♡ I Met You เพราะเราเคยพบกัน : บทที่ 31 อนาคตของเรา 1/12/64 (ขอให้สมรสเท่าเทียม)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ♡ I Met You เพราะเราเคยพบกัน : บทที่ 31 อนาคตของเรา 1/12/64 (ขอให้สมรสเท่าเทียม)  (อ่าน 16078 ครั้ง)

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 987
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1
 :o8: อร๊ายยยยเขารักกันดี แอบสงสารอิเติ้ลนะแต่ในเมื่อมีรักแต่ดูแลไม่ได้ก็ต้องปล่อยว่างมั้ย แต่ก็อยากให้มีฉากเปิดใจเครีย์ ๆ ไปจะได้ไม่ต้องมองหน้าไม่ติดครายปมในใจคุณน้องด้วย

ออฟไลน์ manami_01

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 987
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-1

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 29 วันธรรมดาที่คิดว่าจะยาวนาน



ช่วงสายวันเสาร์แดดร้อนชนิดที่ว่าถ้าไม่มีม่านกั้น และเปิดแอร์เย็นฉ่ำคงทนนอนไม่ไหว แต่ทั้งสองคนบนเตียงยังคงนอนซบกันหลับสนิทเพราะเหนื่อยจากกิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อคืนที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน แอร์ที่เร่งเปิดหลังจากทำกิจกรรมรอบแรกเสร็จ แล้วเกิดร้อนจนไม่ไหว ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ ห้องยังเย็นฉ่ำ พวกเขาถึงยังสามารถนอนสบายกันได้อยู่แม้แดดข้างนอกจะร้อนแค่ไหนก็ตาม

“อือออ” คนตัวเล็กรู้สึกตัวก่อน ขยับร่างกาย แต่ประสาทสัมผัสมันช้า รู้สึกล้าแปลก ๆ อยากดื่มน้ำ ขยับพลิกตัว แต่ก็...ทั้งเมื่อยทั้งขี้เกียจ อยากปลุกอีกคนแต่ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา สุดท้ายก็ตัดสินใจนอนซุกอีกฝ่ายลงไปตามเดิม แหงนหน้ามองอีกฝ่ายที่หลับพริ้มอยู่ ...ดีจังที่จะได้เห็นทุกเช้า เป็นชีวิตประจำวันที่คุ้นเคยไปแล้ว ว่าตื่นมาจะต้องเจอ แล้วเพราะไล่มองแบบนี้ถึงได้เผลอยื่นหน้าไปจูบปากอีกคนเบา ๆ

คนตัวสูงลืมตาขึ้นมาพอดี งับริมฝีปากอีกฝ่ายตอบ ก่อนจะผละออก

“มอร์นิ่งคิสหรอครับ” คนที่เพิ่งตื่นถามกลับเสียงแหบพร่า

คนที่เผลอไปจูบได้แต่หน้าแดงไม่พูดตอบโต้

“พี่อาร์ต ...หิวน้ำครับ”

“เดี๋ยวไปหยิบให้นะครับ”

วริษฐ์ลุกขึ้นยืนโอนเอนไปหยิบน้ำมาให้อีกฝ่าย สภาพเช้านี้อย่างกับคนเมาไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ใช่เมาเหล้า... คงจะเป็นเมารัก เจ้าตัวส่ายหน้าให้ตัวเอง เทน้ำลงแก้วดื่มมันอึกใหญ่ เขาเองก็เสียน้ำไปมากเหมือนกัน ก่อนจะเติมน้ำจนเต็มแก้วแล้วเดินกลับไปส่งให้คนที่ยังนอนอยู่บนเตียง

พอเห็นอีกคนเดินกลับมาขยับชันกายขึ้นรับแก้วน้ำจากมืออีกฝ่ายมาถือไว้ ยิ้มขอบคุณ และดื่มทันทีให้หายอยาก

“ขอบคุณครับ”

วริษฐ์รับแก้วคืน ดวงตาจับจ้องไปที่แหวนวงที่เขาสวมให้เมื่อคืน มันอยู่บนฝ่ามือกวินแล้วดูดีเหมาะสมมากจริง ๆ คนตัวสูงวางแก้วน้ำไว้ที่โต๊ะหัวเตียงแล้วกลับไปนอนกอดอีกฝ่ายต่อ คนตัวเล็กกว่าซุกกอดอ้อนอีกคนอย่างเอาใจ

“พี่อาร์ตครับ”

“ครับ?”

“ผมปวดหลัง”

“ก็...” วริษฐ์ขำออกมาเบา ๆ เมื่อนึกถึงท่าทางเมื่อคืน ที่ก็สมควรจะปวดหลัง “เดี๋ยวทายาให้ จะอาบน้ำกันก่อนมั้ยล่ะครับ จะได้ทายาให้ซึมไปเลยทั้งวัน”

“อือ ครับ เหนียวเหนอะหนะไปหมดเลย”

“ลุกไหวมั้ย”

คนตัวเล็กกว่าพยักหน้าตอบรับ ทำทีว่าไหวทั้งที่เอวและสะโพกขยับทีก็ร้าวระบมไปหมด สนุกกันเกินขอบเขตจนร่างกายรับไม่ไหว

กวินทำทีขยับนั่ง ข่มความเจ็บที่แล่นขึ้นมา พยายามเก็บสีหน้า แต่คิ้วทั้งสองข้างกับขมวดมุ่นจนเป็นโบว์

“ปวดมากเลยใช่มั้ย”

วริษฐ์ที่นอนมองอีกฝ่ายถามขึ้นหลังเห็นว่าคิ้วบนหน้าอีกฝ่าย ผูกเป็นโบว์ หน้านิ่วอย่างเก็บสีหน้าไม่อยู่

“อือ” จำยอมพยักหน้ารับ เมื่อขยับที่ก็ร้าวทีนึง

“งั้นเดี๋ยวอุ้มไป”

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวค่อย ๆ ลุกไป” กวินตอบออกไปด้วยความเกรงใจ อุ้มอะไรเขาไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้น ผู้ชายตัวใหญ่จะให้มาอุ้มก็ใช่เรื่อง “ไปอาบก่อนเลยก็ได้ครับ เดี๋ยวตามไป”

วริษฐ์ส่ายหน้าเบา ๆ เมื่ออีกคนไม่ยอมขอให้ช่วย เขาลุกขึ้นนั่งก่อนจะช้อนอุ้มอีกคนขึ้นมา

“หนักนะครับ!” อีกคนโวยวายเสียงดังขึ้นมาเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกอุ้มตัวลอย

“อุ้มมาตั้งกี่ทีแล้ว ตอนทำยังอุ้มเราไหวเลย ทำไมพาไปอาบน้ำจะไม่ได้”

พอฟังประโยคที่อีกคนบอก คนถูกอุ้มได้แต่หน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบ ๆ จะโต้ตอบ แต่แล้วต้องกัดปากตัวเองเอาไว้แทน ///// พูดอะไรก็ไม่รู้ กลางวันแสก ๆ ไม่อายบ้างเลย เขารู้สึกว่าตัวเองหน้าบางลงเรื่อย ๆ เมื่ออีกคนใจกล้ามากขึ้น กวินคนที่ยั่วยวนพี่อาร์ตด้วยชุดแมวน่ะหายไปแล้ว



คนตัวเล็กกว่าถูกอุ้มไปจัดการอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทุกซอกทุกมุม คนทำความสะอาด จัดการให้หมดทุกอย่าง ล้างคราบเหนียวต่าง ๆ ให้ รวมถึงในจุดนั้น... ถึงในใจจะหวั่น ๆ ไปบ้าง ขณะคนตัวเล็กได้แต่ข่มใจและความอายเอาไว้ พอสว่าง ๆ แล้วถูกจับตรงนั้นตรงนี้ ก็ต้องเบนสายตาไปทางอื่นด้วยความเขิน ...แบบนี้มันน่าอายยิ่งกว่าตอนกลางคืนที่ทำกันซะอีก

หลังจากตัวสะอาดแล้ว เช็ดจนแห้ง อีกฝ่ายถึงได้ทายาแก้ปวดเมื่อย นวดคลึงหลังพอให้ยาซึมลงไปให้

“คนเจ็บหิวหรือยัง?”

“หิวมาก!”

วริษฐ์หัวเราะออกมาก่อนจะหยิบมือถือมาหากดสั่งอะไรมากิน ทั้งเขาทั้งกวินตั้งใจจะใช้วันนี้นอนกลิ้งเรื่อยเปื่อยไม่ทำอะไรเลย นอกจากตัวติดกัน

ตอนกินข้าวอาหารอร่อยเป็นพิเศษหรือเพราะว่าหิวก็ไม่รู้ เจ้าตัวเอาแต่มองหน้าวริษฐ์แฟนหนุ่มของตัวเอง มองแล้วมองอีกจนวริษฐ์เอ่ยปากถามอยู่หลายครั้งว่ามีอะไร อะไรติดหน้าเขา แต่กวินก็แค่ส่ายหน้าแล้วก็ก้มหน้าก้มตากิน สักพักก็จะเงยมาจ้องมองอีก

“ขอบคุณมากเลยครับ”

วริษฐ์เลิกคิ้วขึ้นมา งงว่าอีกคนขอบคุณอะไร อาหารมื้อนี้?

“ขอบคุณที่พี่เกิดมานะครับ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่พี่ที่สร้างพี่มาด้วย คราวหน้าไปหาคุณพ่อ ผมจะทำอาหารอร่อย ๆ สุดฝีมือไปเยี่ยม ส่วนคุณแม่...”

กวินเงียบไป เพราะไม่รู้ว่าที่พูดเรื่องคุณแม่ของอีกฝ่ายนี่มัน...ทำบรรยากาศแย่ลงหรือเปล่า

“แม่หรอครับ... ไม่รู้สิครับ” คนตัวสูงตอบกลับเสียงเบาหวิว เรื่องที่เขาไม่เคยมีความมั่นใจ

“ไปเจอท่านกันมั้ยครับ ผมว่าแม่พี่จะต้องภูมิใจที่มีลูกชายหล่อขนาดนี้” กวินพูดหยอดออกไป แต่วริษฐ์เลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธ 

“อย่าเลย... ไม่เจอกันมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ถ้าเจอกันตอนนี้คงเหมือนคนแปลกหน้า ผมไม่อยากเข้าไปเป็นจุดด่างในชีวิตเขา”

“ไม่ด่างสักหน่อย ท่านอาจจะอยาก— “พูดไม่ทันจบประโยคดี วริษฐ์วางช้อนลงแล้วนิ่งไป กวินถึงคิดได้ว่าควรจะพอแค่นี้ก่อน ไม่งั้นอีกคนอาจจะรู้สึกไม่ดีพาลกินข้าวไม่ลง

...แต่ทำไงได้ เขาอยากให้ไปลองเจอกันสักครั้งอาจจะดีกว่าตอนนี้ก็ได้ เขาคิดแบบนั้นแต่ว่าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของพี่เขาอยู่ที่ไหน หรือควรลองปรึกษาพี่เต๋าดูเพื่อนสนิทที่ห่วงพี่อาร์ตยิ่งกว่าอะไร...

เรากินข้าวต่อไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างกัน ทานอาหารที่มีจนหมด พี่อาร์ตไม่พูดอะไร ทำให้กวินก็ได้แต่ลอบมองเงียบ ๆ เขาเองก็ไม่กล้าจะพูดอะไรต่ออีกแล้ว

วริษฐ์เองก็ลอบมองหน้าอีกฝ่ายที่ดูหงอย ๆ ขึ้นมา เขาน่ะไม่ได้โกรธหรอกเพียงแต่ว่าพอพูดถึงเรื่องนี้เขาเหมือนจะขาดอากาศหายใจ เหมือนกำลังจะจมน้ำ หายใจไม่ออก

“ผมน่ะ ไม่ค่อยสนิทกับที่บ้านครับ” กวินพูดออกมาเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับที่บ้าน

วริษฐ์หันมองอีกคนแล้วนึกได้ว่าตอนนั้นที่มีปัญหากวินก็ไม่อยากกลับบ้าน แล้วเลือกที่จะมาอยู่กับผมแทน แล้วผมก็ใจดี เพราะผมได้รับผมประโยชน์มาเต็ม ๆ ที่บ้านนี้มันสดใสขึ้นมา

“เวลาอยู่บ้านมันอึดอัดกดดัน ผมไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย ผมเลยหนีออกมา”

กวินพูดเล่าสิ่งที่ไม่เคยพูด การถูกเปรียบเทียบ ถูกกดดัน ถูกคาดหวัง ทำให้ผมไม่สามารถใช้ชีวิตในบ้านหลังนั้นได้อย่างมีความสุข ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าที่บ้านรู้ว่าผมชอบผู้ชาย มีแฟนเป็นผู้ชาย รักเพศเดียวกัน ผลลัพธ์จะออกมายังไง

“นี่กวินครับ” วริษฐ์เอื้อมมือไปจับมืออีกคนเอาไว้ “ที่นี่เป็นบ้านของกวินแล้วนะ กวินอยู่ที่นี่ตลอดไปได้เลย อยู่กับพี่นะ”

กวินมองอีกคน พร้อมกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อบ่อน้ำตาตื้นกำลังจะทำงาน บ้านหลังนี้มีกันแค่สองคนแต่มันก็อบอุ่น ตอนนี้พี่อาร์ตเขาต้อนรับผมดี ดีมาก ๆ เกินกว่าที่คิดไว้มาก ทำให้ผมรู้สึกไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยว แล้วก็ไม่ได้กดดันผมเลยแม้แต่น้อย ผมจะเป็นกวินนอนอืดขี้เกียจที่ดูทีวีทั้งวันก็ได้ จะเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ไม่พิเศษอะไรแบบไหนก็ได้ ไม่ต้องพยายามฝืนเพื่อแข่งกับใคร แบบนี้สบายใจที่สุดแล้ว

“อื้อ ครับ ขอกวินอยู่ด้วยนะ”

วริษฐ์ใช้มือขยี้ ๆ หัวอีกคนจนยุ่งไม่เป็นทรง ด้วยความเอ็นดู พลางคิดในใจว่าเขาจะไปขออีกคนอย่างจริงจัง ถ้าหากว่าไม่ยอมรับ เขาก็จะพาหนี



พวกเขาเก็บโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาเรื่อยเปื่อยในวันเสาร์นอนดูการ์ตูน

“ไปล้างจานก่อนนะครับ”

“อือ”

กวินเดินไปครัว เขายังลอบมองอีกคนที่นอนสบายอยู่บนโซฟา ก่อนเปิดหน้าต่างแชทและพิมพ์หาคนที่จะช่วยเหลือได้



“พี่เต๋าครับผมมีเรื่องจะรบกวน”

ผมพิมพ์ส่งไปแบบนั้น ไม่กี่นาที ข้อความก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

ติ้ง

‘ว่าไงครับ’

ผมทำหน้าเลิ่กลั่กที่ตัวเองลืมปิดเสียง คนจะทำผิดมักจะมีพิรุธและกังวลไปหมด ผมเหลือบมองอีกคนที่ยังนอนเอกเขนกไม่รู้อะไร

“อยากรบกวนให้พี่ตามหาแม่ของพี่อาร์ตให้ทีครับ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

‘อืม ยังไงพี่รบกวนเราหาเอกสารบางอย่างให้พี่หน่อย พวกเอกสารส่วนตัวที่มีชื่อแม่ของเขา แล้วภาพถ่ายนะแล้วพี่จะจัดการให้’

“ครับพี่ ขอบคุณมาก ๆ”

ผมพิมพ์ตอบไป ในใจแอบตื่นเต้นและวิตก ผมพอจะรู้ว่าเอกสารส่วนตัวของพี่อาร์ตเก็บอยู่ไหน พอจะเห็นอยู่แบบนี้น่าจะสบาย ผมจะพาพี่อาร์ตไปเจอแม่ให้ได้ อาจจะดูจุ้นจ้านแต่ก็หวังว่าพี่เขาจะเลิกละเมอและร้องไห้ตอนกลางคืนสักที ผมล้างจานเสร็จก็ไปกอดอีกคนที่นอนกลิ้งอยู่บนโซฟา

คนตัวสูงขยับนิดหน่อยตอนถูกทับ และพลิกตัวหงายให้อีกคนลงมานอนทับดี ๆ

“มาเอารางวัลที่ล้างจานเสร็จเรียบร้อยหรอครับ”

“ใช่ครับ ไหนรางวัล”

“อืมมมมม ก็กอดพี่นี่ไง”

“ครับรางวัลจริง ๆ ด้วย”

วริษฐ์ยกมือขึ้นลูบหัวกวินเล่น ผมนุ่มลูบเพลินดีจริง ๆ

“กวิน พี่ไปขอเราจากที่บ้านเลยดีมั้ย”

“อ่ะ!อะไรนะครับ!” ทันทีที่พี่อาร์ตพูดแบบนั้นผมก็เงยหน้าขึ้นมาผมตกใจตาโตจนแทบถลนออกมาจากเบ้า แบบนั้นไม่ได้ “อย่าเลยครับ อย่าเลย” ผมยังไม่พร้อมผมกลัวผลที่จะตามมา

“ทำไมล่ะครับ ไปบอกให้เขารู้”

“ไม่เอาผมกลัว”

“ที่บ้านไม่รู้ว่าเราชอบผู้ชายหรอครับ”

“ครับ เขาไม่รู้ว่าผมเป็นเกย์...”

“คงตกใจกันน่าดูถ้ารู้ แต่ว่า สักวันก็ต้องบอก บอกไปเลยดีมั้ย ถ้าพวกเขารับไม่ได้ เราก็กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”

“อือ ผมขอเวลาสักหน่อย”

คนตัวสูงอยากจะทำให้ชัดเจน เขาเปิดเผยหมดแล้วก็อยากจะทำให้ถูกต้อง เพราะลักพาตัวลูกเขามาอยู่กินด้วยนานสองนานแล้ว แต่คนตัวเล็กกว่า กลัวที่จะเผชิญหน้า พ่อที่แสนเข้มงวดจะต้องไม่เอาเข้าไว้แน่ เลวร้ายสุด ๆ อาจถูกตบตีก็ได้ เขากลัว

“กวินพร้อมแล้วบอกพี่นะ ใจจริงพี่อยากจะสู่ขอเรามาเลยด้วย”

“ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ”

“ก็แล้วทำไมเล่า สู่ขอมาเป็นคนรักของพี่”

“ไม่ขอก็เป็นอยู่แล้ว” คนตัวเล็กพูดหงุบหงิบเสียงเบาแล้วซุกหน้าลงไปกับอกอีกฝ่าย มันน่าเขินอายจะตาย

“จริงด้วย” วริษฐ์เห็นด้วยพร้อมหัวเราะขำออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข เขาชอบวันธรรมดาแบบนี้มากจริง ๆ จำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้ทำยังไงแบบไหนบ้าง “วันนี้ไปซื้อเสบียงตุนเข้าบ้านดีมั้ยครับ”

“ดีครับ บ่าย ๆ นะ ตอนนี้ผมขี้เกียจ”

“มิน่าขนฟู” วริษฐ์พูดกัดออกไปหนึ่งที แต่คนถูกกัดกลับทำหน้างงไม่เข้าใจ

“อะไรหรอครับ”

“หึ ขี้เกียจตัวเป็นขน”

กวินที่ได้ฟังก็ทำแก้มพองใส่ อะไรกันล่ะ แค่นอนเล่นโดนกัดซะงั้น ตัวเองนอนไม่ขยับเลยแท้ ๆ

“พี่อาร์ตก็ตัวสูงขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ”

มือหนาดึงแก้มอีกฝ่ายยืดด้วยความมันเขี้ยวกับการต่อปากต่อคำ

“หาว่าพี่สันหลังยาวหรอ”

“ครับ” อีกคนยิ้มแฉ่งที่ได้ตอบโต้



ช่วงบ่ายแก่ ๆ แดดร่มลมตกพอสมควร ทั้งคู่เดินจูงมือกันซื้อของ หยิบตุนสเบียงจนเต็มคันรถ ซื้อนั่นซื้อนี่ตุนเข้าบ้าน นอกจากของสดที่เอามาทำอาหารแล้ว ยังมีสารพัดขนม เพราะทั้งคู่ชอบดูหนังก็เลยมีป็อปคอร์นเอาไว้ทำเองที่บ้านติดมาด้วยหลายรสชาติ

กวินหยุดยืนมองของแปลก ๆ

“พี่อาร์ตดูนี่สิ”

“หืม?”

“ยาสีฟันรสไอติมวนิลาพุดดิ้ง”

“ฮะ?” อาร์ตก้มมองของในมือของกวิน คนตัวเล็กกว่ายิ้มแป้นตาเป็นประกายดูก็รู้ว่าอยากลองแค่ไหน อดไม่ได้ที่จะยกมือขยี้หัวอีกคนเบา ๆ “น่าลองดี”

“ใช่มั้ยครับ งั้นเอาไปลองแปรงกัน เผื่อจะเหมือนกินขนมหวาน แต่ฟันไม่ผุ”

“ครับ หยิบใส่รถเข็นมาเลย”

ทั้งคู่เดินเล่นหยิบอะไรก็คุยกันได้ไปหมดทุกอย่าง มันเพลินจนคิดว่า แบบนี้ตลอดไปเลยก็ดี... แต่ยังไม่ทันจ่ายเงินเสร็จ มือถือของกวินก็ดังขึ้น แม่ของเขาเองนี่นา ทุกทีก็ไม่ค่อยโทรมา

‘พรุ่งนี้กลับมาบ้านหน่อยนะ’ เสียงปลายสายดูแปลก ๆ ชอบกล

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

‘กลับมาบ้าน’

“แม่...”

ผมยังไม่เข้าใจเลย แม่พูดแต่ว่าให้กลับบ้าน พูดแค่นี้แล้วตัดสายใส่ผม ผมหันมองหน้าพี่อาร์ต

“อยู่ ๆ แม่ก็บอกให้ผมกลับบ้านพรุ่งนี้ ดูอารมณ์ไม่ดีด้วย”

“อือ อาจจะมีเรื่องอะไรก็ได้”

“ผมไม่ทันถามแม่ก็ตัดสายไปแล้วครับ”

“พรุ่งนี้ก็รู้ ให้พี่ไปเป็นเพื่อนมั้ย”

ผมส่ายหน้ารัว ๆ อันนี้ผมยิ่งไม่พร้อมเข้าไปใหญ่ ถ้าพี่อาร์ตมาจะให้แนะนำว่าอะไร จะอธิบายหรือบอกแบบไหนดี ผมไปเองดีกว่า หรือจะโทรหาพี่กรันต์ พี่ชายของผม เขาอาจจะรู้อะไรก็ได้

ผมกดหาพี่กรันต์ แต่ว่าไม่ติด ... ใกล้กำหนดกลับจากต่างประเทศ หรือพี่กรันต์จะอยู่บนเครื่องบินก็ไม่รู้ เฮ้อ พรุ่งนี้ก็รู้เองนั่นแหละ ช่างเถอะ พรุ่งนี้ก็คงรู้เอง...

เราทั้งคู่จัดการจ่ายเงินผมได้ช่วยพี่อาร์ตออกไปพันนึง ทั้งที่ตอนแรกอีกคนจะจ่ายคนเดียว ของตั้งเกือบสามพัน ผมไม่ยอมหรอก ค่าอะไรที่บ้านของพี่อาร์ต เขาก็ไม่ยอมให้ผมจ่าย แต่นี่มาด้วยกัน ผมไม่ยอมแน่ ๆ เราแบ่งปันกันทุกอย่าง มันควรรวมถึงเรื่องเงินด้วยที่จะแชร์กัน ไม่อยากรู้สึกว่ามาเกาะหรือเป็นภาระ อยากเป็นคนมาแชร์ทุกอย่างในชีวิต แบ่งปันคนละครึ่งมากกว่า คนละครึ่งกับพี่อาร์ต ไม่ใช่โครงการของใคร

อาร์ตเดินเข็น รถเข็นมาถึงที่รถ ขณะยกของเก็บท้ายรถ วูบนึงรู้สึกว่าซื้อมาเยอะเกินไป คิดว่าน่าจะกินไปได้อีกเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์ คงจะได้หมกตัวอยู่ในโลกของเรา ขลุกอยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่น โดยไม่ออกไปข้างนอกให้วุ่นวาย เพราะบ้านมีความสุข และที่สำคัญกวินทำอาหารอร่อย ตอนนี้เราใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนคู่แต่งงานใหม่



เช้าวันอาทิตย์

กวินตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว แล้วไปปลุกคนขี้เซาให้ตื่นขึ้นมากินข้าว เพราะเขากำลังจะกลับไปบ้านแล้ว อยากจะเติมกำลังใจก่อนไป

“พี่อาร์ต ตื่นเถอะครับบบบบ”

“อือ” คนถูกปลุกไม่ยอมตื่นง่าย ๆ แถมพลิกตัวมาดึงคนปลุกมากอดเอาไว้

“พี่อาร์ตตื่นครับ นี่ เสื้อผมจะยับหมดแล้วนะ”

“อยากนอนกอด”

“กอดมาทั้งคืนแล้ว ลุกมากินข้าวได้แล้ว 9 โมงแล้วนะครับ”

“ก็ได้ครับก็ได้”

คนตัวสูงยอมลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง มองอีกคนตาปรือ แบบยังไม่ตื่นเต็มที่นัก

“จะไปแล้วหรอครับ”

“ครับ” คนตัวเล็กตอบรับพร้อมพยักหน้า และขยับไปหอมแก้มอีกคน “ผมไปบ้าน ก็อาจจะกลับพรุ่งนี้ เจอกันที่ทำงานเลยนะ”

“อือ ก็ได้ พี่จะคิดถึงกวินทั้งคืนเลย”

“พี่อาร์ตเว่อร์ไปแล้วครับ” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่คำพูดของพี่อาร์ตก็ทำให้เขามีรอยยิ้มกว้าง

กวินยิ้มสดใสโบกมือบ๊ายบายคนงัวเงีย ก่อนเดินทางกลับบ้าน บ้านของตัวเองจริง ๆ ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ที่บ้านมันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่



กวินนั่งรถกลับถึงบ้าน ยิ่งใกล้ถึงบ้าน เขาก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด หลายนาทีที่เขายืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน มองจ้องบ้านหลังใหญ่ ที่เขาไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นบ้านเลยแม้แต่น้อย มันไม่เคยอบอุ่น ไม่เคยเป็นที่ ๆ เขาพยายามกลับมาเพื่อเติมพลังหรือพักใจ มันเคยเป็นสถานที่หลบซ่อนเมื่อครั้งหนีจากเติ้ล แต่นอกนั้นที่นี่เหมือนกรงขัง

เขาสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนไขประตูเข้าไปในบ้าน รู้สึกไม่ดียังไงก็ไม่รู้ บ้านมันดูเงียบ เขาเดินเข้าสู่ตัวบ้าน และส่งเสียงเรียก

“แม่ พ่อ”

กวินเดินเข้าไปในบ้านถึงเจอว่าพ่อนั่งอยู่ที่โซฟา กับแม่ ทั้งคู่ดูเงียบ ๆ บรรยากาศอึมครึมจนรู้สึกได้เลยว่านี่มันไม่ปกติ

“สวัสดีครับ”

แม่ลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหากวิน กวินคิดว่าแม่จะกอดแต่ว่า

เพียะ!

กวินโดนตบหน้าอย่างแรงจนหน้าหัน เขาเจ็บแล้วก็ชาแต่ที่มากกว่านั้นคือ เขาไม่เข้าใจทำไมเขาต้องถูกแม่ตบด้วย เขาหันกลับมามองแม่ด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรหลุดออกมา แม่เพียงแต่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะฟาดมือลงมาตามตัวอีกครั้ง

“แม่ กวินเจ็บ..” กวินร้องออกมา เขาไม่คิดว่าโตขนาดนี้แล้วจะยังต้องถูกตีอีก และที่เขาไม่เข้าใจเลยก็คือ เขาทำผิดอะไร เขาทำผิดอีกแล้วหรอ

แม่ตีผมอีกหลายครั้ง

“น่าอับอาย!แกมันน่าอับอาย!”

.



[ไม่รู้ว่ายังอัพได้มั้ยนะคะ ไม่ได้อัพมาเกือบปีเต็ม ๆ สารภาพผิดว่าหมดไฟจริง ๆ ทั้งที่ตามพลอต

อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว ฮือออออ ขอโทษจริง ๆ นะคะ จะพยายามเข็นออกมาให้ได้]

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 30 บ้านที่แท้จริง



นอกจากคำพูดร้ายกาจที่ผู้เป็นแม่พูดออกมา กวินยังทั้งถูกตีถูกหยิก ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยคิดว่าโตขนาดนี้แล้ว ยังต้องถูกลงโทษแบบนี้อีก กวินพยายามร้องขอเหตุผลว่าทำไมต้องถูกทำแบบนี้แต่ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา

เขาพยายามปัดป้อง และไม่ตอบโต้อะไรกับสิ่งที่แม่ทำ ถึงแม้จะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม

เขาทำอะไรผิดอีกเหรอ?



ผู้เป็นพ่อไม่พูดอะไรสักคำ ไม่แม้แต่ห้ามปราม เขาลุกขึ้นและเดินตรงมา ดวงตาที่มองจ้องทำให้กวินกลัวยิ่งกว่าเดิม มันว่างเปล่า

กวินตัดสินใจว่าจะหนี ยังไงก็ช่าง ไม่อยู่แล้วบ้านหลังนี้ เขาขยับเตรียมจะไป แต่พอหันหลังกลับพบว่าตัวเองถูกล้อมไปด้วยใครก็ไม่รู้ ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนโผล่มายืนล้อมทางออกเอาไว้ พวกเขาขยับมาใกล้เรื่อย ๆ ราวกับกำลังไล่ต้อน

“แม่ครับ พ่อ ปล่อยกวินไปเถอะนะ ผมจะกลับแล้ว”

พวกนั้นคว้าจับกวินล็อคเอาไว้กับที่ขยับหนีก็ยิ่งจับแน่นขึ้น เจ็บจนนิ่วหน้า สุดท้ายก็สู้แรงไม่ไหวขยับตัวหนีไม่ได้ ฝ่ามือหยาบจับไปตามตัว คนพวกนั้นค้นตัวกวิน หยิบเอามือถือและกระเป๋าเงินของกวินออกมา

“เฮ้ย ทำอะไร อย่าจับ!”

“ชอบใช่มั้ย เวลาผู้ชายถูกตัว”

น้ำเสียงราบเรียบจากผู้เป็นพ่อดังออกมาเป็นประโยคแรก แต่กลับทำให้กวินตกใจสุดขีด หรือว่าพ่อแม่จะรู้แล้วว่าเขาเป็นเกย์

“ไม่ใช่แบบนั้น... ไม่ใช่ฟังผมก่อน”

“เนรคุณ!”

ผู้เป็นแม่ตะโกน น้ำเสียงดังและแหลมสูงจนแทบจะเป็นเสียงกรีดร้อง น้ำเสียงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่หน้ากวิน

“ฉันเลี้ยงแกมาไม่ดีตรงไหน!”

“แม่ กวิน...”

“ขายขี้หน้าไปทั่ว เคยคิดมั้ยคนอื่นเขาจะอยู่ยังไง จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

“กวินไม่ได้ทำอะไรเสียหาย”

เพี๊ยะ

กวินถูกตบจนหน้าหันเป็นครั้งที่สองครั้งนี้จากพ่อบังเกิดเกล้า รอบนี้ถูกตบแรงมากจนนอกจากหน้าจะชาแล้วปากยังปริแตกจนเลือดไหล

แค่เขารักพี่อาร์ต เขาผิดตรงไหน ก็แค่พี่อาร์ตเป็นผู้ชายเหมือนกัน ก็แค่เขาชอบผู้ชายด้วยกัน แค่เขาเป็นเกย์ ทำไม ทำไมต้องถูกทำรุนแรงแบบนี้



ทางกายว่าเจ็บแล้ว ทางใจเจ็บยิ่งกว่า...



“ฉันจะส่งแกออกไปให้ไกลแล้วไม่ต้องกลับมาอีก”

“พ่อกับแม่แค่ ...” เขาตอบออกไปเสียงสั่นด้วยความกลัว “แค่ปล่อยผมไป แล้วผมจะไม่กลับมาอีก”

“ต้องไปให้ไกลกว่าไอ้พวกชอบยุ่งนั่น”

แล้วต้องไปไกลแค่ไหน ผมไปเองก็ได้ แค่ขอให้ปล่อยผมไป พี่อาร์ตครับ พี่อาร์ตช่วยผมที ผมไม่น่ากลับมาเลย ต้องไปหาพี่อาร์ต

“เอาตัวไป”

“พ่อครับ! แม่! อย่าทำแบบนี้เลย! ปล่อยผมไป!”



ไม่ว่าจะพูดอะไร จะขอร้องอ้อนวอนยังไงก็ไม่มีผลกวินถูกลากไปขังไว้ในห้องของตัวเองที่ชั้นบน ประตูถูกล็อคจากด้านนอก ห้องของกวินเละไปหมดจากการถูกรื้อค้น คงจะตามหา แต่เขาไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเลยเกี่ยวกับพี่อาร์ต

กวินได้แต่นั่งบนเตียงนอน ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว เขาคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ ข้างนอกเงียบกริบ ไม่มีอุปกรณ์ทำแผล อาหาร หรือแม้แต่น้ำ หรือว่าที่บอกจะส่งเขาไปไกล หมายถึงโลกหน้ากัน...

เขาคิดมาเสมอว่าพ่อแม่คงแค่กดดัน คาดหวังให้เขาได้ดี ถึงได้พยายามจะให้เขาเป็นแบบนั้น เพื่อจะเอาไปอวดคนอื่นได้บ้าง เขาคิดว่าอย่างน้อยก็คงเป็นความหวังดี แต่ไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ไม่ได้รักเขาสักนิด ไม่เคยคิดว่าจะเกลียดชังกันขนาดนี้ ไม่รู้ว่าสายตาของคนอื่นมีความสำคัญกว่าเขา ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ ๆ ไม่คิดว่าตัวเองจะไร้ความสำคัญมากขนาดนี้มาก่อน

กวินยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่มันไหลออกมาเอง พยายามคิดหาทางออกแต่สมองกลับนึกย้อนไปถึงอดีตที่เจ็บปวดความคาดหวังที่กดทับมาตั้งแต่เด็ก เวลาไม่ได้อย่างใจพ่อแม่ เขาถูกตี ถูกดุ ถูกเปรียบเทียบกับพี่ชายหรือคนอื่นมาตลอด เขาถึงได้พยายามอย่างหนักแต่ก็ยังไม่พอ จนตอนนี้ที่คิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี

“ฮึก...พี่อาร์ต ...กวินอยากกลับบ้าน”

ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขา ยังห่างไกลจากคำนั้นอีกมาก

“พี่อาร์ต...”

อยากให้พี่อาร์ตกอดเอาไว้ อยากให้พี่อาร์ตบอกว่าภูมิใจในตัวเขา

แต่ในเมื่อชีวิตจริงไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ต้องพยายามหาทางด้วยตัวเอง ต้องออกไปให้ได้ เพื่อกลับไปเจอคนสำคัญที่อยากเจอ เพื่อกลับบ้านที่เป็นบ้านจริง ๆ





กว่าวริษฐ์จะลุกขึ้นมากินอาหารที่กวินเตรียมไว้ให้ก็สายมากแล้ว เขานอนเพลินเพราะคนที่ปลุกออกจากบ้านไปนานแล้ว กวินเหมือนก้อนพลังงานของเขา เขาขับเคลื่อนด้วยเสียงเรียกเสียงปลุกของออกฝ่าย พอไม่อยู่จึงเชื่องช้ากว่าทุกที

กับข้าวที่กวินทำเอาไว้อร่อยมาก มันอร่อยเสมอมา เขารักอาหารของกวิน เพราะอาหารที่คนรักทำมีความพิเศษยิ่งกว่าร้านอาหารห้าดาวร้านไหน ๆ ที่เขาเคยได้กิน อร่อยจนเขาต้องทักไปชม ไปอ้อนสักหน่อยว่าอาหารอร่อย ให้เกินร้อย แต่นั่งเฝ้ามือถือเป็นชั่วโมงแล้ว ไม่มีข้อความตอบกลับมาเลย วริษฐ์คิดว่าอาจจะเพราะได้กลับไปบ้านบ้างอยากใช้เวลากับครอบครัวที่นาน ๆ ทีจะได้เจอหน้าอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา คงจะคุยกันจนไม่ได้จับมือถือ



ครอบครัว เขาเองก็อยากเจอบ้างเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพอ

วริษฐ์ลุกไปหยิบอัลบั้มรูปที่ถูกซ่อนเอาไว้ เขาเจอพวกมันซ่อนอยู่ หลังจากพ่อเสียได้สักระยะ แต่ไม่กล้าพอจะไล่ดู เพราะภาพแรกที่เป็นรูปถ่ายพ่อแม่ลูก เขาก็เจ็บปวดแล้ว ...เพราะเหตุการณ์แบบในภาพ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อีก ตอนนี้เหลือเขาแค่คนเดียว

พ่อทิ้งอะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับแม่ไป แต่อัลบั้มพวกนี้ พ่อคงไม่กล้าทิ้งมัน แต่คงทนไม่ได้ที่ต้องเห็น จุดที่มันอยู่จึงเป็นที่เก็บของใต้เตียง ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้

ถ้าไม่มีกวิน เขาคงไม่กล้านั่งดูรูปพวกนี้ แต่เพราะว่ามีอีกคนเข้ามา อัลบั้มรูปพวกนี้จึงทำให้เขาเหงาน้อยลง เพราะนอกจากรูปถ่าย เขาก็มีใครสักคนให้พักพิงแล้ว



แม่ของเขาเป็นคนสวย และพ่อก็ดูดีมาก รูปสีซีดแต่รอยยิ้มของคนในภาพไม่จางไปเลยแม้แต่น้อย สวนน้ำ สวนสัตว์ ทะเล ที่ ๆ เคยไปด้วยกัน ตอนนั้นคงมีความสุขมาก แต่ไม่รู้ว่าทำไมความสวยมันถึงได้พังทลายลง

เขาไม่รู้หรอก ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็ก...

วริษฐ์กดมือถือโทรหากวิน แต่กลับเจอระบบฝากข้อความ

“ปิดเครื่องหรือแบตหมด” วริษฐ์บ่นพึมพำก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้าที่ให้มันอยู่ที่เดิม

กวินคงกำลังยิ้มสดใส หรือว่าจะมีเรื่องเครียด ๆ กับที่บ้าน เขานึกถึงสีหน้าของกวินตอนที่ที่บ้านโทรมาตามได้

“เฮ้อ ให้ตายสิ”

วริษฐ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อยากไปหา แค่เห็นเงา เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี แต่น่าเสียดาย ระหว่างเรายังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกมาก เขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านกวินอยู่ไหน



เหงา...แต่เขาพยายามทำใจยอมรับว่าเอาลูกเขามากอดนานเกินไปแล้ว คืนครอบครัวเขาไปบ้าง



แต่นี่มันก็เย็นแล้วนะ ไม่คิดดูมือถือบ้างหรือไงกวิน... ปล่อยแบตหมดได้ยังไง



คิดถึงจะตายอยู่แล้ว





กวินหันมองรอบห้อง เขาจำได้ว่าห้องนี้มีหน้าต่าง...แต่มีชั้นหนังสือตั้งบังอยู่ คนอื่นคงจะลืมไปแล้ว แต่เจ้าห้องของอย่างเขา ยังจำมันได้ คงต้องออกทางนั้น กวินค่อย ๆ ขยับของลงจากชั้น แล้วลากชั้นออกมา พยายามออกแรงให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเงียบได้ แสงสว่างจากด้านนอกลอดเข้ามา เขามุดเข้าไปดูหน้าต่างมันยังเปิดได้

พวกคนข้างนอกห้องเองก็คงจะไม่ได้สนใจเขาเท่าไหร่ รอฟ้ามืด เขาจะไปจากที่นี่ ไม่กลับมาอีก พอกันที

เขาคิดจะปีนแต่ในห้องไม่มีเชือกให้ยึดใช้ไต่ ถึงจะแค่ชั้นสอง แต่ถ้าโดดลงไปเลยมีหวังหนีไม่พ้น

กวินคิดก่อนขยับเตรียมของ ผ้าห่ม เสื้อกันหนาวตัวหนา และผ้าปูที่นอนถูกเอามามัดรวมกัน ตั้งใจใช้แทนเชือก ยังไงก็ดีกว่าโดดลงไปเลย ถ้าเจ็บก่อนคงไปไม่พ้นบ้านนี้

เสียงก๊อกแก๊กหน้าประตูทำให้กวินยัดของที่เตรียมไว้ลงใต้เตียง ภาวนาให้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนในบ้าน ฟ้าด้านนอกมืดแล้วคงไม่เห็นว่าตู้มันขยับออกมา กวินลุกขึ้นไปยืนหน้าประตู ยังไงเขาก็จะทำให้อีกฝ่ายเห็นสภาพในห้องน้อยที่สุด

“พี่...” พอเปิดออกเป็นพี่ชายของเขาเอง ที่ยื่นถุงมาให้ ทั้งยาและอาหาร

“กินซะกวิน พรุ่งนี้ต้องเดินทาง”

พี่ชายมองใบหน้าน้องชายที่มันบวมช้ำ ในใจนึกสงสาร เขาไม่เคยมีเรื่องทะเลาะ หรือขุ่นเคืองใจกับน้องชายมาก่อน เราไม่ได้สนิทสนมกัน เพราะเหมือนต้องแข่งกันเองอยู่เสมอ และเขาชนะมาตลอด มันเลยไม่เคยมีความรู้สึกอิจฉาหรือเกลียดชัง ถึงจะไม่ชอบใจที่น้องชายเป็นเกย์ แต่คงไม่ได้รู้สึกแบบที่พ่อแม่รู้สึกล่ะมั้ง

“พี่กรันต์ ปล่อยกวินไปได้มั้ย”

“พรุ่งนี้เราไปพร้อมกัน พรุ่งนี้กวินก็ได้อิสระแล้ว”

“ไปไหน”

“ต่างประเทศ”

“หืม?”

“พ่อแม่อยากให้เราไปให้ไกล ๆ แล้วพี่จะไปส่งนะ”

“พ่อแม่เขารักกวินมั้ยพี่”

“คง...” กรันต์ตอบได้ไม่เต็มปากดีนัก จากสิ่งที่พ่อแม่ทำ แต่ก็อาจจะเป็นเพราะรักมาก “คงจะรักแหละ แต่หน้าตาชื่อเสียง... และเขาคงผิดหวัง”

“ก็น่าจะปล่อย ๆ ผมไป”

“อดทนนะ พรุ่งนี้ แล้วค่อยไปเริ่มต้นใหม่”

“พี่...”

กรันต์ปิดประตูไปในทันที ส่วนกวินกำลังรอให้บ้านเงียบ คิดซะว่าเขาตายไปเลยก็ได้ จัดงานศพประกาศบอกคนทั้งโลกก็ยังได้ แล้วต่อไปไม่มีกวิน ให้เขาเปลี่ยนนามสกุลไปเลย ทำไมต้องมาบังคับให้ไปต่างประเทศ เพื่อให้พ่อแม่รักษาหน้าตาเอาไว้ด้วย

กวินไม่กล้ากินน้ำและอาหารที่ได้มา ถ้ามีอะไรแปลกประหลาดคงลำบาก มาตอนนี้เขาไม่ไว้ใจคนที่บ้านตัวเองเลยแม้แต่น้อย ในสมองขุดคุ้ยเอาประสบการณ์จากหนังมาปรับใช้ ทำให้ยิ่งระแวดระวัง เขายอมทนคอแห้งดีกว่า ต้องหนีให้พ้น เขาคิดขณะนั่งมัดเชือกจากผ้าที่มีกับขาเตียงที่หนัก พอรับน้ำหนักของเขาไหวแหละ



บ้านเงียบไปแล้ว ทุกคนอาจจะนอน คนที่เฝ้าเขาคงจะกลับไปแล้ว เขาไม่ได้อันตราย ไม่ได้ต่อยตีเก่ง จนต้องมีคนร่างใหญ่ตัวบึกมาคอยเฝ้า เขาแอบมองจากทางหน้าต่าง ข้างนอกเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรเลยจริง ๆ



เขาเปิดหน้าต่าง ก้มมองดู สูงแค่ชั้นเดียวสบาย และค่อย ๆ หย่อนเชือกที่ทำจากผ้าลงไป ใช้แรงดึงเทส จนมั่นใจว่ามันแข็งแรงพอ จะไม่หล่นหรือเขยื้อนจนเกิดเสียงดังกวินจับเชือกผ้า ค่อย ๆ ไต่ เขาได้ยินเสียงเตียงขยับเขยื้อน ไม่ดังมาก



รอบบ้านเงียบกริบ เขาลงมาถึงพื้นจนได้ เขาโยนเก็บชายเชือกผ้าซ่อน แล้วย่องไปที่ข้างบ้าน หามุมเหมาะ ๆ ปีนกำแพงข้ามไป ทันทีที่ถึงโดดถึงพื้นนอกรั้วบ้าน กวินนิ่งเพื่อรอดูสถานการณ์ ไม่มีอะไร เขาไม่ใช่พวกก่อการร้ายสักหน่อย กวินเดินห่างจากบ้าน และออกวิ่งทั้งที่ไม่มีรองเท้าใส่ หาแท็กซี่สักคันพาเขากลับสู่พี่อาร์ต



กวินวิ่งออกไปหาถนนใหญ่ ฝ่าเท้าของเขาเจ็บแต่ไม่หยุดวิ่ง เหมือนจะเหยียบเศษแก้ว จะยังไงก็ช่าง ต้องไปให้ไกล เขายังเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านซอยที่เคยผ่านมาตลอดชีวิต แต่ม่เคยกลัวเท่านี้มาก่อน กลัวจะไม่ได้เจอพี่อาร์ต



กวินเรียกรถแท็กซี่ได้เรียบร้อย บอกให้ไปส่งตามที่อยู่บ้านของวริษฐ์ ตลอดเวลาที่อยู่บนรถ กวินคิดแต่ว่ารอดแล้ว รถแท็กซี่จอดที่หน้าบ้าน เขารู้สึกว่าตัวเองหายใจเต็มปอดสักที

“พี่รอแปปนึงนะครับ ผมไปเอาเงินในบ้านก่อน”

ผมเปิดประตูลงจากแท็กซี่ และตะโกนเรียกคนในบ้าน

“พี่อาร์ต พี่อาร์ตครับ” นี่ยังไม่ดึกมาก พี่อาร์ตยังไม่นอนหรอก

“น้องจะโกงค่าโดยสารพี่หรอ”

คนขับรถเปิดกระจกออกมากล่าวหา

“เปล่าครับ แปปนะครับ”

ถึงบ้านจะมืดไปหมด ตอนนี้ก็คงนอนดูหนัง ไม่ก็เล่นเกมอยู่

“พี่อาร์ต!” กวินตะโกนดังขึ้น สักพักไฟที่ชั้นสองก็สว่าง ทำให้เขาใจชื้น ก่อนได้ยินเสียงตึงตังและเสียงเปิดประตู

“ไหนว่าไม่กลับ แล้วกุญแจ”

“พี่อาร์ตจ่ายค่าแท็กซี่ให้ผมทีครับ”

คนตัวสูงรีบกลับเข้าไปในบ้าน หยิบเงินมาส่งให้ พร้อมไขประตู กวินส่งเงินให้พี่คนขับ พอดีกับที่ประตูบ้านเปิดออก เขาโผเข้ากอดอีกคนทันทีจนวริษฐ์เองก็งง

“อะไรครับ คิดถึงพี่จนทนไม่ไหวหรอ”

“อื้อ พี่อาร์ต” ทันทีที่ได้กอด ความเข้มแข็งที่มีก็หายไปหมด กวินกอดอีกคนแน่นแล้วเริ่มร้องไห้ วริษฐ์ไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่าเกิดอะไร

“ไปเจออะไรมา เข้าบ้านก่อนดีกว่า”

เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ได้สวมรองเท้า เขาถึงได้อุ้มอีกคนขึ้นมา แล้วยกคนตัวเล็กเข้าบ้าน

“กวินมันเกิดอะไร”

“ฮึก ผมหนีออกมาจากที่บ้านครับ” กวิณยังกอดอีกคนแน่นไม่ยอมปล่อย พูดเสียงอู้อี้อยู่บนไหล่

“หนี?”

“เขารู้แล้วว่าผมเป็นเกย์”

“อ่า” วริษฐ์กระชับกอดอีกคนแน่น

“พวกเขาจะส่งผมไปไหนไม่รู้ ฮึก ผมถูกขัง ก็เลยพยายามหนีออกมา”

“ทำขนาดนั้นเลยหรอกวิน”

“ผมกลัวครับ”

“ไม่เป็นไรพี่อยู่นี่แล้วนะ” คนตัวสูงกอดลูบแผ่นหลังสั่นเทาของอีกคนเป็นเชิงปลอบ กวินปล่อยโฮออกมาเสียงดังมีแค่อ้อมกอดของพี่อาร์ตเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย

“เราอยู่บ้านแล้ว ปลอดภัยแล้วนะครับ”

กวินพยักหน้ารับทั้งที่ยังคงซุกอยู่กับไหล่ ที่พักพิงเดียวของเขา

“ไม่เป็นไรแล้ว เราไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีก ต่อไปจะมีแค่เรา”

“กวินกลัวพี่อาร์ตไม่ปลอดภัย”

“เขาคงไม่กล้าขนาดนั้นหรอกมั้งครับ”

คนซุกเงยมองสบตาอีกคนทั้งน้ำตานองหน้า “เขาฮึก อาจจะทำ”

“พี่ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วก็จะปกป้องเราเอง”

วริษฐ์โอบกอดกวินเอาไว้แน่น อีกคนถึงได้ก้มหน้าซุกอกอีกคนตามเดิม ให้มือหนาที่อบอุ่นคอยลูบปลอบนานสองนานจนใจสงบลง

“อาบน้ำล้างตัวดีมั้ยครับ แล้วกินอะไรมาหรือยัง”

คนในอ้อมกอดที่สงบนิ่งเพราะกำลังซึมซับไออุ่นกับกลิ่นหอม ๆ จากตัวคนรักจำต้องเงยหน้าขึ้นหา

“พี่อาร์ต อาบด้วยกันได้มั้ยครับ”

“หืม?”

“ผมไม่อยากห่างพี่อาร์ตเลยครับ”

ไม่พูดเปล่ากลับกระชับแขนกอดแน่นเหนึบกว่าเดิม

“ได้สิครับ ไปนะไปอาบน้ำกัน”

วริษฐ์ช้อนอุ้มคนอ้อนขึ้นมาอีกครั้ง และพาตรงไปยังห้องน้ำ เขาเองก็อยากสำรวจร่างกายอีกคนด้วยเหมือนกัน ว่าเจ็บตรงไหนบ้าง เห็นแต่ว่าหน้ามีรอยช้ำ

พอถอดเสื้ออีกคนออกก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า นี่ลูกของเขาเองแท้ ๆ เลือดเนื้อของตัวเอง กลับทำร้ายได้ขนาดนี้ทั้งรอยตีรอยหยิกเต็มตัวไปหมด ทำลงได้ยังไง

วริษฐ์ใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ แตะไล้ไปตามรอยพวกนั้น

“เจ็บมากมั้ย”

“ฮึก เจ็บครับ” กวินร้องไห้ออกมาอีกรอบ ที่ร่างกายไม่เจ็บเท่าไหร่ ไม่ได้เจ็บจนอยากร้องไห้ แต่ร่องรอยพวกนั้นเหมือนจะตะโกนใส่หน้าเขาว่าพ่อแม่ของเขาไม่ได้รักเขาสักนิด ไม่ว่าจะตอนไหน

วริษฐ์ลูบหลังปลอบ “เดี๋ยวอาบน้ำก็จะรู้สึกดีขึ้น พี่ทายาให้นะ” วริษฐ์ข่มความโกรธเอาไว้ข้างใน เขาโกรธแค้นแทนกวิน ถ้าหากรู้ว่ากลับไปต้องเจอครอบครัวทำร้ายแบบนี้ ไม่ให้ไปดีกว่า

กวินพยักหน้า แล้วให้อีกคนพาไปอาบน้ำ พอเท้าถูกน้ำถึงกับสะดุ้ง

“เป็นอะไร”

“แสบเท้า”

“คงถูกอะไรบาดแน่เลย เล่นถอดรองเท้าแบบนั้น”

“ผมไปเอามาใส่ไม่ได้นี่นา เดี๋ยวถูกจับได้”

“อืม ดีที่กลับมาได้แล้ว จะไม่ปล่อยให้ไปแล้วนะครับ ครอบครัวอะไรนั่น”

“ไม่กลับไปแล้วครับ”

วริษฐ์พยักหน้าเขาช่วยอาบน้ำให้กวินจนเรียบร้อย เอาผ้าเช็ดตัวห่อตัวอีกคนเอาไว้ พยายามจะดูแลทะนุถนอมชดเชยกับที่อีกคนต้องเจอเรื่องไม่ดีมา กวินถูกอุ้มอีกครั้ง เพราะเท้าเจ็บวริษฐ์ไม่อยากให้เดิน

เขาพากวินไปนั่งที่เก้าอี้ หยิบยาทาแก้ฟกช้ำมาป้ายให้ตามรอยช้ำบนตัว ก่อนนั่งกับพื้นเพื่อดูแผลที่ฝ่าเท้า

“เดี๋ยวตรงนั้นผมทำเอง”

“พี่ทำให้”

วริษฐ์จับเท้าอีกคนให้วางเอียงบนตัก มันมีรอยบาดอยู่หลายรอยดีที่ไม่ลึก เขาใช้น้ำเกลือล้างอีกทีแล้วป้ายเบตาดีนให้ แปะพลาสเตอร์เพื่อกันฝุ่นสิ่งสกปรก

“วันนี้กับพรุ่งนี้ ห้ามเดินนะครับ”

“เดินได้ครับแผลนิดเดียว”

“ไม่เอา ไม่ให้เดิน จะเอาอะไรบอก จะลุกไปไหนจะอุ้ม”

กวินกระพริบตาปริบ ๆ มองคนตรงหน้า น้ำตาจะไหลออกมาอีกรอบ ถึงที่พี่อาร์ตทำให้มันจะดูโอเวอร์เกินไป แต่ก็ห่วงใยเขามากกว่าคนสายเลือดเดียวกัน

“จะร้องไห้อีกแล้ว” วริษฐ์เอ่ยทักเมื่อเห็นอีกคนทำตาแดง ๆ ใส่ “หิวมั้ยครับ”

“หิวครับ” เขายังไม่ได้กินอะไรเลยทั้งน้ำทั้งอาหารพอรู้สึกสบายปลอดภัยก็เริ่มหิวขึ้นมา

“งั้นนั่งรอแปปนึงนะครับ”

คนตัวสูงเดินไปครัวเพื่อทำอาหารง่าย ๆ ต้มบะหมี่สำเร็จรูปใส่ไข่ให้อีกคนกินรองท้องไปก่อน เตรียมทั้งน้ำ อาหารและขนมขนไปให้คนที่รอ

“หอมมั้ย”

“มาก ๆ เลยครับ”

กวินเริ่มกินอาหาร รู้สึกว่ามันอร่อยมากเป็นพิเศษ เขารู้แค่ตอนนี้เขาปลอดภัย มีพี่อาร์ตอยู่ข้าง ๆ เขาไม่กลัวอะไรแล้ว ส่วนเรื่องอื่นเขาคิดอะไรไม่ออก ให้มันเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

.

.

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

ออฟไลน์ cakecoco-boom

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 196
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
รอตอนต่อไปนะคะ :pig4:

ออฟไลน์ RingoPle

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 85
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-4
บทที่ 31 อนาคตของเรา (สนับสนุนสมรสเท่าเทียม)



ยามเช้ามาเยือนอีกครั้ง หลังผ่านคืนที่หนักหน่วง กวินรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก่อนอีกฝ่าย ขยับผละออกจากอกอุ่นที่นอนกอดซุกมาทั้งคืน แหงนมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงหลับสนิท มือลูบไล้ไปตามใบหน้าแผ่วเบา ในสมองมีความคิดตีกันมากมาย การตัดขาดจากที่บ้าน แล้วใช้ชีวิตอยู่กับพี่อาร์ตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันควรจะเป็นแบบนั้น ชีวิตของเขาควรจะเรียบง่าย เขาควรจะได้เลือกมันเอง แต่...เขากำลังกังวล กลัวว่าที่บ้านจะทำอะไรอีก เขาไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าที่บ้านจะน่ากลัวมากขนาดนี้ เขาควรต้องไปตามที่ที่บ้านสั่ง เขาต้องไปให้พ้นหูพ้นตา ไม่อยากพาเรื่องวุ่นวายเขามาในชีวิตพี่อาร์ต

หรือเขาควรจะไปต่างประเทศ รักทางไกลจะไหวหรือเปล่า... แล้วเขาจะต้องจากพี่อาร์ตไปแล้วหรอ เราเพิ่งรักกันได้เอง เพิ่งจะได้มีความสุขด้วยกัน

กวินคิดไม่ตกเลยว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองต่อ



เสียงนาฬิกาดังปลุก ทำให้วริษฐ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มือหนาควานปิดเสียงนาฬิกาปลุกทั้งที่ตายังไม่ลืมดี

“อรุณสวัสดิ์ครับ” กวินร้องทักเบา ๆ ทันทีที่เปลือกตาของอีกฝ่ายมีการขยับ

“อือ” เขาเห็นกวินอยู่ในอ้อมกอดนอนมองหน้าเขาอยู่ วริษฐ์ยิ้มเล็ก ๆ ก่อนยื่นหน้าไปจูบที่หน้าผาก กวินซุกหาเหมือนอ้อน อ้อมกอดอุ่นทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสบายใจ

“พี่อาร์ตครับ”

“หืม?”

“พี่อาร์ตคิดยังไงกับรักทางไกล”

คนเพิ่งตื่นเจอคำถามแบบนี้ไปถึงกับงุนงงไปชั่วขณะหนึ่ง “ไม่รู้สิครับ” เขาตอบออกไปแค่นั้น เพราะยังสมองตื้อ ๆ วริษฐ์ใช้เวลาประมวลผลคำถามหลายนาที “ไม่ชอบไกล ๆ ใกล้กัน กอดกันก็อุ่นกว่า” วริษฐ์พูดพร้อมกับกระชับวงแขนกอดอีกฝ่ายแน่นมากขึ้น

“งั้นหรอครับ” พอได้ยินคำตอบใบหน้าของกวินแสดงออกชัดถึงความวิตกกังวล แทนที่อาการเขินอายเช่นทุกที

“มีอะไรหรือเปล่า”

“ผมว่าจะไปต่างประเทศครับ”

“อยากไปเที่ยวหรอครับ” วริษฐ์ถามกลับแต่คิดว่าคงไม่ใช่

กวินส่ายหน้าตอบ “ไปอยู่ที่ต่างประเทศ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ที่บ้านอยากจะส่งผมไปให้ไกล ๆ ครับ เพราะว่าอับอายที่มีผมอยู่”

“ก็มาอยู่กับพี่”

“ไม่ครับ ผมว่าคงไกลไม่พอ ผมกลัวเขามาวุ่นวายกับพี่” ...เพราะว่าผมอยู่กับพี่มาตลอด ที่บ้านถึงได้รู้ แล้วก็ตามมาแบบนี้...

“พี่ไม่กลัว”

“กวินกลัวครับ ถ้าพี่ต้องเจ็บตัวเพราะผม”

“งั้นไปด้วยกัน” วริษฐ์พูดออกมาสบาย ๆ เหมือนกับว่าที่ ๆ จะไปคือร้านอาหาร คือห้างแถวบ้าน

“อ่ะ!ฮะ อะไรครับ”

“ไปต่างประเทศด้วยกัน”

“ไม่ดีหรอกครับ”

“ทำไมล่ะ กวินไม่อยากให้พี่ไปด้วยหรอ”

คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้าปฏิเสธรัวเร็ว “ไม่ใช่ครับ อยากสิ กวินอยากอยู่กับพี่”

“งั้นก็ไปด้วยกัน”

“พี่อาร์ต” กวินเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่ว “พี่อาร์ตต้องทิ้งทุกอย่างเลยนะครับ ทิ้งทุกอย่างเพื่อผม ไม่ดีหรอกครับ”

“สำหรับพี่กวินสำคัญที่สุด” วริษฐ์จับมืออีกฝ่ายข้างที่สวมแหวนขึ้นมากุมเอาไว้ “พี่ทิ้งทุกอย่าง ไม่สิ เราทิ้งทุกอย่างแล้วไปเริ่มใหม่ด้วยกันดีมั้ย” พูดจบวริษฐ์ยกมืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้วจุมพิตลงไปที่นิ้วเรียว

“พี่อาร์ต...”

“ที่ไหนก็ได้แค่มีเรา”

กวินสวมกอดอีกฝ่ายแน่น ทำท่าจะร้องไห้อีกแล้ว เขาคิดว่าตัวเองขี้แยเกินไปแล้ว

“พี่มีเราก็พอแล้ว” วริษฐ์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เหมือนกำลังโอ๋เด็กตัวเล็ก ๆ มือหนาลูบหัวปลอบไปด้วย

“อือ ไปด้วยกันครับ”

“วันนี้ลางานแล้วกันนะ”

“อีกแล้วหรอครับ” กวินตอบเสียงอู้อี้เพราะยังซุกอยู่กับอก

“อื้อ เดี๋ยวเราก็ลาออกหนีแล้ว” วริษฐ์หัวเราะเบา ๆ

“อ่า”

“จะได้หาข้อมูลที่ ๆ จะไป จะได้มาจัดการความคิด อะไรหลาย ๆ อย่างที่มันยังวุ่นวายด้วย”

“นั่นสินะครับ”

“ไปทำงานตอนนี้ ทำงานไม่รู้เรื่องหรอกครับ”

กวินพยักหน้ารับคำ ก่อนผละออกจากอ้อมกอดอุ่น ลาก็ดีตอนนี้เจ็บเท้ามากกว่าเมื่อคืนซะอีก



วริษฐ์ขยับหันไปหยิบมือถือ พวกเขาผลัดกันโทรไปหาหัวหน้างานตัวเองเพื่อลางาน ดีที่มีหัวหน้างานคนละคนกัน ไม่งั้นใช้เบอร์เดียวกันโทรไปคงถูกจับได้ว่าลามานอนด้วยกัน

กวินลาป่วยบอกว่าเกิดอุบัติเหตุ เดินไม่ไหว ส่วนวริษฐ์เองก็ป่วยเป็นไข้ พอลาเสร็จเรียบร้อยกลับมานอนกอดกันบนเตียง อ้อมกอดอบอุ่นปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ



“หิวหรือยัง”

“ยังครับ”

“งั้นนอนกันอีกหน่อย”

“จริง ๆ หิว” กวินพูดออกไปแบบนั้น เขาเครียดแล้วอยากหาทางทำอะไรสักอย่างให้สมองมันว่างเปล่า

“หืม?”

วริษฐ์สงสัยได้แค่ไม่นาน จึงได้รู้ว่าอีกคนพูดถึงอะไร มืออีกฝ่ายซุกซนลูบคลึงเป้าของเขา เพราะใส่แค่กางเกงนอน คลึงแปปเดียวมันก็ขึ้นเป็นรูป

“นี่ล่ะครับกินได้หรือเปล่า”

“ฮึ่ม ดูสิครับ ซนแต่เช้า ไหนคนป่วย”

“ผมขาเจ็บนะครับ ไม่ได้เป็นไข้”

“หรอครับบบบ” วริษฐ์ตอบกลับลากเสียงยาว

กวินขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่ลากเสียงยาวกวน มือบางถึงได้ขยับไปบีบชักดุ้นแข็งเป็นการแกล้ง มือคลึงเคล้าที่ลูกกลมถุงเนื้อแล้วบีบเบา ๆ

“อืออ เอาคืนแบบนี้ก็แย่สิ”

กวินขยับตัวเคลื่อนลงต่ำ ใช้มือดึงกางเกงตัวย้วยของอีกฝ่ายลง ดุ้นเนื้อแข็งตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจน คนตัวเล็กเอาแก้มไปแนบถู “มันร้อนจังครับ สงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้จริง ๆ” กวินพูดแหย่ก่อนจะขยับใช้ลิ้นโลมเลีย

วริษฐ์มองอีกฝ่ายพร้อมลอบกลืนน้ำลาย เซ็กซี่จนอยากจะทำมากกว่านอนให้อีกฝ่ายกิน

“ซนจริง ๆ”

กวินอ้าปากกว้างครอบครองดุ้นเนื้อของอีกฝ่ายดูดเม้มพร้อมช้อนตาขึ้นมองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ขยับเชื่องช้า ดูดสลับกับใช้ลิ้น

“อืออ อืม” มือหน้าลูบขยุ้มเส้นผมนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยความพึงใจ เสียงร้องในลำคอบ่งบอกว่าเขาพออกพอใจขนาดไหน “ดีครับ แบบนั้นเลย”

กวินขยับหัวขึ้นลงเป็นจังหวะ เพิ่มความเสียวด้วยการใช้มือคลึงถุงกลมไปด้วย และมันได้ผลดีวริษฐ์ร้องครวญครางหายใจแรงขึ้นดวงตาจับจ้องมองทุกการขยับเคลื่อนไหว ลมหายใจกระชั้นขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเร่งจังวะ

“อา จะเสร็จแล้ว พอแล้ว” วริษฐ์ร้องห้ามเพราะเขาไม่อยากเสร็จพุ่งเข้าไปในปากอีกฝ่ายจนสำลัก แต่กวินไม่หยุด เขาจึงทนต่อไม่ไหว กระตุกเกร็งและปลดปล่อยใส่เข้าไปในปากอีกฝ่ายจนหมด

คนที่บอกว่าหิวอยากกิน อีกฝ่ายทำตามที่บอกด้วยการกลืนกินน้ำรักเข้าไปหมดทุกหยาดหยด รสชาติฝาดคาวติดปาก กวินขยับนั่งแลบลิ้นเลียรอบริมฝีปากตัวเอง

“อิ่มแล้วครับ นอนกอดได้”

“ปากบนเราอิ่ม แล้วปากล่างล่ะครับ”

“พี่อาร์ตจะทำแต่เช้าเลยหรอครับ กลางวันแสก ๆ ”

“กวินไม่มีสิทธิพูดนะครับ เราชอบปลุกผมมาทำตอนเช้า นี่ก็ปลุกเร้าผมขนาดนี้แล้ว” คนตัวสูงพูดก่อนเอื้อมมือไปหยิบขวดเจลหล่อลื่น

“ผมไม่ได้ห้ามสักหน่อย ก็เห็นว่าเป็นไข้”

“นี่ยังไม่หยุดแซวเรื่องนี้อีกหรอครับ”

“ไม่แซวแล้วก็--”

พูดไม่จบประโยคดี วริษฐ์ประกบจูบปากกวินแนบ มอบจูบร้อนให้สาสมกับที่อีกฝ่ายทำตัวน่าเอาแต่เช้า มือดึงกอดรั้งเอวอีกคนให้เข้ามาแนบชิด บดจูบขบเม้มริมฝีปากบางอย่างไม่กลัวว่าจะช้ำ

“อืมม”

มือเล็กยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายเอาไว้ อ้าปากให้อีกคนสอดลิ้นเข้ามาในโพรงปาก ลิ้นร้อนเกี่ยวพันดุนดันซึ่งกันและกัน น้ำลายสีใสไหลซึมออกมาที่มุมปาก

ทั้งคู่บดริมฝีปากแลกลิ้นกันจนกระทั่งลมหายใจร้อนแทบขาดห้วง ก่อนจะผละออกให้ได้หายใจ

“ผมติดไข้พี่อาร์ตแล้วครับ ร้อนจังเลย” กวินพูดตอบเสียงปนหอบ

“ยังไม่หยุดอีก”

วริษฐ์จับอีกฝ่ายถอดกางเกงออกจับข้อเท้าของกวินเอาไว้แล้วยกขึ้นมาก่อนจะจรดริมฝีปากลงไปที่หลังเท้า กวินได้แต่มองตาโตที่อีกฝ่ายจูบในส่วนต่ำสุดของร่างกายแบบนั้น

“ทำอะไรแบบนั้นกันครับ”

“พี่แค่ปลอบเท้าเรา ที่เมื่อวานต้องเจ็บขนาดนั้น”

“มันไม่ควร”

“ไม่มีไม่ควร พี่ต้องขอบคุณที่มันพากวินกลับมาหาพี่” ริมฝีปากเคลื่อนไปจูบที่ขาอ่อน และโคนขาด้านใน ก่อนจะไปยังช่องทางสีหวาน ลิ้นไล้วนที่ทางเข้าแล้วสอดเข้าไปในรูจีบ

“อือ พี่อาร์ต” กวินร้องเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ เมื่อลิ้นร้อนสอดเข้าไปด้านใน ทำให้อารมณ์ยิ่งร้อนกว่าเดิม กวินเหลือบมองแกนกายของตัวเองที่กระตุกด้วยห้วงอารมณ์

วริษฐ์ขยับผละออกบีบเจลใส่นิ้วแล้วสอดเข้าไปเบิกทางให้ เขารู้ว่าตรงไหนจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี...ดีจนทรมาน เขาจึงกดย้ำเพื่อฟังเสียงหวาน ๆ และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการ

“อ๊า พี่อาร์ตผมอยากได้ของพี่แล้ว”

“ปากล่างกวินตละกละ”

“อื้อ เอาของพี่ใส่เข้ามา” กวินร้องเว้าวอนดวงตาเชื่อมหวานเยิ้ม

“ขี้ยั่ว” วริษฐ์พูดก่อนถอนนิ้วตัวเองออกมา แล้วบีบเจลชโลมลงไปให้ทั่วดุ้นแข็ง ก่อนจะดุนดันยัดเข้าไปข้างใน แต่เหมือนว่ามันช้าเกินไปไม่ทันใจ กวินถึงได้ดันสะโพกสวนมา พร้อมเชิดใบหน้าขึ้นแล้วร้องคราง

“อ๊า ซี้ดดด เข้ามาแล้ว”

“อือ ใจร้อน”

“ผมชอบเวลาที่เราติดกันแบบนี้นี่ครับ”

วริษฐ์รอให้อีกฝ่ายปรับตัว แต่ความอดทนแทบจะหมดเพราะการปลุกเร้า ทั้งข้างในที่รัดแน่น กับสีหน้าและคำพูดที่มันเชิญชวนจนความอดทนแทบจะหมดลงแล้ว เขากัดขบกรามแน่น มันน่ารักจนอยากจะกระแทกเดี๋ยวนี้ และดูเหมือนว่ากวินจะรู้

“ขยับสิครับ ผมพร้อมแล้ว”

เอวหนาถอนออกเกือบหลุดแล้วกระแทกพรวดจนสุด

“อื้อ!”

วริษฐ์จับขาอีกฝ่ายให้ยกขึ้นพาดที่ไหล่ เขาเคลื่อนขยับเอวเข้าออกในช่องทางอุ่นนุ่ม ขยับกระแทกกระทั้นหนักหน่วง ซึ่งคนที่อยู่ด้านล่างก็ร้องครางรับกับการกระแทก เสียงหวาน ๆ ยิ่งปลุกเร้าให้ยิ่งระแทกถี่เร็ว

“อา กวิน ตอดแน่นจังครับ”

“อื้อ พี่อาร์ต ลึก อื้อ เร็วอีกครับ”

วริษฐ์ขยับเร็วตามคำขอ มือลูบแกนกายแข็งแกร่งของกวินที่ขยับโยกไปมาตามการกระแทก

“รูดแบบนั้น- ผมจะเสร็จ ก่อนพี่”

วริษฐ์ยิ้มเป่าลมหายใจร้อน ๆ ออกมาทางปาก เขาเองก็เสียวจะไม่ไหว ตั้งใจจะเสร็จไปพร้อมกัน เขาคิดแบบนั้นก่อนขยับทั้งเอวและฝ่ามือเร็วขึ้นเรื่อย ๆ กวินตัวเกร็งกระตุกตาเหลือกลอยก่อนจะเสร็จออกมาพุ่งเปื้อนหน้าท้องอีกฝ่าย ความรัดแน่นทำให้วริษฐ์เสร็จตามไปด้วย

“อา ร้อนข้างในไปหมดเลย”

วริษฐ์ซบหน้าลงกับต้นคออีกฝ่าย กระชับกอดอีกคนเอาไว้

“อือ เห็นมั้ยครับ”

“อะไรครับ”

“รักทางไกล กอดไม่ได้อุ่นแบบนี้หรอกนะครับ กวินทนไม่ได้หรอก”

“อื้อ”

“เพราะฉะนั้นไปเริ่มใหม่ด้วยกัน”

กวินลูบผมอีกฝ่ายแล้วขยับไปจุ๊บที่ใบหูของอีกฝ่าย และกระซิบตอบรับเบา ๆ

“ครับพี่อาร์ต”

พอหายเหนื่อย วริษฐ์ขยับไปนอนข้าง ๆ แทน กวินเองก็ขยับตามไปกอดนอนซุกอกอีกฝ่าย คนถูกอ้อนยกมือขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายคนเบา ๆ แล้วหอมหัว

“ไปประเทศไหนดี”

“นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้”

“ที่ขอวีซ่าไม่ยากมาก” วริษฐ์หยิบมือถือมาเปิดหาข้อมูล “ไปออสเตรเลียดีมั้ย”

“ได้หมดเลยครับแค่มีพี่อาร์ต”

“รู้มั้ยทำไมพี่อยากไปที่นี่”

“วีซ่าง่ายหรอครับ” กวินตอบพร้อมแหงนหน้าขึ้นมอง เขาไม่รู้เลยแฮะ คงต้องหาข้อมูล เคยแต่ไปเที่ยวต่างประเทศกับไปเรียนต่อ แต่นี่จะไปอยู่ยาว ๆ คงต้องหาข้อมูลให้มาก และเตรียมตัวอย่างรัดกุม

“ไม่เชิงครับ”

“เอ๋ แล้วอะไร”

“เราแต่งงานกันได้ด้วย”

“หือ สมรสเท่าเทียมน่ะหรอครับ”

“ใช่ครับ ไหน ๆ อยู่ที่นี่ก็แต่งกันไม่ได้ด้วย ไปต่างประเทศพอเราได้พลเมือง เราก็แต่งงานกัน”

กวินมองอีกฝ่ายที่คิดวางแผนไปไกลแล้ว แถมยังทำให้รู้สึกเขินด้วย อีกฝ่ายจริงจังถึงขนาดจะแต่งงาน

“แต่งงานเลยหรอครับ”

“ไม่อยากแต่งกับพี่หรอ”

“ไม่ใช่สิครับ กวินแค่ไม่เคยคิดเรื่องนั้นมาก่อน”

“อืม พอคิดว่าถ้าจะไปเริ่มที่ใหม่แล้ว พี่อยากได้ที่ ๆ จะดีกับเรามากๆ”

“แต่งไม่แต่ง มันไม่สำคัญสักหน่อย แค่ที่นั่นมีพี่”

วริษฐ์ส่ายหน้าเบา ๆ “สำคัญสิครับ ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องหัวใจสักหน่อย ประกันชีวิต ทรัพย์สิน อะไรอีกมากมาย การรักษาพยาบาล ทุกอย่างเราจะได้ดูแลกัน มีส่วนร่วมในชีวิตของกันและกันได้จริง ๆ”

กวินฟังไปตาโตเบิกกว้างกว่าเดิม “ขนาดนั้นเลยหรอครับ”

“พี่จริงจังนะ”

“อึก ครับ” กวินพยักหน้าในความจริงจังนั้น “สมกับที่ทำงานฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เรื่องสวัสดิการไม่พลาดเลย”

“ทำมาชมพี่ มันคนละส่วนงานดันนะครับ” วริษฐ์ลูบหัวอีกคนเบา ๆ “คิดอนาคตได้แล้วครับ อนาคตของเราน่ะ แล้วนี่...กวินอยากมีลูกหรือเปล่า”

“ผมไม่เคยคิดเลยครับ” กวินมองอีกฝ่าย “พี่อาร์ตอยากมีหรือครับ” ถ้าพี่อาร์ตอยากมีแต่ว่า..เขามีให้ไม่ได้ คนตัวเล็กหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

“ไม่รู้สิ ถ้ามีก็อาจจะคึกครื้นขึ้น กวินจะได้ไม่เหงา”

“แต่ผมมีลูกให้พี่ไม่ได้”

“หืม? รับบุตรบุญธรรมสิครับ”

“จริงหรอครับ” ก็ไม่เชิงว่าอยากมี ถ้ามีแล้วได้ช่วยกันเลี้ยงดูไปกับพี่อาร์ตคงจะดี แต่ว่าเขาจะดูแลเด็ก ๆ ได้ดีหรือเปล่า ตัวเขาเองที่ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด “ผมจะเลี้ยงเด็ก ๆ ได้มั้ยครับ”

“ได้สิ เราจะเป็นผู้ปกครองที่ดีให้พวกเขา”

“อื้อ” กวินโถมตัวกอดวริษฐ์แน่น เขาไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน ทั้งแต่งงาน ทั้งมีครอบครัวที่อบอุ่น เรื่องพวกนั้นมันเลือนลางและห่างไกลมากสำหรับเขา แต่ว่าเพราะพี่อาร์ต เรื่องพวกนี้ถึงดูใกล้ มันใกล้จนเอื้อมมือคว้าได้เลย



แล้วเขาเองก็อยากจะคว้ามันเอาไว้... จับไว้แน่น ๆ ไม่ให้หลุดมือ







พอช่วงสายพวกเขาทำอาหารง่าย ๆ กินกันวริษฐ์ผัดข้าวผัดไข่มาเสิร์ฟคนเท้าเจ็บ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตั้งใจจะไปเริ่มใหม่ด้วยกันเรื่องภาษาพวกเขาไม่ได้ติดขัดอะไร เรื่องเงินเองก็ด้วยวริษฐ์มีเงินเก็บ ทั้งจากการทำงานและมรดก

แต่คนที่กำลังหนักใจในเรื่องนี้ที่สุดคือกวินต่างหาก

ตอนนี้เขามาแต่ตัว ไม่มีอะไรสักอย่าง ทั้งกระเป๋าเงิน พาสปอร์ต บัตรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งบัตรประชาชน มือถือก็ไม่มี เขาเป็นภาระของพี่อาร์ต

“อืมมมเป็นประเทศที่น่าสนใจจริง ๆ” วริษฐ์พูดพลางยกแขนขึ้นยืดบิดขี้เกียจ

“อือ พี่อาร์ตครับ”

“ครับ?”

“ผมไม่มีอะไรเลยครับพี่อาร์ตตัวเปล่า”

“มีพี่ก็พอ พี่จะเป็นทุกอย่างให้เราเลย ตู้ ATM ก็ยังเป็นได้ ถ้ากดถูกจุด เงินไหลออกมาเพียบแน่”

กวินหัวเราะออกมาเบา ๆ กับคำพูดเชิญชวนคิดลึกแปลก ๆ “พี่อาร์ตเป็นบัตรประชาชนให้ผมไม่ได้นะครับ”

“อันนั้นมันก็ใช่ แต่เดี๋ยวพาไปทำใหม่”

กวินพยักหน้าเบา ๆ เขารู้ว่าอะไรก็ทำใหม่ได้ แต่ว่ามันยุ่งยาก ของของเขาอยู่ที่นั่นก็ไม่มีคุณค่าเป็นขยะ เขาขอขยะคืนไม่ได้หรือไง

“ผมอยากได้ของคืน ผมติดต่อพี่ชายดีมั้ย”

“อย่าเลยผมไม่อยากให้เขามายุ่งกับเรา”

“แต่ว่าอยากได้คืนมานี่ครับ เขาคงไม่ใจร้ายกับผมเหมือนพ่อแม่ เราไม่ได้มีเรื่องหมองใจกันสักหน่อย”

“ถ้าไปเจอแล้วโดนจับอีกล่ะ”

“อืมมม...” กวินทำหน้าครุ่นคิด “โทรคุยแล้วให้เขาเอาของฝากมากับแมสเซนเจอร์สิครับ”

“ถ้าแมสเซนเจอร์บอกที่อยู่เราล่ะครับ”

“อ่า พี่อาร์ตทำผมรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในหนัง ผมไม่ใช่โจร ไม่ใช่คนร้ายนะครับ เหมือนทำความผิดแล้วต้องหลบตำรวจ”

“พี่แค่เป็นห่วง” วริษฐ์พูดตอบเสียงเบา เขาว่าคงต้องพึ่งเต๋าอีกตามเคย ลูกน้องเต๋าน่าจะปลอดภัยไว้ใจได้

“งั้นกวินเอามือถือพี่ไปโทรหาพี่ชาย แล้วเดี๋ยวเรื่องแมสพี่จัดการเอง”

“ขอบคุณนะครับ”



กวินรับมือถือของวริษฐ์มาถือเอาไว้ เขาเองก็กลัวที่จะติดต่อไปเหมือนกัน ยิ่งเพิ่งหนีออกมาแบบนั้น เขามองจ้องมือถือพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ มือที่จับโทรศัพท์เอาไว้เหงื่อออกจนชื้น เขารู้ว่าตัวเองเครียดมากแค่ไหน ปลายนิ้วสั่นเทาพยายามกดเบอร์ของพี่ชาย

“ฟู่”

กวินพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดโทรออกไปแล้วเปิดลำโพงเพื่อรอฟังเสียง

ตรู๊ด

กวินเม้มปากแน่นใจจดจ่อ

ตรู๊ด

ไม่รับก็คงดี...



‘สวัสดีครับ...’



แต่ปลายเสียงดันรับสายซะแล้ว...

.

.

[พวกเขากำลังวางอนาคตร่วมกัน อนาคตที่เขากำหนดกันเอง

และ เราสนับสนุนสมรสเท่าเทียม เพราะว่ามันสำคัญ ไม่ใช่แค่กระดาษใบเดียว

มันเป็นสิทธิ สวัสดิการ และการลดหย่อนอีกมากมายที่พึงได้รับ]

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2148
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +58/-1

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด