เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ | Not today, he said. [ตอนพิเศษ] 05/10/20
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ | Not today, he said. [ตอนพิเศษ] 05/10/20  (อ่าน 126971 ครั้ง)

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-4
06

ผมไม่ได้เสียการรับรู้ทั้งหมดซะทีเดียว ทุกอย่างพร่ามัวและตัดไปมาเหมือนกึ่งกลับกึ่งตื่น ผมรับรู้ว่าตัวเองถูกอุ้มวางทิ้งที่ไหนซักแห่ง ได้ยินเสียงเครื่องช่วยหายใจดังปิ๊บๆ ได้ยินเพลงเบบี้ชาร์คสลับกับเสียงกรีดร้องของเด็ก ผมมั่นใจแล้วว่าตัวเองอยู่ในนรก การหลับโดยมีเด็กร้องกรี๊ดข้างๆต้องเป็นหนึ่งในการชดใช้กรรมแน่ๆ

แสงสีขาวสว่างจ้ารบกวนการตายของผมมาก ผมบอกให้ยมบาลปิดไฟ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ฟังคำขอเท่าไหร่ ที่น่าแปลกอีกอย่างคืออุณหภูมิรอบตัวเย็นจนผมตัวสั่น ไม่นานนักใครซักคนก็ห่มผ้าให้ เดี๋ยวนี้ยมโลกเขาเซอร์วิสคนตายกันแบบนี้แล้วเหรอ

“หนาว”

ผมทำปากขมุบขมิบ ยมทูตดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคอราวกับรู้ใจ คราวนี้ผมได้ยินเสียงรถเข็นและเห็นเงาลางๆ พวกเขาแวะมาดูผม พูดกับยมทูตเสื้อสีชมพู แล้วก็ชวนผมคุย ผมไม่รู้ว่ายมทูตในนรกต้องการอะไร ผมแค่อยากขอให้พวกเขาทิ้งผมไว้ตรงนี้และช่วยปิดเพลงเบบี้ชาร์คให้หน่อย ส่วนคุณจะไปไหนก็ไปเถอะ อย่ายุ่งกับผมนักเลย ตื่นเมื่อไหร่จะไปต่อแถวชดใช้กรรมเอง

“ก้อง --”

เสียงพี่อู๋อีกแล้ว

“-- บัตรประชาชนก้อง --”

ขนาดตายแล้วยังจะขอดูบัตรประชาชนอีก

ผมส่ายหน้า ไม่รับรู้ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเพราะรู้สึกง่วงเกินว่าจะตอบคำถาม ผมไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่อีกไม่กี่อึดใจหลังจากยมทูตเสื้อชมพูยกมือขึ้นลูบหัวผม การรับรู้ทุกอย่างก็ดับวูบลง




 ผมรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในความฝัน ทุกอย่างล่องลอยและเลือนรางจนแยกไม่ออกว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า

มันเหมือนภาพเบลอๆพร่ามัว ผมรับรู้ว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง ซักพักพี่อู๋ก็เดินเข้ามาหา เขาพาผมไปฉี่ในห้องน้ำ ประคองผมแน่นด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ลากเสาอะไรซักอย่างไปพร้อมกัน ตอนนั้นผมทรงตัวไม่ได้เลย เหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกหายไปจนทุกอย่างกลับทิศกลับทางไปหมด ผมไม่สามารถโฟกัสกับอะไรได้แม้กระทั่งกางเกงของตัวเอง และแน่นอนว่าคนที่ช่วยปลดกางเกงและทำภาระกิจให้ลุล่วงคือพี่อู๋ ผมไม่เข้าใจว่าเขามายุ่งกับมินิก้องทำไม หรือผมหมกมุ่นคิดถึงเขามากเกินไปจนเก็บมาฝันลามกแบบนี้

“ก้อง --”

พี่อู๋เรียกชื่อผม

“ก้อง --”

ตอนยังมีชีวิต งานอดิเรกของพี่อู๋คือการเรียกนายก้องเกียรติแบบไม่มีเหตุผล แม้กระทั่งตอนตาย เสียงของเขายังตามหลอกหลอนจนผมสับสน แต่ความอุ่นจากตัวของพี่อู๋ทำให้ไม่แน่ใจว่าที่นี่คือนรกจริงๆหรือผมแค่หลับอยู่บนบ้าน แล้วพี่อู๋ก็แวะมาหา แวะมากวนประสาทด้วยการเรียก ก้อง ก้อง ก้อง อยู่ข้างหู

“พี่อู๋?” ผมถาม รู้สึกลำคอแห้งผากชอบกล
“ใช่ พี่เอง”
“อือ”

ผมขานเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะดูดน้ำจากหลอดที่พี่อู๋ส่งให้ แล้วล้มตัวลงนอนเพื่อหลับยาวอีกครั้ง




ลุงก็ชัยมาที่นี่ ผมได้ยินเสียงของลุงดังอยู่ไม่ไกลแต่ขี้เกียจลืมตา ผมได้ยินลุงกับพี่อู๋คุยกันเรื่องค่าใช้จ่ายกับอนาคตของนายก้องเกียรติ บทสนทนาของพวกเขาขาดๆหายๆเพราะยังเบลออยู่ ที่แน่ๆผมได้ยินลุงชัยบอกว่าแกมีเงินไม่พอ ใจความหลักคือแค่นั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยผมไม่รู้แล้ว

หลังจากหลับๆตื่นๆเกือบสามวัน เช้าวันที่สี่ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย ที่นี่ไม่ใช่นรก แต่เป็นห้องเดี่ยวของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ราคาแพงเกินกว่าคนไร้บ้านจะจ่ายไหว

คนแรกที่เห็นหลังลืมตาคือพยาบาล คนที่สองคือหมอ คนที่สามคือคุณป้าทำความสะอาด ผมรู้สึกเวียนหัวและสับสนมากจนไม่รู้จะถามอะไรจึงทำได้แค่นอนเบลอบนเตียง มองฝ้าเพดานสีขาวพร้อมกับฟังเสียงข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ หลังจากนั้นแม่บ้านก็เข้ามา เธอวางถาดข้าวให้ผมแล้วเดินจากไป

กับข้าวในโรงพยาบาลมีอะไรบ้างก็ไม่รู้ ผมไม่มีอารมณ์จะเปิดฝาถ้วยด้วยซ้ำ ผมเอาแต่เหม่อมองข้างหน้า ชักสงสัยว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนถูกปล่อยทิ้งกลางทะเล มันเลื่อนลอยไม่เห็นจุดหมายและไม่มีเรื่องให้คิดเลยนอกจากนอนเฉยๆจนเวลาผ่านไปถึงตอนบ่าย พี่อู๋เปิดประตูห้องเข้ามาในจังหวะที่ผมกำลังแกะสายน้ำเกลือพอดี เขาอุทานเสียงดังด้วยความตกใจแล้วรวบมือผมให้ห่างจากเข็มบนหลังมือ

“ก้องจะทำอะไร?”
“มันคัน” ผมตอบ ไม่เข้าใจว่าการเกาเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน

พี่อู๋รีบยกมือซ้ายของผมไปดูใกล้ๆ มีเลือดซึมออกมาตามสายเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างยังปกติดี เข็มยังปลอดภัย ไม่โดนนายก้องเกียรติกระชากออกอย่างที่คิด

“พยาบาลบอกว่าก้องตื่นแต่เช้าเลย”

อืม เหรอ

“เป็นไงบ้าง? อยากอ้วกไหม?”

คลื่นไส้นิดหน่อย แต่ทนไหว

“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง? ก้องหลับไปตั้งสามวัน ต้องกินข้าวบ้างนะ”

ก็คนมันไม่หิว จะบังคับอะไรนักหนา

“ก้อง”

อะไรอีก

“ทำไมไม่ตอบคำถามพี่?”

ผมขมวดคิ้วมุ่น งุนงงว่าทำไมพี่อู๋หาว่าไม่ยอมตอบคำถาม ผมกระพริบตาช้าๆ ยังคงมึนอึนไม่รับรู้สิ่งที่เขาพูดเลย แต่ดูเหมือนพี่อู๋จะเข้าใจ เขาบอกผมว่าไม่เป็นไร นอนพักอีกหน่อยเราค่อยคุยกันเรื่องบ้านก็ได้

บ้านทำไม?

ผมสงสัย แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไฟไหม้บ้าน แต่ถามว่าไหม้วันไหนนี่ไม่รู้ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ผมก็ไม่รู้ ผมจำอะไรไม่ได้เลย ผมรู้แค่ว่าตัวเองชื่อก้องเกียรติ แม่ตายแล้ว บ้านไฟไหม้แล้ว และผู้ชายที่ยืนข้างเตียงชื่ออู๋ ชื่อจริงคืออะไรไม่รู้ แต่เขาเคยบอกว่าชื่ออุรัสยา

“พักเยอะๆนะ”

ผมเอนตัวนอนราบทันที ไม่อยากรับรู้หรือปะติดปะต่อเรื่องราวใดๆทั้งสิ้น พี่อู๋กดรีโมตเบาเสียงทีวี เขาไม่ได้ยืนข้างเตียงแล้ว แต่ไปนั่งเล่นโทรศัพท์บนโซฟาแทน เขาปล่อยให้ทุกอย่างนิ่งสงบอยู่ชั่วครู่ ผมหลับอีกครั้ง




นาฬิกาบอกเวลาว่าสองทุ่มห้านาที

ผมตื่นเพราะพยาบาลเข้ามาวัดความดัน ผมถามเธอว่าขอกินข้าวหน่อยได้ไหม ผมนอนยาวตั้งแต่ช่วงบ่าย หิวมาก ยังไม่ได้กินอะไรเลย ดังนั้นพยาบาลจึงช่วยจัดหาอาหารและประคองให้นั่งบนเตียง พอเห็นผมนั่งเหม่อ เธอก็ถามว่าต้องการให้ป้อนไหม ผมส่ายหน้า บอกว่าไม่เป็นไร แต่ก่อนออกไปช่วยเปิดทีวีให้ด้วย

“ปุ่มเรียกพยาบาลอยู่ข้างเตียง ถ้าต้องการความช่วยเหลือกดเรียกได้ตลอดเวลานะคะ”

เธอวางรีโมตลงข้างมือแล้วเดินออกจากห้องไป เสียงละครภาคค่ำดังขึ้น ผมตักข้าวเข้าปากคำแรก เคี้ยวสองสามครั้งแล้วกลืนลงคอ มันเจ็บ คอของผมเจ็บเหมือนโดนบีบจนช้ำ ผมฝืนใจกินอีกคำก่อนจะวางช้อน กดปุ่มเรียกพยาบาลขอให้เธอช่วยเป็นธุระพาไปเข้าห้องน้ำหน่อย

นาฬิกาบอกเวลาว่าสี่ทุ่มห้าสิบนาที

ละครหลังข่าวจบแล้ว ผมนั่งเหม่อบนเตียงโดยมีเสียงรายงานข่าวของคุณกิตติอยู่เป็นเพื่อนยามดึก ผมเพิ่งรู้ว่าพี่อู๋ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าเขากลับไปเมื่อไหร่ แต่ลืมตาอีกทีทั้งห้องก็มีแค่ผมคนเดียว ลึกๆผมค่อนข้างเสียใจที่ตื่นมาไม่เจอใคร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าความโดดเดี่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมตั้งแต่แรก ผมไม่เคยมีใครอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ชินกับความรู้สึกนี้เสียที




นาฬิกาบอกเวลาว่าสิบโมงสิบสองนาที

หมอขึ้นตรวจรอบเช้า เขาบอกว่าถ้าคืนนี้ไม่มีอะไร พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้

ผมไม่ดีใจซักนิดเมื่อได้ยินคำว่ากลับบ้าน ผมปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในห้วงของความว่างเปล่าเป็นชั่วโมงๆจนกระทั่งพี่อู๋มา เขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกับถุงสีขาวที่มีคำว่า mk แปะอยู่ ดูเหมือนว่าวันนี้ผมจะได้กินของอร่อยอีกแล้ว

“ตื่นนานหรือยังก้อง พี่ซื้อเป็ดย่างกับหมี่หยกมาฝาก”

ผมมองพี่อู๋จัดแจงวางกล่องพลาสติกลงบนโต๊ะเรียบร้อย เมื่อเห็นท่าทางเพลียๆไม่มีแรง พี่อู๋ก็ช่วยป้อนให้

ผมไม่ปฎิเสธเมื่อบะหมี่สีเขียวกับเป็ดย่างถูกคีบจ่อตรงปาก ผมอ้าปากรับเอาความอร่อยเข้าไปเต็มคำจนเส้นหมี่ล้นออกมา พี่อู๋หยิบทิชชู่เช็ดให้ทันที แล้วเขาก็ป้อนผมอยู่แบบนั้นจนบะหมี่หมดไปครึ่งกล่อง ผมเบือนหน้าหนีเมื่อพี่อู๋พูดว่าคำสุดท้าย คำสุดท้าย โกหกเถอะ คำสุดท้ายไม่มีอยู่จริง ผมกินคำสุดท้ายของเขามาสี่ครั้งแล้ว

“หมอบอกว่าพรุ่งนี้กลับบ้านได้”
“พี่รู้แล้ว” พี่อู๋ดูดนิ้ว เขากินเลอะเทอะยิ่งกว่าผมเสียอีก “พรุ่งนี้พี่จะมารับแต่เช้าเลย”

เหรอครับ แล้วไงต่อ?
มารับผม -- แล้วยังไงต่อ

ผมต้องกลับไปอยู่วัด ต้องตื่นไปบิณฑบาตกับหลวงตาและใช้ชีวิตตามรอยพี่บอลใช่ไหม หลังจากนั้นผมจะอยู่กับใคร พี่อู๋จะมาหาผมที่วัดเหมือนที่เคยไปหาถึงบ้านไหม แล้วนัดของหมอล่ะ นัดวันพุธที่เขาพาไปตลอดต้องยกเลิกหรือเปล่า ผมอยากให้ใครซักคนพูดว่าสถานะของผมคืออะไร อย่างน้อยขอแค่บอกให้รู้ว่าชีวิตผมควรอยู่ตรงไหน ผมจะได้คิดต่อ

พี่อู๋ไม่ยอมบอกหรือเล่าอะไรให้ฟัง แม้แต่เหตุผลที่การขาดการติดต่อไปสี่ห้าวันก็ไม่บอก เหมือนเขามาที่นี่เพื่อเอาเอ็มเคมาฝากและนอนคลุมโปงบนโซฟา ผมถามเขาว่าเหนื่อยเหรอ พี่อู๋ถอนหายใจ

“ง่วงเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก”

เขาโกหก ผมรู้ สีหน้าของพี่อู๋มีแต่ความเหนื่อยหน่าย การดูแลเด็กประสาทแดกทั้งๆที่ไม่ใช่คนในครอบครัวคงทำให้เขาลังเล ผมว่าตอนนี้คือรอยต่อระหว่างจะทิ้งหรือเลี้ยงไว้ แต่คิดแล้วก็ขำตัวเอง นายก้องเกียรติเหมือนหมาวัดที่รอคนอุ้มกลับบ้านไม่มีผิด

เราอึดอัดกันอยู่นานจนช่วงบ่ายสามลุงชัยก็เปิดประตูเข้ามา สีหน้าของลุงไม่ค่อยดีเหมือนกัน ผมถามลุงว่าสบายดีไหม แวะมาหากันแบบนี้ไม่เสียเวลาวิ่งวินเหรอ ลุงชัยอ้ำๆอึ้งๆ ลังเลที่จะบอกจนผมต้องเอื้อมมือไปจับมือแก ลุงถึงได้พูดออกมา

ผมรับฟัง แต่ยังจับใจความไม่ได้ ลุงชัยมาที่นี่เพื่อเอาสมบัติสุดท้ายของผมมาให้ กระเป๋าผ้าเลอะๆหนึ่งใบ โทรศัพท์มือถือกับปากกาหนึ่งแท่ง ส่วนยาของสมเด็จเจ้าพระยาพี่อู๋เอามาตั้งแต่วันแรกแล้ว เขาฝากไว้กับพยาบาลเพื่อให้ผมกินเป็นเวลา

“ถ้าลุงรวย ลุงคงเลี้ยงเอ็งได้ แต่ตอนนี้ลุงก็ไม่เหลือเก็บเลยเหมือนกัน”

ครับ ผมเข้าใจ

“อย่าน้อยใจล่ะ”

ไม่ ไม่หรอก ผมจะน้อยใจลุงได้ยังไง ลุงดีกับผมจะตาย

ลุงชัยดึงผมเข้าไปกอด กลิ่นเหงื่อจากตัวของลุงบ่งบอกถึงการทำงานหนักแลกเงิน มันคือความขัดสนของชนชั้นล่างที่แค่ตัวเองยังเอาไม่รอด ถ้าต้องเลี้ยงคนป่วยจิตอีกคน ลุงคงไม่มีวันได้เริ่มใหม่แน่ๆ

“คุณอู๋คงเลี้ยงเอ็งดีกว่าลุง”

แหม เรียกคุณอู๋ด้วย

“เริ่มต้นกันใหม่นะก้อง ไม่ใช่แค่เอ็งที่ไม่เหลืออะไร ชีวิตยังอีกยาวไกล อย่าท้อเพราะอุปสรรคแค่นี้ --”

บลา บลา บลา

ลุงชัยรู้แล้วว่าผมป่วยก็เลยพูดเสียยืดยาว ผมจึงปล่อยเบลอด้วยการเปิดวาร์ปไปอยู่ที่อื่นซักพัก ผมอยากบอกลุงว่าไม่ต้องอธิบายหรอก ผมเข้าใจดี เข้าใจทุกอย่างที่ลุงกำลังจะสื่อผ่านน้ำเสียงและท่าทางรู้สึกผิด ผมอยากบอกลุงว่าไม่เป็นไร ผมอยู่ได้ แต่ก็อดน้อยใจชีวิตบัดซบของตัวเองไม่ได้

“พรุ่งนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแวะไปกราบขอบคุณหลวงพ่อด้วยนะ”

ผมพยักหน้า แต่ลุงชัยยังไม่เดินออกจากห้อง แกล้วงหยิบเอากระเป๋าสตางค์แล้วส่งธนบัตรสีม่วงให้ผม

“ลุงมีแค่นี้แต่อยากให้เอ็งไว้กินไว้ใช้”

ผมก้มมองมือแห้งสากของลุงชัยที่บีบมือผมแน่น ธนบัตรยับยู่ยี่เมื่อลุงพยายามดันมันเข้ามาในฝ่ามือเพื่อบังคับทางอ้อมให้รับเงินไป

“โทรมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ”

ลุงทิ้งท้าย ผมยกมือไหว้แล้วพูดขอบคุณครับ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมาครับ ผมพูดแค่นั้นจริงๆ แต่ลุงชัยกลับบ่อน้ำตาแตกจนต้องเดินมากอดอีกรอบ

“โชคดีก้อง โชคดี”

ลุงตบหลังผมสองสามที แกมองผมอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมพี่อู๋ ผมวางสมบัติสุดท้ายของตัวเองบนโต๊ะข้างเตียง ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว การไม่มีผมเป็นตัวถ่วงน่าจะดีกับลุงชัยมากที่สุด ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างพอใจ ผมไม่อยากให้ใครต้องลำบากเพราะผมอีก

พี่อู๋กลับเข้ามาในห้องหลังไปส่งลุงประมาณยี่สิบนาที ผมเดาเอาว่าพวกเขาคงตกลงหาทางออกให้ตัวปัญหาอย่างนายก้องเกียรติเรียบร้อย เขาเดินมาข้างเตียง ลูบหัวผมเบาๆแล้วพูดประโยคที่บีบคั้นความรู้สึกของผม

“จำได้ไหมที่พี่เคยบอกว่าพี่จะเป็นผู้ปกครองของก้อง”

ผมพยักหน้า จำได้ครับ ผมไม่เคยลืมประโยคนั้นเลย

“หลังจากนี้พี่จะดูแลก้องเอง” พี่อู๋หยุดลูบหัว “ย้ายไปอยู่กับพี่นะก้อง”

หลังจากตกอยู่ในห้วงของความสับสนมานาน ในที่สุดพี่อู๋ก็บอกเสียทีว่านายก้องเกียรติต้องระเห็จไปอยู่กับใคร

“ลองอยู่กับพี่ก่อน ถ้าอยู่แล้วรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ เราค่อยหาทางออกวันหลังก็ได้”

“ขอบคุณครับ”

ผมยกมือไหว้ขอบคุณเพราะลึกๆแล้วไม่อยากอยู่วัด ที่นั่นไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย จะหนีไปร้องไห้คนเดียวก็ไม่ได้ นอนเฉยๆเป็นคนขี้เกียจทั้งวันก็ไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้คือที่เงียบๆที่มีแค่นายก้องเกียรติคนเดียว ผมอยากอยู่อย่างนี้ซักพัก ไม่อยากใช้ความคิด ไม่อยากวางแผนอนาคต ไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากหายใจเข้าออกและพยายามลืมภาพไฟไหม้บ้านในคืนนั้น

“ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่ถึงใจดีกับผมขนาดนี้ ขอบคุณมากครับ”

ผมยังคงยกมือไหว้ขอบคุณค้างไว้เหมือนเดิม พี่อู๋รวบมือของผมลง เขายิ้มแต่ไม่ยอมบอกเหตุผลว่าทำไม

“พรุ่งนี้อยากกินอะไรก่อนกลับบ้านหรือเปล่า?”
“ไม่ครับ ไม่รบกวนดีกว่า”
“แวะกินซอลบิงที่เซ็นปิ่นอีกดีไหม?”
“อย่าเลยครับ มันแพง” ผมยกมือปาดน้ำตา
“คราวนี้สั่งสตรอว์เบอร์รี่”

ว้าว สตรอว์เบอร์รี่

“หรือก้องอยากกินเมล่อน?” พี่อู๋ถาม เขาแกล้งทำสีหน้าลังเลได้ปลอมเปลือกมากจนผมหลุดยิ้ม
“ไม่อยากกินเมล่อนแล้วครับ”
“งั้นสตรอว์เบอร์รี่เนอะ”

ผมพยักหน้า ยิ้มกว้างดีใจเมื่อคิดว่าไม่ต้องกลับไปอยู่วัดอีก พี่อู๋เขกหัวผมเบาๆ เขาแซวว่าเห็นตาเป็นประกายวิบวับกับน้ำลายที่หยดติ๋งๆเพราะอยากกินน้ำแข็งไส ผมเพิ่งรู้นะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมดูเป็นคนตะกละในสายตาของพี่อู๋ขนาดนั้นเลย

“พรุ่งนี้พี่จะมารับ อาบน้ำแต่งตัวรอเลยนะ”
“พี่อู๋จะมาจริงๆใช่ไหมครับ?”
“จริงสิ พี่จะโกหกก้องทำไมล่ะ” เขาถามย้อน
“วันก่อนพี่หายไป พี่ไม่โทรหาผมเลย พี่หายไปไหนมา ปกติพี่โทรหาผมทุกวัน”

คราวนี้พี่อู๋เงียบ แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจที่จะตอบคำถาม ผมมั่นใจว่าพี่อู๋มีเรื่องที่ต้องจัดการ และเรื่องนั้นคงสำคัญกว่าเด็กจิตป่วยที่อยู่กับเขาตอนนี้แน่ๆ

“ไว้คราวหลังพี่จะเล่าให้ฟัง” พี่อู๋ให้สัญญา แต่ไม่น่าเชื่อเท่าไหร่ “เดี๋ยวย้ายไปอยู่ด้วยกัน ก้องจะรู้เอง”

ก้องจะรู้เอง
โอเค จบ ผมจะไม่ถามเซ้าซี้พี่อู๋อีก




นาฬิกาบอกเวลาว่าเก้าโมงสี่สิบเอ็ดนาที

พี่อู๋มาหาผมจริงๆตามที่สัญญาไว้ หัวใจของกอริลลาก้องเริงร่าเมื่อเห็นผู้ปกครองเดินเข้ามาในห้อง หลังถอดเข็มน้ำเกลือและอาบน้ำโกนหนวดเรียบร้อย พี่อู๋ก็ลงไปจ่ายเงินที่ห้องธุรการ เขาปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวเกือบชั่วโมงก่อนจะกลับมาพร้อมยาและบอกว่าถึงเวลาแล้ว

“หิวหรือยัง?”
“เฉยๆครับ”
“แต่พี่หิว ไปเซ็นปิ่นกันเถอะ”

พี่อู๋ชวน ในหัวของเขามีแต่เรื่องกินยิ่งกว่าผมเสียอีก ดังนั้นการเดินทางของนายก้องเกียรติจึงเริ่มจากข้าวหน้าเทมปุระกุ้ง และผมกินเหลือ ต่อด้วยบิงซูสตรอว์เบอร์รี่ ซึ่งแน่นอนว่าผมกินเหลืออีก พี่อู๋บ่นงุบงิบตามประสา เขาบอกว่าคนอายุสามสิบกินของแบบนี้มากไม่ได้เพราะจะเป็นเบาหวาน แต่มือของเขากลับตักน้ำแข็งไสเข้าปากไม่หยุด

“ก็อย่ากินเยอะสิครับ”

ผมปล่อยให้เขาพูดขิงข่าไปเรื่อย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเริ่มเหม่อตั้งแต่ตอนไหน กว่าจะรู้อีกทีก็ได้ยินเสียงพี่อู๋โหวกเหวกอยู่ข้างๆพร้อมกับทำท่าประหลาดๆแล้ว

“ดาวแม่เรียกก้องเกียรติ ฮัลโหลๆ หากได้ยินข้อความโปรดตอบกลับด้วย”

 ผมกลอกตามองพี่อู๋ที่กำลังใช้สองนิ้วจี้ตรงขมับตัวเอง นี่เขาเห็นผมเป็นอะไร ผมไม่ใช่เด็กอนุบาลนะ ผมไม่ไร้สาระขนาดนั้นหรอก

“จ่าก้องเกียรติ! จ่าก้องเกียรติ!”

เขาเริ่มขึ้นเสียง ใส่ท่าทางโอเวอร์เหมือนผมเป็นนักบินที่ขาดการติดต่อไปจริงๆ

“ไม่นะ! ผู้การครับ! จ่าก้องเกียรติหายไปแล้ว!”

เออ เอาซักหน่อยก็ได้

“ครับ จ่าก้องเกียรติอยู่นี่ครับ”

“ดีมาก” พี่อู๋ยกนิ้วโป้ง “ที่นี้ก็กลับบ้านได้แล้ว”

แล้วละครลิงยามบ่ายที่นำแสดงโดยกอริลลาก้องกับนักบินอู๋ก็จบลงแค่นี้




นาฬิกาบอกเวลาว่าบ่ายสามสิบสามนาที

ผมกับพี่อู๋เข้าร่วมพิธีฌาปนกิจของอดีตนักการเมืองระหว่างรอหลวงพ่อเทศนาครั้งสุดท้าย ผมต้องกลับมาอยู่ในบรรยากาศเดิมๆอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เสียงเพลงโศกบรรเลงผ่านทางลำโพง ญาติๆสูดน้ำมูกกันฟุดฟิดเมื่อตัวแทนกล่าวคำไว้อาลัย พวกเขานั่งพนมมือในชุดขาวดำ ฟังบทสวดที่ไม่เข้าใจ และมองโลงศพถูกยกขึ้นเชิงตะกอน

ผมเห็นคุณยายคนหนึ่งร้องไห้จนเป็นลมเมื่อสัปเหร่อช่วยกันแบกโลงใส่เตาเผา ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเพราะเคยผ่านงานของแม่มาแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าการยืนหน้าเตานั้นบีบคั้นขนาดไหน ความคิดที่ว่าเราไม่มีวันได้เจอกันอีกจะคอยตอกย้ำตลอดเวลาจนบางครั้งก็ทำใจไม่ได้ ผมมองภาพตรงหน้าและเริ่มคิดถึงงานของแม่ คิดถึงตอนเปิดฝาโลงเพื่อมองหน้าแม่ คิดถึงใบหน้านิ่งสงบที่ดูมีความสุขของแม่ คิดถึงเถ้ากระดูกของแม่ คิดถึงเชือกของแม่ คิดถึงแม่ คิดถึงแม่

ผมอยากกลับบ้านไปเจอแม่

หลังอดทนกับความหดหู่อยู่นาน ในที่สุดผมก็ได้กราบลาหลวงพ่อตามที่รับปากลุงชัยเอาไว้ พี่อู๋ไม่ปล่อยให้ผมเดินเตร่ในวัดนานราวกับรู้ว่าบรรยากาศงานศพกำลังทำให้ผมรู้สึกแย่ เขาพูดสั้นๆแค่ว่ากลับกันเถอะแล้วตรงไปที่รถทันที

“พี่จะให้ผมอยู่ด้วยจริงๆเหรอครับ?”

ผมถามย้ำ เผื่อเขาเปลี่ยนใจผมจะได้เดินกลับไปขอพึ่งใบบุญหลวงพ่ออีกครั้ง

“จริงสิ ก้องไม่เชื่อเหรอ?”

พี่อู๋ตอบพลางขับรถมือเดียวด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ผมไม่ถามเซ้าซี้นอกจากเหม่อมองนอกหน้าต่าง ยิ่งรถวิ่งไกลจากบ้านเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งอยากร้องไห้มากขึ้นเท่านั้น ผมใจสั่นทุกครั้งที่คิดว่าจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว แม่ไม่อยู่แล้ว บ้านก็ไม่มีแล้ว หลังจากนี้ผมต้องทำยังไง ผมจะอยู่ต่อไปได้ยังไงในเมื่อทุกอย่างหายไปหมดแล้ว 

นาฬิกาบอกเวลาว่าห้าโมงสามสิบสี่นาที

ผมสิ้นหวังจนไม่อยากมีชีวิตอยู่

ตอนนี้พี่อู๋กำลังขับผ่านสะพานที่เราเจอกันครั้งแรก ริมฝีปากผมสั่นเมื่อเห็นราวจับสีเขียวที่เคยปีนขึ้นไป แม่น้ำเจ้าพระยากระเพื่อมอยู่ข้างล่าง ท้องฟ้าตอนห้าโมงเย็นเป็นสีส้มสดตัดกับความเข้มของแม่น้ำ แดดสะท้อนเข้าตาจนพร่า ผมมีความคิดอยากหนีลงจากรถ

เพราะผมคิดถึงแม่
ผมอยากไปอยู่กับแม่

ต่อให้พี่อู๋รับไปอยู่ด้วยแล้วยังไง ไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะเหมือนเดิมเสียหน่อย ไม่มีใครรู้ว่าพี่อู๋จะให้อยู่ด้วยถึงเมื่อไหร่ ถ้าวันนึงเขาเบื่อ เขาไม่มีเงิน เขาอาจจะทิ้งผมก็ได้ ผมไม่ได้อยากเป็นภาระใครแต่มันไม่มีทางเลือก แม่ตายแล้ว บ้านก็ไหม้หมดแล้ว เพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้ก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ผมมีแค่พี่อู๋คนเดียว ถ้าวันหนึ่งเขาเปลี่ยนไป ผมจะทำยังไง
 
งั้นผมควรตายไปเลยดีไหม
ดีกว่าอยู่อย่างหวาดระแวงแบบนี้ ดีกว่าเป็นภาระคนอื่นแบบนี้

ความคิดอยากกระโดดสะพานเริ่มวนเวียนในหัว ผมปาดน้ำตาเงียบๆพลางเหลือบมองพี่อู๋ เขายังคงขับรถด้วยมือข้างเดียว ตามองตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางจริงจัง พี่อู๋คงคิดไม่ถึงว่าผมกำลังจิตตกถึงขั้นวางแผนฆ่าตัวตาย แต่ผมจะไม่ลังเลเหมือนครั้งแรก ผมจะรีบตรงไปที่ราวสะพาน ปีนขึ้นไป กระโดดลงแม่น้ำอย่างรวดเร็วจนพี่อู๋คว้าเอาไว้ไม่ทัน และจะไม่มีใครหยุดผมได้ ไม่มีใครหยุดความรู้สึกไร้ค่าของผมได้นอกจากแม่น้ำเจ้าพระยา

เมื่อวางแผนในใจเสร็จ ผมก็แอบปลดล็อคซีทเบลท์ แสร้งทำเป็นอึดอัดกับสายนิรภัยที่พาดอยู่กลางอก พี่อู๋เปลี่ยนคลื่นวิทยุไปที่รายการเพลง เขาเคาะนิ้วบนพวงมาลัยอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ผมกำลังเตรียมพร้อม เมื่อรถจอดสนิทตรงสัญญาณไฟ ผมจึงรีบเปิดประตูทันที

แต่มัน --

ล็อก!!!!

“ทำอะไรอ่ะก้อง?” พี่อู๋ถาม ขมวดคิ้วงุนงงเมื่อเห็นผมพยายามเปิดประตูอยู่หลายหนแต่ปลดล็อกไม่ออก “จะไปไหน?”

ผมดึงประตูเป็นครั้งสุดท้ายแล้วปล่อยโฮออกมา พี่อู๋ต้องมองถนนสลับกับมองกอริลลาก้องที่จิตหลุดระหว่างทางกลับบ้านจนเสียสมาธิ ผมระบายสิ่งที่อยู่ในใจให้เขารู้ด้วยความอัดอั้น บอกให้พี่อู๋รู้ว่าผมเครียดมากแค่ไหนที่ไม่ได้กลับไปอยู่บ้านของตัวเอง

“ผมอยากกลับบ้าน อยากกลับบ้าน”

ผมร้องไห้ รู้สึกอึดอัดจนหัวแทบระเบิด พี่อู๋อาจจะอยากจับตัวกอริลลาก้องมาเขย่าแรงๆเพื่อเรียกสติ แต่เพราะต้องขับรถก็เลยทำได้แค่รับฟังและตอบคำถามอย่างใจเย็น ผมพรั่งพรูความกังวลออกมาจนพี่อู๋ตอบไม่ทัน เมื่อถามว่าจะให้อยู่ถึงเมื่อไหร่ คำตอบของเขาคือจนกว่านายก้องเกียรติจะพร้อม

ผมยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีกเพราะแต่ละคำตอบของเขาไม่ชัดเจน จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็ได้ รอจนพร้อมแล้วค่อยย้ายออกก็ได้ คำว่าพร้อมของพี่อู๋คืออะไรผมก็ไม่เข้าใจ ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับผมเลย

“ต้องให้พี่บอกเป็นวันเดือนปีเลยเหรอก้องถึงจะสบายใจ? คำว่านานแค่ไหนก็ได้น่าจะชัดเจนแล้วนะ” พี่อู๋บอก เขาหันมามองผมที่กำลังสะอึกสะอื้นเสียงดังลั่นรถ “ก้อง --”
“ผมกลัว ผมอยากกลับบ้าน อยากกลับไปอยู่ที่ของตัวเอง”
“แต่ก้องไม่มีบ้านแล้ว”
“ผมเลยอยากไปอยู่กับแม่ไง!”

ผมลืมตัว ขึ้นเสียงใส่ผู้มีพระคุณโดยไม่ทันคิด พี่อู๋มองมาอย่างหนักใจ เมื่อรถเคลื่อนลงจากสะพาน เขาก็เปิดไฟเลี้ยวจอดริมฟุตปาธเพื่อคุยกัน

“พี่รู้ว่าก้องเสียใจ รู้ว่าก้องคิดถึงแม่ เชื่อพี่เถอะว่าวันหนึ่งก้องจะได้เจอแม่แน่ๆ แต่ต้องไม่ใช่วันนี้” พี่อู๋พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาบีบนวดมือที่กำลังสั่นเกร็งของผมแล้วสบตา “ถ้าก้องคิดว่าการย้ายไปอยู่กับพี่คือการรบกวน งั้นลองคิดแบบนี้ดีไหม? คิดเสียว่าย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนพี่ก็ได้”
“พี่มีเพื่อนเยอะแยะ พี่ไม่จำเป็นต้องมีผมหรอก”
“จำเป็นสิ เพราะก้องทำให้พี่คิดถึงน้องชาย ธันวานี้เขาจะอายุสิบแปดเหมือนก้องเลย”
“งั้นพี่ก็เรียกน้องมาอยู่แทนผมสิ”
“พี่ทำแบบนั้นไม่ได้”
“ทำไม?”
“เขาเสียแล้ว” พี่อู๋ตอบ แววตาวูบไหวเมื่อพูดถึงคนที่จากไป “พี่เต็มใจรับก้องมาอยู่ด้วยจริงๆ ถ้ายังไม่สบายใจจะคิดว่าเราอยู่กันแบบพึ่งพาก็ได้ ก้องต้องการที่อยู่ ส่วนพี่ต้องการเพื่อนร่วมห้อง”

ผมอึ้งเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยรู้ว่าพี่อู๋มีน้องชาย ไม่รู้ว่าน้องเขาเสียแล้วเพราะตลอดเวลาที่เจอกันผมอยู่แต่ในโลกของตัวเอง ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่อู๋ถึงดีกับผมขนาดนี้ พี่อู๋คงเห็นผมเป็นตัวแทน ทุกอย่างที่เขาทำคงเป็นเพราะคิดถึงน้อง เขาเห็นนายก้องเกียรติเป็นภาพสะท้อนของน้องชาย 

“วันแรกที่เจอก้อง พี่ตัดสินใจแล้วว่าอยากดูแลก้องจนกว่าจะหายดี” พี่อู๋เหยียดแขนทำเป็นยืดเส้นยืดสาย เขาวางมือลงบนหัวของผมแล้วลูบเบาๆ “โลกนี้มีเรื่องสนุกๆให้ทำตั้งเยอะ อย่ารีบไปไหนเลย อยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนเนอะ”

ผมร้องไห้ตอนที่พี่อู๋บอกว่าอยู่ด้วยกันก่อน เป็นชั่วขณะหนึ่งที่เขาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองสำคัญและลืมความคิดกระโดดสะพาน พี่อู๋ปล่อยให้ผมร้องอยู่นานจนพอใจ เมื่อเห็นผมเช็ดน้ำตาครั้งสุดท้ายเขาก็ถามว่าโอเคหรือยัง ผมพยักหน้ารับ ยิ่งกว่าโอเคครับ แล้วบอกเขาว่าเสียใจด้วยเรื่องน้องชาย ต่อไปผมจะคุยกับเขามากกว่านี้ ผมจะใส่ใจพี่อู๋ให้มากกว่านี้

“ก้องก็เป็นก้องนั่นแหละ ไม่ต้องช่างพูดช่างคุยเพื่อใครหรอก”

พี่อู๋ยิ้ม ดูโล่งอกเมื่อเห็นผมคาดเข็มขัดนิรภัยตามเดิมและเลิกฟูมฟาย

“กลับบ้านกันนะก้อง”
“ครับ”

ผมตอบ พี่อู๋ยิ้มกว้างแล้วเปิดไฟเลี้ยวเตรียมออกรถอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่แยกรัชดาลาดพร้าวเพื่อพาผมไปบ้านหลังใหม่ตามที่สัญญาไว้



TBC


----------------------------------------------

#เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์มากๆเลยนะคะ เห็นคนอ่านชอบ หนูก็ดีใจและมีความสุขมากเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับฟี้ดแบคน่ารักๆนะคะ ตอนหน้าเราจะไปตะลุยบ้านพี่อู๋กัน อดใจรออีกนิดนะคะ <3
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-11-2018 19:56:59 โดย ambiguous95 »

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 156
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
ไม่ใช่เปิดบ้านไป ผ่างงงง เมียพี่อู๋พร้อมลูกน้อยนะ  :z3:

ออฟไลน์ ppreaww

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เย้ๆๆๆ เที่ยวบ้านพี่ออู๋

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ 19th

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 224
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
หวั่นใจว่าน้องพี่อู๋แกฆ่าตัวตายรึเปล่า...  :ling2:

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
พี่อู๋ก็ดูมีเบื้องหลังความเจ็บ

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
พี่อู่คงมีเรื่องเศร้าในชีวิตเหมือนกัน  :hao5:

ออฟไลน์ Mizunoe

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 16
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
จริงๆพูดไม่ออกเท่าไหร่
นึกถึงสถานการณ์ของก้องแล้วเราก็เคว้งไปด้วยเลย
แต่เราจะเหมารวมว่าทุกอย่างจะแย่แบบในอดีตไม่ได้นะ
คนที่ยังหายใจอยู่ก็ช่วยกันเปลี่ยนให้ดีขึ้นดีกว่าเนอะ

ออฟไลน์ Cyclopbee

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 173
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
สงสารน้อง เฮ้อ

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
อยากเห็นน้องมีความสุขจัง​ ไม่อยากให้ทุกข์้เลย
หนูต้องต่อสู้กับตัวเองนะรู้ก​ พี่อู๋ดูแลน้องด้วยน้าา

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-4
07

นาฬิกาบอกเวลาว่าเก้าโมงหกนาที

กอริลลาก้องกับผู้ปกครองกำลังนั่งรอหน้าห้องตรวจ คนไข้เยอะเหมือนเดิม แออัดเหมือนเดิม มีกอริลลาตัวหนึ่งเปิดโรงละคร กอริลลาอีกตัวกำลังพูดกับแม่ซื้อที่มองไม่เห็น ส่วนข้างหลังคือกอริลลาที่กำลังสะอึกสะอื้นร้องไห้ สูดน้ำมูกฟุดฟิดโดยมีญาติกอดปลอบตลอดเวลา

วันนี้รอคิวไม่นาน ผมได้เข้าตรวจคนที่สอง หมอเอ่ยทักทายทันทีเมื่อเห็นกอริลลาก้องเดินคอตกเข้าไปหา เขาถามผมว่าเป็นไงบ้าง หลับสบายดีไหม ผมตอบเขาไปว่าสบายมากครับ สบายจนได้แอดมิทโรงพยาบาลเลย --

ล้อเล่น ผมไม่ได้บอกหมอเรื่องนั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกัน ผมส่งซองจดหมายสีขาวให้หมอ พี่อู๋ฝากมาให้ครับ ผมขยายความเมื่อเห็นเขาเลิกคิ้วงุนงง เมื่อหมอเปิดอ่านข้อความในกระดาษซึ่งดูจากข้างหลังก็พอเดาได้ว่าเป็นใบรับรองแพทย์ ผมนึกอยากออกไปอาละวาดไอ้คนขี้ฟ้องที่นั่งเล่นโทรศัพท์หน้าห้องจริงๆ

“อาทิตย์ก่อนก้องฆ่าตัวตายเหรอ?”
“ครับ”

ผมตอบ แล้วหมอก็ถามถึงที่มาที่ไป ผมเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไฟไหม้บ้าน ชีวิตพลิกผันเป็นเด็กวัด เพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้ก็ทยอยย้ายออกทีละคนๆ ขนาดไอ้แดงหมาเวรยังมีบ้านใหม่ แต่ผมไม่มีใคร หดหู่มากครับ อยากตายมากครับ สิ้นหวังมากครับ หมอตั้งใจฟังเรื่องเฮงซวยของนายก้องเกียรติตั้งแต่ต้นจนจบ พอบอกว่าตอนนี้ย้ายไปอยู่กับพี่อู๋แล้ว เขาก็ถามว่าบ้านใหม่เป็นไงบ้าง

“เวลคั่มทูลาดพร้าวซิตี้”

ผมตอบด้วยประโยคเดียวกับที่พี่อู๋พูดเมื่อวันก่อน

“ถ้าไม่เจอรถติดแปลว่ามาไม่ถึงลาดพร้าว”

คอนโดของพี่อู๋อยู่ห่างจากแยกรัชดาไม่เท่าไหร่ ซอยลาดพร้าวยี่สิบเจ็ด โครงการแรกทางขวามือ ชั้นสี่ ขนาดห้องไม่ได้คับแคบอย่างที่คิด เป็นคอนโดขนาดกลางที่มีสองห้องนอน สองห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นมีพื้นที่ค่อนข้างมาก และครัวบิลท์อินเล็กๆอยู่ติดประตูทางซ้ายมือ

“ก้องชอบบ้านใหม่ไหม?”

ผมเงียบครู่หนึ่ง ตอบได้ไม่เต็มปากว่าชอบหรือไม่ชอบ ผมขออาศัยบ้านคนอื่นอยู่คงไม่เหมาะที่จะวิจารณ์หรือติติงอะไร แต่เพราะความคันปากอยากด่ามันทนไม่ไหว ผมจึงบอกความคิดตัวเองให้หมอรู้

“ชอบครับ แต่ก็รกมากครับ”

พี่อู๋คือผู้ชายอายุสามสิบเอ็ดที่โคตรซกมกและขี้เกียจ ในคอนโดของเขามีแต่โจ๊กซอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง พวกของพร้อมกินต่างๆแบบไม่ต้องปรุง แต่ที่เยอะสุดก็คือหนังสือ เขามีประมาณสี่ร้อยหกสิบเอ็ดเล่ม --

“สี่ร้อยกว่าเลยเหรอ?”
“ครับ ผมนับเองกับมือ”

ผมเล่าพลางนึกถึงวันแรกที่ย่างเท้าเข้าไป ห้องพี่อู๋กว้างก็จริงแต่พอมีหนังสือวางซ้อนเป็นกองๆก็เลยดูแคบมาก หมอถามว่าได้อ่านหนังสือของพี่อู๋บ้างไหม ผมส่ายหน้าเพราะเขาไม่ค่อยมีหนังสือการ์ตูนหรือนิยาย มีแต่พจนานุกรมเล่มใหญ่ หนังสือคันจิ ศัพท์แปลในวงการต่างๆ และหนังสือแนวสารคดีเต็มไปหมด

“ปกรณัมปรัมปรา เซเปียนส์ ญี่ปุ่นสมัยใหม่ อาดัม สมิธ โลกการพัฒนาใต้เงาเผด็จการ พจนานุกรมอังกฤษไทย พจนานุกรมญี่ปุ่นไทย เยอะมากครับ เขาอ่านอะไรก็ไม่รู้ อีกเรื่องที่จำได้คือโลลิตา เป็นนิยายหนาๆเล่มสีชมพู”

พี่อู๋คือหนอนหนังสือตัวจริง แต่คงเป็นหนอนประเภทชอบเอาหนังสือมากองรวมกันเพื่อชื่นชมมากกว่า ผมเล่าให้หมอฟังว่าในห้องนอนเล็กที่พี่อู๋ยกให้มีหนังสือเป็นสิบเล่มกองอยู่บนเตียงบ่งบอกว่าเขาเองก็ใช้ห้องนี้ด้วย ดูเหมือนว่าเขาอยากนอนห้องไหนก็นอน ไม่มีห้องของอุรัสยาหรือก้องเกียรติ มีแค่ที่นอนสำหรับเขาเท่านั้น

“แต่ก็มีความสุขดีใช่ไหม?”
“ครับ” ผมตอบ ไม่ลังเลกับคำถามนี้ “ผมดีใจที่เขาให้อยู่ด้วย”

หมออมยิ้มก่อนจะเปลี่ยนมาคุยเรื่องจริงจัง เขาบอกผมว่าปกติแล้วคนไข้ที่คิดฆ่าตัวตายตลอดเวลาต้องแอทมิดโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าจะทำสำเร็จในครั้งถัดไป ผมรีบส่ายหน้า บอกหมอว่าไม่เอาครับ ไม่แอทมิดครับ อยากอยู่บ้านใหม่ครับ จะไม่ทำแบบนั้นแล้วครับ เข็ดแล้วจริงๆครับ สารพัดคำอ้อนวอนที่พรั่งพรูบอกหมอ เขาก็เลยยอมเชื่อใจ งั้นคราวนี้หมอจะปล่อยกอริลลาก้องไปอยู่กับผู้ปกครองเหมือนเดิมก่อนแล้วกัน

“แล้วจดหมายถึงแม่ล่ะ? ก้องได้เขียนหรือยัง?”

ผมส่ายหน้า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเมายานอนหลับเลยไม่ได้เริ่มเขียนซักตัว หมอถามว่ามีความในใจที่อยากบอกแม่แล้วใช่ไหม ผมพยักหน้า

“ผมไม่ได้เขียนเพราะพี่อู๋ชอบเดินป้วนเปี้ยนตลอดครับ”
“งั้นเขียนเลยไหม? หมอจะให้เวลาส่วนตัวกับก้องซักสิบนาที”

ผมลังเล ปากบอกว่าเกรงใจคนไข้ที่รอหน้าห้องแต่จริงๆแล้วกลัวมากกว่า ผมกลัวว่าการเขียนจดหมายจะยิ่งทำให้คิดถึงแม่ และคงรู้สึกแย่มากถ้าเอาแต่พร่ำเพ้อหาแม่ในตอนนี้ โชคดีที่หมอบอกว่าไม่เป็นไร สะดวกเมื่อไหร่ค่อยบอกลากัน นอกจากนั้นหมอถามถึงเรื่องสอบซ่อมด้วย ผมบอกเขาว่ายังไม่มีอารมณ์เลย แค่มาหาหมอก็เหนื่อยแล้ว พอคิดว่าต้องอ่านหนังสือสอบอีกรอบก็อยากไหลตายไปให้พ้นๆ

“ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเนอะ ไม่ต้องรีบร้อน”

หมอพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น

“เดี๋ยววันนี้หมอขอเปลี่ยนยาใหม่นะ ช่วยเรียกพี่อู๋มาพบหมอด้วย หมอมีเรื่องจะคุย”
“ครับ”

ผมตอบ เดาออกเลยว่าคราวนี้นายก้องเกียรติยี่สิบเม็ดต้องโดนทำโทษแน่ๆ




นาฬิกาบอกเวลาว่าสิบเอ็ดโมงหกนาที

มื้อพิเศษหลังพบหมอวันนี้คือบอนชอน ผมเคยได้ยินชื่อหลายหนแต่ยังไม่เคยลอง พี่อู๋พาผมเปิดโลกของไก่ทอดด้วยปีกไก่รสซอย การ์ลิคคู่กับไชเท้าดองที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไก่ทอดบอนชอนรสชาติไม่เหมือนไก่ทอดลุงชื่นซักนิด แป้งของบอนชอนหนากว่า ซอสที่คลุกไก่ก็อร่อยกว่า และราคาแพงกว่าของลุงเกือบสิบเท่า

“เอ้านี่ กินอีก กินเยอะๆ”

พี่อู๋ตักปีกไก่ให้ ผมก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย สิ่งที่ผมประทับใจในบอนชอนที่สุดไม่ใช่ไก่ทอดแต่เป็นไชเท้าดองสีขาวที่เสิร์ฟมาน้อยนิดต่างหาก ไก่ทอดรสชาติออกหวานนิดๆ เค็มหน่อยๆ พอกินคู่กับไชเท้าดองรสเปรี้ยวช่วยตัดเลี่ยนได้ดีมาก อย่าให้พูดเลยว่าผมชอบแค่ไหน บอกได้คำเดียวว่าชอบมาก ชอบสุดๆ ผมอยากมีชีวิตอยู่เพื่อกินไก่ทอดกับไชเท้าดองตลอดไป

พี่อู๋สั่งซุปกิมจิมาด้วย แต่มันไม่อร่อยเท่าไหร่ สำหรับผมแล้วไชเท้าดองคือที่สุด มันอร่อยจนต้องร้องบันไซ บันไซ บันไซ อร่อยจนสายรุ้งออกจากปากเลย

“ถ้ากินแต่ไชเท้าดอง วันหลังพี่ดองให้กินที่บ้านก็ได้”

พี่อู๋คงเห็นผมกินไชเท้ามากกว่าไก่ก็เลยพูดประชด ผมประชดกลับว่าขอบคุณครับ ทำเลย ผมจะกินข้าวกับไชเท้าดองทุกวัน ผมจะเหยาะแม็กกี้ลงบนข้าวร้อนๆที่มีไชเท้าดองโรยหน้ากับไก่ทอดหาดใหญ่ซักชิ้น ผมจะกินไชเท้าดอง กอริลลาก้องรักไชเท้าดอง

ผมเคี้ยวแก้มตุ่ย เพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าจนลืมสังเกตพี่อู๋ ชั่วขณะหนึ่งแววตาของเขาอ่อนโยนกว่าปกติ เขาดูมีความสุขที่เห็นผมกิน ดีใจเมื่อผมบอกว่าอันนั้นอร่อยอันนี้อร่อย ผมจ้องตาพี่อู๋กลับ เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วก้มกินส่วนของตัวเองต่อ

“พี่ไม่เคยเจอใครสถาปนาตัวเองเป็นแฟนพันธุ์แท้ไชเท้าดองเหมือนก้องเลย”
“จริงเหรอครับ?”
“จริงสิ”
“พี่อู๋เคยพาน้องมากินร้านนี้ไหมครับ?”
“เคย”

พี่อู๋เขี่ยข้าวในจาน ท่าทางเซื่องซึมอย่างเห็นได้ชัด ผมอยากตบปากตัวเองที่ทำให้บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่กร่อยลงเพราะคำถามง่อยๆไม่ดูเวล่ำเวลา

“น้องชายพี่เกลียดไชเท้าดอง เขาชอบกิมจิมากกว่า”

เราต่างคนต่างเงียบไปพักใหญ่ พี่อู๋รวบช้อนเมื่อกินหมดแค่ครึ่งถ้วยแล้วเรียกเช็กบิล ส่วนผมไม่แตะไชเท้าดองอีกเลย




นาฬิกาบอกเวลาว่าห้าทุ่มสิบเจ็ดนาที

ฝนเทกระหน่ำเหมือนพายุเข้า ผมนอนไม่หลับ

คืนที่สี่แล้วที่ผมย้ายมาอยู่บ้านใหม่ พี่อู๋ยกห้องนอนเล็กให้ผม ส่วนเขานอนห้องใหญ่ที่อยู่ติดกัน ปกติผมกินยานอนหลับตอนสามทุ่มแต่ไม่เคยหลับเร็ว ตอนอยู่ที่บ้าน ยาพวกนี้เคยได้ผล ผมเคยหลับหกชั่วโมงติดกันเมื่อนอนบนพื้นไม้ แต่หลังออกจากโรงพยาบาลผมนอนไม่หลับเลย แถมต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการสะกดจิตตัวเองให้หลับทุกคืน

ห้องนอนของผมมีเฟอร์นิเจอร์แค่สี่ชิ้นคือเตียง โต๊ะเล็กๆข้างเตียงสองตัว และตู้เสื้อผ้า บนหัวเตียงมีแอร์เครื่องเล็กส่งเสียงดังครืดทุกห้านาที ผมไม่ชอบนอนห้องแอร์แต่ไม่มีทางเลือกเพราะบ้านใหม่มีพัดลมแค่ตัวเดียวในโถงนั่งเล่น ผมนอนฟังเสียงครืดของแอร์ เสียงเปาะแปะของฝนสาดกระทบหน้าต่าง เสียงฟ้าร้องจนพื้นสั่นและเสียงหัวใจเต้นรัวของตัวเองอยู่เป็นชั่วโมง เมื่อแน่ใจว่าคงไม่หลับเร็วๆนี้จึงออกไปเดินเล่นนอกห้องนอน กะว่าจะหาอะไรทำแก้เซ็งจนกว่าจะง่วงไปเอง

คอนโดของพี่อู๋ -- หรือบ้านใหม่ของผมนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์ไม่ได้หรูหราแต่ก็เข้ากับพื้นลามิเนตเป็นอย่างดี โถงนั่งเล่นมีทีวีจอใหญ่ติดฝาผนังหนึ่งเครื่อง มีเครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเล่นบลูเรย์ เครื่องเล่นเกม มีชั้นวางสำหรับซีดีและเพลง แต่กลับไม่มีชั้นหนังสือ มีโซฟานุ่มๆหนึ่งตัว โต๊ะเล็กสองตัว พัดลมหนึ่งตัว แอร์หนึ่งตัว กองหนังสืออีกสามร้อยกว่าเล่มที่วางซ้อนกันข้างโต๊ะหน้าทีวีและเปียโนไฟฟ้าของยามาฮ่าหนึ่งหลัง

เปียโนตัวนี้สีดำมันวาว เป็นทรงสี่เหลี่ยมสูงวางชิดติดผนังไม่เหมือนคีย์บอร์ดไฟฟ้าเสียบปลั๊กโล้นๆที่ขายในบีทูเอส มีฝาปิดคีย์และคันเหยียบสามอัน ดูหรูหราและสง่างามเหมือนในหนังฝรั่ง

ตอนเปิดประตูเข้ามาในบ้านครั้งแรก สิ่งที่สะดุดตาผมคือเปียโนตัวนี้ มันโดดเด่นและแตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์ในห้องราวกับอยู่ผิดที่ผิดทาง ราวกับมันไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก แต่ถูกย้ายจากที่ไหนซักแห่งมาวางทิ้งไว้ตรงนี้ วางในบ้านของพี่อู๋ วางข้างโซฟาสีน้ำตาลเข้ม วางตรงหน้านายก้องเกียรติ ห่างออกไปแค่ไม่กี่เซน

ผมย่างเท้าเข้าไปหาเปียโน ใช้มือสัมผัสเบาๆตามแผ่นไม้มันวาวสีดำ ฝุ่นหนาเขรอะติดปลายนิ้วบ่งบอกว่ามันถูกละเลยมานาน ผมลองทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ เปิดฝาครอบคีย์ออกเพื่อสำรวจดูอย่างถือวิสาสะ แป้นคีย์สีขาวสลับดำเรียงแถวดูลายตา ผมไม่เคยเรียนดนตรีหรือเห็นเปียโนมาก่อน พอได้นั่งดูใกล้ๆแล้วรู้สึกชอบมันมาก ชอบจนอยากลองกดดูซักครั้ง

เปรี้ยง!

จังหวะที่กำลังวางนิ้วชี้ลงบนคีย์ เสียงฟ้าผ่าทำให้ผมสะดุ้งตกใจจนต้องรีบปิดฝาครอบตามเดิมแล้วถอยห่างจากเครื่องดนตรีราคาแพง ไม่เอาแล้ว ไม่แอบเล่นแล้ว แต่พรุ่งนี้จะเช็ดทำความสะอาดให้นะ ถึงพี่อู๋จะไม่เคยสั่งให้ทำงานบ้านแต่มันอดไม่ได้เมื่อเห็นห้องรกๆที่ไม่ได้เก็บกวาดมาเป็นเดือนๆ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับที่ซุกหัวนอนและอาหารทุกมื้อ ผมจึงช่วยทำความสะอาด เริ่มสำรวจและทำความรู้จักเจ้าของห้องผ่านทางหนังสือ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมถึงรูปถ่ายด้วย

พูดถึงรูปถ่าย --
ผมก็นึกถึงความเฉยเมยของตัวเองที่ไม่สนใจพี่อู๋

ทั้งๆที่คำถามอย่างเขาเป็นใครมาจากไหน ทำงานอะไร มีพี่น้องกี่คน ปกติใช้ชีวิตยังไง  พวกนั้นเป็นคำถามง่ายๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงปากหนักไม่กล้าถามนอกจากเรื่องที่เป็นธุระของตัวเอง

หาหมออีกครั้งเมื่อไหร่ครับ
ผมต้องตื่นกี่โมงครับ
พี่อู๋จะกินอะไรครับ จะได้ทำเผื่อ

ทุกอย่างมีแต่เรื่องของนายก้องเกียรติ ดังนั้นสิ่งที่คนขี้อายอย่างผมพอจะทำได้คือการดูรูปถ่ายของเจ้าบ้านแล้วเดาเอาว่าพื้นเพของพี่อู๋เป็นยังไง เขามีเชื้อสายจีน เป็นลูกคนกลางในบรรดาพี่น้องสามคน พี่อู๋มีพี่สาวที่น่าจะแก่กว่าไม่กี่ปีและมีน้องชายที่อายุห่างกันสิบสี่ปีเท่านายก้องเกียรติ

พวกเขาสามคนหน้าคล้ายกัน พี่สาวของพี่อู๋ตาตี่แบบสาวหมวย น้องชายของเขาก็ด้วย พี่อู๋เป็นคนเดียวที่ตาสองชั้น เขาคงได้มาจากแม่เพราะชายมีอายุที่ยืนโอบไหล่ลูกคนเล็กในรูปถ่ายนั้นมีตาชั้นเดียว ส่วนคุณป้าที่น่าจะเป็นแม่มีตาสองชั้น สั้นๆคือพี่อู๋ได้หน้าของแม่มามากกว่าพ่อ เมื่อดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ ฐานะทางบ้านน่าจะค่อนข้างดีด้วย นี่คือคร่าวๆที่ผมพอเดาได้ แต่รายละเอียดปลีกย่อยยังไม่รู้

เปรี้ยง!

ฟ้าแลบเป็นประกาย ตามด้วยเสียงดังกึกก้องอีกหน คราวนี้ผมหยุดมองนาฬิกา เที่ยงคืนห้านาที แต่ยังไม่ง่วงเลย ผมถอนหายใจด้วยความเซ็ง จะเปิดทีวีดูก็กลัวฟ้าผ่า จะกลับไปลองกดเปียโนก็กลัวพี่อู๋ว่า ดังนั้นผมจึงย้ายตัวเองไปนั่งท่ามกลางกองหนังสือทั้งสามร้อยกว่าเล่ม ตั้งใจว่าจะแบ่งหมวดหมู่ให้เรียบร้อยแล้วค่อยวางซ้อนเป็นชั้น แต่พอต้องยกทุกเล่มมาวางเรียงกันเพื่อจัดประเภท ผมก็รู้สึกท้อแท้เพราะพี่อู๋อ่านหนังสือหลายแนวเหลือเกิน

“อันนี้ญี่ปุ่น อันนี้ -- ประวัติศาสตร์”

แล้วต้องแบ่งด้วยไหมว่าประวัติศาสตร์ตะวันออกหรือตะวันตก เอเชียหรือยุโรป อเมริกา จีน หรือแยกหมวดคร่าวๆแค่ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ พี่อู๋ดูเป็นคนใฝ่รู้อย่างน่าเหลือเชื่อ เขาอ่านทุกอย่างจนผมไม่รู้ว่าควรใช้เกณฑ์อะไรแบ่งประเภทด้วยซ้ำ

หลังจมปลักในกองหนังสืออยู่เกือบสองชั่วโมง ในที่สุดผมก็ยอมแพ้ ฝนยังคงตกเหมือนเดิมไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ผมเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ใกล้ตีสองแล้ว ความง่วงเริ่มมานิดๆเพราะเหนื่อยกับการยกวางหนังสือเป็นร้อยครั้ง ดังนั้นผมจึงปิดไฟตรงโถงกลาง เดินกลับห้องตัวเองเพื่อเตรียมตัวเข้านอน

ครืน -- ครืน --

ฟ้าร้องเป็นระยะ เสียงเปาะแปะของฝนกระทบหน้าต่างเริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ สงสัยเข้าหน้ามรสุมแล้ว อีกซักพักคงได้ยินคำว่าน้ำรอการระบายจากผู้ว่าแน่ๆ พอฝนตกหนักเข้าก็เริ่มคิดถึงวันเก่าๆ ถ้าบ้านไม่ถูกไฟไหม้ ผมจะทำอะไรอยู่ ผมคงกำลังนอนบนฟูก ห่มผ้าเน่าถึงคอเพราะหนาว นอนฟังเสียงฝนจนหลับแล้วตื่นขึ้นมาวิดน้ำที่เอ่อท่วมเข้าบ้านทุกครั้งที่ฝนตกหนัก

พอออกมานอกบ้าน ผมจะเห็นลุงชื่นแกล้งไอ้แดงด้วยการเอามันใส่กะละมังใบใหญ่แล้วลอยตามน้ำ เห็นข้าวฟ่างเอาห่วงยางออกมาเล่นแม้ว่าน้ำจะท่วมแค่เข่า เห็นลุงชัยเดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งเพราะเอามอเตอร์ไซค์ลุยน้ำไม่ได้ ส่วนป้าเพ็ญฉลาดกว่าใคร ทุกครั้งที่พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกหนักในอีกไม่กี่วัน เราจะเห็นกระสอบทรายวางกั้นหน้าบ้านแกเรียบร้อย

คิดถึงจัง -- ทุกคนเป็นไงบ้างนะ

ผมสงสัย เริ่มอาลัยอาวรณ์บ้านหลังเก่าอีกครั้งหลังเพิ่งทำใจได้ไม่นาน เมื่อไหร่ที่นึกถึงวันเก่าๆผมจะรู้สึกแย่และร้องไห้ทุกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน นายก้องเกียรติบนที่นอนสปริงหนานุ่ม มีผ้านวมอุ่นๆคลุมถึงคอเริ่มร้องไห้เงียบๆคนเดียว

ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงทุกคน และอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม อยากเป็นก้องเกียรติ ไอ้ก้อง พี่ก้อง น้องก้องของทุกคนในซอยแต่ก็เหมือนฝันลมๆแล้งๆ ผมกลับไปไม่ได้แล้ว ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว แม้แต่อนุสรณ์ของแม่ก็ละลายติดราวบันได ไม่เหลืออะไรให้ดูต่างหน้าเลย

ครืน --

ฟ้าร้องอีกครั้ง ผมหดหู่เพราะโหยหาอดีต ถึงจะเปิดแอร์ยี่สิบแปดองศาแต่กลับรู้สึกหนาวอย่างบอกไม่ถูก เหงื่อเริ่มออกมากขึ้นเรื่อยๆจนเสื้อชื้น ท่ามกลางความมืดมีแค่นายก้องเกียรติคนเดียว นอนอยู่คนเดียวในห้องที่ไม่คุ้นเคย เสียงแอร์ที่ดังเป็นระยะสลับกับเสียงฟ้าร้องปั่นประสาทผมมาก ยิ่งพยายามข่มตาเท่าไหร่ก็ยิ่งทรมานเท่านั้น

หลับสิ หลับ หลับ หลับ

ผมท่อง

หลับได้แล้ว จะเช้าแล้ว ต้องหลับแล้ว

ผมพลิกตัวไปมาจนเหนื่อย ร่างกายส่งเสียงประท้วงว่าต้องพักแต่ทำไม่ได้ แค่หยุดคิดฟุ้งซ่านก็ทำไม่ได้ อาการนอนไม่หลับมันทรมานแบบนี้นี่เอง ยิ่งกว่าอยากตายแต่ไม่ได้ตาย ต้องอดทนรอเป็นชั่วโมงๆ ผมเริ่มร้องไห้เมื่อนาฬิกาบอกเวลาว่าตีสาม อีกสองชั่วโมงจะเช้าแล้วแต่ร่างกายยังไม่ได้พัก ผมเหนื่อยและเบื่อกับการสะกดจิตตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่หลับซักที

ท่ามกลางความมืด เสียงฟ้าร้อง เสียงฝนกระทบหน้าต่าง เสียงแอร์ดังครืดๆและความเครียด ผมเห็นแสงสว่างสาดเข้ามาในห้องเล็กน้อย เงาตะคุ่มสูงใหญ่ยืนอยู่ที่ประตู ผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นพี่อู๋ เขาคงแอบเปิดเข้ามาดูเพราะคิดว่าผมหลับ แต่ผมยังไม่หลับ และกำลังร้องไห้เพราะรู้สึกทรมานกับมันเหลือเกิน

“ยังไม่หลับเหรอ?”

พี่อู๋คงได้ยินเสียงแปลกๆ เขาจึงเปิดประตูกว้าง ปล่อยให้แสงจากหลอดไฟข้างนอกสาดเข้ามาในห้องมืดๆของกอริลลาก้อง ทันทีที่เห็นผู้ปกครองผมก็โผล่หน้าออกจากผ้านวม สูดน้ำมูกฟุดฟิดเพื่อโกหกเขาว่าเป็นภูมิแพ้ แต่พี่อู๋รู้ทัน

“ทำไมถึงไม่หลับล่ะ? กินยาหรือยัง?”
“กินแล้วครับ”
“กลัวฟ้าร้องเหรอ?” พี่อู๋ถาม เขาเดินมานั่งข้างเตียง กลิ่นแอลกอฮอลล์ฉุนกึกจนผมตกใจ “หรือคิดถึงบ้านอีกแล้ว?”

ครับ

ผมตอบ และบอกเขาว่าอยากกลับบ้านมากแค่ไหน พี่อู๋ไม่พูดอะไร เขารับฟังเงียบๆ ลูบหัวผม ลูบไหล่ผม ไม่แสดงท่าทีอย่างอื่นนอกจากหลับตาแล้วจับตัวผมเท่านั้น

“พี่ออกไปข้างนอกเหรอครับ?”
“อืม เพิ่งกลับจากข้าวสารอ่ะ” เขาหาวปากกว้าง ดูง่วงจนผมอิจฉา
“พี่กินเหล้ามาเหรอ?”
“ช่าย”
“พี่ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่เห็นรู้เลย” ผมถาม พี่อู๋เอานิ้วชี้แตะปากแล้วส่งเสียงจุ๊ๆ ผมว่าเขาคงเมาจริงๆ
“ย่องเบาออกไป เดินบนปลายเท้า กลัวก้องตื่น”
“ผมไม่เคยหลับต่างหาก”
“เดี๋ยวคืนนี้ก็หลับ” พี่อู๋ว่า “ไปนอนห้องพี่สิ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมนอนคนเดียวได้”
“มาเถอะ ฝนตกแบบนี้น่ากลัวจะตาย มานอนเป็นเพื่อนพี่หน่อยก็แล้วกัน”

พี่อู๋ดึงตัวผมให้ลุกขึ้นนั่ง กอริลลาก้องที่กำลังเศร้าถึงกับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันเพราะต้องเดินตามคนเมาลากไปนอนด้วยกันในห้องใหญ่ พี่อู๋เปิดไฟในห้อง เผยให้เห็นสภาพเละเทะของกองหนังสือไม่ต่างจากข้างนอก เขาบอกผมว่าตามสบายเลย กระโดดขึ้นเตียงเลย แต่ผมไม่อยากทำอย่างนั้นเพราะบนที่นอนยังมีหนังสือกองอีกหลายเล่ม

“โทษที พี่ชอบนอนอ่านหนังสือน่ะ”

ครับ ผมรู้ เห็นจากกองหนังสือทั้งหมดแล้วพอเดาได้

พี่อู๋เป็นประเภทชอบอ่านแต่ไม่ถนอม พอเห็นว่าบนเตียงมีหนังสือวางอยู่ก็เอามือกวาดลงพื้นแบบไม่คิดอะไร เขาสะบัดผ้าห่มสองสามครั้งแล้วเรียกผมให้ไปนอน มาเร็วก้อง นอนก่อนเลย ขอพี่แปรงฟันก่อน เมื่อกี๊กินข้าวมันไก่มา ขมปากมาก เริ่มอยากอ้วกว่ะ ทำไงดี

“พี่ไหวไหมเนี่ย?”
“ไหว”

เขาตอบก่อนจะเรอเอิ๊กเสียงดัง

“เออลืมบอก พี่ไม่ชอบห่มผ้ากับใครอ่ะ ก้องต้องเอาผ้าห่มมานอนด้วยแล้วล่ะ”

ไม่มีปัญหาครับ พี่จัดการตัวเองเถอะ

ผมคิดในใจระหว่างไปเอาผ้านวมที่ห้องนอนเล็ก ตอนกลับเข้ามาผมไม่เห็นพี่อู๋แล้ว เหลือแค่กางเกงยีนส์กองทิ้งไว้บนพื้นกับเสื้อโปโลสีดำ ส่วนตัวเขายืนสะลึมสะลือแปรงฟันหน้ากระจกในห้องน้ำ ผมหยิบเสื้อผ้าของพี่อู๋ใส่ตะกร้า บอกเขาว่าพรุ่งนี้จะซักให้นะครับ พี่จะซักตัวไหนอีกบ้าง พี่อู๋รีบตอบทันที

“บ็อกเซอร์ๆๆ ฝากด้วย”

แล้วเขาก็ถอดตัวที่กำลังใส่ให้นายก้องเกียรติ

“ขอบใจมากก้อง นอนก่อนเลย พี่ว่าจะอาบน้ำหน่อย เดี๋ยวก้องรังเกียจ”

ครับ เอาที่พี่สะดวกเลย

พี่อู๋จัดการธุระโดยไม่ปิดประตูด้วยซ้ำ เขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยในห้านาที กลิ่นสบู่โพรเท็คหอมอบอวลทั่วเตียงเมื่อพี่อู๋ก้าวขึ้นมา ผมได้ยินเสียงอะไรซักอย่างลากไปบนพื้น เดาเอาว่าเขาคงใช้เท้าเขี่ยหนังสือให้พ้นทาง

“นอนได้แล้วก้อง นอนๆๆๆ”

เขาพูดรัวก่อนจะปิดไฟ ในห้องมืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงฟ้าแลบผ่านทางหน้าต่าง ผมรู้สึกถึงพี่อู๋ที่กำลังนอนอยู่ข้างๆ เขาขยับเข้ามาหาทีละนิดแล้วบอกว่า --

“ขอหมอนข้างนะ พี่นอนไม่หลับถ้าไม่มีหมอนข้าง”
“ครับ”

นึกว่าจะทำอะไร ที่แท้ก็หวงหมอน

“นอนนะก้อง หลับได้แล้ว พี่ง่วงมาก”
“ครับ”

พี่นอนเถอะ ผมไม่ได้ขอให้ถ่างตาอยู่เป็นเพื่อนเสียหน่อย

“เมื่อไหร่ก้องจะโต พี่อยากพาก้องไปเที่ยวด้วย จะพาไปจองโต๊ะบริค”
“ผมโตแล้ว”
“โตกว่านี้อีก” เขางัวเงีย
“ผมอายุสิบเจ็ดแล้ว ไม่เด็กแล้วนะครับ”
“อายุสิบเจ็ดได้มาเป็นสาวรำวง มาใส่กระโปรงวับๆแวมๆ”

อะไรวะเนี่ย

“จีนี่จ๊ะ จีจี่จ๊ะ ออกมาอาอ๊าอาอา --”

ผมขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆเขาถึงร้องเพลงออกมาหน้าตาเฉย พี่อู๋ยังคงพูดเรื่อยเปื่อยตามประสาคนเมา เขาร้องเพลงไม่หยุดจนผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอหลับเมื่อไหร่ แต่ลืมตาอีกทีก็เช้าแล้ว ส่วนพี่อู๋ยังนอนขดอยู่ข้างๆ เขาห่อตัวเองเป็นดักแด้แล้วอิงแอบกอริลลาก้องเหมือนเด็กขาดความอบอุ่น ผมไม่กล้าขยับตัวอยู่นาน แอบมองหน้าพี่อู๋ตอนหลับเป็นชั่วโมงแล้วหายใจ

พี่อู๋นอนดิ้นเป็นบ้า เตียงตั้งกว้างแต่กลับกลิ้งมาเบียดผมเกือบตกเตียง หลังจากนอนมองเพดานจนเบื่อ ผมก็ลุกไปทำงานบ้านฆ่าเวลาระหว่างรอเขาตื่น หวังว่าตอนนั้นพี่อู๋คงหายเมา และเลิกร้องเพลงจีนี่จ๋าซักที


 


TBC
----------------------------------------------
#เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้


ตอนนี้อาจจะเรื่อยๆเปื่อยๆหน่อย แต่ตอนหน้ามีแขกมาเส่อพร๊ายน้องก้องค่ะ จะเป็นใครนั้นต้องรอติดตามกันนะคะ <3
ที่สำคัญเลย ขอบคุณคอมเม้นต์น่ารักๆจากนักอ่านทุกคนเลยนะคะ แค่เห็นว่ามีคนชอบก็ดีใจมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ จะตั้งใจเขียนเต็มที่เล้ย  :hao5:

ปล.ตอนนี้มีภาพประกอบบ้านใหม่พี่อู๋ด้วยค่ะ จะใส่ไว้ในแฮชแท็ก #เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ นะคะ ถ้าหากอยากดูคร่าวๆเพื่อให้เห็นภาพว่าเป็นยังไงสามารถดูรูปได้เลยค่ะ จะอัปไว้ให้น้า

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
ไม่ๆ ตอนนี้ไม่เรื่อยเปื่อย เราชอบบรรยากาศแบบนี้ค่ะ น้องที่ปรับตัวพยายามหาอะไรทำ
กับอีกมุมของพี่อู๋ ที่แบบ พี่นิสัยผู้ชายและซกมก ห้องเละอย่างที่น้องว่าจริงๆ
ตอนนี้เราชอบค่ะ

ออฟไลน์ 0825

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 11
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
สนุกมากเลยค่ะ ตามอ่านรวดเดียวเลย
สงสารก้องมากๆเลยอ่ะ ภาษาที่คนเขียนใช้ดีมากเลย อ่านแล้วก็ซึมไปเลยช่วงแรก
ตรงที่อึดอัดก็รู้สึกอึดอัดตาม ตรงที่เศร้าก็เศร้ามาก
ชอบตรงที่เปรียบเป็นกอริลลาด้วย เห็นภาพชัดดี
ตอนที่บ้านน้องไฟไหม้คิดอย่างเดียวเลยว่าอย่าแกล้งน้องเลยคนเขียน!!!
เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมากลูก แต่ก็เห็นพัฒนาการของก้องในทางที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ เอาใจช่วยอยู่นะ
ตอนล่าสุดที่ก้องบอกว่าอยากมีชีวิตอยู่ต่อเราดีใจมากๆเลย
น้องคิดเรื่องมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ปกติเราไม่ชอบกินไชเท้าดองแต่ถ้าน้องชอบพี่จะดองให้กินเอง 55555
สู้ๆนะก้อง

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
ดีใจจัง น้องก้องเริ่มผ่อนคลายขึ้นแล้วว น้องกำลังเรียนรู้และเริ่มที่จะปรับตัว   :กอด1:

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 156
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
เปียโนนั้นมีความลับบบบบ~ (เพลงมา)

ออฟไลน์ j123

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 693
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +75/-1
ติดตามชีวิตน้องก้องด้วยคนค่ะ พี่อู๋ใจดีมากๆ เลย ^^

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2400
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
พี่อู๋ติดน้อง รู้สึกผิดที่น้องชายเสียชีวิต ต่างคนต่างเป็นโรคซึมเศร้า รึเปล่า

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
ตลกพี่อู๋ตอนเมาละร้องเพลง​ 5555555555
เป็นกำลังใจให้น้องก้อง​ ซักวันหนูจะนอนหลับเอง

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-4
08 [Part 1]


นาฬิกาบอกเวลาว่าบ่ายสองสิบห้านาที

โจรสองคนนอนอืดในคอนโดแถวลาดพร้าวยี่สิบเจ็ด

ไม่รู้ว่าความขี้เกียจและความซกมกสามารถส่งต่อกันได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตอนนี้นายก้องเกียรติกลายเป็นอุรัสยาสองไปแล้ว ทั้งพี่อู๋และผมปล่อยให้หนวดขึ้นครึ้มไม่คิดจะโกนออก วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเวฟข้าวกล่อง นอนหน้าทีวี อาบน้ำ นอนหน้าทีวีอีกครั้ง แล้วเข้านอน

“พี่ไม่ต้องทำงานเหรอครับ?”

ผมถามเพราะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติและไม่ถูกต้อง พอนึกถึงเสียงเปิดปิดประตูตอนเจ็ดโมงเช้าก็คิดออก อ๋อ -- คนอื่นรีบตื่นไปทำงานหาเงิน แต่คุณอุรัสยากลับนอนตื่นสาย ไม่ทำอะไรเลยนอกจากกระดิกเท้านอนดูแฮร์รี่ พอตเตอร์อย่างสบายใจเท่านั้น

“พี่ทำงานที่บ้านน่ะ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ”
“แต่ผมไม่เห็นพี่จะทำอะไรนอกจากนอนดูทีวีกับอ่านหนังสือ”

ผมพูด ไม่ได้อยากจุ้นจ้านชีวิตส่วนตัวของเขานักหรอก แต่บางทีก็สงสัยว่าทำไมพี่อู๋ถึงเลื่อนลอยผิดแปลกจากชาวบ้าน ไม่ทำงาน ไม่ออกไปพบปะผู้คนบ้างเหรอ วันๆเจอแต่กอริลลาก้องหนวดเฟิ้มในห้องสี่เหลี่ยม เขาไม่เบื่อหรือไง

“ด่าพี่ในใจอีกล่ะสิ”
“ครับ”
“โกหกบ้างก็ได้นะก้อง” พี่อู๋ใช้ปลายเท้าสะกิดไหล่ผมที่นั่งพิงโซฟา “จะบ่ายสามแล้ว เวฟข้าวกินกันดีกว่า ก้องกินอะไร? มาม่าหรือโจ๊ก?”
“ไม่มีอะไรเหลือในตู้เย็นแล้วครับ”
“เกี๊ยวกุ้งอ่ะ?”
“พี่เพิ่งกินไปเมื่อเช้าไง”

ผมตอบก่อนจะเปิดตู้เย็นให้คุณอุรัสยาดู ข้างในมีแต่ความว่างเปล่ากับขวดน้ำสองขวด นอกนั้นไม่มีอะไรเลย บ๋อแบ๋ แม้แต่น้ำปลาไว้คลุกข้าวยังไม่มี

“สงสัยเย็นนี้ต้องออกจากบ้านแล้ว”

พี่อู๋พึมพำ เขาเพิ่งรู้เหรอว่าเราไม่ได้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันเกือบสัปดาห์แล้ว

“งั้นอาบน้ำเลยก้อง พี่จะพาไปซื้อของ”

เขาบอก แต่ตัวเองยังนอนกินขนมดูพ่อมดน้อยโอมเพี้ยงหน้าตาเฉย นายก้องเกียรติที่เป็นแค่ผู้ขออาศัยก็ขี้เกียจพูด จึงเดินไปอาบน้ำตามคำสั่งของผู้ปกครองโดยดี




นาฬิกาบอกเวลาว่าหกโมงเจ็ดนาที

เราเพิ่งถึงยูเนี่ยนมอลล์ สิ่งแรกที่พี่อู๋ทำคือพาผมไปกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำกับไข่ยางมะตูม หลังจากนั้นก็ไปซูเปอร์มาเก็ตเพื่อตุนเสบียงสำหรับการ “จำศีล” ในสัปดาห์ถัดไป

เท่าที่ผมจำได้ ครัวของพี่อู๋มีทุกอย่างพร้อม ทั้งจาน ชาม กระทะ หม้อไห ไมโครเวฟ หม้อนึ่ง หม้ออบลมร้อน เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องอบแซนด์วิช เครื่องตีส่วนผสม แม้แต่เตาอบขนาดเล็กก็มี พี่อู๋เก็บเครื่องครัวพวกนั้นในเคาน์เตอร์ชั้นล่างและปล่อยทิ้งไว้จนฝุ่นจับ ไม่เคยเอาออกมาใช้หรือทำความสะอาดเลย

“พี่อู๋ครับ”
“ครับก้อง?”
“ทำไมพี่ถึงกินแต่อาหารขยะพวกนี้ล่ะ ในก็ครัวมีอุปกรณ์ตั้งเยอะ” ผมถามเมื่อเห็นพี่อู๋กวาดเอาอาหารแช่แข็งใส่รถเข็นเป็นโหลราวกับจะเปิดขายแข่งกับเซเว่น
“พี่ทำกับข้าวไม่เป็น”
“อ้าว แล้วพี่ซื้อของพวกนั้นมาทำไม?”
“พี่ไม่ได้ซื้อเองหรอก ของแฟนเก่าน่ะ” พี่อู๋ตอบ “เมื่อก่อนเขามาทำกับข้าวที่ห้องบ่อย พอเลิกกันก็ไม่ได้ใช้เพราะพี่ทำไม่เป็น”

ผมหน้าสั่นตอนที่เขาบอกว่าของพวกนั้นซื้อให้แฟนเก่า ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าพี่อู๋มีแฟนเพราะเขาทำตัวโฉดมากจนผมนึกว่าสาวๆรังเกียจความโสโคร -- ซกมกของเขา พอได้ยินว่าเขาเคยมีก็เลยสงสัยว่าใครนะเป็นผู้หญิงผู้โชคร้ายที่ต้องคอยเก็บกวาดรังหนูของคุณอุรัสยา

“อึ้งเลย เห็นอย่างนี้พี่ก็เคยมีความรักนะ” พี่อู๋แซวเพราะเห็นผมยืนทื่ออยู่นาน
“ครับ อึ้งมาก ไม่คิดว่าจะมีคนหลงผิดมารักพี่ด้วย”
“ไอ้ก้อง!”

โห -- ไม่มีแล้วก้อง น้องก้อง ก้องเกียรติ กอริลลาก้อง ตอนนี้ผมกลายเป็นไอ้ก้องสำหรับเขาเรียบร้อย

“ล้อเล่นครับ แล้ว -- ตอนนี้พี่ยังเสียใจอยู่ไหม?”
“ไม่อ่ะ”
“งั้นถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ผมขอใช้เครื่องครัวในตู้นะครับ”
“ก้องทำกับข้าวเป็นด้วยเหรอ?”
“เป็นครับ แม่สอนมา” ผมตอบ พี่อู๋ดูอึ้งแดกกว่าผมตอนรู้ว่าเขามีแฟนเสียอีก “ผมไม่อยากให้พี่กินของพวกนี้เลย พี่กินวันละสามมื้อติดกันเป็นอาทิตย์ ไหนจะออกไปกินเหล้าอีก มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ”
“ก้องเป็นห่วงพี่เหรอ?”
“เปล่าครับ” ผมเบื่อข้าวกล่อง แต่ไม่ได้บอก
“ก็ดีนะ ต่อไปนี้หน้าที่ทำกับข้าวเป็นของก้องแล้วกันเนอะ”
“พี่พูดเหมือนทุกวันนี้เราแบ่งกันทำงานบ้านงั้นแหละ”

ผมนึกถึงงานที่ต้องทำ ทั้งกวาดถู จัดของ ปัดฝุ่น พับผ้าห่ม ล้างห้องน้ำ ซักผ้า ล้างจาน เอาขยะไปทิ้ง แต่เรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับบุญคุณที่พี่อู๋มีต่อผม ถ้าเขาสั่งมากกว่านี้ผมก็ทำได้ ให้เช็ดกระจก ซ่อมเครื่องซักผ้า วิ่งไปซื้อของก็ได้ สั่งให้ไปกู้ระเบิดยังได้เลย

“งั้นซื้อกับข้าวกัน”
พี่อู๋วางอาหารแช่แข็งในตู้ตามเดิมแล้วเข็นรถเดินหาของสด แม่เคยสอนผมว่าจะทำกับข้าวต้องคิดเมนูไว้ในใจก่อน ต้องนึกว่าจะทำอะไรและอย่าซื้อตุนเยอะเกินไปไม่งั้นของจะไม่สด เนื้อจะเหม็นสาบ ผักจะเหี่ยวไม่น่ากิน ถึงตอนนั้นก็คงไม่เหลือความอร่อยแล้ว ผมถามพี่อู๋ว่าพรุ่งนี้อยากกินอะไร เขาตอบไม่ได้ พี่อู๋เป็นประเภทมีอะไรให้กินก็กิน สุ่มหยิบข้าวกล่องในตู้เย็นได้อันไหนก็เวฟอันนั้น ไม่เคยเรื่องมาก

“ก้องคิดเองเลยว่าจะกินอะไร พี่กินทุกอย่างนั้นแหละ”

ได้ เตรียมตัวเตรียมใจกินอาหารสูตรไอ้แดงโดยเชฟก้องได้เลย

ผมซื้อหมูเนื้อแดงหนึ่งกิโล ปีกไก่ติดสะโพกสองชิ้นใหญ่ ซื้อข้าวหอมมะลิ ผักกาด มันฝรั่ง หัวหอม กระเทียม และหัวไชเท้าด้วย พี่อู๋บอกว่าแอบเปิดพันทิปอ่านวิธีทำไว้แล้ว คืนนี้เขาจะดองไชเท้าให้กินเอง

หลังจากนั้นเราก็ซื้อของที่สามารถเก็บได้นานหน่อย วุ้นเส้น ปลากระป๋อง ไข่ไก่หนึ่งแพ็ค และเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างไส้กรอกกับแฮม ผมคิดอะไรไม่ออกก็เลยหยิบของซ้ำๆที่แม่ชอบซื้อ พอเดินผ่านตู้แช่นม พี่อู๋หยิบนมแกลลอนใหญ่ใส่รถเข็น เขาหยิบโยเกิร์ตยี่ห้อพาสควาล ชีส และเนยจืดก้อนใหญ่ พอเดินผ่านโซนเครื่องปรุง เขาก็กวาดทุกอย่างที่คิดเอาเองว่าน่าจะจำเป็นมาด้วยทั้งน้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย น้ำมันมะกอก ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ เกลือ พริกไทย -- พอก่อน เหนื่อยจะเล่าแล้ว ผมไม่ว่าหรอกถ้าซื้อเพราะจำเป็นต้องใช้ แต่ไอ้สมุนไพรขวดสีเขียวนั่นมันอะไร

ออริกาโน

ผมอ่านชื่อเครื่องปรุงที่นอนเอ้งเม้งในรถเข็นแล้วรีบค้าน บอกเขาว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ออริกาโน แต่คุณอุรัสยายืนยันว่าเอาไว้โรยหน้าหอมๆ แถมกินกับอะไรก็อร่อยยิ่งกว่าใส่ผงชูรส  นี่พี่อู๋คิดว่าแกงจืดหมูสับควรใส่ออริกาโนเหรอ

“ไม่ต้องซื้อเยอะหรอกครับ ซื้อเท่าที่ใช้ก็พอ”
“เราจะได้ไม่ต้องออกมาซื้อบ่อยๆไง” พี่อู๋บอก เขาหยิบแม็กกี้มาอีกขวด อันนี้ผมเห็นด้วย ถ้าอดอยากปากแห้งไม่มีอะไรกินจริงๆ แม็กกี้กับข้าวสวยร้อนๆช่วยเราได้

พอซื้อทุกอย่างตามที่คุณอุรัสยาต้องการ เขาก็เข็นรถไปโซนขนม กว้านซื้อมันฝรั่งทอดรสต่างๆมาเกือบสิบห่อ หยิบโค้กขวดลิตรมาอีกสามขวด ปีโป้สี่ถุง คิทแคทแพ็คใหญ่ นี่กรมอุตุประกาศเตือนภัยเรื่องน้ำท่วมหรือไง ทำไมเราถึงซื้อของเยอะขนาดนี้

เย็นนั้นพี่อู๋จ่ายเงินค่าของกินทั้งหมดสามพันเจ็ดร้อยกว่าบาท ผมหน้าซีดแต่เขากลับยิ้มระรื่น ส่งบัตรให้พนักงานรูดปรื๊ดๆไม่มีท่าทีเสียดาย เราสองคนช่วยกันหิ้วถุงใบใหญ่หกใบไปที่รถและขนอย่างทุลักทุเลกลับห้อง แล้วนายก้องเกียรติก็เริ่มหยิบเครื่องครัวมาเช็ดทำความสะอาด จัดวางเครื่องปรุงที่เพิ่งซื้อเข้าตู้ ล้างเนื้อสัตว์ ล้างผัก แช่ผักด้วยน้ำส้มสายชู หั่นเก็บบางส่วนใส่ท็อปเปอร์แวร์เข้าตู้เย็น พวกมะนาว กระเทียม หัวหอมก็แยกไปอยู่อีกตู้ ของสดที่เน่าเร็วก็แช่ช่องฟรีซ ผมวุ่นวายกับการจัดของอยู่คนเดียว แต่คุณอุรัสยากลับยืนถือมีดหน้าทีวี ตามองแฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่กระพริบ แล้วชาตินี้ผมจะได้กินไชเท้าดองไหม

กว่าห้องจะเรียบร้อย กว่าพี่อู๋จะหั่นไชเท้าแล้วหมักในน้ำส้มสายชูกับน้ำตาล กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางก็สี่ทุ่มพอดี ผมหมดแรงจนนอนแผ่บนพื้น ส่วนพี่อู๋งอแงบ่นหิวข้าว ขอร้องให้ทำอะไรซักอย่างก่อนที่เขาจะหิวตาย

“พี่ไม่ตายหรอก พี่กินก๋วยเตี๋ยวตั้งสองชาม”

ผมบ่นแต่ก็ลุกขึ้นทำข้าวให้พี่อู๋กิน เมนูแรกที่กอริลลาก้องได้โชว์ฝีมือคือข้าวผัดปลากระป๋อง ผมใส่น้ำมันนิดหน่อย ใส่กระเทียม ไข่หนึ่งฟอง ตามด้วยซีอิ๊วเห็ดหอมแล้วยีให้แตก เมื่อไข่เริ่มสุกก็ใส่ข้าวเปล่าหนึ่งถ้วย ผัดข้าวกับไข่ให้เข้ากันแล้วใส่ปลากระป๋อง เลือกเอาแค่เนื้อปลาเพราะถ้าใส่ซอสด้วยข้าวจะแฉะ ผัดต่ออีกหน่อยจนข้าวแห้ง จากนั้นก็ตักใส่จานได้

พี่อู๋ไม่มีส่วนช่วยในการทำมื้อดึก เขาแค่ยืนกอดอกมองผมทำนั่นทำนี่เงียบๆที่โต๊ะกินข้าว เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเราก็นั่งกินด้วยกัน พี่อู๋ตักข้าวผัดร้อนๆเข้าปาก เคี้ยวหยับๆสามสี่ทีแล้วทำหน้าเคลิบเคลิ้มได้ปลอมเปลือกมาก

“เป็นอะไรครับ?”

ผมถาม ตอนผัดข้าวก็ไม่ได้ใส่กัญชา เขาจะทำตาเยิ้มทำไม

“อร่อยจังเลยก้อง” พี่อู๋ตักกินอีกคำ “รู้งี้ให้ก้องทำนานแล้ว ไม่กินของเวฟหรอก”

ผมอมยิ้ม ไม่มีใครชมว่าผมทำกับข้าวอร่อยนอกจากแม่ เพราะเมื่อก่อนแม่เลิกงานเกือบหกโมงหน้าที่ทำกับข้าวเลยตกเป็นของผมโดยปริยาย พอแม่ตายก็ไม่ได้เข้าครัวจริงๆจังๆมานาน พี่อู๋คือคนแรกที่ผมทำกับข้าวให้กิน พอได้ยินคำชมเลยดีใจเป็นพิเศษ

เรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย มื้อดึกตอนสี่ทุ่มอาจทำให้จุกจนนอนไม่ได้แต่ไม่มีใครสน พี่อู๋กินหมดไวมาก สองสามนาทีก็เกลี้ยงจานแล้ว ส่วนผมใช้เวลานานหน่อย พี่อู๋ก็เลยนั่งคุยเป็นเพื่อนระหว่างรอผมกินเสร็จ

บทสนทนาของเราเป็นเรื่องทั่วๆไปเช่น พรุ่งนี้ผมจะซักผ้านะ มีเสื้อตัวไหนสีตกไหม จะได้ซักมือ แล้วอยากให้จัดหนังสือ อยากให้เช็ดฝุ่นที่เปียโนหรือเปล่า พอพูดถึงเปียโน พี่อู๋ก็หันมองมันชั่วครู่ เขาบอกว่าฝากด้วยนะ ใช้ผ้าแห้งเช็ดอย่างเดียวพอ อย่าใช้ผ้าเปียก เดี๋ยวไม้ชื้น

“ผมเห็นพี่มีเปียโน พี่เล่นเป็นด้วยเหรอครับ เล่นให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?”

ผมถามคำถามที่ค้างคาใจมานาน พี่อู๋ส่ายหน้า บอกว่าเปียโนหลังนี้ไม่ใช่ของเขา

“ของเอมน่ะ” พี่อู๋ตอบ พอเห็นผมทำหน้างงว่าเอมคือใคร เขาก็ขยายความ “น้องชายพี่ชื่อเอม พอเอมไม่อยู่พี่ก็เลยเอามาเก็บไว้ที่นี่”
“แล้วพี่เล่นเป็นไหมครับ?”
“ไม่เป็น พี่ไม่เอาถ่านซักเรื่อง ในบรรดาพี่น้องสามคนพี่คือตัวบ๊วยของบ้าน”

พี่ไม่ใช่บ๊วยหรอก จริงๆนะ คนบ๊วยที่ไหนจะทำงานจนมีรถมีคอนโด มีเงินจ่ายค่ายาค่าหมอให้เด็กเหลือขออย่างนายก้องเกียรติล่ะ ผมคิดแบบนั้น แต่ไม่ได้พูดออกไป พี่อู๋ดันกระพุ้งแก้มราวกับกำลังใช้ความคิด เขาคงลังเลว่าควรเล่าให้ฟังหรือเปล่า พอเห็นกอริลลาก้องนั่งเฉยไม่แสดงความกระหายใคร่รู้ เขาก็เล่าให้ฟังเองโดยไม่ต้องขอ

พี่อู๋บอกว่าเขาไม่ใช่คนกรุงเทพ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ภาคใต้ จังหวัดอะไรซักอย่างที่ชื่อยาวมาก พี่อู๋โตมาในครอบครัวคนจีน แม่เป็นลูกสาวร้านขายวัสดุก่อสร้าง พ่อเป็นจิตแพทย์ พี่สาวคนโตชื่อออมเป็นอาจารย์หมอที่หาดใหญ่ พี่อู๋เป็นลูกคนกลาง จบอักษรศาสตร์จากมหาลัยในนครปฐมเพื่อมาเป็นทุกอย่างให้นายญี่ปุ่น(เขาพูดเองนะ)เกือบสิบปี ส่วนเอมเป็นน้องคนสุดท้อง เกิดเดือนเดียวปีเดียวกับผม นิสัยขี้อ้อนตามประสาน้องเล็ก เรียนเก่งเหมือนพ่อกับพี่สาวแถมมีพรสวรรค์ด้านดนตรีก็เลยยิ่งเป็นที่รักของทุกคน

ตอนเล่าเรื่องครอบครัว พี่อู๋ดูมีความสุขมากๆเมื่อได้พูดถึงพ่อ แม่ พี่ออม และเอม เขาไม่เศร้าหรือซึมเหมือนวันที่กินบอนชอนเมื่อผมถามว่า ขอโทษนะครับ เอมตายเพราะอะไร พี่อู๋ตอบด้วยท่าทีสบายๆ ไม่แสดงอาการหดหู่ให้เห็น แต่คำตอบนั้นทำผมช็อกพอควร

“เหมือนก้องนั่นแหละ” เขาพูดติดตลก “แต่พี่ไปหาเอมไม่ทัน”

ผมแทบหยุดหายใจเมื่อรู้ว่าเอมฆ่าตัวตาย นึกไม่ออกเลยว่าควรปลอบเขายังไง จะพูดว่าอย่าเสียใจก็ไม่ได้เพราะน้องชายตายทั้งคน ยิ่งพี่อู๋เล่าว่าเขาเป็นคนไปส่งเอมที่โรงเรียนวันแรก เป็นคนสนับสนุนให้เรียนเปียโน พอปิดเทอมก็พามาอยู่ด้วยกันที่นี่ ยิ่งทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาสนิทกันมาก มากจนการตายของเอมทิ้งแผลสดเอาไว้ในใจของพี่อู๋ถึงวันนี้

“เพราะแบบนั้น -- พี่ก็เลยช่วยผมใช่ไหม?”

พี่อู๋ยิ้ม ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหน ผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความเสียใจของเขาอยู่ดี

“แต่พี่ดูเศร้าน้อยลงนะครับ ต่างจากวันที่ไปกินบอนชอน ตอนนั้นพี่ซึมตั้งนาน”
“ถ้าเล่าให้มันเหมือนเรื่องธรรมดา มันก็จะเป็นแค่เรื่องธรรมดา”

เขาบอกเคล็ดลับให้กอริลลาก้องที่เพิ่งผ่านการสูญเสียมาเหมือนกัน

“คนที่เรารักก็คงไม่อยากเห็นเราเศร้านานหรอกเนอะ ยังไงคนเป็นก็ต้องอยู่ต่อไป ใช้ชีวิตให้มีความสุขมากๆดีกว่า มีความสุขเผื่อคนตายด้วย”

ผมเก็บคำแนะนำของพี่อู๋มาคิด แต่เข้าไม่ถึงเนื้อความที่เขาพยายามสื่อ จริงอยู่ที่คนเป็นต้องใช้ชีวิตต่อไป แต่การสูญเสียก็คือการสูญเสียอยู่วันยังค่ำ ผมไม่มีวันมองการจากไปของแม่เป็นเรื่องธรรมดา แถมการฆ่าตัวตายทิ้งรอยแผลให้คนข้างหลังมากกว่าการตายด้วยสาเหตุอื่น เหมือนที่ผมโทษตัวเองตลอดว่าเป็นเพราะรู้จักแม่ไม่มากพอ ช่วยแม่แบ่งเบาความเครียดไม่มากพอ แม่ถึงแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าการไปสู่อิสรภาพที่แท้จริงต้องทำยังไง

“พี่เล่าเรื่องของเอมให้ฟังแล้ว” พี่อู๋พูดเมื่อเห็นผมนั่งเหม่อ “ก้องลองเล่าเรื่องแม่ให้พี่ฟังบ้างสิ”

ผมเงียบพักหนึ่ง เสียงในใจสั่งไม่ให้เปิดปากพูดอะไรออกไป ถ้าบอกเขาว่าการตายของแม่คือความผิดของผม ถ้าพูดว่ายังเสียใจในสิ่งที่แม่ทำ พี่อู๋คงหาคำพูดร้อยแปดมาปลอบใจเพื่อให้ปลงกับสัจธรรมของชีวิต แน่นอนว่าผมไม่ต้องการแบบนั้น ไม่ต้องการคำปลอบใจ ไม่อยากให้เรื่องของเอมเป็นตัวอย่างของการกลับมาเข้มเข็งเพราะไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของนายก้องเกียรติทั้งนั้น แม้กระทั่งตัวผมเองก็ตาม

“ไว้วันหลัง -- ผมจะเล่าให้พี่ฟังนะครับ”

พี่อู๋บอกว่าได้สิแล้วช่วยเก็บจานไปล้าง นาฬิกาบอกเวลาว่าห้าทุ่มสิบสองนาที เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำ ผมกินยานอนหลับแล้วเข้านอน ส่วนพี่อู๋ใช้เวลาข้างนอกอีกหน่อย ผมได้ยินเสียงเขากดเปียโนเล่นไม่เป็นเพลงนานหลายนาที ก่อนจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยา




การพบหมอครั้งที่หก ผมบอกหมอว่านอนไม่ค่อยหลับ

ที่จริงผมมีปัญหาเรื่องนอนมาซักพักแล้ว ต่อให้กินยาและเข้านอนเป็นเวลาก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ หมอพยายามชวนคุยเพื่อล้วงหาสาเหตุที่กอริลลาก้องกลัวการนอนหลับ เขาถามถึงความเครียด ความกลัว ความกังวลแต่ผมให้คำตอบไม่ได้ ผมบอกเขาว่าตอนนี้มีความสุขดี พี่อู๋เลี้ยงผมดีมาก ดีจริงๆ ไม่มีเรื่องต้องเศร้าเลย

หมอเริ่มมีท่าทีหนักใจ ดูเหมือนการปรับยาครั้งที่สามจะไม่ได้ผล ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนยานอนหลับตัวใหม่ให้ตามคำขอ หมอบอกว่าตัวนี้ออกฤทธิ์นานขึ้น หลับสนิทมากขึ้น น่าจะได้ผลดีกว่าตัวเก่า ว่าแต่ช่วงนี้ก้องเป็นไงบ้าง อยู่กับพี่อู๋มีเรื่องขัดใจบ้างไหม หงุดหงิดไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือเปล่า

ไม่มีครับ

ผมโกหก เพราะจริงๆแล้วมีอยู่หนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมหงุดหงิด

ผมเบื่อที่พี่อู๋ออกไปกินเหล้า

ถ้าพูดในฐานะคนขออาศัยอยู่ฟรีๆ ผมไม่มีสิทธิ์ห้ามด้วยซ้ำ แต่การพะวงว่าเมื่อไหร่พี่อู๋จะกลับทำให้ผมประสาทเสียพอสมควร จริงอยู่ที่ไม่ต้องเป็นห่วงก็ได้เพราะเขาอายุสามสิบเอ็ดแล้ว ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว แต่การออกไปสนุกข้างนอกของเขาส่งผลกระทบกับผมมากกว่าที่คิด

ผมเป็นกังวลทุกครั้งที่ตื่นกลางดึกแล้วไม่เจอพี่อู๋  ซึ่งก็ทุกคืน -- แทบทุกคืนที่ผมนั่งบนเตียงคนเดียวในห้องนอนใหญ่ ไม่มีใครอยู่บ้าน รองเท้าผ้าใบคู่โปรดของพี่อู๋หายไป ผมรู้ทันทีว่ามันอยู่ที่ไหน คงตะลอนย่ำเท้าในถนนข้าวสารกับเจ้านายขี้เมา รอเขากินเหล้าจนหัวทิ่มถึงจะได้กลับบ้าน และทุกครั้งที่เปิดประตูเข้ามา ผมจะตื่นอยู่พอดี

“ก้อง ทำไมยังไม่นอน ไปนอนสิเร็วๆ นอนดึกไม่ดี ต่อไปอย่านั่งรอพี่อีกนะ”

พี่อู๋พูดประโยคนี้ทุกคืนที่กลับบ้านมาเจอผมนั่งอยู่บนโซฟา เขาบอกให้ไปนอน แต่สภาพเละเทะเหมือนหมาทำให้ผมทนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องตามเก็บเสื้อผ้าที่พี่อู๋ถอดทิ้งไว้บนพื้น คืนไหนที่เขาอ้วกก็ต้องเช็ดอีก กว่าจะได้นอนก็ตีสี่ บางวันตีห้า ผมหลับได้แค่สองสามชั่วโมง แต่พี่อู๋สามารถนอนยาวได้ถึงเที่ยงเพราะไม่ต้องออกไปทำงาน วันๆมีแค่กิน นอน ดูหนัง อ่านหนังสือ กินเหล้า กลับมานอนต่อโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เข้าใจหรือยังว่าทำไมผมถึงเกลียดการออกไปดื่มของเขามาก มากจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หมอต้องปรับยาครั้งนี้

เมื่อการซักถามเสร็จเรียบร้อยผมก็ยกมือไหว้ขอบคุณหมอแล้วเตรียมตัวกลับบ้าน พอออกมาข้างนอก พี่อู๋ก็ถามว่าทำไมถึงดูซึมๆ ผมบอกเขาว่าไม่ต้องใส่ใจหรอก เรื่องเล็กๆน้อยๆ เดี๋ยวก็หายเอง ผมไม่เป็นไร

“ถ้ามันทำให้ก้องซึมแบบนี้พี่ว่าไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ”

พี่อู๋ยังคงพูดต่อ

“บอกพี่มาเถอะ ก้องจะได้ระบายด้วยไง”

ผมไม่อยากบอก ไม่อยากเล่าอะไรให้เขาฟังอีกแล้ว พี่อู๋ถอดใจกับการง้อกอริลลาก้องที่กลับไปเป็นคนไร้อารมณ์เหมือนก่อนหน้า เขาพูดแค่ว่าสบายใจเมื่อไหร่ก็เล่านะ แต่พอถึงเวลาที่ผมต้องการเขาจริงๆ พี่อู๋ไม่เคยอยู่ใกล้เลย

“คืนนี้พี่จะไปกินเหล้ากับเพื่อนอีกไหมครับ?”
“ไปสิ” พี่อู๋ตอบหน้าตาย ไม่เอะใจในน้ำเสียงขุ่นเคือง “ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ”
“ทำไมไม่ไปให้เร็วกว่านั้นล่ะครับ จะได้กลับเร็วๆ”
“รอก้องหลับก่อนแล้วค่อยไป”
“พี่ไม่รู้เหรอว่าผมนอนไม่หลับ ผมไม่เคยหลับสนิทเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับพี่”
“พูดกันดีๆสิก้อง ทำไมต้องขึ้นเสียงด้วย?”

ผมเม้นปากแน่น เริ่มอยากร้องไห้เพราะอธิบายให้พี่อู๋ฟังไม่ได้ ผมไม่กล้าบอกความต้องการของตัวเอง ไม่กล้าขอพี่อู๋ว่าอย่าไปเลย ช่วยอยู่บ้านและอย่าเมากลับมาเพื่อผมได้ไหม ผมนอนไม่หลับเพราะเป็นกังวลว่าพี่จะมาเมื่อไหร่ จะขับรถชนใครไหม จะอ้วกใส่โซฟาอีกหรือเปล่า ความสุขตอนกลางคืนของพี่ทำลายชีวิตผม และตอนนี้มันเริ่มหมดลงแล้ว หนึ่งเดือนผ่านไป ผมไม่อยากอยู่กับพี่อู๋แล้ว

“ทำไมพี่กินเหล้าหนักจัง ไม่กินซักวันจะลงแดงตายเหรอ?”
“ก้อง พี่ก็มีสังคมมีเพื่อนนะ” พี่อู๋ขมวดคิ้ว ผมตอบกวนๆว่า อ้อ เหรอ ผมเห็นพี่ไม่เคยออกจากห้องตอนกลางวัน คิดว่าเพื่อนไม่คบเสียอีก
“ทำไม? ไม่พอใจอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่าครับ”
“ก้องเกียรติ”

คราวนี้ผมกัดริมฝีปาก เริ่มอึดอัดเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ผมบอกพี่อู๋ว่าพอเถอะครับ ผมเหนื่อย ผมอยากกลับไปพักที่บ้าน พอเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของกอริลลาก้อง พี่อู๋ก็เลี้ยวรถกลับ แผนไปกินของอร่อยถูกพับทิ้งกะทันหัน เราไม่พูดกันอีกเลย



END PART 1 ต่อ Part 2 ข้างล่างนะคะ ตัวอักษรเกินนิดนึงค่ะ ;-;


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-4
08 [Part 2]




ผมเจอแม่อีกครั้งหน้าประตูบ้าน

แม่เพิ่งกลับจากทำงาน ท่าทางเหนื่อยๆแต่ก็ยิ้มกว้างเมื่อเห็นผม

“ก้องกินข้าวยัง วันนี้แม่ซื้อเป็ดเอ็มเคมาฝาก แล้วนั่นไปทำอะไรมา ทำไมเนื้อตัวมอมแมมเหมือนไอ้แดงแบบนี้ ไปเล่นฝุ่นที่ไหน หืม?”

ผมไม่รู้ว่าตัวเองมอมแมมจนกระทั่งแม่บอก พอยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดูก็เห็นแต่คราบฝุ่นสีเทาเกาะทั่วทั้งตัว ผมสะบัดมือสองสามที เตรียมไปอาบน้ำตามที่แม่สั่ง บ้านยังคงเป็นบ้านหลังเดิมที่เราอยู่ด้วยกัน พื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดินขึ้นบันได ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน หยิบชุดตัวใหม่และผ้าขนหนูเตรียมอาบน้ำ พอเดินลงบันไดก็เจอแม่ยืนรออยู่

“เหงาไหมก้อง?”

ไม่เหงาครับ

ผมตอบแต่ยังไม่คิดอะไรจนกระทั่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เจอแม่ยืนรออีก

“ดีใจไหมที่แม่กลับบ้าน?”

ดีใจครับ

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถามแต่อะไรแปลกๆ หลังจากนั้นเรากินเป็ดย่างกับหมี่หยกด้วยกันในครัว แม่เปิดทีวีฟังข่าว ส่วนผมก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว เราไม่ค่อยพูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่วันนี้แม่ถามมากผิดปกติ

“วันก่อนไปกินน้ำแข็งไสเหรอ?”
“แม่รู้ได้ไง?”

ผมถามพลางนึกถึงร้านซอลบิงที่เซ็นปิ่น วันนั้นผมไปกับใครนะ ใครซักคนที่ไม่ใช่แม่ อ๋อ -- พี่อู๋นั่นเอง

“เขาดูแลก้องดีใช่ไหม?”
“แม่หมายถึงใคร?”

แม่ยิ้มแล้วลูบหัวผม น้ำตาเริ่มคลอเบ้าจนต้องถามแม่ว่าร้องไห้ทำไม แม่ส่ายหน้าก่อนจะบอกว่าแค่รู้สึกดีใจที่มีคนรับผมไปเลี้ยง โชคดีจริงๆที่เขาเจอก้อง แม่สบายใจแล้ว

“แม่พูดอะไร ก้องก็อยู่บ้านกับแม่ มีแค่แม่นั่นแหละที่เลี้ยงก้อง”

แม่หัวเราะแล้วกินมื้อเย็นจนหมด หลังจากนั้นผมก็เก็บจานไปล้าง เดินผ่านแม่ที่กำลังนั่งดูซีรี่ส์เกาหลีช่วงเย็นไปชั้นสอง ผมทำการบ้าน จัดตารางเรียน อ่านหนังสือตามปกติ ลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตแบบเด็กมัธยมธรรมดา ลืมว่าแม่ตายแล้ว ลืมว่าไฟไหม้บ้านหมดแล้ว ดังนั้นในความฝันผมจึงไม่เอะใจอะไรจนกระทั่งเดินลงบันไดมาช่วงค่ำ แล้วทุกอย่างก็หายวับราวกับไม่เคยมีอยู่

ผมมองรอบตัวด้วยความงุนงง เมื่อกี๊เพิ่งเดินลงบันไดแท้ๆแต่บ้านทั้งหลังหายไปเหลือแค่ซากดำๆกับเศษขยะกองใหญ่ ผมเดินออกไปนอกบ้าน ในซอยของเราไม่มีสิ่งปลูกสร้างเหลือเลยซักหลัง ขณะที่กำลังยืนเอ๋ออยู่ตรงรั้ว แม่ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ สวมเสื้อสีขาว มัดผมหางม้า แต่งหน้าสวยเหมือนจะออกไปเที่ยวไหน

“ก้องอยู่ได้ใช่ไหม?”

แม่ถาม ผมยิ่งสับสนมากกว่าเดิมแต่ก็ตอบตามสัญชาติญาณว่าอยู่ได้ครับ

“งั้นแม่ไปแล้วนะ”
“แม่จะไปไหน?”
“เดินเล่นแถวนี้แหละ”
“แล้วบ้านเราล่ะ? บ้านเราหายไปไหนเหรอแม่?”
“ก้อง” แม่ยิ้ม “กลับบ้านได้แล้ว”

แค่ประโยคนั้นประโยคเดียวจากปากแม่ --
แค่คำว่ากลับบ้านได้แล้ว ผมก็สะดุ้งตื่นทันที

ในห้องไม่มีใครเลยนอกจากนายก้องเกียรติที่ใบหน้าชุ่มเหงื่อ ความมืดรายล้อมรอบตัวจนมองเห็นแค่ลางๆ ผมลงจากเตียง เดินออกไปข้างนอกอย่างที่ทำประจำทุกคืน พอเปิดไฟตรงห้องโถงถึงรู้ว่าพี่อู๋ไม่อยู่เพราะรองเท้าคอนเวิร์สหายไป กระเป๋าสตางค์ที่ชอบวางทิ้งเพ่นพ่านก็ไม่มี เขาคงออกไปเที่ยวข้าวสารตอนผมหลับ เป็นแบบนี้ประจำ เขามักจะหายไปโดยไม่บอกทุกคืนแล้วก็กลับมาตอนตีสาม ซึ่งหมายความว่าอีกยี่สิบนาทีต่อจากนี้ พี่อู๋จะมา

เสียงฝนจากด้านนอกเรียกให้หันมองหน้าต่าง นาฬิกาบอกเวลาว่าตีสองสี่สิบสองนาที นายก้องเกียรติโดนความเครียดเข้าเล่นงานอีกครั้ง แม่ไม่น่าทำแบบนี้เลย ไม่น่าผูกคอตายในบ้านเลย ผมฝังใจเพราะแม่ ผมกลัวการอยู่คนเดียวก็เพราะแม่ แล้วเมื่อกี๊ยังตามมาถึงในฝันอีก ทำไมไม่ปล่อยผมไป ทำไมแม่ไม่หายไปจากใจของผมเสียที

การอยู่เงียบๆในห้องมืดยิ่งทำให้ฟุ้งซ่าน ถ้าตื่นกลางดึกแล้วไม่เจอพี่อู๋ ผมจะเริ่มกระวนกระวายทุกครั้ง ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเขาถึงกินเหล้าทุกวัน ทำไมไม่อยู่บ้านกับผม ทำไมไม่อยู่ข้างๆตอนที่ผมต้องการเพื่อน แน่นอนว่าพี่อู๋เลี้ยงผมอย่างดี เขาดูแลนายก้องเกียรติให้กินอิ่มนอนสบาย แต่แค่นั้นไม่พอหรอก ผมไม่ได้ต้องการแค่ที่อาหารหรือที่นอน ผมอยากอยู่อย่างปลอดภัย อยากสบายใจเมื่อลืมตาแล้วเจอเขา แต่พี่อู๋ก็ทำให้ผิดหวังทุกคืน

นาฬิกาบอกเวลาว่าตีสามยี่สิบเจ็ดนาที

พี่อู๋ยังไม่กลับบ้าน

ผมนั่งร้องไห้คนเดียวบนโซฟา มีเพียงเสียงฝนและความมืดเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน ผมรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ พี่อู๋ที่เคยเข้าใจก็เปลี่ยนเป็นคนละคนตั้งแต่เล่าเรื่องเอมให้ฟัง เมื่อก่อนเขาออกไปดื่มก็จริงแต่ไม่หนักขนาดนี้ พักหลังพี่อู๋กลับช้ากว่าเดิมหนึ่งชั่วโมง เมาจนคุยไม่รู้เรื่องหนักกว่าเดิม ที่สำคัญ -- การควบคุมอารมณ์ของเขาก็ไม่เท่าเดิม

นาฬิกาบอกเวลาว่าตีห้าเก้านาที

ผมยังคงรอพี่อู๋กลับบ้าน ในขณะที่กำลังฟุบหน้ากับพนักพิงโซฟา เสียงลากเท้าจากข้างนอกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงไขประตู ก่อนที่แสงจากทางเดินจะสาดเข้ามาในห้อง พี่อู๋ยืนอยู่ตรงนั้น กลับมาได้เสียที

“ยังไม่นอนอีกเหรอ?”

เขาไม่ได้เมาหัวทิ่มเหมือนวันอื่นๆแต่ก็เละเทะเอาเรื่องเหมือนกัน พี่อู๋สะบัดรองเท้ากระเด็นไปไกล เขาเดินมาที่โซฟาแต่ไม่เล่นตลกกลบเกลื่อนด้วยการร้องเพลงเหมือนคืนก่อนๆ เขาแค่มองผมร้องไห้ด้วยสายตาเวทนา ผมถามพี่อู๋ว่าไปไหนมา รู้ไหมว่าผมรอพี่ตั้งนาน ทำไมมาเอาป่านนี้ ทำไมเพิ่งกลับบ้านตอนนี้

“ไปข้าวสารมา” คำตอบนั้นยิ่งทำให้ผมสะอื้นหนักกว่าเดิม “ก้องร้องไห้ทำไม? ยังทำใจเรื่องแม่ไม่ได้อีกเหรอ?”

พี่อู๋ถาม แต่ผมไม่ตอบ

“มันก็หลายเดือนแล้วนะก้อง เลิกเสียใจซักทีเถอะ ใช้ชีวิตให้มันมีความสุขบ้าง”
“เหมือนที่พี่ออกไปกินเหล้าทุกคืนน่ะเหรอ?”
“ใช่”
“ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบพี่ ผมตายตามแม่ไปยังจะดีกว่า”

ผมถือโอกาสนี้ระบายความรู้สึกตัวเอง ผมบอกเขาว่าเบื่อวงจรอุบาทว์ของพี่อู๋ขนาดไหน ชีวิตเลื่อนลอยที่กินๆนอนๆและเอาแต่เที่ยวเตร่มันไร้สาระ อายุก็สามสิบกว่าแล้ว ทำไมยังคิดไม่ได้ ทำไมต้องทำให้เป็นห่วง ทำไมต้องทำให้ระแวงทุกคืน พี่เคยรู้บ้างไหมว่าผมไม่มีความสุขก็เพราะพี่ ผมนอนไม่หลับก็เพราะพี่ เพราะพี่ทั้งนั้น ทำไมพี่ถึงเป็นคนไม่ได้เรื่องแบบนี้

“อายปากตัวเองบ้างนะ เป็นแค่กาฝาก อย่าเสือกให้มาก”

ผมเงยหน้ามองพี่อู๋ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาหน้าบึ้ง ดวงตามองต่ำด้วยความไม่พอใจ

“กูก็เป็นของกูอย่างนี้ตั้งแต่แรก จะไปไหนกลับเมื่อไหร่ก็เรื่องของกู คิดบ้างว่าที่กินอยู่สุขสบายก็เพราะใคร ใครให้ที่ซุกหัวนอน ใครที่จ่ายเงินรักษามึง ใครที่ซื้อข้าวให้มึงกิน ถ้ารู้ว่าให้อยู่ด้วยแล้วปากดีขนาดนี้ กูทิ้งมึงไว้ที่วัดยังดีกว่า”

ผมโกรธจนตัวสั่น ในอกเจ็บจี๊ดเหมือนโดนเข็มแหลมๆทิ่มทะลุเป็นร้อยเล่ม จริงอยู่ที่ผมเคยเตรียมใจว่าวันนึงจะโดนผลักไสไล่ส่ง แต่พอได้ยินจากปากพี่อู๋เองแล้วกลับทำใจยอมรับไม่ได้ ผมรับไม่ได้ที่เขาทวงบุญคุณด้วยคำพูดร้ายกาจแบบนั้น เขาทำให้ผมเจ็บยิ่งกว่าการตื่นมาไม่เจอใครเสียอีก

“แล้วพี่ช่วยผมทำไมตั้งแต่แรก ทำไมไม่ปล่อยให้ผมตาย พี่จอดรถมาช่วยกาฝากอย่างผมทำไม!”
“เพราะกูไม่รู้ไงว่ามึงจะทำตัวแบบนี้ ถ้ากูรู้ว่ามึงลามปามด่าได้แม้กระทั่งผู้มีพระคุณ กูคงปล่อยให้มึงนอนตายในวัดแล้ว!”
“ก็ทำไมพี่ไม่บอกตั้งแต่แรกว่าไม่อยากให้ผมมาอยู่ด้วย!”
“ตอนนั้นมึงน่าสมเพชจะตายก้อง! ถ้ากูไม่รับก็คงไม่มีใครเอามึงแล้ว ดูไม่ออกเหรอว่าไม่มีใครอยากได้มึง ลุงนั่นก็ไม่อยากได้มึง พวกเด็กวัดก็ไม่อยากได้มึง ไม่มีใครอยากรับมึงไปเลี้ยงทั้งนั้นเพราะมึงมันภาระ!”

เพราะมึงมันภาระ
มึงมันภาระ
ภาระ

ผมรู้ว่าตัวเองเป็นภาระ แต่พี่อู๋ไม่น่าพูดตรงๆแบบนี้เลย

ผมผิดเองที่ร้องขอมากไป จริงๆแค่มีข้าวกิน มีที่ซุกหัวนอนก็เพียงพอแล้ว แต่ผมกลับโลภมากอยากให้พี่อู๋อยู่ด้วย อยากให้เขาปลอบเหมือนเมื่อก่อน พอรู้ว่าลึกๆเขารำคาญและไม่ได้เต็มใจช่วยตั้งแต่แรกก็อดสมเพชตัวเองไม่ได้เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเลย --

ก้องเกียรติไม่เคยเป็นที่ต้องการของใครเลย

พ่อทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่เกิด แม่ชิงฆ่าตัวตายแบบไม่บอกกล่าว เพื่อนบ้านก็รังเกียจไม่รับไปอยู่ด้วย นี่ยังมีพี่อู๋ที่เพิ่งสารภาพว่าไม่ได้อยากช่วยตั้งแต่แรกอีก ทุกอย่างที่เขาทำเป็นเพราะสถานการณ์กดดัน เขาแค่เวทนาเด็กอนาถาไร้อนาคตแบบผมเท่านั้น 

ผมกัดฟันร้องไห้ หัวใจแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีเมื่อคิดว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร ทั้งๆที่พี่อู๋คือคนเดียวที่เป็นหลักพึ่งพิงให้ผม เป็นคนเดียวที่ผมเคารพและอยากมีชีวิตอยู่กับเขา แต่พอได้ยินแบบนี้ก็ขอลา ผมคงไม่หน้าด้านพอจะเกาะเขากิน หลังจากนี้ผมจะไม่เป็นภาระให้พี่อู๋อีก จะไม่เสือกชีวิตของเขา จะไม่ทำให้เขารำคาญแล้ว

“จะไปไหน! กลับมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!”

พี่อู๋ตวาดเสียงดังเมื่อผมเดินหายกลับเข้าไปในห้องนอน ผมไม่ได้หนี แค่เข้ามาเปลี่ยนเสื้อเป็นชุดเก่าของตัวเอง พี่อู๋รีบขวางทางเมื่อเห็นว่าผมจะออกจากห้อง สีหน้าของเขาดูไม่พอใจราวกับอยากต่อยนายก้องเกียรติเต็มที

“จะไปไหน?”
“ไปตาย”

ผมเดินกระแทกไหล่ของเขา พี่อู๋สาวเท้าตามมาติดๆ พอเห็นผมสวมรองเท้าแตะเยินๆของตัวเองเขาก็กระชากแขนผมอย่างแรง พี่อู๋เขย่าตัวผมแล้วเอาแต่ถามว่าทำไมไม่ตอบ ตอบสิ ตอบมาว่าจะไปไหน จะไปตายที่ไหนอีก เงียบทำไม พูดสิ บอกให้พูดก็พูดสิวะ

“พี่จะเสือกทำไม ผมจะไปตายห่าที่ไหนก็เรื่องของผม!”
“ไอ้ก้อง!”

พี่อู๋ตวาด เขายกมือจะตีผม ความโมโหที่คุมไม่อยู่ทำให้ผมกลัวจนเข่าอ่อน ล้มพับบนพื้นเพราะตกใจ เรามองหน้ากันอยู่นานในห้องที่มีแค่แสงฟ้าแลบสาดเข้ามาทางหน้าต่าง ผมร้องไห้จะเป็นจะตายเพราะกลัวถูกตี ส่วนพี่อู๋มองมาด้วยความผิดหวัง ตาของเขาแดงก่ำและคลอด้วยน้ำตา

“ผมไม่อยากให้พี่ออกไปกินเหล้า ผมแค่อยากให้พี่อยู่ด้วย”

ผมสะอื้น น้ำตาไหลพรากยิ่งกว่าตอนไฟไหม้บ้าน

“พี่ไม่รู้หรอกว่าผมกลัวแค่ไหนที่ตื่นมาแล้วไม่เจอพี่ ผมตื่นมารอพี่กลับทุกวันจนไม่ได้หลับได้นอน ผมไม่รู้ว่าพี่เป็นอะไร พี่เปลี่ยนไปตั้งแต่เล่าเรื่องเอมให้ฟัง ถ้ารู้ว่าการทำความรู้จักชีวิตพี่ทำให้พี่เปลี่ยนไปขนาดนี้ ผมไม่ถามยังดีกว่า”

พี่อู๋ปากสั่น เขาลดมือที่เตรียมจะฟาดผมลงข้างตัว สีหน้าสับสนของเขาบ่งบอกว่าความโกรธเมื่อครู่จางหายไปแล้ว พี่อู๋อาจจะเพิ่งสร่าง หรือไม่ก็เพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรทำแบบนี้กับผม

“พี่ -- พี่ขอโทษ”

เขาพูดในที่สุด แต่คำขอโทษของเขาลบแผลในใจของผมไม่ได้

“พี่เพิ่งทำเรื่องแย่ๆไปเมื่อชั่วโมงก่อนก็เลยเครียดจนมาลงที่ก้อง จริงๆแล้วพี่ไม่ได้คิดแบบนั้น ไม่ได้มองว่าก้องเป็นภาระ”
“พี่พูดเองว่าน่าจะทิ้งให้ผมตายที่วัด พี่บอกว่าไม่มีใครต้องการผม”
“พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ --” พี่อู๋เสียงสั่น เขาย่อตัวลงมองผมที่กำลังร้องไห้ “อย่าโกรธพี่เลยนะก้อง กลับไปนอนต่อดีกว่านะ นะก้อง -- มาสิเดี๋ยวพี่พาไปนอน”
“พี่ด่าผมว่าเสือก พี่เกลียดที่ผมพูดจาลามปามชีวิตของพี่ งั้นพี่จะรั้งผมไว้ทำไม? จะปล่อยให้กาฝากเกาะแดกต่อทำไมถ้ามันเป็นภาระนัก”

ผมพยายามสะบัดตัวให้หลุดจากมือของเขา แต่พี่อู๋แข็งแรงกว่าจึงออกแรงดึงกันไปมาตรงหน้าประตู พอผมเอื้อมมือจับลูกบิด พี่อู๋ก็เหวี่ยงผมไปที่โซฟาจนเจ็บทั้งตัว

“พี่เป็นบ้าอะไร! ถ้ารำคาญมากก็ปล่อยให้ผมไปสิ! ผมจะได้ไปให้พ้นๆหน้าพี่ไง!”
“ก้อง พี่ขอร้อง อย่าออกไปตอนนี้เลย”
“จะตอนไหนก็เหมือนกัน หลบไป!”
“ก้อง --”
“ผมจะเป็นจะตายแล้วพี่เสือกอะไร! พี่จะเอายังไง! พี่จะเอายังไงกับผม!”

ผมตะโกนใส่หน้าเมื่อถูกพี่อู๋ดึงแขนไว้ ผมดิ้น พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากเขา แต่จู่ๆพี่อู๋คุกเข่าลง กอดเอวอ้อนวอนผมด้วยท่าทีต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เขากำลังทำให้ผมไขว้เขวจนไม่กล้าขยับตัว

“อย่าไปนะก้อง” พี่อู๋ขอร้องเสียงสั่น “อย่าออกจากบ้าน อย่าบอกว่าจะตาย อย่าให้พี่เป็นต้นเหตุทำให้ใครต้องตายอีกได้ไหม”

พี่อู๋ทรุดตัวนั่งบนพื้นแล้วยกมือปิดหน้า เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขาร้องไห้ เอาแต่คร่ำครวญว่าอย่าพูดว่าจะไปตายได้ไหม อย่าพูดแบบนั้นอีกได้ไหม พี่ผิดเองที่เอาความหงุดหงิดมาลงที่ก้อง พี่รู้ว่าก้องรอทุกคืนแต่พี่เลิกไม่ได้ พี่หยุดตัวเองไม่ได้เพราะวันไหนที่ไม่ได้กินเหล้า พี่นอนไม่หลับเพราะคิดถึงเอม

ผมเริ่มสับสน  ทั้งโกรธทั้งสงสารพี่อู๋อย่างบอกไม่ถูก พอได้ยินเสียงสะอื้นผมก็เปลี่ยนใจลงจากโซฟาไปนั่งบนพื้นเพื่อรับฟังเขาใกล้ๆ

“พี่เป็นคนบอกก้องเองว่าต้องเข้มแข็ง ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขมากๆ ต้องลืมทุกอย่างแล้วเดินหน้าต่อไป พี่อยากเป็นตัวอย่างให้ก้องแต่พี่กลับทำไม่ได้ พี่หยุดโทษตัวเองไม่ได้ว่าเป็นความผิดของพี่ เพราะพี่เห็นแก่ตัว พี่ไม่รับสายเอม พี่เลือกงานก่อนเอม เอมก็เลยตาย”

ผมคงไม่กล้าพูดว่าว่าพี่อู๋ไม่มีส่วนทำให้เอมฆ่าตัวตาย ผมไม่อยากปลอบเขาด้วยคำว่าอย่าโทษตัวเองเลย พี่ไม่ได้ทำ เอมเลือกเอง พี่ไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ดังนั้นผมจึงทำแค่กอดพี่อู๋ บอกเขาว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ร้องเลย ร้องออกมา ถ้าพี่เสียใจก็แค่ร้องไห้ออกมา มันไม่ยากเลยครับ ร้องดังๆ เค้นน้ำตาออกมาเยอะๆ ร้องจนขี้มูกโป่งไปเลย แล้วพี่จะดีขึ้น พี่จะรู้สึกดีขึ้นแค่ร้องไห้ออกมา

“จำที่พี่บอกก้องวันที่เราไปยูเนี่ยนมอลล์ได้ไหม?”

จำได้ครับ ผมตอบ พลางนึกย้อนถึงคำพูดสวยหรูที่เข้าไม่ถึงเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

“มีคนบอกให้พี่คิดแบบนั้น พี่ท่องทุกวันต้องมีความสุขสิ มีความสุขเผื่อเอม ลืมทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตต่อไป แต่ก้องก็รู้ใช่ไหมว่าใครจะทำได้ ใครมันจะลืมง่ายขนาดนั้น”

ผมเห็นด้วย ยอมรับว่าดีใจที่ประโยคสะกดจิตพวกนั้นไม่ใช่ความคิดของพี่อู๋ แต่อยากรู้เหมือนกันว่าใครกรอกหูเขาแบบนั้น อย่าให้ผมเจอนะ จะต่อยปากแตกเลย คนเฮงซวย 

พี่อู๋ใช้เวลาเกือบสามสิบนาทีในการปลดปล่อยอารมณ์ที่กักเก็บเอาไว้มานาน พอหยุดสะอื้น เขาก็ผละตัวออก พี่อู๋กลับมาเป็นคนเดิมแล้ว แววตาใจดีของเขามองมาเหมือนวันแรกที่เจอกัน เขาลูบหัวผมเบาๆก่อนจะขอโทษที่ทำให้ตกใจ

“พี่ขอโทษนะ พี่น่าจะบอกก้องดีๆตั้งแต่แรก” พี่อู๋ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาออกจากแก้มให้ผม “ก้องคงกลัวมากแน่เลย พี่ตะคอกดังขนาดนั้น”
“ผมก็ผิดเหมือนกันที่พูดจาไม่ดีกับพี่ก่อน ผมแค่อยากให้พี่อยู่ด้วย”
“แต่พี่ก็กลับบ้านทุกคืนนะ พี่รู้ว่าก้องรอ”

ผมไม่อยากพูดอะไรต่อก็เลยมองกองหนังสือรกๆที่อยู่ตรงหน้า พี่อู๋ถอนหายใจยาว เริ่มแสดงท่าทีอ่อนล้าให้เห็น ผมคิดเอาเองว่าเขาคงเหนื่อยเพราะเมื่อกี๊เพิ่งอาละวาดแถมยังร้องไห้ตั้งครึ่งชั่วโมง ดังนั้นผมจึงบอกพี่อู๋ให้ไปอาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ ผมจะเก็บให้เอง

“คิดแล้วอายว่ะ ต่อไปก้องจะเข้มแข็งได้ไงถ้าพี่เป็นแบบนี้”

พี่อู๋พูดขณะถอดกางเกงยีน เขาเดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาเตรียมหยิบแปรงสีฟัน ผมที่กำลังโยนเสื้อผ้าใส่ตะกร้านิ่งชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหาเขาหน้าประตูห้องน้ำ

“ผมว่าการยอมรับความรู้สึกตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ”

ผมเกริ่น

“มันไม่เป็นไรถ้าพี่จะร้องไห้เพราะคิดถึงเอม พี่เป็นคนสูญเสีย พี่มีสิทธิ์เสียใจได้นานเท่าที่ต้องการ ไม่ต้องรีบเข้มแข็งเพื่อเป็นแบบอย่างให้ผม พี่ควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆมากกว่าหลอกตัวเอง ผมไม่รู้ว่าการแนะนำแบบนี้จะเสือกเกินไปไหม แต่ถ้าพี่อยากร้องไห้ก็ร้องออกมานะครับ ผมไม่ล้อหรอกว่าว้ายๆ อู๋ร้องไห้ อู๋ร้องไห้ ผมโตแล้ว ผมเข้าใจ ผมจะเว้นระยะให้พี่ด้วย ถ้าพี่อยากอยู่คนเดียวอ่ะนะ”

พี่อู๋ที่กำลังแปรงฟันถึงกับหยุดชะงัก เขาเดินมากอดผมทั้งๆที่ฟองยังฟ่อดเต็มปากจนเปื้อนชุดที่ใส่ ผมอยากร้องอี๋เมื่อคราบฟองเลอะตรงไหล่แต่บรรยากาศไม่ให้ ผมจะแสดงท่าทีรังเกียจได้ไงเพราะเรากำลังซึ้งกันอยู่

“ยิ่งก้องดีกับพี่เท่าไหร่ พี่ก็ยิ่งรู้สึกแย่ที่ทำแบบนั้น เรื่องที่พูดเมื่อกี๊อย่าใส่ใจเลยนะ พี่แค่อยากทำให้ก้องเสียใจ จริงๆแล้วลุงชัยอยากให้ก้องไปอยู่ด้วย แต่พี่บอกว่าพี่มีกำลังเยอะกว่า พี่น่าจะดูแลก้องดีกว่า เขาก็เลยยอมยกก้องให้พี่”
“ฟังแล้วเหมือนพี่กับลุงกำลังพูดถึงหมามากกว่า” ผมย่นหน้า “ไปแปรงฟันเถอะครับ ฟองหล่นบนพื้นแล้ว”

พี่อู๋พยักหน้า เขากลับไปอาบน้ำ ส่วนผมรีบหยิบทิชชู่มาเช็ดเสื้อ พออาบเสร็จเขาก็กระโดดขึ้นเตียงมานอนข้างๆ นาฬิกาบอกเวลาว่าหกโมงสามสิบเก้านาที กอริลลาก้องนอนหลับบนเตียงกับผู้ปกครองที่เพิ่งพูดทำร้ายจิตใจตัวเองจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี ต่อให้เขาบอกว่าทั้งหมดแค่พูดเพราะอยากเอาชนะ แต่รอยแผลที่เขาฝากไว้จะไม่มีวันหายไปจากใจผมแน่นอน




นาฬิกาบอกเวลาว่ากี่โมงไม่รู้
เราสองคนตื่นเพราะเสียงรถกับข้าว

ผมเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นนั่ง ส่วนพี่อู๋รีบลุกตามเพราะคิดว่าผมจะออกไปไหน พอรู้ว่าเพิ่งนอนไปได้สามชั่วโมงเราก็แสดงท่าทีหงุดหงิดออกมาด้วยกันทั้งคู่ พี่อู๋หยิบผ้านวมมาคลุมหัว ส่วนผมหาวปากกว้างแล้วเดินไปที่ระเบียงเพื่อดูว่าวันนี้มีอะไรขายบ้าง

“เงาะจ้า เงาะสดๆจากสวน สีแดงสวยลูกงามเนื้อขาวหวาน ราคาไม่แพงอย่างที่คิด โลกละสี่สิบห้าบาท สี่สิบห้าบาทเท่านั้น -- แล้วยังมีหมูสามชั้น สันในสันคอสันนอกเนื้อแดงก็มีนะจ๊ะ เนื้อไก่ก็มี โลละแปดสิบบาท ครึ่งโลก็ขายจ้า ส่วนผักมี --”

พี่อู๋เดินตามมาด้านหลัง เขาขมวดคิ้วมองรถกับข้าวก่อนจะถามว่ากินอะไรดี เดี๋ยวนี้เราไม่ได้ซื้อของสดที่ซูเปอร์มาเก็ตกันแล้ว อาศัยรถกับข้าวที่มาจอดหน้าคอนโดทุกๆสามวันแทน ถึงจะราคาแพงกว่าในห้างนิดหน่อยแต่ก็ดีกว่าฝ่าแยกรัชดาไปซื้อเอง

“พี่อยากกินอะไรครับ?” ผมถาม และแน่นอนว่าคำตอบของพี่อู๋คืออะไรก็ได้
“ข้าวสารหมดแล้วใช่ไหม? งั้นเดี๋ยวพี่ไปซื้อที่เซเว่นเอง ก้องจะเอาอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่เอาครับ”

ผมตอบก่อนจะรับเงินห้าร้อยบาทจากพี่อู๋ เราเดินลงลิฟต์พร้อมกันแล้วแยกย้ายตรงหน้าคอนโด ผมทำหน้าที่ซื้อผักและเนื้อสัตว์เพื่อทำกับข้าว ส่วนพี่อู๋เดินเกาตูดไปเซเว่นด้วยท่าทางเหมือนคนยังไม่ตื่นเต็มที่ ผมมองตามหลังเขา ลึกๆก็ยังเสียใจอยู่เมื่อคิดถึงคำพูดร้ายกาจของพี่อู๋ เมื่อคืนเขาเพิ่งไล่ผมออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา แต่ตื่นมากลับยื่นเงินให้ห้าร้อยไปซื้อกับข้าว ผมไม่รู้ว่าเราจะอยู่แบบนี้กันไปถึงเมื่อไหร่ ถ้าคราวหน้าเขาใช้อารมณ์อีก ผมจะไม่ทนอีกแล้ว

วันนี้รถกับข้าวมีฟักทอง ผมคิดว่าอยากทำเมนูผักให้พี่อู๋กินบ้างก็เลยซื้อกระเทียม ซื้อไข่ ซื้อหมูเนื้อแดงอีกครึ่งกิโลและซื้อแอปเปิ้ลมาด้วย พอได้ของครบก็ขึ้นห้อง เตรียมล้างผักกับหมูระหว่างรอพี่อู๋กลับจากเซเว่น

ผมปอกเปลือก หั่นฟักทองเนื้อแน่นสมคำอวยของแม่ค้าเป็นชิ้นเล็กๆวางเตรียมในจาน ผมตอกไข่สองฟอง ปรุงด้วยซีอิ๊วขาวและตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน ระหว่างนั้นก็เปิดเครื่องดูดควัน และตั้งกระทะ ใส่น้ำมันนิดหน่อยแล้วเจียวกระเทียมจนหอมฟุ้ง พอกระเทียมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก็ใส่ฟักทองลงไป ผัดต่ออีกนิดหน่อยให้พอเกรียมๆแล้วใส่น้ำครึ่งถ้วย ปิดฝาพักรอจนฟักทองสุก

ผมใช้เวลานี้ปลีกตัวไปทำแกงจืด ผมปอกเปลือกหัวหอม สับหัวท้ายหั่นเป็นสี่ส่วนโยนลงหม้อ ตามด้วยปีกไก่บนสิบชิ้นกับมันฝรั่ง ทิ้งไว้ซักพักเพราะของพวกนี้สุกยาก ผมกลับไปจัดการฟักทองต่อ ยกฝาหม้อขึ้นเพื่อใส่ไข่ลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาล ผัดจนไข่สุกถึงตักใส่จาน พอผัดฟักทองเสร็จเรียบร้อยผมก็ทำแกงจืด ท่าทางยังไม่ถึงไหน เพราะเนื้อไก่ยังสีชมพูอยู่เลย ระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการหาเกลือ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“เปิดเข้ามาเลยครับ!”

ผมตะโกนเพราะยุ่งอยู่ แต่เสียงเคาะไม่หยุดง่ายๆ หนำซ้ำยังดังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเหมือนพวกทวงหนี้นอกระบบ ผมถอนหายใจเซ็งๆเพราะคิดว่าพี่อู๋แกล้ง แต่พอเปิดประตูกลับพบว่าแขกผู้มาเยือนไม่ใช่พี่อู๋

เขาเป็นผู้ชายที่สูงแค่ระดับคางของผม ดูแล้วน่าจะแก่กว่าไม่กี่ปี หน้าตาหล่อเหลา แต่งตัวดีเหมือนหนุ่มเจ้าสำอาง แขกผู้มาเยือนมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกลับมาที่หน้า เขายืนจ้องผมอยู่นาน นานจนต้องถามว่ามาหาใครครับ

“คุณนั่นแหละเป็นใคร? มาทำอะไรในห้องพี่อู๋?”

ผมไม่เข้าใจ ก็เลยถามย้อนว่าแล้วคุณล่ะเป็นใคร มาเคาะประตูห้องพี่อู๋ทำไม เขาตวัดตามองด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในห้อง ผมที่กำลังสับสนไม่กล้าตอบโต้นอกจากถอยห่างสองสามก้าว ผู้ชายคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ จู่ๆมาเคาะประตูแล้วเข้าห้องหน้าตาเฉย ถ้าเขาเป็นโจรฆ่าชิงทรัพย์ ผมอาจจะไม่ได้ตายเพราะกระโดดสะพาน แต่โดนปาดคอตายเพราะเปิดประตูให้คนแปลกหน้า

“อ๋อ -- หรือน้องคือเด็กที่พี่อู๋เก็บมาเลี้ยง?”

แหม พูดเหมือนผมเป็นหมา เก็บมาเลี้ยงที่ไหน เขาเรียกว่าอุปการะ

ผมเถียงในใจ ไม่กล้าต่อปากต่อคำเพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ ระหว่างที่ยืนประจันหน้ากัน เสียงกุกกักไขประตูก็ดังขึ้น พี่อู๋ถือถุงเซเว่นเต็มสองมือเดินเข้ามาในห้อง ทันทีที่เห็นแขกผู้มาเยือน เขาก็ปล่อยถุงร่วงลงบนพื้นจนได้ยินเสียงเคร้งของขวดแก้ว

“หมูพี --”

พี่อู๋พึมพำ ผมมองสลับไปมาระหว่างเขาสองคนด้วยความสงสัย ชายที่ชื่อหมูพียิ้มหวานอวดฟันขาว เขาทักทายเจ้าของบ้านก่อนจะหยิบกระเป๋าเงินที่ดูคุ้นตาออกมา

“พี่ลืมทิ้งไว้ที่ห้องเรา” คุณหมูพีวางมันบนชั้นรองเท้า “อย่าบอกนะว่าที่เมื่อคืนรีบกลับแทบตายก็เพราะเด็กคนนี้?”
“พี -- ออกไปก่อน ไว้ค่อยคุยกันวันหลัง”
“แหม ทำไมใจร้ายจัง ไม่เห็นนุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนตอนขอเอาเลย”

ผมอึ้ง อะไรคือขอเอาของคุณหมูพี

พี่อู๋ดูลำบากใจเมื่อคุณหมูพีพูดประโยคนั้น พวกเขาทำให้ผมอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อยากไล่พวกเขาให้ไปคุยกันไกลๆ ไปนั่งบนโซฟาก็ได้ แต่อย่ามองมาที่ผมด้วยสายตาแบบนั้น

“ไม่คิดจะแนะนำเราให้น้องเขารู้จักหน่อยเหรอ?”

คุณหมูพีถาม ท่าทางสดใสร่าเริงเหมือนวัยรุ่นเพิ่งโตเป็นสาว พี่อู๋ถอนหายใจแต่ไม่ทำตามที่ขอ เขาดันผมให้กลับไปทำกับข้าวและบอกแค่ว่าขอคุยกับเพื่อนก่อน

“เพื่อน? เราไม่อยู่สามเดือน กลายเป็นแค่เพื่อนของพี่แล้วเหรอ?”

ผมคิดไปต่างๆนานาว่าเขาอาจเป็นรูมเมทของพี่อู๋ เป็นคนที่เคยแชร์ห้องร่วมกัน เป็นญาติ เป็นเพื่อน หรือใครซักคนที่มีอิทธิพลต่อพี่อู๋มากจนเขาไม่กล้าพูดตรงๆ ผมมองพี่อู๋เป็นเชิงบอกว่าอย่ายุ่งกับผมนะ ผมไม่ได้อยากรู้ว่าพวกเขาเป็นอะไรกัน แต่ดูท่าทางคุณหมูพีจะคันปากอยากคุยกับผมมาก

พี่อู๋ใช้นิ้วนวดขมับเบาๆก่อนจะแนะนำคนแปลกหน้าให้รู้จัก คุณหมูพีเอียงคอยิ้ม เขายิ้มเก่งมากจริงๆ แต่ตาของเขาไม่ได้ยิ้มเหมือนริมฝีปากเลย

“ก้อง นี่หมูพี”

ผมมองหน้าคุณหมูพีเมื่อพี่อู๋ผายมือไปทางเขา ผมยกมือไหว้ สวัสดีครับพี่หมูพี ผมชื่อก้องเกียรติครับ จบประโยคไว้แค่นั้นเพราะไม่รู้จะพูดอะไรอีก

“ก้อง คือหมูพีเนี่ย --”
“หวัดดีก้อง พี่ชื่อหมูพีนะ”

เขายิ้มหวานอีกครั้งก่อนจะเน้นเสียงตรงประโยคถัดไป

“พี่เป็นแฟนของพี่อู๋ ในที่สุดก็ได้เจอก้องซักทีนะ”

ผมอึ้ง รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในรายการชิงร้อยชิงล้านที่โดนลุงหม่ำเอาถาดฟาดหัวอย่างจัง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแนะนำตัวของคุณหมูพีทำให้ผมช็อกจนพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรตกใจกับอะไรก่อนระหว่าง

หนึ่ง พี่อู๋ยังไม่ได้เลิกกับแฟน
หรือสอง -- แฟนของเขาเป็นผู้ชาย


TBC
----------------------------------------------

#เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้

สวัสดีค่า ตอนนี้ยาวกว่าเดิมเป็นพิเศษ ตอนถัดไปจะพยายามกะความยาวให้พอดี ไม่มากเกินไป หวังว่าทุกคนจะยังสนุกกับนิยายเรื่องนี้เหมือนเดิมนะคะ ขอบคุณสำหรับฟี้ดแบคน่ารักๆมากๆเลยน้า อ่านทุกคอมเม้นต์เลยค่ะ ดีใจมากเลยที่คนอ่านชอบ ส่วนตอนหน้าหมูพีจะแผลงฤทธิ์อะไร รอติดตามชมนะคะ ขอบคุณค่ะ (⺣◡⺣)♡*

ออฟไลน์ ลิงภูเขา

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 816
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +260/-4
ทำไมไม่เห็นว่าคนเขียนมาอัพ ผ่านมาตั้งหลายตอนแล้วววว

 :hao4: :hao4:

ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าน้องก้องเป็นคนที่บ่นในใจได้น่ารักที่สุดแล้ว 5555
พี่อู๋สร้างแผลไว้ในใจน้องจนได้ คิดไม่ออกเลยว่าน้องเอมทำแบบนั้นทำไม แล้วพี่อู๋มีส่วนมากน้อยแค่ไหน
มันลุ้นอ่าาาาาา
สงสารน้องก้องมากๆ ในขณะที่ไม่นึกสงสารพี่อู๋เลย ทั้งที่ดูมีปมมากพอกัน
ลำเอียงซะอย่างนั้น ฮ่าาาาาา

รอตอนต่อไปนะครับ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ เขมกันต์

  • nothing’s else I can say
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 452
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +164/-9
    • Twitter
พี่อู๋ ทำตัวดีมาตลอด แต่ตอนนี้พี่ติดลบค่ะ
ติดลบมากกกด้วยยยย พี่พูดแบบนั้นกับน้องได้ยังไง
ถึงจะเมา หรือจะมึนก็ไม่ให้อภัยหรอกนะ

ออฟไลน์ nonlapan

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 156
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
พี่อู๋เอาใบแดงไปค่ะ เชิญออกจากสนามไป แย่ๆ  :angry2:

ออฟไลน์ konnarak

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2183
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +182/-0
ก้องจะไหวมัยเนี้ยยย. :(

ออฟไลน์ rockiidixon666

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 760
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
โห ยังเคืองเรื่องที่พี่อู๋ด่าน้องไม่หาย ยังมาเจอนังหมีพูอีก โอ้ยยย ปวดหัวแทนก้อง ตอนที่พี่อู๋ใช้คำพูดแบบนั้น อ่านแล้วตกใจมากเลยค่ะ ผิดหวัง และ เสียใจ แทนน้องเลย เราโกรธพี่อู๋มากค่ะตอนนี้
 ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจ แต่มันก็เหมือนเป็นจิตใต้สำนึกว่า ลึกๆแล้วพี่อู๋คิดแบบนี้ถึงได้ระเบิดมันออกมาตอนฟิวขาด
น้องก้องกำลังปรับตัว จิตใจน้อง อาการน้องกำลังดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าคำพูดจากคนที่ไว้ใจเพียงคนเดียว สร้างบาดแผลเพิ่มให้กับน้อง อย่าว่าแต่คนป่วยเลยค่ะ ขนาดไม่ป่วยยังไม่โอเคเลยถ้าเจอแบบนี้
ตอนนี้เริ่มคิดแล้วค่ะว่า จะดีหรอถ้าก้องจะอาศัยอยู่กับพี่อู๋ พี่อู๋ก็มีปม เหมือนป่วยเหมือนกัน จะไปกันรอดมั้ยเนี่ย  :sad4:

รอตอนต่อไปนะคะ ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ บรรยายดีมากเลย ไม่ค่อยได้เจอเรื่องแนวๆนี้สักเท่าไหร่ค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 500
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +12/-2
พี่อู๋น่าตบกะโหลกมากค่าา​ คำพูดนี่ฆ่าคนได้เลยนะ​ ทำไมเมาละพูดจาแบบน้าานนนน​ โกดดดดดด  :katai1:
ละพี่อู๋มีแฟนแล้ว​ งืมมมมมมมม​ เยี่ยม
ุ๋

ออฟไลน์ ambiguous95

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 137
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +120/-4
09

ผมต้องเหยียบความสงสัย ความตกใจ ความหวาดระแวง ความรู้สึกประหลาดๆเอาไว้ให้มิด เพราะตอนนี้คุณหมูพีและพี่อู๋กำลังนั่งร่วมโต๊ะกับกอริลลาก้อง

บรรยากาศฟุ้งๆตามฉบับคนขี้เกียจจางหายไปหมดเมื่อสายรุ้งผู้ร่าเริงอย่างคุณหมูพีปรากฏตัวขึ้น เขาถามผมว่าอึดอัดไหมถ้าจะขอกินมื้อเช้าด้วย ผมตอบว่าไม่ครับ ไม่เลย ตามสบาย ผมจะกล้าอึดอัดได้ไง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อกับข้าวเป็นของแฟนเขา แถมเครื่องครัวที่ใช้ก็เป็นของเขา ถ้าบอกว่าอึดอัดครับ มีหวังโดนเตะออกจากบ้านแน่ๆ

“ก้องทำอาหารอร่อยนะเนี่ย”
“ขอบคุณครับ” ผมยิ้มเจื่อน
“แต่พี่อู๋ไม่ได้บอกเหรอว่าเขาไม่กินผัก?”

ผมเงยหน้ามองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ นั่นสิ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา พี่อู๋ไม่เคยบอกเลยว่าเขาชอบกินหรือไม่ชอบกินอะไร แต่กับข้าวที่ผมทำก็หมดเกลี้ยงทุกวัน เรากินกันไม่เหลือ ไม่เห็นเขาเคยบ่นว่าเกลียดผักกาดในแกงจืด เกลียดผัดผักบุ้ง หรือผัดฟักทองจานนี้เลย

“คราวหลังถามพี่ก็ได้นะว่าพี่อู๋ชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ต้องเกรงใจ”
“อ๋อ ครับ” ผมตอบ
“พี่ก็น่าจะบอกน้องเขาหน่อยนะ ฝืนกินผักอยู่ตั้งนาน”
“แต่ผมว่าพี่อู๋ควรกินผักบ้างนะครับ อายุตั้งสามสิบแล้ว จะมาเลือกกินเหมือนเด็กอนุบาลคงไม่ดีเท่าไหร่” ผมพูดในสิ่งที่คิด “อีกอย่างผักมีประโยชน์ตั้งเยอะ ผมอยากให้เขากินของดีๆบ้าง ถึงจะไม่ชอบก็เถอะ ถ้ามันดีต่อร่างกายก็ต้องกินเข้าไปนะครับ”

คุณหมูพีมุมปากกระตุก ส่วนพี่อู๋แอบก้มหน้ายิ้มเมื่อกอริลลาก้องเทศนาจบ มื้ออาหารบนโต๊ะกร่อยลงเพราะความปากเสียของผมอีกแล้ว แต่ยังดีที่พี่อู๋ไม่หักหน้าด้วยการผลักจานฟักทองผัดไข่ไปไกลๆ เขาตักกินอย่างว่าง่าย ไม่เรื่องมาก ไม่แสดงออกว่าเกลียดผัก ผมว่าพี่อู๋ก็ดูปกติดี คุณหมูพีนั่นแหละคิดไปเองหรือเปล่า

หลังทานมื้อเช้าเสร็จ ผมทำหน้าที่ตัวเองซึ่งก็คือล้างจานและเครื่องครัวที่แช่ทิ้งไว้ในอ่าง ส่วนพี่อู๋กับแฟนย้ายไปนั่งคุยกันที่โซฟา คุณหมูพีทำตัวตามสบายเหมือนเคยอยู่ที่นี่มานาน เขารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน รู้ว่าเครื่องโกนหนวดพี่อู๋เสีย รู้ว่ารีโมตแอร์มักจะซุกข้างโซฟา รู้ว่าเปียโนตัวนั้นเป็นของเอม รู้ไปหมดทุกซอกทุกมุมของห้องนี้

ปกติหลังกินเสร็จเราจะนอนอืดในโถงนั่งเล่น พี่อู๋เปิดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ส่วนผมก็แค่นอนตากแอร์เฉยๆ ไม่มีกิจกรรมอะไรพิเศษจนกว่าถึงเวลาทานมื้อเที่ยง แต่พอมีคุณหมูพี เขาก็ทำให้กิจวัตรเรายุ่งยากด้วยการพูดขึ้นลอยๆว่าห้องนี้สกปรกและรกมาก คงขาดการดูแลมานาน ถึงเวลาที่เขาต้องจัดการด้วยตัวเองเสียที

แล้วภารกิจพ่อบ้านคนเก่งก็เริ่มขึ้น ผมยอมรับว่ารำคาญนิดหน่อยที่การอยู่เงียบๆตามประสากอริลลาถูกรบกวนโดยคนแปลกหน้า เสียงเครื่องดูดฝุ่นดังอู้อี้จนดูทีวีไม่รู้เรื่อง แถมคุณหมูพีก็เดินไปเดินมาขวางการดูแฮร์รี่จนพี่อู๋ถอนหายใจ พอเห็นท่าทางของผู้ปกครองแล้วผมชักไม่แน่ใจว่าคุณหมูพีเป็นแฟนพี่อู๋จริงหรือเปล่า ตั้งแต่เข้ามาในห้อง เขาได้ยินเสียงพี่อู๋ถอนหายใจบ่อยขนาดนี้บ้างไหม

“ไม่ต้องลำบากหรอกพี ก้องทำหมดแล้ว”
“จริงเหรอ? ทำไมใต้โซฟายังมีฝุ่นอยู่เลย ก้องดูดข้างในบ้างหรือเปล่า ต้องเลื่อนโซฟาออกมานะ จะกวาดแค่ข้างหน้าอย่างเดียวไม่ได้” คุณหมูพีตำหนิ “พี่อ่ะอยู่นิ่งๆเถอะ เดี๋ยวเราทำให้”
“ตามใจ”

ปากพูดว่าตามใจ แต่หน้าพี่อู๋ดูโคตรเซ็งมากๆ

ผมภาวนาให้คุณหมูพีกลับไวๆแต่เขาก็อยู่กับเราจนถึงเย็น คราวนี้เขาอาสาโชว์ฝีมือทำอาหารให้ทานซึ่งผมไม่ว่าอะไร ดีเสียอีกที่ไม่ต้องยืนร้อนหน้าเตา ทำกับข้าวเป็นชั่วโมงๆกว่าจะได้กิน แต่ที่เซ็งสุดๆคือหลังจากนั้นต่างหาก คุณหมูพีใช้ถ้วยได้เปลืองมาก ผมก็เลยต้องล้างจานมากกว่าปกติถึงสองเท่า นาฬิกาบอกเวลาว่าหนึ่งทุ่มสิบนาที ผมสวดในใจขอให้คุณหมูพีกลับไป แต่เขายังอยู่

“วันนี้ไปบริคอีกไหม?”

เสียงคุณหมูพีดังขึ้น ผมกำลังล้างจานก็เลยไม่เห็นสีหน้าของทั้งสองคน ผมแอบลุ้นกับคำตอบของพี่อู๋นิดหน่อย อยากรู้ว่าหลังจากทะเลาะกันเมื่อคืน เขาได้เก็บคำขอของผมไปคิดบ้างไหม คืนนี้เขาจะอยู่กับผมไหม หรือจะออกไปเที่ยวกับแฟนเหมือนที่ผ่านมา

“ไม่อ่ะ” พี่อู๋ตอบ ผมยิ้มกว้างเมื่อได้ยินแบบนั้น “เหนื่อยแล้ว อยากนอน”
“วันนี้พี่ยังไม่ออกไปไหนเลย ไม่เบื่อเหรอ?”
“ไม่อ่ะ”
“ปกติพี่ไปข้าวสารทุกคืน”
“เอ้า เหรอ”

เออสิ

ผมตอบในใจแทนคุณหมูพี พี่อู๋ก็กวนตีนเหลือเกิน ทำไมถึงถามคำตอบคำด้วยน้ำเสียงเบื่อๆเซ็งๆแบบนั้น

“วันนี้เรานัดพวกไอ้เต้ด้วย พี่มิคก็ไป”
“ใครจองโต๊ะ?” พี่อู๋ถาม ผมเริ่มเซ็งเมื่อลางสังหรณ์บอกว่าเขาอาจเปลี่ยนใจ
“เอ๋มั้ง ตกลงไปหรือเปล่า?”
“ไม่อ่ะ”
“แน่ใจ?”
“อือ” พี่อู๋ขานในลำคอ “อยากดูแฮร์รี่ให้จบ”
“นี่แผ่นสุดท้ายแล้วไม่ใช่เหรอ? ดูให้จบแล้วค่อยออกดึกๆก็ได้”
“ว่าจะกลับไปดูภาคแรกอีกรอบ”
“พี่อย่ากวนตีนเราได้ไหม?” คุณหมูพีเริ่มขึ้นเสียง “ประจำเลย ตอนนี้ล่ะทำตัวไม่น่ารัก พอกินเหล้านี่ปากหวานเหมือนเป็นคนละคน เมื่อคืนก็เหมือนกัน เจอหน้าไม่คิดจะทัก พอเที่ยงคืนก็มาล้วงมาอ้อน ขอเอาหน่อยๆๆ พี่แม่ง --”
“หมูพี” พี่อู๋กระแอม ผมได้ยินเสียงเหมือนเขาตีคุณหมูพีเบาๆ “พูดอะไรดูรอบตัวด้วย ไม่เห็นเหรอว่าก้องยืนอยู่”
“ก้องไม่ใช่เด็กแล้วนี่”
“ก้องอายุเท่าเอม ลองคิดดูสิว่าถ้าคนที่อยู่ตรงนั้นคือเอม พีจะกล้าพูดเรื่องแบบนั้นอีกไหม?”  พี่อู๋ไม่ได้กระแทกเสียงหรือทำประชดประชัน แต่ฟังดูน่ากลัวกว่าเมื่อคืนอีก “จำเอาไว้ว่าสำหรับพี่ ก้องยังเป็นเด็กเหมือนเอม พี่มองว่าเอมไร้เดียงสายังไงก็มองก้องแบบนั้น ถ้าพียังทำตัวไม่น่ารักอีก คราวหน้าพี่จะตบปากพี”

เชี่ย --

ผมกลืนน้ำลาย เริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อได้ยินพี่อู๋พูดว่าจะตบปากคุณหมูพี นี่พวกเขาเป็นแฟนประเภทไหนกัน เดี๋ยวรักเดี๋ยวตี เดี๋ยวพูดดีเดี๋ยวด่า ผมไม่เข้าใจเลย

“ทำไมพี่เป็นคนเดียวที่ขู่เราได้ ทีตัวเองล่ะ? ตอนตัวเองทำตัวเหี้ยๆเรายังไม่เคยขู่เลยนะว่าจะตบพี่”
“เพราะพีตบเลยไง พีไม่เคยขู่” พี่อู๋ตอกกลับ
“ก็พี่เป็นแบบนี้ จะไม่ให้เราโมโหได้ไง!”
“แล้วคิดว่าพี่ไม่โมโหเหรอที่พีพูดแบบนั้น คิดว่าพี่จะชอบเหรอที่พีพูดต่อหน้าเด็กอายุสิบเจ็ดว่าเราเอากัน อย่าคิดนะว่าไม่รู้ หึงอะไรให้มีขอบเขตบ้างเถอะ เยอะไปมันก็น่ารำคาญ”
“จะไม่ให้เราคิดมากได้ไง ก็พี่เอาเด็กที่ไหนไม่รู้มาอยู่ด้วยอ่ะ!”

หวยลงที่นายก้องเกียรติหนึ่งดอก --

“แล้วเรื่องที่บอกว่าสงสารนี่ก็ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือโกหก ที่รับเด็กคนนี้มาเนี่ยเพราะเลี้ยงต้อยล่ะสิ ไม่ใช่เพราะใจดีหรอก!”
“เลี้ยงต้อยเหี้ยอะไร เพ้อเจ้อ”
“หรือไม่จริง!” คุณหมูพีคะตอก “เอาเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักมาอยู่กินในบ้าน แถมนอนเตียงเดียวกันอีก ไม่ใช่ว่าพี่ตั้งใจเอามันมาเป็นตัวแทนเหรอ?!”
“ตัวแทนใคร?”
“ตัวแทนพีไง!”

เสียงสะอื้นเริ่มมาเล็กน้อย ผมกำฟองน้ำที่อยู่ในมือแน่น อยากวิ่งหนีไปข้างนอกให้พวกเขาทะเลาะกันซักพักแต่ก็ไม่กล้า แค่จะเปิดก๊อกน้ำล้างฟองซันไลต์ก็ยังไม่กล้าเพราะกลัวว่าการมีอยู่ของผมจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

“หลงตัวเองไปหรือเปล่า?”
“หรือไม่จริง?!”
“ก็ไม่จริงไง! พี่จะเอาก้องมาแทนที่พีทำไม?!”
“เพราะพี่แม่งขี้เงี่ยน! พอเมาแล้วขอเอาตลอดไง!”

โอ๊ย -- ใจเย็นๆครับ กอริลลาก้องขอล้างจานให้เสร็จก่อน อย่าเพิ่งตีกัน ช่วยไปทะเลาะกันไกลๆหน่อยเถอะ ผมไม่อยากฟัง

“จะไม่ให้ระแวงได้ไง ตั้งแต่รับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย พี่ไม่เคยค้างบ้านเราเลย! พี่คิดอะไรกับมันหรือเปล่า?! พี่ชอบมันใช่ไหม?! ชอบเด็กที่อายุเท่าน้องตัวเองเนี่ยนะ!”
“ไร้สาระ”
“งั้นตอบมาสิว่าไม่จริง!”
“เออ! ไม่จริง! พอใจยัง!”

ผมว่าผมไปดีกว่า

ผมเปิดก๊อกน้ำเบาๆให้พอล้างมือได้สะอาดก่อนจะค่อยๆย่องหนีเข้าไปหลบในห้องนอนเล็ก เสียงทุ่มเถียงของพี่อู๋กับคุณหมูพีดังอยู่นานและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดง่ายๆ หัวข้อหลักๆคือ --

พี่อู๋ตั้งใจจะเลี้ยงต้อย (กอริลลาก้อง) ใช่ไหม
พี่อู๋คิดไม่ดีกับเด็กคนนั้น (ซึ่งหมายถึงกอริลลาก้องเช่นกัน) ใช่ไหม
ทำไมพี่เหี้ยแบบนี้ ไหนบอกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไง
ที่สัญญาไว้ไม่เคยทำได้ซักอย่าง บอกว่าจะไม่นอกใจ จะไม่มีคนใหม่ แต่สุดท้ายก็ให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาอยู่ด้วยเพราะอยากเอาฟรี ไอ้พี่อู๋แม่งเหี้ย

เหี้ย นิสัยเสีย สันดานเสีย

ส่วนใหญ่คำด่าก็จะวนๆอยู่ประมาณนี้

ผมค่อนข้างแปลกใจที่คุณหมูพีพูดจารุนแรงกับพี่อู๋ แต่พอฟังเสียงตอบโต้ของพวกเขาแล้วผมว่าก็สมกันดี คนใจร้อนชอบใช้อารมณ์สองคนมาเจอกันก็เป็นแบบนี้แหละ ยิ่งพี่อู๋หาเรื่องมาเถียงเท่าไหร่ คุณหมูพีก็ยิ่งเอาข้อเสียของเขามาด่าเท่านั้น ซึ่งเรื่องเดียวที่ผมเห็นด้วยก็คือการใช้ชีวิตเลื่อนลอยของพี่อู๋แม่งโคตรไม่เอาถ่าน แต่คิดว่าคุณหมูพีเลือกใช้คำไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ เขาเรียกพี่อู๋ว่าขยะลอยน้ำแถมยังตำหนิเรื่องตกงานอีก ถ้ายังเหลวไหลแบบนี้ไม่มีใครอยากอยู่กับพี่หรอก แม้แต่ไอ้เด็กนั่น (กอริลลาก้องที่หนีมาอยู่ในห้องเล็กและถูกพาดพิงครั้งที่สิบเก้า) ก็ไม่ทนหรอก

“ไม่อยากอยู่ก็ไม่ต้องอยู่ดิวะ! ไม่ได้ขอให้อยู่!”
“แล้วมาขอเราคืนดีทำไม?!”

บลา บลา บลา

ผมไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบเห็นคนทะเลาะกัน ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงพวกเขาสองคนด่ากันก็ยิ่งเครียด ผมรู้สึกอึดอัดเหมือนห้องแคบลงเรื่อยๆ บีบรัดกอริลลาก้องให้อยู่ในกล่องใบเล็กด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม ผมอยากให้ทุกอย่างกลับเป็นปกติเสียที อยากให้คุณหมูพีออกไปจากห้อง เพราะตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ ผมไม่มีความสุขเลย

พี่อู๋กับคุณหมูพีเถียงกันแรงขึ้นเรื่อยๆก่อนจะตามด้วยเสียงโครมคราม ผมคิดว่าพวกเขาคงลงไม้ลงมือกันแล้ว นึกได้แบบนั้นก็รีบเดินไปที่ประตู มือขวาจับลูกบิดค้างไว้เพราะกลัวว่าถ้าออกไปจะยิ่งทำให้เหตุการณ์แย่ลง แต่พอได้ยินเสียงคุณหมูพีร้องกรี๊ด ผมก็เปิดประตูโดยไม่ลังเล

พี่อู๋ -- พี่อู๋ --

สิ่งแรกที่เห็นไม่เหมือนที่จินตนาการไว้ ผมคิดว่าคุณหมูพีที่ตัวเล็กกว่าน่าจะเป็นฝ่ายโดนตี แต่ปรากฏว่าเป็นพี่อู๋ต่างหาก มือซ้ายของเขาชุ่มไปด้วยเลือด มันไหลเยอะเสียจนหยดลงบนพื้นติ๋งๆ ผมเข่าสั่นไปหมดเมื่อเห็นกองเลือด สติเรียบเรียงอะไรไม่ได้นอกจากรีบเดินไปหาเขา

“พี่ -- ” ผมเสียงอ่อนเพราะเห็นแผลเหวอะหวะบนฝ่ามือพี่อู๋ “ไปโรงบาลกันเถอะ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ให้นะ”

ผมเป็นคนแรกที่ออกจากห้อง วิ่งลงทางบันไดหนีไฟด้วยความร้อนรน ผมบอกลุงยามว่าพี่อู๋โดนมีดบาด เขาต้องไปหาหมอ เขาต้องไปห้องฉุกเฉินเดี๋ยวนี้ พี่มีเบอร์แท็กซี่ไหม โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแถวนี้ชื่ออะไร ผมจะพาพี่อู๋ไปทำแผล

น่าเสียดายที่ลุงยามไม่มีเบอร์แท็กซี่ ผมก็เลยวิ่งไปหน้าปากซอย โบกมือสุดชีวิตเพราะเป็นห่วงพี่อู๋ที่อยู่บนห้อง โชคดีที่แท็กซี่สีชมพูคันหนึ่งจอดรับ พอเรากลับไปที่คอนโดก็ไม่เจอพี่อู๋ยืนรออยู่ชั้นล่าง นี่คุณหมูพีทำบ้าอะไรอยู่ ทำไมไม่พาพี่อู๋ลงมา ผมกัดฟันด้วยความโมโหพร้อมกับนึกด่าเขาแล้วรีบวิ่งขึ้นชั้นสี่เพื่อประคองพี่อู๋ที่เริ่มหน้าซีดลงมา คุณหมูพีเดินตามมาติดๆ เมื่อพี่อู๋ขึ้นรถเรียบร้อย เขาก็ผลักผมออกก่อนจะบอกว่าให้รออยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามมา

“พี่ไปเอง”

คุณหมูพีปิดประตูแท็กซี่แล้วออกรถเลย ผมได้แต่ยืนมองท้ายรถสีชมพูแปร๋นวิ่งออกจากคอนโดโดยไม่รู้ว่าพวกเขาไปที่ไหน เมื่อกี๊เกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่อู๋ถึงโดนมีดบาดลึกขนาดนั้น ใครเป็นคนทำเขา ใครเป็นคนเริ่ม ใครทำร้ายพี่อู๋ ใครมันกล้าทำ --

“คุณอู๋โดนมีดอะไรบาดเหรอหนู เลือดถึงได้ออกเยอะขนาดนั้น?”

ลุงยามถามผมที่ยืนหอบแฮ่กอยู่หน้าป้อม ผมบอกเขาว่าโดนมีดแล่ปลาครับก่อนจะขอตัวกลับห้อง ลุงยามดูไม่ค่อยเชื่อที่ผมบอกเท่าไหร่ เขาพูดลอยๆเหมือนบ่นกับตัวเองว่าน้องคนนั้นมาทีไร เกิดเรื่องทุกที

“ลุงหมายถึงผู้ชายตัวเล็กๆที่ขึ้นรถไปกับพี่อู๋เหรอครับ?”

ผมถาม ลุงพยักหน้า เขาบอกว่าหลายครั้งแล้วที่เป็นแบบนี้ ทะเลาะกันเสียงดังมาจนถึงป้อมยาม อีกซักพักต้องมีใครเจ็บตัว ออกรถไปโรงพยาบาล กลับห้องตอนค่ำๆ คุณหมูพีจะหายหน้าไปอีกพักใหญ่ แล้วก็กลับมาใหม่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบเดือน

ผมเดินขึ้นห้องด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว ทั้งเป็นห่วง ทั้งเครียดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุให้พวกเขาทะเลาะกัน แต่สาบานเลยว่าผมไม่ได้มีเจตนาอย่างที่คุณหมูพีระแวง ผมมาที่นี่เพราะไม่มีที่ไปและพี่อู๋ไม่เคยล่วงเกินผมอย่างที่เขากล่าวหาเลย บางทีผมน่าจะช่วยพี่อู๋อธิบาย ถ้าตอนนั้นผมกล้ามากกว่านี้อีกซักนิด พี่อู๋อาจจะไม่เจ็บตัวก็ได้

นาฬิกาบอกเวลาว่าสามทุ่มหกนาที

กอริลลาก้องนั่งเช็ดเลือดบนพื้น หางตาเหลือบเห็นมีดที่บาดมือพี่อู๋กระเด็นไปอยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ผมใช้โอกาสนี้รีบทำความสะอาดและเตรียมห้องให้พร้อม หลังถูพื้นด้วยมาจิคลีนสีแดง ผมก็นั่งรอบนโซฟา คืนนี้เป็นอีกคืนที่ผมนั่งรอพี่อู๋อยู่ในห้องคนเดียว ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงเข็มนาฬิกากับเสียงสูดน้ำมูกของนายก้องเกียรติเท่านั้น





นาฬิกาบอกเวลาว่าเที่ยงคืนสามสิบสามนาที

เสียงเปิดประตูดังขึ้น พี่อู๋กลับเข้ามาในห้องเพียงคนเดียว

ผมมองหน้าพี่อู๋ เขาก็มองกลับมาที่ผมเช่นกัน ตอนนี้มือซ้ายของเขามีผ้าก็อซพันเหมือนมัมมี่ ผมมีเรื่องอยากถามเขาเยอะแยะแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ทุกอย่างก็เลยจบลงตรงที่ผมบอกให้พี่อู๋ไปอาบน้ำ ไม่ต้องเกรงใจนะครับ อยากได้อะไรขอให้บอก ผมจะอำนวยความสะดวกให้เอง

พี่อู๋ทำตามอย่างว่าง่าย เขาเดินเข้าห้องน้ำด้วยท่าทางเพลียๆและใช้เวลาอยู่ในนั้นนานเกือบสิบนาที ขณะที่ผมกำลังแยกกองผ้าที่ต้องซัก พี่อู๋ก็ออกมาพอดี เขาสวมเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่กับกางเกงผ้ายืดสีดำ มือซ้ายของเขาห้อยตกลงข้างแขน พี่อู๋จ้องผมเหมือนมีเรื่องอยากพูด

“ก้อง”
“ครับ?”

ผมขานรับแต่ไม่ได้หันหน้ามองทั้งๆที่อยากถามใจจะขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรื่องเฮงซวยเปื้อนเลือดพวกนี้ใครเป็นคนเริ่มก่อน พี่อู๋หรือคุณหมูพี พอลองคิดๆดูแล้วมันก็จริงอย่างที่คุณหมูพีว่า ผมเป็นใครก็ไม่รู้ แต่จู่ๆมาอยู่ในบ้านของแฟนเขา มานอนเตียงเดียวกับเขา จะไม่ให้โมโหจนหน้ามืดได้ไง

“ผมรู้ว่าพี่มีเรื่องอยากพูดเยอะเลย”
“ใช่”
“พูดมาเถอะครับ ผมรอฟังอยู่”
“ขอเรียบเรียงคำพูดก่อน”
“ไม่ต้องเรียบเรียงหรอก พี่ก็แค่พูดสิ่งที่อยากพูด” ผมโยนกางเกงยีนส์ลงตะกร้าผ้าสี “เอาแต่ใจความหลักก็ได้ครับ น้ำไม่ต้อง ขอแต่เนื้อ”
“ได้ นี่คือเรื่องที่พี่อยากพูดกับก้อง”

ผมตั้งใจฟัง สองมือทำเป็นง่วนกับการแยกผ้า แต่จริงๆแล้วกลัวมากว่าพี่อู๋จะขอให้ย้ายออกตามคำตัดพ้อของคุณหมูพี

“หนึ่ง -- พี่ไม่ได้โกหกก้องเรื่องแฟน หมูพีเคยเป็นแฟนพี่จริง เราเลิกกันไปเกือบสามเดือนจริง แต่เพิ่งคืนดีกันเมื่อคืน”
“ครับ”
“สอง ที่พี่กับพีทะเลาะกันวันนี้เป็นเรื่องปกติมาก ต่อให้ก้องไม่อยู่ที่นี่ เราก็ตีกันเรื่องอื่นอยู่ดี”
“ครับ”

เอ๊ะ -- เดี๋ยวนะ การตีกันคือเรื่องปกติสำหรับพวกเขาสองคนเหรอ?

“สาม พี่ไม่ได้อยากกลับไปคบกับหมูพี แต่เมื่อคืนพี่เมาแล้วจู่ๆก็รู้สึกว่าถ้ามีคนคอยให้กำลังใจบ้างก็น่าจะดี พี่เลยถามเขาว่ายังอยากกลับมาคบกันไหม แล้วก็นั่นล่ะ -- ตามนั้น”
“ครับ”
“สี่ พี่ไม่ใช่คนขี้เอา”
“ครับ”
“ห้า ก้องว่าการกลับไปนอนกับแฟนเก่าทั้งๆที่หมดรักแล้วเป็นเรื่องเหี้ยหรือเปล่า?”
“เหี้ยมากครับ”

ผมตอบตามตรง ไม่อยากโกหกพี่อู๋แต่ก็ไม่กล้าปากเก่งสอนศีลธรรมเขาว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ พี่อู๋อายุสามสิบเอ็ดแล้ว เขารู้แหละว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด ผมต่างหากที่ไม่รู้อะไร
 
“หก งั้นพี่ขอโทษที่เป็นคนเหี้ย แต่พี่ไม่ได้รักหมูพีแล้ว ก้องก็เห็นว่าเราไปกันไม่ได้”
“ทำไมพี่ไม่บอกเขาตรงๆล่ะครับ?”
พี่อู๋ถอนหายใจ “พีป่วยอยู่ พี่ยังบอกเลิกพีตอนนี้ไม่ได้”
“แล้วคราวก่อนใครเป็นฝ่ายบอกเลิกเหรอครับ?”
“หมูพี”
“อ้าว” ผมงง ถ้าคุณหมูพีเป็นฝ่ายขอเลิกจริง จะรีเทิร์นอีกรอบทำไม
“หมูพีเป็นฝ่ายขอเลิกก่อน แต่หลังจากนั้นเขาก็ขอคืนดีเรื่อยๆ พี่ไม่ให้คำตอบเลยจนเมื่อคืน อย่าเพิ่งนอกเรื่อง กลับมาที่ข้อเจ็ดก่อน พี่ไม่ได้เลี้ยงต้อย พี่ไม่ได้ให้ก้องมาอยู่ด้วยเพราะคิดอกุศลกับก้อง”
“ครับ”
“แปด พี่ไม่ได้เอาก้องมาแทนที่พี ก้องไม่ใช่พี ก้องไม่ใช่ตัวแทนของใครทั้งนั้น”
“ครับ” ผมรู้สึกดีใจแปลกๆเมื่อได้ยินแบบนั้น
“เก้า ห้ามวิจารณ์ชีวิตส่วนตัวพี่อีก พี่จะทำงานหรือไม่ทำงานก็เรื่องของพี่ จะขี้เกียจจนเน่าตายบนโซฟาก็เรื่องของพี่ หวังว่าเราจะไม่ทะเลาะกันเรื่องนี้อีกนะ”
“ครับ ขอโทษครับ”
“สิบ ก้องไม่ต้องใส่ใจคำพูดของหมูพี ก้องมีสิทธิ์อยู่ที่นี่ มีสิทธิ์นอนบนเตียงพี่ มีสิทธิ์ใช้เครื่องครัวทุกอย่าง ไม่มีใครไล่ก้องออกจากที่นี่ได้ และพี่จะไม่มีวันไล่ก้องด้วย”
“แต่เมื่อคืนพี่ไล่ผม”
“ลืมเรื่องเมื่อคืนให้หมด มันไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

พี่อู๋ย่อตัวลงตรงหน้า เขาเอาสองมือปิดหูผมแล้วพูดประโยคเดิมซ้ำๆไปมาหลายหนเหมือนเทปตกร่อง

“ก้องอยู่ที่นี่ได้ ก้องอยู่ที่นี่ได้ ก้องอยู่ที่นี่ได้ ก้องอยู่ที่นี่ได้ ก้องอยู่ที่นี่ได้ พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง ไหนพูดซิว่าเมื่อกี๊ได้ยินอะไร”
“ก้องอยู่ที่นี่ได้ พี่อู๋ต้องการก้อง”
“เยี่ยม จำไว้นะ ก้องอยู่ที่นี่ได้ ก้องอยู่ที่นี่ได้ พี่ต้องการก้อง พี่ต้องการก้อง”

พี่อู๋พูดกรอกหูผมด้วยสองประโยคนั้นเป็นการทิ้งท้าย เขายิ้มเมื่อผมเงยหน้ามองเขาจริงๆจังๆเสียทีหลังจากทำเป็นแยกผ้าอยู่นาน ผมนึกสงสัยในใจว่าเขาไม่รู้จริงๆเหรอว่าการกรอกหูแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้ลืมเรื่องเมื่อคืนเลยเพราะคำพูดของเขาทิ้งแผลเอาไว้ ต่อเย็บปิดสนิทขนาดไหน สุดท้ายก็เหลือร่องรอยให้เห็นอยู่ดี

“ผมถามพี่บ้างได้ไหม?”
“ได้”
“ใครทำพี่ครับ? คือ -- ผมหมายถึง พี่พลาดเองหรือคุณหมูพีทำ?”
พี่อู๋ถอนหายใจอีกครั้ง “พีจะปาดคอตัวเอง แต่พี่ไปแย่งมา”
“จริงเหรอครับ?” ผมถามซ้ำ รู้สึกตื้อๆเมื่อรู้ว่าคุณหมูพีอารมณ์รุนแรงขนาดนั้น
“ไม่ต้องตกใจหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรก”
“เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้เหรอครับ?”
“อืม”
“แล้วแบบนี้จะอยู่กันยืดไหมเนี่ย”
“ไม่เกินเดือนนี้เดี๋ยวพีก็ไป เขาชอบความเพอร์เฟ็ค ชอบพี่ตอนเงินเดือนสูงๆ ทำงานในบริษัทใหญ่ที่ใครๆก็อิจฉา ชอบที่พี่มีรถขับ มีคอนโดให้มาค้าง แต่ตอนนี้พี่ไม่มีสิ่งที่เขาชอบแล้ว พี่ไม่ทำงาน ไม่ซื้อรถใหม่ ไม่พาเขาไปกินของแพงๆเหมือนตอนคบกัน เขาทนได้ไม่นานหรอก”
“ผมไม่เข้าใจพวกพี่เลย ถ้าคุณหมูพีรักพี่จริง เขาต้องรับได้ทุกอย่างที่พี่เป็นสิครับ”
“โถ่ น้องก้อง”

พี่อู๋พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจแบบโอเวอร์แอคติ้ง เขายกมือลูบหัวผมสองสามทีเหมือนเล่นกับลูกหมา

“แค่รักอย่างเดียวไม่พอหรอก ใครๆก็อยากได้ความมั่นคงทั้งนั้น คิดดูสิว่าถ้าก้องต้องแต่งงาน ก้องอยากมีแฟนที่วันๆไม่ทำมาหาแดกนอกจากนอนเกาพุงอยู่บ้านหรือเปล่า”
“แต่พวกพี่ก็มีกันแค่สองคนไม่ใช่เหรอ? พี่ไม่มีลูก ไม่เห็นต้องวางแผนล่วงหน้าเลย”
“พีคิดไกลกว่านั้นอีกก้อง เขาอยากแต่งงาน”
“แล้วพี่ไม่อยากแต่งเหรอครับ?”

พี่อู๋ยักไหล่ เขาบอกว่าเคยคิดเรื่องแต่งงานไว้บ้าง แต่พอเจอฤทธิ์คุณหมูพีก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรอยู่ด้วยกันตลอดไปหรือเปล่า พี่อู๋ไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบตลอดเวลา เขาเถลไถลบ้าง ออกนอกลู่นอกทางบ้าง ขี้เกียจบ้าง ถ้าต้องอยู่กับคุณหมูพีที่คาดหวังมากเกินไป มีหวังได้เป็นบ้าก่อนเกษียณแน่ๆ

“ผมว่าพี่ไม่ต้องรีบหรอก พรบ.คู่ชีวิตยังไม่ผ่านเลย จัดงานแต่งไปก็เท่านั้น”
“รู้เรื่องกฎหมายด้วยเหรอเราน่ะ?”
“ครับ ผมฟังจากทีวี” ผมตอบ “พี่ไปนอนเถอะ จะตีหนึ่งแล้ว”
“คืนนี้ก้องจะยังนอนห้องพี่เหมือนเดิมใช่ไหม?”

ผมเลิกคิ้วงุนงง แต่ก็ตอบไปว่านอนครับ ปกติเราอยู่กันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงถามอะไรแปลกๆ

“พี่คิดว่าก้องจะรังเกียจที่พี่เป็นเกย์”
“อ๋อ --”

ผมเลิกลั่ก ไม่รู้จะบอกพี่อู๋ยังไงไม่ให้เขาเสียใจ ลึกๆผมยังกังวลอยู่บ้างแต่ไม่ได้มากมายอะไร ก็แค่รู้สึกแปลกไปจากเดิม รู้สึกว่าต้องระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม ถึงพี่อู๋จะไม่เคยแสดงออกในแง่นั้น แต่ผมก็กลัวนะ -- ลึกๆน่ะ   

“ไม่ครับ” ผมตัดสินใจพูดในที่สุด
“คิดคำตอบนานจัง”
“ผมไม่รู้จะตอบยังไงอ่ะ ยอมรับนะครับว่าตกใจ แต่ไม่ได้รังเกียจอะไร”
“จริงนะ?”
“ครับ”
“โอเค พี่สบายใจละ ไปนอนดีกว่า”

พี่อู๋ตัดบทหน้าตาเฉย เขาน่ะสบายใจอยู่คนเดียว ส่วนผมได้แต่นั่งกุมขมับ ไม่คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดได้ขนาดนี้ ถ้าพี่อู๋กับคุณหมูพีเป็นคู่เกย์ที่รักกันจริงๆผมก็คงไม่กังวลเท่าไหร่ แต่นี่พวกเขาตีกันจะเป็นจะตาย ทะเลาะกันจริงจังจนเลือดตกยางออก ผมไม่รู้ว่าต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกนานแค่ไหน ได้แต่หวังว่าคุณหมูพีจะเบื่อความไม่เพอร์เฟ็คของพี่อู๋แล้วไปจริงๆเสียที ไม่งั้นในอนาคตคงไม่ได้มีแค่พี่อู๋ที่เจ็บตัว แต่กอริลลาก้องผู้รักสงบอาจจะโดนลูกหลงด้วยก็ได้




TBC

----------------------------------------------



#เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้




สวัสดีวันศุกร์ค่ะ วันหยุดสัปดาห์นี้ขอให้มีความสุขกับการนอนนะคะ :)

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์และแท็กเช่นเคยน้า การมีนักอ่านน่ารักๆนี่ถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งเลย ขอบคุณนะคะ ♥

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3420
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด