[ทศพักตร์❢ลักษมัณ] ดวงใจอสุรินทร์ {รีไรท์} - ตอนที่ ๑๗ (๑๕/๐๓) หน้า ๒
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [ทศพักตร์❢ลักษมัณ] ดวงใจอสุรินทร์ {รีไรท์} - ตอนที่ ๑๗ (๑๕/๐๓) หน้า ๒  (อ่าน 1564 ครั้ง)

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0


         ตอนที่ ๙

         บอกตามตรงว่าเปาวนาไม่ได้มีเจตนาคิดจะสอดส่องเรื่องใดๆของนายมันเลยแม้สักกะผีก และยิ่งไม่บังอาจแหลมหน้าสอดวาจาในทุกสิ่งที่นายของมันคิดกระทำ มันไม่เคยมีคำถาม …ก็อาจมีบ้างที่ทนไม่ได้จนต้องเอ่ยปากไถ่ถามออกไปในที่สุด แต่ก็เป็นส่วนน้อย(ที่ยั้งปากทัน) เพราะมันแสนหวั่นใจนักยามเห็นเนตรดุดันคมกริบเขม็งจ้องคล้ายไม่ชอบใจ

         ความจริงแล้วไม่ใช่ไม่ชอบใจอะไรหรอก มันรู้… นายเหนือหัวของมันใจดีต่อข้าไพร่บริวารจะตายไป ไม่ว่าจะภพชาติกาลไหนก็ตาม เพียงแต่ติดหน้าดุไปนิด ปากแข็งยิ้มยากไปหน่อย ทั้งยังชอบเผลอกดดันใครต่อใครด้วยความเย็นชาไปบ้างก็เท่านั้น
หากมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับสิ่งเหล่านั้น แน่นอนว่าหนึ่งในข้อยกเว้นนั้นคือพระโอรสอินทรชิต มันจำได้ว่าเมื่อกาลอดีตนายเหนือหัวแห่งมันมอบความเอ็นดูให้แก่พระโอรสองค์นี้มากเพียงไร

         ความโปรดปรานก็คล้ายจะยั้งอยู่ แม้ภพกาลนี้จะไร้ซึ่งความเกี่ยวพันใดต่อกัน

         “เอ่อ คือแบบนี้จะดีเหรอครับคุณทศพักตร์”

         เปาวนาหรี่ตามองนายเมธาสิทธิ์ที่ยังไม่เลิกใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อทั้งที่ก็ไม่มีเหงื่อให้เห็นแม้สักหยด ก่อนจะหยิบ‘เกราะเพชร’ส่งถึงมือนายที่กำลังสาละวนอยู่กับ‘ชุดทรง’บนเรือนกายสูงใหญ่แทบเทียบเท่ากับนายของมัน

         “เกราะเพชร เป็นเกราะประจำตระกูลพรหมชั้นสูง ต้องเป็นกษัตริย์หรือผู้มีศักดิ์เทียบเคียงเยี่ยงว่าที่กษัตริย์คนต่อไปเท่านั้น จึงจักมีสิทธิ์สวมใส่”สุ่มเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยประกอบหากกลับไม่ใช่เพื่อตอบความคณบดีเมธาสิทธิ์ แต่เอ่ยเพื่อพูดกับเขาราวกับจะ‘เน้นย้ำ’ให้ฟังโดยเฉพาะกระนั้น?

         เมฆนาทก้มลงมองเครื่องทรงสีเหลืองทองที่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดกล้าลองใส่ ซึ่งบัดนี้ได้ถูกสวมอยู่บนกายของเขา ช่างพอเหมาะพอเจาะนักจนน่าแปลกใจ เด็กหนุ่มเกร็งแทบทั้งตัวเมื่อพี่เลี้ยงจำเป็นกิตติมศักดิ์อย่างคุณทศพักตร์ลงทุนช่วยเขาสวมใส่ด้วยตัวเอง แม้มือซ้ายแลคล้ายจะไม่ค่อยสะดวกในการหยิบจับเสียเท่าไหร่ แต่ก็ยังอุตสาห์ยกเกราะขึ้นสวมให้เขาจนครบสิ้นกระบวนความ

         “แลเครื่องทรงแห่งกษัตราลงกานครนี้ เจ้าเหมาะสมที่จักสวมใส่มันที่สุด เมฆนาท”
และไม่ทราบด้วยเหตุใด เมฆนาทรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก หัวตาราวกับจะร้อนผ่าวขึ้นมาเมื่อยินชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาจากคุณทศพักตร์ผู้นี้

         “คุณจะบอกว่าผมไม่เหมาะที่จะใส่มันงั้นเหรอคุณทศพักตร์”กิจจาทนไม่ไหวอีกต่อไป ในห้องรับรองนี้ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าสอดขัดเลยสักคน งั้นขอเขาขัดเป็นคนแรก เรียกสติทุกคนหน่อยแล้วกัน ไม่ใช่เอาแต่ตามใจไอ้นายทุนบ้าบออะไรนี่จนยอมเออออห่อหมกกับมันไปเสียทุกอย่าง

         “บทถูกวางไว้แล้ว คนที่จะแสดงเป็นทศกัณฐ์คือผม ไม่ใช่ไอ้… ไม่ใช่เมฆ”หว่างคิ้วย่นยับกว่าเดิมด้วยแรงอารมณ์อันมาคุสุ่มอก กิจจาปรายตามองเกราะเพชรมากมูลค่าที่สวมอยู่บนตัวของรุ่นน้องก็ให้ไม่สบอารมณ์ยิ่งกว่าเดิม“ซ้อมก็เริ่มซ้อมกันไปแล้ว คุณจะมาเปลี่ยนคนแสดงกะทันหันแบบนี้ไม่ได้นะครับ ถึงจะเป็นสปอนเซอร์ใหญ่โตขนาดไหนก็เถอะ”

         อย่าลองดี!

         กิจจาสะดุ้งเฮือก มือที่กำลังจะแตะลงบนเกราะเพชรพลันชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างเหมือนแลเห็นบางสิ่งที่น่ากลัวจนชวนให้พรั่นพรึง ขาก้าวถอยเป็นพัลวัน หากไม่ทันที่ใครจะได้ตั้งตัวทันร่างสูงของกิจจาก็ล้มตึงลงนั่งเอกเขนกอยู่บนพื้นอย่างหมดท่า

         “กิจจา! เป็นอะไรไป?”ดอกอ้อรีบเข้าไปช่วยพยุงเพื่อนหนุ่ม แต่กลับถูกผลักไส

         กิจจาตาเบิกค้างเอาแต่จับจ้องไปยังร่างใหญ่ของทศพักตร์ไม่ลดละ ปากพึมพำบางสิ่งในลำคอจับไม่ได้ใจความ

         “อะไร ดอกอ้อ เพื่อนเป็นอะไร”เมธาสิทธิ์โพล่งถามอย่างตื่นตระหนก เหตุการณ์คล้ายจะชุลมุนขึ้นเมื่อกิจจาเอาแต่พูดกับตัวเองไม่หยุด แม้ธานินกับดอกอ้อจะช่วยกันเกลี้ยกล่อมก็ไร้ผลใด

         “ย…”

         มือยกขึ้นชี้หน้า ปากตะโกนก้องราวกับคนเสียสติ

         “ยักษ์! มันเป็นยักษ์ผี!”

         พรวดลุกขึ้นแล้ววิ่งตาลีตาเหลือกไปยังประตูห้องในจังหวะที่ไม่มีใครคาดถึง กิจจาเสียจังหวะล้มตึงลงอีกครั้ง เมื่อประตูห้องถูกคนด้านนอกผลักเปิดเข้ามา

         “ขอโทษนะครับ เป็นอะไรหรือเปล่า?”

         เมธาสิทธิ์กลืนน้ำลายลงคอดังเฮือกเมื่อเห็นบุรุษในชุดสุภาพสองคนเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มคนแรกย่อตัวลงสอบถามอาการกิจจาที่ยังร้องยักษ์ๆไม่หยุด ในขณะที่ชายหนุ่มทางด้านหลังนั้น

         “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าผมมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า?”

         พายุเข้าไต้ฝุ่นถล่มนายเมธาสิทธิ์ล่ะทีนี้…

         เป็นใครไปไม่เป็นเสีย ไฉนถึงได้เป็นท่านชายจักรกฤษณ์ที่มาอยู่ตรงนี้เล่า?!




         “มึงอยู่ไหนไอ้พิณ?”

         อัยการมือหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือแนบหู อีกมือมีหนังสือกับชีทเรียนที่เพิ่งได้มาจากวิชาเรียนก่อนหน้า เดินอาดเข้ามาในคณะที่ไม่ใช่ถิ่นฐานของตัวเอง หากไม่ใช่เพราะนภัสรพีหรือไอ้พิณเพื่อนที่เขานัดเจอดันมีเรียนต่อในเวลาบ่ายโมงตรง เขาคงเอาเอกสารการเรียนพวกนี้ไปเก็บก่อนที่รถ ไม่ต้องหนีบมาด้วยให้หนักมือแบบนี้

         ไม่น่าบ้าจี้เอารถไปจอดที่คณะนิเทศฯตามคำเป่าหูของไอ้เมฆมันเลยเชียว

         “กูอยู่นี่”คำตอบไม่ได้มาจากปลายสายโทรศัพท์ที่แนบหู กลับมาจากข้างหลัง พอหันไปมองถึงได้เห็นหน้าตี๋ๆของเพื่อนยิ้มแป้นประดับใบหน้าเป็นแป๊ะยิ้ม“โอ้โห ถึงกับหอบหิ้วตำราเรียนมาเลยเหรอครับท่านอัยการ เคร่งขรึมน่าดู”

         “ยังจะมาแซวกูอีก ใครวะเร่งให้กูรีบมาเพราะต้องขึ้นเรียนก่อนเวลา หือ”อัยการหรือกรรณตีสีหน้าหน่าย เก็บโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบกระดาษยับๆใบหนึ่งขึ้นมา ส่งให้เพื่อนต่างปีดู

         ที่ต่างปีเพราะนภัสรพีนั้นอยู่ปีสามแล้ว ในขณะที่กรรณเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายปีสอง เรื่องพบปะจนกลายมาเป็นเพื่อนต่างปีกันได้อย่างไรนั้นขอทบไว้เล่าย้อนความทีหลัง เพราะตอนนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจมากกว่าอยู่

         นภัสรพีรับกระดาษมาจากมือเพื่อน ไล่สายตาอ่านลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อยในกระดาษแผ่นน้อยแต่ยับยู่ยี่ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่น ไม่รู้ว่าแค่ขำเฉยๆหรือกำลังสะใจ

         “มึงว่ารู้จัก ก็รีบบอกมาว่าเป็นใคร ชื่ออะไร”นภัสรพีขำออกมาอีกหนึ่งคำรบ ไม่รู้ว่าเป็นเขาหรือตัวเพื่อนกรรณกันแน่ที่รีบ

         “เออ ไอ้รู้อ่ะรู้จักแน่ๆล่ะ เพราะรหัสนี้เป็นรหัสสายกูเอง”กรรณนึกใจชื้นขึ้นมาน้อยๆ เพราะอีหรอบนี้คงไม่ต้องปวดหัวควานหาตัวให้ยุ่งยาก

         “งั้นก็อย่ามัวอมพะนำ และห้าม ไม่ต้องคิดจะปิดบังเพื่อปกป้องน้องมึงเลย”เสียงเข้มหน้าขรึม นัยน์สื่อให้เพื่อนรู้ว่ากูโกรธจริงโมโหจัง อย่าริอาจคิดตุกติก

         “งั้นเอาเรื่องแรกก่อน น้องกูไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่มึงเข้าใจ”แสดงว่าเป็นผู้ชาย หึ ดีเหมือนกัน เจอหน้าพ่อจะได้ใส่ให้ยับไม่ต้องมาเกรงอกเกรงใจด้วยต่างเพศ“และที่สำคัญเลยนะ น้องกูคนเนี้ยน่ารักมาก น่ารักทั้งหน้าทั้งนิสัย กับรุ่นพี่นี่คุยสุภาพทุกคำ แต่สุภาพยังไงก็ไม่ใช่แบบในกระดาษนี้ว่ะ เรื่องจ๊ะจ๋าเป็นหมาหยอกไก่งี้กูไม่เคยเห็นมันพูดกับใคร อันนี้ละที่กูแปลกใจนิดหน่อย”

         “...”ไม่ตอบอีกแต่มองกดดันมาก สื่อให้เพื่อนรู้ถ้ามึงยังไม่เลิกพล่ามน้ำแล้วเข้าเนื้อเสียที กูจะเอาตำรากฎหมายนี่ทุ่มใส่หัว เอาให้คว่ำ

         “เออๆ เห็นแก่ความเป็นเพื่อนกูจะยอมบอกก็ได้ แต่มึงต้องรับปากก่อนว่าจะไม่ทำอะไรน้องกูในเชิงของการใช้กำลัง รู้อยู่ว่ามึงไม่มีนิสัยเอะอะออกหมัดเล่นงิ้ว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าเลือดมันขึ้นหน้าเอา กูเป็นห่วงหลานกูมันดูเป็นคนไม่ค่อยสู้คนเท่าไหร่”

         “หลาน?”

         กรรณเลิกคิ้ว พิณพยักหน้า

         “เออ มันเป็นหลานรหัสของกูเอง วันก่อนเพิ่งพาไปมอมเหล้ามา เมาเป็นหมาแต่ยังน่ารัก”

         ยิ้มได้หน้าตาโรคจิตมาก นี่คงไม่คิดกะเคลมหลานรหัสตัวเองหรอกมั้ง?

         “ไม่ๆ หยุดคิดเรื่องอกุศลเลยไอ้กรรณ กูแค่เอ็นดูแต่ไม่ได้คิดอยากดูเอ็นอะไรไอ้รักมันเว้ย อ้อ มันชื่อเล่นว่ารัก ชื่อจริงก็ลักษมัณ ส่วนตัวจริงอ่ะ โน่น! นั่งอยู่ใต้ตึกเรียนโน่น”พูดไม่พอชี้บอกทางด้วยกลัวเพื่อนไม่เห็น กรรณมองตาม เห็นแค่ข้างหลัง แต่หน้าไม่เห็นเพราะอีกฝ่ายนั้นหมอบนอนลำตัวท่อนบนราบขนาบไปกับพื้นโต๊ะ

         คว้ากระดาษเจ้าปัญหาในมือบอกลาไม่ลืมขอบใจเพื่อน หมุนกายเดินตรงดิ่งไปหา‘คู่กรณี’ มีเสียงตะโกนตามหลังว่าให้เพลาๆมือหน่อยจากนภัสรพี

         สรุปแล้วมันคิดว่าเขาจะทำอะไรน้องในคณะแต่เป็นหลานรหัสของมันกัน ในสายตาเพื่อนเขาดูเป็นคนหัวรุนแรงขนาดนั้นเลยหรือ?

         กรรณส่ายหน้าพลางถอนหายใจหันกลับไปมองเพื่อนก็เห็นมันวิ่งไปโบกไม้โบกมือเรียกรถราง ร้องตะโกนโหวกเหวกตลอดทางว่า

         “สายแล้วๆ กูสายแล้ว เชี่ยกรรณแม่ง”

         สรุปผิดที่กรรณ?

         หันกลับมาอีกที หลานรหัสไอ้พิณเคยนอนหมอบยังไงก็ยังคงอยู่ในท่านั้น

         “น้อง”บิ๊วเสียงเข้มเรียกข่มขวัญ

         ไม่ขยับ

         “น้อง”เพิ่มระดับเสียงขึ้นมาอีกนิด

         ก็ยังคงนิ่ง คิดในใจมึงตายแล้วเหรอ?

         “น้อง! รัก! ลักษมัณ!”

         มาให้หมดมาให้ครบคำเรียกขาน ที่อีกนิดจะขึ้นมึงขึ้นไอ้แล้วถ้ายังคงไม่รู้สึกตัว

         หัวดำๆขยับน้อยๆ พร้อมร่างกายที่ค่อยๆยืดขึ้น หมายถึงกลับมานั่งตรงไม่หมอบราบแก้วแล้ว นั่นล่ะเขาถึงได้เห็นหน้าค่าตาชัดเจนแจ่มแจ้ง

         “อ้าว!?”หน้ามึนตาปรือที่สงสัยว่าคงเพราะเพิ่งตื่น หรืออย่างไร? คนเด็กกว่ายกมือเกาหัวเหมือนกำลังนึก ไม่นานชั่วอึดใจเดียว“คุณพลเมืองดี? อ่า คราวนั้นขอโทษด้วยนะครับ พอดี… มันฉุกละหุกนิดหน่อยก็เลยลืมตอบที่คุณถามไปเลย”

         ย้ำอีกว่ากูถูกเมิน

         ใช่เลย ไอ้น้องรักหรือหลานรหัสนภัสรพีคือเด็กที่เกือบถูกรถชนเข้าให้เมื่อวันก่อน วันที่เขาทำดีไม่ขึ้นนั่นล่ะ เด็กที่ทำให้เขาถึงกับลืมทุกอย่างแล้วรีบพุ่งหลาวไปหาเพื่อช่วยเหลือ… อย่างงงๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะคนเจ็บช่วยกันเองเรียบร้อย แถมยังพากันเมิน ทำเหมือนกรรณนี้ไม่มีตัวตนกระนั้น

         “ทำไมเป็น เอ่อ ...น้องได้?”กรรณขมวดคิ้ว แต่ที่สงสัยยิ่งกว่าคนถามคือลักษมัณที่ยังคงมึนขี้ตา

         “ทำไมเป็นผม? อ่า ไม่รู้เหมือนกันครับ แล้วพี่ทักผมหรือเปล่า? เอ๊ะ หรือไม่ได้ทักผม แต่ก็ว่าผมได้ยินเสียงเรียกชื่ออยู่นะ”เห็นเรียกน้องเลยติ๊ต่างไปเรียบร้อยว่าคงจะเป็นรุ่นพี่ คุณพลเมืองดีเมื่อวันก่อนยืนนิ่ง เหลือบเห็นกองตำราที่อยู่ในแขนแล้วนึกสงสาร หนัก ต้องหนักแน่นอนเขามั่นใจ“ว่าแต่ว่า วางหนังสือเรียนก่อนไหมครับพี่ ท่าทางน่าจะหนักน่าดู”

         ตบโต๊ะหินอ่อนอย่างมีน้ำใจ กรรณเองก็ไม่ปล่อยให้รุ่นน้องต่างคณะต้องเสียน้ำใจที่อุตสาห์สละที่นอนเฉพาะกิจให้วางตำราเรียนลงดังตุบ เพิ่งรู้สึกว่าล้าแขนก็ตอนวางของลงนี่ล่ะ

         “นี่ของน้องหรือเปล่า?”รีบเข้าเรื่องทันที นึกสังหรณ์ใจแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก

         ลักษมัณมีสีหน้างงงวยอย่างเห็นได้ชัด รับกระดาษยับยู่มาจากรุ่นพี่พลเมืองดีที่ยังคงไม่รู้ชื่อ ก้มหน้าลงอ่าน สักพักถึงได้เงยขึ้นพยักหน้าหงึกหงัก

         “ใช่ครับ”

         “...”ได้รับคำยืนยันแทนที่จะ‘ใส่ยับ’ให้เหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก ตอนนี้กลับได้แต่ยืนนิ่งงัน ยิ่งจ้องดวงตาสีนิลเป็นประกายแวววาวเหมือนไข่มุก ...หมายถึงไข่มุกที่อยู่ในชานม วาวประกายชวนมองก็ให้ยิ่งนิ่งกว่าเดิมด้วยต้องอยู่ภวังค์

         ‘น่ารัก’ดังคำกล่าวของไอ้พิณไม่มีผิด แม้หน้าตาคมคร้ามติดดูไปทางเหล่อเหลาเสียมากกว่า ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำจำกัดความว่า‘น่ารัก’ที่เขาเคยเข้าใจเลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไม หากวันก่อนพิศดวงหน้านี้แล้วให้ความรู้สึกว่า‘ติดค้าง’ ซึ่งตอนนี้เองก็ยังคงรู้สึกแบบนั้นอยู่ แต่มีส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ‘คุ้นเคย’เหมือนเคยได้จดได้จ้องแบบนี้มานับแทบไม่ถ้วน

         แปลกจริงๆ

         “รหัสนักศึกษาที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นนี้น่ะเป็นรหัสของผมจริงๆ แต่ข้อความอื่นบนกระดาษไม่ใช่ผมที่เป็นคนเขียนนะครับ”ลักษมัณส่งกระดาษคืนให้รุ่นพี่พลเมืองดี ไม่รู้ว่าทำไมรหัสนักศึกษาของเขาถึงได้ไปปรากฏอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นได้

         อาจเป็นการแกล้งกันหรือไม่ก็ คนเขียนก็จะคงเขียนผิด

         กรรณที่หลุดออกจากภวังค์กำลังจะเอ่ยพูดบางอย่าง หากกลับถูกขัดด้วย…

         “รัก...จ๋าา~ พี่ลูกลมมาแล้ว...จ้าา~”

         ไม่รู้จะเว้นวรรคไปเพื่ออะไร?

         ไอ้ลิงลมเดินไปกระโดดไป ชนคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้วดังปั่ก แต่ยังไม่สนใจ ยิ้มกว้างขวางโชว์ฟันสวยให้ลักษมัณพร้อมกับยื่นแก้วน้ำปั่น

         “ปีโป้ยาคูลท์ปั่นตามบัญชา ส่วนอันนี้กล้วยปั่นของพี่ลูกลมที่น้องรักคนดีเลี้ยง อร่อยมาก ให้ชิมไหม?”

         ไม่ได้ดูสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า

         ส่วนกรรณนั้น มองสำรวจไอ้เด็กอะเลิทมารยาทติดลบที่เพิ่งมาใหม่แถมยังขัดจังหวะพูดของเขาได้อย่างน่ากระตุกเท้าใส่ ไฟติดพั่บขึ้นมาในทรวงอกเมื่อมันยังไม่แม้แต่จะหันมาขอโทษที่ชนเขา ลอยหน้าเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนไม่หยุดหย่อน ไม่มองแม้สิ่งรอบข้าง

         ยิ่งเห็นคราบน้ำสีเหลืองเปื้อนเป็นดวงตรงปกเสื้อนักศึกษาสีขาว ก็ให้ยิ่งทนไม่ได้

         “น้องครับ ที่‘บ้าน’ไม่ได้สอนเรื่อง‘มารยาท’หรือไงครับ?”

         “แล้วนี่กระดาษอะไรกันหว่า เอ… คุ้นๆ ไหนขอพี่ลมดูหน่อยนะจ๊ะน้องรัก”คว้าไว้ไม่ทัน ลิงลมสมกับเป็นลิงลมจริงๆ กระดาษลอยจากมือลักษมัณไปอยู่ในมือลูกลมเรียบร้อย

         บรรยากาศเริ่มมาคุขึ้นเรื่อยๆ ลักษมัณที่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติดังกล่าว หันมองใบหน้าเข้มในแบบฉบับหนุ่มไทยแท้ของรุ่นพี่พลเมืองดี คล้ายแลเห็นอีกฝ่ายขบฟันแน่นเสียจนสันกรามนูนขึ้น รีบสะกิดเตือนสติไอ้ลูกลมที่ยังไม่เลิกตั้งใจก้มหน้าก้มตาอ่านกระดาษแผ่นน้อย ปากดูดกล้วยปั่นจ๊วบไปพลาง

         “เอ้า! กูเขียนรหัสผิดนี่หว่า จากสองเป็นสามซะงั้น ถึงว่าไม่มีซินเดอเรลล่าที่ไหนมาแสดงตัวกับพี่ลูกลมสักที”หัวเราะเอิ้กอ้ากก่อนจะทำหน้าตกอกตกใจเพราะเพิ่งนึกได้“ทำไมจดหมายน้อยกลอยใจของพี่ลมถึงมาอยู่ที่น้องรักได้ล่ะ อ๊ะ! อย่าบอกนะไอ้รัก ว่าเจ้าของรถคันนั้นคือมึงน่ะ?”

         กระจ่างชัดในบัดดล

         “เจ้าของรถคันนั้นที่ว่าคือผมเอง”เสียงเข้มมาก

         “หื้ม?”ลูกลมหันหน้าขวับมองคนพูด ดวงตาสีลูกตาลกะพริบปริบๆ“อ้าว เหรอ?”

         ไอ้เด็กไร้มารยาทนี่!

         มือใหญ่คว้าคอเสื้อนักศึกษาของไอ้เด็กที่กวนส้นเท้าเขาให้นึกอยากกระตุกใส่ทันที ท่ามกลางเสียงกรีดร้องจากนักศึกษาที่เห็นเหตุการณ์ ไทยเริ่มเข้ามามุง แต่ยังคงมุงอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ขณะคนกลางอย่างลักษมัณรีบวางแก้วน้ำปั่นลง เข้าไกล่เกลี่ย

         “พี่ครับ เอ่อ ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก่อนนะครับ”

         “น้องรักไม่เกี่ยว เรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่กับ...มัน”

         “ฮะแหม่ๆ ความสองมาตรฐานนี้นี่นะ”ลูกลมลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม คิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อย สีหน้ากวนตีนไม่เกรงใจใครมาก
ลักษมัณถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ไอ้เพื่อนใหม่เอ๋ย ทำไมมึงมันจอมหาเรื่องงี้นะ

         “ไอ้ลูกลม…”

         “ไม่ต้องไอ้รัก”ยกมือห้ามเพื่อนราวปางห้ามญาติก่อนเอียงคอจ้องคนที่กำคอเสื้อเขาไว้เสียแน่น“พี่จะเอายังไงก็ว่ามาเลยดีกว่า หรือจะมาเรียกค่าซ่อมรถ? บอกเลขบัญชีมาสิ เดี๋ยวจะให้พี่ชะ...”

         ผัวะ!

         ชิบหายแล้วทีนี้

         ลักษมัณเบิกตากว้าง ขณะที่ลูกลมหน้าคว่ำเพราะถูกหมัดหนักผัวะซัดเข้าให้เต็มๆ

         “ตอนแรกกูไม่ได้โกรธมึงเท่าไรแค่อยากได้คำขอโทษที่มาจากใจ ก็พอจะจบเรื่องนี้ให้ได้ แต่ตอนนี้… กูเปลี่ยนใจ!”

         ผัวะ!

         ไอ้ลูกลมยอมความเขาที่ไหน ลุกขึ้นตั้งหลักได้ก็ซัดหมัดกลับไปทันใด เพียงแต่อีกฝ่ายไม่ได้หน้าคว่ำแค่หน้าหัน แต่ก็ได้เลือดแดงฉานประดับปากไม่ต่างกัน

         “ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังป่ะวะ! คนอย่างมึงน่ะ กูไอ้ลูกลมไม่ขอโทษให้เสียปากหรอกเว้ย”

         “มึงว่ายังไงนะ ไอ้เด็กเปรต!”

         “จะเอาก็เอาสิวะ!”ถลกแขนเสื้อเตรียมเข้านัวเต็มที่

         ปี๊ด!

         “หยุด! นักศึกษาตรงนั้นน่ะ! ทำอะไรกัน!”

         อนิจจาลักษมัณแค่นั่งรอพี่ทศใต้ตึกคณะเฉยๆ จู่ๆไอ้ลูกลมที่บอกว่าจะอยู่รอพี่ชายมารับเหมือนกันก็หาเรื่องมาให้
เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะบานปลายหากเจรจาพาทีกันดีๆ และคงลงเอยด้วยดีไปแล้วหากคนคนนั้นไม่ใช่ไอ้ลูกลมที่ลักษมัณก็ยังไม่รู้จักมักจี่ดีนัก แต่รู้แน่แก่อกอยู่อย่างคือมันกวนตีนมากและพร้อมจะเรียกตีนเข้าหาตัวเสมอ

         เรื่องราวกลับกลายเป็นลุกลามใหญ่โตราวกับไฟโหมทุ่ง เมื่อรุ่นพี่พลเมืองดีตบะแตกเข้า ไอ้ลูกลมก็เป็นเสมือนชนวนพัดพาให้ไฟยิ่งกระพือโหมหนักเข้าไปใหญ่ เรียกทั้งนักศึกษามุงและสำคัญคือเรียกอาจารย์ประจำคณะวิ่งหอบแฮ่กมาพร้อมกับซิเคียวริตี้

         นี่สิที่เรียกว่า‘ซวย’ของจริง

         ทอดถอนใจ กรรมอันใดของลักษมัณกันล่ะหนอ?




         “ท่านชายราม…”นายเมธาสิทธิ์เอ่ยเรียกนามผู้มาใหม่ด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ก่อนรีบกุลีกุจอเข้ารับหน้าแขกกิตติมศักดิ์อีกคนทันที

         “จะเป็นอย่างนั้นได้ไปยังไงล่ะกระหม่อม”เหลือบมองลูกศิษย์ที่อยู่กับพรตคนติดตามของท่านชายก็ให้หน้าซีดหน้าเซียวยิ่งกว่าเดิม เมื่อเด็กนั่นยังไม่เลิกพร่ำเรียกยักษ์ๆผีๆอยู่นั่น

         “บอกแล้วยังไงล่ะครับ ว่าไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์หรอก แต่ก่อนเคยคุยกับผมยังไง ตอนนี้ก็อย่าให้แตกต่างเลย”ท่านชายรามทรงสรวลเผยยิ้มอ่อนโยนขับพระพักตร์ให้แลหล่อเหลาราวตัวพระในวรรณคดีก็ไม่ปาน

         สูงส่งเกินกว่าผู้ใดจะกล้าอาจเอื้อม

         ทรงทอดเนตรไล่มอง ก่อนจะหยุดลงที่นักศึกษาหนุ่มหน้าตาคมคร้ามในชุดที่ดูแปลกตากว่าทุกคนในห้องด้วยไม่ใช่เสื้อผ้านักศึกษาดังที่ควรเป็น พลันเข้าพระทัยว่าคงเป็นหนึ่งในชุดที่จะใช้ขึ้นแสดงล่ะมัง?

         “เป็นชุดที่งาม เหมาะสมดี”

         เมฆนาทยกมือขึ้นไหว้ผู้ทรงศักดิ์กว่า สีหน้าเก้กังท่าทางเก้งก้างทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่

         แววพระเนตรเมตตาพลางสรวลเล็กน้อย “ทำตัวตามสบายเถอะ เข้าใจว่าคงจะไม่ถนัดกัน”

         “ไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์กับองค์ท่านก็ได้ครับ ท่านทรงอนุญาต ขอแค่เป็นคำพูดสุภาพก็พอ”พรตเอ่ยอธิบายขยายความให้ทุกคนในห้องได้ผ่อนคลายความเครียดเกร็งลง มือยังคงลูบหลังปลอบเด็กนักศึกษาที่นั่งเอกเขนกไร้ท่าแผ่วเบา ในขณะที่กิจจาเองก็ดูจะสงบลงบ้าง

         บางสิ่งบางอย่างสามารถอะลุ้มอล่วยให้กันได้ แต่ยังต้องตั้งอยู่ในความเหมาะสมและความสมควร ในที่นี้หากท่านชายทรงอนุญาตแล้วก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไร

         พระเนตรพิศทอดไปยังคนสุดท้ายที่ยังคงนิ่งเงียบ เมธาสิทธิ์มองตาม รีบยิ้มแย้มเอ่ยแนะนำในทันที

         “ท่านชายครับ นี่คุณทศพักตร์ เป็นผู้สนับสนุนหลักของเรา คุณทศพักตร์ครับ ท่านนี้คือ…”

         “ราม ไม่สิ ท่านชายจักรกฤษณ์ ยินดีที่ได้พบอีกครั้งครับ”

         เมธาสิทธิ์ชะงักปากพะงาบตาเบิกโต ขณะที่ท่านชายรามเพียงเลิกขนงเล็กน้อยเท่านั้น หากทรงไม่คิดติดพระทัย

         “จำไม่ได้ว่าเคยพบกันมาก่อน ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ คุณทศพักตร์”

         “หาไม่ได้ครับ งานสังคมคนย่อมมากหน้าหลายตา เป็นธรรมดาที่ต่างฝ่ายอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นกัน”กายสูงใหญ่ก้าวเท้าขึ้นเผชิญหน้า แม้จะยกยิ้มน้อยๆ ทว่ากลับเป็นยิ้มที่เพียงเป็น‘มารยาท’เท่านั้น

         แปลกจริง ทั้งสีของดวงตา ทั้งความรู้สึกที่ทรงสัมผัสได้จากคนผู้นี้ ล้วนพาให้พระอารมณ์ขมุกขมัวยิ่งนัก

         ทศพักตร์ …งั้นหรือ?

         “บังเอิญจังนะครับ ชื่อของคุณหากผมจำไม่ผิด คงจะเป็นหนึ่งในสรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวทศกัณฐ์?”

         ทศพักตร์หัวเราะเบาๆ นัยน์ตาวาวแสงแดงฉาน หากเพียงชั่วประเดี๋ยวกลับคืนกลับเรียบเฉยเฉกเดิม

         “นามของท่านชายเองก็เช่นกัน รามที่มาจากพระราม หากว่ากันตามท้องเรื่องรามเกียรติ์แล้วล่ะก็ เห็นทีผมกับท่านชายคงจะต้องอยู่คนละฝักคนละฝ่าย …เป็น‘ศัตรู’ซึ่งกัน

         “มากรักหลากใจ แย่งคนรักช่วงชิงภรรยาของคนอื่นอย่างผู้ไร้ซึ่งอารยะแบบนั้น ผมไม่คิดว่านั่นจะใช่อุปนิสัยของคุณ และเพราะแบบนั้นจึงไม่อาจนับว่า‘รามอย่างผม’กับ‘ทศอย่างคุณ’ จะเป็นศัตรูกันได้”

         “ก็ไม่แน่หรอกครับ ‘เรื่องเล่า’กับ‘เรื่องราว’ บางทีอาจมีที่แตกต่างกัน”

         พระขนงมุ่นขมวดเล็กน้อย พิศทอดเนตรสบนัยน์ตา ก็ให้ยิ่งไม่ชอบพระทัยคล้ายจะทรงไม่ถูกชะตาด้วยอย่างไรบอกไม่ถูก

         ทศกัณฐ์เป็นศัตรูกับพระราม…

         แล้ว'ทศพักตร์'ผู้นี้เล่า จะเป็นมิตรหรือศัตรูสำหรับองค์?


(ตอน ๑๐ รีพลายล่างจะม่ะค่ะ)

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0

         ตอนที่ ๑๐

         “จริงสิครับ ผมได้ยินมาว่าปีนี้คณะนิเทศฯจะจัดการแสดงโขนหรือครับ?”ทรงหันพักตร์ไปสอบถามนายเมธาสิทธิ์ที่ยืนหน้าซีดหน้าเซียวด้วยไม่กล้าขัดบทสนทนาที่ฟังดูแล้วให้รู้สึกแปลกพิกลระหว่างแขกกิตติมศักดิ์ทั้งสอง

         “ค ครับท่านชาย แทรกความแปลกใหม่บ้างของเดิมคนคงเบื่อกันแย่แล้วล่ะครับ ฮ่ะๆ”เมธาสิทธิ์ยิ้มแห้ง

         “คงจะไม่ว่าอะไรนะครับ”ทรงหันกลับมาตรัสถามผู้ที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์“หากผมจะขอชมชุดที่ใช้ในการแสดงเสียหน่อย”

         “ยินดีครับ แต่น่าเสียดายที่ผมคงต้องขอตัวก่อน พอดีมีธุระด่วนเข้ามา หวังว่าท่านชายจะทรงไม่ถือสานะครับ”

         ทันทอดเนตรเห็นอีกฝ่ายเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกง ทรงละสายเนตรขึ้นพิศแต้มรอยยิ้มสุภาพ

         “ไม่เป็นไรครับ หวังว่าโอกาสหน้า เราคงมีเวลาได้สนทนากันใหม่”นัยน์เนตรกลับลุ่มลึกไร้รู้สึกดังว่าทอดเนตรมองตามคนที่เร่งร้อนรุดออกไป ก่อนไม่ให้ความสนพระทัยใดอีก

         “พรต นักศึกษาคนนั้นเป็นอะไรไหม?”ทรงตรัสถามคนสนิท กิจจาที่ได้สติรีบกุลีกุจอลุกขึ้นยืนแล้วก้มศีรษะให้ผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าด้วยความนอบน้อมทันที

         “ผม มะ ไม่เป็นอะไรครับ ขอบพระคุณที่ท่านชายทรงห่วงใยนะครับ”

         “เอ่อ ท่านชายราม ชุดที่เมฆนาทสวมอยู่นี้เป็นชุดทรงรบของทศกัณฐ์ครับ”พูดพลางจับตัวเมฆนาทให้หมุน ..ขณะคนถูกจับหมุนนึกหน่ายใจ

         คิดว่าตัวเองเป็นเซลล์กำลังขายสินค้าให้ลูกค้าหรืออย่างไร?

         “ส่วนชุดของตัวละครอื่น เชิญทางนี้ครับท่านชาย”เดินนำขบวนอันประกอบไปด้วยแขกกิตติมศักดิ์คนใหม่อย่างท่านชายราม พรตผู้ติดตามท่านชาย ธานิน ดอกอ้อ กิจจาที่ยังคงมีสีหน้าหวาดระแวง และเมฆนาทที่จำต้องลากขาเดินตามอย่างช่วยไม่ได้

         เข้ามาอีกห้องหนึ่งข้างกันกับห้องรับรองซึ่งจัดไว้เพื่อเก็บชุดรวมถึงเครื่องประดับมีค่าที่ใช้สำหรับการแสดงโดยเฉพาะ นอกจากต้องใส่รหัสยืนยันแล้ว ยังต้องสแกนลายนิ้วมือประกอบกัน เป็นหนึ่งในระบบรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย ทุกห้องที่มีของมีค่าเก็บรักษา และจะเข้าได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตของคณะนั้นๆเท่านั้น

         ภายในห้องพักชุด ทุกชุดทุกเครื่องทรงล้วนถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดีอยู่ในตู้กระจกนิรภัย เครื่องประดับถูกวางจัดเรียงไว้ในตู้เล็กกว่าข้างกัน ล้วนเข้าชุดเป็นชุดๆไป มองดูแล้วก็ให้รู้สึกราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมก็ไม่ปาน

         “ชุดแรกนี้เป็นชุดของ‘หนุมาน’ครับ”

         ส่วนมากแล้วตัวละครโขนจะสวมเสื้อตามสีประจำตัวในเรื่อง ซึ่งตามเนื้อเรื่องแล้วนั้นหนุมานมีกายสีขาวเสื้อจึงเป็นสีขาว ตัวเสื้อใช้ดิ้นทองและเลื่อมปักทำเป็นเส้นขด อนุมานว่าเป็นขน แต่งตัวยืนเครื่องหากแต่ไม่มีอินทรธนู นุ่งผ้าแต่ไม่จีบโจงหางหงส์ มีผ้าปิดท้ายห้อยเอวลงจากด้านหลังและมีหางห้อยอยู่ข้างใต้ ตู้ข้างกันนั้นเป็นเครื่องประดับ เด่นสะดุดตาด้วยแสงที่ตกกระทบลง อันคือ‘ตรีศูล’อาวุธคู่ใจคู่กายของหนุมานนั้นไซร้

         เดินต่อไปอีกหน่อยมีอีกหนึ่งตู้สูงตั้งอยู่ หากท่านชายรามให้คล้ายชะงักงันไป ดวงเนตรพิศชุดตระการตาผิดแผกจากชุดของหนุมานเมื่อครู่ลิบ

         “ส่วนชุดนี้เป็นชุดทรงของ‘พระลักษมณ์’ครับ”

         ในดวงฤทัยคับคล้ายถูกบางสิ่งกรีดลึกสร้างความปวดแปลบปนความโศกาเข้ามาถาโถมองค์ ท่านชายรามทรงดำเนินไปยังหน้าตู้ใสราวกับต้องมนต์ ทรงยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นเหนือแผ่นกระจกบางที่ขวางกั้นระหว่างองค์ไว้


         น้ำทิพย์องค์ท้าวเทเวศร์ถวาย           บุปผาปรุงโปรยปรายหอมหวาน
         สุคนธาธารทิพย์สุมามาลย์              สนับเพลาแก้วกาญจน์เป็นเชิงงอน
         ภูษาคู่อมรินทร์ทรง                         เครือหงส์คาบช่อเกสร
         ชายแครงเครื่องทิพย์อลงกรณ์          ชายไหวอรชรทับทิมพราย
         ตามทิศทับทรวงเฟื่องห้อย               สอดสร้อยสังวาลสามสาย
         ทรงกรรูปวาสุกรีกลาย                    พาหุรัดพลอยรายธำมรงค์
         ทรงมหามงกุฎทิพมาศ                    งามวิลาสดั่งท้าวครรไลหงส์
         พระหัตถ์จับพระแสงศรทรง             เสด็จมาลาองค์พระสี่กรฯ

                                                                  รามเกียรติ์พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑


         “กลับสู่พลับเพลาของเรา”

         “ก กระหม่อม?”นายเมธาสิทธิ์พร้อมลูกศิษย์ลูกหาตาดำๆอีกสามคนหันมองหน้ากัน ส่วนเมฆนาทกับพรตนั้นเพียงยืนนิ่งไร้ปฏิกิริยาใด

         เมฆนาทนั้นไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเมื่อไรตนจะได้เปลี่ยนชุดกลับ ขณะที่พรตนั้นไม่กล้าขัดแม้จะไม่เข้าใจพอกันกับคนอื่นๆ

         “เอ่อ ท่านชายราม…ครับ?”เมธาสิทธิ์ทำใจกล้าขยับเข้าใกล้แล้วกระซิบเรียก หากกลับต้องสะดุ้งโหยงเมื่อท่านชายผู้ที่มักจะมีสีพักตร์อ่อนโยนเสมอตวัดเนตรคมหันมาเขม็งจ้อง “ค คือ”

         “เราไปที่ชุดต่อไปกันเลยไหมครับ?”เมฆนาทก้าวขาเข้าใกล้กะช่วยกู้สถานการณ์ให้

         ทว่าดั่งทรงทอดเนตรแลคล้ายเห็นผู้ที่ตนแสนชิงชัง

         เครื่องทรงสีทองแลเกราะเพชรนั่น…“อย่าเข้ามา!”

         ชะงักงันทั้งห้องไม่เว้นแม้แต่คนสนิทอย่างพรตที่ไม่เคยเห็นท่านชายเป็นเช่นนี้มาก่อน พระหัตถ์ยกขึ้นกุมนลาฎ(หน้าผาก) ทรงให้ปวดเศียรนักเสียจนแทบทานทนไม่ไหว

         “พรต”

         “กระหม่อมอยู่นี่ ทรงประสงค์สิ่งใดโปรดตรัส”พรตรีบเข้าพยุงเมื่อแลเห็นทีท่าผู้เป็นนายไม่ค่อยดี และเมื่อสัมผัสเข้ากับหัตถ์เย็นเฉียบก็ให้ตื่นตระหนกในทันใด

         “ไปหา…”หอบหายใจ พักตร์ซีดเซียวคล้ายทรงละเมอ“ไปหาลักษมัณ”

         “กระหม่อม”พรตรับคำพร้อมเอ่ยลาเมธาสิทธิ์ที่ยังตกใจไม่หายทันที ประคองผู้เป็นนายดำเนินออกจากห้องท่ามกลางสายตาสงสัยทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยคำ




         ลักษมัณที่เพิ่งเดินออกจากห้ององค์การนิสิตได้ไม่กี่ก้าวดีพลันชะงักหยุดแทบทันที เมื่อแลเห็นร่างสูงใหญ่อันแสนคุ้นตาของใครบางคนยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าพอดี แปลกใจเพราะไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะมาอยู่ตรงหน้าในเวลานี้

         “พี่ …ทศ?”

         “เจ้าลักษมณ์”

         เพราะใช้เวลาอยู่ในห้ององค์การนานกว่าที่คิด บอกตามตรงว่าเขานึกว่าวันนี้จะไม่ได้เจอกับพี่ทศเสียแล้ว ดังนั้นจึงอดตกใจไม่ได้

         รวมถึงให้ทำอย่างไรก็กดความรู้สึกพองฟูในอกนี้ไม่ลง

         สองสายตาสบประสาน เป็นอีกครั้งแล้วที่ถูกเรียกขานแบบนั้น จะยังไงก็ไม่ชินเสียที มันจั๊กจี้หัวใจคันยุบยิบเอาเหลือเกิน  แถมยังประดักประเดิดอย่างบอกไม่ถูกกับนัยน์ตาที่สื่อให้เห็นถึงความห่วงใยคู่นั้น

         แต่ว่า‘ห่วง’ด้วยเรื่องใดนั้นลักษมัณเองก็จนจะเข้าใจ

         เผลอทำหน้างง ขณะอ้าปากกำลังจะเอ่ยถามความ

         “โอ๊ย พี่แสง หยุดตีได้แล้ว ลมเจ็บนะจ๊ะ …เว้ย โอ้ย หยุดเดินทำไมวะไอ้รัก!”ไอ้ลิงลมที่เดินกุมแก้มตุ่ยๆตามหลังมาติดๆ เพราะมัวแต่หันหน้าไปโวยวาย จะจ๊ะก็ไม่จ๊ะจะเว้ยก็ไม่เว้ยใส่พี่ชาย ไม่ได้ดูทิศดูทางข้างหน้าว่ามีอุปสรรคการเดินใดขวางอยู่ไหม สุดท้ายหันหน้ามามองทางอีกทีก็อกทิ่มโป๊กเข้ากลางหลังเพื่อนรักเต็มๆ

         “น้องลมเดินไม่ดูทางเอง อย่าไปว่าเพื่อนสิ”ตบผัวะเข้าให้เต็มรักณ.กลางกระหม่อมน้อง ลิงลมโอดครวญโหยหวนสุดเว่อร์วัง สักพักก็ปิดปากเงียบฉับเมื่อฝ่ามือของพี่ชายง้างขึ้นคล้ายเตรียมหวดลงอีกครั้ง ถ้า‘น้องลม’ยังทำตัวชวนหนวกหูไม่เลิก

         เป็นความโหดร้ายผสมเอ็นดูแบบแปลกๆภายในครอบครัวที่ลักษมัณชักจะเริ่มชินตา ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในห้ององค์การนิสิตก็เป็นแบบนี้เช่นกัน

         เรื่องราวจบลงง่ายดายกว่าที่คิดเมื่อพันแสงหรือพี่แสงพี่ชายของลูกลมปรากฏตัวขึ้น รุ่นพี่พลเมืองดี ที่ตอนนี้รู้แล้วว่าชื่อกรรณเองก็ไม่ติดใจถือสาหาความหลังจากพี่แสงบังคับให้ไอ้ลูกลมนั่งพับเพียบพร้อมยกมือกระพุ่มเป็นดอกบัวสวยงาม เปล่า…ไม่ได้ถึงกับกราบเพียงให้ไหว้ขอโทษผู้อาวุโสกว่าที่ก่อเรื่องเท่านั้น พร้อมกับรับปากว่าจะรับผิดชอบแน่นอน

         โปรดวางใจ

         เจ้าทุกข์จะวางใจหรือไม่ลักษมัณไม่รู้ พี่พันแสงเองก็ไม่น่าจะรู้เช่นกัน ส่วนไอ้ลิงลมนั้นหลังไหว้เสร็จยังแอบเห็นมันทำปากบึนลับหลังพี่ชายอยู่เลย นี่คงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคู่กรณีของตัวเองจะว่าอย่างไร

         คู่กรณีสองคนโดนทำทัณฑ์บนกันไปตามระเบียบด้วยเป็นครั้งแรกที่ก่อเรื่อง ทั้งยังยอมความกันเรียบร้อย …รึเปล่า? บางทีอาจมีภาคสองต่อก็เป็นได้เหมือนกัน

         พี่กรรณน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ตัวปัญหาฝั่งเขานี่สิ

         ลูกลมมือหนึ่งกุมแก้มตุ่ยอีกมือวางแหมะลงบนไหล่เพื่อน เยี่ยมหน้ามองเพื่อนรักที มองคนที่จ้องเพื่อนรักตาไม่กะพริบที ก่อนเผยรอยยิ้มซุกซนในทันใด

         “ฮะแหม่~ คนนี้สินะ…”หันไปตะปบปากแทบไม่ทัน ยังไม่วาย“อี๊อึงอิ๊มอ่อนอ่านอ่ะ!”

         ภาษาลิงต่างด้าวที่ลักษมัณพยายามจะไม่เข้าใจ แต่ดันเข้าใจ…

         พันแสงถอนหายใจแล้วคว้าคอน้องชายลากเข้าหาตัว

         “ขอโทษด้วยนะครับน้องรัก ที่ไอ้เจ้าน้องตัวแสบของพี่มันหาเรื่องหาราวมาให้ โชคยังดีที่พี่มาถึงเร็ว ไม่อย่างนั้นล่ะก็เรื่องคงได้บานปลายไปกันใหญ่ หือไอ้น้องลม ดีนะที่ไอ้คาปูมันร้องเจี๊ยกเตือนว่าลูกพี่มันกำลังมีปัญหาพอดีน่ะ”

         ประโยคแรกพูดกับลักษมัณ ส่วนประโยคห้อยหลังหันพูดกับน้องชายพร้อมขย้ำหัวฟูๆ ให้ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงยิ่งกว่าเดิม

         “ไม่เป็นไรครับพี่แสง พี่คงต้องเหนื่อยมากแน่ๆ”เหลือบมองไอ้ลิงลมที่ดิ้นอยู่ใต้รักแร้พี่ชายคล้ายต้องการจะประท้วง ก่อนหันกลับไปมองร่างใหญ่ที่เอาแต่ยืนมองเขาเงียบๆอีกครั้ง“พี่ทศมาได้ยังไงครับ?”ก่อนร้องอ้อเมื่อนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองได้แชร์โลเคชั่นไปด้วย

         ทศพักตร์เหลือบตาไปมองเด็กหัวฟูตัวสูงโย่งพอๆกันกับเจ้าลักษมณ์ของเขา มุมปากล่างด้านซ้ายของอีกฝ่ายช้ำ แก้มเริ่มบวม พลันประติประต่อเรื่องราวเข้ากับบทสนทนาก่อนหน้าที่ได้รับฟัง ก็ให้กระจ่างแจ้ง

         ชั่วขณะเดียวกันนั้น ลูกลมมองสบเข้ากับดวงตาคมดุสีแปลกผิดแผกมนุษย์มนาทั่วไป ทั้งยังแลดูดุดันทรงอำนาจอย่างน่าพิศวง คุ้นๆบอกไม่ถูก ตาแบบนี้ช่างเหมือนกับ… ทั่วทั้งสรรพางค์พลันแข็งค้างในทันใด หยาดโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในกายให้ร้อนระอุเดือดพล่านขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ยิ่งกว่าตอนเจอไอ้กรรณหูดำนรกแตกนั่นเสียอีก

         “นี่! ไอ้รัก! อุบ”ปากถูกปิดอีกครั้งด้วยฝ่ามือใหญ่ของผู้เป็นพี่ชาย

         พันแสงยิ้มเป็นมิตรทั้งที่ภายในอกชักเริ่มรู้สึกอึดอัดกับสายตากดดันคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก

         “น้องรัก งั้นเดี๋ยวพี่ขอพาน้องลมกลับก่อนแล้วกันนะครับ ลิงที่บ้านรอให้อาหารอยู่ป่านนี้คงใกล้อาละวาดเต็มที แล้วก็ขอบคุณที่น้องรักช่วยอยู่เป็นพยานให้น้องลมนะครับ ...ถึงแม้เรื่องนี้ไอ้น้องลมของพี่มันจะผิดเต็มประตูที่ไปกวนตีนเขาก่อนจนโดนซัดหมัดใส่ก็ตามเถอะ”

         “ไม่เป็นไรครับพี่แสง ไอ้ลิงลม กลับบ้านไปก็อย่าลืมสำนึกผิดด้วยล่ะ ดีแค่ไหนแล้วที่พี่กรรณเขาไม่เอาเรื่องเข้าน่ะ”ยิ้มกลับให้คนพี่ ...ทำหน้าดุใส่คนน้อง

         ลูกลมอยากพูดแต่พันแสงไม่ปล่อยโอกาสให้น้องได้พูด เขาส่งยิ้มสุภาพพร้อมโค้งตัวเล็กน้อยให้กับชายที่ยืนปักหลั่นอยู่ข้างกายเพื่อนน้องชายไม่ยอมขยับห่าง แม้จะได้รับเพียงสายตาคมกริบดังมีดแหลมคมฉึกกลับมาก็ตาม

         “พี่แสง! พี่ปล่อยไอ้รักให้อยู่กับ‘มัน’ได้ยังไง! นั่น‘มัน’นะ ไอ้ยักษ์…”ลูกลมโวยวายทันทีที่โดนพี่ชายลากมาไกลพอจนพ้นรัศมี หากยังไม่ทันโวยจบประโยคดีก็ถูกพี่ชายคนดีตวัดตามองดุเข้าเสียก่อน

         งับปากฉับแทบไม่ทัน

         “อย่าไปยุ่งไม่เข้าท่านะลม”พันแสงเอ็ดเสียงดุ สีหน้าขรึมเข้มเข้าโหมดจริงจังที่ลูกลมไม่กล้าหือ“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องของพวกเขา อย่าเข้าไปยุ่ง”

         “พี่จะบอกว่าลมเสือก แค่กๆ ไม่นะ อย่าผัวะน้องเจ็บ”ยกมือกำบังกำปั้นพี่ทันทีที่เห็นพี่ชายกำลังจะง้างมือ เอะอะง้างเอะอะง้าง เผลอไม่ได้ง้างตลอด เฮ้อ! ทำไมถึงได้เสพติดความรุนแรงจังเลยว้า

         หากว่ากันตามตรง อันที่จริงก็คงเป็นกันทั้งครอบครัวนั่นล่ะนะ

         “ลม”หันมองน้องชาย ยกมือลูบผมที่ฟูไม่เป็นทรงจนเริ่มเข้าที่เข้าทางกลับมาเป็นผู้เป็นคนใหม่อีกครั้ง“เรื่องคราวนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับเราแล้ว แม้จะมี‘พร’ใดติดตัว แต่กับ‘คนคนนั้น’ที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย พรดีแค่ไหนก็คงไร้ผล”

         “…”ทำหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ความจริงแล้วลูกลมไม่เข้าใจอะไรเลยแม้สักกระผีกริ้น

         “พี่ห้ามเด็ดขาดเลยนะลม ไม่ให้ลมเข้าไปยุ่ง”

         “แต่ว่า…รัก”ยังคงอิดออดด้วยนึกเป็นห่วงเพื่อนคนใหม่ขึ้นมา

         “หากไร้ซึ่งใจปฏิพัทธ์ มีหรือเขาจะตามหากันจนเจอ”

         “...”คราวนี้เงียบด้วยจนคำพูด แต่ถึงอย่างไรก็ไม่คิดว่ามันถูกต้องอยู่ดี

         พันแสงถอนหายใจ เกี่ยวคอน้องชายพากันเดินไป

         “บางทีสิ่งที่พวกเขาคั่งค้างต่อกันมาเนิ่นนาน อาจถึงคราวต้องสะสาง ...และคงใกล้สิ้นสุดลงเต็มทีแล้วล่ะ”

         ลูกลมถอนหายใจตาม พลางคิด...

         ที่พี่พูดออกมา น้องลมไม่เข้าใจแม้สักวลีเดียวเลย เฮ้อ!




         “ความจริงผมก็ผิดด้วยล่ะที่ส่งข้อความไปไม่ครบความ เลยทำให้พี่ทศเข้าใจผิด แต่ตอนนั้นรีบจริงๆครับ ส่งเสร็จไม่ทันได้ตรวจดูด้วยซ้ำก็ถูกอาจารย์เรียกเข้าห้องแล้ว”

         ลักษมัณเอ่ยอธิบาย ขยายความว่าเขาไม่ได้ถูกเพื่อนต่อยดั่งที่อีกฝ่ายเข้าใจในคราแรก แต่เป็นเพื่อนของเขาต่างหากที่ไปซัดกับคนอื่นเสียจนกลายเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากพากันเดินเคียงไหล่เงียบๆมาจนถึงหน้าตึกคณะ

         “ไม่เป็นไร เป็นพี่ทศผู้นี้ที่ผิดเอง”

         ลักษมัณยกสองมือกำลังจะส่ายในอากาศปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดพี่ อีกฝ่ายกลับพูดต่อจนจบประโยคเสียก่อน

         “ผิดที่พี่เป็นห่วงเจ้าลักษมณ์มากเกินไป”

         ชะงักมือค้างหน้าค้าง ทำตัวไม่ถูกทันที

         สังเกตเห็นริ้วแดงแต้มจางๆบนแก้มเนียน ทศพักตร์ก็ให้ยิ้มกระหยิ่มในใจ แต่ภายนอกนั้นไซร้กลับระบายยิ้มเพียงบางคล้ายไม่ได้ยิ้มเหมือนเคย ดวงตาอ่อนแสงลงทอดมองคนที่เดินอยู่เคียงกัน

         “แต่ก็ดีแล้วล่ะที่เจ้าลักษมณ์ไม่เป็นอะไร”

         เจ้าลักษมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ พอเห็นเขาไม่ท้วงก็เรียกไม่ยอมหยุดเลยทีนี้

         “เอ่อ แล้วนี่พี่ทศมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”หยุดยืนคุยกันใต้ต้นชงโค อันเป็นต้นไม้ประจำคณะ อากาศกำลังดีเชียว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนใช้ได้

         “ธุระน่ะมีแต่เรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่ที่ไม่ใช่ธุระ”

         เคลื่อนกายเข้าหา มองสบนัยน์ตาสีนิลวาวแววพราวระยับ

         “แต่อยากมาหา”

         คนเด็กกว่าแสร้งหัวเราะเสียงแผ่วหวิว หันมองต้นหญ้าใบไม้ ยกเว้นคนข้างเคียง ที่ทิ้งสายตาจับวางไว้ที่คนเพียงคนเดียวไม่ละไปที่ใด

         หากเพียงไม่นานคนไม่กล้าสู้สายตาก็สูดลมหายใจเรียกแรงฮึดขึ้นมา ลักษมัณหันกลับขวับ …คอแทบเคล็ด

         “แขน …เป็นยังไงบ้างครับ”ถามเสียงเบา ยังคงรู้สึกผิดอยู่

         “ค่อยยังชั่วแล้ว อีกไม่กี่ประเดี๋ยวก็จักหายดี”ยกมือขึ้นวางลงบนกลุ่มผมนุ่ม ลูบปลอบแผ่วเบาแววเนตรแสนเอ็นดูยิ่ง

         “บางครั้ง ผมก็สงสัย”คนอ่อนวัยกว่าเผลอมุ่นคิ้ว ดวงตามองสบเข้าไปในแววเนตรสีทับทิมอ่อน“ทำไมพี่ทศ ถึงดีกับผมมากขนาดนี้ล่ะครับ?”

         ลมโชยอ่อนพัดพาเอาใบไม้ที่ปลิดจากกิ่งให้ปลิวร่วงลงมาตรงช่องว่างระหว่างคนสองคน กลิ่มหอมละมุนที่ลักษมัณจำได้ดี …กลิ่นหอมของดอกมะลิซ้อน

         และมันก็มาจากกายของคนตรงหน้าเขานี่เอง

         “อยากรู้หรือ?”

         พยักหน้าหงึกหงัก

         “เช่นนั้น …ก็ไปเดทกับพี่สิ”

         ลักษมัณกะพริบตาปริบ ปากอ้าเหวอด้วยงงงวยเพราะประมวลผลไม่ทัน

         “ค ครับ?”

         “ไปเดทกัน แล้วพี่จะบอกเจ้าลักษมณ์”

         แววเนตรคนโตกว่าทอประกายพราวระยับ ไม่รู้ด้วยเหตุใดลักษมัณถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกพี่ทศ …‘แกล้ง’อยู่อย่างนั้นล่ะ?!





         ตลอดทางบนรถ หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ไม่แม้แต่จะเอ่ยตรัสสิ่งใด พระพักตร์คล้ายจะเริ่มซับสีโลหิตขึ้นมาบ้าง ทว่ายังไม่น่าไว้วางใจนัก พรตอยากจะพาผู้เป็นนายไปโรงพยาบาลด้วยเกรงจะทรงทรุดลงไปอีก หากองค์ทรงหนักแน่นในหทัยนัก

         “ไปหาลักษมัณ”

         เลี้ยวรถจอดตรงถนนที่กั้นเอาไว้สำหรับผู้ปกครอง หน้าตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์

         พระหัตถ์กำลังจะยกขึ้นเปิดประตูรถด้วยรู้สึกรุ่มร้อนในอกยิ่ง หากเนตรสีนิลกาฬกลับสบซึ่งบางสิ่งเข้าเสียก่อน

         “ทศพักตร์…”

         พระอารมณ์ราวกับจะปั่นป่วนขึ้นมาอีกคราเมื่อคนที่องค์ทรงต้องการเพื่อมาเจอ… กลับเดินเคียงข้างไปกับใครอีกคนที่องค์ทรงไม่ชอบพระทัย

         ความปวดปลาบแล่นพล่านไปทั่วขมอง หัตถ์เรียวละยกขึ้นแตะกระจกรถ อันเป็นตำแหน่งเดียวกันกับร่างสูงโปร่งของลักษมัณ แววตาที่คนทั้งคู่มองสบกันให้คล้ายกับทรงเคยพานพบเห็นเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

         ทรงกำพระหัตถ์แน่นจนสั่นระริก

         “รัก…รัก ….”

         “ท่านชาย!”พรตตื่นตระหนกเมื่อพระอาการผู้เป็นนายคล้ายไม่สู้ดียิ่งกว่าเดิม พักตร์ที่เคยมีสีโลหิตกลับซีดเซียว แววพระเนตรกลับเหม่อราวกับองค์ไม่รู้ซึ่งพระสติกระนั้น

         หากชั่วขณะนั้นนั่นเอง

         “…ลักษมณ์ …น้องลักษมณ์ เจ้า… ทรยศ”

         “ท่านชาย!”

         เมื่อแลเห็นวรกายสูงของท่านชายรามฟุบสลบไป พรตไม่รอช้าอีกเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานรถออกจากที่จอด เพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ในใจสับสนยิ่งอย่างบอกไม่ถูก หากก่อนลับจากตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์พรตมองไปยังกระจกมองหลัง เด็กลักษมัณไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว ซึ่งนั้นรวมถึงทศพักตร์ด้วยเช่นกัน

         ท่านชายทรงเป็นอะไรไป? ไม่เคยเห็นทรงเคยมีพระอาการเช่นนี้มาก่อน

         'ทรยศ' …ทรงหมายถึงเด็กลักษมัณอย่างนั้นหรือ?

         “…ยังไงกันล่ะ?”


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

คุณพระ คนแก่(?)ท่านรู้จักคำว่าเดทด้วยล่ะค่าทุกโค้นน // หลบเท้ายักษ์

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
เล่นเอาไปไม่เป็นเลย ซ้ายก็เรียก ขวาก็เรียก ไม่รู้จะหันไปทางไหนดี  :hao4:

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๑๑

         “เอ่อ”

         “อะไรหรือ?”

         “เข้ามาแบบนี้ …จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอครับ?”

         ชี้ป้าย‘เขตก่อสร้าง ห้ามเข้า’ข้างประตู ตัวใหญ่มากทั้งยังเน้นตัวแดงแจ๋อีก …หันมองคนพามาอีกครั้งก็ให้เห็นอีกฝ่ายก้าวนำไปแล้ว แถมไม่วายคว้าจับข้อมือหมับพาเขาที่ยังยืนรีรออยู่ เดินจ้ำไปด้วยกัน

         “เข้าได้ ไม่มีใคร”

         ไม่ได้ช่วยให้คนเด็กกว่าใจชื้นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย แลเห็นลักษมัณมุ่ยหน้าก็ราวกับทำให้ทศพักตร์อารมณ์ดีเสียจนหลุดหัวเราะออกมา ให้คนเด็กกว่าเบิกตากว้าง ขืนขาเบรกอีกฝ่ายไว้ไม่ยอมเดิน

         “แน่ะ ยังมาหัวเราะผมอีก ถ้าเกิดเจ้าของที่เขามาเจอเข้าจะทำยังไงกันล่ะครับ งานเข้าตำรวจจับได้เลยนะ”

         “ตำรวจน่ะไม่ให้จับหรอก”ตอนแรกหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกำลังงง ต่อมายอมรับเต็มอกเลยว่าหน้าแดงหนักมากเมื่ออีกฝ่ายต่อจนจบประโยคความ…“เพราะคนที่จะจับเจ้าลักษมณ์ได้ ต้องเป็นพี่เท่านั้น”

         แกล้งเป็นลมเอาเสียตอนนี้จะเนียนพอไหมหนอ?

         ก่อนเอะใจ… คงไม่ได้หมายความว่า

         “ก่อนที่นี่จะเปิดทำการ พี่อยากให้เจ้าลักษมณ์ได้เห็นก่อนเป็นคนแรก”

         “เห็น?”

         ทว่าคนอาวุโสกว่ากลับไม่ตอบความใด และเมื่อลักษมัณมองตามสายตาคนข้างกายไป ก็ให้เห็นเป็นสวนขนาดกว้างแห่งหนึ่งซึ่งประดับไปด้วยไม้ดอกไม้ยืนต้นหลากชนิด หากใจกลางสวนกว้างประดับวางด้วยต้นอโศกใหญ่อันแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาร่มรื่นชวนสบายตา รอบต้นไม้ใหญ่อีกทีมีพื้นปูนยกสูงประทับด้วยไม้ไผ่สานประหนึ่งใช้ต่างเป็นที่นั่ง

         ร่างสูงใหญ่เดินไปทิ้งกายนั่งลง ก่อนตบที่ว่างข้างกัน เรียกคนเด็กกว่าด้วยสายตาว่ามานั่งข้างกันตรงนี้เถิดหนาเจ้าลักษมณ์

         ลักษมัณนึกแปลกใจนักที่ตัวเองดันตีความกิริยาเพียงน้อยนิดของอีกฝ่ายเป็นประโยคคำพูดออก หัวเราะเบาๆกับตัวเอง ก่อนเดินไปทิ้งก้นนั่งเคียงกายสูงใหญ่ ทอดมองภาพไม้ใบเขียวขจี ดอกไม้หลากสีพากันเบ่งบานอวดช่อชูความสวยงามล่อหมู่ภมรให้บินล้อลมเข้ามาชื่นชม

         เผลอยิ้มออกมา ร่างกายคล้ายพบพานเข้ากับความสบายใจอันแสนเคยคุ้นบางอย่าง ให้นึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

         “พี่ตั้งใจจะสร้างที่นี่ให้เป็นเหมือนกับสวนบำบัด”

         “สวนบำบัดหรือครับ?”

         ทศพักตร์พยักหน้า เสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายนั้นเหมือนจะอ่อนโยนลงจากเดิมที่ลักษมัณเคยเห็นมา ดวงตาทอแสงสีชาดอ่อนจาง หากเพียงกะพริบตาเท่านั้นกลับราวไม่เคยมีสิ่งใดผิดแปลกเกิดขึ้น

         “สวนขวัญบำบัดฝัน …สวนบำบัดที่เป็นดั่งความฝันเมื่อครั้งยังเยาว์ของ‘ทศพักตร์’”

         ทศพักตร์หันกลับมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย เมื่อแลเห็นแววตางุนงงของคนเด็กกว่าก็ให้นึกเอ็นดู วางมือลงบนกลุ่มผมดำขลับขยับลูบ …ไล่เรื่อยมาจนถึงข้างแก้มนุ่ม กอบกุมไล้ปลายนิ้วลูบแผ่วเบา

         สบายหน้าเสียจนลักษมัณเผลอแนบแก้มอิงแอบเข้ากับฝ่ามือข้างนั้นโดยไม่รู้ตัว

         “เจ้าลักษมณ์”

         ได้สติคืนกลับมาทันใด อยากจะเคาะขมองโป๊กเหม่งตัวเองนัก ยอมให้เขาจับให้เขาลูบอยู่ได้เสียเป็นนาน

         ขยับแก้มเอียงหน้าออกเล็กน้อยกะว่าคงเนียน หากแต่เมื่อเห็นดวงหน้าคมคล้ายผิดหวังไปก็ให้รู้สึกผิดขึ้นมา สุดจะไม่เนียนแถมยังทำลายบรรยากาศดีๆเข้าอีก

         ไอ้รักหนอไอ้รักเอ้ย!

         “คือผม…”

         “รังเกียจหรือ?”

         “เปล่านะครับ! ผมจะไป… จะไปรู้สึกแย่ๆแบบนั้นกับพี่ทศได้ยังไง เพียงแต่…”งับปากฉับ ความจริงอยากยกมือขึ้นกัดเล็บด้วยซ้ำ เพราะเครียดมากตอนนี้ ไม่รู้จะอธิบายให้พี่ทศเข้าใจยังไงดี

         และยิ่งเห็นคนเคยหน้าดุบัดนี้กลับหน้าหมองหน้าเศร้าลงเพราะคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี ร้อนรนไปกันใหญ่
แต่เหมือนคนมากวัยวุฒิกว่าจะอ่านเขาออกเสียปรุโปร่ง ราวกับอ่านความคิดได้กระนั้น

         “พี่กับมนฑิกาไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าเพื่อนสมัยเด็ก หากสิ่งนี้คือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเจ้าลักษมณ์”

         “ผม…”

         หัวใจราวถูกบีบรัดยามได้เห็นแววเจ็บปวดวาดผ่านวงหน้าหล่อเหลา ผนวกเข้านัยน์เนตรสีทับทิมอ่อนที่มองสบมาคล้ายจะตัดพ้อต่อขานกัน

         ไม่หลบเลี่ยงเมื่อแก้มถูกแนบด้วยฝ่ามือข้างเดิมอีกครั้ง ไออุ่นแล่นวาบเข้าโอบล้อมหัวใจดวงเท่ากำปั้น ...ที่เต้นระรัวไม่เว้นช่วงอยู่ในอกข้างซ้าย

         แปลกนัก เมื่อยิ่งจ้องมอง ยิ่งสบสานสายตาไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครา ก็ยิ่งทบทวีซึ่งความคุ้นเคย

         “เจ้าลักษมณ์เชื่อในเรื่องของอดีตชาติหรือไม่?”

         ดวงหน้าอ่อนเยาว์เอียงเล็กน้อย ดวงตาสับสนไม่เข้าใจ

         “เราเคยรักกันมาก่อน หากพี่บอกเช่นนี้เจ้าลักษมณ์จะเชื่อหรือไม่?”

         ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดหยาดน้ำใสกลับกลิ้งคลอหน่วยในดวงตาก่อนหยดไหลลงอาบแก้ม สายลมคล้ายเวียนหมุนล้อมรอบกายทั้งคู่ ทุกสรรพเสียงรอบกายราวถูกตัดขาดหายไป

         ในใจปวดแปลบเมื่อแลเห็นดวงตาคมของคนตรงหน้ามีหยาดน้ำคลอหน่วยมิแตกต่างกัน

         ปลายนิ้วโป้งยกเกลี่ยซับเช็ดน้ำตาให้ สุดถนอมแสนเอาใจ หน้าคมค่อยโน้มลงแตะหน้าผากแนบชิดใกล้ ..คงสัมผัสไว้ซึ่งลมหายใจอุ่นรินรดกันและกัน

         ลักษมัณยกมือขึ้นแนบสัมผัสลงบนผิวแก้มคนตรงหน้า พลันหยาดน้ำอุ่นกลับรินไหลหยดลงแตะเข้ากับผิวมือ

         เมื่อนั้นให้รู้สึกง่วงงุนจนมิอาจทานทนไหว กายสูงโปร่งไร้สิ้นเรี่ยวแรงทิ้งตัวลงพอดีกับแผ่นอกแกร่งที่เข้าตระกองกอดรองรับไว้ …มือขวาโอบไหล่กระชับแนบสนิท มือซ้ายนั้นฝืนเจ็บยกขึ้นทาบลงบนเนินหน้าผากขาว

         หัวใจของทศพักตร์นี้เจ็บปวดยิ่งนักเมื่อต้องทำร้ายคนที่รักด้วยน้ำมือตนอีกครา

         ดวงตาสั่นไหวปิดลงพร้อมหยาดโลหิตหยดแต้มเหนือริมฝีปาก

         “ให้อภัยพี่ด้วยเถิดหนา”


-----

         ชาวลงกานครต่างพากันอลหม่านวุ่นวายเสียยกใหญ่ เมื่อในอ้อมพระพาหาของนายเหนือหัวองค์ท้าวทศกัณฐ์นั้นไซร้โอบอุ้มบุรุษผู้ที่มีเรือนกายสีดุจทองทาเข้าสู่กรุงราชธานี

         เหล่าอสุรีไพร่ยักษาในท้องพระโรงแห่งลงกา มิมีผู้หาญกล้าทัดทานหรือจ้องมองสอดส่ายสายตาใคร่รู้ใคร่เห็นแม้เพียงตนเดียว ต่างก้มกราบหมอบแทบเบื้องพระบาทแห่งองค์เหนือหัวเสียสิ้น

         “เตรียมห้องหับแลให้มืดทึบไร้ซึ่งริ้นแสงแห่งสุริยาลอดผ่านแม้นกะผีกริ้น ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ยามเราทำพิธี”

         “ท ทำพิธีใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”มโหทรเสนาบดียักษ์ฝ่ายซ้ายแห่งจอมอสุรากราบทูลถามขึ้นมา กลับให้ต้องสะดุ้งเมื่อพระเนตรเจ้าชีวิตเขม็งจ้องถมึง

         “กระหม่อมรับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”ขณะที่เปาวนาสูรมหาเสนายักษ์ฝ่ายขวากราบทูลลา เร่งถอยไปจัดเตรียมให้ตามพระบัญชาองค์เหนือหัว มิลืมรั้งดึงเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ไม่รู้ความเยี่ยงมโหทรเพื่อนรักไปด้วย

         พญาทศกัณฐ์วางร่างน้อยลงบนตั่งพระบรรทม ระมัดระวังยิ่งมิให้กายาสีทองต้องกระทบกระเทียบสิ่งใดสร้างซึ่งความระคายเคือง พระหัตถ์ประคองจับพระกนิษฐา(นิ้วก้อย) พลางโน้มพระวรกายลงสัมผัสโอษฐ์จุมพิตพระนลาฏ(หน้าผาก)ด้วยแสนถนอมยิ่งนัก

         “อดทนหน่อยเถิดหนา เจ้าลักษมณ์ของพี่”



         “องค์เหนือหัวทรงประสงค์จักกระทำสิ่งใดกันหรือท่านเปาวนาสูร แลมนุษย์ผู้นั้นมิใช่ว่าคือ…”เปาวนาสูรรีบยกมือขึ้นอุดปากเพื่อนซึ่งมีตำแหน่งเทียบเคียงด้วยต่างเป็นพระพี่เลี้ยงขององค์ท้าวทศกัณฐ์เช่นกันทันใด

         “ท่านลืมแล้วหรือ หน้าที่เราเพียงทำตามพระบัญชาของพระองค์เท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นใดที่มิใช่หน้าที่ ท่านอย่าได้ถามไถ่ให้มากความเลย”

         มโหทรขมวดคิ้วด้วยเห็นว่ามิถูกต้อง

         “หากองค์มเหสีมณโฑเทวีทรงรู้เข้าเล่า อย่าว่าแต่มหาเทวีเลย มนุษย์ผู้นั้นเป็นถึงอนุชาของศัตรู หาก…”

         “ท่านอยากหัวหลุดจากบ่าหรือไรเล่าท่านมโหทร ไปๆ ไปตระเตรียมห้องหับตามทรงพระบัญชาเถิด เรื่องนี้จักให้ล่าช้ามิได้”


         แต่มิวาย

         “แต่ข้าว่า…”

         “มิใช่หน้าที่!”




         ในการแก้ฤทธิ์หอกโมกขศักดิ์ จำต้องใช้สมุนไพรหายากสองสิ่ง หนึ่งคือ‘สังกรณี’ แลสองคือ‘ตรีชวา’ อันเป็นยาจำเพาะจักพบพานได้เพียงบนยอดเขาสรรพยาบรรพตเท่านั้น ส่วนน้ำที่จักใช้ผสมสมุนไพรเข้าด้วยกันได้จักต้องเป็น‘ปัญจมหานที’อันได้มาจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ถึงห้าสายด้วยกัน ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำมหิ แม่น้ำสรภู แลแม่น้ำอจิรวดี

         ทุกสรรพสิ่งพิธีการล้วนจำต้องทำให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นราตรีเข้าอรุณรุ่ง มิเช่นนั้นหากเมื่อใดที่ต้องแสงพระรวี ผู้ตกต้องหอกโมกขศักดิ์จักม้วยแล้วซึ่งมรณา

         เมื่อได้ห้องอันเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญตรงตามพระหฤทัย พญายักษามิรีรอคอยทีโอบอุ้มร่างน้อยเข้าสู่อ้อมพระพาหา พาพระอนุชาศรีสุวรรณตรงไปยังสถานที่ซึ่งเหล่าเสนายักษ์คู่พระทัยได้จัดตระเตรียมให้พรั่งพร้อมด้วยหยูกยาสมุนไพร ล้วนแล้วจำเป็นต่อการแก้ฤทธิ์หอกร้ายทั้งสิ้น

         เหล่านี้ล้วนมีอยู่ในมหาปราสาท หากต้องตามหาเอานอกกรุงลงกา เห็นทีจักยากแท้ซึ่งการนำมาได้ครบถ้วน

         “เสนาแห่งข้าทั้งสอง พวกเจ้าจงเฝ้าอยู่หน้าห้อง แลจนกว่าจักสิ้นพิธีห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำกล้ำกรายผ่านเข้ามาเป็นอันขาด แม้นมันผู้นั้นจักเป็นถึงหน่อเนื้อเชื้อแห่งเรา”

         “พ่ะย่ะค่ะ!”


         มโหทรแลเปาวนาสูรต่างก้มศีรษะรับพระบัญชาอย่างหนักแน่นแข็งขัน คล้อยหลังประตูปิดปังมหาเสนาบดียักษ์ทั้งสองต่างยืนนิ่งหน้าถมึงเฝ้าคนละฝั่งข้างประตู

         มินานนักให้มิคาดว่าผู้ที่จักมาเยือนจักเป็น…

         “เจ้าพี่อยู่ที่ใด?”

         ราวองค์เหนือหัวจักล่วงรู้ถึงกาลภายหน้า หรือก็คือกาลยามนี้กระนั้น

         พญายักษ์อันเป็นหน่อเหนือเชื้อเดียวกันเยี่ยงมหาอุปราชกุมภกรรณพระอนุชาร่วมพระมารดา ทรงพระดำเนินเข้าไต่ถามสองเสนาบดีแห่งพระเชษฐา

         หากสองเสนาบดีต่างแน่วแน่ในหน้าที่ ยืนปักหลั่นแน่นิ่งมิเคลื่อนกายขยับถอยเปิดทาง

         “องค์เหนือหัวทศกัณฐ์ทรงรับสั่งเกล้ากระหม่อมว่า ห้ามมิให้ผู้ใดเข้ากล้ำกรายซึ่งพิธีนี้ได้ ขอพระองค์ทรงกลับไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”เปาวนาสูร

         “พิธี? พิธีอันใดกัน?”

         หากจักมิตอบความเลยก็มิอาจทำได้ เปาวนาสูรคิดในใจ หากพระองค์ทรงทราบเข้าจะทรงกริ้วเพียงใดกัน?

         ยักคิ้วพยักพเยิดให้เพื่อนเสนาฝ่ายซ้ายซ้ายเยี่ยงมโหทรตอบแทน ฝ่ายมโหทรได้แต่ฮึมฮัมในอกก่อนตอบออกไป

         “เป็นพิธีแก้ฤทธิ์หอกโมกขศักดิ์พ่ะย่ะค่ะ”

         หากกระนั้นฟากพญากุมภกรรณกลับเพียงมีสีพระพักตร์ราวกับครุ่นคิดบางสิ่งเท่านั้น หาได้ไร้แววว่าจักทรงกริ้วโกรธขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ยามได้ทรงทราบว่าพระเชษฐานั้นกำลังจักช่วยซึ่งศัตรูอันต้องหอกร้ายมากฤทธาแห่งตน

         “เหตุใดจึงต้องให้ความช่วยเหลือผู้ที่เป็นซึ่งอริคู่ศัตรูกัน?”

         มิอาจตอบความกันทั้งสองเสนา ต่างพากันอ้ำอึ้ง ฝ่ายพญากุมภกรรณมิได้ตรัสสาวความใดต่อ

         “เช่นนั้นคงจำต้องปล่อยให้มันรักษาพระอนุชาไปก่อน…”

         มโหทรแลเปาวนาสูรหันกลับไปมองมหาอุปราชแห่งลงกาอีกคราด้วยนึกฉงนปนสงสัย หากองค์กลับหายไปอย่างไร้ซึ่งร่องรอยเอาเสียแล้ว

         พญายักษ์วรกายสีเขียวมรกตกลับกลายเป็นพญาวานรเรือนกายสีปัณฑูร(ขาว) หนุมานชาญสมรเมื่อออกจากลงกานครได้ เร่งเหาะเหินถีบตัวพุ่งทะยานกลับยังพลับเพลาทูลความแก่องค์เหนือหัวแห่งตนทันใด

         ภายในห้องหับปิดทึบมืดสนิท พญาทศกัณฐ์เริ่มบริกรรมบทพรหมคุณ ดวงพระเนตรทรงแลเห็นดั่งเช่นกลางวัน ความมืดมิดมิอาจทำสิ่งใดเจ้าลงกาได้

         ขณะโอษฐ์บริกรรมคาถาที่มีเพียงมหาพรหมชั้นสูงเท่านั้นที่จักล่วงรู้ พระหัตถ์ทรงหยิบเอาส่วนผสมทั้งหมดอันประกอบด้วยสังกรณี ตรีชวา แลปัญจนทีทั้งห้า บดด้วยหินบดยาจนส่วนผสมทั้งหมดล้วนผสมกันเข้าที่ แม้นจักสูญพลกำลังไปมิน้อยหากกลับประคับประคองตัวยาทลายฤทธิ์ด้วยความระมัดระวัง แลทาลงบนพระอุระองค์รูปทองซึ่งบัดนี้ไร้ฉลองพระองค์ห่มปิด ปาดแต้มเสียจนถ้วนทั่วรอยแผลพร้อมเสกเป่ามนต์พรหมา

         ฉับพลัน หอกห่ายอดแห่งศาตราที่แม้นจักดึงอย่างไรก็มิอาจดึงออก บัดนี้กลับค่อยๆลอยเคลื่อนหลุดออกจากพระอุระเสียเอง บริเวณที่ถูกทิ่มแทงไม่ปรากฏซึ่งรอยแผลใดให้ทรงระคายตา ผิวผ่องพรรณทอแสงเรืองรองสีทองอาบล้อมรอบพระวรกายน้อย พระจักษุขยับภายใต้หนังพระเนตร คล้ายดั่งผู้ตกอยู่ในภวังค์นิทรากำลังจักฟื้นคืนซึ่งพระสติ

         เจ้าบุรินทร์ทิ้งพระวรกายใหญ่นั่งลงบนตั่งพระแท่นบรรทมในห้องทำพิธี สัมผัสกับพระกนิษฐา ก้มพิศดวงพระพักตร์พริ้มเพราที่ค่อยๆกลับคืนสู่สัญญาณแห่งพระชีวัน

         “รีบตื่นขึ้นมาพาทีกันเถิดหนา เจ้าลักษมณ์ของพี่”โน้มกระซิบข้างพระกรรณน้อย เผลอสูดกลิ่นหอมชวนให้รัญจวนยิ่งเข้าพระนาสิก

         แตะจุมพิตบนพระกรรณ พระทนต์คมขบขูดแผ่วเบาลงบนเนื้อนิ่ม

         แสนคะนึงหาเป็นยิ่งนัก

         “พระลักษมณ์เอ๋ยพระลักษมณ์ เจ้ายอดดวงใจของทศกัณฐ์เอ๋ย”

         ปลายพระนาสิกแตะลงบนซอกพระศอ ให้กรุ่นกลิ่นหอมหวนที่ทรงคะนึงยิ่งเป็นหนักหนาประทับแนบลึกลงในพระหทัย พญายักษ์วรกายสีมรกตตระกองกอดร่างเกือบเปลือยด้วยถูกปลดเปลื้องพระอาภรณ์ส่วนบนออกเพื่อรักษา เหลือแต่เพียงแพรผ้าผืนบางปกปิดช่วงวรกายส่วนล่างเท่านั้น

         โอบล้อมร่างเล็กๆของมนุษย์ตัวจ้อยด้วยวรกายใหญ่โตสมซึ่งความเป็นจอมกษัตราแห่งลงกานคร

         แนบแน่นเข้าสู่อ้อมพระทรวง …หวงแหนเจ้านี้เหลือแสน

         พระเนตรคู่งามค่อยๆปรือลืมขึ้น แม้นพร่าเลือนเพียงใดก็ยังทรงจดจำได้เสมอ

         “เจ้าพี่…”

         หากบัดนี้ดวงฤทัยยังอยู่ในพระทรวงของพญายักษ์แล้วไซร้ คงมิแคล้วกระหน่ำเต้นแรงสนองซึ่งพระอารมณ์ของผู้เป็นเจ้าของเป็นแน่

         “พี่อยู่นี่”

         หากยังมิทันได้ตรัสสิ่งใด ดวงพระเนตรงามกลับปิดสนิทคืนสู่ห้วงภวังค์นิทราเข้าอีกครา

         พระหัตถ์ใหญ่ลูบพระนลาฏนวลด้วยแสนรักใคร่

         “พี่อยู่นี่แล้ว”




         หากกรุงลงกาเพลานี้เปรียบดั่งแสงแรกแห่งสุรีย์อันอบอุ่นแล้วไซร้

         พลับเพลาค่ายทัพแห่งองค์รามอวตารนั้นหนอ …คงมิแคล้วเปรียบดั่งยามพระพายพัดพาเอาลมหนาวเหน็บมาเยี่ยมเยือน
ต่างพากันเงียบงันเมื่อวายุบุตรเข้ากราบทูลความแทบเบื้องพระบาทองค์เหนือหัวแห่งพลับเพลา

         ฝ่ายพญาพิเภกโหรายักษ์ประจำค่ายทัพวานรเมื่อแลเห็นท่าไม่ดี เลือกฝืนกฎที่ตนตั้งไว้เข้าบังคมกราบทูลแทบบาทพระราม

         “ให้เห็นเป็นจริงดั่งที่ขุนพลหนุมานชาญสมรกล่าวทุกประการพ่ะย่ะค่ะ เดิมทีแล้ว ผู้ต้องซึ่งฤทธาแห่งหอกโมกขศักดิ์นั้นจักต้องสิ้นชีพในทันที แต่ด้วยครานี้ผู้ครอบครองเยี่ยงพญากุมภกรรณ มิได้ตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงทำให้หอกแห่งพระพรหมอันเคยทรงซึ่งอานุภาพฤทธิรุทรขึ้นสนิม แลเป็นเคราะห์ดียิ่งนักแล้วที่ท่านหนุมานกับท่านองคตทำลายพิธีลับหอกโมกขศักดิ์ลงได้สำเร็จ หนทางแก้ฤทธิ์ร้ายนั้นจึงยังพอเปิดทางให้เราอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

         “เคราะห์ดีหรือ?”


         พิเภกก้มเศียรลง มิกล้าแม้แต่จะเงยพักตร์ขึ้นสบพระเนตรที่มิได้ฉาบฉายด้วยประกายเมตตาดั่งเช่นทุกที

         “พระลักษมณ์ อนุชาแห่งเราตกอยู่ในเงื้อมือของศัตรูไปอีกคน ท่านว่าเป็นเคราะห์ดีแล้วเช่นนั้นหรือ?”

         “องค์ราม ขอโปรดทรงระงับโทสาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่ายพญาสุครีพรีบเข้ากราบทูล หวังช่วยกู้สถานการณ์ หากกระนั้น…

         “ท่านสุครีพ เราไว้ใจให้ท่านติดตามอนุชาของเราไปออกรบ …แล้วไยจึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก”

         หนุมานวายุบุตรมองซ้ายทีขวาที คนโน่นก็หมอบกราบ คนนี้ก็กราบหมอบ มองตัวเองก็ยังหมอบอยู่เฉกเช่นเดียวกัน ในเพลานี้ยากมีผู้ใดเข้าพระพักตร์องค์รามติดเลยสักตน

         ขณะฝ่ายพระรามนั้น พระหัตถ์กำแน่นด้วยต้องโทสายิ่งนัก แลเหนือพระอารมณ์กริ้วนั้นหนอ …พระองค์ทรงให้โศกาเหลือแสนในพระหฤทัย หากพระองค์ไม่ส่งพระอนุชาไปสู้ศึก รบกับเจ้ายักษ์มารกุมภกรรณที่เคยชนะศึกฝ่ายพระองค์มาแล้วหนคราหนึ่ง น้องลักษมณ์… คงไม่ต้องตกไปอยู่ในเงื้อมือของเจ้ายักษ์ชั่วทศกัณฐ์ตามน้องสีดาไปอีกคน

         อีกทั้งครานี้น้องลักษมณ์ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียจนแทบสิ้นชีพ…

         ฉับพลันให้คล้ายติดพระทัยขึ้นมา ดวงพระเนตรคู่งามพิศเขม็งไปยังโหรายักษ์ที่เคยสาบานว่าจักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียวในทันใด

         “ท่านพิเภก”

         “พ่ะย่ะค่ะ”

         “ท่านเคยบอกว่าจำต้องส่งผู้ที่มีศักดิ์เทียบเคียงไปต่อกรกับเจ้ากุมภกรรณ ศึกครานี้จึงจักสำฤทธิ์ผลใช่หรือไม่?”


         สองกบินทร์ทหารเอกแห่งองค์รามหันมองหน้ากัน ก่อนที่จะผินไปเหลือบมองอสุราเพียงตนเดียวในพลับเพลาแห่งนี้พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

         “กระหม่อมได้กราบทูลพระองค์ไปเช่นนั้นจริงพ่ะย่ะค่ะ”

         “เราหวัง… หวังว่าสัจจะวาจาของท่านจักยังยึดถือได้”


         พญาพิเภกชะงัก แสนอัดอั้นตันใจยิ่ง ด้วยรู้ดีแก่ใจตนว่าไม่ว่าจักอย่างไร พระเชษฐาทศกัณฐ์จักไม่มีวันทำอันตรายใดแก่องค์ลักษมณ์เป็นแม่นมั่น แต่หากขึ้นชื่อว่าเป็นอริศัตรูซึ่งกันแล้วไซร้ ทูลความยืนยันไปเช่นไรองค์รามคงมิเพียงมิทรงเชื่อแลอาจลามไปจนถึงเริ่มคลางแคลงพระฤทัยในตัวตนเท่านั้น จักกล่าวได้ว่าตนเอาใจออกห่างเข้าข้างศัตรูด้วยเห็นเป็นเผ่าพงศ์เดียวกันแน่แท้

         “บุตรแห่งพระพายจงรับคำสั่ง”

         พระหัตถ์สีมรกตลูบศรพลายวาตที่พระองค์ทรงประทานให้พระอนุชา แลสุดท้ายก็ได้กลายมาเป็นอาวุธคู่กายของน้องลักษมณ์

         “จงเร้นแฝงกายอยู่ที่มหาลงกานคร แลนำพาองค์อนุชากลับคืนสู่เราภายในห้าราตรี”พระเนตรพิศมองดั่งแลเห็นเป็นดวงหน้าของน้องชายสุดที่รักกระนั้น“จงเร่งไปเสีย อย่าได้รอช้า”

         “กระหม่อมรับพระบัญชาองค์อวตารพ่ะย่ะค่ะ!”


         หนุมานน้อมรับหมอบกราบทูลลา รีบออกจากพลับเพลาถีบกายพุ่งทะยานกลับไปยังกรุงลงกาทันที

         “ท่านพิเภก ท่านสุครีพ ท่านทั้งสองไปพักผ่อนก่อนเถิด”

         “พ่ะย่ะค่ะ”


         โหรายักษ์แลขุนกบินทร์ต่างถวายบังคมทูลลา เมื่อออกจากกระโจมมหาสภาประชุมศึก พญาพิเภกคิดจะเลี่ยงตนกลับกระโจมที่พักส่วนตน มิคาดว่าจักถูกพญาสุครีพเพรียกนามรั้งไว้เสียก่อน

         “ท่านพิเภก”

         “อันใดหรือ ท่านสุครีพ?”

         “กลศึกที่ผ่านมา ล้วนแล้วได้ท่านช่วยแนะ ครั้งที่ให้หนุมานกับองคตไปทำลายพิธีลับหอกโมกขศักดิ์นั้นก็ด้วยเช่นกัน”


         โหรายักษ์แว่นแก้วเพียงเงียบเสียงรับฟังฝ่ายเดียว มองดูพญากบินทร์กายสีชาดผู้เป็นบุตรแห่งพระอาทิตย์ทอดถอนใจ

         “อันตัวข้านี้นั้นนับว่าท่านเป็นพวกเดียวกันมาช้านานแล้ว องค์รามเองก็คงจักดำริมิต่างกันกับข้า”

         พลันให้กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันใด

         “ยักษ์ผ่าเหล่าที่ไร้ซึ่งฤทธิ์เดชใดเยี่ยงข้า เพียงต้องการทำตามหน้าที่ให้สุดกำลังสามารถเท่านั้น”

         “ข้ามิได้…”

         “อย่าได้กังวลไปเลยท่านสุครีพ หน้าที่ของข้าคือช่วยเหลือให้พระรามองค์อวตารมีชัยเหนือหมู่ยักษ์มารอย่างถ่องแท้ มิอาจเป็นอื่นไปได้แน่นอน …ข้าขอตัว”


         แม้นใบหน้าจักมีซึ่งรอยยิ้มไร้พิษภัยฉาบฉายไว้ หากในดวงฤทัยของยักษ์ผู้ขึ้นชื่อว่าทรยศต่อเผ่าพงศ์ของตนนั้นไซร้กลับขื่นขมอัดอั้นยิ่งนัก

         พระเชษฐา
         หากชะตาของพระองค์ ขึ้นอยู่กับพระอนุชารูปงามผู้นั้น เหตุใดมิทรงตัดพระทัยไปเสีย
         หากเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว
         ก็คงไม่…



(ต่อตอน ๑๒ รีพลายล่างค่ะ)

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๑๒

         “พี่อยู่นี่แล้ว”

         ครั้นเมื่อได้ทรงสดับ พระหทัยดวงน้อยให้ไหวสั่นยิ่งนัก

         ดวงพระเนตรคู่งามลืมขึ้นพิศมองวงหน้าคร้ามคมดุดันที่องค์ทรงคุ้นเคย มิได้ทรงแปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย พระหัตถ์เล็กค่อยยกขึ้นไล้ปลายพระขนงเข้มมาจนถึงปลายพระนาสิกโด่งสัน ทุกสัมผัสนั้นองค์รูปทองทรงคอยระวังด้วยมิประสงค์ให้พญายักษ์ตื่นขึ้นจากบรรทมในเพลานี้

         พรที่ทรงเคยได้รับจากพระแม่อุรมยาก่อนออกประพาสป่ามากับเสด็จพี่รามแลพระพี่นางสีดานั้น ทำให้พระลักษมณ์รู้สึกองค์ตื่นอยู่ตลอดเพลา

         มิมีวันเหนื่อย มิสิ้นไปแม้นมิได้บรรทมหลับนอนเลยก็ตามที จักเว้นเสียก็ตอนที่พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสสากรรจ์เท่านั้น

         เรื่องนี้นอกจากเสด็จพี่รามแล้ว ก็หาได้มีผู้ใดล่วงรู้อีก …แม้นกระทั่งพญาทศกัณฐ์ผู้นี้

         พระพักตร์ผ่องแผ้วขยับเลื่อนขึ้นจุมพิตลงบนปลายพระนาสิกแผ่วเบา ก่อนแนบพระนลาฏเข้าชิดใกล้

         …ทั้งที่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้แล้วหนอ กระทั่งเพรียกขานนามของท่านดั่งเช่นที่เคย ยังมิอาจกระทำได้

         เจ้าพี่ …เจ้าพี่ทศกัณฐ์ของน้อง


         พระอัสสุธารารินไหล ก่อนจักค่อยกลืนหายไปกับความเงียบงันแห่งราตรีกาล




         เมื่อสุริยาเคลื่อนคล้อย จันทราเคลื่อนผ่าน

         ล่วงเลยเข้าสู่ราตรีกาลที่สาม หากทว่าพระหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แห่งเผ่าพงศ์มนุษา ยังคงทรงบรรทมหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรามิรู้ซึ่งพระสติ น่าแปลกยิ่งนัก ครั้นฤทธิ์ร้ายหอกโมกขศักดิ์นั้นหรือก็ได้ถูกทำการแก้ไขรักษาไปแล้วสิ้น เหตุใดกันหนอพระลักษมณ์รูปทองจึงยังมิฟื้นคืนสติขึ้นมาเสียที

         แม้นว่าท้าวทศเศียรจักไม่อยากห่างจาก แต่จำต้องละพระวรกายออกจากการตระกองกอดผู้ซึ่งหลับไม่ได้สติแนบพระอุระมาตลอดห้วงราตรีที่ผันผ่าน

         ด้วยหน้าที่ของกษัตริย์มิอาจว่างเว้นงานราชกิจปกครองบ้านปกครองเมือง สำคัญยิ่งคือกลศึกรบที่ครานี้ฝ่ายลงกาอาจกลับกลายเป็นฝ่ายตั้งรับ องค์ท้าวทศกัณฐ์ทรงมั่นในพระทัยว่าอีกไม่กี่ช้านานนี้ พระราม …เชษฐาแห่งเจ้าลักษมณ์ของพระองค์นั้นจักต้องยาตราทัพเป็นผู้นำศึกใหญ่อย่างแน่นอน

         ศึกใหญ่ที่อาจจักเป็นศึกสุดท้ายระหว่างฝ่ายลงกาแลฝ่ายพลับเพลา

         พญาอสุราทอดพระเนตรลงบนร่างแน่งน้อยบนพระแท่นบรรทม …เนิ่นนานกว่าจักทรงหักพระทัยหมุนพระวรกายดำเนินออกจากห้องไป

         ฟากพญากุมภกรรณ อาศัยช่วงเพลาที่พระเชษฐาร่วมพระครรภ์มารดาอย่างพญาทศกัณฐ์ จักต้องร่วมประชุมในท้องพระโรงเพื่อตระเตรียมการศึก ลอบเข้าห้องพระบรรทมส่วนชั้นมหาปราสาทอันเป็นเขตต้องห้ามของเจ้ากรุงลงกาที่ไร้ซึ่งทหารยักษ์เดินตรวจตรา

         เพราะมิเคยมีผู้ใดหาญกล้าเฉียดใกล้หากมิได้รับพระบรมราชานุญาตจากองค์ท้าวเจ้าบุรินทร์มาก่อน

         พระเชษฐามิทรงทราบ องค์มหาอุปราชลงกาเยี่ยงพญากุมภกรรณก็หาได้หวั่นต่อโทษทัณฑ์ไม่

         พระพักตร์เข้มขรึมทะมึนครึ้มยามจดจ้องร่างของเจ้ามนุษย์ตัวจ้อยร่อยที่เอาแต่หลับมิรู้ความใดบนพระแท่นบรรทม ยิ่งพิศก็ให้ยิ่งคันคะเยอในพระทัยอย่างไรมิทราบ นึกย้อนคืนไปยังคราที่ได้รบราท้าศึกกับเจ้าตัวน้อยนี้แล้วนั้น …เผลอไผลแย้มยิ้มมุมโอษฐ์ออกมาโดยมิรู้องค์

         “ข้าหรืออุตสาห์ตั้งใจจักปลิดชีพเจ้าให้แดดิ้นไปเสียในสนามรบ แต่พระเชษฐาของข้ากลับลักพาเอาเจ้ากลับมารักษาด้วยองค์เองถึงในนครเสียอย่างนั้น”

         นั่งลงเคียงวรกายสีทองทา พิศมองดวงหน้างดงาม แฉล้มพริ้มเพรามิผิดแผกไปจากอิสตรีนางอัปสร ทรวดทรงองค์เอวหรือก็น้อยนิดกระจิดริด หากได้จับดูสักทีคงมิแคล้วต้องเบามือด้วยระแวงจักแตกหักเอาเสีย

         “รูปงามถึงเพียงนี้นี่สิ มิน่าเล่าพระเชษฐาทศกัณฐ์จึงได้ใคร่ถนอมเจ้านัก”

         พระอังคุฐ(นิ้วโป้ง)แตะแผ่วเบาลงบนสันพระสาสิกโด่งรั้นหากกลับแลดูเล็กกระจ้อยยิ่งนักเมื่อเทียบเข้ากับเผ่าพงศ์ยักษา

         “ปากนี้ใช่หรือไม่ ที่เจ้าเอื้อนเอ่ยวจีอวดดีว่าจักตัดเศียรข้าไปมอบให้พี่ชายเจ้า หึ!”

         พระอังคุฐกำลังจะสัมผัสลงบนพระโอษฐ์อิ่ม หากทว่า…

         โป๊ก!

         “ใคร!”

         ลุกขึ้นจากพระแท่นบรรทมในทันใด พญายักษากายาสีมรกตหมุนหันรอบทิศทั่วทาง ก่อนพระเนตรจักตกต้องอยู่บนพื้นข้างบาทขวาเข้า

         ผลหมากรากไม้ลูกนี้ ในป่าในดงหรือก็หาใช่ไม่ จักตกหล่นมาจากแห่งหนใดได้เล่าหากมิใช่ว่ามีคนขวางปามา?

         เมื่อดำริได้เช่นนั้น อันพญากุมภกรรณให้พลันกริ้วโกรธาขึ้นมา

         “ไอ้อีผู้ใดมันเล่นซน จงปรากฏกายออกมาเสีย หาไม่แล้วหากข้ามหาอุปราชกุมภกรรณผู้นี้จับได้ จักจับลงทัณฑ์เสียให้สาสมแก่ความผิด!”

         หากรออยู่เพียงพักก็หาได้มีเสียงใดตอบรับกลับมา พญายักษายิ่งทบทวีแรงโทสา

         “เจ้าตามข้าเข้าไป ส่วนเจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจักเข้าไปเพียงประเดี๋ยวเดียว”

         “เพคะ พระนางมณโฑ


         พลันชะงักพระโอษฐ์ที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยวาจาผรุสวาทออกมาอีกหลายคำรบ มหาอุปราชแห่งกรุงลงกาหันรีซ้ายหันแลขวา จักให้หลบเร้นซ่อนกายอยู่ในที่ลับตา ก็จักมิสมซึ่งเกียรติเอาเสีย แลจักให้พี่สะใภ้มาพบปะเข้าก็มิได้อีกเช่นกัน

         แลเมื่อยินเสียงขยับเคลื่อนเปิดประตู อันพญายักษ์ผู้แสนเกรงไกรนั้นไซร้… กระโดดผลุบออกนอกหน้าต่าง เร้นกายอยู่ในพุ่มไม้หนาลืมสิ้นสิ่งที่ได้ดำริไว้ก่อนหน้า บัดนั้นนั่นหนอจึงได้แลเห็นว่ามิได้มีเพียงองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

         “เจ้า?!”

         “ชู่วว”


         มหาอุปราชผู้เกรงไกรกลับถูกยักษ์วัยเยาว์ผู้หนึ่งตะปบปิดพระโอษฐ์ไว้เสียแนบแน่น จักส่งเสียงแสดงศักดาให้มันรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำก็หาทำได้ไม่ เมื่อแลเห็นสตรีผู้มีใบหน้าพริ้มเพรางดงามราวดั่งนางสวรรค์อัปสรร่วมด้วยนางกำนัลรับใช้อีกหนึ่งตนเยื้องย่างก้าวเดินเข้ามาในห้องเสียแล้ว




         ฝ่ายหนุมานในร่างจำแลงแปลงกายเป็นยักษ์รุ่นเยาว์นุ่งผ้าลายสะพายย่าม แสร้งเล่นเป็นยักษ์เร่พเนจรลอบเข้ามายังกรุงลงกาได้สำเร็จตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน ทว่ากว่าขุนกระบี่พญาวานรจะหาองค์พระอนุชาพบก็สูญเวลาไปถึงสองวันด้วยกัน ครันเมื่อเจอกลับมิอาจเข้าใกล้ได้ด้วยเพราะเจ้ายักษ์หลายเศียร์ทศกัณฐ์อยู่โยงเฝ้าเคียงวรกายสีทองทามิยอมทิ้งห่าง

         บัดนี้หนุมานจึงได้รีรอโอกาสเข้าหาพระอนุชาหลบเร้นกายอยู่ภายในพระราชฐานวังชั้นใน โดยมิเป็นที่ผิดสังเกตด้วยมิมีผู้ใดทันสังกาเห็น

         จวบจนไอ้ยักษ์ตัวเขียวหน้าตาน่าเกลียดนามกุมภกรรณที่บังอาจหาญกล้าจักแตะเนื้อต้องวรกายองค์อนุชาศรีสุวรรณ ผลไม้อันกะใช้เป็นเสบียงยามจำเป็นหยิบออกจากย่ามได้ก็ปาเข้าใส่ สกัดกั้นได้ทันท่วงที

         ก่อนที่มันจะกระโดดผลุบออกจากห้องมาหลบซ่อนอยู่เคียงกันโดยมิได้คาดหมาย

         ยักษ์ตัวเขียวขยับตัวยุกยิกให้นึกรำคาญยิ่งเมื่อนั้นบุตรแห่งพระพายในร่างยักษ์จำแลงมิคิดทน ปากพึมพำท่องมนต์คุณพระอิศวรสะกดให้มันหลับใหลไปเสียเพื่อตัดรำคาญ

         ก่อนเอียงหน้าเอียงคอสงสัยยามหันกลับไปพิศจ้องนางอัปสรที่อยู่ในห้องกับองค์อนุชาอีกครั้ง นึกในใจ

         เอ เราเคยเห็นนางคนนี้มาจากที่ใดกันนะ คุ้นหน้าคุ้นตาเสียนี่กระไร

         ย้อนความจำไปได้ไม่กี่นานพญาวานรพลันให้แจ้งกระจ่าง นางมณโฑอดีตชายาของพาลีมารดาขององคตนี่เอง!

         นางมณโฑเทวีเยื้องย่างเข้าใกล้แท่นพระบรรทม พินิจพิศดวงพักตร์งามหมดจดของพระลักษมณ์รูปทองพลางรำพึงรำพันเสียงเบาว่า

         “ผู้นี้นั่นหรือคือพระลักษมณ์…”

         หนุมานหมดความสนใจเพราะถึงอย่างไรก็มิได้กลิ่นไอคิดปองร้ายองค์พระอนุชาจากนางอัปสรผู้นั้น ยักษ์หนุ่มจำแลงก้มลงมองยักษ์ตัวจริงเรือนกายสีเขียวสมองทึบทึมที่นอนหลับใหลสิ้นสติด้วยผลแห่งมนต์ของตน มือล้วงหยิบเอาแท่งสีขาวที่ลักเอามาจากโหราอสุราเพียงตนเดียวในพลับเพลา เคยเห็นใช้วาดเขียนลงบนกระดานชนวน

         “ข้ายังจำได้ว่าเจ้านั้นชมชอบความสกปรกโสมมเพียงไร”

         ขูดถูแท่งขาวลงบนกายาสีเขียวของกุมภกรรณจนหมด ก็ให้เกิดนึกเบื่อหน่ายเปลี่ยนมากอดอกมองยักษ์น้อยยักษ์ใหญ่เดินผ่านไปผ่านมา กลับยิ่งชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้านัก ครันเมื่อมองไปยังห้องบรรทมอีกครั้ง ภายในนั้นกลับมิมีผู้อื่นใดอีกนอกเสียจากองค์รูปทอง

         ขุนกระบี่ทหารเอกแห่งองค์รามอวตารรีบกระโดดแผล็วผลุบเข้าไปในห้องบรรทมทันที

         “พระอนุชา พระอนุชา ข้าหนุมานมารับท่านแล้ว!”ยักษ์จำแลงคืนสู่รูปกายเดิม สองแขนเกาะพระแท่นบรรทม จดจ่อจดจ้องมองพระวรกายสีดุจทองทามิวางตา

         หากพระอนุชาศรีสุวรรณที่มิมีทีท่าว่าจักฟื้นคืนสติเมื่อครู่นั้น กลับค่อยๆลืมพระเนตรขึ้น ทรงถอนพระปัสสาสะยาวเหยียดออกมา คลายซึ่งความอึดอัดที่ถูกใครต่อมิใครต่างพากันเข้ามาจดๆจ้องๆมองตนอยู่นั้น

         “หนุมาน?”

         “ใช่แล้วพระอนุชา ข้าหนุมานได้รับพระบัญชาให้มารับท่าน กลับกันเถอะ!”
วานรกายสีเผือกมองตามพระวรกายสทองขยับลุกขึ้นจากแท่นพระบรรทม ฉีกยิ้มกว้างด้วยยินดียิ่งนัก คิดว่าอย่างไรเสียก็ทำภารกิจเสร็จลุล่วงก่อนถึงกำหนดเวลา…

         “ยังกลับไปตอนนี้ไม่ได้”

         ปากอ้าค้างคอไม่ตั้งตรงเพราะเอียงฉงนใคร่สงสัย

         “ทำไมเล่าพระอนุชา?”

         “ต้องพาพระพี่นางสีดากลับไปพร้อมกัน”

         “แล้วพระแม่สีดา บัดนี้นั้นพำนักอยู่ส่วนใดในกรุงลงกาหรือ พระอนุชา? อันตัวข้านี้เทียวตามหาท่านไปทั่วทุกสารทิศ มิเจอะมิเจอพระแม่สีดาณ.แห่งหนใดเลยสักทิศ”


         พระลักษมณ์มีสีพระพักตร์ครุ่นคิด เมื่อครู่ก่อนที่นางมณโฑจะออกไปนั้น นางได้รำพึงถึง‘สวนขวัญ’อันตั้งอยู่ท้ายสุดกรุงลงกากับนางกำนัลผู้ติดตาม แลเหมือนว่าสวนขวัญที่ว่านั้นคงจักงดงามอยู่ไม่น้อย คงจักตามประสาสตรีที่รักชอบสิ่งสวยๆงามๆนั้นแล

         “ในสวนขวัญ เห็นว่ามีนางฟ้านางสวรรค์ลงมาจุติ เจ้าพี่ทศกัณฐ์จึงได้ให้ทหารแลไพร่พลคุ้มกันแน่นหนาเสียยิ่งกว่ามหาปราสาทอันเป็นพระราชฐานส่วนในนี้เสียอีก”

         หรือหากดำริอีกนัยหนึ่ง กลับคล้ายว่าสตรีนางนั้นต้องการให้พระองค์ทรงทราบกระนั้น

         หากคิดเยอะไปก็เพียงเท่านั้นแล

         “เราได้ยินมาว่า ท้ายกรุงลงกานั้นมีสวนนามว่า‘สวนขวัญ’อยู่ อีกทั้งยังมีการคุ้มกันที่หนาแน่นยิ่ง เกรงว่าพระพี่นางน่าจักพำนักอยู่ณ.ที่แห่งนั้น”

         “เช่นนั้นเราก็ไปกันเลยเถิดพระอนุชา!”
ขุนพลกระบี่หนุมานชาญสมรให้คึกคักยิ่งนัก มือหนึ่งกำมือหนึ่งแบทุบเข้าหากัน ลำคอหรือก็หักซ้ายหักขวา ได้ยินว่า‘คุ้มกันแน่นหนา’ ย่อมต้องมีทหารยักษ์ให้อัดประกาศศักดาเยอะแยะเป็นแน่

         หากภาพฝันกลับมลายสลายเมื่อพระพักตร์งามส่ายไปมา

         “ไม่ได้ หากพญาทศกัณฐ์กลับมาแล้วไม่เจอเราอยู่ในห้องนี้ เรื่องจักยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่”

         “พระอนุชา ข้ามิเกรงกลัวเจ้าสิบเศียรนั่นดอกหนา”


         พระอนุชาศรีสุวรรณทรงถอนพระปัสสาสะ

         “มิได้อยู่ที่ว่าจักกลัวหรือมิกลัว แต่เราเกรงว่าพระพี่นางจักได้รับอันตรายไปด้วยหากต้องปะมือกันเข้าจริงๆ …หนุมาน คืนนี้ท่านจงร่ายมนต์ให้เหล่ายักษีบรรดาไพร่อสุรีทุกตนในลงกาหลับใหลเสีย จากนั้นเราค่อยเร่งไปหาพระพี่นางแลค่อยพานางหลบหนีออกจากลงกานคร”

         อันตัวหนุมานนั้นไซร้ แม้นจักอยากลงไม้ลงมือเพียงใด จำต้องรับพระบัญชาองค์พระอนุชาแห่งพระรามนายเหนือหัวอย่างขัดมิได้ พญาวานรค้อมกายให้องค์รูปทองก่อนจะกระโดดแผล็วจากไปเร้นซ่อนกาย รอคอยเวลาซึ่งจันทร์กาลมาเยี่ยมเยือน ลืมเลือน‘บางสิ่ง’ที่ตนเผลอปล่อย‘ทิ้ง’ไว้ตรงหน้าต่างห้องบรรทมไปเสียสิ้น…

         เมื่อนั้นประตูห้องบรรทมพลันถูกผลักเปิดเข้ามา

         พระเนตรสองคู่สบประสาน ต่างซึ่งอากัปกิริยา

         ฝ่ายพญายักษ์ทศกัณฐ์นั้นมีสีพระพักตร์ผ่องใส ในพระหัตถ์ซ้ายทรงถือประคองอ่างสรงขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ในอ่างนั้นหนอมีดอกมะลิลาลอยตัวส่งกลิ่นหอมจรุงใจ

         ส่วนฝ่ายองค์ลักษมณ์รูปทองนั้น …พระวรกายแข็งค้างด้วยมิทรงทราบควรจักต้องปั้นสีพักตร์เช่นไร สุดท้ายแล้วจึงได้แต่เพียงประทับนั่งนิ่งๆอยู่บนพระแท่นบรรทมเท่านั้น

         จักให้ทรงแสร้งล้มวรกายลงนอนสลบไสลดั่งเดิม ก็เห็นจักมิทันเอาเสียแล้ว

        “ยอมฟื้นขึ้นมาแล้วหรือ?”

         มิตอบความกลับ องค์รูปทองเพียงผินพระพักตร์ไปอีกทาง มิยอมสบพระเนตรมองพระพักตร์เจ้าบุรินทร์สักน้อย หากกระนั้นก็ยังคงรับรู้องค์ตลอดเพลา แม้นกระทั่งอีกฝ่ายดำเนินเข้ามาใกล้

         “เจ้าลักษมณ์”

         ใกล้ไปแล้วหนอ…

         “เจ้าลักษมณ์”

         สุรเสียงเพรียกขานอยู่ข้างพระกรรณ ไออุ่นกรุ่นกลิ่นมะลิลาหอมจรุงอยู่ชิดใกล้

         “หันมามองกันหน่อยเถิดหนาเจ้า”

         หากองค์รูปทองกลับทำพระทัยแข็ง โอษฐ์อิ่มเม้มขบแน่น ดวงพระเนตรปิดสนิท …ทั้งที่ดวงฤทัยปวดร้าวยิ่ง

         “พี่ทำผิดต่อเจ้ามากหรือ?”

         ราวกับทำนบที่องค์ทรงอดกลั้นถึงคราวพังทลาย

         “ท่านลักพาพระพี่นางมาจากพระเชษฐาของข้า ลักพาชายาจากอกพระสวามีของนาง ก่อให้เกิดศึกรบราฆ่าฟันกันมิรู้จบสิ้น เช่นนี้ยังมินับว่าเป็นความผิดอันใหญ่หลวงได้อีกหรือ?!”แลอ่างสรงกลับกลายเป็นอาวุธจำเป็น…

         พระวรกายเปียกปอนด้วยน้ำโรยดอกผกา ขอบอ่างสรงปะทะเข้ากับสันพระหนุ(สันคาง)ก่อนตกกระทบลงบนพื้นห้องพระบรรทม เสียงดังถึงเพียงนี้แต่หากด้วยกระแสรับสั่งจากองค์เหนือหัวแห่งกรุงลงกา จึงมิมีทหารยักษ์ตนใดกล้าย่างกายเข้ามา

         องค์ท้าวทศกัณฐ์หันพระพักตร์กลับไปหามนุษย์ร่างน้อย ที่หาญกล้าแม้กระทั่งใช้อ่างเงินเป็นอาวุธทำร้ายจอมกษัตริย์ยักษ์เยี่ยงพระองค์ มิได้ทรงกริ้วมิได้ทรงโกรธา …เพียงตรัสถามด้วยสุรเสียงนุ่มเหมือนดังเคยมิเปลี่ยนแปร

         “เจ้าไม่ชอบดอกมะลิลานี้แล้วหรือไร เจ้าลักษมณ์เอ๋ย?”

         เมื่อนั้นให้คล้ายความปวดร้าวแสนสาหัสแล่นริ้วไปทั่วพระกายา แลยิ่งได้ยลรอยแผลบาดลึกตรงสันพระหนุก็ให้ทรงยิ่งเจ็บปวดราวกับองค์ทรงได้รับบาดเจ็บเข้าเสียเอง

         พระหัตถ์ขาวผ่องยกขึ้นทาบแนบลงบนปราง …พระลักษมณ์ร่างน้อยมิกล้าแตะลงบนแผลให้พระองค์ทรงเจ็บเคืองมากกว่าที่เป็น

         “เจ็บหรือไม่?”

         “ไม่เจ็บแล้ว”
พญายักษ์ยกพระหัตถ์ขึ้นแนบกุมหัตถ์น้อย พระเนตรสบประสานทอประกายแสนรักยิ่ง

         “เจ็บ อึก…”พระลักษมณ์มิอาจห้ามพระอัสสุธารานี้ได้ แม้นจักทรงอดกลั้นสักเพียงไหน ก็มิอาจห้ามได้อีกต่อไป“เจ็บมากหรือไม่…”

         “ตอนนี้เจ็บแล้ว เจ็บเพราะเห็นเจ้าร้องไห้ …อย่าได้ร้องเลยหนา ใจของพี่จักขาดรอนเอาเสีย”
พระหัตถ์อีกข้างยกขึ้นโอบประคองวงหน้างามผ่องแผ้ว ก่อนพระพักตร์คมจักเลื่อนเข้าจูบซับหยาดธาราใสบนผิวปรางนวลแผ่วเบา

         “เหตุใดกัน”

         “…”

         “ทำไมหนอ เพียงแค่รักท่านเท่านั้น… ไยจึงต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้?”


         ทำไมท่านต้องมาเป็นศัตรูของข้าด้วย

         เพียงหนึ่งคำถามที่มิเคยเอื้อนเอ่ยออกไป ดวงพระเนตรคู่งามเอ่อคลอด้วยสายธาราใส …สั่นระริกด้วยทรงไม่เคยเข้าพระทัย

         “เจ้าพี่ทศกัณฐ์ ไยจักต้องเป็นท่านด้วย?”

         “จงรับรู้ไว้แต่เพียงว่า พี่ทศรักเจ้าลักษมณ์ยิ่งนัก”


         กรุ่นกลิ่นหอมมะลิลาจากพระวรกายเปียกชื้นต้องเข้าพระนาสิก สัมผัสอุ่นแนบสนิทลงบนพระโอษฐ์นุ่ม …วรกายใหญ่โอบล้อมรอบพระกายาสีทองทา หากเป็นไปได้ก็มิทรงใคร่ให้ผู้ใดได้พบเห็น…

         “รัก…ด้วยชีวิตทั้งหมดนี้ของพี่”

         พระเนตรสีโลหิตเรืองรองวาวประกาย ยามทอดพิศพระวรกายนวลที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ปิดเร้นด้วยถูกพระองค์ทรงปลดเปลื้องออกเสียหมด

         มนต์ผกาซ่อนซึ่งความนัยแฝงเร้นซึ่งความลับที่มิอาจเผยให้ผู้ใดได้ล่วงรู้ …มนต์มะลิลาหอมรัณจวนชักจูงดวงจิตให้เผลอไผลไปกับความหอมหวาน …ที่มิอาจยั่งยืนนาน


(ต่อรีพลายล่างค่ะ)

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ยามราตรีอันเงียบงัน เงียบเสียจนผิดปกติเมื่อไร้ซึ่งทหารยักษ์ออกเดินยามดังเช่นที่เคยเป็น

         หนึ่งวานรหนึ่งมนุษย์เร้นกายไปตามเงาดำมืดด้วยมวลหมู่เมฆาที่เอื้ออำนวย แม้นยักษ์ทุกตนจักต้องซึ่งมนต์คาถาที่หนุมานได้ร่ายไว้ก่อนหน้านี้ ต่างล้วนแล้วพากันหลับใหลไปเสียหมด แต่หากจักกระทำการใหญ่มิควรตกประมาทโดยเด็ดขาด

         ‘สวนขวัญ’นั้นมิได้มีอาณาเขตกว้างขวางหรือใหญ่โตอันใด หากกลับอุดมไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ ให้ร่มรื่นแลสบายตา ภายในสวนที่ราวกับสรวงสวรรค์จำแลง ปรากฏตำหนักเล็กสามหลังปลูกติดกันใต้ต้นอโศกขนาดใหญ่ แต่ให้แปลกพิกลนักเมื่อสวนเล็กๆแห่งนี้กลับมีทหารยามอยู่โยงเฝ้าอย่างแน่นขนัด คะเนดูแล้วแทบจักมากกว่าในพระราชวังหลักเสียอีก

         พระอนุชาแลทหารเอกแห่งพระราม ไล่สำรวจตรวจตราทีละตำหนัก จวบจนถึงตำหนักสุดท้าย

         ด้วยจำนวนนางกำนัลอสุรีอันนอนเรียงรายเฝ้าอยู่หน้าพระตำหนัก พระลักษมณ์ทรงมั่นพระทัยยิ่งนัก ว่าพระพี่นางสีดานั้นจักต้องพำนักอยู่ภายในตำหนักหลังนี้อย่างแน่นอน

         “พระพี่นาง”พระลักษมณ์รีบปรี่เข้าไปก้มกราบแทบบาทพี่สะใภ้ที่นั่งอยู่บนแท่นประทับในทันใด

         ขณะที่หนุมานขุนวานรพินิจพิศมอง หากสตรีมนุษย์ผู้นี้นั้นยิ่งมองก็ยิ่งงาม ไร้ซึ่งที่ติมิว่าจักเป็นดวงหน้างามแฉล้มแลผิวพรรณผุดผ่อง งดงามยิ่งกว่าหญิงนางใดที่วานรเผือกเคยพบพาน เมื่อแลเห็นพระอนุชาก้มกราบแทบบาทสตรีนางนั้นจึงให้แน่แก่ใจว่าจักต้องใช่พระแม่สีดาเป็นแน่แท้ รีบเป่าคลายมนต์สะกดรุดเข้าไปกราบแทบบาทนางอีกตน

         พระนางสีดาตื่นขึ้นจากบรรทมหลับใหล พลันตกพระทัยเมื่อเห็นสองผู้ที่มอบกราบอยู่แทบบาท

         “น้องลักษมณ์? น้องลักษมณ์จริงๆหรือ?”

         “เป็นน้องเองพ่ะย่ะค่ะ พระพี่นาง”
พระรูปทองหลั่งพระอัสสุธาราเงยมองดวงหน้าพี่สะใภ้ได้ไม่กี่นานก็ต้องให้รีบก้มลงมองเพียงเบื้องบาทงาม

         “น้อง ...เป็นน้องลักษมณ์จริงหรือ?”นัยหนึ่งแสนดีใจ หากอีกนัยกลับระแวงด้วยไม่แน่ใจ“หรือจักเป็นยักษ์ร้ายแปลงกายมาเพื่อเกลี่ยกล่อมเรา”

         “หนุมาน ครั้นก่อนออกรบศึกสู้กับกุมภกรรณ ของที่เราได้เคยบอกกล่าวเอาไว้ว่าให้นำติดตัวมาด้วย ท่านได้นำมาหรือไม่?”
พระลักษมณ์หันไปสอบถามขุนกระบี่วานร

         “ที่พระอนุชารับสั่ง ข้าหนุมานผู้นี้ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”อันหนุมานวานรเผือกรีบหยิบของออกจากย่ามแลส่งให้องค์อนุชาศรีสุวรรณในทันใด

         “ผ้าสไบกับแหวนวงนี้พอจักเป็นสิ่งยืนยันในตัวน้องได้หรือไม่”

         เมื่อแลเห็นพลันหลั่งน้ำตาทันที ด้วยทรงจำได้ว่าสไบผืนนี้นางได้ทิ้งไว้กับลิงป่าก่อนถูกพญายักษ์ลักตัวมาจากอาศรม ส่วนแหวนวงนี้นั้นพญาทศกัณฐ์ได้ถอดออกจากมือของนางขวางใส่นกสดายุจนต้องตกแก่ความตาย

         นางปาดหยาดน้ำใสออกจากแก้ม รับสไบแลแหวนจากผู้ที่นางรักดุจน้องชายแท้ๆ เข้าแนบทรวงด้วยแสนคนึงหาภัสดาเป็นหนักหนา

         “พี่นึกว่าเจ้าพี่รามจักลืมเลือนพี่ไปแล้วเสียอีก”

         “หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ บัดนี้เสด็จพี่รามได้นำทัพออกสู้รบกับพวกยักษาเพื่อชิงตัวพระพี่นางกลับคืนสู่บ้านเมืองของเรา …เสด็จพี่รามมิเคยแม้แต่จักลืมพระพี่นางไปจากพระทัย แม้นเพียงน้อยนิดก็มิเคย”
พระลักษมณ์รีบแจ้งซึ่งความจริง พระพี่นางหลังจากถูกพญาทศกัณฐ์ลักมาอยู่เมืองยักษ์แล้วไซร้คงมิอาจทราบความโลกภายนอกได้เลยสักน้อย

         หรือไม่ก็ถูกปิดหูบังตาจากพญายักษ์มากเล่ห์เจ้าเมืองลงกาผู้นั้น

         “น้องลักษมณ์?”

         องค์รูปทองหลุดออกจากภวังค์ความคิดเมื่อยินเสียงหวานเพรียกขาน ขยับพระวรกายลุกขึ้น

         “ไม่มีเวลาแล้วพระพี่นาง รีบออกไปจากที่นี่กันเถิด”

         พระนางสีดาพลันให้ชะงัก เมียงมองลิงเผือกที่บัดนี้ก็ยังมิทราบว่าเป็นใคร หนุมานเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นกราบแนะนำตนเอง

         “หม่อมฉันมีนามว่าหนุมาน เป็นทหารเอกแห่งองค์รามอวตารพ่ะย่ะค่ะ”

         “อย่าได้มัวช้าอยู่เลยพระพี่นาง บัดนี้ไม่รู้ว่ามนต์ของหนุมานคลายไปบ้างแล้วหรือไม่”
พระลักษมณ์เร่งร้อนหากมิกล้าฉุดรั้งพี่สะใภ้

         “น้องลักษมณ์ เจ้า…เจ้าจงกลับไปกับท่านหนุมานเถิด”

         “พระพี่นาง ท่าน…หมายความว่าอย่างไร?”

         “อันตัวพี่นี้ ถูกยักษ์ลักมา ถูกลิงพาไป จักให้เป็นที่ครหา เป็นที่ติฉินนินทาแลนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติแก่องค์รามได้”

         “แต่กระนั้นก็หาได้…”
หากมิทันได้ทรงเกลี้ยกล่อมพี่สะใภ้ ก็ให้วรกายแข็งค้างพระโลหิตเย็นเยียบเข้าเสียก่อน

         “สีดากล่าวได้ถูกต้องแล้ว เจ้าลักษมณ์”

         ขุนกระบี่วานรเผือกรีบเข้ายืนขวางกางสองแขนปกป้องสองนายไว้ข้างหลังตน

         “พี่นึกว่าเราเข้าใจกันดีแล้วเสียอีก กลับมิคาดว่าทั้งหมดจักเป็นแผนการของเจ้า …เจ้าลักษมณ์”

         พญายักษ์ทศกัณฐ์ในชุดผ้าไหมโปร่งสีขาวแย้มสรวล ถึงอย่างไรก็มิอาจเคืองโกรธเจ้าลักษมณ์ได้เสียที กลับทรงหมั่นเขี้ยวอยากจับลงทัณฑ์สักหลายคราให้สิ้นฤทธา ในพระทัยยังทรงยิ่งเอ็นดูเป็นหนักหนา

         “...เผลอเป็นมิได้เลยเทียว เจ้าเป็นอันต้องหาเรื่องใส่ตนตลอด มิว่าจักยามไหน เจ้าก็เป็นเช่นนี้เสมอ… เจ้าลักษมณ์เอ๋ย”

         “หนุมาน รีบพาพระพี่นางหนีไปก่อน!”


         วานรเผือกแสนลังเลใจ ด้วยองค์รามนั้นมีรับสั่งให้มารับองค์ลักษมณ์กลับคืนสู่พลับเพลา มิใช่พระแม่สีดา... แต่หากพาพระแม่สีดากลับไปได้ก็จักนับเป็นความสำเร็จมิต่างกัน

         บัญชาองค์รามคือพาองค์ลักษมณ์กลับ

         ส่วนบัญชาองค์ลักษมณ์คือให้นำพระแม่สีดาคืนสู่พระภัสดา

         แต่สำคัญยิ่งกว่าคือสิ่งที่องค์พระอนุชามิทรงทราบ…

         “พระอนุชา ข้ามิอาจแตะต้องเนื้อกายสตรีได้”




         สุดท้ายก็มิอาจหลบหนีได้

         “จักต้องให้พี่ล่ามเจ้าไว้กับตัวหรือไม่?”

         องค์รูปทองที่ถูกนำตัวกลับจากสวนขวัญมายังห้องพระบรรทมในส่วนชั้นมหาปราสาท ไม่แม้นแต่จะเงยพระพักตร์ผ่องนวลขึ้นสบพระเนตรดุดันของพญาอสุราวรกายสีมรกต

         “หรือพี่อ่อนโยนกับเจ้ามากเกินไป หืม? เจ้าจึงได้ยังมีกำลังวังชาวิ่งไปโน่นมานี่ หนีจากพี่มิยอมหยุด”

         พระกายาสีดุจทองทาพลันถูกพระวรกายใหญ่ยักษ์ต้อนชิดติดผนัง พระหัตถ์เรียวเล็กยกขึ้นเพื่อต้านพระอุระแกร่ง หากองค์ลักษมณ์รูปทองเป็นต้องเม้มพระโอษฐ์อิ่มแน่นเมื่อมิอาจทานพระกำลังของจอมกษัตริย์ยักษ์ไหว

         “ท่านจักทำอย่างไรกับหนุมาน?”

         “พี่ไม่ฆ่ามันหรอก หากมันมิคิดจักลักพาเจ้าไปจากพี่อีก”


         บัดนี้ด้วยเพราะพระบัญชาของพระลักษมณ์ ขุนกบินทร์ทหารเอกแห่งองค์รามจึงยังมิต่อต้านขืนขัด จำยอมถูกตรวนแลกักขังเยี่ยงเชลยศึก แต่หากมีหรือที่หนุมานจักยอมอยู่นิ่งเฉยได้นาน …ด้วยฤทธาอันมากล้นแห่งวายุบุตรนั้นไซร้ ไฉนทหารยักษ์จักเอาอยู่ได้ หนุมานถือพระบัญชาแห่งองค์อวตารเหนือเกล้ายิ่งกว่าสิ่งใด แลพระบัญชาของพระเชษฐาก็คือให้นำตัวพระองค์กลับคืน

         มินาน …มิช้านานกรุงลงกาจักต้องลุกเป็นไฟ

         “ให้ทุกสิ่งจบสิ้นลงเสียวันนี้ได้หรือไม่?”ทรงช้อนพระเนตรคู่งามขึ้นสบพระเนตรดุดัน“คืนตัวพระพี่นางสีดาให้แก่พระสวามีของนางเถิด ท่านทศกัณฐ์”

         ราวกับแลพิศเห็นแววบางอย่างพาดผ่านพระเนตรสีชาดคู่นั้น ฉับพลันบั้นพระองค์ถูกรัดตรึงแน่นด้วยอ้อมพระกรอันแข็งแกร่งของจอมอสุราเจ้าแห่งกรุงลงกานคร

         “พี่ไม่สนว่าการมาลงกาครานี้ของเจ้าจักด้วยเพราะแผนการอันใด”

         พระฤทัยเต้นรัวด้วยตระหนกยิ่ง พระเนตรงามสั่นไหวยามแลเห็นแววร้าวรานบนพระพักตร์คมดุยามองค์ท้าวทศกัณฐ์ทรงทอดพระเนตรมายังพระองค์


         “พี่จักมิมีวันปล่อยเจ้าให้กลับไปหา‘มัน’”


         แม้นสุรเสียงจักทรงเยือกเย็นเพียงไร หากพระลักษมณ์รูปทองนั้นไซร้… กลับทรงเข้าพระทัยดีว่ามิใช่เป็นเช่นนั้น


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ^^

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
รอบนี้สงสารหนุมานจัง จะพาใครหนีกลับก็พากลับไปไม่ได้สักคน  :z3: :เฮ้อ:

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
        ตอนที่ ๑๓

        เราเคยรักกันมาก่อน…

        เปลือกตาขยับ หูแว่วเสียงกระซิบบางสิ่ง หากเพียงลองเอียงหูตั้งใจฟังดีๆ

        …ด้วยทั้ง …ชีวิต

        เจ้า …เชื่อหรือ….


        ฉับพลันกลับราวถูกบางอย่างเข้าปิดกลั้นไว้ ให้ไม่อาจจับใจความใดได้อีกแม้เพียงน้อย

        “..รัก …รัก”

        ยกมือขึ้นปัดๆผ่านหู แจ็บปากสองทีก่อนขยับตัวนอนตะแคงซ้ายข้างถนัด กำลังจะเคลิ้มหลับถวายบังคมเข้าเฝ้าพระอินทร์อีกครา เป็นอันต้องรีบดีดตัวเด้งขึ้นมานั่งตาเบิกโพลง …พร้อมยกมือขึ้นลูบหน้าผากป้อยๆจากความเจ็บปวดอันเคยคุ้นกันดี

        “พ่อจ๋า?”

        “ก็เออน่ะสิวะ!”

        อื้อหือ ตัวจริงเสียงจริงไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดหยดใส่กะละมังเพื่อพิสูจน์เหมือนหนังจีนกำลังภายในที่เคยดู พอหันมองไปรอบตัวก็ให้เห็นว่าเป็นห้องนอนของเขาที่บ้านเรือนไทยเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์นั่นเอง แล้ว…

        “รักกลับมาได้ยังไงอ่ะพ่อ”หน้าตาสับสนพลางเกาท้ายทอยแกรกๆ

        “บ๊ะ! ไอ้นี่ คุณเค้าก็พามาส่งน่ะสิวะ โพล้เพล้แล้วยังไม่ตื่นเดี๋ยวผีก็พาไปลักซ่อน”เมื่อเห็นว่าลูกชายตื่นดีแล้ว แม้จะหน้ามึนตาปรืออยู่บ้าง ได้บ่นลูกนิดๆหน่อยๆพ่อจ๋าก็สบายใจขึ้น ปัดผ้าขาวม้าไปซ้ายทีขวาอีกที กำลังจะหันหลังเดินออกจากห้อง เป็นอันต้องเกือบหงายหลังเงิบเพราะถูกลูกชายสุดที่รัก คว้าผ้าขาวม้าหมับดึงเข้าให้“อะไรของเอ็งเล่าไอ้ลูกคนนี้”

        “พ่อจ๋าว่าใครมาส่งรักนะ?”

        “ก็‘คุณเค้า’ไงล่ะวะ”

        “แล้ว‘คุณเค้า’ไหนล่ะจ๊ะ?”ยกมือขึ้นบังกระหม่อม รู้แกวพ่อจ๋าดีว่าจะต้องเขกโป๊กลงมากลางเหม่งลูกแน่นอน
พอลักษมัณลองนึกย้อนดูก็ให้คิดว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…

        “ทศ ทศอะไรสักอย่างนี่ล่ะ เดี๋ยวไปดูนามบัตรอีกที อ้อ! ตื่นแล้วก็ไปหาแม่ธารทิพย์เขาด้วยล่ะ เอาขนมไปแบ่งแม่เค้า คุณทศเขามีน้ำใจแวะซื้อมาฝาก เยอะแยะไปหมด”

        “เขาชื่อทศพักตร์จ้ะพ่อ”

        ครูเอกอรุณตามองลูกชายสุดที่รัก แต่ผู้เป็นลูกชายนั้นหาได้ล่วงรู้ถึงสายตาจับสังเกตุของพ่อจ๋าแม้แต่น้อย เจ้าบ้านเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์ให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงดี




        พ่อจ๋าของลักษมัณนั้นเมื่อยืนส่งจ๋อน้อยนักเรียนดนตรีคนสุดท้ายขึ้นรถผู้ปกครองเสร็จแล้วเรียบร้อย กำลังจะหันหลังกลับ กลับต้องชะงักขาหยุดเมื่อหูยินเสียงรถยนต์จอดเทียบรั้วบ้าน เมียงๆมองๆรถสีดำคันใหญ่แสนแปลกหน้าแปลกตา ด้วยไม่คุ้นเคยเพราะไม่ใช่รถของผู้ปกครองเด็กคนไหน รวมถึงเพื่อนบ้านละแวะเคียงใกล้ก็ไม่เคยเห็นใครใช้รถที่ดูท่าแล้วราคาน่าจะแพงหูฉี่ลักษณะนี้เลยสักบ้าน

        ประตูรถทางฝั่งคนขับเปิดออกปรากฏเป็นผู้ชายแปลกหน้ารูปร่างกำยำในชุดสูทสากลสีดำสนิทไปทั้งตัว ก้าวลงจากรถพร้อมกับเดินตัวตรงดิ่งไปเปิดประตูหลัง

        จากนั้นก็เป็นผู้ชายหน้าเข้มดุที่เดินลงจากรถมา อีกฝ่ายอยู่ในเชิ้ตสีดำ กางเกงก็ดำ ดำไปยันรองเท้าหนังขัดเงาวาววับ ครูเอกอรุณให้มุ่นคิ้ว ไม่ได้คิดจะวิพากษ์การแต่งเนื้อแต่งตัวของใครหรอกหนอเพราะสไตล์ใครก็สไตล์มันนั่นล่ะ หากแต่เพียงรู้สึกประหลาดในใจอย่างบอกไม่ถูก

        คับคล้ายราวกับว่าแลเห็นไอมืดมนอันแสนเศร้าแผ่จำกายอยู่รอบกายของคนผู้นี้อย่างนั้น?

        “เฮ้ย?!”กำลังคิดไร้สาระเพลินๆ กลับต้องร้องเสียงหลงออกมาเมื่อเห็นชายชุดดำเอื้อมโน้มตัวเข้าไปอุ้มร่างยาวๆของใครคนหนึ่งออกมาจากรถ

        ร่างยาวๆที่ว่า แค่เห็นหัวยุ่งๆกับชุดนักศึกษา ครูเอกอรุณก็จดจำได้ทันที

        “ไอ้รัก?!”

        เสียงเขาดังมาก หลงมากด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นลูกชายตัวดีที่ถูกชายแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้อุ้ม ยังคงไม่รู้สึกตัวเหมือนจะหลับลึก …ลึกขนาดที่ว่าเขาปราดเข้าไปประชิด กะจะยื้อแย่งลูกมาอุ้มไว้เอง มันก็ยังไม่ยอมตื่นมาดู

        “ใจเย็นๆก่อนครับคุณเอกอรุณ”ฝ่ายชายชุดสูทที่ลงรถมาเป็นคนแรก คาดว่าน่าจะเป็นคนขับรถหรือสารถีหรืออะไรก็แล้วแต่แม้มันจะเป็นความหมายเดียวกันก็ตาม เข้ามาขวางพลางบอกให้เขา Clam down … ครูเอกอรุณกระแอมไอพลางรวบรวมสติ

        “นั่นลูกชายผม”

        “ผมรู้ และเราควรพาเขาเข้าบ้านไปนอนดีๆก่อนจะมาอธิบายอะไรกัน จริงไหมครับ?”

        “เออ ก็จริง”ตอนแรกก็หัวร้อนเพราะเห็นใครที่ไหนก็ไม่รู้มาอุ้มลูกชายเขา ทำเหมือนกับว่าเจ้ารักนั้นเป็นแค่เด็กตัวเล็กนิดเดียว ไม่กี่มากน้อย คิดว่าอีกฝ่ายคงต้องหนักแขนเมื่อยมือบ้างล่ะ

        ครูเอกอรุณที่จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองอารมณ์เย็นขึ้น และนึกถึงเหตุผลได้อย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ …รีบเปิดประตูรั้วบ้านให้กว้างเพื่อให้อีกฝ่ายที่พ่วงลูกขายเขาไว้ในอ้อมแขนเข้ามาได้สะดวก กระทั่งเดินนำขึ้นเรือนไทยมา คราแรกกะจะให้อีกฝ่ายวางลูกไว้บนตั่งไม้ยาวประจำตัวกลางเรือนก่อน

        “เดี๋ยวจะนอนไม่สบายตัวเอา”

        ห่วงลูกกูเสียยิ่งกว่าพ่อมันอย่างกูนี่อีกเว้ย!

        สุดท้ายก็พาเขาไปจนถึงห้องนอนลูก จัดแจงปล่อยไอ้หัวยุ่งตัวยาวลงบนเตียงเสร็จก็พากันเดินออกมา

        อารมณ์เหมือนโดนป้ายยา เขาว่าอย่างไรครูเอกอรุณก็ว่าตามนั้น นึกๆดูแล้วก็พิกลตัวเองอย่างบอกไม่ถูก หากแต่สิ่งที่สัมผัสได้จากชายหน้าดุผู้นี้หาใช่มีเจตนาไม่ดี

        ทำไมถึงได้ไว้ใจ ครูเอกอรุณก็หาคำตอบมาตอบให้กับคำถามนี้ไมได้เหมือนกัน

        “สวัสดีครับ ผมชื่อทศพักตร์ เป็นคนที่อยู่กับเจ้าลักษมณ์ …หมายถึงลักษมัณตอนที่เขาประสบอุบัติเหตุคราวก่อน”
รับนามบัตรมาพลางขมวดคิ้วเมื่อเห็นหลักฐานผ่านร่องรอยผ้าพันแผลบนข้อมือหนึ่งจุด และข้อศอกอีกหนึ่งจุด ประจวบเข้ากับคำให้การณ์ที่ลูกชายเคยเล่าเรื่องให้เขาฟังเมื่อวันก่อน

        แผลตรงกันกับ‘ผู้มีพระคุณ’ที่ว่านั่นเด๊ะ

        แผลที่เห็นคล้ายจะไม่ได้เจ็บหนัก แต่ถึงอย่างนั้นไม่น่าถึงขั้นอุ้มผู้ชายตัวไม่เล็กอย่างลูกชายของเขาได้นาน ทั้งยังพาขึ้นบันไดหลายสิบขั้น อย่างน้อยก็ต้องกระเทือนบ้างไม่มากก็น้อยล่ะ แต่คุณทศอะไรนี่ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย

        “ผมทราบจากลูกชายว่าคุณเจ็บจนถึงขั้นข้อมือหัก?”

        แล้วคนข้อมือหักที่ไหนจะทำเหมือนที่ชายผู้นี้ทำได้ขนาดนี้กัน?

        “ครับ ตอนนี้ก็จวนจะหายดีแล้ว”ครูเอกอรุณคิ้วขมวดมุ่นหนักกว่าเก่า หากทศพักตร์เพียงยิ้มเล็กน้อยออกมาเท่านั้น“วันนี้ก็ว่าจะไปโรงพยาบาล แต่ลักษมัณกลับหลับระหว่างทางเข้าเสียก่อน ผมเลยพาเขามาส่งที่บ้านแทน ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ปุบปับมา”

        ยิ้มมารยาทแต่กลับไม่ดูเหมือนปั้นแต่ง วาจายังสุภาพเข้ากับบุคลิกที่แทบจะไม่มีที่ติ แถมข้อมือหักไม่กี่วันยังหายดีราวกับเสกได้ …ซูปเปอร์แมนหรืออย่างไรหนอ

        “บอสครับ”นายสารถีชุดสูทเหมือนมาเฟียเดินเข้ามาในวงสนทนา ขัดบทสงสัยของครูเอกอรุณได้ชะงัดนักราวกับรู้จังหวะ มาพร้อมกับถุงใหญ่สองถุงด้วยกัน ข้างหน้าถุงนั้นแปะโลโก้คุ้นตาพ่อจ๋ามาก

        “ระหว่างทาง เผอิญเจอร้านนี้เข้า ผมจำได้ว่าเคยเห็นผ่านรายการทีวี หวังว่าคุณเอกจะไม่รังเกียจนะครับ”

        ขนมไทยเจ้าดังร้านประจำที่หากมีโอกาสครูเอกอรุณเป็นได้ต้องแวะออกไปซื้อมาตุนไว้กินเล่นเสมอ

        “เห็นว่าเขาปรับสูตรใหม่เพื่อสุขภาพด้วย หวังว่าจะถูกปากนะครับ”

        …กลืนน้ำลายเฮือกเลยทีเดียว เพราะพ่อจ๋าเปรี้ยวมานานแล้วจริงๆ




        “เอ็งเคยบอกคุณเขาหรือวะว่าพ่อชอบขนมร้านนี้?”

        คนเป็นลูกส่ายศีรษะดิ๊ก นัยน์ว่าเปล่าบอกนะจ๊ะพ่อ

        เผลอหลับไปแผล็บเดียว ลักษมัณเหมือนตามไม่ทันหลายอย่างเลยทีเดียว เดินงงหัวยุ่งตามพ่อจ๋าไปถึงในครัว เยี่ยมหน้าก้มลงมองขนมไทยละลานตาบนโต๊ะกินข้าวแล้วก็ให้ร้องโอ้โหออกมา

        ขนมไทย ๙ มงคล อันประกอบด้วย ทองหยิบ ทองหยอด ทองพลุ ทองเอก ทองนพคุณ ทองชมพูนุช ทองม้วน ทองทัต และทองอัฐ ถูกจัดมาในรูปแบบของกระเช้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ข้างกันนั้นก็เป็นขนมไทยประเภทอื่นอีกสามสี่อย่างด้วยกัน เรียกได้ว่า หากทานจนหมดนี้รับรองพรุ่งนี้ไปตรวจได้เจอเบาหวานขึ้นแน่นอน ทั้งพ่อจ๋าทั้งลูกชาย

        จัดใหญ่ไฟกระพริบมากเลยหนอพี่ทศ…

        ลักษมัณเดินออกจากบ้าน ในมือถือสองจาน ในจานมีขนมไทยหลากหลายชนิด แบ่งสรรปันส่วนมาเพื่อนำไปให้กับธารทิพย์ มารดาของพิภิษณ์ ระหว่างทางก็นึกไปด้วยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ให้นึกอย่างไรเค้นความทรงจำแค่ไหน ลักษมัณก็คิดไม่ออกว่าตัวเองหลับไปได้อย่างไร

        จำได้เพียงว่าพี่ทศพาไปเดท …สวนขวัญบำบัดฝัน …ต้นอโศกใหญ่

        หลังจากนั้นเหมือนภาพถูกตัดไปเสียอย่างนั้น ลักษมัณจำไม่ได้เลยสักกะผีกริ้น

        “อ้าว รัก มานี่มาลูก โห ถืออะไรมาเยอะแยะล่ะนั่น”

        ธารทิพย์ มารดาของพิภิษณ์เป็นหญิงวัยกลางคนที่หน้าตาอ่อนหวานสมวัย อีกทั้งกิริยาก็ยังนุ่มนวลอ่อนโยนราวกับถอดออกมาจากนางในวรรณคดีเลยก็ไม่ปาน ช่างผิดแผกจากลูกชายเพียงคนเดียวอย่างพิภิษณ์นัก รายนั้นสมัยก่อนนี่แทบจะเรียกว่าเป็นหัวโจกเด็กในซอยเลยก็ว่าได้ หัวร้อนเป็นที่หนึ่ง จนโตมาเข้ามหาวิทยาลัยนี่ล่ะถึงได้เหมือนจะลดความหัวร้อนลง ไม่เป็นหัวโจกนำรบเหมือนแต่ก่อน

        “เชื้อพ่อมันแรงเว้ย”

        พี่เวสคนดีของน้องรักเคยกล่าวไว้เช่นนั้นเมื่อครั้งใกล้จบประถมสาม …ลักษมัณจำได้ดี พูดไปก็สูดเลือดกำเดาไปเพราะเพิ่งถูกพี่อันซัดจนฟันเคลื่อนมา

        จำได้ไหม? อันภา ลูกสาวลุงอัศนั่นล่ะ

        “แม่ธาร สวัสดีครับ พ่อจ๋าให้เอาขนมหวานมาแบ่งครับ”วางจานลงบนโต๊ะหน้าทีวีก็ยกมือขึ้นกระพุ่มไหว้ แม่ธารยิ้ม ลูบหัวลูบหางลักษมัณเสียยกใหญ่

        “ขอบใจนะลูก เอ้อ นี่ แม่เพิ่งทำแกงขี้เหล็กหมูทอดเสร็จ เดี๋ยวเอากลับไปกินที่บ้านด้วยนะลูก”

        “ถึงว่า”พลางแกล้งทำจมูกฟุดฟิด“รักห้อมหอมมาตั้งกะตอนเข้าประตูรั้วละ”หัวเราะคิกคัก ท่าทีทะเล้นเสียจนโดนมือบางของแม่ธารตีแปะลงบนไหล่เข้าให้

        แปะจริงๆ ไม่เหมือนโป๊กหนักๆของพี่เวส…

        “แล้วนี่พี่เวสยังไม่กลับมาเหรอครับ?”ปากถามแต่ตาไม่สอดส่อง ถึงจะสนิทกันรักใคร่เหมือนลูกเหมือนแม่ แต่ก็ไม่คิดละลาบละล้วงพื้นที่ส่วนบุคคล คนเด็กกว่าเดินตามผู้ใหญ่ไปทิ้งก้นนั่งลงบนโซฟานุ่มหน้าทีวีที่เปิดรายการชีวิตค้างไว้

        “กลับมาแล้วลูก สงสัยจะอาบน้ำอยู่ รายนี้อาบน้ำทีเป็นชั่วโมงเชียว”

        ลักษมัณพยักหน้าหงึกหงัก เข้าใจแจ่มแจ้งเพราะเคยประสบเข้ากับการรอพี่ข้างบ้านอาบน้ำอยู่ …รอจนหลับ บอกเลย
จู่ๆแม่ธารก็เงียบไป ดวงตากลมจับจ้องยังเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นลูบกลุ่มนุ่มยุ่งเหยิงเบาๆ ยิ้มให้กับลูกชายคนเล็กที่แม้จะคนละเลือดเนื้อเชื้อไขแต่เธอก็รักเอ็นดูไม่ต่างไปจากพิภิษณ์ที่เป็นลูกในไส้เลยทีเดียว

        “พรุ่งนี้ก่อนไปเรียน ไปทำบุญที่วัดไหมลูก?”

        ลักษมัณเอียงคอก่อนพยักหน้าอีกรอบ “ดีเหมือนกันครับ รักเองก็ไม่ได้ทำบุญมานานแล้ว แถมช่วงนี้ยังเจอแต่เรื่องแปลกๆอีกด้วย”ประโยคหลังพึมพำกับตัวเอง ไพล่นึกถึงเสียงปริศนาที่เคยได้ยิน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกเหมือนกับหลงลืมบางสิ่งไป ทั้งที่ก็ไม่ใช่คนขี้ลืม

        “รัก”

        “ครับ?”

        “หนักแน่นเข้าไว้นะลูก”

        ลักษมัณกะพริบตาปริบ หากยังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใด

        “อ้าว ไอ้รัก มาไงไปไงวะ”สะดุดกึกทั้งแม่ธาร ทั้งลักษมัณ คนเด็กสุดในบ้านขณะนี้มุ่ยหน้ามองพี่ชายนอกไส้เดินนุ่งผ้าผืนเดียวยีผมลงจากบ้านมา พลางยกมือขึ้นปิดสองตาแต่ยังเหลือพื้นที่ส่องระหว่างนิ้วไว้

        “ว้าย! คนสัปดน!”

        “ไอ้นี่!”

        ลักษมัณลืมเรื่องที่คุยค้างกับธารทิพย์ไปแทบทันทีที่ถูกพี่ชายนอกไส้วิ่งไล่เตะทั่วบ้าน ในขณะที่ดวงหน้าอ่อนหวานของธารทิพย์นั้น แม้จะมีรอยยิ้มขำทว่าแววตากลับปรากฏซึ่งความกังวลจางๆออกมา

        ธารทิพย์ไม่ใช่แม่หมอ ไม่ได้มีจิตสัมผัสแก่กล้าวิชา อีกทั้งไม่เคยเก็บเงินเก็บทองใครจากการดูดวงให้เลยสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะมาเองตามธรรมชาติและเธอไม่เคยฝืนเพื่อที่จะได้‘รู้’ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ และ‘เห็น’ในสิ่งที่ไม่สมควรเห็น

        ดวงตากลมมองเงาลางเลือนที่วนเวียนอยู่รอบกายของลักษมัณ หากอยู่ให้เห็นเพียงไม่นานเท่านั้นก็สลายหายไป แต่ธารทิพย์รู้ดีว่าแม้เธอจะมองไม่เห็นแล้วแต่‘สิ่งนั้น’ยังคงยึดติดอยู่กับลักษมัณไม่หายไปไหน ไม่มีความมาดร้ายหากก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดีด้วยเช่นกัน

        ขึ้นชื่อว่า‘กงกรรมกงเกวียน’แล้วนั้น …ก็ยากนักที่ใครจะหลีกหนีพ้น




        หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ทอดเนตรตามร่างเล็กของญาติผู้น้องที่เดินไปเดินมาไม่หยุดอยู่ข้างเตียงก็ให้ทั้งขบขันทั้งอ่อนพระทัย

        “เห็นน้องสิตาเดินไปเดินมาแบบนี้ พี่ชักจะเวียนหัวเข้าแล้วสิ”

        “พี่ราม?!”คุณชายสิตาตรงปรี่เข้าไปเกาะขอบเตียง แก้วตาให้รู้สึกร้อนผะผ่าวขึ้นมาเมื่อเห็นองค์ทรงฟื้นขึ้นมาเสียที“น้องตกใจแทบแย่แน่ะ”

        “หมอว่าพี่แค่เครียดแล้วก็นอนน้อยเกินไปเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับคนดี”ทรงลูบศีรษะทุยเบาๆ แววพระเนตรคงไว้เสมอซึ่งความอ่อนโยน

        คุณชายสิตาถอนหายใจ แม้จะโล่งอกไปบ้างแต่ก็ไม่อาจทำใจให้สบายได้จริงๆ

        “ท่านพ่อฝากสิตาให้มาบอกพี่รามว่า ต่อไปนี้ห้ามหักโหมทำงาน ห้ามนอนน้อยแล้วก็ห้ามเครียดด้วยครับ”

        “พี่ว่าข้อห้ามนี้น่าจะเป็นน้องสิตามากกว่าที่บัญญัติขึ้นมา จริงไหม?”

        “เบื่อจริงครับคนรู้ทัน”

        ท่านชายรามทรงพระสรวลแผ่วเบา พระหัตถ์ยังคงลูบกลุ่มผมนุ่มของสิตาตัวน้อย ทว่าพระเนตรกลับคล้ายมีแววมืดดำพาดผ่าน

        จวบจนคุณชายสิตากลับไปพร้อมกับคนรถแล้วนั้น ท่านชายจึงได้ลุกขึ้นจากเตียง ทรงดำเนินไปจนถึงประตูบานเลื่อนใสอันจะนำพาไปสู่ระเบียงที่มีพื้นที่ยื่นออกไปกว้างกว่าห้องพักผู้ป่วยธรรมดา หากองค์เพียงทรงเลิกผ้าม่านที่ปิดกลั้นทัศนียภาพเบื้องนอกออกเท่านั้น

        “บัตรเชิญยังเหลืออยู่ไหมพรต?”ทรงตรัสถามขณะที่พระเนตรทอดพิศชมพระจันทร์ดวงโตด้วยเป็นคืนจันทร์เพ็ญ พรตที่ยืนรอทรงรับสั่งเรียกใช้เอ่ยตอบความด้วยรู้พระทัยนายดีว่าทรงหมายถึง‘บัตรเชิญ’ใด

        “ยังมีอยู่ครับ หากกระหม่อมจำไม่ผิด น่าจะเป็นใบสุดท้ายแล้วกระหม่อม”

        พระโอษฐ์ไร้ซึ่งรอยสรวล แม้กระทั่งแววพระเนตรยังคงไร้ซึ่งความอ่อนโยนดั่งเช่นที่เคย

        “พรตเคยฝันไหม?”

        “ท่านชายทรงหมายถึง?”

        ท่านชายรามทรงหันพักตร์กลับมา ครานี้ไม่มีสิ่งใดที่ผิดไปจากเดิมที่ทรงเคยเป็นแม้แต่น้อย แววพระเนตรเคยอ่อนโยนอย่างไรบัดนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

        “เตรียมบัตรเชิญไว้ พรุ่งนี้ฉันจะไปเยี่ยมผู้นำราพณาคนใหม่”

        พรตกลืนน้ำลาย ผู้นำราพณาคนใหม่ที่เพิ่งขึ้นบริหารอาร์ทีไอกรุ๊ปได้ไม่นาน ไม่ใช่ผู้ชายที่ท่านชายคล้ายจะไม่ทรงถูกโฉลกด้วยอย่าง‘ทศพักตร์’คนนั้นหรอกหรือ?



---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------


จะจีบลูกเขาก็ต้องเข้าทางพ่อเขาค่ะ!
 :hao3:

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ถ้าเปย์แบบน้ ซื้อกิจการร้านขนมดีกว่าไหม  :hao3:

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๑๔

         หากมีสายตาของคนบางคนจับจ้องมองอยู่ แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามแอบซ่อนแล้วแค่ไหน

         มีหรือที่คนถูกมองจะไม่รู้สึกตัว?

         อย่างน้อยๆก็ต้องรู้สึกพะวักพะวงบ้างล่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ...แต่รู้ตัวดีว่าตนนั้นกำลังเป็นที่วางสายตาของใครบางคนอยู่ และใช่เลย ตอนนี้ลักษมัณกำลังรู้สึกแบบนั้น

         “มีอะไรหรือเปล่าพี่?”

         อันความอึดอัดยุบยับน่ะไม่เท่าไหร่หรอก รู้สึกแปลกๆมากกว่า และที่ชัดเจนที่สุดเลยก็เห็นจะเป็นความสงสัย ลักษมัณสงสัยมากว่าพี่ชายต่างสายเลือดนั้นมีเหตุผลอะไรในการกินข้าวไปนั่งจ้องหน้าเขาไป ..จะว่าเห็นหน้าเขาเป็นเสมือนปลาทูห้อยอยู่กลางโต๊ะประหนึ่งการ์ตูนล้อเลียนเล่มละห้าบาทสิบบาทตามแผงหนังสือก็ไม่น่าจะใช่ กับข้าวหน้าตาน่ากินอีกทั้งสุดจะอร่อยเหาะก็มีวางอยู่เต็มโต๊ะไปหมด

         ความจริงแล้วตอนแรกลักษมัณก็โฟกัสอยู่กับแค่ของกินบนโต๊ะนั่นล่ะ จวบจนมาเพิ่งรู้สึกตัวเอาตอนนี้ ไม่รู้ว่าพี่เวสคนดีจดๆจ้องๆเขาตั้งกะเมื่อไหร่ตอนไหน?

         “เปล๊า กูไม่ได้มอง”ปฏิเสธหน้าตาย ยังไม่ได้บอกเลยสักคำว่ามอง แค่ถามว่ามีอะไร แน่ะมาทำเป็นก้มหน้าก้มตา มือสาละวนกับการตักข้าวเข้าปากทั้งที่ไม่มีกับ คำเดียวยังพอว่า นี่เล่นล่อเสียจนข้าวหมดจานเลยทีเดียว

         ความกลบเกลื่อนที่แสนจะไม่เนียนเลยนี้หนอ

         “เออ นั่นสิ ข้าก็ว่าจะถามนานแล้วว่าเอ็งมีอะไรหรือเปล่าวะไอ้เวร เอ๊ย ไอ้เวส?”พ่อจ๋าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะซ้ายเขาแต่ขวาไอ้พี่เวสช่วยลูกผสมโรงสงสัยด้วยอีกหนึ่งเสียง

         “เอ้าลุง ก็ไอ้รักมันนั่งอยู่ตรงหน้าผมอ่ะ เงยหน้าจากจานข้าวผมก็ต้องเจอหน้ามันก่อนเป็นคนแรก ไม่มองมันแล้วจะให้มองใครล่ะลุ๊ง”คราวนี้มีเหตุผล หันไปพูดอธิบายกับพ่อจ๋าเสียหน้าตาขึงขัง จริงจังเกินเบอร์ พอพูดจบก็ก้มหน้าตักปลาทูตักน้ำพริกใส่จานเปล่าตรงหน้าตัวเองแล้วเอาเข้าปาก

         ก็เพิ่งรู้นี่ล่ะว่าพี่ชายนอกไส้มีวิธีการกินข้าวที่ไม่ซ้ำแบบใครเช่นนี้ เพราะก็คงไม่มีใครคิดทำตาม มีอย่างที่ไหนเล่ากินข้าวก่อนแล้วกับตามไปทีหลัง เอ้ะหรือว่ามี?

         ลักษมัณมุ่นคิ้ว ขณะที่พ่อจ๋าพยักหน้าหงึกหงัก

         “เออว่ะ ฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี จริงของเอ็ง”

         โถ ยอมง่ายเหลือแสนเลยหนอพ่อจ๋าของไอ้รัก

         ลักษมัณถอนหายใจก่อนลุกขึ้นยืนแบมือ “ข้าวเพิ่มมั้ยพี่?” จานถูกยื่นส่งให้ทันที ...ความจริงแล้วก็ไม่น่าถามหรอก สุดจะกินจุออกปานนี้

         มื้อเช้าของวันนี้นอกจากสองพ่อลูกของบ้านเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์แล้ว ยังมีเรือพ่วงต่อเพิ่มมาอีกหนึ่งอัตราด้วยกัน พิภิษณ์ที่วันนี้นั้นไม่ได้ยิ้มหน้าบานเหมือนอย่างเคย หิ้วกับข้าวมาสนับสนุนกระเพาะสองพ่อลูกเอกกะรักถึงสองอย่าง นอกจากน้ำพริกกะปิปลาทูและผักต้มง่ายๆที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว ก็ยังมี ปลาหมึกผัดไข่เค็ม(ของโปรดมากสุดของลักษมัณ) กับ แกงส้มผักรวมกุ้ง อีกสองสำรับ

         นอกจากนั้นแล้วยังมีเถาปิ่นโตติดมือพี่ชายข้างบ้านมาอีกหนึ่งเถาใหญ่เตรียมเพื่อจะไปถวายเพลกันที่วัด ซึ่งในส่วนนี้ได้รับอภินันทนาการมาจากแม่ธารของลูกรักเช่นเคย

         พิภิษณ์นอกจากจะมาแปลกเพราะสงบปากสงบคำเสียจนดูผิดวิสัยที่เคยเป็นแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องแปลกเลยก็คือ หากเมื่อมาบ้านของลักษมัณทีไรปกติแล้วพี่เวสคนดีมักจะคอยเป็นลูกคู่ เป็นขาเม้าท์ขามอยกับพ่อจ๋าเสมอ ตั้งแต่เรื่องเพลงไทยเดิมเพลงไหนกล่อมหลับดีนักแล ลามไปยันเรื่องหวยงวดหน้าออกอะไร พรุ่งนี้บวชบ้านไหน มะรืนนี้แต่งบ้านใคร

         แต่วันนี้มามาดใหม่ ‘ใหม่’ขนาดที่ตอนแรกๆพ่อจ๋ายังงงว่าไอ้เวร เอ๊ย ไอ้เวสเจ็บคอไม่สบายเลยไม่มีเสียงมาร่วมเม้าท์หรือเปล่า?

         พ่อจ๋าเหงาปากเลยทีนี้

         “เอ้อ แล้วนี่พี่มีเรียนกี่โมง รักมีแววว่าอาจารย์จะยกคลาสว่ะ เพื่อนไลน์บอกมาอีกทีไม่รู้จริงเปล่า”

         กินเสร็จแล้วก็ต้องล้างจาน คนล้างก็ไม่ใช่ใครไหนไกล พี่เวสคนดีศรีน้องรักนั่นเอง

         “วันนี้กูไม่มีเรียน แม่เลยวานให้ไปทำบุญเป็นเพื่อนมึงนี่แหละ ตัวกูเองก็อยากไปวัดแวะหาหลวงพ่ออยู่พอดี”ลักษมัณพยักหน้าหงึกหงัก พิมพ์เดียวกับครูเอกอรุณเด๊ะ“เอ้อ ไอ้รัก”

         พิภิษณ์ปิดก๊อกน้ำ หันไปเช็ดมือกับผ้าเช็ดซึ่งแขวนอยู่ข้างกันกับซิงค์แล้วหันทั้งตัวไปหาไอ้น้องรักที่ก้มหน้าก้มตาจัดแจงเทแกงตักข้าวสวยที่ตัวเองได้เตรียมไว้เหมือนกันใส่ปิ่นโตอีกเถา

         “หืม?”ครางรับแทนพูดตอบเพราะตอนนี้ปากไม่ว่าง ดูดตัวดูดน้ำหวานที่พ่อจ๋าสั่งซื้อจากป้าละม้ายร้านชำเจ้าประจำมาแช่เย็นไว้ตั้งแต่เมื่อวานก่อน

         วันนี้ของดยาคูลท์หนึ่งวันเพราะลักษมัณมีตัวดูดมาให้ดูดเล่นแทนแล้ว หลายสีหลายรสเลยทีเดียว

         “ก่อนหน้านี้ จำได้ว่ามึงเคยบอกกูว่าฝันแปลกๆ?”

         “อาฮะ”นึกย้อนนิดหนึ่งก็ให้คับคล้ายว่าเคยบอกพี่เวสไว้แบบนั้นจริงๆ แต่ไม่ได้ขยายความใดต่อเพราะไม่มีโอกาสหรืออีกนัยหนึ่งเลยคือ…ลืมนั่นเอง

         หยุดดูดตัวดูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายต่างสายเลือดก็ให้เห็นว่าพี่เวสคนดีเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

         “ทำไมหรอพี่?”หรี่ตามองก่อนขยับตัวดูดชี้ไปยังพี่ชายที่เคารพรักพลางเขย่าไปมา“หรือจะเกี่ยวกับที่พี่เอาแต่มองหน้ารักอยู่ได้เป็นนานสองนาน แหมๆ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีสิตาอยู่ล่ะก็ รักจะนึกว่าพี่แอบปิ๊งน้องนะเนี้ย”เอ่ยหยอกด้วยไม่คิดอะไรมากความ

         แต่

         “กูจริงจัง ทำมาเป็นเล่นอีกมึงนี่”เขกเหม่งน้องเข้าให้ โทษฐานเล่นไม่ดูเวล่ำเวลา

         ลักษมัณย่นจมูกมือหนึ่งปิดหน้าผากไว้กันโดนอีกโป๊ก ส่วนอีกมือนั้นปิดเถาปิ่นโต ทุลักทุเลน่าดูจนพิภิษณ์ทนไม่ไหว เดินมาช่วยน้องจัดการปิดปิ่นโตให้พลางพูด

         “เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้าน แม่กูบอกว่า…”คิ้วขมวดแลดูลังเลใจว่าจะพูดต่อดีไหม ใจหนึ่งนั้นพิภิษณ์ไม่อยากให้น้องเครียด เพราะขนาดแค่เจอผีที่ก็ไม่รู้ว่าเจอจริงหรือเปล่าในร้านเหล้าวันก่อน มันยังเก็บมานอนคิดนั่งคิดเดินคิดถึงขนาดเข้าไปนอนในห้องพระ

         แล้วถ้ารู้ว่าแม่เขามองเห็นบางอย่างวนเวียนติดอยู่กับมัน แถมดวงยังกำลังจะมีเคราะห์หนักอีก…

         “…ไม่มีอะไร”

         “เอ้า! ซะงั้นอ่ะ มาพูดให้อยากรู้แล้วจากไปทั้งเงี้ยอ่ะนะพี่”หน้าเหวอเลยครับ บอกเลย ลักษมัณอุตสาห์ใจเต้นตึกตักเพราะลุ้นยิ่งกว่าวันหวยออก กลับถูกพี่ชายตัดบทกลางอากาศ ฉับๆแล้วว่าไม่มีอะไรทั้งที่หน้าตาแลสวนทางกับคำพูดมาก

         “อ้าว พวกเอ็งยังไม่ไปกันอีกเรอะ เดี๋ยวพระก็ฉันเพลเสร็จก่อนจะไปถึงวัดกันหรอกเฮ้ย”สะดุ้งกันทั้งหมู่คณะ ตอนแรกเงียบไง แต่พอพ่อจ๋าเข้ามาที ความเงียบที่เคยมีก็กระจัดกระจายปลิวหายไปหมด

         “จ้ะๆ จะไปแล้วจ้ะพ่อ ปะพี่เวส ไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน”

         ลักษมัณแวะทิ้งตัวดูดที่หมดแล้วเรียบร้อยลงถังขยะ หยิบเถาปิ่นโตใหญ่ใส่มือพี่อีกมือจับเถาปิ่นโตที่ขนาดย่อมลงมาหน่อยของตัวเองที่เพิ่งใส่กับทำบุญเสร็จเมื่อตะกี้ ไม่ลืมยกมือไหว้พ่อจ๋าก่อนออกจากบ้าน

         ส่วนพิภิษณ์นั้นได้แต่ถอนหายใจตามองน้องชายต่างสายเลือดที่ก็รักก็เอ็นดูมันไม่ต่างไปจากน้องในไส้ ยกมือไหว้ลุงเอก ไม่ทันใจน้องรักที่กลับมาคว้าหมับเข้าที่แขนของพี่พลางดึงให้เดินขาลากแท่ดๆตามมันไป

         “น้องกำลังจะมีเคราะห์หนัก เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ช่วยไม่ได้”

         เสียงบอกกล่าวรวมถึงสีหน้าเป็นกังวลของมารดาแวบเข้ามาในความคิดของพิภิษณ์อีกครั้ง

         “ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับแม่”

         แม่ธารไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมา หากแต่เพียงเห็นสีหน้าของมารดาแล้วพิภิษณ์ก็ให้เข้าใจในทันที

         ลึกๆแล้วเขากลับรู้สึกว่าไอ้รักจะต้องไม่เป็นอะไรถึงขั้นหนักหนาสาหัสแน่นอน ไม่มีอันตรายใดเข้ากล้ำกรายลักษมัณได้

         ไม่มี… เพราะว่า…..

         อะไรดลใจให้เขาเชื่อมั่นแบบนั้นพิภิษณ์เองก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน




         นานแล้วที่ลักษมัณไม่ได้มาทำบุญใหญ่ที่วัด น่าจะตั้งแต่ตอนที่ต้องอ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นล่ะ แม้กระทั่งก่อนหน้านั้นก็คล้ายจะไม่ค่อยได้มีโอกาสเสียเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีแล้ว ได้ทำบุญถวายสังฆทาน ได้สูดอากาศที่แสนจะสงบภายในอาณาเขตของวัด พลอยทำให้ลักษมัณรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นไม่น้อย

         ไม่ลืมอธิฐานจิตมอบส่วนบุญกุศลทั้งหมดให้กับเจ้ากรรมนายเวร …เรื่องนี้สำคัญมาก เขายังไม่ลืมนะว่าเคยเจออะไรมา ถึงจะแค่เสียงก็เถอะ เท่านั้นก็นับว่าหลอนมากพอแล้ว

         ลักษมัณยืนยืดขาเหยียดแขนพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วปล่อยลมหายใจออกมายาวๆ

         หลังจากนำน้ำที่ใช้กรวดเพื่ออุทิศส่วนกุศลเทลงใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างกันกับศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่เรียบร้อย โดยที่พิภิษณ์ยังอยู่บนศาลาสนทนาธรรมกับหลวงพ่อพิศลย์อยู่ หรือในอีกสถานภาพหนึ่งก่อนบวชท่านนั้นเป็นบิดาของพิภิษณ์ ที่ซึ่งก็ได้ปลงสังขารละจากทางโลกแล้วมาอุปสมบทจำพรรษาอยู่ในวัดแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

         นานทีลักษมัณจะได้มีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์ เขาจึงเลือกที่จะเดินทอดน่องไปตามรายทาง หากก็คอยสังเกตไม่ให้ตัวเองเดินห่างออกไปจากศาลาการเปรียญไกลมากนัก เพราะเดี๋ยวพี่เวสลงมาแล้วจะหากันไม่เจอเข้า

         กายสูงโปร่งย่อตัวลง เพ่งมองประติมากรรมบนกำแพงปูนทรงเตี้ยสูงเทียบเท่าเอวของเขาซึ่งสร้างขนานไปกับทางเดินยาวจนสุดทาง

         “นกสดายุ”

         เป็นงานแกะสลักปูนในรูปแบบนูนสูงที่มีความประณีตมาก ทั้งการเก็บลายละเอียดของขนสวนหางในรูปของลายกนก ก็เก็บได้หมดจด แม้จะมีร่องรอยขีดข่วนที่อาจด้วยถูกเด็กมือบอนมาขีดมาเขียนเล่นตามจุดต่างๆอยู่บ้างประปราย หากก็ยังดูออกว่าช่างแกะมีความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานมากแค่ไหน

         ขยับเดินไปอีกนิด

         “ครุฑ? อื้อหือ อย่างละเอียดเลย”ผิวปากได้คงทำไปแล้ว ติดที่ว่าจะไม่สำรวมเพราะยังอยู่ในรั้วเขตวัด สำคัญคือผิวไปก็คงไม่มีเสียงออกมาอยู่ดีเพราะว่าเขาผิวปากไม่เป็น

         ลักษมัณเดินๆหยุดๆ หยุดเพื่อดูรูปสลักแต่ละรูป บางรูปก็สวยจนนึกเสียดายที่ไม่ได้พกมือถือติดตัวมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงได้ถ่ายไปอวดพ่อจ๋าที่ก็ชอบงานศิลป์ประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอันที่จริงพ่อจ๋าก็น่าจะรู้และเคยเห็นมาก่อนอยู่แล้วล่ะ วัดอยู่ไม่ไกลบ้าน จะมีก็แต่เพียงคนที่ไม่ค่อยได้เข้าวัดอย่างลักษมัณที่ตื่นตาตื่นใจมากเกินเบอร์ ไม่ผิดไปจากบ้านนอกเข้ากรุงก็ไม่ปานเลยเชียว

         “นาคา?”

         อ่านชื่อใต้รูปเสร็จก็จ้องพินิจลายละเอียดเหมือนอย่างเคย หากทว่าคราวนี้นั้น…

         “นาคาหากมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียร และเก้าเศียร ว่ากันว่าจะสืบเชื้อสายมาจาก‘พญาเศษนาคราช’”

         สะดุ้งโหยง หันไปมองตามเสียงที่ได้ยิน ก็ต้องถอนหายใจออกมา โล่งอกมากที่ไม่ใช่การหูแว่วไปเองอีก

         “พญาเศษนาคราช หรือก็คือ... ท่านอนันตนาคราช”อีกฝ่ายหันมามองหน้าเขาแทนประติมากรรมบนฝาผนัง ให้หายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมา ดวงตาสีดำสนิทไม่ส่อแววประกายใดๆ สวยเหมือนกับลูกแก้วแต่อีกนัยน์หนึ่งนั้นก็

         ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

         “ทำให้ตกใจหรือ?”

         ไม่น่าถามเลยหนอ

         แต่เพราะเป็นคนแปลกหน้าลักษมัณเลยได้แต่ยิ้มแห้งให้ พลางขยับถอยห่างจากอีกฝ่ายเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าจะยืนอยู่ใกล้จนไหล่แทบชนกันจนมากเกินไป

         “ตกใจครับ แต่แปลกใจมากกว่า”แปลกใจว่า ยืนอยู่ใกล้กันขนาดนี้เหตุใดเขาจึงได้ไม่รู้สึกตัว?

         อีกฝ่ายอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว คล้ายกับชุดของผู้ปฏิบัติธรรม อายุนั้นหนอกะดูแล้วน่าจะน้อยกว่า วงหน้าเนียนใสไร้ซึ่งจุดด่างรอยพร้อย นัยน์ตาเรียวสีดำสนิท จมูกโด่งแต่ไม่โด่งมาก เชิดรั้นขึ้นหน่อยๆ แต่เพราะตอนนี้ยิ้มเลยคล้ายกับว่าไม่มีพิษภัย เหมือนจะเป็นมิตรกว่าเมื่อครู่ที่ใบหน้านั้นเรียบเฉยราวไร้ซึ่งอารมณ์

         “เสียดายนะ”

         ลักษมัณเกาท้ายทอยด้วยงงงวยตามอารมณ์อีกฝ่ายไม่ทัน ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้พูดอยู่กับเขาหรือพูดกับประติมากรรมรูปนาคตรงหน้าเขาทั้งคู่กันแน่เพราะว่าหันกลับไปจดจ้องผนังปูนแทนแล้ว

         “น่าเสียดาย เพราะว่าปูนเป็นสีขาวเลยทำให้ไม่เห็นสี พอไม่เห็นสีก็เลยไม่รู้ว่านาคตนนี้อยู่‘ตระกูล’ไหน”

         “อ้อ…”หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนใบ้ไร้บทพูดไปชั่วขณะ

         “หากสีเขียวก็ตระกูล‘เอราปถ’ แต่ถ้าหากสีรุ้งก็จะเป็นตระกูล‘ฉัพพยาปุตตะ’ สีดำตระกูล‘กัณหาโคตรมะ’ และถ้าเป็นสีทอง ...”จู่ๆก็หยุดพูด หันขวับมามองลักษมัณเข้าอีกรอบ สะดุ้งจนเผลอก้าวถอยไปสองก้าว

         “ท่านผู้เป็นอนันต์ ดวงจิตที่หลับใหลของท่านกำลังจักถูกปลุกขึ้นมาอีกคราแล้ว”

         เศษใบไม้แห้งที่โปรยปรายอยู่บนพื้นทางเดิน ต่างพากันม้วนตัวก่อนที่จะลอยขึ้นหมุนวนรอบกายของทั้งคู่ ลมกรรโชกแรงเสียจนไม้ใหญ่เอนไหว ขณะที่ลักษมัณนั้นขยับก้าวถอยอีกก้าว รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ

         “ท่านผู้เป็นอนันต์ ฤทธิ์ของข้าที่ท่านมอบให้มาเมื่อครั้งนั้น ได้ถดถอยลงไปตามกาลเวลาแล้ว”ดวงตาสีดำสนิทให้แลดูโศกเศร้ายิ่ง“ชาตินี้ข้ามิอาจห้ามไม่ให้‘มัน’เจอท่านได้ตามประสงค์ของ‘องค์ผู้นั้น’ โปรดอภัยด้วยเถิด”

         เหงื่อกาฬอาบไล้ทั่วใบหน้า มือยกขึ้นกุมอกซ้ายเมื่อจู่ๆก็รู้สึกปวดขึ้นมา ก่อนที่มืออีกข้างจะยกขึ้นกุมขมับ …ลักษมัณหอบหายใจ ดวงตาพร่าเลือนจนมองเห็นคนตรงหน้าผิดแผกไป คล้ายกับว่า…

         งูตัวใหญ่? ….ไม่สิ

         ท่านผู้เป็นอนันต์ ขอให้ข้านี้ได้ติดตามท่านไปจวบจนถึงวาระสุดท้ายของดวงจิตด้วยเถิด

         พญานาค

         สิ้นประโยคพลันเหมือนเห็นลำแสงสีดำพุ่งเข้าใส่ สติคล้ายกับวูบไปชั่วขณะก่อนที่ดวงตาจะกลับมาเห็นภาพชัดเจนอีกครั้ง แม้แต่ความเจ็บปวดก็พลันมลายหายไปสิ้น

         “นายคือลักษมัณใช่ไหม?”

         ชายนุ่งขาวที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขานั้น อันตรธานหายไปไม่เหลือล่องรอยแม้แต่น้อยว่าเคยมีใครอยู่ตรงนี้ …กลับเป็นผู้หญิงสูงปราดเปรียว หน้าตาสะสวยแสนคุ้นตาก้าวเดินเข้ามายืนแทนที่

         “คุณ?”

         ลักษมัณยังคงสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่อาจจับต้นชนปลายอะไรได้ถูก คิ้วขมวดเล็กน้อย คิดไม่ออกว่าเคยเจอผู้หญิงคนนี้ที่ไหนมาก่อน

         เมื่ออีกฝ่ายเฉลยออกมา เขาถึงได้บางอ้อ

         “ฉันมนฑกา ว่าที่คู่หมั้นของทศพักตร์”




         ทศพักตร์หลังจากประชุมบอร์ดผู้บริหารเสร็จ เอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานได้ไม่นานก็มีเอกสารสารพัดแฟ้มวางเรียงเตรียมให้อ่าน ข้อมือซ้ายที่เอาเผือกอ่อนออกเรียบร้อย อีกทั้งยังเป็นการเอาออกก่อนกำหนด พลิกแฟ้มงาน อ่านรายละเอียด สีหน้าแม้จะนิ่งตามวิสัย หากแววตากลับฉายให้เห็นถึงความเคร่งเครียดจริงจัง

         กำลังจะจรดปากกาเซ็นต์ลายเซ็น กลับต้องชะงัก

         ทศพักตร์ไม่ใช่คนชอบพกโทรศัพท์มือถือติดตัวปกติจึงเป็นหน้าที่ของมือขวาอย่างเปาวนาที่เก็บมือถือไว้และจะส่งให้นายเมื่อมีสายด่วนสำคัญ

         ทั้งยังไม่ใช่คนติดโซเชียล โปรแกรมแชทยิ่งมองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น แม้ว่าหลายคนจะนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานโดยนัดกับลูกค้าเพื่อคุยงานผ่านโปรแกรมแชทต่างๆ แต่ไม่ใช่กับคนเข้มงวดอย่างเขา ทุกการนัดพบจะต้องมีการกำหนดการไว้ล่วงหน้า และยืนยันผ่านการคุยโทรศัพท์โดยตรงเท่านั้น

         การทำธุรกิจไม่ใช่การเล่นขายของ และเขามักจะจริงจังเสมอหากเป็นเรื่องงาน

         แต่ก่อนไม่เคยเบื่อหน่ายเพราะเป็น‘หน้าที่’ที่เขาต้องทำ ไม่ใช่ไม่เบื่อ ควรเรียกว่า‘ชินชา เสียจนไร้ความรู้สึกในเชิงนั้นไปโดยสิ้นเชิงน่าจะถูกต้องกว่า

         แต่พักหลังมานี้เขาหันมาพกโทรศัพท์มือถือติดตัว ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังวางอย่างโจ่งแจ้งไว้บนโต๊ะทำงานข้างมือซ้ายที่ถนัด เลขาจวบจนพนักงานตำแหน่งหัวหน้าที่ต้องเข้าพบเพื่อคุยเรื่องงาน หลายคนถึงกับตกใจ แน่นอนว่าไม่มีใครสักคนที่กล้าถามถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ของผู้เป็นบอสใหญ่

         ทศพักตร์กำลังติดโปรแกรมแชท

         หรือติดคนในแชท ไม่สิ…

         ไม่‘หรือ’แต่เขา‘ติด’คนในแชทเข้าจริงๆ

         มองแฟ้มงานที่อยู่ในมือ แม้จะอยากปล่อยผ่าน แต่ทำไม่ได้ จำตั้งสมาธิอ่านข้อมูลในแฟ้มใหม่อีกครั้ง วางปากกาหลังจากลงนามเรียบร้อยก่อนแฟ้มหนาจะถูกโยนลงเก้าอี้ข้างโต๊ะ แล้วหันไปให้ความสนใจมือถือที่เปิดโปรแกรมแชทค้างไว้ ล่าสุดที่คุยก็คราก่อนวันออกเดท

         ลักษมัณเจ้าพ่อโรงงานยาคูลท์ :
         ...ดวงใจที่พี่ว่า...
         ...ผมมองหายังไม่เจอ...
         ...สงสัยพี่ละเมอ...
         ...อาจแอบเผลอเหมือนกดโทร...
         ...มาแล้วยกมือโบก...
         ...คนในโลกเยอะนะเออ...
         ...กลัวหาพี่ไม่เจอ...
         ...จะรอเพื่อปรนเปรอ...
         ...พี่ที่ใต้คณะครับ...

         ไม่ว่าอ่านทวนกี่ครั้งก็ให้นึกขันด้วยเอ็นดูเหลือแสนอยู่ทุกคราไป จะอย่างไรเจ้าลักษมณ์ของเขาก็ไม่เคยถนัดถนี่ในเรื่องของกาพย์กลอนแม้นสักกะผีก

         กาลอดีตเก่งนักในเรื่องรบ ส่วนกาลนี้นั้นหนอก็ช่างชำนาญนักในเรื่องทำตัวได้น่ารักน่าใคร่

         กว่าจะเจอต้องใช้เวลามากในการตามหา หากเมื่อเจอแล้วกลับต้องใช้ความอดทนสุดแสนในการหักห้ามใจ ไม่รู้ ..ว่าเขาจะทนได้อีกนานแค่ไหน

         “บอสครับ”

         ทศพักตร์ดึงตัวเองขึ้นจากภวังค์พร้อมกับเสียงของเปาวนาที่แทรกเข้ามาในโสตประสาทหู

         “ขออภัยครับที่เข้ามาโดยพละการ”

         “อืม มาแล้วหรือ?”

         เปาวนาชะงักก่อนก้มหน้าตอบความผู้เป็นนาย

         “ครับ หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์รอพบบอสอยู่ที่ห้องรับรองแล้วครับ”

         เวียนมาพบ เวียนมาให้ได้รู้จักกันอีกครั้งในภพชาติใหม่ บ้างจำได้ด้วยเหตุและผลบางประการ บ้างลืมเลือนหมดแล้วซึ่งทุกสิ่ง

         หากความผูกพันในภพเก่ากลับคล้ายราวฟันเฟื่องชิ้นเล็กชิ้นน้อย เชื่อมประกบต่อกัน... โยงเป็นสายใยที่ไม่อาจตัดขาด


(ต่อตอน ๑๕ รีพลายล่างค่ะ)

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
         ตอนที่ ๑๕

         ห้องรับรองแขกของราพณากรุ๊ปแทบไม่ต่างไปจากห้องสวีทที่ดีที่สุดของโรงแรมระดับพรีเมี่ยม หากเตียงนอนนั้นได้ถูกแทนที่ด้วยชุดโซฟารับรองแขกบุนวมอย่างดีซึ่งตั้งวางตำแหน่งไว้ใกล้กันกับกระจกใส และเมื่อมองออกไปนอกตัวอาคารสายตาก็จะพบเข้ากับสวนสวยขนาดย่อมกินอาณาบริเวณดาดฟ้าของโรงแรมฝั่งตรงข้ามที่ได้รับ Inspiration มาจาก‘สวนขวัญบำบัดฝัน’อันได้ราพณารุ่นใหม่อย่างทศพักตร์เป็นผู้ออกแบบ

         อุตสาหกรรมโรงแรมนับเป็นธุรกิจใหม่ที่ราพณาเพิ่งบุกเบิกหลังทศพักตร์ขึ้นเป็นประธานต่อจากพัรวิชญ์ผู้เป็นบิดา รวมถึงกิจการพาณิชย์สนับสนุนทางด้านการเงินของลูกค้า นอกเหนือไปจากอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนการเช่าซื้อกู้ยืมที่มีอยู่แล้วแต่เดิม

         ทศพักตร์นั้นจึงนับได้ว่าเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่คนรุ่นเก่าไม่อาจดูแคลน

         ร่างสูงใหญ่ในสูทสากลสีเทาสวมทับเชิ้ตสีดำสนิทรับกันกับเนคไทผ้ามันสีดำ ในขณะที่แขกกิตติมศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาบุนวมอย่างดีฝั่งตรงข้ามอยู่ในชุดสูทสากลเหมือนกันทว่าเป็นสีขาวล้วนทั้งสูทตัวนอกและเชิ้ตตัวใน ดูขาวสว่างแสบตาไปหมด ...โดยเฉพาะออร่าเทพบุตรกับดวงพักตร์สุขุมที่แสนอ่อนโยนนั้น

         “ไม่คาดว่าท่านชายจะทรงอุตสาห์มาเชิญผมด้วยองค์เอง รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆครับ”

         เนตรสีน้ำตาลอ่อนเสียจนเจือจางแลคล้ายกับสีชาดของหยาดโลหิตหลุบลงมองการ์ดเชิญสีทองเรียบหรูที่วางอยู่ตรงหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบแก้วกาแฟซึ่งวางอยู่ข้างกันขึ้นแตะริมฝีปาก การกระทำหาได้แสดงออกตรงกับประโยคคำพูดที่เอ่ยออกมา หากท่านชายรามเพียงแย้มสรวลออกมาเล็กน้อยเท่านั้น

         “ไม่กี่ก้าวราพณาก็จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆของประเทศแถบอาเซียน สำหรับบุคคลสำคัญอย่างคุณทศพักตร์แล้ว… ผมย่อมต้องมาด้วยตัวเอง”

         “คำชมของท่านชาย ผมไม่กล้ารับไว้หรอกครับ”

         ถ้วยกาแฟกระทบลงบนพื้นแก้วของโต๊ะที่คั่นระหว่างทั้งสองฝ่าย บรรยากาศพลันคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นมาเมื่อดวงเนตรสองสีสบประสานกัน

         “คิดว่าคงไม่ใช่เพียงเรื่องนี้ล่ะมังครับ”

         ดวงพระเนตรสีดำราวกับมีแววบางอย่างพาดผ่าน หากชั่วครู่กลับมลายหายคงไว้เพียงความนุ่มลึกดังเช่นเดิมเคยเป็น

         “ผมทราบมาว่าคุณเป็นคนเสนอให้อาจารย์เมธา จัดแสดงโขนตอน‘ทศกัณฐ์ล้ม’หรือครับ?”

         “หลายเรื่องที่ท่านชายทรงทราบ หลายคนมักมิใคร่สนใจทราบ”

         ทศพักตร์ขยับมุมปากยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่ไม่ส่งไปถึงดวงตาสีแปลกสามัญ หนครานี้ท่านชายรามหาได้คงสีพระพักตร์อ่อนโยนไว้ได้อีก ดวงพระเนตรแข็งขึ้นจับจ้องชายเบื้องพักต์ไม่ละวาง

         “คุณทศพักตร์นี่อารมณ์ขันดีนะครับ”

         “หากทรงสบายพระทัยเมื่อดำริเช่นนั้น”

         พระหัตถ์กำแน่นก่อนที่จะทรงถอนพระปัสสาสะออกมา ดวงพระเนตรกลับมาสุขุมสมองค์อีกครั้ง

         “ผมเห็นด้วยที่ว่าโขนน่าสนใจ แต่รู้สึกว่าคงไม่เหมาะสักเท่าไหร่ และผมก็คิดว่าคุณคงทราบดีว่า‘ตรงไหน’ที่ผมว่า‘ไม่เหมาะสม’”

         “เรื่องนี้ท่านชายไม่ต้องทรงเป็นกังวลไปหรอกครับ”

         ท่านชายรามทรงขมวดพระขนงขณะที่ทศพักตร์แววตาฉายประกายคมวาวออกมา

         เป็นแววตา...ที่องค์ทรงอ่านไม่ออก

         “คุณคงจะไม่ได้หมายความว่าจะปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องไปจากเดิมหรอกนะครับ?”

         “ถึงเวลาท่านชายก็จะทรงทราบเอง ว่าผม...หมายถึงอะไร”

         นัยน์เนตรต่างสีสองคู่มองสบกันท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนที่ฝ่ายทศพักตร์จะขยับยืดตัวลุกขึ้นยืนก่อน สีหน้าคล้ายแสดงถึงความลุแก่โทษ …หากลองพิศดีๆกลับไม่แลคล้ายว่าจะเป็นเช่นนั้น

         คนเคยหน้านิ่งเฉยอย่างไร บัดนี้ก็ยังคงเรียบเฉยอย่างนั้น

         “เดี๋ยวผมมีประชุมผู้ถือหุ้นต่อ ต้องขออภัยด้วยนะครับที่ต้องเสียมารยาทต่อท่านชายเช่นนี้”

         วรกายสูงโปร่งผุดขึ้นยืน ก้าวดำเนินตรงไปเผชิญหน้า

         “บทโขนสามารถพลิกแพลงปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้”พระเนตรส่อประกายคมวาวขึ้นมาชั่วขณะ“แต่สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ …นั่นคือ‘ความเป็นจริง’”

         ทศพักตร์เพียงยืนนิ่งงันดั่งยักษ์ปักหลั่น ไม่ได้ต่อความ เช่นเดียวกับที่มิเคยสั่นคลอนต่อสิ่งใด ยึดเพียงปณิธานอันได้ตั้งมั่นไว้เมื่อเนิ่นนานมา แววตาสีชาดเรืองรองชั่วเสี้ยววินาที

         หาได้ลดทอนยอมจำนน




         “ผีหลอก?”

         “อือ รักงี้อย่างหลอนเลยอ่ะสิตา”ประโยคคำพูดคุ้นๆนะว่าไหม ...

         เหมือนวนกลับมาลูปเดิมกับเมื่อหลายวันก่อน เพียงแต่วันนี้ลักษมัณไม่ได้มีท่าทีสบายๆดูดยาคูลท์จ๊วบจ๊าบอีกต่อไป สองแขนพาดไปกับโต๊ะหินอ่อน คางวางเกยอยู่บนโต๊ะโดยมีผ้าเช็ดหน้าผืนนุ่มของสิตา ที่คุณชายอุตสาห์สละให้เพื่อนรักไว้ใช้รองคาง ทั้งที่ถ้านั่งดีๆก็จะไม่ต้องสละเสียผ้าเช็ดหน้าสะอาดๆให้ต้องเปรอะต้องเปื้อน

         แต่ลักษมัณสุดจะอ่อนแรงจริงๆ อ่อนแอมากวันนี้...

         เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ ทั้งที่ย้ายหมอนมุ้งไปนอนในห้องพระกับพ่อจ๋าแล้วก็ตาม ส่วนพ่อจ๋านั้นหรือ? นอนเกาพุงกรนคร่อกหลับสบายฟี้ ในขณะที่ลูกชายกว่าจะข่มตานอนลงได้ก็เกือบตีสามย่างตีสี่ โชคดีเหลือหลายที่วันนี้มีเรียนสาย แต่สุดท้ายก็ต้องตื่นเช้าอยู่ดี

         ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเจอผีนุ่งขาวห่มขาวมาสนทนาพาทีกันเสียเนิ่นนานอย่างเดียวหรอก ที่ทำให้ลักษมัณต้องนอนพลิกไปกลับมา เป็นหมูแผ่นบนเตาย่างก็คงสุกจิ้มน้ำจิ้มงับเข้าปากไปแล้ว


         “ฉันได้ยินมาว่า ที่ทศบาดเจ็บเป็นเพราะช่วยนายไว้สินะ?”
         “…ครับ”
         “ฉันรู้ว่าตัวฉันไม่มีสิทธิ์ห้ามไม่ให้นายเจอ.. หรือแม้แต่คบกับเขา”
         ดวงตาคู่สวยที่แลหมองลงจากครั้งแรกที่เคยเห็น พาให้ลักษมัณอดแปลบปลาบในใจไม่ได้ ไม่รู้ด้วยเหตุใดแต่เขาให้รู้สึกสงสารหญิงสาวผู้นี้จับใจ
         …พอกับ‘ความรู้สึกผิด’ที่ตีตื้นขึ้นมาในอก
         “ฉันหวังเพียงว่านายจะไม่นำปัญหามาให้ทศอีก ฉันไม่ต้องการให้เขาต้องกลายเป็น‘คนที่ฉันไม่รู้จัก’…มากไปกว่านี้อีกแล้ว”




         “รัก?”

         คนที่จู่ๆก็นั่งเหม่อแล้วปล่อยให้คุณชายพูดอยู่คนเดียวได้เป็นนาน สะดุ้งโหยงขึ้นมา สายตากลับมาโฟกัสยังเพื่อนตัวน้อยที่นั่งทำสีหน้าเป็นกังวลกับอาการไม่เข้ารูปเข้ารอยของเขาอีกครั้ง

         “สิตาว่ายังไงนะ รักขอโทษ พอดีเมื่อกี้เผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อยอ่ะ”

         คุณชายถอนหายใจ มือยกขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มของเพื่อนชายเบาๆ ลูบจนลักษมัณแทบจะเคลิ้มเลยทีเดียว

         “ไหนว่าไปทำบุญ แล้วทำไมถึงยังได้เจอผีอยู่อีกล่ะ?”

         “นั่นสิ รักสงสัยว่าจะบุญเยอะไปหน่อย เขาเลยมาขอแบ่งส่วนบุญเข้า”

         คุณชายสิตาตีไหล่เพื่อน ดัง‘ป้าบ’ แรงไม่แรงถามใจสิตาดูได้ว่าหมั่นไส้เพื่อนรักมากแค่ไหน

         “ยังจะทำมาเป็นพูดเล่นอีก เดี๋ยวเถอะ ระวังเขาจะมาให้เห็นอีกนะ”

         “ไม่ๆ ไม่เอาแล้วนะสิตา”ลักษมัณโอดครวญจับมือของเพื่อนยกออกจากศีรษะ คิ้วขมวดยุ่งเหยิง“ขืนเจออีก รักรับรองได้เลยว่าจะต้องเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้นมันเสียบัดเดี๋ยวนั้นแน่นอน ไม่แน่นะ ตื่นมาอีกทีรักอาจกลายเป็นบ้าไปเลยก็ได้”

         “ยู้ฮู~ น้องรักของพี่ลม~”ยังไม่ทันอ้อนสิตาให้ครบกระบวนการ

         ไอ้ลิงลม ตัวขัดบรรยากาศทิ้งก้นนั่งตุบคว้าคอเพื่อนรักหมับ แลรักใคร่สนิทสนมกันมาก

         “หวัดดีครับคุณชาย”

         สิตาที่ยังงงๆพยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มหวานรับเพื่อนใหม่อย่างเป็นมิตร“สวัสดีครับ เอ่อ...นาย?”

         “ลูกลมจ้า อูยย”อ้าปากจ้ากว้างไปหน่อย สุดท้ายเลยกระทบกระเทือนแผลใหม่ที่เริ่มเก่า ม่วงช้ำผสมเขียวเชียว แถมยังดูบวมขึ้นกว่าเดิมอีก

         “ไอ้ลิง มึงไปทำอะไรกับหน้ามาหรือเปล่า ตอนแรกไม่บวมเท่านี้นี่ หรือว่าไปหาเรื่องพี่กรรณเขาอีก”

         “พอๆ เปล่าเลยอย่าใส่ความ กูจะไปหาเรื่องมันทำไมวะ หน้าไม่เจอน่ะดีแล้ว เอ๊ะ มึงไม่ต้องพูดถึงมันเลยนะไอ้รัก เดี๋ยวแม่งก็โผล่หัวมาหรอก”พูดไปทำหน้าหวาดระแวงไป ..

         แล้วจะระแวงทำไมล่ะนั่น

         “ลูกลมเอาไปประคบแก้มก่อนไหม ท่าทางดูแย่กว่ารักเยอะเลย”สิตาคนดีของเพื่อนรักส่งผ้าห่อน้ำแข็งซึ่งเตรียมไว้ประกบตาเพื่อนรักในคราแรกแต่ยังไม่ทันได้ประกบให้ไอ้ลิงลมไป ที่ก็แทบจะคว้าหมับเข้าที่มือน้อยๆทันทีทันใด

         “ขอบใจนะจ๊ะสิตา แหม~ โชคดีจริงๆที่สิตาเกิดเป็นผู้ชายแบบนี้”

         จับแยกแทบไม่ทัน

         “เกินไปละครับคุณลูกลม ว่าแต่ว่า สรุปแล้วเอาหน้าไปทำอะไรมา?”

         “ก็ไอ้คาปูชิโน่น่ะสิ แสบนักทำกูได้ลงคอ.. อ้อ ที่บ้านกูเลี้ยงไว้เอง ลิงยี่ห้อคาปูชิน ลิงที่เป็นลิงจริงๆน่ะครับน้องรัก กูกลับถึงบ้านยังไม่ทันยกมือไหว้แม่งตบผัวะเข้าให้ เต็มหน้ากูเลย ข้างที่เจ็บอยู่นี่ล่ะ เห็นมือเล็กๆงั้นนะมึง อูยย เนี้ย กูยังระบมไม่หายเลย”

         ลิงยี่ห้อ?

         หันมองหน้ากับสิตา ถามผ่านสายตาว่าสิตาเข้าใจมันไหม คุณชายคนดีส่ายหน้าพลางอมยิ้มกลั้นขำ สงสัยจะฮาหน้าไอ้ลิงลมตอนพูด แต่ส่วนมากน่าจะมาจากคำพูดกำกวมของมันมากกว่า อืม ก็จริง ลักษมัณเองก็ขำ แต่ขำแบบไม่กลั้นไม่เบรกไว้เหมือนคุณชายสิตา

         “ฮ่าๆ กูเพิ่งรู้นะว่ามึงเคารพลิงถึงขนาดกลับถึงบ้านแล้วยกมือไหว้”

         ลิงลมเบิกตากว้างทันใด “เฮ้ย ไม่ใช่ กูหมายถึงไหว้พ่อไหว้แม่เว้ย...เดี๋ยวนะ ไอ้รัก มึงนี่!”เมื่อรู้ว่าถูกแหย่ สองมือตะปบแก้มเพื่อนรักทั้งสองข้างเข้าให้“ปากแบบนี้ เดี๋ยวพี่ลมจับจูบเสียเลยดีมั้ย หืมๆ”

         ตะปบไม่พอนวยแก้มลักษมัณเล่นอีก

         “ไอ้ลิง ปล่อย”โดนเพื่อนขยี้แก้มเสียจนเริ่มปวดกราม ลักษมัณดิ้นแต่ไม่รู้ไอ้ลิงลมไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน สะบัดให้หลุดพ้นช่างยากเหลือแสน ส่วนสิตานั้นไซร้ กลั้นขำไม่ไหว กุมท้องหัวเราะหน้าดำหน้าแดงใหญ่แล้วนั่น

         ไหนกันภาพพจน์ที่คุณชายอุตสาห์กลั้นไว้ไม่ให้หลุด?

         หากจู่ๆไอ้ลิงลมก็ชะงักกึกไป ไถก้นออกห่าง ที่ถ้ามันมีขนคงเห็นตั้งขนชี้โด่เด่ประกอบไปด้วยแล้ว

         “น้องรักครับ”

         ผู้มีปฏิกิริยาหาใช่ผู้ถูกเรียกอย่างลักษมัณ ลูกลมหันขวับไปทางทิศทางของเสียง หน้าบวมช้ำเบ้จนดูบู้บี้แทบทันที มือยกกอดอก ขายกขึ้นวางบนเก้าอี้หนึ่งข้าง เต๊ะท่าเป็นลิงอันธพาลครองโต๊ะเต็มที่

         “มาไมวะ”

         ลักษมัณถอนหายใจ หวังว่า‘ภาคต่อ’ที่ได้เคยนึกเล่นๆไว้ จะไม่มาเกิดขึ้นเอาตอนนี้หรอกนะ

         “สวัสดีครับพี่กรรณ”กระพุ่มมือไหว้ ไม่ลืมหันไปทางสิตา แนะนำให้ได้รู้จัก“สิตานี่พี่กรรณ พี่เขาเป็น... เป็นรุ่นพี่ต่างคณะของไอ้ลูกลมมันน่ะ”

         “ไอ้รัก! มันไม่ใช่...”

         “ส่วนพี่กรรณครับ นี่คุณชายสิตา เป็นเพื่อนสนิทของผมเอง”

         อัยการในชุดนักศึกษาแขนยาวสีขาวผูกเนคไทตามกฎระเบียบมหาลัยเป๊ะทุกประการ ยกมือรับไหว้พลางยิ้มสุภาพ แต่รอยยิ้มดูจะเทไปให้ทางลักษมัณมากกว่าคนอื่นเล็กน้อย ลูกลมที่สังเกตด้วยความหมั่นไส้มาตลอด หน้าเบ้ยู่หนักกว่าเก่า อ้าปากกะจะแขวะสักคำสองคำตามประสา

         แต่กลับต้องงับปากลงฉับทันใดเมื่อหน้าของพี่ชายลอยวับเข้ามา เลยหันหน้าเอาตาไปมองทางอื่นเพื่อตัดปัญหาเสีย
แต่ดูเหมือนว่าคนที่แสนเหม็นน้ำหน้าจะไม่ได้มีธุระกับลักษมัณ แม้จะทักน้องรักก่อนใครก็ตาม

         “น้องลูกลม”รู้นะว่ากัดฟันเรียกว่า‘น้อง’ สันกรามขึ้นนูนขนาดนั้น อ้าว ไม่มองมันสิวะไอ้ลูกลม! หันหน้ากลับไปทางเดิมจนคอแทบเคล็ด

         “นามบัตรของอู่ซ่อมที่ให้มา เป็นนามบัตรเก่าหรือเปล่า เพราะผมโทรไปไม่ติดเลย”

         “ไม่รู้ ก็มีแค่อันนั้น”

         หางคิ้วเข้มกระตุกน้อยๆเมื่อได้รับคำตอบบอกปัดแบบคนไร้ความรับผิดชอบเหมือนอย่างเคย และคนประเภทนี้อัยการนั้นแสนจะเกลียดเข้าไส้

         “เห็นพี่ชายน้องลูกลมบอกว่าที่บ้านสนิทกันกับเจ้าของอู่ไม่ใช่หรือ? ถ้ามีเบอร์ใหม่ล่ะก็ ผมขอหน่อย”

         “น้องลูกลมงั้น น้องลูกลมงี้ อึ๋ย! ขนลุกจริงโว้ย”

         ลักษมัณยิ้มแหยเมื่ออัยการหันมามองหน้าเขาราวกับจะขอความช่วยเหลือ เลยจัดการตบผัวะเข้าที่กลางหลังไอ้เพื่อนจ๋อเตือนสติให้เลิกรวนเสียที ส่วนคุณชายสิตาเพราะไม่ได้รู้เรื่องราววางหมัดซัดกัน(จนเกือบจะเข้า)นัว เลือกที่จะนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวไม่รู้ว่าแชทคุยกับใครกันล่ะหนอ

         จะว่าไปก็

         ลักษมัณเริ่มเข้าสังคมก้มหน้าบ้าง ปล่อยให้คู่กรณีเขาเคลียร์กันไป เห็นท่าไม่ดีค่อยลั่นกระดิ่งหมดยก ไม่สิ หมายถึงค่อยเข้าห้ามก็แล้วกัน

         ทศพักตร์(ส่วนตัว) :
         ...ฝากขยลไปกล่อมขวัญ...
         ...จงหลับฝันไร้ภัยพาน...
         ...ฝากวาตบรรเลงขาน...
         ...ยามนิทรากาลจงฝันดี...

         เห็นเวลาส่งแล้วให้นึกตกใจ ก่อนตีสามเพียงห้านาที ไม่รู้ว่าตอนนั้นพี่ทศกำลังทำอะไรอยู่ หากว่ากันตามจริงแล้ว หลังเที่ยงคืนควรเป็นเวลาพักผ่อนมากกว่าไม่ใช่หรือ? หรือจะมีงานด่วนเข้ามากันเล่านั่น นึกๆไปแล้วหากเป็นแบบนั้นจริงๆก็น่าสงสารพี่ทศอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่รู้ว่าพี่ทศทำงานอะไรในส่วนด้านไหนของตำแหน่งงานก็ตาม

         ท้าวคางเคาะนิ้วชี้กับโต๊ะพลางคิด จะตอบพี่ทศไปว่าอย่างไรดี

         ไม่นานมุมปากยกยิ้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

         “เอ๊ะ! ก็บอกแล้วไงวะว่าไม่รู้ ไม่รู้เบอร์ ถ้าอยากรู้ก็เอาชื่ออู่ซ่อมไปเสิร์ชหาเอาในเน็ตเองก็ได้ไหมวะ”

         ยิ้มที่ระบายเต็มวงหน้าของลักษมัณหลังกดส่งข้อความ... พลันจางหายไปทันที

         “อ้าว พูดงี้ก็สวยสิไอ้น้องลูกลม ผมถามคุณดีๆหรือเปล่า ถามดีๆก็ควรตอบให้มันดีๆหน่อยสิ”

         เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอมือถือ เห็นสิตาที่ก็ละสายตาจากจอแล้วเช่นกัน คุณชายตัวน้อยมองคนซ้ายทีคนขวาที สีหน้าเริ่มซีดลงเรื่อยๆ

         “แล้วกูตอบไม่ดีตรงไหนล่ะ? นี่หาเรื่องกันช้ะ เอาใช่ป่ะ มึงจะเอาใช่ป่ะ หะ ไอ้หู!”

         ลักษมัณหลับตา

         “ไอ้หู? นี่ ผมเป็นรุ่นพี่คุณนะไอ้น้องลูกลม เคารพรุ่นพี่บ้างสิ”

         สูดลมหายใจ

         “มึงอยู่คณะอะไร กูอยู่คณะอะไร ทำไมจะต้อง...”

         “โว้ย! จะเถียงให้คอแตกตายกันไปข้างเลยหรือไง พี่กรรณผมปวดหูมาก ขอตัวก่อนนะครับ ส่วนไอ้ลิงลม ..กู-รำ-คาญ-ขึ้น-เรียน-ดี-กว่า-เว้ย!”

         รวบหยิบหนังสือเรียนทั้งของตัวเองและของคุณชาย ก่อนลุกขึ้นยืนคว้าแขนสิตาพาแล้วพากันเดินจ้ำขึ้นตึกเรียนไปไม่สนใจเสียงรั้งเรียกของทั้งสองคู่กรณีอีก




         หลังประชุมเสร็จ ฝ่ายประธานอย่างทศพักตร์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวกลางของโต๊ะรูปตัวยูเช่นเดิม ในขณะที่ผู้ถือหุ้นคนอื่นต่างทยอยกันออกจากห้องประชุมไปหมดแล้วเรียบร้อย มือขวายกขึ้นนวดขมับก่อนจะชะงักเมื่อยินเสียงเดินเข้ามาใกล้

         “บอสครับ”เปาวนายื่นส่งโทรศัพท์มือถือให้กับผู้เป็นนาย แล้วก้าวถอยไปยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง

         ทศพักตร์รับโทรศัพท์ที่หน้าจอสว่างวาบขึ้นมาอย่างได้จังหวะ สื่อให้รู้ว่ามีข้อความเข้า และเขาหวังว่าจะเป็นคนที่กำลังคิดถึง ..คิดถึงอยู่ตลอดเวลา

         ลักษมัณเจ้าพ่อโรงงานยาคูลท์ :
         ...ฝากอักษรนี้ช่วยบอกกล่าว...
         ...อย่าลืมทานข้าวนะเป็นห่วง...
         ...หากทำงานอยู่แล้วพี่รู้สึกง่วง...
         ...ขอให้อ้าปากหาวแล้วนอนหลับไปเอย...

         “หึหึ”

         แม้ปากไม่ได้แย้มกว้างแต่ก็เป็นการขำที่สุดจะขำเมื่อได้อ่านข้อความของคนที่รอคอยจนจบความ

         เจ้าลักษมณ์หนอเจ้าลักษมณ์ ทำงานอยู่แล้วจะให้พี่นอนไปเลยได้อย่างไรกัน?

         ทศพักตร์ส่ายหน้าน้อยๆหากมุมปากกลับประดับคงไว้ซึ่งรอยยิ้มอย่างยากที่จะได้พบเห็นบ่อยๆ ความอยากเจอเจ้าลักษมณ์ของเขานั้นยิ่งเท่าทบทวี

         ดวงตาคมหลุบปิดสนิทลง ฝ่ายเปาวนานั้นรู้ซึ่งหน้าที่ของตนโดยทันที เดินเบาเท้าไปปิดล็อคประตูห้องประชุมไว้ แม้ทุกคนต่างรู้ว่าผู้นำราพณายังคงอยู่ในห้องแห่งนี้ หากก็ไม่อาจประมาทเลินเล่อด้วยหมายถึงความปลอดภัยของผู้เป็นนายเหนือแห่งมัน

         ยามนายถอดดวงจิต ไม่อาจปล่อยให้มีสิ่งใดต้องระคายต่อกายหยาบได้แม้นเพียงเล็กน้อย

         ฟากทศพักตร์นั้นเดินวนเวียนอยู่ในม่านหมอกสีขาว ไม่นานภาพเบื้องหน้าก็ให้ปรากฏเป็นห้องเรียนขนาดกว้างที่มีเก้าอี้แถวตั้งวางเรียงกันจนแน่นขนัด

         ไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใด เขาก็หาผู้ที่แสนคะนึงเจอ

         ภายในห้องเรียนที่มีผู้คนอยู่นับร้อย ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของดวงจิตแปลกปลอมนี้เลย… จวบจนเขาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างเด็กหนุ่มร่างโปร่งที่นั่งหน้าเคร่งริมสุดโต๊ะ

         มุมโอษฐ์หยักยิ้มอ่อนโยนเป็นหนักหนา

         หัตถ์ปัดผ่านพวงแก้มใสผิวแผ่วราวภมรเย้าหยอกกลีบมาลีกระนั้น

         ฝีปากโน้มประทับลงข้างขมับตรึงดวงจิตนี้ให้สลักลึกลงในหทัย ...ที่ได้เต้นอยู่ในร่างกายของเจ้าลักษมณ์เสมอมา

         ละอองแสงสีทองเจือมรกตวาบขึ้นมาจากอกข้างซ้ายของร่างที่ยังคงนั่งเรียนมิได้รู้เรื่องราวใด ก่อนจะหายไปโดยไม่มีผู้ใดพิศเห็นนอกเสียจากผู้เป็น‘เจ้าของ’


         ดวงฤทัยแห่งพญายักษาที่เคยถูกบีบขยี้จนแทบแหลกลานไป …เมื่อภพกาลก่อนนั่น


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------


ทีนี้ก็เท่ากันกับที่ดดแล้วค่ะ ดังนั้นแล้วระยะเวลาอัพก็จะเท่ากันด้วย
แล้วเจอกันตอนต่อไปนะคะ
 :z3: :z13:

ออฟไลน์ Billie

  • "Let come what comes, let go what goes and see what remains. That is what is real"
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3087
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-6

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 :hao7: เป็นรักที่มั่นคงและดีงามมากกกก  :hao7: ขอให้สมหวังนะค่ะ no drama นะค่ะ please สงสารคุณทศกัณฐ์ (และสงสารตัวเองที่ใจบางมากๆๆ)  :ling3:   o13

ออฟไลน์ four4

  • รักนี้ชั่วนิรันด์
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 416
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ดีใจมากเลยครับที่มารีไรท์ใหม่ ติดตามครับชอบเรื่องนี้มาก  #ทีมพี่ทศ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
พี่ทศ เก็บว่าที่เมียให้ดีๆ หน่อย ปล่อยออกมาเพ่นพล่านได้ไง  o18

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
        ตอนที่ ๑๖

        “เด็กเวรอะไรจะกวนตีนกันได้ขนาดนี้วะ”

        “อาฮะ”

        “อย่างน้อยก็รุ่นพี่แม้จะไม่ใช่รุ่นพี่ในคณะมัน กูไม่ได้จะข่มกันเรื่องอายุด้วย แต่แม่ง…ไม่มีความเกรงอกเกรงใจสักนิด กวนตีนจนกูนี่อยากไปซื้อโล่ทองคำแถวสำเพ็งให้เลย”

        “อาฮะ”

        “สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับมา บงเบอร์อู่ซ่อมรถก็ไม่ได้เพราะแม่งกวนตีนแจ้นหนีขึ้นไปเรียนซะก่อน จะตามไปแม่งก็ไม่ใช่เรื่องอีก”

        “อาฮะ”

        “มึงพูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไงวะไอ้เมฆ”

        คนถูกพาลใส่หยุดเดินก่อนจะหัวเราะ ขำเพื่อนหนักเสียจนต้องยกมือกุมท้องตัวงอ เลิกหัวเราะไม่ได้จริงๆ ...ในขณะที่อัยการเมื่อเห็นอาการนั้นของเมฆนาทก็ให้นึกหงุดหงิดหนักขึ้นกว่าเดิม ทว่ายังไม่ทันได้ด่าให้หยุดหัวเราะอีกฝ่ายก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

        “เพิ่งเคยเห็นมึงเป็นแบบนี้”

        “เป็นแบบไหน?”คิ้วเข้มขมวด ส่วนเมฆนาทแม้จะหยุดหัวเราะแล้วแต่ยังมีประกายล้อเลียนอยู่ในแววตา ..พาให้อัยการใคร่อยากยกถังขยะตรงมุมนั่นทุ่มใส่เพื่อนนัก

        “ไม่รู้ตัวเลยเหรอไอ้กรรณว่ามึงหลุดมาดมาก ที่สำคัญเลยนะ…เด็กนั่นคือคนที่ทำให้มึงหลุด ขนาดที่แม้แต่ตัวมึงเองยังไม่รู้ตัว”

        อัยการชะงัก คิดตามก็ให้จริงดังเพื่อนว่า ปกติเขาค่อนข้างใจเย็น ติดจะขรึมนิดๆเสียด้วยซ้ำจนพาให้ใครหลายคนที่ไม่รู้จักกล่าวว่าเขานั้นขี้เก๊กเหลือแสน ไม่เคยใจร้อนหรือฉุนเฉียวมากเสียจนต้องมาระบายให้เพื่อนฟังแบบนี้มาก่อน ...ยกมือขึ้นลูบหน้าก่อนถอนหายใจออกมาหนักๆออกมาหนึ่งที

        หากเมื่อลดมือลงอัยการคนเดิมจึงกลับมาประทับองค์อีกครั้ง

        “กูไม่ชอบเด็กลูกลมนั่น นอกจากจะไร้ความรับผิดชอบแล้วยังไม่รู้จักโต ไม่มีเหตุผล เท่าที่จำได้กูไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับมันเลยนะ เพิ่งได้เจอได้รู้จักด้วยซ้ำ แต่แม่ง…ทำเหมือนว่ากูเคยไปเหยียบหางมันมาก่อนอย่างนั้น”

        “ก็ไม่แน่นะครับท่านอัยการ บางทีชาติก่อนมึงกับเด็กลูกลมอะไรนั่นอาจจะเคยเจอะเคยเจอกันมาก่อนก็ได้ อาจจะเคยผูกกรรมกันมาจนทำให้ชาตินี้ต้องมาเจอมามีกรรมร่วมกันอีกอะไรแบบนั้น”

        อัยการไม่แคล้วหันมองแรงใส่เพื่อนทันที

        “ไร้สาระ”

        เมฆนาทจิ๊ปากเบาๆ ทำเสียงกวนหูเพื่อนไปอย่างนั้น ก่อนจะแสร้งไอกลบเกลื่อนเมื่อแววตาของอัยการเริ่มดุดันเอาเรื่องจนไม่กล้าคิดแหย่ต่อ เลี่ยงยกแขนกอดคอพากันเดินืพลางพูดเปลี่ยนเรื่อง

        “มึงว่าเพื่อนของเด็กลูกลมคือเด็กที่เกือบถูกรถชนไปเมื่อวันก่อนหรือวะ?”

        “อือ”ทีงี้ล่ะทั้งเสียงทั้งสีหน้าละมุนมาเชียวไอ้ท่านอัยการเอ๊ย!

        “มึงสนใจผู้ชายตั้งแต่เมื่อไหร่?”ถามตรงๆแบบไม่มีอ้อมไม่มีค้อม รู้จักกันมาก็นานนม เมฆนาทล่ะไม่เค๊ยไม่เคยเห็นว่าเพื่อนของเขาคนนี้จะให้ความสนใจใครมากขนาดแสดงสีหน้าอ่อนโยนเยี่ยงอย่างตอนนี้มาก่อน

        ผู้หญิงไม่เคยกับผู้ชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง

        หากไม่นับ‘ไอ้น้องลูกลม’นั่นด้วยน่ะนะ

        “นิดหน่อย แต่ถ้าเรียกให้ถูกต้องบอกว่ากูติดใจน้องเขามากกว่า”

        เมฆนาทเบิกตากว้าง ปากร้องว้าวแอคติ้งโอเว่อร์เกินหน้าเกินตาเสียจนน่ายันติดกำแพง

        “หยุดคิดสัปดนเลยนะไอ้เมฆ กูแค่รู้สึกคุ้นเคยกับน้องเขาเฉยๆ เหมือนว่า ...เคยรู้จัก ก็เลยรู้สึกติดใจเพราะกูมั่นใจเลยว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอน้องเขาที่ไหนมาก่อนแน่ๆ”

        คราวนี้เมฆนาทเงียบ ด้วยเคยตกอยู่ในห้วงความรู้สึกเดียวกันกับเพื่อน คุ้นเคยกับบางคนทั้งที่มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อนไม่ว่าจะคุ้ยความทรงจำหาอย่างไรก็ตาม

        “แล้วสรุปโขนนี่มึงได้เล่นเป็นอะไรกันแน่วะ?”

        อัยการเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อพากันเดินมาถึงโรงละครในคณะนิเทศฯ อันเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับซ้อมการแสดงครั้งใหญ่ที่จะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าซึ่งจะตรงกับอาทิตย์หลังสอบมิดเทอมภาคเรียนหนึ่งของมหาวิทยาลัยพอดี

        กำหนดเวลาเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่านักแสดงหลักจะถูกเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหันก็ตาม โชคดีนักที่ยังซ้อมร่วมไปได้ไม่เยอะ และก็เปลี่ยนตัวเพียงนักแสดงหลักเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่ได้ส่งผลกระทบไปถึงพวกนักแสดงรองไปยันนักแสดงบทเสริมต่างๆ
แต่ไม่ว่าอย่างไรความกดดันอย่างหนักในการซ้อมนั้น ได้ถูกทุ่มไปยังนักแสดงหลักซึ่งถูกสลับบทบาททั้งหมด

        ไม่แตกต่างไปจากดาบสองคม

        จะอยู่หรือรอดก็ขึ้นอยู่กับนักแสดงชุดนี้นี่ล่ะ

        ไม่ใช่ความท้าทาย ไม่แม้จะเทียบเคียงสักนิด หากเป็นความเห็นแก่ได้เห็นแก่ประโยชน์ของพวกผู้ใหญ่ล้วนๆ แต่ผู้รับเคราะห์กลับเป็นเด็กนักศึกษาเสียอย่างนั้น

        เมฆนาทถอนหายใจก่อนหันไปเอ่ยตอบเพื่อนหลังจากปิดล็อคล็อคเกอร์ส่วนตัวที่มีชื่อเขาแปะอยู่เรียบร้อย ซึ่งใช้ไว้สำหรับเก็บของ

        “ทศกัณฐ์”

        “เหมือนจะสมใจ?”อัยการจำได้คับคล้ายคับคลาว่าในตอนแรกเพื่อนของเขาถูกวางตัวไว้ในบทของพระราม กลับมาบ่นขรมให้เขาฟังยกใหญ่ว่าไม่ชอบ เป็นฝ่ายคนดีไม่เห็นว่าจะสนุกตรงไหน

        บทพระเอกเมฆนาทไม่อยากได้ทั้งที่คนอื่นล้วนจ้องกันตาเป็นมัน ที่ไม่อยากได้เหตุเพราะเจ้ามักเข้าถึงบทได้ยาก อัยการนึกๆดูจากการแสดงละครเวทีหรือพวกโปรเจคยิบย่อยที่ได้รับจากอาจารย์ประจำวิชามาเพื่อกับแลกคะแนนสอบแล้ว หากต้องแสดงเมฆนาทจะเลือกบทตัวร้ายทุกครั้ง ทั้งยังแสดงได้ดีเสียจนพาให้เขาที่นั่งดูเป็นเพื่อนมันหลังจากถ่ายทำรวมถึงตัดต่อเสร็จสิ้นกระบวน นึกหมั่นขี้หน้าเพื่อนไปหลายนาทีเลยทีเดียว

        เพราะถ้าให้ร้ายมันก็ร้ายได้ถึงแก่นจนน่ากระทืบ

        มาครานี้งานแสดงใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการแสดงที่ต้องใช้ทักษะที่ไม่ใช่ใครจะฝึกแล้วเป็นกันได้ง่ายๆ อย่าง‘การแสดงโขน’นี้ เพราะว่าการแสดงประเภทนี้นั้นไม่เหมือนกับการแสดงละครเวทีหรือเล่นเอ็มวีเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา อารมณ์ที่จะต้องดึงออกมาในการแสดงยิ่งทวีความยากเข้าไปอีกเรียกได้ว่าเป็นเท่าตัวก็ว่าได้ หรืออาจจะสองสามเท่าตัวด้วยซ้ำ

        จะช่วยเสริมหรือช่วยดร็อปก็ขึ้นอยู่กับว่าบทที่ได้รับจะตรงตามความถนัดของนักแสดงแค่ไหน

        ทศกัณฐ์งั้นหรือ?

        อัยการหันไปมองเพื่อนที่แอบเห็นมันยกมุมปากยิ้มแวบๆ หากเพียงไม่กี่วินาทีภาพก็ตัดเปลี่ยนเป็นใบหน้าเซ็งๆติดไปทางเหนื่อยหน่าย

        “ที่กูอยากได้และจะสมใจกูที่สุดคือบทว่าง แบบว่างไปเลยไม่ต้องให้กูเล่น ขี้เกียจชิบหายนี่ยังไม่ทันพ้นเดือนแรกของภาคเรียนไปเลยนะมึง อาจารย์โยนโปรเจคห่ามาให้อีกละ ไหนจะต้องมาซ้อมรำเพิ่มอีก”

        กลอกตาพลางถอดเสื้อเชิ้ตนักศึกษาออกแล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดสีขาวแทน รวมถึงกางเกงสแลคที่ถูกผลัดเปลี่ยนเป็นโจงกระเบนสีแดงแบบยางยืดประยุกต์ นั่นคือสามารถสวมใส่ได้เลยเหมือนกางเกงตัวหนึ่งโดยไม่ต้องมานั่งจูงนั่งจับแบบโจงกระเบนฉบับดั้งเดิม

        เปลี่ยนมันตรงนั้นในห้องล็อคเกอร์ต่อหน้าเพื่อนนั่นล่ะ รู้เช่นเห็นชาติกันมาแต่ไหนแต่ไร หมดไปนานแล้วซึ่งยางอาย

        อัยการหัวเราะ ไอ้บ่นน่ะบ่นจริงนั่นล่ะ แต่คงไม่ได้จริงจังอะไรนักหรอก

        “เออ พูดถึงเรื่องซ้อมแล้ววันนี้กูอาจกลับมืด มึงจะเอากุญแจรถไปเลยหรือเปล่ากูจะได้หยิบให้”ที่ต้องหยิบให้เพราะตอนนี้สองเพื่อนซี้เปลี่ยนมือมาใช้รถของเมฆนาทแทน ส่วนน้องลี่ย์ลูกรักของอัยการนั้นส่งเข้าอู่ไปแล้วเมื่อวันก่อน

        แต่คนขับก็ยังคงเป็นอัยการอยู่ดี

        “ไม่ต้องเลยไอ้เมฆ จะกลับมืดมึงก็เอารถไปขับกลับเองเลย กูไม่ถ่อวนกลับมารับมึงที่มหาลัยหรอกนะ”

        เพราะอยู่หอเดียวกันเพียงแต่คนละห้องเท่านั้น หวงความเป็นส่วนตัวกันทั้งคู่ต่อให้จะสนิทกันขนาดไหนก็เถอะ จะไปจะมาหากเวลาเริ่มเวลาเลิกเรียนตรงกันก็ตูดแทบติดเหมือนมีอะไรดูดให้ต้องไปด้วยกันตลอด ตอนนี้ก็เหมือนกันหากเขาไม่มีเรียนต่อหลังจากนี้คงได้ถูกกักกันให้อยู่ดูมันซ้อมโดยไอ้เพื่อนไร้ความเกรงใจอีกเช่นเคย

        “มึงขับกลับไปนั่นแหละดีแล้ว กูขี้เกียจ เดี๋ยวนั่งแท็กซี่กลับหอก็ได้”พูดพลางโยนกุญแจรถให้เพื่อน อัยการทำหน้าหน่ายทันที

        “อะไรมึงจะขี้เกียจขนาดนั้นวะ”

        อัยการหัวเราะยกมือปัดๆอากาศ “เออหน่า กูสบายใจของกูแบบนี้”

        “โง่จะเสียค่าแท็กซี่ทั้งที่มีรถให้ขับ เรียกสบายใจไม่ถูก ต้องเรียกว่าควาย แต่จะเปรียบไปก็สงสารควายอีก”

        โดนมาหนึ่งดอกเล่นเอาจุกกับคำว่าควายแบบเน้นๆ แต่สุดท้าย...

        “งั้นเอางี้ เดี๋ยวกูมารับ จะเลิกซ้อมตอนไหนก็โทรมาบอกกูก่อนเลิกสักชั่วโมงแล้วกัน”

        ตัดความรำคาญใจ เมฆนาทไร้ความเกรงใจแต่อัยการไม่ใช่ เขาคงไม่กลับหอแต่จะแวะไปเดินห้างเล่นฆ่าเวลา ซื้อหนังสือเสริมกฎหมายเพิ่มสักเล่มสองเล่ม เช็คโปรแกรมหนังเมื่อวันก่อน ยังดีที่มีหนังภาคต่อซึ่งเขาตามอยู่เข้าโรงพอดี หนังจบคงใกล้ๆกับเวลาเลิกซ้อม ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวและ‘ควาย’อีกหนึ่งตัว

        เมฆนาทมองตามหลังเพื่อนก่อนแผ่นหลังกว้างจะหายไปหลังประตูปิด อดจุดยิ้ม‘สมใจ’ขึ้นมาไม่ได้

        เดินผิวปากอารมณ์ดีออกจากห้องล็อคเกอร์ที่อยู่หลังเวทีแสดง เดินเลาะอีกหน่อยก็มาถึงทางเชื่อมสู่หน้าเวทีซึ่งมีนักศึกษาต่างชั้นปีคนอื่นๆกำลังซ้อมอยู่

        “อ้าว เมฆ!”ธานินที่เห็นเมฆนาทเป็นคนแรกยกมือขึ้นโบกเรียก ยิ้มตาใสดูมีชีวิตชีวา…แบบสุดขีดไปหน่อย

        หากเมฆนาทไม่สนใจเดินเลี้ยวไปอีกทางเพื่อหาอาจารย์พงษ์ศักดาซึ่งเป็นหัวหน้าประจำภาควิชาศิลปะการแสดงผู้ฝึกสอนนาฏศิลป์โขนอันเป็นภาควิชาภาคบังคับที่นักศึกษาทุกคนของคณะนิเทศศาสตร์ต้องผ่านการลงเรียนวิชานี้ในชั้นปีที่ ๒

        และนอกจากอาจารย์พงษ์ศักดาแล้วยังมีอาจารย์ประจำภาคอีกประมาณ ๓ – ๔ ท่าน กระจัดกระจายกันไปฝึกซ้อมให้กับนักศึกษาตามบทบาทที่ได้รับอันแตกต่างกันไป

        ซึ่งจะแบ่งได้ ๔ จำพวกตามนี้ คือ ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง

        เมฆนาทเองเพิ่งเริ่มเรียนวิชานี้ได้แค่สองสัปดาห์ ทั้งยังไม่ทันได้ลงรายละเอียดมากสักเท่าไร ในขณะที่นักแสดงหลักคนอื่นๆล้วนเคยผ่านภาควิชานี้มาแล้วด้วยกันแทบทั้งสิ้นเนื่องจากบ้างอยู่ปี ๓ บ้างก็อยู่ปี ๔ กันแล้ว งานแสดงโขนครานี้จึงเปรียบเสมือนให้นักศึกษาได้นำวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาตลอดหนึ่งเทอมต่อยอดทักษะการแสดง ส่วนนักศึกษาชั้นปี ๒ เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกรับเลือกให้ได้รับบทหลักทั้งยังเป็นบทหนักอย่างเมฆนาทนั้น จึงต้องถูกติวสูตรเข้มข้นจากอาจารย์พงษ์ศักดาผู้เป็นอาจารย์หัวหน้าภาคเป็นพิเศษ

        บท‘ทศกัณฐ์’นับว่ามีความพิเศษตรงที่หัดยากมากกว่าตัวละครอื่นๆเกือบเท่าตัว ซึ่งคนแสดงนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับตัวพระ คือ มีใบหน้ารูปไข่ คมคาย ผึ่งผาย ในที่นี้รวมถึงกิริยาการเยื้องย่างเวลาออกท่ารำจะต้องสง่างามห้ามบิดงอโค้งตัวหมดเรี่ยวแรงเด็ดขาด

        และผู้รับบทเป็นทศกัณฐ์นั้นจำต้องมีความแข็งแรงตรงบริเวณช่วงขาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในการแสดงจะต้องย่อเหลี่ยมรับการขึ้นลอยของตัวพระและตัวลิงให้ได้ อีกทั้งทศกัณฐ์ยังเป็นตัวละครที่มีลีลาท้วงท่าค่อนข้างเยอะ อาทิ ยามเกรี้ยวโกรธจะกระทืบเท้าตึงตังเสียงดังโครมคราม(ที่ต้องกระทืบจริงทำเสียงให้สนั่นหวั่นไหวจริงๆไร้ซึ่งแสตนอินใด) หรือแม้ยามสบายใจก็จะต้องนั่งกระดิกแขนกระดิกขา เต๊ะท่าให้ดูน่าหมั่นไส้จึงสมบท

        มีพรสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้ จำต้องมีพรแสวงในการฝึกฝนลับคมฝีมือการแสดงอีกด้วย

        โชคดียิ่งนักที่เมฆนาทมีทักษะการแสดงโขนติดตัวมาตั้งแต่เด็กเนื่องจากถูกผู้เป็นตาจับเรียนราวกับรู้ล่วงหน้าว่าหลานชายจะมีโอกาสได้แสดงโขนกับใครเขาในอนาคต ครานี้สำหรับเมฆนาทแล้วจึงไม่นับว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์เลยเสียทีเดียว

        “สวัสดีครับอาจารย์”ยกมือไหว้ นอบน้อมด้วยเคารพนับถือ

        “พร้อมซ้อมไหมเมฆนาท?”อาจารย์พงษ์ศักดาเอ่ยถามลูกศิษย์ด้วยความเห็นใจ วันก่อนยังได้รับบทพระอยู่แท้ๆ นี่ต้องเปลี่ยนมารับบทยักษ์ อารมณ์รู้สึกนั้นแทบคนละขั้วกันเลยก็ว่าได้

        “ไม่พร้อมได้ไหมครับอาจารย์”

        อาจารย์พงษ์ศักดาหัวเราะจนหนวดสั้นมือตบไหล่กว้างของลูกศิษย์ปุๆ

        “เอาหน่า ครูสังเกตตั้งแต่ตอนได้เห็นเธอซ้อมวันแรกๆแล้ว เธอมีแววนะเมฆนาท สีหน้าท่าทางใช้ได้ แค่ต้องเกลาเพิ่มอีกสักหน่อย”

        ‘หน่อย’ของอาจารย์คงจะคนละหน่วยวัดกันกับ‘หน่อย’ของลูกศิษย์กระมัง

        “งั้นมาเริ่มกันเลยแล้วกัน จะได้ไม่เสียเวลา”

        “ครับ”

        ตลอดระยะเวลาของการฝึกซ้อมเมฆนาทไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตน... กำลังตกอยู่ในสายตาหมายมาดร้ายของ‘ใครบางคน’




        ลักษมัณเกร็งมาก เกร็งขนาดที่ว่ารู้สึกเหมือนก้นกำลังจะเป็นตะคริวในอีกไม่ช้านาน และก็ดูเหมือนว่าทุกปฏิกิริยาของเขาจะตกอยู่ในสายตาของใครอีกคนตลอด

        “ไม่ถูกปากหรือ?”

        หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ทรงวางช้อนส้อมแล้วตรัสถามไถ่ แม้สีพักตร์จะแสดงถึงความเป็นห่วง หากโอษฐ์นั้นกลับอมยิ้มขำเมื่อเห็นคนถูกทักที่เอาแต่นั่งเขี่ยข้าวไปเขี่ยข้าวมาในจานของตัวเอง แต่ไม่ยอมตักกับกินคู่กันกับข้าวเสียทีสะดุ้งโหยง ตัวหรือก็นั่งเกร็งเสียจนดูแข็งเก้กังไปหมด

        “หามิได้ครับ เอ่อ ..จะมะค่ะ?”

        หากครานี้ไม่เพียงแต่อมยิ้มเท่านั้น ท่านชายรามกลับทรงหลุดสรวลออกมาเลยจนพาให้คนเกร็งด้วยทำอะไรไม่ถูก ตกใจหน้าตาเลิ่กลั่กเข้าไปใหญ่ ลักษมัณมองพระพักตร์อ่อนโยนซึ่งฉาบฉายไปด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล พลันให้รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ ร้อนหน้าร้อนตัวจนต้องก้มลงมองจานข้าวและลายผ้าลูกไม้ปูโต๊ะแทน หลบสายพระเนตรที่ทอดมองมาอย่างพราวระยับคู่นั้นเสีย

        “ทำตัวตามสบายเถอะ พี่ไม่ได้เคร่งราชาศัพท์อะไรขนาดนั้น”ท่านชายตรัสด้วยสุรเสียงเจือหัวเราะน้อยๆ

        “ค ครับ”

        หากจะให้ย้อนความ คงต้องย้อนไปก่อนหน้านี้สักชั่วโมงเห็นจะได้

        หลังจากเรียนเสร็จ ด้วยมีเรียนเพียงคาบเดียว ลักษมัณจึงคิดว่าจะกลับบ้านไปนอนพักสักงีบด้วยรู้สึกง่วงหง่าวอย่างไรชอบกล ไม่รู้ว่าเพราะแอร์ในห้องเรียนนั้นเย็นสบายเกินไป หรือเพราะว่าช่วงนี้เขานอนไม่สนิทติดต่อกันหลายคืนเกินจนส่งผลต่อร่างกายในที่สุดกันแน่

        ทว่าแผนการนั้นเป็นอันต้องพับเก็บเมื่อลงมาจากตึกเรียนพร้อมกับสิตา ดันได้พบได้เจอกับผู้สูงศักดิ์อันมีสถานะเป็นพระญาติผู้พี่ของคุณชายเพื่อนสนิทเข้าเสียก่อน อีกฝ่ายคล้ายว่ารอมาได้สักพักแล้ว ยกมือขึ้นไหว้ยังไม่ได้ทันเอ่ยทักทาย องค์กลับเป็นฝ่ายตรัสถามคำถามที่พาให้ลักษมัณงวยงงขึ้นมาก่อน

        “คิดไว้หรือยังครับ ว่าจะทานอะไรกัน?”

        หากไม่เพราะท่านชายรามทรงทอดพระเนตรตรงมายังเขา ลักษมัณคงไม่เลิ่กลั่กจนต้องหันไปส่งสายตาไถ่ถามเพื่อนตัวเล็กที่ยืนยิ้มหวานอยู่เคียงข้าง

        คุณชายสิตารีบยกมือขึ้นคล้องเข้าที่แขนเพื่อนรักหมับ ...กะไม่ให้หลุดทันที

        “เราว่าจะบอกรักตั้งแต่ก่อนเรียนแล้ว แต่ดันลืมเอาเสียนี้ คือว่าพี่รามจะเลี้ยงข้าวเราสองคน แล้วรักก็ห้ามปฏิเสธด้วย ไม่งั้นนะเสียเครดิตเราแย่เลย”ดวงตากลมเป็นประกาย สองแก้มนวลขับสีแดงจางๆเมื่อพูดถึง‘พี่ราม’

        “แต่..”

        ลักษมัณอึกอัก ยิ่งเห็นพระพักตร์อ่อนโยนของท่านชายรามที่นิ่งฟังหาได้ตรัสแทรก…กระทั่งออร่าก็ยังเปล่งประกายกระแทกตาเสียจนพาให้กลายเป็นเป้าส่องเป้ามองของเหล่านักศึกษาที่เพิ่งเรียนเสร็จบ้างหรือมีเรียนต่อบ้างโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ยิ่งยากหาคำมาปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อหันกลับมามองคุณชายที่ยังคงกอดแขนสีหน้าอ้อน ให้ยิ่งจนคำพูดไปกันใหญ่

        “นะรัก”

        สุดท้ายลักษมัณก็ได้แต่ถอนหายใจ ...เคยขัดใจเพื่อนคนนี้เสียที่ไหน ใจอ่อนยวบตลอด

        “เห็นน้องสิตาบอกว่ารักชอบทานมัสมั่นไก่ใช่ไหม?”ทอดเนตรมองเพื่อนสนิทของน้องชายด้วยทรงเอ็นดู พลางเอื้อมหยิบจับช้อนกลางในถ้วยกับก่อนจะตักน่องไก่ในแกงมัสมั่นขึ้นวางลงบนจานข้าวของเด็กหนุ่ม ระหว่างตักไม่มีแม้แต่เสียงช้อนกระทบจานให้ดังระคายหูเลยแม้สักน้อย ในขณะที่คนมือหนักอย่างลักษมัณนั้นหนอ...

        “ขะ ขอบคุณครับ”

        กึก
        เก๊ง

        ไม่ว่าจะตอนตักหรือตอนวางช้อนก็ตาม บอกตามตรงเลยว่าลักษมัณเกร็งที่สุดแล้วจริงๆ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยร่วมโต๊ะทานข้าวกับเชื้อพระวงศ์มาก่อนแม้สักกะครา บางทีหากมีสิตาอยู่ด้วยเขาอาจจะไม่รู้สึกเกร็งเท่านี้

        สิตาจ๋า ทำไมไปห้องน้ำนานนักนะ

        “เห็นแล้วก็พาให้นึกถึงกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานขึ้นมาได้บทหนึ่ง”ท่านชายรามทรงแย้มสรวลออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูจะใคร่รู้ขึ้นมาของคนเด็กกว่า ความเกร็งเก้กังที่ทรงสังเกตุก็คล้ายจะอันตรธานไป

        ลักษมัณชอบทานมัสมั่น ท่านชายเองก็ทรงโปรดปรานด้วยเช่นกัน

        ปกติแล้วในช่วงเวลาเสวยนั้น ท่านชายจะไม่ทรงตรัสไปทานไป หนึ่งคือมารยาทที่พึงควรกระทำบนโต๊ะอาหาร สองเป็นคำสอนสั่งมาตั้งแต่เมื่อครั้งองค์ยังทรงเยาว์ชันษาจากในรั้ววัง แต่เพราะทรงไม่อยากทอดเนตรเห็นคนอ่อนวัยกว่านั่งเกร็งแข็งคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เช่นนั้นแม้กับข้าวกับปลาในภัตตาคารอาหารไทยชื่อดังแห่งนี้จะรสอร่อยถูกปากสักแค่ไหน อีกฝ่ายคงไม่เป็นอันลิ้มรส เพียงแค่ตักเข้าปากให้อิ่มไปเท่านั้น

        คงน่าเสียดาย เพราะท่านชายทรงตั้งพระทัยเลือกสรรค์ร้านมาก

        “มัสมั่นแกงแก้วตา                 หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
        ชายใดได้กลืนแกง                   แรงอยากให้.... ใฝ่ฝันหา”

        “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่สองสินะครับ”คลายอาการตื่นเกร็งในทันใด ดวงตาเป็นประกายด้วยจำได้ แต่ท่านชายทรงจำได้แม่นกว่า ในขณะที่ลักษมัณเพียงคับคล้ายเท่านั้น แต่ท่านชายรามทรงมาเป็นกลอนเป็นยวงเชียว

        ท่านชายรามพยักพักตร์ ก่อนปลายดัชนีจะแตะลงบนขอบจานแบนผิวแปลกเพราะไม่ใช่จานกระเบื้องสีขาวอย่างจานอื่นๆ ผิวของจานคล้ายกับผิวครกที่มีอาหารอีกหนึ่งชนิดจัดวางอยู่เป็นชิ้น รูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เครื่องที่ถูกผัดจนแห้งถูกห่ออยู่ในแพไข่ ทั้งหมด ๔ ชิ้น ๔ แพด้วยกัน ทางร้านจัดจานสวยงามเสียจนลักษมัณแทบไม่กล้าตักมากินให้เสียองค์ประกอบ

        ถ้าจำไม่ผิดล่ะก็นี่น่าจะเป็นอาหารไทยโบราณที่ชื่อว่า....

        “ล่าเตียงกุ้ง ความจริงแล้วของร้านนี้จะมีทั้งกุ้งและหมูผัดผสมกัน แต่น้องสิตาชอบทานกุ้งมากกว่า พี่เลยให้เชฟใส่แต่กุ้ง รักทานได้ไหม? หรือจะสั่งเพิ่มก็ได้นะครับ เผื่ออยากลองชิมรส”

        “ไม่เป็นไรครับท่านชาย ผมทานได้หมดครับ ไม่เป็นปัญหาเลยเพราะกระเพาะผมอึดมาก”กลัวท่านชายไม่เชื่อเลยยกนิ้วโป้งประกอบคำ

        หมดแล้วซึ่งความเกร็งในแรกเริ่ม

        “เรียกพี่ว่า‘พี่ราม’เหมือนที่น้องสิตาเรียกเถอะ เพื่อนของน้องชาย ก็เหมือนน้องชายของพี่อีกคน”ล่าเตียงกุ้งถูกตักใส่จานลักษมัณเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง ในขณะที่มัสมั่นยังไม่ทันได้จัดการ หากมองกลับไปยังจานของท่านชายนั้น ข้าวยังคงข้าวจั๊วะอยู่เพราะว่ามีแต่ข้าวสวยร้อนๆ หาได้มีกับอื่นใดผสมผสานเหมือนอย่างจานของลักษมัณนี้

        เอื้อมขยับตักมัสมั่นให้โดยไม่ทันคิด

        “อย่างนั้นพี่รามก็ต้องทานเยอะๆด้วยนะครับ แบ่งแต่ความอ้วนมาให้ผมแต่จานตัวเองกลับว่างเปล่าซะอย่างงั้น”ยิ้มกว้างก่อนชะงักทั้งมือทั้งยิ้ม เมื่อเห็นสายพระเนตรอ่อนโยนที่ทรงพิศมองตรงมา

        รีบชักมือชักช้อนกลับมาวางบนจานตัวเองในทันใด ตายล่ะหว่า เผลอตัวไป นึกอยากตีปากตัวเองนัก อาการเกร็งพลันกลับมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แล้วเผลอพูดจาเล่นหางเล่นเศียรแบบนั้นไปได้ยังไงวะไอ้รัก!

        “เอ่อ ผม...”

        “ครับ พี่จะทานเยอะๆ”

        ฉับพลัน สมองของลักษมัณคล้ายกับมีไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบเสียจนพาให้ปวดจี๊ดขึ้นมาเอาดื้อๆ เพียงแค่สบประสานเข้ากับพระเนตรสีราตรีกาลคู่นั้นของท่านชาย ความคุ้นเคยแล่นริ้วไปทุกอณูความรู้สึก เหตุการณ์เช่นนี้คับคล้ายว่าเคยผ่านมาแล้ว

        เขานั่งตรงนี้ แต่อีกฝ่ายหาได้นั่งตรงกันข้ามเฉกเช่นครานี้

        ไหล่เคียงกัน กายชิดใกล้
        “น้องลักษมณ์หากไม่มีเจ้า พี่จักทำเช่นไรเล่า?”
        “หากไม่มีน้อง เสด็จพี่รามก็จักยิ่งต้องเสวยให้มากเข้าสิพ่ะย่ะค่ะ จักได้ทรงมีพละกำลังตามหาน้องอย่างไร”
        “เพียงเจ้าไม่เข้าไปในพนาไพร ไม่ไปให้ไกลจากสายตาพี่ เท่านั้นเห็นจักเพียงพอแล้ว”


        วรกายสูงลุกขึ้นเอื้อมพระหัตถ์ทาบลงบนเนื้อแก้มของลักษมัณ พิศนัยน์ตาเหม่อลอยของคนเด็กกว่าพลางแย้มสรวลอ่อนโยนเหลือคณานับ พระเนตรดำสนิทลุ่มลึกยากจะพรรณนาซึ่งความนัยแฝงเร้น

        ลักษมัณขยับใบหน้าหลบพระหัตถ์ของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่รู้ตัวพร้อมกับยกมือขึ้นกุมศีรษะ ดวงตาสับสน ความรู้สึกปนเปไม่อาจแยกแยะ

        ราวกับว่าเห็นภาพซ้อนทับเขากับท่านชายกระนั้น…

        ‘ภาพ’ของคนสองคนที่เขาแสนมั่นใจว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน

        “น้องลักษมณ์…”

        “ขอโทษนะครับที่หายไปเสียนานเลย”

        ลักษมัณหลุดออกจากภวังค์ชวนสับสนแทบทันทีเมื่อยินเสียงอันคุ้นเคย ส่วนคุณชายสิตานั้นชะงักงันไป ดวงตากลมผินมองทางซ้ายที ทางขวาที เพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้นก่อนใบหน้าติดหวานจะระบายยิ้มร่าเริงที่ดูฝืดฝืนกว่าปกติออกมา คุณชายสิตาทิ้งกายลงนั่งระหว่างท่านชายรามและลักษมัณด้วยเป็นโต๊ะทรงกลมที่ไม่ใหญ่มากนักเพราะมีกันแค่สามคน

        “พอดีท่านพ่อโทรมาน่ะครับ เลยแวะนั่งคุยกับท่านก่อนเข้ามา”ยิ้มบอกกล่าวกับเจ้ามือที่ไม่ได้มีสีพักตร์ผิดจากปกติแต่อย่างใด ก่อนทำตาโตมองอาหารบนโต๊ะ“อะ น่ากินจังครับ สิตาหิวมากกกกก”ลากเสียงยาวบอกให้ทุกคนรู้ว่าหิวมากจริงๆ

        คุณชายสิตาก้มหน้าตักล่าเตียงกุ้งของโปรดที่มีอยู่เพียงสองชิ้นในจาน ตาไม่รักดีดันเผลอไปมองอีกสองชิ้นซึ่งวางบนจานข้าวของผู้เป็นพระญาติผู้พี่กับเพื่อนสนิทคนละชิ้น รวมถึงแกงมัสมั่นอยู่เคียงล่าเตียงกุ้งอีกหนึ่งอย่าง กับข้าวจานโปรดของพี่ราม และก็เป็นของชอบของลักษมัณด้วยเช่นกัน

        จานสองจานราวกับฝาแฝดก็ไม่ปาน

        เลื่อนสายตามองวงพักตร์อ่อนโยน ก็ให้เห็นสายพระเนตรนั้นจับวางไว้ที่คนฝั่งตรงข้ามโต๊ะ จ้องมองรักอยู่อย่างนั้นไม่วางเนตร ทั้งที่เพื่อนตัวโย่งของเขาเอาแต่ก้มหน้า นานนับหลายนาทีถึงได้ยอมละสายตาหันกลับมามองกัน

        “ทานกันเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดหมดอร่อยกันพอดี”

        นัยน์เนตรที่คล้ายจะเคลือบแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง เป็นประกาย โชติช่วงยิ่งกว่าคราไหนที่ได้พิศมองสบ

        มือน้อยยกขึ้นกุมอกข้างซ้าย ไม่รู้เหตุใดจึงได้เจ็บปลาบขึ้นมา

        ทั้งที่ไม่มีอะไร มันไม่มีอะไร แต่... คุณชายสิตาเพิ่งเคยเห็นท่านชายรามทอดมองใครด้วยสายพระเนตรแบบนี้เป็นครั้งแรก


        แม้กระทั่งตัวคุณชายเองก็ตาม พี่รามไม่เคยมีสายเนตรเช่นนี้ให้แก่เขาเลยแม้สักครั้ง


---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

// หอมหัวคุณชายตัวน้อยของแม่

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
ต้องเปลี่ยนแชมพูแล้วล่ะคุณชาย  หัวเริ่มเหม็นแล้ว  :hao4:

ออฟไลน์ pan19891990

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เพิ่งได้กลับมาตามอ่านค่ะ คิดถึงเรื่องนี้มาก
ยังยืนยันว่าทีมพี่ทศค่ะ !
รอติดตามตอนต่อไปค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ :)

ออฟไลน์ somberness

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 622
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +42/-0
เราชอบเรื่องนี้แต่จำชื่อตัวละครไม่ค่อยจะได้  :laugh: :laugh:

ออฟไลน์ La Vida Sin Tu Amor

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 347
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +35/-1
ก่อนรีไรท์ว่าเยี่ยม อ่านสนุกแล้ว รีไรท์มายิ่งเลิศมากค่ะ สนุกจริงๆ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ สีหราช

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 411
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +62/-0

ออฟไลน์ ShinrinYoku

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 70
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +33/-0
ตอนที่ ๑๗

ครูเอกอรุณให้นึกสงสัยว่าเหตุใดช่วงนี้คนบ้านเอกลักษมณ์ดนตรีศิลป์จึงได้คล้ายว่าจะมีดวงผูกกับคนใหญ่คนโตนัก รั้วประตูบ้านเรือนไทยแห่งนี้นั้นหนอแทบไม่แห้งเหือดกันเลยทีเดียว

มือโบกพัดงาช้างด้ามใหม่ที่ได้มาจากสำเภาเกลอเก่าคลายร้อน รายนั้นท่องทะเลเหนือใต้ออกจีนแทบไม่ว่างเว้น และคราวนี้ก็ไม่ได้มาส่งถึงมือด้วยตัวเองเหมือนกับเช่นทุกทีแต่ฝากบุรุษไปรษณีย์มาส่งให้แทน แถมจดหมายแนบในกล่องมาอีกหนึ่งฉบับว่าคราวหน้าจะหิ้วกู่เจิงมาให้ด้วยตัวเองแน่นอน สัญญาลูกผู้ชาย …ให้แล้วคืนคำบ่อยมากจนครูเอกอรุณคร้านจะใส่ใจ

ถึงอย่างไรก็เพื่อนเก่าที่คบกันมานานเกือบทั้งชีวิต ติดต่อมาบ้างให้คลายใจว่ายังอยู่ดีครูเอกอรุณก็โอเคแล้วล่ะ

มีเพื่อนดีสักคนได้ชีวิตนี้ก็แฮปปี้แล้วหนอ

ดวงตาจดๆจ้องๆไปยังลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ก้มหน้าขีดเขียนการบ้านอยู่ถัดห่างไปไม่กี่วา เมื่อเย็นเห็นมีเพื่อนคุณชายนามสกุลดังใช่ย่อยซึ่งครูเอกอรุณก็เคยเห็นหน้าค่าตาหนหนึ่งแล้วมาส่ง ไม่พอยังพ่วงชายสูงศักดิ์หน้าตาหล่อเหลาแลดูสำอาดสำอางค์ที่ครูเอกอรุณยังไม่เคยเห็นมาด้วยอีกหนึ่ง

อื้อหือ ตอนได้ยินคำแนะนำตัวบอกเลยว่าพ่อจ๋าของไอ้รักนี่แทบวิ่งเข้าห้องนอนไปควานหาหนังสือรวมคำราชาศัพท์ทีเดียว

ในใจคือคิดเล่นใหญ่มากจริงๆ หากไม่เพราะถูกท่านชายสกัดด้วยความ‘กันเอง’เข้าเสียก่อน

“อาหารไทยของร้านนี้ต้นตำหรับสืบทอดมาจากวังแท้ๆ ผมเองมักจะแวะไปทานอยู่บ่อยๆ หวังว่าจะถูกปากคุณพ่อนะครับ”

ครูเอกอรุณไม่อาจเอื้อมรับคำเพรียกขานจากฝ่ายท่านชายได้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจด้วยเช่นกัน สุดท้ายเลยได้แต่รับไมตรีไว้ เออออไปตามเรื่องราว ดีนักที่สองหม่อมไม่ได้รั้งอยู่นาน

คนน้องไม่เท่าไหร่ หน้าตาผ่องใสกิริยาเรียบร้อยน่าเอ็นดู

แต่คนพี่นั้นหนอ… ครูเอกอรุณวางตัวด้วยไม่ค่อยถูกเสียเท่าไร แม้อีกฝ่ายจะดูผ่อนคลายแลคล้ายว่าไม่ยึดถือยศยึดถือองค์ หากบรรยากาศที่รายล้อมนั้นก็ช่างสูงศักดิ์เสียจนยากเข้าถึงอย่างบอกไม่ถูก

“ไอ้รักเอ้ย”

“จ๋าพ่อ?”ลักษมัณละสายตาจากหนังสือและกระดาษเขียนรายงาน ขานรับพร้อมเงยขึ้นมองผู้เป็นบิดา เห็นพ่อจ๋าพับเก็บพัดแล้วตบๆลงบนพื้นไม้หน้าตั่งก็ให้รีบกระเถิบก้นเข้าหา

“เรียนเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมั้ย”ถามจบปุ๊บเจ้าลูกชายตัวดีก็ยิ้มหวานประจบขึ้นมาทันที มือยกขึ้นบีบๆนวดๆขาให้ปากก็เอ่ยตอบออกไป

“แค่พ่อจ๋าถามรักก็หายเหนื่อยแล้วล่ะจ้ะ”

“อุวะ ปากดีนักนะเอ็งนี่ แล้วคิดไว้หรือยัง หื้อ ว่าเรียนจบแล้วเอ็งจะไปทำงานทำการอะไร”ครูเอกอรุณยกพัดขึ้นเคาะศีรษะทุยไปหนึ่งทีด้วยหมั่นเขี้ยวลูกนักก่อนต่อประโยคด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม“ถึงบ้านเราจะเปิดสอนดนตรีไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนจบแล้วเอ็งจะต้องมาสานต่อจากพ่อ เข้าใจไหม”

ครูเอกอรุณไม่ได้คิดจะกะเกณฑ์ใดๆ แม้ว่าเจ้ารักมันจะเป็นลูกชายคนเดียวที่เขาทั้งรักทั้งห่วงแหนมากก็ตามที ส่วนลักษมัณนั้นเมื่อยินพ่อจ๋าเอ่ยเช่นนั้นก็ให้ชื้นอยู่ในใจ เอียงหัวทิ้งวางไว้บนหัวเข่าผู้เป็นบิดา ดวงตาหลับพริ้มเมื่อกลุ่มผมนุ่มถูกลูบเบาๆ

ยามเมื่อมารดาของเขาเสียหลังจากคลอดเขาออกมาได้ไม่นาน ก็มีมือคู่นี้ของพ่อจ๋านี่ล่ะที่คอยอุ้มชูและเลี้ยงดูเขามาด้วยตัวคนเดียวเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ทั้งที่ไม่ได้มีฐานะอะไรมากมาย การจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งตั้งแต่แบเบาะจวบจนเติบใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสักนิด

“พ่อจ๋ารักในการสอนดนตรีไทย รักเองก็รักในการสอนดนตรีไทยเหมือนกัน ถึงจะได้แค่ช่วยพ่อจ๋าสอนเด็กๆในวันหยุดเรียนเล็กๆน้อยๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รักรู้ว่าสิ่งที่รักต้องการทำจริงๆคืออะไร เพราะฉะนั้นพ่อจ๋าไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะจ๊ะ”

ครูเอกอรุณได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียจนแก้มกระเพื่อม หากแววตาที่ลูกชายถอดออกมาเหมือนกันเด๊ะนั้นฉายประกายแห่งความสุขอกสุขใจเหลือแสน มือขยี้ผมลูกรักก่อนแกล้งดันศีรษะทุยออกจากเข่า

“เข้าใจพูดนะเอ็ง ไปๆ ไปทำการบ้านต่อ เสร็จแล้วจะได้มาสีขิมให้พ่อฟังสักเพลงสองเพลง”

“ขิมเขาเรียกตีไหมล่ะจ๊ะพ่อ แหม”

“ไม่ต้องแหม ข้าก็เอามาจากเอ็งนั่นล่ะ ฮ่าๆ”คราวนี้ไม่ใช่แค่แก้มที่กระเพื่อม ตายังยีปิดเสียจนมองไม่เห็นลูกกะตาแล้วนั่น

ลักษมัณหัวเราะตามพลางบีบขานวดให้พ่อจ๋า สักพักจึงค่อยกระเถิบก้นถอยกลับไปนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานต่อ หากยังไม่วายอมยิ้มแก้มปริด้วยความสุขมันล้นปรี่ในใจไม่ต่างไปจากพ่อจ๋าเลยสักนิด

นึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ให้เขาได้มาเกิดเป็นลักษมัณ เป็นลูกชายของพ่อจ๋าคนนี้





ท้ายที่สุดก็ไม่ได้สี เอ้ย ตีขิมให้พ่อจ๋าฟังเลยสักกะเพลงเพราะพ่อจ๋าทนง่วงไม่ไหว ทิ้งลูกรักเอาไว้กับหนังสือและกระดาษเขียนรายงาน จรลีเข้าห้องไปนอนก่อนแล้วนั่น แต่ก่อนไปมีทิ้งคำพูดไว้ว่าค่อยทบให้พ่อในวันหลัง

แน่ะยังมีคิดดอกกับลูกกับเต้า

ลักษมัณวางปากกาพลางบิดเอวหันซ้ายหันขวา ปากอ้าหาวด้วยก็เริ่มง่วงขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่นึกว่าการเปิดหาคำตอบจากในหนังสือมาเรียงเขียนส่งอาจารย์จะใช้เวลานานขนาดนี้ เหลือบมองนาฬิกาข้างผนังก็ให้เห็นว่าเกือบห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้าเสียด้วยซี่…

ระหว่างบิดขี้เกียจเพราะเริ่มขี้เกียจเข้าแล้วจริงๆ หางตาก็หลุบลงมองเห็นการ์ดสีทองทำจากกระดาษขัดมันอย่างดีที่วางแซมกันกับกระดาษรายงาน หยิบขึ้นมาเปิดดูพร้อมกับนึกถึงใบหน้าของผู้เป็นเจ้าของยามที่ยื่นการ์ดเชิญฉบับนี้ให้กับเขาด้วยหัตถ์ขององค์เองก่อนจาก

“พี่หวังว่ารักจะมา”

“ตรัสชวนถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ไปล่ะน่าเกลียดตายเลยไอ้รัก”พึมพำเสียงเบาพูดกับตัวเอง

อีกสองอาทิตย์ข้างหน้าจะเป็นวันคล้ายวันประสูติของท่านชายราม คุณชายสิตานั้นมีของขวัญแล้วเพราะไปซื้อเป็นเพื่อนมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ตัวลักษมัณเองยังไม่มี ด้วยไม่คาดว่าตัวเองจะต้องไป ตอนนั้นไม่ได้ถูกเชิญ แต่ตอนนี้ถูกเชิญแล้ว ...ด้วยองค์เองด้วย

เป็นเรื่องขบคิดที่ชวนให้สมองแตกมาก อย่าว่าแต่ของขวัญวันเกิดเลย ...ขนาดของขวัญจับฉลากช่วงปีใหม่ตอนมัธยมวัยใสเดินกระเต๊าะกระแต๊ะลักษมัณยังเคยมีปัญหาในการเลือกซื้อของมาแล้ว สุดท้ายเลยต้องให้พ่อจ๋าช่วยเลือกอีกแรง พ่อจ๋าจิ้มอันไหน ลักษมัณก็เอาอันนั้น แต่หนคราวนี้เห็นทีจะต้องเลือกเอง จิ้มเองเสียแล้ว

ให้อะไรเป็นของขวัญท่านชายเขาดีล่ะทีนี้?

สูดลมหายใจ กะจะถอนใจให้จมูกบานสักที หากกลับต้องชะงักเพราะกลิ่นหอมอ่อนพัดโชยผ่านหน้ามา …กลิ่นหอมของมะลิลาที่ลักษมัณจดจำได้ดี

“แปลกจัง”ทั้งที่นั่งอยู่กลางบ้านแท้ๆ กลับได้กลิ่นหอมจรุงชัดเจนราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้อย่างไรอย่างนั้น

ฉับพลันในอกนั้นคล้ายต้องถูกของร้อนนาบเข้า ให้ร้อนรุ่มไปหมด กระทั่งหัวใจยังเต้นถี่รัวไม่ปกติหากแต่ดวงตานั้นกลับปรือใกล้ปิดเต็มทีสวนทางกับปฏิกิริยาทางกายภาพโดยสิ้นเชิง

หากก่อนที่สติจะวูบหายไป

ลักษมัณคล้ายกับว่าพิศเห็นร่างหนึ่งร่างในชุดขาวล้วนยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ดวงตาเรืองรองสีเขียวจับจ้องมายังเขาไม่วางตา

จากนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่อาจต้านทานความง่วงไหวอีกต่อไป ดวงตาปิดสนิทลงพร้อมกับกลิ่นมะลิซ้อนอันหอมจรุงที่อวลหมุนโอบล้อมรอบกาย…

-----

แสงสว่างเจิดจ้าต้องกระทบลงมาพาให้ดวงหน้าอ่อนเยาว์ยับยู่ด้วยนึกระคายยิ่ง ดวงตาที่ปิดสนิทพลันลืมเปิดขึ้นหากก็ไม่อาจสู้แสงสว่างนั้นไหว จำต้องยีตาลงพลางยกมือขึ้นเพื่อบดบังริ้นแสงบางส่วน กลิ่นอายธรรมชาติต้องถูกนาสิกพร้อมเสียงคล้ายน้ำตกยินเข้าโสตประสาทหู

เมื่อยันกายลุกขึ้นนั่ง ดวงตาปรับเข้ากับแสงสว่างได้ ลักษมัณเป็นพิศวงงงงวยขั้นหนัก ด้วยภาพบรรยากาศที่เห็นผ่านตาอยู่นี้หาใช่เรือนไทยเอกลักษมัณดนตรีศิลป์อย่างที่ควรเป็น

เบื้องหน้ากลับกลายเป็นพงไพรป่าใหญ่รายล้อมไปด้วยหมู่แมกไม้นานับพนาพันธ์ ส่วนขวามือเป็นลำธารน้ำใสแจ๋ว ที่ลักษมัณคิดว่าหากเขาได้ลองขยับพลิกตัวสักสองสามทีล่ะได้ทอดกายทิ้งดิ่งลงเป็นส่วนหนึ่งกับแพลงก์ตอนในน้ำเป็นแน่ ห่างออกไปไม่ไกลกันนักคือน้ำตกซึ่งไหลลงกระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ให้ปรากฏละอองใสขนานไปกับรุ้งกินน้ำที่เห็นลำสีชัดเจนเสียจนน่าพิศวง
หากสิ่งที่เห็นอยู่นี้ถูกแทนที่ด้วยเพดานขาวกับเสาน้ำเกลือล่ะก็ เขาคงไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาเหมือนอย่างในละครหลังข่าวเลยสักนิด

หันซ้ายมีแต่ไม้ใบ หันมองขวาก็เห็นแค่น้ำตกกับรุ้งกินน้ำ นอกจากตัวเขาแล้วก็ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใดให้เห็นอีก แปลกนัก… ผืนป่าไม่น่าจะเงียบสงัดขนาดนี้

…ลักษมัณ

ลักษมัณสะดุ้งโหยงทันทีพลางหันขวับไปทางต้นเสียงก็ให้เห็นเป็นเส้นทางเล็กๆสายหนึ่งลัดเลาะตามโขดหินเล็กน้อย ซึ่งทอดยาวออกห่างจากจุดที่เขาอยู่ไปไม่ไกล ขยับเคลื่อนกายลุกขึ้นยืนพลางก้าวขาเดินไปตามทางสายนั้นโดยไม่รู้สึกตัว

คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังรอคอยเขาอยู่ณ ปลายสายกระนั้น

…ลักษมัณ

มือซ้ายทาบลงบนโขดหินใหญ่เพื่อทรงตัว ขายกขึ้นเหยียบโขดหินน้อยเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเป็นไปโดยไม่มีสะดุดหรือลดผ่อนความเร็วลงทั้งที่หนทางไม่ใช่ง่ายสำหรับผู้ไม่คุ้นชิน

ยิ่งใกล้ ก้อนเนื้อในอกยิ่งเต้นระรัว

ลักษมัณรู้จักเส้นทางนี้ดี รู้จัก…ราวกับเคยได้ใช้เวลาเดินผ่านนับสิบนับร้อยครั้ง

ฉับพลัน

ฟ่อ!

อย่าไปทางนั้น!

ขากำลังยกขึ้นเพื่อก้าวเดินกลับให้หยุดชะงักเมื่อแลเห็นบางสิ่ง‘เลื้อย’มาขวางปิดทางไว้ ทั้งที่ควรกลัวและถอยหนีให้ห่าง แต่ลักษมัณกลับเดินเข้าไปใกล้เจ้าสิ่งนั้นพลางย่อกายลงเพื่อสนทนา

“เหตุใดจึงได้มาขวางทางเรา เจ้างูน้อย”

ข้ามิใช่งู

“ไม่ใช่งูแล้วเป็นตัวอะไรกันเล่า?”


นั่นสิ ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าตัวเป็นงูสีเขียวความยาวแทบเทียบเท่ากับครึ่งช่วงแขนของเขาด้วยซ้ำไป

…ลักษมัณชะงักความคิดลง สองตาเบิกโพลง อยากจะกระโจนไปอีกทางเสียด้วยซ้ำหากสิ่งที่เขาทำกลับผิดจากสิ่งที่คิด เมื่อมือขวาช้อน‘งู’ยกขึ้นให้ขนานกับหน้า บัดนั่นล่ะเด็กหนุ่มจึงได้เพิ่งสังเกตุเห็นว่าแขนของเขาราวกับไม่ใช่ของเขา เพราะนอกจากจะเล็กกว่าที่เคยเป็นแล้ว ทั้งสีผิวยังไม่ใช่ขาวเหลืองตามปกติของชาวเอเชียดังเช่นเคยอีก

องค์น้อยนี้ผิวพรรณสีเหลืองอ่อน      โอดองค์ทรงทรวงยั่วยวนเป็นหนักหนา
พิศผิวผ่องนวลลออรจนา         แสนสุดจักสิเน่หายิ่งผู้ใด

“มันกำลังบาดเจ็บอยู่มิใช่หรือ?”


ลักษมัณสะดุ้งในใจ ที่ว่าสะดุ้งในใจนั้นเป็นเพราะว่าปฏิกิริยาภายนอกที่สัมผัสได้กลับเป็นความนิ่งเฉยราวกับล่วงรู้กระนั้นว่านอกเหนือจากตนแล้วยังมีผู้อื่นอยู่อีก

“มันอ้างว่าตนนั้นมิใช่งู”พระพักตร์ผ่องแหงนเงยขึ้นสบพระเนตรกับ‘มนุษย์จำแลง’ผู้มีเรือยกายสีมรกต ดังนั้นแล้วลักษมัณเลยได้เห็นหน้าค่าตาผู้ที่เดินเข้ามาใกล้อย่างไร้สุ่มเสียง

ใบหน้าคมขำหล่อเหลาหากที่โดดเด่นสุดคือดวงตาสีโลหิตรับกันดีกับจมูกโด่งแลริมฝีปากหยักบาง เรือนกายไม่ผอมไม่หนาสมส่วนสูงสง่าแลไม่คล้ายกับชาวป่าชาวดง เครื่องอาภรณ์เป็นผ้าโปร่งสีขาวบางเบาเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจปกปิดได้ซึ่งความทรงศักดิ์ที่แผ่กำจายรัศมีออกมา

แม้จะเป็นบุรุษหากกลับองอาจรูปงามยิ่งกว่ารูปสลักมหาบุรุษในตำนานไหนใดที่ลักษมัณเคยมีโอกาสได้พบเห็น

“มิใช่งู แล้วจะเป็นสิ่งใดเล่า”

ลักษมัณคิดว่า‘ตัว’เขากำลังขมวดคิ้วอยู่ระหว่างละสายตาจากบุรุษแปลกหน้าหันกลับมาจดจ้องเจ้าตัวเขียวที่นอนนิ่งอยู่บนท้องแขนนวลทองอย่างสงบเสงี่ยม ผิดแผกจากเมื่อสักครู่ลิบลับ ลองพิศสังเกตดูดีๆจึงได้เห็นร่องรอยบาดเป็นทางยาวหลายที่ เลือดแห้งกรังสีเข้มติดไปกับผิวเนื้อเสียจนดูไม่ออก

“นาคหรือ?”

ได้ยินเสียงสวบสาบข้างหูขวาก่อนที่ชายแปลกหน้าสำหรับลักษมัณจะนั่งยองลงเคียงกัน แขนเรียวยกขึ้นทำท่าจะวางมือลงบนลำตัวของ‘นาค’น้อยบนท้องแขนของเขา หากกลับถูกขู่ฟ่อเสียจนต้องชะงักชักมือกลับไป

ลักษมัณได้ยินเสียงตัวเองหัวเราะ ใสกังวานก้องผืนป่าราวกับกระดิ่งแก้ว

“ดูท่ามันจักมิชอบหน้าท่าน”

“มันมิชอบ แล้วเจ้าเล่า?”


เสียงหัวเราะขาดหายไปจากลำคอ ทั้งหูทั้งหน้าคล้ายจะร้อนผะผ่าวขึ้นมา

โดนคนแปลกหน้าเกี้ยวเข้าเท่านี้ก็เขินอายเสียแล้ว?

ลักษมัณนี้อยากจะยกมือขึ้นตบแปะลงบนกลางหน้าผากตัวเองเหลือแสน หากก็ไม่อาจทำได้เยี่ยงอย่างใจนึกเมื่อ‘ร่างกาย’นี้เหมือนกับว่าจะไม่ใช่ของเขากระนั้น

นี่เขาเกิดไหลตายแล้วมาเข้าร่างใครอย่างในนิยาย ในละครที่เคยดูหรือเปล่า?

แต่ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็ต้องบังคับขยับร่างกายได้ตามดั่งใจนึกสิ

“ว่าอย่างไรเล่า?”

“ท่านรักษามันได้หรือไม่?”
เปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น แอบได้ยินเสียงชายแปลกหน้าหัวเราะ รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้หน้าของเขากำลังงองุ้มไม่พอใจ“เหตุใดจึงได้ชอบรังแกข้านัก”

“เพราะเจ้าลักษมณ์ของพี่น่าเอ็นดูอย่างไรเล่า”


เจ้าลักษมณ์?

ลักษมัณอยากหันกลับไปมองชายคนนั้นอีกครั้ง แต่ร่างกายของเขากลับเอาแต่จดจ้องเพียง‘นาค’น้อยสีเขียวที่ขดอยู่บนท้องแขน
ขณะนี้ในใจของเด็กหนุ่มให้ปั่นป่วนสับสนอย่างบอกไม่ถูกเมื่อราวกับว่าประโยคคำพูดของชายแปลกหน้าได้ซ้อนทับเข้ากับพี่ทศอย่างนั้น

หรือเพียงแค่เรื่องบังเอิญ?

“ช่วยได้หรือไม่?”แม้ในใจจะสับสนเพียงไรหากร่างกายยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่ได้รับรู้ถึงความป่วนปั่นข้างใน

“ช่วยได้ มิใช่พี่แต่เป็นเจ้า”

ร่างน้อยเอียงคอด้วยงุงงนสงสัยยิ่ง“ข้ามิมีวิชาอาคม จักช่วยเจ้านาคน้อยนี้ได้อย่างไร?”

“มิจำเป็นจักต้องใช้มนต์คาถาใด เพียงเจ้าตั้งจิตอธิฐานแน่วแน่แลปันส่วนหนึ่งของเจ้าให้กับมัน”
ดวงพักตร์งามผินหันมองชายข้างวรกาย พระเนตรสีโลหิตที่ควรจักดุดันขึงขังกลับอ่อนโยนลึกซึ้งด้วยหทัยที่เปี่ยมล้นซึ่งความปฏิพัทธ์

ลักษมัณรับรู้ได้ว่าร่างที่เขาอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ยังคงไว้ซึ่งความสงสัย ว่าเหตุใดทำเพียงเท่านั้นก็สามารถช่วยชีวิตใกล้ม้วยสังขารของสัตว์ตัวน้อยตนนี้ได้แล้ว?

แต่แม้จะสงสัยถึงวิธีการหากใจนั้นกลับ‘เชื่อ’ในคำบอกกล่าวของอีกฝ่ายอย่างไร้ข้อกังขาใด

ลักษมัณไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะ‘ร่าง’ของเขานั้นได้ปิดดวงตาลงทั้งสองข้าง หากกลับรู้สึกถึงความตั้งมั่นในจิตอธิฐานอันแน่วแน่
ผ่านไปเพียงชั่วลมหายใจสองเฮือกเท่านั้น หากพอทัศนียภาพกลับคืนสู่สายตาอีกที กลับไม่ใช่กลางป่าไพรอีกต่อไปคับคล้ายว่าเป็นถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แปลกนัก.. ที่หินทุกก้อนภายในถ้ำนั้นล้วนแล้วแต่เปล่งแสงวับวาวราวกับเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่า ต่างสามารถส่องแสงเรืองรองได้ด้วยตัวของมันเอง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดจากธรรมชาติสรรสร้าง หากก็งามจับตาเหลือคณานับ

จู่ๆภาพก็ถูกตัดมายังอีกสถานที่ ในสมองนั้นให้ปรับจูนตามไม่ทันเลยทีเดียว

“ปล่อยมันไว้เช่นนั้น จักไม่เป็นอันตรายใดหรือ?”ลักษมัณยินเสียงหวานเสนาะถามไถ่ กายาก็คล้ายกับว่าจะถูกโอบรัดแน่นขึ้น

“ไม่เป็นอันใดดอก แม้นอายุของนาคนั้นจักไม่แน่นอน แต่บางตนก็มีชีวิตยืนยาวตราบชั่วอสงไขย”ยินสุรเสียงเข้มตอบกลับมาข้างกกหู พร้อมกับลมอุ่นร้อนที่ระอยู่บนต้นคอ

รู้สึกสยิวกิ้วโดยไม่ทราบสาเหตุ

อันที่จริงคือรู้สาเหตุ แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ …ลักษมัณจะทำเป็นไม่สนใจว่าตอนนี้ร่างกายของตัวเองนั้นกำลังอยู่ในอ้อมแขนของชายคนหนึ่ง จะทำเป็นไม่สนใจแม้ว่าชายคนนั้นจะเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่ขานนามร่างนี้ว่า‘เจ้าลักษมณ์’ก็ตาม

“พี่นึกว่าเจ้าจักไม่กลับมาเสียแล้ว”

ร่างนี้นิ่งเงียบไปหากแต่ลักษมัณที่‘อาศัย’อยู่นั้นกลับจับได้ถึงกระแสความโศกศัลย์ที่อาบอวลอยู่ภายใน เสียงของหัวใจที่เต้นสะท้อนอยู่ในอกนี้ …แม้จะมั่นคงแต่กลับรู้สึกใจหายยิ่ง

“ข้าต้องมา”ขยับกายาบนพระแท่นบรรทมหินเพื่อให้พิศวงพักตร์มนุษย์จำแลงได้ถนัดถนี่ จดแลจำไว้ให้สลึกลึกซึ่งในพระหทัย“…เพื่อลาท่าน”

วรกายแข็งแกร่งพลันชะงักงันไป

“ถึงเพลาที่ข้าแลพี่น้อง…จักต้องกลับอโยธยาแล้ว”

พลันร่างถูกดันให้เอนราบไปกับพื้นตั่งบรรทมหินเปล่งแสงสีทองแสนเย็นเฉียบ ก่อนที่ทั้งตัวจะถูกทาบทับด้วยเรือนกายแกร่งของคนแปลกหน้า สองมือเรียวประคองพวงแก้มนวล ดวงเนตรสีแดงก่ำไหวสั่นพิศทอดมองสบมา …แววตาอันเคยคุ้นราวกับเป็นภาพซ้อนทับของใครอีกคนที่ลักษมัณเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน

“เจ้าพี่ทศกัณฐ์”

หัวใจกระหน่ำเต้น ห้วงความรู้สึกเจ็บร้าวที่‘ร่างนี้’ได้ซุกซ่อนเอาไว้…กลับสะท้อนให้เห็นอยู่ในดวงเนตรของคนบนร่างจนหมดสิ้น

“ไปอยู่กับพี่”

แววเว้าวอนผ่านนัยน์ตาคู่นั้นแทบพาให้หัวใจของลักษมัณอ่อนยวบด้วยยอมจำนน

หากมิใช่กับ‘เจ้าลักษมณ์’ผู้นี้

พระหัตถ์น้อยสีนวลทองยกขึ้นทาบลงบนพระหัตถ์แกร่งซึ่งประคองอยู่ข้างพระปราง เนตรคมดุดันที่ทอดสบกลับมานั้นฉาบฉายไปด้วยความปรารถนาลึกล้ำอันลึกซึ้งยิ่ง

“เจ้าลักษมณ์”ปลายนาสิกโน้มลงไล้ตามแนวปรางผ่องแผ้ว ความอุ่นร้อนจากลมหายใจที่รินรดซึ่งกันนำพาเอาความหวามไหวให้กำจายไปทั่วกายาของทั้งคู่“ไปอยู่ที่ลงกานครกับพี่เถิดหนา”

“ข้ามิอาจไปกับท่านได้”
หักหทัยจับหัตถ์แกร่งออกพร้อมกับวรกายที่ขยับหลีกเพื่อลุกขึ้น

แม้นมิอยากปล่อยไปหากก็หาได้มีเหตุผลอันเห็นแก่ตนข้อใดมาเหนี่ยวรั้ง

“มีสักคราหรือไม่ ที่ใจดวงนั้นของเจ้าจักนึกถึงใจพี่ทศผู้นี้บ้าง?”

น้องขอโทษ


ลักษมัณรู้สึกถึงความโศกเศร้าของเจ้าของร่างนี้ แม้เท้าจะก้าวเดินจากหากแต่ใจกลับไม่ได้ตามมาด้วยอย่างไรอย่างนั้น

พลันคล้ายถูกฉุดกระชากออกด้วยแรงฤทธิ์ที่มองไม่เห็น ลักษมัณมองตามเรือนกายอรชรสีทองเรืองรองจับตาในอาภรณ์แปลกตา อันเป็นผ้าสีเหลืองออกส้มกว้างราวหนึ่งคืบมือตวัดพันรอบเอวแล้วพาดเข้าที่ไหล่หนึ่งข้าง ส่วนกางเกงนั้นดูคล้ายกับโจงกระเบนเป็นสีเปลือกไข่ไก่ยาวจรดครึ่งข้อเท้า

ฝ่ายนั้นเดินทิ้งห่างออกไป ไกลทุกทีก่อนจะหายลับจากคลองจักษุในที่สุด ยกสองมือขึ้นมอง กลับกลายเป็นมือคู่เดิมสีเดิมของเขาไม่ผิดไม่เพี้ยนไปอีก

“มีหนคราใดที่ใจดวงนั้นของเจ้าจักเลือกพี่บ้าง?”

ลักษมัณหันกลับไปมองบุรุษแปลกหน้าเรือนกายสีมรกตอีกครั้ง สะดุ้งเมื่อวงพักตร์งดงามนั้นจับจ้องมองตรงมายังเขา แววตาหนักแน่นไร้คลอนแคลนเช่นเมื่อครู่ วรกายสูงใหญ่ก้าวเดินเพียงสองก้าวก็ชิดใกล้เสียจนแทบจะหายใจรดกัน แต่รดอยู่ฝ่ายเดียวเพราะลักษมัณนั้นกลั้นหายใจตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายเดินตรงมาหาแล้ว

มือแกร่งยกขึ้น หากเขาก้าวถอยขยับหนี ในใจให้รู้สึกตื่นตะหนกหากกลับน่าแปลกนักที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

บัดนั้นเรือนกายสีมรกตพลันค่อยเลือนรางราวหมอกควันไร้รูปลักษณ์อยู่เพียงพัก ก่อนจะเจนชัดขึ้นมาอีกครา หากครานี้กลับมิใช่คนเดิมหน้าเดิมอีกต่อไป

“เจ้าลักษมณ์”

“…พี่ทศ?”


พื้นหินผนังถ้ำสั่นสะเทือนเคลื่อนแยก หากบริเวณที่เขากับพี่ทศยืนอยู่นี้กลับไม่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์พิศวงนั้นแต่อย่างใด คล้ายกับราวว่าพื้นที่ทั้งสองนั้นถูกตัดขาดออกจากกันแล้วกระนั้น

“เจ้าใจร้ายยิ่งนัก”สุ่มเสียงพร่าเอ่ยตัดพ้อ

เมื่อนั้นดวงเนตรสีแดงก่ำกลับเรืองรองขึ้นชั่วขณะ ลมกรรโชกโหมพัดโบกสะบัดล้อมรอบกายพวกเขาทั้งสองไว้ มณีหินผาพลันแตกสลายกลืนหายไปกับความมืดมิดเยี่ยงคืนเดือนดับ

“ลืมเลือนทุกสิ่ง ละทิ้งซึ่งกาลเก่า ตั้งจิตรับอธิฐานมิให้พี่ตามหาเจ้าเจอ ไม่ว่าจักชาติไหน ภพใดก็ให้คลาดแคล้วเสียทุกครั้งร่ำไป”

ลักษมัณไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าพี่ทศหมายถึงเรื่องอะไร สมองไม่ประติประต่อเรื่องราวที่ไม่อาจเข้าใจได้ ...หากหยาดน้ำตากลับรินไหล ความโศกเศร้าแผ่กำจายไปทั่วอก

ทำไมถึงได้เศร้า

ทำไมถึงได้เจ็บปวดนัก?

ไม่นานลมที่เคยกรรโชกพลันค่อยๆสงบลง เพียงสองมือของลักษมัณที่ยกขึ้นประคองดวงพักตร์ร่างเบื้องหน้าไว้เท่านั้น

ทศพักตร์คล้ายกับคืนซึ่งสติ

วงหน้าคมค่อยโน้มลงชิดใกล้ ริดรดวงหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาด้วยไออุ่นจากลมหายใจ ราวมิใช่เพียงความฝัน เมื่อสัมผัสนุ่มนวลแตะผิวแผ่วลงบนผิวแก้ม จูบซับซึ่งหยาดน้ำตา

“พี่ขอโทษ ทุกสิ่งหาได้ใช่ความผิดเจ้าไม่”

ลักษมัณทำได้เพียงส่ายหน้าเท่านั้น เด็กหนุ่มคล้ายว่าจะเข้าใจ เข้าใจทั้งที่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงได้เข้าใจ คล้ายกับว่าเขาได้ลืมบางสิ่งที่สำคัญไป …ลืมมันไปจนหมดสิ้น

“พี่รักเจ้า”

สัมผัสแตะมุมปาก น้ำเสียงแตกพร่าแทบขาดใจ

“..รักเหลือเกิน”

แนบสัมผัสสนิทชิดกลีบปากได้รูป บดคลึงแผ่วเบา เย้าหยอกเนื้อนิ่มด้วยปลายลิ้นอันร้อนรุ่ม

ลักษมัณเพียงมองสบประสานสายตาด้วยไม่อาจหลบเลี่ยงไปไหนได้เมื่อริมฝีปากถูกตรึงไว้จากสัมผัสหวามหวานที่ทศพักตร์มอบให้

สองร่างแนบชิดใกล้ ..


หากเสียงหัวใจที่ได้ยินกลับมีเพียงหนึ่งเดียว

---------
โปรดติดตามตอนต่อไป
---------

แจ้งในทวิตว่าจะลงเมื่อวาน ไม่ทันเที่ยงคืนล่ะค่ะ แง้!
สวัสดีค่ะ ในตอนนี้มีปมเพิ่มมาอีกหนึ่งขดล่ะ เอ้ะ หรือสอง?
มีหลายสิ่งที่พี่ทศไม่เคยรู้ในภพก่อน คราวนี้เราจะมาค่อยๆเฉลยค่อยๆรู้ไปพร้อมกันกับพี่ท่านเขาค่ะ เย้!

ออฟไลน์ pan19891990

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 41
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ตอนนี้ก็หน่วงในใจมาก รักกันแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้ อยากให้พี่รามเลิกขัดขวางเสียทีแล้วหันกลับไปมองน้องสิตาด้วยค่ะ ก่อนที่น้องจะช้ำจนไม่ทนรัก ปล่อยให้พี่ทศกับน้องลักษณ์ได้อยู่ด้วยกันเถอะ
รอติดตามค่าา

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +159/-4
 :seng2ped: พ่อจ๋าไม่น่ารีบหลับเลย อดฟังรักสีขิมเลยอ่ะ  :เฮ้อ:

ออฟไลน์ catka12

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +20/-0
 :ling2: มืดมนหม่นหมองมากกก  :ling1: อยากให้ ทั้งคู่มีความรักที่ สดใสซาบซ่าเร็วๆจังเลย รักกันมากขนาดนี้ รอกันมาก็นานโข  :katai1:  สงสารคนอ่านเถอะ  :ling2: โอมเพี้ยง  :call:  :call:  :call: อุปสรรคจงหมดไป รักกันได้ด้วยดีเถิด  :call:  :call:  :call:

ออนไลน์ PAiPEiPEi

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 543
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +13/-2
ดีใจมากเลยค่ะที่กลับมา    เพราะหานไปนานจริงๆคิดว่าคงอดอ่านแล้ว   แต่ว่าสุดท้ายกลับมาพร้อมฉบับรีไรท์ดีกว่าเดิม  ขอบคุณนะคะที่กลับมาอัพให้อ่านใหม่

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด