THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.31 'กูรักมึง' (14/04/19)
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.31 'กูรักมึง' (14/04/19)  (อ่าน 14443 ครั้ง)

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-8
 :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2607
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
อิพี่อู๋ เหรอนั่น :ruready

ออฟไลน์ M_Y MILD

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
คิดถึงจังเลยค่ะะ แง่ รอพี่อู๋กับน้องเทียนอยู่น้าาาา

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
ดีใจมาก ได้อ่านต่อ

ออฟไลน์ azure

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 890
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +37/-2
แรกอ่านสนุกนะ แต่หลังๆหลายคู่เกิน จำไม่ได้ :hao5:

ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ สนุกดีค่ะ แบบนี้เฟลมคงอกหักแล้วล่ะซิ

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
11
โพลิซแมน แอนด์ เดลิเวอรี่บอย



อีกด้านหนึ่ง
   
หลังจากรู้ว่าไอ้ฝรั่งหัวทองคือไอ้โจรอู๋หน้าหนวด ผมก็ทั้งด่าทั้งตีสารพัดให้สมกับความโกรธและเสียใจ แต่มันกลับไม่สำนึก ซ้ำยังทำตัวออดอ้อนจนเลือดกำเดาผมจะไหลเป็นช่วงๆ อีกต่างหาก สงสัยจะเอานิสัยเถื่อนโหดเลวทรามทิ้งไปพร้อมกับหนวดแล้วแน่ๆ
 
แต่ถึงจะหล่อขึ้น น่ารักขึ้น ผมก็ไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอกนะ ขอบอก!
   
“จะอธิบายให้ฟังได้รึยังว่านี่มันเรื่องบ้าอะไร ทำไมเราถึงมาอยู่คอนโดหรู แล้วคนอื่นหายไปไหน ทำไมมึงถึงพูดอังกฤษได้ลื่นไหล และที่สำคัญมึงเป็นใครกันแน่!?”
   
“ช้าๆ ก็ได้ เค้าไม่รีบไปไหนหรอก ค่อยๆ ถามนะจ๊ะ”

ไอ้โจรบ้าพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับโอบไหล่ผมไปกอดไว้แนบแผงอกกว้างของตัวเอง
   
“บอกให้พูดเหมือนเดิมไง มาเค้าๆ ตัวๆ อะไร จะอ้วก!”
   
“ก็มันไม่เข้ากับหนังหน้า หล่อแบบนี้จะให้พูดเถื่อนๆ ได้ไง เค้ารู้นะว่าตัวเองชอบแบบนี้มากกว่าเวอร์ชั่นเก่า”

มันเอานิ้วสะกิดหัวไหล่ผมเบาๆ แค่นั้นผมก็แทบจะระเบิดตัวตายด้วยความเขิน แต่ต้องทำโมโหกลบเกลื่อน
   
“โว้ย! ถ้าไม่หยุดพูดจะถีบจริงๆ ด้วย!”
   
“แหม คนอะไรชอบฟังคำหยาบ ซาดิสต์จังเลย”
   
“ใครกันแน่ซาดิสต์! ชอบทำให้กูร้องไห้ หัวใจจะวายตายบ่อยๆ น่ะหา!”

“โอ๋เอ๋ ล้อเล่นเฉยๆ ไม่โกรธนะ” มันว่าแล้วเขยิบกระแซะเข้ามาใกล้ แต่ผมก็เขยิบหนีจนติดผนัง
   
“เลิกพูดกวนตีนซะที จะบอกได้รึยังว่าเรื่องมันเป็นยังไง เอาตั้งแต่มึงเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน เรามาอยู่ได้ยังไง แล้วคนอื่นๆ ไปไหนกัน”

ผมทำหน้าจริงจัง จ้องหน้าเขม็ง ไม่เล่นด้วยอีกต่อไป โจรอู๋ทำปากจู๋แบบเซ็งๆ แล้วก็ยอมเล่าจนได้

“ตัวจริงก็เป็นโจรนั่นแหละ ไม่ใช่เศรษฐีฝรั่งอะไรนี่หรอก”
   
“อ้าว ก็นึกว่าปลอมตัวเป็นโจร”
   
“ไม่ได้ปลอม เป็นโจรจริง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ชื่อมิสเตอร์เคล เป็นนักธุรกิจ...”
   
“ผิดกฎหมาย” ผมขัด
   
“ก็... นะ”
   
“โจรอยู่ดี” ผมถอนหายใจ “แปลว่ามึงไม่ใช่ฝรั่ง ไม่ใช่เจ้าของห้องนี้เหรอ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง น้ำหน้าอย่างมึงคงไม่มีปัญญาซื้อห้องชุดแบบนี้เองหรอก”
   
“อย่าดูถูกกันสิ ถึงจะจริงก็เถอะ” มันทำหน้าเครียดแบบเล่นๆ “ที่จริงคือมีเส้นสายคอยช่วยเหลืออยู่ ห้องนี้เขาซื้อไว้ให้กบดานพลางๆ จนกว่าจะหาเงินครบ”
   
“เส้นเหรอ ใคร”
   
“บอกไปก็ไม่รู้จักหรอก” โจรอู๋ยักไหล่แล้วลุกจากเตียง พันผ้าขนหนู เดินกลับไปที่ห้องน้ำ
   
ถึงไม่ตอบ ผมก็พอจะเดาได้ อย่างแรก ‘เส้น’ คนนั้นต้องรวยมาก ไม่งั้นคงซื้อคอนโด เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ที่หรูหราอลังการอย่างนี้ไม่ได้ บางทีเบื้องหลังของไอ้โจรนี่อาจจะมีเสี่ยเลี้ยงหรือเป็นชู้ลับของผู้มีอิทธิพลก็เป็นได้ เห็นทีว่าโจรพวกนี้จะไม่ธรรมดาซะแล้วสิ แต่ยังไงเป้าหมายของผมก็ยังเหมือนเดิม คือหนีให้พ้นและไปแจ้งความจับพวกมันเข้าคุกให้หมด!
   
“ไปอาบน้ำ เดี๋ยวต้องออกไปข้างนอก” โจรอู๋บอก
   
“ไปไหน”
   
“ปล้น” มันตอบหน้าตาเฉย เหมือนพูดว่าพาหมาไปเดินเล่น

“อย่าบอกนะว่าจะให้กูไปปล้นด้วย!?”
   
“ถูกต้อง” โจรยิ้มอย่างมั่นใจ
   
“ทำไมต้องไป! ถ้าถูกจับได้ขึ้นมากูก็ซวยไปด้วยน่ะสิ! ไม่ไปโว้ย!”

ผมว่าแล้วเอาผ้าห่มคลุมตัว กอดเสาหัวเตียงแน่นราวกับมันเป็นเครื่องคุ้มกันไม่ให้ไอ้โจรเอาตัวผมไปได้ 
   
“ใช่แล้ว ที่ข้าพาเอ็งไปด้วยก็เพราะอยากให้เอ็งได้ชื่อว่าเป็น ‘โจร’ ยังไงล่ะ ข้าไม่ปล่อยให้เอ็งหนีไปแจ้งตำรวจในฐานะเหยื่อผู้บริสุทธิ์หรอก”
 
ไอ้โจรพูดข้างหูด้านนอกผ้าห่ม น้ำเสียงเข้มขึ้นบ่งบอกว่าเอาจริง  ก่อนจะลุกจากเตียงหยิบบุหรี่ไปสูบที่ระเบียง ผมจึงโผล่หน้าออกจากผ้าห่มและหายใจได้ทั่วท้องสักที

อยากให้กูเป็นโจรจะได้ไม่กล้าหนีเรอะ? ใครจะยอมเป็นกับมึงวะ!

ผมคว้ากางเกงบ็อกเซอร์ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาใส่อย่างรวดเร็วแล้วลุกจากเตียงตรงไปที่ประตูห้องก่อนจะหมุนลูกบิดประตู

แต่ฉิบหาย...มันเปิดไม่ออก!

“ต้องแสกนลายนิ้วมือเจ้าของห้องก่อนถึงจะเปิดประตูได้ น่าเศร้าจริงๆ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยของห้องนี้แน่นหนาเป็นพิเศษ”

เสียงหนาทุ้มฉุดให้ผมหันไปมองข้างหลัง เห็นหมอนั่นยืนยิ้มอย่างเหนือกว่า วินาทีนั้นผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่ที่สุดในจักรวาล...

“ปล้นน่ะสนุกจะตาย เชื่อเถอะ เดี๋ยวจะติดใจ” โจรอู๋ยักคิ้ว

“อุตส่าห์ปลอมตัวใหม่เป็นนักธุรกิจแล้วแท้ๆ ทำไมยังทำตัวเป็นโจรอยู่ล่ะ” ผมถามอย่างโคตรไม่เข้าใจ
   
“ก็ใช่ แต่กว่าจะได้เงินตอบแทนจากธุรกิจก็นาน กลัวไม่ทันวันใช้หนี้ ปล้นมาเก็บไว้ก่อนเพื่อความสบายใจไง”
   
“หน้าตามึงก็ดี ทำไมไม่ไปเป็นดาราหรือนายแบบ เงินเยอะเหมือนกันนะ ดีกว่าปล้นเป็นไหนๆ”
   
“เหอะ ไม่เอาหรอก อันตรายเกินไป ไม่อยากให้ใครรู้จัก เกิดมีคนจำได้ขึ้นมาว่าเป็นโจรจะลำบาก” มันพูดพลางขมวดคิ้วน้อยๆ “อย่าถามมากเลย เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ อีกหนึ่งชั่วโมงไปออกล่ากัน”
   
“เฮ้ย เอาจริงดิ!” ผมใจหายวูบ แต่ก่อนจะได้คัดค้านอะไรหมอนั่นก็ปิดประตูห้องน้ำและแหกปากร้องเพลงอย่างสบายใจไปแล้ว
   
เป็นเมียโจรยังไม่พอ นี่กูต้องเป็นโจรด้วยเหรอ!!! 
   
คนอะไรชื่อแสงเทียนแท้ๆ แต่ชีวิตแม่งมีแต่เรื่องวินาศบัดซบมืดมนไม่จบสิ้น โว้ยยยยยยย!!!


.
.
.
[ มีต่อด้านล่างนะคะ ข้อความยาวเกิน 20000 ตัว เว็บไม่อนุมัติ T_T ]

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0
[PART 2/2]


หลังเลิกงานห้าโมงเย็น เฟลมเดินทางไปที่สถานีตำรวจเพราะอยากรู้ความคืบหน้า เขาเซ็งที่คิดว่าต้องเจอหน้ามึนๆ กับเสียงเหวี่ยงๆ ของหมวดรักษ์ แต่คงดีกว่านั่งกลุ้มอยู่เฉยๆ ที่บ้าน ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในโรงพัก ตรงไปที่โต๊ะรับแจ้งความซึ่งหมวดรักษ์เคยนั่งเมื่อคราวก่อน แต่คนที่นั่งกลับไม่ใช่หมวด
   
“สวัสดีคุณเปรมประกิตติ์ มาทำอะไรครับ” จ่าตะวันทักทาย
   
“ผมอยากรู้ว่าตำรวจสืบไปถึงไหนแล้ว” เฟลมบอก
   
“อืม คุณมาได้จังหวะมาก อีกเดี๋ยวเราจะลงพื้นที่กันพอดี”
   
“จริงเหรอ ผมไปด้วยได้ไหม” เฟลมถามอย่างตื่นเต้น
   
“อ่า... คุณต้องไปขอหมวดรักษ์ ถ้าหมวดอนุญาตก็ไปได้”
   
“เขาอยู่ไหน”
   
“ในห้อง” จ่าตะวันชี้ไปที่ฝั่งหนึ่งของโรงพัก เฟลมพยักหน้าขอบคุณแล้วเดินตรงไปยังห้องนั้นโดยไม่รอช้า
   
ความร้อนใจบวกกับประตูไม่ได้ล็อกทำให้หนุ่มหล่อเปิดเข้าไปโดยไม่ได้เคาะ แล้วก็ตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้าคือหมวดรักษ์กำลังยืนจัดเอกสารในตู้โดยมีผู้ชายตัวสูงอีกคนยืนประกบข้างหลังและกอดหมวดนัวเนีย ท่าทางล่อแหลมเหมือนเตรียมพร้อมจะแสดงฉากติดเรท ถ้าเฟลมไม่เข้ามาขัดจังหวะซะก่อน อดีตนายแบบอึ้งตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก ฝ่ายเจ้าของห้องและแขกก็เช่นเดียวกัน กว่าจะได้สติก็ผ่านไปหลายวินาที
   
“ไม่มีมารยาท ทำไมไม่เคาะประตูก่อน” หมวดพูดกับเฟลมเชิงตำหนิ เดินออกจากมุมนั้นด้วยท่าทางนิ่งเป็นปกติ
   
“ใครกันแน่ไม่มีมารยาท นี่มันสถานที่ราชการ ทำไมถึงทำเรื่องบัดสีได้ลงคอ ผมชักจะหมดศรัทธาในตัวคุณแล้วสิ”

เฟลมตอบกลับอย่างเจ็บแสบยิ่งกว่า ก็ดูสิ...ขณะที่เขาร้อนรนจะเป็นจะตายเรื่องคดีถึงกับต้องโร่มาหาหมวดที่นี่ แต่กลับเจอหมวดพลอดรักกับแฟนในที่ทำงานกลางวันแสกๆ เป็นใครก็คงเสียความรู้สึก
   
“คุณก็เห็นว่าผมยืนเฉยๆ” หมวดอ้าง “เขาต่างหากที่เข้าหาผม”
   
หมายถึงชายร่างสูงหน้าตาดีที่ยืนอยู่ข้างหลัง
   
“แต่คุณก็ไม่ขัดขืน อืม นี่ผมคงมาขัดจังหวะใช่ไหม งั้นเชิญทำต่อเถอะ เอาให้เสร็จเลยนะ อย่าลืมล็อกประตูห้องด้วย ส่วนประชาชนที่กำลังทุกข์ร้อนอย่างผมจะถอนเรื่องแล้วไปแฉลงโซเชียล!”
   
คำพูดเหมือนประชดแต่ท่าทางเอาจริงทำให้หน้านิ่งๆ เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกทันที หมวดวิ่งไปขวางหน้าเฟลมก่อนที่เขาจะออกไปจากห้อง
   
“โอเค คุณเปรมประกิตติ์ ผมขอโทษถ้าทำให้ไม่พอใจ แต่คุณจะถอนเรื่องไม่ได้ พวกเรามากันไกลแล้ว”
   
“ก็คุณไม่ได้สนใจคดีของผมนี่! จ่าตะวันบอกว่าพวกคุณกำลังจะออกพื้นที่กันไม่ใช่เหรอ ผมเลยมาขออนุญาตคุณว่าจะไปด้วย แต่คุณกลับจู๋จี๋กับแฟนสบายใจเฉิบ! ไม่เห็นจะพร้อมทำงานตรงไหน!”
 
“ใครบอกว่าผมไม่สนใจ ใครบอกว่าผมไม่พร้อม” หมวดจ้องหน้าเขาอย่างเขม็งเคร่งเครียด “คุณมาก็ดี งั้นไปด้วยกันเลย”
   
พูดจบหมวดก็คว้าแขนเฟลมเดินออกไปจากห้องด้วยกันโดยไม่สนใจนายทหารรูปงามที่มองตามอย่างงงๆ เลยสักนิด หมวดเดินผ่านโต๊ะของจ่าตะวันก็พยักหน้าให้จ่าตามมา จากนั้นก็ออกมานอกโรงพักไปที่ลานจอดรถ พอเข้าไปนั่งรถแล้ว หมวดก็ขับออกไปทันทีโดยไม่รอใคร
   
“อ้าว ไม่รอจ่ารึไง แล้วนักสืบล่ะ ไม่ไปด้วยกันเหรอ” เฟลมถาม
   
“เดี๋ยวจ่าก็ตามมา ส่วนนักสืบไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาจะไปสถานที่นัดหมายด้วยตัวเอง” หมวดอธิบายแล้วในรถก็เงียบลง

ถึงจะออกจากโรงพักมาไกลและเวลาจะผ่านไปพอสมควรแล้ว แต่ความรู้สึกโกรธเคืองก่อนหน้านี้ในใจเฟลมก็ยังไม่หายไป ในที่สุดก็ต้องถามออกมาให้หายคาใจ
   
“ผู้ชายคนนั้นเป็นแฟนคุณเหรอ”
   
“เปล่า เพื่อนกัน” คนขับตอบ “เขาชอบเล่นลามปามทุกที คุณอย่าคิดลึกเลย ไม่มีอะไรหรอก”
   
“เพื่อนกันทำขนาดนั้นเลยเหรอ” เฟลมหัวเราะฝืดๆ
   
“เขาเป็นคนอเมริกัน เลยไม่ถือสาเรื่องพรรค์นี้”
   
“เชื่อตายล่ะ หน้าไทยซะขนาดนั้น” ว่าแล้วเบ้ปาก
   
“รู้จักคำว่าลูกครึ่งมั้ย?”
   
“แล้วไง”
   
“เขาโตที่อเมริกา เลยเล่นถึงเนื้อถึงตัวเป็นธรรมดา อีกอย่างเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก สนิทกันมากๆ แต่ไม่มีอะไรเกินเลยหรอกนะ”
   
“เชื่อก็โง่ละ” เฟลมกลอกตา
   
“งั้นก็ตามใจ”

หมวดพูดแล้วเอื้อมมือกดปุ่มเครื่องเล่นเพลง บรรยากาศตึงเครียดภายในรถจึงผ่อนคลายลงและเป็นการตัดบทการสนทนาโดยปริยาย

เฟลมสงสัยว่าจะไปที่ไหนแต่ไม่มีอารมณ์ถาม เลยนั่งกอดอกขมวดคิ้วไปตลอดทาง ยิ่งขับนานเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลจากตัวเมืองมากขึ้น สภาพการจราจรเกือบโล่ง บ้านเรือนสองข้างทางถนนค่อยๆ บางตาลง เริ่มเข้าเขตชานเมืองจนเกือบจะออกต่างจังหวัดในอีกไม่กี่กิโลเมตรข้างหน้า สักพักหมวดก็จอดรถข้างถนนเปลี่ยว ไม่มีอะไรนอกจากทุ่งหญ้ากับป่ารก
   
“ถึงละ ลงได้” ตำรวจหนุ่มเปิดประตูลงไปก่อน “นี่คือสถานที่ที่เราสันนิษฐานว่าเคยเป็นแหล่งกบดานของโจรที่ลักพาตัวแฟนคุณ”
   
“พวกคุณรู้ได้ไง มันไกลมากเลยนะ แล้วก็ไม่เห็นจะมีบ้านคนตรงไหน” เฟลมถามด้วยความสงสัย
   
“จ่าตะวันแกะรอยจากกล้องวงจรปิดตัวสุดท้ายพบว่าโจรใช้เส้นทางลัดซึ่งจะมาโผล่ที่ถนนสายนี้ กับนักสืบทิวาที่ได้ข้อมูลว่าแถวนี้มีตึกร้างอยู่ พวกมันอาจใช้เป็นแหล่งกบดาน” หมวดอธิบาย เฟลมฟังแล้วพยักหน้าตาม
   
“งั้นก็รีบเข้าไปสิ”
   
“ยังก่อน เราไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง รอนักสืบกับจ่าตะวันตรงนี้แล้วค่อยเข้าไปพร้อมกัน”
   
ระหว่างรอเฟลมก็เดินไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ใจหนึ่งเป็นห่วงว่าแสงเทียนจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ภายในเงื้อมมือโจร อีกใจก็โกรธแค้นโจรคนนั้นจนอยากจะเข้าไปข้างในตึกแล้วลากคอมันมากระทืบให้ตายคาตีนโดยไว
   
สิบนาทีต่อมานักสืบทิวาก็มาถึงด้วยรถลีมูซีนสุดหรู เมื่อจอดแล้วคนขับรถก็เปิดประตูให้ราวกับคุณชายใหญ่ของตระกูลสูงศักดิ์ ทำเอาหมวดและเฟลมมองตาโต
   
หมวดหริรักษ์แม้จะรู้อยู่แล้วว่านักสืบคนนี้ไม่ธรรมดา เป็นถึงทายาทมหาเศรษฐี แต่ก็อดทึ่งไม่ได้กับความหรูหราโอ่อ่าของนักสืบหนุ่ม ส่วนเฟลมไม่ต้องพูดถึง... อึ้งจนอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้าง เหมือนไม่เคยเห็นคนรวยขนาดนี้มาก่อน คิดว่าถ้าตนรวยขนาดนี้คงไม่มาทำงานเป็นนักสืบหรอก ปวดหัวตาย ไปทำอย่างอื่นที่สบายๆ ดีกว่า
   
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมาจ่าตะวันก็มาถึงด้วยรถตำรวจ พอครบทีมแล้วทั้งสี่ก็เข้าไปในทางเดินลูกรังที่ติดกับถนนเส้นนั้น หมวดรักษ์เดินนำหน้าสุด ตามด้วยนักสืบทิวา จ่าตะวัน และเฟลมประกบท้าย ทางเดินสู่ตึกร้างเป็นเส้นตรงยาวประมาณสามร้อยเมตร สองฝั่งซ้ายขวาเป็นป่าหญ้ารกสูง มองตรงไปเห็นดงกล้วยทึบ และส่วนบนของตึกสีดำโผล่พ้นดงกล้วยขึ้นมา แค่เห็นก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวประหนึ่งดงผีสิง
   
“มีรอยล้อรถด้วย แปลว่ามีคนเข้าออกที่นี่” หมวดรักษ์มองที่พื้นถนนแล้ว “ทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์”
   
“ผมก็แน่ใจว่าโจรอยู่ที่นี่” นักสืบบอก
   
“โทรเรียกกำลังเสริมดีไหมครับหมวด” จ่าตะวันเสนอ
   
“อย่าเพิ่ง รอให้เห็นแน่นอนก่อนดีกว่า ผมกลัวโจรจะไหวตัวทัน ยิ่งมันมีตัวประกันคือคุณแสงเทียนด้วยแล้ว ถ้ามันทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” หมวดรักษ์พูด คนที่ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยตามนั้น
   
บัดนี้ทั้งสี่มาถึงหน้าตึกแล้ว สภาพตึกเก่าแก่ทรุดโทรมมาก เนื่องจากถูกทิ้งร้างมานานเกือบสิบปีทำให้พวกเขาอดนึกถึงฉากในหนังสยองขวัญหรือหนังฆาตกรรมไม่ได้จริงๆ
   
“เอาล่ะ เราจะแยกย้ายกันไปคนละที่ ตึกนี่มีสามชั้น นักสืบทิวาตรวจชั้นหนึ่ง จ่าตะวันชั้นสอง ส่วนผมชั้นสาม ตามนี้” หมวดรักษ์สั่ง
   
“รับทราบ” นักสืบและจ่ารับคำพร้อมกัน จากนั้นก็แยกกันไป
   
“แล้วผมล่ะ” เฟลมชี้ตัวเอง
   
“อยากลุยข้างในหรือดูต้นทางข้างนอก” หมวดถามกลับ
   
“ไปกับคุณดีกว่า...อยู่คนเดียวไม่ปลอดภัย”

หนุ่มหล่อบอก เผลอแสดงสีหน้าหวาดกลัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งโกรธทั้งแค้นแทบบ้า แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับกลัวอย่างช่วยไม่ได้
   
นักสืบทิวาส่งสัญญาณมาที่เครื่องสื่อสารของหมวดรักษ์
   
[หมวดครับ ทางด้านหลังตึกมีช่องร้าวขนาดใหญ่ น่าจะเป็นทางเข้าออกของโจร หมวดเข้ามาทางนั้นเลยนะครับ ตอนนี้ผมอยู่ข้างในแล้ว ชั้นหนึ่งไม่มีสัญญาณของวัตถุต้องสงสัยและไม่มีคนอยู่ แต่ผมจะตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง ส่วนจ่าตะวันกำลังขึ้นไปชั้นสอง]
   
“รับทราบ”

หมวดรักษ์ตอบกลับ ก่อนจะเดินไปที่ด้านหลังตึกพร้อมกับเฟลมที่เกาะแขนแน่น ทั้งคู่ลอดรูเข้ามาข้างในตัวตึกเป็นที่เรียบร้อย สภาพข้างในที่เห็นทำให้หดหู่ยิ่งกว่าที่เห็นภายนอก... คือมืดมาก มีแค่แสงเล็ดลอดเข้ามาตามรอยแตก กลิ่นเหม็นอับจากขยะกับซากสัตว์ตายลอยคละคลุ้งไปหมด พื้นและผนังเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม สภาพยากที่จะเชื่อว่ามีคนอาศัยอยู่
   
หมวดรักษ์เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ระหว่างนั้นมือก็ถือปืนข้างหนึ่ง สาดส่องไฟฉายข้างหนึ่ง ใช้สายตาระมัดระวังไปด้วย เฟลมหลบอยู่ข้างหลังหมวดที่ตัวเล็กกว่าเสมือนหมวดเป็นที่กำบัง จนกระทั่งขึ้นมาถึงชั้นสามหมวดก็เดินต่อไปบนทางเดินที่เงียบสงัด
   
ห้องแต่ละห้องไม่ได้ล็อก ประตูเปิดอ้าให้เห็นข้างใน บางห้องยังมีข้าวของที่บ่งบอกว่าเคยมีคนอาศัยอยู่ อย่างเช่นเตียง ตู้ เครื่องใช้ไฟฟ้า  เสื้อผ้า ฯลฯ แต่สภาพใช้การไม่ได้แล้ว ดูไปดูมาอย่างกับบ้านผีสิงในรายการคนอวดผีไม่มีผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่เขาและหมวดอยู่กันตอนนี้ มีแต่ตุ๊กตาพอร์ชเลนประมาณสิบกว่าตัววางเรียงกันอยู่ในตู้โชว์ สายตาของพวกมันจ้องมองมาที่ผู้บุกรุกทั้งสองนายเป็นเป้าเดียว เฟลมกลืนน้ำลายลงคอดังอึก ขนลุกซู่อย่างไม่มีสาเหตุ แต่หมวดรักษ์ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด สีหน้านิ่งๆ มึนๆ เช่นเคย
   
“ห้องนี้ดูเรียบร้อย คงเป็นของเด็กผู้หญิง โจรไม่น่าจะใช้ห้องนี้หรอก” หมวดวิเคราะห์ด้วยดวงตาเนิบๆ เหมือนจู่ๆ ก็ง่วง “ยังเหลืออีกหลายห้อง ผมว่าเราแยกกันดีกว่า คุณไปดูห้องฝั่งตรงข้ามให้หมดเลยนะ ถ้าเจออะไรผิดปกติ ให้ตะโกนดังๆ ผมจะเข้าไปช่วย”
   
“อะไรนะ!” เฟลมถามอย่างไม่เชื่อหู “จะให้ผมไปตรวจคนเดียวเหรอ”
   
“ใช่”
   
“ตั้งห้าห้องเนี่ยนะ”
   
“ใช่” หมวดยืนยัน “มีปัญหาอะไร”
   
“ทำไมถึงต้องแยกกัน ถ้าเกิดผมเจอ...อะไร...เข้าล่ะ”
   
“ผี?” หมวดเลิกคิ้ว
   
เฟลมเสียววูบเมื่อได้ยินคำนั้น “...เอิ่ม”
   
“ถูกผีหลอกกับช่วยแฟน คุณจะเลือกอะไร”
   
ขมวดคิ้วอย่างคิดไม่ตก “ก็ต้องช่วยแฟนดิ”
   
“งั้นก็ไปซะ ไหนๆ ก็มาด้วยแล้ว ผมอยากให้คุณช่วยมากกว่าเป็นภาระ” หมวดโบกมือไล่แล้วผลักหลังเฟลมออกไปจากห้อง

มือของชายหนุ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าขาวซีดด้วยความหวาดหวั่น แต่ก็แข็งใจเปิดประตูสำรวจห้องที่เหลืออยู่ เฟลมใช้มือถือส่องทางแทนไฟฉาย... ห้องแรกโล่ง ไม่มีข้าวของ ไม่มีร่องรอยใดๆ เขาจึงรีบออกไปห้องถัดไป
   
ห้องที่สองทำให้เฟลมขนลุกอีกครั้ง เพราะผนังห้องเต็มไปด้วยรอยเลือด ข้าวของในห้องก็กระจุยกระจาย โคมไฟแตก เตียงหัก แค่มองเผินๆ ก็รู้ว่าก่อนร้างต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ๆ อาจจะเป็นสามีภรรยาทะเลาะกัน ฆ่ากันตายก็เป็นได้
   
เฟลมสลัดหัวไล่ความกลัวก้าวเข้าไปในห้องที่สาม ห้องนี้ค่อนข้างรก พื้นเต็มไปด้วยเศษขยะพวกถุงขนม ถุงอาหาร เฟลมสังเกตว่ามันเป็นยี่ห้อใหม่ที่เพิ่งโฆษณาไม่นานนี้เอง
   
เขาหันไปมองข้างผนังแล้วก็ตกใจจนแทบจะร้องตะโกนลั่นเพราะเห็นใบหน้าคนมีแสงส่องจากใต้คาง แต่ก็ตั้งสติได้และพบว่ามันคือกระจกสะท้อนหน้าเขาเอง ชายหนุ่มปาดเหงื่อแล้วสำรวจต่อ เจอเศษผ้าฉีกและกระดาษทิชชู่เปื้อนคราบสีเข้มคล้ายเลือด กลิ่นก็เหมือนเลือด
   
เฟลมใจหาย... นี่แสดงว่าเคยมีคนอยู่ที่นี่จริงๆ แล้วเลือดนี่อาจจะเป็นของแสงเทียน
   
นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยอีก เฟลมย้ายไปยังห้องถัดไปอย่างไม่รอช้า ความกลัวของเขาเปลี่ยนเป็นความร้อนรนแทน เขามีความหวังว่าแสงเทียนอาจจะอยู่ห้องถัดไป ถัดไป หรือถัดไปใกล้ๆ นี้
   
ห้องที่สี่ไม่มีอะไร มีเพียงกลิ่นอาหารลอยอยู่ในอากาศแทรกมากับกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นคล้ายชีส ไก่ทอด ผสมซอสมะเขือเทศ... ย้ำให้เฟลมรู้ว่าต้องมีคนอยู่ในห้องก่อนหน้าเมื่อไม่นาน
   
เขาไปห้องที่ห้า แต่ตอนจะเปิดประตูกลับพบว่ามันมีกุญแจล็อกเอาไว้ ชายหนุ่มเอะใจ กำลังจะเดินกลับไปหาหมวดรักษ์ แต่หมวดออกจากห้องอีกฝั่งมาพอดี
   
“ฝั่งผมไม่มีอะไรน่าสงสัย ฝั่งคุณล่ะ” หมวดถาม
   
“ห้องที่สามกับสี่น่าจะมีคนอยู่ ผมเจอถุงอาหารในนั้น” เฟลมบอก “แต่ห้องที่ห้านี่ มันล็อก”
   
หมวดมองลูกบิดของห้องนั้นแล้วขมวดคิ้วตาม “คุณแสงเทียนอาจจะอยู่ในนั้น”
   
“!!!” เฟลมสะดุ้ง
   
“โจรก็อาจจะอยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน แต่เราจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ” หมวดพูดแล้วยกปืนขึ้น เล็งไปที่ประตู “คุณแสงเทียน! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมมาช่วยคุณ ถ้าคุณอยู่ในนั้น กรุณาส่งเสียงตอบด้วย!”
   
หมวดพูดเสียงดังจนได้ยินก้องไปทั้งชั้น แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
   
“เขาอาจถูกมัดปากไว้ก็ได้” เฟลมว่า “พังเข้าไปเลยดีกว่า! ผมรอไม่ไหวแล้ว!”
   
“อย่าโง่น่ะ” หมวดมองเฟลมด้วยหางตา ก่อนจะยิงปืนไปที่ลูกบิดหนึ่งนัด สองนัด สามนัด แล้วกุญแจก็หลุด ประตูก็เปิดออก
   
“แสงเทียน!!!!!” เฟลมโผเข้าไปในห้องด้วยความหวัง แต่สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่า มันทำให้เขาเข่าอ่อนทรุดตัวลงกับพื้นทันที หมวดรักษ์เข้ามาข้างใน กวาดสายตามองรอบๆ และสะดุดใส่คราบอะไรบางอย่างที่สะท้อนบนพื้น เขานั่งลงข้างๆ เฟลมแล้วมองมันอย่างพินิจ
   
“นี่มัน...” หมวดขมวดคิ้ว ก้มหน้าลงไปใกล้สิ่งต้องสงสัย
   
“อะไร...” เฟลมถาม
   
“คราบเลือด” หมวดบอก “กับคราบน้ำอสุจิ”
   
“คุณรู้ได้ยังไง” ชายหนุ่มใจหายวาบ
   
หมวดหรี่ตา “นี่ไม่ใช่คดีแรกที่ผมรับผิดชอบ จะบอกว่าผมเจอคราบแบบนี้แล้วเป็นพันๆ ครั้ง ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคืออะไร”
   
ไม่นะ... อย่าเป็นอย่างนั้น...อย่าทำแสงเทียน!
   
หมวดกรอกเสียงลงในวิทยุสื่อสารทันที “นักสืบทิวา กรุณาขึ้นมาชั้นสามห้องในสุดด่วน ผมต้องการให้คุณช่วย”

[รับทราบครับหมวด]
   
ครู่เดียวนักสืบก็มาถึง ส่วนจ่าตะวันที่ค้นชั้นสองไม่พบสิ่งต้องสงสัยจึงไปสำรวจบริเวณรอบตึกแทน พอนักสืบมาถึงแล้วหมวดก็บอกเขา
   
“ช่วยตรวจสอบห้องนี้ที ผมอยากรู้ว่ามีใครเคยอยู่บ้าง”
   
นักสืบใช้กล้องอินฟาเรดส่องที่กลอนประตูฝั่งในห้อง พบรอยนิ้วมือจำนวนมาก เขาโปรยผง เก็บลายนิ้วมือ และสแกนเข้าเครื่องตรวจสอบประมวลผลว่าเป็นของใคร ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีก็ได้ชื่อออกมาสองคนคือนายอติศร แซ่อู๋ แต่อีกชื่อ...
   
“แสงเทียน สว่างช่วงโชติ”

นักสืบบอก นั่นทำให้เฟลมหัวใจแทบสลาย
   

ชัดเจน... สองคนนั้นอยู่ในห้องนี้ด้วยกัน

   
หมวดรักษ์ยังคงสงสัย ชี้ให้นักสืบดูคราบที่เลอะพื้น นักสืบดูด้วยสายตา ไม่ใช่เครื่องมือช่วย ก็สามารถบอกได้เลยทันที

“นี่คือน้ำอสุจิ แสดงว่ามีการร่วมเพศเกิดขึ้นในห้องนี้ และมันก็คงเป็นนายอติศรกับแสงเทียนนั่นเอง”

เฟลมรู้สึกเหมือนหัวใจถูกเหยียบอย่างรุนแรงจนไม่อยากฟังต่อ
   
“ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการข่มขืน ถึงได้เลือดตกยางออกแบบนี้” หมวดรักษ์พูด และวิทยุก็ดังขึ้นอีกครั้ง มาจากจ่าตะวัน “ว่าไงจ่า”
   
[หมวดครับ ผมเจอกองขี้เถ้ากองเบ้อเริ่มด้านหลังตึก คาดว่าพวกโจรน่าจะเผาหลักฐานต่างๆ ก่อนหนีไปที่อื่น คงไม่เกินระยะวันสองวันนี้เอง เพราะดินตรงที่ถูกเผายังอุ่นอยู่เลย อ้อ แล้วก็มีรอยรถยนต์สี่ล้อออกไปทางข้างหลังด้วยครับ]
   
“อืม อย่างนี้เอง ขอบใจมาก ทางนี้ก็ได้เรื่องเหมือนกัน คุณช่วยขึ้นมาสมทบกับพวกเราที”
   
[รับทราบครับ]
   
การรายงานของจ่าตะวันทำให้ทราบว่าพวกโจรได้หนีไปแล้ว เฟลมรู้สึกเจ็บใจและเสียใจจนทนไม่ไหวต้องร้องไห้ออกมาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งสองนายอย่างหมดท่าไม่กลัวเสียฟอร์ม
   
“บ้าชิบ อีกนิดเดียวแท้ๆ...”

เฟลมยกมือขึ้นกุมขมับ ก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนพื้นตรงที่แสงเทียนเคยถูกทารุณกรรม ยิ่งรู้ยิ่งเห็นว่าคนรักถูกกระทำอย่างนี้ ยิ่งตอกย้ำให้หัวใจของเฟลมยิ่งเจ็บ

แสงเทียนถูกโจรทำร้ายก็เพราะเขา... เขารับรู้ได้ถึงความเสียใจของแสงเทียนที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในอากาศของห้องเล็กๆ สกปรกๆ นี่... แสงเทียนคงจะร้องไห้ เสียขวัญ ดิ้นรนเพื่อจะหนีจากไอ้โจรสารเลวนั่น แต่จะหนีไปได้ไหม? หรือจะถูกโจรฆ่า หรือโจรจะพาแสงเทียนหนีไปที่ใหม่ด้วย?


เขาไม่รู้เลย...


เจ้าหน้าที่สามนายคุยกันอีกครู่หนึ่ง แต่เฟลมไม่ได้สนใจสักนิด เขาก้มหน้าร้องไห้อยู่บนพื้นจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายนาที หมวดรักษ์ก็ฉุดให้ลุกขึ้น

“พอเถอะคุณเปรมประกิตต์ เอาแต่ร้องไห้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”

“ใช่สิ... คุณไม่ได้เสียคนรักไปแบบผมนี่!”

เฟลมเผลอตะโกนเสียงดังใส่หน้าหมวดอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่หมวดยังคงนิ่ง ไม่กระทบกระเทือนแต่อย่างใด

“ไม่ต้องเสีย ผมก็รู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน” หมวดพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“...ขอโทษ” เฟลมหันหน้าไปทางอื่นด้วยความละอายใจ “ผม...ผมแค่เป็นห่วงแสงเทียน”

“พวกเราก็ห่วงเหมือนกัน และสัญญาว่าเราจะตามหาเขา ช่วยเขากลับมาให้ได้”

หมวดพูดด้วยความหนักแน่นจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ดวงตามึนเบลอกลายเป็นประกายกล้าแบบที่เฟลมไม่เคยเห็น ทำให้อึ้งไป หัวใจที่เจ็บช้ำของเขา เหมือนกับได้พลังใหม่จากประโยคนั้นของหมวด...

“ภารกิจต่อไป จ่าตะวัน คุณช่วยประสานกับกรมขนส่ง สืบหาการเดินรถบนถนนสายนี้ช่วงหนึ่งถึงสองวันก่อนหน้า ว่ามีรถหรือบุคคลต้องสงสัยบ้างหรือไม่”

“รับทราบครับ”

“ส่วนนักสืบทิวา สืบหาแหล่งที่อาจเป็นแหล่งกบดานของโจรภายในรัศมีหนึ่งร้อยกิโลเมตร คงต้องประสานกับสน. เขตใกล้เคียงหรือจังหวัดรอบๆ ด้วย”

“รับทราบครับ”

“ผมจะเก็บหลักฐานในตึกนี้กลับไปตรวจสอบอีกที และอาจต้องมาที่นี่อีกเผื่อได้หลักฐานเพิ่ม วันนี้พอแค่นี้ก่อน นี่ก็ค่ำแล้ว แยกย้ายกันกลับได้”
จบคำของหมวดรักษ์ภารกิจก็เสร็จสิ้นลง แต่ความจริงที่พวกเขาค้นพบ เพิ่งจะเริ่มหลอกหลอนเฟลมทุกลมหายใจนับจากนี้




ทั้งสี่ออกจากตึกแล้วแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท นาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่ม

“ผมจะไปส่งที่บ้าน”

หมวดบอกเฟลม ก่อนจะเปิดเพลงฟัง ทำให้ภายในรถไร้ซึ่งบทสนทนา แต่เฟลมก็ไม่อยากมีอยู่แล้ว เขารู้สึกเศร้าเสียใจหมดอาลัยตายอยากจนไม่มีอารมณ์จะเสวนากับมนุษย์หน้าไหนทั้งสิ้น

แต่ความห่อเหี่ยวก็เป็นอันต้องสลายกลายเป็นความหวาดผวาเข้ามาแทนที่ เมื่ออยู่ดีๆ หมวดก็ขับรถเบี้ยวเข้าใกล้เลนของอีกฝั่งซึ่งเป็นทางที่วิ่งสวนกันมากขึ้นๆ

เท่านั้นไม่พอ ข้างหน้ายังมีรถสิบล้อวิ่งใกล้เข้ามาอีก!!!!!

“เฮ้ย หมวดๆๆๆๆๆๆ!!!” เฟลมเขย่าแขนหมวดให้อีกฝ่ายได้สติ แต่ไม่เป็นผล

ปี๊นนนนนนนน!!!

ควั่บบบบบบ!

เฟี้ยววววว

เอี๊ยดดดดดดด!!!!!


มันเกิดขึ้นเร็วมากแบบไม่น่าเชื่อ... ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดมาได้!

เฟลมหมุนพวงมาลัยหักหลบรถสิบล้อได้อย่างเฉียดฉิวชนิดที่ถ้าปล่อยไปอีกซักห้าวินาทีทั้งคู่คงถูกบดเละ พอหักหลบได้แล้วก็เอาขายัดเข้าไปที่ฝั่งคนขับเหยียบเบรกมิดเท้าจนรถตวัดเป็นวงกลมหมุนคว้างอยู่กลางถนนสามรอบ... ดีที่ไม่มีรถคันไหนวิ่งมา ไม่งั้นอาจชนซ้ำ พอรถหยุดหมุน เฟลมก็แทบอ้วก แต่แปลกที่หมวดมึนกลับนั่งนิ่งเป็นหุ่น

“ขับรถบ้าอะไรของคุณเนี่ย!!!” เฟลมตะโกนอย่างโมโหจัด อยากจะซัดหมัดใส่หน้าหมวดให้หายมึนจริงๆ

แต่...

ฟุ่บ!

หมวดคอพับ หลับไปซะงั้น

“อะไรวะ! หลับในเหรอ!” เฟลมหัวเสีย เปิดประตูลงจากรถแล้วไปอีกด้านซึ่งเป็นที่นั่งคนขับ ดันตัวหมวดไปนั่งเบาะข้างๆ อย่างลำบากลำบน แล้วตัวเองก็เป็นคนขับแทน

ฟุ่บ!

เฟลมสะดุ้ง เพราะหัวของหมวดเปลี่ยนมาซบลงที่ไหล่ของเขา ชายหนุ่มผลักไปไกลๆ แต่พอขับไปหัวหมวดก็ซบลงที่เดิมอยู่ดี ก็เลยปล่อยเลยตามเลย คิดซะว่าช่างหัวหมวดเถอะ

ขับมาจนเกือบถึงบ้านแล้วก็นึกขึ้นได้...อยู่ในสภาพนี้ จะเอาไงกับหมวดดีล่ะ? หรือจะพาไปส่งบ้าน แต่บ้านหมวดอยู่ไหน? หรือจะไปส่งที่สน. เอ่อ... แล้วตัวเขาจะกลับยังไง กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้พกมา นั่งแท็กซี่กลับเองก็ไม่ได้


ไหนๆ ก็ช่วยผมมาเยอะแล้ว คืนนี้นอนบ้านผมก็แล้วกัน





เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผู้พันแฮมิลทันเพิ่งขับชอปเปอร์สวนกับรถตำรวจของหมวดรักษ์ เขาแปลกใจที่เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นเจ้าทุกข์ขับรถของหมวดรักษ์ ส่วนหมวดก็หลับ...

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ทนความสงสัยไม่ไหวจึงขับตามไปด้วยความรู้สึกหวั่นๆ กลัวว่าสองคนนั้นจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล

และภาพที่เห็นตอนนี้ ก็พอจะอธิบายหลายๆ อย่างได้

รถของหมวดรักษ์จอดอยู่หน้าอพาร์ตเม้นต์แห่งหนึ่ง จากนั้นชายหนุ่มหล่อก็เปิดประตูรถจากด้านคนขับ เดินอ้อมไปเปิดประตูอีกด้านแล้วโอบเอวหมวดออกจากรถ ก่อนจะเดินประคองกันเข้าไปในตึก โดยหมวดซบไหล่ชายหนุ่ม ท่าทางออดอ้อนแบบที่ผู้พันไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้พันได้แต่มองทั้งสองคนเดินด้วยกันอย่างแนบชิดกระทั่งหายไปจากสายตา

“ดาร์ลิ้ง...”

หัวใจเข้มแข็งของชายชาติทหาร บัดนี้พังทลายลงด้วยคำสั้นๆ อย่าง ‘ความรัก’ จนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี...



TBC >>>>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23-11-2018 22:31:49 โดย Blackmamba »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-8

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
โจรอู๋ติดหนี้ใครจนต้องมาเป็นโจร
 :pig4:

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 763
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว แอบลุ้นตอนต่อไป

 :pig4:

 :katai2-1:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2607
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
พี่โจรดาเมจแรงมาก

ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 103
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ทำไมความสัมพันธ์มันซับซ้อนแบบนี้ เลือกลงเรือไม่ถูกเลยค่ะ .....

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0

12
ผัวโจร NEW VERSION

 

               อีกด้านหนึ่ง

               โจรอู๋รับน้องคนใหม่ล่าสุดของแก๊งด้วยภารกิจบ้าดีเดือดพอๆ กับการเอาคอไปพาดเขียง นั่นคือการเข้าร่วมขบวนการ ‘ค้าของเถื่อน’ โดยมีเจ้าสัวที่รวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศคนหนึ่งเป็นหัวหอก เบื้องหน้าเปิดบริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเล แต่เบื้องหลังเป็นแหล่งซื้อขายวัตถุโบราณผิดกฎหมายระดับข้ามชาติ

               อู้หู...แค่งานแรกมันก็เล่นกูซะแล้วครับ!

               ตัวโจรอู๋ปลอมเป็นนักธุรกิจอเมริกันที่ทำงานในไทย ชื่อเคล แฮร์ริส เจฟเฟอร์สัน ส่วนผมเป็นเลขาฯ ของมัน ชื่อแสงโสม (อเล็กซ์ปลอมประวัติให้ แม่ง...ตั้งชื่อลูกพี่ตัวเองซะดูดี แต่กูนี่เมาหึ่งเชียว!)

               ความที่เป็นงานช้าง โจรอู๋เลยประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย มันเตรียมตัวดีเป็นพิเศษ เริ่มจากแปลงร่างเป็นฝรั่ง อันนี้ไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะแต่เดิมมันก็รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวจัด โครงหน้าชัด จมูกโด่งเป็นสันคม เหมือนชาวตะวันตกอยู่แล้ว แค่ย้อมผมสีทองกับใส่คอนแท็กเลนส์สีฟ้า ก็พร้อมแหกตาชาวโลกทุกคนเหมือนที่มันหลอกผมเมื่อเช้าได้เลย

              หล่อครับ เนียนครับ

              แต่...

              “มึงมีหมายจับอยู่ไม่ใช่เหรอ แทนที่จะทำตัวไม่ให้เป็นเป้าสายตา ดันปลอมซะเด่นกว่าเดิม ออกไปข้างนอกกูว่าคนคงมองกันทั้งถนน”

             ผมบอกเพราะหมั่นไส้ ไม่ใช่เป็นห่วง แต่มันกลับยักไหล่ไม่แคร์

              “แล้วมีตรงไหนเหมือนโจรอู๋คนเก่ามั้ยล่ะ”

              “ก็...ไม่”

             “ใช่มะ” บังอาจขยิบตาให้อีก “จริงๆ เอ็งควรดีใจนะ ที่มีผัวหล่อไว้อวดชาวบ้าน”

             “ผี!!!”   

             แต่แค่ปลอมเปลือกนอกยังไม่พอ มันให้อเล็กซ์สร้างประวัติปลอมๆ อย่างแนบเนียนแลกกับค่าจ้างหลักแสน (แอบได้ยินพวกมันคุยกันน่ะ) เพราะเจ้าสัวย่อมต้องสืบประวัติผู้ร่วมหุ้นอย่างละเอียดถึงรากเหง้าอยู่แล้ว รวมถึงค้นหาข้อมูลของวัตถุโบราณกว่าสิบชิ้นที่มันมีในครอบครอง (จริงๆ คือขโมยมา) อย่างลึกซึ้งทุกแง่มุม เพื่อนำไปโน้มน้าวใจเจ้าสัวยอมให้มันร่วมหุ้นด้วย พูดเลยว่าคราวนี้มันวางแผนรัดกุมสุดๆ ไม่มีช่องโหว่ตรงไหนให้เจ้าสัว หรือกระทั่งตำรวจ จับผิดได้เลย

               ที่น่าตกใจคืออะไรรู้ไหมครับ?

               คือผมรู้สึกชื่นชม แทนที่จะต่อต้านมันเนี่ยสิ

               แย่ชิบ นี่คือสิ่งที่ผมกลัวอันดับหนึ่งเลย กลัวถูกมันล้างสมอง มองชั่วเป็นดี...ไม่ได้การละ ผมต้องหาทางหนีให้เร็วที่สุดตามจุดประสงค์เดิม ก่อนที่จะถลำลึกถอนตัวไม่ขึ้น กลายเป็นคนชั่วทั้งตัวทั้งใจเหมือนมัน

               แต่อะไรๆ ก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมีปืนเหน็บเอว

               แล้วก็ไม่ใช่แค่มัน ชายฉกรรจ์ทุกคนในห้องประชุมลับของบริษัทนั้น ต่างก็พกปืนสั้นกันถ้วนหน้า คงมีแต่ผมคนเดียวที่หน้าใสใจซื่อมือสะอาด จะเอาอะไรไปสู้ ฉะนั้นแผนการหนีจึงต้องพับไว้ก่อน...

               ผมและโจรอู๋ไปถึงที่หมายตอนเที่ยง และมันก็ทำให้ผมอึ้งถึงขั้นอ้าปากค้างแทบจะยานไปแตะส้นตีน

                แม่ง-พูด-อิ้ง-โคตร-เทพ

               คำศัพท์เฉพาะทางธุรกิจเอย สำนงสำเนียงเอย ชัดซะจนหลับตาฟังนึกว่าเจ้าของภาษามาเอง พูดคล่องรัวๆ เป็นกระสุนปืนกล ไร้แววเคอะเขินแม้แต่นิด เหมือนเกิดมาในครอบครัวนักธุรกิจที่ฟังพ่อแม่พูดกรอกหูตั้งแต่อยู่ในท้อง และทำสิ่งเดียวกันนี้มาตลอดชีวิต คือแบบ...มึ๊ง!!! มึงใช่คนๆ เดียวกับที่คิดว่ากูเป็นตุ๊กตายางเมื่อวันแรกจริงๆ เหร๊ออออ

              ที่จริงผมสงสัยตั้งแต่ตอนที่มันพูดอังกฤษใส่เมื่อเช้าแล้ว แต่นั่นแค่คำศัพท์ทั่วไปไง ใครก็พูดได้ แต่ศัพท์ที่มันพูดตอนนี้ เรียกได้ว่าถ้าผมเป็นพจนานุกรมก็ระดับอนุบาล ส่วนมันอ่ะระดับอ็อกซ์ฟอร์ด กูแปลไม่ออกสักคำเลยครับ รึว่าโจรอู๋คือร่างปลอมของมันกันแน่? ชักงงแล้วเด้อ!

              ดีนะที่เจ้าสัวมีล่ามไว้แปลให้ เพราะยังมีคนอื่นๆ ในห้องที่คงไม่เข้าใจภาษาอังกฤษระดับแอดว้านซ์ ผมเลยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

              อึ้งกับสกิลของไอ้โจรได้ไม่นานก็กลัว เพราะถูกเจ้าสัวซักประวัติชนิดเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจะต้องอาย ตัวผมไม่เท่าไหร่เพราะเป็นแค่เลขาฯ แต่ไอ้โจรเนี่ยสิ โดนสอบจนหน้ามืด ถามกระทั่งว่าบรรพบุรุษคือใคร แล้วนามสกุลเจฟเฟอร์สันนี้มาจากทางไหน ไอ้โจรก็เก็บได้ทุกเม็ด บอกสืบเชื้อสายมาจากทอมัส เจฟเฟอร์สัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ฟังดูบ้าแต่หลักฐานมีนะครับ อเล็กซ์แม่งลงทุนสร้างแผนผังการสืบวงศ์ตระกูลขึ้นมาเลยอ่ะ ทำเป็นเล่นไป พีคสุดอะไรสุด เจ้าสัวเลยให้ผ่าน (เอาจริงแกก็คงถามไปงั้นๆ ใครมันจะมีเวลามานั่งไล่เรียงโคตรเหง้าคนอื่นวะ?)

            ด่านต่อไปโดนถามเรื่องธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ผมไม่รู้ว่าเส้นสายของมันทำงานอะไร แต่ไอ้ธุรกิจที่โจรอู๋นำมาแอบอ้างดันมีอยู่จริง เจ้าของก็คือมิสเตอร์เคลจริงๆ เป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่งก่อตั้งไม่นาน ทำให้ผมเกิดความสงสัยว่า...เส้นสายคนนั้นลงทุนตั้งบริษัทให้ไอ้โจรหรือเปล่า ไม่ก็ให้ไอ้โจรเป็นหุ่นเชิด? ถ้าเป็นงั้นจริงผมว่ามันกับเส้นสายคงสนิทกันในระดับสูงสุดของกราฟความสัมพันธ์ของมนุษย์เลยล่ะ

          อยากรู้นักว่าเป็นใคร จะถามก็ไม่กล้า ต้องรอออกไปข้างนอกก่อน

          ด่านสุดท้ายคืองานขายของเถื่อน ไอ้โจรโชว์รูปถ่ายงานศิลปะที่มันขโมยมาจากบ้านคนโน้นคนนี้ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา (แต่ตอแหลว่าซื้อจากตลาดมืด) ให้เจ้าสัวดู เจ็ดชิ้นเป็นภาพวาดจากปลายพู่กันศิลปินแห่งชาตินามอุโฆษผู้ล่วงลับ อีกสามชิ้นเป็นรูปปั้นสมัยทวาราวดี มูลค่ารวมกันแล้วกว่ายี่สิบล้านบาท ทีแรกผมสงสัยว่าตั้งยี่สิบล้านไม่พอหรือไง ทำไมมันต้องมาขายต่อให้เจ้าสัว ก็รู้ว่าเจ้าสัวมีพันธมิตรชาวต่างชาติที่จะรับซื้อต่ออีกทอดในราคาสูงเกือบเท่าตัว หรือบางรายที่อยากได้มากๆ ก็ยอมจ่ายในราคาหลายเท่า... อืม นี่เองคือเหตุผลที่มันต้องลงทุนขนาดนี้ ยอมใจทั้งโจรทั้งคนซื้อเลยครับ จัญไรไร้คำบรรยายจริงๆ

           เจ้าสัวถามซอกแซกเกี่ยวกับงานแต่ละชิ้น โดยเฉพาะที่มาที่ไป เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นของจริง หลายครั้งโจรอู๋จำข้อมูลไม่ได้ ผมก็จะคอยตอบแทน เจ้าสัวก็ดูพอใจและไม่สงสัยอะไร สุดท้ายซาตานก็นำทางโจรอู๋ให้บรรลุเป้าหมาย มันได้เซ็นสัญญาลงนามเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าสัวในที่สุด

           เราเดินกลับไปที่รถด้วยมาดนิ่งขรึม กระทั่งเข้ามานั่งข้างในเรียบร้อยแล้วก็ถอนหายใจกันจนลมแทบหมดปอด โจรอู๋ยิ้มกว้างหน้าบานลั้นลาที่งานสำเร็จ ส่วนผมสูดยาดมแรงๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ยังไม่ตาย

           นึกขึ้นได้ว่ามีคำถามจะถาม แต่มือถือของไอ้โจรดันมีสายเข้า มันมองเบอร์แล้วกดรับ และนั่นก็ทำให้ผมอึ้งจนยาดมร่วง

           แม่ง-พูด-จีน-ได้-น้ำไหลไฟดับ!!!

            ไอ้สลัด! มันพูดได้สามภาษา นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแล้วมั้ย ต่อมเผือกกูคันอยากรู้จะตายแล้วเนี่ยว่าตกลงมึงเป็นใคร พื้นเพเป็นไงกันแน่

แต่ผมก็ไม่มีโอกาสถาม เพราะมันคุยไปหัวเราะไปจนฟันบานเหงือกแห้งตลอดการเดินทาง นับแล้วก็เกือบสิบนาที

             ถึงจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ผมก็อ่านจากสีหน้าได้ว่าเจ้าตัวมีความสุขมาก...มากเกินไปจนขัดหูขัดตา ไม่อยากรู้อยากเห็น เลยนั่งหันหลังให้แม่ง เป็นความหงุดหงิดที่ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


            มันน่าไหมวะ กูร่วมเป็นร่วมตายกับมึงแท้ๆ ไม่คิดจะพูดกันซักคำ มัวแต่คุยโทรศัพท์กับใครไม่รู้อยู่นั่น ไม่เห็นหัวกูบ้างไง
 

               “เป็นไร หน้าบึ้งจัง” มันเพิ่งจะวางสาย

               “จำได้ด้วยเหรอว่ามีกูอยู่ในรถ” น้ำเสียงผมก็พาลเหวี่ยงไปกับหน้าแบบไม่ทันรู้ตัว

               “พูดงี้งอนเค้าหรอ ไม่มีไรหรอกน่า แค่เพื่อนเอง”

               “ไม่ได้งอนโว้ย!” ผมเขยิบห่างจนตัวติดประตู “จะคุยกับใครก็ช่างหัวมึง บอกทำไม”

               “ก็กลัวตัวเองเข้าใจผิดอ่ะ” มันยื่นมือมาบีบแก้มผม

               “หยุดพูดหวานๆ ซักทีได้มั้ย!”

               ผมปัดมือมันออกด้วยความรำคาญ (เปล่า...จริงๆ เขิน) ไม่ชินกับมันในร่างคนขี้อ้อนขี้อ่อยแบบนี้เลยจริงๆ ให้ตายเหอะ

                “รู้ว่าสงสัย จะไม่ถามกันหน่อยเหรอ” มันพูดยั่ว

             หงุดหงิดนะ แต่ความอยากรู้มีมากกว่า เลยยอมเสียฟอร์มก็ได้

                “อือ ถึงตอนนี้แล้วมึงน่าจะเล่าเรื่องของตัวเองให้กูฟังบ้าง เป็นใครมาจากไหน ก่อนหน้านี้ทำมาหากินอะไร ทำไมถึงมาเป็นโจร แล้วเส้นสายที่ช่วยเหลือเป็นใคร”

               “ฟังไม่ทัน” 

               “งั้นบอกประวัติส่วนตัวมาก่อน”

               “ชื่ออติศร แซ่อู๋ อายุยี่สิบสอง”

               “ไม่นับที่กูรู้อยู่แล้ว”

               “วันเกิดสิบห้ามกรา อย่าลืมซื้อของขวัญให้เค้านะ”

               “ส้นตีนกูนี่”

               “ใจร้าย”

               “เอาดีๆ อย่าให้กูโมโห กูรู้ว่ามึงไม่ใช่คนธรรมดา มึงเป็นคนมีการศึกษา อาจจะสูงกว่ากูด้วยซ้ำ ครอบครัวก็น่าจะมีฐานะ ถึงได้ซัพพอร์ตมึงให้เรียนรู้ได้เต็มที่ตั้งสามภาษา หน้าตาผิวพรรณมึงก็ไม่เหมือนคนจน คงไม่ได้เกิดในวรรณะโจรหรอก ใช่มั้ย?”

               “...” มันอ้าปากหวอ มองไปข้างหน้า กะพริบตาปริบๆ

               “ไอ้-อู๋” ผมเรียกเสียงเข้ม

               มันทำหน้ายุกยิก “เรื่องมันยาว”

               “ไม่เป็นไร มีเวลาเหลือเฟือ”

               “เรายังไม่สนิทกันมากพอที่จะเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังให้ฟังได้”

               “อ๋อเหรอ เออ แล้วแต่มึงเหอะงั้น”

                ผมเบนหน้าออกนอกหน้าต่างอย่างโคตรเซ็ง แม่งพูดมาได้ไงว่ายังไม่สนิทกัน แล้วเมื่อเช้าที่มึงเอากูสี่รอบติดคืออะไร! ทำความรู้จักเบื้องต้นงั้นเหรอ เหอะ!

               โจรมองผมด้วยสายตาประมาณว่า ‘ยอมก็ได้’ ก่อนจะเปิดปากเล่าอย่างไม่มั่นใจนัก

               “เออๆๆ เล่าก็เล่า เลิกทำหน้าบึ้งได้ละ ไม่ชอบเลย ยิ้มหน่อยเร็ว ยิ้มแล้วน่ารักกว่าตั้งเยอะ”

               “น่ารักพ่อง!”

               “อ้าว อุตส่าห์ชมยังจะมาด่า บ้ารึเปล่า”

               “จะชมก็ชมกูว่าหล่อ เท่ อะไรก็ว่าไปสิ ไม่ใช่น่ารัก!”

               “ก็เอ็งน่ารักจริงๆ”

               มันพูดหน้าตาย แต่ผมนี่อายจนหน้าเป็นสีเลือดแล้วครับ!

               ไอ้เวรนี่มันไม่รู้รึไงว่าไม่มีผู้ชายที่ไหนชมกันว่าน่ารัก ถึงผมจะหน้าตาดีอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ก็ใช่ว่าจะดีใจที่มีคนชมแบบนี้นะเว่ย

               “พูดมากอยู่ได้ จะเล่าก็เล่า” ผมตัดบท กลัวหลุดฟอร์ม

               “ประวัติส่วนตัวขออนุญาตข้ามละกัน วันหนึ่งวันใดหากข้าเลิกเป็นโจรค่อยเล่าให้ฟัง”

               “เพื่อ?”

               “เอ็งจะได้ไม่ปากโป้งไปบอกตำรวจไง” มันยักคิ้วกวนตีน ก่อนจะเล่าข้ามไปพาร์ทอื่นเฉยๆ “เรื่องเส้นสายพอจะบอกได้นิดหน่อย คือคนที่คุยโทรศัพท์ด้วยเมื่อกี้แหละ เป็นเพื่อนกัน มันเป็นคนซื้อคอนโด ข้าวของ รวมทั้งรถคันนี้ให้”

               “แสดงว่ารวยมากดิ” ผมฟังแล้วตาโต

              “ใช่ เป็นคนรวยที่ใจดีมาก”


            แล้วไป เป็นเพื่อน ไม่ใช่เสี่ยเลี้ยงอย่างที่คิดตอนแรก


               “แล้วโจรอย่างมึงเป็นเพื่อนกับคนรวยได้ไง” ผมถามจี้

               มันเงียบไปแป๊บหนึ่ง เหมือนคิดหาคำตอบอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพูดออกมา “รู้จักกันมานานแล้ว ก่อนที่มันจะรวยซะอีก”

ผมถามต่อ “เขาก็เป็นโจรเหมือนกันเหรอ”

               “เปล่า เป็นคนธรรมดา” 

               “แล้วงี้ไม่โดนหางเลขไปด้วยรึไง”

              “ไม่หรอก มันน่ะเก่งระดับเทพ ไม่ใช่แค่ปกปิดความผิด แก้ไขความพลาดให้พวกเราเท่านั้น ยังปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเองอย่างมิดชิดด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ตำรวจไม่มีทางจับได้”

               “โอ้โห พวกมึงแม่งชั่วว่ะ”

               “เสียใจด้วยนะ แต่เอ็งก็กลายเป็นคนชั่วแล้วเหมือนกัน”

               “มึงยัดเยียดให้กูเป็นหรอก” ผมถอนหายใจแรงๆ “ถามจริงเถอะ มึงต้องการเงินเท่าไหร่กันแน่ ทั้งขโมย ปล้น ต้มตุ๋นไม่หยุดหย่อนซักที”

               โจรอู๋มีสีหน้าลำบากใจ สายตามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า แววตาแสดงความเศร้าหมอง ท่าทางเหมือนไม่อยากจะบอก

               “ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” มันเอื้อมมือไปเปิดเพลงกะจะตัดบทสนทนา แต่ผมก็กดปิดทันที

               “สำคัญหรือไม่ก็ต้องบอก ในเมื่อมึงลากกูเข้ามาเป็นโจรด้วยแล้ว เพราะงั้นกูก็มีสิทธิ์รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร”

                ผมคาดคั้นไม่ลดละ จ้องใบหน้าด้านข้างอันคมสันของมันเขม็ง

               “เอ็งเป็นคนนอก ไม่ต้องรู้หรอก” มันว่า

               นั่นทำให้ผมโมโหจนหัวร้อนเกือบระเบิด

            “คำก็คนนอก คำก็ไม่สนิท แล้วที่มึงสักติดหน้าอกกูหรานี่คืออะไร! สักเล่นๆ งี้หรอ? พูดอยู่นั่นว่ากูเป็นเมีย แต่แม่งไม่ยอมให้กูรู้เหี้ยอะไรเกี่ยวกับมึงซักอย่าง แบบนี้ก็ไม่ต่างกับเมียชั่วคราวที่เช่าเป็นชั่วโมงหรอกว่ะ!”

               “......”

               “มึงทั้งยัดทั้งเยียดตัวเองเข้ามาในชีวิตกูแท้ๆ แต่พอกูขอแง้มดูตัวมึงบ้างนิดเดียวทำเป็นหวง สันดานโคตรแย่ เห็นแก่ตัว!”

               “......”

               โจรอู๋เงียบ ผมก็เงียบ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ครางหึ่ง และคราวนี้ผมเองที่กดเล่นเพลงเพื่อทำลายความเงียบ ผมไม่อยากพูดกับมันอีก พูดไปก็สองไพเบี้ย พูดไปก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง เปลืองพลังงานเปล่าๆ ให้ตายยังไงควายกับคนก็พูดกันไม่รู้เรื่อง

               เพลง Rain ของ The Script ไม่ได้ช่วยให้ความร้อนในหัวผมลดลง แถมเนื้อหาแบบคนอกหักยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ลงไปอีกต่างหาก เหลือบมองทางหางตาเห็นโจรอู๋ทำหน้าเครียด คิ้วขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากเม้มเหยียดเป็นเส้นตรง มือกำพวงมาลัยแน่นจนปลายนิ้วกลายเป็นสีขาว ผมก็คิดว่าไม่ควรตกใจ หากสิบนาทีจากนี้มันจะขับไปที่เปลี่ยวๆ แล้วเอาปืนที่เหน็บเอวออกมาเหนี่ยวเปรี้ยงใส่ผม เพราะผมตระหนักได้ว่าคำด่าเมื่อครู่แรงเอาเรื่อง และค่อนข้างแน่ใจว่าไม่เคยมีใครกล้าด่ามันแบบนั้นมาก่อน


               เอาว่ะ ไหนๆ ก็ต้องตายสักวันอยู่ดี ตายวันนี้ให้มันจบๆ ไปเลย


               “ร้อยล้าน”

               “...ฮึ? อะไรนะ”

               โจรอู๋กดปิดเพลง พูดอีกครั้ง

               “ข้าเป็นหนี้ร้อยล้าน”

           
                โอเค กูรอด


               มันยอมบอกทั้งที จะไม่พูดด้วยก็เกินไป “หนี้อะไร ทำไมเยอะขนาดนั้น”

               “เรื่องมันซับซ้อน ไว้ถึงเวลาจะเล่าให้ฟัง เอาเป็นว่าเหลือเวลาหาเงินอีกไม่ถึงสามเดือนจะถึงเดดไลน์ เอ็งกับข้าต้องช่วยกัน”

               “นี่คือเหตุผลที่มึงดึงกูเข้าแก๊ง?”

               “ฉลาดดีนี่”

               “แล้วตอนนี้มีเท่าไหร่”

               “ยี่สิบล้าน”

               “โห ยังไม่ถึงครึ่ง ทำไมไม่ยืมเพื่อนมึงล่ะ เขารวยไม่ใช่เหรอ ถึงขนาดซื้อบ้านซื้อรถโคตรหรูให้อย่างนี้ ดีกว่าไปเป็นโจรตั้งเยอะ”

               “ทำอย่างนั้นไม่ได้ เจ้าหนี้ของข้าเป็นคนมีอิทธิพล มันไม่ถูกกับครอบครัวของเพื่อนข้า ขืนรู้ว่าข้ายืมเงินจากเพื่อน ข้ากลัวเขาจะเดือดร้อนไปด้วย แค่ที่เขาช่วยมาตลอดจนถึงตอนนี้ก็เป็นหนี้บุญคุณมากแล้ว ข้าเลยตั้งใจว่ายังไงก็จะหาเงินเอง”

               “.....”

               นับตั้งแต่กลายร่างจากผู้ก่อการร้ายเป็นนายแบบฝรั่ง มันก็ทำผมประหลาดใจไปแล้วแสนครั้ง ใครจะคิดว่าโจรเหี้ยๆ ที่เคยเอาเมียเป็นของพนันในราคาพันบาท จะเป็นห่วงเป็นใยและสำนึกบุญคุณคนเป็นด้วย

               ไอ้โจรที่นั่งอยู่ข้างกันตอนนี้ไม่เหมือนโจรกากที่ผมรู้จัก แต่เป็นโจรเลเวลสูง สิ่งที่มันเปิดเผยให้ผมรู้วันนี้คงเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของตัวตนจริงๆ เท่านั้น


             ...และนั่นก็ทำให้ผมยิ่งอยากรู้เกี่ยวกับมันมากขึ้นไปอีก


              “เล่าขนาดนี้หายโกรธได้บ้างยัง?” มันถาม น้ำเสียงและสีหน้าอ่อนลงเหมือนสำนึกผิด

              “หึ” ผมหันหน้าหนี

              “คือไม่? หรือว่าหัวเราะประชด?”

              “ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” ผมเลียนแบบคำพูดมัน นั่นทำให้ไอ้เวรโอดครวญ

              “นี่...จะบอกให้ว่าไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ ขนาดไอ้สามตัวที่อยู่ด้วยกันยังไม่รู้เลย ยอมบอกเอ็งคนแรกเนี่ยแหละเชื่อป่ะ”

              “แล้วบอกทำไม ไม่ได้บังคับ”

              “อืม นั่นสิ บอกทำไม ถามตัวเองเหมือนกัน”

              “เอ๊า”

              “เราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน ข้าไม่อยากให้เอ็งเข้าใจข้าผิดๆ แล้วก็ไม่ชอบเวลาเอ็งโมโหด้วย เห็นแล้วรู้สึกไม่ดี อยากให้ยิ้มมากกว่า ข้าชอบเอ็งยิ้ม”

              “...”

             “ชีวิตข้าน่ะ หารอยยิ้มจากใครซักคนยากเหลือเกิน”

               “...”

               เดี๋ยว ไอ้หอก มึงกำลังทำกูเขินนะรู้ตัวรึเปล่า พูดบ้าไรวะ คิดจะจีบกูรึไง แล้วไอ้ประโยคที่ว่า ‘เราต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน’ เนี่ย ใครเค้าจะอยู่กับมึงไม่ทราบ! มโนนนนนนนนน

               “อ้ะ ยิ้มแล้วนี่” มันชี้หน้าผม

               “มั่ว!” ผมหันหน้าขวับไปอีกทาง ยกมือข้างหนึ่งปิดแก้ม ได้ยินมันหัวเราะคิก โถ่กูนี่...เก๊กขรึมไม่เคยรอดทุกทีสิน่า บ้าที่สุด

               แต่ก็ยอมรับแหละว่านี่คงเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่ามันมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ รู้จักสำนึกผิดและแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง แม้จะต้องแลกกับการด่าเจ็บๆ แรงๆ ถึงจะสำนึกก็เถอะ ถือว่าควายตัวนี้ยังพอฝึกให้เชื่องได้

               “หายโกรธแล้วใช่มั้ย” มันถามเซ้าซี้

               “ไม่โว้ย”

               “ไม่หายเหรอ ได้”

               พูดจบก็ตบไฟเลี้ยว เตรียมเข้าโรงแรมม่านรูดที่อยู่ข้างหน้า

               “เฮ้ย! ไอ้สัดดดด หยุดดดด”

               “ง้อดีๆ ไม่ชอบ”

               “หายแล้ว กูหายแล้ววว!”

                ผมตบไฟเลี้ยวคืน ได้เสียงหัวเราะในลำคอเยาะเย้ยกลับมา นั่นทำให้รู้ว่ากูเองนี่แหละจ้าที่มโน ถุยยยย!   







//กลับมาพร้อมกับเซอร์ไพร้ส์ อิพี่โจรไม่ได้ไก่กาเด้อ 5555

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ ทั้งขาประจำที่เม้นต์ให้กันเสมอ กับคนที่แอบให้กำลังใจเงียบๆ 555

แม้ว่าเป้าหมายของเราคือเขียนให้จบ ลงให้ครบ แต่ถ้าได้ฟีดแบ็คบ้างก็น่าจะดี อิอิ ^.^ รักทุกคนค่ะ จุ๊ฟๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-12-2018 10:35:16 โดย Blackmamba »

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0
ดีใจค่ะที่ได้ตีพิมพ์  :mc4:  :L2:
อยากรู้พื้นเพของโจรอู๋คงมาจากครอบครัวไม่ธรรมดาใช่มั้ยคะ

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8282
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +140/-8

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2360
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
อยากรู้การรวมตัวของ 4 โจร

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2607
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
5555มีผัวเป็นโจรอย่างเต็มตัวสักทีนะ

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
ว้าวกับลุคนี้ของอู๋มากเลย แต่ก็ดี

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Jibbubu

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3291
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +69/-5
ว่าอยู่ว่าอู๋ต้องไม่ธรรมดา แต่ก็สงสารเฟลมนะถึงจะหลงผิดไปบ้าง
แต่ตอนนี้ก็กลับใจและพยายามตามหาเทียนสุดความสามารถ แต่เทียนคงจะรักกับอู๋ไปแล้วล่ะตอนนี้
เฟลมคงอกหักแล้วแน่ ๆ ณ. ตอนนี้

ออฟไลน์ M_Y MILD

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 119
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ชอบตอนนี้จังค่ะ เราชอบเรื่องนี้เพราะอู๋กับแสงเทียนไม่ใช่คู่อื่น พอบางตอนที่มีคู่อื่นมามันทำให้รู้แบบติดขัดอะ แต่ก็แล้วคนแต่งอีกนั้นแหละ แต่จะบอกว่าชอบนะคะ สนุกมาก

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 763
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
มีงอนมีง้อกันแล้ว แต่โจรตอนนี้หล่อมากเลยค่ะ  :pig4:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1690
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3

ออฟไลน์ JanTi

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 69
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 40
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-0


13
รักๆ เหล้าๆ



อีกด้านหนึ่ง ฝั่งลูกน้องโจร

เบย์ยังไม่ชินกับลุคใหม่ของตน เขาเพิ่งตัดผมสั้น โกนหนวดเครา เปลี่ยนสไตล์แต่งตัวจากโจรป่าเป็นโอปป้าเกาหลี แต่เขาไม่ชอบเพราะมันทำให้ผู้ชายเถื่อนๆ แมนๆ กลายเป็นเด็กหนุ่มใสๆ ไปซะงั้น ซึ่งขัดกับบุคลิกที่แท้จริงสิ้นดี

เวลานี้แก๊งโจรแยกกันอยู่คนละทิศละทาง เปลี่ยนชื่อที่อยู่เปลี่ยนลุคเปลี่ยนอาชีพใหม่หมด เบย์ทำงานเป็นพนักงานร้านเหล้า เช่าอพาร์ตเม้นต์แถวห้วยขวาง พี่อู๋อยู่กับแสงเทียนที่คอนโดหรูย่านสุขุมวิท  อเล็กซ์เป็นพนักงานร้านขายหนังสือมือสองต่างประเทศและอาศัยอยู่ที่นั่น ส่วนเคฟยังคงอาชีพเดิม แค่เปลี่ยนไปเช่าห้องพัก ก่อนสลายตัวแก๊งโจรได้แบ่งทรัพย์สินกองกลางกันแล้วเรียบร้อย ถ้ามีเหตุต้องรวมตัวเมื่อไหร่โจรอู๋จะเรียกเอง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เบย์ไม่สบายใจเวลาเดินถนนแล้วมีคนมองตามหลัง อดระแวงไม่ได้ว่าบางทีอาจมีคนรู้ว่าเขาเป็นโจร แม้ว่าที่จริงแล้วคนจะมองเพราะเขาหน้าตาดีก็ตาม...นี่แหละนะที่เขาเรียกว่าวัวสันหลังหวะ

ความฝันที่จะเก็บเงินสักล้านสองล้านบาทซื้อบ้านใหม่ให้พ่อแม่ยังห่างไกลเพราะยังเก็บได้ไม่ถึงครึ่ง แต่เบย์ไม่เดือดเนื้อร้อนใจมากนัก เพราะผับที่เขากำลังจะเริ่มงานได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมตัวคนรวย เสี่ยๆ ป๋าๆ มาเที่ยวกันประจำ ฉะนั้นโอกาส ‘ตกบ่อทอง’ มีสูงมาก (แม้ว่าเอาจริงๆ โอกาสโดนขุดทองจะมีมากกว่า...) แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสี่ยงโดนจับเหมือนตอนเป็นโจร
 
ระหว่างที่เดินไปตามฟุตบาทก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจากข้างหลังแล้วจอดหยุดลงที่ข้างๆ ตัว เบย์หันไปมองคนขับด้วยอาการตกใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน พบว่าคนๆ นั้นเป็นชายร่างสูง หุ่นดี ขับมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์อย่างเท่ พลันก็เกิดความรู้สึกคล้ายเดจาวู...พร้อมๆ กับลางสังหรณ์เลวร้าย เมื่อชายคนนั้นเปิดบังหน้าหมวกกันน็อคและเอ่ยขึ้น

“เอ็กซ์คิวส์มี”


เชี่ย... ไอ้ฝรั่งเก๊!!! มาได้ไงวะเนี่ย!!!


จะว่าไป ครั้งแรกเบย์ก็เจอมันในละแวกใกล้เคียง เป็นไปได้ว่ามันอาศัยอยู่แถวนี้... โลกกลมพระเจ้าถ่มน้ำลายใส่แท้ๆ
   
เบย์รีบเดินหนีโดยไร้คำพูด แต่ชายหนุ่มต่างแดนก็บิดแฮนด์ตามหลังไปติดๆ นั่นทำให้เบย์ต้องวิ่งหนี
   
“เฮ้! โด้นท์รันอะเวย์!”

อีกฝ่ายตะโกน ณ จุดนี้เบย์แน่ใจว่ามันต้องเป็นสายตำรวจหรือไม่ก็เป็นตำรวจเองแหงๆ เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ จะบังเอิญเจอกันตั้งสองครั้งได้หรอก นอกจากเป็นโคตรของพรหมลิขิต แล้วก็ถ้ามันต้องการแค่ถามเส้นทาง ก็ไม่มีเหตุผลต้องเจาะจงว่าเป็นเขา ถึงขนาดต้องไล่ตามแบบนี้
   
“เฮย์! สต็อป! ไออยากให้ยูว์ช้วย!”

   
ช่วยห่าไรล่ะ ช่วยให้มึงได้เลื่อนขั้นเพราะจับอาชญากรได้งั้นเรอะ!


เมื่อเห็นว่าเบย์ไม่ยอมหยุด หนุ่มช็อปเปอร์เลยขับปาดหน้าขวางทางไว้ซะเลย ทำเอาเบย์หน้าซีด เหงื่อผุดตามไรผมและฝ่ามือ สิ่งที่เขาเห็นเบื้องหน้าไม่ใช่ผู้ชายที่สูงกว่าตัวเองเกือบศอก แต่เป็นคอกเหล็กพร้อมข้าวน้ำสามมื้อกับผู้คุมถือกระบองอันเขื่อง เขาเห็นแม้กระทั่งชะตาชีวิตของตนหลังจากนี้ที่คงไม่ต่างจากพระเอกเรื่อง เดอะชอว์แชงค์ รีเดมชั่น ที่แสงเทียนเคยแนะนำให้ดู...


ลาก่อนพี่อู๋ ไอ้เล็ก ไอ้เคฟ ไว้เจอกันที่คลองเปรม


“ยูว์วิ่งหนีทำม้าย” ชายหนุ่มนิ่วหน้า “ไอแค่จะชวนไปนั่งดริ้งค์”

“หา?” เบย์งงเป็นไก่ตาแตก แต่ไม่ทันจะถามต่อ ก็ถูกลากขึ้นไปซ้อนท้ายแล้วบิดรถออกไปทันที มันปุบปับกะทันหันมากจนทรงตัวไม่ทันเกือบตกจากรถ เขาคว้าเอวหนาของคนขับไว้พร้อมกับด่าไฟแลบ

“ฟัคคคคค ยูววววว์!!!!”

“รู้จักร้านเหล้าดีๆ หมาย?”

“จอดเลย! ปล่อยกู ไอ้เหี้ยยย!”

“โอ้ว It’s here? ทำม้ายไม่บอกตั้งแต่แรก”

เมื่อด่าคำนั้น รถก็แล่นมาถึงร้านอันเป็นที่ทำงานของเบย์พอดี นับเป็นความบังเอิญสองครั้งซ้อน

หนุ่มร่างสูงเหยียบเบรกกะทันหันจนหัวคนซ้อนกระแทกกับหมวกกันน็อคดังปั้ก โชคดีเหลือเกินที่ไม่เอาดั้งรับ ไม่งั้นคงจมูกหักอย่างไม่ต้องสงสัย เบย์ลงจากรถด้วยขาสั่นแทบยืนไม่อยู่ ขณะที่ปากก็พ่นคำด่าหยาบคายหมดจนคลังแสง

“อะไรของมึงวะ! เป็นบ้าเหรอ! ลากคนอื่นมาไม่ถงไม่ถามความสมัครใจกันซักคำ! สันดานต่ำชิบหาย! สมองหมาปัญญาควาย! พ่อแม่ไม่สั่งสอน! โคตรเหี้ย! ขับรถก็เหี้ย! จะรีบไปตายที่ไหน! ถ้ากูเป็นไรขึ้นมามึงจะรับผิดชอบได้มั้ย! ไอ้สัดเอ๊ย!!!!”

คนขับดับเครื่อง ถอดหมวกกันน็อก ทำหน้าไขสือ

“ยูว์พูดอะร้าย ช้าๆ หน่อยได้หม้าย ไอม่ายเข้าจาย”

“เวรรรรรร!” เบย์หัวร้อนถึงขีดสุด ชนิดที่ว่าถ้าเอาเนื้อมาวางบนหน้าผากก็คงไหม้ไปแล้ว

“โอ้ ไอซี...ยูว์โมโหที่ไอพามาช่ายมั้ย? ไอแอมซอรี่นะ ไอแค่อยากได้เพื้อนนั่งดริ้งค์”

“แล้วทำไมต้องเป็นกู!”

“ก็ยูว์เป็นวัยรุ่นเหมือนไอ น่าจะไปด้วยกานได้”

“เลยฉุดกูมาว่างั้น! ถามจริงเอาสมองหรือส้นตีนคิด!”

“อะร้ายคือโซนทีนคิด? ที่นี่มี zone for teen and kid ด้วยเร้อ? ว้าว! ไทยแลนด์อิสเวรี่โอเพิ่น ที่แอลเลบ้านไอเข้าม้ายด้ายนะ”

“โอ๊ยยยยย กูจะประสาทแดก!”

เบย์แทบจะทึ้งหัวตัวเอง ไม่รู้ว่ามันโง่จริงหรือแค่อยากกวนตีนเขาเฉยๆ แต่ช่างหัวมันทำไม รีบหนีก่อนดีกว่า


แต่จะหนีไปไหนได้ฟระ ร้านกูอยู่นี่


“มาเท้อ เดี่ยวไอเลี้ยงเอง”

หนุ่มอเมริกันกวักมือเรียกแล้วเดินนำไปก่อน เบย์ถอนหายใจให้กับความเฮงซวย คิดว่าควรทำยังไงดี ถ้าหนีจะยิ่งน่าสงสัยไหม? หนีแล้วจะไปทำที่ไหน ในเมื่อผับนี้รายได้ดีที่สุดในย่าน? หรือต่อให้ไปทำไกลๆ แต่ถ้าไอ้ฝรั่งเก๊นี่ตามไปอีกก็ศูนย์เปล่า...


เอาว่ะ ลุยแม่งเลยละกัน กูจะมอมเหล้าก่อนที่มึงจะเอากุญแจมือสวมให้กูอีก คอยดูเหอะ

 
คิดได้อย่างนั้นก็เดินตามหลังฝรั่งปลอมโดยทิ้งระยะห่างหลายก้าว เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่ามาด้วยกัน เดี๋ยวจะยุ่งไปใหญ่

ทว่าฟ้ามักไม่เข้าข้างคนเลว จึงส่งผู้จัดการร้านมาทักทาย

“อ้าวบี มากับใครเหรอนั่น”

“หวะ...หวัดดีครับพี่” เบย์ยกมือไหว้ เกือบลืมชื่อปลอมอันใหม่หมาดๆ “ใครก็ไม่รู้ครับ บ่นว่าอยากกินเหล้า ผมเลยบอกให้มาร้านนี้ แล้วก็ขอติดรถมากับเขาด้วย”

“เป็นกลยุทธิ์เรียกลูกค้าที่เหนือชั้นมาก” เจ้านายหัวเราะร่วน “ไงก็ขอให้สนุกกับการทำงานวันแรกนะ มีปัญหาอะไรบอกพี่ได้”

“คะ...ครับ” หนุ่มหน้าใสยิ้ม ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินจากไป

“ยูว์ชื่อบี?” คนข้างหน้าหันมาถาม


ยิ่งไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากทำความรู้จัก ก็เกิดเหตุบังเอิญพลิกผันเป็นด้านตรงข้ามหมด ตลกร้ายสัดๆ เทวดาหมั่นไส้กูมากไหมครับ ขยันหางานให้กันจังนะแหม

 
“ม่ายตอบแปลว่าม่ายใช่ รึว่ายูว์ชื่อบี้? ภาษาไทยฟังคล้ายๆ กัน ไอแยกม่ายค่อยออก” เมื่ออีกฝ่ายถามซักไซ้ไม่ลดละ เจ้าของชื่อก็ตอบตัดรำคาญพร้อมกับชักสีหน้าและพ่นลมออกจมูก

“เออ! ชื่อบี”

“บี...มาจากอาร้าย บีบอย บียอนด์ รึว่าบีลีฟ?”

“บียอนเซ่มั้ง!!! พูดมากน่ามคานชิบ!”   

“อู้ววว ไอไลค์บียอนเซ่”

เบย์ถอนหายใจพรืดอย่างสุดเพลีย แม้จะยังไม่รู้หัวนอนปลายเท้าว่าว่าชายแปลกหน้าคนนี้เป็นใคร แต่ที่ฟันธงได้ล้านเปอร์เซ็นต์คือมันเป็นคนปัญญาอ่อน พูดมาก กวนตีน และขี้เสือก

“คัมมอนเบบี้ นั่งด้วยกาน”

ไม่จำเป็นต้องถามความนยินยอมพร้อมใจ หนุ่มอเมริกันก็ข้ามขั้นด้วยการจับแขนเบย์เข้าไปด้านในร้าน คนถูกลากสะบัดแขนอย่างแรง แต่ก็นั่นแหละ สู้ไปก็เท่านั้น ในเมื่อกระดูกมันคนละเบอร์

“ปล่อยนะเว้ย! ก็พามาร้านเหล้าแล้วไง จะเอาอะไรอีก”

“ไออยากให้ยูว์นั่งด้วย”

เสียงทุ้มแสดงการบีบบังคับมากกว่าอ้อนวอน ทำให้เบย์ยิ่งฉุน เขาเดาว่าไอ้เวรนี่ต้องเป็นหัวหน้าระดับสูงที่ชอบใช้อำนาจข่มขู่ลูกน้องใต้บัญชาเป็นอาจิณแหงๆ เลยลืมตัวเอานิสัยเหี้ยๆ มาใช้กับคนนอกองค์กร แบบนี้ น่าเห็นใจลูกน้องของมันจริงๆ

“ไม่นั่ง!”

“ทำไมใจร้าย ไออุตส่าห์ให้ติดรถมาด้วย”

“ได้ข่าวมึงฉุดกูมาไม่ใช่!”

ภาพคนตัวเล็กเถียงอีกคนที่สูงกว่าคอเป็นเอ็น อาจทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกขำ เพราะมันเหมือนหมาชิวาว่าเห่าใส่หมาลาบาดอร์ไม่มีผิด

รู้ตัวอีกทีก็ตอนถูกเพื่อนร่วมงานเดินเข้ามาสะกิดพร้อมกับชี้นาฬิกาข้อมือ เบย์สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าอีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้างาน เขาวิ่งแจ้นเข้าห้องสตาฟฟ์หลังร้าน โดยลืมไปว่าการกระทำนี้เท่ากับเปิดเผยให้ชายแปลกหน้ารู้ว่าเขาทำงานที่นี่...

และเบย์ก็พบว่าตนคิดถูก เมื่อกลับออกมาในชุดยูนิฟอร์มแล้วเจอไอ้ขี้ตื๊อคนนั้นนั่งเท้าคางยิ้มแป้นรอที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม

“ว้าว เซอร์ไพร้ส์จัง บาร์เทนเดอร์”

“หุบปาก” หัวของเบย์ร้อนไปหมด ทั้งโกรธทั้งอาย

“เฮ้ๆๆ พูดดีๆ สิ ไอเป็นลูกค้านะ”


กูคงจะถูกไล่ออกตั้งแต่วันแรกเพราะลูกค้าอย่างมึงนี่แหละ


โชคร้ายที่ร้านกำลังเปิด จึงไม่มีลูกค้าคนอื่นนอกจากอเมริกันแมนคนเดียว แปลว่าเบย์ต้องทนเหม็นขี้หน้าชายผู้นี้ไปอีกพักใหญ่ กว่านักท่องราตรีทั้งหลายจะทยอยเข้ามา

“เอาไร” บาร์เทนเดอร์ถามห้วนๆ

“ไรก็ด้าย ขอแรงๆ” ลูกค้าตอบ

“โอเค” เข้าทางกูเลยงี้ 

บาร์เทนเดอร์โล่งใจนิดหน่อยที่ลูกค้าไม่พูดจากวนส้นอย่างที่คิด พอสั่งเสร็จก็หยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วจมอยู่กับมันเงียบๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างเป็นกังวล ดวงตาคมมีแววหม่นเศร้าขณะจ้องหน้าจอแอพลิเคชั่นไลน์ที่เป็นข้อความสีเขียวล้วนๆ บ่งบอกว่าพูดอยู่ฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ หรืออาจจะยังไม่อ่าน

มีปัญหากับแฟนสินะ ก็สมควรแล้ว นิสัยแบบนี้ใครจะทน 

“ยูว์มีแฟนมั้ย” จู่ๆ ลูกค้าก็เงยหน้าถาม เบย์เลิกคิ้วแปลกใจ มาไม้ไหนของมัน

“ถามทำไม” เบย์ย้อน

“ถ้ายูว์มีแฟน ไอก็อยากรู้ว่ายูว์เคยเจอปัญหาแบบไอไหม”

เบย์ชั่งใจว่าควรจะตอบอย่างไร ถ้าตอบว่า ‘มี’ ก็อาจถูกมันชวนคุยยืดยาว (จริงอยู่ที่งานรองของบาร์เทนเดอร์คือการเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้แก่ลูกค้า แต่เขาขอยกเว้นไอ้เวรนี่คนหนึ่งละกัน) แต่ถ้าตอบว่า ‘ไม่’ ก็อาจถูกมันจีบ ใครจะรู้ว่ามันมีแฟนจริงหรือไม่จริง มันอาจวางแผนจัดฉากทั้งหมดนี้เพื่อจีบเขาก็ได้ อย่าว่างั้นว่างี้เลย ก็คนมันหน้าตาดีอ่ะ

“ถ้าม่ายอยากตอบก็ไม่เป็นราย” คงเพราะเห็นเบย์ลำบากใจ อีกฝ่ายเลยไม่เซ้าซี้

“อือ” บาร์เทนเดอร์แอบโล่งอก “เอ้านี่”

“มันคือ?”

“แดกๆ ไปเหอะ ไม่ตายหรอก”

ลูกค้ารับเครื่องดื่มในแก้วทรงสูงไปละเลียดชิม พลันแววตาเศร้าๆ ก็มีประกายขึ้นหน่อยหนึ่ง

“โร้ดชาติดี” ลูกค้ายิ้ม “ทำมานานแล้วใช่หมาย?”

“เปล่า วันแรก”

“ว้าว...ยูว์อาร์โซอะเมซิ่ง”

“แน่นอน”

“ม่ายคิดจะถ่อมตัวเลยนะ” ลูกค้าหัวเราะน้อยๆ

ความจริงเมื่อก่อนเบย์เคยทำงานในผับตอนเรียนมหา’ลัยเลยมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผู้จัดการรับเขาเข้าทำงานหรอก เพราะพี่แกให้ผ่านตั้งแต่เห็นหน้าแวบแรกแล้ว ด้วยเหตุที่พี่แกให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์มากกว่ารสชาติ

‘พนักงานหล่อเรียกคนเข้าร้านได้มากกว่าเหล้าอร่อยเป็นไหนๆ’

พี่แกว่ายังงี้...

ก็เห็นทีจะจริง เพราะพอลูกค้าเริ่มทยอยเข้าร้าน ก็มีคนมานั่งดริ้งค์เพิ่มจนแน่น สาวๆ ในชุดเซ็กซี่สั่งเครื่องดื่มพร้อมกับแนบไลน์ไม่ก็เบอร์โทรในกระดาษให้เบย์เพียบ ผู้ชายก็ส่งสายตากรุ้มกริ่มกะลิ้มกะเหลี่ย มองเหมือนอยากจะเลียตั้งแต่เส้นผมยันส้นเท้า ส่วนนายฝรั่งเทียมก็ถูกเบียดไปอยู่ริมขอบโน่น

จากตอนแรกที่เบย์คิดว่าเป็นตำรวจแฝงตัวมาจับเขา แต่พอเห็นหนุ่มอเมริกันเอาแต่สั่งๆๆ ดื่มๆๆ แก้วแล้วแก้วเล่าไม่สนใจใครก็ทำให้เปลี่ยนความคิด ดื่มหนักอีหรอบนี้อย่าว่าแต่จะจับผู้ร้ายเลย แค่จะบังคับตัวเองยังลำบาก แต่ก็สบายเขาล่ะนะ ไม่ต้องมอมเหล้ามันให้เหนื่อย

นั่งอยู่นานหลายชั่วโมง ดื่มแล้วก็หลับ แล้วก็ดื่ม แล้วก็หลับ กระทั่งนาฬิกาชี้บอกเวลาตีหนึ่ง นักล่าราตรีทยอยกลับเหลืออยู่บางตา ยกเว้นแต่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มที่ไม่มีใครนั่งอีกนอกจากหนุ่มอเมริกัน ถึงตอนนี้เบย์เลิกคิดเรื่องมันจะมาจับเขาโดยสนิทใจไปแล้วเรียบร้อย

แต่ข่าวร้ายก็คือ ยิ่งมันเมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอารมณ์ฉุนเฉียวมากเท่านั้น

“ยูว์รู้หมาย...แฟนของไอ...มีชู้! เขา...ไม่ร้าก...ไอแล้ววว”

พูดจบก็กระดกขวดซัดเหล้าลงคอแล้วกระแทกก้นขวดลงกับเคาน์เตอร์เสียงดัง
   
“ไออุตส่าห์...บินจากแอลเลมาหาเค้า...ยอมเบรกเดอะรูลออฟมายแดดดี้ทูซีฮิม! แต่ทำม้ายถึงทำร้ายหัวใจไอด้ายยยย!”

พูดพร่ำรำพันเสร็จก็กระแทกขวดเหล้ากับเคาน์เตอร์เสียงดังกว่าเดิมจนลูกค้าหลายคนที่อยู่ใกล้เริ่มหันมามองเชิงตำหนิ หลายคนส่งสายตาแรงๆ มาใ
ห้เบย์ประมาณว่าควรทำอะไรสักอย่างกับไอ้ตัวการขัดขวางความบันเทิงรายนี้ก่อนที่จะเสียบรรยากาศของส่วนรวม
   
“ทำม้าย...ไอไม่ดีตรงหนาย...ริช! บิ๊ก! ทอลล์! แอนด์...แฮนด์เซิ่ม! เพอร์เฟคต์ทุกย้าง...ทำไมยูว์ถึงไม่ร้ากไอ... อึกๆๆ”
   
ชายหนุ่มกรอกเหล้าลงคอจนเกลี้ยงแล้วขว้างขวดลงพื้นจนแตกเศษแก้วกระจาย เบย์เห็นท่าไม่ดีเลยเข้าไปเก็บกวาดก่อนที่ลูกค้าคนอื่นจะเหยียบ อีกทั้งยังยึดขวดเหล้าที่เหลือไปจากหนุ่มเจ้าปัญหาด้วยเพราะกลัวว่าเขาจะคลุ้มคลั่งมากกว่านี้
   
“เก็ทมีแบ็ค...” ลูกค้าจ้องหน้าอย่างไม่พอใจ
   
“เมาแล้ว พอเถอะ” เบย์จ้องหน้าขรึม
   
ผู้พันหนุ่มฉุนกึก ลุกจากเก้าอี้ เอามือตบเคาน์เตอร์ดังปึง มองเบย์อย่างดุดัน แต่เบย์ไม่รู้สึกกลัว เพราะพี่อู๋ตอนเมาน่ากลัวกว่านี้อีก
   
“ไอ’ม โซ เฮิร์ต! ไอ’ล ดริ้งค์!” ชายหนุ่มพูด
   
“มีตั้งหลายวิธีรักษาการอกหัก ไม่ใช่แค่ดื่มอย่างเดียว” เบย์บอก เป็นจังหวะเดียวกับผู้จัดการเดินผ่านมาพอดี เห็นลูกจ้างกับลูกค้าที่มาพร้อมกันกำลังจ้องหน้ากันด้วยท่าทางไม่ดีเลยเข้ามาถาม
   
“เกิดอะไรขึ้นบี”
   
“เขาเมาแล้วโวยวาย แถมขว้างขวดลงพื้นด้วยครับ” เบย์บอก
   
“ไอ’ม น็อต...เมา!” ชายหนุ่มตะโกนเสียงดัง เสียงเริ่มขาดหาย “รู้ไหมว่าไอเป็นใคร! แด๊ดดี้ไอเป็นใคร!? พวกยูว์อย่ามาทำให้ไอ...โมโห...!”
   
“เออ แล้วเป็นใครล่ะ นี่ก็อยากจะรู้เหมือนกัน” เบย์เชิดหน้าถาม
   
“ไอเป็น...!”

ชายหนุ่มอ้าปากค้าง วินาทีนั้นคล้ายจะมีสติขึ้นมานิดหนึ่ง

หัวเด็ดตีนขาดเขาก็จะบอกไม่ได้ว่าเป็นพันเรือตรีพีเทอร์ ณอห์น แฮมิลทัน หัวหน้าหน่วยจู่โจมทางอากาศของกองทัพสหรัฐอเมริกา เพราะถ้าทางการรู้ว่าผู้พันมาเที่ยวร้านเหล้าเมาเละอย่างนี้ มีหวังถูกสั่งเด้งไม่ก็ลงโทษทางวินัยสถานหนักแน่ๆ
   
“พี่ว่าพาเขากลับเถอะ ท่าทางไม่ไหวแล้วล่ะ” ผู้จัดการบอก
   
“กลับยังไงล่ะพี่ เขามาช็อปเปอร์ ผมขับไม่เป็น บ้านช่องก็อยู่ไหนไม่รู้”
   
“งั้นก็พาไปนอนชั้นบนก่อน สร่างเมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”

ผู้จัดการตบบ่าเบย์แล้วเดินไปทางอื่น เพราะแต่ละมุมของร้านก็มีเรื่องให้ต้องเคลียร์เช่นเดียวกัน เบย์มองลูกค้าเจ้าปัญหาที่ฟุบหน้ากับเคาน์เตอร์แล้วถอนหายใจ ก่อนจะพยุงร่างที่ใหญ่กว่าตัวเองพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างทุลักทุเล
   

เจอเคสหนักตั้งแต่วันแรกเลยกู คิดถูกไหมวะที่มาทำงานร้านเหล้า?
   

ชั้นสองของร้านเป็นห้องพักจำนวนห้าห้องสำหรับลูกค้าที่เมาจนกลับบ้านไม่ได้ เบย์เปิดประตูห้องที่ใกล้บันไดที่สุดแล้วโยนร่างใหญ่ของชายหนุ่มลงบนเตียงอย่างส่งๆ จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับ
   
แต่...
   
หมับ!
   
ลูกค้าลุกขึ้นมาคว้าแขนเขาไว้ แล้วดึงลงไปนอนบนเตียง!
   
“เฮ้ย!!! ปล่อยนะเว้ย!!” เบย์ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ สภาพในตอนนี้คือนอนคว่ำหน้าโดยมีลูกค้าคนนั้นนอนคร่อมอยู่ข้างบน
   
“หึๆ...ฮ่ะๆๆ” ชายหนุ่มร่างสูงหัวเราะอย่างไม่น่าไว้ใจ ถอดเสื้อตัวเองเขวี้ยงทิ้งบนพื้นอย่างไม่แยแส ตามด้วยถอดเข็มขัดเอามามัดข้อมือพนักงานร้านไว้อย่างหนาแน่น
   
“เฮ้ย!!! ทำเหี้ยไรของมึง!!!”
   
“ดาร์ลิ้ง...ยูว์ทำร้ายไอ...ยูว์นอกใจไอ...ไอจาลงโทษยูว์”

เบย์ใจหายวาบ ดิ้นสะบัดขัดขืนเต็มที่ งงสุดขีดว่าคนเมาเอาปัญญาที่ไหนมัดมือคนอื่นได้ แสดงว่ามันคงทำบ่อยจนชินแล้วแหงๆ เหมือนเขาเวลาเข้าห้องน้ำที่บ้าน แม้จะสะลืมสะลือแถมปิดไฟมืดตึ๊ดตื๋อก็ยังเดินไปถูกเป๊ะๆ

   
เหี้ยมหาเหี้ย เจอมนุษย์ BDSM เข้าแล้วไหมกู!


แรงร่านผสานกับความรุ่นร้อนจากเครื่องดื่มหลายขนาน ทำให้ผู้พันสะบัดผ้าทิ้งไปให้พ้นตัวจนเกลี้ยงเหลือแต่ร่างกำยำเปลือยเปล่า เบย์อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ไม่รู้จะอึ้งหุ่นล่ำๆ ลีนๆ เหมือนประติมากรรมเดวิดของมีเกลันเจโล (ในเวอร์ชั่นแท่งใหญ่ไข่ฟูกว่า) หรือจะผวาที่กำลังจะถูกล่วงเกินก่อนดี เขาไม่มีทางจินตนาการออกเลยว่าไอ้แท่งขนาดนั้นจะสามารถเข้าไปอยู่ในร่างของมนุษย์อีกคนได้ยังไง

ถอดของตัวเองเสร็จก็จัดการอีกฝ่ายบ้าง ฉีกเสื้อยืดของเบย์จนขาดและดึงกางเกงทั้งนอกทั้งในทิ้งไปพร้อมกัน ก่อนจะทิ้งตัวลงทับร่างบอบบางแล้วเริ่มต้นกระบวนการเล้าโลมสุดร้อนแรง โดยจูบแผ่นหลัง ไหล่ และลำคออย่างบ้าคลั่งจนเบย์ร้องลั่นด้วยความเจ็บล้วนๆ ไม่มีเสียวผสม สองมือใหญ่หยาบกร้านของนายทหารลูบไล้บั้นท้ายเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ร่างเล็ก ก่อนที่นิ้วมือเรียวยาวจะสอดเข้าไปในประตูหลังเพื่อขยายช่องทาง ทำให้หนุ่มน้อยร้องลั่นอย่างกลั้นไม่อยู่

“โอ๊ยยยยยย”

“ฟัค...ยูว์เป็นรายยย” ถามอย่างมึนงง “โอ้...ไอซี”

เบย์โล่งอกเมื่อนิ้วถูกดึงกลับไป คิดว่ามันอาจเห็นเขาเจ็บเลยเปลี่ยนใจไม่ทำ แต่ก็โล่งได้เพียงสามวินาที เนื่องจากนิ้วถูกสอดเข้ามาใหม่ แถมยังเป็นนิ้วใหญ่กว่าเดิม เขารู้สึกได้ว่ามันเปียกลื่น มันคงทำเหมือนเดนิสทำกับแจ็คในเรื่อง โบรคแบ็ค เมาธ์เท่น ในตอนคับขัน ไม่มีตัวหล่อลื่นแต่หื่นมาก เลยใช้น้ำลายแทน
   
“ดาร์ลิ้ง...ม่ายช้อบเหรอ”
   
“ไอ้...สัส!”
   
“ดาร์ลิ้ง...ทำไมยูว์ไม่ร้ากไอ”
   
ระหว่างที่ทำก็ได้ยินชายหนุ่มฝรั่งพร่ำเพ้อถึงดาร์ลิ้งของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเบย์โมโห... เพราะอีดากลิงนั้นแท้ๆ ทำให้กูถูกไอ้เวรนี่ปล้ำ!
   
ผู้บุกรุกเปิดทางอีกคนจนพร้อมและขัดถูอาวุธของตัวเองจนแข็งขันได้ที่ จากนั้นก็แทงเข้ามาทีเดียวจนสุด ทำเอาคนถูกแทงร้องลั่นสุดเสียงเจียนจะขาดใจตาย ความเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างกายยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ในขณะเดียวกันคนข้างบนกลับครางต่ำๆ ในลำคออย่างพอใจ ก่อนจะขยับร่างเป็นจังหวะเข้าออกช้าๆ
   
“อาห์...ดาร์ลิ้ง...ยูว์โซกู้ด...ยูว์เป็น...ของไอ”
   
“อะ...อ๊ะ...โอ๊ย!”
   
คนตัวเล็กร้องครวญครางด้วยความเจ็บอย่างสาหัส กำผ้าปูที่นอนแน่นจนยับย่น ปวดราดร้าวไปหมดทั้งตัว ยิ่งเวลาผ่านไปคนทำก็ยิ่งเพิ่มความเร็วมากขึ้น บริเวณนั้นทั้งเจ็บและร้อนเหมือนจะหลอมละลาย

เบย์น้ำตาไหลเพราะเจ็บปวดผสมอับอาย เสียใจที่ความบริสุทธิ์ที่รักษามาตั้งยี่สิบสองปีไว้ใช้กับภรรยาในอนาคตจบลงด้วยฝีมือของคนที่เพิ่งเจอกันแค่สองครั้ง...แถมยังเป็นผู้ชาย!
   
เรื่องนั้นไม่น่าเจ็บใจเท่าไหร่ แต่ถูกทำในชื่อคนอื่นนี่สิที่แค้น!!!
   
ชายหนุ่มข้างบนโอบกอดร่างของเบย์ไว้แน่น พรมจูบทั่วทั้งแผ่นหลังและซอกคออย่างหนักหน่วง ขณะที่ข้างล่างก็กระแทกกระทั้นแบบดุเดือดดุดันเหมือนรัวกระสุนในสนามรบไม่หยุดหย่อน เช่นเดียวกับที่พร่ำคำว่าดาร์ลิ้งไม่ขาดปาก เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งถึงฝั่ง ก็ถอดถอนออกมาถะถั่งบนเรือนร่างบางจนเปรอะเปื้อนไปทั่วเหมือนสัตว์ปล่อยกลิ่นเพื่อสร้างอาณาเขต แล้วนอนคว่ำหน้าหมดแรงหลับไป
   
เบย์งัดมือออกจากเข็มขัดที่ผนึกข้อมือตนได้สำเร็จ ผลักร่างใหญ่ออกจากตัวอย่างรังเกียจ พอลุกจากเตียงก็ร้องลั่นและล้มลงกับพื้นอย่างหมดท่า เจ็บเหมือนร่างจะฉีกแยกเป็นสองท่อน แต่ก็ฝืนใจกัดฟันลุกขึ้น เขาลากสังขารแสนสั่นสะท้านเข้าห้องน้ำ เปิดฝักบัวราดน้ำแรงๆ ใส่ตัวไม่กลัวผิวช้ำ ชะล้างสิ่งน่ารังเกียจออกไปจนสิ้นกลิ่นคาว แต่เขารู้ดีว่ายังมีส่วนที่เอาออกไม่หมดตกค้างอยู่ข้างใน
   
เอาฝักบัวสำหรับชักโครกฉีดพร้อมกับเอานิ้วล้วงเข้าไปก็ร้องลั่น เพราะสิ่งที่ติดมือออกมาไม่ใช่ของชายคนนั้น แต่เป็นเลือดสดๆ ของตัวเอง

เบย์น้ำตาไหลด้วยความเจ็บใจและเจ็บตัว ปิดฝักบัวแล้วใส่เสื้อผ้ากลับสู่สภาพเดิมโดยไว เขาต้องรีบไปโรงพยาบาล

แต่ก่อนอื่น เขาต้องเอาคืนมันให้หายแค้น
   
ออกจากห้องน้ำก็หยิบกางเกงลูกค้าที่ตกพื้นขึ้นมา ล้วงหาของมีค่าในกระเป๋า ยังไงซะเขาจะต้องไม่เสียตัวฟรี อย่างน้อยไอ้เวรนี่ต้องจ่ายค่าตัวให้เขา หนึ่งร้อยดอลลาร์ที่มันให้ครั้งที่แล้วไม่เพียงพอหรอกบอกเลย คราวนี้เขาจะเอามันให้หมดตัว

จริงๆ อยากแจ้งความข้อหาล่วงละเมิดอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่าเขาเองมีความผิดที่ใหญ่กว่ามัน

ล้วงไปล้วงมาก็ต้องผิดหวังอย่างแรงเมื่อพบว่าในกระเป๋าของคนเมามีเงินแค่สามสิบบาท...แถมเป็นเหรียญล้วนๆ!

เบย์ค้นกระเป๋าเสื้อกับแจ็คเก็ตของมันทุกซอกทุกมุม รวมทั้งก้มหาตามพื้นและใต้เตียงเผื่อว่ามันจะทำเงินตกพื้น แต่ก็ไม่เจอ... สรุปว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่นี้จริงๆ
   
“ไอ้เหี้ย!”

เบย์พลิกร่างใหญ่ให้นอนหงายแล้วซัดหมัดสุดแรงเกิดใส่หน้าหล่อเหลาหนึ่งทีจนเกิดรอยแดงช้ำ แต่เจ้าตัวก็ไม่ตื่น
   
คนเจ็บกำเงินพร้อมกับมองหน้าผู้ร้ายอย่างเคียดแค้น ทว่าก็รู้ดีว่าทำอะไรมันไม่ได้ สุดท้ายเลยกัดฟันเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
   
แม่งขับช็อปเปอร์อย่างเท่ โม้ว่ามาจากแอลเออย่างนั้นอย่างนี้ นึกว่าจะรวย ที่ไหนได้แค่เงินจ่ายค่าเหล้ายังไม่มี!
   
แต่ก็ยังดี...อุตส่าห์เหลือสามสิบบาทให้กูรักษาทุกโรค นรกเอ๊ย!!!





////
ขอโทษที่มาต่อช้านะคะ พรุ่งนี้จะอัพอีกตอนให้เลยจ้า  o1
ขอบคุณที่ติดตามกันค่ะ

เห็นคุณนักอ่านท่านนึงคอมเม้นเรื่องคู่รอง
คือคู่รอง (พล็อตรอง) ทุกคู่ มันเชื่อมโยงกับคู่หลัก-พล็อตหลักหมดเลย ทุกคนทุกคู่มีความเกี่ยวข้องกัน จะตัดทิ้งก็ไม่ได้
แต่จะพยายามไม่ให้เยอะเกินไปละกันนะคะ 555


ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2607
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
สงสารเบย์ :jul3:

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-0

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1690
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +28/-3
โอ๊ยครั้ังแรกก็โดนข่มขืนอย่างรุนแรง น่าสงสารมาก

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3210
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
แทนที่จะรอถามทางนู้นก่อนว่ามีแฟนจริงไหมค่อยไร้สติ ดูสิพลอยทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วยเลย ถ้าตื่นมาแล่วก็กรุณามารับผิดชอบด้วยนะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด