[Omegaverse] ++Ai Adore You. #ขอรักแค่คุณ ++อัพบทที่31 20/5/62 p26
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: [Omegaverse] ++Ai Adore You. #ขอรักแค่คุณ ++อัพบทที่31 20/5/62 p26  (อ่าน 74405 ครั้ง)

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ

สรุปข้อสำคัญดังนี้



1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรุปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ, หมิ่นประมาท, หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย, ห้ามโพสกระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้งสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกเล้าฯ ในเรื่องการเมือง เชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์  ศาสนา และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงการตั้งชื่อเรื่องด้วยคำหยาบ คำไม่สุภาพ  ล่อแหลม และชี้เป้าให้เล้าฯ ถูกเพ่งเล็ง จากทางราชการ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพส หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่นี่หรือที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อขออนุญาตเจ้าของเรื่องก่อนนะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล บอกเมล แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม

5.ขอให้นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ให้บอกว่าเรื่องจริง ถ้าเป็นเรื่องแต่งให้บอกว่าเรื่องแต่ง  ให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตามเพราะมีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6. การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสนิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insearch qoute  ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมฯทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.เมื่อนิยายจบแล้วให้แก้ไขหัวกระทู้ต่อท้ายว่าจบแล้ว


เวปไซต์แห่งนี้เป็นเวปไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฏหมายภายในและระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเวปไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเวปไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวปไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม


กรุณาอ่านเพิ่มเติมที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0
 


ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิยายเรื่องใหม่

เป็นโลกของโอเมก้าเวิร์สนะคะ

ในประเทศสมมตที่มีนายกฯมาจากการเลื้องตั้ง555555

ใครเคยอ่านแฟนหมอแมนมาแล้ว  บอกเลยว่ามันแตกต่าง!!

ส่วนจากแตกต่างอย่างไร้สติหรือมีสไตล์นั้นก็ต้องลองกดอ่านดูนะคะ

ขอบพระคุณที่ติดตาม

Melenalike

#ขอรักแค่คุณ
[/size][/size]

สารบัญ

บทนำ
ตอนที่1
ตอนที่2
ตอนที่3
ตอนที่4
ตอนที่5
ตอนที่6
ตอนที่7
ตอนที่8
ตอนที่9
ตอนที่10
ตอนที่11
ตอนที่12
ตอนที่13
ตอนที่14
ตอนที่15
ตอนที่16
ตอนที่17
ตอนที่18
ตอนที่19
ตอนที่20
ตอนที่21
ตอนที่22
ตอนที่23
ตอนที่24
ตอนที่25
ตอนที่26
ตอนที่27
ตอนที่28
ตอนที่29
ตอนที่30
ตอนที่31
 :katai2-1: :katai2-1:

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-05-2019 02:33:50 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore you.

#ขอรักแค่คุณ

บทนำ



 

 

 

 

 

ในประเทศนี้นายกรัฐมนตรีไตรคุณ  อลันไตร  คิดว่าครอบครัวของตัวเองเพอร์เฟคทีเดียว เขามีภรรยาแสนสวยสมตำแหน่งคุณหญิง และลูกๆชายหญิงที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่มีใครทำให้พ่ออย่างเขาเสียหน้า ตั้งแต่ไตรภพลูกชายคนโตที่เดินตามรอยเท้าพ่อสู่เส้นทางการเมือง

อริศราลูกสาวคนกลางก็เพิ่งแต่งงานไปกับนักธุรกิจแสนล้านเมื่อปลายปีก่อนและเป็นเหมือนกระเป๋าเงินให้พรรคของเขาอย่างดี ส่วนลูกชายคนเล็ก อคินทร์ เลือกทำงานในสายบันเทิง เขาไปได้ดีเพราะรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง  สมกับสายเลือดแอลฟ่าชั้นสูง อคินทร์มีแฟนคลับมากมายและช่วยเพิ่มความนิยมในคนเป็นพ่ออย่างเขาได้อีกทาง

แต่ในความเพอร์เฟคนั้นก็มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง สิ่งที่เขาเพียรเฝ้าเก็บเป็นความลับไม่ให้ใครรู้โดยเฉพาะคู่แข่งทางการเมืองฝั่งตรงข้าม

ความน่าอับอายในครอบครัวแอลฟ่าที่สูงส่งของเขาก็คือ อคินทร์ไม่ใช่ลูกชายคนเล็กของครอบครัวอย่างที่เขาแสร้งทำมาตลอด

อคินทร์มีฝาแฝด

และให้ตายเหอะ เขาควรจะภูมิใจในตัวลูกชายอีกคนถ้า อคิราห์ ไม่ได้เกิดมาเป็นโอเมก้า

มันเกิดวิบัติอาเพศอะไรขึ้นในครอบครัวสายเลือดแอลฟ่าบริสุทธิ์ของเขากัน ไตรคุณคงคิดว่าอคิราห์ไม่ใช่ลูกชายของเขาไปแล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้หน้าตาเหมือนอคินทร์ราวกับแกะ

ก็แค่หน้าตาเท่านั้น...

ทั้งที่หน้าตาเหมือนกัน ทว่ากลับมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ขณะที่อคินทร์ร้อนแรงดั่งเปลวไฟ อคิราห์กลับเหมือนลมเย็นๆในต้นฤดูหนาว  คนเป็นพ่อคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความเป็นโอเมก้าที่มิวเตด(mutation)มาได้ยังไงก็ไม่รู้

แน่นอนว่าเขาเก็บเรื่องลูกชายคนเล็กเป็นความลับเท่าชีวิต

กลับมาที่อีกฝั่งหนึ่ง ขั้วตรงข้ามของพรรครัฐบาลก็คือพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพิชช์ฌาน  อัศวลักษณ์  มีคนบอกว่าเขาเพิ่งอายุไม่เท่าไหร่เลยตอนที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคแทนบิดา  แต่เพราะความสามารถของเขา ก็ทำให้ชายหนุ่มได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีความหวังว่าจะได้เป็นพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งสมัยหน้า

การจะขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ พิชช์ฌานยอมรับว่าเส้นทางการเมืองของตัวเองไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่บอกประชาชนเท่าไหร่ ก็คงพอๆกับพรรครัฐบาลที่นำโดยงูเห่าสารพิษอย่างนายไตรคุณนั่นแหละ

ดังนั้นการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่ช้านี้ เขาคิดว่าตัวเองจะต้องหาทางต่อรองเพื่อเพิ่มแต้มต่อ

เมื่อหลายวันที่ผ่านมาพรรครัฐบาลเพิ่งจะสนับสนุนนโยบายเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้าบางประเภทอย่างเช่น  รถยนต์และเครื่องจักรบางชนิด  มันจะไม่เป็นปัญหากับเขาเลยถ้าหากว่ากระเป๋าเงินของพรรคเขาจะไม่ได้ทำธุรกิจด้านนี้ ‘โดยตรง’  นโยบายของไตรคุณเท่ากับจงใจตัดท่อน้ำเลี้ยงของพรรคฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้งชัดๆ

เขาพยายามหาทางเจรจาเพื่อประนีประนอมอยู่หลายครั้ง  ทั้งนัดคุยนอกรอบก็แล้ว  แอบส่งของไปกำนัลทั้งทางตรงทางอ้อม  ไตรคุณก็ยังไม่มีท่าทางจะโอนอ่อน

คนในพรรคก็เร่งเร้าให้เขาหาทางจัดการก่อนจะถึงเวลารับสมัครเลือกตั้ง

....................................................................

"แผนของคุณคืออะไรกันแน่ครับคุณณาน อย่างน้อยก็น่าจะบอกกันบ้าง  ผมจะได้เตรียมตัวถูก"  เจนภพมือขวาของเขาที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มแรกถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อยแข่งกับเสียงตะโกนกรี้ดรอบตัว  เขาไม่เข้าใจตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้านายมาที่ ‘คอนเสิร์ต’ แห่งนี้ทำไม  คนอย่างพิชช์ฌานไม่ใช่คนที่จะมีเวลาว่างขนาดนั้น

“ชู่ว”  พิชช์ฌานแตะนิ้วที่ริมฝีปาก  ทอดสายตามองไปบนเวทีตาไม่กระพริบ

ใครคนหนึ่งกำลังเต้นอยู่บนเวทีอย่างร้อนแรงจนเสตจแทบลุกเป็นไฟ เสียงกรี้ดของบรรดาแฟนคลับดังกระหึ่มไปทั้งฮอลล์ราวกับคนๆนั้นเป็นเทพเจ้าที่มีเหล่าสาวกร้องบูชา

ชายหนุ่มพิศดูรูปร่างของอคินทร์อย่างพอใจ  กล้ามเนื้อสวยได้สัดส่วนราวกับหุ่นปั้นนั้นดึงดูดสายตาของเขาได้ดี  แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับดวงตาคมกริบมีเสน่ห์คู่นั้นที่ทำให้พิชช์ฌานแทบไม่กระพริบตา

เขายิ้มมุมปาก...ได้ข่าวว่าผู้ชายคนนี้คือลูกชายสุดรักสุดหวงของท่านนายกรัฐมนตรีสินะ     

"พาอคินทร์มาให้ฉัน" เขาพูดเรียบๆ

ในเมื่อคุยกันดีๆไม่ได้  เขาก็จำเป็นจะต้องใช้ไม้แข็งขึ้นในการต่อรองกับไตรคุณ  แผนการของเขาช่างเรียบง่าย และถ้าคาดการณ์ไม่ผิด  ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของไตรคุณก็จะเป็นแต้มต่อของเขาในการต่อรองกับคนเจ้าเล่ห์อย่างมัน  ที่การเลือกตั้งคราวที่แล้วใช้พี่สาวของเขาเป็นเหยื่อล่อ

เจนภพรับคำ ตามแผนการของคนที่เป็นเจ้านายได้ทัน เหลือบมองศิลปินเจ้าเสน่ห์บนเวทีอีกครั้ง ช่วยไม่ได้เลยที่เขาไม่อาจละสายตาจากผู้ชายคนนั้นได้สักวินาทีเดียว

การแสดงจบลงแล้ว อคินทร์กลับไปที่ห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ทว่าคนที่อยู่ในนั้นกลับทำให้เขาประหลาดใจ

"อัยย์ นายมาได้ยังไง"

อคินทร์รีบปิดประตูห้องแล้วหันมามองน้องชายฝาแฝดที่ไม่มีอะไรเหมือนเขาเลยนอกจากหน้าตา  อีกฝ่ายส่งยิ้มให้เขาเหมือนจะขอโทษ

"ฉันแค่อยากมาดูนายแสดงสดบ้าง มันเยี่ยมมากเลยนะ  คิน  ฉันอยากเต้นบนเวทีอย่างนายบ้างจัง" อคิราห์พูดหงอยๆ คนฟังดีใจที่ถูกอีกฝ่ายชม  ปกติน้องชายไม่ค่อยจะชมเขาเท่าไหร่นักหรอก  เขาเอื้อมมือไปตบที่ไหล่ของน้องเบาๆปลอบใจ

            "เอาน่า สักวันจะมีวันของนาย...อัยย์"

            เห็นน้องชายยังจ๋อยไม่เลิก อคินทร์เลยเสนอไอเดียที่คิดว่าจะช่วยให้อีกฝ่ายมีความสุขขึ้น และตัวเขาเองก็สนุกด้วย

"มาสลับตัวกันสักวันไหมล่ะ วันนี้นายเป็นอคินทร์  ส่วนฉันจะเป็นอคิราห์เอง"

คนฟังเงียบไปครู่หนึ่ง  มองหน้าคนเป็นพี่นิ่งๆ

"ไม่เอาล่ะ ฉันเป็นฉันก็ดีอยู่แล้ว" อคิราห์ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วลุกขึ้นยืน  "กลับก่อนนะ เดี๋ยวพ่อรู้ว่าฉันแอบมาดู"

อคินทร์มองตามหลังร่างโปร่งได้ส่วนสัดที่บางกว่าเขาเล็กน้อยนั้นไป ไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่แสนเรียบง่ายของน้องชายเขา

เจนภพแอบซุ่มอยู่แล้วที่มุมหนึ่ง ออกจะแปลกใจไม่น้อยที่อคินทร์ที่เห็นในตอนนี้ช่างแตกต่างกับอคินทร์บนเวทีราวกับเป็นคนละคน  คนๆนั้นอยู่ในชุดลำลองแต่ก็ดูออกว่าล้วนเป็นของดีราคาแพง  ใบหน้าเรียวหวานสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้เหลือแต่ตากลมโตที่มีแว่นกลมๆบดบังเอาไว้อีกที  เจ้าตัวดูคล้ายเฟรชชี่มหาลัยมากกว่าจะเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบสามปี  ท่าเดินสบายๆก้มหน้าลงพลางโยกศีรษะไปมา  เดาว่าคงโยกตามจังหวะเพลงที่กำลังฟังอยู่

แต่ที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือ  อคินทร์เดินออกมาคนเดียว  ไม่มีผู้คุ้มกันสักคน  ไม่มีแม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวหรือทีมงานที่มักจะตามกันมาขึ้นรถตู้

จะประมาทกันเกินไปแล้ว...

ชายหนุ่มขับรถตามรถตู้คันนั้นไป ส่งสัญญาณให้ลูกน้องรู้เมื่อใกล้จะถึงจุดที่ลงมือ

นับถอยหลังในใจจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทางเปลี่ยว  ตอนนั้นเองที่รถตู้คันหน้าจู่ๆก็ยางระเบิดพร้อมกันสองข้างจนรถหมุนติ้ว

 

อคิราห์สะดุ้งตื่น กลิ้งตกลงมาจากที่นั่งเพราะแรงเหวี่ยงและเสียงดังปัง  ศีรษะกระแทกเข้ากับตัวถังของรถจนมึนไปหมด เขาตกใจมาก

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ" ชายหนุ่มตะเกียกตะกายลุกขึ้น ประตูรถตู้ถูกกระชากเปิดออกพร้อมกับชายแปลกหน้าหลายคนที่เอื้อมมือมาดึงตัวเขาลงจากรถ

"ปล่อยนะ จะทำอะไร" ถึงอคิราห์จะถูกเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน ทว่าเขาก็เรียนศิลปะการป้องกันตัวมาเหมือนกันเพราะพ่อกลัวว่าเขาจะโดนรังแกในฐานะโอเมก้า  ชายหนุ่มเลยสู้สุดใจไม่ยอมให้คนพวกนั้นลากเขาออกไปโดยง่าย  แต่จำนวนคนที่รุมเยอะกว่าทำให้เสียเปรียบ ไม่นานอคิราห์ก็ถูกล็อคแขนพาไปขึ้นรถตู้อีกคันที่จอดรออยู่

เจนภพยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดมุมปาก อคินทร์มีพิษสงมากกว่าที่คิดเอาไว้  เห็นตัวนิดเดียวไม่คิดว่าจะมีแรงเตะต่อยพอตัว  ทำให้เขาและลูกน้องเลือดตกยางออกได้  แถมเจ้าตัวก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์  พยายามดิ้นจนสุดแรงจนเขาต้องใช้ไม้แข็ง  โปะยาสลบใส่ที่ใบหน้าทำให้อีกฝ่ายตัวอ่อนปวกเปียก  พอได้โอกาสก็รีบมัดมือและข้อเท้าที่บอบบางกว่าที่คิดเอาไว้แน่นหนา  แล้วก็โทรหาเจ้านายที่รอฟังข่าวดีอยู่

"ได้ตัวแล้วครับ"

"พามาที่เซฟเฮ้าส์"

            .......................................................

อคิราห์ลืมตาขึ้น แสงแดดลอดผ้าม่านส่องเข้ามาแยงตาเขาจนต้องหรี่ตาลงอีกครั้ง ที่นอนนุ่มๆที่รองรับตัวเขาอยู่และบรรยากาศรอบตัวดูไม่เหมือนห้องนอนที่บ้านเอาเสียเลย ชายหนุ่มรีบยันตัวลุกขึ้นนั่ง รอยแดงที่ข้อมือและข้อเท้าบอกชัดว่าเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำไม่ใช่ความฝัน

เขาโดนลักพาตัว แต่จะจากใครและเพื่ออะไรนั้น ชายหนุ่มไม่รู้เลย

อคิราห์ยังอยู่ในชุดเดิมเมื่อวาน เขาลุกขึ้นเดินสำรวจรอบห้องสี่เหลี่ยมที่เหมือนห้องนอนของใครสักคน  เครื่องเรือนสีเข้มดูน่าเกรงขาม  แหวกผ้าม่านดูข้างนอกก็เห็นแต่ทุ่งนาโล่งๆราวกับนี่เป็นบ้านหลังเดียวในระยะสิบกิโลเมตรงั้นแหละ  แสงแดดแรงกล้าทำให้เขาเดาเอาว่าคงจะใกล้เที่ยงเต็มที ภายในห้องนี้ไม่มีนาฬิกาบอกเวลาสักเรือน

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

ผู้ชายคนหนึ่งที่เขาเคยเห็นในโทรทัศน์บ่อยโดยเฉพาะช่วงหาเสียงปรากฏตัวขึ้น ท่าทางนิ่งขรึมทว่าคุกคามกันอยู่ในทีนั้นทำให้อคิราห์ถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ

"คุณ.." ฌานหรือเปล่า ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด

"คุณอคินทร์" เสียงห้าวแปลกหูเรียกชื่อเขา

 

 

อคิราห์ขมวดคิ้ว ขยับจะท้วงว่าเขาไม่ใช่อคินทร์  แต่ว่าก็เปลี่ยนใจไม่เคยมีใครรู้จักชื่ออคิราห์มาก่อน พ่อเก็บเรื่องของเขาเป็นความลับยิ่งกว่าชีวิตเสียอีก

ชายหนุ่มพยายามรักษาอาการเอาไว้ ไม่ให้ปล่อยความกลัวออกมาจนอีกฝ่ายจับได้

ทว่าพิชช์ฌานก็จับได้อยู่ดี ผู้ชายตรงหน้าเขาดูราวกับคนละคนบนเวที

แววตาตื่นตระหนกในดวงตาที่ทั้งคมทั้งหวานคู่นั้นเกือบทำให้คนมองหัวเราะออกมา เขาดูเหมือนเสือกำลังจะขย้ำเหยื่อหรืออย่างไร

คนอย่างเขาไม่เคยคิดจะใช้ความรุนแรงหรอก

            ...ถ้าไม่จำเป็น..

ฌานหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชูให้ดู

"คิดถึงพ่อของคุณไหม ลองคุยกับท่านสักนิดดีไหม"

อคิราห์เม้มปากแน่น

พ่อคงโกรธมากที่เขาไม่ระวังจนโดนลักพามา เกิดมาเป็นโอเมก้าที่ไม่ได้เรื่องแล้วยังจะสร้างปัญหาให้กับพ่ออีก  ดูก็รู้ว่าคนตรงหน้าคงคิดจะใช้เขาเพื่อต่อรองอะไรบางอย่างกับพ่อ

ไม่มีทาง เขายอมตายก่อนดีกว่าเป็นตัวถ่วงให้ครอบครัวแบบนี้

คิดได้อย่างนั้น ชายหนุ่มก็เชิดหน้าขึ้น

"นี่บ้านของคุณหรอครับ"

คนฟังงงไปเล็กน้อยแต่ก็พยักหน้าตอบรับ

"ใช่ ทำไมหรือ"

"คุณเป็นเจ้าบ้านที่ไม่มีมารยาทเลย ผมอยู่ที่นี่ก็เท่ากับเป็นแขกของคุณ แต่คุณกลับปล่อยให้ผมหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้ว" อคิราห์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง  "ผมจะไม่ทำอะไรทั้งนั้นถ้าผมยังไม่อิ่ม ไม่งั้นก็ปล่อยให้ผมอดตายไปก่อนเลย รู้ไว้ด้วย"

"ว่าไงนะ" นักการเมืองหนุ่มอุทาน มองหน้าเรียวอย่างงุนงง "เธอหิวงั้นเหรอ กล้ามาก ไม่กลัวฉันจะทำอะไรเธอหรือไง"

อีกคนยักไหล่ทั้งที่มือเย็นเฉียบ

 

"คุณไม่กล้าทำร้ายผมหรอก เพราะผมคือตัวประกันอนาคตของคุณ ถ้าผมเป็นอะไรไป ศพผมจะมีประโยชน์อะไรในการต่อรองกับพ่อ"

พิชช์ฌานหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด

"พูดได้ดี ก็ได้ ...ฉันจะให้เธอได้กินจนอิ่มแทบอ้วกไปเลยดีไหม" เขาพูดเสียงเข้ม

ฝ่ายนั้นเลิกคิ้ว

"ดีเลยครับ ถ้างั้น..ไหนล่ะ อาหารเช้าของผม" ชายหนุ่มทำท่าจะอาศัยทีเผลอผลุบออกจากห้อง แต่อีกคนรู้ทัน ขยับเข้ามาบังประตูจนมิด

"ฉันคงไม่ปล่อยให้แขกผู้มีเกียรติอย่างเธอต้องเดินลงไปเองหรอก" เจ้าของบ้านประชด ยกมือขึ้นชี้นิ้วสั่งให้อีกฝ่ายถอยกลับไปนั่งที่เตียง

"รออยู่ในนี้ ฉันจะให้คนยกขึ้นมาให้"

พิชช์ฌานปิดประตูห้องดังปัง รู้สึกหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม อคินทร์คนนี้ดูแปลกประหลาดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้เลยสักนิด  เห็นท่าทางนึกว่าจะเป็นคนนิ่งๆหยิ่งๆเสียอีก  ที่ไหนได้...



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk





       "เป็นไงบ้าง เรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ"  เจนภพที่ยืนรออยู่ข้างนอกก้าวเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางสนใจ มองหน้าคมเข้มของเจ้านายที่เคร่งเครียดกว่าปกติก็พอจะเดาคำตอบออก

"เขาไม่ยอมหรอครับ ผมก็คิดว่าเขาคงไม่ยอมง่ายๆ ขนาดตอนจับยังซัดผมกับลูกน้องหน้าหงาย"

"ไปหาข้าวมา หรืออะไรก็ได้ที่กินได้"  พิชช์ฌานพูดเสียงห้วน

"เจ้านายหิวหรอครับ" คนฟังงง "เดี๋ยวผมจะให้แม่บ้านเตรียมให้..”

"ฉันไม่ได้หิว แต่นายอคินทร์ของนายน่ะ บอกว่าหิวจะเป็นลมแล้วก็จะไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น มันบ้าหรือเปล่า" เจ้านายคำรามอย่างหัวเสีย "ไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร  ไม่กลัวตายบ้างเลย"

เจนภพมองหน้าเจ้านายแล้วหลุดขำออกมา

"ผมว่าคนที่บ้ากว่าคือคนที่ออกมาสั่งให้ผมไปหาข้าวนะครับ"

            "........." เจ้านายหมดคำพูด โบกมือไล่ให้มือขวาไปรีบๆไปจัดการตามคำขอของคนที่ถูกลักพาตัวเร็วๆ

ไม่ถึงสิบนาทีชายหนุ่มก็กลับมาพร้อมกับแม่บ้านที่ประคองถาดอาหารมาเต็มเพียบ

"เอาเข้าไปเร็วๆ" ชายหนุ่มเริ่มเครียดขึ้นมาจริงๆแล้ว  เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ  นี่มันเลยเวลานัดที่จะส่งข้อความไปถึงพ่อของเด็กนั่นนานแล้ว

ทว่าพอไขกุญแจห้องเปิดออก  ภายในห้องกลับว่างเปล่า เห็นเพียงหน้าต่างที่เปิดอ้าทิ้งไว้ เจนภพอ้าปากค้าง ขณะที่เจ้านายถลาพรวดเข้าไปเกาะขอบหน้าต่าง

"โธ่เว้ย หายไปแล้ว กระโดดจากชั้นสองได้ไง ทำไมแกไม่ล็อคหน้าต้างไว้ฮึ  เจนภพ"  นักการเมืองหนุ่มตวาด

"ผมล็อคแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะรีบลงไปตามเดี๋ยวนี้"  มือขวาพูดปากคอสั่น รีบเดินแกมวิ่งออกไปจากห้อง

พิชช์ฌานทุบขอบหน้าต่างด้วยท่าทางหัวเสีย หันไปไล่แม่บ้านออกจากห้องอีกคน  จากนั้นก็ก้าวยาวๆตามหลังไป

อคิราห์อมยิ้มสมใจ แอบเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแล้วชะโงกออกมาดู

"ไม่เห็นฉลาดเท่าไหร่"  อัยย์ประทับใจกับแผนเด็กๆของตัวเอง

"นั่นสิ นึกว่าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก" เสียงห้าวๆดังขึ้นข้างหลัง

อคิราห์สะดุ้ง หันกลับไปมองก็เจอร่างสูงใหญ่ยืนเท้าเอวพิงประตูห้องน้ำอยู่ก่อนแล้ว

โอเมก้าหนุ่มยักไหล่ เก็บความรู้สึกจนตรอกเอาไว้ใต้ท่าทางสงบนิ่ง

"ผมก็กะอยู่แล้วว่าคุณไม่น่าจะหลงกลหลอกเด็ก"

พิชช์ฌานมองหน้าเขาแล้วหัวเราะออกมาเสียงดัง

"หึๆ แล้วจะทำยังไงต่อล่ะครับทีนี้ คุณอคินทร์"

            "เอาข้าวมาให้ผม เผื่อผมกินอิ่มแล้วอาจจะคิดออก" คนถูกลักพาตัวพูดหน้าตาย เดินไปนั่งบนเตียงแล้วดึงถาดข้าวเข้ามาหาตัว

เจ้าของบ้านกระพริบตา มองคนตรงหน้าตักข้าวเข้าปากเคี้ยวด้วยท่าทางจริงจังอย่างมึนงง

...ให้ตายเถอะ ตั้งแต่เจอกับเด็กนี่ เขารู้สึกเหมือนวิ่งชนกำแพงมากี่ครั้งแล้ว  เห็นเขาเป็นตัวอะไร

อคิราห์กินไปก็ครุ่นคิดไปว่าเขาจะหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้ยังไง เหลือบมองผู้ชายตัวใหญ่หน้าเข้มเหมือนยักษ์ที่นั่งจ้องเขาไม่คลาดสายตานั้นอย่างหนักใจ

นายฌานๆอะไรนี่น่ากลัวกว่าที่คิดแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ไต่เต้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งในพรรคได้รวดเร็วขนาดนี้  หรือว่าเขาควรจะเล่นตามน้ำไปก่อน  แล้วสบโอกาสเมื่อไหร่ก็ค่อยเผ่น

            "อิ่มหรือยัง" คนแก่กว่ารีบถามทันทีที่เห็นอีกฝ่ายรวบช้อน ถึงจะกำลังตึงเครียดอยู่ แต่ก็อดนึกชมมารยาทในการรับประทานอาหารของอีกคนขึ้นมาไม่ได้  อย่างว่า..ลูกท่านนายกฯก็ต้องถูกฝึกมาอย่างดีอยู่แล้ว

"ขอเข้าห้องน้ำก่อน"  อัยย์รีบพูด

           

 

"ในห้องน้ำไม่มีหน้าต่างหรอกนะ แล้วฉันก็มีกุญแจด้วย ไม่ต้องคิดล็อคประตู" เจ้าของบ้านพูดเนิบๆ รู้สึกชนะขึ้นมาเล็กน้อยที่เห็นอีกฝ่ายหน้าหงิก ตวัดสายตามองเขาเร็วๆราวกับจะค้อน

ร่างโปร่งบางหมุนตัวเข้าไปในห้องน้ำ ได้ยินเสียงหัวเราะหึๆตามหลังมาแว่วๆ ก็ยิ่งเซ็ง  เขาไม่น่าแอบออกมาดูอคินทร์แสดงเลย ไม่งั้นตอนนี้ก็คงได้นอนอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านแล้ว

คิดถึงเจ้าเมี่ยงที่บ้านด้วย

"เสร็จหรือยัง เข้าไปหลับหรือไงไม่ทราบ" เสียงเคาะประตูหนักๆดังขึ้นหน้าห้องน้ำ คนข้างในถอนหายใจเฮือก ผู้ชายคนนี้ช่างไร้มารยาทเสียจริงๆ

"ไม่มีใครเคยบอกหรอครับว่าไม่ควรเคาะเร่งคนในห้องน้ำน่ะ" ชายหนุ่มเปิดประตูออกมาประจันหน้ากับเจ้าของบ้าน  หยดน้ำยังค้างอยู่บนผิวแก้มเนียนใสสีน้ำผึ้งรับกับแพขนตายาวหนา พิชช์ฌานพิศดูเพียงชั่วครู่ก็มองไปทางอื่น

หน้าตาแบบนี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่...

"ขอโทษ แต่ฉันรีบ นี่ฉันก็ยอมให้เธอกินจนอิ่มแล้วไงล่ะ อย่าลีลา..มานั่งตรงนี้" มือใหญ่ลากข้อมือบางกว่ามานั่งบนเก้าอี้แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา คราวนี้อีกฝ่ายไม่ได้ต่อต้าน

"สวัสดีครับคุณไตรคุณและครอบครัว ดูสิว่าวันนี้ผมมีอะไรมาเซอร์ไพรส์คุณ ดูเหมือนหลังจากที่เราคุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อนคุณไม่ค่อยอ่อนโยนกับพรรคของผมเลยนะครับ ผมเลยมีคนพิเศษมาด้วย เผื่อจะทำให้คุณใจอ่อน เมตตาพวกผมบ้าง" ฌานพูดแบบไม่ให้เห็นหน้า จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าอคิราห์

"พูดอะไรหน่อยสิ"

"พ่อครับ ผมสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ที่นี่มีน้ำไฟพร้อม  อาหารก็อร่อย  ผมคงอยู่ได้สบายแน่ๆ เดี๋ยวเขา 'พิชช์ฌาน’  ก็พาผมกลับไปส่งที่บ้านเอง ผมรู้.."

คนชื่อพิชช์ฌานดึงโทรศัพท์กลับมาอย่างหัวเสีย

"ใครบอกให้พูดชื่อฉันชัดขนาดนั้นห้ะ" 

อัยย์กระพริบตา

"ทำไมล่ะ ก็ผมประทับใจบ้านของคุณนี่"         

"ห้ามพูดชื่อฉัน”  ฌานกระแทกเสียง  “บอกไปว่าเขาจะทำร้ายผม ไม่งั้นฉันจะลงมือกับเธอจริงๆนะ อย่าหาว่าไม่เตือน"

อีกฝ่ายหุบยิ้ม หน้าซีดลงเล็กน้อยจนคนขู่ชักรู้สึกผิด

 

"เอาเหอะ อยากพูดอะไรก็พูดเลย ให้อีกห้าสิบวิ" เขายื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าอคิราห์อีกครั้ง

คราวนี้ไม่รู้น้ำหูน้ำตามาจากไหน  อคิราห์ปล่อยโฮออกมา

            "พ่อครับ ฮึก ไม่ต้องสนใจเขานะ ไม่ต้องเป็นห่วงผมด้วย ผมไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว ฮึก พ่อไม่ต้องทำตามที่เขาบอกนะ ไม่ต้องทำตามเขา ..."

น้ำตาร้อนๆไหลลงอาบแก้ม  อคิราห์พูดแกมสะอื้นพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ ขณะที่นักการเมืองหนุ่มโกรธจัด กดหยุดอัดคลิปทันที

"เป็นบ้าอะไรของเธอ หยุดร้องเดี่ยวนี้เลยนะ ฉันบอกให้หยุดไง"

"ผมจะร้อง คุณจะทำไม จับผมมาผมยังไม่ว่าอะไรเลย  ฮึก  แค่ผมร้องไห้ทำไมต้องมาว่าผม บอกให้พูดผมก็พูดแล้วไง จะเอาอะไรอีก" อีกฝ่ายโวยวายออกมาทั้งน้ำตา

พิชช์ฌานชะงัก  นัยน์ตากลมสีน้ำตาใสคู่นั้นเป็นประกายวาววับด้วยหยาดน้ำตาที่คลออยู่ในตา  เขาเกือบจะเอื้อมมือไปแตะที่แก้มนวลเนียนนั้นแต่ก็ยั้งไว้ หมุนตัวเดินกลับออกมาจากห้องอย่างหงุดหงิดที่สุด

"เจนภพอยู่ที่ไหน"

"ครับผม" มือขวาคนสนิทก้าวออกมาจากมุมเสา พอเห็นหน้าเจ้านายก็ตกใจ "เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมเหงื่อแตกซกขนาดนั้น"  เขามองหน้าคมเข้มของเจ้านายที่มีเหงื่อเม็ดเป้งๆผุดขึ้นเต็มหน้าอย่างตกใจ

"เข้าไปจัดการข้างในที ฉันปวดหัว" พิชช์ฌานพูดเสียงห้วน "เป็นบ้าอะไรไปแล้วไม่รู้ จู่ๆก็ร้องไห้ใส่ฉัน"

"คุณคินน่าจะเครียดมากนะครับ"  ลูกน้องเข้าใจทันที 

คุณพิชช์ฌานเป็นโรคแพ้น้ำตา

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  แต่หลังๆเริ่มจะทนน้ำตาของใครต่อใครได้แล้วนี่นะ  เพราะพอก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนี้แล้วก็มีคนวิ่งมาบีบน้ำตาใส่มากมาย

ไม่นึกว่าโรคจะกำเริบขึ้นมาอีก

มาเข้าใจเหตุผลก็ตอนที่เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนแล้วเจอร่างโปร่งบางนั้นนั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่บนเตียง  เสียงร้องฮือๆ ดังออกมาจากข้างใต้เส้นผมสลวยนั้นเบาๆ

“คุณคินครับ...ผมขออนุญาตเรียกเป็นชื่อเล่นของคุณแล้วกันนะ ..”  เจนภพพูด  “มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”

            อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองเขา  หยดน้ำตายังค้างอยู่ที่ขอบตาและพวงแก้มที่เจนภพเผลอพิศดูโดยไม่รู้ตัว  ประกายตาใสบริสุทธิ์นั้นทำให้ชายหนุ่มใจอ่อนยวบ  ไม่แปลกใจที่คนเป็นนายจะเหงื่อแตกพลั่กขนาดนั้น

            “ผม..ไม่เป็นไร”  อาคิราห์พูด  ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าด้วยท่าทางง่ายๆเหมือนเด็กๆ  หากจับตาคนมองไม่น้อย  เจนภพรู้สึกว่าอคินทร์บนเวทีดูมีเสน่ห์มากก็จริงทว่าอคินทร์แบบธรรมดานั้นกลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าเสียอีก

            น่าฉงน...

            “คุณนอนพักดีไหมครับ  อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย”

            “เขา...อยากต่อรองอะไรกับพ่อของผม”  อคิราห์พยักพเยิดไปทางด้านนอกประตู  เจนภพยิ้มบางๆ

            “เอาไว้ให้คุณฌานบอกคุณเองดีกว่าครับ...ตอนนี้คุณควรจะนอนพักก่อน”

            “คุณชื่ออะไรหรือ”  อคิราห์ถามเรียบๆ

            “ผมชื่อเจนภพครับ  เรียกภพเฉยๆก็ได้”  คนฟังพยักหน้ารับแล้วเอนตัวลงนอน  เจนภพถอนหายใจยาว  นับหนึ่งยังไม่ถึงสิบคนบนเตียงก็ดูเหมือนจะหลับสนิทไปแล้วจากเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั้น

            ..ยังเด็กอยู่เลย ...เด็กกว่าที่คิด...

            น่าสงสารจริงๆที่ต้องมาพัวพันในเกมการเมืองของคนเป็นพ่อแบบนี้

            คนข้างนอกเดินกลับไปกลับมาอย่างหงุดหงิด  มือขวาของเขาหายเงียบเข้าไปในห้องของเด็กนั้นนานแล้ว ฌานคิด เขาเดินจนเริ่มเวียนหัวเลยต้องนั่งลงพักโบกลมให้ตัวเอง     

            จนนาฬิกาบอกเวลาครบสิบห้านาทีพอดี  นายเจนภพก็ยังไม่กลับออกมาจากห้อง  พิชช์ฌานหมดความอดทน  ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นก้าวยาวไปตรงไปเคาะที่หน้าประตูแล้วเปิดพรวดเขาไปโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต

ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงัก

            ร่างโปร่งบางของเด็กคนนั้นนอนหลับตาอยู่บนเตียง มีผ้าห่มคลุมให้เรียบร้อย ส่วนมือขวาของเขายืนอยู่ใกล้ๆนั้นราวกับองครักษ์ที่เฝ้าพิทักษ์เจ้าหญิง  เจนภพหันมามองหน้าเขาแล้วยิ้มกว้าง

"เรียบร้อยครับ หลับไปแล้ว"

เจ้านายมองดูคนหลับอีกรอบแล้วพยักหน้า

"ออกมาได้แล้วนายภพ" เขาพูดเรียบๆ "เรายังมีงานต้องทำอีก ปล่อยให้...นอนไปก่อน"  ชายหนุ่มตวัดสายตามองคนบนเตียงอีกครั้งอย่างหมั่นไส้

กินง่ายหลับง่ายนักนะ ....

ชายหนุ่มล็อคประตูห้องเอาไว้จนมั่นใจว่าแน่นหนาแล้วก็เดินนำคนสนิทกลับไปที่ห้องทำงาน ถึงแม้คลิปของอคินทร์จะไม่ได้ดั่งใจเขา แต่ก็พอใช้ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ต้องมีคนชักดิ้นชักงออยู่แน่ๆ

ชายหนุ่มส่งโทรศัพท์ไปให้มือขวาจัดการตัดต่อแล้วส่งไปให้คนๆนั้น

...ยังไงเสีย  ตำแหน่งในรัฐบาลสมัยหน้าก็จะต้องมีชื่อของนายพิชช์ฌานอยู่ด้วยแน่นอน...

....................................................................................

 

 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2019 22:44:55 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 1



 

 

 

 

 

 

            ภาพลูกชายคนเล็กร้องไห้น้ำตาคลอเบ้าทำให้คนเป็นพ่อเม้มปากแน่น สะกดกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ถึงแม้จะมีเพียงภาพ ไม่มีเสียง แต่ไตรคุณก็รู้ว่าลูกคงกำลังหวาดกลัวมากเพียงใด

"ไอ้.." เขาสบถด่าไอ้คนสารเลวนั้นออกมาหลายคำ โบกมือให้เลขาฯปิดคลิปเสีย  เสียงเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีดังกระหึ่ม

"เราจะทำตามที่พวกเค้าเสนอไหมครับ"  เลขาฯคนสนิทถามขึ้น

"ถ้ายอมทำตามก็เท่ากับยกเก้าอี้นายกฯสมัยหน้าให้มันไปเลยสิ ฉันไม่ยอมหรอก" เขาคำรามในคอ คราวนี้ไอ้หนุ่มรุ่นลูกมันเล่นเขาไว้เจ็บแสบนัก

"ต้องหาทางแก้เกม ระหว่างนี้ก็ให้คนไปสืบหาที่อยู่ของอัยย์ไปด้วย"

"ได้ครับท่าน"

"แต่เดี๋ยวก่อนนะ กรอคลิปตอนสุดท้ายอีกที...”  ไตรคุณขมวดคิ้ว  นิ่งฟังคำพูดเยาะหยันของคนในคลิปเงียบๆอีกรอบ “...จริงด้วยสินะ  มันเรียกอัยย์ว่าอคินทร์"

คนที่ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมามากมายหรี่ตาลง ยกมือขึ้นลูบคาง

"แสดงว่ามันยังไม่รู้ว่าที่มันจับไปไม่ใช่เจ้าคินแต่เป็นอัยย์สินะ"

"แบบนี้ถ้าพวกนั้นรู้ความลับเรื่องคุณอัยย์ เราจะเสียเปรียบนะครับ"

คนฟังเงียบไปนาน สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ

"ไม่แน่...อาจจะได้เปรียบก็ได้"

เลขาฯอย่างแทนไทพยักหน้ารับ เขาพอรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักบุตรชายคนเล็กที่เป็นโอเมก้ามากนัก ออกจะรังเกียจด้วยซ้ำถึงได้ไม่ยอมให้ออกงาน

 

บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่กระทบอะไรเลยก็ได้

"ออกไปก่อน ฉันขอใช้ความคิดสักพัก" ท่านนายกฯไล่เลขาฯออกมาจากห้อง

คนเป็นพ่อเปิดคลิปขึ้นมาอีกครั้งแล้วใช้ปลายนิ้วไล้ที่กรอบหน้าของบุตรชายในคลิปแผ่วเบา เม้มปากแน่นด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวด คราวนี้ฝั่งนั้นเล่นตรงจุดอย่างคาดไม่ถึง

เจ้าอัยย์ของพ่อ...อดทนก่อนนะ  เป็นลูกพ่อต้องอดทน เหมือนที่เคยย้ำเสมอตั้งแต่รู้ว่าลูกเป็นโอเมก้า

พ่อจะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง อดทนเอาไว้นะลูก...

............................................................................

อคิราห์สะดุ้งตื่น น้ำตายังไหลค้างเป็นทางที่หางตา เขาฝันเห็นพ่อร้องไห้ ...ชายหนุ่มยิ้มขื่น แน่ล่ะ มันเป็นความฝันก็ถูกแล้ว พ่อไม่มีทางร้องไห้เพราะเขาโดนจับตัวมาหรอก ถ้าเป็นอคินทร์ก็ว่าไปอย่าง

เขาไม่ใช่ลูกรักของพ่ออยู่แล้ว...

            อาจจะไม่ใช่  แม้แต่ลูกชายของพ่อ

            พ่อถึงได้อับอายที่มีเขาเป็นลูก  ไม่กล้าแม้แต่จะยอมให้เขาออกไปพบปะเจอกับผู้คนข้างนอกเพราะกลัวว่าคนอื่นจะพากับซุบซิบนินทาว่าตระกูลอลันไตรไม่ได้เป็นแอลฟ่าบริสุทธิ์อย่างที่แสดงออกว่าเป็นมาตลอด

            เขาคือจุดด่างพร้อยของบ้าน  ทำให้สายเลือดของตระกูลต้องแปดเปื้อน

ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง  ปัดความคิดน้อยอกน้อยใจพวกนั้นทิ้งไปเหมือนทุกครั้งที่เผลอนึกขึ้นมา  ชายหนุ่มเหลียวมองรอบตัว ห้องมืดมีแค่เเสงสลัวๆจากผ้าม่านลอดเข้ามารางๆ...นี่เขานอนหลับไปนานเท่าไหร่กัน

อคิราห์ลุกขึ้นพุ่งตรงไปยังประตูห้องเป็นอันดับแรก มันล็อคตามที่คาดไว้  เขาเลยเดินกลับไปที่หน้าต่างบานเดิม  แต่กระแทกยังไงก็เปิดไม่ออก ทางเดียวคงต้องหาอะไรทุบให้กระจกแตกก่อน แต่มันก็จะเสียงดังแน่ๆ

ก็คงต้องยอม...เหลือบมองดูพื้นหญ้าข้างล่าง  หวังว่าตอนที่กระโดดลงไปมันจะช่วยรองรับเขาเอาไว้ได้นะ

ตากลมโตมองรอบตัวแล้วยกเก้าอี้ขึ้นมาเตรียมจะทุ่มใส่หน้าต่างกระจก  เสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้นเสียก่อน  ทำเอาชายหนุ่มรีบวางเก้าอี้แทบไม่ทัน เสียงกุกกักหน้าประตูแล้วเปิดออก คนที่เป็นมือขวาของพิชช์ฌานส่งยิ้มให้เขาเหมือนรู้ทัน

"อย่าทุ่มเลยครับ ผมขี้เกียจซ่อม เมื่อบ่ายผมก็เพิ่งปีนไปติดกลอนหน้าต่างข้างนอกมาเองด้วย"  เจนภพพูดยิ้มๆ

"ผมไม่ได้จะทำอะไร" อีกฝ่ายส่ายหน้าหวือ "แค่จะนั่ง”  เขาพูดหน้าตาย

คนมองอมยิ้ม พยักพเยิดไปทางมุมหนึ่งเหนือศีรษะ แสงสีแดงกระพริบให้เห็น อัยย์เม้มปาก มีกล้องวงจรปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อตอนบ่ายเขาหลับหรือซ้อมตายกันแน่

"คุณฌานเพิ่งให้ติดตั้ง" อีกฝ่ายบอก "จอมอนิเตอร์อยู่ในห้องของเขา  เขามองเห็นคุณได้ตลอดเวลา"

คนฟังเลยหันขวับไปทางกล้องแล้วชูนิ้วกลางให้พร้อมกับแลบลิ้นใส่

เจนภพเกือบจะหัวเราะออกมากับท่าทางของคนตรงหน้า...ดูท่าจะไม่เบาเลย

"คุณฌานต้องเห็นแน่นอนครับ  เขานั่งดูอยู่ตอนที่บอกให้ผมมาห้ามคุณพังหน้าต่าง"

"พาผมไปพบเขาได้มั้ย" อคิราห์พูดเสียงห้วน ยิ่งรู้สึกแย่เมื่อรู้ว่ามีสายตาของใครคนหนึ่งจับจ้องอยู่ตลอดเวลาแบบนี้

ไม่มีมารยาท  ตัวโตซะเปล่า

"ผมคงต้องไปถามคุณฌานก่อนว่าจะอนุญาตให้..."

"อยากคุยกับฉันงั้นเหรอ" เสียงห้าวๆขัดขึ้นก่อนที่คนสนิทจะพูดจบ เจนภพยิ้มนิดๆ เบี่ยงตัวให้เจ้านายเดินเข้าไปในห้อง  ...กะแล้วเชียวว่าจะต้องมา

อคิราห์มองหน้าคนที่เข้ามาใหม่แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

"คุณมาก็ดีแล้ว คุณเข้าฌาน ผมมีข้อเสนอให้คุณ"

“ผมชื่อพิชช์ฌาน  ไม่ใช่เข้าฌาน”  พิชช์ฌานพูดอย่างฉุนนิดๆที่ถูกคนเด็กกว่าปีนเกลียว  "แล้วมีอะไรอยากคุยกับผมก็ว่ามาสิ" ชายหนุ่มเดินไปนั่งไขว่ห้างมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ  อัยย์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

"พ่อผมทราบเรื่องแล้วใช่มั้ยล่ะ แล้วท่านว่ายังไงบ้าง"

"ก็ไม่เห็นว่ายังไง...เงียบจนฉันเริ่มสงสัยตงิดๆว่าฉันจับตัวเธอมามีประโยชน์หรือเปล่า หรือจริงๆแล้วฉันควรจะจัดการพี่ต๋อยไตรภพของเธอไปเลยน่าจะได้ผลกว่า"

"อย่าทำอะไรพี่ติณนะ"  อัยย์พูดเร็วปรื๋อ

"ถ้าพ่อเธอยังไม่ตอบอะไรกลับมาก็ไม่แน่" อีกฝ่ายพูดเนิบๆ

"ให้ผมไปคุยกับพ่อ ผมจะเกลี้ยกล่อมพ่อเองตามที่คุณต้องการ"  อคิราห์ว่า "ผมมีวิธีที่จะทำให้พ่อตามใจผม คุณก็รู้ว่าผมเป็นลูกชายคนเล็กที่พ่อรักที่สุด"  คนพูดแอบไขว้นิ้วเอาไว้ด้านหลัง

"นั่นสิ ตอนแรกฉันก็คิดงั้น ถึงจับเธอมา   แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจแล้วสิคุณอคินทร์"  พิชช์ฌานลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเข้าไปหาร่างโปร่งได้ส่วนสัดที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างนั้น "หรือว่าแค่คลิปมันไม่พอ อาจจะต้องเป็นเลือดของเธอใส่ขวดไปหรือเปล่า พ่อเธอถึงจะตื่นตัว" ชายหนุ่มชะโงกเข้ามากระซิบ

"...ไม่" อัยย์ตกใจ  พยายามถดตัวหนี โชคร้ายที่ด้านหลังของเขาเป็นหน้าต่างที่เปิดไม่ออก ส่วนด้านหน้าและด้านข้างก็ถูกร่างกายสูงใหญ่เหมือนกำแพงบังรอบไว้หมดแล้ว

พิชช์ฌานรู้สึกสนุกขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายชักจะเริ่มกลัวเขาขึ้นมาจริงๆ หึ...เล่นกับใครไม่เล่น มาล้อเล่นกับนายพิชช์ฌาน ...ไม่รู้หรือไงว่าเขาเพิ่งเปลี่ยนชื่อตามที่หมอดูชื่อดังดูดวงมาให้เลยนะ  เสียเงินไปโขอยู่  ยังกล้ามาล้อชื่อเขาอีกเหรอ  ไหนจะนิ้วกลางเมื่อกี้นี้อีก

เขาควรจะตัดลิ้นหรือว่าตัดนิ้วก่อนดีนะ

อคิราห์ขนลุกซู่ด้วยความกลัวและตกใจ

"เมื่อกี้เธอยกนิ้วกลางข้างไหนให้ฉันงั้นเหรอ" พิชช์ฌานพูดเสียงเหี้ยม คว้ามือของอีกฝ่ายขึ้นมา กำข้อมือเล็กเอาไว้แน่นไม่ยอมให้สะบัดออก

อัยย์กลัวจับใจ ใช้ทั้งมือทั้งเข่าเข้าใส่คนตรงหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด

"ปล่อยผม"

"ฉันตัดนิ้วส่งไปให้พ่อเธอดีไหม อคินทร์"

"อย่านะ ไม่เอา" อคิราห์ร้องเสียงหลง เพราะมัวแต่กลัวเลยไม่ทันเห็นรอยยิ้มขันๆในดวงตาคมเข้มคู่นั้น

ฌานกลั้นยิ้มในหน้า  ได้ที รีบขู่สำทับไปอีก

"ฉันพูดจริงทำจริง บอกว่าตัดก็คือตัด" เห็นคนเด็กกว่าหน้าซีดเป็นไก่ต้มก็รู้สึกสนุกไม่น้อย "ให้คนไปเอามีดมา" เขาลากอีกคนมาที่ประตู

"หยุดนะ ไอ้บ้า เป็นองคุลิมาลหรือไงวะ”  อัยย์ร้องลั่น  ดูท่าทางของอีกฝ่ายแล้วเขาเชื่อหมดใจว่าพิชช์ฌานจะตัดนิ้วของเขาจริงๆ

คนตัวสูงเลิกคิ้ว

"ไอเดียดีนี่ ฉันตัดนิ้วเธอแล้วให้เธอคล้องคอเอาไว้ดีมั้ย พ่อเธอจะได้เห็นชัดๆ"

อีกคนทั้งโกรธทั้งกลัวจนสติแตกไปแล้ว ชายหนุ่มสะบัดตัวอย่างแรงแล้วใช้ศีรษะเสยที่ปลายคางของอีกฝ่ายจนฌานหน้าหงาย อาศัยช่วงที่อีกฝ่ายคลายมือรีบพุ่งตัวไปที่ประตูห้อง  พิชช์ฌานคำราม พุ่งตัวเข้าไปรวบเอวอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทันจนหน้าคว่ำล้มลงกับพื้นทั้งคู่ เขารวบแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ในอุ้งมือแล้วใช้ลำตัวของตัวเองกดอีกฝ่ายเอาไว้

"หยุดความคิดที่จะหนีเถอะ มันไม่สำเร็จหรอกอคินทร์"  นักการเมืองหนุ่มพูด จ้องมองดวงตากลมสีน้ำตาลใสนั้นด้วยความรู้สึกเหนือกว่า

อัยย์เม้มปากแน่น น้ำตาคลอเพราะเจ็บใจและเจ็บตัวด้วย อีกฝ่ายตัวหนักเหมือนเสาหินแต่ทับเขาลงมาทั้งตัว

 

"ผมหายใจไม่ออก คุณลุกขึ้นได้มั้ย" เขาพูดหอบๆ ไอตัวอุ่นจัดที่แนบชิดทำให้เขาอึดอัด ไหนจะกลิ่นแปลกๆที่อบอวลอยู่เต็มสองจมูกนี่อีก มันทำให้เขาเวียนหัว

พิชช์ฌานขมวดคิ้ว  เริ่มได้กลิ่นแปลกๆขึ้นมาบ้าง มันหอมๆอวลๆเหมือนอะไรสักอย่างที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น

คล้ายๆขนมหวานหรืออะไรทำนองนั้น

"คุณไม่แปรงฟันใช่มั้ย เหม็นปากมากเลย" เป็นอคิราห์ที่โพล่งขึ้นมาก่อน  คนฟังอ้าปากค้าง เรื่องกลิ่นปากเป็นเรื่องที่พิชช์ฌานให้ความสำคัญอันดับต้นๆเลยนะ

"ไม่ใช่กลิ่นผม"  ชายหนุ่มผละลุกขึ้นยืนอย่างงงงัน  คนตัวเล็กกว่าลุกขึ้นบ้าง ตอนนั้นเองที่ฌานเริ่มคิดว่ากลิ่นแปลกๆที่ว่ามาจากตัวของลูกชายนายกรัฐมนตรี

"คุณยังไม่ได้อาบน้ำสินะ" พิชช์ฌานได้ข้อสรุปกับตัวเอง  กวาดตามองเสื้อผ้าชุดเดิมที่อีกฝ่ายสวมอยู่  "รีบไปอาบน้ำซะ ของใช้มีพร้อมอยู่แล้วในห้อง" เขาพูดห้วนๆ แล้วหันหลังเดินจ้ำออกมาจากตรงนั้น

อคิราห์มองตามอย่างมึนงงไม่แพ้กัน  ยกแขนเสื้อตัวเองขึ้นมาดมๆ  ไม่เห็นจะมีกลิ่นอะไรเลยสักนิด

แต่เขาได้กลิ่นแปลกๆมาจากตัวของนายพิษฌานจริงๆนะ  (อคิราห์คิดว่าชื่อของอีกฝ่ายน่าจะสะกดแบบนี้มากกว่า)  เดาว่ามาจากปากที่อมสุนัขตายทั้งตัวเอาไว้แน่ๆ  แหม  แค่บอกว่าปากเหม็น...ทำเป็นยอมรับความจริงไม่ได้

อันที่จริงเขาก็พูดเกินจริงไปหน่อย...กลิ่นที่ว่ามันห่างไกลคำว่าเหม็นมากนัก

พิชช์ฌานเดินลงบันไดพร้อมกับทดสอบกลิ่นปากของตัวเองมาตลอดทาง...แต่พอเดินผละจากมา กลิ่นประหลาดๆที่เขาคิดว่ามาจากคนไม่ได้อาบน้ำนั้นก็เริ่มจางลงไปด้วย นักการเมืองหนุ่มขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นจับที่หน้าอกของตัวเอง  รู้สึกถึงก้อนเนื้อใต้แผ่นอกที่เต้นรัวแรงจนสัมผัสได้

หรือเป็นเพราะเขาออกแรงเมื่อกี้ ...เห็นทีต้องหาเวลาไปฟิตเนสหน่อยแล้ว ออกแรงนิดหน่อยก็หัวใจเต้นเร็วซะ

...................................................................................

 

"สามวันแล้ว ทางนั้นยังไม่ติดต่ออะไรกลับมาเลยนะ เอายังไงต่อดีล่ะครับ" เจนภพพูดอย่างกังวล เหลือบมองหน้าเจ้านาย  ขณะที่เขาพยายามสืบข่าวความเคลื่อนไหวของพรรครัฐบาลอย่างเอาเป็นเอาตาย  ฝั่งนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พิชช์ฌานสีหน้าแทบไม่เปลี่ยน

"เราอาจจะต้องส่งอะไรไปกระตุ้นพวกนั้นสักหน่อย"

"จะตัดนิ้วเค้าจริงๆเหรอครับ" มือขวาตกใจ

 

เจ้านายเลิกคิ้ว

"ทำไมเหรอเจนภพ ...เป็นห่วงเด็กคนนั้นงั้นหรือ"  น้ำเสียงของคนพูดเปลี่ยนไป

"ครับ เขาไม่สมควรถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ" มือขวาคนสนิทตอบกลับไปเรียบๆ เขาทำงานกับอีกฝ่ายมานานพอที่จะโต้แย้งได้  และพิชช์ฌานก็ชอบคนที่โต้แย้งเขาด้วย

ฌานถอนหายใจยาว

"แล้วเรื่องที่ฉันให้ไปสืบ..."



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2019 22:46:24 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk






          เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น  คนพูดชะงัก พนักหน้าให้ลูกน้องเดินไปเปิดประตู  แม่บ้านถือถาดกาแฟและของว่างเข้ามาให้แล้วกลับออกไปอย่างรวดเร็ว คนที่นั่งหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่หยิบช้อนขึ้นมาคนกาแฟในถ้วยช้าๆ

"เสียงภายในเริ่มแตกกันแล้วครับเพราะข้อเสนอของคุณเมื่ออาทิตย์ก่อน ติดตรงที่ว่าคุณไตรคุณยังไม่ยอม..." เจนภพเล่าให้เจ้านายฟังยืดยาว

ชายหนุ่มเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงานอย่างครุ่นคิด  กลิ่นหอมอ่อนๆของอะไรอย่างหนึ่งลอยเข้าจมูก นักการเมืองหนุ่มขมวดคิ้ว เลื่อนจานขนมเข้ามาใกล้

คุกกี้รสนมหลายชิ้นจัดเอาไว้สวยงาม เขาหยิบขึ้นมาแตะจมูก

"ใช่แล้ว กลิ่นนี้เอง" จู่ๆชายหนุ่มก็โพล่งออกมาจนลูกน้องตกใจ

"ครับ?"

"กลิ่นคุกกี้ เด็กนั่นมีกลิ่นเหมือนคุกกี้"

กลิ่นหวานๆหอมๆแบบนี้

"ยังไงนะครับ"  เจนภพยังตามไม่ทัน

พิชช์ฌานเพิ่งรู้สึกตัว

"ช่างเถอะ ไม่มีอะไร" ชายหนุ่มวางคุกกี้ลงในจานตามเดิม

"เอ่อ..ผมมีเรื่องนึงที่รู้สึกว่ามันแปลกๆครับ" เจนภพพูด "หลังจากที่เราจับคุณคินมา ตารางงานของเขาก็ถูกยกเลิกจนหมดแต่ว่า...เมื่อคืนมีคนถ่ายรูปนี้มาได้ครับ  บอกว่าเจออคินทร์"

"รูปเก่าหรือเปล่า จะเป็นไปได้ยังไง" พิชช์ฌานหรี่ตาลง พิศดูเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นหน้ากากอนามัยของคนในรูป  สันจมูกโด่งและหางตายาวรวมถึงผิวเนียนสีน้ำผึ้งนั้น...ไม่ผิดแน่  น่าจะเป็นศิลปินดังคนนั้นจริงๆ  ชายหนุ่มอยู่ในชุดลำลองเหมือนกำลังจะไปเที่ยวหรืออะไรสักอย่าง

 

"ผมก็ไม่แน่ใจครับ กำลังเช็คให้อยู่ เพราะคนถ่ายบอกว่าเจอที่หมู่เกาะทางใต้"

"ช่วยสืบเรื่องนี้ให้ทีนะเจนภพ ตอนบ่ายฉันมีประชุมพรรคคงต้องฝาก....ไว้ก่อน"  พิชช์ฌานเว้นที่ว่างเอาให้มือขวาเติมเอาเอง  เจนภพพยักหน้ารับ รู้โดยไม่ต้องเอ่ยปากว่าคงหมายถึงคนที่โดนกักบริเวณอยู่บนห้องนั่นแหละ

พิชช์ฌานออกจากเซฟเฮ้าส์ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่าเวลาสามวันมันนานเกินไป

อีกฝ่ายกำลังซุ่มจะทำอะไรกันแน่

ไหนจะภาพถ่ายของคนที่หน้าคล้ายอคินทร์อีก

........................................................................

อคิราห์รู้สึกเบื่อมากๆ ถึงเขาจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านมาตลอดเท่าที่จำความได้ ทว่าบ้านของเขาไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้   ตอนที่อยู่บ้าน เขามีอะไรให้ทำทั้งวัน ตั้งแต่อ่านหนังสือ เต้นรำ ทำอาหาร จัดบ้าน ทำสวน ปลูกต้นไม้ จัดดอกไม้ เล่นกับหมา เลี้ยงปลา ว่ายน้ำ ตีเทนนิสฯลฯ

อ้อ แล้วก็กินๆ

แต่ตอนนี้เขาได้แต่นั่งจ๋อย เอาคางเกยขอบหน้าต่างที่เปิดไม่ได้เล่น ในมือก็ถือหนังสือสวดมนต์ที่ค้นเจอในลิ้นชักหัวเตียงเอาไว้

เขาอ่านจบไปเกือบสิบรอบแล้ว

เบื่อโว้ย

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน  เพราะยืนเร็วไปเลยทำให้เขารู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย

อคิราห์ยกหลังมือขึ้นแตะหน้าผาก เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดซึมเต็มหน้าผากและซอกคอ  ร่างกายของเขาอ่อนแอลงเมื่อเทียบกับวันแรกที่ถูกพาตัวมาที่นี่  เขาสัมผัสได้ว่าตัวเองเวียนหัวบ่อยขึ้น แถมสมองยังตื้อๆคิดอะไรไม่ค่อยออก

จริงๆแล้วความคิดของเขาเอาแต่วนเวียนอยู่กับกลิ่นแปลกๆของผู้ชายตัวสูงคนนั้น

อัยย์คิดว่าเขารู้แล้วว่ามันคือกลิ่นอะไร

กลิ่นของกระดาษจากหนังสือเล่มโปรด

ให้ตายเหอะ

เขาชักจะเพ้อเจ้อเกินไปแล้ว โอเมก้าหนุ่มถอนหายใจเฮือก เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำเพื่อจะเทน้ำ แต่มือของเขาสั่นจนทำให้แก้วใบนั้นร่วงตกแตกเป็นเสี่ยง

 

"อูย" เท้าของเขาเหยียบไปบนเศษแก้วเต็มๆ เลือดสีแดงสดไหลออกมา เจ็บจนน้ำตาคลอ ชายหนุ่มกัดฟันดึงเศษแก้วออกจากเท้า

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ให้ผมเข้าไปช่วยนะ" เจนภพนั่นเอง

อคิราห์ใจหายวาบ รีบปฏิเสธ

"ผมไม่เป็นอะไร ขอบคุณครับ"

สามวันที่เขาไม่ได้กินยาระงับ ถึงไม่อยากยอมรับแต่เขารู้ตัวดีว่าฮอร์โมนในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างบังคับไม่ได้  เขาหงุดหงิดฉุนเฉียวมากขึ้น  เหม่อลอยมากขึ้น  แล้วก็อ่อนแอกว่าปกติ

เจนภพขมวดคิ้ว กลิ่นบางอย่างเล็ดลอดออกมาจากช่องว่างใต้ประตู มันหอมหวานเย้ายวน ดึงดูดเขาอย่างรุนแรงจนใจเต้น

กลิ่นอะไรกัน...

"คุณคิน คุณไม่เป็นอะไรแน่นะ" เขาถามย้ำ ร่ำๆจะไขกุญแจเข้าไปดูข้างใน

"ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ คุณไม่ต้องเขามาหรอก ผม...ผมท้องเสียอยู่ด้วย เหม็นมากๆเลย" อคิราห์ตอบ

กลิ่นนั้นตรงข้ามกับคำว่าเหม็นอย่างสิ้นเชิง เจนภพรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เขาอยากเข้าไปในห้องนั้น

ชายหนุ่มล้วงมือหากุญแจขึ้นมาเตรียมเปิด

"นายครับ มีคนบุกรุกเข้ามาในเขตเรา" เสียงลูกน้องตะโกนใส่อินเอียร์ของเขาพร้อมๆกับเสียงระเบิดดังบึ้มที่หน้าบ้าน สะเทือนไปทั้งหลัง  เจนภพใจหายวาบ เกิดเรื่องขึ้นจนได้

“กระจายกำลังคุ้มกัน  จับไอ้พวกนั้นมาให้ได้”  เขาตะโกน  รีบไขกุญแจห้องไปด้วยพร้อมกับกดโทรหาเจ้านาย  ...ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ  พาคนที่อยู่ข้างในห้องนี้หนีออกไปก่อนเท่านั้น

..........................................................................

พิชช์ฌานกำลังประชุมอย่างเคร่งเครียด ลูกพรรคไม่รักดีชักจะเริ่มจับกลุ่มแข็งข้อกับเขาเข้าแล้ว  เขาต้องหาทางจัดการอะไรสักอย่างเพื่อชิงตัดไฟเสียแต่ต้นลม  คนพวกนี้เดิมเป็นลูกน้องของบิดาเขาก่อนที่บิดาจะถอนตัวจากการเมืองแล้วให้เขาขึ้นดำรงตำแหน่งแทน  เพราะอายุที่น้อยกว่าทำให้ไม่เกิดความเคารพยำเกรง

สงสัยจะลืมกันหมดแล้วว่าอะไรทำให้คนอายุน้อยอย่างเขาได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทนหัวหน้าพรรคคนเดิม  บางทีเขาคงจะต้องเตือนความจำใครบางคนเสียบ้าง

ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปทางนายจักรกฤตหัวโจกที่กำลังพูดโน้มน้าวให้คนในพรรคเริ่มเห็นต่างกับเขานั้น  ...นายคนนี้เคยมีปัญหาเรื่องเปิดบ่อนผิดกฎหมายมาก่อน  ขนาดโดนแฉจนขึ้นเคยหน้าหนึ่งมาแล้ว  แต่ด้วยอำนาจเงินและบุญบารมีของพ่อเขาในตอนนั้นเลยทำให้เรื่องเงียบได้

คงต้องย้ำเตือนบุญคุณกันบ้าง  ถ้าไม่ยอมหยุดดีๆเขาอาจจะต้องจัดการให้บ่อนที่เพิ่งกลับมาเปิดใหม่นั้นถึงหูนักข่าวเสียหน่อยแล้ว

เบนสายตาไปยังคนอื่นๆที่นั่งพยักหน้าตามกันอยู่นั้น ...แต่ละคนต่างก็มีเรื่องคาวๆฉาวโฉ่ซ่อนเอาไว้เบื้องหลังกันทั้งนั้น  หึ...

โทรศัพท์มือถือของเขาสั่น  พิชช์ฌานเหลือบมองชื่อของคนโทรมา...เกิดอะไรขึ้นที่บ้านงั้นหรือ

ชายหนุ่มกดรับด้วยท่าทางปกติที่สุด  คำบอกเล่าของมือขวาทำให้คนฟังใจหายวาบ หากนักการเมืองหนุ่มยังรักษาสีหน้าเรียบเฉยและท่าทางนิ่งสงบเอาไว้ได้

คงแย่แน่ถ้าคนในพรรครู้ว่าแผนของเขากำลังจะล่ม

ชายหนุ่มอดทนประชุมจนเสร็จแล้วก็รีบผละออกมาขึ้นรถส่วนตัวที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว  พอประตูรถปิดสนิทพ้นจากสายตาสอดรู้สอดเห็นของนักข่าวและใครต่อใคร  พิชช์ฌานก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคนสนิททันที

"เด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง" เขากรอกเสียงใส่โทรศัพท์เสียงเข้ม "ตายหรือยัง"       

เจนภพเงียบไปจนเขาชักร้อนใจ

"ตกลงยังไง ตายแล้วเหรอ”

"ยังครับ..แต่ว่า" ปลายสายอึกอัก "คือ...มันแปลกมากๆครับ ผมอธิบายไม่ถูก มันแบบ...อ่า..." เสียงลมหายใจหอบๆของลูกน้องทำให้เจ้านายตกใจ

"นั่นนายบาดเจ็บเหรอนายภพ"

"ผม....คุณฌานรีบมาเถอะครับ ผมพาเค้ามาที่...."  อีกฝ่ายพูดก่อนจะตัดสายไป

“ฮัลโหล  เดี๋ยวก่อนสิ  ภพ  นายภพ”  พิชช์ฌานตะโกนอย่างหัวเสีย  อยากจะไล่คนขับรถออกแล้วลงไปขับเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด ชายหนุ่มนั่งกำมือแน่น คิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้ทุกทางเท่าที่จะทำได้

ไม่นึกเลยว่าตาแก่นั่นจะใช้ความรุนแรงเข้าสู้แบบนี้ ปกติไตรคุณไม่เคยเล่นแรงถึงขั้นระเบิดบ้านใครมาก่อน

หึ...แสดงว่าอคินทร์คงเป็นหัวใจของมันจริงๆสินะ

พิชช์ฌานนั่งครุ่นคิดไปตลอดทาง  ถ้าเด็กคนนั้นสำคัญกับพ่อของมันขนาดนี้ล่ะก็  ไม่แน่ว่าข้อเสนอของเขาอาจจะสำเร็จก็เป็นได้  ขออย่างเดียวแค่นั้น...เด็กนั่นต้องยังมีชีวิตอยู่

.......................................................................


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18-01-2019 22:47:15 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 2

 



 

 

 

 

"ว่าไงนะ หาคนไม่เจองั้นเหรอ" ท่านไตรคุณตวาดเสียงลั่นอย่างโกรธจัด  กำมือแน่นกับโต๊ะทำงานจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน  "จนบุกเข้าไปแล้วจะไม่เจอได้ยังไง ก็สายบอกว่าเค้าอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ"

"ใจเย็นๆก่อนครับพ่อ" อคินทร์รีบจับมือบิดาเอาไว้

"จะเย็นยังไงไหว น้องแกทั้งคนนะคิน"

"ผมก็เป็นห่วงน้องครับ แต่เราต้องใจเย็นๆก่อน"  ศิลปินหนุ่มพูดนิ่งๆ

นายกรัฐมนตรีสูดลมหายใจลึกๆยาวๆ แล้วสะกดเสียงพูดตอบกลับไปในโทรศัพท์ราบเรียบ ...เขาต้องไม่เปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกมากเกินไป..  "ค้นหาตัวให้เจอ ภายในคืนนี้"  เขากดวางสาย

"อัยย์เป็นคนฉลาด น้องเอาตัวรอดได้แน่ๆ"  แฝดพี่พูด

"แต่น้องแกเป็นโอเมก้า ฉลาดแค่ไหนก็แพ้ด้านร่างกายอยู่ดี" คนเป็นพ่อพูดอย่างปวดใจ "ถ้าคืนนี้หาไม่เจอ ฉันคงต้องยอม..."

"พ่อจะยอมสละตำแหน่งสมัยหน้าหรอครับ"

"............." คนเป็นพ่อเงียบไปนาน  "กว่าจะขึ้นมาถึงตำแหน่งนี้ ฉันสูญเสียอะไรไปมากมาย เพื่อให้พวกเราได้กินอิ่มนอนหลับ" เขาพูดช้าๆ  "บางที...อาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆก็ได้ที่..."

"ทำไมเราไม่ลองคิดมุมกลับ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสล่ะครับ" ลูกชายพูดเรียบๆ สบตาบิดา  ไตรคุณยกมือขึ้นเบรกลูก

"ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร ไตรภพก็คิดแบบนั้น เขาบอกฉันตั้งแต่วันแรกที่อัยย์โดนจับไปด้วยซ้ำแต่ว่า...ฉันยังทำใจไม่ได้ เห็นใจฉันหน่อยเถอะ ไอ้ฌานนั่นมันก็เหมือนพ่อมันนั่นแหละ"

"ผมว่าคุณพิชช์ฌานดูมีคุณธรรมมากกว่าพ่อเขานะครับ"

 

"มีคุณธรรมมากเลยนะ จับลูกฉันไปน่ะ" บิดาพูดอย่างโกรธๆ

....................................................................

 

พิชช์ฌานก้าวลงจากรถ  อากาศรอบตัวเย็นจัดเพราะพระอาทิตย์เพิ่งจะลับขอบฟ้าไปและอยู่ในหุบเขา  ชายหนุ่มเดินห่อตัวก้าวขึ้นบันไดหน้าบ้านพักตากอากาศลับๆของตัวเองที่แอบมาซื้อเอาไว้นานแล้ว  นักการเมืองอย่างเขาจำเป็นจะต้องมี ‘ที่หลบภัย’ เอาไว้เผื่อยามฉุกเฉินหลายๆแห่งอยู่แล้ว

บ้านเงียบสงัด  ได้ยินแต่เสียงหรีดหริ่งเรไรรอบตัวจากต้นไม้สูงใหญ่รอบๆที่เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ  พิชช์ฌานขมวดคิ้ว   กลิ่นหอมอวลรุนแรงเตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในบ้าน

"นี่มันอะไรกัน" นักการเมืองหนุ่มอุทาน มองหน้าคนสนิทที่ก้าวเข้ามาหา  เจนภพใส่หน้ากากปิดทั้งปากและจมูกเอาไว้มิดชิด

"ขอโทษครับ" คนสนิทก้มหน้าลง

"ฉันถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น" เจ้านายพูดเสียงเข้ม ตวัดสายตาไปที่ชั้นสองซึ่งน่าจะเป็นที่มาของกลิ่นประหลาดนี้

"คุณอัยย์อยู่ข้างบนครับ...เอ้อ  ผมแนะนำให้ใส่หน้ากาก" อีกฝ่ายส่งหน้ากากมาให้เขา

"เขาเป็นอะไร" พิชช์ฌานขมวดคิ้ว รับหน้ากากมาถือเอาไว้  "คิดจะปล่อยแก๊สพิษรมควันพวกเราแล้วหนีไปหรือไง"  ชายหนุ่มถามอย่างหงุดหงิดแม้จะรู้สึกโล่งใจในส่วนลึกที่รู้ว่าคนสนิทและตัวประกันของเขาปลอดภัยดี

"เอ้อ  ขึ้นไปดูเองก็รู้ครับ" มือขวาตอบด้วยท่าทางอ้ำๆอึ้งๆ  "ผมกันคนอื่นๆเอาไว้ข้างนอกหมดแล้ว  จะได้ไม่มีปัญหา"

พิชช์ฌานงงกว่าเดิมกับท่าทางแปลกประหลาดของคนสนิท  เขาเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนโดยที่ไม่ได้ใส่หน้ากาก กลิ่นหอมหวานเหมือนคุกกี้ที่เพิ่งอบใหม่ๆนั้นรุนแรงขึ้นทุกทีจนหัวใจเริ่มเต้นตึกๆ

มันอวลออกมาจากข้างหลังประตูไม้บานนั้น

ลำคอของเขาแห้งผากกะทันหัน  ความอยากรู้พุ่งสูงพร้อมๆกับอารมณ์อะไรอย่างหนึ่งที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว  พิชช์ฌานเอื้อมมือที่สั่นน้อยๆไปจับลูกบิดกระชากเปิดออก

ร่างของใครคนหนึ่งนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง มีผ้านวมห่อเอาไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โผล่ออกมาเพียงแต่ลูกตากลมๆสีน้ำตาลจัดคู่นั้น

"อย่าเข้ามานะ" เสียงอู้อี้ร้องบอก

ชายหนุ่มมองดูดักแด้บนเตียงอย่างประหลาดใจ

"เธอทำอะไร.." เขาได้คำตอบก่อนที่เจ้าตัวจะตอบเสียอีก

 

กลิ่นหอมหวานชวนให้ใจเต้น  ...ท่าทางแปลกๆ รูปร่างที่โปร่งบางกว่าแอลฟ่าชายทั่วไป ...ท่าทางเลิกลั่กของลูกน้องของเขากับเหงื่อที่ซึมออกมาจากมือของเขาเอง

แอลฟ่าอย่างพิชช์ฌานเบิกตากว้าง

ผู้ชายตรงหน้าเป็นโอเมก้า

ชายหนุ่มนิ่งงันไป เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าอคินทร์จะเป็นโอเมก้า ก็นายไตรคุณภูมิอกภูมิใจหนักหนาในสายเลือดแอลฟ่าบริสุทธิ์ไม่ใช่หรือไง

"บอกให้ออกไปไง" คนบนเตียงตวาดเสียงหลงเมื่อร่างสูงใหญ่ย่างเท้าเข้ามาในห้องนอน

ถ้าวันแรกที่โดนลักพาตัวมาเรียกว่าความกลัว ในตอนนี้ความรู้สึกของเขาก็เลยทะลุขีดความกลัวไปแล้ว อัยย์รู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขา รู้ด้วยว่าผู้ชายที่ยืนจ้องเขาตาไม่กระพริบนั้นเป็นแอลฟ่า

            เหงื่อแตกพลั่กๆจนเปียกชุ่มผ้านวมไปหมด

ตอนที่เจนภพพาวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงออกมาจากบ้านหลังนั้นก็ทีหนึ่งแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นทำท่าน่ากลัวใส่เขา แต่โชคดีที่เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายเกินกว่าที่จะเกิดอะไรขึ้น

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่

ให้อีกฝ่ายจ้องเขาราวกับจะจับเขาฉีกเป็นชิ้นๆยังดีกว่าจ้องด้วยแววตาประหลาดแบบนี้

อคิราห์ห่อตัวลง สิ่งที่พ่อเคยขู่เขาเอาไว้กลับเข้ามาในหัวเหมือนกรอเทป ...อยู่ให้ห่างจากแอลฟ่า  กินยาสม่ำเสมอ  เขาทำไม่สำเร็จทั้งสองข้อ

พิชช์ฌานก้าวเข้ามาหาเขาราวกับมีแรงดึงดูด  มือใหญ่เอื้อมมาจับปลายผ้านวมที่อัยย์กำเอาไว้แน่น

"อย่านะ ออกไป"  เขาตะโกน พยายามจะกลิ้งตัวหนี  ทว่าอีกฝ่ายใช้แขนกันเอาไว้ไม่ให้เขาหนีไปไหน ดวงตาคมเข้มคู่นั้นเป็นประกายวาบราวกับมีไฟลุกโพลงอยู่ข้างใน  จับจ้องเขาทุกการเคลื่อนไหวตาไม่กระพริบเหมือนหมาป่าที่ออกล่าเหยื่อ

ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะที่หน้าผากและผิวแก้ม กลิ่นหอมเฉพาะตัวของพิชช์ฌานเองก็รุนแรงจนอคิราห์ตาลาย   ...กลิ่นของแอลฟ่าปลุกอะไรบางอย่างในตัวเขาเช่นกัน  มันรุนแรงกว่ากลิ่นของแอลฟ่าคนอื่นอย่างเจนภพชนิดเทียบกันไม่ได้

อคิราห์ขนลุกทั้งตัว  พยายามจะหันหน้าหนีทว่ากลับถูกดวงตาคมเข้มสีดำสนิทคู่นั้นดึงดูดจนไม่อาจละสายตาไปได้

"เธอเป็นโอเมก้า" เสียงห้าวๆฟังคล้ายเสียงคำรามข้างหู

อาคิราห์ร้องกรีดตอนที่อีกฝ่ายกระชากผ้านวมออกไปจากตัวของเขา  แผ่นอกเปลือยเปล่าปรากฏแก่สายตา ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนจากลำคอลงไปหาแอ่งสะดือและกางเกงขาสั้นเหนือเข่า  เจ้าของร่างโปร่งบางยกมือขึ้นกอดอกทันควัน ใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ดันแขนอีกคนออกแล้วพุ่งจากเตียง ทว่าขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบกับพื้น

พิชช์ฌานก้าวเข้าไปหาร่างสีน้ำผึ้งที่นั่งตัวสั่นอยู่ที่พื้น  ความหวาดกลัวปรากฏอยู่ทุกตารางนิ้วบนใบหน้ารวมถึงดวงตาคู่นั้น

สัญชาตญาณดิบที่แม้จะเพียรกดเอาไว้เพียงใดกลับผุดพรายขึ้นมาราวกับฟองน้ำเดือดจนแอลฟ่าหนุ่มกำมือแน่น  ยิ่งรับรู้ถึงความหวาดกลัวเขากลับยิ่งตื่นเต้น  ยิ่งอยากพุ่งเข้าไปหาแล้วขย้ำร่างบอบบางตรงหน้าให้สมใจอยาก  ต้องการได้ยินเสียงหอบครวญครางอยู่ใต้ร่าง  ได้ฝังตัวตนของเขาลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้...

            เหงื่อเม็ดเป้งๆผุดขึ้น  พิชช์ฌานกำมือแน่นจนปลายเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ  กัดริมฝีปากด้านในของตัวเองจนได้กลิ่นรสคาวเลือด

ตลอดชีวิตของเขา ไม่เคยข้องเกี่ยวกับโอเมก้า...

"อย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว จริงๆนะ" อคิราห์พูดละล่ำละลัก ผู้ชายตรงหน้าดูน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เคยเจอ "อย่าทำผม"  ชายหนุ่มยกมือขึ้นไหว้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ถึงปากจะบอกว่าอย่า ทว่าหัวใจของอัยย์กลับเต้นแรงขึ้นทุกทีที่ร่างสูงใหญ่ย่างเท้าเข้ามา กางเกงของเขาเริ่มเปียกชื้น  กลิ่นหอมๆเหมือนกระดาษใหม่ๆที่เขาหลงใหลรุนแรงขึ้นทุกทีจนกลางกายปวดหนึบ  อาคิราห์พยายามห่อตัวหุบขาซ่อนเอาไว้แน่นหนา  คงน่าอับอายมากถ้าอีกคนจะสังเกตเห็น

นักการเมืองหนุ่มถอดเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็วราวกับหมดความอดทน

พิชช์ฌานโยนเสื้อคลุมตัวนั้นใส่ร่างที่สั่นเทาแล้วสบถเสียงดังก่อนจะหันหลังกลับออกมาจากห้อง  ไม่ลืมกระแทกประตูปิดดังปัง

โอเมก้ากำเสื้อโค้ทตัวนั้นเอาไว้แน่น โล่งใจแต่ก็ปนกับความรู้สึกอื่นที่อธิบายไม่ถูก

เจ้าของบ้านกระทืบเท้าลงบันไดมาชั้นล่างด้วยใบหน้าเครียดจัดเหมือนพร้อมจะฆ่าใครก็ตามที่โผล่เข้ามา  เขายกมือขึ้นห้ามเมื่อลูกน้องคนสนิทที่รออยู่ขยับเข้ามาหา

"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น" พูดแค่นั้นนักการเมืองหนุ่มก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำพักใหญ่  ก่อนจะกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นมาก

"ตามหมอมา เอายาระงับหรืออะไรพวกนั้นมาด้วย ฉันไม่ต้องการเห็นโอเมก้าฮีทที่นี่"  เขาตวัดสายตาขึ้นไปบนชั้นสองอย่างดุดันแกมรังเกียจลึกๆ  “อ้อ  ให้ทำแผลที่เท้าด้วย  คราบเลือดเปื้อนไปหมด”

พิชช์ฌานกลับออกมาสงบสติอารมณ์ข้างนอกบ้าน  ลมเย็นๆพัดมาปะทะใบหน้าช่วยให้อะไรต่อมิอะไรที่ยังไม่สงบดีนั้นราบเรียบลงในที่สุด   ตวัดสายตาขึ้นไปมองห้องบนชั้นสองที่ปิดไฟมืดนั้นอีกรอบ  เหอะ...โอเมก้างั้นหรือ

ครอบครัวของพิชช์ฌานเป็นแอลฟ่าบริสุทธิ์มาตลอด เหมือนๆกับหลายๆครอบครัวที่มีอำนาจในประเทศนี้  ถึงแม้ตอนหาเสียงเขาจะบอกว่าทุกชนชั้นไม่ว่าแอลฟ่า เบต้า หรือโอเมก้าจะเท่าเทียมกัน ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ในจิตใต้สำนึกของเขาก็ยังมองว่าโอเมก้าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยอ่อนแอ

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคู่แห่งโชคชะตาอะไรนั่น มันเป็นนิทานปรัมปราไว้หลอกแอลฟ่าโลกสวยที่ดันตาบอดไปหลงรักโอเมก้านั่นแหละ  คนอย่างเขา...ไม่เคยนึกจะเกลือกกลั้วกับโอเมก้าแบบนั้น แค่คิดก็ขนลุก...โชคดีที่เมื่อกี้เขายับยั้งใจเอาไว้ได้ ไม่ปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณดิบ

ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกลูกน้องดูแคลน ขนาดเจนภพยังยั้งใจไว้ได้ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็ไม่ควรจะชื่อนายพิชช์ฌาน

            มือขวาเดินออกมาหยุดยืนด้านหลังเขาเงียบๆ  พิชช์ฌานเหลียวไปมอง

"ไปเอาโทรศัพท์มา ฉันจะโทรหาท่านนายกฯ" เขาพูดเรียบๆ   ..อย่างน้อยความลับที่อคินทร์เป็นโอเมก้าก็คงจะสามารถทำให้ใครบางคนดิ้นเป็นหมาถูกน้ำร้อนได้แน่ๆ..หึ มิน่าล่ะ

ถึงขั้นระเบิดบ้านกันเลยนี่...ความลับสุดขอบฟ้าแบบนี้นี่เอง

            .........................................................

"...ท่านคงไม่อยากให้ความลับนี้เปิดเผยไปหรอกนะครับ ท่านนายกฯ เพราะมันคงกระทบต่อความเชื่อมั่นของท่านและความนิยมของคุณอคินทร์มากพอสมควร" เสียงเยาะหยันของชายหนุ่มรุ่นลูกทำให้ไตรคุณกำโทรศัพท์แน่น

...มันรู้แล้วว่าอัยย์เป็นโอเมก้า

"แกทำอะไรลูกฉัน"

"โอ๊ะโอ ...คิดว่าผมทำอะไรล่ะ"  อีกฝ่ายย้อนกลับมา “โอเมก้าแสนสวยกับแอลฟ่าที่ยังหนุ่มแน่น”  พิชช์ฌานพูดเยาะๆ  แทบจะเดาออกว่าคนฟังจะต้องกระอักเลือดแน่ๆ   "อืม..ตกลงยังไงดีครับท่าน ผมค่อนข้างความอดทนต่ำนะครับ เด็กๆก็ใจร้อนอย่างที่ท่านเคยบอกผมนั่นแหละครับ"  ชายหนุ่มว่า หัวเราะเบาๆ "ให้เวลาถึงสิบโมงเช้าวันพรุ่งนี้ดีไหมครับ แต่ยิ่งเร็วก็ยิ่งดีนะ เพราะโอเมก้าร่างกายไม่แข็งแรง  ไม่ค่อยทนไม้ทนมือเอาเสียเลย ว่าไหมครับ"

"ไอ้พิชช์ฌาน!!" เขาอุทาน

หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกดวางสาย ยิ้มอย่างพอใจ

“คุณไม่กลัวท่านนายกฯจะแจ้งตำรวจหรอครับ”  เจนภพถามขึ้นเบาๆ  อีกฝ่ายส่ายหน้า

“ให้ตายเขาก็ไม่มีทางแจ้งตำรวจหรอก  เพราะกลัวความลับเรื่องโอเมก้ารั่วไหลยังไงล่ะ”  พิชช์ฌานดีดนิ้วอย่างพอใจ   "ปล่อยข่าวว่าอดินทร์เป็นโอเมก้า" เขาหันไปบอกเจนภพสั้นๆ "ทำให้ท่านนายกฯตัดสินใจง่ายขึ้นหน่อย"

            คนสนิทรับคำ

"แล้วหมอมาหรือยัง"

"กำลังขึ้นไปดูคุณคินอยู่ครับ"

"ดีมาก" พิชช์ฌานเคาะนิ้วลงกับโต๊ะ  ตอนนี้ท่านไตรคุณก็เหมือนลูกไก่ในกำมือของเขาแล้ว  จะบีบก็ตาย  จะคลายก็รอด...ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก  เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนเห็นขนลุกทั้งตัว




ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk






          ข่าวลือเรื่องศิลปินดังอย่างอคินทร์  อลันไตรเป็นโอเมก้าแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง บรรดาแฟนคลับถล่มถามหาความจริงจากปากเขาทุกทางเท่าที่ทำได้  บ้างก็บอกว่ารับได้บ้างก็รับไม่ได้ จะเป็นไปได้อย่างไร บุรุษผู้งดงามจับตาราวกับตกลงมาจากสวรรค์คนนั้นจะเป็นชนชั้นต่ำที่สุดในสังคมที่ทุกคนยังตั้งแง่รังเกียจอยู่ลึกๆ

"สถานการณ์เริ่มบานปลายแล้วนะครับท่าน" เลขาฯท่านนายกฯพูดอย่างกังวล  “แฟนคลับบางส่วนเริ่มมีการชุมนุมกันด้วย  บอกว่าจะบุกมาถามหาความจริง”

"ฉันรู้แล้ว" ท่านไตรคุณพูด หันไปมองลูกชายฝาแฝดที่นั่งขรึมอยู่ "พร้อมหรือยัง คิน..."

"ครับพ่อ  แค่นี้สบายมาก...แต่ว่ามันจะดีกับน้องจริงๆเหรอครับ" ลูกชายถามกลับ

"มันดีที่สุดแล้ว" คนเป็นพ่อตอบ ดึงลูกชายเข้ามากอดแน่น "ระวังตัวด้วยนะลูก"

"ไม่ต้องห่วงผมครับ" ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ

ภาพศิลปินดังที่กำลังเป็นข่าวคึกโครมที่สุดในตอนนี้ปรากฏตัวขึ้นที่โต๊ะแถลงข่าวเรียกเสียงฮือฮากับทุกคนที่มารอฟัง  รวมถึงคนทางบ้านที่รอดูถ่ายทอดสดอีกด้วย  อคินทร์รักษาท่าทางสงบนิ่งเอาไว้  เขาเริ่มพูดถึงเรื่องข่าวลือที่มีคนลือกันผิดๆว่าเขาเป็นโอเมก้า

"...ผมจึงขอยืนยันด้วยผลตรวจเลือดของผม ว่าผมเป็นแอลฟ่าแต่กำเนิด ..." ชายหนุ่มพูด ชูผลตรวจเลือดให้กับตากล้องนักข่าวที่รัวชัตเตอร์

"แล้วคุณอคินทร์คิดอย่างไรกับกระแสเหยียดโอเมก้าที่กำลังดุเดือดคะ การที่คุณรีบออกมาบอกว่าเป็นแอลฟ่าเพื่อปกป้องตัวเองหรือมีนัยยะอื่นหรือเปล่า"  นักข่าวสำนักหนึ่งถาม

ชายหนุ่มยิ้มเย็น

"ผมออกมาบอกเพื่อแสดงความจริงใจครับ ส่วนเรื่องกระแสเหยียดโอเมก้า ผมและครอบครัวของผมไม่เคยเห็นด้วยเลยกับเรื่องนั้น เพราะผม...มีน้องชายเป็นโอเมก้าครับ"

คำตอบของอคินทร์เรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนได้กระหึ่ม

"ผมมีน้องชายฝาแฝดและเป็นโอเมก้า ครอบครัวเราไม่เคยเปิดเผยเพราะรักและเป็นห่วงเขามาก   ..พวกคุณคงรู้ว่าโอเมก้ามีความน่ารักและเข้มแข็งอยู่ในตัวอย่างไรบ้าง ผมรู้เพราะผมดูแลน้องชายผมมาตลอด ครอบครัวเราทุกคนรักและถนอมเขาเหมือนไข่ในหิน คุณคงนึกออกนะครับ เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณพ่อของผมถึงไม่เคยพูดถึงน้องชายคนเล็กของเราเลย"

 

"ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงเปิดเผยเรื่องนี้ละคะ"

"เพราะ...."  นักร้องหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง น้ำตาคลอในดวงตาคู่สวย  เขาหันไปมองกล้องนิ่งๆ  "หัวใจของครอบครัวเราเพิ่งถูกลักพาตัวไปครับ" เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ  "เมื่อสี่วันที่แล้ว"

เสียงอุทานอย่างงุนงงแกมตกใจดังขึ้นทั่วบริเวณ

"...ท่านนายกฯ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคุณพ่อของผมเจ็บปวดใจอย่างมาก ท่านพยายามจะเก็บเป็นความลับแล้วตามสืบหาตัวน้องชายของผมเงียบๆ แต่ว่า...ไร้ประโยชน์ คนบางคนใช้น้องชายของผมมาเป็นเครื่องต่อรองบางอย่างกับคุณพ่อ...คุณลองคิดดู ความใจร้ายที่เอาลูกของเขามาเป็นเครื่องมือ"

"ใครคะ พอจะบอกได้ไหมคะ"

"แจ้งตำรวจให้จัดการดีกว่าครับ บ้านเมืองมีกฏหมาย จะมาลักพาตัวกันแบบนี้ได้ยังไง"

อคินทร์ถอนหายใจยาวด้วยท่าทางเศร้าใจ  เหลือบมองไปทางด้านข้างตามที่เตรียมแผนเอาไว้ ท่านไตรคุณบิดาของเขาเดินออกมาเอง เป็นที่ฮือฮาของนักข่าวอย่างคาดไม่ถึงยิ่งกว่าเดิม

นายกรัฐมนตรีของประเทศอยู่ในชุดสีดำสนิท  ใบหน้าคล้ำโทรมแสดงถึงความทุกข์ตรมราวกับแก่ลงไปสักยี่สิบปี  ไตรคุณหยุดยืนเคียงข้างลูกชายของเขา

"ผมมาวันนี้เพราะมาให้กำลังใจลูกชายของผมอคินทร์และอยากฝากถึงคนที่ฟังอยู่ ...อคิราห์เป็นลูกชายของผม ถึงเขาจะเป็นโอเมก้าแต่ผมก็รักไม่ต่างจากลูกคนอื่น.."  เขาหยุดไปนิดหนึ่งเหมือนสะเทือนใจ  “ผมคิดอยู่นานว่าจะเปิดเผยเรื่องนี้ดีหรือไม่ แต่สุดท้ายความเป็นห่วงก็ทำให้ผมต้องยอมออกมาขอร้อง...ผมขอใช้คำว่าขอร้อง โปรดเห็นแก่พ่อและทุกคนในครอบครัวที่เป็นห่วงเขา ...ช่วยคืนเขากลับมาเถอะครับ อย่ารังแกเขาเลย ...พิชช์ฌาน"

ประโยคหลังไตรคุณไม่ได้พูดออกเสียง แต่ใครๆก็อ่านปากออก

คนชื่อพิชช์ฌานทุบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นยืนอย่างโกรธจัด มองหน้าจอโทรทัศน์ตาแทบถลน  ไม่นึกเลยว่างานไอ้แก่ไตรคุณจะแก้เกมเขาได้เจ็บแสบถึงเพียงนี้

ทีนี้ทุกคนก็จะจับตามองมาที่เขาและคิดว่าเขาเป็นพวกเหยียดชนชั้น อย่างที่ไอ้แก่บอกและก็ชิงออกตัวว่ามีลูกเป็นโอเมก้าไปแล้วน่ะสิ

"โธ่เว้ย"

"เราจะทำยังไงดีครับ คืนตัวคุณ...เอ่อ น้องชายอคินทร์ไปดีไหมครับ" เจนภพพูด งุนงงจับต้นชนปลายไม่ติด   

แค่เปิดทีวีเห็นอคินทร์ยืนอยู่ตรงหน้าก็ว่าช็อคแล้ว จู่ๆฝ่ายนั้นก็ออกมาบอกอีกว่าตัวเองมีฝาแฝดเป็นโอเมก้าหน้าตาเฉย แสดงว่าคนที่นอนอยู่ข้างบนห้องตอนนี้ก็คือน้องชายที่ว่าสินะ

 

บ้าเอ๊ย ก็ว่าทำไมถึงดูแปลกๆไปหมด

พิชช์ฌานกัดฟันกรอด ถ้าเขาคืนตัวเด็กคนนั้นกลับไปเรื่องก็คงจบหรอก แต่เขาคงไม่เหลือหน้าเอาไว้เลือกตั้งสมัยหน้าแล้ว

ไม่ต้องนับความอับอายที่จะตามหลังมาอีก  เพราะไอ้เด็กบ้านั่นไม่ยอมบอกว่าตัวเองไม่ใช่อคินทร์ตั้งแต่แรก แผนเขาถึงได้พังพินาศขนาดนี้

ฮึ่ม....ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น

"ออกไปก่อน ฉันขอตั้งหลักหน่อย คนอย่างนายพิชช์ฌานไม่ยอมจนมุมด้วยเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นหรอก" ชายหนุ่มพูดอย่างโกรธเกรี้ยว   

เลขาฯอย่างเขาเลยต้องถอยออกมา ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเจ้านายดังลั่น เห็นทีวันนี้คงสายไหม้เป็นแน่  ...ไม่รู้เหมือนกันว่าพิชช์ฌานจะแก้เกมนี้อย่างไร แต่เขามั่นใจในมันสมองของคนๆนี้

.....................................................................

 

อคิราห์ไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบานปลายไปถึงไหนแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากที่คุณหมอมาฉีดยาให้เขาและให้ยาระงับกระปุกใหญ่เอาไว้

เช้าวันนี้ทั้งบ้านเงียบสงัดเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่อัยย์ก็รู้ว่ามีคนคอยเฝ้าจับตาดูเขาอยู่เงียบๆ ตามมุมต่างๆ  ไม่เชื่อก็ลองทำท่าออกวิ่ง  หรือทำอะไรลับๆล่อๆดูสิ

"คุณจะไปไหนครับ"  บอดี้การ์ดคนหนึ่งที่เขาเริ่มคุ้นหน้าถามขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าออกจากห้อง  อคิราห์ถอนหายใจเฮือก...เห็นไหมล่ะ

"ให้ผมได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้างได้ไหมครับ ..แค่ในครัวก็ยังดี  ผมไม่ได้คิดจะหนีไปไหนหรอก" สีหน้าของหงอยๆของคนพูดทำให้คนฟังรู้สึกสงสาร     

อัยย์ก็เลยได้ลงมาสำรวจชั้นล่างบ้างอย่างที่ต้องการ  เดาว่านายพิษฌานกับมือขวาคนนั้นคงไม่อยู่บ้านสินะ ไม่งั้นคงไม่มีใครยอมให้เขาออกมาเดินเล่นข้างนอกแบบนี้แน่  ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นสูดอากาศเย็นสดชื่นเคล้ากับแสงแดดนั้นอย่างพอใจ  บ้านหลังนี้อยู่ในหุบเขาที่ไหนสักแห่งที่เขาก็เดาไม่ออกเหมือนกัน  สายหมอกเริ่มจางหายไปแล้ว  อัยย์เดินเล่นจนไปถึงข้างหลังบ้าน  เขาเบิกตาโตอย่างดีใจ

ดอกไม้สีสันสดใสผลิดอกบานสะพรั่งเต็มไปหมด คงจะขึ้นเองตามธรรมชาติกระมัง...ชายหนุ่มย่อตัวลงแตะที่กลีบดอกไม้บอบบางนั้นแผ่วเบาแล้วยิ้มให้  อย่างน้อยในวันที่เซ็งที่สุดก็ยังพอมีสิ่งสวยงามเจริญหูเจริญตาบ้าง  เขาแตะจมูกแล้วสูดกลิ่นหอมจางๆเข้าปอดตามด้วยอ้าปากกว้างเพื่อวัดขนาดของกลีบดอกเล่น

เคยได้ยินว่าดอกไม้บางชนิดเอาไปทอดกินได้...

"ดอกไม้พวกนั้นกินไม่ได้หรอกนะ"

อคิราห์ชะงัก หันขวับไปมองต้นเสียงที่ยืนกอดอกอยู่บนระเบียงหลังบ้าน

"ใครเค้ากินดอกไม้กัน"  อคิราห์ตอบกลับไป ทำใจดีสู้เสือ...อย่างน้อยวันนี้ดวงตาคมเข้มคู่นั้นก็ไม่ลุกวาบน่ากลัวเหมือนวันก่อนอีกแล้ว

หากแต่มีแววอะไรอย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาแทน...คล้ายๆจะ ..สมเพช?

"กลับขึ้นมาบนบ้านได้แล้ว"

อีกฝ่ายหน้าจ๋อยลงเหมือนดอกไม้ที่ถูกแสงแดดเผา พิชช์ฌานมองตามร่างที่เดินขึ้นบันไดมาเงียบๆ  วันนี้กลิ่นคุกกี้รสนมไม่รุนแรงเหมือนวันนั้น  เป็นแค่กลิ่นอ่อนๆที่เขาพอยอมรับได้

"ไปแต่งตัวเสีย  ฉันเตรียมชุดเอาไว้ให้แล้ว"

"คุณจะพาผมไปไหน...หรือว่า จะพากลับบ้าน" คนฟังดีใจ 

อีกฝ่ายพยักหน้า

นักการเมืองหนุ่มมองตามหลังคนที่เดินแกมวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างร่าเริงนั้นพลางถอนหายใจอย่างเคร่งเครียด  ความคิดเดิมๆย้อนกลับมาในสมอง... เขาคิดถูกหรือเปล่า  หรือว่าไม่ควร...

เจนภพขยับเข้ามาถามเขาเสียงเบา

"จะดีหรอครับ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย"

"ถ้าฉันอยากเล่นการเมืองต่อ มันก็จำเป็นต้องทำ" คนเป็นนายตอบเสียงหนัก  ยกมือขึ้นนวบที่หัวคิ้วเบาๆ  หลังจากนั่งคิดหาทางหัวแทบแตก เขาก็คิดวิธีออก  มันอาจจะดูโหดร้ายไปหน่อย แต่ทำไงได้...พ่อของเด็กคนนั้นเป็นคนบังคับเขาเอง ทำให้เขาไม่มีทางเลือก

ถ้าเขายังอยากเล่นการเมืองต่อ  มันก็ต้องแลกกับอะไรบางอย่าง....

"เสร็จแล้วครับ"

อคิราห์เดินกลับออกมาหาเขา  ร่างโปร่งบางได้ส่วนสัดอยู่ในชุดสูทสีขาวอย่างดีของแบรนด์ชื่อดังระดับโลกพอดีตัวเปี๊ยบ  พิชช์ฌานมองอย่างพอใจกับการกะขนาดด้วยสายตาของตัวเอง   เอาเถอะ...อย่างน้อยรูปร่างหน้าตาที่เหมือนแฝดพี่ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ขัดหูขัดตาเท่าที่ควร

อัยย์ตื่นเต้นมาก เขานั่งมือเย็นเฉียบมาในรถตลอดทาง  พิษฌานบังคับให้เขาผูกผ้าปิดตาเอาไว้เหมือนขามา  คงกลัวว่าเขาจะจำทางได้ล่ะมั้ง  คดเคี้ยววกวนขนาดนี้  ชายหนุ่มนึกในใจ  ...เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะพาเขาไปไม่ถึงบ้านมากกว่า  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น...

"จอดรถ" พิชช์ฌานบอกคนขับเรียบๆ

อคิราห์ใจหาย  รีบดึงผ้าผูกตาออกพลางเหลียวไปมองรอบตัว  รถจอดอยู่ริมทะเลสาบไร้ผู้คน

หรือว่าเราจะไม่ได้กลับบ้านจริงๆ

เขานั่งในรถนิ่ง ตั้งใจว่ายังไงก็จะไม่ลงจากรถเด็ดขาด ต่อให้ลากลงไปก็เถอะ คิดจะยิงเขาแล้วโยนลงทะเลสาบใช่มั้ยล่ะ  รู้หรอกนะ  ดูออก

ไม่มีทาง...

"ไม่.."

"ไม่อะไรของเธอ นั่งอยู่ในนี้นิ่งๆล่ะ เดี๋ยวฉันกลับมา"  นายพิษฌานพูด ท่าทางหัวเสีย  อัยย์ย่นจมูกใส่ มองตามหลังร่างสูงใหญ่ที่เดินข้ามถนนไปยังร้านฝั่งตรงข้ามอย่างเคืองๆ

ผ่านไปครู่ใหญ่ พิชช์ฌานก็เดินกลับมาที่รถ  อัยย์สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนชุดมาอยู่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตาเหมือนกันกับเขาไม่มีผิด  ใบหน้าคมเข้มโกนหนวดเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ดูผิดไปจากลุคปกติมากทีเดียว

"เป็นไง ตะลึงเลยเหรอ" พิชช์ฌานเลิกคิ้ว ค่อนข้างพอใจกับสีหน้าของอีกฝ่าย

"ผมตกใจ คุณผีเข้าหรอ"

คนแก่กว่าหน้าหงิก อยากยกมือขึ้นมาเขกหัวเด็กตรงหน้าสักป้าบ ถลึงตาใส่คนพูด

"พูดแบบนี้แสดงว่าไม่อยากกลับบ้านใช่มั้ย"

"เปล่าๆ ผมหมายถึง...คุณดูดีมาก" อัยย์รีบแก้  "แล้วทำไมเราต้องใส่สีขาว หรือว่าใกล้กินเจแล้ว...จริงด้วย คุณจะแวะโรงเจหรอ"

คนฟังเกือบสำลัก

"อย่าพูดมาก นั่งเงียบๆไปซะ"

พิชช์ฌานได้ยินเสียงหัวเราะฮึๆดังมาจากคนข้างๆ เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าลูกชายคนเล็กของนายไตรคุณเป็นคนกวนประสาทอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

ขำที่คนเป็นพ่อออกมาบอกว่าลูกบอบบางอ่อนแออย่างงั้นอย่างงี้ เหอะ...ไม่มั้ง

 

รถขับมาจอดที่หน้าคฤหาสน์ของครอบครัวตระกูลอลันไตร

อัยย์ดีใจขึ้นมาจริงๆที่เห็นบ้าน

.....................................................................


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-02-2019 00:35:36 โดย ็Hollyk »

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 3



 

 

 

 

            อคิราห์เปิดประตูลงมาจากรถโดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดให้ ชายหนุ่มเกือบจะวิ่งตรงเข้าบ้านแล้วถ้าไม่ติดว่ามีกล้องเฉียดร้อยตัวดักอยู่ตั้งแต่ทางเข้ายาวไปจนถึงหน้าตึก

"อัยย์ลูก" เสียงคุ้นหูดังขึ้นมา ลูกชายรีบชะเง้อคอมอง ร่างผอมสูงของคนเป็นพ่อเดินลงบันไดหินอ่อนหน้าบ้านตรงมาหาเขา

"พ่อ" พอเห็นหน้าบิดาตามหลังด้วยมารดาและพี่ชายฝาแฝด  อคิราห์ก็บ่อน้ำตาแตกอีกรอบ

พ่อตรงเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น ลูกชายก็กอดตอบแน่นไม่แพ้กัน

"ไม่เป็นอะไรนะ" พ่อถามเสียงหนัก

"ผมสบายดีครับ" คนเป็นลูกสูดน้ำมูก พ่อดันตัวเขาออก ให้แม่กับพี่ชายเข้ามากอดบ้าง

อคิราห์เพิ่งได้ยินเสียงชัตเตอร์รัวกระหน่ำรอบตัว ชายหนุ่มทำท่าจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาเหมือนที่เคย ทว่าผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่เดินมาหยุดยืนข้างตัวเมื่อไหร่ไม่รู้กลับยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้เสียก่อน

"เช็ดขี้มูกหน่อย เหมือนลอดช่องน่าเกลียด" นายสารพัดพิษฌานชะโงกลงมากระซิบที่ข้างหูของเขา

พิชช์ฌานเกือบหัวเราะออกมาเมื่อเห็นคนที่รับผ้าเช็ดหน้าเขาไปซับน้ำตานั้นถลึงตาใส่เขา  ชายหนุ่มกระแอมแล้วหันกลับมาหาท่านนากยรัฐมนตรี จากนั้นก็ก้มลงไหว้อย่างสวยงามถูกขนบธรรมเนียม

"ผม นายพิชช์ฌาน อัศวลักษณ์ ขอแสดงความเสียใจและขอโทษที่ได้ล่วงเกิน ..พาลูกชายของท่านไป ทำให้ท่านต้องกังวลใจครับ" เขาพูดเสียงดัง  "..สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เกิดจากความผิดของผมคนเดียวครับ  เป็นเพราะผม พิชช์ฌานรักนายอคิราห์มากเกินไปจึงเกิดเรื่องเข้าใจผิดนี้ขึ้น.."

ท่านไตรคุณยืนนิ่ง เขาเองก็เดาออกอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคงจะแก้เกมด้วยการบอกว่ารักลูกชายเขาแน่ๆ ซึ่งก็ไม่ผิดคาดเท่าไหร่

ชายหนุ่มอมยิ้มในหน้าแล้วพูดต่อเนิบๆ

"...ดังนั้น ผมขอรับผิดชอบด้วยการแต่งงานครับ"

อคิราห์เบิกตากว้าง ตกใจตั้งแต่ผู้ชายคนนั้นเอาเรื่องความรักมาอ้างแล้ว มาช็อคซ้ำสองอีกทีตอนที่เขาบอกว่าจะแต่งงาน

"เห้ย..จะบ้าหรอ" ชายหนุ่มโวยขึ้นมาทันที ทว่าบิดาของเขากลับขัดขึ้นพร้อมกับตวัดสายตาดุๆมองมา

"เป็นคนที่รับผิดชอบดีนี่ คุณพิชช์ฌาน  ช่างน่าประทับใจ"

ไตรคุณคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะเล่นใหญ่ถึงขนาดขอแต่งงานกับลูกชายของเขา  เรียกว่าใจถึงไม่ใช่เล่น

"รักกันชอบกันผมไม่ว่า  ถ้าเข้าตามตรอกออกตามประตู แต่ว่า... จะแต่งงานกับลูกชายผม มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆหรอกนะคุณพิชช์ฌาน อัศวลักษณ์"

"ผมก็คิดว่าอย่างนั้น" อีกฝ่ายรับคำพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจนท่านไตรคุณชักอยากรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะทำยังไงต่อ

ร่างสูงใหญ่ย่อตัวลงคุกเข่าต่อหน้าลูกชายของเขาที่ยืนอึ้งกิมกี่อยู่

"วันนี้  ผมเตรียมแหวนมาแล้ว ผมหลงรักคุณตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นหน้า  แต่งงานกับผมนะครับ"  พิชช์ฌานล้วงกล่องสีน้ำเงินสดขึ้นมาเปิด ภายในเป็นแหวนเพชรเม็ดใหญ่สะท้อนแสงวิบวับ

อคิราห์เพิ่งได้สติ เขาเหลือบมองหน้าบิดาก็เห็นฝ่ายนั้นทำท่าคล้ายจะพยักหน้านิดๆ ส่วนมารดากับพี่ชายวางหน้านิ่งไม่ยินดียินร้าย  ชายหนุ่มกลับมามองหน้าคนที่กำลังขอแต่งงานอีกครั้ง นัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นมีแววคาดคั้นแกมบังคับให้รีบๆตอบรับเร็วๆ

"ไม่!! ผมไม่แต่งหรอก" อัยย์พูดทั้งน้ำตา  ความน้อยใจพุ่งสูงจนทนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไหว อคิราห์ปัดมือของพิชชฌานออกแล้วออกวิ่งเต็มฝีเท้าตรงเข้าไปในบ้าน ...ที่หลบภัยเดียวของเขา

..ทุกคนเห็นเขาเป็นอะไร เครื่องมือไปสู่ความสำเร็จงั้นหรือ เขาไม่ใช่หุ่นยนต์ไร้สมองไร้ความรู้สึกนะ  หึ...กะแล้วเชียว ชุดสูทขาวเต็มยศนี่ก็เพื่อการนี้สินะ

"อคิราห์ เดี๋ยวก่อนสิที่รัก โกรธอะไรผมน่ะ ผิดหวังที่แหวนวงเล็กไปเหรอ" พิชช์ฌานตะโกนตามหลัง

เสียงชัตเตอร์รัวดังกว่าเก่า ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก  เขานึกว่าพออีกฝ่ายมาเจอนักข่าวเยอะๆ กับบิดาตัวเองแล้วจะตกใจจนยอมเลยตามเลยเสียอีก  อย่างน้อยก็อาจจะอึกอักอ้ำอึ้งไปไม่เป็นสักพัก  เขาจะได้จัดการรวบรัดทุกอย่างต่อหน้านักข่าวเสียเลย

หัวแข็งกว่าที่คิดแฮะ ....แต่เขาก็ผิดเองที่ประมาทเกินไป

"จะทำยังไงต่อล่ะพ่อหนุ่ม"  ท่านไตรคุณถามขึ้นเนิบๆ  ผู้ชายตรงหน้าชักน่าสนใจกว่าที่คิด แผนแก้เกมคราวนี้ทำให้เขาอึ้งทีเดียว  คงต้องยอมนับถือลูกบ้าของมันในคราวนี้  เสียแต่ว่า...ลูกชายของเขาไม่ใช่คนที่จะยอมอะไรง่ายๆหรอก

อัยย์เป็นคนดื้อค่อนไปทางรั้นเลยล่ะ

"ผมขอเข้าไปง้อเขาได้ไหมครับคุณพ่อ" พิชช์ฌานพูดเสียงอ่อน

ไตรคุณเลิกคิ้ว

"ฉันไม่ใช่พ่อเธอหรอก คุณพิชช์ฌาน"

"ให้โอกาสผมเถอะนะครับ ท่านนายกฯ" พิชช์ฌานโค้งให้เขาจนต่ำ

คนอาวุโสกว่าคิดหนัก ...ถ้าไม่ยอมให้อีกฝ่ายเข้าไปหาลูกชาย ก็เท่ากับเรื่องทุกอย่างจบ นายพิชช์ฌานได้ขุดหลุมฝังตัวเองไปแล้วโดยมีอัยย์ช่วยกลบ และเขาก็จะเป็นคนวางช่อดอกไม้ประดับหน้าหลุมศพ

อนาคตทางการเมืองของชายหนุ่มคงจะไม่สดใสเท่าเดิมหรือจะเรียกว่าดับก็คงได้

แต่ถ้าไม่...ท่านไตรคุณยิ้มมุมปาก อย่างน้อยเขาก็จะได้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านมาเป็นลูกเขย

ไม่ว่าทางไหนเขาก็เป็นต่อ แต่ว่าทางไหนล่ะที่จะคุ้มค่าที่สุด

พิชช์ฌานยังหนุ่มเลยมุทะลุมากไป ไม่รอบคอบเท่ากับคนที่ผ่านประสบการณ์มามากกว่า แต่ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกัน ก็นับว่าใจเด็ดและมีลูกบ้าที่น่าสนใจ

ถึงขนาดยอมทุ่มหมดหน้าตักขนาดนี้ ...หึๆ

"ก็ได้ ฉันจะให้โอกาสนั้นกับคุณพิชช์ฌาน  แต่ว่า...จงจดจำโอกาสครั้งนี้เอาไว้ให้ดี และใช้ให้คุ้มค่า" ไตรคุณพูดเนิบๆ

พิชช์ฌานสูดลมหายใจลึก

"ผมจะจำไว้ครับ"

ชายหนุ่มหมุนตัวก้าวยาวๆตามอคิราห์เข้าไปในบ้านท่ามกลางสายตานับร้อยที่มองตามหลังด้วยความคิดแตกต่างกัน

"จะไม่เป็นไรหรอครับพ่อ" คินถาม

"พูดเหมือนไม่รู้จักน้องชายแก" คนเป็นพ่อตอบเนิบๆ  "ถ้าเขาทำให้น้องแกยอมแต่งได้ ฉันก็จะให้พวกเค้าแต่งงานกัน" เขาพูด ยิ้มมุมปากออกมานิดหนึ่ง

..............................................................................

อคิราห์กำลังเดินกลับไปกลับมาในห้องนอนของตัวเองอย่างวุ่นวายใจ  เขาทั้งตกใจและสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อกี้นี้

ขอแต่งงานงั้นหรือ ....บ้าหรือเปล่า

ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นพวกสารพัดพิษตัวจริงเสียงจริง

เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้นหลายที

"อคิราห์ที่รัก ออกมาคุยกันหน่อยเถอะ ฉันเอง พิชช์ฌาน”  คนฟังเบ้ปาก

“ดูละครมากไปหรอครับ คุณกลับไปเถอะ เลิกพูดอะไรเลี่ยนๆที ผมฟังแล้วจะอ้วก" อคิราห์ตะโกนกลับไป

เสียงไขกุญแจก๊อกแก๊กดังขึ้น จากนั้นพิชช์ฌานก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง  ภาพเจ้าของห้องยืนกอดตุ๊กตาหมีมองเขาตาค้างอย่างตกใจนั้นน่าขัน แต่ก็น่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย

"พ่อเธอให้กุญแจฉันมา"

ชายหนุ่มพูดเรียบๆ อีกฝ่ายถอยกรูดไปยืนติดหัวเตียงอย่างระแวดระวัง

"ออกไปนะ จะทำอะไร"

"ฉันขอแต่งงานดีๆไม่ยอมแต่ง สงสัยจะต้องทำให้เธอเป็นของฉันก่อนถึงจะยอมแต่งใช่มั้ย" พิชช์ฌานแกล้งพูดเสียงเข้ม แม้จะกำลังเคร่งเครียดอยู่ที่ทุกอย่างผิดแผนไปหมด แต่พอเห็นอีกฝ่ายตาเหลือกเขาก็รู้สึกขำขึ้นมา 

"ไอ้บ้า อย่านะ ผมเตะปากแตกนะบอกไว้ก่อน ไม่เหมือนวันนั้นหรอกนะ" อัยย์รีบขู่ ยกมือขึ้นมาตั้งหมัด

"จะต่อยกันทั้งที วางตุ๊กตาลงก่อนดีมั้ย" อีกฝ่ายทัก อคิราห์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหนีบคุณหมีเอาไว้ข้างเอว ก็เลยรีบวางคุณหมีเพื่อนรักเอาไว้บนเตียงตามเดิม

พิชช์ฌานมองท่าทางที่วางตุ๊กตานั้นอย่างทะนุถนอมแล้วกลั้นหัวเราะในใจ สงสัยจะเป็นตุ๊กตาตัวโปรด  เด็กเอ๊ย ..มาทำเล่นกับเขา เดี๋ยวดุใส่ก็ร้องไห้แงๆเสียเท่านั้น

"เอาอย่างนี้นะอคิราห์  ฟังฉันก่อน ฉันมีข้อเสนอมาให้เธอเลือก" เขาเปลี่ยนแผนใช้ไม้อ่อนหลอกเด็กแทน  "เธออยู่ที่นี่ ไม่ได้ออกไปไหนเลยใช่มั้ยล่ะ ไม่เบื่อเหรอ"

คนฟังจับตามองคนพูดอย่างไม่ไว้ใจ

"ทำไม"

"ไม่อยากไปท่องโลกกว้างบ้างเหรอ เธอจะได้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ อยากเล่นอะไรก็ได้ที่อยากเล่น อยากกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน"  พิชช์ฌานสังเกตเห็นแววสนใจในดวงตากลมโตคู่นั้น  เขายิ้มในใจ "ฉันพาเธอเที่ยวรอบโลกได้นะ กินได้ทุกร้านที่เธอต้องการ"

อคิราห์เกือบจะคล้อยตาม เที่ยวรอบโลกเป็นความฝันของเขาเหมือนกัน ตระเวนกินให้ครบทุกร้านมิชลินสามดาวก็เป็นหนึ่งในความฝันของเขา

"ไม่ต้องทนอยู่ที่บ้านนี้อีกต่อไป ฉันจะพาเธอไปเอง" คนแก่กว่าพูดเสียงนุ่ม "เธออยากทำอะไรทำเลย ไม่ต้องกลัวเรื่องโอเมก้าหรืออะไร เพราะฉันจะปกป้องเธอเอง"

 

พอมาถึงประโยคนี้ คนฟังก็ขมวดคิ้วฉับ

"แต่ผมไม่อยากแต่งงานกับคุณ ผมจะแต่งกับคนที่เพิ่งรู้จักชื่อผมได้ยังไง"

"เธอเชื่อเรื่องคู่แห่งโชคชะตาไหม" นาทีนี้นายพิชช์ฌานยอมกัดลิ้นตัวเอง "ฉันคิดว่าเราสองคน.."

"ไม่มีทาง" อคิราห์รีบขัดขึ้นเสียงแข็ง "เรื่องคู่อะไรนั่นเป็นแค่นิทานก่อนนอน อย่าเอามาหลอกผมให้ยาก"

พิชช์ฌานเกือบจะยิ้มออกมาด้วยความถูกใจที่อีกฝ่ายคิดเหมือนกันกับเขา

"โอเค ถ้าเราไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตาอะไรนั่นก็ยิ่งดีไงล่ะ เมื่อไหร่ที่เธอเบื่อ..สักปีสองปี เราก็หย่ากัน แล้วฉันสัญญาจะแบ่งค่าเลี้ยงดูให้แน่นอน"  นักการเมืองหนุ่มรีบพูด "เธอไม่เสียอะไรเลย ฉันรับรองว่าจะไม่ล่วงเกินเธอ เราจะเป็นเพื่อนกันดีไหม"

อคิราห์เริ่มจะคล้อยตามขึ้นมาจริงๆ แม้ว่าในส่วนลึกจะยังไม่เห็นด้วยนักก็ตาม

แต่ที่อีกฝ่ายพูดก็ถูก  ถ้าเขายังอยู่ที่บ้านนี้ ก็เท่ากับยอมสละอิสรภาพไปน่ะสิ  อย่าหวังว่าพ่อจะปล่อยให้เขาได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน  โอกาสมาถึงมือแล้วไม่ใช่หรือไง รีบคว้าไว้สิ อิสระที่รอคอยมานานแสนนาน

พิชช์ฌานซ่อนยิ้มสมใจ อีกฝ่ายมีท่าทางลังเลขึ้นมาจนเห็นได้ชัด คิดแล้วก็ได้แต่สงสัย  ชักอยากรู้ว่าคนตรงหน้าโตขึ้นมาแบบไหนกัน พ่อเลี้ยงแบบไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอย่างที่เขาลือกันจริงเหรอ

"ตกลงมั้ย อคิราห์"

"ผมขอเวลาคิดก่อน" อีกฝ่ายตอบกลับมาแบบไว้เชิง "ไว้ผมจะบอกคุณอีกที"

"คืนนี้เลยได้ไหม" ไม่อย่างนั้นอำนาจเขาในพรรคคงหายไปในพริบตาแน่นอน รวมถึงอนาคตของเขาด้วย "ผมจะมารับ"

อคิราห์ส่ายหน้า

"ผมอยากกินข้าวที่บ้าน ไม่อยากไปไหน คุณมากินที่บ้านผมสิ กับข้าวอร่อยนะ" ฝ่ายนั้นพูดเสียงซื่อตาใส แต่พิชช์ฌานชักดูออกเสียแล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ซื่อมากขนาดนั้น

"เก็บเอาข้อเสนอของฉันไปคิดแล้วกัน แล้วฉันจะมาดินเนอร์ด้วยเย็นนี้" เขาก้มศีรษะให้นิดหนึ่งแล้วเดินออกมา

นักข่าวยังหลงเหลืออยู่ที่หน้าบ้าน กำลังสัมภาษณ์ท่านไตรคุณอยู่ ฝ่ายนั้นหันมามองหน้าเขาแล้วหัวเราะเบาๆ

"เป็นไง สำเร็จไหม"

"อคิราห์ขอเวลาคิดก่อนครับ ก็แบบนี้แหละครับ คงงอนที่ผมไม่บอกก่อนว่าจะขอแต่งงาน บ่นว่าหน้าตาไม่พร้อมออกกล้อง" ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับนักข่าวยิ้มๆ  "ไว้ตอนเย็นผมขอมาดินเนอร์ด้วยนะครับ จะได้ทำคะแนนเพิ่ม...ขอบคุณมากนะครับท่าน" พิชช์ฌานหันไปทำความเคารพพ่อของอคิราห์  ไม่มากไปไม่น้อยไปจนน่าเกลียด

 

"ฉันจะรอ ...ค่ำนี้" ไตรคุณพูดแกมหัวเราะ

พิชช์ฌานกลับออกมาอย่างหัวเสีย เขารับโทรศัพท์เป็นสิบสายเพื่อจะยืนยันว่าเขาจะแต่งงานกับลูกชายของนายกฯแน่นอน  คนในพรรคต่างไม่พอใจกันหมดเพราะเท่ากับแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามดื้อๆ  ชายหนุ่มพยายามอธิบายอย่างใจเย็นว่ามันเป็นแผนดึงอำนาจกลับมาที่พรรคฝ่ายค้านต่างหาก

"ไม่กลัวสายเลือดแอลฟ่าบริสุทธิ์ของตระกูลอัศวลักษณ์จะแปดเปื้อนแล้วหรือไงครับ"  เจนภพถามขึ้น ขณะที่เจ้านายกำลังหวีผมอยู่ที่หน้ากระจก พิชช์ฌานเลิกคิ้ว

"คิดว่าฉันจะแต่งงานกับเด็กคนนั้นจริงๆหรือไง" ชายหนุ่มบรรจงจัดแต่งทรงผมช้าๆ  "มันก็แค่เกมทางการเมืองเท่านั้น"

"ผมว่าคุณอคิราห์อาจจะไม่ยอมแต่ง" มือขวายังกังวล

"ฉันเป็นใคร...ไม่มีอะไรที่พิชช์ฌานทำไม่ได้หรอก ถ้าเขาตั้งใจจะทำ" คนเป็นนายยิ้มมุมปาก "ดอกไม้ที่ให้สั่งมาส่งหรือยัง"

"เรียบร้อยครับ"

ชายหนุ่มยิ้มอย่างพอใจ ขนาดนักการเมืองเก๋าเกมทั้งหลายยังเคยถูกเขาหลอกใช้จนหัวหมุน  นับประสาอะไรกับเด็กหนึ่งที่ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น ...ต่อให้ดูฉลาดแค่ไหนก็ไม่มีวันทันเล่ห์เหลี่ยมของเขาหรอก

"แล้วเรื่องที่พรรค”

"ปล่อยไปก่อน โอกาสนี้แหละที่เราจะได้รู้ว่าใครจริงใจกับเราบ้าง และถ้าฉันได้แต่งงานกับลูกชายของไตรคุณเมื่อไหร่ ฉันจะตอบแทนพวกเค้าอย่างสาสม"

................................................



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk









         อคิราห์นั่งอ่านหนังสืออยู่ตอนที่พ่อของเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของลูกชาย จริงๆแล้วเขาแสร้งทำเป็นอ่าน เพราะตัวอักษรที่เรียงรายอยู่เต็มพรืดนั้นไม่ได้ผ่านสมองเขาเลย

"อัยย์ อ่านอะไรอยู่"

"นิทานครับ" ลูกชายตอบโดยไม่มองหน้า "พ่อจะมาพูดให้ผมยอมแต่งงานใช่มั้ย"

คนเป็นพ่อถอนหายใจยาว

"แล้วลูกคิดว่าอย่างไรล่ะ"

"ผมคิดว่า...ถ้าพ่อจะให้ผมแต่ง ผมก็จะแต่งกับเค้า" คำตอบของลูกชายทำเอาพ่อนิ่งงันไปเพราะผิดคาด

".............."

"ผมรู้ว่าตัวเองทำให้พ่อไม่สบายใจตั้งแต่เกิดมาแล้ว ผมเป็นโอเมก้าที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากอยู่บ้านไปวันๆ จะออกไปทำงานแบบพี่ๆเขาก็ทำอะไรไม่ได้"  คนพูดไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ หากกลับพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนเป็นความจริงที่รู้อยู่แล้วแก่ใจ

แต่ก็ทำใหัคนฟังสะอึก

"...ผมยอมรับว่าตัวเองไม่อยากจะเป็นภาระของครอบครัวไปตลอด ทำให้พ่อต้องคอยกังวลกับตัวผม ผมไม่อยากให้พ่อต้องไม่สบายใจเพราะผมอีกแล้ว"

"แล้วคิดหรือว่าการแต่งงานไปกับพิชช์ฌานจะทำให้พ่อหมดความกังวลต่อลูก" ท่านไตรคุณโพล่งออกมาหลังจากเงียบไปนาน

อคิราห์เม้มปาก

"พ่อก็รู้เหมือนที่ผมรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ผมรู้ครับว่าตำแหน่งนายกฯมันสำคัญมากจริงๆ ผมจะไม่ทำให้พ่อต้องกังวลหรอกครับ"

คนฟังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกประชด ทว่าสีหน้าเรียบเฉยของบุตรชายก็ทำให้เขาไม่แน่ใจนัก  อัยย์อาจจะคิดแบบนั้นจริงก็ได้     

เขายกมือขึ้นลูบเส้นผมนิ่มสลวยของลูกเบาๆ

"สำหรับพ่อ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขของลูกหรอกนะ ไม่อย่างนั้นพ่อจะเป็นนายกฯไปเพื่ออะไร ถ้าคนในบ้านไม่มีความสุข”

อคิราห์ยิ้มออกมานิดหนึ่ง  เป็นรอยยิ้มที่บอกถึงการตัดสินใจเด็ดขาดจนคนเป็นพ่อหวั่นใจ

"ผมโตพอที่จะออกจากอ้อมอกของพ่อแล้วครับ"

ไตรคุณกลับออกมาจากห้องนอนของบุตรชายด้วยความรู้สึกหนักใจยิ่งกว่าตอนก่อนเข้าไป สิ่งที่ลูกชายพูดเหมือนแทงใจดำเขา ราวกับมองเขาออกทะลุปรุโปร่ง

ที่ร้ายก็คือลูกยอมเดินไปตามทางนั้นโดยไม่ปฏิเสธหรือแม้แต่อ้อนวอนขอร้อง

เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของคนเป็นพ่อไปมาก  ไตรคุณบอกไม่ถูกว่าตัวเองควรจะดีใจหรือเสียใจดีที่ลูกชายคิดได้แบบนั้น

แม่บ้านเข้ามาบอกว่าหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านคนนั้นมาถึงแล้ว  เร็วกว่าเวลานัดหมายเสียอีก  ชายหนุ่มคงจะร้อนใจเต็มที ได้ยินมาว่าคนในพรรคต่างรับไม่ได้กับข่าวนี้บีบจะให้เขาลาออกจากตำแหน่งนี่นะ

"มาแล้วเหรอ" เขาทัก ชายหนุ่มรุ่นลูกอยู่ในชุดทักซิโด้หล่อเหลาเอาการ สมกับที่ได้รับการโหวตว่าเป็นผู้ชายในฝันของสาวๆสามปีซ้อน         

"ครับท่าน ผมเอาไวน์มาฝากด้วย คิดว่าท่านน่าจะชอบ" พิชช์ฌานส่งไวน์อย่างดีราคาแพงลิบมาให้เขา "บำรุงหัวใจด้วยนะครับ"

"อย่างฉันคงยังไม่ตายง่ายๆหรอก"

คนให้ยิ้มเจื่อนไปเล็กน้อย แต่ก็เก็บอาการได้ดี ชายหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ

"ท่านแข็งแรงแบบนี้คงอยู่ดำรงตำแหน่งได้อีกสมัย"

"เธอไม่ได้อยากเป็นนายกฯสมัยหน้าหรอกเหรอ" ท่านไตรคุณย้อนถามตรงเผงจนคนฟังเกือบสะดุ้ง

พิชช์ฌานอมยิ้มในหน้า

"นักการเมืองทุกคนก็ใฝ่ฝันตำแหน่งนี้กันทั้งนั้นนี่ครับ" ชายหนุ่มเลี่ยง

"ฉันหมายถึงเธอ คุณพิชช์ฌาน" ไตรคุณพูด มองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง "ฉันช่วยได้นะ แต่เธอคงรู้ว่าอุดมการณ์ของพรรคเรามันต่างกัน"

"ผมอยากทำทุกอย่างเพื่อประชาชนครับ  นั่นคืออุดมการณ์ของผม" ชายหนุ่มตอบ

คนฟังหัวเราะลั่น ยกมือขึ้นตบที่ไหล่กว้างแรงๆ

"เธอนี่เป็นนักการเมืองในสายเลือดจริงๆเลยนะ ฉันแค่ล้อเธอเล่นเฉยๆ ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าเธอโชคดีได้แต่งกับลูกชายฉัน ฉันก็ไม่บังคับให้ลูกเขยต้องย้ายมาอยู่พรรคเดียวกันหรอกนะ  ...การเมืองขึ้นกับอุดมการณ์  ฉันรู้" ไตรคุณพูดยิ้มๆ

คนหนุ่มกว่าลอบระบายลมหายใจยาว

"ไปตามอัยย์ลงมาสิ น่าจะแต่งตัวเสร็จแล้วนะ" เจ้าของบ้านหันไปบอกแม่บ้าน แล้วก็หันมาพูดกับแขกเนิบๆ "วันนี้ฉันติดงานเลี้ยงของคนในพรรค เชิญตามสบายนะ"

คำอนุญาตของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจมาก

"..อย่าให้อคิราห์กินเยอะไปล่ะ เขาชอบกินมากไปจนท้องอืด ฝากดูให้ด้วย" คนเป็นพ่อพูดทิ้งท้าย

อคิราห์ไม่ได้ตื่นเต้นมากนักกับนัดดินเนอร์ครั้งนี้  เขาพอจะเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคงจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาตกลงใจด้วย  เพราะลองมาคิดดูดีๆแล้ว  นายพิษฌานก็กำลังจนตรอกอยู่เช่นกัน

เขาเลยแทบไม่แปลกใจที่เห็นดอกกุหลาบสีแดงสดช่อใหญ่เต็มอ้อมแขนของอีกฝ่าย

"ไม่ร้องอู้หูว หรือทำท่าตื่นเต้นดีใจหน่อยเหรอ"  คนให้ทักขึ้นเบาๆเพราะสีหน้าเรียบเฉยไร้ความตื่นเต้นใดๆของคนรับ

"อู้วหูว ไม่เคยเห็นดอกไม้ที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อนเลย" อคิราห์แกล้งเบิกตาโต

พิชช์ฌานอยากจะเอาดอกไม้ในมือเคาะหัวกลมๆนั้นสักที

"พอแล้ว ช่างเหอะ ...เป็นลูกของท่านไตรคุณคงเคยได้รับช่อดอกไม้สวยกว่านี้มาแล้วสินะ" ชายหนุ่มว่า

อีกคนส่ายหน้าแล้วรับดอกไม้ช่อนั้นมากอดเอาไว้แนบอกพร้อมกับก้มลงดมกลิ่น

"ไม่เคย...จริงๆแล้ว  นี่เป็นช่อดอกไม้ช่อแรกที่มีคนให้ผม" อคิราห์ตอบแล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา

คนมองชะงักไปนิดหนึ่งแล้วกระแอมออกมา

"หึ...ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น เด็กหน้าตาบู้บี้อย่างเธอไม่น่าจะเคยได้ช่อดอกไม้หรอก"

คนฟังขมวดคิ้ว

"นี่คุณอยากแต่งกับผมจริงๆหรือเปล่าเนี่ย.."

"ฉันก็ไม่อยากเท่าไหร่" พิชช์ฌานว่า  อีกฝ่ายเลิกคิ้ว

"งั้นผมไปล่ะ ไว้เจอกันในงานแซยิดของคุณนะ" อคิราห์ทำท่าจะเดินหนีจริงๆ

คนฟังเกือบสำลักน้ำลาย 

“เดี๋ยวสิเธอ โธ่...ฉันพูดเล่น .. ไม่หิวหรอ เนี่ยได้เวลากินแล้วนะ" พิชช์ฌานรีบยกเรื่องกินมาอ้าง เพราะดูท่าจะได้ผลที่สุด

อีกฝ่ายหยุดเดิน

"...เธอไม่เบื่ออาหารที่บ้านบ้างเหรอ มื้อนี้ให้ฉันพาเธอออกไปลองอาหารใหม่ไปบ้างดีไหม...พ่อของเธออนุญาตแล้ว"  คนแก่กว่ารีบเสริม

"ผมจะไปหยิบโค้ทก่อน" เป็นคำตอบของอคิราห์

พิชช์ฌานขับรถสปอร์ตสีแดงสดที่มีเพียงสองคนในประเทศมาเพื่อความเด่นเตะตานักข่าว  เขาเหลือบมองคนนั่งที่มองซ้ายมองขวาล่อกแล่กแบบคนตื่นเต้นแต่พยายามเก็บอาการไว้นั้นอย่างขันๆ

"เอาประทุนลงได้มั้ย" อคิราห์หันมาถาม "ผมอยากทำเหมือนในหนัง"

"ได้สิ"  เจ้าของรถไม่ขัด เปิดหลังคารถสปอร์ตสองที่นั่งให้ลมเย็นฉ่ำพัดเข้ามาปะทะใบหน้าสมใจ  ...ก็ดี นักข่าวจะได้ถ่ายรูปได้เยอะๆ  ชายหนุ่มยิ้มนิดๆในหน้า  ....อย่างน้อยรูปหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เขาจะต้องหล่อดูดีสมเป็นนายพิชช์ฌาน

 

ส่วนคนที่นั่งข้างเขากำลังให้ความร่วมมือด้วยการชูมือขึ้นสูงแล้วลุกขึ้นเกาะขอบกระจกเอาไว้

"วู้วๆ สุดยอดเลย เยี่ยมมากๆๆ" เด็กคนนั้นร้องตะโกน

โชคดีที่ถนนโล่ง ไม่งั้นคงมีคนมองแปลกๆ

พิชช์ฌานหลุดหัวเราะขำท่าทางเหมือนเด็กๆนั้นแล้วจามออกมาสองครั้งติด  ดูเหมือนอากาศคืนนี้จะเย็นกว่าปกติ

อคิราห์นั่งลงตามเดิมแล้วให้เอาประทุนขึ้น

"อ้าว ไม่สนุกแล้วเหรอ"

"สนุก แต่ผมหิว...หมดแรงแล้ว"  คนที่เด็กกว่าตอบหน้าตายจนคนถามจุ๊ปาก

"ทำตัวเป็นเด็ก"

"เป็นเด็กมีความสุขนะคุณ วันๆคิดแค่ว่าวันนี้จะกินอะไร จะเล่นไร

พิชช์ฌานยิ้มมุมปาก

"เธอคงรักเด็ก"

"รักสิ คุณล่ะ"

"ฉันรักเด็ก สตรีมีครรภ์และคนชราอยู่แล้ว" นักการเมืองหนุ่มตอบแบบไม่ต้องคิด "ฉันมีนโยบายเพื่อพวกเขามากมายอย่างเช่น...”

"คุณหยุดหาเสียงสักสองนาทีได้มั้ย" อคิราห์ขัด "ผมไม่ได้มานั่งฟังนโยบายคุณหรอกนะ"

ตาคมกริบตวัดมองคนพูดเคืองๆที่โดนขัดคอ

"โอเค ขอโทษ"

"คุณมีลูกกี่คนแล้ว ...หมายถึงลูกลับๆด้วยนะ" คำถามต่อมาของคนนั่งข้างๆทำเอาคนขับเกือบเหยียบเบรกหัวทิ่ม

"อะไรนะ...ลูก?"

"ใช่  คุณเล่นการเมืองมาหลายปี ถึงยังไม่แต่งงานแต่ก็มีลูกลับๆไม่ใช่หรือไง"

"ไปเอามาจากไหน" พิชช์ฌานถามเสียงเข้ม

"ผมก็มีแหล่งข่าวเหมือนกันน่า" อคิราห์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มเล่น

"ถ้าแหล่งข่าวที่เธอว่าหมายถึงพวกสำนักข่าวที่นั่งเทียนไปวันๆล่ะก็ ลืมไปซะเถอะ"

 

"แสดงว่าคุณยังไม่มีลูก" อคิราห์เลิกคิ้ว

อีกฝ่ายไม่ตอบคำถามนั้น

"ถึงร้านแล้ว ลงมาเถอะ" ชายหนุ่มจอดรถที่โซนวีไอพีหน้าร้านอาหารดังที่อคิราห์เคยได้ยินแฝดพี่เล่าให้ฟังหลายครั้ง  เขาเปิดประตูลงจากรถก่อนโดยไม่รอให้คนขับเดินอ้อมไปเปิดให้แบบสุภาพบุรุษ

"หูย ร้านนี้ดีแน่ๆ ผมรู้"

พูดจบก็เดินนำเข้าไปก่อนลิ่วๆ พิชช์ฌานถอนหายใจเฮือก เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองแก่ลงไปสิบปีโดยไม่ทันตั้งตัว

นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่

..................................................................

 


ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 4



 

 

 

 

            พิชช์ฌานเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในร้านอาหารสุดหรูที่จัดเอาไว้เป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขก  อาคิราห์เลือกที่นั่งก่อนแล้วเป็นโต๊ะริมสระน้ำที่อยู่โซนด้านนอก

"เดี๋ยวหนาวแย่"  คนแก่กว่าว่า "เข้าไปนั่งข้างในดีกว่า"

"ผมอยากดูปลาไปด้วย" อีกฝ่ายพูด ชะโงกไปดูฝูงปลาในสระ

คนพามาไม่ได้ว่าอะไรอีก ...ช่างเหอะ เดี๋ยวหนาวเมื่อไหร่ก็อยากเข้าไปข้างในเองแหละ

อาคิราห์ทอดสายตาดูอาหารตรงหน้าอย่างพอใจ มันดีกว่าที่เขาคาดเอาไว้ นอกจากจะจัดจานได้สวยงามมีศิลป์แล้ว  รสชาติก็ดีไม่มีที่ติ  แถมยังมีน้องปลาแหวกว่ายสะบัดหางให้ดูอย่างเพลิดเพลินระหว่างกินข้าวอีกด้วย  เขาจัดการกวาดทุกอย่างลงท้องเรียบวุธ  จานชามสะอาดเกลี้ยงเกลาทีเดียว

"พ่อเธอบอกว่าถ้ากินเยอะไประวังท้องอืด" พิชช์ฌานพูดขึ้น  ออกจะแปลกใจกับความจุกระเพาะอาหารของอีกฝ่ายไม่น้อย  ตัวก็นิดเดียวเอาไว้เก็บไว้ที่ไหนหมด...หรือว่าอมเอาไว้ในแก้มสองข้างกันแน่

"ไม่อืดหรอก  อืม"  อีกฝ่ายงึมงำ แล้วยิ้มพยักพเยิดให้ปลาในสระราวกับกำลังพูดกับปลา

นักการเมืองหนุ่มชักจะหงุดหงิด  ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะสนใจเจ้าปลาพวกนั้นมากกว่าเขาที่เป็นคนพามาเลี้ยงเสียอีก

"อยากเต้นรำไหม" เขาเปลี่ยนเรื่อง  พยายามดึงความสนใจกลับมาที่ตัวเองอีกครั้ง  ฟลอร์เต้นรำคนเยอะออกอย่างนั้นจะต้องมีใครสังเกตเห็นเขาและถ่ายรูปไปลงข่าวอย่างแน่นอน   

"ดูสิๆ ตัวนั้นใหญ่ที่สุดในสระเลยนะ สีทองทั้งตัวด้วย" อัยย์ชี้นิ้ว เกือบหลุดขำออกมาเมื่อเห็นอีกคนหน้าหงิก ...ดูไปดูมา หน้าตาของพิษฌานก็คล้ายๆปลาเหมือนกันนะ ตาโตๆ ชอบอ้าปากพองๆพูดขู่อย่างงั้นอย่างงี้  แล้วก็หูกางๆเหมือนครีบปลา

อัยย์หลุดหัวเราะออกมาจริงๆเพราะกลั้นไม่อยู่

"คุณขำอะไร"  พิชช์ฌานถามเสียงขุ่น

"ผมว่าคุณหน้าเหมือนปลาตัวนั้นเลย"  อีกฝ่ายพูดแกมหัวเราะ

คนฟังทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าเขาควรจะดีใจที่หน้าเหมือนปลาบู่หรือว่าเสียใจดี  พิชช์ฌานโบกมือเรียกบริกร

"ผมจะซื้อปลาตัวนั้น ช่วยห่อให้หน่อย" บริกรทำหน้าพิกลจนชายหนุ่มย้ำถึงได้เดินออกไป

"คุณจะซื้อมันไปเลี้ยงเหรอ" อัยย์ตาโต

"เปล่า ฉันจะซื้อมันไปทอดน้ำปลา" อีกฝ่ายตอบห้วนๆ คนฟังหน้าเสีย

"ผมขอโทษที่ล้อคุณเล่น แต่คุณอย่าฆ่ามันเลยนะ ปล่อยมันไปเถอะ"

"ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอนะ อคิราห์ ฉันอายุมากกว่าเธอจนเป็นพ่อของเธอได้ด้วยซ้ำ"

คนเด็กกว่าพยักหน้าหงึกๆ

"ผมรู้ครับ ผมพอดูออก คุณอายุมากแล้วจริงๆ" ชายหนุ่มเหลือบตามองหน้าผากกว้างของพิชช์ฌานแล้วหรี่ตาลงราวกับกำลังคาดคะเน

"ฉันดูผมบางเพราะผมเส้นเล็ก และไม่ได้หัวล้านอย่างที่ข่าวสังคมชอบลงซุบซิบด้วย"

นักการเมืองหนุ่มรีบปกป้องตัวเองจากสายตาของเด็กเมื่อวานซืน  อัยย์พยักหน้าอีกแบบตั้งใจกวนประสาทกันไม่หยุดยั้ง

"ครับ ผมเชื่อ เห็นด้วยตาก็รู้แล้วว่าคุณผมหนาจนน่าจะไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ยาสระผมได้" ชายหนุ่มพูดเสียงซื่อ 

"บริกรอยู่ไหน มาเก็บเงินได้แล้ว เอาปลานั่นมาด้วยนะ" พิชช์ฌานพูดอย่างหัวเสีย

สุดท้ายพวกเขาก็กลับมานั่งในรถตามเดิมพร้อมกับถังใส่ปลาเป็นๆที่วางอยู่หลังรถ  คนขับเหลือบมองคนนั่งข้างๆที่ผิวปากออกมาอย่างอารมณ์ดีนั้นอย่างฉุนๆ เห็นอีกฝ่ายนั่งเอนหลังตบพุงปุๆบ่นว่าอิ่มมากๆก็ยิ่งหมั่นไส้

ขอให้อาหารไม่ย่อย...

"แช่งคนอื่นไม่ดีนะครับ" เจ้าของดวงตากลมโตพูดเนิบๆ

"ใครแช่ง"

"ตาคุณมันบอกว่าคุณแช่งผม"  อัยย์ว่า

"งั้นไหนลองบอกสิว่าฉันคิดว่าอะไรอีก" พิชช์ฌานยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนตาสองคู่สบกัน   อัยย์ขมวดคิ้ว

"คิดว่า...คุณน่าจะไปส่งผมที่บ้านได้แล้วน่ะสิ"

คนฟังหัวเราะ

"เพิ่งหัวค่ำเอง รีบกลับไปดื่มนมเข้านอนหรือไงคุณอคิราห์"

"ผมนอนสี่ทุ่ม"

"นอนดึกสักวันคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง" ชายหนุ่มว่า ขับรถออกมาตามถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวง  อคิราห์ไม่ได้ท้วงอะไรอีก  ชายหนุ่มนั่งเท้ากระจกมองข้างทางอย่างสนใจ  จนกระทั่งรถคันนั้นมาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ข้างๆกันนั้นเป็นร้านขนมหวานเล็กๆ

อคิราห์แปลกใจเป็นครั้งแรกของวัน นึกว่านายพิษฌานจะพาไปผับเสียอีก  เห็นพยายามหาจังหวะให้นักข่าวถ่ายรูปซะขนาดนั้น  เหอะ ..เสียดายอยู่หน่อยๆแฮะ  เขาอยากไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

แต่ดันพามากินขนมแทน

"ลงมาสิ"

"ผมกินไม่ไหวแล้ว อิ่มเหมือนท้องจะแตก" เขาบอก 

"ไม่ได้จะพาไปกิน  ก็เมื่อกี้เธอถามว่าฉันมีลูกกี่คนไม่ใช่หรือไง ลงมาดูสิ" พิชช์ฌานพูดเรียบๆ

"นั่นไง ผมว่าแล้วเชียวว่าข่าวจริง" คนฟังอุทาน ก้าวลงมาจากรถแล้วเดินตามหลังร่างสูงใหญ่เข้าไป  พิชช์ฌานพาเขาเดินทะลุเข้าซอยที่อยู่ข้างร้านขนมหวานแล้วเดินลัดไปอีกนิดหนึ่งก็ถึงหน้าบ้านเดี่ยวหลังงาม  แสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องให้เห็นสนามหญ้าเล็กๆหน้าบ้าน

ว้าว...มีบ้านลับๆตามข่าวจริงๆด้วยสินะ  อัยย์คิด  นึกอยากรู้ขึ้นมาติดหมัดว่าลูกๆและภรรยาลับๆของนายพิษฌานจะหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง  ...จะหน้าเหมือนปลาบู่หรือเปล่า

พิชช์ฌานล้วงกุญแจออกมาไขเปิดออก  ยังไม่ทันก้าวเข้าไป อคิราห์ก็ยึดแขนอีกฝ่ายเอาไว้

"เดี๋ยวนะคุณ ผมเข้าไปแบบนี้จะดีเหรอ ...แม่ของลูกคุณจะโอเคหรือไง"

พิชช์ฌานเลิกคิ้ว

"ไม่เห็นต้องสนใจ"

"ต้องสนใจสิครับ ถึงเขาจะไม่ใช่ภรรยาตามกฎหมายของคุณ แต่เขาเป็นแม่ของลูกคุณ  คุณควรจะให้เกียรติเขานะ" อคิราห์พูดอย่างจริงจัง

"เขาเข้าใจฉันอยู่แล้ว"  พิชช์ฌานตอบ

อคิราห์เห็นความมั่นใจนั้นแล้วก็ชักอยากเห็นหน้าแม่ของลูกฝ่ายนั้นขึ้นมาจริงๆ ชายหนุ่มเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในบ้าน มีเสียงพูดคุยนิดหนึ่งแล้วประตูบ้านก็เปิดออก

"ถอยออกไปก่อน"  พิษฌานดันตัวเขาไปอยู่ข้างหลัง

เสียงคำรามในคอฟังดูน่ากลัวจนอัยย์ตกใจ  ทว่าสิ่งมีชีวิตสองตัวที่พุ่งออกมาจากบ้านเข้าหาพิษฌานนั้นกลับตรงข้ามกับที่เขาคิดเอาไว้ มันเป็นสุนัขตัวเล็กๆยาวๆขาสั้นตัวหนึ่งกับตัวที่ขนฟูฟ่องสีขาวจนเหมือนหุ้มด้วยฟองสบู่อีกตัวหนึ่ง

"ว่าไง แฮร์รี่ ...แฮกริด" เจ้าของก้มลงฟัดกับพวกมันอย่างหมั่นเขี้ยว  "คิดถึงฉันล่ะสิ คิดถึงไหม

อัยย์หัวเราะออกมา  ไม่รู้ว่าจะขำชื่อของพวกมันหรือว่าท่าทางทั้งเห่าทั้งขู่เขาอย่างเอาจริงเอาจังนั้นก่อนดี  ...หูย  น่ากลัวมากเลยลูก  ตัวกะเปี๊ยกเดียว  เตะทีเดียวคอหัก       

"ดุจังเลย  ลูกๆคุณตั้งชื่อให้พวกมันเหรอ"

"ฉันตั้งเอง"  พิชช์ฌานพูด  ยิ้มกว้างออกมา ค่อยๆอุ้มให้พวกมันทำความรู้จักกับอคิราห์ทีละตัว "ตัวนี้แฮร์รี่ เห็นมั้ยว่ามันตาสีออกเขียวๆ"

"ผมว่ามันสีดำนะ" อัยย์ท้วง ยื่นมือให้แฮร์รี่ดมกลิ่น

"มันขึ้นกับแสง บอกว่าเขียวก็เขียวซิ"

"โอเค เขียวก็ได้"   ....เขียวปิ๋ดปี๋เลย  อัยย์นึกค่อนในใจ

"แล้วตัวนี้เหมือนแฮกริดยังไง มันตัวเล็กนิดเดียวไม่เห็นเหมือนยักษ์เลย"

"ดูขนมันสิ ฟูๆเหมือนหนวดของแฮกริด" ท่าทางมั่นใจของพิษฌานทำให้คนมองยกเลิกความคิดที่จะเถียงว่าขนของมันเป็นสีขาว ไม่ใช่สีน้ำตาลเหมือนหนวดแฮกริดสักหน่อย

"ไม่ยักรู้ว่าคุณเป็นติ่งแฮร์รี่พอตเตอร์"

"อย่างผมนี่น่าจะชอบอะไร"  พิษฌานเลิกคิ้ว

"อืม..บัวขาว”  อคิราห์ตอบเสียงซื่อ

เสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหลังพวกเขา อัยย์หันกลับไปมอง ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน  เธออยู่ในชุดอยู่บ้านแต่ก็เรียบร้อยสวยงาม

"ฉันเห็นด้วยกับเธอนะ หน้าตาเขาไม่เหมาะจะติ่งแฮร์รี่เลย มันไม่เข้ากับเขา"

พิชช์ฌานย่นหน้า

"โธ่ ..อย่าสิครับ"

อคิราห์ตกใจไม่น้อย  เขาเกือบจะอ้าปากค้างเพราะไม่นึกว่าภรรยาของนายพิษฌานจะมีอายุมากกว่าที่คิดขนาดนี้

"บ้าหรือไง นี่แม่ผมเอง  แล้วสองตัวนี้ก็ลูกๆผมไงล่ะ"  พิชช์ฌานอ่านสีหน้าของอีกคนออกเลยรีบบอก   อยากยกมือขึ้นเขกหัวทุยๆนั้นดูสักทีเผื่อจะเลิกคิดอะไรแปลกพิสดารบ้าง

อัยย์ตกใจรอบสอง  รีบทำความเคารพอีกฝ่าย

"ยินดีที่ได้เจอนะ ไม่เห็นบอกว่าจะมา" ประโยคหลังเธอหันไปคุยกับลูกชาย "แม่จะได้เตรียมอะไรไว้ให้"

พิชช์ฌานเดินตามหลังคนเป็นแม่เข้าไปด้านในบ้าน  อัยย์เดินตามหลังไปเงียบๆ  เขาคิดว่าตัวเองเคยเห็นภาพคุณหญิงอัศวลักษณ์มาก่อนนะ  แม่ของนายพิษฌานไม่เห็นเหมือน  ในหนังสือพิมพ์เลย หรือว่าคนที่ออกงานคู่กับพ่อของเขาคือแม่ใหม่?

"นั่งก่อนสิ"

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่มารดาของอีกฝ่ายพูดกับเขา อัยย์เริ่มจับความผิดปกตินี้ได้ทันที แม่ของพิษฌานยิ้มแย้ม พูดเสียงอ่อนก็จริง แต่กลับไม่คุยกับเขาเลย เหมือนตัดออกจากการสนทนากลายๆ  เขาได้แต่นั่งฟังและลอบสำรวจเธอเงียบๆ  ...เธอสวยสง่าเหมือนเหล่าแอลฟ่าชั้นสูงทั่วไป แม้จะอยู่ในชุดอยู่บ้านธรรมดา หน้าตาที่ยังมีเค้าความงามสมัยยังสาวอยู่มากนั้นมีความคล้ายคลึงกับลูกชายไม่น้อย

"ผมขอเข้าห้องน้ำได้ไหมครับ"  อัยย์ลุกขึ้น

"อยู่ซ้ายมือ"  พิชช์ฌานบอก  "ไปถูกไหม"

"ผมไปได้ครับ" อคิราห์ตอบ  ดีดนิ้วเล่นกับสุนัขที่เชื่องกับเขาแล้วอย่างรวดเร็ว  ลุกขึ้นเดินหายไปทางห้องน้ำ

"แล้วที่บ้านนั้นรับได้งั้นหรือ ฌาน" แม่ของเขาถามขึ้นเบาๆหลังจากคนที่สามลับสายตา  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงพ่อกับแม่เลี้ยงของเขา

"ถึงรับไม่ได้ เขาก็ไม่มีสิทธิปฏิเสธอะไรอยู่แล้วนี่ครับ" ลูกชายตอบเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย

"แล้วแม่มีสิทธิจะปฏิเสธลูกสะใภ้โอเมก้าคนนี้ไหม" แม่ของเขาพูดเนิบๆ "ตระกูลของเรา ทั้งฝั่งพ่อและแม่สืบสายเลือดมาจากไหนลูกก็รู้ เราไม่เคยมีธรรมเนียมแต่งกับโอเมก้ามาก่อน"

"ผมรู้ครับ" ลูกชายพูด เอื้อมมือมากุมมือของมารดาเอาไว้ "ผมเลยอยากบอกแม่ว่าการแต่งงานครั้งนี้มันเป็นเพียงในนามเท่านั้น เพื่ออนาคตทางการเมืองของผม ผมต้องทำ แต่ผมไม่ทางยอมให้เขาเป็นแม่ของลูกผมหรอกครับ สบายใจได้"

คนฟังถอนหายใจยาว

"แล้วลูกจะหย่าเมื่อไหร่"

"เร็วที่สุดหลังจากผมได้ตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว"

"แอลฟ่ากับโอเมก้า ...ต้นตระกูลของเราเคยถูกทำนานว่าถ้าลูกหลานแอลฟ่าได้กับโอเมก้าจะมีแต่ความหายนะ อย่าลืมเรื่องนี้นะลูก"

 

"เรื่องความเชื่ออะไรนั่น ผมไม่เชื่อหรอกครับ แต่ผมเชื่อตัวเองว่าไม่มีทางหลงผิดไปรักเขาแน่ๆ คุณแม่ไม่ต้องห่วง"  พิชช์ฌานพูดอย่างมั่นใจ

อคิราห์เดินกลับมานั่งที่เดิมด้วยท่าทางนิ่งเฉย

"เป็นไง สบายท้องแล้วสิ" ลูกชายของเธอหันไปถาม ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับ

คนเป็นแม่ถอนหายใจยาว พิศดูสีหน้าแววตาของลูกชายอย่างหนักอก  ตลอดเวลาที่ผ่านมา  ฌานไม่เคยพาใครมาเจอเธอเลยสักครั้ง นี่เป็นคนแรก

ดูเหมือนว่าคนเป็นลูกจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมองเด็กคนนั้นด้วยแววตาเอ็นดูขนาดไหน   ..แต่เด็กตรงหน้าก็น่าเอ็นดูจริงๆ ถ้าเจอกันข้างนอกเธอก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นโอเมก้า เพราะหน้าตาน่ารักและรอยยิ้มสดใสนั้น

อย่างไรก็ตาม โอเมก้าก็คือโอเมก้า

ไม่ใช่แอลฟ่า

"ผมคงต้องกลับแล้ว" ลูกชายพูดขึ้น  เธอไม่ได้รั้งอะไรไว้

พิชช์ฌานเหลือบมองคนที่นั่งรถมาเงียบๆผิดปกตินั้นหลายครั้ง  เห็นเพียงสันจมูกโด่งรั้นที่บอกนิสัยเป็นอย่างดีกับริมฝีปากอิ่มเต็มที่เม้มสนิท   แพจนตายาวทาบลงบนผิวแก้มเนียนละเอียดบดบังแววตาของเจ้าของ

“เป็นอะไรไป  หรือว่าง่วง?”

“ผมง่วง”  อัยย์ตอบสั้นๆ  เบือนหน้าออกไปมองกระจกด้านนอกแทน

“กินอิ่ม  เล่นซนแล้วก็นอน  ...ชีวิตมีอะไรอีกมั้ยเธอน่ะ”  พิชช์ฌานพูดขำๆอย่างอ่อนใจ  “อย่าเพิ่งหลับล่ะ  โปรแกรมวันนี้ยังไม่จบหรอกนะ  เหลืออีกอย่างนึง”  ชายหนุ่มว่า

“อะไรอีก  ผมเหนื่อยมากแล้ว”  อคิราห์พึมพำ  “พาผมกลับบ้านเถอะ”

“เธอลืมหรือเปล่าว่าเธอติดค้างคำตอบอะไรฉันอยู่”  คนขับพูดเนิบๆ  เลี้ยวรถเข้าไปจอดที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง  “เรื่องแต่งงาน  ตกลงเธอคิดว่ายังไง  ตกลงไหม...”

คนฟังเงียบกริบ  ยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปากแล้วลูบไปมา

“ชีวิตใหม่ของเธอกับอนาคตทางการเมืองของฉัน  คิดว่าคุ้มค่าไหม  ฉันว่าคุ้มนะ  ถ้าฉันเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์อย่างเธอ  ฉันก็จะรีบตกลงโดยไม่ลังเลเลยล่ะ  หรือว่าเธอกังวลเรื่องที่เราไม่ได้รักกัน?”  พิชช์ฌานเลิกคิ้ว  อีกฝ่ายส่ายหน้านิดเดียว  “งั้นก็จบ  เราดีลกันด้วยผลประโยชน์ล้วนๆ  ไม่รักกันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ  เธอเองก็เป็นโอเมก้ายังไงก็ต้องมีคนปกป้องอยู่แล้ว  ระหว่างที่เธอยังหาคู่แท้ปาฏิหาริย์ของเธอไม่เจอ  ก็ให้ฉันเป็นโล่กันเธอจากแอลฟ่าหื่นกระหายคนอื่นไปก่อนไม่ดีเหรอ  ...เธอมั่นใจได้อยู่แล้วว่าฉันไม่นิสัยแบบนั้น  ฉันเคยพิสูจน์กับเธอแล้วว่าฉันห้ามใจได้แม้แต่ตอนที่เธอฮีท”

อคิราห์ถอนหายใจยาว

“ลองคิดดูให้ดีสิ  เธอจะกลับไปติดแหงกอยู่ที่บ้านได้ลงงั้นหรือ  อยู่ที่นั่นตั้งแต่เล็กจนโตไม่เบื่อหรือไงกัน  เป็นฉันฉันไม่กลับไปหรอก”

“ที่คุณพูดมามันก็มีเหตุผล...แต่ว่า  ผมไม่อยากเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร”  อคิราห์พูดขึ้นบ้าง  พยายามรักษาน้ำเสียงไม่ให้สั่น  “ไม่ว่าจะพ่อ  หรือว่าคุณ...ผมไม่อยากเป็นเครื่องมือใครทั้งนั้น  ผมเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันกับคุณไม่ใช่หรือไง  มีสมองมีหัวใจสองมือสองเท้าเท่ากัน  แค่เพราะว่าผมเป็นโอเมก้า  ไม่ใช่แอลฟ่าสูงส่งอย่างพวกคุณ”

หางเสียงของคนพูดสั่นเครือจนคนที่นั่งหลังพวกมาลัยจับได้  พิชช์ฌานขมวดคิ้ว  เพ่งมองสีหน้าของคนพูดที่ซ่อนอยู่ในเงามืดครึ่งหนึ่งนั้น

“เราเลิกแบ่งชนชั้นแอลฟ่า เบ้ต้า โอเมก้าอะไรนั่นมานานแล้ว  ตั้งแต่สมัยจอมพลเมื่อร้อยกว่าปีก่อน  ทำไมถึงยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่อีก”  พิชช์ฌานว่า

“คุณรู้แก่ใจดีว่าความจริงแล้วชนชั้นพวกนั้นก็ยังอยู่”  โอเมก้าพูดด้วยความรู้สึกเจ็บปวด  “ผมที่อยู่ในบ้านมาทั้งชีวิต  ไม่เคยได้พบปะผู้คนอื่นเลยนอกจากคนในครอบครัวไงล่ะคือคำตอบ”  อัยย์กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก  “แค่นี้ชัดพอไหม  หรือว่าผมต้องยกเรื่องตระกูลแอลฟ่าบริสุทธิ์ทั้งหลายที่บูชาสายเลือดของตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตาขึ้นมาอีก  คุณถึงจะเข้าใจ”

อคิราห์พูดแค่นั้นก็ปลดล็อคประตูฝั่งที่ตัวเองนั่งแล้วเปิดประตูก้าวลงไปจากรถด้วยความรู้สึกอัดแน่นในอก  ...เขาได้ยินสิ่งที่มารดาของพิษฌานพูดหมดแล้ว  ฝ่ายนั้นพูดราวกับจงใจให้เขาได้ยินงั้นแหละ  ...สายเลือดบริสุทธิ์ที่ต้องแปดเปื้อน ความหายนะจะมาเยือนงั้นหรือ  น่าขำสิ้นดี

ทุกวันนี้ยังมีใครหลงงมงายกับเรื่องพวกนี้อยู่หรือไง  ตลกน่า...มันขำไม่ออกตรงที่เรื่องตลกพวกนั้นดันเป็นเรื่องจริงนี่ไง




CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk









         “อคิราห์”  คนขับเปิดประตูก้าวตามหลังมาบ้าง  ช่วงขาที่ยาวกว่าทำให้ตามมาจนทันกัน  พิชช์ฌานคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้  “เดี๋ยวสิ  ฟังกันก่อน”

“ให้ผมฟังอะไรอีกครับ  คำโฆษณาของคุณงั้นหรือ  โอเคมันน่าสนใจมาก  ผมอยากเที่ยวรอบโลก  อยากกินอาหารอร่อยๆ  อยากไปดูหนัง  อยากทำอะไรก็ตามที่คนทั่วไปคนอื่นเขาทำกันแต่ว่าผมทำไม่ได้เพราะผมเป็นโอเมก้า  แถมยังเป็นโอเมก้าที่ต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ  แม้แต่พ่อก็ไม่เคยยอมรับว่ามีผมอยู่บนโลกนี้  ถึงตอนหลังเขาจะยอมรับแต่มันก็เป็นเพราะเกมการเมืองที่คุณบีบบังคับเขา  แล้วคุณก็ยังจะมาบังคับผมอีก  ผมบอกเลยนะว่าไม่มีทาง  แค่ผมเป็นโอเมก้าก็มากเกินพอแล้ว  ผมไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว”

“ใจเย็นๆสิอคิราห์  คิดดีๆก่อน”  พิชช์ฌานชักตกใจ  ท่าทางของคนตรงหน้าดูต่อต้านกว่าที่คิดเอาไว้มากจริงๆ  เขาเหลือบมองนาฬิกาแวบหนึ่ง  “ฉันไม่ได้บีบบังคับเธอเลยนะ  ฉันแค่อยากขอร้อง....ช่วยฉันหน่อย”

“ผมจะช่วยคุณทำไมในเมื่อคุณเป็นศัตรูกับพ่อของผม”

“ฉันช่วยพ่อของเธอได้  ฉันเป็นกำลังให้พ่อของเธอได้  ขอแค่เธอให้โอกาสฉัน”  พิชช์ฌานพูด  “การที่ฉันแต่งงานกับลูกของเขาเท่ากับเขาได้เสียงจากพรรคฝ่ายค้านไปด้วยไงล่ะ  พ่อเธอได้ประโยชน์หลายต่อเพียงแต่เขาไม่ได้บอกเธอ”  ชายหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น  “เธอคิดหรือว่าถ้าเธอไม่แต่งงานกับฉัน  พ่อของเธอจะไม่จัดการให้เธอแต่งงานกับคนอื่นไปเพื่อขยายฐานอำนาจอีกหรือไง  ยิ่งเขาเปิดตัวว่ามีเธอแล้ว  เขาจะยิ่งใช้เธอเป็นหมากทางการเมืองเต็มตัว  เชื่อฉันนะอคิราห์  ถ้าไม่อยากเป็นหมากให้พ่อเธอใช้ล่ะก็  ฉันเสนอทางออกให้เธอได้นะ”

“โดยการที่ผมกลายเป็นหมากให้คุณแทนงั้นหรือ”  อคิราห์พูดเสียงเย็น  สะบัดข้อมือออกแล้วหมุนตัวเดินต่อ  นักการเมืองหนุ่มก้าวตามอย่างไม่ลดละ  เอื้อมมือไปรั้งเอาไว้อีก

“อคิราห์  ถึงฉันจะไม่ใช่คนดีเท่าไหร่  แต่ฉันสัญญาว่าหลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว  ฉันจะไม่ใช้เธอเป็นหมากเด็ดขาด”  ชายหนุ่มพูดเสียงหนัก  “แต่ฉันขอแค่อย่างเดียว  จะเรียกว่าอ้อนวอนก็ได้  อนาคตของฉันฝากเอาไว้ในมือของเธอนะ  ถ้าเธอไม่ตกลงก็เท่ากับว่าปล่อยให้ฉันตาย”

“ตาย?  หึๆ”  อคิราห์หัวเราะออกมา

“ฉันพูดจริงๆ”  พิชช์ฌานย้ำ  “เธอก็รู้ว่าการเมืองเล่นกันแรงแค่ไหน  ไม่อย่างนั้นจะมีคนระเบิดบ้านฉันได้เหรอ  ตอนนี้พรรคของฉันก็มีคนไม่พอใจอยู่  เขาคงไม่ปล่อยฉันเอาไว้หรอกถ้าฉันหมดประโยชน์แล้ว”  ชายหนุ่มพูดด้วยท่าทางจริงจัง  “เธอจะปล่อยให้ฉันตายไปต่อหน้าต่อตาจริงๆเหรอ”

อคิราห์กระพริบตา

“น่าจะได้นะ”

“โธ่”  พิชช์ฌานโอดครวญ  “ขนาดปลาบู่ในสระเธอยังกลัวฉันเอาไปทอดน้ำปลา  แล้วกับตัวฉันเองที่อุตส่าห์พาเธอมากินอาหารดีๆ  ดูแลเธออย่างดีราวกับเป็นเทวดา  เธอจะใจร้ายให้ฉันตายได้ลงคอหรอ  มันบาปนะ   คิดดูว่าถ้าฉันตาย  ฉันก็จะจดจำความผิดหวังนี้เอาไว้แล้วมาตามหลอกหลอนเธอทุกชาติ”  พิชช์ฌานว่า

“คุณมีข้อเสนออื่นที่น่าสนใจมากกว่านี้ไหมล่ะ”  คนเด็กกว่าเริ่มจะไขว้เขวตามที่อีกฝ่ายหลอกล่อ  พิชช์ฌานซ่อนยิ้มในใจ  กะแล้วเชียวว่าเจ้าเด็กนี่น่าจะใจอ่อนเรื่องความเป็นความตาย

“อย่างเช่น...เธอลองเสนอมาสิ”

“ผมอยากมีห้องสมุดของตัวเอง”

“ง่ายมาก”  พิชช์ฌานดีดนิ้ว  “เนรมิตให้พรุ่งนี้เลยยังได้”

“เที่ยวรอบโลก  ทุกประเทศที่ผมอยากไป”

“ถ้าอยากไปสำรวจดวงอาทิตย์เมื่อไหร่ก็บอกได้เลยเอ้า”  คนแก่กว่าพูดอย่างใจป้ำ  “อยากได้เดือนได้ดาวก็บอก  จะสอยมาให้”

“ไม่มีการล่วงเกินอะไรกันทั้งสิ้น  เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมผมจะเป็นคนขอหย่า”  อคิราห์พูดเนิบๆ  “คุณต้องยอมหย่าให้ผมพร้อมกับค่าเลี้ยงดูตามที่ผมจะร้องขอ”

“ตามนั้น  ฉันจะยอมให้เธอเป็นคนเลือกวันเวลาเองเลย”  ชายหนุ่มพูด  ชักเริ่มยิ้มออกที่เห็นอีกคนชักจะใจอ่อน  “ค่าเลี้ยงดูไม่อั้นเท่าที่ฉันจะมีจ่าย  ส่วนเรื่องล่วงเกินอะไรนั้นคงไม่เป็นปัญหามั้ง  ฉันทนดูเธอฮีทได้สบายๆ เพราะคนอย่างฉันมันเก่งด้านการควบคุมความรู้สึก  สัญชาติญานสัตว์ป่าอย่างที่เขาว่ากันไม่มีผลสำหรับฉัน”  เขายักไหล่  “ไม่งั้นเธอเสร็จฉันไปแล้ว  ถูกมั้ยล่ะ”

อคิราห์พยักหน้าเนิบๆ

“คุณจะไม่ทำร้ายผมทั้งทางจิตใจและร่างกาย  ไม่ทำให้ผมเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงหรืออับอายใคร  คุณจะปกป้องดูแลผม  ไม่ใช้ผมเป็นเครื่องมือทางการเมือง  ถ้าไม่เป็นไปตามสัญญาหรือผมรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเมื่อไหร่  ผมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณเป็นจำนวนเงินคูณยี่สิบเท่าของรายได้ต่อเดือนของคุณ”

“โห  ...ไม่งกไปหน่อยหรือไง”  พิชช์ฌานท้วง  “กะจะตั้งตัวกันเลยเรอะ”

อาคิราห์ยักไหล่

“ถ้าคุณไม่ตกลงก็ตามใจ”

“..ตกลงสิ  ตกลงอยู่แล้ว  ตามนั้นเลยครับที่รัก”   อคิราห์ทำเป็นไม่ได้ยินคำเรียกนั้น

“คุณชื่ออะไรนะ”

“ห้ะ?”  คนฟังงง  อีกฝ่ายเลยถามย้ำ  “พิชช์ฌาน อัศวลักษณ์”

“ส่วนผมอคิราห์  อลันไตร ลงวันที่ 11 มกราคม 25XX เวลา 23.20 น.ที่ลานจอดรถหน้าห้างปาร์ควัน”  อคิราห์พูดเสียงดังแล้วล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดหยุดอัดคลิปเสียง  ชายหนุ่มเปิดฟังแล้วกดส่งอีเมล์ให้ตัวเอง “เรียบร้อย  คุณพูดออกมาเองนะ  เดี๋ยวผมจะทำเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ให้คุณเซ็นด้วย”

พิชช์ฌานอ้าปากค้าง

“เธออัดเสียงฉันไว้งั้นหรือ”

“นักการเมืองอย่างคุณมันกลับกลอก  เชื่อถือไม่ได้ วันนี้พูดอย่าง มะรืนนี้พูดอย่าง  ผมก็ต้องมีหลักฐานเอาไว้สิ”  อคิราห์พูดเนิบๆ  ยิ้มมุมปาก

“เธอแกล้งดราม่าใส่ฉันเมื่อกี้เรอะ”  คนแก่กว่าเริ่มตามทันขึ้นมา  “เธอลงจากรถเพราะจะได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียง”

“อืม  ก็ไม่เชิง  แต่ผมผิดหวังนิดหน่อยที่สถานที่ๆคุณใช้อ้อนวอนผมกลับเป็นลานจอดรถธรรมดาแทนที่จะเป็นที่ไหนสักแห่งที่ดูดีกว่านี้”

พิชช์ฌานหน้าหงิก  จ้องมองคนที่ยืนเท้าสะเอวพูดฉอดๆนั้นแล้วรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเหมือนกัดน้ำแข็งเข้าไปก้อนใหญ่

“ให้ตายเถอะ  เธอนี่มัน...เกินคาด”

“ผมอยากกลับแล้ว  คุณเองก็มีนัดไม่ใช่หรือไง”  อคิราห์ว่า

“นัด?”

“ผมเห็นคุณดูนาฬิกาประมาณห้ารอบได้มั้ง”  ชายหนุ่มตอบ  อีกคนหัวเราะเบาๆ  ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยของตัวเอง

“เธอมันเป็นพวก...ตัวทำลายแผนการ”  พิชช์ฌานพูดด้วยท่าทางฉุนๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาอีก  “ห้า  สี่  สาม  สอง...”  เสียงห้าวๆนับถอยหลัง  อคิราห์เหลียวมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง

“คุณจะระเบิดรถเหรอ”  ชายหนุ่มถามเสียงหลงพร้อมกับเสียงดังปังใหญ่รัวราวกับปืนกล

อคิราห์ย่อตัวลงทันที  ยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้าง  หางตาเห็นอะไรพุ่งขึ้นมาแวบๆจากทางด้านหลังอาคารของห้างสรรพสินค้านั้น

ปัง ปัง

ไม่ใช่เสียงปืนหรือระเบิดอย่างที่คิด  หากแต่เป็นพลุสีสวยดอกใหญ่ที่แตกออกเป็นประกายระยิบระยับจับตา  พิชช์ฌานก้มลงจับต้นแขนของเขาเอาไว้แน่นแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากัน

แสงจากพลุวูบวาบสะท้อนเข้ากับนัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นที่มองนิ่งมายังเขาแพรวพราวคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะอยู่  อคิราห์ขมวดคิ้ว  ถลึงตาใส่อีกฝ่ายแล้วเงยหน้าขึ้นมองพลุที่ยังพุ่งขึ้นฟ้าไม่ขาดสายนั้น

“.....................”  ผู้ชายตรงหน้าขยับริมฝีปากเหมือนพูดอะไรสักอย่างแต่ว่าอคิราห์ไม่ได้ยินเพราะเสียงพลุดังกลบและเจ้าตัวยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างอยู่

คิ้วเรียวขมวดมุ่น  พยายามอ่านปากของคนตรงหน้า

“อะไรนะ”  อคิราห์ถาม  เสียงพลุยังดังอยู่ตอนที่มือใหญ่เอื้อมมาจับมือของเขาแล้วดึงออกจากหูทั้งสองข้างพร้อมกับเอาไปกุมเอาไว้  นายพิษฌานก้มหน้าลงมาใกล้เขาจนเกือบชิด  กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“โรแมนติกพอหรือยัง”

“ประสาท  ตกใจแทบแย่”  อคิราห์ตอบกลับไป  ทั้งฉุนทั้งขัน ...ที่ขับมาจอดที่ลานจอดรถก็เพราะแบบนี้สินะ

“หายตกใจหรือยัง”  เสียงห้าวๆถามต่อ  ลมหายใจอุ่นจัดรดอยู่ข้างแก้ม  กลิ่นหอมๆของกระดาษใหม่ๆทำให้เขาเผลอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก

“ดีขึ้นนิดนึง”  อคิราห์ตอบ

พิชช์ฌานยิ้ม  มองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ก้มลงมากระซิบข้างหูของอคิราห์อีกครั้ง

“งั้นแต่งงานกับผมนะ”  ชายหนุ่มพูด  ทอดเสียงอ่อนรื่นหูกว่าที่เคยได้ยินมา  “นะครับ...อัยย์”

หัวใจของใครบางคนเต้นแรงขึ้นฉับพลัน

.............................................................................

โอเค  ถึงตอนปัจจุบันแล้ว  เย่ๆ

ใครเล่นทวิต  ใช้แทค #ขอรักแค่คุณ  นะคะ

เจอกันตอนหน้านะคะ

โอเมก้าเวิร์สเรื่องแรกของชั้นนน

มันก็จะแตกต่างกับแฟนหมอแมนหน่อยนะคะ5555


Melenalike

ออฟไลน์ jazumine

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 27
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
จะรอนุ้งอัยย์ อยู่ที่ท่าน้ำทู้กกกกกวันเลยยย

Sent from my BLL-L22 using Tapatalk


ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
งุ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย  โอเมก้าเวิร์สมาแล้ววววววววววววววววววววววว

ดีใจมากๆๆๆๆ

ออฟไลน์ MyLavenderLand

  • ฉันสุขใจ เมื่อได้ Log in เล้า
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1671
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +78/-1
งูยยยยยยย สนุกเวร่ออออ ชอบค่ะ  :katai2-1:  น้องอัยย์มีความน่าร้ากก ฉลาด แอบกัดจิก มันต้องแบบนี้สิ ถึงจะเอาคุณพิษฌานอยู่ / ชอบใจเวลาคุณนักการเมืองหน้าหงิก ตอนโดนเด็กแกล้งหน้าซื่อๆ  55555  ชอบค่ะชอบ เกาะขอบจอเลย  :katai2-1:

ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 72
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่านจบก็ตกใจคนแต่งคนเดียวกับหมอแมนและเรื่องแอบยักษ์(?)
ว่าแต่คนแต่งแอบแต่งฟิคเอกโซใช่มั้ยคะ---  :z1:

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 494
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +10/-0
คู่นี้เขาดูสมน้ำสมเนื้อกันดีนะคะ
เดาว่าหลังจากแต่งงาน ป่วนแน่ๆ
รอดูวันที่นายพิชช์ฌานหลงน้องเลย

 :pig4:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3321
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +72/-5
รอดูว่าจะทนไม่รักหนูอัยย์ได้ไหมนะ

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
จะรอดูว่าจะทนความน่ารักของหนูอัยย์ได้นานแค่ไหน สงสารน้องที่ต้องตกเป็นเครื่องมือแบบนี้

ออฟไลน์ เจ้าหญิงขี้ลืม

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 818
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-4
โอ๊ยยยยงานดีมากค่ะ  :katai2-1:

รอติดตามเลย

ปล.แอบมีพิมพ์ชื่อตัวละครผิดด้วยนะ

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1122
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-0
ยังมีชื่อเกาหลีหลุดมาให้เห็น

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ river

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2071
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +198/-3
เรื่องน่าสนใจ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4
งุ้ยๆๆๆๆ ชอบ อยากอ่านต่ออีกเยอะๆ :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk
Ai Adore You.

#ขอรักแค่คุณ

ตอนที่ 5



 

 

 

 

 

 

            “ตกลงธีมของงานจะเป็นสีขาวกับสีฟ้านะคะ  ส่วนดอกไม้ที่ใช้ในงานจะเน้นเป็นดอกกุหลาบเป็นหลัก ...”  เจ้าของบริษัทพรีเวดดิ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพูดทวนรายละเอียดกับลูกค้าวีวีไอพีอีกครั้งยิ้มๆ  ผู้ชายสองคนที่เพิ่งขอแต่งงานจนเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมลงในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่ออาทิตย์ก่อนหันไปมองหน้ากัน

            “โอเคไหม  ฟ้าขาว”  พิชช์ฌานถามขึ้น

            “ผมชอบสีแดง”  อคิราห์พูดลอยๆ

            “ก็บอกว่าสีแดงมันเป็นกาลกิณีกับฉัน  อีกอย่างเราไม่ได้จัดงานแบบจีนเสียหน่อยจะได้แดงฉานไปทั้งงาน”  คนแก่กว่าว่า

            “งั้นก็แล้วแต่  ....จะมาถามผมทำไม”  อัยย์ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปคว้ากระเป๋ามาถือเอาไว้  “ผมไปก่อนนะ”  ชายหนุ่มเดินฉับๆลงบันไดไปยังชั้นล่างทันที  พิชช์ฌานอ้าปากค้างแล้วก็กระแอมออกมาเพราะหันไปเห็นสีหน้าตกใจแกมประหลาดใจของหญิงสาว

            “เอ้อ...แบบนี้ประจำครับ  ชอบเอาแต่ใจ”

            “หรือคุณพิชช์ฌานจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก็ได้นะคะ”  เธอพูดยิ้มๆ  “คุณอคิราห์จะได้ดีใจ”

            นักการเมืองหนุ่มถอนหายใจเฮือก

            “ผมตามใจเขามามากแล้วครับ  ตามใจมากไปคงไม่ดี...เสียการปกครองหมด”  ชายหนุ่มพูดเนิบๆ  ตกลงรายละเอียดงานแต่งงานที่กำลังจะมีขึ้นอาทิตย์หน้าต่อจนเสร็จถึงได้ลุกขึ้น  กลับออกมาจากบริษัท

            รถยนต์ของเขาจอดอยู่ที่ด้านหน้าร้านพรีเวดดิ้งแล้ว  ชุดสูทสีขาวสองชุดสำหรับพิธีการและสีน้ำเงินเข้มสองชุดสำหรับงานเลี้ยงวางพาดอยู่ที่เบาะหลังเรียบร้อย  แต่ที่ไม่เห็นแม้แต่เงาก็คือว่าที่เจ้าบ่าวของเขานั่นเอง....โอเมก้าเจ้าปัญหาคนนั้นหายไปไหนแล้ว

            กวาดตามองหาที่ร้านขนมเป็นอันดับแรก  ชายหนุ่มเดินไปหยุดยืนด้อมๆมองๆอยู่หน้าร้านจนคนข้างในเริ่มหันมาสนใจเขา  พอไม่เห็นเงาของอคิราห์แน่แล้วฌานก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นร้านขายไอศกรีมใกล้ๆแทน

            “ไปไหนของเค้า”  พึมพำอย่างหงุดหงิด  สายตาก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือที่แทบจะไม่หลงเหลืออยู่ในเมืองแล้ว  ชายหนุ่มก้าวยาวๆข้ามถนนตรงไปยังร้านสองคูหาเก่าๆที่มีแผงหนังสือวางเรียงรายแน่นร้าน  มองเข้าไปก็เห็นร่างโปร่งบางกำลังยืนเลือกหนังสืออยู่อย่างเพลิดเพลิน

            “ไง...กำลังคิดว่าจะกินเล่มไหนดีหรือไง”

            อคิราห์ไม่สะดุ้ง  เพราะเขาเห็นร่างสูงใหญ่ตั้งแต่หน้าร้านแล้ว  ตัวอย่างกับยักษ์ปักหลั่นดันแกล้งทำเป็นย่องเหมือนตัวเองตัวเล็กมากงั้นแหละ  ไม่เห็นก็ตาถั่วเต็มที..

            “กินหนังสือก็ดีกว่ากินบ้านกินเมือง”  อัยย์พูดลอยๆ  แล้วเอื้อมมือขึ้นไปหยิบหนังสือเล่มที่ตัวเองต้องการมาพลิกอ่านข้างหลัง

            “เธอว่านักการเมืองงั้นหรือ”

            “ผมว่าปลวก ...ก็คุณพูดถึงปลวกอยู่ไม่ใช่หรอครับ”  ชายหนุ่มหันไปตอบเสียงซื่อ  “หลบทางให้หน่อย  ผมจะไปจ่ายเงิน”

            พิชช์ฌานเบี่ยงตัวให้อีกฝ่ายเดินไปที่แคชเชียร์  เขายืนรอจนอีกฝ่ายรับเงินทอนมาเก็บใส่กระเป๋าสตางค์แล้วถึงได้คว้าถุงหนังสือมาถือเอาไว้เอง

            “คุณไม่ต้องแสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าชาวบ้านหรอกครับ”  อัยย์ว่า  ดึงถุงกลับมาถือเอาไว้เสียเอง  “แถวนี้ไม่มีกล้องนักข่าวหรอก”

            “ฉันไม่ได้จะถือให้เธอ  ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอซื้อหนังสืออะไรเฉยๆ”  พิชช์ฌานตอบกลับมา  กลั้นหัวเราะในใจที่เห็นคนเด็กกว่าย่นจมูกใส่เขาอย่างหงุดหงิด  “...เสียฟอร์มล่ะสิ”

            “ไม่มีมารยาท  อยากรู้ก็ถามดีๆสิ  มาดึงไปได้ไง”

            “แวะกินข้าวก่อนดีกว่า  ฉันว่ามีคนแถวนี้เริ่มโมโหหิว”  นายพิษฌานพูดหน้าตาเฉยแล้วลากข้อมือของเขาเข้าไปในร้านข้าวแกงแห่งหนึ่งที่อัยย์ไม่เคยคิดว่าหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่างเค้าจะแวะ

            แต่อัยย์ก็มาเข้าใจเหตุผลตอนหลัง  หลังจากที่มีชาวบ้านมากมายแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนที่โต๊ะของเขาพร้อมกับชื่นชมที่นักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่อย่างพิชช์ฌานไม่ถือตัวแถมยังทำตัวธรรมดาเป็นผู้ชายเดินดินกินข้าวแกงอีก

            เขามองท่าทางพูดคุยอย่างเป็นกันเองของผู้ชายคนนั้นแล้วต้องแอบเบ้ปาก...เรื่องแอคติ้งขอให้บอกจริงๆ นี่ถ้าลุกไปตักแกงใส่ถุงได้คงทำไปแล้ว

            อัยย์เกือบอ้าปากค้างตอนที่ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นแล้วเดินไปจับทัพพีจริงๆ

            ชักนับถือหัวใจพวกนักการเมืองขึ้นมาแล้วแฮะ....ชายหนุ่มยกมือขึ้นเท้าคาง  อยากจะเหลือบตามองเพดานสักร้อยรอบแต่ก็ติดตรงที่ว่ามีสายตาของใครต่อใครจับจ้องมาที่เขาอย่างสนใจอยู่ไม่น้อย

            “คุณนายอิ่มแล้วเหรอคะ  เดี๋ยวป้าตักข้าวเพิ่มให้ดีไหมคะ”  หญิงวัยกลางคนก้มลงถามเขายิ้มๆ  อัยย์รีบปฏิเสธอย่างเกรงใจ 

            “ไม่เป็นไรครับ  ผมอิ่มแล้ว....ผมไม่ใช่คุณนายหรอกครับ”

            “จะไม่ใช่ได้อย่างไร  ป้าเพิ่งดูในข่าวมาเมื่อเช้าเอง  ตัวจริงคุณน่ารักน่าเอ็นดูกว่าในทีวีเสียอีกนะคะ  ตัวนิดเดียว...ป้ากับเจ้าพวกนี้ล่ะนับถือความรักของพวกคุณสองคนจริงๆ  คงจะมีอุปสรรคเยอะเลยสินะคะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้  ป้าดีใจด้วยนะ”

            “อ้อ...ขอบคุณครับ”  อคิราห์ยกมือขึ้นเกาจมูก  เริ่มทำตัวไม่ถูกกับข่าวที่ออกไปก่อนหน้านี้  มันถูกบิดเบือนจนแทบไม่เหลือความจริง  กลายเป็นว่าเขากับนายพิษฌานแอบรักกันมานานแต่ว่าเพราะเขาเป็นลูกชายของหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็เลยกลายเป็นรักต้องห้ามที่ต้องหลบซ่อน  จนสุดท้ายนายพิษฌานพระเอกของเรื่องนี้ก็ตัดสินใจเข้าไปเผชิญหน้ากับพ่อของเขาแบบลูกผู้ชาย  ยืนยันว่ารักเขาจริงๆและต้องการจะแต่งงานด้วย

            สุดท้ายท่านไตรคุณบิดาของเขาเห็นในความรักของเราทั้งสองก็เลยใจอ่อนยอมให้แต่งงานกัน  กลายเป็นเรื่องราวความรักแสนโรแมนติกยิ่งกว่าโรมิโอกับจูเลียต

            “เติมข้าวหน่อยสิอัยย์  คุณตัวนิดเดียวเหมือนที่คุณป้าบอกจริงๆ”  เสียงห้าวๆดังขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับมือใหญ่ที่คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขา   “แล้วแบบนี้จะเป็นแม่ของลูกผมได้ยังไง”

            เสียงฮือฮาดังขึ้นในภายในร้าน  อคิราห์ตาเหลือกรีบดึงข้อมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย

            “แม่ของลูกอะไรของคุณ”  เขากระซิบ  ถลึงตาใส่คนพูดไม่คิดทว่านายพิษฌานกลับยิ้มกว้าง เอื้อมมือมาโอบไหล่ของเขาเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ

            “ก็ลูกของเราไงครับที่รัก  ทำเป็นอายไปได้”  ชายหนุ่มพูด  แอบยักคิ้วให้คนตัวเล็กกว่าทีนึงแล้วหันไปยิ้มให้บรรดาลูกค้าของร้านข้าวแกงแห่งนั้น  “เขาขี้อายครับ  ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

            “วู้ย  ไม่หรอกค่ะ  พวกคุณน่ะน่ารักมากๆ  สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”  ป้าเจ้าของร้านพูดอย่างปลาบปลื้ม  “ขอให้รักกันนานๆ ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะคะ  มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองนะ”

            คนฟังเกือบสำลักแต่ก็ส่งยิ้มตอบขอบคุณกลับไปอย่างอ่อนหวานพอกัน  กว่าจะกลับออกมาจากร้านได้ก็อัยย์ต้องยืนยิ้มจนเหงือกแห้งอยู่ข้างๆผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่คอยหาจังหวะพูดหาเสียงไม่หยุดปากพร้อมกับถ่ายรูปไปด้วย  พิชช์ฌานเหมาอาหารในร้านวันนั้นให้ทุกคนกินฟรี

            “ลงทุนจังนะ”  อคิราห์ค่อนแคะหลังจากกลับออกมาจากร้านอาหารได้  อีกฝ่ายยักไหล่

            “ผมต้องการพื้นที่สื่อให้มากที่สุด”  พูดจบก็คว้ามือของเขาไปจูง  พอเจ้าของมือจะดึงออกพิชช์ฌานก็จุ๊ปาก  “อยู่นิ่งๆเถอะน่า  ยิ้มกว้างๆด้วย ฉันไม่อยากขึ้นหน้าหนึ่งกับตัวบู้บี้”

            “ตัวบู้บี้คือตัวอะไร”  คนฟังงง  แต่ก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันเกือบครบสามสิบสองซี่  “มันต้องหน้าตาน่ารักแหงๆ”

            พิชช์ฌานเหลือบมองหน้าอีกฝ่ายแล้วเอื้อมมือไปบีบจมูกโด่งรั้นนั้นเอาไว้  สั่นไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว

            “ตัวบู้บี้ก็คือตัวบู้บี้”  เขาพูด  อีกฝ่ายยกมือร้อง  ยกมือขึ้นปัดมือของเขาออก

            “ไอ้พิษฌาน  ปล่อยนะ  เจ็บจมูก”  เจ้าของจมูกยกมือขึ้นคลำจมูกตัวเองป้อยๆ  ตวัดสายตามองอย่างโกรธๆ  อีกฝ่ายหัวเราะ

            “เรียกใครไอ้...เรียกไอ้ก็เดินกลับบ้านเอาเองนะ”

            “คุณกล้าปล่อยให้คู่หมั้นอย่างผมเดินกลับบ้านเองก็เอาซิ”  อัยย์เลิกคิ้วอย่างเป็นต่อ  อีกคนชะงัก  มองหน้าเขาแล้วหัวเราะห้าวๆ

            “เธอนี่มัน....ขึ้นรถ”

            ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักอย่างพอใจดังขึ้นข้างตัว  พิชช์ฌานจุ๊ปาก  เข้าเกียร์อย่างฉุนๆแกมหมั่นไส้  ขับรถพาอีกฝ่ายไปส่งที่คฤหาสน์หลังงามของท่านนายกฯไตรคุณ  มองตามหลังร่างโปร่งบางที่เดินแกมวิ่งพร้อมกับหิ้วชุดแต่งงานขึ้นบันไดไปด้วยจนลับตา

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีที่เขาขับรถเลี้ยวออกมาจากคฤหาสน์

            “ว่าไง  เจนภพ...มันเป็นใคร”  พิชช์ฌานถามเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย   มือขวาคนสนิทตอบกลับมา

            “มันยังไม่สารภาพครับ  แต่คิดว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกับที่กำลังจับกลุ่มอนุรักษ์นิยมไม่เอาโอเมก้า”  เจนภพตอบเรียบๆ “โชคดีที่คุณฌานตาไว  ขนาดผมกับคนอื่นคอยจับตามองอยู่รอบๆแล้วแท้ๆ”

            “ฉันเห็นมันด้อมๆมองๆตอนจะออกมาจากร้านหนังสือน่ะ  แล้วมันตั้งใจจะทำอะไรอคิราห์”

            “คิดว่าน่าจะปาไข่ครับ  ในมือของมันถือถุงใส่ไข่ไก่เอาไว้เพียบเลย” เจนภพว่า  “ถ้าคุณฌานไม่พาคุณอัยย์หลบเข้าร้านอาหารคงแย่เหมือนกันครับ  มีพวกมันอีกอย่างน้อยสี่คนที่เดินตามพวกคุณไป  แต่ว่ามันหนีไปได้หมด”

            “ฉันเห็นแล้ว  เลยต้องถ่วงเวลาเอาไว้ในร้านเสียนาน  พูดจนคอแห้ง  เจ้าเด็กนั่นก็ไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย  จะวิ่งออกจากร้านท่าเดียว”  พิชช์ฌานพูดอย่างหงุดหงิด

            “ทำไมคุณไม่บอกคุณอัยย์ล่ะครับ”

            “เดี๋ยวบอกก็หน้าตื่นอีก  เบื่อพวกกระต่ายตื่นตูม”

            “คุณเป็นห่วง  กลัวว่าคุณอัยย์จะตกใจหรอครับ”  เจนภพถาม

            “หึ...แล้วเรื่องที่ให้ไปตามถึงไหนแล้ว  ฝั่งนั้นว่าอย่างไรบ้าง”

            “สายของเราในพรรครัฐบาลบอกว่าคนในพรรคไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ครับ  เพราะข่าวความรักของคุณกับคุณอัยย์ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคเราดูดีขึ้นมาก  โดยเฉพาะของคุณกลายเป็นพระเอกไปแล้ว  ส่วนของท่านไตรคุณกลายเป็นพ่อตาแก่ๆที่หวงลูกแทนครับ”

คนฟังยิ้มกว้างอย่างสมใจ

“ดีมาก  งานนี้ฉันจะเอานโยบายสนับสนุนโอเมก้าเนี่ยแหละขึ้นชูประเด็น  ความเท่าเทียมกันจะทำให้ประเทศอื่นยอมรับประเทศของเราเสียทีด้วย”

“แล้วกลุ่มอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงล่ะครับ”

“ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเป็นพวกของรัฐบาลซะ  ไม่ว่ามันจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม”   พิชช์ฌานพูดเสียงเนิบๆ  “พ่อของอคิราห์ปกปิดตัวตนของลูกชายตัวเองมาตั้งยี่สิบกว่าปี  ถึงปากจะบอกว่าเพราะเป็นห่วงลูกแต่ว่า...ความจริงแล้วมันเป็นอย่างนั้นแน่หรือ  ทำให้ประชาชนสนใจประเด็นนี้ซะเจนภพ  ฉันไม่เชื่อหรอกว่าท่านนายกฯจะรักลูกชายโอเมก้าคนนี้จริงๆ”

“ทำไมคุณถึงมั่นใจนักล่ะครับ”

“ไม่งั้นพ่อที่ไหนจะยอมให้ลูกชายแต่งงานกับศัตรูเล่า”  นักการเมืองหนุ่มหัวเราะเบาๆ  “แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่ารักมากแค่ไหน ...คิดว่าเจ้าตัวก็คงรู้อยู่เหมือนกัน  ถึงได้ยอมแต่งงานกับฉันเพื่อประชดพ่อของตัวเอง”

สั่งงานปลายสายจนพอใจแล้วพิชช์ฌานก็กดวางสายแต่ว่าลูกน้องกลับรีบท้วงเอาไว้ก่อน

“เดี๋ยวครับคุณฌาน  ผมมีอีกเรื่องหนึ่งจะรายงาน”

“อะไร”

“คุณรินรดาโทรมาถามตารางงานกับผมครับเมื่อเช้าครับ  เธอว่าเธอกำลังจะบินกลับมาเร็วๆนี้”  ชื่อของหญิงสาวที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยระยะหนึ่งก่อนที่ฝ่ายนั้นจะไปเรียนต่อต่างประเทศทำให้พิชช์ฌานย่นคิ้ว

“ได้บอกไปหรือเปล่า”

“ไม่ได้บอกครับ”

“ดีมาก  อย่าให้เธอเข้ามาวุ่นวายจนเสียแผนล่ะ  ตอนนี้ฉันจะต้องเป็นคนที่รักคู่หมั้นโอเมก้ามากที่สุดในประเทศนี้”  พิชช์ฌานย้ำอีกครั้งก่อนจะวางสายพลางถอนหายใจยาว

ชายหนุ่มใช้เวลาช่วงเย็นไปกับงานเลี้ยงสปอนเซอร์พรรค พวกคนในพรรคเริ่มสงบลงแล้วหลังจากเห็นว่าเขาสามารถดึงกระแสความนิยมมวลชนเอาไว้ได้แม้จะต้องแต่งงานกับลูกชายของพรรคฝั่งนั้นก็ตาม   พิชช์ฌานยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอุดมการณ์พรรคเด็ดขาด  งานเลี้ยงเลิกรา  หลายคนไปต่อกันแต่ว่าเขาขอกลับก่อน   พอขับรถกลับมาที่บ้านถึงได้สังเกตเห็นว่าอคิราห์ลืมถุงใส่หนังสือของตัวเองเอาไว้บนเบาะนั่ง

พิชช์ฌานจุ๊ปาก  หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาพลิกดู  สภาพของมันเหมือนหนังสือมือสอง  ปกข้างในบอบบางแทบจะหลุดติดมือออกมาตอนเปิด  หน้าปกเป็นชื่อหนังสือนิยายภาษาอังกฤษแนวสืบสวนสอบสวนของนักเขียนชื่อดังระดับโลก  ..โอ้โห  ผิดคาดแฮะ   นึกว่าจะอ่านพวกนิทานก่อนนอนเด็กๆเสียอีก

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก  รอสายครู่เดียวก็กดวาง...ลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กอนามัยเข้านอนสี่ทุ่ม  ป่านนี้คงกรนคร่อกหลับฝันไปสี่เรื่องแล้วมั้ง  เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยแวะไปคืนหนังสือก็ได้

            พิชช์ฌานหยิบหนังสือเล่มนั้นติดมือมาด้วย  ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะหยิบมาทำไมในเมื่อในห้องหนังสือของเขามีหนังสือนิยายของนักเขียนท่านนี้ครบชุด  และเขาก็อ่านไปไม่รู้กี่รอบจนจำบทสนทนาได้

            เหอะ...ให้เจ้าเด็กนั่นมาเห็นห้องหนังสือของเขาเสียก่อนเถอะ  จะต้องกรี้ดสลบแน่ๆ

..................................................................

อคินทร์เปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของน้องชายฝาแฝด  เจ้าของห้องยังไม่นอนแต่กำลังพิมพ์อะไรก๊อกแก๊กกับโน๊ตบุ๊คอยู่  ศิลปินหนุ่มที่เวลานี้เอาผมหน้าม้าลงเลยแทบไม่ต่างกับน้องชายนั้นเดินตรงไหเกาะเก้าอี้ด้านหลังแล้วก้มลงดูสิ่งที่อคิราห์กำลังเขียน

“คุณพิชช์ฌานเขาจะยอมเซ็นสัญญานี้จริงๆน่ะเหรออัยย์”  อคินทร์ถาม  กวาดตาอ่านตัวอักษรที่เรียงรายอยู่อย่างประหลาดใจ  “มัน...ประหลาดมากๆเลยนะ”

“เขาต้องยอมสิ  ก็เขาพูดแล้วนี่”  อคิราห์พูดเนิบๆ  กดสั่งปริ้นท์ออกมาสามชุดแล้วส่งให้ฝาแฝดรับไปดู  “ฉันแกะออกมาจากคำพูดของเขาเลย  เป๊ะๆ”  อคินทร์มองหน้าคนเป็นน้องแล้วลอบถอนหายใจ

“อะไรที่น่ากลัวที่สุดในสัญญาแผ่นนี้รู้ไหมอัยย์”

“นายพิษฌานไม่ยอมทำตามสัญญา”

“เปล่า...”  อคินทร์ส่ายหน้า  “เขายอมทำตามสัญญา  ...แต่ว่าอัยย์เองต่างหากที่ไม่อยากทำตามสัญญาแล้ว”

คนฟังหัวเราะ

“มันจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงล่ะคิน  สัญญานี้ฉันเป็นคนเขียนเอง  ฉันคิดมาดีแล้วว่าต้องการอะไรบ้าง”  อคิราห์ยิ้มกว้าง  “เซ็นชื่อเป็นพยานให้หน่อยสิ  เดี๋ยวจะได้เอาไปให้พิษฌานเซ็นพรุ่งนี้”

“เห็นภาพพวกนายในร้านอาหารวันนี้ว่อนเต็มเน็ตไปหมด”  อคินทร์ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง  คว้าตุ๊กตาหมีบนเตียงน้องชายมากอดเอาไว้  “คุณพิชช์ฌานเขาดูแผนสูงไม่ใช่เล่นเลยนะ”

“ยังไงงานนี้เราก็ได้เปรียบ”  อคิราห์พูด  ทว่าคนฟังรู้ทัน

“ได้เปรียบตรงที่นายจะได้บินออกจากกรงทองเสียทีใช่ไหมล่ะ”  คนเป็นพี่ยิ้มบางๆ  “ฉันรู้ว่าการแต่งงานคราวนี้มันไม่ถูกต้องเลย  สังหรณ์ว่านายอาจจะเจ็บหนักแต่ว่า...ฉันก็ดีใจที่นายจะได้ออกจากบ้าน ‘จริงๆ’ เสียทีนะ  อัยย์...”

อคิราห์ยิ้มรับ

“ฉันเฝ้ารอมานานแล้วตั้งแต่จำความได้  ถ้ามันจะจบไม่สวยฉันก็ยินดี”

ชายหนุ่มยิ้มให้กับตนเองตอนที่เห็นนายพิษฌานจรดปากกาเซ็นชื่อลงในกระดาษสามแผ่น  เขารับไปพิศดูอย่างพออกพอใจ...นี่ยังไงล่ะ  เสรีภาพที่แท้จริงของเขาอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมแล้ว  ถึงจะต้องยอมยิ้มจนปวดแก้ม  สร้างภาพ ‘คู่รัก’ บ้างเป็นครั้งคราว  แต่ก็นับว่าคุ้มแสนคุ้ม

“เมื่อไหร่จะถึงวันแต่งงานนะ  ผมอยากไปเที่ยวรอบโลกจะแย่แล้ว”  อคิราห์พูด

“เลือกประเทศได้แล้วเหรอ”

“ผมอยากไปสวิตเซอร์แลนด์”   ชายหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิด  “แล้วก็ทัวร์ให้ทั่วยุโรปก่อน  ผมอยากไปยุโรปมานานแล้ว”

“แล้วยังไงต่อ”  พิชช์ฌานพึมพำ

“จริงๆฝั่งแอฟริกาผมก็อยากลองไปเที่ยวดูนะ  อเมริกาก็อยากไป  ...ทำไงดีล่ะ  ผมอยากไปหลายที่เลย”  แค่คิดก็รู้สึกเนื้อเต้น  เขาเตรียมหาข้อมูลประเทศต่างๆเอาไว้หมดแล้ว  กะว่าแต่งงานเมื่อไหร่ก็บินเมื่อนั้นเลย  “คุณว่าผมไปอเมริกาก่อนหรือวกกลับมาทางเอเชียก่อนดีล่ะ....คุณ...คุณพิษฌาน  เป็นอะไรไป  ทำไมวันนี้ดูคุณไม่ค่อยมีสมาธิเลย”   อคิราห์ทัก  ท่าทางของอีกฝ่ายดูเคร่งขรึมและใจลอยกว่าปกติจนเขาแปลกใจและสังเกตเห็นได้

คิ้วเข้มเลิกขึ้น

“ฉัน...สงสัยจะติดโรคหิวแล้วคิดไม่ออกมาจากเธอล่ะมั้ง”  พิชช์ฌานว่า สูดกลิ่นหอมๆเหมือนคุกกี้รสนมจางๆเข้าปอด  รู้สึกว่าอะไรหนักๆในสมองค่อยๆคลายลงอย่างน่าประหลาด

“คุณโกหก  ถ้าคุณยังจัดการเรื่องงานไม่เสร็จล่ะก็ กลับไปทำงานต่อให้เสร็จสิครับ...”  อัยย์พูดเนิบๆ  ทำท่าจะปลดล็อคประตูรถแล้วก้าวออกไปทว่าอีกฝ่ายจับข้อมือของเขาเอาไว้

“นั่งเป็นเพื่อนกันก่อน”

คนตัวใหญ่ยกมือขึ้นขยับเนคไทคลายออกแล้วปรับเบาะคนขับเอนลง  ใบหน้าคมเข้มดูโทรมกว่าทุกทีหรือจะเป็นเพราะแสงไฟจากรั้วข้างนอกก็ไม่รู้เหมือนกัน  อัยย์เม้มปาก  ปลดมือของอีกคนออกจากข้อมือของตัวเองแต่ก็ไม่ได้เปิดประตูรถลงไป

            นั่งเงียบๆอยู่ที่เดิมจนได้ยินเสียงกรนเบาๆดังออกมาจากคนที่นอนเอนๆอยู่อย่างไม่น่าสบายนั้น  อคิราห์หันไปมองอย่างฉุนๆ

            “หลับจริงดิ”  เอื้อมมือไปโบกข้างหน้า  เปลือกตาคู่นั้นก็ยังปิดสนิท  เห็นขนตายาวหนาทาบบนผิวแก้ม  ไรเขียวตรึ้มที่ข้างแก้มกับปลายคางทำให้ใบหน้าของพิษฌานดูเข้มคมขึ้นไปอีก

            ...อะไรของเค้า  เมื่อกี้บ่นหิว  ตอนนี้หลับเฉยเลย...



ออฟไลน์ ็Hollyk

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 425
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +428/-19
    • FanPage Melenalike//Hollyk






           พิชช์ฌานสะดุ้งตื่นขึ้นเองในอีกสิบนาทีต่อมา  ชายหนุ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมากหลังจากได้พักงีบอย่างแท้จริงชั่วครู่  ช่วงนี้เขาโหมงานหนักหลายอย่างทั้งงานในพรรคและงานแต่งงานก็เลยแทบไม่ได้พักผ่อน  นึกแปลกใจเหมือนกันที่เห็นเจ้าเด็กนั่นยังนั่งหน้าบู้อยู่ข้างๆแทนที่จะเปิดประตูรถเดินเข้าบ้านไป

            “ไม่เข้าบ้านหรือไง”  เขาถาม  อีกคนหันขวับมามอง

            “กลัวมีคนนอนตายในรถ”  อคิราห์พูดเนิบๆ

            “ก็เขย่าตัวปลุกสิ”

            “เห็นหลับเหมือนซ้อมตายเลยขี้เกียจปลุก”  อัยย์เอื้อมมือไปปลดล็อคประตูรถฝั่งตัวเองแล้วเปิดประตูออก  “หาเวลานอนบ้างนะ  อย่ามัวแต่สร้างภาพ  ถ้าคุณตายก่อนก็ไม่ได้เป็นหรอกนะ...นายกฯน่ะ”

            ทิ้งคำพูดเอาไว้พอให้แสบๆคันๆ  พิชช์ฌานมองตามหลังอีกฝ่ายไปแล้วส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ  ....ปากหนอปาก  นี่ถ้าไม่ติดว่าจะต้องแต่งงานกันล่ะก็นะ....อดทนไว้ฌาน  พอพ้นเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ทางใครทางมันแล้ว  ติดตรงที่ก่อนงานแต่งนี่ล่ะ

            ชายหนุ่มหยิบสัญญาแผ่นนั้นที่อีกฝ่ายให้เขาเก็บเอาไว้ขึ้นมาอ่านทวนในใจ  ใจเย็นๆก่อน  ทุกอย่างมีทางแก้ไข  เด็กเมื่อวานซืนจะมาฉลาดกว่าผู้ใหญ่อย่างเขาได้ยังไง  คิดแล้วก็รู้สึกเครียดขึ้นมาอีก  พิชช์ฌานยกมือขึ้นบีบสันจมูกของตัวเอง  ขับรถออกมาจากหน้าคฤหาสน์ของท่านนายกฯแล้วตรงไปยังที่ว่าการพรรคของตัวเอง

            ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนักและเขายังพักไม่ได้

            ..........................................................................

ในที่สุดก็มาถึงวันแต่งงานที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีจนได้  ท่ามกลางความดีใจและโล่งใจของใครหลายๆคนรวมถึงอคิราห์ด้วย  วันแต่งงานที่เขาเฝ้านับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ  ตั๋วเครื่องบินและที่พักถูกจองเอาไว้แล้วเรียบร้อยพร้อมที่จะออกเดินทางทันทีหลังจากจบพิธีรีตองพวกนี้

กล้องนับร้อยตัวรัวชัตเตอร์เก็บภาพบรรยากาศภายในงานแต่งงานที่เรียกว่าเป็นงานช้าง  แน่ล่ะ  ฝั่งหนึ่งเป็นลูกชายนายกฯรัฐมนตรีของประเทศ  ส่วนอีกฝั่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่กำลังมาแรงที่สุด  ความสนุกมันเริ่มตั้งแต่แขกในงานที่ต่างมาจากคนละพรรคกันแล้ว  ทุกคนสวมหน้ากากยิ้มแย้มให้กันเต็มที่ราวกับยินดีปรีดา  แท้จริงแล้วใครจะมีใครที่นึกยินดีกับเรื่องนี้จริงๆบ้าง

คงไม่มี...พิชช์ฌานคิดในใจขณะสบตาบิดาของอคิราห์

ร่างโปร่งบางปรากฎขึ้นในชุดสูทสีขาวสำหรับพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นในโบสถ์  เขาถือช่อดอกไม้สีขาวสะอาดเอาไว้ในมือ  ใบหน้าเรียวค่อนไปทางหวานนั้นก้มน้อยๆเห็นปลายจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากอิ่มเต็ม  ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนช่วยขับให้ดูงามจับตา

พิชช์ฌานกระพริบตาเมื่ออคิราห์เดินมาจนถึงตัวแล้ว  ทั้งคู่หันเข้าหาบาทหลวงพร้อมกัน

คำพูดของบาทหลวงผ่านหูของเขาไปโดยไม่ได้จับใจความ  พูดยอมรับอีกฝ่ายเป็นคู่ชีวิตไปแบบส่งๆ  อัยย์มือเย็นเฉียบตอนที่อีกฝ่ายจับมือของเขาเอาไว้แล้วหยิบแหวนเพชรวงที่ขอแต่งงานขึ้นมาสวมให้ที่นิ้วนาง  เขาเกือบลืมว่าจะต้องสวมแหวนกลับคืนให้อีกฝ่ายด้วย

ปลายนิ้วเรียวสั่นจนเห็นได้ชัด  แม้จะพยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้เพียงใดก็ตาม  อคิราห์ก็ยังเด็กอยู่นั่นเอง...พิชช์ฌานคิดในใจ  พิศดูผิวแก้มเนียนที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อนั้นอย่างขันๆ

แค่สวมแหวนยังเขินหน้าดำหน้าแดง  แล้วถ้าถึงตอนจูบกันไม่อายตายเลยหรือไง...

เขาได้ข้อสรุปว่าอคิราห์ไม่ตาย  ทว่าใบหน้าเรียวนั้นซับสีเลือดแดงจัดลงมาถึงลำคอตอนที่เขารวบเอวบางเข้าหาตัวแล้วก้มหน้าลงไปหา

“ไม่จูบได้มั้ย...นะๆ”  คนในอ้อมแขนกระซิบด้วยหน้าตาเหยเกราวกับจะร้องไห้

พิชช์ฌานแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากอิ่มเต็มคู่นั้นแทนคำตอบ  เขาไม่ได้ส่งลิ้นเข้าไปทำความรู้จักกับอีกฝ่ายด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าเด็กจะเป็นลมไปเสียก่อน  ชายหนุ่มเพียงแค่แตะริมฝีปากไว้ครู่เดียวพอให้ถ่ายรูปได้แล้วก็ผละออก

กลั้นหัวเราะเอาไว้เมื่อรู้สึกว่าร่างโปร่งบางที่แนบชิดอยู่นั้นเสียการทรงตัวไปนิดๆ  สองแก้มแดงจัดจนแทบจะรู้สึกถึงความร้อนที่ส่งออกมาใบหน้านั้น  ริมฝีปากสีสดที่เขารู้แล้วว่านิ่มเหมือนเจลลี่เม้มเข้าหากันแน่น  อคิราห์ไม่ยอมหันหน้ามาสบตาเขาเลยจนกระทั้งพิธีเสร็จสิ้น

ขนาดจับมือกันถ่ายรูปหน้างาน  คนเด็กกว่าก็ยังไม่ยอมมองหน้าเขา  ผ่านไปครึ่งวันจนพิชช์ฌานเริ่มไม่สบายใจแต่เขาก็พูดอะไรไม่ได้เพราะอยู่ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติในงานและกองทัพนักข่าวเต็มไปหมด  จนกระทั่งชายหนุ่มได้โอกาสหลบเข้าไปหาอคิราห์ในห้องแต่งตัวก่อนงานเลี้ยงฉลองสมรสจะเริ่มขึ้น

“คินหรอ ...นายว่าฉันหนีไปตอนนี้เลยดีไหม”  คนพูดก้มๆเงยๆอยู่ข้างหน้ากระเป๋าเสื้อผ้าที่เปิดแผ่หราเอาไว้บนเตียง  “ฉันไม่อยากเห็นหน้านายพิษฌานแล้ว”

“ไม่ดีหรอก  อยู่กินงานเลี้ยงก่อน  เชื่อฉัน”  เสียงห้าวๆดังขึ้นข้างหลัง  อคิราห์หันไปมองอย่างตกใจ

“คุณเข้ามาได้ยังไง  แล้วคินล่ะ”

“คุณอคินทร์เป็นคนให้ผมเข้ามา”  พิชช์ฌานตอบเรียบๆ  “จะรีบไปไหนล่ะครับคุณอคิราห์  ไม่เห็นเก่งเหมือนที่คุยเอาไว้เลยนี่”

“ผมจองตั๋วไฟล์ทคืนนี้เอาไว้  กลัวไม่ทัน”

“ผมมีเครื่องบินส่วนตัว  คุณอยากไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้บนโลกใบนี้”  อีกฝ่ายตอบพลางยักไหล่อย่างน่าหมั่นไส้  “ยิ่งถ้าสวิตเซอร์แลนด์ล่ะก็  ผมมีบ้านพักที่นั่น”

คนฟังตาโต  รีบถามอย่างลืมตัว

“ทำไมคุณไม่บอกก่อน  ผมอุตส่าห์หาที่พักตั้งนาน”

“ก็คุณไม่ชวนผม  ผมก็เลยขี้เกียจบอก”  พิชช์ฌานตอบหน้าตาย  “คิดจะไปเที่ยวคนเดียว  ผมก็น้อยใจเป็นนะ”

“คุณติดภารกิจหาเสียงไม่ใช่หรือไง”  อคิราห์แย้ง  “ถ้าไปเที่ยวก็เสียเวลาทำมาหากินของคุณน่ะสิ”

“แต่คงดูประหลาดมากถ้าคุณทิ้งผมไปต่างประเทศคนเดียวทั้งที่เราควรจะไปฮันนีมูนด้วยกัน”  ชายหนุ่มพูดอย่างใจเย็น  “บ้านพักของผมติดทะเลสาบด้วยนะคุณ  ไม่อยากจะอวดว่าวิวดีแค่ไหน”

คนฟังเบ้ปาก

“อย่ามาหลอกผมให้ยาก  ผมไม่หลงกลคุณหรอก  สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา...เออใช่  คุณผิดสัญญากับผมเมื่อกี้นี้”  อคิราห์เพิ่งนึกขึ้นได้  พอนึกถึงสัมผัสที่ริมฝีปากเมื่อครู่ก็พาลรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด

“ผมผิดสัญญาอะไรคุณไม่ทราบ”

“คุณ...ล่วงเกินผม”

“ผมทำอะไรคุณตอนไหน  ผมว่าไม่นะ”  พิชช์ฌานกลั้นหัวเราะ

“ก็คุณจูบผมเมื่อกี้ไม่เรียกว่าล่วงเกินหรือไง”  อัยย์หน้าง้ำ  ยกมือขึ้นเท้าเอว  “ผมบอกคุณแล้วว่าไม่  คุณก็ยังทำ  ตามสัญญาคุณต้องชดใช้ให้ผมตามที่ผมจะเรียกร้อง”

“จูบ?”  พิชช์ฌานเลิกคิ้วสูง  “ผมว่าผมยังไม่ได้จูบคุณเลยนะคุณอคิราห์  เมื่อกี้ผมแค่บังเอิญปากชนหน้าคุณเฉยๆ”

“ปากคุณชนกับปากผม  ไม่ใช่จูบแล้วเรียกว่าอะไร”  อัยย์เถียง  “ผมขอค่าชดใช้เป็นเครื่องบินส่วนตัวของคุณกับกุญแจบ้านพักที่สวิต”

“อะไรกันคุณ  แค่ปากชนปากแค่นี้เรียกจูบ  ขอเครื่องบินกับบ้านผมนี่มันหน้าเลือดเกินไปหน่อยแล้วมั้ง”  พิชช์ฌานเท้าสะเอวบ้างแล้วย่างเท้าเข้ามาหาคนตัวเล็กกว่าที่เริ่มมองซ้ายขวาล่อกแล่ก

“จะทำอะไรน่ะ  ถอยออกไป  ชิ่วๆ”  อัยย์ยกมือขึ้นไล่  แต่ร่างสูงใหญ่เหมือนกำแพงนั้นกลับตรงเข้ามาหาเขาไม่หยุดจนกระทั่งเหลือที่ว่างไม่ถึงคืบ  ข้างหลังของเขาเป็นเตียงนุ่มๆที่อัยย์สาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีทางยอมหงายหลังล้มลงไปหรืออะไรทำนองนั้นเด็ดขาด  “ถอยออกไปนะคุณพิษฌาน”

แผ่นอกกว้างใต้สูทสีน้ำเงินเข้มนั้นอยู่ใกล้มากชนิดที่เฉียดปลายจมูก  อคิราห์เพิ่งสังเกตเห็นดอกกุหลาบสีแดงสดที่เสียบอยู่ที่กระเป๋าเสื้อของอีกฝ่ายก่อนที่มือใหญ่จะเชยคางของเขาขึ้นแล้วก้มลงมาหาโดยไม่บอกกล่าว

สัมผัสของอีกฝ่ายราวกับจะสูบเอาลมหายใจของเขาออกไปจากปอดจนหมด  ปลายลิ้นร้ายกาจนั่นสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากของเขา  ทักทายหยอกเย้าและไล่ต้อนกันโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง  ได้แต่ยึดเส้นผมหยักศกกับไหล่แข็งแรงนั้นเอาไว้แน่นเพื่อพยุงตัว  หัวใจเต้นรัวแรงเหมือนจะหลุดออกมานอกอก

จริงของพิษฌาน....อัยย์คิดอย่างล่องลอย  เมื่อกี้นี้มันไม่เรียกจูบเลยสักนิด

................................................................................................

           

            มาอัพแล้วจร้า  ใครรอเรื่องนี้อยู่บ้างคะ

            เจอกันตอนหน้านะคะ

            ขอบคุณที่ติดตามกันนะ

            #ขอรักแค่คุณ

ออฟไลน์ Ti0590

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 509
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
ไม่นะะะะะะะะ น้องจะโดนปลาบู่กินแล้วแน่ๆ

ออฟไลน์ puiiz

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3594
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +130/-4

ออฟไลน์ PrimYJ

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4014
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-2
เขินก็เขิน แต่อีกใจก็หน่วงๆเหมือนกัน

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
แงงง สงสารน้องง

ออฟไลน์ JokerGirl

  • ∀Σ❤∀ΔΣ Forever^^
  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3050
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +113/-2
เดี๋ยวจะดูน้ำหน้าคนที่บอกจะแต่งงานในนามดิ :hao3: แค่เริ่มยังหาเศษหาเลยกับน้องเลย

ออฟไลน์ kawisara

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1607
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +98/-4

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด