยังตกเบิกอยู่เลย”

   “อะไรนะ! เป็นเดือนแล้วนะพี่ยะ เขายังไม่จ่ายอีกเหรอ”

   ยติเขวี้ยงรีโมททิ้งลงพื้นอย่างหงุดหงิดเมื่อทีมเจ้าบ้านแพ้ทีมเยือนอย่างยับเยิน หมดกันสองหมื่นกู “โกหลาวกำลังวิ่งเต้นเรื่องอาชญาบัตรอยู่ มึงจะให้กูทำไงห๊ะ! ระหว่างเรือลำเป็นสิบล้านกับเงินค่าปลาไม่กี่แสน เขาก็ต้องเลือกเรือก่อนสิอีโง่”

   “แล้วจะรออย่างไร้จุดหมายแบบนี้เหรอ ฉันโดนพักงานนะพี่ ฉันต้องใช้เงิน”

   “กูก็ต้องใช้เหมือนกันล่ะวะ” ยติตะคอกอย่างหงุดหงิด แค่ทำเอกสารปลอมนิดหน่อยเสือกขอส่วนแบ่งตั้งครึ่งต่อครึ่ง “เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะลองเข้าไปคุยกับโกหลาวดูก่อน มึงก็อยู่เงียบๆ อย่าทำตัวมีพิรุธ อยู่แต่ในบ้านนี่แหละ ไม่ต้องออกไปไหน”

    “จะออกไปไหนได้ล่ะ เงินก็ไม่มี ทำไมพี่ไม่แบ่งเงินรอบที่แล้วมาให้ฉันใช้ก่อนล่ะ จะเก็บไปถึงเมื่อไหร่”

   “แล้วเงินที่แบ่งให้รอบแรกล่ะ มึงใช้หมดไปแล้วเหรอ?”

   “ไม่หมดได้ไงล่ะ ก็เอามาจ่ายหนี้ให้พี่ไง”

   “งั้นก็รอแบ่งทีเดียวจะได้ไม่งง”

   “ฉันทำบัญชีนะ พี่จะงงอะไร เดี๋ยวฉันจัดการให้ก็ได้”

   “พูดไม่รู้ความ กูบอกว่าเดี๋ยวค่อยแบ่ง”

   เธอย่นคอหนีเมื่อยติเงื้อมือขึ้นเหมือนจะตบ ความรักที่เคยมีมันหมดไปนานแล้ว ยิ่งช่วงหลังเล่นเสียบ่อยมันก็เอาความโมโหนั้นมาลงกับเธอ

   หลังจากคบกันมาหลายปี สันดานมันก็เริ่มออก ทั้งติดเหล้าทั้งติดพนัน สารพัดสารเพจะหาเรื่องเสียเงินมาให้ ดีอยู่อย่างคือไม่เจ้าชู้มั่วไปเรื่อย เธอต้องรับภาระหนี้สินอีกครั้งจากการกระทำของมัน อยากเลิกก็เลิกไม่ได้เพราะมันตามรังควานไม่หยุดหย่อน หลังจากหาลู่ทางยักยอกเถ้าแก่ได้เธอก็ยื่นข้อตกลงให้ทางใครทางมัน เธอไม่คิดจะกลับไปทำงานในแพปลาหรอกแต่จะให้หนีก็ไม่เอาเหมือนกัน อายุความตั้งสิบปี เงินไม่กี่แสนจะใช้ได้นานสักแค่ไหนกัน

   สู้ป้ายความผิดไปให้แพะรับบาปยังดีกว่า

   เธอสู้อุตส่าห์ทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ลบและทำลายทุกอย่างที่จะใช้เป็นหลักฐานมัดตัว เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแล้วให้ยติขนถ่ายปลาไปขายระหว่างทาง มันจะเป็นคนแรกที่ตำรวจออกหมายจับหลังจากสืบทราบว่าใครเป็นผู้ขับรถขนส่งปลาในรอบนั้น ระหว่างหนีกับติดคุกคงไม่ต้องเดาว่ามันจะเลือกอะไร

   ขอเพียงยื้อเวลาให้มันหนีไปได้ก่อนตำรวจจะตามตัวเจอ ทุกอย่างก็จะลอยนวลไม่มีใครสาวมาถึงตัวเธอ


TBC


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ Kungkakung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
 :3125:


 :3123: :pig4: :3123:

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 13





   (กูส่งเมลล์ให้มึงแล้วนะ ไปเปิดดูเอาเองแล้วก็ห้ามเอาไปเผยแพร่ที่ไหนด้วย ถ้ามึงจะส่งข้อมูลในนั้นให้ตำรวจ มึงก็ต้องไปขอหมายศาลมาให้มันถูกต้อง…แต่ถ้ามึงจะเล่นนอกกฎหมาย...อันนี้ก็แล้วแต่มึง)

   “ขอบใจอั้ม” ตรัยตอบกลับปลายสายด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ เขาคลิกกล่องข้อความในอีเมลล์แล้วเรียกดูรายการสเตทเมนท์ที่เพื่อนส่งมาให้ “นี่รายการย้อนหลังสามเดือนเหรอ?”

   (ก็ใช่น่ะสิ มึงขอแค่ไหนก็แค่นั้นแหละ)

   ตรัยแทบไม่ต้องเสียเวลาไล่ดูข้อมูลในบัญชีของรุ่งภพเลย นอกจากเงินเดือนและรายการถอนแล้วก็แทบจะขาวสะอาดไม่มีสิ่งใดเจือปน “รายการเดินบัญชีน้อยจริง”

   (มันแล้วแต่คนเว้ย บางคนก็ฝากถอนแค่เงินเดือน บางคนก็ยาวเป็นหางว่าว)

   “อืม...เดี๋ยวกูเลี้ยงข้าวมึงหนึ่งมื้อ อยากกินอะไรก็ว่ามา”

   (อะไรว้า? ข้าวมื้อเดียวกับงานเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเนี่ยนะ)

   ปลายสายโอดครวญ ถึงจะมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าแต่ก็ใช่ว่าจะเรียกดูได้ตามใจ “เลานจ์ VIP หนึ่งห้อง พอใจไหม?”

   (มันต้องงี้สิวะ ถึงจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงของกูหน่อย)

   “งั้นแค่นี้นะ เดี๋ยวค่อยโทรไปอีกที”

   (ยังจะโทรมาอีกเรอะ!...)

   ตรัยกดวางสายไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อนสนิท มุมปากยังคงยกยิ้มพอใจกับยอดเงินอันน้อยนิดในบัญชีของหนุ่มใต้ตาแป๋ว รุ่งภพค่อนข้างมีวินัยทางการเงินพอใช้ รู้จักออมเงินจนเหลือเก็บจำนวนหนึ่ง ถึงไม่มากแต่ก็เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ ต่างจากรายการเดินบัญชีอีกสองเล่มที่ยอดเงินเข้าออกเละเทะ จากยอดหลักแสนไปยอดหลักศูนย์ ขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งกว่ากราฟหุ้นเสียอีก

   ยอดเงินพวกนี้มันมาจากไหน?

   ไม่ใช่รายได้ปกติแน่นอน

   เขากดโทรออกอีกครั้งแต่ไม่ใช่เบอร์เดิมของเพื่อนสนิท ปลายสายกดรับแทบจะทันทีพร้อมรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย

   อีเมลล์ถูกส่งต่อไปยังผู้ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่านรกของจริง

   ไม่ใช่แค่ประวัติที่จะถูกขุดคุ้ย หากเขาสืบทราบความจริงเมื่อไหร่ เงินสักบาทก็จะไม่เหลือให้เห็นเลย

   เขาก็มีวิธีของเขา แน่นอนว่ารวดเร็วกว่าตำรวจเยอะ





   คลื่นทะเลปั่นป่วนตามกระแสลมแรง พาลให้เรือลำน้อยถูกโยนขึ้นลงจนเกือบพลิกคว่ำ รุ่งภพต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในการบังคับเรือเข้าหาฝั่ง หนีพายุฝนที่กำลังจะตามมา

   วันนี้ได้ปูมาแค่กระป๋องเดียวแถมตัวยังเล็กอยู่มากเขาเลยต้องปล่อยไปเกือบครึ่ง โชคดีที่เมื่อวานขายได้เยอะจึงเหลือเงินอยู่เต็มกระเป๋า หากไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรก็คงจะอยู่ได้อีกหลายวัน พอซื้ออาหารเม็ดให้ตังเกหนึ่งถุงและจ่ายค่าน้ำค่าไฟตอนสิ้นเดือน

   ตอนนี้ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เขายังไม่อยากควักเงินในบัญชีออกมาใช้ มันเป็นเงินฉุกเฉิน หากไม่คอขาดบาดตายจริงๆ เขาจะไม่ไปถอนออกมาเด็ดขาด

   หนุ่มใต้สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งแล้วออกแรงดันท้ายเรือขึ้นชายหาด เขาเซล้มหลายครั้งจากแรงพัดของคลื่นน้ำ ชายหนุ่มได้ยินเสียงเห่าของตังเกแว่วๆ แต่ยังไม่มีเวลาไปสนใจมากนักเพราะต้องประคองเรือและตัวเองเข้าหาฝั่ง จังหวะหนึ่งที่กำลังจะเซล้มลงไปอีกครั้งก็ได้มือหนึ่งเข้ามาช่วยฉุดรั้งให้ยืนขึ้นอย่างมั่นคง

   “ให้ช่วยไหม?”

   รุ่งภพกระพริบตาถี่ไล่หยดน้ำเค็มปร่าที่ซัดจนเปียกโชก เขายังคงสับสนงุนงง นึกว่าคนตรงหน้าคือภาพลวง “คุณตรัย...”

   “ก็ฉันน่ะสิ คิดว่าใครล่ะ” เจ้าของร่างสูงตอบกลับสีหน้าเรียบเฉย

   “คุณ...มาทำไมครับ?” น้ำเสียงไม่สู้ดีนัก แถมยังหลบตาเวลาพูดคุย “จะมาจับผมเหรอ?”

   “ทำผิดอะไรไว้ล่ะ?”

   “ผม...เปล่า ผมไม่ได้ทำ” ไม่ได้ทำ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ

   “ถ้าไม่ได้ทำแล้วจะกลัวทำไม?”

   “ก็...คุณ...คุณสั่งพักงานเพราะสงสัยผมไม่ใช่เหรอ?” รุ่งภพไม่เข้าใจ ตรัยต้องการอะไรจากเขากันแน่

   “ตอนแรกก็ลังเลอยู่นิดหน่อย…แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” เขายอมรับว่าไขว้เขว ไม่ได้ปักใจเชื่อเต็มร้อยแต่ก็ไม่ไว้ใจเช่นเดียวกัน “ฉันจำเป็นต้องพักงานเธอด้วยเพราะเธอก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารเหมือนกัน ถึงจะเป็นแค่การกรอกตัวเลขลงไปในแบบฟอร์มก็เถอะ อย่างน้อยก็ป้องกันคนนินทา...จะได้ไม่มีใครหาว่าฉันลำเอียงเข้าข้างเธอ”

   หนุ่มใต้หน้าร้อนซู่ ทำไมบรรยากาศอึมครึมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นแจ่มใสขึ้นมาได้นะ “งั้น...ผมก็กลับไปทำงานได้แล้วใช่ไหมครับ?”

   “ยังก่อน...ฉันอยากให้ลลิตาตายใจก่อน รอจนกว่าตำรวจจะจับนายยติได้แล้วค่อยเค้นให้สองคนนั้นยอมรับสารภาพ”

   “ยติ? พี่ยะเหรอครับ”

   “ใช่ เขาเป็นคนขับรถส่งปลา จะไม่รู้ว่าปลาหายได้ยังไงจริงไหม?”

   รุ่งภพคิดตาม ขับรถส่งปลาแต่ละครั้งต้องรอใบอินวอยจากเสมียนบัญชีก่อน หลังจากนั้นก็บรรทุกปลาที่จัดขึ้นรถไปส่งให้กับซับพลายที่จังหวัดสงขลา

   แทบจะอยู่กับปลาตามลำพังสองต่อสองเลยด้วยซ้ำ

   “ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะร่วมมือกัน”

   “สองคนนั้นยังมีความลับอีกเยอะ” ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นไม่รู้จักกันแต่ลับหลังรวมหัวกันสูบเงินของพ่อเขาไปเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างหน้าด้าน

   “ความลับอะไรเหรอครับ?”

   ตรัยยิ้มให้กับท่าทางงุนงงของชายหนุ่ม ตอนนี้กางเกงของเขาถูกคลื่นซัดจนเปียกชุ่มไปถึงต้นขาแล้วหลังจากวิ่งลงมาช่วยประคองอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ “เดี๋ยวค่อยคุยกันทีหลังดีกว่าไหม? เอาเรือขึ้นไปผูกก่อนเถอะ ก่อนที่จะเปียกไปมากกว่านี้”

   “คุณไม่สงสัยผมแล้วจริงๆ นะ?”

   “เอาเรือขึ้นก่อน เร็วๆ”

   รุ่งภพเริ่มพยุงตัวเองไม่ไหวแล้ว คลื่นเริ่มแรงขึ้นทุกทีจนเรือหวิดจม หากไม่ได้แรงจากตรัยช่วยฉุดลากก็คงไม่ถึงไหน จะหวังให้ตังเกมาช่วย มันก็ทำได้แค่เห่าเรียกแล้วเชิดหน้านั่งรออย่างคุณชาย

   “โกรธฉันหรือเปล่า?”

   หนุ่มใต้อ้าปากหายใจหอบ ทรุดตัวลงนั่งริมหาดอย่างหมดแรง “โกรธเรื่องอะไรครับ”

   “ยังจะมาย้อนถามอีก” ตรัยนั่งยองข้างๆ ไม่ได้แปะก้นลงไปนาบกับทรายเหมือนชายหนุ่ม “หลายวันมานี้เธอคงลำบากมาก เอาไว้ฉันจะชดเชยให้ทีหลังนะ”

   รุ่งภพส่ายหน้า ลากอวนลงจากเรือแล้วเริ่มแกะปูออกทีละตัว “ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่ได้โกรธอะไร แค่...ตกใจนิดหน่อย” ชายหนุ่มก้มหน้า ในความตกใจนั้นยังมีความผิดหวังน้อยใจปนอยู่ด้วย เพียงแต่เขาไม่ได้พูดมันออกไปเท่านั้นเอง

   เขาเป็นใครและอีกฝ่ายเป็นใคร

   เขามันก็แค่คนงานคนหนึ่ง จะไปมีปากมีเสียงอะไรได้ พูดไปก็เท่านั้น...อย่าไปหวังให้อีกฝ่ายใส่ใจเลย

   “อยากให้ปลอบขวัญไหม”

   “ปลอบขวัญ? มะ...ไม่ต้องหรอกครับ” คงไม่ได้จะเอาเงินฟาดหัวกันหรอกใช่ไหม ถึงเขาจะชอบเงินแต่ก็อยากได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองมากกว่า...ไม่ใช่แบบนี้ “แค่ให้ผมกลับไปทำงานก็พอแล้ว”

   “ตอนนี้คงยังไม่ได้” ตรัยลอบยิ้มเมื่อเห็นหนุ่มใต้ทำหน้าสลด แขนและขาเปื้อนเม็ดทรายเต็มไปหมด สภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำเข้าไปทุกที “นายยะหนีไปแล้ว ฉันไม่อยากให้ลลิตาหนีไปอีกคน ระหว่างนี้...เธอก็ทำทิชชู่อาร์ตให้ฉันไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันจ้างพิเศษ ไม่ต้องออกเรือไปจับปูแล้ว หน้าฝนแบบนี้อันตราย”

   รุ่งภพเงยหน้าขึ้น ลืมทิชชู่อาร์ตไปเสียสนิท

   “อย่าบอกนะว่าลืม” ชายหนุ่มยิ้มแหย มือไม้พันกับอวนจนยุ่งเหยิงไปหมด ลำบากตรัยต้องมาช่วยแกะให้ “แกะปูไม่พอยังต้องมาแกะมือคนอีก”

   “ผมแก้เองก็ได้”

   “อยู่นิ่งๆ” ยื้อมือของชายหนุ่มไว้ เขาแทบจะกำได้รอบ ทำไมถึงผอมแบบนี้นะ “ฝนมาแล้วนะ ขนเข้าไปแกะในบ้านเถอะ”

   รุ่งภพดึงมือออกจากการเกาะกุมหลังจากแก้ตาข่ายอวนออกมาได้ “ยังไม่ตกหรอกครับ ลมมันพัดเมฆไปทางอื่นแล้ว”

   “เมฆตั้งเค้ามืดมากเลยนะ เธอแน่ใจเหรอ?”

   “คุณไม่เชื่อใจลูกทะเลเหรอครับ ทะเลเป็นบ้านของผม...ผมจะไม่รู้จักบ้านของตัวเองได้ยังไง”

   ตรัยมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่งยามได้เห็นรอยยิ้มพิมพ์ใจ “ฉันเชื่อเธอ”

   หนุ่มใต้ชะงักงัน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบรับง่ายดายถึงเพียงนี้

   “ฉันช่วยแกะดีกว่า จะได้เสร็จเร็วๆ” ดึงอวนขึ้นมาไว้ในมือแล้วแหวกตาข่ายไล่หาปูเหมือนที่ชายหนุ่มทำ “แกะยังไง?”

   “ต้องใช้ตะขอถ่างตาข่ายออกครับ แกะมือเดี๋ยวก้ามหลุด” สาธิตให้ดูก่อนจะส่งตะขอให้ลองทำ

   “เธอจับปูอะไรมา ใช่ปูม้าหรือเปล่า?”

   “ใจจริงอยากได้ปูม้าครับ แต่บางทีก็เลือกไม่ได้ ตอนนี้ได้อะไรก็ต้องเอามาก่อน”

   นอกจากปูม้าก็มีปูหินติดมาค่อนข้างเยอะ ก้ามใหญ่โตแข็งแรงแต่ไม่ค่อยมีใครนิยมกินกันนักเพราะเนื้อน้อย ส่วนใหญ่จะแกะก้ามเอาเนื้อมาทำข้าวผัดเสียมากกว่าเพราะราคาไม่แพงเท่าปูชนิดอื่น

   “เธอจับยังไงไม่ให้มันหนีบ”

   “จับใต้ท้องครับ ถ้าตัวไหนมีไข่นอกจับปิ้งต้องแยกเอาไว้นะครับ ไข่มันผสมกับเชื้อแล้ว ต้องเอาไปเข้าธนาคารปูให้เขาเพาะพันธุ์ต่อ”

   “ปล่อยมันไปเลยไม่ได้เหรอ”

   “ก็ได้ครับ...แต่ถ้าเอาไปเข้าธนาคาร โอกาสที่ไข่พวกนี้จะรอดออกมาแล้วเติบโตกลับคืนสู่ทะเลจะสูงกว่า เขามีศูนย์อนุบาลสำหรับฟักตัวโดยเฉพาะ เสียเวลานิดหน่อยแต่ช่วยเพิ่มปริมาณให้กับพวกมัน ไม่ใช่แค่ปูที่ได้ประโยชน์ พวกเราชาวประมงก็ได้ประโยชน์จากมันด้วย”

   ตรัยลอบมองเจ้าของเสียงเจื้อยแจ้ว เขานั่งเปียกอยู่ตรงนี้ร่วมชั่วโมงจนกระทั่งแกะปูออกมาจนหมด นึกแปลกใจในความอดทนของตัวเองอยู่เหมือนกัน คนไม่เคยง้อใครอย่างเขากลับพ่ายแพ้ให้กับชายหนุ่มที่ไม่มีอิทธิพลอะไรเลย

   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรุ่งภพใจดีเกินไปหรือเป็นพวกไม่คิดอะไรเลยกันแน่



TBC


ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 14



   
   จำนวนเงินในบัญชีมีไม่เพียงพอ โปรดทำรายการใหม่อีกครั้ง

   เจ้าของร่างล่ำสันกระแทกบัตร ATM เข้าไปในตู้อีกครั้งอย่างหงุดหงิด กดรหัสแล้วถอนเงินจำนวนเดิมอีกครั้งด้วยท่าทางหัวเสีย

   จำนวนเงินในบัญชีมีไม่เพียงพอ โปรดทำรายการใหม่อีกครั้ง

   “เป็นห่าอะไรวะ!”

   “เสร็จหรือยังล่ะพี่ เดี๋ยวก็มีใครมาเห็นเข้าหรอก” หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมมิดชิดกระซิบถาม เธอถือกระเป๋าใบใหญ่ติดมาด้วย ท่าทางหลุกหลิกดูลุกลน

   “ก็มันกดไม่ได้ มึงจะให้กูทำยังไงล่ะวะ! เป็นห่าอะไรก็ไม่รู้แม่ง! บอกเงินไม่พอ เงินไม่พออยู่นั่นแหละ เงินเข้าตั้งหลายแสนแต่เสือกกดไม่ออก เป็นเหี้ยอะไรวะ!” ทุบตู้ด้วยความโมโห ด่ากราดไปถึงธนาคาร

   “ติดที่วงเงินหรือเปล่าพี่ บัตรมันให้ถอนวงเงินกี่บาท”

   “กูจะไปรู้เหรอวะ มึงทำเป็นก็มาทำสิ! ยืนรอเป็นคุณนายอยู่ได้” กระชากหญิงสาวมาหน้าตู้ เธอรีบเปลี่ยนวงเงินให้ถอนได้สูงสุดทันทีผ่านระบบอัตโนมัติของตู้ ATM

   จำนวนเงินในบัญชีมีไม่เพียงพอ โปรดทำรายการใหม่อีกครั้ง

   “เอ๊ะ? ทำไมล่ะ”

   “เป็นไงล่ะ อีโง่! ก็เหมือนเดิมนั่นแหละวะ” เธอเม้มปากไม่ตอบโต้ อดทนเพื่อเงินส่วนแบ่งที่กำลังจะได้รับ “มึงกดดูอะไร?”

   “จะเช็คยอดเงิน”

   “ไม่ต้องเสร่อ ออกไป! เดี๋ยวกูเช็คเอง” ผลักหญิงสาวออกอย่างไม่ไยดีแล้วเบี่ยงตัวบังหน้าจอไม่ให้คนข้างหลังมองเห็น

   ถ้าบวกกับเงินขายปลารอบก่อนก็ได้ตัวเลขกลมๆ มาพอดี มันจำได้แม่นโดยไม่ต้องกดเช็คยอดเลยด้วยซ้ำ

   ยอดเงินคงเหลือ 0.00 บาท

   ยอดเงินถอนได้ 0.00 บาท

   “...!!!”

   “เป็นไปไม่ได้”

   “เงินกู! เงินกูหายไปได้ยังวะ!”








   ตรัยจิบกาแฟซองที่บังคับให้เจ้าของบ้านชงให้อย่างอารมณ์ดี เขาโอนยอดเงินที่ควรจะเป็นของพ่อกลับเข้าบัญชีอย่างใจเย็น แม้วิธีการที่ได้มาจะไม่โปร่งใสเท่าใดนัก แต่เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรมาก แค่ได้คืนก็พอแล้ว

   ถ้าพวกมันรู้ว่าเงินถูกดูดออกไปหมดแล้วคงดิ้นพล่านกันน่าดู

   “วันนี้คุณดูอารมณ์ดีจังเลยครับ”

   “เหรอ? เดี๋ยวเย็นนี้พาไปเลี้ยงข้าว”

   รุ่งภพขมวดคิ้วยุ่ง หยุดมือจากการจิ้มก้อนทิชชู่ให้เป็นรูปของกลีบบัว “เลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไรครับ?”

   “เพราะฉันอารมณ์ดีไง”

   คราวนี้ทำสีหน้าประหลาด ตรัยถึงกับหลุดขำกับใบหน้าก่งก๊งที่เจ้าตัวแสดงออกมา “ไปวันอื่นได้ไหมครับ ตอนเย็นผมต้องเอาปูไปขายที่หน้าหาด”

   “ปูอะไร? ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ให้ออกเรืออีก”

   “ผมต้องออกไปเก็บอวนครับ ถ้าปล่อยทิ้งไว้มันจะกลายเป็นขยะ”

   “อ้อ ปูคือของแถมว่างั้น”

   “ก็...ประมาณนั้นครับ เก็บไว้เองก็กินไม่หมด” ก้มหน้าก้มตาจิ้มก้อนทิชชู่ต่อ คราวนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อได้ส่วนของกลีบบัวจนครบตัดกับละอองเกสรสีเหลืองนวล

   “ฉันอยากได้ดอกลีลาวดี ไม่ได้อยากได้ดอกบัว” ตรัยเริ่มพาล นึกหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ

   “คุณเคยบอกว่าภาพอะไรก็ได้นี่ครับ ผมจำได้”

   “เหรอ...ฉันเคยพูดแบบนั้นเหรอ?”

   เจ้าของบ้านทำหน้ามุ่ย นึกเข่นเขี้ยวในใจกับท่าทางยียวนของชายหนุ่ม “ถ้าจะเปลี่ยนไม่ทันแล้วนะครับ เหลือแต้มใบบัวอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว”

   “งั้นแผ่นนี้ไม่จ่ายเงิน”

   “งั้นผมเก็บไว้ตั้งโชว์ที่บ้านก็ได้”

   “งั้นคืนเงินค่าของมาเพราะฉันเป็นคนออก”

   “เขี้ยว”

   “เดี๋ยวเถอะ เอาใหญ่แล้วนะ กล้าว่าฉันงกเหรอ?” แกล้งทำตาดุใส่ชายหนุ่ม ใบหน้าบึ้งตึงพอๆ กัน

   “คุณอย่าเก๊ผมสิครับ”

   “เด็กบ้า...ทำไมฉันเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กเลยล่ะ”

   “ก็มันจริงนี่นา” คราวนี้ทำเสียงอ่อย เขาเป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ แต่ต้องลงมานั่งบนพื้นแล้วทำงานจนหลังขดหลังแข็ง ส่วนแขกนั่งเก้าอี้จิบกาแฟสบายใจเฉิบ ตกลงใครเป็นเจ้าของบ้านกันแน่นะ?

   “ทำไมถึงเลือกดอกบัวล่ะ ชอบดอกบัวเหรอ?”

   ชายหนุ่มส่ายหน้า “คุณจะเอาภาพพวกนี้ไปตกแต่งรีสอร์ทไม่ใช่เหรอครับ ผมก็เลยเลือกภาพที่มีความหมายดีๆ ไง”

   “งั้นบอกความหมายดีๆ ของดอกบัวให้รู้หน่อยสิ”

   “บัวเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดีครับ คนเราก็เปรียบเสมือนกับบัวสี่เหล่า เมื่อชูดอกโผล่พ้นผิวน้ำก็จะกลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน”

   ตรัยเท้าค้างนิ่งฟังอย่างตั้งใจ เขาจ้องมองแพขนตางอนยาวของชายหนุ่ม ไล่สายตาผ่านแก้มตอบไปยังริมฝีปากอิ่มตึงสีแดงซีด “ขอบใจนะ เกือบสาธุแล้วเมื่อกี้”

   “คุณอ่ะ!”

   “จะไปขายปูก็ตามใจ…แต่ต้องให้ฉันไปด้วย”

   “ไปทำไมอ่ะครับ มันไม่สนุกหรอก”

   “จะไป”

   เสียงแข็งขนาดนี้จะไปคัดค้านยังไงไหว ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เป็นนายทาสขับเรือให้ชายหนุ่มนั่ง ตามด้วยหมาอีกหนึ่งตัว

   ทั้งคนทั้งหมา เอาแต่ใจพอกัน

   เสียงเครื่องยนต์เล็กดังสะท้านก้องในหูผสมกับเสียงลมอื้ออึงตีกระทบกันไปมา ส่งผลให้ผู้โดยสารเริ่มผะอืดผะอมในลำคอ อยากจะคายของเก่าคืนสู่ทะเล

   เป็นครั้งแรกที่ตรัยรู้สึกเมาเรือ อาจจะเป็นเพราะเรือของรุ่งภพลำเล็กเกินไป ไม่สามารถต้านคลื่นได้ดีเท่าเรือใหญ่ ทำให้ถูกโยนไปมาจนเวียนหัว

   ตรัยนวดขมับแล้วสูดหายใจเข้าลึก ทันเห็นเจ้าของเรือก้มหน้าแอบยิ้มกับอาการย่ำแย่ของเขา

   เขาจะทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน เห็นแก่ความลำบากที่เคยสร้างไว้กับชายหนุ่ม

   “ทำไมหมาเธออ้วนจัง”

   รุ่งภพเงยหน้าขึ้นจากคันบังคับ มองพุงห้อยย้อยของหมาตัวเองแล้วยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดู “ก็มันกินเยอะไงครับ”

   “เธอก็กินเยอะไม่เห็นอ้วน”

   “ผมไม่ได้กินแล้วนอนแบบไอ้ตังเกนี่ครับ กินเสร็จแล้วก็ทำงาน จะเอาไขมันมาจากไหน”

   เหมือนมันรู้ว่าถูกนินทา เลยหันมาทำหน้าก่งก๊งพิมพ์เดียวกับเจ้าของ “เธอก็กินแล้วนอนบ้างสิ”

   “อดตายกันพอดี”

   “เดี๋ยวฉันเลี้ยงเธอเอง เอาไหม?” พอหลุดปากพูดออกไปก็นึกสงสัยตัวเอง นี่เขาเป็นอะไรไปแล้ว? ทำไมต้องไปพูดหยอกล้อชายหนุ่มแบบนั้น

   “คุณหายเมาเรือแล้วเหรอครับ” ดูเหมือนรุ่งภพจะไม่เล่นด้วย หนุ่มใต้เปลี่ยนเรื่องคุยทันที ทำให้นึกหงุดหงิดภายในใจอยู่ลึกๆ

   “ยัง เมาหนักกว่าเดิมด้วย ฉันหลบน้ำลายจากหมาเธอจนหน้ามืดไปหมดแล้ว บอกให้มันหุบปากทีได้ไหม?”
   รุ่งภพถึงกับหลุดขำกับสีหน้ากึ่งโมโหกึ่งยิ้มของชายหนุ่ม เขาโอบหมาตัวเองเข้ามากอด มันเลียปากแผล่บๆ แล้วโบกสะบัดลิ้นท้าลมต่อไป

   เขาจะไปห้ามมันหุบปากได้ยังไง ขนาดมันยังสั่งตัวเองไม่ได้เลย







   หน้าหาดที่รุ่งภพนำเรือมาเทียบท่าเป็นสันทรายลดหลั่นกินอาณาเขตกว้างขวาง ยามน้ำลดจะเห็นเป็นลอนทรายผุบโผล่เหมือนทิวเขาลูกเตี้ย ชายหนุ่มสามารถขับเรือขึ้นไปเกยบนชายหาดได้อย่างสบายเพราะวันนี้คลื่นลมสงบ ไม่ครวญคลั่งเหมือนคราวที่แล้ว

   ตรัยกระโดดลงจากเรือต่อจากตังเก เขาให้มันนำหน้าไปก่อนตามด้วยรุ่งภพที่เดินรั้งท้าย เจ้าหมาอ้วนวิ่งปุเลงจนพุงกระเพื่อมไปนั่งแปะจองที่ให้กับเจ้านายอย่างรู้งาน มันนั่งหน้าเชิดแต่ขาแบะเพราะติดพุง ให้ความรู้สึกน่าหมั่นไส้มากกว่าน่ารักน่าเอ็นดูไปไกลโข

   “มันจะเรียกลูกค้าหรือไล่ลูกค้ากันแน่”

   “มันน่ารักจะตาย คุณมองไม่เห็นความน่ารักของมันเหรอครับ” เพราะไม่เห็นน่ะสิถึงได้ถาม เขาไม่ได้หน้ามืดตามัวเป็นทาสหมาเหมือนชายหนุ่มนี่ “ช่วยถือกิโลให้หน่อยครับ”

   ตรัยรับตราชั่งมาถือไว้อย่างเต็มใจ อีกมือหนึ่งก็ช่วยหิ้วกระป๋องใส่ปูไปวางตั้งบนสันเขื่อน เหลือกระจาดและตะกร้าใส่ของจุกจิกให้ชายหนุ่มถือตามมาเท่านั้น

   พอขึ้นไปบนสันเขื่อนถึงได้เห็นร้านค้าขายอาหารทะเลตั้งเรียงรายตลอดทางเดินติดถนน ฝั่งตรงข้ามเป็นเกสเฮาส์และร้านขายของที่ระลึกจำพวกเปลือกหอยและผ้าบาติก เขาเดินข้ามไปดูด้วยความสนใจ นอกจากโมบายแล้วยังมีม่านเปลือกหอยหลากสีสัน มันดูสวยงามในความรู้สึกเขา ชวนให้นึกถึงทะเลทุกครั้งเมื่อแรกมอง

   เขาซื้อโมบายเปลือกหอยกลับมาสองอัน ให้รุ่งภพหนึ่งอันและเก็บไปแขวนที่บ้านพ่ออีกหนึ่งอัน ชายหนุ่มขมวดคิ้วดูเหมือนไม่อยากได้ ทำเขาใจแป้วไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยื่นมือออกมารับไว้
   “ถ้าไม่เอาก็บอก ฉันไม่ได้บังคับ”

   “คุณซื้อมาให้ผมไม่ใช่เหรอครับ ไม่รับได้ยังไง”

   “ทำหน้าเหมือนไม่อยากได้”

   รุ่งภพยิ้มแหย หลุบตามองโมบายเปลือกหอยฟอกสีแล้วแกว่งเล่นจนเกิดเสียงกรุ๋งกริ๋งน่าฟัง “ปกติผมไม่ค่อยอุดหนุนของพวกนี้หรอกครับ เดี๋ยวนี้เปลือกหอยสวยๆ หายากแล้ว พอหาพวกเปลือกเก่าๆ ไม่ได้เขาก็ไปจับหอยเป็นๆ มาต้มเอาเปลือก มันไม่ใช่เพื่อการบริโภคแต่ตอบสนองความต้องการของคนบางกลุ่มเท่านั้น”

   “พูดซะรู้สึกผิดเลย เอาไปคืนดีไหม”

   หนุ่มใต้แย้มยิ้มปลอบประโลม “เขาไม่รับคืนหรอกครับ อีกอย่าง...โมบายที่คุณซื้อมาเป็นเปลือกหอยครางกับหอยแครงครับ หอยพวกนี้วงจรชีวิตสั้น ตายทับถมกันให้เกลื่อน เอามาฟอกเอามาย้อมสีก็ขายได้แล้วแต่ไม่สวยเท่าเปลือกหอยทรงอื่น แถมราคาก็ถูกกว่าตั้งเยอะ คุณซื้อมาอันละ 20 ใช่ไหมครับ” ชูขึ้นสูงแล้วกะขนาดด้วยสายตา “ขนาดนี้ไม่น่าจะเกิน 20 นะ”

   ตรัยหน้าบึ้ง ตอนแรกเขาจะเอาม่านเปลือกหอยแต่พอถึงเวลาจ่ายเงินถึงได้รู้ว่าลืมหยิบกระเป๋าสตางค์มา “ฉันมีเงินติดตัวอยู่ 50 ตอนนี้เหลือ 10 บาท เย็นนี้คงต้องเปลี่ยนเป็นเธอเลี้ยงข้าวฉันแทนแล้วล่ะ”

   “ผมเลี้ยงคุณก็ได้แต่คุณต้องช่วยผมขายปูนะ ถ้าขายไม่หมดก็ไม่เลี้ยงครับ”

   “แบบนี้เขาเรียกมัดมือชกนะ ฉันยังไม่ได้ตกลงเลย”

   “ถ้าไม่ช่วยก็นั่งเฉยๆ ครับ เย็นนี้ก็ตัวใครตัวมัน”

   ตรัยแยกเขี้ยวใส่ชายหนุ่ม รับกระเป๋าเงินมาคาดเอวอย่างจำใจ “ฝากไว้ก่อนเถอะ”

   พอทำอะไรไม่ได้ก็ฝากหนี้แค้นเอาไว้กับสายลมว่างเปล่า คงไม่มีโอกาสได้ทวงคืน เลยทำได้แค่บ่นลมบ่นฟ้าไปเท่านั้น

   “พี่คับ เอาปูโลนึง นึ่งให้ด้วย”

   รุ่งภพเงยหน้าขึ้นมองมือน้อยๆ ที่กำแบงค์สีแดงมาให้จนยับยู่ยี่ “พี่ไม่รับนึ่งนะ ถ้าหนูจะนึ่งต้องไปจ้างร้านอาหารตามสั่งนึ่งให้ เขาคิด 50 บาท แถมน้ำจิ้มให้ด้วย”

   หนูน้อยวัยประถมหันซ้ายหันขวามองหาร้านอาหารตามสั่ง แก้มยุ้ยๆ พองเข้าพองออกขณะกางนิ้วนับเลขที่เพิ่มขึ้น “พี่คิดเลขให้หนูหน่อย”

   รุ่งภพแย้มยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาลดราคาให้หนูน้อยเป็นพิเศษจะได้เหลือเงินไปจ้างนึ่งปู “หนูมาคนเดียวเหรอ?”

   “หนูมากับแม่” ชี้ไปทางร้านส้มตำใต้ต้นสน รุ่งภพเห็นหญิงสาวร่างบางมองมาทางนี้เป็นระยะแล้วโบกมือให้ขณะรอส้มตำจากแม่ค้ารถเข็น “แล้วพี่อ่ะ? มากับพ่อเหรอ”

   มากับพ่อ?

   หนุ่มใต้มองตามสายตาเด็ก ตรัยมีสีหน้ามืดทะมึนอย่างเห็นได้ชัดเมื่อรู้ว่า ‘พ่อ’ ที่หนูน้อยถามไปเมื่อครู่นั้นหมายถึงใคร

   “มะ…ไม่ใช่นะ” รุ่งภพตอบด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะกำลังกลั้นหัวเราะอยู่

   “อ้าว ไม่ใช่พ่อเหรอ?”

   “ก็ไม่ใช่น่ะสิ” ตรัยถลึงตาใส่หนูน้อย ยังมาทำหน้าบ้องแบ๊วเอียงคอสงสัยอีก ไม่ได้น่ารักเลยสักนิดเจ้าเด็กมีปัญหาทางสายตา “จะขำอีกนานไหม?”

   “ฮึก...ฮ่ะๆๆๆ ขะ...ขอโทษครับ มันอดไม่ได้จริงๆ อ่ะ ฮ่ะๆๆ”

   ใบหน้าคมบึ้งตึงสวนทางกับเสียงหัวเราะงอหงายของคนข้างๆ รุ่งภพกุมท้องจนตัวงอ พอเห็นหน้าเขาก็ขำแล้วขำอีกไม่ยอมหยุด ขำจนตกเก้าอี้ ลงไปกลิ้งกับพื้นกันเลยทีเดียว

   แชะ!

   เสียงชัตเตอร์ถูกเสียงหัวเราะกลบจนมิด ตรัยยกยิ้มแต่แววตาประสงค์ร้าย กดอัพรูปภาพลงเฟสบุ๊คแล้วแท็กชื่อของชายหนุ่มอย่างเปิดเผย

   ถ้าเห็นภาพหลุดของตัวเองจะทำหน้ายังไงนะ...



   Trai Tamophas is feeling old with พรุ่งนี้ค่อยตั้งชื่อ วันนี้ขี้เกียจตั้ง: ไม่แก่บ้างก็แล้วไป


TBC


วันนี้มาสองตอนเลย ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ให้กำลังใจนะคะ  :L2: :L2: :L2: เจอกันพรุ่งนี้ค่าาาาา


ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ตามติด​เชียวนะคุณ​ตรัย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 15





   แสงจากสายฟ้าสว่างวูบวาบ ตามด้วยเสียงคำรามก้องสั่นสะเทือนไปทั่วอาคาร ธาวินต้องยกมือขึ้นอุดหูอยู่บ่อยครั้ง ไม่เป็นอันทำงานเพราะหวาดเสียวกับเสียงเปรี้ยงปร้าง เขาเยี่ยมหน้าออกไปดูสถานการณ์นอกออฟฟิศ เห็นคนงานวิ่งเก็บของหนีฝนกันให้วุ่น ตะกร้าล้มระเนระนาดจากสายลมกรรโชกแรง

   “ออกมาทำไม? จะเอาอะไรหรือเปล่า”

   “อยากกินกาแฟ” รีบบอกความต้องการออกไปทันที ก่อนที่ฝนจะตกแล้วอดกิน

   “กาแฟตอนหกโมงเย็นเนี่ยนะ? จะไม่หลับไม่นอนหรือไงกันคุณ”

   “พูดมาก สั่งอะไรก็ไปซื้อมาเถอะน่า” หันหลังจะกลับเข้าออฟฟิศแต่หยุดชะงักเพราะเพิ่งนึกอะไรได้ “ถ้าเจอร้านปลาหมึกย่างซื้อมาให้ด้วยนะ เอาน้ำจิ้มแซ่บๆ”

   มิ่งขวัญส่ายหัวแต่จนใจจะบ่นว่า กินแต่ละอย่าง...คงไม่ได้แก่ตายหรอก เป็นโรคตายซะก่อน “ตังค์อ่ะ?”

   “ออกให้ก่อนไม่ได้หรือไง”

   “ไม่ออกให้หรอก กาแฟบ้าอะไรแก้วเป็นร้อย! ผมซื้อร้านรถเข็นได้ตั้งห้าแก้วสิบแก้ว มันก็กาแฟเหมือนกันนั่นแหละ” แถมจะสั่งแต่ละทีก็ยากเย็นเข็ญใจ เมนูบ้าบออะไรก็ไม่รู้ แค่จำชื่อกาแฟอย่างเดียวก็ปวดหัวจะแย่ ยังต้องมาจำขนาดแก้วอีกต่างหาก เดี๋ยวแกรนเด เดี๋ยวเวนติ...เวรจริงๆ ชีวิตกู

   “พูดมาก เอาตังค์ไป”

   “เอาไร?” ถามเสียงดุแต่อีกฝ่ายไม่สนใจ

   “ไอซ์แกรนเดคาปูชิโน่แก้วนึง”

   หนุ่มตัวโตเบ้ปาก ยังดีที่คราวนี้สั่งง่าย ไม่เติมโน่นเติมนี่จนสับสนไปหมด “วันนี้จะกลับกี่ทุ่ม”

   “ไม่เกินสามทุ่ม โอเค๊”

   “ทำอะไรนักหนา ได้เด็กฝึกงานมาช่วยแล้วไม่ใช่เหรอ?”

   “ไม่ได้ทำงานของแพปลาหรอก ฉันกำลังรวบรวมหลักฐานที่ได้มาเพิ่มให้คุณตรัยอยู่ ตอนนี้ตำรวจออกหมายจับเสมียนบัญชีแล้ว คงไม่ยืดเยื้ออย่างที่คิดเอาไว้แล้วล่ะ”

   “ทำไมเร็วจังเลยล่ะ พี่หมิวรับสารภาพแล้วเหรอ”

   “สารภาพอะไรล่ะ หนีไปกับนายยติแล้ว”

   “คุณรู้ได้ไงว่าเขาหนีไปกับพี่ยะ”

   “ตำรวจไปเจอสองคนนั้นเข้าพอดีน่ะสิ...ทะเลาะอะไรกันก็ไม่รู้หน้าตู้ ATM เสียดายจับไม่ทัน ขนาดตำรวจควักปืนออกมาขู่พวกนั้นยังไม่หยุดวิ่งกันเลย”

   “แบบนี้ไอ้รุ่งก็กลับทำงานได้แล้วดิ”

   “ก็คงจะเป็นอย่างงั้น เดี๋ยวค่อยถามคุณตรัยอีกที” ธาวินไม่แน่ใจนัก หมู่นี้เจ้านายของเขาหายตัวบ่อยๆ ถ้าไม่อัพสเตตัสเขาก็คงไม่รู้หรอกว่าไปขลุกอยู่กับรุ่งภพ “จะได้กินไหมเนี่ย? กาแฟอ่ะ”

   “จะไปซื้อเดี๋ยวนี้แหละ!” กระแทกเสียงใส่แล้วเดินปึงปังออกไป ธาวินถลึงตาไล่หลัง ใช้นิดใช่หน่อยทำเป็นไม่พอใจ

   หนุ่มแว่นนั่งจมกับกองเอกสารต่อจนลืมเวลา ไฟล์จากถังขยะที่กู้มาได้เป็นหลักฐานมัดตัวที่สามารถเอาผิดได้ โดยเฉพาะไฟล์สรุปยอดขายที่มีการแก้ไขตัวเลขซ้ำไปซ้ำมา รวมถึงไฟล์นับสต็อคที่ไม่ตรงกันด้วย

   เสียงเม็ดฝนตกกระทบหลังคาสร้างความกังวลให้กับชายหนุ่มไม่น้อย เขานึกถึงคนที่ออกไปซื้อกาแฟให้ด้านนอก ป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาเลย

   รถดับกลางทางอีกหรือเปล่านะ?

   ธาวินปิดแอร์ภายในห้อง เก็บเอกสารเข้าลิ้นชักเพราะเริ่มไม่มีสมาธิในการทำงาน เขาหยิบร่มคันใหญ่ติดมือไปด้วยหนึ่งคัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งฝ่าเม็ดฝนโปรยปรายไปดักรอมิ่งขวัญที่ลานจอดรถ

   ไม่มีวี่แววของเศษเหล็กเคลื่อนที่เลยสักนิด

   ลมหายใจบางเบาถูกระบายออก ความเย็นชื้นจากเม็ดฝนตกกระเซ็นโดนใบหน้า แม้จะพยายามเบียดหลบใต้ชายคาแล้วก็ไม่อาจหนีพ้นเพราะลมพัดแรง

   ฝนเพิ่งจะลงเม็ด ถ้าเดาจากนิสัยใจร้อนของมิ่งขวัญแล้ว หนุ่มตัวโตคงไม่หยุดหลบฝนที่ไหนแน่

   ถ้ารถไม่ดับกลางทางก็น่าจะขับฝ่ามา...

   ธาวินยืนแกร่วจนเริ่มเมื่อย เขานั่งยองๆ แล้วพาดร่มคันโตเอาไว้บนไหล่ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเพ่งมองเงาวูบไหวภายใต้หมอกฝน พอเห็นเงาเป็นรูปร่างชัดเจนก็ผุดลุกขึ้นด้วยความดีใจ

   หากแต่ความดีใจเมื่อครู่นี้กลับเลือนหาย เมื่อเงาร่างที่ปรากฎไม่ใช่คนที่เขารอคอย

   “ลลิตา!”

   “ทำหน้าอย่างกับเห็นผี”

   ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงไม่ใช่หรือไง? ใครใช้ให้เธอโผล่มาในสภาพกระเซอะกระเซิงแบบนี้ล่ะ

   “ถ้าจะมอบตัวล่ะก็...เธอมาผิดที่แล้ว”

   “ฉันไม่ได้มามอบตัว!” เธอตวาดเสียงลั่น ไม่รู้ว่าคนงานในอาคารจะได้ยินหรือเปล่าเพราะลำพังเสียงฝนก็ดังกลบจนมิดแล้ว “ฉันมาหาคุณตรัย”

   “คุณตรัยไม่อยู่ที่นี่”

   “งั้นก็โทรเรียกเขามา” เธอตากฝนจนร่างเปียกโชก ธาวินส่ายหัวอย่างเวทนา กดโทรศัพท์ตามที่เธอสั่งแต่ต่อสายหาตำรวจแทน “โทรหาคุณตรัยแค่คนเดียวเท่านั้นนะ…ถ้าโทรหาคนอื่น มือฉันอาจจะลั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ”

   กริ๊ก!

   ธาวินหน้าซีดเผือด ถอยหลังหนีอาวุธสีดำเมี่ยมในมือของหญิงสาว

   จ่อขนาดนี้ยังบอกว่าไม่ตั้งใจอีกเหรอ?

   ตอแหลทั้งเพ

   “อยู่เฉยๆ!”

   อยู่เป็นเป้าให้ยิงก็โง่แล้ว!

   เขาเป็นคนตัดสินใจรวดเร็วเสมอจึงขว้างร่มใส่เธอสุดแรงเกิด พอเห็นอีกฝ่ายลดปืนลงก็ม้วนตัวเข้าหาที่กำบังอย่างสวยงาม

   หวังว่ากองขยะตรงนี้จะช่วยยื้อชีวิตให้เขาได้

   “ไอ้บ้า! แกอยู่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”

   มีสมองคิดหรือเปล่าเนี่ย? ใครจะโง่ออกไปกัน

   เขาซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบ อาศัยความมืดและฝนหนาเม็ดซ่อนเร้นกายใต้ถุงขยะกองพะเนิน มือหนึ่งกดโทรศัพท์หามิ่งขวัญ คนแรกที่นึกถึงยามมีภัย

   …ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก…

   ปัดโธ่เว้ย! อย่าบอกนะว่าแบตหมดอีกแล้วน่ะ ทั้งรถทั้งโทรศัพท์นี่พอกันเลย จะพึ่งพาอะไรได้บ้าง?

   โทรหาตำรวจก็ไม่ติด ให้มันได้อย่างนี้สิ!

   โทรหาคุณตรัยก็ได้วะ

   (ฮัลโหล)   

   “คุณอยู่ไหน มาช่วยผมด่วนเลยนะ!” น้ำเสียงจากปลายสายฟังดูแจ่มใส ส่วนเขาน่ะเหรอ...กำลังจะคลุ้มคลั่งเพราะกลัวตายน่ะสิ

   (พูดดังๆ หน่อยได้ไหม...ไม่ได้ยินเลย)

   ธาวินดึงทึ้งผมของตัวเอง เบียดแผ่นหลังแนบไปกับถุงขยะเมื่อหญิงสาวเดินปรี่มาทางนี้ “ผมจะโดนเสมียนของคุณยิงตายอยู่แล้ว รีบมาช่วยเดี๋ยวนี้เลย”

        (อะไรนะ! เสมียนของพ่อต่างหาก ไม่ใช่ของฉัน)

   ตกใจเรื่องไหนของเขาน่ะ? มันใช่เวลามาแก้ต่างไหม “รีบมาเร็วๆ นะครับ ผมยังไม่อยากหยุดหายใจ!”

        “อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้นนะ!”

   ธาวินสะดุ้งโหยงเมื่อเธอเตะถุงขยะใบหนึ่งกระเด็นข้ามหัวเขา ชายหนุ่มถอดแว่นออกเพราะมันพร่ามัวจากหยดน้ำ โชคยังดีที่สายตาไม่สั้นมาก จึงพอมองเห็นได้ชัดระยะหนึ่ง “ผมอยู่ตรงลานจอดรถหลังแพปลา ส่งใครก็ได้มาช่วยผมที...ผมกลัวจริงๆ นะ”

   เขากระซิบเสียงสั่น นาทีนี้ไม่อาจข่มกลั้นความกลัวได้อีกแล้ว

        (ฉันจะโทรให้คนเฝ้าห้องเย็นไปช่วย ถ้าเขาอยากได้อะไรก็เออออไปก่อน อย่าไปขัดขืน...เข้าใจไหม)

   “ผมซ่อนตัวอยู่...คุณมาเร็วๆ นะ”

   ตรัยวางสายไปแล้ว ความรู้สึกเคว้งคว้างกลับมาอีกครั้งแต่คราวนี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

   มองไปทางไหนก็ว่างเปล่า

   ไม่เห็นความช่วยเหลือใดๆ เลย

   “ฉันไม่ได้อยากทำอย่างนี้หรอกนะ...แต่ฉันไม่มีทางเลือก! ถะ...ถ้าคุณตรัยรับปากจะไม่เอาเรื่องฉัน…ฉะ ฉันจะยอมสารภาพหมดเลยว่าใครเป็นคนรับซื้อปลาเถื่อนบ้าง ฉะ...ฉันรู้แหล่งนะ รู้ด้วยว่าพวกมันเอาไปขายกันที่ไหน” คราวนี้เธอลดปืนลง ใบหน้าสิ้นหวัง ร่างกายสั่นเทา “ออกมาคุยกับฉันสิ! ขอแค่รับปากว่าจะไม่เอาเรื่องฉัน...ฉันจะยอมทุกอย่างเลย”

   เขายังกลัวปืนในมือของเธออยู่ แต่พอชั่งน้ำหนักดูแล้ว เธอน่าจะเอามาขู่มากกว่า คงไม่ได้คิดจะยิงจริงๆ หรอก

   ชายหนุ่มขยับตัวออกจากที่ซ่อน ไม่ได้โผล่พรวดปุบปับเพราะคิดว่าจะลองหยั่งเสียงถามดูก่อน   

   “สาวนุ้ยจากไหนต่ะ? มายืนตากฝนทำไอ่ไหรตรงเน้นิ”

   “ระวังปืน!”

   เสียงตะโกนเตือนไม่ช่วยอะไร ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พอรู้ตัวอีกทีลลิตาก็ลงไปนอนพะงาบอยู่กับพื้นแล้วด้วยแรงถีบจากมิ่งขวัญ

   “เหี้ยอะไรวะเนี่ย!”

   ธาวินรีบออกจากที่ซ่อนแล้วเตะปืนออกไปห่างๆ เขาย่อตัวลงดูอาการของคนบนพื้น ใบหน้าของหญิงสาวยังคงบิดเบี้ยวจากอาการเจ็บจุกที่มิ่งขวัญประเคนให้อย่างหนักหน่วงด้วยความตกใจ

   “หือ? ตัวคุณเหม็นอย่างกับขยะเปียก”

   ธาวินถลึงตาใส่ด้วยความโมโห ยังจะมาทำสีหน้ารังเกียจกันอีก “ถ้าไม่มารอนาย ฉันก็ไม่ตกอยู่ในสภาพนี้หรอก”

   “โทษทีคุณ รถผมเสียน่ะ น้ำเข้าเครื่อง...ดับอนาถเลย”

   “โทรไปก็ไม่ติด”

   “แบตหมด”

   ว่าแล้วเชียว “แล้วมายังไงอ่ะ เดินมาเหรอ?”

        “จะบ้าเหรอคุณ! ทางเป็นกิโลใครจะเดิน นั่งวินมาดิ ไม่ได้โง่นะครับ”

   “อ๋อเหรอ แล้วไหนกาแฟกับปลาหมึกย่างฉันล่ะ?” เขาถามถึงของกินที่สั่ง ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนจางหายไปมากแล้วเมื่อมิ่งขวัญปรากฎตัว

   “....”

   “เงียบแบบนี้หมายความว่ายังไง”

   “เทกระจาดไปแล้วอ่ะ” ชี้ไปยังเศษซากของแก้วกาแฟและถุงปลาหมึกที่หกกระจายเรี่ยราด “จะกินไหมล่ะ? เดี๋ยวโกยให้”

   “เก็บไว้กินคนเดียวเถอะ”

        เสียงไซเรนดังฝ่าสายฝนมาแต่ไกล ไฟสีแดงบนหลังคารถสว่าบวาบพุ่งเข้ามาจอดล้อมพวกเขาเป็นวงกลม ตำรวจหลายนายลงจากรถอย่างระมัดระวัง อาวุธครบมือแต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เพราะสถานการณ์สุ่มเสี่ยงคลี่คลายไปแล้วด้วยดี...

   “ไม่บุบสลายตรงไหนใช่ไหมวิน?”

   ธาวินพยักหน้าให้เจ้านาย อีกฝ่ายนำรุ่งภพติดสอยให้ตามมาด้วย คงไปอยู่ด้วยกันอีกตามเคย “มิ่งขวัญมาช่วยไว้ทันพอดีครับ”

   ตรัยตบไหล่หนุ่มตัวโตแทนคำขอบคุณ เขาร้อนใจมากเพราะโทรหาใครไม่ติดเลย คาดว่าคงปิดเครื่องกันหมดเพราะเสียงฟ้าร้องดังมาก “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

    “จะเอาไงต่อล่ะครับ” ธาวินพยักหน้าไปยังหญิงสาว เธอยังคงนอนแซ่วแต่ไม่ยอมให้ตำรวจควบคุมตัว

   “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจก็แล้วกัน ไหนๆ ก็เรียกมาแล้ว”

   “เธอรู้แหล่งรับซื้อปลาเถื่อนด้วยนะครับ ถ้าคุณไม่เอาเรื่อง เธอจะยอมสารภาพ”

   “ฉันไม่ได้สนใจเรื่องแหล่งรับซื้ออะไรนั่น ได้เงินคืนก็พอแล้ว ส่วนคนผิด...ก็ต้องรับผลที่ตัวเองก่อ”

   ธาวินไม่ได้ถามต่อให้มากความเพราะรู้ดีว่าเจ้านายคนนี้ไม่ได้มือสะอาดจนหมดจด เรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้วิธีซิกแซกบ้าง ส่วนจะเป็นวิธีไหน...เขาไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้

   พวกเรายกโขยงไปโรงพักเพื่อแจ้งข้อหาและลงบันทึกประจำวัน หญิงสาวโดนข้อหาเพิ่มอีกหลายกระทง ทั้งพกปืนโดยไม่รับอนุญาตและครอบครองปืนเถื่อนไม่มีทะเบียน

   ไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้ คงไม่ได้ไปขโมยใครมาหรอกนะ ไม่งั้นได้โดนเพิ่มอีกกระทงแน่

   “เหม็นตัวเองชะมัด”

   ธาวินมองรอยเปื้อนตรงชายเสื้อแล้วย่นจมูกหนี กลิ่นเหม็นเน่ายังตามหลอกหลอน คงต้องถอดทิ้งแล้วเดินตัวเปล่า

   “จะทำอะไร?”

   “จะถอดทิ้ง เหม็น! ไม่ไหวแล้ว”

        “ทนใส่ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว” พวกเราต้องรอตรัยเคลียร์เรื่องคดีก่อน ตอนนี้มืดมากแล้ว คงต้องอาศัยรถเจ้านายกลับ

   “ไม่เอาอ่ะ เหม็นจะตาย เลอะน้ำอะไรก็ไม่รู้ ฉันทนไม่ไหวหรอก” พูดจบก็ดึงเสื้อหลุดออกทีเดียวพรวด โชว์ผิวขาวกระจ่างเหมือนไม่เคยโดนแดดในชีวิต

   มิ่งขวัญรีบเอาตัวเข้าบังอย่างลนลาน ถอดเสื้อตัวเองสวมให้ปกปิดความแตกต่างที่ดึงดูดสายตาของผู้คน

   “ทำอะไรเนี่ย! เอาคืนไปเลย เหม็นเหงื่อ”

   “อย่าเรื่องมากนะ” คราวนี้ถลึงตาดุ ไม่ยอมให้เหมือนที่แล้วมา “หัดแหกตาดูรอบตัวซะบ้าง อยากให้คนมองนักหรือไง”

   ธาวินกวาดสายตามองไปรอบตัว ตอนนี้เขานั่งรออยู่หน้าโรงพักซึ่งเต็มไปด้วยญาติที่มาติดต่อขอประกันตัว “สะ…ใส่ก็ได้”

   ยอมสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อแต่โดยดี หลังจากเห็นสายตาจับจ้องทั้งหญิงและชาย เสื้อยืดตัวโคร่งที่ถูกบังคับใส่ในตอนแรกทิ้งตัวลงปกคลุมถึงต้นขา ได้กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นจากสายฝน

   ปกติแล้วธาวินไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่น ยกเว้นครั้งนี้ที่เป็นเหตุสุดวิสัยและเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจเหมือนอย่างเคย อาจจะเป็นเพราะเจตนาของผู้ให้ เขาเลยทำใจร้ายไม่ลง แถมยังรู้สึกดีอย่างไม่คาดคิดกับความใส่ใจของชายหนุ่ม

   ถ้าตัดความสถุลออกไป มิ่งขวัญก็เป็นคนใช้ได้เหมือนกันนะ




TBC


ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบ

อยากไปเที่ยวใต้ อีก เพราะเรื่องนี้

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ตอนพิเศษ
Once in memory
จำ...ตลอดไป




   ฟอร์จูนเนอร์สีขาวจอดเทียบตรงปากทางเข้าบ้านของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล เจ้าของรถเคาะนิ้วกับพวงมาลัยด้วยอาการครุ่นคิด ไม่ได้ฟังเสียงเรียกของผู้ร่วมทาง รู้ตัวอีกทีก็โดนเขย่าแขนอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตากลมเสมองประตูรถ เขาเข้าใจความหมายแต่หัวคิ้วกลับเลิกขึ้น แสร้งทำเหมือนว่าไม่เข้าใจแทน

   "ปะ...ปลดล็อกประตูรถให้หน่อยครับ"

   ตรัยถอนหายใจหนักกับอาการกลัวเกรงของชายหนุ่ม ไม่น่าพาเข้าไปในห้องสอบสวนด้วยเลย

   "ช่วยทำตัวเหมือนตอนปกติหน่อยได้ไหม ฉันไม่ใช่เจ้าหนี้เธอนะ จะกลัวอะไรนักหนา"

   “ก็ผมไม่ชินนี่นา คุณดู...”

   “ดูยังไง?” หนุ่มใต้เหลือบมองเขา ไม่กล้าพูดออกมา “พูดมาเถอะ”

   “ละ...เลือดเย็น ไม่เห็นใจใคร”   

   “ทำไมฉันต้องเห็นใจคนที่ร้ายกับฉันด้วยล่ะ” รุ่งภพเม้มปาก ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ “เธอน่ะใจอ่อนเกินไป ถึงได้โดนเอารัดเอาเปรียบแบบนี้ไง”

   “ผมน่ะเหรอโดนเอารัดเอาเปรียบ?”

   “เกือบจะเป็นแพะรับบาปอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก” คนโดนแซวหน้ามุ่ย จับประตูแล้วส่งสายตาบอกอีกครั้ง ตรัยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โยนแพ็คเกจห้องพักที่ได้มาจากเส้นสายในโรงแรมใส่ตักของชายหนุ่ม “ไปเลือกมา ฉันจะพาเธอไปละลายพฤติกรรม”

   “ละลายทำไมอ่ะครับ ผมพฤติกรรมไม่ดีเหรอ?”

   ตรัยถึงกับหลุดขำกับใบหน้างุนงงของชายหนุ่ม “ไม่ใช่แบบนั้น ฉันอยากให้เราทำความคุ้นเคยกันเอาไว้ อีกหน่อยฉันคงจะย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวร เธอจะได้ชินเวลาอยู่กับฉัน”

   “ต้องชินด้วยเหรอครับ เราคงไม่ได้อยู่ติดกันตลอด 24 ชั่วโมงหรอก”

   “ก็ไม่แน่”

   “แล้ว…คุณอยากไปไหนล่ะครับ” แพ็คเกจห้องพักมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบรีสอร์ท แบบโรงแรมและวิลล่าส่วนตัว “ไปอ่าวนางไหม? แถวนั้นมีร้านอาหารกับไนท์คลับเยอะ คุณน่าจะชอบ"

   "ฉันไม่ใช่สายปาร์ตี้ ขอธรรมชาติ สงบๆ"

   "ป่าช้าไหมครับ"

   "หึ...เล่นด้วยแล้วลามปาม เดี๋ยวปั๊ดฆ่าหมกป่าเลย"

   "ขอโทษครับ" หน้าจ๋อยสนิท ส่งสายตาสำนึกผิดเรียกร้องความเห็นใจ

   ตรัยพยักหน้าไม่ถือโทษ กำชับอีกครั้งก่อนจะปลดล็อกประตูรถให้กับชายหนุ่ม

   “เลือกให้ดีล่ะ”

   พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะขับรถแล่นออกไป




*********************************



   แผงอาหารริมทางเท้าคือที่ฝากท้องมือเช้าก่อนออกเดินทาง เด็กใต้เจ้าถิ่นพาหนุ่มเมืองกรุงเดินลัดตรอกซอกซอยอย่างคล่องแคล่วแล้วพาไปโผล่อีกฟากของถนนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือ ชายหนุ่มจัดแจงเลือกโต๊ะแล้วร่ายรายการอาหารอันน้อยนิดให้ตรัยฟังด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

   พอท้องอิ่มเราสองคนก็หิ้วกระเป๋าขึ้นไปสะพานไม้เล็กๆ สองแผ่นทอดยาวไปยังตัวเรือรูปทรงแปลกตา ภายในเรือค่อนข้างกว้างขวาง มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งต่างจากชั้นสองที่มีแต่เพิงผ้าใบเอาไว้กันแดด ที่นั่งตามอัธยาสัย จะนั่งจะนอนก็เลือกเอาตามใจชอบ

   "นี่เรืออะไรเหรอ?" ตรัยถามหลังจากปีนตามเด็กใต้ขึ้นมาบนชั้นสอง เขาเลื่อนกระเป๋าเสื้อผ้าไปไว้มุมหนึ่งแล้วขยับมานั่งใกล้กับชายหนุ่มใต้หลังคาผ้าใบที่กางไว้

   เรือที่พวกเราโดยสารมาเป็นเรือสองชั้นทาสีฟ้าสด ชั้นล่างมีที่นั่งเป็นรูปตัวยู ส่วนชั้นบนเป็นพื้นเรียบๆ มีเพิงหลังคาผ้าใบกางคล่อม พอบังแดดบังฝนได้

   "เรือหัวตัดครับ เรือแบบนี้บรรทุกของชิ้นใหญ่ๆ ได้เพราะขนย้ายง่ายกว่าเรือแบบอื่น ตอนขึ้นมาคุณเห็นมอ’ไซต์ไหมครับ นั่นเขาก็รับขนเหมือนกัน คันละ 50 บาทมั้งถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าใครไม่อยากเสียค่าเช่าบนเกาะก็ขนมอ'ไซต์มาขับเองได้ครับ" รุ่งภพต้องตะเบงเสียงเล็กน้อยเพื่อแข่งกับเสียงลมพัด ตรัยเลยขยับเข้าไปใกล้อีกนิดจนรอยกระเล็กๆ บนผิวแก้ม

   "บนเกาะมีมอ'ไซต์ให้เช่าด้วยเหรอ?"

   "มีครับ...แต่ราคาสูงนิดนึง" รุ่งภพหยีตาสู้แสงแดด ลดพัดโกรกตลอดตั้งแต่เรือออก ทำให้เส้นผมของชายหนุ่มพันกันยุ่ง ยิ่งเสยยิ่งทัดก็ยิ่งกระเซอะกระเซิง

   "มียางสักเส้นไหม เอามามัดผมก่อนสิ" เผลอเอื้อมมือไปช่วยสางให้ สัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างและเหนียวเหนอะพอสมควร "สระผมบ้างไหมเนี่ย?"

   เขาแค่เอ่ยแซวเล่นๆ เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอาย

   "สระครับแต่ไม่บ่อย" พูดจบก็เบี่ยงหัวหนี ไม่ยอมให้เขาจับเล่นเหมือนเมื่อครู่นี้อีก

   "เหรอ...แล้วได้ใช้ครีมนวดบ้างเปล่า"

   ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจหนัก "มันเปลืองครับ ผมเป็นผู้ชาย เอาแค่สะอาดก็พอแล้วครับ"

   ตรัยยิ้มกับน้ำเสียงตึงๆ ของชายหนุ่ม เขาไม่พูดเรื่องนี้อีก ปล่อยให้ความเงียบเข้าแทนที่แล้วเหม่อมองไปยังป่าโกงกางเขียวขจีสุดโค้งน้ำ

   เรือแล่นไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ทันเห็นชาวบ้านละแวกนี้คัดท้ายเรือหางยาวออกหาปลาอยู่เป็นระยะ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษก็มาถึงท่าเรือมูตูประจำเกาะ

   บรรยากาศบนท่าเทียบเรือเงียบสงบกว่าที่คิดเอาไว้ เราไม่ต้องนั่งรถสองแถวเข้าไปหาที่พักเพราะคนของรีสอร์ทมารอรับอยู่แล้ว ถนนเส้นหลักบนเกาะส่วนใหญ่เป็นถนนคอนกรีต แต่ช่วงที่แยกตัวเข้าไปยังรีสอร์ทจะเป็นทางลูกรังพื้นผิวขรุขระ มีรอยล้อรถตัดผ่านสวนยางเข้าไปสู่ที่พักซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใน

   ตรัยหันมองป้ายรีสอร์ตเก่าคร่ำที่ติดอยู่หน้าทางเข้า สถานที่ที่รุ่งภพพามาเป็นเกาะแห่งหนึ่งที่เงียบสงบสมใจ

   เกาะจำงั้นเหรอ...

   ขอให้มีแต่ความทรงจำดีๆ ก็แล้วกัน




*************************************





   แพ็คเกจห้องพักที่รุ่งภพเลือกเป็นบ้านไม้หลังเดี่ยวฝังตัวอยู่บนไหล่เขา บ้านทุกหลังหันหน้าออกสู่ทะเล ไล่ระดับลงมาจนถึงชายหาด วัสดุที่ใช้สร้างเป็นไม้ไผ่ผสมกับไม้เนื้อแข็ง ทิวทัศน์โดยรอบค่อนข้างร่มรื่นเพราะได้เงาจากต้นไม้ใหญ่ขึ้นแซมสลับอยู่บนภูเขา

   "อากาศดี"

   "เงียบไหมครับ?"

   "ค่อนข้าง..." เขาหรี่ตาขณะมองฝ่าเปลวแดดไปยังชายหาดเบื้องหน้า "คนไม่เยอะเท่าไหร่ ต้องรอดูตอนเย็นอีกที"

   รุ่งภพยัดกระเป๋าใบเล็กเข้าตู้ข้างเตียง แพ็คเกจห้องพักที่ตรัยให้มามีเพียงห้องเดียว จึงต้องนอนด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   “ออกไปข้างนอกกันเถอะ”

   "ไปไหนครับ"

   "เดินเล่นรอบๆ ก่อน...แถวนี้มีร้านมอเตอร์ไซต์ให้เช่าไหม?"

   รุ่งภพสั่นหน้า ถึงจะเคยมาเมื่อหลายปีก่อนแต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าร้านอยู่ตรงไหน "เดี๋ยวผมถามทางรีสอร์ทให้ครับ เผื่อเขามีให้เราเช่า"

   ทางรีสอร์ทไม่มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าแต่ป้าแม่บ้านใจดีให้ยืมใช้ชั่วคราวก่อนเพราะเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน รุ่งภพยิ้มตาหยี รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะขับด้วยความระมัดระวังและจะนำมาส่งคืนก่อนป้าเลิกงาน ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องแล้วเอ่ยเรียกให้ตรัยซ้อนท้าย รถมอเตอร์ไซค์ยวบลงเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักเทไปทางด้านหลัง ฝ่ามืออบอุ่นเกาะเอวคนขับกันตก รุ่งภพรู้สึกใจหวิวแปลกๆ เมื่อได้ยินเสียงกระซิบจากคนด้านหลัง

   "โอเค...ออกรถได้"

   ตรัยตบสะโพกของชายหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงให้เคลื่อนรถออกจากรีสอร์ท เราทิ้งสวนยางไว้ด้านหลังแล้วมุ่งหน้าไปตามถนนเลียบชายหาด น้ำทะเลสีครามเบื้องหน้าสะท้อนแสงแดดจนเป็นประกายระยิบระยับ พอพ้นบริเวณของรีสอร์ทไปแล้วก็เห็นแต่ผืนทะเลเวิ้งว้างว่างเปล่า แทบจะมองหาผู้คนไม่เจอกันเลยทีเดียว

   หนุ่มใต้ขับรถพาคนซ้อนตระเวนไปทั่วจนถึงหมู่บ้านชาวเลละแวกหนึ่ง บริเวณนี้มีเพิงร้านค้าขายอาหารและของที่ระลึกให้เห็นอยู่เป็นระยะ ตรัยเลยสั่งให้หยุดรถแล้วฝากท้องมื้อกลางวันกับร้านอาหารใต้แห่งหนึ่งใต้ร่มไม้ใหญ่ เจ้าของร้านเป็นหญิงมุสลิมใจดีและทำข้าวหมกไก่อร่อยมาก กลิ่นหอมเจียวพัดโชยเข้าจมูก น่องและอกไก่เนื้อนุ่มถูกราดด้วยน้ำจิ้มสีเขียวหอมกลิ่นสะระแหน่ รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานจนรุ่งถพต้องเอ่ยปากขอเพิ่มอีกหนึ่งจาน

   "เอิ้ก...อุ๊บ! ขอโทษครับ!" เด็กใต้ยกมือปิดปากตาโต เสียงเรอเมื่อกี้ไม่เบาเลย ตัวก็แค่นี้แต่ยัดทั้งข้าวทั้งไก่ลงไปได้ยังไงตั้งสองจาน

   "กะจะอิ่มถึงเย็นนี้เลยไหม"

   "โหย~ เดินห้านาทีก็ย่อยแล้วครับ โอ๊ะ! ตรงโน้นมีร้านกาแฟด้วย" ชี้ไปยังร้านติดถนนฝั่งตรงข้าม ควันจากหม้อกาแฟพวยพุ่ง เห็นลุงคนขายกำลังเขย่าถุงกาแฟลวกน้ำร้อนอย่างมีชั้นเชิง ไม่รีบเร่งเพราะลูกค้าไม่ค่อยมี

   "ยังจะกินอีกเหรอ?"

   "แวะสักหน่อยสิครับ...ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปกันๆ"

   ตามนั้น เขาจะปฏิเสธอะไรได้

   กาแฟชงหอมกลิ่นนมสดค่อนข้างหวานมันเกินไปสำหรับเขา รู้สึกคิดผิดที่ให้รุ่งภพเป็นคนสั่ง เด็กใต้ติดรสหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยจัดเต็มทั้งนมข้นและนมสดจนกาแฟสีซีดไปเลยทีเดียว

   "ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ? ไม่อร่อยเหรอ"

   "ชิมเอาเอง" ยื่นแก้วกาแฟให้ชายหนุ่ม ตอนแรกส่ายหน้าแต่เขาบังคับด้วยสายตา เลยยอมชิมด้วยการเสียบหลอดของตัวเองลงไปในแก้วเขา

   รังเกียจเขาหรือกลัวเขารังเกียจ?

   "อร่อยไหมล่ะ"

   "ก็อร่อยดีนี่ครับ...หวานมัน" ดูดซ้ำอีกปื้ดใหญ่ ลืมหมดแล้วความเกรงใจ

   "ถ้าอร่อยก็แลกกัน"

   "เฮ้ย! ได้ไงล่ะครับ" ร้องเสียงหลงเมื่อโดนดึงแก้วโอเลี้ยงไปจากมือ

   "ทำไม? หวงของกินเหรอ"

   "มะ...ไม่ใช่ คือ...ก็ได้ครับ" พอเห็นตรัยเลิกคิ้วรอคำตอบก็คอตก สุดท้ายก็ต้องให้เพราะไม่อยากมีปากมีเสียงกับเจ้านาย "หลอดครับ"

   ตรัยดูดน้ำสีดำในแก้วหลังจากรับหลอดของตัวเองกลับคืนมา รสชาติหวานอมขม ค่อยยังชั่วกว่ากาแฟเยอะ "มองอะไร?"

   "โอเคแล้วนะครับ"

   "โอเคแล้วก็ได้...ไปไหนต่อดีล่ะ" หันไปมองรอบตัว แสงอาทิตย์ยังคงเจิดจ้า ส่องประกายผ่านแมกไม้เคล้าคลอกับสายลมบาง

   "อืม...ขับวนรอบเกาะดูไหมครับ เจอหาดสวยๆ ค่อยแวะ"

   ตรัยพยักหน้าตกลง เราขับรถออกจากหมู่บ้านแห่งแรกเลียบไปตามหาดทรายขาวยาวเป็นกิโลเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง เกาะแห่งนี้เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติจริงๆ เพราะไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรเลย นอกจากเล่นน้ำ นั่งเล่นและเดินเล่นริมชายหาดแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก มีบางช่วงที่รู้สึกเบื่อนิดหน่อย หากไม่ถือกล้องติดมาด้วยก็คงไม่รู้จะทำอะไรดี

   "ร้อนหรือเปล่า? เอาเสื้อคลุมฉันไปใส่ก่อนไหม" ตะโกนถามข้างหูแข่งกับเสียงลมอื้ออึง ถึงรุ่งภพจะไม่ใส่ใจเรื่องสีผิว แต่ขับรถตากแดดนานๆ แบบนี้ก็เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกัน

   "ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว" รีบร้องห้ามเมื่อเหลือบไปเห็นคนด้านหลังกำลังถอดเสื้อคลุมออกจากตัว "คุณก็นั่งตากแดดเหมือนกัน ไม่ต้องถอดให้ผมหรอกครับ ผมทนได้"

   "เหมือนกันที่ไหนล่ะ ฉันยังหุบแขนได้แต่เธอต้องจับแฮนด์รถนะ...ถามจริง? ไม่แสบผิวบ้างหรือไง"

   "ก็แสบครับ...แต่ทนได้"

   "ขอซื้อได้ไหมคำนี้ นึกว่าตัวเองถ่ายโฆษณาสีทนได้อยู่หรือไง จะทนอะไรนักหนา" ตรัยบ่นยาวกับความเกรงใจไม่เข้าท่าของชายหนุ่ม "ถ้าไม่อยากใส่ก็ตามใจ เดี๋ยวแวะหาดหินตรงโน้นหน่อยก็แล้วกัน...ฉันจะถ่ายรูป" ไม่อยากใส่ก็ไม่บังคับ ถึงจะขัดใจอยู่บ้างแต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านแล้วบังคับอ้อมๆ แทน

   รอให้แดดรากว่านี้สักหน่อย ค่อยไปขับรถเล่นต่อก็แล้วกัน

   "ลงมาด้วยกันสิ" น้ำเสียงเอ่ยชวนแต่สายตาออกคำสั่ง หนุ่มใต้รีบดึงกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ออกแล้วกระโดดย่ำโขดหินตามมาอย่างคล่องแคล่ว

   ตรัยผลักชิงช้าให้ชายหนุ่มนั่งรอใต้เงาไม้ หลังจากถ่ายรูปจนพอใจแล้วจึงเดินกลับมาหาแล้วช่วยไกวให้เบาๆ

   "นั่งไหมครับ?" ทำท่าจะลุกแต่โดนกดไหล่ไว้

   "นั่งไปเถอะ" เขาไกวชิงช้าแรงขึ้นจนรุ่งภพเท้าลอย ชายหนุ่มร้องลั่น โวยวายเสียงหลง เป็นครั้งแรกที่ตรัยรู้สึกสนุก ยิ่งห้ามก็ยิ่งแกล้งจนคนขี้เกรงใจน็อตหลุด เผลอสบถคำหยาบออกมาอย่างลืมตัว

   "ไม่สนุกนะครับ!" ตวัดตามองเขียวปั้ดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะขลุกขลักในลำคอ หนุ่มใต้เสยผมตัวเองแรงๆ ขจัดความกรุ่นโกรธที่ปะทุอยู่ในหัว เขาไม่ชอบทำอะไรโลดโผนแบบนี้ เกิดหล่นลงไปคอหักตายจะทำยังไงเล่า เขายังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย

   "โกรธเหรอ? โกรธเป็นด้วย"

   ยังมีหน้ามาถามอีก ให้เขาเป็นคนแกว่งบ้างไหมเล่า

   "ก็คุณแกล้งผมอ่ะ บอกแล้วว่าไม่เล่นๆ"

   "อ้าว นึกว่าสนุก ได้ยินว่าเอาอีกๆ" ตรัยยิ้มกว้าง ผิดกับอีกคนที่โมโหจนหน้าเขียว เขาขยี้เส้นผมหยาบกระด้าง แล้วพาดแขนคล้องคอชายหนุ่ม "ไม่เอาน่า ฉันแค่อยากให้เธอสนุกเวลามาเที่ยวกับฉันเท่านั้นเอง เรามาทำความคุ้นเคยกันไม่ใช่เหรอ เธออย่าทำเหมือนพาลูกทัวร์มาเที่ยวสิ"

   "แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ ถ้าจะให้พาเที่ยวเหมือนเพื่อนผมทำไม่ได้หรอก คุณเป็นเจ้านาย...ไม่ใช่เพื่อนผม"

       "ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนเธอ" หนุ่มใต้สะอึกไปชั่วครู่ สีหน้าไม่สู้ดีนักกับถ้อยคำตอบรับเมื่อครู่นี้ "เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้แน่ๆ ฉันรู้สึกแบบนั้น เธอเด็กเกินกว่าจะเป็นเพื่อนกับฉัน...แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะคบกันไม่ได้นี่ จริงไหม?"

   แต่จะได้ไปต่อในฐานะอะไรค่อยว่ากันอีกที

   รุ่งภพกระโดดลงจากโขดหิน หลุบตามองรอยเท้าของตัวเองบนผืนทราย รู้สึกทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ บางครั้งตรัยก็ดูใจดีแต่บางครั้งก็เข้าถึงยาก กับความสัมพันธ์ไม่มีชื่อเรียกแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขาดีใจเลยสักนิด จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขาเรียนรู้อยู่หนึ่งอย่าง...อย่าคาดหวังถ้าไม่อยากได้ความผิดหวังกลับมา

   ระหว่างเราน่ะ เป็นแค่ลูกจ้างกับนายจ้างดีที่สุดแล้ว





*******************************






   "งานประจำปีเหรอ?"

   "ใช่ครับ ป้าแม่บ้านบอกว่ามีเปิดวิกชกมวยด้วย...ไปดูกันไหมครับ" คนคาบข่าวมาบอกต่อนัยน์ตาวาววับ ถ้าชวนไม่สำเร็จก็ตั้งใจจะไปเพียงคนเดียว

   "จัดตรงไหนล่ะ วัดเหรอ?"

   "จัดในหมู่บ้านครับ ไปกัน" ออกปากชวนอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเริ่มสนใจ

   "แล้วจะไปยังไงล่ะ มืดค่ำป่านนี้แล้ว รถก็ไม่มีแล้วด้วย"

   "มีรถรับส่งของรีสอร์ทครับ" พอเห็นตรัยยังนั่งนิ่งก็หน้าจ๋อย "ไปแป๊บเดียวก็ได้ ไปหาซื้ออะไรกินกัน"

   "ฉันไม่หิว"

   "งั้นผมไปคนเดียวนะครับ"

   ตรัยเงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ตแล้วจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่ม พอเห็นรุ่งภพหดคอเหมือนกลัวจะโดนดุก็ตวัดขาลงจากเตียงอย่างเกียจคร้าน

   "ถ้ามันไม่สนุก ฉันจะไล่เธอออกไปนอนหน้าระเบียง"

   เหมือนมีเมฆสีเทาครึ้มลอยเข้ามาปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ รุ่งภพยู่ปาก...น่าจะแอบไปคนเดียวซะตั้งแต่แรก ไม่ขึ้นมาชวนก็ดีหรอก

   "ทำปากมุบมิบอะไรของเธอ ตกลงจะไปหรือไม่ไป?" ตรัยขมวดคิ้วส่งสายตาดุ เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย อยากจะนอนพักผ่อนเพราะเพลียแดดมาทั้งวัน

   "ไปสิคร้าบ~"

   พอลงมาด้านล่างรถของรีสอร์ทก็มาจอดรออยู่ตรงทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ผู้โดยสารอัดแน่นทั้งในแคปและท้ายรถ ตรัยถึงกับถอนหายใจแล้วส่ายหัว ตั้งท่าจะเดินกลับห้องพัก ในขณะที่รุ่งภพยังคงยืนนิ่ง สายตามุ่งมั่นไม่ยอมถอดใจ

   "กลับห้องเถอะ คนเต็มแล้ว ไม่เห็นเหรอ"

   "เต็มที่ไหนล่ะครับ ยังนั่งได้อีกตั้งหนึ่งคน คุณจะกลับก็กลับไปคนเดียวสิ"

   ตรัยส่งสายตาคาดโทษชายหนุ่ม พอไม่มีที่ว่างเหลือให้ก็สลัดเขาทิ้งทันที "ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอกนะ งานประจำปีอะไรเนี่ย…แต่ตอนนี้ชักจะอยากไปขึ้นมาแล้วสิ มันจะสนุกสักแค่ไหนกัน เธอถึงได้อยากไปนักหนา"

   คนอยากไปทำตาโต มองที่ว่างตรงท้ายรถสลับกับใบหน้าของเจ้านาย "แต่มันนั่งได้แค่คนเดียว!"

   "อ๋อเหรอ" ตรัยกระโดดขึ้นท้ายรถ ผู้โดยสารทุกคนพร้อมใจกันขยับเข้าไปชิดด้านใน จนกระทั่งเขานั่งขัดสมาธิได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว

   "แล้วผมอ่ะ?"

   "เหลืออยู่ที่เดียว จะนั่งไหมล่ะ?"

   "ตรงไหน?"

   "ตักฉัน"






*******************************






   งานประจำปีของหมู่บ้านบนเกาะจำไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนงานวัดที่มีมหรสพมากมายให้รับชมตามอัธยาสัย นอกจากเวทีมวยแล้วก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกในความรู้สึกเขา คนที่ตื่นเต้นคงมีแต่รุ่งภพ พอตะเกียกตะกายลงจากรถมาได้ก็วิ่งปร๋อเข้าใส่ของกินแทบจะทันที

   "เท่าไหร่ครับ" ตรัยถามแม่ค้าขายขนม รีบยื่นแบงค์ร้อยให้ก่อนที่คนสั่งจะควักเงิน

   "เดี๋ยวผมจ่ายเอง" หันมาโต้แย้งทั้งที่หูยังแดงเถือก

   "ซื้อให้ อย่าเรื่องเยอะ" เอ่ยเสียงดุแล้วหยิบฉวยขนมในถุงมาหนึ่งชิ้น "ขนมอะไรเนี่ย?"

   "ขนมผูกรักครับ"

   แผ่นแป้งขนาดเล็กในมือถูกทอดจนเหลืองกรอบ ตรงกลางแผ่นถูกขมวดเป็นปมคล้ายกับโบว์ผูกผมและมีไส้สอดอยู่ตรงกลาง น่าจะเป็นขนมพื้นบ้านเพราะตรัยไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน "เหมือนกินขนมปั้นสิบ"

   "ไส้ขนมทำจากเนื้อปลาทะเลครับ ผัดกับพริกแกงแล้วก็ใช้สมุนไพรช่วยดับกลิ่นคาว"

   "ทำไมเรียกขนมผูกรักล่ะ? ไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน"

   "เพราะตอนห่อต้องใช้ความตั้งใจในการผูกไงครับ เหมือนความรักที่ค่อยๆ ผูกจนแน่นแฟ้นกลมเกลียว ในกระบี่หากินยากมากนะครับ ต้องไปหาซื้อถึงสตูลโน่น ของฝากขึ้นชื่อจังหวัดเขา"

   "ถึงว่า...พอเห็นก็วิ่งเข้าใส่เลย หากินยากนี่เอง" ตรัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ สำหรับรุ่งภพคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าของกินอีกแล้ว "จะเอาอะไรอีกไหม ฉันเลี้ยง"

   "แหม...เกรงใจจังเลยครับ งั้น...แวะร้านลูกชิ้นปิ้งตรงโน้นหน่อยนะครับ อะแฮ่ม...คอชักแห้ง ขอน้ำปั่นอีกสักแก้วก็แล้วกัน โอ๊ะ! ตรงนั้นมีปลาหมึกย่างด้วยอ่ะครับ หอมจังเลย...ตรงโน้นขายก๋วยจั๊บด้วย น่ากินจัง..."

   ตรัยหรี่ตามองคนขี้เกรงใจ เส้นประสาทตรงขมับกระตุกยิกๆ แวะมันแทบทุกร้านขนาดนี้ ยังจะกล้าพูดว่าเกรงใจอีกเหรอ!

   "ตกลงชวนฉันมาเที่ยวหรือมาซื้อขนมให้เธอกิน"

   "หือ?" ยังจะหันมาทำหน้างงๆ ใส่อีก เดี๋ยวปั๊ดทุบเลยไอ้เด็กนี่ "อุ้ย! แหะๆ ขอซื้อถั่วต้มอีกถุงนึงนะครับ เดี๋ยวค่อยไปดูมวยกันเนอะ"

   ฉีกยิ้มประจบแล้วรีบจ่ายเงินให้กับพ่อค้า…

   "พักครึ่งๆ" เสียงคนพากษ์มวยประกาศออกไมค์เมื่อหมดยกของนักชกรุ่นเล็ก "มวยรุ่นเล็กจบไปแล้ว มาต่อกันที่มวยรุ่นใหญ่กันบ้างดีกว่า ระหว่างที่นักมวยของเรากำลังเตรียมตัว มีใครอยากมาขึ้นชกชิมลางบ้างหม้ายยย" เสียงสะท้อนของกรรมการรุ่นเดอะสะท้อนออกลำโพงข้างเวที รุ่งภพยกนิ้วขึ้นอุดหู ถุงถั่วต้มเฉี่ยวหน้าตรัยไปแบบหวุดหวิด

   "ถือดีๆ สิ" เงยหน้ามอง หยิบถั่วในถุงแล้วแกะเปลือกให้ "อะไร?"

   "อ้าว ไม่ได้จะกินเหรอครับ เห็นจ้องเมื่อกี้"

   "ฉันบอกให้ถือดีๆ ไม่ได้บอกว่าจะกินสักหน่อย" คราวนี้ตะเบงเสียงแข่งกับลำโพง รุ่งภพทำหน้าแหยง หดมือกลับทันที

   "ก็ผมไม่ได้ยินอ่ะ เห็นคุณมองก็นึกว่าอยากกิน" คนเขาอุตส่าห์แกะให้ กินเองก็ได้วะ

   "ของรางวัลสำหรับแชมป์มือสมัครเล่นสนับสนุนโดยรีสอร์ทและร้านอาหารที่ร่วมรายการ เป็นกิฟวอยเชอร์ดินเนอร์สุดหรูริมชายหาด อาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มแบบแน่นโต๊ะ ชกเสร็จก็ไปเดทกันต่อเล้ยยยย"

   รุ่งภพตาลุกวาว แทบจะพุ่งไปยังโต๊ะลงทะเบียนข้างเวที "สมัครยังไงอ่ะครับ หรือขึ้นชกได้เลย"

   ตรัยรั้งคอเสื้อของชายหนุ่ม "เดี๋ยวๆ จะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าจะขึ้นชก"

   "ผมอยากได้กิฟวอยเชอร์อ่ะ"

   ตรัยเลิกคิ้ว ไล่สายตาสำรวจร่างกายของชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า "มั่นใจว่าจะชนะ?"

   "ถ้าไม่ต่อยกับนักมวยอาชีพก็ 50:50 ครับ"

   "ตามใจ ต้องเรียกหน่วยปฐมพยาบาลมาสแตนบายไหม"

   “โอ้โห! ดูถูก"

   ตรัยกระตุกยิ้มแล้วพยักเพยิดไปทางด้านหลังของชายหนุ่ม "ดูคู่ชกของตัวเองซะก่อนเถอะ"

   ผู้ลงทะเบียนเข้าท้าชิงเป็นฝรั่งรูปร่างล่ำสัน แค่ส่วนสูงก็กินขาดแล้ว โต๊ะลงทะเบียนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้างัดข้อแม้แต่คนเดียว

   “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต"

   "อย่าขู่กันสิครับ"

   "ขู่อะไร พูดเรื่องจริง จะต่อยเขาถึงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย"

   คนโดนสบประมาทหน้าตาบูดบึ้ง "ว่าแต่ผมแล้วคุณล่ะ เอาชนะเขาได้หรือเปล่าเหอะ"

   "สูสี"

   "จริงเร้อ...ไม่เชื่อหรอก ต่อยเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้"

   ตรัยเริ่มยั้วะ รู้ว่าเด็กมันพูดยั่วแต่ก็อดโมโหไม่ได้อยู่ดี

   ได้...เดี๋ยวจะชกให้เด็กมันดู

   "ผมขอขึ้นชกครับ"






**********************************







   แกร๊ง!

   "ยกที่ 1 เริ่มได้"

   สิ้นสุดเสียงระฆัง สองนักชกมือสมัครเล่นก็ตั้งการ์ด ซอยเท้าเข้าลองเชิง

   ส่วนสูงพอกัน ส่วนรูปร่างก็พอฟัดพอเหวี่ยงแต่กล้ามเนื้อของตรัยไม่หนาเท่า ยกแรกจึงสะบักสะบอมไปไม่น้อยเพราะคู่ชกรุกหนักมาก เตะต่อยไม่ยั้งมือ

   รุ่งภพรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยช้ำบนโหนกแก้มของเจ้านาย พอหมดยกแรกจึงรีบตรงดิ่งไปข้างสังเวียน มุดเชือกเข้าไปหาแล้วบีบนวดให้

   "ไหวไหมครับ ทำไมคุณเอาแต่ตั้งรับล่ะ อย่าบอกนะว่าต่อยไม่เป็น"

   "เป็นไม่เป็นเดี๋ยวก็รู้"

   ตรัยยัดฟันยางเข้าปาก ดีดตัวลุกขึ้นจากม้านั่งเมื่อได้ยินเสียงระฆังเริ่มยกต่อไป เขามองตามแผ่นหลังของรุ่งภพ หลังจากหามุมหน้าเวทีได้ก็ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจแต่สีหน้าออกกังวล

   ไม่รู้ว่าห่วงเขาหรือห่วงกิฟวอยเชอร์กันแน่

   ยกที่สองตรัยเริ่มรุกบ้างแต่ยังตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ ถึงจะเจ็บตัวแต่ก็ยังยืนหยัดอยู่บนเวทีได้อย่างสบาย ผิดกับคู่ชกที่หอบหายใจหนัก ทั่วทั้งตัวมีแต่เหงื่อชุ่มโชก เริ่มออกหมัดได้เชื่องช้าและหนืดหน่วงเต็มที

   ขนาดเขาเต้นฟุตเวิร์คอย่างเดียวก็เหนื่อยจะแย่แล้ว นี่ฝ่ายตรงข้ามเล่นออกลวดลายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม หมดแรงเร็วขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

   เขาเองก็ใช่จะยืนเฉยให้คู่ชกซ้อม อาจจะมีพลาดหรือผิดจังหวะบ้าง แต่ก็ไม่ได้เจ็บหนักจนหน้ามืดตาลาย

   ผลั้วะ!

   อีกหนึ่งนาทีหมดยก ตรัยเตะอัดสีข้างของคู่ชกแล้วฮุกซ้ายหนักๆ จนอีกฝ่ายหน้าหัน เขาหันไปยักคิ้วให้รุ่งภพ ชายหนุ่มยกนิ้วโป้งให้แทนคำชมแล้วป้องปากตะโกนซะดังลั่น "คุณตรัยสู้ๆ เพื่อกิฟวอยเชอร์ของเรา"

   เดี๋ยวปั๊ดล้มมวยเลย

   "คุณ! ระวังซ้าย"

   ผลั๊วะ!!

   โลกหมุนติ้วกันเลยทีเดียว ได้ยินเสียงรุ่งภพร้องลั่นด้วยความตกใจ ตามด้วยเสียงกรี๊ดของสาวชาวบ้าน

   ตรัยสะบัดหน้าเรียกสติ เหนี่ยวเชือกกั้นเวทีเป็นหลักยึด กำลังจะตั้งการ์ดรับแต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีคู่ชกของเขาก็ร่วงไปกองกับพื้นแล้ว

   "ผู้ชนะ ได้แก่...มุมน้ำเงิน ตรัย...ตีนลั่น ลั่น ลั่นนนน เชิญผู้มอบรางวัลขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ"

   ฉายาบ้าบออะไรกัน

   น่าอับอายขายขี้หน้าชะมัด

   เขาเดินไปรับรางวัลกลางเวทีอย่างจำใจและร่วมถ่ายภาพหมู่ด้วยสีหน้าอันบูดบึ้ง

   "อ่ะ...เอาไป" พอลงมาด้านล่างก็ยื่นบัตรรางวัลให้กับคนรอรับ รุ่งภพตะครุบหมับ ตาเป็นประกายกับของฟรีที่ได้มา "เขาให้ไปกินที่ไหนดูซิ? จะได้วางแผนเที่ยววันพรุ่งนี้ทีเดียวเลย"

   "เอ่อ...จัดตรงหาดติงไหรอ่ะครับ น่าจะเป็นของห้องอาหารในรีสอร์ทแถวนั้น แต่...”

   ตรัยเลิกคิ้วขึ้น สางเหงื่อบนเส้นผมใส่ชายหนุ่ม "แต่อะไร?"

   "แต่...บัตรใช้ได้อาทิตย์หน้านะครับ...เขาระบุวันมาด้วย"

   มือที่กำลังสางผมอยู่หยุดชะงัก แย่งบัตรจากชายหนุ่มมาดูด้วยตาของตัวเอง พอเห็นวันที่ในกระดาษก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย
        ลงวันที่กะเกณฑ์แบบนี้ ถ้าไม่หวังให้คนได้รางวัลต้องอยู่ยาวก็ต้องหวังให้กลับมาเที่ยวอีกรอบแน่

   "ไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย ให้ตายสิ" เขาต่อเก้าอี้แล้วทิ้งตัวนอนบนตักของชายหนุ่มอย่างหมดแรง

   "ให้ผมเรียกหน่วยปฐมพยาบาลไหมครับ"

   ตรัยถลึงตาใส่คนแซว "ก้มหน้าลงมาหน่อยซิ"

   ก้มลงไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด "มีอะไรเหรอครับ"

   เป๊าะ!

   "โอ๊ย! เจ็บนะ"

   "สมควรโดน ส่วนบัตรรางวัลนี่ก็ให้คนอื่นเขาไปเถอะ เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้"

   "เสียดายอ่ะ" มองบัตรตาละห้อย อาลัยอาวรณ์ขั้นสุด

   "ให้เขาไปเถอะน่า พรุ่งนี้เธออยากกินอะไรเดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง เอาเหมือนในบัตรเลยก็ได้ โอเคไหม?"

   "โอเคก็ได้ครับ" รับคำด้วยรอยยิ้มแป้น คอยบีบนวดประจบประแจงอย่างเอาใจ

   แค่เห็นแววตาคู่นั้นเปล่งประกายด้วยความสุข ใจของคนมองก็อ่อนยวบแบบไม่มีเหตุผล รู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ อยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มนั้นขึ้นมาทันใด...




TBC


ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3437
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
อะไรจะตามใจกันขนาดนี้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1089
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 16





   อธิชาติ ทำนานนท์: ใครวะ? หัวเราะอร่อย

   Pawee Suksomboon: แคปชั่นอะไรของมึง?

   ผู้หญิง อย่าหยุดสวย: น่ารักว่ะ หัวเราะจนตาปิดเลย ^^

   Pawee Suksomboon: เด็กที่ไหนวะ? ถึงกับถ่ายลงเฟส ไม่ธรรมดา

   อธิชาติ ทำนานนท์: เด็กมันหรือเปล่า

   Trai Tamophas: ถ้าใช่แล้วจะทำไม?

   ปาเจรา จริยาโหนติ: ไม่ทำไมร้อก พวกกูจะได้จัดขันหมากไปสู่ขอ

   ผู้หญิง อย่าหยุดสวย: 5555+ เอาสินสอดเท่าไหร่ดี

   Trai Tamophas: พวกเหี้ย! เล่นด้วยแล้วลามปาม

    ปาเจรา จริยาโหนติ: นั่นชื่อเฟสเด็กมึงอ่อ ถามจริง? ตกลงมันจะตั้งชื่อเมื่อไหร่วะ

   ผู้หญิง อย่าหยุดสวย: โถอีปา ดูชื่อเฟสมึงก่อนมั้ยคะ จะท่องไปไหว้ครูเหรอ มึงไม่เปลี่ยนโปรไฟล์เป็นพานไหว้ครูไปด้วยเลยล่ะ

   อธิชาติ ทำนานนท์: อยากกินปูวววววว

   ปาเจรา จริยาโหนติ: ปูวววววพ่อง มึงกลับไปทำนาที่นนท์เลยไป๊ @อธิชาติ ทำนานนท์




   รุ่งภพพรั่งพรูลมหายใจออกมาด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก เขาเพิ่งเห็นรูปที่ตรัยอัพลงเฟสบุ๊ค เป็นภาพที่ขี้เหร่เกินจะบรรยาย
   หัวเราะจนหน้ายับขนาดนั้น น่ารักตรงไหนกัน?

   ดูเหมือนคนที่เข้ามาคอมเมนต์จะมีแต่เพื่อนสนิท ทุกคนดูงงกับแคปชั่นเพราะไม่มีที่มาที่ไปเลยสักนิด

   เหมือนจะรู้กันอยู่สองคน..

   แค่คนในภาพกับคนที่ลงภาพเพียงเท่านั้น

   หนุ่มใต้วางโทรศัพท์ลงแล้วกลับมามาดอวนต่อ ถึงจะไม่ได้ออกไปวางอวนแล้วแต่ก็ต้องซ่อมแซมเอ็นที่ขาดจนเป็นรูโหว่ เขายังไม่ได้กลับไปทำงานเพราะตรัยยังไม่ได้สั่ง วันทั้งวันจึงว่างเป็นอย่างมาก นอกจากงานทิชชู่อาร์ตแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก จะให้มุมานะทำแต่ทิชชู่อย่างเดียวก็เห็นจะไม่รอด งานแบบนี้ต้องใช้แรงบันดาลใจพอสมควร

   ซึ่งตอนนี้ยังหาไม่เจอ บินหายไปกับภาพในเฟสบุ๊คแล้ว

   ชายหนุ่มพิงแผ่นหลังแนบต้นหูกวางริมชายหาด สองขาเหยียดตรงบนแคร่ไม้ไผ่สีเก่าซีด มือหนึ่งลากผืนอวนขึ้นมาไว้บนหน้าตัก อีกมือสอดเชือกร้อยกระสวยอย่างคล่องแคล่ว

   เสียงเห่าโฮ่งของตังเกเรียกเจ้าของให้หันกลับไปมองทางหน้าบ้าน เจ้าหมาขี้เกียจวิ่งตุ้บตั้บไปดมล้อรถของผู้มาเยือน เกือบจะง้างขาฉี่ไปแล้วถ้าไม่โดนเจ้าของรถเอ็ดใส่และไล่ตะเพิดออกมาซะก่อน

   “มาอีกแล้วเหรอครับ?”

   “อย่าทำหน้าเหมือนไม่อยากต้อนรับจะได้ไหม” ตรัยนั่งเบียดตรงปลายขาของชายหนุ่ม ส่งถุงขนมให้เหมือนทุกครั้งที่มาหา “เมื่อเช้าเจอขนมบ้าบิ่นเลยซื้อมา เขาเพิ่งมาขายวันแรก ไม่รู้อร่อยไหม”

   “ผมไม่ใช่หนูทดลองนะครับ” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็หยิบกินไปหลายชิ้น “อร่อยดีครับ หอมมะพร้าว”

   “เย็นนี้ทำกับข้าวเผื่อฉันด้วยนะ” ตรัยหยิบไอแพดออกมาทำงาน เช็คอีเมลล์และไลน์ที่ธาวินส่งมาให้ ช่วงนี้เขาไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศเท่าไหร่นัก มาขลุกอยู่ที่บ้านของรุ่งภพเกือบทุกวันเพราะติดใจบรรยากาศของที่นี่

   “วันนี้ผมจะกินหมูกะทะกับเพื่อนนะครับ”

   “ใคร? มิ่งขวัญเหรอ”

   เจ้าของบ้านพยักหน้า “พี่ณัฐด้วยครับ”

   “ณัฐ? ช่างต่อเรือใช่ไหม” ตรัยยังจำช่างหนุ่มในอู่ต่อเรือได้แม้จะเคยคุยกันแค่หนเดียว “โอเค...ฉันไปกินที่อื่นก็ได้”

   น้ำเสียงเหมือนจะน้อยใจอยู่หน่อยๆ เพราะเจ้าของบ้านไม่เอ่ยปากชวน “เอ่อ...ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากชวนนะครับ…แต่เวลาพวกเราเมาแล้วค่อนข้างจะ...เละเทะน่ะครับ”

   “กินเหล้ากันด้วย”

   “อาหารหลักเลยครับ หมูกะทะแค่กับแกล้ม”

   “ถ้าฉันอยู่ด้วยพวกเธอจะอึดอัดไหม?”

   รุ่งภพนิ่งคิด “เอ่อ...ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมตอบไม่ได้หรอก”

   “ถ้าเป็นเธอ…จะอึดอัดไหม”

   หนุ่มใต้ส่ายหน้า เขาตอบได้แค่ในส่วนของเขา...เพราะระหว่างเรานั้นแทบจะไม่เหลือช่องว่างใดๆ แล้ว เล่นมาหาเกือบทุกวันแบบนี้ ถ้าอึดอัดคงอยู่ด้วยกันไม่รอดหรอกเพราะมาทีก็อยู่ยาวตั้งครึ่งค่อนวัน

   ตรัยยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ความรู้สึกประหม่าเมื่อครู่ผ่อนคลายลงจนไม่รู้สึก “งั้นฉันกินด้วยคนนะ จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนของเธอด้วย”

   โฮ่ง!

   รุ่งภพสะดุ้งกับเสียงเห่า เผลอตัวไปชั่วครู่กับสายตาอ้อร้อของชายหนุ่ม “ตังเก! จะเอาอะไรห๊ะ”

   กางอุ้งเท้าตะกุยขากางเกงของตรัยแกรกกราก ร้องหงิงๆ จ้องขนมจนตาวาว “เหมือนเธอเลย เห็นขนมแล้วตาวาว”

   ชายหนุ่มทำหน้างอ เขาเป็นแบบนั้นจริงๆ เหรอ?

   “ชิ้นเดียวพอนะ” ตรัยพูดกับหมา หย่อนขนมบ้าบิ่นให้มันงับอย่างระวัง “พอแล้ว กินเยอะไม่ดี มันไม่ใช่อาหารหมา”  พอเขาเลื่อนถุงขนมไปทางรุ่งภพก็สะกิดหงิงๆ ขอกินอีก พอเขาไม่หยิบให้ก็พ่นลมใส่ฟืดฟาด สะบัดหน้าพรืดแล้วหันตูดใส่เหมือนจะบอกให้รู้ว่างอนกัน

   ตรัยขมวดคิ้วมองมันสลับกับคนเป็นเจ้าของ นิสัยเกเรเอาแต่ใจแบบนี้ไปได้จากใครมา?




   
   ดวงอาทิตย์ลดลงต่ำพรากแสงสว่างไปจากท้องฟ้า แคร่ตัวเดิมถูกเปลี่ยนเป็นวงเหล้าขนาดย่อมที่มีเตาหมูกะทะอยู่ตรงกลาง นอกจากเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมสถาบันอย่างช่างต่อเรือแล้วยังพ่วงธาวินติดมาด้วยอีกคนหนึ่ง

   “มากับเขาด้วยเหรอ”

   ธาวินปล่อยถุงหูหิ้วที่ใส่ผักและเนื้อหมักลงบนแคร่ “โดนลากมาน่ะสิครับ...ให้มาช่วยหิ้วของแท้ๆ เลย” ประโยคหลังเหมือนบ่นกับตัวเอง

   “กินเลี้ยงอะไรกันหรือเปล่า? เหล้าเป็นลังเลย” ตรัยเปิดฝาลังที่มิ่งขวัญยกมา เล่นยกโหลมาแบบนี้จะเอาให้เมาไปถึงชาติหน้าเลยหรือไง

   “หวัดดีครับนายหัว”

   “เรียกแค่ชื่อก็พอ”

   หนุ่มตัวโตทำหน้างงจนกระทั่งรุ่งภพกระซิบบอกถึงเหตุผล “เอ่อ…ครับ คะ…คุณตรัย”

   ตรัยพยักหน้ารับ ยังคงสงสัยกับปริมาณของน้ำเมา “ซื้อมากินยกลังกันเลยเหรอ?”

   “ซื้อมาเผื่อไว้คราวหน้าครับ ไม่รู้จะถูกหวยอีกเมื่อไหร่”

   “ใครถูกหวย?”

   “ไอ้รุ่งครับ ถูกล็อตเตอรี่ตั้งหลายใบ”

   ตรัยเลิกคิ้ว “ใช่เลขที่ไปนั่งจ้องขี้ธูปมาหรือเปล่า?”

   “จำได้ด้วยเหรอครับ” รุ่งภพยิ้มแห้ง ไม่คิดว่าตรัยจะจำได้

   “จำได้แม่นเลยล่ะ นั่งรอเป็นชั่วโมงขนาดนั้น”

   “แหม...มันก็ไม่ได้นานขนาดนั้น”

   “แน่ใจเหรอ? เธอไม่ได้มานั่งคอยเหมือนฉันนี่”

   มิ่งขวัญสบตากับธาวิน ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นส่วนเกินไปได้ล่ะ “เอ่อ...ติดเตากันก่อนไหมครับ พี่ณัฐมาจะได้กินเลย”

   “…เอาสิ” ตรัยหลีกทางให้ รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อยที่หลงลืมคนทั้งสอง

   “มึงมาติดเตาดีกว่าไอ้รุ่ง เดี๋ยวกูเข้าไปทำกับแกล้มเพิ่ม” มิ่งขวัญส่งไฟแช็กกับถุงใส่ถ่านให้เพื่อนสนิท หนุ่มตัวโตลากธาวินติดมือไปด้วยโดยไม่ถามความสมัครใจ เรียกเสียงโวยวายตั้งแต่หน้าหาดไปจนถึงในครัว

   พวกเราเตรียมของใส่จานและจุดยากันยุงเอาไว้พร้อม พอช่างต่อเรือมาถึงก็ได้ฤกษ์เปิดหมูกะทะแบบรวมมิตร ทั้งเนื้อหมูเนื้อไก่เนื้อวัวย่างปนกันไปหมด ตรงช่องใส่น้ำซุปก็อัดแน่นไปด้วยลูกชิ้นและสารพัดผักที่ซื้อมา

   แน่นจนไม่มีที่จะหย่อนอะไรลงไปแล้ว

   ตรัยกับธาวินได้แต่นั่งมองคนทั้งสามประโคมทุกอย่างที่ซื้อมาลงไปจนแออัด ตะเกียบของเขายังคงสะอาดเพราะไม่สามารถคีบอะไรลงไปย่างได้เลย

   ย่างก็ไม่ทันแถมยังกินไม่ทันอีกต่างหาก คนพวกนี้ไปตายอดตายอยากจากไหนมาก็ไม่รู้ มาถึงก็ซัดเอาๆ ไม่ลืมหูลืมตา

   “ทำไมไม่กินล่ะครับ?” รุ่งภพเงยหน้าขึ้นมาถาม หลังจากคีบเนื้อย่างมากองจนเต็มชาม

   “กินอะไรล่ะ ยังไม่ได้ย่างสักกะชิ้น” หนุ่มใต้หันกลับไปมองความแออัดในกะทะ ร้องอุ้ยออกมาหนึ่งคำก่อนจะคีบเนื้อในชามของตัวเองยกให้เขา “กินไปสิ เอามาให้ฉันทำไม”

   “เดี๋ยวผมย่างให้ครับ พวกเรากินกันเร็ว จะอืดก็ตอนอิ่มนั่นแหละครับ” รุ่งภพชะลอสปีดของตัวเองลง ตักเต้าหู้ไข่และลูกชิ้นที่สุกแล้วลงมาก่อน “คุณวินเอาอะไรไหมครับ เดี๋ยวผมตักให้”

   “เอาลูกชิ้นก็ได้ ขอบใจนะ”

   “ตักเองไม่เป็นเหรอคุณ” มิ่งขวัญชักมือกลับ เนื้อที่อยู่บนปลายตะเกียบหลุดร่วงจากอาการชะงักงันเมื่อครู่นี้

   “ฉันไม่ใช่คนต้มนี่นา ใครจะไปกล้าตัก”

   “จะกินอะไรก็ตักไปได้เลยครับ พวกผมไม่ชอบปล่อยให้กะทะว่างน่ะครับ เห็นแล้วมันอดไม่ได้ต้องคีบเติมตลอด” ช่างต่อเรือบอกด้วยถ้อยคำสุภาพ สมัยเรียนแย่งกันกินบ่อยเลยติดนิสัยนี้มาจนถึงปัจจุบัน

   “ขอบคุณนะครับ ผม...ไม่ค่อยได้กินอะไรแบบนี้เท่าไหร่ เลยไม่รู้จะแทรกยังไง” ธาวินยอมรับว่าทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มยังไงเพราะไม่ค่อยได้กินอาหารปิ้งย่างแบบนี้เท่าไหร่นัก

   “งั้นคราวหลังมากินด้วยกันอีกสิครับ ตอนนี้ก็ซ้อมมือไปก่อน”

   “คงต้องให้ณัฐสอนแล้วล่ะ”

   มิ่งขวัญกระแทกตะเกียบลงชามจนแคร่สั่น แววตาขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้สอนด้วย ถ้าย่างเนื้อไม่เป็นก็ไม่ต้องทำอะไรกินแล้วคุณ”

   “ยุ่งอะไรด้วยล่ะ ไม่ได้ขอให้นายสอนสักหน่อย”

   ณัฐรีบโบกมือห้าม “เดี๋ยวๆๆ ไม่ได้จะทะเลาะกันหรอกใช่ไหม?”

   “เชอะ!/เชอะ!”

   สะบัดหน้าหนีไปคนล่ะทางเหมือนโกรธกันมาแต่ชาติปางก่อน ตอนอยู่ในครัวยังดีๆ อยู่เลย ผีเข้าผีออกจริงๆ คู่นี้ “ถ้วยนี้แกงอะไรเหรอ?” ตรัยใช้ช้อนตักไข่แดงพวงเล็กพวงน้อยขึ้นมาจากชาม กลิ่นต้มยำหอมฟุ้งแต่ไม่รู้ว่าใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ

   “ต้มยำพวงไข่อ่อนครับ ไข่ไก่นั่นแหละแต่ยังไม่ตกใบ” รุ่งภพพยักหน้าแล้วยิ้มให้ ไม่ได้คะยั้นคะยอให้กินในทันที “เป็นไงบ้างครับ”

   ตรัยพยักหน้าให้หลังจากชิมรสไปหนึ่งคำ “เผ็ด...แต่อร่อยดี”

   “ไอ้มิ่งมันมือหนักครับ ถ้าไม่ไหวกินอย่างอื่นก็ได้ เอาหมึกนึ่งมะนาวไหมครับ” เลื่อนจานหมึกนึ่งมะนาวมาให้ใกล้ๆ แถมยังรินเหล้าเติมจนล้นปริ่ม ตรัยแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย

   “มึงไปขอหวยที่ไหนมาวะไอ้รุ่ง” ณัฐถามรุ่นน้องระหว่างคีบหมูสามชั้นย่างเข้าปาก สีหน้าเอร็ดอร่อยกับไขมันที่เพิ่มพูน

   “สงขลาพี่ ไม่คิดว่าจะถูกเหมือนกัน”

   “ไปขอไกลแท้วะ”

   “ไม่ได้ตั้งใจไปขอหรอก ทางผ่านน่ะเลยแวะเข้าไปไหว้พระ คนมันดวงดีก็งี้ เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่”

   มิ่งขวัญหัวเราะเสียงเย็นในลำคอ “หลังจากนั้นก็ซวยรับทรัพย์เลย เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่”

   เสียงแซวจากหนุ่มตัวโตเรียกสายตาค้อนควักจากคนเคยซวย ณัฐซึ่งไม่รู้เรื่องราวก่อนหน้านั้นนึกว่าแซวกันเล่นๆ จึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรนัก “พวกคุณสองคนจะย้ายมาอยู่ที่กระบี่เลยหรือเปล่าครับ” ณัฐถามคนต่างถิ่นทั้งสอง “ตั้งแต่ที่เจอกันวันนั้นก็นานแล้วเหมือนกันนะ ผมนึกว่าคุณจะกลับไปแล้วซะอีก” ประโยคสุดท้ายเขาเจาะจงพูดกับตรัยโดยเฉพาะ

   “ผมมีแพลนจะย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวร ส่วนวินเขามาทำงานแค่ชั่วคราวน่ะ”

   “อ๋อ แล้วคุณวินจะกลับเมื่อไหร่เหรอครับ”

   “เรียกพี่ก็ได้นะ อายุเราไม่น่าจะห่างกันมาก” ธาวินหยิบยื่นมิตรภาพให้ด้วยรอยยิ้ม “พี่จะกลับเร็วๆ นี้แหละ เดี๋ยววางระบบงานในออฟฟิศเสร็จก็กลับแล้ว”

   “ทำงานเสร็จก็กลับเลยเหรอครับ มาถึงกระบี่ทั้งทีไม่ไปเที่ยวสักหน่อยเหรอ?”

   “แค่ออกจากบ้านก็บ่นเป็นกระบุงแล้ว ไปไหนก็บอกร้อน จะไปเที่ยวที่ไหนได้” มิ่งขวัญแฉคนร่วมบ้าน พอเห็นธาวินให้ความสนิทสนมกับณัฐก็นึกขวางหูขวางตาไปเสียหมด

   ธาวินไม่สนใจคนแฉ เลือกที่จะคุยกับณัฐมากกว่าหนุ่มตัวโตที่นั่งข้าง “ผมมาเที่ยวกระบี่หลายครั้งแล้วครับ ไปมาเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ออกไปนอนกลางทะเลเท่านั้นแหละที่ยังไม่ได้ทำ”

   “ไม่น่าเชื่อ”

   “ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ ไม่ได้ขอร้องให้เชื่อสักหน่อย” ธาวินถลึงตาใส่หนุ่มใต้ร่างยักษ์ แอบเทน้ำจิ้มใส่แก้วเหล้าด้วยความหมั่นไส้

   “ถุย! เหล้าเสียหรือเปล่าวะ?”

   “หือ? จริงดิ” ณัฐคว้าขวดเหล้าขึ้นมาดูวันหมดอายุอย่างตื่นตูม

   รุ่งภพดมแก้วเหล้าในมือของตัวเอง สีหน้างุนงงเหมือนมีเครื่องหมายคำถามขึ้นอยู่เต็มใบหน้า “กินเข้าไปจนจะหมดขวดอยู่แล้วนะ มึงเพิ่งมาบอกอะไรตอนเน้~”

   ตรัยถึงกับหลุดยิ้มขำ สงสัยลิ้นจระเข้กันทั้งกลุ่ม เหล้าเสียหรือไม่เสียแยกไม่เป็นกันหรือยังไง?

   “เสียพ่อง เพิ่งจะผลิตเมื่อเดือนที่แล้ว” ณัฐกระทุ้งเท้าถีบรุ่นน้อง ตกใจจนลืมไปเสียสนิท...เหล้ากลั่นมันจะไปบูดได้ยังไง “ทำอะไรหกลงไปหรือเปล่า? ไอ้หัวดอ ทำกูตกใจแหม็ด”   

   “เททิ้งก็ได้”

   “เออ ชงใหม่ก็สิ้นเรื่อง” รุ่งภพเกือบจะบ้วนทิ้งอยู่แล้วเชียว “ถ้าเหล้าเสียจริงคงมีแต่คุณวินคนเดียวที่รอด”

   ธาวินหัวเราะ เขาดื่มแต่น้ำอัดลมเพราะไม่อยากเมาตอนขากลับ “ถ้าพวกนายเป็นอะไรไป อย่างน้อยก็ยังเหลือฉันไว้เรียกปอเต๊กตึ๊งได้”

   “พวกผมคงไม่อาการหนักขนาดนั้นหรอกครับ เรียกแค่รถพยาบาลก็พอ”

   รุ่งภพหัวเราะร่วนกับสีย่ำแย่ของเพื่อนสนิท พอซัดเหล้าเข้าไปอีกสองแก้วก็เริ่มทรงตัวไม่อยู่ ไหลไปกองกับแคร่จนตรัยต้องดึงขึ้นมาพิงกับตัวเอง “ยังตายตอนนี้ไม่ได้น้า~ ต้องไปสร้างบ้านให้ปลาก่อน”

   “เมาแล้วมั้งนั่น” มิ่งขวัญผลักหัวเพื่อน ตรัยคว้าเอาไว้แทบไม่ทันเพราะหงายหลังจนเกือบจะตกแคร่

   “บ้านปลาเหรอ มันคืออะไรอ่ะ?”

   “สนใจเหรอคุณ”

   “ไม่สนแล้วจะถามเหรอ”

   ณัฐส่ายหน้า ขี้คร้านจะเข้าไปร่วมวงเถียงด้วยเลยนั่งจิบเหล้าเงียบๆ สลับกับมองดูรุ่งภพอยู่เป็นระยะ “เข้าไปนอนก่อนไหมมึง? เดี๋ยวพวกกูเก็บจานให้”

   “ยังไม่เมา...” ยังมีสติอยู่แต่เริ่มเลื้อยไม่เป็นทาง “บ้านปลาก็คือปะการังปลอมไงคร้าบ~”

   ธาวินยิ้มงง ส่งสายตาให้มิ่งขวัญแปลความหมายอีกรอบหนึ่ง “ปะการังเทียมไงคุณ ทำจากทางมะพร้าวบ้าง เชือกบ้าง ยางรถยนต์บ้าง พอถึงฤดูวางไข่ปลามันจะว่ายเข้ามาหลบในเขตน้ำตื้น อาศัยปะการังเป็นที่ฟักไข่ แต่ตอนนี้ปะการังจริงเหลืออยู่น้อยจนแทบไม่มีแล้ว พอไม่มีปะการังปลาก็อยู่ไม่ได้ พอมันอยู่ไม่ได้…เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”

   “ถึงต้องไปสร้างให้มันงาย~”

   “ปกติมันคอแข็งนะครับ สงสัยซัดแต่เหล้าไม่ค่อยได้เล็มกับแกล้มเหมือนพวกเรา” ณัฐดีดก้อนน้ำแข็งป่นใส่หน้าผากของรุ่นน้อง คนโดนรังแกคลำหัวป้อยๆ เล่นเอาหัวเราะกันทั้งวงเพราะเจ็บไม่ถูกทาง

   “คลำตรงไหนน่ะ โดนดีดตรงหน้าผากไม่ใช่เหรอ” ตรัยจับข้อมือของชายหนุ่มลดลง กดตรงรอยหยดน้ำบนหน้าผากแล้วลูบเช็ดให้

   คนเจ็บนั่งอึน ไม่หือไม่อือแต่นั่งจ้องเขาตาเยิ้ม

   ตรัยชักมือกลับ รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันใด

   เขาต้องเมาแล้วแน่ๆ ทำไมถึงรู้สึกเขินกับสายตาของชายหนุ่ม? “แล้วจะไปสร้างกันที่ไหนเหรอ” ประโยคนี้เขาถามกับมิ่งขวัญ พยายามหาเรื่องคุยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ภายในอก

   “เดี๋ยวต้องประสานกับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านอีกทีครับ พวกเขาทำกันมานานแล้ว ส่วนพวกเราเพิ่งจะไปเข้าร่วมเมื่อปีที่แล้วนี้เอง”

   “เราต้องไปช่วยเขาทำเหรอ”

   “เรียกว่าร่วมด้วยช่วยกันดีกว่าครับ เรากอบโกยผลประโยชน์จากทะเลเหมือนกันก็ต้องช่วยกันชดเชยดูแล มันไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งเพราะทะเลเป็นของส่วนรวม ถ้าหวังแต่จะพึ่งให้คนนั้นคนนี้ทำ ทะเลบ้านเราก็คงตายไปนานแล้ว”
   “ฉันดีใจนะที่ได้ยินแบบนี้ อย่างน้อยพ่อของฉันก็ไม่ได้ทำธุรกิจแบบเห็นแก่ตัว” ตรัยยิ้มขณะพูด ลอบมองคนเมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเงียบไป “หลับไปแล้วเหรอ?”

   “ยาง~ ยังหวาย” ยกหัวขึ้นมาจากแก้วเหล้า การได้ยินยังแจ่มชัดแต่การตอบสนองถดถอยลงทุกที ณัฐเองก็ตามรุ่นน้องไปติดๆ ไม่มียั้งเพราะเหล้าฟรี

   “จะกลับบ้านได้ไหมเนี่ย?” ธาวินจิ้มแขนสะกิด สภาพของณัฐยังดีกว่ารุ่งภพมากเพราะยังคงนั่งนิ่งเว้นแต่ลมหายใจถี่แรง

   “ไม่กลับหรอกครับ…กลัววูบ เดี๋ยวนอนกับไอ้รุ่งมันดีกว่า”

   ตรัยขมวดคิ้ว มองคนเมาทั้งสองสลับกัน

   “งั้นก็โอเคครับ พี่จะได้ไม่ต้องโทรเรียกปอเต๊กตึ๊ง” ธาวินยังไม่เลิกแซว “แล้วพรุ่งนี้จะไปทำงานไหวเหรอ”

   “หยุดสักวัน คานเรือคงไม่เจ๊งหรอกครับ”

   “คานเรือ?”

   “อู่ต่อเรือน่ะ” มิ่งขวัญแก้คำใหม่

   “ณัฐทำอู่ต่อเรือเหรอ”

   “อือ...ผมเป็นช่าง”

   “ช่างหัวมาน~”

   “กูน็อกให้มึงสลบไปเลยได้ไหมไอ้รุ่ง…เมาแล้วกวนตีนฉิบหายไอ้ห่า” ณัฐเงื้อมือขึ้นเตรียมจะฟาดแต่รุ่งภพกลิ้งตัวหลบ โดดขึ้นไปนั่งซ้อนตักแล้วยึดตรัยเป็นโล่กำบัง

   “….”

   เพล้ง!

   แก้วเหล้าในมือของมิ่งขวัญหลุดร่วงกระทบกับขอบจาน เศษอาหารกระจายเกลื่อนสังเวยความตกใจเมื่อครู่นี้

   โบราณว่าไว้อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมาแต่ดูจากสีหน้าแข็งค้างของคุณตรัยแล้ว...มึงไม่รอดแน่ไอ้รุ่ง

   “รุ่ง มะ...มานั่งกับพี่วินตรงนี้ดีกว่ามา”

   “อือ…ไม่เอา เดี๋ยวพี่ณัฐตี” ส่ายหน้าไม่ยอมลงจากตัก แถมยังซุกหน้ามุดไหล่ของตรัยอีก

   “ช่างเถอะ เขาอยากนั่งก็ปล่อยให้นั่งไป” ตรัยถอนหายใจ คล้องมือรวบเอวเล็กแล้วจับให้นั่งตรงหว่างขา สักพักก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะรุ่งภพอยู่ไม่นิ่งขยับไปขยับมา “ฉันพาเขาไปนอนก่อนแล้วกัน”

   พูดจบก็ลากตัวออกไปทันทีท่ามกลางสายตางุนงงของคนที่เหลือ

   “เพื่อนผมจะโดนฆ่าหมกห้องหรือเปล่า?”

   “จะบ้าเหรอ! คุณตรัยเขาไม่ใช่ฆาตกรนะ” ธาวินตวาดแว้ด ถึงจะเป็นห่วงอยู่บ้างแต่ไม่ได้ประสาทเสียเหมือนกับมิ่งขวัญ “ตามไปดูกันไหม?”

   “เมื่อกี้ยังด่าผมอยู่เลย”

   “ไปดูให้แน่ใจเฉยๆ ไงว่าถึงห้องหรือเปล่า”

   “คุณตรัยเขาไม่ได้เมาสักหน่อย เดินตัวปลิวขนาดนั้น คงไม่พาไอ้รุ่งไปวัดพื้นที่ไหนหรอก”

   “เอ๊ะ! แล้วเมื่อกี้ใครมันประสาทเสียใส่ฉันก่อนล่ะ”

   “ผมก็พูดไปงั้นเอง คิดเป็นจริงเป็นจังไปได้”

   “อะ…ไอ้...”

   ณัฐถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพ่งมองแก้วเหล้าในมือแล้วกระดกรวดเดียวหมด ช่างต่อเรือหนุ่มเดินโซซัดโซเซเข้าบ้าน ทิ้งเสียงหนวกหูเอาไว้เบื้องหลังพร้อมกับความเสียดายเหล้าอีกครึ่งขวดที่ยังเหลืออยู่

   จะตีกันตายไหมล่ะนั่น?

   สงสัยธาวินต้องโทรเรียกรถปอเต๊กตึ๊งให้ตัวเองแล้วล่ะมั้ง




TBC




ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
หวงแรงมาก

ออฟไลน์ mab

  • ชื่อ mab ไม่ได้ชื่อ map
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +80/-0
ถ้าเราสอบเสร็จจะมาตามอ่านนะคะ
อ่านนิดหน่อยก่อนแล้ว ชอบบบบบบบ :katai2-1:

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 17






   ไม้ไผ่ลำใหญ่ถูกมีดพร้าเล่มยาวฟันฉับจนหักโค่นออกจากกอ ส่วนของโคนไม้ยังคาอยู่ในกอไผ่ ลำพังแค่มิ่งขวัญคนเดียวคงดึงออกมาได้สบายแต่กับธาวินนั้น...คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าดึงหลุดออกไปจากกอ

   ยิ่งมองก็ยิ่งหงุดหงิด เป็นผู้ชายซะเปล่าแต่แรงอย่างกับมด

   “มาช่วยหรือมาเป็นภาระเนี่ย? ไปเล่นตรงอื่นไป อยู่ตรงนี้ก็เกะกะ”

   ธาวินหน้าบูด ถลึงตาใส่คนปากปีจอ “ก็ลำมันใหญ่อ่ะ ช่วยดึงให้หน่อยไม่ได้หรือไง”

   ส่ายหัวแล้วกระชากทีเดียวหลุด “เอ้า พอใจยัง?”

   ไม่มีเสียงตอบเพราะธาวินกำลังแบกไม้ไผ่ขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล คงหนักน่าดูเพราะกัดฟันจนหน้าบิดเบี้ยว เซไปทางโน้นที เซไปทางนั้นที ปัดไปเป๋มาจนเกือบจะฟาดกะโหลกของมิ่งขวัญเข้าให้

   “เอ๊ะ? ทำไมเบาอ่ะ” พอหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นหนุ่มตัวโตแทรกกายเข้ามาช่วยแบกตรงช่วงท้าย ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมายังเขา สีหน้าหงุดหงิดจนดูบึ้งตึง

   “เดินไปสิ! จะยืนแบกอยู่ตรงนี้ทั้งวันเลยหรือไง”

   “ก็แล้วทำไมต้องดุด้วยล่ะ!”

   “ไม่ดุได้ไง ไหล่คุณแดงหมดแล้วไม่รู้สึกเจ็บเลยหรือไง...หรือไม่มีความรู้สึก?”

   ธาวินก้มมองลาดไหล่ของตัวเอง รอยแดงที่เห็นไม่ใช่แค่รอยช้ำเท่านั้นแต่ยังเป็นรอยถลอกเพราะถูกครูดจากข้อต่อของไม้ไผ่ที่ยังถากไม่เรียบดี “มันก็ไม่ได้เจ็บขนาดนั้น แค่แสบนิดหน่อยเอง”

   พวกเขาแบกลำไม้ไผ่มากองไว้บนชายหาด ธาวินทำท่าจะตามเข้าไปช่วยอีกครั้งแต่โดนหนุ่มตัวโตชี้หน้าแล้วโยนกล่องปฐมพยาบาลใส่ เขายื่นมือออกไปรับแทบไม่ทัน พออีกฝ่ายโยนเสื้อคลุมตามมาทีหลังจึงโปะลงบนหัวอย่างสวยงาม

   มองอะไรไม่เห็นเลย

   ธาวินตะเกียกตะกายดึงเสื้อตัวใหญ่ออกจากหัว เขาขมวดคิ้วขณะกำเสื้อในมือแล้วชูขึ้น ถ้าไม่ใส่แล้วจะเอามาทำไม? “โยนเสื้อนายมาให้ฉันทำไม”

   “นั่งอยู่ตรงนี้ เฉย...เฉย อย่าเพ่นพล่าน” ใช้สายตาบังคับให้นั่งลงบนเสื่อที่ชาวบ้านเอามาปูให้ มิ่งขวัญแกะกล่องปฐมพยาบาลแล้วทายาปิดแผลให้อย่างรวดเร็ว “นั่งอยู่ตรงนี้แหละ ใส่เสื้อคลุมเอาไว้ด้วย เดี๋ยวไม่สบาย”

   ผิวของธาวินแพ้ง่าย เข้าไปในสวนมะพร้าวแค่แป๊บเดียวก็แดงเถือกไปทั้งแขน

   “เป็นห่วงก็บอก”

   มิ่งขวัญกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างในแววตาด้วยการส่ายหน้าปฎิเสธคำพูดของชายหนุ่ม “ห่วงตัวเองมากกว่า เกิดคุณเป็นอะไรไปก็ไม่พ้นผมอีกแหละ เหนื่อยทั้งขึ้นทั้งล่อง”

   ธาวินเบ้ปาก ยอมสวมเสื้อคลุมของมิ่งขวัญโดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอีกต่อไปแล้วเมื่อต้องใช้ของร่วมกับชายหนุ่ม “เมื้อกี้ฉันไปสอยทางมะพร้าวลงมาด้วยนะ สนุกมากๆ เลย”

   “ไปสอยตอนไหน ทำไมผมไม่เห็น” มิ่งขวัญคุ้ยกระติกน้ำแข็งแล้วส่งขวดน้ำให้กับคนคุยอวด “ไม่ต้องรีบๆ กินน้ำก่อน เดี๋ยวคอแห้ง“

   ธาวินรับน้ำมาดื่มอย่างเคืองๆ “ตอนนายโดนผู้ใหญ่บ้านเรียกไปตัดไม้ไผ่ไง ฉันก็เลยเดินตามอีกกลุ่มเข้าไปในสวนมะพร้าว ใช้ตะขอกระตุกตั้งนานแหนะกว่าจะหลุด”

   “ได้กี่ทาง”

   ชูสองนิ้วสู้ตาย “สอง”

   “โว๊ะ อุตส่าห์ฟังตั้งนาน ได้แค่สองทางยังจะมาคุยอีก คนอื่นเขาสอยกันได้เป็นสิบ”

   “ก็ฉันยังไม่เทิร์นโปรนี่” เถียงคอตั้งปากเชิดรั้น “แล้วจะสร้างบ้านให้ปลากันยังไงอ่ะ ต้องแบกไม้ไผ่กับทางมะพร้าวลงไปสร้างในน้ำเหรอ?”

   มิ่งขวัญถึงกับหลุดหัวเราะ หนุ่มตัวโตแย่งขวดน้ำในมือของธาวินมาดื่มต่ออย่างลืมตัว “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวผมตัดไม้ไผ่เสร็จจะออกมาทำให้ดู” พูดจบก็ส่งขวดน้ำกลับคืน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับน้ำที่หายไปเกือบครึ่งขวด กว่าธาวินจะรู้สึกตัวมิ่งขวัญก็เดินหายเข้าไปในป่าแล้ว

   “คุณวินครับ!”

   เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก เห็นรุ่งภพวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา ไรเหงื่อเปียกซึมไปทั่วกรอบหน้า “ไม่ต้องวิ่งก็ได้ จะรีบร้อนไปไหนกัน”

   “ทำอะไรอยู่หรือเปล่าครับ”

   ส่ายหน้าเศร้า “นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ อยู่ ไม่มีใครอยากให้พี่ช่วยเลย เป็นคนที่ไม่มีใครต้องการก็งี้แหละ”

   รุ่งภพยิ้มเฝื่อน ไม่สามารถรรับมือกับโหมดดราม่าของธาวินได้ “ถ้าไม่ได้ทำอะไร ไปช่วยพวกผมทำซั้งเชือกกับกองปะการังเทียมไหมครับ”

   “ทำตรงไหนอ่ะ?”

   “เลยสวนมะพร้าวไปหน่อยเดียวเองครับ เป็นหอประชุมของชาวบ้าน”

   ธาวินยื่นมือให้รุ่งภพช่วยฉุด เขาปัดเศษทรายออกจากเนื้อตัว ตั้งใจจะเดินไปสำรวจดูก่อนถ้าไม่เวิร์คค่อยกลับมา “ซั้งเชือกคืออะไรเหรอ? ต้องตัดไม้ไผ่กับทางมะพร้าวเหมือนทางนี้หรือเปล่า”

   “ไม่ครับ ไม่ๆ ซั้งเชือกก็ทำจากเชือกนั่นแหละครับ ตรงที่คุณวินทำอยู่เราเรียกว่าซั้งกอ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่มันเปื่อยเร็วไม่ค่อยทน ถ้าเป็นซั้งเชือกจะอยู่ในน้ำได้นานกว่าครับ”

   “เหรอ...แล้วมีใครไปทำมั่งอ่ะ”

   “ก็มีหลายหน่วยงานครับ”

   “ไม่ใช่ ฉันหมายถึงพวกเราน่ะ มีใครไปทำบ้าง”

   “อ๋อ ส่วนใหญ่จะเป็นคนงานผู้หญิงครับ แล้วก็พวกไต๋เรือกับเสมียนออฟฟิศ” รุ่งภพเดินนำเข้าไปในอาคารโล่งๆ หลังหนึ่งถัดจากสวนมะพร้าวริมชายหาด ภายในนั้นกึกก้องไปด้วยเสียงจากไมโครโฟน เจ้าหน้าที่สาวสองคนกำลังสาธิตวิธีทำซั้งเชือกอยู่บนเวทีแบบเตี้ย อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงเชือกใยยักษ์และแกลลอนสำหรับถ่วงน้ำเพียงเท่านั้น

   “คุณตรัยล่ะ? เขามาด้วยหรือเปล่า” หลังจากส่งรุ่งภพเข้านอนในวันนั้นก็หายหน้าหายไปตาไปหมกตัวอยู่ที่เกาะตั้งหลายวัน

   “มาครับ นั่งอยู่ตรงนั้นไง” ชี้ไปตรงกลุ่มเก้าอี้แถวกลาง รุ่งภพพาชายหนุ่มเดินแหวกทางเข้าไปหา พอตรัยเห็นคนทั้งสองก็ขยับไปนั่งเก้าอี้ว่างอีกตัวหนึ่ง ส่งเชือกใยยักษ์ที่ฉีกแล้วกับแกลลอนให้รุ่งภพผูก ทั้งยังส่งสายตาให้นั่งใกล้เหมือนบังคับอยู่กลายๆ

   “ต้องเริ่มยังไงล่ะนี่?” ธาวินจับปลายเชือกทบกัน มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงุนงง

   “เอาปลายเชือกผูกยึดกับเสาก่อนครับ เส้นนี้เป็นเส้นหลัก เสร็จแล้วก็เอาเชือกสั้นมาผูกทบตรงกลางสองเส้น จะได้เป็นสี่เส้นแบบนี้” ชูเชือกในมือให้ดูเป็นตัวอย่าง “ตามทันไหมครับ”

   “อ่อ มัดปมยังไงก็ได้ใช่ไหม”

   “ครับ เสร็จแล้วก็คลายเกลียวเชือกทั้งสี่เส้นออกเป็นฝอยๆ ครับ ให้มันเป็นหญ้าเทียม”

   “ถ้ามีกีฬาสี เอาไปเป็นพู่เชียร์ลีดเดอร์ได้เลยนะเนี่ย”

   ตรัยหลุดเสียงหัวเราะ ตอนแรกเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกันแต่ไม่อยากทำลายจินตนาการของรุ่งภพ

   “แล้วเส้นนึงต้องทำกี่พู่อ่ะ”

   “เชือกเส้นหลักยาว 12 เมตรครับ ถ้ากะระยะแล้วจะทำได้แปดชั้น เราต้องเหลือปลายเชือกเอาไว้ผูกกับแท่นปูนถ่วงน้ำด้วย อีกด้านก็ผูกกับแกลลอนถ่วงให้มันลอยขึ้น”

   “จะทำได้สักกี่นาทีกัน” ตรัยสบประมาทเพราะรู้ดีว่าธาวินไม่ชอบงานประดิษฐ์ประดอยแบบนี้

   ธาวินส่ายหน้า ส่อแววล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม “คุณกลับเข้าฝั่งตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ ไม่เห็นเข้าออฟฟิศเลย”

   “ก็ไปๆ มาๆ ไม่ได้อยู่ที่เกาะตลอดหรอก…แค่แวะไปดูอะไรเรื่อยเปื่อย”

   “จะเริ่มสร้างรีสอร์ทแล้วเหรอครับ”

   “อืม เริ่มร่างแบบคร่าวๆ แล้ว” หลายวันมานี้ตรัยค่อนข้างสับสนในความรู้สึกของตัวเองพอสมควร เขาลอบมองรุ่งภพด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แม้จะยังไม่อยากยอมรับแต่สัมผัสนุ่มหยุ่นในวันนั้นยังคงติดตรึงไม่สร่างซา

   คนเมาไม่ผิด...คนที่ผิดคือคนที่ไม่เมาต่างหาก





   “เดินดีๆ สิ” เขาบอกกับคนเมาหลังจากฉุดกระชากเข้ามาจนถึงห้อง

   “อือ...เดินไม่หวายแล้ว ขอขี่คอหน่อยน้า”

   ตะกายจะขึ้นหลังเขาให้ได้ ตรัยต้องรวบขัอมือทั้งสองข้างแล้วจับอุ้มพาดบ่าตัดปัญหาคนนัวเนีย

   เพี๊ยะ!

   “อยู่เฉยๆ อย่าดิ้น” ฟาดก้นไปหนึ่งทีอย่างอดไม่ได้ พอเมาแล้วดื้อกว่าเดิมเป็นสิบเท่า

   “แหวะ จะอ้วก”

   รีบปล่อยลงบนฟูกแทบไม่ทัน มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าคนเมาไม่รั้งต้นคอของเขาเข้ากอดรัดแล้วเกลือกกลิ้งริมฝีปากตัวเองหยอกล้อกับใบหน้าเขา สัมผัสร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ปัดผ่านทำให้รู้สึกหวามไหว ทั้งยังมอมเมาให้ลุ่มหลงอยู่กับความนุ่มหยุ่นของริมฝีปากอิ่มแดง

   “ตังเก...มาให้พ่อกอดหน่อยน้า” ป่ายมือเปะปะ ปรือตาขึ้นมองแล้วขมวดคิ้วยุ่ง “ทำไมตังเกหน้าเหมือนคุณตรัยเลยล่ะ?”

   “ก็ฉันน่ะสิ...ไม่ใช่หมาของเธอสักหน่อย”

   ตรัยจับยึดปลายนิ้วมือของชายหนุ่ม หัวใจเต้นดังจนได้ยินเสียงสะท้อนในแผ่นอก อยากลองสัมผัสริมฝีปากนั้นดูอีกสักครั้งแต่ไม่มีโอกาสได้ทำเพราะได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามาก่อน

   “...!”

   ณัฐ…

   ช่างเรือหนุ่มทำหน้าเหมือนเห็นผี ตรัยได้แต่พึมพำบอกว่าไม่มีอะไรและแสดงอาการเหมือนลังเลใจอยู่ชั่วครู่ พอเห็นรุ่งภพเริ่มกรนหลับก็หุนหันออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความสงสัยก้ำกึ่งเอาไว้ในใจของช่างเรือ






   รุ่งภพโบกมือเรียกร้องความสนใจจากตรัย เขาถามชายหนุ่มไปหลายรอบแล้วว่าจะออกไปติดตั้งซั้งเชือกด้วยกันหรือเปล่าแต่ตรัยก็ยังนั่งนิ่งไม่ตอบสนองใดๆ

   “หลับหรือเปล่า?”

   “เหมือน...คนใจลอยมากกว่านะครับ” หนุ่มใต้บอกกับธาวิน เปลี่ยนจากโบกมือมาเป็นสะกิดเรียก ตรัยหันขวับ เปลือกตาที่หลุบลงเมื่อคู่นี้ตวัดจ้องเขม็ง ทำเอาคนเรียกหน้าซีดเผือด เผลอขยับตัวออกห่างไปเบียดชิดกับธาวิน

   “มีอะไร?” ตรัยปรับแววตาให้อ่อนลง แม้กระทั่งน้ำเสียงก็อ่อนลงด้วยเช่นเดียวกัน

   “ทางหน่วยงานเขาขออาสาสมัครที่ดำน้ำได้ลงไปติดตั้งซั้งเชือกในทะเลครับ ผมก็เลยมาถาม...เผื่อคุณอยากทำ”

   “เธอไปหรือเปล่าล่ะ”

   “ไปครับ”

   “ถ้าเธอไปฉันก็ไป”

   “คุณวินไปไหมครับ”

   ธาวินส่ายหัว โบกมือขอบาย “ไม่เอาล่ะ พี่ดำน้ำไปเป็น”

   การทำซั้งเชือกไม่ยุ่งยากเหมือนซั้งกอ อุปกรณ์ไม่เยอะแต่ใช้เวลาทำนาน กว่าจะได้ครบตามที่กำหนดก็กินเวลาหลายชั่วโมง จากเช้าเคลื่อนไปบ่าย จากบ่ายเคลื่อนไปจนบ่ายคล้อย ขนาดรุ่งภพเองยังรู้สึกเมื่อยล้า นับประสาอะไรกับธาวินที่งอแงจะล้มเลิกอยู่หลายรอบ หากไม่ได้รุ่งภพคอยช่วยจนจบเส้น ซั้งเชือกในมือของชายหนุ่มคงไปใม่ถึงไหน ค้างเติ่งอยู่เพียงแค่ครึ่งเดียว

   “ทุกคนค้า~” เสียงปรบมือจากเจ้าหน้าที่สาวเรียกความสนใจไปยังด้านหน้าเวทีอีกครั้งหนึ่ง “เสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับซั้งเชือกที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำมาตั้งแต่เช้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าปีนี้พวกเราจะมารวมตัวกันได้เยอะขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอขอบคุณโซเชียลที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรมดีๆ แบบนี้นะค้า”

   เธอลากเสียงผ่านไมโครโฟน พยายามสันทนาการเต็มที่แต่ไม่ค่อยมีใครให้ความร่วมมือเท่าไหร่นัก

   “เมื่อเช้าเราอธิบายความแตกต่างของซั้งเชือกกับซั้งกอไปแล้วนะคะ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่จะขอทวนกับคนที่มาใหม่อีกรอบนึงก่อนเนอะ ข้อดีของซั้งเชือกก็คือความคงทน คงอยู่ได้นานเป็นปีไม่ต้องทำบ่อย จุดประสงค์ของการทำซั้งเชือกก็เพื่อทดแทนหญ้าทะเลและปะการังที่หายไป ให้สัตว์น้ำได้กลับเข้ามาหลบอาศัยและวางไข่ตามวงจรของมันอย่างที่ควรจะเป็นกันนะคะ”

   “ซั้งเชือกพวกนี้ พอปล่อยลงทะเลแล้วพวกเพรียงกับแพลงตอนจะเข้ามาเกาะจนกลายเป็นเมือกใส การสางเชือกให้เป็นฝอยจะช่วยให้ไข่ปลายึดเกาะได้ดีขึ้น ลักษณะใกล้เคียงกับหญ้าทะเลแต่ไม่มีกลิ่นหอมดึงดูดเหมือนอย่างซั้งกอที่ใช้ทางมะพร้าวเป็นวัสดุค่ะ”

   “มันจะไปมีประโยชน์อะไร โดนเรือใหญ่ลากอวนก็พังหมดแล้ว ไปห้ามพวกเรือใหญ่ที่ลักลอบเข้ามาในเขตสามไมล์ให้ได้ก่อนเถอะ” เสียงจากคนกลุ่มหนึ่งพูดโพล่งขัดจังหวะ น้ำเสียงหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด

   “ใช่ๆ เดือนก่อนก็เข้ามาลากแถวชายฝั่ง กวาดซั้งกอของพวกเราระเนระนาดไปหมด ปะการังก็ตายพื้นทะเลก็โดนกวาดจนตะกอนเลนมันฟุ้ง ไม่เห็นมีใครมารับผิดชอบเลย พวกเราอุตส่าห์ปักธงแจ้งเขตเอาไว้แล้วก็ยังทำ ซั้งตรงนั้นพวกเราทำไว้อนุบาลสัตว์น้ำ ไม่มีใครเขาจับกันหรอกถ้าไม่ใช่พวกเห็นแก่ตัว” คุณลุงที่นั่งใกล้กับเจ้าหน้าที่พูดขึ้นอย่างเหลืออด ไหนๆ วันนี้ก็มารวมตัวกันหมดแล้วทั้งนายทุนเรือเล็กนายทุนเรือใหญ่ จัดประชุมไปเลยก็แล้วกัน

   “พวกนายทุนเรือพาณิชย์มันอยากประหยัดน้ำมันไงลุง ไม่ต้องออกเรือไกลแถมยังได้กำไรบานเบอะ ไม่เชื่อก็ลองถามนายทุนพวกนี้ดูสิ” พยักหน้ามาทางกลุ่มของตรัยด้วยแววตากล่าวโทษ “ส่งลูกปลาตัวเล็กตัวน้อยไปทำปลาป่นตั้งเท่าไหร่แล้ว พวกนายทุนเรือใหญ่กับโรงงานชอบเอาเปรียบชาวบ้าน เรือก็ใหญ่กว่าแท้ๆ แต่ชอบมาเบียดเบียนเรือเล็กอย่างพวกเรา”

   “ใจเย็นๆ กันก่อนนะคะ” เจ้าหน้าที่สาวรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “ตอนนี้เรือใหญ่เข้ามาทำประมงในเขตสามไมล์ทะเลไม่ได้แล้วเพราะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้วค่ะ ถ้าลักลอบเข้ามาโดนปรับแน่นอน”

   “เห๊อะ! ปรับแค่ไม่กี่พัน ไม่สะเทือนขนหน้าแข้งพวกมันด้วยซ้ำ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็เอาใหม่ไม่หลาบไม่จำกันหรอก”

   ตรัยระบายลมหายใจยาว ไม่คิดว่าจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องแบบนี้ “เรือพาณิชย์ไม่ได้เห็นแก่ตัวกันหมดทุกลำหรอกนะครับ ตรงไหนผิดเราก็แก้ ตรงไหนห้ามเราก็ไม่ทำ ไม่มีใครอยากละเมิดกฎให้ถูกเพิกถอนทะเบียนเรือหรอก มันไม่คุ้ม”

   เจ้าของเรือพาณิชย์ลำอื่นพยักหน้าเห็นด้วย “ไอ้เรือที่คุณกล่าวหาน่ะ มันเป็นเรือเถื่อนหรือเปล่า พรก.ประกาศแบ่งเขตชัดเจนแล้ว ไต๋เรือเขารู้ดี ตรงไหนควรจับ ตรงไหนไม่ควรจับ ถ้าคุณพบเห็นก็แจ้ง ศปมผ. ไปสิ เดี๋ยวนี้เขาไม่ปรับกันพันสองพันแล้ว เขาริบสัตว์น้ำแล้วก็ยึดเครื่องมือทำประมงด้วย ใช่ไหมครับคุณเจ้าหน้าที่?”

   “ใช่แล้วค่ะ ทางกรมประมงได้ขอความร่วมมือให้เรือพาณิชย์ติดตั้งระบบ VMS ติดตามเรือแล้ว หากมีเรือลักลอบเข้ามาในเขตชายฝั่งจริง หน่วยปฏิบัติการเฝ้าระวังจะเห็นทันทีค่ะ ทางศูนย์ฯ ได้มีการจัดตั้งชุดตรวจและได้ทำการประสานกำลังจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายในการสอดส่องดูแลทั้งทางบกและทางน้ำ หากพบเจอการทำประมงผิดกฎหมายสามารถแจ้งมาที่ ศปมผ. ได้เลยค่ะ เราจะประสานงานกับยามฝั่งและส่งชุดตรวจออกไปทันที”

   “ชุดตรวจจับแต่ชาวบ้านน่ะสิ พวกเราไม่ใช่ปัญหาของ EU สักหน่อย เรือพื้นบ้านของพวกเราทำประมงกันแบบพอกินพอขาย ไม่ได้จับแต่ปลาเป็ดเข้าโรงงานไปทำเป็นปุ๋ยเป็นอาหารสัตว์เหมือนที่เรือพาณิชย์ทำ เล่นไปตัดวงจรมันแบบนั้น ปลาโตไม่ทันเพราะใครเป็นตัวปัญหากันแน่ พอปลาไม่มีก็เหมารวมว่าพวกเราทำประมงเกินขนาด บังคับเรือพื้นบ้านให้ขึ้นทะเบียนไม่พอยังมารื้อทำลายเครื่องมือทำมาหากินของพวกเราอีก แทนที่จะไปไล่เบี้ยเอากับตัวต้นเหตุ ดันมาเก็บเล็กเก็บน้อยกับพวกเราซะงั้น”

   คราวนี้รุ่งภพไม่อยู่เฉย เขาทำงานในเรือใหญ่มานาน แม้จะกอบโกยจนเต็มลำแต่ก็ไม่เคยไปตัดวงจรชีวิตของลูกปลาเหล่านั้น “พี่ก็เหมารวมไม่ต่างกันหรอก ผมทำงานบนเรือใหญ่มาตั้งหลายปียังไม่เคยเห็นไต๋เอาเรือเข้าไปจับปลาในเขตน้ำตื้นเลย เราออกไปไกลกว่านั้นตั้งหลายสิบไมล์ พวกลูกปลาไม่ใช่เป้าหมายของพวกเราสักหน่อย มันถ่วงอวน เอาขึ้นยาก ราคาก็ผูกขาดกับโรงงาน มันไม่ค่อยได้กำไรหรอกนะพี่ เว้นแต่โรงงานจะเข้ามาลงทุนออกเรือเอง”

   “ใครจะไปรู้ล่ะ กูไม่เคยทำงานบนเรือใหญ่นี่”

   “มึงพูดกับน้องเขาดีๆ ก็ได้ห่า” คนในกลุ่มช่วยปรามเพราะเห็นว่ารุ่งภพอธิบายด้วยเหตุผล

   “ถ้าพูดถึงเรื่องจับสัตว์น้ำวัยอ่อน ทำไมไม่พูดถึงโพงพาง ไม่พูดถึงไซดักของพวกคุณบ้างล่ะ มันก็จับสัตว์น้ำไม่เลือกเหมือนกันนั่นแหละ ไม่งั้นจะโดนรื้อถอนเหรอ” เจ้าของเรือพาณิชย์อีกลำพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ไม่ยอมรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว

   “มันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านโว้ย รู้ไม่จริงอย่าเสือก” ตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว แววตาเกรี้ยวกราดทำท่าจะปรี่เข้าไปหาเรื่อง

   “อันธพาล”

   “ถ้าพวกกูอันพาล มึงก็พวกสันดานเสียแหละวะ ไอ้พวกเห็นแก่ตัว”

   พอเห็นท่าไม่ดีตรัยจึงรีบลุกขึ้นแล้วดึงรุ่งภพกับธาวินให้ถอยห่าง หนุ่มใต้สะบัดข้อมือออกทำท่าเหมือนจะเข้าไปคลุกวงในกับฝ่ายตรงข้าม เขาต้องบีบเอาไว้จนแน่นแล้วถลึงตาดุ

   “ใจเย็นกันก่อนค่า ถ้าไม่อยากไปจบที่โรงพักต้องงดใช้กำลังกันนะคะ” เจ้าหน้าที่สาวตะโกนใส่ไมค์จนได้ยินเสียงวี้ดจากลำโพง ทุกคนพากันอุดหู เหตุการณ์สงบลงชั่วคราว “โอเค โปรดอยู่ในความสงบ”

   “คุณตรัย เรากลับกันเถอะ” ธาวินสะกิดแขนเจ้านายอย่างหวาดๆ นึกโอดครวญอยู่ในใจ...ไม่น่าตามมาเลย

   “รุ่งพาวินกลับไปก่อน”

   “แล้วคุณล่ะครับ”

   “เดี๋ยวตามไป” เขายังไปไหนไม่ได้ ไหนจะไต๋เรือและคนงานที่ยังอยู่ในนี้อีก

   “ไม่ต้องไปไหนหรอกครับ” ผู้ใหญ่บ้านเดินแทรกเข้ามาหาด้วยสีหน้าละอายใจ “คนของผมผิดเองที่เริ่มก่อน ต้องขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้มีแต่ปัญหาเต็มไปหมด พวกเราก็อ่วมหนักเหมือนกัน บางคนไม่เข้าใจก็ผูกใจเจ็บ นิสัยอาจจะโผงผางไปบ้างแต่พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอก”

   “ผมเข้าใจนะครับ พวกเราต่างก็ได้รับผลกระทบจากโอเวอร์ฟิชชิ่งเหมือนกัน...แต่การมาหาเรื่องทะเลาะกันแบบนี้มันไม่ใช่ทางออก เราควรจะคุยกันด้วยเหตุผลและหาทางออกร่วมกันไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ใช่มาขัดแย้งกันเองแบบนี้” ตรัยถึงกับส่ายหน้า การที่รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังของวงการประมงไทยนับเป็นเรื่องที่ควรทำตั้งนานแล้ว เพียงแต่วิธีที่ใช้ออกจะรีบเร่งมากไปหน่อย แทนที่จะแก้ปัญหากลับสร้างผลกระทบต่อไปจนเป็นลูกโซ่ “ถึงขนาดเรือจะต่างกันแต่พวกเรามีอาชีพเดียวกันไม่ใช่เหรอครับ ทำไมไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันล่ะ”

   ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความคิดของตรัย แม้จะทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ เรื่องอาณาเขตทำมาหากินแต่ก็ไม่เคยรุนแรงจนถึงขั้นนี้ “งั้นเรามาสร้างเครือข่ายชุมชนชาวประมงกัน คอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องพวกเรือเถื่อน ช่วยกันฟื้นฟูพื้นที่ทำมาหากินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ตกลงไหม”

   “ว่าไงล่ะเอ็ง” ผู้ใหญ่บ้านหันไปถามชายหนุ่มเลือดร้อน อีกฝ่ายมีท่าทางฮึดฮัดสุดท้ายก็พยักหน้ารับอย่างจำใจ “เป็นอันว่าตกลงแล้วนะ จะได้จบเรื่องนี้กันสักที ไม่งั้นก็กระทบกระทั่งกันอยู่นั่น คนที่เขาไม่รู้เรื่องก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย เรือดีๆ ก็มี เรือไม่ดีก็เยอะ ต้องรู้จักแยกแยะเสียบ้างอย่าเหมารวม”

   “ทางหน่วยงานของเราก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจนะคะ เรารับฟังปัญหาทุกอย่างและดำเนินการแก้ไขกันอยู่ตลอด อาจจะล่าช้าไปบ้างเพราะต้องตรวจสอบให้ละเอียด ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถปลดใบเหลืองจากอียูได้อย่างที่หวังกันไว้แต่ทางเราก็พยายามอุดช่องโหว่กันอยู่ตลอด เพื่อให้ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเพื่อความยั่งยืนของทะเลไทยค่ะ”

   “เอาเถอะ เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

   “ถ้ามองระยะยาว มันก็เป็นผลดีนั่นแหละ จะได้เผื่ออนาคต เผื่อลูกเผื่อหลานของเราด้วย”

   “อย่านานก็แล้วกัน ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว พวกเราต้องหาเงินส่งลูกไปเรียนหนังสืออีก”

   หลังจากเจรจากันเสร็จสิ้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือเพียงนักดำน้ำอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำซั้งเชือกลงไปติดตั้งในทะเล ธาวินต้องแยกตัวกลับมาหน้าหาดเพราะดำน้ำไม่เป็นและไม่มีใบอนุญาตดำน้ำ เขากลับมาตายรังที่เดิม ทางมะพร้าวและไม้ไผ่ที่ทิ้งเอาไว้ถูกขนขึ้นเรือไปหมดแล้ว เหลือเพียงคนเดียวที่ยังทำไม่เสร็จ นั่งกรอกกระสอบทรายอยู่เพียงลำพัง

   “ให้ช่วยไหม”

   มิ่งขวัญเงยหน้าขึ้น คิ้วเข้มเลิกสูงเมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม “ทำซั้งเชือกเสร็จแล้วเหรอ”

   “รู้ได้ไงอ่ะ ตอนไปฉันไม่ได้บอกใครเลยนะ”

   “นิสัยไม่ดี ถ้าผมไม่ออกมาเห็นคุณเดินออกไปกับไอ้รุ่งพอดีก็ตามหาไปเถอะ คงนึกว่าโดนตัวอะไรงาบลงทะเลไปแล้ว” ชายหนุ่มแบกกระสอบทรายขึ้นบ่า เดินลุยน้ำไปขึ้นเรือโดยมีธาวินตามหลังมาติดๆ

   “ลืมอ่ะ ขอโทษน้า”

   “ช่างเถอะ” มิ่งขวัญบอกปัดเหมือนไม่ใส่ใจ “จะไปหรือเปล่า? ไปก็ขึ้นมา”

   “ไปด้วย!” กระโดดโหยงเหยงปีนขึ้นเรือ มิ่งขวัญแอบหัวเราะกับท่าทางประหลาดของชายหนุ่ม เอื้อมมือไปฉุดแขนเล็กแล้วดึงขึ้นจนตัวลอย

   “ไม่หนักเหรอ”

   “หนักอะไร? ตัวเบาอย่างกับนุ่น”

   “ตลกละ ฉันหนักตั้งหกสิบเลยนะ ทำไมยกเหมือนไม่หนักเลยล่ะ”

   “หนักหกสิบเองเหรอ สูงเท่าไหร่เนี่ย?” มิ่งขวัญขมวดคิ้ว มองสำรวจเรือนร่างของชายหนุ่ม

   “172” ยืดอกอย่างภูมิใจในความสมส่วนของตัวเอง

   “ยืดทำไม เตี้ยจะตายห่า”

   “ใครจะไปสูงเหมือนคุณล่ะครับ สูงอย่างกับเสาไฟฟ้า คราวหลังติดหลอดไฟไว้บนหัวด้วยเลยนะ คนขาจะได้ไม่เข้าใจผิด”

   “เพ้อเจ้อ นั่งลง! จะออกเรือแล้ว” หนุ่มตัวโตโยกพังงาเพื่อกลับหัวเรือหันหน้าออกสู่อ่าว ธาวินร้องลั่นเสียงหลง หาที่จับยึดไม่ทันจึงล้มก้นจ้ำเบ้ากลิ้งลงไม่เป็นท่า

   “ไอ้บ้า! แกล้งฉันอีกแล้วนะ”

   เสียงหัวเราะถูกกลืนหายไปกับเสียงของเครื่องยนต์เรือ คงเห็นแต่แววตายิ้มได้และฟันขาวสะอาดตัดกับสีผิว ธาวินทำหน้างอง้ำได้ชั่วครู่ก็หลุดยิ้ม แววตาของมิ่งขวัญในตอนนี้ดูอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ในยามเย็น

   พรายฟองคลื่นผุดเป็นทางยามใบพัดหมุนวนส่งเรือแล่นไปบนผืนน้ำ มิ่งขวัญชะลอเรือเมื่อขับผ่านไม้ไผ่ลำเก่าที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ต้น หนุ่มตัวโตดับเครื่องยนต์แล้วผูกเชือกยาวเกือบสามเมตรตรงโคนไผ่ ปลายอีกด้านผูกยึดติดกับถุงกระสอบทรายสำหรับถ่วงให้จมน้ำ

   แล่นออกมาไม่ไกลจากฝั่งมากนักก็เห็นไม้ไผ่ลำเก่าล้มระเนระนาดเหลืออยู่ไม่กี่ต้น พวกเราต้องแยกไปทิ้งซั้งจำนวนสามจุด เขาลูบรอยบั้งตรงปล้องไม้ไผ่อย่างสงสัยระหว่างช่วยมิ่งขวัญผูกเชือกยาว 3 เมตรตรงโคนไผ่ยึดกับกระสอบทราย

   “ทำไมต้องเจาะรูไม้ไผ่ด้วยล่ะ?” ลูบรอยถากตรงปล้องไม้ไผ่อย่างสงสัย

   “บั้งให้น้ำเข้า จะได้จมง่าย” เส้นเลือดบนหลังมือเด่นชัดยามผูกทางมะพร้าวยึดเอาไว้ตรงกลางเชือก “เดี๋ยวคุณผูกทางมะพร้าวแซมเข้าไปอีกสองกิ่งนะ ผมจะทำต่ออีกห้าต้น”

   ซั้งหนึ่งกอจะใช้ต้นไผ่ประมาณ 20 ต้นเพื่อให้ดูแน่นหนา ระดับความลึกที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 10  เมตร ถ้าลึกกว่านั้นกระสอบทรายจะดึงไม้ไผ่จนจมมิด เวลาชาวประมงมาจับสัตว์น้ำบริเวณนี้จะมองไม่เห็น ทำให้อวนหรือเครื่องมือทำประมงเสียหาย จึงต้องกะระดับความลึกเพื่อให้ปลายไม้ไผ่โผล่พ้นขึ้นมาจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

   “แล้วธงนี่ล่ะ” ธาวินหยิบธงแดงชูขึ้น จะให้เอาไปประกอบตรงส่วนไหน

   “ผูกติดกับปลายยอด เวลามีเรือเข้ามาใกล้เขาจะได้รู้ ไม่เข้ามาวางอวนแถวนี้”

   การทำงานบนเรือไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะถูกคลื่นโยนไปมาจนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ เขาไม่มีอาการเมาเรือแต่ทรงตัวค่อนข้างลำบาก นอกจากคลื่นแล้วยังมีลมทะเลพัดโกรกเข้ามาไม่หยุด ผมของธาวินเริ่มเปลี่ยนเป็นรังนก ยุ่งเหยิงไปหมดไม่เหลือคราบของหนุ่มเจ้าสำอาง

   “วันนี้สนุกไหม” มิ่งขวัญถามด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมแต่แววตาคาดหวัง

   “ก็โอเค ระทึกดี”

   “ระทึก?”

   ธาวินหัวเราะ เล่าให้ฟังย้อนหลังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ถ้านายไปด้วยนะ คงได้มีเรื่องกันจริงๆ แน่”

   “ถ้าคุณห้ามผมก็ฟัง”

   ธาวินเลิกคิ้ว อย่างมิ่งขวัญน่ะเหรอจะฟังเขา? “จะพยายามเชื่อก็แล้วกันนะ”

   “เชื่อได้แน่นอน ตั้งแต่รู้จักคุณ ผมรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นขึ้นเยอะเลย”

   “จริงเหรอ? แสดงว่าฉันเป็นคนใจเย็น นายถึงได้เย็นตามฉันไง”

   มิ่งขวัญส่ายหัว ตอบกลับแบบไม่ปราณี “เปล่าอ่ะ โดนคุณยั่วโมโหจนปลงไปแล้วต่างหาก”

   “ฉันไปยั่วโมโหนายตอนไหนกัน มั่วแล้ว”

   “ทุกตอนนั่นแหละ ตื่นมาก็โมโหแล้ว ตีนนี่แทบจะฟาดขึ้นมาบนหน้าผม”

   ธาวินหน้าร้อนซู่ ปกติเขาเป็นคนนอนเรียบร้อยแต่วันนั้นร้อนมากจึงเขยิบไปนอนตรงปลายฟูกเพราะพัดลมตั้งอยู่ตรงนั้น “เดี๋ยวก็ไม่อยู่ให้โมโหแล้วน่า”

   “จะกลับแล้วเหรอ?”

   “อืม…” ปกติธาวินเป็นคนพูดมากแต่ตอนนี้กลับพูดไม่ออกสักประโยคเพราะรู้สึกหน่วงๆ ภายในอก

   ใจหายเหมือนกันนะ

   “แล้วจะกลับมาอีกไหม?”

   “ไม่รู้เหมือนกัน” เขายังไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลับมา “ไม่ดีใจเหรอ ฉันกำลังจะกลับแล้วไง”

   “ทำไมต้องดีใจด้วยล่ะ”

   “นายไม่ชอบฉันนี่”

   “ผมบอกตอนไหนว่าไม่ชอบ”

   “อ้าว…ตอนเจอกันวันแรกไง นายทำเหมือนไม่เต็มใจจะให้ฉันไปอยู่ด้วย”

   “ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ ไม่ได้เกลียดคุณสักหน่อย”

   “เหรอ? แล้วตอนนี้ล่ะ...”

   “ตอนนี้ทำไม”

   “ชอบแล้วหรือยัง”

   มิ่งขวัญหลบสายตาทำเป็นยุ่งวุ่นวายกับการปล่อยซั้งลงทะเล เขารู้ว่าธาวินหยอกเล่นแต่ก็เผลอใจเต้นไม่เป็นส่ำกับแววตาล้อเลียนนั้น

   หนุ่มกรุงเทพยิ้มกริ่ม เอนกายพิงกราบเรือแล้วทอดสายตามองตามกระสอบทรายที่ดึงรั้งทางมะพร้าวไหลลงสู่ทะเล ลำไม้ไผ่ติดธงสีแดงสะบัดไหว ปลายยอดไหวเอนไปตามเกลียวคลื่น หยอกล้อกับแสงสุดท้ายในยามเย็น

   ถ้ามีโอกาส...เขาก็อยากจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน
 


TBC


        สู้ๆ นะคะคุณ mab ขอให้ผลสอบเป็นอย่างที่ตั้งใจนะคะ แสงเป็นกำลังใจให้  :กอด1:
       
        ขอบคุณคอมเมนต์จากขาประจำด้วยนะคะ 555 ได้อ่านคอมเมนต์แล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย ถึงตัวเองจะไม่ค่อยเขียนทอล์คก็เถอะ แฮร่ เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปปล่อยเกาะนะคะ เจอกันพรุ่งนี้น้า เลิฟฟฟฟฟฟฟ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ แสงเหนือ/Aurora

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 47
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
บทที่ 18






   เรือตรวจการณ์ดับเครื่องยนต์หลังจากลัดเลาะเข้ามาในหมู่เกาะแห่งหนึ่ง ผืนน้ำสีเขียวใสสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยับจับสายตา อากาศในวันนี้ปลอดโปร่งปราศจากเมฆฝนเช่นทุกวัน ตรัยสูดหายใจลึกรับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด เขาสวมตีนกบให้กับตัวเองหลังจากใส่ชุดดำน้ำเรียบร้อยแล้ว   

   “ใครไม่มีบัตรดำน้ำห้ามลงนะครับ ลีดเดอร์ช่วยดูด้วย” เสียงของเจ้าหน้าที่ตะโกนเตือนขณะที่ลูกทีมอาสาสมัครกำลังจับคู่บัดดี้กัน “ส่วนคนที่ไม่ได้ลงไปให้รอสแตนบายอยู่บนเรือนะครับ คอยรับส่งอุปกรณ์แล้วก็ระวังเรือลำอื่นให้ด้วย เดี๋ยวจะแล่นมาชนกับนักดำน้ำเข้า”

   ทุกคนบนเรือขานรับด้วยน้ำเสียงแข็งขัน เริ่มปฏิบัติภารกิจด้วยการขนซั้งเชือกลงไปในน้ำพร้อมกับถังออกซิเจนสำหรับเติมลมใส่แกลลอน รุ่งภพเองก็สวมชุดและประกอบถังเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเขาที่ยังนั่งเช็คถังอากาศอยู่ตรงบันไดเรือ

   “ให้ช่วยอะไรไหมครับ”

   “ดูแรงดันตรงเกจให้หน่อย” เขาบอกขณะเปิดวาล์วถังอากาศจนสุดแล้วหมุนกลับมาเพียงเล็กน้อย รุ่งภพนั่งคุกเข่าลงข้างเขา ช่วยตรวจดูแรงดันจากเกจให้ พอเห็นเข็มนิ่งก็ลามไปตรวจเช็คปุ่มเติมลมและปล่อยลมจากเสื้อ BCD ที่เขาจะต้องสวม

   “เราต้องลงไปลึกไหม” เขาถามขณะสวมเสื้อ BCD เข้ากับลำตัว สะพายถังอากาศหนักอึ้งเอาไว้บนแผ่นหลัง

   “ประมาณ 20 เมตรครับ” หนุ่มใต้ช่วยติดสายรัดเข็มขัดให้ แพขนตางอนยาวหลุบลงต่ำ ใกล้จนเห็นรอยกระเล็กๆ บนผิวแก้ม ตรัยเผลอกลั้นลมหายใจเมื่อถูกคุกคามจากฝ่ามืออุ่น หน้าท้องเสียววูบจากรอยสัมผัสที่ลากไล้ลงต่ำไปยังเข็มขัดใต้เอว

   ต้องรีบตะครุบมือของรุ่งภพไว้แล้วยึดแน่น ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจ เงยหน้าขึ้นมองเขาตาโต

   “ผะ...ผมแค่จะเช็คเข็มขัดถ่วงน้ำหนักให้...”

   ตรัยควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ความรู้สึกเหมือนไฟช็อตเมื่อครู่นี้ทำเอาวาบหวิวไปทั่วช่องท้อง “ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันทำเอง เธอลงไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันอุ้มถังอากาศอีกใบเอง”

   เขาเบนความสนใจไปยังถังอากาศอีกใบที่ต้องนำติดตัวลงไปด้วย เจ้าหน้าที่บอกให้เราอัดอากาศเข้าไปในทุ่นแกลลอนที่ผูกติดกับซั้งด้วยเพื่อให้เชือกมันลอยตัว

   “พร้อมนะครับ”

   “อืม” ตรัยพยักหน้ารับ เอาเรกูเลเตอร์เข้าปากแล้วก้าวกระโดดลงสู่ผืนน้ำ ทะเลสีเขียวมรกตค่อนข้างใสจนเห็นแผ่นหลังปราดเปรียวของชายหนุ่ม ซั้งเชือกในมือของรุ่งภพแผ่สยายราวกับพุ่มสาหร่ายแตกกอ มันหมุนเป็นเกลียวตามการเคลื่อนไหวของคนถือ เป็นภาพที่สวยงามเพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความยุ่งเหยิงจากปลายเชือกที่ม้วนมาพันกัน

   ตรัยส่ายหัว เขากลั้นยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มตีขาหนีเชือกจนวุ่นวาย

   เอวเล็กสอบถูกรวบกอดด้วยท่อนแขนเพียงข้างเดียว หนุ่มใต้รั้งแขนของตรัยออก รู้สึกประหลาดเมื่อโดนสวมกอดจากทางด้านหลัง

   ตรัยเขกหัวให้ชายหนุ่มลอยตัวนิ่งๆ เขาต้องใช้ขาหนีบถังอากาศเอาไว้ขณะแก้ปลายเชือกออกจากข้อเท้าเล็ก ตีนกบถูกเชือกดึงรั้งจนหลุดออก ยังดีที่เขาคว้าเอาไว้ได้ทันและสวมมันกลับคืนให้กับเจ้าของโดยไม่นึกรังเกียจส้นเท้าแตกระคายมือ

   รุ่งภพออกอาการเก้อเขินเล็กน้อยและไม่กล้าสบตาเขา ชายหนุ่มพลิกตัวดำดิ่งลงไปโดยไม่รั้งรอเขาอีก ตรัยอมยิ้มขณะอุ้มถังอากาศตามติดด้วยความเอ็นดู

   อุณหภูมิใต้น้ำเริ่มเย็นลงจนรู้สึกได้เมื่อดำลึกลงมาเกินสิบเมตร นาฬิดิจิตอลบนข้อมือบอกระดับความลึกปัจจุบันอยู่ที่ 17 เมตร  อุณหภูมิลดลงเหลือ 28 องศาเซลเซียส ทัศนวิสัยเริ่มขุ่นมัวเล็กน้อยแต่ยังมองเห็นได้ชัดอยู่ นักดำน้ำทีมแรกลงไปถึงพื้นทรายแล้วและกำลังผูกเชือกเข้ากับแท่นคอนกรีตทรงจตุรัสแบบโปร่งซึ่งวางซ้อนกันเป็นตั้งสูง

   แท่นคอนกรีตนี้น่าจะเอามาทิ้งไว้นานแล้วเพราะมีตะไคร่และหอยเกาะอยู่เต็มไปหมด บริเวณโดยรอบมีฝูงปลาหลายชนิดว่ายวนอยู่ไม่ห่าง บางตัวก็ว่ายเข้ามาคลอเคลีย บางตัวก็ว่ายผลุบหายเข้าไปในซากแท่นแล้วไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย

   รุ่งภพกวักมือเรียกให้เขาว่ายไปหา ชายหนุ่มถือวิสาสะฝากเชือกทั้งหมดไว้ที่เขาด้วยการคล้องพาดลงมาบนท่อนแขน จากนั้นก็ว่ายมาหยิบไปผูกกับแท่นคอนกรีตทีละเส้นจนหมด ใช้เวลาไม่นานนักบริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยซั้งเชือกแผ่สยายเต็มอาณาเขต ฝูงปลาเริ่มว่ายวนเข้าพุ่มนั้นออกพุ่มนี้ ดูสนุกกับสิ่งแปลกปลอมที่มนุษย์นำมาให้

   เขายกนิ้วให้ชายหนุ่ม เราว่ายเกาะเกี่ยวไปยังปลายเชือกแล้วอัดอากาศจากถังที่อุ้มมาเข้าไปในแกลลอนที่ผูกไว้ ทุ่นขนาดย่อมถูกอัดลมเข้าไปจนเต็มใบ มันดึงเชือกให้ตั้งขึ้นทวนกระแสน้ำจนเป็นเส้นตรง นักดำน้ำทุกคนว่ายออกห่างเพื่อดูผลงานของตัวเองในมุมกว้าง และในส่วนของเจ้าหน้าที่จะมีการถ่ายภาพและจดบันทึกลงชาร์ตด้วยเพื่อนำไปประเมินผล

   ตรัยละสายตาจากพวงเชือกหันไปหาหนุ่มใต้ รุ่งภพยังคงว่ายวนเวียนอยู่รอบตัวเขาและชี้ชวนให้ขึ้นไปยังด้านบน ตรัยหันกลับไปมองซั้งเชือกเป็นครั้งสุดท้าย ทันเห็นครอบครัวหมึกตัวใสกำลังพุ่งหัวไปข้างหน้าแล้วจมหายไปในพุ่มเชือกยอดบนสุด เขาหันไปมองรุ่งภพแล้วส่งยิ้มผ่านดวงตา นี่คือสิ่งที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งพอจะทำให้ได้เพื่อรักษาสมดุลให้กับทะเลไทย

   “วันนี้อากาศดีนะ...ฝนคงสอบผ่านแล้ว”

   รุ่งภพเลิกคิ้วขึ้น ถอดถังอากาศคืนให้กับเจ้าหน้าที่ระหว่างปลดชุดดำน้ำออก “จะเล่นมุกฝนไม่ตกใช่ไหมครับ?”

   ตรัยหัวเราะ เขาไม่ใช่คนสนุกสนานเฮฮา แค่อยากหาเรื่องชวนคุยแต่ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย “ไปเที่ยวกันไหม”

   “หือ? ไปวันนี้เหรอครับ”

   “ใช่...เดี๋ยวให้เขาแวะไปส่งที่มารีนาได้ไหม”

   “ก็...น่าจะได้มั้งครับ” มารีนาเป็นท่าเทียบเรือของพวกเศรษฐี มันเป็นทางผ่านก็จริงแต่ต้องแล่นเข้าไปในร่องน้ำของท่าเรือเอกชน “คุณจะไปไหนเหรอครับ ไม่ให้ผมพาไปแล้วเหรอ”

   “ฉันจะพาเธอไปติดเกาะ”

   “ติดเกาะ?”

   ตรัยยักคิ้วให้ข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขณะเท้าคางมองสีหน้างุนงงของชายหนุ่ม

   เขาแค่อยากแน่ใจอีกสักนิด…หากอยู่ด้วยกันตามลำพังอีกครั้ง ความรู้สึกนั้นจะหวนกลับมาไหม?






   หนุ่มตังเกมองไปรอบตัวอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเรือยอร์ชมากมายจอดเรียงรายอยู่เต็มปากอ่าว มารีนาเป็นท่าเทียบเรือพิเศษที่คนธรรมดาอย่างเขาไม่มีวันเข้าถึง แค่ค่าอาหารในซุปเปอร์มาเก็ตเขาก็ไม่มีปัญญาจ่ายแล้ว คนที่มาเลือกซื้อโดยไม่ลำบากเงินในกระเป๋าล้วนเป็นคนรวยกันทั้งนั้น รุ่งภพจึงเหมือนกาดำในฝูงหงส์ ตกเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินผ่านไปมาเพราะสวมใส่เพียงเสื้อผ้าปอนๆ

   รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง

   “...?”

   หนุ่มใต้ชะงักเมื่อถูกกอบกุมฝ่ามือที่เริ่มเปียกชื้นจากความประหม่า ตรัยจับจูงเขาเหมือนกลัวจะพลัดหลง เสี้ยวหนึ่งภายในใจรู้สึกเก้อเขินเพราะไม่เคยกุมมือใครโจ่งแจ้งขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเป็นผู้ชายด้วยกันก็ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่ ถึงจะอายจนแก้มแดงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะมันช่วยให้อบอุ่นภายในใจ

   รุ่งภพรู้สึกสบายใจขึ้นหลังจากเดินผ่านเครื่องตรวจไปยัง Sea float บริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนมากนักจึงลดความอึดอัดลงไปได้บ้าง เขาเดินเหยียบแผ่นปูกันลื่นตามหลังตรัยไปยังเรือยอร์ชรูปลักษณ์ปราดเปรียวลำหนึ่ง มันจอดรออย่างสงบและมีการ์ดรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา

   ต้องรวยแค่ไหนกันนะ ถึงจะมีเรือยอร์ชเป็นของตัวเอง

   “ขึ้นมาสิ”

   ตรัยดึงชายหนุ่มขึ้นแล้วตรงดิ่งไปยังห้องควบคุมเรือ การ์ดด้านล่างช่วยปลดเชือกคล้องให้ โบกมือให้เรือแล่นออกจากช่องอย่างนุ่มนวล

   “คุณขับเรือเป็นด้วยเหรอครับ?” ความสามารถซ่อนเร้นนี้มันทำให้เขาตกใจอยู่นิดหน่อย

   “ถ้ามีพวงมาลัยก็ขับไม่ยากหรอก ให้ถือคันบังคับเลี้ยวแบบเธอคงไม่ไหว”

   รุ่งภพเบะปาก พังงาของเขาขับง่ายกว่าพวงมาลัยอีก แค่โยกซ้ายโยกขวาเอง

   พอไม่มีอะไรทำก็ได้แต่นั่งเซ็งบนเบาะตัวยาวหลังคนขับ เขากลายเป็นตัวไร้ประโยชน์ไปโดยปริยายเพราะไม่สามารถช่วยอะไรได้แม้กระทั่งขับเรือ

   รุ่งภพขับเรือแบบนี้ไม่เป็น ตรัยเองก็คงจะไม่ไว้ใจให้เขาขับด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงจะถามไปนานแล้วไม่ปล่อยให้เขานั่งสบายแบบนี้หรอก

   “คุณซื้อหมึกสดมาทำไมตั้งเยอะแยะครับ จะทำอาหารกินบนเรือเหรอ?” เขารื้อถุงพลาสติกออกดู นอกจากหมึกในถาดโฟมแล้วยังมีน้ำเปล่าและกระป๋องเบียร์อีกครึ่งแพ็ค

   “อื้ม...จริงๆ ฉันจะซื้อมาเป็นเหยื่อตกปลา แต่ถ้าตกไม่ได้ก็กินมันแทนนั่นแหละ”

   “มีเบ็ดเหรอครับ?”

   “มี…เหน็บอยู่บนดาดฟ้าเรือน่ะ”

   “งั้นไม่ต้องกังวลเลยครับ ตกได้แน่นอนเพราะมีผมอยู่ด้วย”

   “เบ่งใหญ่เลยนะ แข่งกันตกไหมล่ะ” ตรัยปรับแผงควบคุมเป็นโหมด Autopilot เขาหันมาประจันหน้ากับชายหนุ่ม ปล่อยให้เรือวิ่งอัตโนมัติไปยังพิกัดที่ตั้งไว้

   “ชนะแล้วได้อะไรครับ”

   “อยากได้อะไรล่ะ” ตรัยถามกลับ ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ท่าจะคิดหนักเพราะคิ้วเริ่มยุ่ง “คิดนานจัง ไม่มีอะไรที่อยากได้เลยเหรอ?”

   “ไม่รู้สิครับ ยังคิดไม่ออกเลยว่าอยากได้อะไร...แล้วถ้าคุณชนะล่ะ?”

   ตรัยชะงัก คิดแต่จะให้จนลืมนึกถึงตัวเอง “ถ้าชนะแล้วจะบอก”

   “ขอราคาเบาๆ นะครับ”

   “ฉันไม่ได้จะให้เธอซื้ออะไรสักหน่อย”

   “อ้าว แล้วคุณอยากได้อะไรจากผมล่ะครับ”

   ตรัยจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาซับซ้อน “มันไม่ใช่ของที่ต้องหาซื้อหรอก…มั่นใจได้ฉันไม่สูบเงินในกระเป๋าเธอแน่นอน” เขาทิ้งประโยคคลุมเคลือเอาไว้ให้ชายหนุ่มขบคิดแล้วหันกลับไปควบคุมเรือต่อ วันนี้กระแสลมค่อนข้างดี ดูจากจอเรดาร์แล้วน่าจะแจ่มใสจนถึงเย็น

   เรือยอร์ชสีขาวแล่นผ่านท่าเรือและสิ่งปลูกสร้างออกสู่เวิ้งอ่าวกว้าง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็แล่นเข้าสู่หมู่เกาะหนาแน่น รุ่งภพอมยิ้มจนแก้มตุ่ยเมื่อเห็นลิงแสมตัวน้อยกำลังห้อยโหนกิ่งโกงกางด้วยท่วงท่าพิศดาร มันเหลียวหลังกลับมามองพวกเขาด้วยอาการสนใจใคร่รู้ ดูคุ้นชินกับมนุษย์พอสมควร คงมีเรือลัดเลาะเข้ามาเที่ยวแถวนี้อยู่บ้างแต่คงจะนานๆ ทีเพราะเงียบสงบจนเคว้งคว้าง

   “จะพาผมไปเกาะไหนครับ ใช่เกาะของคุณหรือเปล่า?”

   “เพิ่งจะมาถามเนาะคนเรา ถ้าพาไปขายจะรู้ไหม”

   “ผมไว้ใจคุณหรอกนะครับ ถึงได้ไม่ถามน่ะ”

   “เชื่อคนง่ายจริง ขนาดฉันยังไม่ไว้ใจตัวเองเลย”

   รุ่งภพหันขวับ อ้าปากเหวอทำตาโต

   เรือยอร์ชชะลอความเร็วลงเมื่อแล่นเข้ามาในเขตร่องน้ำตื้น สุดปลายคลื่นเป็นหาดทรายโค้งสีขาวโดดเด่น บริเวณโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงชัน เวิ้งอ่าวรูปจันทร์เสี้ยวสะท้อนแสงแดดเป็นสีเขียวคราม ทิวมะพร้าวเบื้องหน้าเอนไหวตามแรงลม ส่งเสียงซ่อกแซ่กผสานกับเสียงนกร้อง

   “ว้าว~” รุ่งภพก้มตัวลงกำผงทรายที่ละเอียดราวกับผงแป้ง แม้จะมีเศษใบไม้และลูกมะพร้าวแห้งกรังหล่นอยู่เต็มไปหมดแต่ก็ยังไม่อาจลดทอนความสวยงาม

   “ต้นมะพร้าวเยอะจังเลยครับ”

   ตรัยหิ้วรองเท้าตามมาพร้อมกับมีดพร้าหนึ่งเล่ม เราต้องใช้ดิงกี แล่นเข้าฝั่งเพราะทิ้งสมอเอาไว้ค่อนข้างไกล “สมัยก่อนทวดของฉันเคยอาศัยอยู่บนเกาะนี้ พอท่านเสีย คุณตาก็แบ่งพื้นที่ทำสวนมะพร้าวอยู่หลายปีแล้วก็ปล่อยทิ้งร้าง กรรมสิทธิ์เลยตกทอดมาเรื่อยจนถึงฉัน บางส่วนก็แปลงเป็นโฉนดแล้ว บางส่วนก็ยังเป็น นส.3ก อยู่”

   “ทำไมถึงพาผมมาล่ะครับ?”

   “อยากพามา” แค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน

   “ตรงนั้นมีบ้านด้วย!” ชี้ไปยังเพิงง่อนแง่นสุดโค้งหาด

   “เหลือแต่โครงแล้ว เดี๋ยวค่อยรื้อออก สะพานนั่นก็ด้วย” ตอไม้ตรงหน้ายังพอมีเค้าโครงของบ้านพักอยู่บ้าง เพราะปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานนม จึงโดนลมและฝนกัดกร่อนจนผุพังไปหมด เสาไม้โอนเอนและเศษไม้ไผ่แตกหักเก่าคร่ำจนขึ้นรา รุ่งภพล้มเสาให้เอนราบลงไปกับพื้น แบมือขอมีดจากเขาฟันฉับลงบนคานค้ำ พังโครงสร้างที่เหลือให้ย่อยยับลงในพริบตา

   รื้อเก่ง

   “ปล่อยเอาไว้อันตรายครับ ไหนๆ ก็จะรื้ออยู่แล้วงั้นก็รื้อไปเลยแล้วกัน...เนอะ”

   “ตามนั้น” เขาจะไปค้านอะไรได้ล่ะ พังลงมาแล้วนี่…

   เราเดินเลียบชายหาดผ่านสวนมะพร้าวแน่นขนัด โค้งหาดเบื้องหน้าเป็นรอยเว้าแหว่งจากการกัดเซาะของน้ำทะเลและคลื่นลม กลายเป็นทางน้ำไหลเข้าไปท่วมในเกาะเป็นแอ่งใหญ่ พืชพรรรณจำพวกโกงกางขึ้นกระจายอยู่เต็มไปหมด สะท้อนความเขียวชอุ่มทอดเงาลงสู่ผืนน้ำกลายเป็นสีมรกต ตัดกับทะเลสีฟ้าด้านนอกจนกลายเป็นน้ำสองสีที่ไม่ค่อยกลมกลืน

   “น้ำใสจัง ลงไปเล่นได้ไหมครับ” ใสจนเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ในนั้น ชายหนุ่มไม่รอให้เจ้าของอนุญาต เล่นโถมตัวลงน้ำดื้อๆ แล้วยิ้มกว้างอย่างถูกใจ “น้ำเย็นมากเลยครับ ลงมาเล่นด้วยกันเร็ว”

   กวักมือเรียกแล้ววักน้ำใส่ “เล่นเป็นเด็กๆ”

   “ก็ผมยังไม่แก่นี่ครับ…หรือว่าคุณแก่แล้ว?”

   ตรัยแยกเขี้ยวใส่คนแซว “ไม่เด็กแล้วก็ไม่แก่ อยู่ในวัยผู้ใหญ่เข้าใจไหม”

   “อะไรนะ?” เอามือป้องหูทำเป็นไม่ได้ยิน “อยู่ในวัยผู้สูงอายุแล้วเหรอ!”

    คนโดนกล่าวหาความดันพุ่งปรี๊ด กระโจนลงน้ำด้วยสีหน้าฉุนเฉียว

   “ว๊ากกก!”

   หนุ่มใต้ร้องตะโกนลั่นป่า ตะเกียกตะกายหนีมือที่ตามมาตะครุบจนหกคะเมนตีลังกา รุ่งภพตวัดมือโอบรั้งลำคอหนาเมื่อถูกจับทุ่ม แก้มแดงก่ำจากการสำลักน้ำติดต่อกัน

   “เป็นไงล่ะ ยังว่าฉันแก่อยู่ไหม?”

   “แก่! นี่ไง...ตีนกาเพียบเลย” จิ้มนิ้วไปตรงรอยขีดจางๆ บริเวณหางตา ตรัยเลื่อนมือลงไปประคองเอวของชายหนุ่ม จ้องริมฝีปากอิ่มด้วยหัวใจเต้นรัว

   คิดถึงคืนนั้นอีกแล้ว

   รุ่งภพละปลายนิ้วออกแล้ววักน้ำใส่แก้เก้อ ดวงตากลมหลุบลงต่ำมองริมฝีปากหยักที่เคลื่อนเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว

   ตูมมม!

   เหมือนได้ยินเสียงบุ๋งๆ อยู่ในหัว ชายหนุ่มดันตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำพร้อมกับเสียงไอโขลกจนแสบร้อนในลำคอ “อะไรอ่ะ! แน่จริงอย่าเล่นทีเผลอเด่ะ” คำพูดคำจาเริ่มห้วนตามแรงอารมณ์

   “ทีใครทีมัน” ตรัยไม่สนใจสีหน้าบูดบึ้งของชายหนุ่ม เขากระโจนเข้าหาอีกครั้ง เล่นสนุกจนหลงวัย

   “ไม่เอาแล้ว ฮือ...พอแล้ว”

   ร้องงอแงแล้วหนีขึ้นฝั่ง พอสู้ไม่ได้ก็ยอมแพ้กันดื้อๆ นอนแผ่หลาหอบหายใจจนตัวโยน

   ตรัยหยิกแก้มของชายหนุ่มด้วยความมันเขี้ยว รอจนกระทั่งรุ่งภพหายเหนื่อยแล้วจึงพากันเดินกลับออกมาด้านนอก ไม่รู้ว่าใครเด็กใครแก่กันแน่ ทำไมคนที่บ่นเหนื่อยไม่หยุดจึงกลายเป็นคนแซวเสียเอง

   แสงแดดเริ่มโรยลาเหลือทิ้งไว้เพียงไออุ่นบนผิวทราย เสียงมะพร้าวหล่นตุ้บดังให้ได้ยินเป็นระยะขณะเดินออกมาหน้าหาด รุ่งภพหยิบติดมือมาสองลูกหลังจากเขย่าฟังและเลือกเปลือกที่ไม่หยาบมากนัก ชายหนุ่มใช้มีดปาดเปลือกออกอย่างชำนาญ เฉาะเปิดฝาให้ด้วยรอยมีดเรียบกริบ

   “อื้ม...หวานเหมือนกันนะ” ตรัยยกดื่มจนหมด ค่อนข้างพอใจกับรสชาติของน้ำมะพร้าวที่รุ่งภพปอกให้

   “หวานสิครับ มะพร้าวแก่แล้ว”

   “ถ้าอ่อนไม่หวานเหรอ”

   “อืม...ต้นสูงแบบนี้น่าจะเป็นมะพร้าวแกงนะครับแต่ไม่รู้พันธุ์อะไร ผลอ่อนจะฝาดครับ แถวบ้านผมปลูกไว้คั้นน้ำกะทิกันทั้งนั้น”

   “เหรอ...ปีนขึ้นไปเก็บมาลูกนึงเร็ว ฉันอยากชิม”   

   “โหย…คนนะครับไม่ใช่ลิง เอาไว้วันหลังเถอะ สูงขนาดนี้คงต้องทำบันไดปีนแล้วล่ะ” ชายหนุ่มโอดครวญ แค่แหงนหน้ามองก็เมื่อยคอแล้ว

   ขนาดลิงยังคิดหนักเลย

   ตรัยหัวเราะกับท่าทางของชายหนุ่ม แสงสุดท้ายจากดวงอาทิตย์สาดส่องผ่านทิวเขา ส่องกระทบแผ่นหลังของเราสองคนจนเกิดเงาบนผืนทราย

   “เกาะนี้มีชื่อไหมครับ”

   ดวงตาคมทอดมองหาดโค้งเว้าเบื้องหน้า ตรัยพยักหน้ารับ นึกถึงชื่อประหลาดในเอกสารที่ดิน “เกาะบูลัน ภาษาอะไรก็ไม่รู้”

   “ภาษามลายูครับ แปลว่าดวงจันทร์”

   “แปลภาษาได้ด้วย?”

   รุ่งภพส่ายหน้า “แปลไม่ได้หรอกครับ อาศัยจดจำเอา หลายพื้นที่ในภาคใต้ก็มีรากศัพท์มาจากภาษามลายูนั่นแหละครับ อย่างเกาะนี้ก็น่าจะตั้งตามลักษณะของชายหาด โค้งเป็นจันทร์เสี้ยวเลย...เหมือนวงเดือน”

   “วงเดือนงั้นเหรอ?...แปลเป็นไทยก็เพราะดี” ตรัยทอดมองโค้งหาดสีขาวเว้าแหว่งตามรอยคลื่น จดจำชื่อหาดเอาไว้ในใจ
   “ผมเอามะพร้าวกลับไปได้ไหมครับ”

    “หือ?” ตรัยเลิกคิ้วขึ้นเมื่อชายหนุ่มชี้ไปยังมะพร้าวแห้งที่หล่นเกลื่อน “จะเอากลับไปทำอะไร”

   “เอาไปคั้นกะทิขายครับ เสียดาย”

   เจ้าของเกาะพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด ดูเหมือนความงกในตัวของรุ่งภพจะฝังรากลึกจนเกินเยียวยา สุดท้ายเรือยอร์ชของเขาก็กลายเป็นเรือบรรทุกมะพร้าวตามความต้องการของชายหนุ่ม

   “ไปอาบน้ำในเคบินก่อนไป ตัวเปียกมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวไม่สบายกันพอดี”

   “ผมไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนอ่ะครับ”

   “เดี๋ยวหยิบให้ เดินลงทางนี้” เขาดันแผ่นหลังของชายหนุ่มให้เดินลงบันไดข้างห้องบังคับเรือ

   ภายในเคบินใต้ท้องเรือมีห้องนอนอยู่สองห้องพร้อมห้องน้ำในตัว เขาหยิบเสื้อผ้าสำรองให้รุ่งภพก่อนจะแยกไปอาบอีกห้องหนึ่ง ด้านในเรือค่อนข้างคับแคบแต่สะดวกสบายด้วยการตกแต่งแบบบิวท์อิน เน้นงานผิวไม้และเครื่องหนังเป็นหลัก นอกจากห้องนอนแล้วยังมีเคาน์เตอร์ครัวและตู้เย็นสำหรับปรุงอาหารอีกด้วย ใช้เป็นบ้านหลังย่อมกลางทะเลได้เลย

   ตรัยแกะไส้กรอกใส่จานแล้วเอาเข้าไมโครเวฟ หลังจากเอากระป๋องเบียร์ออกมาจากตู้แช่รุ่งภพก็อาบน้ำเสร็จพอดี เสื้อสีขาวค่อนข้างเปียกชื้นเพราะชายหนุ่มเช็ดตัวไม่แห้ง ตรัยเบือนสายตาหลบ ใจแกว่งกับผ้าแนบเนื้อจนเห็นยอดอกสีเข้มผ่านเสื้อตัวบาง

   “ทำไมไม่เช็ดตัวให้แห้งก่อน เสื้อเปียกหมด” ทำเสียดุเข้าใส่แต่ภายใจใจเหลวแหลกเป็นขี้ผึ้งลนไฟ

   “ก็เช็ดแล้วนะครับ” สนใจที่ไหนล่ะ พอโดนดุก็เอาผ้าขนหนูโปะหัวแล้วหนีขึ้นไปดาดฟ้าด้านบน

   ตรัยหิ้วกระป๋องเบียร์เดินตาม แกะหมึกออกจากถาดแล้วเกี่ยวเข้ากับสายเบ็ด รุ่งภพจิ้มไส้กรอกเวฟเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ไม่สนใจใคร “ลมแรงมาก คงไม่ได้กินแล้วล่ะปลา”

   ชาหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วย กรอสายเบ็ดที่ถูกลมพัดจนเส้นตึงกลับเข้ามาเล็กน้อยแล้วพิงคันทิ้งไว้โดยไม่คาดหวังอีก ดวงตากลมทอดมองทิวเขาผ่านแสงจันทร์สีเหลืองนวล ลมหายใจทอดยาวเจือกลิ่นแอลกอฮอล์อยู่เล็กน้อย

   “ถ้าทำรีสอร์ท คุณจะตัดต้นไม้พวกนี้ไหมครับ”

   สีหน้าของตรัยขรึมลง การทำรีสอร์ทต้องปรับพื้นที่เพื่อรองรับโครงสร้าง เขาเองก็นึกเสียดายต้นไม้พวกนี้อยู่ไม่น้อยแต่จะให้ล้มเลิกแล้วปล่อยเกาะทิ้งร้างเอาไว้แบบนี้เขาก็ไม่อยากทำ “บางทีธุรกิจก็สวนทางกับจิตสำนึกเหมือนกันนะ”

   “ไม่หรอกครับ มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ เราก็แค่ปรับตัวให้กลมกลืนกับมันเท่านั้นเอง”

   “สงสัยวิลล่าสไตล์ทรอปิคอลของฉันคงต้องเปลี่ยนเป็นกระท่อมชาวเกาะแล้วล่ะมั้ง”

   “ถ้าสร้างจริงเดี๋ยวผมมาช่วยมุงหลังคาให้”

   “พูดแล้วนะ”

   “ต้องมีค่าจ้างนะครับ ไม่ทำให้ฟรี”

   “งก” สีหน้าของตรัยบึ้งตึงขัดกับเสียงหัวเราะของชายหนุ่ม เขากระดกเบียร์ลงคออึกใหญ่แล้วนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้

   เขาไม่ค่อยได้มีเวลาผ่อนคลายแบบนี้เท่าไหร่นัก ด้วยภาระงานหลายอย่างทำให้ริดรอนความสุขในชีวิตประจำวันไปมากพอสมควร

   “ขอบใจนะ”

   รุ่งภพเงยหน้าขึ้นจากจานไส้กรอก แก้มบวมตุ่ยอย่างกับปลาทอง “ขอบใจอะไรครับ?”

   “ตอนแรกฉันยังลังเลว่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ไหม…แต่พอได้เจอเธอ…ได้รู้จักเธอ ฉันก็รู้ว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ มันดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก…เพราะมีเธอฉันเลยรู้สึกว่าชีวิตมันง่ายขึ้น ไม่รู้สึกแปลกที่แปลกทางอย่างที่คิด”

   ชายหนุ่มทำแก้มพองก๋า อ้าปากแล้วหุบแทบจะเหมือนปลาทองเข้าไปทุกที

   “เอ่อ...ผมก็โชคดีเหมือนกันที่ได้รู้จักคุณ...คุณ...ใจดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะเลย”

   “แค่นั้นเองเหรอ”

   ตรัยชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม รุ่งภพผงะถอยด้วยความตกใจขณะที่ยังคาบช้อนคาเอาไว้ในปาก ตรัยยิ้มขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ สัมผัสจากลมหายใจแผ่วบางแต่ชัดเจนในความรู้สึก ความเย็นจากช้อนแนบประทับด้วยแรงกดจากริมฝีปากของตัวเอง

   “ถ้าฉันทำกับเธอแบบนี้...ยังจะคิดว่าฉันใจดีอยู่อีกไหม?”

   ไม่มีคำตอบนอกจากแก้มแดงเรื่อที่ปรากฎสู่สายตา

   ตรัยหลุดยิ้ม

   เขากรอสายเบ็ดของตัวเองขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นกระตุกจากปลายสาย

   ปลาตัวใหญ่ถูกดึงขึ้นท่ามกลางความสับสนเออเร่อของชายหนุ่ม คนชนะยกยิ้มเพียงบางเบา นึกถึงสัมผัสเย็นชืดจากช้อนที่ขวางกั้นแต่ตราตรึงยิ่งกว่าครั้งไหน

   รอยจูบเมื่อครู่นี้…ถือว่าเป็นรางวัลของเขาก็แล้วกัน



TBC


ออฟไลน์ แก่ เหี่ยว เคี้ยวยาก

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 174
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ชอบ ในสาระที่สอดแทรก

ตอนหน้า  ขอคู่ มิ่ง กับวิน บ้างนะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด