๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 10 [13-05-2562] หน้า 4
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 10 [13-05-2562] หน้า 4  (อ่าน 8650 ครั้ง)

ออฟไลน์ Kimmoominn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 64
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
เอ็นดูน้องงง น้องตัวเร้กๆ อยากรู้จังว่าน้องจะอยู่ได้เกิน 10 วันไหม แล้วจะโดนพี่กินเมื่อไหร่ ฮือ หวงน้องได้ไหม ไม่อยากให้กินแล้ว น้องใสซื่อมากเกินไป

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1153/-5

บทที่ 5


แม้ร่างกายจะอยู่ในช่วงวัยหนุ่ม แต่นิสัยบางอย่างของรวีพิรุณก็คล้ายกับเด็กคนหนึ่ง พอวิ่งเล่นมากๆ ได้ทำเรื่องที่ชอบใจมากๆ เข้า ก็จะเหนื่อยและหิว พอได้กินอิ่มท้องก็จะหล่นในนิทรา เจ้ารวีก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

สหเดชะนั่งมองร่างผอมๆ ของมักกะลีผลนอนเหยียดสบายอยู่บนเตียงของเขา ใบหน้านั้นหลับพริ้มเป็นสุข หลับสนิทหลับลึกเสียจนแม้เขาแกล้งจิ้มแก้มนุ่มๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว

ผิวของเจ้ามักกะลีผลผู้นี้ช่างนุ่ม เนียน ลื่นมือเสียจริงๆ ยามจับแล้วก็รู้สึกอยากจะสัมผัสอีกไม่รู้แล้ว เขาประหลาดใจเหลือเกินว่าตั้งแต่อุ้มพาน้องเจ้ามาจากดงไม้มักกะลีผลแล้ว เขาก็ดูจะตกอยู่ในหล่มแห่งอารมณ์ของมนุษย์เสียเหลือเกิน ตบะก็ดี สมาธิก็ดี ราวกับจะถูกเปลวร้อนบางอย่างแผดเผาเสียจนป่นปี้ ความคิดความอ่านก็คล้ายจะกระเกิดกระเจิงไปหมด

นี่หากเขาเร่งบำเพ็ญเพียร สั่งสมบารมี เพิ่มพูนตบะได้มากพอแล้วไซร้ เมื่อสิ้นบุญจากจาตุมหาราชิกา อาจได้ไปจุติบนดาวดึงส์ หรือยามาก็เป็นได้ แล้วนี่กระไร...มัวแต่หลงระเริงกับอะไรอยู่ คิดแล้วก็ให้ว้าวุ่นยิ่งนัก ทำอย่างไรจึงจะสลัดภาพต่างๆ ในมโนนึกนี้ออกไปได้ ภาพดวงตาเบิกกว้างด้วยตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่เห็น ภาพน้ำระริกใสกลิ้งอยู่ในแววตานั้นยามได้รับนามเรียกขานของตน ท่าทางสดใสยามวิ่งเล่นอยู่บนพื้นหญ้า ยังดวงตากระจ่างใสยามได้รับประทานผลไม้เลิศรสนั้นอีก ในความนึกคิดของสหเดชะยามนี้มีแต่ภาพของเจ้ามักกะลีผลหนุ่มน้อย ไม่ว่าจะพยายามเช่นไร ก็ไม่อาจลบหรือกลบบังไปได้

ดูซี ดูใบหน้ายามหลับนั้นซี ปากนิด จมูกหน่อย แก้มนิ่ม...นุ่ม...หอม ขนตาเป็นแพโค้งงอ

สหเดชะจับแขนผอมๆ นั้นขึ้นมาพิศ ไม่เห็นแม้ตำหนิใดที่อาจทำให้ลำแขนขาวๆ นั้นน่ามองน้อยลงกว่าเดิม ครั้นพินิศมือของน้องเล่า ก็เห็นนิ้วสวยเล็กเรียว เล็บเป็นสีชมพูสะอาด

เล็บนี้มิใช่หรือ มือนี้มิใช่หรือ ที่น้องเจ้ากำรวบเอากล้วยผลนั้น เพื่อส่งเข้าปาก...

สหเดชะกัดฟันกรอด ข่มอารมณ์พลุ่งพล่านให้สงบลง นึกอยากจะกระโดดจากวิมานของตนลงไป ‘โหม่ง’ เทือกวินธัยเสียให้สิ้นเรื่อง แต่อย่าเลย...วินธัยเป็นเทือกเขาสำคัญของแดนฟ้านี้ จึงแข็งแกร่งยิ่งนัก หากเขาพุ่งลงไปกระแทกก็คงถึงกาลม้วยมรณา หากเขาไม่อยู่แล้ว ใครจะสอนเจ้ามักกะลีผลล่ะ ใครจะพาออกไปวิ่งเล่น ใครจะพาเหาะดูแดนฟ้าในห้วงอากาศ ใครจะพาเจ้าไปกินผลไม้อร่อยๆ ใครจักพาเจ้าไปนครกินรี ไปนครโลหะของชาวกุมภัณฑ์...

สุดท้าย ความนึกคิดก็วนเวียนกลับมาหาเจ้าผู้หลงอยู่ในหลับบนเตียงนอนนี้เอง เจ้าช่างโหดร้ายนัก น้องเอ๋ย...หรือเจ้าขึ้งเคียดที่พี่อุ้มสมลักพาเจ้ามาจากแม่และเพื่อนพ้อง เจ้าคงโกรธที่พี่ปลิดเจ้ามาจากขั้ว เจ้าจึงได้จำฝังใจ...และเด็ดหัวใจของพี่ไปเช่นนี้

เมื่อแรกปลิดเจ้าจากขั้ว พี่หวังเพียงได้กอดเจ้าไม่กี่ราตรี

บัดนี้ เมื่อได้อยู่ใกล้เจ้า พี่กลับหักใจให้ข่มเหงน้ำใจเจ้าไม่ลง แม้อกพี่จะหมกไหม้ด้วยไฟราคะเพียงใด ทว่าเจ้าก็เป็นดังดอกไม้สีขาว ออกดอกเบ่งบานอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน จะให้พี่เด็ดเจ้ามาบดขยี้ให้กลีบช้ำได้เยี่ยงไร

ดอกไม้ริมทางซึ่งแปลกตากว่าดอกไม้อื่นๆ คิดว่าเป็นดอกไม้ดาดๆ ไม่พิเศษอันใด

แต่เมื่อหันกลับไปมองซ้ำ...

กลับเป็นยอดแห่งดอกไม้ในสายตา มีค่ายิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ

***

ราตรีนั้นผ่านไปด้วยอารมณ์ร้อนระอุ สมาธิใดที่สงบเย็นดับร้อนก็กลับเย็นไม่พอ เขาไม่อาจเพ่งไปที่สมาธิอันเป็นดวงแก้วสว่างนั้นได้เลย ตบะใดที่ว่ากล้าแข็งก็กลับอ่อนยวบลงเมื่อนึกถึงภาพ ณ ริมแอ่งน้ำในสวนป่า มันเป็นสมาธิอันกระสับกระส่ายเกินกว่าจะเรียกว่าสมาธิ จิตใจว้าวุ่นถึงเพียงนี้หากขืนผูกมัดตนกับการเพ่งจิตมากเกินไปอาจเกิดจิตระส่ำได้ คราต่อไปไม่เพียงไม่อาจรวมจิตแน่วแน่ แต่ยังอาจจะไม่เข้าถึงสมาธิด้วยซ้ำ

เมื่อมิรู้จะทำเช่นไร สหเดชะจึงลุกจากสมาธินั้นเสีย เดินดุ่มออกไปนอกปราสาท เสกพระขรรค์คู่กายออกมา กวัดแกว่งมันเพียงครั้งเดียวก็ลอยตัวขึ้นจากพื้นดิน

ยามอากาศเย็นปะหน้า จึงค่อยคลายประสาท เหาะไปตามอากาศด้วยจิตใจสงบขึ้นบ้าง มองเห็นเกาะลอยฟ้าเกาะหนึ่งอยู่ต่ำกว่าเกาะของตนลงมาไม่มากนัก สหเดชะนึกถึงอะไรบางอย่าง ก็จึงมุ่งหน้าไปหาทันที

สหเดชะรู้สึกราวกับว่ามีม่านบางใสขวางเขาไว้ แต่เมื่อเขาแตะปลายดาบกับม่านนั้นเขาก็ผ่านเข้าไปได้ทันที ม่านนี้เป็นอาคมอันเจ้าของวิมานร่ายไว้เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูหมู่ปัจจามิตรลอบเข้าไปได้ แต่เมื่ออาคมนี้ปล่อยให้เขาผ่านเข้าไป แสดงว่าเจ้าของวิมานนี้มิได้เห็นเขาเป็นศัตรู

วิมานเกาะแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าเกาะของสหเดชะ แต่ราวกับมีพื้นที่มากกว่า ด้วยพื้นที่ทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ มีป่าละเมาะเล็กๆ อยู่ตรงด้านหนึ่ง ชายป่านั้นปลูกกระท่อมเล็กๆ จากไม้หลังหนึ่ง เป็นกระท่อมเรียบๆ ราวกับมิใช่วิมานของวิทยาธรกระนั้น

“ราตรีนี้พระโสมส่องช่างงดงามนัก สหเดชะท่านมีกิจใดจึงมาหาเราหรือ”

ร่างหนึ่งยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแปลงดอกไม้หลากพันธุ์

“ภมรธรา เราไม่คิดรบกวนการนั่งสมาธิของท่าน...”

“หามิได้” ฝ่ายนั้นตอบ “ราตรีนี้เราไม่เข้าสมาธิดอก”

สหเดชะมิได้เอ่ยถามว่าด้วยเหตุใด แต่มองดูดอกไม้ที่ขึ้นสวยอยู่กลางแสงจันทร์

ภมรธรานั้นมีอาภรณ์เป็นสีเหลือง เป็นวิทยาธรผู้หลงในรสน้ำเมา ดอกไม้เหล่านี้ของเขาเป็นแหล่งอาหารของฝูงผึ้งจำนวนมาก เมื่อได้น้ำผึ้งแล้ว เขาก็จะทำเป็นน้ำเมาอย่างหนึ่ง

วิทยาธรผู้นี้มีร่างกายสูงใหญ่ยิ่งกว่าสหเดชะเสียอีก ทว่าในด้านพละกำลังและคุณวิเศษอื่นๆ แล้ว สหเดชะนับว่าเหนือกว่า กระนั้น...เขาผู้นี้เองเป็นคนสอนให้สหเดชะได้กอดนารีผลครั้งแรก รีบเร่งพาเขาไปยังต้นมักกะลีผล ด้วยกลัววิทยาธรหรือชาวฟ้าอื่นๆ จะแย่งปลิดไปหมด

“เราเคยบอกท่านแล้วมิใช่หรือ สหเดชะ ท่านมาที่วิมานเราได้ทุกวาร เอ...แล้วราตรีนี้ท่านมีเรื่องร้อนใจใดหรือ จึงได้มาเพลานี้”

“ร้อนใจ? ไม่ใช่เรื่องร้อนใจดอก เราเพียงอยากจะมาชมทุ่งดอกไม้ของท่าน”

“นั่นซี ทุ่งดอกไม้เรานี้นับว่าเป็นเยี่ยมกว่าใครๆ ในพิทยานคร คงทำให้ผู้ได้ชมรู้สึกชื่นบานไม่น้อย เอ้อ...สหเดชะ ท่านได้ยินมาบ้างหรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องน่าแปลกบางอย่าง”

“เรื่องน่าแปลกใดหรือ”

ภมรธราเดินเข้ามาใกล้สหาย พลางเอ่ย “ก็ที่ต้นแม่มักกะลีผลน่ะซี นักสิทธิ์ตนหนึ่งเกิดโวยวายขึ้นว่ามีคนแอบตัดเอามักกะลีผลไปจากต้น”

หากจะมีอาการใดในร่างของสหเดชะที่ผิดปรกติ ก็คงเกิดขึ้นเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น เขายังคงมองดอกไม้ตรงหน้าต่อไป

“นักสิทธิ์ตนนั้นร้องป่าวไปทั่วว่าวิทยาธรผู้หนึ่งตัดลูกมักกะลีผลจากต้น ตัดไปทั้งที่ลูกนั้นยังไม่สุกงอมดีนัก”

“ยังไม่สุกงอมดีหรือ จะตัดได้อย่างไร มักกะลีผลไม่ตายเสียหรือ” ปากเอ่ย ตามองดอกไม้นิ่งอยู่

วิทยาธรผู้สหายเดินเข้ามาใกล้แล้ว “สหเดชะ แม้ดอกไม้ของเราจะงดงามแค่ไหน แต่ท่านก็คุยโวว่าชอบดอกไม้บนวิมานท่านมากกว่า ไฉนคืนนี้จึงดูท่านจะชอบดอกไม้ของเรามากนักเล่า”

“เรา...”

“เราก็เพิ่งไปที่ต้นมักกะลีผลมา เจอนักสิทธิ์ตนนั้น เราเป็นผู้หนึ่งที่ไม่สุงสิงกับชาวฟ้าพวกอื่นๆ ยิ่งพวกนักสิทธิ์ด้วยแล้วเราเป็นหนีห่าง แต่นักสิทธิ์ตนนี้...ไม่ได้หวังร้าย ท่านรู้ใช่ไหม...”

ในที่สุด สหเดชะจึงเงยหน้ามองตอบสหายเจ้าของวิมาน

ฝ่ายนั้นไม่ยิ้ม ไม่บึ้ง ทว่ามองตรง แน่วแน่ “นักสิทธิ์ตนนี้เป็นสหายท่าน เราจำได้ ไม่มีวิทยาธรคนไหนจะคบหากับนักสิทธิ์ หรือกระทั่งคนธรรพ์ หรือพวกแทตย์ ท่านแปลกกว่าพวกเราชาววิทยาธรอื่นๆ ท่านเป็นมิตรกับใครเขาไปทั่ว”

“...”

“ต้นมักกะลีผลเป็นต้นไม้ที่องค์อินทร์ทรงเสกไว้ เมื่อคราวพระโพธิสัตว์ออกบำเพ็ญบารมี ณ ป่าแห่งนั้น หลังจากพระโพธิสัตว์ละจากโลกและขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อรอไปเกิดและตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ต้นมักกะลีผลก็กลายเป็นที่ที่เหล่าชาวฟ้าผู้ใฝ่ในรสแห่งกายมาชุมนุม ท่านก็รู้ว่าเราสามารถปลิดมักกะลีผลได้เมื่อสุกงอมเต็มที่ ไม่เคยมีใครตัดขั้วมักกะลีผลเมื่อยังห่ามอยู่ดอกหนา”

สหายต่อสหาย สหเดชะไม่หลบสายตา ขณะเอ่ย “เราไม่นึกเสียใจแม้สักน้อย หากจะมีอะไรเกิดขึ้นจากนี้...เราก็ยินดีรับ”

“ฟังว่ามักกะลีผลผู้นี้แปลกกว่ามักกะลีผลอื่นหรือ?”

“ท่านได้ยินอะไรมาอีก”

“เขาว่า...มักกะลีผลนี้มิใช่...นารีผล”

สหเดชะเงียบไป แล้วเอ่ย “เป็นเช่นนั้น”

“สหเดชะ ไม่ว่าเป็นนารีผลหรือผลบุรุษ...ก็ไม่เป็นปัญหาใด อีกเรื่องท่านตัดมักกะลีผลนั้นตอนยังห่ามก็ไม่น่าจะมีเรื่องราวใดใหญ่โต ท้าวจาตุมหาราชท่านปกครองชาวเราด้วยเมตตา ซ้ำตัวท่านเองก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก นับว่าเป็นข้าใต้บาทท่านท้าวอันสำคัญผู้หนึ่ง เรื่องเพียงเท่านี้อย่าวิตกไปเลย ที่เกิดเป็นเรื่องแตกตื่นกันขึ้นมาก็เพราะท่านบุ่มบ่ามกระทำการนั้นโดยหุนหันเท่านั้นดอก”

ภมรธราวางมือลงบนไหล่หนาของสหาย “เราชาววิทยาธรแม้มุ่งหวังการหลุดพ้น แต่ก็ยังยึดติดอยู่กับโลกมนุษย์ยิ่งกว่าชาวสรรค์อื่นๆ รูป รส กลิ่น เสียง เป็นบ่วงรัดเราแน่นเหนียวเจียวท่านเอ๋ย ฉะนั้น...หากท่านกลัดกลุ้มนัก ก็จงให้น้ำเมาที่เราบ่มไว้นี้ช่วยคลายใจท่านให้สบายเถิด”

“ภมรธรา เราไม่ดื่มน้ำเมาท่าน”

ผู้ชอบน้ำเมาส่ายหัว “น่าเสียดายจริงๆ เราจะบอกท่านว่า เราได้นารีผลมาสองนาง ก่อนท่านมา เราเพิ่ง...” บัดนี้วิทยาธรเจ้าของวิมานกระแอมหนึ่งที “นั่นละ น้ำเมาเรานี้ดีหลาย นารีผลทั้งสองนางดื่มกินแล้วเป็นสุขยิ่งนัก เรา...ก็เป็นสุขเช่นกัน แล้วมักกะลีผลผู้นั้นเล่า งามมากหรือ”

สหเดชะมองใบหน้ายิ้มแย้มเป็นสุขของภมรธราแล้วชักไม่ชอบใจ “งาม”

“ท่านชอบมากหรือ”

“พึงใจเรามากทีเดียว”

“เช่นนั้นเราก็ควรจะได้ยลโฉมบ้าง”

“ไม่ดีหรอก”

วิทยาธรผู้รักในน้ำเมาหัวเราะเสียงดังลั่น “รู้หรือไม่ ท่านยังไม่เปลี่ยนไปจากตอนอุบัติใหม่ๆ ในพิทยานครนี้สักเท่าใดเลยนะ ตอนเราเห็นแสงสีเขียวสว่างโร่ขึ้นเหนือศีรษะเราไป เรารีบเหาะขึ้นไปดู ก็ได้รู้จักกับท่าน ตอนนั้นท่านช่างเดียงสาไปเสียทุกอย่าง” ภมรธรายกยิ้ม “แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจนนิดเดียวคือเอ่ยวาจาไม่มีน้ำใจเช่นนี้แหละ มักกะลีผลนั้นมิกลัวท่านแย่หรือ”

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ จับวิทยาธรผู้นี้โยนให้โหม่งเขาวินธัยคงดีไม่น้อย

“อ้า เรารู้ละ” ภมรธรายังไม่หยุดพูด สหเดชะคิด...วิทยาธรผู้นี้คงจะปรารถนา ‘โหม่ง’ เทือกวินธัยจริงๆ “ท่านรักป่าผลไม้ของท่าน หวงสวนขวัญของท่านยิ่งกว่าสิ่งใด อะไรที่เป็นของท่าน...ท่านจะรักราวกับเป็นร่างกายตนเอง ท่านคงอ่อนโยนกับมักกะลีผลผู้นี้มากล่ะซี”

“ท่านช่างรู้มาก”

ภมรธราหัวเราะลั่นอีกครั้ง ด้วยรู้ว่ามิใช่คำชม

“เขาคงน่ารักมากล่ะซี ตอนที่...”

บัดนี้ สหเดชะคิดจะจับสหายทุ่มลงจากวิมานแล้วจริงๆ แต่ก็ทำเพียงเงียบไว้ ฝ่ายนั้นอ้าปาก แล้วส่งเสียงราวกับไม่เชื่อ

“นี่ท่านยังไม่... จริงหรือ สหเดชะ เหตุใด...” ภมรธรามองสหายราวกับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก “เอาน้ำเมาเราไปให้เขาดื่มเสียซี จะได้ง่ายขึ้น หรือท่านจะดื่มเองก็ยิ่งดี”

“เห็นจะไม่ดีนัก”

สหเดชะเห็นว่าควรกลับไปที่วิมานตนเสียที จึงรีบหันกายจะเดินผละมา

“จะไปแล้วหรือ” เจ้าของวิมานท้วง

สหเดชะชะงักเท้า หันกลับมาหาสหายเจ้าของวิมาน “ท่านพอมีน้ำผึ้งบ้างหรือไม่”

“น้ำผึ้ง? เอาน้ำผึ้งไปทำไม น้ำเมาดีกว่ามาก”

“น้ำผึ้งนั่นละ ท่านมีใช่ไหม”

“มีสิ ท่านจะเอาไปทำอะไร”

“น้ำเมาไม่ดื่มหรอก แต่น้ำผึ้งนั้นดีทีเดียว”

สหเดชะเผลอยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงใบหน้าเปื้อนยิ้มสว่างสดใสของรวีพิรุณ

หากน้องเจ้าได้ดื่มน้ำผึ้งรสหอมๆ กับผลไม้ละก็ คงชอบน่าดู

“เราขอสักคนโทหนึ่งได้หรือไม่”

***

รวีพิรุณตื่นเพราะเสียงนกร้องจิ๊บๆ อีกแล้ว อากาศยามเช้าหนาวเย็น ทว่าเจ้านกน้อยก็ราวกับจะไม่ยี่หระต่อความเย็นนั้นเลย มันเกาะอยู่ตรงช่องบัญชรนั้น ส่งเสียงจิ๊บๆ แล้วก็จิ๊บๆ อยู่ไม่แล้ว ราวกับจะบอกว่า เจ้าคนขี้เกียจ ลุกฟื้นตื่นขึ้นมาบัดเดี๋ยวนี้ สวนดอกไม้เพรียกหา สายธารากวักมือคอยเจ้าอยู่แล้วนา

คราวจะลุก เจ้ารวีก็ลุกพรวดขึ้นมา ยกมือถูๆ ตรงใบหน้าสองสามครั้ง แล้วหย่อนเท้าลงจากเตียง ความรู้สึกตอนได้หยัดกายลุกยืนตรงนี้ช่างวิเศษจริงๆ

รวีพิรุณเปิดยิ้ม ดวงตาพราวระยับ “เจ้านกน้อย เจ้าน่ะเอง เจ้าหายไปไหนมา”

จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ

สกุณาชาติตัวน้อยเอียงหน้ามองมักกะลีผลที่สวมใส่ผ้าเนื้อบางลื่นสีขาวสะอาด ผ้านั้นคลุมลงมาถึงหัวเข่า เปิดให้เห็นแข้งสวยเรียว เท้าเล็กๆ นั้นหยัดยืนอย่างมั่นคง

แล้วเจ้านกน้อยก็บินเข้ามาภายในโถงนอน

“อ๊ะ จะไปไหนน่ะ รอก่อนสิ”

ตอนจะก้าวขาตามยังเซนิดหน่อย แต่พอตั้งหลักได้ก็ออกวิ่งปร๋อ ตามเจ้านกน้อยไปติดอยู่ที่ประตูห้องที่หับไว้อย่างดี แต่พอมักกะลีผลน้อยยื่นมือไปผลักเบาๆ มันกลับแง้มออกอย่างง่ายดาย ทั้งนกทั้งมักกะลีผลเห็นสิ่งกีดขวางเปิดออกแล้ว ทางโล่งดี นกก็ขยับปีกบินไป มักกะลีผลก็ก้าวขาออกวิ่งตาม

รวีพิรุณออกวิ่งเหย่าๆ ตามเจ้านกน้อยแสนฉลาดออกไป ผ่านทางเดินมากหลาย ผ่านห้องหับมากเหลือ กระทั่งลุถึงลานโล่งด้านนอกซึ่งต่อกับสวนดอกไม้นั่นเอง

“เจ้านก รอก่อน”

นกไปแล้ว มักกะลีผลเล่า? ก็ต้องตามไปน่ะซี

รวีพิรุณส่งเสียงหัวเราะสดใสยามเมื่อเท้าสัมผัสหญ้านุ่มๆ สูดกลิ่นหอมของอากาศอันบริสุทธิ์ น้ำค้างยอดหญ้ายามเช้านั้นเย็นจัด กระนั้นน้องรวีเจ้าก็ไม่หวั่น ย่ำเท้าไปตามนกน้อยตัวนั้น แต่เพราะใจมันโลดแล่นกับความงามของธรรมชาติยามเช้า มองหาเจ้านกน้อยนั้นแล้วก็ไม่เห็นว่าอยู่ไหน

“นกจิ๊บๆ เจ้าไปไหนเสียแล้ว นกน้อยจิ๊บๆ”

รวีพิรุณผ่อนฝีเท้าลง พร้อมกับหันกายมองหาสกุณาชาติตัวนั้นไปด้วย ขณะนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

ไม่ไกลจากปราสาทใหญ่โตนั้นนัก มีหมู่หินสีขาวโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน รวีพิรุณค่อยก้าวเข้าไปใกล้ มองเห็นน้ำผุดขึ้นมาจากช่องเล็กๆ ระหว่างหินเหล่านั้น

สายน้ำใสสะอาดผุดขึ้นมาแล้วไหลลงไปที่แอ่งน้ำเล็กๆ ด้านล่าง ก่อนจะไหลออกจากแอ่งน้ำนั้น...แล้วไหลเรื่อยออกไป

มักกะลีผลผู้อยากรู้อยากเห็นค่อยๆ ย่างเท้าเดินตามสายน้ำเล็กๆ นั้น จากแอ่งน้ำไปสู่ร่องน้ำ แล้วทันใดนั้นเอง...เจ้ามักกะลีผลก็เริ่มออกวิ่งอีกครั้ง

ช่างน่าอัศจรรย์ ร่องน้ำเล็กๆ นี้เริ่มขยายใหญ่ออกกว้างกลายเป็นธารน้ำใส ธารน้ำใสนี้เองสินะที่เรานั่งอยู่กับวิทยาธรผู้นั้น เขาเป็นวิทยาธร...มีพระขรรค์ด้วย

รวีพิรุณวิ่งตามธารน้ำใสนั้นไป มันคดเคี้ยวไปทางซ้าย รวีเจ้าก็วิ่งซ้าย มันเลี้ยวป่ายไปทางขวา รวีเจ้าก็ไปขวา เจ้าวิ่งไป เส้นผมนุ่มยาวเลยไหล่ก็สยายออกด้านหลัง

“รวี!”

ขณะกำลังวิ่งไปและเริ่มมองเห็นสวนผลไม้อยู่ลิบๆ นั้นเอง ก็มีเสียงเรียกนามของเขาดังก้อง พอมองไปจึงเห็นวิทยาธรผู้นั้นกำลังหอบอะไรมาเต็มแขน เดินมาจากสวนผลไม้นั้นเอง

“ตื่นแล้วหรือ”

รวีพิรุณหยุดเท้า ยืนนิ่งอยู่ริมธารน้ำ อืม ตรงนี้หญ้านุ่มจริงๆ

พอหันไปมองอีกที ก็เห็นวิทยาธรนั้นลอยอยู่เหนือผิวน้ำของลำธารแล้ว รวีพิรุณผงะถอยเล็กน้อย

“ยังไม่ชินอีกหรือ พี่เป็นวิทยาธร...ก็ต้องเหาะได้”

น้องไม่ตอบคำแต่มองของในอ้อมแขน “ผลไม้”

“พี่เอากล้วยมาให้ เจ้าชอบมิใช่หรือ”

“เราชอบ”

ในที่สุดเขาก็แน่ใจ น้องเจ้ากินลูกไม้ได้ และไม่รังเกียจที่จะกินสักนิด

“งั้นนั่งลงเถอะ พี่มีของอร่อยมาฝาก”

“ของอร่อย อะไรหรือ ผลอุลิดหรือ?”

วิทยาธรนั่งลงก่อน รวีพิรุณจึงต้องนั่งตาม

คนผู้นั้นแกว่งมือในอากาศแล้วทันในนั้นก็มีวัตถุบางอย่างอยู่ในมือ เขามองอย่างสนใจ

“นี่คือคนโท” ฝ่ายนั้นอธิบาย “พี่ใส่น้ำผึ้งมาฝากเจ้า”

“น้ำผึ้ง? ผึ้งบินว่อนน่ะหรือ”

“ใช่ ผึ้งบินว่อน ผึ้งกินน้ำหวาน แล้วเอากลับไปที่รัง ทำน้ำผึ้งออกมา เราก็ได้กินน้ำผึ้ง”

“กินน้ำผึ้ง เราแย่งผึ้งหรือ”

สหเดชะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ไม่แย่งหรอก รวี ผึ้งแบ่งให้เราต่างหาก เขามีน้ำผึ้งเยอะ จึงแบ่งให้เรากิน เอาไว้กินกับกล้วยนี้ไง”

“ผึ้งใจดีจัง”

“เช่นนั้นรวีก็กินเสีย ผึ้งจะได้ดีใจ”

“รวีกินแล้วผึ้งจะดีใจหรือ”

“นั่นซี” สหเดชะมองสีหน้ากระตือรือร้นของน้องเจ้าแล้วก็ยิ้มกริ่ม เอียงคนโทเพื่อเทน้ำผึ้งลงกับกระเปาะทำจากใบไม้ น้องมองหน้าเขาเช่นกัน เขาจึงเอานิ้วชี้จุ่มกับน้ำผึ้ง แล้วยื่นไปจ่อตรงหน้าน้องเจ้า “ลองชิมดูซี”

ดวงตาที่มองมานั้นดูอยากรู้อยากลองเสียจริงๆ รวีพิรุณค่อยๆ เคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ แล้วอ้าปากน้อยๆ ครอบลงกับนิ้วที่ยื่นไว้รอซึ่งเยิ้มไปด้วยน้ำผึ้งหอมหวาน

ทันทีที่มักกะลีผลครอบปากลงบนนิ้วนั้น สหเดชะก็เม้มปากแน่น ส่งเสียงฮึมในลำคอ จ้องปากของน้องที่อมนิ้ว จ้องนิ้วที่อยู่ในปากน้องซึ่งบัดนี้กำลังออกแรงดูดเบาๆ ลิ้นเล็กๆ ตวัดถูกปลายนิ้วเพื่อลองชิมรสน้ำผึ้ง สหเดชะเริ่มเห็นว่าภมรธราก็เป็นสหายที่ดีเช่นกัน

ไม่นานรวีพิรุณก็อ้าปาก ถอยกลับไป ปากน้องเจ้าวาวใส เปื้อนเยิ้มด้วยคราบน้ำผึ้ง

ปากคอพี่ราวกับจะสั่น “อะ...อร่อยไหม”

น้องยิ้มทั้งปากเยิ้ม “อร่อย! รวีชอบ!”

“พี่ก็ชอบ...เอ้อ...ที่เจ้าชอบ”

รวีพิรุณยิ้มหวานเช่นเดียวกับน้ำผึ้งที่กิน “รวีกินแล้วชอบ ผึ้งจะดีใจไหม”

“ดีใจซี ผึ้งดีใจแน่ๆ”

นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าภมรธราเรียกผึ้งทุกตัวที่อยู่ในบริเวณนี้ไปที่วิมานของเจ้าตัวหมดละก็ คงจะมีผึ้งสักฝูงบินตอมดอกไม้ให้รวีพิรุณได้ดูอยู่หรอก คิดแล้วสหเดชะก็เห็นว่าภมรธราไม่น่าจะใช่สหายที่ดีสักเท่าไหร่

แม้จะชอบผลไม้มากเพียงไร รวีพิรุณก็รับประทานกล้วยไปเพียงสองลูกเท่านั้น แค่นี้ก็อิ่มแปล้แล้ว ส่วนน้ำผึ้งนั้นเจ้ามักกะลีผลรับประทานด้วยมือจนเปรอะไปหมด จึงเลียนิ้วเพื่อทำความสะอาด ทว่าสหเดชะเห็นการไม่ดี จึงพาไปล้างมือในธารน้ำใส

วิมานแห่งสวนไม้ดอกและไม้ผลของสหเดชะราวกับถูกอวยพรโดยพระสูรยาทิตย์ เพราะมีแสงแดดอุ่นๆ ส่องลงมาทุกวาร ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป

น้องมักกะลีผลนั่งมองน้ำไหลในธารใส พี่วิทยาธรนั่งมองหน้าเปื้อนยิ้มของน้อง ครั้นแล้วสหเดชะก็ร้องขึ้น

“เจ้าอยากเหาะได้ไหม”

รวีพิรุณหันหน้ามามอง “เหาะหรือ”

“เจ้าชอบใช่หรือไม่ ที่พี่พาเจ้าชมเมืองเมื่อวานนี้”

“รวีชอบ”

“รวี...พี่สอนให้เจ้าเหาะดีไหม?”

“สอนเราเหาะหรือ”

“ถูกต้อง พอเจ้าเหาะได้ ก็พาพี่เหาะไปดูเมืองบ้าง”

“อยาก...รวีอยากเหาะ สอนรวีเหาะ”

มักกะลีผลกระโดดผึงขึ้นแล้วเขย่งเท้าเหย็งๆ ใบหน้าเบ่งบานด้วยรอยยิ้ม มองสีหน้าเช่นนี้แล้วใครจะทนไหว

“เจ้าเป็นมักกะลีผลจึงไม่มีอำนวจวิเศษอะไร พี่เอง...แม้เป็นวิทยาธรแต่หากไม่มีพระขรรค์คู่กายก็ไม่อาจเหาะได้ ดังนั้นวิธีการเหาะที่พี่จะสอนคือเหาะโดยใช้พระขรรค์กายสิทธิ์นี้”

สหเดชะตวัดมือในอากาศ แล้วพระขรรค์สีเงินก็ปรากฏในมือ “พี่จะบอกเจ้าบางอย่าง พระขรรค์นี้ปรากฏขึ้นพร้อมพี่ เมื่อพี่อุบัติขึ้นในแดนฟ้านี้ เรียกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพี่เอง แต่หากพี่ปรารถนาจะมอบมันให้ใครก็สามารถทำได้ แล้วจึงค่อยบำเพ็ญตบะสร้างมันขึ้นมาใหม่ กระนั้นมันก็สำคัญกับวิทยาธรอยู่มากทีเดียว เพราะไม่มีพระขรรค์ก็เหาะไม่ได้ วิทยาธรจึงไม่ให้ใครแตะต้องพระขรรค์ตน หากมิใช่คนสำคัญจริงๆ ในอดีตก็เคยมีวิทยาธรมอบพระขรรค์ให้แก่คนที่ช่วยชีวิตตนเอง สำหรับเจ้าแล้ว รวี พระขรรค์ของพี่...พี่มอบให้เจ้าใช้ได้ตามใจ”

สหเดชะมองสบกับดวงตากลมโตสีดำสนิทนั้น รู้สึกราวกับมีอะไรอุ่นวาบอยู่ในอก “ก่อนอื่น เจ้าต้องยืนให้มั่น สองขาแยกจากกันพอประมาณ...อย่างนี้ กำพระขรรค์ให้แน่น แกว่งพระขรรค์หนึ่งครั้งคือเหาะขึ้น หากอยากจะเหาะให้เร็วต้องควงพระขรรค์เป็นวง แล้วชี้ไปด้านหน้าหรือตรงทิศนั้นๆ ที่เราอยากไป...”

ขณะพี่อธิบาย น้องก็รับฟัง ดวงตานั้นสุกใสบ่งบอกสติปัญญา “หากเจ้าอยากจะลอยเรี่ยดินก็ตวัดพระขรรค์จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย...เช่นนี้”

พอทำดังพูด ร่างของสหเดชะก็ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นหญ้า ร่างลอยค้างอยู่เหนือพื้นดินเช่นนั้น “แล้วก็ชี้ปลายพระขรรค์ไปแล้วแต่เจ้าอยากไป”

สหเดชะชี้ปลายพระขรรค์มาหารวีพิรุณ ร่างจึงค่อยๆ ลอยเข้ามาใกล้กับเจ้ามักกะลีผล กระทั่งอยู่ใกล้กันไม่เกินหนึ่งฝ่ามือขวาง วิทยาธรหนุ่มก้มหน้าลงมามองเข้าไปในดวงตาของน้องเจ้า “เจ้าเข้าใจที่พี่สอนหรือไม่”

มักกะลีผลมองพี่เฉย แล้วทันใดก็เปิดยิ้มกว้าง พยักหน้า แล้วยื่นมือมาขอพระขรรค์ “ให้รวีลองเหาะบ้าง”

“เอาซี”

สหเดชะลงแตะพื้นหญ้า เขายื่นพระขรรค์กายสิทธิ์ให้เจ้ามักกะลีผล ฝ่ายนั้นเอื้อมมือมาหยิบเอาไป พอมือขาวๆ นั้นจับด้ามพระขรรค์แล้ว ก็เบิกตากว้าง ราวกับสัมผัสถึงอะไรบางอย่าง

***

(อ่านต่อรีพลายด้านล่างค่ะ)

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1153/-5

กระแสอุ่นร้อนบางอย่างแล่นผ่านจากด้ามพระขรรค์เข้าสู่ฝ่ามือของเขา รวีพิรุณรู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาเริ่มเบาหวิว คล้ายมีลมอ่อนๆ พัดอยู่ที่เท้า จึงก้มลงมอง แม้ไม่เห็นอะไรแต่ความรู้สึกนั้นก็ยังอยู่

วิทยาธรเอ่ยบอกเขามาอีก “ลองดูสิ ตวัดเบาๆ”

รวีพิรุณลองตาม โดยตวัดพระขรรค์สีเงินจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ทันใดลมอ่อนๆ นั้นก็เริ่มแรงขึ้น แล้วรวมตัวกันอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ค่อยพยุงตัวของเขาให้ลอยขึ้นจากพื้นทีละน้อย ลอยเรี่ยอยู่เหนือพื้นดิน รวีพิรุณมองที่ฝ่าเท้าตนเอง มองไปที่วิทยาธรผู้นั้น มองไปรอบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ แล้วจึงมองไปที่พระขรรค์กายสิทธิ์นั้น

วิทยาธรปรบมือเสียงดัง “อย่างนั้นซี เจ้าเก่งมาก”

“รวีเก่ง”

คนพูดเอ่ยออกมาราวกับพอใจในตนเองยิ่งนัก

“ชี้ปลายพระขรรค์มาหาพี่ซิ” วิทยาธรบอก

มักกะลีผลเจ้าก็ลอยมาหา

“ชี้ปลายพระขรรค์ไปทางลำธาร”

มักกะลีผลก็ลอยไปทางลำธาร

เจ้าของวิมานเอ่ยปากชมเปาะ “เจ้าเก่งจริงๆ รวี เพียงครั้งแรกก็ทำได้ถึงเพียงนี้”

“รวีเก่ง” เสียงหัวเราะพออกพอใจในตนเองนั้นราวกับเป็นเสียงกระดิ่ง มันใสและสะอาด ส่งผ่านเข้าไปถึงในใจวิทยาธรทีเดียว
ขณะสหเดชะกำลังยิ้มบานอยู่นั้นเอง รวีพิรุณก็เอ่ยออกมาว่า “ถ้าอยากเหาะเร็ว จะต้องหมุนพระขรรค์ใช่หรือไม่”

ด้วยกำลังอยู่ในอารมณ์สุข วิทยาธรจึงเอ่ยตอบไปว่าใช่

“รวีอยากเหาะเร็วๆ”

เจ้ามักกะลีผลเอ่ยออกมาเช่นนั้น ครั้นแล้วก็ควงพระขรรค์รวดเร็วยิ่ง พอชี้พระขรรค์ไปด้านหน้าก็พุ่งออกไปทันที ราวกับลูกธนูปล่อยจากแล่ง

“รวี!”

ตายละวา สหเดชะหน้าซีด ในใจร้องออกมา อย่าเพิ่งหนีพี่ไป!

เขากระโดดตามไปทันที แม้เมื่อไม่มีพระขรรค์จะเหาะไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถกระโดดข้ามพื้นที่ได้ระยะไกล เขากระโดดตามเจ้ามักกะลีผลไป ฝ่ายนั้นเหาะพุ่งไปในอากาศ พุ่งฉวัดเฉวียนไปมา เขาตามจนแทบเวียนหัว

รวีพิรุณรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นนกน้อยร้องจิ๊บๆ เจ้านกน้อยตัวนั้นบินไปมาในอากาศได้อย่างอิสระเสรี แล้วเขาเล่า ยามนี้ก็บินไปมาในอากาศได้อย่างอิสระเช่นเจ้านกน้อยนั้นแล้ว สายลมแรงปัดเส้นผมยาว อาภรณ์ที่สวมใส่นั้นแนบกับร่าง

เขาเห็นโลกตรงหน้านี้แปลกออกไป ต้นไม้ ต้นหญ้า ธารน้ำใส ดอกไม้นานาพันธุ์ลอยผ่านไปด้วยความรวดเร็ว ลมอุ่นที่หมุนวนอยู่ที่ปลายเท้านั้นพัดแรงขึ้น เร็วขึ้นจนเขาควบคุมแทบไม่ไหว

รวีพิรุณเริ่มตระหนก ในหูแว่วเสียงร้องเรียกนามจึงพยายามหมุนพระขรรค์ให้กลับไปยังทิศนั้น ร่างน้อยๆ พุ่งเป็นวงโค้ง แล้วจึงเห็นวิทยาธรผู้นั้นกำลังกระโดดตัวลอยข้ามพื้นที่กว้างมาหา ดวงตาฉายแววร้อนรน

“รวี! ช้าลงหน่อย เจ้ายังไม่คุ้น!”

รวีพิรุณเองก็มิใช่กล้าหาญขนาดนั้น พอมองเห็นคนตัวใหญ่กระโดดเข้ามาหา จึงพุ่งเข้าไปทันที ใจที่กำลังตระหนกนั้นเริ่มมาเป็นกอง ราวกับคนหิวโซเจออาหาร

คนผู้นี้เคยแทนตัวเอง...พี่

รวีพิรุณเห็นใบหน้าของวิทยาธรชัดเจนยิ่งนัก ในขณะที่ร่างกำลังพุ่งเข้าหากัน จึงร้องออกมา

“ท่าน...ท่านพี่!”

ดวงใจของสหเดชะลิงโลด

ก่อนร่างจะปะทะกัน สหเดชะกระโดดขึ้นสูง หมุนตัวดังจักรผัน จับต้นแขนผอมๆ ไว้ พลิกตัวไปเพื่อซ้อนเข้าด้านหลัง มือที่ว่างจับทับเข้ากับมือของน้องที่กระชับพระขรรค์อยู่ มือของน้องสั่นน้อยๆ

ดีเท่าไหร่ไม่ปล่อยพระขรรค์เสียก่อน

เขาฉวยพระขรรค์นั้นมาไว้เสียเอง ตวัดมันขึ้นแล้วร่างสองร่างก็พุ่งจากพื้นขึ้นไปกลางอากาศ รวีพิรุณพลิกร่างเข้ามาหา ซบใบหน้าลงกับแผ่นอกแกร่ง แขนผอมๆ กอดเขาแน่น

สหเดชะวาดพระขรรค์เป็นแนวราบกับพื้น ร่างทั้งสองจึงค่อยๆ ช้าลงก่อนหยุดกลางอากาศ เขากอดน้องไว้แน่น ฝังจมูกลงกับกลุ่มผมหอมๆ กลิ่นลูกไม้นั้น

“อย่าหนีพี่ไป รวี อย่าไปจากพี่”

สหเดชะปล่อยมือจากพระขรรค์ มันลอยตัวอยู่ใกล้ๆ กับเขานั่นเอง ปลายชี้ลงดิน แล้วทันใดส่วนปลายก็ค่อยๆ กลายเป็นผงสีเงิน กระจายหายไป ลามจากส่วนปลายขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ

วิทยาธรกอดร่างมักกะลีผลแน่นเข้าขณะร่างสองร่างลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ อย่างช้าๆ นุ่มนวล

“แม้เจ้าเหาะได้แล้ว...ก็อย่าหนีพี่ไป”

สหเดชะกระซิบถ้อยคำ รวีพิรุณผละใบหน้าจากอกของเขา ช้อนหน้าขึ้นมองสบกับดวงตาสั่นไหวของเจ้าของวิมาน “ท่านพี่”

“พี่นึกว่าเจ้าจะหนีพี่ไป”

“รวีไม่หนี รวีอยากเหาะได้เท่านั้น”

ริมฝีปากอิ่มๆ นี้อย่าเจื้อยแจ้วจำนรรจาอีกเลย ว่าแล้วสหเดชะก็จับใบหน้าของรวีพิรุณไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ก้มหน้าลงไป มุ่งหมายที่ริมฝีปาก

น้องเบิกตากว้างขณะใบหน้าของพี่ใกล้เข้ามา แล้วความอ่อนนุ่มก็ประกบเข้าด้วยกัน

ร่างทั้งสองลอยสู่เบื้องล่างอย่างช้าๆ ราวกับขนนกค่อยๆ ตกลงสู่พื้นดิน

สหเดชะสัมผัสริมฝีปากของเจ้ามักกะลีผล ช่างหอมหวาน ช่างอ่อนนุ่ม กลิ่นน้ำผึ้งอวลอยู่ภายใน น้องเจ้าเองก็ตอบรับกลับอย่างดี เมื่อเขาส่งลิ้นเข้าไป ฝ่ายนั้นก็ส่งลิ้นเล็กๆ ต้อนรับ

ร่างของพวกเขาค่อยๆ หมุนคว้าง ฝ่ายพี่อยู่บน แล้วเปลี่ยนมาอยู่ล่าง สลับกันไป รสจูบหอมหวาน พานให้หูตามืดบอด แม้กระทั่งเท้าแตะพื้นแล้วรสจูบก็ยังทำให้มัวเมา

บัดนี้พระขรรค์เงินได้สลายไปหมดแล้ว ร่างของพวกเขาลงถึงพื้นดิน สหเดชะนอนราบลงกับพื้นหญ้า แผ่นหลังสัมผัสหญ้านุ่ม ร่างของน้องทับทาบตามลงมา

สหเดชะขบริมฝีปากล่างอันอวบอิ่มของน้องเบาๆ จูบซ้ำที่มุมปากฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำใส นิ้วมือจับติ่งหูเล็กๆ อ่อนนุ่มนั้นอย่างถนอม จับปอยผมทัดหูน้องให้

เอาแก้มแตะแก้มอ่อนโยน อ้อยอิ่ง กระซิบกระซาบคลอเคลีย “รวีเจ้าเอ๋ย...รู้ไว้เถิดหนา...”

เขาเลื่อนใบหน้าออกมา สบตากับดวงตาฉ่ำน้ำหรี่ปรือนั้น มองสบแน่วแน่ไม่หลีกหลบ

“...เจ้าเป็นดวงใจของพี่ เป็นดวงมณีของใจพี่”

ดวงตาของรวีพิรุณสว่างสดใส กระจ่างชัดราวกับดวงดาวประดับฟ้ากลางคืน

น้องเจ้าโน้มใบหน้าเข้ามาหา ประกบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของสหเดชะเสียเอง

***

เช้าแล้วหรือ สหเดชะลืมตาขึ้น ละจิตจากสมาธิที่ค่อนข้างสงบลงกว่าคืนก่อนๆ จูบของรวีช่วยได้ดีจริง นกตัวหนึ่งจับอยู่ตรงช่องบัญชร มันเอียงหัวมองดูเขา พลางส่งเสียงร้องจิ๊บๆ เขารู้สึกว่าสกุณชาตินี้แปลกกว่านกอื่นๆ เมื่อมันกระพือปีกออกบิน จึงลุกขึ้นเดินตามไป

โถงนอนหรือ?

เจ้านกน้อยบินพาเขากลับมาที่โถงนอน สหเดชะเร่งฝีเท้า มองเห็นประตูโถงนอนเปิดแง้มอยู่ไม่ไกล เขากระโจนพรวดเข้าไปผ่านประตูเปิดค้าง

ภายในห้องว่างเปล่า ไร้สัญญาณชีวิตใดๆ บนเตียงนอนนั้นไม่มีร่างของรวีพิรุณอยู่เลย รอยยับของผ้าแสดงว่าเจ้ามักกะลีผลนอนที่นี่ แล้ว...รวี...เจ้าหายไปไหนเสียแล้ว?


***

แป้งจี่ฯ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เอ็นดูน้องรวี
รอติดตามตอนต่อไปนะคะ
รัก ^____^

ออฟไลน์ Veesi3

  • coHon3 {ต้นฝ้าย}
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 888
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-1
น้องแอบเอาพระขรรคไปเล่นรึเปล่า

ออฟไลน์ NaunaeZaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 72
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ดูท่าแล้วน้องก็แสบไม่เบานะเนี่ย อิพี่จะทนได้แค่ไหนเชียว :laugh:

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
ไปซนที่ไหนลูกกกกกกกกกกก

ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
รวีลู๊กก แอบหนีท่านพี่ไปเที่ยวซุกซนที่ไหนแล้วว

ออฟไลน์ beerby-witch

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 634
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-2
อ่านแล้วใจจะขาดแทนคนพี่  :ling1:

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7595
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
ตายแล้ว หลงเด็กหนักมาก ไม่ทันไรก็ติดปีกติดหาง จะบินไปถึงไหนหนอ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
แอบไปเล่นซนนะสิ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 5 [01-04-2562] หน้า 3
« ตอบ #69 เมื่อ: 03-04-2019 02:47:43 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7595
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +177/-7
กลัววว

ออฟไลน์ Night Show Opera

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :o8: ซนจริงๆเจ้ารวี! หายไปอีกแล้ว เหนื่อยคนพี่ตร้องตามหาอีกแน่ เจ้าเด็กแสบน่ารักเอ้ย!

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 728
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
 :katai2-1:
ไปไหนๆ
 :3123:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2870
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
นกนั้นมาล่อลวงน้องหรือเปล่า แต่นกก็มาเตือนสหเดชะ
เอีะ ยังไง

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1153/-5


บทที่ 6


ร้อนใจดังไฟเผาเป็นเช่นนี้เอง

สหเดชะมองเตียงนอนอันว่างเปล่าด้วยใจตระหนก วานนี้มิใช่หรือที่เขาเพิ่งกระซิบบอกยามผละจูบแผ่วเบา ว่าอย่าหนีพี่ไป แล้วน้องเจ้าก็รับคำเสียดิบดี ไฉนจึงจากไปโดยไม่ลาพี่

ไม่...ภายในจิตใจของวิทยาธรหนุ่มนั้นสับสนปั่นป่วนยิ่งแล้ว รวีบอกแล้วว่าจะไม่หนีมิใช่หรือ จูบย้ำสัญญากันแล้วว่าจะอยู่ด้วย น้องบอก...รวีไม่หนี...เพียงอยากเหาะเท่านั้น

น้องเอ่ยชัดเจน

แล้วน้องเจ้าจะบินไปได้เช่นไร ในเมื่อพระขรรค์ปั้นเสกขั้นมาก็ด้วยฤทธิ์ของสหเดชะ น้องไม่มีทางจะเหาะออกไปจากเกาะได้ การจะหายไปเช่นนี้โดยเขาไม่รู้ตัวจะต้องเป็นเพราะเจ้าแอบออกไปเที่ยวเล่นเป็นแน่ เพราะไม่มีใครจะลักเข้ามาในเขตวิมานได้โดยเขาไม่สำเหนียก

รวีพิรุณ...เจ้าจะต้องยังอยู่ที่ใดบนวิมานนี้เป็นแน่ ขอให้เป็นเช่นนั้นด้วยเถิด

จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ

สำเนียงเสียงนกตัวนี้ช่างเสนาะกังวานแปลกๆ คล้ายกับมิใช่สกุณชาติทั่วๆ ไป สหเดชะหรี่ตามองเจ้านกน้อยซึ่งเกาะอยู่ที่ช่องบัญชร มันกำลังไซ้ขนอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อน

เขาเดินเข้าไปใกล้ หวังจะพินิจสกุณชาติตัวนี้ให้ชัดกว่าเดิม ทว่ามันกลับขยับปีก แล้วโผบินออกไปจากช่องบัญชรนั้นเสีย

สหเดชะเจ้าวิมานไม่รอช้า รีบโผนจากที่ ตามออกไปทันที

***

เจ้านกน้อยตัวนี้ช่างบินเร็วผิดกว่าเผ่าพันธุ์ตนเหลือเกิน

สหเดชะจำต้องเสกพระขรรค์ออกมาเพื่อเหาะไล่ตามมันไป เขาเก็บความสงสัยไว้ก่อนว่าเจ้านกตัวนี้มีความลับบางอย่างซ่อนไว้หรือไม่ ตอนนี้สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือตามหาตัวรวีพิรุณให้พบ

นกน้อยบินนำวิทยาธรผ่านสวนดอกไม้อันงดงาม ตัดผ่านลำธารและทุ่งหญ้าขจี ไม่นานก็เห็นชายป่าเคลื่อนเข้ามาหาอยู่ไม่ไกล

สวนผลไม้หรือ?

บัดนี้ มิทราบด้วยญาณใด สหเดชะกลับพบว่าใจอันเต้นเร่าด้วยร้อนรนเมื่อชั่วครู่ก่อน กลายเป็นเหิมฮึกครึกโครมขึ้นมาด้วยความคิดบางอย่าง

เขามุ่งตามเจ้านกน้อยเข้าไปในสวนป่านั้น

ทั้งนกทั้งวิทยาธรลอยลิ่วไปกับอากาศ เลียบธารน้ำอันคดเคี้ยวและไหลเรื่อยลึกเข้าไปในป่า ก่อนจะได้ยินเสียงน้ำไหลแรง พร้อมกับเสียงบางอย่างที่ทำให้ใจสหเดชะโลดเต้น

เสียงหัวเราะสดใสราวกระดิ่ง

สหเดชะมองหาเจ้านกน้อย กลับพบว่ามันหายไปไหนเสียแล้ว เขากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว พลางค่อยๆ ลอยเลื่อนเข้าไปใกล้บริเวณนั้น

ธารน้ำซึ่งมีต้นกำเนิดจากตาน้ำใกล้ๆ กับปราสาทของสหเดชะนั้น ไหลตัดทุ่งหญ้าเข้ามาในป่า และเมื่อถึงระยะหนึ่งก็ไหลลงในแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง บัดนี้สหเดชะเข้าไปใกล้แอ่งน้ำแห่งนี้แล้ว เขาได้ยินเสียงคนพุ้ยน้ำ เสียงกระโดดตูมตาม เสียงผิวน้ำแตกกระจาย เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจซึ่งกลั้นไว้นั้นออกมาทีละน้อย

ไม่น่า...

เสียงนั้นเป็นรวีพิรุณแน่ละ เขารู้แล้วว่าน้องเจ้าแอบลักออกมาก่อนเขาออกจากสมาธิเสียอีก

นี่แอบมาเล่นน้ำหรอกหรือ!

น่าตีนัก

ทำให้เขาเสียขวัญไปได้

สหเดชะบังคับริมฝีปากตนเองไม่ได้ มันรังแต่จะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอยู่ไม่รู้แล้ว ความโล่งโปร่งใจโถมถั่งเข้ามา ดีแล้วที่เจ้ามิได้หนีหายไปที่อื่นไกล เจ้ายังอยู่กับพี่

เขาพอจะรู้บ้างว่ารวีพิรุณมองแอ่งน้ำแห่งนี้อย่างหมายมาดเช่นไร เขาน่าจะคิดออกตั้งนานแล้ว ว่าน้องเจ้าอยากมาเล่นน้ำ...

...เล่นน้ำ?!

แม้สีหน้าของวิทยาธรหนุ่มจะยังเปื้อนรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับลั่นดังราวกลองมโหระทึก

วิทยาธรหนุ่มผู้อหังการ รีบเร้นกายลอยเลื่อนเข้าไปใกล้โดยไม่ให้กระโตกกระตาก ไม่ไกลจากริมแอ่งน้ำนั้นมีโขดหินใหญ่ตั้งอยู่ ซ้ำยังมีพุ่มไม้ขึ้นสูง เขาลอบเข้าไปตรงนั้นขณะเสียงพุ้ยน้ำกำลังดังไปทั่วบริเวณ

อยู่ๆ เสียงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะสดใสของรวีพิรุณก็เงียบหาย จากมุมหลังโขดหินริมแอ่งน้ำ สหเดชะมองเห็นร่างของเจ้ามักกะลีผลยืนอยู่กลางแอ่งนั้น

แสงแดดยามสายส่องลอดคาคบไม้ลงมา แดดอุ่นอาบไปทั้งแอ่งน้ำราวกับจะส่องแสงออกมาเป็นแก้วระยับ

แอ่งน้ำนี้ไม่ลึกมาก สหเดชะลอบกลืนน้ำลายลงคอ ขณะสายตามองจ้องภาพตรงหน้าอยู่ด้วยลักษณาการราวกับตนเองเป็นตาแก่ตัณหากลับ

รวีพิรุณยืนอยู่ ณ กลางแอ่งน้ำ

อาภรณ์ใดที่เขาเคยเนรมิตขึ้นมาให้เพื่อน้องเจ้าได้สวมใส่ บัดนี้กลับอันตรธานหายไป

เจ้ามักกะลีผลยืนตรงแน่วอยู่กลางน้ำ หันหลังมาทางริมตลิ่งที่สหเดชะแอบซ่อนอยู่ ร่างนั้นขาวโพลนราวกับถูกแสงอันสว่างไสวใดๆ มีในโลกนี้อาบไว้ ร่างนี้ขาวใสยิ่งกว่าเมื่อตอนนั่งกอดเข่าอยู่โคนต้นมักกะลีผลเสียอีก สว่างสดใสราวกับจะเปล่งแสงออกมาได้

ร่างผอมบางนั้นยืนนิ่ง สหเดชะมองดูแผ่นหลังขาวเนียนเกลี่ยอยู่ด้วยหยดน้ำ มองลำคอระหงขาวผ่อง หากได้วางจุมพิตลงไปที่ผิวนุ่มๆ ของลำคอนั้นจะเป็นเช่นไรหนอ

เขามองลำแขนกล้องแกล้งราวกับเกลา มองเอวผอมๆ นั้น...ซึ่งหากเขาได้ใช้สองแขนโอบก็คงจะรวบกอดได้อย่างสบาย

มองลาดไหล่กลึงเกลี้ยง เหมาะแก่การซบหน้า หรือแนบคางลงไปวางพัก เพื่อให้จมูกได้สูดดมกลิ่นหอมหวานของแก้มเจ้า

อีกสะโพกกลมกลึงนั้นเล่า

สะโพกขาวผ่อง เต็มแน่นด้วยเนื้อเนียนๆ แม้ไม่อยู่ใกล้สหเดชะยังมองเห็นว่ามันสะอาดหมดจด ไร้ซึ่งร่องรอยไม่น่ามองใดๆ มือของเขาสั่นขึ้นมาโดยควบคุมไม่อยู่ ปรารถนาเหลือเกินที่จะใช้มือนี้ลองแตะเบาๆ ที่หนั่นเนื้อนั้น แล้วลูบไล้แผ่วเบาอย่างกับปีกผีเสื้อสัมผัส

กลุ่มผมยาวเคลียไหล่บัดนี้ถูกเจ้าตัวรวบไว้เป็นมวย วางพาดไปด้านหน้ากับลาดไหล่

รวีพิรุณโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยขณะใช้มือกอบเอาน้ำเย็นใสสะอาดขึ้นมาลูบไล้กับแขนตนเองอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะเบาๆ ราวกับพออกพอใจเหลือเกิน

“ชอบจริง...ชอบน้ำเย็นๆ อย่างนี้”

เสียงรวีบ่นพึมกับตนเอง ขณะสหเดชะกำลังจ้องสะโพกขาวผ่องนั้นไม่วางตา เมื่อน้องโน้มตัวไปกอบน้ำขึ้นมา สะโพกก็จะเคลื่อนขึ้นเหนือน้ำ ยิ่งทำให้ฝ่ายที่ซ่อนตัวอยู่มองเห็นอะไรๆ มากขึ้น

ความร้อนรุ่มอันแปลกกว่าเคย พลุ่งพล่านอยู่ในกายของวิทยาธรหนุ่ม ใช่ว่ามิเคยสัมผัสรสการร่วมรัก ทว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้...ไม่เหมือนสิ่งใดที่ใจฝันหาเลย

รวีพิรุณย่อกายลงในน้ำ ผินหน้ามาเล็กน้อย จึงเห็นเสี้ยวหน้าอันอาบด้วยความสุขเปี่ยมล้น แก้มขาวๆ นั้นบัดนี้เรื่อราวกับสีกุหลาบ
เสียงบางอย่างในใจโพล่งขึ้นมา หากร่วมสังวาสกับมักกะลีผล จักเสียตบะไปกึ่งหนึ่งเจียวหนาท่าน

สหเดชะแค่นเสียง

ตบะหรือ? ตอนนี้สำคัญที่ไหนกัน

เขายืดกายขึ้นยืน ก้าวขาออกมาจากหลังก้อนหินใหญ่นั้น พอถึงริมตลิ่งก็ก้าวขาลงไปในน้ำด้วยฝีเท้าอันมุ่งมั่นและแน่วแน่
รวีพิรุณชะงักมือที่กำลังวักน้ำเล่น ยืดร่างขึ้นยืนตรง ค่อยๆ หันกลับมามองใครบางคนซึ่งกำลังเดินแหวกสายน้ำเข้าไปหา

รวีเห็น...ภายในดวงตาของเขาแผดเผาด้วยอารมณ์

สหเดชะเดินลุยน้ำไปด้วยใจฮึกเหิมปนวาบหวาม เครื่องนุ่งห่มบนร่างค่อยๆ กลายเป็นละอองสีเขียวลอยปลิวกับอากาศอวลกลิ่นลูกไม้ อาภรณ์เขาค่อยๆ ป่นเป็นผงไปทีละน้อยๆ เริ่มจากไหล่แข็งแกร่ง ลงมาถึงแผ่นหลังอันกำยำ จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ ปล่อยให้ตัวเปล่าล่อนจ้อน ไหล่ของสหเดชะนั้นกว้าง ก่อนจะค่อยแคบลงเมื่อไล่มาถึงร่างกายท่อนล่าง รูปร่างเช่นนี้คือลักษณะยอดขุนพล ผู้เป็นหนึ่งในเรื่องรัก 

เจ้ามักกะลีผลผู้หันหน้ามามองพลันรู้สึกประหลาดในอก เบิกตากว้างมองร่างเปล่าเปลือยของท่านพี่ค่อยๆ เดินเข้ามาหา เรือนกายของคนผู้นี้แม้เป็นไปในทางเดียวกับร่างของเขา ทว่ามันกลับแตกต่างกันเหลือเกิน

รวีพิรุณมองตาค้างอยู่เช่นนั้น มนต์ใดอันก่อให้มักกะลีผลกำเนิดขึ้นมาในสามภพนี้ ก็ได้ใส่ความรู้สึกอันเป็นเนื้อแท้แห่งสิ่งมีชีวิตไว้กับตัวของเขาด้วย รวีพิรุณรู้สึกวูบวาบภายในราวกับว่าจะหายใจไม่ทัน ราวกับจะล้มลงไปเสียให้ได้ ร่างกายกำยำซึ่งกำลังย่ำเดินลุยน้ำมุ่งตรงมาหานั้นราวกับจะปรากฏอยู่เต็มคลองสายตา แอ่งน้ำแห่งนี้ก็ดี ป่าผลไม้รอบด้านก็ดี กลิ่นหอมของมวลลูกไม้ก็ดี ล้วนอันตรธานไปจากการรับรู้ของเจ้ามักกะลีผลแล้ว เขาเห็นแต่ร่างกายของสหเดชะซึ่งเดินแหวกสายน้ำเข้ามาหาเรื่อยๆ

ร่างกายของบุรุษผู้นี้กำยำแข็งแกร่ง ยามมองกล้ามเนื้อขยับเคลื่อนก็ราวกับจะเปล่งมนต์เสน่ห์บางอย่างออกมา ทำให้น้องเจ้ารู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ยิ่งมองเห็นร่างกายบางส่วนของสหเดชะซึ่งกำลังสำแดงความองอาจเยี่ยงชายชาตรีออกมาอยู่ทุกอณู ก็ราวกับจะทำให้ร่างกายของรวีพิรุณโงนเงนล้มลงเสียให้ได้

ภาพตรงหน้าราวกับจะปลุกให้สำนึกแห่งความเป็นมักกะลีผลฟื้นตื่นขึ้นมา สหายของเขาเคยบอกไว้มิใช่หรือ ว่าการเกิดมาเป็นมักกะลีผลหรือนารีผลนั้นย่อมมีจุดหมาย สักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้อง ‘จากไป’ เพื่อกระทำเรื่องบางอย่างให้สมกับที่กำเนิดมา

“ทะ...ท่าน...ท่านพี่...”

รวีพิรุณส่งเสียงแผ่วโหย ใบหน้าแดงเรื่อ พยายามจะผินหน้าไม่มองร่างกายที่กำลังเดินเข้ามาตรงๆ แต่ก็ไม่อาจห้ามตนเองได้ สายตามันก็จะมองอยู่นั่นแล้ว

ท่านพี่ ใจของรวีพิรุณอยากจะกล่าวเช่นนี้ บัดนี้ท่านเองก็เปล่าเปลือยหมดจด ไม่ต่างอันใดกับเมื่อรวีเพิ่งฟื้นตื่น ณ โคนต้นแม่มักกะลีผลแม้สักน้อย!

***

“รวี”

เสียงของสหเดชะนั้นแผ่วโหยไม่ต่างกัน

เขาจับไหล่ทั้งสองข้าง ออกแรงดันให้รวีพิรุณขยับเข้ามาใกล้อีก ยิ่งเข้ามาอยู่ใกล้เขายิ่งควบคุมตนเองไม่ได้

เรือนกายผอมเพรียวนี้ขาวผ่อง เส้นผมบนศีรษะเป็นสีดำเหลือบเขียว ยามต้องแสงอาทิตย์คล้ายกับเห็นประกายระยิบระยับบางอย่าง ท่อนแขนกลมกลึงดังเทพแกล้งเกลา ผิวพรรณเกลี้ยงขาวสะอาด ไร้ตำหนิใด

สหเดชะมองแผ่นอกแบนราบทว่าประดับไว้ด้วยยอดอกสีอ่อน บัดนี้แผ่นอกนั้นสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ มองจุดสองจุดสีสวยนั้นเนิ่นนาน แผ่นอกสะท้อนขึ้น แผ่นอกสะท้อนลง เขามองเช่นนั้นและกล่าวเช่นนั้นในใจตนจนไม่ต่างอันใดกับการท่องบ่นมนตรา ฝืนกลืนน้ำลายซึ่งสออยู่เต็มปากให้กลับลงไป ก่อนจำต้องละสายตาจากมาอย่างเสียดาย

เขามองหน้าท้องขาว เนียนเรียบ แอ่งสะดือเล็กๆ ดูน่ารัก และจุดซึ่งบ่งบอกความแตกต่างจากนางนารีผลทั้งหลาย

นี่ปะไรคือสิ่งที่ทำให้สหเดชะสนใจ

วิทยาธรหนุ่มผู้เตลิดอยู่ในโลกแห่งอารมณ์ เลื่อนสายตากลับไปมองที่หน้าท้องแบนราบนั้นอีกครั้ง มองสะดือเล็กๆ น่ารัก พลางจินตนาการไปว่าหากตนเองจรดปลายจมูกลงกับผิวนุ่มตรงเหนือสะดือนั้น คงพบกับความอ่อนนุ่มเนียนละมุนอย่างเหลือจะกล่าว กลิ่นอันหอมรัญจวนคงเร่งให้ใจของเขาเต้นระรัว จำต้องพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาราดรดผิวตรงนั้นจนน้องต้องแขม่วท้องไป เขาคงจะจุมพิตลงไปบนสะดือนั้น ลากลิ้นผ่านผิวเนียนเรียบ ลิ้มรสชาติซึ่งทำให้เขาต้องลากลิ้นสัมผัสอีกครั้งและอีกครั้ง ก่อนจะพบ ‘ร่างกาย’ ไร้เดียงสารอคอยอยู่เบื้องล่าง

‘ไร้เดียงสา’ ด้วยไม่เคยสัมผัสฤทธิ์แห่งดำฤษณา

มักกะลีผลรุ่นหนุ่มเช่นนี้มีหรือจะเคยผ่านมือใคร ดังนั้นจึงบริสุทธิ์ สะอาด และกระตุ้นให้ใจเขาเหิมฮึกอึกทึกไปทั้งอกทั้งใจ หากได้ครอบครองความไร้เดียงสานี้จะเป็นเช่นไร

อวัยวะซึ่งแปลกแยกจากเหล่านารีผลนางอื่นๆ นั้นช่างน่าเอ็นดู สหเดชะจ้องมองด้วยพึงพอใจว่าเนื่องจากมีผิวกายขาวสะอาด ‘มักกะลีผลหนุ่มน้อย’ จึงมีสีชมพูระเรื่อ ไม่ขัดสายตาสักนิดเดียว

สหเดชะยิ้มกระหยิ่ม เลื่อนสายตาขึ้นมามองใบหน้าของรวีพิรุณ ฝ่ายนั้นกำลังมองจ้องเขากลับมาเช่นกัน ริมฝีปากเผยอน้อยๆ ราวกับกำลังประหลาดใจต่อสิ่งที่พบเห็น

เขายิ้มหวานเชื่อม มองใบหน้าของรวีอันพึงใจเขายิ่งนัก หนุ่มน้อยผู้นี้มีเครื่องหน้าโดดเด่น คิ้วคางชัดเจน ขนตายาวหนาเป็นแพสวย ริมฝีปากจิ้มลิ้มเกินชาย ผิวแก้มก็ออกชมพูระเรื่อราวแก้มฝาดของสาวรุ่น เขามองแล้วมองอีก ดั่งว่ากำลังจะจมลงไปในมวลแห่งอารมณ์ซึ่งกำลังพลุ่งพล่านอยู่นี้

สหเดชะเอ่ยคำ

“รวี พี่ปรารถนาเจ้าเหลือเกิน...”

ถ้อยสำเนียงอันซ่านไปด้วยหวามแห่งอารมณ์นี้ ทำให้เจ้ามักกะลีผลคล้อยตามและไม่ปฏิเสธจนนิดเดียวเมื่อสหเดชะเลื่อนมือแข็งแรงลงไปโอบสะโพกนุ่มเต็มกำมือ แล้วยกให้ร่างนั้นมาประชิดแนบ

ราวกับรู้โดยสัญชาตญาณ รวีพิรุณอ้าขาออกเพื่อกระหวัดรัดเอาช่วงเอวอันกำยำของพี่ไว้ ลำแขนผอมกอดรอบลำคอของพี่

ดวงตาของสหเดชะยามนี้เชื่อมไปด้วยอารมณ์หวิวสะท้าน เขามองใบหน้าของน้อง แล้วมองริมฝีปากเผยอยั่ว

ก่อนจะก้มใบหน้าลงไป

สองกายกอดกระหวัด ฝ่ายหนึ่งรุกไล่ ฝ่ายหนึ่งต้านรับ สอดประสานกันด้วยอารมณ์หวามไหวในใจ

สหเดชะมือหนึ่งโอบเอวผอมของน้องไว้ อีกมือจับตะโบมโลมลูบกับหนั่นสะโพกอันเต็มมือ ผิวของเจ้าช่างเย้ายวนใจพี่ กลิ่นของเจ้าช่างกระตุ้นให้ใจพี่ลุกเต้น ริมฝีปากและลิ้นของเจ้าช่างปลุกเร้าให้พี่โลดทะยานขึ้นสู่เวิ้งฟ้าอากาศ

ความองอาจของสหเดชะร้อนผ่าว ผงาดกล้าเหยียดตรง แนบติดอยู่กับร่องสะโพกขาวนุ่ม เต้นตุบเป็นจังหวะกับหัวใจเต้นรัว ผิวเนื้อนุ่มเนียนสัมผัสเสียดสีกับความปรารถนาของวิทยาธรอยู่ไม่รู้แล้ว เขาคำรามลึกในคอ ขณะตักตวงเอารสจูบจากริมฝีปากเจ้า พร้อมขยับร่างกายท่อนล่างเพื่อให้สัมผัสน้องเจ้าได้แนบแน่นยิ่งขึ้นไป

สหเดชะถอนริมฝีปากออก แล้วขยับไปลิ้มรสผิวเนื้อตรงลำคอขาวผ่อง ผิวน้องเจ้าช่างนุ่มนวล สัมผัสตรงไหนหอมรัญจวน ขบฟันลงไปที่ใดก็ให้เพริดไปด้วยแรงปรารถนา กระตุ้นให้เขาย่ามใจ ลิ้มลองผิวกายนี้แทบทุกอณูสัมผัส

สหเดชะค่อยๆ ก้าวขาออกเดิน ทั้งร่างกายแนบชิดเช่นนั้น ตลิ่งอยู่ไม่ไกลแล้ว เขาก้าวขึ้นจากน้ำ รวีซบหน้าลงกับไหล่ของเขา หอบหายใจเร็วแรง กระนั้นน้องก็ยังรัดเอวของเขาไว้แน่นหนา

เขาวางร่างขาวโพลนลงกับพื้นหญ้านุ่ม ตนเองคุกเข่าอยู่ระหว่างท่อนขาขาวโพลนของรวีซึ่งถูกจับแหวกออกจากกัน
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาในมโน พี่จักหักใจข่มเหงเจ้าได้เช่นไร

เสียงนั้นแผ่วเบา ไหนเลยจะอาจหาญต่อรบกับเสียงแห่งความปรารถนาซึ่งกำลังร้องคำรามอยู่ในใจของเขาในขณะนี้

“รวี...พี่ปรารถนาเจ้า”

แววตาของมักกะลีผลบัดนี้ช่างเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ที่เห็นเด่นชัดคือความตื่นตระหนก ดวงตานั้นเต้นระริกจ้องร่างอันกำยำเปลือยเปล่าของสหเดชะราวกับกวางน้อยมองพญาพยัคฆ์เจ้าไพรยืนค้ำเหนือร่าง

แววระริกในดวงตานั้นช่างกระตุ้นให้วิทยาธรอยากจะเด็ดกลีบดอกไม้อันบริสุทธิ์นี้เพื่อสัมผัสให้เกิดรอยช้ำ เขาจับสองขาของน้อง แบะให้กว้างออกอีก เลื่อนตัวลงไปเพื่อจ้องมองหนทางแห่งอารมณ์หวามหวิว

ราวกับว่าร่างกายของรวีพิรุณกำลังหลั่งอะไรบางอย่างออกมา สหเดชะได้กลิ่นหอมแรงของลูกไม้บางอย่าง สติอันมืดบอดของเขายิ่งราวกับมีม่านอะไรมาบังไว้ มิให้รู้ตื่น ยื่นใบหน้าเข้าไปสัมผัสช่องทางนั้นอย่างย่ามใจ...ด้วยปากด้วยลิ้นของเขา

วิทยาธรผู้หลงในสวาท มัวเมาอยู่กับเรือนร่างของมักกะลีหนุ่มน้อย ฝ่ายนั้นบิดเร่าร่างกายด้วยไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน รวีพิรุณส่งเสียงบางอย่างออกมา ไม่ใช่เสียงหัวเราะสดใส ไม่ใช่เสียงหวานๆ ไพเราะยามบอกว่าชอบผลไม้อย่างนั้นอย่างนี้

ทว่าเป็นเสียงซึ่งกลั่นออกมาจากอารมณ์ร้อนเร่าภายใน

“ทะ...ท่านพี่”

สหเดชะหยุดการกระทำ ก่อนหยัดกายลุกขึ้นมาคร่อมร่างผอมบางไว้ เขาเอ่ยด้วยเสียงเมาอารมณ์

“รวี ให้พี่ได้รักเจ้าด้วยเถิด”

รัก...หรือ

รักคือสิ่งใดกัน

กลีบดอกไม้อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บัดนี้เปื้อนแล้วซึ่งรอยกาเม พร้อมแล้วกับการดำดิ่งสู่ห้วงหฤหรรษ์แห่งอารมณ์มนุษย์

“รวีน้องเจ้า...พี่จะอ่อนโยน...”

สหเดชะจับขาข้างหนึ่งของรวีพิรุณให้แยกออก อีกมือจับความองอาจของตนให้มั่น ก่อนจะเคลื่อนสะโพกเข้าไปเบาๆ ขณะเขาค่อยๆ ชำแรกกายเข้าไปในร่างของรวีพิรุณทีละน้อยๆ นั้น สหเดชะรู้สึกราวกับความรู้สึกทุกอย่างมารวมอยู่ ณ จุดนั้นแห่งเดียว เขากัดฟันด้วยว่ามันคับแน่น กระนั้นก็ยังสามารถผ่านเข้าไปได้อย่างไม่ลำบาก

“ท่าน...ท่านพี่” น้องประท้วงเสียงอ่อนระโหย กระนั้นก็มิได้ห้ามปราม

ราวกับว่าเป็นเวลายาวนานชั่วกัลปาวสาน ก่อนสหเดชะจะพบว่าพวกเขาสองคนได้แนบชิดกันเป็นหนึ่งแล้ว ณ บัดนั้นเอง...วิทยาธรหนุ่มก็เริ่มขยับสะโพก กระดกเอวเบาๆ ก่อนเคลื่อนกายไปตามอารมณ์ปรารถนาที่ค่อยลุกโหมราวกับเปลวไฟ

***
ไม่ได้ตัดจบนะคะ แต่เอาไว้ให้ผู้อ่านจินตนาการต่อ  :ling1: (กระโดดหลบหม้อไหที่ปลิวมา)
คิดว่า ตอนนี้รวีของเราก็เติบโตไปอีกขั้น แม้จะเร่งรัดไปหน่อยแต่น้องก็พร้อมเสมอสำหรับพี่  :hao7:

ขอบคุณเพื่อนๆ มากๆ นะคะสำหรับคอมเมนต์และการเข้ามาติดตาม ขณะเขียนก็กลับมาอ่านคอมเมนต์หลายๆ รอบ เพื่อเป็นกำลังใจเขียน แป้งจี่ฯขอก้มกราบงามๆ หลายๆ ทีเลยค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ malula

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7595
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +621/-7
แหม่ ตามตัวเจอก็จับกินเลยนะ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1092
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
 :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ alternative

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2870
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +248/-3
  พี่ช่างกินผลไม้น้อยร้อนแรงเหลือเกิน.....

ออฟไลน์ stickyyrice

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1582
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-5
อ้ากกกกก

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
กี๊ดดดดดดด น้องโดนกินแล้ว  :ling2:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: ๏ มณีพิทยาธร ๏ บทที่ 6 [09-04-2562] หน้า 3
« ตอบ #79 เมื่อ: 10-04-2019 00:16:04 »





ออฟไลน์ Ac118

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 294
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
รวีตัวน้อย โดนเจ้าพี่จับกินแล้ววว  :-[

ออฟไลน์ ♥ believeinme

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 92
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
อ่านแล้วเขินนนนนนนนนนนน

ออฟไลน์ NaunaeZaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 72
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เลือดในกายสูบฉีดร้อนแรงมากแม่จ๋าาาาาาา :pighaun:

ออฟไลน์ Rumraisin

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 682
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
เจ้ารวีโดนพี่จับกินแล้ว :m25: คุณแป้งจี่บรรยายได้สวยมาก จินตนาการเราจะไม่หยุดแค่ริมน้ำ  :z1: ขอบคุฯมากค่ะ

ออนไลน์ silverspoon

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2521
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +271/-12
แล้วความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรต่อนะ :katai4:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2709
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
อยากปาหม้อไห ใส่ไรท์จริงๆ

ออฟไลน์ Wordslinger

  • แป้งจี่รีรีข้าวสาร
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2462
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1153/-5


บทที่ 7



อากาศเย็นเมื่อยามรุ่งอรุณเปลี่ยนเป็นอบอุ่นเมื่อยามสาย ลมเย็นพัดมาเป็นระยะ กิ่งไม้ส่ายไหวกับลมนั้นเกิดเสียงราวกับใครกระซิบถ้อยคำขับกล่อมลำนำ

รวีพิรุณนอนหลับตาพริ้มอยู่กับอ้อมกอดของเขา

สหเดชะนอนอยู่กับพื้นหญ้านุ่มริมแอ่งน้ำ มักกะลีผลตัวผอมนอนทาบทับบนร่างเขา ผิวกายขาวผ่องเนียนเรียบดูแล้วช่างตัดกันกับท่อนแขนกำยำของเขายิ่งนัก

แขนกอดน้อง ฝ่ามือก็ลูบแผ่นหลังลื่นมือนั้นอยู่ไม่ขาด เขายิ้มยามได้ยินเสียงหายใจเบาๆ ของน้องเจ้า ใบหน้าหวานแฉล้มนั้นซุกอยู่กับซอกคอของเขา นึกหมั่นเขี้ยวจึงหอมกลุ่มผมกรุ่นด้วยกลิ่นลูกไม้นั้นเสียทีหนึ่ง นึกย่ามใจไม่เพียงพอ...แตะปลายจมูกเข้ากับแก้มนวลของเจ้า

รวีน้องน้อยดูท่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการสนองปรารถนาของพี่ เมื่อความร้อนรุ่มแห่งอารมณ์ดับมอดลง จึงปิดเปลือกตาลงทันที

ฝ่ายสหเดชะเองก็อิ่มเอมเปรมปรีดิ์กับความรู้สึกที่ได้รับเสียยิ่งแล้ว จึงล้มลงนอนกับพื้นหญ้าตรงนั้นทีเดียว แล้วโอบเอารวีเข้ามาอยู่ในอ้อมอก

แน่ละว่าเขาเสียพลังตบะไปแล้วกึ่งหนึ่ง ก็การร่วมรักกับมักกะลีผลมิใช่ว่าจะทำลายตบะไปหรือ? จึงต้องหลับตาพักผ่อนเอาแรงเช่นกัน

เขาคงนอนไปได้ไม่นานเท่าใด เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งยามเช้าก็เป็นยามสายในตอนนี้นั่นเอง สหเดชะรู้สึกราวกับว่าความสุขในสามโลกมารวมอยู่ในกายเขาเพียงผู้เดียว ต่อให้ต้องเสียตบะเพราะกอดน้องเจ้า เขาก็คิดว่ามันคุ้มค่ายิ่งแล้ว ต่อให้พี่ต้องเสียตบะไปจนไม่เหลืออะไร แต่หากได้กอดน้องเจ้าเช่นนี้ต่อไป...พี่ก็ยอม

สหเดชะเสกอาภรณ์สีเขียวบางให้รวีพิรุณ ปกปิดความน่าหลงใหลจากทุกสิ่ง เวิ้งฟ้าอากาศยามนี้อาจจดจ้องมองลงมาดูน้องเปลือยเปล่า

ต้นไม้เองก็อาจชำเลืองลอบมองน้องเจ้า

หมู่หญ้าและดอกไม้ต่างๆ เอยก็อาจลอบลักดูน้องแม้เพียงสักกระผีก

ผิวขาวใต้ร่มผ้าของเจ้า...จักมีเพียงพี่ได้ยล ความหอมแห่งกายเจ้า จักมีเพียงพี่ได้ดอมดมใกล้ชิด

ความอุ่นของกายเจ้า และดวงหน้าอันภิรมย์นั้นจักมีเพียงพี่ได้แนบชิดเสน่หา

นี่สิหนา...บ่วงรัดอันแข็งกล้าของหัวใจ

เขาลุ่มหลงรักใคร่มักกะลีผลผู้นี้เสียจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ความอบอุ่นอัดแน่นเต็มอก ความหวานแห่งอารมณ์หวามนั้นซ่านกำซาบอยู่ในอก

ดวงหน้านี้ ร่างกายนี้ รอยยิ้มยามหลับพริ้มนี้...เขาไม่อาจแบ่งให้ใครได้เชยชมแม้แต่นิด

***

สหเดชะอุ้มรวีพิรุณอยู่ในอก ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากป่าผลไม้ เขาเดินสูดกลิ่นหอมของลูกไม้ กลิ่นดินชอุ่มฝน กลิ่นหญ้าอุดม และกลิ่นดอกไม้ซึ่งกระจายไปในอากาศ ยิ้มราวกับว่าโมงยามแห่งความสุขนี้จะเป็นนิรันดร์

ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่ริมธารน้ำ มีหญ้าขึ้นเขียวนุ่มน่านอน เขาวางรวีไว้ตรงนั้น ค่อยบรรจงวางร่างน้องให้นอนทับลงไปกับหญ้านุ่ม ร่ายเวทป้องกันภัยมิให้สิ่งใดมารังควาน แล้วเขาก็กระโจนออกไปจากบริเวณนั้น

***

รวีพิรุณได้ยินเสียงนกร้อง

พลันลืมตาขึ้น รับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างยังคงอ้อยอิ่งหลงเหลืออยู่ภายในช่องทางด้านล่าง ขยับกายลุกนั่งก็ยังรู้สึกหนึบๆ อยู่ ณ ที่ตรงนั้น

อา...ท่านพี่

รวีพิรุณมิรู้ดอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เพียงแต่ความรู้สึกใจเต้นนั้นก็ยังคงอยู่ ยามพี่ตระกองกอดพร้อมกระซิบถ้อยคำด้วยเสียงกระเส่าหวาน ยามพี่กระชับกายเข้ามาแนบชิด...

ชั่วยามนั้นรวีพิรุณรู้เพียงว่าตนเองปรารถนาจะคล้อยตามกอดของพี่

ยามเห็นท่านพี่เปล่าเปลือยอย่างกับมักกะลีผลแล้วก็ให้รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วร่างกาย ฝ่ามือของท่านพี่ที่สัมผัสจุดใดบนร่างกายเขานั้นก็ราวกับเป็นเชื้อไฟอันดี ทำให้ร้อนวาบขึ้นมา จนต้องสะดุ้งทุกทีไป

ในยามที่สติของรวีเจ้าพร่ามัวด้วยอารมณ์ร้อนระอุนั้น เขาคล้ายจะมองเห็นบางอย่างของท่านพี่ที่ตั้งตระหง่าน

รวีอ้าปากเผยอน้อยๆ ยามกระหวัดไปถึงภาพจำต่างๆ

แล้วทันใดภาพบางอย่างก็สว่างวาบในหัว

ใช่แล้ว มิผิดแน่ ‘ที่ตรงนั้น’ ของท่านพี่มีขนาดเดียวกับกล้วยที่เขากินเมื่อวานก่อนเลย จำได้ว่าเขากำแทบไม่รอบ

ตกมาถึงยามนี้ รวีพิรุณผู้เพิ่งตื่นจากหลับ มีภาพนั้นในหัว ก็พลันเอื้อมมือไปกำกระชับรอบข้อมือของตัวเอง

“อือ...ใหญ่กว่าข้อมือเรา” ดวงตาสดใสนั้นเป็นประกาย “ท่านพี่ก็มีกล้วยใหญ่!”

เจ้ามักกะลีผลหัวเราะคิกคักกับตนเอง เสียงนั้นใสราวกระดิ่ง

รวีพิรุณมองสายน้ำอันไหลเอื่อยๆ ในธารน้ำนั้น ในใจลอบคิดถึงดวงตาคมกล้าของสหเดชะ ยามกอดกระชับร่างเขาด้วยท่อนแขนกำยำ ยามประทับจูบลงมาตรงซอกคอ ยามใช้ลิ้นลิ้มรสผิวกายของเขา ถ้า...ถ้า ‘กอด’ ของท่านพี่รู้สึกดีเช่นนี้ รวีก็ไม่เกี่ยงหากท่านพี่จะกอดอีก

แล้ว รัก...ของท่านพี่คือสิ่งนี้หรือ เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่

จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ

รวีพิรุณหันซ้ายหันขวา แล้วจึงเห็นสกุณชาติตัวน้อย ยืนอยู่บนพื้นซึ่งมีหญ้าขึ้นบางๆ ไม่ไกลนัก มันเอียงคอมองมักกะลีผลครู่เดียว แล้วจึงจิกหาแมลงในดินกินเป็นสำราญ

“นกน้อย!”

รวีเอื้อมมือจะไปจับเอาเจ้าสกุณชาตินั้น ทว่ามันร้องจิ๊บราวกับไม่พอใจ แล้วตีปีกบินหายไป

“อย่าเพิ่งไปสิ รอรวีก่อน”

รวีพิรุณคุกเข่ากับพื้นหญ้า มองหานกน้อยด้วยสายตาละห้อย ปากก็บ่นพึมพำ

“ท่านพี่ไปไหนเสียแล้วล่ะ”

ในขณะนั้นเอง ไม่ไกลจากพื้นหญ้าที่รวีพิรุณนั่งคุกเข่าอยู่นั้นมีพุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่งขึ้นอยู่ พุ่มไม้นั้นสั่นไหวราวกับมีอะไรมาจับสั่น รวีพิรุณหันไปมองอย่างใคร่รู้ ทันใดนั้นเอง...ก็มีใบหูยาวๆ คู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาก่อน แล้วตามด้วยจมูกเล็กๆ หัวเล็กๆ และปากซึ่งเคี้ยวกินพืชใบเล็กๆ ขึ้นเกลื่อนบนพื้น เจ้าสัตว์ตัวนั้นมีดวงตาสีแดงสวยสด แววตาละห้อยอ่อนแสงของรวีค่อยเกิดประกายกล้าขึ้น เขาอ้าปากน้อยๆ มองมันแทบไม่เอาตาหนี

“กระ...กระต่ายน้อย!”

ดวงหน้ายามนี้สว่างสดใสยิ่งนัก รวีพิรุณจำได้ว่าเมื่อครู่นี้ตนเองเอื้อมมือเข้าไปจับนกน้อย มันจึงบินหนีไป ต่อให้ดีใจเท่าใดตอนนี้จึงนั่งอยู่กับที่เฉยๆ ทำได้เพียงร้องเรียกออกไป ด้วยความหวังว่าเจ้ากระต่ายน้อยจะกระโดดเข้ามาหา

กระต่ายป่าตัวนั้นเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย มันค่อยๆ กระโดดแผล็วออกมาจากพุ่มไม้ ร่างกายภายใต้แสงอาทิตย์ยามสายนี้เป็นสีขาวสว่าง

รวีพิรุณมองเจ้ากระต่ายป่าด้วยตาโตเบิกกว้าง รู้สึกในอกพองโตด้วยความดีใจ แล้วทันใดนั้นเอง เขาก็ค่อยแนบตัวลงกับพื้น ยื่นมือขวาไปด้านหน้า ยกมือซ้ายตาม แล้วคลานเข้าไปหาเจ้ากระต่ายนั้นด้วยอารามดีใจ ลืมไปเสียสิ้นว่าการเข้าไปหาเจ้าสัตว์ตัวน้อยนี้อาจทำให้มันกลัวได้

เขาค่อยๆ คลานตอดเข้าไปอย่างไร้เสียง เงียบกริบ ประดุจเงาของสัตว์นักล่าตัวน้อยหัดล่า แล้วก็โดยที่กระต่ายตัวนั้นเพิ่งจะรู้สึกถึง ‘ภัย’ คุกคาม และเพิ่งผงกหัวขึ้นมา หูยาวคู่นั้นลู่ไปด้านหลัง จ้องอะไรบางอย่างแน่นิ่งอยู่ ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเจ้า ‘ภัย’ คุกคามได้กระโจนเข้าไปหาโดยทันทีทันใด ทว่า...ก่อนที่มือขาวผ่องจะจับตัวกระต่ายป่าได้ เจ้าสัตว์ตัวเล็กก็กระโดดแผล็วหลบหลีกได้ทัน คราวนี้การเล่นไล่จับก็เริ่มขึ้น สัตว์ตัวเล็กกับมักกะลีผลตัวผอมกำลังเล่นแมวจับหนู ตัวหนึ่งกระโดดแผล็วไปด้วยความปราดเปรียว อีกคนก็ลุกขึ้นวิ่งสุดฝีเท้าเช่นกัน ปากเปล่งเสียงร้องดังโหวกเหวก

“เจ้ากระต่ายน้อย รอก่อน รอเราก่อนนนนน”

ฝ่ายถูกร้องเรียกไม่สำเหนียกใดๆ เพราะเอาแต่วิ่งจนดินกระจุยกระจาย ยิ่งดินซึ่งชุ่มด้วยน้ำอุดมเช่นนี้ยิ่งร่วนซุยดีเหลือเกิน ซ้ำยังลื่นอีกด้วย ไม่นานกระต่ายป่าก็กระโดดผลุบหายเข้าไปในหมู่พุ่มพฤกษ์สักอย่าง ขณะที่รวีพิรุณนั้นเหยียบพลาด พุ่งถลาหน้าเริดไปข้างหน้าอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ แขนสองข้างกางออกอย่างกับปีกนก ปัดแถดๆ แต่ก็ไม่อาจหยุดแรงที่วิ่งมาได้ ในที่สุดก็พุ่งถลาลงไปเอาหน้าคลุกดิน ส่งเสียงอย่างกับเป็นลูกสุนัขตัวน้อย แล้วไม่นานก็ผงกหัวขึ้นมา ถ่มเอาเศษดินและหญ้าออกจากปาก ทำหน้าแหยอย่างไม่ชอบรสของมัน 

“หึหึ”

เสียงหัวเราะดังขึ้น รวีพิรุณหันขวับไปมองด้านหลัง

“ท่านพี่”

ร้องเรียก พร้อมทำหน้าแหย

“ทำไมจึงได้ซุกซนเช่นนี้เล่า”

สหเดชะมองน้องเจ้าด้วยแววตาเป็นประกายเอ็นดู แม้แก้มขาวๆ นั้นจะเปื้อนเป็นปื้นไปด้วยดิน ทว่ากลับยิ่งดูสดใสและน่ารักขึ้นไปอีก

เขายื่นมือมาให้น้องได้จับ แล้วจึงดึงให้ลุกขึ้นมา จับจูงกันไปที่ริมน้ำ สหเดชะกอบน้ำขึ้นมาให้น้องได้บ้วนปาก เสร็จแล้ววักน้ำขึ้นมาเช็ดใบหน้าเปื้อนดินให้สะอาด แก้มของน้องแดงเรื่อขึ้นเพราะความเย็นของน้ำ

“รวีชอบกระต่ายไม่ใช่หรือ”

“รวีชอบกระต่าย แต่กระต่ายไม่ชอบรวี”

“มันเพียงตกใจเท่านั้นหรอก”

“ทำไมถึงตกใจล่ะ”

ดวงตาโตๆ ใสแป๋วมองหน้าพี่อย่างรอคำตอบ สหเดชะหันหน้าหนี พยายามเม้มปากกลั้นเสียงไม่ให้หลุดออกมา พอคลายอารมณ์ได้แล้วจึงหันกลับมามอง

“ก็น้องวิ่งไล่มันนี่”

“รวีอยาก...อยากอุ้มกระต่าย” คนพูดแก้มป่อง ดังจะกล่าวหาว่าเหตุใดกระต่ายไม่ให้อุ้ม

“หือ...”

“ขนกระต่ายสีขาว นุ่ม น่าอุ้ม”

“อย่างนั้นหรือ”

รวีพิรุณผงกหัวขึ้นลงเป็นคำตอบรับว่าใช่แล้วๆ สหเดชะมองใบหน้าเปี่ยมสุขนั้นแล้วก็นึกดีใจที่ตนเองอุตส่าห์ผละจากไปหาเจ้าภมรธราในเกาะวิมานของฝ่ายนั้น แล้วขอกระต่ายที่มีอยู่มากมายบนเกาะนั้นมาที่วิมานของตน

ถ้าน้องเจ้าจะยิ้มหวานขนาดนี้ ก็นับว่าสหายภมรธรายังมีข้อดีอยู่บ้าง

“รวี” สหเดชะเอ่ยเรียก “ดูนั่นซี”

เขาผายมือไปยังอีกฝั่งของธารน้ำ ณ ลานหญ้าอันเต็มไปด้วยไม้ดอกสีสวยนั้น มีกระต่ายป่าสีขาวบ้าง สีน้ำตาลบ้าง สองสามตัว กำลังหาอะไรกินอยู่ที่พื้นหญ้า

“ฮ้า...” รวีอ้าปากกว้าง ดวงตาเบิกโต “กระต่ายยยยยยย”

“รวี อย่าเพิ่ง ให้พี่อุ้มเจ้าข้ามน้ำ อย่าลงน้ำ”

ช้าไปเสียแล้ว คนตัวผอมกระโดดลงน้ำ วิ่งฝ่าน้ำจ๋อมแจ๋มไปอย่างกระตือรือร้น ไม่สนว่าจะเปียกแค่ไหน สหเดชะมองตามอย่างทำอะไรไม่ได้ เขาถอนหายใจออกมา

“ดอกไม้แรกแย้มของพี่ เจ้าเป็นเช่นนี้...พี่จะกอดเจ้าอีกครั้งได้หรือ”

สหเดชะ...วิทยาธรผู้ป้ายคราบกาเมใส่ดอกไม้อันบริสุทธิ์ เอ่ยคำออกมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

***

สหเดชะนั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง บนต้นสล้างอยู่ด้วยดอกเล็กๆ สีขาว กลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกำจายยามลมโชย

วิทยาธรหนุ่มก้มหน้ามองคนบนตักด้วยสายตาอ่อนโยน

รวีพิรุณนอนหนุนตักของเขา มือใหญ่ลูบผมนุ่มบนศีรษะเล็กๆ นั้น

หลังจากวิ่งเล่นไล่จับกระต่ายป่าจนเหนื่อยแล้ว สหเดชะก็สอนให้นั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ทำให้กระต่ายป่าตื่นกลัว จนพวกมันเริ่มเข้ามาหา ความจริงแล้วเขาแอบใช้เวทมนตร์เล็กน้อยทำให้พวกมันเชื่อง

เขาเอาผลไม้จากป่ามาให้น้องกิน รวีพิรุณมองกล้วยหวีใหญ่ด้วยสายตาแปลกๆ กระนั้นเจ้าตัวก็ยังหยิบมาปอกเปลือกกินตามอย่างที่เขาสอน

ให้เทือกเขาวินธัยเป็นพยานเถิด...เขามิได้คิดไกลแม้สักน้อยเมื่อยามมองน้องส่งกล้วยปอกเปลือกแล้วเข้าปาก ไม่คิดไกลเลยจริงๆ

รวีพิรุณกินผลไม้จนอิ่ม แล้วเขาจึงให้น้องหนุนตักเขาเพื่อพักผ่อน จนกระทั่งตอนนี้น้องเจ้าก็ยังหลับตาพริ้ม อิ่มในหลับไม่ยอมตื่น
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วซีนะ ที่รวีมาอยู่กับเขา เวลาเพียงไม่นานนี้กลับผูกมัดเขาไว้กับมักกะลีผลน้องน้อย บ่วงใยอันใดจึงแน่นหนาเช่นนี้หนอ ทำให้หัวใจเขาปักหลักมั่นคง เกี่ยวไว้กับน้องเจ้าอย่างไม่มีวันคลาย

เขาเกือบลืมไปแล้วว่าน้องเป็นเพียงมักกะลีผล เป็นลูกไม้ของต้นไม้วิเศษแห่งป่าหิมพานต์ หลังจากสุกงอมแล้วจะถูกปลิดขั้วจากต้น เพื่อเป็นคู่กับชาวฟ้า แต่ด้วยเป็นเพียงลูกไม้ จึงอยู่ได้เพียงเจ็ดวัน แล้วก็แห้งเหี่ยวไป

แล้วรวีพิรุณของพี่เล่า?

เจ้าถูกพี่ตัดขั้วมาจากต้น แม้พระอัศวินได้ช่วยไว้แล้ว กระนั้น...ก็จะอยู่ได้กี่วัน

ความหวั่นกลัวนี้หลับลึกอยู่ในใจของเขา หลอกตนเองว่าไม่มีอะไร แต่มันก็อยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นกองไฟเล็กๆ ที่ลุกไหม้ไม่ยอมมอด นับวันยิ่งจะโหมแรงลุกโพลงขึ้นมาเผาใจเขา ใจที่ปรารถนาให้โมงยามที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับยอดดวงใจนี้เป็นนิรันดร์ แต่ในสามโลกนี้...มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์บ้างเล่า?

“อือ...”

มักกะลีผลตัวผอมส่งเสียงอืออา เขารู้สึกถึงความร้อนบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมๆ บนตักของเขา ใบหน้าหวานๆ ซึ่งเขาเฝ้ามองมาตลอดนี้กลับซีดขาวลง เปลือกตาหลับพริ้มกลับเต้นกระตุกราวในฝันนั้นเป็นเรื่องร้าย

“อะ...อือ...”

ทันใด...รวีพิรุณก็ลืมตาโพลงขึ้นมา อ้าปากกว้างราวกับจะสูดอากาศเข้าไป แล้วหอบหายใจครืดคราด อะ...อะไรกัน!
สหเดชะตะลึงพรึงเพริด จับร่างซึ่งกระตุกสั่นอย่างกับคนจับไข้นั้นไว้ด้วยมือสั่นเทา

“รวี รวี...เจ้าเป็นอะไร”

น้องไม่ตอบคำ ทว่าพลิกกายไปมา ราวกับว่ากำลังทรมานร่างกายอย่างเหลือจะทน

“รวี! รวี! ตอบพี่ซี เกิดอะไรขึ้น”

รวียังคงพลิกกายไปมา แม้เขาจะพยายามเรียกชื่อเท่าใดก็ไร้ผล ใบหน้าซีดเผือดบัดนี้มีเหงื่อจับเต็มไปหมด

พลัน...จิตรู้บางอย่างก็กระซิบขึ้นมาในหัว หัวใจของเขาเย็นวาบ

เพลานี้มิใช่หรือ

ณ โคนต้นมักกะลีผลวันนั้น

เพลานี้เอง...ที่เขาจับพระขรรค์ขึ้นตัดขั้วน้องเจ้าจากต้นแม่

อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย

พระเป็นเจ้า...ในใจของสหเดชะร่ำร้อง

องค์พระอัศวิน ท่านเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ ได้โปรดเถิด...

เสียงสวดอ้อนวอนองค์เทพดังขึ้นในใจเขา พร้อมกับความปั่นป่วนแห่งอารมณ์อันพลุ่งพล่าน

“รวี...พี่จะช่วยเจ้า”

ครู่หนึ่ง...พี่ยังลูบผมเจ้า มองจมูกเล็กๆ ของเจ้า มองใบหน้าขาวเนียนสวยของเจ้า

ครู่หนึ่งเจ้ายังนอนหนุนตักพี่ หลับพริ้มเป็นสุข

แล้วไย...ไยจึงเป็นเช่นนี้!

หัวใจของวิทยาธรหนุ่มกู่ร้องขึ้นราวกับพยัคฆ์ติดบ่วงเหล็กของนายพราน

รวีพิรุณ อยู่กับพี่นานๆ พี่จะให้เจ้าวิ่งเล่น พี่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสผลไม้อร่อยๆ พี่จะพาเจ้าลอยไปบนแดนฟ้า ให้เจ้าได้เห็น ได้สัมผัส
รวีคือพระอาทิตย์

พิรุณคือสายฝน

เจ้าจะได้สัมผัสแสงอาทิตย์ในแดนฟ้า หรือป่าหิมพานต์

เจ้าจะได้สัมผัสสายฝนเย็นฉ่ำจากฟ้า

เจ้าเป็นดวงใจของพี่ เป็นดอกไม้ล้ำค่าของพี่

หากไม่มีเจ้าแล้วพี่จะทำอย่างไร

หรือเพราะพี่ ‘กอด’ เจ้า ร่างกายจึงรับไม่ไหว

หรือเพราะพี่ผิดคำตนเอง

เพียงเพราะพี่รักเจ้าเกินไปดอกหรือ

เจ้าจะอยู่กับพี่ไปตราบชั่วชีวิตพี่มิได้หรือ

เจ้าจะไปจากพี่แล้วใช่ไหม ไยไม่อยู่กับพี่นานๆ เล่า

เจ้าไม่รู้หรือ...เพียงคิดว่าเจ้าจะไม่ได้อยู่กับพี่

ข้างกายพี่จะไม่มีเจ้าคอยวิ่งเล่นบนทุ่งดอกไม้เช่นนี้...

อกพี่ก็รานรอนไหม้ขมแล้ว 


รวีพิรุณกระอักกระไอรุนแรงขึ้น มีของเหลวใสๆ เช่นเดียวกับยามผลไม้ฉ่ำน้ำถูกเอามีดผ่าไหลออกมาจากปากของเจ้ามักกะลีผล

“อะ...อะไรกัน”

สหเดชะเอ่ยละล่ำละลัก คนเคยเคร่งขรึมไม่มีเสียแล้ว

เขากอดกระชับร่างของคนรักไว้ กอดไว้แน่นเท่าที่จะสามารถกอดได้ แล้วจึงลุกขึ้นทั้งที่กอดอีกฝ่ายไว้เช่นนั้น ในใจหมายมุ่งยังพระสุเมรบรรพต ที่สถิตแห่งองค์พระอิศวิน

ในใจของเขาสวดพระนามองค์เทพไม่หยุดหย่อน

แต่ก่อนวิทยาธรหนุ่มจะเสกพระขรรค์คู่กายออกมา พลันก็รู้สึกถึงกลุ่มพลังอันยิ่งใหญ่กลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามา ด่านพระเวทอันมีหน้าที่ป้องกันวิมานของเขายอมผ่อนปรนปล่อยผ่านแต่โดยง่าย กลุ่มพลังนั้นพุ่งตรงเข้ามาหาสหเดชะด้วยความรวดเร็ว แผ่ไอเริงร้อนรุนแรง

+++


สวัสดีวันปีใหม่ไทยนะคะ ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขมากๆ และเล่นสงกรานต์ด้วยความระมัดระวัง ^____^

ออฟไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
อะไรกัน ใครมา แล้วน้องเป็นอะไร
 :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1092
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4398
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +91/-6
ใครมาา เพิ่งสามวันเอง อย่าเอาน้องไปนะ แงงง  :hao5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด