[ทศพักตร์❢ลักษมัณ] ดวงใจอสุรินทร์ {รีไรท์} - ตอนที่ ๑๗ (๑๕/๐๓) หน้า ๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [ทศพักตร์❢ลักษมัณ] ดวงใจอสุรินทร์ {รีไรท์} - ตอนที่ ๑๗ (๑๕/๐๓) หน้า ๒  (อ่าน 1848 ครั้ง)

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฎเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฎจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด

การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ


3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ


8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป


12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง

....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail


16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฎ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฎข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฎข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


*****************************************************************************************




สารบัญ
.
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-03-2019 00:17:53 โดย ShinrinYoku »

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
- คำเตือน -

ชื่อบุคคล ลำดับชั้นยศศักดินา ตลอดจนสถานที่ต่างๆ
เป็นเพียง “จิตนาการของผู้แต่ง” เท่านั้น
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ




         บทนำ

        หากศึกกรุงลงกามิได้เกิดขึ้นเนื่องด้วยต้องการแย่งชิงตัวนางสีดา แท้จริงแล้วในศึกสุดท้ายครานั้น ‘ดวงใจ’ แห่งพญายักษามิได้ถูกบดขยี้เสียจนแหลกลาญเล่า?

         เป็นถึงพญาแห่งสุริย์วงศ์ยักษี เป็นถึงขัตติยะแห่งราชันย์ มีหรือจักหลงในกลอุบายของอริศัตรู จนนำพามาซึ่งภัยร้าย บ่อนทำลายซึ่งเผ่าพงศ์ ..ง่ายดายเพียงนั้นเชียวหรือ?



         แม้นศรห่าจะปักอยู่ทั่วกายาหากกายใหญ่องอาจสมซึ่งเผ่าพงศ์กลับฝืนตั้งตนตระหง่านมิเอนเอียง กระทั่งพระชานุ(เข่า)ก็วางลงบนผืนดินเพียงข้างเดียว มิยอมวางให้บรรจบสิ้นพสุธาทั้งสองข้างเยี่ยงผู้แพ้ไร้หนทางสู้

         มุมโอษฐ์แย้มสรวลเยาะหยันยามแหงนเงยพระพักตร์ขึ้นมองหมู่ฟ้าท้องนภาเบื้องบน

         มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่ากษัตริย์ยักษ์ทรงดำริสิ่งใดในวาระสุดท้าย ...ตัดพ้อต่อสวรรค์? หรือก่นด่าผู้เป็นใหญ่กำชะตาให้ต้องตกตายในเงื้อมือศัตรูซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ที่พระองค์ทรงเคยดูแคลน?

         “เจ้าลักษมณ์เอ๋ย เจ้าลักษมณ์....”

         สุรเสียงทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยแผ่วพร่า ท่ามกลางเหล่าพลกบิลที่พากันนิ่งงันเฝ้าจดจ้องวาระสุดท้ายแห่งพญายักษา สายพระเนตรสีแดงก่ำมิผิดแผกไปจากโลหิตซึ่งรินไหลอาบวรกายสูงใหญ่ ถูกจับวางไว้บนดวงพักตร์งดงามของอนุชาแห่งศัตรู

         วรกายสีทองเรืองรองดุจทองทาทรงอยู่บนรถแก้วโกมิน สองหัตถ์ขาวผ่องกำแน่นด้วยรู้แน่ว่าพญายักษ์กำลังเอ่ยเรียกผู้ใด ทว่าดวงเนตรกลมโตที่เคยสบประสานตอบด้วยรักใคร่บัดนี้กลับปิดสนิทมิยอมสบตาดังเพลาเก่าก่อน

         “พี่ทศผู้นี้... ทำสิ่งใดผิดต่อเจ้าลักษมณ์กัน ......”

         ฉึก!

         ศรพรหมมาศดอกสุดท้ายปักเข้าที่พระอุระ ความเจ็บปวดแล่นริ้วทั่วพระวรกายใหญ่ กระทั่งวาจาสุดท้ายก็มิอาจเอื้อนเอ่ยได้อีกต่อไป

         ดวงหทัยในเงื้อมือศัตรูถูกสรรพกำลังของขุนพลวานรบีบขยี้เสียจนแหลกละเอียด

         นัยน์เนตรคมกล้าสิ้นแสงแห่งชีวันปรือปิดลงทันใด

         แม้นจะเหลือเพียงพระศพหากความงามสง่าแห่งชาติกษัตริย์ก็มิได้ลดน้อยทอนลง สมกับเป็นขัตติยะแห่งราชาโดยแท้จริง
เจ้าบุรินทร์แห่งลงกาดั่งเพียงทรงบรรทมหลับใหลไปเท่านั้น

         เหล่าทหารอสูรต่างพากันร่ำไห้ ความโศกาอาดูรแผ่กำจายไปทั่วแดนรบ

         หากมิได้มีเพียงเผ่าพงศ์อสุราร่ำไห้ครวญคร่ำ....

         ดวงเนตรที่หลับแน่นสั่นระริก

         “เจ้าลักษมณ์”

         ราวกับยังคงได้ยินสุรเสียงกระซิบหวานพร่ำเพรียกเรียกหาอยู่ข้างพระกรรณ ... องค์รูปทองหลั่งรินพระอัสสุธารา(น้ำตา)อย่างเงียบงัน พระหัตถ์กำแน่นพลันอ่อนแรง ราวถูกกริชแหลมคมเชือดเฉือนดวงฤทัยไปอย่างเลือดเย็น แม้ทรงกายยืนอย่างมั่นคงบัดนี้กลับมิอาจทำได้

         วาจาสุดท้ายของพญายักษ์ที่ยังมิทันได้เอ่ยออกมานั้น องค์รูปทองทรงทราบดีแก่ตน

         “น้องลักษมณ์”

         อ้อมกอดที่รัดแน่น

         “พระเชษฐา...”

         ดวงหทัยที่เยือกเย็นเสียจนไร้ซึ่งความรู้สึก

         “จงอย่าได้อาวรณ์ต่อศัตรู เก็บน้ำตาของเจ้าเสีย น้องพี่”


         เป็นข้าได้ ‘เลือก’ แล้วเช่นนั้นหรือ?

..

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๑

         การรับน้องที่ว่าสาหัสแล้ว ยังไม่สู้งานเลี้ยงน้องที่สาหัสยิ่งกว่า

         หลายต่อหลายมือที่แวะเวียนนำน้ำเมามาแจกจ่าย หลากหลายใบหน้าที่เริ่มคุ้นเคยกันเมื่อตอนรับน้องนำรอยยิ้มหวานกดลึกมากดดันให้เขายกแก้วชนตอบ ตามด้วยประโยคที่ว่า...

         “เฮ้ย! งานนี้พวกพี่ลงขันกันเลี้ยงนะเว้ย ห้ามอิดออดเพราะไอ้พี่อ๊อดแม่งยังไม่หมดตัว ฮ่าๆ เอ้า ชน!”

         พี่อ๊อดคือประธานรุ่นปี ๔ ซึ่งบัดนี้หายไปหลีหญิงที่ไหนในร้านเหล้าลักษมัณเองก็คร้านจะตามมองหา ที่ว่าลงขันกันเลี้ยงน้อง คาดเดาแบบจับแพะชนแกะเชื่อมโยงจากประโยคข้างต้นแล้วคงไม่แคล้วตอนควักกระเป๋าจ่ายหวยคงออกที่พี่อ๊อดอย่างไม่ต้องสงสัย

         อุตสาห์ปิดเฉพาะโซนเพื่อเลี้ยงรุ่นรับขวัญน้องโดยเฉพาะ ยอดใช้จ่ายบานเบอะงานนี้มีหมดตัวแน่นอนไอ้รักฟันธง

         ทุ่มทุนสร้างมากบอกเลย ลงทุนเพื่อการศึกษาลักษมัณคิดว่าคงยังไม่เท่านี้...

         “แล้วไอ้เวสมันหายหัวไปไหนวะ”รุ่นพี่ปีสามคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา ลักษมัณที่ยกแก้วน้ำเมาแตะๆปากอยู่พลันชะงัก หันมองซ้ายแลมองขวาก็เห็นว่าตอนนี้มีเพียงแค่ตัวเองและรุ่นพี่คนนี้ที่ยังคงนั่งติดอยู่กับโต๊ะ ในขณะที่คนอื่นๆกระจัดกระจายกันไปเป็นที่เรียบร้อย

         “ออกไปรับโทรศัพท์ครับ”เอ่ยตอบพลางวางแก้วน้ำเมาที่ไม่ได้พร่องไปเท่าไหร่ลงบนโต๊ะอย่างเนียนๆ

         หมับ

         สงสัยยังเนียนไม่พอ เมื่อมือที่กำลังจะละจากแก้วน้ำเมาถูกจับหมับเอาไว้ ละก็ยังไม่ทันได้ละ มองสบตารุ่นพี่ปีสามคนดังกล่าวก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ จำต้องจับแก้วน้ำเมาให้มั่นแล้ววางไว้บนตักแทน

         “ว่าแต่ ..พี่ชื่ออะไรครับ?”

         ตอนรับน้องไม่ค่อยได้เจอกับพวกรุ่นพี่ปีโต ที่เจอหลักๆเลยจะเป็นพี่ปีสองเสียส่วนมาก แล้วก็พี่ปีสาม กับปีสี่บางคนที่มีหน้าที่คุมกิจกรรมในช่วงรับน้อง อาทิเช่น พี่อ๊อดประธานรุ่นปี 4 ที่มักจะแวะเวียนมากดดันน้องอยู่บ่อยครั้ง เป็นต้น ฉะนั้นแล้ว ในที่นี้ยังมีอีกหลายคนที่ลักษมัณไม่ใคร่คุ้นหน้านัก ตอนแนะนำตัวกันเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ทันได้จดจำ

         เห็นอีกฝ่ายมุ่นคิ้ว จึงรีบพูดต่อ “ผมรักนะพี่ รักชื่อเล่น ลักษมัณชื่อจริง ปีหนึ่ง รหัส xxxx”

         เป็นอันว่าพี่ปีสามคนนั้นคิ้วมุ่นหนักกว่าเก่า ให้ใจหายว่าเผลอทำอะไรปีนเกลียวรุ่นพี่ไปหรือไม่ คิดเยอะจนมึนหัว... อันที่จริงเผลอยกแก้วกระดกน้ำเมาไปหลายอึกด้วยความประหม่า ด้วยไม่ค่อยถูกกับของมึนเมา แค่ไม่กี่อึกก็พาลให้ลักษมัณแก้ม หู แดงก่ำนำไปไกล

         “อ้าว คนกันเองนี่หว่า ตอนแรกกูก็ว่าจะถามหาเอาจากไอ้เวสนี่ล่ะ”

         หือ?

         “มาๆ พรหมบันดาลชักพาแบบนี้ต้องชนอีกสักแก้วสองแก้ว”อีกฝ่ายไม่ได้ชี้แจงแถลงไขใดๆ จัดการชงน้ำเมาไปหัวเราะคิกคักพูดพึมพำอยู่คนเดียวไป ก่อนส่งแก้วคืนให้ลักษมัณ ขณะที่ในมือของตัวเองนั้นมีอีกแก้วรอคอยท่า “เอ้า! ทำหน้าเป็นหมางงอะไรอยู่ล่ะวะ ยกแก้ว ชน!”

         ถึงจะไม่เข้าใจ แต่รุ่นพี่ก็คือรุ่นพี่ แม้หน้ายิ้มแต่แววตาคือข่มขู่กันสุดๆ

         ลักษมัณขอย้ำอีกสักรอบ งานเลี้ยงน้องนี่ล่ะสาหัสยิ่งกว่าการรับน้องเสียอีก!

         เคร้ง




         เจ้าลักษมณ์

         หากต้องเลือก

         เจ้า.....

         เจ้าลักษมณ์


         “ไอ้รัก!”

         กายสูงโปร่งสะดุ้งเฮือกยกศีรษะขึ้นจากการเอาแก้มแนบโต๊ะทันที ดวงหน้าอ่อนวัยยังคงแสดงถึงความมึนงงด้วยยังไม่ใคร่ได้สติดีนัก แก้มซีกขวาที่เคยวางนาบอยู่บนโต๊ะก่อนหน้านี้เป็นเวลานานขึ้นรอยแดงเป็นหลักฐานความขี้เซาไม่ดูสถานที่ แก้วตาดำขลับหรี่ปรือมองผู้ที่ปลุกเขาขึ้นจากนิทรา ขณะที่เสียงอึกทึกครึกโครมยังคงตามหลอกตามหลอนไม่มีสิ้นสุดจนพาให้ปวดหัวตุบตับ

         กะพริบตาปริบ สองปริบยังพอว่า เข้าปริบที่สามอีกฝ่ายก็คล้ายจะทนไม่ไหวอีกต่อไป

         โป๊ก

         แจกมะแหงกเรียกสติเข้าให้สักที

         “โอ๊ย เจ็บนะพี่”ยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่เพิ่งถูกผู้ชายหน้าดุซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงพี่รหัสที่เคารพรักประทุษร้ายด้วยกำปั้น น้ำเสียงของลักษมัณยังคงอ้อแอ้ไม่มั่นคงนักด้วยฤทธิ์น้ำเมา ให้พิภิษณ์ได้ขึงตาดุเข้าอีกจนคนถูกดุเผลอสะดุ้ง

         “แดกไม่เป็นแล้วริอาจแดก มึงนี่มัน…”เห็นน้องรหัสหดคอหน้าหงอก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “แต่จะโทษมึงคนเดียวก็ไม่ถูก โดนไอ้‘ลุงรหัส’มันมอมเข้า คนอย่างมึงตามมันไม่ทันก็ไม่แปลกเท่าไหร่”

         “ลุง...รหัส?”

         “เออ! อันที่จริงต้องเป็นปู่ละป่ะวะ? ช่างแม่ง.. เอ้า! ลุก กลับบ้านได้ละไอ้รัก เวร ถ้าแม่กูรู้ว่ากูพาลูกนอกไส้แสนรักของนางมาเมาเป็นหมาแบบนี้ หูกูยานอายุยาวไปอีกสิบปีแน่ เมื่อกี้ก็โทรมาบอกให้กูดูมึงให้ดีแต่ก็ว่ามึงเป็นเด็กดีอยู่แล้วไม่ต้องดูมากก็ได้ เอ้า งงชิบหาย พอถามว่าเอาไงกันแน่ก็โดนบ่นหูชา เหม็นบุหรี่ไม่พอยังเหน็บกินขาอีก แล้วเป็นไงหือไอ้เด็กดี กูออกไปคุยโทรศัพท์แปบเดียว กลับมามึงก็เมาเป็นหมาไปแล้ว จะคออ่อนอะไรขนาดนี้วะ”

         บ่นไปหิวปีกน้องที่นั่งเอนตัวซ้ายทีขวาทีไม่ต่างไปจากตุ๊กตาล้มลุกให้ลุกขึ้นยืนไป แขนจับให้พาดบ่าไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งโอบยึดไหล่กันคนเมาร่วงดิ่งพสุธาให้ขายขี้หน้าประชาชี

         จะว่าแปลกก็แปลก จะว่าโลกกลมก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อน้องชายข้างบ้านดันสอบติดเข้ามหา’ลัยเดียวกัน แถมยังมาเป็นรุ่นน้องในคณะ จบท้ายอย่างสวยงามด้วยการเป็นน้องรหัสอีกที ราวกับชีวิตนี้จะหนีมันไม่พ้นแล้วก็ไม่ปานล่ะ
พิภิษณ์คิด คิดว่าบางทีเขากับไอ้รักน้องรักคนนี้คงจะมีบุญร่วมกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนก็เป็นไปได้

         อืม

         “..เวส ไอ้พี่เวส ผมปวดฉิ้งฉ่องว่ะพี่ ไม่ไหว อึก ..กระปริกระปรอยมาก”

         ความจริงแล้วคงเป็นเวรกรรมมากกว่า ที่เขากับมันมีร่วมกันมา...

         “เฮ้ย! ไอ้รัก อั้นไว้ก่อน ห้ามปริปรอยออกมาตอนนี้นะมึง! โอ้ย เวรกรรมอะไรของกูวะเนี้ย”

         “เยสเซอร์!”คนเมายกมือขึ้นตะเบ๊ะ ใบหน้าอ่อนวัยแดงก่ำส่งยิ้มแป้นให้พี่รหัสควบพี่ข้างบ้านได้อย่างน่าเตะน่าถีบ
พิภิษณ์ได้แต่ถอนหายใจด้วยความปลดปลง




         โล่ง

         เป็นเพียงคำเดียวที่ปรากฏขึ้นในหัวของลักษมัณหลังจากถูกพี่รหัสพามาหย่อนทิ้งที่ห้องน้ำของร้านเหล้า

         ชายหนุ่มเปิดประตูออกจากห้องสุขาที่พี่รหัสกำชับนักกำชับหนาว่ามึงอย่าริอาจยืนแอ่นเยี่ยวตรงโถเด็ดขาด และด้วยความที่ลักษมัณเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทเสมอ เขาจึงเลือกห้องสุขาสำหรับปลดทุกข์หนักมาปลดทุกข์เบาแทน

         เดินเป๋เป็นลูกปูเพิ่งหัดเดินเดินไปที่อ่างล้างหน้า โชคดีที่เป็นก๊อกน้ำแบบอัตโนมัติ คนเมาจึงไม่ต้องใช้ความพยายามในการเพ่งสายตามากนัก

         ล้างทั้งมือล้างทั้งหน้า สดชื่นขึ้นเยอะ แต่สงสัยจะกวักน้ำสาดใส่หน้าตัวเองหนักมือไปหน่อย จากที่ควรเปียกแค่หน้าบัดนี้กลับชุ่มฉ่ำไปยันคอจรดอก...

         ลักษมัณขอสาบาน ไม่สิ สัญญาก็พอ ‘พ่อจ๋า’สอนไว้ว่าอย่าได้เอ่ยคำสาบานซี้ซั้ว

         สัญญาเลยว่าจะไม่บ้าจี้เชื่อคำลุงรหัสที่เขาเองก็ยังไม่รู้ชื่ออีกเด็ดขาด!

         จ้องมองหน้าแดงๆที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นของตัวเองผ่านกระจกด้วยความฮึกเหิม ก่อนจะชะงักเมื่อจู่ๆไฟที่ปกติก็สลัวอยู่แล้วดันพร้อมใจกันกระพริบวิบวับ

         หัวคิ้วขมวดมุ่น

         สงสัยหลอดไฟใกล้จะหมดอายุ

         พรึบ!

         ร่างโปร่งสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆไฟที่กระพริบอยู่ดีๆพลันดับพรึบ ความสว่างไสวที่มีเพียงน้อยนิดอยู่แล้วกลับกลายเป็นความมืดมิดยามราตรีกาลเพียงเสี้ยววินาที

         เจ้าลักษมณ์

         แว่วเสียงกระซิบพัดผ่านหู ลักษมัณหันขวับในทันใด ขนอ่อนลุกชูชันเมื่อมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกเสียจากความมืดที่อาบล้อมรอบกาย

         เจ้าลักษมณ์

         “ใคร”แทบตะครุบตบปากตัวเอง โบราณว่าใครเรียกตอนกลางคืน ถ้าไม่มีที่มาที่ไปห้ามขานตอบเด็ดขาดนี่หว่า
ไอ้รักหนอไอ้รัก ดันขานรับไปเต็มๆ!

         วูบ
         พรึบ


         ลมเย็นโชยอ่อนพัดเข้าปะทะใบหน้าของลักษมัณหนึ่งวูบพร้อมกับไฟที่กลับมาทำหน้าที่ให้แสงสว่างอีกครั้ง
หากแต่สิ่งที่ปรากฏอยู่บนกระจกหาได้เป็นเงาสะท้อนของเขาแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป...

         ‘คนคนนี้’เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่?

         นัยน์ตาสีนิลเบิกจ้องกว้างมองร่างสูงใหญ่อีกร่างที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังอย่างตกตระหนก ด้วยเพราะตำแหน่งที่อีกฝ่ายยืนอยู่ไม่ใช่มุมตกกระทบของแสงไฟ จึงทำให้มองไม่เห็นใบหน้าที่ถูกซ่อนอยู่ในเงามืด ทว่านอกจากเรือนกายสูงใหญ่ที่คะเนแล้วน่าจะสูงกว่าเขาสักหลายสิบเซน สิ่งที่เด่นชัดต่อมาเห็นจะมีเพียงดวงเนตรคมกล้าที่มองสบกลับผ่านเงาสะท้อนของกระจกเท่านั้น

         ดวงตาสีแดงเรืองประกายราวกับไม่ใช่นัยน์ตาของมนุษย์

         เสียงเพลงที่เคยดังเล็ดลอดเข้ามาบ้าง บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับสงัดเงียบลง

         ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

         ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำอยู่ในอกข้างซ้าย ...เต้นแรงเสียให้รู้สึกเจ็บหน่วงจนทานทนแทบไม่ไหว
ราวกับมันกำลังถูกบีบขยี้ด้วยมือที่มองไม่เห็นอยู่กระนั้น

         ขยับ ...ไม่ได้

         นัยน์เนตรเรืองรองสีแดงดุจโลหิตจ้องมองมายังเขาไม่วางตา ไม่แม้แต่จะกะพริบตามกลไกธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนพึงมี ประกายกล้าแกร่งบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นพาให้ลักษมัณรู้สึกไม่เป็นสุข ท่ามกลามความสับสน ที่เด่นชัดขึ้นมาคือความกระสับกระส่ายร้อนรุ่มดังถูกไฟสุ่มอกอย่างไรอย่างนั้น

         เจ้าลักษมณ์

         ลักษมัณไม่เห็นคนผู้นั้นขยับริมฝีปาก แต่เขารู้ ...ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้‘รู้’ แต่เขารู้ว่าตนกำลังถูกอีกฝ่ายเพรียกขานอยู่
สุ่มเสียงช่างคุ้นเคย ราวกับเคยได้ยินผ่านหูคู่นี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

         เจ้าลักษมณ์ของพี่

         ราวกับประจุไฟแล่นพล่านทั่วกายาเมื่อปลายคางถูกมือแกร่งเชยขึ้นให้แหงนเงย สบสานสายตา ลอยล่องอยู่ในห้วงภวังค์อันแสนหวาม

         ลักษมัณไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดถึงได้รู้สึกเหมือนหัวใจที่คล้ายถูกบีบขยี้ในคราแรกกลับแปรเปลี่ยนเป็นอุ่นวาบพองโต ไร้ซึ่งความเจ็บปวดใดอีกเพียงถูกอีกฝ่ายสัมผัส คับคลาว่าความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นได้ถูกผู้ที่อยู่ตรงหน้าช่วยปัดเป่าออกไป

         รัก
         รักเหลือเกิน


         ใบหน้าเอียงนัยน์ตาสั่นไหว ..รับจุมพิตหวาน.. รัญจวนในทรวง

         เจ้าพี่...

         “เจ้าพี่ทศกัณฐ์”

         ฉับพลัน!
]

         หางตาแลเห็นแสงเรืองรองสีทองเข้าโอบล้อมรอบกายตน คล้ายตกต้องอยู่ในหลุมอากาศ ...หากแต่เพียงไม่นาน ทุกสัมผัสกลับอันตรธานหายไปไม่คล้ายเคยเกิดสิ่งใดขึ้นมาก่อน แล่นดับความฝันดึงคนที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์กลับคืนสู่ความเป็นจริง

         “ไอ้รัก!”

         เสียงเพลงจากด้านนอกห้องน้ำกลับเข้าโสตประสาทอีกครั้ง กลับมาพร้อมกับมะเหงกที่เขกโป๊กลงกลางกระหม่อมด้วยฝีกำปั้นของพี่รหัสสุดที่รัก

         “โอ้ย! เขกไมอะพี่ เจ็บนะเว้ย”คนเมาที่สร่างเมาเรียบร้อยร้องโวยวายขึ้นมาทันที

         “สมหน้ามึง”แรงมาก ลักษมัณมุ่ยหน้าขณะที่พิภิษณ์หน้ามุ่ยยิ่งกว่า

         “ให้มากินเลี้ยงเสือกมาโดนเขามอมจนเมาเป็นหมา มันใช้ได้ที่ไหน”

         “เดี๋ยวก่อน เป็นอย่างอื่นได้มั้ยพี่ เป็นหมาบ่อยแล้ว... อ้ะ ห้ามเขก!”ยกมือขึ้นยั้งกำปั้นแทบไม่ทัน ลักษมัณยิ้มหวานประจบ แต่เหมือนพี่เวสของน้องรักจะไม่อิน

         “พามาเยี่ยวก็เสือกเล่นน้ำสาดใส่ตัวเองจนเปียกซก เหมือนหมาตกน้ำยิ่งกว่าเดิม หยุด! มึงอย่าเถียง ไอ้เด็กไม่ดี ดีแค่ไหนที่กูยืนหัวโด่อยู่ข้างมึงตลอด ไม่งั้นนะ หน้าหมาๆอย่างมึงเนี้ย”บีบแก้มน้องประกอบประโยค พร้อมบ่นต่อไม่ฟังเสียงโอดครวญ “โดนจับไปตุ้ยให้ร้องเอ๋งแน่ ทำไมไม่รู้จักระวังตัวบ้างวะ หะ”

         พิภิษณ์จิ๊ปากเมื่อเห็นไอ้น้องรักเบิกตาโตจ้องมองมายังเขาไม่กะพริบสักปริบสองปริบเหมือนอย่างเคย

         “เป็นอะไรของมึงอีก ที่กูพูดไปนี่ได้ฟัง...”

         “พี่ว่าพี่ยืนอยู่ข้างรักตลอด?”

         พิภิษณ์เลิกคิ้ว ดูท่ามันจะยังไม่สร่างเมา แต่เล่นสาดน้ำซะขนาดนั้นไม่สร่างได้ไงวะ แม้ในใจจะบ่นไม่ยอมหยุดแต่เขาก็พยักหน้ารับไป

         “ตั้งแต่รักเข้าส้วมยันออกจากส้วม พี่ก็ยืนอยู่ตรงนี้มาตลอด?”

         “เออสิวะ!”

         ชัดเจนแจ่มแจ้ง นัยน์ตาดำขลับเบิกค้าง ขนอ่อนลุกชันเกรียวกราวเมื่อได้รับคำยืนยันจนเกือบจะโดนยันเข้าให้

         “แสดงว่าเมื่อกี้นี้ก็...”คนเด็กกว่าหันมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กให้ระคายตาคนเป็นพี่นัก

         “เป็นอะไรของมึงวะไอ้รัก ทำหน้าอย่างกับเจอผี

         ประโยคอื่นลักษมัณยอมรับว่าเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา จะมีก็เพียงคำหลังที่ไม่ทะลุไปไหนทั้งยังกระแทกเข้ากลางอกให้อย่างจัง

         มือขาวคว้าหมับเข้าที่แขนก่อนรีบลากพี่รหัสควบพี่ชายข้างบ้านที่ทำท่าจะบ่นต่ออีกยก วิ่งสับขาเร็วเสียยิ่งกว่านักกีฬาทีมชาติออกจากห้องน้ำอาถรรพ์ทันที

         ไอ้รักหนอไอ้รัก เจอดีเข้าให้แล้วไง

         บรื๋ออ!




         ดวงเนตรที่เดิมปิดสนิทกลับค่อยๆลืมขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาเรืองรองดุจโลหิตสีแดงเข้ม

         ภายในรถยนต์ติดฟิล์มดำทึบมีเพียงหนึ่งนายนั่งเบาะหลังหนึ่งบ่าวนั่งเบาะหน้าซึ่งประจำที่พลขับ

         ดวงตาสองคู่มองตรงออกไปนอกรถ ต่างฝ่ายต่างเป้าหมาย หาก‘เป้าหมาย’กลับเดินเคียงกายกอดคอกันอยู่บนฟุตบาท

         “ท่าน ..‘พิเภก’?”สุ่มเสียงไม่แน่ใจเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าด้วยความเงียบสงัดทำให้ได้ยินทั้งคันรถ “หรือเพราะเขา ดวงจิตของพระองค์ เอ่อ ของบอสถึงได้...”

         “เป็นไปได้”สุรเสียงทุ้มต่ำกังวานก้อง ดวงเนตรดุดันละจากหน้าของมันแล้วกลับไปจดจ้องยังสองร่างนอกรถอีกครั้ง มันถึงได้ทอดถอนใจด้วยความโล่งอก

         “หรือว่า...”

         “ไม่ใช่ แค่มนุษย์ธรรมดา”

         พักตร์คมดุก้มลงมองสองหัตถ์บนหน้าตัก

         เย็นเฉียบ ยะเยือกชา

         หากในหทัยแล้วไซร้กลับอุ่นหวาม ปริ่มสุข สุดยินดี

         เพียงชิดใกล้แม้นมายาภาพเท่านั้น ทว่าเสียงเต้นระรัวของก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายนั้น ...กลับดังกึกก้องราวกับว่า ‘สิ่งนั้น’ ได้หวนคืนกลับมาอีกคราแล้วกระนั้น

         “เจอเจ้าเสียที....”

         เจ้าลักษมณ์ของพี่

---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

(ขออนุญาตก็อปจากในดดนะคะ)ก่อนอื่นเลย ต้องขอโทษที่หายไปนะคะTT จากที่แจ้งให้ทราบในทวิตเตอร์ว่าผู้แต่งได้งานประจำ ทำเช้าเลิกดึกหยุด 1 วันดังนั้นไม่มีเวลาต่อเลยค่ะ เลยจำเป็นให้ต้องห่างหายเข้าไหดองยาวทั้งที่ใกล้จบแล้วเชียว ขออภัยและขอบคุณที่ยังคงติดตามพี่ทศน้องรักเสมอนะคะ และด้วยปัญหาในหลายๆปัจจัยณ.ตอนนี้ผู้แต่งได้เฟดตัวเองออกมาทำงานกับที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจึงทำให้มีเวลามากขึ้น(หลังจากที่เวลาพักน็อคแทบไม่มี ฮืออ!) ยามนี้ผู้แต่งกลับมาแล้วและจะพยายามไม่ทิ้งช่วงอัพเพราะอย่างที่บอกว่าเลาจะไม่ทิ้งทั่นพี่ทศไว้กลางทางแน่นวล! ขอขอบคุณและขอโทษอีกครั้งนะคะ

อนึ่ง ดวงใจอสุรินทร์ จะได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ฟาไฉ ฉะนั้นแล้วฉบับที่จะลงต่อไปนี้จะเป็นฉบับ[รีไรท์]นะคะ เช่น อุปนิสัยของตัวละครอาจมีที่ปรับเปลี่ยน ฉากบางฉากอาจเพิ่มมาหรือหายไป จะเป็นการเพิ่มเนื้อหารวมถึงข้อมูล แก้ไขปรับสำนวน เติมในส่วนที่ขาดหายจากฉบับก่อนรีไรท์ เพื่อให้ดวงใจอสุรินทร์ฉบับนี้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าเดิมค่ะ ดังนั้นแล้วจะไม่เหมือนเดิมไปเลยเสียทุกอย่าง ผู้แต่งขอแนะนำให้อ่านฉบับรีไรท์ใหม่นะคะ

ปล.เพื่อความฉับไวในการรับข่าวสารจากผู้แต่ง ขอแนะนำให้ติดตามทวิตเตอร์แทนแฟนเพจที่ร้างไปแล้วนะคะ( :beat:)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-02-2019 23:48:32 โดย ShinrinYoku »

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หายไปนาน จนลืมไปแล้ว รอบนี้ขอไวๆ ถี่ๆ เด้อคะ  :call:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0

ออฟไลน์ little_munoi

  • ++ singular ++
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1902
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-3

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๒

         “เอ็งจะไปปราบผีที่ไหนวะไอ้รัก วะฮะฮ่า!”

         ตอนแรกลักษมัณก็ว่าเข้าท่าดี แต่ดูจากตอนนี้เห็นทีจะไม่เข้าท่าเอาเสียแล้วซี่...

         “อุ๊บ ..ฮ่ะๆ ได้ข่าวว่าเป็นผีห้องน้ำว่ะพี่”พี่ชายคนดีก็หาได้ช่วยแต่อย่างไร ผสมโรงหัวร่อเขาไปกับพี่อ๊อดด้วยซะงั้น ลักษมัณล่ะอยากจะกลอกตา.. อันที่จริงก็เผลอกลอกไปแล้ว

         มือยกขึ้นลูบสร้อยคอพระสามองค์ที่ห้อยอยู่ตรงอก เป็นพ่อจ๋าที่หยิบออกจากห้องพระมาให้เขาห้อยคอไว้กันผีร้าย แน่นอนว่าลักษมัณเล่าเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอในห้องน้ำอาถรรพ์ให้พ่อจ๋าฟังด้วย แถมยังพากันหอบผ้าหอบผ่อนเข้าไปนอนในห้องพระกันทั้งพ่อทั้งลูก

         หลอนแค่ไหนถามใจพ่อจ๋าดู นี่ถ้าในห้องพระมีสร้อยลูกประคำอีกสักอย่าง พ่อจ๋าคงเอามาให้เขาแขวนคอเพิ่มแน่นอน

         “ห้อยพระไว้ ผีร้ายมันจะได้เข้าหาลูกชายพ่อจ๋าไม่ได้อีก”

         อย่างที่บอกว่าลักษมัณเป็นเด็กดีที่อยู่ในโอวาท คือตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะห้อยไว้เสียนอกเสื้อหรอก แต่เมื่อครู่ทำกระเป๋าสตางค์ตก พอก้มลงเก็บเท่านั้นล่ะ ..รู้เรื่องเลย

         “ไหนๆ มีพระองค์ไหนบ้างวะ อุ๊แหม่! เสียดายกูไม่ได้เอากล้องส่องมาด้วย”พี่อ๊อดส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ฟังออกเลยว่าเป็นเซียนแน่ๆ ยกมือขึ้นทำท่าจะส่องแต่ยังไม่ทันได้เอื้อมมือมาจับพระบนอกลักษมัณ เสียงเพื่อนโหวกเหวกเรียกให้รีบขึ้นเรียนเพราะเลทมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็รั้งพี่แกเอาไว้

         ไม่ทันได้บอกล่ำลารุ่นน้องสองหัวที่ยังยืนปรับจูนไม่ทัน ประธานรุ่นปี ๔ ก็วิ่งสู้ฟัดขึ้นตึกเรียนไปซะแล้ว

         “คณะมึงกับกูเนี้ย มีแต่ตัวอย่างดีๆทั้งนั้น”พิภิษณ์ส่ายหน้าแต่ก็ไม่วายขำออกมาเบาๆ แปบเดียวก็ชะงัก ..ชะงักทั้งเสียงขำทั้งใบหน้าราวกับเทปที่ถูกกดหยุดกะทันหัน

         “รัก”

         เสียงนุ่มที่เอ่ยเรียก พาให้ลักษมัณหันกลับไปมองก่อนที่จะยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปฉอเลาะ แค่ก...เข้าไปหา โดยไม่ลืม‘หนีบ’พี่ชายนอกไส้ที่ยืนเก้งก้างอย่างคนทำตัวไม่ถูกไปด้วย

         “สิตา”

         หม่อมราชวงศ์สิตาหรือคุณชายสิตาเพื่อนใหม่ป้ายแดงที่รู้จักกันตอนรับน้องของลักษมัณส่งยิ้มหวานให้กับเพื่อนตัวโข่งหน้าคม ในขณะที่ไม่ลืมหันไปทักทายรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างกัน

         “สวัสดีครับ พี่เวส”

         ให้คนถูกทักสะดุ้งเล่นเหมือนกุ้งที่โดนโยนลงกระทะร้อนทั้งที่ยังไม่ทันได้เสด็จน้ำ

         “ส สวัสดีครับคุณชาย”ลักษมัณกระตุกเสื้อนักศึกษาของพี่รหัสเบาๆจนชายเสื้อหลุดออกจากกางเกงมาหย่อมหนึ่ง

         เก็บอาการ... เก็บอาการ

         “เมื่อวานต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงน้อง”เพราะติดกิจธุระ ในงานเลี้ยงเมื่อวานจึงไม่มีคุณชายสิตา อันที่จริงแล้วก็มีรุ่นน้องปีหนึ่งหลายคนที่ไม่ได้ไปเหมือนกัน อืม รู้งี้ลักษมัณไม่ไปให้เจอเรื่องชวนหลอนจนต้องนอนกอดพ่อจ๋าอยู่ในห้องพระเสียก็ดี

         แต่ติดที่ว่าเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอดีนี่ล่ะซี่

         “ไม่เป็นไรเลยครับคุณชาย งานนี้ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว ไอ้พี่อ๊อดแค่อยากหาเรื่องเมาเฉยๆ ฮ่าๆ”

         “เห็นรักว่าพี่เวสพาไปล่าท้าผีมาหรือครับ”

         พิภิษณ์หันขวับทันใด จนลักษมัณเกรงว่าพี่ชายจะคอเคล็ดเอา ไร้บทมานาน คุณชายตัวน้อยดันโยนเผือกร้อนมาให้เสียอย่างนั้น

         “โถ ไอ้น้องขี้เมาไม่พอยังขี้เมาท์ต่ออีก อย่าไปเชื่อมันเชียวครับคุณชาย ไอ้นี่มันหลอนของมันไปเรื่อยล่ะ”

         ลักษมัณทำหน้าเหม็นเบื่อ

         “ใช่ซี่ ไม่เจออย่างฉันใครจะเข้าใจ ว่าผีน่ากลัวเช่นไร~ บรื้อ! รักยังหลอนๆอยู่เลยเนี้ยสิตา นี่ยังดีนะที่มาแค่เสียงน่ะ”คนพูด พูดไปควานหายาคูลท์จากกระเป๋าเป๋หยิบออกมาเจาะดูดไป ในขณะที่คนฟังหัวเราะเสียงใส

         “ไหนๆ หน้าไม่ตอบ ตาไม่ลึกโหล หัวรึก็ไม่เห็นจะโกร๋นเลย รักละเมอเมาไปเองมากกว่า เมื่อคืนตอนที่โทรมาเล่าเรื่องนี้กับเรา เสียงยังฟังดูอ้อๆแอ้ๆอยู่เลยนี่”มือนุ่มยกขึ้นแตะสองแก้มนวลของคนที่ว่าถูกผีหลอก แกล้งหยิกเนื้อแก้มนิ่มเล่นเบาๆด้วยหมั่นไส้

         “อูยย คุณชายคร้าบ เจ็บนะคร้าบ”ลักษมัณลากเสียงยาว คุณชายเองทนไม่ไหวตีไหล่เพื่อนที่ตัวสูงกว่าดังเพี๊ยะ
อันนี้สิเจ็บของจริง...

         “เลอะเทอะ ผีเป็นตัวเป็นตนมาให้เห็นหรือก็ไม่ใช่ แบบนั้นจะเรียกว่าผีหลอกได้ยังไงล่ะ หือ พี่เวสว่าจริงไหมครับ?”คุณชายหันหาแนวร่วม แล้วมีหรือที่แนวร่วมจะไม่เห็นด้วย

         พยักหน้าหงึกหงักเสียผมปลิวเชียวนั่น

         “แล้วนี่มีเรียนกันกี่โมง? หือ ไอ้รัก”ถามเขาเสียงแข็งทื่อแต่หน้ายิ้มละมุนละไมให้คุณชายสิตา โถ...

         “ตู้หูว นาคาตัวบะเริ่ม โอ๊ยๆ”พิภิษณ์คล้ายหมั่นไส้มานาน จับลักษมัณเฮดล็อกคอเสียให้ร้องโอ๊ยไม่หยุด “จะตอบดีๆหรือจะตอบด้วยน้ำตา หือ!”

         ลักษมัณดิ้นพล่านหลังจากถูกประทุษร้าย จี้ทั้งเอวซ้ายเอวขวา ยกสองมือยอมแพ้ อีกฝ่ายถึงได้ยอมหยุด

         “เรียนสิบเอ็ดครึ่งเลิกบ่ายสอง หลังจากนั้นว่างเพราะมีเรียนแค่คาบเดียวครับผม!”อยากตะเบ๊ะเป็นออฟชั่นเสริมไปด้วย แต่มือไม่ว่างจริงๆ ข้างซ้ายถือขวดยาคูลท์ ส่วนข้างขวายกขึ้นปัดป้องตีแขนล่ำที่ยังไม่ยกออกจากไหล่

         ทำไมพี่เวสถึงไม่อ่อนโยนกับน้องกับนุ้งบ้าง น้องรักไม่เข้าใจ

         “หืม ต้องไม่ว่างสิ รักลืมนัดกับเราแล้วเหรอ?”คุณชายสิตาถามหน้ามุ่ย ในขณะที่คนถูกเอ่ยตัดหน้าอย่างพิภิษณ์อ้าปากพะงาบก่อนจะค่อยๆหุบลง... ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อไป

         ลักษมัณจิ๊ปากขัดใจ อุตสาห์เปิดโอกาสให้ทั้งที ปกติพิภิษณ์ปากออกจะไวกว่านี้แท้ๆ ดันไม่ทันคุณชายสิตาเสียได้

         “นัดที่... เอ่อ อ๋อๆ รักจำได้แล้วจ้า จำได้แล้ว”ว่าจะทำเป็นสมองฝ่ออย่างกะทันหัน แต่พอหันไปเห็นใบหน้าหวานของคุณชายเริ่มงองุ้ม ลักษมัณพลิกไม้พายกลับลำเรือแทบไม่ทัน

         ไม่อยากขัดใจ ไม่สิ... ไม่ใช่ ‘ไม่อยาก’ แต่เป็น ‘ไม่กล้า’ ทำให้อีกฝ่ายระคายเคืองใจเสียมากกว่า

         อาจด้วยยศฐานะที่แตกต่างกันไม่เหมือนกับพิภิษณ์ที่จะเล่นหัวเล่นหางกันยังไงก็ได้ หรืออาจจะเป็นที่ลึกๆแล้วลักษมัณค่อนข้างรู้สึก‘เกรงใจ’ในตัวหม่อมราชวงศ์หนุ่มคนนี้อย่างหาเหตุผลมาบอกกล่าวไม่ถูก อันที่จริงกว่าเขาจะเรียกสิตาแค่‘สิตา’ ไม่ใช่‘คุณชายสิตา’ตามที่คนอื่นเรียกขาน ต้องให้อีกฝ่ายออกคำสั่งเสียก่อนถึงได้จำยอมในที่สุด

         ลึกๆแล้ว บางทีลักษมัณอาจเป็นพวกมาโซคิสม์ก็เป็นไปได้

         อืม...

         ยังไม่ทันที่ลักษมัณจะได้เอ่ยเอาใจเพื่อนตัวน้อยให้หายหน้างอ โทรศัพท์มือถือของอีกคนก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน คุณชายขอตัวไปรับสาย ระหว่างนั้นพิภิษณ์ที่คล้ายจะคอยท่าอยู่นาน ขยับหน้าเอียงเข้าใกล้ในทันใด

         “นัดอะไรกันวะ?”กระซิบกระซาบ ...ห่างจากบุคคลผู้เป็นหัวข้อสนทนามากมั้งนั่น

         “นัดไปซื้อของขวัญกัน”ไอ้รักของพี่เวสกระซิบกระซาบตอบกลับ ...แทบไม่แตกต่าง

         “ใส่เนื้อมาให้ครบสิวะ อย่ามาแต่น้ำ ของขวัญอะไร? แล้วให้ใคร?”

         “ยาคูลท์ในตู้ที่บ้านหมดแล้วอ่ะพี่ เฮ้อ~”แสร้งตีหน้าเศร้ามองขวดยาคูลท์ที่ดูดจนหมดเกลี้ยงในมือ

         “เดี๋ยวกูซื้อเหมาแพคให้เลย”

         “น้องรักของสองแพคนะครับ”เคยดูโฆษณาน้องพลับขอสองกันหรือเปล่า ไม่เคยไม่เป็นไร ลักษมัณแค่อยากจะบอกว่าหน้าของเขาตอนนี้บานเสียยิ่งกว่าน้องพลับยิ้มดีใจจนตาหายเสียอีก

         “เออ! กูแถมให้อีกหนึ่งแพคเลย”

         โห ป๋าสุดเลยคนนี้...
         
“อะแฮ่ม!”แกล้งลีลา โดนมะเหงกโป๊กเข้าให้ ลักษมัณลีลาไม่ออกอีกต่อไป ยู่หน้าย่นจมูกพูดต่อจนจบประโยค “อีกประมาณสองสามอาทิตย์ จะถึงวันประสูติของ[bท่านชายจักรกฤษณ์[/b]แล้วน่ะ เห็นสิตาว่าท่านชายคนนี้ทรงเป็นเครือญาติห่างๆของคุณชายเค้า”แต่ไม่ลืมคงคอนเซ็ปต์กระซิบกระซาบต่อไป

         “แน่ะ แอบกระซิบอะไรกัน นินทาเราหรือเปล่า”

         สะดุ้งโหยงกันทั้งพี่ทั้งน้อง

         “เปล่าครับ(ไอ้น้องรัก) / เปล๊าเลยครับคุณชาย(พี่เวส)”

         ลักษมัณเนียนตอบหน้าตาย ทั้งน้ำเสียงก็ไม่มีสะดุดให้เขาจับไต๋ได้ แต่คุณพี่รหัสที่เคารพรักกลับปล่อยไก่ออกมาตัวเบอเริ่มเสียยิ่งกว่างูบนหัว ....ลักษมัณตบหน้าผากตัวเอง ไว้อาลัยเงียบๆให้กับความไม่เนียนนี้ของพี่ชาย

         แต่คุณชายสิตากลับหัวเราะเสียงใสยิ้มเสียจนดวงตากลมโตเหลือเพียงเสี้ยวจันทร์เล็กๆ พวงแก้มอิ่มอมชมพูสุขภาพดีขับให้วงหน้าดูงดงามราวกับภาพวาดในวรรณคดี คล้ายมีออร่าบางอย่างแผ่กำจายออกมาจากหม่อมราชวงศ์หนุ่ม คุณชายสิตาแลดูอ่อนหวานอย่างน่าประหลาด บรรยากาศโดยรอบก็ดูละมุนละไม ไม่คล้ายบรรยากาศที่มาจากชายหนุ่มวัยฉกรรจ์โดยปกติทั่วไปเลยสักนิด

         พิภิษณ์นี่ตาค้างน้ำลายยืดย้อยนำไปก่อนแล้ว

         หันมองรอบกายก็ให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่พิภิษณ์คนเดียวที่ทำตาเยิ้มใส่คุณชายตัวน้อย เหล่าบรรดานิสิตนักศึกษาที่เดินผ่าน พากันเมียงมองหม่อมราชวงศ์หนุ่มเสียจนตาละห้อย พี่เวสคนดีของน้องรักนี่แทบขู่แยกเขี้ยวใส่เลยทีเดียว

         แน่นอนว่าไม่ได้ทำให้คุณชายเห็น

         คณะนี้มันรวมสัตว์ป่าเอาไว้หรืออย่างไรกันหนอ...

         “ปะ ขึ้นเรียนกันเถอะสิตา”ลักษมัณยืดตัวทำท่าชู้ตขวดยาคูลท์เปล่าลงถังขยะที่อยู่ห่างออกไป ความแม่นยำราวกับจับวางที่ทำได้แค่ครั้งเดียวอย่าได้ให้ลองทำอีกเชียว พาให้คุณชายปรบมือยิ้มชม ก่อนถูกเพื่อนรักคว้าแขนไว้แล้วพากันเดินขึ้นตึกเรียนไป

         ทิ้งให้ยักษ์นั่งตาค้างราวถูกสต๊าฟไว้เบื้องหลังเพียงลำพัง




         อันที่จริงมันเหมือนมีบางสิ่งที่ลักษมัณลืมเลือนไป

         ไม่ใช่เรื่องนัดซื้อของขวัญกับคุณชายสิตาแต่อย่างใด เพราะอันนี้จำได้ไม่มีเลือน

         ในห้องน้ำนั้นสิ่งที่เขาได้สัมผัส มีเพียงสุ่มเสียงกระซิบไร้ที่มาที่ไป

         ...เพียงแค่นั้นเช่นนั้นจริงๆหรือ?

         หากยิ่งนึก สมองกลับยิ่งตื้อตันราวกับถูกหมอกจางๆคอยเวียนวนขวางกั้นเอาไว้

         “คิดไม่ออก”

         “แล้วขี้ล่ะออกไหม?”

         “เออว่ะ เดี๋ยวนี้ขี้ไม่ออกเหมือนกันแฮะ สงสัยจะท้องผูก”เผลอตอบกลับไปโดยไม่ทันคิด มือพลางลูบหน้าท้องที่เริ่มมีก้อนเนื้อน้อยๆเพราะซัดข้าวเช้าไปเยอะกว่าปกติแถมยังฟาดยาคูลท์เข้าไปอีก เอ ก็กินยาคูลท์ทุกวันนะ แต่ทำไมถึงได้ขี้ไม่....

         “เฮ้ย?!”

         ตะครุบมือปิดปากตอนนี้เห็นทีจะไม่ทัน ลักษมันลุกขึ้นก้มหัวปลกๆขอโทษเพื่อนนักศึกษาตาดำๆที่พากันตกอกตกใจกับเสียงเฮ้ยของเขาจนหันมามองคนเสียมารยาทให้พึ่บพั่บ ยกมือขึ้นไหว้อาจารย์สาวหน้าตาใจดี แต่กลับเหี้ยมโหดที่สุดในตอนออกเกรด

         ที่รู้เพราะพี่เวสกระซิบบอกมา...ก่อนร่างโปร่งจะทิ้งตัวนั่งลงแหมะที่เดิม

         ขวามือคือคุณชายสิตา รายนี้ไม่มีวันพูดคำหยาบกับเขาแน่นอน ถ้าอย่างนั้นก็ซ้ายมือ...

         “ไงจ๊ะ”

         ตาลอย หัวยุ่ง แต่ยิ้มแล้วฟันเรียงตัวสวยมากแถมยังขาวสะอาดจั๊วะ แต่หน้าแปลก ไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อยถึงจะขุดคุ้ยความทรงจำอย่างไรก็ตาม

         “ใครครับ?”เอ่ยถามออกไปตรงๆโต้งๆ สุภาพไว้ก่อนเพราะยังไม่รู้ซึ่งสปีชี่ส์

         ก่อนจะเหม่อลักษมัณจำได้ว่าที่นั่งทางซ้ายมือไม่มีใครมานั่งต่อ ไหงพอหลังเหม่อกลับมีคนแปลกหน้าผุดขึ้นมาซื่อๆ?

         “หวัดดีรัก”

         “เฮ้ย นั่นชื่อเรา นายชื่อรักเหมือนกันเหรอ? เออแฮะ โลกกลมดี”พึมพำประโยคหลังกับตัวเองเบาๆ

         “ไม่ๆ ไม่ใช่ ฮ่าๆ มึงนี่จี้ดีว่ะ ก็หมายถึงมึงนั่นแหละ เอ้อ หยาบได้ป่ะ?”มนุษย์หัวฟูถามทั้งที่หยาบออกมาแล้ว

         โอเค สปีชี่ส์เดียวกัน ดิลได้

         “อื้อ ได้ๆ ก็หยาบมาแล้ว”

         “เออเนอะ ฮ่าๆ นั่นแหละๆ กูลูกลม เรียกลมก็ได้ แต่ถ้าลมสั้นไปก็เรียกลูกลมเหมือนเดิม พอดีกูเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ คิกๆ”

         และท่าทางจะไม่เต็มตึงด้วยใช่หรือเปล่า?

         ลักษมัณพยักหน้าแต่ไม่ตอบความ ไม่ใช่เกิดหยิ่งกะทันหันอะไรขึ้นมา บ้า เขาไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เพราะโดนอาจารย์สาวเขม่นเข้าให้แล้วต่างหาก สายตาช่างเยี่ยมยุทธ์กว้างไกลยิ่งนัก ห้องเรียนตั้งกว้างแต่กลับเพ่งตามาโฟกัสที่เขากับไอ้ลูกลมได้ ...ยังใจดีสะกิดเตือนเพื่อนคนใหม่ไอ้ลูกลมให้เลิกทำตัวอะเลิทก่อน แอบเหลือบเห็นมันรูดซิปปิดปากให้อาจารย์ดูกันจะๆ

         แหม ท่าจะกวนตีนใช่ย่อย ก่อนมันจะก้มหน้าก้มตา...

         สนใจเกมงูในมือถือรุ่นตำนานอย่างขะมักเขม้น

         ยิ่งกว่าน้องพลับขอสองของลักษมัณอีก


.....

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

.....

         ตอนแรกลักษมัณก็แปลกใจอยู่ แต่มาตอนนี้คิดว่าไม่น่าแปลกใจแล้วล่ะ

         คาบเรียนนี้มีเช็คชื่อด้วยกันสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนก่อนเรียนและครั้งสุดท้ายคือหลังคาบเรียน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักศึกษาหัวหมอเข้ามาเช็คชื่อแค่ตอนเข้าเรียนแล้วแอบโดดออกไประหว่างคาบ ซึ่งไอ้ลูกลมที่เห็นนั่งเล่นเกมงูอยู่ข้างๆ ยังไม่ทันเช็คชื่อครั้งสุดท้ายก่อนจบคาบเรียน ...มันก็อันตรธานหายไปไม่หลงเหลือร่องรอยแม้แต่เงาหางไว้ให้ดูต่างหน้าเสียแล้ว

         เหตุผลที่เขาไม่เคยเห็นหน้าลอยๆของเพื่อนใหม่นายลูกลมมาก่อนก็ด้วยประการฉะนี้

         ลูกลมหรือลิงลม ลักษมัณชักเริ่มแอบสับสนนิดๆ

         “ลักสามานนนน! รักๆ ไอ้เพื่อนรักคร้าบ”

         ชะงักกันทั้งเจ้าของชื่อและคุณชายสิตาตัวน้อยที่เดินอยู่ข้างๆ มือเล็กยกขึ้นกำชายแขนเสื้อนักศึกษาของลักษมัณหมับ บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจในผู้มาใหม่ที่วิ่งแท่ดๆแหกปากเรียกเขามาแต่ไกลได้เป็นอย่างดี

         ร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาชายเสื้อหลุดลุ่ยวิ่งสไลด์เท้ามาตัดหน้า นี่ถ้าเป็นพื้นดินล่ะก็คงได้มีฝุ่นฟุ้งกระจายให้ได้ก่นด่าบรรพบุรุษกันบ้าง... ลักษมัณถอนหายใจ จดจำมันได้ขึ้นใจแม้ไม่ได้เจอกันเลยนับตั้งแต่วันรับน้องวันสุดท้าย ก็ราวๆ ๑ สัปดาห์ได้แล้วล่ะมั้ง

         ในมหา’ลัยนี้ จะมีสักกี่คนที่เข้ารับน้องผิดคณะ? แถมยังหน้าชื่นตาบานมากตั้งแต่ต้นยันจบกิจกรรมเป็นเวลาร่วม ๑๐ วันถ้วน ด้วยความเผลอเข้าไปตีซี้เพราะนึกว่าได้เพื่อนร่วมคณะพากันเรียน แต่ที่ไหนได้...

         ไม่บ้าก็ต้องสุดบ้า เป็นคำตอบเดียวสำหรับนายตูมตามผู้นี้

         “ตูมตาม ใจเย็นๆ แล้วก็.. กูชื่อลักษมัณนะครับ เรียกให้ถูก เรียกไม่ถูกหรือดัดแปลงนี่เดี๋ยวคิดค่าลิขสิทธิ์แถมเลิกคบด้วยเลย”

         “เห้ยมึง ก็กูตื่นเต้น นี่ เอางี้นะ เดี๋ยวเกริ่นให้ฟังก่อน แบบว่าตื่นเต้นมากอ่ะครับ อารมณ์พูดไม่ออกบอกไม่ถูกรักเข้าใจตูมใช่ป่ะ?”

         นายตูมตามยกสองมือขึ้นถูๆไปมาดูไปชักคล้ายอาเสี่ยหลอกเต๊าะอีหนู สีหน้าแลดูตื่นเต้นมากเสียจนพาให้ลักษมัณตื่นเต้นตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้ ซึ่งถ้ามีเวลาเขาก็อาจจะพอมีอารมณ์อยากฟังมันเกริ่นตั้งแต่ต้นจนจบอยู่หรอก คือคุยกับนายตูมตามก็สนุกดีได้อารมณ์บวกสุดๆ ...หมายถึงอยากเข้าไปบวกมันสักที ลีลาอยู่ได้

         “ไม่เข้าใจ ขอเนื้อๆ บอกตรงๆกูมีธุระต่อครับเพื่อนตูม”นั่นล่ะมันถึงได้หันมาสังเกตคุณชายสิตาที่คลายมือออกจากแขนเสื้อของเขาเรียบร้อยเมื่อเห็นนายตูมตามเป็นแค่คนบ้าดูท่าไม่มีพิษมีภัยอะไร

         “เอ่อ ขอโทษนะครับ คือเราขอเวลาสักเดี๋ยวนะ”นายตูมตามก้มหัวให้คุณชายเล็กน้อยก่อนทำท่าจีบมือประกอบคำว่า‘ขอเวลาสักเดี๋ยว’ พอคนตัวเล็กกว่ายิ้มให้ไม่ถือสา กลับกลายเป็นเอาแต่ยืนบิดไปม้วนมาไม่ยอมพูดเข้าเรื่องเสียที

         “ถ้ามึงยังไม่เข้าเรื่อง กูไปก่อนนะ”ยกมือโบกลาแต่มือข้างนั้นเป็นอันต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อถูกเพื่อนต่างคณะคว้าหมับจับไว้แน่น

         แนบแน่นมาก ขนลุกเกรียวกราวขึ้นมาทันใด

         “มึงก็รู้กูอยู่คณะนิเทศฯใช่ป่ะ”

         ลักษมัณกะพริบตาสองปริบ ก่อนพยักหน้ารับ

         มึงอยู่นิเทศฯแต่เสือกมารับน้องคณะศิลปกรรมศาสตร์ไง

         อยากดึงมือกลับ ..แต่นายตูมตามไม่ยอมปล่อย ทั้งยังบีบแน่นกระชับมั่นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

         “แล้วทีนี้ล่ะเหวย คณะกูเนี้ยเค้าจะมีจัดแสดงละครเวทีทุกๆ สัปดาห์หลังสอบของภาคเรียนใหม่ใช่ป่ะ”

         ลักษมัณหันไปมองหน้าเพื่อนตัวเล็ก พลางขอโทษสิตาในใจที่ต้องให้มายืนฟังเรื่องไร้สาระร่วมกันแบบนี้ สิตาเองก็คล้ายจะเข้าใจความนัย มือเล็กยกขึ้นลูบแขนเขาราวปลอบประโลม ให้อดรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจไม่ได้

         โธ่ สิตาคนดีของเพื่อนรัก

         “...ศึกสุดท้ายกรุงลงกา”

         “หะ?”ลักษมัณหันขวับจนคอแทบเคล็ด

         ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจฟัง พอได้ยินเข้าหูอีกทีกลับเป็นเพียงประโยคสั้นๆที่ไม่ได้ทำให้เข้าใจอะไรแม้แต่น้อย ซึ่งเหมือนว่านายตูมตามจะยังไม่รู้ว่าเพื่อนรักคนนี้ไม่ได้ตั้งใจฟังเลยนับตั้งแต่ประโยคแรก

         เพื่อนต่างคณะปล่อยมือเขาทั้งยังยกแขนขึ้นกอดอกแอ่นนมโชว์ หน้าตาแลดูภาคภูมิใจนำเสนอมากมาย

         นำเสนออะไรวะ? เดี๋ยว ...ฟังไม่ทัน

         “โคตรใจบุญอ่ะมึง กูเห็นชุดนั้นกับตาคู่นี้ของตัวเองมาแล้ว สวยมากอ่ะมึง แม่งหยังกะของจริง นี่กูขนลุกไปหมดละเนี้ย”ไปไกลแล้วเพื่อนตูม รอเพื่อนรักด้วย...

         “เดี๋ยวนะไอ้ตูม ชุดอะไรของมึงวะ?”

         นายตูมตามทำปากเป็ดใส่เขาแทบทันที สายตามองมาคล้ายจะประณามหยามหยัน “คือที่กูพูดไปทั้งหมดเนี้ย มึงไม่ได้ฟังเลยใช่ไหมไอ้ลักสามาน”

         เสียงเรียกเข้าเบสิคของสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปดังขึ้นขัดจังหวะบทสนทนา คุณชายสิตาขอโทษขอโพยทั้งยังยกมือถือขึ้นโชว์ ขอตัวไปรับสาย ลักษมัณเองพยักหน้าเข้าใจ เมื่อคล้อยหลังเพื่อนตัวเล็กไปแล้วจึงค่อยหันกลับมาสนใจเพื่อนต่างคณะที่ร่วมรับน้องด้วยกันมาอีกครั้ง

         “หึ สนใจแล้วใช่ม้า ใช่ม้าๆ ฮ่าๆ เห็นแก่ที่มึงเป็นเพื่อนคนแรกในมหา’ลัยนะเพื่อนรัก เดี๋ยวพี่ตูมคนนี้จะเล่าให้น้องฟังใหม่ตั้งแต่ต้น”

         ไม่วายยังทำเป็นกระแอมไอ ลีลาไม่สิ้นสุด...

         แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของลักษมัณถึงได้กระหน่ำเต้นรัวอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากรู้และใจจดใจจ่อทั้งที่ตอนแรกไม่ได้คิดสนใจสักเท่าไหร่

         “อย่างที่บอกว่าคณะกูอ่ะ จะจัดแสดงละครเวทีทุกๆสัปดาห์หลังสอบมิดเทอมของภาคเรียนแรก แต่ปีนี้ไม่รู้ไงว่ะ เหมือนคณะบอดี้เค้าจะอยากให้มันดูน่าสนใจ อยากให้เรียกคนมาดูมากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะปีก่อนๆคนไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ ฮึ ก็อย่างว่า ไม่เชคสเปียร์ก็นิทานปรัมปรา ซินเดอเรลล่ากับคนแคระทั้งเจ็ดงี้ คือเป็นกู กูก็ไม่สนใจอยากจะดูหรอก เปิดแผ่นเอาเองที่บ้านก็ได้ มีตั้งหลายภาคหลายแนว ทั้งที่แม่งก็เนื้อเรื่องเดียวกัน”

         “นี่เนื้อแล้ว?”อีกอย่างซินเดอเรลล่าไม่เคยรู้จักกับคนแคระทั้งเจ็ดนะครับนายตูมตาม ลักษมัณชักสงสัย... จะเชื่อถือคำพูดของไอ้เพื่อนต่างคณะคนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

         “ก็เออนี่ไง กำลังจะเข้าเนื้อ มึงก็ ...อย่าเพิ่งขัดสิว้า”

         แน่ะ มีจิ๊ปากใส่ สลับบทบาทมารำคาญกันแทนซะอย่างนั้น

         “ก็เทอมเนี้ยเหล่าคนใหญ่คนโตคณะกูเขาเลยปรับเปลี่ยนใหม่ เรียกว่าลองชิมลางดูก่อนนั่นล่ะ แถมยังมีการเปิดให้คนนอกเข้าดูได้ด้วยนะเว้ย อลังการงานช้างแค่ไหน ...แต่ก็ต้องเสียค่าบัตรเข้าชมด้วยล่ะว่ะ หึหึ กูว่าตรงนี้แหละประเด็นหลักของคณะบอดี้แก เรียกทั้งคนได้ทั้งเงิน แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ อุตสาห์ทุ่มทุนสร้างทั้งที”

         นายตูมตามแบสองมือพร้อมยักไหล่ ลักษมัณชักคันไม้คันมืออย่างบอกไม่ถูก

         “แล้ว?”

         “จากละครเวที คณะบอดี้พี่แกหันมาจับงานโขนแทน และเรื่องที่แกรีเควสมาก็เป็นเรื่องที่เราๆรู้จักกันดีนี่ล่ะ”

         “...”

         “รามายณะ หรือที่เรียกกันจนติดหูในบ้านเราก็คือ.. รามเกียรติ์ ตอนทศกัณฐ์ล้ม ‘ศึกสุดท้ายกรุงลงกา’”

         ตึกตัก

         “เป็นไงมึง ตื่นเต้นใช่ม่ะ ฟังดูยิ่งใหญ่ชิบหายเลยอ่ะ แถมปีนี้ยังได้สปอนเซอร์เป็นผู้ใหญ่ใจดีให้ยืมชุดอีก แล้วนะมึง เขาให้ยืมตั้งแต่ชุดตัวพระอย่างพระราม ไปยันชุดตัวร้ายอย่างทศกัณฐ์เลยนะเว้ย หล่อ รวย และยังใจดีใจป้ำอีก หญิงคณะกูนี่กรี๊ดกร๊าดคุณเขากันชิบหายอ่ะ”

         “ไม่ใช่...”

         ลักษมัณหายใจติดขัด รู้สึกแน่นหน้าอกเสียจนต้องยกมือขึ้นกดทับมันเอาไว้

         ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเอ่ยตอบเพื่อนไปว่าอย่างไร จนเพื่อนร้องถามขึ้นมานั่นล่ะ

         “หะ? อะไรไม่ใช่วะไอ้รัก”นายตูมตามทำหน้างง

         “เปล่า”เมื่อกี้เขาเผลอพูดอะไรออกไป? “อย่าบอกนะว่ามึงมาบอกกูแค่นี้?”

         ลักษมัณตีสีหน้าเหมือนไม่ใช่เรื่องน่าสนใจ ทั้งๆที่ในทรวงอกมีความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมา กระตุ้นให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่

         “อะไรวะ ไม่ตื่นเต้นเป็นเพื่อนกูหน่อยหรือไง พี่ตูมหรืออุตสาห์รีบคาบข่าวมาบอก เห็นมึงเคยเล่าว่าตอนเด็กๆชอบนักชอบหนานี่หว่า รามเกียรติ์เนี้ย”

         “เอาอะไรมากกับตอนเด็กกันล่ะวะ”เคยเล่าให้นายตูมตามฟังตอนรับน้องวันแรกๆ กะจะประสานมิตรกับเพื่อนร่วมคณะในขณะที่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันต่างคณะ

         “แต่นะมึง กูเห็นแต่ละชุดว่างามแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับชุดเกราะและเครื่องทรงราชภัณฑ์ที่ตัวทศกัณฐ์ใส่รบในศึกครั้งสุดท้ายเลยว่ะ ไม่รู้คุณเค้าไปสรรหารายละเอียดชุดมาจากไหน อย่างงามเลยอ่ะ แบบงามโคตรๆ ระยิบระยับจับตา กูเห็นแล้วขนอ่อนลุกเกรียวกราว แลดูขลังชิบหายอย่างกับของเก่าเก็บ”

         “...”

         “เออ พูดแล้วก็ขำ พวกนักแสดงหลักไม่มีใครกล้าลองสวมกันสักคน เดือดร้อนเจ้าของเค้าต้องมาใส่ให้เพื่อเก็บรายละเอียด เออนี่ กูแอบถ่ายมาได้ ไม่ค่อยชัดเท่าไรเพราะแอบ มึงเข้าใจคำว่าแอบใช่ป่ะไอ้รัก ความจริงแล้วเขาไม่ให้ถ่ายรูป แต่กูแอบมาได้ตั้งหนึ่งช็อต อัจฉริยะใช่ย่อยเลยว่ะ ฮ่าๆ”

         สมาร์ทโฟนหน้าจอกว้างยื่นส่งให้

         ทุกสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัดคล้ายถูกตัดขาดไป

         เครื่องทรงราชภัณฑ์สีทองเรืองรองสวมอยู่บนกายสูงใหญ่ ทับด้วยเกาะเพชรแกร่งกล้าทรงฤทธาแวววาวจับตา แม้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้สวมใส่แต่ทว่าช่างดูเหมาะสมอย่างบอกไม่ถูก

         สมซึ่งฐานะกษัตราธิราช ยากหาคำใดเปรียบเปรยได้เหมาะไปกว่า...

         “งามสง่านัก”

         เสียดายเห็นเพียงสันจมูกโด่งและดวงตาที่หลุบลงเหมือนกำลังมองอะไรบางอย่าง

         “ใช่ป่ะ เป็นชุดออกรบที่โคตรงามอ่ะ”นายตูมตามรีบพยักหน้ารับคำเพื่อนอย่างกระตือรือร้น

         ทว่า...

         “ไม่ นี่ไม่ใช่ชุดออกรบของนักรบ แต่เป็นเครื่องทรงชั้นสูงประจำพรหมพงศ์ที่จักใส่ในรัชพิธีมงคลของแผ่นดินเท่านั้น”

         นายตูมตามชะงัก ดวงตาเรียวรีฉบับอาตี๋ร้านทองจ้องมองดวงหน้านวลหากกลับคมสันสมกับเป็นเครื่องหน้าของบุรุษเพศของเพื่อนรักอย่างตกตะลึง

         คำพูดประโยคนี้ของลักษมัณ คับคล้ายกับ...

         “มึงพูดเหมือนเจ้าของชุดเขาเลยว่ะ”

         “กูพูด? พูดอะไรวะ”

         นายตูมตามอ้าปากพะงาบ เห็นเพื่อนทำหน้าฉงนไม่คล้ายแกล้งทำก็ต้องร้องออกมาเสียงดัง

         “เอ้า! ก็ที่ว่าเป็นเครื่องทรงสูงประจำพรหมพงศ์อะไรนั่นแต่ไม่ใช่ชุดนักรบไง อะไรวะ มึงเพิ่งพูดออกมาเมื่อตะกี้”

         ลักษมัณกลับมุ่นคิ้ว งุนงง ไม่เข้าใจ เขามั่นใจว่าไม่ได้พูดอะไรแปลกๆแบบนั้นออกไปแม้แต่น้อย ร่างโปร่งส่ายหน้าปัดประเด็นนั้นตกไปแล้วหันกลับมาสนใจคนในรูป‘แอบ’ถ่ายอีกครั้ง

         นัยน์ตาสีนิลเพ่งพิศบุรุษที่อยู่ในรูปถ่าย หากมองอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ภาพเบลอพร่าเลือนเพราะคงจะรีบกดชัดเตอร์นั้นชัดเจนขึ้นมาได้

         ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เขามีความรู้สึกว่าคนคนนี้ใบหน้านั้นต้องคร้ามคม ดุดัน โดยเฉพาะนัยน์ตาจะต้องคมกล้าน่าเกรงขาม แสดงถึงความหนักแน่นไม่กริ่งเกรง... แลหัวใจมั่นคงตั้งมั่น

         “พี่จักออกรบ! รบเยี่ยงชาติกษัตริย์พึงกระทำ!”

         ลักษมัณยกมือขึ้นกดขมับที่เต้นเร่าจนปวดแปล๊บ ราวพิศเห็น ...‘เห็น’ในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากแต่เป็นกาลอดีตอันเนิ่นนานมาแล้ว

         ไม่เข้าใจ

         “หากจักต้องตาย พี่ก็จักขอยอมตาย ดีกว่ายอมให้ไอ้พวกสวะว่าลบหลู่ตระกูลพรหมได้!”

         ทศ...


         “ตูม มึงว่าเขาชื่ออะไรนะ...”

         ไถ่ถามเสียงแผ่ว ดวงจิตสับสนอลหม่าน

         แต่ต้องรู้ จำเป็น ..จำเป็นต้องรู้

         “ผู้ใหญ่ใจดีของคณะกูอ่ะนะ? คุณทศไง”

         “...”

         “ทศพักตร์ ราพณาสูรยวงศ์”

         เจ้าลักษมณ์

         ลักษมัณหอบหายใจหนัก ในขมองปวดเร่าจนต้องใช้สันมือทุบเพื่อให้บรรเทา ทว่าก็หาได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย

         น้ำเสียงเช่นนั้น
         พี่คิดถึงเจ้านัก

         “หยุด”

         เอ่ยเสียงสั่นเครือ มือหนึ่งกดขมับ อีกมือกดทาบอยู่บนอกข้างซ้าย อยากให้ความเจ็บปวดนี้บรรเทาลง แลไม่ได้ยิน ...แม้เสียงร้องอย่างตื่นตกใจของเพื่อน ในดวงจิตคล้ายได้ยินเพียงสุ่มเสียงเดียวเท่านั้น

         เจ้าลักษณ์ของพี่

         “เจ็บ พอ...อึก ได้โปรด”

         “ชู่ว...”สัมผัสอบอุ่นโอบกระชับไหล่ แผ่นหลังปะทะเข้ากับบางสิ่งที่อุ่นกว่า เข้าประคองกายไว้ให้ยังคงทรงตัวอยู่ได้ทั้งที่เมื่อครู่เกือบทรุดลงด้วยจู่ๆก็หมดเรี่ยวแรง เสียงทุ้มกระซิบปลอบอ่อนโยนข้างหู “ไม่เป็นไร ค่อยๆหายใจ ไม่เป็นไรแล้ว”

         เพล้ง!

         ขณะเดียวกัน โทรศัพท์มือถือที่ยังคงโชว์รูปแอบถ่ายชายในชุดเครื่องทรงราชภัณฑ์พลันถูกมือหนึ่งปัดจนร่วงหล่น โชคร้ายที่หน้าจอหล่นกระแทกเข้ากับพื้นปูนจนแตกละเอียด ดับอนาถคาตาเจ้าของ

         “รัก! พี่ราม!?”แว่วเสียงคุ้นหูของคุณชายสิตาที่หายไปคุยโทรศัพท์เรียกขาน นัยน์ตาสีนิลกลับมาเห็นชัดเจนอีกครั้งหลังจากมืดดับราวถูกบางสิ่งตัดขาด

         แม้ไม่เคยพบเจอกันโดยตรงมาก่อน แต่ลักษมัณก็จำพระรูปที่คุณชายสิตาเคยเปิดให้ดู ทั้งยังพูดถึงอยู่บ่อยๆได้อย่างแม่นยำ

         “ท่านชายจักรกฤษณ์?”

         พักตร์คมแม้ไม่เข้มนักแต่กลับอ่อนโยนยิ่ง ทรงสรวลตอบกลับ ขณะที่คุณชายสิตาเดินมาหยุดข้างนายตูมตามที่นั่งยองกอดซากสมาร์ทโฟนคู่ใจด้วยสีหน้าเจ็บปวดเหลือแสน

         หากแต่ยังไม่ทันที่คุณชายตัวเล็กจะได้เอ่ยถามไถ่อาการของเพื่อนตัวโข่งด้วยความเป็นห่วง...

         “เธอชื่อลักษณม์หรือ?”

         คุณชายสิตาห้ามเสียงตัวเองไว้ได้ทัน นัยน์ตากลมโตมองร่างสูงโปร่งของเพื่อนที่อยู่ในอ้อมอุระของ‘พระญาติห่างๆ’ ในใจคล้ายวูบไหวไป

         แม้จะยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ลักษมัณก็พยักหน้ารับ ช่วงเอวที่ถูกโอบประคองคล้ายต้องถูกของร้อน โชคดีที่ท่านชายทรงละหัตถ์ออกคล้ายองค์ทรงทราบถึงความคิดของคนเด็กกว่าอย่างนั้น

         พยักหน้าอย่างเดียวใคร่ดูไม่สุภาพนัก ลักษมัณจึงเอ่ยประโยคเสริม

         “ครับ ชื่อจริงลักษมัณ ส่วนชื่อเล่นก็รักครับ”

         “อืม เป็นชื่อที่ดีนะ”

         “ค ครับ ขอบคุณท่านชายครับ”

         แววพระเนตรฉายประกายเอ็นดู พระพักตร์อ่อนโยนกลับแลอ่อนโยนยิ่งขึ้นในขณะที่รอยสรวลลุ่มลึกคล้ายแฝงซึ่งอารมณ์บางอย่าง แต่เพียงไม่นานก็เลือนหายไปราวกับปีกแมลงปอแตะคลื่นน้ำเพียงแผ่วผิวเท่านั้น ...ไม่มีใครได้ทันสังเกตแม้แต่น้อย

         “‘ลักษมณ์’ ...ลักษมัณ”

         นัยน์ตาสีนภายามราตรีทอดเนตรสบกลับ พาให้รู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

         แปลก

         ทรงเรียกชื่อเขาแท้ๆ แต่กลับเหมือนไม่ใช่ชื่อของเขากระนั้น?


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

เผลอกดออกจากหน้าต่าง ต้องเริ่มรอบสองใหม่เบย
ตาลายมากค่ะตอนนี้.... :katai1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
อ้าวววว เจอรามก่อนเจอเฮียทศหรอเนี่ย  :hao4:

ออฟไลน์ somberness

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
กำลังคิดถึงเลยเปิดดูเมื่อสองวันก่อนก็ว่าหายไปไหนนนน
ดีใจที่กลับมาค่ะ อ่านใหม่แปปปปปป  :m23: :m23:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๓

         เป็น ‘รัก’ ไม่ใช่ ‘ลักษมณ์’ ดังที่ทรงเข้าพระทัยในคราแรก

         เพิ่งทรงทราบว่าเข้าใจผิดไปก็เมื่อได้ไถ่ถามจากญาติผู้น้องหลังจากนั้น

         หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์หรือท่านชายราม ทรงเป็นเครือพระญาติห่างๆกับหม่อมราชวงศ์สิตา สายพระโลหิตไม่อาจนับได้ว่าเทียบเคียง หากแต่ก็สนิทสนมกันดีด้วยคลุกคลีกันมาตั้งแต่ญาติผู้น้องยังแต่เล็กแต่น้อย

         แม้ท่านชายรามจะไม่ใช่คนถือองค์ แต่ก็ไม่เคยให้ความสนพระทัยในผู้ใดนอกเหนือไปจากคนที่ทรงเลือกแล้วว่า‘เหมาะ’ว่า‘ควร’ ซึ่งหม่อมราชวงศ์สิตาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ทรง‘เลือก’แล้วเช่นกัน

         แต่แก้วตาใสที่เคลือบไว้ด้วยความตื่นตระหนกน้อยๆ กลับยังคงตรึงอยู่ในหทัยอย่างหาได้ยาก

         มั่นพระทัยว่าไม่เคยพานพบกันมาก่อนแน่นอน หากองค์กลับไม่รู้สึกขะเขินยามต้องเนื้อตัวแม้แต่น้อย ทั้งให้คุ้นเคยราวกับการได้ชิดใกล้กับลักษมัณไม่ใช่เรื่องผิดปกติสามัญแต่อย่างใด

         แปลกนัก

         “เป็นอะไรไป? พี่เห็นน้องนั่งหน้าบูดหน้าบึ้งมาตั้งแต่ออกจากมหา’ลัยแล้ว”ทรงตรัสถามญาติผู้น้องที่นั่งเคียงไหล่กันบนเบาะรถ “หรือน้องไม่อยากให้พี่มารับล่ะ หือ?”

         คุณชายตัวน้อยรีบส่ายหน้าทันทีนัยว่าไม่ใช่อย่างนั้น ให้คนพี่ทรงแย้มสรวลแล้ววางหัตถ์ลงบนศีรษะพลางขยับยีกลุ่มผมนุ่มเบาๆด้วยเอ็นดู

         “หรือจะแอบหนีท่านพ่อไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน แต่พี่กลับมาขัดจังหวะเราเสียก่อนกันล่ะ”

         “เปล่านะครับ น้องไม่ได้จะหนีเที่ยวซะหน่อย”

         แต่จะไปเลือกของขวัญให้พี่รามต่างหาก...

         สุดท้ายเป็นอันต้องยกเลิกนัดกับเพื่อนรักไปอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเจ้าของหัวข้อเรื่องคนสำคัญของคุณชายสิตาดันปรากฏตัวขึ้นมาโดยไม่ทันคาดคิด

         “พี่ต้องผ่านหน้ามหา’ลัยพอดี เลยแวะมารับน้องกลับพร้อมกันเสียเลย ก่อนหน้านี้พรตคงโทรมาบอกน้องแล้ว”

         ช่างประจวบเหมาะเสียจริงเชียว เมื่อหม่อมเจ้าชญานินหรือท่านชายอินทร์ ซึ่งเป็นท่านพ่อของคุณชายสิตาได้นัดแนะพบปะกับท่านชายรามในวันนี้พอดี โดยที่คุณชายสิตาไม่ได้รู้เรื่องราวมาก่อน

         อดรู้สึกไม่ดีที่ผิดนัดกับเพื่อนไม่ได้ ทั้งที่ก็เป็นนัดที่มาจากความประสงค์ของตัวคุณชายสิตาเองแท้ๆ เป็นลักษมัณเสียอีกที่ไม่คนคิดเล็กคิดน้อยทั้งยังบอกค่อยนัดกันอีกครั้งในภายหลัง นึกมาถึงตรงนี้คุณชายก็อดอมยิ้มน้อยๆออกมาไม่ได้ เขาโชคดีนักที่ได้เป็นเพื่อนกับคนดีๆอย่างรัก

         สำคัญคือ พี่รามอุตสาห์แวะมารับเขาด้วยองค์เองเชียวนะ

         อยากจะยิ้มให้กว้างกว่านี้ แต่ก็เกรงสายพระเนตรของพี่รามจะจับได้ ถึงจะดีใจเพียงใดก็ไม่อาจแสดงออกให้องค์ทรงทราบ
พี่รามเป็นคนเฉลียว คุณชายตัวเล็กที่กลัวจะเผลอแสดงความนัยให้อีกฝ่ายต้องทรงตะขิดตะขวงใจจึงคิดเบี่ยงไปยังเรื่องของเพื่อนคนใหม่แทน

         “รักเป็นยังไงบ้างครับ พี่รามว่าโอเคหรือเปล่า แต่น้องว่ายิ่งกว่าโอเคเลย”ทำท่าทางโอเคประกอบ ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสแลดูกระตือรือร้นเสียจนแลผิดปกติ หากท่านชายรามเพียงแย้มสรวลด้วยเอ็นดู พลางนึกถึงวงหน้าอ่อนเยาว์ของคนที่ญาติผู้น้องเอ่ยถึง

         พระพักตร์หล่อเหลาอ่อนโยนลงหลายส่วน คุณชายสิตาที่เห็นดังนั้นอดโล่งใจไม่ได้

         เพราะนั่นแสดงว่าเขา‘สามารถ’คบกับรักต่อไปได้ และรักนั้น‘คู่ควร’พอในสายพระเนตรของพี่ราม

         “แต่พูดไปพี่รามอาจจะมองว่าน้องคิดมากไปเองก็ได้นะครับ”

         “ทำไมล่ะ?”เห็นอีกฝ่ายมีทีท่าสนพระทัย พลันรู้สึกพองฟูในอก ดวงหน้าหวานแลดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม

         “น้องรู้สึกเหมือนกับรักมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง น้องเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะครับ แต่น้องรู้สึกสบายใจที่มีรักอยู่ข้างๆยังไงก็ไม่รู้”

         “ลักษมัณคนนี้คงจะเป็นรักแรกพบของน้องเสียแล้วล่ะมั้ง”คุณชายสิตาเกาแก้มอย่างเก้อเขินเมื่อท่านชายรามทรงยิ้มเย้าแหย่ ดวงหน้านวลพลันปรากฏริ้วแดงแต้มเจือจาง

         “พี่ราม! ใช่แบบนั้นที่ไหนกันล่ะครับ โธ่”

         ได้ยินเสียงสรวลอย่างอารมณ์ดีของท่านชายราม หน้าที่แดงอยู่แล้ว กลับแดงจัดจนลามไปถึงใบหู

         “แต่เรื่องที่น้องว่ามา พี่เห็นด้วยนะ”

         หัตถ์เรียววางลงบนศีรษะทุยอีกคราพลางลูบไล้เรือนผมนุ่มของญาติผู้น้องอย่างเพลินมือ นัยน์เนตรที่แสนอ่อนโยนคู่นั้นฉาบไว้ด้วยแววเอ็นดูเหมือนดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

         หากเนตรสีรัตติกาลแลดูลุ่มลึกเกินกว่าจะคาดเดาถึงความนัยในสิ่งที่ทรงเพิ่งตรัสออกมาเมื่อครู่ ท่านชายรามทรงหันพักตร์ออกทอดเนตรจากกระจกรถไปไกลแสนไกล แลคับคล้ายกำลังขบคิดบางสิ่งอยู่

         ‘บางสิ่ง’ที่คุณชายสิตาไม่อาจเข้าถึง ในใจพลันรู้สึกวูบโหวงอย่างน่าประหลาด




         “อึก ฮือออ!”

         ณ ที่แห่งนี้กำลังจะมีคนขาดใจตาย

         “ฮึก ฮึก ...ฮื้อออออ!”

         ลักษมัณนั่งท้าวคางมองนายตูมตามที่กำลังประคับประคอง‘อดีต’สมาร์ทโฟนคู่ใจอย่างระมัดระวังด้วยความระอิดระอาใจ หันมองรอบกายก็ได้แต่ส่งยิ้มแหยๆให้กับเพื่อนนักศึกษาทั้งที่นั่งอยู่เคียงใกล้และทั้งที่นั่งอยู่ห่างไกล

         ลักษมัณเชื่อ ...ถึงจะนั่งอยู่นอกร้านก็ยังต้องได้ยินเสียงร้องโหยหวนจนชวนให้อยากปิดหูนี่แล้วเดินหนีอยู่ดี

         ‘ร้านหนมปิ๊งปัง’ เป็นร้านกาแฟบวกเบเกอร์รี่อีกทั้งยังมีเมนูอาหารคาวให้เลือกหลายอย่าง ร้านนี้แม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ถือว่ามีพื้นที่ให้เหล่านักศึกษาเลือกใช้สอยหลายสัดส่วน ตกแต่งด้วยโทนสีเขียวอ่อนผสมสีฟ้าแลอบอุ่นสบายตา มีไม้เลื้อยและตุ๊กตาหมีตัวเล็กตัวน้อยสลับหุ่นยนต์ประกอบมือตัวเล็กประดับอย่างพอเหมาะพอเจาะ ให้เหล่านักศึกษาชายวัยฉกรรจ์ไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกนัก ที่สำคัญคือแอร์เย็นฉ่ำมาก นับได้ว่าเป็นสวรรค์บนดินตัดจากโลกภายนอกที่แดดแผดเผาเหมือนจะให้แห้งตายกันไปข้างได้เป็นอย่างดีเลยเชียว

         โชคดีนักที่ตอนนี้คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่... นายตูมตามนั่งร้องไห้แห้งมาร่วมครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ บอกตามตรงลักษมัณอยากเอาหน้าจุ่มเค้กเสียให้รู้แล้วรู้รอด

         จุดนี้หน้าบางมาก... บอกเลย

         “ท่านชายบอกแล้วไงว่าจะส่งเครื่องใหม่มาให้ เขากรุณามึงขนาดนี้แล้วยังจะร้องห่มร้องไห้ไปเพื่อ?”ทนไม่ไหวเลยมงแซะ แซะมงเพื่อนออกไปเบาๆ

         “กูซึ้งใจไง ฮึก!”

         “...”พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ลักษมัณคิดว่าเขาไม่ควรถามมันต่อ เลยก้มหน้านั่งจัดการข้าวกะเพราหมูกรอบที่ปริมาณน้อยกว่าโรงอาหารของคณะทั้งราคายังแพงกว่าอีกเท่าหนึ่ง มือคลำกระเป๋าสตางค์พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
เอาหน่า ถือเสียว่ามากินบรรยากาศ แล้วก็จำไว้ให้ขึ้นใจ ..วันหลังอย่าได้บ้าจี้ตามนายตูมตามมันมาอีกเป็นอันขาด

         “ร้านนี้ดังนะมึง ในไอจีเซเลบมหา’ลัยเรามาเช็คอินกันให้พึบพั่บ ของดีอร่อยชัวร์พี่ตูมฟันธง”

         นึกถึงคำโฆษณาของเพื่อนต่างคณะแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกรอบ คิดถึงกะเพราร้านตามสั่งแถวบ้านมาก... แอบจิ้มชีสเค้กของนายตูมตามมาหนึ่งจึกใหญ่ๆเพื่อดามหัวใจที่ร้าวราน ขนาดนี้นายตูมตามยังคงไม่รู้สึกตัว ลักษมัณกลั้นขำจนปวดกราม

         ในขณะที่กำลังจะจิ้มชีสเค้กมาอีกหนึ่งจึก กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ชนิดหนึ่งพลันโชยแตะที่ปลายจมูกให้ชะงักกึกเสียก่อน ลักษมัณขมวดคิ้วน้อยๆด้วยรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก กลิ่นมันคล้ายกับ...

         กริ๊ง~

         “สวัสดีค่ะ รับเมนูไหนสั่งได้นะคะ”

         “เอสเปรสโซ่หนึ่งแก้วครับ”

         “ทานที่นี่ไหมคะ?”

         “กลับบ้านครับ”

         “ไอ้รักๆ”หันไปหาเพื่อนที่จู่ๆก็สะกิดแขนเขายิกๆ นายตูมตามที่เลิกร้องไห้ทั้งยังมีสีหน้าตื่นเต้นแปลกๆทำปากบุ้ยใบ้ไปอีกทาง ลักษมัณมองตามจึงให้เห็นเป็นชายรูปร่างสูงกำยำคนหนึ่งในชุดสูทสากลสีดำสนิทยืนรอเครื่องดื่มอยู่ตรงเคาน์เตอร์สำหรับลูกค้าสั่งกลับบ้าน หันกลับมาเลิกคิ้วถามเพื่อน “อะไรวะ?”

         “คนเนี้ยแหละ”

         ขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า“คนเนี้ยอะไรของมึงกันครับเพื่อนตูม”

         “ก็บอร์ดี้การ์ดของคุณทศพักตร์เค้ายังไงล่ะวะ กูจำได้แม่น คนนี้เนี้ยแหละ”หัวใจของลักษมัณพลันเต้นผิดจังหวะขึ้นมาทันทีเมื่อยินชื่อที่อยู่ในประโยค “แสดงว่าคุณเค้าก็ต้องอยู่แถวๆนี้สิวะ” พูดไปชะเง้อชะแง้มองหาไป ขณะที่ลักษมัณเอื้อมมือข้ามโต๊ะดันเหม่งเพื่อนให้อยู่สุขเสียบ้าง

         “เขาจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่เกี่ยวกับมึงอยู่ดีครับเพื่อนตูม กินๆไป ไม่งั้นกูจกหมดจานนะบอกให้”

         “อ้าว เฮ้ย! ไอ้ลักสามาน เค้กกู”นายตูมตามโวยวายใหญ่เมื่อในที่สุดก็สังเกตเห็นเสียทีว่าชีสเค้กของตัวเองถูกเพื่อนลักจิ้มไปหลายคำ

         เพื่อนต่างคณะขมุบขมิบปาก คาดว่าคงกำลังก่นด่าเขาอยู่ในระยะเผาขน หัวเราะหึหึ รู้ดีว่านายตูมตามไม่ได้ด่าอะไรจริงจังนักหรอก เอ๊ะ ...หรือจริงจัง? เพราะหน้าตามองแรงมาก

         ลักษมัณทำท่าคิดอย่างหนักท่ามกลางสายตาสงสัยของเพื่อน นานนับห้านาทีเห็นจะได้ถึงได้ตัดใจ เปิดเป้แล้วหยิบขวดยาคูลท์ยื่นส่งให้ ส่วนนายตูมตามนั้นอ้าปากค้างมองขวดยาคูลท์สลับกับดวงหน้าคมของเพื่อนตัวดี ..ด้วยไม่คาดคิด

         “นี่อย่าบอกนะว่ามึงเอายาคูลท์ขวดละไม่กี่สิบบาทมาแลกกับชีสเค้กจานละร้อยสี่สิบห้าของกู?”

         “อืม”พยักหน้ายืนยัน ไม่ลืมเสริม“ยาคูลท์อร่อยที่สุดในสามโลก ขวดสุดท้ายแล้ว กูสละให้”

         นายตูมตามยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองดังแปะ

         “เพื่อนคนแรกในชีวิตมหา’ลัยของกู ทำไมต้องเป็นมึงด้วยว้า”




         ความจริงแล้วคณะนิเทศฯเสมือนเป็นศูนย์รวมวงจรร้านอาหารเล็กร้านคาเฟ่น้อยไว้ให้นักศึกษามานั่งเล่นนอนเล่น แตกต่างจากคณะของเขาโดยสิ้นเชิง แค่มีโรงอาหารให้ก็นับว่าหรูแล้วจริงๆ ในขณะที่บางคณะไม่มีโรงอาหารของตัวเองต้องระเห็จไปฝากท้องคณะอื่นก็มี

         แล้วบางคณะก็ใช่จะอยู่ชิดเรียงเคียงใกล้ ฉะนั้นรถรางหรือรถบัสของมหา’ลัยจึงจำเป็นมากในการใช้สันจรข้ามคณะ
แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุดก็คือการรอนี่ล่ะ

         ลักษมัณยืนดูดน้ำปั่นที่ใกล้เหือดแห้งเต็มที อยู่กับนายตูมตามที่เริ่มเปิดฝาแก้วเคาะน้ำแข็งเข้าปากแล้ว

         “ทำไมกูต้องมีเรียนช่วงบ่ายด้วยว้า”เมื่อเคาะน้ำแข็งจนแทบหมดแก้ว ก็เงยหน้าขึ้นบ่นกับดินฟ้าอากาศ

         “แล้วนี่มึงมีเรียนอีกทีกี่โมง ไม่ต้องยืนส่งกูก็ได้”ลักษมัณเอ่ยถามพลางโยนแก้วลงขยะ

         “ใครว่ากูมายืนส่งมึงครับไอ้เพื่อนรัก”

         อ้าว

         ลักษมัณเลิกคิ้ว ก่อนมองตามสายตากะลิ้มกะเหลี่ยก็ให้เห็นนักศึกษาสาวสองสามคนยืนอยู่หน้าร้านปริ๊นเอกสารฝั่งตรงข้ามถนน คาดว่าน่าจะเป็นนักศึกษาของคณะนิเทศฯไม่ใช่อื่นไหนไกล

         “พี่ตูมรอขึ้นเรียนพร้อมน้องเมลหรอกเว้ย”

         แทบกลอกตาใส่ในเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเพื่อนขี้หลี ลักษมัณส่ายหน้าแต่หากยังไม่ทันได้ละสายตากลับมา...
สายลมหนึ่งวูบใหญ่พัดผ่านกายพร้อมกับนำพาเอากลิ่นหอมอันคุ้นเคยให้ต้องลงปลายจมูก

         ดวงตาตกต้องอยู่บนกายสูงใหญ่ในชุดสูทสีรัตติกาลยืนห่างออกไปอีกฝั่งของถนน เครื่องหน้าคมคร้าม แนวสันกรามได้รูปรับกับจมูกโด่งสัน ริมฝีปากแต้มยิ้มน้อยๆ ...อย่างน้อยลักษมัณก็คิดว่าเขาเห็นอีกฝ่าย ‘ยิ้ม’ แม้ตอนนี้วงหน้าคมจะกลับมานิ่งขรึมแล้วก็ตาม

         หากแต่สิ่งที่ดึงดูดให้ไม่อาจละสายตากลับเป็นนัยน์ตาคู่นั้นที่จับจ้องมองสบมา

         แววตาแบบนั้น
         เจ้าลักษมณ์

         “คุณทศ?”

         ลักษมัณพลันได้สติ มือยกกุมอกข้างซ้ายเมื่อหัวใจคล้ายกระหน่ำเต้นรัวราวกับกำลังยินดีกระนั้น ...แปลก

         “มึงหมายถึง?”หันไปมองนายตูมตามก็เหมือนให้เห็นเพื่อนสั่นหางตีพื้นดังปับๆ มโนภาพนี้แจ่มชัดนักบอกเลย

         “คุณทศพักตร์ไงมึง กูว่าแล้วว่าเขาจะต้องอยู่แถวนี้ สงสัยเพิ่งคุยกับคณะบอดี้แกเสร็จล่ะมั้ง”

         ทศพักตร์

         “ว่าแต่... เขารู้จักมึงอ่อวะ?”

         “ไม่น่าจะ”

         “แล้วทำไมเขาถึงมองมึงเหมือนจะ‘เขมือบ’มึงลงกระเพาะอย่างนั้นล่ะวะ?”

         ลักษมัณหันกลับไปมองผู้ใหญ่ใจดีของนายตูมตามอีกครั้ง ก็ไม่เห็นจะเป็นดังคำว่าของเพื่อน เมื่อร่างสูงใหญ่ขยับเดินไปอีกทางเสียแล้ว หันไปเตือนสติมันสักหน่อย “น้องมงน้องเมลของมึงอ่ะหนีขึ้นเรียนไปแล้วมั้ง”

         นายตูมตามร้องเฮ้ยรีบกุลีกุจอยกมือบอกลา ทิ้งเพื่อนวิ่งลิ่วเข้าตึกเรียนไปหาสาวแทบทันทีทันใด ไม่รู้จะขำหรือถอนหายใจปลดปลงในความขี้หลีไล่หลังเพื่อนต่างคณะดี ให้พอดีกับมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นมาสั้นๆ บ่งบอกให้รู้ว่าไม่ใช่สายเรียกเข้าแต่เป็นข้อความ ...ก้มหน้าหยิบออกมากดเปิดแอพพลิเคชั่นอ่าน เมื่อเห็นว่าเป็นข้อความจากใครก็ต้องยิ้มออกมาจางๆ

         ม.ร.ว. สิตา :
         ...ขอโทษที่ผิดนัดนะรัก พรุ่งนี้ขอไถ่โทษด้วย...
         (แนบรูปยาคูลท์ขวดใหญ่ถือโดยนายแบบกิตติมศักดิ์คือเจ้าของข้อความยิ้มกว้างจนตาเป็นรูปจันทร์เสี้ยว)
         ...นะ...

         ลักษมัณเจ้าพ่อโรงงานยาคูลท์ :
         ...ขวดเดียวไม่พอ กระเพาะรักน่ะใหญ่มว้ากเลยนะสิตา...

         พิมพ์ตอบไปยิ้มไป แกล้งอีกฝ่ายเล่นแล้วสนุกดี คงดีกว่านี้ถ้าได้แกล้งต่อหน้า ...แต่คงแกล้งได้แค่เบาๆไม่กงไม่กล้าหรอก รุนแรงน่ะ

         ม.ร.ว. สิตา :
         ...งั้นให้อีกขวด...
         ...สองขวดพอนะงบเราน้อย...
         ...ให้เหมาแพคแบบพี่เวสไม่ไหว...

         อ้าว แสดงว่าไอ้ที่กระซิบกระซาบกันนี่คนในหัวข้อเรื่องได้ยินหมดเลยน่ะสิ เวรของไอ้พี่เวส ...กรรมของลักษมัณด้วย
กำลังจะพิมพ์ตอบกลับ แต่อีกฝั่งส่งแทรกมาเสียก่อน เป็นสติ๊กเกอร์รูปหมียิ้ม

         ม.ร.ว. สิตา :
         ...พี่รามบอกว่าดื่มยาคูลท์มาก ระวังท้องเสีย...
         ...อย่างน้อยแค่ ๑ – ๒ ขวดต่อวันก็พอ...
         ...เพราะฉะนั้นแค่สองขวดพอเนอะ...

         ต่อด้วยสติ๊กเกอร์รูปโอเค อันที่จริงลักษมัณชะงักตั้งแต่‘พี่รามบอกว่า’แล้ว กระหวัดนึกไปถึงใบหน้าอ่อนโยนของเจ้าของชื่อเข้า

         เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวกดพิมพ์ตอบกลับ หากยังไม่ทันกดส่ง

         ฉับพลันเสียงบีบแตรพร้อมกับรถยี่ห้อนอกกลับวิ่งแล่นตรงเข้ามาหาร่างสูงโปร่งด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด แว่วเสียงกรีดร้องของนักศึกษาที่เห็นเหตุการณ์ดังแข่งกับเสียงเบรกเสียดยาวของล้อรถ โชคดีที่ลักษมัณไม่ได้ไร้สติขนาดจะยืนนิ่งให้ตัวเองถูกรถชน

         กายสูงโปร่งเบี่ยงตัวหลบพอดีกับที่ช่วงเอวถูกเรี่ยวแรงมหาศาลฉุดกระชากให้พ้นซึ่งวิถีอันตรายอย่างหวุดหวิด แต่ด้วยความเร็วของแรงปะทะระหว่างสองร่างที่ไม่อาจรั้งหยุด ทำให้ทั้งคนช่วยและคนถูกช่วยพากันล้มไม่เป็นท่า ลักษมัณที่อยู่ในช่วงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันรู้ตัวอีกทีร่างของเขาก็ถูกคนแปลกหน้าคร่อมทับเอาไว้ทั้งตัว ขณะส่วนศีรษะและช่วงเอวถูกฝ่ามือใหญ่โอบประคองไว้ราวกับกำลังปกป้อง

         คนบนตัวครางออกมาเบาๆ แต่ด้วยระยะห่างเพียงลมหายใจกั้น ลักษมัณจึงได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน ทว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่สนใจตัวเอง เสียงทุ้มเข้มไถ่ถามเขาอย่างร้อนรน

         “หัวกระแทกไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

         ใบหน้าคมดุฉายชัดซึ่งความกังวล นัยน์ตาสีแปลกผิดแผกจากคนทั่วไปกวาดมองสำรวจร่างกายของเขาเมื่อพากันลุกขึ้นนั่งได้ ลักษมัณปวดตัวเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเจ็บจนทนไม่ไหว อีกฝ่ายต่างหากที่น่าจะเป็นฝ่ายเจ็บเพราะแม้ว่าตัวเขาจะอยู่ข้างล่างแต่ไม่ได้กระแทกถูกอะไรแม้แต่น้อย ด้วยร่างทั้งร่างได้คนแปลกหน้าตัวใหญ่โอบกอดปกป้องไว้

         “คุณต่างหาก เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ตอนล้มผมได้ยินเสียงคุณร้องด้วย”ไถ่ถามกลับ ในใจยังคงตื่นตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หาย

         “เป็นอะไรกันหรือเปล่าครับ!”พลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์วิ่งเข้ามาพร้อมให้ความช่วยเหลือ

         แต่คนตัวใหญ่ที่น่าจะเจ็บมากกว่ากลับช่วยพยุงเขาขึ้นยืน ปฏิเสธการช่วยเหลือจากพลเมืองดีที่ว่า

         “บอสครับ!”คราวนี้ไม่น่าใช่พลเมืองดี แต่น่าจะเป็นคนรู้จัก และเมื่อสังเกตดีๆจึงได้รู้ว่าคือคนเดียวกับที่นายตูมตามว่าเป็นบอร์ดี้การ์ดของคนตัวใหญ่ วิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตกใจแบบสุดขีด

         “คนขับรถคันนั้นล่ะ?”เอ่ยปากถามแต่ตายังไม่หยุดสำรวจร่างกายของเขา

         “คนของเราจับตัวไว้แล้วครับ ทำท่าจะหนีเลยจำเป็นต้องใช้กำลังนิดหน่อย”ตัวเขาถูกผู้ใหญ่ใจดีของนายตูมตามจับหมุน ..คงจะกำลังสำรวจบาดแผล ที่ยังไงแล้วก็ไม่น่าจะมี

         ยังคงไร้ซึ่งบทพูดเช่นเคย พอกันกับคุณพลเมืองดีที่ยืนเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก

         “อืม จัดการตามสมควร”หยุดหมุนเขาได้เสียที แต่ยังคงไม่เลิกจ้อง“เดี๋ยวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อน ให้แน่ใจว่าเธอจะไม่เป็นอะไร”

         “ผมไม่เป็นอะไรจริงๆครับ คุณต่างหากล่ะ”สูทสีดำของอีกฝ่ายบัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบฝุ่น มือเผลอยกขึ้นแตะต้นแขนข้างซ้าย หากเมื่อรู้ตัวจึงได้ค่อยชักมือกลับอย่างเร็วรี่ ...ก่อนจะรู้สึกถึงความหนึบหนับที่มือ “เลือด...”

         ดวงตาสีดำไล่มองสำรวจอีกฝ่ายเป็นการใหญ่จนเห็นที่มาในที่สุด มือข้างซ้ายของคนตัวใหญ่อาบย้อมไปด้วยเลือดสีเข้ม ไหลหยดลงบนพื้นหลายหยดชวนให้คนเห็นลมแทบจับ

         “แขนคุณ!”

         “ไม่เป็นไร”

         คว้าข้อมือหนาก่อนจับยกขึ้นหมับ...

         “ทำอะไร”คิ้วเข้มขมวดดุ จนคนถูกดุเผลอสะดุ้ง ใจเกือบฝ่อ... แต่ต้องใจแข็งเข้าไว้นะไอ้รัก

         “น นี่ไง ผมจับเบาๆเอง คน‘เจ็บ’ที่ต้องไปโรงพยาบาลน่ะ มันคุณชัดๆ”

         “เอ่อ ผมว่าคุณควรทำตามที่เขาบอกจะดีกว่านะครับ”คุณพลเมืองดีที่เพิ่งมีช่องว่างให้เอ่ยบท พูดแทรกขึ้นมาเพื่อเข้าข้างเขา

         “งั้นเธอต้องไปกับฉันด้วย ไปตรวจด้วยกัน”

         แต่ไม่ได้รับความสนใจจากคนเจ็บเช่นเคย…

         ฝ่ามือใหญ่ทาบทับลงบนมือของเขาที่กุมข้อมืออีกฝ่ายไว้อีกที นัยน์ตาสีออกทับทิมเข้มส่อแววว่าเอาจริง สื่อให้รู้ต้องไปด้วยกัน ตรวจพร้อมกัน แต่ถ้าจะไม่ไปก็ไม่ต้องไปมันเลยทั้งคู่

         หากน่าแปลกที่ลักษมัณกลับรู้สึกยิบยับในอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องมองไม่ละสายตาเลยแบบนี้

         “ก็ได้ครับ คุณไป ผมไป”

         ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรอยู่แล้ว ไปก็ไปซี่ ลักษมัณจะนึกเสียว่าถือโอกาสตรวจร่างกายประจำปีไปเลยในตัว ทั้งที่ก็มั่นใจมากว่าตัวเขาน่ะไม่เป็นอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น ไม่เจ็บแต่อาจมีร่องรอยแผลถลอกนิดหน่อย ซึ่งคนที่น่าห่วงกว่าน่ะ

         หมับ

         “งั้น‘เรา’ไปด้วยกัน”

         หน้าคมเข้มเรียบนิ่ง แต่เหมือนแอบเห็นมุมปากอีกฝ่ายกระตุกขึ้นน้อยๆ

         เดี๋ยวสิ... ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องจับมือกันเดินเลยสักนิด และเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันความคิดเขา

         มือเรียวขาวถูกกำชับจับไว้มั่นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

         แนบแน่นจนมิอาจเลี่ยงหลีกไปไหนได้

         แม้สองคนเจ็บจะพากันขึ้นรถหรูติดฟิล์มดำหายลับไปไกลไปสักพักแล้ว พลเมืองดีหนุ่มยังคงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่จนเพื่อนนักศึกษาคนอื่นทั้งที่รู้จักทั้งที่ไม่รู้จักแต่อยากรู้เรื่องต่างวิ่งมารุมล้อมถามถึงเหตุการณ์รถเฉี่ยวชนที่เกิดขึ้นแบบสดๆร้อนๆ คนเจ็บเป็นใคร ใช่นักศึกษาคณะเราไหม โน่นนี่นั่น บลาบลาบลา

         แต่ไม่มีเสียงไหนเข้าหัวเลยสักเสียง เพียงเรื่องเดียวจริงๆที่เขาอยากรู้

         พลเมืองดีหนุ่มหันไปมองเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกันพลางเอ่ยถามขึ้นอย่างคับข้องใจ

         “นี่กูดูไร้ตัวตนขนาดนั้นเลยหรอวะ?”

         “หะ?”

         แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่า ‘ทำดีไม่ขึ้น’ ?

---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
เขาเจอกันแล้ว ใช่ป่ะ  :hao3:

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 72
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เรื่องสนุกน่าติดตามค่ะ

ออฟไลน์ antr93

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0

ออฟไลน์ zeroshadaw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 18
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
เราติดตามตั้งแต่ตอนยังไม่รีไรท์ ดีใจที่กลับมานะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ :pig4:

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

         ตอนที่ ๔

         เกร็งจะแย่แล้วหนอ

         ลักษมัณจำได้ว่าตอนถูกเขาจูงมือพาขึ้นรถมา ก็ไม่ใคร่เห็นว่าจะเกร็งเท่านี้ แต่พอรู้สึกเกร็งขึ้นมาแล้วเท่านั้นล่ะ ..เกร็งหนักเลย

         กำหมัดยกขึ้นป้องปากกระแอมไอออกมาเบาๆ เพื่อลดทอนความเกร็งที่มีลง

         “เป็นอะไร?”แต่กลับเป็นการเรียกให้อีกฝ่ายหันมาสนใจเขาแทนวิวนอกรถเสียอย่างนั้น

         ลักษมัณยิ้มแห้ง “ป เปล่าครับ” อีกฝ่ายมุ่นคิ้วเล็กน้อย เพียงเล็กน้อยและชั่วแวบเดียวเท่านั้น ที่หากไม่สังเกตดีๆแล้วคงไม่ทันเห็น แต่ลักษมัณดันทันเห็นจึงเอ่ยเสริมเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปว่า “ผมแค่… ไอ แค่ไอเฉยๆน่ะครับ ฮะๆ”

         น่าเชื่อมาก…

         “แล้วแขนคุณ เป็นยังไงบ้างครับ ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?”เปลี่ยนเรื่องโดยการถามอาการของอีกฝ่ายแทน ตาจ้องเขม็งไปยังแขนข้างซ้ายที่บัดนี้มีเพียงเชิ้ตสีดำปิดกั้นสายตาเท่านั้น

         มองยากไม่ต่างจากสูทสีดำตัวก่อนหน้าที่อีกฝ่ายถอดโยนทิ้งไว้ในกระโปรงหลังรถเลยแม้แต่น้อย

         ผู้ชายคนนี้ท่าจะชมชอบสีดำน่าดู

         คนตัวใหญ่ก้มลงมองตามสายตา ก่อนตอบคำถาม “ไม่เป็นไร”

         “แต่…”ภาพเลือดที่อาบมือทั้งยังหยดลงพื้นติ๋งๆยังคงเป็นภาพจำของลักษมัณ ใบหน้าเยาว์วัยจึงอดแสดงความกังวลออกมาไม่ได้ “ทนหน่อยนะครับ แล้วก็…ขอโทษครับ”

         “ขอโทษเรื่องอะไร?”น้ำเสียงทุ้มทอดอ่อนลงกว่ายามปกติ หากมีใครในที่นี้ที่จับสังเกตได้ก็เห็นแต่จะมีเพียงนายเปาวนา สารถีผู้นั่งอยู่เบาะหน้าเท่านั้น

         มันลอบมองหน้าผู้เป็นนายผ่านกระจกมองหลัง ก็ให้เห็นแววเนตรอ่อนโยนจับจ้องเพียงวงหน้านวลของเด็กนักศึกษาผู้เคราะห์ร้าย โดยที่อีกฝ่ายไม่แม้จะรู้สึกตัวเพราะยังเอาแต่จดจ้องแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บของนายมัน ราวกับว่าทำแบบนั้นแล้วจะช่วยทำให้อาการของนายมันทุเลาลงบ้างอย่างนั้น

         เปาวนาอดลอบถอนใจเบาๆไม่ได้ เสียดายนักที่พออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง นายของมันกลับเก็บงำแววเนตรนั้นไว้แล้วเผยออกให้เห็นเพียงความนิ่งขรึมเป็นดังยามปกติแทน

         ใครจะล่วงรู้ว่ายามนี้ทศพักตร์ต้องอดกลั้นไม่ให้เผลอยกมือขึ้นต้องเนื้อนวลเพียงใด

         ใกล้กันถึงเพียงนี้

         “เรื่องที่ผมทำให้คุณต้องมาเกี่ยวข้องด้วย คุณต้องเจ็บตัวก็เพราะช่วยผมแท้ๆ”คนเด็กกว่าหน้าม่อยลงยามเอ่ยถึงเหตุผล ถ้าหากตอนนั้นเขาไม่ได้เอาแต่ก้มหน้าเล่นมือถือแล้วรู้สึกตัวให้ไวกว่านี้ล่ะก็…

         “คิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็เท่านั้น”ลักษมัณหลุดออกจากความภวังค์เมื่อหน้าผากถูกสัมผัสเย็นแตะลงมาแผ่วเบา ‘สัมผัส’ที่คล้ายจะให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดมาจาก‘นิ้วชี้’ข้างขวาของคนสูงวัยกว่าที่เพิ่งละออกไป

         “ไม่ต้องโทษตัวเอง เพราะพี่‘ไม่เคย’คิดโทษเจ้า”

         สิ้นประโยคพลันได้กลิ่นหอมจางลอยเข้ามาแตะจมูก ดวงจิตราวกับกำลังลอยฟุ้งอยู่ในห้วงแห่งฝันก็ไม่ปานเมื่อทุกสิ่งคล้ายถูกตัดออกจากคลองจักษุหลงเหลือไว้เพียงคนที่นั่งอยู่เคียงข้างกันในชั่วขณะนี้เท่านั้น

         ลักษมัณอดพินิจวงหน้าคมของอีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งดวงตาสีราวทับทิมสดแต่ทว่าต่อมาก็ไม่คล้ายว่าใช่ เพียงอาจเป็นสีน้ำตาลแต่เป็นน้ำตาลที่อ่อนมากกว่าเคยเห็น เมื่อต้องริ้นแสงจึงมองเห็นเป็นเช่นนั้น จมูกโด่งสัน รับกับริมฝีปากเป็นกระจับได้รูป โครงหน้าเข้มชัด ปลายคางมีตอหนวดเพิ่งขึ้นบางๆ ให้รู้สึกจั๊กจี้พิลึกยามเผลอไล้ปลายนิ้วสัมผัสโดนเข้า

         เมื่อนั้นล่ะถึงได้รู้สึกตัว

         ไอ้รักหนอไอ้รัก มึงไปจับหน้าจับตาคุณเค้าทำไมวะ!

         ร่างโปร่งสะดุ้งจะรีบชักมือกลับเหมือนต้องโดนของร้อน ทว่ากลับถูกมือเรียวแกร่งคว้าหมับเข้าไว้อย่างทันท่วงทีเสียก่อน เหมือน… เหมือนว่าเห็นมุมปากหยักนั้นกระตุกยิ้มขึ้นมา ให้หน้าร้อนฉ่าจนคนเผลอกระทำการอุกอาจเลิ่กลั่กร้อนรน

         “คุณทศพักตร์ คือ เอ่อ ผม… มือเผลอ ไม่ใช่ๆ”ส่ายหน้ารัว นึกอยากยกมือขึ้นตีปากตัวเองนัก “ต้องเป็นเผลอยกมือสิ คือผมไม่รู้ตัว มือมันยกขึ้นจับหน้าคุณเอง ผม…”

         “รู้จักกันด้วยหรือ?”ชะงักกึกทันใด ลิ้นที่พันกันอยู่เมื่อครู่แทบจุกคอชักตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

         “เอ่อ ก็จะว่ารู้จักเลยมันก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าไม่รู้จักมันก็ไม่ถูกเสียทีเดียวน่ะครับ”

         “ยังไงเล่านั่น?”

         เออนั่นสิ ยังไงวะไอ้รัก พูดออกไปเองก็มานั่งงงเอง แล้วนี่เมื่อไหร่คุณเค้าจะปล่อยมือเสียที ร้อนลามไปทั้งตัวแล้วทีนี้
ร้อนตัวเลิ่กลั่กเข้าข่ายผู้กระทำความผิดชัดๆ! …แต่เดี๋ยวซี่ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จะผิดก็ผิดอยู่เรื่องเดียวคือที่เผลอไปจับหน้าจับตาลูบตอหนวดเขาเมื่อครู่ นึกได้ดังนั้นแล้วค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย

         สติ ท่องไว้ลักษมัณเอ๋ย ยุบหนอ สติหนอ

         “ว่าอย่างไร?”

         คนอ่อนวัยกว่ามองข้ามสำนวนคำพูดฟังแปร่งหูของอีกฝ่ายไป มัวแต่เรียบเรียงราวเรื่องอยู่ในหัว และเมื่อเรียงได้ก็รีบเอ่ยปากตอบ

         “ข่าวจากคณะนิเทศฯค่อนข้างไวน่ะครับ ผมเลยพอจะได้ยินมาบ้างว่านายทุนใหญ่อย่างคุณทศพักตร์ให้เกียรติยืมชุดสำหรับงานแสดงโขนด้วยตัวเอง ที่ว่ารู้จักไม่เชิงว่ารู้จักก็เพราะเหตุนี้ล่ะครับ”

         “แล้วเธอล่ะ?”

         “ค ผม?”

         อีกฝ่ายหลุดขำออกมาเบาๆ หากเพียงเท่านี้ก็ทำเอาคนอ่อนวัยกว่าแทบหันเอาศีรษะไปโขกเบาะรถเสียให้รู้รอด

         ลักษมัณกำลังรู้สึกเขิน เขินที่คุณทศพักตร์ขำความเหรอหราของตัวเขาเองนี่ล่ะ!

         “เธอรู้จักฉันแล้ว แต่ฉันยังไม่รู้จักเธอเลย”

         อ้อ…

         เผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว มือถูกปล่อยเป็นอิสระพร้อมกับรถที่เลี้ยวเข้าเขตโรงพยาบาล หากแต่ใบหน้าคมกลับยังคงจ้องมองมาไม่ลดละ น่าแปลกนักที่ลักษมัณไม่แม้รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด

         ตึกตัก

         “ผม… รักครับ รักที่มาจากคำบอกรัก ส่วนชื่อจริงก็ลักษมัณ”

         รถจอดหยุดนิ่งพร้อมกับประตูรถที่ถูกเปิดออก หากจังหวะสุดท้ายก่อนที่คนตัวใหญ่กว่าจะละสายตาจากเขาแล้วก้าวลงจากรถ…

         “ยินดีที่ได้รู้จัก‘อีก’ครั้งนะ เจ้าลักษมณ์

         ตึกตัก

         เจ้าลักษมัณของพี่

         ลักษมัณยกมือขึ้นทาบลงบนอกข้างซ้าย …เมื่อจู่ๆ หัวใจที่อยู่ข้างในนี้กลับเต้นแรงเสียจนพาลให้รู้สึกเจ็บขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

         ดีเลย มาโรงพยาบาลทั้งที จะได้ตรวจให้รู้แล้วรู้รอดกันไปว่าตัวเขาเป็นโรคหัวใจหรือเปล่า ช่วงนี้ถึงได้ขยันเจ็บขยันปวดนัก




         ชื่อของโรงพยาบาลที่คุณทศพักตร์พามา ให้อย่างไรก็ว่ารู้สึกคุ้นๆหูอย่างบอกไม่ถูก

         “เชิญคุณลักษมัณเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ที่ห้องเปลี่ยนชุดทางด้านซ้ายมือ ห้องเดิมเลยค่ะ ภายในห้องจะมีกล่องใส่ชุดผู้ป่วยที่ใช้แล้วอยู่ รบกวนแยกกางเกงกับเสื้อก่อนวางชิ้นผ้าลงในกล่องนะคะ ดิฉันจะรออยู่ข้างนอก หากมีอะไรสามารถเรียกได้เลยค่ะ”

         บอกขอบคุณพร้อมยิ้มกว้างตอบกลับรอยยิ้มหวานเป็นมิตรของพี่พยาบาล เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องเปลี่ยนชุดก็อดพรูลมหายใจยาวๆออกมาไม่ได้ แม้จะไม่ได้ถึงกับต้องเข้าเครื่องสแกนเพราะเพิ่งซัดข้าวมา แต่ก็ยังต้องตรวจโน่นนี่นั่นละเอียดยิบอยู่ดี เขาไม่ใช่คนเจ็บ มาถึงตอนนี้ก็ยังคงยืนยันว่าคนเจ็บไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน รอยถลอกเลือดซิบยิบย่อยย่อมมีบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่เรื่องหนักหนากว่านั้นเป็นไม่ได้เลยที่จะมี

         …นอกจากโรคหัวใจที่สงสัยว่าตัวเองจะเป็น?

         แต่เอาเถอะ คุณทศพักตร์อุตสาห์หวังดี จะให้เขาปฏิเสธความหวังดีของผู้มีพระคุณก็ใช่เรื่องนี่นะ

         เมื่อคิดได้ปลงตกก็จัดการผลัดเปลี่ยนชุดคนไข้ออกกลับไปใส่ชุดนักศึกษาเปื้อนฝุ่นตัวเดิมอีกครั้ง ดูหมองลงไปเลยเมื่อเทียบกับชุดผู้ป่วยสีฟ้าสะอาดตาของโรงพยาบาล ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านอกจากจะสะอาดพอกันกับชุดผู้ป่วยแล้ว ยังกว้างขวางแลดูสะดวกสบายราวกับห้องพักในโรงแรมหลายดาวก็ไม่ปาน

         อืม… ชักตงิดใจ ควานหามือถือในกระเป๋าเป้ เสิร์ชชื่อปุ๊บ ปู่เกิลตอบกลับมาไวแสงด้วยไวไฟของโรงพยาบาลที่แอบถามพี่พยาบาลมา

         อันดับแรกของการค้นหา ต่อท้ายด้วยคำว่า ‘เอกชน’

         “คุณพระ…”ยืมคำอุทานของพ่อจ๋ามา มือเริ่มสั่นระริกเพียงได้เห็นคำว่า ‘เอกชน อันดับหนึ่ง’

         ก๊อก ก๊อก

         สะดุ้งโหยงแทบทำมือถือตกพื้น ร่างโปร่งยกมือขึ้นทาบอกพึมพำขวัญเอ๋ยขวัญมากับตัวเองเบาๆ สะพายเป้จัดชุดนักศึกษาที่คงไม่เรียบไปกว่านี้แล้วจึงค่อยเดินตรงไปยังประตูห้อง หมุนลูกบิดเปิดออกก็ให้เห็นเป็นคุณคนสนิทของคุณทศพักตร์ยืนทำหน้าดุไม่ต่างจากผู้เป็นนายอยู่ตรงหน้า ส่วนพี่พยาบาล …หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

         “เรียบร้อยดีนะครับ คุณลักษมัณ”

         “ครับ คุณ…”

         “ผมเปาวนาครับ เรียกสั้นๆว่าเปาก็ได้ เดี๋ยวผมช่วยถือกระเป๋าให้นะครับ”

         ลักษมัณพยักหน้าก่อนจะรีบยกมือขึ้นเบรกเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเข้ามาช่วยเขาถอดกระเป๋าเป้ออกไปถือไว้เอง

         “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลยครับคุณเปา ผมสะพายเองได้ครับ กระเป๋าเป้แค่นี้เอง”

         “แต่…”เปาวนาอดทำสีหน้าลำบากใจไม่ได้

         กาลก่อนมันไม่เคยกล้าแม้แต่เฉียดเข้าใกล้อีกฝ่าย มากาลนี้ก็หาได้หาญกล้าขึ้นมาแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะมันยึดเอาเป็นหน้าที่ไปเสียแล้วที่ต้องคอยดูแลอีกฝ่ายในยามที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้เป็นนาย แม้ครานี้นายจะไม่ได้สั่งแต่มันเต็มใจกระทำยิ่งนัก

         จะ‘องค์ลักษมณ์’หรือ‘เด็กหนุ่มลักษมัณ’ ล้วนแล้ว‘สำคัญ’ต่อนายของมันทั้งสิ้น

         ก็คนคนเดียวกันนี่นะ

         “แล้วนี่คุณทศพักตร์ล่ะครับ เขาตรวจเสร็จแล้วเหรอ แล้วเป็นยังไงบ้างครับ?”มันยิ้มเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าแสดงท่าทีห่วงใยต่อนายมันออกมา หัวคิ้วยับย่นสีหน้าแลเป็นกังวลทั้งที่เป็นคนเพิ่งรู้จักกันแท้ๆ

         “ผมคิดว่าเรื่องนี้คุณควรถามนายเองน่าจะดีกว่านะครับ”เปาวนาเลือกที่จะไม่ตอบก่อนเบี่ยงตัวผ่ายมือ “ไปกันเถอะครับ ท่านรอคุณอยู่”

         ที่เห็นยิ้มเมื่อครู่ สงสัยท่าจะตาฝาด ทำไมถึงได้หน้าดุกันทั้งนายทั้งคนสนิทเลยหนอ




         หลังจากสถานการณ์รถเฉี่ยวชนคลี่คลายท่ามกลางความสงสัยของใครหลายคน รวมถึงรปภ.และอาจารย์ประจำคณะที่มาถึงก็ต่อเมื่อหายไปแล้วทั้งผู้ชนทั้งผู้เสียหาย พลเมืองดีนามอัยการหรือกรรณที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามคำดังกล่าวเสียเท่าไร เพราะผู้เสียหายต่างช่วยกันและกันเองอย่างงงๆ

         เขากับเมฆนาทเพื่อนสนิทพากันเดินไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุนัก

         “สรุปแล้วเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นวะ ไอ้กรรณ?”เมฆนาทที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ถามด้วยความสงสัย

         เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน ไหนจะลมกรรโชกแรงไร้ที่มาที่ไปที่เขากับเพื่อนประสบ ไหนจะเหตุการณ์ที่เพื่อนเขาบังเอิญเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างงงๆนั่นอีก แม้กระทั่งเขาที่เดินอยู่ข้างมันใต้ร่มไม้แท้ๆ หันไปหาอีกที ...ร่างของเพื่อนก็หายจากข้างกาย สับเท้าวิ่งไปจนเกือบถึงตัวนักศึกษาที่ถูกรถเฉี่ยวบนถนนเสียแล้ว

         ความเร็วไวเป็นที่หนึ่งเมฆนาทประจักษ์แก่สายตาตัวเองมาตั้งแต่ตอนมัธยม …ก็เนิ่นนานมาแล้วนั่นล่ะ ไอ้คนตัวดำชื่อเป็นธรรมสมอุปนิสัยและคณะที่เลือกเรียนนี่อดีตเคยเป็นถึงแชมป์วิ่งเยาวชนสองปีซ้อนเชียว ไม่แปลกถ้ามันจะไปถึงที่เกิดเหตุเร็วกว่าใครพวก

         “ไม่รู้เหมือนกัน”กรรณไหวไหล่หากใบหน้าเข้มในแบบฉบับไทยแท้ไม่แพ้สีผิวกลับฉายแววฉงนในสิ่งที่ตัวเองกระทำไปเมื่อไม่กี่ครู่ที่ผ่านมาไม่น้อยเช่นกัน งงไม่ต่างไปจากเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

         “ก็รู้อยู่ว่ามึงมันเป็นโรคเที่ยงธรรมซื่อตรงขึ้นสมอง แต่ไม่ยักรู้มาก่อนว่าชอบเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อช่วยคนที่ไม่รู้จักด้วย?”

         กรรณขมวดคิ้ว“ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันว่ะ แต่พอเห็นหน้าเด็กคนนั้นแล้วมันเกิดความรู้สึกว่าปล่อยไว้ไม่ได้ ยังไงกูก็ต้องช่วย”

         หากให้อธิบาย พูดให้ตรงความคิดเลยก็คงเป็นเพราะความรู้สึก‘ติดค้าง’อยู่ลึกๆในใจนี่ล่ะมั้ง แต่บอกออกไปไอ้เพื่อนคนนี้คงไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะตัวเขาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนี่สิ

         “เห็นหน้า? อยู่ตั้งไกลเนี้ยนะ?”

         “อืม อีกอย่าง...”ผู้ชายคนนั้นไวกว่าเขาเสียจนฝีเท้าอดีตแชมป์วิ่งเยาวชนเทียบไม่ติดฝุ่น

         วิ่งตัดหน้าคว้าเอาตัวคนที่กำลังจะถูกรถชนเข้าสู่อ้อมอกปกป้องไว้ได้อย่างทันท่วงที แต่ในช่วงจังหวะที่วิ่งผ่านตัวเขาไปนั้น คับคล้าย… จะเห็นดวงตาของอีกฝ่ายเรืองรองดุดันอย่างน่าประหวั่น?
ความโกรธาที่ยากจะคณานับ ช่างเป็นดวงตาที่แสนคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

         “อีกอย่าง?”

         กรรณหยุดเท้ารวมถึงความคิด ยกมือขึ้นวางบนบ่าเพื่อนที่ส่วนสูงไล่เลี่ยกันตบปับด้วยความแรงที่ไม่น้อยนัก“เมื่อไหร่มึงจะเลิกทำตัวเป็นขี้ติดก้นกูสักทีวะไอ้เมฆ”

         เมฆนาทเบิกตากว้างก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังฟังชัด ไม่มีสลดหรอกเมื่อถูกเพื่อนว่ากล่าว กลับดูชอบอกชอบใจแทนเสียอย่างนั้น กรรณถอนหายใจนึกหน่าย ใช่ว่าจะขับรถไม่เป็นหรือไม่มีรถให้ขับเสียเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่ามันเห็นเขาเป็นสารถีประจำตัวไปแล้วหรืออย่างไร

         หนุ่มผิวแทนเลิกให้ความสนใจ หมุนกายเดินตรงไปยังรถ กระนั้นกลับต้องอ้าปากค้างยืนนิ่งงันอยู่กับที่

         “จุ๊ๆ ลูกรักของมึงถูกพรากพรหมจรรย์ตูดไปซะแล้วว่ะกรรณเอ้ย”

         “น้องลี่ย์ลูกพ่อ!”

         น้องลี่ย์หรือรถยี่ห้อเบนท์ลี่ย์ คอนติเนนทัลที่จอดอิงแอบหลบแสงแดดแผดเผาอยู่ใต้ร่มต้นชมพูพันทิพย์ที่ประจำ เคยสวยใสไร้มลทินด้วยได้รับการดูแลอย่างดีจากพ่อที่ชื่อว่าอัยการ บัดนี้ปรากฏร่องรอยถลอกลากยาวราวครึ่งไม้บรรทัดใต้ไฟท้าย เสมือนถูกอะไรบางอย่างสีเข้าอย่างจัง

         “ไปถูกใครเขาสีมาล่ะนั่น”เมฆนาทผิวปาก ทำเสียงจุ๊ๆเมื่อนั่งยองลงสำรวจรอยแผลบนรถสุดที่รักของเพื่อน
กรรณถลาเข้าลูบคลำสำรวจบาดแผลของ‘ลูกรัก’ ...น้ำตาตกในแต่เพลิงแค้นสุ่มแน่นในอก

         “ใครทำลูกกู!”ทั้งตาทั้งสีหน้าอาฆาตสุด พาลให้เพื่อนสนิทอย่างเมฆนาทอดขนลุกขนพองไม่ได้ มือหนาฉวยหยิบกระดาษที่แปะอยู่ข้างรอยแผลขูดสีหลุด อืม …ใช้สก็อตแทปติดเสียด้วย ช่างไม่กลัวตายเลยจริงๆ

         “ขอโทษนะจ๊ะ พอดีรีบมาก แต่จะกลับมารับผิดชอบแน่นอน จุ๊บๆ ปล.อย่าโกรธเราเลยนะคนดี อุแง้ คือเรารีบจริงๆอ่ะ ขอโทษอีกครั้งน้า ลงชื่อ XXXX ...มีนะจงนะจ๊ะ ลายมือเล็กๆน่ารักแบบนี้น่าจะเป็นผู้หญิงว่ะ ส่วนรหัสนักศึกษา …แหม อยู่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาวสายอินดี้ซะด้วย”

         เมฆนาทจุ๊ปากอีกรอบ ขณะที่กรรณเมื่อได้ฟังตายิ่งลุกเป็นไฟยืนขึ้นเต็มความสูงมือคว้าหมับเข้าที่กระดาษยับๆในมือเพื่อน กวาดสายตาไล่อ่านตามลายมือเรียงตัวสวยราวอักษรคัดไทย

         ไหนว่ารีบ? ไหงมีหน้ามาเขียนบอกกล่าว ลายมือหรือก็เป็นระเบียบเรียบร้อยเสียจนนึกว่านั่งพับเพียบบรรจงเขียนเลยด้วยซ้ำ

         มือกำกระดาษที่บ่งบอกถึงการแสดงความรับผิดชอบแบบชุ่ยๆแน่น ให้ยู่ยับยิ่งกว่าเก่า

         “จะใช้ชดใช้อย่างสาสมเลย คอยดู!”

         ฮึ่ม!





         โรงพยาบาลหรือโรงแรม อันนี้ลักษมัณเองชักจะเริ่มไม่แน่ใจ

         ห้องพักสำหรับญาติผู้ป่วย VIP …ลักษมัณไม่อาจรู้ว่าโรงพยาบาลเอกชนจะมีเหมือนกันหมดหรือไม่ แต่ที่นี่คล้ายจะให้ความสำคัญทั้งกับผู้ป่วยแล้วก็ญาติของผู้ป่วยไม่น้อย จะด้วยเหตุหรือจุดประสงค์แฝงนัยใดก็ตามแต่

         เมื่อเข้ามาในห้องพัก ก็ราวกับหลุดเข้ามาอีกโลก โซฟาบุนวมอย่างดีสีน้ำเงินเข้มตั้งวางเป็นสัดส่วนประมาณ ๔ ชุด ๔ มุม ทั้งยังมีจอแอลซีดีขนาดใหญ่ฝังติดผนัง …ดูหรูหรามาก กระทั่งพรมปูที่เหยียบย่ำยังให้ความรู้สึกนุ่มเท้าแม้จะใส่รองเท้าอยู่ก็ตาม

         อื้อหือ…

         “นี่เรายังอยู่ในโรงพยาบาลแน่ใช่ไหมครับ พี่เปา?”เพราะเดินคุยกันมาตลอดทาง แม้จะเป็นการชวนคุยเพียงฝ่ายเดียวของลักษมัณก็ตาม แต่เขาก็นับอีกฝ่ายเป็นพี่ไปเสียแล้ว จะเรียกคุณอีกฝ่ายก็ไม่ยอม ลักษมัณเลยตัดปัญหาด้วยการเรียกพี่ไปเสีย

         สุดท้าย‘พี่เปา’ก็คล้ายจะมีสีหน้าไม่สู้ดียิ่งกว่าเดิม ได้ยินว่า อะไร ‘ตีตัวเสมอ’ หรือ ‘รู้เข้าตายแน่’ สักอย่างนี่ล่ะ บอกตามตรงเลย …ไม่เข้าใจเลยสักนิด จะเอ่ยปากถาม เห็นหน้าตาพี่เปาแลเคร่งเครียด กลัวจะไปเพิ่มความเครียดไร้ที่มาให้อีกฝ่ายเข้าอีก หลายก้าวให้หลังลักษมัณเลยเลือกปิดปากเงียบมาตลอดทาง เพิ่งจะมาเปิดปากอีกทีก็เอาตอนนี้นั่นล่ะ

         “ยังอยู่ในโรงพยาบาลสิครับ”แอบเห็นพี่เปาหัวเราะ ท่าทางจะเลิกเครียดแล้ว โล่งอก อ้าปากกะเอ่ยถามถึงเจ้านายของอีกฝ่าย…

         “แล้วคุณ…”

         “ทศคะ ที่มนเซ้าซี้แบบนี้ก็เพราะมนเป็นห่วงทศนะคะ”

         หยุดชะงักทั้งคนเดินนำและคนเดินตาม หันไปตามเสียงก็ให้เห็นคนที่กำลังจะถามหายืนอยู่ข้างโซฟา ท่าทางคล้ายเพิ่งลุกขึ้นยืนเลยหมาดๆ และเมื่ออีกฝ่ายหันกลับมาจึงสบสายตาเข้ากับลักษมัณที่ยืนชะงักกลางทางทันที

         ไม่ได้ตั้งใจ …แต่เผลอตกใจกับสีหน้าที่เหมือนจะเข้มดุมากกว่าปกติ ยืนแข็งนิ่งงันอยู่กับที่ ทั้งที่ใจลักษมัณอยากจะขอตัวลี้ภัยไปอีกทาง เมื่อมีสายตาอีกหนึ่งคู่มองตามมา

         “มาแล้วหรือ”กายสูงใหญ่ก้าวเท้าเดินตรงมายังเขา กระทั่งสีหน้ายังดูอ่อนลงหลายส่วน แต่เมื่อนั้นลักษมัณจึงได้เพิ่งสังเกตอีกฝ่ายแบบเต็มตา

         ตอนนี้คุณทศพักตร์เปลี่ยนมาสวมเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำแทนเชิ้ตตัวเก่า แขนข้างซ้ายมีผ้าคล้องแขนห้อยพาดคล้องคอ ข้อมือพันด้วยผ้าพันแผลสีขาว ขณะที่ข้อศอกเองก็โปะด้วยผ้าพันแผลอีกหนึ่งที่ อาการดูหนักกว่าที่ลักษมัณคาดไว้ไปไกลโข

         “แขนคุณ”

         “ไม่เป็นอะไร”ไม่รู้ด้วยเหตุใดจึงได้รู้สึกร้อนผ่าวที่หัวตา เห็นอยู่ชัดๆว่าผลของการช่วยเขาทำให้คุณทศพักตร์ต้องเจ็บถึงขนาดนี้ เพราะเขา…

         “แค่เจ้าลักษมณ์เป็นห่วง พี่ก็ราวจะหายดีแล้ว”

         สัมผัสที่อุ่นกว่าตอนอยู่บนรถแตะลงบนหน้าผาก ใบหน้าคมคร้ามเผยรอยยิ้มบางออกมาขับวงหน้าดุดันให้อ่อนโยนลงอย่างไม่น่าเชื่อ

         “กลับกันเถิด เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

         มือใหญ่ดุนเป้ดันหลังให้ลักษมัณจำต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้ หากชั่วขณะที่กำลังหันหลัง ดวงตาเผลอสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตเฉี่ยวคมด้วยอายไลเนอร์เข้าอย่างไม่ตั้งใจ

         แฟนคุณทศพักตร์?

         สวย …แต่แววตากลับดุเสียจนลักษมัณแทบหันหน้ากลับไม่กล้าสบสานต่อแทบไม่ทัน

         คล้อยหลังนัยน์ตากลมพลันตวัดตกยังร่างใหญ่ที่ยืนปักหลักขวางหน้าไว้ เมื่อเห็นผู้เป็นนายออกจากห้องไปเรียบร้อย เปาวนาจึงคิดตาม แต่กลับถูกรั้งไว้ด้วยแววตาเชือดเฉือนที่มาพร้อมกับคำพูดสอบถาม

         “เด็กนั่นใคร”

         “ผมตอบไม่ได้ครับ”

         “นายเปา!”

         “ขอโทษนะครับคุณมน”มันโค้งตัวเล็กน้อยให้กับ ‘ว่าที่’คู่หมั้นของผู้เป็นนายแล้วหมุนตัวสับเท้าออกจากห้องพักญาติในทันใด

         เพราะเป็นหลานสาวสุดที่รักของเจ้าสัวรณชัยเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ แม้งานจะรัดตัวเพียงใด หากเมื่อได้รู้ว่า‘ว่าที่’คู่หมั้นเข้ารับการรักษาเนื่องด้วยประสบอุบัติเหตุ มันไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่เห็นดีไซเนอร์สาวเจ้าของแบรนด์ไทยชื่อดังอย่างมนฑิกามาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้

         กระนั้นหน้าที่ตอบคำถามของสาวเจ้าก็ไม่ใช่หน้าที่พึงกระทำของมัน

         นายของมันไม่ใคร่พิสมัยเรื่องยุ่งยากกวนใจนัก

         แน่นอนว่ามนฑิกาเองก็นับเป็น‘เรื่องยุ่งยาก’ที่ว่านั่นด้วยเช่นกัน

---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

คนแก่เค้าก็จะติดสำเนียงแปลกๆแปร่งๆแบบนี้ล่ะค่ะ // โดนบาทยักษ์สะกิดปลิว แอ่ก

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ตัวร้ายโผล่มาแล้วซินะ   :hao3:

ออฟไลน์ somberness

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 639
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
ชอบเรื่องนี้ ชอบๆ ชอบเหลือเกิน  :hao5: :hao5:

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๕

         สิ่งที่ลักษมัณเป็นกังวลไม่ใช่เรื่องเป็นหรือไม่เป็นโรคหัวใจแต่อย่างใด เพราะผลตรวจออกมาว่าสุขภาพของเขานั้นแข็งแรงดีทุกประการ แข็งแรงเสียยิ่งกว่าแข็งแรงอีกบอกเลย …แม้จะมีแต่ก้างไม่มีกล้ามเหมือนใครอื่นเขาก็ตามที

         ปัญหาหนักอกหนักใจ ที่ลักษมัณเพิ่งค้นพบ หลังได้รับผลตรวจจากคุณพยาบาลอีกคนที่ไม่ใช่พี่พยาบาลที่ดูแลเขาตั้งแต่ต้นยันตรวจเสร็จ แทบร้องเรียกหาแว่นขยายมาส่องดูตัวเลขที่ระบุไว้ด้านล่างมุมขวาของผลสรุปค่ารักษาแผลถลอก ค่าหมอ ค่าตรวจร่างกาย บวกค่าจิปาถะอีกเล็กๆน้อยๆ กันเลยทีเดียว

         นี่มันค่าตรวจร่างกายตามปกติหรือค่ารักษามะเร็งระยะสุดท้ายบวกโรคร้ายติดตัว?

         “พี่จัดการแล้ว”

         ประโยคเดียวจบซึ่งทุกอย่าง จริงๆถ้ามียาดมลักษมัณคงเอามาอุดจมูกไว้แล้ว บอกตามตรงว่าเพียงเห็นตัวเลขเขาก็ลายตาไปหมด ต้องกัดก้อนเกลือกินอีกกี่ปีหนอถึงจะมีเงินมาใช้หนี้เขาหมด…

         นัยน์ตาคู่สวยแอบลอบเหลือบมอง กายสูงใหญ่แลดูองอาจนั่งเหยียดหลังตรงแม้มีเบาะรถนุ่มรองหลังบรรเทาเมื่อยอยู่ก็ตาม ดวงตาปิดสนิทดูสงบนิ่งจนพาให้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยกลัวจะทำให้อีกฝ่ายหลุดออกจากการนั่งเข้าฌานเอา

         หรือบางทีคุณทศพักตร์อาจจะกำลังพักผ่อนเอาแรง แต่ใจลักษมัณนี่สิไม่เป็นสุขเอาเสียเลย

         หลังจากขึ้นรถมาคนตัวใหญ่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก เรื่องค่ารักษาที่อีกฝ่าย‘ออกให้ก่อน’นั้นก็ไม่มีแม้แต่แย้มเอ่ยออกมา บรรยากาศในรถจึงเงียบสงบมาตลอดจนถึงตอนนี้ที่ใกล้ถึงบ้านของเขาแล้วเต็มที

         เอาวะไอ้รัก เป็นไงเป็นกัน คุณเค้าคงไม่จับเขาโยนออกนอกรถเพียงเพราะไปขัดการเข้าฌานเข้าให้หรอก …มั้ง?

         ในขณะที่อีกคนหลุกหลิกไม่อยู่สุข แม้จะรู้สึกตัวตั้งแต่แรก แต่คนหน้านิ่งนั่งปิดตาสงบก็ยังคงพยายามปั้นหน้านิ่งให้ดวงตาซุกซนได้จดได้จ้องต่อไป

         หากภายนอกช่างดูเยือกเย็น ผู้ใดเล่าจะรู้ซึ้งซึ่งภายในว่าสุดจะอดกลั้นยั้งใจเพียงใด

         อยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้ทว่าไม่อาจแตะต้องได้ดั่งใจเรียกร้อง ไม่อาจบอกกล่าวออกไปได้ว่าโหยหาเจ้ามากเพียงใด รอคอยเพื่อพานพบกับเจ้าอีกครั้งมาเนิ่นนานแค่ไหนแล้ว ชั่วขณะที่ได้รวบร่างโปร่งเข้าแนบอกแม้จะเป็นในสถานการณ์ที่ฝ่ายนั้นมิได้จำยอม ดวงฤทัยนี้กลับล้นปรี่ด้วยยินดีเพียงไร

         เจ้าลักษมณ์เอ๋ย...
         เจ้าลักษมณ์ของพี่......


         “…คุณทศครับ”

         “พี่”ดวงตาคมลืมฉับหันมามอง ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยต่อประโยค“‘พี่ทศ’ ไม่ใช่‘คุณ’”

         นัยน์ตาสีดำขลับหลุบลงพร้อมกับวงหน้าที่ก้มเล็กน้อย เผยให้เห็นขวัญตรงกึ่งกลางศีรษะทุย วงหน้าคมโน้มลงนึกอยากใช้จมูกสัมผัสดูสักหน ก็ให้พอดีกับใบหน้านวลที่เงยขึ้นเผยอปากเอ่ย

         “พี่…” ชะงักกึกกันทั้งคนอายุมากกว่าและคนอ่อนวัยกว่า “…ทศ” แม้จะเดดแอร์ไปบ้างแต่ลักษมัณก็เอ่ยตามหลังจนจบคำ

         “เรียกอีกครั้ง”เอ่ยเรียกร้องทั้งที่ยังไม่ขยับหน้ากลับออกห่าง

         “พี่ทศ”

         ลักษมัณคล้ายตาพร่าไปเมื่อเห็นรอยยิ้มที่ไม่เพียงชั่วแวบชั่วประเดี๋ยวอีกต่อไป

         “…ไม่คิดว่าคุณทศพักตร์จะชอบใจที่ถูกเรียกว่า‘พี่’ขนาดนี้”ตอนแรกก็นึกว่าพูดกับตัวเองในใจ ที่ไหนได้เสียงกลับออกมาทางปากไม่ใช่อยู่แค่ในใจ ให้ได้ยินและเงียบกันไปทั้งคันรถ …จากที่ก็เงียบอยู่แล้ว

         ร่างใหญ่ที่ถูกคนเด็กกว่านึกว่า‘ชอบใจที่ถูกเรียกพี่’มุ่นหว่างคิ้วเล็กน้อย มือขวายกขึ้นแตะนิ้วชี้ลงบนหน้าผากนูนได้รูปด้วยให้หมั่นเขี้ยว“ทะเล้นนัก”

         ลักษมัณอดไม่ได้ หลุดขำออกมาเบาๆ แต่ก็รู้ว่าทั้งคันรถเงียบเพียงใด เสียงหัวเราะของเขาจึงดังกังวานอย่างไม่ได้ตั้งใจให้เป็น ขณะที่ทศพักตร์เพียงส่ายหน้าก่อนผละออกห่างหลังจากเผลอขยับเข้าชิดใกล้ ทั้งที่ใจจริงนั้นอยากรั้งดึงเอวกกกอดเด็กทะเล้นเสียให้จมอก

         “เรื่องค่ารักษาพยาบาล ไม่ต้องเป็นกังวล เข้าใจไหม?”

         “แต่ผม…”ไม่คาดว่าเพียงแค่สบตา อีกฝ่ายก็คล้ายจะล่วงรู้ถึงความคิดของเขาจนหมดเปลือก ลักษมัณไม่ได้อยากดื้อแพ่งเพียงแต่ค่ารักษาที่ว่านั้นใช่หลักร้อยใช่หลักพันเสียเมื่อไหร่ …นี่ยังนึกอยู่เลยว่าถ้าได้เข้าเครื่องสแกนร่างกายจนครบขั้นตอน ความเสียหายจะเพิ่มขึ้นมาอีกบานเบอะแค่ไหน

         “สิ่งใดที่พี่ยกให้แล้ว พี่ไม่เคยคิดขอคืน”จนคำพูดเมื่ออีกฝ่ายแสดงถึงความตั้งใจไม่เอนคลอน“แล้วก็ไม่ต้องรู้สึกผิดไปเพราะคนที่เต็มใจจะช่วยก็คือตัวพี่ อีกอย่างถึงคนเดินถนนจะระวังเพียงใด หากคนขับรถที่ใช้ถนนร่วมกันไม่ระวังและประมาท อย่างไรอุบัติเหตุเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี”

         “แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี ถ้ามีอะไรที่...”ลักษมัณชะงักคำพูด เมื่อกระหวัดนึก คุณทศพักตร์ที่ดูท่าแล้วน่าจะมีซึ่งทุกสิ่งที่ต้องการ จะมีอะไรให้คนธรรมดาสามัญที่มีบ้างไม่มีบ้างอย่างเขาช่วยเหลือได้กัน

         “ถ้ามีอะไรที่?”สุ่มเสียงเข้มทอดอ่อนทวนคำ

         “ถ้าหากคุณต้องการให้ผมช่วยล่ะก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หากผมทำให้ได้ ถ้าคุณต้องการ บอกผมได้เลยนะครับ”สีหน้าแลดูไม่มั่นใจทว่าแววตากลับมาดหมายมุ่งมั่น

         ดวงฤทัยพลันวาบอุ่นขึ้นมา แม้ดวงหน้างดงามจะเปลี่ยนแปรเป็นคมคร้าม

         แม้รูปร่างสะโอดสะองจะแปรเปลี่ยนเป็นสูงโปร่งเข้มแข็งดั่งบุรุษกาลสมัยใหม่ แต่ส่วนลึกในดวงจิตนั้นยังคงไว้ซึ่งตัวตนเมื่อกาลก่อน มิมีแปรผัน

         “นึกซะว่าผมเป็นน้องชายของคุ เอ้ย ของพี่ทศก็ได้ครับ เวลาเรียกใช้สอยจะได้ไม่ต้องคิดเกรงใจอะไรกัน เนอะ”
ยังมาเนอะเสียหน้าซื่อตาใส พาให้คนคิดไม่ซื่อจำต้องขบกรามไม่ให้พลั้งเผลอรั้งอีกคนมากอดฟอดฟัดเสียให้ฉ่ำอกชื่นใจสักคราสองครา

         เจ้าลักษมณ์หนอเจ้าลักษมณ์ หากเจ้ารู้ว่าพี่กำลังคิดอกุศลสิ่งใดอยู่ ไม่แคล้วคงรีบถอยห่างไม่กล้าพูดให้เรียกใช้สอยได้ตามดั่งใจอีกเป็นแน่

         “พี่เปาครับ เดี๋ยวจอดข้างหน้าพุ่มไม้ตรงนั้นเลยครับ หน้าเรือนไทยหลังนั้นล่ะ”

         “พี่เปา?”

         เปาวนาที่เงียบเสียงไร้บทบาทมาช้านานสะดุ้งเกือบหักพวงมาลัยเลี้ยวจอดเลยตำแหน่งชนประตูรั้วบ้านเข้า มันกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งเฮือกก่อนทำใจกล้าเหลือบตามองกระจกส่องหลัง ใบหน้าของนายจากที่เคยนุ่มละมุนยามสนทนากับคนเด็กกว่าที่นั่งอยู่ข้างกันบนเบาะหลัง บัดนี้กลับถมึงทึงเสียให้มันหวั่นอกหวั่นใจยิ่งนัก

         ลักษมัณไม่แม้รู้สึกตัวหันมองยังคนที่นั่งอยู่เคียงกันอีกครั้ง ยิ้มออกมาแววตาเจิดจ้าขับวงหน้าอ่อนเยาว์ให้เป็นประกายชวนทอดมอง

         ใครจะรู้ คุณทศพักตร์หน้าตาดุดันคมเข้มขนาดนี้ แต่ลองได้พูดได้คุยกลับใจดีและอ่อนโยนอย่างคาดไม่ถึง

         “ขอบคุณนะครับพี่ทศ”กระพุ่มมือไหว้ ขณะที่อีกฝ่ายด้วยติดแขนข้างซ้าย แม้ไม่ได้ยกมือรับไหว้แต่ก็พยักหน้ารับคำ สายตาทอดละมุนจับจ้องดวงหน้าอ่อนใสอยู่อย่างนั้น จนคนถูกจ้องมองมือไม้เก้งก้างเกะกะอย่างบอกไม่ถูก

         เลยเหหันไปกระพุ่มมือไหว้คนเบาะหน้า เบนความสนใจตัวเองออกจากความรู้สึกยุบยับในหัวใจ “ขอบคุณพี่เปาด้วยนะครับ”

         “ค ครับ”เปาวนามือไม้อ่อนนักในยามนี้

         ตาคมดุมองตามร่างโปร่งที่ก้าวลงจากรถ หากแต่ประตูยังไม่ทันปิด ใบหน้าแฉล้มพลันส่งยิ้มกว้างจนดวงตาเหลือเพียงดวงจันทร์สองเสี้ยวน้อยมาให้

         “ฝันดีล่วงหน้านะครับพี่ทศ”

         มือขวากำที่จับประตูรถแน่น หักใจปิด ซึ่งผู้เป็นสารถีกลับรู้ใจนายนักกดเลื่อนหน้าต่างรถลง

         ทศพักตร์มองวงหน้านวลขาวสลักลึกมั่นลงในหทัย มุมปากยกรอยยิ้ม แม้จะไม่มากเท่าลักษมัณแต่ก็พาให้เด็กหนุ่มนอกรถชะงักงันไป

         หูแก้มร้อนผ่าวเหมือนอังอยู่ข้างเตาไฟ

         “ฝันดีเช่นกัน เจ้าลักษมณ์ของพี่”





         เปาวนามองวงหน้าคร้ามดุของนายเหนือหัวผ่านกระจกมองหลัง สีพักตร์แลอ่อนโยนอีกทั้งนัยน์เนตรราวกลับกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ให้นึกอิ่มอกอิ่มใจไปกับผู้เป็นนายไม่น้อย

         “เปาวนา”

         “ครับบอส?”

         แต่ก่อนเคยเผลอตอบตามความชินปากว่าไปว่า‘พ่ะย่ะค่ะ’ต่อหน้าลูกน้องคนอื่นๆ หลังจากนั้นพูดไม่ได้ไปอีกเป็นแรมเดือนด้วยกล่องเสียงอักเสบจากการใช้เส้นเสียงในการตะโกนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป นับเป็นบทลงโทษที่ชวนให้เข็ดขยาดไม่กล้าอาจหาญตอบตามความชินปากเช่นนั้นอีก

         มาคราวนี้ มันชักนึกหวั่นในใจขึ้นมา เมื่อแววเนตรของนายกลับมาเยียบเย็นแลไร้ความรู้สึกอีกครั้ง บรรยากาศช่างแตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ

         “คนขับรถคันนั้นเป็นอย่างไร”

         ถามเพราะต้องการทราบความคืบหน้า ไม่ใช่ถามเพราะห่วงใยในสวัสดิภาพแต่อย่างใด

         “คงอีกนานกว่าจะออกจากโรงพยาบาลครับ แต่ถึงออกจากโรงพยาบาลได้ มันก็ไม่อาจขับรถได้อีกตลอดชีวิตของมัน”

         “อืม”นายพยักหน้ารับก่อนนิ่งเงียบไป คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

         สำหรับอดีตเสนาพงศ์อสุราฝ่ายขวาอย่างเปาวนา กริยาเล็กน้อยอย่างการพยักหน้าจากผู้เป็นนาย กลับมีความหมายต่อมันยิ่งนัก แม้ขยับเพียงน้อยนิดแต่นั่นนับเป็นการชื่นชมจากใจจริงของนาย และสิ่งนั้นนำมาซึ่งความตื้นตันยินดีทุกครั้ง

         “พี่เปา …อย่างนั้นหรือ?”

         จากปลื้มอกปลื้มใจนักที่ถูกนายชม บัดนี้กลับมีเหงื่อผุดผาดขึ้นเต็มแผ่นหลัง ในใจให้รู้สึกหวั่นหวาดขึ้นมา

         คุณลักษมัณนะคุณลักษมัณ… ไม่ได้ล่วงรู้เอาเสียเลยว่าได้วางดักระเบิดใดไว้ให้‘พี่เปา’คนนี้





         ลักษมัณนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นบ้านไม้ บนหน้าตักมีขิมวางอยู่ ๑ ตัว ในมือถือแปรงขนยาวขนาดเล็กปัดทำความสะอาดเส้นสาย ด้านซ้ายมือมีเบาะผ้ารองปูโดยมีซอด้วง ๒ ตัว วางพักเตรียมเก็บหลังทำความสะอาดเสร็จ ส่วนข้างหน้าคือตั่งไม้ขัดเงา บนตั่งไม้อีกทีมีครูเอกอรุณนอนตะแคงข้างมือขวาท้าวศีรษะ อีกมือถือพัดจีนที่ได้มาจากเถ้าแก่สำเภา ซี้ปึ้กสมัยเก่าก่อนของแก

         คำเรียกแทนอีกอย่างของครูเอกอรุณคือ‘พ่อจ๋า’ ...พ่อจ๋าที่ลักษมัณนึกถึงไปเมื่อตอนก่อนๆแต่ยังไม่เปิดเผยตัวนั่นล่ะ

         “แล้วสรุปเอ็งไปโรงพยาบาลกับใคร พูดจาเล่าวกไปวนมาเวียนๆวนๆจนพ่อชักจะปวดเศียร”ปากแทะเม็ดแตงโม หน้าหรือก็ขาวผ่องด้วยแป้งเย็นตรางู สีหน้าแลแจ่มชื่นดูไม่คล้ายคนปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเท่าไหร่

         “ไปกับผู้มีพระคุณไงล่ะจ๊ะพ่อ เขาเองก็เจ็บ แถมยังเจ็บหนักกว่ารักอีก ถึงขั้นเข้าเผือกอ่อนเลยนะจ๊ะ”หน้าขาวผ่องไม่ผิดแผกไปจากพ่อจ๋านักเพราะก็ทาแป้งกระป๋องเดียวกันแลหงอยลง

         เรื่องนี้ต่อให้พูดถึงกี่รอบ ลักษมัณก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี

         ครูเอกอรุณเองราวกับมองทะลุซึ่งความคิดของบุตรชาย แน่ล่ะ! ไม่อย่างนั้นเขาจะเป็นพ่อจ๋าของไอ้รักมันได้ยังไง

         มะเหงกจัดการเขกโป๊กลงบนเหม่งอันมีที่คาดผมเสยผมด้านหน้าขึ้นเปิดรับลม ไม่ได้กะจะรับมะเหงกเลยแม้แต่นิด แต่เหมือนพ่อจ๋าจะไม่เข้าใจ

         “โอ๊ย”โป๊กปุ๊บร้องปั๊บ

         “วันหลังก็พาเขามาเที่ยวเล่นที่บ้านเราสักครั้งสิ พ่อจะจัดหาของกินสั่งเครื่องบำรุงจากจีนมาให้คุณเค้า ตอบแทนที่ช่วยลูกบังเกิดเกล้าหน้าซื่อตาเซ่อของพ่อเอาไว้ และถ้าคุณเค้ามีน้องมีนุ้ง หรือหลานอายุน้อยๆก็ให้มาเรียนดนตรีที่บ้านเราฟรีๆไปเลย”

         “ฟรีเลยสักปีสองปี?”

         “คุณพระ! เดือนสองเดือนพอลูก เรียนฟรีเป็นปีระหว่างนี้เอ็งก็แหลกแกลบไปก่อน ดีไหม หะ แหมะ ไอ้ลูกคนนี้”

         ลักษมัณหัวเราะเอิ้กอ้าก ละมือจากขิมกระเถิบก้นไปใกล้ๆตั่งนั่งของพ่อจ๋าพร้อมยกมือขึ้นบีบๆนวดๆขาให้อย่างประจบเอาใจ

         เอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์ มาจากชื่อพ่อจ๋าผนวกเข้ากับชื่อของลักษมัณ ได้เป็นชื่อเต็มๆของโรงเรียนสอนดนตรีไทย โดยมีตัวบ้านเรือนไทยยกสูงหลังคาทรงปันหยาอันเป็นมรดกของตระกูลหลังนี้เป็นที่ทำการ ครูเอกอรุณแต่ก่อนเคยสอนดนตรีอยู่ที่โรงเรียนเอกชนค่าเทอมแพงย่านธุรกิจแห่งหนึ่งตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ โบร่ำโบราณเสียยิ่งกว่าเถ้าแก่สำเภาที่เห็นแวะเวียนเอาของจากจีนมาฝากอยู่บ่อยๆเสียอีก ซึ่งหลังจากสิ้นสัญญาครูเอกอรุณก็กลับมาเปิดกิจการโรงเรียนสอนดนตรีไทยเป็นของตัวเอง โดยที่มีลักษมัณเป็นลูกจ้างราย(บาง)วัน

         “ว่าแต่ ไม่ได้ฟังเอ็งเล่นขิมสีซอมานาน ไหนๆก็ไหนๆ วันนี้มาเล่นให้พ่อฟัง กล่อมพ่อนอนหน่อยมา”พูดพลางลูบๆตบๆกระหม่อมลูกรัก เอ็นดูหรอกหนา …เอ็นดูเสียผมลูกปลิวเลยทีเดียว

         “ยังไม่สองทุ่มเลยนะจ๊ะพ่อ จะนอนแล้วเหรอ กินแล้วนอนเดี๋ยวก็พุ้ยลงพุงอย่างที่เถ้าแก่เภาเพื่อนซี้พ่อว่าเอาครั้งก่อนนู่นหรอก”

         ลักษมัณหัวเราะเสียงดังคิกคักให้ระคายหูพ่อจ๋ายิ่งนัก ดูลูกชายมันกวนตีนพ่อบังเกิดเกล้า เดี๋ยวจะโดน...

         ยกขาแล้วเตรียมสำเร็จโทษ แต่ลูกชายตัวดีดั๊นไหวตัวทัน ลุกขึ้นเอาซอที่ปัดทำความสะอาดเสร็จอยู่นานสองนานไปวางเก็บเข้าที่ในห้องพักเครื่องดนตรี แต่ที่เป็นสาระสำคัญเลยคือกะหนีฝ่าเท้านวลๆของพ่อจ๋าโดยเฉพาะ

         “วันนี้ขิมอย่างเดียวพอเนอะพ่อ เล่นทั้งซอสีทั้งขิมเพื่อนบ้านพากันหลอนหู นอนไม่หลับลุกขึ้นมาปาฝาหม้อใส่จะยุ่งเอาอีก”ลักษมัณจัดแจงนั่งพับเพียบลงยกมือพนมไหว้ครูบาอาจารย์ทุกครั้งก่อนเล่นเครื่องดนตรี ส่วนพ่อจ๋านั้น …เอนหลังนอนเกาพุงหลับตาพริ้มแล้วนั่น

         “ขิมบ้านเอ็งสิเรียกสี ทะเล้นนักไอ้ลูกคนนี้ แม่จ๋าของเอ็งก็ออกจะเรียบร้อยเป็นกุลสตรีที่น่าเคารพรัก ไปเอาไอ้ความทะลึ่งตึงตังนี้มาจากใครกันวะ หือ”

         ไม่น่าถามเลยหนอ“ถ่ายทอดกรรมพันธุ์โดยตรงมาจากพ่อจ๋าล้วนๆเลยจ้ะ”หัวเราะคิกเข้าอีก

         “เออ! ก็จริงของเอ็ง ฮ่าๆ”พ่อจ๋าก็หัวร่อรับลูกล้อของลูกรักเสียอย่างนั้น

         พ่อลูกนับว่าศีลเสมอกันโดยแท้จริง





         เมื่อส่งพ่อจ๋าที่ฟังลูกตีขิมจนพอใจเข้าห้องนอน หลังจากเดินตรวจตราหับประตูปิดหน้าต่างลงกลอนเรียบร้อย ลักษมัณก็เข้าห้องตัวเองบ้าง จัดแจงเปิดหน้าต่างที่อยู่เยื้องกันกับโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อระบายอากาศ วันนี้อากาศไม่ร้อนเท่าไรแค่พัดลมตัวเก่งปลายเตียงตัวเดียวก็เอาอยู่ อีกทั้งยังมีมุ่งลวดกันยุงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องตัวลายไข้เลือดออกแม้แต่น้อย

         ขณะนั้นนั่นเองกลิ่นหอมอ่อนอันคุ้นเคยพลันโชยพัดผ่านมากับลม มือที่กำลังจะปลดผ้าม่านชะงักทันใด มองลงไปชานข้างบ้านก็ให้เห็นเป็นพุ่มไม้‘มะลิซ้อน’อันเป็นสาเหตุของกลิ่นหอมที่ขจรขจายอยู่ในตอนนี้

         “กลิ่นนี้… ถึงว่าทำไมถึงคุ้นนัก!”

         ที่แท้กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ที่ลักษมัณได้กลิ่นมาตลอดช่วงนี้นับกลับจากร้านเหล้าหลังเมาเป็นหมาให้ไอ้พี่เวสหาเรื่องล้อไม่เว้นช่วง ก็เป็นกลิ่นหอมของดอกมะลิซ้อนนี่เอง

         แล้วทำไมกัน ลักษมัณเชื่อว่าไม่มีร้านเหล้าที่ไหนคิดปลูกต้นมะลิไว้ในห้องน้ำแน่นอน

         เอ้ะ หรือว่ามีกันหว่า?

         เด็กหนุ่มทอดถอนใจ คิดอย่างไรก็คงคิดไม่ตกอยู่ดี ปลดผ้าม่านลงปิดขยับจัดให้เข้ารูปเข้ารอยเล็กน้อยก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ห่างกันนัก หนังสือเรียนกางอ้ากระดาษรายงานเตรียมวางเคียง บิดขี้เกียจพลางเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงมุมขวาของโต๊ะ

         ปั่นการบ้านเสร็จก็น่าจะสักสี่ทุ่มห้าทุ่ม ยังไงเสียพรุ่งนี้ก็ไม่มีเรียน …

         ปลายนิ้วไล้ลงบนสันหนังสือปกสีกรมท่าที่แลซีดกว่าที่เคยจำได้ ตัวหนังสือวางอยู่บนชั้นวางหัวโต๊ะเขียนหนังสือ ข้างกันยังมีหนังสือปกต่างสีอีก ๑ เล่ม เป็น ‘หนังสือบทละคร เรื่อง รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ จำได้ว่าพ่อจ๋าบอกได้จากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของแกมาอีกที แม้แต่ชื่อสำนักพิมพ์หรือปีที่พิมพ์ก็หาไม่มี
ความจริงลักษมัณเองก็แทบลืมไปแล้วว่ามีหนังสือที่ว่านี้อยู่ น่าแปลก… จำไม่เห็นได้ว่าหยิบมาวางไว้ตรงนี้ตั้งแต่ตอนไหน กลับถึงบ้านยังไม่ทันได้วางกระเป๋า ก็แลเห็นหนังสือ ๒ เล่มนี้วางอยู่บนโต๊ะก่อนแล้ว

         “หรือจะเป็นพ่อจ๋า?”ไหวไหล่ พลางคิดในใจว่าดีเหมือนกัน ไม่ได้อ่านเสียนาน ไหนจะเรื่องที่นายตูมตามเอามาขยายความให้ฟังเมื่อตอนกลางวันอีก

         “สักบทสองบทก่อนนอนก็แล้วกัน…”





         ในขณะที่ลักษมัณจดจ่ออยู่กับการเขียนหนังสือ ภายนอกเรือนไทยเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์พลันปรากฏเงาทะมึนเค้าโครงสูงใหญ่หนึ่งร่างยืนโยงอยู่ข้างพุ่มมะลิซ้อน เนตรสีชาดดุจโลหิตแดงฉานฉายประกายเรืองรองจับจ้องไม่ละวางไปยังบานหน้าต่างที่ปรากฏชายผ้าม่านไหวขยับตามแรงหยอกเย้าแห่งพระพาย

         ออกไป!

         เสียงหวีดแหลมดังกังวานก้องเมื่อบาทใหญ่ยักษ์ผิดมนุษย์ทั่วไปคิดสืบสานดำเนินเข้าอาณาเขต เนตรสีมรกตทอประกายอาฆาตมาดร้าย

         ‘พิษอัคคิมุขะ’ของเจ้าหาทำอันตรายใดต่อเราได้ไม่

         สุรเสียงเรืองอำนาจเอ่ยกล่าว กายาสูงใหญ่มิขยับก้าวบาทถอยแม้นครึ่งก้าว

         เรารู้ แลเพราะรู้จึงยิ่งมิอาจให้เจ้าก้าวล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเราได้ กลับไปซะ!

         สิ้นเสียงพลันปรากฏให้เห็นเป็นอสรพิษขนาดใหญ่เกล็ดสีมรกตเข้ม เศียรชูแยกเขี้ยวคู่ขู่ผู้คิดลุกล้ำ
เมื่อนั้นลมกรรโชกพลันโหมกระหน่ำจนไม้ใหญ่ไหวเอน แม้นมีเพียง ๑ พักตร์ ทว่ากับนิมิตเห็นซ้อนทับถึงพักตร์ ๑๐ พักตร์ แต่ล่ะพักตร์นั้นหรือล้วนแล้วแสดงออกซึ่งความโกรธาแทบสิ้น

         กลิ่นมะลิซ้อนหอมฉุนผลักไส ลุกไล่เสียกายเหยียดยาวต้องร่นถอย แลด้วยฤทธาที่มิอาจเทียบเคียงพลันก่อให้เกิดบาดแผลกรีดลึกบนเกล็ดแข็งหุ้มฤทธิ์ที่มิอาจทานทนนับสิบกว่าแผล

         เห็นแก่ที่เจ้าคอยปกปักษ์แลตามคุ้มครองเจ้าลักษมณ์ในทุกชาติภพกำเนิด ไป!

         สิ้นสุรเสียงทรงอำนาจ เรือนกายเหยียดยาวของพญานาคากลับอันตรธานหายไปในทันใด หลงเหลือไว้แต่เพียงเสียงหวีดร้องด้วยความทรมาอันมิอาจดังไปถึงหูของมนุษย์ผู้ใด กระทั่งลมโหมกรรโชกก็พลันสงบลง ผกาอันส่งกลิ่นหอมฉุนเมื่อครู่โชยอ่อนลง

         พักตร์ในเค้าร่างทะมึนเงยขึ้นพิศวงหน้านวลผ่านม่านที่พลิ้วไหว สิ่งใดที่เกิดขึ้นในมิตินี้นั้นหาได้ส่งผลถึงมนุษย์ธรรมดาไม่
สองบาทขยับก้าวดำเนินหน้า ยังคงจับจ้องซึ่งมนุษย์ที่แม้นจักเกิดใหม่อีกสักกี่ครา ก็ยังคงตัวจ้อยร่อยเสมอในสายพระเนตรแห่ง‘อดีต’พญาอสุราผู้นี้


         หากมิบังคับฝืนเอา เจ้าจักมิมีวันจดจำสิ่งใดได้ ด้วย‘พันธะสาบาน’นั้น

         เพลาของพี่นี้เหลืออีกไม่กี่มากน้อยแล้วนะเจ้า…...

         อภัยให้พี่ด้วยเถิดหนา …เจ้าลักษมณ์ของพี่เอ๋ย



---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------


ปล พิษอัคคิมุขะ เป็นพิษของ'พญานาค'ค่ะ จะมีฤทธิ์ทำให้ผู้ถูกพิษรู้สึกร้อนไปทั้งตัวดุจมีไฟมาแผดเผา แผลจะมีลักษณะเหมือนกับถูกไฟไหม้

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
หรือพี่ทศจะกลายร่างเป็นขุนแผนหว่า  :hao4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๖

         เสียงกลองรบแลเสียงโห่เอาฤกษ์นำชัยแว่วเข้าสู่พระกรรณ ครั้นเมื่อลืมเนตรขึ้นมาก็ให้เห็นเหล่าขุนพลวานรวิ่งสวนกันไปมาจ้าล่ะหวั่น พระลักษมณ์รูปทองผละวรกายลุกขึ้นจากโขดหิน ยามเมื่อพระวรกายนวลดุจทองทาดำเนินพ้นร่มเงาไม้ใหญ่ บังเกิดให้เห็นเป็นประกายเรืองรองหุ้มล้อมรอบกายาอรชรไว้

         ดั่งนิมิตแลเห็นดุจภาพลวงตากระนั้น

         “น้องลักษมณ์…”

         “เสด็จพี่ราม?”


         พระรามกะพริบพระเนตรก่อนดำเนินตรงมายังร่างอรชรของผู้เป็นอนุชา

         “พี่กำลังจักมาชวนน้องไปยังมหาสภาเพื่อประชุมศึกอยู่พอดี”พระหัตถ์ต้องลงบนพระขนองบอบบางแผ่วเบาก่อนพระพักตร์หล่อเหลาจักทอดพระเนตรตรงไปยังผู้ที่กำลังถือกระดานชนวนยืนคอยท่าอยู่เบื้องพักตร์“แต่เห็นทีจักไม่ต้องไปเสียแล้ว”

         พระอนุชารูปทองทอดเนตรตาม จึงให้เห็นโหรายักษ์พญาพิเภกยืนรอรีคอยทีอยู่ไม่ไกล

         “ครานี้เป็นผู้ใดนำศึกมาเล่า ท่านพิเภก?”

         เมื่อเห็นองค์เหนือหัวทรงตรัสถาม ฝ่ายพิเภกโหรายักษ์ประจำทัพองค์อวตารพลันเร่งรุดมาถวายบังคมกราบทูล

         “ทูลองค์ราม เป็นพญากุมภกรรณนำทัพมาล้างอายแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”

         วรกายสูงสง่าพลันสรวลออกมา “หอกทรงฤทธิ์มิอาจใช้การได้ ยังดั้นด้นมาล้างอายถึงพลับเพลาแห่งเรา ดี! จงเร่งไปบอกความแก่ท่านสุครีพ หนคราก่อนที่พ่ายศึกกลับมาเราจักอภัยโทษให้ แลเร่งนำเหล่าพญาวานรให้รีบจัดทัพออกศึกเสีย อย่าได้ให้ศัตรูแห่งเราต้องคอยนานเลย”

         “กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”พญาพิเภกยังคงไม่ขยับเคลื่อนกาย สองเนตรเหลือบมองพระพักตร์งามงดสีทองทาชั่วครู่โดยมิมีผู้ใดทันจับสังเกต ก่อนยกมือขึ้นทูลความต่อองค์อวตาร

         “ศึกคราก่อนเป็นบุตรแห่งพระอาทิตย์ที่พ่ายให้แก่กุมภกรรณ ซ้ำร้ายยังถูกพาตัวไปจวนถึงกรุงลงกา หากมิเป็นเพราะพระองค์ทรงพระปรีชาเร่งให้ท่านหนุมานไปนำตัวท่านสุครีพคืนกลับสู่พลับเพลาแล้วไซร้ เห็นทีสถานการณ์คงยิ่งย่ำแย่กว่านี้นัก

         “ที่กุมภกรรณจัดทัพใหญ่มาหนครานี้ เห็นทีจักหมายกำหราบปราบทัพวานรของพระองค์ให้แล้วสิ้น มิอาจมิรัดกุมแลจำต้องส่งผู้ที่มีศักดิ์เทียบเคียงไปต่อกร การศึกครานี้จึงจะสำฤทธิ์ผลพ่ะย่ะค่ะ”


         ฝ่ายพญากุมภกรรณมีตำแหน่งศักดิ์เป็นถึงมหาอุปราชแห่งลงกานคร เช่นนั้นแล้ว… พระขนงทรงขมวดเล็กน้อย“ท่านหมายถึง?”

         “เห็นควรเป็นองค์อนุชาจักเป็นการดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”


         พระลักษมณ์รูปทองรีบคุกพระชงฆ์ประนมพระหัตถ์ขึ้นเหนือเกล้า“น้องจักมิทำให้เสียเกียรติแห่งองค์อวตารพ่ะย่ะค่ะ”

         พระรามทอดพระเนตรมองผู้เป็นพระอนุชาด้วยแววเนตรเปี่ยมเมตตา สองพระหัตถ์ประคับประคองน้องน้อยให้ลุกขึ้น

         “จงสู้ให้สมเกียรติแลสังหารเหล่ามารยักษ์ให้สิ้นเสีย น้องพี่”

         องค์รูปทองน้อมรับสั่งพระเชษฐา หากยังมิทันดำเนินไปสั่งการเหล่าขุนพลวานร ร่างแน่งน้อยพลันถูกดึงเข้าสู่พระอุระอุ่นเอาเสียก่อน

         “พี่ขออำนวยชัยให้น้อง จงรบให้ชนะ แลกลับสู่พลับเพลาของเรา… จงกลับมาหาพี่

         พระรูปทองให้ชะงักไปเพียงเสี้ยวหนึ่งพระพายพลิ้วไหวเย้าหยอกเหล่าภุมรี ก่อนจักตรัสตอบคำพระเชษฐา… ดั่งเป็นคำสัตย์กระนั้น

         “น้องจักกลับมา”





         รถเอยราชรถแก้ว   ดุมวงกงแวววิเชียรฉาย

         แปรกหามงามพริ้มโพยมพราย   จำหลักลายภาพล้อมบัลลังก์ลอย

         เสาแก้วมังกรกระหนกมาศ   เครือหงส์ลงหาดช่อห้อย

         จัตุรมุขสุกพลามอร่ามพลอย   ลำพองรบผาดเผ่นเขม้นหมาย

         เครื่องสูงจับพื้นโพยมพราย   ธงรายนำริ้วเป็นทิวไป

         เสียงฆ้องกลองประโคมโครมครื้น   สะท้านพื้นทั่วภพแผ่นดินไหว

         หมู่ทหารขานโห่เอาชัย   รีบพวกพลไกรยาตรา ฯ


         ครั้นถึงเห็นทัพกุมภกรรณ   ตั้งมั่นอยู่ริมชายป่า

         จึ่งให้หยุดพหลโยธา   จะดูกิริยาอสุรี ฯ

                                       วรรณกรรมรามเกียรติ์ยุคก่อนฉบับพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๑


         พระลักษมณ์รูปทองทรงพินิจรูปทัพของศัตรู เจ้ากุมภกรรณผู้นี้นับว่าจัดกองทัพได้ฉลาดนัก แปรขบวนเป็นรูปทรงครุฑสยายปีก พิศดูแล้วราวไร้ซึ่งช่องว่างให้แทรกซ้อนเข้าต่อกร

         หนทางเดียวเห็นทีจักมีเพียง…

        “อุแหม่! ว่าผู้ใดลอบสังกา นั่นหาใช่อนุชาของผู้กล่าวตนอ้างเป็นองค์อวตารหรือไม่?”

         อันกุมภกรรณเองก็แลเห็นทัพกระบี่ยกพลมาด้วยเช่นกัน ดวงเนตรสีโลหิตพิศมองร่างสะโอดสะองบนรถทรงแก้วโกมินรายล้อมด้วยขุนกบินทร์ไพร่วานร แลยิ่งพิศก็ให้ยิ่งรู้สึกมิถูกมิควร

         “เจ้ามนุษย์น้อยผู้ต่ำต้อยเอ๋ย เจ้าเป็นจอมพลากรเช่นนั้นหรือ?”

         “ย่อมเป็นเช่นนั้น ท่านเป็นอุปราช อันตัวเราเองก็เช่นกัน อุปราชสู้กับอุปราช ก็สมแล้วซึ่งเกียรติภูมิมิใช่หรือ”
องค์รูปทองทรงตรัสตอบ มิคิดถือสาแววเนตรเย้ยหยันให้ระคายฤทัย

         ครั้นมหาอุปราชแห่งไพร่พลยักษ์ได้ฟังเข้าก็ให้ต้องหทัยในความเฉลียวยิ่งนัก ช่างจำนรรจา วาจานุ่มวจีแฝงนัยเสียจริง

         “แน่งน้อยอรชร ผิวพักตร์พิศผ่องเป็นหนักหนา หากเป็นกาลเพลาอื่นนั้นหนอ ข้าคงนึกคิดอยากจักเข้าร่วมพิสมัยด้วยสักครา”สิ้นเสียงเกี้ยวพา เหล่าทหารอสุราต่างรื่นเริงบันเทิงนัก พากันหัวร้อหยันหยามมิหยุด

         นิลขันขุนพลวานรเรือนกายสีหงดินมิอาจทนให้สวะไพร่ยักษาว่ากล่าวหยามซึ่งเกียรติของผู้เป็นนายได้ กระทืบบาทชี้พระขรรค์คู่กายหมายจักสั่งสอน หากกลับถูกองค์พระอนุชายกพระพาหาหยุดยั้งไว้เสียก่อน

         “ผู้ที่ใกล้จักชะตาขาด อยากพูดสิ่งใดก็ให้มันพูดไปเถิด”

         พญากุมภกรรณคล้ายยินคล้ายฟังในสิ่งที่ชวนให้แสลงพระกรรณเข้า บาทใหญ่ยักษ์พลันกระทืบพสุธาให้สนั่นหวั่นไหว ดัชนีชี้พระพักตร์งามผ่องด้วยนึกโกรธา

         “หนอยแน่! เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย ผู้ใดจักชะตาขาด เดี๋ยวคงได้รู้กัน ข้าให้โอกาสเจ้า จงเร่งกลับไปตามพี่ชายเจ้ามาเสียเถอะ อย่าให้มัวแต่หดหัวอยู่ในกระดองอยู่เลย”

         หากว่ากล่าวเพียงตนยังพอทำเนายอมมิคิดสาวความได้ แต่นี่เจ้าอสูรกลับกล่าวล่วงเกินไปถึงพระเชษฐา พระเนตรงามกลับพลันแข็งกร้าว พระหัตถ์ขาวผ่องกำคันศรแน่น

         ศึกนี้ช่างใหญ่หลวงนักองค์อนุชามีหรือจักไม่ล่วงรู้ พิศดู‘หอกโมกขศักดิ์’ ในมือของอริศัตรู อันเป็นศาตราที่ทรงฤทธาร้ายแรงยิ่ง หากไม่เพราะท่านพิเภกแนะให้หนุมานแลองคต สองพี่น้องวานรไปทำลายพิธีการลับหอกโมกขศักดิ์ที่ขึ้นสนิมด้วยเพราะเจ้าของมิตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรมอีกต่อไป จวบจนพิธีการล้มมิเป็นท่าแล้วไซร้… คงมิมีอาวุธหรือเทพดาองค์ใดจักเข้าต่อกรได้

         หนครานี้ที่ท่านพิเภกให้พระองค์นำทัพออกรบ มิใช่ท่านสุครีพหรือหนุมานดังเช่นเคย ย่อมต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน
พระองค์จักต้องทำ‘หน้าที่’นี้ให้ลุล่วงเพียงเท่านั้น

         แม้นตัวต้องตาย

         “อย่าอวดดีบังอาจกล่าววาจาล่วงเกินองค์อวตาร ข้าพระลักษมณ์ผู้นี้ จะเป็นคนตัดหัวของเจ้าไปถวายต่อองค์รามอวตารเอง!”

         “ชิชะ! อย่าลำพองตนโอ้อวดนักเลยเจ้าตัวจ้อย ทหารแห่งข้า จงฆ่าล้างเหล่าหมู่วานรให้วายปราณเสียสิ้น!”


         กุมภกรรณขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยโกรธจัด กำชับหอกโมกขศักดิ์แน่นแล้วยกขึ้นชี้ไปยังพลทัพวานร ที่มีจอมพลากรเป็นเพียงมนุษย์อวดดีอ้อนแอ้นราวอิสตรีผู้หนึ่ง

         เสียงโห่ร้องเฮโลดดังกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วทั้งสามภพ ก่อนทหารหาญทั้งฝ่ายยักษ์แลฝ่ายพลับเพลาจักพุ่งเข้าหากันให้อุตลุด อาวุธต่างพุ่งซัดใส่ราวห่าฝนหมายเอาให้ศัตรูตกถึงฆาต หากด้วยกำลังฤทธาของไพร่พลวานร ผลสุดท้ายเหล่าอสุราต่างแตกทัพเพลี่ยงพล้ำด้วยมิอาจทนทานไหว ล้มตายกันระนาวไป เรียกเสียงเฮโห่ชัยจากเหล่าวานรทัพของพระอนุชารูปทอง

         บัดนั้นเหล่าเสนาแห่งอสุรพงศ์ทนไม่ได้ด้วยเห็นไพร่พลอสุรีย์ล้มตายมิว่างเว้น พัทกาวีแลเวรัมภต่างบุกเข้าโจมตียังทัพวานรหมายให้ตายตกมิต่างกัน ส่วนฝั่งฟากพญากบินทร์แห่งองค์รามอย่างสุรเสนแลสุรกานต์เองเมื่อเล็งเห็นท่าจักไม่ดี ต่างพุ่งเข้าฟาดฟันกับเหล่าเสนายักษ์อย่างมิกลัวตาย

         อีกหนึ่งขุนพลวานรเยี่ยงนิลขันด้วยต้องอยู่เคียงวรกายองค์อนุชา คอยปกปักษ์มิให้มีศัตรูลอบโจมตีเข้าถึงตัวองค์ ตามบัญชาแห่งองค์รามอวตาร วานรกายสีหงดินให้รู้สึกคันไม้คันมือยิ่งนัก หยุกหยิกมิอยู่สุข องค์อนุชาศรีสุวรรณเองแลเห็นท่าทีเช่นนั้น จึงออกรับสั่งให้นิลขันเข้าไปเสริมทัพเหล่าพญากบินทร์อีกแรง แม้นขุนพลวานรจักลังเลหากแต่ด้วยโลหิตที่ไหลเวียนในกายา มิอาจทนเห็นพี่น้องตายจากในขณะที่ตนนั้นได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ นัลขันรับบัญชาก่อนวิ่งแผล็วเข้าไปร่วมรบในทันใด

         ร่างสะโอดสะองบนรถทรงแก้วโกมินง้างคันศรปักร่างศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาจนตายตกคาที่ พาดสาย ง้างชักคันศร ล้วนชั่วพริบตาแลไร้ซึ่งช่องว่างมิปล่อยให้อริศัตรูได้เข้าใกล้

         ครั้นสังเกตเห็นรถทรงแห่งพญายักษ์ผู้นำทัพมารเสือกไสแทบเข้าประชิด องค์ศรีสุวรรณรูปทองรีบชักคันศรขึ้นพาดสายหน่วงน้าวศรด้วยทั้งกำลังฤทธี แผลงศรฝ่าพระพายหมายปริชีวีอุปราชมาร กลับมิคาดศรตกต้องถูกไพร่ยักษ์พลขับแลด้วยฤทธีที่แฝงเร้นพาให้ทะลุรถศึกเสียจนหักแหลกลาญ

         ฝ่ายกุมภกรรณจำล่วงตกจากรถทรง ให้กริ้วโกรธทับสิ้นทวีคูณ กรคว้าหัวรถทรงของพระลักษมณ์ใช้กำลังยักษ์เหวี่ยงวรกายโผดขึ้น องค์รูปทองแลเห็นดังนั้นมิให้อุปราชลงกาตั้งตัวทัน พระบาทฟาดวรกายใหญ่ให้เอกเขนกแล้วกดเหยียบไว้ กวัดแกว่งพระแสงศรในพระหัตถ์ก่อนยกขึ้นหมายฟาดตีให้สิ้นฤทธิ์

         หากทว่าในชั่วขณะเดียวกันนั้น

         พญากุมภกรรณพลันได้จังหวะซัดหอกโมกขศักดิ์ออกไป พระลักษมณ์ที่แม้นรู้ตนแต่มิอาจหลีกพ้นถูกหอกมากฤทธาแทงเข้ากลางพระอุระ วรกายโงนเอนไร้ซึ่งแรงจักทรงตัวทรุดกายาลงแทบในทันใด

         เมื่อนั้นพญายักษาราชาแห่งเหล่าพหลยักษ์กลับปรากฏพระวรกาย เข้าโอบประคองวรกายอรชรราวแก้วใสไว้แนบพระทรวง พระเนตรสีแดงฉานฉาบฉายด้วยความโกรธายามพิศมองหอกห่าซึ่งปักอยู่กลางอุระแบบบาง

         “เสด็จพี่…ทศกัณฐ์?”ฝ่ายกุมภกรรณให้มิอยากเชื่อสายพระเนตรนัก หากยังมิได้เอ่ยตรัสถามสิ่งใด…

         “หุบปาก”

         แทบหุบฉับลงตามรับสั่งทันใด

         พญาทศกัณฐ์โอบอุ้มอนุชาแห่งองค์อวตารขึ้น ในช่วงขณะนั้นคล้ายร่างแน่งน้อยจักยังคงรู้สึกองค์ กลีบโอษฐ์อิ่มพลันเพรียกขาน… ให้หทัยเจ้าลงกาแทบขาดรอนลงเสียบัดนั้น…….


*-*-*-*-*


         โครงร่างดำทะมึนกลมกลืนไปกับราตรีกาลสืบบาทเชื่องช้าดำเนินเข้าหาเจ้าดวงใจที่หลับไม่รู้สติอยู่บนเตียง ทิ้งวรกายนั่งลงบนพื้นเตียงที่ถูกว่างเว้น ก่อนวางหัตถ์ใหญ่ลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อแผ่วเบา พิศมองวงหน้านวลแลดวงตาภายใต้เปลือกตาที่ขยับหยุกหยิกไม่หยุด หัวคิ้วขมวดแน่นคล้ายว่าตกอยู่ในห้วงฝันร้ายกระนั้น

         หัตถ์อีกข้างผายไปยังบานหน้าต่าง หมู่มวลพระพายพัดพาเอากลิ่นมาลาหอมอ่อนโชยเข้ามา โอบล้อมรอบกายาราวปลอบประโลม ชั่วอึดใจใบหน้าอ่อนเยาว์กลับค่อยๆสงบนิ่งลง เหงื่อที่ผุดผาดอยู่เมื่อครู่มิมีเหลือให้ต้องระคาย

         เนตรสีชาดเรืองรองในเงามืดจ้องมองยังหนังสือบนอกบาง ฉับพลันกลับอันตรธานหายไปพร้อมกับหนังสือปกคนละสีที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสืออย่างไร้ร่องรอย

         ไล้ปลายนิ้วจากเนินหน้าผากเกลี้ยงเกลา เลื่อนเรื่อยมาจนถึงพวงแก้มนวล

         “เจ้าพี่…”

         ชะงักงันเมื่อยินบางสิ่ง

         โน้มพักตร์เข้าชิดใกล้ หมายอยากได้ยินอีกสักครา

         “เจ้าพี่…”

         ว่าอย่างไร?

         “เจ้าพี่ทศกัณฐ์”

         พักตร์ดุดันพลันเผยให้เห็น เรืองมรกตงามสง่ายิ่ง …พร้อมโน้มชิดแนบหน้าผากให้สัมผัสกัน

         พี่อยู่นี่…

         “เจ้าพี่ทศกัณฐ์… เจ้าพี่”


         พี่อยู่นี่แล้วนะเจ้า


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------


รามเกียรติ์ตัวละครเยอะมากค่ะ โดยเฉพาะทางฝั่งทศกัณฐ์ แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าต่อให้เยอะแค่ไหนก็ตายกันหมดจนแทบสิ้นอสุรีวงศ์ ในขณะที่ฝ่ายพระรามอย่างพระลักษมณ์นั้น แค่คนๆเดียวแม้ต่อให้ถูกหอกโน่นหอกนี่แทงหลายต่อหลายครั้งก็มิตาย ทรูมาก และก็ดวงซวยมากเช่นนั้น ฮือออ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
น้องเจ็บหนัก พี่ทศต้องช่วยให้ได้นะ  :hao5:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-6

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

         ตอนที่ ๗

         คุยเคยฝันร้ายไหม?

         จริงๆแล้วจะเรียกว่าเป็นฝันร้ายเลยก็คงไม่ใคร่ถูกนัก เพราะลักษมัณเองจำได้เพียงเลือนรางเท่านั้น หากก็เป็น‘ความเลือนราง’ที่ชวนให้รู้สึกหวามไหวแปลกๆในหัวใจ

         “พี่อยู่นี่”

         เผลอยกมือขึ้นแตะบนหน้าผากเบาๆ คล้ายสัมผัสระอุอุ่นยังคงตราตรึงอยู่ไม่เลือนหาย ก่อนจะเลื่อนมือลงสัมผัสกลางทรวง …ความเจ็บปลาบพลันแล่นพล่านไปทั่วแผ่นอกดังถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทงเข้าปักตรึงอยู่กระนั้น

         “แปลก…”พึมพำเสียงเบา ก่อนจะสะดุ้งโหยงความเจ็บปวดราวกับจะย้ายมาจี๊ดอยู่กลางหน้าผากแทนเมื่อโดนมะเหงกเขกเข้าให้ “โอ๊ย”

         “แปลกอะไรวะไอ้รัก อ้อ ถ้าหมายถึงตัวมึงเองล่ะก็ แปลกมาตั้งนานแล้วนี่หว่า ฮ่าๆ”น้ำเสียงคุ้นหูตามด้วยใบหน้าอันคุ้นตาและเสียงหัวเราะอันคุ้นเคย

         พี่เวสเจ้าเก่าเจ้าเดิม เพิ่มเติมคือถุงพลาสติกขนาดใหญ่แลเห็นวับแวมว่าเป็นแพคยาคูลท์วางพิงอยู่ข้างขา เพื่อให้ถนัดยกมือขึ้นประทุษร้ายน้อง อีกมือถือถาดในถาดมีชามตราไก่ใบใหญ่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำย่อยควันฉุยบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเพิ่งตักออกจากหม้อ

         คนบ้านใกล้เรือนเคียง พอทำแกงเลียงหม้อใหญ่ก็ตักแบ่งใส่ชามปันมาให้เพื่อนบ้านช่วยกันชิม หวานปากพ่อจ๋าของไอ้รักล่ะทีนี้ด้วยฝีมือฉมังของแม่ครัวร้านอาหารไทยอันเลืองชื่อ จัดจ้านสุดในย่านนี้ อย่างแม่ธารทิพย์ มารดาของพิภิษณ์ แม่ทูนหัวของลักษมัณ

         …รักหลงเสียยิ่งกว่าลูกชายแท้ๆของตัวเองเสียอีก

         ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีพิภิษณ์ที่กำลังเดินถือของสองมือพะรุงพะรังยิ้มแป้นหน้ามันวาบเข้ามาในรั้วบ้านเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์ ถึงกลับชะงักฝีเท้าแทบไม่ทันเมื่อสายตาพลันเห็นน้ำเป็นสายพุ่งมาดักอยู่ตรงหน้า มองตามสายน้ำที่ว่านั้นไปก็ให้เห็นเป็นไอ้น้องรักยืนกุมอกเหม่อลอยมองหายานแม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล …ทั้งที่ในมืออีกข้างถือสายยางอยู่ คาดว่าคงตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่มารดน้ำต้นไม้เหมือนเช่นเคย

         แต่ที่ไม่เหมือนเคยคือ วันนี้ตาลอยหน้าเหม่อกว่าทุกที

         “มึงไหวป่ะวะไอ้รัก อ้าวๆ พุ่มดอกเข้มจะสำลักน้ำตายแล้วมั้งนั่น”

         คนโดนทักร้องเฮ้ยกุรีกุจอหันไปปิดวาล์วน้ำแทบไม่ทัน

         “โธ่ พี่เวส นี่ใคร รักน้องพี่ซะอย่าง ไม่ไหวก็แย่ละ”กระโดดตุบมายืนข้างพี่ข้างบ้านพลางก้มลงหยิบถุงใหญ่ใส่แพคยาคูลท์ขึ้นเพื่อช่วยพี่ถือ …อือหือ งานนี้ต้องมีกล้ามครับ หนักมากบอกเลย

         “แล้วสรุปมึงเป็นอะไร กูเห็นยืนทำหน้าเอ๋อประหนึ่งหายานแม่ไม่เจออยู่ได้ตั้งนานสองนาน ขนาดเรียกจ่อหน้ามึงยังไม่ได้ยินเลย”พากันเดินเข้าเรือนไทยไป แอบได้ยินเสียงโช้งเช้งของกระทะกับตะหลิวแว่วๆ คาดว่าเป็นพ่อจ๋าที่กำลังเจียวไข่อยู่ในครัว

         “แล้วนี่พี่มาตั้งกะเมื่อไหร่ ยี่สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมง?”

         “ฮึ ไม่ถึงห้านาทีกูก็เขกเหม่งเรียกสติมึงแล้ว ฮ่าๆ”

         ลักษมัณล่ะเบื่อ แล้วมาว่าเห็นอยู่เป็นนานสองนาน …แอบกลอกตาเบาๆ ก่อนจะหยุดเดินมุ่นคิ้วน้อยๆแล้วตัดสินใจพูดออกไป

         “รักฝันแปลกๆว่ะพี่”

         “หือ ฝัน?”พิภิษณ์หยุดเดินตาม ตอนแรกก็ไม่เมื่อย แต่พอเมื่อยล่ะเมื่อยเลย “เดี๋ยวๆ ไว้ค่อยเล่า เอาแกงไปเก็บก่อน กูเมื่อยแขนเว้ย”

         อย่าว่าแต่พี่เวสคนดีเลยที่เมื่อย …เพราะลักษมัณเองก็ชักรู้สึกเหมือนไหล่จะหลุดแล้วเช่นกัน

         เมื่อนึกได้ว่าตอนแรกเป็นพี่เวสพี่แบกมาคนเดียวไร้ซึ่งแสตนอินแล้วนั้น…

         ยอดมนุษย์โดยแท้




         อย่างที่รู้กันว่าวันนี้ลักษมัณไม่มีเรียน ส่วนคุณชายสิตานั้นมีเรียนในช่วงเช้า ย่ำรุ่งอีกฝ่ายเลยข้อความมานัดแนะจะไปซื้อของขวัญกันในวันนี้ ฤกษ์งามยามดีราวเที่ยงกว่าๆคุณชายสิตาก็มาถึงเรือนไทยเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์พอดี

         มาพร้อมกับยาคูลท์บรรณาการเพื่อนรักอีกสามแพค ให้พิภิษณ์ได้สะดุ้งโหยงเล่น

         ส่วนลักษมัณนั้น …ลูบท้องตัวเองเบาๆ จากนี้คงไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะท้องผูกอีกต่อไป

         และไม่รู้ว่าประจวบเหมาะจริงๆหรือไม่อย่างไร เมื่ออาจารย์ของพิภิษณ์นั้นยกคลาสในช่วงบ่ายด้วยติดธุระสำคัญ เลยทำให้ตัวพิภิษณ์เองไม่มีเรียนในวันนี้ด้วยเช่นกัน เป็นอันว่าสามคนว่างพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

         ด้วยเหตุฉะนี้ สองคนรู้จัก คนหนึ่งเพื่อนสนิท ส่วนอีกคนก็พี่ชายข้างบ้านควบตำแหน่งพี่รหัส ตกลงปลงใจ ในขณะที่เขายังอาบน้ำถูขี้ตาอยู่ในห้องน้ำ ออกมาแต่งตัวเสร็จยังไม่ทันประแป้งเย็นให้ชื่นใจก็ถูกจับยัดใส่รถพากันมาจนถึงห้างสรรพสินค้าเสียแล้ว โดยมีพิภิษณ์เป็นสารถีและมีพ่อจ๋าเป็นผู้อุปการคุณในการให้ยืมรถมาใช้สอย

         ใช้จริงๆไม่ติงนัง เพราะไม่ลืมเตือนว่าขากลับแวะซื้อหมอนทองมาฝากพ่อด้วย เปรี้ยวมานานแล้ว

         เปรี้ยวที่ปากนะ หาใช่ที่กลิ่นตัว

         “รักว่าเส้นนี้เป็นยังไงบ้าง?”

         เนคไทสีเทาที่แอบได้ยินพี่พนักงานขายบอกว่าผลิตด้วยไหมแท้ทั้งเส้นถูกทาบลงบนลำตัวของผู้ถูกถาม ให้นัยน์ตาสีนิลหลุบลงมองเนคไทซึ่งน่าจะเป็นแบรนด์ดังใช่ย่อยบนแผ่นอก ตอนเดินตามสิตาเข้าร้านมาพร้อมกับพี่เวส ลักษมัณไม่ได้สังเกตสังกาป้ายบอกชื่อแบรนด์เสียด้วยสิ แต่มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นแบรนด์ที่มีชื่อแน่นอน ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบมองผู้ถามที่มีสีหน้าขะมักเขม้นจริงจังทั้งยังดูเคร่งเครียด ลักษมัณอดยิ้มเอ็นดูคุณชายตัวน้อยไม่ได้ก่อนเอ่ยตอบความไป

         “ถ้าเป็นของขวัญจากสิตา ท่านชายทรงโปรดอยู่แล้ว”ใบหน้านวลของผู้ถามซับสีเลือดจางทันที ตากลมถลึงใส่เพื่อนก่อนหันไปส่งเนคไทเส้นดังกล่าวให้กับพนักงานสาวที่ยืนยิ้มหวานรออยู่

         “ตกลงเอาเส้นนี้ครับ รบกวนห่อใส่กล่องของขวัญให้ด้วยเลยนะ”

         “ค่ะคุณชาย”

         ปกติถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาล ไม่มีหรอกบริการห่อของฟรี เพียงแต่ผู้ซื้อคนนี้คือหม่อมราชวงศ์สิตา ก็เลยได้ห่อฟรีทั้งที่มันไม่ฟรี ลูกค้าเป๋าหนักอาจจะได้รับบริการนี้กันทุกคน ไม่น่าแปลกใจ




         “ขอบคุณนะรักที่มาเป็นเพื่อนเรา”

         หลังจากซื้อของเสร็จก็พากันเดินเคียงออกมาจากร้าน ที่เคียงคือคุณชายสิตากับลักษมัณ ส่วนพิภิษณ์นั้นถอยฉากเดินตามหลังประกบทั้งคู่อีกที ทำตัวประหนึ่งบอร์ดี้การ์ด ยิ้มหน้าบานเมื่อคุณชายคนดีหันไปยิ้มหวานให้

         “พี่เวสด้วยนะครับ อุตสาห์มาเป็นธุระช่วยขับรถให้”

         “ไม่เป็นไรเลยครับคุณชาย พี่ยินดีมาก”ดูหน้าบานๆนั่นก็ล่วงรู้หมดแล้วซึ่งความในใจ ลักษมัณได้แต่ถอนใจกับตัวเอง คนที่ไม่รู้ว่าพิภิษณ์รู้สึกอย่างไร เห็นทีจะมีก็แต่เพียงคุณชายสิตานี่ล่ะ

         “บ่ายสองกว่าแล้ว หิวกันหรือยังครับ?”

         “มาก ท้องร้องโครกเลยเนี้ยสิตา”ระบบเผาผลาญของลักษมัณดีเยี่ยมมากบอกเลย

         “ส่วนพี่แล้วแต่คุณชายเลยครับ”หิวก็ได้ แต่ถ้าคุณชายไม่หิวพี่เวสคนนี้ก็ยอมที่จะท้องกิ่วต่อไป ถอดความโดยไอ้น้องรักของพี่เวส

         ฟากพิภิษณ์นั้นหนอ …ถลึงตาดุเข้าให้ประหนึ่งรู้ว่าโดนเขาล้ออยู่ในใจ

         “งั้นไปกินข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวมื้อนี้สิตาเลี้ยงเอง อะๆ ห้ามปฏิเสธด้วยนะครับพี่เวส”คนที่อ้าปากมาก็เห็นลิ้นไก่ได้แต่พะงาบปากทำหงุบหงับ ก่อนเงียบเสียงแต่พยักหน้าว่ายอมแล้วครับ ไม่กล้าขัด

         สุดท้ายเลยไปลงเอยกันอยู่ที่ร้านปิ้งย่างชื่อดัง ตามคำรีเควสของคุณชายเขา เห็นว่าถูกสั่งห้ามไม่ให้กิน แต่ถูกใครห้ามไว้ไม่ได้บอก บอกแค่ว่า‘กินเป็นเพื่อนเรานะ’ ถือว่าเป็นอันจบข่าว เพราะลักษมัณเองก็กำลังอยากอยู่เหมือนกัน ไม่ได้กินมานาน จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่กินราคายังแตะอยู่แค่สามกลางๆ แปบๆพุ่งมาเกือบครึ่งพัน เป็นไปได้อย่างงงๆ

         ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น คนอยากกินก็ยกธงขาวขึ้นโบกเสียแล้ว ส่วนลักษมัณเองก็ตามคุณชายสิตาไปติดๆในอีก ๑๕ นาทีให้หลัง สุดท้ายแล้วผู้คว้าชัยไปเห็นจะหนีไม่พ้นยักษ์ปักหลั่นประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์อย่างนายพิภิษณ์ ที่ทำเวลาห่างจากคุณชายสิตาไปถึง ๓๐ นาที ๕๗ วินาทีด้วยกัน

         ที่รู้ลึกรู้จริงรู้ละเอียดขนาดนี้เป็นเพราะตั้งเวลาในมือถือจับไว้ตั้งแต่แรก เกือบครบระยะที่ร้านกำหนดเวลาไว้เลยทีเดียว
พิภิษณ์กระเพาะอึดมาก ส่วนลักษมัณ …ตอนนี้เริ่มอืดมาก อดนึกเสียดายในใจไม่ได้ที่ไม่ได้หยิบยาคูลท์คู่ใจมาด้วย

         คงไม่คิดแวะเวียนเข้าร้านปิ้งย่างไปอีกนาน เพราะรู้สึกเข็ด แต่พอเอาเข้าจริงๆหากรู้สึกอยากขึ้นมาอีก ความรู้สึกเข็ดที่ว่าคงปลิวกระจายลอยหายไปกับสายลม เมื่อใดๆล้วนไม่อาจต้านทานความอยากกินได้

         “แล้วนี่คุณชายจะกลับยังไงครับ ให้พี่ไปส่งไหม?”

         “ไม่เป็นไรครับ ก่อนหน้าผมโทรบอกคนรถไว้แล้ว อีกสักพักคงมาถึง”คุณชายสิตาชะงักก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับ ได้ความว่าคนรถที่ว่ามาถึงแล้วเรียบร้อย ไม่เปิดโอกาสให้พี่เวสคนดีของน้องรักทำคะแนนเลยแม้แต่น้อย

         ทำได้แต่ยกมือโบกบ๊ายบายหน้าละห้อย น่าสงสาร

         “ท่านชายรามที่ว่าเนี้ย เค้าเป็นญาติกันจริงๆแน่เหรอวะไอ้รัก?”คล้อยหลังได้แปบเดียวก็เหลียวหันมาชวนลักษมัณนินทาคุณชายทันที

         เนี้ย นิสัยอย่างนี้ไง แต่ดูจากสีหน้าแล้วท่าทางจะอยู่ในโหมดจริงจัง

         “เอ้า ญาติกันจริงดิพี่ จะหลอกทำไม”ตอบพลางเลี้ยวเข้าห้องน้ำ สงสัยจะกดน้ำอัดลมมากไปหน่อย ตอนกินไม่คิด คิดอย่างเดียวคือทำทุกอย่างให้คุ้มค่าหัว

         พิภิษณ์เดินตาม สีหน้าคนพี่ยังคงครุ่นคิดไม่เลิก

         “เออ บางทีกูอาจจะคิดมากเกินไป”

         “นั่นเป็นเพราะพี่ใส่ใจสิตามากไง”จัดการธุระเสร็จ เดินมาล้างมือ“ถ้าชอบเขา...”

         “อย่าเพ้อเจ้อไอ้รัก กูไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นกับเขา แค่.. แค่รู้สึกดีด้วยเฉยๆ”ขัดขึ้นมาทันทีทั้งที่ยังไม่ทันพูดจบ พิรุธไม่พิรุธลองถามใจพี่เวสดู

         “แล้วรู้สึกดีด้วยเฉยๆกับรู้สึกชอบมันต่างกันยังไงพี่?”

         “คนหัวช้าอย่างมึง บอกไปก็ไม่เข้าใจหรอก ไอ้น้องรักเอ้ย”

         ลักษมัณกลอกตา

         “มันแค่ข้ออ้างหรือเป… โอ๊ย”โดนอีกโป๊ก ยังไม่ทันจบประโยคเลยแท้ๆ

         “กวนตีน ไปๆ หยุดเพ้อเจ้อได้แล้วมึง กลับบ้าน”เกี่ยวคอลากน้องออกจากห้องน้ำ ไม่คิดต่อความยาวสาวความยืด แค่ทัศนียภาพรอบตัวก็ไม่เหมาะจะมายืนโต้วาทีกันแล้ว

         ลักษมัณมองหน้าพี่ชายก่อนลอบถอนใจเบาๆ หากรู้สึกรักหากรู้สึกชอบพอต่อใคร มันไม่ยากเกินที่จะบอกออกไป แต่เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าผลลัพธ์ต้องเป็นยังไง …ด้วยฐานันดรที่แตกต่าง แค่ทางความคิดก็ไม่อาจเป็นไปได้แล้ว

         ไม่รู้ทำไมลักษมัณถึงได้คิดว่าเขาเข้าใจพิภิษณ์ดี

         ‘เข้าใจ’ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่า‘ทำไม’ถึงได้เข้าใจเหมือนกัน




         กว่าจะกลับถึงบ้านตะวันก็เริ่มคล้อยทอแสงส้มแสดไปทั่วผืนนภา หากเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์ที่ควรเงียบเชียบเพราะหมดเวลาทำการกลับเจี๊ยวจ๊าวได้อย่างน่าพิศวง

         “น้าพระล๊ากกก”

         เสียงพื้นไม้ลั่นจากการวิ่งซอยเท้าอย่างรวดเร็ว พร้อมแรงกระโดดกอดที่พุ่งเข้าใส่จนลักษมัณแทบหงายเก๋ง โชคยังดีที่ส่งถุงสารพัดอย่างรวมถึงหมอนทองของพ่อจ๋าให้พิภิษณ์ได้ทันการณ์

         “ธร วัน ตาเคยบอกไว้ว่ายังไงครับ”

         “ห้ามพุ่งเข้าใส่น้าพระลักษมณ์แรงๆค่า/ครับ”สองแฝดชายหญิงตอบเสียงดังฟังชัด แต่หน้าที่กลมพอกันยิ้มแป้นไร้วี่แววสลด

         “ลุงอัศ สวัสดีครับ”ลักษมัณยกมือขึ้นกระพุ่มไหว้ ผู้อาวุโสรับไหว้พร้อมกับยิ้มใจดี

         “ไหว้พระเถอะพ่อ ไม่ได้เจอกันตั้งนานโตขึ้นเยอะเลยนะเรา”

         “แน่นอนสิวะ ข้าเลี้ยงลูกข้าดีโว้ย”พ่อจ๋าของไอ้รักเดินหัวเราะแก้มกระเพื่อมมาแต่ไกลเชียว

         “หวัดดีครับลุงอัศ”วางของลงได้พิภิษณ์ก็กระพุ่มมือยกขึ้นไหว้ผู้อาวุโสกว่า ที่ได้เจอบ้างเป็นครั้งเป็นคราว

         ลุงอัศหรือชื่อเต็มก็คืออัศม์เดช เป็นเพื่อนซี้ปึกของพ่อจ๋ามาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ซี้กันเสียยิ่งกว่าเถ้าแก่สำเภาเสียอีก ส่วนสองจ๋อที่เกาะหน้าเกาะหลังลักษมัณอยู่นี้ก็หลานแท้ๆของลุงเขา แฝดชายชื่อคิรีธร ส่วนแฝดหญิงชื่อคิรีวัน

         “พอดีเจ้าสองแสบรบเร้าอยากจะมาหาตาจ๋า ลุงก็เลยพามา มาได้สักพักแล้วล่ะ”ลักษมัณร้องอ้อพลางมองสองแฝดที่วิ่งเข้าไปเกาะไปเกี่ยวเอวตาจ๋าแทน

         ตาจ๋าก็จัดให้ แกล้งหลอกยักษ์หลานทำหน้าทำตาแฮ่ฮ้าใส่ให้หลานร้องวี้ดว้ายหัวเราะคิกคัก

         “แล้วจะอยู่ค้างไหมครับ เดี๋ยวรักไปจัดห้องให้”

         “โอ๊ย! ไม่ค้างไม่เคิ้งอะไรหรอก เดี๋ยวก็กลับแล้ว”พ่อจ๋าร้องมาแต่ไกล ยังคงพันแข้งพันขาเล่นกับหลานอยู่นั่น

         “ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวลุงก็กลับแล้วล่ะ ขืนค้างยายอันได้บ่นลุงหูชาแน่”

         อันภาเป็นลูกสาวคนเดียวของอัศม์เดชและก็เป็นแม่ของเจ้าสองแฝดแสบ ลักษมัณนึกภาพตามพลันทำท่าขนลุกซู่ ‘พี่อัน’ในภาพวันวานของลักษมัณเป็นเด็กผู้หญิงแก่นเซี้ยวคนหนึ่งที่ต่อยไอ้โจ๋ท้ายซอยล้มคว่ำได้ในหมัดเดียว

         น่ากลัวมาก

         “น้าพระลักษมณ์หนาว”

         “หนาวเหรอคะ มาๆมากอดกับหนูวันน้า”

         แล้วสองแฝดก็หันมามะรุมมะตุ้มลักษมัณแทน พอแกล้งนอนตายเด็กๆก็หัวเราะร่าตบมือแปะๆ นั่งทับก้นคน ขาคน…

         อืม สำเนาถูกต้องโดยแท้จริง





         ก๊อก ก๊อก

         หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ทรงละเนตรออกจากหน้าจอโน๊คบุ๊คพลางยกพระหัตถ์ขึ้นมานวดขึงขนงเบาๆ

         ไม่จำเป็นต้องให้ทรงตรัสถามด้วยทรงทราบดีว่านอกจากคนสนิทส่วนองค์แล้วก็หาใช่ผู้อื่นอีก และเมื่อทรงตรัสอนุญาตประตูห้องทรงงานจึงได้ถูกเปิดเข้ามาโดยบุรุษในชุดสูทสุภาพสีกรม

         ชายหนุ่มโค้งกายให้ผู้มีศักดิ์สูงกว่าซึ่งประทับอยู่บนเก้าอี้ทรงงาน ก่อนเอ่ยทูลกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มที่แสดงถึงความนอบน้อมต่อผู้เป็นเจ้าของวังตรีภูวนาถหริวงศ์แห่งนี้

         “สำรับมื้อเย็นตั้งพร้อมแล้วกระหม่อม”

         “ขอบใจ …จริงสิพรต เห็นน้องสิตาว่าที่มหา’ลัยจะมีงานแสดงโขน”ทรงเกริ่นนำ สีพระพักตร์แลสุขุมเหมือนดังเช่นทุกที

         “กระหม่อม”ตอบรับคำพลางรอให้ผู้เป็นนายตรัสความต่อ

         “เห็นว่าได้สปอนเซอร์รายใหญ่น่าดู ทั้งฝ่ายนั้นยังยินยอมให้ทางมหา’ลัยหยิบยืมชุดใช้แสดงเสียด้วย”

         “ไม่ทราบว่าโขนที่ทรงตรัสถึงนี้…”

         ปลายดัชนีสัมผัสไล้แผ่วเบาบนขอบถ้วยกาแฟที่เริ่มเย็นชืด คล้ายเป็นการกระทำที่ไม่ได้มีนัยยะใดแอบแฝง ทว่านัยน์เนตรลุ่มลึกสีนิลกาฬกลับทอประกายแปลกตา

         พรตไม่เคยเห็นแววพระเนตรเช่นนี้จากผู้เป็นนายมาก่อน

         มุมโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อย “รามายณะ ศึกตัดสินสุดท้ายระหว่างฝ่ายพลับเพลากับฝ่ายลงกา”

         “ถ้ากระหม่อมจำไม่ผิด ฝ่ายพลับเพลาคือฝ่ายของพระราม ส่วยฝ่ายลงกานั้น…”

         “ทศกัณฐ์”

         พรตกลั้นหายใจ คนสนิทส่วนองค์รีบก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองพระพักตร์ที่ยังคงอ่อนโยนเหมือนดังเช่นเคย ทว่าแววพระเนตรนั้นกลับเร้นซ่อนไว้ซึ่งพระอารมณ์อันหลากหลาย ให้กริ่งเกรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ท่านชายรามมิได้ตะคอกขึ้นเสียงแต่อย่างใด เพียงเอ่ยตรัสนามนั้นออกมาด้วยสุรเสียงเนิบนาบเท่านั้น

         พรตรู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรมา ท่านชายไม่เคยทรงโปรดตัวละครฝ่ายลงกาเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะ‘พญายักษ์ทศกัณฐ์’ ให้ทรงดำเนินไปชมการแสดงโขนอันที่เป็นโปรดปรานซึ่งหยิบยกวรรณคดีเรื่องดังกล่าวขึ้นมาแสดง กี่ครั้งต่อกี่ครา ก็ไม่เคยเห็นท่านชายตรัสชมฝ่ายที่แสดงเป็นจอมอสุราเลยสักครั้ง แม้จะแสดงได้ชวนให้คนดูเชื่อและน่าเกรงกลัวสมกับเป็นยักษ์เป็นอสูรร้ายเพียงใดก็ตาม

         ที่เห็นตรัสชมเปราะเสมอมักจะเป็นฝ่ายพลับเพลาอยู่ร่ำไป

         คงนับเป็นเรื่องสามัญ ที่ผู้ชมมักจะให้ความสนอกสนใจแล้วเอาใจช่วยฝ่ายธรรมะ รวมถึงเอาใจออกห่างฝ่ายอธรรม ตัวพรตเองก็เป็นเช่นกัน เพียงแต่สำหรับท่านชายรามนั้น…

         “หากจะทรงดำเนิน พรตจะจัดการให้กระหม่อม”

         “อืม ก็ได้พรตนี่ล่ะนะคอยเป็นธุระจัดการเรื่องให้เสมอ”

         พรตยิ้ม นึกภูมิใจ ลดทอนซึ่งความกริ่งเกรงลงเล็กน้อย

         “จริงสิ พรุ่งนี้ฉันว่าจะเข้าไปที่มหา’ลัยน้องสิตาเสียหน่อย”พระหัตถ์หยิบจับสมาร์ทโฟน วรกายสูงพลันขยับลุกขึ้นยืนพลางดำเนินผ่านคนสนิทที่แสดงทีท่าฉงนออกมา

         “แต่พรุ่งนี้คุณชายสิตาไม่มีเรียนหนังสือไม่ใช่หรือกระหม่อม?”

         “ยังไม่ได้บอกเลยสักคำว่าจะไปหาน้องสิตา”ทรงสรวลออกมาน้อยๆ“ฉันว่าจะเข้าไปขอดูชุดที่ใช้ในการแสดงสักหน่อย หากขาดเหลือยังไงจะได้ช่วยสมทบให้ อีกอย่าง...”

          พรตพลันเข้าใจเมื่อเห็นเจ้านายก้มลงทอดเนตรมองโทรศัพท์มือถือ ที่แม้หน้าจอจะมืดดับด้วยไม่ได้ถูกใช้งาน แต่คงจะเกี่ยวข้องกับสหายสนิทของคุณชายสิตาที่เขาเพิ่งได้รับข้อมูลมาจากผู้ติดตามของท่านชายอีกคนซึ่งวานให้ไปสืบหาเมื่อย่ำรุ่ง ได้ข้อมูลเสร็จสรรพก็รายงานเจ้านายทันทีในเวลาไล่เลี่ยกัน

         ข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างของเด็กนักศึกษาที่ชื่อลักษมัณ สหายสนิทคนใหม่ของคุณชายสิตา เท่าที่จะหาได้ในยามนี้อยู่ในพระหัตถ์ของท่านชายหมดแล้ว

         “หากทรงสนพระทัย ทรงตรัสถามจากคุณชายสิตาจะไม่เป็นการง่ายกว่าหรือกระหม่อม?”

         “ฉันยอมรับว่าฉันสนใจ แต่ก็ไม่ได้อยากรู้จักเขาจากใครด้วยเหมือนกัน หากอยากรู้จัก ก็ต้องเข้าไปทำความรู้จักด้วยตัวเองสิถึงจะถูก พรตไม่คิดอย่างนั้นหรือ?”

         พรตชะงักไป คับคล้ายแลเห็นเนตรสีนิลนั้นวาวแสงขึ้นมาชั่วประเดี๋ยวประด๋าว กลั้นใจเอ่ย

         “แม้‘ใคร’ที่ว่านั้นจะเป็น…คุณชายสิตาหรือกระหม่อม?”

         ท่านชายทรงสรวลออกมาเบาๆ หัตถ์บิดลูกบิดเพื่อเปิดประตูห้อง หากก่อนดำเนินออกจากห้องบรรทมไปไม่ลืมตรัสตอบคนสนิทด้วยสุรเสียงเรียบเรื่อย

         “ฉันสนใจใคร จำเป็นต้องให้เป็นธุระของคนอื่นด้วยงั้นหรือ”

         พรตเข้าใจดีว่านั้นไม่ใช่ประโยคคำถามแต่อย่างใด




         กว่าสองแฝดจะกลับลักษมัณก็แทบน่วมไปทั้งตัว เล่นกับเด็กนั้นเหนื่อยเหลือแสน พ่อจ๋ากับไอ้พี่เวสอันเป็นพี่ชายนอกไส้ก็พากันหัวร้อชอบอกชอบใจ แลดูสนุกสนานกันใหญ่ที่เห็นเขาถูกเด็กรังแก อนิจจาลุงอัศเองก็เอาแต่ยืนยิ้มเอ็นดู ไม่มีใครเห็นใจและให้ความช่วยเหลือลักษมัณเลยสักคน ซาบซึ้งถึงทรวงในยิ่งนัก

         นอนเหยียดเอนกายอยู่บนที่นอนนุ่มหลังจากอาบน้ำทาแป้งเย็นเรียบร้อย นึกถึงความแสบสันของสองแสบแล้วก็ให้หัวเราะออกมาเบาๆ ถึงพ่อจ๋าจะดูเหมือนไม่อยากให้มา แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นเสียเมื่อไหร่

         หลานจ๊ะตาจ๋ากันจนส่งขึ้นรถนั่นล่ะ

         ติ๊ด

         ปิดไฟเตรียมนอนกำลังเคลิ้มได้ที่ พลันได้ยินเสียงข้อความเข้า ...ควานหยิบมือถือที่วางไว้บนหัวเตียงขึ้นมาสไลด์จอปื้ดเพื่อปลดล็อค

         แทบจะตาสว่างในทันใด


         ทศพักตร์(ส่วนตัว) :
         ...พิศพักตร์งามผ่องแผ้วดั่งทองทา...
         ...พิศนัยนาพริ้มเพรารับขนง...
         ...พิศโอษฐ์องค์นวลปรางงามอนงค์...
         ...พิศโฉมยงสวาทรักยากหักคืน...


         ในใจคล้ายรู้สึกพองฟูนักให้หน้าร้อนจนคล้ายจะระเบิดตู้มไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ลักษมัณนึกยุบหนอ ตั้งสติหนอในใจ ไม่นาน ...เมื่อตั้งสติได้พลันอมยิ้มพิมพ์ตอบกลับไป


         ลักษมัณเจ้าพ่อโรงงานยาคูลท์ :
         ...พิษไหนฤาจะสู้พิษนิทรา...
         ...ให้ง่วงหง่าวหาวนอนเป็นหนักหนา...
         ...หลับเถิดพี่ฝันดีกล่อมอุรา...
         ...หัวทิ้งดิ่งลงหมอนหลับคร่อกไป ฟี้Zzz...


         กดส่งไปแล้ว หัวเราะคิกคักอย่างอดไม่อยู่ เทียบกับพี่ทศแล้ว กลอนของลักษมัณให้พิลึกอย่างบอกไม่ถูก

         วางมือถือไว้ที่เดิมหลับตาพริ้มทั้งที่ปากยังคงอมยิ้มไม่สร่างซา จนกระทั่ง…

         ติ๊ด

         คว้าหมับเข้าที่สมาร์ทโฟนก่อนเลื่อนปลดล็อคแทบทันใด มุ่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเป็นข้อความเตือนว่ามีคนแปลกหน้าที่เพิ่งแอดเข้ามา

         HSH. Prince Chakkrit
         Added you by phone number


         “เอชเอสเอช ปริ๊น ช ชัคคริส?”

         ใครกันล่ะหว่า?

         ชัคคริส… จักรกฤษณ์?

         เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ก็ให้เบิกตากว้าง แอบส่องรูปโปรไฟล์ก็ให้แจ่มแจ้งชัดเจน

         “ท่านชายราม?”

         ฉับพลันคล้ายแว่วยินเสียงกระซิบเข้าโสตหู …ทั้งคุ้นเคยแลไม่คุ้นเคยอยู่ในที

         จงกลับมาหาพี่
         จงกลับมาหาพี่

         น้องลักษมณ์


         ขมองให้ปวดตุบขึ้นมาหากเพียงไม่นาน สายลมอ่อนพลันพัดพาเอากลิ่นหอมมะลิซ้อนให้อวลไปทั่วห้อง ลักษมัณรู้สึกง่วงงุน สองตายากทานทนสองมือราวกับจู่ๆก็หมดเรี่ยวแรงลงเสียดื้อๆ

         ปล่อยมือถือทิ้งวางไว้บนเตียงข้างกัน

         หน้าจอที่สว่างวาบในคราวแรก …กลับดับพรึบมืดสนิทไป

         หากก่อนที่ลักษมัณจะหลับใหลไม่รู้สตินั้น

         หน้าผากคล้ายถูกบางอย่างสัมผัสอ่อนโยนแสนถนอม พร้อมสุ่มเสียงกระซิบหวานขับกล่อมให้หลับฝัน

         น่าเสียดายที่เขาไม่อาจฝืนซึ่งความง่วงงุนที่ถาโถม… จึงไม่อาจจับใจความใดจากเสียงปริศนานั้นได้

         หลงเหลือไว้แต่เพียงตะกอนอันอบอุ่นฟุ้งวาบในหัวใจ


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

HSH.(His Serene Highness) Prince เป็น คำนำหน้าภาษาอังกฤษ ของผู้ดำรงตำแหน่งยศเป็น หม่อมเจ้า ค่ะ
ส่วนหม่อมราชวงศ์นั้นจะเป็น Mom Rajawongde ใช้ตัวอักษรย่อว่า M.R.ค่ะ

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +21/-0
ดีใจมากเลยค่ะ  o13  กลับมาลงใหม่แล้ว  :mc4:  :mc4:  :mc4:  รออ่านนะค่ะ  :mew1:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
คู่แฝดนี่ของแถมหรือป่าวนะ  :hao3:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-6

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

         ตอนที่ ๘

         TITAN ELECTRIC COMPANY หรือ TTE Company เป็นหนึ่งในบริษัทข้ามชาติสัญญาณอเมริกัน ซึ่งบุกเบิกเข้ามาในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนอันมีปู่ทวดของทศพักตร์เป็นหัวเรือใหญ่สำคัญในขณะนั้น โดยใช้ชื่อว่า RAPPHANA TITAN’s INNOVATION Thailand หรือ RTI. GROUP

         ในสายตาของ‘คนนอก’แม้‘ราพณา’จะดูเหมือนกับเป็นสาขาลูกของ‘ไททั่น’ แต่แท้ที่จริงทั้งสองบริษัทนั้นไร้ซึ่งความเกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง มีเพียงความเป็นทายาททางสายเลือดเท่านั้นที่พอจะสามารถนับรวมกันได้บ้าง

         สายเลือดที่ก็เริ่มเบาบางลงไปตามกาลสมัย แม้แต่นามสกุลก็เปลี่ยนมาใช้นามสกุลของทางฝั่งย่าทวดกันหมด ถึงตัวทศพักตร์จะมีชื่ออยู่ในผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของไททั่น ทว่าก็เป็นเพียง 0.39% ของหุ้นส่วนทั้งหมดเท่านั้น

         จากที่พัรวิชญ์ผู้เป็นบิดาเคยเล่าให้ฟังครั้งเมื่อเริ่มรู้ความ ในคราแรกที่ปู่ทวดจากมานั้นหุ้นที่ปันได้ล้วนมากมายกว่านี้หลายเท่านัก หากด้วยเล่ห์หนกลใดไม่อาจทราบได้ จากลูกสู่หลาน จากหลานสู่เหลน หุ้นส่วนที่ว่านี้ถึงได้ลดลงเรื่อยๆ

         ซึ่งทศพักตร์เองก็คร้านสนใจ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยคิดที่จะแตะต้องเงินปันผลส่วนนั้นอยู่แล้ว

         ลองขยับข้อมือ ก็ให้นิ่วหน้าน้อยๆเมื่อยังรู้สึกเจ็บอยู่แม้จะถอดผ้าคล้องที่ชวนให้นึกรำคาญออกแล้วก็ตามที ในช่วงนี้เขายังไม่สามารถเซ็นเอกสารใดๆได้ ด้วยมือข้างซ้ายซึ่งได้รับบาดเจ็บมาจากอุบัติเหตุเมื่อวันก่อนเป็นข้างที่เขาถนัด ถึงมือข้างขวาจะยังใช้การได้เป็นปกติแต่ก็ไม่สามารถใช้เพื่อลงลายเซ็นในเอกสารงานสำคัญ เพราะแค่ผิดพลาดเพียงจุดเดียวก็ไม่นับว่าเป็นลายเซ็นแล้ว

         โชคดีที่ช่วงนี้ยังไม่มีเอกสารสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ลายเซ็นของเขาเท่านั้นเข้ามา แต่ถ้ายังเจ็บอยู่แบบนี้ อีกไม่นานคงได้วุ่นแน่นอน

         ร่างกายของมนุษย์นั้นแสนอ่อนแอยิ่งนัก

         กายใหญ่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาทอดถอนใจ

         เป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองก็ดี เป็นประธานบริษัทปกครองพนักงานนับร้อยนับพันก็ดี จะตำแหน่งไหนก็ไม่เคยคิดปรารถนาทั้งสิ้น

         ไม่สิ ยังมีสิ่งหนึ่ง เป็นเพียง‘สิ่งเดียว’เท่านั้นที่ทศพักตร์คนนี้ปรารถนาและโหยหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะในกาลอดีตที่เขาไม่เคยได้ครอบครองสิ่งนั้นอย่างแท้จริงเลยสักครา หรือแม้นในกาลปัจจุบันซึ่งหวนกลับสู่การเริ่มต้นอีกครั้ง

         หากเพียงครั้งนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม...

         ก๊อก ก๊อก

         “เข้ามา”ยกมือขึ้นนวดขมับที่จู่ๆก็ปวดปลาบขึ้นมา นัยน์ตาคมลืมขึ้นมองลูกน้องคนสนิทที่เดินตัวตรงอกผ่ายราวกับทหารหาญเข้ามารายงานสถานการณ์ต่อแม่ทัพนายศึกก็ไม่ปาน

         “มีสายเรียกเข้าจากคุณมนฑิกาครับ”เปาวนาเหงื่อตกเมื่อเจอดวงเนตรคมกริบจ้องเขม็ง “คือ เธอบอกว่า…”

         “บอกไปว่าวันนี้ฉันไม่ว่าง”

         “แต่คนเจ็บไม่ควรจะโหมงานหนักนะคะ”

         เปาวนาชะงักหันหลังกลับไปมองตามเสียงจึงให้เห็นหญิงสาวสวยเฉี่ยวในชุดกางเกงยีนเข้ารูปคู่กับเสื้อเชิ้ตตัวบางสีขาว ส้นสูงเสริมให้เจ้าหล่อนยิ่งดูสูงเปรียว ลอนผมถูกมัดรวบเป็นหางม้าโชว์สัดส่วนโครงหน้างดงามที่สามารถทำให้ผู้ชายเหลียวหลังมองตามได้ไม่ยาก

         “มนว่าความจริงวันนี้ทศไม่จำเป็นต้องเข้าบริษัทด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้ล่ะคะ”ดวงตากลมคมด้วยอายไลเนอร์จับจ้องยังร่างสูงหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แววห่วงหาห่วงใยอย่างไรก็ไม่อาจปิดมิด

         คนที่กล้าบอกว่าบอสของมัน‘ดื้อ’ต่อหน้าต่อตาก็เห็นจะมีเพียงหญิงสาวผู้นี้เท่านั้น

         เปาวนากลืนน้ำลายเฮือก ขยับถอยหลบมุมอย่างรู้งาน

         “มนฑิกา”เสียงเข้มดุพร้อมดวงเนตรคมปลาบพาให้เจ้าของชื่ออดหวั่นกลัวไม่ได้ หากหล่อนก็ทำใจแข็ง

         “หรือว่าทศกำลังจะกลับบ้านคะ งั้นให้มน…”

         “มนฑิกา”

         หญิงสาวชะงักค้าง ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดแม้แต่จะขยับขายังไม่อาจทำได้ ดวงตากลมมองตามร่างสูงใหญ่ที่ผุดลุกขึ้นยืนก่อนเดินตรงมายังหล่อนด้วยฝีเท้ามั่นคง บรรยากาศพลันกดต่ำอึมครึมเสียจนพาลให้หล่อนรู้สึกหายใจไม่ออกเอาเสียดื้อๆ

         “ผมขอโทษ”

         “…”ดีไซเนอร์สาวทำได้เพียงกะพริบตาปริบ ปล่อยให้ร่างใหญ่เดินผ่านไปโดยไร้ซึ่งคำถามใดเพราะไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ หากก่อนที่ทศพักตร์จะผละจากไปนั้น

         คำพูดสุดท้ายกลับทำให้เธอเยือกแข็งไปทั้งหัวใจ

         “‘ปลดปล่อย’เสียเถิด อย่าได้‘ขัง’ตัวเองไว้กับผมอีกเลย”

         ปัง

         เปาวนาได้แต่เดินตามหลังผู้เป็นนาย ไม่กล้าแม้จะเปล่งเสียงใด ในใจมันพะวักพะวงถึงผู้ที่ถูกนายมันทิ้งไว้ในห้องทำงาน แม้นมนฑิกาจะน่าสงสาร หากกระนั้น…

         ดวงตาลอบจดจ้องแผ่นหลังกว้างใหญ่เบื้องหน้า

         แต่มันกลับให้รู้สึกสงสารผู้เป็นนายของมันยิ่งกว่า





         “สวัสดีครับคุณทศพักตร์”

         นายเมธาสิทธิ์ คณบดีหนุ่มใหญ่ของคณะนิเทศศาสตร์รีบเดินมาต้อนรับสปอนเซอร์ใหญ่ถึงหน้าตึกคณะด้วยตนเองพร้อมกับนักศึกษาชายสามคนหญิงหนึ่งคน ทันทีที่รู้ว่าทศพักตร์ได้เดินทางมาถึงคณะแล้วเป็นที่เรียบร้อย

         ในคราแรกเมธาสิทธิ์เพียงแค่อยากได้นายทุนช่วยสนับสนุนในเรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากบริษัทใหญ่ชั้นแนวหน้าอย่าง RTI. GROUP ทั้งอีกฝ่ายยังอุปการคุณในการให้ยืมชุดสำหรับใช้ในการแสดงอีกเป็นต่างหาก

         “สวัสดีครับคุณเมธา”ทศพักตร์ยิ้มเล็กน้อยพอเป็นพิธี ถึงกระนั้นก็ไม่คล้ายว่าจะเป็นรอยยิ้มนัก ก่อนจะเหลือบมองเหล่านักศึกษาที่เมธาสิทธิ์กระเตงมาด้วยซึ่งยืนเรียงแถวเกร็งตัวเป็นฉากหลัง

         “อ้อ นี่คือนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกให้แสดงบทนำในครั้งนี้ครับคุณทศพักตร์”ถอยฉากออกไปด้านหลังเปิดโอกาสให้สปอนเซอร์ใหญ่ได้เห็นหน้าค่าตากันชัดๆ

         เนตรคมกริบไล่มอง ผู้หญิงเอียงอาย ผู้ชายคนแรกไม่กล้าสบตาทราบว่าคงประหม่า ขณะที่ผู้ชายคนที่สองมองตรงมายังเขาแสดงให้เห็นถึงความมั่นอกมั่นใจในตัวเองหว่างคิ้วมีรอยย่นเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาแล้วหยุดลงที่นักศึกษาชายคนสุดท้าย พิศมองนานเป็นพิเศษ

         “ดอกอ้อรับบทเป็นนางสีดา ธานินรับบทเป็นพระลักษมณ์ กิจจารับบทเป็นทศกัณฐ์ ส่วนเมฆนาทรับบทเป็นพระรามครับ”คณบดีเมธาสิทธิ์เอ่ยแนะนำชื่อเรียงคน หากกลับไม่ได้อยู่ในความสนใจทศพักตร์สักคนนอกเสียจากคนสุดท้าย

         “ไม่เหมาะ”

         “คะ ครับ?”เมธาสิทธิ์หน้าเหวอในขณะที่เมฆนาทซึ่งถูกนายทุนใหญ่ประกาศเสียงดังฟังชัดต่อหน้าว่า‘ไม่เหมาะ’ขมวดปมผูกคิ้วติดสงสัย

         “ไม่เหมาะในเรื่องไหนหรือครับ คุณทศพักตร์”เมฆนาทก้าวออกมาหนึ่งก้าวยืนประจันหน้าสบตาพลางแย้มยิ้ม

         คำพูดสุภาพแต่รอยยิ้มยียวนเป็นพิเศษ

         “นายเมฆ!”เมธาสิทธิ์แทบลมจับ

         เมฆนาทเป็นตัวเลือกที่มีปัญหาที่สุดในบรรดานักศึกษาคนอื่น แต่ก็มีหน่วยก้านทั้งยังฝีไม้ลายมือในการแสดงดีที่สุดด้วยเช่นกัน สำคัญคือ‘ชื่อเสียง’ที่ได้มาจากหน้าตาอันหล่อเหลาคมคร้าม เห็นอย่างนี้ก็เป็นถึงเดือนคณะปีก่อน มีฐานแฟนคลับค่อนข้างเยอะพอสมควร อาจช่วยในการโปรโมทเรียกคนเข้าชมการแสดงครั้งนี้ได้ไม่มากก็ไม่น้อย

         อัธยาศัยดี …ติดอยู่ตรงนิสัยที่ขวานผ่าซากพูดจาโผงผางเสียจนดูไม่ค่อยจะไว้หน้าใครสักเท่าไร

         “ไม่เป็นไรครับคุณเมธา”ทศพักตร์ยกยิ้มหากนัยน์ตากลับเรืองรองทอประกายคมกล้า

         เมฆนาทชะงักงันไป ฉับพลันกลับรู้สึกตื่นตระหนกหัวใจคล้ายหล่นวูบตกจากที่สูง เผลอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักตามสัญชาตญาณ แก้วตาเขม็งจ้องมองคนตรงหน้าไม่ละลด สำรวจสงสัย จู่ๆความรู้สึกกริ่งเกรงในอะไรบางอย่างก็วาบเข้ามาในมโนสำนึก ‘อะไรบางอย่าง’ที่อยู่ในตัวของผู้ชายคนนี้

         ทศพักตร์ทำราวกับมองไม่เห็นท่าทีระแวดระวัง ชายหนุ่มก้าวขามั่นคงเดินตรงไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม

         “พระราม ในความคิดของเธอ?”

         ทุกคนล้วนพากันชะงัก ไม่เว้นคนที่จู่ๆก็ถูกตั้งคำถาม เมฆนาทมุ่นคิ้วผ่อนคลายความตึงเครียดที่มีลง ในใจนึกคิด

         ไหนว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชั้นแนวหน้า? ไหงคำถามถึงได้ราวกับถอดออกมาจากครูภาษาไทยน่าเบื่อๆสมัยเรียนประถมเสียอย่างนั้น…

         “ไม่รู้สิครับ ตอนเด็กผมก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนสักเท่าไหร่”

         คณบดีเริ่มปาดเหงื่อ ในขณะที่ดอกอ้อกับธานินเริ่มหันหน้ามามองกัน ส่วนกิจจานั้นชักสีหน้าจ้องรุ่นน้องผู้ปากดีที่ตนไม่ค่อยชอบหน้าอย่างเมฆนาทเขม็ง

         “แล้วเธอคิดว่าตัวเองเหมาะกับบทนั้นไหม?”ไม่มีวี่แววเคืองขุ่นทั้งยังตั้งคำถามต่อ

         เมฆนาทจ้องตาคมคู่นั้นกลับ รู้สึกแปลกในอกอย่างบอกไม่ถูก หากแต่ไม่ใช่ความรู้สึกกลัวอย่างแน่นอน

         นักศึกษาหนุ่มนัยน์ตาคมยกยิ้ม แลมองเผินๆแล้วช่างดูคับคล้ายกับคนถามยามยกยิ้มเมื่อครู่จนราวกับเป็นภาพพิมพ์เดียวกันก็ไม่ปาน

         “ไม่ครับ คิดเหมือนคุณ อย่างน้อยผมก็คิดเองแล้วว่าคุณคิด …คิดว่าผมไม่เหมาะกับบทพระเอกฝ่ายดีสักเท่าไร”ตอบพลางไหวไหล่ให้คนได้รับคำตอบหัวเราะน้อยๆอย่างถูกใจ

         คุณทศพักตร์ไม่โกรธแถมยังดูจะถูกใจนายเมฆนาท?! นายเมธาสิทธิ์สีหน้าเริ่มงุงงงจับต้นชนปลายชักไม่ใคร่ถูก
ผู้อาวุโสกว่ายกมือขึ้นวางบนบ่าที่แข็งเกร็งของเมฆนาทแล้วหันกลับไปให้ความสนใจคณบดีประจำคณะอย่างเมธาสิทธิ์ที่ยืนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่ออยู่อีกครั้ง

         “เข้าไปคุยกันข้างในเถอะครับคุณเมธา”

         “คะ ครับๆ ไป …ไปครับไป”

         เมฆนาททิ้งสายตาไว้ที่ทศพักตร์สักพักก่อนที่จะหันหลังเดินตามกลุ่มคณะชาวนักแสดงโขนเข้าไปในตัวตึกเรียน

         “บอสครับ”ขาที่กำลังจะเดินตามกลุ่มด้านหน้าพลันชะงักเมื่อคนสนิทเดินเลียบๆเคียงๆมายืนข้างๆพลางยกมือป้องกระซิบ… ที่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องลับลมคมในปานนั้น

         “คุณลักษมัณ ตะ...ตอบข้อความกลับมาแล้วครับ”





         หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้

         “ยิ้มก่อนอ่านตาหวานก่อนเปิด ฮะแหม่ๆ”แว่วเสียงล้อเลียนจากเพื่อนคนใหม่นายลิงลม ไม่ใช่ลูกลมแต่เป็นลิงลม แบบนี้จะฟังดูเหมาะกับบุคลิกหลุกหลิกไม่อยู่สุขของมันมากกว่า

         ลักษมัณคว่ำหน้าจอมือถือลงบนโต๊ะเรียน สีหน้าคล้ายไม่รู้ไม่ชี้แต่กระพุ้งแก้มกลับป่องนูนด้วยอมยิ้มไม่ยอมหุบ หุบไม่ได้มันฟูฟ่องนักในใจ เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่น่าแปลกใจเมื่อได้เผชิญ

         ความจริงก็ใจลอยตั้งแต่ยามรุ่งอรุณตื่นขึ้นมาใส่บาตรกับพ่อจ๋าแล้วล่ะ เมื่อไพล่นึกไปถึงข้อความที่ใช้โต้ตอบกับพี่ทศเมื่อคืน… ‘พี่ทศ’ …ทิ้งเสี้ยวแก้มซีกขวาลงบนโต๊ะเรียนดังตุบ เพื่อนลิงลมที่เรียนคลาสเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย ขยับเก้าอี้ไถก้นถอยออกห่างเล็กน้อย

         “น้องรัก มึงบ้าไปแล้วป่ะ เชื้อจะติดกูมั้ยเนี้ย ทำไงดี”

         “ตั้งใจเรียนไปเถอะหน่า”หงุบหงับปากตอบ

         “มึงบอกตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย แหม...นั่งเปิดมือถืออ่านแชทตาหวานเยิ้มซะ”

         “เออหน่า”ท่องยุบหนอ หน้าไม่แดงหนอเบาๆในใจ ลักษมัณไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เป็นถึงขนาดนี้ คล้ายว่าช่วงนี้จะเซนซิทีฟขึ้นอย่างบอกไม่ถูก สมองก็ดูเหมือนจะเออเร่อหลงๆลืมๆ …ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าหลงๆลืมๆอะไรไปเหมือนกัน

         กำลังคิดสับสนตัวเองอยู่ในใจ แก้มกลับยืดเพราะถูกดึงเข้าให้ …ตบมือไอ้ลิงลมไปหนึ่งเพียะ เพียะเบาๆเดี๋ยวถูกอาจารย์เพ่งเล็งงานเข้าเอาไม่ดี

         ลูกลมไม่สลดทั้งที่มือแดงเพราะถูกเพื่อนใหม่ฟาดเข้าให้ หัวเราะคิกคักชอบใจก่อนจะก้มหน้าก้มตาไถหน้าจอมือถือที่วันนี้ไม่ใช่มือถือรุ่นตำนานอย่างที่เคยเห็นมันหยิบมาเล่นเมื่อวันก่อน สมาร์ทโฟนรุ่นท็อปกับเกมต่อสู้แฟนตาซี ...ลิงคงเริ่มอัพเดทตัวเองบ้างแล้ว

         ส่วนลักษมัณ เมื่อไม่มีสายตาซอกแซกมาสอดส่อง จัดหนังสือให้ตั้งขึ้นพอปิดครึ่งหน้าเหลือบตาลงมองหน้าจอมือถือที่พลิกกลับมาเรียบร้อย อมยิ้มอ่านข้อความจากคุณทศพักตร์กวีเอกยุคดิจิตอล


         ทศพักตร์(ส่วนตัว) :
         ...ครวญครวญหวนคำนึง...
         ...สุดคิดถึงแสนอยากเจอ...
         ...คืนวานพี่ละเมอ...
         ...แอบแอบเผลอกดโทรไป...
         ...กดวางแทบไม่ทัน...
         ...พี่หุนหันตกใจใหญ่...
         ...ตัวพี่กำลังไป-...
         ...หาดวงใจโปรดจงรอ...


         ‘หาดวงใจโปรดจงรอ’


         ลักษมัณยกมือขึ้นกุมหน้าผากก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆกับบทกลอนประหลาดที่ไม่คาดว่าจะมาจาก‘คุณทศพักตร์’  ผู้ชายหน้าดุราวกับยักษ์อีกทั้งยังชอบแผ่รังสีเย็นออกมาจากร่างคนนั้น…

         ลักษมัณนั่งคิดพลางใช้ปากกาลูกลื่นเคาะปลายคางตัวเองเบาๆไปพลาง นานหลายนาที ก่อนกดพิมพ์ข้อความตอบกลับ
เม้มปากน้อยๆด้วยไม่มั่นใจ ถึงจะชอบฟังชอบอ่านอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่ใช่นักแต่งกลอนที่ดีสักเท่าไหร่ สัมผัสนอกอาจได้แต่สัมผัสใน ขอลาทีเถอะ แต่งกลอนอะไรแบบนี้ไม่เก่งจริงๆ แต่ก็อยากจะตอบกลับ ตอบกลับไปในแบบเดียวกันที่ได้รับมาจากพี่ทศ

         สูดลมหายใจเรียกความมั่นใจก่อนกดส่ง

         ก็ได้แต่หวังว่าพี่ทศจะทนอ่านจนจบล่ะหนอ

         นั่งใจลอยอ่านข้อความของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา หัวคิ้วกระตุกเมื่อลองจิ้มนิ้วนับวรรคในบาทแล้วเห็นมันเกินมาหนึ่งวรรค หากคิดจะกดลบแล้วส่งใหม่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันเอาเสีย เมื่อข้อความดันขึ้นว่าถูกฝ่ายตรงข้ามอ่านแล้ว

         ทิ้งแก้มคนละข้างกับเมื่อครู่ลงโต๊ะดังตุบ ให้ลิงสะดุ้ง แถมยังเล่นเสียจนปวดกรามต้องรีบเงยขึ้นนวดหน้าแทบไม่ทัน ให้พอดีกับสัญญาณหมดคาบเรียนดัง หันไปมองเพื่อนข้างกาย …ก็เห็นมันเตรียมลุกจากที่นั่งแล้ว

         รวดเร็วดีแท้

         “น้องรักกลับบ้านเลยเปล่าจ๊ะ”วางมือบนบ่า น้ำหนักก็เพิ่ม ลักษมัณถอนหายใจ ชักเริ่มชินกับความลูกลมเสียแล้ว
เป็นเรื่องน่ากลัวมาก บางทีเขาไม่ควรชินเร็วขนาดนี้หรือเปล่า?

         “ยัง …คือกูว่าจะนั่งกินน้ำปั่นเล่นก่อน พักสมองแปบค่อยกลับน่ะ”

         “งั้นกูนั่งเป็นเพื่อน!”

         “ไม่เป็นไร ถ้ามึงรีบกลับก็…”

         ลิงกระโดดลงบันไดไปแล้ว พลิ้วลมไม่รอคำตอบรับใดจากเพื่อนรักที่ได้แต่อ้าปากพะงาบแม้แต่น้อย นึกเข้าใจความรู้สึกพี่เวสยามถูกสิตาตัดบทพูดในคราก่อนทันใด

         “เดี๋ยวพี่ลูกลมมานะจ๊ะ น้องรักนั่งรอพี่แปบ ใต้ตึกคณะนั่นล่ะ พี่จะรีบไปหาน้ำปั่นแสนอร่อยชื่นอกชื่นใจมาให้เอง วู้วว!”
โดดตัวลอยเมื่อถึงพื้นเรียบร้อย โบกไม้โบกมือประกอบอีกไอ้ลิงลมเอ๊ย อะเลิทขั้นหนัก …ลักษมัณยกมือขึ้นกุมหน้าผาก จงใจปิดบังเสี้ยวหน้าบางส่วน กลัวคนจดจำได้เหลือแสน

         จุดนี้บอกตามตรงว่าหน้าบางมาก


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------


ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5251
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
อ่านเรื่องนี้แล้วเพิ่งคิดได้ว่าลืมกินยาคูลท์  :hao4:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +63/-6

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด