๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 7 [15-04-2562] หน้า 3
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 7 [15-04-2562] หน้า 3  (อ่าน 5297 ครั้ง)

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1133/-5
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************



* * * ยิ้มก่อนอ่าน ตาหวานก่อนเปิด * * *


หลังจากไม่ได้ลงเรื่องยาวนานมาก ๆ (ในคำพูดคือมีน้ำตาของเรื่องที่เข้าไหดอง) วันนี้ขอมาเปิดเรื่องใหม่นะคะ เรื่องนี้น่าจะไม่ยาวมาก อยู่ระหว่าง 15-25 ตอน จะพยายามเขียนบทอัศจรรย์ให้ออกมาละมุนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นแนวเรื่องที่ชอบและอยากเขียนอยู่ตลอดเวลา ถ้าเพื่อน ๆ ชอบจะดีใจมาก ๆ เลยค่ะ

แป้งจี่ฯ


* * * * * *


สารบัญ

อารัมภ์

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-04-2019 23:38:57 โดย Wordslinger »

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1133/-5
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทนำ [25-02-2562]
«ตอบ #1 เมื่อ25-02-2019 14:52:13 »

มณีพิทยาธร


ฝนตกอีกครั้ง

ละอองฝนสาดเข้ามาถึงใต้ต้นไม้นี้ เราชอบมองสายฝนเต้นระบำกับสายลม ฝนมาเมื่อไร ลมก็มาด้วยเมื่อนั้น 

เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมานั้น เราเห็นความมืดก่อน แล้วจึงเห็นแสงสว่าง แสงนั้นสว่างจนตาพร่าทว่าเพียงไม่นานเราก็พบกับโลกอันแปลกประหลาดอยู่รอบ ๆ

เราได้ยินเสียงต่าง ๆ ดังเซ็งแซ่ เสียงนี้กระมังที่ปลุกเราให้ตื่นจากการหลับใหล เริ่มแรกเสียงเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงพึมพำ แล้วจึงค่อย ๆ ดังขึ้น กระทั่งโหมกระหน่ำจนคล้ายกับเสียงตะโกนก้อง อึกทึกโกญจนาทดั่งเสียงคำรามของพญาไกรศรี

ในโลกใหม่อันแปลกประหลาดนี้ เราเห็นสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า ความรู้สึกของหญ้าอ่อนนุ่มใต้ฝ่าเท้า ความรู้สึกของสายฝนสาดต้องผิวกาย เสียงเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ร้องเจื้อยแจ้วอยู่บนคาคบไม้บ้าง อยู่ในพงหญ้าตรงนั้นตรงนี้บ้าง สิ่งเหล่านี้คือความสนุกสนานเดียวที่เราจะหาได้

เมื่อยามตะวันส่องแสง แสงอุ่น ๆ ของท่านจะสาดส่องลงมาสู่ผืนป่า ความอุ่นนั้นค่อยซึมซับเข้าสู่ผิวของเรา ทำให้เรายิ้มด้วยเปี่ยมสุข แสงแดดที่ไม่เริงร้อนจนเกินไป กำซาบอยู่กับผิวกายของเรา แดดอุ่น ๆ นี้แหละ ทำให้รอบกายของเราราวกับจะมีกลิ่นหอม ๆ ลอยอวลอยู่ตลอด

นับแต่เราลืมตาตื่นขึ้นมา ฝนก็ตกเป็นครั้งที่สองแล้ว เมื่อแรกสัมผัสกับละอองใสเย็นเหล่านี้ซึ่งตกลงมาจากแผ่นผืนเวิ้งว้างข้างบนศีรษะเรา มันช่างน่าประหลาดใจนัก เพื่อนของเราบอกว่ามันคือสายฝน ฝนหลั่งจากฟ้า เราชอบนักยามฝนสาดต้อง...เรามักยื่นมือออกไปรองละอองฝนเหล่านั้น รองไว้ในกอบฝ่ามือ ก่อนจะลิ้มลองรสชาติของมัน ยามที่น้ำฝนเย็น ๆ ใส ๆ นั้นล่วงผ่านลำคอลงไป ทำให้ร่างกายเราตื่นกล้า อยากจะออกวิ่งไปบนผืนหญ้าเขียวขจีซึ่งขึ้นอยู่รอบ ๆ นั้น อยากจะออกวิ่งราวกับวิหคโบยบินเพื่อสัมผัสกับความอุ่นของแดด ความหอมของมวลดอกไม้ แต่เมื่อทำไม่ได้เช่นใจปรารถนา...เราก็จำต้องพอใจแค่เพียงเอาเท้ายื่นออกไปสัมผัสเบา ๆ กับหญ้าซึ่งขึ้นอยู่ไม่ไกลนี้นัก 

เรามีเพื่อนมากหลาย บ้างก็เพิ่งตื่นก่อนเราไม่นานนี้ บ้างก็ตื่นก่อนเรามานานแล้ว เพื่อนที่สนิทกับเราคนหนึ่งเขาตื่นก่อนเรามานานเหลือเกิน เขาบอกว่าเขาเฝ้ามองเราหลับใหลมาหลายเพลา เฝ้ามองจนชมชอบ ชิดเชื้อ และเมื่อเรากะพริบตาตื่น เขาจึงดีใจอย่างยิ่ง

เขามักจะยิ้มเสมอ ยิ้มแม้กระทั่งเมื่อตอนเอ่ยกับเราว่า เวลาของเขาใกล้เข้ามาแล้ว อีกไม่นานเขาก็ต้องจากไป ไปสู่แห่งหนใดหรือ เขาไม่บอกเรา เพียงแต่จับมือเราแล้วบอกว่า สิ่งนี้เราจะรู้ได้เอง

เมื่อความมืดมาเยือน ฝนก็หยุดพรำ พวกเราตกอยู่ในอนธการ มองเห็นเพียงเงาตะคุ่มของแมกไม้โดยรอบ เราเฝ้ามองแสงดาวระยิบระยับบนเวิ้งฟ้ากว้าง ก่อนจะถูกความหลับใหลเข้าครอบงำ

แล้วแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้ง เรามองออกไปสู่ผืนป่าอันอุดม มองเห็นสัตว์น้อยใหญ่ออกจากรวงรังเพื่อหาอาหาร เราเห็นเจ้าสัตว์ตัวน้อยวิ่งรอกมองหาบางอย่างบนพื้นทั่วไป เราเห็นเจ้าสัตว์ขนปุยทว่ามีร่างปราดเปรียวกระโจนตะครุบตัวอะไรสักอย่างในพุ่มพฤกษ์ ยังเจ้าสัตว์สง่างามตัวหนึ่ง ซึ่งมีกิ่งไม้อันงามอวดเด่นอยู่บนศีรษะ มันออกมาเดินนวยนาดราวกับจะอวดเบ่งความงดงามของตนต่อสัตว์ป่าอื่น ๆ

นี่ไม่ใช่สิ่งแปลกสำหรับเราอีกแล้ว สัตว์ป่าเป็นเพื่อนกับพวกเรา พวกมันไม่กลัวเราเลยจนนิดเดียว เจ้าสัตว์ขนปุยตัวน้อยกระโดดแผล็วมาหาเรา เมื่อเรายื่นมือไปจับมัน มันก็กระโจนแผล็วออกไป แล้วก็จึงกลับเข้ามาเราอีก

เมื่อยามแดดอุ่น น้ำค้างเริ่มเหยระหาย จึงเริ่มมีคนแปลก ๆ ปรากฏกายจากป่าใหญ่

บางคนมาปรากฏกายอย่างทันทีทันใดในจุดที่เมื่อก่อนหน้ายังว่างเปล่า บางคนค่อย ๆ เดินเข้ามาอย่างระแวดระวัง บางคนเดินอาด ๆ วางมาดราวกับเป็นเจ้าของทุกสิ่ง คนเหล่านี้บ้างสวมเครื่องนุ่งห่มประหลาด มีระยิบระยับในแสงแดด บ้างเปลือยกายเกือบล่อนจ้อนเหลือเพียงผ้าปิดบาง ๆ ณ กึ่งกลางลำตัว บ้างสวมใส่เครื่องแต่งกายโอ่อ่าน่าประหลาดใจ

เราระแวงสงสัยต่อคนเหล่านี้ เราเฝ้ามองพวกเขา เพื่อนของเราจับมือเราไว้มั่น บอกเสียงเบา ๆ ว่าอย่ากลัวไปเลย

‘พวกเขา’ เหล่านี้เข้ามาดู...พวกเรา

มาดูด้วยเหตุผลกลใดเราไม่รู้แจ้ง ทว่าในใจของเรานั้นตระหนกจนอกผวา อยากจะลุกขึ้นวิ่งไปให้พ้นจากสถานที่นี้ ทว่าก็กระทำอย่างใจอยากไม่ได้

เพื่อนของเราบุ้ยใบ้ให้ดูคนผู้หนึ่ง

บุคคลผู้นี้แต่งกายงดงาม เขาถือวัตถุบางอย่างอยู่ในมือ มันเป็นวัตถุยาว ส่งประกายวิบวับยามต้องแสงแดด เขามองพวกเราทีละคนอย่างพิจารณา พร้อมรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปาก ดวงตาของเขาเต้นระยิบด้วยเปลวเพลิงลุกโหม เมื่อเขาหันมาทางเรา เราเห็นสายตาเขาเบิกกว้างราวกับประหลาดใจเหลือประมาณ

เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเราด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในดวงตาอันเบิกกว้างนั้นเราเห็นแววหมายมาด และความกระสันอยาก เขาไม่มองเพื่อน ๆ ของเราอย่างนี้เลย ความจริง...นับแต่เขาเห็นเรา เขาก็ไม่มองไปทางอื่น มุ่งแต่จะสืบเท้าเข้ามาหาเรา บางที...อาจเพราะเราไม่เหมือนคนอื่น ๆ

เมื่อยามเราแรกตื่นจากหลับใหลนั้น เพื่อนของเราบอกว่า เจ้านี่แปลกจริง

เราถามว่าแปลกอย่างไรหรือ เขายิ้มด้วยรอยยิ้มขี้เล่น แล้วเอ่ยว่า...ร่างกายเจ้าแปลกกว่าใครอื่น เจ้าไม่เหมือนพวกเรา แต่เจ้าเหมือน...‘พวกเขา’

เราไม่เข้าใจสิ่งที่เพื่อนบอกเมื่อแรกเริ่มนั้นเลย แต่ความทรงจำนั้นก็แล่นเข้ามา และทำให้เราคล้ายจะเข้าใจได้ราง ๆ

‘พวกเขา’ สินะ

พวกเขาที่ว่า ก็คงเป็นคนเหล่านี้เอง

ชายคนนั้นเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่เรา เขาก้มตัวลงมา มือข้างที่ไม่ได้ถือวัตถุยาว ๆ นั้นก็ค่อย ๆ เอื้อมมาหาเรา พลางเอ่ยพึมพำ “ช่างเหลือเชื่อจริง ๆ”

ยิ่งเข้ามาใกล้ เราก็ยิ่งเห็นว่าประกายในดวงตาของเขานั้นลุกไหม้ฮึกเหิมเพียงไร มันราวกับจะกลืนกินเราให้มอดไหม้ไปกับเปลวเพลิงนั้น

คนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังของเขา เอ่ยขึ้นมาด้วยใคร่รู้ “ท่านวิทยาธร นารีผลคนนี้แปลก ๆ อยู่นา”

“ไม่ดอก ท่านนักสิทธิ์ ไม่แปลกสักนิด”

“ไม่แปลกได้อย่างไร นารีผลคนนี้เป็น...บุรุษนี่นา”

เขายกมุมปากยิ้ม รอยยิ้มนั้นหวานเชื่อมอยู่ในดวงตาของเขา “ถูกละ เป็นบุรุษ...ทว่าก็พึงใจเราเหลือเกิน”

สัมผัสของปลายนิ้ววิทยาธรคนนั้นบนผิวแก้มเรา...ช่างต่างกับความเย็นสดชื่นของสายฝน และความอบอุ่นของแสงแดดยิ่งนัก

...มันร้อนเหลือเกิน ร้อนราวกับตะวันแผดจ้า


จบอารัมภ์


เจอกับตอนใหม่ในวันจันทร์หน้านะคะ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่แง้มกระทู้เข้ามาอ่านค่า ^_____^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25-02-2019 20:05:34 โดย Wordslinger »

ออนไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทนำ [25-02-2562]
«ตอบ #2 เมื่อ25-02-2019 19:44:36 »

จะมีศึกชิงนายไหมเนี่ย

ออฟไลน์ wan_sugi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 570
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทนำ [25-02-2562]
«ตอบ #3 เมื่อ25-02-2019 20:32:41 »

จากนารีผล เป็นบุรุษผล เป็นการกลายพันธุ์ที่ดูเร้าใจดีนะนี่

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทนำ [25-02-2562]
«ตอบ #4 เมื่อ25-02-2019 21:57:17 »

 :pig2: :pig2: :pig2:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทนำ [25-02-2562]
«ตอบ #5 เมื่อ26-02-2019 00:18:21 »

มาแนวนี้ชอบๆๆ

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1133/-5
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #6 เมื่อ04-03-2019 23:24:55 »

มาตามนัดแล้วค่า วันนี้มาช้าเพราะเพิ่งเสร็จงาน  :ling1:
ขอให้เพื่อนๆ อ่านอย่างเป็นสุขนะคะ


++++++++++




บทที่ 1



เขาค่อยกวัดแกว่งพระขรรค์สีเงิน แล้วร่างจึงค่อยๆ ล่องลอยขึ้นไปบนอากาศ พื้นเบื้องล่างลอยห่างออกไปไกล

สหเดชะลอยเรี่ยยอดไม้สูงเทียมเมฆแห่งหิมพานต์ ก่อนจะพุ่งตัวลับลิ่วหายไปกับปุยเมฆ ยามกวัดแกว่งพระขรรค์กระชับมั่นในมือคราใด ร่างลอยละลิ่วจะปลิวเล่นกับสายลมตีต้าน เขามองพระขรรค์เล่มนั้นด้วยรอยยิ้มพอใจ พลางประหวัดไปถึงโมงยามครั้งนั้นเมื่อเพิ่งเริ่มเหาะด้วยพระขรรค์เล่มนี้ 

สหเดชะเป็นวิทยาธรพวกหนึ่ง เป็นพวกกึ่งเทพ มีวิมานอยู่กลางอากาศ อิทธิฤทธิ์มากน้อยขึ้นกับตบะแก่กล้าหรือไม่ เขามาอุบัติในจาตุมหาราชิกานี้ได้ไม่นานเท่าใดนัก เพียงสองร้อยปีมนุษย์เท่านั้น กระนั้นเอง...เขาก็นับว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ด้วยสั่งสมบุญญามามากหลาย แม้มิได้ไปถึงดาวดึงส์ แต่ก็ได้เป็นข้าท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่

เมื่อยามได้เหาะครั้งแรก เขาไม่ขึ้นไปสูงนัก ด้วยความตื่นกลัวและอกใจเต้นโครมครามเพราะเห็นสิ่งแปลกใหม่หลายอย่าง ความจำครั้งเป็นมนุษย์ยังติดตามเพียงเศษชิ้น ทว่าก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาตระหนักว่าบัดนี้ตนได้มาอุบัติในอีกโลกหนึ่ง มีวิมานน้อยๆ ของตน มีอาวุธวิเศษคู่มือซึ่งคือพระขรรค์เงินอันส่องแสงราวกับสีหมอกยามเช้า

ครั้งนั้น สหายวิทยาธรซึ่งมีวิมานอยู่ใกล้ๆ กันบอกข่าวมาว่าต้นมักกะลีได้ออกผลแล้ว ไม่นานลูกเหล่านั้นก็จะสุกงอม พร้อมสำหรับ ‘เด็ดดอม’

‘มักกะลีผลหรือ’

‘ถูกต้อง สหเดชะสหายเรา หากไม่รีบเร่ง เกรงว่าพวกนั้นจะปลิดไปหมด’

เมื่อเขายังไร้ซึ่งท่าทางอันพึงแสดงออกมายามเอ่ยถึงมักกะลีผล สหายผู้นั้นจึงกล่าวหัวเราะๆ ‘ก็นารีผลนั่นปะไร ท่านจะเรียกอย่างใดก็ได้ ท่านเพิ่งอุบัตินี่นะ คงมิเคยลิ้มลองนารีผลเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย...มากับเราเถิด เราจะสอนท่านเอง’

ครั้งนั้น สหเดชะได้ ‘เด็ดดอม’ นารีผลเป็นครั้งแรก และได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง แม้จะได้รับความสุขมากเพียงใด แต่การสังวาสกับนารีผลทำให้ฤทธิ์เดชลดลงกึ่งหนึ่ง สหเดชะชาวเทพผู้อุบัติใหม่ได้แต่นึกเสียใจ เกรงว่าตนจะด้อยฤทธิ์กว่าใครเขา จึงหันมาบำเพ็ญตบะเพื่อเพิ่มฤทธิ์ให้กล้าแข็งกว่าเดิม

อนิจจา...อันว่าบ่วงแห่งกาเมนั้นเหนียวนัก มันมักผูกติดคนซึ่งใจไม่กล้าแข็งพอให้กลับไปหาแหล่งกามนั้นอีกครั้ง สหเดชะเองแม้พอใจกับการรู้รสเมื่อยาม ‘กอด’ นารีผล ทว่าเขากลับคล้ายรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหาย เป็นช่องว่างซึ่งอยู่ในหว่างใจ แม้เติมความปรารถนาเข้าไปเท่าไรก็ราวกับจะไม่มีวันเต็ม

เขากลับไปหาดงไม้นั้นอีกครั้งและอีกครั้ง ด้วยหวังจะได้พบเจอกับอะไร ‘บางอย่าง’ ที่ตนโหยหา

หากเทียบกับเมื่ออุบัติใหม่ สหเดชะยามนี้ฤทธิ์กล้า เป็นผู้กว้างขวางในหมู่พิทยาธร วิมานน้อยๆ เมื่อแรกเริ่ม บัดนี้ก็กว้างขวางโอ่โถง ไม่แพ้แม้เทพวิมานใดๆ ก็ด้วยฤทธิ์แรงแห่งตบะซึ่งเขาหมั่นบำเพ็ญเพียรนั่นแล

กระนั้น สหเดชะเป็นวิทยาธรหนุ่มอันมีลักษณะแปลกกว่าวิทยาธรอื่นๆ แม้เขาจะแกล้วกล้าเช่นวิทยาธรอื่น อาจหาญไม่แพ้ใคร ทว่าเขาพึงใจในทางสันโดษ ไม่คบหาวิทยาธรีอันเป็นนางวิทยาธร อิ่มใจกับการบำเพ็ญตบะ ทว่าการทำตบะก็เป็นเช่นไฟ ด้วยมีคราบราคะในหัวใจ เช่นนั้นแล้วจะคงตบะไว้นานก็หามิได้ นิ้วมือที่ยื่นเข้าไปจ่อกับเปลวไฟร้อนแรงต้องชักออกฉันใด การบำเพ็ญตบะของสหเดชะก็เป็นฉันนั้น

พอออกจากตบะ ความว่างโหวงอันลึกสุดหยั่งจึงโอบรอบกายเขาในทันที

แม้นเป็นชาวฟ้า ทว่าก็ยังไม่ถึงซึ่งนิพพาน หากจะยังติดในบ่วงกามก็ไม่แปลกอันใด เช่นนี้แหละจึงได้ชื่อว่าเป็นชาวฟ้าชั้นฉกามาพจร

สหเดชะกวัดแกว่งพระขรรค์อีกครั้ง มองเห็นยอดไม้สูงยิ่งกว่าไม้ใด เป็นดงไม้ขึ้นเป็นกลุ่ม มีลานดอกไม้บานสะพรั่งอยู่โดยรอบ ณ กึ่งกลางดงไม้นั้นเองคือต้นมักกะลีผล หรือต้นนารีผล

กลิ่นหอมบางอย่างกระทบนาสิก เป็นกลิ่นหอมซึ่งกระตุ้นให้ความปรารถนาลุกตื่น ในใจของสหเดชะกระตุกเต้น เขารู้ว่าวันนี้เอง...บางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป

เมื่อเขาเดินผ่านหมู่ไม้ซึ่งขึ้นเรียงกันเป็นวงแหวนล้อมรอบต้นมักกะลีผลนั้นเอง เขาก็เห็นว่าบุรุษชาวฟ้าอื่นๆ ได้เริ่มมาถึงกันบ้างแล้ว ทั้งวิทยาธรเช่นตนเอง นักสิทธิ คนธรรพ์ แม้ฤๅษีบางตนยังเดินกระย่องกระแย่งเข้าไปหาต้นกำเนิดกลิ่นหอมรัญจวนใจในยามนี้

...ดังเช่นสหเดชะนี่ปะไร

เขาเดินเข้าไปยังโคนต้นนารีผลต้นนั้น

นารีผลบางนางยืนเต็มความสูงแห่งร่างกาย มือหนึ่งปกปิดตรงเบื้องล่าง อีกมือประคองทรวงอกอิ่มอล่างฉ่างไว้ ดวงตาแม้คล้ายหลับพริ้มหากแท้จริงแล้วเป็นการชะม้ายชายตามองเมียงเหล่าบุรุษชาวฟ้าผู้มาเยือน ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มยั่วเย้า

นารีผลที่ลุกขึ้นยืนตรงได้แล้วนี้ นับว่า ‘สุกงอม’ เหมาะอย่างยิ่งที่จะ ‘ถูกปลิด’ จากขั้วเพื่อนำกลับไปกกกอดยังถิ่นแห่งใครมัน หากนางใดยังนั่งกอดเข่าหรือนั่งทอดกายพิงลำต้นละก็...แสดงว่ายังไม่ถึงเวลาปลิดจากขั้วผล

สหเดชะมิได้สนใจนารีผลนางใดทั้งสิ้น ดวงตาเขาจับจ้องแต่เพียงนารีผลผู้หนึ่งซึ่งนั่งกอดเข่า รอบๆ เท้าอันเล็กเรียวขาวนวลราวกับหยวกกล้วยนั้นมีดอกไม้สีสันงดงามขึ้นอยู่เต็มไปหมด แม้จะก้มหน้าลงเล็กน้อยคล้ายพยายามปิดหน้าตัวเอง ทว่าเขาก็เห็นว่าดวงหน้านั้นขาวผ่อง ริมฝีปากแดงสวย รูปร่างแตกต่างจากนารีผลนางอื่น จะว่ายังไม่โตเต็มที่ก็ไม่ใช่ หากนารีผลนั่งกอดเข่าเช่นนี้แล้วก็เป็นที่แน่ชัดว่ากำลังจะลุกขึ้นยืนตรง ซึ่งแสดงว่าไม่นานก็พร้อมสำหรับการปลิดจากขั้ว นารีผลลูกนี้รูปร่างผอมบาง มิใช่อรชรทว่าก็บอบบาง ทรวงอกแบนราบ ไม่เต่งตึงเต็มเต้าเช่นนางอื่นๆ

มองอย่างไรก็เป็นมักกะลีผลบุรุษชัดๆ เรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นด้วยหรือ

ทว่าเรื่องนั้นมิใช่สิ่งที่ทำให้สหเดชะรีบสาวเท้าเข้าไปหามักกะลีผลลูกนั้น เหตุผลที่เขาไม่สนว่าสหายนักสิทธิ์ของเขาผู้หนึ่งกำลังเดินตามมาด้วย ก็คือแรงเต้นในหัวใจยามเห็นเพียงเสี้ยวหน้าหวานแฉล้มนั้น เขาเห็นพวงแก้มแดงเรื่อ และเห็นการหลุบของเปลือกตาขณะเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งออกมาจากปากเล็กๆ จิ้มลิ้มนั้น ราวกับว่าเจ้าตัวกำลังพอใจกับสิ่งใดบางอย่าง

ลำแขนกล้องแกล้งราวกับเกลา ผิวเรื่อด้วยสียามอุษาสาง อันแต้มไว้ด้วยสีจางๆ แห่งแสงอาทิตย์ แล้วทันใดนั้นเอง ร่างนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาราวกับรับรู้ถึงการมาของเขา สหเดชะเห็นดวงตาดำสุกใสราวกับกลิ้งไว้ด้วยหยดน้ำ ดวงตานั้นเบิกกว้าง ตื่นตระหนก...ฉายแววกริ่งเกรง ครั้นแล้วกลับกลายเป็นความประหลาดใจ พวงแก้มสีชมพูนั้นแดงเรื่อ

สหเดชะมองเห็นดวงหน้านั้นเบี่ยงหลบสายตาของเขา อกใจเขาเต้นโครมครามประหนึ่งกลองบรรเลงทำนองศึก

ความเปล่าโหวงในใจ ราวกับมีสายน้ำอบอุ่นไหลถะถั่งลงไปจนใกล้จะเต็ม สิ่งนี้ละหรือที่เขาเฝ้าตามหา

มักกะลีผลอันแปลกแตกต่างจากเผ่าพงศ์เดียวกันนี้ใช่หรือไม่

พลันเขาก็รู้สึกอุ่นวาบในอก ริมฝีปากยิ้มด้วยเป็นสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สุขนั้นลามมาถึงดวงตา ทำให้ดวงตาของเขายิ้มตามไปด้วย

เขาเอ่ยตอบคำถามของสหายนักสิทธิ์โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตอบอะไรไปบ้าง สิ่งที่เขาจดจ่อจิตใจอยู่ ณ ขณะนี้คือมือของตนเองที่กำลังยื่นออกไปเบื้องหน้า

ยามมือของเขาค่อยๆ แตะลงบนผิวแก้วแดงเรื่อของมักกะลีผลผู้นั้น ราวกับว่ามีกระแสไฟเริงแรงลุกโหม ส่งความร้อนมาสู่ปลายนิ้ว ความร้อนนั้นแล่นไปตามร่างกายของเขา สหเดชะร่างกายเกร็งขึ้นด้วยอารมณ์ฮึกเหิม

กระแสความร้อนคือชีวิต ช่างน่าเศร้าอะไรเช่นนี้...เมื่อยามสุกงอมเต็มที่แล้ว ในเวลาเจ็ดวัน นารีผลเหล่านี้ก็จะแห้งเหี่ยวไปเอง

สหเดชะวางทาบฝ่ามือลงไปบนแก้มอุ่นๆ นั้น ความนุ่มเนียนนั้นทำให้เขายิ้มแล้วยิ้มอีก อยากจะโอบใบหน้าไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง
เวลาเพียงเจ็ดวันจักเพียงพอหรือ

ด้วยความคิดนั้น สหเดชะกระชับพระขรรค์แน่นในมือ

“ท่านวิทยาธร...ช้าก่อน ท่านจะทำอะไร”

เขาวาดพระขรรค์ผ่านอากาศ ความคมของพระขรรค์คู่มือนั้นมีมากเหลือ เพียงวาดผ่านขั้วของมักกะลีผลก็ขาดฉับ

มักกะลีผลในรูปเด็กหนุ่มส่งเสียงออกมาหนึ่งคำ คลับคล้ายเสียงสำลักน้ำ เขาไม่รอช้า ขณะเสียงรอบกายเริ่มดังขึ้น ด้วยเหล่าบุรุษชาวฟ้าเริ่มแย่งชิงนารีผลซึ่งสุกงอมแล้ว

“ท่านวิทยาธร!”

เขาไม่สนเสียงนักสิทธิ์ตนนั้น วงแขนกำยำโอบรอบร่างอ่อนปวกเปียกซึ่งนอนกลิ้งอยู่กับพื้นหญ้า หายใจหอบหนัก

“ไม่เคยมีใครปลิดมักกะลีผลก่อนสุกงอมนะท่าน” เสียงนั้นประหลาดใจ

“มักกะลีผลคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น”

สหเดชะอุ้มมักกะลีผลหนุ่มน้อยนั้นไว้ในอ้อมแขน กระโดดครั้งเดียวกระโจนผ่านทุ่งดอกไม้ ทะลุออกจากแนวต้นไม้ซึ่งโอบล้อมดงไม้นั้น กระโดดอีกครั้งก็ลอยละลิ่วไปกับแนวป่า

เขาก้มลงมองร่างอ่อนปวกเปียกในอ้อมอก รับรู้ถึงแววตาตระหนกฉายจากดวงตานั้น ก่อนเปลือกตาจะเลื่อนลงมาปิด ใบหน้าเล็กๆ ทิ้งลงมาซบกับแผงอกแข็งแกร่งของเขา

แม้ในใจจะหวาดหวั่นเพียงใด แต่เขาก็ได้ทำลงไปแล้ว เขาตัดขั้วของมักกะลีผลผู้นี้จากต้นแม้ยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่เขาก็เห็นกับตาตัวเอง มักกะลีผลผู้นี้ไม่เหมือนมักกะลีผลอื่นๆ ดังนั้น...แม้จะถูกปลิดจากขั้วก่อนถึงกาลอันเหมาะ ก็คงจะไม่เป็นไรดอก เขาเฝ้าบอกตนเองเช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

สหเดชะหัวเราะขื่น รู้สึกขมในอกขึ้นมา ด้วยรู้ว่ากำลังหลอกตนเอง มือที่วาดพระขรรค์ออกไปนั้นกระทำไปด้วยวูบเดียวแห่งอารมณ์ มิได้ใช้สติหยุดยั้งมือไว้เลยสักนิด

เมื่อพ้นออกจากชายป่า สหเดชะร่อนลงยืนกับชะง่อนหินใหญ่ ลมเย็นจากยอดผาเผือกอันเป็นที่สถิตแห่งองค์สยมภูวนาถพัดวูบแรง เขามองผืนหิมวันต์พงไพรอันนอนราบแผ่ออกไปไกลจนสุดสายตา มองดวงหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มหลับพริ้มราวกับจะไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเขาจึงกุมมือกระชับกับด้ามพระขรรค์ โอมอ่านพระเวทในใจ เมื่อยามคมพระขรรค์เปลือยฝักสว่างวาบด้วยฤทธิ์พระเวท สหเดชะก็โผนเผ่นจากชะง่อนหินลูกนั้น ลมเย็นปัดผ่านใบหน้า เขาเย็นวาบในอก อ้อมแขนแข็งแรงกระชับร่างนอนสงบนิ่งไว้แน่น

ในเมื่อทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ สิ่งที่เขาจะทำได้ก็คือป้องกันความเลวร้ายที่สุดไม่ให้เกิด

ในสามโลก นอกจากองค์ตรีมูรติแล้ว สหเดชะเชื่อว่าในสามโลกนี้มีเพียงองค์เทพผู้กำเนิดในยุคพระเวท...องค์เทพผู้มีอายุเก่าแก่องค์นี้เท่านั้นจะช่วยเขาได้ เขาต้องไปหาท่าน

สหเดชะพุ่งตัวไปในอากาศกว้าง เวิ้งฟ้ายามนี้เริงแรงด้วยแสงแห่งพระอาทิตย์เทพ เขากลายเป็นเพียงแสงสีเขียวพุ่งวาบหายไปในเปลวอากาศ


+++++

เจอกันตอนต่อไปในวันจันทร์นะคะ ^____^

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #7 เมื่อ05-03-2019 00:11:46 »

คงไปขอให้เทพบิดรผู้ให้กำเหนิดชุบชีวิตแน่ๆคงมเงื่อนไขแลกเปลี่ยนแน่ๆ. รอวันจันทร์ต่อ

ออฟไลน์ Keane

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 296
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +65/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #8 เมื่อ05-03-2019 12:21:58 »

 o13

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-11
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #9 เมื่อ05-03-2019 12:48:09 »

สนุกกกกกกกก   :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:
รออ่านอย่างใจจดใจจ่อเลย  :z3: :z3: :z3:
       :L1: :L1: :L1:
 :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
« ตอบ #9 เมื่อ: 05-03-2019 12:48:09 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #10 เมื่อ05-03-2019 14:56:46 »

อ่านแล้วชอบมากค่ะ
ขอให้สหเดชะไปทันนะคะ

ออฟไลน์ BitterCucumber

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 94
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #11 เมื่อ05-03-2019 14:59:03 »

บำเพ็ญเพียรมานานจนอดอยากปากแห้ง จิตใจมันร้อนรุ่มมมมมมมมมมมมมมม เห็นบุ๊ปถึงกับไร้สติตัดขั้วมักกะลีผ :hao7: :hao7: :hao7:

ออนไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #12 เมื่อ05-03-2019 20:57:20 »

น้องเขายังไม่พร้อมนะท่าน ใจร้อนจริง

ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2505
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-12
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #13 เมื่อ05-03-2019 21:36:25 »

เห็นชื่อคนเขียน
คลิกเข้ามากว่าความไวแสงอีกค่ะ

ภาษาสวยมาก และมีคำยากเยอะด้วยเช่นกัน

เนื้อเรื่องก็ละเอียดอ่อนน่าติดตามค่ะ เป็นห่วงบุรุษผลที่แสนไร้เดียงสาตนนั้นจริง :ling3:

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #14 เมื่อ05-03-2019 23:16:14 »

อ้าวท่านวิทยาธร ชิงสุกก่อนห่ามของจริง
น้องยังเด็กกก ไม่รอเลย ใจรุ่มร้อนแค่ได้เห็นหน้าน้อง
พ่อคุณ โถ่ถัง ตบะที่อุตส่าบำเพ็ญมา

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #15 เมื่อ06-03-2019 03:18:16 »

ม่ายยยย มันค้างงงง

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1073
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #16 เมื่อ06-03-2019 14:59:49 »

จะไปทำอะไรรร

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-3
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #17 เมื่อ07-03-2019 03:20:29 »

กิเลส หนอ กิเลส พ่อสหเดชะ    :try2:



ตื่นเต้ลลลลลล… รอติดตามต่อ    :oni2:

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 1 [04-03-2562]
«ตอบ #18 เมื่อ11-03-2019 22:16:40 »

มารอพี่ที่ตีนเขาพระสุเมรุแล้วนะเจ้าคะ

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1133/-5
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #19 เมื่อ11-03-2019 22:42:33 »

^
^
^
^
ว้าย ไปรอที่เดียวกันเลย  :ling1:
มาแล้วนะคะ พอดีเขียนแก้ไขหลายรอบ เลยมาช้า ต้องขอโทษจริงๆ นะค้า




บทที่ 2



มักกะลีผลเป็นเพียงผลไม้ มนุษย์ หรือเป็นชนกึ่งเทพกันแน่ ไม่อาจมีใครบอกได้แน่ชัด สิ่งที่รู้และเล่าต่อกันมาคือ มักกะลีผลจะเริ่มเหี่ยวและเน่าไปเองนับได้เจ็ดวันหลังจากสุกงอม

พวกเขาไม่ต่างอันใดกับหญิงสาวโฉมสะคราญ เมื่อยามสัมผัสถูกผิวอันผ่องพรรณ ก็ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับการจับต้องมนุษย์ผู้หญิง จึงเป็นที่น่าฉงนยิ่งนักว่าพวกเขาเป็นเพียงบุตรีของพฤกษาจริงหรือ นางกลางไพรใดจึงจะงดงามและมีกลิ่นกายหอมจรุงเช่นนี้

หรือเป็นเพราะบุญกรรมปั้นแต่งให้ต้องมาสิงอยู่ในรูปโฉมโนมพรรณของหญิงสาว ตกเป็นคู่เคียงของเหล่าชาวฟ้าเพียงไม่กี่ค่ำคืนก็ต้องลาจากโลกไป ตายลงในรูปลักษณะของผลไม้ ยามกำเนิดก็มาจากต้นไม้ ยามมรณะก็กลายกลับเป็นเช่นผลไม้อันปลิดจากขั้วนานวัน มีเพียงยามที่ร่างกายสมบูรณ์ที่สุดเท่านั้นที่พวกนางดำรงอยู่เยี่ยงมนุษย์

มิพักต้องพูดถึงมักกะลีผลเพศชาย หากมิใช่เพราะลิขิตสวรรค์ ก็คงเป็นปริศนาดำมืดน่าค้นหาโดยแท้

นับแต่กำเนิดในโลกแห่งชาวฟ้าได้สองร้อยกว่าปี สหเดชะเพิ่งเคยเจอ นี่อาจเป็นลิขิตบรรจงจารจากหัตถ์ของพระพรหมธาดาเองนั่นเทียว อย่างไรก็ตาม มักกะลีผลในรูปเด็กหนุ่มนี้อาจมีรูปโฉมธรรมดาเหลือเกินเมื่อเทียบกับนารีผลนางอื่นๆ จึงมีเพียงเขาเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่า นางอื่นๆ นั้นงามเกินไป งามจนเขาพบว่ามันน่าเบื่อหน่าย และทำให้รูปโฉมธรรมดาของมักกะลีผลหนุ่มน้อยต้องตาเขา เมื่อต้องตาแล้วจึงต้องใจ 

คงปฏิเสธไม่ได้ดอกว่า สหเดชะนั้นหลงในรูปของเด็กหนุ่มมักกะลีผลผู้นี้ กระนั้นเมื่อได้มองจ้องเข้าไปในแววตาตื่นตระหนกราวกับกวางน้อยตื่นนายพราน ก็ทำให้เขารู้สึกราวกับตนเองนี่แหละเป็นนายพราน นายพรานผู้วางบ่วงแร้วไว้ดักจับกวางน้อยผู้ทะเล่อทะล่าเข้ามาให้จับคร่า โดยไม่ตระหนักแม้สักน้อยว่าผู้ถูกบ่วงแร้วรัดตรึงกลับเป็นผู้วางบ่วงนั้นเอง

***

ยามทินกรอ่อนแสง สหเดชะมองเห็นเทือกผาสูงทะมึนยิ่งใหญ่อยู่ในระยะไกล เทือกผานั้นราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกลุ่มแสงสว่างพรรณราย ประกอบไปด้วยแสงสีต่างๆ ประสมกันเป็นรัศมีโอบล้อมเขาทั้งลูก

นี่ละหรือคือเขาพระสุเมรุ ที่สถิตแห่งองค์อินทรา ผู้เป็นใหญ่ในหมู่เทพทั้งหลาย

สหเดชะกวัดแกว่งพระขรรค์คู่กาย เร่งเหาะเข้าไปใกล้มากขึ้น ขณะเห็นแสงพระอาทิตย์อ่อนลงเรื่อยๆ พื้นโลกบางแห่งเริ่มถูกห่มคลุมอยู่ในม่านสลัวรางของสายัณห์

วิทยาธรหนุ่มร่อนลงกับพื้นดิน ณ เชิงเทือกภูอันสูงลิบนั้น เบื้องหน้าคือบันไดแก้วทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดเขา อันเป็นที่ตั้งแห่งนครไตรตรึงษ์

สหเดชะมองร่างในอ้อมกอดซึ่งบัดนี้กำลังหลับตาพริ้ม เงียบสงบกว่าเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ นี้มากนัก ลมหายใจแม้จะอึกอักราวกับมีบางอย่างทำให้ไม่สบายตัว แต่ใบหน้าก็ไม่ซีดเผือดแล้ว ทำให้เขาโล่งใจไปเปลาะหนึ่งว่าอย่างไรเสียก็ยังพอมีเวลา

เขากอดกระชับร่างในอ้อมแขน ก้าวเดินเข้าไปสู่ประตูโค้งอันแกะสลักจากเสาหินเป็นลวดลายวิจิตรของรูปสัตว์หิมพานต์ต่างๆ ประดับประดาด้วยแก้วเก้าประการ ส่องแสงระยิบระยับจับตา สหเดชะก้าวเข้าไปใกล้ทวารบถนั้นเพียงไม่กี่ก้าว ก็ต้องชะงักเท้า ด้วยเสียงหนึ่งดังก้องสะท้อนในอากาศโพล้เพล้ขึ้นมาเสียก่อน

“เจ้ามีกิจธุระใด พิทยาธร”

ณ เบื้องหน้าทวารบถอันเป็นประตูสู่ไตรตรึงษ์ซึ่งเมื่อครู่ยังว่างเปล่า บัดนี้สหเดชะมองเห็นร่างใหญ่โตยืนถือพระขรรค์ทองคำอยู่ทั้งสองฟาก

“พระทวารบาล” สหเดชะเอ่ยอย่างนอบน้อม ค้อมศีรษะให้กับเทพบุตรสององค์ ซึ่งยืนเฝ้าประตูทางเข้าสู่บันไดสวรรค์นั้น

“เว้นแต่เจ้ามีกิจบรรเลงดนตรีถวายองค์เทพ เราคงให้เจ้าผ่านเข้าไปไม่ได้ จงหันกลับไปเสีย”

“ข้าแต่พระทวารบาลผู้เจริญ ข้ามีเรื่องต้องเข้าเฝ้า...”

“จงหันกลับไปเสีย พิทยาธร อย่าเอ่ยให้มากความ” พระทวารบาลอีกองค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงคุกคาม วาดพระขรรค์เทพมาประสานไขว้กันไว้กับพระทวารบาลอีกด้านเป็นราวกั้นประตู

“ได้โปรดเถิด”

ยามนี้แม้สหเดชะมีฤทธิ์มาก ทว่าเขาก็เป็นเพียงวิทยาธร หากเทียบกับพระทวารบาลอันเป็นเทพแห่งดาวดึงส์แล้วก็ยังห่างชั้นกันนัก จึงต้องทรุดกายลงคุกเข่า ฟ้าเริ่มอ่อนแสงลงทุกขณะ ราตรีกำลังมาเยือน เวลางวดเข้ามาทุกที เขาเริ่มสวดวิงวอนถึงองค์เทพผู้ประเสริฐ องค์เทพผู้กำเนิดในยุคพระเวทผู้นั้น

เขาไม่แน่ใจสักนิดว่าเสียงสวดอ้อนวอนจะดังไปถึงองค์เทพหรือไม่ จึงด้วยอารมณ์อันร้อนรนที่ควบคุมเขาอยู่ในขณะนี้ก็ทำให้เขาตัดสินใจกระทำการอุกอาจอีกครั้ง

สหเดชะกัดฟันกรอด กระโจนร่างไปในอากาศโพล้เพล้นั้น หวังจะแทรกตัวผ่านประตูใหญ่เข้าไป ทว่าพระทวารบาลทั้งสองก็วาดพระขรรค์ออกมา ชี้ตรงใส่ร่างวิทยาธรหนุ่ม ประกายสีขาวพุ่งวาบออกมาจากปลายพระขรรค์เทพอาวุธ ซัดกระหน่ำเข้าใส่ร่างของสหเดชะที่กำลังพุ่งเข้ามา เขายกพระขรรค์ของตนเข้ารับไว้ กระนั้นก็ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกอันมหาศาล จึงกระเด็นกลับมาจุดเดิม ร่างของมักกะลีผลหลุดจากอ้อมแขนลงไปกลิ้งอยู่กับพื้นดินด้วยกันทั้งสองคน

หนึ่งในพระทวารบาลซัดพระขรรค์ออกจากมือ มันพุ่งตรงเข้ามาราวกับติดปีก สหเดชะเหวี่ยงตัวหลบ ทว่าช้าเกินไปเสียแล้ว พระขรรค์เทพพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว จ่ออยู่กับลำคอของเขา โดยห่างเพียงองคุลีเดียว อาวุธเทพเล่มนั้นหยุดทุกการเคลื่อนไหวของสหเดชะ องค์เทพกำมือนิ่งราวกับกำลังควบคุมพระขรรค์นั้นจากระยะไกล หากขยับมือเพียงนิดเดียว ปลายพระขรรค์คมกริบก็จะดื่มเลือดวิทยาธรหนุ่มเป็นแน่

“เจ้าบังอาจคิดบุกไตรตรึงษ์รึ”

“ข้าจำเป็นต้องช่วยคน”

“ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ขึ้นไปยังไตรตรึงษ์ไม่ได้ เจ้าเป็นข้าท้าวจาตุมหาราช หากไม่ได้รับอนุญาตจากท่านท้าวเราก็ให้เจ้าเข้าไปไม่ได้ดอก”

ทันใดนั้นเอง แสงสว่างเจิดจ้าลูกหนึ่งพุ่งพาดผ่านเหนือศีรษะไป เป็นแสงสว่างราวกับแสงแห่งพระอาทิตย์นั่นทีเดียว แสงนั้นมุ่งตรงสู่ยอดเขาพระสุเมรุ เมื่อมันพุ่งหายไป โลกทั้งโลกก็ตกอยู่ในความมืด

พระสูรยะเทพคืนกลับนครแล้วงั้นหรือ อีกไม่นานองค์พระโสมก็จะเสด็จขึ้นสู่ฟากฟ้าโพยมบน ส่องแสงนวลสว่างลงสู่โลก

“ข้าแต่องค์พระอัศวินผู้ประเสริฐ!”

สหเดชะร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง ขณะความมืดย่างกรายเข้ามาโอบรอบเขาพระสุเมรุ แม้บนยอดเขาจะยังสว่างด้วยแสงอันเป็นทิพย์แห่งปวงเทพ ทว่าเบื้องล่างนี้ก็มืดมิดเสียแล้ว ร่างอันเล็กกระจ้อยร่อยของมักกะลีผลตัวน้อยนอนกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่อย่างน่าเวทนา ส่วนสหเดชะเองก็ขยับกายไม่ได้ด้วยมีปลายพระขรรค์จ่อติดกับลำคอ

เขาร้องเรียกนามองค์เทพอีกครั้ง ก่อนจะสวดอ้อนวอนด้วยพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน กำหนดใจให้แน่วแน่ในคำขอ แล้วทันใดนั้นเอง แสงอร่ามเรืองกลุ่มหนึ่งก็สว่างขึ้น ณ เบื้องหน้าสหเดชะ พระทวารบาลค้อมกายลงถวายคำนับ ขณะที่แสงกลุ่มนั้นรวมกันกลายเป็นองค์เทพสององค์ยืนเด่นอยู่ในท่ามกลางม่านอากาศราตรี แสงเรืองรองส่องจากร่างกายองค์เทพทั้งสอง

“พระอัศวิน!”

สหเดชะรู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งอินทรีย์ มองเห็นองค์เทพที่ตนเพิ่งสวดพระนามอ้อนวอนมาปรากฏกายตรงหน้า พลังอำนาจอันประกอบกันขึ้นเป็นเทพนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก ข่มให้ร่างกายอ่อนยวบ วิทยาธรหนุ่มทนไม่ไหวต้องค้อมศีรษะลงทำความเคารพ ทว่าลืมไปเสียสนิทว่ามีพระขรรค์จ่อติดลำคอ คมพระขรรค์จึงแทงเข้ากับลำคอของเขา โลหิตสีแดงไหลออกมาดั่งทำนบกั้นน้ำพังทลาย

พระนาสัตยะ หนึ่งในพระอัศวิน เทพฝาแฝด ก้าวเข้ามาใกล้ ท่านเอื้อมมือมาจับพระขรรค์เทพออกห่าง เพียงรัศมีของท่านเข้าใกล้สหเดชะ รอยแผลอันเกิดจากพระขรรค์ของพระทวารบาลก็หายวับไปทันที ราวกับว่าไม่เคยมีบาดแผลอยู่ตรงนั้น

พระอัศวินเป็นแพทย์เทวะแห่งสวรรค์ มีรูปกายเป็นหนุ่มงดงามหล่อเหลาเป็นนิรันดร์ โด่งดังในทางมีเมตตาจิต มนุษย์หรือสัตว์โลกตกในที่ร้อนหากร้องหาท่าน ท่านก็จะช่วยเหลือ องค์หนึ่งคือพระนาสัตยะ อีกองค์คือพระทัศระ ท่านเป็นเทพแฝด เรียกกันในนามว่าพระอัศวิน

ด้วยท่านเป็นโอรสของพระสูรยะ หรือพระอาทิตย์เทพ จึงต้องทำหน้าที่ขับรถม้านำหน้ารถทรงพระอาทิตย์ออกมอบแสงสว่างให้โลกมนุษย์ การจะพบพระอัศวินได้ต้องรอกระทั่งท่านพักผ่อนจากหน้าที่แล้ว หรือก่อนท่านจะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น มิเช่นนั้นหากทะเล่อทะล่าเข้าไปอาจถูกแสงพระอาทิตย์อันเริงแรงแผดเผาเป็นจุณได้

ดังนี้ การจะเฝ้าพระอัศวิน ต้องรอก่อนยามอุทัยของพระอาทิตย์ หรือเมื่ออาทิตย์อัสดงเท่านั้น และในยามร้อนใจเช่นนี้ก็จำต้องมาเฝ้า ณ ถิ่นพำนักของท่าน แต่การเป็นเพียงวิทยาธรกึ่งเทพเช่นเขา จึงไม่สามารถผ่านเข้าไปในเขตแดนเขาพระสุเมรุได้ ต้องอยู่เพียงเชิงเขาเท่านั้น ก็อย่างที่เห็นนี่ปะไร ว่าเมื่อครู่พระทวารบาลไม่ยอมให้เขาผ่านประตูเข้าไป

“เราได้ยินเสียงสวดอ้อนวอนของเจ้า วิทยาธรหนุ่ม”

“ข้าแต่พระอัศวินพระเจ้าข้า” สหเดชะกระพุ่มมือไว้กับอก นมัสการองค์เทพ “ข้าพระองค์มีเรื่องทุกข์ร้อน ในไตรโลกนี้เห็นแต่พระองค์เท่านั้นจะช่วยได้”

พระทัศระ อีกหนึ่งเทพอัศวิน ขยับเข้ามายืนเคียงพระนาสัตยะ ท่านพิศดูสหเดชะแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเสนาะหวานดั่งสกุณาร่ำร้อง “ไฉนเจ้าไม่สวดอ้อนวอนพระพรหมธาดาเล่า”

“พระพรหมธาดาเป็นพระตรีมูรติ ไหนเลยข้าพระองค์จักกล้าเรียกขานพระนามของมหาเทพผู้สร้างโลก”

พระนาสัตยะหันไปมองร่างมักกะลีผลหนุ่มน้อย ภายในดวงตาของท่านเกิดประกายสว่างแวบหนึ่ง สีหน้าประหลาดใจฉายวาบ ก่อนท่านจะยกมุมปากยิ้มขึ้นราวกับจะซ่อนอารมณ์สนเท่ห์นั้นไว้ แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา

“เจ้าสวดอ้อนวอนเราเพราะเด็กหนุ่มผู้นั้นหรือ”

“พระเจ้าข้า” สหเดชะเอ่ยตอบ ภายในใจเต็มไปด้วยความหวัง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าหากตนสารภาพไปว่าทำสิ่งใดไว้ มิรู้องค์เทพจะลงโทษเขาหรือไม่ “ข้าพระองค์...”

“อย่ากังวลเลย สหเดชะ” พระทัศระเอ่ยปลอบ “เรื่องที่เจ้าทำลงไปแล้วก็ปล่อยไปเสีย มิใช่กงการอะไรของเราจักเข้าไปยุ่งเกี่ยว หากเจ้าต้องได้รับการตัดสินโทษการกระทำก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายเหนือหัวเจ้าเถิด เจ้าสวดอ้อนวอนเราด้วยเรื่องใด เราก็จักช่วยเจ้าในเรื่องนั้น”

ในคำพูดขององค์เทพ สหเดชะสัมผัสรู้ว่าท่านอ่านเข้าไปถึงในความคิดเขา ล่วงรู้ว่าเขาทำสิ่งใดลงไป รู้ว่าเหตุใดเขาจึงตัดสินใจกระทำเช่นนั้น และรู้อีกว่า...สิ่งใดทำให้เขาเป็นกังวลอย่างที่สุด สิ่งใดจะรอดพ้นญาณทิพย์ของท่านไปได้ ท่านจะไม่รู้หรือว่าเด็กหนุ่มที่นอนพับอยู่บนพื้นนั้นเป็น ‘สิ่งใด’ กันแน่ และหากต้องการทำตามคำขอของวิทยาธรผู้ต่ำต้อยเช่นเขา องค์เทพก็ต้องทรงรู้ว่าจะต้องทำสิ่งใดบ้าง

เมื่อได้ยินคำเอ่ยปลอบประโลมเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกปลอดโปร่งเหลือจะกล่าว

“เป็นพระมหากรุณาล้นพ้นพระเจ้าข้า”

พระอัศวินทั้งสองขยับกายเพียงนิดเดียวก็ไปโผล่อยู่เบื้องหน้าร่างเล็กกระจ้อยร่อยของมักกะลีผลหนุ่มน้อยแล้ว พระนาสัตยะยื่นมือออกไป หงายฝ่ามือขึ้น พลันร่างของเด็กหนุ่มที่นอนหลับไร้สติอยู่ก็ค่อยๆ ขยับเคลื่อนขึ้นยืนตรง โดยที่ดวงตายังปิดสนิท

พระนาสัตยะวางนิ้วชี้จ่อไว้บนหน้าผากของมักกะลีผล เอ่ยด้วยเสียงเสนาะฟังชัด สหเดชะได้ยินชัดทุกถ้อยกระบวนความ ราวกับเป็นเสียงนกโกกิลาร้องอยู่ใกล้หู

“ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไร้ต้นเหตุดอกหนา สหเดชะ”

พระทัศระเองก็ยื่นมือเข้าไปใกล้หน้าผากมักกะลีผล แตะนิ้วชี้ไว้เคียงคู่กับพระเชษฐา “แม้จักฝืนกฎ แต่เห็นแก่ความปรารถนาแรงกล้าของเจ้า พวกเราเองก็จักช่วยเท่าที่ทำได้”

ลำแสงสีทองสว่างวาบขึ้นจากปลายนิ้วของพระอัศวินทั้งสอง มันโอบรอบร่างของมักกะลีผลหนุ่มน้อยไว้ราวกับเป็นอาภรณ์เครื่องห่มอันอบอุ่น

คิ้วอันขมวดกันยุ่ง และสีหน้าซึ่งแสดงความไม่สบายกายค่อยคลายลง แล้วใบหน้านั้นก็หลับพริ้มราวกับมีฝันอันบรมสุข ดวงหน้าเปล่งปลั่งไร้ความเจ็บใดๆ เขาไม่ได้ลืมตาขึ้นมาแต่อย่างใด ทว่าหลับต่อไปเช่นนั้น ลมหายใจผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ มั่นคง

“ขอบพระทัยองค์เทวะ” เมื่อเห็นว่ามักกะลีผลหนุ่มไม่เป็นอันตรายอันใดแล้ว สหเดชะจึงกระพุ่มมือไหว้พระอัศวินผู้โอบอ้อม “ข้าพระองค์จักขอเป็นข้ารับใช้องค์เทวะทุกวาร หากพระองค์ปรารถนาสิ่งใด ถ้าสหเดชะผู้นี้จักช่วยได้ แม้ต้องสิ้นชีวิตก็ไม่เกี่ยงงอน”

“อย่าลำบากถึงเพียงนั้นเลย วิทยาธร” พระนาสัตยะเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับบิดามองบุตรน้อย “หากเจ้าสวดอ้อนวอนเราด้วยใจจริง เจ้าก็จะถึงซึ่งพรที่ปรารถนา แต่หากเจ้าสละชีวิตให้เราแล้วไซร้ ก็จะเป็นบาปตกสู่เราเสียน่ะสิ”

พระทัศระเอ่ยเสริม “จงกลับสู่ถิ่นที่อยู่ของเจ้าเถิด ยามพระโสมเสด็จสู่ท้องโพยมเช่นนี้ ไม่เหมาะควรที่เจ้าจะมาเดินเที่ยวอยู่ใกล้นครไตรตรึงษ์ กลับสู่จาตุมหาราชิกเสีย เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกแล้ว” องค์เทพวาดมือหนึ่งครั้ง ร่างมักกะลีผลก็เปลี่ยนจากยืนเป็นนอนราบทันที ร่างนั้นลอยไปในอากาศ ค่อยๆ ลอยต่ำลงไปนอนอย่างสงบอยู่ตรงหน้าของสหเดชะผู้กำลังกระพุ่มมือเพียบแต้

พระนาสัตยะมองใบหน้าเปี่ยมด้วยความโล่งใจของวิทยาธรหนุ่มแล้วก็สรวญออกมาเบาๆ “สหเดชะ จงจำไว้ด้วยนะ ว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ยืนยง สิ่งใดเกิดมาแล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ใจของมนุษย์นั้นหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่าสายน้ำไหลในธาร ไม่มีอะไรให้เจ้ายึดติดได้หรอก”

ด้วยคำกล่าวนั้น พระอัศวิน แพทย์แห่งสรวงสวรรค์ก็กลายร่างเป็นกลุ่มพลังอร่ามเรือง พุ่งขึ้นสู่ยอดเขาพระสุเมรุในทันใด

สหเดชะครุ่นคิดเกี่ยวกับคำพูดขององค์เทพ ก่อนจะก้มลงมองร่างอันนอนสงบเรียบร้อยของมักกะลีผลหนุ่มน้อย แม้ใจจะรู้สึกว่ายังคงมีบางอย่างถ่วงไว้ ทว่าการได้เห็นร่างอันต้องตาพึงใจพ้นอันตรายแล้วนี้ก็ทำให้เขายิ้มออกมาอย่างเป็นสุข

วิทยาธรหนุ่มหันไปกระทำการไหว้สมาพระทวารบาลที่ได้ล่วงเกินไปเมื่อครู่ องค์พระทวารบาลมิได้เอ่ยคำใด ทว่าหันกลับไปยืนประจำที่แห่งตน แล้วร่างของเทพผู้เฝ้าประตูสู่ไตรตรึงษ์ก็เลือนหายไป แต่สหเดชะมั่นใจเหลือเกินว่าท่านก็ยังคงสถิตอยู่ที่นั่นเอง ไม่ได้ไปไหน คอยเฝ้าระวังมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปสู่นครหลวงแห่งดาวดึงส์สวรรค์

สหเดชะมองใบหน้าหลับพริ้มนั้นแล้วรู้สึกห้ามใจไม่อยู่ ก้มลงแตะริมฝีปากกับหน้าผากมนสวย เมื่อยามผละออกมานั้นอกใจก็ให้เต้นกระหน่ำยิ่งนัก รีบช้อนร่างมักกะลีผลขึ้นยืน กวัดแกว่งพระขรรค์คู่มือ แล้วเหาะขึ้นสู่ฟ้าราตรีซึ่งนวลสว่างด้วยแสงอบอุ่นจากดวงแขไข


+++++++

เจอกันตอนต่อไปในวันจันทร์หน้านะคะ คราวนี้ขอให้พี่สหเดชะได้ 'ลิ้มลอง' มักกะลีผลนี้บ้างเถิด
แป้งจี่ต้องขอบคุณเพื่อนๆ มากที่เข้ามาอ่านและทิ้งคอมเมนต์ไว้ อาจจะยังไม่ได้ตอบแต่ก็อ่านของทุกคนนะคะ ^____^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
« ตอบ #19 เมื่อ: 11-03-2019 22:42:33 »





ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1081
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #20 เมื่อ11-03-2019 23:11:14 »

รอค่ะ :pig4: :กอด1:

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 882
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #21 เมื่อ11-03-2019 23:18:23 »

 :hao7: อร้ายยยยยย ตอนหน้าจะเป็นยังไงต่ออออ รอค่าาาา

ออนไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13960
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +412/-25
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #22 เมื่อ12-03-2019 00:12:34 »

ติดตามค่ะ

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1503
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #23 เมื่อ12-03-2019 00:31:04 »

5555 ใจตรงกับคุณพระเอกซะด้วย นั่งชิดขอบเวทีกันเลย
คุณเทพอัศวินพูดแบบนั้น คงจะไม่ดราม่ามากใช่มั้ยคะ มีพบก็มีจาก แต่คงไม่ใช่ 7วันใช่มั้ย
แบบนั้นคงสงสารสหเดชะแย่
น่าจะเสกน้องให้เป็นคนซะเลย

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2612
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #24 เมื่อ12-03-2019 01:55:09 »

คือชอบที่นำเอาไทยแฟนตาซีมาแต่ง รอติดตามจ้า

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7976
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-11
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #25 เมื่อ12-03-2019 06:55:45 »

แววดราม่า.....เริ่มมาและ  o22 :mew2: :เฮ้อ:

ออนไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #26 เมื่อ12-03-2019 07:30:01 »

ท่านอัศวินทั้งสองใจดีจังเลย

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1073
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-0
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #27 เมื่อ12-03-2019 11:44:09 »

อยู่ด้วยกันไปเลยได้มั้ย ;-;

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 359
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +40/-3
Re: [ [ มณีพิทยาธร ] ] บทที่ 2 [11-03-2562]
«ตอบ #28 เมื่อ13-03-2019 07:57:36 »

อยากให้ถึงจันทร์หน้าเร็ว ๆ    :serius2:

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2477
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1133/-5
Re: ๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 3 [18-03-2562]
«ตอบ #29 เมื่อ18-03-2019 20:04:18 »

มาแล้วนะคะ ทีแรกวางไว้ว่าจะให้เขาได้ลิ้มลองกัน
แต่ปรากฏว่าเขียนไปแล้วน้องน่ารักเกิน เก็บน้องไว้ก่อนไม่ให้พี่สหเดชะได้กิน
แต่ก็หวังว่าเพื่อนๆ อ่านตอนนี้แล้วจะชอบนะคะ


***



บทที่ 3



ศึกชิงนางระหว่างชาวฟ้าจาตุมหาราชิกานั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ครานี้ราวกับโชคเข้าข้าง สหเดชะพามักกะลีผลหนุ่มน้อยกลับมาสู่วิมานของตนได้โดยสวัสดิภาพ หรืออาจเป็นด้วยบารมีของพระอัศวินบันดาลมิให้สิ่งใดมากล้ำกรายพวกเขาได้กระมัง

มักกะลีผลหลับสบายไม่รู้สึกตัวตลอดทางจากแดนดาวดึงส์มาถึงเขตแดนจาตุมหาราชิกา ใบหน้าหลับพริ้มนั้นถูกอาบด้วยแสงสว่างนวลละมุนของพระโสมจากท้องโพยมบน พิศคราใดก็พึงใจครานั้น

วิมานของชาวฟ้าแห่งสวรรค์ชั้นแรกเป็นเกาะขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ลอยอยู่ในเวิ้งฟ้าอากาศ บนเกาะเหล่านั้นมีวิมานเอกเทศของชาวฟ้าตั้งอยู่ รัศมีที่เปล่งออกมาจากวิมานเหล่านี้เป็นสีต่างๆ กันแล้วแต่บารมีของเจ้าของวิมาน

วิมานของสหเดชะเป็นสีเขียวดังเช่นรัศมียามที่เขาใช้อิทธิฤทธิ์นั่นละ เขาแลเห็นวิมานตนอยู่ไม่ไกล จึงเร่งเหาะเข้าไปหาด้วยอยากจะวางร่างของมักกะลีผลน้อยให้ได้พักผ่อนบนเตียงนุ่มๆ ของตน

นับแต่เขาบำเพ็ญเพียรสั่งสมตบะบารมี เกาะและวิมานของเขาก็เพิ่มขนาดขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม บัดนี้นอกจากวิมานอันเป็นปราสาทซึ่งมีห้องหับอยู่มากมาย โดยรอบตัวปราสาทก็เป็นสวนขวัญอันดาษดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีธารน้ำผุดจากตาน้ำไม่ไกลจากตัวปราสาทนัก

ถัดจากสวนดอกไม้นั้นเป็นป่าไม้ผลซึ่งให้ลูกดกดื่นทุกฤดูกาล ผลไม้สุกส่งกลิ่นหอมอบอวลลอยมาถึงปราสาททีเดียว ผลไม้เหล่านี้มีรสชาติหวานฉ่ำ ยามกัดกินจะได้รสหวานลิ้นและมีน้ำหวานไหลออกมาชุ่มปากทีเดียว สหายวิทยาธรจะชอบใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อสหเดชะชวนมาสนทนาพาทีที่วิมานแห่งนี้ เพราะจะมีโอกาสลิ้มลองผลไม้รสเลิศดังว่า

สหเดชะค่อยๆ ร่อนลงแตะพื้นหญ้าอ่อนนุ่มของสวนดอกไม้ ลมกลางคืนพัดให้ไม้ดอกก้านยาวทั้งหลายร่ายระบำกับลมรำเพย กลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้จากในสวนป่าลอยมากับลมนั้น พระขรรค์คู่มือกลายเป็นเพียงละอองสีเงินหายไป เขาค่อยก้าวย่างเข้าไปใกล้วิมานของตน มองใบหน้าหลับพริ้มเป็นสุขนั้นด้วยอกใจไหวเต้น ราวกับกวางหนุ่มออกวิ่งในคืนจันทร์เพ็ญ หัวใจระรื่นเริงลิงโลดด้วยเห็นท้องทุ่งกว้างไกลแผ่ออกไปจนสุดสายตานอนราบอยู่เบื้องหน้า

ภายในปราสาทของสหเดชะนั้น ล้วนแล้วไปด้วยเครื่องเรือนอันประกอบด้วยแก้วมณีล้ำค่าหลายประการ หากมนุษย์คนใดได้เห็นก็คงเต้นเร่าด้วยความละโมบ

บัดนี้เสียงแก้วระย้าซึ่งห้อยอยู่ตรงบานหน้าต่างกำลังส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง เขาเดินอย่างคุ้นเคยกับสถานที่เข้าไปในส่วนโถงหลับนอนซึ่งอยู่ด้านหลังของปราสาท ผนังโถงนอนติดไว้ด้วยผ้าปักลงดิ้นทองเป็นลวดลายของสัตว์ป่าและผืนพนาจนรู้สึกราวกับว่าหากก้าวเข้าไปในห้องนี้เมื่อใดก็ราวกับกำลังเดินท่องอยู่ในพงไพรเลยทีเดียว

บรรจถรณ์หรือเตียงนอนตั้งอยู่ไม่ไกลจากหน้าต่างนัก สหเดชะค่อยๆ วางร่างผอมลงบนเตียงอ่อนนุ่ม ร่างน้อยๆ ราวกับจะจมลงบนผ้าซึ่งปูลาดไว้บนเตียงนอนหลายชั้น

มักกะลีผลผู้อาภัพอยู่ในชุดห่อกายง่ายๆ เป็นผ้าสีเขียวตองอ่อน สหเดชะเสกขึ้นมาเพื่อห่อกายให้เพื่อปิดร่างกายนี้จากสายตาผู้อื่น

ใบหน้าของมักกะลีผลน้อยบัดนี้ไม่ซีดเผือด มองซ้ำๆ ก็จะเห็นเลือดฝาดอยู่บนผิวแก้ม สหเดชะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ก็ราวกับจะได้กลิ่นหอมเบาๆ นึกว่าเป็นกลิ่นดอกไม้และผลไม้ป่า ทว่ายิ่งจมูกใกล้กับผิวแก้มของมักกะลีผลน้อยก็ยิ่งมั่นใจว่ากลิ่นหอมพิสุทธิ์นี้มาจากร่างนอนสงบบนเตียงนี่เอง

วิทยาธรผู้ตกในห้วงอารมณ์ยื่นมือแตะบนผิวกายของมักกะลีผลพลางร่ายพระเวท ทำให้คราบฝุ่นหรือความสกปรกใดๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อยามเข้าเฝ้าพระอัศวิน ณ เชิงเขาพระสุเมรุก็หายไปอย่างอัศจรรย์ ทิ้งไว้เพียงผิวกายอันขาวผ่อง มองเห็นความเรียบลื่นสะอาดราวกับผิวกายของนางเทพอัปสร

สหเดชะหยิบผ้าผืนใหญ่ บาง ลื่นมือ มาห่มให้กับมักกะลีผลน้อย ด้วยเกรงว่าลมกลางคืนแห่งแดนฟ้าจักหนาวเกินกว่าร่างนี้จะทนได้ 

พิศดูใบหน้าหลับพริ้มก็เห็นริมฝีปากอิ่มปิดกันสนิทแนบ ให้รู้สึกว่ามันช่างยั่วยวนให้ลิ้มลองเหลือเกิน สหเดชะหักใจเสีย แล้วแตะจมูกเข้ากับผิวแก้มนุ่มๆ นั้นแทน เขาสูดความหอมนั้นเข้าไปนาน กลิ่นหอมราวจะตรึงเขาไว้ตรงนั้นมิให้ละจมูกออก แต่การเสพสิ่งใดก็ต้องมีการยับยั้งใจ ดังนั้นไม่นานจึงผละใบหน้าออกมาจากแก้ม

แม้ใจจะปรารถนาได้กอดมักกะลีผลนี้เท่าใด ก็ยังต้องรอให้เจ้าของร่างฟื้นขึ้นมาเสียก่อน อีกอย่างหนึ่ง...มักกะลีผลหนุ่มน้อยนี้ยังไม่ถึงวันสุกงอมด้วยซ้ำ อย่างไรเสียเขาก็คงต้องรอดูท่าทีของเจ้าตัวก่อน

เขาจะใจไม้ไส้ระกำพรากพรหมจรรย์จากคนที่กำลังหลับใหลไม่ได้สติเช่นนี้ได้อย่างไร หากทำเช่นนั้นเขาก็คงถูกเนรเทศจากแดนฟ้านี้เป็นแน่

สหเดชะแตะนิ้วเข้ากับแก้มขาวๆ นั้น มองจ้องดวงหน้าหลับพริ้มอย่างอ้อยอิ่งราวกับไม่อยากจะละสายตาจากใบหน้านี้ไปแม้สักชั่วหายใจเดียว แล้ววิทยาธรหนุ่มก็ขยับออกห่าง มองน้องน้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวออกไปจากห้องนั้น

***

ไม่รู้ว่าเสียงนกร้องดังมาจากที่ใด แต่มักกะลีผลหนุ่มน้อยก็คุ้นชินกับการถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงธรรมชาติจำพวกนี้เสียแล้ว พอสดับเสียงร้องเจื้อยแจ้วของสกุณาห่างออกไปไม่ไกล เขาก็ลืมตาตื่น สติรับรู้ว่าแสงอุ่นส่องเข้ามา

มักกะลีผลมองเห็นสถานที่แปลกตา จึงขยับแขนขา พาตนเองลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ มองเห็นสภาพแวดล้อมไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

เขาอยู่ในสถานที่แปลกยิ่งนัก มองไม่เห็นท้องฟ้า ไม่เห็นหมู่เมฆขาว มีสิ่งของแปลกๆ อยู่เต็มไปหมด แล้วเขายังนั่งอยู่บนสิ่งแปลกๆ อย่างหนึ่งด้วย

พื้นหญ้าเขียวขจีไปไหนเสียแล้วล่ะ

ชายป่าใหญ่ตั้งตระหง่านในท่ามกลางแสงแดดและสายฝนไปไหนเสียแล้ว

เขามองหาเจ้าสัตว์ที่มีกิ่งไม้บนหัว และเจ้าสัตว์ตัวน้อยที่กระโดดแผล็วตามพื้นหญ้า ไม่เห็นแม้แต่ตัวเดียว

แล้วสหายของเขาล่ะ เหล่านารีผลที่บ้างยืนบ้างนั่งอยู่ด้วยกันนับแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในป่าแห่งนั้น บัดนี้ไม่มีแม้แต่เงา ปล่อยเขาให้อยู่เปลี่ยวดายในสถานที่แปลกตานี้ เขาเกิดความรู้สึกตระหนก ในอกเย็นวาบด้วยเกรงว่าตนจะตกมาอยู่ในกำมือของสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายเสียแล้ว

จริงซี บุรุษผู้นั้น คนผู้นั้นเดินเข้ามาหาเขา แล้วก็ยกวัตถุที่มีสีราวก้อนเมฆนั้นขึ้นมาตัดขั้วบนศีรษะของเขา

เราอยู่ที่ไหนกัน มักกะลีผลหนุ่มน้อยรู้สึกเย็นวาบในอก มิใช่เรา ‘จาก’ พวกพ้องมาแล้วหรือ ไฉนเพื่อนๆ ของเขาบอกว่าตอนจากไปนั้นจะไม่เจ็บปวด เป็นเพียงการละจากสถานที่เกิดไปในอ้อมกอดของคน ‘เหล่านั้น’

มักกะลีผลน้อยกระหวัดถึงโมงยามที่คมพระขรรค์ตัดผ่านขั้วบนศีรษะ เขายกมือขึ้นไปกุมไว้ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่พบแม้ร่องรอยของขั้วมักกะลีผลใดๆ ตรงศีรษะบริเวณนั้นมีเพียงกลุ่มผมนุ่มๆ มิพักเขาจะพยายามขยุ้มหาปุ่มปมใดๆ ก็เปล่าประโยชน์ ซ้ำยังเครื่องนุ่งห่มบนกายเขาอีก มักกะลีผลน้อยลูบมือไปตามอาภรณ์บนกาย

นี่มันเกิดอะไรขึ้น แล้วคนผู้นั้นไปไหนเสียแล้ว

เสียงนกร้องดังขึ้นอีก เขาจึงหันกายไปทางทิศนั้น ก้าวขาลงจาก...

ก้าวขาหรือ?

เขาสามารถขยับกายอย่างอิสระได้แล้วหรือนี่?

ใช่สิ เขาถูกตัดจากขั้วต้นมักกะลีผลแล้วนี่ แล้วก็คงถูกพามาไกลจากต้นแม่เสียแล้วละซีนะ ไม่ทราบว่าไกลเพียงไหนกันแน่ สถานที่จึงแปลกตาเช่นนี้

มักกะลีผลน้อยนั่งห้อยเท้าอยู่ขอบเตียงเช่นนั้น มองที่เท้าของตนเอง แล้วลองแกว่งไปมา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง บนใบหน้ามีแต่ความประหลาดใจ เขาขยับขาอีกสองสามครั้ง จึงลองเอาเท้าแตะพื้น

พอเท้าสัมผัสพื้นอันเย็นสบาย ดวงตาก็เบิกโพลง มักกะลีผลปล่อยเท้าวางไว้บนพื้นเช่นนั้นอยู่สักชั่วเวลาหนึ่ง จึงค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปบนขาข้างนั้น มือหนึ่งจับยึดขอบเตียงไว้ ค่อยๆ พยุงกายยืดขึ้น แล้วทันใดนั้นเอง เจ้ามักกะลีผลหนุ่มน้อยก็ยืดตัวได้ตรงได้อย่างเพื่อนๆ นารีผลเหล่านั้น!

“ฮ้า!”

เขาส่งเสียงประหลาดออกมา ดวงตาเบิกกว้างอย่างเหลือเชื่อ กระนั้นริมฝีปากก็คลี่เป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงหน้าราวกับจะสว่างจ้า ดวงตาเปล่งประกายสดใส ราวกับเห็นโลกใหม่อยู่เบื้องหน้าตน

เสียงนกร้องขึ้นมาอีกครั้งเป็นเสียงเสนาะ

เขาหันไปมอง เห็นเจ้านกสีสวยเกาะอยู่ตรงช่องนั้น มันเอียงคอมองเขาราวกับจะถามว่าเจ้ามักกะลีผลเอ๋ย เจ้าทำสิ่งไรอยู่กันเล่า

ลมกำลังพัด ทำให้เจ้าวัตถุที่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งอยู่ตลอดนั้นร่ายรำ เบื้องหลังม่านแก้วระย้านั้น...เป็นทุ่งดอกไม้และผืนป่า!

มักกะลีผลยิ่งเปิดยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบ

ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง เจ้ามักกะลีผลหนุ่มน้อยก็เริ่มก้าวขาออกไปข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงก้าวขาอีกข้างตามไป

ก้าวหนึ่ง ก้าวสอง ค่อยย่องย่าง ก้าวสาม ก้าวสี่ ค่อยเตาะแตะ ก้าวห้า ก้าวหกค่อยเร่งฝีเท้า

ร่างผอมๆ ถลาไปข้างหน้าอย่างคนไม่คุ้นกับการเดิน เซไปทางนั้น เฉียงไปทางนี้ จะล้มมิล้มแหล่ กางแขนออกอย่างกับนกแล่นลม

แม้จะทุลักทุเลเพียงใด สุดท้ายก็ไปถึงช่องหน้าต่างนั้นจนได้

ใบหน้าอ่อนเยาว์อาบไปด้วยรอยยิ้ม ความรู้สึกว่าต้องจากเพื่อนพ้องมาโดยกะทันหันก็อย่างหนึ่ง ความไม่รู้ว่าตนเองตกอยู่ ณ หนไหน แล้วจะมีอันตรายหรือไม่ก็อย่างหนึ่ง แต่ขณะนี้สิ่งที่ทำให้อกพองราวกับจะระเบิดก็คือการที่ตนเองสามารถยืนสองขา และก้าวขาทั้งสองพาร่างจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งได้!

ผืนป่านั้นจะมีอะไรซ่อนอยู่หรือ ทุ่งดอกไม้นี้มีดอกไม้ใดบ้างหรือ แล้วจะมีเจ้าสัตว์ตัวน้อยขนปุยคอยวิ่งจากพงหญ้านี้ไปยังพงหญ้านั้นหรือไม่

นกน้อยจอมกะล่อนส่งเสียงร้องเสนาะหูมาอีกครั้ง คราวนี้มันเกาะอยู่กับกิ่งไม้ไม่ไกลจากช่องบัญชรนัก มันเอียงหัวไปข้างหนึ่งแล้วมองร่างขาวสว่างที่กำลังยิ้มกว้างราวกับเสียสติ

เจ้ามักกะลีผลผู้เพิ่ง ‘ตื่น’ มาสู่โลกอีกครั้งยื่นหน้าออกไปมองโลกกว้างภายนอก แสงสีมากมายปนเปกันไปหมด แต่สีเดียวที่เป็นหนึ่งกว่าสีใด คือสีเขียวแห่งพืชพันธุ์ นี่คือสวนสวรรค์ที่เพื่อนของเขาเคยบอกเล่าไว้หรือ

มักกะลีผลยงโย่ยงหยกอยู่ตรงหน้าต่าง ทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้า มือจับขอบหน้าต่างกระชับมั่น พยายามยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้น เพื่อจะออกไปจากหน้าต่างตรงนั้นไปสู่ความเขียวขจีภายนอก

***

“เดี๋ยว!”

สหเดชะทิ้งเจ้ามักกะลีผลน้อยไว้บนเตียงนอนของตน เขาผละจากไปสู่โถงอื่นๆ อันว่างเปล่าและเย็นเยียบเงียบเหงา

ขณะก้าวเดินไปตามโถงทางเดินของปราสาทอันกว้างใหญ่ เขาก็เพิ่งตระหนักได้บัดนี้เองว่า ตนเองโดดเดี่ยวเพียงใด การรักสันโดษของเขานั้นสรุปว่าดีหรือไม่ กระนั้นเขาก็ไม่ต้องการสหายมากมีหรอกนะ วิมานของเหล่าวิทยาธรที่อยู่ไม่ไกลจากเขาก็มีมากมาย ทว่าเขาก็ไม่รักจะพาทีด้วยเท่าไร ยามเมื่อเขานึกสนุกจึงเชิญสหายวิทยาธรมาที่วิมานของตนบ้างสักที มิฉะนั้นก็ไปเยี่ยมเยือนสหายอื่นๆ บ้าง

มาบัดนี้เมื่อกระหวัดไปถึงความหอมของแก้มมักกะลีผลหนุ่มน้อย ความนุ่มของผิวอันไร้จุดกระดำกระด่าง เขากลับพบว่าหัวใจกำลังเริงร้อนด้วยเปลวระอุบางอย่าง แม้นว่าเคยกอดนารีผลมาบ้าง ก็มิใช่ด้วยความรู้สึกอันโหมกระหน่ำด้วยคลื่นแห่งเปลวร้อนเช่นนี้ ความรู้สึกนี้แหละ...ยิ่งทำให้เขาตระหนักว่าวิมานแห่งนี้ หรือความรักสันโดษก็มิใช่สิ่งน่าพิสมัยอีกแล้ว

ราตรีนั้นผ่านไปด้วยการนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญตบะให้กล้าแข็ง ทว่าแทนที่การกำหนดใจในสมาธิจะสุขสมดังเช่นเคย เขากลับรู้สึกราวนั่งอยู่บนกองถ่านแดงเริงกล้า มันร้อนราวกับจะย่างร่างของเขาให้สุก จิตเขาขยับเข้าใกล้และออกห่างสมาธิอยู่ทั้งราตรี ภาพผุดขึ้นมาในห้วงมโนนึกคือร่างกายขาวผ่อง ลำแขนกล้องแกล้งดังเทพเกลา ดวงหน้าพิสุทธิ์ราวกับอาบไว้ด้วยนวลแห่งแสงจันทร์

มักกะลีผลผู้นั้นช่างร้ายเอาการ!

เมื่อยามโกกิลาร่ำร้อง ชายป่าก็พรั่งพร้อมด้วยเสียงสกุณาฟื้นตื่นออกหากิน สหเดชะลืมตาขึ้นมาจากสมาธิอันไม่สงบ ผันกายก้าวเดินฉับๆ กลับไปยังโถงนอนของตนทันที

เมื่อก้าวมาถึงตรงประตูโถงนอนเท่านั้น เขาก็เห็นร่างผอมๆ กำลังยักแย่ยักยันอยู่กับช่องหน้าต่าง ราวกับจะกระโจนออกไปเสียให้ได้

เหมือนมีใครเอากริชมาคว้านดวงใจของเขาออกไปจากอก มันว่างโหวง และวูบหาย จนเขาต้องตะโกนออกไปสุดเสียง

“เดี๋ยว!”

ร่างนั้นชะงัก จับยึดขอบบัญชรไว้มั่น ค่อยๆ หันกลับมามองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“ท่าน” ร่างนั้นเอ่ยคล้ายไม่แน่ใจ

สหเดชะกระโจนเข้าไปในโถงนอน พริบตาเดียวก็ถึงตัวมักกะลีผล เขาจับแขนฝ่ายนั้นไว้

“จะไปไหน”

เขาเอ่ยรวดเร็ว ร้อนรน จนน้ำเสียงดุดัน ฝ่ายนั้นสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันหน้าหนี พยายามจะขืนกายออกจากเกาะกุม “ปะ...ปล่อยเรา”

“ประเดี๋ยวก่อน เจ้ามักกะลีผล” แทนที่จะปล่อย เขากลับจับแขนอีกข้างแล้วดึงให้หันมามองหน้ากัน “เจ้าจะไปไหน”

“เรา...เรา...จะออกไปทุ่งดอกไม้”

“อย่างนั้นหรือ” เห็นสวนขวัญอันอาบด้วยแสงสว่างแห่งพระสูรยาทิตย์แล้ว เขาก็เข้าใจ สวนดอกไม้คงคล้ายกับ ‘บ้านเกิด’ ซีนะ เขาหัวเราะออกมา “เช่นนั้นก็มาทางนี้เถิด”

เขาจับจูงเจ้าหนุ่มน้อยออกมาจากโถงนอน เดินผ่านห้องหับอันมากหลายล้วนแปลกตาแก่มักกะลีผลน้อย พอออกพ้นปราสาทมาได้ สวนขวัญแห่งสหเดชะก็นอนราบอยู่เบื้องหน้า ธารน้ำไหลตัดผ่านสวนนั้น มีสะพานหินข้ามผ่านธารน้ำ นกน้อยต่างๆ ขยับปีกขณะดื่มกินน้ำหวานเลิศรสจากดอกไม้นานาพันธุ์

สหเดชะชำเลืองมองใบหน้าของมักกะลีผล เห็นดวงตาของน้องเจ้าเบิกกว้าง แววตาเป็นประกายสว่างเจิดจ้า ปากอิ่มอ้ากว้าง ก่อนจะก้าวเท้าวิ่งออกไปสู่ความสว่างและสดชื่นนั้น

“อย่าวิ่งสิ ประเดี๋ยวจะหกขะล้ม”

แปลกจริง สหเดชะคิดในใจ นารีผลหรือมักกะลีผลที่เขาเคย ‘กอด’ ไม่เคยวิ่ง อาจแค่เดินกระย่องกระแย่ง ด้วยไม่คุ้นกับการเดินเช่นมนุษย์ ทว่าเจ้าน้องน้อยผู้นี้กลับออกวิ่งราวกับเป็นเด็กน้อยซนๆ คนหนึ่ง เพิ่งเห็นโลกใหม่อันสดใสและน่าค้นหา จึงออกวิ่งไปเพื่อให้เท้าสัมผัสกับพื้นหญ้า กับความชุ่มชื้นของธารน้ำและอากาศอวลอบด้วยกลิ่นบุปผาจรุง

หรือเพราะเป็นมักกะลีผลผู้ชาย? หรือเพราะอิทธิฤทธิ์ของพระอัศวิน?

สหเดชะส่ายศีรษะ ขณะมองเจ้าหนุ่มน้อยร่างเล็ก วิ่งไปรอบสวนดอกไม้ ใบหน้าเบ่งบานด้วยรอยยิ้ม เส้นผมอ่อนนุ่มปลิวไปกับสายลม กางแขนวิ่งไปอย่างไม่กังวลต่อสิ่งใดในโลก คงลืมไปแล้วกระมังว่าเมื่อครู่นี้เองยังทำหน้าหวาดกลัวเขาอยู่เลย

วิทยาธรหนุ่มเปิดรอยยิ้มอ่อนละมุน แล้วออกเดินไปยังร่างเล็กผอมที่กำลังวิ่งวนไปวนมา

***

มักกะลีผลน้อยรับรู้ถึงความนุ่มของผืนดิน ความรู้สึกดียามต้นหญ้าเหล่านั้นสัมผัสเท้า และอากาศอันปลอดโปร่ง แสงอาทิตย์อุ่นไม่ทำให้แสบตาสักนิด เขากางแขนออก หมุนร่างวนเป็นวงกลมคล้ายกับเจ้าลูกไม้ชนิดหนึ่งที่ปลิดจากต้นแล้วหมุนคว้างกลางอากาศลงสู่พื้นดิน

สถานที่แห่งนี้ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้

มักกะลีผลปล่อยเสียงประหลาดๆ ออกมาอีก เขาเคยได้ยินเหล่านารีผลทำเสียงเช่นนี้ยามบอกว่าเขาแปลก แล้วก็มองเขาด้วยสายตาเอ็นดู ทว่ายามนี้แม้จะเป็นเสียงเช่นนั้นแต่มันแปลกออกไป ดังกว่าและทำให้ภายในอกของเขาโล่งสบายดีเหลือเกิน

“ชอบที่นี่หรือ? หัวเราะเสียงดังเชียว”

คนผู้นั้นมาปรากฏกายข้างๆ เขาอีกแล้ว มักกะลีผลหยุดเสียงหัวเราะไว้ แต่รอยยิ้มยังประดับบนใบหน้า ยืนนิ่งปล่อยให้ฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้ตัว คนผู้มีร่างกายสูงใหญ่ยืนไม่ห่างจากเขา กอดอก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เสียงหัวเราะของเจ้าช่างไพเราะนัก”

“เรา...” ด้วยไม่รู้อะไร จึงหันรีหันขวาง รู้สึกประหลาดจริงๆ เมื่อครู่ตอนอยู่ภายในที่แห่งนั้นถูกเขาจับแขนแล้วรู้สึกร้อนจริงๆ ร้อนไม่ต่างกับตอนนั้นเลย...ตอนที่เขาสัมผัสแก้มก่อนจะยกวัตถุยาวขาววับขึ้นมาตัดขั้ว...

มักกะลีผลเบิกตากว้าง ถอยห่างจากวิทยาธรหนุ่ม “ท่านจะทำอะไรเรา”

“ไม่ต้องกลัว” คนตัวสูงใหญ่ทำท่าจะปราดเข้ามาจับตัวอีกแล้ว “พี่ไม่ทำอะไรเจ้าดอก”

“พี่?” มักกะลีผลเอียงคอมอง

สหเดชะคลี่ยิ้ม เอ็นดู “ใช่แล้ว พี่” พอเห็นว่าคนตัวเล็กไม่ถอยหนีอีกจึงกล่าวสืบไป “อย่ากลัวพี่เลย พี่ไม่ทำอันตรายเจ้าดอก มาเถอะ มานั่งตรงริมธารนี้สิ แล้วพี่จะเอาผลไม้มาให้”

ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาจับแขนน้อยกล้องแกล้งของมักกะลีผล ก่อนจะจูงนำทางไปที่ริมธารใสช่วงหนึ่ง

มักกะลีผลยอมตามอย่างว่าง่าย คงเพราะความอุ่นจนร้อนซึ่งส่งผ่านมาทางสัมผัสฝ่ามือนั้นกระมัง ที่ทำให้เขาไม่สะบัดออกแล้ว อีกทั้งยังสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้มิได้มุ่งหวังอันตรายใดๆ ต่อเขา

ในอกของมักกะลีผลนั้นอุ่นวาบ ยิ่งยามมองใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ของอีกฝ่ายเขาก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่าแสงอาทิตย์นี้คงไม่มีวันหายไป

ร่างสองร่างนั่งลงกับริมธาร ตลิ่งช่วงนี้ไม่สูงนัก จึงไม่ต้องเกรงว่าจะตกลงไปในน้ำได้

มักกะลีผลปล่อยให้คนผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นจับมือทั้งสองข้างของเขา ฝ่ายนั้นกุมมือเขาไว้หลวมๆ ส่งผ่านความอบอุ่นมาให้ เอ่ยถามเสียงไม่ดังนัก

“เจ้ามีนามว่ากระไรรึ?”

“นาม?”

“มักกะลีผลไม่มีนามเรียกกันและกันหรือ?”

เจ้าร่างน้อยส่ายศีรษะ “ทำไมต้องมีนาม?”

“เจ้าเรียกดอกไม้นี้ว่ากระไร แล้วต้นไม้ตรงนั้นเล่า? พื้นหญ้าเขียวขจีอีก เจ้าไม่มีนามเรียกมันหรือ”

มักกะลีผลส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “ไม่...ไม่รู้”

“เช่นนั้นฤๅ”

มักกะลีผลมองหน้าอีกฝ่ายด้วยฉงน ขณะฝ่ายนั้นกำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด พึมพำเบาๆ “นารีผลก่อนๆ ก็ไม่เคยบอกนามแก่เราสักคนนี่นะ” แล้วทันใดก็ยิ้มกว้างออกมา “เช่นนั้นพี่จะให้คำเรียกนามแก่เจ้าเอง เจ้าบอกพี่มาซิ เจ้าเห็นสิ่งใดแล้วเป็นสุข”

มักกะลีผลเอียงคอมองอีก

คนผู้นั้นขมวดคิ้ว “พี่เห็นเจ้าวิ่งเล่น หัวเราะ มีความสุข”

“แดด...แสงแดด อุ่น” ใช่ว่ามักกะลีผลจะไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นเรียกว่าอะไร อำนาจบางอย่างทำให้รู้ว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นเรียกว่าอะไร แต่ก็ใช่จะรู้ทั้งหมด “เราชอบ ตอนเราตื่น...เราเห็นฝน สายฝนตกจากฟ้า แล้วเราก็เห็น...แสงแดด”

“แสงแดดหรือ”

“แล้วเราก็เห็นทุ่งดอกไม้ หญ้า เจ้าสัตว์ตัวน้อยขนปุยกระโดดแผล็วไปมา”

“สัตว์อะไรหรือ”

“หูมันยาว...” ว่าพลางก็จับหูตนเองยืดออกราวกับจะให้ยาวอย่างที่จินตนาการ “แล้วก็ตาสวย”

“กระต่ายป่าหรือ?”

“กระต่าย” ดวงตาโต สีดำสุกใส ยิ่งโตขึ้นอีก “เจ้ากระต่ายน้อยนั่นเอง” รอยยิ้มน้อยๆ แผ่กว้างสว่างจ้า มือของมักกะลีผลจับเข้าที่แขนของวิทยาธรบ้าง เขย่าอย่างเด็กดีใจ “กระต่ายน้อยน่ารัก กระโดดแผล็วไปมา”

“เจ้าชอบกระต่ายหรือ?”

“ชอบ เราชอบ มีอีก...มีสัตว์ตัวใหญ่ๆ ขายาว มันมีกิ่งไม้อยู่บนหัวด้วย กิ่งไม้ยาวๆ มากหลาย” ว่าพลางก็เอามือตัวเองไปชี้โบ๊ชี้เบ๊เหนือศีรษะ “บางตัวก็มีกิ่งเยอะๆ บางตัวก็มีกิ่งน้อย บางตัวก็ไม่มีกิ่ง”

“กวางป่านั่นเอง”

“ใช่ๆ กวางป่า กวางป่าตัวโต กับกิ่งไม้บนหัว”

“กิ่งไม้บนหัวของกวางเรียกว่าเขา”

“ใช่ๆ บางตัวมีเขา บางตัวก็ไม่มีเขา” พูดถึงตรงนี้ใบหน้าก็สลดลง

วิทยาธรหนุ่มเอ่ยถามอย่างเอ็นดู “เจ้าชอบกวางมีเขาหรือไม่มีเขา”

“ชอบทั้งสอง แต่ชอบแบบมีเขามากกว่า”

“เช่นนั้นหรือ?”

กวางตัวผู้นั่นเอง

“แล้วมีสัตว์อะไรอีก”

“มี...มีนก นกน้อยร้องเจื้อยแจ้ว” เอ่ยถึงตรงนี้เจ้ามักกะลีผลหนุ่มน้อยก็คล้ายกับนึกถึงเรื่องบางอย่างออก จึงหันซ้ายหันขวามองหาอะไรบางอย่าง

“อะไรหรือ อยากได้อะไร”

“นก เจ้านกน้อย...”

“ที่นี่มีนกในป่ามากมาย ในสวนนี้ก็มีนก เจ้าอยากได้หรือไม่ พี่จะจับให้”

“ไม่ ไม่เอา เมื่อครู่...เมื่อครู่มีนกน้อยร้องจิ๊บๆ”

วิทยาธรหนุ่มยิ้มอ่อนหวาน จับมือของเจ้ามักกะลีผลไว้มั่น “พี่จะหานกร้องเพลงมาให้เจ้า แต่ตอนนี้พี่รู้ละว่าจะเรียกเจ้าด้วยนามใด”

เจ้าน้องน้อยมองหน้าอีก

คนตัวใหญ่จึงเอ่ยคำ

“รวี...รวีพิรุณ”

คนตัวผอมทวนคำ “รวี...พิรุณ”

วิทยาธรดวงตาเป็นประกายระยับ “ใช่แล้ว รวี...คือพระอาทิตย์ พิรุณ...คือสายฝน รวีพิรุณ...เจ้าเป็นทั้งความอบอุ่นและเย็นสดชื่น เช่นผิวกายเจ้า...และรอยยิ้มของเจ้า”

มักกะลีผลหนุ่มน้อยมองหน้าบุรุษผู้มีแผ่นอกผึ่งผายผู้นี้ มองเห็นประกายบางอย่างในดวงตา มันเป็นประกายอบอุ่น ทำให้ภายในอกของเขาเต็มตื้น แล้วสีหน้าอันเจือด้วยความฉงน ลังเล ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นยินดี เปลือกตาเคลื่อนลงมาเล็กน้อย ปากอิ่มฉีกยิ้มกว้าง แล้วใบหน้านั้นก็ระบายขึ้นด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดยิ่งกว่าใครในไตรโลก

“เรา...นามว่า รวีพิรุณ”

****

เจอกันตอนใหม่ในวันจันทร์หน้านะคะ (ถ้าเขียนได้เร็วกว่านี้ก็จะพยายามเอามาลงให้อ่านก่อนวันจันทร์ค่ะ ตอนนี้กำลังพยายามตุนสต็อกอยู่)
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ  :mew1:


 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด