เรื่องสั้น ☁ ปลายทางของความคิดถึง ☁ -END- 6/1/2562
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องสั้น ☁ ปลายทางของความคิดถึง ☁ -END- 6/1/2562  (อ่าน 544 ครั้ง)

ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ
***************************************************************************************
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************
เรื่องอื่น ๆ


เรื่องสั้น
Sweet sin จบแล้วจ้า


เรื่องยาว
เรื่องรัก นายกายสิทธิ์ ยังไม่จบเร็ว ๆ นี้แน่ ๆ
Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-01-2019 19:27:04 โดย คิณทรธ »

ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ


ปลายทางของความคิดถึง




เรามักจะมีใครสักคนในเพลงหรือหนังสักเรื่องหรือแม้กระทั่งบางช่วงเวลา

ช่วงสุดท้ายของปีที่ลมหนาวหอบเอาความเหงาเข้ามาอบอวลรอบกาย พร้อม ๆ กับพัดพาใครบางคนที่อยากจะลืมให้หวนกลับมาในห้วงคำนึง

ทำไมถึงยังไม่ลืมนะ



เด็กหนุ่มเจ้าเนื้อในชุดประจำโรงเรียนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังอาคารพละศึกษา อันเป็นสถานที่นัดพบในวันนี้ ใครคนนั้นโทรหา เรียกให้มาพบกันหลังเลิกเรียน

เหงื่อผุดพรายข้างขมับแม้อากาศจะเย็นแต่ดูจะไม่ช่วยให้คนอ้วนขี้ร้อนแถมเหงื่อเยอะคลายร้อนสักเท่าไหร่

เด็กหนุ่มที่น้ำหนักเกินมาตฐาน ขาที่แทบจะรับน้ำหนักไม่ไหวพาร่างอ้วนกลมด้วยชั้นไขมันมุ่งหน้าไปยังอาคารพละ ใจดวงน้อยพองโตคับอกเพียงเพราะคนที่อยู่ในใจนัดพบ

“เต้ย รอเรานานไหม” ทักออกไปด้วยรอยยิ้มนึกแปลกใจที่วันนี้เต้ยนัดให้มาเจอ

“อ้วนมึงมาช้า”

“ก็ เรามัวแต่หาของให้เต้ย” มือป้อม ๆ ควานหาของในกระเป๋าผ้าใบเก่ง หยิบขึ้นมาเช็คเพื่อความแน่ใจก่อนส่งให้คนหน้าบึ้ง

“ไซส์ 52 กลิ่นสตอเบอร์รี่”

“เออ ฉลาดเหมือนกันนี่มึง” คนได้ของที่ต้องการกดยิ้มมุมปาก พลิกดูความถูกต้อง

“แล้วเราจะไปที่ไหนกันดี”

“เรา ทำไมต้องเรา” ชักสีหน้าใส่ด้วยความรำคาญ

“ก็”

“นี่มึงอย่าคิดนะว่ากูจะใช้กับมึงนะอ้วน”

“อ้าว ก็เต้ยนัดเรา”

“กูแค่วานให้มึงหาถุงยางให้ ตุ๊ดอ้วนหน้าหนาอย่างมึง ทำได้อยู่แล้ว”

“เราก็นึกว่าเต้ยกับเรา”

“มึงเลิกเลิกเพ้อเจ้อสักทีได้ไหม กูบอกหลายทีแล้วว่าไม่ได้คิดอะไรกับมึง”

“เต้ย”

“คิดหน่อยสิ อ้วนฉุอย่างมึงใครเขาจะเอา แก้ผ้ามาก็หมดอารมณ์แล้ว ไปไกล ๆ กูไป” ถ้อยคำถากถางพาเอาใจเหี่ยวฟีบ ความรู้สึกแสบร้อนที่โพรงจมูก แต่ก็กลั้นไว้ คิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้

“เต้ยใจร้ายว่ะ”

“ถ้ามึงยังไม่ไปให้พ้น ๆ หน้ากู รับรองมึงได้เจอใจร้ายจริง ๆ อีอ้วน”



ผมถอนหายใจหนัก ๆ เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมานับ 10 ปี ใครคนนั้น คนใจร้ายที่สร้างแผลในใจให้กัน ทำไมถึงยังไม่ลืมก็ไม่รู้

“มาถอนหายใจใส่แม่อีก” ผมมองหน้าจอมือถือที่กำลังวีดีโอคอลกับแม่ ฝ่ายนั้นทำหน้างอน

“ไม่ได้ถอนหายใจใส่แม่สักหน่อย ทำมาน้อยใจ”

“แล้วที่ถามนะ ปีนี้จะกลับบ้านช่วงปีใหม่ไหม”

“กลับครับ หนูไปงานแต่งเพื่อนด้วย” แม่พยักหน้ารับรู้ พึมพำว่าดี ๆ

“แล้วจะมากี่วันละปีนี้”

“นานอยู่ หนูลาพักร้อนด้วย”

“รีบกลับมาล่ะแม่คิดถึง ดูแลตัวเองด้วยหนาวแล้ว” ผมกรอกตาใส่คนในจอ พลางนึกไปถึงหน้าหนาวของกรุงเทพ จำไม่ได้แล้วว่ามันหนาวจริง ๆ กี่วันต่อปี สิ่งที่พอจะบอกว่าเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้วของคนกรุงเทพคือการที่ห้างร้านต่าง ๆ ประดับประดาไฟแล้วตั้งต้นคริสมาสต์

“แม่นั้นแหละต้องดูแลตัวเอง บอกทุกปีแล้วว่ากรุงเทพมันไม่หนาว”

“ขี้บ่นจริง” อ้าวก็แบบนี้ทุกที

“ว่าแต่เราเถอะกินข้าวกินปลาบ้างหรือเปล่า ดูผอมลงนะแม่ว่า”

“เอาอะไรมาผอมล่ะแม่ พูดไปเรื่อย” แม่หัวเราะอารมณ์ดี เพราะเจ้าตัวรู้ว่าผมไม่ชอบพูดเรื่องนี้ ถึงปัจจุบันจะไม่ได้อ้วนฉุเหมือนแต่ก่อนแล้วก็ตาม

ก็มันฝังใจนี่

ก่อนวางสายแม่ไม่วายย้ำนักย้ำหนาให้ผมดูแลตัวเอง ผมรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่คุยกับแม่

ผมมองหน้าจอที่ดำสนิทสะท้อนเงาใบหน้าของคนที่คุ้นเคยในรอบหลายปีมานี้ ผมที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่คนอ้วนน่าเกลียดคนเดิมที่เคยเป็น ผมหยิบมือถือขึ้นมากดปลดล็อคหน้าจอ แสงจากหน้าจอส่องสว่างเผยให้เห็นภาพเด็กชายอ้วนฉุ ในชุดนักเรียนหอบดอกไม้ช่อโต กำลังยิ้มแป้น ดอกไม้ที่ผมเลือกเองกับมือทีละดอก เพียงเพราะใครคนนั้นขอให้ช่วยเลือกให้ สุดท้ายเขาก็หอบมันไปให้ใครอีกคน ปล่อยคนเลือกไว้กับความเสียใจและผิดหวัง

หน้าจอมือถือดับไปอีกครั้งทิ้งให้ผมจมอยู่กับตัวเอง พร้อมความคิดว่างเปล่าในหัว



อากาศหนาวในตอนเช้ามืดของอุบลราชธานีที่นอกจากจะหนาวจัด ชื่อยังยาวแถมอาณาเขตยังกว้างใหญ่ กว้างจนผมที่อายุเลยมาเกินหนึ่งในสามของอายุเฉลี่ยคนไทยแล้วยังเที่ยวไม่ทั่วเลย

ผมต้องห่อไหล่แม้แต่เสื้อกันหนาวที่สวมไว้ยังเอาไม่อยู่ หลังจากตื่นนอนก็มายืนลังเลว่าจะอาบน้ำก่อนดีไหมเพราะเช้านี้ผมมีภารกิจที่ต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในพิธีแต่งงานแบบพื้นบ้านอีสานที่ดูจะยุ่งยากวุ่นวายให้กับเพื่อนสมัยมัทธยมปลายของผม


“ทำไมต้องกูว่ะ มึงก็รู้นี่ว่ากู” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคปลายสายก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“มึงเพื่อนกูไง มึงจะเป็นอะไรแล้วทำไม”

“แต่ว่านะ”

“กูไม่ถือ เพื่อนรักกูมาเข้าพิธีให้ ทำไมมันจะไม่ดีล่ะ” ผมรู้ดี สำหรับผู้ใหญ่บางคนการให้เกย์เข้าพิธีด้วยมันดูจะไม่เป็นมงคลกับชีวิตคู่ของบ่าวสาวนัก

“ไม่มีคนอื่นแล้วจริง ๆ เหรอ” ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“ไม่มีแล้ว คนอื่นมันแต่งงานกันหมดแล้ว เหลือแค่มึงแล้วว่ะ”

“นั่นไง”

“เอาน่ากูอยากได้มึงมาเข้าพิธีด้วยจริง ๆ เชื่อสิ ต่อให้คนอื่นมันว่างกูก็จะเอามึงอยู่ดี มึงเป็นเพื่อนรักกูนี่”

สุดท้ายโดนลูกตื้อหนัก ๆ เข้าผมก็ใจอ่อนตบปากรับคำมันจนได้



“จะไปกี่โมงล่ะเรา” แม่เดินมาถามในมือถือผ้าคลุมไหล่ผ้าฝ้ายผืนบางมาด้วย

“อีกเดี๋ยวเพื่อนก็มารับแล้วแม่ หนูทำให้แม่ตื่นเหรอ” แม่ส่ายหน้า พร้อมกับยื่นของในมือมาให้ผม

“เอาไปใช้สิอากาศหนาว” ผมยิ้ม รับผ้าคลุมไหล่มาม้วนรอบคอกันอากาศหนาว กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมฟุ้งจนต้องยกขึ้นมาสูดแรง ๆ อีกที

“ดูแลตัวเองล่ะ อย่าไปเมาเหมือนหมา อายแขกเขา”

“โถ่แม่พูดแต่ล่ะอย่าง” แม่หัวเราะเบา ๆ ยิ้มกว้างให้ผม

“แม่ไปนอนเถอะ”

“ก่อนออกไปปิดบ้านให้แม่ด้วย แม่กลับไปนอนต่อก่อน”

คล้อยหลังแม่ เสียงล้อรถบดกับหินหน้าบ้านดังให้ได้ยิน ผมมองลงไปจากชั้นสองเห็นว่าที่เจ้าบ่าวที่ลงทุนขับรถมาเอง ยืนสั่นอยู่ข้างรถ จึงรีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งลงไป กลัวว่ามันจะหนาวตายอดเข้าพิธีกันพอดี

“ทำไมไม่ใส่เสื้อหนา ๆ มาว่ะ” ผมบ่น

“อ้วนขี้บ่นว่ะ” ใครกันแน่ที่ขี้บ่น ผมนึกในใจ มองเสี้ยวหน้าของว่าที่เจ้าบ่าว

“อะไร หล่ออะดิ๊” เจ้าตัวยิ้มกว้างพารถเคลื่อนออกไปจากหน้าบ้าน “แต่มีแฟนแล้วนะ เสียใจด้วยอ้วน”

“หลงตัวเองเกิน” เจ้าตัวหัวเราะน้อย ๆ ดูพอใจกับคำต่อว่าของผม

“เป็นไงบ้างไม่เจอกันเลย นี่พวกเพื่อน ๆ ดีใจกันใหญ่ที่รู้ว่าอ้วนจะมางานด้วย” ถึงผมจะมาถึงบ้านเกิดได้สองวันแล้ว แต่ว่าที่เจ้าบ่าวสุดหล่อคนนี่คือคนแรกที่ผมเจอหน้า

“ก็เรื่อย ๆ แหละ สบายดีตามสภาพ งานหนักพักผ่อนน้อย คิดถึงเพื่อน ๆ เหมือนกันนะไม่เจอใครเลย”

“แกหรือเปล่าล่ะที่ทำตัวลึกลับ เฟซก็ไม่มี อินสตาแกรมก็ไม่เล่น จะติดต่อทีก็ลำบาก นี่ดีนะที่ยังใช้เบอร์เดิม”

“ก็ไม่ชอบถ่ายรูป แกก็รู้” มันถอนหายใจเหลือบมามองผม

“ก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนี่ เปลี่ยนไปตั้งเยอะ”

“อืม แต่ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี”

“หล่อแล้ว แถมยังผอมหุ่นดีมีกล้าม มั่นใจหน่อย” ผมครางเบา ๆ ในลำคอกับคำชมจากปากเพื่อน

“ชมเกินความจริงไปมากโข” มันหัวเราะ เคาะนิ้วกับพวงมาลัย ตามจังหวะเพลงลูกทุ่งที่เปิดคลอในรถ

“แล้วนี่มีแฟนไหม”

“ไม่มีอะ หาอยู่ หาให้หน่อยสิ”

“พูดเรื่องผู้ชายแล้วเสียงดังฟังชัดขึ้นมาเชียว”

“ก็เป็นแบบนี้มาตลอดแหละ ไม่ชินเหรอ” นึกถึงตอนยังเรียนอยู่ ผมมักจะตามติดมันไปดูมันเตะบอลเพียงเพราะจะได้เห็นผู้ชายถอดเสื้อใกล้ ๆ มันไม่เคยด่าหรือแสดงออกว่าไม่พอใจ ตรงกันข้ามมันมักจะชวนไปดูผู้ชายถอดเสื้อ ‘ผู้ชายถอดเสื้อ’ คือคำพูดติดปากของมัน เพื่อเอามาล่อให้ผมตามติดมันไปทุกที่

“จริง ๆ ก็มีอยู่คนหนึ่ง แต่ไม่รู้อ้วนจะชอบมันเปล่า”

“ตอนนี้ขอให้เป็นคนก็เอาหมดแหละ อายุไม่ใช่น้อยแล้ว จะมาเลือกมากก็ไม่ได้ แต่จริง ๆ คือไม่มีสิทธิ์เลือกมากกว่า”

“มั่นใจหน่อยสิ ตอนนี้อ้วนหล่อจะตายไป รับรองมีคนมาให้เลือกเป็นร้อยเป็นพัน”

ก็ได้แต่หวังให้มันจริงอย่างที่เพื่อนรักมันบอก

“อยู่ที่ว่าแกจะเอาเขาหรือเปล่าเท่านั่นแหละอ้วน”

ผมมองความจริงจังในน้ำเสียงของเพื่อนสนิทแล้วก็ชักอยากจะเห็นหน้าคนที่มันพูดถึงมันขึ้นมา



บรรยากาศในบ้านว่าที่เจ้าบ่าวครึกครื้นด้วยผู้คนและเพลงเสียงดังแม้จะเป็นเวลาตีสี่กว่า ๆ

สีหน้ายิ้มแย้มของบรรดาญาติเจ้าบ่าวที่ช่วยกันตระเตรียมงาน ผมทักทายญาติพี่น้องมันที่พอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันสมัยที่ยังเรียน ม.ปลายและมาเที่ยวเล่นบ้านมันบ่อย ๆ

“ผอมลงตั้งเยอะน้าจำแทบไม่ได้” ผมยิ้มให้กับคำทักที่ได้ยินบ่อยเวลาเจอคนเก่า ๆ ที่ห่างหายกันไป “กินข้าวก่อนไหมลูก เดี๋ยวค่อยไปแต่งหน้าแต่งตัว เวลาเหลือเฟือ”

“เดี๋ยวต้นจัดการเองน้า” เพื่อนตัวดีลากผมเข้าห้อง บรรดาเพื่อน ๆ 3-4 คนที่มาค้างตั้งแต่เมื่อคืนนั่งกันหน้าสลอน มุมห้องมีขวดเบียร์หลายยี่ห้อวางกองกันไว้

บนเตียงมีอีกหนึ่งนอนคลุมโปรงได้ยินเสียงกรนเบา ๆ

“ได้หลับได้นอนกันยังเนี่ย” ผมทัก

“มามึง นั่งก่อน”

ผมนั่งลงที่ว่างข้างพวกมัน ฟังถ้อยคำถามไถ่กันตามประสาคนไม่เจอกันนาน หัวเราะขำกับเรื่องเล่าจากปากพวกมันถึงเรื่องวีรกรรมสมัย ม.ปลาย เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง กลับไปช่วงเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไร ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ

คิดถึง

“เพื่อนแต่งงานมีลูกมีเต้ากันหมดแล้ว เมื่อไหร่จะมีกับเขาบ้างละ” ใครสักคนเอ่ยปากถาม

“รอให้ประเทศไทยยอมให้เพศเดียวกันแต่งงานกันได้ละมั้ง” ผมตอบคำถามนั้น พวกมันหัวเราะขำ

“อีกกี่ชาติละนั่น”

“แล้วนี่มีแฟนไหม” คำถามเรื่องแฟนรอบที่สองของวันถูกถามอีกครั้ง ผมถอนหายใจหน่าย ๆ

“เคยมีสมัยเรียนนู้นอะ พอเลิกแล้วก็ไม่มีเข้ามาอีกเลย” พวกมันทำสีหน้าลำบากใจเมื่อได้ยินคำตอบจากปากผม “ดูทำหน้าเข้า แค่ไม่มีแฟน ไม่ได้เป็นมะเร็งไม่ต้องเศร้าขนาดนั้น” คำพูดจากปากผมพอจะเรียกเสียงหัวเราะจากปากมันได้บ้าง

“แล้วก้อนนั้นอะ ใคร” ผมถามถึงคนที่ใช้ผ้าห่มพันตัวเองเป็นก้อนบนเตียง

“ไอ้เต้ย” ผมที่มองก้อนกลมบนเตียงชะงักไปกับชื่อที่ได้ยิน

“เต้ย” ผมทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่ในหัวกลับเรียกร้องชื่อนั้นซ้ำไปซ้ำมา

“ยังชอบมันอยู่เหรอ” ต้นถาม นั่งมองผมด้วยใบหน้าล้อเลียน จริง ๆ ไม่ใช้แค่ต้นแต่มันทุกคนในห้องนี้ทำสีหน้าแบบเดียวกัน

“รักแรกมันฝังใจ” พวกมันล้อต่อ

“รักข้างเดียวอะสิ มันเคยสนใจกูที่ไหน”

“โอ๊ะ ขึ้น ๆ ถึงกับขึ้นมึงขึ้นกู” เสียงหัวเราะขบขันเล็ดรอดจากปากพวกมัน พร้อม ๆ กับสีหน้าล้อเลียน ผมชักอยากจะเตะพวกมันเรียงตัว

จะด้วยเสียงที่ดังรบกวนหรือเพราะได้เวลาตื่นของมันก็ไม่รู้ไอ้คนที่นอนหลับถึงได้คลายผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่งลืมตาข้างเดียว ผมบนหัวชี้ฟูไม่เป็นทรง คิ้วเข้มเหนือดวงตาของมันยังคงเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว

“อ้วน มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” คำเรียกจากปากคนเพิ่งตื่นสั่นสะเทือนความคิดถึง ผมยิ้มไม่ได้ตอบคำถามมันแต่เป็นไอ้ต้นว่าที่เจ้าบ่าวตอบคำถามนั้นแทน



ขบวนขันหมากที่ดั้นด้นข้ามอำเภอมาไกลตั้งแถวกันอย่างครื้นเครง เสียงดนตรีกลองยาวจังหวะสนุกสนาน เรียกสีหน้ายิ้มแย้มของคนในขบวน ผมยืนขนาบข้างไอ้ต้นเจ้าบ่าวของงาน ถัดไปอีกข้างเป็นเต้ย

ขบวนขันหมากที่ตั้งขบวนไม่ไกลจากบ้านเจ้าสาวนัก แห่ไปตามถนน ก่อนจะไปสิ้นสุดที่บันไดหน้าบ้าน ประตูเงินประตูทองที่ฝั่งเจ้าสาวกั้นเป็นด่านหน้าก่อนถึงตัวพิธี ผมส่งซองสีชมพูให้เจ้าบ่าวเพื่อใช้เป็นการแลกเปลี่ยนให้เปิดประตูกั้น พร้อม ๆ กับสายตาคมของเต้ยที่จ้องมองผมตลอดเวลา

สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุขของต้นพลอยทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเตรียมงานมาหลายวัน แต่รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขไม่เคยหายไปจากใบหน้ามันในเช้านี้ ผมที่เห็นมันในวันนั้นนึกภาพมันเป็นเจ้าบ่าวไม่ออก จริง ๆ มันก็ทุกคนนั้นแหละ ภาพเด็กผู้ชายเกเรในความทรงจำ มาวันนี้พวกมันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงจะดูแปลกตาและไม่ค่อยชิน แต่ผมกลับดีใจที่ได้เห็นพวกมันในมุมนี้

พิธีแต่งงานแบบอีสานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เจ้าสาวเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของต้น ผมที่เพิ่งเคยเจอหน้าค่าตากันครั้งแรกก็ตอนนั่งทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ไม่มีโอกาสได้คุยกัน ทำเพียงรับไหว้เธอเท่านั้น ฝ้ายสายสินญ์สีขาวสะอาดตาเส้นยาวโยงจากพานบายศรีมาถึงคู่บ่าวสาวและเพื่อนบ่าวสาวในพิธี ผมรับฝ้ายต่อจากต้นส่งต่อมันให้เต้ย เจ้าตัวกุมมือผมไว้

“ทำไมอ้วนไม่คุยกับเต้ยเลย” น้ำเสียงตัดพ้อใช้เอื้อนเอ่ย แม้เต้ยจะยิ้มแต่ก็ดูไม่สดใสนัก

“ไม่มีเรื่องจะคุยนี่”

“ยอมพูดกับเต้ยสักที” เจ้าตัวยิ้มกว้าง ลูบมือผมเบา ๆ “ลืมเต้ยแล้วเหรอ”

“ไอ้เต้ย ส่งฝ้ายไปสักที อย่าเพิ่งจีบกัน เสียฤกษ์กูหมด” ต้นดุ เต้ยเลยต้องปล่อยมือที่กุมผมอยู่ ส่งฝ้ายกลับคืนให้หมอพราหมณ์ผู้ทำพิธี แล้วขยับมาเบียดผมแทน นี่ถ้าไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่นั่งล้อมกัน มันต้องตบกบาลไอ้เต้ยไปแล้ว

เวลาเกือบชั่วโมงกว่าพิธีจะเสร็จ บนสวดเชิญเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมเป็นพยานรัก เรียกผีปู่ย่าตาทวดมารับรู้การแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ของบ่าวสาว คำสั่งสอนการใช้ชีวิตคู่และการเปลี่ยนสถานะของคนโสด ผมเฝ้ามองสีหน้ามีความสุขของบ่าวสาวก็พลอยยิ้มตามทั้งคู่ไปด้วย แม้จะต้องนั่งพับเพียบจนเหน็บชากินขา จนแทบจะไร้ความรู้สึก

จวบจนพิธีเข้าสู่ช่วงสุดท้ายคือการผูกข้อมือเรียกขวัญให้ พ่อแม่ฝ้ายเจ้าสาวผู้แขนรับขวัญลูกเขยลูกสะใภ้และเพื่อนบ่าวสาวอีกด้วย

“มาเด้อขวัญเอย ขวัญเจ้ามาฮอดแล้วให่เจ้าอยู่ดีมีแฮง นอนหลับได้เงินพัน นอนฝันได้เงินหมื่น นอนตื่นได้เงินแสน ขอให่มีควมสุข เป็นคนฮู้ผู้ดี มีแต่คนฮัก ควมเจ็บอย่าให่ได่ควมไข้ให่หลั่งหนี ไห่พ้อคนฮู้ผู่ดีเด้อลูกเด้อ”

ผมรับไหว้ขอบคุณคำอวยพร

...ให่พ้อคนฮู้ผู่ดีเด้อลูกเด้อ...

“อ้วน” ผมหันไปหาคนเรียกในมือเต้ยมีฝ้ายสีขาวสองเส้น “ผูกให้หน่อย”
ผมรับฝ้ายมาถือในมือ แขนขวาเต้ยที่ไม่มีฝ้ายผูกถูกส่งมาให้ผม “ข้างนี้ให้อ้วนผู้คนเดียว” เจ้าตัวว่า ใบหน้าหล่อเหล่าส่งยิ้มเอาใจ

เพราะแบบนี้ไง ถึงได้คิดถึงตลอด

ถึงเต้ยมันจะไม่เคยรัก แต่เต้ยเป็นเพื่อนที่ดี แม้การกระทำของเต้ยจะทำผมเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผมไม่เคยโกรธเจ้าตัวได้นานเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่เต้ยมาง้อ มาทำดีด้วยก็ยอมไปเสียทุกครั้งแม้จะรู้ว่าจะต้องเสียใจ แต่ก็เต็มใจรับมัน

“ขอให้เต้ยมีความสุขมาก ๆ นะ มีความสุขกับทุกอย่างที่เลือก ขอให้สมหวังกับทุกสิ่งที่ตั้งใจ” เต้ยยิ้มกว้าง ลูบเบา ๆ ที่ปมฝ้ายที่ผมเพิ่งผูกให้

“ขอบคุณ มาเต้ยผู้ให้อ้วนบ้าง” เต้ยเอื้อมมาดึงมือข้างขวาของผมมีฝ้ายผูกอยู่แล้วสองเส้น “ใครมาผูกก่อนเนี่ย” เต้ยบ่นทำหน้ามุ้ย

“ผูก ๆ ไปเถอะ” ผมบอก แต่เต้ยกลับดึงฝ้ายสองเส้นนั้นจนขาด “เต้ย” ผมดุ

“เต้ยขอนะอ้วน” แบบนี้ตลอด ทำเหมือนหวงกันแต่ไม่เคยคิดอะไรด้วย ผมมองฝ้ายสองเส้นที่ร่วงลงพื้นมันไม่เป็นที่ต้องการของเต้ย เหมือนกับผมไหมนะ

“ให่พ้อคนฮู้ผู่ดี” สงสัยคำอวยพรจะไม่เป็นผลแล้วละมั้ง

“ขอให้หายโกรธเต้ยนะ ขอโทษที่เคยทำไม่ดีด้วยตอนนั้น” ผมมองหน้าคนพูด สองมือของเต้ยประคองฝ้ายไว้ในมือ ปัดเข้าปัดออกที่แขนของผม “ขอให้อ้วนพบเจอแต่สิ่งดี ๆ มีแต่คนรักคนเอ็นดู และก็ขอให้อ้วนยังไม่ลืมเต้ยคนนี้” ปมฝ้ายถูกมัดจนแน่น เต้ยลูบข้อมือผมเบา ๆ “ห้ามให้คนอื่นผูกข้างนี้นะ เต้ยก็จะไม่ให้ใครผูกเหมือนกัน”

“เต้ย”

“ครับ” เต้ยรับคำ เจ้าตัวยิ้มให้ผม มือใหญ่ข้างนั้นเกาะกุมมือผมอยู่

“อ้วนรู้ไหม วันปัจฉิม” ผมมองคนที่อยู่ตรงหน้า แววตาคู่นั้นสั่นไหวเล็กน้อย “เต้ยรอให้อ้วนผูกข้อมือให้แบบนี้ แต่ว่าหาจนทั่วหอประชุมก็ไม่เจออ้วนแล้ว ถามจากไอ้ต้นมันบอกว่าอ้วนกลับบ้านไปแล้ว วันนี้เต้ยดีใจนะอ้วนได้ผูกข้อมือให้เต้ยซะทีรอตั้งนาน ดีใจมาก ๆ”

ความรู้สึกแปลก ๆ อัดแน่นในอกจนน้ำตาร่วงเผาะออกมา เต้ยดึงผมเข้าไปกอด ลูบหลังขึ้นลงเบา ๆ

“ไม่เอาอย่าร้อง” เสียงอ่อนโยนปลอบให้หยุด แต่เหมือนน้ำตาจะยิ่งไหล

“มึงทำอะไรมันอีกเต้ย” เสียงต้นดังขึ้นพร้อม ๆ กับแรงดึงตัวผมเบา ๆ แต่ก็มากพอให้ผมหลุดจากกอดของเต้ย

“กูเปล่าทำไรอ้วนมัน”

“ก็เห็นอยู่มันร้องไห้ ทำไมเหี้ยขนาดนี้ว่ะ”

“ต้นไม่เป็นไร ไม่มีไรหรอก เราขอตัวนะ โทษที” ผมเดินออกจากงาน พยักหน้าให้พวกเพื่อน ๆ ว่าไม่เป็นไร หลบมาเข้าห้องน้ำหลังบ้าน

เต้ยทำแบบนี้กับผมทำไม ทำเหมือนแคร์กัน แค่นี้ผมก็จะตายแล้ว คิดถึงแทบตายอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้แล้วจะตัดใจได้ยังไงกัน



.
.
.
ต่อข้างล่าง


ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ

งานเย็นย้ายกลับมาจัดที่บ้านเจ้าบ่าว สนามฟุตบอลโรงเรียนเก่าคือสถานที่จัดงาน อากาศเย็นหลังตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักในความคิดผม ผมเดินทอดน่องไปตามทางเดินในโรงเรียน ไฟส่องสว่างที่มีติดบ้างไม่ติดบ้างไม่ได้เป็นปัญหากับคนไม่กลัวผีอย่างผม

แค่อยากมารำลึกความหลังที่ไม่ได้มาเสียนาน นานจนจำไม่ได้แล้วว่ากลับมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เสียงเครื่องมือสื่อสารสั่นครืดคราดในกระเป๋ากางเกง คงจะเป็นพวกเพื่อน ๆ ที่ส่งข้อความมาตามให้กลับไปในงาน เพราะหลังจากมาถึงงานพร้อมบ่าวสาว ผมก็ช่วยดูความเรียบร้อยให้ จนกระทั่งแขกเหรื่อทยอยกันเข้างาน ต้นกับเจ้าสาวหมาด ๆ จึงต้องไปรับแขก ผมที่ไม่มีอะไรทำแล้วเลยขอปลีกตัวออกมาเดินเล่น ปล่อยพวกที่เหลือฉลองกันต่อ

ตึก 8 อาคารเรียน 4 ชั้นตรงหน้าคือสถานที่ที่ผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่ช่วง ม. ปลาย มันไม่ได้ดูเก่าอย่างที่คิดตรงกันข้าม สีขาวสะอาดตาใหม่เอี่ยมเพราะอาคารเรียนเพิ่งทาสีใหม่ ต้นไม้ถูกลงเพิ่ม หลายอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จะมีก็แต่ใจผมคนนี้ละมั้งที่แทบจะไม่เปลี่ยนเลย เพราะคนคนนั้นไม่เคยหายไปจากห้วงความคิดถึง

ผมยกมือถือขึ้นถ่ายภาพอาคารเรียน ตั้งใจว่าจะเอาไว้เช็คอินขำ ๆ

“มาอยู่ที่นี่เองเหรอ เต้ยหาตั้งนาน” เสียงทุ้มดังใกล้ ๆ พร้อมกับมือที่แตะลงบนหลังเบา ๆ ทำเอาคนไม่กลัวผีอย่างผมสะดุ้ง

“ตกใจหมด มาเงียบ ๆ”

“ไม่อยากกวนไง เลย...” เต้ยชะงักค้างไปเหมือนหาคำพูดไม่เจอ

“เลย”

“เลยแอบดู”

“แต่ก็มาทำให้ตกใจ”

“เต้ยเปล่า”

“แล้วทำเป็นมาบอกหาตั้งนาน หรือจริง ๆ แอบเดินตามมาตั้งนานแล้วกันแน่”

คนข้าง ๆ ถอนหายใจ ยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเอง

“กลัวบางคนแอบหนีกลับบ้านไปอีก เลยตามมาดู”

“จะกลับได้ไงงานยังไม่เลิกเลย ต้นเสียใจแย่”

“ตอนปัจฉิมงานก็ยังไม่เลยเลย เต้ยเสียใจเหมือนกันนะ” เต้ยคว้ามือผมไปกุม นิ้วยาว ๆ ของมันลูบเบา ๆ ที่ข้อมือ “นึกว่าโกรธจนดึงทิ้งไปแล้ว”

“ไม่ได้โกรธ” เต้ยยิ้ม แววตาดูเจ้าชู้แบบที่เจ้าตัวไม่เคยใช้มันกับผม ทำเอาใจผมสั่นรัวจนเจ็บไปหมด

“ทำไมหนีมาเดินมืด ๆ คนเดียว”

“เดินระลึกความหลังมั้ง แล้วเต้ยละตามเรามาทำไม ทำไมไม่อยู่กินเหล้ากับพวกนั้น”

“ถ้าบอกว่าตามมาจีบ จะเชื่อกันหรือเปล่า”

จีบเหรอ

ผมส่ายหน้าไปมา ไม่กล้ามองกันตรง ๆ

“เต้ยพูดจริงนะ เรื่องจีบนะ” น้ำเสียงจริงจังที่เต้ยใช้ บ่งบอกว่าเจ้าตัวจริงจังกับคำพูด ไม่ใช่การหยอกล้อให้ดีใจเล่น ๆ เหมือนอย่างเคย

“ทำไม ทีเมื่อก่อน”

“เมื่อก่อนก็ส่วนเมื่อก่อน ตอนนี้คือตอนนี้” เต้ยขัด “มองหน้าเต้ยหน่อยอ้วน”

“เมื่อก่อนเราตามจีบเต้ยจะเป็นเป็นจะตาย แต่ไม่เคยแล มาตอนนี้บอกจะจีบเราใครจะเชื่อละ”

“แล้วต้องทำยังไงละ ถึงจะยอมเชื่อ” ผมค่อย ๆ ดึงมือตัวเองกลับ หันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในงาน ในหัวเอาแต่คิดวนเวียนถึงคำพูดจากปากของเต้ย

ไม่ใช่ไม่ดีใจที่โดนบอกว่าจะจีบ แต่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กับคนที่ไม่เคยมองกันแบบนั้น

“มาซะที นี่พวกกูกินกันจนจะหมดกลมแล้วเนี่ย” ผมนั่งลงร่วมโต๊ะกับพวกเพื่อน ๆ รับแก้วเหล้ามาถือ

“ได้อะไรมาบ้างไปเดินรอบโรงเรียน”

“ได้ถ่ายรูปตึก 8 มารูป” พวกมันหัวเราะเบา ๆ กับคำตอบ

“แล้วนี่เห็นไอ้เต้ยไหม มันบอกจะไปห้องน้ำแล้วหายหัวไปเลย ไม่ใช่หนีกลับไปแล้วนะ” ผมได้แต่ยิ้มไม่ได้ตอบคำถามนั้น ยกเหล้าขึ้นจิบ มองบ่าวสาวกำลังตอบคำถามพิธีกรบนเวที

อาหารมากมายตรงหน้าไม่ได้พร่องลงเลยสักนิดสวนทางกับของมึนเมาที่กลมที่สองเหลือเพียงครึ่งขวด ผมมองสีหน้าแต่ละคนที่ดื่มกันเอาเป็นเอาตายแล้วนึกสงสารไอ้ต้นมัน กลัวว่าจะต้องเก็บซากพวกเพื่อน ๆ แทนที่จะได้เข้าหอ

“อย่ากินเยอะสิเดียวเมา” ผมหันไปมองคนที่มายืนข้างหลัง ในมือมันถือเก้าอี้พลาสติกมาด้วย เจ้าตัวจัดแจงวางมันลงข้าง ๆ แล้วนั่ง ยกมือขึ้นพาดมาที่เก้าอี้ที่ผมนั่ง

“ยังไงกันเต้ยยังไง ใจอ่อนกับอ้วนมันแล้วเหรอ” เพื่อน ๆ แซว

“พูดมากพวกมึง” คนที่อยู่ ๆ ก็โผล่มา ยกแก้วของผมไปชนแก้วกับพวกขี้เมาในโต๊ะก่อนจะวางลงที่เดิม “กินเข้มจังอ้วน ขอเหล้าบาง ๆ” เต้ยก้มลงกระซิบ

“ไปเอาแก้วตัวเองมาสิ”

“ไม่อะ อ้วนนะพอแล้วเต้ยกินเอง นะเต้ยขอ”

เต้ยขอ ผมก็เลยต้องยอมทำตาม แก้วของผมถูกเปลี่ยนเป็นแก้วของเต้ย ผมไม่รู้ว่าเต้ยหายไปไหนหลังจากผมทิ้งมันไว้ที่ตึก 8

“สรุปพวกมึงนี่ยังไงว่ะ เดี๋ยวตีกันร้องไห้ เดี๋ยวหนีตามกันไป กลับมาสวีทกันอีก พวกกูลุ้นนะเว้ย” ใครสักคนเอ่ยปากแซวพวกที่เหลือหัวเราะเห็นด้วย

“ก็เหมือนเดิมอะ” ผมตอบ หันมองคนข้าง ๆ ไม่มีอะไร เหมือนเมื่อก่อนแหละ

“จีบติดไหมเต้ย” พวกมันถามต่อ

“ยัง แต่คนอย่างไอ้เต้ยนะ แค่นี้ไม่คณามือมันหรอก” เสียงโห่แซวดังรอบโต๊ะ ตามมาด้วยเสียงชนแก้วกันของพวกมัน

เกรงใจหน่อย กูก็นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน

เรื่องของผมกับเต้ยถูกเปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นเหมือนพวกมันไม่เคยพูดเรื่องนี้กันมาก่อน

“เมาไหม” เต้ยกระซิบถาม

“ไม่อะ กินไปนิดเดียว”

“แต่เต้ยเมา ขับรถเป็นไหม”

“รู้ว่าเมาก็หยุดกินสิ”

“หยุดได้ไง เสียใจอยู่ อ้วนไม่ยอมเชื่อเต้ย” เต้ยยกเหล้าขึ้นกินจนหมดแก้วประกอบคำพูด “โคตรเข้ม” เจ้าตัวบ่น “อ้วนหนักมือขึ้นแล้วนะ”

ผมรับแก้วเปล่าจากเต้ยชงเหล้าให้อีกครั้ง

“เต้ยพูดจริงนะ อ้วนเชื่อเต้ยนะ ไม่หลอก” ผมหันมองคนที่ตาเยิ้มไปหมดเพราะเหล้า มันดูสวยจนผมไม่อยากละสายตา

“อยากจูบเต้ยเหรอ” เต้ยยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แต่ผมเบี่ยงหนี ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ “สักแก้วไหมเผื่อใจอ่อน”

“ไม่ได้ผลหรอก”

“สักนิดก็ไม่เหรอ” เต้ยถามต่อ ยื่นแก้วมาตรงหน้า

“ไหนใครขอให้หยุดกิน ก็ทำให้แล้ว นี่ยังมาบังคับกันอีก” ผมดันแก้วกลับ

“ดีแล้วอย่ากินเลยมันไม่ดี” คำพูดเหมือนสั่งสอนเด็ก ๆ หลุดจากปากเต้ย ก่อนเจ้าตัวจะหันไปชนแก้วกับคนอื่น ๆ แล้วยกจนหมดแก้วอีกรอบ

เวลาล่วงเลยมาเกือบตีสอง แขกผู้ใหญ่ในงานกลับกันตั้งแต่สองทุ่ม ที่เหลือจึงเป็นบรรดาเพื่อน ๆ บ่าวสาวที่ยังมั่นคงกับการฉลองแต่งงานให้กับบ่าวสาว ต้นเองหลังจบพิธีการบนเวที ถ่ายรูปกับแขกในงาน ก็มาทิ้งตัวชนแก้วกับขี้เมาพวกนี้ จนสภาพเละเทะไม่ต่างกัน

ผมกับพวกผู้หญิงที่ยังพอมีสติต้องช่วยกันแบกพวกมันขึ้นรถ ใครที่หนีบเมียมาด้วยก็สบายหน่อย กว่าจะเคลียกันเสร็จก็เล่นเอาเหงื่อท่วมทั้งที่อากาศหนาวจะตาย จากทีแรกจะทยอยส่งพวกมันกลับบ้านเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นฝากพวกมันไว้บ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้โรงเรียนที่สุดเพราะกลัวอันตรายถ้าจะขับรถพาขี้เมาทอยอยส่งบ้าน ก็คนที่เหลือสติไม่เต็มเต็งกันทั้งนั้น

“กลับบ้านเต้ยไหม” ก่อนจะเมาคอพับเต้ยเอ่ยถาม บ้านที่ผมไม่เคยไปสักครั้ง

ผมมองคนเมาที่หลับตาพริ้ม ดีที่เต้ยพอจะเดินเองได้ไม่ถึงกับต้องแบกเหมือนคนอื่น รถยนต์ของเต้ยแล่นเข้าไปจอดหน้าบ้านต้นผมเลยหันไปเขย่าปลุกคนที่หลับมาตลอดทาง

“ถึงบ้านแล้วเหรออ้วน”

“บ้านต้นนะ”

“จะมากวนมันต้นมันทำไม คืนนี้มันเข้าหอนะ” เต้ยหน้ามุ้ย ยกมือนวดขมับ “ให้เวลามันสวีทกับเมียมันบ้าง”

“ก็ไม่มีที่ไป”

“บ้านเต้ยไงครับ”

“ไม่เคยไป”

“สาบานว่าไม่รู้บ้านเต้ยอยู่ตรงไหน” ผมพูดไม่ออก “เต้ยรู้ว่าอ้วนรู้ กลับบ้านเต้ยกันนะ เต้ยไม่ทำอะไรหรอกสาบาน”

“ไม่ได้กลัวเรื่องนั้น” มันแค่ มันแค่ไม่แน่ใจว่าเต้ยอยากให้ผมไปบ้านเจ้าตัวจริง ๆ



บ้านสองชั้นกึ่งไม้กึ่งปูนหลังเล็กในชุมชนนอกเขตอำเภอสถานที่ที่ผมเคยได้แต่แอบมองแต่ไม่มีโอกาสได้มาเหยียบมัน เต้ยงังเงียตื่น มองไปยังบ้านตัวเองแล้วหันมาหาผม

“เข้าบ้านกัน” คนเมาเดินเซเล็กน้อยไขกุญแจเปิดบ้านให้ แสงสว่างจากแฟลชมือถือส่องนำทาง เจ้าของบ้านพาเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ก่อนจะไขกุญแจห้อง “เร็วอ้วน เต้ยง่วง”

ผมเดินเข้าไปด้านในเต้ยพาเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง จับยัดผ้าห่มใส่มือแล้วล้มตัวลงนอน

“ต้องนอนกอดไหม”

“ก็ไม่ขนาดนั้น” ผมนอนมองเพดานคลี่ผ้าห่มผืนหนาที่เจ้าของห้องให้มากางห่ม ห้องมืดเกินกว่าที่ผมจะได้สำรวจข้าวของภายในห้อง

“ตื่นเต้นเหรอ” เต้ยขยับเข้ามาใกล้ ไหนใครบอกว่ามันง่วงนะ ทำไมไม่หลับไม่นอนเสียที

“จะต้องตื่นเต้นอะไร” เสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอดังให้ได้ยิน

“แต่เต้ยตื่นเต้นว่ะ ใจสั่นไปหมด ได้นอนข้าง ๆ คนที่ชอบ”

“เต้ย ถามจริง ๆ นะ”

“อืม”

“เต้ยชอบเราเพราะอะไร”

เต้ยเปลี่ยนเป็นนอนหงายมองเพดาน

“อ้วนน่ารักขึ้นมั้ง” ผมเงียบกับคำตอบ

“ชอบคนที่หน้าตาว่างั้น” ผมถาม

เจ้าของห้องเปลี่ยนเป็นคะแคงข้างมาทางผมขยับเข้ามาใกล้ จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ

“อืม ยอมรับ”

“แย่ว่ะ”

“แล้วอ้วนละ เมื่อก่อนชอบเต้ยตรงไหนครับ บอกสิว่าไม่ใช่เพราะเต้ยหล่อ” เหมือนโดนตบจนหน้าชาไปทั้งแถบ

“ก็ มันก็ใช่”

“นั่นไง ต่างจากเต้ยตรงไหน เมื่อก่อนเต้ยคิดนะว่าถ้าอ้วน ผอมกว่านี้เต้ยคงคบกับอ้วนไปแล้ว”

“พอผอมก็เลยจีบเหรอ”

“อืม รู้แบบนี้แล้วเกลียดเต้ยไหม” นิ้วเย็น ๆ ลูบแก้มผมแผ่วเบา “แต่เต้ยจริงจังนะ เต้ยเลิกนิสัยไม่ดีคบคนไปทั่ว มั่วไปเรื่อยแบบนั้นนานแล้วนะ”

“เชื่อได้เหรอเต้ย”

“พิสูจน์สิ ลองคบกับเต้ย เป็นแฟนกัน”

“ง่ายขนาดนั้นเชียว”

“แล้วเราจะเสียเวลากันทำไมละอ้วน อ้วนชอบเต้ยมานานแค่ไหนแล้ว อ้วนไม่อยากมีความสุขเหรอ ถามตัวเองดี ๆ นะ ถ้ายังชอบเต้ยจริง ๆ เต้ยพร้อมจะเป็นของอ้วนเลย เว้นเสียแต่ว่า อ้วนไม่ได้ชอบเต้ยอีกแล้ว เต้ยก็จะไม่บังคับ”

“ขอเราคิดดูก่อน”

“เล่นตัวว่ะ” เต้ยดึงผมเข้าไปกอด กลิ่นเหล้าโชยเบา ๆ มาจากเจ้าตัว

“แล้วจะทำไมละ”

“ไมทำไมครับ ขนาดนี้แล้วชอบหมดแหละ”

“ไหนบอกง่วงนอนไป” ผมผลักเจ้าของบ้านเบา ๆ แต่คนที่กอดผมแน่นขืนตัวไว้

“นอนกอดกันแบบนี้ทังคืนได้ไหม” เต้ยกระซิบถาม ซุกหน้าลงกับอกผม “หอม”

การกระทำที่ผมไม่เคยได้รับมันจากเต้ย สั่นคลอนความรู้สึกจากที่ตั้งใจจะไม่ใจอ่อน ตอนนี้กลับอ่อนยวบจนไม่เหลือกำแพงใด

“อึดอัดจะตาย”

“ไม่สักหน่อยอบอุ่นดี อีกอย่าง เต้ยแค่อยากแน่ใจ ว่าตื่นมาแล้วอ้วนจะไม่หนีเต้ยไปไหน”

“เด็ก”ผมว่า แต่เต้ยหัวเราะ

“ยอมรับ ก็มันฝังใจนี่ กลัวไปหมด นี่อ้วนยอมมาค้างด้วยก็แทบไม่อยากเชื่อตัวเองแล้ว เต้ยนึกว่าตัวเองฝันอยู่ด้วยซ้ำ”

“อืม นอนเถอะ พรุ่งนี้เผื่อต้นมันโทรให้ไปช่วยเคลียของ” ผมหลับตาลงขยับเปลี่ยนท่านอนให้ถนัด ๆ ตื่นมาจะได้ไม่เมื่อยตัว คนที่กอดผมแน่นคลายออกเล็กน้อย ขยับหน้าไปมาบนอกผมเหมือนเด็ก ๆ

“ฝันดีนะตัวเล็ก”

ตัวเล็ก ชื่อของผม ชื่อที่จำไม่ได้แล้วว่ามีคนเรียกมันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่  แม้แต่พ่อกับแม่ก็เรียกชื่อที่ทุกคนเรียกติดปากว่าอ้วน ผมเองก็แทบจะหลงลืมมันไปด้วยซ้ำ

“อืม ฝันดีเต้ย”


 
เจอกันตอนหน้านะคะ
:pig2: :pig4: :pig2:



แด่หัวใจทุกดวงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง

คิณทรธ

ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
จะใจอ่อนหรือใจแข็งอ่ะ ตัวเล็ก  :katai2-1:

ออนไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ใจนึงก็อยากให้ตัวเล็กอย่าใจอ่อน อีกใจก็อยากให้มีความสุข... ให้เต้ยจีบตัวเล็กก่อนดีไหม ออกเดทๆ 555555555 รอตอนต่อไปค่ะ  o13

ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ
ปลายทางของความคิดถึง


ใครจะคิดว่าคำพูดจากปากคนเมามันจะเชื่อถือได้

เป็นเวลาร่วมเดือนแล้วหลังจากผมกลับบ้านปีใหม่เพื่อไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ไอ้ต้นแล้วได้ไปเจอกับคนที่ผมแอบชอบอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตากันไป 10 ปี

“ไปหาได้ไหม” เต้ยถามผ่านทางวีดีโอคอล หน้าหงิกหน้างอดูเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ทั้งที่อายุก็ปาไปจะ 30 แล้วแท้ ๆ

“จะมาทำไมบ่อย ๆ ขับรถไกลมันอันตราย”

“ก็คิดถึงไง” ผมมองคนอีกฝั่ง ทำหน้าอ้อนกึ่งขอร้อง

“นะอ้วนนะ ให้เต้ยขึ้นไปหานะ”

“ไม่เหนื่อยเหรอ เต้ยมาก็แทบไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราต้องทำงาน” เต้ยเป็นวิศวกรที่ระยอง ส่วนผมทำฟรีแลนซ์ครีเอทีฟรายการออนไลน์ ช่วยเพื่อนและรุ่นพี่แล้วแต่ใครจะโยนงานให้ เลยไม่มีวันหยุดตายตัว บางทีถ่ายรายการมืดค่ำค่อนคืนก็มี ตารางชีวิตไม่แน่ไม่นอน ผิดกับเต้ยที่เวลาทำงานตายตัวแถมมีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์

“อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกันนี่ เต้ยคิดถึง”

“ตามใจ แล้วอย่ามาบ่นว่าไม่มีเวลาให้นะ” คนปลายสายยิ้มกว้าง จะดีใจอะไรขนาดนั้น

“ครับแล้วเจอกันนะ”

“เต้ย ขับรถดี ๆ แล้วไม่ต้องรีบเหมือนคราวก่อน เข้าใจไหม”

“ครับ เต้ยสัญญา”



เย็นวันศุกร์ต่อมาเต้ยมาถึงกรุงเทพในเวลาเกือบ ๆ สองทุ่มนี่ต้องตีนผีขนาดไหนถึงได้มาเร็วขนาดนี้ ผมยังทำงานไม่เสร็จแต่พ่อตัวดีก็ดึงดันจะมารอรับผมกลับบ้านพร้อมกัน

สถานที่ทำงานวันนี้เป็นสตูดีโอสอนทำอาหารในห้างกลางเมือง คอนเส็ปรายการคราวนี้คือการไลฟ์ทำขนมเป็นของขวัญเนื่องในวันสำคัญที่จะถึง วันวาเลนไทน์ จริง ๆ สมัยนี้มันไม่ต้องยุ่งยากอะไรขนาดนั้นแล้วแท้ ๆ แต่ก็เพราะไอเดียจากผมนี่แหละ ที่มองว่า การเข้าครัวทำอะไรแบบนี้มันยุ่งยากวุ่นวายกว่าจะได้ขนมแทนใจ สู้ซื้อที่เขาทำสำเร็จง่ายกว่า แถมแพ็คเกจยังน่ารัก ลูกค้าเลยเคาะไอเดีย ให้ไลฟ์ทำขนมแบบเฟล ๆ แล้วสุดท้ายก็ขายของแบบไม่เนียนไปว่า ไม่ต้องลำบากเข้าครัวให้หัวฟูเสี่ยงไฟไหม้บ้าน แค่สั่งซื้อออนไลน์ก็ได้ช็อคโกแลตแสนอร่อยเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก

“ไม่ไปด้วยกันจริง ๆ เหรอว่ะ” อดีตรุ่นพี่ที่ทำงานเก่า ปัจจุบันออกมาทำบริษัทผลิตออนไลน์คอนเทนท์เป็นของตัวเองเอ่ยถามถึงปาร์ตี้ในคืนวันศุกร์แบบนี้

“มีนัดแล้วอะสิ”

“พักนี้แปลก ๆ นะ เสาร์ อาทิตย์ทีไรไม่อยากจะรับงาน”

“เอาน่า รู้ ๆ กันอยู่ กะเทยเงียบไปไม่อกหักก็มีผัว มีอยู่สองอย่าง” รุ่นน้องอีกคนจีบปากจีบคอแซว เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงหลังจบงาน

“ทำมาแสนรู้ แม่ให้กินแพ็ดดีกรีเหรอ”

“อ้าวอีพี่อ้วน อีพี่ปากหมา กูแช่งเลยขอให้เลิกกันเร็ว ๆ” ผมไม่ได้ถือสาอะไรกันกับพวกนี้ เพราะสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียน จะรุ่นพี่รุ่นน้องเลยเหมือนเพื่อนสนิทรุ่นเดียวกันไปหมด

“พามาเปิดตัวบ้างสิพี่”

“เอาไว้ชัวร์ก่อนว่ะ ช่วงนี้ยังเป็นคนคุย ๆ อยู่”

“เอางี้ดีกว่า นั่งคุยหรือนอนคุย ว่ามาเคลีย ๆ”

“ไม่เสือกสักเรื่องได้ไหมละ”

“โมโหกลบเกลื่อนเก่ง ปกติไม่ขึ้นง่ายแบบนี้นะ”

“กูไปละ เจอกันคราวหน้าพี่” ผมบอกลาเพื่อนร่วมงานกับรุ่นพี่แล้วควบตำแหน่งนายจ้างวันนี้อีก แล้วรีบชิ่งออกมาก่อนจะโดนมันลากไส้ไปมากกว่านี้



พอเดินออกมาห่างจากพวกนั้นผมเลยโทรหาคนที่บอกจะมารับกลับบ้านด้วยกัน

“เหนื่อยไหม” เต้ยเอ่ยถาม

“ไม่อะ เต้ยละเหนื่อยไหม กินข้าวมายัง”

“นิดหน่อย”

“นิดหน่อยคือหิวนิดหน่อยหรือกินมานิดหน่อย” ผมเอ่ยปากถาม

“หิวนิดหน่อย แต่คิดถึงอะจนล้นใจ”

“หึ” ผมหัวเราะในลำคอให้กับคนช่างหยอด “จะหาอะไรกินก่อน หรือกลับไปทำกินที่ห้อง”

“กลับไปกินบ้านเราดีกว่า เต้ยอยากกินกับข้าวฝีมืออ้วน”

ตกลงกันเสร็จสรรพถามเจ้าตัวอีกครั้งว่าไม่ได้อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็มุ่งหน้ากลับคอนโดที่ผมเช่าไว้

มื้อเย็นให้คนที่ถ่อมาไกลจากระยองกินเป็นเมนูข้าวผัดไข่กับลูกชิ้นที่เหลือติดตู้เย็น แถมไข่ดาวให้เต้ยอีก 2 ฟองไม่รู้จะกินจุอะไรนักหนา

“อร่อย” เต้ยชมไม่ขาดปาก ตั้งแต่คำแรกที่ตักเข้าปากจวบจนกระทั่งคำสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง

“กินเสร็จก็ไปอาบน้ำเถอะจะได้สบายตัว เดี๋ยวเราจัดการที่เหลือเอง”

“ครับ”

ผมมองตามร่างสูงใหญ่ของเต้ยเดินไปคุ้ยเป้หยิบชุดนอนออกมาถือไว้ในมือ ก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มให้ผม “เต้ยอาบน้ำนะ”

“อะ อือ” การมีสมาชิกใหม่มาป้วนเปี้ยนในห้องเป็นภาพที่ไม่ชินตาเลยสักนิด แถมคนที่มาป้วนเปี้ยนนั้นคือเต้ย

เหมือนกับอยู่ในความฝัน

คนที่จะมาร่วมแบ่งปันอีกครึ่งหนึ่งของกันและกัน

ผมเก็บรวบจานกับแก้วน้ำไปวางในซิงค์ล้างจาน หูได้ยินเสียงน้ำกระทบพื้น ในหัวดันไปจินตนาการถึงภาพร่างกายเปลือยเปล่าของเต้ย

มันจะเป็นยังไงกันนะ ผมเองก็ไม่เคยเห็นหรอก เพราะครั้งก่อนที่เจ้าตัวมาค้างด้วยก็หอบเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำแบบนี้แหละ ถึงจะไม่เคยเห็น แต่ในจินตนาการของผมเต้ยหุ่นดีกว่าใคร ๆ

“ยังไม่เสร็จอีกเหรอ” ไม่รู้เต้ยออกจากห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กลิ่นหอมเย็น ๆ จากครีมอาบน้ำที่เต้ยใช้ลอยปะทะจมูกพร้อมกับหลังสัมผัสได้ถึงฝ่ามือของเต้ยที่ลูบเบา ๆ ก่อนจะเลื่อนลงไปที่เอวรั้งผมให้แนบชิดไปกับแผ่นอกของเต้ย

“ยังเลย เราคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“ไหวไหมหืม เต้ยล้างให้ไหม อ้วนจะได้ไปอาบน้ำ”

“ไม่ได้เป็นไรสักหน่อย เต้ยไปดูทีวีเถอะ”

“เต้ยไม่ชอบดูทีวีคราวก่อนก็บอกแล้ว” เสียงหัวเราะขบขันดังให้ได้ยิน

“อ้วนดูไม่มีสมาธิ เป็นเพราะเต้ยเหรอ” คนพูดไม่พูดเปล่ากลับรั้งผมให้แนบสนิทไปกับลำตัวยิ่งกว่าเดิม จนรู้สึกได้ถึงน้องชายของเต้ยที่กดแนบไปกับสะโพกของผม

“เต้ย”

“ครับ” เต้ยกระชิบชิดใบหู ลมหายใจร้อน ๆ เป่ารดเล่นเอาสติกระเจิง

“กอดแบบนี้แล้วจะล้างจานยังไง ปล่อยเลยดึกแล้วเราง่วง”

“เต้ยทำให้ อ้วนไปอาบน้ำเถอะ” ถึงปากเต้ยจะบอกแบบนั้น แต่สองแขนที่กอดผมแน่นไม่มีทีท่าว่าจะคลายออกเลยสักนิด

“ก็ปล่อยกันสักทีสิ”

“ขอมัดจำก่อน

“อะไรอีกละ”

“ขอเต้ยจูบได้ไหม” เต้ยจับผมให้หันหน้าเข้าหาเจ้าตัว ยกมือขึ้นเกลี่ยแก้มผมไปมา ใบหน้าหล่อเหลาของเต้ยเคลื่อนเข้ามาใกล้จนปากเกือบจะชนกัน

“มันเร็วไปไหมเต้ย”

“ที่ถามเพราะรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ หรือแค่เล่นตัว” ผมมองลึกเข้าไปในตาซุกซนที่เต็มไปด้วยความปราถนาของเต้ย รู้สึกเขินขึ้นมาที่เจ้าตัวแสดงออกชัดเจนไม่มีปิดบัง

“ก็เล่นตัวด้วยส่วนหนึ่ง”

“แล้วอีกส่วนละ”

“ทำโทษที่เต้ยเคยด่าเราว่าอ้วนฉุ ถอดเสื้อผ้ามาเต้ยก็หดหมด” เต้ยหลุดขำ คลี่ยิ้มอ่อนโยนให้กัน

“เต้ยไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”

“ความหมายมันก็เหมือน ๆ กันนั้นแหละ” ผมเถียง

“โกรธเหรอ ตอนนั้น” เต้ยเอ่ยปากถาม มุมปากมีรอยยิ้มขำ ดูไม่ได้สลดเลยสักนิด

“ไม่โกรธ บอกไปแล้วไง แต่น้อยใจมากกว่า”

“คนดี” เต้ยยิ้ม แววดูวาบวับดูน่าลุ่มหลง เจ้าตัวขยับเข้ามาใกล้ กดจมูกลงกับแก้มผม “ขอโทษนะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาดึงสติผมให้กลับมา เต้ยผละออกมามองหน้าผมอีกครั้ง “ยกโทษให้เต้ยนะ หายน้อยใจด้วย”

“อือ” เต้ยยิ้ม เลื่อนใบหน้าเข้าหาช้า ๆ เอียงหน้าลงจะจูบผมแต่ผมไหวตัวทันยกมือขึ้นปิดปากเต้ย เจ้าตัวหลุดหัวเราะน้อย ๆ ที่โดนดักทางได้

“สงสัยแค้นหนักจริง ๆ” เต้ยว่า “ไม่ยอมง่าย ๆ จริงด้วย” เต้ยก้มหน้าซุกลงกับบ่าผม ถูหน้าไปมา “หอม”

“ไม่ต้องมาอ้อน”

“เมื่อก่อนมันอาจจะหดแต่ตอนนี้ไม่หดแล้วนะอ้วน” คนพูดบดเบียดเอวลงกับหน้าท้องผมเพื่อแสดงหลักฐานของคำพูดว่าเจ้าตัวไม่ได้โกหก

“ทะลึ่ง”

“เชื่อหรือยัง”

“ไม่ต้องมาหื่นใส่” ผมดันคนทะลึ่งออกห่าง แต่คนดื้อด้านกลับยิ่งเบียดน้องชายตัวเองลงกับหน้าท้องผม

“อ้วนก็ไม่ต่างกันหรอก” เต้ยยิ้มถูกอกถูกใจใหญ่เมื่อสัมผัสได้ถึงน้องชายผมที่กำลังตื่นตัว มือเต้ยบีบมันเบา ๆ แต่ผมดึงมือนั่นออก

“ยังไม่หายโกรธ”

“ไหนบอกไม่เคยโกรธเต้ยไง” ผมอึกอักที่คำพูดตัวเองย้อนแยงไปมา

ก็มันเพราะใครกันเล่า

“ก็…ตอนนี้โกรธแล้ว” เต้ยหลุดหัวเราะ ไม่ได้สลดสักนิดที่บอกว่าโดนผมโกรธ

“หายโกรธเต้ยเมื่อไหร่ก็มาสะกิดบอกได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“พูดบ้า ๆ”

“เต้ยพูดจริงนะ” เจ้าตัวย้ำ

“ไหนบอกจะปล่อยให้ไปอาบน้ำ นี่ยังไม่ปล่อยสักที”

“มัดจำก่อน” สุดท้ายเต้ยก็วกมาเรื่องเดิมอีกจนได้

ผมผลักคนตัวใหญ่ออกแล้วรีบเดินเข้าห้องนอนหยิบชุดนอนกับผ้าเช็ดตัวแล้วเดินออกไปเข้าห้องน้ำแต่ก็ไม่วายโดนเต้ยร้องแซวให้ได้เขินหนักเข้าไปอีก

“เต้ยพร้อมให้บริการเสมอนะอ้วน”

บริการบ้าบริการบออะไรกันเล่า



ช่วงสายของวันเสาร์ผมตื่นมานั่งเช็คเทปที่จะปล่อยวันนี้อีกรอบ ส่วนคนที่มาไกลจากระยองยังหลับเป็นตายในห้องนอน แต่ไม่นานนักเต้ยก็เดินสะลึมสะลือออกมาจากห้องนอนทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนกับตักผม

“เต้ย ง่วงก็กลับไปนอนดี ๆ “

“อยากนอนกับอ้วนนี่” ผมเหลือบมองคนพูดสองแง่สามงามบนตัก

“ทำงานอยู่เห็นไหม”

“แค่ยืมตักเองอ้วน ให้เต้ยยืมตักนะ เต้ยอยากนอนใกล้ ๆ อ้วนนี่”

“แล้วจะนอนไปถึงเมื่อไหร่”

“ก็มันง่วงอะ เมื่อคืนกว่าจะได้นอน”

“แล้วใครมันงอแงเป็นเด็ก ๆ ชวนคุยไม่ยอมหลับยอมนอน”

“เต้ยไม่เถียงกับอ้วนแล้ว” เต้ยหน้าบึ้งที่ดูก็รู้ว่าแกล้งทำ เจ้าตัวหลับตานอนบนตักผม น้ำหนักที่กดทับกันดูท่าว่าผมคงเป็นเหน็บชาเป็นแน่

ผมลดมือลงแกล้งบีบจมูกโด่งนั้นเบา ๆ จนคนที่หลับตาสนิทไปเมื่อครู่ลืมตามามองหน้ากัน

“จะฆ่าจะแกงกันเลยเหรอ” เต้ยดึงมือผมออกมากุมไว้ แกล้งทำหน้าน้อยใจเวลาเอ่ยปากถามกัน

“ดื้อ ต้องเอาให้ตาย” ผมว่า

“ผัวตายแล้วอ้วนจะอยู่ยังไง” คนที่หนุนตักผมแกล้งว่าเสียงเศร้า ยกมือผมขึ้นมาจรดริมฝีปากลงไป

“ตายก็หาใหม่สิ”

“โห่…ร้ายว่ะ”

“แล้วอีกอย่าง ยังไม่ใช่ผัวเถอะ”

“ก็ไม่นานนี้หรอก”

“หึ” ผมปล่อยให้เต้ยกุมมือไว้อย่างนั้น แล้วหันกลับมาสนใจวีดีโอที่จะปล่อยวันนี้ต่อ เช็คความเรียบร้อยอีกรอบแล้วแชทกลับไปบอกรุ่นพี่ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ปล่อยเป็นสาธารณะได้เลย

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงคนที่ยืมตักผมแทนหมอนก็หลับสนิท จังหวะการหายใจสม่ำเสมอดูเหมือนจะหลับลึกพอควร

ผมใช้เวลาที่เต้ยหลับสำรวจใบหน้าหล่อเหลานั้นอีกครั้ง คนที่อยู่ในความคิดถึง คนที่ผมไม่เคยลืมได้เลย แม้ว่าเต้ยจะใจร้ายกับผมมากแค่ไหน วันนี้คนที่เคยบอกว่าไม่ต้องการกันกลับมานอนหลับปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ผมได้แอบมอง

ผมลูบแก้มสากเพราะไรหนวดนั่นเบา ๆ ลากยาวมาถึงคิ้วยกหนาแต่กลับนุ่นมือ ผมยิ้มเมื่อคนหลับมุ่นหัวคิ้วเหมือนจะรำคาญสัมผัสกวนใจจากผม ทิ้งระยะห่างเมื่อเต้ยไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเร็ว ๆ นี้ ผมเลยยกนิ้วลูบริมฝีปากเต้ยแผ่วเบา

เต้ยปากแห้งนิดหน่อยคงเพราะเจ้าตัวไม่ได้สนใจที่จะทาลิปมันเพื่อบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่น ผมเลยหยิบลิปมันที่ใช้ประจำวนนิ้วลงกับเนื้อลิปก่อนจะป้ายลงบนริมฝีปากให้คนปากแห้งอย่างเบามือ เพราะกลัวเต้ยจะตื่น

ค่อยน่าจูบขึ้นมาหน่อย

เต้ยขยับตัวเปลี่ยนท่าแต่ยังไม่ตื่นอยู่ดี ใบหน้าหล่อเหลาที่ผมชอบหันเข้าหาตัวลมหายใจอุ่น ๆ แทรกทะลุเนื้อผ้าปะทะผิวจนต้องเกร็งหน้าท้อง

ขืนปล่อยไว้แบบนี้เต้ยต้องตื่นเพราะโดนน้องชายผมปลุกแน่ ๆ

ก็เล่นแนบแก้มไปกับมันแถมยังหายใจรดท้องน้อยกันอีก

จังหวะที่ผมจะเขย่าตัวเต้ยเพื่อปลุกให้คนหลับตื่นตาก็ดันเหลือบไปเห็นปมกางเกงนอนของเต้ยที่มันคลายออก ทำให้กางเกงนอนที่เต้ยใส่อยู่เอวร่นลง เผยให้เห็นไรขนสีดำทอดตัวลงไปในกางเกง

ผมชั่งใจว่าควรจะรีบปลุกเต้ยให้ตื่นหรือแอบมองต่อไปดี

แต่สุดท้ายก็เลือกจะปล่อยมันไว้

ผมมองคนที่หลับไม่ระวังตัวจนน้องชายเกือบโผล่มาทักทายกันแล้ว

เต้ยยังหลับ ผมมองหน้าเต้ยสลับกับขอบกางเกงนอนที่เผยอนิด ๆ ชั่งใจว่าเอาไงดี แต่สุดท้ายก็…

ขอโทษนะเต้ย

มือผมค่อย ๆ สอดเข้าไปในกางเกงนอนคนเต้ย มือสัมผัสความสากเบา ๆ เผลอลูบมันไปมา สลับกับมองหน้าคนหลับ เต้ยยังคงไม่รู้สึกตัว ผมเลื่อนมือต่ำลง สอดมือเข้าไปลึกขึ้น จนสัมผัสก้อนเนื้อนุ่มนิ่ม ใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ มันทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัวว่าเจ้าตัวจะตื่น

ผมค่อย ๆ ใช้มือลูบคลำมัน จนมันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ความอ่อนนุ่นเริ่มแปลเปลี่ยนผมจำใจต้องละมือออก มองหน้าคนหลับที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วถอนหายใจ

ขอโทษ ผมขอโทษเต้ยซ้ำ ๆ ในใจ

ยกมือข้างนั้นขึ้นลูบแก้มเจ้าตัวเบา ๆ

“ถ้าเต้ยรู้จะโกรธ จะเกลียดกันไหม”

“ทำไมต้องโกรธละอ้วน” ผมสะดุ้งตกใจ เต้ยคว้ามือผมไว้ ลืมตามองหน้ากัน

“เต้ย”

“ครับ”

“ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมรีบถามเสียงสั่น ไม่กล้ามองหน้าเต้ย

“อยากให้เต้ยตื่นตอนไหนละ หรือในใจไม่อยากให้เต้ยตื่น งั้นเต้ยจะหลับแล้วนะ”

“เต้ย” ผมดุ ฟาดมือลงกับต้นแขนคนบนตัก เต้ยหัวเราะขำ

“มองหน้าเต้ยสิ”

“ไม่”

“มองสิ ไม่อยากรู้เหรอว่าเต้ยโกรธอ้วนไหม” ผมมองสบกับนัยตาแพรวพราวกับรอยยิ้มติดใบหน้าหล่อเหลาของเต้ย

“เต้ยชอบเหรอ” เต้ยยิ้มขำ “ชอบละสิ”

“ใครบ้างไม่ชอบเวลาคนที่เราชอบลวนลาม” เต้ยตอบหน้าตาย “ร้ายเหมือนกันนะเรา”

“เราไม่ได้ร้าย เต้ยนอนไม่ระวังเองต่างหาก”

“อุตส่าห์นอนอ่อยตั้งนาน นึกว่าจะไม่ทำซะอีก”

“ใครกันแน่ที่ร้ายจริง ๆ” ผมมองหน้าเต้ย เต้ยจับมือผมค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงไป แล้วจับมันยัดเข้าไปกอบกุมน้อยชายที่ตื่นตัวเต็มที่แล้วของเต้ย

ใหญ่ใช่เล่น

“เต้ย” ผมดุ ชักมือกลับ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเต้ย

“ชอบไหม” เต้ยเอ่ยถาม

“เล่นเป็นเด็ก ๆ”

“เด็กเขาไม่เล่นแบบนี้กันนะอ้วน” ไม่ว่าเปล่าเต้ยบังคับให้ผมขยับมือขึ้นลงตามขนาดความยาวของน้องชายเจ้าตัวที่แข็งสู้มือ

“ทำไมจะไม่เล่น เวลาเข้าแถวเห็นจับกันเล่นทุกคน” ผมเถียงชักมือกลับจนได้

“แต่ก็ไม่ได้ล้วงกันแบบนี้”

“คนนิสัยไม่ดี” ผมว่าเอามือข้างที่เพิ่งล้วงน้องชายเต้ยมา ยีหน้าเจ้าตัวไปมา

“เฮ้ย ๆ หยุดเลย” เต้ยดิ้น

“ดมเข้าไปของตัวเองนี่ รังเกียจทำไม” เต้ยหลุดขำปัดปัองมือผมเป็นพัลวัล จนผมหัวเราะตามไปด้วย

“ไม่ได้รังเกียจ มันเจ็บ อ้วนบี้หน้าเต้ย”

“สมน้ำหน้า”

“พอแล้วอ้วน เต้ยยอมแล้ว หยุด กางเกงหลุดหมดแล้วเนี่ย ถ้าเต้ยโป้นะ อ้วนต้องโป้เป็นเพื่อนเต้ย”

เป็นอันหยุดสงครามย่อม ๆ ของผมกับเต้ยเพราะคำขู่ของเจ้าตัว

“เจ้าเล่ห์”

“ถ้าไม่อ่อยอ้วนจะยอมรับเหรอว่าอยากได้เต้ย”

“โอ้โห่ ดูดพูดเข้า”

“อ้าว เต้ยพูดเรื่องจริง” เต้ยยังหัวเราะอารมณ์ดี ทั้งที่ตัวเองเกือบโดนผมลักหลับ หรืออันที่จริงเต้ยรอให้ผมลักหลับอยู่ก็ไม่รู้

“อ่อยไปทั่ว”

“ใครบอก แค่กับตัวเล็กคนเดียว” ชื่อที่หลุดจากปากเต้ยอีกครั้งทำผมใจเต้นแรงเสียยิ่งกว่าตอบแอบล้วงกางเกงเต้ยเสียอีก

ผมชอบ ที่ชื่อตัวเองหลุดจากปากคนที่ผมเฝ้าคิดถึงมาโดยตลอด

“ทำมาพูดดี”

“เพราะคนอื่นทำแล้วไม่ได้ผลไง ไม่มีคนหื่นเหมือนอ้วน”

“อ้าวไอ้เต้ย ไอ้นี่วอนตายแล้ว” ผมหยิบหมอนมาฟาดคนกวนตีนหนัก ๆ แต่เจ้าตัวก็ทำแค่กอดหมอนไว้แล้วทิ้งตัวลงนอนที่ตักผมเหมือนเดิม

“ลุก เหน็บกินหมดแล้ว”

“เหรอ เต้ยนวดให้” คนที่เพิ่งล้มตัวลงนอนที่ตักปมลุกขึ้นอยากขึงขัง มือใหญ่ ๆ ของเต้ยนวดเฟ้นไปตามต้นขาเบา ๆ สลับกับยกขาผมขึ้นขยับไปมาให้เลือดไหลไปเลี้ยงให้ทั่วขา

“ดีขึ้นยัง” เต้ยถาม ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผม จนผมเผลอยิ้มตาม

“ดีขึ้นแล้ว”

“ยิ้มอะไร” เต้ยถามต่อ มองหน้าผมสลับกับก้ม ๆ เงย ๆ กายภาพบำบัดขาผมไปด้วย

“มีความความสุข” ผมตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ดีแล้ว” เต้ยยิ้มเขิน

“เต้ยนึกว่า เต้ยจะไม่สามารถทำให้อ้วนมีความสุขได้อีกแล้วเสียอีก ได้ยินแบบนี้ เต้ยมีความสุขนะ”

“เรียกชื่อเราอีกสิ” เต้ยมองหน้าผม

“ตัวเล็ก นะเหรอ”

“อือ เพราะกว่าอีอ้วนร้อยเท่า ชื่อที่พ่อเราตั้งให้ แต่ไม่มีใครเรียกมัน” ผมยิ้มให้เต้ย ไม่รู้ว่ามันเป็นยิ้มแบบไหน แต่เต้ยทำหน้าตกใจดึงผมเข้าไปกอด

“ตัวเล็ก”

“อือ”

“ตัวเล็ก”

“ได้ยินแล้ว”

“ตัวเล็ก”

“…”

“ตัวเล็ก”

“อือ”

“เต้ยรักตัวเล็กนะ”

“รักเต้ยเหมือนกัน”



.
.
.
ต่อข้างล่าง

ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ


บรรยากาศของวันแห่งความรักอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวา ดอกกุหลาบสีแดงสัญลักณ์ของความรักถูกประดับไปตามห้างร้านต่าง ๆ โปรโมชั่นสำหรับคู่รักถูกติดหราเชิญชวนคนมีคู่ให้เลือกมาใช้เวลาร่วมกันในวันพิเศษ

ผมมองกลุ่มเพื่อนที่นัดกันกินเหล้าตามประสาคนโสดประชดชีวิต

ทีแรกเต้ยเองก็ดึงดันจะมาด้วยกัน ยิ่งผมบอกว่าคืนนี้เป็นปาร์ตี้คนโสดก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่พอใจใหญ่ แต่สุดท้ายพอบอกเหตุผลว่าเพื่อนเพิ่งอกหักผมต้องปลอบใจเพื่อนไม่สะดวกเทคแคร์ถ้าหากเต้ยจะมาด้วย เจ้าตัวเลยยอมถอย เลิกตื้อจะตามมาร้านเหล้าด้วยกัน

แต่ก็ตามมาส่งถึงร้านเหล้าอยู่ดี

บรรยากาศเสียงดังภายในร้านเชิญชวนให้ลูกค้าภายในร้านขยับร่างกายไปมา ผมมองดูเพื่อนที่ยกเหล้าขึ้นจิบ พร้อมส่งสายตาให้กับโต๊ะข้าง ๆ

ไม่มีเคล้าลางของความเสียใจสักนิด หันไปสบตากับเพื่อนคนอื่นที่ตั้งใจมาปลอบคนอกหักในวันแห่งความรัก ก็ทำหน้าเหม็นเบื่อไม่ต่างกัน

“มันโดนทิ้งจริงเหรอว่ะ”

“ร่านเว่อร์”

“กูว่ามันเทเขาแหละ ดูจากสภาพการณ์แล้ว”

เสียงนินทากันอย่างเปิดเผยส่งผลให้เจ้าตัว หันหน้ามามอง

“กูได้ยินนะพวกมึง”

“ก็นินทาให้ได้ยิน” นี่ก็เผ็ดพอกัน “สรุปอกหักยังไง เห็นอ่อยไปครึ่งร้านแล้ว” ใครสักคนถาม ผมพยักหน้าเห็นด้วย

“คนเราอย่าจมปลักอยู่กับอดีต แคร์ทำไมคนไม่รักเรา ถ้ามัวแต่เศร้าจะพลาดของดี ๆ หมดสิ” โอเคผมนับถือในอุดมการณ์ของเพื่อน

“พวกมึงชน” ผมชนแก้วเฮฮาไปกับพวกมันที่นาน ๆ จะเจอกันที ด้วยเพราะตารางงานอันแน่นเอี้ยดทำให้การนัดเจอกันเป็นเรื่องยาก นี่ถ้าวันนี้ใครสักคนไม่อกหักก็คงไม่ได้รวมตัวกันเพื่อมาปลอบใจเพื่อน

“พวกมึง คนนั้น” เป้าหมายใหม่ถูกพูดถึงอีกครา พวกมันทั้งหมดต่างจับจ้องไปทิศทางเดียวกัน

“คมเข้ม”

“เขามองมาด้วยมึง”

“เขาต้องสนใจกูแน่ ๆ”

“คนนั้นเหรอกูเห็นเขามองมาโต๊ะเราตลอด แต่ไม่เห็นเข้ามาทักสักที มึงว่าเขาเล็งใคร” เสียงคุยกันอย่างจริงจังเรียกความอยากรู้อยากเห็นของผมบ้าง ทั้งที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่นอกลู่นอกทาง จะไม่มองใคร

แต่สุดท้ายก็ทนความอยากรู้ไม่ได้ ผมเลยหันกลับไปมองยังทิศที่พวกเพื่ิอน ๆ พยายามส่งสายตาหวานหยดไปอ่อย แถมยังยกแก้วขึ้นชนกลางอากาศไม่หยุด

ทันทีที่ผมสบตากับหนุ่มหล่อคมเข้มที่พวกเพื่อน ๆ พูดถึง เจ้าตัวก็ยิ้มมุมปากยกแก้วขึ้นชนให้ผม

“อ้าวเกมล่ะ อีอ้วนคาบไปแดก” พวกนั่นบ่น

“เพื่ิอนนะ ชื่อเต้ย มีแฟนแล้ว”

“ก็นึกว่าอ่อย ที่ไหนได้ มองเพื่อนนี่เอง นกยกฝูงจ้า” พอหมดความสนใจจากเต้ยพวกเธอทั้งหลายก็หาเป้าหมายใหม่เพื่อสานสัมพันธ์ต่อ

“เห็นมองมานานแล้ว แกลุกไปทักเขาไหมอ้วน”

“ไม่รู้จักใครเลย เขามากับเพื่อนเขา”

“อ่อ ดูเขาอยากคุยกับแกนะอ้วน” ผมหันกลับไปมองเต้ย เจ้าตัวยังคงฉีกยิ้มให้ผม ยกแก้วเหล้าชนลมชนอากาศอยู่อย่างนั้น

“งั้นเดี๋ยวฉันกลับก่อนแล้วกัน”

“อ้าว เป็นงั้นไป” ทุกคนดูงุ่นงง จนไม่มีใครตั้งสติพอจะรั่งผมไว้สักคน

ผมสาวเท้าตรงไปยังโต๊ะที่เต้ยนั่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน ทุกคนดูแปลกใจกับการปรากฏตัวของผม

“เพื่อนเหรอแนะนำหน่อยสิ” ผมเอ่ยปากถาม ยิ้มให้กับคนทั้งคู่

“นี่ตัวเล็ก กูกำลังจีบเขาอยู่” เพื่อนเต้ยแซวเจ้าตัวเสียงดังชอบอกชอบใจที่เพื่อนประกาศชัดถึงสถานะของผม

“ส่วนนี่เพื่อนเต้ยสมัยเรียนมหาลัย” ผมพยักหน้าทักทายคนทั้งคู่อีกครั้ง

“ไม่บอกชื่อพวกกูด้วยละ” หนึ่งในสองคนทั้งท้วง ทำหน้าล้อเลียนเต้ย

“ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก พวกมึงไม่ได้สำคัญ”

“ไอ้เต้ยแม่งหวงก้าง” เพื่อนเต้ยบ่น ชกเบา ๆ ที่แขนหยอกล้อกัน

“จะกลับแล้วเหรอ” เต้ยถามแต่ผมยังไม่ทันได้ตอบ เจ้าตัวก็หยิบเงินออกมานับก่อนจะวางแบงค์สีแดงสามใบลงให้เพื่อน

“เห้ยไม่เป็นไรกูเลี้ยง เก็บตังค์ไว้จีบแฟนมึงนู้น” เพื่อนเต้ยว่า ก่อนจะยัดเงินคืนเจ้าของ

“ยินดีที่รู้จักนะตัวเล็ก”

“ครับเช่นกัน”

“พอ ๆ เลิกคุย ไปกลับ” เต้ยหันไปแท็กมือกับเพื่อนร่ำลากัน แต่ก่อนไปหนึ่งในสองของเพื่อนเต้ยหยิบดอกกุหลายสีแดงสดในแก้วที่ทางร้านประดับบนโต๊ะส่งให้ผม

“สุขสันต์วันแห่งความรักครับ ถ้ารอให้ไอ้เต้ยมันให้คงรอจนแก่ตายก่อน” ผมหัวเราะเห็นด้วยกับคำพูดของพวกเพื่อน ๆ เต้ย

“ขอบคุณนะ”

“ไม่เอาของจากพวกมันทำไม อยากได้ทำไมไม่บอกเต้ย” เต้ยหน้ามุ้ยมองกุหลาบสีแดงสวยสดในมือสลับกับหน้าผมไปมา

“ต้องขอเหรอ ไม่ใช่คนจีบต้องให้เหรอ”

“ก็ปกติไม่เคยทำนี่ มีแต่คนมาจีบ”

“จ้ะ พ่อรูปหล่อ” ผมประชด

เต้ยดันหลังผมให้เดินจากมาแต่ก่อนออกไปไม่วายแวะที่โต๊ะของเพื่อน ๆ ผมอีก

“กูกลับนะพวกมึง ดูแลตัวเองดี ๆ” ผมเอ่ยปากลา ควักเงินค่าเหล้าแต่ไม่ทันเต้ยเจ้าตัวถือเงินอยู่ก่อนแล้วเลยวางลงบนโต๊ะจ่ายแทนผมไปก่อน

“กูว่าแล้ว”

“บอกมีแฟนแล้ว ๆ กูว่าอีอ้วนนี่แหละแฟนเขา”

“หวงก้าง” ผมยิ้มขำกับคำหยอกล้อของเพื่อน ๆ พวกมันเองก็ไม่ได้จริงจังนัก

“สักแก้วไหม” เพื่อนผมส่งแก้วเหล้าให้เต้ยพร้อมตาหวานฉ่ำ มันไม่ได้อ่อยแต่มันเมา

“ไม่ดีกว่าครับ ผมต้องขับรถกลับบ้านด้วย เดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุจะแย่เอา”

“ใส่ใจเก่ง อิจฉาโว้ยย มา ๆ กูกินแทนเอง เอาให้ตายตรงนี้เลย” เสียงหัวเราะดังครื้นเคร้งผสมกับเสียงดังกระทบกันของแก้วเหล้า ดูท่าว่าคืนนี้ของพวกมันจะยังอีกยาว

ผมลาเพื่อนอีกสองสามรอบพวกมันถึงได้ปล่อยออกมาจริง ๆ สักที สุดท้ายเตียก็ต้องกินเหล้ากับพวกมันไปอีกแก้วนั่นล่ะ



เต้ยขับรถกลับคอนโดผมทันทีที่ออกจากร้าน สองข้างทางยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนแม้เวลาจะล่วงเลยเที่ยงคืนมาแล้วก็ตาม

“เล็กหิวไหม” ชื่อที่ตกลงกันว่าจะใช่แทนชื่อเต็ม ตัวเล็ก ถูกเอื้อนเอ่ย

“ไม่อะ กินกับแกล้มไปเยอะอยู่ เต้ยละหิวไหม”

“เต้ยก็กินกับแกล้มจนอิ่มเหมือนกัน”

“อยู่ในร้านด้วยไม่เห็นบอกกันเลย ปล่อยให้พวกเพื่อน ๆ อ่อยตั้งนานสองนาน”

“เห็นเล็กสนุกกับเพื่อนเลยไม่อยากกวน เต้ยบังเอิญเจอพวกเพื่อน ๆ ตอนจะกลับพอดีหลังจากส่งเล็กเข้าร้าน พวกมันเลยชวนกินด้วยกัน เต้ยต้องมารับเล็กอยู่แล้วก็เลยนั่งรอในร้านมันเสียเลย”

“อือ”

“เมาหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แค่กึ่ม ๆ” ผมหันมองหน้าคนขับรถ แสงไฟสีส้มสาดส่องเข้ามากระทบซีกหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มติดมุมปาก

หล่อ

วันนี้เต้ยหล่อเป็นพิเศษ

ทั้งที่บอกว่าไม่เมาแต่เต้ยก็ประคองผมไม่ต่างจากคนเมา แขนแข็งแรงกระชับผมแนบชิดไปกับลำตัวเดินเข้าไปในลิฟต์

“มองหน้าเต้ยมีอะไรหืม” เต้ยถามเมื่อเราเข้ามาในลิฟต์แล้ว

“มองคนฉวยโอกาส” เต้ยยิ้มกว้างไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับคำต่อว่าของผม

“ก็เห็นอยู่เฉยให้กอด ก็นึกว่าเต็มใจ”

“ปล่อยได้แล้วถึงบ้านแล้ว”

“ยังไม่อยากปล่อยเลย อยากอยู่แบบนี้นาน ๆ”

“เต้ย”

“ครับ” เต้ยครางรับ ดันผมเข้าชิดกำแพง โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะฉกปากลงประกบริมฝีปากผมรวดเร็ว ร้อนแรงแต่กลับนุ่มนวนจนพาลใจสั่น รสเหล้ายังคลุ้งในปาก ลิ้นนุ่มของเต้ยสอดเข้าตวัดในปากให้ผมดูดกลืนความนุ่มหยุ่นเสียจนเพลิดเพลินจวบกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 7 เต้ยถึงได้ผละออก จับจูงผมที่สติหลุดลอยไปไกลตรงเข้าห้อง

ข้าวของรวมถึงเสื้อผ้าถูกปล่อยทิ้งไว้บนพื้นข้างเตียง

เต้ยโถมตัวเข้าใส่ทันทีที่หลังผมแตะเตียง ปากพรมจูบซุกไซร้ซอกคอผมไม่หยุด สติที่จะใช้ห้ามปรามเลือนรางไปกับรสสัมผัส

“ตัวเล็ก” เต้ยกระซิบริดริมหู ตวัดลิ้นเลียใบหูผม

“ยังซิงอยู่ไหม” เต้ยถามเอื้อมมือหยิบกล่องถุงยางอนามัยจากในกระเป๋ากางเกงออกมาฉีก สวมลงไปบนน้องชายที่แข็งพร้อมรบ

“ไม่แล้ว เต้ยอยากได้เหรอ” เต้ยยิ้มส่ายหัวไปมา ก่อนจะโน้มลงมาใกล้

“ไม่ใช่แบบนั้น แค่ถามดูว่าที่ผ่านมาตัวเล็กของเต้ยใช้ชีวิตคุ้มหรือเปล่า กลัวว่าตัวเล็กจะเอาแต่รอเต้ยจนไม่รู้จักหาความสุข”

“สำคัญตัวผิดไปแล้วเต้ย ใครจะรอ”

“ดี งั้นมาดูกันว่าระหว่างคนที่ผ่านมากันเต้ย ตัวเล็กชอบใครมากกว่า”

มันก็ต้องเป็นเต้ยอยู่แล้ว ผมตอบคำถามนั้นในใจ และยิ่งเต้ยแสดงมันให้ผมเห็นกับตา ผมก็ยิ่งแน่ใจในคำตอบ

เพราะความสุขที่ได้จากเต้ยมันสุขจนล้นทะลัก…หัวใจ



เขียนเพราะคิดถึงคนที่เราเคยชอบตอนเด็ก ๆ
เขียนแก้ช้ำในเพราะตอนนี้มันแต่งงานไปแล้ว ฮ่าาา ๆๆ

แด่หัวใจทุกดวงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง

คิณทรธ
 :mew6:
.
.
.
ขอบคุณที่ผ่านเข้ามานะคะ

ทักทายคุณ   ืniyataan และคุณ yunnutjae สวัสดีปีใหม่คะ ช้าไปหลายวันเลย



ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
เป็นกำลังใจให้ทั้งคู่ ขอให้รักกันนานๆ  o13

ออนไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
รักแรกมักนก เอ้ย ฝังใจเนาะไรท์เนาะ //ไรท์ตบ  :beat: 5555555555555
ขอบคุณที่จบแฮปปี้เรยค่ะ 5555  :กอด1:
สวัสดีปีใหม่เช่นกันค่า ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามานะคะ
รอเรื่องใหม่ค่า  :mew1:

ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ
ปลายทางของความคิดถึง 22



เต้ยงานยุ่ง

ผมมองสีหน้าอิดโรยของเต้ยผ่านวีดีโอคอล แม้ช่วงหนึ่งเดือนมานี้เต้ยจะยุ่งจนปลีกตัวจากระยองมาหาผมที่กรุงเทพไม่ได้ แต่เจ้าตัวก็ยังคงสม่ำเสมอในการโทรมาหา

อันที่จริงโทรมางอแงใส่มากกว่า

“คิดถึงอ้วน อยากกอดแรง ๆ” ชื่นเดิมถูกหยิบมาใช้เรียกยามที่อีกฝ่ายตัองการอ้อน ฟังดูน่ารักเหมือนคู่รักวัยรุ่นนิยมเรียกกัน

“เขามีแต่อยากกอดแน่น ๆ ไอ้แรง ๆ นะมันมาจากไหน” เต้ยหัวเราะ

“เล็กก็รู้ ทำมาถามเต้ย” ผมมองคนในหน้าจอทำหน้าเจ้าชู้ใส่ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้

“หาเวลาว่างให้ได้ก่อนเถอะ”

“อย่าท้าเต้ยนะอ้วน บอกเลยระวังจะลุกไม่ขึ้น” น้ำเสียงมันอกมั่นใจดังมาตามสาย ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอกระซิบกระซาบเหมือนกลัวใครได้ยิน

“เรารอวันนั้นจะไม่ไหวแล้วเต้ย”

แต่คนงานยุ่งก็ทำไม่ได้อย่างใจคิด ภาพของเต้ยที่ฟาดงวงฟาดงามาในจอเลยเป็นภาพที่ผมเห็นบ่อย ๆ

น่าเอ็นดูเหลือเกิน

‘คิดถึง’

ข้อความที่เต้ยส่งมาทางแอพพลิเคชั่นแชทในระหว่างวัน

‘คิดถึงเต้ยเหมือนกัน’

ผมพิมพ์ตอบ ก่อนจะเป็นเต้ยส่งสติกเกอร์รูปหมีพร้อมหัวใจสีแดงเป็นการตอบกลับ ผมเก็บมือถือลงในกางเกงหันกลับไปสนใจงานที่ทำต่อเหมือนกัน



ช่วงวันหยุดยาวใกล้เข้ามาหลายคนแพลนเที่ยวพักผ่อน บางคนกลับไปบ้านเกิด ผมมองปฏิทินบนโต๊ะ ดูตัวเลขสีแดงยาวเป็นพรืดนึกถึงคนที่ชวนกลับบ้านพร้อมกัน

“เต้ยขับรถกลับอุบล กลับด้วยกันนะอ้วน” และโดยไม่เสียเวลาคิดผมตอบตกลงไปทันที

เพราะต้องการเลี่ยงรถติดจากการที่คนแห่กลับบ้านเราเลยวางแผนเดินทางก่อนวันหยุด และคนงานหนักก็ชิงลางานมาก่อนจะถึงวันหยุดตั้ง 2 วัน

ผมมองเต้ยที่หลับเป็นตายกลางเตียง นอนแผ่หราอ้าปากกรนเบา ๆ

เพราะช่วงที่ผ่านมาเต้ยโหมทำงานหนักหน้าตาเลยดูโทรมลง แต่ผมก็ยังมองว่าเต้ยหล่อไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

ผมจัดการยกของที่จะเอากลับบ้านไปไว้ในรถ พอเต้ยตื่นจะได้อาบน้ำแล้วออกเดินทางกันเลยสัมภาระกับของฝากสามถุงใหญ่ถูกผมลำเลียงไปกองหน้าลิฟต์ พอลิฟต์เปิดผมแทรกตัวเข้าไปมีคนอยู่ข้างในแล้ว

“ย้ายบ้านเหรอพี่” คอปเตอร์ทักแถมยังช่วยผมลากกระเป๋าอีกต่างหาก น้องเป็นนักศึกษาเรียนมหาลัยเอกชนคิณทรธ พักอยู่คอนโดเดียวกัน เจอหน้าก็ทักทายกันบ้างตามประสาคนอีสานเหมือนกัน

“กลับอุบลนะ เราละสงกรานต์ไปเที่ยวไหนกัน”

“ไปบ้านผมพี่ พวกเพื่อน ๆ มันอยากไปผมบอกแล้วนะว่าไม่มีไรให้เที่ยวก็ยังจะไปกัน ผมชวนไปเชียงใหม่แต่พวกมันไม่เห็นด้วย” ผมฟังน้องบ่นยาวเหยียดหัวเราะขำกับท่าทางเบื่อหน่ายและโดนเพื่อนขัดใจ

“เชียงใหม่คนเยอะไงเหี้ยเตอร์ จะหนีคนไปเจอคนทำไม หนองบัวลำภูเนี่ยแหละ ฟังดูไม่น่าจะมีคนรู้จัก” เพื่อนน้องว่า

“โอ้โห่ไอ้กาย เอาซะบ้านกูดูบ้านนอกไปเลย” ลิฟต์เปิดออกในชั้นลานจอดรถของคอนโดพอดี ผมเลยลากของออกจากลิฟต์ด้วยความทุลักทุเล แม้ของจะไม่หนักแต่เพราะความขี้เกียจเดินหลายรอบจำนวนมันเลยเยอะจนเกินความสามารถของมนุษย์ที่มีมือแค่สองมืออย่างผม

“กายช่วยพี่เขาหน่อย” คอปเตอร์หันไปสั่งเพื่อน พร้อมกับดึงของในมือผมไปยัดใส่มือเพื่อน “รถจอดตรงไหนเดินนำเลยพี่”

“อ่า ขอบใจนะ” ผมเดินนำและมีน้อง ๆ หิ้วของตามมาส่งถึงรถ เพราะจะให้ถือคนเดียวก็ลำบากเอาการ แม้จะเกรงใจและไม่รู้ว่าคอปเตอร์มันจอดรถชั้นนี้หรือเปล่า

“กลับกี่วันเนี่ยพี่ของเยอะขนาดนี้” น้องกายถามช่วยจัดของท้ายรถให้เป็นระเบียบ เพราะเต้ยโยนทุกอย่างใส่โดยไม่จัด ของเลยระเกะระกะ

“สักอาทิตย์แหละ มีของเพื่อนพี่ด้วยมันเลยเยอะ” นอกจากจะหิ้วของมาส่งถึงรถยังลำบากให้เพื่อนน้องช่วยจัดของอีก

“เตอร์กลับเมื่อไหร่ล่ะ ขากลับพี่ซื้อของมาฝาก”

“ไปไม่กี่วันเองพี่ต้องกลับมาเรียนอีก”

“ขอบใจพวกเรามาก ต้องมาช่วยพี่จัดของอีกรบกวนแย่”

“คนกันเองน่าพี่” ผมขอบคุณคอปเตอร์กับเพื่อนที่มาช่วยอีกครั้งจนอีกฝ่ายบอกให้พอนั้นแหละน้องถึงแยกออกไป

กลับขึ้นมาบนห้องอีกทีเต้ยก็ตื่นลุกหายไปจากเตียง เดาจากเสียงน้ำจากฝักบัวคงจะเข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวเดินทาง

“หายไปไหนมา” เต้ยเดินถือผ้าเช็ดตัวซับน้ำบนผมกลับเข้ามาในห้องนอนสีหน้าดูสดชื่นกว่าเมื่อคืนที่มาถึง

“เอาของไปเก็บในรถ” ผมบอกก่อนจะจัดเตียงให้ดูเรียบร้อย หลังกลับจากอุบลค่อยกลับมาซักปลอกหมอนกับผ้าปูแล้วกัน ผมจัดการวางแผนเสร้จสรรพ

“ทำไมไม่รอเต้ย จะได้ช่วยกันยก”

“เรื่องแค่นี้เองใครทำก็เหมือนกันแหละ”

“แต่เต้ยไม่อยากให้ตัวเล็กลำบากนี่ มีแฟนแล้วก็ปล่อยให้แฟนทำ” เต้ยบ่นงุ้งงิ้ง เปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อมาสวม เปิดลิ้นชักเพื่อหยิบกางเกงในมาใส่ ก่อนจะคลายปมผ้าขนหนูลงกับพื้นหันมาทำหน้าหงิกใส่ ทั้งที่ยังไม่ได้สวมกางเกง

“เต้ยขี้บ่น” ผมมองน้องชายใต้กางเกงในสีดำที่เจ้าตัวชอบใส่ นึกถึงบทรักอันรุนแรงของเต้ยเมื่อคืน ตอนยังไม่แข็งก็เห็นอันนิดเดียวแต่ทำไมตอนแข็งมันถึงได้ใหญ่ขนาดนั้น

“ก็อ้วนชอบทำให้เต้ยเป็นห่วง” เจ้าตัวเถียงกลับทันควันหยิบกางเกงขาสั้นขึ้นมาสะบัดก่อนจะสวมเข้าไปก้มลงหยิบผ้าขนหนูไปผึ่งที่ระเบียง

“แค่ขนของไปไว้ในรถเองเต้ย”

“ครับเต้ยรู้ แต่เต้ยอะอยากดูเท่ในสายตาอ้วนนี่ เต้ยอยากให้อ้วนพึ่งพาเต้ยเยอะ ๆ”

“ขนกระเป๋าเสื้อผ้ากับหมึกแห้ง ปลาแห้งไปใส่รถนี่มันเท่ตรงไหนเต้ย” เต้ยหน้าหงิกเดินเข้ามาใกล้ทั้งที่ไม่ยอมรูดซิปกางเกงให้เรียบร้อย

“แต่งตัวให้หน่อย”

“เนี่ยแล้วมาบอกว่าอยากดูเท่ ยังมาใช้คนอื่นรูดซิปติดกระดุมกางเกงให้อีก” ถึงปากผมจะบ่นแต่ก็ยอมตามใจคนขี้อ้อน เต้ยยิ้มกว้างยกมือขึ้นทาบกับแก้มผมทั้งสองข้าง จับให้เงยหน้าขึ้นสบตากัน

“คุยกับเต้ยก็มองหน้าเต้ยสิ ไม่ใช่ไปจ้องอย่างอื่นของเต้ย” เล่นเอาใจผมเต้นผิดจังหวะไปหมด

“ก็ไม่ยอมรูดซิปเองทำไมเล่า”

“อ่อยไง เผื่อได้อีกสักรอบก่อนไป นะ”

“ไม่” ผมดันเต้ยออก สาวเท้าหนีจากห้องนอนออกไปเช็คความเรียบร้อยของห้องอีกรอบเพราะจะไม่อยู่นานหลายวัน เต้ยหัวเราะเบา ๆ เดินตามออกมาในมือถือกระเป๋าตังค์ พร้อมกับมือถือ

เมื่อคืนก็ทำไปแล้วยังจะมาหื่นอีก



การเดินทางกว่า 10 ชม. บนรถที่มีเต้ยเป็นคนขับไม่ได้น่าเบื่อเลยสักนิดแต่โชเฟอร์ก็เอาแต่หันมาถามว่า เบื่อไหม เหมื่อยหรือเปล่า ทั้งที่ผมแค่นั่งเฉย ๆ

“กาแฟสักหน่อยไหม” ผมถามตอนที่เต้ยแวะปั๊มน้ำมันแถวโคราช

“ได้ก็ดี” เต้ยแยกไปเข้าห้องน้ำส่วนผมอาสาไปซื้อกาแฟให้คนขับรถ

“มากับเต้ยเบื่อหรือเปล่า” เป็นอีกครั้งที่เต้ยเอ่ยถาม “มันไม่มีไรให้ทำ กลัวอ้วนเบื่ออะ”

“มีสิ นั่งมองหน้าเต้ยเราก็ไม่เบื่อแล้ว”

“อ้วน” เต้ยครางเบา ๆ ก่อนจะยิ้มเขินก้มลงดูดกาแฟไปอึกใหญ่

“ทนหน่อยนะเดี๋ยวเต้ยพาแวะเที่ยว”

ผมไม่อยากคุยเรื่องเบื่อไม่เบื่อกับคนขี้กังวลเลยได้แต่เออออตามใจเต้ย เพราะปกติเวลากลับบ้านผมมักจะนั่งรถทัวร์กลับเองคนเดียว เวลาเดินทางก็พอ ๆ กัน

แต่ครั้งนี้มีคนที่เคยเป็นความคิดถึงของผมมาด้วย ทำไมมันจะไม่ดีละ ตรงกันข้ามมันเป็นการกลับบ้านที่หัวใจผมพองโตอัดแน่นไปด้วยความสุข เพราะไม่ต้องมานั่งลุ้นว่ากลับไปจะเจอคนที่คิดถึงหรือเปล่า แถมตอนกลับก็ไม่ต้องหอบใจช้ำ ๆ เพราะความผิดหวังกลับมากรุงเทพด้วย

เต้ยพาผมแวะเที่ยวระหว่างทางจริงจนผมต้องห้ามไว้ไม่งั้นคงได้แวะมันทุกอำเภอ และคงต้องใช้เวลาเดินทางกันสองวันกว่าจะถึงบ้าน

พอออกจากปราสาทหินพนมรุ้งแล้วเต้ยก็ยิงยาวและไม่แวะนอกเส้นทางอีกเพราะผมบ่นว่าอยากถึงบ้านเร็ว ๆ แล้ว แต่จนแล้วจนรอดเต้ยก็พาผมแวะผามออีแดงเป็นที่สุดท้าย ก่อนเข้าเขตอุบลฯ

“ไม่ได้มาตั้งนาน เปลี่ยนไปเยอะเลย” เต้ยพึมพำ เดินลากขาไปนั่งพักม้าหินอ่อนที่ทางอุทยานฯ จัดไว้ให้ มองวิวสีเขียวเข้มของต้นไม้ไกลสุดลูกหูลูกตา

“ตัวเล็กมาบ่อยไหม” ผมส่ายหน้า ค้นเข้าไปในความทรงจำว่าเคยมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

“มาครั้งเดียว ตอน ม. 4 เข้าค่ายลูกเสือ”

“ไว้มาอีกนะ” เต้ยชวน

“ไม่รู้จะมาทำไม มันไม่มีอะไรให้ดู”

“มีสิ” เต้ยลุกขึ้นยืนจับจูงผมให้ลุกเดินตามกันไปริมหน้าผาที่มีรั้วกัน “เขาบอกว่าถ้าเราสารภาพรักกับใครที่นี่ แล้วพาเขากลับมาที่นี่ทุกปีจะได้ครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า” ผมมองสีหน้าจริงจังของเต้ย

“เขานี่ใคร เราก็คนแถวนี้ไม่เคยได้ยินใครพูดแบบนี้” เต้ยยิ้มกว้างที่โดนผมขัด

“แล้วถ้าได้พามาทุกปีก็แปลว่าคบกันอยู่แล้วนี่ แล้วมันช่วยตรงไหน” แม้ใจจะเต้นแรงเพราะคาดเดาสิ่งที่เต้ยจะทำได้ แต่มันอดไม่ได้กับเรื่องแต่งของเต้ย

“เขาที่ว่าก็พ่อแม่เต้ย” เต้ยยิ้มกว้างขึ้นไปอีก “พ่อบอกว่าถ้าชอบใครจริง ๆ ก็ลองพามาขอแต่งงานที่นี่ดู”

“เต้ย”

“แต่เราแต่งงานกันไม่ได้ ถ้าจะแต่งจริง ๆ คงจะแปลก ๆ เพราะเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่เต้ยก็อยากจะแต่งงานกับตัวเล็กนะ ตัวเล็กฟังเต้ยดี ๆ นะ” ผมกลั้นหายใจรอฟังประโยคจากปากเต้ย

“แต่งงานกันนะ”

ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เต้ยยิ้มดึงผมเข้าไปกอดแน่น

“เชื่อใจเต้ยไหม” เต้ยกระซิบถาม มองลงไปข้างล่างที่ต้นไม้ใหญ่ดูเล็กเสียจนเหมือนหญ้าสีเขียว ในสนาม

“เรายอมเต้ยหมดแหละ”

“เต้ยให้สัญญาเลย ถ้าเต้ยทำให้ตัวเล็กเสียใจหรือผิดหวัง เต้ยขอให้เต้ยตา..”

“เต้ยไม่เอาแบบนี้ เราขอ อย่าทำแบบนี้” ผมรีบปิดปากเต้ยไว้ ส่ายหน้าไปมาห้ามปรามไม่ให้เต้ยพูดคำนั้นออกมา

“เต้ยจริงจริงกับตัวเล็กนะ เมื่อก่อนเต้ยอาจจะทำร้ายจิตใจตัวเล็กมาเยอะ แต่ตอนนี้เต้ยไม่เหมือนเดิมแล้ว” เจ้าตัวจับมือผมออก จ้องหน้าผมด้วยสีหน้าจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ

“ไม่ว่าเต้ยจะเป็นยังไง ต่อให้วันหนึ่งเต้ยจะทิ้งเราไปมีคนอื่น เราก็ไม่ว่าอะไรเลย เพราะแค่นี้มันก็มากจนเราแทบไม่เชื่อตัวเองอยู่แล้ว”

“เต้ยจะทิ้งหัวใจเต้ยได้ยังไง”

“อนาคตเราไม่รู้หรอกเต้ย แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง คนเราสมควรจะได้รับความสุขที่ตัวเองเป็นคนเลือกสิ มันไม่ควรมีใครตายเพราะแค่วันหนึ่งเราเลิกชอบอะไรแล้วแค่นั้น อย่าทำแบบนี้นะ เราใจคอไม่ดี อย่าพูดว่าให้ตัวเองตาย ถือว่าเราขอนะเต้ย”

“ครับ เต้ยตามใจตัวเล็ก” เต้ยยกยิ้ม ลูบแก้มผมเบา ๆ

“กลัวเต้ยตายเหรอ” คนที่ทำผมใจหายใจคว่ำเอ่ยถามต่อ มันน่านัก

“ใครบ้างไม่กลัว”

“จะหมดเวลาแล้วนะครับ” เจ้าหน้าที่อุทยานตะโกนเตือนถึงเวลาปิดทำการของอุทยาน นักท่องเที่ยวหลายคนทยอยกันกลับ

“ถ่ายรูปกัน” เต้ยเอ่ยชวน ยกมือถือขึ้นเปิดกล้อง หน้าจอมือถือมีผมกับเต้ยยืนข้างกันแกหลังเป็นต้นไม้สีเขียวกับภูเขาทอดตัวไปไกล ผมยิ้มให้กับหน้าจอเหมือนคนข้าง ๆ

“สวย” เต้ยยิ้ม โชว์รูปที่ถ่ายให้ผมดู

“แก้มล้นเลยรูปนี้” ผมบ่นมองดูรูปที่เต้ยถ่าย

“เต้ยว่าเราอ้วนขึ้นหรือเปล่า”

“ก็อ้วนเป็นปกติอยู่แล้ว”

“งั้นช่วงนี้งดหมูกระทะแล้วกัน” เต้ยหัวเราะเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกงดันหลังเบา ๆ ให้ผมออกเดินกลับไปลานจอดรถ

“แบบนี้ดีแล้ว กอดแล้วหนุบหนับดี”

“แต่เราว่าตัวเรามันเหลว ๆ ไปแล้วอะ ต้องคุมอาหารเดี๋ยวกลับมาอ้วนฉุเหมือนเดิม”

“ไม่หรอก” ถึงเต้ยจะบอกแบบนั้นแต่ผมก็ตั้งใจว่าจะต้องคุมอาหารตัวเองอยู่ดี

สุดท้ายผมก็ไม่ได้ตอบรับคำขอของเต้ยแบบจริงจัง ก็เพราะเต้ยดันจะแช่งตัวเองแบบนี้



.
.
ต่อข้างล่าง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ คิณทรธ

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 37
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +7/-0
    • ทวิตเตอร์เด้อ
รถยนต์เคลื่อนตัวเข้าสู่รั้วบ้านของผมก็เป็นเวลามืดค่ำทั้งที่จริงมันไม่ได้ใช้เวลาเดินทางนานขนาดนั้นแต่เพราะเต้ยพาแวะกินข้าวก่อนมาส่งผม

“ไม่ให้ค้างด้วยจริง ๆ เหรอ”

“กลับไปนอนบ้านตัวเองให้พ่อกับแม่ชื่นใจหน่อยเต้ย นาน ๆ จะกลับที”

“ก็ไม่อยากห่างกันนี่” เต้ยงอแง มองหน้าบ้านที่เปิดไฟสว่าง แม่เปิดประตูออกมาดู สีหน้างุ่นงงเพราะไม่ใช่รถที่คุ้นตานัก เต้ยเปิดประตูลงไปยกมือไหว้แม่ของผม

“พาตัวเล็กมาส่งครับ”

“อ่อ เพื่อนเจ้าอ้วนเหรอลูก” แม่ยิ้มรับ “เข้าบ้านกันก่อนไหม มาเหนื่อย ๆ” มีเหรอที่เต้ยจะไม่โดดรับคำเชิญ เจ้าตัวยิ้มแป้นเดินอ้อมไปหลังรถหิ้วสัมภาระกับของฝากถุงใหญ่ติดมือมาด้วย

“เหนื่อยไหมเรา” แม่เอ่ยถาม “เพื่อนกินข้าวมาหรือยัง”

“ผมพาตัวเล็กแวะทานมื้อเย็นมาแล้วครับ”

“อ๋อ พาแวะทานมาแล้ว” แม่กระซิบทำหน้าล้อเลียน “เพื่อนใช่ป่ะ”

“ก็ เพื่อนแหละ”

“จ้ะ”

เต้ยดูเกร็งจนผมอดเอ็นดูไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่ผม อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เต้ยได้มาบ้านผม

“ชื่อเต้ยใช่ไหม ขอบใจมากที่พาลูกแม่มาส่ง บ้านอยู่แถวไหนละ” แม่ชวนคุยตอนที่จัดการของฝากในครัว

“ในตัวอำเภอนี่แหละครับ”

“งั้นพักสักหน่อยค่อยกลับแล้วกันเนาะ อันนี้พ่อชอบปลาหวานแดงโรยงา” เต้ยยิ้มกว้างที่ของฝากจากระยองถูกใจคนในบ้านผม

ตั้งแต่มาถึงยังไม่มีใครสนใจผมเลยสักนิด คุ้กกี้ที่ผมซื้อมาถูกเมินเพราะพ่อกับแม่ถูกใจของฝากจากระยองมากกว่า

“มีกระปิด้วยพ่อ เดี๋ยวทำน้ำพริกกระปิไปวัดกันดีกว่า”



เต้ยนั่งดูทีวีกับผมจนละครหลังข่าวจบทั้งที่เคยออกปากว่าไม่ชอบดูทีวี พ่อกับแม่เข้านอนตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม ผมมองหน้าคนนั่งข้างกัน หยิบปลาเส้นที่ตัวเองซื้อมาเป็นของฝากใส่ปาก

“จะกลับกี่โมง” ผมเอ่ยถามเหลือบดูนาฬิกาบนทีวี

“ยังไม่อยากกลับเลยอะทำไงดี”

“อย่ามาเนียนน่าเต้ย ดึกแล้วนะขับรถมาทั้งวันรีบกลับไปพักเถอะ”

“ขอค้างด้วยไม่ได้เหรอ” เต้ยอ้อนทิ้งตัวลงนอนบนตักผม

“กลับไปให้พ่อกับแม่เห็นหน้าบ้าง” ผมลูบหัวเต้ยเบา ๆ

“อ้วนทนได้ไงอะ”

“ทนอะไร”

“ทนคิดถึงเต้ยมาตั้งหลายปี ทนได้ไงครับ”

“เต้ย ถามอะไรอย่างนั้นเล่า”

“แค่จะให้เต้ยกลับบ้านแบบไม่มีอ้วนก็จะขาดใจแล้ว”

“แล้วตอนอยู่ระยองทนได้ไง อย่ามาอ้าง” เต้ยหลุดหัวเราะ ซุกหน้าลงกับพุงเหลว ๆ ของผม แล้วใช้ปากงับเบา ๆ

“กลับบ้านไปอย่าดื้อ เราจะได้เข้านอนด้วย ถ้ากลับดึกหลับในจะอันตราย”

“ตอนนี้เต้ยก็ง่วงแล้วเนี่ย จะกลับไหวได้ไง ขอค้างด้วยคนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ออกแต่เช้า” เต้ยต่อรอง ผมมองหน้าเต้ยแล้วต้องหันมองไปทางอื่น ไม่อยากสบตาเต้ยนาน ๆ เพราะกลัวใจอ่อน

“เป็นห่วงเต้ยไม่ใช่เหรอ บ้านเต้ยอยู่ตั้งไกล ขอค้างด้วยสักคืนนะ”

“แต่ว่า”

“เพื่อนยังไม่กลับเหรอ” เสียงแม่ทักจากด้านหลัง ผมสะดุ้งหันกลับไปมอง “อ้าวมานอนอะไรตรงนี้ พาเพื่อนไปนอนไปมันดึกแล้ว”

เลิ่กลั่กกันไปหมด เต้ยเองก็เก้ ๆ กัง ๆ ผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง แต่แม่แค่ยิ้มให้

“ไปเก็บรถให้เรียบร้อยไปเต้ย พรุ่งนี้ค่อยกลับแล้วกัน ขับรถเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว มันอันตราย” แม่สรุปให้เสร็จสรรพก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องนอนไปเหมือนเดิม

เต้ยยิ้มกว้างให้ผม กลับออกไปเลื่อนรถใหม่แถมยังไล่ให้ผมพาเข้าห้องอีก

คนไม่อยากกลับบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดสบาย ๆ สำหรับนอนเอนตัวลงกับหมอนเล่นมือถือสบายอกสบายใจ

“สงกรานต์เล่นน้ำที่ไหน” เต้ยเอ่ยถามถึงโปรแกรมในวันหยุดที่จะถึงนี้

“อายุปูนนี้แล้วจะเล่นน้ำเป็นเด็ก ๆ”

“แล้วจะทำไรละ” เต้ยดึงผมเข้าไปกอด ยกผ้าห่มคลุมให้

“เดี๋ยวต้นมันก็คงนัดไปฉลองพร้อมพวกเพื่อน ๆ แหละ”

“เต้ยจะมารับ”

“เต้ยไม่ไปฉลองกับพวกเพื่อน ๆ เหรอ”

“มันก็กลุ่มเดียวกันอะ เรียนห้องเดียวกัน” เต้ยกดจมูกลงกับซอกคอผม ขบเบา ๆ แถมใช้ลิ้มตวัดไปมาจนผมตัวสั่นเกร็งตัวหายใจติดขัด

“เราหมายถึงพวกรุ่นพี่ที่เต้ยชอบไปเตะบอลด้วยกัน ไปกินเหล้าหลังเลิกเรียนอีก”

“พอจบก็ไม่ได้ติดต่อกันแล้ว มันไม่สนิทเหมือนเดิมแล้วอะสิ” เต้ยยังไม่หยุดคลอเคลียผม มือเริ่มล้วงเข้าไปในเสื้อ

“เต้ย” ผมปรามพยายามรั้งมือเต้ยไว้ไม่ให้ซนไปกว่านี้

“อย่าขัดใจเต้ยได้ไหม” คนดื้อกระซิบ ฟันคมกัดเบา ๆ ลงที่ใบหูผม ตามด้วยล้นชื้นแฉะแต่กลับอุ่บวาบยามมันลากไล้ไปตามใบหู หวาบหวามจนผมต้องเอียงหน้าใบมา ครางเบา ๆ ด้วยความสยิว

“เมื่อคืนกก็เพิ่งทำไปนะเต้ย” ผมแย้ง มองหน้าคนหื่น

“เมื่อคืนก็ส่วนเมื่อคือ วันนี้คือวันนี้” เอากับเขาสิ แถไปเรื่อย “หรือตัวเล็กไม่ชอบ”

“ใครบ้างไม่ชอบ”

“นั่นไงตัวเองก็ชอบ จะขัดใจทำไมครับ” เต้ยก้มลงประกบปาก สอดลิ้นเข้ามาตวัดกันไปมา มืออีกข้างสอดลงไปในกางเกงนอนของผม

“มือไวจริง” เต้ยไม่พูดอะไรผละจากปากวกกลับมาที่ใบหูอีกรอบ “อย่าเลีย”

“ทำไม” เสียงกระเซ่าเอ่ยถาม

“เดี๋ยวเคลิ้ม”

“นี่ยังไม่เคลิ้มอีกเหรอ”

“ใกล้แล้ว”

“ยอมเต้ยนะ” เต้ยถอดกางเกงนอนผมออก เลิกเสื้อขึ้นไปกองไว้บนอก

“ถ้าเราไม่ยอมเต้ยจะบังคับหรือเปล่า” เต้ยก้มลงกดจมูกลงกับแก้มผม

“ยอมเต้ยเถอะนะ เต้ยอุตส่าห์ขับรถตั้งไกล ให้รางวัลเต้ยนะ” สุดท้ายผมก็พ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนของเต้ย

“ใส่ให้เต้ยนะ” ซองสีเหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ ถูกยื่นมาให้ ผมรับมาถือไว้ ผลิกดูไปมา

“กลิ่นสตอร์เบอร์รี่ ไซส์ 56 โห่โตขึ้นเยอะก็ว่าทำไมจุก”

“อ้วนทะลึ่ง”

“ใครทะลึ่ง ที่ให้ใส่ให้เนี่ย อยากอวดก็บอกมาเหอะ”

“บ้า ใครเขาคิดแบบนั้น” เต้ยผลักผมลงนอนราบกับเตียงหมอนใบโตถูกดึงมารองสะโพก

“เบาหน่อยนะ พ่อกับแม่นอนหลับหมดแล้ว”

“เต้ยเคยรุนแรงด้วยเหรอ ถ้าอ้วนไม่ขอให้เอาแรง ๆ”

เอ๊ะ ไอ้นี่ชักจะได้ใจใหญ่



เสียงประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านเข้าวัดทำบุญปลุกผมตั้งแต่ตีห้า

เสียงดังกุกกักในครัวทำให้ผมสาวเท้าเดินเข้าไปดู กลิ่นข้าวเหนียวนึ่งร้อน ๆ กรุ่นไปทั่วทั้งครัว

“ตื่นเร็วจังแม่” ผมทัก ขยับเข้าไปใกล้ กวาดตามองวัตถุดิบมากมายบนโต๊ะ

“ให้หนูช่วยอะไรบ้าง”

“ล้างผักแล้วหั่นเป็นชิ้นเอาไว้กินกับน้ำพริกกะปิ” แม่สั่งหันกลับไปทอดปลาหวานแดงโรยงานของฝากจากเต้ย
รายนี้ก็อาการหนัก เมื่อก่อนไล่เอา ๆ เข้าใกล้ตัวหน่อยทำรังเกียจพอตอนนี้ไล่เท่าไหร่ไม่เห็นจะฟังกัน
เมื่อวานหลังจากกลับถึงบ้านไม่ทันจะครบชั่วโมง ก็โผล่มานอนแผ่หราอยู่กลางบ้าน แถมยังพกเสื้อผ้ามาอีก ผมทั้งดุทั้งกล่อมให้กลับไปนอนค้างที่บ้านตัวเองนั้นแหละถึงยอมกลับไปตอนสี่ทุ่ม

ทำตัวเป็นเด็ก

“ก็ที่บ้านไม่มีอะไรให้ทำ” เต้ยเถียง

“แล้วบ้านเรามีอะไรให้เต้ยทำ”

“มีอ้วนไง ยอมให้ทำไหม” เป็นอันจบบทสนทนา

“แล้วเพื่อนเรานะ วันนี้จะมาไหม แม่จะได้ทำกับข้าวเผื่อ” แม่เอ่อยถาม ตักปลาหวานที่ทอดจนสุกขึ้นพัก

“ไม่รู้ เต้ยไม่ได้บอก” ผมเหลือบมองแม่ รายนั่นจ้องผมอยู่ก่อนแล้ว

“มีความสุขใช่ไหม” ผมชะงัก แม่ยิ้มให้อย่างโอนโยน

“อือ หนูมีความสุข”

“ดีแล้ว แม่กับพ่อจะได้หายห่วง”



บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบในวัดป่ากลับครึกครื้นไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาทำบุญ สีหน้ายิ้มแย้มของผู้คนในวัดทำเอาผมยิ้มตาม

‘พระสวดนาน’

ผมก้มลงอ่านข้อความจากเต้ย ที่พาครอบครัวไปทำบุญที่วัดในตัวอำเภอ

‘นั่งจนขาชา’

‘ขี้บ่นระวังขี้กลากจะกินหัวเอานะเต้ย’

‘คิดถึงอ้วนแล้วเนี่ย’

‘อยากทำบุญด้วยกันอะ ชาติหน้าจะได้เจอกันอีก’

ผมอมยิ้มกับข้อความบ่นแถมยังดูเอาแต่ใจของคนอายุจะ 30 ในอีกไม่กี่ปี

‘เดี๋ยวตอนเย็นก็เจอกันแล้ว ทนหน่อยนะ’

เต้ยเงียบไปไม่ได้จอบอะไรกลับผมเลยเก็บมือถือลงกระเป๋า มองหาพ่อกับแม่ที่เพิ่งออกมาจากโบสถ์หลังฟังพระท่านเทศน์จบด้วยกัน

“ไปสรงน้ำพระกันก่อนลูก” แม่เอ่ยชวน

พระพุธทรูปองค์เล็กถูกจัดไว้ตรงลานกว้างให้คนได้สรงน้ำ ข้างกันมีอ่างน้ำมนต์ขนาดใหญ่ลอยด้วยดอกไม้และว่านหอม

หลังสรงน้ำพระเสร็จแม่กรอกน้ำมนต์ใส่ขวดเล็กส่งให้

“เอาไว้อาบ จะได้ร่มเย็น” ผมรับมาถือไว้แบบงง ๆ

“ต้องอาบเหรอ” ผมถามมองของในมือ

“เอาไว้รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ก็เอาไป ตอนเย็นไปบ้านเพื่อนไม่ใช่เหรอ เจอพ่อแม่เขาก็ควรทำ เราเป็นเด็กเคารพผู้ใหญ่แหละดี เขาจะได้รัก” ผมยิ้มให้แม่เก็บขวดน้ำมนต์ลงใส่กระเป๋า

“แล้วจะกลับบ้านไหมคืนนี้” พ่อถาม

“คงกลับมั้ง ถ้าไม่เมา”

“แล้วค้างที่ไหนบ้านเจ้าต้นหรือเจ้าเต้ย” ผมเกาแก้มย้วย ๆ ตัวเองแก้เก้อเพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั่นยังไง

จะต้นจะเต้ยยังไม่แน่ใจอะไรทั้งนั้น

“บ้านเพื่อนหนูมีตั้งหลายคน ไม่รู้ว่าจะไปจบตรงไหน พ่อถามทำไม ปกติไม่เห็นจะสนใจ”

“อ้าวลูกเต้าทั้งคน จะหลับจะนอนที่ไหนก็อยากรู้สิ”

“บ้านต้นแหละไม่มั้งไม่เคยค้างบ้านคนอื่น”

“จะค้างที่ไหนก็ทำตัวดี ๆ รู้จักช่วยงานเขาบ้าง” ผมเหลือบมองพ่อ ที่วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้สอนมารยาทผม

ปกติไม่เห็นจะสนใจกัน

“หนูรู้”

“ดีแล้ว”

ผมขับรถพาพ่อกับแม่กลับบ้านหลังจากทำบุญเสร็จ แต่ก็ยังช้ากว่าเต้ยอยู่ดี

“เช้าถึงเย็นถึง” พ่อบ่น

ผมถอนหายใจมองเต้ยยิ่มแป้นยกมือไหว้พ่อกับแม่ผม แถมยังอาสาหิ้วของที่เอากลับจากวัดเข้าบ้านให้อีกต่างหาก

“วัดบ้านเสร็จเร็วนะครับ” เต้ยเล่า คุยกับแม่เดินหายเข้าไปในครัว

เมื่อเช้ามันยังบ่นว่าพระสวดช้าอยู่เลย

“จะไปกันตอนไหนละ” พ่อเอ่ยถาม

เต้ยเดินออกมาจากครัวในมือถือกะละมังใส่น้ำมาด้วย บนหัวเป็นกะละมังใบเล็กคว่ำไว้

“นัดกันไว้ตอนเย็นเลยครับ” เต้ยตอบคำถาม วางกะละมังใบเล็กในมือลงบนโต๊ะ แม่ตามออกมานั่งลงข้างพ่อ

“ผมมาขอรดน้ำขอพรจากพ่อแม่ครับ” เต้ยบอก เรียกสติผมให้หลุดจากภวังค์ เลื่อนตัวเองลงไปนั่งพับเพียบข้างกัน

“ไอ้ลูกจริง ๆ มันไม่คิดจะทำหรอก”

“ใครบอกหนูไม่คิด แต่เพิ่งกลับจากวัดยังไม่หายเหนื่อยเลยยังไม่ทำ หนูเตรียมไว้แล้วเหมือนกัน” ผมแก้ตัว

เต้ยตักน้ำอบกลิ่นหอมลอยด้วยดอกมะลิกับว่านหอมส่งให้ผม ก่อนเจ้าตัวจะหันไปเอากะละมังเปล่ามารองเท้าพ่อ

“ขอให้พ่อแข็งแรง อยู่กับหนูไปนาน ๆ แล้วก็รักหนูให้มาก ๆ” พ่อหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ผมค่อย ๆ เทน้ำในขันใบเล็กรดมือพ่อ อีกครึ่งขันรดเท้าจนหมดแล้วก้มลงกราบ

“ใครเขาอวยพรแบบนั่นกัน” พ่อว่า มือที่เปียกชุ่มตบลงเบา ๆ ที่หัว “ขอให้เจริญ ๆ นะ เป็นเด็กดีแบบนี้ตลอด พ่อภูมิใจในตัวลูกนะตัวเล็ก” ผมยิ้มให้พ่อ ความอบอุ่นแผ่ซ่านในอกรับรู้ความรักของพ่อที่มีให้ผมมาโดยตลอด

เต้ยตักน้ำขึ้นมาอีกขัน

“สวัสดีปีใหม่ไทยครับ ขอให้คุณพ่อสุขภาพร่างการแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของตัวเล็กไปนาน ๆ นะครับ” ผมหันมองคนข้าง ๆ ที่ก้มลงกราบเท้าพ่อผมไม่ต่างจากที่ผมทำเลยสักนิด

“อายุมั่นขวัญยืนนะ” พ่ออวยพรสั้น ๆ

เต้ยตักน้ำอบส่งให้ผมอีกขัน ย้ายกะละมังไปรองเท้าแม่บ้าง

“ขอให้แม่สุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่กับหนูไปนาน ๆ เหมือนพ่อนะ” ผมทำเหมือนที่ทำกับพ่อ แม่ยิ้ม รองน้ำอบในมือพรมลงบนหัวผมเหมือนกัน

“ขอให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มีแต่คนรักนะลูก” แม่อวยพร

เต้ยตักน้ำอบรดลงบนมือแม่ผม ปากอวยพรไปด้วย

“สวัสดีปีใหม่ไทยนะครับ ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงนะครับ”

หลังจากรดน้ำขอพรพ่อกับแม่เสร็จเต้ยดึงฝ้ายสีขาวออกจากกระเป๋าเสื้อส่งให้พ่อกับแม่

“ผมได้มาจากวัดผูกให้ผมกับตัวเล็กได้ไหมครับ” เต้ยบอก

“ได้สิ” พ่อรับฝ้ายสีขาวไปถือ มือสั่นน้อย ๆ หันมามองผม สลับกับเต้ย

“อ้วนยื่นแขนไปสิ”

ผมยื่นแขนขวาไปให้พ่อ มีเต้ยแตะประคองไว้

“มาเด้อขวัญเอ้ย ขอให่มีแต่ควมสุขควมเจริญ ขวัญเจ่าอยู่ไสกะขอให่กลับมา มาอยู่เป็นแก้วตาดวงใจ” ผมยิ้มให้พ่อก้มลงกราบอีกรอบมองฝ้ายสีขาวที่ข้อมือ พ่อหันไปหาเต้ย วางฝ้ายสีขาวลงบนข้อมือ เอ่ยอวยพรเต้ยบ้าง

“มาเด้อขวัญเอ้ย ขอให้เป็นคนฮู้ผู้ดี ดูแลรักษาแก้วตาดวงใจดี ๆ เด้อ” เต้ยยิ้มกว้างก้มลงกราบพ่อผมอีกรอบ

“แม่อวยพรไม่เก่งเหมือนพ่อ” แม่หัวเราะน้อย ๆ

“นี่พ่อเก่งแล้วเหรอ พ่อก็ว่าพ่อมั่วไปเรื่อยแล้วนะ” แต่คนถูกอ้างว่าอวยพรเก่งกลับบอกว่าอย่างนั้น

“แต่แม่ขอให้ลูกแม่มีความสุขในทุก ๆ วัน ดูแลกันดี ๆ นะลูก มีปัญหาอะไรต้องคุยกัน อย่าปล่อยไว้นาน” แม้จะงง ๆ กับคำอวยพรของแม่ ผมว่ามันชักจะเหมือนอวยพรให้คู่แต่งงานเข้าไปทุกที

“แม่หนูว่า” มันเร็วไป

“อย่าขัดแม่สิ” เป็นอันต้องกลืนคำพูดลงคอ

“มาเต้ยบ้าง”

“ครับ

“ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญนะลูก แม่ฝากลูกแม่ได้ใช่ไหม เต้ยจะไม่ทำให้แม่ผิดหวังใช่ไหมลูก”

“แม่” ผมครางอย่างอ่อนใจ

“ครับเต้ยสัญญาเลย” นี่ก็อีกคน ไปเออออได้ไง

หลังอวยพรเสร็จพ่อกับแม่ก็ทิ้งผมไว้ที่บ้านกับเต้ย ไม่เอ่ยถามถึงความสัมพันธ์ของเรา แม่ทำเพียงเก็บของบอกว่าจะไปบ้านญาติ แล้วหายกันออกไปเลย

“เต้ยว่าพ่อกับแม่รู้เรื่องของเราไหม” ผมเอ่ยากถามคนข้าง ๆ จัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าเผื่อค้างคืนสักที่

“ไม่รู้มั้งอวยพรขนาดนี้แล้ว เต้ยก็ทิ้งตัวเล็กไม่ได้แล้วสิแบบนี้” เต้ยหัวเราะเบา ๆ กลิ้งไปมาบนเตียงของผม ในมือถือมือถือแชทกับพวกเพื่อน ๆ

“เพราะเต้ยเลย ทำให้แม่จับได้”

“เต้ยทำตอนไหน” เต้ยหน้ามุ้ย วางเครื่องมือสื่อสารลงข้างตัวแล้วกลับมาลุกขึ้นนั่งตัวตรง

“ก็วันแรกที่เต้ยหนุนตักเราแล้วแม่มาเห็น”

“แล้วพ่อแม่รู้มันไม่ดียังไง”

“กลัวเขาเป็นห่วงไง”

“แต่พ่อแม่ตัวเล็กก็ไม่เห็นพูดอะไร” เต้ยเลิกคิ้วมอง ผมจับเสื้อผ้าที่เต้ยทิ้งไว้ในตู้โยนไปให้บนเตียงพร้อมกับเป๋ใบเล็ก

“เอามาทำไม” เต้ยถาม

“เอากลับไปสิ จะเอามาทิ้งไว้ทำไม”

“ก็เวลามาค้างจะไม่ไม่ต้องเอามาไง เอาทิ้งไว้นี่แหละ” เต้ยไม่ยอมทำตามผมเลยต้องขยับไปนั่งลงบนเตียงพับเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นลงในเป้

เต้ยทิ้งตัวลงนอนกับตัก ลืมตาแป๋วจ้องผมไม่วางตา

“โกรธเหรอ” เต้ยถาม

“ทำไมต้องโกรธละ”

“พ่อแม่รู้นะดีแล้ว เต้ยจะได้ไม่กล้านอกใจตัวเล็กไง”

“นี่ตั้งใจจะนอกใจกันเหรอ”

“ไม่ใช่สิ แค่บอกว่า”

“ว่า”

“นึกไม่ออกแล้ว”

“เต้ย นิสัยไม่ดี” ผมฟาดมือลงบนแขนเต้ยเบา ๆ เจ้าตัวหัวเราะร่วนพออกพอใจ

“เหลือพ่อแม่เต้ย ไปรดน้ำดำหัวเขาก่อนไหม” เต้ยถาม

“ไปสิ” ไม่จำเป็นต้องลังเลเสียเวลาคิด

“จะแนะนำตัวเล็กว่าไงดี” เต้ยถาม ลุกขึ้นนั่งจับเสื้อผ้าของตัวเองที่ผมพับใส่กระเป๋าออก

“เต้ยจะเอาไปไหน”

“บอกว่าทิ้งไว้นี่ก็คือทิ้งไว้นี่” คนดื้อเอาเสื้อกลับไปแขวนไว้ในตู้ตามเดิม

“บอกมาว่าจะให้เต้ยแนะนำตัวเล็กกับพ่อแม่ว่ายังไง”

“ก็บอกว่าเมียสิ”

“โอ้โห่ ทีตัวเองไม่ยอมบอกอะไรพ่อแม่ ที่กับเขานี่ไม่ห่วงว่าจะโดนพ่อแม่เอามีดฟันหัวเหรอ ที่อยู่ ๆ พาเมียเข้าบ้านนะ” สีหน้ากับแววตาที่เต้ยแสดงออกไม่ได้กังวลกับเรื่องที่พูดเลยสักนิด ตรงกับข้ามมันกับพราวระยับดูถูกอกถูกใจเจ้าตัว

“บอกว่าเพื่อนก็ได้”

“บอกว่าเมียอะดีแล้ว” นั่นปะไร “ค้างบ้านเต้ยนะ”

“เคยขัดได้ที่ไหน”

เต้ยหัวเราะร่วน

ผมที่ครั้งหนึ่งไม่เคยคิดว่าจะมีความสุขอย่างนี้

ขอบคุณคนในความคิดถึงที่วันนี้เดินทางมาถึงปลายทางของมัน

ปลายทางของความคิดถึง ที่ผมไม่ต้อง เอาแต่คิดถึง...เขา...อีกต่อไปแล้ว


-END-



ขอบคุณทุก ๆ การติดตามนะคะ
ตอนแรกจะเขียนตอนเดียวจบค่ะ
เป็นเรื่องคนรักระยะไกล แต่ไม่ดราม่า
เป็นรักที่มีแล้วต้องทำให้เรามีพลัง แม้จะต้องทนคิดถึงกันบ้าง
กับอีกสาเหตุคือช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ได้กลับบ้านไปเจอคนที่แอบชอบนะคะ
เลยอยากเขียนถึงเขา แม้ชีวิตจริงจะไม่ได้สมหวัง แต่ เต้ย-ตัวเล็ก ในใจเราเขาสมหวังรวมทั้งในเล้าด้วย

แด่หัวใจทุกดวงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง
คิณทรธ
 :mew6:


ออฟไลน์ ืniyataan

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2636
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +60/-0
น่ารักจ้า   :L1: :L1: :L1:

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 453
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-0
น่ารักดีค่ะ ถึงเต้ยตอนเด็กจะน่าตีไปหน่อย ฮา

 :pig4:

ออนไลน์ yunnutjae

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 578
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-1
ชอบตอนที่เต้ยรดน้ำดำหัวพ่อแม่ตัวเล็ก แล้วผูกแขนต่อมากอะ ไม่ต้อจัดงานยิ่งใหญ่แค่มีคนที่รักยินดีกับความรักครั้งนี้ด้วยจากใจจริงแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ขอบคุณมากๆค่ะ  :กอด1:

ออฟไลน์ lizzii

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 6924
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +267/-2
อ่านไปก็แอบกลัวพลิกล็อค

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +201/-0
+1  o13 ขอบคุณครับ :pig4: :katai5:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด