Ω You're my Omega l เป็น(ของ)คุณคนเดียว「 xiv」Soulmate (1-2) : Jul 29,2019
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: Ω You're my Omega l เป็น(ของ)คุณคนเดียว「 xiv」Soulmate (1-2) : Jul 29,2019  (อ่าน 7616 ครั้ง)

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
อิตาคนพี่เริ่มออกลาย ปากว่ามือถึง ล่อลวงเด็กด้วยจูบ strawberry and cigarettes ไปอีกกก
แกหยุดเองได้ แต่ไม่ทำ ดูออกว่าอยากกินเด็ก คุกๆๆ
โรงจอดรถในโรงเรียน แกต้องใจเย็นๆบรู๊ค ให้ถึงบ้านก๊อนนนน


ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2

「 ⅶ 」 Sexuality

(N.) a person's sexual orientation or preference.


ผมนอนแหงนหน้ามองแชนเดอร์เรียภายในห้องนอน ทุกความเงียบสงบช่างเป็นเพื่อนที่น่ากลัว ตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน ผมก็แทบไม่ได้คุยกับใคร และอีกอย่างคือผมไม่ต้องการที่จะอธิบายเรื่องนี้กับพ่อและแม่ อย่างน้อยก็คงในเวลานี้ คงเพราะมันเป็นการเผชิญหน้าที่ยากที่สุด

ผมไม่รู้จะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน ถูกความสับสนและไม่เข้าใจก่อกวนราวกับคลื่นพายุกลางมหาสมุทร...ผมรู้ว่าเรื่องที่แม็กทีสพูดได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นที่ผมมีกับครอบครัวมาโดยตลอดแบบได้ผลอย่างที่ไม่ควรเป็น และหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นแคปรินคอร์น คงเป็นการการรักษาหน้าตาของตระกูลเอาไว้ ผมมีชีวิตแบบนี้ได้เพราะสายเลือด พ่อมักพูดกับผมเสมอ...

พวกเขาสอนให้ผมเคารพตัวเองและเทิดทูนความเป็นแคปรินคอร์น...

“ลูกจ๋า แม่เอาผลไม้มาให้” แม่เปิดประตูเข้ามาก่อนจะทำท่าเคาะที่ผนักกำแพงสีขาวเบา ๆ เธอแนบหน้าลงกับกรอบประตู มืออีกข้างถือจานผลไม้ที่ปอกแล้วอย่างดี พร้อมทั้งส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับผม "ทานผลไม้หน่อยนะ"

“ผมยังไม่อยากทานผลไม้ตอนนี้ครับ”

“ลูกรักการทานผลไม้เป็นมื้อค่ำจะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง ถือเป็นการไดเอทไปด้วย” แม่อ้างสรรพคุณก่อนจะเดินมาถึงข้างเตียงของผมโดยที่ผมไม่ได้ตอบประโยคใดของเธอไป

“อย่าคิดมาเลยบารอน พ่อเขาไม่เคยโกรธลูกหรอกนะลูกรัก”

นั่นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แม่เลือกใช้กับผม เวลาที่พ่อสีหน้าของพ่อเต็มไปด้วยโทสะ เขามักจะใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้นานที่สุด หรือนานพอที่ความโกรธของเขาจะสงบลงได้ พ่อไม่ใช่คนเจ้าอารมณ์ อย่างหนึ่งที่ผมรู้คือเขาควบคุมแม้กระทั่งสิ่งที่ผมทำไม่ได้...

“ผมได้ยินพ่อเอาแต่ตำหนิบรูค มารีน่าบอกว่าพ่อด่าเขารุนแรงมาก” ผมเลื่อนสายตาไปที่พื้นแทนที่จะเป็นสีหน้าเห็นอกเห็นใจของแม่

“โธ่ลูก...ก็เขาสมควรโดนตำหนิ”

แม้แม่จะพยายามปลอบโยนผมโดยการโยนความผิดให้บรูค แต่จิตสำนึกของผมกำลังต่อต้าน... มันประท้วงเสียงดังว่าผมนั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิด ผมต่างหากที่ควรจะถูกตำหนิไม่ใช่เขา

“พ่อจะไล่บรูค ปาร์คเกอร์ออกมั้ยครับแม่?”

“แน่นอนว่าพ่อเป็นคนให้โอกาสคน” แม่ขยับตัวนั่งลงบนผืนเตียงข้างผม เธอวางมือลูบที่หลังมือของผมที่รวบไว้บนหน้าตัก “เขาทำให้ลูกตกอยู่ในอันตราย เขาทำหน้าที่บกพร่อง และไม่มีอะไรที่ต้องเห็นใจเวลาที่เขาทำผิดพลาด”

“แต่ว่า...เขาไม่ได้ทำแบบนั้น”

ผมติดเสียงลงท้ายคำปฏิเสธนั้นด้วยความไม่พอใจ แม่ยิ้มด้วยสีหน้าไม่รับรู้อะไร ทั้งที่ผมรู้ว่าแม่เองก็คงจะเข้าใจดีว่าผมต่างหากที่เป็นคนก่อเรื่อง เป็นฝ่ายชกหน้าเพื่อนและวิวาทกับคนในโรงเรียน

ตั้งแต่กลับมาที่บ้านผมยังไม่ทันจะได้อธิบายอะไร พ่อก็ขอตัวเข้าห้องทำงานก่อนจะเรียกบรูค ปาร์คเกอร์เข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว พอไม่ใช่คนเสียงดังและชอบใช้อารมณ์ และต่อให้ผมยืนแนบหูที่หน้าประตูก็ไม่มีทางได้ยินเสียงพ่อแน่ ๆ

“แม่ว่าลูกคงอยากจะนอนพักแล้วแหละ งั้นแม่ให้แม่บ้านชงนมอุ่น ๆ มาให้นะ” แม่ตัดบทและขยับตัวเหมือนจะลุกขึ้น “วันนี้ลูกเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เข้านอนเถอะจ้ะ”

“แม่ครับ ผมต้องบอกแม่...”

เราสบตากันและครั้งนี้ผมเว้าวอนให้แม่ฟังผม ปกติแล้วผมไม่เคยสนใจว่าใครจะเดือดร้อนจากเรื่องของผม ถ้าเป็นปกติผมอาจจะดีใจที่บรูคถูกตำหนิจนเกือบจะโดนไล่ออก แต่ครั้งนี้...มันกลับมีความรู้สึกผิดจนอึดอัดไปหมด...

“เรื่องที่ศาสตราจารย์โทรบอกพ่อ...เรื่องนั้นไม่เป็นความจริงเลย”

ผมทราบเรื่องมาว่าพ่อได้รับโทรศัพท์จากผู้อำนวยการและศาสตราจารย์ใหญ่ของโรงเรียน เขาบอกพ่อแค่ว่าผมโดนทำร้ายร่างกายจากลูกชายตระกูลมากีต้า เพราะเรื่องการแข่งขันในสนามวอลเลย์บอล ทั้งที่พยานปากมีมากมายที่จะยืนยันว่าแม็กทีสไม่ได้ผิดอะไร เขาไม่ได้ลงมือก่อนและผมนี่แหละที่เป็นฝ่ายทำร้ายร่างกายของเขา

ซึ่งมาถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมทุกคนต้องพยายามเอาใจผม เอาใจพ่อของผม การโยนความผิดให้คนอื่นแบบหน้าด้าน ๆ เริ่มทำให้ผมเกิดความกระดากอาย... ผมไม่ใช่คนขี้ขลาดเพราะฉะนั้นกับสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมด ผมพร้อมจะยืดอกยอมรับมันแบบไม่ปิดบัง

“ที่จริงแล้วผมไม่ได้ถูกทำร้ายร่างกาย แต่เป็นผมต่างหากที่เป็นฝ่ายหาเรื่องแม็กทีสก่อน”

“ลูกจะบอกว่าลูกเริ่มทำร้ายเขาก่อนอย่างงั้นเหรอ?” แม่ถามอย่างไม่เชื่อ หรือที่จริงเธอรู้แต่เธอแค่พยายามจะโกหกแม้กระทั่งตัวเอง...

“ใช่ครับ ผมทำ”

“พระเจ้า...” แม่เอามือทาบอกและอุทานออกมา ท่าทางของเธอทำให้ผมกัดริมฝีปากอย่างอึดอัด ผมเบนสายตากลับที่ที่พื้นห้องก่อจะพูดต่อ “มันเป็นเพราะตอนนั้นผมรู้สึกโกรธมากจริง ๆ ผมไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ตอนที่เขาพูดถึงเรื่องของเคย์ตัน”

ผมเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะตวัดดวงตากลับไปสบมองกับแม่ “และเรื่องของเจน พอตเตอร์”

ยอมรับแบบไม่ต้องบ่ายเบี่ยงใด ๆ คือผมสติแตกอย่างมากตอนที่ชื่อของเจนดังจากปากของแม็กทีส...คำถามที่เคยหายไปกำลังถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำทั้งหลายกลับมาเล่นซ้ำเหมือนหนังเก่าเรื่องหนึ่งที่ไม่ชัดเจน...

“โธ่...บารอน”

“แม่ทั้งหมดเป็นความผิดของผมครับ”

“ไม่ว่าอะไรก็ตามที่รู้ได้ยินมา ลูกบอกกับตัวเองซะว่ามันจบลงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วอีกลูกรัก” แม่ลูบศีรษะของผมเบา ๆ ก่อนจะขยับเข้าใกล้ “ลืมมันไปซะ สิ่งที่ลูกเห็นที่ลูกได้ยิน...”

“ผมทำไม่ได้ แม่ครับ ผมจำเป็นต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเคย์ตันและครอบครัวของเจน...”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น และสิ่งที่ลูกควรทำหลังจากนี้คือลืมเรื่องพวกนั้นแล้วเข้านอนซะบารอน” เสียงของแม่เริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย เธอดูโกรธที่ผมเอาแต่ถาม โดยปกติผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร นั่นก็คงเพราะผมลืมเจน พอตเตอร์ไปแบบที่คนอื่นลืม

คำพูดแย่ ๆ ที่เคยพูดกับเจน การกระทำต่าง ๆ ที่เคยทำกับเธอ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น ...ผมลืมมันไปจนหมดสิ้น

“เราจะไม่หนีความจริงกันสักครั้งได้มั้ยครับ” ผมจับมือแม่ที่บีบบนไหล่ของผม “เมื่อไหร่ที่แม่จะบอกความจริงกับผม เมื่อไหร่ที่แม่กับพ่อจะเลิกปิดบังผมเรื่องนี้สักที...”

ผมขอสักครั้ง ที่แม่จะพูดมันออกมา และเมื่อมันถึงเวลาผมก็พร้อมที่จะรับฟัง เราสองคนสบตากัน ความเงียบยังเป็นเพียงสิ่งเดียวที่โอบกอดพวกเรา และผมไม่กล้าปริปากทำลายบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยระหว่างผมกับแม่

“เรื่องบางเรื่อง ลูกควรปล่อยให้เป็นอดีตและทิ้งมันไว้ข้างหลังแบบที่ผ่านมาน่ะดีที่สุดแล้ว”

“แต่แม็กทีสรู้...เขารู้ทุกเรื่องของผม” ผมขึ้นเสียงและมันเป็นเพราะแม่ที่พยายามจะปิดบังผมทุกทาง ผมจำเป็นต้องรู้ ไม่ว่าเรื่องไหนที่ผมทำลงไป ผมจำเป็นต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่ไม่เคยพูดเรื่องเคย์ตัน เขาบอกว่าคนพวกนั้นสมควรออกจากเมืองไป พ่อบอกว่าอาเลียมจัดการเรื่องพวกนี้เอง ...แต่ผมไม่เชื่อ

แค่อาเลียมคนเดียวไม่สามารถบีบใครให้กระเด็นออกไปจากที่นี่... บางทีแม็กทีสอาจพูดถูก ทั้งพ่อและแม่ของผมต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้!

“แม็กทีสบอกลูกแบบนั้นใช่มั้ย เขาเล่าให้ลูกฟังแบบนั้นเหรอ?”



“นั่นมันไม่ประเด็นสำคัญเลยครับ!!!”

ผมตวาดกลับเสียงดัง จ้องมองดวงตากลมโตของแม่ที่เบนไปทางอื่น เธอจงใจโกหกผม!

“ไม่ว่าใครจะบอกมันไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า...สุดท้ายแล้วเรื่องที่ผมทำร้ายพวกเขามันคือความจริง” ผมบีบมือตัวเองจนรู้สึกเจ็บแผลไปหมด “ผมอยากจะรู้ว่าพ่อกับแม่ทำอะไรพวกเขา และคืนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับผมบ้าง”

ทำไมเจนถึงหายตัวไป... ผมตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง

เกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น ทำไมผมถึงไปฟื้นที่โรงพยาบาล ทำไมเหตุการณ์ในวันนั้นถึงไม่เป็นข่าว...ผมรู้ว่ามันจะต้องมีอะไรมากกว่าที่พ่อกับแม่บอก

ทำไมเรื่องคืนนั้นถึงหายสาบสูญไป และไม่มีใครขุดคุ้ยมันขึ้นมาพูดอีกเลย ทั้งที่มันคงเป็นเรื่องสนุกปากสำหรับข่าวอื้อฮาวของคนดังในเมืองโอเวิลซิตี้ คนทั้งหลายสนุกที่จะวิจารณ์การกระทำของคนอื่น พวกเขาชอบตอกย้ำในความผิดดพลาดและสมน้ำหน้ากันด้วยความสะใจ...

ซึ่งผมก็คือหนึ่งในนั้น...กลายเป็นคนโอเวิลซิตี้โดยสมบูรณ์!

“และมันดีแล้วไม่ใช่เหรอบารอน...มันดีแล้วที่ทุกอย่างหายไปอย่างกับไม่เคยได้เกิดขึ้นมาก่อน มันดีกับลูกแล้ว”

แม่...

“พวกเราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกเดินไปข้างหน้าและไม่หันหลังกลับไปมองสิ่งที่ลูกเคยทำ ทุกคนเคยทำ หรือใครเคยทำ เข้าใจที่แม่จะพูดใช่มั้ย แทนที่ลูกจะมาหาคำตอบกับเรื่องที่ผ่านมาจนไม่มีใครจำได้ แล้วตอนนี้ลูกยังต้องการอะไรอีก”

ผมเงยหน้าขึ้นสบตาแม่อีกครั้ง คราวนี้ผมกับแม่ไม่มีใครหลบตาใคร “ผมต้องการความจริงไงครับ”

“ไม่มีความจริงอะไรจะดีไปกว่าการที่ลูกอยู่ที่นี่อย่างมีความสุข และรู้ไว้ว่าพวกเราทำทุกอย่างเพื่อลูก” แม่ส่ายหน้าและตัดบทด้วยประโยคที่ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ทำไมเราจะต้องอยู่อย่างมีความสุขโดยที่ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นทุกข์ร้อนอย่างไรบ้าง

ไม่ใช่เรื่องของเคย์ตัน แต่ผมอาจจะยึดติดกับเรื่องของเจนมากเกินไป...ตอนนี้เรื่องของเธอทำผมฝันร้ายจนนอนไม่หลับ

“แต่ผมไม่เคยขอ...” ผมเงียบอยู่นานก่อนจะพูดขึ้น “ผมไม่เคยขอให้แม่กับพ่อทำร้ายใครเพื่อผม”



“ลูกกำลังบอกว่าพ่อกับแม่ยุ่งเรื่องของลูกงั้นเหรอ”

“ผมไม่ได้พูด แม่เป็นคนพูดเองต่างหาก” ผมกอดอกและเบือนหน้าหนี รู้ว่าอีกไม่นานแม่จะต้องระเบิดอารมณ์ตัวเองออกมา เธอหน้าแดงหูแดงซึ่งนั่นเป็นเพราะโทสะกำลังไต่ระดับขึ้นสูงพอ ๆ กับน้ำเสียง “ใช่สิ พวกเราทำทุกอย่าง เป็นพ่อแม่จอมยุ่งในสายตาของลูก” แม่ลุกขึ้นและกอดอก ท่าทางหัวเสียของเธอมันผสมกับความเสียใจที่ส่องประกายออกมาจากแววตาคู่สวยนั่น “ถ้าการที่ลูกมีพ่อแม่ที่พยายามปกป้องลูก แต่ลูกกลับต่อว่าที่พวกเราจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องละก็...ช่วยทบทวนคำพูดตัวเองดี ๆ แล้วกันบารอน”

แม่ขยับคอเสื้อตัวเองเล็กน้อยในขณะที่เธอเดินออกไปจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งท้ายประโยคด้วยคำพูดน่าตกใจนั่น “แม่ไม่มีคำตอบอะไรให้กับลูก ไม่ว่าลูกจะตำหนิพวกเราแค่ไหนก็ตาม”

“แม่...”

เธอยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องชั่วครู่ และเหลียวเสี้ยวใบหน้ามาหาผม ดวงตาคู่อ่อนของแม่กลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ ถึงแม่จะทำเรื่องพวกนั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ผมก็ไม่ควรพูดกับแม่รุนแรงแบบนั้น

"ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มันมีเหตุผลของมันบารอน และไม่ว่าสิ่งที่แม็กทีสพูดมันจะเป็นแบบไหนนั้น ลูกลืมมันไปซะ..."

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่ บารอน” แม่ยื่นคำขาด น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำของเธอทำให้ผมพูดไม่ออก แต่ไหนแต่ไรมาแม่ไม่เคยดุดันและรุนแรงกับผม วันนี้เหมือนกับแม่ระเบิดความโกรธออกมาให้ได้เห็นเป็นครั้งแรก

เธอทิ้งคำพูดพวกนั้นและตามด้วยเสียงปิดประตูอย่างเบามือ ผมเอนหลังกับหัวเตียง ทิ้งความวุ่นวายที่เคยมีไว้ภายในห้อง ในความเงียบงันนั้น ผมไม่สามารถข่มตาให้นอนหลับได้

ฝันร้ายกำลังจะเคลือบคลานเข้ามา...


(Next 2)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
Sexuality (2)
...
[/b]

บรูค ปาร์คเกอร์ ขับรถเก่า ๆ ของตัวเองออกจากคฤหาสน์ของแคปรินคอร์น ด้วยความเร็ว 120 ขับตรงมายังถนนที่ 44 ตัดผ่านตัวเมืองไปยังเขตนอกการปกครองของโอเวิลซิตี้ และบางทีการได้ขับรถออกมาสงบสติอารมณ์ก็นับว่าเป็นวิธีที่ดี การได้นั่งดื่มเบียร์เย็น ๆ กับเพื่อนและได้คุยเรื่องไร้สาระกันถือว่าเป็นหนึ่งในวิธีคลายเครียดอันยอดเยี่ยม

อัลฟ่าหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดพึ่งเคยได้ขับรถชมวิวย่านชานเมืองของโอเวิลซิตี้เป็นครั้งแรก สมัยที่เขาเรียนมหา’ลัย เขาก็เคยเที่ยวบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อพอให้มีสังคม พอให้ได้รู้จักว่าแสงสีในยามราตรีนั้นเป็นอย่างไร ที่จริงบรูคก็ไม่ใช่คนชอบดื่มอะไรนัก เขาไม่ใช่เพย์บอยผมเทาดูดสูบบุหรี่ไว้ที่ปากและมีผู้หญิงมานั่งบนตัก กอดจูบนัวเนียกันในทั้งคืนอะไรประมาณนั้น...

บรูคเป็นคนที่มีวินัยในตัวเอง เขารู้จุดประสงค์และเป้าหมาย ซึ่งเขาไม่เคยว่อกแว่กหรือลังเลหากมีการตัดสินใจไปแล้วไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม

วันนี้เขาถูกตำหนิ และความโกรธเป็นสิ่งเดียวที่บรูคต้องกำจัดให้หมดไป ซึ่งในบางครั้ง อารมณ์ที่ยึดติดเหล่านั้นก็มีแต่จะบั่นทอนความรู้สึกตัวเองเปล่า ๆ บรูคเรียนรู้ว่าการทิ้งคำพูดเหล่านั้นไว้ข้างหลังถือนับว่าเป็นเรื่องที่จะต้องทำให้ได้!

เมื่อจอดรถที่ลานจอดด้านหลังบาร์เน่า ๆ แห่งหนึ่งที่เป็นสถานที่นัดหมาย เขาก็หยิบเสื้อแจ็คเก็ตสียีนกับหมวกทรงปานามาสีกำ เส้นผมสีเทาของเขายาวกว่าทุกครั้ง

“หล่อเชียวนะ ผมยาวขึ้นด้วย ปกตินายไม่ไว้ผมยาวถึงต้นคอขนาดนี้”

“รู้ดีจริง ๆ นะ” บรูคยิ้มตอบเพื่อนสนิทของเขา ก่อนจะนั่งลงตรงเคาท์เตอร์และหันไปหาบาร์เทนเดอร์เพื่อสั่งเครื่องดื่มของตัวเองทันที เขาคีบบุหรี่กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่รสโปรดไว้ในมือ ส่วนมืออีกข้างควานหาซิปโป้ในกระเป๋ากางเกง “มานานรึยัง?”

“สักพักเอง...ฉันพึ่งจะสั่งไปแก้วเดียวเท่านั้น” เพื่อนสนิทยิ้มและเท้าคางกับบาร์

บรูคเริ่มกวาดตาไปรอบ ๆ ร้านที่ดูดีกว่าภายนอกเล็กน้อย มันเป็นชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ มีแค่สามคูหา ตรงกลางมีเวทีขนาดเล็กที่มีเครื่องดนตรีไม่เกินสามชิ้น กีตาร์ กลองคาฮองและเก้าอี้สองตัว เป็นร้านที่ไม่ยึดติดกับสไตล์เพลงสนุกสนานแนววัยรุ่น เห็นได้ชัดจากลูกค้าที่มานั่ง ทุกคนมีอายุและต้องการนั่งระบายกับเพื่อนสนิทพร้อมกับฟังดนตรีเบา ๆ สำหรับคลายเหงา...

“เกิดอะไรกับนายเนี่ย ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะชวนออกมาดื่ม วันนี้เกิดเพี้ยนอะไรขึ้นมา” ผู้ชายตัวสูงที่เท้าคางมองเพื่อนดื่มไม่พูดไม่จาจำเป็นต้องทักขึ้น

ไม่ใช่ว่าบรูคจะเรียกเขามานั่งดูตัวเองนั่งดื่มเงียบ ๆ จนเมาหรอกนะ...

“แค่เซ็งนิดหน่อย...”

“เรื่องไหนล่ะ” เพื่อนของบรูคเลิกคิ้วถาม ก่อนจะวางแก้วบลัดดี้แมรี่ลงหลังจากที่กระดกมันรวดเดียว “เรื่องที่อีฟลินกำลังจะแต่งงานกับอาจารย์หนุ่มบ้านรวยนั่นน่ะเหรอ”

“บลัดดี้แมรี่เนี่ยนะ  เอาจริงเหรอ ไม่คิดว่านายจะคออ่อนขนาดนี้นะ” บรูคแกล้งแซ็วเรื่องเครื่องดื่มของเพื่อน

“เออไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ฉันจะสั่งใหม่ล่ะกัน...เฮ้คุณ ผมขอเนโกรนีแก้วหนึ่ง”

บรูคระบายยิ้มเล็กน้อยตอนที่เห็นเพื่อนรีบหันสั่งค็อกเทลนั่นด้วยท่าทางจริงจัง เขาก็แค่อยากจะแซ็วเล่นเท่านั้นแหละ แต่อีกฝ่ายดันเส้นตื้นจริงจังกับรสนิยมการดื่มของตัวเองเสียอย่างงั้น

 อีฟลินจะแต่งงานเหรอ?

พอพูดชื่อแฟนเก่า บรูคก็พึ่งจะนึกถึงเธอ ซึ่งอันที่จริงแล้วเรื่องอีฟลินแทยจะไม่ส่งผลอะไรกับเขาอีกต่อไปแล้ว จะให้มานั่งร้องไห้กับความรักมันคงดูเด็กไปหน่อยเขาหมดเวลาสำหรับการอาลัยอาวรณ์ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ พวกนี้ เรื่องพวกนี้มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความต้องการของคนสองคนที่จะต้องสอดคล้องกัน เมื่อมาถึงเวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความต้องการไม่เหมือนกัน การรั้งกันและกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี

เพียงแต่บรูคไม่ชอบวิธีที่แฟนเก่าของเขาทำ ทิ้งเขาไว้พร้อมกับเอาทรัพย์สินบางอย่างของเขาไป ไม่แจ้งความจับก็ดีเท่าไหร่แล้ว

“เรื่องนั้นไม่ได้คิดแล้วแหละ จะเอาเวลาไหนไปคิด” อัลฟ่าหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “เธอเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองก็ถูกแล้ว”

“หมายความว่านายยอมรับงั้นสิ”

“ฉันเลือกอะไรไม่ได้ มันก็แค่ต้องยอมรับใช้ชีวิตต่อไป” บรูคยิ้มรับกับทุกเรื่องด้วยความเข้าใจ เขามองทุกอย่างจากความจริง เพราะพ่อของเขาสอนเสมอว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเผชิญหน้ากับความเสียใจ การยึดหลักความจริงในชีวิตจะทำให้เราอยู่รอด

ตอนนี้คงไม่คิดเสียดายอะไรอีกแล้ว ถ้ามันจบลงก็คือจบ สำหรับเขาทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว ณ เวลาหนึ่ง...

“นายนี่สมกับเป็นบรูค ปาร์คเกอร์จริง ๆ” เพื่อนสนิทวางมือลงบนบ่าของบรูค  "ไม่เห็นนายออกมาสังสรรค์หรืออัปเดตชีวิตผ่านโซเชียล ฉันก็เป็นห่วงขึ้นมาว่านายจะเป็นอะไรรึเปล่า”

“ฉันสบายดี อันที่จริงแล้วมันก็ดีมาก ๆ เลยแหละ”

บรูคไม่ได้โกหก แม้ว่างานที่เขาทำจะดูต่ำต้อยในสายตาของใคร ไม่สมกับที่เรียนจบสูง ๆ เป็นถึงสถาปนิก...แต่คนเราเมื่อทิ้งศักดิ์ศรีลงพื้นสักครั้งก็ทำให้สบายใจดีเหมือนกัน เป็นคนขับรถและพี่เลี้ยงของคุณหนูบ้านรวยคนนั้นก็ใช่ว่าจะแย่ มองในทางที่ดีมันก็มีเรื่องดีอีกเยอะ

อย่างน้อยเงินเดือนของเขาก็สามารถทำให้แม่มีเงินซ่อมแซมร้าน น้องได้มีแท็บเล็ตไว้ใช้ในมหา’ลัย ที่บ้านได้รับการซ่อมแซม และครอบครัวมีเงินซื้ออาหารดี ๆ กินอิ่มท้อง สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแบบบรูค แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับอดทนทั้งหมด

“แล้วทำงานกับพวกคนรวยเป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่านายได้ดิบได้ดีเลยนี่”

“ข่าวไวชะมัด” บรูคพูดแบบไม่จริงจังนัก “มีเงินซื้อซ่อมร้านให้แม่เลยแหละ”

“ร่ำรวยไปใหญ่โตแล้วนะเนี่ย”

“จะว่าร่ำรวยเพราะงานนี้ก็ไม่ผิดหรอก ฉันเป็นแบบที่พูดจริง ๆ” บรูคหันไปยักคิ้วซึ่งไม่ได้เป็นการอวดเบ่งอะไร เขาแค่ยอมรับกับสิ่งที่เป็นจริงต่างหาก

“แล้วมันคืองานอะไรกันล่ะ เงินดีขนาดนี้เลยเหรอ หรือว่านายเป็นหัวหน้าฝ่ายไปแล้ว”

“เปล่าหรอก...ฉันเป็นแค่คนขับรถเท่านั้น” บรูคว่าแก้วเบียร์ลงหลังจากที่ยกดื่มอึกใหญ่ สบสายตากับบาร์เทนเดอร์ว่าขอเพิ่มอีกแก้วก่อนจะหันไปทางเพื่อนสนิทที่อ้าปากค้าง ดวงตากลมโตที่แสดงถึงความตกอกตกใจทำเอาบรูคหัวเราะเสียงดัง

“ดูทำหน้าเข้าสิ ขอทีเถอะดีแลน”

“นายเนี่ยนะ...” ดีแลนชี้ไปที่เพื่อนสนิทอีกครั้งด้วยท่าทางเหลือเชื่อ “เป็นคนขับรถ? ”

“ใช่...และเป็นคนรับใช้ด้วย”

บรูคเสริมจากนั้นก็ยกแก้วเบียร์ที่พึ่งได้จากบาร์เทนเดอร์ขึ้นมาซดอีกครั้ง ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดฟองเบียร์สีขาวที่เกาะบนริมฝีปากออกอย่างลวก ๆ “ฉันน่ะเป็นทั้งคนขับรถ คนรับใช้และคนรองรับอารมณ์”

“พูดอะไรของนาย ตกลงหน้าที่ของนายมันอะไรกันแน่? ”

“ก็เป็นมันทุกอย่างที่พูดมานั่นแหละ” เขาไม่ได้ยิ้มสมเพชอะไรตัวเอง แค่บางครั้งที่นึกย้อนดูก็ขำตัวเองดีเหมือนกัน

“งานแบบนั้นจะทำรายได้ขนาดนั้นเชียวเหรอ”

“นายจะไปรู้อะไร เงินเดือนฉันยังน้อยกว่าพ่อบ้านตระกูลแคปรินคอร์นอีกนะ”

บรูคว่าไปตามตรง เงินเดือนของเขาและสวัสดิการคงน้อยที่สุดแล้วถ้าเทียบกับพ่อบ้านหยางเกา และมารีน่า เด็กสาวเชื้อสายเบตเวิลที่พูดน้อยและทำงานกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่รุ่นแม่

ตระกูลแคปรินคอร์นไม่รับใครเข้ามาทำงานบ้านให้วุ่นวาย มีแค่พนักงานที่จ้างมาจากบริษัททำความสะอาด โดยมีหยางเกาดูแลความเรียบร้อยอีกที ส่วนมารีน่าก็จะเป็นคนดูแลใกล้ชิดบารอน เช่นการดูแลความเรียบร้อยของมื้ออาหาร ตารางเล่นกีฬาและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นคนดูแลที่ใกล้ชิดกว่าบรูค

“ได้ยินนายพูดเรื่องคนตระกูลนั่นมันก็แทบช็อกเลยนะ นายเนี่ยนะทำงานกับแคปรินคอร์น ราชวงศ์โอเวิลเชียวนะ” ดีแลนอดที่จะอิจฉาไม่ได้ เพื่อนของเขาได้ดิบได้ดีเสียแล้ว

“ต้องแปลกใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

“พวกเขาไม่ใช่คนรวยธรรมดา พวกผู้ดีเก่าของเมืองบรรพบุรุษของเขาเป็นผู้ก่อตั้งโอเวิล มีอิทธิพลที่สุดในเมืองนี้เลยแหละ นายได้ทำงานใกล้ชิดขนาดนั้นใครจะไม่ตกใจเล่า น่าอิจฉามากด้วย” ดีแลนยิ้มกริ่ม ดูท่าจะจริงจังกับเรื่องพวกนี้จนบรูคนึกขำ

ที่จริงคนพวกนั้นก็ไม่ได้ดูดีแบบที่เห็นตามข่าว อีกทั้งยังเรื่องราวเบื้องหลังอีกมากที่พวกเรายังไม่รู้ อย่างเช่นบารอน เดอเลอกู แคปรินคอร์น ผู้ที่อารมณ์ร้ายกับนิสัยแย่ ๆ

ที่จริงบารอนก็ไม่ใช่เด็กที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก แค่เป็นคนที่ยกตัวเองไว้เหนือทุกคน เทิดทูนตัวเอง ชอบเป็นจุดเด่นของคนรอบข้าง บารอนไม่เหมือนเด็กทั่วไปเพราะมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวสูง เด็กคนนี้ไม่นอนตื่นสาย ไม่เคยหยุดที่จะพยายามไปให้ถึงเป้าหมายที่แท้จริง เด็กคนนี้พูดจาเป็นผู้ใหญ่ และติดจะแก่แดดหน่อย ๆ คำพูดคำจาก็ไม่สมกับเป็นเด็กอายุสิบหกสักนิด

บารอนรู้เป้าหมายตัวเองและเป็นคนที่ชัดในเรื่องความต้องการ หากเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายอยากได้ ไม่ว่าอะไรก็ไม่มีผลทำให้เด็กคนนั้นไขว้เขว อย่างหนึ่งที่บรูคยกย่องเด็กคนนั้น ก็คงเป็นแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว และนอกนั้นก็เห็นกันอยู่...บารอนเป็นลูกชายคนเดียวที่ถูกรักและตามใจอย่างที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว แต่ยังรวมถึงคนรอบข้างด้วยที่มักจะพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจกันสุดฤทธิ์

“ฉันล่ะอิจฉาคนรวยพวกนั้นจริง ๆ พวกเขามีชีวิตเหมือนกับเจ้าชายในเทพนิยาย เป็นชีวิตหรูหราที่ฉันจินตนาการไม่ออกเลย” ดีแลนยิ้มคล้ายเพ้อฝัน บรูคส่ายหน้ากับท่าทางของเพื่อนและยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเงียบ ๆ “ว่าแต่เป็นไง นายขับรถให้พวกเขาทุกคนเลยเหรอ”

“เปล่า แค่ลูกชายของเขาคนเดียว”

“บารอน! ” ดีแลนเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “บารอน เดอเลอกูว แคปรินคอร์นเนี่ยนะ”

“อืม...” มันน่าตกใจขนาดนั้นเชียว?

“พระเจ้า...ราชินีโอเมก้า นายเนี่ยดวงดีสุดยอดไปเลย ไม่ยักจะรู้ว่านายได้ทำงานใกล้ชิดคนรวยระดับนั้น” รอยยิ้มของดีแลนชวนขนลุก เพราะมันเต็มไปด้วยความหลงใหลและเพ้อฝัน อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะก้าวก่ายความชอบของใคร แต่เพราะรู้จักเด็กคนนั้นดีเกินกว่าที่ใครจะนึกออก

บารอนน่ะไม่ได้น่ารักน่าเอ็นดูหลอก ภายนอกก็เต็มไปด้วยความสง่างาม เย่อหยิ่งและยโส...

พูดแบบไม่อคติเลยก็คือเด็กคนนั้นไม่เหมาะกับคำว่าน่าเอ็นดู เพราะบารอนถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ห่างไกลความไร้เดียงสาแบบเด็กน้อยที่คนเห็นกันในหน้าสื่อ

“งานไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรแต่กลับได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า นายไม่ต้องเหนื่อยใช้สมองเถียงกับลูกค้าและหัวหน้าเหมือนกับฉัน คิดแล้วก็รู้สึกแย่เหมือนกันนะเนี่ย”

“นายทำงานของนายน่ะดีแล้ว”

“ดีอะไรกัน...งานที่ต้องจัดการทุกอย่าง แถมพอไม่ถูกใจก็ด่า มันดีตรงไหนหัน” ดีแลนถอนหายใจและกระดกวิสกี้ร้อน ๆ อีกครั้ง “นายน่ะได้เงินเยอะกว่าผู้จัดการบางคนเสียอีก ฉันล่ะนับถือนายจริง ๆ สุดยอดเลยบรูค”

“จะว่าดีมันก็ดีนั่นแหละ ฉันก็พยายามมองในมุมนั้นอยู่...” ไม่ใช่การพูดจาให้ดูถ่อมตัวหรอก เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ จะมองในมุมที่ว่าดีมันก็ยังมีอยู่บ้าง แม้ว่ามุมไม่ดีจะเยอะกว่าก็ตาม

ใครที่ไหนจะทนกับอารมณ์ฉุนเฉียวและคำพูดดูแคลนกันตลอดเวลา บรูคไม่คิดว่ามันจะดีตรงไหนหรอก ไม่มีใครอยากได้ยินคำพูดแย่ ๆ พวกนั้น แต่ถ้าลองมองข้ามไปและไม่ใส่ใจ เขาก็พบว่าตัวเองก็พอที่จะอยู่ได้ ในบางทีที่อดใจไม่ไว้ ก็ต้องสั่งสอนราชินีตัวน้อยคืนไปบ้างเหมือนกัน

“แต่ถ้านายได้มาสัมผัส ฉันนายคงไม่คิดวาดฝันความสวยหรูจากคนพวกนั้นเลย”

“พอได้ยินมาบ้าง...” ดีแลนว่า ไม่ใช่ว่าเรื่องพวกนี้จะมีแต่แง่มุมดี ๆ ด้านเดียว ข่าวของพวกแคปรินคอร์นน่ะเป็นที่สนใจของคนทั้งเมืองไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม “ฉันรู้แหละน่าว่าเรื่องของแคปรินคอร์นใช่จะมีแต่เรื่องดีเสียเมื่อไหร่”

บรูคเลิกคิ้วสูง หันไปทางเพื่อนสนิทที่ขยับเข้าใกล้ก่อนจะหันซ้ายหันขวาด้วยความระแวดระวัง “ได้ยินเรื่องนี้แล้วเหยียบให้มิดเลยนะ”

“เรื่องไหน? ” บรูคขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ได้ยินมาว่าเมื่อสองปีก่อน ลูกชายของบาโธโรมิวเคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดในงานปาร์ตี้เกมGG ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่โตว่ามีเด็กสาวเกิดหัวใจวายตาย...แต่ว่า...ข่าวก็เงียบไป คนไม่ได้สนใจแต่ยังเป็นที่ซุบซิบกันอยู่”

เกม ยาเสพติด เด็กสาวหัวใจวายตาย?

“ตอนนั้นตำรวจเจอเฮโรอีนเป็นตันในงานปาร์ตี้ของพวกลูกคนรวยนั่น เขาพบบารอนและอดีตลูกนายกกระทรวงการคลังคนก่อนอยู่ด้วยกัน แต่พอวันที่ตรวจสารเสพติด บารอนดันไปอยู่ที่โรงพยาบาล และมีข่าวว่าคนที่หัวใจเกือบวายเพราะโดนเพื่อนบังคับเสพยากลายเป็นบารอนเสียอย่างงั้น”

“ก็อาจจะเป็นจริงก็ได้”

“ตลกหรือไงล่ะ คนที่อยู่ในงานบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ใช่ คนที่ควรจะถูกจำกุมข้อหาเสพยาน่ะคือบารอนแต่กลับไม่มีใครสืบสาวราวเรื่อง และวันหนึ่งลูกชายของนายกกระทรวงการคลังก็โดนเด้งหายไปจากเมืองพร้อมกับครอบครัว”

เรื่องนี้บรูคก็ได้ยินมาบ้าง ที่ว่านายกกระทรวงการคลังของโอเวิลขอลาออก ได้ยินพ่อคุยกับเลียม แฮริงค์ตัน เรื่องนี้อยู่แต่เขาไม่ได้สนใจ อีกทั้งยังไม่เคยให้ความสำคัญกับคนพวกนี้มาก่อน

จนกระทั่งในเวลานี้...

“ครอบครัวของพวกเขาหายไปจากเมืองนี้ และไม่มีใครรู้เรื่องพวกนี้ คงเพราะไม่มีใครกล้ายุ่ง”

ดีแลนเขยิบเข้าใกล้ โน้มตัวลงต่ำ ๆ เพื่อที่จะได้พูดเรื่องที่ไม่ควรพูดในที่โจ่งแจ้งให้เพื่อนฟัง

“มีคนเล่ากันว่าที่เกิดขึ้นแบบนั้นเพราะบารอนต้องการจะกำจัดคนคนนี้ออกไปจากเมือง ถ้าลูกของนายกกระทรวงการคลังคนนี้ยังอยู่ ป่านนี้คงรั่วไหลไปถึงไหนแล้ว”

“เรื่องมันผ่านมาสองปีแล้วนี่...คดีความหมดอายุแล้วมั้ง” บรูคบอกไม่ใส่ใจนัก เขาหวนนึกถึงสีหน้าและแววตาหวาดกลัวของบารอน มันทำให้ใจหนึ่งเขาอยากจะค้นหาความจริงเรื่องนี้ แต่อีกใจเขาคิดว่าตัวเองไม่ควรยุ่งกับเรื่องของเจ้านาย

“ก็แหงอยู่แล้ว ไม่มีใครกล้าสืบสาวราวเรื่องหรอกถ้ารู้ว่าใครเป็นคนสั่งการ...ซึ่งพวกเราต่างรู้ แม้ว่าเลียมผู้มีอิทธิพลทางการเมืองจะออกหน้ารับเรื่องบารอน และกล่าวถึงการคอร์รัปชันของนายกกระทรวงการคลังคนนั้น แต่คนก็ไม่ปักใจเชื่อ”

“นายมีข้อมูลแบบนี้ได้ยังไง ไปรู้มาจากไหน” บรูคกอดอกถาม สีหน้าของเขายังเมินเฉย แต่ข้างในกำลังกระตุ้นต่อมความอยากรู้ยังไงชอบกล...

“ฉันเองก็ได้ยินมาอีกที ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหนน่ะนะ”

คนเรามักจะได้ยินต่อ ๆ กันมาโดยที่เราเองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่ได้ยินมันจะเป็นความจริงแค่ไหน บรูคยังไม่ได้ปักใจเชื่อแม้ว่าเขาจะเห็นความร้ายกาจของบาโธโรมิวในวันนี้ ถ้าไม่ได้เห็นมันกับตา หรือไม่มีข้อมูลยืนยันที่มากพอ...

“ฉันว่ามันก็แค่ข่าวมั่ว ๆ ไม่ได้มีอะไรยืนยันได้”

“ไม่หรอกน่า ของแบบนี้ต่อให้ปิดก็ยังส่งกลิ่นอยู่ดีว่ามั้ยล่ะ”

“แต่คุณหนูโอเมก้านั่นไม่ได้ดูคล้ายกับคนติดยาเลยสักนิด” บรูคจินตนาการไปถึงสีหน้าและแววตาสดใสของเด็กคนนั้น ดูยังไงก็ห่างไกลจากพวกขี้ยาที่เขารู้จัก หรือบางทีมันอาจจะมีตื้นลึกหนาบางที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย...

“เด็กวัยรุ่นบ้านรวยพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหาความสุขให้กับตัวเอง ปาร์ตี้ ช็อปปิ้ง รูดบัตรเครดิตที่พ่อแม่เป็นเจ้าของ มั่วซุ่มกันในงานสังสรรค์ และลูกชายนายกกระทรวงการคลังนั่นแหละที่เขาว่าเป็นแฟนเก่าของบารอน”

“งั้นเหรอ”

“เรื่องนี้ญาติของฉันพูดมาอีกที พวกเขาเล่ากันในหมู่คนในน่ะ” ดีแลนกล่าว และอ้างถึงน้องสะใภ้ของเขาที่ทำงานในห้องเสื้อของตระกูลมากีต้าเล่าให้ฟัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้ไปได้ยินเรื่องพวกนี้จากปากคนที่ไม่น่าเชื่อถือ

“แต่ก็อย่างที่นายพูด จะจริงไม่จริงไม่รู้ แต่เราก็เห็นกันอยู่ว่าพวกแคปรินคอร์นไม่ใช่คนที่ใครจะกล้าไปยุ่ง พวกเขามีอำนาจ มีอิทธิพล มีเรื่องมืด ๆ ข้างหลังอีกเยอะ”

บรูคถอนหายใจและนั่งฟังเพื่อนของเขาเล่านั่นเล่านี้จนเวลาล่วงเลยมาสักระยะ เขาลุกขึ้นหลังจากที่สั่งเช็ดบิลและจ่ายค่าทิปให้กับบาร์เทนเดอร์ที่ขยันทำงาน “ฉันต้องไปแล้ว เดี๋ยวเมามากกว่านี้จะขับรถไม่ได้”

“ขับรถดี ๆ เพื่อน”

“ไว้ฉันจะโทรหานะ”


------------------------



Talk

o'^'o ยัยน้องตัวน้อยกำลังเจอกับปัญหาแล้ววววววววววววว

ฝากน้องด้วยนะคะ ไว้จะมาอัพอีกทีเดือนหน้า หากมีคำผิด คำสลับ ใด ๆ เราขออภัยน้าาาาาาาาาา

ฝากแท็ก ฝากกดหัวใจให้แม่นายด้วย #ยูอาร์มายโอเมก้า


ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1664
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
โห มาอีกทีเดือนหน้าเลยเหรอ?! :hao5:
กำลังสนุกเลย
เอาจริงไม่สงสารเมททิสเลย จากตอนที่แล้วพูดเหมือนตัวเองไม่ผิด ชิชะ
แต่ว่าอยากรู้จริงเรื่อวของเจน ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น :katai5:

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅷ 」Lust


(V.) have a very strong sexual desire for someone.




ผมชะเง้อคออยู่ที่ระเบียงภายในห้อง นาฬิกาเรือนใหญ่ที่ฝาผนังบอกเวลาตีสองกว่าแล้ว ผมสังเกตเห็นว่าห้องนอนของบรูคปิดไฟมืดสนิท แม้แต่แสงไฟจากทางเดินก็ไม่มี

วันนี้มารีน่าเล่าให้ฟังว่าบรูคถูกพ่อเรียกเขาตำหนิรุนแรง น่าจะเรื่องที่ดูแลผมได้ไม่ดีพอ มารีน่าได้ยินมาว่าพ่อผมสั่งหักเงินเดือนของเขาเพื่อเป็นการลงโทษ และเพราะแบบนั้นล่ะมั้ง ผมถึงนอนไม่หลับ...

เพราะผมรู้ว่าตัวเองมีส่วนทำให้เขาเดือดร้อน

มันน่าจะเป็นแค่ความประทับใจที่ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก ในช่วงเวลาที่เขาเข้ามาปกป้องผม แต่นั่นก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องของเขาอย่างช่วยไม่ได้

“คุณหนูคะ คุณบรูคกลับมาแล้ว...” มารีน่าเข้ากระซิบอยู่ด้านหลังของผม ผมผละสายตาจากวิวด้านนอกหน้าต่างก่อนจะเดินวนเข้าไปในห้อง

“มาแล้วเหรอ? แน่ใจนะ”

“ค่ะ ดิฉันไปดูมาแล้วและคุณบรูคก็เอารถเข้าไปเก็บแล้ว”

“ขอบใจมาก” ผมกระแอมกระไอให้เหมือนกับตัวเองไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอคนขับรถคนนั้น “เธอไปนอนได้แล้วมารีน่า แล้วก็...พรุ่งนี้เช้าเข้ามาปลุกฉันด้วยนะ”

“ค่ะคุณหนู”

ผมมองตามมารีน่าไปจนแน่ใจว่าเธอเข้าไปในห้องของเธอเรียบร้อยแล้ว จึงเดินกลับเข้าไปหยิบเสื้อคลุมตัวบาง ก่อนจะรีบวิ่งลงจากชั้นสองของบ้านเพื่อย่องออกไปโรงจอดรถที่อยู่ฝั่งด้านหลังคฤหาสน์

ไฟที่สว่างจากเสาตามทางเดินทำให้ผมมองเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของตัวเองที่ค่อนข้างเร่งรีบ

ผมไม่เคยร้อนใจเท่านี้มาก่อน...บ้าชะมัด

“ปาร์คเกอร์!!”

“คุณหนู?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วและขยับเดินมาหาผมที่หยุดยืนที่ต้นทาง “คุณมาทำอะไรที่นี่ ทำไมคุณยังไม่เข้านอนอีก”

“เรื่องของฉัน...ว่าแต่นายออกไปไหนมา กลับมาเอาป่านนี้เนี่ยนะ”

ผมไม่ตอบคำถามของเขาและถามอีกฝ่ายกลับด้วยความอยากรู้ ดูเหมือนว่าตัวเองกำลังรอฟังคำตอบจากเขาอย่างเห็นได้ชัด และพออีกฝ่ายแสดงท่าทางนิ่งเงียบใส่ ผมก็ยิ่งอึดอัด ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนสายตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

บรูคที่อยู่ตรงหน้าด้วยแต่งตัวสบาย ๆ และมีท่าทางสงบนิ่ง นัยน์ตาสีฟ้าขุ่นนั่นยังเต็มไปด้วยความสุขุม เช่นเคย ร่างสูงตรงหน้าถอดหมวกปานามาออกจากศีรษะ แล้วเสยผมสีเทาแสนโดดเด่นขึ้น

“อย่าลงมารอผมดึกดื่นแบบนี้อีกนะครับ...” เขาก้าวมาด้านหน้าและเว้นระยะห่างระหว่างเราเอาไว้ "คุณเข้านอนได้แล้ว"

“ใครบอกว่าฉันมาหานาย คนหลงตัวเอง!” ผมเบ้ปากและกอดอกพูดต่อ “แล้วตกลงว่านายกลับมาดึกเพราะไปดื่มมางั้นสิ กลิ่นตัวเหม็นเหล้าไปหมด...”

“นิดหน่อยครับ สรุปว่าคุณไม่ได้มารอผมและไม่ได้มีธุระอะไรกับผมใช่มั้ย?”

“ฉันไม่มีทางมายืนรอคนขับรถแบบนายแน่ ๆ  และไม่พูดจาอะไรชวนขนลุกแบบนั้นอีกนะ” ผมแสดงสีหน้าสมเพชไปทางอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่ได้ดูเสียความมั่นใจเลยสักนิด

อาจเพราะคำพูดของผมไม่เคยทำอะไรเขาได้ ...




“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่...แต่ถ้าคุณมารอผมจริง ๆ ผมก็ขอบคุณนะ” เขาโน้มหน้าที่แดงไปจนถึงใบหูเข้ามาใกล้ บรูคตัวสูงกว่าผมมาก ผมสูงแค่หัวไหล่ของเขาเองมั้ง

“เชิญนายจินตนาการถึงเรื่องนั้นต่อไปเถอะปาร์คเกอร์ เพราะมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง!”

“จริงไม่จริงไม่รู้นะ แต่คุณก็ยืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว” บรูคยักคิ้วใส่ผมและมุมปากก็แย้มยิ้มยียวน

ผมพนันได้ว่าเขาจะต้องเมาเล็กน้อยไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ส่งยิ้มแพรวพราวที่เห็นไม่บ่อยนักมาให้ผม

“หยุดเลยนะ ยิ้มบ้าอะไรของนาย”

“ก็เปล่านี่ครับ...” บรูคยืดตัวตรงและชี้นิ้วไปที่มือของผม “แล้วมือคุณหายเจ็บหรือยัง อย่าลืมกินยาแก้ปวดด้วยก่อนนอนด้วยนะครับ”

“รู้แล้วน่า...” ผมเม้มริมฝีปากและพยายามทำให้ความดีใจของตัวเองสงบลง

งี่เง่าชะมัดเลย แค่หมอนั่นบอกให้ผมกินยาแก้ปวดก่อนนอน...ผมจำเป็นต้องใจเต้นแรงขนาดนี้เลยเหรอ บ้าจริง!!

“คุณเข้าบ้านเถอะครับคุณหนู เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่คุณตื่นมาไม่เจอคุณ พวกเขาจะเป็นห่วง”

บรูคว่าและกำลังจะเดินผ่านผมไป ท่าทางเย็นชาของเขาก็เป็นแบบทุกทีแต่ตอนนี้ผมเกิดทนไม่ได้เสียอย่างงั้น ผมรู้สึกเหมือนกับไม่เคยได้รับความสนใจ ทั้งที่ปกติทุกคนจะต้องสนใจผม แต่ยกเว้นเขา... อะไรขอเขาเนี่ย ทั้งที่เราจูบกันแล้วเนี่ยนะ!!

“บะ...บรูค...”

ผมรีบคว้าชายเสื้อของเขาไว้ บรูคหยุดแต่ก็ไม่ได้หันหน้ากลับมาหาผม ท่าทางของพวกเราอย่างกับฉากหนังรักน้ำเน่าที่ผมไม่ค่อยชอบ เพราะงั้นผมจึงวิ่งไปยืนตรงหน้าเขาแทนท่าทางเมื่อกี้ที่ดูคล้ายกลับกำลังเรียกร้องความเห็นใจจากพระเอกในเรื่อง (และเขาไม่ใช่พระเอก) และถ้านี่คือบทหนังรัก บรูคต้องเป็นฝ่ายง้อผม ไม่ใช่ผมง้อเขา!

“ฉัน...ฉันแค่จะมาบอกว่า...”

“อะไรครับ? ...คุณจะบอกว่าอะไร”

"เอ่อ...คือ..."

พูดยากจัง ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้นะว่าเวลาที่ใครทำดีด้วยต้องกล่าวคำว่าอะไร แต่สำหรับคนอย่างผมกับบรูคเนี่ยมันเป็นอะไรที่ดูไม่เข้าท่าเลยว่ามั้ย?

"คุณจะบอกอะไรครับ..."

“ขอบ...ขอบใจนะ”

ผมอ้อมแอ้มพูด ทั้งที่ตั้งใจจะขึ้นเสียงแต่กลับทำไม่ได้ ยิ่งมองดวงตาสีฟ้าขุ่นคู่นั้น ผมก็ยิ่งรู้สึกประหลาดกับตัวเอง

“ขอบใจ? สำหรับเรื่องอะไร...”

“ล้อกันเล่นรึไง!"

"ผมไม่รู้นี่ครับว่าเรื่องไหน?" เขาแกล้งชัด ๆ !!

"ก็เรื่องที่นายเข้าข้างฉัน ที่ว่าแม็กทีสเองก็มีส่วนยั่วยุฉันเหมือนกัน ฉันได้ยินมารีน่าบอกมาว่านายบอกกับพ่อฉันเรื่องนั้น”

“ผมแค่พูดไปตามที่เห็น ไม่ได้เข้าข้างอะไรคุณ” เขาบอกน้ำเสียงของเขาไม่ได้ประชดประชัน ดูท่าว่าบรูคจะคิดอย่างที่พูดจริง ๆ

“นั่นแหละ ถึงอย่างงั้นก็เถอะ”

“นี่...” เขารวบมือผมที่จับชายเสื้อของเขาออก ก่อนจะบีบมันและขยับหันหน้ามาหาผม “เวลาที่คุณพูดคำว่าขอบคุณน่ะ...คุณน่ารักมากเลยนะครับ” ผมชอบ

“นะ...น่ารักบ้าอะไรของนาย!” ผมชักมือกลับและประท้วงเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้าไม่เข้าท่าของตัวเอง ผมไม่ควรขลาดอายเพราะเขา ไม่ควร!!

“ฉันไม่จำเป็นต้องทำให้นายชอบหรือไม่ชอบสักหน่อย!”

“ผมแค่อยากจะบอกว่า เวลาที่คุณพูดคำพูดน่ารักพวกนี้มันทำให้คุณดูน่าเอ็นดูขึ้นหลายเท่าเลยนะ”

“ฉันไม่ต้องการเป็นอะไรทั้งนั้น!”

“แก้มแดงขนาดนี้ยังไม่ยอมรับอีก...” บรูคใช้ปลายนิ้วลูบเบา ๆ ที่ข้างแก้มของผม ผมสะบัดหน้าหนีและมองค้อนอีกฝ่ายอย่างอาฆาต

ใช่ว่าการที่ผมใจดีด้วยแล้วเขาจะได้ใจไปเสียทุกอย่างนะ!

“ฉัน...เหม็นเหล้านายชะมัด”

“อะไรกัน ผมคิดว่าคุณชอบดื่มเสียอีก” บรูคหัวเราะจนเห็นลักยิ้มสองข้าง เอาจริง ๆ ผมว่าเขามีเสน่ห์ที่รอยยิ้มมากกว่าใบหน้าคมเข้มนั่นอีกนะ

“มองฉันเป็นคนแบบไหนกัน”

“ก็เป็นราชินีเอาแต่ใจ รักปาร์ตี้และชอบบุหรี่รสสตรอว์เบอร์รี่”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ!” ผมร้องบอก และบรูคก็ขยับเข้าหาผม ร่างสูงภายใต้เสื้อยืดงี่เง่าของเขาเล่นเอาผมแทบจะทรุดลงตรงนี้ ไหนจะกลิ่นบุหรี่อ่อน ๆ ที่ผสมกับแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งนั่นอีก!

ยอมรับแบบหน้าไม่อายคือผมคลั่งกลิ่นกายของเขาอย่างยิ่ง...

“แล้วที่ผมพูดมันไม่จริงตรงไหน...ถ้าคุณไม่ชอบรสสตรอว์เบอร์รี่งั้นก็ปฏิเสธมาสิ...” เขาไล่ต้อนจนผมต้องถอยหนี แต่สุดท้ายก็ผมถูกผู้ชายตรงหน้าไล่ให้จนมุมเข้ากับผนังของโรงจอดรถได้สำเร็จ แผ่นหลังของผมสัมผัสได้ถึงความเย็นของผนังซีเมนต์

“นะ...นายเมาใช่มั้ย!”

ผมเกลียดที่ตัวเองพูดจาไม่เต็มเสียงเหมือนคนที่ความมั่นใจ และลักษณะพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมบ่อยนัก

“ผมไม่ได้เมาขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่ได้เมาจนตื่นมาจำไม่ได้ว่ากลิ่นตัวของคุณหอมแค่ไหน”

"ละ...ลามก หยุดคิดเกี่ยวกับกลิ่นตัวของฉันเลยนะ"

"ก็มันได้กลิ่นนี่ครับ อีกอย่างมันหอมมากจริง ๆ นะ..."

บรูคโน้มหน้าลงมาในขณะที่แขนสองข้างยกตั้งฉากกับกำแพง ผมอยู่ใต้อาณัติของอัลฟ่าผมสีเทา ดวงตาสีฟ้าของเขาสะกดผมให้หยุดนิ่ง ริมฝีปากหยักเย็นชื้นได้สัมผัสลงกับแก้มของผม และจรดริมฝีปากอยู่เนิ่นนานก่อนจะผละออกอย่างเชื่องช้า...

“ผม...ขอโทษที่ทำแบบนั้น ผมว่าคุณเข้านอนดีกว่า ตอนนี้อากาศเย็นลงแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้...”

พูดจบเขาก็ขยับตัวออกห่างหลังจากที่ทิ้งสัมผัสเหล่านั้นไว้กับผม ทุกอย่างเกี่ยวกับเราเกิดเป็นคำถาม ทำไมเขาไม่หลงใหลผมแบบที่ใครเป็น และยิ่งเขาหนีผมก็ยิ่งอยากได้คำตอบ

เวลานี้ผมสัมผัสได้ว่าตัวเองกำลังหมกมุ่นกับคนขับรถมากจนเกินไป

“ปาร์คเกอร์...ฉันจะมาบอกว่า" ผมอึดอัดทุกครั้งที่ต้องสบตากับดวงตาสีฟ้าขุ่นคู่นี้  "ฉันอยากให้นายช่วยฉันหาความจริงเรื่องของเคย์ตัน กับเจน...”

"ความจริง...ความจริงอะไร" บรูคเลิกคิ้วสูง และผมก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย อันที่จริงเพราะไม่รู้ว่าสีหน้าตัวเองดูเป็นอย่างไรตอนที่เอ่ยประโยคกึ่งขอร้องแบบนั้น... ผมก็เลยทำทีเป็นว่านี่คือคำสั่ง ทั้งที่ความจริงมันเต็มไปด้วยน้ำเสียงอ่อนไหว

"ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ฉันแค่อยากรู้ว่ามันเป็นแบบที่แม็กทีสพูดหรือเปล่า ฉันจะเริ่มจากการไปหาอาเลียมและค่อย ๆ สืบไปทีละคนว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง..."

“ผมถามอะไรบางอย่างได้มั้ยคุณหนู?”

"ว่ามาสิ...” ผมพยักหน้าอย่างยอมจำนน ถ้าเป็นปกติผมคงจะไม่ยอมเขา อาจเพราะว่าเรากำลังสื่อสารกันอย่างจริงใจมากกว่าทุกที

“คุณต้องการหาความจริงไปเพื่ออะไร เคุณต้องการที่จะแก้ตัวกับทุกคน และเพื่อล้างคำครหาเหล่านั้น หรือที่จริงแล้วก็แค่...”

“เพราะว่าฉันรู้สึกผิด!” ผมพูดแทรกบรูคเพราะไม่อยากให้เขามาคาดเดาเรื่องพวกนี้ มันเป็นบาดแผลที่ผมไม่อยากจะให้ใครสะกิดมันขึ้นมา

“รู้สึกผิด? คุณเนี่ยนะ...”

“ให้ตายเถอะ ฉันจะรู้สึกแบบนั้นไม่ได้หรือไง แค่เพราะต่อมสำนึกผิดของฉันทำงานช้ากว่าปกติแล้วมันผิดตรงไหนกัน”

“...”

“ฉันก็เป็นคนไม่ต่างจากพวกนายนะ ฉันมีความรู้สึกแบบที่พวกนายรู้สึกนั่นแหละ” ผมกัดริมฝีปาก ท่าทางกระฟัดกระเฟียดของผมไม่ได้ส่งผลด้านใดกับบรูค ปาร์คเกอร์แม้แต่นิด!

“ถึงแม้ว่าฉันจะวิเศษวิโสกว่าพวกนาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันจะไร้ความรู้สึกหรอกนะ...”

บรูคส่งยิ้มจาง ๆ มาให้ผม รอยยิ้มที่ทำให้ผมเสียววาบไปถึงสันหลัง “ยิ้มทำไม?”

“ผมไม่ได้บอกว่าคุณรู้สึกไม่ได้ และผมไม่ได้กำลังดูถูกคุณแบบที่คุณคิด” บรูคยักไหล่ก่อนจะพูดต่อ “ถ้าคุณทำเพราะรู้สึกผิดจริง ๆ และอยากจะแก้ไขมัน ผมยินดีที่จะช่วยอยู่แล้วคุณหนู”

“กะ...ก็ดี”

“ผมว่าคุณเปลี่ยนจากคำว่าก็ดีเป็นคำขอบคุณดีมั้ย...” บรูคยิ้มท้าทายผมอีกครั้ง “หรือคุณจะลองเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นดูก็ได้”

“ยะ...อย่างไหน...”

ให้ตายเถอะ เสียงของผมสั่นจนน่าสมเพช ถ้านี่คือเรื่องจริงผมคงจะเสียสมดุลในร่างกาย คิดแล้วก็อดโมโหไม่ได้ ผมจะเป็นราชินีที่สูงส่งไปทำไม ถ้าแค่รอยยิ้มและแววตาของคนขับรถผมยังหวั่นไหวขนาดนี้!

“ผมพูดเล่นน่ะ...มาเถอะครับ ผมจะเดินไปส่งคุณกลับบ้าน”

บรูคพูดจบก็เดินเข้ามาฉวยจับก่อนจะเป็นฝ่ายเดินจูงมือผมเดินท่ามกลางบรรยากาศที่ดูจะเป็นใจเสียเหลือเกิน และผมพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ออกไป

จะคิดมากทำไม ในเมื่อมันแค่จับมือกันเท่านั้นเอง... มันไม่อะไรทั้งนั้น ไม่มี!! แม้ว่าสัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือนั่นเล่นเอาเลือดในร่างกายสูบฉีด แต่ผมไม่ได้เสียสติพอที่จะอมยิ้มระหว่างเดินไปด้วย

แต่พอมานึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าระหว่างเรายังมีอะไรที่ติดค้างกันอยู่...

“บ...บรูค”

จูบนั่นไง...

"ครับ?"

“จะ...จูบ” เสียงของเบาหวิวราวกับสายลมพัดผ่าน

“หืม? เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคุณหนู"

“จะ...จูบ...จูบเมื่อตอนเย็น...” ผมกล่าวและหยุดฝีเท้าพร้อมกับรั้งมือไว้เพื่อไม่ให้เขาเดินไปถึงจุดหมายปลายทาง อยู่ตรงนี้คงไม่มีใครเห็นเรา ถ้าอยู่ที่หน้าบ้านผมคงไม่กล้าพูดประโยคน่าขายหน้านี่...

“คุณพูดว่าจูบเหรอ...”

ให้ตายเถอะ ผมพูดเรื่องบ้าอะไร เมื่อกี้ผมหลุดปากถามเรื่องน่าอายออกไปได้ยังไงกัน

“จูบฉัน...” ผมกัดริมฝีปากล่างตัวเองจนรู้สึกได้ว่ามันเจ็บ... “ฉันสั่งให้นายจูบฉัน!”

น้ำเสียงของผมดูแข็งกระด้างแบบทุกครั้ง เพราะผมพยายามทำเหมือนกับนี่คือคำสั่งทั่วไป แต่มันตลกสิ้นดีว่ามั้ย ใครที่ไหนจะมาสั่งให้คนจูบตัวเอง ผมต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ ๆ หรือบางทีเขาอาจจะเป็น...คู่แห่งโชคชะตาของผม แต่นั่นฟังดูไร้สาระชะมัดเลย!




ผมส่ายหน้าตัวเองและสะบัดมือออก เตรียมจะเดินหนีเขาแต่แล้วอีกฝ่ายก็สวมกอดเข้าที่เอวของผมไว้ทันทีก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้เดินหนีไป

“ผมว่าคุณลองขอด้วยวิธีที่เข้าท่ากว่านี้ดีมั้ย” เสียงกระซิบของเขาใกล้ชิดอยู่ที่ใบหู ผมตระหนักได้ว่าหลายวันมานี้ ผมอนุญาตให้เราใกล้ชิดกันกว่าที่เคยเป็น

ผมไม่รู้สึกแย่กับเขาแบบที่เคยรู้สึก...

“คุณลองคิดดูว่าจะทำยังไงให้ผมยอมจูบคุณ...” เขาพูดเสียงขบขัน

“นั่นก็แล้วแต่นายแล้วกัน!!!”

ผมทนไม่ได้ที่ตัวเองกลายเป็นคนที่น่าสมเพช เสียงหัวเราะชอบใจของเขาทำให้ผมรู้สึกอับอาย คนอย่างบารอนเนี่ยนะเหรอที่ไปขอให้บรูค ปาร์คเกอร์จูบ มันเป็นเพราะความงี่เง่าของเราเมื่อช่วงเย็น มันเป็นเพราะผมอาจจะเมารสจูบกลิ่นสตอรว์เบอร์รี่บ้าบออะไรนั่น จึงคิดที่จะทำเรื่องสิ้นคิดนี่!

“เฮ้... คุณก็แค่พูดขอร้องดี ๆ เช่นเปลี่ยนจากการใช้คำสั่งหรือประโยคบีบบังคับที่ฟังไม่เข้าหู เป็นคำขอร้องหรือคำพูดหวาน ๆ ไม่ดีกว่าเหรอ”

เขาพยายามหว่านล้อมผมหรือไง...

“แล้วทำไมฉันจะต้องทำแบบนั้นด้วย” ผมเอ่ยถามและพยายามแกะมือปลาหมึกที่เกาะเอวผมแน่น

“เพราะมันจะทำให้คุณได้ในสิ่งที่ต้องการโดยที่ผมไม่รู้สึกแย่เวลาที่จะต้องทำตามที่คำสั่งของคุณไง”

“ถ้านายรู้สึกมากขนาดนั้นก็อย่าทำ เพราะฉันจะไม่มีวันขอร้องใคร”

มันเป็นเรื่องจริง ถ้าแค่จูบผมต้องร้องขอ ผมไม่ทำดีกว่า...

“ลองดูไม่เสียหาย แค่เริ่มจากการขอร้องง่าย ๆ อย่างเช่น จูบฉันหน่อยได้มั้ย หรือ ช่วยจูบฉันหน่อยนะ ดีกว่าการบอกว่า  ฉันสั่งให้นายจูบฉัน หรือนายต้องจูบฉันนะเจ้าโง่...” เขาอธิบายและขบริมฝีปากลงกับใบหูของผม ผมไม่ได้วูบไหวกับสัมผัสนั้น แต่เป็นรูปประโยคที่เขาพยายามบอกผมต่างหาก

อันที่จริง...ผมแทบไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับใครนอกเสียจากพ่อกับแม่ เวลาที่ผมอยากจะได้อะไรคนรอบข้างก็จะประเคนให้ พวกเขารู้ว่าผมต้องการอะไรก่อนที่ผมจะรู้สึกต้องการมันเสียอีก ผมไม่เคยต้องใช้คำพูดในรูปแบบกึ่งขอร้อง อ้อนวอนหรือร้องขอ ไม่ว่าสิ่งใดถ้าผมบอกพวกเขาเหล่านั้นจะเต็มใจทำให้...

สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าผู้ชายคนนี้กลับเป็นคนแรกที่กล้าจะสอนผมอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะทำให้ผมรำคาญก็ตาม... แต่ความจริงใจของเขาเป็นเรื่องที่ผมไม่อาจจะมองข้ามได้

“ถ้าผมบอกคุณว่า รีบไปเข้านอนไป๊กับคุณเข้านอนเถอะนะ คุณอยากได้ยินประโยคไหนมากกว่ากัน”

"นายไม่มีวันพูดกับฉันแบบนั้นได้แน่ ๆ"

"ผมแค่เปรียบเทียบไง"

 "งั้นเหรอ..." ผมเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะเออออไปกับอีกฝ่าย

“ถ้าคุณขอดี ๆ พูดดี ๆ พวกเราเต็มใจทำให้คุณทุกอย่าง เพราะมันมาจากคำขอที่สุภาพและอ่อนโยนยังไงล่ะ”

“แล้วถ้าฉันขอให้นายจูบ นายจะจูบเหรอ...” ผมยืดตัวแนบชิดกับหน้าท้องของเขาและอยากปล่อยให้ตัวเองเป็นธรรมชาติดูสักครั้ง

ผมเริ่มค้นพบว่าจริง ๆ แล้วตัวเองเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เหมือนกัน... ข้างในลึก ๆ ผมหวั่นไหวกับบรูคจนรู้สึกรำคาญตัวเอง

“ถ้าพูดด้วยประโยคที่สุภาพ นายก็จะทำให้อย่างงั้นเหรอ...”

“ถูกต้อง” เขากล่าวตอบ

“ตะ...แต่เมื่อกี้นายบอกอยู่เลยว่ารู้สึกแย่ที่ฉันบอกให้นายจูบฉัน”

“มันไม่ใช่ว่าผมรู้สึกแย่ที่ต้องจูบคุณ แต่แค่ไม่ชอบคำพูดที่คุณพูดกับผม และเชื่อผมเถอะว่าทุกคนก็ต่างต้องการคำพูดไพเราะกันทั้งนั้นแหละคุณหนู”

ไม่มีความตื่นตระหนกอีกต่อไป ผมเลือกที่จะลองทำตามที่เขาบอก เพราะไม่คิดว่ามันจะสร้างความเสียหายหรืออับอาย บางทีบรูคอาจจะพูดถูก

มันก็จริงอย่างที่เขาบอก ทุกคนอยากได้ยินประโยคที่ไพเราะรื่นหู และถ้าผมลองปรับใช้ดูก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ผมคิดว่างั้นนะ...

“งั้น...ฉัน...ขอให้นายจูบฉันหน่อยได้มั้ย”

ผมเงยหน้าสบตากับเขาอีกครั้งท่ามกลางความรู้สึกสับสนปนงุนงง ผมเม้มริมฝีปากในขณะที่บรูคแนบริมฝีปากกับใบหูของผม ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดตรงบริเวณนั้น

"คุณห้ามไปขอใครจูบแบบนี้เด็ดขาดนะครับ และยิ่งตอนที่ทำสีหน้าแบบนี้ ขอร้องว่าให้เก็บไว้ทำกับผมคนเดียวได้หรือเปล่า"

"ฉัน...!!!"

ผมยังไม่ทันพูดอะไรบรูคก็จูบลงที่แก้มของผม สัมผัสเย็น ๆ จากเขาทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว บรูคผละริมฝีปากออกแต่ยังทิ้งสัมผัสหนัก ๆ ไว้ที่ข้างแก้มของผม ทุกความนุ่มนวลเหล่านั้นช่องน่าประทับใจ

“ราตรีสวัสดิ์...”

บรูคกล่าวคำนั้นผ่านริมฝีปากที่ผมอยากลิ้มรสอย่างไม่น่าเชื่อ เขายืดตัวสูงขึ้นหลังจากที่จูบลงที่หน้าผากของผมอย่างหน้าตาเฉย และทันใดนั้นเองผมกลับเป็นฝ่ายขาดสติ ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะกล้าทำ

"อ๊ะ!!"

ผมพุ่งเข้าไปดึงรั้งท้ายทอยของร่างสูงและเขย่งปลายเท้าส่งตัวเองให้สูงขึ้นเพื่อที่จะบดขยี้ริมฝีปากที่เต็มไปด้วยรสชาติสตรอว์เบอร์รี่งี่เง่าที่ผมไม่เคยชอบ

ไม่ชอบเลยจริง ๆ นะ

“อื้ม!!”

ตอนแรกบรูคตกใจ แต่พอเขาตั้งรับได้กลับกลายเป็นฝ่ายนำเสียอย่างงั้น เขาบดขยี้ริมฝีปากหนักขึ้น รุนแรงขึ้น เสียงครางต่ำภายในลำคอของเขาทำให้ผมหน้าร้อนผ่าว

บางทีไม่ใช่แค่ผมที่ต้องการ... มันยังรวมถึงอัลฟ่าคนนี้ด้วย

บรูคผละริมฝีปากและเริ่มซุกไซร้ไปยังซอกคอของผม ผมผ่อนลมหายใจและเอียงคอเปิดทางให้อีกฝ่ายแต่โดยดี ไม่มีความจำเป็นต้องสงวนท่าทีอะไรอีกแล้ว

เขาต้องการผม ผมรู้ได้โดยทันทีเพราะว่า...ผมเองก็ต้องการทุกสัมพัสจากอัลฟ่าคนนี้เหมือนกัน!

เราแค่ต้องการกันและกัน เท่านั้นเอง

(Next 2)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
(Lust 2)


“เธอต้องเดาไม่ออกแน่ว่าฉันเป็นบ้าแค่ไหน” ผมกรีดร้องในห้องน้ำของเย็นวันต่อมา ถ้าฮาร์เปอร์รับสายผมตั้งแต่เช้า ผมคงไม่ต้องรู้สึกเหมือนคนใกล้บ้าขนาดนี้

“ฉันจูบกับเขาผู้ชายที่เป็นคนขับรถของตัวเอง มันเป็นจูบแบบดูดดื่มชนิดที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน ฉันทำราวกับว่าคนสำส่อนที่หิวกระหายอยากเสียเหลือเกิน”

ผมร้องเสียงดังด้วยความหงุดหงิดปนอึดอัด ขณะที่เดินวนไปมา ส่งเสียงประท้วงผ่านโทรศัพท์มือถือกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ผมไว้ใจ

[นายก็พูดเกินไป มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ขนาดเจ้าหญิงยังจูบกับกบได้เลย]

“นั่นเป็นแค่การ์ตูนนะฮาร์เปอร์ เธอจะเอาฉันไปเปรียบเทียบกับเทพนิยายบ้าบอนั่นไม่ได้” ผมกัดฟันจนกรามขึ้นรูปคมชัด ก่อนจะหันหลังใส่กระจกเพราะไม่ชอบมองเห็นสีหน้าตัวเองในเวลาแบบนี้

ในตอนที่สับสนขั้นสุด คนอย่างบารอนมีเหรอจะหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ... ยกเว้นเรื่องนี้และตอนนี้!

“ให้ตายเถอะ เธอไม่ช่วยฉันคิดเลยสักนิด ฉันไม่น่าเอาเรื่องนี้มาปรึกษาเธอเลย”

[ฉันกำลังจะบอกอยู่นี่ไงว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรแบบที่นายกำลังกลัว...]

ผมนี่นะกลัว...แน่นอนว่าก็คงใกล้เคียงกับความรู้สึกแบบนั้น เพราะตั้งแต่วันที่ผมจูบกับคนขับรถของตัวเอง ผมกลับยิ่งรู้สึกเหมือนคนเสียสติ กลายเป็นคนคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกต่อไป เห็นได้ชัดว่าผมพยายามหาทางที่จะจูบเขาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า

และปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าบรูคเป็นผู้ชายที่เย้ายวนทั้งยังเต็มด้วยเสน่ห์ และให้ตายเถอะ...เขาจูบเก่งกว่าที่ผมคิด!

“ฉันจะไปหาหมอ”

[จะบ้าหรือไง นายจะไปบอกกับหมอว่าอะไร ผมจูบอัลฟ่าจน ๆ ที่จูบเก่งจนผมแทบบ้า ช่วยรักษาให้ที อย่างนี้เหรอ ไม่เอาน่าบารอน นายเลิกยึดติดเรื่องพวกนั้นและมองเขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาที่น่ากินคนหนึ่งก็พอ]

“โอ๊ย พระเจ้า....ให้ตายเถอะ...ฉัน...”

ผมลูบใบหน้าตัวเอง รู้สึกหมดแรงและหน้ามืด วันนี้ทั้งวันผมพยายามหาทางตัดเรื่องนี้ออกไปจากสมอง แต่ตอนนี้ยิ่งได้เห็นหน้าบรูค ผมกลับยิ่งทำตรงกันข้าม แทนที่จะตัดใจ แต่ผมกลับเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากจะกระชากเขาลงมากับบนเตียง

นี่ไงดูสิที่ผมคิดสิ มันไม่ปกติและไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ...

“เขาอาจจะปล่อยฟีโรโมนอะไรออกมาหลอกล่อฉัน!”

[เขาเป็นอัลฟ่านะ ไม่มีทางที่เขาจะทำแบบนั้นได้]

ผมจะไม่คิดจนสมองแทบไหลออกมาจากหูสองข้าง ถ้าไม่ใช่เพราะผมเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน!

ให้ตายเถอะ เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!!!

[และเท่าที่ฟังมาทั้งหมด ฉันยืนยันว่ามันไม่ได้เลวร้าย นายเลิกทำท่าเหมือนคนบ้าได้แล้วน่า]

“จะไม่ให้ฉันบ้าได้ไง แค่เป็นฉันกับบรูคนั่นก็ไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว...ถ้าเป็นลูกชายคนรวยระดับเดียวกันก็ว่าไปอย่าง” ผมนั่งไขว่ห้างอยู่บนเคาน์เตอร์ล้างหน้าภายในห้องน้ำ ก่อนจะเอามือกระตุกเชือกเสื้อคลุมอาบน้ำของตัวเองออกและหันไปมองร่องรอยสีกุหลาบตามเนินอก

เขาชอบทำให้ผมอับอายและก็หัวเราะเยาะ คนขับรถทุเรศ!!

[บรูคดีกว่าคนพวกนั้นเป็นไหน ๆ อย่างน้อยก็ลองเปรียบเทียบกับโอลิเวอร์ บรอสซั่ม หนอนั่นหล่อไม่เท่าบรูค สมองกลวงและเป็นอันธพาล ถ้าให้ฉันเลือก ฉันยอมจูบกับบรูคยังดีเสียกว่า]

ในขณะที่ฮาร์เปอร์เริ่มร่ายยาว ๆ ผมก็ยืนกัดเล็บตัวเองเหมือนเด็กเสียสติคนหนึ่งที่ไม่สามารถคิดอะไรเองได้อีกต่อไป

น่าผิดหวังชะมัดเลย ผมคือราชินี...แต่ผมกำลังเสียศูนย์เพราะคนขับรถคนนั้น!

“เรื่องหน้าตาของเขาน่ะไม่ใช่ประเด็นนะ เธอคิดว่าฉันพร้อมจะจูบทุกคนที่หน้าตาดีหรือไงล่ะ”

[เป็นฉันไม่มานั่งคิดแบบนี้หรอก คิดดูสิว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีกันบ่อย ๆ]

“โอกาส? พระเจ้า...” ผมคว่ำปากตัวเองลงเมื่อนึกถึงผู้ชายตัวสูงเจ้าปัญหานั่น “อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ...ฉันมวนท้องชอบกล...”

บางทีผมน่าจะหาวิธีกำจัดเขาอย่างจริงจังได้แล้ว

[มันก็แค่จูบ อย่าไปคิดมากสิ ฉันเข้าใจว่ามันฟังดูพิลึก แต่ฉันกล้ารับประกันได้เลยว่าจูบกับบรูคน่ะไม่ได้เลวร้ายเลยแม้แต่นิด]

“นั่นแหละที่ฉันภาวนาต่อพระเจ้า...” ผมถอนหายใจออกมา คิดว่าชีวิตของตัวเองจะตกต่ำได้แค่ไหน

อย่างแรกเลยคือผมจะต้องถูกสืบสวนจากทางโรงเรียน โชคดีที่มีพยานรู้เห็นหลายคนว่ามันคือการทะเลาะวิวาท ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถลงโต้วาทีได้อยู่หรือเปล่า

อย่างที่สองคือผมกับบรูคมีความสัมพันธ์ออกแนวอีโรติกที่ซับซ้อน แม้จะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ผมว่ามันจะต้องมีอะไรเกินเลยแน่ ๆ ถ้าผมยังห้ามใจไม่ให้เต้นแรงเวลาที่เขาเข้าใกล้

[ถ้าแค่จูบอย่างเดียวก็ไม่ต้องไปคิดมากอะไรหรอกนะ]

“มันไม่ใช่แค่จูบนี้สิ...” ผมกัดริมฝีปากและกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ อยากจะโขกหัวตัวเองลงกับอ่างล้างหน้าให้รู้แล้วรู้รอด “...แต่ฉันกับเขา"

[โอ้วมายก็อด!! นายมีเซ็กซ์กับเขา]

“เปล่า!! ไม่มีทาง ต้องไม่ใช่แบบนั้นแน่..ให้ตายเถอะฮาร์เปอร์อย่าทำให้ฉันสติแตกกว่าเดิมสิ” ผมร้องบอกและพยายามลดเสียงตัวเองลงเพราะกลัวว่ามารีน่าหรือใครจะแอบมาได้ยิน

ทั้งที่ผมอยู่ในห้องนอนส่วนตัว ไม่มีใครกล้าเข้ามาด้วยซ้ำถ้าผมไม่ได้อนุญาต

[ก็นายทำเสียงแบบนั้นเองนี่ ฉันนึกว่านายได้กินเขาแล้ว จะว่าไปเซ็กซ์แรกของนายกับผู้ชายอายุมากกว่าถึงสิบปีมันก็ไม่เลวนะบารอน]

“เขาไม่เหมาะกับการครอบครองสิ่งมีค่าของฉันหรืออะไรทั้งสิ้น”

[แล้วสรุปที่ว่ามากกว่าจูบคือยังไงเหรอ?]

“เฮ้อ...เอาเป็นว่าเราไม่ได้ถึงขั้นมีเซ็กซ์ แต่มันก็เลยเถิดกว่าจูบ...” ผมตัดบทสั้น ๆ ไม่อยากให้ฮาร์เปอร์ถามมากกว่านั้น รู้สึกว่ายิ่งพูดก็ยิ่งขายหน้าตัวเอง

ให้ตายเถอะ... ผมอยากจะไปโบสถ์เพื่อสารภาพบาปชะมัดเลย

“เธอว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไปดี” ผมถอนเสื้อคลุมอาบน้ำออกแล้วลุกขึ้นยืนมองตัวเองจากกระจกเงาบ้านใหญ่ภายในห้องน้ำ กระจกสะท้อนบานโตตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

[ถ้านายไม่คิดอะไร ก็แค่ทำเป็นลืมมันไป มันก็แค่คนจูบกันเท่านั้น นายเองยังเคยจูบกับแฟนเก่าของซาช่าตอนเมาเลย ฉันว่าอันนั้นนายควรคิดมากกว่าตอนนี้อีกนะ]

“พอแล้ว...เธอก็รู้ว่าฉันกับบรูคเราไม่ควรมีความสัมพันธ์กันในทิศทางนั้น” ผมร้องเสียงดังผ่านโทรศัพท์จนได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจจากฮาร์เปอร์

[มันไม่ได้เลยเถิดถึงขั้นนี่ อีกอย่างนะมันคือความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย...]

"ก็...ไม่รู้สิ ถ้าเกิดว่าเราเลยเถิดกันล่ะ"

[ถ้าวันนั้นมาถึงก็ให้มันเป็นไปตามที่ต้องการเถอะ ในเมื่อพึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายและเขาไม่ได้มีพันธะกับใคร ร่างกายของนาย นายมีสิทธิ์ในตัวเองนะ]

“ไม่ได้หรอก ฉันนอนกับคนพวกนั้นเพราะไร้ความรักไม่ได้ และคนที่นอนกับคนอื่นโดยปราศจากความรักนะน่าเกลียดจะตายไป...”

[นี่มันไม่เกี่ยวสักหน่อย จะบอกให้นะว่า Sex is Sex and Love is Love มันคนละกรณี อีกอย่างถึงคนบางคนจะนอนกับใครโดยปราศจากความรักนั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดสักหน่อย แค่พวกเขาพึงพอใจต่อการ ไม่มีการบังคับข่มเหงจิตใจฝ่ายใดนั่นก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนะ]

“ที่เธอพูดก็มีส่วนถูก บางทีฉันอาจจะคิดเยอะเกินไป...”

อันที่จริงผมต้องยอมรับว่าถ้าฮาร์เปอร์ไม่พูดอีกแง่มุมหนึ่งขึ้นมา ผมก็คงจะยึดมั่นกับแนวความคิดนั้น พอมานึกดูแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจหรือเสียหายอะไรเลย...

“ฉันคงจะต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองสักพัก”

[ว่าแต่บรูคเขามีท่าทีแบบไหนบ้าง  หลังจากนั้นเขาได้พูดอะไรหรือแสดงท่าทางเหมือนกับต้องการนายเหมือนกันน่ะแบบนั้นมีบ้างมั้ย?]

“ฉันต้องตอบคำถามนี้จริง ๆ รึไง...”

[ตอบมาเหอะน่า ฉันกำลังหาทางช่วยนายอยู่นี่ไง]

“พวกเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลยเรื่องนั้น แต่ว่า...เวลาที่มองตากันมันเหมือนเขาพยายามจะโลมเลียฉันยังไงอย่างงั้น” ผมยกมือขึ้นทาบใบหน้าตัวเอง พยายามเลี่ยงที่ยอมรับว่าตอนนี้กำลังรู้สึกเขินอาย...

ให้ตายเถอะเกิดเรื่องบ้าแบบนี้กับผมได้ยังไง!

[เห็นมั้ยล่ะ ใคร ๆ ก็หลงเสน่ห์โอเมก้าราชินีแบบนายกันทั้งนั้นแหละ สิ่งที่นายต้องทำต่อจากนี้คือเปิดใจ หัดยอมรับอะไรใหม่ ๆ เช่น การนอนกับผู้ชายที่อายุมากกว่าน่ะมันยอดเยี่ยมที่สุดเลย...]

“บ้าน่า...”

ผมกัดริมฝีปากอย่างลังเล คำพูดของฮาร์เปอร์ชักทำให้ผมคล้อยตาม เหมือนยังทำใจยอมรับไม่ได้เพราะลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าความรักกับเซ็กซ์คงต้องไปในทำนองเดียวกัน

แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่ต้อง และสัมพันธ์ทางกายสำหรับฮาร์เปอร์น่าจะมีนิยามแตกต่างจากผม

“ฮาร์เปอร์...พูดยังกับเธอเคยทำกับผู้ชายรุ่นใหญ่”

[บ๊อบไง]

ชื่อนี้ทำให้ผมตกลุกวาวพร้อมกับอุทานเสียงดัง “บ๊อบ บ๊อบไหน? ...อย่าบอกนะว่าเป็นครูชีวะสุดเห่ยคนนั้นน่ะ”

[เขาไม่ได้เห่ยนะ เขาออกจะฮอต]

บ็อบ วิลสัน เนี่ยนะฮอต ... ผมจำได้หน้าตาสุดแหยะของครูสอนชีวะคนนี้ได้ดี เขามักจะแต่งตัวราวกับไม่มีคำว่าแฟชั่นในหัว เป็นผู้ขายที่ไร้รสนิยมและมีแค่เพียงวิชากันกับดวงตาสีอัลมอนด์เท่านั้นที่เข้าท่าง ซึ่งต่อให้มองจากมุมไหน ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะฮอตและมีอะไรที่ทำให้ฮาร์เปอร์หลงใหลได้เลย

[ถึงเขาจะดูเชยไปหน่อย แต่ฉันยอมรับว่าเขาทำให้ประสบการณ์ครั้งแรกของฉันสุดยอด!]

“ฉันคิดว่าเธอเป็นคนแรกกับสตีฟเสียอีก พระเจ้าตกใจชะมัด เธอพูดจริงเหรอ...”

[ฉันจะโกหกนายทำไม อีกอย่างนะการนอนกับผู้ชายอายุมากกว่าน่ะมันทำให้เราลืมรสชาติอ่อนหัดของเด็กวัยเดียวกันไปเลย ฉันเล่าให้นายฟังคนเดียวนะบารอน!]

“เธอก็เลยจะให้ฉันลองไปนอนกับคนขับรถตัวเองงั้นเหรอ?” ผมเอ่ยถามและเหลือบมองไปยังด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงของคนเดินเพ่นพ่านอยู่บริเวณหน้าห้อง




[ถ้าตัวเลือกของนายคือบรูค ฉันว่านายมีของดียิ่งกว่าขุมทรัพย์เสียอีก]

“พูดบ้า ๆ น่ะ ไม่เอาด้วยหรอก” ผมกัดริมฝีปากและเอามือทาบอก “นี่เหมือนเธอกำลังยุยงให้กันนอนกับผู้ชายที่อายุมากกว่าเกือบสิบปี และเธอบอกกับฉันว่าการนอนกับคนขับรถตัวเองไม่ผิด...”

[นายมีสิทธิ์นอนกับใครก็ได้ที่ไม่มีคู่ และเขาเต็มใจที่จะนอนกับนาย ไม่เห็นจะต้องอายเลย เซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้านายต้องการมันน่ะนะ เราก็แค่ต้องรู้จักป้องกันและระวังตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ทางร่างกายที่เราพึงมี แต่ถ้านายไม่ต้องการแบบนั้น ก็ไม่เห็นจะต้องทำตามฉัน ฉันแค่เล่าในส่วนของฉันให้นายฟัง]

มันก็จริงอย่างที่ฮาร์เปอร์พูด...แต่ผมไม่เอาด้วยหรอก!

[บอกให้เลยนะบารอน ถ้าฉันมีคนขับรถที่หน้าตาดียังกับนายแบบ แถมยังมีกล้ามน่าลูบขนาดนั้น ฉันไม่ยอมให้เขาเดินทำหน้าหล่อไปมาหรอกนะ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงเอาแต่ด่าเขา ทั้งที่เขาน่ากินขนาดนั้น!]

“เพราะฉันไม่ชอบเขา!!” ผมโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่าเนี่ย...

[เชื่อได้เลยว่าบรูคดีกว่าโอลิเวอร์เป็นไหน ๆ]

“ฟังนะฮาร์เปอร์ ฉันไม่คิดที่จะนอนกับโอลิเวอร์ และที่ฉันยั่วยวนเขาก็เพื่อปั่นประสาทแม็กทีส อีกอย่างฉันต้องการที่จะนอนกับผู้ชายที่ฉันรัก และผู้ชายคนนั้นจะต้องเป็นเจ้าชาย” ผมว่าและเสียงของผมดูไขว้เขวเอามาก ๆ “ไม่ใช่คนขับรถตกงานที่รับเงินเดือนจากพ่อ”

[โอเคใจเย็นก่อน] ฮาร์เปอร์พยายามสงบสติอารมณ์เดือดพล่านของผม [ฉันก็อยากฟังทุกอย่างของนายนะ แต่ตอนนี้ต้องวางแล้วแหละ]

“นั่นสินะ...”

[ที่ฉันจะบอกนายเลยก็คือ อย่าปิดโอกาสตัวเอง เพราะคนขับรถหล่อ ๆ น่ากัดแบบนั้นไม่ได้หาได้ง่าย ๆ นะ...] ฮาร์เปอร์บอกเสียงขัน และผมก็แกล้งหัวเราะกับมุขของเธอ

“พอแล้ว ๆ ไม่อยากคุยกับเธอแล้ว!!”

[ฮ่า ๆ โอเค...ไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ]

“โอเคบาย...”  ผมกดตัดสายเพื่อนรักก่อนจะถอนหายใจออกมา ใช้เวลาอยู่กับคำพูดของอีกฝ่ายชั่วขณะหนึ่ง ... มองเขาจากภายในงั้นเหรอ จะว่าไปที่ผ่านมาผมก็ไม่เคยใช้ความจริงใจในการมองใครเลย

ผมมองในสิ่งที่พวกเขาเป็นและก็ตัดสินคนเหล่านั้น บางอย่างที่ทั้งเพื่อนและพ่อแม่บอก บางทีผมอาจจะต้องใช้มันทำความเข้าใจกับคนใกล้ตัว และคนนั้น

อาจจะเป็นเขา... ผู้ชายที่ชื่อว่าบรูค ปาร์คเกอร์!




">





Talk

ชื่อตอนก็จะโหดนิดหน่อย แต่นิยายเรื่องนี้ไม่ได้ขายเซ็กส์ หรือถ้าจะขายมันก็ไม่ได้โฉ่งฉ่างแบบที่พวกเธอคิด

ขอชี้แจ้งวัฒนธรรมตะวันตกเล็กน้อย ใครที่ดูซีรี่ย์ฝรั่ง เช่น Sex Education, Gossip Girl, Ellite อยู่แล้วจะเก็ทความ เพราะพวกเขาจะOpen Sex กันมาก และสังคมพวกเขายอมรับและไม่ถือว่ามันเป็นเรื่องน่าอายแบบที่ไทย

เรื่องนี้ไม่ได้จะสอนอะไร Meaning น่าจะอยู่ที่เรื่องอื่น นำเสนอการบูลลี่ในสังคม การทิ้งท้ายคำพูดร้าย ๆ เพื่อทำร้ายจิตใจคนอื่น นางเอกมีปมเล็กน้อยกับเรื่องของเจน ซึ่งมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองของละคร

นิยายเรา 18+ เพราะภาษา เนื้อหาและฉากบางฉากต้องการคนที่อายุ18ปีขึ้นไปเพื่อพิจารณาประกอบการอ่าน หากน้อง ๆ คนไหนติดขัด สามารถทักมาคุยกันได้ค่า ยินดีพูดคุยเสมอ







ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
คำพูดทำร้ายคนได้มากกว่าปืนจริงๆ
แต่น้องเริ่มคิดได้แล้ว ถึงจะช้าไป ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี
บรูคดูเป็นพ่อน้องยิ่งกว่าพ่อจริงๆซะอีก555
ไม่ใช่แก่กว่า แต่ปกป้องแบบที่ควร พูดในสิ่งที่ควรพูด
ยัยน้องก็ไม่ได้ดื้ออย่างที่คิดนี่นา สอนก็รับฟัง เข้าใจทำตาม หรือน้องจะเมาจูบ
เอ็นดูความสับสน น้องต้องเชื่อเพื่อนแล้วละ
ผ่านมาหลายตอน ท่าทางบรูคจะไม่ทำอะไรน้องแน่ๆถ้าเด็กมันไม่เริ่มก่อน พ่อเขาเทรนมาดีจริงๆ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Kanni

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 17
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ยัยน้องน่ารักแล้ว

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
[IX] Plan (1.)

(N.) a detailed proposal for doing or achieving something.



ผมเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกระปุกครีมกลิ่น Banana Milk ที่จะทำให้การนอนหลับพักผ่อนของผมสบายขึ้น

“บรูค!!! นายเข้ามาได้ไง” ผมเอามือทาบกับอกตัวเองตอนที่บรูคปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องน้ำ หลังจากที่ผมเพิ่งก้าวขาออกมา “พระเจ้า...ฉันตกใจแทบแย่”

“คุณมากกว่าที่ทำผมตกใจ”

“งี่เง่าจริง ๆ เลย แล้วนี่ขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน ไม่ใช่แอบฟังฉันคุยโทรศัพท์ส่วนตัวหรอกนะ” ผมว่าและกอดอกมองเขา

“รู้มั้ยว่าคุณไม่ควรกล่าวหาใครแบบนั้น ผมแค่เอาแชมเปญผิดกฎหมายตามที่คุณสั่งมารีน่าขึ้นมาให้”

“มันถูกกฎหมาย และอย่างที่สองคือฉันดื่มได้ นายเลิกทำหน้างี่เง่าแบบนั้นสักที” ผมกลอกตาและเดินผ่านอีกฝ่ายไปยังเตียงนอนขนาดใหญ่

“ให้ตายเถอะ ถ้าไม่ติดว่าถูกพ่อสั่งกักบริเวณฉันคงได้ไปปาร์ตี้เจ๋ง ๆ กับเพื่อนแล้ว"

"วันเสาร์ของคุณที่สมกับเป็นเด็กอายุสิบหกคือการนอนดูหนังอยู่บ้านน่ะถูกแล้ว"

"ฟังที่นายพูดเข้าสิ วันเสาร์ของฉันกับหนังเห่ย ๆ ...ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่านายคิดได้ยังไง”

ผมถอนหายใจและพึมพำประโยคนั้นกับตัวเอง อันที่จริงแล้วถ้าพ่อไม่สั่งลงโทษผมด้วยการกักบริเวณ ป่านนี้ผมคงไปปาร์ตี้บิกินีที่ริมสระของครอบครัวทิมเบอร์ตันแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะไม่ชอบลูกชายของพวกเขา แต่ต้องยอมรับเลยว่าพวกทิมเบอร์ตันจัดปาร์ตี้ได้สุดเหวี่ยงและมีรสนิยมเอามาก ๆ

“เอาเถอะครับ คุณตัดพ้อไปก็เท่านั้น”

“ฉันพูดกับตัวเองไม่ต้องมายุ่ง”

“ผมก็พูดกับตัวเองเหมือนกัน”

“พูดอะไรเมื่อกี้! ฉันได้ยินนะ” ผมหันไปมองค้อนผู้ชายที่ยืนทำหน้านิ่งพร้อมกับถือถังและขวดแชมเปญไว้ในมือ ก่อนจะทิ้งสะโพกนั่งลงบนเตียงและเปิดฝาครีมขึ้นมาทาผิวตัวเอง

"กลิ่นบานาน่ามิลค์?"

"แล้วนายมายุ่งอะไรด้วย" ผมเหลือบตาขึ้นและแค่นเสียงใส่อีกฝ่าย "ไม่ต้องมามองฉันเลย คิดจะลวนลามฉันงั้นสิ"

"ผมไม่ได้คิด แต่คุณนั่นแหละที่คิด ไม่งั้นคงไม่ทากลิ่นโลชั่นกลิ่นโปรดของผมหรอก"

"เหอะ พูดออกมาได้ยังไงน่ะ" ผมถามเสียงแข็งในขณะที่อีกฝ่ายทำเพียงส่งยิ้มล้อเลียนมาทางผม ให้ตายเถอะ บรูค ปาร์คเกอร์ นายชักจะหลงตัวเองเกินไปแล้ว

"ใครเขาจะอยากทำให้นายพอใจกัน ทุเรศ..."

"ครับ ๆ ผมมันคนทุเรศ แต่คุณก็มาขอจูบผม"

"ฉันจะฆ่านายถ้านายไม่หุบปาก"

ผมว่าอย่างเหลืออดก่อนจะปากระปุกครีมใส่อีกฝ่าย ไม่น่าหลบทันเลยผมจงใจจะปาใส่หัวคนพูดจาไม่เข้าหูแล้วแท้ ๆ

“แล้วนั่นจะยืนให้น้ำแข็งละลายเลยมั้ย? ระหว่างแชมเปญที่นายจะเปิดกับคริสต์มาสอะไรจะมาก่อนกัน”

“ผมกำลังทำให้อยู่นี่ไงครับ...”

"ให้ตายเถอะ...วันอะไรของฉันนะ" ผมกลอกตาใส่อีกฝ่ายและพึมพำเบา ๆ ในขณะที่ผละสายตาจากการนวดครีมที่แขนและมองไปทางผู้ชายที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะอนุญาตให้ขึ้นมาในบริเวณพื้นที่ส่วนตัวของผม

แต่เอาเถอะ เรื่องบางเรื่องคิดมากไปก็เท่านั้น

“มารีน่าบอกผมว่าปกติคุณไม่ดื่ม...วันนี้ทำไมคุณถึงดื่ม”

“เรื่องของฉันน่าปาร์คเกอร์”

“อีกแล้วนะ...” บรูคพูดขึ้น สีหน้าของเขาเหมือนกำลังไม่พอใจ “เรียกผมแบบนั้นอีกแล้ว เมื่อวันก่อนคุณพึ่งจะ...”

“เงียบไปเลย ถ้านายพูดมากฉันจะไล่นายลงไปห้องของนาย”

ผมโวยวายใส่อีกฝ่ายและบรูคก็ทำสีหน้าเหมือนกับช่วยไม่ได้ ก็จะยอมเงียบปากไปในที่สุด

“ผมแค่สงสัยเฉย ๆ ครับ" เขามองมาทางผมด้วยแววตาที่...ไว้ใจไม่ได้ "ที่ว่าจู่ ๆ ก็อยากดื่มคงไม่ใช่เกิดอยากจะมอมเหล้าผมขึ้นมาเหรอนะ”

“บ้าหรือไง หยุดพูดจาบ้าบอได้แล้ว!!”

ผมมองค้อนอีกฝ่าย ก่อนจะเหลือบไปเห็นว่าบรูคเอาแชมเปญวางตั้งไว้จากถังน้ำแข็ง “นายไม่ควรเอาแชมเปญออกจากถังนะปาร์คเกอร์ นายจะต้องเสิร์ฟแบบเย็น ๆ ที่อุณหภูมิประมาณ 6 องศาเซสเซียส”

“งั้นเหรอ...”

ให้ตายเถอะ...มีใครซื่อบื้อกว่าเขาอีกมั้ยเนี่ย

“ใช่ไง ที่ทำแบบนั้นเพราะมันจะจะทำให้ฟองแชมเปญทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ”

“ความรู้ใหม่นะเนี่ย”

“ยินดีที่ทำให้นายฉลาดขึ้น!” ผมประชดและฉีกยิ้มใส่อีกฝ่าย แล้วลุกขึ้นไปฉวยเอาขวดแชมเปญจากมือเขาก่อนจะยัดมันลงถังน้ำแข็ง เชิดหน้าและเบ้ปากใส่คนที่กำลังยิ้มยียวนอยู่ตรงหน้า!

ยิ้มบ้ายิ้มบออะไรกัน

“กลิ่นบานาน่ามิลค์จากคุณหอมมันมากเลยรู้มั้ย..."

"เลิกคิดเรื่องบ้า ๆ นะไม่งั้นฉันจะจัดการนายแน่ ๆ ไม่ต้องสงสัย!"

เมื่อได้ยินแบบนั้น บรูคก็ไม่ทำอะไรนอกจากระบายยิ้มงี่เง่าส่งมาให้ผม และสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกคือ ขายหน้า... จะบอกว่าผมรู้ว่าเขาขอบกลิ่นนี้ก็ไม่เชิง...และผมไม่ได้พยายามจะมีกลิ่นตัวบานาน่ามิลค์แบบที่เขาพูดหรอกนะ!

“นี่ฟังนะ กลิ่นโลชั่นนี่มันก็แค่...ฉันทาเป็นประจำ ไม่ได้เอากลิ่นที่นายชอบมาท่า อย่ามาเพ้อเจ้อโอเค๊?”

“แต่ผมไม่เคยได้กลิ่นนี้เท่านั้นเอง”

“นั่นเพราะกลิ่นนี้ทาเฉพาะวันเสาร์ตอนกลางคืน!!” ผมทำทีอ้างไปเรื่อยก่อนจะเดินไปใกล้เขาและคีบนิ้วมือกับปลายเสื้อยืดสีขาวลายการ์ตูนด้วยนิ้วสองข้าง “นี่อะไรกัน ชุดนอนนายเหรอ?”

“ปกติไม่ใช่ ทุกวันผมไม่ใส่เสื้อผ้านอน แต่ถ้ามาด้วยชุดแบบนั้น คุณอาจจะทำใจไม่ได้”

“นายหยุดพูดจาโรคจิตสักนาทีได้มั้ย ให้ตายเหอะ!” ผมชกไปที่ไหล่อีกฝ่ายและเดินกลับไปยังเตียงนอน “ว่าแต่นายจัดชุดอาหารที่ทานคู่กับแชมเปญมาแล้วใช่มั้ย มันจะต้องเป็นอาหารรสไม่จัดเช่น ชีส ขนมปังรวมถึงคาเนเป้”

“เรียบร้อยครับ พ่อบ้านหยางจัดมาให้”

“เขาน่าจะมานั่งตรงนี้มากกว่านาย!”

เห็นได้ชัดว่าพ่อบ้านหยางรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่าบรูคด้วยซ้ำ

“งั้นผมจะไปตามเขามาให้”

“ตลกหรือไง ปาร์คเกอร์!”

ผู้ชายคนนี้มันยียวนที่สุด บรูคยิ้มมองผมในขณะที่ผมขยับออกห่างไปจากปลายเตียง เขาอาจจะสังเกตเห็นขาสวย ๆ ของผมโผล่พ้นกางเกงขาสั้นสีดำตัวจิ๋ว

ไม่ปลอดภัยสักนิด!

“นายจะดื่มด้วยกันมั้ยล่ะ” ผมทำเป็นถามเรื่องอื่นเพื่อเลี่ยงสายตาที่เขากำลังจ้องมองมา ด้วยตาที่ทำให้ผมรู้สึกกลัว แต่มันเป็นความกลัวที่ไม่ได้ชวนขนลุก มันเป็นความกลัวที่อธิบายไม่ถูก...

“นี่คุณกำลังชวนผม?”

"แล้วทำไม นายเลิกทำหน้าแบบนั้นสักที มันก็แค่มารยาท เข้าใจมั้ย!”

ผมหยิบแก้วแชมเปญจากชุดแก้วที่อยู่ตรงปลายเตียง ซึ่งถูกจัดวางไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตรงหน้าของผมเป็นทีวีขนาดใหญ่ และด้านหน้าถัดจากทีวีคือพื้นที่ว่าง ๆ ก่อนจะตามด้วยโต๊ะไม่ขนาดความยาวเท่ากับปลายเตียงของผม

“ไม่คิดว่าคุณจะมีน้ำใจน่ะสิ”

“เชื่อเถอะนะว่าฉันก็ไม่ได้อยากมี แต่ไหน ๆ ชีวิตฉันก็เฮงซวยไปหมดแล้ว จะนั่งดื่มแชมเปญกับคนขับรถในห้องนอนตัวเองก็ไม่ทำให้ชีวิตแย่ไปมากกว่านี้หรอก”

“เหมือนหนังโป๊ที่ดูในเว็บออนไลน์งั้นสิ”

“นายมันเป็นคนประเภทไหนกัน คนทุเรศตลอดเวลางั้นสิ”

บรูคหัวเราะทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้ามารินแชมเปญให้ผม ผมเผลอกัดริมฝีปากตอนที่ได้กลิ่นความเป็นอัลฟ่าจากเขา และนี่ออกจะเซ็กซี่ไปหน่อยนะ!

“เราจะเปิดหนังเลยมั้ย?”

“ฉันไม่ดูหนังโป๊!” ผมหันไปถลึงตาใส่อีกฝ่าย

“คุณหนูครับ คุณคิดอะไรอยู่ ผมหมายถึงนี่ต่างหาก”บรูคยิ้มมุมปากและชี้นิ้วไปทางกองดีวีดีที่เป็นคนหอบขึ้นมาด้วย บรูคเดินกลับไปยังบริเวณหน้าทีวี “ผมหมายถึงว่าคืนนี้เราจะดูหนังเรื่องอะไร แต่ถ้าคุณคิดว่าเป็นหนังพวกนั้นแล้วอยากดูก็ได้นะ”

“ฉันเปล่านะ จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ก็นายมันหื่นขนาดนั้น”

“ผมเหรอ ไม่ยักรู้นะว่าเป็นแบบเดียวกับคุณ” บรูคหันมายักคิ้วกวนประสาทใส่ผม ผมหยิบหมอนมาปาใส่อีกฝ่าย และโชคดีครั้งที่สองที่เขารับมันไว้ทัน

“นายนั่นแหละหื่น พนันได้ว่าแค่เห็นขาอ่อนของฉัน นายก็แข็งตั้งขึ้นมาแล้ว”

“เหมือนตอนที่ผมกับคุณจูบกันที่โรงจอดรถ”

“พรืด!! แค่ก ๆ พระเจ้า...นะ...นายพูด แค่ก ๆ” ผมถึงกับสำลักแชมเปญเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่กระดากอายสักนิด คนน่าด้าน!! "พูดบ้าอะไรของนายเนี่ย"

“ถึงกับสำลักเลยเหรอ ผมแค่แซ็วเล่นเองนะ เอานี่ผ้า”

ผมกระชากผ้าเช็ดปากจากมืออีกฝ่ายก่อนจะหันไปส่งสายตาขุ่นเคืองให้แก่เขา มีอย่างที่ไหนเอาเรื่องน่าอายนี้มาล้อเลียนผม ดูก็รู้ว่าเขาหวังให้ผมอับอาย

“นายมันคนโรคจิตและวิปริตที่สุดเลยรู้มั้ย!"

“ถือว่าเป็นคำชมนะ” เขาว่าและชี้นิ้วไปทางด้านหลัง “สรุปคุณจะดูเรื่องไหน บอกได้นะผมเอาหนังมาเยอะแยะเลย”

“นายจะหอบมันมาทำไมกัน ฉันใช้ลิงก์กับโทรศัพท์ก็ดูได้ทุกอย่างบนโลกได้แล้ว”

นี่ยังมีคนดูหนังแผ่นอีกเหรอ เชื่อเขาเลย ยุคสมัยแบบนี้แค่กดคลิกเข้าเว็บดูหนังออนไลน์ที่จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเราก็ได้ดูหนังที่ยากดูแบบไม่จำกัด แถมยังไม่ต้องมานั่งเสียเวลาเปลี่ยนแผ่นอีกด้วย

“ดูเหมือนคุณจะไม่เข้าใจรสชาติของการดูหนังที่แท้จริงในคืนวันหยุด”

“รสชาติ? เกิดอยากจะละเอียดอ่อนไหวกับการดูหนังขึ้นมางั้นสิ”

“ไม่หรอก มันก็แค่เป็นสิ่งที่ให้อารมณ์ที่แตกต่าง” บรูคว่าพร้อมกับหยิบแก้วของผมไปรินแชมเปญให้ก่อนจะส่งมันคืนให้กับผม “หนังที่มีเสน่ห์อาจจะมาจากหนังยุคเก่าที่ไม่สามารถหาดูได้แบบในตอนนี้”

“เหรอ...”

ผมเหลือบมองไปทางเขา และดูเหมือนว่าสายตาสีฟ้าคู่นั้นกำลังโลมเลียผมอยู่ ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ เพราะขาอ่อนของผมน่ะน่ามองที่สุดเลย ผมภูมิใจจะตายไป ...

เราจะต้องดูแลผิวพรรณเราเป็นอย่างดี รวมถึงการแว็กขนขาด้วย ผมแว็กขนทุกสัปดาห์ พร้อมทั้งบำรุงด้วยโลชั่นและอาหารเสริมหลายชนิด รวมถึงการรับยาฮอร์โมนบางตัวที่จะทำให้ผมดูมีน้ำมีนวลขึ้น เพราะโอเมก้าเพศชายบางคนก็ยังมีฮอร์โมนของเพศชายอยู่เยอะกว่าเพศหญิง แม้ว่าพวกเราจะมีมดลูกที่ฝังอยู่ด้านในและสามารถตั้งครรภ์ได้ในช่วงฮีทก็ตาม

“มองอะไร?”

“ดูเหมือนคุณจะช่างสังเกตขึ้นนะ หรือว่าเพราะผมดูเย้ายวนใจคุณ”

“เหอะ ปาร์คเกอร์อย่างนายน่ะ ไม่ใกล้เคียงคำนั้นหรอก และคำว่าเย้ายวนน่ะมันเหมาะกับฉันมากกว่า” ผมว่าและเชิดหน้าขึ้น

“คุณอาจจะไม่รู้นะคุณหนู แต่คุณทำแบบนั้นกับผมไม่สำเร็จหรอก”

“ฉันทำได้สำเร็จมาแล้วรอบหนึ่ง”

ผมเชื่อว่ามันจะมีครั้งต่อไป อำนาจของราชินีไม่ใช่แค่ทำตัวให้โดดเด่นและสวย แต่ผมมักจะใช้ความงามเป็นอำนาจในการต่อรองและล่อลวงคนอื่นเสมอ...

“งั้นคุณก็ลองอีกรอบสิ”

“นายกำลังท้าทายฉัน อย่าคิดว่าฉันจะโง่เชื่อนายนะ” ผมว่าในขณะที่อีกฝ่ายทำเพียงยิ้มมุมปากตอนที่ผมกระดกแชมเปญหมดแล้ว “ไม่ว่านาจะพยายามมอมฉันด้วยแชมเปญนี้แค่ไหน...แต่มันไม่สำเร็จหรอก เอามาอีกแก้วสิ!”

“ฮ่า ๆ เกือบแล้วเชียว”

บรูคจัดการรินแชมเปญให้กับผม ก่อนจะหันกลับไปสนใจกับหนังในแผ่นซีดีที่เขาเก็บไว้อย่างดี ดูเหมือนมันจะเป็นของสะสมของเขาเลยนะนั่น

“ผมว่าเรื่องนี้ก็โอเคนะ คุณเคยดูมั้ย About Time”

“หนังรักตลกที่สร้างเรื่องการย้อนเวลาไปแก้ไขตัวเองในอดีตกับคนรัก คิดว่าฉันไม่เคยดูหนังน้ำเน่านี้หรือไง”

ผมพอจะจำพล็อตของมันได้คร่าว ๆ แต่เพราะไม่ประทับใจเท่าไหร่ สำหรับหลายคนอาจจะชอบ แต่ผมไม่ใช่คนที่ชื่นชอบหนังรักโรแมนติก มันก็แค่ความเพ้อฝันในวัยรุ่นเท่านั้น

“งั้นคุณให้กี่คะแนนสำหรับเรื่องนี้”

“ฉัน? สองก็พอแล้ว” ผมว่า

“ทำไมล่ะ มันออกจะยอดเยี่ยม”

“อย่างหนึ่งที่ทั้งนายและคนคลั่งหนังรักย้อนอดีตควรรู้ คือเราไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาแล้วได้” ผมว่าและโคลงแก้วแชมเปญในมือ ขณะที่สายตาสื่อสารกับอีกฝ่าย “นั่นเพราะอะไรรู้มั้ย เพราะให้เราย้อนเวลากลับไป มนุษย์ก็เลือกที่จะทำแบบเดิม คนเราควรทิ้งอดีตเพราะแบบนั้นฉันถึงได้มองว่าหนังรักพวกนี้งี่เง่า”

“คุณเหมือนแม่ผมเลย” หลังจากที่บรูคเงียบไปชั่วอึดใจ เขาก็พูดขึ้น

“ฉันเหรอ...เหมือนตรงไหน”

“แม่ของผมไม่เชื่อเรื่องความรักจากหนังโรแมนติก เวลาที่พ่อกับแม่ดูหนังในเย็นวันศุกร์ พวกเขาจะถกเถียงกันในเรื่องของความรักที่ดูไม่สมเหตุสมผลในหนังรักโรแมนติกสักเรื่อง...” บรูคนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นด้านล่าง และใช้ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสบตากับผมที่ตั้งใจฟังเขาพูด “แม่บอกว่าความรักเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันที่ไม่ควรเชื่อมั่น เพราะมันทำให้เราคาดหวังกับความรักมากเกินไป”

“แม่นายคงเป็นมนุษย์ที่น่าศรัทธามากคนหนึ่ง ถ้าเธอเชื่อแบบที่ฉันเชื่อ”

“อันที่จริงแล้ว เขาเป็นโอเมก้าเพศชายน่ะ...”

สิ่งที่ผมได้ยินทำให้ผมเผลอทำหน้าตกใจเล็กน้อย “งั้นเหรอ...ฉันพึ่งเคยได้ยินนะเนี่ย ปกติสังคมเราไม่ค่อยให้โอเมก้ากับอัลฟ่าเพศเดียวกันแต่งงาน แต่ในครอบครัวเราก็มีอาเลียมกับอาเดเมี่ยน แล้วก็ลุงของฉันอีกคนที่นายคงไม่รู้จักน่ะนะ”

“อ๋อ ใช่ เลียม แก๊บบี้ แฮร์ริงตัน”

“จริงสิ ฉันว่าจะถามนายอยู่พอดี” ผมเท้าคางกับตักแล้วหันเหความสนใจไปทางคนด้านข้าง “นายสนิทกับอาเลียมแค่ไหนกัน มาวันแรกฉันเห็นนายดูเหมือนจะสมิทกันมานาน”

“อันที่จริงจะใช้คำว่าผมสนิทกับเขาก็คงไม่เหมาะ”

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้แย้งอะไร

“พ่อของผมเป็นลูกน้องเก่าของเขาเท่านั้นแหละ พ่อทำงานให้คุณเลียมมาตั้งแต่ก่อนที่พ่อจะแต่งงานกับแม่ พวกเขาต่างสนิทสนมกัน และผมก็เจอคุณเลียมบ่อย ๆ เวลาที่เขามาหาพ่อที่บ้าน”

“เพราะแบบนี้เองสินะ เขาถึงได้กำชับกับพ่อของฉันดูแลนายอย่างดี”

ชิ! เพราะสนิทกันถึงขนาดนี้เลยได้ฝากฝังบรูคไว้กับพ่อของผม ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นคนโปรดของพ่อไปแล้วด้วย ผมว่าจะหาเวลาว่าง ๆ ไปเยี่ยมอาเลียมและส่งช่อดอกคาเนชั่นที่เขาไม่ชอบไปให้เขาด้วย

เขาจะได้รู้ว่าเวลาเราอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบน่ะมันเป็นยังไง!

“คุณว่าเรื่อง The Notebook เป็นไง”

“ฉันชอบพระเอกเรื่องนี้ แต่ไม่เอาด้วยหรอก หนังมันน้ำเน่าในคืนวันเสาร์มันคงจะดูเศร้าเกินไปหน่อย...”

“คุณคงไม่ชอบความโรแมนติกของโนอาร์และเอลลี่ แต่ผมเสพติดหนังรักมาก ๆ เลยแหละ”

“ฉันก็ชอบหนังโรแมนติกนะ แต่ขอทีเถอะกับเรื่องรักต่างชนชั้นเนี่ยนะ มันฟังดูเป็นไปไม่ได้สุด ๆ ” ผมยักไหล่ใส่กับหนังรักที่เขาเสนอ “ฉันไม่มีวันรักคนที่ต่างชนชั้นกับฉัน”

“อ๋อนั่นสิ...”

และความเงียบก็เกิดขึ้น ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ ๆ ว่าบรูคมีท่าทางนิ่งขรึมขึ้นหลังจากที่ประโยคนั้นจบลง ผมไม่ชอบให้เขาเงียบแบบนี้เลย สู้ให้เขาพูดเรื่องไร้สาระยังจะดีเสียกว่า...

“ว่าแต่นายล่ะ คิดยังไงกับเรื่องรักต่างชนชั้นล่ะ”

“ผมเหรอ?” บรูคเหลือบตาขึ้นข้างบนเหมือนกำลังใช้ความคิดกับคำถามอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าผมรักใครเรื่องพวกนั้นก็ไม่สำคัญหรอก ถ้ารักใครมากพอเราจะมองข้ามบทบาทที่เขาเป็น และรักในสิ่งที่เป็นตัวตนของเขา”

“ฮ่า ๆ โรแมนติกจังนะบรูค ปาร์คเกอร์ พนันได้ว่าคงมีสาว ๆ หลงคารมนายแน่ ๆ”

บรูคทำท่าจะพูดอะไรแต่แล้วผมก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนประเด็นไปเรื่องอื่น “แล้วนายจะตกหลุมรักคนแบบไหน”

“ผมเหรอ? น่าจะเป็นใครสักคนที่ผมชอบมองเวลาเขากินอาหารอร่อย ๆ ใครสักคนที่ร้องเพลงเพี้ยนแค่ไหนแต่ผมก็ยังยิ้มให้กับเขา ใครสักคนที่แม้ว่าเขาจะทำตัวแย่แค่ไหนผมก็จะไม่ปล่อยมือของเขา คนที่ดูสนุกเหมือนกับหนังเรื่องโปรด คนที่เหมือนกับแอร์เย็นฉ่ำในฤดูร้อนอันอบอ้าว”

เขานิยามความรักแบบนั้นเองสินะ...

“ว่าแต่คุณล่ะ คุณ...ตกหลุมรักคนแบบไหน”

บรูคยิ้มกับคำถามนั้น ซึ่งดูเหมือนว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของบรูคกำลังทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวขึ้น และดูเหมือนว่าดวงตาสีฟ้าขุ่นของเขามีอิทธิพลต่อผมเหลือเกิน

ไม่เคยมีใครตั้งคำถามแบบนี้กับผมเลย เอาจริง ๆ ผมไม่เคยตกหลุมรักใครแบบที่บรูคพูดหรอก นิยามความรักของผมเหรอ คงจะขอแค่เป็นใครสักคนที่คล้ายกับเจ้าชาย และผมก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่พวกนั้นจากใครเลย

มันเป็นเรื่องยากที่เราจะตกหลุมรักใครด้วยความรู้สึกลึกซึ้งใช่มั้ยล่ะ...

“สำหรับฉันใครก็ได้ที่เขารักและเทิดทูนฉันเหมือนกับเจ้าชาย ยกย่องให้เกียรติฉันราวกับฉันคือสิ่งเดียวในชีวิตของเขาที่มีค่า ฉันไม่ได้ต้องการลูกเศรษฐีที่ไหนและไม่ต้องการคนร่ำรวยแต่ไม่เข้าใจคำว่ารัก...”

สำหรับผมรักมันจะต้องเป็นอะไรที่มีพลัง...สัมผัสได้ว่ามันรุนแรงและมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด

“สำหรับใครจะมองความรักเป็นยังไงฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันจะเป็นคนเดียวบนโลกที่ไม่มีวันรักใครมากกว่าตัวเอง เห็นได้ชัดว่าการรักคนอื่นทำให้ชีวิตของเราพังพินาศ”

“ก็ถูกของคุณ”

“ฉัน...ฉัน...ขอเลือกหนังเองแล้วกัน” ผมว่าและลุกขึ้นเดินไปหาบรูค เขาเขยิบเพื่อเปิดทางให้ผมนั่งลงข้าง ๆ เขา

“10 things i hate about you”

“นี่นายด่าฉันเหรอ” ผมถามเสียงฉงน

“ไม่ใช่ ผมหมายถึงชื่อหนังน่ะครับคุณหนู” บรูคกลอกตาก่อนจะโชว์แผ่นหนังที่ถูกเก็บอย่างดี ราวกับแผ่นใหม่ ผมได้ยินว่ามันคือของสะสมของเขา

ดูท่าหมอนี่จะเป็นแฟนคอหนังโรแมนติก ผมนั่งขัดสมาธิและเอาตุ๊กตาเอลโม่สีแดงตัวใหญ่มาปิดขาตัวเองไว้ เผื่อเขามองผมด้วยสายหื่นกามผมจะได้ปลอดภัย

“ดูนี่สิ หนังพวกนี้นี่มันอะไรเนี่ย”

“หนังสนุก ๆ สำหรับคืนวันหยุดไง”

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตนายน่าเบื่อคือการที่นายเสพติดหนังรักพวกนี้” ผมยกแผ่นDVDขึ้นก่อนจะเบ้ปากใส่ แต่บรูคดันยิ้มโดยไม่ได้โต้เถียงอะไร “นายเป็นคอหนังโรแมนติกหรือไงนะ...แต่ละเรื่องฉันเห็นแล้วจะอ้วกออกมาเป็นสารพัดของกุ๊กกิ๊ก!”

“อันที่จริง ผมไม่มีข้อจำกัดเรื่องหนังเท่าไหร่หรอกครับ ผมชอบเรื่องไหนก็เก็บสะสมไว้”

“แล้วเรื่องที่นายเปิดมันเกี่ยวกับเรื่องอะไร? ชีวิตรักวัยรุ่นในไฮสคูลงั้นสิ”

ขอเดาว่าน่าจะใช่ เพราะแค่จังหวะดนตรีตอนเปิดเรื่องที่มาพร้อมกับฉากของเด็กสาวที่เดินวุ่นวายไปในรั้วโรงเรียนก็ทำให้รู้ว่าคงจะต้องเป็นหนังแนวนั้น

“จะว่างั้นก็ไม่เชิง แต่มันเป็นภาพยนตร์รอมคอมที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ William Shakespeare เรื่อง The Taming of the Shrew โดยผู้กำกับ Gil Junger”

“ฉันไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น” ผมถอนหายใจและเอื้อมมือหยิบแก้วแชมเปญที่ดื่มกี่ทีก็ชื่นใจ ตลกชะมัดเลยเหมือนพวกเราสองคนกำลังปาร์ตี้ชุดนอนในคืนวันเสาร์

แต่จะว่าไปการอยู่กับคนช่างพูดแบบบรูคก็ไม่ได้เลงร้ายเสียทีเดียว มันไม่ได้แปลว่าดีหรอกนะ!

“ถ้าคุณดูคุณอาจจะชอบ”

“งั้นเหรอ” ผมหยิบแผ่นหนังเรื่องนั้นขึ้นมาพลิกไปพลิกมา จะว่าไปแล้วมันก็ดูเป็นสูตรหนังรักธรรมดา ๆ เลยนะ ไม่น่าจะมีอะไรเป็นพิเศษหรอก

“อีกอย่างนะมันตัวละครที่คล้ายกับคุณด้วยนะ แต่เธอแค่ไม่ได้อาละวาดชกหน้าคนไปทั่วแบบคุณ” บรูคส่งยิ้มกว้างมาทางผม และนั่นทำให้สังเกตเห็นว่าผู้ชายคนนี้มีรักยิ้มน่ามองขนาดนี้...

ผมต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ

“คล้ายยังไง ฉันมีคนเดียวบนโลก ไม่มีใครเหมือนหรอก”

“แค่เปรียบเปรยเท่านั้นเอง” บรูคว่าและหยิบหมอนขึ้นมากอด

เราจัดที่นอนให้หันไปคนละทางในแนวนอน โดยมีหมอนข้างกัดระหว่างเรา ผมอยู่หน้าเตียงนอนขนาดใหญ่ ในขณะที่บรูคนั่งอยู่ด้านข้างจอทีวี

“ไหนลองบอกมาสิว่าทำไมเราถึงต้องดูเรื่อง10 Things I Hate About You นายช่วยพรีเซนต์ให้ฟังทีสิ” ผมยืดตัวขึ้นและทำทีเป็นสนใจหน้าจอแก้วมากกว่าจะมองหน้าอีกฝ่าย

ทำไมเขาทำให้ผมรู้สึกว่าดวงตาสีฟ้าของเขา มันเต็มไปด้วยความน่าสนใจ มันดึงดูเสียจนผมแทบไม่มีสมาธิเลย!

“มันก็หนังรักทั่วไปน่ะนะ เริ่มต้นที่คาเมรอนหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่เพิ่งย้ายมาใหม่และเขาเผอิญไปตกหลุมรักสาวในฝันอย่าง เบียเอก้า เด็กสาวที่กำลังค้นหาความหมายคำว่า "รัก" แต่โชคร้ายที่เธอโดนกฎคุณพ่อขี้หวงที่ว่าถ้าเคทพี่สาวของเธอไม่ยอมเดท เธอก็ห้ามเดท”

“ฟังดู...งี่เง่าชะมัด”

“เพราะความงี่เง่าของบางตัวละครที่ทำให้หนังดำเนินเรื่องไปได้ ผมว่าถ้าพ่อของเขาปล่อยลูกสาวเดทง่าย ๆ นั่นก็ไม่มีเรื่องตื่นเต้นให้กับคนดู”

“เป็นนักวิเคราะห์หนังหรือไงนะ” ผมหัวเราะก่อนที่บรูคจะลุกขึ้นและถือถังป๊อปคอร์นมานั่งลงด้านข้างผม

“เดี๋ยวนะปาร์คเกอร์...ใครอนุญาตให้นายมานั่งตรงนี้”

“ผมแค่จะแบ่งป๊อปคอร์นให้เท่านั้นเอง” เขายิ้มทะเล้นและยื่นถังส่งมาให้ผม

“นายนี่มันเจ้าเล่ห์ชะมัด”

“เล่าต่อนะ” เขาเขี้ยวขนมและพูดต่ออย่างหน้าตาเฉย แต่ที่น่าแปลกก็คือผมยอมให้เขาทำแบบนั้นได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด ปกติแล้วผมค่อนข้างจริงจังกับความเป็นส่วนตัวเลยทีเดียว

“เคทคือคนนี้”

“ถ้านี่คือการสปอยล์หนังให้ฟัง งั้นก็อย่าเปิดมันเลย” ผมประชดและยอมเอื้อมมือไปหยิบป๊อปคอร์นที่บรูควางไว้อยู่ด้านข้างกั้นกลางระหว่างเรา

“คิดว่าคุณจะให้เล่าให้ฟังทั้งหมดเสียอีก”

“เอาเป็นว่าฉันจะตั้งใจดูก็แล้วกัน!”

เขาพยักหน้ารับ และหลังจากนั้นพวกเราก็ทิ้งสิ่งรอบข้างและใช้สมาธิไปกับการนั่งดูหนังรักวัยรุ่นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ อันที่จริงผมแทบไม่เคยได้ใช้เวลากับการนั่งดูหนังอย่างจริงจังเลย นอกเสียจากเวลาที่จะต้องไปดูที่โรง แต่นาน ๆ ครั้งกว่าผมจะไป

ผมไม่ค่อยชอบดูหนังเท่าไหร่ถ้าเทียบกับการไปขี่ม้า ตกปลาและว่ายน้ำนั่นยังเป็นสิ่งที่ผมทำบ่อยกว่า และกิจกรรมดูหนังแทบจะเป็นอย่างสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ ทั้งผมและบรูคในตอนนี้เราต่างก็ตั้งใจดูหนัง มันก็มีบ้างที่ผมถามเขาเล็กน้อยในตอนที่ตัวละครหนึ่งโผล่เข้ามาในซีนแต่ผมลืมว่าเขามีบทบาทอะไรในตอนนั้น

-----------------------------

์NEXT (2)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
(2)

หนึ่งชั่วโมงกับหนังเรื่อง 10 Things I Hate About You จะว่าไปมันก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดเลย และออกจะฉีกกฎหนังรักที่ดูท่าจะไม่สมหวังของคู่น้องสาวเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมรู้ก็คือเคทพี่สาวของเบียเอก้าเป็นพวกผู้หญิงที่ไม่เชื่อมั่นในความรักเท่าไหร่ เธอไม่มีแฟน และก็พยายามห้ามตัวเองให้มี ถึงจะอย่างงั้นแต่ความที่เคทเป็นตัวของตัวเองและไม่ชอบทำตามใคร เคทจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมบรูคถึงบอกว่าเธอคล้ายกับผม

เพราะเธอมีความคิดเป็นของตัวเองแบบสุดโต่ง และนั่นก็ออกจะขวางโลกไปด้วยซ้ำ และเรื่องนี้แหละที่ผมไม่คิดว่าจะเหมือนผม ก็อะไรล่ะ...จะบอกว่าผมเนี่ยนะขวางโลก เหอะบ้าไปแล้ว...

เอาเป็นว่าเคทเป็นหนึ่งในตัวละครที่ยกย่องให้คุณค่ากับผู้หญิงในเรื่องของสติปัญญา และผมชอบเธอนะ

“หนังจบแล้ว...แล้วจะทำอะไรกันต่อ นี่คืนวันเสาร์ของฉันจะต้องมาติดแหง็กอยู่กับหนังรักพวกนี้จริงเหรอ” ผมถอนหายใจและลูบท้ายทอยตัวเอง

“งั้นจะคุณอยากทำอะไรล่ะ ผมตามใจคุณ”

“ฉันเหรอ ถ้าถามฉันนะแน่นอนว่าคำตอบคงเป็น...” ผมเม้มริมฝีปาก ใช้ปลายนิ้วแตะที่คางและเหลือบตาขึ้นข้างบนอย่างใช้ความคิด “การออกไปที่ไหนสักที ไม่ต้องปาร์ตี้ก็ได้ แต่ฉันไม่อยากนอนตายไปกับหนังรักวัยรุ่นตั้งแต่สี่ทุ่ม ทั้งที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุด สามารถตื่นสายได้ ชีวิตวัยรุ่นน่ะนายคงเข้าใจฉันนะ...”

“งั้น...ถ้าผมเสนอว่าให้ทำสิ่งที่ชอบ อย่างงั้นคุณคิดว่ามันฟังดูเป็นไง”

“ถ้าถามฉันตอนนี้ ...” ผมไม่ลังเลเลยที่จะบอก “อะไรก็ตามที่ดีกว่าแชมเปญและห้องสี่เหลี่ยม ฉันยอมทั้งนั้น”

“ผมพาคุณออกจากห้องนี้ก็ได้ แต่สัญญามั้ยว่าคุณจะเป็นเด็กดี”

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทางดูแคลนเขา ก็แน่นอนล่ะว่าคนอย่างบรูค ปาร์คเกอร์ ก็ไม่มีสิทธิ์มาต่อรองหรือยื่นข้อเสนอกับคนแบบผม แต่ว่าก็เอาเถอะตอนนี้ขออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนังรักกับแชมเปญและถังป๊อปคอร์นในถังเห่ย ๆ นี่!

“พูดมาเลยดีกว่าว่านายมีแผนอะไร?”

“แน่นอนผมว่าผมต้องมีและมันก็ดีมากด้วย”

ชักอยากรู้แล้วสิว่าแผนที่ว่าของบรูคมันคืออะไร







 :katai4: :katai4: :katai4: :katai4: :katai4:

Talk

น้องมาแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา ตอนนี้คงจะกำลังขยับเข้าไปใกล้ ๆ กันช้า ๆ ใครรอน้องกินมิสเตอร์ปาร์คเกอร์ก็รอได้เลย ได้กินกันจุก ๆ แน่นอนจ้าาาาาาาาาาา และพอกินกันแล้วก็จะกินกันยาว ๆ ถี่ ๆ น้องมันวายร้าย

ป.ล มีคำผิดขออภัยนะคะ


ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
ยัยคนฟอร์มจัด ซึนให้ตลอดละ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2

「 ⅹ 」 love (1)

(V.) feel a deep romantic or sexual attachment to (someone) .



ผมกับบรูคยืนอยู่ที่หน้าบาร์ที่มีชื่อเห่ย ๆ ว่า Mandy villa Bar มันเป็นบาร์ที่ค่อนข้างมีอายุ ตั้งในบนถนนสายที่ 11 ตัดกับถนนเส้นหลัก ที่นี่น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชนชั้นเกรด D ไม่ต้องมองว่าผมเหยียดหยามฐานะใคร เพราะคนในสังคมผมไม่เคยมีใครเข้าผับแถวถนนที่11กันหรอก

แต่จะให้ว่ากันตามตรง ที่นี่มันไม่ได้เลวร้าย แบบนั้น อาจจะดูเก่าไปหน่อยแต่โดยรวมมันก็ไม่ได้แย่ แม้ว่าป้ายร้านจะจางและบางตัวอักษรที่ทำจากไม้จะหักไปบ้างแล้วก็เถอะ เชื่อเถอะว่าถ้าเป็นปกติผมจะไม่มีวันย่างกายมาที่นี่เป็นอันขาด

“ที่นี่เหรอ?” ผมทำหน้าไม่เอาอากาศในขณะที่ชี้นิ้วไปยังบาร์ในขณะที่เราต่อแถวเพื่อเข้าไปในร้าน

“ใช่ครับที่นี่แหละ ไม่เลวใช่มั้ย”

“ฉันน่าจะรู้ว่าไม่ควรเชื่ออะไรกับผู้ชายที่ใส่เสื้อยืดลายสตาร์วอร์ออกมาเที่ยวกลางคืน!”

ผมร้องอย่างหงุดหงิดในขณะที่อีกฝ่ายกับส่งยิ้มขบขันชอบใจมาให้ผม ให้ตายเหอะ คิดปิดชะมัดที่ให้เขาเลือกร้าน ผมไม่ควรเชื่อคำว่า ‘สุดพิเศษ’ จากปากผู้ชายอย่างบรูค

“นี่ลายสตอร์มทรูปเปอร์เลยนะ รุ่นลิมิเต็ท”

“จะรุ่นบ้าอะไรก็ช่างเถอะ!” ผมยกมือขึ้นชกแขนเขา “ฉันจะกลับ ไม่เอาแล้ว!”

ผมไม่มีทางจะมาใช้ชีวิตเป็นโอเมก้าธรรมดาแบบพวกเขา คนอย่างผมจะได้รับการต้อนรับแบบPrivacyเท่านั้น และจะจัดอยู่ในโซน VIP (Very important person) ที่ไม่ต้องมายืนต่อคิวรอเข้าร้านแบบนี้ บ้าชะมัด!

ตระกูลแคปรินคอร์นถือว่าเป็นผู้วิเศษสำหรับเมืองนี้นะ

“เฮ!! ใจเย็นก่อนสิ คุณจะไปไหน เรามาถึงร้านแล้วนะ จะได้เข้าไปแล้ว แม้ว่าร้านจะไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้า แต่คุณอย่าห่วงเลย ผมรู้จักกับคนในร้าน”

“คนอย่างสนใจด้วยหรือไงเรื่องพวกนี้ ฟังไว้นะ นามสกุลฉันใหญ่พอที่จะสั่งปิดบาร์นี้ได้ด้วยซ้ำ และที่ฉันไม่อยากอยู่เพราะร้านมัน...” ผมถอนหายใจและส่ายหน้าไปมา "มันไม่เอาไหนสุด ๆ!!"

การให้บารอน แคปรินคอร์นมายืนต่อแถวอยู่หน้าร้านที่ผุ ๆ พัง ๆ แบบนี้มันไม่ให้เกียรติกันสุด ๆ

ผมขยับเข้าใกล้บรูคตอนที่คนเมาเดินเสมาจะชนผม เขาเอามือกันผมไว้ก่อนจะโอบหัวไหล่ของผม ยอมรับว่าตัวเองแอบคิดผิดหน่อย ๆ ที่ให้บรูคเป็นฝ่ายเลือกร้าน ทั้งระบบการรักษาความปลอดภัยและบริการก็ถือว่าไม่ดีเลยสักนิด

“ไม่เอาสิคุณ ร้านนี้สนุกที่สุดในเมืองนี้เลยมั้ง แต่มันอาจจะแปลกตาคุณไปบ้าง ผมรับประกันว่ามันจะทำให้คุณจะสนุกแบบที่ไม่เคยได้เจอมาก่อนในชีวิต...”

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะทำให้เสียบรรยากาศหรอกนะ” ผมขยับไปกระซิบอีกฝ่าย “แต่นายคงเสียสติแล้วที่คิดว่าฉันจะสนุกกับบาร์เน่า ๆ ที่กำลังจะเจ๊งอยู่รอมร่อ...”

“พูดอะไรอย่างงั้นเล่า ที่นี่เปิดมาตั้งแต่พ่อผมยังเป็นหนุ่ม ตอนนี้ผมอายุจะสามสิบแล้วเขาก็ยังมีคนรอต่อคิวเข้าทุกวัน”

“งั้นเหรอ น่าประหลาดใจมาก” ผมเบ้ปากกับประโยคนั้นของเขา

อันที่จริงจะปฏิเสธว่ามันไม่ดีก็คงไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยผมก็ยังเห็นแม่สาวผมบลอนด์ที่แต่งตัวมีรสนิยมมาที่นี่ แม้ว่าเธอจะไม่เหมาะกับบาร์เห่ย ๆ นี้เลยก็ตาม สาวผมบลอนด์สะบัดผมของเธอไปข้างหลังในขณะที่ชายตามองมาทางบรูค

เดี๋ยวก่อนนะถ้าหล่อนคิดว่าจะได้บรูค ปาร์คเกอร์กลับบ้านล่ะก็ หล่อนคิดผิด!!

“หนาวเหรอ?”

“อะไร...ใครหนาว?” ผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ตอนที่เอาตัวไปสีข้างอีกฝ่าย หล่อนักรึไง!!

“ก็คุณมาเบียดผม”

“ไม่ได้เบียดและเห็นได้ชัดว่าคนอย่างฉันไม่เคยอยากอยู่ใกล้นายสักนิด ถ้าจะมีใครสักคนที่เบียดฉันคือนาย ปาร์คเกอร์!” ผมหันไปสะบัดเสียงใส่แต่ยังไม่ยอมขยับออกห่างเขา แต่ยังยืนสีข้างกับบรูคจนกว่ายัยผมบลอนด์นั่นจะเข้าใจว่าหล่อนไม่มีสิทธิ์มาอ่อยคน (ขับรถ) ของผม!

“โอเค ๆ ผมเบียดคุณ...ถ้าคุณจะไม่อยากยอมรับความจริงน่ะนะ”

“ไม่ยอมรับบ้าอะไร นายนั่นแหละอยากเบียดฉันใจจะขาด เพราะฉันใส่ซีทรูมาใช่มั้ยล่ะ เลยอยากจะมาแนบเนื้อกับฉัน” ผมจงใจประชดประชัน แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้าน เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด

“นี่จะบอกอะไรให้นะ ผมเคยสัมผัสเนื้อหนังมังสาคุณมาหลายรอบแล้ว ถ้าพูดแบบไม่อายเลยคือต่อให้คุณแก้ผ้าตรงนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากนี้หรอก”

“บรูค ปาร์คเกอร์!!!”

“ผมล้อเล่นน่า...”

นายมากไปแล้วนะ!!

“มันต้องมีอะไรเปลี่ยนไปสิ” บรูคยิ้มมุมปาก ก่อนจะวางมือลงพาดบ่าของผมก่อนจะโน้มลงมากระซิบจนได้กลิ่นลมหายใจรสชาติมิ้นต์เย็น ๆ “อย่างน้อยก็ไอ้ที่อ่อนอยู่มันคงตื่นตัวซู่ซ่าเลยแหละ”

“อี๋!! น่าขยะแขยง ออกไปให้ห่าง ๆ เลยนะ”

ผมว่าและขยับออกห่างแต่พอเห็นว่ายัยผมบลอนด์นั่นยังมองไม่เลิก ผมก็เลยต้องจำใจขยับเข้ามาใกล้บรูคก่อนจะถลึงตาใส่หล่อนเพื่อแสดงให้รู้ว่านี่คือคน (ขับรถ) ของฉัน!!

“เอาล่ะเข้าไปได้แล้ว”

“แล้วเราจะนั่งกันสองคนเหรอ” ผมถามตอนที่บรูคดันหลังให้เดินเข้าในบาร์ที่มีชื่อเฉยที่สุดในสามเมืองนี้ พนันได้ว่าเมืองโบราณแบบอัลเวิลก็คงไม่มีชื่อบาร์เชยแบบนี้ ผมว่าเปลี่ยนเป็น Brandy ยังเข้าท่ากว่า

“ใช่ แต่อาจจะมีคนมาแวะเวียนทักทายผมอยู่บ่อย ๆ อย่ารำคาญไปล่ะ”



ผมและบรูคเดินเข้ามาภายในร้าน เขาเป็นฝ่ายเดินจูงมือนำผมเข้าไปยังโต๊ะที่ดูเหมือนจะมีคนจัดเตรียมไว้ให้ มันเป็นโต๊ะไม้ทรงกลม มีเก้าอี้ไม้ที่มีพนักพิงหลังสูง ๆ อยู่สี่ตัวและแก้วเบียร์ตั้งอยู่บนโต๊ะตรงกลาง

ตั้งแต่บรูคก้าวขาเข้ามาในร้าน ผมแทบจำไม่ได้ว่าเขากล่าวทักทายใครไปบ้าง เขาพูดคำว่าสบายดีครับแบบไม่ขาดปาก ตั้งแต่การ์ดหน้าประตู คนตรวจบัตร บาร์เทนเดอร์และรวมไปถึงลูกค้าในร้านที่ลุกมาทักทายเขา

บรูคเหมือนเป็นคนดังของที่นี่...ที่ Mandy villa Bar เนี่ยแหละ

“ดูสิใครแวะมา บรูค ปาร์คเกอร์นี่เอง...หายหน้าหายตาไปเลยนะ กลับมาคราวนี้หล่ออย่างกับพระเอกแหนะ”

“ว้าววิล...พระเจ้า ไม่เจอคุณนานมากเหมือนกัน” บรูคร้องทักพร้อมกับกอดตอบผู้ชายตัวสูงที่มีอายุเกือบเท่าพ่อผมเลยมั้ง

ผู้ชายที่ชื่อวิลสูงและออกจะเจ้าเนื้อ เขาสวมหมวกคาวบอยและแต่งตัวเต็มยศราวกับเป็นนายอำเภอในหนังคาวบอยยุค 70 เขาดูให้อารมณ์เหมือนวู้ดดี้ในเรื่อง Toy story ยังอย่างงั้น

“เสียใจด้วยเรื่องนั้น...ชีวิตเราต้องไปข้างหน้า”

“ไม่ต้องพูดอะไรน้ำเน่าเลยนะ ผมไม่รู้สึกสักนิดสาบานได้” บรูคกล่าวหลังจากที่กอดทักทายกับมนุษย์คาวบอยคนนั้น ทั้งคู่ยืนคุยอะไรที่ผมไม่เข้าใจ และท่าทางตบบ่าเหมือนกำลังให้กำลังใจก็ยิ่งทำให้ผมสงสัย

“ฉันนึกว่าช้ำใจตายไปแล้วนะเนี่ย!”

“คนอย่างผมเนี่ยนะบิล? คุณคิดใหม่ได้เลย”

ผมยืนรออยู่เงียบ ๆ ด้านหลังระหว่างที่พวกเขาคุยกันในเรื่องที่ผมไม่รู้เรื่อง เมื่อเห็นว่าบรูคเอาแต่สนุกสนานกับการคุยเรื่องสัพเพเหระกับนายอำเภอคาวบอย ผมก็แอบหงุดหงิดนิดหน่อย

ปกติแค่ต้องรอพ่อยืนพูดคุยกับคนใหญ่คนโตในงานการกุศลผมก็อารมณ์เสียแล้ว นี่มันเรื่องอะไรต้องมาทนกับคนขับรถเนี่ย!!

“เฮ้...จะคุยอีกนานมั้ย!” ผมเขย่าแขนอีกฝ่าย เรายังจับมือกันอยู่นะ...เขาลืมผมไปแล้วหรือไง

“อ๋อ...โทษทีครับ”

บรูคยิ้มพร้อมกับกล่าวขอโทษก่อนจะขยับให้ผมกับบิลเห็นหน้ากัน “เอ่อ...บิล ขอแนะนำให้รู้จักกับเจ้านายผมเอง บารอน แคปรินคอร์น”

“ว้าวพระเจ้า!!” ชายหนุ่มที่ชื่อบิลร้องเสียงดังและยิ้มอย่างเอ็นดูมาทางผม ผมไม่ได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่เขาตรงกันข้ามคือรอยยิ้มของบิลจริงใจจนผมต้องยิ้มตอบ “คุณหนูบารอนคนดัง นี่เราได้พบราชินีโอเมก้าตัวจริงเลยเหรอ!!”

“ชู่ว...อย่าเสียงดังไปนะ ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขามาที่นี่ เดี๋ยวเป็นเรื่อง”

"อ้อนั่นสิ ได้ ๆ ฉันจะเก็บเป็นความลับ" วิลพูดพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วขยิบตาใส่บรูคและผม

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ เอ่อ...”

“เรียกผมว่าวิลได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เอาล่ะทั้งสองคน เชิญตามสบายเลยนะ”

“ขอบคุณนะวิล”

“ไม่เป็นไรหรอกนะ นายกลับมาเยี่ยมฉันก็ดีใจ” วิลทิ้งท้าย และพาพวกเรามาส่งที่โต๊ะ

“ฉันสั่งอาหารพิเศษสำหรับนาย มื้อนี้ฉันเลี้ยง” พ่อหนุ่มคาวบอยขยิบตาให้ผมก่อนจะหันไปคุยกับบรูคต่อ “แต่ขอเรื่องเดียว ช่วยกันระวังหน่อย คุณหนูบารอนอายุยังน้อยนะ ขอร้องนายอย่าอยู่เกินห้าทุ่มนะ ไม่งั้นร้านซวยแน่”

“ครับ รับทราบหัวหน้า”

“ฮ่า ๆ ขี้เล่นเหมือนเดิมนะนายเนี่ย”

“อย่าห่วงเลยวิล คุณหนูบารอนเข้านอนตรงเวลา ผมอยู่ไม่นานหรอกมานั่งฟังแค่เพลงวงแรกจบก็ไปแล้ว”

“โอเคว่ากันตามนั้น เชิญตามสบายนะ ขอไปต้อนรับลูกค้าก่อน”

โต๊ะที่บิลจัดไว้ให้ค่อนข้างพิเศษและไม่แออัด บนโต๊ะปูด้วยผ้าสีแดงกำมะหยี่และประดับด้วยแจกันสีขาวที่มีดอกกุหลาบสีขาวสองดอกปักอยู่

ผมนั่งลงด้านข้างของเขาซึ่งติดกับผนังด้านในสุด พยายามเลี่ยงที่จะให้คนสังเกตเห็นนั่นเพราะมันคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าคนเหล่านั้นเกิดรู้ว่า ราชินีโอเมก้ามานั่งดื่มกับ...คนขับรถ

นั่นทำให้ผมจิตตกเลยนะ!

“คุณอยากสั่งน้ำเปล่ามั้ยครับ หรือว่าขนมขบเคี้ยว”

“คิดว่าฉันเป็นเด็กสามขวบเหรอ?”

“เอาความจริงก็ไม่ แต่เพราะคุณไม่ควรดื่ม” เขาว่าและมองแผ่นเมนูเครื่องดื่มในมือไม่สนใจจะหันมามองผมสักนิด “เอาเป็นว่าที่นี่มีเบียร์ดำรสชาติดีที่สุดที่คุณจะไม่พูดมากถ้าได้ลิ้มรสมัน”

“เลิกตัดสินฉันสักที”

“อะไร ผมเปล่าตัดสินคุณ แต่แค่พยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคุณครับคุณหนู” บรูคยิ้มและประสานมือไว้ใต้คาง ยิ้มล้อเลียนเหมือนกับว่าผมคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความดีพร้อมไปทุกอย่าง

ถ้าผมได้มานั่งอยู่ในบาร์งี่เง่าชื่อเห่ยนี้ได้ พนันได้เลยว่าผมไม่ได้ต้องการมันขนาดนั้น!

“ฉันจะเอาเบียร์ดำอะไรที่นายว่า นายจะได้เลยตัดสินฉันสักที”

“เฮ...ผมเปล่าคิดแบบนั้น” เขาหันหน้าเข้ามาทางผม ดวงตาสีฟ้าขุ่นช่วยให้หายหงุดหงิด...แต่แค่นิดหน่อยเท่านั้น “แค่ห่วงว่าคุณจะรู้สึกแย่ที่ต้องมาในพื้นที่ของผม โลกของผมและ...ชีวิตของผม”

“พูดยังกับหนังโรแมนติก”


(.....)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅹ 」 love (2)
[/b]
ผมเท้าคางและหันหน้าหนีอีกฝ่ายไปยังเวที เลี่ยงที่จะให้บรูคเห็นรอยยิ้มของผม ผมว่าหลังจากนี้ต้องไปเช็กสมองแล้วว่าเกิดมีสาระเคมีในระบบประสาทตัวไหนหรือเปล่าที่ทำงานผิดปกติ เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่เขาพูดมันทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวใจเต้นแรงอย่างกับวิ่งรอบสนามมาสิบรอบ!

“เบียร์ดำสองครับ”

“พาใครมาเนี่ยพ่อหนุ่ม ไม่เจอหน้านานเลย”

“อ๋อ...ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างน่ะซินดี้ ไว้ถ้าวันไหนว่าจะมาบ่อย ๆ”

“คนในบาร์คิดถึงเสียงร้องเพลงของเธอนะ” ผู้หญิงที่เป็นพนักงานหัวเราะหยอกล้อกับบรูคพักหนึ่งก่อนที่เธอจะเดินไปรับเบียร์ดำสองแก้วมาเสิร์ฟให้เรา

เรื่องที่เธอพูดทำให้ผมหันไปถามอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้

“นายมาร้องเพลงที่นี่เหรอ ทำไมเธอถึงบอกว่าคนที่นี่คิดถึงเสียงร้องเพลงของนาย”

“สมัยเรียนน่ะ ผมหาเงินช่วยทางบ้านตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อกับแม่ต้องเก็บเงินไว้สำหรับค่าเทอมของผมที่แพงหูฉีก” บรูคหยิบแก้วเบียร์ดำยื่นมาให้ผมและพูดต่อ “ผมเลยคิดว่าตัวเองก็โตพอที่จะทำอะไรแบ่งเบาได้แล้ว เลยใช้งานอดิเรกมาทำมาหากินเพื่อหาเงินเล็กน้อยในการเลี้ยงชีพ”

“เงินเล็กน้อย?”

ประหลาดใจที่ได้ยินแบบนั้น

“ก็เงินที่ใช้จ่ายในสมัยเรียนมหา’ลัยยังไงล่ะ เช่นค่าหนังสือ ค่าโปรเจกต์ ค่ากิน ค่าเที่ยวผมรับผิดชอบตัวเองทั้งนั้น” บรูคเล่าเรื่องของเขาเป็นครั้งแรก และนั่นทำให้ผมเริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อย

“ทำไมต้องหาเงินเองด้วย...ที่มหา’ลัยได้ยินว่ามีทุนไม่ใช่เหรอ”

“ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไร อาศัยความพยายามและความมุมานะเท่านั้น ถ้าเทียบกันแล้วผมโง่มากด้วยซ้ำเวลาอยู่ในห้องเรียน”

“นั้นสิ...นายโง่จริง ๆ แหละ”

บรูคส่งยิ้มให้ผมโดยไม่ถือสากับคำพูดของผม เขาเท้าคางเคาะนิ้วกับโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวพวกนั้นกับผมด้วยท่าทางสบาย ๆ รอยยิ้มของเขา แววตาของเขา แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของเขา ทุกอย่างกลายเป็นภาพที่เสมือนเชื่องช้าในขณะที่ดวงตาผมไม่สามารถสนใจสิ่งใดได้นอกจากบรูค...และให้ตายเถอะ เขากำลังทำให้ผมใจเต้นแรง

“พ่อของผมเริ่มป่วยตอนผมเรียนอยู่ปีสอง นั่นยิ่งเป็นปัญหาใหญ่เพราะค่ายาของเขาในแต่ละครั้งที่ไปพบหมอคือแพงมาก”

“เขาป่วยเป็นอะไร?”

“พาร์กินสัน พ่อเริ่มจากเคลื่อนไหวช้าลง มือด้านซ้ายเริ่มขยับไม่ได้ สมองของเขาทำงานช้าลงเรื่อย ๆ ช่วงแรกแม่ของผมเครียดมาก ผมเคยคิดที่จะดรอปเรียนเพราะอยากหาเงินมาช่วยที่บ้าน” เรื่องที่บรูคเล่าทำให้ผมเกิดความเห็นใจเขาขึ้นมา นั่นคงลำบากมากและผมไม่เคยเข้าใจถึงความรู้สึกนี้เท่าไหร่

“แม่ผมบอกว่าไม่ต้องทำแบบนั้น เขาขอให้ตั้งใจเรียนจนจบ เพราะแม่จะทำงานเสริมเอง”

“เขาจะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ หาเลี้ยงลูกและค่ารักษาสามีไปด้วย” ผมเอ่ยชมแม่ของเขาด้วยความจริงใจ ผมยกย่องทุกคนที่ทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

เช่นพ่อของผม แม้ว่าเขาจะไม่เคยลำบาก แต่ผมรู้ว่าเขาต้องแบกรับหน้าที่หลายอย่างไว้พร้อมกัน ทำทุกอย่างชนิดไม่ขาดตกบกพร่อง พ่อจึงเป็นต้นแบบในชีวิตของผม ผมอยากเก่งได้เหมือนเขา เข้มแข็งได้เหมือนเขา และมีชีวิตที่สวยงามเหมือนเขา

“ผมก็คิดแบบนั้น แม่เก่งและเป็นคนเก่งเสมอไม่ว่ากับเรื่องไหน”

“แล้วการรักษาล่ะ เขาดีขึ้นบ้างมั้ย...พ่อของนายน่ะ” คำถามนั้นทำให้เขานิ่งก่อนจะใช้เวลากับตัวเองโดยการยกเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียว นั่นแสดงออกให้เห็นว่าเขากำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้

“โรคนี้มันเกี่ยวกับความเสื่อมของสมอง ต้องยอมรับว่าไม่มีทางหายขาด ทำได้เพียงชะลออาการและรักษาตามสภาพเท่านั้น”

“ฉันเสียใจด้วย...” ผมไม่รู้ว่าจะมีคำใดที่แทนความรู้สึกได้ดีไปกว่าคำพูดนี้ ผมนิ่งไปชั่วขณะ ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกัน มันเกิดความเห็นใจและความสงสารขึ้นมาเสียอย่างงั้น

ผมรู้สึกแปลกใหม่กับตัวเองมาก ๆ เลยตอนนี้

“ไม่เป็นไรหรอก ผมถูกสอนมาให้ยอมรับและอยู่กับความจริงให้ได้ ไม่ว่าจะกลับเรื่องไหนก็ตาม มันเป็นสิ่งที่พ่อสอนเสมอ เขาบอกทุกครั้งว่าหากเรายืนอยู่บนความจริง เราจะเข้าใจว่าชีวิตมันจะไปในทิศทางไหน”

“นั้นสินะ...” ผมรวบมือกับแก้วและหันไปมองหน้าอีกฝ่าย คิดอยู่นานว่าควรถามไปดีมั้ย แต่สุดท้าย...ผมก็คงจะพ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ “เมื่อกี้ได้ยินวิลถามเรื่องที่นายเสียใจกับอะไรเหรอ?”

รู้สึกกลัวนิดหน่อย ถ้าเกิดมันเป็นเรื่องของบุคคลอื่นนั่นแปลว่าเขามีใครในใจใช่มั้ย?

“คุณสนใจเรื่องผมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

“ไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ พนันได้ว่ามันก็แค่คำถาม” ผมสะบัดหน้าหนีไปจากอีกฝ่าย รู้สึกร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมเกิดมารู้สึกอาลัยอาวรณ์อะไรกับอีแค่คนขับรถล่ะเนี่ย...

“ถ้าคุณแกล้งบอกว่าสนใจผม บางทีผมอาจจะบอกก็ได้ว่าเรื่องอะไร”

“นี่— “

ผมกำลังจะหันหน้าไปต่อว่าเขา แต่กลับพบว่าเขาแทบฝังปลายจมูกกับแก้มผมด้วยซ้ำในระยะแบบนี้ แต่พอได้สังเกตเขาอย่างจริงจังสักครั้ง ผมก็พบว่าเครื่องหน้าของอัลฟ่าคนนี้ดูดีอย่างไรที่ติ เป็นเหมือนอย่างที่ฮาร์เปอร์บอก...

บรูค ปาร์คเกอร์คือขุมทรัพย์ และเขาล้ำค่ากว่าทองคำ

“นาย...ขยับออกไปห่าง ๆ เลยนะ”

“ผมรู้นะว่าคุณอยากจะถามว่าผมมีแฟนหรือยัง แล้วทำไมวิลถึงทักเรื่องนั้น แต่คุณแค่ไม่อย่าทำตัวเองขายหน้า”

“พูดบ้าอะไร!!” ผมพยายามดันอีกฝ่ายออก แต่บรูคกับรวบข้อมือของผมไว้ เราเล่นเกมจ้องตากันและคนที่เป็นฝ่ายแพ้บอกเลยว่าไม่ใช่ผม

ผมคือราชินีโอเมก้านะ!!

เราจ้องตากันเกือบสิบนาที สุดท้ายบรูคก็เป็นฝ่ายผละออกเพราะเสียงนักร้องที่ขึ้นมาทักทายกับแขกในค่ำคืนนี้ ผมลอบถอนหายใจกับตัวเอง ถ้าเกิดว่านักร้องขึ้นช้ากว่านี้ เราคงจูบกันไปแล้ว

“สวัสดีแขกทุกท่าน ลูกค้าที่น่ารักกับบาร์เราเสมอ”

“คาวบอยคนนั้นเป็นเจ้าของร้านเหรอ” ผมชี้ไปทางเวทีเมื่อสังเกตเห็นว่าคนที่ยืนอยู่บนเวทีและกำลังถือไมค์ลอยพูดคุยกับแขกคือบิล...ผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนนายอำเภอวู้ดดี้

“ใช่ วิลเป็นพวกคลั่งไคล้คาวบอยน่ะ อย่าถือสาเขาเลย เขาใจดี”

“ฉันไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย แค่ประหลาดใจมากกว่า เขาทำตัวเหมือนกับลูกค้าที่ชอบแต่งตัวจัดเต็มมาที่บาร์ทุกคืนวันเสาร์” ผมว่าและชะเง้อคอมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจ “เขาตลกดีนะ ดูสิ...”

“วิลเป็นคนอารมณ์ดีและใจดีมาก ถ้าไม่มีเขา ผมคงไม่ได้มาร้องเพลงที่นี่ ไม่มีงานไม่มีเงิน เขาคือผู้ให้สำหรับผม”

ผมหันไปทางบรูคก่อนจะกันกลับไปทางเวทีเมื่อบิลเริ่มพูดคุยหยอกล้อและกำลังเตรียมตัวจะร้องเพลง

“นายไม่อยากร้องเพลงบ้างเหรอ ไหน ๆ ก็มาแล้ว”

“ไม่เอาล่ะผมไม่มีกีตาร์มาด้วย”

ข้ออ้างบ้าบอกชะมัด

“ไม่เอาน่า คนที่นั่งตรงนั้นคือนักดนตรีนะ นายจะอาศัยดีจังหวะเองทำไมเล่า” ผมว่าและยกมือขึ้น บิลที่กำลังสนใจกับการคุยมุกตลกราคาสองเหรียญก็หันมาทางผม

“ดูเหมือนจะมีหนุ่มน้อยอยากคุยกับเรา”

ผมหัวเราะในขณะที่บิลร้องแซ็วผมและบรูคพยายามปัดมือของผม “ว่าไงครับลูกค้าโต๊ะนู้น”

“ผมอยากฟังบรูคร้องเพลง เขาเคยเป็นนักร้องที่นี่ ให้เขาร้องสักเพลงได้มั้ย”

“นั่นสิ ผมลืมไปสนิทเลยว่านักร้องคนโปรดของร้านอยู่ที่นี่ด้วย”

“พอเลยคุณหนู ผมไม่มีทางขึ้นไปร้องเพลงเป็นอันขาด”

“ถ้าเขาขึ้นไปได้ ฉันจะให้ทิปนักดนตรีคนละ50เหรียญ” ผมยิ้มและชูแบงก์ขึ้นมาพร้อมกับลุกขึ้นและชี้ไปทางบรูค “เอาสินายต้องขึ้นไปแล้วนะ อย่าแม้แต่จะบ่ายเบี่ยง”

“บารอน คุณทำอะไรเนี่ย!”

“น่านะ มีใครอยากฟังเขาร้องเพลงบ้าง” ผมร้องถามอย่างบ้าคลั่ง อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเพราะรอยยิ้มเขินอายของเขาก็ไม่รู้ที่ส่งผลให้ผมเป็นแบบนี้

“เอาน่าบรูค ถือว่าเป็นการคืนสู่เหย้า”

วิลช่วยผมอีกแรงด้วยการส่งเสียงเชียร์ให้บรูคขึ้นไปร้องเพลง ก่อนจะตามด้วยเสียงของคนทั้งร้านที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนหันมาชูกำปั้นและบอกว่า ‘ร้องเพลง' ผมหันไปยิ้มกับบรูคพร้อมทั้งดึงแขนเขาให้ลุกขึ้นยืน “เอาล่ะบรูค ปาร์คเกอร์ ฉันขอสั่งให้นายลุกขึ้นไปที่เวทีเดี๋ยวนี้เลย!!”

“พระเจ้า...ให้ตายเถอะ”

สุดท้ายผมก็ทำสำเร็จ บรูคยอมลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าเวที เขากระซิบกับบิลและเดินขึ้นไปยืนข้าง ๆ กัน จากนั้นวิลก็ยื่นไมค์ลอยให้กับบรูค

“ผมต้องกล่าวคำว่า ...ขอบคุณและดีใจที่ได้กลับมายืนที่นี่อีกครั้ง มันนานมากแล้วจนผมลืมไปเลยว่าการร้องเพลงเป็นแบบไหน” เขากัดริมฝีปากและหันมาทางผม รอยยิ้มเล็ก ๆ บนมุมปากทำให้เกิดลักยิ้มสองข้างที่ดูน่ามอง ผมหน้าร้อนผ่าวกับแววตาที่เขาส่งมาให้

บรูคกลายเป็นผู้ชายที่ทรงเสน่ห์อีกเท่าตัวเมื่อเขาเปล่งประกายบนเวที

กายแต่งกายด้วยเสื้อยืดสีเทากับกางเกงขายาวขาดเข่าสีดำ สวมแค่สร้อยสีเงินขนาดใหญ่เป็นเครื่องประดับ แต่เขากลับดูโดดเด่นพอ ๆ กับแสงไฟในบาร์แห่งนี้

ผู้ชายที่กำลังส่งยิ้มให้ผมไม่ได้ประดับตัวเองด้วยเครื่องเพชร หรือเสื้อผ้าราคาแพงแบบที่ผมเจอทั่วไปในชีวิตประจำวัน เขาเป็นแค่คนธรรมดา แต่กลับมีอิทธิพลในเชิงนั้นอย่างมาก...

สถานการณ์ตอนนี้ระหว่างเรา มันเหมือนฝัน ผมไม่มีทางลืมช่วงเวลาที่แสนวิเศษนี้ไปได้

“ผมถนัดที่จะดีดกีตาร์เอง เพราะฉะนั้นก็เลยจะขอเล่นเพลงสบาย ๆ ให้ทุกคนได้ฟังกัน”

“ไหนใครคิดถึงเสียงบรูคชูมือและร้องเรียกชื่อเขาหน่อย” วิลทำหน้าที่เรียกกำลังใจจากลูกค้าให้กับบรูคได้อย่างดี เขาทำให้ทั้งร้านคึกคักกับการรอฟังเสียงนักร้องรับเชิญในค่ำคืนนี้

ผมเท้าคางนั่งไขว่ห้างตั้งใจฟังบรูค ปาร์คเกอร์ร้องเพลงในบาร์ที่คับแคบ แต่กลับอบอุ่นไปด้วยผู้คนที่เป็นกันเอง

“เอาล่ะขอบคุณมากครับวิล ช่วยได้เยอะเลย”

“เต็มทีเลยนะ ยกเวทีนี้ให้นาย”

บรูคหันไปรับกีตาร์จากนักดนตรีและเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทางสุภาพ เขานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ทรงกลมบนเวที จากนั้นก็วางไมค์ลอยกับขาตั้งไมค์ ปรับสายกีตาร์อยู่ชั่วครู่ก่อนจะเป่าไมค์เบา ๆ และเริ่มเกากีตาร์เป็นอินโทรแรกที่ให้ความรู้สึกเบา ๆ ราวกับเช้าวันหยุดในฤดูฝน...

“ผมอาจจะร้องหลงคีย์ไปบ้าง แต่...จะพยายามไม่ร้องเพี้ยนไปกว่านี้” บรูคกล่าวถ้อยคำชวนหัวเราะก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะจ่อที่ไมค์และเริ่มเปล่งเสียงร้องออกมาอย่างจริงจัง



“Baby, take my hand I want you to be my wife. Cause you're my Iron Man and I love you 3000 Baby, take a chance. Cause I want this to be something straight out of a Hollywood movie”

 ที่รักจับมือฉันไว้ ฉันอยากให้คุณเป็นคู่ของฉัน เพราะคุณคือไอร่อนแมนของฉัน ฉันรักคุณ3000เท่าเลยนะ ที่รักฉันจะคว้าโอกาสนี้ไว้ เพราะฉันอยากให้มันเหมือนบางอย่าง ราวกับหนังในฮอลลีวู้ดเลย

น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มและฟังเลื่อนหู รอยยิ้มขี้เล่นของเขากำลังส่งมาให้ผมคนเดียวท่ามกลางผู้คนมากมายภายในร้านแห่งนี้ ผมไม่ได้คิดไปเองและถึงจะคิดไปเองมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าสายตาของบรูคกำลังจับจ้องมาถามผมอย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้



“see you standing there.In your hulk outerwear.And all I can think.Is where is the ring” ฉันเห็นคุณกำลังยืนอยู่ตรงนั้น กับเสื้อแจ็คเก็ตฮัลค์ของคุณ และสิ่งที่ฉันคิดคือ คุณซ่อนแหวนไว้ที่ไหนนะ

ผมเสยผมตัวเองในขณะที่ดวงตาของเราประสานกันก่อนที่นักร้องบนเวทีหลบตาด้วยการก้มลงมองคอร์ดกีตาร์ จากนั้นก็จงใจเงยหน้าขึ้นมาและเอ่ยร้องท่วงทำนองนั้นที่สอดคล้องเป็นเรื่องราวเดียวกันได้อย่างลงตัว

“Cause I know you wanna ask.Scared the moment will pass.I can see it in your eyes Just take me by surprise” เพราะฉันรู้ว่าคุณอยากจะถาม กลัวว่าเวลานี้จะผ่านไป ฉันเห็นมันจากดวงตาของคุณแค่คุณอยากให้ฉันโดยไม่ทันตั้งตัว

เสียงของใจของผมเต้นดังที่สุดในเวลานี้ ผมไม่แน่ชัดนักว่ามันถูกขับเคลื่อนไปด้วยปัจจัยไหนกันแน่ ระหว่างความหมายของเพลง หรือการที่คนร้องต้องการจะร้องเพลงนี้ให้ผมฟังคนเดียว...

แค่ผมคนเดียวเท่านั้น และผมเห็นมันจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น



“And all my friends they tell me they see.You planning to get on one knee.But I want it to be out of the blue” และเพื่อน ๆ ของฉันต่างก็บอกว่าพวกเขาเห็น ว่าคุณมีแผนว่าจะคุกเข่าข้างหนึ่งให้กับฉัน

หัวใจผมเต้นรำพร้อมไปกับทุกคำร้องของผู้ชายคนนี้ ทุกถ้อยคำและท่วงทำนองมันต่างสัมพันธ์กันอย่างลงตัว ยิ่งเมื่อเรามองเห็นแค่กันและกันในช่วงเวลาที่น่ามหัศจรรย์

“So make sure I have no clues.When you ask”  และทำตัวให้เหมือนกับว่าฉันไม่มีพิรุธ



“นี่คุณ...เอาให้ดอกไม้เขาสิ” บิลเดินเข้ามาที่โต๊ะและชี้นิ้วไปที่ดอกกุหลาบสีขาวที่อยู่ในแจกันบนโต๊ะที่นั่ง ผมรีบส่ายหน้าอย่างทันทีทันใด “ผมว่า...ไม่ดีกว่าคือ...”

“เอาน่า ให้กำลังใจเขาหน่อยดอกกุหลาบดอกนี้มีค่านะ”

“แต่เขาร้องเพลงอยู่นะ...”

“เดี๋ยวก็มีคนอื่นเอาไปให้ตัดหน้าหรอก แม่สาวผมบลอนด์ตรงนั้นจ้องเขาตาประกายเชียวล่ะ”

“งั้นเหรอ!!” ผมว่าด้วยความตกใจ ใครก็ห้ามมาให้ดอกไม่คน(ขับรถ)ของผม "แต่ถ้าผมออกไป คนอาจจะสังเกตเห็นน่ะสิ" เมื่อได้ยินแบบนั้นวิลจึงถอดหมวกคาวบอยนั่นแล้ววางลงบนศีรษะผมอย่างถือวิสาสะ ถ้าเป็นปกติผมคงโวยวายไปแล้วที่เขากล้าใส่หมวกให้ผม แต่ก็นะ...เวลานี้ไม่เหมาะกับการโวยวาย

เพราะผมอารมณ์ดีเกินกว่าจะใจร้ายกับใคร!

“นี่...ใส่นี้ไว้ไม่มีใครเห็นแล้ว”

“แต่...”

“ถ้าคุณไม่อยากจะได้กำลังใจ พนันได้ว่าแม่สาวนั่นไม่รอแน่นอน มีคนตีกันแย่งเขาออกจะบ่อย แต่ดูสิเขามองคุณคนเดียวเลยนะทั้งร้านน่ะ เอาน่าออกไปให้เขาหน่อยเถอะ”

นั่นสินะ จริงอย่างที่วิลว่า ...

ผมกัดริมฝีปากเล็กน้อยตอนที่ยื่นมือไปหยิบดอกกุหลาบสีขาวดอกนั้นออกจากแจกัน ก่อนจะผละสายตาจากกลีบดอกสีขาวในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังนักร้องบนเวที

บรูคเลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจมาทางผม ในระหว่างที่เขากำลังดีดกีตาร์และร้องเพลงบนเพราะ ๆ อยู่บนนั้น ในท่อนแต่ละท่อนที่เขาร้อนผมสัมผัสได้ว่ามันเป็นประโยคที่สื่อถึงกัน ผมรีบลุกขึ้นก่อนจะรีบเดินไปที่หน้าเวที

เสียงปรบมือทำให้ใจผมเต้นแรง เชื่อเถอะว่าตอนนี้สีหน้าของผมคงดูตลกมากในตอนนี้...



“Baby, take my hand.I want you to be my Wife.Cause you're my Iron Man.And I love you 3000.Baby, ”

 ตอนที่ผมมองตาของเขา ผมสาบานได้ว่าผมมองเห็นบางอย่างในใจของผม และมันกำลังบอกผมในสิ่งที่ผมไม่กล้ายอมรับเท่าไหร่นัก

“ฉันให้...” ผมขยับริมฝีปากไม่ออกเสียงเป็นคำสองพยางค์...

บรูคหยุดมือจากการเกากีตาร์แล้วเอื้อมมารับดอกกุหลาบดอกนั้นจากผม ก่อนที่จะจูบลงกับกลีบดอกไม้ ปลายนิ้วก้อยของเราแตะกันแผ่วเบา รู้สึกถึงความประหม่าและขลาดเขินอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น กำลังจะเกิดกับช่วงเวลาเหล่านี้ระหว่างเรา ผมรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ว่ามันกำลังจะทำลายกำแพงของผมที่มีต่อบรูคลง

ตอนนี้คงไม่มีอะไรที่ผมมั่นใจไปกว่าริมฝีปากที่ขยับเป็นคำพูดนั้น...

“And I love you 3000.Baby”

และฉันรักเธอ3000เท่าที่รัก...



---------------------
[/b]

Talk

I love you 3000 จ้าาาาาาาาาาาาาาา ไม่รู้บอกรักมั้ย แต่ตอนหน้าได้กินกันแล้วแหละ

เราเป็นคนชอบฉากร้องเพลงรักใส่กันมาก ๆ เลยคิดว่าไม่มีอะไรจะละลายยัยหนูบารอนได้เท่าการที่อีกฝ่ายมาร้องเพลงแล้วมองหน้าแบบนี้ จูบกลีบกุหลาบและพ่นคำว่า I love you 3000 กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

มีคำผิดขออภัยนะคะ T^T

ฝากบารอนด้วยน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอตอนต่อไป~

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2

「 ⅺ 」

Insatiable

(adj) (of an appetite or desire) impossible to satisfy.




เราทั้งคู่อยู่ในรถLowrider ปี 1980 ในระหว่างที่รถติดไฟแดงบนถนนสาย11 ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยความเงียบนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัด แต่อย่างน้อยเสียงเพลงจากวิทยุที่เล่นเพลงของวง The 1975 ช่วยให้อะไรในเวลานี้ผ่อนคลายขึ้น ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง ทั้งผมและบรูคออกจากบาร์หลังจากที่เขาอยู่ดื่มกับวิลเจ้าของร้านเล็กน้อย

วิลชมไม่ขาดปากว่าค่ำคืนนี้ที่บาร์เต็มไปด้วยความยอดเยี่ยมเพราะว่าบรูค และผมเชื่อว่ามันจริง ผมเกือบจะอารมณ์ดีแล้วแท้ ๆ ถ้าไม่บังเอิญไปได้ยินสิ่งที่วิลคุยกับบรูคในห้องน้ำ...

ผมสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่า....อีฟลิน คือ ใคร?

ถ้าให้เดาเธอคงเป็นผู้หญิงที่มีบทบาทเป็นคนรักเก่าของบรูค แต่ถึงจะใช่หรือไม่ มันก็ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับผมอยู่แล้ว ผมเกลียดที่จะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองรับมือได้ไม่ดีนัก การยอมรับว่าบรูคเคยรักใครสักคนมากถึงขนาดที่จะยอมคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อเธอ...

มันยากเกินไปสำหรับคนแบบผม...

ผมพยายามที่จะหยุดความวุ่นวายพวกนี้และทำให้มันไม่หายไปจากสมองของผมสักที ชื่ออีฟลินคล้ายกับฉากสยอง ๆ ในหนังที่เราอยากจะสลัดมันออกไป แต่มันก็ยังเที่ยวมาหลอกหลอนเราไม่ยอมหยุด

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคุณหนู...คุณเงียบมาตั้งแต่ที่ร้านแล้ว”

“หะ...ฉันเหรอ...เปล่านี่"

ผมควรจะรู้สึกยังไงกับเรื่องของพวกเขา กับความสัมพันธ์ของพวกเขา ทั้งที่ผมไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย หรือตั้งคำถามว่าเขาเลิกยุ่งกับหล่อนไปหรือยัง ยังติดต่อหล่อนอยู่มั้ย... ผมเกลียดที่ในเวลานี้มักจะคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของใครสักคนที่ผมเดาไม่ออกแม้จะอยากรู้แต่ผมสาบานว่าจะไม่ถาม




“คุณเงียบตั้งแต่ออกจากร้านแล้ว มีอะไรหรือเปล่า”

“บอกว่าไม่มีไง! ”

“ไม่เอาน่า มันต้องมีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำ ใครทำอะไรคุณหรือเปล่า” บรูคจอดรถเข้าข้างทางและนั่นกำลังทำให้เราเริ่มมีปากเสียงกัน

“จอดรถทำไม ใครสั่งนายไม่ทราบ!!”  ผมหันไปถามบรูคที่จู่ ๆ ก็จอดที่บริเวณข้างสวนสาธารณะ

“ผมว่าเราต้องคุยกัน...”

“ไม่มี...เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน” ผมเบือนหน้าหนีจากเขา เสาไฟบริเวณข้างถนนส่องสว่างเข้ามาภายในรถ และตอนนี้มีบางอย่างกวนใจผมเล็กน้อย หมายถึง...น้ำเสียงของเขาและแววตาขุ่นเคืองนั่นด้วย

“คุณโกรธอะไรผม”

“นั่นไม่ใช่คำถามที่ฉันต้องตอบ เพราะงั้นออกรถ!!!”

ผมพยายามให้ความสนใจกับบรรยากาศภายนอกในค่ำคืนที่ไม่ได้ดึกสงัด มองเห็นคู่รักเดินจูงมือกันท่ามกลางสายลมเย็น ๆ ในตอนกลางคืน บริเวณริมฟุตบาทมีแค่รถของเราเท่านั้นที่จอดอยู่

ทุกอย่างในตอนนี้แปลกออกไปนั่นรวมถึงผมด้วย

"เราต้องคุยกัน” เขาพูดคำเดิมซ้ำไปมา แต่ที่เปลี่ยนไปเป็นน้ำเสียงที่เข้ม บรูคดึงเบรกมือรถก่อนจะหันมามองผมด้วยแววตาจริงจัง “เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ถ้าคุณไม่พอใจอะไรก็แค่บอก”

“มันก็แค่...”

ผมกัดริมฝีปากและพ่นลมหายใจออกมาอย่างอึดอัด เรากำลังทะเลาะกันเหมือนคู่รัก และนั่นแหละที่ผมไม่ชอบ ...เราไม่ใช่คู่รัก และเขาเป็นได้แค่คนขับรถ!!!

บรูคเอื้อมมือมาจับมือผมเอาไว้ แม้ว่าผมไม่ได้สะบัดมือจากสัมผัสของเขา แต่การหันหน้าหนีก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าในเวลาแบบนี้ ผมไม่พร้อมที่จะเริ่มบทสนทนา

“ถ้ามีอะไรที่ทำให้คุณไม่พอใจ คุณบอกผมได้เลย...”

“ฉัน...” ผมกันกลับไปแต่ก็ยั้งริมฝีปากตัวเองไว้ทันแล้วกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ

ความไม่สบายใจของผมมันควรจะเป็นผมเองที่ขจัดมันออกไป บรูคไม่ได้มีหน้าที่ทำให้มันดีขึ้น ผมรู้ว่าตัวเองควรจะจัดการกับอารมณ์ขุ่นเคืองใจ...แต่ทำไมมันยากจังเลยนะ

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่เหนื่อยน่ะ อยากกลับบ้านไปนอน...”

“เมื่อตอนที่อยู่บาร์คุณยังร่าเริงอยู่เลย”

“ฉันบอกว่าฉันเหนื่อยไงเล่า!!” ผมขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด มันยากที่จะต้องควบคุมตัวเอง ยิ่งในเวลาที่เขาเซ้าซี้เพราะต้องการคำตอบไม่เลิก

และเมื่อหันมาสบตากับอีกฝ่าย ผมก็รู้ว่าตัวเองใช้คำพูดที่รุนแรงเกินไป บรูคประหลาดใจกับท่าทางของผม ใช่สิ...เขาต้องรู้สึกแบบนั้นอยู่แล้ว เมื่อจู่ ๆ ผมดันฉุนเฉียวเพราะเรื่องแค่นี้!

“นายเลิกเซ้าซี้ฉันได้แล้ว”

“เพราะเรื่องของอีฟลินใช่มั้ย”

“...ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น"

“ใช่จริงด้วย”

“ฉันพึ่งบอกไปว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับใครทั้งนั้น เลิกถามสักที!” ผมรีบหันหน้าหนีและพยายามแกะมือของเขาออก

“คุณไม่พอใจเรื่องนี้จริง ๆ ด้วย คิดว่าผมไม่รู้หรือไงบารอน"

“เปล่า...”

“ผมจะบอกให้ก็ได้ เธอแต่งงานแล้วและผมไม่ได้สนใจเธอ”

ผมไม่ชอบที่เขาพูดเรื่องของเธอเลย ไม่ชอบจริง ๆ

“ฉันไม่ได้อยากรู้ว่านายสนใจหรือไม่สนใจ ขับรถกลับบ้านได้หรือยัง? ”

“แต่ผมอยากจะบอกคุณ ผมไม่เคยติดต่อเธอนานแล้ว มันอาจจะก่อนที่จะมาทำงานกับคุณด้วยซ้ำ”

ผมรู้ว่าเขาแค่ให้ผมสบายใจ เพราะได้ยินมาว่าเขายังโทรหาเธอหลังจากงานแต่งเพื่ออวยพร...

“นายกำลังโกหก นั่นแหละที่น่ารังเกียจ ฉันไม่เคยโกหกแม้ว่าฉันจะเป็นคนที่นิสัยแย่ แต่ฉันไม่เคยโกหก” ผมสบตากับบรูค ก่อนจะบิดมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขา ผมผิดหวังอะไรนะ กับแค่คำหลอกลวงจากคนขับรถงี่เง่าเท่านั้นเอง

“นายจะพูดอะไรก็ได้ แต่ถ้าปราศจากความจริง มันก็เป็นแค่คำพูดกลวง ๆ เท่านั้น”

“บารอน...”

“ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องของเธอหรือของใคร นายจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของนาย และรู้มั้ยว่าคำโกหกของนายนั่นแหละที่แย่ที่สุดเลยบรูค!!!"

“ผมยอมรับว่าผมโทรหาเธอจริงหลังจากที่รู้ว่าเธอแต่งงาน มันก็แค่โทรไปแสดงความยินดี”

“เลิกพูดสักที ฉันไม่ได้อยากรู้...” ผมประท้วงเสียงดังภายในห้องโดยสาร บรูคขยับเข้าใกล้ผมเข้ามาเรื่อย ๆ ผมไม่ได้ผละหนีเพราะเดี๋ยวเขาจะคิดว่าผมขี้แพ้และไล่ต้อนให้จนมุมได้ง่าย ๆ

“ผมไม่ได้รักเธอแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก...ผมพูดจริงและผมรู้ว่าคุณเองก็รู้”

เขาไม่ควรจะไล่ต้อนผมแบบนี้...

“ผมรู้ว่ามันเข้าใจยาก แต่คุณช่วยรู้ไว้ด้วยว่าผมไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองจูบกันใครทั้งที่ยังรู้สึกถึงอีกคนแน่ ๆ” เขาจะบอกผมทำไม...

“เรื่องนั้น...ฉันไม่ได้ถามนายจะบอกทำไม”

“เพราะผมรู้ว่าคุณรู้สึกไม่ดี”

บรูคกำลังใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องมองผม และมันทำให้ผมสงบนิ่งในที่สุด

“ผมรู้ว่าคุณมีคำถาม คุณคงรู้สึกแย่ถ้าผมคิดถึงเธอตอนที่อยู่กับคุณ คุณอยากจะถามแต่คุณหยิ่งเกินกว่าจะพูดมันกับผม”

“ฉันไม่ได้หยิ่งนะ” ผมผลักเขาออก  “นายอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ฉันเนี่ยเหรอจะไปรู้สึกไม่ดีกับเรื่องของแฟนเก่านาย ไม่มีวันหรอก....”

บรูคไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ บรูคทำเพียงเลิกคิ้วราวกับถามกลับมาว่า ‘แน่ใจเหรอ’ ซึ่งนั่นทำเอาผมหงุดหงิดสุด  เขาไม่มีสิทธิ์มาถามยอกย้อนผมแบบนี้

ถ้าต้องโทษว่ามันเป็นความผิดของใคร ก็คงต้องเป็นอารมณ์ล้วน ๆ เพราะผมว่าตัวเองไม่ควรทำเหมือนกับกำลัง...หึง แม้ว่าผมจะลองพยายามทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันแล้วก็ตาม

“ถ้าขืนกลับบ้านช้า พ่อจะต้องสงสัยแน่...”

“งั้นคุณตอบมาก่อนว่าคุณไม่โกรธผมแล้ว”

“อันที่จริงแล้วฉันไม่ได้สนใจ พอใจนายหรือยัง?”

“ก็ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น และถ้าคุณไม่ได้ต้องการความจริงเรื่องนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะผมสบายใจที่จะได้บอกคุณ”

“นายโทรหาเธอแค่นั้นจริงหรือเปล่า..." ผมก้มหน้าและถามเสียงอ้อมแอ้ม “นายยังคิดถึงเธออยู่มั้ย...ตอนที่อยู่กับฉันนายเคยคิดถึงเธอหรือเปล่า"

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกหวงเขาขนาดนี้ มันต้องมีส่วนผสมแปลก ๆ บางอย่างในเบียร์ที่ผมดื่มแน่ ๆ ผมถึงได้หวงเขาขนาดนี้

มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับไม่ชอบให้ใครพูดถึงอีฟลินกับบรูค และไม่ชอบที่เขาให้ความสำคัญกับใครนอกจากผม

“นายพาฉันไปในที่ที่นายไปกับเธอ...ที่แมนดี้วิลเลจบาร์นั่น...นายทำแบบนี้กับฉันได้ยังไงไอ้คนเฮงซวย!!"

“บารอน...”

“นายอาจจะแค่เหงาและคิดว่าเด็กแบบฉันมันดูเรียกร้องนายดีใช่มั้ยล่ะ” ผมหันไปขึ้นเสียงถามเขา น้ำเสียงของผมไต่ระดับขึ้นตามอารมณ์ และกำลังฟิวส์ขาดในที่สุด “เพราะแบบนั้นถึงได้เอาฉันมาแทนที่เธอ นายอาจจะแค่ไม่ได้ตั้งใจแต่นายก็อยากจะให้ฉันทับรอยเธอใช่มั้ย เรื่องทุกเรื่องนายอาจจะแค่เอาฉันไว้--”

บรูคกระชากผมเข้าไปประกบริมฝีปากกับเขา ก่อนที่ผมจะบดขยี้จนความโกรธและน้อยใจค่อย ๆ สลายไปในนาทีที่สัมผัสของเขายึดครองทุกอย่างไป

"!!!"

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมึนเมา และแยกไม่ออกว่าระหว่างจูบกับเบียร์ที่ดื่ม ผมเมาอะไรกันแน่...

 

ผมพยายามดันอีกฝ่ายออก แต่เขากลับโถมกายเข้าใส่แล้วล้วงปลายลิ้นเข้าเกี่ยวกับลิ้นของผม กลิ่นบุหรี่งี่เง่านี่ทำผมแทบคลั่ง ผมเกลียดที่ตัวเองต้องการเขามากขนาดนี้ บรูคบดขยี้ริมฝีปากและใบหน้าของผมไว้ เขาปรับองศาให้พอดีกับตอนที่ผมแหงนหน้าขึ้นรับจูบนั้นโดยไม่ผลักไสมันอีกต่อไป...

จูบแรกของเราผ่านไป...และผมไม่โทษอะไรนอกจากความยับยั้งชั่งใจของตัวเองเท่านั้น

“ทำอะไรเนี่ย...มาจูบฉันทำไม!!!”

“คุณจะได้เข้าใจสักทีว่าผมไม่เคยคิดที่จะทำกับคุณแบบที่คุณพูด”

“หมายถึงไม่ได้ตั้งใจจะจูบฉันใช่มั้ยละ—อื้อ!!”

ผมยังพูดไม่ทันจบบรูคก็พุ่งเข้ามาจูบอีกรอบหนึ่ง และผมก็ตามืดบอดเกินกว่าจะต้านทานเขาไว้ได้ เพราะครั้งนี้มันทั้งแนบแน่นและร้อนแรงกว่าเดิม ผมได้กลิ่นสตอรว์เบอร์รี่ในโพรงปากของเขา มันทำให้ท้องน้อยของผมปั่นป่วนเหมือนมีพายุหมุนวนอยู่

ชั่วอึดใจเดียวก่อนที่ผมจะขาดอากาศหายใจ บรูคก็ผละริมฝีปากออก จูบที่สองของพวกเราก็จบลง...

“คุณเข้าใจหรือยังทีนี้”

“เข้าใจ ฉันคาดหวังอะไรจากจูบนั่นไม่ได้อยู่แล้ว” ผมขมวดคิ้วและใช้มือทุบที่แผงอกของเขา  “ขอบอกให้รู้นะว่าฉันไม่ใช่คนที่นายจะมาจูบพร่ำเพรื่อตอนไหนก็ได้นะ...”

“ที่ผมจูบคุณ เพราะผมมีคุณเต็มไปหมดและเข้าใจหรือยังว่าผมเสพติดคุณมากขึ้นทุกที” บรูคลากนิ้วโป้งกับริมฝีปากล่างของผม ดวงตาสีฟ้าขุ่นประกายความหลงใหลอยู่ในนั้น...

ถ้าให้พูดตรง ๆ ละก็ มันมีบางอย่างที่เขาทำให้ผมต้องหอบหายใจรุนแรงขึ้น

“ผมจูบคุณเพราะผมอยากจะจูบคุณ มันไม่ได้เป็นการจูบเพราะคิดถึงใครสักหน่อย”

“แต่นายก็พูดถึงเธอไม่หยุด”

“ผมไม่ได้คิดอะไร บิลถามผมก็แค่บอก เห็นได้ชัดว่าผมพยายามเลี่ยงที่จะคุยถึงเรื่องเธอต่อหน้าคุณ”

“...” ผมแทบไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกจากริมฝีปาก เขาประคองใบหน้าผมด้วยสองมือ ฝนเริ่มตกลงมาและเม็ดฝนก็กระทบกับกระจกรถจนแทบมองไม่เห็นบรรยากาศด้านนอกอีกเลย

ทุก ๆ บทสนทนาของเราดังแข่งกับสายฝน...

“ผมไม่ได้รู้สึกกับอีฟลินอีกแล้ว ไม่ว่าในแง่ใดก็ตาม ผมสาบานได้ และแม้ในบางครั้งผมจะนึกถึงเธอ แต่มันไม่ใช่ความคิดถึง...”

ผมกัดริมฝีปากล่างและใช้ความเงียบเข้าสนทนา บรูคพูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด และยิ่งเขาพูดความในใจมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งต่อต้านเขาน้อยลงทุกที จนบางทีมันทำให้ผมลืมความโกรธที่เคยมีไปเสียสนิท...

“คุณคิดได้ยังไงนะว่าผมจะจูบคุณ สัมผัสคุณ และทำอะไรต่ออะไรพวกนี้เพราะผมยังคิดถึงอีฟลินอยู่”

“นายเลิกพูดชื่อเธอได้แล้ว...” ผมบอกเสียงหงุดหงิด และทุบกำปั้นกับอกของเขา บรูครวบมือผมไว้และออกแรงบีบมันเบา ๆ

“เฮ้บารอน...มันเป็นแค่อดีต ชื่อของเธอไม่ควรมีผลกับคุณสิ ผมให้ความสำคัญกับคุณมากกว่าเธออยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของเธอไม่มีผลอะไรกับผมอีกต่อไป คุณน่าจะเข้าใจสิ”

“ฉันไม่เข้าใจตรงไหน!”

“ก็คุณไม่ฟังผม แล้วก็ทนไม่ได้เวลาผมเรียกชื่อเธอ...”

“น้ำเสียงนายที่เรียกเธอมันเต็มไปด้วยความอ่อนหวานนี่!!”

“แต่มันไม่มีความหมายเหมือนกับเวลาที่ผมเรียกชื่อของคุณนะ...บารอน...”

เมื่อเขาพูดจบ ความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างเราสองคนภายในห้องโดยสารรถยนต์ ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก ผมได้ยินเพียงเสียงของแอร์รถยนต์ดังผสมกับเสียงเพลงจากวิทยุ

บรูคลดสายตาลงมาริมฝีปากของผมแล้วยื่นริมฝีปากเข้ามาบรรจงจูบลงแผ่วเบาแต่แนบสนิท มันนุ่มนวลและอ่อนหวานทุกอย่างมอมเมาผมก่อนที่เขาจะผละออกอย่างอ้อยอิ่ง

“คุณไม่เข้าใจหรือไง ในเมื่อผมคลั่งไคล้คุณมากขนาดนี้...”

“...”

“ผมลืมไปด้วยซ้ำว่าเคยพาเธอไป อีฟลินไม่มีทางชอบที่นั่น แต่ก็ช่างหัวเธอเถอะ มันจบแล้วบารอน” เขาย้ำอย่างหัวเสียในขณะที่ฝ่ามือประคองกรอบหน้าของผมให้เงยหน้าสบมองกับเขา ผมเอื้อมมือขึ้นไปขยุ้มเสื้อยืดลายโง่ของเขาที่หัวไหล่ ผมสะดุ้งเล็กน้อยยามที่นิ้วโป้งของบรูคเกลี่ยข้างแก้มและลากไปตรงจุดกึ่งกลางใบหน้า “ตอนนี้...รู้ไว้ด้วยว่าสายตาของผม มันมีไว้มองเห็นแค่คุณคนเดียว”

ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกสารภาพรักยังไงชอบกล...

“การที่ผมพาคุณไปที่นั่นไม่ใช่เพราะต้องการไปนึกถึงใคร ผมอยากชวนคุณไปในโลกของผมก็เท่านั้นเอง”

ผมค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นมองเขา มันเป็นครั้งแรกที่ผมไม่สนใจว่าเสียงรอบข้างจะว่าอย่างไร ผมก็แค่ทำตามใจตัวเองเท่านั้น

ผมบอกกับตัวเองว่าเลิกสนใจเหตุผลบ้า ๆ บอ ๆ ที่ทำให้ผมอยากจะกินผู้ชายคนนี้สักที เราก็แค่ปล่อยทุกความรู้สึกไปพร้อมกับสิ่งที่ต้องการ...

“ฉันจะไม่แหวกว่ายท่ามกลางความสับสนนี่อีก ถ้างั้นนายก็พิสูจน์สิว่ามันจริงแบบที่นายพูด”

“ถ้าผมพิสูจน์ คุณจะเสียหายแน่นอน”

“ฉันอยากเสียหาย...เพราะถ้านายเป็นคนทำ ฉันก็อยากเป็นแบบนั้น”

นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมพูดออกไปแบบหน้าไม่อายทั้งที่มันไม่ควรทำแบบนั้น ทำตัวเหมือนกับพวก...ร่านสวาทว่าแต่ใช้คำนี้มันแรงไปมั้ยนะ งั้นเอาเป็นว่า...ตอนนี้ผมกำลังทำตัวกระหายบรูคมากเกินไปก็แล้วกัน!

“คุณแน่ใจแค่ไหนกัน บารอน...”

ไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องลังเล ถ้าสิ่งที่ฮาร์เปอร์บอกมันคือเรื่องจริง ผมแค่ต้องการเขาแบบที่คนคนหนึ่งต้องการอีกคนเท่านั้นเอง

เพราะมันคือเขาเท่านั้น คนที่ผมต้องการจะต้องเป็นบรูค นั่นก็มากพอแล้วที่ทำให้ผมสามารถก้าวผ่านกำแพงสูงของตัวเองไปได้

 "ฉันต้องการให้นายสัมผัสฉัน พิสูจน์ในสิ่งที่นายพูดเมื่อกี้"


“ถ้าผมสัมผัสคุณ...แตะต้องคุณมากกว่านี้ ผมอาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่” เขาค่อย ๆ จูบลงบนแก้มของผม แล้วไล่ริมฝีปากเย็น ๆ นั้นไปตามกรอบหน้าก่อนจะเคลื่อนลงมาฝังใบหน้ากับซอกคอ บรูคพยายามควบคุมตัวเองให้ได้เท่าที่เขาจะทำไหว

ผมเงยหน้าขึ้นจูบปลายคางของเขาแล้วขบฟันเบา ๆ ตอนที่เขาเชิดหน้าขึ้นเพื่อควบคุมตัวเอง

“ฉันต้องการแบบนั้น...บรูค”

“คุณหนู...”

“ฉันบอกว่าฉันต้องการนาย...” ผมประคองใบหน้าของเขาไว้ และขยับเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ จนปลายจมูกของเราคลอเคลียกัน ภายในสถานที่คับแคบบนรถ!

แอลกอฮอล์พวกนั้นทำให้ผมซื่อสัตย์ต่อตัวเองขึ้นมาก ๆ เลยแหละ...

“สัมผัสฉัน เท่าที่นายต้องการ กลืนกินฉันหากนายอยากจะทำ”

นาทีนี้ทุกอย่างชัดเจน

“ฉันอยากจะเป็นของนาย!”

 ผมต้องการบรูค ปาร์คเกอร์แค่คนเดียว

---------------------------

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅺ 」(2)
...


“ฉันอยากจะเป็นของนาย!”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากกลีบปากอวบอิ่มของบารอน อัลฟ่าหนุ่มที่รอช่วงเวลานี้มาตลอดก็พุ่งเข้าใส่เรากับก็ไม่มีสติอยู่อีกเลย เขากลายเป็นผู้ชายที่ปล่อยความต้องการตัวเองอยู่เหนือเหตุผล เหนือความเหมาะสมแบบที่เขาเอามักจะใช้ถ่วงสมดุลภายในใจกับความรู้สึกตัวเองอยู่บ่อยครั้ง...

บรูคกระชากร่างราชินีตัวน้อยที่ร้องบอกถึงความต้องการเหล่านั้น และไม่ใช่แค่เพียงคำพูด อีกทั้งร่างกายนี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ ริมฝีปากของพวกเขาประทับกัน ในขณะที่ร่างบางขึ้นคร่อมทับอยู่ด้านบน บรูคลดเบาะคนขับให้เอนลงจนสุด นั่นทำให้ระหว่างพวกเขาที่เบียดเสียดกายในพื้นที่คับแคบได้ทำอะไรสะดวกขึ้น

อัลฟ่าหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเมามากเกินไปมั้ย แต่เขารู้ว่าเราทั้งคู่ไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่โหยหากันจนแทบคลั่งได้อีกแล้ว บรูคไม่จำเป็นต้องหาทางยับยั้งมัน ในเมื่อเราต่างก็ต้องการเช่นนั้น

แค่เพียงริมฝีปากอิ่มพูดความต้องการนั้น ดูเหมือนคนที่ยึดมั่นในหลักการและเหตุผลเกิดสั่นคลอนเสียงอย่างนั้น...

“อื้อ...” เขาบดขยี้ริมฝีปากกับราชินีตัวน้อยอย่างร้อนแรงที่สุด รู้สึกคล้ายกับกำลังถูกหลอมละลายลงตรงนี้เพราะร่างบางที่หอบกระหน่ำใส่กันอย่างแนบแน่น ทุกสัมผัสช่างเย้ายวนใจเสียจนอัลฟ่าหนุ่มเสียหลัก เขาไม่เคยได้สัมผัสโอเมก้าไหนที่ทำให้สัญชาตญาณรุนแรงได้เท่านี้มาก่อนและบารอนเป็นสิ่งเดียวที่พิเศษบนโลกจริง ๆ ...ราชินีโอเมก้า

เขาเคยสัมผัสทางกายกับใครมาก็มาก แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครที่มีกลิ่นฟีโรโมนที่ชวนให้ติดตรึงใจจนยากจะถอดทอน..

“ถอดเสื้อออก” บรูคกระซิบก่อนจะเลียใบหูอีกฝ่ายด้วยปลายลิ้นเย็นชืดสลับกับขบฟันไปตามซอกคอ ดูดผิวหนังบริเวณนั้นจนเกิดรอยแดงด้วยแรงอารมณ์

มันไม่ได้รุนแรงจนทำให้เจ็บ แต่นี่เป็นการปลุกเร้าอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามต่างหาก

“ฉันไม่ถนัด...” บารอนขมวดคิ้วกังวลตอนที่บรูคพยายามถอดเสื้อยืดออกจากร่างของเขา

ราชินีน้อยเริ่มหวั่นกลัวต่อครั้งแรก แต่ก็อย่างว่า...ใคร ๆ ก็มีครั้งแรกด้วยกันทั้งนั้น มันจะต้องผ่านไปได้ด้วยดีสิ...

“กลัวมั้ย?”

“มัน...ไม่รู้สิ” บารอนหอบหายใจเมื่อพวกเราหยุดการเล้าโลมกันชั่วขณะ... “นี่เป็นครั้งแรก...ฉันแค่กังวล”

“ไม่ต้องกลัวนะครับ”

บรูคจูบที่ปลายคางราชินีซึ่งทับอยู่บนตักเพื่อปลอบโยนอีกฝ่าย เขาส่งผ่านสัมผัสอ่อนโยนหวังให้บารอนคลายความวิตกลง

“ไม่ได้กลัวนะ...ก็แค่คิดว่ามันจะออกมาดีหรือเปล่า”

“คุณเป็นราชินีของผม” เขาจงใจพูดแต่ไม่ใช่หลอกล่อ และเขารู้ดีว่าการจงใจพูดคำนั้นจะทำให้อีกฝ่ายมั่นใจแค่ไหน “ผมจะทำให้มันเป็นสิ่งที่วิเศษสุดเท่าที่คุณต้องการ”

เขาไม่ได้พยายามปลอบใจอีกฝ่าย แค่ยืนยันว่ามันจะต้องพิเศษจริง ๆ เพื่อราชินีโอเมก้าเขารู้ตัวว่าตัวเองจะต้องพยายามมากขึ้นเป็นหลายเท่า

เพราะเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา โอเมก้าราชินีนั้นไม่ใช่บุคคลที่จะรับสัมผัสธรรมดาได้

“อะ...อ๊ะ!”

บารอนกระตุกเกร็งทันทีที่เรียวนิ้วยาวคลึงส่วนอ่อนไหวของเขาผ่านกางเกงในสีอ่อนตัวบางที่ไม่ได้ตั้งใจจะใส่มาในวันที่ไม่คาดคิด

สีชมพูพิ้งค์สีโปรดที่สวมใส่อยู่จึงถูกสายตาของคนใต้ร่างกำลังล้อเลียนให้อับอาย

“ผมชอบสีนี้ครับ”

“เงียบไปเลย...อื้อ”

และก็ได้เงียบสมใจเมื่อส่วนนุ่มนิ่มภายใต้กางเกงในสีพิ้งค์นั่นปลุกอารมณ์อัลฟ่าหนุ่มกลัดมันได้อย่างไม่น่าเชื่อ บรูคลูบมือไปตามบั้นท้ายกลมเป็นลูกพีชที่เคยจินตนาการว่าจะนุ่มมือแค่ไหนและสุดท้ายก็ได้คำตอบแล้ว!

เรียวนิ้วของเขาสอดเข้าไปช่องทางลับของบารอนเพื่อปลุกเร้าอารมณ์และเตรียมความพร้อมให้กับครั้งแรกของเด็กน้อย เสียงความเฉอะแฉะดังไปทั่วห้องโดยสาร มันน่าอายที่สุด...แต่ไม่มีใครยอมให้เรื่องนี้ยุติลง

บรูคเชิดหน้าบดสะโพกตัวเองลงกับเป้ากางเกงที่ตึงไปหมด ส่วนเนื้อนูนแข็งโปร่งพองภายใต้กางเกงยีนสีเข้ม ก่อนที่ราชินีตัวน้อยจะแหวกกางเกงในตัวจิ๋วออกเพื่อให้บรูคสอดนิ้วเข้าไปในนั้นอย่างช้า ๆ

ร่างเล็กพยายามปรนเปรออีกฝ่ายด้วยการโก่งสะโพกขึ้นก่อนจะครางกระเส่าไม่เป็นภาษา

“บะ...บรูค...ตรงนั้นอ๊า--”

บรูคดูดีมากท่ามกลางความสว่างเดียวจากแสงไฟที่สาดส่อง เสียงฝนที่ตกกระทบกับกระจกรถกำลังปะปนกับลมหายใจที่ผ่อนหนักผ่อนเบาของอัลฟ่าใต้ร่างของบารอน มันสุดยอดที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมา และบารอนจินตนาการถึงเรื่องอย่าว่ามาตลอดว่ามันจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนี้เขาได้คำตอบว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักผู้ชายที่ใส่เสื้อไม่มียี่ห้อ สวมรองเท้าราคาไม่กี่บาทคนที่มีเส้นผมสีเทาธรรมชาติที่รับกับดวงตาสีฟ้าขุ่นเจ้าเสน่ห์

บารอนไม่ใช่คนที่จะยอมถอดเสื้อตัวเองขึ้นคร่อมใครก็ได้ และถ้าไม่ใช่ผู้ชายคนนี้ เชื่อเถอะว่าราชินีโอเมก้าคงไม่คิดที่จะทำเรื่องบ้าระห่ำได้ขนาดนี้ 

“อะ...บรูค อ๊า--”

“ยกสะโพกขึ้นหน่อยนะครับ” บรูคกระซิบพร้อมทั้งจูบลงบนแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ เด็กน้อยสั่นไปทั้วทั้งตัว ร่างกายเกร็งตอนที่เขาเพิ่มนิ้วเป็นนิ้วที่สามโดยไม่ไล่ลำดับจากหนึ่งมาสอง...แต่ดันไปที่สามเลย

“เจ็บ...อื้อ!!”

“อดทนหน่อยนะครับ” เขาบอกก่อนจะถอนนิ้วและถ่มน้ำลายแล้วละเลงมันกับช่องทางนั้น เขาแหย่นิ้วเข้าไปพร้อมกับสามนิ้วในคราวเดียว ก่อนจะแช่เอาไว้แบบนั้นก่อนเพื่อให้บารอนคุ้นเคย จากนั้นจึงเริ่มขยับเมื่อปรับสมดุลในร่างกายได้แล้ว

“อะ...อ๊า เบาหน่อย...มันเจ็บ!”

“ผมเบามืออยู่....”

บรูคจูบปลอบเด็กน้อยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากช่องทางนั้น เขาจำเป็นต้องเปิดทางกันก่อนจะเริ่มทำ บารอนกัดริมฝีปากล่างของอีกฝ่ายจนได้รสเลือดเพราะความเจ็บและเกร็งในขณะที่บรูคสอดนิ้วเข้าออกด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น

“ฮ่า...อ๊า...อื้อ”

“ทนหน่อยนะครับ”

บารอนไม่เคยต้านสัมผัสใดจากผู้ชายคนนี้ได้อีก ราชินีนิ่วหน้าเกร็งตอนที่บรูคชัดเอานิ้วออกจากช่องทางนั้น

“รูดซิปกางเกงให้หน่อยสิครับ”

“อ๊า...จะเอามันออกมาเลยเหรอ”

“ผมจะต้องเอามาสวมถุงยางก่อน...แล้วค่อยเอามันเข้าไปในนี้...”

พระเจ้า...แค่เขาสัมผัสและน้ำเสียงแหบพร่าแบบทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำไมบารอนกลับสะท้านไปทั่วทั้งตัว ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองไม่ต้องการอะไรนอกจากอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ เด็กน้อยก็เลื่อนมือไปปลดซิปกางเกงของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว บรูคยกตัวถอดกางเกงนอกและกางเกงในหลุดลงไปกองที่หัวเข่า อันเดอร์แวร์สีดำเข้มทำเอาหน้าบารอนร้อนไปหมด...แต่นั่นยังไม่เท่าส่วนแข็งขืนที่ดันตัวเองเป็นอิสระจากอันเดอร์แวร์ที่พึ่งถอดออก

“ขอผมหยิบถุงยางก่อน...” บรูคแนบแก้มเพื่อกระซิบบอก เขาเอื้อมมือไปหยิบถุงยางที่เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ออกมา ราชินีตัวน้อยแอบคิดว่าบรูคพกของพวกนี้ติดตัวเป็นประจำหรือแค่เพราะวันนี้คือวันที่เขาออกมากับบารอนเลยพกมาด้วย

แต่จะอย่างไรก็ช่าง นาทีนี้ไม่เกิดคำถามใดมากกว่าความรู้สึกที่ว่า...เข้ามาละลายร่างกายฉันให้เหมือนกับไอศกรีมในหน้าร้อนเถอะ!

“อ๊า...บรูคมันเจ็บ ฉัน...ไม่ไหว”

ใครจะไหวเมื่อจู่ ๆ อัลฟ่าหนุ่มที่ดูสุขุมตลอดกลับใจร้อนแทงเข้ามาร่างกายของบารอนรวดเดียว มันคล้ายว่าร่างกายอันบอบบางกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ตอนนี้ถูกปลดออก แม้แต่กางเกงชั้นในก็ฉีกขาดอย่างไม่ปรานี

คนอารมณ์ร้อนคนนี้ใช่คนเดียวกับบรูค ปาร์คเกอร์แน่เหรอ

 "อื้อ...บรูค อ๊า!!!"

บรูคลูบมือไปยังส่วนโค้งเว้าด้านหน้าของราชินีน้อยที่ไวต่อความรู้สึก ถ้าปกติเป็นพวกเบต้าหรืออัลฟ่าจะไม่มีส่วนเว้าโค้งคล้ายกับสตรีเพศ ซึ่งยกเว้นกับโอเมก้า ผู้ที่มีความคล้ายกับแม่พันธุ์ในการให้กำเนิดไม่เว้นแต่บุรุษเพศ

ยิ่งบารอนเป็นราชินีโอเมก้า ผิวพรรณนั้นย่อมอุดมไปด้วยความผุดผ่องและนั่นเย้ายวนใจกว่าใครทั้งสิ้น

“อา...พอดีมือชะมัด” บรูคบีบขยำมือลงกับก้อนเนื้อนุ่มและขยับสวนสะโพกขึ้นใส่ช่องทางนั้น คนที่อยู่ด้านบนโน้มหน้าลงซบศีรษะลงกับบ่าเพราะทนไม่ไหว

“อ๊า....เจ็บ”

“เดี๋ยวจะดีขึ้นนะครับ”

ทุกการขยับเข้าใส่ล้วนแต่อ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างที่สุด ปกติโอเมก้าตอนที่มีเพศสัมพันธ์จะปล่อยฟีโรโมนออกมาจนฟุ้งไปหมด กลิ่นเหล่านั้นปลุกเร้าอัลฟ่าให้สนองต่อร่างกายของพวกโอเมก้า และไม่ต้องนึกถึงเลยว่าราชินีจะปล่อยฟีโรโมนมากว่าโอเมก้าปกติกี่เท่า

เพียงแต่บรูคยังคงพยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ เพราะเขาต้องการให้ครั้งแรกของบารอนออกมาดีที่สุด อย่างน้อยก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ

“อา...อื้อ ตรงนั้นรู้สึกไปหมด” บารอนพยายามบอกในขณะที่ครางเสียงกระเส่าอยู่ใกล้กับซอกคอของบรูค ร่างสูงลูบแผ่นหลังของราชินีตัวน้อยพร้อมกับสวนสะโพกเข้าเร็วขึ้น แรงขึ้นและไวขึ้นกว่าครั้งแรก

ราชินีโอเมก้าแนบหน้ากับอกแกร่ง ทำได้เพียงปรือตาและส่งเสียงครางไม่หยุดจนกระทั่งเสร็จไปในรอบแรก

“ฉัน...ฉันทำเลอะไปหมดเลย”

“ไม่เป็นไรครับ...”

“อยากทำต่อมั้ย” บารอนถามใบหน้าชื้นเหงื่อยังคงซบอยู่ตำแหน่งเดิม

“แต่ว่าคุณดูไม่ไหวแล้วนะครับ”

“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะ” เด็กน้อยประท้วงสีหน้าไม่พอใจอย่างที่สุด แต่แล้วก็ต้องอ่อนลงเมื่ออัลฟ่าใต้ร่างจูบไล่ไปตามเนินอกและเริ่มสวนสะโพกเข้าใส่เบา ๆ

“อยากขย่มบนตัวผมมั้ยครับ” และเอ่ยถามประโยคลามกที่เร้าใจชะมัด

“ฉัน...อาจจะขยับไม่ถูก”

“ลองดู ผมจะช่วย” ชายหนุ่มหุ่นกำยำดึงสะโพกบารอนเข้าแนบชิด จากนั้นก็ดังอีกฝ่ายให้เอนแอ่งไปด้านหลัง ขาสองข้างยกขึ้นเหยียบกับเบาะก่อนที่บรูคจะช้อนขาพับของอีกฝ่ายไว้ ดันบารอนให้ยกก้นกลมขึ้นและบดลงมาสองสามครั้งเป็นเชิงแนะนำ

เด็กน้อยหัวไวทำตามอย่างคล่องแคล่วจนได้ยินเสียงครางต่ำผ่านลำคอของอัลฟ่าหนุ่ม

บารอนรู้ว่าบรูคถูกใจกับจังหวะขย่มของตนมากแค่ไหน

“อื้อ...พระเจ้า ผมแทบจะบ้าตาย” เขาสบถตอนที่บารอนขย่มสะโพกใส่แรงขึ้นเร็วขึ้นจนรถยนต์ตอนนี้คงโยกเป็นรถผีสิงไปแล้ว

ท่อนเอ็นที่แข็งตัวตั้งแต่อยู่ในช่องทางด้านหลังของราชินีตัวน้อย มือแกร่งสอดขาพับอีกฝ่ายไว้และเงยหน้าขึ้นมองร่างบางที่เชิดหน้ากัดริมฝีปากบิดกายทับลงบนตัวของเขา

มันเป็นภาพที่บรูคไม่มีวันยอมให้ใครได้เห็น ทั้งสีหน้าและแววตาของ น้ำเสียงของบารอน ทุกอย่างช่างวิเศษเกินจะบรรยาย

เขามีเซ็กซ์มาก็หลายครั้ง และเขาเป็นอัลฟ่าวัยหนุ่มที่ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่ การจะได้สาว ๆ ไปนอนด้วยตอนโสดก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าบรูคหลงใหลในจังหวะของราชินีตัวน้อยมากกว่าใคร ก็คงเป็นตอนที่เขากอดเอวอีกฝ่ายและพรมจูบลงกับอกของบารอนไม่ยอมผละหนี เขาไม่ยอมห่างร่างบอบบางนี้ และยังคงโถมกายเข้าใส่กันเหมือนพายุบ้าระห่ำ!

บรูคประคองร่างไร้เรี่ยวแรงของราชินีโอเมก้า เขาพยายามข่มอารมณ์ตัวเองอย่างหนักตอนที่บารอนบดร่องก้นเข้ากับแก่นกายของเขาแทบจะปลดปล่อยมันออกมา

“อ๊า...นายจะ...จะใกล้หรือยัง อื๊อ--”

“ยัง...” ถึงความจริงจะไม่ใช่แบบที่พูดแต่ใครจะยอมโง่บอก อย่างน้อยก็ยังอยากเห็นสีหน้าเสียวซ่านของราชินีโอเมก้าตอนที่ขย่มบนตัวเขาจนหอบหายใจไม่ทันให้นานกว่านี้

ผู้ชายที่หลงเด็กวายร้ายจอมบงการจนโงหัวไม่ขึ้นค่อย ๆ สวนแท่งร้อนเข้าไป เขากัดปากอย่างซ่านเสียวเมื่อช่องทางที่คุ้นเคยกำลังตอบรัดกันอย่างดี ตอนนี้แทบอยากเสร็จเสียในนี้ให้รู้แล้วรู้รอด!

“อ๊า...อื้อ ฉัน...จะไม่ไหวแล้ว”

“จะเสร็จแล้วครับ...อ๊า!”

บรูคสมกับเป็น ‘อัลฟ่า’ เพราะเขาทำให้บารอนฮึกเหิมจนเร่งความเร็วขึ้นพร้อมทั้งหลุดปากครางเสียงหลงทั้งร่างกายก็สั่นคลอน รถขย่มเป็นจังหวะประหลาดและเสียงภายในห้องโดยสารก็เต็มไปด้วยเสียงลามกของพวกเขาสองคน

“ผมชอบตรงนี้...” บรูคว่าพร้อมกับดันส่วนนั้นเข้าออกซ้ำ ๆ ไม่หยุด บารอนครางจนแทบหมดเสียงแต่สะโพกของตนกลับยังขย่มอยู่ข้างบนไม่ยอมหยุดแบบที่ปากบอกว่าไม่ไหว..

บารอนปรือตามองสีหน้าของคนใต้ร่างที่แสดงถึงความกำหนัดของอัลฟ่าหนุ่ม และงับริมฝีปากกับเขาก่อนจะแลกน้ำลายกันอย่างบ้าคลั่งทั้งที่สะโพกก็ไม่ยอมหยุด...

“งั้นตอนนี้ขอเสร็จสองรอบก่อนแล้วกันนะครับ”


-----------------------

Talk

ไม่รู้ว่าคนอ่านชอบกันมั้ย แต่ฉันชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
เสพติดความแบบปากไม่เอา แต่มือคว้าเขาไว้ รักในความสัมพันธ์แบบนี้เหมือนกัน
กว่าจะได้กินกันปาไปตอนที่10 เย้ มาถึงตอนที่ได้กินกันสมใจ


ป.ล.1 = มีคำผิด สลับ ตกหล่นขออภัยหลาย ๆ
ป.ล. 2 = ฝากแท็กด้วยจ้า #ยูอาร์มายโอเมก้า
ป.ล. 3 = จะอัพให้ทุกวัน พุธ-พฤหัสจ้า

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7658
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
แซ่บมาก!!

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
 :jul1:
ร้อนฉ่า ไฟท่วมรถ
ต่างคนต่างหลงกันและกัน
แมวดื้อ กลายเป็นนางแมวยั่วสวาทเสียแล้ว
หลังจากนี้น้องจะหยิ่งต่อยังไง ท่าไหนดี
ดราม่ารักต่างชนชั้นจะมามั้ย

ออฟไลน์ คุณซี

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 216
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
น้องแซ่บขนาดดดดด

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 643
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ milin03

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-1
นี่ขนาดในรถนะเนี่ย :haun4:

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1546
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅻ 」Attractive

(adj.) (of a thing) pleasing or appealing to the senses.



คลาสสุดท้ายของวันศุกร์ คาบวิชาสมุนไพรศาสตร์ ผมกับเพื่อน ๆ ก็แอบออกมานั่งกันอยู่ที่ริมสนามฟุตบอลซึ่งตรงบริเวณนี้จะถัดจากไปสนามรักบี้ประมาณสองร้อยเมตรได้

ผมอยู่ในชุดนักเรียนประจำวันศุกร์ เป็นฟอร์มสีแดงสลับขาวสีประจำโรงเรียน วิลสัน ไฮ แห่งนี้ ในขณะที่มาเคย์ล่ากำลังบ่นเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้าของแบรนด์ดังกับฮาร์เปอร์ ผมกลับเลือกที่นั่งอ่านนิยายสืบสวนแทน

"ฉันเกลียดชุดสีดำขนนักนั่นมาก พนันได้เลยว่าแม้แต่แองเจริน่าใส่ก็คงดูตลก"

"ถูกของเธอ"

"นายล่ะ คิดไงเกี่ยวกับเรื่องนี้บารอน..."

"ฉันเหรอ?" ผมเงยหน้าขึ้นจากหนังสือและทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ไม่รู้สิ นั่นมันเสื้อผ้าของสาว ๆ ฉันไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น ถ้าอะไรที่ไม่เดือดร้อนฉัน ฉันไม่เสียเวลามานั่งวิจารณ์หรอก"

"ถูกของนาย" ฮาร์เปอร์คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงแล้วเท้าคางกลับโต๊ะหันมาทางผม

"ว่าแต่นายยังต้องส่งข้อความไปขอโทษแม็กทีสอยู่มั้ย?"

"ต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่ขนลุกมาก พ่อเล่นตรวจข้อความนัันหลังส่งเสร็จทุกวัน" ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างสุดจะทน ถ้าไม่ใช่เพราะผมเกรงใจพ่อและเห็นใจเขาในเรื่องของธุรกิจที่ร่วมอยู่กับตระกูลมากีต้าล่ะก็ รับรองผมไม่มีวันทำเรื่องพวกนี้แน่

"นายคงฝืนใจตัวเองน่าดู พระเจ้า...ฉันรู้เลยว่ามันแย่ยิ่งกว่าการใส่เสื้อผ้าไม่มียี่ห้อเสียอีก"

"สุด ๆ ไปเลยแหละ แต่จะว่าไป อันที่จริงแล้วมันแทบจะไม่ได้มาจากความจริงใจอะไรเลย ฉันแกล้งละครเป็นคนดีกับแม็กทีสเท่านั้น และนั่นแหละที่ทำให้ฉันรู้สึกดีกับตัวเองเล็กน้อย"

จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ข่าวแม็กทีสมาเกือบสองวันแล้ว ปกติหมอนั่นจะส่งข้อความมาต่อว่าผม เช่น 'ไปลงนรกซะ' หรือ 'ไม่ก็ฉันเกลียดข้อความของนาย' เหอะ! ทำอย่างกับผมอยากจะส่งไปนักหนา หลัง ๆ มานี้ผมสั่งให้มารีน่าพิมพ์ข้อความแสดงความเสียใจนั่นแทนเกือบทุกวัน

"ว่าแต่นายจะไปใช่มั้ย งานกาล่าแฟชั่นของพ่อแม่ฉันคืนนี้"

"อันที่จริงแล้วฉันก็อยากไปนะ แต่...ฉันมีบางอย่างต้องไปจัดการ" และเมื่อพูดแบบนั้น เพื่อนสองคนที่กำลังใช้สมาธิกับมือถืออยู่ก็หันมาสนใจผมทันที

ผมแกะอมยิ้มออกมาก่อนจะยัดมันเข้าปาก แต่แล้วอมยิ้มโคล่าถูกดึงออกจากปากโดยคนเสียมารยาทอย่างมาเคย์ล่า "เฮ้!!!"

"เล่ามาเลยนะว่านายมีแผนอะไร ทำไมถึงได้สำคัญกว่างานแฟชั่นของบ้านฉัน"

"ที่หลังอย่าดึงของจากปากฉันอีกนะ เสียมารยาท" ผมแย่งไม้อมยิ้มจากมืออีกฝ่ายและถลึงตาใส่แต่มาเคย์ล่าไม่ได้สนใจ ยัยจอมโหดทำหน้าเหมือนฮันนิบาล เล็คเตอร์ ที่อยากจะกินเนื้อคนเหลือเกิน และนั่นฟังดูขนลุกชะมัด "เปล่าไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่มีนัดกับโอลิเวอร์น่ะ"

"ว่าไงนะ!!"

"คนน่าขยะแขยงนั่นน่ะเหรอ?" เพื่อนสาวททั้งสองทำหน้าเหมือนพึ่งกินของเสียเข้าไปหลังจากที่ผมบอกว่ามีนัดกับโอลิเวอร์ "ไม่เอาน่า เขาไม่ได้เลวร้าย คิดในทางที่ดีสิ"

"แน่นอนว่าเขาเลวร้ายที่สุด "

"ถูกของฮาร์เปอร์ หมอนั่นน่าขยะแขยง เขาไม่เคยเป็นคนดี ได้ข่าวว่าปาร์ตี้ทุกคืนทั้งที่แม็กทีสพักฟื้นอยู่"

"นั่นไม่ใช่เรื่องของฉัน ถูกมั้ย?" ผมยืดตัวขึ้นพร้อมกับเหลียวหันไปบริเวณสนามรักบี้ด้านหลัง โอลิเวอร์กำลังซ้อมกีฬาอยู่ เขาหยุดทุกการกระทำก่อนจะโบกมือให้ผม และซึ่งแน่นอนว่าผมจะไม่มีวันแสดงความสนใจใดกับเขา

"เลิกส่งสายตาหวานเยิ้มใส่โอลิเวอร์สุดอี๋สักที"

"นี่ฮาร์เปอร์ ฉันไม่ได้พิสมัยหมอนั่น และอีกอย่างเขาน่าอี๋น้อยกว่าครูเห่ยนั่นของเธอเสียอีก ที่ฉันนัดหมอนั่นก็เพราะมีแผนล้วงความลับต่างหากล่ะ"

ทั้งสองคนขยับเขาหาผมโดยอัตโนมัติ ผมเหลือบตาขึ้นมองเพื่อนสองคนก่อนจะรีบหลุบตาลงมองหนังสือเชอร์ล็อคโฮล์มส์ในมือ

"นายจะทำอะไร ยั่วโมโหแม็กทีสเหรอ?"

"อย่างี่เง่าน่ามาเคย์ล่า..." ผมกลอกตากับประโยคนั้นของเพื่อนสนิท

"งั้นก็บอกมาสิว่านายมีแผนอะไร...นายกับไอ้กอริลลานั่นจะไปไหนด้วยกันคืนนี้?"

ฮาร์เปอร์ก็พูดเกินไป โอลิเวอร์ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างกับกอริลลาสักหน่อย เขาเป็นกัปตันทีมรักบี้ หุ่นดีและบ้านรวย ถึงนิสัยแย่สุด ๆ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมไม่ได้สนใจ อีกอย่างเขาเป็นพวกเสน่ห์เหลือร้ายใคร ๆ ก็ชอบดวงตาสีเขียวธรรมชาติของเขากันทั้งนั้น

"ฉันจะไปล้วงความลับบางอย่างจากปากของโอลิเวอร์ ฉันว่าแม็กทีสต้องบอกอะไรกับเขาไม่มากก็น้อย"

"เรื่องไหน เจน พอตเตอร์น่ะเหรอ"

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดขึ้นมาเสียงอย่างนั้น ผมโน้มลงต่ำเพื่อกระซิบเสียงแผ่ว กลัวว่าใครจะมาได้ยิน

"นั่นก็ด้วย แต่รวม ๆ แล้วก็เรื่องของเคย์ตันน่ะ ฉันว่าแม็กทีสจะต้องระบายเรื่องทุกอย่างกับหมอนั่น ฉันรู้จักแม็กทีสดี เวลาหมอนั่นมีแฟนก็จะชอบเล่าทุกอย่างในชีวิตให้เขาฟัง"

"แล้วยังไง นายตั้งใจจะไปล้วงความลับจากคนไม่น่าไว้ใจนั่นน่ะเหรอ"

"แผนของฉันก็คือการชนแก้วกับเขาและพอเขาเมาฉันก็จะเริ่มง้างปากของหมอนั่นทันที"

"ไม่ได้อยากจะว่าหรอกนะ..." ฮาร์เปอร์ใช้นิ้วคีบหนังสือออกจากมือของผม "แต่โอลิเวอร์สมองกลวงนั่นจ้องจะดูดปากนายอยู่ตลอด นายคิดว่าไงเหรอ?"

"พูดอะไรอย่างงั้น เธอทำฉันขนลุกไปหมด!!"

"สาบานสิว่าไม่รู้ ให้ตายเถอะบารอน อย่าทำอะไรที่เสี่ยงไปมากกว่านี้เลย อีกอย่างนะตอนนี้นายกำลังจะลงชื่อเข้าเป็นตัวแทนนักเรียน อย่าลืมสิว่านายมีคดีแม็กทีสอยู่"

ที่จริงมันก็ถูกของฮาร์เปอร์ ผมยังมีชนักติดหลังซึ่งเรียกว่าขยับไปไหนแทบไม่ได้ พ่อเองก็จับตามองผมสุด ๆ แต่ถึงยังงั้นผมก็ไม่คิดที่จะล้มเลิกแผนล้วงความลับหรอก

"ไหนนายบอกว่าจะถามกับอาเลียมไง"

"ขืนฉันไปถามกับเขา มีหวังพ่อได้รู้แน่ว่าฉันตามสืบเรื่องนี้ อาเลียมสนิทกับพ่อจะตาย" ผมยักไหล่ "อย่าห่วงเลยน่าฉันมีบรูคไปด้วย หมอนั่นน่ะแข็งแรงยิ่งกว่าวาฬบูก้าเสียอีก"

"ถ้าเขาไม่พูด แล้วนายจะทำยังไงล่ะบารอน"

มาเคย์ล่าที่เงียบฟังอยู่นานถามด้วยความสงสัย เธอขมวดคิ้วไม่ยอมเลิกราวกับว่าถ้าผมไม่ตอบเธอก็จะเอาแต่มองผมด้วยสายตาแบบนั้น

"ฉันมีวิธีของฉัน หมอนั่นจะต้องพูดมันออกมาทุกอย่าง"

"แต่ฉันว่านายไม่ควรไปยุ่งกับโอลิเวอร์" ฮาร์เปอร์ถอนหายใจออกมา เธอพูดแค่นั้นเพราะรู้ดีกว่าผมจะไม่เชื่อคำเตือนของเธอ แม้จะรู้ว่านั่นเป็นความหวังดีจากเธอ

"ฟังนะ สองอาทิตย์ก่อนฉันถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรงด้วยเรื่องที่ฉันยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันจริงหรือเปล่า" ผมว่า

"ฉันไม่มีทางยอมให้ใครมองพ่อฉันเป็นคนไม่ดี ฉันรู้ว่าเขาเป็นพ่อที่ดีและฉันจะต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้"

ผมไม่มีทางปล่อยให้ชื่อเสียงของแคปรินคอร์นต้องเสื่อมเสีย ผมรักวงศ์ตระกูลของผม และมันมีแต่ความภาคภูมิใจทั้งนั้นในการปกป้องแคปรินคอร์น ผมรู้ถึงความคุ้มค่าในการเสียสละครั้งนี้

"ก็ขอให้นายคิดไม่ผิดแล้วกันบารอน..."

แน่นอนสิ ผมคิดไม่ผิดแน่ และผมจะต้องเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เพื่อช่วยครอบครัวรอดพ้นจากข้อกล่าวหากทุเรศ ๆ นั่น!

(NEXT)

ออฟไลน์ แม่นาย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 56
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +50/-2
「 ⅻ 」Attractive (2)


สองชั่วโมงต่อมา




“ผมไม่มีทางพาคุณไปที่นั่นเด็ดขาด”

ผมวางแก้วชาเลดีเกรย์ลงกับจานรองด้วยความหงุดหงิด บรูค ปาร์คเกอร์กำลังแสดงท่าทางเด็ดขาด พร้อมกับทำสีหน้าเอาแต่ใจใส่ผมไม่ยอมเลิก 

นี่เขากำลังออกคำสั่งกับผมทั้งที่ผมคือเจ้านายของเขา!

"ฉันขอความคิดเห็นนายเมื่อไหร่กัน ฉันสั่งให้นายพาฉันไป"

"ไม่มีวันนั้นเด็ดขาด คุณฝันไปได้เลย"

ผมพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้โวยวายลั่นร้าน Cafe' Belle ร้านแนวฝรั่งเศสที่ทั้งร้านตกแต่งด้วยสีขาวสลับเทา บรรยากาศร้านมันดีเกินกว่าผมจะโวยวาย

"จะไปหรือไม่ไป?"

“ไม่! และผมไม่มีวันยอมให้คุณไปที่ผับเพื่อนัวเนียกับใครหรอกนะ" บรูคพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง "นอกเสียจากว่าพ่อคุณจะสั่งและคำสั่งของเขามีแค่ให้คุณเข้านอนพร้อมกับซีรี่ย์ Stranger thing"

"บรูค!!"

"หรือคุณจะเอานมน้ำผึ้งอุ่น ๆ ด้วยก็ได้ ผมจะบอกมารีน่าให้”

บรูคเริ่มทำให้ผมโกรธและเหนือสิ่งอื่นใดคือคำว่าผมควรทำอะไร ทั้งที่คนที่มีสิทธิ์ที่จะสั่งว่าผมทำอะไร ก็คือตัวผมเอง

เพราะผมคือบารอนยังไงล่ะ!!

“น้อย ๆ หน่อยเถอะ ฉันจะทำอะไรหรือจะไปที่ไหนนายมีสิทธิ์ห้ามไม่ให้ฉันไปหรือไง”

“คุณหนูครับ พ่อกับแม่คุณสั่งกักบริเวณคุณอยู่นะ แค่ผมพาคุณมาร้านไอศกรีมนี่ถือว่าขัดคำสั่งของเขามากแล้ว” เขาสบถอะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้ยิน ก่อนจะทิ้งช้อนไอศกรีมลงกับถ้วยด้วยท่าทางเซ็งสุดขีด

“เลิกพูดจาเหมือนฉันทำอะไรร้ายแรงได้มั้ย"

"แล้วมันไม่ร้ายแรงตรงไหน ที่นั่นอันตรายจะตายไป"

"ฟังนะ เลิกพูดมาก! ฉันอุตส่าห์พามาเลี้ยงไอศกรีมที่อร่อยที่สุดเพื่อขอให้นานช่วยนะ ลืมเรื่องราคาไปได้เลย เพราะถ้านายจ่ายเองคงต้องเจียดเงินมาจ่ายค่าไอติมถ้วยหนึ่งแทบกระอักเลือด”

 เขากอดอกและแสดงสีหน้าเหมือนเดิม

“ฉันแค่พูดไปอย่างงั้นเอง เรื่องไอศกรีมยังไงฉันก็ไม่ให้นายเลี้ยงหรอกน่า เลิกทำหน้าบึ้งได้แล้ว” ผมยิ้มบอกราวกับกำลังยืนยันว่าเขาจะไม่เสียเงินสักแดงเดียวกับไอติมถ้วยละ 50 เหรียญ 

"ผมไม่ได้หน้าบึ้งเพราะเรื่องนั้น!"

"ฉันบอกความลับให้ก็ได้..." ผมทิ้งตัวเองดับการจิบชายามเย็นและลิ้มรสส้มกับมะนาวในเลดี้เกรย์ ผมจะต้องใจเย็นกว่านี้หน่อย ถ้าต้องพึ่งพาเขาน่ะนะ... "เผื่อนายจะได้ไม่คิดว่าฉันกำลังทำเรื่องไร้สาระแน่ ๆ”

“เชื่อเถอะว่าทุกสิ่งที่คุณทำไม่เคยห่างไกลจากคำนั้นเลย”

"ฉันจะไปหาความจริงจากโอลิเวอร์ และฉันจะต้องกู้ชื้อเสียงของพ่อกลับมา ทีนี้นายเข้าใจหรือยัง!!” ผมควบคุมตัวเองด้วยการตักไอศกรีมรสวานิลลาเข้าปาก ให้ตายเถอะ! ทำไมบรูคต้องคอยมาจับผิดผมด้วย เขาทำเหมือนผมเป็นเด็กไม่รู้จักโต!

“ถ้าพ่อแม่คุณรู้เข้า ผมมีหวังโดนไล่ออก รวมถึงทุกคนด้วยบารอน"

"นายก็พูดเกินไป พวกเขาไม่มีทางรู้หรอกน่า วันนี้พ่อกับแม่มีดินเนอร์กับลูกค้าคนสำคัญที่นอร์ดิส ใช้เวลาเดินทางก็นานกว่าจะกลับ เพราะงั้นทางสะดวก” ผมโน้มลงไปกระซิบและเหยียดยิ้มส่งไปให้อีกฝ่าย

ความฉลาดของผมเป็นเลิศ ไม่ต้องให้ใครชมผมก็รู้ตัว :)

“คุณกำลังหาเรื่องใส่ตัวนะ รู้มั้ยว่าเด็กแบบพวกคุณมักจะคิดว่าตัวเองทำอะไรรอบคอบเสมอ ทั้งที่สุดท้ายแล้วผู้ใหญ่จะจับได้” นอกจากบรูคจะเป็นคนจุ้นจ้านจอมยุ่งแล้ว เขายังเป็นตาแก่ขี้บ่นอีกด้วย เชื่อเขาเลย 

"ผมไม่ไว้ใจโอลิเวอร์ คนประเภทไหนจะปาร์ตี้กับคนที่ชกหน้าแฟนตัวเอง"

"เพราะคนที่ชกแฟนเขาคือบารอน เดอเรอกูล แคปปรินคอร์นไงล่ะ!" ผมเผลอยิ้มตอนที่บรูคหัวเสียกับชื่อโอลิเวอร์ 

"เราไม่ตลกกันสักนาทีได้มั้ยครับ ผมซีเรียสนะ ขอร้อง..."

"โอเค... ฉันจะกลับให้ทันเวลาตกลงมั้ย?” ผมตัดปัญหาพร้อมกับโบกมือไล่ความงี่เง่าของเขาไป ดื่มด่ำกับชาและไอศกรีมรสชาติหวานลิ้น

“มันไม่ใช่เรื่องนั้นบารอน คุณควรเลือกที่จะเชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่บ้าง”

“ถ้าเป็นนายก็คงจะอยากช่วยครอบครัวเหมือนกัน สมมุติว่ามีคนมากล่าวร้ายพ่อนาย นายจะยังนิ่งและใจเย็นแบบนี้อยู่มั้ย"

"คุณหนู..."

"นายจะทำยังไง?” ผมถามกลับ ก่อนที่ความเงียบระหว่างเราจะเริ่มต้นขึ้น

 ผมอุตส่าห์ขอร้องให้ช่วยแต่ดูสิ่งที่เขาทำสิ เอาแต่ยืนยันว่าจะไม่ให้ผมไปไหน เขาแสดงออกว่าผมดื้อรั้นซึ่งนั่นไม่จริงเลย ผมน่ะฟังคำตักเตือนของทุกคนและแค่ต้องอยู่ภายใต้เหตุผลของผมเท่านั้น

"ฉันไม่มีวันนอนหลับได้สนิทหลังจากที่แม็กทีสพูดเรื่องของพ่อ และถ้าวิธีนี้จะทำให้ฉันรู้ความจริงทั้งหมด ฉันก็ยินดีที่จะทำ"

“งั้นถ้าความจริงเป็นสิ่งที่ตรงกับแม็กทีสบอกคุณจะทำยังไงคุณหนู เขาถอนหายใจและพูดต่อ “สำหรับผม ถ้าพ่อกับแม่บอกว่าไม่ก็คือไม่ และอะไรก็ตามที่พวกเขาสั่งไม่ให้ทำ ผมก็จะไม่ทำ”

“เป็นเด็กดีมากปาร์คเกอร์”

ผมปรบมือและส่งยิ้มประชดประชันไปให้เขา ในเวลาที่ความคิดและอุดมการณ์ของพวกเราไม่ตรงกัน มันจะต้องมีบ้างที่ความขัดแย้งเกิดขึ้น

ผมไม่ใช่คนที่ขัดคำสั่งพ่อกับแม่ แต่เรื่องนี้ยกไว้เป็นกรณีพิเศษ

“อะไรกัน...ปาร์คเกอร์เหรอ ไม่เอาน่า วันก่อนคุณยังเรียกผมว่าบรูคอยู่เลยจำได้มั้ย เสียงเบาและหวิวกว่านี้ด้วย”

“พูดบ้าอะไรของนาย!!”

“ทำไม? คุณจำไม่ได้เหรอว่าเราใกล้ชิดกันแค่ไหน...” เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยที่หน้าแข้งของผม ผมเหลือบมองไปยังใต้โต๊ะก่อนจะรีบชักเท้าหนี

บรูคส่งยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับโชว์ลักยิ้มละลายใจ

“อย่าลามปาม”

“คุณนี่ร้ายนักนะ ยั่วยวนให้คนคลั่งจนแทบบ้า วันต่อมากลับทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น” เขาไม่ได้เอ่ยตำหนิ แต่ในน้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความไม่พอใจแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ดวงตาสีฟ้าขุ่นสบมองผมในระหว่างที่ผมปล่อยให้เขาเอื้อมมือมาลูบที่ขาอ่อนของผม

บอกเลยว่าที่ยอมน่ะมันเพราะผลประโยชน์ทั้งนั้น!!

“ก็ถ้าช่วยฉันคืนนี้...” ผมตักช้อนไอศกรีมเข้าไปในปากแลบลิ้นยาว ๆ ออกมาลิ้มรสความหวานของรสชาติวานิลลาที่ปลายช้อน ก่อนจะใช้ฟันกัดเน้น ๆ ที่ลูกเชอร์รี่สีสุด จากนั้นก็ใช้ปลายลิ้นเลียวนรอบริมฝีปากจนบรูคที่จ้องมองอยู่ถึงกับหน้าแดงเพราะความนัยที่รู้กันสองคน

“ฉันมีรางวัลให้นายสำหรับความช่วยเหลือเหล่านี้ ไม่ว่าอะไรที่นายขอ มันจะเป็นของนาย”

ประโยคนั้นทำให้บรูคเผลอกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว และพอเขาตั้งสติได้ก็ทำทีกระแอมกระไอพร้อมทั้งยืดตัวตรง “คุณกำลังพยายามติดสินบนผมอยู่เหรอ?”

“ไม่ต้องคิดมากหรอกน่า มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย นายจะได้รางวัล ส่วนฉันได้ความจริง Win win”

ผมส่งยิ้มกับอีกฝ่าย ก่อนจะอมช้อนไอศกรีมแล้วดูดมันเข้าไปลึก ๆ ส่งสายตาที่แฝงไปด้วยการเชิญชวนและนั่งคงทำเขาเสียอาการไปเลยทีเดียว

"ไหนลองบอกมาสิว่ารางวัลที่ว่ามันน่าสนใจแค่ไหน?"

“ฉันรู้ว่ามีบางอย่างที่รสชาติหวานกว่าวานิลลา...” ผมงัดช้อนออกจากปาก แกล้งใช้ปลายลิ้นเลียที่รอบริมฝีปากช้า ๆ “เพราะงั้นฉันจะถามอีกครั้งนะบรูค ปาร์คเกอร์ นายอยากทำผิดกฎเพื่อช่วยฉันอยู่มั้ย"

สุดท้ายบรูคก็ยักไหล่และพยายามเก็บอาการเขินอายของเขาเอาไว้ แต่มันไม่แนบเนียนเอาเสียเลย :)

“เลิกทำหน้าตายั่วยวนเหมือนนางเอกหนังเรทอาร์สักที อีกอย่างคนผ่านไปผ่านมาได้สติแตกกันเพราะคุณพอดี!”

“นายกล้าเปรียบเทียบฉันแบบนั้นเลยเหรอ!!!”

ใครว่าผมจะไปเหมือนนางเอกหนังเรทอาร์พวกนั้น ผมคือราชินีนะ และโปรดรู้ไว้ว่าราชินีโอเมก้าเซ็กซี่และเย้ายวนกว่าอยู่แล้ว!

"ว่าแต่คุณเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าคุณแดงแปลก ๆ นะ” 

ผมว่าคนที่หน้าแดงอยู่ตอนนี้คือเขาต่างหาก “กลิ่นคุณวันนี้มันประหลาดกว่าทุกวันนะ ผมรู้สึกได้เลยว่ามันไม่เหมือนเดิม”

“ฉันเหรอ...คงฮีทอยู่ละมั้ง” ผมตักไอติมเข้าปากอย่างเซ็ง ๆ เลิกใช้วิธีการหว่านเสน่ห์เพราะดูท่าจะไม่ได้ผล เมื่อบรูคเปลี่ยนเรื่องพูดแทน

“คุณฮีทแรกหรือเปล่า”

“เปล่า นายจะบ้าหรือไง ฉันอายุสิบหกแล้วนะจะฮีทแรกได้ไงกัน”

ปกติโอเมก้าที่ไหนจะฮีทเกินสิบห้ากันล่ะ มีก็แปลกมากแล้ว ในบรรดาโอเมก้าที่ผมรู้จักไม่มีใครฮีทช้าเกินอายุสิบหกสักคน ผมถือว่าช้าสุดในบรรดาเพื่อน ๆ แล้วล่ะมั้ง

“ก็ไม่เห็นแปลกเนี่ย โอเมก้าฮีทช้าก็มีเยอะแยะไป สมัยแม่ผมยังหนุ่ม เขาก็ฮีทตอนอายุยี่สิบต้น ๆ เลยนะ”

“แบบนั้นฟีโรโมนพังแล้วหรือเปล่า” ผมยิ้มซื่อ ๆ ส่งไปให้เขา เท้าคางลงกับโต๊ะและใช้เท้าวางทับอยู่บนหลังเท้าใหญ่ ๆ ของเขา มันให้ความอบอุ่นแปลก ๆ ดีเหมือนกัน มือของบรูคไม่ได้ซุกซนอยู่ที่บริเวณขาอ่อนของผมแล้ว

แอบรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ ที่เขาไม่ลวนลามผม...

“พูดอะไรกัน ถ้าพังเขาจะมีผมได้ไง”

“ฉันจะไปรู้เหรอ”

“คุณหนู คุณกำลังอยู่ในช่วงฮีท มันอันตรายไปหรือเปล่าที่จะออกไปสถานที่แบบนั้น” มันเป็นครั้งแรกที่บรูค ปาร์คเกอร์กำลังใช้สายตาอ้อนวอนกับผม แต่เมื่อคนอย่างบารอนต้องการอะไรแล้วก็จะต้องได้ ผมไม่มีทางเปลี่ยนใจ อย่างไรเสียผมจะต้องหาทางพิสูจน์ตัวเองและครอบครัว!

“ฉันมียาคุมและยาฉีด ไม่มีเรื่องให้ต้องกลัว อีกอย่างนะบรูค เราจะมีเงินไปทำไม ถ้าไม่มีปัญญาดูแลความปลอดภัยตัวเอง”

“แต่มันก็เสี่ยงอยู่ดี”

“นี่อย่าคิดมากน่า ฉันดูแลตัวเองได้ และมันไม่เลวร้ายอะไร อีกอย่างนะฉันมีนายนี่ ใช่มั้ย?” ผมกัดริมฝีปากกลั้นยิ้มงี่เง่าเอาไว้ ผมบอกตัวเองว่าการส่งยิ้มหวาน ๆ แบบนี้มันไม่ควรเป็นบรูค ปาร์คเกอร์ที่ได้รับ

“นายช่วยฉันได้อยู่แล้ว นายชอบจุ้นจ้านจะตายไป”

“คุณคิดงั้นจริงเหรอ” บรูคถอนหายใจออกมายาว ๆ อีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือผม ผมกวาดตามองไปรอบข้างก่อนจะชักมือออก ระหว่างเรามันคงจะพิลึกไปหน่อยถ้าผมต้องมานั่งกุมมือกับคนขับรถที่ร้านไอศกรีมราวกับคู่รักที่มาเดตแรก

“ผมไม่อยากพาคุณไป ที่นั่นมีแต่พวกอัลฟ่าป่าเถื่อนและอันตราย คุณควรอยู่ให้ห่างจากสถานที่แบบนั้นไว้”

“ก็เป้าหมายฉันอยู่นั่น โอลิเวอร์นัดฉันให้ไปที่นั่น” ผมตอบอย่างไม่อาจจะเลี่ยงได้...

“ถึงจะอย่างงั้นผมก็ยังไม่อยากให้คุณไปที่นั่นอยู่ดี ผับเหม็น ๆ นั่นนะมันเต็มไปด้วยพวกซอมบี้จ้องกินสมอง”บรูคหยุดพูดและมองผมตาขวางด้วยความหงุดหงิด

"พูดบ้าอะไรแบบนั้น เลิกพูดให้ฉันกลัวได้แล้ว ไม่มีวันได้ผล"

“เอาเป็นว่าถ้าซอมบี้มันกินสมอง คุณคงไม่ถูกมันกินแน่นอน” บรูคหยุดพูดและมองผมตาขวางด้วยความหงุดหงิด

ผมยังคงเท้าคางมองเขาที่พล่ามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย โดยที่สุดท้ายแล้วคำตอบที่ได้ก็คือ ‘ไป’ อยู่ดี ต่อให้เขายกเหตุผลสวยหรูอะไรมา มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงความมุ่งมั่นของผมได้

ไม่ว่าเขาหรือใคร ก็ไม่สามารถหยุดผมได้ทั้งนั้น



...

ไนต์คลับที่ผมนัดกับโอลิวเวอร์อยู่บนถนนสายที่6 The Eve Bar เป็นลักษณะบาร์กึ่งผับ ด้านบนเป็นบาร์ที่มีดนตรีสด ด้านล่างชั้นใต้ดินเป็นผับที่เปิดหลังมิดไนท์และต้อนรับลูกค้ามากมายหลายระดับ เมื่อก่อนบาร์นี้เคยเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำเรื่องรองเท้าและขนสัตว์ ก่อนที่มันจะถูกย้ายไปที่ถนนสาย City Night Way แถบบริเวณย่านแฟชั่น  

บาร์ The Eve เป็นผับที่ถูกกฎหมาย ภายใต้การดูแลของครอบครัวบรอสซั่ม ครอบครัวของพวกเขาเป็นพวกนักธุรกิจสายเลือดใหม่ กล้าได้กล้าเสี่ยง แม่ของโอลิเวอร์พึ่งจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง และเธอได้กลายเป็นสุภาพสตรีเจ้าของธุรกิจที่เป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในโอเวิลซิตี้รองลงมาจากแม่ของผม

หลังจากที่พ่อกับแม่ออกไปดินเนอร์สำคัญกับลูกค้ารายใหม่ที่จะให้กำไรเป็นกอบเป็นกำนั้น ผมก็ใช้เวลาหลังจากนี้เดินทางมาที่นี่ ผมพร้อมกับภารกิจล้วงความลับแล้ว ไม่ลืมที่จะกลิ่นน้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นฟีโรโมนในช่วงฮีท สายตาทุกคู่ที่มองมาทางผมซึ่งผมเคยชินกับการเป็นเป้าสายตาของใครต่อใครไปเสียแล้ว

การแต่งตัววันนี้ของผมถือว่าธรรมดาที่สุด เลือกใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นแต่ทุกอย่างลงตัว สวมเสื้อเชิ้ตซีทรูสีดำ ท่อนร่างสวมกางเกงหนังขายาวเข้ารูปที่เข้ากับรองเท้าหัวตัดสีขาวปลายแหลม

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวเข้าไปในประตูทางเข้าผับ บรูคคนเจ้าปัญหาก็ฉุดแขนผมเอาไว้

“คุณแน่ใจนะว่าจะเข้าไปที่บาร์นั่นจริง ๆ ดูสิ...ทุกคนมองคุณตาแทบทะลัก”

“ฉันคือบารอนนะถ้าต้องตกใจเวลาที่คนพวกนั้นมองก็คงไม่ใช่ฉันแล้ว!” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเซ็ง ๆ ไม่นึกว่าบรูคจะคิดมากกับแค่คนมองเอง มักเป็นธรรมดาที่ทุกสายตาจะให้ความสำคัญกับการปรากฏตัวของผมในที่สาธารณะ

ยอมรับเถอะว่าการเป็นแคปรินคอร์นน่ะทำให้เราครอบครองความโดดเด่นและเป็นที่สนใจของทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เสื้อผ้าที่คุณสวมก็...”

“เลิกบ่นเป็นตาแก่สักทีบรูค!!”

“ผมไม่ได้เป็นตาแก่ และอีกย่างคุณไม่ได้เป็นหลานผมแน่นอน” เขาบอกเสียงไม่พอใจและดึงผมให้หลบผู้ชายผิวสีเข้มที่ทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้ อัลฟ่าหนุ่มคนนี้กลายเป็นตาแก่ขี้บ่นไม่พอยังทำตัวเป็นสุนัขดุ ๆ หวงของอีกต่างหาก

“รู้จักเขาเหรอ? หมอนั่นน่ะ” บรูคพเยิดหน้าไปทางผู้ชายที่เดินถอยหลังจากไป

“แลน ทิมเบอร์ตันไง ให้ตายเถอะใครจะไม่รู้จักเขากัน แต่ฉันไม่ได้คบหากับคนแบบนั้นน่ะ เขามันพวกขี้ยาน่ะ” ผมเอามือป้องปากตอนที่กระซิบบอกบรูค จากนั้นก็ส่งยิ้มให้แลนตามมารยาท "ใครจะอยากคบกับคนที่มีฉี่สี่ม่วงตลอดเวลา ว่ามั้ย?"

“ที่ตลกคือคุณรู้จักคนพวกนี้ได้ยังไงกัน?”

“นี่! ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องตอบนาย”

“บารอน...ผมว่าที่นี่มันไม่ปลอดภัย และยิ่งกับเสื้อผ้าคุณก็ยิ่งไม่ปลอดภัยไปใหญ่ คนพวกนี้มีแต่ตัวอันตราย แต่ละสายตาที่มองคุณยังกับจะฉุดคุณไปข่มขืน”

ผมยื่นมือไปผลักผู้ชายคิดร้ายด้วยความหงุดหงิด ไม่มีใครที่ไหนจะมาทำเรื่องแบบนั้นกับราชินีโอเมก้าได้หรอก

“ไม่มีใครไร้อารยธรรมแบบนั้นที่นายคิดหรอกนะบรูค!”

เมื่อเห็นว่าผมเริ่มหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์กับคำพูดนั้น บรูคก็โอบเอวผมเอาไว้ และดันตัวเองชนกับกำแพง สีหน้าของเขาบอกให้ผมรู้ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน

“ผมขอโทษที่พูดกับคุณแบบนั้นบารอน...”

“นายกำลังเหยียดหยามฉันอยู่นะ ต่อให้ฉันสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ไม่ควรมีใครที่จะมีสิทธิ์ที่มาข่มขืนฉัน” เมื่อได้ยินแบบนั้น อีกฝ่ายกำเพียงเม้มริมฝีปากก่อนจะใช้ประคองใบหน้าของผมให้เบนไปทางเขา

“ผมแค่เป็นห่วง เสื้อผ้าที่คุณใส่มันเป็นความล่อแหลม เป็นจุดนำสายตาของอัลฟ่าพวกนั้น สำหรับพวกเขาคุณมนุษย์ในฝูงซอมบี้”

“นายเป็นบ้าอะไรกับซอมบี้นักหนา  อีกอย่างนะนายเลิกขมวดคิ้วสักทีเถอะน่า นายทำให้ฉันหงุดหงิด”

“โอเคผมไม่พูดแล้ว”

ขอบคุณพระเจ้า อย่างน้อยบรูคก็เข้าใจว่าผมต้องการอะไรและเลิกที่จะขัดขวางผม เขาถอนหายใจและเลื่อนมือออกจากเอวของผมพร้อมกับเอ่ยถามว่า “คุณฉีดยารึยัง”

พระเจ้า...ผมลืม...

“อะไร อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้ฉีดมา”

ผมหันไปทางเขาก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ บรูคสบถหยาบคายในขณะที่หันหน้าไปมองรอบข้างที่ส่งสายตามองเราด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาวางมือลงที่ไหล่ของผมและบีบแน่นขึ้น

“แต่ไม่ต้องห่วง ฉันฉีดน้ำหอมมาแล้วไม่เป็นอันตรายอะไรหรอก” ผมกอดอกและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฉันเป็นราชินีโอเมก้า ฟีโรโมนของฉันควบคุมพวกอัลฟ่าแบบนาย”

"ผมอยากจะบ้าตาย..."

บรูคเสยผมสีเทาของเขาขึ้นด้วยท่าทางงุ่นง่าน เรียวคิ้วขมวดเข้าหากัน บ่งบอกความถึงโทสะที่เริ่มปะทะขึ้น

“ฉันดูแลตัวเองได้ไม่มีใครกล้าทำอะไรบารอนหรอกนะ อีกอย่างถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉันนายก็อยู่ตรงนี้ทั้งคน นายคงไม่ปล่อยให้ฉันตกอยู่ในอันตรายหรอก”

“คุณหนู...คุณไม่เข้าใจโลกใบนี้มันมีอันตรายแค่ไหน ที่ผ่านมาคุณอยู่แต่ในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของพ่อแม่จนไม่รู้ว่าอันตรายน่ะมันมีนับพันรูปแบบ”

นัยน์ตาสีฟ้าขุ่นของเขาทำให้ผมยิ่งรู้สึกผิด แม้เวลาปกติผมจะไม่สนใจคำพูดของเขาแต่นั่นก็ไม่ใช่กับในตอนนี้ 

“เอาเถอะน่า...” ผมพยายามตัดบท เพราะถ้าขืนฟังเขามากกว่านี้ ผมคงใจอ่อนแน่ “ฉันจะดูแลตัวเองได้ นายอยู่ตรงนี้ก็ดูแลฉันด้วยสิ”

“คุณหนู...ไว้มาวันหลังจากที่คุณหายจากอาการฮีทแล้วดีมั้ยครับ”

“แล้วนายไม่อยากได้ร่างกายฉันแล้วเหรอ ฉันติดสินบนนายเรื่องนี้นะ?”

“ผมไม่เอาอะไรเลยก็ได้ถ้ามันจะแลกกับการที่คุณจะไปจากที่นี่...”

ดวงตาสีฟ้าขุ่นสบมองกัน นั่นทำให้ผมรู้ว่าไม่มีทางเอาเรื่องของผมมาล้อเล่น

อะไรกัน...ผมกำลังยิ้มอยู่เหรอ?

“ถ้าผมจะไม่ได้สัมผัสเรือนร่างคุณเพื่อแลกกับความปลอดภัยของคุณ ผมยอม”

“ฉันเชื่อใจนาย ฉันถึงได้มาที่นี่และนั่นเพราะฉันจะได้รับการดูแลอย่างดี ฉันเชื่อแบบนั้น” ผมดึงมือของอีกฝ่ายมากุมไว้ ดวงตาที่แข็งกระด้างของบรูคอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด 

ผมไม่ได้โกหก ความวิตกกังวลจะจางหายไปทุกครั้งที่เขาอยู่ข้าง ๆ ผม...

“เฮ้อ...เอาเป็นว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ผมจะอัดมันให้เละเลย”

ผมใช้จังหวะที่บรูคกำลังสบถนั่นนี้กระโดดไปคว้าท้ายทอยของเขาลงมาประกบจูบ ริมฝีปากของผมจรดจูบแผ่วเบาแทนคำขอบคุณ ผมแสดงออกในทิศทางตอบแทนน้ำใจคนไม่ค่อยเก่ง หากใช้คำว่าขอบคุณมันคงจะไม่มีทางเกิดขึ้น ผมจึงเลือกที่จะจูบแทนที่จะพูดคำนั้น ซึ่งดูท่าว่าบรูคจะชอบคำขอบคุณผ่านริมฝีปากเหมือนกันนะ

“อย่าจูบทีเผลอสิ...”

“ไว้ทำงานเสร็จแล้วฉันจะให้มากกว่านี้...”

“คุณใจร้ายไปหน่อยมั้ยที่ติดสินบนผมโดยไม่จ่ายเลยสักครึ่งหนึ่ง” บรูคหัวเราะในลำคอและโน้มลงจูบแผ่วเบาที่ข้างแก้มของผม

"จะทำอะไรน่ะ...เดี๋ยวคนมาเห็น"

ผมถูกต้อนให้จนมุมในแผ่นหลังชนกับกำแพงเย็นชื้น อัลฟ่าหนุ่มจอมฉวยโอกาสยื่นหน้าเข้ามาใกล้ และผมไม่มีทางปฏิเสธบรูคได้เลย ไม่มีสักวินาทีเลย บรูคเริ่มจูบผมพร้อมทั้งสอดแทรกปลายลิ้นเข้ามาในโพรงปาก เราทั้งคู่ตวัดปลายลิ้นร้อนหากันอย่างกระหาย

"ผมขอมัดใจนะ จะได้มีกำลังใจทำงาน" บรูคพูดหลังจากผละออก...

"นายนี่นะ...จริง ๆ เลย"

สุดท้ายผมก็ไม่ขัดขืนอะไรเขา และไม่คิดที่จะทำตั้งแต่ต้น ผมยอมถูกเขาจูบ เขากอดแบบนี้ และนี่คือหลักฐานชัดเจนที่ว่าผมอยากถูกคนขับรถจูบและสัมผัสแค่เพียงคนเดียว!


- - - - - - - -

Talk
 
มาแล้วจ้า มีคำผิด คำสลับขออภัยจริง ๆ จ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา  :katai4: :katai2-1:
ฝากสกีมแท็กได้ที่ #ยูอาร์มายโอเมก้า จ้าาาาาาาาา


ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
ว้ายยยย ไม่ได้เข้าบอร์ดพักเดียว ไวไฟกันไปถึงไหนแล้ว  :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด