But why? เกลียดเข้าไส้ ไหงกลายเป็นรัก : ตอนที่ 28 พาร์ท2/2 : หน้า 10 (28/5/2020)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: But why? เกลียดเข้าไส้ ไหงกลายเป็นรัก : ตอนที่ 28 พาร์ท2/2 : หน้า 10 (28/5/2020)  (อ่าน 27507 ครั้ง)

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ...
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

*****************************************************************************************

Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-05-2020 23:22:56 โดย กฤช »

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
But why? เกลียดเข้าไส้ ไหงกลายเป็นรัก

ตอนที่ 1

   “ใครเบี้ยวขอให้พรุ่งนี้หวยแดก” พี่เอ็มประกาศกลางออฟฟิศก่อนจะเลิกงานในเย็นวันศุกร์สิ้นเดือน ผมยิ้มแหะๆ ในใจก็คิดหาเหตุผลที่จะบอกปฏิเสธในสี่ชั่วโมงข้างหน้า...ตอนที่ทุกคนอยู่ที่ร้านแล้ว ไม่ใช่ไม่กลัวจะโดนหวยแดกอะไรนั่นหรอกเพราะไม่ได้ซื้ออยู่แล้ว แต่เพราะการกินเหล้ามันผิดศีลครับ อืม...ฟังดูเป็นคนดี แต่คงไม่มีใครเชื่อหรอก ก็สามเดือนก่อนผมไม่เคยไม่เมาทุกคืนวันศุกร์วันเสาร์ งั้นเพราะอะไรน่ะเหรอที่เปลี่ยนผมเป็นคนใหม่ หันหลังให้น้ำเมาและสถานอโคจรพวกนั้น บอกให้ก็ได้ครับ สาเหตุคือผมถังแตก ชนิดที่ว่าไม่ต้องเสียเวลาคำนวณเงินเดือนที่เพิ่งเข้าบัญชีสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้านี้ให้ปวดหัวเลยสักนิด
   “หลังๆ นี่มึงโนโชว์หลายรอบ” พี่เอ็มเพ่งเล็งมาที่ผม “คืนนี้ห้ามมีแอกซิเดนท์ใดๆ ทั้งสิ้น”
   ผมเม้มปากก่อนจะยิ้มแหะๆ เหมือนเดิม เอาไงดีวะ คืนนี้ปาร์ตี้วันเกิดพี่เอ็ม ไม่ไปก็น่าเกลียด ถ้าไปก็เท่ากับว่าตัวหารหายไปหนึ่ง เพราะเจ้าของวันเกิดกินฟรีตลอดงาน ไหนจะค่ารถไปกลับ เค้ก เหล้า ผับปิดแล้วยังต้องไปกินข้าวต้มอีกแหง รวมๆ แล้วคงหลายพัน แต่ถ้าไม่ไปโดนพี่เอ็มเหวี่ยงแน่ๆ ครั้นจะบอกถึงสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองที่แห้งขอดประหนึ่งบึงน้ำหน้าแล้งกลางทุ่งหญ้าสะวันนาก็คงไม่ใช่เรื่อง
    “ไม่งั้นกูโกรธ” พี่เอ็มสำทับจนผมเผลอลั่นคำพูด “ไปพี่ไป”
   พูดออกไปแล้วก็รู้สึกห่อเหี่ยวอย่างไรไม่รู้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อนหรอก แต่จะดีกว่าไหมอ่ะถ้าไปแบบไม่ต้องมาคอยกังวลถึงภาระที่จ่อมาทับถมจนแบนแต๋อย่างที่เป็นอยู่
   “สี่ทุ่ม ห้ามโนโชว์” เจ้าของวันเกิดประกาศกร้าวให้ได้ยินถ้วนทั่วอีกรอบ ก่อนจะชี้มาทางผม “โดยเฉพาะมึง ดอกเหนือ”
   เล่นเรียกชื่อจริงกันเลยนะ แต่เอ๊ะ ชื่อผมคือ ดาวเหนือ ต่างหากล่ะ แสดงว่าพี่เอ็มไม่ไว้ใจในคำมั่นของผมเมื่อตะกี้เลยสักนิด
   ไปก็ไป ไหนๆ ก็ตกปากรับคำไปแล้ว ขอเมาให้สุดให้กับชีวิตบัดซบสักวันในรอบสามเดือน คงไม่มีอะไรจะแย่กว่าเดิมนักหรอก

   ทุ่มนิดๆ ผมกลับมาถึงหน้าปากซอยที่พัก แวะสั่งผัดกระเฉดหมูกรอบที่ร้านอาหารตามสั่งร้านประจำแล้วก็เข้าไปนั่งรอที่โต๊ะ นั่งมองป้าเจ้าของร้านกำลังง่วนอยู่หน้าเตาแล้วก็พบสัจธรรมว่าชีวิตไม่สิ้นก็คงต้องดิ้นกันต่อไป พลางก็นึกปลอบตัวเองว่ายังมีคนอื่นที่โอกาสในชีวิตน้อยกว่าเรา อย่างเช่นป้าเจ้าของร้าน... ความคิดชะงักลงแค่นั้น เพราะเห็นสร้อยทองเส้นเป้งห้อยอยู่บนคอป้า
   คิดแล้วเซ็งและก็เซ็งมากขึ้นเมื่อมีไลน์เด้งขึ้นมา
   POP UP :   โอนตังให้ด้วย
   NORTH STAR :   อือ รู้แล้ว
   ผมตอบไปแค่นั้น กับข้าวที่สั่งมาวางอยู่ตรงหน้าพอดีก็เลยไม่ได้สนใจจะคุยต่อ คงเพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยผิดนัดด้วยล่ะมั้ง พี่ป๊อปก็เลยไม่ได้เซ้าซี้มากนัก ใช่แล้วครับนั่นเจ้าหนี้ผมเอง คนที่ทำให้ผมจนกรอบอยู่ตอนนี้ล่ะ หนี้ที่ว่าก็ไม่มากมายหรอกครับ สองแสนห้าเท่านั้นเอง T_T
   แต่จะว่าไปเขาก็ไม่ได้เป็นสาเหตุหรอก ผมเองนั่นแหละที่ก่อเรื่องเอง หากจะเล่าถึงที่มาที่ไปของหนี้ก้อนนี้ก็คงต้องย้อนกลับไปห้าเดือนก่อนนู้น ตอนนั้นผมกับพี่ป๊อปยังคบกันดีอยู่ครับ ผมไปค้างที่คอนโดพี่เขาบ่อยๆ แต่เช้าวันหนึ่ง ผมรีบออกไปทำงาน เห็นเขายังนอนอยู่ก็เลยไม่เปิดไฟ อาศัยแสงสลัวๆ ที่ลอดเข้ามาในห้องเอา กรรมมันเกิดตอนที่ผมหยิบกระปุกครีมของตัวเองยัดใส่กระเป๋านั่นแหละ แต่ดันหยิบมาผิดครับ ที่คิดว่าเป็นกระปุกครีมกลายเป็นตลับใส่สร้อยทองสิบบาทของแม่พี่ป๊อป กว่าจะรู้ก็ตอนสายๆ ที่พี่เขาโทรมาบอกว่ากระปุกครีมยังอยู่ที่คอนโดแล้วตลับใส่ทองหายไป ผมล้วงออกมาดูก็เลยรู้ความจริง บอกกับพี่ป๊อปว่าจะเอาไปคืนในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นแหละ แต่ความซวยก็ดันมาจิ้มเลือกผมวันนั้นพอดี ผมโดนกรีดกระเป๋า แน่นอนว่าเป็นโชคของไอ้มิจฉาชีพคนนั้น มันได้สร้อยทองสิบบาทไปด้วย
    ระหว่างผมกับพี่ป๊อป ถึงเราจะเป็นแฟนกันแต่ก็ไม่ใช่ผัวเมียที่จดทะเบียนสมรสเนอะ ทำของมีค่าขนาดนี้ของเขาหายผมก็ต้องรับผิดชอบ พี่ป๊อปก็ดีนะ เห็นใจและไม่ได้อะไรมาก ผมเสียอีกที่ร้อนรนกังวลใจ สุดท้ายก็เลยตกลงกันว่าจะผ่อนคืนพี่เขาให้ครบตามมูลค่าราคาทอง ณ ตอนนั้นที่บาทละสองหมื่นห้า
   เรื่องมันก็คงจะชิลล์ๆ ได้อยู่หรอก ถ้าหนึ่งเดือนหลังจากนั้นเราไม่เลิกกัน!
   สถานะระหว่างผมกับพี่ป๊อบจึงเป็นแฟนเก่าและยังเป็นเจ้าหนี้กับลูกหนี้กันอีกด้วย
ส่วนเราจบกันด้วยดีไหม…เหอะๆ

   ซอยที่ผมอยู่มีคอนโดหรูอยู่ด้านใน รถแต่ละคันที่เข้าออกจึงค่อนข้างหรูตามฐานะคนพัก ส่วนผมอาศัยมอ’ไซค์รับจ้างหรือไม่ก็เดินเข้าไปครับ เพราะรังนอนของผมเป็นแค่แมนชั่นค่าเช่าเดือนละไม่กี่พันตรงกลางซอยนี้เอง   
   ผมใจลอยเดินเข้าซอยด้วยสภาพเหมือนคนหมดอาลัยจนไม่ได้ยินเสียงรถที่วิ่งมาทางด้านหลังด้วยความเร็ว กว่าจะรู้ตัวไอ้รถคันนั้นก็เหยียบน้ำขังกระจายเต็มตัวผมไปหมด แล้วมันก็ไม่ได้หยุดลงมาให้ด่าได้สักแอะ ยิ่งทำให้ผมหายใจฟืดฟาดอย่างแค้นฝังหุ่นไอ้รถบีเอ็มดับบลิวสีดำคันที่เพิ่งพุ่งไปทางคอนโดหรูนั่น
   “รีบไปหาพ่องเหรอวะ” ผมตะโกนไล่หลัง ซึ่งมันก็คงไม่ได้ยินหรอก ทำไมต้องมีแอ่งน้ำตรงนี้ด้วยวะ แต่คนอื่นที่เดินนำอยู่ด้านหน้าก็ไม่โดนนี่นะ สรุปว่ากูซวยเองงั้นเหอะ แม่งงงงงงงงงงงง
   
   กลับมาถึงห้องอาบน้ำเสร็จก็อยากจะนอนให้ลืมชะตากรรมไปซะ ไม่ปงไม่ไปมันแล้ว เหนื่อยใจ นอนบนเตียงได้ไม่ถึงห้านาทีพี่เอ็มก็โทรมาตาม ทำอย่างกะถ้าผมไม่ไปแล้วงานจะล่มยังงั้นแหละ
   “เพิ่งถึงห้อง อาบน้ำเสร็จแล้ว” ผมบอก
   “เออ รีบแต่งตัว รีบไสหัวออกมา กูกำลังจะถึงร้านละ”
   วางสายแล้วนอนแช่บนเตียงอีกสิบกว่านาทีถึงจะพาตัวเองมาแต่งตัวได้ ขาดแรงบันดาลใจที่จะไปปาร์ตี้สุดๆ
   POP UP :   โอนแล้วบอกด้วย
   นี่ก็อีกคน รู้แล้วโว้ย
   NORTH STAR :   อีกชั่วโมงนึง โอนแล้วเดี๋ยวบอก
   แต่ถึงจะบอกไปแบบนั้นก็เถอะ ตอบแชทเสร็จก็เปิดแอ๊บธนาคารแล้วก็ทำธุร(เวร)กรรมเลยในทันที แต่กะจะส่งสลิปให้พี่ป๊อปในอีกชั่วโมงข้างหน้าตามที่บอก อย่างน้อยก็ยังหลอกตัวเองได้ว่าเงินจำนวนนั้นยังอยู่กับผมนานขึ้นอีกตั้งชั่วโมง
   เฮ้อ บางครั้งผมก็นึกความเป็นไปได้ของเรื่องพวกนี้ไปต่างๆ นาๆ ว่าถ้าเหตุการณ์เป็นแบบอื่นล่ะ เช่นว่า
   ถ้าวันนั้นไม่หยิบผิด
   ถ้าเรายังคบกันอยู่…
   แต่ก็ช่างเถอะ คิดไปให้ได้อะไรขึ้นมา
   ผมหยุดความคิดที่ส่อแววจะพายเรือวนในอ่างลงเท่านั้นแล้วหันมาแต่งหน้าทำผมหน้ากระจก อืม ถึงจะตกอับยังไงแต่ก็ยังโชคดีที่ทุนทรัพย์บนหน้าไม่ได้เลือนหายไปด้วย ถึงจะดูหมองๆ ราศีจางๆ ไปบ้างก็เถอะ
   เอาวะ ขอไม่คิดถึงเรื่องเงินทองของนอกกายสักคืน
   ผมตั้งประณิธานต่อหน้าตัวเองในกระจกว่า คืนนี้กูจะเมา ร่าน มั่ว ชั่ว แรด!

   ผมถึงร้านตอนสี่ทุ่มเป๊ะ อินเนอร์ตอนเดินมองหาโต๊ะคือแบบ ฉันคือซินเดอเรลล่าตอนเดินเข้างานแล้วแขกเหรื่อคนอื่นๆ ต่างก็มองมาอย่างทึ่งในออร่าที่เปล่งประกาย มันคืออินเนอร์อ่ะเนาะ แต่ความเป็นจริงก็คือไม่มีใครมาสนใจมองผมหรอก ก็รู้ตัวว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรปานนั้น แปบเดียวก็เห็นพี่เอ็มโบกมือหย็อยๆ ที่มุมหนึ่งของร้าน พอเดินเข้าไปถึงจึงรู้ว่าทั้งโต๊ะมีกันแค่สองคน
   “คนอื่นล่ะ” ผมถาม
   พี่เอ็มเบะปากนิดนึงก่อนบอกว่า “พวกมันกำลังมา”
   ผมพยักหน้าหงึกๆ พลางรับแก้วที่พี่เอ็มชงเอาไว้มาจิบ
   “เฝ้าโต๊ะที ออกไปโทรจิกคนอื่นก่อน” ว่าแล้วพี่เอ็มก็ลุยฝูงคนออกไปเลย
   พอไม่มีคนให้คุยด้วยผมก็เลยล้วงเอามือถือขึ้นมากดเล่นไปเรื่อยอ่ะครับ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนทำเหล้ากระฉอกจากแก้วมาราดโดนอกผมเต็มๆ เลยครับ จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมองเลยเห็นว่าตัวการเป็นผู้ชายหน้าตาโคตรดี แต่ก็ไม่แน่หรอก แสงสีในร้านอาจจะเปลี่ยนผีให้เป็นดาราเกาหลีขึ้นมาก็เป็นได้ เขายกมือเป็นเชิงขอโทษขอโพยแล้วก็ยิ้มให้นั่นแหละ ผมเลยกลืนคำด่าลงคอไป
   ผู้ชายคนนี้ยิ้มมีเสน่ห์ดีนะ รู้สึกอยากได้ แหะๆ เอาเถอะจะให้อภัยที่ทำน้ำกระเด็นมาโดนก็ละกัน
   ผมก็ตามประสาคนเคยเที่ยวแหละครับ แปบเดียวก็เต้นได้แล้ว ถึงแม้จะเฝ้าโต๊ะอยู่คนเดียวก็เหอะ จะเต้นแมนเต้นสาวยังไงผมเต้นหมดอ่ะ ไม่แคร์ว่าใครจะมองหรือไม่มอง ขี้เกียจเก๊ก มันเมื่อย และแล้วก็เป็นผมเองนี่แหละครับที่เต้นจนทำเหล้าในมือหกไปโดนคนข้างๆ เขานั่งอยู่ครับ ผมรีบขอโทษตามมารยาท แล้วก็เพิ่งสังเกตว่าเจ้าทุกข์คือคนที่ทำเหล้ากระฉอกใส่ผมในตอนแรกนั่นแหละ หวังว่าเขาจะไม่คิดว่าผมเอาคืนหรอกนะ
   “ขอโทษนะ” ผมก้มลงไปบอกที่ข้างหูของเขา วูบนั้นคือได้กลิ่นน้ำหอมของเขาเต็มๆ มันกระตุ้นอารมณ์ความสนใจได้ดีจริงๆ ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไรแต่ชอบจัง
   “ไม่เป็นไรครับ” ไม่พูดเปล่า ยกแก้วมาชนแก้วผมด้วย
   ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาก็จบแค่นั้นแหละครับ ตามมารยาทในร้านเหล้าทุกที่แหละ หรืออาจเพราะยังไม่เมาก็ไม่รู้นะ
   ไม่นานพี่เอ็มก็กลับมาที่โต๊ะพร้อมกับเดอะแก๊งอีกสามคนคือ พิตต้าร์ ซาแมนธ่า และก็เอวิว ใช่ครับเป็นชื่อที่พ่อแม่พวกมันตั้งให้ตั้งแต่เกิด เชื่อมั้ย? ไม่เชื่อเนาะ ก็ถูกครับ ที่จริงพวกมันชื่อต้าร์ แมน แล้วก็เอ ส่วนพี่เอ็มนั้นมีชื่อเก๋ๆ ว่า เอ็มม่า มีแต่ผมคนเดียวนี่แหละที่พวกมันไม่รู้จะแปลงชื่อให้อินเตอร์ได้ยังไง
   แก๊งเรามีกันห้าคนเท่านี้แหละครับ มาเจอกันที่ทำงาน แรกๆ ก็เขม่นกัน ไปๆ มาๆ ก็สนิทกัน ฟังจากชื่อจำแลงเปรี้ยวซ่าเมื่อกี้แล้วก็อย่าคิดว่าพวกผมจะเป็นเกย์ที่แบบว่าส๊าวสาวนะครับ พวกเราแอ๊กติ้งเก่งเว่อร์ เวลาปกติก็ทำตัวตามสบายแมนๆ ธรรมดาๆ นี่แหละครับ จะแรดจะแรงก็ดูตามสถานการณ์และฟีลลิ่ง
   “พวกมึง คนเสื้อดำที่อยู่ข้างอีเหนือหล่อจังเลยอ่ะ” พิตต้าร์บอกทุกคน “กูจองนะ”
   ซาแมนธ่ากับเอวิวกรอกตามองบนก่อนจะพร้อมใจกันพูดว่า “แรด”
   “อีนี่ วันเกิดกู มึงควรสนใจกูแมะ” พี่เอ็มเบะปาก
   “แหม กูก็มาวันเกิดมึงนี่ไงคะ เอ็มม่า” พิตต้าร์หัวเราะ “พูดไว้หลังเป่าเค้กเสร็จไง”
   ผมเชื่อเหลือเกินว่าบทสนทนาของพวกเราเข้าไปถึงหูคนที่อีพิตต้าร์มันบอกว่าจองเรียบร้อยแล้วล่ะ เพราะผมชำเลืองดูก็เห็นเขาทำท่ายิ้มกริ่มแปลกๆ เฮอะ สงสัยจะเสร็จอีพิตตาร์จริงๆ อีนี่มันยิ่งง่ายๆ อยู่ด้วย หมายถึงกล้าคุย กล้าจีบ กล้ายั่วกับคนแปลกหน้านะ
   “พวกเรา ชนแก้วค่า” พอชนแก้วเสร็จก็อวยพรเจ้าของวันเกิดพร้อมกัน “แฮบปี้เบิร์ธเดย์นะคะอาม่า”
   “อาม่าแม่มึงสิ” แล้วพี่เอ็มก็ด่าเรียงตัว “อีดอก”
   
   ผ่านไปชั่วโมงนึงผมก็เริ่มมึนๆ แล้วครับ พอมันมึนก็เริ่มจะเป็นไปตามที่ตั้งประณิธานไว้ก่อนออกมาคือสนุกให้สุด ร่าน มั่ว ชั่ว แรด ไม่สนใจลูกเขาผัวใคร รวมถึงคนที่อีพิตต้าร์มันหมายตาเอาไว้ด้วย ก็ช่วยไม่ได้อ่ะ ผู้ชายเขามาขอชนแก้วกับผมเองนี่ จากนั้นเขาก็ชวนคุยด้วยอ่ะ ซึ่งผมก็เออออไป บางคำก็ไม่ได้ยินหรอกเพราะเสียงเพลงดังมาก แต่ก็เห็นว่าอีพิตต้าร์มันเบะปากใส่ผมอยู่นะ เรื่องพรรค์นี้ไม่มีใครโกรธกันหรอกครับ ถือว่าผู้ชายเขาเป็นคนเลือก เพราะกูสวยไงเลยจำต้องปาดหน้าเค้ก อิอิ
   “เธอชื่อไรอ่ะ” พิตต้าร์พุ่งเข้ามาแทรกกลาง
   “วินครับ” เขาตอบ
   “ชอบเพื่อนเราเหรอ” พิตต้าร์ชง “เพื่อนเราชื่อเหนือ โสดนะ จีบได้ๆ”
   เขาแค่เผยคำตอบเป็นการหันมาพร้อมรอยยิ้ม ผมเห็นเท่านั้นก็ดึงคอเสื้อเขามาประกบปากเลยครับ ทุกอย่างดูง่ายไปหมดด้วยความเมาที่ทำให้ความกล้าความด้านมันพุ่งปรี๊ด ซึ่งคนที่ผมกำลังจูบด้วยก็ไม่ได้มีท่าทีผลักไสแต่อย่างใดนะ กลับกันเขาเอามืออีกข้างมาโอบเอวแล้วก็กระชับวงแขนเบาๆ ด้วยสิ
   ผมรู้สึกตกอยู่ในห้วงของความรักจริงๆ นะ (ใช่เหรอ)
   เหตุการณ์หลังจากนั้นมันเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งเลยครับ มึนๆ ฟินๆ รู้สึกสนุกและปลดปล่อยเต็มที่อย่างบอกไม่ถูก สงสัยเพราะไม่ได้มาเที่ยวนาน พอพี่เอ็มเป่าเทียนวันเกิดเสร็จผมก็โดนเขาจูงมือออกมาข้างนอกร้านเลยครับ เค้กก็ไม่ทันได้กิน หันกลับไปดูอีกสี่คนที่โต๊ะก็พอจะอ่านปากพวกมันออกที่ด่าตามหลังผมว่า “ดอก”
   เอาเป็นว่าค่าเสียหายในส่วนของผมค่อยไปเคลียร์วันจันทร์นะ
   
   เป็นความรู้สึกแปลกๆ อยู่นะครับที่ตอนนี้ผมเดินจับมือกับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ผมไม่ได้เมามากเหมือนตอนอยู่ในร้านแล้ว สงสัยตื่นเต้น แสงไฟนอกร้านสว่างพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าคนที่กำลังจะพาผมไปทำอะไรที่ไหนสักแห่ง (ให้เดานะ อิอิ) เขาโคตรหล่อและก็หุ่นดี๊ดีของจริง โมเม้นต์นี้ผมไม่สนใจแล้วครับว่าเขาจะเป็นมิจฉาชีพมาลวงไปปล้นแล้วแทงจนพรุนรึเปล่า (สุราเป็นเหตุให้ขาดสติ ทุกคนโปรดยับยั้งชั่งใจ อย่าได้ลอกเลียนแบบนะครับ) ซึ่งพอมาถึงที่รถของเขา รถอะไรไม่รู้ไม่ได้สังเกต รู้แต่ว่าสีดำ ดูหรู ดูแพง ผมก็ประมวลความคิดจนตกผลึกได้ว่าเขาไม่ใช่มิจฉาชีพแน่นอน อันที่จริงคนเมาก็ไม่ควรประมวลความคิดได้มากมายอะไรเนาะ แต่ก็นั่นแหละ ผมอยู่ในรถกับเขาแล้วเรียบร้อย
   “เที่ยวบ่อยไหมครับ เหนือ” เขาถาม
   “ไม่ค่อยครับ วันนี้มาเพราะเป็นวันเกิดเพื่อน” นี่ถ้าเขาถามสามเดือนก่อนนี้ ความจริงจะเป็นอีกแบบ แต่ผมก็คงตอบแบบที่เพิ่งบอกไปนี่แหละ ต้องคีพลุค
   “ผมก็นานๆ ที” เขาว่า ตาก็มองทางไปขับรถไป
   ให้ตายเถอะ ทำไมหล่อจัง
   “แล้ววินมากับใครครับ เมื่อกี้ไม่เห็นคุยกับใครเลย”
   “ที่จริงนัดกับเพื่อนเอาไว้ แต่เพื่อนไม่มาแล้ว”
   บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยเชื่อที่เขาพูดหรอกครับ แต่จะเป็นไรไปล่ะ ใครจะสน One night stand จะต้องการเหตุผลมากมายหรือความจริงไปทำไม ต่างคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ ผมกับเขาก็แค่คนที่เจอกันในผับแล้วก็ถูกใจกัน แค่นั้น

   ไม่นานก็มาถึงคอนโดของเขาซึ่งเรียกได้ว่าโคตรหรู คอนโดพี่ป๊อปยังไม่หรูเท่านี้เลยครับ
   “เหนือไปอาบน้ำก่อนนะครับ” เขาชี้ไปทางห้องน้ำ “ผ้าเช็ดตัวแขวนอยู่ด้านใน”
   น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังของเขาทำให้ผมรู้สึกร้อนที่แก้มขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างมันบอกอยู่นะว่าคนๆ นี้อาจจะกลายมาเป็นคนพิเศษในอนาคต ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำแต่โดยดี ใจนึงก็หวังว่าจะเป็นอย่างที่คิด แต่อีกใจก็เหมือนจะเห็นอนาคตอีกด้านที่มันตรงกันข้ามได้รางๆ
   หยุดคิด อีคนใจง่าย รักแท้มีจริงแต่มีอยู่ที่ดาวเนปจูนนู่น
   อาบน้ำเสร็จผมก็ออกมาพบเขายืนรออยู่แล้ว
   “รอที่เตียงนะ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้า” เขาทำตาวิบวับแล้วก็หอมแก้มผม ซึ่งมันดีมาก
   ผมนอนรอที่เตียงตามที่เขาบอกนั่นแหละครับ แน่นอนว่าไม่ใส่เสื้อผ้าด้วย แอร์เย็นฉ่ำ ที่นอนสบายกับผ้าห่มอุ่นทำให้ผมเคลิ้มหลับไปแต่ก็คงไม่นานนัก รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาเปิดผ้าห่มออกแล้วก็ทาบตัวลงมาทับ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาลอยห่างแค่คืบ ตาของเราประสานกันก่อนที่ริมฝีปากได้รูปของเขาจะพรมลงมา ทั้งหน้าผาก แก้ม ปาก ซอกคอ ตัวของเขายังเย็นเพราะเพิ่งอาบน้ำออกมาแต่สัมผัสที่ปะทะเรือนร่างของผมนั้นทั้งร้อนแรงและอ่อนโยนจนอาการเคลิ้มหลับของผมหายไปเป็นปลิดทิ้ง ความเจ็บปวดปนเปด้วยความวาบหวามเปลี่ยนเป็นความผ่อนคลาย ความหนักหน่วงแนบแน่นสลับกับเคลิ้มคล้อยล่องลอย ผมกับเขาต่างปรนเปรอความรู้สึกให้แก่กันอย่างไม่ยับยั้ง ทั้งหมดนั้นดำเนินอยู่เกือบชั่วโมง จนกระทั่งต่างฝ่ายต่างลุล่วงในสิ่งที่ต้องการ เขานอนแผ่หลาบนเตียง ผมมองดูใบหน้าหล่อเหลาและมัดกล้ามบนร่างกายกำยำสมส่วนของเขาแล้วก็เขยิบตัวจะเข้าไปนอนลงใกล้ๆ
   “ใส่เสื้อผ้าแล้วกลับไปซะ”
   หือ อะไร ยังไง ผมงง
   คนบนเตียงจ้องมองผมด้วยสายตาเย็นชาราวกับเป็นคนละคนกับตอนก่อนหน้านี้
   ถึงไม่เข้าใจถ่องแท้แต่เจอพูดขนาดนี้ก็คงไม่ด้านอยู่ต่อให้เสียศักดิ์ศรี ผมรีบแต่งตัวแล้วเปิดประตูออกมา ไม่คิดแม้จะหันหลังไปมอง
   “เดี๋ยว” เขาเรียกไว้ พอผมหันกลับไปเขาก็โยนกระเป๋าสตางค์ที่ลืมหยิบออกมาด้วยลงที่แทบเท้า จากนั้นประตูห้องก็ปิดใส่หน้าอย่างไร้เยื่อใย
   “ไอ้เหี้ย” ผมเตะประตู น้ำตาไหลลงมาทั้งงงๆ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเอามากๆ กะหรี่ยังได้ค่าจ้าง แต่ไอ้นี่เอาผมแล้วก็ไล่เหมือนผมเป็นแมลงสาบ
   ตอนลงมาถึงล็อบบี้คอนโด ผมอายจนแทบอยากจะมุดพื้นออกมา ไม่อยากสบตาใครเลยสักคน เรียกแท็กซี่ได้ก็แทบกระโจนขึ้นมาเลยครับ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็กลับมาถึงแมนชั่นของผมเพราะคอนโดหรูนั่นมันอยู่ในซอยเดียวกันซึ่งตอนแรกผมไม่ได้สังเกต คงเพราะตอนนั้นกำลังเพ้อในความหล่อของมัน และทางที่เข้ามาก็คงเป็นท้ายซอยซึ่งผมไม่ค่อยผ่านทางนั้น
   ผมกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกเว้าๆ แหว่งๆ อย่างประหลาด เหมือนทำบางสิ่งบางอย่างหายไปจากชีวิต ไม่ใช่วัตถุสิ่งของใดหรอกครับ แต่มันคือความเป็นคนที่ถูกย่ำยี
   TAR :   อีดอก แย่งผู้ชายของกู อีเหี้ย อีเพื่อนสารเลว กูขอแช่งให้มึงโดนเอาจนลุกไม่ขึ้น
   TAR :   ค่าเหล้ากับเค้กสองพันกูออกให้ก่อนแล้ว
   TAR :   แซ่บแค่ไหน พรุ่งนี้เม้าท์ด้วย บาย อีดอก
ผมอ่านไลน์อีพิตต้าร์แล้วก็ไม่มีอารมณ์จะคุยมากไปกว่าตอบไปว่า
NORTH STAR :   เออ กูยืนไม่ไหว แทบทรุดละเนี่ย

ผมทิ้งตัวลงบนเตียง เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งความรู้สึก ห้องสี่เหลี่ยมมืดๆ ตอนนี้ชวนให้เหงาได้อย่างประหลาด ทั้งที่ก็คือห้องของผมเอง ก่อนจะหลับตาลงผมส่งสลิปไปให้พี่ป๊อป
NORTH STAR :   โทษที โอนแต่หัวค่ำแล้ว ลืมบอก
NORTH STAR :   คิดถึงนะ…
พี่ป๊อปอ่านข้อความแล้วครับ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา…


   

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
สวัสดีครับ
จะพูดว่าเพิ่งเคยลงนิยายก็ไม่ใช่ทีเดียวนะครับ
หลายปีก่อนเคยมีแอดมินท่านนึงขออนุญาตเอานิยายที่แต่งไว้เรื่องนึงมาลงไว้ที่เล้าเป็ดครับ (ชื่อเรื่องแค่มีนาย) น่าจะสิบกว่าปีแล้ว
เรื่องนั้นเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่แต่งไว้ครับ
กลับมาคราวนี้ก็อยากฝากเรื่องใหม่ But why? เกลียดเข้าไส้ ไหงกลายเป็นรัก ให้ได้อ่านกันครับ

ปล. ไม่ได้เล่นเวบบอร์ดนานมาก ผิดพลาดสิ่งใดขออภัยและจะปรับปรุงนะครับ
ปล. ไม่แน่ใจบางคำต้องเซนเซอร์มั้ย หยาบไปมั้ย บอกผมด้วยนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-10-2018 22:47:34 โดย กฤช »

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 2

เช้าวันจันทร์ ผมจ่ายเงินสองพันให้ต้าร์แล้วก็ทำทีต้องรีบปลีกตัวไปตามเอกสารกับอีกแผนกเพื่อเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับเรื่องในคืนวันศุกร์ที่มันคงอยากรู้เต็มแก่ เมื่อผมกลับมาแผนกของตัวเองก็เห็นทุกคนยืนรวมกลุ่มกัน
“อย่างที่ทุกคนรู้แล้วนะคะว่าพี่จะย้ายไปดูโปรเจคครีมตัวใหม่” พี่แหม่มซึ่งเป็น Brand Manager ยืนพูดอยู่กลางวง “วันนี้พี่ก็เลยพา Brand Manager คนใหม่มาแนะนำ”
ผมเพิ่งสังเกตเห็นคนแปลกหน้าก็ตอนที่เขาก้าวออกมาโชว์ตัวนั่นแหละครับ
“ไอ้เหี้ย…” ผมหลุดอุทานเบาๆ หวังว่าคงไม่มีใครได้ยินนะ ก่อนจะรีบยกกระดาษเอสี่ในมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง
“สวัสดีครับ สิบทิศนะครับ เรียกว่า วิน ก็ได้ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกคนครับ” คุณสิบทิศ Brand Manager คนใหม่แนะนำตัวพร้อมกับหว่านรอยยิ้มผูกมิตรไปรอบๆ
หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ให้ทั้งแผนกซึ่งมีประมาณยี่สิบคนแนะนำตัวบ้าง ผมสังเกตว่าพี่เอ็ม ต้าร์ แมนกับเอจะจำไม่ได้ว่าไอ้หน้าหล่อคนที่ยืนอยู่นั่นคือคนเดียวกันที่ไปกับผมในคืนวันศุกร์ ซึ่งผมคิดว่าดีแล้วที่เราไม่ได้อยู่จนถึงตอนผับเลิกเปิดไฟสว่างให้พวกมันจำได้
   “คุณล่ะครับ” หัวหน้าคนใหม่ของผมเพ่งตรงมา
   “เหนือครับ” ผมตัวชาไปหมด ความรู้สึกเหมือนเขาเป็นต่อ ส่วนผมนั้นไร้อำนาจใดๆ จะขัดขืนเขาได้
   ดูเหมือนเขาจะยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะสนใจคนถัดไป ผมรู้ดีเลยครับว่ายิ้มนั่นไม่ใช่เพียงตามมารยาทเท่านั้น มันแฝงด้วยเล่ห์อย่างอื่นอยู่ด้วย
   ทำไมผมถึงได้ซวยอย่างนี้วะ หรือว่าเบญจเพสสำหรับผมคือตอนอายุยี่สิบสาม?
   
   ตลอดทั้งวันผมไม่มีกะจิตกะใจทำงานเลยครับ ใจมันพาลคิดถึงแต่เรื่องในคืนนั้น ยิ่งโต๊ะทำงานของผมอยู่ใกล้เขามากกว่าใครยิ่งทำให้มองเห็นเขาอยู่ทุกเมื่อทุกยาม ที่เจ็บใจคือแทนที่ผมจะเหม็นขี้หน้ามันให้เข้ากระดูกเข้าไส้ แต่กลับมีภาพเรือนร่างของเขาและตอนที่เรามีอะไรกันแทรกมาตลอด นั่นทำให้ผมรู้สึกเกลียดตัวเองจับใจ
   “เหนือครับ” เขาเรียก
   “ครับ คุณสิบทิศ” ผมหลุดจากวังวนความคิดก่อนจะขานรับ
   “หาข้อมูลของครีมกับโฟมล้างหน้าให้ผมด้วย ส่งเข้าในเมลแล้ว”
   “คุณสิบทิศจะเอาเมื่อไหร่ครับ”
   “ผมเขียนบอกไว้แล้ว” พูดจบเขาก็ลุกออกไปเลยครับ ซึ่งพอผมเปิดอ่านเมลที่เขาส่งมาก็แทบลมจับ เขาลิสต์รายการที่อยากได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเกือบสิบข้อและขอย้อนหลังห้าปี นั่นหมายความว่าวันนี้ผมไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นละ เพราะฐานข้อมูลที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เก็บในเซอร์เวอร์ของบริษัทแค่สามปี สองปีก่อนหน้านั้นคือต้องไปค้นจากแฟ้มที่เป็นเปเปอร์ ที่สำคัญคือเขาใส่ดอกจันตรงล่างสุดว่าขอข้อมูลทั้งหมดภายในวันนี้
   ครับ…ไอ้เหี้ย!
   “อีเหนือ กูว่ามันแปลกๆ เหมือนคุณวินเขม่นมึงยังไงพิกลนะ” แมนกับเอเลื่อนเก้าอี้มากระซิบที่โต๊ะผม พอเห็นอีเมลที่เปิดหราบนหน้าจอมันทั้งสองก็รีบบาย “งานช้างแล้วมึง”
   ผมจับพนักเก้าอี้พวกมันเอาไว้ทัน “พวกมึงช่วยกูด้วยสิ”
   “กูขอเอาตัวเองให้รอดก่อนละกันนะ นู่น มึงดูกองเอกสารบนโต๊ะกู สูงยังกะเขาไกรลาศ” แมนว่า
   “เออ เดี๋ยวกูช่วยหา” เอบอกอย่างเอื้อเฟื้อ
   แต่พอเอาเข้าจริงๆ งานของเอก็วุ่นตลอดทั้งวันจนไม่ได้มาช่วยอย่างที่รับคำ แถมพอถึงตอนใกล้เลิกงานมันก็ทำหน้าแป้นมาบอกว่า “กูขอโทษ นัดกับผัวไว้ที่ฟิตเนสแล้วอ่ะ”
   ผมนี่ถอนหายใจดังเฮือก “อือ มึงไปเถอะ เดี๋ยวกูก็จะชิ่งละ พรุ่งนี้ค่อยบอกเขาละกันว่าข้อมูลเยอะขนาดนั้นวันเดียวไม่ได้หรอก นี่ตั้งแต่สั่งงานไว้ก็ยังไม่กลับมาเลย สงสัยคงจะไม่รีบอะไรขนาดนั้น”
   พูดไม่ทันขาดคำหน้าหล่อๆ ของเขาก็มานู่นละ พอเข้ามาใกล้ผมก็เห็นว่าในมือเขาถือแก้วกาแฟติดมาด้วย อย่าบอกนะว่าให้ผมหาข้อมูลมากมายขนาดนี้แล้วเขาไปนั่งกระดิกตีนชิลล์ๆ ในร้านกาแฟข้างนอกมา
   “ส่งข้อมูลให้ผมยังครับ” เขาพูดตอนเดินผ่านเข้าไปที่นั่งตัวเอง
   “ส่งให้แล้วครับ เฉพาะสามปีย้อนหลัง” ผมรายงานไปมองแก้วกาแฟของเขาไป น้ำเสียงตอนนี้คือพยายามระงับความขุ่นเคืองให้ได้มากที่สุด
   “แล้วอีกสองปีล่ะครับ”
   “บริษัทเราเก็บข้อมูลในเซอร์เวอร์แค่สามปี เก่ากว่านั้นต้องไปค้นจากแฟ้มในห้องเก็บของ” ผมบอกอย่างไม่ยี่หระ พลางก็ทำทียกนาฬิกาขึ้นดูเวลาบอกเป็นนัยๆ ว่าใกล้จะเลิกงานแล้วโว้ย “ถ้าคุณสิบทิศจะเอา ผมจะไปค้นให้วันพรุ่งนี้”
   “งั้นผมขอพรุ่งนี้เก้าโมงเช้า” เขาทำสีหน้ากวนตีนชิบหาย
   ผมได้แต่เข่นเขี้ยว จะเอาพรุ่งนี้เก้าโมง จะเอาเวลาที่ไหนมาทันกันเล่า
   “เป็นช่วงบ่ายได้ไหมครับ เก้าโมงไม่น่าจะทัน” ผมต่อรอง
“ผมต้องใช้ข้อมูลพวกนั้นตอนประชุมสิบโมงครึ่ง” น้ำเสียงเขาเหมือนจะท้าทายอยู่ในทีซึ่งผมเองก็เป็นโรคไม่ชอบให้ใครมาสบประมาทได้เสียด้วย
   ได้ครับ ไอ้เหี้ย…ผมคิดในใจ
   เป็นอันว่าคืนนั้นผมอยู่ต่อถึงสามทุ่ม แถมเบิกโอทีไม่ได้อีก เพราะกฎบริษัทคือถ้าพนักงานจะทำโอทีต้องแจ้งหัวหน้างานก่อนทุกครั้ง แล้วหัวหน้าจะพิจารณาก่อน ถ้าเห็นสมควรถึงจะเซ็นอนุญาต
   โอย ชีวิตบัดซบ ก็ได้พยายามคิดในแง่ดีว่าเขาคงต้องใช้ข้อมูลพวกนั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะแกล้งผมจริงๆ แต่แล้วความคิดบวกก็มีอันต้องสลายตัวลงในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสิบโมงพี่แหม่มเดินเข้ามาในแผนกแล้วตรงไปที่โต๊ะของคุณสิบทิศร้อยจักรวาลนั่น
   “พี่เพิ่งเห็นเมลที่ส่งมาตอนบ่ายเมื่อวานว่าขอเลื่อนประชุมเป็นจันทร์หน้า”
   ผมฟังแล้วก็ขึ้นเลยครับ แบบนี้มันจงใจแกล้งกันชัดๆ แต่พนักงานต๊อกต๋อยอย่างผมจะไปมีปากมีเสียงได้ที่ไหนกันล่ะครับ ก็ได้แต่สะกดความโกรธหน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงนั้นแหละ ยิ่งตอนก่อนที่พี่แหม่มจะกลับ แกยังทิ้งท้ายอีกว่า “อ้อ ข้อมูลย้อนหลังห้าปีพี่ส่งให้แล้วตั้งแต่เมื่อวานนะ”
   “เห็นแล้วครับ” คุณผู้ชนะสิบทิศพูดอย่างไม่แคร์สายตาผมที่เหลือบไปมองด้วยความอาฆาตเลยสักนิด
   “เหนือ ทำไมหน้าแดงอย่างนั้น ไม่สบายรึเปล่า” พี่แหม่มสังเกตเห็น
   “นิดหน่อยครับพี่ วันก่อนโดนหมาไล่ เมื่อวานก็เจอหมาตัวเดิมมันเห่าเอาครับ” ผมว่าเสียงดังพอให้เขาได้ยิน
   “ช่วงนี้หมาบ้าระบาด ระวังตัวนะ พี่ไปล่ะ”
   พี่แหม่มเดินไปนู่นแล้ว แต่ผมก็ยังพูดตามหลังไปว่า “สงสัยเหมือนกันครับว่าจะเป็นหมาบ้าจริงๆ”
   สาแก่ใจอีเหนือนัก ที่เห็นสีหน้าของเขากระตุกขึ้นมา แม้จะชั่วพริบตาก็เหอะ
   
    แคนทีนของบริษัท ตอนพักเที่ยง
   “ศุกร์นี้ไปร้านไหนดีวะ” พี่เอ็มเริ่มชวนไปเที่ยวอีกละ ขณะที่คนอื่นๆ เสนอความคิดเห็นกันผมเอาแต่งนั่งเงียบครับ ก็คงจะไม่ไปอ่ะ
   “ไปด้วยกันมั้ยมึง ออกล่าผู้ชาย” ต้าร์หัวเราะฮิฮะ
   “ไม่อ่ะ กูเหนื่อย” ผมบอกปัดกลายๆ
   “แหม ได้ผู้ชายก็คงไม่เหนื่อยแล้วมั้ง เอ๊ะ รึว่าจะเหนื่อยกว่าเดิมนะ ได้ข่าวว่าศุกร์ที่แล้วยืนไม่ไหวเลยนี่คะเพื่อนขา” แมนเป็นคนจุดชนวนให้ทั้งกลุ่มกลับมาสนใจเรื่องในคืนนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีพิตต้าร์เป็นคนกระจายข่าวจากไลน์ที่ตอบมันไป
   ต้าร์รู้โลกรู้จริงๆ นะมึง
   “เล่าค่ะ ผู้ชายแซ่บมั้ย” พี่เอ็มถึงกับวางช้อนแล้วรอฟัง
   “ผู้ชายที่ไหน ไม่มี๊” ผมทำหน้ามึนไปงั้น
   “อีนี่ ก็คนที่มึงไปด้วยไงคะ ชื่ออะไรนะ” พี่เอ็มหันไปถามต้าร์
   “วิน” ต้าร์มองค้อน “กูอุตส่าห์จอง หมาคาบไปแดกซะฉิบ”
   “มึงว่ากูเป็นหมา?” ผมหันขวับ
   “เล่ามา พวกกูอยากรู้”
   “เอ่อ ก็…ก็ดี”
   “คืนเดียวจบหรือว่ายังคุยกันคะ” ต้าร์ทำท่าจ่อไมค์
   ผมไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี คืนเดียวจบพวกมันก็จะหาว่าผมง่ายผมร่าน ถ้าโกหกว่ายังคุยกันเดี๋ยวพวกมันก็คงจะซอกแซกถามเรื่องอื่นๆ อีกแน่ๆ เอาเป็นว่ายอมให้พวกมันด่าว่าร่านก็แล้วกัน
   “อีร่าน” นั่นไง พวกมันพร้อมใจกันว่าผม
   “ใหญ่ป้ะ” ต้าร์ยังไม่ยอมจบง่ายๆ
   “อะไรใหญ่?” ผมตีหน้ามึน
   “อีดอก หัวแม่ตีนเขามั้งคะ ตอบมากูอยากรู้จะได้เอาไปจิ้น”
   ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมก็เลยเล่าแบบใส่ไข่ให้พวกมันอิจฉาเล่นซะเลย “เออ หล่อ รวย ลีลาดี อึด ใหญ่มากกกกก”
   แต่เหี้ย…ผมนึกในใจ
   “ว้าย เริ่ด” ต้าร์กรี๊ด “กูบอกมึงละ ผู้ชายคนเก่าผ่านไป คนใหม่ต้องแซ่บกว่า มึงก็เอาแต่อาลัยอาวรณ์มันอยู่นั่น”
   ต้าร์หมายถึงพี่ป๊อปครับ
   “กูไม่ได้อาลัยอาวรณ์พี่ป๊อป” กูแค่มีหนี้ที่ต้องจ่าย
   “แหม่ๆ แหม๊ กูเห็นนะ อีพี่ป๊อปยังไลน์มาหามึงอยู่”
   “เลิกกันแล้วก็ยังคุยกันได้ป่ะวะ”
   “แต่เขาทำมึงเจ็บมากนะอีเหนือ”
   “ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว”
   “พูดงี้หมายความว่าไง จะกลับไปคบกันว่างั้น”
   “…”
   “พวกเราคะ กูเตือน ถ้าไม่อยากเห่าเป็นหมา อย่าไปยุ่งเรื่องของมันกับพี่ป๊อปนะคะ”
   “คุยกันเฉยๆ นะ” เรื่องหนี้ล้วนๆ เลยมึง
   บทสนทนาจบลงแค่นั้นเมื่อคนที่นั่งโต๊ะข้างหลังเลื่อนเก้าอี้มาชนเก้าอี้ผม
   “อ้าว คุณวิน กินเสร็จแล้วเหรอครับ” เอถาม
   ห้ะ คุณวิน…ไอ้เหี้ยนั่น ตายๆ จะได้ยินบ้างไหมนะ
   “เรียบร้อยครับ ขอตัวนะ ผมมีประชุมบ่ายโมงตรง”
   เขาเดินผ่านโต๊ะพวกผมไปพร้อมกับยิ้มผูกมิตรให้เดอะแก๊ง แต่ทำไมผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบกับรอยยิ้มนั่นก็ไม่รู้ รู้สึกได้ว่าเขาไม่พอใจอะไรบางอย่าง พอพวกเราตั้งท่าจะคุยกันต่อ เขาก็วกกลับมา
   “เหนือครับ ผมคงจะเลิกประชุมเย็นหน่อย คุณช่วยรอผมด้วยนะ มีงานจะให้ช่วยครับ”
   อะไรอีกวะ ผมอยากจะตะโกนใส่หน้ามันจริงๆ จะแกล้งอะไรกูอีก แล้วทำไมต้องให้รอด้วย จะสั่งอะไรก็ส่งเข้าเมลสิวะ
   “เขาชอบมึงป่ะ ทำไมเรียกใช้แต่มึง” พี่เอ็มว่า “เป็นป่าววะ”
   “ไม่มั้งแก คุณวินแมนออก กูไม่สัมผัสได้ว่าเขาจะเป็นเกย์” ต้าร์ว่า
   “กูก็ว่าไม่” ผมรีบเห็นด้วย ไม่อยากให้พวกมันเห็นเค้าแล้วสืบสาวจนรู้ว่าหัวหน้าคนใหม่ก็คือคนเดียวกับผู้ชายในคืนวันศุกร์
   “แต่กูว่าเขาก็ดูคุ้นๆ นะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน” แมนทำท่านึก
   “ไร้สาระน่าพวกมึง แดกต่อๆ จะได้รีบกลับไปทำงาน”
   
   ห้าโมงสี่สิบห้า คนอื่นๆ ทยอยกลับไปแล้วแต่ไอ้คุณผู้ชนะสิบทิศสิบแฉกมันยังไม่โผล่หัวมาเลยครับ หรือว่าผมจะโดนแกล้งอีกแล้ว ผมจะให้เวลาถึงแค่หกโมง ถ้ามันยังไม่มาผมจะไม่สนใจอะไรละ
นั่งรอต่ออีกไม่กี่นาทีก็มีสายพี่ป๊อปโทรเข้ามา
   “ครับพี่”
   “เหนือ เดือนนี้พี่ขอเพิ่มนะ พอดีพี่ร้อนเงิน อีกอย่างถ้าเหนือผ่อนเดือนละเท่านี้มันก็ไม่หมดสักที เหลืออีกตั้งสองแสนเลยนะ” ออฟฟิศตอนนี้เงียบมาก ชนิดที่ว่าถ้าใครมายืนอยู่ใกล้ๆ ก็คงได้ยินสิ่งที่เราคุยกันแน่ๆ รวมถึงเสียงที่ลอดมาจากมือถือของผมด้วย
   “แล้วเหนือจะเอาเงินจากไหนล่ะพี่” ผมนี่ใจแป้วเลยครับ
   “พี่ขอโทษนะ” เสียงพี่ป๊อปเหมือนไม่ได้สงสารอะไรผมเท่าไหร่นัก “นี่เพิ่งจะต้นเดือนเอง พี่ก็เลยโทรมาบอกไว้ก่อน กว่าจะสิ้นเดือนก็อีกตั้งนาน พี่เองก็ร้อนเงินจริงๆ ขอโทษอีกครั้งนะ”
   “อืม แล้วจะลองหาดู” ผมพูดเสียงอ่อยก่อนจะกดวาง จากนั้นก็เอามือกุมขมับเลยครับ น้ำตามันรื้นๆ ขึ้นมาแล้วก็มีแฟ้มงานวางกระแทกลงตรงหน้า
   “ข้อมูลในแฟ้มนี้คลาดเคลื่อน คุณช่วยตรวจสอบให้ด้วย ผมต้องใช้มันพรุ่งนี้” เสียงของไอ้คุณสิบทิศครับ ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่
   “พรุ่งนี้ได้ไหมครับ วันนี้เลิกงานแล้ว” ผมตอบออกไปด้วยเสียงเหนื่อยล้า
   “ผมต้องใช้พรุ่งนี้เช้า” เขาย้ำ
   ถึงจุดนี้ผมหันไปมองหน้าเขาตรงๆ แล้วครับ ความอัดอั้นตันใจมันประเดประดังเสียจริงๆ น้ำตาที่เอ่อขึ้นมาก็เลยไหลเผาะๆ เอาตอนนั้นแหละ
   สะใจมึงรึยัง
   อยากจะรู้นักว่ากูเคยทำอะไรให้มึงแค้นนักหนา
   ท่าทางของเขาเหมือนคิดไม่ถึงว่าผมจะร้องไห้ แต่ก็ทำเป็นไม่มองไม่สนใจ
   “อยู่ต่อสักสองชั่วโมงนะครับเหนือ เดี๋ยวผมเซ็นโอทีให้” น้ำเสียงเขาอ่อนลง
   “รวมของเมื่อวานด้วย” ผมเช็ดน้ำตาแล้วพูดเสียงกระด้างขึ้น
   “ผมเซ็นย้อนหลังไม่ได้” เขาว่า
   “เฮอะ” อยู่กันสองคนผมก็ไม่อยากใส่หน้ากากอะไรละครับ ทำไมต้องคอยเกรงใจมันด้วย
   “เป็นหนี้อะไรตั้งสองแสน” อยู่ดีๆ เขาก็พูดขึ้นมา แสดงว่าเมื่อตะกี้คงได้ยินหมดแล้วสินะ
   “ไม่ใช่เรื่องของคุณ” ผมไม่อยากเสียเวลาเล่าให้กับคนไม่สนิทฟัง ขนาดเดอะแก๊งผมยังไม่เล่าเลย
   “นั่นสิ ไม่ใช่เรื่องของผม” เขาไหวไหล่ “เห็นเครียดๆ ก็กะว่าจะช่วย สองแสนสำหรับผมมันไม่ได้มากมาย”
   ผมหูผึ่งขึ้นมาทันทีเลยครับ แต่นึกแล้วคนอย่างเขาคงจะไม่ช่วยด้วยใจบริสุทธิ์หรอก ดูหน้าก็รู้ยี่ห้อ
   หลังจากนั้นเราสองคนต่างก็ทำงานกันเงียบๆ จนผ่านไปชั่วโมงกว่าผมก็ตรวจทานและแก้ไขเสร็จ ตอนที่เอาแฟ้มไปวางตรงหน้าเขา ผมสังเกตว่าเขาปลดกระดุมสองเม็ดบนออก ดูท่าจะร้อนเพราะแอร์ปิดไปตั้งแต่ตอนหกโมง ผมเห็นผิวหนังในนั้นวับแวม ภาพคืนนั้นก็หวนกลับมาอีก แวบหนึ่งก็อยากจะลองถามเขาว่าทำแบบนั้นทำไม ที่ไล่ผมกลับในคืนนั้นน่ะ แต่คิดอีกทีก็ไม่ดีกว่าครับ
   ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร เขาก้มลงมองคอเสื้อตัวเองแล้วมองหน้าผม
   “คุณเล่าเรื่องผมให้เพื่อนคุณฟังทุกเรื่องเลยหรือ” เขาถาม
   “เรื่องอะไร”
   “หล่อ รวย ลีลาดี อึด ใหญ่อะไรนั่น ผมเป็นอย่างนั้นจริงใช่มั้ย” ท่าทางเขาดูภูมิใจอยู่นะ
   ผมหน้าร้อนซู่ขึ้นมาเลยครับ แสดงว่าเขาได้ยินทั้งหมด
   “ไม่ได้พูดสักหน่อย งานเสร็จแล้ว ขอตัว” ผมรีบกลับมาเก็บของแล้วปิดคอมฯ ที่โต๊ะ
   “ผมหิวข้าว” เขาว่า
   “เรื่องของคุณ บอกทำไม” ผมจะเดินหนีละครับ
   “ยังไม่ได้กินเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวพาไปกินข้าว ถือว่าเป็นค่าโอทีเมื่อวาน”
   “ไม่อ่ะ”
   “จะไปดีๆ หรือว่าอยากอยู่ดึกตลอดอาทิตย์” เขาขู่
   ผมนี่ควันออกหูเลยครับ นี่มันยอมรับแล้วใช่ไหมว่ามันแกล้งผม อยากรู้จริงๆ ว่าผมไปทำอะไรมันไว้แต่ชาติปางไหน
   
   ชั่วโมงต่อมาผมก็เลยมานั่งอยู่ในร้านอาหารในห้างกับมันสองคน ผมเอาคืนบ้างตอนที่มันบอกว่าสั่งได้เลย ผมก็เลยสั่งไปซะสิบอย่างเพลินๆ คำนวณคร่าวๆ ก็คงจะหลายพัน
   “กินหมดเหรอ” เขาทำหน้านิ่ง
   “ไม่รู้สิ ก็อยากกินทุกอย่างที่สั่งไปนั่นแหละ”
   “กินไม่หมดผมปรับนะ”
   “ก็ได้ยินแล้วนี่ว่าการเงินผมติดลบ คงไม่มีอะไรให้คุณปรับหรอก” ผมทำหน้ากวนๆ
   “ไม่เอาเงิน แต่จะเอาอย่างอื่นแทน” เขายิ้มเจ้าเล่ห์
   “ทะลึ่ง” ผมแหว แต่ทำไมหน้ามันร้อนซู่ขึ้นมาได้
   “หมายถึงทำงานให้ผมโดยไม่มีโอที” เขาว่า “หรือว่าชอบแบบคืนนั้น”
   ผมเม้มปากทันที พลางนึกว่าทำไมผมถึงเสียเปรียบเขาทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้นะ เมื่ออาหารที่สั่งไปมาวางเรียงสลอนอยู่บนโต๊ะผมก็จำต้องพยายามกินให้หมด ส่วนหนึ่งก็อยากเอาชนะเขานั่นแหละ ส่วนเขากินแค่อย่างเดียวที่เขาสั่งจนหมด แต่จนแล้วจนรอดที่ผมสั่งมาผมกินไม่หมดจริงๆ
   “จะทำงานโดยไม่มีโอทีจนถึงวันศุกร์ก็แล้วกัน” ผมยอมแพ้
   “เหนื่อยนะ เลือกอีกอย่างไม่สนุกกว่าเหรอ” เขายิ้ม มันไม่ใช่ยิ้มแบบกรุ้มกริ่มอะไรนะครับ เป็นยิ้มแบบเยาะเย้ยดูถูกอ่ะครับ
   “ผมมีศักดิ์ศรีนะ อย่าหลงตัวว่าหล่อรวยแล้วจะเอาเงินฟาดหัวใครก็ได้ แล้วก็ไม่ได้อยากโดนไล่เหมือนแมลงสาบด้วย”
   “แล้วถ้าไม่ไล่ จะไปไหมล่ะ” เขาถามเหมือนหยั่งเชิง
   “เลิกเล่นเถอะ ดึกแล้ว อยากกลับไปพักแล้ว”
   เขาเรียกพนักงานมาคิดเงิน ขณะรอเงินทอนกับใบเสร็จก็มีใครบางคนตรงเข้ามาทัก
   “พี่วิน บังเอิญจัง จะกลับแล้วเหรอครับ” คนมาใหม่ยังใส่ชุดนักศึกษา รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาดีจัด ดูจากลักษณะท่าทางและออร่าแล้วก็คงเป็นคนในสังคมชั้นสูงอีกคนสินะ
   “กำลังจะกลับแล้วครับ”
   “พอดีเลย กรรณขอกลับด้วยได้ไหมครับ พอดีรถกรรณเพิ่งเข้าอู่” หนุ่มนักศึกษาที่แทนตัวเองว่ากรรณหันมาทางผม เหมือนจะขออนุญาตด้วย คงนึกว่าผมกับเขาจะกลับด้วยกันล่ะมั้ง
   “กรรณไปกับพี่ก็ได้” ไอ้คุณสิบทิศยิ้มอ่อนโยน ผิดจากที่ปฏิบัติกับผมหน้าตีนเป็นหลังมือ ก่อนจะพูดกับผมว่า “กลับเองได้นะ”
   “อ้าว เพราะกรรณรึเปล่าครับ อย่างนั้นกรรณเรียกให้ที่บ้านมารับก็ได้”
   “ไม่เป็นไรหรอก คนนี้เป็นแค่ลูกน้องที่ทำงานพี่เท่านั้นเอง”
   “ได้ไงล่ะพี่วิน ไม่เอาดีกว่า”
   “อย่างที่คุณสิบทิศพูดแหละครับ ผมกลับเองได้” พูดเสร็จพนักงานก็กลับมาพร้อมเงินทอนและใบเสร็จ อาศัยจังหวะนั้นผมก็เลยลุกขึ้น “ขอตัวนะครับ”

ออฟไลน์ zaneforest

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
ปักหมุดเรื่องนี้เลย
นิสัยคุณสิบทิศนี่ร้ายกาจมาก
จะดราม่าเเทนเหนือละ
สู้ๆนะ คนเขียน //ปูเสื่อรอ

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
@zaneforest ขอบคุณจากใจครับ มีกำลังใจเขียนต่อเป็นกองเลย
เม้นท์แรกจะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ But why? เกลียดเข้าไส้ ไหงกลายเป็นรัก ครับ ^_^
 :mew1:
แล้วเรามาลุ้นกันว่าคุณสิบทิศจะแกล้งอะไรเหนืออีก แล้วเหนือจะเอาคืนได้บ้างมั้ย อิอิ  :m16:


ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 3

   กว่าผมจะกลับมาถึงปากซอยที่พักก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าละ เห็นคอนโดหรูของไอ้คุณหัวหน้าตั้งตระหง่านอยู่ข้างในซอยแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาซะอย่างนั้น หงุดหงิดแทบจะทุกอย่างที่เขาทำ โดยเฉพาะตอนที่เขาเลือกไปส่งนักศึกษานั่น สงสัยจะเป็นแฟนกันล่ะมั้ง ท่าทางก็สมกันดี ป่านนี้คงไปส่งถึงสวรรค์ชั้นไหนต่อไหนแล้วล่ะ
   ซ่า!
   ผมโดนรถเหยียบน้ำโคลนกระเด็นใส่อีกแล้วครับ ที่เดิม จุดเดิม และรถบีเอ็มดับบลิวสีดำคันเดิม
   “พ่องเอ๊ย มึงอีกแล้วเหรอวะ” ผมตะโกนตามหลัง
คราวนี้รถคันนั้นจอดครับ สงสัยจะได้ยินผมโวยวายและก็คงรู้ตัวว่าได้ทำผิดลงไป
ผมเดินจ้ำอาดๆ เข้าไปหารถคันนั้นอย่างพร้อมระเบิดเต็มที่ พอเข้าไปถึงเจ้าของรถก็เลื่อนกระจกลงมา ผมก็เหวอสิครับ ก็คนในรถมันคือไอ้คุณสิบทิศนั่นเอง
   “มาทำไมแถวนี้ มาหาผมเหรอ” ดูมันพูด “ไหนว่าเลือกทำโอที”
   “ใครว่าจะทำอย่างนั้นกันล่ะ อย่ามาหลงตัวเอง นายไม่ได้มีอะไรดีขนาดนั้น” ผมแทบจะยื่นตัวเข้าไปด่ามันใกล้ๆ หู
   นายสิบทิศทำท่านึก แปบเดียวก็เดาถูก “อยู่ในซอยนี้เหรอ”
   “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง ลงมาเคลียร์กันซะดีๆ เหยียบน้ำกระเด็นมาโดนเนี่ย” ผมชี้ให้เขาเห็นร่องรอยบนเสื้อผ้า
   “ขอโทษ” เขาบอกสั้นๆ
   “แค่ขอโทษเหรอ ง่ายไปมั้ย” ผมใส่เต็มที่เลยครับ โมโหมากหงุดหงิดมาก ทั้งเรื่องที่แกล้งผมที่ออฟฟิศทั้งเรื่องที่ไปกับเด็กนักศึกษานั่น
   “แล้วจะให้ทำไง” เขาถามกลับ
   ผมเองก็ตื้อไปเลยว่าจะให้เขาทำยังไง ที่จริงแค่ขอโทษก็น่าจะพอแล้วนะ จะถอดเสื้อให้เขาไปซักก็คงไม่ใช่เรื่อง “ไม่รู้โว้ย แต่นายต้องรับผิดชอบ”
   คนในรถถอนหายใจเพลียๆ ก่อนจะหันไปหยิบถุงอะไรสักอย่างที่เบาะหลัง “อ่ะ แทนคำขอโทษ ถ้ายังไม่พอใจไปคิดก่อนแล้วค่อยมาบอกผม”
   ผมรับถุงนั้นมางงๆ ก่อนจะยกขึ้นดูว่ามันคืออะไร
   สลัดผัก?   
   สลัด…สัด?
   นี่ผมโดนมันด่าอยู่รึเปล่า เงยหน้าอีกทีเขาก็ออกรถไปนู่นละครับ
   มันต้องด่าผมแน่ๆ
   ไอ้เหี้ยเอ๊ย!
   ผมเกือบจะปาถุงสลัดนั้นทิ้งละครับ ถ้าไม่นึกเสียดายขึ้นมาซะก่อน พอกลับเข้าห้องก็เลยแกะมากินจนเกลี้ยงเลยครับ (ทั้งที่ก็เพิ่งกินมาตั้งสิบอย่าง) และก็คงเพราะกินมากไปนั่นแหละครับ คืนนั้นผมก็เลยฝันร้าย ฝันว่ามีงูสีทองเลื้อยเข้ากางเกงแล้วหัวมันก็พันขึ้นมารัดที่คอผมแทบหายใจไม่ออก จนสะดุ้งตื่นตอนตีสี่นั่นแหละครับ ฝันน่ากลัวชิบหาย แต่ผมเคยอ่านมานะ ฝันร้ายความหมายมักจะดี ฝันว่างูรัดหมายถึงจะได้เจอเนื้อคู่ ยิ่งรัดสูงเท่าใดเนื้อคู่จะยิ่งรวยเท่านั้น
   สาธุ ขอให้ได้ขอให้โดน อยากจะพึ่งบุญในบัญชีของเนื้อคู่สักสองแสนเอาไปใช้หนี้พี่ป๊อปให้หมดๆ เสียที แหะๆ
   
   เพราะฝันว่างูรัดนั่นล่ะครับที่ทำให้เช้านี้ผมค่อนข้างจะอารมณ์ดี ก็แหม ผมอับเฉามาหลายเดือนแล้วนะครับ หวังว่าเบื้องบนจะพิจารณาแล้วเห็นควรแก่เวลาที่จะประทานความชุ่มชื่นมาให้ผมสักที
   “อุ๊ย คุณวิน วันนี้เสื้อสวยจังเลยครับ” เสียงพี่เอ็มฉอเลาะนายสิบทิศแว่วมาแต่ไกล พอผมหันไปดูต้นเสียงก็พบว่าอีตาสิบทิศแปดร้อยเหลี่ยมนั่นอยู่ในชุดสีเหลืองๆ ทองๆ เสื้อตัวนั้นดูก็รู้ว่าราคาแพง แถมสีโทนสว่างๆ แบบนั้นยิ่งขับให้หน้าของเขายังกับจะเปล่งแสงได้ยังงั้นแหละ
   วันนี้แต่งตัวหล่อเป็นพิเศษแฮะ ผมนึกชมมันในใจ
   หล่อก็ส่วนหล่อ เหี้ยก็ส่วนเหี้ย
   พอเขานั่งลงที่โต๊ะ ผมก็สังเกตเห็นว่าเสื้อของเขามีลายเกล็ดงูจางๆ อยู่ตรงสาบแขนด้วยสิ
   สงสัยฝันเมื่อคืนจะไม่ได้หมายถึงเนื้อคู่เสียละ น่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรซะมากกว่า มิน่ารัดคอผมเจียนจะตาย นึกแล้วก็ได้แต่กรอกตาแล้วพาลไปทางนายสิบทิศว่าจะใส่เสื้อตัวนี้มาทำไมวันนี้ก็ไม่รู้ ทำลายนิมิตรหมายอันดีของผมจริงๆ
   ผมเริ่มอารมณ์บูด แต่ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ดีนะ
เฮอะ สงสัยจะฟินต่อเนื่องมาจากเมื่อวานกับนักศึกษานั่นแหงๆ
พักหนึ่งเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
   “มาถึงแล้วเหรอครับ… เดี๋ยวพี่ลงไปรับ”
   ผมไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่หรอกนะ แต่พอดีว่าโต๊ะมันอยู่ใกล้กันก็เลยได้ยินเอง ว่าแต่ผมก็เริ่มสงสัยแล้วสิว่าใครมาหากันนะ นายสิบทิศถึงได้ฮัมเพลงออกไปแบบนั้น แต่ก็ช่างเถอะ อารมณ์ดีก็ดีแล้วจะได้ไม่พาลมาแกล้งผมอีก กลับดึกมาหลายวันละ วันนี้นะห้าโมงครึ่งปุ๊บเด้งปั๊บ
   ผ่านไปครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์ที่โต๊ะผมก็ดังขึ้น
   “ช่วยเอาแฟ้มบนโต๊ะของผมลงมาให้ที่ห้องรับแขกชั้นสองด้วย” เสียงของไอ้คุณสิบทิศสั่งมาตามสาย
   ผมงง นี่ผมกลายเป็นเลขาส่วนตัวของมันไปแล้วเหรอวะ ทำไมใช้กูจัง แล้วทำไมไม่หยิบไปด้วยตั้งแต่แรก แต่ถึงงั้นผมก็ต้องทำตามคำสั่งของเขาอ่ะครับ
   มาถึงห้องรับแขกชั้นสองผมก็ถึงบางอ้อ สาเหตุที่เขาแต่งตัวหล่อบวกกับอารมณ์ดีออกหน้าออกตาก็คงเพราะคนที่มาหานั่นแหละ น้องนักศึกษาที่ชื่อกรรณนั่นเอง
   “สวัสดีครับพี่” น้องกรรณจำผมได้แถมยังลุกขึ้นยกมือไหว้อีก มารยาทดี แอดติจูดดีไปอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นแฟนกับไอ้หัวหน้าของผมได้ ถึงแม้เสื้อผ้าหนังหน้าและความรวยจะทำให้พวกเขาดูเหมาะสมกันก็ตามทีเถอะ นึกแล้วก็อยากจะเสี้ยมให้ตีกัน อยากบอกน้องให้รู้ว่าแฟนน้องแอบนอกใจนะ เมื่อคืนวันศุกร์ที่แล้วนี่เอง
   ผมยกมือรับไหว้ ก่อนจะส่งแฟ้มให้คนที่นั่งเก๊กหล่อตรงหน้า เสร็จเรื่องแล้วผมก็หันหลังกลับ
   “เหนือ ช่วยยกน้ำมาให้แขกด้วยครับ” ไอ้คุณสิบทิศว่า
   ฮะ? ผมหันหน้ามางงๆ เขาใช้ผมเหรอ ผมไม่ใช่แม่บ้านนะเว้ย แต่จังหวะนั้นคือไม่ได้อยู่กันแค่สองคนไง ผมก็เลยจำต้องไปทำตามคำสั่งเขา
   มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไอ้เหี้ยเอ๊ย!
   “สามแก้วนะ” เขาบอกตามหลัง
ผมได้แต่ถอนหายใจ อยู่กันสองคนจะแดกทำไมตั้งสามแก้ว อีกแก้วเอามากรวดให้บรรพบุรุษมึงเหรอ
   ผมถือถาดวางแก้วน้ำสามแก้วกลับเข้ามาในห้องรับแขกแล้วก็เดินหน้าหงิกไปหาเขาก่อนเลยครับ แก้วแรกวางตรงหน้านายสิบทิศพร้อมกับที่ผมจงใจทำหน้ามีเลศนัยให้เขาเห็น มันเป็นความกวนตีนของผมครับ ให้เขาคิดไปทำนองว่าผมจุ่มส้นสูงลงไปแล้วเรียบร้อย (แต่ที่จริงไม่ได้ทำอย่างนั้นนะ) กล้าแดกไหมละมึง ส่วนอีกแก้วก็วางให้น้องกรรณตามปกติ ซึ่งน้องนิสัยดีของจริงเพราะน้องยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวขอบคุณด้วย
   “อีกแก้วล่ะครับ” ผมถาม
   นายสิบทิศบุ้ยใบ้ไปทางข้างหลังพร้อมกับทำหน้าเพลียๆ ที่ผมไม่เห็นแขกอีกคน เห็นหน้าจอมบงการนั่นแล้วผมก็เลยหงุดหงิดขึ้นมาแล้วก็หันไป อีตาแขกอีกคนก็จะเดินเข้ามาประชิดทำไมก็ไม่รู้ มันทำให้ถาดในมือไปชนตัวเขาเข้าอย่างจัง
   “เฮ้ย!”
   ผมกับแขกอีกคนต่างฝ่ายต่างไล่ตะครุบแก้วน้ำที่โคลงเคลงอยู่บนถาด จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครคว้าไว้ได้ แล้วก็ทำอีท่าไหนไม่รู้ผมลงมาในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนกับพื้นโดยมีแขกคนนั้นเอาแขนข้างหนึ่งกอดหลังผมเอาไว้ จังหวะนั้นคือเหมือนฉากเปิดตัวพระเอกเลยครับ ผมมองขึ้นไป เขามองลงมาสบตากัน เขาหล่อ ผิวขาว คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากน่าจูบ ผิวดีมาก ข้างหลังเขาราวกับมีปีกเทพบุตรสีขาวกางอยู่แน่ะ
   “เป็นอะไรมั้ยครับ” คนที่เอาแขนประคองหลังผมไม่ให้ถึงพื้นเอ่ยถาม เสียงก็หล่อ
   “ขอโทษครับ ขอบคุณครับ ไม่เป็นไรครับ” ผมบอกรัวๆ แล้วก็พยายามลุกขึ้น แต่การจะลุกขึ้นในท่านั้นมันต้องเอามือยันพื้นอ่ะครับ ผมก็ไม่ทันได้คิดกลับใช้มือข้างที่ว่างจับต้นแขนเขาเพื่อที่จะดึงตัวเองขึ้น ฟินมากครับ กล้ามเขาแข็ง แน่น และเต็มมือดีจัง พอลุกขึ้นได้ก็เลยเห็นสายตาของนายสิบทิศจ้องเขม็งมาราวกับจะพ่นแสงได้อย่างงั้นแหละ 
   “เดี๋ยวผมเอาแก้วใหม่มาให้ครับ” ผมบอก
   “ไม่เป็นไรครับ คุณไม่เปียกนะ” แขกสุดหล่อยังเป็นห่วงเป็นใยผมมากกว่าหัวหน้าผมอีก
   “ไม่ครับ คุณล่ะครับ”
   “นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรครับ” ถึงเขาจะบอกอย่างนั้น แต่รอยน้ำเปียกกางเกงของเขาเป็นทางยาวก็ฟ้องสายตาว่าไม่ใช่นิดหน่อยนะ
   “ผมจะไปหาทิชชูมาให้นะครับ”
   “เหนือ กลับไปทำงานได้ละ” เสียงของนายสิบทิศบอกขุ่นๆ นั่นทำเอาผมไม่กล้าขัดใจ จำต้องกลับออกมาตามคำสั่ง
   แขกวีไอพีรึเปล่าวะ แต่มึงก็รับผิดชอบไปเถอะไอ้คุณหัวหน้า เสือกแกล้งผมดีนักนี่
   กลับมาที่แผนกก็เห็นพวกเดอะแก๊งสุมหัวกันที่หน้าจอคอมฯ โต๊ะพี่เอ็ม
   “ดูอะไรกันอ่ะพวกมึง” ผมยื่นหน้าเข้าไปดูบ้าง รูปที่เห็นคือรูปน้องกรรณนั่นแหละครับ
   “น้องกรรณ นายแบบครีมคนใหม่” เอบอก “หล่อ ไฮโซมากแก”
   อ่อ ผมก็เลยได้รู้ตอนนั้นแหละ ที่น้องกรรณมาวันนี้ก็คงมาคุยเรื่องงานอ่ะเนาะ
   เฮอะ นายสิบทิศนี่ก็ไม่เบาแฮะ มีแฟนเป็นนายแบบ แถมยังเรียกมาใช้งานได้อีก
   แล้วอีกคนนั่นเป็นใครกันนะ นายแบบอีกคนหรือเปล่า อยากรู้จัง

   ต้องขอบคุณน้องกรรณกับเทพบุตรอีกคนที่มาเยือนบริษัทในวันนี้ครับ เพราะตั้งแต่เหตุการณ์ในตอนเช้าผมก็ไม่เห็นหน้านายสิบทิศอีกเลยจนเลิกงาน
ห้าโมงครึ่งเป๊ะ ผมรีบเก็บของ ปิดคอมฯ แล้วรีบวิ่งเข้าลิฟต์เลยครับ กลัวว่าพิรี้พิไรอ้อยอิ่งไปจะโดนคุณท่านสิบทิศกลับมาทันใช้สอยให้ทำนั่นนี่หลังเวลางานอีก รีบกลับห้องไปเลือกเสื้อผ้าที่ยังดูดีเอามาโพสต์ขายออนไลน์หาเงินใช้หนี้ดีกว่า
   กลับถึงห้อง ผมก็ขลุกอยู่กับกองเสื้อผ้าที่รื้อออกมาอย่างที่บอกแหละครับ แต่ว่าเลือกยากจัง ตัวนั้นก็เสียดาย ตัวนี้ก็ยังใส่ได้ไม่กี่ครั้งเอง ขณะที่ทำใจลำบากอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อไว้ด้วยอ่ะครับ
   “สวัสดีครับ”
   “รออยู่ข้างล่าง รีบลงมา”
   “โทรหาใครครับ โทรผิดรึเปล่าครับ”
   “จะลงมาดีๆ หรือจะให้ขึ้นไปหา”
ผมนึกออกแล้วครับ เสียงเข้มๆ ดุๆ เย็นชาๆ ป่าเถื่อน บ้าอำนาจแบบนี้มีคนเดียวแหละ ว่าแต่มันมีเบอร์ผมได้ยังไง ไม่ต้องคิดให้หนักหัวครับ มีหลายวิธีที่เขาจะได้เบอร์ผม ข้อมูลที่บริษัทเอยหรือไม่ก็เอามาจากเดอะแก๊งล่ะมั้ง
   “ไม่ลง” จะมาใช้ผมทำงานอะไรอีก นี่ไม่ได้อยู่ออฟฟิศแล้วนะ แล้วนี่ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อกล้ามกางเกงบอลแล้วด้วย (แต่เตะบอลไม่เป็น) ผมกดวางแล้วก็หันมาเลือกเสื้อผ้าต่อ แปบเดียวเสียงเคาะหน้าห้องก็ดังขึ้น
   จริงดิ! ไอ้เหี้ยนั่นมันขึ้นมาได้ไงวะ รู้เบอร์ห้องผมด้วยเหรอ มันชักจะเกินไปแล้วนะ แต่พอมองผ่านตาแมวก็เห็นเป็นลุงยามของแมนชั่นยืนอยู่หน้าห้อง ผมเลยเปิดประตูออกไป
   “คุณเหนือลงไปข้างล่างเถอะครับ” ลุงยามว่า
   “ลงไปทำไมอ่ะครับ” ผมหยั่งเชิง ทั้งที่ก็รู้อยู่ละว่านายนั่นใช้ลุงให้ขึ้นมาตาม อาจจะทิปลุงด้วยมั้งเนี่ย
   “ก็แฟนคุณเหนืออุตส่าห์มาง้อนะครับ ลุงเห็นซื้อของมาให้ด้วย ถ้าคุณเหนือไม่ลงไป เขาก็จะไม่กลับนะครับ”
   “หา!” นายนั่นมันบอกว่าผมเป็นแฟนมันงั้นเหรอ จะบ้าตาย พูดแบบนี้วันหลังผมพาผู้ชาย (คนอื่น) มาที่ห้อง ลุงยามจะไม่หาว่าผมร่านเหรอ เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าไรงี้
   เสียหายนะเว้ย นึกแล้วก็อยากจะเอาคืนบ้าง
   “ลุงลงไปบอกเขาให้รอแปบนะครับ เดี๋ยวเหนือลงไปครับ”
   รอไปเถอะมึง กูจะฟังเลดี้ กาก้ากับมารายห์ แครี่ให้ครบทุกอัลบั้มก่อนแล้วค่อยลงไป รอได้รอไปสิวะ แต่เอาเข้าจริงๆ แค่สิบกว่านาทีผมก็อยากรู้อ่ะครับว่าเขาจะรออยู่จริงๆ รึเปล่า ก็เลยแอบย่องออกจากห้องลงมาแอบมองข้างล่าง ดูซ้ายดูขวาก็ไม่เห็นเขาละครับ สงสัยจะทนไม่ไหวหนีกลับไปละ มั่นใจอย่างนั้นก็เลยเดินออกจากที่ซ่อนไปหาลุงยาม
   “ไหนอ่ะลุง ไม่เห็นมีใครเลย เขาจำผิดห้องรึเปล่า” อาศัยโอกาสนี้ป้อนข้อมูลใหม่ให้กับลุงยาม
   “กลับไปแล้วครับคุณเหนือ” ลุงยามว่า
   “คงผิดห้องแล้วล่ะครับ” ผมย้ำ
   “ไม่หรอกครับ เป็นคุณเหนือนั่นแหละ”
   ผมหน้านิ่ว ทำไมลุงยามถึงไม่เชื่อผมเลย ผมพักอยู่ที่นี่นะ ทำไมลุงเชื่อคำพูดคนอื่นล่ะครับ
   “นี่ครับ เขาฝากของไว้ให้”
   ผมรับถุงกระดาษมาสองถุง พลิกดูก็แทบอุทานออกมาว่า เหี้ย!
   ก็นายนั่นเล่นปริ้นท์รูปผมแปะติดกับถุงใบหนึ่งไว้นี่ครับ ผมก็เลยยิ้มเจื่อนๆ ให้ลุงยาม ในใจอยากจะถามลุงว่าได้สินบนกี่บาท
   “แฟนคุณเหนือน่ารักนะครับ หล่อ คุยเก่ง รีบๆ คืนดีกันเถอะเชื่อลุง” ลุงยามสาธยาย
   ผมฝืนยิ้มให้ลุง แต่ในใจนี่แบบว่า อย่าเสือกครับ อย่างนายสิบทิศนี่นะ อัธยาศัยดี คุยเก่ง ถ้ามันดีจริงลุงก็เอามันไปเป็นแฟนเลยครับ
   กลับขึ้นมาบนห้องผมก็โยนถุงพวกนั้นเข้ามุม ไม่สนใจ แต่จนแล้วจนรอดก็อยากรู้ว่าของข้างในคืออะไร ผมค่อยแกะถุงดูอ่ะครับ
ถุงที่แปะรูปผม ข้างในเป็นเสื้อยืดตัว เสื้อเชิ้ตตัว มีโน้ตแปะไว้ด้วยครับ
   ‘แทนชุดที่เปื้อนน้ำโคลนเมื่อวาน อีกตัวแถมให้’
   เสื้อสวยดีครับ แต่เขาเอาป้ายราคาออกเลยไม่รู้ว่าแพงมั้ย ลองเอามาทาบตัวแล้วก็พอดิบพอดีเลย
   “จะรับไว้ก็ละกัน”
   ส่วนอีกถุงหนึ่งที่ไม่ได้มีรูปผมแปะไว้ข้างในเป็นขนมเค้กครับ ดีนะที่ไม่เละตอนที่ผมโยนเข้ามุมห้อง ถุงนี้ก็มีโน้ตเขียนด้วยลายมือเดียวกันครับ
   ‘มีคนฝากมาให้’
   ผมงง ไม่ใช่มันแล้วจะมีใครฝากมาให้วะ แต่ช่างเถอะ ของฟรี ท่าทางน่าอร่อย เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็นก่อนดีกว่า 

   
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30-10-2018 21:43:50 โดย กฤช »

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
แวะมาอ่านกันแล้วก็หยอดกำลังใจให้คนเขียนบ้างนะครับ คนเขียนอยากได้กำลังใจ 555  :hao5:


ออฟไลน์ tingtong

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 1
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
 :mew2: ปูเสื่อรอนะครับ :mew2:
เนื้อเรื่องสนุกครับ อยากรู้ว่าวินคิดยังไงกับเหนือแล้วครับ ???
คนแต่งสู้ๆ รอติดตามครับ

ออฟไลน์ Pe_no

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 373
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0
ชอบเรื่องนี้อร๊ายยยยย  :mew2: คนเขียนสู้ๆๆนะคะ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ zaneforest

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เเวะมาหยอดกำลังใจคนเขียนเบาๆ  :z13:

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
@tingtong ขอบคุณสำหรับกำลังใจ ฝากติดตามด้วยนะครับ
 :mew1:
@Pe_no ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ ฝากติดตามด้วยนะครับ
 :mew1:
@zaneforest ขอบคุณครับ นัมเบอร์วัน
 :กอด1:

ออฟไลน์ fc_fic

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2640
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +84/-7

ออฟไลน์ Thunder

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 38
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-1

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 4

   สิบโมงวันเสาร์ ผมออกจากห้องพร้อมกับถุงฟางใบใหญ่ ข้างในถุงคือเสื้อผ้าของผมที่คัดเอาไปขายอ่ะครับ บางตัวผมชอบมาก บางตัวซื้อมาก็แทบไม่ได้ใส่เลย โคตรเสียดาย แต่ทำไงได้ ชอบมากแค่ไหนก็ต้องตัดใจแล้วล่ะ
กว่าจะพาตัวเองออกมายืนรอแท็กซี่ที่หน้าแมนชั่นได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะถุงที่ผมเดี๋ยวลากเดี๋ยวแบกมาด้วยมันหนักจริงๆ แขนล้าไปหมดเลยครับ 
   รออยู่สิบกว่านาทียังไม่มีแท็กซี่ผ่านมาเลยสักคัน ผมก้มมองถุงฟางที่กองกับพื้นแล้วก็ถอดใจเอาดื้อๆ เริ่มขี้เกียจ แรงฮึดที่บ่มมาตลอดหลายวันไม่รู้หายไปไหนหมด นึกในใจว่ารออีกสิบนาทีก็จะพอละ กลับขึ้นไปนอนแล้วเก็บเสื้อผ้าไว้เป็นสมบัติของตัวเองตามเดิม
แผนกลับลำมีอันต้องพับไป เมื่อนายสิบทิศขับรถผ่านมา คงจะออกไปธุระที่ไหนสักแห่ง ตอนแรกผมไม่ได้สังเกตหรอกครับ เห็นตอนเขาลงจากรถที่จอดห่างออกไปยี่สิบเมตรได้ วันนี้เขาใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์เรียบๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูแพงอยู่ดี
   “ถึงกับต้องย้ายที่อยู่?” นายสิบทิศทำหน้าอึ้งๆ ตอนเดินมาถึง
   “ใช่ แถวนี้โรคจิตมันเยอะ” ผมพูดแบบเหม็นหน้ามันเต็มที เจอที่ทำงานก็ตั้งห้าวันต่อสัปดาห์ละ วันหยุดก็พักบ้างเหอะ ไหนจะกรุ่นๆ เรื่องความตั้งใจเอาของไปขายไม่ราบรื่นนี่อีก
   “ย้ายที่อยู่ทำไมมีถุงใบเดียว ข้างในมีแค่เสื่อผืนหมอนใบรึไง” เขาว่า
   “นายจะไปไหนก็ไปเหอะ” ผมพูดน้ำเสียงไร้เยื่อใย “มัวเสียเวลาอยู่นี่เดี๋ยวแฟนนายก็โกรธเอาหรอก” เดาว่าคงจะมีนัดกับน้องกรรณ
   “แฟน? หมายถึงใคร?” เขาเริ่มทำหน้าตึง 
   “ไม่ได้ตาบอดนะ ดูก็รู้แล้วป่ะ นายกับน้องกรรณคงไม่ใช่แค่พี่น้องธรรมดา” ผมพูดโดยไม่สนใจเขาเพราะเห็นแท็กซี่มานู่นละครับ “แต่วางใจเถอะ จะไม่บอกน้องกรรณเรื่องคืนนั้นหรอก เรื่องนอกลู่นอกทางนิดๆ หน่อยๆ เป็นปกติของคนอย่างเราๆ อยู่ละ นี่ก็ลืมๆ มันไปละ”
   ผมไม่รู้เลยครับว่าพูดจี้ใจเขาตรงไหน กว่าจะเห็นหน้ายักษ์ของนายสิบทิศก็ตอนที่ผมกำลังจะลากถุงฟางไปหาแท็กซี่นั่นล่ะครับ เขาปัดมือผมออกแล้วก็ชิงแบกถุงฟางขึ้นบ่าจากนั้นก็เดินดุ่มๆ ไปทางรถตัวเอง
   “เอามานะ” ผมดึงชายเสื้อของเขา แต่ดูจะไม่ได้ช่วยให้เขาช้าลงได้เลยครับ
   “ไม่รู้อะไรอย่ามาทำเป็นปากดี” เขาพูดขณะทิ้งถุงฟางลงกระโปรงหลังรถ
   ตอนนั้นเริ่มมีคนหันมามองแล้วครับว่าเกิดอะไรขึ้น หลายคนทำหน้าสงสัย เว้นก็แต่ลุงยามแหละครับที่ทำหน้ายิ้มๆ ฟินๆ โธ่ลุง มันไม่ใช่แฟนผมอย่างที่มันอ้างนะ ที่เห็นนี่ก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคนเป็นแฟนตามง้อกันเลยนะ
   “ขึ้นรถ” เขาสั่ง
   “ไม่” ผมจะร้องไห้อยู่แล้วครับ
   “อยากได้คืนก็ขึ้นมา ไม่งั้นจะเอาไปทิ้ง” มันว่า
   ไม่ได้นะ ถ้าขายได้หมดนั่นเกือบหมื่นเลยนะ
   ผมทั้งกลัวทั้งห่วงของก็เลยต้องขึ้นรถ ก้นยังไม่ทันได้แตะเบาะ เขาก็บึ่งรถออกมาเลยครับ หลังจากที่รีบคาดเข็มขัดได้ผมไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำเพราะดูท่าเขาจะโมโหมาก ขืนผมหลุดอะไรออกไปไม่เข้าหูมันอีกก็อาจจะซวยกว่าเดิม อย่างเช่นพาผมไปถีบลงทางเปลี่ยวให้หาทางกลับเอาเองแบบนั้น
   
ผมนั่งเงียบๆ เกือบชั่วโมงละครับ ดูเหมือนว่าเขาไม่มีจุดหมายที่จะไปด้วยซ้ำและถ้าจะมีก็คงไม่ใช่ปั๊มน้ำมันที่กำลังเลี้ยวเข้ามานี่หรอกนะ
   “แวะซื้อกาแฟเหรอ” ดูเขาจะสงบลงนิดนึง ผมก็เลยพูดด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนตอนคุยกับเพื่อนๆ
   “แวะฉี่” เขาว่า
   หายโมโหเพราะปวดฉี่?
   ผมนั่งรอตรงม้านั่งใต้ร่มไม้ แปบเดียวเขาก็เดินออกมาพร้อมกับร่องรอยการล้างหน้า ดูเขาสดชื่นขึ้นแม้จะยังทำหน้าตึงๆ เรียบๆ เหมือนโดนใครเอาตีนรีดมา
   “เปิดให้ด้วย จะเอาของ” ผมชี้ไปที่กระโปรงหลังรถ
   นายสิบทิศเดินอ้อมไปฝั่งคนขับโดนไม่สนใจที่ผมบอก ก่อนจะสั่งว่า “ขึ้นรถ”
   มีโอกาสได้ลงรถด่วนขบวนมรณะแล้ว ใครจะอยากกลับขึ้นไปอีก คราวนี้ผมไม่ยอมแล้วครับ คือถึงจุดๆ หนึ่งคนเราก็พร้อมจะเหวี่ยงทุกอย่างที่มันรุงรังชีวิตออกไปให้พ้นใช่มั้ยครับ โดยเฉพาะตอนนี้ผมไม่ใช้เหตุผลมาตัดสินเรื่องรายได้ที่จะเสียไปละครับ อารมณ์ล้วนๆ ดังนั้นถุงเสื้อผ้านั่นก็เหมือนกันถ้าจะไม่คืนมึงเอาก็เอาไปเถอะ กูไม่แคร์ละ
   “ไม่ จะกลับแท็กซี่” บอกแล้วก็เดินผ่านหน้ามันไปเลยครับ
   ไม่รู้ผีเข้าหรือผีออก นายสิบทิศดึงแขนผมจนเซกลับมาพิงรถของเขา จากนั้นก็กักตัวผมไว้ด้วยกรงแขนล่ำๆ ของมันแถมยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก บอกตามตรงว่าถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นทำแบบเดียวกันนี้ผมคงจะรู้สึกฟินอยู่บ้างหรอก แต่นาทีนี้แม้หน้าหล่อๆ ก็ไม่ช่วยให้ผมไม่กลัวการกระทำของมันได้เลย
   “ปล่อย จะกลับเอง” ผมพูดเสียงสั่น
   “ขึ้นรถ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกจนรู้สึกถึงลมหายใจรดลงที่ข้างแก้ม
   “ไม่เอา กลัว” ผมหลับตาปี๋ ทำราวกับตัวเองบอบบางมาก แต่เอาจริงๆ ก็สู้แรงเขาไม่ไหวอยู่ดีอีกนั่นล่ะ
   “กล้าแหย่แล้วจะกลัวทำไม” พูดแล้วเขาก็เป่าลมเข้าที่หูจนผมสะดุ้งเลยครับ อีตอนที่สะดุ้งเนี่ยแหละที่ปากของผมดันสะเออะพุ่งไปจุ๊บกับตรงส่วนไหนบนหน้าเขาไม่รู้ครับ รู้ตัวว่าปากไปโดนแล้วก็เลยลืมตาขึ้นเห็นหน้าเขาอึ้งๆ สงสัยจะสตั๊น อาศัยจังหวะนี้ผมเลยผลักตัวเขาออก แต่ก็ยังไม่วายโดนคว้าแขนไว้ได้อีกรอบ
   “ไปไหน จะไปส่ง” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง
   “ไม่ไป กลัว” ผมพยายามแกะมือเขาออก ไม่รู้ว่าทากาวอะไรเอาไว้รึเปล่า เหนียวชิบหาย
   “กลัวอะไร”
   กลัวมึงนั่นแหละไอ้เหี้ย แต่จะพูดอย่างที่คิดก็กลัวมันจะเฮี้ยนขึ้นมาอีกก็เลยบอกไปว่า “ขับรถน่ากลัว”
   “ขอโทษ” นายสิบทิศคลายมือแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนผมนะ “เดี๋ยวไปส่ง”
   เหมือนอารมณ์ของเขาสงบลงปุบปับ ที่เคยฉุนเฉียวก็สลายไปในพริบตาอย่างนั้นเลย แต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมคือไม่ไปครับ
   “เดี๋ยวจูบนะ”
   หือ ผมงง อะไรของมึง อยู่ๆ ก็นึกอยากจะขู่ผมด้วยวิธีนี้ซะงั้น ห้านาทีสี่สิบห้าอารมณ์เหรอมึง ซึ่งพอมองไปรอบๆ ผมก็เห็นคนในปั๊มมองมาอย่างสนใจ อ่อ นี่มันนึกว่าผมเป็นนางเอกในละครทีวีผู้เหนียมอายห่มสไบเข้านอนเหรอ ก็เลยจะบังคับให้นางเอกยอมทำตามโดยการแกล้งจูบต่อหน้าคนอื่นให้อ๊ายอายอ่ะนะ อันที่จริงผมก็อายแหละที่คนมอง แต่พอรู้ทันผมก็ด้านขึ้นมาซะงั้น กล้าจูบกูมึงก็ทำเลย เผื่อมีคนแอบถ่ายคลิบ เผลอๆ ผมจะได้กลายเป็นเน็ตไอดอลขึ้นมาบ้าง
   “เอาสิ จูบเลย” ผมท้า พอเขาไม่ทำอย่างว่าผมก็รู้สึกชนะ เชอะ!
   “เลิกเล่นได้แล้ว” เขาเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก็จับผมยัดเข้าไปจากทางนั้นนั่นแหละ จากนั้นก็ดันให้ขยับไปนั่งอีกเบาะ ก่อนที่เขาจะเข้ารถแล้วปิดประตูฉับ ไม่จบแค่นั้นนะครับ ไอ้ที่ผมท้าไว้เมื่อตะกี้น่ะ เขาทำมันในรถ ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกฟินอะไรเลยนะครับ เพราะเขาใช้ปากบดปากผมจนเจ็บไปหมด นานจนเขาพอใจและรู้สึกได้ว่าผมไม่ได้ตอบสนองนั่นแหละเขาถึงถอนปากออกไป
ปากผมชาไปหมด รู้สึกคาวเลือดยังไงไม่รู้ ดูในกระจกเห็นรอยแดงๆ ด้วยครับ
ไอ้เหี้ย มันจูบผมจนปากแตกเลยเหรอเนี่ย
   “ขอโทษ” เขาพูดเหมือนสำนึกผิดหลังจากลงมือข่มขืนปากผมเสร็จแล้ว
   “ช่างเถอะ ก็แค่จูบ มากกว่านี้ก็เคยทำกันมาแล้วนี่” ใจผมนี่ร้าวไปหมดเลยครับที่ถูกย่ำยีครั้งแล้วครั้งเล่า มันไม่ได้ฟินเลยนะ เพราะอะไรก็ไม่รู้…
   เขาสตาร์ตรถแล้วก็ขับออกจากปั๊ม ป้ายโฆษณาสินค้าอะไรก็ไม่รู้เพิ่งผ่านตาไป ผมทันอ่านแค่คำชวนเชื่อที่ว่า ‘เพราะเขาคือคนที่คุณแคร์…’ ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าข้างในมันร้อนรุ่มแปลกๆ แม้ไม่ได้รุนแรงพุ่งพล่านแต่ก็ไม่จางจนไม่รู้สึก

   สุดท้ายนายสิบทิศก็รีดข้อมูลจากผมจนได้ครับ รถหรูๆ ของเขาก็เลยมาจอดตรงหน้าตลาดนัดแถวชานเมืองที่ผมตั้งใจจะมาตั้งแผงในทีแรก
ผมลงรถด้วยอาการอึ้งๆ ที่หมกมุ่นมาตลอดทางจนพอจะได้คำตอบว่าทำไมถึงได้เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาได้ แต่ก็ให้เหตุผลกับตัวเองว่าคงเพราะความตื่นเต้นเร้าใจชั่วขณะบวกกับหน้าหล่อๆ ของมันนั่นแหละ
   หยุดนะ อีเหนือ อีใจง่าย หยุดร่านหยุดเพ้อฝันได้แล้ว… แต่กรุ่นไอจางๆ ของความรู้สึกนั้นก็ยังไม่หายไปเลยสักนิด
   “ให้เอาไว้ไหนล่ะ” นายสิบทิศยกถุงฟางออกมา สีหน้าเขาอึ้งๆ อายๆ ซึ่งผมก็ว่าควรอยู่หรอก คุณชายผู้หล่อรวยขับบีเอ็มดับบลิวสุดหรูแต่เปิดประตูลงมาขายเสื้อผ้ามือสองในตลาดนัดที่คลาคล่ำไปด้วยคนหาเช้ากินค่ำซึ่งอยู่คนละระดับกับเขา
   “เอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวยกไปเอง”
   “ร้านอยู่ตรงไหนล่ะ” เขาถาม
   ผมเองก็เพิ่งจะเคยมาครั้งแรกนี่แหละครับ แม้จะมีข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ตมาบ้าง แต่อาศัยถามพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงอยู่ก่อนแล้วก็เลยรู้ว่าต้องไปจ่ายค่าเช่าแผงแบบรายวันกับเจ้าของตลาดเสียก่อน จากนั้นก็เลือกเอาเลยครับจะเอาตรงไหน เพราะตลาดนี่เป็นแค่ที่โล่งๆ พื้นก็เป็นดินแดง ไม่นานก็ได้พื้นที่ครับ แค่ปูผ้ารองลงไปแล้วก็เอาเสื้อผ้ามาพับๆ กองๆ ก็เสร็จพิธี
   “นายกลับไปเถอะ” ผมนึกสงสารไอ้คุณชายขึ้นมาครามครันที่ตอนนี้คอเสื้อชุ่มเหงื่อไปหมด แถมรองเท้าผ้าใบสวยๆ ยังเปื้อนฝุ่นดินแดงๆ อีกตะหาก
   “มากเรื่องน่า” อุตส่าห์เป็นห่วง แล้วฟังที่มันพูดสิครับ
   “ตามใจ แต่ถ้าคุณหญิงแม่ของนายบังเอิญมาเจอลูกชายอยู่ในสภาพนี้ก็อย่าโยนความผิดมาให้ก็ละกัน” ผมลอบยิ้มแวบหนึ่งครับ ไม่รู้สิว่าตอนนั้นผมนึกชอบใจอะไรกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็ไม่รู้
   เพราะว่าเสื้อผ้าของผมมันสวยและเก๋ไงครับ แต่ละตัวไม่ต่ำกว่าห้าร้อยนะ พอเอามาขายถูกๆ ตัวละร้อย ร้อยห้าสิบ แปบเดียวก็เกลี้ยง เรียกว่าถูกใจวัยรุ่นแถวนั้นเลยล่ะ แต่บางโมเม้นต์ก็คิดนะว่าที่ขายได้เป็นเพราะไอ้หน้าหล่อนี่เป็นตัวเรียกลูกค้ารึเปล่า งงใช่ไหมครับ เสื้อผ้าผมเป็นเสื้อผ้าผู้ชายนะแต่ลูกค้าส่วนใหญ่ดันเป็นผู้หญิงซะงั้น ไม่รู้ซื้อไปให้แฟนหรือเอาไปใส่เอง
บอกแม่มาตรงๆ ลูก หนูอยากซื้อเสื้อหรืออยากซื้อผู้ชาย? 
   “อ่ะ” ผมไปซื้อน้ำแช่เย็นมาให้เขาแทนคำขอบคุณ
   นายสิบทิศรับไปดื่มจนหมดขวดเลยครับ ดื่มเสร็จก็มองผมนับเงินที่ขายเสื้อผ้าได้
   “แล้วก็นี่” ผมแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ ตั้งพันนึงเลยนะ
   เขามองแบ้งค์พันในมือผมปริบๆ “ให้ทำไม เอาไปใช้หนี้ไม่ใช่เหรอ”
   “เอาไปเถอะ ค่าเสียเวลาที่นายมาอยู่ด้วยทั้งวัน” ผมบอก “รู้ว่ารวย แต่ไม่อยากเอาเปรียบ”
   “ไม่เอา” เขาดันมือผมออก
   “เอาไปเถอะ” ผมยังยืนยันที่จะแบ่ง
   “ถือเป็นค่าจูบการกุศลช่วยปลดภาระคนมีหนี้ก็ละกัน” ให้ตายเถอะ มันปล่อยมุกอยู่รึเปล่าครับ แต่ทำไมคอนเทนต์มันสวนทางกับหน้านิ่งๆ แล้วทำไมผมต้องรู้สึกหน้าชาๆ
   “ถ้าอยากให้จริงๆ พาไปเลี้ยงข้าวก็ละกัน” นายสิบทิศว่า
   ได้ยินอย่างนั้นผมกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอเลยครับ หรือว่ามันจะเอาคืนตอนที่ผมล่อไปสิบเมนูวันก่อน รายได้วันนี้จะพอจ่ายเหรอวะ
   “มีปัญญาแค่ก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นนะ” ผมชี้ไปที่ร้านรถเข็น ตัดทางความคิดก่อนที่มันจะพาขึ้นรถไปกินหรู
   “เออ”
   เย็นนั้นผมก็เลยได้ดินเนอร์กับคุณชายทายาทกี่ร้อยล้านไม่รู้ (อันที่จริงก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันรวยแค่ไหน อาจจะเป็นแค่ชนชั้นกลางที่มีตังค์หน่อยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือรวยกว่าผมชัวร์) ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นในตลาดนัดนั่นแหละครับ
   ผมสั่งชามที่สองแต่กินได้ครึ่งเดียวก็อิ่มแล้ว หลังจากนั้นก็นั่งเหม่อดูเส้นก๋วยเตี๋ยวในชาม
   “กินให้หมดสิ” นายสิบทิศยกมือขึ้นมาเท้าคางมองหน้าผมเหมือนกำลังพิจารณาโหงวเฮ้งอย่างนั้นล่ะ
   “อิ่มแล้ว” ผมบอกเนือยๆ
   “เครียดเรื่องหนี้?” เขาพูดเหมือนผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว
   “อือ…” ผมถอนหายใจแล้วก็ช้อนตาขึ้นมองเขา คงเพราะหลายวันที่ผ่านมาเขามาอยู่ในความคิดของผมแทบจะตลอด แม้ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดที่ไม่ดีนัก แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะเริ่มคุ้นเคยกับเขายังไงยังงั้น พอเขาจี้ตรงจุดผมก็เลยระบายออกมา “ที่ขนมาขายเนี่ย หมดแล้ว เหลือไว้ใส่ไม่กี่ตัว”
   “ขายอย่างอื่นสิ” นายสิบทิศบอก
   “ของที่พอจะขายได้ก็เสื้อผ้าพวกนั้นแหละ ตอนนี้เหลือแต่ตัว ขายดีม้ะ” ผมพูดไปงั้นเองแหละ ฟีลเหมือนคุยเล่นกับเดอะแก๊ง ไม่ได้มีเจตนาสองแง่สองง่ามอะไรเลยนะ
   “…” คนฟังไม่ตอบอะไรกลับมา เอาแต่มองจนผมคิดเองเออเอง
   “หยุดความคิดทะลึ่งนะ”
   “ยังไม่ทันได้คิดแบบนั้น” 
   “จ้ะ พ่อคุณ มองหน้าไม่บอกยี่ห้อเลยนะว่าหื่น”
   “เหรอ”
   รู้สึกว่าผมกำลังจะตกหลุมที่ตัวเองขุดเองซะอย่างนั้นก็เลยข้ามประเด็นเรื่องหน้าของเขาไปซะ “ยังไม่จนตรอกนะ” ก็ผมยังมีงานประจำทำนี่
“แสดงว่าถ้าจนตรอกก็จะทำ?” 
   อ้าว ไอ้เวรนี่ เผลอสนิทด้วยหน่อย เริ่มปากพล่อยละ
   “ล่ะมั้ง” ผมใช้น้ำเสียงยียวนนิดๆ “แต่ทาร์เก็ตจะต้องเป็นคนหล่อๆ รวยๆ นะ ครั้งละหมื่นไรงี้ ยี่สิบครั้งก็มีตังค์ใช้หนี้หมดละ”
   “ใครจะซื้อ ครั้งละหมื่น” เขาว่า ตาดูปรือๆ สงสัยกินอิ่มแล้วง่วง? “ห้าพันยังแพง”
   “น้อยไปสิ ไม่เคยอ่านข่าวเหรอ ที่ว่าพวกเน็ตไอดอลรับจ้างไปเป็นเพื่อนกินข้าวน่ะ แค่กินข้าวเองนะ”
   นายสิบทิศทำหน้าเพลียๆ กับคำพูดไร้สาระของผมเต็มที
   
ขากลับผมก็ติดรถเขากลับอ่ะแหละ ก็แหงล่ะอยู่ซอยเดียวกัน แล้วนี่ก็มืดแล้วถ้าไม่ให้ผมขึ้นรถมาด้วยมันก็ใจดำเต็มที ออกจากตลาดมาได้สักพักก็เจอกับรถติดครับ ผมสังเกตเห็นเขาท่าทางง่วงๆ เพลียๆ นะ
   “ไหวป่ะ” จะว่าไปวันนี้เขาก็ใช้แรงไปเยอะอยู่นะ โดยเฉพาะแบกถุงฟางนั่น ผมแทบจะไม่ได้ยกเลยครับ นั่นคงเป็นสาเหตุให้คุณชายผู้เคยชินกับชีวิตสุขสบายมาตั้งแต่คาบช้อนทองมาเกิดต้องเสียเหงื่อใช้แรงงานรึเปล่านะ
   “ง่วง” เขาบอกเท่านั้น
   พอการจราจรเคลื่อนไหวได้เขาก็ขับออกนอกเส้นทาง แค่ยี่สิบนาทีพวกเราก็มาถึงคาเฟ่เล็กๆ ร้านหนึ่ง สไตล์ร้านกาแฟที่คนมานั่งเล่นกันอ่ะครับ เขาสั่งชาร้อนกับเค้กแล้วหันมาถามผมว่าจะกินอะไร พอผมส่ายหน้าเขาก็เลยบอกพนักงานว่าขอชาสองที่
   แหม เราช่างต่างกันจริงๆ
   ผมชวนเขากินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เขาวนรถหรูมาพักร้านชิคๆ คูลๆ และสั่งชามาจิบ
   แต่ก่อนที่ชาจะมาเสิร์ฟเขาก็หมดสภาพไปละครับ
   ตรงที่เรานั่งเป็นโซฟายาวแชร์กับโต๊ะข้างเคียง นายสิบทิศหงายหลังแล้วก็หลับตาไปแล้ว แต่เพราะตัวเขาสูงเกินกว่าพนักพิงจะพอดีกับท้ายทอย หัวก็เลยเอนไปอีกทางที่กำลังมีคนอื่นเข้ามานั่ง
   “นาย ขยับมาทางนี้หน่อย” ผมสะกิดบอกเบาๆ
   “ฮื่อ” เขาขยับแล้วเอนหัวมาทางผมพลางก็ปรับท่านั่งให้สบายโดยการไหลตัวเองต่ำลงนิดหนึ่งแล้วก็นิ่งไป…ผมด้วยครับที่นิ่งไป เพราะนายสิบทิศกำลังเอาหัวพิงไหล่ผมอยู่ ทำหน้าเหมือนสบายเต็มที เส้นผมของเขาเหนอะเล็กน้อย แขนของเขาก็เหนียวด้วยครับคงเพราะชุ่มเหงื่อมาตลอดวัน แต่ก็ยังมีกลิ่นหอมจางๆ จากน้ำหอมที่เขาใช้อวลอยู่
   ผมไม่รู้ตัวเลยว่าอยู่เฉยๆ ให้เขาเบียดได้ยังไง รู้แค่ว่าไม่เป็นไรและกลัวตัวเองจะรบกวนการงีบของเขาเอามากๆ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-11-2018 20:41:50 โดย กฤช »

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 938
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +570/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
กาแฟมั้ยฮะจ้าว
 :กอด1:
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 5

   “อ้าว คุณเหนือมาด้วยเหรอครับ” คนพูดไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ พ่อเทพบุตรที่ผมทำน้ำหกใส่กางเกงเมื่อวันก่อนไงครับ แต่จำได้ว่าวันนั้นผมไม่ได้แนะนำตัวเองเลยนะ
   “ครับ คุณ…?” ผมไว้เชิงนิดนึงโดยการมารยาว่าจำเขาไม่ได้พร้อมกับแอ๊กติ้งทำหน้าซื่อๆ ตาแป๋วๆ อย่างคนกำลังพยายามนึก แต่ที่จริงคืออึ้งในความหล่อ สุขุม ดูสุภาพและมารยาทดีของคนตรงหน้า
   “ลืมไปเลยว่าเรายังไม่รู้จักกัน ผมกรครับ ที่เจอกันที่ออฟฟิศคุณเหนือ” เขาแนะนำตัวเองและยืนรีรอให้ผมจำได้
   “อ๋อ จำได้แล้วครับ” ผมทำหน้านึกออก “บังเอิญจังนะครับ เอ๊ะ หรือว่านัดกันไว้ครับ” ผมชี้คนที่กำลังซบผมอยู่พลางก็พยักไหล่ให้เขารู้ตัว
   “ที่จริงก็นัดไว้ช่วงบ่ายแล้วครับ แต่มันไลน์มาเลื่อน บอกว่ามีภารกิจเร่งด่วน ไม่นึกว่าจะโผล่มาตอนค่ำๆ”
   ผมก็เลยรู้ว่าที่จริงนายสิบทิศไม่ได้นัดกับน้องกรรณอย่างที่เดาเอาไว้
แต่อย่าบอกนะว่าไอ้ภารกิจเร่งด่วนอะไรนั่นคือมาช่วยผมขายเสื้อผ้า?
   “คุณกรก็เลยรออยู่ที่ร้านนี่เหรอครับ” ผมสงสัย รอนานไปมั้ย
   “ส่วนใหญ่ถ้าไม่ติดธุระที่อื่นก็จะอยู่ทั้งวันครับ” คุณกรพูดไปยิ้มไปเหมือนดีใจอะไรสักอย่าง
   “เค้กที่สั่งมาแล้วครับ” พนักงานยกมาเสิร์ฟเพิ่มอีกสามชิ้นผมเลยรีบท้วง เพราะจำได้ว่านายสิบทิศสั่งแค่ชิ้นเดียวที่มาพร้อมกับชาร้อน
   “ผมให้เอามาเองครับ” คุณกรพยักหน้าให้พนักงานเป็นสัญญาณว่าให้กลับไปทำหน้าที่อื่นต่อได้ “คุณเหนืออยากจะรับอย่างอื่นเพิ่มก็บอกผมได้เลยนะครับ”
   ใช่อย่างที่คิดรึเปล่านะ… “นี่ร้านของคุณกรเหรอครับ?”
   “เป็นหุ้นส่วนครับ” คุณกรตอบพลางเลื่อนจานเค้กมาใกล้
ผมดูแล้วก็นึกออก เค้กที่นายสิบทิศบอกว่ามีคนฝากมาให้นั่นเอง
คุณกรจีบผมป่ะเนี่ย? มีการฝากขนมมาให้ด้วย คิดแล้วก็อยากจะปลุกคนที่กำลังซบไหล่ขึ้นมาถามให้ชัดๆ
   “คุณเหนือสนิทกับไอ้วินเหรอครับ”
คุณกรสังเกตจากการที่ผมกำลังติดหนึบยังกะเป็นปาท่องโก๋กับเพื่อนของเขานั่นแหละ
ผมยังไม่ทันพูดอะไร นายสิบทิศก็เอาแก้มถูไถไหล่ผมเหมือนพยายามจะแสดงให้คุณกรเห็นอย่างนั้นแหละ เฮอะ แบบนี้ไม่ได้หลับจริงหรอก แล้วจะกันซีนผมทำไมวะ
“แค่หัวหน้ากับลูกน้องครับ”
   “เห็นทีแรกนึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก แต่ดูท่าทางไอ้วินจะชอบลูกน้องเอามากนะครับ วันหยุดยังพาออกมาเที่ยวด้วย”
คุณกรแซ็วเหรอ?
   “บังเอิญเจอกันครับ แล้วที่ใช้ผมเป็นหมอนอยู่เนี่ยเขาคงไม่รู้ตัว ตะกี้บอกว่าง่วงแล้วก็เป็นอย่างที่คุณกรเห็นนี่แหละครับ” ผมทำไหล่ยึกยักให้นายสิบทิศเอาหน้าออกไปซะทีสิโว้ย ทำแบบนี้เดี๋ยวคุณกรเข้าใจผิด แล้วผมก็จะเสียราคากันพอดี “อีกอย่าง…คุณวินไม่ชอบคนแบบผมหรอกครับ”
   “คุณเหนือคิดว่าอย่างมันจะชอบแบบไหนเหรอครับ”
   ไอ้ผมเองก็ไม่ทันได้ยั้งคิด ก็เลยพลั้งปากออกไปอย่างที่มีคำตอบอยู่ในหัว “เขาก็ต้องชอบคนน่ารักๆ อัธยาศัยดีแบบน้องกรรณสิครับ”
   หลุดปากออกไปแล้วก็เพิ่งฉุกคิด ตายละวา ถ้าเกิดคุณกรเป็นแฟนน้องกรรณล่ะ ตายๆๆๆ เผลอพูดอะไรออกไปเนี่ยกู ยิ่งพอพูดออกไปแล้วคุณกรมีสีหน้าเจื่อนลงไปผมก็ยิ่งรู้สึกว่าหน้าผมกำลังแหกเป็นริ้วๆ ก็เลยทำทีเป็นยกแก้วชาขึ้นมาจิบแก้เก้อ
   คุณกรเหมือนจะเหลือบดูหน้านายสิบทิศแวบหนึ่ง ก่อนจะบอกด้วยเสียงในระดับที่เบากว่าเดิมเล็กน้อย “คุณเหนืออย่าพูดแบบตะกี้ให้ไอ้วินได้ยินนะครับ”
   “ขอโทษครับ ผมก็ปากไว พูดไปไม่ทันคิดว่าคุณกรกับคุณกรรณ…”
   ทีนี้คุณกรยกแก้วชาขึ้นจิบ ก่อนจะบอกว่า “ผมกับน้องกรรณไม่ได้เป็นแฟนกันครับ”
   โอย ผมมึน อะไรยังไงล่ะนี่
   นายสิบทิศไม่ได้เป็นแฟนน้องกรรณ
   คุณกรก็ไม่ได้เป็นแฟนน้องกรรณ
   “หรือว่าคุณกรกับไอ้วินเป็นแฟนกันครับ” เพราะมึนผมก็เลยเผลอเรียกนายสิบทิศว่า ‘ไอ้’ ตามอย่างที่คุณกรเรียก
   “ไปกันใหญ่แล้ว ผมกับมันก็ไม่ได้เป็นแฟนกันครับ” คุณกรหัวเราะร่วน “พวกเราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันสมัยเรียนครับ”
คุณกรจิบชาพร้อมกับเหลือบสายตาไปทางอื่น ท่าทางแบบนี้มันเหมือนคนปกปิดความลับอะไรสักอย่าง
   สามคนนี้ต้องมีอะไรสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนกันอยู่แน่ๆ
มิน่า ตอนเช้านายสิบทิศถึงได้ฟาดงวงฟาดงาแบบนั้น
   “ชอบกินเผือกรึไง”
   ผมสะดุ้งโหยง ก้มลงมองที่ไหล่ตัวเองเห็นนายสิบทิศช้อนตาขวางขึ้นมา
   “ตื่นแล้วก็เอาหัวออกไปสิ” ผมดันหัวมันออกไป
   “ไม่งีบต่อแล้วเหรอไง” คุณกรพูดกับไอ้สิบทิศ
   “หลับไม่ลง ยุกยิกๆ อยู่นั่น” มันว่า
   อ้าวไอ้นี่ ก็แกเป็นคนมาพิงฉันเองนะ
   “ไปนอนข้างในมั้ยล่ะ” คุณกรชี้ไปที่ห้องส่วนตัว “เดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อนคุณเหนือเอง”
   ไปเลย ชิ้ว
   “ไม่ล่ะ ตื่นแล้ว” นายสิบทิศว่า
   เฮอะ ดูก็รู้ว่าหวงเพื่อน ไม่อยากให้เพื่อนจีบผมงั้นสิ ไอ้กันซีน!
   “จะกลับละ แวะมางีบเฉยๆ”
อ้าว งั้นจะถ่อเข้ามาทำไมเนี่ย อยู่ในร้านยังไม่ถึงชั่วโมงเลย แล้วผมก็รู้นะว่ามันไม่ได้งีบ มันแอบฟังอยู่ตลอด
   ไม่อยากให้ผมมีโอกาสทำความสนิทชิดเชื้อกับพี่กรว่างั้นเหอะ (แอบเรียกคุณกรว่า ‘พี่’ ในใจ)
   “ไหงงั้น ไม่ไปกินข้าวเย็นกันหน่อยเหรอ” คุณกรเหมือนจะพยายามยื้อ
   “เรากินกันแล้ว” นายสิบทิศว่า ซึ่งผมตาโพลงเลยครับกับที่มันบอกว่า ‘เรากินกันแล้ว’
   “ก่อนมานี่ แวะกินก๋วยเตี๋ยวกันมาแล้วครับ” ผมรีบแก้ต่าง
   คุณกรทำหน้าเข้าใจ ก่อนจะชักชวนผมว่า “วันหลังคุณเหนือมาที่ร้านอีกนะครับ มาคนเดียวก็ได้ ถือว่าเรารู้จักกันแล้ว เดี๋ยวผมลดให้พิเศษ”
   “กินฟรีได้มั้ยครับ” ผมยิ้มร่า พูดสัพยอกกลับไป
   “ได้แค่ลดแบบสุดๆ ครับ ถ้าจะกินฟรีต้องเป็นแฟนเจ้าของร้าน” คุณกรแซ็วกลับ
   แหนะ หยอดซะผมเขินแล้วนะ โอเคครับ ผมตกลงเป็นแฟนพี่กรครับ แค่คิดก็ฟินแล้ว ฮิฮิ
   “กลับได้ละ ยิ่งดึกยิ่งรถติด” นายสิบทิศเรียกผมเสียงแข็งเชียว
   
ขับออกมาถนนใหญ่รถก็ติดจริงๆ ครับ คราวนี้เป็นผมเองนี่แหละที่ง่วง
   “เมื่อกี้ยังดี๊ด๊าเป็นปลากระดี่ได้น้ำ ตอนนี้กลายเป็นหมาซึมไปละ” ฟังมันหาเรื่องผมสิครับ แล้วก็ขอเถอะ การพูดแดกดันแบบผสมมุกแป๊กๆ เนี่ย ไม่ได้เข้ากับหน้ามึงเลยครับ ไม่ตลก
   “อยากบ่นไรก็บ่นไป” เสียงผมยานเต็มที ของีบก่อนละ ขับรถดีๆ ล่ะมึง
   ในห้วงที่ผมกำลังสะลึมสะลือ เหมือนได้ยินนายสิบทิศพูดอยู่นะว่า “อยากกินฟรีมากนักหรือไง”
   “เออ ถ้านายไม่กันท่า ได้กินฟรีไปละ” ผมเถียง แต่รู้สึกว่าเสียงมันวนเวียนอยู่ในลำคออ่ะครับ
   “หุ้นส่วนมีตั้งหลายคน จะเอาคนไหนล่ะ” เสียงมันเหมือนลอยมาจากที่ไหนไกลๆ ซึ่งผมก็ไม่อยากจะต่อปากต่อคำละครับ ง่วงจัด
   หลายคนคงเคยหลับบนรถกันใช่มั้ยครับ มันจะไม่ได้หลับสนิทยาวๆ หรอก มันจะวูบหลับวูบตื่น เรียกว่าหลับไม่รู้สึกตัวเป็นช่วงๆ ตอนหนึ่งที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเนี่ยสงสัยจะเป็นจังหวะรถติด ผมลืมตาแต่เกือบขยับท่าอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่เห็นว่านายสิบทิศกำลังเอื้อมมือไปเอาเสื้อของเขาจากเบาะหลัง ผมรีบหลับตาลงทันทีตอนที่เขาเอาเสื้อมาคลุมให้ จากนั้นผมก็ทำทีว่ากำลังฝันดีแล้วกอดผ้าห่มผ้าคลุมไปตามเรื่อง เพื่อที่จะดึงเสื้อของเขาขึ้นมาปิดครึ่งหน้า สงสัยเพราะผมยังไม่ชินล่ะมั้งครับ กับคนที่ผมเหม็นหน้ามันจะตายแต่มันมาทำอ่อนโยนด้วย ผมก็เลยเลือกที่จะซ่อนความรู้สึกดีที่เขาทำให้ อีกอย่างผมรู้ได้เลยแหละว่าถ้าผมลืมตาขึ้นตอนนั้น ทั้งมันและผมก็คงจะเงอะงะ วางหน้ากันไม่ถูกแน่ๆ

   “เหนือ… เหนือ” นายสิบทิศเขย่าที่แขนผมเบาๆ “ถึงแล้ว”
   “ครับ” ใช่ครับผมพูดว่า ‘ครับ’ แทนที่จะเป็น ‘อือ’ หรือ ‘เออ’ แบบที่เคยพูดกับเขาในเวลาที่ไม่ใช่สถานะหัวหน้ากับลูกน้องในที่ทำงาน
   ที่จริงก็เป็นแค่คำๆ เดียวซึ่งผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดด้วยซ้ำ เพราะว่าผมเคยชินคำอื่นที่มันแดกดันมากกว่า ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงได้ขานรับไปแบบดีๆ อย่างนั้นได้
   ผมเปิดประตูรถลงมาทั้งที่ไม่ได้บอกอะไรอย่างอื่นอีก อาการตอนนี้คือง่วงๆ เพลียๆ งงๆ มึนๆ หลายอย่างปะปนกันประกอบกับอยากขึ้นไปบนห้องเพื่ออาบน้ำให้สบายตัวแล้วนอนพักร่างสักที พอจะเดินเข้าไปกดลิฟต์นั่นแหละถึงได้รู้ตัวว่าฉวยเอาเสื้อของเขาติดมือมาด้วย ยังกอดอยู่กับอกเลยครับ หันไปอีกทีเขาก็ออกรถไปละ
   “กลับดึกจังเลยนะครับ คุณเหนือ”
ลุงยามนั่นเองครับ ทำหน้าฟินๆ แบบนี้คงเห็นหมดตั้งแต่ตอนผมอยู่บนรถแล้วล่ะ
“แฟนพาไปง้อที่ไหนมาล่ะครับเนี่ย”
   ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ คือนึกคำตอบไม่ออก สมองมันตื้อๆ ได้แต่บอกไปว่า “หลายที่ครับ”
   “หลายที?”
ผมเห็นสีหน้าลุงยามยิ่งฟินหนักกว่าเดิม แต่ผมก็ไม่อยู่รอเพื่อเติมไม้เอกให้ลุงยามเข้าใจให้ถูกต้องหรอกนะเพราะว่าง่วงมาก แล้วก็…ปล่อยให้ลุงแกคิดไปแบบนั้นแหละ
   ผมก็แค่อยากให้ใครสักคนเห็นว่าผมไม่ได้โดดเดี่ยวล่ะมั้งครับ

   วันอาทิตย์ที่แสนสดใส กว่าผมจะลุกจากเตียงก็ใกล้เที่ยงละครับ ถ้าไม่หิวจนแสบท้องก็จะยังคงนอนต่อไป ก็แหม เมื่อวานเหนื่อยมากจริงๆ เนี่ยร่างยังระบมไปหมดแถมยังรู้สึกตัวรุมๆ เหมือนจะเป็นไข้อีกต่างหาก
ผมฝืนพาตัวเองลงมาหาอะไรกินพร้อมกับหอบตะกร้าเสื้อผ้าลงมาใส่เครื่องซักหยอดเหรียญ จากนั้นก็กลับขึ้นมานอนดูซีรี่ย์ต่อ ผ่านไปสามชั่วโมงก็ชัดแล้วครับว่าเป็นไข้จริงๆ สงสัยติดโรคคุณชายผู้สบายมาแต่เกิดจากนายสิบทิศ ทำงานหนักนิดหน่อยก็มีอันเจ็บไข้ได้ป่วย ถุย
   อันที่จริงก็พอจะรู้สาเหตุหรอก ตากแดดขายของตลอดครึ่งวัน แถมยังไปเจอแอร์เย็นๆ ในรถของนายสิบทิศอีก
   ผมกินยาลดไข้แล้วก็นอน ตื่นอีกทีตอนสองทุ่มอาการก็ยังทรงๆ อยู่ครับ รู้สึกตัวแล้วก็อยากนอนต่ออีกนะแต่ดูเหมือนวันนี้จะนอนไปเยอะแล้วร่างกายก็เลยไม่ยอมหลับสนิท กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงจนเมื่อยท้ายทอย (เพราะนอนเยอะ) ก็เลยลุกจากเตียงเพื่อหาอะไรเบาๆ ทำ ทำทั้งที่ยังเพลียๆ นั่นแหละครับ
   เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วก็สะท้อนใจที่มันโล่งจากที่เคยเป็น ตอนนี้มีเสื้อผ้าแขวนอยู่ไม่กี่ชุดเองครับ ในจำนวนนั้นมีสามตัวแขวนอยู่ชิดกัน คือเสื้อเชิ้ตกับเสื้อยืดที่นายสิบทิศซื้อมาถ่ายโทษกับอีกตัวคือเสื้อเชิ้ตที่เขาเอามาคลุมให้ตอนอยู่ในรถเมื่อวานซึ่งผมซักแล้วเมื่อตอนเที่ยงนั่นแหละครับ อารมณ์แบบไม่รู้จะทำอะไรก็เลยหยิบออกมารีดสองตัว หลายตัวก็ขี้เกียจ 555
   ตัวหนึ่งเป็นเสื้อของผม อีกตัวก็คือของเขาที่จะเอาไปคืนพรุ่งนี้
   “แกล้งทำไหม้ซะดีมั้ย หึหึ” ผมพูดกับเสื้อบนที่รองรีด แต่พอนึกถึงตอนที่เขาเอามาคลุมให้ก็ใจอ่อนยวบ จิตมารสลายไปเสียฉิบ
   ระหว่างที่รีดเสื้อของเขาไปผมก็เกิดคำถามครับว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่… ตอนแรกก็ดูเหมือนไม่ชอบผม ลวงผมไปนอนด้วย (ลวงไปเหรอ?) ได้ผมแล้วก็ตะเพิดออกจากห้องเหมือนย่ำยีเล่นเพื่อแก้แค้น ซึ่งผมก็มั่นใจมากว่าไม่เคยรู้จักมันมาก่อน ไหนจะแกล้งผมในเวลางานอีก ทั้งที่ผมก็พยายามอยู่ห่างๆ มันแล้วนะ แต่ดูเหมือนมันจะพยายามเสนอหน้าเข้ามาในวงโคจรของผมเสียเหลือเกิน ซึ่งบางอย่างที่เขาทำมันก็ไม่ได้เลวร้ายนะ เรียกว่าดีด้วยซ้ำ
   สรุปว่านายสิบทิศเป็นคนลึกลับผีเข้าผีออกจริงๆ ไหนจะเรื่องความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเขากับพี่กรแล้วก็น้องกรรณนั่นอีก คิดแล้วปวดหัวครับ เอาเป็นว่าอยู่ห่างๆ มันเหมือนเดิมนั่นแหละดีละ

   เป็นอันว่าเมื่อคืนกว่าผมจะหลับก็ปาเข้าไปตีสองกว่า เช้านี้ก็เลยลุกไม่ไหว ไม่ใช่เพราะยังมีอาการไข้นะ แต่เพราะนอนไม่พอ
   “กูเป็นไข้ ขอลาป่วยวันนึง” ผมทำเสียงค่อกแค่กๆ ตอนโทรไปบอกต้าร์
   “เมื่อคืนไปแรดจนลุกไม่ขึ้นอีกล่ะสิ” มันตอบกลับมา
   “อีดอก กูเป็นไข้จริงๆ” ผมเนียนๆ ก็มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอาการไข้จริงๆ อ่ะ
   “เออ เดี๋ยวกูบอกคุณวินให้ นอนพักล่ะมึง แค่นี้นะกูติดสายลูกค้า”
   วางสายแล้วผมก็นอนต่ออีกละ กว่าจะลุกจากเตียงก็ใกล้เที่ยงเพราะหิวอีกเหมือนเดิมซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมากจากอาการไข้เมื่อวานอีกนั่นแหละ
   ผมใส่แค่เสื้อกล้ามกับกางเกงบอลรองเท้าหูคีบออกมากินข้าวร้านประจำหน้าปากซอยครับ กินเสร็จแล้วก็แวะซื้อขนมที่เซเว่นใกล้ๆ ร้านตามสั่งนั่นแหละ
   “เป็นไงมึง ดีขึ้นยัง” ต้าร์โทรมาเช็กอาการ
   “ดีขึ้นละ นี่เดินออกมาหาไรกินหน้าปากซอยได้ละ” ผมบอก
   “เล่ามาค่ะ เมื่อคืนใครทำให้เพื่อนลุกไม่ขึ้นคะ” ฟังมันว่าสิครับ นี่มันคงคิดว่าเมื่อวานผมออกไปแรดกับผู้ชายมาล่ะสินะ
   “อีต้าร์ กูไม่ใช่มึงนะ” ผมพ่นพิษใส่มันทางโทรศัพท์ “ช่วยดูตัวเองด้วย แรดกว่าใครก็มึงนั่นแหละ”
   “อีนี่ ก็กูเป็นห่วง”
   เป็นห่วงหรือว่าสาระแน?
   “เหวี่ยงกูได้เบอร์นี้ก็คงหายแล้วอ่ะแหละ เทกแคร์”
   “เออ”
   แต่ก่อนที่ผมจะกดวาง ก็ได้ยินเสียงมันโวยวายเหมือนยังคุยไม่จบ
   “ก่อนออกมากินข้าว กูบอกคุณวินให้แล้วนะว่ามึงลาป่วย แต่ว่าวันนี้เขาก็เป็นไข้ว่ะ นี่เห็นว่าฝืนร่างเข้าออฟฟิศมาประชุมเช้า สงสัยบ่ายนี้จะกลับไปละ”
   “อ้อ เออ” ผมงึมงำไปตามที่มันบอก
   “กูว่ามันแปลกๆ นะ กูว่ากูมีเซนส์กูสัมผัสด้าย มึงกับคุณวินป่วยพร้อมกัน หรือว่าคนที่ทำให้มึงลุกไม่ขึ้นจนเจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็น…”
   “อีดอก” ผมด่ามันก่อนจะชิงกดวาง ขืนพูดอะไรออกไปมากกว่านี้มีหวังปิดอีขี้เสือกต้าร์ไม่ได้แหง
   เดินเข้าซอยมานิดเดียวคนที่เพิ่งโดนพาดพิงก็ขับรถมาชะลอแล้วเลื่อนกระจกลงคุย อยู่ซอยเดียวกันก็จริงแต่บังเอิญจ๊ะเอ๋กันบ่อยไปมั้ยวะเนี่ย
   “ออกมาเดินข้างนอกได้แบบนี้ ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย?” นายสิบทิศถามออกมาจากในรถ
   “อือ หายไข้ตอนสายๆ นี่แหละ” ผมสังเกตเห็นหน้าเขาอิดโรยแล้วก็แดงๆ นะครับ
   “ขึ้นมาสิ เดี๋ยวไปส่ง” เขาบอก
   ถ้าเป็นหลายวันก่อนผมคงจะเชิดหน้าไม่สนใจมันหรอกครับ แต่เห็นสภาพเขาตอนนี้แล้วก็เป็นห่วงขึ้นมาตะหงิดๆ ก็เลยว่าง่ายเปิดประตูรถขึ้นไป แค่หายใจสองสามทีก็มาถึงแมนชั่นของผมละ นายสิบทิศจอดให้ลง
   “นายไหวป่ะเนี่ย” ผมถามเพราะทนทำเป็นไม่สนใจไม่ได้ครับ แล้วอันที่จริงเห็นสภาพก็รู้ละว่าเขามีไข้ แต่ขอแอ๊กติ้งหน่อย “ขอโทษนะ” ผมเอื้อมมือไปจับที่หน้าผากของเขา ตัวร้อนจี๋เลย
   “ไปโรงพยาบาลไม่ดีกว่าเหรอ”
   “กินยาไปแล้ว เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
   ผมละล้าละลังไม่อยากลงจากรถ ยอมรับว่าเป็นห่วงเขา เพราะส่วนหนึ่งสาเหตุก็คงมาจากเมื่อวันเสาร์นั่นแหละ
   “ไม่ลงเหรอ”
   “ไม่ละ” ผมบอกอายๆ แต่ก็พยายามซ่อนเอาไว้ “ไปคอนโดนายเถอะ เดี๋ยวไปส่ง”
   นายสิบทิศก็ว่าง่ายจังครับ ขับรถออกมาเลย
แล้วผมก็ได้กลับมาเหยียบห้องของเขาอีกเป็นครั้งที่สองครับ
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-11-2018 22:02:50 โดย กฤช »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5419
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +194/-19

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 522
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
panpang
ขอบคุณน๊าาาาา
  :-[

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 6

   เจ้าของห้องเดินไปนั่งที่โซฟา เขาก็คงรู้แหละครับว่าผมอยากตามมาทำไม สถานการณ์จึงต่างจากครั้งแรกที่ผมเคยมาคือครั้งนี้มีแต่ความเป็นห่วงโดยบริสุทธิ์ใจจริงๆ
สิ่งแรกที่ผมมองหาคือชามใส่น้ำกับผ้าผืนเล็ก พอได้ครบแล้วกลับที่โซฟา นายสิบทิศก็นั่งเอนหลังหมดสภาพไปละครับ
“จะเช็ดตัวให้” ผมบอกพลางปลดกระดุมเสื้อของเขาออกโดยไม่รอคำอนุญาต พอปลดกระดุมออกทุกเม็ดผมก็ใจเต้นตึกตักกับกล้ามเนื้อที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แถมยังรู้สึกคอแห้งขึ้นมาซะอย่างนั้น
โอ พระเจ้า ไม่นะอีเหนือ ห้ามคิดอกุศลตอนนี้
ผมกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอพร้อมกับยื่นผ้าหมาดน้ำไปแตะที่แก้มของเขาแล้วค่อยเช็ดจนทั่วใบหน้า แต่พอจะเริ่มเช็ดตรงช่วงคอลงไปลำตัวด้านล่าง คนที่หลับตาทรมานก็ผงกหัวขึ้นเปิดตามองการกระทำของผม
“ไหนบอกว่าหายแล้ว ทำไมหน้าแดง” เขาถาม
พอเขาพูดมาแบบนั้นผมก็ทำเป็นหันไปมองกระจกบานใหญ่ตรงผนังเพื่อสำรวจตัวเอง ทั้งที่ก็รู้นะว่าหน้าผมตอนนี้ก็คงจะแดงซ่านอย่างที่เขาเห็นนั่นแหละ แต่มันไม่ได้มาจากอาการไข้หรอกครับ เป็นเพราะเรือนร่าง มัดกล้ามกับซิกแพ๊กตรงหน้านี้มากกว่า ซึ่งภาพในกระจกก็ชวนสะท้อนใจเสียเหลือเกินครับ คือนายสิบทิศนั่งอยู่บนโซฟาส่วนผมคุกเข่าอยู่กับพื้น เขาอยู่ในชุดทำงานราคาแพง ส่วนผมใส่เสื้อกล้ามกางเกงบอลราคาถูก ยังกะคุณชายกับคนใช้ยังไงยังงั้น
“ไม่นี่” ผมหันกลับมาสนใจเขาแล้วดันหัวที่ผงกขึ้นมานั้นลงไปนอนแหงนดูเพดานตามเดิม
   “เดี๋ยว” เขายึดข้อมือผม
   “ทำไม เช็ดแรงไปเหรอ?”
   “เปล่า…”
   “น้ำเย็นไป?”
   “ไม่… จะบอกว่าผ้านั่นไว้เช็ดโต๊ะ”
   อ้าว ก็เห็นวางอยู่ก็เลยหยิบมา
   “ก็ไม่ได้เปื้อนอะไรนะ” ผมยิ้มแห้งๆ นี่ถ้านายสิบทิศมีเรี่ยวแรง ผมคงโดนเขกหัวไปละ
   “ไปหาผืนใหม่ในตู้เสื้อผ้านู่น” เขาชี้
   
ภายในตู้เสื้อผ้าค่อนข้างเป็นระเบียบ มีการแยกชนิดของชุดไม่ปะปนกัน แถมยังมีการไล่สีเสื้อผ้าจากอ่อนไปหาเข้มด้วยสิ หมอนี่เป็นประเภทเพอร์เฟคชั่นนิสต์สินะ
แหงล่ะ ก็มันรวยนี่หว่า
   ผมกวาดสายตาดูอย่างสอดรู้สอดเห็นเผื่อจะเจออะไรเด็ดๆ ที่เจ้าของซ่อนเอาไว้ เพราะผมเองชอบซ่อนของจุกจิกไว้ในตู้เสื้อผ้าครับ แล้วก็เจอจริงๆ เสียด้วย
ผมเห็นมุมหนึ่งของกรอบรูปโผล่ออกมาจากกองผ้าซึ่งอยู่ด้านในสุดของตู้ ทีแรกผมก็ไม่ได้สนใจนักหรอกแต่เซ็นส์บางอย่างมันสะกิดต่อมเสือกให้ทำหน้าที่ของมัน ผมก็เลยถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดู เป็นรูปของนายสิบทิศกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งสวยมากครับ นายสิบทิศยังอยู่ในชุดนักศึกษาอยู่เลย ส่วนผู้หญิงแต่งหน้าจัดใส่ชุดเหมือนชุดเชียร์ลีดเดอร์หรือไม่ก็อาจจะเป็นชุดเข้าฉากเล่นละครเวทีทำนองนั้น เห็นแล้วก็อดทึ่งไม่ได้เพราะนายสิบทิศสมัยนั้นดูหล่อกว่าตอนนี้นะ ที่จริงก็หล่อเหมือนตอนนี้นั่นแหละ…ต่างแค่แววตาในรูปนั้นช่างแวววาวมีชีวิตชีวาผิดจากปัจจุบันที่ดูขวางๆ ดุๆ เจ้าอารมณ์และมีบางอย่างเจ็บร้าวซุกซ่อนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นไกลๆ ในรูปก็คือตรามหาวิทยาลัยเดียวกับที่ผมจบมา ดูนานๆ เข้าก็ชักคุ้นหน้าผู้หญิงแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือเปล่า
   ผมกลับมาพร้อมกับผ้าผืนใหม่ เริ่มเช็ดใหม่ตั้งแต่ใบหน้า ลำคอและลำตัวด้านหน้า แต่เขายังใส่เสื้ออยู่นะครับ ผมก็เลยเช็ดแขนกับหลังไม่ได้ซึ่งนายสิบทิศก็รู้จังหวะโดยไม่ต้องบอก พอผมเริ่มเช็ดเหนือเข็มขัดเขาก็ขยับตัวถอดเสื้อออก เช็ดแขนกับหลังเสร็จผมก็จะเลิกละครับ
   “ด้านล่างล่ะ” เขาท้วง
   คือผมก็รู้แหละว่ามันก็ต้องเช็ดให้ทั่วทุกซอกทุกมุมอ่ะนะ แต่ที่ไม่พูดเพราะผมเองก็อายเป็นนะครับ ให้เขาพูดเองถอดเองน่ะเหมาะแล้ว
   เฮ้อ ผมใจเต้นตึกตักอีกแล้วครับ ก็ตอนนี้นายสิบทิศแทบจะล่อนจ้อน ทั้งตัวของเขาเหลือแค่กางเกงในสีขาวตัวเดียวอ่ะครับ นายสิบทิศเองก็นะ จะนั่งอ้าขาให้ถึงร้อยแปดสิบองศาเลยหรือไง ทำเหมือนจงใจอ่อย ผมงี้เช็ดไปก็มือสั่นใจสั่น จะทำท่าแบบว่าเช็ดโดยไม่มองก็ดูจะเป็นนางเอกผู้ไม่ประสีประสาเกินไป แต่จะให้พุ่งสายตาไปที่ตรงนั้นของเขาก็ดูกระไรอยู่เนาะ เอาเป็นว่าดูบ้างทำเป็นไม่สนใจบ้างนั่นแหละ แหะๆ
   “อยากเหรอ?”
   ผมละสายตาจากเส้นขนบนขาอ่อนของเขาขึ้นมาทันที
   “บ้า! ป่วยขนาดนี้ยังจะมีอารมณ์พูดเล่น”
   “ก็เห็นจ้องซะน้ำลายยืด” เขาว่า
   ผมรีบเอามือเช็ดปากตัวเองเลยครับ
   “ไม่มีซะหน่อย” ผมค้อนแล้วก็ฟาดผ้าลงไปแต่มันดันไปโดนตรงนั้นพอดีเขาก็เลยรีบหุบขา
   “เจ็บนะ” เขาร้อง
   “โดนซะบ้าง” ว่าแล้วผมก็ทำทีไม่สนใจตรงนั้นของเขาอีกโดยการเช็ดลงไปที่หน้าแข้งครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มาปรนนิบัติเขาซะขนาดนี้นะกับคนที่ไม่ได้เป็นคนพิเศษ นี่ถึงขนาดเช็ดเท้าให้เลยนะ
   “เสร็จแล้ว” ผมยื่นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นที่หยิบมาพร้อมกับผ้าเช็ดตัวให้เขาใส่ ตอนนั้นผมก็คิดขึ้นได้ว่าที่จริงให้เขาใส่กางเกงก่อนเช็ดตัวก็ได้นี่หว่า “นอนพักซะ”
   “เหนือ” เขาเรียกผมขณะที่หลับตาลงไปแล้ว “…อย่าเพิ่งกลับนะ”

   ผ่านมาสองชั่วโมงกว่าแล้ว ผมยังอยู่ในห้องของนายสิบทิศครับ ขนมที่ซื้อมาจากเซเว่นหน้าปากซอยหมดเกลี้ยงแล้วครับ เอาถุงขนมไปทิ้งลงถังเสร็จผมก็เดินไปดูร่างที่นอนเหยียดบนโซฟา ลองเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผากก็พบว่าไข้ลดแล้วแต่ก็ยังรุมๆ อยู่ ผมเลยไปเอาผ้าผืนใหม่มาเช็ดตัวให้เขาอีกรอบ เช็ดเฉพาะใบหน้า คอ แขน ขา ส่วนที่ไม่ได้อยู่ในเสื้อผ้าน่ะครับ เห็นเขาทำหน้าผ่อนคลายผมก็ดีใจ รู้สึกเหมือนได้ตอบแทนที่เขาช่วยขายของวันก่อน
   “อือ…” นายสิบทิศเหมือนละเมอพูดอะไรอยู่ในคอ
   “นาย” ผมไม่กล้าเรียกเสียงดัง กลัวจะทำให้เขาตื่น
   “อือ…”
   ผมยื่นหูเข้าไปใกล้ปากเขา เผื่อจะฟังได้เป็นถ้อยเป็นคำบ้าง
…แล้วหลังจากนั้นก็เหมือนฉากในละครทีวี พระเอกที่ตื่นสักพักแล้วผงกหัวขึ้นมาหอมแก้มนางเอก…
แต่นั่นมันในละครครับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือผมสะดุ้งตกใจที่ได้ยินเขาพูดว่า “ทำอะไร เอาหัวมาใกล้ทำไม”
“อาการคงจะดีขึ้นแล้ว จะกลับละ” ผมบอกเก้อๆ
“ขอน้ำหน่อยสิ คอแห้ง” เขาบอก
ได้ครับเจ้านาย
ผมกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำเขาก็ลุกขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้วครับ ดื่มเสร็จก็พูดว่า “บอกว่าอย่าเพิ่งกลับไง”
“อยู่นานแล้ว จะกลับแล้ว” ผมบอก
“ช่วยหยิบกล่องตรงข้างเตียงให้ที”
ใช้ผมอีกละ แต่ผมก็เดินไปเอามาให้แต่โดยดี มันเป็นกล่องกระดาษที่มีฝาปิด ขนาดกว้างยาวสูงประมาณด้านละหนึ่งฟุต หนักใช้ได้อยู่นะครับ
“นั่งสิ” เขาตบเบาะตรงข้างๆ ตัวเขา
ผมวางกล่องนั้นลงไปแทนก่อนจะนั่งถัดออกมา
“เปิดดูสิ”
“อะไร ดูทำไม”
“ให้ไง”
“อะไร เครื่องเพชรเครื่องทองเหรอ” ผมกวนไปอย่างนั้นเองครับแต่ก็เปิดฝากล่องออก ข้างในเป็นเสื้อผ้าพับไว้จนเต็ม “ให้ทำไม ไม่เอา”
“ก็เอาไปขายหมดแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่อยากเห็นชีเปลือยไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศนะ”
“เว่อร์ละ” ผมค้อน รื้อเสื้อผ้าออกมาดูสองสามตัวก็เห็นว่าเป็นแบบที่ผมชอบใส่ทั้งนั้น นี่เขาสังเกตสไตล์ของผมด้วยเหรอ
“ไม่เอาหรอก ดูก็รู้ว่าแพง”
“ไม่แพงหรอก ไม่ใช่แบรนด์เนมสักหน่อย เสื้อจากร้านเพื่อนๆ คนรู้จักทั้งนั้น ถือโอกาสอุดหนุนเขา”
“ยังไงก็ไม่เอา” ผมส่ายหน้า ปิดฝากล่อง “นายเก็บไว้ใส่เองเถอะ”
“ใส่ได้ที่ไหนล่ะ ตัวเล็กแบบนี้”
“…”
“ถือว่าตอบแทนที่มาเช็ดตัวให้” เขาอ้าง
“ไม่เอา…”
“อย่าดื้อ ไม่งั้นพี่จับปล้ำนะ”
“จะเอาแรงที่ไหนมาปล้ำฮะ” ผมส่ายหน้าใส่เขาขำๆ
เท่านั้นแหละ ตัวผมถูกจับพลิกไปนอนอยู่ด้านล่างตัวเขาทันทีเลยครับ
“จะเอามั้ย”
“ไม่เอา…”
เขากดน้ำหนักตัวลงมา หน้าสีแดงเรื่อๆ ก็เคลื่อนลงมาใกล้ด้วย
“เอาๆ เอาก็ได้” ผมหลับตาปี๋ รู้สึกสยิวไปล่วงหน้าละ
“พูดว่าไม่เอาอีกสิ” เขาท้า
“บอกว่าเอาแล้วไง”
แล้วเขาก็ค่อยปล่อยผมให้เป็นอิสระครับ
“ผู้ใหญ่ให้ของ ก็ต้องรับไว้” เขาว่า
   “นายก็ไม่ได้แก่กว่าเท่าไหร่นี่” ผมย้อน
   “เรียกนายๆ อยู่ได้”
   “จะให้เรียกคุณท่านเหรอ”
   “เรียกพี่สิ”
   “ไม่เอา ไม่เรียก ไม่ชิน”
   “พูดว่าไม่เอาอีกแล้วเหรอ” เขาทำท่าจะจบผมกดอีกแล้วครับ
   “เรียกก็ได้”
   “เรียกสิ”
“พี่วิน” ผมมองค้อน “บ้าอำนาจ”
จู๋จี๋กันเสร็จ (เรียกว่าจู๋จี๋ได้มั้ย?) ก็ถึงเวลาหน้าตึงของผมละครับ ก็เพราะพี่ป๊อปโทรเข้ามา ที่จริงผมลบเบอร์กับไลน์เขาออกจากเครื่องตั้งแต่ตอนที่เราเลิกกันแล้วล่ะเพียงแต่ไม่ได้บล็อก อาศัยจำเบอร์ได้จากประวัติการโทรเข้าโทรออกทุกเดือนเรื่องหนี้นั่นแหละครับ
ดังครั้งแรกผมไม่รับ แค่กดปิดเสียงแล้วก็วางไว้กับเบาะ
ดังครั้งที่สองครั้งที่สามผมก็ไม่รับอีกครับ
นายสิบทิศ เอ๊ย คุณพี่วินก็เริ่มทำหน้ามีเครื่องหมายคำถามละว่าทำไมไม่รับสาย ผมเห็นเขามองหน้าจอทุกครั้งเลยครับ สงสัยจะจำเบอร์ได้แล้วมั้ง
“เดี๋ยวค่อยโทรกลับ” ผมบอก
พูดไม่ทันขาดคำพี่ป๊อปก็ไลน์มาครับ
POP UP : ว่างแล้วโทรกลับหาพี่ด้วยนะ
“ใครน่ะ แฟนเหรอ” นายสิบทิศถาม
“แฟนเก่า” ผมพูดเสียงเหนื่อยอกเหนื่อยใจ
“โทรมาขอคืนดีเหรอ”
“คืนดีกับผีน่ะสิ ทวงหนี้ล่ะไม่ว่า” ผมเผลอบอกความจริงออกไป ทีนี้นายสิบทิศก็คงรู้ละ ว่าผมเป็นหนี้ใคร เท่าไหร่ เหลือแค่รายละเอียดของสาเหตุที่เป็นหนี้เท่านั้นซึ่งเขาก็ไม่ได้ซอกแซกถาม ผมก็เลยหยุดเรื่องเอาไว้เท่านั้น

พี่วิน (เรียกพี่แล้ว) เดินมาส่งผมแค่หน้าห้อง จะให้เขาลงไปส่งถึงล็อบบี้ก็คงไม่ใช่เพราะเขายังเป็นคนป่วยอยู่
ผมยกกล่องทั้งสองมือเดินออกมาไม่กี่ก้าวเขาก็เรียกผมครับ พี่วินเดินออกจากห้องมาหาแล้วก็ยื่นมือมาจับที่แก้มผมอย่างอ่อนโยน สายตาของเขาอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ขอบใจนะ เจ้าเด็กปากดี” เขาว่า
บอกตามตรงว่าตอนนี้ผมคงไม่ได้เหม็นหน้านายสิบทิศอีกแล้วครับ ผมรู้สึกดีเอามากๆ ที่เขาทำแบบนั้น ไหนจะฉายาที่เรียกผมว่า ‘เจ้าเด็กปากดี’ นั่นอีก
ตลอดทางเดินจากคอนโดของพี่วินกลับมาแมนชั่นของผม ผมเฝ้าคิดถึงแต่เขา อยากจะย้อนกลับไปเคาะห้องเขาแล้วค้างคืนที่นั่นเสียให้รู้แล้วรู้แรดแต่สัญชาตญาณก็เตือนตัวเองว่าอย่า คล้ายๆ กับมีความรู้สึกไปล่วงหน้าว่าเขาจะนำพาบางอย่างที่จะทำให้ผมเจ็บปวดได้
มันคือกำแพงที่ผมสร้างขึ้นมาจากความรักครั้งก่อนใช่ไหมครับ

วันอังคาร ผมมาทำงานตามปกติได้แล้วครับ วันนี้ใส่เสื้อที่เขาซื้อมาให้ด้วยนะ คิดว่าเขาเห็นก็คงจะดีใจ แต่ตลอดทั้งวันจนถึงเลิกงานผมไม่เห็นเขาที่ออฟฟิศเลยครับ นั่นทำให้ผมร้อนรนไม่เป็นอันทำงาน โทรหาเขาก็ไม่ยอมรับสาย สติเตลิดจนพาลคิดไปว่าอาการของเขาจะทรุดหนักอาจถึงขั้นตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องก็เป็นได้ กระทั่งหกโมงเย็นเขาถึงโทรกลับมาครับ
“พี่วินไม่เป็นไรใช่มั้ย” ผมใจคอไม่ดีเลยครับ กลัวเขาจะตอบกลับมาบอกว่านี่โทรมาจากห้องไอซียู นี่สลบไปทั้งวัน อะไรทำนองนั้น
“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงเขาฟังดูแปลกๆ
“มาหาที่ห้องหน่อยสิ”
“ได้ๆ ไม่เกินชั่วโมงนึงก็ถึง”
ด้วยความร้อนใจผมก็เลยใช้บริการมอเตอร์ไซค์ยิงยาวเลยครับ เบ็ดเสร็จค่าโดยสารอยู่ที่สามร้อยห้าสิบ โคตรโหดแต่ก็คุ้มกับเวลาแค่เพียงครึ่งชั่วโมงที่มาถึงหน้าห้องพี่วิน
“เข้ามาสิ” พี่วินเปิดประตูให้ผม น้ำเสียงของเขาเย็นชา แต่เห็นเขาแข็งแรงดีผมก็โล่งใจละครับ
พี่วินบอกให้ผมผมนั่งที่โต๊ะรับแขก บนนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้ มันคือหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ครับ ใจความก็คือเจ้าหนี้เดิมของผมได้โอนสิทธิให้เขาเป็นเจ้าหนี้แทน หรือจะให้ชัดก็คือพี่วินกลายมาเป็นเจ้าหนี้ผมแทนพี่ป๊อปแล้ว
แวบหนึ่งผมคิดว่าพี่วินยินดีช่วยเหลือผมด้วยน้ำใจ แต่พอเห็นสีหน้าเฉยเมยนั้นแล้วผมรู้ได้เลยครับว่ามันไม่ใช่อย่างแน่นอน ผมตัวชาไปหมด ความรู้สึกมันเหมือนกับปราสาททรายที่สร้างเอาไว้อย่างสวยงามโดนคลื่นซัดมาจนพังสลายไม่เหลือเค้าโครง
“ทำแบบนี้ทำไม” น้ำตาผมเอ่อ
นายสิบทิศไม่ตอบคำถามแต่พูดอย่างรวบรัดว่า “ก็อย่างที่เห็น ผมจ่ายหนี้แทนคุณไปหมดแล้ว สัญญานั่นมีผลตามกฎหมาย ต่อจากนี้ไปผมคือเจ้าหนี้ของคุณ”
“นาย…”
“ถ้าเดือนไหนผัดผ่อนหรือผิดนัดจะมีดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน หรือถ้าอยากจ่ายเป็นอย่างอื่นก็บอกได้…” เขามองเสื้อผ้าที่เขาซื้อให้บนตัวผมอย่างดูถูก เขามองผมเหมือนเป็นสิ่งของเลยครับ “…ผมจะเป็นคนตีราคาในแต่ละครั้งเอง”
“ไอ้…”
“อ้อ อย่าหวังว่าผมจะให้ราคาคุณครั้งละหมื่นหรือห้าพันนะ แบบนั้นไม่คุ้ม”
“มึงมันเหี้ย กูไม่น่าเป็นห่วงมึงเลย!” ผมน้ำตาอาบแก้มเลยครับ
“ใจเย็นน่า วัวเคยค้าม้าเคยขี่ เราสองคนก็เคยทำอย่างว่ากันมาแล้วหนนึง นายก็ติดใจอยู่ไม่ใช่เหรอ เอาเป็นว่าผมจะนับรวมครั้งนั้นไว้ด้วยก็ได้นะ สักห้าร้อยดีไหม”
ผมฟิวส์ขาดละครับ
“อ๊ะๆ อย่าฉีกนะครับ ติดคุกได้นะ”
ผมปากระดาษแผ่นนั้นลงพื้นก่อนจะลุกจากอีกฟากหนึ่งของโต๊ะไปซัดกำปั้นใส่ปากมันครับ ไม่รู้ว่าหมัดผมมันเบาเกินไปหรือยังไง มันถึงดูไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด กลับยิ้มเยาะๆ ใส่ผม จากนั้นผมก็รีบวิ่งออกมาจากห้องของมันครับ


 

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ความรู้สึกของเหนือ  o22

ใครสงสารเหนือโปรดแสดงตัวนะ  :sad11:

ออฟไลน์ panpang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 522
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
อิหยังน้อ งงพี่วินเด้อ

ออฟไลน์ เจเจจัง

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 185
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
สรุปอะไร วินแปลกๆ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็เย็นชา. งง เหนือก็เหมือนกัน วินทำขนาดนี้ ยังจะรู้สึกดีกับมันอีก. หางานใหม่แล้วลาออกไปเหอะ

ออฟไลน์ magic-moon

  • I belive I can Flyyyyyyyyyyy
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 492
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
panpang
อิหยังน้อ งงพี่วินเด้อ

อ่านจบแล้วอุทานว่า But why? ใช่ไหมครับ 555


เจเจจัง
สรุปอะไร วินแปลกๆ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็เย็นชา. งง เหนือก็เหมือนกัน วินทำขนาดนี้ ยังจะรู้สึกดีกับมันอีก. หางานใหม่แล้วลาออกไปเหอะ

พี่วินกำลังสับสนในตัวเองเน้อ อิอิ
เหนือเริ่มจากเกลียด แล้วก็ค่อยๆรักตามประสาคนใจง่ายพ่ายแพ้ความหล่อ
แต่พี่วินเนี่ยอาจจะมีพื้นเพความชิงชังเหนือมาก่อนก็ได้นะ อุ๊บบส์ พอเริ่มจะรู้สึกดีด้วย ก็ดันมีจังหวะให้ได้เอาคืน ก็เลยไม่อยากเสียโอกาสนั้นไป (ก็อุตส่าห์โปรแกรมจิตมาตั้งนาน)
เกลียดเข้าไส้ >> ไม่ได้หมายถึงเหนือคนเดียวนะ อิอิ

magic-moon
อิหยังวะ

อย่าเพิ่งด่าพี่วินนะเอาแค่อยากข่วนหน้าก็พอ (ขอปกป้องคนหล่อ) คนหล่อก็มีอดีตที่น่าเห็นใจอยู่นะครับ 555

มาเอาใจช่วยทั้งน้องเหนือและพี่วินให้ผ่านจุดเกลียดเข้าไส้ให้ไปจนถึงตอนที่ทั้งคู่รู้สึกขัดแย้งว่า but why? ไหงกลายมาเป็นรักกันเนาะ

ปล. กดอ้างอิงแล้วไม่ฟังก์ชั่นอ่ะครับ เลยต้องก๊อปข้อความมาแบบนี้เอา

ออฟไลน์ กฤช

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 111
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +38/-1
ตอนที่ 7

วันนี้ผมมาถึงออฟฟิศแปดโมงตรง เดอะแก๊งยังไม่มีใครโผล่หัวมาเลยครับ ผมก็เลยไม่มีข้ออ้างที่จะเฉไฉไปทักทายคนอื่นจนเดินถึงโต๊ะ เลยได้แต่ก้มหน้ามองพื้นเพื่อเลี่ยงสายตาเย็นชาของนายสิบทิศที่นั่งประจำที่อยู่แล้ว ยังไม่ทันได้เปิดคอมพิวเตอร์เขาก็ลุกเดินมาเฉียดข้างหลัง
“ตามผมลงไปที่ห้องรับแขกชั้นสองด้วย” น้ำเสียงของเขาไม่สบอารมณ์เท่าไหร่
“ตอนนี้เลยเหรอครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติแบบที่ ‘แค่คนรู้จัก’ ในที่ทำงานคุยกัน
ไอ้คนหน้านิ่งๆ บึ้งๆ ไม่พูดซ้ำครับ ผมก็ต้องลุกตามไปโดยดีเพราะคิดแล้วคงไม่เป็นผลดีต่อตัวเองเท่าไรนักถ้าจะทำพยศกับเขา ยิ่งเดาจากเสียงขุ่นๆ นั่นแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคงแดกรังแตนเป็นมื้อเช้ามา
ผมลงลิฟต์กับเขาสองคนจนถึงชั้นสองโดยที่ไม่มีบทสนทนาใดมาทำลายความเงียบ พอเข้ามาถึงห้องรับแขกผมก็เห็นพี่กรกับน้องกรรณรออยู่
“พี่เหนือ” น้องกรรณยกมือไหว้ ยิ้มแย้มแจ่มใส
“มาคุยงานเหรอครับ” ผมรับไหว้พลางทักทาย
“ครับ” น้องกรรณตอบเท่านั้นก็ถูกนายสิบทิศพาไปห้องประชุมเล็กที่อยู่ติดกับบริเวณรับแขก
เฮอะ ไปซะได้ก็ดี ผมหมายถึงไอ้คนหน้าบูดเหมือนข้าวหมาเน่านั่นนะครับไม่ใช่น้องกรรณ มองตามหลังแล้วก็สงสัยขึ้นมานิดๆ ว่านายสิบทิศกับน้องกรรณไม่ใช่แฟนกัน แต่ทำไมลักษณะที่เขาปฏิบัติกับน้องกรรณถึงได้ดูละมุนละไมเกินกว่าคนรู้จักนัก ทีกับผมทำยังกับเป็นทาสในเรือนเบี้ย จะเฆี่ยนจะตียังไงก็ได้ 
“ทำงานยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ ขอโทษที่ให้ไอ้วินพาคุณเหนือลงมาด้วยนะครับ” พี่กรดึงความสนใจของผมกลับมาจากสองคนนั่น
“ไม่หรอกครับ” ยังไม่ได้เริ่มงานเลยครับพี่ “คุณกรก็มาคุยงานเหรอครับ”
“พี่แค่ผ่านมาทางนี้ พอรู้ว่ากรรณก็จะมาเหมือนกัน พี่ก็เลยแวะมาส่ง”
ฟังแล้วไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่แต่ผมก็เออออไป ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนนี้ก็ยังคงสลับซับซ้อนสำหรับผมอยู่นั่นแหละครับ ก็เลยช่วยไม่ได้ที่ผมจะคิดว่าพี่กรมากันท่าสองคนนั้นรึเปล่า แบบว่ากันท่ากันไปมาเลยไม่ลงล็อคสักทีน่ะ
“พี่เอาเค้กมาฝากครับ” พี่กรยื่นกล่องเค้กมาให้ “ฟรีนะครับ”
ได้ยินแล้วผมก็หน้าร้อนซู่ขึ้นมา สัพยอกกลับไปว่า “ถ้าเป็นแฟนเจ้าของร้าน เหนือคงอ้วนเป็นแมวน้ำแหง”
“รับรองว่าไม่อ้วน เพราะกินเค้กแล้วมีบริการเบิร์นแคลอรี่ครับ”
หืมมมมมมม คืออะไร เบิร์นแบบไหนครับพี่กร
อีกนิดก็จะเขินจนตัวลอยละ ถ้านายสิบทิศไม่ออกจากห้องประชุมมาขวางเสียก่อน
“เหนือ ลูกค้าโทรมาตามคอนเฟิร์มออร์เดอร์ คุณช่วยกลับขึ้นไปประสานงานด้วยครับ”
“ครับ” ผมตอบทั้งที่รู้ว่าแม่งไม่จริง ลูกค้าห่าที่ไหนจะมาตามคอนเฟิร์มออร์เดอร์กับ Brand Manager นู่น ต้องเซลล์นู่น
“งั้นพี่ไม่กวนแล้ว เหนือจะได้กลับไปทำงาน”
พี่กรดูเข้าใจชีวิตพนักงานออฟฟิศดีนะครับ
“ขอบคุณนะครับ เหนือจะแบ่งให้เพื่อนๆ กินด้วย” ผมยกมือไหว้อย่างชวนเอ็นดูทั้งที่พี่กรก็คงแก่กว่าผมแค่ปีสองปีเหมือนกับนายสิบทิศ
“ไม่ต้องไหว้พี่หรอก เดี๋ยวแก่” พี่กรหัวเราะร่วน “อ้อ เสาร์นี้ที่ร้านจะมีเค้กออกใหม่สามรส เหนือไปชิมให้ได้นะ”
“ขอดูก่อนนะครับ ไม่แน่ใจว่าจะไปได้มั้ย” ผมแบ่งรับแบ่งสู้ ก็นะ ร้านอยู่ตั้งชานเมือง ถึงพอจะรู้ว่าอาจจะไม่ต้องจ่ายค่าของกิน แต่ค่าแท็กซี่ไปกลับก็คงหลายร้อย”
“งั้นพี่ขอเบอร์กับไลน์เหนือได้มั้ยครับ”
หืมมมมมม ขอเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่าพี่กรจีบผมชัวร์
อ่ะฮึ่ม! เสียงนายสิบทิศกระแอมครับ
“พี่กรเอาโทรศัพท์มาสิครับเหนือจะเมมให้ ส่วนไลน์ก็หาจากเบอร์โทรได้เลย” ผมแอ๊กติ้งว่าดีใจมากที่พี่กรขอเบอร์ขอไลน์ ก็ถ้าไอ้ตัวที่มันคำรามใส่ผมตะกี้จะคอยกันท่าอยู่ก็ให้มันอกแตกตายไปเลย
ว่าแต่ที่มันหน้าบูดเป็นตูดหมาตั้งแต่ตอนอยู่ข้างบนนี่คือเพราะพี่กรใช้มันให้ตามผมมาหาเหรอ?

เย็นนั้นผมรีบเคลียร์งานให้ไวที่สุดเพื่อเตรียมตัววิ่งสี่คูณร้อยไปลงลิฟต์กลับทันทีครับ ขืนโอ้เอ้อยู่เลยเวลาก็เสียวท้ายทอยว่าจะโดนแกล้งอีก
“เอ๊า อีนี่ไวจริง นัดผู้ชายไว้แหง”
ผมได้ยินพี่เอ็มเม้าท์กับเดอะแก๊งอยู่ข้างหลังแว่วๆ แต่ผมไม่หันกลับไปแก้ตัวละ วิ่งเข้าลิฟต์มาได้ก็นับว่าแต้มบุญยังมี แล้วไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่ามีใครบางคนทำตาขวางๆ ใส่ผมแน่นอน
   PAKORN : เลิกงานยังครับ เค้กอร่อยมั้ย
   พี่กรทักไลน์มาครับ
   NORTH STAR : เลิกแล้วครับ กำลังนั่งรถเมล์กลับห้องครับ
   NORTH STAR : ของฟรีก็ต้องอร่อยสิ คริคริ
   PAKORN : อยากกินฟรีบ่อยๆ ต้องเป็นแฟนเจ้าของร้านนะ
   PAKORN : แซ็วนะ
   ผมกำลังจะส่งสติ๊กเกอร์รูปหัวใจให้พี่กรแต่ก็มีมารมาขัดขวางครับ
   ALWAYS WIN : ไปสนิทกับไอ้กรตั้งแต่ตอนไหน
   ด้วยความที่นิ้วไวไปนิดผมก็เลยกดเปิดอ่านครับ แต่อ่านแล้วไม่ตอบอ่ะ สวย มั่น อ่านไม่ตอบ จะทำไม
   NORTH STAR : เห็นผอมๆ งี้แต่เหนือกินเก่งนะ
   PAKORN : เติมได้ไม่อั้นครับ พี่เปย์ไหว 555
   ALWAYS WIN : ทำไมไม่ตอบ
   คือจะบล็อกไลน์มันก็คงไม่เป็นผลดีในระยะยาวเพราะยังไงก็ต้องได้คุยกันเรื่องหนี้ ผมก็เลยกดอ่านแล้วก็ไม่ตอบอีกนั่นแหละ
   
หลังจากวันนั้นผมก็ไม่เห็นหน้านายสิบทิศอีกเลยครับ มันไม่ได้หายไปบวชที่ไหนหรอกครับ ได้ยินว่าออกไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอกออฟฟิศทั้งสองวัน
“คืนนี้มึงต้องไปกับพวกกู” พี่เอ็มบังคับ “ไม่งั้นกูจะตัดมึงออกจากกองมรดก”
“เขี่ยมันออกไปจากวงศ์ตระกูลของเราเลยค่ะคุณหญิงแม่ขา” ต้าร์ตบมุกอย่างไว
“มรดกเชี่ยไรของมึงอีพี่เอ็ม” ผมต่อปาก
“ก็มรดกที่กูเปิดขวดแล้วแดกไม่หมดไงคะ ฝากไว้ที่ร้านมาเป็นอาทิตย์ละ” พี่เอ็มว่า
“ป่านนี้บูดแล้วมั้ง”
“ไม่รู้แหละ ยังไงมึงต้องไป เหล้ามีแล้ว หารกันแค่ค่ามิกเซอร์กับทิปเด็กเสิร์ฟไม่กี่ร้อย”
“ไปด้วยกันเถอะอีเหนือ กูก็โดนบังคับเหมือนกัน วันศุกร์ทั้งทีแทนที่จะได้อยู่กับผัว แถมพาไปด้วยก็ไม่ได้” เอบอก
“อีเอ Girl night out ค่ะ ห้ามพาผัวมา ไม่งั้นกูแย่งนะ” ต้าร์ทำหน้าทะลึ่งทะเล้น
“อีพวกนี้ กูขอให้พวกมึงมีผัวให้หมดทุกคน จะได้เข้าใจกูบ้าง”
“สาธุ กูขอหล่อรวยกระบวยใหญ่ๆ นะ” ต้าร์หัวเราะฮิฮะ
“มึงดูอีแมนมันซิเนี่ย มันสายธรรมมะ ศิษย์แม่ชีลีหมกโชว้มันยังจะไปด้วยเลย” พี่เอ็มพูดใส่หน้าผมฉอดๆ “ส่วนมึง ผัวก็ไม่มี แถมยังเป็นตัวแม่สายร่าน คิดจะเปลี่ยนใจไปเป็นนางเซียวเหล่งนึ่งกลับไปแดกนมผึ้งในสุสานโบราณรึไง”
“ทำไมแรง นี่น้องเอง น้องร่านในสายตาพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมเหวอ “เขาเอามังกรหยกมารีเมกรีรันอีกแล้วเหรอ”
“ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง สรุปคือมึงต้องไป”
ก็ตามนั้นแหละครับ สรุปคือสี่ทุ่มผมก็มายืนอยู่หน้าร้านละ พอเข้าไปถึงที่โต๊ะผมก็อยากจะหันหลังกลับเลยจริงๆนะ ไหนพวกมันว่า Girl night out ไงวะ แล้วทำไมมีนายสิบทิศอยู่ด้วยล่ะ! แล้วทำไมพวกมึงถึงเว้นที่ว่างข้างๆ มันให้กูด้วย?

   “พวกเรา ดื่มให้กับพี่วิน เจ้ามือในคืนนี้ด้วยค่า” ต้าร์ชูแก้วขึ้นกลางโต๊ะ
   “ไหนบอกว่ามีเหล้าเหลือไง” ผมกระซิบถามพี่เอ็ม
   “ก่อนมึงมาพวกกูแดกหมดละไง” พี่เอ็มกระซิบตอบ
   “แล้วมัน… เอ่อ พี่วินมาได้ไงอ่ะ”
   “พอดีเจอที่ใต้ตึกออฟฟิศ กูก็เลยชวนมา”
   ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือก แม่งเอ๊ย เจอหน้าแล้วเหล้าในมือเหม็นขึ้นมาทันที
   “มาช้าจัง” นายสิบทิศพูดกับผมพร้อมกับยกเหล้ามาเติมให้ด้วย
   “รถติดครับพี่วิน” ผมตอแหลหน้าม่าน ก็เดอะแก๊งไม่มีใครรู้เรื่องระหว่างมันกับผมนี่ครับ เลยต้องเล่นละครว่าไม่ได้เกลียดหน้ามันเลยสักนิด
   “ดื่มครับ” นายสิบทิศยกแก้วขึ้นตรงหน้า
ผมก็จำต้องชนสิครับ จิบไปนิดเดียวรู้เรื่อง ไอ้เหี้ยนี่มันแกล้งผมชัดๆ ชงเหล้าให้ผมโคตรเข้ม
“ดื่มให้หมดสิ” มันเชียร์
“หมดแก้วสิมึง จะได้เมาทันพวกกู” อีพิตต้าร์ก็พาลผสมโรงกับเขาด้วย แต่มึงดูไม่เมาเลยนะ
“แดกเข้าไป เนี่ยเหลืออีกตั้งเยอะ ไม่อยากเสียค่าทิปค่าฝาก” พี่เอ็มสำทับอีกคน
ระดับผมแล้วแค่นี้จิ๊บๆ ไม่ใช่ว่าเป็นพวกคอทองแดงหรอกนะครับ พวกนั้นคือเมายาก แต่สำหรับผมแล้วก็เมาเหมือนคนทั่วไปนั่นแหละเพียงแต่กล้ากินให้มันเมาๆ ไปเลยน่ะครับ มั่นใจว่าอย่างน้อยก็ยังมีเดอะแก๊งพากลับ โดยเฉพาะอีแมนที่เป็นพวกดื่มน้อย กลับทางเดียวกัน มันเน้นมาเดินจงกรมในผับ
   แป๊บเดียวก็เมาครับ ผมเป็นพวกเมาแล้วดีด เอนเนอร์จี้มาจากขุมไหนมากมายไม่รู้ เต้นๆๆๆ เต้นจนเหนื่อยแล้วบางทีก็จะมีเลื้อยด้วย คือใครอยู่ข้างผมโดนนัวเนียหมดอ่ะครับ ไม่ว่าพี่เอ็มหรืออีพิตต้าร์
   “อีดอก อย่ามาเลื้อยเดี๋ยวกูอด ผู้ชายที่กูเล็งเข้าใจผิด” ต้าร์ดันผมออกไปหาพี่เอ็ม
   “อีเหี้ย เหล้ากูหกหมด” พี่เอ็มเอามือดันอกผม “ไปหาอีต้าร์นู่น ไป๊”
   ผมโผไปหาต้าร์แล้วก็กอดมันเอาหน้าซุกอกมันครับ นัวเนียๆ แต่เอ๊ะทำไมอีต้าร์ถึงยืนอยู่กับอีเออีแมนทางนู้น แล้วนี่ใครอ่ะ เงยหน้าขึ้นดูก็แทบสร่างเมาเมื่อเห็นหน้าอึ้งๆ ของนายสิบทิศก้มมองลงมา แต่ความเป็นจริงมันก็ไม่ใช่ว่าจะสร่างเมานะ ถึงแม้จะตกใจมาก ร่างกายมันผลักออกไม่ได้ในทันทีอ่ะครับ
   “อีเหนือ นั่นเจ้านายกูนะ ออกมา” พี่เอ็มพูดขำๆ
   “ทำไม พี่วินก็เจ้านายกูเหมือนกันนะ” เพราะเมานั่นแหละที่ทำให้ผมนึกสนุกต่อปากกับพวกมัน “คืนนี้กูจะเอาพี่วินกลับห้อง”
   “ว้ายแรง พี่วินอย่าตกใจนะคะ อีเหนือมันเมาแล้วร่าน” อีต้าร์พูด
   “ไม่เป็นไรครับ” นายสิบทิศหัวเราะขำๆ พลางก็กอดเอวผมไม่ให้ไหลลงไปนอนกองกับพื้น
   เฮอะ ทำมาเป็นไม่ถือสา ทำมาเป็นเฮฮาเข้ากับคนอื่นง่าย นึกแล้วผมก็อยากจะแกล้งมันบ้าง ดูซิว่าต่อหน้าเดอะแก๊งจะแสดงได้เก่งแค่ไหน ผมก็เลยนัวเนียนายสิบทิศหนักกว่าเดิมครับ ชนิดที่ว่าถ้าเป็นงูเหลือมก็คงรัดสิบทบไปแล้วล่ะ
   “ว้าย อีเหนือพอแล้วๆ” พี่เอ็มกับต้าร์รีบพากันมาง้างมือผมออก “มึงไปเลื้อยอีเอนู่นไป”
   “อีดอก ผิดผี”
    “ให้มันเลื้อยมึงนั่นแหละ มึงมีผัวแล้ว จะได้เป็นยันต์กันชู้ให้ผัวมึงไง”
   
   เพลงก่อนผับจะปิดจะเป็นเพลงช้าซึ้งๆ ส่วนใหญ่เป็นเพลงเหงาๆ อกหักรักเขาข้างเดียวทั้งนั้นแหละ ฟีลลิ่งผมก็เลยมาเต็ม คิดถึงพี่ป๊อป…
   “สร่างเมาขึ้นมาหน่อยก็คิดถึงผัวเก่าเลยนะ” อีต้าร์กระแหนะกระแหนเหมือนรู้
   “ใครว่า กูไม่ได้คิดถึงมัน” ผมกลบเกลื่อน
   “อู๊ยยยยยย เพื่อนคะ เห็นหน้ามึงก็รู้แล้วค่ะ” มันย้อน
   “กูอาจจะคิดถึงผัวใหม่ก็ได้นี่” ผมไม่ยอมลงให้
   “ผัวใหม่ที่ไหนอีกคะที่ทำให้มึงหน้าหงอยเป็นหอยหุบยังงี้”
   ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำ ไฟในร้านก็สว่างเป็นสัญญาณว่าผับปิดแล้วนะ เชิญไสหัวกลับไปนอนกอดผัวที่บ้านได้ (ถ้ามีหรือจิกได้)
   “ทำไมพวกมึงไม่เมากันเลยอ่ะ” ผมพยายามเปลี่ยนเรื่อง
   “จะรีบเมาไปไหนล่ะ ไปต่ออีกร้านแล้วค่อยเมา” พี่เอ็มบอก
   “อ้าว ไม่เห็นรู้เรื่อง” พอมีสติขึ้นมานิดนึงผมก็เริ่มกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย “กูคงไปไม่ไหวอ่ะ ใครแม่งชงเหล้าให้กูวะ เข้มชิบหาย มึงพากูกลับเลย”
   “ก็เจ้านายมึงไงที่ชงให้” พี่เอ็มบอก “มึงก็แดกเอาๆ ยังกะกลัวว่าเหล้ามันจะแพงขึ้น”
   “ไอ้พี่วินชงให้กูเหรอ ไอ้เหี้ยชงซะขม” คือไฟมันสว่างแล้ว ผมก็มั่นใจว่าไม่เห็นนายสิบทิศนะ ก็เลยคิดว่ามันกลับไปนานละ “ทำยังกะจะมอมกูงั้นแหละ ดีนะที่มันกลับไปละ”
   พี่เอ็มกับต้าร์เบ้ปากมองบน “อีเหนือปากหมา มึงก็นั่งบนตักเอาหลังพิงพี่เขาอยู่นั่นไง”
   หืมมมม ผมหันไปมอง
กรี๊ด พี่วินยังอยู่จริงๆด้วย ทำหน้าตึงๆ ด้วย ตายแน่เลยกู ตะกี้เรียกมันว่า ‘ไอ้เหี้ย’ ด้วย
   “สงสัยยังเมาอยู่” ไอ้เหี้ยที่ผมเรียกต่อหน้าเดอะแก๊งทำทีพูดขำๆ ไม่ถือสาหาความ
   ผมไม่รู้จะแก้เกมด้วยมุกไหนก็เลยแกล้งเมาต่อดีกว่า
   “เอาไงล่ะ ใครจะไปส่งอีเหนือ มันไปต่อไม่ไหวหรอก” เอว่า
   “ปล่อยมันนอนหน้าร้านนี่ เดี๋ยวหมามาเลียปากก็ตื่นเองนั่นล่ะ”
   อีเพื่อนเลว
   “เดี๋ยวพี่ไปส่งเหนือก็ได้ครับ” นายสิบทิศบอก
   แทนที่พวกมันจะพูดในทำนองเกรงอกเกรงใจแต่กลับพูดว่า “ฝากมันด้วยนะคะพี่วิน”
   อีเชี่ย อีเพื่อนสารเลว

   พวกมันทิ้งผมไว้ที่หน้าร้านกับนายสิบทิศครับ ผมเห็นว่าเอขอกลับก่อนเพราะแฟนโทรมาตาม อีแมนที่อิดออดๆ ถูกลากตัวไปจนได้ ส่วนผมเหรอก็เนียนๆ เมาไม่รู้เรื่องราวต่อไปเผื่อจะพ้นผิดที่ปากหมาเมื่อตะกี้ ดูเหมือนจะได้ผลด้วยสิครับ นายสิบทิศไม่เอะใจเลย
เห็นมั้ยครับว่าผมได้คะแนนแอ๊กติ้งสิบเต็ม
   เฮ้อ ทำไมผมต้องมานั่งอยู่ในรถของมันอีกแล้วก็ไม่รู้ครับ โคตรเอียน แต่ไหนๆ ก็แกล้งเมาแล้วก็เลยทำเป็นว่ามึนๆ นอนหลับตาไปสักพัก พอใกล้จะถึงหน้าปากซอยค่อยทำเป็นรู้ตัวแล้วขอลง สุดท้ายไหงกลายเป็นผมมาตื่นเอาตอนอยู่ในลิฟต์กับมันสองคนได้ล่ะ แต่ก็ยังอุ่นใจอยู่นะว่าเป็นลิฟต์เก่าๆ ของแมนชั่นผมเอง
   “กุญแจอยู่ไหนล่ะ” นายสิบทิศถามพลางก็ล้วงกระเป๋ากางเกงผม
   ว่าแต่มันรู้ได้ไงอ่ะว่าผมอยู่ห้องนี้
ภาพลุงยามข้างล่างทำหน้าฟินลอยขึ้นมาเลยครับ
   “ล้วงเองๆ” ผมดึงมือของมันออกไปให้พ้น ไม่ใช่อะไรหรอกครับ จั๊กจี๋บวกกับสยิวไงไม่รู้
   พอผมไขประตูห้องได้ปุ๊บก็นึกขึ้นได้ปั๊บว่า ชิบหายละ ลืมแอ๊กติ้ง จากนั้นผมก็โดนนายสิบทิศดันตัวเข้ามาในห้องแล้วเหวี่ยงผมลงบนเตียง
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-11-2018 20:42:42 โดย กฤช »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด