Ω You're my Omega l เป็น(ของ)คุณคนเดียว「 xiv」Soulmate (1-2) : Jul 29,2019
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Ω You're my Omega l เป็น(ของ)คุณคนเดียว「 xiv」Soulmate (1-2) : Jul 29,2019  (อ่าน 7628 ครั้ง)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
อ้างถึง
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับ

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น 

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเวปแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้   

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เวป http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม๊อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเวป แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสจนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว  ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสนิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเวปบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เวปไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเวปไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสอ้างอิงชื่อผู้โพสหรือเวปไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเวปไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสและเวปไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเวปไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพส
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฏการซื้อขายของเล้่าก่อน ด้วยนะคะ)

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฏทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย

เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


Ω You're my Omega  เป็น(ของ)คุณคนเดียว

Intro ; ในวัยยี่สิบหก สถาปนิกหนุ่มอย่าง บรูค อินเดีย ปาร์คเกอร์ ต้องมาตกงาน หนำซ้ำยังถูกแฟนทิ้งไปไม่ใยดี
พ่อของเขาป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน และภาระค่าใช้จ่ายในบ้านก็เยอะ เพราะฉะนั้นงานเดียวที่จะทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว...
คือการเป็นคนขับรถให้กับ บารอน แคปรินคอร์น ผู้ที่ได้รับเลือกจากชะตาให้เป็นราชินีโอเมก้า ลูกชายของตระกูลใหญ่ (ราชวงศ์) แห่งโอเวิล 



- - - - - - - - - - -

*
'ฉันต้องการเจ้าชาย... ไม่ใช่คนขับรถตกงานแบบนาย'
'ถ้ายังว่าผมอีกที ผมจะกระแทกให้แรงกว่าเดิม! '
'อื้อ...บะ...เบาหน่อย! '
'ผมเป็นอัลฟ่านะเผื่อคุณลืม'


- - - - - - - - - - -


- C O N T A C T -
Fanpage  - [https://www.facebook.com/themom9]
Twitter - @9_themom
Tag - [#ยูอาร์มายโอเมก้า]

in line Alpha Services  Read it before => [https://bit.ly/2KK33eE]


INDEX
[/b]

[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
[/glow]
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70516.msg3987906#msg3987906
[/glow]
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70516.msg3989071#msg3989071
[/glow]
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=70516.msg3989926#msg3989926
[/glow]
[/glow]

[/glow]
[/glow]

[/glow]
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-07-2019 15:39:10 โดย แม่นาย »

ออฟไลน์ Gokusan

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 810
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +269/-1
หืม...พ่อเป็นพาร์คินสัน
วงวาร~~~ เกิดอะไรขึ้นหนอ

ปล.คนดุเจอคนแซ่บ...ท่าทางจะไม่ธรรมดา~~~ อิอิ

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
Intro
[/b][/size]
Mr. Brook india Parker  and...

Mr.Baron Delacour Crapikron
[/i]





“ว่ากันตามตรงนะ ชุดที่นายใส่มาทำงานมันดูไม่ได้”

เสียงของคุณหนูแห่งบ้านแคปรินคอร์นเอ่ยขึ้น หลังจากที่บรูคกำลังยืนเช็ดรถเสร็จแล้ว เขากำลังเตรียมขับออกไปส่งบารอน เดอลากู แคปรินคอร์น ลูกชายคนเดียวของเจ้านายเขา

บรูค อัลฟ่าหนุ่มผู้ที่ตอนนี้มีอาชีพเป็นคนขับรถและดูแลคุณหนูหัวแก้วหัวแหวนจากตระกูลเก่าแก่แสนสูงส่ง แห่งโอเวิลซิทตี้

ชายหนุ่มวัยยี่สิบหก หันมามองหน้าเจ้านายของตนเองโดยไม่สื่อสารสิ่งใด ไร้คำพูด ไร้การเจรจา เขาทำแค่มองเด็กน้อยวัยสิบหกที่ยืนกอดอกอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเอกชน ชุดที่มีราคาแพงเกือบเท่ากับเงินเดือนของเขาทั้งเดือน!

เหอะ...พวกมีเงินก็เป็นอย่างงี้แหละ

“อะไร! มองหน้าฉันทำไม?”

เจ้าของเรือนผมสีแดงเอ่ยถาม บรูคพยายามส่งยิ้มไปให้คุณหนูจอมเหวี่ยง แต่อีกฝ่ายไม่มีทางเป็นมิตรกับคนขับรถแบบเขาอย่างแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่ บรูค ปาร์คเกอร์ ผู้มีชื่อกลางเป็นเหมือนกับยายทวดของเขา บอกกับตัวเองเสมอคือเขาจะต้องไม่ยอมแพ้และต้องมีความอดทนต่อคำพูดจาของบารอน เพราะอีกฝ่ายแสดงออกว่าชัดว่าไม่ชอบเขา...ไม่เคยชอบ

และแม้เขาจะขับรถรับส่ง ทำตามคำสั่งอีกฝ่ายแค่ไหน แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นผล

“จะไปโรงเรียนได้ยังหรือยังครับ เดี๋ยวจะสาย” ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำ ขืนพูดมากก็คงตัดอนาคตตัวเองทางด้านการเงิน... อย่างน้อยพ่อของบารอนก็จ่ายค่าจ้างรายเดือนให้เขาค่อนข้างสูง

ดูเหมือนงานคนขับรถจะเป็นงานเดียวที่สร้างรายได้ให้กับเขา ผู้ที่เป็นความหวังของครอบครัว พ่อของเขาป่วยและอย่างน้อยเขาก็ยังมีเงินและงาน เพราะตอนนี้ไม่มีตัวเลือกเลยสักทางกับชีวิตที่จมมุม เขาตกอับและกลายเป็นผู้ชายว่างงานอยู่สองเดือนเต็ม ๆ

“นี่! อย่าคิดว่าพ่อฉันไว้ใจนายแล้วจะมาทำหน้าแบบนี้ใส่ฉันนะ” บารอนปิดประตูรถแล้วจ้องหน้าคนขับรถของตัวเองด้วยสายตาดูแคลนแบบที่ชอบทำ

รอยยิ้มเย้ยหยันกลายเป็นส่วนหนึ่งของใบหน้าสง่างามนี้ไปเสียแล้ว “ทำไม...มองหน้าฉันทำไม”

“ก็คุณเคยบอกว่าเวลาคุณพูดให้สบตาคุณนี่...ผมทำอะไรผิด”

บรูคว่าไปตามตรง...

“อย่ามายอกย้อนนะ!! ”

“ผมเหรอจะไปกล้าทำแบบนั้นกับคุณหนู”

“นายกวนประสาทฉันเหรอ!! ” บารอนกล่าวแล้วชกเข้าที่อกของบรูคเต็มแรง

“ฉันไม่ชอบให้นายมาต่อปากต่อคำกับฉัน นายเป็นแค่คนขับรถ”

และบรูคเองก็ไม่ชอบที่ถูกเด็กวัยสิบหกคอยแต่จะดูแคลนเขา ราวกับเขาเป็นพวกเศษดินติดรองเท้า ซึ่งต่อให้พูดไปอีกฝ่ายคงไม่เข้าใจ หลายครั้งที่ชายหนุ่มไม่พูดอะไรและจำใจที่จะต้องอยู่ในสถานะโง่ ๆ นี่เพื่อทำงานแลกเงินต่อไป

ตอนนี้เศรษฐกิจของเมืองย่ำแย่ เขาตกงานเกือบสองเดือนกว่าจะได้งานนี้ด้วยการขอความช่วยเหลือจากเลียม แก๊บบี้ แฮริงค์ตัน เจ้านายเก่าของพ่อเขา

“ผมรู้ครับ หน้าที่ของผมน่ะขับรถ ทีนี้จะขึ้นรถได้หรือยัง”

“กล้าออกคำสั่งเหรอ?” ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น 'ราชินีโอเมก้า' ตวาดเสียงดัง ก่อนจะถามว่า... “เอาล่ะ เอาของฉันขึ้นรถได้แล้ว”

“ผมเอาขึ้นเรียบร้อยแล้วครับ”

“กล้าดียังไงมาเอาขึ้นก่อนฉันสั่ง” และบารอนก็ตวาดด้วยน้ำเสียงโกรธ ๆ อีกครั้ง “ฉันสั่งเท่านั้นถึงทำ!! ”

เด็กวายร้ายนี้มันน่าบีบคอเสียจริง ๆ

“คุณจะไปสายเพราะมัวแต่มาเจ้ากี้เจ้าการไม่เข้าเรื่องนะครับ”

“ขอบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาเร่ง ฉันรู้จักหน้าที่ของตัวเองดีเพราะงั้นช่วยอยู่แค่ในขอบเขตที่ฉันวางไว้ด้วย”

ดูเหมือนว่าบารอนไม่ชอบให้โอกาสใครรอบสอง เขาเป็นคนขี้หงุดหงิดและชอบโวยวาย ติดจะเอาแต่ใจไปหน่อย และมักจะทำตัวไม่น่ารักสมกับหน้าตาเอาเสียเลย แต่ว่าอย่างหนึ่งที่บรูคปฏิเสธไม่ได้เลยคือเขาเองก็ไม่เคยเห็นใครดูดีเท่ากับบารอนมาก่อน อีกฝ่ายงดงามและล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ

ใบหน้าเล็กรับกับเครื่องหน้าที่พอดิบพอดีจนมันลงตัวไปหมดทุกอย่าง เรือนผมสีแดงเข้มยิ่งทำให้ผิวน้ำนมดูโดดเด่น ริมฝีปากอิ่ม ๆ ที่ดูเซ็กซี่เข้าไปอีก...

หลายครั้งที่เขาเผลอจินตนาการไปว่าถ้าริมฝีปากนี่ถูกประทับด้วยจูบจะเป็นอย่างไร ที่แน่ ๆ มันคงดีกว่าการที่บารอนพร่ำบ่นถ้อยคำไม่น่าฟังพวกนี้...

“ครับ...คุณบารอน ผมก็อยู่ในขอบเขตของผม มีแต่คุณนั่นแหละที่ล้ำเส้นผมเหลือเกิน”

“วะ...ว่าไงนะ”

“ผมเป็นลูกจ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะกดหัวผมลงกับพื้นแล้วพูดจาดูถูกกันอย่างไรก็ได้นะ” บรูคเดินเข้าไปใกล้ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะถอยเท้าหนี แต่สีหน้าไม่แสดงความหวาดหวั่น

บารอนก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นเด็กวัยสิบหกที่โตเกินอายุ!

“อย่าให้ผมต้องสั่งสอนคุณเลยคุณหนู คุณอยู่เป็นราชินีโอเมก้าที่น่ารักน่ะมันดีแล้ว”

คนขับรถหนุ่มส่งยิ้มให้ และนั่นก็เป็นเหมือนกับการเตือนด้วยวาจาเสียมากกว่า

“อย่ามาใช้คำว่าน่ารักกับฉันนะ!! ” บารอนเม้มริมฝีปากและใช้นิ้วจิ้มไหล่อีกฝ่าย “อีกอย่าง ขอสั่งให้ถอนออกไป”

“กลัวผมเหรอ?” เขายิ้มยิงฟันถาม

“ถ้านายกล้าเข้ามาใกล้ฉัน ฉันจะต่อยที่เป้าของนาย”

“ว้าว...กลัวว่าจะเปลี่ยนจากต่อย เป็น...กำน่ะสิ”

ที่จริงบรูคไม่ใช่คนกวนประสาท แต่เพราะราชินีตัวน้อยตรงหน้าเขามันน่าหมั่นไส้ที่หนึ่ง มีอย่างที่ไหนมายืนด่าเขาฉอด ๆ แล้วยังเชิดหน้าเชิดตาอยู่แบบนี้

“หยะ...หยาบคาย!!! ”

 “คุณนะน่ารักนะ” เมื่อได้ยินแบบนั้นบารอนก็เบ้ปากและเหมือนกำลังตั้งใจฟังคำชมของบรูค

อันนี้เขาชมจริง ๆ ไม่ใช่ประชด แต่ดูท่าว่าบารอนจะไม่คิดแบบนั้น อีกฝ่ายกัดกรามเสียงดังเพื่อพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง “แต่ว่าคุณน่ะ...ไม่น่าเข้าใกล้เลย ยังกับพายุร้าย ๆ ที่คนพาลแต่จะวิ่งหนี”

“ไม่จริงหรอก มีแต่คนอยากอยู่กับฉัน อยากเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ให้ความสำคัญกับฉัน” บารอนเชิดหน้าขึ้น หลงคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นราชวงศ์แห่งโอเวิลจริง ๆ ทั้งที่นั่นแค่การยกย่องและเปรียบเปรยตระกูลเก่าแก่ของเขาเท่านั้น

“ถ้าไม่ใช่เพราะคุณคือคนจากแคปริคอร์น...” และบรูคก็อดที่จะปรามอีกฝ่ายไม่ได้

เนื่องเพราะความคิดของเด็กน้อยมันช่างพิลึก บางทีอาจะเป็นเพราะโลกของพวกเราแตกต่างกันราวกับคู่ขนานก็ไม่รู้เหมือนกัน... “พนันได้ว่าพวกนั้นหาทางล้มคุณลงกับกองกับพื้นเหมือนกับทรายดูดลงไปก้นบึ้งของพื้นพิภพแน่ ๆ”

“นี่มันจะมากเกินไปแล้วมั้ง!”

ราชินีน้อยร้องโวยวาย สีหน้าบ่งบอกถึงความอยากจะบ้ากับคำพูดของบรูค!!

“แต่คุณก็ยังดูน่าเอ็นดูนะ เหมือนพวกลูกแมวขนฟูสีขาว ทำท่าสง่างามแต่ความจริงน่าเบื่อ”

“วะ...ว่าฉันเป็นสัตว์เหรอ” ราชินีน้อยถึงกับเอามือทาบอกด้วยความตกใจ เขาไม่ใช่พวกชอบใช้ถ้อยคำต่อว่าใคร แต่บางทีกับบางคน บรูคคิดว่าสมควรโดนบ้าง

“คุณหนู คุณไม่รู้หรอกว่าสัตว์พวกนั้นนะมันน่ารักกว่าคุณเยอะ”

"!!!"

เขารู้ว่าเด็กคนนี้แสบและพร้อมที่จะแสดงอำนาจ เพราะบารอนเป็นพวกคลั่งไคล้ตัวเองแบบฝังหัว เพราะเชื่อว่าตัวเองวิเศษกว่าทุกคน และบรูคก็คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดผิดสักนิด ถึงจะชอบหรือไม่ อย่างไรเสียบารอน เดอลากู แคปรินคอร์น ก็กลายเป็นเจ้านายใหม่ของบรูค อินเดีย ปาร์คเกอร์ไปแล้ว และไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ นั่นไม่ใช่ตัวเลือกที่เขามี

สุดท้ายชีวิตของคนตกงานแบบเขาก็เลือกอะไรมากไม่ได้หรอก และความอดทนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบรูค ปาร์คเกอร์ไปเสียแล้ว



 :katai5: :katai5: :katai5: :katai5: :katai5: :katai5: :katai5:

Talk

ฝากนะคะฝากเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย น้องบารอนตอนเริ่มต้นมาแล้ว แต่รับประกันความแซ่บและแสบของน้องมาก ๆ ใครชอบสายเคะหยิ่ง ๆ ตัวบางร่างน้อยเชิญจ้าาาาาาาาาาา ทางนี้สาย Fem ^^






ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅰ 」(1)

  .... Frantic

frantic (adj.) Distraught with fear, anxiety,

or other emotion.
[/i][/b]




4 เดือนก่อน


ชีวิตคนเรามันเลือกไม่ได้มาก มันไม่อะไรยุติธรรมอยู่แล้วบนโลกใบนี้ แม้เราจะเกิดมาในยุคที่ไร้ซึ่งการเป็นทาส แบ่งชนชั้นหรือประชากรที่ลดน้อยถอยลงแบบสมัยก่อน แต่ว่า...ทุกยุคสมัยก็ยังขับเคลื่อนด้วยเงินที่ใช้เลี้ยงปากท้อง

บรูค คือชื่อของเขา เขาเป็นลูกชายคนโตและครอบครัวมีกันอยู่ห้าคน น้องอีกสองคนอายุห่างจากเขาสี่และหกปี

เขาอยู่ในยุคที่เหล่า อัลฟ่า เบต้าและโอเมก้ามีความเท่าเทียมกันและอัลฟ่าอยู่ในช่วงที่ประชากรน้อยลงกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า สวนทางกับความทันสมัยที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้น ยุคนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่จะก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ ลองนึกภาพที่อะไรต่ออะไรก็สะดวกสบายแค่เพียงปลายนิ้ว ผู้คนเริ่มใช้เครื่องมือที่เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์กันเยอะขึ้น ต่างพากันหันหน้าไปพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่าจักรกลราวกับเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

อะไร ๆ คนก็อาศัยความสะดวกจากปลายนิ้วสัมผัสหรือที่หน้าคอมฯ จองตั๋วท่องเที่ยว จ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ ค่าที่พัก ทำธุรกรรมโอนเงิน จ่ายเงินก็ใช่ผ่านทางเครื่องมือสื่อสารที่อยู่ในมือ

ยอมรับความทันสมัยมันดี แต่มันคือดาบสองคม ซึ่งในยามนี้มันหันปลายแหลมเข้าทิ่มแทงเขาอย่างเห็นได้ชัด

เขาเป็นสถาปนิกที่รับจ้างออกแบบห้องและตกแต่งห้องกับบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เขารับหน้าที่ดูแลลูกค้าและให้คำแนะนำในการตกแต่งภายในของห้องและตัวบ้าน ส่วนใหญ่หน้าที่ของบรูคก็คือให้คำปรึกษาและเขียนแบบโครงสร้างส่งให้กับลูกค้า ...แต่แล้ววันหนึ่ง ไอ้ความทันสมัยนั่นก็หลอกล่อให้มนุษยชาติเข้าไปติดกับ

ทุกคนพึ่งพาการออกแบบโดยจอสัมผัส ทั้งโครงสร้าง การตกแต่งแบบสำเร็จรูป รวมถึงงบประมาณต่าง ๆ โปรแกมสำหรับออกแบบบ้านอัตโนมัติ ที่บริษัทนำมาใช้ทำให้ประหยัดต้นทุนในการจ้างสถาปนิกในองค์กรอย่างมาก เมื่อเงินทุนของนายจ้างมีจำกัด ทรัพยากรจึงถูกกำจัด...

และในฐานะที่บรูคคือลูกชายครอบครัวปาร์คเกอร์ เขาจึงเปรียบเสมือนกับหัวหน้าครอบครัวอีกคน มีหน้าที่หาเงินเข้าบ้าน และนับว่าบรูคเนี่ยแหละเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่จู่ ๆ ก็เกิดกลายเป็นว่าเขาตกงาน... นายจ้างลดจำนวนสถาปนิกในองค์กรไปเกือบครึ่ง ลงทุนใช้ปัญญาจักรกล หรือ AI เข้ามาทำหน้าที่แทน ผู้คนออกแบบบ้านโดยปลายนิ้วสัมผัสดีกว่าเสียเงินจ้างคนมาออกแบบแล้วก็ได้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ

ก็อย่างว่า พวกเครื่องจักรมันไม่เรียกร้อง ไม่มีปากเสียง ไม่ต้องจ่ายโบนัสหรือสวัสดิการอื่น ๆ พวกมันทำตามคำสั่งแบบไม่ขัดใจ

เมื่อสองเดือนก่อนเขาตกงาน ถูกเลิกจ้างด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทออกแบบต้องการลดพนักงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นสถาปนิกที่กินเงินเดือนเยอะแบบเขาเพราะมากไปด้วยประสบการณ์จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก แทนที่บริษัทจะเห็นถึงประโยชน์ของเขา แต่กลับเพ่งเล็งเขาเป็นคนแรกเสียอย่างนั้น

นั่นทำให้บรูคในวัยยี่สิบหกต้องออกมาพร้อมกับซองขาว ซึ่งเป็นเงินชดเชยในการจ้างออก เงินในนั้นก็เป็นเงินจำนวนหนึ่ง แต่ใช่ว่าจะใช้ไปได้ตลอดไปเสียที่ไหน...

หากเขามีภาระมากมายที่จะต้องใช้จ่าย เงินจำนวนอยู่ไม่ถึงสองเดือนก็คงหมดแล้ว



บรูคไม่เคยเอาเรื่องนี้ไปบอกกับที่บ้าน เขาคิดว่าตัวเองหาทางแก้ปัญหาพวกนี้โดยไม่เอามันไปทำให้คนที่บ้านคิดมาก เขามักจะห่วงใยพ่อกับแม่มากกว่าใครเสมอ

หลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ตกงาน เขาไม่มีแต่จะเปิดปาก ใช้เงินเก็บอันน้อยนิดสำหรับดูแลตัวเองและครอบครัว เพราะไม่อยากจะสร้างภาระให้กับแม่ เขารู้ว่าถ้าแม่รู้เรื่อง แม่คงจะต้องเอาแต่คิดมาก ในแต่ละวันบรูคแต่งตัวออกจากบ้านแทบทุกวัน เขาทำราวกับว่าออกมาทำงานตามปกติ ทั้งที่งานตอนนี้หายากยิ่งกว่าอะไรดี...

มันกลายเป็นว่าสองเดือนมานี้เขาใช้เงินเก็บที่ไว้สำหรับสำรองจ่ายค่ารักษาไปแล้วเกือบ50%

ถ้านี่คือพล็อตหนังสู้ชีวิต...ตอนนี้เขาควรจะทำอย่างไรดีนะ ก้าวขาออกจากบ้านทุกวัน ตระเวนหางานที่พอจะรับเขา ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ว่าเงินเดือนจะต้องไม่ต่ำไปกว่า 2000$ เพราะถ้าต่ำกว่านี้ คงจะไม่พอใช้จ่ายทั้งค่าเทอมของน้องและค่ารักษาของพ่อ

“พอจะมีงานให้ทำบ้างมั้ย ฉันหางานมาตลอดสองเดือนแล้ว..”

บรูคพยายามโทรไปหาคนที่รู้จัก ขอร้องให้เขาช่วยคุยกับใครสักคนที่พอจะมีอำนาจตัดสินใจรับสถาปนิกคนนี้เข้าไปทำงาน จะงานเซลล์ งานเสนอขายหรืองานออกแบบอะไรก็รับทั้งนั้น ขอแค่มีงานทำเท่านั้น แต่ทุกคนก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจแบบนี้บริษัทแต่ละที่ก็เลย์ออฟออกกันทั้งนั้น เพื่อนของเขาบางคนก็ยังต้องกลับไปทำไร่ที่บ้านด้วยซ้ำ

“งั้นเหรอ...”

เพื่อนฝูงทั้งหลายตอนนี้ก็เรียกว่าแทบจะเอาตัวไม่รอด นายจ้างหลายต่อหลายคนก็ประสบปัญหาทางด้านต้นทุนและการใช้จ่ายคล้าย ๆ กัน พยายามที่จะลดต้นทุนการผลิตเท่าที่จะทำได้

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครตอนนี้ก็ต้องเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น

“เข้าใจแล้ว ขอโทษทีทางนายคงจะลำบากเหมือนกันสินะ” บรูคพยักหน้าพร้อมกับกล่าวคำปลอบโยนปลายสาย

ถึงแม้ว่าตอนนี้ตัวเองจะท้อแท้จนแทบไม่เหลือกำลังใจ แต่มนุษย์น่ะเข้มแข็งกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่เรียกว่าหัวใจนั้นทำลายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่ยักจะตาย มันคงเต้นต่อไปแม้ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่เหมือนเดิม

เขากดวางสายก่อนจะถอนหายใจออกมายาว ๆ ถ้านี่คือสิ่งที่เลือกไม่ได้ ก็คงจะต้องก้มหน้าก้มตาทำใจยอมรับมัน เขาให้โอกาสตัวเองได้ลองหางานใหม่แต่หลายครั้งก็ไม่เคยได้รับโอกาส

เขาเรียนจบสถาปัตย์ฯ งานที่เขาทำแต่ละอย่างก็คงจะไม่พ้นเรื่องของการออกแบบ ดูแลแบบการก่อสร้าง ในตลาดแรงงานอาชีพของเขาเรียกว่ามีค่าจ้างที่สูง ไม่มีนายจ้างที่ไหนอยากจะลงทุนกับทรัพยากรบุคคลในช่วงเวลานี้...

ช่วงนี้บรูคต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายทางบ้านที่ค่อนข้างสูงมาตลอดหลายปี เพราะพ่อของเขาป่วยเป็นพาร์กินสัน กอยล์ ปาร์คเกอร์ เริ่มมีอาการดีขึ้นช่วงหลัง แต่นั่นก็ไม่มีการรักษาที่หายขาด



เมื่อก่อนพ่อของบรูคเคยเป็นนักมวย เขาขึ้นชกล้มมวยในคลับผิดกฎหมายให้กับอดีตเทศมนตรีคนหนึ่ง ก่อนที่จะแขวนนวมไม่ขึ้นชก หลังจากนั้นมันก็ส่งผลกับร่างกายของกอยล์ของเขา โรคพาร์กินสัน คือความผิดปกติที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหว เป็นผลจากการตายของเซลล์สมองส่วนก้านสมองส่วนกลาง ในส่วนสับสแตนเชียไนกราซึ่งมีผลทำให้สารสื่อประสาทโดพามีนซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายลดลง

พ่อของบรูคต้องพบแพทย์และใช้ยาช่วยรักษาอาการให้ดีขึ้นไปในแต่ละวัน ดูเหมือนว่าเงินเท่านั้นแหละที่ทำให้พ่อของยังรอดได้ แม่ของบรูคเป็นโอเมก้าเพศชาย มีอาชีพเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ตอนนี้ก็ไม่ได้ขายดีเท่าไหร่ โชคดีที่ยังมีลูกค้าประจำยังแวะเวียนมาไม่ขาด เพราะรสชาติฝีมือที่หาไม่ได้แล้วในนอร์ทโอเวิล และนั่นแหละที่ทำให้ยังมีรายได้จากร้านอยู่บ้าง

บรูคใช้เวลานั่งอยู่ที่ร้านอาหารกึ่งบาร์แถวตัวเมืองมาเกือบสองชั่วโมงโดยไม่พูดอะไรนอกจากกระดกเหล้าในขวดจนมันหมดไปแล้วสองขวด เขาในตอนนี้เรียกได้ว่าตกอับสุด ๆ ภายนอกดูสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่อ่อนล้าของเขากับใบหน้าตึงเครียดเป็นสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าบรูคสิ้นหวังลงทุกที...

“เฮ้อ...” บรูคถอนหายใจรอบที่สิบ เชื่อเถอะว่าเซลล์สมองของเขาตายไปเยอะเพราะการถอนหายใจนี่แหละ

บรูคเอาแต่คิดว่าถ้าแม่รู้เรื่องของเขาเข้า อีกฝ่ายจะต้องคิดมากไม่หยุดและนั่นทำให้แม่ต้องรับจ้างทำงานเพิ่มเป็นสองเท่า มันเป็นสิ่งที่เขาจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

บรูค ปาร์คเกอร์ ถูกเลี้ยงดูมาให้เติบโตมากกว่าอายุ เขามีความมุ่งมั่นและเป้าหมายตั้งแต่ยังเด็ก สักวันจะพาพ่อแม่ไปอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้ กว่าบ้านหลังเล็กในหมู่บ้านคับแคบที่เสียงดังเป็นประจำ หากว่าแม่มารู้ว่าชีวิตของเขากำลังเจอกับปัญหาขนาดใหญ่ คงจะพลอยนอนไม่หลับ ไม่ต้องนึกถึงพ่อเลย

กอยล์ ปาร์คเกอร์จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ เพราะงั้นบรูคไม่มีทางเอาเรื่องพวกนี้กลับไปบอกที่บ้านด้วยสีหน้าผิดหวังเป็นอันขาด

บรูคกระแทกขวดเหล้าลง ตอนนี้ทั้งหน้าและหูของเขาแดงไปหมด หูก็เริ่มอื้อ ความกล้าในใจก็ดูจะฮึกเหิมเสียจริง...

ดวงตาสีฟ้าขุ่นแบบเดียวกับแม่ของเขา จ้องมองไปยังป้ายโฆษณาที่มีรถขนาดใหญ่วิ่งผ่าน เป็นการประกาศถึงวันเกิดของลูกชายใครสักคนที่สำคัญของเมืองนี้ เหอะ...คนรวยมีเงินก็หากินได้สบาย ๆ งั้นสินะไม่ต้องปวดหัวเวลาที่ต้องตกงาน แถมยังมีเงินจ้างโฆษณาขึ้นโชว์อวยพรวันเกิดตัวเองและเพื่อนพ้องน้องพี่ บรรดาคนรวยเหล่านั้นไม่ต้องคิดมากเรื่องหางาน เพราะเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ ได้ผลกำไรกลับมาเป็นกอบเป็นกำ ส่วนคนหาเช้ากินค่ำอย่างเขา คงมีชีวิตที่เป็นอย่างที่เห็น นอนตื่นสายไม่ได้เพราะจะต้องโดยหักเงินปลายเดือน มีวันหยุดแค่เสาร์อาทิตย์ ได้เงินเก็บจากโบนัสประจำปี ซื้อบ้านก็ต้องผ่อนกับธนาคาร ในขณะที่พวกคนรวยสิ่งเหล่านั้นดูเหมือนกับเป็นแค่เรื่องง่าย ๆ ที่จะไม่มีวันเข้าใจ พวกเขาไม่ได้ผิดที่รวย แต่อาจจะผิดที่โลกไม่บอกแต่แรกว่ามันมีสองฝั่งเสมอ เช่นข้าวกับดำ บนกับล่าง

“บ้าเอ๊ย...” และมันเป็นอีกครั้งที่บรูคเอาแต่สบถหยาบคายออกมา เขานั่งกุมขมับและถอนหายใจอยู่กับชีวิตห่วยแตก เศษซากของศิลปะที่ถูกทอดทิ้งคงไม่ได้ต่างจากเขาในนาทีนี้เท่าไหร่

ขวดแล้วขวดเล่าที่ถูกยกกระดกเข้าปากจนดื่มด่ำกับน้ำขมปร่าและร้อนทั่วลำคอไปถึงท้องให้พอใจ นั่งดื่มเพื่อทำให้โลกบิดเบี้ยวนี่ดีขึ้นมาบ้างในเวลาที่ชีวิตล้มเหลวเช่นนี้...

บรูค ปาร์คเกอร์ คงเหมือนกับคนขี้เมาที่เคยเห็นกันตามท้องถนน...แต่จะว่าแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะเมาแล้วก็คิดว่าชีวิตมันสนุกดีเหมือนกัน อยากจะร้องตะโกนใส่หน้าใครก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรอีกเลยซึ่งนั่นแหละข้อดีของการเมา

ทำมันให้สุดโดยไม่ต้องนึกถึงอะไรที่อยู่ข้างหลัง...

บรูคเข้าใจแล้วว่าบางทีสุรามันก็ช่วยได้ในยามที่เจอปัญหา... นึกถึงคนคนหนึ่งที่เวลาเจอปัญหาทีไรก็จะหอบเหล้ามาที่บ้านของเขาและชวนพ่อดื่ม พอนึกถึงผู้ชายบ้าอำนาจคนนั้น เขาก็เกิดนึกขึ้นได้ว่าบางที... เลียม แก๊บบี้ แฮริงตัน คนนั้นอาจจะพอช่วยได้ และแน่นอนว่าจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากอยล์จะต้องไม่รู้ว่าชีวิตของลูกชายกำลังเปลี่ยนไป เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเป็นความลับได้อย่างไร

บรูคยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองด้วยท่าทางตึงเครียด เขารู้สึกหนักเหมือนกับแบกความหวังที่มีขนาดใหญ่เท่าภูเขาไว้บนบ่า เรี่ยวแรงน้อยลงทุกที ๆ เข้าใจแล้วว่าคนที่เสียกำลังใจมันเป็นแบบไหน ถ้านี่เป็นเรื่องที่พึ่งพาที่บ้านได้ป่านนี้คงจะกลับไปร้องไห้กับแม่แล้ว แต่ว่านี่เขายังส่งข้อความไปโกหกแม่อยู่เลยว่าทำโอที ทั้งที่ความจริงกำลังเมาจนแทบเดินไม่ตรงทาง...

“คุณเลียมครับ” ทันทีที่ปลายสายกดรับ บรูคก็รีบพูดลิ้นพันกัน “ผะ...ผมเองนะ...บรูค ปาร์คเกอร์ครับ”

‘เออ ฉันเมมเบอร์ไว้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านาย’

“ว่างมั้ยครับ ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษา คือ...จริง ๆ แล้วคือผมจะ...จะขอความช่วยเหลือ”

มันคงแปลกที่จะมาปรึกษาเลียม เพราะปกติบรูคก็แทบไม่ได้คุยอะไรกับผู้ชายคนนี้เป็นการส่วนตัว “ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณช่วย”

‘เรื่องไหน เรื่องที่บริษัทนายลดพนักงานน่ะเหรอ อย่าห่วงเลย สถาปนิกหนุ่มฝีมือดีแบบนายไม่โดยด้วยหรอก อีกอย่างนะนาย--’

“ผมถูกเลิกจ้างแล้วครับ มีผลมาสองเดือนแล้วน่ะครับ”

นั่นแหละที่อยากจะบอก...อะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น ชีวิตคนเรามันคล้ายกับแขวนอยู่บนสายป่านที่จะขาดตอนไหนก็ยังไม่รู้

“ผมถึงได้โทรหาคุณยังไงล่ะครับ”

‘เรื่องจริงเหรอ?’

“พอจะออกมาพบผมตอนนี้ได้มั้ย ผมมีเรื่องจะขอร้องให้ช่วย”

เมื่อบรูคทำน้ำเสียงจริงจัง นั่นทำให้คนที่ทีเล่นทีจริงรีบปรับเปลี่ยนน้ำเสียงตัวเองทันที ‘จะออกไปตอนนี้แหละ อยู่ที่ไหนส่งแผนที่มาให้ด้วย’

บรูคกล่าวขอบคุณปลายสายอยู่หลายรอบก่อนจะวาง พอวางสายแล้วก็รีบส่งแมพไปให้เลียมทางข้อความ นั่งรอสักพักรถรีมูซีนคันสีขาวของอดีตเทศมนตรีก็มาจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามร้าน ร่างสูงของผู้ชายที่ดูดีแม้จะอายุมากแล้วโดดเด่นสะดุดตาคนทั้งร้าน แต่จะมีใครกล้าพูดมากกับคนของแฮริงตันล่ะ เลียมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของเมืองโอเวิลเลยทีเดียว



“ไงไอ้หัวเทา นั่งทำหน้าเครียดเชียว เป็นไงบ้าง”

“คุณเลียม...เอ่อ ครับ...สวัสดีครับ”

“เฮ้ อย่ามาทำเป็นทางการนักเลย เคยขี่คอฉันสมัยยังเด็ก แถมยังตดใส่ มีหน้ามาคงมาครับ” เลียมเย้าหยอกแต่อีกฝ่ายกลับไม่ทำเหมือนเคย สีหน้าดูตึงเครียดจนคนที่อายุมากกว่าจำต้องถาม

“หน้าแดงเชียว ดื่มมาตั้งแต่กี่โมงแล้วเนี่ย”

“ก็ช่วงเย็นน่ะครับ คุณจะเอาด้วยมั้ย”

“สักหน่อยก็ดี” เลียมพยักหน้าและพาดแขนไว้ที่พนักพิง เอนตัวแล้วจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าที่ตอนนี้เติบโตขึ้นเสียจนแทบจำไม่ได้ หล่อเหมือนกับกอยล์สมัยหนุ่ม ๆ ไม่มีผิด

“พ่อนายเป็นไง สบายดีนะ ยังไปหาหมออยู่ใช่มั้ย”

“ครับ ยังไปอยู่ พ่อถามถึงคุณบ่อย ๆ”

“ไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเหมือนแต่ก่อน ฉันต้องบินไปมาระหว่างที่นี่กับอังกฤษ ลูกสาวฉันเข้ามหาลัยแล้วน่ะนะ” เลียมยิ้มและรับแก้วเหล้าจากอีกฝ่าย เขายินยอมที่จะบินไปมาข้ามประเทศเพื่อดูแลครอบครัวอันเป็นที่รัก และอีกอย่างเขาอยู่ห่างจากคู่ของเขาไม่ได้นานหรอก “เอาล่ะ ว่ามาซิ ว่ามีเรื่องอะไร เรียกฉันมานี่ต้องมีเรื่องใหญ่แน่”

“ครับ เรื่องใหญ่...”

“ไอ้ที่ว่าใหญ่น่ะสักแค่ไหน” เลียมซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงข้ามกอดอกเอนหลังนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางสง่างามเพื่อรอคำตอบจากอีกฝ่าย “ที่ว่าใหญ่น่ะ ใช่เรื่องที่นายตกงานน่ะเหรอ มันเรื่องเล็กจะตายไปนะ แค่หางานใหม่ไม่กี่เดือนก็ได้แล้ว”

“ไม่ครับ...มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น”

บรูครู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าให้ความสำคัญกับเขาแค่ไหน เพราะเขาเติบโตมากับผู้ชายคนนี้ คนที่เป็นเพื่อนของพ่อมากกว่าจะเป็นเจ้านายเก่า

“ผมหางานมาหลายเดือนแล้ว แต่หลายบริษัทก็ไม่เรียกตัวผมไปทำงาน เขาก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีบริษัทไหนรับพนักงานใหม่หรอก และค่าจ้างของผมก็สูงเกินกระบอกเงินเดือนของเขา”

“ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าแบบนั้น นายมีความสามารถนะ นึกถึงมันไว้”

“ครับ ผมพยายามอยู่”

“ถ้างั้น ลองรับเป็นงานฟรีแลนซ์ดีมั้ย”

“คงอดตายแน่ ๆ” ประโยคนั้นทำเอาเลียมขมวดคิ้วเลยทีเดียว “ที่จริง ผมมีเรื่องที่จะขอร้องให้คุณเลียมช่วย อยากจะรบกวนแค่เรื่องนี้แหละครับ”

“อีกแล้วนะ พูดจาเป็นทางการกับฉัน ให้ตายเหอะทั้งพ่อทั้งลูกเลยสินะ...”

“ขอโทษครับ ผมชิน...”

ตั้งแต่โตขึ้นก็ไม่ค่อยได้เจอเลียมเท่าไหร่ ได้ยินว่าช่วงนี้เขาบินไปมาระหว่างอังกฤษกับโอเวิลเพราะต้องส่งลูกสาวฝาแฝดอย่างกาเซียกับลูน่าไปเรียนที่นู่น ภรรยาของเขา เดเมี่ยน แฮริงตันโอเมก้าเพศชายก็เหมือนจะไปอยู่ที่นั่นเกือบถาวร นั่นคงเพราะต้องดูแลลูกสาวคนสวยทั้งสอง

“เอาล่ะว่ามาสิ ว่าจะให้ฉันช่วยอะไร”

“ผมอยากทำงานกับที่บ้านของคุณ มันจะรบกวนคุณเกินไปหรือเปล่า แต่ผมจะตอบแทนคืนทุกอย่าง” บรูคสบตากับคนที่อายุมากกว่าอย่างจริงจัง เลียมอายุมากกว่าพ่อของเขาเกือบสี่ปี น่าจะเป็นลุงเสียด้วยซ้ำ

“นายนี่มันก็เหมือนพ่อนายจริง ๆ กอยล์เวลามีเรื่องอะไรให้ช่วย ก็มันจะแสดงท่าทางแบบนี้ อยากจะตอบแทนบุญคุณกันเสียเหลือเกิน”

“ช่วยผมได้มั้ยครับ ผมขอร้อง...” บรูคไม่ขออ้อมค้อม ตอนนี้เขาเมาและกำลังคิดมาก ทางเดียวที่จะช่วยได้ก็คือถามออกไปเลย ถ้าไม่ช่วยจะได้หาทางในวันพรุ่งนี้...

ดูเหมือนเลียมจะเป็นคนเดียวที่บรูคสามารถขอความช่วยเหลือได้ และเขามั่นใจว่าตัวเองจะได้รับการช่วยเหลือ

“ฉันก็อยากช่วย แต่ก็อย่างที่รู้ รัฐบาลไม่รับคนนอกเข้าทำงาน ถ้านายไม่ได้สอบเข้าก่อน และตอนนี้การสอบก็ยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้”

“นั่นสิ...”

“นายจะเข้าไปทำงานในกระทรวงโยธามั้ยล่ะ ฉันพอจะฝากฝังให้ได้ แต่เงินเดือนก็เริ่มใหม่นะ เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริง ๆ ฉันเองก็ไม่อยากจะล้ำเส้นการทำงานของพวกเขา”

“งั้น...ผมก็ต้องเริ่มใหม่หมดเลยงั้นสิครับ...”

แบบนั้นคงไม่พอยาไส้แน่ ๆ แต่จะมาเลือกมากมันก็ยังไงอยู่นะ...

“แล้วจะได้เงินเดือนสักเท่าไหร่หรือครับสำหรับเริ่มต้นใหม่ในตำแหน่งนั้น”

“น้อยกว่าที่นายได้แน่นอน งานเริ่มต้นของสถาปนิกในกระทรวงก็แค่ราว ๆ ห้าร้อยเหรียญเองมั้ย”

“ไม่พอหรอก...”

นั่นสิ เริ่มต้นงานใหม่มันก็ต้องเริ่มตั้งแต่เงินเดือนพื้นฐานเลยน่ะสิ ถึงจะทำงานกับหน่วยงานรัฐบาล อย่างไรก็คงจะก้าวกระโดดไม่ได้ บรูคคิดในใจ...

“ฉันบอกแล้วว่ามันไม่พอยาไส้ อีกอย่างนะ จะให้นายมาทำงานที่พรรคของฉัน ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีด้วยสิ ถึงมีก็ไม่รู้ว่านายจะทำได้มั้ย นายเป็นสถาปนิกนี่นะ มันก็ต้องมีศักดิ์ศรีของความรู้ค้ำคอ” เลียมไม่ได้ไม่อยากช่วย ถ้ามีอะไรที่พอจะทำได้ล่ะก็เขาไม่ติดขัดแน่

เมื่อได้ยินแบบนั้น บรูคก็เริ่มไม่สบายใจ หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขาเครียดที่สุดคือการที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพของคนตกงาน ไปจนหางานไม่ได้เลย มันเป็นภาพในอนาคตที่เลวร้าย

“ผมทำได้หมดเลยนะครับ ขอร้อง...งานอะไรก็ได้ตอนนี้ ขอค่าแรงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเก่าก็ยังดี อย่างน้อยจะยังมีค่ารักษาพ่อในแต่ละเดือนบ้าง”

“เงินจากรายได้ของที่ร้านล่ะไม่พอเหรอ”

“ไม่ครับ ช่วงนี้เขาจะต้องพบแพทย์บ่อย ค่ายาของพ่อก็แพงขึ้น น้องอีกคนก็จะเข้าเรียนมหาลัยแล้วปีหน้า”

“ลูกดกก็เงี้ย...” เลียมพยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าไม่ห่วงศักดิ์ศรีมันก็พอจะมีช่องทางการทำมาหากินอยู่น่ะนะ”

ตอนนี้ศักดิ์ศรีบ้าบออะไรนั่นทิ้งไปเถอะ ขอแค่มีช่องทางทำมาหากินก็พอ ทั้งค่าใช้จ่ายของที่บ้าน ทั้งเรื่องค่าเทอมของน้อง เขาอยากจะแบกรับไว้ทั้งหมด อยากจะเป็นพี่ชายและลูกคนโตที่ทำหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างภาคภูมิใจ

นี่แหละ บรูค ปาร์คเกอร์ เขาไร้ซึ่งศักดิ์ศรีหากมันคือสิ่งที่จะช่วยครอบครัวได้

“งานอะไรผมทำได้หมด ขอแค่ค่าจ้างไม่น้อยไป...ผมจะขยันทำงานครับ”

“ให้ตายสิ งานอะไรนะที่จะหาให้ทำได้...” เลียมเท้าคางวางมือประสานไว้ใต้คาง เขากำลังนึกถึงงานที่บ้านที่อาจจะพอมีให้ทำบ้าง แต่จะให้มาเป็นคนสวนในบ้านและจ่ายค่าจ้างโดดจากคนอื่นแบบนั้นก็คงจะไม่ยุติธรรมกับคนอื่นที่ทำงานมาก่อน

“บิงโก!!” เลียมดีดนิ้วและยิ้มมุมปากอยู่คนเดียว “มีงานหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทำงานกับฉันหรอก เป็นของลูกพี่ลูกน้องอีกทีน่ะ”

“งาน? งานอะไรหรือครับ?” บรูคตาวาวเป็นประกาย คล้ายกับเจอแสงสว่างที่เหมือนกับความหวัง “งาน...งานที่ว่า มันคืองานอะไรเหรอครับ”

“ตอนนี้ญาติของฉัน เขากำลังหาคนขับรถรวมถึงคนที่สามารถดูแลลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาไปเป็นอย่างดี ฉันว่านายคงรู้จักพวกตระกูลแคปริคอร์นใช่มั้ย เคยได้ยินชื่อพวกเขาบ้างหรือเปล่า?”

“...ตระกูลราชวงศ์ของABO น่ะเหรอครับ” บรูคถาม

“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า”

เลียมถึงกับเบ้ปากและหัวเราะเสียงดัง “ไปให้ค่าพวกเขาทำไมกัน คนพวกนั้นสถาปนาตัวเองขึ้นมา หรือจริง ๆ เราทุกคนแหละมั้งต่างพากันมอบเกียรติเหล่านั้นให้พวกเขาเอง” เลียมยิ้มขำ ๆ

“แต่อย่างไรคนในเมืองก็ให้เกียรติพวกเขาแบบนั้น”

“ถ้านายจะหมายถึงอาร์เธอ แคปริคอร์นผู้ก่อตั้งเมืองที่เป็นญาติกับฉันล่ะก็ มันก็น่าจะเป็นการให้เกียรติสำหรับคนก่อตั้งเมือง และพวกเขาถึงได้มีอภิสิทธิ์แบบนั้น”

เลียมเองก็เป็นญาติกับแคปรินคอร์น เหล่าตระกูลของผู้ก่อตั้งโอเวิล ก่อนที่จะถูกแบ่งออกเป็น อัลเวิลและเบตเวิล และตระกูลแฮริงค์ตันก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพวกเขาอีกด้วย

“ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทนะครับ แต่ผมอยากรู้รายละเอียดงาน ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง”

ไอ้เด็กนี่ไม่ยอมฟังที่พูดเลยนะ จะถามเอางานอย่างเดียว

เลียมคิดในใจก่อนจะยิ้มมุมปากและกระดกเหล้าที่นาน ๆ จะได้กินขึ้น ลิ้มรสชาติที่ไม่เคยได้ลิ้มรสบ่อย ๆ ตั้งแต่มีลูกภรรยาก็ไม่เคยให้แตะของมึนเมาเลย “ก็แค่ดูแลลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา พวกเขามีลูกชายเป็นพวกควีนโอเมก้า”

“ควีน?”

“แบบพวกที่ถูกเลือกโดยสายเลือด เพื่อให้เป็นราชินีโอเมก้าไง จะว่าไปนะ เจ้าเด็กนี่น่ะร้ายจะตาย ญาติของฉันเขาติดเอาใจลูกมากไปหน่อย แต่ก็อย่างว่าลูกคนเดียวคงจะรักมากน่ะนะ”

“ถ้าอย่างนั้น หน้าที่ของผมก็แค่ขับรถกับดูแลลูกชายของเขา ทำแค่นั้นจริงเหรอครับ”

เป็นควีนโอเมก้าก็คล้ายกับเป็นคำสาป ถ้าใช้เสน่ห์และกลิ่นในทางผิดก็ยิ่งจะนำพาเรื่องเลวร้ายมาสู่ตนเอง

“ไม่เชิงดูแลใกล้ชิดหรอก แค่เป็นคนรับใช้คอยตามเฝ้า อำนวยความสะดวก เช็คตารางเรียน ขับรถไปรับไปส่ง ไม่ให้ใครมาเกะกะ อีกอย่างคือเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยน่ะนะ”

“แล้ว...มันจะได้เงินคุ้มค่าเหรอครับ” บรูคห่วงเรื่องตัวเงินที่สุดในนาทีแบบนี้...

“อย่าคิดว่ามันเป็นงานที่ง่ายและจะได้ค่าตอบแทนน้อยนะ พี่ชายฉันจ่ายสูงเท่าที่นายจะจินตนาการออก คนโดนไล่ออกหรือไม่ก็ลาออกบ่อยมากเพราะทนเด็กคนนั้นไม่ไหว หลานชายคนนี้ของฉันน่ะมันร้าย แถมยังแสบมากเลยนะ”

“...”

“ได้ยินแบบนี้แล้วนายยังจะอยากทำอยู่มั้ย มันอาจจะเป็นงานที่ดูไร้ศักดิ์ศรีไปเลยก็ได้นะ ขับรถและเป็นพี่เลี้ยงเด็กอายุสิบหก” เลียมถามเหมือนกำลังทดสอบจิตใจคนตรงหน้า บรูคเม้มริมฝีปากขณะที่ดวงตาสบมองกับอีกฝ่าย “นายจะกล้ารับงานพวกนี้เหรอ ถ้านายยึดติดศักดิ์ศรีของการเป็นผู้จัดที่วุฒิการศึกษาสูงค้ำคอ”

“ไม่ครับ สำหรับผมแค่งานที่ว่าได้ผลตอบแทนเยอะกว่าที่ผมได้รับ ในนาทีนี้ผมไม่เลือกสักงานครับคุณเลียม”

ตอนนี้บรูคสนใจแค่ตัวเงินเท่านั้น ถ้ามันได้เยอะจะงานรูปแบบไหน ขอแค่ไม่ผิดกฎหมายเขายอมทำทั้งนั้นแหละ ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ต้องมานั่งเลือกงาน

“นี่สิค่อยสมกับเป็นลูกชายกอยล์ ปาร์คเกอร์!”

เลียมตบเข่าฉาดก่อนจะพยักหน้าชอบอกชอบใจ บรูคกับกอยล์ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ในแววตาของบรูค เลียมมักจะเห็นเลือดนักสูงของเด็กหนุ่มไม่ต่างจากบิดาของอีกฝ่ายเท่าไหร่

“ฟังให้ดีนะ ถ้านายไม่เลือกงานก็ไม่ยากจน อีกอย่างนะพี่ฉันให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะไม่มีใครอยากทำหรอก เขาเลยประกาศจ่ายค่าจ้างเยอะเกือบหกหลัก เพื่อดึงดูดคนที่อยากจะทำงานนี้จริง ๆ ให้เข้ามา”

“อย่างนี้นี่เอง...” บรูคถามอย่างกระตือรือร้น... “แล้วตกลงเขาจะรับผมทำงานเลยหรือว่าจะต้องทดสอบอะไรก่อนมั้ย?”

ถ้าขึ้นชื่อว่าเงินเยอะจะงานอะไรก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้นแหละ



“ก็แค่มีใบขับขี่และมีใบอนุญาตการทำงานอย่างถูกต้อง แต่ฉันว่านายคงมีทั้งหมดที่ว่ามาแล้วแหละ ใช่มั้ย?”

“ครับ...”

“ได้ยินมาว่ามีที่พักให้ มีค่ารักษาพยาบาลให้ด้วยนะ”

ค่ารักษาพยาบาล ที่พักงั้นเหรอ?

“ผมขับรถไปกลับก็ได้นี่ครับ”

“ไม่ได้หรอก บารอนน่ะไม่ชอบให้คนรับใช้อยู่ไกลตัว เพราะงั้นพวกเขาจะมีที่พักไว้ให้กับคนงานทุกคน ไม่เว้นสักคน มีวันหยุดให้กลับบ้าน คล้ายโรงเรียนประจำเลยนะว่ามั้ย”

“งั้นเหรอครับ” บรูคเม้มริมฝีปากและพยักหน้า โดยไม่พูดอะไร เอาแต่ตั้งใจฟังสิ่งที่เลียมพูด

“ขอเตือนไว้เลยนะว่างานนี้นายจะเจ็บตัวหน่อย เพราะบารอนน่ะไม่เหมือนใคร บางทีก็ปั่นหัวนายได้ และบางครั้งร้ายยิ่งกว่าปีศาจ เอาใจไม่ถูกก็ปาข้าวของใส่ ที่สำคัญนายทำร้ายลูกชายของเขาไม่ได้นะ พวกเขาจะโกรธมาก และฉันไม่อยากซวย ขอเตือนเลยว่าต้องมีความอดทนสูงมาก”

บรูคกลืนน้ำลายอึดใหญ่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเด็กคนนี้อยู่เหมือนกันว่าร้ายกาจและทรงพลัง เป็นควีนโอเมก้าด้วยสายเลือดของราชินีโอเมก้าเป็นต้นตระกูล ถ้าเปรียบแฮริงตันเป็นผู้มีอำนาจแล้ว แคปริคอร์นก็คือราชวงศ์แห่ง ABO

“จะทำได้มั้ย ถ้าทำได้ ฉันจะพาไปหาพวกเขาพรุ่งนี้เลย”

“...” จะมาลังเลหรือขี้ขลาดก็ไม่ใช่เวลาแล้วแหละ ถ้าเกิดว่าไม่รับก็ไม่รู้จะไปหางานที่มีรายได้เท่าเดิมได้ที่ไหน อีกอย่างได้เยอะกว่าเก่าตั้งสองเท่าน่ะ

“ว่าไงบรูค นายจะรับมั้ย”

“รับ...รับครับ”

อย่างที่บอก ทำงานอะไรก็ตามถ้าได้เงินก็ต้องทำหมด อย่าเลือกงานเลยไม่อย่างนั้นอดตาย!



_____________________

 NEXT (2)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-06-2019 16:40:56 โดย แม่นาย »

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
(2)
[/b]



ไม่มีอะไรถูกใจผมสักอย่างบนโลกใบนี้ ผมไม่ชอบถูกขัดใจ การเกิดมาเป็นผมที่มีตราสัญญาลักษณ์ว่าจะต้องได้ทุกอย่างที่ต้องการไว้บนหน้า ทำให้ผมมีความฝันอย่างแรงกล้าคือว่าจะต้องโอเมก้าที่ทรงอำนาจ ถ้าครองโลกได้ผมก็จะทำ

ความฝันของผมไม่ใช่เรื่องกระจอกงอกง่อย มันมีค่ามากกว่าขุมทรัพย์เสียด้วยซ้ำไป

สิ่งหนึ่งที่ผมเกลียดที่สุดคืออะไรที่เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาดและไร้พิธีรีตอง คนส่วนใหญ่บอกว่าผมเรื่องมาก แต่แล้วมันผิดอะไรกับการเป็นคนที่เต็มไปด้วยรายละเอียด

ถ้าชีวิตจะต้องอยู่แบบคนธรรมดาจะมาเกิดในตระกูลแคปรินคอร์นไปทำไม...

“ผมได้ของขวัญแค่สองร้อยเจ็ดอัน มันน้อยกว่าปีที่แล้วถึงสองกล่อง” ผมเท้าสะเอวโวยวายเสียงดังในเช้าวันศุกร์หลังจากที่ได้เวลานับของขวัญวันเกิดที่ผ่านมาเมื่ออาทิตย์ก่อน

ผมพึ่งจะมีเวลาว่างพอที่จะได้แกะของขวัญ และนับมันอย่างจริงจัง ผมให้คนเช็กราคาของขวัญทุกชิ้น ถ้าใครให้ของที่มูลค่าต่ำกว่าที่ผมกำหนด ของสิ่งนั้นจะถูกส่งคืนไป และปีหน้าพวกเขาจะไม่ได้มาเหยียบที่งานปาร์ตี้สุดเจ๋งของผมอีก คนแบบผมมีใครบ้างจะกล้าปฏิเสธ!

งานวันเกิดของผมเราทำแบบนี้กันทุกปี และผมไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะรู้สึกอย่างไร ก็พวกเขาทำสิ่งที่ไม่เข้าท่าเองทำไมล่ะ

“ปีนี้ได้น้อยลงกว่าปีก่อน อ๋ออีกอย่าง ผมส่งของขวัญคืนไปที่บ้านของฮิลสันและวอลดอฟนะครับ”

“ลูกรัก...”

“แม่ไม่ต้องพูด!” ผมทำยิ้มมุมปากก่อนจะใช้นิ้วชี้จ่อที่ริมฝีปากตัวเอง “ผมเป็นเจ้าของของขวัญ และผมมีสิทธิ์ส่งของที่ไร้ราคาคืนเจ้าของไปเสียถ้าพวกเขาไม่ให้เกียรติหน้าตาของผม”

“แต่เขาจะเสียใจเอานะลูกรัก”

“นั่นคือการเตือนครับ ผมสิที่ขายหน้า ทำอะไรไม่ไว้หน้าผมเอง” ผมพยักหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะทำหน้าบึ้งและถามกลับอย่างเอาเรื่อง “แล้วสรุปทำไมของขวัญถึงน้อยลงครับแม่”

“ก็เพราะว่าปีนี้ ครอบครัวอาบิเกลไม่ได้ส่งมา” แม่ว่า

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ส่งมา?”

“ลูกลืมแล้วหรือไงที่รัก เพราะว่าลูกตัดผมลูกสาวของเขา พวกเขาโกรธมากนะ แม่จะต้องยกเลิกสัญญาสนามกอล์ฟกับพวกอาบิเกลทั้งที่ได้ราคาดีและห้องวีไอพีของพวกเขาคือระดับดีที่สุดแล้วในเมืองนี้”

“แม่จะไปรู้อะไรล่ะครับ เพราะยัยนั่น...ชื่ออะไรนะ..." ผมหันไปถามสาวรับใช้คนสนิทที่นั่งอยู่ด้านล่างตรงโซฟาสีครีมภายในห้องโถงใหญ่ "มารีน่าหล่อนชื่อว่าอะไรนะ”

“บาเซียก้าค่ะ คุณหนู...”

“อ๋อใช่! ยัยบาเซียก้า อาบิเกล ชื่อตลกชะมัดเลยว่ามั้ย และแม่ควรรู้ไว้ว่าหล่อนปากมากจนสมควรโดนแบบนั้น”

ผมเชิดหน้าขึ้น และไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดสักนิด ดีใจมากกว่าที่ยัยนั่นกลัวหัวหดไม่กล้ามางาน แต่ที่เลวร้ายคือการไม่ส่งของขวัญมาอวยพรราชินีโอเมก้าแบบผม

แค่โกนหัวน่ะยังน้อยไป เทียบกับสิ่งที่บาเซียก้าทำให้ผมอับอายแล้วล่ะก็ เทียบกันไม่ติดสักนิด!

“ลูกรัก แม้ว่าลูกจะโกรธพวกเขาแค่ไหน แต่ลูกไม่ควรไปโกนหัวใครเขาแบบนั้น”

“แม่อย่าพูดเรื่องที่ผ่านมาแล้วได้ไหม เช้าวันนี้ของผมคือ ทำไมของขวัญเราถึงมีน้อยกว่าปีก่อน” ผมยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว “เมื่อตัดบาเซียก้าไปแล้ว ก็ยังเหลืออยู่คนหนึ่งที่ยังไม่ส่งมา สรุปว่าคือใครครับ? ผมจะได้เล่นงานถูก”

“อย่าไปเรียกจิกหัวใครเขาแบบนั้นบารอน ราชินีต้องไม่ทำตัวร้ายกาจนะจ๊ะ” แม่ยกแก้วชาขึ้นจิบ พร้อมกับหลุบตาลงมองนิตยสารในมือ

“แม่เจอหล่อนแล้วจะหนาว หรือบางทีแม่อาจจะอยากราดน้ำส้มสายชูใส่หล่อน เพราะคำคุยโวโอ้อวดดี ชอบนินทาคนนั้นคนนี้ ยี๋!!” ผมย่นจมูกใส่แม่ “และเอาล่ะ เรื่องพวกนั้นพอก่อน แม่บอกมาเลยว่าใครที่ยังไม่ส่งของขวัญมาให้ผม”

“เลียม...อาของลูก”

แม่เงยหน้าขึ้นพูดในขณะที่ผมกำลังจะไล่รายชื่ออ่านว่าใครกันที่ไม่ส่งมา แต่กลับกลายเป็นญาติฝ่ายพ่อนี่เอง ถึงผมจะไม่ค่อยชอบอาเลียม แต่ปกติเขาจะส่งของขวัญมาทุกปี เช่นบัตรกำนัลเรือยอชต์ท่องมหาสมุทรแปซิฟิก หรือเปิดเกาะส่วนตัวที่มีมูลค่าหลายพันล้านให้ผมไปพัก

ทำไมปีนี้เขาไม่ส่งมา!!

“แม่! พระเจ้าไม่อยากเชื่อเลย แม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไง”

“ใจเย็นก่อนบารอนลูกรัก...”

“ผมอยากจะสับผู้ชายคนนั้นเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนให้ฉลามกิน ทำไมถึงกล้าหยามหน้าผมแบบนี้” ผมจินตนาการถึงสีหน้าขึงขังและความเลือดร้อนของญาติฝ่ายพ่อออก แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น แต่ถึงจะไม่สนิทเขาก็ส่งของขวัญมาทุกปียกเว้นปีนี้

“เขาบอกว่าเขาจะเอามาให้ลูกเอง รู้สึกว่าแม่จะให้คนไปบอกลูกแล้วนะ แม่เองก็ลืมเหมือนกันเรื่องจำนวนของขวัญ” แม่ทำสีหน้าลังเลเล็กน้อยราวกับไม่แน่ใจ “แต่แม่สาบานเลยว่าเขาจะมอบมันให้ลูกด้วยตัวเอง”

“บ้าบอที่สุด! นี่พูดแล้วผมก็นึกขึ้นมาได้ ทั้งกาเซียกับลูน่าก็ไม่ได้มาวันเกิดของผม!!”

“ลูกรัก เบาเสียงลงหน่อย” แม่ปรามแต่เธอรู้ว่าสุดท้ายผมจะเมินคำตำหนินั่น

“แม่ไปบอกครอบครัวนั้นเลยนะว่าไม่ต้องมาบ้านเราอีก แค่วันเกิดยังไม่โผล่หัวมา นี่เป็นทั้งพ่อทั้งลูก เหอะ!”

“ได้ยินว่ามีคนอารมณ์ร้อนงั้นเหรอ!?”  เสียงของพ่อทักทายพร้อมกับสาวรับใช้ที่นำน้ำหวานมาเสิร์ฟให้

ผมรีบวิ่งไปสวมกอดพ่อก่อนจะฟ้องเขาเรื่องของจำนวนของขวัญที่ลดลงกว่าปีก่อน แถมยังไม่ได้ของขวัญจากญาติของตัวเองอีก

“ปีนี้อาเลียมไม่ส่งของมาครับพ่อ!” ผมบอก สีหน้าของพ่อยังอบอุ่นเสมอเวลาเจอผม เขาชอบบอกว่าผมคือความรักเดียวในชีวิตของเขา“พ่อจะต้องจัดการเขานะครับ!”

“ใจเย็นลูกรัก...” พ่อว่าและจูบที่หน้าผากของผม ผมส่งยิ้มให้พ่ออีกครั้ง รู้สึกตัวเองเป็นเจ้าชายน้อยที่ถูกเทิดทูน "ของขวัญของลูกปีนี้พิเศษมาก อาเลียมเอามาส่งให้ที่บ้านเลยนะ"

“บ้าน...หมายความว่าไงครับ”

“นั่นไงลูกรัก...” พ่อยิ้มก่อนจะผายมือไปยังด้านหลัง และร่างสูงของเลียม แก๊บบี้ แฮริงตันก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มฝืน ๆ แบบที่ผมเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก

ทำอย่างกับเจอหน้าผมแล้วเจอผีงั้นแหละ

“ไหนของขวัญผม!!”

“นี่...ช่วยทักทายฉันแบบมีมารยาทหน่อยสิบารอน นี่ฉันเป็นอาของเธอนะ”

“ไม่ ทำไมผมต้องทำในเมื่อคุณไม่ให้เกียรติผมก่อน ว่าแต่ปีนี้อาจะให้อะไรกับผม?” ผมกอดอกและเดินผ่านพ่อไปยืนประชันหน้ากับอีกฝ่าย “ถ้าอามาตัวเปล่าคงรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร...”

“ไม่มีเงินซื้อเองหรือไง? เอาแต่ทวงของจากคนอื่นอยู่ได้”

ให้ตายเถอะ ได้ยินที่อาเลียมตอบผมมั้ย

“...พ่อครับ อาว่าผม!!!”

“เฮ้อจริง ๆ เลยนะเด็กแบบเธอเนี่ย ...เอาล่ะหลีกไป ฉันจะแนะนำคนให้พ่อเธอรู้จัก”

เขามันเป็นคนที่ไร้อายธรรมและปากมักจะพ่นคำพูดที่ไม่น่าฟัง ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่สนใจผมสักนิด หรือว่าที่จริงแล้วอาเลียมไม่ได้มามอบของขวัญให้กับผม แต่พ่อพยายามสร้างเรื่องขึ้นมาเอง!!

“ไหนพ่อบอกว่าเขาจะเอาของขวัญมาให้ผมไง!!!”

“ใจเย็นน่าลูกรัก อาเลียมแค่...”

“จะบอกอะไรให้นะบารอน ออกจากโลกยูนิคอร์นได้แล้ว ไม่มีของขวัญสำหรับเด็กก้าวร้าววัยสิบหก เข้าใจนะ” อาเลียมพูดแทรกและยิ้มมุมปากใส่ผม หน้าตาของเขาเหมือนกำลังสะใจสุด ๆ ผมขอสาบานว่าจะเจาะยางรถเขาเอาให้แตกทั้งสี่ข้างเลย

เลียม แก๊บบี้ แฮริงตัน ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา!!

“เอาล่ะบาโรห์ ผมหาคนให้พี่ได้แล้ว เพราะงั้นผมฝากเขาด้วย อย่าทำอะไรเขาล่ะ เขาเป็นลูกชายของเพื่อนผมเอง”

“คนคนอะไรครับพ่อ?”

ผมแทรกและเดินไปขวางระหว่างพ่อกับอาเลียม แต่จู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายดันศีรษะให้ออกห่าง ไม่มีของขวัญแต่เหมือนอาเลียมกำลังฝากฝังอะไรสักอย่าง...

“เฮ้...เลียม”

“พี่ควรสอนมารยาทเขาบ้างนะ การตามใจลูกจนเสียนิสัยมันไม่ดีหรอก นี่จะบอกให้เลยนะถ้าเป็นลูกฉัน เธอโดนตีตูดแตกแล้ว” อาเลียมหันมายิ้มเยาะใส่ผมอีกครั้ง

เอาล่ะครั้งนี้ผมจะไม่ให้อภัยใครทั้งนั้น!!!

“สวัสดีครับ...”

“!!!”

ในขณะที่ผมกำลังจะแหกปากร้องโวยวายเสียงดัง คำทักทายของคนที่เดินตามมาด้านหลังก็ดังขึ้น น้ำเสียงนุ่มทุ้มนั่นทำให้ผมงับปากลงก่อนจะหันไปทางเขา

ผู้ชายตรงหน้ามีผมสีเทา ดวงตาสีฟ้าท้องทะเลที่ดู...ประหลาด เขาสวมเสื้อผ้าโนเนมและตั้งแต่หัวจรดเท้าก็พอจะเดาออกว่ามันไร้ราคาเสียยิ่งกว่าอะไร

ใครกัน....

“นี่คือบรูค อินเดีย ปาร์คเกอร์ คนนี้แหละบาโรห์ผมฝากเขาด้วยนะพี่” เลียมตบที่บ่าของอีกฝ่ายและแนะนำเขาให้กับพวกเรา

“นี่อะไรกันครับ เขาเป็นใครครับพ่อ” ผมหันไปถามพ่อเสียงสูง “เข้ามาได้ไง?”

“เอ่อ...คืออย่างงี้นะบารอน คือพ่อรับเขามาเป็นคนขับรถคนใหม่ของลูกน่ะ”

"พระเจ้า รอบนี้คุณหาคนได้ไวมากเลยค่ะที่รัก”

“เดี๋ยว ๆ ทำไมทุกคนไม่สนใจผมเลย! ทั้งพ่อกับแม่...และอาเลียม...นี่มันอะไรกัน”

“แล้วมันเรื่องอะไรที่เธอจะต้องมายุ่งล่ะ มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่”

“ผมมีสิทธิ์จะต้องรู้นะ!!” ผมเบ้ปากใส่เลียมแบบจงใจ ขอบอกให้รู้ว่าผมจะไม่ฟังเขาอีกต่อไปและขอไม่ให้การเคารพเขานับแต่บัดนี้

“บารอนใจเย็นก่อนนะลูก คือพ่อเป็นคนขอให้อาเลียมหาคนขับรถมาให้ลูกเอง...”

ในที่สุดพ่อก็สารภาพ ผมกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ ทำไมพ่อไม่บอกผม ทำไมทุกคนมีความลับกับผมเล่า

“พ่อ!!!”

“เขาเริ่มงานวันนี้ได้เลยนะพี่ ถ้ามีอะไรบอกผมแล้วกัน”

ดูเหมือนจะไม่มีใครฟังผมเลย ไม่มีสักคน ผมจ้องมองผู้ชายผมสีเทาที่ท่าทางเรียบร้อยจนขัดหูขัดตา เหอะแบบนี้น่ะเหรอจะมาขับรถให้ผม คนแบบนี้น่ะเหรอ โนเนม ไร้ราคาที่สุด!!

“ผมไม่เอาเขา--”

“บรูคน่ะเป็นคนขยันนะพี่ เขามีความอดทนเป็นเลิศ แถมยังสอนง่ายด้วย ไม่ธรรมดา พี่ไว้ใจเขาได้เลย” อาเลียมยิ้มกับพ่อและตวัดตามามองผม "เชื่อสิว่าเด็กก้าวร้าวนิสัยเสียแบบเธอน่ะอยู่กับเขาแล้วจะดีขึ้น”

“พ่อ!! อาเลียมด่าผม” ผมหันไปหาพ่อพร้อมกับถลึงตาใส่ เสียงหัวเราะเอ็นดูออกมาจากปากของแม่และตามด้วยพ่อและคนรอบข้าง แม้แต่เจ้าหัวเทาที่ทักทายว่าตัวเอง...ชื่ออะไรสักอย่างยังยิ้มตาม

ผมไม่ใช่ตัวตลกนะ นั่นแหละที่ทุกคนควรรู้

“อย่าหัวเราะผมสิ ไม่มีอะไรตลกนะบอกไว้เลย!!”

“เอาล่ะบารอนลูกรัก มาทักทายบรูคเขาหน่อยสิ และลูกจะต้องให้เขาดูแลลูกนะ”

“หมอนี่เป็นแค่คนขับรถเท่านั้น ผมไม่ต้องไปจับไม้จับมือเพื่อทักทายเขาหรอก!” ผมประท้วง แต่พ่อกลับหันมาทำหน้าดุใส่ “อย่าทำตัวหยาบคายน่าบารอน... โทษทีนะบรูค ลูกชายฉันเขายังเด็กน่ะ”

“ไม่เป็นไรครับคุณท่าน ผมไม่คิดมากหรอกครับ”

“นายมีสิทธิ์ที่จะคิดหรือไม่คิดได้ด้วยรึไง?”

"บารอนสุภาพกับเขาหน่อย! "

"พ่อ!! " ผมกัดริมฝีปากล่างอย่างเหลืออด พ่นลมหายใจฟึดฟัดด้วยความหงุดหงิด เมื่อกี้พ่อดุผมอย่างงั้นเหรอ

"เอาล่ะบรูค เดี๋ยวเราเข้าไปห้องทำงานฉันกัน เซ็นสัญญาแล้วก็ฉันจะให้คนพาไปแนะนำภายในบ้านนะ"

"ครับ"

"พ่อ!! ผมไม่เอาเขา ผมบอกว่า--"

"เป็นเด็กดีและม้าจากฟิลแลนด์ที่ลูกบอกผมจะยอมซื้อให้"

ผมทำอะไรไม่ได้ ต่อรองอะไรกับพ่อก็ไม่ได้เลย ทั้งพ่อและอาเลียมต่างพากันเดินไปยังห้องทำงานชั้นสอง ส่วนผู้ชายคนนั้นก็เดิมตามไปด้วย และผมไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้เลย รู้สึกขัดใจสุด ๆ ที่พ่อบีบบังคับผมทางอ้อมแบบนี้

ถ้าเลือกระหว่างหาคนขับรถใหม่ กับอดได้ม้าวิ่งไวตัวงามตัวนั้น... ผมก็จำเป็นต้องเลือกม้าน่ะถูกแล้ว และส่วนเรื่องของคนขับรถ ไว้ผมจะหาทางจัดการเขาทีหลัง และผมจะเล่นงานเขาให้ถึงที่สุด ผู้ชายคนนั้นต้องทนผมไม่ได้ ผมจะทำให้อาเลียมรู้ว่า อย่าได้มาแหยมกับคนแบบ บารอน!!

คนอย่างผมอยากได้อะไร ย่อมต้องได้ และหากไม่ต้องการอะไร ก็จะไม่ยอมให้มันรกหูรกตา เพราะผมเกิดมาเพื่อเป็นคนแรกของโลกที่ได้ทุกอย่างที่ต้องการ

คอยดูแล้วกัน บรูค ปาร์คเกอร์!

________________________

Talk

><  มาแล้วบารอนมาแล้ววววววววววววววววววว ฝากน้องด้วย น้องไม่ได้มาเล่น ๆ แน่นอนจ้าาาาาา

มีคำผิดคำสลับขออภัยหลาย ๆ จ้า

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「ⅱ」Mischievous


mischievous

(adj.) a mischievous campaign by the press




ผมกำลังนั่งทานอาหารเช้าไปพร้อมกับฟังเรื่องที่พ่อคุยกับแม่ มันเป็นเรื่องของการที่ผู้ลงทุนคนหนึ่งจะขอมีสิทธิ์ในสัมปทานของภาครัฐที่ทางบริษัทได้รับสิทธิ์ และมันเป็นการตกลงกันที่ไม่ลงตัว พ่อเป็นคนเก่ง เขามักจะหาวิธีการครอบครองทุกอย่างที่เขาต้องการ ผมเรียนรู้ว่าการเป็นแคปรินคอร์นคือไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เราอยากจะเป็นเจ้าของ ไม่มีทางที่จะไม่มีชื่อของเราในสิทธิ์ขาดของการครอบครองมัน

มันเป็นหนึ่งวิธีการคิดแบบคนแคปรินคอร์นเท่านั้น

“สามสิบเจ็บเปอร์เซ็นต์ผมก็ไม่มีวันแบ่งให้เขา ไม่ว่าจะในฐานะเจ้าของแบรนด์หรือผู้ก่อตั้ง ไม่ว่าอย่างไรสองพี่น้องนั่นไม่มีได้แม้เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์" พ่อวางช้อนซุปแครอทลง และรวบมือประสานไว้ที่ใต้คาง "ผมก็จะไม่ให้เขา"

ผมนั่งอยู่ตรงกลางยิ้มมองพ่อในเรื่องการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ผมเทิดทูนเขาและอยากเป็นแบบเขา พ่อของผมเป็นคนเก่ง มันเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมภาคภูมิใจเป็นที่สุด เช้าวันนี้พวกเราทานอาหารเช้ารวมกันที่โต๊ะกลม ห้องรับประทานอาหารถูกล้อมไปด้วยผ้าม่านสีขาวลายลูกไม้ปักสลับสีทองและแดงแบบที่แม่ชอบ ข้าวของทุกชิ้นจะต้องเป็นสีทอง มันแสดงถึงความเป็นต้นตระกูลของผู้ก่อตั้งเมืองนี้ เรียกอีกแบบก็คือสีประจำตระกูลแคปรินคอร์นนั่นแหละ

“ปู่ทวดผมพูดเสมอว่าถ้าเราคิดเมตตาใครสักคนแบบนั้นเราไม่มีทางได้ก้าวมาเป็นผู้นำ ทีแรกผมว่านี่เลือดเย็นมาก แต่หลังจากได้ทบทวนดูดี ๆ แล้ว...ผมว่ามันจริง”

“แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อคะ?” แม่ถามในขณะที่เธอใช้นิ้วก้อยเกี่ยวแก้วชาขึ้นจิบ

ผมเหลือบมองแม่และจิบชาหอมกรุ่นกลิ่นจัสมินตามเธอ แม่และผมหลงรักรสชาติของชาในยามเช้า ผมอยู่ในชุดยูนิฟอร์มนักเรียนของโรงเรียนชื่อดัง แน่นอนว่ามันเป็นโรงเรียนที่พ่อของผมเสียเงินบริจาคไปไม่น้อย เพราะแบบนั้นผมถึงได้เรียนอยู่ที่นั่นได้ในฐานะของราชินี ผมสามารถครอบครองทุกอย่างของโรงเรียนได้ นี่คือชีวิตที่แสนยอดเยี่ยมของผม

“เอาเป็นว่าผมจะยังไม่ทำสัญญาการค้ากับพวกเขา ขูดเลือดกันชัด ๆ ”

“ถูกของคุณค่ะ” แม่ยิ้ม เธอมักจะเป็นหน่วยสนับสนุนและกำลังใจที่ดีที่สุดของพ่อเสมอ

“พ่อครับ ผมว่าจะบอกให้ผมรู้ว่าอาทิตย์หน้าม้าที่ผมสั่งซื้อจะมาส่งที่คฤหาสน์ของเรา เพราะแบบนั้น ผมจึงอยากให้พ่อทำคอกม้าสำหรับแม็กซิมัส เอาแบบหรูหราและใหญ่พอที่ม้าสายพันธุ์ดีที่สุดจากฟิลแลนด์สมควรได้อยู่” ผมใช้ผ้าเช็ดที่มุมปากและกล่าวขออนุญาตพ่อ

“แน่นอนลูกรัก เราจะทำให้ลูก”

“ผมขอให้เสร็จก่อนที่แม็กซิมัสจะมาถึง”

“ลูกอยากจะให้เราจัดงานต้อนรับม้าตัวใหม่ของลูกมั้ยจ้ะ”

ผมเหลือบตาขึ้นข้างบน ทีแรกก็คิดว่ามันอาจจะไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่พอมาคิดดูแล้ว ม้าตัวใหม่สายพันธุ์หายากที่สั่งซื้อมาจากเมืองต้นกำเนิดของม้า จะน้อยหน้าใครได้อย่างไร ม้าทุกตัวที่มาถึงได้รับการต้อนรับหมดและม้าตัวโปรดที่ชื่อว่าแม็กซิมัสก็ควรจะได้รับการต้อนรับเหมือนกับทุกตัว

“ผมคิดว่าเราทำแบบที่ผ่านมาก็ได้ครับบ เชิญแขกมาร่วมแสดงความยินดีกับผม จัดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และเชิญนิตยสารของพ่อเข้ามาสัมภาษณ์ผม ผมอยากจะมีภาพภ่ายสวย ๆ ลงปก คนเมืองจะได้ชื่นชมแม็กซิมัสด้วย” ผมเท้าคางกับโต๊ะและพ่อก็พยักหน้าเห็นด้วย

“งั้นพ่อจะให้เลขาของพ่อจัดการเรื่องนี้ให้...แบบทุกปีเอางั้นมั้ย”

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมให้หยางลีกับมารีน่าจัดการก็แล้วกัน งานเล็ก ๆ ไม่ต้องพึ่งพาเธอหรอก” ผมเสนอชื่อพ่อบ้านประจำตระกูลและคนรับใช้ส่วนตัว และพยายามเลี่ยงที่จะอธิบายถึงความคิดเห็นส่วนตัวที่ผมมีต่อคริสตัล เลขาหน้าอกบึ้มของพ่อ...

ผมไม่ชอบคริสตัล มัว เธอเหมือนกับผู้หญิงรสนิยมดีแต่ทำตัวแย่ เหมือนพวกเพชรที่ขัดอย่างไรก็ไม่ขึ้นเงา และที่พ่อรับเธอมาทำงานเพราะเธอทำงานให้ได้ทุกอย่าง เรียกว่าพ่อใช้เธอคุ้มค่าจ้างเลยแหละ

“อีกอย่างนะ ผมมีคนขับรถคนใหม่ เขาคงจะพอช่วยงานได้บ้าง”

ผมว่าอย่างไม่สบอารมณ์นั้น เอาจริง ๆ ผมขัดใจอะไรไม่ได้ แม้ว่าอยากจะทำก็ตามที ผมเลือกแล้วระหว่างไม่รับบรูค ปาร์คเกอร์ เข้ามาทำงานกับไม่เอาม้าตัวใหม่ที่ส่งข้ามมหาสมุทธ

อย่างไรก็จะฉวดม้าตัวนั้นไม่ได้เด็ดขาด กว่าจะสั่งจองและติดต่อซื้อขายได้ไม่ใช่ง่าย ๆ ผมน่าจะเป็นคนแรกของเมืองเลยมั้ง ที่ได้ขี่ม้าพันธุ์ดีขนาดนี้

“เริ่มชอบบรูคมาบ้างหรือยัง เขาดูแลลูกอย่างดีใช่มั้ยล่ะ” พ่อถามด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

“ไม่ครับ เขาก็ยังเป็นแค่คนขับรถนอกคอกในสายตาของผม”

“ไม่เอาน่าลูกรัก บรูคไม่ธรรมดาลูกก็รู้ นาน ๆ ที่เราจะได้คนขับรถที่จบสูงและเอาค่าแรงแต่จำนวนไม่กี่บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม”

“พ่อก็จ้างเขามาขับรถของพ่อแทนผมสิครับ” ผมตอบอย่างไม่สบอารมณ์นัก การที่พ่อรับเขามาและเอาแต่ยกย่องอีกฝ่ายว่าดีอย่างงั้นอย่างงี้ ที่จริงพ่อก็แค่เกรงใจอาเลียมเท่านั้นแหละ

บรูค ปาร์คเกอร์ ยังคงลอยหน้าลอยตาทำงานในตำแหน่งคนขับรถและหน่วยสอดแนมของพ่อ คงเพราะเขารู้จักกับอาเลียม พ่อเลยคิดว่าเขาน่าจะไว้ใจได้และบรูคมักจะแสดงออกแบบนั้น แต่ว่าผมไม่มีทางยอมหรอกนะ ผมไม่ละความพยายามและยังคงค้นหาวิธีที่จะขับไล่เขาออกอยู่ทุกวัน แม้ว่าจะเสียเวลาไปกับเรื่องอื่นอยู่บ้างก็เถอะ...

“พ่อมีคนขับรถของพ่อลูกแล้วนี่ลูกรัก”

“แม่ก็รับเขาไปแทนสิครับ เขาน่าจะเอาใจคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี” ผมกอดอกและถอนหายใจ “ยกเว้นผม! ”

“แม่ว่าถ้าเราเปิดใจยอมรับ บรูคก็ไม่ได้เลวร้ายนะบารอน ดีกว่าคนเก่า ๆ ของลูกด้วย”

“เพราะแม่รู้ว่าเขาจะตามจู้จี้ผมแบบที่ไม่มีใครกล้าทำใช่มั้ยล่ะสิครับ!” ผมว่าและมันก็จริงอย่างที่คิด พ่อกับแม่ไว้ใจกับเขาเพราะเขารู้ว่าบรูคจะไม่ตามใจผม คนที่บรูคจะเชื่อฟังคือพ่อและแม่ของผมเท่านั้น

บรูคไม่ยอมแม้กระทั่งจะขับพาผมไปงานปาร์ตี้ ถ้าหากเขาไม่มีคำอนุญาตจากพ่อ และในบางทีถ้าหากว่าผมออกมาเกินเวลาที่กำหนด เขาก็สามารถบังคับผมกลับมาคฤหาสน์ได้ทันเวลาเสมอ... คนอย่างเขาน่ะมันบ้าที่สุดเลย

เพราะบรูคตามใจพ่อและทุกคน ยกเว้นผม คนที่เขารับใช้อยู่!

“ผมไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของใครนะ”

“บารอนหยาบคายเกินไปแล้ว” พ่อหันมาเอ็ดผมเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมพูด แม้ว่าผมกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชีวิตตัวเองแค่ไหนแต่พวกเขาก็ไม่สนใจ “ห้ามพูดแบบนั้นอีกนะราชินีตัวน้อย ลูกควบคุมอาารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกแล้วรึเปล่า....”

“ไม่ครับ มันไม่เกี่ยวกันเลย และที่ผมพูดน่ะมันคือเรื่องจริง พ่อกับแม่ทรมานผมแบบนั้นจริง ๆ ผมเจ็บปวดมากนะ!”

ผมทำท่าบีบน้ำตา และมันมักจะได้ผลทุกครั้ง...

“พ่อกับแม่ทำกับผมอย่างไรกับผมเป็น..." เป็นอะไรดี อะไรที่มันจะดูน่าสงสารสุด ๆ ในเวลานี้ “เป็นยูนิคอร์นตัวน้อยที่ไม่สามารถบินได้...โดนหักปีกและขังไว้ในคุก” ถ้าเปรียบเทียบตัวเองเป็นสัตว์ ผมจะต้องเป็นแค่ยูนิคอร์นเท่านั้น!!

“ผมอยากจะไปไหนก็ได้ไป แต่ว่าพ่อกับแม่กับส่งเข้ามาขัดขวางผม ห้ามผม แล้วยังส่งตารางเวลาของผมให้กับคนขับรถรู้ พ่อให้เขามามีสิทธิ์มาจัดแจงชีวิตของผม นี่มันเกินไปหน่อยนะครับ! ”

“ใจเย็นสิลูกรัก พวกเราก็แค่เป็นห่วง ลูกสามารถไปได้ แต่มันต้องไม่อันตราย”

“แล้วการไปปาร์ตี้บ้านของครอบครัวทอมสันมันอันตรายตรงไหน ล่าสุดก็คือไม่มีใครอนุญาตให้ผมไป ผมซื้อชุดมาแล้วด้วย!” ผมหันไปย้อนถามแม่ แล้วพ่อก็เป็นฝ่ายหันมาพูดเสียงเข้มใส่ผม “ขอทำความเข้าใจกันก่อนนะพ่อยูนิคอร์นตัวน้อยของพ่อ!”

“...”

“การที่ลูกออกไปปาร์ตี้บ้านของคนที่ทำธุรกิจเป็นคู่แข่งกับพ่อ และยังเป็นอัลฟ่านิสัยแย่แบบนั้นมันไม่อันตรายตรงไหน ถ้าเกิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับลูก รู้ใช่มั้ยว่าฟ้าจะถล่มและแผ่นดินจะพังทลายด้วยน้ำมือของใคร! ”

พ่อเสียงดังขึ้นท่ามกลางโต๊ะอาหารที่แต่ก่อนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บรรยากาศรอบข้างเริ่มน่ากลัวขึ้นทันที

“ลูกอาจจะห่วงเรื่องความสนุกสนานในชีวิตของลูก แต่กับพ่อมันมีแต่ความปลอดภัยของลูกเท่านั้น พ่อกลัวว่ามันจะทำให้ลูกต้องเจอกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ และพ่อไม่มีทางยอมให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้น”

“ถ้าอย่างนั้น พ่อก็เอาโซ่มาล่ามผมไว้เลยนะ วันหลังผมจะได้อยู่ในแต่ในบ้านแบบเบลคกับชาร์ด สุนัขตัวน้อยของพ่อ”

“บารอน!! ” แม่ทำตาโตตอนที่พูดขึ้นเสียง แต่ผมไม่สนใจหรอก พวกเขาต่างหากที่ไม่เข้าใจผม พวกเขาทุกคนเลย ทำไมคนอย่างบารอนจะต้องกลัวอะไรด้วย จะมีใครกล้าแตะต้องผม ผมรู้ว่าไม่มีใครกล้าทำอันตรายผมได้เพราะไม่ใช่ว่าผมคือคนของแคปรินคอร์น แต่ผมคือบารอน เด็กผู้ชายที่เป็นราชินีโอเมก้า!

“พ่อไม่ไว้ใจผม แต่กลับไปไว้ใจคนขับรถงี่เง่านั่น สาบานไว้ตรงนี้ว่าผมจะทำให้เขาลาออกให้ได้ คอยดูสิ”

“นั่งลงเดี๋ยวนี้นะราชินีตัวน้อย!” พ่อว่าและชี้นิ้วสั่งผม แต่เขาจะต้องพบกับความเสียใจ

“อย่าเรียกผมว่าราชินีตัวน้อยนะ ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมคือราชินีก็จริง แต่ผมจะไม่มีวันเป็นลิตเติ้ลควีนของพ่ออีกต่อไป” พอกันทีกับการเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไร้อิสรภาพ ผมรีบสะบัดก้นเดินหนีทุกคนออกมาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดที่สุด

ทำให้พ่อรู้สะบ้างว่าถ้าทำให้ผมเสียใจจะต้องเจอกับอะไร


-------------------
์NEXT (2)
[/b]

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
(2)

...


ผมเดินออกมาจากคฤหาสน์ รีบตรงมาที่โรงจอดรถ และเมื่อมองจากที่ไกล ๆ ก็เห็นเรือนร่างของคนขับรถที่ทำเอาผมหัวเสียเป็นสองเท่า


การที่ผมทะเลาะกับพ่อว่าแย่แล้ว มาเจออัลฟ่าหน้านิ่งผมสีเทานี่แย่กว่าอีก


“ไงปาร์คเกอร์" ผมทักและกอดอกเชิดหน้าแบบทุกครั้ง "เช้านี้หลับสบายมากมั้ย ได้อยู่ในที่ที่ทั้งชีวิตนายก็ไม่มีวันได้อยู่มันดีขนาดไหนนะ บอกหน่อยสิ”


“ก็ดีครับ ผมหลับสบายดี” บรูค ปาร์คเกอร์ยันตัวขึ้น เขาโยนผ้าเช็ดรถลงที่ถังด้านข้าง


“มาแต่เช้าจังครับ ปกติเราจะออกกันช่วงแปดโมงนี่ครับ”


“พูดมากจังนะ รู้มั้ยว่าเสียงของนายทำให้ฉันรำคาญ”


“ครับ”


“เงียบได้แล้ว! แล้วก็อย่าได้มาต่อปากต่อคำกับฉัน” ผมกระทืบเท้าแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย คนขับรถสวมชุดประจำตำแหน่ง ด้วยเสื้อสีดำและสูทสีกรม กางเกงขายาวกับรองเท้าที่ดูไม่เข้ากัน


"ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย คุณเองต่างหากที่มาถึงก็พูดไม่หยุดปาก"


"นี่" ผมร้องเสียงดังเพราะหมดความอดทน เส้นความอดทนของผมบางยิ่งกว่ากระดาษ “ถ้าอยากทำงานกับฉัน ต้องรู้จักจำใส่สมองสามเรื่อง”


ผมยกนิ้วกลางนางและก้อย พร้อมทั้งหยียดยิ้มมุมปากมองคนตรงหน้า “อย่ายุ่งเรื่องของฉัน อย่ามาสั่งสอนฉัน และอย่าประจบประแจงพ่อของฉันจนออกนอกหน้า”


“สามอย่างที่คุณพูดมา ผมไม่เห็นมีอันไหนที่ผมทำเลยสักอัน”


“สาบานมาสิว่านายไม่รู้ ให้ตายเถอะ นายกล้าพูดได้ยังไงนะ”


ผมเอามือทาบอกตัวเองและหัวเราะเยาะกับสิ่งที่ได้ยิน บรูค ปาร์คเกอร์ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าเขาทำเรื่องพวกนี้กับผม ทั้งเรื่องที่เอาแต่ยุ่งไม่เข้าท่า จัดแจงชีวิตของผมและบังอาจมาขัดใจผมเพื่อหวังเอาใจพ่อ


คิดว่าไม่รู้หรือไง


“ไม่ว่านายจะหวังอะไรอยู่นะปาร์คเกอร์ มันไม่เป็นผล! ”


“ผมไม่เคยคาดหวังอะไรพวกนั้น ยิ่งกับเด็กเอาแต่ใจแบบคุณหนู ผมยิ่งไม่เคยคิดเลยในหัว” บรูคเท้ามือลงกับหลังรถ “ว่ากันตามตรงแล้ว คุณควรจะขอบคุณผมด้วยซ้ำ ที่อย่างน้อยผมยังอดทนอยู่กับคนแบบคุณได้”


“ทำไมฉันจะต้องขอบใจนายด้วย”


“เพราะว่า ถ้าไม่มีผม คงไม่มีใครแล้วที่จะอยู่กับคุณได้หรอกนะครับบารอน” เขาว่าและทำเหมือนกับตัวเองอยู่เหนือกว่า ไอ้คนทุเรศเลย!!  บรูค ปาร์คเกอร์กลอกตาใส่ผมแบบจงใจก่อนจะหันไปนั่งยอง ๆ เช็ดรถต่อแบบไม่สะทกสะท้าน


เชื่อเขาเลย เจ้าคนหน้าด้าน!


“ลุกขึ้นมา ฉันจะไปเรียนแล้ว”


“เหลืออีกสามสิบนาที คุณเข้าไปนอนเพ้อฝันในบ้านก่อนเถอะครับ”


“วะ...ว่าไงนะ!!” ผมอ้าปากพะงาบ ๆ เพราะสมองคิดคำด่าไม่ทัน เขาเป็นผู้ชายที่ปากจัดและนิสัยแย่ที่สุดเท่าที่ผมรู้จักเลย! 


“ตรงนี้แดดมันร้อน ไปข้างในดีกว่า”


เขาหันมาบอกเสียงรำคาญ ก่อนจะนั่งเช็ดล้อรถด้วยชุดยูนิฟอร์มราคาแพงที่บ้านของผมสั่งตัดให้เขาอย่างดี  “อย่าคิดว่าพ่อฉันสั่งตัดชุดราคาแพงให้นาย มันจะทำให้เขาโปรดปรานนายนะ ฉันคือลูกชายของเขาแล้วฉันก็จะไม่ยอมให้นายอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วย”

บรูคทำงานเป็นคนขับรถและคนจุ้นจ้านมาเกือบเดือนแล้ว ผมไม่มีทางกำจัดเขาออกไปได้ง่าย ๆ ถ้าพ่อยังไว้เนื้อเชื่อใจเขา บวกกับเขาเป็นคนของอาเลียม

คิดดูแล้วผู้ชายคนนั้นก็หาเรื่องให้ผมชะมัดเลย!

“คุณต้องการอะไร?”

“เปล่านี่...แค่จะสั่งสอนนายเฉย ๆ” ผมว่าและเตะถังน้ำของเขาจนมันล้ม น้ำกระจายลงกับพื้น สะใจชะมัดเลย บรูค ปาร์คเกอร์นายได้เจอฤทธิ์ฉันแน่!

“คุณทำอะไร?”

“ขาไปโดนเอง ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่” ผมยิ้มและกอดอกเหลือบมองคนด้านล่าง เวลาที่เราได้อยู่สูงกว่าทุกคนและมองภาพของคนอื่นในมุมนี้มันดีจริง ๆ “อะไร? ฉันบอกว่าไม่ดะ--”

“คุณเกเรกับทุกคนได้ยกเว้นผมคุณหนู”

จู่ ๆ ไอ้มนุษย์อัลฟ่าบ้าพลังก็จับผมกดลงกับรถและใช้มือรวบข้อมือของผมไพล่ไว้ด้านหลัง ผมตกใจจนไม่ทันได้ระวังตัวเอง มัวแต่ตะลึงกับความบ้าเลือดของเขา บรูคกล้าทำแบบนี้กับผมได้ยังไง!

“ปะ...ปล่อยนะ นายทำบ้าอะไร!!”

“เกเรนักใช้มั้ยไหนดูสิว่าขาไหนที่เตะถังน้ำผม”

เพี้ยะ!!

“!!! นะ...นาย” ผมตกใจจนรู้สึกเหมือนหัวใจร่วงหล่นจากอกไปกองอยู่ที่พื้น บรูคเอามือตีที่ขาผมสองทีก่อนจะแนบใบหน้ากระซิบที่ข้างหูของผม “ขานี้ใช่มั้ยที่เตะถังน้ำผมจนล้มน่ะ?”

“นะ...นายทำบ้าอะไร ปล่อยนะ ปาร์คเกอร์ ฉันบอกให้ปล่อย!!”

“ไม่ จนกว่าคุณจะขอโทษผม”

“ฝันอยู่หรือไง อะ— โอ๊ย!!!” ผมร้องลั่นตอนที่เขาดันผมแนบกับรถจนใบหน้าผมแนบกับกระจกรถที่สกปรกพวกนี้ ทำไมเขาถึงได้กล้าทำกับผมแบบนี้ ทั้งที่เป็นคนขับรถกระจอก ๆ เท่านั้น ทำไมถึงได้กล้าหยามหน้าผม คนจากแคปรินคอร์นที่ทุกคนต่างพากันหวาดกลัวและก้มหัวให้

“ฉันจะ...ฆ่านาย”

“สิ่งที่คุณทำได้แค่ตอนนี้คือการพูดคำขอโทษก่อนจะทำให้เสื้อกนักเรียนราคาแพงของคุณเลอะหมดสภาพ”

“นายมันบ้า”

“ยังดีกว่าเด็กนิสัยเสียแบบคุณ รู้มั้ยว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่น่ารักสักนิด คุณมักทำอะไรสวนทางกับใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของคุณเสมอ” เขากล้าพูดด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึกผิดแบบนั้นได้ไง ทั้งที่เขากำลังทำร้ายร่างกายของเจ้านายอยู่

ราชินีโอเมก้าอย่างผม ไม่ควรจะมาถูกใครจับอัดลงกับรถแบบนี้!!

“ปล่อยฉันนะปาร์คเกอร์ นายได้เจอดีแน่”

เพี๊ยะ!!

“นายตีตูดฉัน ไอ้บ้า!!” ผมร้องโวยวายเสียงดังและพยายามดิ้น แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีทางสู้พลังของอัลฟ่าป่าเถื่อนสมองนิ่มที่ตัวใหญ่กว่าผมสามเท่าได้!

“ผมบอกคุณแล้วไงว่าให้หัดทำตัวน่ารักหน่อย ช่วยพูดจาให้สมกับเด็กอายุสิบหกก็ยังดี”

“ฉันรู้ว่าฉันน่ารัก แต่ฉันจะไม่ทำแบบนั้นกับคนขับรถแบบนายหรอก” ผมประท้วงไม่ยอมง่าย ๆ บรูคมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้กับผม คอยดูนะผมจะฟ้องพ่อเรื่องที่นายทำแบบนี้ เชื่อสิว่าเขาจะต้องถูกไล่ออก และเขาจะทำให้นายหางานทำไม่ได้อีกเลย เขาจะต้องเจอกับความพังพินาศที่ไม่อาจจะจินตนาการถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

สาบานด้วยเลือดของราชินีโอเมก้า!

“หึ คุณนี่มันเหลือเกินจริง ๆ อยากรู้จักมาคุณมาจากดาวไหน ดาวหลงตัวเองเหรอ”

“ส่วนนายก็มาจากดาวห่วย โลกสิ้นหวังใกล้ตายที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ทุเรศแบบนาย ปล่อยฉันนะปาร์คเกอร์”

“ขอโทษผมก่อนสิครับคุณหนู” บรูคยอกย้อนไม่ยอมปล่อย เขาดันผมติดกับรถจนใบหน้าผมสัมผัสได้ถึงความเย็นชืดและกลิ่นเหล็ก “ถ้าคุณพูดคำว่าขอโทษ ผมจะยอมปล่อยคุณ”

“เรื่องอะไร ฉันทำไมต้องขอโทษคนแบบนายด้วย”

“เพราะคุณใช้ขานี้...” เขาใช้หัวเข่ากดขาของผมจากด้านหลัง “เตะถังน้ำผมจนล้ม มันไม่สมควรว่ามั้ย?”

“เพราะนายกวนประสาทฉัน”

“งั้นผมก็จะไม่ปล่อย” บรูคคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามายื่นข้อเสนอกับบารอน แคปรินคอร์น  ถ้าเกิดว่าผมยอมบรูคแบบนี้ ถ้ามีครั้งต่อไป ผมก็จะต้องยอมให้เขาเสนอเงื่อนไขกับผมได้อีกในหลายเรื่อง ซึ่งผมยอมไม่ได้เด็ดขาด!

ผมไม่ชอบให้ใครเอาอะไรมาต่อรองกับผม และคนแบบผมเท่านั้นแหละที่จะสามารถมีอำนาจต่อรองกับทุกคนได้ แค่ผมคนเดียวเท่านั้น

“อยากโดนตีอีกหรือเปล่า คราวนี้ผมเล็งที่ก้นนุ่มนิ่มของคุณด้วยนะ” ขยะแขยงคำพูดของเขาจริง ๆ “หรือจะให้ผมตีก้นคุณ สัมผัสเนื้อหนังที่คุณหวงแหนแทนคำขอโทษง่าย ๆ แค่สองพยางค์ดีล่ะครับ”

“อย่า...อย่ายุ่งกับฉันนะ”

“พูดหรือว่าไม่พูด”

ให้ตายเถอะ ผมรู้สึกเกลียดเวลาที่ต้องมาจนมุม ทำแบบนี้ ผมกลายเป็นคนที่ต้องยอมแพ้ง่าย ๆ งั้นสิ ดูเหมือนว่าหนึ่งแต้มของผมจะเสียให้กับบรูค ปาร์คเกอร์ ผู้ชายผมสีเทางี่เง่าแล้วจริง ๆ

“โอเค คุณคงไม่อยากพูด ถ้างั้น....”

“ฉันพูดแล้ว!!” ผมหลับตาและร้องขึ้น “ฉัน...ยะ...ยอมพูดแล้ว”

“ว่าไงนะคุณหนู”

หมอนี่มันกวนประสาทที่สุด คอยดูเถอะอย่าให้ถึงตาผมบ้างนะ ผมจะเล่นงานเขาสุด ๆ เอาให้ไม่กล้าทำแบบนี้กับผมอีกเลย ครั้งหน้าเขาจะต้องระลึกไว้เสมอว่าคนแบบ บารอนที่มีชื่อกลางว่าเดอเรอกู ไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถต่อรองหรือต้อนให้จนมุมอย่างผู้แพ้ได้

“ฉันขอ...” ผมกัดริมฝีปากและหลับตาลง ต้องใช้ความกล้าเพื่อปลอบโยนตัวเองให้พูดคำพูดที่อาจจะทำให้ผมเสียใจไปทั้งชีวิต คำขอโทษที่ผมไม่เคยพูดกับใครมาก่อนเลยในชีวิต

ไม่เคยต้องพูดมันเลยไม่ว่ากับใคร!

“ฉันขอ...ขะ...ขอ”

“เร็วสิ แค่สองพยางค์เองนะคุณหนู”

“ขอ...ขะ”  ผมถึงกับพูดติดอ่าง เมื่อเจอกับสองพยางค์ที่ไม่เคยพูดมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ผมพยายามสะกดจิตตัวเอง ขณะที่ร่างกายสั่นเทาไปหมด มันอับอายจนอยากจะร้องไห้ออกมา รู้สึกสิ้นหวังเมื่อพบว่าตัวเองต้องถูกคนขับรถงี่เง่าบังคับให้พูดในสิ่งที่ไม่อยากพูดอย่างงั้นหรือ “ขอ...ขอโทษ”

“คุณพูดเบาไป ผมไม่ได้ยิน”

“นาย...นายมัน...”

“เร็วสิ พูดให้ชัด ๆ พูดดัง ๆ ลองทำให้มันชัดเจน แบบเวลาที่คุณเตะถังน้ำของผมหรือกล้าพูดจาไม่ดีใส่ผมหรือใคร ๆ ลองทำสิ...”

“ขอ...ขอโทษ!! พอใจหรือยัง!” ผมหลับตาและร้องออกมาเสียงดัง อยากจะหันไปชกหน้าบรูคแต่ผมไร้เรี่ยวแรง คำพูดพวกนั้นทำลายความมั่นใจและศักดิ์ศรีของผมไปจนสิ้น

ผมจะไม่มีทางยอมให้ผู้ชายคนนี้ได้ใจ ถ้าผมเจ็บใจเขาก็จะต้องเจ็บด้วย ถ้าใครทำให้ผมขายหน้ามันก็จะต้องขายหน้ากว่าผมหลายล้านเท่า

จำไว้!






--------------------------
Talk

เริ่มเรื่องน้องอาจจะดูน่าเบื่อไปหน่อย เดี๋ยวสักตอนที่สามที่สี่ก็คืออุก ๆ มากกกกกกจ้า งงมากว่าทำไมเขียนCUT ขนาดนี้ได้ไง ไว้เจอกันนะคะ อิอิ

น้องบารอนก็จะเอาแต่ใจ นิสัยไม่ดี พูดไม่เพราะ ไม่สนใจใคร แต่เรื่องนี้ตั้งใจเขียนให้คนเห็นพัฒนาการของนางนะ

จากคนที่เป็นแบบนี้พอมีความรักเขาจะเปลี่ยนไปแบบไหน มาดูกัน

ออฟไลน์ Kanni

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
จะรอดูบารอนตอนโดนปราบ

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅲ 」Antagonist

(n.) A person who actively opposes or is hostile to someone

or something; an adversary.





ผมนั่งคิดแผนไล่บรูคออกเป็นวัน ๆ คิดแล้วคิดอีกก็ไม่มีทางสำเร็จ ผู้ชายคนนี้ปรสิตที่ชั่วร้ายซึ่งจะไม่มีทางสลัดออกไปง่าย ๆ ผมทำเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่มันก็พังไม่เป็นท่าทุกที ทำไมจะต้องมาเจอเรื่องปวดหัวแบบนี้ด้วย ทั้งที่คนอย่างบารอนน่ะไม่เคยต้องคิดมากกับเรื่องไหนเลย ผมไม่เคยต้องมาคิดมากเรื่องของใคร คนไหนที่ผมไม่ชอบหน้าผมก็จะหาทางจำกัดให้พ้นหูพ้นตา แต่ดูเหมือนบรูคจะไม่สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ

“เลิกทำแผนฆ่าคนขับรถของนายได้แล้ว” ฮาเปอร์เพื่อนของผมยับมาใกล้ ๆ ก่อนจะกระซิบบอก

เรานั่งข้างกันในวิชาเคมี ผมเท้าคางเหม่อมองไปยังด้านนอกประตู ก่อนจะเห็นมนุษย์อัลฟ่าตัวสูงที่เดินผ่านไปมาสองสามรอบ หน้าที่ของเขาอย่างที่สองนอกจากรับรถแล้ว คือการเฝ้าดูแลผมในระยะห่าง ๆ ผมรู็สึกเหมือนกับสูญเสียอิสระภาะ และเขาให้อารมณ์เหมือนผู้คลุมวิญญาณ...

“เธอจะต้องไม่เชื่อแน่ว่าเขาทำอะไรกับฉันบ้าง ผู้ชายบ้านั่นน่ะมันโรคจิต”

“ใช่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาหล่อชะมัดเลยว่ามั้ย? นายมีคนขับที่โคตรดูดี”

ได้ยินฮาเปอร์พูดแบบนั้นแล้วผมอยากจะอาเจียน ผมเบ้ปากและดึงเธอมาเขย่าเพื่อเรียกสติ

“เขาไม่มีวันดูดี เขาทุเรศจะตายไป”

“ไม่เอาน่า เขาดูหล่อมาก ไม่เฉียดใกล้คำว่าทุเรศแม้แต่นิด และฉันชอบนะ”

“อย่าทำตาเยิ้มใส่หมอนั่นแบบนั้นนะ!” ผมขู่

“ทำไม นายหวงเหรอ?”

“ฮาเปอร์!! ให้พระเจ้าเมตตาเถอะ ดูเธอพูดเข้าสิ อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ ฉันขนลุกไปหมดแล้ว” ผมว่าและลูบแขนตัวเองด้วยท่าทางรังเกียจ แม้ว่าฮาเปอร์จะชมว่าบรูคหล่อ (และเขาหล่อจริง ๆ ) แต่สำหรับผม...เขาก็แค่คนที่ต้องกำจัด และผมจะต้องเอาเท้าบีบให้แหลกคล้ายกับพวกแมลงสาบ!

คอยดูแล้วกัน บรูค ปาร์คเกอร์!

“ได้ยินเรื่องของแม็กทีสยังบารอน”

“หมอนั่นทำอะไรอีกล่ะ?” ชื่อนี้ทำให้ผมหัวเสียนิดหน่อย 'แม็กทีส' เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญที่สุดบนจักรวาลนี้ และเขาคือศัตรูของผมตลอดกาล ประมาณคู่ปรับที่ไม่เคยชนะผมสักครั้ง

“ไม่ใช่ว่าครั้งก่อนที่ฉันประกาศตัวจะลาออกจากชมรมการแสดงแล้วแม็กทีสจะขึ้นมาแทนที่ประธานหรอกนะ”

เมื่อสองวันก่อนผมประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลาออกจากตำแหน่งของประธานชมรมเหตุผลเพราะ เบื่อ...ผมหมดความตั้งใจกับชมรมการแสดง และกำลังจะหาชมรมใหม่ที่สามารถสร้างผลงานเพื่อให้ผมก้าวหน้าสู่มหาลัยชั้นนำอย่าง 'เยลโอเวิลซิทตี้' ได้เหมือนกับพ่อ

บางทีตำแหน่งของตัวแทนนักเรียนที่ขึ้นไปผู้เอ่ยรายชื่อของรุ่นพี่ในงานประกาศนียบัตรวันสำเร็จการศึกษา ก็เป็นเรื่องที่เข้าท่าเหมือนกัน ในงานวันนั้นบรรดาแขกคนสำคัญมากมายคงจะเข้ามารวมงานด้วย และผมอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้อำนวยการของมหาลัย'เยลโอเวิล

การได้เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันกับพ่อ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต ผมถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล มันเหมือนกับการสืบทอดที่ผมจะต้องทำตามเจตนารมณ์พวกนี้ให้ได้

“มันไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกน่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าหมอนั่นน่าจะรู้เรื่องที่โอลิเวอร์มาส่งสายตาให้นายแล้ว และเชื่อสิว่าแม็กทีสจมูกดีจนสืบรู้ด้วยว่านายไปนั่งดูแฟนหุ่นล่ำของหมอนั่นซ้อมรักบี้ที่ข้างสนามทุกเย็น”

“ฉันไม่ได้เฝ้านะ ให้ตายเถอะ โอลิเวอร์มาขอร้องให้ฉันไปดูเขาซ้อมรักบี้ต่างหาก และมันไม่ได้เสียหายนี่ถ้าฉันจะไป” ผมยักไหล่อย่างไม่แยแส โอลิเวอร์ที่ว่าเป็นแฟนหนุ่มรักกีฬาของแม็กทีส ผู้ที่เป็นอดีตเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของผมเอง

ให้เล่าเรื่องของแม็กทีสละก็...เล่าทั้งชีวิตก็คงไม่หมด เอาเป็นว่าผมกับหมอนั่นเป็นคู่แข่งกัน อันที่จริงแล้วมีแต่แม็กทีสที่คิดว่าผมคือคู่แข่ง เพราะสำหรับผมหมอนั่นไม่เฉียดใกล้คำนั้นเลย เห็นได้ชัดว่าผมไม่เคยแพ้ ไม่ว่าจะกับเรื่องไหนก็ตาม!

“ทุกคน...”

ฝาแฝดมาเคย์ล่าและเควินเดินเอ่ยทักพวกเรา พร้อมกับทิ้งสะโพกลงกับเก้าอี้ด้วยท่าทางหงุดหงิด พวกเขาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับผม แต่เพราะวันนี้แบ่งกลุ่มกันผสมสารเคมีในหลอด มาเคย์ล่าและเควินก็เลยเลือกที่จะจับคู่กันเอง พวกเขาเหมือนไม่ซี้กันแต่พวกเขาตัวติดกันตลอด...

“พนันได้ว่าเธอการหยดเลือดลงไปในไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ของเธอคงไม่แสดงปฎิกิริยาอีกแน่นอน" ฮาเปอร์สะบัดผมหางม้าของเธอไปด้านหลัง

สองพี่น้องฝาแฝดพ่นลมหายใจพร้อมกัน และเควินเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน "ไม่ใช่ แน่นอน เรื่องไร้สาระพวกนั้นไม่อยู่ในหัวของเราหรอกนะ" มาเคย์ล่าพูด

"เรามีเรื่องที่มีสาระกับราชินีกว่านั้นอีก"

"เรื่องไหน?" ผมถาม

“ไม่แน่ใจว่านายรู้เรื่องรึยังนะบารอน แต่นั่นแหละ ฉันพึ่งเจอข่าวเมื่อเช้าในกระทู้...” เควินเป็นฝ่ายว่าพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มาให้ผม

หน้าจอสีฟ้าปรากฏรูปภาพของแม็สทีสกับการทำกิจกรรมที่ทำให้ผมตาโต เราต่างรู้ดีว่าแม็กทีสเดินตามหลังผมทุกก้าวเสมอ แต่ว่ากับเรื่องนี้เนี่ยนะ...

จะลงโต้วาทีเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนนักเรียนจากผมงั้นเหรอ?

“พระเจ้า...หมอนี่รู้ได้ไง ฉันจะลงโต้วาทีเพื่อเอาตำแหน่งนี้" ผมโวยวายเสียงดัง "นี่มันตัดหน้ากันชัด ๆ ฉันต่างหากที่ควรเป็นข่าวไม่ใช่แม็กทีส พระเจ้า!!”

ถามว่ามันมีความหมายอย่างไรกับผมงั้นเหรอ กับชมรมโต้วาที สำหรับนักเรียนที่มีผลงานในแต่ละปี นักเรียนผู้นั้นจะได้รับหน้าที่สำคัญของโรงเรียน และต้องพิสูจน์ความสามารถตัวเองด้วยการลงโต้วาที อาจารย์จะคัดเลือกนักเรียนที่เหมาะสมกับหน้าที่อันทรงเกียรติในวันงาน ไปร่วมกิจกรรมด้วย และผมจะไม่พลาดในการเป็นตัวแทนของนักเรียนที่ขึ้นประกาศรายชื่อของเหล่านักเรียนที่จบการศึกษาในวันงานเกียรติยศอย่างแน่นอน

ตอนนี้แม็กทีสต้องการเปิดศึกกับผมงั้นสิ!

“นั่นแหละที่อยากจะบอก แม็กทีสน่ะรู้หมดเลยว่านายต้องการอะไร ตำแหน่งตัวแทนนักเรียนบนเวทีอันทรงเกียรติในวันเกียรติยศไงล่ะบารอน แม็กทีสบอกว่าจะลงสมัครโต้วาทีด้วย” มาเคย์ล่าเสริม

“ไหนขอดูบ้างสิ! ”

ผมยื่นโทรศัพท์ให้กับฮาเปอร์พร้อมกับรู้สึกถึงความโกรธที่แผ่ไปทั่วร่างกาย หมอนั่นอยากจะได้ดีกว่าผมทุกชนิด ทุกอย่างและใช่แน่ ๆ ว่าเขาจะต้องไปรู้ความลับนี่มาจากโอลิเวอร์ ผู้ชายปากสว่างที่ไว้ใจไม่ได้

“นายคงไม่ได้หลุดปากบอกใครเรื่องที่จะ...”

“ฉันคุยกับโอลิเวอร์” ผมว่า... “แต่ว่า...ไม่คิดว่าเขาจะไปบอกแม็กทีส”

“พวกเขาคบกันนะ”

“นั่นสิ นายไม่ควรไว้ใจคนพวกนี้” สองฝาแฝดสลับกันพูด ในขณะที่ฮาเปอร์ยังคงใจเย็น เธอเป็นคนเดียวที่ทรงสติปัญญาคล้ายกับเทพีอาธีน่า และหลายครั้งที่ผมต้องพึ่งพาเพื่อนสาวผมทองตาสีเขียวคนนี้

“เอาเป็นว่าวันนี้ตอนเที่ยง พวกเราจะต้องไปที่ชมรมและอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าเราจะสู้ไม่ถอยกับแม็กทีส!”

“เขายังไม่เลือกใครลงเป็นตัวแทนนี่” มาเคย์ล่าว่า “อีกอย่างนะ นายไปที่นั่น อย่างไรพวกเขาก็ต้องรับราชินีแบบนายอยู่แล้ว เพราะงั้นไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรเลย”

“ฉันไม่ได้กลัว แต่รู้สึกเหมือนถูกแย่งกระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดที่เหลืออยู่แค่ใบเดียว และดูเหมือนว่าแม็กทีสจะได้สัมผัสมันก่อน!”

“โอลิเวอร์ไว้ใจไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเขาชอบทำเหมือนชอบนายแต่ก็ไม่เคยเลือกนายเลย”

“เลิกพูดสักที!” ผมหันไปกลอกตาใส่ฮาเปอร์

ผมรู้ว่าโอลิเวอร์เป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นพวกที่เล่นด้วยยากขนาดนี้ อีกอย่างผมไม่ได้หลงเสน่ห์ของหนุ่มนักกีฬาคนนั้นจนยอมให้ใครมาปั่นหัวได้

“โอเคพวกเราไม่พูดแล้ว...งั้นวันนี้เราก็ไปที่ชมรมกัน ประกาศให้คนรู้ไปเลยว่าพวกเราจะทำอะไร”

“เยี่ยม...” ผมเชิดหน้าขึ้น “ฉันจะทำให้แม็กทีสรู้สึกถึงรสชาติของการถูกเขี่ยลงจากที่สูงน่ะมันเป็นยังไง!”



....

การเป็นราชินีไม่ใช่เรื่องง่าย และใครก็เป็นกันไม่ได้ ผมถูกเลือกให้เป็นราชินี ทุกคนรู้กฎดีกว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรกับราชินี ในโรงเรียนทุกคนมักจะให้เกียรติผม เทิดทูนผม ยกย่องและชื่นชมผม ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนทุกคนก็จะให้ความสำคัญ การเป็นที่แสงสว่างเดียวบนฟ้าทำให้ผมไม่อยากจะแบ่งพื้นที่เหล่านั้นให้กับใคร เพราะฉะนั้นผมจึงไม่มีวันยอมให้บนท้องฟ้ามีดาวดวงไหนเปล่งประกายแสดงแข่งกับดวงอาทิตย์แบบผม และแม้แต่ดวงจันทร์น้อยแสงอย่างแม็กทีสก็จะต้องตกกระป๋อง!

เพราะผมกับเขาต่างกันสิ้นเชิง ถ้าฉลามคือราชาในมหาสมุทร ผมก็จะเป็นสิ่งนั้น และแม็กทีสก็จะเป็นแค่ปลาตัวน้อยที่ถูกผมกิน

“ขอร้องล่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจบอกแม็กทีส เขาบังคับฉันให้พูด ฉันเลยต้องพูด!”

“ก่อนอื่นเลยนะ เธอช่วยขยับออกห่างจากฉัน และอย่างที่สองกลิ่นตัวเธอมัน โอ้พระเจ้า...” ผมเอามือปิดจมูกและหันไปมองเพื่อน ๆ ด้านหลังที่ทำแบบเดียวกัน “ไม่ว่ากันนะ แต่ว่ากลิ่นเครื่องเทศในตัวเธอมัน ชวนอาเจียนน่ะ”

“บารอนได้โปรด อย่าไล่ฉันออกจากกลุ่มเลย”

“เธอไม่ได้อยู่กลุ่มฉันแต่แรก อีกอย่างนะ ฉันไม่รับคนใหม่เพิ่ม และยิ่งกับเธอแล้วด้วย” ผมไม่ขอเสียเวลากับเด็กกลิ่นตัวขึ้นจมูกคนนี้ “เอาล่ะ ได้ยินชัดแล้วนะ หลีกทางไปให้พ้น”

“บารอนได้โปรด...”

“ฉันคิดว่าฉันพูดไปแล้วนะ และเธอน่าจะรู้ว่าฉันไม่ชอบพูดซ้ำ” ผมว่าและโบกมือไล่เด็กสาวผมดำ ตาสีฟ้าที่ทำหน้าที่เป็นลูกกระจ๊อกให้กับผม เธอพยายามที่จะขอมานั่งรวมกลุ่มกับพวกเราเหมือนกับมันคือความฝันสูงสุดของเธอ

เห็นได้ชัดว่าเธอทำให้ผมหงุดหงิดแค่ไหน ตั้งแต่ปากโป้งบอกเรื่องที่ผมจะลงตำแหน่งตัวแทนนักเรียนไปจนถึงเรื่องที่ผมไปส่งสายตาให้แฟนของแม็กทีส!

“ได้โปรด ให้อภัยฉันเถอะนะบารอน”

“อย่าให้ฉันต้องพูดอีกครั้งนะ ไปให้พ้นหน้าฉัน! ” ผมพยายามที่สุดที่จะไม่สนใจกับคำอ้อนวอนที่น่ารำคาญของเธอ เห็นได้ชัดว่าเธอคล้ายกับแมลงสาบที่ชอบทำตัวน่ารำคาญ “เธอช่วยเข้าใจด้วยว่าฉันไม่เคยบอกว่าจะให้เธอนั่งร่วมโต๊ะกลางวันกับเรา ถึงแม้เธอจะใส่เสื้อมาถูกสีก็เถอะ”

“แต่คุณบอกฉันแล้ว อีกอย่างนะฉันส่งจดหมายลับให้กับโอลิเวอร์สำเร็จ คุณบอกว่าถ้าฉันทำได้ฉันจะได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกลางวันกับราชินี! ”

“นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครงั้นเหรอ?” ผมหมดความอดทนเพราะยัยนี่พยายามข่มขู่ผม หาข้อมูลพวกนี้มาแบล็คเมล์ผมก็เท่ากับเอาเชือกมาแขวนคอตัวเอง “ฟังให้ดีนะ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเพื่อฉันมากแค่ไหน แต่คำสั่งของฉันคือคำขาด ต้องเสียใจด้วยที่จะบอกว่าเธอถูกไล่ให้ไปให้พ้นสายตาราชินี”

“พระเจ้า...” เธอกำลังจะร้องไห้ และผมไม่แยแส ผมจะเขี่ยเธอทิ้งเหมือนกับเศษผงที่ติดเสื้อ “ชิ้ว ๆ ไปให้พ้นไป”

“ฮึก...คุณไม่รักษาสัญญา”

“อะไรที่เรียกว่าไม่รักษาสัญญา”

“คุณจะให้ฉันเข้ากลุ่ม คุณบอกฉันแล้ว และอีกอย่าง--”

“โทษทีนะแม่สาวน้อย...” ผมหัวเราะพร้อมกับขยับเข้าใกล้ยัยปฏิบัติสีฟ้าน่าเกลียดที่ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อ “ฉันเนี่ยน่ะเหรอจะยอมรับเธอเข้ากลุ่ม? ฝันกลางวันงั้นสิ”

“คุณบอกเอง คุณพูดว่าถ้าฉันทำได้ คุณจะต้องรับฉัน ให้ฉันมาเป็นส่วนหนึ่งของคุณ”

เด็กสาวที่ไหนก็อยากได้รับการยอมรับจากราชินีทั้งนั้น

“ยัยนี่พูดจริงเหรอบารอน” เควินอ้าปากค้างและชี้ไปทางยัยผมดำ “จะให้เธอเข้ากลุ่มเราจริงเหรอ”

“ให้ตายเถอะ ไม่มีวันหรอกน่า! ”

ผมหันไปบอกกับเควินและยิ้มให้กับสมาชิกที่เหลือซึ่งยืนมองผมอย่างไม่ไว้ใจอยู่ด้านหลัง เอาล่ะต้องเรียกความมั่นใจกับมา อย่าทำให้ใครสมเพชราชินีเป็นอันขาด

“เอาล่ะ มาทำความเข้าใจกันนะ...มาแชล”

“โนร่าต่างหาก”

“จะอะไรก็ช่างยัยตาสีฟ้าน่าเกลียด เอาหูข้างที่ดีของเธอขยับเข้ามาฟังฉันให้ฉัน ๆ แล้วเงียบปากเวลาที่ฉันพูด”

“...”

ผมว่าก่อนจะก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว ทุกคนที่อยู่ในโรงอาหารใหญ่ชั้นวีไอพีหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว อย่างหนึ่งที่ผมเข้าใจคือยัยนี่น่าจะเป็นลูกคนมีเงินที่เต็มไปด้วยความคิดเพ้อฝัน

“กลุ่มฉันเต็มแล้ว ไม่ว่าอะไรที่ฉันพูดกับเธอละก็มันไม่มีวันเกิดขึ้นจริง โลกก็แบบเนี่ย เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง”

“คุณ...”

“ระหว่างเรามันคือความเหมาะสม ถ้าตรงนี้ฉันบอกว่าไม่ เธอก็ไสหัวไปได้แล้ว” ผมยิ้มก่อนจะหันหลังเกินกลับมาแต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวไปไหน ยัยบ้านั่นก็ปาผลไม้ใส่หัวผม มันแรงพอที่จะทำให้ผมเซไปเลย

บ้าจริง

“นายมันคนทุเรศ!! คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้การมาพูดแบบนี้กับฉัน!! ”

“!!! ”

“พระเจ้า...”

“หล่อนปาผลไม้ใส่ราชินี”

“นรกแล้วแน่ ๆ”

ผมหลับตาลงและนับหนึ่งถึงสามแค่ในใจเพียงสั้น ๆ ก่อนจะหันกลับไปหาเธอ พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มอาบยาพิษ

“ฉันคงจะทำให้เธอโกรธนะ...ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ พอดีว่าชื่อเธอมันไม่เคยเข้ามาในหูฉันเลย”

“นะ...โนร่า”

“โนร่า! ” ผมพยักหน้าพร้อมกับพึมพำชื่อนี้อย่างเลือดเย็น โนร่านี่แหละมั้งที่การเกิดมาเป็นแมลงน่ารำคาญ หรือสัตว์ตัวเล็กที่มักจะพยายามใช้ความกล้าหาญที่มีแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น!

“ฉันเริ่มจำเธอได้แล้วสิ เธอคือโนร่าคนที่แม่เปิดบาร์โชว์โป๊และทำกาสิโนใต้ดินต้อนรับแขกเกรดสามหลังจากที่คาสิโนของอาฉันถูกสั่งปิดใช่มั้ย?” ผมกอดอกยิ้มกับการตั้งคำถาม และอีกฝ่ายไม่ตอบ

ดูเหมือนสีหน้าของเธอจะแสดงสีหน้าหวาดกลัวได้อย่างเดียวในเวลานี้

“จะบอกให้เธอรู้ไว้นะ ว่าโลกน่ะมันมีหลายระดับ เธอคาดหวังจะเป็นหนึ่งเดียวกับฉัน เพราะเธอก็เป็นโอเมก้า คิดฝันว่ามันคือความเท่าเทียม แต่ไม่มีหรอกนะที่รัก เพราะโลกนี้สิ่งที่คุ้มครองเธอตั้งแต่อ้าปากร้อง 'อุแว้' ก็คือนามสกุลที่ต่อท้ายชื่อของเธอ ยอมรับเถอะว่ามันมีอิทธิพลแค่ไหน...”

“...”

“และเสียใจด้วยที่ฉันเกิดมาเป็นลูกของ บาโธโรมิวซ์ แคปรินคอร์น เห็นหรือยังว่าเราต่างกันตรงไหน ฉันทำอะไรได้และเธอทำอะไรหลายอย่างไม่ได้ ในขณะที่เธอครอบครองได้แค่บางอย่าง ฉันกลับครอบครองได้ทุกอย่าง!” ผมยกจานมักกะโรนีอบชีสขึ้นและเทมันใส่รองเท้าตัวเอง "เช่น...ถ้ารองเท้าฉันเปื้อน คนที่จะก้มลงไปเช็ดไม่ใช่ฉันหรอก..”

ผมยิ้มและกำต้นแขนเธอไว้แน่น ส่งสายตาที่บอกกับเธอว่า ‘หล่อนเล่นผิดคนแล้วที่รัก’

“แต่มันคือเธอต่างหาก..." ผมใช้นิ้วจิ้มที่อกอีกฝ่าย "ถอดเสื้อออก! ”

“วะ...ว่าไงนะบารอน”

“ได้ยินชัดแล้วนี่ ถอดเสื้อออกแล้วเอามันมาเช็ดที่รองเท้าฉันเดี๋ยวนี้”

“ฮึก...ขอร้องล่ะ”

“จะให้เป็นแค่เสื้อหรือว่าเส้นผมเธอดี”

ผมไม่สนใจหรอกว่าสายตาคนอื่นจะมองอย่างไร ก็โลกมันเป็นแบบนี้ มาตรฐานของพวกเราไม่เท่ากัน รับรู้ไว้ด้วยว่าถ้าคุณรวยแต่ไร้ซึ่งอิทธิพลมันก็เหมือนกับการมีเงินแต่อยู่กลางทะเลทราย สุดท้ายก็ต้องตายเพราะไร้ค่าไม่มีความหมาย แต่การที่ผมมีทั้งเงินและอำนาจมันหอมหวานอย่างเห็นได้ชัด

“เร็วสิ เธอคงไม่อยากให้ฉันเลือกใช่มั้ย ระหว่างเอาเสื้อเธอเช็ดกับผมของเธอเช็ดคราบมักกะโรนีที่รองเท้าของฉันน่ะ”

“ว้าว...หล่อนโดนแล้ว”

“เอากล้องขึ้นมาเลย”

“ราชินีกำลังจะเชือดคนไม่เจียมตัว” เสียงตะโกนดังไปทั่วทั้งเสียงเชียร์และเสียงหัวเราะ ผมขบขันกับความไร้ค่าของเธอและนั่นแหละที่ผมชอบ

การอยู่อย่างไม่ยุติธรรม มันเป็นอะไรที่เข้าใจยากแต่เข้าใจได้ง่าย ๆ เหมือนกัน...

“เร็วสิ!! ”

ผมยื่นเท้าไปข้างหน้าและสั่งให้เธอทำตามที่ผมบอก โนร่าค่อย ๆ ย่อตัวลง เธอร้องไห้ออกมาแต่ไม่มีใครสนใจ ไม่แม้แต่จะมีใครยื่นมือเข้ามาช่วย พวกเราทุกคนรู้ระบบดี ผมอยู่เหนือทุกอย่าง สิ่งที่ทำให้ผมเกิดมาเป็นแบบนี้คือการที่โชคดีไม่ใช่เพราะใครทำให้มันเกิดขึ้น

“เอาสิ เช็ดเลย”

“ฮึก...” โนร่าถอดเสื้อตัวเองออก เสียงร้องแซ็วดังไปทั่ว ผมกอดอกและเหยียดยิ้มมองแมลงที่อยู่ปลายเท้าก่อนจะหันไปยิ้มกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านหลัง

พวกเธอคงรู้แล้วว่าราชินีแบบผมทำได้ทุกอย่าง และยัยโนร่าอะไรนี่คงจะจำชื่อของผมได้ไปทั้งชีวิต

“ฮือ...”

“ว้าว ๆ ดูเธอสิ”

“บราสีดำด้วยแฮะ”

“เอาเลยคนสวยถอดเลย”

“เร็ว ๆ เข้า!!” ผมย้ำอีกครั้ง และเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ผมเหมือนกับมีพลังงานไหลเวียนอยู่รอบตัวแต่แล้วก่อนที่โนร่าจะทันได้ถอดเสื้อออก จู่ ๆ ก็มีเสื้อคลุมตัวใหญ่หล่นทับเธอ พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้ชายที่โง่งี่เง่าที่สุดในชีวิต

“พวกคุณสนุกกันพอแล้ว...”

“บรูค?”

“ไม่มีอะไรน่าสนใจตรงนี้ แยกย้ายกันไปกินข้าวได้แล้ว!”

เขามายุ่งกับเรื่องระบบการปกครองในโรงเรียนของผมงั้นเหรอ ให้ตายเถอะพระเจ้า!! ผมอยากจะฉีดเขาเป็นชิ้น ๆ เขาทำให้ขายหน้าคนทั้งหลาย มากกว่านั้นคือทุกคนกำลังแสดงท่าทางไร้ศรัทธาต่อผม

“หยุดนะ อย่าช่วยเธอ!!”

“คุณยังเป็นคนอยู่มั้ยบารอน? เธอทำอะไรผิดงั้นเหรอ”

“ฉันบอกว่าอย่ายุ่ง!” ผมร้องบอก แต่บรูคไม่ยอมหยุด เขาประคองโนร่าขึ้นพร้อมกับมองไปรอบ ๆ จากนั้นก็หันมาทางผม “หมดเวลาเล่นบทราชินีใจร้ายแล้ว ไปได้แล้วทุกคนเลย!”

“เขาเป็นใครน่ะ ผู้ชายคนนั้น”

“คนของบารอนเหรอ?”

“พระเจ้า ดูจะไม่ใช่นะ เขากล้าพูดกับราชินีแบบนี้ได้เหรอ?”

เสียงซุบซิบทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนเพราะความอับอาย ทำไมเขาจะต้องมาหักหน้าผมแบบนี้ ทำไมกัน ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนขับรถคนนี้จะสร้างเรื่องให้ผมขนาดนี้

“ปาร์คเกอร์ นายกำลังทำให้ฉันขายหน้า!”

“นี่คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร กำลังวางระบบการปกครองโรงเรียนภายใต้อำนาจของคุณงั้นเหรอ คิดจะตั้งตัวเองเป็นเผด็จการขนาดย่อมงั้นสิคุณหนู ผมว่ามันเกินไปแล้วมั้ง เด็กสาวคนนี้ทำอะไรผิดขนาดที่คุณจะต้องให้เธอถอดเสื้อเพื่อเอาเสื้อมาเช็ดรองเท้าของคุณ”

“หุบปากและออกไปให้พ้น!” ผมย้ำกับคนงี่เง่าครั้งที่สอง

“คุณนี่มันนิสัยเสียกว่าที่คิดไว้นะบารอน”

บรูคพูดประโยคที่ทำให้ผมพูดไม่ออก ผมมองไปรอบ ๆ ข้าง และทุกคนต่างพากันชี้มาทางผม สายตาพวกนั้นที่มองผมทำให้ผมรู้สึกเหมือนจะถูกหนังยาดีดเข้าที่หน้า มันเป็นแววตาที่ดูแคลนราชินีอย่างที่สุด!!

และที่พวกเขาทำแบบนี้ก็เป็นเพราะบรูคคนเดียว!!

“ฉัน...จะไม่ให้อภัยนายเลยบรูค สาบานตรงนี้!! ”

“เป็นเกียรติจังเลยนะที่ถูกคุณอาฆาตแบบนั้น”

“ฉันพูดจริงนะ ฉันจะทำให้นายลำบากไปทั้งชีวิตและนายจะไม่มีความสุขนับแต่นี้ไป แล้วนายจะรู้สึก!!”

ผมร้องบอกเสียงดัง รู้สึกโกรธจนอยากจะทำลายข้าวของแล้วกรีดร้องออกมา ผมจะโทรบอกพ่อให้เขาไล่หมอนี่ออกพร้อมกับทำลายชีวิตของเขาให้พังย่อยยับเลยคอยดูเถอะ

"กลัวตายล่ะ คุณคาดหวังว่าผมทำหน้าแบบไหน?”

“นาย...”

“ทำหน้าแบบนี้งั้นสิ...” บรูคทำหน้าทำตาเสแสร้งว่าเขากลัวสุด ๆ ก่อนจะชี้นิ้วใส่ผม “คุณคิดผิดแล้วบารอน เด็กแบบคุณน่ะมันก็แค่ผู้ก่ออาชญากรรมในร่างเด็ก”

“เขาว่าราชินีด้วยคำพูดนั้น พระเจ้า...”

“พระเจ้า...คนขับรถของบารอนนี่น่า”

“บรูคฉันเตือนนายแล้วนะ อย่าทำให้ฉันขายหน้า รีบออกไปจากที่นี่!”

ผมพยายามให้โอกาสเขาแล้ว แต่ว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจเสียงของผมสักนิด บรูคหันไปส่งเด็กสาวด้านหลังพร้อมกับกระซิบบอกเธอว่า “ออกไปได้แล้ว ไปห้องพยาบาลแล้วแจ้งอาจารย์เรื่องที่เกิดขึ้น”

“หยุดนะโนร่า ถ้าเธอก้าว--”

“พอสักที ทุกแยกย้ายก่อนที่ฉันจะบอกอาจารย์ให้ลงโทษพวกเธอทุกคนที่อยู่ตรงนี้!” บรูคพูดแทรกและกระแทกเสียงใส่ทุกคน “นี่ชอบเห็นคนอื่นถูกรังแกหรือไง สนุกนักสินะ ฉันจะส่งเรื่องนี้ถึงพ่อแม่พวกเธอแย่แค่ไหน!”

“ปาร์คเกอร์ นายคิดว่านายเป็นใคร?”

ให้ตายเถอะ เขารู้ตัวมั้ยว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ไอ้คนทุเรศเอ๊ย!!

“นายกล้าที่จะเข้ามายุ่งเรื่องของเจ้านายงั้นเหรอ...พ่อแม่นายไม่สั่งสอนหรือไง?”

“มันมากไปหน่อยมั้ยบารอน!!” เขาเดินเข้ามาแล้วคว้าแขนผมไว้ “คุณเลิกทำตัวเป็นราชินีวายร้ายแบบในหนังวัยรุ่นที่ดูงั้นเหรอ มานี่มากับผม!!”

“นะ...นาย หยุดนะ !! เดี๋ยว!!! ”

จู่ ๆ บรูคก็อุ้มผมพาดบ่าและเอามือฟาดที่ก้มผมแรง ๆ ถึงสามที !!“หลีกไปให้พ้น ราชินีของพวกคุณโดนจับกุมแล้ว ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูอาจารย์ปกครองล่ะก็ หลีกทางด้วย!!”

“ปล่อยนะ ปล่อยฉัน!!! ”

เพี้ยะ!!!

“โอ๊ย บรูคนายปล่อยฉันนะ นายไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน--”

เพี้ยะ!!!

บรูคเอามือฟาดก้มผมครั้งที่สอง ผมพยายามดิ้นและทุบหลังของเขาแต่มันไม่เป็นผล ผู้ชายคนนี้แข็งแกร่งเกินไปและอีกอย่าง ผมไม่มีทางดิ้นหลุดจากการอุ้มพาดบ่าของเขาได้หรอก

“อย่าดิ้นนะไม่งั้นผมฟาดอีกแน่”

“โอ๊ย...ฉันเจ็บนะ!!”

“นั่นแหละที่ผมต้องการให้คุณรู้สึก” เขาว่าและก็อุ้มผมออกจากโรงอาหารท่ามกลางสายตาคนนับร้อย ผมเกลียดเขา ผมเกลียดผู้ชายคนนี้

บรูคนายมันไอ้คนสมองกลวง ไอ้ทุเรศ ผมเกลียดเขา!!!

นับแต่นี้ขอสาบานด้วยเกียรติของบารอน แคปริคอร์นเลยว่าจะเอาคืนบรูค ปาร์คเกอร์อย่างสาสม


--------------------------------
(NEXT 2)
[/b]

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅲ 」Antagonist  (2)


ผมถูกคนขับรถทุเรศทุรังโยนลงที่พื้นสนามหญ้าด้านหลังอาคารเรียน ขอใช้คำว่า ‘ทุ่ม’ เพราะเขาทำแบบนั้นจริง ๆ และเชื่อเถอะว่าตั้งแต่ผมเกิดมายังไม่เคยมีใครหยาบคายกับผมได้เท่าเขามาก่อน

ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนที่ทุเรศและน่าขยะแขยงที่สุดเลย!

“ทำบ้าอะไรของนาย!! ” ผมตะโกนสุดเสียง รู้สึกคอแหบแห้งแต่ผมไม่สนใจ คอยดูไว้เลยนะว่าผมจะเอาคืนผู้ชายคนนี้โทษฐานที่สร้างความอับอายให้กับผม ทุกคนในโรงอาหารป่านนี้คงหัวเราะผมกันหมดแล้ว

“นายทำบ้าอะไรของนาย โยนฉันลงทำไม นายมันคืออัลฟ่าโรคจิต! ”

“คนที่โรคจิตน่ะคือคุณต่างหาก” เขาว่าและชี้มาทางผม “คุณนั่นแหละที่โรคจิต รู้ตัวมั้ยว่าคุณทำอะไรลงไป”

“นายจะมายุ่งอะไรด้วย อีกอย่างนายไม่มีสิทธิ์จะมายุ่งเรื่องของฉัน มันเป็นเรื่องของราชินีที่กำลังจะสั่งสอนบริวารของตัวเอง”

“คุณคงอ่านนิยายน้ำเน่ามากเกินไป”

“เงียบนะ!! ” ผมลุกขึ้นและเตะเข้าที่หน้าแข้งของเขาสองทีด้วยความโมโห บรูคร้องเสียงดังก่อนจะนิ่วหน้างอตัวด้วยความเจ็บ

“คุณ...เตะผมเลยเหรอ? ! ”

“ใช่ และนายจำไว้นะว่าถ้ายังทำให้ฉันขายขี้หน้าอีก ฉันจะไล่นายออก”

“คุณมัน...เด็กวายร้าย...โอ๊ย!! ”

“นั่นแหละฉัน โอเม้ก้าตัวแสบ! ” ผมบอกเสียงดังและเตะเข้าที่หน้าแข้งของเขาแต่ยังไม่ทันที่ขาจะฟาดเข้ากับหน้าขาของอีกฝ่าย บรูคก็เอามือรับไว้ได้ทันก่อนจะผลักผมล้มลงนอนหงายกับสนามหญ้าอีกรอบที่สอง

เหลือเชื่อเลย!!

“โอ๊ย...นายไอ้คนทุเรศ ฉันจะฟ้องพ่อฉัน! ”

“ไปฟ้องเลย เชิญคุณไปตอนนี้เลยนะคุณหนู เพราะผมจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำ เรื่องที่คุณพาคนมาจูบบนรถ หนีเที่ยวตอนกลางคืน และเรื่องที่คุณเกเรรังแกเพื่อนในโรงเรียน พยายามทำตัวเป็นหัวโจกของทุกคนที่นี่”

“ฟังไว้นะปาร์คเกอร์ ฉันไม่ต้องพยายามเป็นหัวโจกใคร เพราะฉันคือราชินี มันคือสิ่งที่พิเศษกว่าใคร นายไม่มีวันเข้าใจหรอก เพราะนายมันแค่อัลฟ่าสมองกลวงที่พยายามทำตัวมีอุดมการณ์” ผมร้องบอกและปัดดินออกจากข้อศอกตัวเอง

“ฉันเป็นแผลด้วย นายโดนแน่”

“คุณสำนึก อะไรได้บ้างมั้ย”

เขาถามผมงั้นเหรอ? กล้าดีแค่ไหนมาถามผมแบบนี้

“สำนึก? เหอะ” ผมเบ้ปากและแสยะยิ้มมองเขา “คราวนี้จะพล่ามอุดมการณ์อะไรใส่หัวฉันอีกล่ะ”

“มันไม่ใช่อุดมการณ์อะไรทั้งสิ้น แต่ผมจะพูดในสิ่งที่มนุษย์เขาไม่ปฏิบัติกันแบบนี้”

“นายโง่กว่าที่ฉันคิดอีกนะปาร์คเกอร์!” ผมว่าและยิ้มเยาะอีกฝ่ายที่ยืนกอดอกมองผมด้วยสายตาเหลือเชื่อ “นายคิดว่าคนพวกนั้นจะคิดแบบนายงั้นเหรอ เหลือเชื่อชะมัดเลย ออกมาจากฟองสบู่ศีลธรรมได้แล้ว โลกใบนี้มันมีพื้นที่ให้คนอ่อนแอที่ไหนล่ะ ใครอ่อนแอก็เป็นเหยื่อทั้งนั้น”

"คุณคิดจะทำแบบนั้นกับใครต่อใครไม่ได้ เราทุกคนควรได้รับเกียรติเท่า ๆ กัน และเห็นได้ชัดว่าคุณจงใจแกล้งเธอ อีกทั้งคุณยังบังคับให้เพื่อนผู้หญิงถอดเสื้อกลางทีสาธารณะเพื่อเช็ดรองเท้าคุณ มันมากเกินไปนะ!” บรูคพูดเสียงดังขึ้นทุกที ผมเกลียดเวลาที่เขาไม่เจียมตัว

เขามันก็แค่คนขับรถสมองน้อยที่พยายามทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม

มองดูความจริงสิ โลกใบนี้ไม่มีของแบบนั้น มันเป็นแค่นิทานก่อนนอนและความเพ้อฝันของพวกขี้ขลาด

“นายมองโลกจากมุมไหนของนายนะ จากฟองสบู่สีใสงั้นสิ ขอบอกไว้เลยนะว่ายัยนั่นควรคิดให้ดีก่อนที่จะทำอะไรกับฉัน คนอย่างฉันไม่ยอมให้ใครมาปาอะไรใส่หัวแล้วจะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ได้อย่างสบายใจหรอก”

“แต่คุณไปว่าพ่อแม่ของเธอก่อน ผมได้ยินนะ คุณไม่ควรจะไปกล่าวตำหนิพ่อแม่ของใครแบบนั้นคุณหนู...”

“นายไม่ฉลาดบ้างเลยเหรอไง?” ผมถาม และลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากกางเกงและเช็ดหน้า “ที่ฉันสั่งสอนเธอก็เพราะเธอมาหยามเกียรติฉันก่อน ยัยนั่นกล้าที่จะปาผลไม้ใส่หัวฉัน ก็แปลว่าเตรียมใจรับจุดจบมาแล้ว เพราะงั้นมีแต่นายนั่นแหละที่โง่และทำเรื่องไม่เข้าท่า ”

“คุณมันเป็นปีศาจในร่างเด็กวัยสิบหก ความคิดของคุณมันเกินเยียวยา”

“บอกตัวเองเถอะปาร์คเกอร์ เพราะนายไม่ได้ดูวิเศษพอที่จะมาพูดคำนั้นกับฉันสักนิด” ผมกอดอกและเบ้ปากไล่สายตามองเข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า “เอาไว้นายเลิกทำงานเป็นคนขับรถเมื่อไหร่ ฉันอาจจะเก็บคำพูดของนายไว้พิจารณา”

“คุณเก่งจังเลยนะเรื่องดูถูกคนอื่นน่ะ...นี่คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร”

“I’ m was I’ m” ผมพูดและเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ ผมก็คือผม เป็นราชินีโอเมก้า เป็นบารอน แคปรินคอร์นที่ไม่มีใครสามารถเป็นได้ ผมมีคนเดียวในโลกและนั่นคือเรื่องที่ผมแสนจะภูมิใจและชื่นชม

ผมคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้...นี่แหละที่ผมอยากจะบอก J

“คุณคือคุณใช่มั้ย…ได้เลย”

บรูคพยักหน้าและเดินเข้ามาใกล้ผม เขากระชากข้อมือผมก่อนจะดึงผมจนร่างผมเซไปชนกับอกของอีกฝ่าย “คุณคือคุณงั้นสิ คุณที่สามารถจะทำอะไรใครก็ได้เพราะแค่พวกเขาทำให้คุณไม่พอใจใช่มั้ย?”

“จะ...จะทำอะไรน่ะ? ปล่อยนะ!! “

“งั้นมาดูกันว่าหลังจากที่โดนผมถอดเสื้อกลางที่สาธารณะ คุณจะยังเชื่อมั่นในตัวเองแบบผิด ๆ อยู่มั้ย? ! ”

ว่าแล้วบรูค ปาร์คเกอร์กดไหล่ผมลงกับพื้น หลังของผมสัมผัสกับหญ้าเขียวเหม็นเน่านั่นอีกครั้ง อยากจะอ้วก ทั้งที่ผมพยายามดิ้นและส่งเสียงร้องดัง ๆ ให้คนช่วยแต่กลับไม่มีใครอยู่บริเวณนี้เลย...นอกจากคนตัดหญ้าแก่ ๆ ที่ใส่หูฟังไปด้วยขณะที่ทำงาน

ใส่หูฟังในขณะทำงานเนี่ยนะ?

ผมจะส่งจดหมายร้องเรียนไปกับทางโรงเรียนที่พวกเขากล้าจ้างคนไร้ความรับผิดชอบแบบนั้นมาทำงาน ให้ใส่อุปกรณ์อย่างอื่นขณะตัดหญ้าได้ยังไง!!

“ปล่อยนะปาร์คเกอร์ ปล่อยฉัน!!! ”

“ผมอยากรู้ว่าคุณยังจะลอยหน้าลอยตาได้อยู่มั้ย หลังจากที่ถูกฉีกเสื้อผ้าราคาแพงของคุณเป็นชิ้นๆ”

“ปะ...ปล่อยนะ พระเจ้านายทำบ้าอะไรเนี่ย!! ” ผมพยายามดิ้นและข่วนไปที่อกของอีกฝ่าย แต่ไอ้ผู้ชายแบบบรูคกลับไม่สะทกสะท้าน เขารวบมือข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้ด้วยมือเดียวแล้วตรึงมันไว้เหนือศีรษะของผม

ผมได้แต่นอนหงายและพยายามดีดดิ้นไปมาอยู่บนพื้นหญ้าเหม็นเขียว

แหวะ...กินหญ้าทำให้ผมอยากจะร้องไห้ เหม็นและสกปรกชะมัด!!

“ปล่อยนะปาร์คเกอร์!" ผมดิ้นและแหกปากสุดเสียง "ถ...ถ้านายกล้าทำฉันมากกว่านี้ สาบานว่านายจะต้องชดใช้อย่างสาสม!”

“ผมรอคอยคุณอย่างตั้งใจเลยแหละบารอน” บรูคยิ้มก่อนจะดึงทึ้งเสื้อยูนิฟอร์มนักเรียนที่ผมสวมใส่จนมันขาด แต่โชคยังดีที่ผมมีเสื้อซับด้านใน ไม่อย่างนั้น ผมคงจะโป๊ไปแล้ว

ไอ้บ้าเอ๊ย!!

“ฉันจะเอาคืนนายอย่างสาสม ปล่อยนะเว้ย ปล่อยฉัน ปล่อย!!! ” ผมร้องโวยวายเสียงดังและประกาศคำพูดที่ไม่ใช่แค่คำข่มขู่ ถ้าผมหลุดจากเขาไปได้ สาบานว่าบรูค ปาร์คเกอร์ไม่มีวันได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่บ้านในวันศุกร์นี้

“อย่าทำแบบนี้นะ นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!! ”

“คุณรู้สึกยังไง...ตอนที่ผมทำแบบนี้กับคุณน่ะ คุณรู้สึกยังไงบ้างล่ะ”

“รู้สึกอะไรเล่า นอกจากว่านายมันโรคจิต ไอ้คนวิปริต ฉันจะฆ่านาย สาบานด้วยชื่อของบารอน--”

แควก!!!

“พระเจ้า...” ผมตาโตตอนที่เสื้อผ้าถูกฉีกจนมันขาดเป็นเศษผ้า ก่อนที่เสื้อกล้ามตัวในจะถูกดึงจนแขนขาด ผมมองเห็นรอยยิ้มโรคจิตของคนขับรถประจำตัวที่ทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้กับผม

เขาทำให้ผมอับอายไม่พอ ยังมีหน้ามาทำให้ผมรู้สึกไร้ทางที่จะสู้

บรูค ปาร์คเกอร์คือคนที่นิสัยไม่ดี เขาทำให้ผมเกลียดที่ตัวเองกำลังอ่อนแอ และผมเกลียดที่สุดเวลาที่มีคนมาทำให้กลายเป็นคนไร้หนทาง ทั้งที่คนอย่างผมไม่เคยเฉียดใกล้อะไรแบบนั้น

บรูคทำให้ผมรู้สึกกลายเป็นคนไร้ทางสู้ และผมเกลียดเขาที่สุด!!

“นายมันเป็นคนสารเลว นายคือไอ้โรคจิต ฉันจะบอกพ่อฉันและสาบานว่าฉันจะไม่ยอมให้นายทำแบบนี้กับฉัน ปล่อยนะ!! ”

“คุณฟังผมนะบารอน”

ผมเกลียดที่หมอนี่เรียกชื่อผม พอ ๆ กับเกลียดตัวเองที่ยอมสงบลงหลังจากที่เราสบตากัน ดวงตาสีฟ้าขุ่นของเขาผมอยากจะควักมันออกจากเบ้าถ้าผมทำได้ และมีโอกาส...พระเจ้า ผมไม่ชอบดวงตาคู่นี้

“สิ่งที่คุณทำกับเธอ มันก็คล้ายกับที่ผมทำกับคุณในตอนนี้ ไม่ว่าคุณจะมองว่าเธอเป็นอย่างไร คุณไม่สมควรทำร้ายเธอแบบนั้น และผมจะทำให้คุณรู้สึกว่าเวลาที่โดนคนอื่นรังแกจนไร้หนทางในการต่อสู้น่ะ มันเป็นยังไง”

“นายมันบ้า คนบ้า นายมาจากดาวพิทักษ์เรื่องปัญญาอ่อนเหรอไง?”

“ส่วนคุณก็มาจากดาวหลงตัวเอง ต้องการให้ทุกคนมองคุณ ชื่นชมคุณงั้นสิ?” เขาโน้มหน้าลงจนปลายจมูกเราแตะกัน “แต่ดาวของคุณคงจะไม่บอกล่ะสิว่ามนุษย์น่ะ เขาจะต้องเคารพสิทธิ์ในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน”

“ฟังนะปาร์คเกอร์ เลิกบ้าน้ำลายสักที นี่มันไม่ใช่เรื่องที่นายจะมาเรียกร้องแทนยัยนั่นนะ!! ”

“เปล่า ผมไม่ได้เรียกร้องอะไรแทนเธอเลยคุณหนู” บรูคโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ผมเม้มริมฝีปากอย่างประหม่า แต่พนันได้เลยว่าผมจะไม่ผละใบหน้าหนีไปจากตรงนี้ เพราะนั่นอาจจะแสดงถึงความกลัว ซึ่งคนแบบผมไม่มี...

“ผมกำลังสั่งสอนให้คุณรู้สึกถึงความกลัวต่างหาก คุณชอบคิดว่าอยู่เหนือทุกคน แต่คุณลืมว่าคุณก็เป็นแค่โอเมก้า”

“ราชินีต่างหาก!! ”

ผมเถียงเสียงดัง ชนิดไร้ซึ่งความหวาดกลัวแบบที่อีกฝ่ายคาดหวัง เพราะผมไม่ใช่คนที่จะกลัวใครง่าย ๆ และนั่นแหละที่ผมชื่นชมตัวเองทุกวัน

“คุณมั่นใจกับการเป็นสิ่งนี้มากเลยงั้นสิ...”

“อย่านะ...ถ้านายเข้าใกล้ฉันหรือทำอะไรมากกว่านั้น ฉันจะบอกให้พ่อฉีกร่างนายเป็นชิ้น ๆ” ผมไม่ได้ขู่นะ พ่อผมหวงผมมาก และอะไรที่ผมต้องการเขาจะต้องทำให้ทุกอย่าง

“ทำไมคุณกลัวขนาดขู่ผมแบบนี้เลยเหรอบารอน...”

“พูด...พูดบ้าอะไร ฉันไม่มีวันกลัวคนอย่างนายหรอก” ผมมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นได้ ความกลัวเป็นเรื่องที่ทำให้ผมเสียความมั่นใจ เพราะแบบนั้นผมจึงรับมือกับมันในทุกรูปแบบที่แตกต่างกันไป

“แน่ใจเหรอ แล้วทำไมคุณตัวสั่นจัง”

“ฉันไม่ได้เป็นแบบที่นายพูด และขอเตือนครั้งสุดท้ายว่าอย่าเข้ามาใกล้ฉัน!! ”

“ถ้าคุณยอมที่จะไปขอโทษเธอ ผมอาจจะให้อภัยและไม่ปล่อยให้คุณโป๊กลับบ้าน ว่าไง”

“นาย...”

เขายื่นข้อเสนอกับผมเหรอ คนที่ทำแบบนั้นได้มีคนเดียว ซึ่งนั่นคือผม...ไม่ใช่เขา!

ผมเม้มริมฝีปาก ใช้สายตาที่ถนัดในการโน้มน้าวจ้องมองตรงไปยังดวงตาสีฟ้าขุ่น ผมไม่ได้ต่อต้านและดื้อรั้นกับบรูคเหมือนกับในตอนแรก ผมจ้องเข้าไปในแววตาที่วูบวาบ เขาชะงักเมื่อเห็นผมปรับเปลี่ยนสายตาที่มองเขา

จำไว้อย่างหนึ่งว่าผมไม่ได้อ่อนหัดกับการใช้มารยาของโอเมก้า ราชินีคือคนที่คุมเกมได้ดีที่สุด มันคือแบบนั้น และถึงผู้ชายคนนี้จะเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งแค่ไหน แต่พวกอัลฟ่าล้วนมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งนั้น...

จุดอ่อนที่ว่าก็คงไม่พ้นเรื่องนี้...

ผมยกมือขึ้นคล้องคออีกฝ่าย โอบรัดรอบต้นคอแกร่ง “นายอยากรู้มั้ยว่าฉันแตกต่างจากทุกคนตรงไหน?”

ผมส่งยิ้มหวานราวกับน้ำผึ้งไปให้ ผมไม่ได้กำลังยิ้มเย้ยหยันแบบทุกครั้ง ซึ่งมันแฝงไปด้วยการยั่วยวนคล้ายเชิญชวน ผมมักจะมีวิธีการควบคุมพวกอัลฟ่าได้ด้วยการปล่อยฟีโรโมนซ์ออกมา แต่ทำบ่อย ๆ มันจะทำให้ผมเสียการควบคุม สำหรับกฎแรกของการเป็นราชินี คือ คุณก็แค่ต้องรู้ว่าทุกอย่างอยู่ใต้ฝ่าเท้าคุณ เพียงแค่คุณควบคุมมันเป็น...

“เพราะฉันคือฉันที่มีเพียงคนเดียวบนโลก...ราชินีที่ถูกรับเลือกจากสายเลือดมาตั้งแต่กำเนิด”

“...คุณกำลังจะทำอะไร...” เขาเลิกคิ้วถามอย่างประหลาดใจ ผมยิ้มมุมปากและลูบมือลงกับหน้าอกแกร่งของเขา ค่อย ๆ สัมผัสแค่ปลายนิ้ว ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ได้ผลมหาศาล ในทางกลับกันคงจะไม่มีใครที่สามารถควบคุมอัลฟ่าได้แค่ปลายนิ้ว

อย่างที่ผมบอก มันไม่ใช่พลังวิเศษ การได้เป็นบารอน Queen of Omega ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

สายเลือดของผมทำให้ผมกลายเป็นแบบนั้น... ของขวัญล้ำค่า

“เขาพูดกันบ่อยจะตายเรื่องของโอเมก้าที่ถูกยกย่องให้อยู่ข้างบน ฉันมักจะถูกปฏิบัติแบบนั้นเพราะฉันควรได้รับสิ่งนั้นมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งนั่นแหละความแตกต่างแรก” ผมยิ้ม ก่อนจะค่อย ๆ ยกศีรษะตัวเองขึ้น แล้วจุมพิตลงที่ปลายคางของบรูค

เขาพริ้มตาลงอย่างเชื่องช้า...หึ! นี่แหละอัลฟ่าโง่ ๆ แค่เพียงถูกสัมผัสเย้ายวนเกินจะห้ามใจ พวกเขาอ่อนแอลงไม่เหมือนกับที่เคยได้รับคำว่า ‘เข้มแข็ง’ เลยสักนิด

และในเวลานี้ ผมไม่จำเป็นต้องแสดงอาการใดมากไปกว่าสัมผัสเขา แค่เพียงเท่านั้นแหละที่คนเป็นราชินีทำ...เท่านั้นจริง ๆ

“และอย่างที่สองคืออะไรรู้มั้ยปาร์คเกอร์...”

“...”

ผมเลื่อนมือลงไปที่หน้าท้อง และใต้สะดือของเขา ค่อย ๆ ลูบตรงหน้าขาหลอกล่อให้อัลฟ่าตรงหน้าที่กำลังเคลิบเคลิ้ม ผมยังคงรอจังหวะและเวลาเหมาะสมที่เอาคืนอย่างเหมาะสม

“ฉันมักจะเดินนำหน้าคนหนึ่งก้าวเสมอ และฉันไม่ใช่คนที่นาย...หรือใคร...จะสบประมาทได้ง่าย ๆ ” ผมพูดจบก็กำมือกับตรงเป้าของเขาและบีบเจ้าหนูนั่นเต็มแรง

มันไม่ใช่การบีบธรรมดา แต่เป็นการขยำให้มันแหลกคามือถ้าผมทำได้!!!

“โอ๊ย!!!! ”

“เป็นเรื่องที่โลกพิสูจน์แล้วว่าอะไรที่ฉันทำอะไรได้บ้างและคนแบบพวกนายทำอะไรไม่ได้บ้าง ปาร์คเกอร์”

บรูคเล่นสนุกมามากพอแล้ว เขากล้าดียังไงถึงมาท้าทายอำนาจของราชินีโอเมก้า บรูคกล้าเหยียบย่ำผมด้วยเท้าเน่า ๆ นั่น แต่ว่าผมว่าระหว่างเรา ยังห่างชั้นกันอีกเยอะ เห็นได้ชัดว่าผมไม่มีจุดอ่อน ส่วนเขามี! :)

ผมขึ้นมาอยู่จุดที่คนยกย่องให้เป็นราชินีได้นั้นไม่ใช่เพราะนามสกุลแค่เท่านั้นหรอกนะ ผมได้มันมาด้วยความสามารถ

“จำใส่หัวนายไว้เลยนะว่าอย่ามาลองดีกับฉันปาร์คเกอร์!! ”

“โอ๊ย...ผมเจ็บนะ!!”

“นายสมควรโดนปาร์คเกอร์!!”

ผมถีบเข้าที่ท้องของอีกฝ่าย ก่อนจะลุกขึ้นและเดินตรงเข้าไปชกที่จมูกของไอ้คนโรคจิตจนเขาล้มลงไปนอนหงาย และขอบอกเลยว่าผมสะใจมาก

“โอ๊ย...นี่คุณหนู!! ”

“ดูไว้เป็นตัวอย่างนะ คนที่เก่งกาจที่สุด คือคนที่ควบคุมอารมณ์คนอื่นได้ และนายมันไม่ใช่ นายใช้กำลังกับฉันแบบโง่เง่า ฝันไปเถอะว่าจะทำให้ฉันสำนึก” ผมว่าและชกเข้าที่หัวไหล่อีกฝ่าย เม้มริมฝีปากไว้เพราะหมั่นไส้เขาเต็มทน

“นี่คุณชกผมสองครั้งแล้วนะ...เจ็บชะมัด!”

“นั่นแหละที่ฉันต้องการ รู้ไว้ด้วยว่าฉันไม่ใช่คนที่นายจะมาจับกดแล้วฉีกเสื้อผ้า พระเจ้า...ตัวนี้ราคามากกว่าเงินเดือนนายอีกนะ”

ผมกระทืบเท้าอย่างเหลืออด จ้องมองเข้าที่เงยหน้ามองผมด้วยแววตาไม่สบอารมณ์ ขอโทษเถอะ ผมต่างหากที่ควรจะไม่สบอารมณ์

“นายเจอดีแน่ปาร์คเกอร์ ฉันจะให้พ่อเล่นงานนาย นายเตรียมตัวเก็บข้าวของแล้วไสหัวไปได้แล้ว คนขับรถงี่เง่า! ”


----------------------------------

Talk

ฝากด้วยจ้า น้องก็จะออกแนวสาวหน่อย จริง ๆ น้องเป็นFEB หน่อย ๆ สายสาวเลยแหละ มีการแย่งตำแหน่ง มีการชิงตำแหน่ง
เราชอบเขียนแนวนี้ ถ้าไม่ชอบไม่เป็นไรน้า
ตรวจคำผิดรอบเดียว ขอบคุณนะคะ ที่ติดตามกัน จะมาลงบ่อย ๆ
ฝากแท็กจ้า #ยูอาร์มายโอเมก้า

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :katai1: :hao7:อืมมมมมมมมมมมนิสัยยย

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
[IV]

Furious
(adj.)

full of anger or energy; violent or intense.




พ่อต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ที่ชื่นชมเขาและเชื่อสิ่งที่บรูคบอก หมอนั่นบอกกับพ่อว่าผมมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนในโรงเรียนจนเสื้อฉีกขาด และกลายเป็นผมถูกพ่อต่อว่าอยู่หลายชั่วโมง ถึงแม้ว่าผมจะร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง แต่ทว่าพ่อกลับไม่หลงกล!

นี่ถ้าเป็นปกติพ่อจะต้องน้ำตาไหลตามกับการแสดงเสแสร้งว่าเสียใจของผม แต่นี่กลับไม่ พ่อรู้แม้กระทั่งว่าผมพยายามบีบน้ำตาหลอกเขา

“เลิกร้องไห้ได้แล้วบารอน พ่อได้รับโทรศัพท์จากผู้อำนวยการเรื่องที่ลูกทำร้ายเพื่อนร่วมชั้น ลูกบังคับให้เธอเลียรองเท้าลูก!”

“ไม่ได้เลีย! พ่ออย่าพูดแบบนั้นสิครับ ขนลุก เธอจะเอาลิ้นที่--”

“ไม่ว่าลูกจะพูดอะไรมันไม่เป็นผลหรอกราชินีน้อย!” เขาว่าและยิ้มเยาะใส่ผม "ลูกเกเรและกดขี่คนอื่นไม่ได้บารอน พ่อจะเป็นประธานสมาคมผู้ปกครองได้ยังไงถ้ามีลูกที่ตั้งตัวเป็นหัวโจกรังแกเพื่อนในโรงเรียน"

“อย่าน้อยพ่อก็ควรจะเชื่อว่ามันไม่ได้เลวร้ายแบบที่พ่อได้คิด”

“ลูกรัก เรารักลูก แต่เมทื่อลูกทำผิด เราย่อมไม่เห็นดีเห็นงามด้วย และเราไม่ควรปฎิบัติกับเพื่อน ๆ แบบนั้น เข้าใจมั้ยบารอน?”

“ผมขอยืนยันอีกครั้ง ว่าผมไม่ได้ทำร้ายเธอขนาดนั้น อีกอย่างเธอปาผลไม้ใส่หัวผมก่อน!! ” ผมเริ่มขึ้นเสียงดัง เพื่อเป็นการโต้เถียงกับพ่อ

ปกติผมพูดอะไรพ่อก็จะเชื่อ แต่นี่พ่อเชื่อคำพูดของรนขับรถโรคจิตนั่นมากกว่าผม...

“พ่อไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ในเมื่อบรูคมายืนยันกับพ่อว่าลูกทำจริง ๆ และพ่อ--”

“พ่อเชื่อเขามากกว่าผม! ทั้งที่นั่นมันคนขับรถและจะบอกความลับให้นะครับ เขาเป็นไอ้โรคจิต เขาฉีกเสื้อผ้าของผม พ่อเชื่อเขามากกว่าลูกของตัวเองงั้นเหรอ!!” ผมโกรธจนเลือดขึ้นหน้า และตอนนี้น้ำตาก็คลอหน่วยจนแทบจะไหลอาบแก้มอยู่แล้ว

“บารอน ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นกับลูก บรูคไม่มีทางฉีกเสื้อผ้าลูก” พ่อว่าและเท้าคางกับโต๊ะทำงาน

ผมอยู่ในห้องทำงานของพ่อแค่สองคน เสียงร้องโวยวายของผมลั่นบ้าน เพราะแบบนั้นพ่อจึงได้พาผมเข้ามายังในห้องทำงานที่มีรูปวาดของผมอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่

แม่ออกตัวว่าไม่ขอมีส่วนร่วม นั่นทำจึงมีแค่ผมกับพ่อในเวลานี้...

“อีกอย่างพ่อรู้ว่าลูกน่ะเป็นราชินีตัวแสบ เพราะแบบนั้นพ่อถึงได้อยากจะให้เราคุยกันไงล่ะลูกรัก...”

“พ่อเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ที่เชื่อว่าผมยอมลงทุนไปตบตีกับคนอื่นจนเสื้อขาด คนที่ทำให้ผมมีสภาพเหมือน homeless คือบรูคต่างหาก! ”

“ก็บรูคบอกพ่อแบบนั้น เขาบอกว่าลูกทะเลาะวิวาทกับเพื่อนในโรงเรียน”

“เขาโกหกไงครับ เขามันเป็นจอมหลอกลวง และอีกคำก็คือ คนตอแหล”

“พระเจ้า...ลูกพูดคำพูดนั้นออกมาจากปากได้ยังไงบารอน คำว่าตอ-แหล” พ่อเอามือป้องปากและกระซิบกระซาบเบา ๆ อยากจะร้องไห้กับเรื่องเสียสติที่เกิดขึ้น

“พ่อจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่ต้องสืบหาความจริงด้วยตัวเอง ไม่ใช่เชื่อใครก็ได้ ยิ่งกับคนขับรถยาจกนั่น”

“บารอนสุภาพหน่อย และอีกอย่างที่ลูกควรจะสำนึกไว้คือไม่มีใครรับมือกับลูกได้ เว้นแต่...บรูค ปาร์คเกอร์ และอย่างที่สองคือเขามีความจริงใจที่จะบอกกับพ่อ ในขณะที่ลูกมันจะปิดบังเรื่องแอบหนีเที่ยว!” พ่อพูดเสียงดังแต่ริมฝีปากฉีกยิ้ม “ทีนี้ลูกเข้าใจแล้วหรือยังล่ะว่าใครที่น่าเชื่อถือกว่ากัน”

“พ่อ!!! ” ผมเอามือทาบอกด้วยความตกใจ น้ำตาคลอหน่วยพร้อมที่จะออกจากเบ้า

“ร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยอะไร พ่อรู้ว่าลูกไม่ได้ร้องจริง ๆ”

“ฮึก...พ่อ”

“เอาล่ะบารอน เราต้องคุยกันอย่างจริงจัง ต่อไปนี้ถ้าลูกยังทำตัวไม่น่ารักในโรงเรียน เราคงจะสั่งกักบริเวณลูก คุมเข้มลูกยิ่งกว่าครั้งไหน หายครั้งที่เราตามใจลูก แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้อีกแล้ว”

“ไม่มีทาง นี่มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่ผมเคยได้ยิน” ผมร้องบอกและเอามือตบลงที่โต๊ะทำงานของพ่อ “เขาเป็นคนฉีกเสื้อผม บรูคเป็นคนที่ทำให้ผมอับอายคนทั้งโรงเรียน เขาอุ้มผมออกมาจากโรงอาหารต่อหน้าทุกคนและทุ่มผมลงกับสนามหญ้า”

“เขาไม่ทำร้ายลูกแบบนั้นหรอกลูกรัก”

“เขาทำ หมอนั่นสร้างความอับอายให้ผม ได้ยินมั้ยครับ”

“งั้นก็...” พ่อพยักหน้าและพยายามกล่อมตัวเองให้เห็นด้วยกับวิธีนี้! "พ่อว่าเขาทำถูกแล้ว"

“พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นกับพ่อ พ่อเป็นอะไรไปงั้นเหรอ!”

“ลูกรัก ก็เพราะสิ่งที่ลูกทำมันไม่น่ารักเลย ตอนนี้พ่อเป็นห่วงเรื่องพฤติกรรมของลูกที่จะส่งผลถึงการยื่นจดหมายเข้ามหา'ลับ พ่ออยากให้ลูกต้องเลิกห่วงตำแหน่งในโรงเรียน แทนที่จะมัวแต่เล่นเป็นเด็ก ๆ พ่อว่าคงถึงเวลาสู่การเป็นผู้ใหญ่ ลูกรักสละมงกุฎของลูกซะ”

พ่อทำให้ผมสิ้นหวังที่สุด ในเวลาแบบนี้เขาควรจะเข้าข้างผม บอกกับผมว่าเขาจะไล่บรูคออก ไล่คนโรคจิตนั่นออกจากตำแหน่งคนขับรถส่วนตัวของผม แต่ว่าพ่อกลับเลือกที่จะเข้าข้างเขาด้วยการถือหางอีกฝ่ายและนับถือในสิ่งที่บรูคทำ

จำไว้ว่าราชินีไม่มีวันทิ้งมงกุฎของตัวเอง!

“ถ้าพ่อยืนยันว่าจะไม่ไล่เขาออก งั้นผมจะทำเอง ผมจะไล่เขาออก!!”

“อย่าแม้แต่จะออกคำสั่งเลยนะราชินีน้อย บอกแล้วไงว่าห้ามออกคำสั่งแทนพ่อ ท่อนสิ! ”

“พ่อ...”

“ห้ามออกคำสั่ง ห้ามออกคำสั่งและห้ามออกคำสั่ง พูดตามพ่อเร็ว” พ่อพูดประโยคเดิมสามครั้ง จนผมจำต้องขยับปากพูดตามเขาถึงจะเลิกพูด

“วันนี้...พ่อจะต้องไปงานการกุศลต่อ หลังจากนี้ลูกช่วยเป็นเด็กดี และนอนสำนึกควนึกความผิดของลูกซะ ห้ามโวยวาย แล้วก็เข้านอนเมื่อ--”

“ผมเกลียดพ่อ!! ” ผมลุกขึ้นและตะโกนมันสุดเสียง “พ่อใจร้ายกับผมเกินไปแล้ว!! ”

“ลูกรักอย่าก้าวร้าวกับพ่อแบบนั้น...”

“ผมเกลียดพ่อได้ยินมั้ย!!!”

ผมไม่อยู่ฟังจนพ่อพูดจบ ผมวิ่งออกจากห้องเขาและตรงไปยังบ้านพักของไอ้มนุษย์อัลฟ่างี่เง่าที่ทำให้ผมต้องมาเจอกับเรื่องบ้า ๆ พวกนี้



ผมเดินเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่าย ไม่ใช่การบุกรุก เพราะที่นี่คือบ้านของผม ผมสามารถเดินไปไหนก็ได้ในบ้านหลังนี้

“ปาร์คเกอร์!!!”

“พระเจ้า!! คุณเข้ามาได้ไง...” เขาสะดุ้งตอนที่เดินออกมาจากห้องน้ำ ท่อนบนเปลือยเปล่าในขณะที่มืออีกข้างเช็ดเส้นผมสีเทาที่เปียกหมาด

“ไม่ต้องมาทำหน้าตกใจ นายมันไอ้คนตอแหล สับปลับ ชอบพูดโกหก คนทุเรศ!! ”

“คุณเข้าใจคำว่าพื้นที่ส่วนตัวมั้ยบารอน?” บรูคขมวดคิ้วมองผม ราวกับผมบุกรุกพื้นที่เขา พระเจ้านี่คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน บรูค ปาร์คเกอร์ ผู้ชายน่าสมเพช!! “คราวหลังห้ามบุกเข้ามาในห้องผมอีกนะ”

“ช่างหัวนาย ต่อไปนี้ไม่มีคำว่าพื้นที่ส่วนตัวกับคนแบบกระจอก เพราะนี่คือบ้านของฉัน ถ้านายอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็กลับไปอยู่บ้านนายเลยไป!! ”

“เฮ้อ แล้วนี่คุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร?”

“อย่าพูดเหมือนตัวเองมีอะไรที่ฉันต้องการหน่อยเลย” ผมกอดอกมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ยอมรับแหละว่าหุ่นของบรูคมันเร่าใจสำหรับเด็กวัยสิบหก

แต่เดี๋ยวก่อน ...ผมไม่มีทางเสพสมกับคนขับรถกระจอก ๆ แบบนางเอกเรื่อง Dynasty แน่ ๆ และถึงคนขับรถคนนั้นจะหุ่นดีน่ากัดกล้ามแค่ไหนก็เถอะ!

“ฟังนะ ฉันมาที่นี่เพื่อมายื่นข้อเสนอ”

“ข้อเสนอ?”

“ฉันต้องการให้นายลาออก ไปไหนก็ไป นายจะเอาเงินสักเท่าไหร่ว่ามาเลย”

“นี่คือวิธีของคุณงั้นสิ?” ร่างสูงตรงหน้ายิ้มและโยนผ้าเช็ดหัวลงที่เตียง “คุณใช้เงินฟาดหัวทุกคน ใช้มันแก้ปัญหาทุกอย่าง มันคืองานถนัดของคุณเลยถูกมั้ย?”

“ใช่ เพราะฉันมีเงินมากพอที่จะทำแบบนั้น และคนแบบนายก็คงไม่เข้าใจหรอก เพราะนายไม่มี!”

ผมพูดในสิ่งที่มันเป็นความจริง และถึงแม้ว่ามันจะเป็นคำที่ไม่ควรใช้กดหัวใครผมก็ไม่สน ผมมีเงินมากพอที่จะซื้อความสุขให้กับตัวเอง ถ้าต้องใช้เงินไล่ให้บรูคไปจากบ้านผมด้วยจำนวนมหาศาล ผมก็ยอมจ่าย!!

มันเพื่อความสุขของผมเท่านั้น

“นั่นสินะ...ผมไม่มีเงินแบบคุณ พวกคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่เคยลิ้มรสความลำบาก ไม่รู้จักคำว่าหิว มันคือโชคดีที่คุณมีพ่อแม่ที่รวย...”

“อย่ามาพูดมากความ มาตกลงกันดีกว่า นายอยากได้อะไรล่ะ ว่ามาเลย รถคันใหม่มั้ย จะเอาบ้าน หรือว่าเรือยอชต์ อยากได้อะไรก็ว่ามาเลย ฉันพร้อมจ่าย”

“ไม่เอา...”

“วะ...ว่าไงนะ นี่เสียสติไปแล้วเหรอ!” ผมถามและขมวดคิ้วมองร่างกายกำยำตรงหน้าที่กำลังทำให้ผมหน้าร้อนขึ้นอย่างประหลาด

บ้าชะมัด!

“ผมไม่ได้ต้องการของแบบนั้นซะหน่อย...บารอน”

“นายคือคนจนที่โง่ที่สุดเลยรู้ตัวมั้ย” ผมกอดอก และดูเหมือนคำพูดนั้นจะทำให้เขาไม่พอใจ “ฉันพูดจริงนี่ ทำหน้าแบบนั้นทำไม?”

“ถึงผมจะจน แต่ผมก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันกับคุณนะ”

“ของแบบนั้นไม่มีในโลก มันคือคำพูดกลวง ๆ ที่เอาไว้หลอกตัวเองของพวกสมองไร้รอยหยักแบบนาย...”

“คุณมีปมในชีวิตงั้นเหรอ?”

“วะ...ว่าไงนะ นายกำลังถาม บารอน แคปรินคอร์น ว่ามีปมในชีวิตงั้นเหรอ” ผมตาโตและร้องถามเขาอย่างเหลือเชื่อ “จะบอกให้รู้ไว้นะ คนที่มีปมในชีวิตคือนายมากกว่า นายโกหกพ่อฉัน บอกว่าฉันทะเลาะกับเพื่อนจนเสื้อขาด นายโกหกทุกอย่าง คนดี ๆ ที่ไหนจะพูดโกหกหน้าตาย”

“คิดว่าคุณจะชินกับคำโกหกเสียอีก”

เขาหัวเราะโชว์รอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้ ถึงลักยิ้มสองข้างจะชวนให้ใจเต้น แต่มันไม่ได้ผลกับผมหรอก บรูค ปาร์คเกอร์ ก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ

ผมไม่ต้องการคนธรรมดา นั่นแหละที่ผมอยากจะบอก

“ไม่ต้องมายอกย้อนใส่ฉันเลยนะ นายทำให้ฉันดูเป็นคนที่แย่มากในสายตาของพ่อ!”

“อย่าห่วงเลยคุณหนู แม้ว่าคนทั้งโลกจะมองคุณเป็นแบบนั้น แต่สำหรับพ่อคุณ เขาเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มองคุณแบบที่คุณพูด” เขาพูดพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้ และผมไม่มีวันถอยหนี เพราะความหวาดหวั่นหรืออะไรก็ช่างที่เขาต้องการให้ผมรู้สึกแบบนั้น

คนอย่างบารอนน่ะนะ ไม่มีทางที่จะหวั่นไหวกับท่าทางพวกนี้หรอก...

“คุณอยากเล่นเกมกับผม ผมก็ให้คุณเล่น คุณบอกเองว่าคนฉลาดจะควบคุมทุกอย่างได้ด้วยไอ้นี่...” บรูคชี้เข้าตรงขมับ และเหยียดยิ้มสะใจส่งมาให้ผม

“อยู่ให้ห่างฉันไว้นะฉันขอเตือน! ”

“เตือน? ตลกชะมัด คุณจะทำอะไรผม จะบีบเจ้าโลก...” บรูคลากสายตาลงที่เป้าของเขา ในขณะที่ร่างสูงไร้การปกคลุมที่ท่อนบนไล่ต้อนผมเข้ามาทุกทีทุกที “...ของผมอีกรอบเหรอไงครับ?”

“พูดออกมาได้ยังไง นายมันคนทุเรศ! ฟังให้ดีนะปาร์คเกอร์อยู่ให้ห่างฉันไว้ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”

“คุณคิดว่าผมกลัวงั้นสิ ก็ถ้าคุณทำอะไรผมล่ะก็ ผมไม่รับประกันความปลอดภัยของคุณนะ คุณหนู”

“อย่ามาขู่ฉัน นายไม่รู้หรอกว่ากำลังพูดอยู่กับใคร” ผมร้องบอก และไม่มีทางที่บารอนจะแพ้พ่ายให้กับคำพูดสมองนิ่มที่มีไว้หลอกเด็กเจ็ดขวบหรอกนะ

บรูคสาวเท้าเข้ามาใกล้ ๆ ก่อนจะดันผมชนกับประตูห้อง เขาเอื้อมมือไปปิดมันและในที่สุดผมก็จนมุมเขาจนได้ เจ็บใจชะมัดเลย เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไรแบบนี้กับผมก็ได้งั้นสิ...

“อย่านะ...ถ้านายมาใกล้ฉันอีก ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่ ฉันเป็นยูโดสายดำนะ เข้ามานายอาจจะแขนหักได้”

“ผมล่ะชอบจังเลยเวลาที่คุณข่มขู่ผม...คุณหนู” เขาลากปลายนิ้วลงกึ่งกลางลำคอของผม ก่อนจะลากมันช้า ๆ ลงไปที่กลางอก จากนั้นดวงตาสีฟ้าขุ่นก็ทำให้ผมสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

อัลฟ่าคนนี้อันตรายมาก

“คุณควรรู้ไว้อย่างว่าผมโตมากับผู้ชายที่ควบคุมความสัญชาตญาณของอัลฟ่าได้เป็นอย่างดี และเมื่อต้องอยู่กับโอเมก้าแบบคุณ มันไม่ได้ทำให้ผมอ่อนแอเหมือนกับคนอื่น ไม่เลยสักนิด...”

“จะทำอะไร...อย่านะ...”

“ที่จริงแล้วผมสนใจข้อเสนอของคุณอยู่ไม่น้อย...” เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้ เรื่อย ๆ กลิ่นกายของเขาทำให้ผมสติแตก มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะยอมรับ และใช่ผมยอมรับแบบหน้าไม่อาย ว่าผมกำลังสติแตกเพราะเขา...

บรูค ปาร์คเกอร์ คนขับรถงี่เง่าของผมเอง

“แต่ผมมองการณ์ไกลกว่านั้นครับราชินีโอเมก้าตัวน้อย...” บรูคยิ้มและรอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยอะไรบางอย่าง “คุณอยากรู้มั้ยว่ามันคืออะไร”

“เอามือออกไปนะ ...อย่าแม้แต่จะแตะต้องฉัน! ”

บรูคจับมือของผมขึ้นมาวางลงที่หน้าอกแกร่งของเขา กล้ามเนื้อของเขาทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มัน...ทุเรศจริง ๆ เลย ทำไมผมต้องแสดงท่าทางแบบนี้ออกมาด้วย

น่าขายหน้าชะมัด!

“ผมว่าการได้เงินจากคุณก็จริงอยู่ เพราะมันอาจจะคุ้มค่า แต่นั่นก็แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ผมมองว่าการรวบหัวรวบหางลูกชายแคปรินคอร์นผู้เป็นกิจการมากมายมันคุ้มค่ากว่าเยอะ...”

ผมผ่อนลมหายใจออกทางปากตอนที่ถูกชักจูงฝ่ามือให้ลูบไล้ไปตามมัดกล้ามละเอียดของบรูค ผมถึงกับต้องกัดริมฝีปากล่างเอาไว้เพื่อพยายามข่มอารมณ์ของตัวเอง ร่างกายของเขาเบียดเสียดจนผมสัมผัสอุณหภูมิบนผิวสีแทนธรรมชาติได้อย่างแนบสนิท

ผมใช้มืออีกข้างซ่อนไว้ด้านหลังเพราะกลัวว่าเขาจะเห็นตอนที่ผมกำมือแน่นเพื่อเตือนสติตัวเอง ผมอาจจะต้องโดนล้อให้อับอายถ้าหากเผลอทำอะไรโง่ ๆ ลงไป...

“คุณคิดว่าผมจะยอมจากไปที่นี่เพราะเงินไม่กี่บาทของคุณเหรอ...”

“อย่า...ออกไปให้ห่างฉันนะ! ”

“คุณคิดจริง ๆ เหรอว่ามันคุ้มค่ากับผม คนจนที่กระหายเงินและความสุขสบาย” บรูคจงใจเป่าลมหายใจรดที่ใบหูของผม ริมฝีปากที่ผมจินตนาการอยู่เมื่อครู่ว่ามันจะร้อนแค่ไหนทาบทับลงที่ติ่งหูของผม เขาขบเม้มไล่โลมเลียมันราวกับไอศกรีม

พระเจ้า...เขาฮ็อตมาก...แค่สัมผัสเบา ๆ ยังทำให้ผมสั่นสะท้านไปถึงไหนต่อไหน

“อะ--ออกไปนะ!!”

ผมไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลยตอนที่เขาไล่ริมฝีปากซุกไซ้กับซอกคอของผม แขนของผมถูกทิ้งลงด้านข้างเพราะหมดแรง ผมถูกดันจนแผ่นหลังติดกับประตู มันมีกลิ่นไม้ชื้น ๆ ที่ผมไม่ชอบแต่กลับไม่ได้แยแส

สิ่งเดียวที่ผมให้ความสนใจ คือริมฝีปากที่กำลังไล่เลียอยู่ที่ข้างซอกคอของผม

กลิ่นของบรูค สัมผัสจากเขามีพลังงานบางอย่างเพราะมันทำให้ผมไร้เรี่ยวแรง เกิดเรื่องบ้าอะไรกัน...ทั้งที่ผมคือราชินีโอเมก้า แต่รู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในอาณัติของอัลฟ่ากระจอก ๆ นี่!!

“อื้อ—อย่านะ...”

คำปฏิเสธของผมแผ่วเบาและไม่หนักแน่นเอาเสียเลย...

บรูคจูบไปตามกรอบหน้าของผม ในนาทีนั้นผมรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่ตรงกันข้ามกับรูปลักษณ์ภายนอก เขาจูบเก่งแม้ว่าริมฝีปากเราจะยังไม่ทันจะได้สัมผัสกันผมก็รู้ว่าเขาจะต้องชำนาญเรื่องเล้าโลม

และให้ตายเถอะ...ผมใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

“อื้อ—ห้ามดูด! ” ผมว่าและมันเป็นคำทักท้วงที่ไร้น้ำหนัก “เดี๋ยวมันเป็นรอย...”

ริมฝีปากร้อน ๆ ของเขาดูดและวนจูบไปยังซอกคอของผม เขาสลับไปซ้ายทีขวาที... ผมเข่าอ่อนจนแทบจะทรุดลงกับพื้น ดีที่บรูคยังประคองรอบเอวผมไว้

เหมือนกับวินาทีนี้ทุกอย่างถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผมกำลังปล่อยตัวและปล่อยใจไปกับ...

“คุณหลงผมแน่ ๆ ถ้าผมทำมากกว่านี้ ...ซึ่งนี่แหละที่ผมต้องการ”

“!!! ” ผมดันอีกฝ่ายออกก่อนจะสบตากับดวงตาสีฟ้าขุ่น แววตาซุกซนของเขาทำให้ผมตระหนักได้ว่าเขากำลังพยายามที่จะล่อลวงผม คนบัดซบ ผมควรจะเข้มแข็งกว่านี้!!

“นาย...นายคิสมาร์กฉันงั้นเหรอ?” ผมยกมือขึ้นทาบลงที่คอ “นาย...นายกำลัง...พระเจ้า! คนทุเรศ คนสารเลว!!!”

“เห็นหรือยังล่ะว่าผมมีแผนการที่ดีกว่านั้น และคุณคงพอจะมองออก เพราะงั้นถ้าคุณไม่อยากจะถูกผม...” บรูคเว้นคำ พร้อมกับโน้มหน้าเข้ามาใกล้ เดาะลิ้นเสียงดัง ป๊อก แล้วขยับออกห่างเล็กน้อย “...วันหลังก็อย่าบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของผมอีกแล้วกัน เกิดผมอดใจไม่ไหว คุณอาจจะได้...คนขับรถเป็นผัว”

"อี๋ นายไอ้คนทุเรศ!!”

“เกลียดผมมาก ๆ ระวังจะหลงผมจะเป็นบ้า”

“นาย...ปาร์คเกอร์ นายมันคนเฮงซวยและทุเรศที่สุดในชีวิตของฉันเลย!!! ”

ไม่ไหวแล้ว ผมจะต้องหนีไปตั้งหลัก หนีไปหาเครื่องดื่มเย็น ๆ กินเพื่อนดับร้อน เชื่อเถอะว่าไฟในนรกยังร้อนไม่เท่ากับอารมณ์ผมในเวลานี้

บรูค ปาร์คเกอร์ นายจะต้องชดใช้!

----------------------------
(NEXT 2.)


 

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
[IV] Furious  (2)
...
[/b]

“ฉันเกลียดหมอนั่นมาก เชื่อเถอะว่าเขาคือหนึ่งในคนที่ฉันอยากจะกำจัด” ผมนอนคุยโทรศัพท์กับฮาร์เปอร์อยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ภายในห้องนอน

โดยปกติแล้วผมจะเข้านอนก่อนเวลาสี่ทุ่มเพื่อสุขภาพที่ดี การนอนครบแปดชั่วโมงทำให้สุขภาพผิวของเราดี และผมมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เสมอ ผมเลือกจะที่มาส์กหน้าด้วยโคลนภูเขาไฟที่สั่งมาจากเคาน์เตอร์แบรนด์ดังที่ผมสนิทกับเจ้าของแบรนด์ สินค้าของเขาทุกชิ้นขอบอกเลยว่าผมไม่ได้ขอเขามาฟรี ๆ หรอกนะ ภายในห้องนอนมีแสงที่สว่างจากไฟดวงน้อยจากโคมไฟบนหัวเตียง ผมเลือกที่จะเปิดซาวด์ดนตรีธรรมชาติ พวกน้ำตก เสียงนกในป่า และสายลมพัดในช่วงฤดูใบไม้ล่วง ม่านกั้นสีขาวลายลูกไม้ถูกดึงลงเพื่อให้เตียงนอนของผมมีความเป็นส่วนตัวขึ้น

ในช่วงเวลามิดไนท์ดนตรีจะถูกตั้งเวลาให้ปิดลง เพื่อการพักผ่อนเต็มรูปแบบ และหลังจากที่คนใช้เอาน้ำอุ่นขึ้นมาให้ ผมจึงตัดสินใจที่จะไม่เข้านอนตอนนี้และเลือกที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านโทรศัพท์กับฮาร์เปอร์แทน

“คนแบบนั้นฉันไม่มีทางให้อภัย เธอต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าเขาโกหกหน้าตายขนาดไหน คิดแล้วก็แค้น! ”

[ไม่เอาน่า อย่าใจร้ายกับเขานักเลยบารอน อย่างน้อยเขาเป็นคนขับรถที่ดูดีไร้ที่ติ]

“สาบานสิว่าเธอคิดแบบนั้นจริง ๆ ” ผมถอนหายใจในขณะที่เอนตัวนอนหงาย ทอดสายมองยังเพดานห้องโทนสีขาวอย่างเปล่าเปลือย

ภายในห้องนอนของผมทั้งห้องเป็นสีขาว ผมชอบสีนี้เพราะทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสรวงสวรรค์ และนี่แหละวิธีบำบัดผมจากเรื่องหงุดหงิด

แค่คิดว่าตัวเองคือสิ่งที่วิเศษที่สุดบนโลกก็พอแล้ว...

“ฉันไม่มีวันหลงชื่นชมหน้าตาของคนแบบนั้นหรอก หมอนั่นทำให้ฉันอับอาย ต่อให้เขาหล่อแค่ไหนฉันก็มองว่าเขาไม่หล่อ! ”

ผมย่นจมูก พร้อมกับจินตนาการถึงผู้ชายตาสีฟ้าขุ่นกับผมสีเทา ...

[ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะว่าเขาหล่อเหมือนพระเอกหนังที่เราเคยดู ฉันมองรูปเขาจากเว็บในกระทู้ของโรงเรียน ยังอดที่จะชื่นชมมัดกล้ามของเขาไม่ได้เลย]

“รูป...รูปอะไรนะ?” ผมหยัดกายขึ้นจากเตียงนอน ก่อนจะร้องถามอีกฝ่ายจนปลายสายตวาดกลับมาเพราะเสียงของผมคงดังถึงขนาดทะลุออกนอกลำโพง “นี่อย่าบอกนะว่ามีรูปฉันตอนที่...”

[เบาเสียงหน่อยสิ ไม่เห็นต้องตกใจเลย มันก็แค่รูปตอนนายถูกอุ้มออกไปจากโรงอาหาร]

“เธอใช้คำว่าแค่งั้นเหรอ!! ”

ผมไม่มีทางมองข้ามเรื่องพวกนี้ และหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานหรือมีอารมณ์ขบขันไปกับฮาร์เปอร์ นี่มันเรื่องน่าอาย มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนมองผมในทางเสียหาย

คิดดูสิ ภาพของบารอน แคปรินคอร์น ที่ถูกคนขับรถอุ้มพร้อมกับเอามือฟาดก้นเหมือนเด็กเจ็ดขวบ!

“ไหนดูสิ...พระเจ้าทำไมเธอไม่รีบบอกฉัน”

[ก็นายมัวแต่บ่นเรื่องของคนขับรถคนไหนรัว ๆ ฉันไม่มีช่องว่างจะพูดนี่...]

“บอกมานะว่าใครถ่ายไว้ แล้วใครเอาไปลง” ผมถามอย่างลุกลี้ลุกลน นี่มันเป็นสิ่งที่ผมยอมไม่ได้ การที่ผมถูกคนขับรถกระจอก ๆ หักหน้าในขณะที่กำลังสั่งสอนบริวาร มันเป็นเรื่องที่สร้างความสั่นคลอนในเรื่องความมั่นคงทางชื่อเสียงของผมอย่างร้ายแรง

เขาคือคนที่ทำให้ผมเสียหาย! บรูค อินเดีย ปาร์คเกอร์

สาว ๆ ที่โรงเรียนจะต้องเสียความมั่นใจในผม พวกเธอจะรู้สึกอย่างไรถ้าเห็นว่าคนที่เทิดทูนและยกย่องกลายเป็นกระสอบทรายให้ใครอุ้มพาดบ่า และเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ

“ฉัน...ไม่อยากจะเชื่อเลย! ”

ผมโวยวายเสียงดังก่อนจะกดซูมเข้าดูรูปที่ผมถูกอุ้มไว้บนบ่าและกำลังร้องโวยวายด้วยสีหน้าที่ทุเรศสุด ๆ นี่มันอะไรกัน ผมคือบารอนคนสำคัญของโรงเรียน ผมมีรูปแบบนี้จะให้ไปโรงเรียนอย่างสง่าเช่นราชินีได้ไงกัน!!

“นี่มันทุเรศที่สุด ฉันรับไม่ได้หรอกนะฮาร์เปอร์”

[ ฉันเข้าใจ...แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นนะ มีคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเชิงให้กำลังใจทั้งนั้น]

“คนอย่างฉันไม่ต้องการรางวัลปลอบใจหรอกนะ...” ผมร้องบอก “ฉันคือราชินีโอเมก้านะ ฉันควรจะเป็นฝ่ายที่ให้กำลังใจใครต่อใคร และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ก็คือไอ้รูปบ้านี่"

ผมบอกกับฮาร์เปอร์อย่างหัวเสีย ไม่มีทางที่คนอย่างบารอนจะดูอ่อนแอและสิ้นหวัง ภาพลักษณ์ของผมไม่ใกล้เคียงกับสิ่งนั้นแม้แต่นิด

ผมเขย่าจอแท็บเล็ตและกดคลิกเมาท์ไล่ดูรูปพวกนี้ในกระทู้โรงเรียนอย่างบ้าคลั่ง หัวข้อที่พวกเขาใช้สร้างความสั่นคลอนความมั่นคงของราชินีโอเมก้าชนิดที่อยู่ในระดับอันตราย

‘ราชินีของเรา ถูกคนขับรถจัดการเสียแล้ว ใครจะเทิดทูนเขาล่ะทีนี้’



“มีใครมากมายแสดงความคิดเห็นเช่น อย่าได้หวั่นกลัว เราเป็นกำลังใจให้ บ้าหรือไง ฉันคือบารอนนะ ฉันไม่จำเป็นต้องการกำลังใจจากใครทั้งสิ้น”

[ไม่เอาน่า นายโวยวายก่อนนอนมันจะทำให้ฝันร้ายนะ]

“นั่นสิจริงด้วย” ผมยืดตัวและพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด “ฉันต้องใจเย็น ฉันต้องเรียกขวัญและกำลังใจตัวเองกลับมา”

[ทำถูกแล้ว อย่าทำตัวตื่นตูมอีกนะ มันทำให้นายเสียสติและรวมถึงฉันด้วย ฉันไม่ชอบ]

“ตกลง” ผมสูดหายใจพร้อมกับเอื้อมมือปิดจอแท็บเล็ตลง เห็นรูปนั้นแล้วพาลแต่จะทำให้ขนลุก!

ตอนนี้สิ่งที่ผมจะต้องทำ คือการรู้จักวิธีควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองให้ได้มากที่สุด พ่อเคยสอนว่าถ้าเราเป็นคนที่ขาดสติ มันจะทำให้เราดูโง่ ผมไม่ชอบเป็นแบบนั้น เพราะงั้นผมจึงไม่ทำ!

เอาล่ะคนแบบผมไม่มีทางที่จะยอมตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบนี้ ผมมีทางเลือก มีตัวเลือกและผู้ช่วยมากมาย แค่เรื่องพวกนี้คงไม่ทำให้ผมหลุดจากการเป็นราชินีของโรงเรียนได้หรอก

ตอนนี้แม็กทีสคงกำลังหัวเราะเยาะผมแน่ ๆ ...

“ฉันอับอายและขายขี้หน้ามากกับเรื่องพวกนี้ แค่คิดถึงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยันของแม็กทีสฉันก็อยากจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว บ้าจริง!”

[แต่หมอนั่นไม่มีทางทำให้นายเสียหายได้หรอก ก็แค่ความสะใจชั่วครั้งชั่วคราว]

“ฉันจะต้องไม่พาล ทุกย่างก้าวของฉันเริ่มอันตรายแล้ว” ผมดึงมือที่กัดเล็บออกพร้อมกับบอกกับฮาร์เปอร์ด้วยความเป็นกังวล

[นี่บารอน ฉันได้ยินมาว่าอีกไม่กี่เดือนจะมีการเปิดรับสมัครโตวาทีกันแล้ว...นายคิดว่าไง แม็กทีสไม่พลาดที่จะลงชิงตำแหน่งกับนายแน่]

“ฉันไม่มีทางยามให้แม็กทีสได้รับหน้าที่ตัวแทนนักเรียนหรอก ตำแหน่งนั้นมันคือใบเบิกทางสู่เยลโอเวิล มหา'ลัยที่ฉันใฝ่ฝันไว้”

ผมมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ มันคือการได้ครอบครองตำแหน่งราชินีในมหา'ลัยด้วย!

“เราจะเอายังไงกันดี...”

[คงต้องเรียกความมั่นคงกลับมาก่อน อย่างแรกคือลืมเรื่องพวกนี้ไปและให้ความสนใจกับงานที่สำคัญกว่า] ฮาร์เปอร์พูด เธอมันจะเป็นผู้ให้คำแนะนำที่ชาญฉลาด

“นั่นแหละที่ยาก ตอนนี้ทุกคนจะต้องต่างพากันมองว่าฉันเป็นพวกไร้พิษสง เป็นเหมือนกับกุหลาบไร้หนาม แบบฉลามที่อยู่บนบก หรือพวกเสือไร้เล็บและ...”

[สงบสติอารมณ์ก่อนน่าบารอน นายกู้มันกลับมาได้อยู่แล้ว ด้วยความเป็นบารอนของนาย นายคือคนฉลาดและเป็นผู้สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง ซึ่งนั่นแหละข้อดีของการเป็นบารอน]

ก็จริงของฮาร์เปอร์

“เธอก็พูดถูก...แต่ว่า...ฉันรู้สึกแย่มากที่ตัวเองมีรูปพวกนี้ ฉันจะเข้าเยลโอเวิลได้ยังไงถ้าเกิดว่ายังมีรูปพวกนี้อื้อฉาวในโรงเรียน”

[อีกอย่างนะ นี่มันก็แค่รูปที่นายถูกอุ้มจากการแกล้งเด็กคนหนึ่งเท่านั้น]

“ฉันไม่ได้แกล้งหล่อนนะฮาร์เปอร์” ผมว่าและดื่มน้ำในแก้วจนหมดก่อนจะวางแก้วลง จากนั้นขยับไปยืนใกล้กับริมหน้าต่าง แอบเปิดม่านลงเล็กน้อยเพื่อหรี่ตามองลงไปยังชั้นล่างซึ่งตรงไปยังห้องนอนของคนขับรถผู้ที่สร้างเรื่องราวอื้อฉาวให้ผม

ดูเหมือนป่านนี้เขาคงจะนอนหลับอย่างสบายแบบไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรกับผมไว้ ไอ้คนเฮงซวย!!

“ก่อนที่ฉันจะกู้ชื่อเสียงที่เสียไป ฉันจะต้องหาทางกำจัดบรูคออกไปจากบ้านฉัน” ผมสาบานด้วยคำพูดที่เอ่ยบอกกับเพื่อนสนิท

[วันนี้นายทำใจให้สบายและไปพักผ่อนดีกว่า ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น มันทำอะไรราชินีไม่ได้หรอก พรุ่งนี้นายจะเดินเฉิดฉายใส่พวกนั้น และทำให้รู้ว่าบารอนน่ะสง่างามแค่ไหน]

ผมพยักหน้าตาม และคิดว่าฮาร์เปอร์ผู้มีเหตุผล ผมคือคนที่เป็นผู้กระทำไม่ใช่เหยื่อ ผมจะมาทำตัวอ่อนแอและหวาดกลัวหดหัวอยู่ในกระดองแบบใครหลายคน ผมคือคนที่กล้าหาญและจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างสง่างาม

“มันจริงอย่างที่เธอบอกฮาร์เปอร์ ฉันไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกแย่ราวกับจะรับมือกับมันไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง! ”

[ใช่ อย่างนี้สิถึงจะสมกับเป็นราชินีตัวร้าย]

“ฉันไม่ได้เป็นราชินีตัวร้ายนะ ฉันคือ...ราชินีผู้มีเมตตา” ผมเหยียดยิ้มก่อนจะนึกอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้ พรุ่งนี้เช้าผมจะทำให้บรูคต้องทนไม่ได้และไสหัวออกไปจากบ้านของผม "แต่ฉันจะไม่เมตตาตัวปัญหานั่น! ตราบใดที่ไม่ได้กำจัดบรูค ฉันคงนอนไม่หลับอีกหลายเดือน!"

[นี่นายเอาจริงเหรอ เว้นเขาไว้คนหนึ่งไม่ได้หรือไง อย่างน้อยก็อาหารตาชั้นเลิศนะ...]

“เธอจะบ้าหรือไง บรูค ปาร์คเกอร์ ไม่มีทางเป็นอาหารตาชั้นเลิศได้หรอก!” ผมว่าพร้อมจัดหมอนให้เข้าที่เตรียมจะเอนกายนอน “ฉันจะทำให้เขารับรู้ว่าเวลาที่คนอย่างบารอนอยากจะได้อะไร มันก็ต้องได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันไม่ต้องการอะไรแล้ว ฉันก็จะไม่ทนเห็นของสิ่งนั้นให้รกหูรกตา”

[แต่ฉันก็เสียดายหุ่นน่าขบกับใบหน้าหล่อของเขานะ เขาไม่ได้รกสายตาเลยสักนิด]

“เหอะ! อย่าคิดว่าหน้าตาดีแล้วเธอจะใจอ่อนและเข้าข้างเขานะฮาร์เปอร์”

 ผมถอนหายใจและยกมือขึ้นลูบที่ต้นคอของตัวเองที่มีรอยแดงจาง ๆ มองให้เห็นอยู่ ผมรู้สึกหน้าร้อนเพราะความโกรธและผสมกับความพึงพอใจไว้ด้วยกันอย่างไม่น่าเชื่อ ผมไม่ทางเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังแน่ว่าเขาทำอะไรกับผมบ้าง

[พูดอะไรอย่างนั้น ฉันมีเมตตาต่ออัลฟ่าหล่อ ๆ ที่เหลือน้อยเต็มที]

“ซึ่งหนึ่งในนั้นจะไม่ใช่บรูค ปาร์คเกอร์” ผมยืนยันเสียงหนักแน่น

[เอาล่ะ ๆ ฉันเข้าใจแล้ว งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนนะราชินี]

“โอเค Goodnight...”

[Goodnight queen]

ผมวางโทรศัพท์ลงก่อนจะสวมผ้าปิดตา ชีวิตที่วุ่นวายจะถูกทิ้งไว้ก่อน เพราะยามนี้ถึงเวลาเข้านอนของผมแล้ว ไว้พรุ่งนี้ผมจะเตือนมาหาวิธีจัดการบรูคคนโรคจิตนิสัยเสียคนนั้น

คอยดูแล้วกัน...ถ้าเขายังอยู่ อย่ามาเรียกผมว่าราชินีเลย!


--------------------------

Talk

น้องเอ้ยยยยยยยยยยยยยยยย ต่อไปน้องจะคลานเข่าไปหาบรูค ปาร์คเกอร์ที่น้องเกลียดหนักหนา
ฝากด้วยจ้า #ยูอาร์มายโอเมก้า
หากมีคำผิดขออภัยหลาย ๆ เด้ออออออออออออออออ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
รุ่นลูกแล้วสินะ น้องบรูคแซ่บมากเลยค่า แซ่บกว่าคนพ่อซะอีก
สงสารบรูคต้องมาเจอยัยโอเมก้าตัวแสบ
จะรอดูว่าบรูคจะจัดการราชินิตัวร้ายยังไง จับตีก้นอีกหลายๆทีดีมั้ย

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅴ 」

satisfy

(V.) meet the expectations, needs,

or desires of (someone)




ผมนั่งอยู่ที่หน้าชั้นเรียนพร้อมกับสิ่งยิ้มมองแม็กทีส มากีต้า ที่กำลังยืนรายงานอยู่หน้าชั้นเรียน และหัวข้อรายงานในวันนื้คือ ‘บุคคลที่น่ายกย่องของฉัน’

“ผมว่าสก็อตช์ทำประโยชน์มากมายเพื่อสังคมของเราตั้งแต่เขายังไม่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ผมยกย่องในความกล้าหาญของเรากับการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของพวกเรา ABO”

แม็กทีสเป็นคนโอเวิลโดยสมบูรณ์ ท่าทางของเขามักจะสง่างามเหมือนตั้งใจให้เป็น ผมค่อนข้างเกลียดผมสีแพทตินั่มเงาธรรมชาติของอีกฝ่าย เหมือนกับดวงตาสีอความารีนที่ใครต่อใครมักชื่นชอบและเอ่ยชมว่ามันสวย .

..แต่ผมมองว่าทุเรศ สีแบบนั้นเหมือนกับสีของตาปลาที่ตาย และยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกขนลุกเหมือนกับดูหนังสยองขวัญอย่างไงอย่างงั้น

“ผมในฐานะของชนรุ่นหลัง รู้สึกยินดีที่จะได้บอกเล่าเรื่องราวของสก็อตช์ ผู้นำเผ่าของอัลฟ่าทางตอนเหนือ”

ผมเบ้ปากพยักหน้าเหมือนกำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่ปริ๊นซ์แห่งโอเมก้ากำลังกล่าวอย่างตั้งใจ แม็กทีสเป็นพวกที่ได้รับสถาปนาจากคนรวบข้างว่าเขามีสติปัญญาที่ดูจะฉลาดล้ำ และคุณสมบัติที่บุกคคลทั้งหลายบอกว่าเหมาะกับการเป็นเจ้าชายแห่งโอเมก้า ถึงแม้ว่าผมไม่ชอบใจนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม็กทีสเป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลในโรงเรียนและสังคมโอเวิล...ซึ่งก็ยังน้อยกว่าผมอยู่ดี :)

“เขารวบรวมฝูงชนเข้าร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีอัลฟ่าที่สูงส่ง ไม่มีโอเมก้าที่ต่ำต้อย และไม่มีเบต้าที่ไร้ค่า สก็อตช์ทำสิ่งนั้นก่อนที่ผู้ก่อตั้งเมืองบางคนจะทันได้สร้างมันขึ้นมา” แม็กทีสหันมามองทางผม เขาจงใจพูดถึงผู้ก่อตั้งโอเวิลอย่างปู่ทวดของปู่ทวดผมอีกที

คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสนักสินะ ถึงได้เชิดหน้าพร้อมทั้งพูดจาเยาะเย้ยผมแบบนั้น!

ระหว่างผมกับแม็กทีส เรากลายเป็นคู่แข่งกันไปในทุก ๆ ด้าน โดยไม่รู้ตัว นับตั้งแต่กีฬา วิชาการ งานสังคม ไปจนถึงเรื่องของ...แฟน เราทั้งคู่มักจะพยายามชิงดีชิงเด่นกันเหมือนมันเป็นธรรมเนียม เมื่อก่อนผมยังจำได้ว่าเราเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ผมเคยไว้ใจเขา และนั่นคือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของผม

ผมยังจำมิตรภาพหลอก ๆ ระหว่างเราได้อย่างดี เขาเป็นเพื่อนสนิทของผมอยู่หลายปีแต่สุดท้าย ทุกอย่างมันก็พังลง...เพราะความโสมมของเขา

ตอนนี้เราสองคนก็คงเป็นได้แค่คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้ออย่างเช่น แบทแมนกับโจ๊กเกอร์ พวกไม้เบื่อไม้เมาที่ไม่มีวันจัดการกันได้อย่างเด็ดขาด!

แม็กทีสเป็นคนที่ทำให้มันพังโดยการไปมีอะไรกับแฟนคนแรกของผม ผู้ชายสวะ ๆ คนนั้นที่ผมไม่ขอเอ่ยชื่อและไม่อยากนึกถึง เขาเหมือนกับฝันร้ายในคืนวันฮัลโลวีน ชีวิตของผมต้องเจอกับรอยด่างเพราะผู้ชายคนนั้น ความฝันที่วาดหวังไว้พังทลาย มันเป็นความผิดหวังอย่างแรกของชีวิตที่ผมรู้จัก ซึ่งก็ไม่นานนักหรอกที่ผมบีบให้อดีตแฟน (สารเลว) ต้องออกจากโรงเรียนและโอเวิลไปอย่างไม่มีทางได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก

ตอนนี้แม็กทีสกำลังเดตอยู่กับลูกชายเจ้าของกิจการบริษัทอุตสาหกรรมการเดินเรือที่ใหญ่อันดับสองของเบตเวิลอย่าง โอลิเวอร์ บรอสซั่ม



“เห็นได้ชัดว่าผู้ก่อตั้งโอเวิลต้องการเชิดชูให้โอเม้ก้านั้นเท่าเทียมกัน เขาจึงได้เป็นบุคคลที่ผมยกย่อง สก็อตช์ มากีต้า”

เห็นได้ชัดว่าแม็กทีสพยายามเชิดชูบรรพบุรุษของเขาตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีข้อมูลบันทึกว่ามันจริงแท้แค่ไหน และถ้าจริงเขาคงมีเชื้อสายของหมาป่าในตัวตามที่บันทึกเล่าขานกันมา

จะเป็นไปได้ไง มนุษย์ครึ่งหมาป่าเนี่ยนะ

“เยี่ยมมากคุณมากีต้า บทความนี้ควรส่งไปเพื่อรับการตีพิมพ์ในนิตยสารของเมือง”

“แน่นอนครับมาสเตอร์ ผมคิดแบบนั้น มันเป็นความภาคภูมิใจของผมที่จะทำให้บทความถูกตีพิมพ์ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง” แม็กทีสกล่าวคำพูดทิ้งท้ายด้วยการลงน้ำหนักเสียงและมองตรงมาทางผม

เห็นได้ชัดว่าหมอนี่จงใจพูดประชดประชันผม!

แม็กทีสพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้ามหน้าข้ามตาผมอย่างจงใจ แม้ว่าทุกคนจะยำเกรงต่อผม ในฐานะคนในตระกูลแคปรินคอร์น แต่ยกเว้นแม็กทีส ผู้ชายคนนี้ไม่เคยมีแววตาเทิดทูนหรือศรัทธาผม ขาดความเกรงอกเกรงใจ ง่าย ๆ คือเขาไม่เคยลังเลที่จะแสดงออกว่าเกลียดผม แม็กทีสมักจะคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างเทียบเท่ากับผม ถ้าผมได้รับอะไรเขาก็จะอยากได้แบบนั้นด้วย เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เพราะงั้นแม็กทีสถึงได้พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อทำให้ผมกลายเป็นเศษผงติดรองเท้าของเขา ซึ่งนั่นยากมาก เพราะคนอย่างบารอนไม่มีทางเป็นเศษดินติดรองเท้าของใครทั้งสิ้น!

ผมเป็นคนจากตระกูลผู้ดีเก่าแก่ ต้นตระกูลที่มีอิทธิพลกับเมืองนี้ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ถ้าเทียบกันแล้วแม็กทีสยังคงเป็นเพียงพวกเศรษฐีใหม่ของโอเวิล มันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด!

ปู่เคยบอกผมว่า 'นามสกุลเป็นสิ่งที่ทำให้คนก้มหัวให้เรา' และในเมื่อคุณไม่มีบัตรทองที่อยู่ท้ายชื่อ นั่นก็แปลงว่าคุณไม่มีวันทำให้ใครก้มหัวให้คุณได้ด้วยความเคารพยำเกรง

และผมจำคำนี้จากปู่ได้ขึ้นใจ!

“เยี่ยมมาก เอาล่ะ...ใครจะออกมารายงานต่อ”

“ผมครับมาสเตอร์!! ” ผมยกมือพร้อมกับยืดหลังตรง เหยียดยิ้มด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็นอย่างที่อบรมมาอย่างดี “ผมขอพูดต่อจากแม็กทีสเองครับ”

“โอเค งั้นเชิญคุณแคปรินคอร์นเลยครับ”

ผมลุกขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือชื่นชมที่ดังไปทั่วห้อง ผมส่งยิ้มให้กับทุกคนที่มองมาด้วยความปลาบปลื้ม นี่คือเป็นสิ่งราชินีอย่างบารอนเท่านั้นที่จะได้รับ

คุณคงไม่มีทางจินตนาการออกหรอกว่าการได้ครอบครองทุกความสนใจจากทุกคนนั้นมันเป็นอย่างไร...และคุณก็คงจะจินตนาการถึงชีวิตที่แสนสมบูรณ์แบบนี้ไม่ออกเหมือนกัน



“บุคคลที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือบุคคลที่น่าเคารพนับถือ...บาโธโรมิว แคปรินคอร์น พ่อของผมเอง เขาเป็นนักดาราศาสตร์ในวัยยี่สิบสี่และเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่กำเนิด เขาเป็นลูกชายของลูกชายและลูกชายของผู้ก่อตั้งเมืองนี้ แน่นอนว่าทุกคนรู้ดีว่าพ่อของผมนั้นทำรายได้สูงสุดในเมืองจนเป็นหนึ่งในนักธุรกิจใหญ่ เขาได้เป็นเจ้าภาพงานการกุศลมากมาย และมูลนิธิช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้และไร้การศึกษา”

ผมยิ้มและกวาดตามองไปรอบห้อง ทุกสายตามองมาที่ผม ทุกให้ความสำคัญกับผมเพราะผมคือปลายทางไม่ใช่ระหว่างทางให้พวกเขาพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ว่าจะกลับเรื่องไหนผมคือจุดหมายของทุกคนเสมอ

“แต่พ่อของผม ไม่มีวันหยุดพยายามเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดแคลนโอกาสด้านทุนทรัพย์ เขาฝึกอาชีพให้กับสตรีที่ตั้งครรภ์แม้ว่าจะติดคุก หางานไว้สำหรับรองรับพวกเขาเหล่านั้น พ่อของผมพยายามอย่างหนักตลอดหลายปี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหามากมาย และไม่ใช่แค่ยื่นเงินไปเพื่อแก้ปัญหา แต่เขายังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อพวกเขา เช่นสอนคนให้ว่ายน้ำให้เป็นมากกว่าจะโยนห่วงยางให้เขาลอยคอยอยู่ในน้ำ” ผมยืดตัวขึ้นและประกาศเสียงดังกึกก้อง

“เห็นได้อย่างงานเปิดตัวประมูลหุ่นประดิษฐ์จากกระป๋องด้วยฝีมือของผู้ยากไร้ เพื่อจะนำเงินไปสมทบทุนกับหน่วยงานภาครัฐและโรงเรียนที่ยังขาดแคลนปัจจัยในการช่วยเหลือ และสิ่งนี้ยังไม่รวมถึงการออกเงินส่วนตัวเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยโรงพยาบาล นี่ไงล่ะ...วีรบุรุษของโอเวิล คนที่น่ายกย่องคือพ่อของผมเอง เขาเป็นบุคคลที่ผมเคารพรักและเป็นพ่อที่วิเศษที่สุดด้วย” ผมเชิดหน้ารับกับชัยชนะในครั้งนี้ ซึ่งดูเหมือนกับว่าจะมีใครบางคนอิจฉาจนตาร้อน!

“พ่อของผมคือคนที่มีตัวตนอยู่จริง ชนิดที่ไม่ต้องอาศัยตำนานเล่าขานให้เสียเวลา เขาเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ในขณะที่บางคน...ปรากฏแค่เพียงชื่อที่ไม่ได้รับการยืนยัน”

“เยี่ยมยอด!!! ”

มาเคย์ล่าปรบมือและตามด้วยเควิน ก่อนที่ฮาร์เปอร์จะลุกขึ้นและยืนปรบมือเสียงดังให้กับผม คนทุกคนในห้องทำตามพวกเขา และอาจจะยกเว้นแค่แม็กวอลเลย์บอลสเท่านั้น

นี่แหละที่รัก...ความหอมหวานของการเป็นผู้ชนะ ผมมักจะเสพติดรสชาติแห่งชัยชนะจนกลายเป็นนิสัย และไม่มีวันที่จะละทิ้งหรือหาทางเลิกขาดจากความกระหายเหล่านี้

เรามักจะหลงรักความเคียดแค้นของผู้แพ้เสมอ :)



“ตอนที่นายพูดว่าพ่อของผมคือคนที่มีตัวตนจริง ๆ และไม่ต้องอาศัยตำนานเล่าขานความยิ่งใหญ่ ตอนนั้นฉันชอบมาก เห็นสายตาแม็กทีสที่มองนายมั้ย เหมือนกำลังจะสาดน้ำร้อนใส่หน้านายถ้าทำได้! ” ฮาร์เปอร์พูดไม่หยุดตอนที่เราเปลี่ยนคาบเรียน

ช่วงบ่ายจะเป็นวิชาพลศึกษา ผมลงเรียนวิชาวอลเลย์บอลไว้และแม็กทีสก็ด้วย บอกแล้วว่าเราคือคู่ปรับกัน และแปลว่าเราจะเห็นหน้ากันจนเหม็นเบื่อและนั่นดีแล้ว ผมชอบที่จะเห็นรอยยิ้มเฝื่อน ๆ ของอีกฝ่ายเวลาที่ใครต่อใครเอ่ยชมผม

เขาไม่มีทางได้ลิ้มรสการเป็นที่ชื่นชมของคนทุกคนหรอก ถึงแม้ว่าจะพยายามทั้งชีวิตก็ตาม!

“หมอนั่นเดินหนีจากห้องทันทีที่มาสเตอร์บอกหมดเวลา พนันได้ว่าตอนนี้คงเดินไปชกลมชกอากาศอยู่แน่ ๆ ก็แหม นายเล่นหักหน้าเขากลางชั้นเรียนแบบนั้น คิดแล้วตลกชะมัด” เควินหัวเราะและกอดคอผมเดิน

พวกเราเปลี่ยนชุดพร้อมจะลงเล่นกีฬา มันเป็นเสื้อโปโลสีขาวคอปกกับกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ผมสวมถุงเท้าของแบรนด์ดังที่ส่งมาให้ และเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะต้องมีบรรดาสาว ๆ ไปหาซื้อถุงเท้ายี่ห้อนี่จากช็อปจนขายดิบขายดี

ผมเช็กกระทู้แล้วเมื่อเช้า เรื่องถุงเท้าคู่ใหม่สีขาวของผมเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจในเวลานี้ ยอดเยี่ยมไปเลย นี่คือวิธีการกลบข่าวน่าอายนั่น!

สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ เราก็แค่ต้องทำตัวให้เด่นกว่าปกติซึ่งคงต้องเด่นแบบไม่พยายามเกินไป ผมไม่ถนัดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่...

“อันที่จริงนะ ฉันไม่รู้สึกสะใจหรอกที่หักหน้าหมอนั่นเท่าไหร่หรอก แต่ฉันแค่อยากทำให้รู้ว่าระหว่างพ่ของฉันกับสก็อตช์ตำนานหมาป่า ใครควรได้รับความสนใจกว่ากัน” ผมกอดอกเชิดหน้าขึ้น ในขณะที่พวกเราเดินเข้าไปในโรงยิม

“ราชินีมา...”

“บะ...บารอน ไฮ” ทุกคนยกมือทักทายผม บางคนก็ยิ้มหวานตอนที่ผมหันไปชายตาให้และเดินผ่าน พวกเขายกย่องผมเสมอมันทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่ใครต่อใครชื่นชมผมและมองผมด้วยความสนใจแบบนั้น

“ผม...ผมว่าจะชวนคุณ...”

“ไว้วันหลังนะ ฉันไม่ว่าง” ผมยิ้มให้กับนักเรียนเนิร์ด ๆ ใส่แว่นคนหนึ่งที่พยายามชวนผมไปทานมื้อค่ำด้วยคูปองราคาถูก

“โอเคราชินี...ไว้เจอกันนะ”

ผมเดินผ่านผู้คนไปยังโรงยิม คาบบ่ายเป็นคาบที่สนุก หลังจากที่ได้หักหน้าแม็กทีส ผมรู้สึกว่าชีวิตวันนี้มันเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ผมเดินผิวปากผ่านทุกสายตาที่จ้องมองผมเข้าไปด้านใน

“ว้าว...ถุงเท้านั่น”

“ราชินี...บารอน!! ”

“บารอนมา!! ”

“ขาสวยมากเลย ฉันชอบขาราชินีชมัด! ”

“อย่าเข้ามาใกล้น่า ออกไปถอยไปเลย” เควินร้องบอก

“เราดีใจมากที่ได้เจอคุณ และขอบอกว่าตื่นเต้นมากที่คุณลงเรียนวิชาพละวันศุกร์...”

“ขอบใจ” ผมส่งยิ้มไม่จริงจังไปให้ ตอนที่พวกสาว ๆ วิ่งเข้ามาต้อนรับผม

“หลีไปอย่ามาขวางทาง” ก่อนที่มาเคย์ล่าจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่ และผลักไหลเด็กสาวสองคนที่กระดี๊กระด๊าตอนผมเดินผ่านพวกเธอไปนั่งข้างสนามวอลเลย์บอล



“ว้าว...ดูสิใครมา ราชินีของพวกเรานี่เอง”

ผมนั่งยืนขาอยู่กับเพื่อน ๆ ในขณะที่ปากก็ร้องทักแม็กทีสที่มากับกลุ่มเพื่อนกระจอก ๆ สองสามคน

“เราไปนั่งที่อื่นกันเถอะ”

“ไม่เอาสิ นั่งด้วยกันนี่แหละ จะหนีหน้าฉันทำไม” ผมเอียงคอยิ้มถาม “อับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีหรือไง เกิดขี้ขลาดไม่อยากสู้หน้าฉันขึ้นมางั้นสิ”

“ฝันไปเถอะบารอน”

และแม็กทีสผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ก็กระแทกก้นนั่งลงข้างผม พวกเราเว้นช่องว่างให้กันและกันด้วยความรังเกียจ!

แม็กทีสหันไปคุยกับโมนิกาและเจฟ คาร์เตอร์ ที่มานั่งรวมกันอยู่ด้านข้างผม พวกเขาเป็นกลุ่มเพื่อนหรือหนึ่งในลูกกระจ๊อกของแม็กทีส

“ให้ตายเถอะ เปลี่ยนที่ไม่ได้เหรอ เห็นหน้าแล้วฉันเหม็นเบื่อชะมัดเลย”

“คนมีกลิ่นตัวรสชาติอาหารลิงแบบนายมีสิทธิ์พูดแบบนี้หรือไง” ผมหันไปเบ้ปากเมื่อได้ยินเจฟพูดใส่ผมแบบนั้น เจฟไม่ตอบอะไรและนิ่วหน้าใส่โมนีก้าแทน

“ไม่นึกว่าราชินีจะเมตตาให้พวกเรานั่งด้วย”

“ฉันเป็นมิตรกับสัตว์โลกน่ะ”

“เป็นเกียรติจังนะ”

“ไม่เป็นไร ฉันชอบกล่าวทักทายพวกกระต่ายน้อยในป่าสนอยู่แล้ว” ผมหันไปหัวเราะกับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม โดยไม่สนใจว่าพวกเขากำลังรู้สึกแย่กับคำพูดพวกนั้น ผมไม่จำเป็นต้องสนใจหรอกว่าใครจะรู้สึกยังไงกับมัน ถ้าผมต้องมานั่งสนใจคำพูดที่พูดต่อคนอื่นงั้นแม็กทีสก็คงจะไม่รู้สึกเวลาที่เขาเอาแต่พูดเรื่องแย่ ๆ ใส่ผม!



เมื่อพวกเราวอร์มร่างกายด้วยการยืดเส้นยืดสาย มาสเตอร์ก็เรียกพวกเราไปรวมกันที่กลางสนาม ผมลุกขึ้นก่อนจะเดินขนาบข้างแม็กทีสไป จงใจกวนประสาทอีกฝ่ายเพราะผมชอบเห็นสีหน้าซังกะตายของเขาเสียเหลือเกิน

“ได้ข่าวว่านายจะลงโต้วาทีงั้นเหรอ” ผมเอามือไพล่หลังและเดินไปพร้อมกับแม็กทีส "ระวังจะเสียใจกลับมานะ ถ้าไม่ได้ตำแหน่งอะไรเลยในงานสำคัญของโรงเรียน"

“มันไม่ใช่เรื่องของนาย นายห่วงตัวเองเถอะว่าจะทำยังไงให้เด่นกว่าฉัน”

“อย่าหาว่าฉันยุ่งเลยนะ แต่ฉันว่านายถอนตัวตอนนี้ยังทัน ขอเตือนไว้ฉันไม่อยากให้นายแพ้เพราะฉันรอบที่สอง” ผมส่งยิ้มน้ำผึ้งอาบยาพิษไปให้อีกฝ่าย

“ขอบคุณที่เตือนนะบารอน แต่ฉันว่า...” แม็กทีสเหลือบมองกางเกงกีฬาขาสั้นของผม “นายควรไปเปลี่ยนกางเกงดีกว่า ไม่คิดว่ากางเกงจะสั้นไปไหนเหรอ?”

“ไม่เห็นจะสั้นสักนิด คิดมากไปได้”

“นี่วิชาพละนะ ไม่ใช่วิชารูดเสาโชว์ในบาร์หรู ๆ ของพวกเศรษฐีที่พ่อนายลงทุนเปิดซะหน่อย...”

“คนมีมรดกแบบฉันไม่จำเป็นต้องไปเต้นรูดเสาหากินเหมือนอาชีพเก่าแม่นาย” ผมยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งและเหลือบตามองที่ถุงเท้าสีขาวซึ่งเป็นลายเดียวกันกับผม

สาบานว่าผมใส่ก่อน!

“ถุงเท้านี่...ซื้อตามฉันงั้นสิ”

“รุ่นนี้ใครก็มี ไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องใส่แบบนาย” เชื่อตายล่ะ...

“นายก็ยังเหมือนเดิมสินะ เป็นนักก๊อปเกรดตองเอ! ”

“ว้าว...มั่นใจขนาดไหนที่จะกล้ามาบอกว่าฉันก๊อปนาย” เราเริ่มถกเถียงกันอีกครั้ง “แต่ก็ว่าไม่ได้หรอกนะ เพราะฉันใส่ออกแล้วยังดูดีกว่านาย สวยนายก็ให้อารมณ์เหมือนกับนักระบบเปลื้องผ้าที่มีไว้โชว์ทุกวันพุธ”

“มากไปแล้วนะแม็กทีส!! ” คนอารมณ์ร้อนแบบมาเคย์ล่าเตรียมถลกแขนเสื้อขึ้นจะตรงเข้าไปใส่อีกฝ่าย ผมดึงเสื้อเธอไว้ก่อนจะส่งสายตาว่าไม่ต้องลงมืออะไรทั้งนั้น

คนที่ฉลาดคือคนที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองและคนอื่นได้

“จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะแม็กทีส เพราะความจริงสิ่งที่ฉันเป็นอะไร นายก็เห็นกันอยู่”

“อ๋อใช่...นายเป็นอะไรงั้นเหรอ นายมันก็เป็นแค่ราชินีเน่าเฟะภายใต้รูปโฉมงดงามยังไงล่ะ”

“ส่วนนายก็ไม่มีวันได้เป็นอะไรนอกจากคนที่แฟนพร้อมจะนอกใจมาหาราชินีเน่า ๆ ตลอดเวลาอย่างฉัน” ผมยิ้มและเชิดหน้าขึ้น แม็กทีสกำลังโกรธจนตัวสั่น อีกฝ่ายเดินเข้ามาประชันหน้ากับผม

ริมฝีปากอิ่มเริ่มขยับคำพูดชั่วร้ายที่คาดหวังให้ผมเจ็บปวด

“นายมันเป็นคนที่ทุเรศที่สุดที่ฉันเคยเจอ อยู่ให้ห่างเขาไว้”

ทุกครั้งที่ผมพูดถึงโอลิเวอร์ แม็กทีสจะเดือดเหมือนกับลาวาในปล่องภูเขาไฟ ซึ่งนั่นแหละความสนุกของผม!

“อะไรกัน สั่งห้ามฉันแบบนี้เลยเหรอ คนที่นายควรพูดคำนี้ไม่ใช่ฉันแต่เป็นคนของนายต่างหาก”

“อย่ายุ่งกับเขาบารอน ไม่งั้นเราได้เห็นดีกันแน่! ”

“นายยิ่งพูดแบบนั้น มันยิ่งทำให้ฉันอยากสัมผัสเขาแบบแนบแน่นเลยแหละ” ผมโน้มเข้าไปกระซิบ เราปะทะสายตากัน ดวงตาสีอความารีนประกายไปด้วยโทสะที่คดเกลียวอยู่ภายใน

ผมรู้ว่าแม็กทีสโกรธจนแทบคลั่ง แต่อีกฝ่ายเรียนรู้ที่จะไม่ให้มันมาครอบงำตัวเองให้เหมือนกับคนโง่ นั่นแหละที่ผมรู้ว่าเขาฉลาดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะชกจมูกกันไปแล้ว!

“ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ นายคิดว่าเขาจะจริงจังกับคนแบบนายงั้นเหรอ” แม็กทีสไม่ยิ้ม แววตาของเขาก็ด้วย “บอกให้รู้ไว้นะว่าตัวจริงของโอลิเวอร์ยืนอยู่นี่ ถ้าเขาอยากจะไปหานายจริง เขาไปนานแล้วบารอน นายเป็นแค่ของเล่นที่มีสีสันเย้ายวนใจเท่านั้นแหละ”

“ที่นายยังพูดเรื่องไร้สาระว่าตัวเองเป็นตัวจริงได้นั่นก็เพราะฉันเองต่างหากที่ไม่ได้ต้องการโอลิเวอร์แบบจริงจังแม็กทีส” ผมกอดอกและใช้มือจิ้มที่อกของอีกฝ่ายก่อนจะผลักให้พ้นทาง “ฉันไม่ใช่ตัวเลือกระหว่างทางของใคร แต่ฉันคือเป้าหมาย และจุดหมายปลายทาง ถ้านายคือเส้นกั้นระหว่างเขากับฉัน โปรดรู้ไว้ว่าเขาพร้อมจะข้ามสิ่งกรีดขวางทุกชนิดเพื่อมาหาฉัน ฉันคนที่เป็นเป้าหมายที่น่าภาคภูมิใจ”



[NEXT 2]

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
  satisfy (2)
[/b]


ปี๊ดด

เสียงนกหวีดขัดจังหวะสงครามเย็นระหว่างผมกับแม็กทีส เราเดินไปนั่งต่อแถวหน้ากระดานตรงหน้ามาสเตอร์ที่สวมชุดวอร์มสีเข้ม ผมหันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อน ๆ เหมือนกับอิ่มเอมกับชัยชนะในแต่ละครั้ง

ผมรู้ว่าแม็กทีสน่ะเกลียดผมแค่ไหน แต่ใช่ว่าเขาจะเกลียดผมได้ฝ่ายเดียว!

“วันนี้เราจะแบ่งทีมกันเล่น เราจะลงสนามจริงและเล่นจริง ขอคนเป็นกรรมการสี่คน ผมจะแบ่งทั้งหมดสี่ทีมเพื่อการแข่งสองสนาม”

เสียงมาสเตอร์อธิบายรายละเอียดของกิจกรรมภาคบ่ายของวันนี้ ผมนั่งเอนหลังพิงกับฮาร์เปอร์ก่อนจะกระซิบถามเธอ

“เขาจะแบ่งทีมชายหญิงหรือเปล่า ถ้าเราได้แยกกันล่ะ” ผมถาม

“นายก็อยู่กับเควินไง”

“ฉันขออยู่กับใครก็ได้ ที่ไม่ต้องมีแม็กทีส”

“แต่ว่า ถ้าพวกนายอยู่ทีมเดียวกัน...” ฮาร์เปอร์และผมมองไปทางแม็กทีสและกลุ่มเพื่อนของหมอนั่น “นายอาจจะแกล้งตบลูกบอลใส่หัวเขาได้นะ”

“หลักแหลมมาก! ”

ผมยิ้มและแท็กมือกันกับฮาร์เปอร์ ก่อนที่พวกเราจะหันส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายที่แม้จะได้รับการเมินเฉยกลับมาก็ตาม

“เอาล่ะเราจะแบ่งทีมชายหญิงนะ ทีมผู้ชายไปสนามสาม ทีมผู้หญิงไปรวมกันที่สนามสอง เอาล่ะลุกขึ้นแยกย้าย และนับหนึ่งสองสลับกันไปจนกว่าจะคบ” มาสเตอร์เป่านกหวีดและพวกเราก็ทยอยกันไปรวมกลุ่มชายหญิง

“อย่าลืมนะ อยู่ทีมเดียวกันกับเขา จะได้สามัคคีกับแม็กทีสไว้” ฮาเปอร์กระซิบบอกด้วยน้ำเสียงขบขัน

จากนั้นผมก็แยกไปรวมกลุ่มตามที่มาสเตอร์บอก แม็กทีสยืนกอดอกคุยอยู่กับเจฟ ในขณะที่ผมลากเควินที่ไม่ค่อยบอารมณ์กับแผนการนี้มาด้วย

“อยู่ด้วยคนสิ”

“ว่าไงนะ?” เจฟถามและมองมาทางพวกเรา “นายมาขออยู่กลุ่มกับพวกเรางั้นเหรอ...”

“ใช่...ไม่ได้หรือไง?”

“ก็ต้องไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะอยากอยู่ทีมเดียวกับราชินีโอเมก้าผู้สูงส่งแบบนาย! ”

“ทหารกระจอกรับใช้เจ้าชายอย่างนายน่ะไม่ต้องทำถ่อมตัวหรอกนะ ฉันไม่ถือสา” ผมยิ้มอย่างเป็นมิตรและโบกมือไล่เจฟแบบส่ง ๆ มันเป็นการกระทำที่ไร้ความจริงใจและพวกเขาเองก็คงรู้ดี

“ฉันจะอยู่ทีมเดียวกับนายแม็กทีส”

“คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายต้องการอะไร บารอน?”

แม้ว่าแม็กทีสจะทำเป็นถาม แต่ผมกลับไม่สนใจ ผมยิ้มหวานใส่อีกฝ่ายก่อนอจะหันไปเรียกมาสเตอร์ “มาสเตอร์ครับ ผมขออยู่กับแม็กทีสนะครับ”

“นายนี่มันเหลือเชื่อจริง ๆ บารอน” แม็กทีสคลายมือที่กอดอกและดึงหัวไหล่ผมให้หันกลับไปทางเขาหลังจากที่ผมยกมือขอร้องให้มาสเตอร์อนุญาตให้ผมกับเขาอยู่ทีมเดียวกัน

“ฉันคือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เอาล่ะเรามาเล่นกีฬาอย่างสามัคคีดีกว่านะ...”

“นายคิดว่าจะโง่เชื่อคนอย่างนายงั้นเหรอ คนที่เกิดมาพร้อมกับคำเสแสร้งแบบนายเนี่ยนะ” ดวงตาสีอ่อนโสโครกมองผมอย่างดูแคลน แต่ผมจะไม่แสดงเจตนาของตัวเองออกไปในยามนี้ และแม้ว่าเควินจะสบถหยาบคายใส่อีกฝ่ายก็ตาม

“อย่ามองกันในแง่ร้ายนักสิ มาคิดดูแล้วมันก็แค่กีฬาน่ะนะ”

“หึ...คนอย่างนายเนี่ยนะคิดได้แบบนั้น”

“ไม่เอาน่า แยกแยะหน่อยสิแม็กทีส นี่มันกีฬานะที่บ้านนายไม่สอนหรือไงว่าเรื่องส่วนรวมต้องมาก่อน”

“ได้...ถ้านายอยากจะอยู่ทีมเดียวกับฉันนะก็อยู่ไปเลย” เขายิ้มและเดินไปตรงกลางสนาม “เพราะฉันจะเป็นคนเสิร์ฟลูกบอลฯ มันคือหน้าที่ฉัน”

“ว่าไงนะ!! ”

“ทำไมล่ะบารอน นายอยากจะแย่งตำแหน่งนี้เหรอ โทษทีนะส่วนสูงนายไม่ถึง ขืนนายเสิร์ฟลูกไม่ข้ามเน็ตมีหวังเสียแต้มแน่” แม็กทีสรับลูกวอลเลย์ฯ มาก่อนจะตบมันกระเด้งลงกับพื้นหนึ่งที “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิราชินี หัดทำเพื่อส่วนรวมบ้างสิ”

สุดท้ายผมก็ไม่ได้แตะลูกบอลและดูท่าว่าอีกฝ่ายจะรู้ทัน แต่ไม่ต้องห่วง...ผมจะหาวิธีโค่นล้มแม็กทีสในสนามให้ได้



“หนึ่ง สอง สาม ปี๊ด”

พลั่ก!!

“!!! ”

“โทษที...ฉันน่าจะตบพลาดนะ ขอโทษนะทุกคน”

ผมรู้ว่าลูกแรก ไม่ใช่การเสิร์ฟพลาดแบบที่แม็กทีสตะโกนบอก หมอนี่จงใจตบลูกวอลเลย์ฯ อัดใส่หัวผม!

ใจเย็นไว้ก่อนบารอน!

ผมสูดลมหายใจและยังคงส่งยิ้มให้กับทุกคนในสนาม พยายามทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ว่าข้างในผมร้อนยิ่งกว่าเปลวไฟในโลกันตร์ ผมอยากจะเดินเข้าไปปาบอลใส่จมูกพลาสติกของเขาให้มันหักไหลขึ้นสมองไปเลย!

แต่สิ่งที่ผมทำได้...

“ราชินีไหวมั้ย...คุณอยากไปพักมั้ยคะ”

“ราชินีโอเคนะครับ” ทำแค่ยิ้มและพูดว่าตัวเองโอเค แสร้งมีน้ำใจนักกีฬาทั้งที่ผมโกรธจนเนื้อเต้น!

และผมต้องพยายามทำเหมือนกับมันโอเคทั้งที่ไม่...ไม่มีของแบบนั้นในเวลานี้

“เอาล่ะทุกคนเริ่มใหม่นะ!!”

เสียงสัญญาณดังครั้งที่สอง ผมรู้ว่าแม็กทีสจะต้องเสิร์ฟให้ข้ามเน็ตตาข่าย เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม ทั้งผมและเพื่อนในทีมต่างเอาจริงเอาจังกับเกมการแข่งขันที่แสนดุเดือด

“พลั่ก!! ”

“โอ๊ย...อะไรกันเนี่ย!! ”

“โทษที...แม็กทีสน่าจะตบผิดจังหวะ” เจฟยิ้มบอก

ผมกับเควินหันไปมองหน้ากัน และคราวนี้ผมไม่มีท่าทางใจดีอีกต่อไป เขาจงใจตบบอลอัดหัวผม พยายามยิ้มเหมือนกับขอโทษ แต่ผมรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นมันซุกซ่อนความสะใจไว้อยู่ สองนาทีแรกมันเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่สองนาทีต่อมามันคือการเอาคืน

ผมจะไม่ยอมถูกลูกบอลอัดหัวฝ่ายเดียว

“คุณแคปรินคอร์น คุณไหวนะ”

“ไหวครับ ไม่เป็นไร” ผมหันไปบอกมาสเตอร์และเพื่อนในทีม ทุกคนมองมาทางผมและส่งสายตาถามอย่างห่วงใย ยกเว้นแต่จะมีคนเดียวที่มองด้วยความสะใจ

ผมต้องสงบสติอารมณ์ไว้ นับจากนี้ผมจะนับ1-100ภายในใจ ไม่ว่าเรื่องเหล่านี้จะงี่เง่าแค่ไหนก็เถอะ!



ทุกคนกำลังหันมาสนใจเกมในสนาม ในขณะที่ผมวิ่งไปทางฝั่งที่แม็กทีสยืนอยู่ และอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต ตอนที่กระโดดรับลูก และผมก็ใช้จังหวะนั้นกระโดดถีบเข้าที่ข้อพับของอีกฝ่ายจนล้มลงไปนอนคว่ำกับพื้น ...สะใจชะมัด!!

“โอ๊ย!! ”

“เฮ้ย!! ”

“ตายแล้ว...แย่จัง โทษทีนะ พอดีกว่าสนุกกับกีฬามากไปหน่อย” ผมหันไปบอกสีหน้าตื่นเหมือนกับว่ามันเป็นอุบัติเหตุ และใช่มันก็แค่อุบัติเหตุเท่านั้น :)

“เขาจงใจถีบขาแม็กทีส!! ”

“อย่าใส่ร้ายกันแบบนั้นสิเจฟ มันก็แค่กีฬาเท่านั้นเอง”

“แต่นายตั้งใจทำแบบนั้น!!”

“เฮ้...ไม่เอาน่า คนเรามันก็ต้องมีชนมีกระแทกอยู่แล้ว นี่มันในสนามแข่งขันนะ”

“ใช่ ๆ ทีนายยังตบลูกวอลเลย์โดนหัวราชินีเลย”

ผมยิ้มในขณะที่ลูกกระจอกสองสามคนออกโรงปกป้องผม ตอนนี้แม็กทีสเดือดดาลด้วยโทสะ ผมว่าอีกไม่นานแม็กทีสคงพุ่งเข้ามากระชากหมัดใส่หน้าผมแน่ถ้าทำได้

“ฉันไม่ได้โกหกนะ ตอนที่ฉันกำลังจะกระโดด บารอนจงใจทำแบบนั้นกับฉัน เขาแกล้งฉันชัด ๆ”

“อย่าพาลน่า” เควินว่าและพวกเขาก็เริ่มเถียงกันจนอาจารย์ต้องมาห้าม ผมกอดอกระบายยิ้มมองแม็กทีสที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาโมโหเพราะตัวเองกำลังท็อปฟอร์มในสนามแต่กลับถูกผมสกัดดาวรุ่งจนหน้าหงาย!

“เด็ก ๆ เงียบได้แล้ว” มาสเตอร์ปรามพวกเราพร้อมกับปล่อยนกหวีดจากปาก “เอาล่ะพักได้ครึ่งแรกได้ ทุกคนพักได้!! ”

และเมื่อเสียงของมาสเตอร์บอกพร้อมกับสัญญาณหมดเวลาแมทแรก... แม็กทีสเป็นฝ่ายบุกเข้ามาผลักไหล่ของผมจนเกือบจะล้ม!

“นายอย่าคิดว่าตัวเองมีคนเข้าข้างแล้วจะทำอะไรก็ได้นะ อย่าทำตัวเป็นหมาลอบกัด”

“แล้วนายดีกว่าตรงไหน อย่าคิดว่าคนอื่นจะโง่แบบนายสิ นายจงใจตบลูกวอลเลย์ใส่หัวฉันก่อนนะ” ผมสะบัดไหล่ให้หลุดจากการเกาะกุมอันรุนแรงของอีกฝ่าย

“นายจงใจจะพลักฉันล้ม นายมันขี้โกง!”

“นายก็ขี้โกงเหมือนกันนั่นแหละ! ” ผมเท้าสะเอวจ้องหน้าอีกฝ่ายแบบไม่หลบสายตา ผมไม่เคยผละสายตาหนี ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาด้วยอารมณ์แบบไหน ผมสามารถรับมือได้ทุกรูปแบบ “และอย่าคิดว่าฉันจะปล่อยให้นายทำฝ่ายเดียวนะ”

“นายมันเป็นคนที่ทุเรศที่สุดเลย นายมันเห็นแก่ความสะใจของตัวเอง” แม็กทีสค่อย ๆ เสียงดังขึ้น และผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรมากไปกว่าเก็บลูกบอลขึ้นมาอุ้ม

“นายจะว่าอย่างงั้นก็ได้แม็กทีส แต่ฉันไม่เจ็บปวดกับคำด่าทอของนายหรอกนะ” ผมเดินผ่านเขาไป แต่แล้วเขาก็พูดเรื่องที่ทำให้ผมต้องชะงัก

“เคย์ตันพูดเสมอว่านายมันน่ารังเกียจ”

“...”

“เขาพูดเสมอว่านายมันเป็นพวกที่บูชาตัวเอง และฉันเชื่อว่าจริง”

ผมเกลียดชื่อนี้ ผมเกลียดทุกครั้งที่เคย์ตันยังส่งผลกับผมอยู่ ข้างในลึก ๆ ผมรู้ว่ามันคืออะไร ผมเกลียดชังความผิดพลาดทั้งหลายพอ ๆ กับการที่ตัวเองยกหัวใจให้คนเห็นแก่ตัวคนนั้น ผู้ชายสวะที่เป็นจุดด่างในชีวิตของผม

“เพราะงั้นเขาถึงได้อยากจะเลิกกับคนเห็นแก่ตัวแบบนายไง”

!!!









Talk

น้องมันดื้ออออออออออออออออออออออออออออออ นิสัยไม่ดี เดี๋ยวจะโดน ฝากน้องหน่อยจ้าาาาาาาา

#ยูอาร์มายโอเมก้า :)


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
เป็นเด็กสปอยล์ โลกหมุนรอบตัวเอง แล้วยังมีปมด้วย
เฝ้ารอจุดเปลี่ยนของน้องเลย
นิสัยขนาดนี้ พระเอกเราจะรับมือยังไง

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
อ่านทีเดียวรวด สนุกมากเลย แต่รู้สึกว่าพระเอกทำเกินไปในหลายๆเรื่องอยู่นา
ถึงนายเอกจะร้ายใส่ก็เถอะ :ruready

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2

「 ⅵ 」Wicked (1)

(adj.) Evil or morally wrong.



"รู้มั้ยว่าเขารู้สึกยังไงที่ต้องทนอยู่กับคนแบบนาย" แม็กทีสยังคงพูดประโยคพวกนั้นด้วยท่าทีฉะฉาน "เขาเองก็แสนเบื่อหน่ายที่ต้องมาคอยเอาใจคนอย่างนาย"

ผมนิ่งเงียบ ทุกถ้อยคำชัดเจนกว่าครั้งไหน คำพูดเหล่านั้นเหมือนกับขวานที่ผ่าลงกลางกลางอกของผม มันรุนแรงแบบนั้นหรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป...

"ฉันรู้นะว่านายยอมรับความจริงไม่ได้ เรื่องที่เคย์ตันไม่เคยรักนายแบบที่เขารักฉัน เขาบอกรักฉันแต่ไม่เคยบอกรักนาย!"

"ถ้านายต้องการที่จะประจานถึงความสำส่อนของตัวเองก็เอาเลย ทุกคนรู้ทั้งนั้นว่านายนอนกับแฟนเพื่อนของตัวเอง เอาเลย พูดให้หมดนะว่านายมันน่าสมเพชแค่ไหน!" ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด และบอกให้ตัวเองก้าวเดินต่อไปพร้อมทั้งละทิ้งถ้อยคำที่ไม่ควรมีผลกับผมไม่ว่าจะมุมใดก็ตาม...

ผมเกลียดความสัมพันธ์แสนทุเรศทุรังนี้ที่สุด และเกลียดที่ตัวเองกำลังกลายเป็นขยะหรือสิ่งของที่ผู้ชายคนนั้นไม่ต้องการ

"ใช่ฉันน่าสมเพช และนายก็ด้วยบารอน แค่เพราะนายไม่มีความสุข คนอื่นก็ต้องไม่มีความสุข นายเลยทำให้เคย์ตันต้องกระเด็นออกจากที่นี่ ทำให้ต้องไปจากโอเวิลชนิดหายสาบสูญ ทุกอย่างระหว่างฉันกับเขาต้องพังลงเพราะว่าอิทธิพลของครอบครัวนายที่บีบบังคับและทำร้ายคนอื่น!"

"ฉันไม่ได้ทำ!!" ผมภาวนาให้อีกฝ่ายหยุดพูด หรือลึกลงไปผมภาวนาให้ตัวเองควบคุมความโกรธที่พลุ่งพล่านในเวลานี้

"ถ้านายไม่ทำแล้วใครจะทำ"

"ฉันรู้หรอก! และถึงจะจริงแบบที่นายพูดฉันก็แคร์สักนิด ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พวกนายต้องเผชิญจากการหักหลังฉัน นั่นคือสิ่งที่พวกนายสมควรโดน” ผมเอ่ยเสียงหนักในขณะที่ดวงตาอันเต็มไปด้วยโทสะจ้องมองอีกฝ่าย มันไม่ใช่การข่มขู่ แต่แม็กทีสอาจจะรู้ว่าถ้าตัวเองยังเอาแต่จุดไฟเผาผมและคิดว่าผมจะมอดไหม้เพราะความโกรธแค้นและก็เขาคิดผิด...

เพราะผมจะโยนระเบิดใส่เขามากกว่าที่จะยอมให้เขาเผาผมแบบนี้

"นายคิดแบบนั้นจริง ๆ สินะ เพราะว่านายคิดว่าพวกเราหักหลังนาย นายก็เลยต้องการจะเอาคืนทุกคน ทั้งฉันและเคย์ตัน"

"เพราะฉันเคยไว้ใจนายครั้งหนึ่งแล้ว"

แต่มันจะไม่มีเรื่องงี่เง่านั่นอีก

"และแม้ว่านายจะไม่สำนึกในความผิดของตัวเอง แต่ก็ไม่ควรที่จะมาใส่ร้ายฉันแบบนั้น!" ผมร้องบอกเสียงแข็ง เราประสานสายตากันในระหว่างที่ทุกคนหลีกหากจากสงครามเย็นนี่!

"หึ...ตอนแรกฉันก็ว่าจะไม่พูด แต่เพราะนายทำให้ฉันเหลืออด!" แม็กมีสแสร้งยิ้มเหมือนนางฟ้าที่มีเมตตากับทุกคน ผมอยากจะอาเจียนกับท่าทางพวกนั้นเสียเหลือเกิน "นายรู้ไว้ด้วยว่าเคย์ตันและครอบครัวกลับมาที่นี่ไม่ได้มันเป็นเพราะว่าพ่อของนายนั่นแหละที่ทำให้พวกเขาเป็นแบบนั้น"

"พูดดี ๆ นะพ่อฉันไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย..."

"พ่อนายเกี่ยวข้องด้วยทุกเรื่องเลยแหละจะบอกให้รู้ไว้ เขานั่นแหละคนบงการ!!"

"หยุดกล่าวหาพ่อของฉัน ไม่งั้นนายเจอดีแน่แม็ก!!!"

ผมไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายพูดตรอกหน้าด้วยการกล่าวร้ายพ่อของผม คำพูดพวกนั้นมันสิ้นคิด การปลักปลำว่าพ่อคือคนทำเรื่องพวกนั้นทั้งที่ไม่มีหลักฐานมันมากเกินไปซึ่งผมไม่ยอมแน่ ๆ

พ่อของผมเป็นคนดี และเขาไม่มีวันทำเรื่องพวกนี้!

"ถามจริง ๆ เถอะว่าถ้าพ่อนายไม่ได้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งนั้น คนอย่างเลียม แก๊บบี้ แฮริงค์ตันจะทำขนาดนั้นเพื่อนายจริงเหรอ"

"..."

ผมพูดไม่ออก บางครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องที่ผมสงสัยเหมือนกัน

"เขาจะทำเพื่อนายไปทำไมถ้าพ่อของนายไม่ได้สั่งให้เขาทำ...นายคิดงั้นมั้ย?"

บางครั้งความจริงพวกนั้นมันสั่นคลอนความมั่นใจของผมได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าผมจะยังคงประคองมันไว้และพยายามเชิดหน้าขึ้นเหมือนราวกับไม่สะทกสะท้าน แต่แววตาของผมคงปั่นป่วนจนแม็กทีสมองออก

"พ่อนายเป็นคนที่มีอำนาจมากกว่าที่นายคิด แม้ว่าภายนอกเขาจะดูเป็นพ่อที่แสนดี แต่จริง ๆ เขาเป็นปีศาจร้ายที่คนทั้งเมืองหวาดกลัว!"

"ไม่จริง นายกำลังใส่ร้ายพ่อของฉัน!!" ใบหน้าของผมแดงก่ำด้วยความโกรธ โทสะข้างในพลุ่งพล่านจนแทบจะกระอักออกมา ผมเกือบจะเก็บซ่อนความตื่นตระหนกและหวาดกลัวไม่ได้อีกแล้ว "อย่ามาพูดในสิ่งที่นายไม่รู้ นายมันไม่รู้อะไรเลย!"

"ผิดแล้วบารอน เพราะฉันคือคนที่รู้ทุกซอกทุกมุมของชีวิตนาย นายมันก็แค่คนน่าสมเพชที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อความสุขใจของตัวเอง คอยแต่จะกดหัวคนนั้นคนนี้ เหยียบย้ำผู้คนไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เพื่อที่จะปีนขึ้นไปบนจุดหมายของตัวเอง มีพ่อที่พร้อมจะส่งเสริมและหนุนหลัง คอยตามล้างตามเช็ดเรื่องที่ลูกชายสุดที่รักทำไว้ทุกเรื่องชนิดที่ว่าไร้เศษซากและร่องรอย"

แม็กทีสยังคงพูดต่อไปในขณะที่ผมยืนนิ่งพูดไม่ออก ไม่ใช่เพราะสู้คำพูดพวกนั้นไม่ได้ แต่เพราะผมรู้ว่ามันก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด...

ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัวเพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของผม...

"ตอนนี้นายคงสงสัยแล้วสิว่าพ่อที่นายรักและเทิดทูน เขาไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในศีลธรรมขาวสะอาดแบบที่นายเคยคิด" แม็กทีสย่างเข้าใกล้ผม และทุกถ้อยคำของเขาช่างหนักแน่น "นายบูชาและยกย่องพ่อของนายว่าเขาเป็นคนดี เป็นต้นแบบในชีวิตของนาย ทั้งที่ความจริงเขาสร้างภาพว่าเป็นผู้ชายอบอุ่นราวเทพบุตรเพื่อนายคนเดียว!"

"ถ้านายยังไม่หยุดพูดให้พ่อของฉัน รับรองว่าฉันจะทำให้นายพูดไม่ออก"

ผมไม่เคยสังเกตท่าทางและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของตัวเองว่ามันดังแค่ไหน ผมกำมือตัวเองแน่น ตอนที่คำพูดของแม็กทีสเริ่มมีผลกับผม สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นของผมถูกสั่นคลอนราวกับตึกสูงที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินอันสั่นสะเทือน

"บารอน...นายรู้มั้ยว่าทำไมถึงยังกำจัดฉันไปไม่ได้...ทั้งที่ฉันคือเป้าหมายสำคัญที่จะโค่นล้มราชินีแบบนาย"

"..."

นั่นคือสิ่งที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน




"เพราะว่าฉันเป็นคนเดียวที่รู้ว่าคืนนั้นนายทำอะไรกับเจน พอตเตอร์ บ้าง"

เจน พอตเตอร์... ชื่อนี้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าครั้งใด ไม่เคยมีสิ่งใดทำให้ผมตัวสั่นหน้าซีดได้ ยกเว้นชื่อของเธอ ผมกำมือแน่นและตะโกนสุดเสียงด้วยโทสะ "อย่าพูดชื่อนี้ให้ฉันได้ยิน!!"

ทุกครั้งที่เรื่องของเจน พอตเตอร์กลับเข้ามาในชีวิต มันคล้ายกับฝันร้ายของผมที่มากกว่าเคย์ตันเป็นหลายล้านเท่า ผมรู้สึกหวาดกลัว เพราะไม่เคยมีครั้งใดที่ผมจะลืมเรื่องราวเลวร้ายที่ผมทำกับเธอได้ลง

ถ้าผมย้อนเวลากลับไปได้ ซึ่งผมรู้ว่าตัวเองทำไม่ได้... แต่ถ้ามีสักครั้งที่ได้แก้ไขตัวเอง คืนนั้นผมจะไม่ทำร้ายเธอแบบนั้น ผมสาบานเลยว่าจะไม่มีวันนั้น!

"อะไรกัน บารอนราชินีผู้ยิ่งใหญ่ แค่ชื่อของเจนมีผลกับนายขนาดนี้เลยเหรอ? น่าประหลาดใจจัง ฉันนึกว่านายจะลืมยัยบาร์บี้นั่นไปแล้ว"

แม็กทีสสิ่งยิ้มมาให้ผมด้วยความสะใจ รอยยิ้มของเขาทำอะไรผมไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้มีแต่เจน พอตเตอร์เท่านั้น "น่าปลื้มใจจังนะ อย่างน้อยนายก็ยังจำเธอได้ แม้ว่าคนทั้งโรงเรียนจะลืมเธอไปแล้ว..."

"ฉัน...บอกให้หุบปากไง..."

"นายยังจำคืนล้างบาปได้มั้ย คืนที่เราออกมาเล่นเกมส์จิ้งเกอร์จิ้งเกอร์กันวันนั้น..." แม็กทีสค่อย ๆ รื้อฟื้นความทรงจำวันนั้นให้หวนคืนกลับมา เขาชายตามาทางผม ก่อนจะเหยียดยิ้มร้ายกาจ "ฉันรู้ว่านายเองก็คงจะไม่มีทางลืม ว่าตัวเองทำอะไรเจนไว้บ้าง"

"ฉัน...ฉันไม่ได้ตั้งใจ..."

ผมอึกอัก เหงื่อไหลอาบหน้าใจเต้นแรง ข้างในสูบฉีดเหมือนกำลังถูกดึงให้จมลงไปในอดีตอันเลวร้ายเหล่านั้น...

"สำหรับคนแบบนาย มันง่ายที่จะพูดว่าไม่ได้ตั้งใจ ข้ออ้างพวกนี้พ่อนายสอนให้พูดเวลาที่จมมุมงั้นสิ บอกแล้วไงว่าเขาตามล้างตามเช็ดเรื่องของนายจนไม่มีใครกล้าสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา และที่ฉันไม่ถูกกำจัดมันเป็นเพราะว่า..." แม็กทีสขยับเข้าใกล้และโน้มมากระซิบกับผม "ฉันคือพยานปากสำคัญที่รู้ว่านายบงการอะไรในคืนนั้น!!"

"ฉัน..."

ผมกลืนก้อนเหนียว ๆ ลงคอด้วยความยากลำบาก เรื่องราวพวกนั้นสะท้อนกลับเข้ามาในสมองหลั่งไหลเข้ามาจนจำไม่ได้ว่าเหตุการณ์วันนั้นอะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลของยาเสพติดนั่น ... ผมจำเรื่องราวคืนนั้นได้เพียงบางส่วนและมันแสนจะเลือนราง มันเต็มไปด้วยความคึกคะนอง สารเสพติด ปาร์ตี้ เกมGG และเสียงหัวเราะด้วยความสะใจตอนที่เสียงกรีดร้องของเจน พอตเตอร์ดังลั่น

สาบานว่าทุกอย่างพร่ามัว และผมรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล จากนั้นพ่อก็ไม่เคยพูดเรื่องของเจนอีกเลย อันที่จริงคนทั้งเมืองไม่เคยพูดถึงเรื่องของเธออีก จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมค่อย ๆ ลืมเรื่องของเธอและเชื่อว่าเธอหายตัวไปตั้งแต่คืนนั้น...

จนกระทั่งแม็กทีสบอกว่าเขารู้เรื่องทั้งหมด รู้และยังคงเก็บมันไว้เพราะพ่อของผมเป็นคนอยู่เบื้องหลัง พ่อที่ผมรักและไม่เชื่อว่าเขาจะเป็นคนทำเรื่องพวกนี้

เรื่องน่ากลัวที่ใจหนึ่งผมรู้ว่าเขามีอำนาจขนาดไหนที่จะทำได้...

"ราชินีของพวกคุณ..." แม็กทีสผละออกและชี้มาทางผม ประกาศเสียงดังฟังชัดและกวาดตามองไปรอบ ๆ ผมเหลือบมองไปยังสายตาของผู้คนรอบข้างที่ทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก "เขาทำร้ายเด็กสาวคนนั้นจนเข้าโรงพยาบาล และเธอก็ไม่กลับมาอีกเลย ฉันรู้ว่าพ่อผู้แสนดีของบารอนต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ เพราะเขาคงจะกลัวว่าลูกชายแสนรักที่มีชีวิตในฟองสบู่ศีลธรรมแสนบอบบางจะแตกสลายถ้ารู้ว่าความจริงตัวเองเป็นเพียงปีศาจร้ายที่ทำร้ายชีวิตคนบริสุทธิ์คนหนึ่ง!!"

"ฉันไม่ได้ทำอะไรเจน และพ่อฉันก็ด้วย!!!" ผมตะโกนใส่แม็กทีสอีกครั้งและพยายามบอกทุกคนว่านี้มันบ้าสิ้นดี

พ่อไม่มีทางทำเรื่องพวกนี้ พ่อไม่มีทางใจร้ายกำจัดใครเพื่อผม ถ้าเขารู้ว่าผมทำผิดเขาจะไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้น พ่อเป็นแบบนั้นเสมอ

ผมไม่เชื่อว่าแม็กทีสจะพูดความจริง หมอนั่นแค่ต้องการยุแยงให้คนเข้าใจผมผิด

"นายกำลังใส่ร้ายพ่อฉัน นายกำลังกล่าวหาฉันทั้งที่ไม่มีหลักฐาน"

"งั้นเหรอ?" แม็กทีสหันมาแสยะยิ้มใส่ผมอย่างใจเย็น รอยยิ้มเคลือบยาพิษทำให้ผมอยากจะชกหน้าอีกฝ่ายด้วยโทสะ "นายเคยถามเขามั้ยล่ะว่าเขาทำอะไรกับเจน? ทำไมเจนถึงหายตัวไป ทำไมเธอไม่มาโรงเรียนอีกเลย และทำไมทุกคนต่างพากันเงียบสนิทเกี่ยวกับเรื่องคืนนั้น?"

"..."

"นายได้ยินได้เห็นกับตามั้ยว่าพ่อนายไม่เคยมีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปของเคย์ตันและเจน?"

"ฉัน..."

"ในขณะที่ลูกชายยังคงใช้ชีวิตเป็นราชินีอย่างสุขสบาย พ่อของนายก็ยัดเงินกับนักข่าวและพวกตำรวจทั้งหลายด้วยจำนวนมหาศาลเพื่อปิดปากพวกเขา ใช้เงินก้อนหนึ่งฟาดหน้าครอบครัวของพอตเตอร์และครอบครัวฉันเพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่รู้เรื่องได้เอ่ยปากพูดเรื่องนี้ให้นายได้ยิน"

"ไม่จริง..." ผมเม้มปากพยายมจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่มันเห็นได้ชัดว่าไม่มีทางทำได้  เรื่องพวกนี้กำลังทำผมสับสนและสั่นคลอน ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมพ่อถึงไม่พูดเรื่องของเจน มันมีแต่ปริศนาและผมไม่เคยตั้งใจจะตามหาเธอจริงจังเลย...

ผมปล่อยให้มันเป็นแค่ความทรงจำวัยเยาว์จนสุดท้ายมันก็หันกลับมาทำร้ายผม...

"นายเคยบอกว่าภูมิใจที่มีพ่อเป็นเขา ฉันชักสงสัยว่าการที่มีพ่อแบบบาโธโรมิวยังน่ายกย่องอยู่หรือเปล่า และถ้านายรู้ว่าเขามือสกปรกแค่ไหน นายจะยังเทิดทูนเขามั้ยบารอน?" แม็กทีสกอดอกเลิกคิ้วถามแบบไม่สะทกสะท้าน และผมก็ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นเช่นเดียวกัน

"เลิกพูดเรื่องงี่เง่านั่นได้แล้ว ฉันไม่มีทางยกโทษให้นาย ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้แม็ก!!"

"แล้วถ้าฉันไม่ทำนายจะทำอะไรฉันเหรอ? จะต่อยหน้าฉันแล้วให้พ่อจ่ายเงินปิดปากฉันเหมือนที่เป็นมาตลอดงั้นสิ"

แม็กทีสยังคงใช้ประโยคเดิมแต่น้ำเสียงของเขาเป็นทางการมากขึ้น เขายกมือขึ้นเสยผมด้วยท่าทางหัวเสียปนขบขันไปพร้อมกัน

"นายทำแบบนี้จนเคยชินใช่มั้ยล่ะ? งั้นก็เข้าเลย มาต่อยหน้าฉันแล้วเรียกพ่อนายมาเก็บกวาดเรื่องแย่ ๆ ที่นายทำไว้ ฉันเชื่อว่าบาโธโรมิวจะหาทางจัดการทุกเรื่องที่ลูกน้อยของเขาทำ เพราะเขามักจะใช้เงินทำให้คนหายตัวไปจากเมืองนี้ แบบเดียวกับเคย์ตัน กับเจนพอตเตอร์!!"

"พอสักที!!"

"ฉันจะหยุดก็ต่อเมื่อฉันต้องการที่จะหยุด" แม็กทีสเดินเข้ามาใกล้พวกเราและประกาศเสียงดังลั่นโรงยิมท่ามกลางสายตาคนนับสิบ

"แม็กทีส...หยุดได้แล้ว" ฮาร์เปอร์เดินเข้ามาขวางระหว่างผมกับแม็กทีส "นายเลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว พ่อของบารอนไม่เกี่ยว แค่เพราะว่านายโกรธที่ถูกถีบจนล้มไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นเรื่องพวกนี้ขึ้นมาพูดอีกหรอกนะ"

"เธอทำตัวแม่เขาทำไมล่ะฮาร์เปอร์ หรือเพราะที่จริงการที่เธอชื่นชมบารอนแบบนั้นเพราะลึก ๆ เธอเองกลัวว่าบารอนจะทำร้ายเธอเหมือนกัน?"

"ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น"

"ฉันรู้ว่าเธอคิดฮาร์เปอร์ เธออยู่กับบารอนก็เพราะว่ากลัวว่าเขาจะจัดการเธอ ไม่เคยมีใครอยู่กับนายด้วยความจริงใจ พวกเขากลัวนายก็เลยยอมทนคบนายเป็นเพื่อน ถามเธอดูสิ"

"หยุดได้แล้วแม็กทีส..."

"เธอจะปฏิเสธทำไมเล่าฮาร์เปอร์ เธอมีสิทธิ์ที่จะพูดนะ!!"

"ฉันบอกว่าเงียบได้แล้ว!!!" ผมเป็นฝ่ายตะโกนขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับแม็กทีส ด้วยตัวเอง "นายหยุดกล่าวโทษฉันและก็หยุดพูดเรื่องบ้าบอนั่นสักที!!"

"ไม่บารอน ไม่ว่าฉันทำอะไรกับนายมันจะไม่มีวันแย่เท่ากับที่นายทำกับฉัน กับเคย์ตัน รวมถึงเจน พอตเตอร์ด้วย!!" แม็กทีสหัวเราะประชดประชัน “น่าเสียดายที่เคย์ตันไม่อยู่ที่นี่ ไม่งั้นเขาคงบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา และมันก็เป็นเพราะพ่อของนายที่ทำให้เขากระเด็นจากโอเวิล ”

"เงียบนะ!!"

"ฉันจะบอกไว้เลยนะ ว่าคนแบบนายจะไม่มีใครรักจริงบารอน นายมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่รักได้แค่ตัวเอง"

สิ้นคำพูดนั้นผมก็ปาบอลเข้าไปที่หน้าอีกฝ่ายก่อนกระหน่ำอัดหน้าแม็กทีสไม่ยั้ง!!

“พลั่ก!! ”

“ว้าย!!! ”

“พระเจ้า ช่วยห้ามเขาที”

“กรี๊ด!! ”

พลั่ก!!!

“ฉันบอกให้นายหุบปาก!!! ”

"มาสเตอร์คะ!!"  เสียงโวยวายและความชุลมุนวุ่นวายรอบข้างไม่เป็นผล ผมไม่รู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อน ผมปล่อยหมัดลงไปบนหน้าคนแบบแม็กทีส มันมีเต็มไปด้วยความสะใจและผมคิดแค่ว่าเขาสมควรโดน!!

"หยุดนะพวกคุณหยุด!!"

“ช่วยกันดึงพวกเขาออกมา!!” เสียเจฟหรือใครก็ไม่มีความหมาย แม้แต่มาสเตอร์เองก็ยังห้ามผมไม่ได้ ผมโกรธจนเลือดขึ้นหน้า หมัดแล้วหมัดเล่าที่กระทบบนใบหน้าของ แม็กทีส มารีก้าจนอีกฝ่ายเลือดออก และมือของผมก็ถลอก...

กลิ่นคาวเลือดฟุ้งไปทั่ว ผมสงบเมื่อถูกใครบางคนกระชากผมออกจากร่างของอีกฝ่ายที่สลบไปแล้ว

พลั่ก

ตุ้บ!!

"นายมันคนทุเศ บัดซบ ฉันจะฆ่านาย" ผมกระหน่ำปล่อยหมัดชกหน้าแม็กทีสซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความโกรธที่ไม่อาจจะควบคุมได้อีก ผมรู้สึกสะใจและตกใจไปพร้อมกัน หลังจากที่กระหน่ำต่อยหน้าอีกฝ่ายจนกำปั้นถลอกเป็นแผล...

"ต่อยฉันแบบที่นายทำกับเจนไง เอาสิ"

"เงียบนะ ฉันไม่ได้ทำ!! เงียบเดี๋ยวนี้!!"

ก่อนที่ผมจะทันได้ต่อยหน้าอีกฝ่ายให้ยับเยินจนไม่มีหน้ามาพูดเรื่องใครได้อีก จู่ ๆ ก็มีใครสักคนล็อกจากด้านหลังและถูกผมอุ้มออกจากการคร่อมบนร่างแม็กทีส ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือใบหน้าแม็กทีสเต็มไปด้วยเลือด และผมได้ยินเสียงกระซิบแนบหูว่า “มากับผม” ซึ่งนั่นคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมได้ยิน...


(Next 2)
[/b]

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
Wicked (2)

....

ผมถูกใครบางคนอุ้มออกมาจากโรงยิม เสียงโวยวายนั่นห่างไกลออกไปจนสุดท้ายผมก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลย ผมนิ่งเงียบตลอดทางจนในที่สุดก็รู้ตัวว่าตกอยู่ในวงแขนแข็งแกร่งของบรูค ...คนขับรถจอมยุ่งของผม

"จะไปไหน"

"พาคุณไปสงบสติอารมณ์" เขาตอบแบบหน้าตาย

"วางฉันลง ได้ยินมั้ย?"  ผมเงยหน้าขึ้นสั่งคนที่อุ้มผมเดินออกมาด้านนอก เสียงแห่งความวุ่นวายเงียบลงเมื่อเราห่างไกลจากบริเวณนั้น บรูคอุ้มผมมายังโรงจอดรถส่วนตัวชั้นสองของครอบครัวแคปรินคอร์นที่พ่อผมจ่ายเงินบริจาคสร้างโรงจอดรถให้กับโรงเรียน

"ปาร์คเกอร์!!"

“คุณสงบสติอารมณ์ได้แล้วหรือยัง ถ้ายัง ผมก็ไม่ปล่อย"

"นายเป็นใคร ว่าฉันลง ฉันสั่ง!!"

"บอกผมสิว่าคุณใจเย็นลงแล้ว..." เขาเหลือบตาลงมองผม ดวงตาสีฟ้าขุ่นทำให้ผมหงุดหงิด เพราะแม้ในยามที่เขาดูสุขุมเยือกเย็นกว่าปกติ เขาก็ยังดูดีแบบไร้ที่ติด

ผมเป็นบ้าหรือไงที่ไปชมคนขับรถแบบนี้!!

"เอาล่ะ ผมจะวางคุณลง แล้วคุณก็ช่วยยืนอยู่เฉย ๆ ด้วยนะ” บรูคว่าพร้อมกับวางผมลงด้วยท่าทางสุภาพกว่าทุกครั้ง ความอ่อนโยนของผู้ชายคนนี้ดูสวนทางกับลักษณะของเขาที่มีต่อผม

"นายทำให้ฉันขายหน้ารอบสอง!!" ผมสะบัดหน้าหันไปตะคอกใส่เขา

"ผมช่วยคุณจากเหตุการณ์ทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นเรียนต่างหาก และมันเป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมช่วยคุณไว้ ก่อนอื่นสิ่งที่คุณต้องทำคือการกล่าวคำว่า ขอบคุณ"

"ละเมอหรือไง?" ผมขมวดคิ้วถาม "ฉันจะไปขอบคุณคนแบบนายทำไม?"

"เพราะผมช่วยคุณไว้ ไม่งั้นคุณคงจะโดนข้อหาพยายามฆ่าหรือจงใจทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดนเจตนา"

"เหอะ..." ผมสะบัดหน้าหนีจากอีกฝ่าย ดูท่าว่าบรูคเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านประจำเมืองงั้นสิ เขาไม่จำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือผมเพราะผมไม่ต้องการ

สิ่งเดียวที่ต้องการตอนนี้คือการเอาคืนแม็กทีสอย่างสาสม เขาสมควรรู้ไว้ว่าคนอย่างบารอนจะไม่ยอมให้ใครจุดไฟเผาอยู่ฝ่ายเดียว!

“มือคุณแตก มานี่ส่งมือมาผม ผมขอดูแผลหน่อย”

"นายเกิดมาเพื่อสาระแนทุกเรื่องงั้นเหรอ?" ผมถามอย่างหงุดหงิดตอนที่บรูคพยายามเอื้อมมือมาจับมือของผมไว้

"ผมแค่อยากรู้ว่าคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ขอผมดูแผลหน่อย"

"ฉันไม่เป็นอะไรทั้งนั้น พอใจหรือยัง อยู่ให้ห่างฉันจะได้มั้ย?” ผมตวาดอย่างเหลืออด ผมเกลียดที่เขาคอยแต่จะทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ “นายไม่น่ามาขวางฉันเลย ฉันกำลังจะอัดหน้าคนทุเรศนั่นให้ยับ และมันเป็นเพราะนายฉันถึงไม่ได้เอาคืนแม็กทีส”

"คุณต่อยหน้าเขาใช้ความรุนแรงในการจัดการคน มันไม่เข้าท่า"

บรูคกอดอกและยักคิ้วยียวนใส่ สีหน้าแววตาของเขายิ่งทำให้ผมอยากจะชกหมัดใส่หน้าของเขาถ้าไม่ติดว่ามือของผมเจ็บอยู่ล่ะก็ เขาเจอดีแน่!

"ปาร์คเกอร์ คนอย่างนายเนี่ยนะ มาสั่งสอนฉัน..."

“ผมไม่ได้กำลังสอนคุณ ผมแค่มาดูแลคุณ มันคืองานของผมนั่นแหละคำตอบที่ว่าทำไมผมต้องยุ่งเรื่องของคุณนัก ถ้ามันไม่ใช่งาน ไม่ใช่เพราะหน้าที่ของผม เชื่อได้เลยว่าผมไม่มีทางเสียเวลากับเด็กอายุสิบหกที่นิสัยแย่แบบคุณ”

“!!! ”

‘ฉันจะบอกไว้เลยนะ ว่าคนแบบนายจะไม่มีใครรักจริงบารอน นายมันก็แค่คนเห็นแก่ตัวที่รักได้แค่ตัวเอง’




ผมเม้มริมฝีปากและเบือนหน้าหนี พระเจ้า...ผมเกลียดน้ำตาของตัวเอง ผมเกลียดมันเหมือนกับรากผักชีที่อยู่ในอาหาร ผมไม่ชอบให้ตัวเองร้องไห้ ไม่ชอบให้ขอบตาร้อนผ่าวแบบนี้

“เฮ้อ...เอามือมา ส่งมือคุณมาให้ผม”

“อย่ามายุ่งกับฉัน ถ้าฉันนิสัยไม่ดีก็อย่ามายุ่งกับฉัน!!”

"ส่งมือมานี่...คุณหนู" แม้ว่าน้ำเสียงของบรูคจะทำให้ผมใจอ่อน แต่มันไม่มีทางทำให้ผมเปราะบางมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมยังคงเบือนหน้าหนีอีกฝ่ายและพยายามทำเหมือนตัวเองเข้มแข็งอย่างที่เป็นมา

ผมพยายามที่จะเป็นสิ่งนั้น... แต่มันยากที่จะคงความเป็น แคปรินคอร์นอยู่ตลอดเวลา

"บารอนอย่าดื้อ..."

"ฉันไม่..." และถึงผมจะอยากตอบโต้ แต่เหมือนกับบรูคจะไม่ฟัง อีกฝ่ายดึงดันที่จะให้ผมนั่งลงตรงนั้น นั่งลงที่ตักของเขาในขณะที่เขานั่งบนหลังกระโปรงรถยนต์ของผม

แม้ว่าผมพยายามดิ้น แต่บรูคกอดเอวไว้และล็อกตัวของผมให้นั่งเกยทับอยู่บนตักของเขา “คุณไม่ต้องอวดเก่งเกินวัยก็ได้ มานี่...ผมจะล้างแผลที่หลังมือให้”

“ไม่ต้องยุ่ง...”

“คุณก็อย่าดื้อสิครับ...” บรูคว่าพร้อมกับโอบกอดผมจากด้านหลังไว้แน่น สุดท้ายผมก็ตกอยู่ในวงล้อมของอีกฝ่าย บรูคเอี้ยวตัวไปหยิบเอาอุปกรณ์ทำแผลที่ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน เขายกขวดน้ำเกลือขึ้นก่อนใช้สำลีชุบและเช็ดเลือดจากหลังมือของผมเบา ๆ 

มันเป็นแผล...แต่มันไม่ได้ทำให้ผมเจ็บเท่ากับการถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดพวกนั้นจากแม็กทีส

“อะ...” ผมกัดริมฝีปากตอนที่บรูคกำลังเช็ดล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือ ก่อนจะใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลป้ายลงบนแผลสด เขาโน้มเข้ามาเป่ามาเบา ๆ จนผมรู้สึกเย็นหลังมือ

ในระหว่างที่ทุกความเงียบงันเกิดขึ้น สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความสุภาพจากอีกฝ่ายที่ผิดไปจากปกติ ...

“มันแสบ...”

“เดี๋ยวก็หาย แผลแค่นี้เอง”

“ฉันไม่ชอบ...” ผมพูดน้อยคำอย่างประหลาด ปกติแล้วผมไม่ใช่คนแบบนี้ และนั่นคงเพราะว่าผมกำลังอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผมจะเปราะบางได้เท่ากับในเวลานี้

มันเหมือนกับเกาะทุกอย่างที่สวมถูกถอดจนร่างกายเปลือยเปล่า สุดท้ายคนเราก็ไม่ได้เข้มแข็งได้ตลอดเวลา...

"เจ็บนิดหน่อยนะ อดทนได้ใช่มั้ย?"

"ฉัน...ไม่...ไม่ใช่เด็กนะปาร์คเกอร์" ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย "อีกอย่างแผลแค่นี้ฉันไม่ตายหรอก"

"เมื่อกี้คุณยังบอกว่ามันแสบอยู่เลย"

"แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันเจ็บจนทนไม่ได้นี่" ผมเหลือบมองไปยังแผลที่หลังมือในขณะที่บรูคเริ่มล้างแผลด้วยแอลกอฮอล์อีกครั้ง แม้ว่ามันจะแสบมาก แต่ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บจนทนไม่ไหวแบบที่เขาคิดหรอกนะ...

“คุณชกหน้าเขาทำไม?"

"..."

ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะตอบคำถามใคร จึงได้เงียบและแม้ว่าบรูคจะยังถามไม่เลิกผมก็ไม่คิดที่จะบอกเขาหรอก เราไม่ได้สนิทกัน ผมอาจจะสนิทใจกับเขาในเวลานี้ แต่ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น

"คุณโกรธขนาดนั้นเลยเหรอคุณหนู?”

"ไม่รู้เหมือนกัน..."

เมื่อพูดจบก็เกิดความเงียบขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างเราทั้งคู่ ผมและบรูคไม่มีใครพูดอะไรกันอีก ผมเป็นฝ่ายเหม่อลอยอย่างไม่มีจุดหมาย ในขณะที่ถูกทำแผลโดยผู้ชายที่มักจะยุ่งไม่เข้าเรื่อง แต่ว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าบรูคทำให้ผมอบอุ่นในนาทีที่น่าอึดอัด

"นายได้ยินที่พวกเขาพูดใช่มั้ย"

"หืม?"

"ก็เรื่องที่แม็กทีสพูดถึงพ่อของฉัน...เรื่องพวกนั้น นายได้ยินหรือเปล่า?"

"ผมไม่รู้หรอกว่าเขาพูดเรื่องอะไร" ผมว่าบรูคคงแค่ทำไขสือ มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะไม่รู้ อย่างเขาเหรอจะไม่ตามมาเฝ้าผมทุกฝีก้าว ถ้าบรูคอยู่ห่างจากผม เขาก็คงไม่เข้ามาช่วยผมจากเรื่องชกต่อยเมื่อครู่ได้ทันเวลาหรอก!

"ฉันรู้ว่านายรู้ นายคงจะได้ยินทั้งหมด..."

บรูคไม่ตอบและยังคงทำเพียงใส่ใจกับแผลของผม แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นแค่เพียงวิธีการหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามเท่านั้นเอง

"นายเชื่อว่ามันจริงมั้ยปาร์คเกอร์?"

"เรื่องไหนละครับ?"

"ที่บอกว่าพ่อฉันคือคนที่ร้ายกาจ บงการทุกอย่าง เป็นเทพบุตรแค่กับลูกชายของเขา มันจริงใช่มั้ยล่ะ?"

"ถึงมันจะจริงหรือไม่จริง คุณแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วบารอน..." บรูคกล่าว และน้ำเสียงนี้ก็ฟังดูอ่อนโยนซึ่งแตกต่างจากเขาในเวลาปกติที่ผมเคยเจอ

"มันเป็นเรื่องที่คุณเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นแบบไหน"

"ฉันสมควรที่จะต่อยหน้าหมอนั่น...คิดว่างั้นมั้ย?" ผมยิ้มคนเดียวตอนที่บรูคเป่าปากเบา ๆ ระหว่างที่เขาใส่ยาลงบนแผลที่หลังมือให้แก่ผม

"การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ปัญหายุติหรอกนะ และผมคิดว่าปกติคุณไม่ใช่คนที่ชอบใช้กำลัง แม้ว่าจะถนัดใช้คำพูดให้เจ็บปวด แต่คุณไม่เคยทำร้ายใครขนาดนั้น”

“หมายความว่าไง...นายอย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย นายไม่มีวันเข้าใจหรอก”

"ใช่ผมไม่เข้าใจคุณหรอก แต่ผมเชื่อว่าเด็กคนนั้นก็มีส่วนพูดถูก คุณยกย่องตัวเองได้ แต่นั่นต้องไม่เบียดเบียนหรือเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใคร" เขาพูดออกมาได้ยังไงนะ มีสิทธิ์วิจารณ์ผมงั้นเหรอ?

"ฉันทำตอนไหนกัน"

“เยอะแยะไป เช่นกับผม กับเด็กสาวคนนั้น กับเพื่อนร่วมห้อง กับใครสักคน ทั้งที่พวกเขาไม่สมควรได้รับการดูถูก แม็กทีสเองก็โดนคุณเหยียดหยามหลายต่อหลายครั้งเหมือนกัน"

"ฉัน..."

"คุณคงไม่รู้ตัวสินะ" บรูคไม่ได้มีถ้อยคำหรือน้ำเสียงตำหนิ ประชดประชัน มันมีความเอ็นดูในนั้น ผมสัมผัสได้

"ความรุนแรงของคำพูดและการใช้กำลังมันมีผลเท่า ๆ กัน คุณเจ็บปวดทางใจ แต่แม็กทีสก็เจ็บปวดทางร่างกายเหมือนกัน พวกคุณต่างเจ็บปวดคนละแบบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะชกหน้าคนทั้งโลกที่พูดจาแย่ ๆ ใส่คุณ พวกเขามีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้ ตราบใดที่คุณเองก็มีสิทธิ์ที่จะพูดจาแบบนั้นกับพวกเขาเหมือนกัน”

เขาว่าและชูกำปั้นของผมขึ้น ก่อนจะเป่ามันเบา ๆ ผมสบตากับดวงตาสีฟ้าขุ่น ในเวลานี้ผมสัมผัสได้ว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นผิดปกติ

อัลฟ่าสมองกลวงแบบเขาส่งผลกับผมแบบนี้...

“แต่ว่า...แม็กทีสเริ่มก่อน เขาถึงได้มีจุดจบแบบนั้น!”

“คุณเองก็เริ่มทำร้ายเขาเหมือนกันนะ แต่คุณแค่ไม่รู้ว่าตัวเองใช้คำพูดทิ่มแทงเขา ...เอามือมาอีกข้างสิ” บรูคว่าและเอื้อมมือมาจับมือผมอีกข้างโดยพลการ ผมไม่ได้มีท่าทางขัดขืนสักนิด แถมยังนั่งอยู่บนตักและปล่อยให้บรูคจัดการทำแผลให้ต่อไปแบบนั้น

บอกไว้เลยว่าที่ผมยอมให้มันเป็นแบบนั้นก็เพราะว่านาทีนี้ไม่มีใครปลอบโยนผมได้ดีเท่าบรูค ปาร์คเกอร์อีกแล้ว ซึ่งผมรู้ว่าเขาทำไปด้วยความหวังดี...

"สงสัยฉันอาจจะเป็นคนแบบที่พวกเขาบอกล่ะมั้ง..."

"คนแบบไหน?" บรูคพึมพำและขยับตัวตอนที่พวกเรานั่งเกยตักกันอยู่หลังกระโปรงรถ

"คนเลว...พวกเขานิยามฉันแบบนั้น คนชั่วร้าย คนร้ายกาจ คนเห็นแก่ตัว"

"ผมไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นคนเลวหรือเปล่า แต่พ่อผมสอนไม่ให้ตัดสินใครจากอดีตที่เขาผ่านมา..."

"และถ้าฉันเป็นคนแบบนั้นทั้งอดีตและปัจจุบันล่ะ" ผมไม่รู้ว่าตัวเองถูกตัดสินไปหรือยัง แม้ว่าบรูคจะพูดประโยคปลอบใจแบบนั้นแต่ผมไม่ปักใจเชื่อ อย่างไรเสียในสายตาของเขาหรือใคร ผมก็คือคนนิสัยไม่ดีคนหนึ่งเท่านั้นแหละ...

"พ่อผมเคยพูดไว้ว่าถ้าเราทำผิด เราแค่ต้องเปลี่ยนความผิดพลาดเหล่านั้นให้เป็นบทเรียน และความจริงแล้วว่าบนโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เคยทำผิด?"

"เขาพูดแบบนั้นจริงเหรอ?"

"ใช่...คนบอกว่าที่น่านับถือคือคนที่พยายามแก้ไขตัวเองและเลือกที่จะโยนอดีตไว้ข้างหลัง บางอย่างเราทำอะไรกับมันไม่ได้ นั่นแหละมั้งที่ว่าบางทีเราอาจจะมองไม่เห็นตัวเองเท่ากับที่คนอื่นมองเรา"

"แบบที่ฉันมองไม่เห็นในสิ่งที่พ่อทำ" ผมกำลังตัดพ้อบางอย่างแบบน่าละอาย...

"ผมรู้ว่าสิ่งที่คุณได้ยินมามันทำให้คุณสับสน แต่ผมก็เชื่อว่าพ่อคุณเองก็ไม่ได้เป็นผู้วิเศษที่จะไม่เคยทำผิดพลาดเลยสักครั้ง ซึ่งนั่นรวมถึงตัวคุณเองก็ด้วยบารอน..."

ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง ตอนนี้รู้สึกเหมือนอ้อมกอดที่อยู่รอบเอวของผมจะแน่นขึ้น ลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารดข้างกกหูของผม ทั้งกลิ่นกายอัลฟ่าอันเป็นเอกลักษณ์จากเขาก็กำลังผ่อนคลายผมอย่างไม่น่าเชื่อ...

"เราทุกคนล้วนเคยทำเรื่องเลวร้ายกันทั้งนั้น แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างให้คุณไปทำร้ายใคร เวลาที่พวกเขาพูดถึงสิ่งที่คุณทำไม่ดี...คุณต้องยอมรับว่ามันคือสิ่งที่คุณเคยทำ นับจากนี้การแก้ไขตัวเองมากกว่า คือข้อพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้เลวร้ายแบบที่พวกเขาพูดกัน"

"ถึงจะอย่างงั้น แต่ว่าฉันไม่เชื่อว่าพ่อจะทำแบบนั้น..." หลังจากที่นิ่งไปนาน ผมก็ยืนยันเรื่องพวกนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดังและหนักแน่นเหมือนกำลังปลุกใจตัวเอง 

"นั่นคือเรื่องของคุณบารอน"

"แสดงว่านายเชื่อว่าพ่อของฉันทำแบบที่แม็กทีสบอกงั้นสิ?"

ผมเอี้ยวตัวไปมองอีกฝ่ายที่กอดผมเอาไว้ ผู้ชายคนนี้ซับซ้อนจนผมคาดเดาอะไรไม่ได้ โดยปกติแล้วผมจะมองทะลุปรุโปร่งความคิดของผู้ชายทุกคน แต่ดูเหมือนจะต้องยกเว้นเขา...

บรูค ปาร์คเกอร์ ลึกลับอย่างไม่น่าเชื่อ




"งั้นผมขอถามหน่อย ถ้าผมเชื่อแบบนั้น แล้วคุณจะทำอะไรได้"

ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ รู้แค่ว่าถ้าเขาเลือกที่จะไม่เชื่อแบบนั้นก็คงฝืนใจอะไรใครไม่ได้

"คุณจะบังคับให้ผมเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อหรือไงล่ะ แล้วถ้าผมยืนยันที่จะเชื่อว่าพ่อคุณไม่ใช่คนดี คุณจะทำยังไงคุณหนู"

"..."

"สักวันคุณจะเข้าใจว่าเราไม่สามารถบังคับความคิดของใครได้ ในโลกของผู้ใหญ่ ความจริงบางอย่างทำได้แค่ปล่อยวาง"

ในทีแรกผมเชื่อว่าตัวเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่นที่มีต่อผมได้ แต่ว่าตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตัวเองเปลี่ยนใจใครไม่ได้ ถึงแม้จะอยากทำได้ก็ตาม

"ไม่ว่าคนพวกนั้นจะมองและคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ยังไง คุณเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขาไม่ได้แน่ ๆ"

"แล้ว..ถ้าเกิดว่าพ่อเป็นแบบที่ใครบอกล่ะ ฉันจะรู้สึกยังไงดี?" ผมชักไม่แน่ใจว่าความจริงคืออะไร และผมจะยังเผชิญหน้ากับมันได้มั้ย?

"ต่อให้เรื่องที่คุณบอกเป็นความจริง แต่เขาก็ยังจะเป็นพ่อของคุณเสมอบารอน"

"..."

"คุณอาจจะรับความจริงไม่ได้ ...แต่โปรดรู้ไว้ว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคุณ"

ผมรู้ว่าตอนนี้ตัวเองเปราะบางแค่ไหน ดูเหมือนผมจะอ่อนแอจนถึงขั้นต้องนั่งให้คนขับรถกอดปลอบด้วยประโยคดีเหล่านั้น

"แม้ว่าวิธีการของเขาจะแตกต่างออกไป แต่นั่นคือการแสดงความรักอีกอย่าง สำหรับผมมันไม่มีผิดถูก ถ้าขึ้นชื่อว่ารักไม่ว่ารูปแบบไหน มันก็คือความรักและมันยิ่งใหญ่เสมอ"

"ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่สมบูรณ์มาตลอด"

"บารอน... คุณว่านิ้วมือคนเราเท่ากันมั้ย" บรูคถามเสียงอ่อน หลังจากที่พ่นลมหายใจออกมา ผมเหลือบขึ้นมองเขาที่ใช้คางเกยอยู่ที่หัวไหล่ของผม "ดูมือคุณสิ นิ้วมือของคุณยังไม่เท่ากันเลย"

"มันเกี่ยวกันตรงไหน?"

"คุณว่ามีส่วนไหนในร่างกายเท่ากันบ้าง ดวงตา ติ่งหู เส้นผม มีอะไรที่ดูเท่ากันมั้ย?"

"นายถามอะไรงี่เง่าของนาย" ผมเหมือนกำลังรำคาญ แต่น้ำเสียงอ่อนลงสวนทางกับคำพูด

"ทุกอย่างถูกสร้างมาให้มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น และสิ่งที่คุณคิดว่าสมบูรณ์มันอาจจะเป็นเพียงนิยามสำหรับของบางสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง" บรูคเอียงหน้าซบลงกับไหล่ของผม และผมไม่พยายามต่อต้านเหมือนอย่างที่ควรเป็น

อะไรกัน...ทั้งที่ผมไม่ชอบบรูค และคิดเสมอว่าเขาเป็นคนน่ารังเกียจ...

"ชีวิตของเราจะมีรสชาติ เมื่อมันมีหลากหลายอารมณ์ หลากหลายประสบการณ์ ตอนนี้คุณกำลังเผชิญหน้ากับความผิดหวังที่เกิดจากพ่อของคุณ สำหรับผมนั่นถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ"

"นายจะบอกว่าพ่อนายก็ทำไม่ดีงั้นเหรอ?"

"สำหรับผม นั่นไม่ได้สำคัญ และต่อให้ใครบอกว่าเขาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผมรู้สึกต่อพ่อจะไม่ถูกสั่นคลอน ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นพ่อที่เก่งและดีที่สุดในสายตาของผม ต่อให้ตอนนี้เขาจะแข้งขาสั่นดูไร้ประสิทธิภาพ และป่วยเป็นโรคร้าย แต่ผมก็เชื่อว่าเขายังเป็นฮีโร่แบบที่ผมเคยเห็นมาตลอดหลายปี" น้ำเสียงที่บรูคที่กล่าวถึงพ่อของเขา ช่างเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและชื่นชม

แม้ว่าผมจะไม่รู้จักพ่อของเขา แต่ผมรู้สึกได้ว่าเขาจะต้องเป็นผู้ชายที่วิเศษสำหรับบรูค มาก ๆ

"พ่อของคุณเป็นแบบไหนในใจของคุณ ก็ขอให้เขาเป็นแบบนั้นต่อ และแม้ว่าให้ความจริงพวกนั้นจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของคุณที่มีต่อเขา แต่อย่าทำให้มันมีอิทธิพลกับคุณเลย รู้ไว้แค่ว่าพ่อคุณรักคุณมากที่สุด เท่าที่ชีวิตของเขาจะรักใครได้ก็พอแล้ว"

ทุกอย่างมันอบอุ่นไปหมด ความเชื่องช้าและสุขุมจากการเป็นบรูค ปาร์คเกอร์กำลังทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับเรื่องราววุ่นวายที่รบกวนจิตใจไม่สามารถแตะต้องผมได้อีก ...

สิ่งเหล่านั้นไม่มีผลกับผมอีกเลย ผมพยายามเข้มแข็งแต่สุดท้ายผมกลับทรุดตัวลงในอ้อมกอดของบรูค และมันเป็นครั้งแรกที่ผมยอมให้เขากอดเพราะเชื่อว่าเขาช่วยทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้... เขาช่วยได้จริง ๆ

"ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน เรื่องอะไรก็ตามที่จะทำให้คุณผิดหวัง โปรดบอกตัวเองไว้ว่าพ่อของคุณจะยังรักคุณที่สุด และนั่นแหละที่คุณควรจะรับรู้ไว้... มันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

“นายมีบุหรี่มั้ย?” ผมถามหลังจากที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับข้อคิดดี ๆ ของเขา... "ก็แหม...ฉันแค่อยากจะลองดู เวลาที่เครียด ๆ หาทางออกไม่ได้"

“เกเรขนาดไหนนะถึงได้มาถามหาบุหรี่กับผม?”

“ปาร์คเกอร์อย่ามากวนประสาทนะ ฉันต้องการมัน!!”

“คนแบบคุณไม่เหมาะกับนิโคตินเลยนะครับคุณหนู” เขาเย้าแหย่ด้วยน้ำเสียงขบขันที่ข้างใบหู ในขณะที่ผมถูกโอบเอวไว้หลวม ๆ และตอนนี้กลับไม่ได้ปฏิเสธว่าท่วงท่าที่เกิดขึ้น เรานั่งซ้อนกันอยู่นี้มันล่อแหลม ซึ่งถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ผมกลับรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองเกิดความสบายใจ...

กับคนขับรถตกงานเนี่ยนะ?

“คุณรู้มั้ยว่าบุหรี่น่ะมันทำให้ริมฝีปากของเราคล้ำและกลิ่นของมันก็เหม็น”

“อย่ามาสอนเหมือนฉันไม่รู้อะไรเลยจะดีกว่าปาร์คเกอร์”

“ฮ่า ๆ คุณต้องไม่รู้แน่ว่าเด็กวัยสิบหกที่ดูน่าทะนุถนอมแบบคุณน่ะไม่ควรทำตัวแบบนี้”

เป็นอีกครั้งที่คำพูดของบรูคเล่นงานผมอย่างจัง เขาประคบประหงมและใส่ใจกับการทำแผลที่มือทั้งสองข้างให้แก่ผมจนผมไม่กล้าทัดทานอะไรอีกฝ่าย

มันก็ดีอยู่เหมือนกันแหละที่มีคนมาใส่ใจแบบที่ผมเคยได้รับมาตลอด และกับช่วงเวลาที่แสนเปราะบางแบบนี้ด้วย

“สรุปว่านายมีหรือไม่มีกันแน่ หรือว่านายไม่อยากให้ฉันสูบ”

“ถ้าคำตอบของผมคืออย่างที่สอง มันจะทำให้คุณหนูเปลี่ยนใจหรือเปล่า” ผมหันไปสบตากันกับเขาในระยะใกล้ชิด ลมหายใจเราแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมรับรู้ว่าหัวใจผมเต้นแรงพอ ๆ กับลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างถี่รัว

สัญชาตญาณงั้นเหรอ หรือว่าเพราะอะไร...

“อย่าสูบเลย ริมฝีปากนุ่ม ๆ ของคุณเหมาะที่จะคาบอย่างอื่นมากกว่า”

“นี่ปาร์คเกอร์--” ผมหันหน้าไปเพื่อเผชิญหน้ากับเขา แต่แล้วปลายจมูกโด่งนั้นกับประทับลงที่แก้มเนียนของผม หัวใจผมเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ผมอยู่ในท่าที่ดูประหลาดกำลังถูกกอดไว้บนตักแกร่ง แก้มข้างซ้ายถูกปลายจมูกโด่งของบรูคคลอเคลียไม่ห่าง

“...”

ไม่มีคำพูดใดเข้าแทรกกลางระหว่างเรา ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความเงียบงัน...

“ขยับออกไป...แล้วก็ส่งบุหรี่มาให้ฉัน” ผมพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่น ทั้งที่มันทำได้ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ให้ผมกระโดดสิบครั้งแล้ววิ่งไปหน้าโรงเรียนยังดูเป็นไปได้มากกว่าเลย

“ถ้าคุณได้กลิ่น คุณจะรู้ว่าริมฝีปากของผม มีบุหรี่กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่อยู่...”

ผมเผยอริมฝีปากเมื่อเขาจูบลงที่หัวไหล่ ฝ่ามือของเขาวางลงที่หน้าขาของผม วินาทีนั้นผมรู้สึกโลดโผนราวกับอยู่บนรถไฟเหาะ ผมไม่กล้าคิดเลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอยากจะทำอะไรต่อไป

ทำตามคำท้าทายหรือคำเชิญชวนนั่น...

“นายกำลังจะท้าทายฉันอยู่งั้นสิ” ผมถามและเผลอกัดริมฝีปากตอนที่เขาเคลื่อนมือไปตามหน้าขาของผม มืออีกข้างของเขาล้วงเข้าไปในเสื้อพละของผม

พระเจ้า...ผมกำลังทำตัวเป็นเฟลลอน แคร์ริงตัน จากเรื่อง dynasty อยู่งั้นสิ ไอ้ความสัมพันธ์ของคุณหนูไฮโซกับคนขับรถที่ผมคิดว่ามีแค่ในละครเท่านั้น!!

“ฉันไม่ชอบรสสตรอว์เบอร์รี่”

“บางทีตอนนี้คุณอาจจะชอบขึ้นมาก็ได้....ซึ่งหมายถึง ริมฝีปากของผม”

และทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมถูกดึงเข้าไปคร่อมทับบนตัวของเขาและริมฝีปากของเราก็ประทับกัน มันเป็นจูบที่โจ่งแจ้งแต่ผมไม่สนใจ เราทั้งคู่แทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวินาทีนี้จะมีใครผ่านมาเห็นมั้ย

แน่นอนล่ะว่านี่คือที่จอดรถวีไอพีของคนตระกูลแคปรินคอร์น จะมีใครกล้าเหยียบเท้าเข้ามา...

ผมบดขยี้ริมฝีปากกับบรูค ปาร์คเกอร์ และเขาจูบเก่งกว่าที่คิด พวกเราดูดเรียวลิ้นสลับกันไปมา ผมได้กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่จากริมฝีปากของเขา รู้สึกได้ว่าช่องท้องปั่นป่วนไปหมด เขายกผมคาบที่เอวแกร่งกำยำ และดันตัวผมนอนลงกับฝากระโปรงรถ

ผมเผยอปากและอ้ามันกว้างขึ้นเหมือนกับคนที่หิวกระหาย ตอนที่เขาสอดปลายลิ้นเขาไปมันทำให้ผมละลายลงกับฝากระโปรง...สายตาที่เขามองผมช่างทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเปลือยกายล่อนจ้อน ฝ่ามือของผมจิกข่วนที่แผ่นหลังของเขา ริมฝีปากของเราไม่ห่างกันเลย

ไม่เลย!!

ท่ามกลางความเงียบในโรงจอดรถส่วนตัวที่มีแค่รถของผมคนเดียว และมีเพียงเสียงแลกน้ำลายของเราสองคนดังไปทั่ว ผมกัดริมฝีปากล่างจนรู้สึกบวมช้ำ ตอนที่บรูคเริ่มซุกไซ้ซอกคอของผม ผมเขินอายยามที่ได้ยินกันเพียงสองคนในพื้นที่แห่งนี้

ผมบดริมฝีปาก แลกลิ้น และกระชับกอดแน่นขึ้นแม้ว่าภายในใจจะมีสัญญาณเตือนว่าเราไม่ควรทำแบบนี้ ผมไม่ควรเกลือกกลั้วกับคนขับรถ

“อา...” ผมพริ้มตาพร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้นรับสัมผัสจากบรูคที่กำลังซุกไซ้ซอกคอของผมอย่างหลงใหล ผมเป็นราชินีโอเมก้า และการทำให้อัลฟ่าสูญเสียสัญชาตญาณของตัวเองมันเป็นสิ่งที่ราชินีไม่ได้ตั้งใจ

หรือบางทีผมอาจจะพยายามทำให้มันเกิดขึ้นก็ได้...

“อ๊ะ...ปาร์ค--เกอร์” ผมขย้ำกลุ่มผมสีเทาและแอ่นหน้าอกขึ้นจนแผ่นหลังลอยจากกระโปรงรถ และเมื่อมือแกร่งลูบลงไปที่หน้าขาจนทำให้ผมขนลุกไปทั่วทั้งตัว

“คุณรู้ว่าผมหยุดไม่ได้ คุณหยุดมันสิบารอน...”

เขางี่เง่าหรือไงนะ

“เพราะมันได้กลิ่นของคุณจนเสียตัวตนตัวเองไปหมดแล้ว...”  บรูคยอมรับออกมา ผมไม่คิดที่จะหยุดและเหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจ ไหนบอกว่าตัวเองควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดีไง...

เหอะ พอได้กลิ่นโอเมก้า พวกอัลฟ่าก็เข่าอ่อนกันทุกคน!

“ฉันอยากได้กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่จากปากของนายอีก...อื้อ”

“ชอบเหรอ?” บรูคเอ่ยขึ้นหลังจากผละริมฝีปากร้อน ๆ ออกห่างเล็กน้อย

ผมไม่ตอบคำถามนั้น และทำแค่กำคอเสื้อของเขาแล้วดึงลงมาบดขยี้ริมฝีปากช่างพูดที่กระตุ้นให้ผมมีอารมณ์มากยิ่งขึ้น เขาลูบไปตามผิวเนียนของผม ก่อนจะสอดมือเข้าไปภายใต้กางเกงกีฬาขาสั้น ก้านนิ้วยาวสอดไปในกางเกงชั้นในสีขาว

เขาช่างปลุกปั่นอารมณ์ของผมได้ดี แม้เพียงแค่ปลายนิ้ว!!

“ถ้าคุณไม่ต้องการก็หยุดผมสิ แต่ถ้าคุณไม่หยุด ผมก็จะไม่หยุดเหมือนกัน...” เขากระซิบบอกและจูบไปตามกรอบหน้าของผม ผมยิ้มพลางหอบหายใจแม้ว่าเขาจะสั่งแต่ผมยังไม่อยากหยุด เขาสามารถทำให้ผมใจเต้นแรงแบบไม่เคยมีใครทำได้ เพราะแบบนั้นผมยังอยากจะลิ้มรสของเขาอีกสักหน่อย...

ไม่มีใครอยากจะหยุดและเมื่อริมฝีปากของเรานั้นสัมผัสกันอย่างเปลือยเปล่าอีกครั้ง ผมค้นพบแต่ความวิเศษที่ไม่อยากจะหยุด ลิ้นของเขามันเกี่ยวพันลิ้นของผมเอาไว้

พระเจ้า...จูบของเขานั้นช่างดีอย่างที่สุด มันดีมากกว่าที่เคยลิ้มรสจากใครต่อใครมากมาย และผมมีประโยคสั้น ๆ ว่า 'ได้โปรด อย่าหยุดเลยนะ'





Talk

นังตัวดี นังตัวดี เธออยากจะทำให้เขาแจ้งความข้อหาพรากผุ้เยาว์ถูกมั้ย? 55555555555  ฝากน้องจ้าาาาาาาาาาาาา ควีน ๆ แซ่บ ๆ ปมชีวิตไม่ซับซ้อนไม่ต้องกลัวดราม่า เพราะมันมี !!

ป.ล. หากมีคำผิดขออภัยเป็นอย่างสูงนะคะ  :ling3:

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
สงสารนายเอก ขี้วีนแต่ยังต่อกรไม่เก่ง ปล่อยให้แม็กทีสว่าเอาๆ พอน็อตหลุดก็ต่อยเลย ดูไม่ดีในสายตาคนอื่นไปแล้ว :hao5:
พระเอกก็นะ ทำไมไม่เข้าไปช่วยก่อนหน้าน้านนนนน :m31:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7661
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ติดตามจ้า~

ออฟไลน์ namzagirl

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 32
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1
สงสารน้อง ต่อไปคนที่โรงเรียนจะมองน้องยังไงเนี่ย  :o12:

ออฟไลน์ smmikie

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 440
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-1
เราร้องไห้ตาม สงสารน้อง มันะมีปมมีอะไรอีกเนี่ยยยย

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด