[Omegaverse] ++Ai Adore You. #ขอรักแค่คุณ ++อัพบทที่31 20/5/62 p26
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [Omegaverse] ++Ai Adore You. #ขอรักแค่คุณ ++อัพบทที่31 20/5/62 p26  (อ่าน 76109 ครั้ง)

ออฟไลน์ Yarkrak

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1559
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +44/-2
สงสารน้องอัยย์ นายพิษชานใช่จะจริงใจ

ขอให้น้องรู้ทันนายพิษชานมาก ๆ อย่าหน่อมแน้มเกินไป

สู้ ๆ นะลูก

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 7



 

 

 

 

 

            "ผมขออีกชามได้มั้ยครับ" เสียงพูดเก้อๆของคนที่นั่งครองโต๊ะกินข้าวมาตั้งแต่เช้าทำให้เจ้าของบ้านที่เพิ่งเดินลงมาหัวเราะเบาๆ

"ข้าวหมดหม้อหรือยังน่ะป้านิ่ม เหลือพอให้ผมบ้างไหม" พิชช์ฌานพูด

อัยย์หันขวับไปมองคนพูดแล้วก็รีบหันหน้ากลับมาโดยเร็วสายตาคมๆที่จ้องร่างของเขาเมื่อคืนยังติดตา พาให้ชักรู้สึกร้อนๆหนาวๆ นึกอยากเอาหัวเขกโต๊ะให้กับความสะเพร่าของตัวเองที่ไม่ได้เช็คประตูให้ดีก่อน 

นักการเมืองหนุ่มเห็นหน้าคนเด็กกว่าแดงจัดขึ้นทันตาเห็นก็นึกขำอยู่ในใจ คงอายละมั้ง เปลือยซะขนาดนั้น ...ตลกดีแฮะ อายเป็นด้วยเหรอเจ้าเด็กบู้บี้

เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทิ้งตัวลงนั่งที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ ชะโงกเข้าไปดูกับข้าวที่พร่องไปเกินครึ่งด้วยฝีมือของเจ้าโอเมก้า อีกฝ่ายหลบตาเขาวูบ ทำเป็นก้มหน้าก้มตากินด้วยท่าทางจริงจังกว่าปกติ

"เป็นไง กับข้าวบ้านฉันอร่อยไหม"

"อืม..พอกินได้"

"นี่ขนาดแค่พอกินได้นะ ถ้ากินได้มากจะขนาดไหน" ชายหนุ่มหัวเราะ  ดวงตากลมโตตวัดขึ้นมองหน้าเขาแวบหนึ่งคล้ายค้อน พิชช์ฌานหัวเราะออกมาอีกครั้ง

"จะกินเท่าไหร่ก็กิน อยากกินอะไรก็บอก ป้านิ่มทำได้ทุกอย่าง"

"ผมคงกินมื้อเช้าที่บ้านคุณมื้อนี้มื้อสุดท้าย เพราะเดี๋ยวผมก็จะไปเที่ยวแล้ว" อัยย์พูดงึมงำ

คนฟังสีหน้าแทบไม่เปลี่ยน

"เธอเตรียมตัวดีแล้วเหรอ"

"ผมเก็บของ จองตั๋วใหม่ จองที่พักหมดแล้ว" อัยย์เน้นเสียงคำว่าจองใหม่อย่างเคืองๆ "ผมกินอิ่มเมื่อไหร่ก็จะไปทันที"

"แล้วจะไปสนามบินยังไง คนรถฉันไม่ว่างหรอกนะวันนี้" พิชช์ฌานพูดเนิบๆ

"ผมจะโทรเรียกรถเอง ไม่ต้องรบกวนคุณหรอกครับ"

คนฟังเลิกคิ้ว

"ฉันจะปล่อยให้เจ้าสาวของฉันไปสนามบินเองได้ยังไงกัน เสียชื่อฉันหมด เธอรออยู่นี่ก่อน เครื่องออกกี่โมงนะ"

"บ่ายสาม" อัยย์ตอบ

"เดี๋ยวฉันจะไปส่ง รออยู่ที่บ้านนี่ล่ะ อาหารเที่ยงบ้านฉันอร่อยนะ "

"แต่ผมอยากไปกินข้างนอกบ้าน"

"ป้านิ่มเตรียมมื้อเที่ยงให้เธอไปแล้ว ไม่สงสารป้านิ่มหน่อยหรอ ใช่ไหมครับป้านิ่ม"

"คะ..อ๋อ ใช่ค่ะคุณอัยย์อยู่กินข้าวฝีมือป้าก่อนนะคะ ป้าเตรียมสุดฝีมือเลย ถ้าคุณอัยย์ไม่กินป้าคงเสียใจ" แม่บ้านพูดเสียงอ่อน

สีหน้าอคิราห์มีแววลังเล พิชช์ฌานลอบยิ้มสมใจ แอบยกนิ้วโป้งให้แม่บ้าน

"นั่งรถไปสบายๆมีคนช่วยยกกระเป๋าสบายกว่าตั้งเยอะนะ" พิชช์ฌานสำทับ

"ก็ได้ ผมจะรอไปกับคุณ" อัยย์ตกลงหลังจากนั่งคิดอยู่พักหนึ่ง

ปกติพิชช์ฌานดื่มกาแฟแก้วเดียวตอนเช้า เพราะเวลาของเขาเป็นเงินเป็นทอง  เลยไม่มีอารมณ์ที่จะมานั่งละเลียดอาหารเช้าได้  แต่วันนี้เขายอมสละเวลาอันมีค่ามานั่งตักข้าวต้มเข้าปากเพื่อหาทางเกลี้ยกล่อมให้เจ้าโอเมก้าอยู่ต่อ

            "เธอชอบอ่านหนังสือใช่ไหม ฉันบอกเธอหรือยังว่าบ้านฉันมีห้องสมุดด้วยนะ"

"จริงเหรอครับ" คนฟังชักตาโต "อยู่ที่ไหนหรอ"

"ไว้กินเสร็จแล้วจะพาไปดู รับรองว่าเธอจะต้องอึ้ง ใหญ่กว่าที่บ้านเธอแน่ๆ"

"บ้านผมเปิดให้เช่าที่เป็นห้องสมุดแห่งชาติเลยนะ" อัยย์พูดแกมหัวเราะ

พิชช์ฌานหน้าหงิก

"เออน่ะ จะดูไม่ดู"

"ผมล้อเล่น ดูซิครับ" อัยย์ยิ้มออกมาได้

รอจนจบมื้อเช้า พิชช์ฌานก็พาอีกฝ่ายไปชมห้องสมุด เห็นท่าทางตื่นเต้น แววตาเป็นประกายของเจ้าโอเมก้าแล้วก็อดยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจไม่ได้

"เป็นไง เจ๋งไหม มีเรื่องที่เธอไปซื้อเมื่อวันนั้นด้วยนะ ฉันลืมบอกเธอไปว่าฉันมีครบทุกเล่ม" พิชช์ฌานตบที่ชั้นหนังสือเบาๆ คนมองย่นจมูก

"คนอะไรขี้อวดจัง" อัยย์พูด

"มีของดีก็ต้องอวด" คนฟังยักไหล่ "กว่าฉันจะหามาได้ครบทุกเล่มขนาดนี้ ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ  นี่ๆมาดูเล่มนี่สิ เป็นลิมิเต็ดอิดิชั่น มีลายเซ็นนักเขียนด้วย ฉันบินไปขอเขาเองกับมือ" พิชช์ฌานยืดตัวขึ้นเล็กน้อย

"เล่มนี้ผมมีแล้ว" เสียงหัวเราะคิกๆในคอทำให้เจ้าของบ้านอยากยกมือเขกศีรษะกลมๆนั่นสักทีสองที

อัยย์เห็นคนแก่กว่าหน้าหงิกก็รีบพูดเอาใจ

"แต่ผมไม่มีลายเซ็นคุณนักเขียนเขาหรอก ของคุณน่ะลิมิเต็ดอิดิชั่นสุดยอดจริงๆ ผมอยากขอยืมไปอ่านอีกสักรอบได้มั้ยครับ"

สีหน้าคนฟังดีขึ้นจนอัยย์นึกขัน

"อื้ม...เอาไปสิ"

"ขอบคุณครับ แล้วคุณไม่ไปทำงานเหรอ ผมเห็นลูกน้องคุณมาด้อมๆมองๆหลายรอบแล้ว"

นักการเมืองหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้  หันไปเจอหน้าเจนภพแอบอยู่ข้างประตูก็พยักหน้าให้           

"ฉันต้องไปทำงานแล้ว งั้นเธออ่านหนังสือเล่นในนี้ไปก่อนนะ ตอนบ่ายฉันจะมารับ"

"ไม่ต้องห่วง" อัยย์โบกมือ “คุณรีบไปทำงานเถอะ"  รอจนร่างสูงใหญ่ลับสายตาไปแล้วอัยย์ก็ผิวปากยาว  เขากลับออกมาจากห้องสมุดแล้วพุ่งตรงไปยังห้องพักที่ชั้นบน เปิดประตูเข้าไปคว้ากระเป๋าที่เตรียมเอาไว้พร้อมตั้งแต่เมื่อคืน เช็คของจนมั่นใจว่าครบถ้วนก็กดโทรศัพท์หารถไปส่งสนามบิน

ขืนมัวรอให้นายพิษฌานไปส่งก็คงไม่ได้แหงๆ

"คุณอัยย์ไปไหนคะ อยู่กินข้าวฝีมือป้าก่อนสิคะ" ป้านิ่มทักเขาเข้ารางกับแอบเฝ้าอยู่ อัยย์ชะงัก หันไปยิ้ม

"ผมตื่นเต้นจะได้ไปเที่ยวน่ะครับ เลยซ้อมหิ้วกระเป๋าดูว่าถือไหวมั้ย"  ดูท่าคนฟังไม่เชื่อเท่าไหร่ อัยย์เลยรีบพูดต่อ "คุณป้ามีอะไรกินอีกไหมครับ อัยย์หิวอีกแล้ว"

ป้านิ่มยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูท่าทางเหมือนเด็กๆนั้น เธอบอกให้เขานั่งรอก่อนที่โต๊ะกินข้าวแล้วกระวีกระวาดกลับเข้าไปในครัว

อัยย์ขอโทษป้านิ่มอยู่ในใจที่ต้องโกหก แล้วก็รีบลากกระเป๋าตรงออกไปหน้าบ้าน ผู้ชายสองคนที่คงเป็นบอดี้การ์ดโผล่พรวดมาดักตรงหน้าทันที

"ไปไหนครับคุณอัยย์"

"คุณพิชช์ฌานให้เอากระเป๋าไปใส่ที่รถก่อน" อัยย์พูดนิ่งๆ "รถอยู่ที่ไหน"

"เดี๋ยวผมเอาไปใส่รถให้ครับ"

"ไม่เป็นไร ผมจะลากไปเอง" ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนัก "ผมฝากคนนึงรอรับของจากป้านิ่มได้ไหมครับ ผมจะได้เดินเลยไปก่อน"

เขากำจัดได้หนึ่งคน เหลืออีกคนหนึ่งที่เดินตามติดมาเหมือนเงา  โอเมก้าหนุ่มลากกระเป๋าเดินออกมาจากบ้าน โรงรถอยู่อีกฟากหนึ่งของสวนที่จัดเอาไว้เสียสวย ดอกไม้ดอกเล็กๆบอบบางแข่งกันผลิบานน่ามอง ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายอย่างพิษฌานจะปลูกดอกไม้แบบนี้ในสวนของเขา

คนอย่างนั้นน่าจะปลูกพวกบอระเพ็ดหรืออะไรที่มันมันขมๆมีหนามแหลมๆมากกว่า

"ผมขอแวะชมสวนก่อนได้ไหมครับ"

"ได้ครับ งั้นผมเอากระเป๋าไปเก็บให้ก่อน"

"ได้ครับ เอ้อ..ผมขอหาหมวกมาใส่ก่อน" อัยย์วางกระเป๋าเดินทางลงกับพื้นแล้วเปิดออก "อยู่ตรงไหนนะ..เอ คุณมีหมวกให้ผมยืมไหม ขอถุงพลาสติกด้วยสักใบกับกรรไกรด้วยก็ได้ ผมจะเก็บดอกไม้ไปฝากคุณพิชช์ฌาน"

"ได้ครับ รอสักครู่"

เยส..เจ้ายามคนที่สองเดินออกไปแล้ว อัยย์ปิดกระเป๋าด้วยความเร็วสูงเขาผ่านด่านสุดท้ายที่ป้อมยามหน้าบ้าน ชายหนุ่มบอกด้วยเสียงเรียบๆว่าเจ้าของบ้านให้เขาไปรอที่สนามบินก่อน ยามมองหน้าเขางงๆแต่ก็ยอมให้เขาเปิดประตูออกไป รถมารออยู่ก่อนเเล้ว

อัยย์เปิดประตูเข้าไปนั่งอย่างตื่นเต้น  หัวใจเต้นตึกๆๆ มือเย็นเฉียบ นึกว่าจะต้องใช้กำลังเสียแล้ว

"ไปสนามบิน"

รถขับออกไปตามถนนที่ตกแต่งเอาไว้สวยงามสมกับเป็นบ้านของคนใหญ่คนโต อัยย์เกาะขอบหน้าต่างนึกคำนวนเวลาและเส้นทางในใจ  เขาทำเวลาได้ดี  คงไปถึงสนามบินเร็วและมีเวลาได้เดินเล่นสำรวจนิดหน่อยก่อนขึ้นเครื่อง

พิชช์ฌานแทบไม่แปลกใจตอนที่ลูกน้องโทรมารายงานว่าเจ้าโอเมก้าโทรเรียกรถให้ไปรับที่บ้านก่อนเวลา  ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก พูดเรียบๆ

"พาขับวนเล่นในเมืองไปก่อน รอฉันประชุมเสร็จ  แล้วเรื่องวีซ่าเรียบร้อยหรือยัง" พิชช์ฌานหันไปถามมือขวาคนสนิท "ถ้าจัดการเรื่องวีซ่าได้ทีนี่ก็จะได้หมดปัญหาเรื่องหนีไปเที่ยวเสียที"

"คนของเราขอเวลาหน่อยครับ อาจจะได้แค่ระงับชั่วคราว"

"ก็ยังดี ตอนนี้ฉันปวดหัวไปหมดแล้ว" หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านว่า เสียงโทรศัพท์ของเจนภพดังขึ้น  เจ้าตัวกดรับ สีหน้าเครียดขึ้นหลังจากที่ฟังจนจบ           เขารีบเข้าไปหาเจ้านายที่นั่งอ่านอะไรในโทรศัพท์เคร่งเครียด

"คุณพิชช์ฌานครับ"

"ฉันรู้แล้ว" ชายหนุ่มคำรามในคอ ผุดลุกขึ้นยืน ก้าวยาวๆออกมาจากห้องทำงานของพรรค

"แล้วเรื่องประชุม"

"เลื่อนไปก่อน เด็กคนนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว บอกรถให้รีบพากลับบ้านเดี๋ยวนี้  สถานการณ์ไม่ปลอดภัยแล้ว”  ชายหนุ่มพูดเร็วปรื๋อ  หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคนในพรรคเพื่อนัดแนะกัน

...............................................................

“เลี้ยวไปไหนน่ะคุณ มันเลี้ยวซ้ายแยกหน้าไม่ใช่เหรอครับ" อัยย์ถามงงๆ มองถนนตรงหน้าเทียบกับเส้นทางในกูเกิ้ลแมป

"ทางซ้ายเข้าปิดซ่อมถนนครับคุณ ผมจะพาไปอีกทาง"

"อ่อ" อัยย์พยักหน้ารับ กูเกิ้ลแมปคงจะไม่อัพเดทสินะ "โอเคครับ"

เสียงโทรศัพท์ของคนขับรถดังขึ้นอัยย์ได้ยินแต่เสียงรับคำครับๆของคนขับกับสีหน้าที่เคร่งขึ้น สงสัยภรรยาที่บ้านอาจจะโทรมาล่ะมั้ง เขาคิด

"เราต้องเปลี่ยนเส้นทางหน่อยนะครับ ข้างหน้ามีปัญหาคงไปไม่ได้ครับ"

"มีปัญหาอะไรนะครับ?" อัยย์งง

"มีระเบิดที่ตึกกลางเมืองครับคุณ ผมต้องพาคุณกลับก่อน"

"ระเบิด? เดี๋ยว จะพาผมกลับ?  ...กลับไปไหนครับ ผมจะไปสนามบิน พาผมไปสนามบินสิ" อัยย์ร้อง มองไปข้างหน้าเริ่มเห็นกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้า คนเริ่มเดินแกมวิ่งย้อนกลับมาตามสองข้างทาง

"ผมจะพาไปครับ" คนขับรถตอบเรียบๆ เลี้ยวรถพาเขาย้อนกลับ อัยย์เกาะประตูแน่น ถามเสียงแข็ง

"คุณจะพาผมไปไหน ผมจะไปสนามบิน"

คนขับรถไม่ตอบ แต่กลับเลี้ยวเข้าสู่ถนนทางที่จะกลับไปยังบ้านของพิษฌาน อัยย์เพิ่งจะตามทัน ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจแกมโกรธเคือง

"นี่คุณเป็นคนของนายพิษฌานใช่มั้ย"

"ครับ เจ้านายให้พาคุณกลับด่วน ตอนนี้ข้างนอกอันตรายมาก"

"ผมไม่เชื่อ อย่ามาหลอกผมให้ยาก ดูสิข่าวบอกว่าแค่แก๊สระเบิด จอดรถ!”  อัยย์โชว์หน้าข่าวด่วนในโทรศัพท์ให้ดู

"จอดไม่ได้ครับ ผมขอโทษด้วยจริงๆแต่ว่าผมขัดคำสั่งเจ้านายไม่ได้"

อาคิราห์ทุบเบาะรถอย่างโกรธจัด ทำไมรถรับจ้างที่เขาโทรเรียกถึงกลายเป็นคนของนายพิษฌานไปได้ มิน่าล่ะเขาถึงได้ออกจากบ้านมาได้อย่างง่ายดายเกินคาด ยังจะมีหน้ามาหลอกกันว่ามีระเบิดอีกเหรอ เขาไม่ใช่เด็กสามขวบนะ

"จอดรถเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นผมจะเปิดประตูลงไปเองนะ" ชายหนุ่มพูดเสียงเข้ม นัยน์ตากลมโตลุกวาบ คนขับรถได้แต่ส่ายหน้าอย่างลำบากใจ

"ไม่ได้จริงๆครับ คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง ไว้คุณกลับถึงบ้านแล้วค่อยคุยกับเจ้านายก็ได้นะครับ"

"ไม่ต้องคุยอะไรแล้ว ผมกะแล้วเชียวว่าเจ้านายของคุณจะต้องไม่ยอมให้ผมไป  ....จะจอดไม่จอด ผมจะกระโดดลงไปแล้วนะ หนึ่ง สอง .." ท่าทางคนพูดไม่ได้พูดเล่น คนขับรถถอนหายใจเฮือก ชะลอรถเข้าจอดข้างทางอย่างจำใจ

"มันอันตรายนะครับคุณ เขาว่ามันกำลังเกิดจราจลในเมืองจากกลุ่มต่อต้านโอเมก้า คุณอย่าออกไปเลยครับ"

"เลิกเอาข่าวเก่ามาขู่ผมได้แล้ว ผมไม่กลัว กลับไปบอกพิษฌานนะว่าอย่าลูกเล่นกับผมอีก ผมไม่ใช่เด็กหน่อมแน้มให้หลอกไปหลอกมานะ" อัยย์กระแทกเสียง เปิดประตูรถก้าวลงมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง "ผมไปละ ขอบคุณมากที่มาส่ง"

โอเมก้าหนุ่มลากกระเป๋าข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่งแล้วโบกเรียกรถแท็กซี่คันใหม่

คนขับรถได้แต่ขับตามรถแท็กซี่คันนั้นไปก่อนด้วยความพะว้าพะวัง

................................................................

"ข่าวยืนยันแล้วครับว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมต่อต้านโอเมก้าวางระเบิดบริษัทจัดหางานสำหรับโอเมก้าจริง แถมยังออกมาขู่ว่าจะไล่ทำลายทุกบริษัทที่จ้างงานโอเมก้าด้วย" เจนภพพูดอย่างเคร่งเครียด

"ไม่นึกเลยว่าจู่ๆมันจะเหิมเกริมขนาดนี้ มีใครหนุนหลังอยู่หรือเปล่า ลองไปสืบมา" พิชช์ฌานขมวดคิ้ว "แล้วอาคิราห์ถึงบ้านหรือยัง"

"ยังไม่ส่งข่าวมาเลยครับ แต่คิดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว...อ้อ โทรมาพอดี" เจนภพรับสาย "ว่าไงนะ แล้วนายก็ปล่อยให้คุณอัยย์ลงจากรถเรอะ"

พิชช์ฌานหันขวับมาฟัง

"คุณอัยย์ขู่จะโดดลงจากรถเลยต้องยอม โธ่ มันใช่เหตุผลมั้ย ตอนนี้คุณอัยย์อยู่ที่ไหน"

คำตอบของคนขับรถทำให้เจนภพหน้าถอดสี  รีบหันไปบอกเจ้านาย

“คุณอัยย์จะไปสนามบินให้ได้ครับ  ตอนนี้รถกำลังวิ่งตรงไปทางพลาซ่า”

“บ้าชิบ”  พิชช์ฌานอุทานอย่างโกรธจัด  “เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน”  ชายหนุ่มพูดเสียงห้วน  ดึงโทรศัพท์กลับมากดโทรออก  รอสายอยู่ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็กดรับ  “เธออยู่ที่ไหนแล้วอาคิราห์”  เขากรอกเสียงลงไปทันทีที่ได้ยินเสียงฝ่ายนั้น

“ผมก็กำลังจะไปสนามบินน่ะสิ  คุณไม่ต้องมาพูดเลยนะคุณพิษฌาน  คุณหลอกผม  จะขังผมเอาไว้ในบ้านเหมือนพ่อผมใช่ไหมล่ะ  ฝันไปเถอะ  เสียใจด้วยนะที่ไม่สำเร็จ”

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ  รู้บ้างหรือเปล่าว่าตอนนี้ข้างนอกนั่นอันตรายแค่ไหนสำหรับโอเมก้าอย่างเธอ  ถ้ายังไม่อยากตายหรือโดนจับไปทรมานล่ะก็  รีบกลับมาที่บ้านเดี๋ยวนี้”  พิชช์ฌานพูดเสียงห้วนจัด  “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำนะอัยย์”

“ผมไม่กลับ  คุณอย่ามาขู่ผมเสียให้ยาก  เมื่อกี้ลูกน้องคุณก็ขู่ผมไปทีนึงแล้วเรื่องแก๊สระเบิดอะไรนั่น  ข่าวก็ออกอยู่โต้งๆว่ามันแค่แก๊สระเบิด  ไม่มีอะไรเสียหน่อย”

“เพราะรัฐบาลปิดข่าวเอาไว้ก่อนที่ตลาดหุ้นจะดิ่งไงเล่า  เจ้าเด็กโง่  กลับบ้านเดี๋ยวนี้นะ”  คนพูดเหมือนจะเลยขีดความโกรธไปแล้ว  ชายหนุ่มพูดเสียงดัง “เธอกำลังตรงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมนะ  รู้หรือเปล่า”

            “กลุ่มผู้ชุมนุมอะไร”  ปลายสายถามงงๆ  “...เอ๊ะ  นั่นอะไรน่ะ  เขาวิ่งหนีอะไรกัน...”  เสียงใสๆนั้นพึมพำเข้ามาในโทรศัพท์ก่อนที่เสียงจะขาดหายไปกลายเป็นเสียงกุกกักๆตามด้วยเสียงร้องตะโกนฟังไม่ได้ศัพท์  จับใจความไม่ได้  พิชช์ฌานใจหายวาบ  “อัยย์  ..ได้ยินหรือเปล่า  ตอบมานะ  อยู่ที่ไหนแล้ว  เป็นอะไร  เกิดอะไรขึ้น”

            ไม่มีเสียงตอบกลับมาอีกนอกจากเสียงคนตะโกนโห่ร้องชุลมุนวุ่นวาย  เจนภพเองก็ติดต่อคนขับรถที่ขับตามหลังรถของอาคิราห์ไม่ได้เช่นกัน

            “มันเกิดบ้าอะไรขึ้นอีก”  พิชช์ฌานอุทาน  เดินแกมวิ่งตรงไปยังรถส่วนตัวที่จอดเอาไว้โดยมีลูกน้องวิ่งตามมาด้วย

            “คุณพิชช์ฌานจะไปไหนครับ”

            “ฉันจะไปลากคอไอ้เด็กดื้อกลับบ้านน่ะสิ”  เจ้านายหันมาบอก

            “แล้วเรื่องที่พรรค”

            “เดี๋ยวค่อยมาจัดการ  ตอนนี้นายรวบรวมข่าวมาให้ได้มากที่สุด  ฉันจะแถลงจุดยืนของพรรคตอนสองทุ่ม  ลอบบี้พวกที่คุยไว้ตอนเช้าให้ด้วย”  นักการเมืองหนุ่มว่า  กระชากประตูรถเปิดออก  “ไม่ต้องตามมา  ฉันจัดการเรื่องนี้เอง”

            เจนภพได้แต่มองตามหลังรถของพิชช์ฌานด้วยความกังวลใจ



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk








            สภาพกลางเมืองตอนนี้วุ่นวายกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก  ภาพข่าวที่รายงานเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น  เทียบไม่ได้เลยกับเรื่องจริงที่เห็นอยู่ต่อหน้า  กลุ่มอนุรักษ์นิยมอะไรนั่นดูบ้าคลั่งและมีจำนวนเยอะกว่าที่คาด  ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆถึงได้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด  ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนยังเคลื่อนไหวแบบเงียบๆอยู่เลย

            ร้านรวงของพวกโอเมก้าถูกทุบทำลาย  บางแห่งก็โดนเผาเห็นกลุ่มควันลอยขโมง  เหล่าโอเมก้าหนีตายไปแอบซ่อนตามที่ต่างๆ  ส่วนผู้ชุมนุมที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้านั้นก็เดินเลาะสืบเสาะหาราวกับหมาล่าเนื้อ

            เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

            รถยนต์จอดติดเป็นแพยาว  เจ้าของรถบางคนก็ทิ้งรถไปแล้วเพราะไม่อยากเสี่ยงโดนทำร้าย  พิชช์ฌานยืดคอมองหาเงาของร่างโปร่งบางอย่างร้อนใจและโกรธเกรี้ยว  บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้กลับบ้าน   ทำไมถึงไม่เชื่อกันบ้าง

            เจนภพโทรมาหาเขา

            “ว่ายังไง”

            “มีคนปล่อยข่าวเมื่อคืนว่าคุณจะให้คุณอาคิราห์ลงเลือกตั้งครับ”

            “อะไรนะ”  พิชช์ฌานอุทานอย่างงุนงง  “เกี่ยวอะไรกับอาคิราห์”

            “แหล่งข่าวบอกว่าคุณแต่งงานกับคุณอาคิราห์เพื่อการนี้และก็จะล้มล้างระบบอัลฟ่าโอเมก้าเก่าให้หมดครับ  ถึงขั้นว่าคุณจะดันให้โอเมก้าเป็นนายกฯ   ในกรุ๊ปพวกอนุรักษ์ก็เลยไม่พอใจมาก  แต่เรื่องระเบิดนี่ยังจับมือใครดมไม่ได้ครับ  ไม่รู้ว่าจงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาหรือเปล่า”

            “บ้าไปแล้ว  ข่าวบ้าๆนี่มีคนเชื่อด้วยหรือไง”  พิชช์ฌานอุทาน  “โอเมก้าจะมาเป็นนายกฯได้ยังไง”

            “ผมก็งงเหมือนกันครับแต่ว่าทุกคนโดนปั่นให้เชื่อกันมากๆเลยว่าคุณจะทำแบบนั้น  ตอนนี้กระแสแรงมากครับไม่เฉพาะคนในกลุ่มอนุรักษ์  แต่คนทั่วไปที่เป็นอัลฟ่าหรือเบต้าก็คัดค้านเรื่องนี้เช่นกัน  คิดว่าน่าจะเป็นแผนของฝั่งรัฐบาลที่โจมตีเราคืนหลังจากที่เราปั่นว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมเป็นพวกรัฐบาล”

            ชายหนุ่มกัดฟันกรอด  แผนตลบหลังแบบนี้คงไม่ใช่ใครที่ไหน  ต้องเป็นความคิดของนายไตรคุณคนเดียวเท่านั้น

            “โอเค  มีข่าวอะไรอีกมั้ย”  เขาพยายามสะกดอารมณ์ให้เย็นลง

            “มีครับ...คุณฌาน  ผมเกรงว่าคราวนี้ทุกคนจะพุ่งเป้าไปยังคุณอัยย์นะครับ”

            “นายไตรคุณมันรักลูกคนนี้บ้างมั้ยวะ”  พิชช์ฌานทุบมือกับพวงมาลัย  กวาดตามองหาอาคิราห์ไปด้วย  “นายให้คนปล่อยข่าวว่าพรรครัฐบาลอยู่เบื้องหลังการจราจลครั้งนี้  แล้วก็ยืนยันกับพวกสปอนเซอร์ของเราด้วยว่านายกฯโอเมก้าอะไรนี่เป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี  รอให้ฉันเจออาคิราห์ก่อนแล้วฉันจะกลับไปแถลงข่าวเอง”

            “ครับนาย  แล้วจะให้ผมส่งคนไปช่วยหาคุณอัยย์ไหมครับ”

            “ไม่ต้อง”  พิชช์ฌานพูดเสียงเข้ม  “เรื่องที่อัยย์อยู่ข้างนอกต้องเป็นความลับไว้ก่อน  ถ้ายิ่งคนรู้เยอะจะยิ่งอันตราย  ฉันจะตามหาเขาเอง”

            รถข้างหน้าไม่ขยับอีกแล้ว พิชช์ฌานเปิดประตูรถออกมาท่ามกลางฝูงคนที่เดินวิ่งกันขวักไขว่  ชายหนุ่มหยิบหมวกและหน้ากากมาใส่บดบังใบหน้าเอาไว้เกือบครึ่งแล้วก็ก้าวยาวๆตรงไปยังพลาซ่าที่ตั้งเด่นอยู่เลยสี่แยกข้างหน้าไป  เศษซากจากการทำลายข้าวของหลงเหลือให้เห็นตามทางแต่แทบไม่เหลือเงาของผู้ชุมนุมให้เห็นแล้ว  ตำรวจเดินตรวจตรากันให้เห็นอยู่บ้าง  ชายหนุ่มชะงักเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางคุ้นตาเปิดอ้าอยู่บนพื้นถนนข้างๆรถแท็กซี่ที่ว่างเปล่า

            เสื้อผ้ากระจัดกระจายอยู่ที่พื้นทำเอาพิชช์ฌานตกใจ  หันมองหารอบตัวก็ไม่มีใครที่มีลักษณะเหมือนคนๆนั้น

            “อาคิ...”  เขาเกือบตะโกนเรียกแต่ก็ยั้งเอาไว้ทัน  ไม่ได้....ถ้ามีใครได้ยินเข้าจะยิ่งไปกันใหญ่

            โทรศัพท์มือถือของเจ้าเด็กนั่นตกอยู่ที่พื้นในสภาพแหลกละเอียด  ชายหนุ่มเริ่มร้อนใจขึ้นทุกที  ก้มลงมองหาอะไรสักอย่างที่พอจะเป็นเบาะแสตามหาอีกฝ่ายได้บ้าง

            ไม่มีเลย...

            หรือว่าจะวิ่งเข้าไปแอบในห้าง  ...ไม่น่าใช่  เหลียวมองรอบร้านรวงรอบตัวอย่างครุ่นคิด  ร้านเสื้อผ้า  ร้านทำผมของสตรี  ร้านซักรัด  ร้านหนังสือ  ร้านขายอุปกรณ์กีฬา  ร้านอาหาร  ร้านขายจักรยาน ฯลฯ

            คนอย่างนั้นจะวิ่งไปแอบที่ไหนกัน

            พิชช์ฌานเดินตรงเข้าไปในร้านๆหนึ่งอย่างไม่ลังเล  เขาคิดว่าตัวเองไม่น่าเดาผิด

            “สวัสดีครับ”  เขาเปิดประตูเข้าไปในร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ  กลิ่นหอมของน้ำซุปในหม้อใหญ่หน้าร้านลอยมาเข้าจมูกทันทีที่เปิดประตูเข้าไป  ไม่มีใครอยู่ในนั้น  ถ้าให้เดาก็คงเข้าไปแอบกันหมด  “ผมมากินก๋วยเตี๋ยวครับ  มาดีไม่ได้มาร้าย”  ชายหนุ่มรีบพูดเสียงดัง

            เสียงกุกกักดังขึ้นจากชั้นสอง  สักพักก็มีคุณลุงคนหนึ่งเดินลงบันไดมา

            “พ่อหนุ่ม  วันนี้ฉันไม่ขายแล้ว  กลับไปเถอะ”  คนพูดท่าทางใจดี  พิชช์ฌานรีบยกมือไหว้แล้วขยับเข้าไปใกล้

            “ผมอยากกินจริงๆ  ผมหิวมากเลย  ช่วยหน่อยได้ไหมครับ”  พอชายหนุ่มดึงหน้ากากลง  เจ้าของร้านก็ชะงักไป  มองหน้าเขาอย่างเพ่งพิศ

            “คุณนักการเมืองคนนั้นสินะ”

            “คุณเห็นคนที่ตัวประมาณนี้  ผิวสีออกแทนหน่อย  หน้าตาพอดูได้ไหมครับ”  พิชช์ฌานกะมือประมาณส่วนสูงของอาคิราห์  “เขาผ่านมาบ้างไหม”

            คุณลุงนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วก็พยักหน้า   เหลือบมองขึ้นไปบนชั้นสอง  ชายหนุ่มร้องยินดีในใจ

            “พาผมไปเจอเค้าได้ไหมครับ  ...แล้วผมจะเหมาร้านวันนี้ตอบแทนคุณลุงเอง”  ชายชรายิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วพาเขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองที่มีห้องอยู่สองห้อง  พิชช์ฌานเปิดประตูเข้าไปยังห้องแรกตามที่อีกฝ่ายพยักพเยิด

            คนข้างในผวาลุกขึ้นยืน  พอเห็นเขาเข้าก็ร้องออกมาอย่างดีใจ           

            “คุณนั่นเอง”  อัยย์ยังอยู่ในชุดเดียวกันกับเมื่อเช้าเดินตรงเข้ามาหาเขา  พิชช์ฌานก้าวเข้าไปหา  จับมือเอาไว้แน่น  ก้มลงมองสำรวจคร่าวๆเห็นไม่มีบาดแผลตรงไหนนอกจากท่าทางเหนื่อยอ่อนก็ค่อยโล่งอก  คนเด็กกว่ามองหน้าเขาแล้วก็เบะปากออกจนคนมองตกใจ  “คุณ...ฮึก  ฮือ”

            “อะไร  ร้องไห้ใส่ฉันทำไม”   พิชช์ฌานชักทำอะไรไม่ถูก

            “ก็คุณน่ะ...ฮึก...เห้ย  หยุดนะ”  เสียงสะอื้นกลายเป็นคำอุทานอย่างตกใจ   พิชช์ฌานหันกลับไปมองทันเห็นแค่เงาคมปลาบของมีดที่พุ่งใส่เขา  ชายหนุ่มเอี้ยวตัวหลบรู้สึกเสียวปลาบที่ชายโครงซ้ายก่อนจะถูกผลักอย่างแรงให้เซเข้าไปในห้องก่อนที่ประตูห้องจะปิดดังปัง

            “ปล่อยเราออกไปนะ  ไอ้ชั่วร้าย  ปล่อยเราออกไปนะ...คุณเป็นยังไงบ้าง”  อาคิราห์ถามเสียงหลง  เสื้อเชิ้ตอย่างดีราคาแพงของพิชช์ฌานปรากฏรอยแดงสดที่สีข้างเป็นดวงใหญ่  เจ้าตัวทรุดลงไปนั่งที่พื้น  กดบาดแผลเอาไว้แน่น

            “ฉันไม่เป็นไร”

            “ถอดเสื้อออก  ผมจะดูแผลให้คุณ”

            อาคิราห์ปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายออก  รอยบาดแผลคมมีดบาดเป็นทางยาวที่สีข้างลงมาจนเกือบถึงหน้าท้อง  เลือดไหลซึมออกมาเป็นทางจนคนมองใจเสีย

            “แค่เฉี่ยวๆ”  พิชช์ฌานพูด  สะกดกลั้นความเจ็บเอาไว้ในสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติเพราะกลัวอีกฝ่ายจะยิ่งตกใจไปกันใหญ่   ตวัดสายตามองประตูที่ถูกล็อคจากด้านนอกไปแล้วอย่างโกรธแค้น  หนอย....ทำท่าเป็นตาแก่ใจดี  ดันแว้งกัดเอาเสียได้  “ในเสื้อฉันมีโทรศัพท์อยู่  หยิบออกมาโทร”

            “ตาลุงนั่นแกล้งทำเป็นคนดีช่วยผมเอาไว้  ร้ายมากๆเลย”  อัยย์บ่นเสียงดัง  ล้วงโทรศัพท์ของอีกฝ่ายขึ้นมาส่งให้  “คุณโทรไหวไหม  กดตรงไหนผมจะโทรให้”

            เจ้าของโทรศัพท์รับมากดโทรออกเอง  ทว่ากลับไม่มีสัญญาณคลื่นให้เห็น

            “ไม่มีสัญญาณ”  พิชช์ฌานคราง  “เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงอาคิราห์”

            “ผมนั่งรถแท็กซี่มาแล้วมันก็ไปต่อไม่ได้  มีเสียงดังบึ้มข้างหน้าแล้วคนก็วิ่งกรูกันมา  คนขับแท็กซี่ก็เปิดประตูวิ่งหนีไปเฉยเลย  ผมก็เลยต้องวิ่งออกมาบ้าง  คนเยอะแยะวุ่นวายไปหมด  แล้วผมก็เจอคนขับรถของคุณ  เขาพาผมมาหลบที่นี่”

            “นี่เป็นกับดัก”  ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับของตัวเอง  อาการปวดหัวเริ่มหนักขึ้น  ถ้าออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่คงต้องสั่งเช็คบิลคนขับรถสองหน้าเสียแล้ว   “ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าให้รอที่บ้าน  ทำไมถึงไม่ทำตาม”

            “ก็..ก็คุณจะหลอกผมอีก  ผมรู้นะว่าคุณไม่ยอมให้ผมไปไหน”

            “แต่นี่เธออาจจะตายได้เลยนะ”  พิชช์ฌานพูด  สบตากลมโตสีน้ำตาลใสคู่นั้นแล้วก็ถอนหายใจเฮือก  “ช่างเถอะ  คนอย่างเธอคงไม่กลัวตายหรอกมั้ง”

            “ถ้าผมตายก็ไม่น่าจะมีใครกระทบอะไรนะ”  อาคิราห์พูดเนิบๆแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ “แต่ผมก็ยังไม่อยากตายหรอก  ไม่อยากติดอยู่ในนี้แล้วด้วย”  โอเมก้าหนุ่มลุกขึ้นเดินวนรอบห้องสำรวจหาหนทางที่จะออกไปให้ได้  “มีแค่หน้าต่างนี้ล่ะมั้ง  หาอะไรทุบๆน่าจะเปิดออกไปได้”

            “เธอจะเอาอะไรทุบล่ะ  นอกจากมือ”

            “หรือตะโกนให้คนช่วย”

            “ถ้าห้องนี้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้  เรื่องเก็บเสียงคงไม่แปลก” พิชช์ฌานพูดแล้วนิ่งไป  สายตาของเขาทอดมองไปยังลำคอระหงนวลเนียนสีน้ำผึ้งนั้น  แทบจะรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นตุบๆอยู่ข้างใต้ผิวคอและไหปลาร้าสองข้าง  ลึกลงไปในคอเสื้อคงเป็นแผ่นอกบอบบางและเม็ดตุ่มไตที่ซ่อนอยู่...

            “คุณเจ็บแผลหรือ”  อัยย์สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น

            พิชช์ฌานกระพริบตา

            “เอ้อ...ใช่”

            “คุณจะนอนลงก็ได้นะ  น่าจะสบายขึ้นหรือเปล่า”

            “ฉัน...ปวดแผลมาก”  ชายหนุ่มยกมือขึ้นกดที่หน้าอก  ความจริงมันคนละตำแหน่งกับแผลของเขาเลยทว่าพิชช์ฌานกลับรู้สึกถึงก้อนเนื้อที่เต้นรัวแรงอยู่ข้างใต้นั้น  อาคิราห์ดึงมือของเขาออกแล้วก้มลงมาพิศดูบาดแผลที่สีข้างของเขาจนใกล้  แผงขนตายาวงอนนั้นทาบลงบนผิวแก้มของเจ้าตัวยามที่หรุบตาลง  ปลายจมูกเชิดรั้นกับริมฝีปากอิ่มเต็มอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

            “เลือดเริ่มหยุดไหลแล้ว”

            กลิ่นหอมเหมือนขนมหวานที่เขาโปรดปรานในระยะหลังระเหยมาเข้าจมูกอีกแล้ว  พิชช์ฌานขมวดคิ้ว  หันหน้าหนี

            “ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ  เธอไปนั่งเถอะ  ระหว่างที่คิดหาทางออกจากที่นี่”

            “คุณคงโกรธผมมากที่พาคุณมาซวยไปด้วย”  อัยย์ตีความการมองเมินของอีกฝ่ายไปอย่างนั้น  “ผมขอโทษคุณ...จริงๆนะ  ถึงคุณจะวางแผนหลอกผมก่อนก็เถอะ”

            “เธอไม่ฟังกันบ้างเลย”

            “คุณเองก็เอาแต่ผลประโยชน์ของคุณนี่”  คนเด็กกว่าพูดตรงๆ

            “เธอถอยไปนั่งตรงนู้นเลยไป  ฉัน...เหม็นหน้าเธอ  ไม่อยากอยู่ใกล้”  นายพิษฌานพูดเสียงเข้ม  อัยย์ย่นหน้าเบะปากใส่อย่างหมั่นไส้

            “เหม็นหน้า?  ผมมากกว่านะที่ต้องพูดคำนี้”  โอเมก้าหนุ่มขยับถอยไปนั่งยังอีกด้านหนึ่งของห้อง  ทว่ากลิ่นหอมจัดนั้นก็ยังไม่ลดลง  มันทำให้อัลฟ่าใจเต้นระทึกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล  พิชช์ฌานนั่งกดหน้าอกของตัวเองเอาไว้แน่น  นึกเรื่องนึงขึ้นมาได้

            “เธอได้กินยาระงับหรือเปล่า”

            “...........”  คนฟังส่ายหน้า

            “ทำไมถึงปล่อยตัวเหลวไหลแบบนี้”  พิชช์ฌานโกรธจัด

            “ก็ผมลืมหยิบมาจากบ้าน  จะให้ทำยังไงเล่า  แค่วันสองวันไม่เป็นไรหรอก”  อัยย์พูดอย่างไม่มั่นใจนัก  “ผมตั้งใจจะไปซื้อเอาที่ร้านแถวสนามบิน”  เขารีบเสริมเมื่อเห็นแววตาคมกริบชักขุ่น

            พิชช์ฌานไม่ตอบ  ตอนนี้เขารู้สึกแปลกเต็มทีจนเริ่มตกใจตัวเอง  ชายหนุ่มไม่สามารถละสายตาจากเนื้อตัวของโอเมก้าตรงหน้าได้เลย  ทั้งๆที่อีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าครบทุกชิ้นทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองสามารถมองทะลุเสื้อผ้าพวกนั้นเข้าไปเห็นร่างกายเปลือยเปล่าของอีกฝ่ายได้

            ท่อนแขนบอบบางกอดรัดอยู่รอบต้นขาที่เขารู้ว่าถัดขึ้นไปจะเป็นสะโพกมนที่ผายออกได้รูป  บั้นท้ายกลมกลึงรับกับเอวคอดบางและสะดือบุ๋มเล็ก  ผิวเนียนละเอียดใสน่าสัมผัส  กับกลิ่นหอมเหมือนคุกกี้รสนมนั่น  น่าลิ้มลองที่สุด...

            ชายหนุ่มส่ายหัวแรงๆ  กำมือกอดอกแน่นเข้า

            ....ต้องเป็นเพราะว่าเขาบาดเจ็บแน่ๆ  จิตใจถึงได้อ่อนแอลงอย่างน่าเจ็บใจจนคิดฟุ้งซ่านไปได้ขนาดนี้...

            “คุณตัวสั่น  หนาวหรอครับ  หรือว่าจับไข้เอา  ผมว่าแผลของคุณมันอาจจะอักเสบได้”  อาคิราห์พูดขึ้นหลังจากสะดุ้งตื่นจากการเผลอหลับไปเมื่อกี้  ดูนาฬิกาก็ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว  ร่างสูงใหญ่นั่งคุดคู้อยู่ที่มุมเดิมคนละฟากของห้อง  เขาสังเกตเห็นว่าไหล่กว้างนั้นสั่นเบาๆ   “ไหวหรือเปล่า”  โอเมก้าหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาใกล้

            อีกฝ่ายร้องห้าม

            “อย่าเข้ามานะ”  คนพูดแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง  “นั่งอยู่ตรงนั้นแหละอาคิราห์”

            “ผมอยากรู้ว่าคุณมีไข้หรือเปล่า”

            “มีหรือไม่มีเธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว  ถอยกลับไปโอเมก้า  นั่งลงซะ”  สำเนียงคล้ายเหยียดหยันทำให้อาคิราห์ชะงักแล้วยักไหล่

            “โอเค  แล้วแต่คุณเลย  แต่ผมจะไม่นั่งรอความหวังต่อแล้ว”

            อาคิราห์ลุกขึ้นเดินตรงไปที่หน้าต่างแล้วออกแรงทั้งทุบทั้งดัน  มันทำมาจากวัสดุคล้ายกระจกแต่กลับทนทานกว่าที่คิด  อาคิราห์ถอยหลังแล้ววิ่งเข้ามากระโดดถีบเต็มแรง

            หน้าต่างไม่สะเทือน

            แต่ร่างโปร่งบางของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะหงายหลังล้มจ้ำเบ้ากับพื้นห้อง  ความจุกเจ็บทำให้พูดไม่ออกไปชั่วครู่

            คนที่นั่งสั่นอยู่มุมห้องเมื่อกี้ผุดลุกขึ้นยืนแล้วก้าวพรวดเดียวเข้ามายืนค้ำศีรษะของเขาเอาไว้  อัยย์ชูมือขึ้นสูง

            “ช่วยดึงผมที  ผมลุกไม่ขึ้น”

            มือใหญ่ร้อนจัดชื้นเหงื่อเลื่อนมากุมมือของเขาเอาไว้แน่นแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงที่มากมายจนน่าแปลกใจ  อัยย์ยังไม่ทันถามว่าอีกฝ่ายหายปวดแผลแล้วเหรอก็ต้องอุทานออกมาอย่างตกใจเพราะจู่ๆร่างสูงใหญ่ก็ดันเขาพรวดเดียวไปติดกำแพง

            “เดี๋ยวนะคุณ...คือจะใช้หลังผมพังหน้าต่างเรอะ”

            อีกฝ่ายไม่ตอบ   มือของพิษฌานจับแน่นที่หัวไหล่ของเขาทั้งสองข้างก่อนจะก้มลงฝังทั้งปากและจมูกลงมาที่ซอกคอของเขา  ตอนนั้นเองที่อาคิราห์รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ  แล้วก็กลับเต้นเร็วแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอกโดยไม่ทันตั้งตัว

            ...................................................................................................

            มาอัพต่อนะคะ

            #ขอรักแค่คุณ

           

ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
กรี๊ดดดดด นายพิษ! จะทำอะไรน้องอัยย์น่ะ!

ออฟไลน์ labelle

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2920
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-0
โอ๊ยยยย เรื่องวุ่นวายไปอีก
อัยย์ไม่ระวังตัวเองเลย ว่าอยู่ในอันตราย
โลกข้างนอกไม่สวยงามนะ ทำไมชะล่าใจ

ฌาณจะทนไม่ไหวก็เพราะฮอร์โมนฟุ้งนี่แหละ
แล้วคนขับรถพามานี่ยังไง หนอนหรอ


ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เจนนนนนภพพพพพ มาช่วยเร็ววว นุ้งจะโดนกินแล้วววววววววว

คิดตอนนุ้งท้องแล้วนายพิษฌานน่าจะปวดหัวยิ่งกว่านี้

ออฟไลน์ fullfinale

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-0
 :o8: กรี๊ดดก อดทนไว้นายพิษ หาทางออกก๊อนนน

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3595
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1604
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4
เจอดีจนได้นะอัยย์เด็กดื้อ

ท่านพิษบาดเจ็บด้วย แย่ๆ

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1673
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
กรี๊ดดดดด มาฮีทอะไรตอนนี้ คุณพิษษษษษ หน้าสิ่วหน้าขวาน บ้าๆๆๆๆ ตีเลยเชียว หนูอัยย์เป็นไงลูก ซนจนได้เรื่อง พี่เขาก็เตือนก็ห้ามแล้วนะ / ได้ข่าวโพสที่แล้วอยู่ทีมอัยย์ ด่าคุณพิษฌาณว่าเจ้าเล่ห์ไม่ยอมให้น้องไปเมืองนอกอยู่เลย 5555

ตื่นเต้นมาก เดินเรื่องได้อย่างน่าสนใจและลุ้นไปด้วยตลอดเลย ชอบมากค่ะ  :katai2-1:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6953
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +268/-2
ดื้อจนได้เรื่องเลย

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
กรี๊ดดดดดดด นายพิษนายจะทำอะไรน้องฉานนนนนนน

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
ตั้งสติไว้ อย่าเพิ่งทำอะไรน้องนะ

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-3
อัยย์ไม่ฟังอะไรเลย ดื้อจะออกมาแถมไม่กินยาอีก อันตรายทั้งนั้น

ออฟไลน์ waza

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 199
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
เอ้าดอร์ไปอี้กกก เฝ้ารอฉากต่อไป  :ling1: :ling3: :hao6:

ออฟไลน์ 2pmui

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1521
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +66/-6
ดื้อจนได้เรื่องเลย จะโดนนายพิษจับกินมั้ย

ออฟไลน์ sailom_orn

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 687
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
 :mew2:  ทำไงดีน้า

ออนไลน์ miikii

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1211
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
ยัยน้องดื้อมาก แต่คนพี่ช่วยอดทนก่อนได้มั้ย กี๊ดดดดดดดดด  :katai1:

ออฟไลน์ mild-dy

  • ☆ ทาสแมว ☆
  • เป็ดPoseidon
  • *
  • กระทู้: 9975
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +389/-79

ออฟไลน์ supizpiz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 726
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-0
มาต่อเร็วๆนะคะ รอค่าา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 8



 

 

 

 

 

 

            “ยังไม่เจอเบาะแสอะไรเลยงั้นหรือ”  เจนภพกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อย่างร้อนใจ  ใกล้เวลาที่พิชช์ฌานจะแถลงข่าวยืนยันจุดยืนของพรรคเข้าไปทุกทีแล้ว  แต่ว่าเขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของนักการเมืองหนุ่ม  “มันจะเป็นไปได้ยังไง  รถของคุณฌานก็จอดอยู่ตรงนั้น  ...กระจายกำลังกันหาให้พบให้ได้”

            เจนภพกวาดตามองรอบๆอีกครั้ง  เขาเจอเพียงแต่รถของชายหนุ่มเท่านั้น  กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงรวมตัวกันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่  แต่ก็พอจะวางใจได้ว่าอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  อย่างไรก็ตามเขาก็ควรจะรีบค้นหาตัวหัวหน้าพรรคให้เจอให้เร็วที่สุด  ก่อนที่จะถูกพรรครัฐบาลที่กำลังจะแถลงข่าวโยนบาปให้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

            ชายหนุ่มก้าวยาวๆไปตามตรอกซอกซอยเท่าที่จะนึกออก  เขาโทรเข้าเครื่องของเจ้านายไม่ติดก็เลยโทรไปหาเพื่อนสนิทบางคนของพิชช์ฌานแทน  ไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหน

            ใกล้เวลาเดดไลน์เข้าไปทุกที  เจนภพวนกลับมาหยุดยืนที่หน้ารถของเจ้านายตามเดิมพร้อมกับลูกน้องที่เหลือ  เห็นสีหน้าสิ้นหวังแกมกังวลของทุกคนก็เดาออกว่าคงไม่มีใครเจอคนทั้งสอง  เสียงโทรศัพท์ของเจนภพดังไม่หยุดจากบรรดาสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านที่พยายามติดต่อมาเพื่อจะยืนยันว่าพิชช์ฌานจะมางานแถลงข่าวจริงๆ

            “คุณพิชช์ฌานกำลังเตรียมตัวอยู่ครับ  กำลังเดินทางอยู่”  ชายหนุ่มตอบกลับไปเรียบๆ  “ท่านกำลังใช้สมาธิครับเลยปิดเครื่องมือสื่อสารเอาไว้ก่อน  งานนี้เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของพรรค ท่านก็รู้  โปรดใจเย็นๆก่อนนะครับ  อย่าเพิ่งทำให้นักข่าวตื่นตระหนกไปด้วย”

            เขากดวางสายอย่างเหนื่อยอ่อน  ในพรรคมีแต่พวกงูเห่าไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น  ถ้ามีใครรู้ว่าพิชช์ฌานหายตัวไปกะทันหันล่ะก็  จะต้องมีคนฉวยโอกาสยึดอำนาจในพรรคกลับไปเป็นแน่

            “เราจะทำอย่างไรดีครับนาย”

            “ตามไอ้วิเชียรคนขับรถมาได้หรือยัง”

            “ยังตามไม่ได้เลยครับ  มันหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ”

            เจนภพเม้มปากแน่น  เห็นทีงานนี้คงจะโดนตลบหลังเสียแล้วลงถ้าติดต่อไม่ได้แบบนี้ล่ะก็  นึกเป็นห่วงเจ้านายขึ้นมาจับใจ  เวลาก็เริ่มงวดเข้าไปทุกที  ป่านนี้คนที่งานแถลงข่าวคงจะเริ่มระแคะระคายถึงความผิดปกติแล้ว

            “เราต้องไปบอกท่าน...ให้ท่านช่วย”   ‘ท่าน’ ที่ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือนักการเมืองทุกคน  แม้เจ้าตัวจะบอกว่าวางมือจากการเมืองไปแล้วแต่ว่าอำนาจบารมียังเหลืออยู่มากพอจะช่วยใครก็ตามที่กล้าเข้าไปขอความช่วยเหลือได้  “ไปที่บ้านของท่าน”

            “ครับ”

            ชายหนุ่มเปิดประตูรถออก  ตอนนั้นเองที่เขาได้กลิ่นอะไรบางอย่าง  ...มันรุนแรงมากพอที่จะทำให้เขาและลูกน้องทั้งหมดชะงักพร้อมกัน

            “กลิ่นโอเมก้า”  เจนภพพึมพำในลำคอ  ประสาทสัมผัสของเขาตื่นตัวขึ้นทันทีต่อกลิ่นนั้น  สังหรณ์บางอย่างทำให้ชายหนุ่มรีบออกคำสั่งให้ลูกน้องที่เป็นเบต้าล้วนๆนั้นขึ้นรถกลับไปก่อน  เจ้าพวกนั้นมีท่าทางตื่นเต้นแกมอิดออดเล็กน้อย  นัยน์ตาเป็นประกายสอดส่ายมองหาที่มาของกลิ่นอันหอมรันจวนใจนั้น   “กลับไปให้หมด  ใครไม่กลับกูยิง”  เจนภพพูดเสียงเข้มหนัก

            คนของเขากลับออกไปตามสั่ง  อัลฟ่าหนุ่มก้าวยาวๆตามทิศทางของกลิ่นนั้นไป  เขาคิดว่ามันอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่เท่าไหร่  ชายหนุ่มเดินมาหยุดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ปิดเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่  เจนภพยกมือขึ้นทุบที่ประตูเหล็กหน้าร้านแรงๆ

            เงียบ...

            “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ”  เขาตะโกนเข้าไป  แล้วทุบประตูเหล็กหน้าร้านแรงๆอีกหลายครั้ง

            เสียงทุบปึงปังข้างล่างดังขึ้นมาถึงคนที่ติดอยู่ยังห้องชั้นบนเหนือขึ้นไป

            กลิ่นหอมตลบอบอวลที่ระเหยออกมาจากทุกรูขุมขนของเจ้าโอเมก้าทำให้พิชช์ฌานเข้าใกล้กับคำว่า สติแตก เข้าไปทุกที  เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์  ในฐานะของอัลฟ่าเขามีวิธีมากมายที่จะจัดการกับความรู้สึกต้องการอย่างรุนแรง วิธีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การสมสู่กับโอเมก้าที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอด

            ทว่าร่างนวลเนียนกึ่งเปลือยตรงหน้ากำลังจะทำให้เขาต้องแหกกฎที่ตั้งเอาไว้ในไม่ช้า   ผิวเนื้อนุ่มๆที่เขาสัมผัสด้วยริมฝีปาก และปลายนิ้วทำให้ความรู้สึกยิ่งเตลิด  อาคิราห์บิดตัวหนีสัมผัสของเขาในขณะเดียวกันก็กลับแอ่นตัวขึ้นเหมือนท้าทายให้เขาสัมผัสลึกซึ้งมากกว่าเดิมอีก  ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นเผยอขึ้นราวกับเรียกร้องจากเขาไม่รู้จบ  และเขาเองก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ก้มลงไปตักตวงความหอมหวานในโพรงปากและเรียวลิ้นนั้นได้เลย

            เหมือนถูกมอมเมาด้วยน้ำผึ้งที่หวานหอม  แต่เดี๋ยวก่อน  ถ้าเป็นน้ำผึ้งจริงๆจะทำให้คนเมาได้อย่างไรกัน  ชายหนุ่มคิดขณะที่ก้มลงขบฟันเข้าที่ยอดอกข้างซ้ายของคนใต้ร่าง

            อาคิราห์บิดตัวเร้า  จิกนิ้วลงกับเส้นผมหยักศกที่กำลังวนเวียนอยู่ที่หน้าอกของเขาอย่างวาบหวาม  ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเช่นกัน  เนื้อตัวแน่นด้วยมัดกล้ามนั้นเสียดสีทาบทับอยู่บนตัวของเขาจนหายใจไม่ออก  ริมฝีปากเจ็บระบมจากการถูกสัมผัสดูดดึงซ้ำๆ  สมองเริ่มพร่าเบลอเหมือนขาดอากาศ  อาจเป็นเพราะอากาศที่เขาสูดเข้าปอดมาจากปอดของอีกฝ่ายเท่านั้น

            ปลายลิ้นร้อนๆนั้นลากต่ำจากยอดอกของเขาลงไปยังสะดือ  รู้สึกเจ็บปลาบเพราะฟันคมๆนั่นงับเข้าที่หน้าท้องของเขาก่อนที่จะเย็นวาบไปทั่วช่วงล่างเพราะมือใหญ่กระชากกางเกงของเขาออกไป 

            “ไม่...อย่าทำ”  อัยย์ร้องเสียงหลง  หนีบขาเข้าหากันเพื่อปิดบังบางสิ่งจากสายตาคมวาว  ทว่ามือของอีกฝ่ายกลับจับเรียวขาแยกออกจากกัน

            พิชช์ฌานรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ  กลิ่นหอมจัดนั้นทำให้เขามึนงงเหมือนคนโดนทุบหัว  ตัวตนของโอเมก้าปรากฎแก่สายตาทำให้หัวใจกระตุกวาบ  ช่วงล่างของเขาปวดร้าวขึ้นมาเหมือนจะระเบิด   เขาก้มลงไปหาอย่างลืมตัว

            อัยย์ไม่รับรู้อะไรอีกแล้วนอกจากสัมผัสร้อนผ่าวที่กลืนกินตัวตนของเขาเข้าไป  ปลายลิ้นนั้นสร้างความปั่นป่วนให้เขาจนรู้สึกเปียกชื้นไปหมด  ได้แต่บิดตัวร้องครวญครางไปมาจะหนีไปไหนก็ไม่ได้เพราะถูกยึดสะโพกเอาไว้  ความร้อนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเหมือนกำลังจะละลาย  อาคิราห์กรีดร้องออกมาในที่สุด  ภาพตรงหน้าหายไปกลายเป็นม่านสีขาวๆระยิบระยับเหมือนอยู่บนทางช้างเผือก

            เสียงปึงปังจากข้างล่างทำให้คนที่กำลังช้อนใต้ขาเรียวสีน้ำผึ้งนั้นขึ้นชะงักไปเล็กน้อย  รสหวานแปลกประหลาดยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นของเขา  หัวใจเต้นตึกๆด้วยความต้องการที่อยากระบายออก  ไม่ใช่ด้วยปลายนิ้ว  ริมฝีปาก  ของอัลฟ่าหรือเบต้าคนอื่นหรือแม้แต่ของปลอมอย่างทุกที  แต่ต้องเป็นร่างโปร่งบางลื่นมือของคนตรงหน้าเท่านั้น

            พิชช์ฌานแตะปลายนิ้วไปที่ช่องทางเปียกชุ่ม

            ปังๆๆๆ

            คราวนี้เสียงปึงปังนั้นดังลั่นเหมือนเสียงปืนรัว  มันทำให้ตึกแถวสั่นสะเทือนจนอัลฟ่าหนุ่มตกใจ  จำต้องเงยหน้าขึ้นจากต้นขาเนียนๆนั้น  เสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัดพร้อมกับเสียงโหวกเหวกดังลั่น

            สติกลับคืนมาสู่พิชช์ฌานโดยฉับพลัน  ชายหนุ่มรวบเสื้อของตัวเองเข้าหากัน

            “อัยย์  ลุกขึ้นเร็ว  เราต้องไปกันแล้ว”  เขาพูด

            แต่ดูเหมือนว่าเจ้าโอเมก้าจะไม่ตอบสนอง  อัยย์หันกลับมามองเขาด้วยนัยน์ตาฉ่ำเยิ้ม  ริมฝีปากบวมเป่งเผยอขึ้นส่งเสียงหายใจหอบๆออกมา

            “อัยย์  ..”  อัลฟ่าอุทาน  ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะสูญเสียการควบคุมตัวเองไปแล้ว  เหงื่อเม็ดใหญ่ๆผุดซึมตามหน้าผากและซอกคอ  กลิ่นหอมๆเหมือนคุกกี้นั้นรุนแรงกว่าตอนแรกเสียอีก  มือเล็กกำชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่น  อีกมือก็ยกขึ้นปาดป่าย  บิดตัวเร้าอย่างทรมาน

            เสียงต่อสู้กันดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนี่เอง  พิชช์ฌานกลืนน้ำลายลงคอแล้วกัดริมฝีปากของตัวเองเอาไว้แน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด  อัลฟ่าหนุ่มฉีกชายเสื้อของตัวเองขึ้นมาคาดปิดจมูกเอาไว้แล้วก้มลงกลัดกระดุมเสื้อให้อีกฝ่ายลวกๆ ยังไม่ทันได้สวมกางเกงให้  ประตูห้องก็เปิดพลั๊วะจากร่างของใครบางคนที่กระเด็นกระแทกประตูเข้ามาอย่างแรง

            “คุณพิชช์ฌาน!!”  ลูกน้องของเขาตะโกนจากหน้าประตู

            นักการเมืองหนุ่มช้อนอุ้มร่างเล็กที่กำลังสั่นเทานั้นขึ้นมาแนบอก  คนที่กระเด็นเข้ามาในห้องคือตาลุงที่ขังเขาเอาไว้นั่นเอง  พิชช์ฌานเตะเข้าไปที่ใบหน้าของมันเต็มแรงไม่ปล่อยให้ลุกขึ้นมาได้อีก

            “รีบไปกันเถอะ”

          พิชช์ฌานอุ้มอาคิราห์ลงมาชั้นล่าง  เขาพบว่าด้านนอกมีกลุ่มคนกำลังพยายามดันประตูเหล็กเข้ามา  เสียงตะโกนด่าทอฟังไม่ได้ศัพท์พร้อมกับเสียงเหมือนปืนและกลุ่มควัน

            “ออกข้างหน้าไม่ได้ครับ  พวกชุมนุมล้อมไว้หมด”  เจนภพพูดหอบๆ  วิ่งนำเขาย้อนกลับเข้าไปด้านหลังร้าน  ผ่านห้องที่เหมือนห้องกินข้าวต่อยังห้องครัว  รั้วสูงประมาณสองเมตรบดบังสายตาของพวกเขาเอาไว้  “เราต้องปีนข้ามรั้วนี้ไปครับ  ผมให้ลูกน้องมารอที่อีกซอยถัดจากนี้ไป”

            “โอเค”  พิชช์ฌานว่า  เจนภพขยับจะเข้ามาช่วยรับร่างของอาคิราห์เอาไว้ทว่านัยน์ตาคมกริบของเจ้านายกลับลุกวาบขึ้นฉับพลันจนต้องปล่อยมือออกจากท่อนแขนเรียวนั้น  “ฉันจะพาเขาขึ้นไปเอง”

            “ครับ”  เจนภพถอยหลังไปยืนห่างๆ  ยอมรับว่ากลิ่นหอมยวนใจของโอเมก้าก็เย้ายวนเขาไม่แพ้กัน  ชายหนุ่มก้มลงช่วยลากเอาลังไม้มาต่อให้เจ้านายได้เหยียบปีนขึ้นไป

            “ไหวไหม อัยย์”  พิชช์ฌานก้มลงถามร่างบอบบางในอ้อมแขน  อาคิราห์ไม่ตอบแต่ซุกใบหน้าเข้ากับอกของเขา  ชายหนุ่มกัดฟันกรอดหักห้ามอารมณ์ที่ไม่ควรจะเกิดนั้นเอาไว้  ออกแรงอุ้มพาร่างของอีกคนปีนข้ามกำแพงไปอีกฝั่ง  ชายหนุ่มปวดแปลบที่สีข้างตอนที่กระโดดลงไปอีกฝั่ง  รู้สึกได้ว่าเลือดที่หยุดไปแล้วน่าจะเริ่มไหลออกมาจากบาดแผลอีกครั้ง

            พิชช์ฌานยกมือขึ้นกุมสีข้างเอาไว้  สะกดกลั้นความเจ็บปวดเท่าที่จะทำได้  เขาเขย่าตัวของอาคิราห์อีกครั้ง

            “อัยย์  รู้สึกตัวหน่อยสิ”

            “อือ”  ตากลมโตคลอด้วยหยาดน้ำตานั้นเงยขึ้นมองเขา  แววตาเว้าวอนขอร้องแกมไว้เนื้อเชื่อใจนั้นทำให้ใจคนมองอ่อนยวบ  แทบจะแข็งใจพาวิ่งไปต่อไม่ไหว  อาคิราห์ยกมือขึ้นโอบรอบลำคอของเขาเอาไว้แน่น

            “เราต้องไปต่อนะครับคุณฌาน”  เจนภพเตือนสติเขา  พาออกเดินแกมวิ่งทะลุไปยังอีกซอยหนึ่งที่อยู่ติดกัน  แสงไฟจากซอยข้างนอกทำให้พอมองเห็นทางบ้าง  “ใกล้ถึงแล้วครับ”

            “รีบไป”  นักการเมืองหนุ่มพูด  รัดร่างในวงแขนแน่นเข้า  มือขวาของเขาหยุดกึกยกมือขึ้นห้ามเขาเอาไว้

            “มีคนมาทางนี้ครับ  เราหลบก่อนดีกว่า”  เจนภพกระซิบ

            เงาของคนสองสามคนเดินมาทางพวกเขาแล้วเหมือนจะเดินเลยไป  แต่แล้วหนึ่งในสามคนนั้นก็หยุดเดินแล้วหันขวับมาทางที่พวกเขาแอบซุ่มอยู่

            “มันได้กลิ่นอัยย์”  พิชช์ฌานนึกรู้ทันที  กลิ่นหอมๆของโอเมก้าที่กำลังฮีทมีพลังดึงดูดอย่างรุนแรง  เป็นที่มาของกฎหมายห้ามเหล่าโอเมก้าที่เข้าสู่ภาวะฮีทออกจากบ้านโดยเด็ดขาด  เพราะไม่รู้ว่าจะโชคร้ายเจออัลฟ่าไร้สติเมื่อไหร่  “เข้าไปหลบไปในร้านนั้นก่อน”

            พวกเขาเข้าไปในร้านซักรีดที่อยู่ใกล้ที่สุด  พิชช์ฌานคว้ากางเกงจากราวของใครไม่รู้มาสวมให้อาคิราห์ลวกๆ ก่อนจะคว้าผ้าห่มผืนใหญ่มาห่อรอบตัวเอาไว้เหมือนมัมมี่  เหลือเอาไว้เพียงลูกตาสีน้ำตาลใสที่หรี่ปรือ

            “ร้อน  เอาออกไป”  เจ้าโอเมก้าร้องโอดครวญ

            “คงช่วยได้ไม่มาก”  ชายหนุ่มปรารภอย่างหนักใจ  “ตั้งสติหน่อยสิเจ้าบู้บี้  ได้ยินฉันไหม”

            “ไม่...ปล่อย”  อาคิราห์ร้อง

            “คนเริ่มมาทางนี้แล้วครับ  เราต้องออกจากที่นี่แล้วล่ะ”  เจนภพที่ยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าร้านหันมาบอก  “เรารีบออกไปกันเถอะครับ”

            พิชช์ฌานอุ้มดักแด้ขึ้นพาดบ่า  บาดแผลที่สีข้างของเขาร้าวระบมประท้วงว่าชักจะไปไม่ไหวแล้ว  แต่ชายหนุ่มก็ทำลืมๆความเจ็บนั้นไปก่อน  รีบก้าวยาวๆตามหลังมือขวาคนสนิทออกไปจากร้านซักรีดทันที

            โครม!

            อะไรบางอย่างวิ่งเข้าชนร่างของเจนภพทันทีที่ก้าวออกมาจากร้านจนร่างสูงโปร่งนั้นล้มกลิ้ง  พิชช์ฌานอุทาน  เงาอีกสามคนปรากฎขึ้นที่ด้านหลัง  ชายหนุ่มเปลี่ยนใจพาอาคิราห์วิ่งมาอีกทางหนึ่งแทน 

            “มันอยู่ที่นั่น  ไอ้โอเมก้า”  เสียงตะโกนของใครสักคนดังขึ้น  ทำเอาพิชช์ฌานใจหาย  เขาวิ่งเต็มฝีเท้าพาร่างโปร่งบางตรงไปยังศูนย์การค้า  แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเลี้ยวพาเข้าอีกซอยหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกันนั้น

            ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามหลังมาไม่ไกล  พิชช์ฌานพาวิ่งวกวนเวียนเข้าตามตรอกซอยนั้น  ไม่นานก็มาทะลุออกยังตำแหน่งที่เขาชำนาญทางเพราะเคยวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ

            ลัดเลาะไปจนถึงหน้าบ้านเดี่ยวหลังงาม  นักการเมืองหนุ่มไม่รอกดกริ่ง  เขาล้วงกุญแจจากใต้กระถางต้นไม้ใบที่สามแล้วไขเปิดประตูรั้วบ้านอย่างรวดเร็ว

            “เปิดประตูด้วยครับ  แม่”  เขาทุบประตูบ้านแรงๆจนกระทั่งหญิงสูงวัยเดินมาเปิดออกอย่างตกใจ

            “อะไรกันลูกแม่  เกิดอะไรขึ้น”

            “เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังนะครับ”

            ชายหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปในบ้าน  รีบวางโอเมก้ากับโซฟาแล้วตรงเข้าไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาลูกน้อง  เขาสั่งการสั้นๆให้คนมารับที่บ้านหลังนี้  ตามด้วยกดโทรหาเลขาฯของพรรคเพื่อถามสถานการณ์  ชายหนุ่มนิ่งฟังอย่างเคร่งเครียด

            “ตามนั้น  ...ฉันจะรีบไปที่งานแถลงข่าว”  เขาพูดก่อนจะวางสาย  หันกลับมาก็เจอมารดายืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

            “นี่มันอะไรกันฌาน  ลูกพาโอเมก้ามาที่นี่ทำไม แล้วทำไมต้องห่อแบบนั้น  เดี๋ยวมันก็ตายเอาหรอก”  เธอพูด  มีผ้าห่มที่เขาใช้ห่อตัวอาคิราห์อยู่ในมือ  คนเป็นลูกตกใจ  ลุกพรวดขึ้นคว้าผ้าผืนนั้นกลับไปโยนโปะบนร่างเล็กที่นอนงออยู่บนโซฟา

            “แม่เอาผ้าออกไม่ได้นะครับ  อันตรายมาก”

            “อะไรกัน  หรือว่า...”  เธอชะงัก  เหลียวไปมองร่างที่นอนคุดคู้นั้นอีกครั้ง  “คุณพระช่วย  อย่าบอกนะว่ามันกำลังฮีท”

            “ครับแม่”

            “แล้วลูกจับคู่ไปแล้วงั้นหรือ”  มารดาของเขาอุทานอย่างตกใจ  “ไม่จริงใช่ไหมฌาน”

            “ยังครับ ยังไม่ถึงขั้นนั้น”  พิชช์ฌานตอบ  “แม่ขึ้นไปนอนเถอะครับ  เดี๋ยวก็มีคนมารับแล้ว  พวกผมจะไปทันที”

            “ลูกรีบกลับไปก่อนเลย  ทิ้งโอเมก้าเอาไว้ที่นี่  แม่จะจัดการเอง”  เธอพูดเสียงห้วน  “แม่ไม่ยอมให้ลูกเข้าไปใกล้โอเมก้าฮีทแน่”

            “ผมทนได้ครับ  ผมไม่เป็นไร”

            “ไม่มีอัลฟ่าชายที่ไหนทนโอเมก้าฮีทได้  ถอยออกไปซะพิชช์ฌาน  แม่จะให้คนจัดการเรื่องนี้เอง  เรามีนัดแถลงข่าวไม่ใช่หรือไง  นี่เกินเวลามามากแล้ว จะกระทบความน่าเชื่อถือของลูกนะ”  คนเป็นแม่ดันตัวเขาให้กลับไปข้างบน 

            “แม่จะทำอะไรเขา”  ชายหนุ่มตกใจที่เห็นมารดาหันไปจับไหล่ของคนที่นอนอยู่นั้น

            “ลุกขึ้น  เจ้าโอเมก้า  ลุกสิ  ....ฉันก็จะพาเขาไปไว้ที่อื่นไงล่ะ  ที่ๆปลอดภัย”  เธอเสริมเมื่อเห็นสีหน้าของลูกชาย  “ไม่ต้องเป็นห่วง  พอหมดช่วงฮีทแล้วฉันจะพากลับมาเอง”

            “ไม่ได้นะครับ  ข้างนอกอันตรายมาก”  ลูกชายก้าวเข้ามายึดแขนของอาคิราห์เอาไว้  “ผมไม่ให้พาไปไหน  เขาต้องไปกับผม”

            “ลูกไม่มีทางหักห้ามใจได้  เชื่อแม่สิ  กลับไปส่องกระจกดูซะฌาน”  มารดาของเขาจ้องหน้าลูกชาย  “ดูสารรูปของตัวเองบ้าง  นี่หรืออัลฟ่าชั้นสูง  อย่าลืมสิว่าเราเป็นใคร  ตระกูลของเราไม่เคยปล่อยให้อารมณ์ต่ำๆครอบงำได้หรอกนะ  ....ตายจริง  ลูกบาดเจ็บด้วยงั้นหรือ  ยิ่งแย่ใหญ่  ร่างกายที่อ่อนแอจะทำให้อัลฟ่าหมดความยับยั้งชั่งใจลง”

            “ไม่...ผมไม่ให้แม่เอาเขาไปไหน”

            “ฌาน  ตั้งสติหน่อย  ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ”  แม่ของเขาขึ้นเสียงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  “แม่ไม่ยอม  ยังไงก็ไม่ยอม  โอเมก้าจะพาความล้มเหลวมาสู่ตระกูลของเรา  ปล่อยมือนะ”
            ชายหนุ่มพิศดูใบหน้าเรียวหวานที่โผล่พ้นชายผ้าห่มมานั้นอีกครั้ง  ตากลมสวยคู่นั้นหรี่ปรือไม่รับรู้เรื่องราวอะไรทั้งนั้น  ริมฝีปากอวบมีรอยแตกจากบาดแผลที่เขารู้อยู่คนเดียวว่าเกิดขึ้นได้ยังไง...

            “ไม่ได้ครับ  ผมต้องพาเขาไปด้วย”  พิชช์ฌานพูดเสียงเข้ม  “ผมสัญญาแล้วว่าจะดูแลเขา  ก็ต้องทำตามสัญญา”

            “อย่าเอาสัญญาขึ้นมาอ้าง”  แม่พูด  ท่าทางเสียใจที่ได้ยินแบบนั้น  “แม่รู้ว่าฌานคิดอะไรอยู่  แม่ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าให้ล้มเลิกความคิดนั้นซะ  ฌานเก่งมากแม่รู้  แต่นี่มันเป็นสัญชาตญาณ เป็นอะไรที่ต่อต้านไม่ได้”

            “...........”  ลูกชายกัดริมฝีปากแน่น

            คนเป็นแม่ถอนหายใจเฮือกแล้วพูดเสียงห้วนกว่าเดิม

            “ถ้างั้นฌานก็เลือกเอา  ว่าจะเลือกโอเมก้าหรือว่าอนาคตของฌาน  แม่ไม่อยากจะพูดด้วยอีกแล้ว”  เธอหันหลังเดินกลับขึ้นบนไดไปอย่างโกรธจัด




ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk








         พิชช์ฌานขยับจะเรียกมารดาเอาไว้   แต่ว่าร่างเนียนนั้นสะบัดผ้าห่มออกจากตัว  กลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมาเหมือนระลอกคลื่นยักษ์ที่พัดกระหน่ำชายหาดที่เคยเงียบสงบ  ร่างโปร่งบางดันตัวขึ้นแล้วทิ้งตัวลงนอนคว่ำกับที่นอน  เรียวขาเบียดเข้าหากันอย่างทรมาน  สะโพกกลมยกลอยสูงปรากฏแก่สายตา

          อัลฟ่าหนุ่มคำรามในคอ  คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวอีกฝ่ายเอาไว้อีกครั้ง  มือเล็กไขว่คว้าลำคอของเขาแล้วดึงให้โน้มลงไปหา  พิชช์ฌานดันตัวออก  หัวใจเริ่มเต้นแรงทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าไป

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสกัดอารมณ์ของเขาที่เริ่มถูกครอบงำอีกครั้ง  ชายหนุ่มก้าวผ่านร่างนั้นไปรับโทรศัพท์  เสียงของเจนภพดังมาตามสาย

            “คุณฌานอยู่ที่บ้านคุณนายท่านใช่ไหมครับ  ผมกำลังจะไปรับ  เมื่อกี้ท่านนายกฯเพิ่งออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับการจราจลครั้งนี้  น่าจะเป็นฝ่ายอื่นที่อยากทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลครับ  พวกนักข่าวกำลังเพ่งเล็งมาที่เรา  ถ้าเราเงียบจะยิ่งเสียเปรียบนะครับ”

            “ฉันจะไปงานแถลงข่าวแน่ๆ”

            “งั้นให้ผมเตรียมรถเป็นสองคันนะครับ  คันนึงพาคุณไปงานแถลงข่าว  อีกคันจะพาคุณอัยย์กลับบ้าน”

            “มียาแก้ฮีทมาด้วยใช่ไหม”

            “ไม่มีครับ  ขอโทษครับ  ผมไม่ทันคิด”

            คนฟังยกมือขึ้นกุมขมับ

            “ผมขอโทษครับคุณฌาน  หรือให้ผมโทรเรียกรถโรงพยาบาลดีไหมครับ”  เจนภพเสนอ

            “แล้วกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลจะทำยังไงเล่า  อีกอย่างถ้าเรียกรถโรงพยาบาลคงถึงหูนักข่าวแน่  นายเอารถมารับฉันที่บ้านก่อนให้เร็วที่สุด  แล้วโทรตามหมอฉัตรมาด้วย บอกว่าเหมือนคราวนั้น”

            เจนภพรับคำแล้ววางสายไป

            พิชช์ฌานเครียดจัด  ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามกับกองผ้าห่มที่ดิ้นไปมานั้น  ชายหนุ่มเปิดโทรทัศน์ขึ้นดู  ช่องข่าวด่วนกำลังแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี  พอฟังคำพูดของฝ่ายนั้นแล้วก็ยิ่งปวดหัวจี้ดขึ้นมา  คนอย่างไตรคุณดูเหมือนว่าจะไม่ปรานีกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเขยของเขาตอนนี้เอาเสียเลย

            การที่เขาต้องเลื่อนงานแถลงข่าวของตัวเองออกไปทำให้เสียโอกาสทองที่จะดึงความคิดเห็นของมวลชนกลับมา  ความระส่ำระสายของภายในพรรคก็เพิ่มมากขึ้นตามเวลาที่ล่วงเลยไป  เขาจำเป็นจะต้องกลับไปทวงความนิยมของตนเองกลับคืนมา  แต่จะด้วยวิธีไหนกันล่ะ....

            ดวงตาคมเหลือบมองมือเล็กที่กำลังดึงทึ้งผ้าห่มที่พันรอบกายไปมาอยู่นั้นอย่างหนักใจ

            เสียงรถดังขึ้นหน้าบ้าน  เจนภพโทรเข้ามาที่บ้านของเขา  พิชช์ฌานถึงได้อุ้มอาคิราห์ขึ้น  ร่างสั่นเทาผวากอดเขาเอาไว้ทั้งตัว  ซบใบหน้าลงกับอก  อัลฟ่าหนุ่มหันหน้าหนี  อุ้มพาออกมาจากบ้าน

            “รถพร้อมแล้วครับ  ผมเตรียมชุดมาให้เปลี่ยนแล้วในรถครับ”  เจนภพพูดเร็วปรื๋อ

            “กลับบ้านก่อน”   นักการเมืองหนุ่มพูดเรียบๆ

            “แต่ว่า...แล้วงานแถลงข่าวล่ะครับ”  เจนภพท้วง  “เราแยกไปอีกคัน...”

            “กลับบ้าน”  พิชช์ฌานพูดห้วนขึ้น

            เจนภพรับคำ

            อาคิราห์เปิดเปลือกตาขึ้นมองพลางขยับตัวอย่างอึดอัด  ปลายคางเขียวครึ้มที่เห็นอยู่ใกล้ๆนั้นคุ้นตา  ความร้อนรุ่มโอบล้อมอยู่รอบตัวจนอยากจะดิ้นหนี 

            “นิ่งๆไว้ อาคิราห์”  เสียงแหบห้าวกระซิบ

            “ร้อน  ผมร้อน”  อัยย์ตอบ 

            “หายใจเข้าออกลึกๆ”

            อาคิราห์ทำตาม  สูดหายใจลึกๆเข้าปอด  กลิ่นหอมอวลเหมือนอยู่กลางกองหนังสือที่ชอบนั้นทำให้จิตใจของเขาสงบลงเพียงชั่วครู่  แล้วก็กลับร้อนรุ่มขึ้นมาใหม่ราวกับมีไฟลุกโพลงอยู่ภายใน  กลางกายปวดหนึบจนต้องงอตัวลง  เหงื่อออกพลั่กๆเหมือนไปวิ่งมาราธอนมา

            “คุณอัยย์ดูท่าจะไม่ไหวแล้วนะครับ”  เจนภพพูดขึ้น  เหลือบมองกระจกหลัง

            “หันกลับไปเจนภพ”

            “หมอใกล้ถึงหรือยัง”

            “ผมจะเช็คอีกที”  เจนภพโทรกลับไป  “คุณหมอมาถึงแล้วครับ”

            รถมาถึงบ้านหลังงามในที่สุด ท่ามกลางความตึงเครียดเหมือนด้ายที่ใกล้จะขาดออกจากกัน  พิชช์ฌานพาโอเมก้าเข้าไปในบ้านและห้ามไม่ให้ใครเข้ามายุ่มย่ามเด็ดขาด     

            คุณหมอฉัตรินรออยู่ก่อนแล้วข้างในพร้อมกับกระเป๋ายา  ฝ่ายนั้นพอเห็นหน้าเขากับอาคิราห์ก็อุทานออกมาอย่างตกใจ

            “ตายแล้ว นายฌาน ทำไมถึงได้สะบักสะบอมขนาดนั้น”  นายแพทย์ที่เป็นเพื่อนรุ่นพี่ของเขาเดินรี่เข้ามาดูจนใกล้  พิชช์ฌานวางร่างของโอเมก้าลงกับเตียง

            “โอเมก้าฮีท  ...รุนแรงด้วย  ทำไมถึงปล่อยให้เป็นนานขนาดนี้  ได้ปลดปล่อยบ้างไหม”  คุณหมอถาม  หยิบสเต็ทโตสโคปขึ้นมาวางที่อก   “หัวใจเต้นเร็วมาก  คงยังไม่สงบง่ายๆแน่”

            “ฉัน...ช่วยเขาไปครั้งหนึ่ง”  อัลฟ่าตอบอ้ำอึ้ง  “แต่ว่าไม่ได้..ยังไม่เมท”

            “ทำไมไม่จับคู่ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดฮึฌาน  รู้หรือเปล่าว่าถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้มันจะยิ่งอันตรายนะ  ยาระงับก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่าเพราะเคยฉีดไปแล้วคราวก่อนเอง  ทำไมถึงปล่อยให้เป็นมากขนาดนี้”  หมอบ่นออกมาไม่ขาดปาก  มือก็หยิบหลอดยาออกมาผสมดูดใส่ไซริงค์

          “ถ้ายาไม่ได้ผลแล้วจะต้องทำยังไง”  พิชช์ฌานถาม   “ให้ซ้ำอีกได้มั้ย ฉีดซ้ำเข้าไป”

            “ได้น่ะมันได้หรอก  แต่ว่ามันมีผลข้างเคียงนะ  ยิ่งปล่อยฮีทเอาไว้นานแบบนี้น่าจะต้องใช้โดสสูง  แต่รอบหน้าก็จะยิ่งดื้อยาเข้าไปอีก  แถมยังมีผลทำให้มดลูกกับรังไข่ฝ่อไปด้วยเพราะถูกยากดอย่างแรง  ไม่คุ้มหรอก”

            “ไม่เป็นไร  ฉันไม่ได้อยากจะมีลูกกับเขาอยู่แล้ว”

            “เห้ย”  คนฟังฉีดยาเสร็จก็ยกมือขึ้นตบที่ศีรษะของรุ่นน้องไปทีหนึ่ง  “พูดอย่างนี้ได้ยังไง  ถึงนายไม่รับเขาแต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไปตั้งท้องกับอัลฟ่าคนอื่นที่ไม่ใช่นายไม่ใช่หรือ  คนที่เป็นคู่จริงๆของเขาน่ะ”

            คนฟังเงียบกริบ  ถอยไปนั่งบีบมือตัวเอง  จับตามองร่างโปร่งบางบนเตียงตาไม่กระพริบ

            “รีบไปเถอะ  นายยังมีงานรออยู่ไม่ใช่หรือไง”  คนเป็นแพทย์ถามขึ้น

            “แล้วถ้าเขาไม่ดีขึ้นล่ะ”

            “ฉันจะจัดการเอง” คุณหมอหนุ่มพูดเนิบๆ

            “หมายความว่ายังไง  จัดการยังไง”  คนฟังหันขวับมาถามเสียงแข็งโดยไม่รู้ตัว  อีกฝ่ายซ่อนยิ้ม  พูดต่อเนิบๆ

            “ก็แบบที่ต้องทำ  ความจริงแล้วมันมีวิธีที่จัดการฮีทของโอเมก้าได้ชะงัดนัก ดียิ่งกว่าใช้ยาระงับพวกนี้เสียอีก”  ฉัตรินเกือบหัวเราะออกมาเมื่อเห็นใบหน้าคมเข้มเปลี่ยนสีทันตาเห็น  นัยน์ตาคมกริบเป็นประกายวาบ

            “พี่จะทำอะไร  เขาเป็นภรรยาของผมตามกฎหมายนะ”

            “ก็ใช่  แต่คนอย่างนายไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับโอเมก้าไม่ใช่หรือไง”

            สีหน้าเจ้าของบ้านทำให้คุณหมอไม่กล้าแหย่เล่นอีก  เขาหันไปสนใจคนไข้ที่นอนหายใจหอบลึกอยู่บนเตียง  เหงื่อยังผุดออกมาตามเนื้อตัว  ใบหน้าเรียวเหยเกปากเบะออกเหมือนคนร้องไห้  น้ำตาไหลออกมาจากหางตาทั้งสองข้าง

            “ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเลย”  ฉัตรินว่า “คงต้องฉีดเข็มที่สอง”

            พิชช์ฌานยืนเงียบกริบ  มองนายแพทย์หยิบหลอดยาหลอดที่สองขึ้นมาผสม

            “เข็มนี้ฉีดที่สะโพกนะ  ดึงกางเกงลงให้ฉันด้วย”  คุณหมอพูด  พิชช์ฌานก้าวเข้าไปจับร่างโปร่งบางเอาไว้ดึงให้พลิกตะแคงตัว  ผิวเนื้อเนียนร้อนผ่าวเหมือนแตะเปลวไฟ  หน้าตาที่เคยเห็นว่าบู้บี้น่าเกลียดในยามปกตินั้นกลับยิ่งดูยู่ยี่กว่าเดิมในความคิดของคนมอง  ชายหนุ่มเอื้อมมือไปปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้านั้นออกแล้วเลื่อนไปจับที่ขอบกางเกง   

            “ไม่เอา...ปล่อยอัยย์”  โอเมก้าร้องออกมาแล้วดิ้นหนี  ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง  “ฮือ ใจร้าย  พ่อใจร้าย  ปล่อยอัยย์นะ  บอกให้ปล่อยไง”

            “เกิดอะไรขึ้นอัยย์  พ่อที่ไหน  นี่ฉันเอง พิชช์ฌาน”

            “ไม่ ปล่อยอัยย์นะ  พ่อเกลียดอัยย์  อัยย์รู้”  อาคิราห์ดิ้นพรวดพราดเต็มแรง  พูดแกมสะอึกสะอื้น  “อัยย์ไม่อยู่  อัยย์จะหนี”

            “อัยย์  เดี๋ยวสิ ไม่เอาน่ะ  อัยย์ครับ”  พิชช์ฌานโอบร่างนั้นเข้ามาแนบอก  “อัยย์..”

            อาคิราห์พยายามดันตัวออกด้วยท่าทางตื่นกลัว  น้ำมูกน้ำตาไหลเลอะเต็มใบหน้าไปหมด  ท่าทางดิ้นรนหนีอย่างรุนแรงทำให้ชายหนุ่มตกใจ

            “อัยย์เป็นอะไรหมอ  ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

            “อาจจะเกิดผลข้างเคียงของยา”  ฉัตรินพูดอย่างตึงเครียด  “เคยมีรายงานเหมือนกันว่าทำให้โอเมก้ามีอาการประสาทหลอนได้ในบางราย”

            “แล้วจะทำยังไงล่ะครับ”  พิชช์ฌานแทบจะตะโกนอย่างร้อนใจ  รัดรอบเอวบางเอาไว้แน่นไม่ให้ดิ้นจนตกเตียงลงไป   มือไม้ทุบฟาดลงบนตัวเขาแบบไม่ยั้งมือ  “ทำอะไรสักอย่างสิครับ”

            “ต้องถอนยาระงับออก  มียาแก้ฤทธิ์ของยาระงับ  แต่ว่ามันจะทำให้อาการฮีทกลับรุนแรงขึ้นอีก”

            น้ำตาของอาคิราห์ทำให้สมองของพิชช์ฌานหมุนติ้ว  อีกฝ่ายดูทรมานราวกับกำลังตกอยู่ในฝันร้ายน่ากลัวจนเขาทนมองไม่ไหว  ชายหนุ่มแทบไม่ได้คิดซ้ำตอนที่บอกกับหมอไปด้วยเสียงเฉียบขาด

            “ไม่เป็นไร  ฉีดยาแก้เถอะครับ”  พิชช์ฌานล็อคตัวของโอเมก้าเอาไว้แน่น  “ผมจะจัดการฮีทของเขาเอง”

            ..................................................................

            กลิ่นโอเมก้ารุนแรงนั้นจางหายไปแล้วอย่างน่าประหลาด  เจนภพที่เดินกลับไปกลับมาอยู่ที่สวนหน้าบ้านหันกลับไปมองในบ้านด้วยความกังวล  คุณหมอกลับไปแล้วเมื่อสองชั่วโมงก่อนทว่าเจ้านายของเขายังไม่กลับออกมาเลย

            ข่าวจากสายของเขาบอกว่าพวกนายจักรกฤตพยายามจะวิ่งลอบบี้คนอื่นๆในพรรคเพื่อล้มพิชช์ฌานลงจากตำแหน่งในคราวนี้ให้ได้  และดูท่าว่าจะสำเร็จเสียด้วยในเมื่อเจ้านายของเขายังไม่ลงมือตัดสินใจอะไรไปสักที  จะว่าไปการที่พิชช์ฌานตรงกลับมาที่บ้านก่อนก็เรียกว่าทำให้เขาประหลาดใจมากแล้ว

            คนอย่างผู้ชายคนนั้นไม่เคยเห็นอะไรสำคัญมากไปกว่าอนาคตทางการเมืองของตัวเองเลยสักครั้ง  แต่กลับยอมเสียเวลาพาโอเมก้ากลับมาที่บ้านเนี่ยนะ

            ร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านปรากฏตัวขึ้น  เจ้าตัวอยู่ในชุดสูทเรียบร้อยพร้อมไปสัมภาษณ์  ใบหน้าคมเข้มมีเค้าเหนื่อยอ่อนให้เห็นอยู่บ้าง  แต่ก็ดูสดชื่นแจ่มใสกว่าเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

            “คุณพิชช์ฌานจะตัดสินใจแบบนี้จริงๆหรือครับ”  เจนภพก้าวเข้ามาหาเจ้านาย

            “ฉันตัดสินใจไปแล้ว”

            “แต่ว่าคุณนายกับคุณท่านจะ..”

            “ฉันมีแผนของฉัน”  คนพูดเหลียวกลับไปมองบนบ้าน   แสงไฟสลัวลอดออกมาจากผ้าม่านหนาทึบบดบังร่างของใครคนหนึ่งที่คงกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง

            มือขวาคนสนิทหันไปมองตาม

            “อย่าให้ใครขึ้นไปรบกวนเค้า”

            พิชช์ฌานพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะกลับออกมาจากบ้าน มุ่งตรงไปจัดการปัญหายุ่งเหยิงที่รอคอยเขาอยู่

            .....................................................................................

มาอัพแล้วจร้าาา ใครรอเรื่องนี้อยู่บ้างคะ

#ขอรักแค่คุณ

เจอกันตอนหน้านะคะ

 

 

 

 

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
พิชช์ฌานเท่มาก พระเอกสุดๆ
ว่าแต่ทำยังไงให้น้องสงบลงคะ?
น้องอัยย์ตื่นขึ้นมา จะว่ายังไงบ้างนะ

 :pig4:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3326
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
นายพิษแกทนไหวจริงเหรอ แล้วแกใช้วิธีไหนจัดการฮีทของน้องว่ะ ข้าคิดได้อย่างเดียวคือแกจับเขาทำเมียแล้ว

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 485
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
พิษฌานนนนนนนนนนนนนน  ฉันว่าฉันรูนะว่าหล่อนทำอะไรน่ะพิษฌานนนนนนนนนนนนนนนน   รีบมาต่อนะคะะะ ค้างมากมายยยย :katai4: :katai4:

ออฟไลน์ เจ้าหญิงขี้ลืม

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
นายพิษ แกทำอะไรน้องเนี่ย :katai4:

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1673
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
เดี๋ยว!!! คุณพิษษษษ คุณจัดการโอเมก้าฮีทแบบน้องอัยย์ยังไงให้นอนหลับปุ๋ย กลับมาเล่าให้ฟังก๊อนนน กลับมาาา อย่าทิ้งฉันให้ค้างแบบนี้~~  :z3:

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3053
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-3
ดีนะที่ไม่ทิ้งอัยย์ไว้กับแม่ ไม่งั้นฮีทแบบนี้อาจจะให้ไปจับคู่กับคนอื่นแน่เลย

ออฟไลน์ Rumraisin

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 685
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
จัดการน้องยังไงล่ะเนี่ย ค้างเลยค่ะ  :ling1:
รอตอนหน้าอย่างใจจดจ่อ ขอบคุณมากนะคะ  :pig4:

ออฟไลน์ ciaiw

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 57
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
จัดการไปแล้วหรอ
จะเป็นยังไงต่อไปนะ
สู้ๆนะ
ลุ้นๆ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด