THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.38 ก่อนม่านจะปิด [23/06/19]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.38 ก่อนม่านจะปิด [23/06/19]  (อ่าน 17643 ครั้ง)

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 543
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.3 'WON'T HURT YOU' (25/09/18)
«ตอบ #30 เมื่อ25-09-2018 21:38:11 »

สงสารน้องงงงงงงงง​ แงไอโจรใจร้าย
เจ็บแทนน้องเลยทำผิวสวยๆน้องเป็นรอย

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
EP.4
โจรมันชั่ว




"มึงน่าจะโกนหนวดบ้างนะ”

ผมพูดขึ้นหลังจากตื่นขึ้นมาในหลายชั่วโมงให้หลัง พบว่าตัวเองนอนเปลือยอยู่บนพื้น มีผ้าห่มคลุมลวกๆ เหมือนนายแบบภาพฮาล์ฟนู้ด ส่วนโจรอู๋นั่งลับมีดสั้นอยู่ข้างประตู 

“ทำไมต้องโกน” มันพูดโดยไม่ละสายตาจากมีดในมือ

“ก็เวลาหอมแก้ม มันคัน จั๊กจี้”

“หึ...ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานเอ็งก็จะไม่โดนหนวดข้าบาดหน้าแล้ว”

“เพราะมึงจะโกนใช่ไหม”

“เปล่า เพราะข้าจะเอาเอ็งไปขายเร็วๆ นี้ไง” มันวางมีดลงแล้วหันมาหาผม “ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำ ข้าจะได้ถ่ายรูปเอ็งสวยๆ ส่งให้ลูกค้า”
 
โจรปลดโซ่ที่เท้าของผมออกทั้งสองข้าง แค่นั้นก็ทำให้ผมใจชื้นบ้าง แต่ไม่ปลดโซ่ที่มือ (โซ่เป็นแบบพันล่ามเฉยๆ ไม่มีกุญแจไข ผูกติดอีกด้านกับตะปูข้างฝาผนัง) มันถือโซ่สองเส้นที่ผูกแขนของผมแล้วดึงให้เดินตามอย่างกับจูงหมา

“เดินเร็วๆ สิวะ!” มันหันมาสั่ง กระตุกโซ่จนผมเกือบล้มหน้าทิ่มพื้น

แม่ง...ตัวเองขายาวอย่างกับเสาไฟฟ้าก็ต้องเดินเร็วกว่าผมอยู่แล้วป่ะวะ ยังจะมาด่ากันอีก!

“ข้าบอกให้เดินเร็วๆ!” มันกระตุกโซ่อย่างแรงอีกครั้ง
 
“โอ๊ย! ไหนบอกจะไม่ทำให้กูเจ็บไง!”

“เคยได้ยินคำว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร รึเปล่า?”

“ไอ้...” อยากจะด่า แต่นึกคำที่เหี้ยกว่าคำว่าเหี้ยไม่ออก

“ที่ไม่ทำให้เจ็บ ข้าหมายถึงตอนที่เอากัน นอกนั้นไม่เกี่ยวโว้ย”

ไอ้โจรลากผมไปอย่างโหดร้ายอย่างกับผมเป็นนางเอกละครจำเลยรัก 

ไม่น่าเผลอคิดเล้ยว่ามันเป็นคนดี!!! ยังไงซะโจรก็ยังเป็นโจรอยู่วันยังค่ำ! ดีนะที่ไม่เผลอใจอ่อนหวั่นไหว ไอ้อารมณ์อยากจะกอดมันก่อนหน้านี้ก็แค่ดีใจที่มีใครสักคนปลอบใจในยามเศร้าเท่านั้น ผมจะระวังไม่ให้รู้สึกแบบนั้นอีก
 
ห้องน้ำอยู่ด้านในสุดฝั่งซ้ายของชั้นสาม สภาพทรุดโทรมเกินจะบรรยาย ผนังมีแต่หยากไย่ พื้นก็มีแต่ขี้จิ้งจกตกเต็ม ไอ้โจรถีบผมให้เข้าไปข้างในแล้วออกคำสั่งประหนึ่งหัวหน้าค่ายลูกเสือ

“ให้เวลาห้านาที”

“บ้าเหรอ ห้านาทีแค่ขี้ก็ไม่ทันแล้ว!” ผมเหวี่ยงใส่อย่างสุดทน

“งั้นก็สิบนาที เร็วหน่อยเดี๋ยวไม่ทันกินข้าวเย็น”

“โดนล่ามโซ่อย่างนี้แล้วจะให้อาบได้ไง”

“ไม่ได้ก็ต้องได้” มันสั่งเสียงเหี้ยม “หรือจะให้อาบให้?”

“ไม่ต้อง!!!”

ผมปฏิเสธทันทีอย่างไม่ต้องคิดก่อนจะใช้เท้าถีบปิดประตู ไอ้โจรอู๋นั่งรอข้างนอกโดยถือปลายโซ่เอาไว้ มองสภาพห้องน้ำแล้วก็ต้องถอนหายใจเพราะมันไม่มีอะไรเลยนอกจากโถส้วม กะละมัง ถังน้ำ แปรงสีฟัน กับสบู่หนึ่งก้อน ทำให้ผมนึกถึงสมัยเรียนร.ด. ตอนมอปลายที่ไปเข้าค่ายในป่า ต้องนอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางป่า คราวนั้นว่าลำบากเหี้ยๆ แล้ว เจอรังโจรที่นี่เข้าไป ค่ายแม่งกลายเป็นหรูเลยอ่ะจริงๆ

ยืนไว้อาลัยให้ความตกต่ำของชีวิตเสร็จก็นั่งคุกเข่า เอามือสองข้างตักน้ำจากถังราดหัวราดตัวอย่างทุลักทุเล นับเป็นการอาบน้ำที่ลำบากที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลยก็ว่าได้ และผมแน่ใจอย่างยิ่งว่าแม้แต่นักโทษในเรือนจำก็คงสุขสบายกว่าตัวเองเวลานี้ซะอีก

เอ๊ะ โซ่โดนสบู่แล้วลื่นกว่าเดิมแฮะ... ครั้งหนึ่งผมเคยแหวนคับนิ้วดึงไม่ออก เลยเอาสบู่ฟอกแล้วดึงมันก็หลุด ไม่แน่ว่าถ้าทำแบบนั้นกับโซ่เวรตะไลที่ผูกข้อมือนี้ก็อาจหลุดเหมือนกัน ต้องลองดู

“ทำไรวะ” ไอ้โจรถามเมื่อโซ่สั่นผิดปกติ

“ขัดขี้ไคล” ผมตอบ

ทันใดนั้นโซ่ก็หลุดจริงๆ พระเจ้าช่วย! หลุดทั้งสองข้างเลย! หึๆๆ คราวนี้แหละกูจะหนีให้ได้ ลาก่อนไอ้โจรชั่ว เตรียมตัวโดนเตะเข้าตะรางเถอะมึ้ง!

ผมเอาสายโซ่คล้องลูกบิดประตูไว้แล้วมองรอบๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่ เจอหนึ่งทางคือเพดานที่ผุกร่อน ไม่แน่ว่าข้างบนนั้นอาจจะเชื่อมกับบันไดหนีไฟข้างตึก คิดได้อย่างนั้นผมก็เปิดน้ำใส่กะละมังเสียงดังๆ ไม่ให้โจรรู้ แล้วเอาถังน้ำวางบนชักโครก ก่อนจะขึ้นเหยียบแล้วไต่ผนังแสนโสโครกขึ้นไปสู่ข้างบน

ฝ้าเพดานทำจากแผ่นยิปซัมซึ่งผ่านมาสิบแปดฝนสิบแปดหนาวร้าวหัวใจสิ้นดี (พี่เสกก็มา) ชำรุดจนเปิดออกได้อย่างง่ายดายเพียงแค่แงะเบาๆ ผมจับไม้คานไว้แล้วดันตัวเองขึ้นมาด้านในช่องโหว่เพดานได้สำเร็จ ข้างในนี้ฝุ่นเยอะมากจนเกือบจาม แต่กลั้นไว้สุดฤทธิ์ทำเอาน้ำตาคลอ มองไปเห็นแสงสว่างอยู่ห่างไปราวสิบเมตร ต้องเป็นทางหนีไฟแน่ๆ

ผมเกาะผนังเดินไปถึงแสงสว่างนั้น และก็เป็นอย่างที่คิด...มันคือบันไดหนีไฟจริงๆ คราวนี้ไม่มีพลาด ผมจะไม่ยอมให้ใครหาว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด!!!

ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย สองมือเอื้อมจับราวไว้มั่น จากนั้นค่อยๆ ปีนลงไปเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง รู้สึกหนาวยามลมพัดเพราะไม่ได้ใส่เสื้อผ้า แต่ช่างแม่งเถอะ ค่อยไปหาเอาข้างหน้าก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือหนีให้รอดก่อน   

ปีนลงมาเรื่อยๆ กระทั่งถึงชั้นหนึ่ง ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็รู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ หัวใจฮึกเหิมเมื่อรู้มาได้ครึ่งทางแล้ว ผมใช้แสงจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยแตกของผนังเป็นเครื่องส่องทางระหว่างหาทางออก

ในเมื่อตอนนี้มีแต่ตัวเปล่าไร้กุญแจ ก็คงต้องหาทางอื่นที่ไม่ใช่ประตู...

โชคดีที่หน้าต่างทุกบานเป็นไม้ และโชคดียิ่งกว่านั้นที่ส่วนใหญ่โดนปลวกแทะจนผุกร่อน ผมสุ่มเลือกเอาบานหนึ่งแล้วรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักมันให้เปิดออก จากนั้นก็สัมผัสได้ถึงลมเย็นๆ ปะทะใบหน้ากับพระจันทร์เต็มดวงเด่นเป็นเหมือนเครื่องหมายแห่งชัยชนะ

ผมเกาะขอบหน้าต่าง ดันตัวเองขึ้น ใช้เท้าข้างหนึ่งยันผนัง อีกข้างก้าวขึ้นมาเหยียบข้างบนก่อน แต่ขณะที่กำลังจะยกขาอีกข้างขึ้นมาก็มีมือเย็นๆ จับข้อเท้าไว้ ผมตกใจจนเกือบพลัดตกหน้าต่าง ค่อยๆ หันไปมองอย่างกล้าๆ กลัวๆ

สิ่งที่เห็นทำให้สติหลุดในทันใด...

มันคือใบหน้าขาวโพลนของผู้ชายคนหนึ่ง ดวงตาเหลือกโตที่จ้องมองมาซีดจนไม่รู้ว่าเป็นสีฟ้าหรือขาวกันแน่ ริมฝีปากไร้ซึ่งเลือดฝาด มีหนวดหนึ่งหย่อมใต้จมูกเหมือนฮิตเลอร์


เห็นแค่หัว... ตัวไม่มี


“จะ... ไป... ไหน... เหรอ...”

ผีพูดเสียงยานคางและดึงขาของผมลงจากหน้าต่าง ส่งผลให้ผมเสียการทรงตัวร่วงลงมาข้างล่างหัวฟาดพื้น แล้วทุกอย่างก็มืดมิด เช่นเดียวกับความหวังในการหลบหนีของผมที่ดับลง





อีกด้านหนึ่ง

เวลานี้เที่ยงคืนหนึ่งนาที แต่ยังไม่มีวี่แววว่าแสงเทียนจะกลับมา เฟลมจึงไปที่โรงพักอีกครั้งเพื่อแจ้งความ คราวนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่เห็นหน้ามึนๆ ของหมวดคนนั้นอีก เฟลมรู้สึกเหมือนเขาไม่เต็มใจรับใช้ประชาชนเอาซะเลย พาลให้นายแบบหนุ่มไม่ถูกชะตาไปด้วย

“คุณตำรวจครับ ผมมาแจ้งความคนหาย”
 
สุดหล่อเข้าไปที่โต๊ะแจ้งความ เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่หมุนโต๊ะหันหน้ามาดู ปรากฏแก่สายตาเฟลมว่าเป็นหมวดรักษ์คนเดิม กำลังอ่านนิยาย ‘อย่าเรียกฉันว่านังแพศยา’ ปกสีชมพูจี๊ดจ๊าดชวนแสบตาตัดกับรูปดอกไม้สีทองแวววาวบนหัวของนางเอก

“คุณอีกแล้ว” หมวดเลิกคิ้ว

“ใช่ ผมอีกแล้ว” เฟลมนิ่วหน้า รู้สึกผิดหวังและรำคาญตงิดๆ “เลยยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว รับแจ้งได้รึยัง”

“อืม เขายังไม่กลับมาสินะ โอเค” หมวดเซ็นเอกสารในแฟ้มด้วยลายมือไก่เขี่ยเหมือนไม่ใส่ใจ ทำเอาเฟลมฉุนเล็กน้อย


บริการชุ่ยแบบนี้ ลาออกไปขายปุ๋ยแทนก็ได้นะ!


“พวกคุณจะเริ่มตามหาเมื่อไหร่” ถามอย่างร้อนใจ

“เราต้องตั้งทีมสืบสวนขึ้นมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่มีตำรวจคนไหนว่างเลยนอกจากผมกับจ่าตะวัน แต่จ่าตะวันยังไม่หายป่วย อย่างเร็วสุดอาจจะเป็นมะรืนนี้ หรือพรุ่งนี้ของมะรืนนี้”

“อะไรนะ!!!” เฟลมทุบโต๊ะ ตะโกนเสียงดัง “เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอ คุณรู้ไหมว่าผมทุกข์ใจแค่ไหน! ผมหวังว่าพวกคุณจะเป็นที่พึ่งให้ผมได้ แต่นี่อะไร ทั้งเย็นชาและช้ามาก!!!”

“อย่ามาโวยวาย” หมวดรักษ์กระแทกสันหนังสือใส่โต๊ะดังปึง ดวงตามึนๆ เปลี่ยนเป็นขึงขังน่าเกรงขาม “ผมเข้าใจว่าคนที่มาแจ้งความเขาทุกข์ร้อนกันทุกคน แต่คุณต้องเข้าใจระบบของเรา ไม่ใช่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ งานของเราต้องใช้ความรอบคอบสูง และผมไม่สามารถทำตัวคนเดียวได้ เราต้องทำทุกอย่างไปตามกระบวนการ ขอให้เข้าใจด้วย”

เฟลมกลืนน้ำลายอย่างฝืดๆ

“กรอกข้อมูลให้ครบ”

หมวดยื่นเอกสารร้องทุกข์ให้ อดีตนายแบบกรอกจนครบแล้วส่งคืน หมวดรักษ์มองนาฬิกาแล้วลุกจากเก้าอี้ เป็นจังหวะเดียวกับที่ตำรวจอีกคนเข้ามานั่งแทนที่

“หมดเวรผมพอดี ต้องไปแล้ว เอาไว้พร้อมเมื่อไหร่เราจะติดต่อกลับไปหาคุณ สวัสดี”

“อ้าว เฮ้!”

หมวดรักษ์เอาหนังสือหย่อนลงกระเป๋าแล้วเดินตัวปลิวจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เฟลมมองตามด้วยความรู้สึกแย่สุดบรรยาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินคอตกออกจากโรงพัก แล้วนั่งลงที่ม้านั่งข้างถนนอย่างหมดอาลัยตายอยาก สองมือกุมขมับ ก้มหน้าเครียด
 
วันนี้ทั้งวันเขาไม่ได้ทำเพียงแค่อยู่นิ่งๆ รอแสงเทียนกลับมาที่ห้อง แต่ทำหลายอย่างทั้งขอดูกล้องวงจรปิดทุกตัวของอพาร์ทเม้นต์และบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งเดินตามหาทุกที่ที่คิดว่าแสงเทียนจะไป โทรหาทุกคนในบัญชีรายชื่อมือถือของแฟน (ยกเว้นพ่อกับแม่แสงเทียน กลัวพวกท่านจะหัวใจวายก่อน) แต่ก็ต้องผิดหวัง ไม่มีใครรู้ข่าวของแฟนเขาเลยสักคน แสงเทียนหายไปเฉยๆ เหมือนน้ำระเหยตอนโดนแดด เผลอแป๊บเดียวก็เหลือแต่อากาศ ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้สักอย่าง

เฟลมเหนื่อยแทบขาดใจ สภาวะตอนนี้ยิ่งกว่ามืดแปดด้าน คิดว่าอาจเป็นเวรกรรมคืนสนอง เบื้องบนคงลงโทษที่เขานอกใจ เพราะถ้าแสงเทียนเป็นอันตรายใดๆ ขึ้นมา ตราบาปนี้จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ครู่ถัดมาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่น เฟลมสะดุ้งเฮือกรีบรับสายโดยไม่แม้แต่จะมองชื่อด้วยซ้ำ

“ฮัลโหล เทียน!”

[อะไรกันเฟลม นี่พี่เอง คืนนี้นายว่าง...]

“ไอ้เหี้ย!!! อย่าโทรมาอีกนะโว้ย!!!”   

ทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับมา ชายหนุ่มก็ขว้างมือถือราคาแพงที่ปลายสายเป็นคนซื้อให้ลงกับพื้นอย่างแรงจนแตกกระจาย ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องกระเด็นไปคนละทิศทาง
 
“เหี้ย... แม่งเหี้ย!”

เฟลมเหยียบซ้ำจนหน้าจอแหลกละเอียดคาเท้า
 
...ไม่ต่างกับหัวใจของเขาในตอนนี้เลย





เสืออู๋ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นมาจากชั้นล่างสุด เสียงนั้นคุ้นๆ เหมือนเสียงของคนที่ตนเพิ่งจับมา แต่จะเป็นไปได้ไงในเมื่อคนๆ นั้นกำลังอาบน้ำอยู่... หรือว่ามันหนีอีกแล้ว?

คิดได้อย่างนั้นก็ถีบประตูเปิดออก พลันก็ใจหายเมื่อไม่เห็นคนอยู่ข้างใน ปลายสายโซ่ที่เคยล่ามเหยื่อคล้องไว้กลอนประตู ถังน้ำวางอยู่บนชักโครก ฝ้าเพดานเปิดอ้า ผนังมีรอยมือรอยเท้าบ่งบอกการปีนป่าย เมื่อนั้นเองที่เขารู้ตัวว่าโดนหลอกเข้าเต็มเปา

โจรหนุ่มรีบวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ขายาวๆ ของเขาจะทำได้ จากนั้นมุ่งหน้าไปที่ประตูด้านหลังเพราะคิดว่าแสงเทียนคงหนีไปทางนั้น แต่ยังไม่ถึงประตู สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างขาวบอบบางนอนแผ่หลาไม่ได้สติอยู่บนพื้น แบบเดียวกับที่เขาเห็นครั้งแรกในอพาร์ทเม้นต์
 
ทว่าหนุ่มน้อยไม่ได้อยู่ลำพัง มีตัวอะไรบางอย่างนั่งอยู่ข้างๆ ด้วย

“เฮ้ย ผี!!!” โจรหนุ่มสะดุ้งเมื่อใบหน้าขาวเผือดหันมามอง
 
“อ้าว... เฮีย” หน้าขาวทักด้วยเสียงยานคางเหมือนเพิ่งตื่นนอน เพิ่มความหลอนเป็นสองระดับ “ผมเอง ไม่ใช่ผี”

“ไอ้เล็ก!!! โธ่!!! ไม่ใช่ผีก็เหมือนผีนะมึง กูตกใจหมด!”

โจรอู๋สบถลั่น เอามือทาบอกอย่างโล่งใจเมื่อรู้ว่าคนๆ นั้นคือลูกน้องโจรอีกคน แต่เป็นคนที่เขาเกือบลืมไปแล้วเพราะมันเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด แถมยังชอบใส่เสื้อผ้าสีดำจนเห็นแต่หน้าขาวลอยเหมือนผี

พอหายตกใจก็นึกขึ้นได้

“เฮ้ย! มึงอย่ามอง อย่าแตะต้องเขา ถอยออกมาห่างๆ เดี๋ยวนี้!”

โจรสั่งเสียงดังพร้อมกับชี้นิ้วใส่ลูกน้อง โจรเล็กทำหน้างง เขาเลยผลักออกไปแล้วเอาตัวเองบังร่างเปลือยของแสงเทียนไว้ มือใหญ่หยิบผ้าขี้ริ้วแถวนั้นมาพันร่างกายท่อนล่างของหนุ่มน้อยก่อนจะอุ้มขึ้นจากพื้น

“เขาเป็นใครเหรอเฮีย” ลูกน้องถาม ทั้งที่รู้คำตอบจากรอยสักติดหน้าอกนั้นแล้ว แต่แค่อยากแน่ใจ

“ข้าจับมาจะเอาไปขาย” ลูกพี่บอก

“อ๋อ มิน่าล่ะถึงหนี” ลูกน้องพยักหน้า “เขากล้าบ้าบิ่นมากเลยเนอะ ปีนบันไดหนีไฟลงมาจากชั้นสามแน่ะ ถ้าผมไม่ออกมาเจอ ป่านนี้คงหนีไปได้แล้ว”

“...ไอ้ตัวแสบ” โจรอู๋แยกเขี้ยวใส่คนตัวเล็กในอ้อมแขน “ขนาดล่ามโซ่ไว้ยังจะหนีได้ เดี๋ยวคงต้องเอามัดติดเสาตอกตะปูซะแล้ว”

“เฮีย...” ลูกน้องตาโตหรี่ตาลงอย่างเพลียจิต “โซ่ที่ล่ามร่างกายจะหนาแค่ไหน ถ้าคนอยากจะหนีมันก็หนีได้ แต่โซ่ที่ล่ามหัวใจ แม้จะมองไม่เห็น แต่มันจะผูกไว้จนหนีไม่พ้น เชื่อผมสิ”

“...”

ลูกน้องกับลูกพี่มองตากัน ฝ่ายหนึ่งมีดวงตากลมใหญ่ใสแจ๋วเหมือนลูกแก้ววิเศษที่มองคนอื่นออกตั้งแต่แวบแรกและสามารถจับผิดได้อย่างง่ายดาย ผิดกับอีกฝ่ายที่แม้จะมีดวงตาดุดันทรงพลัง แต่ความสามารถในการโกหกต่ำเตี้ย แววตาล่อกแล่กส่อพิรุธชัดเจน

“พูดพล่ามอะไรของมึง ไม่มีอะไรก็กลับห้องไปได้ละ”

ลูกพี่หลบตาและโบกมือไล่ชายชุดดำ ก่อนจะอุ้มร่างของแสงเทียนเดินขึ้นบันได ทว่าลูกน้องที่อยู่ข้างหลังร้องบอก

“เมื่อกี้เขาหัวฟาดพื้นคงจะเจ็บน่าดู ทายาให้เขาด้วยนะเฮีย”

“เออๆ!” ตอบแบบขอไปที

ลูกน้องมองตามหลังลูกพี่และยิ้มกริ่มเหมือนรู้ดี พอร่างสูงหายลับตาไป เขาก็กลับเข้าห้องของตัวเอง



โจรเล็ก หรือ ‘อเล็กซ์ เกรกอร์ ฮริคมันซ์’ หนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมัน อายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งโจร ตำแหน่งอาชญากรคอมพิวเตอร์ สมาชิกคนเดียวในแก๊งที่ไม่ออกภาคสนาม แต่ทำงานในห้องมืดๆ ที่ชั้นหนึ่ง งานประจำคือเจาะแฟ้มตำรวจ ดัดแปลงลายนิ้วมือของผู้ร้ายไม่ให้ตรงกับคนในแก๊ง (กรณีเผลอทิ้งไว้) ตำรวจจึงไม่สามารถจับพวกเขาได้

นอกจากนี้ยังเป็นคนเลือกหาสถานที่ในการก่อเหตุกับสถานที่กบดานในแต่ละครั้ง รวมทั้งเป็นนักบัญชี จัดการเรื่องเงินอย่างเป็นระบบระเบียบเพื่อไม่ให้ใครในแก๊งได้เปรียบเสียเปรียบกันด้วย
 
พูดได้เลยว่าเขานี่แหละมันสมองของแก๊งที่แท้จริง ถ้าไม่มีเขา ไอ้สามคนที่เหลือคงอยู่ในคุกนานเป็นชาติแล้ว

โจรเล็กเป็นคนไอคิวสูงปรี๊ด ฉลาดเป็นกรด แต่ขาดโอกาสในชีวิตทุกด้าน เขาถูกทิ้งในถังขยะตั้งแต่ยังเป็นทารกตัวแดงๆ สิ่งเดียวที่ติดตัวคือจดหมายของแม่ที่บอกว่าพ่อคือใคร ทว่าพอตำรวจสืบหากลับพบว่าพ่อเขาเป็นอาชญากรหลบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย แถมกว่าจะเจอตัวก็ถูกศัตรูเป่ากบาลดับคาห้องพักซะงั้น อีกทั้งพ่อยังเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีใครยอมรับเลี้ยงเด็กตาดำๆ อย่างเขาด้วย

เหตุนี้เด็กทารกอนาถาจึงถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า และอยู่ในนั้นจวบจนอายุสิบแปดแล้วทางสถานฯ ก็ให้ออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง อเล็กซ์เรียนมหา’ลัยเปิดแห่งหนึ่ง ไม่ได้เข้าเรียน แต่ทำงานแลกค่าจ้างขั้นต่ำอยู่เกือบสามปี ที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาไม่มีเงิน อีกทั้งยังต้องส่งเสียทางสถานฯ บ้านเก่า เนื่องจากจำนวนเด็กกำพร้าในบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี แม่ๆ ของเขาเลยมีภาระมากขึ้น รอเงินสนับสนุนจากรัฐอย่างเดียวไม่ไหว
 
อเล็กซ์ทำงานทุกอย่างตั้งแต่พนักงานร้านสะดวกซื้อ รับจ้างแปลเอกสาร สอนพิเศษเด็กนักเรียน แต่ไม่ว่าทำยังไง เงินที่ได้มาก็ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดี เคยตกอับถึงขั้นนอนวัดและขอข้าวพระกิน จนบางครั้งนึกโกรธโชคชะตาของตัวเองที่น่าจะตายซะตั้งแต่ถูกทิ้งในถังขยะ จะได้ไม่ต้องรับรู้ความยากลำบากของโลกใบนี้
 
จนกระทั่งได้พบกับเบย์เมื่อหกเดือนก่อนในร้านเหล้าที่เขาเป็นเด็กเสิร์ฟ เห็นเบย์ฉกกระเป๋าชาวบ้านต่อหน้าต่อตา เลยคว้าคอไว้จากข้างหลัง ตอนนั้นเบย์ตกใจ คิดว่าจะโดนต่อยและส่งตำรวจ

แต่เปล่า...อเล็กซ์ขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง แลกกับที่จะไม่แจ้งความ เบย์ทั้งงงทั้งดีใจ แต่ก็ตกลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ

พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี อเล็กซ์เลือกเหยื่อ ชี้เป้า เฝ้าต้นทาง ส่วนเบย์ลงมือทำ ช่วงนั้นเงินลูกค้าในร้านหายทุกวันโดยเจ้าตัวไม่รู้รวมแล้วเกือบหนึ่งแสน เป็นเวลาสามอาทิตย์ก่อนที่อเล็กซ์จะตัดสินใจว่าเงินเพียงครึ่งเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เขาต้องการมากกว่านั้น เบย์จึงชวนให้เข้าแก๊งด้วยกันเป็นโจรเต็มตัว จากนั้นชีวิตของอเล็กซ์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นโจรเล็กเช่นทุกวันนี้

แต่ความจริงที่เจ้าตัวคิดก็คือเขามีเลือดโจรของพ่อตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก แค่มันเพิ่งจะฉายแววตอนโตนี่เอง

อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์มาเป็นโจรอย่างมีเป้าหมาย เขามีอุดมการณ์แรงกล้าที่จะเก็บเงินสร้างบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่เพียงพอต่อน้องๆ หลายสิบชีวิตของเขา และไว้เป็นเงินทุนการศึกษาในภายภาคหน้าของเด็กๆ ด้วย เพราะเขาไม่อยากให้น้องๆ มีชีวิตลำบากหรือกลายเป็นปัญหาสังคม เขาเชื่อว่าต้องทำได้แน่ ถ้าหากไม่ถูกจับซะก่อนน่ะนะ

เช่นเดียวกับสมาชิกในแก๊งที่มีจุดประสงค์แตกต่างกันไป แต่สิ่งเดียวที่พวกเขามีเหมือนกันคือ ‘อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น’ และเงินคือคำตอบของทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ

แต่กว่าจะหาเงินเองได้มันไม่ง่าย เลยขโมยจากชาวบ้านแทน ง่ายกว่าเยอะ

เรื่องราวก็เป็นอย่างนี้แหละ...
   




เมื่อมาถึงห้อง เสืออู๋ก็วางร่างบอบบาง บอบช้ำ และเขรอะฝุ่นของแสงเทียนลงกับพื้นแล้วปาดเหงื่อเล็กน้อยตามไรผมกับกรอบหน้าหนาหนวดของตน

เห็นตัวผอมๆ แบบนี้หนักไม่ใช่เล่น เมื่อวันก่อนตอนแบกใส่กระสอบมาว่าลำบากแล้ว วันนี้ก็ยังต้องอุ้มเดินขึ้นบันไดมาตั้งสามชั้น ต่อให้เป็นโจรตัวใหญ่ร่างกายแข็งแรงก็หืดขึ้นคอกันบ้าง

โจรหนุ่มนั่งลงตรงหน้าคนตัวเล็กกว่า ปัดหยากไย่ออกจากผมแล้วเปิดหน้าม้าขึ้นดู เห็นหน้าผากปูดโนเป็นสีแดงๆ ก็ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี

ยาสามัญประจำบ้านมีเพียงอย่างเดียวคือยาหม่อง เขาเอื้อมไปหยิบมาทาที่แผลตรงหน้าผากของหนุ่มน้อยอย่างเบามือ คนที่ถูกทายาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ตื่น... คงจะแสบเฉยๆ

โจรยิ้ม

หมับ...

มือบอบบางของคนที่นอนอยู่จับมือใหญ่ที่กำลังทายาให้ตนเบาๆ ทำเอาเจ้าของมือใหญ่ตกใจ กลัวจะทำคนเจ็บตื่น แต่ที่กลัวกว่าคือจะหาคำแก้ตัวไม่ได้ว่าทำไมต้องทายาให้ ทั้งที่เป็นคนทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายสารพัดแท้ๆ

ทว่าคนเจ็บก็ไม่ตื่น แค่ละเมอเท่านั้น

“อย่าไปนะเฟลม....”

น้ำเสียงหวานๆ จากริมฝีปากบางกระแทกหัวใจของชายหนุ่มที่จ้องดูอยู่อย่างจัง... แม้มันจะฟังดูเศร้า และชื่อนั้นจะไม่ใช่ชื่อเขาก็ตาม แต่กลับรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด

“...เฟลม”

แสงเทียนน้ำตาไหล เสียงสั่นน้อยๆ แต่จับมืออีกฝ่ายแน่นมากขึ้น

“อย่าร้องสิ”

เขาพูดเบาเกือบเป็นกระซิบ แต่แสงเทียนก็ยังคงร้องต่อไป ไม่รับรู้สิ่งใดที่อยู่นอกความฝัน

เสือหนุ่มโน้มตัวลงไปใกล้ อยากจะเช็ดน้ำตาให้ ทว่าก็ชะงักไว้เพราะกลัวฝ่ามือหยาบกระด้างแข็งกร้าวของตนจะบาดผิวจนหนุ่มน้อยระคายเคืองและตื่นขึ้นมาได้ เลยเคลื่อนตัวกลับไปข้างหลังเช่นเดิม


ไอ้เฟลมนั่นเป็นคนที่ทำให้เอ็งร้องไห้ใช่ไหม

ก็แล้วจะคิดถึงมันอีกทำไมเล่า...





รุ่งเช้า

ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บหัว เอามือแตะหน้าผากดูก็ต้องร้องโอ๊ยเพราะหัวโนเท่าลูกมะนาว คงเป็นตอนตกหน้าต่างหัวฟาดพื้นเมื่อคืนแหงๆ มองรอบตัวเห็นว่ายังอยู่ห้องเดิม แสดงว่าหนีไม่รอดอีกครั้งหนึ่งแล้ว เย่ (ประชด)

แต่แปลกจัง ทำไมผมไม่ถูกมัด ไม่ถูกล่ามโซ่?!

“ฟื้นซะที สลบนานฉิบหาย” เจ้าของห้องที่กำลังนั่งตัดเล็บเท้าหน้าประตูพูดจิกกัดผมทันที 

“นี่มันอะไร ทำไมไม่มัดกูล่ะ” ผมถามอย่างมึนงง หันไปข้างตัวก็เห็นถุงเสื้อผ้าใหม่หลายชุด “แล้วเสื้อผ้าพวกนี้คือ?”
 
“ซื้อมาให้” โจรตอบห้วนๆ สายตาจ้องอยู่ที่เล็บเท้าตัวเอง “ที่ไม่มัดก็เพราะเอ็งคงจะหาทางหนีอยู่ดี เขาว่ายิ่งขังหมา หมายิ่งอยากออกจากกรง ข้าก็เลยเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ”


เปรียบเทียบได้ลึกซึ้งมาก


ผมก้มมองดูสภาพตัวเองแล้วก็แปลกใจอีกเพราะไม่ได้สกปรกเหมือนเมื่อคืน ดมๆ ดูก็หอมกลิ่นสบู่ด้วย

“อาบน้ำให้ใหม่เมื่อคืน” โจรบอกอย่างรู้ทัน “แต่เอ็งก็หลับได้หลับดี ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกสวนทวารตั้งสามรอบ”

“...!!!”
 
“ล้อเล่นน่ะ”

“...” เกือบด่าเป็นภาษาเหนือสำเนียงเชียงรายแล้วเชียว

“ตื่นแล้วก็ดี จะได้ถ่ายรูป”

ตัดเล็บเท้าเสร็จมันก็หันตัวมาทางผมตรงๆ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าว่าหนวดของมันดูบางตาลง

“ถ่ายรูปให้ลูกค้าดูน่ะเหรอ” ผมถาม ใจแอบหวั่นวิตก
 
“ใช่ แต่ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ถ่ายเอ็งทั้งๆ ที่โป๊หรอก เสื้อผ้าในถุงน่ะเลือกใส่เอาสิ”

“...อือ”

ผมพยักหน้าอย่างจำใจแล้วเปิดดูถุงเสื้อผ้า มีครบทั้งชั้นใน เสื้อ และกางเกงอย่างละสามตัว แบรนด์เนมซะด้วย ตัวละตั้งหลายร้อยแน่ะ สงสัยฝากนายเดลิเวอรี่ซื้อมั้ง ผมเลือกออกมาใส่ให้เสร็จๆ ไป
 
ผมรู้ว่าทำไมไอ้โจรถึงไม่ล่ามโซ่แถมซื้อเสื้อผ้าให้ ไม่ใช่ว่ามันใจดีสงสารผมหรอก แต่มันกำลังจะขายผมจริงๆ แล้วต่างหาก เสื้อผ้าพวกนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ลูกค้าจะได้เห็นว่าผมดูดีมีชาติตระกูล ไม่ใช่ถูกทารุณเหมือนสัตว์ ที่มันทำก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ ไม่ใช่เพื่อผม

ใส่เสร็จไอ้โจรก็หยิบมือถือขึ้นมา โอ้โห ใช้รุ่นใหม่ล่าสุดที่แบมบี้วงก็อตจักรพันธ์เป็นพรีเซนเตอร์ด้วยนะแก (ขโมยมาอีกชัวร์) แล้วสั่งให้ผมยืนชิดผนังห้อง

"ยิ้มสวยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ”
 
มันสั่ง ผมก็ยิ้มแบบฝืนๆ

“ดูเฟคมาก ยิ้มออกมาจากใจสิวะ”

“คนจะโดนขายตัวเขายิ้มกันออกรึไง!” ผมสวน

“เรียนออกจะสูง เรื่องแค่นี้ทำไมทำไม่ได้”

“มันเกี่ยวกันตรงไหนวะ!?”

เกลียดฉิบหายไอ้คำพูดพวกนี้ เรียนปริญญาตรีไม่ได้แปลว่าต้องทำได้ทุกอย่างครอบจักรวาลนะเว่ย นี่คนครับไม่ใช่ซูเปอร์แมน!

“ต้องทำ ไม่งั้นไม่ให้แดกข้าว”

มันลั่นคำประกาศิตที่รู้ว่าผมไม่กล้าปฏิเสธ ซึ่งก็จริง เริ่มแสบท้องละเนี่ย

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลอกตัวเองว่าคนตรงหน้าคือญาญ่าคนสวย ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างหวานหยาดเยิ้ม แววตาเป็นประกายวิ้งๆ ใส่กล้อง ยิ้มหวานขนาดนี้ถ้ามันยังติอีกล่ะก็ ผมยอมไม่แดกข้าวเลยอ่ะ
 
“เออ แบบนี้ดิ” ไอ้โจรว่าแล้วกดถ่ายสามครั้งติดกัน

“จะเอากูไปให้ลูกค้าตอนไหน” ผมถาม จะได้เตรียมใจทัน

“ข้าต้องดูก่อนว่าลูกค้าคนไหนให้ราคาเอ็งสูงที่สุด คงไม่เกินสามสี่วัน เดี๋ยวเอ็งก็เป็นอิสระ”
 
“อิสระ...” ผมทวนคำของมันอย่างขมขื่น

อิสระจากมึงก็จริง แต่หลังจากถูกลูกค้าบ้ากามปู้ยี้ปู้ยำหนำใจแล้วชีวิตกูจะเป็นยังไงต่อไป? โดนฆ่าหรือเอาไปขายเป็นทอดๆ? หรือต่อให้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ประวัติก็คงด่างพร้อยย่อยยับ สังคมไม่ยอมรับอยู่ดี ไม่มีหรอกอิสระที่มึงว่าน่ะ นอกจากความตายเท่านั้นแหละ
 
โจรออกไปข้างนอกแล้วกลับมาพร้อมกับจานข้าวยื่นให้ผม

“แดกซะ”
 
ปรากฏว่าเป็นข้าวคลุกน้ำปลา ดูแล้วอนาถยิ่งกว่าข้าวหมา แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกิน ผมรับมาจากมือมันและถือมานั่งกินห่างๆ

ก่อนตักข้าวเข้าปากผมหันไปบอกมันอย่างโคตรจะจริงใจ

“ขอบใจนะ”

“อือ”

ผมกินข้าว ส่วนมันก็ก้มหน้ากดมือถือ คงกำลังส่งรูปผมให้ลูกค้า

เอาเหอะวะ กูก็อยากรู้ว่าชีวิตนี้จะเฮงซวยได้ถึงขีดสุดแค่ไหน!




...

ขณะที่คนหนึ่งกินข้าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง อีกคนก็ซ่อนรอยยิ้มไว้เบื้องหลังหนวดครึ้ม เขาเลื่อนดูรูปภาพที่เพิ่งถ่ายไปหมาดๆ แล้วเลือกภาพที่ดูดีที่สุด แต่ก็เลือกไม่ได้สักทีเพราะดูดีเกินกว่าจะมีอยู่จริงทุกรูป

หนุ่มน้อยหน้าหวาน ผมสีน้ำตาล ยิ้มตาเป็นประกาย

คงจะมีแค่นางฟ้าเท่านั้นที่จะงดงามเทียบเท่าคนๆ นี้


ตั้งค่า -> ใช้เป็นวอลเปเปอร์หน้าจอ -> ตกลง


“หึๆ”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอแล้วหย่อนมือถือลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม




TBC...

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
จ้า!!!! พ่อโจรปากแข็ง

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ขำโจร ชอบเขาเข้าซิก็เทียนน่ารักนิ
อยากรู้ภูมิหลังของโจรทำไมมาเป็นโจรจากรูปกายผิวพรรณไม่น่าจะลำบากมาก่อนนะ :hao4: :pig4:

ออฟไลน์ cheezett

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
สงสารเทียนมากนะ แต่ทำไมขำไอ้แก้งค์โจรนี่ก็ไม่รู้  :jul3: :m20:

ออฟไลน์ ★KVH™★

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
เทียนน่าสงสารนะ
แต่บางทีน้องก็ฮาเว่อร์ ขำ

ออฟไลน์ nevergoodbye

  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1332
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +51/-2
พี่โจรเอาตังไปทำอะไรเนี่ย
ขโมยได้ตั้งเยอะ แต่ความเป็นอยู่น่าสงสารมาก  :hao3:

ออฟไลน์ Kumamon_Kung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เอ๊ะ ยังไงๆ ชอบน้องเค้าแล้วหรอจ๊ะ น้องน่ารักมากใช่มั้ยล่ะ  :z2: :z2: :z2: :z2:

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9
555 อีโจรเหี้ย เอารูปเทียนเป็นวอลเปเปอร์ซะงั้น ตกหลุมรักเทียนแล้วสิ

ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
อิหยังนิโจรอู๋! สรุปแค่แกล้งน้องเทียนเหรอ

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

5
เริ่มต้นการสืบสวน




วันต่อมา

เฟลมเพิ่งซื้อมือถือใหม่หลังจากอันเก่าที่พี่มาร์คซื้อให้พังยับเยินไปแล้ว แต่มันดูไร้ความหมายเมื่อไม่มีใครโทรหาเขาเลยแม้แต่สายเดียว... ที่จริงก็มีอยู่ คือผู้จัดการโทรมาไล่เขาออกโทษฐานทำร้ายหัวใจพี่มาร์ค

ก็ดีเหมือนกัน! เขาไม่อยากเป็นชู้กับมันอีกแล้ว ความรู้สึกผิดที่มีต่อแสงเทียนกัดกินใจเขาจนเจ็บช้ำเกินรับไหว แม้ว่าการกระทำนี้จะเทียบเท่าการทุบหม้อข้าวตัวเอง คือไม่มีทางที่เขาจะอยู่ในวงการต่อไปได้เพราะไอ้มาร์คใหญ่มาก มันต้องตามระรานเขาจนไม่ได้ผุดได้เกิดแน่ๆ

แต่เฟลมไม่แคร์ ตอนนี้ขออย่างเดียวคือให้เจอแสงเทียนเป็นพอ


ติ๊งๆๆ!!!

 
เฟลมตกใจเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์สายเข้า เบอร์ไม่คุ้นแต่ก็รับ เพราะหวังว่าอาจเป็นแสงเทียน เขาอาจใช้ตู้โทรศัพท์โทรมาก็ได้

“ฮัลโหล” ชายหนุ่มรับสาย

[คุณเปรมประกิตต์ใช่ไหมครับ] เสียงทุ้มเกือบจะคุ้นหูเอ่ยถาม

“ใช่ นั่นใคร”

[ผมร้อยตำรวจโทหริรักษ์ ป้องปกเกียรติ ผู้รับผิดชอบคดีของคุณ ตอนนี้ทีมสืบสวนพร้อมแล้ว เราจะไปที่บ้านของคุณภายในสิบห้านาที เตรียมตัวให้พร้อมด้วย]

แล้วก็วางสาย

เฟลมผิดหวังที่ไม่ใช่แสงเทียน แต่ก็ดีใจที่ตำรวจติดต่อมาซักที เพราะเขารอคอยอย่างกระวนกระวายมาตลอด ตอนนี้ความหวังของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นมาก หวังว่าตำรวจจะช่วยตามหาแฟนได้สำเร็จ

สิบห้านาทีถัดมาไม่มีขาดมีเกิน ก็มีเสียงเคาะประตูห้อง เฟลมรีบลุกไปเปิดให้ เห็นผู้ชายสามคนยืนอยู่ ทั้งหมดแต่งกายนอกเครื่องแบบ

"สวัสดีคุณเปรมประกิตต์”

หมวดมึน (ที่เฟลมแอบตั้งชื่อให้) ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงยีนทรงลำลองกล่าวทักทายพร้อมแสดงเครื่องหมายราชการ ดูเผินๆ เหมือนหนุ่มมหา’ลัยมากกว่าตำรวจอายุยี่สิบห้า เพราะหน้าตาและการแต่งกายดูเด็กกว่าอายุจริงมาก

“สวัสดี” เฟลมทักตอบ

“พวกเราคือทีมสืบสวนคดีของคุณ ผมเป็นหัวหน้าทีม ส่วนนี่คือจ่าตะวัน และนักสืบทิวา” หมวดผายมือให้กับชายสองคนที่ยืนขนาบข้างซ้ายขวา

“ยินดีที่ได้รู้จัก ผมจ่าตะวัน”

ตำรวจหนุ่มหน้าตาดีแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นสมชื่อตัว อดีตนายแบบผงกหัวรับตามมารยาท คิดในใจว่าถ้าหากไม่บอกว่าเป็นตำรวจคงนึกว่าเป็นมัคนายกแน่แท้ เพราะเขาสะพายย่าม สวมเสื้อผ้าฝ้ายปักลายพระภิฆเนศ กางเกงชาวเล รองเท้าแตะเชยๆ สวมกำไลลูกประคำตั้งสามเส้น แถมตัวยังหอมฟุ้งด้วยกลิ่นน้ำอบไทย เป็นผู้ชายประเภทที่เฟลมไม่เคยรู้ว่ายังมีหลงเหลืออยู่บนโลก

“สวัสดี ผมนักสืบทิวา”

สมาชิกคนสุดท้ายในทีมที่กล่าวด้วยมาดนิ่งขรึม ทีแรกเฟลมจินตนาการไว้ว่า ‘นักสืบ’ จะต้องใส่เสื้อสูท สวมหมวก พกแว่นขยาย ดูมีอายุหน่อยเหมือนเชอร์ล็อก โฮล์มส์ แต่ชายผู้นี้พลิกความคิดเขาไปร้อยแปดสิบองศา เพราะดูเผินๆ แล้วไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าเป็นนักสืบเลย...ซึ่งนั่นก็คงเป็นคุณสมบัติสำหรับอาชีพนี้ที่ต้องปกปิดตัวตนนี่เอง

เขาอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เป็นคนขาวตี๋ คิ้วเข้ม ดวงตาเรียว จมูกโด่งมีสันชัด แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขาห้าส่วน กับรองเท้าหนัง จัดว่าดูดีและหล่อมาก หล่อแบบผิดที่ผิดทาง คือควรจะอยู่ในทีวีไม่ก็ป้ายไวนิลบนตึกใบหยกมากกว่าสถานที่แบบบ้านๆ อย่างนี้

ทว่านักสืบมีรังสีน่าเกรงขามแผ่ออกจากสายตาจนเฟลมรู้สึกหนาวอย่างบอกไม่ถูกเมื่อสบตาด้วย เขาดูสง่างามและสูงส่งเหมือนหงส์ เฟลมคิดว่าชายผู้นี้คงมาจากวงศ์ตระกูลผู้ดีแน่นอน

“ยินดีที่ได้รู้จักและรบกวนด้วยนะครับ” เฟลมบอกเจ้าหน้าที่ทั้งสามคน ทั้งเกร็งและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน

“การสืบสวนจะแบ่งเป็นสามส่วน ผมจะสอบปากคำจากคุณ จ่าตะวันจะตรวจสอบสถานที่และพยาน ส่วนนักสืบทิวาจะแกะหาหลักฐานตามวิธีการของเขา เอาล่ะ เริ่มกันเลยดีกว่า ตามผมมาทางนี้”

หมวดรักษ์บอกเฟลมอย่างรวบรัด ก่อนจะเดินไปที่โซฟาส่วนกลาง ห่างจากห้องของเฟลมพอสมควร จ่าตะวันกับนักสืบทิวาก็แยกย้ายทำงานในส่วนของตน หมวดลงไปชั้นล่างเพื่อดูกล้องวงจรปิด ส่วนนักสืบเข้าไปในห้องของเฟลม

ชายหนุ่มเดินตามหมวดรักษ์พลางถามอย่างงงๆ

“ทำไมเราไม่เข้าไปคุยในห้องล่ะ”

“ไม่ได้ นักสืบต้องทำงานในนั้น”
 
หมวดมีสีหน้ามึนเบลอตลอดเวลาเหมือนหลับไม่เต็มตื่น แต่การเคลื่อนไหวกลับดูกระฉับกระเฉงอย่างขัดกัน เขานั่งลงที่โซฟาแล้ววางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้า ชายหนุ่มเจ้าทุกข์ก็นั่งฝั่งตรงข้าม

“ผมคิดว่าคุณจะติดต่อมาเร็วกว่านี้ซะอีก”

เฟลมเปรยด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม เป็นการบอกอ้อมๆ ว่า ‘คุณแม่งโคตรช้า’

แต่กลับโดนตำรวจตอบกลับแบบเจ็บกว่า ทำหน้าหน้าแทบร้าว

“ผมเป็นตำรวจครับ ไม่ใช่ไลน์แมน ที่คุณสั่งปุ๊บแล้วจะได้ปั๊บ กว่าเราจะเตรียมความพร้อมก็ต้องใช้เวลา ทั้งเอกสาร เวลาที่เหมาะสม กับบุคลากร คุณไม่รู้หรอกว่าตำรวจคนหนึ่งต้องรับผิดชอบกี่คดีในเวลาเดียวกัน คุณคิดว่าคดีตัวเองสำคัญ ชาวบ้านคนอื่นก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน จะให้ผมใส่ใจคุณเป็นพิเศษก็ไม่ยุติธรรมกับคนอื่นสิครับ”

“...”

“อีกอย่างผมก็พิจารณาแล้วว่าแฟนของคุณเป็นผู้ชาย อายุยี่สิบสอง ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงโรคจิตเวชและไม่มีประวัติอาชญกรรมใดๆ จึงค่อนข้างวางใจว่าเขาจะดูแลตัวเองให้ปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เราถึงรอให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วค่อยดำเนินการ แต่ถ้ากรณีที่เป็นผู้หญิงหรือเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เราจะทำทันที...ทีนี้พอจะเข้าใจผมบ้างหรือยัง”

“....” เฟลมทั้งละอายทั้งเสียเซลฟ์จนไม่กล้าพูดอะไร เลยแค่ผงกหัวเฉยๆ

พอเห็นท่าทีหงุดหงิดของเฟลมอ่อนลง สีหน้าจริงจังของหมวดก็กลับสู่ใบหน้ามึนเหมือนเดิม

“เอาล่ะ ผมจะเริ่มถามคำถาม คุณจงตอบให้ตรงตามความจริง”

“อืม”

“เขาหายไปตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ เวลาใด” หมวดวางมือถือของตนลงกลางโต๊ะเพื่อบันทึกเสียง

“ผมว่าผมเขียนบอกไว้ในใบแจ้งความชัดแล้วนะ”

“ผมแค่อยากรู้ว่าคุณจะไม่โกหก หรือปั้นเรื่องขึ้นมาแล้วจำที่ตัวเองพูดไปไม่ได้”

เฟลมขมวดคิ้ว สีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์ เขารับรู้ว่าตำรวจนายนี้อาจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรงราวกับไม้บรรทัดก็จริง แต่คำพูดคำจาที่ตรงไปตรงมานั้น บางทีก็ฟังดูเหมือนประชดประชันยังไงไม่รู้

“วันที่สิบห้า  เวลาประมาณห้าทุ่มครึ่ง”

“จงเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียด”

“คืนนั้นเราเข้านอนกันตามปกติ เขาชวนมีเซ็กส์ แต่ผมเหนื่อยและง่วงมากเลยปฏิเสธไป เขาก็งอนหาว่าผมไม่รัก ยิ่งทำให้ผมรำคาญ บวกกับเขาจับได้ว่าผมแอบคุยกับคนอื่น เราเลยทะเลาะกันรุนแรง แล้วผมก็โมโหหนีออกไป ส่วนเขาร้องไห้อยู่ในห้อง... ผมไม่แน่ใจว่าเขาหายไปเวลาไหนแน่ เลยเขียนไปว่าห้าทุ่มครึ่ง เป็นเวลาที่ผมออกจากห้อง”

“โอเค ต่อเลย”

“ผมกลับมาอีกทีตอนแปดโมงเช้าแต่ไม่เห็นเขา โทรหาใครๆ ก็บอกว่าไม่รู้ ผมรออยู่นานจนแน่ใจว่าเขาหายตัวไป เลยไปแจ้งความ”
 
เฟลมเล่าด้วยใบหน้าเคร่งเครียดปนเศร้า ตำรวจหนุ่มจ้องหน้าเขาอย่างไม่ละสายตาเพื่อสังเกตทุกอิริยาบถกระทั่งเล่าจบ

“คุณแอบคบกับใคร คบกันในระดับไหน” หมวดยิงคำถามตรงๆ อย่างไม่ไว้หน้า ทำให้เฟลมละอายเหมือนถูกแทงใจดำ

“ผมบอกชื่อไม่ได้ บอกได้แค่ว่าเป็นรุ่นพี่”

“หญิงหรือชาย”

“ชาย”
 
“คุณจำเป็นต้องบอกชื่อ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของคุณแสงเทียน”

เฟลมนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจ ไม่ใช่เพราะหมวดพูดเหมือนพี่มาร์คเป็นคนร้าย แต่เพราะรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวกับคดีจึงตอบเลี่ยงๆ

“ไว้ถึงตอนจำเป็นจริงๆ คุณค่อยถามผมอีกทีแล้วกัน ไปพาดพิงถึงเขาสุ่มสี่สุ่มห้า ผมกลัวจะโดนฟ้อง”
 
“งั้นบอกรูปแบบความสัมพันธ์แทนก็ได้ ลึกซึ้งขนาดไหนถึงกับทำให้คุณกับแฟนแตกหักกัน”
 
“ก็...เขาเป็นคนคอยช่วยเหลือผมหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องเงิน งาน การใช้ชีวิต ความสัมพันธ์คล้ายๆ แฟน”

“ชู้?” หมวดซัดหมัดฮุกเข้าใส่

“... ใช่ ชู้” เฟลมยอมรับ ชาไปทั้งหน้า
 
“คุณกับคุณแสงเทียนทะเลาะกันบ่อยแค่ไหน” หมวดถามต่อ ใบหน้ามึนๆ กลายเป็นจริงจังอีกครั้ง

“ก็มีบ้าง”

“ปกติทะเลาะเรื่องอะไร”

“เยอะอ่ะ เช่นผมไม่มีเวลาให้ หรือเขาหึงที่มีคนมายุ่งกับผมบ่อยๆ”
 
“ความรุนแรงระดับใด”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็แค่คลื่นธรรมดา แต่ล่าสุดคือสึนามิ ผมเหวี่ยงเขาแรงมาก แล้วก็เผลอทำร้ายร่างกายเขาด้วย...”   

เฟลมก้มหน้า มือกุมขมับหนึ่งข้าง เสียงสั่นเหมือนกำลังกลั้นร้องไห้ แต่หมวดไม่สนใจอาการเหล่านั้น งานของเขาคือสอบปากคำ ไม่ใช่ให้กำลังใจ นี่ตำรวจไม่ใช่พี่อ้อยพี่ฉอด

“ช่วยเงยหน้ามาคุยกันตรงๆ หน่อย”
 
“...” ชายหนุ่มทำตามอย่างขัดความรู้สึก ณ จุดนี้เชื่อแล้วว่าหมวดช่างเป็นคนที่ไร้ความยืดหยุ่นสิ้นดี
 
“พวกคุณคบกันมานานแค่ไหนแล้ว”

“เพิ่งครบสามปีเมื่อเดือนก่อน”

“เขากับคุณทำงานอะไร”

“ผมเป็นนายแบบ เอ่อ... อดีตนายแบบ ส่วนเขากำลังเรียนปีสี่ คณะรัฐศาสตร์”

“เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเรียนใช่ไหม”
 
“ไม่นะ สอบได้เกรดสูงตลอด ถึงจะบ่นว่าเรียนหนัก เหนื่อยงั้นงี้ แต่รวมๆ เขาก็ยังแฮปปี้กับมันนะ”

“เรื่องเงินล่ะ”

“ยิ่งไม่ใช่เลย พ่อแม่เขามีธุรกิจส่วนตัวที่ต่างจังหวัด ส่งเงินให้กินใช้เหลือเฟือทุกเดือน”

“เขามีศัตรูที่ไหนรึเปล่า”
 
“ไม่น่ามี แสงเทียนนิสัยดีจะตาย ใครอยู่ใกล้ก็รักทั้งนั้นแหละ”

‘ยกเว้นคุณ’ หมวดเกือบจะหลุดปากพูดไป

“จากหลักฐานและคำบอกเล่าทั้งหมดของคุณตอนนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่าเขาถูกลักพาตัวไป หรือไม่ก็หนีไปเอง”

“แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะหนี” เฟลมแย้ง “เขาไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลยแม้แต่เสื้อผ้าชิ้นเดียว”

“หือ?” หมวดทำหน้างง “เขาหายไปตอนเปลือยเหรอ?”

“เปล่า คือไม่มีเสื้อผ้าหายเลยต่างหาก...แต่จริงๆ ก็เกือบเปลือยแหละ เขาใส่แต่บ็อกเซอร์ตัวเดียวน่ะ”
       
“อ้อ”

“ถ้าจะหนีอย่างน้อยก็ต้องเอามือถือ กระเป๋าตังค์ หรือเสื้อผ้าตัวอื่นไปด้วยสิ ถูกมั้ย แต่มันไม่มีอะไรหายไปเลย”

“เราจะรู้ได้ยังไงว่าไม่ได้เป็นการจัดฉาก?” หมวดถาม

เฟลมถึงกับปรี๊ดแตกทันที

“ผมสาบานได้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง! ตั้งแต่วันที่เขาหายไปผมแทบจะไม่ได้แตะข้าวของในห้องเลยนอกจากแค่ตู้เย็น โซฟา กับห้องน้ำ ผมพยายามรักษาสภาพห้องให้คงเดิมที่สุด เพราะกลัวตำรวจจะคิดแบบที่คุณกำลังคิดนี่ไง! แล้วถ้าพวกคุณเก่งจริง การสืบสวนของพวกคุณแม่นยำจริง ก็คงรู้ว่าผมไม่ได้โกหก!”

หลังระบายโทสะจบตำรวจกับเจ้าทุกข์ต่างจ้องตากันด้วยอารมณ์ตึงเครียด บรรยากาศน่าอึดอัดมากจนแทบทนไม่ไหว หากปล่อยไว้ต่อไปอาจบานปลายถึงขั้นเสียงานได้

“ผมคิดว่าเราน่าจะพักสักครู่”

ตำรวจลุกจากโซฟาเดินไปตามระเบียงด้วยท่าทางสงบ เป็นการตัดจบบทสนทนาโดยปริยาย ทิ้งให้อีกคนสบถคำหยาบคายตามหลังเหมือนคนที่ถูกตำรวจตรวจจับปรับใบขับขี่กับหมวกกันน็อคตามป้อม แต่ก็ไม่กล้าด่าตรงๆ ให้ตำรวจได้ยิน



อีกด้าน

นักสืบทิวากำลังตรวจสอบสภาพห้องอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม เขาสันนิษฐานไว้สองทางคือแสงเทียนหนีไปด้วยตัวเองหรือสองถูกลักพาตัว เขาสืบหาตามข้อหนึ่งก่อน คนจะหนีออกจากบ้านต้องมีของจำเป็นติดตัวเช่นกระเป๋าตังค์ มือถือ หรือเสื้อผ้า แต่สิ่งเหล่านั้นของแสงเทียนกลับอยู่ครบ ไม่มีอะไรหายแม้แต่กางเกงในตัวเดียว (ตามที่เฟลมบอก)

แต่จะมีใครลักพาตัวไปได้อย่างไร ในเมื่อเฟลมอ้างว่าประตูหน้าห้องปิดสนิทตอนที่เขากลับมาถึง อีกทั้งก็ยังไร้ร่องรอยงัดแงะ

เพื่อความแน่ใจ นักสืบหนุ่มใช้ผงสีดำโรยหารอยนิ้วมือบนกลอนประตูหน้าห้องแล้วสแกนเข้าโน้ตบุ้คประจำตัวค้นหาในสารบบ ก็พบว่ามีเพียงรอยนิ้วมือของเฟลมและแสงเทียนแค่สองคน

ดังนั้นเขาจึงไปหาที่ประตูหลังห้องบ้าง แม้โอกาสที่ ‘ผู้ร้าย’ จะเข้าทางนี้มีน้อยมากก็ตาม เนื่องจากห้องอยู่สูงจากพื้นเกือบยี่สิบเมตร ผนังก็ไร้จุดที่จะเกาะไต่ขึ้นมาได้ กิ่งไม้ก็ไกลเกินกว่าจะก้าวถึงระเบียง... แต่อาจจะไม่ไกลนักสำหรับคนร้ายตัวสูงอย่างต่ำร้อยเก้าสิบถึงสองร้อยเซนติเมตร 
โปรยผงแล้วปรากฏรอยมือบนราวระเบียง ทำให้นักสืบหนุ่มอึ้งไป เขยิบหน้าเข้าไปใกล้ๆ พลันดวงตาเรียวเล็กก็ขยายกลายเป็นเบิกโต เพราะรอยนิ้วมือนั้นใหญ่กว่าของเฟลมและแสงเทียน นอกจากนี้เขาเพิ่งสังเกตว่ามีรอยรองเท้าด้วย

นักสืบหนุ่มสแกนนิ้วมือค้นหาผู้เป็นเจ้าของ รอการประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก็ปรากฏชื่อที่ทำให้ผงะราวหายนะมาเยือน

“มึงอีกแล้ว... ไอ้ห่ามี่”





ค่ำแล้ว

ผมอยู่ในห้องกับไอ้โจรอู๋ทั้งวันทั้งคืน มันใช้ให้ผมทำหลายอย่างตั้งแต่ซักผ้า กวาดห้อง ถูพื้น นวดตัว ฯลฯ ราวกับผมเป็นทาสโดยบอกว่าเป็นค่าตอบแทนที่ไม่ล่ามโซ่ แต่ถ้ารู้ว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ ผมยอมถูกล่ามโซ่แต่ได้อยู่เฉยๆ ทั้งวันยังจะดีกว่า

เมื่อเช้ามันคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันไม่ยอมให้ผมได้ยินแม้แต่คำเดียว แต่ก็เดาได้ว่าคงไม่พ้นเรื่องการขายตัวผม (แอบเห็นมันคุยแล้วเหลือบมองหน้าผมเป็นพักๆ) เมื่อกี้มันก็คุยอีกแต่สีหน้าดีขึ้น ก่อนวางสายมันก็ยิ้มน่าระรื่นด้วย อาจจะตกลงราคากันเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้

“ป้ะ” มันพูด หยิบไบเกอร์แจ็คเก็ตหนังเทียมที่แขวนผนังมาสวม ท่าทางเหมือนจะออกไปข้างนอก

“ไปไหน” ผมถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่รู้แก่ใจว่าคงไม่พ้นซ่องหรือบ้านของลูกค้านั่นแหละ

ไอ้โจรสวมแว่นดำ สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้ามิดชิด แล้วบอกกับผมว่า...

“ไปเดตกัน”





TBC...


####
เหวยๆๆๆ งงเหมือนน้องเทียนกันเลยใช่มั้ย 5555
เดตกะโจรจะเป็นยังไง ฝากติดตามด้วยนะคะ <3
 

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
พี่โจรคุยกะนักสืบรึป่าว แต่ขำโจรมาก แบบอิหยังวะหนิ? โจรจริงดิ? เทียนเลิกหนีเถอะ หนีไปก็เจอแต่โจรแก็งนี้

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ทำไมคุณนักสืบอุทานแบบนั้นหรือรู้จักกับโจร :confuse:

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 543
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
คุณนักสืบรู้จักอีโจรอู๋หรอ​?

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
5555 มาแบบนี้ก็ไปต่อไม่ถูกนะเฟ้ยย

ออฟไลน์ sripaerrr

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 221
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-1
ยังแยกคนกับตุ๊กตายางไม่ออก ไม่น่าเป็นโจรที่ขโมยทรัพย์สินที่มีมูลค่าได้ขนาดนั้นเลยอะ 5555555

ออฟไลน์ Kumamon_Kung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อ่านจบแล้วได้แต่แบบ อิหยังวะ ไปต่อไม่ถูกเลย ระแวงว่ามันจะเป็นแผนหลอกให้แสงเทียนตายใจไม่ให้คิดหนีอ่ะ แงงงงงง อย่าหลอกน้องน้าาาาาาา  :sad4: :sad4: :sad4: :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ ฤดูใบไม้หลากสี

  • ผู้เป็นอิสระเหนือทุกสิ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-2
    • อิสระ ไม่อาจพรากไปจากเรา, จินตนาการก็อยู่คู่เราจนสิ้นลมหายใจ
สนุกดีชอบ มีความกวน มีความจี้ดี

ออฟไลน์ ★KVH™★

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 648
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
อ้าวคุณโจร
อย่างนี้ก็ได้เหรอ 555

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Noname_memi

  • 7 or never, 7 or nothing
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1470
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-1
เดี๋ยวววง  คืออะไรคุณนักสืบ รู้จักกันกับพวกโจรอู๋เหรอ  :katai1:

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 225
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
แน่ะ มี ดงมีเดท อีก อืมๆ เป็นคู่ ที่ดุ เดือดสูสี น่าดู แล่ว เฟลม จะ คู่ใคร เน้ออ

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #52 เมื่อ02-10-2018 23:36:29 »



EP.6
ไปเดตกัน



การสืบสวนดำเนินไปตลอดทั้งวัน เฟลมโดนรีดเค้นข้อมูลทุกอย่างจนหมดไส้หมดพุง พอการสืบสวนจบลงเขาแทบจะอ้วกด้วยความเครียด

นักสืบทิวาได้หลักฐานชิ้นสำคัญคือลายนิ้วมือของคนแปลกหน้าที่ระเบียงหลังห้อง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของชายชื่อ ‘นายอติศร แซ่อู๋’ หรือนายอาร์มี่ หนุ่มลูกครึ่งไทย-จีนวัยยี่สิบสอง ผู้ไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยและอาชีพการงานที่ชัดเจน จ่าตะวันก็ได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิดของร้านเหล้าห่างจากอพาร์ตเม้นท์ไปสามช่วงตึก พบว่ามีชายร่างสูงแบกกระสอบขนาดใหญ่และตุงเหมือนใส่คนไว้ข้างในเดินผ่านหลังร้าน จ่านำภาพจากกล้องวงจรปิดเปรียบเทียบกับรูปถ่ายในฐานข้อมูล มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกัน นั่นทำให้ทุกคนอึ้งอย่างถ้วนหน้าโดยเฉพาะเฟลม

ชัดเจนว่าแสงเทียนถูกลักพาตัวไปจริงๆ

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน ถ้ามีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมแล้วเราจะแจ้งคุณอีกที ขอบคุณมากที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”

หมวดรักษ์บอกกับเฟลม แววตาของเขาดูเป็นมิตรขึ้นมาหน่อยหลังจากทราบตัวผู้ร้ายแน่ชัด

“ผมก็ขอบคุณเช่นกัน” เฟลมบอกเจ้าหน้าที่ทั้งสาม

เมื่อตำรวจและนักสืบออกจากห้องไปแล้ว ชายหนุ่มก็ทิ้งตัวแผ่ลงกลางเตียงอย่างอ่อนล้า กลิ่นหอมอ่อนๆ ของคนรักที่ยังติดอยู่บนผ้าปูที่นอนทำให้พิษจากความคิดถึงก็แล่นจับหัวใจจนเจ็บแสบ

ถึงจะรู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่เฟลมกลับไม่รู้สึกสบายใจขึ้นเลย หนำซ้ำกลับยิ่งกลัว... กลัวแสงเทียนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรในกำมือของโจร

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะเทียน... รอก่อน... อีกไม่นานเราจะพานายกลับมา...จะพากลับมาให้ได้...”

เฟลมพูดเบาๆ ราวกับสะกดจิตตัวเอง ก่อนเปลือกตาจะเลื่อนปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าและผล็อยหลับไป




“เดตเหรอ?”

ผมถามอย่างไม่เชื่อหูหลังจากไอ้โจรพูดว่าจะพาไปเดต มันไม่ตอบแต่เอาผ้ามาผูกปิดตาผมไว้แล้วฉุดแขนให้ลุกขึ้น ก่อนจะลากออกไปจากห้องอย่างถ่อยเถื่อน

“จะปิดตาทำไมเนี่ย!”

“เดี๋ยวเอ็งจำทางได้” 

“คนนะไม่ใช่แมว”

ผมเกาะแขนไอ้โจรเดินลงบันไดอย่างยากลำบาก แต่ช้ามากจนโจรรำคาญมันเลยอุ้มพาดบ่าแทน พอลงมาถึงชั้นล่างสุดก็ได้ยินเสียงโจรผลักสิ่งกีดขวางออกดังครืดๆ ฟังดูเหมือนเสียงกล่องกระดาษลัง จากนั้นมันก็สั่งให้ผมหมอบท่าคลานเข่า

“ลอดออกไป”

“อะไรนะ?”

“ลอดรูออกไป!”

อ๋อ ที่แท้ทางเข้าออกของพวกมันคือรูหรอกเหรอ ไอ้เราก็อุตส่าห์โง่ไขประตูปีนหน้าต่างอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ารูนี้อยู่ตรงส่วนไหนของตึกอ่ะนะ

ผมคลานเข่าลอดรู ไอ้โจรคลานตามหลัง พอออกมาข้างนอกได้แล้วมันก็ฉุดให้ผมลุกขึ้นยืนอย่างแรงจนแขนเกือบเคล็ดแล้วลากเข้าไปในพงหญ้า แม้มองไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าหญ้าเยอะมาก ผมโดนบาดแขนบาดขาจนแสบคันยิกๆ   

โจรปล่อยแขน ผมได้ยินเสียงกล่องพลาสติกถูกโยนลงพื้น ตามด้วยเสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์... มันคงจะใช้รถของนายเดลิเวอรี่

“ขึ้นมา” มันสั่ง ดึงแขนผมไปนั่งที่เบาะรถส่วนหน้า

“ทำไมต้องนั่งโหลดด้วย”

“ถ้านั่งซ้อนท้ายเอ็งก็กระโดดลงรถหนีน่ะสิ”

“บ้าเหรอ ใครจะไปทำ”

“ขนาดปีนขึ้นเพดานหนียังทำมาแล้ว นับประสาอะไรกับอีแค่กระโดดลงรถ”

“...” ดันรู้ทันอีก

“ขึ้นมาเร็ว เดี๋ยวช้า!”

“เออๆ!” ผมจำใจนั่งโหลดหน้ามอเตอร์ไซค์อย่างเสียไม่ได้ พอเรียบร้อยแล้วไอ้โจรก็บิดแฮนด์ออกไป

ความรู้สึกตอนนี้มีหลายอย่าง... คือดีใจที่ได้ออกจากห้องขัง แต่อีกใจก็กลัวว่ามันจะพาผมไปทำมิดีมิร้ายรึเปล่า? ปากบอกจะพาไปเดต แต่มันอาจจะพาผมไปส่งลูกค้าบ้ากามก็ได้

“จะพาไปไหนกันแน่อ่ะ” ผมถาม

“เดี๋ยวก็รู้” มันพูดแล้วบิดคันเร่งเร็วขึ้น ลมเย็นๆ กระแทกหน้าของผมอย่างแรงจนหน้าชา ใช้เวลาเกือบสิบนาทีจึงถึงที่หมาย โจรชะลอความเร็วลงก่อนจะหยุดรถและดับเครื่อง แต่ก็ยังไม่แกะผ้าปิดตาให้ผมซะที

หรือว่าอยากทำเซอร์ไพรส์ แบบว่ามาเดตกันในที่ๆ คาดไม่ถึงอย่างโรงแรมหรูหรือร้านอาหารดังงี้? ล้อเล่นนะ...

โจรอู๋จับแขนผมแน่นแล้วพาเดินไปด้วยกัน บรรยากาศรอบตัวที่ผมสัมผัสได้คือความเงียบ เย็น และวังเวง อย่างกับป่าช้าหลังวัด

“ที่ไหนเนี่ยนายอู๋” ผมถาม พยายามระงับความกลัวเอาไว้

“ที่แห่งความหรรษา” มันตอบด้วยน้ำเสียงยียวนกวนส้น “อย่าเรียกข้าว่าอู๋ นั่นน่ะชื่อแซ่”

“อ้าว ก็เห็นคนอื่นเรียก”

“มันเรียกง่ายกว่าเฉยๆ”

“แล้วจริงๆ ชื่ออะไร”

“อาร์มี่”
 
“อาร์มี่...” ผมทวน “ชื่อฟังดูดี ไม่เข้ากับหนังหน้าเลย เถื่อนๆ อย่างอู๋น่ะเหมาะแล้ว”

“อยากถูกฆ่าข่มขืนแถวๆ นี้มั้ย?”

“...” ล้อเล่นนิดเดียว ทำไมต้องใช้บทโหดด้วยวะ

เราเดินต่อไปเกือบสามนาทีจนกระทั่งได้ยินเสียงคนพูดคุยเฮฮาดังเซ็งแซ่ เสียงรถพลุกพล่าน มีแสงไฟสว่างไปทั่วบริเวณ คงจะเข้าเขตย่านชุมชนแล้ว ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยก็ไม่โดนฆ่าหมกป่า

โจรพาผมเข้ามาในสถานที่แห่งหนึ่งก่อนจะแกะผ้าปิดตาออก ทำให้ผมเห็นว่ามันเหมือนกับล็อบบี้โรงแรมระดับกลางๆ ผู้คนที่เดินเข้าออกมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย

ผมเงยหน้าถามโจรอู๋ด้วยความสงสัย

“พามาโรงแรมทำไมวะ ถ้าจะปล้ำทำที่บ้านก็ได้มั้ย... เฮ้ย หรือว่ามึงนัดส่งตัวกูให้ลูกค้าที่นี่!”

มันหัวเราะลั่น “โอ๊ย โรงแรมห่าไร นี่บ่อน”

“ฮะ มาทำไมบ่อน!” รู้แล้วก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นสักนิด

“ไม่ต้องถามมาก ตามมา”

โจรลากแขนผมไปที่ลิฟต์แล้วกดชั้นสิบ ก่อนจะถอดแว่นตาดำกับผ้าปิดปาก เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงให้เห็นอย่างไม่แคร์ใคร

“มึงมีหมายจับอยู่ไม่ใช่เหรอ ไม่กลัวคนแจ้งตำรวจจับรึไง”

“ไม่ต้องห่วง ในนี้แม่งก็มีแต่โจรทั้งนั้น”

“...ขอบคุณ กูอุ่นใจขึ้นมากเลย”

ลำพังแค่เข้าบ่อนก็ว่าเลวร้ายแล้ว นี่ยังอยู่ในแหล่งซ่องสุมของโจรอีก ไม่กล้าหวังเลยครับว่าจะเอาชีวิตรอดกลับออกไปได้รึเปล่า!

พอถึงชั้นสิบ ประตูลิฟต์เปิดออก สิ่งแรกที่เจอคือชายร่างสูงดำล่ำบึ้กเหมือนกระทิงถึกแอฟริกันยืนทำหน้าโหดเหี้ยมที่หน้าลิฟต์ ในมือถือตะบองอันเขื่อง ที่เอวก็มีปืนสั้นเหน็บ ดูก็รู้ว่าคนคุมบ่อน เขามองหน้าโจรอู๋แล้วพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ทำให้ผมรู้ว่าโจรอู๋คือลูกค้าประจำ

ระหว่างที่เดินก็พบผู้ชายแต่งตัวสกปรกซกมก รวมถึงเสี่ยแก่แป๊ะเฒ่า ขี้เหล้าขี้ยา เดินเพ่นพ่านไปมาตลอดทั้งชั้น อีกทั้งยังมีเสียงโหวกเหวยโวยวายกับเสียงเป่าปากโห่ร้อง และกลิ่นสุรายาเมาโชยออกมาจากห้องทุกห้อง ผมจึงรู้แจ้งว่าตึกแห่งนี้เปิดเป็นโรงแรมชั้นล่างเพื่อบังหน้าแหล่งอบายมุขที่อยู่ชั้นบนสุดเท่านั้น

“ทำไมต้องมาบ่อน” ผมถามโจรอย่างไม่หมดข้อสงสัย

“แก๊งของพวกข้ามีกฎว่าเวลาใครหาเงินได้ ต้องเอามาเข้ากองกลางแบ่งกัน แต่ข้าไม่ได้ออกล่าหลายวัน ปล่อยให้ลูกน้องทำ ข้าไม่อยากเป็นลูกพี่ที่แย่ก็แค่นั้น อีกอย่างมาบ่อนก็ดีกว่าไปไล่ปล้นตามบ้าน”

“แล้วพากูมาด้วยทำไม”

“คืนนี้ไม่มีใครอยู่ ข้าไม่อยากทิ้งเอ็งไว้คนเดียว เดี๋ยวหนีอีก”

“มาข้างนอกยิ่งหนีง่าย”

“แน่จริงก็ลองหนีดูสิ แต่ถ้าจับได้ ระวังจะได้ร้องไห้หนัก”

ขู่ได้ขู่ไป คอยดูเถอะ กูจะหาโอกาสหนีให้ได้ภายในคืนนี้แหละ!!!

โจรอู๋เคาะประตูที่ห้องๆ หนึ่ง พอเข้ามาแล้วก็เห็นโต๊ะยาวรูปวงรี มีคนนั่งรอบเกือบเต็ม ที่ผนังมีโทรทัศน์จอแบบขนาดใหญ่มหึมาหนึ่งเครื่อง กำลังเปิดช่องถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ บรรยากาศในห้องอื้ออึงไปด้วยเสียงเพลงจังหวะเร้าใจผสานเสียงพูดคุยเฮฮา กลิ่นแอลกอฮอล์หึ่ง คนในห้องนี้มีทั้งเด็กวัยรุ่น หนุ่มวัยทำงาน ไปถึงเสี่ยวัยทอง ทันทีที่โจรอู๋ปรากฏตัว ชายกลางคนรูปร่างเหมือนอึ่งอ่างสวมเสื้อลายพร้อย ใส่สร้อยทองเส้นเท่านิ้วโป้งที่นั่งหัวโต๊ะก็โบกมือทักทาย

“ว่าไงไอ้อู๋! หายหัวไปนานนะมึง!”

“พอดีช่วงนี้ยุ่งน่ะ” โจรอู๋พูดแล้วนั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ ดึงให้ผมนั่งที่ว่างข้างกัน “ขอแจมด้วยคนนะเสี่ย”

“เอาเลย อีกห้านาทีเกมเริ่ม” เสี่ยบอก แล้วก็มีเด็กเดินโพยเอากระดาษมาให้โจรอู๋ มันเขียนอย่างเร็วไวแล้วส่งคืน

“ทีมไร” เสี่ยถาม

“A” โจรอู๋ตอบ

“วางเดิมพันด้วยเว้ย” เสี่ยเคาะโต๊ะตรงหน้า ซึ่งมีเงินสดและของมีค่าจากผู้ร่วมพนันหลายคนวางอยู่ “ขั้นต่ำหนึ่งพัน”

โจรอู๋ล้วงกระเป๋ากางเกงพลันก็ตกใจ “เหี้ยแล้ว ลืมเอาตังค์มา!”

“เฮ้ยๆๆ อย่ามาล้อเล่นนะโว้ย ลื้อลงชื่อแล้ว ลงแล้วลงเลย ถอนไม่ได้” เสี่ยชี้หน้าอย่างเอาเรื่อง “ไม่มีเงินก็เอาเมียลื้อนั่นแหละเป็นเดิมพัน”

“เฮ้ย! ไม่เอา! อย่าทำนะ” ผมใจหายวาบ จับแขนโจรอู๋แน่น มองเขาด้วยสายตาเว้าวอนเต็มที่ หวังว่าความสัมพันธ์สามวันของเราจะทำให้มันรู้สึกเห็นอกเห็นใจผมบ้าง

แต่โจรก็ยังเป็นโจร

“โอเค เดิมพันด้วยเมียของผม”

“ไอ้เหี้ย!!!”

ผมชกแขนมันเต็มแรง ไม่ใช่แค่โกรธที่มันทำเหมือนผมไม่ใช่คน แต่ยังดูถูกผมโคตรๆ ด้วยการใช้ผมแทนเงินหนึ่งพันบาท... ผมมีค่าแค่หนึ่งพันบาท!!! เวรเถอะ! หมาชิวาว่ายังราคาแพงกว่ากูอีก!!!

“ทำไมทำแบบนี้วะ!” ผมโกรธจนน้ำตาจะไหล โจรอู๋รวบตัวผมไว้แล้วเอามือปิดปาก

“ไม่ต้องกลัว ข้าชนะแน่”

“ไอ้ชั่ว! ไอ้เลว!” ผมดึงมือมันออกจากปากแล้วชกหน้าอกของมันหลายที ไม่สนว่าจะตกเป็นเป้าสายตาของใคร

“เป็นเมียโจรต้องทำใจนะหนู โดนซื้อขายเปลี่ยนมือไปมาเหมือนสินค้านั่นแหละ” เสี่ยพูดกับผมพร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วหันไปสั่งลูกน้อง “ไปเอาตัวมา”

ลูกน้องของเสี่ยซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ล่ำสองคนเข้ามาจับตัวผมแยกจากโจรอู๋ คนหนึ่งล็อคแขนผมไว้ข้างหลัง อีกคนยืนคุม ผมดิ้นสะบัดสุดชีวิตพร้อมกับพ่นคำด่าต่างๆ นานา แต่ก็ไม่สามารถหลุดจากการจับกุมได้ และไม่มีใครสนใจผมเลย แม้แต่โจรอู๋ พอวางของเดิมพันแล้วก็จ้องแต่จอรอให้เกมเริ่ม

“ไอ้หนวดสารเลว ไอ้คนไร้สัจจะ กูเกลียดมึง กูจะไม่ให้อภัยมึง! กูออกไปได้เมื่อไหร่ก่อนเถอะ! มึงโดนเตะเข้าห้องขังแน่!!!”

ผมแหกปากลั่น มองด้านหลังของไอ้โจรบ้าด้วยน้ำตาคลอเบ้า

“เออ ดีๆ ด่าเก่งอย่างนี้เสี่ยชอบ หึๆๆๆ”

“ไอ้เฒ่าหัวงู!”

ผมหันไปตวาดใส่ไอ้เสี่ย จากนั้นลูกน้องร่างยักษ์ก็ฟาดสันมือใส่ท้ายทอยของผมอย่างแรง ตัดขั้ววงจรสติสัมปชัญญะเข้าสู่ความมืดทันที ภาพที่ผมเห็นหลังจากนั้น ไม่รู้ว่าความฝันหรือความจริง
 
คือพวกมันรุมโทรมผมอย่างชั่วช้าทารุณแล้วเอาร่างเฉาๆ ของผมโยนทิ้งบ่อน้ำเน่าเหมือนหมาตัวหนึ่ง... 



      
ไม่รู้ว่าผมตายไปนานแค่ไหน ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่นลั่นห้อง บ้างร้องด้วยความดีใจ บ้างก็ร้องด้วยความเจ็บใจ เกมคงจะจบแล้วสินะ... และผมก็ยังมีลมหายใจอยู่
   
เพ่งสายตาดูจอทีวี ทีม A แพ้ทีม B ด้วยสกอร์ 2-3

นั่นหมายถึงโจรอู๋ก็แพ้เช่นกัน

คนในห้องเกือบยี่สิบคนทยอยกันออกไป เหลือเสี่ย ลูกน้องของมัน และนักพนันห้าหกคน รวมทั้งโจรอู๋ แต่หมอนั่นไม่แลหางตามองผมเลยสักนิด มันคงไม่รู้สึกอะไรหรอกเพราะยังไงก็เห็นผมเป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่งอยู่แล้ว สมน้ำหน้ามันซะอีก เสียผมให้เสี่ยฟรีๆ ไม่ได้เงินซักบาท

“อ้าวไอ้อู๋ แพ้แล้วก็ไสหัวไปสิวะ นั่งทำห่าไรอีก” เสี่ยโบกมือไล่

โจรอู๋เลื่อนเก้าอี้ไปข้างหลัง ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าตึงเครียด ก่อนจะเดินจากที่นั่งไปอย่างเชื่องช้า ผมมองแผ่นหลังกว้างนั้นที่ค่อยๆ ห่างออกไปแล้วก็ใจหายฉับพลัน ถึงผมจะเกลียดมัน อยากเป็นอิสระจากมันก็จริง แต่ก็ใช่ว่าอยากถูกมันทิ้งไม่ใยดีแบบนี้นะเว่ย อีกอย่างไอ้เสี่ยเหี้ยนี่กับลูกน้องของมันก็น่ากลัวกว่าแก๊งโจรเป็นไหนๆ ถึงขนาดว่าต่อให้พวกมันฆ่าใครสักคนตาย ก็คงจะแค่มองศพด้วยหางตาโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรด้วยซ้ำ

“ไอ้คนใจร้าย!” ผมโพล่งออกไป เสียงสั่นไหวพอๆ กับดวงตา “มึงจะทิ้งกูจริงๆ เหรอวะ” 

“...” ไอ้โจรหยุดชะงัก

“ถ้ามึงจะทำกับกูแบบนี้ มึงจะฉุดกูมาตั้งแต่แรกทำไม”

“...”

“เฮ้ยๆๆๆ ไม่ต้องโวยวายไปน้อง อยู่กับเสี่ยสบายกว่าเยอะ เหอๆๆ” ไอ้เฒ่าหัวเราะเสียงดังจนพุงกระเพื่อมน่าขยะแขยง ก่อนจะย่างเท้าเข้ามาใกล้เพื่อสัมผัสตัวผม
 
แต่จังหวะนั้นเอง โจรอู๋ก็หมุนตัวกลับมา

“อะไรของลื้ออีก!” เสี่ยแสดงอาการรำคาญ โจรอู๋ไม่ตอบ แต่ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

นั่นคือถีบหน้าอกเสี่ยจนหงายหลังล้มดังโครม

กวาดเอาเงินที่กองบนโต๊ะไปเกลี้ยง

เตะก้านคอลูกน้องร่างยักษ์ทั้งสองคนจนสลบ

แล้วฉุดผมให้วิ่งหนีไปด้วยกัน!!!!!

“จับมันนนน!!!”

เสี่ยแหกปากตะโกนลั่นด้วยความโมโหสุดขีด ลูกน้องหลายคนที่อยู่นอกห้องวิ่งตามหลังผมและโจรอู๋มาติดๆ และยิงปืนใส่เราหลายนัด

“อ๊าาาาาา!!!” ผมแหกปากตะโกนลั่นด้วยความกลัวสุดขั้วหัวใจ เพราะกระสุนเพิ่งผ่านสีข้างไปแบบเฉียดฉิว เสื้อเป็นรอยไหม้เลย!!!

“ตะโกนหาหอกอะไร!!!”

โจรด่าผมแล้วหันไปยิงตอบโต้ใส่พวกมันจนคนหนึ่งล้มลงไป นายเหี้ยมที่เฝ้าหน้าลิฟต์ควักปืนออกมาจะยิง แต่โจรอู๋ไวกล่าจึงยิงมือมันเลือดท่วมและปืนร่วงหลุด เขาเตะมันซ้ำพร้อมกับสั่งให้ผมกดลิฟต์ แต่ลิฟต์อยู่ที่ชั้นหนึ่งและขึ้นเครื่องหมาย ‘HOLD’ คงจะจอดแช่อีกนาน สุดท้ายเรารอไม่ไหวจึงพากันวิ่งลงบันไดหนีไฟแทน
 
“เดตเหี้ยอะไรของมึง พากันหาที่ตายชัดๆ!” ผมว่า

“ก็ใช่ไง เดตที่แปลว่าตาย เดตสะมอเร่น่ะ!!!”
 
เราสองคนวิ่งลงบันไดอย่างเร็วไวจนเกือบจะล้มหน้าทิ่ม โจรอู๋จับมือผมแน่น มืออีกข้างถือปืนไว้แน่นไม่แพ้กัน ลูกน้องของเสี่ยห้าหกคนวิ่งตามเรามาพร้อมกับยิงปืนใส่ไล่หลัง แต่เราก็หลบได้อย่างหวุดหวิด

“โอ๊ย!!!” ผมสะดุดบันไดซี่หนึ่ง เจ็บข้อเท้าแปล๊บ

“เป็นไร!”

“สงสัยข้อเท้าพลิก”

“เชี่ยเอ๊ย” โจรอู๋สบถ หันไปมองข้างหลัง ลูกน้องเสี่ยใกล้เข้ามาแล้ว “แข็งใจไว้!!!”

มันพยุงผมให้ลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกน้องพวกนั้นเลี้ยวหัวมุมบันไดวิ่งเข้ามา โจรอู๋ตัดสินใจโปรยเงินปึกหนึ่งขึ้นบนอากาศ แบงค์ปลิวกระจายเหมือนฝูงนกโบยบินเต็มบันได หลายใบปลิวปิดหน้าปิดตาพวกลูกน้องเสี่ย ส่งผลให้พวกมันทั้งห้าคนสะดุดบันไดกลิ้งกันระเนระนาด
ผมกัดฟันทนเจ็บวิ่งขากะเผลกๆ ต่อไป ในที่สุดเราก็มาถึงชั้นล่างสุดและออกสู่ด้านนอกตึกจนได้ แต่ก็ยังไม่หยุดวิ่ง โจรอู๋พาผมมาหลบอยู่ในซอยแคบๆ ห่างจากตึกพอสมควร เราหอบแฮกยิ่งกว่าหมา ผ่านไปเกือบห้านาทีไม่เห็นลูกน้องพวกนั้นตามมาแล้วก็นั่งลงกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า

“เท้าเป็นไงบ้าง” โจรถาม

“พอไหว” ผมบอก “เป็นเดตที่เฮงซวยจริงๆ”

โจรอู๋ล้วงเงินทั้งหมดออกจากกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกงเอากองไว้บนพื้น ทั้งแบงท์ร้อยแบงก์พันเยอะมากอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“ช่วยกันนับ” โจรบอก

ใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะนับเสร็จ แล้วโจรอู๋ก็หัวเราะเสียงดัง

“สามแสน! ไม่คิดว่าจะได้เยอะขนาดนี้ โชคดีเป็นบ้า”

“ดีตรงไหน เกือบโดนยิงตายเนี่ยนะ แถมเกือบเป็นเมียมาเฟียแทนด้วย โคตรซวย” ผมแขวะ ยังไม่หายโมโห “ไหนขู่นักหนาว่าจะเก็บกูไว้ขายราคาสูงๆ แล้วทำไมมึงถึงหันหลังให้กูง่ายๆ”

“นี่ดูไม่ออกจริงเหรอ?”

“ดูออกไร”

“มันเป็นการแสดง ข้าแค่แกล้งให้พวกมันตายใจ จะได้ฉวยโอกาสขโมยเงินมาแบบนี้ไง”

“ตอแหล”

“เอ๊า ไม่เชื่อก็ตามใจ"

“ชาติหน้าก็ไม่มีวัน”

“จริงๆ” ไอ้โจรเสียงเข้ม “ใครจะทิ้งเอ็งลง”
 
“มีสิ มึงไง”

“ก็แค่แผนหลอกๆ เอง”
 
“ไม่รู้ แต่กูโมโหมาก” ผมว่าแล้วหันหน้าไปทางอื่น

“ไม่เอาน่า เดี๋ยวให้ห้าร้อย”

“ฟวย!”
 
“ข้าไม่ทิ้งเอ็งง่ายๆ หรอก ค่าตัวสูงเป็นล้าน ทิ้งก็โคตรโง่”

“ไอ้ผี! ถ้าจะพูดงี้ก็หุบปากเหอะ!”

ผมโมโหจริงจัง แต่ไอ้เวรนี่เหมือนจะไม่สนใจ เอาแต่ยิ้มไม่หยุดกับธนบัตรเป็นปึกๆ ในกำมือ

มันพูดอีก “เอ็งจะด่าจะโกรธข้ายังไงก็ช่าง แต่รู้ไว้ว่าเอ็งคือตัวเงินตัวทองของข้านะ”

“นั่นมันเหี้ย!”

“อ้าว”

“โง่แล้วยังจะอวดฉลาด” ผมนี่ถึงกับกุมขมับ

“งั้นเปลี่ยนใหม่ เอ็งคือตัวนำโชคของข้า”

“...กูไม่ได้ดีใจขึ้นเล้ย”

แล้วเราก็เงียบลง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่อันเกิดจากการหนีตายและการทุ่มเถียงดังสลับกัน แต่พอไอ้โจรเอื้อมมือจับข้อเท้าผมแล้วบีบเบาๆ ผมก็ร้องลั่นขึ้นมาอีก

“โอ๊ย! บีบทำไม เจ็บ!”

“ก็จะดูไงว่าเจ็บตรงไหน”

“ไม่ต้องยุ่ง” ผมดึงขาจากมือมันไปทางอื่น

“อวดเก่งชิบเป๋ง”

“ก็ไม่ได้ขอให้มึงมาสนใจ”

โจรถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ อย่างเพลียจิตกับผม จากนั้นก็อุ้มผมพาดบ่าเหมือนกระสอบข้าวสารเดินกลับไปที่รถ

“ไม่ต้องอุ้ม กูเดินเองได้!” ผมโวย ไอ้หมอนี่ชอบทำราวกับน้ำหนักตัวหกสิบกว่าๆ ของผมเบาเท่าลูกโป่งทุกที ไม่รู้ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นจับกังโรงสีมาก่อนหรือยังไง

“อย่าทำตัวเหมือนนางเอกนิยายได้มะ แม่งน่ารำคาญอ่ะ เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ไม่ต้องเล่นตัว เพราะยังไงกูก็ต้องดูแลมึงอยู่ดี”

“...”

เจอแบบนี้จะโมโหหรือซึ้งดีครับเนี่ย

แต่ผมก็หุบปากเนื่องจากเหนื่อยจะเถียง พอมาถึงรถมันก็วางผมลงกับเบาะ ก่อนจะหยิบบางสิ่งออกมาจากช่องเก็บของหน้ารถ แล้วนั่งคุกเข่าลงตรงหน้า ตอนแรกผมงงว่ามันจะทำอะไร แต่พอมันเปิดฝาเจ้าสิ่งนั้น จมูกของผมก็รู้คำตอบเป็นอย่างแรก

“นี่มึงพกยาหม่องด้วยเหรอ” ผมแปลกใจ

“อือ ปกติออกมาข้างนอกทีไร ได้แผลทุกที” มันว่า เอานิ้วชี้ควักยาแล้วป้ายบนผิวของผม “ว้า...ขาเดี้ยงแบบนี้ จะหนียังไงไหวน้อ”

“เดี๋ยวพ่อก็ถีบยอดหน้า” ระดับตีนกูก็ตรงกับหัวมึงพอดีด้วยนะ

โจรหัวเราะ จากนั้นก็ลงมือนวด แต่...

“โอ๊ย!!!!!”

“โอ๊ย!”

ทันทีที่มันลงแรงมือ ผมก็ลงแรงตีน ถีบมันจนหงายหลังก้นทิ่มพื้น

“นี่มึงทายาหรือว่าจะฆ่ากู มือหนักชิบหาย เจ็บนะเว้ย!” ผมเอ็ดตะโร แผลปวดกว่าเดิมไปอีก เวรกรรม!

“กะแรงไม่ถูกนี่หว่า ไม่เคยทำให้ใคร” มันว่า ลุกขึ้นมาจากพื้น เอามือปัดๆ กางเกง สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “เห้ย...เจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่เอาดิไม่ร้อง”

“โอ๊ย! สัด! เชี่ยๆๆๆๆๆ!”

โจรอู๋ลนลานเมื่อเห็นผมน้ำตาไหล เลยเอื้อมมือมาเช็ดให้ด้วยความหวังดี แต่คือมือมันมียาหม่องติดไง น้ำตากูยิ่งไหลถล่มทลายเป็นน้ำตกเจ็ดสาวน้อยเลยจ้า!!!


“ฮืออออออ ไอ้สัด แสบ!”

“ชิบหายละ ทำไงดี” 

“ฮืออออ ตากูจะบอดมั้ย!”

“อ้ะๆๆ น้ำๆ รีบล้างเร็ว”

เป็นโมเม้นต์แห่งความพังพินาศอย่างแท้จริง ผมเทน้ำทั้งขวดราดบนหน้า ลืมตาให้น้ำผ่าน ชะล้างเอายาหม่องออกไป ไอ้โจรก็อยากมีส่วนร่วมรับผิดชอบ มันถอดเสื้อแจ็คเก็ตเอามาเช็ดๆ หน้าให้ผม กว่าจะหายแสบก็ผ่านไปเกือบสิบนาที ตัวผมเปียกซ่กอย่างกับผ่านมรสุมลูกใหญ่ ตาก็แดงเถือกบวมเป่งยิ่งกว่าตอนเลิกกับผัวอีกบอกเลย

“หายยัง” ไอ้โจรถาม สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด

“ยัง” ผมว่า “เก่งนักนะเรื่องทำกูเจ็บตัวเนี่ย”

“ไม่ได้ตั้งใจ อยากช่วยต่างหาก”

“เป็นโจรใครบอกให้ช่วยคน มันผิดกฎธรรมชาติ เห็นมั้ยว่าทำแล้วมีแต่อาเพศ” 

โจรทำหน้าหงอย ถ้าเป็นสติกเกอร์ก็คงจะมีตัวหนังสือ ‘ฮ่อย’ ไม่ก็ ‘อ๋อย’ ลอยอยู่เหนือหัว เป็นภาพแปลกตาเอามากๆ เหมือนรู้สึกผิดยังงั้น 

“แต่ก็ขอบใจในความพยายาม”

ผมบอก เท่านั้นแหละมันเลยมีสีหน้าดีขึ้น กลายเป็นสติกเกอร์ 'แฮร่' ที่ยิ้มแบบแห้งๆ แทน

ไม่ใช่ว่าผมใจอ่อนหรืออะไรนะ ก็เห็นแหละว่ามันอยากช่วยจริงๆ ไม่ได้อยากแกล้งหรือจงใจให้ผมเจ็บ อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่ามันยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น แม้ผลลัพธ์จะออกมาตรงข้ามก็เหอะ

“หิวไหม” มันถาม

“ไม่ ง่วง”
 
“เค งั้นกลับ"

โจรขึ้นควบมอเตอร์ไซค์โดยมีผมซ้อนท้าย พอขับออกมาได้ไม่กี่เมตรผมก็ซบหน้ากับแผ่นหลังของมันแล้วหลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน



เดตสะมอเร่จริงจัง





...

โจรอู๋หันไปมองข้างหลังเห็นแสงเทียนหลับก็โล่งใจ แสดงว่าหมดฤทธิ์เดชเป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องกลัวว่าจะหาเรื่องทะเลาะหรือดื้อจะหนี

เหตุการณ์ในวันนี้เป็นอะไรที่อยู่นอกเหนือความควบคุมทุกอย่าง จากที่วางแผนมาซะดิบดีก็ล่มไม่เป็นท่า มาด้นสดเอาหน้างานล้วนๆ

ทีแรกตั้งใจว่าจะมาคนเดียว แต่พวกลูกน้องพร้อมใจกันออกล่ายามราตรีกันหมด ไม่มีใครอยู่รัง จะทิ้งให้แสงเทียนอยู่คนเดียวก็คงไม่ดี เลยต้องหิ้วมาด้วยแบบนี้ ส่วนที่ลืมพกเงินมาด้วยก็เรื่องจริง เลยต้องใช้แสงเทียนวางเป็นเดิมพันแก้ขัดไปก่อน ไม่คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น แถมยังทำเขาเจ็บตัวซ้ำซ้อนอีก คิดแล้วก็โมโหตัวเองอยู่เหมือนกัน

เรื่องเดียวที่ทำสำเร็จคือกว้านเงินพนันมาได้นี่แหละ ทำให้เข้าใกล้เป้าหมายขึ้นไปอีกก้าว ยังไงก็เท่ากับว่าคุ้มค่าเสี่ยงวันนี้ละกัน

ขับมาเจอร้านขายยาที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็แวะจอด


แต่จะลงไปยังไงวะ ไอ้ตัวข้างหลังเกาะเป็นลูกหมีโคอาล่าเลย


เหลียวซ้ายแลขวามองหาผู้ช่วย เห็นเด็กวัยรุ่นสวมชุดนักเรียนมอต้นนานาชาติคนหนึ่งเดินก้มหน้าผ่านมาพอดี ท่าทางดูหนิมๆ ไร้พิษภัย คิดว่าน่าจะใช้งานได้ไม่มีปัญหา เลยตะโกนเรียก

“เห้ย น้อง”

เด็กสะดุ้งโหยง นึกว่าโดนหาเรื่อง แต่โจรอู๋ชูแบ้งค์พันให้ดูซะก่อน เด็กเลยเอามือทาบหน้าอกราวกับรอดตาย

“มีอะไรให้ช่วยครับ”

“เข้าไปซื้อยาหม่อง ผ้าพันแผล ยาแก้ปวดทั้งแบบนวดกับแบบกินให้กูหน่อย”
 
เด็กดูงงๆ แต่ก็พยักหน้า รับเงิน เดินเข้าไปในร้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับของที่สั่งและตังค์ทอนภายในเวลาไม่ถึงนาที

“ขอบใจ อ่ะค่าจ้าง” โจรอู๋รับมา ให้แบ้งค์ตอบแทนน้ำใจใบหนึ่ง ก่อนจะบิดแฮนด์แล่นจากไป ทิ้งให้เด็กยืนหน้าบูดข้างหลัง

“สั่งตั้งเยอะ เงินก็เต็มกระเป๋า ให้แค่ยี่สิบเอง งกจัง”

แล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้

“หน้าคุ้นๆ ยังไงไม่รู้แฮะ...”





/// มาต่อแล้วค่า มีใครรออยู่มั้ยเอ่ย? 5555
ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ ทุกเม้นและบวกของคุณคือเชื้อเพลิงชั้นดีของเราเลยค่ะ
รักเด้อ แล้วเจอกันใหม่ >3<


ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #53 เมื่อ03-10-2018 00:29:40 »

 :hao7: :hao7: :hao7:

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #54 เมื่อ03-10-2018 01:02:17 »

แกมันเป็นโจรเก๊5555

ออฟไลน์ sang som

  • เจ็บจิต!!
  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1660
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +108/-6
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #55 เมื่อ03-10-2018 12:49:49 »

ขี้งก ให้ยี่สิบเอง555

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #56 เมื่อ03-10-2018 13:40:49 »

ขำ ปล้นมาได้สามแสนแต่ให้ทิปยี่สิบบาท. เค็มจริงโจรอู๋

ออฟไลน์ ฤดูใบไม้หลากสี

  • ผู้เป็นอิสระเหนือทุกสิ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-2
    • อิสระ ไม่อาจพรากไปจากเรา, จินตนาการก็อยู่คู่เราจนสิ้นลมหายใจ
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #57 เมื่อ04-10-2018 08:10:47 »

นี่คงเป็นเรื่องจ้อจี้ ฮา ๆ ทั้งนั้นแสงเทียน แกเจ็บใจที่ค่าตัวเดิมพันน้อยใช่มะ ไม่บอกให้มันวางเดอมพันสามล้านล่ะ แหมมม

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1048
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +337/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #58 เมื่อ04-10-2018 17:55:52 »

ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ o13

ออฟไลน์ Fasai25448

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 46
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #59 เมื่อ04-10-2018 22:05:26 »

โว้ยย จะดราม่าหรือตลกดี55555555

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด