♡ I Met You เพราะเราเคยพบกัน : บทที่ 36 โชคดีที่ได้พบกัน (จบ) 24/02/2022
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ♡ I Met You เพราะเราเคยพบกัน : บทที่ 36 โชคดีที่ได้พบกัน (จบ) 24/02/2022  (อ่าน 24819 ครั้ง)

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 987
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
 :o8: อร๊ายยยยเขารักกันดี แอบสงสารอิเติ้ลนะแต่ในเมื่อมีรักแต่ดูแลไม่ได้ก็ต้องปล่อยว่างมั้ย แต่ก็อยากให้มีฉากเปิดใจเครีย์ ๆ ไปจะได้ไม่ต้องมองหน้าไม่ติดครายปมในใจคุณน้องด้วย

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 987
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 29 วันธรรมดาที่คิดว่าจะยาวนาน



ช่วงสายวันเสาร์แดดร้อนชนิดที่ว่าถ้าไม่มีม่านกั้น และเปิดแอร์เย็นฉ่ำคงทนนอนไม่ไหว แต่ทั้งสองคนบนเตียงยังคงนอนซบกันหลับสนิทเพราะเหนื่อยจากกิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อคืนที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน แอร์ที่เร่งเปิดหลังจากทำกิจกรรมรอบแรกเสร็จ แล้วเกิดร้อนจนไม่ไหว ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ ห้องยังเย็นฉ่ำ พวกเขาถึงยังสามารถนอนสบายกันได้อยู่แม้แดดข้างนอกจะร้อนแค่ไหนก็ตาม

“อือออ” คนตัวเล็กรู้สึกตัวก่อน ขยับร่างกาย แต่ประสาทสัมผัสมันช้า รู้สึกล้าแปลก ๆ อยากดื่มน้ำ ขยับพลิกตัว แต่ก็...ทั้งเมื่อยทั้งขี้เกียจ อยากปลุกอีกคนแต่ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา สุดท้ายก็ตัดสินใจนอนซุกอีกฝ่ายลงไปตามเดิม แหงนหน้ามองอีกฝ่ายที่หลับพริ้มอยู่ ...ดีจังที่จะได้เห็นทุกเช้า เป็นชีวิตประจำวันที่คุ้นเคยไปแล้ว ว่าตื่นมาจะต้องเจอ แล้วเพราะไล่มองแบบนี้ถึงได้เผลอยื่นหน้าไปจูบปากอีกคนเบา ๆ

คนตัวสูงลืมตาขึ้นมาพอดี งับริมฝีปากอีกฝ่ายตอบ ก่อนจะผละออก

“มอร์นิ่งคิสหรอครับ” คนที่เพิ่งตื่นถามกลับเสียงแหบพร่า

คนที่เผลอไปจูบได้แต่หน้าแดงไม่พูดตอบโต้

“พี่อาร์ต ...หิวน้ำครับ”

“เดี๋ยวไปหยิบให้นะครับ”

วริษฐ์ลุกขึ้นยืนโอนเอนไปหยิบน้ำมาให้อีกฝ่าย สภาพเช้านี้อย่างกับคนเมาไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ใช่เมาเหล้า... คงจะเป็นเมารัก เจ้าตัวส่ายหน้าให้ตัวเอง เทน้ำลงแก้วดื่มมันอึกใหญ่ เขาเองก็เสียน้ำไปมากเหมือนกัน ก่อนจะเติมน้ำจนเต็มแก้วแล้วเดินกลับไปส่งให้คนที่ยังนอนอยู่บนเตียง

พอเห็นอีกคนเดินกลับมาขยับชันกายขึ้นรับแก้วน้ำจากมืออีกฝ่ายมาถือไว้ ยิ้มขอบคุณ และดื่มทันทีให้หายอยาก

“ขอบคุณครับ”

วริษฐ์รับแก้วคืน ดวงตาจับจ้องไปที่แหวนวงที่เขาสวมให้เมื่อคืน มันอยู่บนฝ่ามือกวินแล้วดูดีเหมาะสมมากจริง ๆ คนตัวสูงวางแก้วน้ำไว้ที่โต๊ะหัวเตียงแล้วกลับไปนอนกอดอีกฝ่ายต่อ คนตัวเล็กกว่าซุกกอดอ้อนอีกคนอย่างเอาใจ

“พี่อาร์ตครับ”

“ครับ?”

“ผมปวดหลัง”

“ก็...” วริษฐ์ขำออกมาเบา ๆ เมื่อนึกถึงท่าทางเมื่อคืน ที่ก็สมควรจะปวดหลัง “เดี๋ยวทายาให้ จะอาบน้ำกันก่อนมั้ยล่ะครับ จะได้ทายาให้ซึมไปเลยทั้งวัน”

“อือ ครับ เหนียวเหนอะหนะไปหมดเลย”

“ลุกไหวมั้ย”

คนตัวเล็กกว่าพยักหน้าตอบรับ ทำทีว่าไหวทั้งที่เอวและสะโพกขยับทีก็ร้าวระบมไปหมด สนุกกันเกินขอบเขตจนร่างกายรับไม่ไหว

กวินทำทีขยับนั่ง ข่มความเจ็บที่แล่นขึ้นมา พยายามเก็บสีหน้า แต่คิ้วทั้งสองข้างกับขมวดมุ่นจนเป็นโบว์

“ปวดมากเลยใช่มั้ย”

วริษฐ์ที่นอนมองอีกฝ่ายถามขึ้นหลังเห็นว่าคิ้วบนหน้าอีกฝ่าย ผูกเป็นโบว์ หน้านิ่วอย่างเก็บสีหน้าไม่อยู่

“อือ” จำยอมพยักหน้ารับ เมื่อขยับที่ก็ร้าวทีนึง

“งั้นเดี๋ยวอุ้มไป”

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวค่อย ๆ ลุกไป” กวินตอบออกไปด้วยความเกรงใจ อุ้มอะไรเขาไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้น ผู้ชายตัวใหญ่จะให้มาอุ้มก็ใช่เรื่อง “ไปอาบก่อนเลยก็ได้ครับ เดี๋ยวตามไป”

วริษฐ์ส่ายหน้าเบา ๆ เมื่ออีกคนไม่ยอมขอให้ช่วย เขาลุกขึ้นนั่งก่อนจะช้อนอุ้มอีกคนขึ้นมา

“หนักนะครับ!” อีกคนโวยวายเสียงดังขึ้นมาเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกอุ้มตัวลอย

“อุ้มมาตั้งกี่ทีแล้ว ตอนทำยังอุ้มเราไหวเลย ทำไมพาไปอาบน้ำจะไม่ได้”

พอฟังประโยคที่อีกคนบอก คนถูกอุ้มได้แต่หน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบ ๆ จะโต้ตอบ แต่แล้วต้องกัดปากตัวเองเอาไว้แทน ///// พูดอะไรก็ไม่รู้ กลางวันแสก ๆ ไม่อายบ้างเลย เขารู้สึกว่าตัวเองหน้าบางลงเรื่อย ๆ เมื่ออีกคนใจกล้ามากขึ้น กวินคนที่ยั่วยวนพี่อาร์ตด้วยชุดแมวน่ะหายไปแล้ว



คนตัวเล็กกว่าถูกอุ้มไปจัดการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทุกซอกทุกมุม คนทำความสะอาด จัดการให้หมดทุกอย่าง ล้างคราบเหนียวต่าง ๆ ให้ รวมถึงในจุดนั้น... ถึงในใจจะหวั่น ๆ ไปบ้าง ขณะคนตัวเล็กได้แต่ข่มใจและความอายเอาไว้ พอสว่าง ๆ แล้วถูกจับตรงนั้นตรงนี้ ก็ต้องเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความเขิน ...แบบนี้มันน่าอายยิ่งกว่าตอนกลางคืนที่ทำกันซะอีก

หลังจากตัวสะอาดแล้ว เช็ดจนแห้ง อีกฝ่ายถึงได้ทายาแก้ปวดเมื่อย นวดคลึงหลังพอให้ยาซึมลงไปให้

“คนเจ็บหิวหรือยัง?”

“หิวมาก!”

วริษฐ์หัวเราะออกมาก่อนจะหยิบมือถือมาหากดสั่งอะไรมากิน ทั้งเขาทั้งกวินตั้งใจจะใช้วันนี้นอนกลิ้งเรื่อยเปื่อยไม่ทำอะไรเลย นอกจากตัวติดกัน

ตอนกินข้าวอาหารอร่อยเป็นพิเศษหรือเพราะว่าหิวก็ไม่รู้ เจ้าตัวเอาแต่มองหน้าวริษฐ์แฟนหนุ่มของตัวเอง มองแล้วมองอีกจนวริษฐ์เอ่ยปากถามอยู่หลายครั้งว่ามีอะไร อะไรติดหน้าเขา แต่กวินก็แค่ส่ายหน้าแล้วก็ก้มหน้าก้มตากิน สักพักก็จะเงยมาจ้องมองอีก

“ขอบคุณมากเลยครับ”

วริษฐ์เลิกคิ้วขึ้นมา งงว่าอีกคนขอบคุณอะไร อาหารมื้อนี้?

“ขอบคุณที่พี่เกิดมานะครับ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่พี่ที่สร้างพี่มาด้วย คราวหน้าไปหาคุณพ่อ ผมจะทำอาหารอร่อย ๆ สุดฝีมือไปเยี่ยม ส่วนคุณแม่...”

กวินเงียบไป เพราะไม่รู้ว่าที่พูดเรื่องคุณแม่ของอีกฝ่ายนี่มัน...ทำบรรยากาศแย่ลงหรือเปล่า

“แม่หรอครับ... ไม่รู้สิครับ” คนตัวสูงตอบกลับเสียงเบาหวิว เรื่องที่เขาไม่เคยมีความมั่นใจ

“ไปเจอท่านกันมั้ยครับ ผมว่าแม่พี่จะต้องภูมิใจที่มีลูกชายหล่อขนาดนี้” กวินพูดหยอดออกไป แต่วริษฐ์เลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ 

“อย่าเลย... ไม่เจอกันมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ถ้าเจอกันตอนนี้คงเหมือนคนแปลกหน้า ผมไม่อยากเข้าไปเป็นจุดด่างในชีวิตเขา”

“ไม่ด่างสักหน่อย ท่านอาจจะอยาก— “พูดไม่ทันจบประโยคดี วริษฐ์วางช้อนลงแล้วนิ่งไป กวินถึงคิดได้ว่าควรจะพอแค่นี้ก่อน ไม่งั้นอีกคนอาจจะรู้สึกไม่ดีพาลกินข้าวไม่ลง

...แต่ทำไงได้ เขาอยากให้ไปลองเจอกันสักครั้งอาจจะดีกว่าตอนนี้ก็ได้ เขาคิดแบบนั้นแต่ว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของพี่เขาอยู่ที่ไหน หรือควรลองปรึกษาพี่เต๋าดูเพื่อนสนิทที่ห่วงพี่อาร์ตยิ่งกว่าอะไร...

เรากินข้าวต่อไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างกัน ทานอาหารที่มีจนหมด พี่อาร์ตไม่พูดอะไร ทำให้กวินก็ได้แต่ลอบมองเงียบ ๆ เขาเองก็ไม่กล้าจะพูดอะไรต่ออีกแล้ว

วริษฐ์เองก็ลอบมองหน้าอีกฝ่ายที่ดูหงอย ๆ ขึ้นมา เขาน่ะไม่ได้โกรธหรอกเพียงแต่ว่าพอพูดถึงเรื่องนี้เขาเหมือนจะขาดอากาศหายใจ เหมือนกำลังจะจมน้ำ หายใจไม่ออก

“ผมน่ะ ไม่ค่อยสนิทกับที่บ้านครับ” กวินพูดออกมาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับที่บ้าน

วริษฐ์หันมองอีกคนแล้วนึกได้ว่าตอนนั้นที่มีปัญหากวินก็ไม่อยากกลับบ้าน แล้วเลือกที่จะมาอยู่กับผมแทน แล้วผมก็ใจดี เพราะผมได้รับผมประโยชน์มาเต็ม ๆ ที่บ้านนี้มันสดใสขึ้นมา

“เวลาอยู่บ้านมันอึดอัดกดดัน ผมไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย ผมเลยหนีออกมา”

กวินพูดเล่าสิ่งที่ไม่เคยพูด การถูกเปรียบเทียบ ถูกกดดัน ถูกคาดหวัง ทำให้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตในบ้านหลังนั้นได้อย่างมีความสุข ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าที่บ้านรู้ว่าผมชอบผู้ชาย มีแฟนเป็นผู้ชาย รักเพศเดียวกัน ผลลัพธ์จะออกมายังไง

“นี่กวินครับ” วริษฐ์เอื้อมมือไปจับมืออีกคนเอาไว้ “ที่นี่เป็นบ้านของกวินแล้วนะ กวินอยู่ที่นี่ตลอดไปได้เลย อยู่กับพี่นะ”

กวินมองอีกคน พร้อมกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อบ่อน้ำตาตื้นกำลังจะทำงาน บ้านหลังนี้มีกันแค่สองคนแต่มันก็อบอุ่น ตอนนี้พี่อาร์ตเขาต้อนรับผมดี ดีมาก ๆ เกินกว่าที่คิดไว้มาก ทำให้ผมรู้สึกไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยว แล้วก็ไม่ได้กดดันผมเลยแม้แต่น้อย ผมจะเป็นกวินนอนอืดขี้เกียจที่ดูทีวีทั้งวันก็ได้ จะเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ไม่พิเศษอะไรแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องพยายามฝืนเพื่อแข่งกับใคร แบบนี้สบายใจที่สุดแล้ว

“อื้อ ครับ ขอกวินอยู่ด้วยนะ”

วริษฐ์ใช้มือขยี้ ๆ หัวอีกคนจนยุ่งไม่เป็นทรง ด้วยความเอ็นดู พลางคิดในใจว่าเขาจะไปขออีกคนอย่างจริงจัง ถ้าหากว่าไม่ยอมรับ เขาก็จะพาหนี



พวกเขาเก็บโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาเรื่อยเปื่อยในวันเสาร์นอนดูการ์ตูน

“ไปล้างจานก่อนนะครับ”

“อือ”

กวินเดินไปครัว เขายังลอบมองอีกคนที่นอนสบายอยู่บนโซฟา ก่อนเปิดหน้าต่างแชทและพิมพ์หาคนที่จะช่วยเหลือได้



“พี่เต๋าครับผมมีเรื่องจะรบกวน”

ผมพิมพ์ส่งไปแบบนั้น ไม่กี่นาที ข้อความก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

ติ้ง

‘ว่าไงครับ’

ผมทำหน้าเลิ่กลั่กที่ตัวเองลืมปิดเสียง คนจะทำผิดมักจะมีพิรุธและกังวลไปหมด ผมเหลือบมองอีกคนที่ยังนอนเอกเขนกไม่รู้อะไร

“อยากรบกวนให้พี่ตามหาแม่ของพี่อาร์ตให้ทีครับ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

‘อืม ยังไงพี่รบกวนเราหาเอกสารบางอย่างให้พี่หน่อย พวกเอกสารส่วนตัวที่มีชื่อแม่ของเขา แล้วภาพถ่ายนะแล้วพี่จะจัดการให้’

“ครับพี่ ขอบคุณมาก ๆ”

ผมพิมพ์ตอบไป ในใจแอบตื่นเต้นและวิตก ผมพอจะรู้ว่าเอกสารส่วนตัวของพี่อาร์ตเก็บอยู่ไหน พอจะเห็นอยู่แบบนี้น่าจะสบาย ผมจะพาพี่อาร์ตไปเจอแม่ให้ได้ อาจจะดูจุ้นจ้านแต่ก็หวังว่าพี่เขาจะเลิกละเมอและร้องไห้ตอนกลางคืนสักที ผมล้างจานเสร็จก็ไปกอดอีกคนที่นอนกลิ้งอยู่บนโซฟา

คนตัวสูงขยับนิดหน่อยตอนถูกทับ และพลิกตัวหงายให้อีกคนลงมานอนทับดี ๆ

“มาเอารางวัลที่ล้างจานเสร็จเรียบร้อยหรอครับ”

“ใช่ครับ ไหนรางวัล”

“อืมมมมม ก็กอดพี่นี่ไง”

“ครับรางวัลจริง ๆ ด้วย”

วริษฐ์ยกมือขึ้นลูบหัวกวินเล่น ผมนุ่มลูบเพลินดีจริง ๆ

“กวิน พี่ไปขอเราจากที่บ้านเลยดีมั้ย”

“อ่ะ!อะไรนะครับ!” ทันทีที่พี่อาร์ตพูดแบบนั้นผมก็เงยหน้าขึ้นมาผมตกใจตาโตจนแทบถลนออกมาจากเบ้า แบบนั้นไม่ได้ “อย่าเลยครับ อย่าเลย” ผมยังไม่พร้อมผมกลัวผลที่จะตามมา

“ทำไมล่ะครับ ไปบอกให้เขารู้”

“ไม่เอาผมกลัว”

“ที่บ้านไม่รู้ว่าเราชอบผู้ชายหรอครับ”

“ครับ เขาไม่รู้ว่าผมเป็นเกย์...”

“คงตกใจกันน่าดูถ้ารู้ แต่ว่า สักวันก็ต้องบอก บอกไปเลยดีมั้ย ถ้าพวกเขารับไม่ได้ เราก็กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”

“อือ ผมขอเวลาสักหน่อย”

คนตัวสูงอยากจะทำให้ชัดเจน เขาเปิดเผยหมดแล้วก็อยากจะทำให้ถูกต้อง เพราะลักพาตัวลูกเขามาอยู่กินด้วยนานสองนานแล้ว แต่คนตัวเล็กกว่า กลัวที่จะเผชิญหน้า พ่อที่แสนเข้มงวดจะต้องไม่เอาเข้าไว้แน่ เลวร้ายสุด ๆ อาจถูกตบตีก็ได้ เขากลัว

“กวินพร้อมแล้วบอกพี่นะ ใจจริงพี่อยากจะสู่ขอเรามาเลยด้วย”

“ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ”

“ก็แล้วทำไมเล่า สู่ขอมาเป็นคนรักของพี่”

“ไม่ขอก็เป็นอยู่แล้ว” คนตัวเล็กพูดหงุบหงิบเสียงเบาแล้วซุกหน้าลงไปกับอกอีกฝ่าย มันน่าเขินอายจะตาย

“จริงด้วย” วริษฐ์เห็นด้วยพร้อมหัวเราะขำออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข เขาชอบวันธรรมดาแบบนี้มากจริง ๆ จำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้ทำยังไงแบบไหนบ้าง “วันนี้ไปซื้อเสบียงตุนเข้าบ้านดีมั้ยครับ”

“ดีครับ บ่าย ๆ นะ ตอนนี้ผมขี้เกียจ”

“มิน่าขนฟู” วริษฐ์พูดกัดออกไปหนึ่งที แต่คนถูกกัดกลับทำหน้างงไม่เข้าใจ

“อะไรหรอครับ”

“หึ ขี้เกียจตัวเป็นขน”

กวินที่ได้ฟังก็ทำแก้มพองใส่ อะไรกันล่ะ แค่นอนเล่นโดนกัดซะงั้น ตัวเองนอนไม่ขยับเลยแท้ ๆ

“พี่อาร์ตก็ตัวสูงขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ”

มือหนาดึงแก้มอีกฝ่ายยืดด้วยความมันเขี้ยวกับการต่อปากต่อคำ

“หาว่าพี่สันหลังยาวหรอ”

“ครับ” อีกคนยิ้มแฉ่งที่ได้ตอบโต้



ช่วงบ่ายแก่ ๆ แดดร่มลมตกพอสมควร ทั้งคู่เดินจูงมือกันซื้อของ หยิบตุนสเบียงจนเต็มคันรถ ซื้อนั่นซื้อนี่ตุนเข้าบ้าน นอกจากของสดที่เอามาทำอาหารแล้ว ยังมีสารพัดขนม เพราะทั้งคู่ชอบดูหนังก็เลยมีป็อปคอร์นเอาไว้ทำเองที่บ้านติดมาด้วยหลายรสชาติ

กวินหยุดยืนมองของแปลก ๆ

“พี่อาร์ตดูนี่สิ”

“หืม?”

“ยาสีฟันรสไอติมวนิลาพุดดิ้ง”

“ฮะ?” อาร์ตก้มมองของในมือของกวิน คนตัวเล็กกว่ายิ้มแป้นตาเป็นประกายดูก็รู้ว่าอยากลองแค่ไหน อดไม่ได้ที่จะยกมือขยี้หัวอีกคนเบา ๆ “น่าลองดี”

“ใช่มั้ยครับ งั้นเอาไปลองแปรงกัน เผื่อจะเหมือนกินขนมหวาน แต่ฟันไม่ผุ”

“ครับ หยิบใส่รถเข็นมาเลย”

ทั้งคู่เดินเล่นหยิบอะไรก็คุยกันได้ไปหมดทุกอย่าง มันเพลินจนคิดว่า แบบนี้ตลอดไปเลยก็ดี... แต่ยังไม่ทันจ่ายเงินเสร็จ มือถือของกวินก็ดังขึ้น แม่ของเขาเองนี่นา ทุกทีก็ไม่ค่อยโทรมา

‘พรุ่งนี้กลับมาบ้านหน่อยนะ’ เสียงปลายสายดูแปลก ๆ ชอบกล

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

‘กลับมาบ้าน’

“แม่...”

ผมยังไม่เข้าใจเลย แม่พูดแต่ว่าให้กลับบ้าน พูดแค่นี้แล้วตัดสายใส่ผม ผมหันมองหน้าพี่อาร์ต

“อยู่ ๆ แม่ก็บอกให้ผมกลับบ้านพรุ่งนี้ ดูอารมณ์ไม่ดีด้วย”

“อือ อาจจะมีเรื่องอะไรก็ได้”

“ผมไม่ทันถามแม่ก็ตัดสายไปแล้วครับ”

“พรุ่งนี้ก็รู้ ให้พี่ไปเป็นเพื่อนมั้ย”

ผมส่ายหน้ารัว ๆ อันนี้ผมยิ่งไม่พร้อมเข้าไปใหญ่ ถ้าพี่อาร์ตมาจะให้แนะนำว่าอะไร จะอธิบายหรือบอกแบบไหนดี ผมไปเองดีกว่า หรือจะโทรหาพี่กรันต์ พี่ชายของผม เขาอาจจะรู้อะไรก็ได้

ผมกดหาพี่กรันต์ แต่ว่าไม่ติด ... ใกล้กำหนดกลับจากต่างประเทศ หรือพี่กรันต์จะอยู่บนเครื่องบินก็ไม่รู้ เฮ้อ พรุ่งนี้ก็รู้เองนั่นแหละ ช่างเถอะ พรุ่งนี้ก็คงรู้เอง...

เราทั้งคู่จัดการจ่ายเงินผมได้ช่วยพี่อาร์ตออกไปพันนึง ทั้งที่ตอนแรกอีกคนจะจ่ายคนเดียว ของตั้งเกือบสามพัน ผมไม่ยอมหรอก ค่าอะไรที่บ้านของพี่อาร์ต เขาก็ไม่ยอมให้ผมจ่าย แต่นี่มาด้วยกัน ผมไม่ยอมแน่ ๆ เราแบ่งปันกันทุกอย่าง มันควรรวมถึงเรื่องเงินด้วยที่จะแชร์กัน ไม่อยากรู้สึกว่ามาเกาะหรือเป็นภาระ อยากเป็นคนมาแชร์ทุกอย่างในชีวิต แบ่งปันคนละครึ่งมากกว่า คนละครึ่งกับพี่อาร์ต ไม่ใช่โครงการของใคร

อาร์ตเดินเข็น รถเข็นมาถึงที่รถ ขณะยกของเก็บท้ายรถ วูบนึงรู้สึกว่าซื้อมาเยอะเกินไป คิดว่าน่าจะกินไปได้อีกเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ คงจะได้หมกตัวอยู่ในโลกของเรา ขลุกอยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่น โดยไม่ออกไปข้างนอกให้วุ่นวาย เพราะบ้านมีความสุข และที่สำคัญกวินทำอาหารอร่อย ตอนนี้เราใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนคู่แต่งงานใหม่



เช้าวันอาทิตย์

กวินตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว แล้วไปปลุกคนขี้เซาให้ตื่นขึ้นมากินข้าว เพราะเขากำลังจะกลับไปบ้านแล้ว อยากจะเติมกำลังใจก่อนไป

“พี่อาร์ต ตื่นเถอะครับบบบบ”

“อือ” คนถูกปลุกไม่ยอมตื่นง่าย ๆ แถมพลิกตัวมาดึงคนปลุกมากอดเอาไว้

“พี่อาร์ตตื่นครับ นี่ เสื้อผมจะยับหมดแล้วนะ”

“อยากนอนกอด”

“กอดมาทั้งคืนแล้ว ลุกมากินข้าวได้แล้ว 9 โมงแล้วนะครับ”

“ก็ได้ครับก็ได้”

คนตัวสูงยอมลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง มองอีกคนตาปรือ แบบยังไม่ตื่นเต็มที่นัก

“จะไปแล้วหรอครับ”

“ครับ” คนตัวเล็กตอบรับพร้อมพยักหน้า และขยับไปหอมแก้มอีกคน “ผมไปบ้าน ก็อาจจะกลับพรุ่งนี้ เจอกันที่ทำงานเลยนะ”

“อือ ก็ได้ พี่จะคิดถึงกวินทั้งคืนเลย”

“พี่อาร์ตเว่อร์ไปแล้วครับ” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่คำพูดของพี่อาร์ตก็ทำให้เขามีรอยยิ้มกว้าง

กวินยิ้มสดใสโบกมือบ๊ายบายคนงัวเงีย ก่อนเดินทางกลับบ้าน บ้านของตัวเองจริง ๆ ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ที่บ้านมันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่



กวินนั่งรถกลับถึงบ้าน ยิ่งใกล้ถึงบ้าน เขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด หลายนาทีที่เขายืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน มองจ้องบ้านหลังใหญ่ ที่เขาไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นบ้านเลยแม้แต่น้อย มันไม่เคยอบอุ่น ไม่เคยเป็นที่ ๆ เขาพยายามกลับมาเพื่อเติมพลังหรือพักใจ มันเคยเป็นสถานที่หลบซ่อนเมื่อครั้งหนีจากเติ้ล แต่นอกนั้นที่นี่เหมือนกรงขัง

เขาสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนไขประตูเข้าไปในบ้าน รู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ บ้านมันดูเงียบ เขาเดินเข้าสู่ตัวบ้าน และส่งเสียงเรียก

“แม่ พ่อ”

กวินเดินเข้าไปในบ้านถึงเจอว่าพ่อนั่งอยู่ที่โซฟา กับแม่ ทั้งคู่ดูเงียบ ๆ บรรยากาศอึมครึมจนรู้สึกได้เลยว่านี่มันไม่ปกติ

“สวัสดีครับ”

แม่ลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหากวิน กวินคิดว่าแม่จะกอดแต่ว่า

เพียะ!

กวินโดนตบหน้าอย่างแรงจนหน้าหัน เขาเจ็บแล้วก็ชาแต่ที่มากกว่านั้นคือ เขาไม่เข้าใจทำไมเขาต้องถูกแม่ตบด้วย เขาหันกลับมามองแม่ด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรหลุดออกมา แม่เพียงแต่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะฟาดมือลงมาตามตัวอีกครั้ง

“แม่ กวินเจ็บ..” กวินร้องออกมา เขาไม่คิดว่าโตขนาดนี้แล้วจะยังต้องถูกตีอีก และที่เขาไม่เข้าใจเลยก็คือ เขาทำผิดอะไร เขาทำผิดอีกแล้วหรอ

แม่ตีผมอีกหลายครั้ง

“น่าอับอาย!แกมันน่าอับอาย!”

.



[ไม่รู้ว่ายังอัพได้มั้ยนะคะ ไม่ได้อัพมาเกือบปีเต็ม ๆ สารภาพผิดว่าหมดไฟจริง ๆ ทั้งที่ตามพลอต

อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว ฮือออออ ขอโทษจริง ๆ นะคะ จะพยายามเข็นออกมาให้ได้]

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 30 บ้านที่แท้จริง



นอกจากคำพูดร้ายกาจที่ผู้เป็นแม่พูดออกมา กวินยังทั้งถูกตีถูกหยิก ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยคิดว่าโตขนาดนี้แล้ว ยังต้องถูกลงโทษแบบนี้อีก กวินพยายามร้องขอเหตุผลว่าทำไมต้องถูกทำแบบนี้แต่ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา

เขาพยายามปัดป้อง และไม่ตอบโต้อะไรกับสิ่งที่แม่ทำ ถึงแม้จะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม

เขาทำอะไรผิดอีกเหรอ?



ผู้เป็นพ่อไม่พูดอะไรสักคำ ไม่แม้แต่ห้ามปราม เขาลุกขึ้นและเดินตรงมา ดวงตาที่มองจ้องทำให้กวินกลัวยิ่งกว่าเดิม มันว่างเปล่า

กวินตัดสินใจว่าจะหนี ยังไงก็ช่าง ไม่อยู่แล้วบ้านหลังนี้ เขาขยับเตรียมจะไป แต่พอหันหลังกลับพบว่าตัวเองถูกล้อมไปด้วยใครก็ไม่รู้ ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนโผล่มายืนล้อมทางออกเอาไว้ พวกเขาขยับมาใกล้เรื่อย ๆ ราวกับกำลังไล่ต้อน

“แม่ครับ พ่อ ปล่อยกวินไปเถอะนะ ผมจะกลับแล้ว”

พวกนั้นคว้าจับกวินล็อคเอาไว้กับที่ขยับหนีก็ยิ่งจับแน่นขึ้น เจ็บจนนิ่วหน้า สุดท้ายก็สู้แรงไม่ไหวขยับตัวหนีไม่ได้ ฝ่ามือหยาบจับไปตามตัว คนพวกนั้นค้นตัวกวิน หยิบเอามือถือและกระเป๋าเงินของกวินออกมา

“เฮ้ย ทำอะไร อย่าจับ!”

“ชอบใช่มั้ย เวลาผู้ชายถูกตัว”

น้ำเสียงราบเรียบจากผู้เป็นพ่อดังออกมาเป็นประโยคแรก แต่กลับทำให้กวินตกใจสุดขีด หรือว่าพ่อแม่จะรู้แล้วว่าเขาเป็นเกย์

“ไม่ใช่แบบนั้น... ไม่ใช่ฟังผมก่อน”

“เนรคุณ!”

ผู้เป็นแม่ตะโกน น้ำเสียงดังและแหลมสูงจนแทบจะเป็นเสียงกรีดร้อง น้ำเสียงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่หน้ากวิน

“ฉันเลี้ยงแกมาไม่ดีตรงไหน!”

“แม่ กวิน...”

“ขายขี้หน้าไปทั่ว เคยคิดมั้ยคนอื่นเขาจะอยู่ยังไง จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

“กวินไม่ได้ทำอะไรเสียหาย”

เพี๊ยะ

กวินถูกตบจนหน้าหันเป็นครั้งที่สองครั้งนี้จากพ่อบังเกิดเกล้า รอบนี้ถูกตบแรงมากจนนอกจากหน้าจะชาแล้วปากยังปริแตกจนเลือดไหล

แค่เขารักพี่อาร์ต เขาผิดตรงไหน ก็แค่พี่อาร์ตเป็นผู้ชายเหมือนกัน ก็แค่เขาชอบผู้ชายด้วยกัน แค่เขาเป็นเกย์ ทำไม ทำไมต้องถูกทำรุนแรงแบบนี้



ทางกายว่าเจ็บแล้ว ทางใจเจ็บยิ่งกว่า...



“ฉันจะส่งแกออกไปให้ไกลแล้วไม่ต้องกลับมาอีก”

“พ่อกับแม่แค่ ...” เขาตอบออกไปเสียงสั่นด้วยความกลัว “แค่ปล่อยผมไป แล้วผมจะไม่กลับมาอีก”

“ต้องไปให้ไกลกว่าไอ้พวกชอบยุ่งนั่น”

แล้วต้องไปไกลแค่ไหน ผมไปเองก็ได้ แค่ขอให้ปล่อยผมไป พี่อาร์ตครับ พี่อาร์ตช่วยผมที ผมไม่น่ากลับมาเลย ต้องไปหาพี่อาร์ต

“เอาตัวไป”

“พ่อครับ! แม่! อย่าทำแบบนี้เลย! ปล่อยผมไป!”



ไม่ว่าจะพูดอะไร จะขอร้องอ้อนวอนยังไงก็ไม่มีผลกวินถูกลากไปขังไว้ในห้องของตัวเองที่ชั้นบน ประตูถูกล็อคจากด้านนอก ห้องของกวินเละไปหมดจากการถูกรื้อค้น คงจะตามหา แต่เขาไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเลยเกี่ยวกับพี่อาร์ต

กวินได้แต่นั่งบนเตียงนอน ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว เขาคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ ข้างนอกเงียบกริบ ไม่มีอุปกรณ์ทำแผล อาหาร หรือแม้แต่น้ำ หรือว่าที่บอกจะส่งเขาไปไกล หมายถึงโลกหน้ากัน...

เขาคิดมาเสมอว่าพ่อแม่คงแค่กดดัน คาดหวังให้เขาได้ดี ถึงได้พยายามจะให้เขาเป็นแบบนั้น เพื่อจะเอาไปอวดคนอื่นได้บ้าง เขาคิดว่าอย่างน้อยก็คงเป็นความหวังดี แต่ไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ไม่ได้รักเขาสักนิด ไม่เคยคิดว่าจะเกลียดชังกันขนาดนี้ ไม่รู้ว่าสายตาของคนอื่นมีความสำคัญกว่าเขา ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ ๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะไร้ความสำคัญมากขนาดนี้มาก่อน

กวินยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่มันไหลออกมาเอง พยายามคิดหาทางออกแต่สมองกลับนึกย้อนไปถึงอดีตที่เจ็บปวดความคาดหวังที่กดทับมาตั้งแต่เด็ก เวลาไม่ได้อย่างใจพ่อแม่ เขาถูกตี ถูกดุ ถูกเปรียบเทียบกับพี่ชายหรือคนอื่นมาตลอด เขาถึงได้พยายามอย่างหนักแต่ก็ยังไม่พอ จนตอนนี้ที่คิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี

“ฮึก...พี่อาร์ต ...กวินอยากกลับบ้าน”

ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา ยังห่างไกลจากคำนั้นอีกมาก

“พี่อาร์ต...”

อยากให้พี่อาร์ตกอดเอาไว้ อยากให้พี่อาร์ตบอกว่าภูมิใจในตัวเขา

แต่ในเมื่อชีวิตจริงไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ต้องพยายามหาทางด้วยตัวเอง ต้องออกไปให้ได้ เพื่อกลับไปเจอคนสำคัญที่อยากเจอ เพื่อกลับบ้านที่เป็นบ้านจริง ๆ





กว่าวริษฐ์จะลุกขึ้นมากินอาหารที่กวินเตรียมไว้ให้ก็สายมากแล้ว เขานอนเพลินเพราะคนที่ปลุกออกจากบ้านไปนานแล้ว กวินเหมือนก้อนพลังงานของเขา เขาขับเคลื่อนด้วยเสียงเรียกเสียงปลุกของออกฝ่าย พอไม่อยู่จึงเชื่องช้ากว่าทุกที

กับข้าวที่กวินทำเอาไว้อร่อยมาก มันอร่อยเสมอมา เขารักอาหารของกวิน เพราะอาหารที่คนรักทำมีความพิเศษยิ่งกว่าร้านอาหารห้าดาวร้านไหน ๆ ที่เขาเคยได้กิน อร่อยจนเขาต้องทักไปชม ไปอ้อนสักหน่อยว่าอาหารอร่อย ให้เกินร้อย แต่นั่งเฝ้ามือถือเป็นชั่วโมงแล้ว ไม่มีข้อความตอบกลับมาเลย วริษฐ์คิดว่าอาจจะเพราะได้กลับไปบ้านบ้างอยากใช้เวลากับครอบครัวที่นาน ๆ ทีจะได้เจอหน้าอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา คงจะคุยกันจนไม่ได้จับมือถือ



ครอบครัว เขาเองก็อยากเจอบ้างเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพอ

วริษฐ์ลุกไปหยิบอัลบั้มรูปที่ถูกซ่อนเอาไว้ เขาเจอพวกมันซ่อนอยู่ หลังจากพ่อเสียได้สักระยะ แต่ไม่กล้าพอจะไล่ดู เพราะภาพแรกที่เป็นรูปถ่ายพ่อแม่ลูก เขาก็เจ็บปวดแล้ว ...เพราะเหตุการณ์แบบในภาพ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีก ตอนนี้เหลือเขาแค่คนเดียว

พ่อทิ้งอะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับแม่ไป แต่อัลบั้มพวกนี้ พ่อคงไม่กล้าทิ้งมัน แต่คงทนไม่ได้ที่ต้องเห็น จุดที่มันอยู่จึงเป็นที่เก็บของใต้เตียง ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

ถ้าไม่มีกวิน เขาคงไม่กล้านั่งดูรูปพวกนี้ แต่เพราะว่ามีอีกคนเข้ามา อัลบั้มรูปพวกนี้จึงทำให้เขาเหงาน้อยลง เพราะนอกจากรูปถ่าย เขาก็มีใครสักคนให้พักพิงแล้ว



แม่ของเขาเป็นคนสวย และพ่อก็ดูดีมาก รูปสีซีดแต่รอยยิ้มของคนในภาพไม่จางไปเลยแม้แต่น้อย สวนน้ำ สวนสัตว์ ทะเล ที่ ๆ เคยไปด้วยกัน ตอนนั้นคงมีความสุขมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมความสวยมันถึงได้พังทลายลง

เขาไม่รู้หรอก ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็ก...

วริษฐ์กดมือถือโทรหากวิน แต่กลับเจอระบบฝากข้อความ

“ปิดเครื่องหรือแบตหมด” วริษฐ์บ่นพึมพำก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้าที่ให้มันอยู่ที่เดิม

กวินคงกำลังยิ้มสดใส หรือว่าจะมีเรื่องเครียด ๆ กับที่บ้าน เขานึกถึงสีหน้าของกวินตอนที่ที่บ้านโทรมาตามได้

“เฮ้อ ให้ตายสิ”

วริษฐ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อยากไปหา แค่เห็นเงา เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี แต่น่าเสียดาย ระหว่างเรายังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมาก เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านกวินอยู่ไหน



เหงา...แต่เขาพยายามทำใจยอมรับว่าเอาลูกเขามากอดนานเกินไปแล้ว คืนครอบครัวเขาไปบ้าง



แต่นี่มันก็เย็นแล้วนะ ไม่คิดดูมือถือบ้างหรือไงกวิน... ปล่อยแบตหมดได้ยังไง



คิดถึงจะตายอยู่แล้ว





กวินหันมองรอบห้อง เขาจำได้ว่าห้องนี้มีหน้าต่าง...แต่มีชั้นหนังสือตั้งบังอยู่ คนอื่นคงจะลืมไปแล้ว แต่เจ้าห้องของอย่างเขา ยังจำมันได้ คงต้องออกทางนั้น กวินค่อย ๆ ขยับของลงจากชั้น แล้วลากชั้นออกมา พยายามออกแรงให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ แสงสว่างจากด้านนอกลอดเข้ามา เขามุดเข้าไปดูหน้าต่างมันยังเปิดได้

พวกคนข้างนอกห้องเองก็คงจะไม่ได้สนใจเขาเท่าไหร่ รอฟ้ามืด เขาจะไปจากที่นี่ ไม่กลับมาอีก พอกันที

เขาคิดจะปีนแต่ในห้องไม่มีเชือกให้ยึดใช้ไต่ ถึงจะแค่ชั้นสอง แต่ถ้าโดดลงไปเลยมีหวังหนีไม่พ้น

กวินคิดก่อนขยับเตรียมของ ผ้าห่ม เสื้อกันหนาวตัวหนา และผ้าปูที่นอนถูกเอามามัดรวมกัน ตั้งใจใช้แทนเชือก ยังไงก็ดีกว่าโดดลงไปเลย ถ้าเจ็บก่อนคงไปไม่พ้นบ้านนี้

เสียงก๊อกแก๊กหน้าประตูทำให้กวินยัดของที่เตรียมไว้ลงใต้เตียง ภาวนาให้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนในบ้าน ฟ้าด้านนอกมืดแล้วคงไม่เห็นว่าตู้มันขยับออกมา กวินลุกขึ้นไปยืนหน้าประตู ยังไงเขาก็จะทำให้อีกฝ่ายเห็นสภาพในห้องน้อยที่สุด

“พี่...” พอเปิดออกเป็นพี่ชายของเขาเอง ที่ยื่นถุงมาให้ ทั้งยาและอาหาร

“กินซะกวิน พรุ่งนี้ต้องเดินทาง”

พี่ชายมองใบหน้าน้องชายที่มันบวมช้ำ ในใจนึกสงสาร เขาไม่เคยมีเรื่องทะเลาะ หรือขุ่นเคืองใจกับน้องชายมาก่อน เราไม่ได้สนิทสนมกัน เพราะเหมือนต้องแข่งกันเองอยู่เสมอ และเขาชนะมาตลอด มันเลยไม่เคยมีความรู้สึกอิจฉาหรือเกลียดชัง ถึงจะไม่ชอบใจที่น้องชายเป็นเกย์ แต่คงไม่ได้รู้สึกแบบที่พ่อแม่รู้สึกล่ะมั้ง

“พี่กรันต์ ปล่อยกวินไปได้มั้ย”

“พรุ่งนี้เราไปพร้อมกัน พรุ่งนี้กวินก็ได้อิสระแล้ว”

“ไปไหน”

“ต่างประเทศ”

“หืม?”

“พ่อแม่อยากให้เราไปให้ไกล ๆ แล้วพี่จะไปส่งนะ”

“พ่อแม่เขารักกวินมั้ยพี่”

“คง...” กรันต์ตอบได้ไม่เต็มปากดีนัก จากสิ่งที่พ่อแม่ทำ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะรักมาก “คงจะรักแหละ แต่หน้าตาชื่อเสียง... และเขาคงผิดหวัง”

“ก็น่าจะปล่อย ๆ ผมไป”

“อดทนนะ พรุ่งนี้ แล้วค่อยไปเริ่มต้นใหม่”

“พี่...”

กรันต์ปิดประตูไปในทันที ส่วนกวินกำลังรอให้บ้านเงียบ คิดซะว่าเขาตายไปเลยก็ได้ จัดงานศพประกาศบอกคนทั้งโลกก็ยังได้ แล้วต่อไปไม่มีกวิน ให้เขาเปลี่ยนนามสกุลไปเลย ทำไมต้องมาบังคับให้ไปต่างประเทศ เพื่อให้พ่อแม่รักษาหน้าตาเอาไว้ด้วย

กวินไม่กล้ากินน้ำและอาหารที่ได้มา ถ้ามีอะไรแปลกประหลาดคงลำบาก มาตอนนี้เขาไม่ไว้ใจคนที่บ้านตัวเองเลยแม้แต่น้อย ในสมองขุดคุ้ยเอาประสบการณ์จากหนังมาปรับใช้ ทำให้ยิ่งระแวดระวัง เขายอมทนคอแห้งดีกว่า ต้องหนีให้พ้น เขาคิดขณะนั่งมัดเชือกจากผ้าที่มีกับขาเตียงที่หนัก พอรับน้ำหนักของเขาไหวแหละ



บ้านเงียบไปแล้ว ทุกคนอาจจะนอน คนที่เฝ้าเขาคงจะกลับไปแล้ว เขาไม่ได้อันตราย ไม่ได้ต่อยตีเก่ง จนต้องมีคนร่างใหญ่ตัวบึกมาคอยเฝ้า เขาแอบมองจากทางหน้าต่าง ข้างนอกเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรเลยจริง ๆ



เขาเปิดหน้าต่าง ก้มมองดู สูงแค่ชั้นเดียวสบาย และค่อย ๆ หย่อนเชือกที่ทำจากผ้าลงไป ใช้แรงดึงเทส จนมั่นใจว่ามันแข็งแรงพอ จะไม่หล่นหรือเขยื้อนจนเกิดเสียงดังกวินจับเชือกผ้า ค่อย ๆ ไต่ เขาได้ยินเสียงเตียงขยับเขยื้อน ไม่ดังมาก



รอบบ้านเงียบกริบ เขาลงมาถึงพื้นจนได้ เขาโยนเก็บชายเชือกผ้าซ่อน แล้วย่องไปที่ข้างบ้าน หามุมเหมาะ ๆ ปีนกำแพงข้ามไป ทันทีที่ถึงโดดถึงพื้นนอกรั้วบ้าน กวินนิ่งเพื่อรอดูสถานการณ์ ไม่มีอะไร เขาไม่ใช่พวกก่อการร้ายสักหน่อย กวินเดินห่างจากบ้าน และออกวิ่งทั้งที่ไม่มีรองเท้าใส่ หาแท็กซี่สักคันพาเขากลับสู่พี่อาร์ต



กวินวิ่งออกไปหาถนนใหญ่ ฝ่าเท้าของเขาเจ็บแต่ไม่หยุดวิ่ง เหมือนจะเหยียบเศษแก้ว จะยังไงก็ช่าง ต้องไปให้ไกล เขายังเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านซอยที่เคยผ่านมาตลอดชีวิต แต่ม่เคยกลัวเท่านี้มาก่อน กลัวจะไม่ได้เจอพี่อาร์ต



กวินเรียกรถแท็กซี่ได้เรียบร้อย บอกให้ไปส่งตามที่อยู่บ้านของวริษฐ์ ตลอดเวลาที่อยู่บนรถ กวินคิดแต่ว่ารอดแล้ว รถแท็กซี่จอดที่หน้าบ้าน เขารู้สึกว่าตัวเองหายใจเต็มปอดสักที

“พี่รอแปปนึงนะครับ ผมไปเอาเงินในบ้านก่อน”

ผมเปิดประตูลงจากแท็กซี่ และตะโกนเรียกคนในบ้าน

“พี่อาร์ต พี่อาร์ตครับ” นี่ยังไม่ดึกมาก พี่อาร์ตยังไม่นอนหรอก

“น้องจะโกงค่าโดยสารพี่หรอ”

คนขับรถเปิดกระจกออกมากล่าวหา

“เปล่าครับ แปปนะครับ”

ถึงบ้านจะมืดไปหมด ตอนนี้ก็คงนอนดูหนัง ไม่ก็เล่นเกมอยู่

“พี่อาร์ต!” กวินตะโกนดังขึ้น สักพักไฟที่ชั้นสองก็สว่าง ทำให้เขาใจชื้น ก่อนได้ยินเสียงตึงตังและเสียงเปิดประตู

“ไหนว่าไม่กลับ แล้วกุญแจ”

“พี่อาร์ตจ่ายค่าแท็กซี่ให้ผมทีครับ”

คนตัวสูงรีบกลับเข้าไปในบ้าน หยิบเงินมาส่งให้ พร้อมไขประตู กวินส่งเงินให้พี่คนขับ พอดีกับที่ประตูบ้านเปิดออก เขาโผเข้ากอดอีกคนทันทีจนวริษฐ์เองก็งง

“อะไรครับ คิดถึงพี่จนทนไม่ไหวหรอ”

“อื้อ พี่อาร์ต” ทันทีที่ได้กอด ความเข้มแข็งที่มีก็หายไปหมด กวินกอดอีกคนแน่นแล้วเริ่มร้องไห้ วริษฐ์ไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่าเกิดอะไร

“ไปเจออะไรมา เข้าบ้านก่อนดีกว่า”

เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ได้สวมรองเท้า เขาถึงได้อุ้มอีกคนขึ้นมา แล้วยกคนตัวเล็กเข้าบ้าน

“กวินมันเกิดอะไร”

“ฮึก ผมหนีออกมาจากที่บ้านครับ” กวิณยังกอดอีกคนแน่นไม่ยอมปล่อย พูดเสียงอู้อี้อยู่บนไหล่

“หนี?”

“เขารู้แล้วว่าผมเป็นเกย์”

“อ่า” วริษฐ์กระชับกอดอีกคนแน่น

“พวกเขาจะส่งผมไปไหนไม่รู้ ฮึก ผมถูกขัง ก็เลยพยายามหนีออกมา”

“ทำขนาดนั้นเลยหรอกวิน”

“ผมกลัวครับ”

“ไม่เป็นไรพี่อยู่นี่แล้วนะ” คนตัวสูงกอดลูบแผ่นหลังสั่นเทาของอีกคนเป็นเชิงปลอบ กวินปล่อยโฮออกมาเสียงดังมีแค่อ้อมกอดของพี่อาร์ตเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย

“เราอยู่บ้านแล้ว ปลอดภัยแล้วนะครับ”

กวินพยักหน้ารับทั้งที่ยังคงซุกอยู่กับไหล่ ที่พักพิงเดียวของเขา

“ไม่เป็นไรแล้ว เราไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก ต่อไปจะมีแค่เรา”

“กวินกลัวพี่อาร์ตไม่ปลอดภัย”

“เขาคงไม่กล้าขนาดนั้นหรอกมั้งครับ”

คนซุกเงยมองสบตาอีกคนทั้งน้ำตานองหน้า “เขาฮึก อาจจะทำ”

“พี่ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วก็จะปกป้องเราเอง”

วริษฐ์โอบกอดกวินเอาไว้แน่น อีกคนถึงได้ก้มหน้าซุกอกอีกคนตามเดิม ให้มือหนาที่อบอุ่นคอยลูบปลอบนานสองนานจนใจสงบลง

“อาบน้ำล้างตัวดีมั้ยครับ แล้วกินอะไรมาหรือยัง”

คนในอ้อมกอดที่สงบนิ่งเพราะกำลังซึมซับไออุ่นกับกลิ่นหอม ๆ จากตัวคนรักจำต้องเงยหน้าขึ้นหา

“พี่อาร์ต อาบด้วยกันได้มั้ยครับ”

“หืม?”

“ผมไม่อยากห่างพี่อาร์ตเลยครับ”

ไม่พูดเปล่ากลับกระชับแขนกอดแน่นเหนึบกว่าเดิม

“ได้สิครับ ไปนะไปอาบน้ำกัน”

วริษฐ์ช้อนอุ้มคนอ้อนขึ้นมาอีกครั้ง และพาตรงไปยังห้องน้ำ เขาเองก็อยากสำรวจร่างกายอีกคนด้วยเหมือนกัน ว่าเจ็บตรงไหนบ้าง เห็นแต่ว่าหน้ามีรอยช้ำ

พอถอดเสื้ออีกคนออกก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า นี่ลูกของเขาเองแท้ ๆ เลือดเนื้อของตัวเอง กลับทำร้ายได้ขนาดนี้ทั้งรอยตีรอยหยิกเต็มตัวไปหมด ทำลงได้ยังไง

วริษฐ์ใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ แตะไล้ไปตามรอยพวกนั้น

“เจ็บมากมั้ย”

“ฮึก เจ็บครับ” กวินร้องไห้ออกมาอีกรอบ ที่ร่างกายไม่เจ็บเท่าไหร่ ไม่ได้เจ็บจนอยากร้องไห้ แต่ร่องรอยพวกนั้นเหมือนจะตะโกนใส่หน้าเขาว่าพ่อแม่ของเขาไม่ได้รักเขาสักนิด ไม่ว่าจะตอนไหน

วริษฐ์ลูบหลังปลอบ “เดี๋ยวอาบน้ำก็จะรู้สึกดีขึ้น พี่ทายาให้นะ” วริษฐ์ข่มความโกรธเอาไว้ข้างใน เขาโกรธแค้นแทนกวิน ถ้าหากรู้ว่ากลับไปต้องเจอครอบครัวทำร้ายแบบนี้ ไม่ให้ไปดีกว่า

กวินพยักหน้า แล้วให้อีกคนพาไปอาบน้ำ พอเท้าถูกน้ำถึงกับสะดุ้ง

“เป็นอะไร”

“แสบเท้า”

“คงถูกอะไรบาดแน่เลย เล่นถอดรองเท้าแบบนั้น”

“ผมไปเอามาใส่ไม่ได้นี่นา เดี๋ยวถูกจับได้”

“อืม ดีที่กลับมาได้แล้ว จะไม่ปล่อยให้ไปแล้วนะครับ ครอบครัวอะไรนั่น”

“ไม่กลับไปแล้วครับ”

วริษฐ์พยักหน้าเขาช่วยอาบน้ำให้กวินจนเรียบร้อย เอาผ้าเช็ดตัวห่อตัวอีกคนเอาไว้ พยายามจะดูแลทะนุถนอมชดเชยกับที่อีกคนต้องเจอเรื่องไม่ดีมา กวินถูกอุ้มอีกครั้ง เพราะเท้าเจ็บวริษฐ์ไม่อยากให้เดิน

เขาพากวินไปนั่งที่เก้าอี้ หยิบยาทาแก้ฟกช้ำมาป้ายให้ตามรอยช้ำบนตัว ก่อนนั่งกับพื้นเพื่อดูแผลที่ฝ่าเท้า

“เดี๋ยวตรงนั้นผมทำเอง”

“พี่ทำให้”

วริษฐ์จับเท้าอีกคนให้วางเอียงบนตัก มันมีรอยบาดอยู่หลายรอยดีที่ไม่ลึก เขาใช้น้ำเกลือล้างอีกทีแล้วป้ายเบตาดีนให้ แปะพลาสเตอร์เพื่อกันฝุ่นสิ่งสกปรก

“วันนี้กับพรุ่งนี้ ห้ามเดินนะครับ”

“เดินได้ครับแผลนิดเดียว”

“ไม่เอา ไม่ให้เดิน จะเอาอะไรบอก จะลุกไปไหนจะอุ้ม”

กวินกระพริบตาปริบ ๆ มองคนตรงหน้า น้ำตาจะไหลออกมาอีกรอบ ถึงที่พี่อาร์ตทำให้มันจะดูโอเวอร์เกินไป แต่ก็ห่วงใยเขามากกว่าคนสายเลือดเดียวกัน

“จะร้องไห้อีกแล้ว” วริษฐ์เอ่ยทักเมื่อเห็นอีกคนทำตาแดง ๆ ใส่ “หิวมั้ยครับ”

“หิวครับ” เขายังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งน้ำทั้งอาหารพอรู้สึกสบายปลอดภัยก็เริ่มหิวขึ้นมา

“งั้นนั่งรอแปปนึงนะครับ”

คนตัวสูงเดินไปครัวเพื่อทำอาหารง่าย ๆ ต้มบะหมี่สำเร็จรูปใส่ไข่ให้อีกคนกินรองท้องไปก่อน เตรียมทั้งน้ำ อาหารและขนมขนไปให้คนที่รอ

“หอมมั้ย”

“มาก ๆ เลยครับ”

กวินเริ่มกินอาหาร รู้สึกว่ามันอร่อยมากเป็นพิเศษ เขารู้แค่ตอนนี้เขาปลอดภัย มีพี่อาร์ตอยู่ข้าง ๆ เขาไม่กลัวอะไรแล้ว ส่วนเรื่องอื่นเขาคิดอะไรไม่ออก ให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

.

.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ cakecoco-boom

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 200
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
รอตอนต่อไปนะคะ :pig4:

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 31 อนาคตของเรา (สนับสนุนสมรสเท่าเทียม)



ยามเช้ามาเยือนอีกครั้ง หลังผ่านคืนที่หนักหน่วง กวินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อนอีกฝ่าย ขยับผละออกจากอกอุ่นที่นอนกอดซุกมาทั้งคืน แหงนมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงหลับสนิท มือลูบไล้ไปตามใบหน้าแผ่วเบา ในสมองมีความคิดตีกันมากมาย การตัดขาดจากที่บ้าน แล้วใช้ชีวิตอยู่กับพี่อาร์ตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันควรจะเป็นแบบนั้น ชีวิตของเขาควรจะเรียบง่าย เขาควรจะได้เลือกมันเอง แต่...เขากำลังกังวล กลัวว่าที่บ้านจะทำอะไรอีก เขาไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าที่บ้านจะน่ากลัวมากขนาดนี้ เขาควรต้องไปตามที่ที่บ้านสั่ง เขาต้องไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่อยากพาเรื่องวุ่นวายเขามาในชีวิตพี่อาร์ต

หรือเขาควรจะไปต่างประเทศ รักทางไกลจะไหวหรือเปล่า... แล้วเขาจะต้องจากพี่อาร์ตไปแล้วหรอ เราเพิ่งรักกันได้เอง เพิ่งจะได้มีความสุขด้วยกัน

กวินคิดไม่ตกเลยว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองต่อ



เสียงนาฬิกาดังปลุก ทำให้วริษฐ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มือหนาควานปิดเสียงนาฬิกาปลุกทั้งที่ตายังไม่ลืมดี

“อรุณสวัสดิ์ครับ” กวินร้องทักเบา ๆ ทันทีที่เปลือกตาของอีกฝ่ายมีการขยับ

“อือ” เขาเห็นกวินอยู่ในอ้อมกอดนอนมองหน้าเขาอยู่ วริษฐ์ยิ้มเล็ก ๆ ก่อนยื่นหน้าไปจูบที่หน้าผาก กวินซุกหาเหมือนอ้อน อ้อมกอดอุ่นทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสบายใจ

“พี่อาร์ตครับ”

“หืม?”

“พี่อาร์ตคิดยังไงกับรักทางไกล”

คนเพิ่งตื่นเจอคำถามแบบนี้ไปถึงกับงุนงงไปชั่วขณะหนึ่ง “ไม่รู้สิครับ” เขาตอบออกไปแค่นั้น เพราะยังสมองตื้อ ๆ วริษฐ์ใช้เวลาประมวลผลคำถามหลายนาที “ไม่ชอบไกล ๆ ใกล้กัน กอดกันก็อุ่นกว่า” วริษฐ์พูดพร้อมกับกระชับวงแขนกอดอีกฝ่ายแน่นมากขึ้น

“งั้นหรอครับ” พอได้ยินคำตอบใบหน้าของกวินแสดงออกชัดถึงความวิตกกังวล แทนที่อาการเขินอายเช่นทุกที

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ผมว่าจะไปต่างประเทศครับ”

“อยากไปเที่ยวหรอครับ” วริษฐ์ถามกลับแต่คิดว่าคงไม่ใช่

กวินส่ายหน้าตอบ “ไปอยู่ที่ต่างประเทศ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ที่บ้านอยากจะส่งผมไปให้ไกล ๆ ครับ เพราะว่าอับอายที่มีผมอยู่”

“ก็มาอยู่กับพี่”

“ไม่ครับ ผมว่าคงไกลไม่พอ ผมกลัวเขามาวุ่นวายกับพี่” ...เพราะว่าผมอยู่กับพี่มาตลอด ที่บ้านถึงได้รู้ แล้วก็ตามมาแบบนี้...

“พี่ไม่กลัว”

“กวินกลัวครับ ถ้าพี่ต้องเจ็บตัวเพราะผม”

“งั้นไปด้วยกัน” วริษฐ์พูดออกมาสบาย ๆ เหมือนกับว่าที่ ๆ จะไปคือร้านอาหาร คือห้างแถวบ้าน

“อ่ะ!ฮะ อะไรครับ”

“ไปต่างประเทศด้วยกัน”

“ไม่ดีหรอกครับ”

“ทำไมล่ะ กวินไม่อยากให้พี่ไปด้วยหรอ”

คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้าปฏิเสธรัวเร็ว “ไม่ใช่ครับ อยากสิ กวินอยากอยู่กับพี่”

“งั้นก็ไปด้วยกัน”

“พี่อาร์ต” กวินเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่ว “พี่อาร์ตต้องทิ้งทุกอย่างเลยนะครับ ทิ้งทุกอย่างเพื่อผม ไม่ดีหรอกครับ”

“สำหรับพี่กวินสำคัญที่สุด” วริษฐ์จับมืออีกฝ่ายข้างที่สวมแหวนขึ้นมากุมเอาไว้ “พี่ทิ้งทุกอย่าง ไม่สิ เราทิ้งทุกอย่างแล้วไปเริ่มใหม่ด้วยกันดีมั้ย” พูดจบวริษฐ์ยกมืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้วจุมพิตลงไปที่นิ้วเรียว

“พี่อาร์ต...”

“ที่ไหนก็ได้แค่มีเรา”

กวินสวมกอดอีกฝ่ายแน่น ทำท่าจะร้องไห้อีกแล้ว เขาคิดว่าตัวเองขี้แยเกินไปแล้ว

“พี่มีเราก็พอแล้ว” วริษฐ์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เหมือนกำลังโอ๋เด็กตัวเล็ก ๆ มือหนาลูบหัวปลอบไปด้วย

“อือ ไปด้วยกันครับ”

“วันนี้ลางานแล้วกันนะ”

“อีกแล้วหรอครับ” กวินตอบเสียงอู้อี้เพราะยังซุกอยู่กับอก

“อื้อ เดี๋ยวเราก็ลาออกหนีแล้ว” วริษฐ์หัวเราะเบา ๆ

“อ่า”

“จะได้หาข้อมูลที่ ๆ จะไป จะได้มาจัดการความคิด อะไรหลาย ๆ อย่างที่มันยังวุ่นวายด้วย”

“นั่นสินะครับ”

“ไปทำงานตอนนี้ ทำงานไม่รู้เรื่องหรอกครับ”

กวินพยักหน้ารับคำ ก่อนผละออกจากอ้อมกอดอุ่น ลาก็ดีตอนนี้เจ็บเท้ามากกว่าเมื่อคืนซะอีก



วริษฐ์ขยับหันไปหยิบมือถือ พวกเขาผลัดกันโทรไปหาหัวหน้างานตัวเองเพื่อลางาน ดีที่มีหัวหน้างานคนละคนกัน ไม่งั้นใช้เบอร์เดียวกันโทรไปคงถูกจับได้ว่าลามานอนด้วยกัน

กวินลาป่วยบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ เดินไม่ไหว ส่วนวริษฐ์เองก็ป่วยเป็นไข้ พอลาเสร็จเรียบร้อยกลับมานอนกอดกันบนเตียง อ้อมกอดอบอุ่นปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ



“หิวหรือยัง”

“ยังครับ”

“งั้นนอนกันอีกหน่อย”

“จริง ๆ หิว” กวินพูดออกไปแบบนั้น เขาเครียดแล้วอยากหาทางทำอะไรสักอย่างให้สมองมันว่างเปล่า

“หืม?”

วริษฐ์สงสัยได้แค่ไม่นาน จึงได้รู้ว่าอีกคนพูดถึงอะไร มืออีกฝ่ายซุกซนลูบคลึงเป้าของเขา เพราะใส่แค่กางเกงนอน คลึงแปปเดียวมันก็ขึ้นเป็นรูป

“นี่ล่ะครับกินได้หรือเปล่า”

“ฮึ่ม ดูสิครับ ซนแต่เช้า ไหนคนป่วย”

“ผมขาเจ็บนะครับ ไม่ได้เป็นไข้”

“หรอครับบบบ” วริษฐ์ตอบกลับลากเสียงยาว

กวินขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่ลากเสียงยาวกวน มือบางถึงได้ขยับไปบีบชักดุ้นแข็งเป็นการแกล้ง มือคลึงเคล้าที่ลูกกลมถุงเนื้อแล้วบีบเบา ๆ

“อืออ เอาคืนแบบนี้ก็แย่สิ”

กวินขยับตัวเคลื่อนลงต่ำ ใช้มือดึงกางเกงตัวย้วยของอีกฝ่ายลง ดุ้นเนื้อแข็งตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจน คนตัวเล็กเอาแก้มไปแนบถู “มันร้อนจังครับ สงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้จริง ๆ” กวินพูดแหย่ก่อนจะขยับใช้ลิ้นโลมเลีย

วริษฐ์มองอีกฝ่ายพร้อมลอบกลืนน้ำลาย เซ็กซี่จนอยากจะทำมากกว่านอนให้อีกฝ่ายกิน

“ซนจริง ๆ”

กวินอ้าปากกว้างครอบครองดุ้นเนื้อของอีกฝ่ายดูดเม้มพร้อมช้อนตาขึ้นมองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ขยับเชื่องช้า ดูดสลับกับใช้ลิ้น

“อืออ อืม” มือหน้าลูบขยุ้มเส้นผมนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความพึงใจ เสียงร้องในลำคอบ่งบอกว่าเขาพออกพอใจขนาดไหน “ดีครับ แบบนั้นเลย”

กวินขยับหัวขึ้นลงเป็นจังหวะ เพิ่มความเสียวด้วยการใช้มือคลึงถุงกลมไปด้วย และมันได้ผลดีวริษฐ์ร้องครวญครางหายใจแรงขึ้นดวงตาจับจ้องมองทุกการขยับเคลื่อนไหว ลมหายใจกระชั้นขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเร่งจังวะ

“อา จะเสร็จแล้ว พอแล้ว” วริษฐ์ร้องห้ามเพราะเขาไม่อยากเสร็จพุ่งเข้าไปในปากอีกฝ่ายจนสำลัก แต่กวินไม่หยุด เขาจึงทนต่อไม่ไหว กระตุกเกร็งและปลดปล่อยใส่เข้าไปในปากอีกฝ่ายจนหมด

คนที่บอกว่าหิวอยากกิน อีกฝ่ายทำตามที่บอกด้วยการกลืนกินน้ำรักเข้าไปหมดทุกหยาดหยด รสชาติฝาดคาวติดปาก กวินขยับนั่งแลบลิ้นเลียรอบริมฝีปากตัวเอง

“อิ่มแล้วครับ นอนกอดได้”

“ปากบนเราอิ่ม แล้วปากล่างล่ะครับ”

“พี่อาร์ตจะทำแต่เช้าเลยหรอครับ กลางวันแสก ๆ ”

“กวินไม่มีสิทธิพูดนะครับ เราชอบปลุกผมมาทำตอนเช้า นี่ก็ปลุกเร้าผมขนาดนี้แล้ว” คนตัวสูงพูดก่อนเอื้อมมือไปหยิบขวดเจลหล่อลื่น

“ผมไม่ได้ห้ามสักหน่อย ก็เห็นว่าเป็นไข้”

“นี่ยังไม่หยุดแซวเรื่องนี้อีกหรอครับ”

“ไม่แซวแล้วก็--”

พูดไม่จบประโยคดี วริษฐ์ประกบจูบปากกวินแนบ มอบจูบร้อนให้สาสมกับที่อีกฝ่ายทำตัวน่าเอาแต่เช้า มือดึงกอดรั้งเอวอีกคนให้เข้ามาแนบชิด บดจูบขบเม้มริมฝีปากบางอย่างไม่กลัวว่าจะช้ำ

“อืมม”

มือเล็กยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายเอาไว้ อ้าปากให้อีกคนสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปาก ลิ้นร้อนเกี่ยวพันดุนดันซึ่งกันและกัน น้ำลายสีใสไหลซึมออกมาที่มุมปาก

ทั้งคู่บดริมฝีปากแลกลิ้นกันจนกระทั่งลมหายใจร้อนแทบขาดห้วง ก่อนจะผละออกให้ได้หายใจ

“ผมติดไข้พี่อาร์ตแล้วครับ ร้อนจังเลย” กวินพูดตอบเสียงปนหอบ

“ยังไม่หยุดอีก”

วริษฐ์จับอีกฝ่ายถอดกางเกงออกจับข้อเท้าของกวินเอาไว้แล้วยกขึ้นมาก่อนจะจรดริมฝีปากลงไปที่หลังเท้า กวินได้แต่มองตาโตที่อีกฝ่ายจูบในส่วนต่ำสุดของร่างกายแบบนั้น

“ทำอะไรแบบนั้นกันครับ”

“พี่แค่ปลอบเท้าเรา ที่เมื่อวานต้องเจ็บขนาดนั้น”

“มันไม่ควร”

“ไม่มีไม่ควร พี่ต้องขอบคุณที่มันพากวินกลับมาหาพี่” ริมฝีปากเคลื่อนไปจูบที่ขาอ่อน และโคนขาด้านใน ก่อนจะไปยังช่องทางสีหวาน ลิ้นไล้วนที่ทางเข้าแล้วสอดเข้าไปในรูจีบ

“อือ พี่อาร์ต” กวินร้องเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ เมื่อลิ้นร้อนสอดเข้าไปด้านใน ทำให้อารมณ์ยิ่งร้อนกว่าเดิม กวินเหลือบมองแกนกายของตัวเองที่กระตุกด้วยห้วงอารมณ์

วริษฐ์ขยับผละออกบีบเจลใส่นิ้วแล้วสอดเข้าไปเบิกทางให้ เขารู้ว่าตรงไหนจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี...ดีจนทรมาน เขาจึงกดย้ำเพื่อฟังเสียงหวาน ๆ และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการ

“อ๊า พี่อาร์ตผมอยากได้ของพี่แล้ว”

“ปากล่างกวินตละกละ”

“อื้อ เอาของพี่ใส่เข้ามา” กวินร้องเว้าวอนดวงตาเชื่อมหวานเยิ้ม

“ขี้ยั่ว” วริษฐ์พูดก่อนถอนนิ้วตัวเองออกมา แล้วบีบเจลชโลมลงไปให้ทั่วดุ้นแข็ง ก่อนจะดุนดันยัดเข้าไปข้างใน แต่เหมือนว่ามันช้าเกินไปไม่ทันใจ กวินถึงได้ดันสะโพกสวนมา พร้อมเชิดใบหน้าขึ้นแล้วร้องคราง

“อ๊า ซี้ดดด เข้ามาแล้ว”

“อือ ใจร้อน”

“ผมชอบเวลาที่เราติดกันแบบนี้นี่ครับ”

วริษฐ์รอให้อีกฝ่ายปรับตัว แต่ความอดทนแทบจะหมดเพราะการปลุกเร้า ทั้งข้างในที่รัดแน่น กับสีหน้าและคำพูดที่มันเชิญชวนจนความอดทนแทบจะหมดลงแล้ว เขากัดขบกรามแน่น มันน่ารักจนอยากจะกระแทกเดี๋ยวนี้ และดูเหมือนว่ากวินจะรู้

“ขยับสิครับ ผมพร้อมแล้ว”

เอวหนาถอนออกเกือบหลุดแล้วกระแทกพรวดจนสุด

“อื้อ!”

วริษฐ์จับขาอีกฝ่ายให้ยกขึ้นพาดที่ไหล่ เขาเคลื่อนขยับเอวเข้าออกในช่องทางอุ่นนุ่ม ขยับกระแทกกระทั้นหนักหน่วง ซึ่งคนที่อยู่ด้านล่างก็ร้องครางรับกับการกระแทก เสียงหวาน ๆ ยิ่งปลุกเร้าให้ยิ่งระแทกถี่เร็ว

“อา กวิน ตอดแน่นจังครับ”

“อื้อ พี่อาร์ต ลึก อื้อ เร็วอีกครับ”

วริษฐ์ขยับเร็วตามคำขอ มือลูบแกนกายแข็งแกร่งของกวินที่ขยับโยกไปมาตามการกระแทก

“รูดแบบนั้น- ผมจะเสร็จ ก่อนพี่”

วริษฐ์ยิ้มเป่าลมหายใจร้อน ๆ ออกมาทางปาก เขาเองก็เสียวจะไม่ไหว ตั้งใจจะเสร็จไปพร้อมกัน เขาคิดแบบนั้นก่อนขยับทั้งเอวและฝ่ามือเร็วขึ้นเรื่อย ๆ กวินตัวเกร็งกระตุกตาเหลือกลอยก่อนจะเสร็จออกมาพุ่งเปื้อนหน้าท้องอีกฝ่าย ความรัดแน่นทำให้วริษฐ์เสร็จตามไปด้วย

“อา ร้อนข้างในไปหมดเลย”

วริษฐ์ซบหน้าลงกับต้นคออีกฝ่าย กระชับกอดอีกคนเอาไว้

“อือ เห็นมั้ยครับ”

“อะไรครับ”

“รักทางไกล กอดไม่ได้อุ่นแบบนี้หรอกนะครับ กวินทนไม่ได้หรอก”

“อื้อ”

“เพราะฉะนั้นไปเริ่มใหม่ด้วยกัน”

กวินลูบผมอีกฝ่ายแล้วขยับไปจุ๊บที่ใบหูของอีกฝ่าย และกระซิบตอบรับเบา ๆ

“ครับพี่อาร์ต”

พอหายเหนื่อย วริษฐ์ขยับไปนอนข้าง ๆ แทน กวินเองก็ขยับตามไปกอดนอนซุกอกอีกฝ่าย คนถูกอ้อนยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายคนเบา ๆ แล้วหอมหัว

“ไปประเทศไหนดี”

“นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้”

“ที่ขอวีซ่าไม่ยากมาก” วริษฐ์หยิบมือถือมาเปิดหาข้อมูล “ไปออสเตรเลียดีมั้ย”

“ได้หมดเลยครับแค่มีพี่อาร์ต”

“รู้มั้ยทำไมพี่อยากไปที่นี่”

“วีซ่าง่ายหรอครับ” กวินตอบพร้อมแหงนหน้าขึ้นมอง เขาไม่รู้เลยแฮะ คงต้องหาข้อมูล เคยแต่ไปเที่ยวต่างประเทศกับไปเรียนต่อ แต่นี่จะไปอยู่ยาว ๆ คงต้องหาข้อมูลให้มาก และเตรียมตัวอย่างรัดกุม

“ไม่เชิงครับ”

“เอ๋ แล้วอะไร”

“เราแต่งงานกันได้ด้วย”

“หือ สมรสเท่าเทียมน่ะหรอครับ”

“ใช่ครับ ไหน ๆ อยู่ที่นี่ก็แต่งกันไม่ได้ด้วย ไปต่างประเทศพอเราได้พลเมือง เราก็แต่งงานกัน”

กวินมองอีกฝ่ายที่คิดวางแผนไปไกลแล้ว แถมยังทำให้รู้สึกเขินด้วย อีกฝ่ายจริงจังถึงขนาดจะแต่งงาน

“แต่งงานเลยหรอครับ”

“ไม่อยากแต่งกับพี่หรอ”

“ไม่ใช่สิครับ กวินแค่ไม่เคยคิดเรื่องนั้นมาก่อน”

“อืม พอคิดว่าถ้าจะไปเริ่มที่ใหม่แล้ว พี่อยากได้ที่ ๆ จะดีกับเรามากๆ”

“แต่งไม่แต่ง มันไม่สำคัญสักหน่อย แค่ที่นั่นมีพี่”

วริษฐ์ส่ายหน้าเบา ๆ “สำคัญสิครับ ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องหัวใจสักหน่อย ประกันชีวิต ทรัพย์สิน อะไรอีกมากมาย การรักษาพยาบาล ทุกอย่างเราจะได้ดูแลกัน มีส่วนร่วมในชีวิตของกันและกันได้จริง ๆ”

กวินฟังไปตาโตเบิกกว้างกว่าเดิม “ขนาดนั้นเลยหรอครับ”

“พี่จริงจังนะ”

“อึก ครับ” กวินพยักหน้าในความจริงจังนั้น “สมกับที่ทำงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เรื่องสวัสดิการไม่พลาดเลย”

“ทำมาชมพี่ มันคนละส่วนงานดันนะครับ” วริษฐ์ลูบหัวอีกคนเบา ๆ “คิดอนาคตได้แล้วครับ อนาคตของเราน่ะ แล้วนี่...กวินอยากมีลูกหรือเปล่า”

“ผมไม่เคยคิดเลยครับ” กวินมองอีกฝ่าย “พี่อาร์ตอยากมีหรือครับ” ถ้าพี่อาร์ตอยากมีแต่ว่า..เขามีให้ไม่ได้ คนตัวเล็กหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

“ไม่รู้สิ ถ้ามีก็อาจจะคึกครื้นขึ้น กวินจะได้ไม่เหงา”

“แต่ผมมีลูกให้พี่ไม่ได้”

“หืม? รับบุตรบุญธรรมสิครับ”

“จริงหรอครับ” ก็ไม่เชิงว่าอยากมี ถ้ามีแล้วได้ช่วยกันเลี้ยงดูไปกับพี่อาร์ตคงจะดี แต่ว่าเขาจะดูแลเด็ก ๆ ได้ดีหรือเปล่า ตัวเขาเองที่ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด “ผมจะเลี้ยงเด็ก ๆ ได้มั้ยครับ”

“ได้สิ เราจะเป็นผู้ปกครองที่ดีให้พวกเขา”

“อื้อ” กวินโถมตัวกอดวริษฐ์แน่น เขาไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน ทั้งแต่งงาน ทั้งมีครอบครัวที่อบอุ่น เรื่องพวกนั้นมันเลือนลางและห่างไกลมากสำหรับเขา แต่ว่าเพราะพี่อาร์ต เรื่องพวกนี้ถึงดูใกล้ มันใกล้จนเอื้อมมือคว้าได้เลย



แล้วเขาเองก็อยากจะคว้ามันเอาไว้... จับไว้แน่น ๆ ไม่ให้หลุดมือ







พอช่วงสายพวกเขาทำอาหารง่าย ๆ กินกันวริษฐ์ผัดข้าวผัดไข่มาเสิร์ฟคนเท้าเจ็บ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตั้งใจจะไปเริ่มใหม่ด้วยกันเรื่องภาษาพวกเขาไม่ได้ติดขัดอะไร เรื่องเงินเองก็ด้วยวริษฐ์มีเงินเก็บ ทั้งจากการทำงานและมรดก

แต่คนที่กำลังหนักใจในเรื่องนี้ที่สุดคือกวินต่างหาก

ตอนนี้เขามาแต่ตัว ไม่มีอะไรสักอย่าง ทั้งกระเป๋าเงิน พาสปอร์ต บัตรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งบัตรประชาชน มือถือก็ไม่มี เขาเป็นภาระของพี่อาร์ต

“อืมมมเป็นประเทศที่น่าสนใจจริง ๆ” วริษฐ์พูดพลางยกแขนขึ้นยืดบิดขี้เกียจ

“อือ พี่อาร์ตครับ”

“ครับ?”

“ผมไม่มีอะไรเลยครับพี่อาร์ตตัวเปล่า”

“มีพี่ก็พอ พี่จะเป็นทุกอย่างให้เราเลย ตู้ ATM ก็ยังเป็นได้ ถ้ากดถูกจุด เงินไหลออกมาเพียบแน่”

กวินหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำพูดเชิญชวนคิดลึกแปลก ๆ “พี่อาร์ตเป็นบัตรประชาชนให้ผมไม่ได้นะครับ”

“อันนั้นมันก็ใช่ แต่เดี๋ยวพาไปทำใหม่”

กวินพยักหน้าเบา ๆ เขารู้ว่าอะไรก็ทำใหม่ได้ แต่ว่ามันยุ่งยาก ของของเขาอยู่ที่นั่นก็ไม่มีคุณค่าเป็นขยะ เขาขอขยะคืนไม่ได้หรือไง

“ผมอยากได้ของคืน ผมติดต่อพี่ชายดีมั้ย”

“อย่าเลยผมไม่อยากให้เขามายุ่งกับเรา”

“แต่ว่าอยากได้คืนมานี่ครับ เขาคงไม่ใจร้ายกับผมเหมือนพ่อแม่ เราไม่ได้มีเรื่องหมองใจกันสักหน่อย”

“ถ้าไปเจอแล้วโดนจับอีกล่ะ”

“อืมมม...” กวินทำหน้าครุ่นคิด “โทรคุยแล้วให้เขาเอาของฝากมากับแมสเซนเจอร์สิครับ”

“ถ้าแมสเซนเจอร์บอกที่อยู่เราล่ะครับ”

“อ่า พี่อาร์ตทำผมรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนัง ผมไม่ใช่โจร ไม่ใช่คนร้ายนะครับ เหมือนทำความผิดแล้วต้องหลบตำรวจ”

“พี่แค่เป็นห่วง” วริษฐ์พูดตอบเสียงเบา เขาว่าคงต้องพึ่งเต๋าอีกตามเคย ลูกน้องเต๋าน่าจะปลอดภัยไว้ใจได้

“งั้นกวินเอามือถือพี่ไปโทรหาพี่ชาย แล้วเดี๋ยวเรื่องแมสพี่จัดการเอง”

“ขอบคุณนะครับ”



กวินรับมือถือของวริษฐ์มาถือเอาไว้ เขาเองก็กลัวที่จะติดต่อไปเหมือนกัน ยิ่งเพิ่งหนีออกมาแบบนั้น เขามองจ้องมือถือพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือที่จับโทรศัพท์เอาไว้เหงื่อออกจนชื้น เขารู้ว่าตัวเองเครียดมากแค่ไหน ปลายนิ้วสั่นเทาพยายามกดเบอร์ของพี่ชาย

“ฟู่”

กวินพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดโทรออกไปแล้วเปิดลำโพงเพื่อรอฟังเสียง

ตรู๊ด

กวินเม้มปากแน่นใจจดจ่อ

ตรู๊ด

ไม่รับก็คงดี...



‘สวัสดีครับ...’



แต่ปลายเสียงดันรับสายซะแล้ว...

.

.

[พวกเขากำลังวางอนาคตร่วมกัน อนาคตที่เขากำหนดกันเอง

และ เราสนับสนุนสมรสเท่าเทียม เพราะว่ามันสำคัญ ไม่ใช่แค่กระดาษใบเดียว

มันเป็นสิทธิ สวัสดิการ และการลดหย่อนอีกมากมายที่พึงได้รับ]

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2034
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +59/-1

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 32 เผชิญหน้า


เมื่อพี่ชายรับโทรศัพท์ กวินกลับยิ่งลนลานเขาหันมองหน้าวริษฐ์ เป็นเชิงขอกำลังใจ อีกฝ่ายพยักหน้าเบา ๆ เพื่อบอกว่าให้คุยเลยสิ พูดตอบกลับไป

“พี่กรัณต์...”

‘กวิน!’

“ชู่ ขอผมคุยกับพี่เงียบ ๆ สองคนนะ”

‘รู้มั้ยเมื่อเช้าวุ่นวายแค่ไหน เราหนีไปทำไม กลับมาเลย จะต้องบินเย็นนี้แล้ว’

“พี่ พี่ฟังผมนะ ผมไปแน่ แต่ผมขอเวลาจัดการเตรียมตัวหน่อย”

‘พ่อแม่เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว’

“ไม่พี่ ผมจะจัดการเอง ผมจะไปให้ไกล ๆ”

‘ท่านโกรธมากนะกวิน’

คนที่ควรจะโกรธ คือผมต่างหาก ...

“เดี๋ยวผมก็จะไปแล้ว ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ให้ต้องเจออีก แต่ผมขอเวลาแค่นี้เอง”

‘แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน’

กวินเหลือบมองหน้าวริษฐ์ อีกฝ่ายกอดอกแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ

“พี่ครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่บ้านของผม” กวินตอบเลี่ยงไป ด้วยคำว่าบ้านของผมแล้วไม่ลงรายละเอียด “ผมขอโทษนะ แต่ว่า อยากให้พี่ช่วยหน่อย พี่ช่วยเอาของมาให้ผมทีได้มั้ย”

‘อยู่ที่ไหนล่ะ’

“ผมจะให้คนขับรถไปรับครับ ฝากเตรียมให้ที ทุกอย่างเลย ประเป๋าเงิน มือถือ พาสปอร์ต”

‘แต่พ่อแม่เขา’

“... ผมจะฝากจดหมายไปให้ด้วยแล้วกันนะครับ”

‘อืม จะมาแล้วโทรมาแล้วกัน’

“ขอบคุณพี่มาก ๆ นะครับ ผมวางก่อนนะครับ”



กวินกดวางสายโทรศัพท์มือถือ และถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ เขาเกร็งไปหมดเลย วริษฐ์ยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ แล้วรับเอามือถือคืนมาจากอีกฝ่าย



“พี่อาร์ตครับ ผมขอกระดาษกับปากกาหน่อยสิครับ”

คนพี่ไม่พูดอะไรแต่ลุกขึ้นไปหยิบของให้ กวินรับมาและเริ่มขึ้นจดหมายถึงที่บ้าน

“ผมจะฝากนี่ไปให้ที่บ้านด้วยนะครับ”

วริษฐ์พยักหน้าขณะที่กดโทรหาเพื่อนเพื่อไหว้วานให้ช่วยจัดการให้ที



กวินนอนเขียนจดหมาย เขียนไปพร้อมน้ำตาเอ่อคลอ จดหมายฉบับนี้ ถ้าอ่านคงเหมือนจดหมายลา ใครเห็นคนคิดว่าฆ่าตัวตาย ... แต่ว่า ไม่ใช่กวิน ต้องการจะเริ่มต้นใหม่ต่างหาก



‘ถึงทุกคนที่กวินรัก กวินรักพ่อกับแม่ และรักพี่ชายนะครับ ขอโทษด้วยที่ผมมักเป็นที่น่าอับอายของพ่อแม่เสมอ เรียนก็ไม่ได้เรื่อง แถมยังเรื่องนี้อีก กวินพยายามแล้ว แต่ทำได้แค่นี้ ขอโทษนะครับ’



...หยดน้ำหยดเล็ก ๆ ตกลงบนกระดาษหลังจากเขียนคำขอโทษคำที่สอง เขาไม่รู้ว่าเขาผิดอะไร แต่ว่าเขาอยากจะขอโทษ ที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวเขาไม่ได้



‘แต่กวินขอ ขอเวลาไม่มากจัดการอะไรให้เรียบร้อย แล้วกวินจะไปให้ไกล ๆ ไม่ให้พ่อแม่ต้องอับอายอีก กวินจะไปต่างประเทศครับ แต่จะพยายามเอง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ และขอโทษอีกครั้ง ผมหวังว่าจากนี้พ่อ แม่และพี่กรันต์จะมีความสุข รักษาสุขภาพด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เครียดน้อยลงเพราะผมไม่อยู่แล้ว

และถ้าใครถามถึง พ่อแม่จะบอกไปเลยก็ได้ครับ ว่ากวินตายไปแล้ว เขาจะได้เลิกถาม เลิกยุ่ง



ขอบคุณที่เลี้ยงดูมาตลอด

กวิน’



กวินพับทบจดหมายเรีอบร้อย เขาจะส่งให้ที่บ้าน ใจความจดหมายแค่อยากขอบคุณและอยากบอกลา

วริษฐ์เดินกลับมานั่งข้าง ๆ ยกแขนขึ้นโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้จากทางด้านหลังคนตัวเล็กถึงได้หันมากอดแล้วซุกหน้าลงกับอกอุ่น ๆ

“กวินขอโทษนะครับ ขอโทษที่ไม่น่าภูมิใจ...” ปลายเสียงอู้อี้สั่นเครือ “ขอโทษครับ ขอโทษที่เป็นกวิน”

วริษฐ์กระชับกอดลูบหลังลูบหัวอีกฝ่ายไม่หยุด เขานึกคำปลอบโยนที่ดีไม่ได้ แต่อยากจะรับฟังเอาไว้ สัมผัสอีกฝ่ายให้รู้ว่าเขาจะอยู่ตรงนี้ และภูมิใจในตัวกวินมากกว่าใคร

“ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ” กวินกำเสื้อของวริษฐ์แน่นพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอีก เอาแต่พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด

วริษฐ์ตัดสินใจว่าจะเป็นที่พักพิงของกวิน จะเป็นทุกอย่างของกวิน เหมือนที่กวินเองก็เป็นทุกอย่างของเขา



คนในอ้อมกอดหลังจากปลดปล่อยความรู้สึกอึดอัดที่ท่วมท้นในหัวใจออกมา เขาค่อย ๆ ใจเย็นลง ค่อย ๆ ได้สติ ร้องไห้น้อยลงจนเหลือแค่เสียงสะอื้นแผ่ว

“พี่ขอบคุณกวินนะ ขอบคุณที่พยายามกับพี่”

“พี่อาร์ตครับ”

“ต่อจากนี้กวินเป็นครอบครัวของพี่นะ ให้พี่เป็นครอบครัวของกวินนะครับ”

กวินพยักหน้ากับอกอีกฝ่าย เขาจะมีครอบครัวที่อบอุ่น...



หลังจากแมสเซนเจอร์มารับจดหมายไปส่ง กวินที่ร้องไห้จนตาบวม กลับขยับไปเตรียมทำเรซูเม่เตรียมยื่นสมัครงาน เขาไม่อยากนั่งคิดอะไรฟุ้งซ่าน

ไม่นานมากนักข้าวของส่วนตัวของเขาก็มาถึง มีซองจดหมายแนบมาด้วย เขียนลวก ๆ ว่ากรันต์ ไม่ได้มีจดหมายข้อความอะไรยืดยาว แต่ข้างในเป็นรูปที่ถ่ายด้วยกัน กับเงินปึกนึงพร้อมโน้ตเล็ก ๆ ‘ถ้าขาดอะไรบอกพี่นะ’

กวินขอบตาร้อนผ่าวทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ

“ถ้าร้องอีกพี่ว่าเราจะเป็นไข้นะครับ”

“พยายามห้ามอยู่ครับ” กวินสูดลมหายใจแล้วเงยหน้าขึ้น ให้น้ำตาไหลกลับลงไปข้างใน “กลับไปไม่ได้แล้วนะครับ เดินออกมาแบบนี้แล้ว”

“อือ ตอนนี้น่ะครับ ส่วนอนาคต อะไร ๆ คงจะดีขึ้น”

วริษฐ์หอมแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ

“ครับ พี่อาร์ตห้ามทิ้งกวินนะครับ”

“ไม่ทิ้ง เราเป็นครอบครัวกันแล้วนะครับ” วริษฐ์กอดอีกฝ่ายเต็มรัก

“ผมเชื่อพี่”

“ถ้าไม่เชื่อก็จะให้รอดู แต่เชื่อแล้วก็จะให้รอดูอีกเหมือนกัน”

กวินหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดนั้น มีแต่ต้องเดินหน้าแล้ว



ที่บ้านกวินคงจะเข้าใจเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นดี ถึงได้ไม่มาวุ่นวายอีก วันธรรมดาแสนสงบกลับมาอีกครั้ง แต่ที่ต่างออกไปคือทั้งคู่มีเป้าหมายว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหน กวินและวริษฐ์วางแผนเป็นขั้นตอนเพื่อเตรียมตัว พวกเขาสมัครงานไปหลายที่ ถูกเรียกสัมภาษณ์บ้างเงียบบ้าง แต่ก็ยังพยายาม หาไปเรื่อย ๆ จะอยู่จนกว่าจะได้เงินโบนัสจากที่เก่า



“พี่อาร์ต!!!ผมได้งานแล้ว!!!”

กวินตกใจร้องเสียงดังด้วยความดีใจทันทีที่เห็นอีเมล เขาวิ่งไปโดดกอดอีกคนแน่น วริษฐ์ที่กำลังจะยกน้ำขึ้นจิบเป็นอันว่าทำน้ำหกรดใส่ตัวเอง แต่เขาไม่ได้สนใจ วางแก้วน้ำลงโต๊ะแล้วหันไปกอดอีกฝ่าย

“กวินเก่งมากเลยครับ เก่งที่สุด”

“อืออออ กวินต้องได้รางวัลนะครับ”

“จะเอาอะไร”

“เอาพี่อาร์ต”

คำขอแบบนั้น สัมฤทธิ์ผลเสมอ เพราะวริษฐ์ก็เต็มใจที่จะให้ ร่างเล็กเลยถูกยกลอยไปที่เตียง พวกเขาฉลองที่กวินได้งานไปหลายยก ฉลองจนเต็มอิ่ม



วริษฐ์เองรอลุ้นผลอยู่เหมือนกัน เขาต้องปรับเปลี่ยนสายงานเล็กน้อย น่าจะเริ่มลำบากกว่ากวินพอสมควร แต่ไม่เป็นไรเขาสู้

หลายวันต่อมาวริษฐ์ก็ได้รับข่าวดี ว่าได้งานแล้ว พอดีกับที่ได้รับโบนัส ทั้งคู่จึงไปแจ้งลาออกที่บริษัทด้วยกัน เพราะต้องลาล่วงหน้า 1 เดือน พร้อมกันกับเตรียมตัวที่จะไป ทั้งวีซ่าการทำงานและอื่น ๆ เหลือเวลาอีกเดือนกว่า พอคิดแบบนั้นทั้งสองคนแอบใจหายไม่น้อย



เย็นวันหนึ่งที่ไปกินข้าวร้านอาหารร้านอร่อยด้วยกัน กวินคิดได้ว่าอยากจะใช้โอกาสและช่วงเวลานี้พักดันให้วริษฐ์เดินไปข้างหน้าอย่างเต็มตัว ด้วยการจัดการเรื่องราวที่ติดค้างจนมักทำให้เขาฝันร้ายและต้องตื่นมากลางดึกอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ตื่น พี่อาร์ตมักจะกอดเขาเอาไว้แน่น เหมือนกลัวว่าเขาจะหายไปไหน บางคืนเขาจะตื่นมากอดตอบ บางคืนก็แกล้งหลับ แต่ว่าเขาไม่อยากให้พี่อาร์ตต้องเป็นแบบนี้อีกแล้ว อยากให้นอนหลับสนิท อยากให้ฝันดีบ้าง

“พี่อาร์ตมีอะไรที่อยากทำอีกหรือเปล่าครับ ก่อนจะไปที่นู่น”

“ไม่มีแล้วนะครับ บ้านก็ฝากไว้แล้วด้วย”

“ผมว่าพี่มี”

วริษฐ์มองอีกฝ่ายพร้อมกับเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“เราไปเจอคุณแม่พี่ด้วยกันเถอะนะครับ”

คนตัวสูงนิ่งไปเล็กน้อย เขาปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้มาตลอด และกวินก็ไม่มีทีท่าจะพูดถึงมันจนตอนนี้

“ทำไม? ไม่เจอก็ไม่เป็นไรนี่ครับ”

“ผมอยู่กับพี่ทั้งคืน ผมรู้ว่าพี่ยังฝันร้ายอยู่”

“กวินรู้สึกตัวหรอครับ”

คนตัวเล็กพยักหน้ารับ

“พี่ทำให้เรานอนไม่สบายสินะครับ งั้นคืนนี้เราแยก...”

“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรที่พี่จะตื่นมากลางดึกแล้วกอดผม” กวินขยับฝ่ามือไปลูบแก้มอีกฝ่าย “กวินแค่อยากให้พี่นอนสบาย ๆ แค่ลองไปเจอดูดีมั้ย”

“แต่ว่า...”

“นะครับ ยังไงเราก็จะไปจากที่นี่อยู่แล้วแค่ทำทุกอย่างให้มันครบ”

“พี่ว่าแม่คงไม่ได้อยากเจอ”

“อย่าคิดเดาเองเลยครับ”

“พี่ไม่รู้เขาอยู่ที่ไหน”

กวินยิ้มออกมา ตอบแบบนี้แปลว่ายอมเจอ ถ้ารู้ก็จะไปแบบนั้นใช่มั้ย

“ผมรู้ครับ”

วริษฐ์เลิกคิ้วมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าดีใจและภาคภูมิใจได้อย่างน่ามันเขี้ยว

“ก็ได้ครับ แบบนั้นก็ได้ ยอมแล้วครับ”

“พรุ่งนี้วันเสาร์ เราขับรถไปกันนะ”

คนตัวสูงพยักหน้าตกลง



กลับถึงบ้านหลังจากอาบน้ำทำอะไรเรียบร้อย กวินขึ้นไปนั่งมองเสื้อผ้าตั้งใจจะเตรียมให้วริษฐ์ในวันพรุ่งนี้ เขาเปิดตารางสีเสื้อมงคลขึ้นมา พรุ่งนี้กาลกินีสีม่วง ผู้ใหญ่เมตตาต้องขาว ครีม เหลือง

“พี่อาร์ตอยากใส่สีอะไรครับ ขาว ครีม เหลือง”

“หืม?”

“ไปเจอแม่พี่พรุ่งนี้ไงครับ”

“ไม่รู้สิครับ” วริษฐ์มองอีกคนด้วยสีหน้างง ๆ ว่าทำไมต้องขาว ครีม เหลือง “ทำไมต้องสามสีนั้นล่ะครับ”

“อืมมม ครีมแล้วกันครับ นุ่มนวลดี เป็นตารางเสื้อมงคลน่ะครับ”

“พนักงานออฟฟิศเขา เชื่ออะไรแบบนี้กันหรอครับ จริง ๆ วันเสาร์ก็ต้องสีม่วงสิครับ”

กวินพองแก้มใส่อีกฝ่าย “ไม่ได้ครับสีม่วงกาลกิณี”

วริษฐ์หัวเราะให้กับคำพูดนั้น เขาเองก็เคยได้ยินตารางสีเสื้อมงคลอะไรนี่เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่ค่อยได้ดูได้สนใจเท่าไหร่ เขาใส่อะไรแล้วหล่อดูดี ก็จะใส่อันนั้น คนตัวสูงเลยเขยิบไปหาอีกคน

“ได้หมดเลยครับที่รัก” วริษฐ์พูดกระซิบข้างหูมือหนาสอดมากอดที่เอวเล็ก ท่าทางแบบนั้นทำเอากวินขนลุกซู่ ใบหน้าขึ้นสี

“แกล้งกันทำไมล่ะครับ”

“พี่แกล้งอะไรเราครับ พี่รักเราต่างหาก”

กวินหันไปงับแก้มอีกฝ่ายแก้มันเขี้ยว “นอนได้แล้วครับ พรุ่งนี้ต้องขับรถไปไกล”

“ไปไหนกวินยังไม่บอกพี่เลย”

“ปราณบุรีครับ”

“ประจวบสินะครับ งั้นก็เตรียมเสื้อผ้าไปนอนค้างสักคืนดีมั้ย”

“ดีสิครับ”

“เที่ยวทะเลกันสักหน่อยไปถึงทั้งที”



พวกเขาตื่นเช้ากว่าปกติ เพื่อจัดการทำธุระส่วนตัว แต่งตัวให้กันและกัน กวินหอมแก้มวริษฐ์ฟอดใหญ่ พร้อมเอ่ยปากชม ว่าอีกฝ่ายหล่อมาก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับวริษฐ์

รถเคลื่อนตัวออกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี การออกเดินทางครั้งนี้ กวินทำหน้าที่ป้อนขนมและชวนคุยตลอดทาง บางทีก็ร้องเพลง เต้นยึกยักไปมา ทำให้วริษฐ์ได้แต่ขำ แต่แบบนี้ก็ดีเขาจะได้ไม่ง่วง

ระหว่างทางเขามีแวะพักเข้าคาเฟ่บ้าง เพราะจากกรุงเทพมหานครวิ่งไปทางปราณบุรี ใช้เวลาหลายชั่วโมง บางทีขับไปนาน ๆ ก็เมื่อยขา แถมพอช่วงสายถนนเริ่มมีรถเยอะ มีการปาด มีการหงุดหงิดรถคันอื่นอยู่พอสมควร ดีที่กวินเลือกที่จะเปิดเพลงแล้วเต้น ทำให้เขาอารมณ์เย็นลงได้

วริษฐ์ขับรถไปตามกูเกิ้ลแมพ จนมันขึ้นว่าอีกประมาณสิบนาทีจะถึงที่หมาย มือของเขาที่จับพวงมาลัยรถยิ่งเย็นเฉียบ แต่เหงื่อบนหน้าและต้นคอกลับแตกซ่กไปหมด กวินก็ได้แต่ใช้ทิชชู่เช็ดซับให้ พร้อมคำพวกปลอบว่าอย่ากลัวไปเลย เขาอยู่ข้าง ๆ เสมอ

วริษฐ์เห็นบ้านที่เป็นที่หมายแล้ว เขาขับเลยออกไป กูเกิ้ลแมพเอาแต่พูดว่าให้เขาไปกลับรถ แต่เขากำลังต่อเวลาเพื่อเตรียมใจ พอมาถึงตรงนี้ เขายิ่งกังวลมากขึ้นกว่าเดิม

“จะดีหรอ” วริษฐ์พึมพำกับตัวเอง เขาขับรถเลยไปไม่ไกลจากบ้านมากนัก ก่อนจอดรถแล้วนั่งแช่อยู่แบบนั้น กวินเองได้แต่หันมองตาปริบ ๆ

“ไปกันเถอะครับ”

“แบบนี้จะดีจริง ๆ หรอครับ ... เรากลับกัน--”

“ไม่ครับมาถึงนี่แล้ว ไปกันครับ”



วริษฐ์จำยอมก้าวลงจากรถ เขารู้สึกกลัว...มือไม้สั่น เหงื่อแตกไม่หยุด สีหน้าวิตกกังวลสุดขีด กวินสังเกตเห็นจึงขยับไปกุมมืออีกฝ่ายไว้เพื่อปลอบ

“จะให้ผมเข้าไปด้วยมั้ยครับ”

มือหนากระชับจับมืออีกฝ่ายแน่นเพื่อบอกว่า เข้าไปด้วยกัน อยู่ด้วยกันห้ามไปไหน กวินเองรับรู้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายต้องการกำลังใจจากเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาเองก็ยินดีที่จะเป็นกำลังใจให้

ทั้งคู่เดินไปหยุดยืนอยู่หน้าบ้านรีรอไม่กล้าที่จะกดออด ไม่กล้าส่งเสียงเรียก

“ทำอะไรกันหรอ”

เสียงเรียกด้านหลังทำให้พวกเขาทั้งคู่สะดุ้งสุดตัว พวกเขาหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นเด็กสาวคงจะวัยมัธยมปลาย

“อ่ะ คือว่า” กวินทำท่าจะตอบ แต่ก็คิดได้ว่า ให้พี่อาร์ตพูดดีกว่า

“ไม่ได้จะแอบขโมยของใช่มั้ย” เด็กสาวยกมือขึ้นกอดอกมองสองหนุ่มตรงหน้า “ฉันจะร้องให้คนช่วยแล้วนะ”

“พวกพี่ มาหาคุณวารินอยู่หรือเปล่า”

“หื้อ มาหาแม่หรอ อยู่สิ”

เด็กสาวเดินเลยพวกเขาไปเปิดประตูบ้าน

แม่? วริษฐ์มองน้องสาวต่างพ่อที่อายุห่างหลายปี ห่างกันเยอะเลยนะแบบนี้ หน้าตาก็น่ารักดี แต่ดูห้าวไม่เบา วริษฐ์คิดขณะมองสำรวจ หรือเขาควรจะกลับ เข้าไปอาจจะทำลายความสุขคนอื่นเปล่า ๆ

“มาสิคะ ยืนรอกันแบบนี้ไม่ร้อนหรอไง”

กวินดึงกระตุกแขนวริษฐ์ที่ดูเหมือนเข้าภวังค์ไปชั่วขณะ

“เอ่อ” วริษฐ์ลังเลหนักกว่าเดิม ถ้าก้าวพ้นรั้วบ้านนี่เข้าไป คงถอยกลับไม่ได้แล้ว

“ไปครับ” กวินเดินก้าวเข้าไปในบ้านก่อนแล้วดึงอีกคนให้ตามเข้ามา

วริษฐ์หันมองรอบบ้าน บ้านเดี่ยวแบบต่างจังหวัดที่มีพื้นที่ให้จอดรถและเพาะปลูก ดูร่มรื่นน่าอยู่ แม่คงจะมีความสุขดีบ้านที่นี่น่าอยู่

พวกเขาก้าวตามเด็กสาวเข้าไปในตัวบ้าน

“แม่! มีคนมาหาแม่!”

หญิงสาวตะโกนเรียกเสียงดังลั่น ขณะที่วริษฐ์บีบมือกวินแน่น เหงื่อไหลซึมออกที่ฝ่ามือจนชื้นไปหมด

“อะไรวาด เสียงดัง ป้าจอยมาหรอ” เสียงตอบกลับดังมาจากทางหลังบ้าน ก่อนวริษฐ์จะได้เห็นหน้าใครบางคนที่ไม่ได้เจอมาเป็นสิบยี่สิบปี

หญิงสูงวัยที่หน้าตาดูอ่อนกว่าอายุทั้งที่ห้าสิบปลายแล้ว แต่ดูยังไม่แก่สักเท่าไหร่ ยังมีเคล้าโครงความสวยงาม ถึงชุดอยุ่บ้านจะเป็นเสื้อยืดกับกางเกงผ้าก็ตาม

“ใครน่ะวาด”

“อ้าวก็เขามาหาแม่ แม่ไม่รู้จักเขาหรอ”

ผู้เป็นแม่ส่ายหน้า ดวงตามองคนมาเยือนอย่างไม่ไว้ใจนัก ก่อนดึงมือวาดให้เดินมาใกล้ ๆ อย่างระแวดระวัง

“คุณเป็นใคร มาหาฉันมีอะไร”

วริษฐ์ยืนนิ่งจ้องมอง ก่อนที่น้ำตาจะค่อย ๆ ไหลออกมาท่ามกลางความงุนงงของสองแม่ลูก ที่อยู่ ๆ ชายหนุ่มแปลกหน้ากลับเริ่มร้องไห้ขึ้นมา

“เอ่อ คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า” หญิงสูงวัยร้องถามชายแปลกหน้าเสียงเบา

“พี่อาร์ตอย่าเพิ่งร้องไห้สิครับ”

“อาร์ต?” หญิงสูงวัยถามชื่ออีกฝ่ายเสียงเบา หรือว่า... “อาร์ต... ลูกหรือ?”

วริษฐ์พยักหน้าแทนคำตอบ เขายกมือข้างที่ไม่ได้จับกับมือกวินแน่นขึ้นเช็ดน้ำตา ขณะที่ผู้เป็นแม่กลับโผกอดลูกชายเต็มแรง

“อาร์ตหรอลูก อาร์ต” เป็นหญิงสูงวัยที่ร้องไห้สะอื้นขึ้นมาบ้าง พร้อมกอดชายหนุ่มเอาไว้แน่น

สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ วาดเองก็ยังงงกับสถานการณ์ ส่วนกวินคิดว่านี่คงเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักพี่อาร์ตสักหน่อย เธอกอดแน่นขนาดนี้ คงจะคิดถึงไม่ต่างกัน

หญิงสูงวัยผละออกก่อนยกมือขึ้นลูบจับแก้มลูกชายของเธอ แทบไม่เชื่อสายตาว่าจะเติบโตขนาดนี้

“ลูกโตขนาดนี้แล้ว”

“ครับ แม่”

วริษฐ์เรียกอีกฝ่ายเสียงสั่นในใจเต้นโครมคราม เขาไม่ได้เรียกคำนี้มานานมากแล้ว

“มาได้ไงล่ะ”

“เพื่อนช่วยหาน่ะครับ”

“งั้นเหรอ แม่ขอโทษนะลูก ที่ไม่เคยกลับไปเลยสักครั้ง”

“ครับ” วริษฐ์เม้มปากแน่น พยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ทำไม่ได้ เขาร้องไห้และปล่อยโฮอีกครั้ง เหมือนกลับไปเป็นเด็กแปดขวบในวันนั้น ที่บทสรุปตอนนั้นคือแม่ไม่กลับมา แต่ตอนนี้ ตอนจบมันเปลี่ยนไป เขาได้เจอแม่อีกครั้ง

กวินมองคนรักตัวเอง พร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอตาม ส่วนวาดพอจะรู้อะไรอยู่บ้างตอนที่โตมา เพราะมีรูปใบหนึ่งที่แม่ใส่กรอบไว้ในห้องนอน เป็นภาพแม่ที่อุ้มเด็กผู้ชายคนนึงเอาไว้แนบอก แต่เธอก็ไม่คิดไม่ฝันว่าพี่ชายของเธอจะหน้าตาดีได้ขนาดนี้

“ผมยังไม่ได้กินเค้กช็อกโกแลตเลยครับ” วริษฐ์พูดพลางยกมือขึ้นเช็ดปาดน้ำตาตัวเอง

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับคำพูดนั้น เธอจำได้ ว่าวันที่จากมาบอกลูกชายของเธอเอาไว้ยังไง เธอนึกโทษตัวเองที่ทิ้งเขาเอาไว้แต่อดีตสามีของเธอเองก็รักลูกมาก บอกให้เธอออกไปได้ แต่ลูกต้องเป็นของเขา

“พ่อเราล่ะเป็นยังไงบ้าง”

“พ่อ ...เสียไปหลายปีมากแล้วครับ”

หญิงสูงวัยตกใจตาโต เธอไม่คิดว่าอดีตสามีจะจากไปเร็วขนาดนี้

“แม่ไม่รู้เลย” ผู้เป็นแม่ยิ่งรู้สึกเสียใจเข้าไปใหญ่ที่ปล่อยลูกเอาไว้ คงจะลำบากมามาก “แม่ขอโทษนะอาร์ต แม่ขอโทษ” เธอกอดลูกชายเอาไว้แน่น เหมือนจะชดเชยช่วงเวลาที่หายไป

“แค่ผมได้เจอแม่อีกครั้งก็พอแล้วครับ” วริษฐ์ตอบกลับเสียงอู้อี้ เขากอดแม่ของเขาเอาไว้แน่น รู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าอะไร เขาไม่เคยที่จะโกรธแม่เลยสักครั้ง แต่แค่เสียใจตลอดมาที่ถูกทิ้งเอาไว้

“อาร์ต อาร์ตลูกแม่”



สองแม่ลูกไปนั่งคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันที่โต๊ะรับแขก ผู้เป็นแม่ถามความเป็นไปของลูกชายละเอียดยิบเรียนอะไรที่ไหนยังไง ตอนนี้ทำงานอะไร หญิงสาวสูงวัยมองลูกชายด้วยความรักและความภาคภูมิใจ ลูกชายของเธอเก่งมากที่เติบโตมาได้อย่างดีขนาดนี้

ส่วนวริษฐ์เองก็เหมือนได้เติบเต็มในส่วนที่ขาด ร่องรอยที่ขาดวิ่นในวัยเยาว์ ค่อย ๆ เพิ่มพูนความทรงใจใหม่ ๆ ที่มีต่อแม่ การมาเจอกับแม่ ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเอาไว้

นอกจากนั้น เขามีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่อยากจะบอกแม่ของเขาเอาไว้... เรื่องของคนรัก

.

[ทั้งกวินและวริษฐ์ ทั้งคู่เผชิญหน้ากับครอบครัวของเขา

ทั้งพบเจอ และหันหลังให้ แต่ไม่เป็นไรพวกเขามีกันและกัน

และพร้อมที่จะสร้างครอบครัวของตัวเอง]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4

บทที่ 33 คนรัก



ผมแอบยืนมองสองแม่ลูกอยู่ไกล ๆ ผมหวังว่าวันนี้จะช่วยเยียวยาจิตใจของพี่อาร์ตได้บ้าง ...พี่อาร์ตที่เตรียมใจมารับความเสียใจ แต่สถานการณ์กลับดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก ดีที่ไปได้สวย สายใยระหว่างพวกเขาเหนียวแน่นมากกว่าที่คิดเอาไว้

“พี่... พี่เป็นเพื่อนพี่อาร์ตเหรอ ชื่ออะไรอ่ะ”

“ชื่อกวิน เราล่ะ วาดใช่มั้ย”

“ใช่จ้า อุตส่าห์มาเป็นเพื่อนพี่เขาด้วย” วาดพูดตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

“อื้อ เขาไม่กล้ามา พี่ก็เลยต้องพามา”

“ดีแล้วล่ะ ที่พี่เขามา มีพี่ชายหล่อแบบนี้ จะเอาไปอวดเพื่อน”

กวินหลุดขำออกมากับท่าทางและคำพูดแบบนั้น “แล้ววาดไม่ตกใจเหรอ”

“นิดหน่อย แต่ก็พอจะรู้มาบ้าง” วาดพูดขณะเทน้ำเย็นลงในแก้วเพื่อเตรียมเอาไปเสิร์ฟ

“แม่เขาเล่าให้เราฟังเหรอ”

“อือ ไม่ค่อย...แต่ว่า รูปที่แม่อุ้มพี่อาร์ตใส่กรอบตั้งอยู่ในห้องนอนแม่ด้วย”

กวินพยักหน้า รู้สึกใจชื้นขึ้นมา เขาดีใจกับพี่อาร์ตมาก ๆ ที่คุณแม่ของพี่เขาเองก็ไม่ได้ลืมพี่อาร์ตเลย ยังคงรักและคิดถึงอยู่เสมอ

“ไม่ไปนั่งคุยกับเขาเหรอพี่”

“ไม่เอา ให้แม่ลูกคุยกันก่อนดีกว่า”

“งั้นเดี๋ยววาดมาคุยกับพี่”



วาดลุกเดินเอาน้ำไปเสิร์ฟให้แม่ และพี่ชายต่างพ่อ พอเธอเสิร์ฟน้ำให้ แล้วถอยออกมาให้แม่ได้คุยกับพี่ชาย แม่กลับจับคว้าแขนเด็กสาวเอาไว้

“อาร์ตนี่วาด ลูกสาวแม่”

วริษฐ์พยักหน้า เขามองสำรวจเด็กสาวตรงหน้าที่หน้าตาดูมีเค้าโครงของคุณแม่ เขายิ้มพร้อมแนะนำตัวอีกครั้ง

“น้องวาด พี่อาร์ตนะครับ เรียนอยู่ม.อะไรแล้วล่ะ”

“ไม่ม.แล้วค่ะ ปี 2 แล้ว”

“หืม? จริงเหรอ”

“ใช่ค่ะ หน้าเด็กใช่มั้ย พี่อาร์ตเองก็หล่อมากนะคะ” วาดพูดตอบเสียงเจื้อยแจ้ว ชมพี่ชายตรงไปตรงมา ทำให้คนเป็นพี่ได้แต่ขำรับคำชม

“ยัยวาด...”

“วาดพูดจริงนี่แม่” น้องสาวยิ้มกว้างพูดต่อ “ตอนเด็ก ๆ พี่ ตัวกลมขนาดนั้น ไม่คิดว่าจะสูงใหญ่แบบนี้เลย”

“ตอนเด็ก?” วริษฐ์ทวนคำ เราไม่น่าจะเคยยรู้จักกันสักหน่อย

“แม่เอารูปพี่ใส่กรอบไว้ในห้องแหนะ ใช่มั้ยแม่”

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับคำ ทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ

วริษฐ์ได้ฟังแบบนั้น ในใจยิ่งรู้สึกอบอุ่น เพราะว่า แม่รักเขา...

“แม่ได้แต่ขอโทษลูกกับรูปถ่าย ...ไม่คิดเลยว่าจะได้มาขอโทษต่อหน้า...” วาริยาพูดตอบลูกชายเสียงสั่น

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้โกรธแม่นะครับ” วริษฐ์จับมือของแม่มากุมเอาไว้แล้วแตะหลังมือเบา ๆ เพื่อปลอบ

“อือ อาร์ตแล้วเพื่อนลูกล่ะ เรียกเขามาด้วยสิ”

“แม่ครับ...ก่อนจะเรียกมา ผมมีอะไรจะบอก”

“อะไรเหรอ”

“คนตรงนั้นชื่อกวินครับ” วริษฐ์พูดออกไป ไม่แน่ใจว่าแม่จะตกใจหรือว่ารับได้มั้ย แต่ว่าเขาอยากจะแนะนำคนรักให้แม่ได้รู้

“กวินชื่อน่ารัก หน้าตาก็น่าเอ็นดู”

“ใช่ครับ เขาเป็นแฟนผม”

พอสิ้นคำแนะนำ ทั้งวาริยาและวาดถึงกับอ้าปากค้างไปเล็กน้อย

“แฟน ผู้ชาย?”

วริษฐ์พยักหน้ารับ “อาจจะรับไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากบอกไว้” เขารักกวิน และไม่คิดจะปกปิดสถานะของเขากับกวินเอาไว้เลย เพราะกวินเขาถึงได้มาอยู่ตรงนี้

“ลูกแน่ใจแล้วหรอ”

“ครับ กวินช่วยอะไรผมไว้มาก เป็นคนที่ทำให้ผมได้มาเจอกับแม่ด้วย”

วาริยาพยักหน้าเข้าใจ เธอไม่มีสิทธิที่จะคัดค้านอะไร ถึงจะรู้สึกแปลก ๆ แต่ว่าคนที่อยู่เคียงข้างลูกชายของเธอมาตลอด มีสิทธิในตัวลูกชายมากกว่าเธอที่ทิ้งลูกเอาไว้โดยไม่เหลียวแลเสียอีก

“อาร์ตเรียกมาสิลูก”

“กวิน”

คนถูกเรียกสะดุ้งหันมอง กวินเห็นวริษฐ์ยกมือกวักเรียก ทำให้เขาลุกเดินเข้าไปหา วริษฐ์คว้าจับดึงมือให้มานั่งเก้าอี้ข้าง ๆ กัน

“สวัสดีครับ” กวินนั่งหลังตรงตัวเกร็งเล็กน้อยขณะยกมือไหว้แม่ของวริษฐ์ “ผมชื่อกวินครับ เป็นรุ่นน้องที่บริษั--”

“เป็นแฟนครับ” วริษฐ์พูดขัดแก้ขึ้นมาทันทีที่กวินบอกว่าตัวเองเป็นแค่รุ่นน้องที่บริษัท

“พี่อาร์ต”

กวินหันขวับมองอีกฝ่ายทันที เขาไม่คิดว่าอยู่ ๆ ลูกชายที่ไม่ได้เจอหน้ามาเป็นสิบยี่สิบปี พอมาหา ดันพาแฟนผู้ชายเข้ามาบ้าน แบบนี้มันควร ...

วาริยายิ้ม เธอคิดว่ากวินน่ารัก คงกังวลเรื่องที่ว่าเป็นแฟนกับลูกชาย ดูเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ลูกชายเธอ คงรักเขามาก มีความสุขกันเธอก็ไม่ขัดอยู่แล้ว

“กวิน ขอบคุณที่ดูแลอาร์ตนะ”

กวินเงยมองทันที ทำไมถึงได้ดูเข้าใจอะไรง่ายดาย

“ครับ”

“จากนี้แม่ก็ฝากดูแลอาร์ตต่อไปด้วยนะ”

“ครับ ผมจะดูแลอย่างดี” กวินรับคำแล้วยิ้มออกไป

“วันนี้ค้างที่นี่มั้ย ขับรถมาเหนื่อย ๆ ”

วริษฐ์ส่ายหน้า เขาไม่อยากรบกวนขนาดนั้น นี่เป็นบ้านใหม่ของแม่ ไม่ใช่พื้นที่ของเขา แค่ได้เข้ามาเจอนี่ก็มากพอแล้ว

“ผมจองที่พักไว้แล้วน่ะครับ”

“งั้นหรอ น่าเสียดาย อยู่ทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อนสิ”

“ได้ครับ แล้วนี่ เอ่อ พ่อของวาด จะกลับมาตอนไหนหรือครับ”

“เย็น ๆ เลิกงานนู้นแหละ”

วริษฐ์โล่งใจ อีกสาเหตุสำคัญ เขาไม่นึกอยากเจอหน้าเท่าไหร่ ผู้ชายคนใหม่ของแม่ สำหรับเขาแล้ว ถือเป็นศัตรูของพ่อ เขากลัวตัวเองจะทำหน้าตาไม่ค่อยดีใส่

“แม่งั้นวาดไปเตรียมอุ่นกับข้าวนะ”

“แม่ไปด้วย สองคนตามสบายเลยนะ แม่ไปเตรียมข้าวก่อน”

พอเจ้าของบ้านลุกไปแล้ว กวินหันไปตีหน้าขาของวริษฐ์หนึ่งที

“ตีพี่ทำไม”

“ไม่เห็นต้องบอกแบบนั้นเลย”

วริษฐ์เลิกคิ้วขึ้นมา เขามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ “บอกอะไรครับ”

“บอกว่าผมเป็นแฟน”

“ก็เราเป็น”

“ผมไม่อยากให้แม่ตกใจนี่ครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า” วริษฐ์จับมืออีกฝ่ายมากุมไว้ พร้อมมองลึกเข้าไปในดวงตาของกวิน “แม่เป็นคนสำคัญของพี่คนหนึ่ง เราด้วย เลยอยากบอกเรื่องสำคัญ ๆ ให้รู้เอาไว้”

กวินหันหน้าหนี เขาทนสายตาของพี่อาร์ตไม่ได้ มันทำให้เขาใจเต้นแรง

วริษฐ์ขำเบา ๆ นึกอยากจะหอมแก้มอีกฝ่าย ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดง

“กะ กวินไปดูในครัว เผื่อช่วยยกของดีกว่า”

“ทำหน้าที่ลูกสะใภ้หรือครับ”

“เอ้ย พี่อาร์ตหยุดแกล้งเลยนะ” กวินลุกขึ้นก่อนจะเดินหนีไปทางที่วาดและแม่เดินไป

เขาเข้าไปช่วยสองแม่ลูกทำงานครัว เพราะเห็นทั้งคู่กำลังวุ่นกับการอุ่นกับข้าว และทำอาหารจานใหม่ ที่เป็นของโปรดของวริษฐ์ วาดพูดเก่งชวนคุยไปเรื่อย



ไม่นานกับข้าวก็เต็มโต๊ะอาหาร ทั้งสี่คนเริ่มรับประทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษด้วยกัน วริษฐ์ทานอาหารไปพร้อมกับรอยยิ้ม และถ้ามองดี ๆ จะเห็นว่าคนตัวสูงจมูกแดง ไม่ต่างกับแม่ของเขา

เสียงกริ่งดังหน้าบ้าน ทำให้วาดลุกไปเอาของ และเดินกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่

“พี่อาร์ต มันอาจจะช้าไปนิด แต่แม่น่ะเขาอยากให้นะ”

“อะไรเหรอวาด”

“เค้กช็อกโกแลต” วาดพูดขณะยื่นถุงเค้กให้ ส่วนวาริยามองยิ้มพร้อมน้ำตาคลอ เธอทำเรื่องที่เคยสัญญาเอาไว้ได้แล้ว

“แม่ครับ ขอบคุณนะครับ” เขากำถุงเค้กไว้แน่นถึงทุกวันนี้ เขาจะไม่ได้ชอบกิน เค้กช็อกโกแลตนี่แล้วก็ตาม

“กินให้อร่อยนะลูก”

“ครับ เราก็ทานด้วยกันเลยสิครับ หลังกินข้าวเสร็จ”

วาริยาตักกับข้าวใส่จานให้ทุกคน อันไหนอร่อยเธอตักให้หมดจนแทบไม่ได้กินเลย เพราะในตอนนี้เธอเหมือนคนกำลังอิ่มอกอิ่มใจ

“กวินตรงนี้อร่อยนะ แก้มปลาน่ะ” วาริยาตักกับข้าวให้กับกวินด้วย คงเพราะเธอไม่ได้มีอคติอะไรแบบนี้ตั้งแต่แรก แถมจากการเฝ้ามองกวินที่หยิบจับของในครัวได้คล่องมือ จนคิดว่าอาร์ตเองคงได้รับการดูแลอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องอาหาร



วริษฐ์ตัดเค้กในกล่องออกมาแบ่งให้ทุกคนได้ชิม อร่อยไม่หวานมากติดขมเล็กน้อยที่ปลายลิ้น ร้านนี้ใช้วัตถุดิบเป็นของค่อนข้างดี

“ไว้แวะมาเที่ยวอีกนะ”

“แม่ครับ คือผมกำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ”

“ไปต่างประเทศเลยเหรอพี่” วาดถามตาโต เธอเองก็อยากไปแบบนั้นบ้าง

“ใช่ไว้ตามไปเที่ยวนะ”

“...ใกล้ไปแล้วเหรอลูก”

“ใช่ครับ” วริษฐ์หันไปมองแม่ เห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะห่วง ๆ หรือว่าอาวรณ์เล็กน้อยตามประสา เพิ่งเจอกันกลับต้องแยกย้าย “ไว้ถ้าได้กลับมาจะมาเยี่ยมนะครับ ไว้จะติดต่อมา ส่งของมาเยี่ยม”

ผู้เป็นแม่จับลูบแขนวริษฐ์เบาๆ “ลูกแม่เป็นหนุ่ม อนาคตไกลจริง ๆ ” ดวงตาของวาริยามีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีก เธอทั้งภูมิใจ ทั้งใจหาย ต้องห่างกันไกลอีกแล้ว

“ครับ ผมจะติดต่อมานะ”

“แม่จะรอ ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก”

วริษฐ์พยักหน้าก่อนจะสวมกอดผู้เป็นแม่อีกครั้ง “ผมคิดถึงแม่ครับ ไปอยู่ที่นั่นก็จะคิดถึงแม่”

“แม่ก็ด้วย” วาริยาลูบหลังลูกชายคนดีของเธอ กอดที่ชวนให้นึกถึงสมัยก่อน ที่ตอนนั้นยังตัวเล็กนิดเดียว ตอนนี้ตัวโตมากจริง ๆ เธอยังคงนึกขอโทษลูกชายเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ครั้งก่อนเธอเป็นคนเดินออกจากบ้านไป แต่ครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว คนที่จะเดินกลับออกไปคือลูกชายของเธอ

วาริยาไปส่งลูกชายที่หน้าประตูบ้าน วริษฐ์ยิ้มให้แม่ และลูบหัวของวาดเบา ๆ เขาแลกไลน์กับน้องเอาไว้แล้ว เพราะการจากกันครั้งนี้ ไม่เหมือนกับตอนนั้น เราจากกันด้วยดี เพื่อมาเจอกันใหม่

“ดูแลแม่ดี ๆ แล้วจะส่งรางวัลมาให้”

“ดูแลตัวเองด้วยนะ พี่ชาย...” วาดหันมองกวิน “พี่สะใภ้ด้วย”

“อือ” กวินได้แต่หน้าแดงยกมือเกาหน้าแก้เก้อ เขารู้สึกว่าวาดเหมือนพี่อาร์ต ขี้แกล้งเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง...

“ขับรถดี ๆ นะลูก”

“ครับแม่”



ทันทีที่กลับขึ้นรถ กวินยังไม่ทันคาดเข็มขัดนิรภัย วริษฐ์หันไปโถมตัวกอดกวินเต็มรัก

“อะไรครับ!”

“กวิน ขอบคุณนะ”

น้ำเสียงอู้อี้ติดสั่นเล็กน้อยดูเหมือนวันนี้แฟนหนุ่มของเขาจะขี้แยกว่าปกติ มือบางยกขึ้นลูบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ อีกคนคงกำลังสับสนงุนงง ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างคงกำลังตีกัน

“มันออกมาดีเห็นมั้ยครับ”

“ครับ เพราะกวิน”

“เพราะแม่กับพี่อาร์ตรักกัน”

“เพราะกวิน”

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย”

“เราทำทุกอย่างเลยครับ ถ้าไม่มีเรา ผมคงไม่กล้า วันนี้ผมมีความสุขมาก ๆ เลย”

กวินโอบกอดอีกคนแน่น แล้วก้มลงหอมหัวอีกฝ่ายเบา ๆ เขาดีใจ และภูมิใจในตัวเองมาก ที่ได้ทำให้คนรักมีความสุข ดีใจที่ได้สนับสนุนและเป็นที่พักพิงให้อีกฝ่ายได้บ้าง แบบที่เขาพึ่งพิงพี่อาร์ต

“ผมดีใจที่สุดเลยครับ ที่พี่อาร์ตมีความสุข”

วริษฐ์พยักหน้า เขาปรับอารมณ์ตัวเองแล้วค่อย ๆ ผละออกจากอ้อมกอด เขาหอมแก้มอีกฝ่าย เอื้อมมือไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาใส่ให้ แล้วหันกลับมาตั้งสติ เพื่อที่จะได้ขับรถ



รถยนต์เคลื่อนตัวออกไป กวินหันมองอีกฝ่ายที่จัดการอารมณ์ของตัวเองได้เรียบร้อย ดวงตาคมจับจ้องไปที่ถนนกวินเองกดเปิดเพลงคลอเบา ๆ สายตามองวิวข้างทางไม่นานก็ได้เห็นทะเล ใบในมีรอยยิ้มสดใส เมื่อดวงตาสะท้อนภาพวิวทะเล

“ที่พักเราติดทะเลด้วยนะ”

“ดีเลยพี่อาร์ต”

“อือ พี่อยากลองทำกับเราแบบมีทะเลเป็นพื้นหลัง”

“...”

กวินยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเอง

“พี่อาร์ตพูดอะไรแบบนั้น!”

คนตัวสูงหัวเราะเสียงดัง แกล้งกวินน่ะสนุกจะตาย จะตอนเชิญชวนเอง หรือตอนโดนแกล้งแก้มของกวินก็เป็นสีแดงระเรื่อ ขี้อายแต่ชอบทำปากกล้า พอโดนเอาคืนแบบนี้ เห็นไปไม่เป็นทุกที

กวินทำทีหันมองวิวทะเล ไม่พูดต่อ เดี๋ยวจะโดนแกล้งอีก

ภาพวิวทะเลหายไปชั่วขณะ เมื่อวริษฐ์เลี้ยวรถเข้าไปในที่พัก

กวินไม่รู้มาก่อนว่าวริษฐ์จองที่พักที่ไหนเอาไว้ แต่ที่นี่บรรยากาศดี ที่พักโทนสีขาว มีสีเขียวน้ำตาลจากต้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ทำให้ดูร่มรื่นสบายตา กวินลงจากมาสูดอากาศยืดแขนเหยียดขา

วริษฐ์เดินลงมาจากรถแล้วหยิบเอากระเป๋าใส่เสื้อผ้าลงมาถือเอาไว้

“ไปเช็คอินก่อนค่อยมาเดินเล่น”

กวินเดินก้าวเท้าตามหลังคนตัวสูงไป ที่เช็คอิน ตรงเคาเตอร์ยังทำน่ารัก ลายบนเคาเตอร์เป็นพื้นทราย น้ำทะเลแล้วก็เปลือกหอย สมกับที่ที่พักอยู่ชิดติดเทะเลจริง ๆ แถมยังมีของจุกจิกตั้งอยู่ด้วย เป็นเรือใบลำเล็ก

วริษฐ์ติดต่อเรียบร้อยขณะที่กวินหันมองนั่นนี่ไม่หยุด ตกแต่งสวยจนแอบคาดหวังว่าในห้องจะยิ่งสวยกว่านี้ พอรับกุญแจบ้านพัก พนักงานจึงเดินนำไปที่บ้านพักหลังเล็ก ๆ สีขาว ห้องโทนขาวสะอาดตา มีของตกแต่งเล็กน้อยทั้งโมเดลเรือลำเล็ก หรือพวกภาพตกแต่งที่เข้ากับสถานที่ เปิดม่านไปจะได้เห็นวิวชิดติดทะเล แถมมีอ่างน้ำให้แช่ด้วย แช่ไปด้วยมองวิวทะเลได้ด้วย

ทั้งคู่ช่วยกันสำรวจน้ำไฟแอร์เรียบร้อย พนักงานจึงขอตัวกลับออกไปจนเหลือแค่พวกเขาสองคน

วริษฐ์ทิ้งตัวลงนั่งบนที่นอน มันนุ่มสบาย

“กวินอาบน้ำมั้ย ร้อนมาทั้งวัน”

“ครับ” อีกคนหยิบผ้าเช็ดตัวของที่พัก ทำท่าจะเดินเข้าห้องน้ำ แต่วริษฐ์ลุกขึ้นกอดอีกฝ่ายเอาไว้จากด้านหลัง

“อ่างตรงนั้น วิวออกจะดี จะเข้าไปในห้องน้ำทำไม”

“อาบตรงนั้นไม่ไหวมั้งครับ กลางวันแสก ๆ เลย เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นหรอก”

“ไม่มีหรอก เขาออกแบบมาแบบนี้แล้ว มันต้องอาบแช่ได้ตลอดสิครับ”

มือหนาซุกซนเริ่มปลดซิบถอดกางเกงอีกฝ่ายออก

“พี่อาร์ต เดี๋ยวสิครับ”

“ถ้าไม่อยากทำพี่จะปล่อยนะครับ ไหนบอกสิครับ”

“อึก...” พูดแบบนี้ ขี้โกง แล้วทำไมเขาจะไม่อยากกอดอีกฝ่ายล่ะ บรรยากาศดีแบบนี้

“ว่าไงครับ” วริษฐ์กอดรั้งอีกคนเอาไว้ ราวกับรู้คำตอบอยู่แล้ว

“...ต้องอยากสิครับ”

สิ้นคำอนุญาต กวินถูกมอมให้หลงมัวเมาไปกับรสจูบ กว่าจะรู้สึกตัวเสื้อผ้าถูกถอดออกจนหมด กองอยู่บนพื้นคนละทิศละทาง จนอยู่ในสภาพเนื้อตัวเปลือยเปล่ากำลังแนบชิดอยู่กับวริษฐ์ที่ยังมีเสื้อผ้าอยู่บนตัวครบทุกชิ้น

“อืมม”

ทั้งคู่ประกบปากจูบกันอย่างดูดดื่ม ริมฝีปากสัมผัสกันจนกวินเผยอปากขึ้นเล็กน้อย ให้วริษฐ์ได้สอดลิ้นเข้าไปเพื่อให้สัมผัสกันแนบแน่นลึกซึ้งกว่าเดิม

จูบนัวเนียยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ มือเล็กขยับปลดเสื้อเชิ้ตของวริษฐ์ออก แถมยังลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อลงต่ำไปยังกางเกง มือซุกซนไม่แพ้กันกำลังลูบไล้คลึงส่วนนุ่มที่ยิ่งลูบยิ่งแข็งสู้มือ

ทั้งคู่ผละริมฝีปากออกห่างเล็กน้อยเพื่อหายใจ ลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดผสมปนเป ดวงตาของทั้งคู่มองสบกัน มันหวานเยิ้มเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ อีกทั้งต่างฝ่ายต่างเห็นเงาภาพสะท้อนของตัวเองอยู่ในดวงตาของอีกคนอย่างชัดเจน ...จากนี้ก็จะมีแค่เรา

“อืออ”

วริษฐ์ร้องเบา ๆ เมื่อตั้งใจผละออกเพื่อพักหายใจ แต่มือของอีกฝ่ายกลับกำลังขยับเร็ว

“ซนนะครับ”

“พี่อาร์ตซนก่อนนี่ครับ”

กวินเงยหน้ายิ้มกว้างก่อนจะนั่งคุกเข่าลงไป ริมฝีปากเป่าลมหายใจร้อน ๆ รดแก่นกายที่กำลังแข็งจนสั่นกระตุกเบา ๆ อยู่ในอุ้งมือ

“หิวขึ้นมาแล้วหรือไง”

“อื้อ มีคนเอาอาหารมาล่อนี่ครับ” กวินพูดหยอกก่อนจะแลบลิ้นเลียเบา ๆ ที่ส่วนหัว และอ้าปากกว้างเพื่อครอบครองของอีกฝ่ายเข้าไปในปาก

“อา” วริษฐ์มองคนที่กำลังกลืนกินส่วนนั้นของตัวเอง แถมยังช้อนตามองขึ้นมาอีก เขาน่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยในวันนี้ ภาพคนรักที่กำลังปรนเปรอให้ ประกอบกับภาพด้านหลังที่เป็นวิวทะเล

กวินดูดเม้มของอีกฝ่ายจนแก้มตอบ เขาขยับหัวเข้าออกพร้อมมองสีหน้าพึงพอใจของคนรัก ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสุข เขายิ่งอยากทำให้ดี

มือหนาลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ เหมือนชมเชยว่าอีกคนทำได้ดี ก่อนจะขยุ้มเส้นผมอ่อนนุ่มเพื่อระบายความเสียว เพราะกวินเร่งจังหวะขยับไวขึ้นกว่าเดิม

“อาาาา พอแล้ว”

กวินไม่ฟังเสียงห้าม ซ้ำยังดูดเร็วกว่าเดิม เขาตั้งใจให้อีกฝ่ายเสร็จสมจากการใช้ปากทำให้ ไปถึงฝั่งฝันด้วยริมฝีปากของเขาเอง คนทำให้รู้ดีว่าอีกฝ่ายใกล้จะถึงก็เตรียมรับน้ำรักเต็มที่ เพื่อที่จะได้ไม่สำลัก

วริษฐ์เชิดหน้าขึ้น หายใจหอบถี่ เขาเผลอกดหัวอีกฝ่ายดันส่วนแข็งของตัวเองเข้าไปในโพรงปากนุ่ม แล้วปล่อยออกมาอย่างลืมตัว

“อึก” กวินพยายามจะกลืนมันเข้าไป แต่มันก็ยังไหลล้นออกมาจากในปากอยู่ดี

วริษฐ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วดึงของตัวเองออกมา “บอกให้พอก่อน ไม่เคยฟังเลย”

คนนั่งคุกเข่าเอาหน้าซบกับต้นขาแกร่ง ใช้ดวงตาฉ่ำวาวเงยมองออดอ้อน ทั้งที่คราบน้ำยังเปรอะเปื้อนริมฝีปากและคาง

“พี่อาร์ตชอบนี่ครับ”

“พี่อยากเสร็จในตัวเรานี่ครับ”

“ในปาก ก็คือในตัว...”

“เดี๋ยวเถอะครับ มันไม่อร่อย เราเล่นกลืนลงไปทุกทีเลย”

“ใครบอกไม่อร่อย” กวินแลบลิ้นเลียริมฝีปากให้ดู

“ไม่ต้องพูดเอาใจ พี่ก็รักก็หลงเราจะแย่แล้ว”

วริษฐยื่นมือไปหา “ลุกได้แล้ว” พออีกฝ่ายจับมือเขา เขาจึงดึงอีกคนขึ้นมากอดเอาไว้ พร้อมพูดความรู้สึกวันนี้ออกมา พูดคำดี ๆ ที่อยากพูด “ขอบคุณนะครับ วันนี้พี่มีความสุขมากเลยเพราะกวิน”

“อือ พี่อาร์ตสุขแล้วหรอครับ งั้นกวินไปอาบน้ำดีกว่า”

“กวินต้องสุขด้วยสิ”

“งั้นไปบนเตียงนุ่ม ๆ นะครับ”

วริษฐ์ส่ายหน้า “วิวสวย ๆ แค่เอื้อม”

“อ่างมันใกล้หน้าต่างเกิน ผมอายนี่นา”

“ไม่มีใครเลย ตรงนั้นแหละกำลังดี”

เป้าหมายของกวินคือ ทำให้เสร็จสักรอบ เผื่ออีกฝ่ายจะลืมวิวหน้าต่าง แล้วไปต่อกันบนเตียง...แต่ที่ไหนได้!

.

.

[พี่อาร์ตขับรถมาไกลๆ ไม่เหนื่อยเหรอ?]

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 34 เรื่องของมันไม่เกี่ยวกับเรา


สุดท้ายก็ต้องตามใจอีกฝ่ายอยู่ดี สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่ทั้งตื่นเต้นทั้งน่าละอาย

“อ๊ะ พี่อาร์ต อื้อ!”

เสียงร้องครวญครางของกวินดังสลับกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของฝ่ามือและใบหน้าที่แนบถูอยู่กับกระจก แบบนี้ทั้งเขินทั้งอาย เขาเห็นวิวชัดเกินไปแล้ว

วริษฐ์ยังคงซ้อนหลังโยกเอวตอกถี่ ๆ เข้าไปในช่องทางนุ่ม ขณะที่ปริมาณของน้ำในอ่างและฟองนุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงต้นขา เวลาขยับโยกเอวที น้ำก็กระฉอกหกกระเด็นออกไปนอกอ่างทีหนึ่ง

“อืออ วิวดีจริง ๆ ใช่มั้ยหืม?”

“อื้อ พี่อาร์ต เขินไม่ไหวแล้วครับ” กวินร้องตอบเบา ๆ เขาเห็นเรืออยู่ไกล ๆ ไม่รู้ว่าถ้ามองจากกล้องส่องทางไกลเข้ามาในฝั่งจะเห็นเขาหรือเปล่า

“อา แน่นขึ้นกว่าเดิมอีก”

“อือออ”

“มันดีใช่มั้ย”

“อา ครับ แต่...เร็วอีก--”

เพราะอีกฝ่ายร้องขอ วริษฐ์จึงเอื้อมไปใช้มือชักส่วนแข็งของกวิน พร้อมกับกระแทกไปด้วย ตอนแรกคิดว่าจะทำในอ่างน้ำ แต่พอนึกสนุกให้อีกฝ่ายหันมองวิว แล้วเขาทำแบบนี้ มันกลับยิ่งตื่นเต้น แถมได้เห็นวิวชัดเจนกันทั้งคู่ระหว่างทำรัก เป็นรสชาติใหม่ ๆ ของการมีเซ็กซ์

“ซี้ดดด พี่จะถึงแล้ว” วริษฐ์เร่งจังหวะกระแทกรัว กดย้ำลงถูกจุดเสียวซ่านของกวิน ทำให้คนตัวเล็กกว่าหวีดร้องเสียงหลงแล้วกระตุกเสร็จออกมาก่อน หยดน้ำขาวขุ่นพุ่งกระเด็นติดตามกระจก วริษฐ์รู้สึกถึงการบีบรัดแน่นเขาจึงเร่งโยกเอวเพื่อเสร็จตามไปติด ๆ พ่นหยาดหยดความรักเข้าไปในตัวอีกฝ่ายจนหมด

กวินหมดแรงหน้าแนบถูไปกับกระจก รู้สึกว่าถ้าใครมาเห็นเข้า เขาคงกลายเป็นโรคจิต

คนซ้อนด้านหลังขยับถอนเอวก่อนนั่งลงในอ่างน้ำ แล้วดึงอีกคนให้นั่งลงบนตัก

“วิวสวย แต่กระจกขุ่นหมดแล้ว” วริษฐ์โอบเอวคนบนตักพร้อมพูดหยอกเย้า

“ฮึ่ม เพราะพี่อาร์ตนั่นแหละ”

“พี่ทำอะไร นั่นมันน้ำของเราชัด ๆ “

“แหงสิ!” กวินโวยวายพลางหันหน้าหนีร่องรอยที่ตัวเองทำเอาไว้

“พี่ไม่ได้ทำเปื้อน เพราะน้ำของพี่อยู่ในตัวเราหมดแล้ว”

“มะ ไม่ต้องมาพูด”

“เดี๋ยวพี่เช็ดกระจกเองน่า ถูกระจกให้เราดูด้วย”

กวินทำหน้าเลิ่กลั่กเพราะเขาดันผวนคำพูดของพี่อาร์ต ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจหรือเปล่า แต่เป็นมุกลามกประเภทหนึ่งเลย

“ลามก”

“เราผวนทำไมล่ะ”

“แปลว่าตั้งใจ”

วริษฐ์ไม่ตอบ แต่ขำออกมา ก่อนจะกอดกระชับอีกคนไว้แน่น คนถูกกอดเลยหันไปย่นจมูกใส่ ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่กว้าง นั่งแช่อ่างน้ำด้วยกัน ผ่อนคลายความเหนื่อย

“ฟองพวกนี้หรือตัวกวินนุ่มกว่ากัน”

“ผมว่าตัวผม”

วริษฐ์ขำออกมาอีกรอบ พร้อมกับหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่ “เรานุ่มกว่าจริงด้วย”

ทั้งสองคนกอดก่ายแช่น้ำด้วยกัน น้ำวนในอ่างทำให้พวกเขายิ่งผ่อนคลาย จากที่หายใจหอบค่อย ๆ กลับสู่สภาวะปกติ แถมยังสบายปลอดโปร่งกว่าเดิม

กวินขยับจากที่ซบหน้ากับไหล่หนามาแหงนมองหน้าเจ้าของตัก

“มองอะไรครับ”

“ผมโชคดีครับที่เจอพี่อาร์ต” กวินยิ้มกว้างจนตาหยี

วริษฐ์ขยับไปจุ๊บปากอีกฝ่ายเบา ๆ “พี่เองก็โชคดีที่เราหาพี่เจอ”

“ครับ ไม่แยกกันแล้วนะ”

“ไม่ให้แยกไปไหนแล้ว จะตามติดเราไม่ห่างเลย”

“ผมด้วย คนอะไรฮอตขนาดนั้น สาวเยอะไปหมด ผมหวงนะบอกไว้ก่อน”

“แล้วเราไม่ฮอตหรอไงครับ ยังตามมารังควาญไม่เลิก”

กวินเบะปากน้อย ๆ “พูดถึงทำไมน่ะครับ ผมกลัวจะตาย”

“เขายังตามอีกหรอ”

“ไม่แล้วครับ ว่าแต่พี่อาร์ตไปทำอะไรถึงได้ไม่ตามมายุ่งแล้ว”

วริษฐ์ยิ้มไม่ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน “เดี๋ยวอาบน้ำเสร็จไปเดินเล่นริมหาดกันเนอะ แล้วก็กลับมากินบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลของทางที่พัก”

“ครับ” กวินพยักหน้ารับก่อนจะซบอกอีกฝ่ายตามเดิม อย่างกับฝัน ต่อไปเขาคงฝันดีทุกวัน

หลังอาบน้ำเสร็จพวกเขาสวมเสื้อผ้าเป็นเสื้อที่เคยซื้อด้วยกันที่ห้างกับกางเกงขาสั้น ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นชุดคู่ และสวมรองเท้าแตะสีเหลืองสดใสสำหรับเดินลุยน้ำทะเล ทั้งคู่เดินจับมือกัน เดินเล่นริมทะเลอากาศกำลังดี ไม่ร้อน ลมทะเลก็เย็นสบาย

“ปูลมเต็มเลย”

“มันวิ่งหนีกวินลงรูหมดแล้วครับ”

“มันกลัวคนอยู่แล้วนี่ครับ” กวินเหยียดแขนสูดลมหายใจเต็มปอด “ถอดรองเท้าเดินบนทรายดีมั้ยครับ”

“ถอดมั้ย พี่ถือให้”

“ถือเองก็ได้ครับ โธ่” กวินถอดรองเท้าออกมาถือเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างยื่นไปจับกันเอาไว้ พวกเขาเดินทอดน่องไปเรื่อย ตั้งใจว่าจะเดินไปจนสุดตรงต้นมะพร้าวไกล ๆ นั่น แล้วค่อยเดินวนกลับมา น่าจะใช้เวลาพอสมควร

ยังมีคนปูเสื่อนั่งเล่นอยู่ เด็ก ๆ วิ่งเล่นกับเสียงดัง อากาศกำลังดี

“พี่อาร์ตถ่ายรูปกันนะครับ”

กวินสวมรองเท้าตามเดิม แล้วหยิบมือถือออกมาถ่ายเซลฟี่เพื่อเก็บความทรงจำดี ๆ เอาไว้ ก่อนที่แสงจะไม่สวยมือถือบันทึกภาพพวกเขาเอาไว้ใบหน้ายิ้มแย้มของทั้งสองคนและฉากหลังเป็นทะเลยามเย็น กวินพอใจกับรูป เขาถ่ายภาพวิวสลับกับวิดีโอ กดส่งไปหาเพื่อนสมัยเรียนกับเพื่อนที่ทำงานเพื่ออวดว่าได้มาเที่ยว ช่วงนี้เขาไม่ค่อยโพสหรือเช็คอินว่าอยู่ไหน แทบไม่ลงโซลเชียลอย่างเปิดเผย เขายังกังวลอยู่ ไว้หนีไปได้ไกลก่อนค่อยกลับมาเล่น

“สบายสุด ๆ เลยครับ” กวินขยับตัวไปมาเพื่อบิดขี้เกียจ “ผมไม่ได้มาทะเลนานมากเลยครับ ดีใจที่ได้มา”

“พี่เคยมาเมื่อไม่นานเท่าไหร่ แถมตอนนั้นยังทำเรื่องไม่ดีไว้อีก”

“เรื่องอะไรหรอครับ”

“อืมมม จำตฤนได้มั้ย”

“อ๋อครับ”

“พี่เคยเมาจนเกือบ...บังคับใจเขา”

กวินหันมองอีกฝ่ายตาโต คงเป็นแบบนี้ ที่กวินเคยเตือนเขาเอาไว้ตั้งแต่ต้น

“พี่ไม่ได้ตั้งใจ พูดแบบนี้มันเหมือนข้ออ้างนั่นแหละ”

“แต่ไม่ได้ทำอะไรลงไปใช่มั้ยครับ แค่เกือบ”

“ครับ โชคดีที่มีคนมาช่วยเอาไว้” วริษฐ์นึกย้อนไปถึงวันนั้น เขายังรู้สึกผิดอยู่เลยสีหน้าของอีกฝ่ายที่แสดงออกมาว่ากลัวและรังเกียจเขามากแค่ไหน “โดนซัดกระเด็นเลยครับ”

“สมน้ำหน้าแล้วล่ะครับ”

“ก็สมควรจริง” คนตัวสูงกว่าพยักหน้ารับคำ “พี่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปจริง ๆ ”

กวินจับต้นแขนอีกฝ่ายเอาไว้แล้วบีบเบา ๆ เขาเห็นสีหน้าท่าทางที่เจ็บปวดของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์นั้น

“ผมเชื่อพี่อาร์ตนะครับ ว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจและรู้สึกผิดกับมัน”

“พี่จะไม่มีวันขาดสติแบบนั้นอีกแล้ว”

“ผมถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับ”

“หืม?”

“พี่ชอบตฤนหรอครับ ทำไมทำแบบนั้น”

วริษฐ์ส่ายหน้าเบา ๆ “จะบอกว่าชอบมันก็ไม่เชิง รู้สึกว่าเขาน่ารักดี พี่แค่อยากเอาชนะมากกว่า อยากชนะจนหน้ามืด” เหตุการณ์วันนั้น เขาขอบคุณที่ตฤนหนีจากเขาได้ ขอบคุณไอ้หมัดหนักคนนั้นที่มาหยุดเขาเอาไว้ ไม่งั้นเขาคงรู้สึกผิดยิ่งกว่านี้ “กับเราก็ด้วย พี่จะไม่มีวันบังคับใจเรา”

กวินพยักหน้า “อือ งั้นเราก็ทิ้งอะไรไม่ดีพวกนั้นเอาไว้ที่นี่แหละครับ เดี๋ยวเราก็ไปเริ่มต้นใหม่กันแล้ว”

“ครับ เริ่มต้นใหม่ด้วยกัน”

พวกเขายืนเคียงข้างกัน ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากปล่อยตัวเองให้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ปล่อยความทรงจำที่ไม่ดีให้มันถูกคลื่นซัดสาดพัดออกไปจากตัว



กวินเหม่อมองออกไปไกล สายตาทอดไปที่แผ่นน้ำกว้าง กอบโกยช่วงเวลาและจดจำภาพวิวทิวทัศน์เหล่านี้เอาไว้ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ถึงจะได้กลับมาอีก เขากำลังจะต้องเดินทางไกล อนาคตข้างหน้ามันอาจจะลำบากมากก็ได้ อาจจะเหนื่อยที่จะต้องไปในสถานที่ ๆ ไม่คุ้นเคย อีกทั้งต้องพยายามทำสถานที่ใหม่ให้เป็นเหมือนบ้าน กวินสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ...บ้านไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือคนข้าง ๆ ที่จะทำให้มันสมบูรณ์



วริษฐ์หันมองคนข้าง ๆ พลางคิดว่ากวินกับทะเลเป็นสิ่งที่น่ามอง เป็นวิวที่เห็นแล้วไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ กวินทำให้วิวที่เห็นสวยงามยิ่งกว่าเดิม เป็นองค์ประกอบที่ลงตัว เขาอยากให้ต่อจากนี้ทุกภาพวิวทิวทัศน์มีคนข้าง ๆ อยู่ในนั้นเสมอ ไม่ว่าทิวทัศน์จะเปลี่ยนไปสักแค่ไหน แค่กวินเท่านั้นที่จะอยู่ข้างเขาไม่เปลี่ยนแปลง เขาไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ไม่รู้ว่าที่ ๆ กำลังไปจะลำบากแค่ไหน แต่ไม่เป็นไร จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ที่นั่นมีกวินอยู่ก็พอ



วริษฐ์จับมืออีกฝ่ายเอาไว้ มือของทั้งสองคนกระชับจับกันแน่นขณะจ้องมองไปยังดวงตะวันที่เคลื่อนลงต่ำ แสงสีเหลืองกลายเป็นสีส้ม และเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ฟ้าเริ่มมืด น้ำกำลังขึ้นสูง ลมแรงขึ้นพัดจนเส้นผมไม่เป็นทรง แล้วดวงอาทิตย์ก็หล่นลงน้ำไป

“หิวแล้วครับพี่อาร์ต”

“ไปครับ อาหารทะเลรออยู่”



อาหารทะเลมากมายทั้งสดและแบบปรุงสุกเป็นกับข้าว วางละลานเต็มพื้นที่ร้าน ให้พวกเขาเดินเลือกตักกินกันได้อย่างอิสระ กวินแกะกุ้งเผา วริษฐ์แกะปู ผลัดกันป้อนอาหารทะเลสดใหม่เนื้อหวานแน่น กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ ปลากระพงทอดน้ำปลา และสารพัดหอยที่เอาไปนึ่ง เผา ย่างเนย อร่อยสมกับราคา พวกเขากินมันจนอิ่มเต็มคราบ แล้วจึงเดินย่อยออกไปซื้อขนมขบเคี้ยวกับเบียร์คนละกระป๋อง



ที่ชานระเบียงของบ้านเหมาะแก่การนั่งชิลดื่มเบียร์ ตามองดาว ไหล่พิงกันมีเสียงคลื่นดังคลอ ลมทะเลเย็นขึ้นกว่าเดิม เบียร์เย็น ๆ กับฝ่ามืออุ่น ๆ ของคนรัก นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่จะฟื้นฟูเยียวยาร่างกายและจิตใจให้พร้อมกับการแพ็คกระเป๋า แค่คิดว่าต้องเก็บข้าวของก็เหนื่อยจนแทบถอดใจ

“ต้องเตรียมตัวแล้วสิ”

“ใช่ครับ เอาอะไรไปบ้างดีนะ”

“ตัวเรากับตัวพี่ก็พอแล้ว”

“พูดเป็นการ์ตูนเลยครับ”

“อืมมม เดี๋ยวไปทำรายการแล้วเตรียมให้ดี ๆ น่าจะดีกว่า เดี๋ยวของตกหล่น”

กวินพยักหน้า “ตื่นเต้นเหมือนกันนะครับ ต้องเตรียมให้พร้อมเลย”

“แล้วจะไปเอาของที่ห้องเราวันไหนดี”

“ไม่รู้สิครับ แต่ไม่ใช่พรุ่งนี้ พรุ่งนี้เรากลับถึงบ้านอู้นอนพักให้หายเหนื่อยก่อนดีกว่า”

วริษฐ์ยิ้มให้กับคำตอบของอีกฝ่าย แล้วหันไปหอมหัว “เอาแบบนั้นก็ได้ แล้วคืนนี้เอาแบบไหน”

“หื้อ”

“บรรยากาศดีแบบนี้จะไม่ทำหรอ”

“มันก็...”

“ไม่อยากก็ไม่ได้บังคับนะครับ”

“พี่อาร์ตผมอยากสิครับ! อ่ะ!”

กวินถูกยกตัวลอยวืดพากลับเข้าห้อง เพราะวริษฐ์ไม่สนใจธรรมชาติด้านนอกแล้ว ไม่ดูแล้วดาว ผิวขาว ๆ ของกวินน่าดูกว่าเป็นไหน ๆ ไม่ฟังแล้วเสียงคลื่น ฟังเสียงครางดีกว่า

กิจกรรมรักเริ่มขึ้นอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างผลัดกันปรนเปรอซึ่งกันและกันซ้ำแล้วซ้ำเหมือนคลื่นที่ซัดน้ำขึ้นฝั่งซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาแนบชิดกันจนสาสมใจถึงได้จบคืนนี้ไปอย่างหมดเรี่ยวแรง นอนเปลือยซบกอดกันใต้ผ้าห่มแบ่งปันความอบอุ่น



พวกเขาตื่นสายกว่าปกติ กวินรู้ว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่จะไปเอาของที่คอนโดวันอื่น เขาปวดเมื่อยตัวไปหมด ตอนที่ถูกปลุกให้ลุกมาอาบน้ำ พลางคิดในใจว่าถ้าหากนี้คือการมาฮันนีมูน และเขาท้องได้ วันนี้เขาคงมีเจ้าตัวเล็กมาอยู่ด้วยแล้ว พี่อาร์ตไม่รู้เก็บกดมาจากไหน ทั้งที่ก็ไม่เคยขาดสักหน่อย

ระหว่างทางกลับ กวินเพลียมาก แต่พยายามฝืนตื่นเป็นเพื่อนวริษฐ์ตลอดทาง ไม่ร่าเริงสดใสพูดนั่นนี่เจื้อยแจ้วเหมือนตอนขามา ดูง่วงงุนเพราะโดนชวนทำกิจกรรมเข้าจังหวะทั้งคืน ผิดกับวริษฐ์ที่ดูสดชื่นกว่า ไม่เหมือนตาลุงที่เคยบ่นบอกกับเขาว่าปวดเอว อ๋อ แน่สิ เมื่อคืนเขาขึ้นให้ตั้งหลายรอบ



วริษฐ์ขำทุกครั้งเวลามองอีกฝ่ายที่ตาปรือจะปิด แต่กลับฝืน เขาบอกแล้วว่าให้นอนไปได้เลย เขาขับได้สบาย ๆ ก็ไม่เชื่อ ฝืนตื่นนั่งมองทางตาเชื่อม บางที่หลับสัปหงกก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ทำเขาสะดุ้งไปด้วย

รอบนี้กวินหลับสัปหงกอีกรอบ คงจะเหนื่อยและง่วงมากพอจนหลับไปจนได้ วริษฐ์หรี่เสียงเพลงลงเล็กน้อย เพื่อที่จะได้ไม่กวนการนอนของอีกฝ่าย แล้วคิ้วของเขากลับขมวดแน่นเพราะมือถือของกวินดันแผดเสียงขึ้นมาจนคนข้าง ๆ ตื่นขึ้นมาอีก

กวินสะบัดหน้าเล็กน้อยแล้วหยิบมือถือออกมา เบอร์ใครก็ไม่รู้

“สวัสดีครับ”

‘สวัสดีค่ะ คุณกวินหรือเปล่าคะ’

“อ่ะครับ ใช่ครับ” ปลายสายเป็นผู้หญิง เรียกเขาอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงที่เขาไม่คุ้นเคย ใครหว่า

‘คุณพอจะมีเวลาสักหน่อยมั้ยคะ’

“ประกันหรอครับ ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”

‘ไม่ใช่ค่ะ คืออยากรบกวนให้มาเจอกับเติ้ลเขาหน่อย’

“...” กวินเงียบไปชั่วขณะ เขาหันมองหน้าคนข้าง ๆ ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เหมือนกัน

‘นะคะ คือเขาเป็นไข้แล้วละเมอเรียกคุณ ฉันเลยอยากให้คุณมา’

“ผมยังไม่แน่ใจ คุณบอกรายละเอียดมาก่อนก็ได้ ถ้าผมว่างไปคุณจะเห็นผมเอง”

อีกฝ่ายไม่ได้พูดเร้าต่อ เพียงแต่รีบให้รายละเอียด เวลาเยี่ยม ห้องและโรงพยาบาลเอาไว้ กวินรับคำสั้น ๆ แล้วกดตัดสายไป

“มีอะไรหรอ ทำไมหน้าเครียด”

“เติ้ลเข้าโรงพยาบาล แล้วอยากเจอผม”

“มันจะเป็นอะไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา”

วริษฐ์ขมวดคิ้วแน่น เพราะเขาเห็นกับตาว่าอีกฝ่ายทำเลวร้ายยังไงกับกวิน ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ นึกถึงช่วงเวลานั้น เขายังโมโหไม่หาย ถึงไม่อยากให้ไปเจอ

กวินก้มมองมือถือ ในสมองกำลังขบคิดว่าจริง ๆ เขาก็อยากจะยุติเรื่องทั้งหมดนี้ ถ้าเขาจะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายแล้วจากกันให้ดี ๆ โดยไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน แบบนี้จะดีกว่าหรือเปล่า เพื่อทิ้งทุกอย่างให้หมดจดแล้วก้าวไปต่อ

“พี่อาร์ตครับ คือ...”

“กวินอยากไปเจอมัน?” วริษฐ์ตอบกลับเสียงเคร่ง เขารู้ว่าถ้าเขาบอกว่า ไม่ให้เจอ กวินก็จะไม่ไป เพราะกวินเป็นเด็กดีของเขา แต่เขาก็อยากรู้ว่าทำไมถึงได้อยากเจอคนแบบนั้น

“ผมแค่อยากจะลาครับ เคลียร์ทุกอย่างให้จบ”

“...”

“นะครับพี่อาร์ต ไปเถอะนะ”

อีกฝ่ายอ้อนเสียงเบา เพื่อขอคำอนุญาตจากผม ...ถ้ามันจะจบจริง ๆ เขาก็อยากจะให้มันจบ เราจะได้ไปเริ่มที่ใหม่ โดยทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่นี่

“ก็ได้กวิน” วริษฐ์ถอนหายใจออกมา เขาจะยอมให้ไปเจอก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ไกลหูไกลตา “แต่แบบนั้นภรรยาเขาจะไม่สงสัยเหรอ”

“รบกวนพี่อาร์ตด้วยนะครับ”

วริษฐ์รู้โดยทันทีว่าเขาจะต้องเป็นคนดึงความสนใจภรรยาของมัน ถ้าแบบนั้นก็หมายถึงต้องปล่อยให้กวินคุยกับเติ้ลสองต่อสองหรือ...

“แล้วกวินกับมันจะอยู่กันสองคน”

กวินหันไปพูดเสียงอ้อนเขารู้ว่าอีกฝ่ายกังวล เขาก็กังวลเหมือนกัน แค่คิดว่าจะต้องเจอหน้ากัน เขาก็รู้สึกเกร็ง ๆ แล้วแต่ว่าคงไม่เป็นไรหรอก

“พี่อาร์ตที่นั่นโรงพยาบาลนะครับ อีกฝ่ายก็ป่วยหนักด้วย ไม่มีอะไรหรอกครับ” เพราะอีกฝ่ายป่วยหนักนี่แหละ เขาถึงได้กล้าไปเจอ อีกฝ่ายคงไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก แถมยังไงพี่อาร์ตก็ไม่ได้อยู่ไกลจากเขามากด้วย

“ก็ได้ครับ ไปเย็นนี้เลยดีมั้ยครับ”

กวินพยักหน้า “ครับ ไปทำให้มันจบ ๆ”



กว่าจะถึงกรุงเทพมหานครฟ้าก็เริ่มมืด กวินกับวริษฐ์แวะกินข้าวกันก่อนจะไปที่โรงพยาบาล เวลาเยี่ยมยังเหลืออยู่เป็นชั่วโมง

หญิงสาวทักทายเมื่อทั้งสองคนมาถึง เธอมองกวินแล้วรู้สึกคุ้นตา แต่ไม่ได้ซักถามอะไรออกไป เพียงแค่บอกเล่าอาการของเติ้ล ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก ตอนไข้ขึ้นสูง ก็เรียกหาคนชื่อกวิน จนเธอต้องไปถามหาจนได้เบอร์ติดต่อมา กวินได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้ง พร้อมภาวนาให้เธอไม่สงสัยติดใจ

หลังจากนั้นวริษฐ์เป็นคนรับหน้าชวนคุยกับหญิงสาวเพราะเคยเจอกันมาก่อน เขาออกปากว่าดูซูบผอมลง เลยจะชวนออกไปหาอะไรกิน แล้วให้กวินเฝ้าไว้แทน ตอนแรกหญิงสาวมีท่าทางอิดออด แต่วริษฐ์ก็ใช้เทคนิคในการพูดของเขาหว่านล้อมจนหญิงสาวยอมออกมาด้วยจนได้

เมื่อเหลือกันแค่สองคนกวินเดินไปหยุดยืนที่ข้างเตียง มองคนป่วยที่หลับสนิท ใบหน้าซีดเซียว ใต้ตาดำคล้ำ แก้มตอบลงไปมาก กวินมองสำรวจอีกคนดวงตาฉายเสี้ยวแห่งความห่วงใย คงจะป่วยหนักจริง ๆ แต่หลับอยู่แบบนี้จะคุยกันยังไง หรือต้องมาวันอื่น



“กวิน...”

.

.

[หลายอย่างต้องอาศัยความกล้าเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว

เมื่อตัดความกังวลในเรื่องทุกอย่างที่รบกวนจิตใจไปได้ เราก็จะค่อย ๆ ไปข้างหน้า]

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 35 ลืมให้หมด


เสียงเรียกแผ่วเบาในห้องผู้ป่วยที่เงียบสนิท ถึงแบบนั้นมันกลับดังพอให้เจ้าของชื่อสะดุ้งและหันตามทิศทางเสียง กวินเพ่งมองใบหน้าของผู้ป่วยที่เสี้ยวใบหน้ายังจมอยู่กับหมอน

ตื่นแล้วหรือหลับอยู่?

“...กวิน...” เสียงแหบ ๆ พึมพำเรียกชื่อของเขาซ้ำไปซ้ำมา เมื่อขยับเข้าไปใกล้ และเพ่งมองดู อีกฝ่ายยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ “กวิน...”

“เติ้ล ตื่นแล้วเหรอ” กวินถามออกไปเสียงเบา

“กวิน”

“เติ้ล” กวินเรียกอีกฝ่ายแล้วจับที่ไหล่เพื่อปลุก เรียกกันแบบนี้ภรรยาคงรำคาญน่าดู

“...”

“เติ้ล!” กวินเรียกเสียงดังกว่าเก่า พร้อมออกแรงเขย่าไหล่แรงขึ้นจนได้ผล ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทกำลังเคลื่อนไหว

“อือ” เสียงครางในลำคอเบา ๆ พร้อมเปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ เปิดขึ้นมาทีละนิด ดวงตาพร่าเบลอเห็นภาพใครบางคนที่ไม่น่าจะยืนอยู่ตรงนี้ เพราะไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้ง อีกฝ่ายวิ่งหนีไปเสมอ เติ้ลหลับตาลงอีกครั้งเพราะคิดว่าเห็นภาพหลอน ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีก และพบว่าไม่ใช่ความฝัน อีกคนอยู่ตรงนี้จริง ๆ

“กวิน...”

“อือ ว่าไง”

“...ขอโทษนะ” อีกฝ่ายไอออกมาขณะพูดประโยคขอโทษด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แทนคำทักทายแรกด้วยการขอโทษ

“อือ”

“ขอโทษนะ” เติ้ลพูดซ้ำก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลลงมาข้างแก้ม

“รู้แล้ว”

“ขอโทษ...”

“อือ”

เติ้ลเอาแต่พูดคำว่าขอโทษ ทำให้กวินเองต้องเม้มปากแน่น น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาไม่ต่างกัน มันเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ จุก หน่วง ว่างเปล่า

“ขอ... “

“ลืมมันไปให้หมดเถอะ กูก็จะลืมให้หมดเหมือนกัน จำแค่เราเป็นเพื่อนกันดีมั้ย” ช่วงเวลาตั้งแต่สระว่ายน้ำ และหลังจากนั้น เขาจะลืมให้หมด

“อือ” เติ้ลพยักหน้ารับคำ



ลืมให้หมด...



จากที่เคยหลงรัก ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งชอบอีกฝ่าย และยิ่งบังเอิญข้ามเส้นมากเกินกว่าเพื่อนจนไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นอย่างเก่าได้ ทำให้ยิ่งถลำตัวชอบมากขึ้นไปอีก ช่วงเวลาที่มีความสุข ก่อนที่ทุกอย่างจะผิดเพี้ยนไป เพราะเขาทั้งอยากรั้งเอาไว้ และอยากปล่อยไป มันถึงได้เกิดการกระทำที่ขัดแย้งกันเอง รักแต่ก็ทำให้คนรักเจ็บปวด ไม่อยากปล่อยมือ แต่ก็จับเอาไว้ไม่ได้

จนตอนนี้

ต้องลืมให้หมด...

ลืมว่าเคยรักมากแค่ไหน ลืมว่าตอนที่รักกัน รักษาเอาไว้ไม่ได้ ลืมว่าตอนที่อยู่ด้วยกัน ทำร้ายเขาเอาไว้มากขนาดไหน ทำให้เขาเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ที่ไม่มีทางไปต่อ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ยาวนานไม่กี่เดือน แต่ทุกข์แสนสาหัสมาหลายปี

ไม่มีหนทางแก้ไขชดใช้ มีแต่ทำผิดต่อกันมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดมันเพราะว่าเขาอ่อนแอเกินไป ถึงได้เสียความรัก พอคิดว่าตัวเองทำอะไรลงไป คำพูดเดียวที่ควรพูดกับกวิน จึงมีแค่คำว่าขอโทษ และคำที่ไม่ควรพูดออกไปเลย คือคำว่ารัก เพราะว่ามันเป็นคำที่ไร้ค่า ไม่มีความหมายอะไรเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทำ



ไม่มีสิทธิพูดออกไปแล้ว ว่าตอนนั้น และตลอดเวลาที่ผ่านมา คำว่ารัก เป็นของจริง



กวินกลั้นน้ำตาไม่ได้ เขาเริ่มร้องไห้เมื่อนึกถึงเรื่องที่อยากลืม มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาทบทวนในสมอง ความทรงจำที่มีทั้งสุขและทุกข์ ภาพวันวานที่อยู่ข้างกัน

ที่เคยมีความสุขด้วยกัน ที่เคยทุกข์ระทม ที่เคยรัก

มันเป็นอดีตไปหมดแล้ว และเขาไม่คิดย้อนกลับไป ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม นับจากนี้ เขาจะมีแต่ก้าวต่อไป



“ขอโทษที่ทำให้ยิ้มไม่ได้แล้ว”

“ฮึก” กวินยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นพร้อมพยักหน้า

“ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดเลยที่ทำแบบนั้น” เติ้ลพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “คนอะไรเหี้ยได้ขนาดนั้น”

“เออ ไอ้เหี้ย” กวินพูดพร้อมปล่อยโฮ ขนาดตอนนี้ก็ยังทำเขาร้องไห้อีก เขาอยากจะพูดคำนี้ออกไปพร้อมหัวเราะ แต่กลับกลายเป็นยิ่งร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม

เติ้ลพยักหน้ารับคำว่า พร้อมมองอีกฝ่ายร้องไห้ เขาไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน จะปลอบ จะกอดเอาไว้ หรือจะทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง เขาได้แต่มอง แต่ถ้าจะให้ขยับไปปลอบ กวินก็คงจะไม่ได้รู้สึกดีขึ้น

“กูขอโทษ”

“ฮึก ไม่ต้องพูดขอโทษแล้ว”

“...”

“ฮึก” กวินพยายามจะหยุดร้องไห้ ไม่งั้นถ้าพี่อาร์ตมาเห็นคงจะซัดคนเจ็บจนสลบแน่ ๆ

“ทุกอย่างกูผิดเอง”

“อือ”

“กูแค่อยากบอกเอาไว้ มึงคงยังยกโทษให้กูวันนี้ไม่ได้ แต่กูหวังว่าสักวัน...”

“มึงอวยพร...อึก...กูหน่อยได้มั้ย” กวินพูดขัดเสียงตะกุกตะกัก

“เรื่องอะไรล่ะ” เติ้ลพูดถามออกมาถึงจะยังงุนงงอยู่บ้าง

“อวยพรกูกับพี่อาร์ต ให้รักกันราบรื่น”

“อ๋อ เออได้สิ” เติ้ลพูดพร้อมลอบกลืนน้ำลาย นี่อาจจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เขายื่นการ์ดแต่งงานให้อีกฝ่าย และได้รับคำอวยพรที่มีความขมขื่นซุกซ่อนอยู่ ต้องทนเห็นคนรักไปกับคนอื่น โดยที่ไม่มีสิทธิคัดค้าน และทำได้แค่ร่วมยินดี

“ขอให้มึงกับพี่อาร์ต...” เติ้ลเว้นวรรคและชะงักไปเล็กน้อย พยายามสูดลมหายใจลึก ๆ เข้าปอด “ขอให้รักกันมาก ๆ มีความสุขด้วยกันนาน ๆ ให้เขาเป็นรอยยิ้มของมึง...”

กวินพยักหน้ารับคำ เขายกมือขึ้นปาดน้ำตา พยายามหยุดร้องไห้ เขาไม่อยากให้พี่อาร์ตเป็นห่วง

“ขอบใจมาก” กวินยิ้มเล็ก ๆ เมื่อนึกถึงพี่อาร์ตของเขา “กูก็ขอให้มึงมีความสุขมาก ๆ เหมือนกัน”

เติ้ลนึกถึงภรรยาของเขา คนที่ดูแลเขาอย่างดีมาตลอด จนตอนนี้ คงเป็นภรรยาของเขาอีกเช่นเคยที่ทำให้เขาได้คุยสะสางกับกวินแบบนี้

“กูไปก่อนนะ ไม่อยากให้เมียมึงเห็นบรรยากาศแปลก ๆ แบบนี้”

“ขอบใจมากกวิน กับทุกอย่าง” เขายังอาวรณ์อยู่เล็กน้อย เพราะเพิ่งได้คุยกันดี ๆ ในรอบหลายปี แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างพวกเขาก็ไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกันอีก

“อือ”

กวินหันหลังและเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย เขาทั้งโล่งทั้งโปร่งสบายใจ แต่เหมือนน้ำตาจะยังไม่หยุดไหล คงจะมีคนเดียวนั่นแหละที่จะทำให้เขาดีขึ้นได้ คงจะมีแค่อ้อมกอดนั้นที่ปลอบโยนและทำให้รู้สึกปลอดภัย

กวินกดพิมพ์ข้อความหาวริษฐ์ เป็นประโยคสั้น ๆ ว่าจะไปรอตรงที่จอดรถ



วริษฐ์ที่กำลังพยายามชวนภรรยาของเติ้ลคุยเรื่อยเปื่อยหลังจากหญิงสาวทานอาหารเสร็จ แต่พอเห็นข้อความเขาก็รีบขอตัวทันที โดยไม่ได้ไปส่งหญิงสาวกลับไปห้องผู้ป่วย แค่ขอตัวออกมาเพราะมีธุระด่วนเท่านั้น และรีบตรงไปที่จอดรถทันทีด้วยความเป็นห่วง เขาเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่เป็นเงาตะคุ่มมืด ๆ พิงกับตัวรถ

“ทำไมมายืนมืด ๆ แบบนี้ล่ะกวิน”

พอได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย กวินก็รีบขยับหันไปหาแล้วพุ่งไปกอดทันที “อือ พี่อาร์ต” คนตัวเล็กกว่าร้องไห้กับแผงอกกว้างสะอึกสะอื้นจนวริษฐ์ไม่รู้จะปลอบยังไงนอกจากกอดเอาไว้ ก่อนจะทักถามเสียงเคร่ง

“มันทำอะไรเรา”

“เปล่าครับ”

“แล้วร้องไห้ทำไม”

“ไม่รู้ครับ” กวินกอดอีกฝ่ายแน่นใบหน้าซุกอยู่กับแผงอกอุ่น ส่วนฝ่ามือขยำเสื้อของวริษฐ์จนยับยู่

“ไม่เอาไม่ร้องแล้วครับ” วริษฐ์พูดปลอบพร้อมกับลูบหลังแล้วกระชับกอดแน่น “ไม่รู้ก็ไม่ต้องร้อง”

“ผมพยายามอยู่”

กวินเงยหน้ามองอีกฝ่าย พร้อมพยายามหยุดสะอื้น ปากเบะน้อย ๆ ทำให้คนตัวสูงกว่าได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนจะประกบริมฝีปากจูบ

“อือ...”

จูบนุ่มนวลปลอบโยนกวินให้ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรอีก ริมฝีปากของวริษฐ์ขยับเม้มเบา ๆ ก่อนจะผละออก แต่มันได้ผลจริง ๆ เพราะกวินหยุดร้องไห้แล้ว

วริษฐ์ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยปาดน้ำตาที่ยังเปรอะเปื้อนที่หางตาและข้างแก้ม “ไม่ร้องแล้ว ดีมากครับคนเก่ง”

“พี่อาร์ต”

“พี่รักเรา” วริษฐ์หอมแก้มอีกฝ่ายจนแก้มยุบยู่ ก่อนจะใช้ปลายจมูกฟัดถูกดแก้มนุ่มด้วยความมันเขี้ยว การกระทำนั้นทำให้กวินหัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยความจั้กจี้

จริงด้วยสิ พี่อาร์ตทำให้เขายิ้มหัวเราะทั้งน้ำตา

“ไปกลับบ้านกัน ยืนตรงนี้ยุงกัด”

กวินพยักหน้าก่อนจะยอมขยับออกจากอ้อมกอดอุ่น

“ทำหน้าเสียดายอะไรแบบนั้น เดี๋ยวกลับไปกอดกันที่บ้าน ให้ทั้งวันทั้งคืนเลย” วริษฐ์เอื้อมมือไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับออก “ขึ้นไปได้แล้วครับ กลับบ้านกัน”

“ครับ กลับบ้านของเรา”



เมื่อกลับถึงบ้านวริษฐ์ทำท่าเหมือนอยากจะถามอีกฝ่ายว่าตกลงเป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะกลัวอีกฝ่ายจะร้องไห้อีก เพราะจนตอนนี้ดวงตาของกวินยังติดจะแดง ๆ ปลายจมูกของอีกฝ่ายก็ด้วย เขาจึงได้แต่เก็บความอยากรู้เอาไว้

วริษฐ์เริ่มจัดแจงรื้อกระเป๋าที่พวกเขาไปเที่ยวกัน เตรียมจะเอาเสื้อผ้าไปซัก แล้วจะได้เตรียมพร้อมเก็บข้าวของไปต่างประเทศ ในขณะที่กวินเอาแต่นั่งซ้อนอยู่ข้างหลังเขา มือกอดเอวแน่น หน้าซุกอยู่ที่หลัง กอดหนึบเหมือนหมีโคอาล่า

“พี่อาร์ตจะไม่ถามหรอครับ”



มือที่ดึงแยกผ้าจะซักชะงักไปเล็กน้อย คงเป็นเพราะเขาไม่ยอมถาม อีกฝ่ายถึงได้เปิดปากพูดขึ้นมาก่อน

“ผมรอเราพร้อมจะเล่า”

“อืมมม ก็ไม่มีอะไรครับ” เสียงอีกคนพูดอู้อี้อยู่ที่หลัง “ต่างคนต่างไป อวยพรให้เราโชคดีด้วย”

“แล้ว ร้องไห้ทำไมครับ”

“มันแปลก ๆ นี่ครับ” กวินกอดอีกฝ่ายแน่นขึ้นกว่าเดิม ซุกหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง แต่ยังคงมีหยดน้ำตาเอ่อขึ้นมาอยู่เรื่อย

“มันขอโทษผม ผมคิดว่ามันคงรู้สึกผิดจริง ๆ ถึงผมจะยังรู้สึกว่า ยังไม่สามารถจะยกโทษให้มันได้ก็ตาม แต่ระหว่างผมกับมัน จบลงแล้วจริง ๆ ครับ”

“แบบนั้นก็ดีแล้ว เลิกร้องไห้ได้แล้วครับ”

“มันยังไงไม่รู้นี่ครับ”

“หรือกวินเสียดาย” วริษฐ์แกล้งพูดแหย่ออกไป ทำให้คนฟังสะดุ้ง รีบโผล่หน้าโผล่ตาชะโงกมาหาทันที

“ไม่ใช่ครับ ไม่เลย โธ่” กวินขยับมานั่งตักอีกฝ่ายแทนพร้อมซุกตรงคอเป็นการอ้อน “กวินรักพี่อาร์ตที่สุดในโลกเลย” ไม่พูดเปล่ามือยังกอดรัดวริษฐ์ไว้แน่น “แค่แปลก ๆ เฉย ๆ แต่ว่ารู้สึกเป็นอิสระแล้วครับ”

“อืม ใครบอกเราเป็นอิสระ”

“เป็นแล้วนะครับ”

วริษฐ์จับมืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้วจูบลงไปบนนิ้วที่มีแหวนของเขา วงที่เขาจองอีกคนเอาไว้ “พี่เป็นเจ้าของเรา ไม่ให้เราเป็นอิสระครับ”

“อาาา แบบนี้ ยอมทั้งชีวิตนะครับ”

“พูดแล้วนะครับ งั้นคืนนี้สงสัยจะต้อง...”

“งั้นวันนี้ไปอาบน้ำพักผ่อนนอนกันดีกว่า” กวินพูดขัดขึ้นมาทันที เขาเหนื่อยจากการร้องไห้ จนปรนนิบัติอีกฝ่ายไม่ไหวแล้ว

วริษฐ์หัวเราะเสียงดังพลางออกแรงอุ้มอีกคนขึ้นมา พาไปอาบน้ำ เพื่อที่จะพักผ่อนให้สบายตัว



คืนนี้จึงเป็นคืนแรกที่ทั้งคู่นอนหลับสนิทโดยไม่มีเรื่องอะไรมาคอยรบกวนจิตใจ มีแค่พวกเขา และอนาคตที่พวกเขาจะสร้าง



วันนี้พวกเขาตื่นมานั่งแพคของทำความสะอาดบ้าน เตรียมจะซักของที่จะขนไปต่างประเทศให้เรียบร้อย กระเป๋าใบใหญ่โตกำลังถูกบรรจุของ หนังสือ อัลบั้มภาพ ถูกคัดเลือกว่าจะเอาอันไหนไปบ้าง ของที่จำเป็นต้องใช้ ตามรายการที่ทำเอาไว้ แต่ดูเหมือนจะมีของเกินมาอยู่เรื่อย

นอกจากนั้นพวกเขาเตรียมพวกผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์เอาไว้แล้วตั้งใจจะไล่คลุมในสองวันสุดท้ายที่จะต้องไป ตอนนี้จึงวางสุมเป็นกองใหญ่ อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน

“พี่อาร์ต ตอนเด็กโป๊จังครับ” กวินชูรูปที่วริษฐ์ตอนเป็นทารก เขาถูกจับให้อาบน้ำในอ่าง “อันนิดเดียวเองด้วย”

“จ้องตรงไหน ทะลึ่ง” วริษฐ์พูดกลั้วขำ “เป็นทารกนี่ครับ ถ้าอยากเห็นใหญ่ ๆ ก็มาดูตอนนี้”

“พี่อาร์ตก็ทะลึ่ง”

“เราเริ่มก่อน”

เสียงหยอกล้อดังคลอขณะเก็บข้าวของ เก็บไปไล่ดูของไปด้วยไม่รู้ว่าจะเก็บเสร็จตอนไหน ในเมื่อเล่นกันไปด้วยแบบนี้ จนช่วงบ่ายพวกเขาแวะไปไหว้พ่อของวริษฐ์ที่วัดกัน บอกว่าคงไม่ได้กลับมาไหว้บ่อย ๆ เหมือนเดิมแล้ว จะไหว้มาจากระยะไกลแทน ขอให้อวยพรพวกเราด้วย

ส่วนช่วงเย็นเข้าไปเก็บข้าวของที่ห้องของกวิน นำของที่จำเป็นติดไปด้วย มีรูปใบหนึ่งที่กวินจะพาไปด้วย เป็นความรู้สึกที่ทั้งอุ่นใจ และอึดอัด ภาพครอบครัวของกวิน อย่างน้อยติดไปสักใบ

ถึงจะผ่านอะไรมามากมาย แต่สำหรับเขา ลึก ๆ ก็ยังผูกพัน



พวกเขาค่อย ๆ จัดข้าวของไปเรื่อย ๆ ในทุกวัน จนตอนนี้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทั้ง 5 ใบกำลังถูกเติมเต็มลงไปจนแน่น เอกสารถูกตรวจซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าครบถ้วนเรียบร้อย ตั๋วเครื่องบินของพวกเขา โชคดีที่สามารถนำไปเบิกกับทางบริษัทได้ จึงลดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ไปได้พอสมควร

พวกเขาทบทวนทุกอย่างแผนก่อนที่จะไปจัดการบ้านให้เรียบร้อย กุญแจบ้านหลังนี้ตั้งใจจะฝากชุดหนึ่งเอาไว้ที่เต๋า ให้เป็นคนจัดการดูแลให้

ส่วนแผนการไปต่างประเทศ การเดินทาง ชื่อถนนและยานพาหนะ รวมถึงการแลกเงินไป พวกเขาเตรียมเอาไว้อย่างละเอียด จะพยายามให้ผิดแผนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งนับถอยหลังก็ทั้งรู้สึกวูบโหวงทั้งตื่นเต้นกับการไปผจญภัยที่ใหม่

เอาวะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด!



“พรุ่งนี้เย็นออกไปกินข้าวนอกบ้านกันนะครับ” วริษฐ์พูดขึ้นขณะที่ทั้งคู่นอนดูหนังด้วยกัน กวินใช้ตักของวริษฐ์แทนหมอน “เอาสิครับ”

“โอเคครับ จะพาไปทานของอร่อย ๆ ” วริษฐ์พูดตอบ “ร้านเขาบอกว่าพรุ่งนี้มีธีมสีร้านเป็นสีขาวด้วยล่ะครับ”

“หืม? ร้านอาหารมีธีมสีด้วยเหรอครับ”

“ใช่ครับ เป็นร้านที่พิเศษมาก”

“งั้นเอาไว้หลังดูหนังจบไปเตรียมชุด”

“ดีครับ”

หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อยทั้งคู่จึงหันไปจดจ่อกับหนังที่กำลังดูอยู่ ตอนนี้ดำเนินไปถึงฉากแอคชั่นน่าตื่นเต้นพอดี



-วริษฐ์-

ผมตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของเรา ผมอาจจะตัดสินใจแทนกวินมากเกินไป ที่จะพูดเรื่องสิ่งที่เขาเป็น แต่ผมหวังว่า เราจะได้อยู่ท่ามกลางคนที่รักและจริงใจกับเรา

แน่นอนว่าผมมีเต๋า เพื่อนและผู้ช่วยที่ดีที่สุดของผม ในการหาช่องทางติดต่อเพื่อนของกวิน และนัดทางเพื่อนของผมเอาไว้ ผมเตรียมการเอาไว้แล้ว แค่อยากจะฉลองก่อนแต่งงานสักครั้ง เพราะพวกเราต้องไปไกล ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอพร้อมหน้าพร้อมตาอีกเมื่อไหร่ เลยอยากใช้ช่วงเวลาที่มีตอนนี้ ทำให้มันคุ้มค่า

ผมไล่โทรติดต่อเพื่อคุยกับเพื่อนสนิทของกวิน สามคนนั้นที่ดูสนิทสนมกันมากที่สุด ผมเล่าถึงความสัมพันธ์ และสิ่งที่ผมร้องขอให้ช่วยสร้างความทรงจำดี ๆ ให้พวกเราทั้งคู่

ทุกคนดูจะเข้าใจได้โดยง่าย ถึงความสัมพันธ์ของผมกับกวิน และถ้าหากจะนิยามว่าผมกับกวินเป็นเกย์ ก็คงจะประมาณนั้น หรือผมเป็นไบ ผมเองก็ไม่แน่ใจ เรื่องพวกนี้เหมือนจะนิยามได้ แต่กลับไม่ได้ แต่ที่แน่ใจคือ ผมรักกวิน

ผมเล่ารายละเอียดให้ฟัง และบอกถึงแผนการ อีกฝ่ายดูตั้งใจฟัง ไม่พูดแทรก หรือพูดอะไรออกมาที่ฟังให้ระคายหู อาจจะมีความคิดอะไรสักอย่าง อาจจะตกใจ แต่ว่าแค่พวกเขาไม่พูดออกมา พวกถ้อยคำที่ไม่น่าฟังก็ถือเป็นมารยาทที่ดีมากแล้ว สมแล้วที่เป็นเพื่อนรักของกวิน



วันพรุ่งนี้ผมหวังว่ากวินจะมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำให้

.

.

[ยาวนานมาก ๆ จนมาตอนนี้ ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ

ฮือออออ เข็นออกมาจนจบได้แล้วววว]

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 90
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 36 โชคดีที่ได้พบกัน (จบ)



ช่วงบ่ายแก่ทั้งสองคนมาที่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ในซอยค่อนข้างลึก มันอยู่ลึกจนรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่คนรักกันอาจจะคิดว่าถูกลวงมาชิงทรัพย์

แต่พอมาถึงก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่ร้านอยู่ในซอยลึกลับ เพราะในสุดทางตันนั้น มีร้านที่มีพื้นที่กว้างขวางรอต้อนรับอยู่ พวกเขาจอดรถและเดินเข้าในพื้นที่ร้าน ตัวร้านด้านในเป็นห้องแอร์ ร้านเล็ก ๆ สองชั้น ตัวอาคารเป็นไม้สีขาวและกระจกโปร่ง ๆ ส่วนในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้ ทั้งไม้พุ่ม ไม้ดอก ไม้เลื้อย รวมถึงต้นไม้ต้นใหญ่ มีน้ำตกเล็ก ๆ ให้เสียงที่ดูผ่อนคลาย ในสวนมีโต๊ะสีขาวกับเก้าอี้ ตั้งอยู่ประมาณห้าโต๊ะเล็ก



พวกเขาเลือกนั่งที่ด้านนอกกัน เพราะอากาศดีมีลมเย็นเอื่อย ๆ พัดผ่าน ทั่งคู่นั่งข้างกันแทนที่จะนั่งตรงข้ามเหมือนทุกที หันหลังให้กับทางร้าน หันหน้าออกมาทางสวนนั่งมองน้ำตกเพลิน ๆ เห็นกระรอกตัวเล็กวิ่งไปมา

เสียงดนตรีบรรเลงเพลงหวาน เหมือนทำนองเพลงในงานแต่งขณะที่กวินทำท่าจะหันไปมองตามเสียงดนตรี วริษฐ์กลับคว้าอีกฝ่ายเข้ามาจูบ คนถูกจูบตาปรือลง ที่นี่คนไม่เยอะคงไม่เป็นไร แถมบรรยากาศก็ดีมากขนาดนี้ จูบนุ่มนวลทำเอาตัวแทบหลอมละลาย ก่อนจะรู้สึกถึงผ้าขาวๆ ที่ละใบหน้า

เมื่อเพื่อนตัวสูงใหญ่ของกวินกำลังวางเวลเจ้าสาวสีขาวลงบนศีรษะของเพื่อนรัก

กวินผละออกด้วยความตกใจที่มีผ้าอะไรลงมาปรกหน้า ก่อนหันไปเห็นเพื่อนของตัวเอง เมื่อมองเลยไปเห็นแต่คนรู้จักทั้งนั้น

“นี่มันอะไรกันครับ” กวินพึมพำถามออกมาด้วยความงุนงนปนตกใจ

“กูไม่คิดเลยว่าจะได้เอาของแบบนี้วางบนหัวเพื่อนคนไหน”

“ไอ้แต้ม! ไอ้นุก! ไอ้โจ้!” กวินเรียกชื่อทุกคนที่โผล่มาพร้อมหน้าพร้อมตา ในมือของนุกมีช่อดอกไม้สีแดงช่อใหญ่ ส่วนโจ้มีภาชนะที่ด้านในมีกลีบดอกกุหลาบ

“มีความรักไม่บอกเพื่อนสักคำ” โจ้พูดทักออกมา

“เออแล้วไอ้เติ้ล...” นุกทักหาเพื่อนอีกคนแต่กลับถูกแต้มกระทุ้ง เขาไม่รู้ว่าสองคนนี้มีเรื่องอะไรกัน แต่กวินกับเติ้ลไม่คุยกันมานานมากแล้ว

“เติ้ลมันเป็นไข้เลือดออก หายหรือยังเถอะ” กวินกลับตอบออกไปเสียงเบาพร้อมรอยยิ้ม เหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แต่คิดว่าถ้านี่เป็นสิ่งที่พี่อาร์ตจัดการเตรียมไว้ให้ อีกฝ่ายไม่มีทางเชิญเติ้ลมาอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว เขากับเติ้ล จบกันวันนั้น ย้อนกลับเป็นเหมือนแค่คนรู้จักกันด้วยซ้ำ และคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะสามารถเป็นเพื่อนกันได้

“ยินดีด้วยเว้ย” เต๋าพูดพร้อมเขย่าเปิดแชมเปญจนมันพุ่งออกมาเป็นการเฉลิมฉลอง เพื่อน ๆ ของพี่อาร์ตก็มากันครบ ทุกคนเลยที่เขาเคยเจอ

“มึงจูบน้องก่อนกูเชียร์ แล้วจะให้พวกกูทำอะไรวะ” บอสพูดพลางกอดอกส่ายหน้า

“มันช่วยไม่ได้นี่หว่า” วริษฐ์พูดตอบก่อนจะหัวเราะเสียงดัง “งั้นเชียร์ให้หอม”

“จูบแล้วจะหอมอะไรอีกวะ” อาทิตย์พูดสวนขึ้นมาอีกคน

“เอ้าก็ ถ้าจะให้ไปขั้นต่อไป มันอนาจารนะเว้— “ก่อนที่วริษฐ์จะพูดจบ นภเพื่อนของเขาก็รู้สึกหมั่นไส้จนล้วงมือหยิบกลีบดอกไม้จากภาชนะในมือของเพื่อนกวินมาปาใส่หน้า

“มึงไม่ต้องพูดแล้ว” นภโวยวายออกมา

กวินขำกับการหยอกล้อนั้น ก่อนจะพูดออกมาพร้อมน้ำตาคลอ “ขอบคุณทุกคนนะครับ” นี่มันเป็นเรื่องเซอร์ไพร์ทมาก ไม่เคยคิดฝันมากก่อน ทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก พี่อาร์ตทำอะไรให้เขามากมายจริง ๆ

วริษฐ์ยกแขนขึ้นโอบไหล่คนรักของตัวเองเอาไว้ “ถ้ามีความสุข ก็ยิ้มสิครับคนดี”

กวินหันมองคนรักของเขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใสแม้ดวงตาจะคลอเคลือบไปด้วยน้ำตา แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุข เขายิ้มเพราะตัวเองกำลังมีความสุข ไม่ใช่ยิ้มเพื่อให้ใครมีความสุข





“มาครับผมขอถ่ายรูปให้นะ” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทุกคนหันไปมอง ผู้ชายตัวสูงที่ถือกล้องออกมาเหมือนพวกตากล้องมืออาชีพ

ตากล้องที่ว่าเป็นแฟนของเจ้าของร้าน ที่ถูกชวนมาเพราะว่าเจ้าของร้านได้รับจองว่าจะมีคนเหมาพื้นที่ตรงสวนฉลองแต่งงาน เลยอยากจะร่วมบันทึกตุการณ์น่าประทับใจนี้เอาไว้ด้วย



พวกเขาถ่ายรูปร่วมกัน ทำท่ายอดฮิตทั้งกดไลค์ มินิฮาร์ท รูปแนวเผลอ ๆ ทั้งภาพรวมภาพเดี่ยวถูกบรีฟโดยตากล้องที่เป็นบริการพิเศษจากทางร้าน เพื่อเก็บความทรงจำที่มีค่า



“ยินดีด้วย!” ดอกไม้ถูกโปรยออกมา โดยที่ตากล้องรัวกดถ่ายเพื่อเก็บความสวยงาม

“ขอให้มีความสุขมาก ๆ เดี๋ยวรูปผมจะส่งไปให้ทางเมลนะครับ” ตากล้องแจ้งก่อนจะขยับหลบออกไปเพื่อให้ลูกค้าได้มีความเป็นส่วนตัว

“ฝากดูแลเพื่อนผมด้วยนะครับ” แต้มบอกแบบนั้นด้วยความตื้นตัน อยู่ดี ๆ เพื่อนก็แต่งงานแล้ว เขาอดจะรู้สึกดีใจด้วยไม่ได้

“พี่จะดูแลอย่างดีครับ” วริษฐ์พูดพร้อมจับมือของกวินแน่น

“อือ พี่ฝากไอ้วริษฐ์มันด้วย” เต๋าเองก็ขอฝากเพื่อนสนิทของเขาเอาไว้ด้วยเช่นกัน

เสียงพูดคุยถามไถ่ดังจอแจ พร้อมคำอวยพรให้เดินทางราบรื่น และรักกันยืนยาว กวินกระชับมือที่กุมกับวริษฐ์แน่นขึ้นกว่าเดิม เขาดีใจและตื้นตันใจมาก ไม่คิดว่าจะมีโอกาสฉลองแบบนี้ และได้บอกความจริงที่ไม่เคยบอกเพื่อนออกไปด้วย แถมยังได้รับการยอมรับที่เกินคาด



ตัวตนของเขาได้รับการยอมรับ



จะมีอะไรสุขยิ่งกว่าการได้รับการยอมรับจากคนที่เรารัก และให้ความสำคัญ



และอีกคนที่เขาไม่ลืม เขาส่งรูปของเขาไปให้เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเก่าทั้งพี่สาและไอ้โม่ มันจะได้สบายใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าผมจะไม่จีบพี่สาของมันแน่ ๆ และที่สำคัญ ผมอยากให้มันกล้าสักที หรือกล้าไปแล้วแต่ผมไม่รู้ก็ไม่อาจรู้ได้

พอส่งรูปไป ทั้งคู่ต่างรัวคำพูดอวยพรและสติ๊กเกอร์กลับมา ไม่มีการทำอะไรที่ทำให้ขุ่นใจ มีแต่คำยินดี

และรูปถ่ายที่ทำให้เขาตกใจตาโต ตอนมองของโม่ก็ไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะมันส่งรูปมือตัวเองที่จับกับมือผู้หญิงสักคน แต่ที่ทำให้ตกใจเพราะว่าพี่สาก็ส่งรูปตัวเองจับมืออยู่กับผู้ชาย... รูปมุมเดียวกัน วิวเดียวกัน...

“โอ้โห” กวินอุทานเบา ๆ คู่นั้นก็แอบสานความสัมพันธ์กันแล้วเหมือนกัน

“อะไรครับ” วริษฐ์หันมอง กวินถึงขยับมือถือไปให้ดูแล้วอธิบายเรื่องราวให้ฟัง วริษฐ์พยักหน้าเบา ๆ เขาจำผู้ชายคนนี้ได้ ตอนนั้นเขาก็หึง “ดีแล้วครับที่เขามีแฟน ตอนนั้นเจอเขากินข้าวกับเรา พี่ก็หึง”

“เห ตอนไหนกันครับ”

“นานแล้วครับ เพิ่งมารู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออาการหึงก็ตอนนี้แหละครับ” วริษฐ์พูดตอบพร้อมชิงหอมแก้มอีกฝ่าย

กวินได้แต่ยกมือเกาจมูกแก้เก้อ “พอแล้วครับเดี๋ยวคนอื่นก็เลี่ยนตาย”

“ให้มันเลี่ยนตาย” วริษฐ์ไม่พูดเปล่ายังทำท่าจะหอมอีกรอบ

“เห็นใจคนอื่นเขาบ้างมั้ยวะ” ในที่สุดเต๋าก็หมดความอดทนต้องพูดกัดขึ้นมา

วริษฐ์ทำแค่ยักไหล่ตอบ ขณะพนักงานทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟให้ พวกเขานั่งคุยไป กินไป เก็บเกี่ยวช่วงเวลาน่ายินดีเอาไว้ให้มากที่สุด จนถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน

กวินนั่งข้างคนขับโดยมีเวลสีขาววางอยู่บนตัก

“ขอบคุณนะครับ”

“อือ จะครบสูตรงานแต่ง คืนนี้ถือเป็นคืนส่งตัวนะครับ”

“เมื่อวานก็ส่งไปแล้ว”

“อะไรกันครับ เมื่อวานไม่ใช่วันแต่งงานสักหน่อย แค่ออกกำลังกายกันปกติ”

“งั้นพี่อาร์ตทำเองนะครับ กวินไม่ขึ้นให้แล้ว เหนื่อย”

“เอ้า เดี๋ยวนี้เด็กคนที่กินพี่ทั้งคืน รีดน้ำจนตัวแห้ง พี่ร้องขอชีวิตก็ไม่ยอมหยุด เด็กคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะครับ” วริษฐ์พูดแหย่ เขายังจำวันนั้นได้ชัดเจน โดนกวนทั้งคืน

คนโดนแหย่ไม่ยอมแพ้รีบสวนกลับ “แล้วคนที่ร้องขอชีวิตบ่นปวดหลังไม่ไหว เขาหายไปไหนล่ะครับ”

“หึ ทำมาย้อน มันไม่อยู่แล้วครับ ผลของการออกกำลังกาย เดี๋ยวคืนนี้พี่ทำเอง!”

วริษฐ์พูดเสียงหนักแน่น ขณะรถเคลื่อนที่เร็วขึ้นเพราะถนนในช่วงเวลานี้ค่อนข้างโล่งเพื่อพาทั้งคู่กลับบ้านในคืนที่สมมติให้เป็นคืนส่งตัว



เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่อาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดก่อนจะมาต่อที่บนเตียง โดยไม่ต้องเสียเวลาสวมเสื้อผ้า บนรักเริ่มดำเนินจากการกอดจูบลูบไล้ไปตามเนื้อตัว

ริมฝีปากที่นัวเนียสัมผัสกันและกันแนบแน่น ไม่ว่าจะจูบกันสักกี่ครั้งก็ยังหลงใหล

วริษฐ์เอื้อมมือไปหยิบเจลมาเตรียมพร้อมให้เหมือนเช่นเคย และที่ติดมือมาด้วยคือเวลผ้าคลุมหน้าสำหรับเจ้าสาว เขาวางมันลงบนศีรษะของกวินอีกครั้ง

“ดูแปลก ๆ นะครับที่เปลือยหมดแบบนี้แล้วยังมีเวลบนหัว”

“เร้าอารมณ์ดีครับ” วริษฐ์พูดพลางทำสายตากรุ้มกริ่ม “ไม่เชื่อดูสิครับ” วริษฐ์ชี้มือลงต่ำ

กวินก้มมองตามที่อีกฝ่ายบอก เป็นไปตามที่บอกจริง ๆ ส่วนนั้นแข็งกระตุกไปมา ยิ่งกว่าเมื่อวาน!

“พี่อาร์ตนี่ชอบอะไรแบบนี้จริง ๆ นะครับ”

“ไม่งั้นจะโดนแมวแกล้งหรือครับ”

“อึก ถ้าไปต่างประเทศคงมีของเล่นให้เล่นมากกว่านี้”

“พี่จะตั้งตารอ” วริษฐ์พูดก่อนจะจับขาอีกฝ่ายให้อ้าออกกว้างแล้วใช้นิ้วเบิกทางให้ ก่อนจะตามด้วยส่วนใหญ่โตที่พร้อมเต็มที่แล้ว เขากดมันเข้าไปข้างในเพื่อยิ่งแนบชิดกับคนใต้ร่าง

“ฮ่ะ...อา พี่อาร์ต” เสียงหวาน ๆ ร้องเรียกสลับครางพร้อมยกขาขึ้นกอดเอวอีกคนแน่น

“อือ อุ่นจัง” วริษฐ์พูดพลางดันส่วนแข็งเข้าไปได้จนสุด “ไปที่นู่นคงหนาว เราต้องอุ่นร่างกายกันบ่อยแน่เลย”

“อืมมม ติดฮีทเตอร์ หรือเตาผิงก็ อะ ช่วยได้มากแล้วหรือเปล่าครับ”

“แค่นั้นไม่พอ ในนี้อุ่นกว่า” วริษฐ์ขยับโยกเอวช้า ๆ “อือ”

กวินขยับยกเอวตามจังหวะ “ผมรู้ อา ว่ามันจะอุ่นได้มากกว่านี้”

วริษฐ์ขบกรามแน่น ไหนว่าจะให้เขาทำเอง แปปเดียวกลับขยับสู้ ทำให้จากที่เขาจะนุ่มนวลค่อย ๆ ไป กลับร้อนขึ้นมาอีก จนต้องรีบร้อนเพิ่มจังหวะและแรงกระแทก

“อื้อ!พี่อาร์ต! พี่อาร์ต” กวินส่งเสียงร้องออกมา ยิ่งเรียกชื่อยิ่งทำให้คนพยายามอดทนอดกลั้นสติแตก

วริษฐ์เร่งขยับเอวขณะที่มือข้างหนึ่งบดขยี้ยอดอกของคนใต้ร่างที่ชูขึ้นมาได้อย่างน่ามันเขี้ยว

“ซี้ดด”

“อา กวิน ใกล้แล้ว”

ทั้งคู่โจนทะยานเข้าหากัน เพื่อพาตัวเองไปถึงฝั่งฝัน เสียงกระทบของเนื้อดังรัวเร็วไล่ตามความต้องการที่กำลังจะไปถึงขีดสุดท้าย ร่างกายของทั้งสองคนเกร็งและกระตุกอย่างแรง ความเสียวแล่นพล่านไปทั่ว เมื่อวริษฐ์กดเอวเข้าไปจนสุดเช่นเดียวกันกับกวินที่ยกสะโพกสวนหา เสียงครวญครางอื้ออึงเมื่อทั้งคู่จวนเจียวเสร็จสม

“อ๊า” ของเหลวอุ่นร้อนถูกพ่นออกมาเปรอะเปื้อนหน้าท้องของทั้งคู่เมื่อกวินไปถึงก่อนและรัดวริษฐ์เอาไว้แน่นรีดน้ำอุ่น ๆ เข้าไปในตัวของกวินทุกหยาดหยด

วริษฐ์ระบายลมหายใจร้อน ๆ ออกมา ก่อนซบหน้าลงกับลาดไหล่อีกฝ่าย พูดเสียงแผ่วปนหอบเหนื่อย “คืนส่งตัวสมบูรณ์แล้วล่ะครับ”

“อือออ” กวินตอบรับทั้งที่ร่างกายยังกระตุกสั่นอยู่เล็กน้อยเพราะความเสียวสะท้านที่หลงเหลือ ดวงตาหลับพริ้ม แต่ปากยังคงพูดพึมพำ “มีความสุขที่สุดเลยครับ”

“พี่อยากให้เรามีความสุข”

“พี่อาร์ตครับ พี่ทำให้ผมไม่กล้าใช้คำว่าที่สุดแล้วนะครับ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็... วันก่อนผมก็เคยพูดว่ามีความสุขที่สุด แต่พอมาวันนี้ ก็ยังมีความสุขที่สุดอีก ผมไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ก็จะมีความสุขที่สุดอีกหรือเปล่า พี่ทำให้มันที่สุดทุกวันเลย”

วริษฐ์อมยิ้มมองคนพูดเจื้อยแจ้วทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม

“งั้นพี่ขอที่สุดอันเดียวจากเราพอครับ”

ดวงตากลมที่ปิดสนิทปรือขึ้นมอง “อะไรเหรอครับ”

“รักพี่ที่สุดครับ”

“อันนั้นมันก็แน่อยู่แล้ว” กวินขยับไปจุ๊บปากอีกฝ่ายเบา ๆ “จริง ๆ คืนส่งตัวเขาไม่ได้ทำกันหรอกนะครับ เขานั่งนับซองต่างหาก”

“หึ งั้นเราก็สมบูรณ์กว่า” วริษฐ์พูดพร้อมอุ้มอีกฝ่ายไปอาบน้ำล้างตัว จะได้พักผ่อน

วริษฐ์ยังคงสม่ำเสมอ ดูแลใส่ใจทั้งก่อนและหลัง เขาตั้งใจจะทำแบบนี้เพื่อทะนุถนอมอีกคนเอาไว้ ต้องรีบดูแลซะก่อนจะอายุเยอะจนอุ้มอีกฝ่ายไม่ไหว...ถึงตอนนั้นต่างฝ่ายคงต้องขยับเดินโขยกเขยกไปล้างตัวกันเอง ถึงจะยังคงอีกนาน แต่ว่ามันจะมาถึงแน่ ๆ และมั่นใจว่าจนถึงตอนนั้น เราจะยังอยู่ด้วยกัน

.

.

กระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ถูกโหลดลงไปใต้เครื่องหมดแล้ว เหลือแต่กระเป๋าเป้กับของจุกจิก และตัวของพวกเขาที่ยังประวิงเวลา อยู่ ๆ วินาทีนี้ เขากลับมีเรื่องราวมากมายอยากจะพูดคุยถามไถ่กับคนที่มาส่ง

ทั้งเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน น่าแปลกที่ทั้งสองคนไม่มีญาติมาส่ง คนหนึ่งเพราะญาติอยู่ไกล ส่วนอีกคนเพราะว่าญาติอยากให้ไปไกล ๆ ... ดังนั้นในนาทีนี้ พวกเขาจึงให้ความสนใจกับกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา เพราะคนเหล่านี้รักเขาแม้ว่าเขาจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ

กลุ่มคนที่มาส่งกลายเป็นกระจุกคนกลุ่มใหญ่ ๆ ที่เกะกะและส่งเสียงดังพอสมควร

“กวินจะไปอีกแล้ว ยังไม่ค่อยได้ไปดื่มด้วยกันเลย” พี่สาพูดบ่นงอแง พร้อมยื่นของขวัญให้ เป็นห่อของขวัญเล็ก ๆ พร้อมการ์ดที่คนในฝ่ายช่วยกันรวมเงินซื้อมาให้

“โอ๋พี่สา เดี๋ยวโทรหา ก็ไปดื่มกับโม่ไง” กวินพูดพลางหันไปหาแฟนหนุ่มของพี่สา ที่พยายามจนสำเร็จ

“โม่มันไม่ดื่ม นั่งเฝ้าอย่างเดียว เหงานะ”

“พี่สาก็ชวนหนุ่ม ๆ ไปดื่มแล้วให้โม่เฝ้า”

“เอ้า กวิน ส่งเสริมอะไรแบบนั้น” โม่รีบพูดแย้ง “ส่งเสริมแบบนี้ เข้าเกทไปเลย”

กวินหัวเราะตอบ “อืออ ล้อเล่น ไว้คอลหานะ”

“ดูแลตัวเองดี ๆ”

สากับโม่พูดอวยพรก่อนจะเขยิบให้คนอื่น ๆ ได้มาลาและพูดส่งกวินบ้าง

ทั้งสามคนไม่ได้พูดอะไรแต่กลับโถมกอดกวินเอาไว้แน่น

“รอบก่อนกูไม่ได้มาส่ง แต่แปปเดียวมึงก็กลับมา” นุกพูดก่อนจะรัดเพื่อนแน่น

“เออ แถมกลับมาพร้อมของฝากอีก” แต้มพูดต่อ เพราะเขาได้ของถูกใจมาหลายชิ้น

“ดูแลตัวเองดี ๆ ไม่มึงกลับมา พวกกูก็อาจจะเก็บเงินไปเที่ยว” โจ้พูดเป็นคนสุดท้าย ในฐานะที่ดูจะเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวได้ก่อนใครเพราะธุรกิจที่บ้าน

“มึงอย่าลาเยอะ เดี๋ยวก็ได้เจอกัน” กวินพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ เขาตื้นตันกับพวกมันชิบหาย “ไว้กูโทรหานะ”

“เออออไม่ติดต่อมากูโกรธแน่” แต้มพูดสำทับไปอีก กวินยังคงพูดคุยกับเพื่อนและบอกให้พวกมันเลิกกอดรัดแน่น ๆ แบบนี้สักที



“เอ้อมึง กุฝาก...”

“ไปไหว้พ่อ” เต๋ารีบพูด คำที่วริษฐ์ย้ำเขามาหลายรอบแล้ว

“อือ”

“รับรองไม่มีลืม” เต๋าล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อพร้อมส่งกระดาษที่เหมือนนามบัตรไปให้ “ไอ้บอสไม่ว่างมา มันบอกว่า ถ้าต้องการทนายเก่ง ๆ เกี่ยวกับกฎหมายให้ติดต่อ”

“ถุย” วริษฐ์ดูนามบัตรชื่อเพื่อนแล้วส่ายหน้า กวนตีนจริง ๆ

“แม่ม มึงไม่อยู่ดื่มด้วยกัน สาว ๆ ในร้านกูลดแน่เลย” เต๋าแกล้งพูดโอดครวญ

“มึงเอาเวลามาคิดเถอะว่าจะทำยังไงให้ไอ้นภเลิกทำแก้วแตก”

“อ้าววกมาหากูได้ไง” นภโวยวายขึ้นมาทั้งที่เขาก็ไม่ได้ออกตัวอะไร เรื่องก็วนมาหา

“เออไอ้นภ เดี๋ยวจะให้แดกในกระโถน” เต๋าพูดกลั้นขำ

“ดูแลตัวเองดี ๆ นะมึง” อยู่ ๆ อาทิตย์ก็พูดขึ้นมาอย่างจริงจัง ทำให้ทุกคนพลอยรู้สึกว่าต้องจริงจังไปด้วย “หมั่นตัวสุขภาพประจำปี”

“โอเค ไม่ต้องห่วง”

“เพราะว่ามึงน่ะมีเมียเด็กต้องหมั่นตรวจเช็คร่างกาย” อาทิตย์พูดออกมาเป็นทำนอง เรียกเสียงโห่เบา ๆ จากเพื่อนที่คิดว่ามันจะจริงจัง



เมื่อสมควรแก่เวลาทั้งคู่จึงจำต้องโบกมือลาคนที่มาส่งแล้วเข้าไปข้างใน

“เดินทางโดยสวัสดิภาพ”

“โทรกลับมาบ้าง”

“มีอะไรเดือดร้อนก็บอกนะ”

เสียงพูดยังตามไล่หลังมามันเต็มไปด้วยความห่วงใย ในขณะที่มือของทั้งคู่จับกันแน่น ขายังก้าวต่อไปอย่างมั่นคง พวกเขามุ่งไปข้างหน้า ถึงจะยังวิตกกังวล แต่พวกเขามีกันและกัน จึงเชื่อว่าจะผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยดี



แค่เขามีกันและกัน



จากความบังเอิญในวันนั้นสู่ความตั้งใจในวันนี้



วริษฐ์กับกวินสูดลมหายใจเข้าปอด พวกเขาหันมองหน้ากัน รู้สึกตื่นเกร็งจนอดขำตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่การออกไปนอกประเทศครั้งแรกเสียหน่อย คนอายุน้อยกว่าส่งรอยยิ้มกว้าง อีกคนถึงได้ยิ้มตอบ ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี



จากนี้ทั้งคู่จะร่วมกันสร้างบ้านแห่งความรักในสาขาต่างประเทศ และจะป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าพวกเขาโชคดีมากแค่ไหนที่ได้มาเจอกัน.

.

(จบ)
[ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบค่ะ]

ออฟไลน์ gayraygirl

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3009
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +206/-3
อ่านไปน้ำตาแตกไปด้วย สนุกมากค่ะ
ขอบคุณนักเขียนมากนะคะ

ออฟไลน์ snowboxs

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5468
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-7
เรื่องราวครบรสมากค่ะ ยอมรับว่ามีน้ำตาหลายฉากหลายตอนเลยค่ะ แต่ที่เสียน้ำตาหนักสุด คือตอนที่กวินเขียนจดหมายถึงคนที่บ้าน สัมผัสได้เลยว่ากวินแตกสลายขนาดไหน แต่โชคดีมากที่มีพี่อาร์ต และพี่อาร์ตก็โชคดีที่มีกวิน ปมในใจก็หมดไป แผลในใจได้ศัลยกรรมเรียบร้อยสวยงาม
ขอบคุณคนเขียนนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด