THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.37 Bay is Bae [08/06/19]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.37 Bay is Bae [08/06/19]  (อ่าน 17191 ครั้ง)

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3255
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #60 เมื่อ05-10-2018 22:29:47 »

อยากรู้บทสรุปมากมาย

แต่!!  ไหนเล็กบอกกลบลายนิ้วมือได้ทำไมตำรวจมีข้อมูลอาร์มี่ล่ะ. งง?

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #61 เมื่อ07-10-2018 08:33:25 »

ฮามาก เลย เป็นแฟนโจร ก็ได้รสชาติ แซ่บไปอีก แบบ ^^

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 716
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #62 เมื่อ07-10-2018 11:05:45 »

ทำไมเด็กคุ้นหน้า แย่แล้วโจร(เก๊)อู๋ :hao6:

ออฟไลน์ yasperjer

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 548
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-2
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #63 เมื่อ07-10-2018 12:28:50 »

ตลกตอนจะเช็ดน้ำตา​ แต่เอายาหม่องป้ายตาน้อง​เฉยเลย5555555555 :laugh: ไอโจรขี้งกเอ้ย

ออฟไลน์ ♥lvl♀‘O’Deal2♥

  • หานิยายถูกใจยากจัง!
  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2858
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +176/-4
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.6 ไปเดตกัน (02/10/18)
«ตอบ #64 เมื่อ07-10-2018 14:48:41 »

มาเกาะขอบรอ

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

7
คืนเดียวกัน & อเมริกันแมน



คืนนี้เบย์ออกล่าเหยื่อเช่นเคย

แต่มีอะไรแปลกไปจากเดิม คือตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราทั่วทั้งย่าน คงมาจากทางการเข้มงวดเอาจริงเอาจังกับมิจฉาชีพที่แฝงตัวในฝูงชนหลังมีผู้เสียหายร้องทุกข์บ่อยครั้งในระยะนี้ เดือดร้อนโจรอย่างเขา เข้าไปฉกกระเป๋าชาวบ้านเหมือนทุกคืนไม่ได้

โจรเบย์ซ่อนตัวอยู่ในซอยมืดเปลี่ยวห่างจากแสงสีของย่านบันเทิงไม่ไกล ดวงตาเรียวเล็กสอดส่องมองหาเหยื่อที่เดินคนเดียว... คืนนี้เขายังไม่ได้ของมีค่าเลยสักอย่าง แต่ไม่ยอมแพ้ ยังไงก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

 
โอ้ว้าว นั่นไง มีผู้หญิงเดินมาแล้ว สวรรค์โปรด!


ท่ามกลางแสงไฟสลัว เบย์เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินดุ่มๆ ท่าทางรีบเร่งใกล้เข้ามา เธอมีรูปร่างสูงผอม สวมชุดเดรสสีแดงยาวคลุมเข่า สะพายกระเป๋าหนังสีดำ กับรองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ด... เข้าทางโจรอย่างแรง สาวๆ หุ่นบอบบางอย่างนี้คงทำอะไรชายฉกรรจ์อย่างเขาไม่ได้ ไหนจะใส่ส้นสูงอีก ให้ตายก็วิ่งตามไม่ทัน
 
หนุ่มผมยาวจ้องมองเธออย่างไม่กะพริบตาเหมือนเสือซุ่มในเงามืดกระทั่งเหยื่อเดินใกล้เข้ามาในระยะเหมาะสม เขาจึงออกจากที่ซ่อนแล้วกระชากกระเป๋าเธอไปอย่างไว หญิงสาวร้องวี้ดว้ายด้วยความตกใจ ส่วนเบย์ใจชื้นเมื่อได้ของมาในมือแล้ว
 
แต่ไม่กี่วินาทีต่อมา เขากลับถูกของแข็งบางสิ่งขว้างใส่หัวจนต้องหยุดวิ่ง

“อย่าหนีนะมึง!!!!”

สาวเจ้าของกระเป๋าขว้างรองเท้าส้นสูงใส่หัวโจรเต็มๆ ก่อนจะวิ่งเท้าเปล่าตามหลังมาอย่างรวดเร็ว ขาของเธอเล็กและยาวปราดเปรียวราวกับเสือชีต้าห์ ทว่าเบย์ก็วิ่งต่อไปอย่างไม่สนใจ

หญิงสาวขว้างรองเท้าอีกข้างในมือไปที่เท้าของโจรหนุ่มอย่างแม่นยำ เป็นการสกัดการหลบหนีที่ได้ผลกว่าขว้างใส่ศีรษะเพราะมันจะทำให้อีกฝ่ายสะดุดล้ม พอเป็นเช่นนั้นแล้วเธอก็วิ่งเข้าไปหาเบย์ที่นอนคว่ำหน้า เอารองเท้าขึ้นมาอีกครั้งแล้วใช้ส้นแหลมๆ ทุบใส่ใบหน้าเขาอย่างโหดเหี้ยม

“โอ๊ยๆ!” โจรร้องลั่น ยกมือปัดป้องใบหน้าและลำตัวเป็นพัลวัน

“จะขโมยของกูเหรอ! ไอ้โจรเลว!”
    
สาวโหดเอาเข่ากดทับหน้าอกเบย์จนเขาขยับไม่ได้เอารองเท้าฟาดหน้ารัวแรงจนเลือดกบปากและหน้าบากเป็นรอยริ้ว เธอแรงเยอะผิดกับรูปร่างบอบบางกระทั่งผู้ชายอย่างเบย์ยังสู้ไม่ไหว โจรหนุ่มคิดว่าบางทีเธออาจเป็นนักกีฬาต่อสู้หรือนักเลงก็ได้ ถึงโหดขนาดนี้

“โอ๊ย! พอได้แล้วอีบ้า!!!” เบย์ตวาดอย่างเหลืออด

“เอาของกูคืนมา!!!” เธอเอารองเท้าฟาดปากเขาอีกผัวะก่อนจะกระชากกระเป๋าคืนไป

เมื่อเห็นว่าเบย์นอนนิ่งในสภาพน่าเอน็จอนาถไร้พิษสงแล้ว เธอก็สวมรองเท้าเหมือนเดิมและสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างผู้มีชัยชนะ ทิ้งให้โจรผู้ถูกหยามศักดิ์ศรีมองตามหลังอย่างเจ็บใจ
 
แต่เดินได้เพียงสามก้าวก็มีแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์สองคันพุ่งเข้ามาจากด้านหน้าพร้อมกับสัญญาณไฟสีน้ำเงินสลับแดงที่ทำให้ทุกสิ่งหยุดนิ่ง


รถตำรวจ...


โจรหนุ่มผวา ชาไปทั้งร่าง มือเท้าเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็งราด เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นเตรียมหนี


แต่... ถ้าหนีจะยิ่งน่าสงสัยไหมวะ?

เอาว่ะ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเลยแม่ง!!!

“คุณตำรวจ ช่วยด้วยครับ ผมถูกผู้หญิงคนนั้นทำร้าย!!!”

เบย์วิ่งเข้าไปหารถตำรวจพร้อมกับชูมือชูไม้ร้องตะโกน ตำรวจสองนายเมื่อเห็นคนยืนขวางถนนก็จอดรถลงที่ตรงหน้าเขากับหญิงสาวขาโหดพอดี หล่อนหันมองเบย์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ไม่คิดว่าจะโดนแว้งกัด!
 
“ขอโทษนะคุณ พวกผมกำลังจะไปดักจับผู้ร้ายส่งยาเสพติด ช่วยหลีกทางให้ด้วย” ตำรวจนายหนึ่งร้องบอก

“ใช่ คดีเราสำคัญกว่าคุณมาก” อีกนายสมทบ
 
“อ้าวๆๆ ทำงี้ได้ไง พวกคุณไม่เห็นเหรอว่าผมกำลังบาดเจ็บ เนี่ย... แผล! เลือด! ผมถูกผู้หญิงคนนั้นทำร้ายร่างกายนะครับ!” เบย์ชี้ไปที่หญิงสาวที่ยืนตัวแข็งนิ่งไม่ห่างกัน
 
ตำรวจนายหนึ่งมองไปที่หญิงสาว “จริงเหรอคุณ”
 
“มะ...มันกระชากกระเป๋าฉัน ฉันก็แค่ป้องกันตัว!” เธอพูดเสียงสั่นๆ มือกำสายกระเป๋าแน่นจนเอ็นปูดโปน
 
“อย่ามากล่าวหาผมนะ ทำไมผมต้องกระชากกระเป๋าคุณ ท่าทางคุณเองก็ไม่ได้มีเงินมากมายซักหน่อย” เบย์อ้าง “แล้วผมก็ไม่ใช่โจรด้วย!”

“ผมว่าพวกคุณไปเคลียร์กันที่โรงพักเถอะ ไม่ก็หายๆ กันไปซะ พวกผมกำลังรีบ ถ้าพลาดไปสักหนึ่งนาทีต้องแย่แน่” ตำรวจนายหนึ่งพูดด้วยอาการร้อนรนแบบคนเร่งรีบจริงๆ
 
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่เอาความ” หญิงสาวพูด ทำท่าจะเดินหนี

“คุณไม่เป็นไร แต่ผมเป็น! กลับมาชดใช้ค่าเสียหายกันก่อนเซ่!!!” เบย์แหกปากลั่นตามหลังอย่างไม่ยอมแพ้
 
“จ่ายๆ เขาไปเถอะคุณ เรื่องจะได้จบ”

ตำรวจนายหนึ่งบอกกับหญิงสาว แต่เธอไม่ทำตาม ซ้ำกำสายกระเป๋าแน่นประหนึ่งจะไม่ยอมให้ใครแตะต้อง ใบหน้าแสดงอาการหวาดหวั่น ถึงกับมีเหงื่อผุดตามไรผม

ในตอนนั้นเอง วิทยุสื่อสารของตำรวจนายหนึ่งก็ดังขึ้น
 
“หมวดครับ ตอนนี้เราจับกุมตัวไอ้เขียดได้แล้ว มันสารภาพว่าคนที่จะเอายามาส่งให้ชื่อนางสาว A พวกมันนัดเจอกันที่ร้านลาบในซอยสิบแปดตอนสองทุ่ม มันบอกว่า A จะสวมชุดกระโปรงสีแดงกับรองเท้าส้นสูง”

“เดี๋ยวๆๆๆ” ตำรวจขมวดคิ้วหลังจากฟังรายงาน เขาหันไปมองหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่อตรงหน้า “ชุดกระโปรงสีแดง รองเท้าส้นสูง”

เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับได้แล้ว หญิงสาวก็ออกเท้าวิ่งหนีอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่ไล่ตามเบย์ซะอีก แต่มีหรือจะรอดพ้นมือตำรวจทั้งสองนายพ้น พวกเขาขับมอเตอร์ไซค์ดักหน้าหลังเอาไว้แล้วลงมาจับกุมหล่อนได้สำเร็จ
 
“ปล่อยฉันนะ! ฉันไม่ผิด! มีคนบังคับให้ฉันทำ!!!”

หญิงสาวดิ้นสะบัดเมื่อถูกตำรวจนายหนึ่งสวมกุญแจมือ อีกนายเปิดกระเป๋าของเธอดูข้างใน ปรากฏว่ามียาบ้าหลายห่อ รวมแล้วเป็นพันเม็ด... เบย์เสียววาบไปทั้งร่าง ยกมือทาบหน้าอกตัวเอง

ดีนะที่ตำรวจมาทัน ไม่งั้นคนร้ายอาจกลายเป็นเราแทน!!!

“ขอบคุณคุณมากนะครับ เพราะคุณมีเรื่องกับหล่อน หล่อนถึงได้หยุดชะงักที่นี่ แล้วเราก็มาเจอ ช่างโชคดีจริงๆ” ตำรวจนายหนึ่งบอกกับเบย์ “ไปโรงพักพร้อมกันเลยไหม หากคุณจะเอาผิดเธอเรื่องทำร้ายร่างกายด้วย”

“เอ่อ ไม่เป็นไรครับ แค่ข้อหาค้ายา เธอก็คงโดนโทษหนักมากพอแล้ว ผมให้อภัยเธอแล้วกันครับ”

โจรหนุ่มตอบอย่างไม่ลังเล แค่ได้ยินคำว่าโรงพักก็เสียวสันหลัง  ให้มันจบๆ ไปซะดีกว่า

ครู่เดียวก็มีรถยนต์ตำรวจคันหนึ่งแล่นเข้ามาในซอย ก่อนที่หญิงสาวจะถูกรวบตัวขึ้นรถไปพร้อมกับของกลาง ไม่ช้าไม่นานตำรวจทุกนายก็จากไป เบย์ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

ตลกร้ายชัดๆ จากโจรกลายเป็นพลเมืองดีซะงั้น... เออ ดีว่ะ!



หนุ่มผมยาวเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อกลับบ้านด้วยความรู้สึกระทึกใจไม่หาย ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้รู้ว่าอย่ามองคนแค่ภายนอก  เพราะคนที่ดูอ่อนแอแท้จริงอาจน่ากลัวอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ และอย่าเลือกเหยื่อสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่งั้นอาจจะกลายเป็นเหยื่อซะเอง

ระยะทางหลายกิโลจากแหล่งบันเทิงกับรังโจรที่เขาเดินจนชิน วันนี้รู้สึกเหมือนมันไกลเป็นสามเท่าเพราะมีแผลทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวยันเท้า
เจ็บฉิบหาย นังบ้านั่นแรงควายชะมัด อัดกูซะเละเลย... สงสัยโด๊ปยามาล่ะมั้ง

เบย์กัดฟันเดินอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็นึกน้อยใจ เจ็บตัวไม่พอยังไม่ได้เงินสักบาท ไหนจะต้องไปหาซื้อยาให้เปลืองอีก เดินไปก็ใช้แขนเสื้อเช็ดเลือดไป

ทำไมชีวิตกูมันลำบากรากเลือดขนาดนี้วะ มีผู้ชายอายุยี่สิบเอ็ดคนไหนชีวิตโชกโชนมารผจญเยอะเท่ากูบ้าง? ต้นทุนชีวิตติดลบระดับนรกไม่พอ ยังไม่มีโอกาสเหมือนชาวบ้านเขา ขนาดเรียนแค่กศน. ยังทำให้พ่อแม่เป็นหนี้ หนีออกจากสลัมได้แต่ก็เอาสลัมออกไปจากตัวไม่พ้น ใจคอพระเจ้าจะไม่สงสารกูบ้างเหรอวะ? จะไม่เปิดประตูให้กูเจอโอกาสดีๆ บ้างจริงดิ? มองแบบไม่เข้าข้างตัวเอง กูว่ากูก็ไม่ใช่คนเลวนะ อย่างน้อยก็ไม่จบชีวิตเพราะยาเสพติด ซิ่งรถ หรือโดนฆ่าตายเหมือนเพื่อนในละแวกบ้านละกัน... กูแค่ไม่มีทางเลือก และไม่มีใครเลือกกูแค่นั้นเอง เลือกได้ใครจะอยากเป็นโจรล่ะถูกมั้ย


ถ้ามีวันนั้น...วันที่ใครสักคนฉุดกูขึ้นจากก้นเหวดำมืดไร้ทางออกนี่ได้ ทำให้กูรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่เกิดมาเพื่อตายทั้งเป็นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายจริงอย่างทุกวันนี้... ถ้ากูเจอคนๆ นั้น กูจะเลิกเป็นโจรเลยนะ

   
“เอ็กซ์คิวส์มี!”

“หือ?” เบย์หลุดจากห้วงความคิด หันไปมองที่ริมฟุตบาท คิดว่าน่าจะเรียกเขา เพราะแถวนี้นอกจากตนกับคนๆ นั้นแล้วก็ไม่มีใคร

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์คันใหญ่มหึมา เขารูปร่างสูงโปร่งราวกับนายแบบ แต่งตัวด้วยเสื้อกล้าม กางเกงยีนขาดๆ สวมผ้าโพกหัว หมวกปีกกว้าง และแว่นกันแดดใหญ่เกือบครึ่งหน้า โดยรวมเหมือนน้าๆ วงคาราบาว ในมือกางแผนที่อันเบ้อเริ่ม

นักท่องเที่ยวหลงทางแน่ๆ แต่ช่างหัวมันทำไม ไม่ใช่ธุระของเรา

เบย์คิดได้อย่างนั้นก็ยักไหล่แล้วเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ
 
“ยูว์! ช่วยไอหน่อยได้หม้าย? ไอ่ม่ายรู้ว์อะไรเล่ย”
 
เบย์หันไปมองข้างหลัง ชายแปลกหน้าคนนั้นเดินตามมาแล้วดึงมือไว้ ท่าทางต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

“เออๆ จะให้ช่วยอะไรล่ะ” เบย์ว่า หลีกเลี่ยงการมองหน้าตรงๆ
 
“ไอเพิ่งคัมแบ็คจากแอลเล ฟาร์อะเวย์ฟรอมแบงค็อกหล้ายปี จำทางม้ายด้าย ยูว์รู้หม้ายว่าโพลิซสเตชึ่นไปทางหน้าย?”

หนุ่มแปลกหน้ายื่นแผนที่ให้เบย์ สำเนียงการพูดไทยคำอังกฤษคำทำให้คนฟังปวดหัวปนหมั่นไส้

“จะไปไหนนะ” เบย์เท้าสะเอวถาม

“โพลิซสเตชึ่น” ชายแปลกหน้าตอบ


โพลิซสเตชั่น สถานีตำรวจใช่มั้ยวะ อย่าบอกนะว่าเจอตำรวจอีกแล้ว!!!
 
“เออ...อยู่นี่ ขับรถไปเรื่อยๆ ก็เจอเองแหละ”
 
เบย์ชี้ในแผนที่อย่างขอไปที ก่อนจะเดินหนีไวๆ ด้วยความหวาดผวา แต่หนุ่มต่างถิ่นยังไม่หายข้องใจ เดินตามหลังมาอีก

“แท้งค์ยูว์เวรี่มัช! ให้ไอตอบแทนยูว์นะ ไปดินเนอร์ด้วยกันเท๊อะ”
 
หนุ่มต่างถิ่นคว้าแขนเบย์อย่างถือวิสาสะแล้วพาเดินไปยังร้านอาหารริมทางที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนน โจรหนุ่มโมโหจนแทบจะวีนใส่ คนอะไรไม่มีมารยาท!
 
แต่จะว่าไปเขาก็หิวมาก ไม่มีอะไรตกถึงไส้ตั้งแต่เช้าแล้วเพราะโดนโจรอู๋แย่งกินหมด เลยยอมเออออตามไป

เมื่อมาถึงร้าน ชายต่างแดนก็ถอดแว่นดำเผยใบหน้าที่แท้จริงซึ่งดึงดูดสายตาของลูกค้าในร้านให้หันมามองเป็นเป้าเดียว เบย์พบว่าชายผู้นี้มีหน้าตาคมสันสมชาย คิ้วหนาเข้ม ตาคม จมูกโด่ง ปากสวย มีลักยิ้มด้วย

ไม่หล่อแล้วล่ะ แต่หล่อโคตรๆ
 
แต่ดูยังไงก็คนไทยชัดๆ ไม่ใช่ชาวตะวันตกอย่างที่คิด

“ยูว์จะกินอะไร เดี๋ยวไอเลี้ยง ตอบแทนที่ยูว์ช่วยบอกทางไอ”

หนุ่มหล่อพูดพร้อมกับยิ้ม ซึ่งทำให้หล่อกว่าเดิมสองเท่า ทำเอาพนักงานที่เดินเสิร์ฟอาหารแทบชนกันเพราะมัวแต่หันมามอง แม่สาวที่เดินเข้ามารับออเดอร์ก็ดูเขินๆ บิดซ้ายบิดขวาจนเบย์เกือบอัญเชิญเข้าห้องน้ำเพราะนึกว่านางปวดขี้

เบย์สั่งร่ายยาว “ข้าวปูผัดผงกะหรี่ บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง น่องไก่ทอด น้ำมะนาวแก้วใหญ่พิเศษ”

“ไอม่ายรู้จักอะไรเลย กินเหมือนยูว์ละกัน” ชายหนุ่มบอก จากนั้นพนักงานก็เดินจากไป “ถามหน่อยซี ทำม้ายยูว์มีแผลเต็มหน้าเลย”
 
“เรื่องของผม” เบย์หันหน้าหนี

“ไปฮอสพิทอลกันหม้าย?”

“ไม่ต้อง!”

เบย์กอดอก ขมวดคิ้ว หันหน้าออกไปทางนอกร้าน เป็นการเมินเฉยต่อหนุ่มต่างถิ่นอย่างจงใจ เขาไม่อยากให้ใครมายุ่งกับตัวเองทั้งสิ้นเพราะกลัวความลับแตก แต่ชายต่างแดนเป็นคนเฟรนด์ลี่ เขาไม่ชอบบรรยากาศเงียบๆ น่าอึดอัด เลยพูดกับอีกฝ่ายอย่างจริงใจและเป็นมิตร

“ยูว์ชื่ออะร้าย?”

“ไม่บอก” เบย์ตอบอย่างเย็นชา

หนุ่มหล่อหน้าเจื่อน แต่ยังคงพูดต่อไป “ไออยู่ในช่วงลองฮอลิเดย์เลยคัมแบ็คโฮม คิดถึงแบงค๊อกมากๆ ม่ายได้กลับมานานแล่ว”

ใจจริงอยากพูดว่า ‘เรื่องของมึง’ แต่ก็ดูใจร้ายเกินไป เลยพูดอีกอย่างแทน “เป็นคนไทยเหรอ”

“น็อทเรียลลิ...ไอ’ม ฮาล์ฟ มายแด๊ดอิสอะเม้ริเคิ่น มายมัมอิสไทย แต่ไอโตที่แอลเล เลยพู๊ดไทยไม่ค่อยเก้ง” ชายหนุ่มบอกด้วยแววตาของเขาจริงใจและใสซื่อ แต่เบย์ได้ฟังแล้วกลับเบะปาก

“กระแดะ”

“ว้อท?”

“เป็นตำรวจเหรอ”

“ไม่ช่าย”
   
“แล้วถามหาโพลิซสเตชั่นทำไม”
   
“จะไปหาดาร์ลิ้งของอ้าย”
   
“อ๋อ เหรอ แฟนติดคุกสินะ”
   
“ไม่ช้าย แฟนไอเป็นต้ำรวจ”
   
โอเค แฟนเป็นตำรวจ แต่มันไม่ใช่ตำรวจ ค่อยโล่งไปที
   
อาหารที่สั่งไว้มาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เบย์ลงมือกินอย่างหิวโหยสุดชีวิต ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สูบอาหารทุกอย่างจนเกลี้ยง ทำเอาคนที่นั่งตรงข้ามมองอย่างอึ้งๆ พอกินน้ำแข็งก้อนสุดท้ายเสร็จก็ลุกจากเก้าอี้โดยไม่มีคำพูดใดๆ คล้ายกินแล้วหนี
   
“เฮ้ ยูว์จะรีบไปหน้าย!?” ชายหนุ่มคว้ามือของเบย์ไว้ เจ้าตัวสะดุ้งสะบัดทิ้ง
   
“กลับบ้านสิถามได้”
   
“เดี๋ยวไอไปโส้ง”
   
“ไม่ต้อง ขอบใจ ไปละ” โจรสะบัดผมยาวๆ เดินจากไปอย่างไม่ไยดี หนุ่มหล่อต่างถิ่นมองตามด้วยความรู้สึกค้างคา แล้วตะโกนตามหลังก่อนเจ้าตัวจะเดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง

“ซียูว์อะเกน ลองแฮร์บอย!!!”
   
เบย์หยุดกึก หันไปพร้อมกับใบหน้าเย็นชาและชูนิ้วกลางให้ไอ้ฝรั่งเก๊ แล้วก็เดินจากไปในความมืด

หนุ่มอเมริกันแทนที่จะโกรธกับท่าทางแบบนั้น กลับหัวเราะด้วยซ้ำไป และมั่นใจอย่างประหลาดว่าต้องได้เจอกับหนุ่มผมยาวอีกแน่ๆ
   
“ลองแฮร์บอย...”



   
เมื่อกลับมาถึงรังโจรแล้วเบย์ก็ไม่เจอใครสักคนแม้แต่อเล็กซ์ ผีเฝ้าประตูที่ไม่เคยออกไปไหน พี่อู๋กับแสงเทียนก็หายไปเหมือนกัน

หรือว่าจะไปหาลูกค้าซะแล้ว? R.I.P นะแสงเทียน...ขอให้ไปสู่สุขคติ อย่างน้อยไปเป็นเด็กเสี่ยก็ดีกว่าเมียโจร

เบย์เข้ามาในห้องของตัวเอง หันมองกระจกแล้วก็สะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่เห็น ใบหน้าของเขาแดงเถือกด้วยเลือด ปากแตก หัวโน หน้าช้ำ ถอดเสื้อออกก็เจอแผลเต็มหน้าอกลามไปถึงท้อง แผลเยอะอย่างนี้คงต้องไปโรงพยาบาลไม่ก็ซื้อยามา ปล่อยให้หายเองอย่างที่คิดตอนแรกไม่ได้แน่
   
เอาไงดีวะ วันนี้ไม่ได้เงินซักบาท จะใช้เงินกองกลางก็ต้องเบิกที่ไอ้เล็ก แต่หมอนั่นดันไม่อยู่... ทำไงดี

โจรหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงเผื่อว่าจะเจอเศษเหรียญ อย่างน้อยให้พอซื้อพลาสเตอร์แปะชั่วคราวก็ยังดี แต่โชคร้ายอย่างสาหัสที่ในกระเป๋าไม่มีอะไรเลย...นอกจากกระดาษยับๆ แผ่นหนึ่ง

เบย์ขมวดคิ้ว เขาจำไม่ได้ว่าเอากระดาษอะไรใส่ตอนไหน เลยหยิบออกมาดูอย่างงงๆ แล้วก็พบว่ามันไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นธนบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มูลค่าหนึ่งร้อย
   
มาจากไหน?
   
เบย์ถือเงินไว้แล้วนึกย้อนกลับไป เงินนี้ไม่ใช่ของเขา แสดงว่าเป็นของคนอื่น และคนๆ นั้นต้องไม่ธรรมดาถึงมือเบาและว่องไว เอาของสิ่งนี้ใส่ให้อย่างแนบเนียนโดยที่โจรอย่างเขาไม่รู้ตัว และที่สำคัญต้องเป็นคนอเมริกันด้วย...ซึ่งคำตอบก็มีอยู่ข้อเดียวนั่นแหละ
   
โจรหนุ่มยิ้มจนแผลข้างปากปริกว่าเดิม เลือดไหลลงไรฟัน แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บเท่าไหร่
   
“ไอ้ฝรั่งเก๊...”






////// กลับมาแล้วค่า หายไปนานมาก 555

ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะคะ แล้วก็ขอบคุณอีก! ที่ช่วยชี้ช่องโหว่ให้ด้วย แฮ่ๆ
 
เรื่องลายนิ้วมือ ที่อเล็กซ์แฮ็กไปแก้ไขได้ น่าจะเป็นลายนิ้วมือในแฟ้มอาชญากรค่ะ อย่างเช่นถ้าเขาหรือคนในแก๊งรู้ตัวว่าเผลอทำรอยมือทิ้งไว้ แล้วคดีที่ก่อเหตุเป็นข่าว/ถูกตำรวจติดตาม อเล็กซ์ก็จะเข้าไปแก้ไม่ให้ตรงกับลายนิ้วมือในทะเบียนราษฎร์ (ที่เราปั๊มกันตอนทำบัตรประชาชนแหละค่ะ) แก๊งโจรเลยลอยนวลได้เสมอๆ 

ส่วนลายนิ้วมือที่นักสืบค้นว่าเป็นโจรอู๋นั้น เป็นลายนิ้วมือในทะเบียนราษฎร์ (โจรอู๋ไม่ได้บอกอเล็กซ์) แก้ไม่ทัน เลยโป๊ะแตกค่ะ

พยายามหาเหตุผลสุดขั้ว 555

ดีใจนะคะที่ช่วยชี้จุด ชอบๆๆ มีตรงไหนน่าจะแก้ก็บอกกันได้นะคะ อยากให้เรื่องสมจริงที่สุด 555

ขอบคุณทุกคนค่ะ ^^

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
เนื้องอกของเบย์555

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9
เบย์จะมีคู่

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1091
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ยังไงๆ นี่ เบย์ จะเจอ เนื้อคู่จิ เนี่ยๆ^^

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ ★KVH™★

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 649
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +15/-3
หนุ่มผมยาวพบเนื้อคู่

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

คืนเดียวกัน & คุณชายน้อย


   
คืนเดียวกัน อเล็กซ์ออกปฏิบัติการภาคสนามเป็นครั้งแรก

ตั้งแต่อยู่ในแก๊งโจรมาครึ่งปีเขาแทบไม่ได้ออกมาสู่โลกภายนอกเลย ตำแหน่งของเขาคือแฮกเกอร์ พนักงานบัญชี พ่วงตำแหน่งผีเฝ้าตึก ชีวิตอยู่แต่ในความมืดจนผิวขาวซีดอย่างกับผีจริงๆ แต่ที่ต้องออกมาข้างนอกคืนนี้เพราะโน้ตบุ้คลูกรักถูกหนูฉี่ใส่จนเจ๊ง ดังนั้นโจรหนุ่มลูกครึ่งจึงวางแผนจะไปขโมยเครื่องใหม่ที่ร้านขายคอมพิวเตอร์
   
ตอนนี้เขามาถึงสถานที่เป้าหมายแล้ว กำลังหาทางเข้าจากหลังคาร้าน... ด้วยรูปร่างผอมเพรียวดุจลำไม้ไผ่ตามประสาเด็กยากจน ทำให้เคลื่อนไหวได้ปราดเปรียวและเงียบเชียบ แม้ว่านี่จะเป็นโจรกรรมครั้งแรกแต่อเล็กซ์ก็ระวังตัวเป็นอย่างดี เขาสวมถุงมือ หมวกไหมพรม ผ้าปิดปาก และเสื้อผ้าสีดำ ปกปิดมิดชิดกลมกลืนไปกับความมืด ค่อนข้างแน่ใจว่าภารกิจจะไม่ผิดพลาด

อเล็กซ์เจอช่องลมเหนือประตูหลังร้าน ขนาดกว้างสองคืบยาวหนึ่งเมตร ถ้าเป็นคนปกติคงเข้าไม่ได้เพราะมันเล็กมาก แต่ด้วยหุ่นผอมบางกว่าคนปกติเขาจึงทำได้ โจรหนุ่มสอดขาเข้าไปก่อน ใช้เท้ายันผนัง ค่อยๆ สอดร่างกายผ่านช่องไป มือสองข้างจับขอบไว้มั่น จากนั้นก็ไต่ลงจากผนังลงสู่พื้น

ภายในร้านมืดสนิท เขาใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องหาโน้ตบุ้คสักตัว เจอแม็คบุ๊คสีขาวสะท้อนแสงไฟฉายเด้งใส่ตาอย่างจัง โดนใจอย่างแรง โจรหนุ่มไม่รอช้าใช้กุญแจผีหมุนปลดล็อคตู้โชว์ เอาเจ้าเครื่องนั้นยัดใส่กระเป๋าเป้ ตามด้วยสายชาร์จและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ก่อนจะปีนกลับไปทางเดิม หัวใจของเขาเต้นระทึกตลอดการทำภารกิจ แต่พอกลับออกมาข้างนอกได้แล้วก็โล่งใจ
   
อเล็กซ์กระโดดจากหลังคามายังกำแพง แล้วลงสู่พื้นถนนด้วยท่วงท่าสง่างามและฝีเท้าเบาราวกับแมว

   
ภารกิจเสร็จสิ้น


   
เขายิ้มกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจ เงยหน้าขึ้นจากพื้นเตรียมตัวกลับบ้าน แต่...
   
“พี่ชาย!”

ทุกสิ่งเป็นอันต้องหยุดชะงัก

ตรงหน้าเขามีเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ อายุราวๆ สิบสี่สิบห้า สูงประมาณร้อยหกสิบเซนติเมตร รูปร่างสมส่วน หน้าตาดีจัด ผิวสีแทน แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนม.ต้นโรงเรียนนานาชาติไฮโซชื่อดังในแถบย่านนี้ อเล็กซ์ตกใจที่เห็นเด็กชาย เพราะเด็กคงจะเห็นเขากระโดดลงจากหลังคาและรู้ว่าเขาเป็นขโมย ทีแรกโจรหนุ่มคิดจะทำร้ายร่างกายเด็กแล้วหนี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของเขา นั่นคือสายตาเป็นประกายของเด็กชาย
   
สายตาที่มองเขาราวกับเห็นซูเปอร์ฮีโร่
   
“พี่ชายเท่จัง! ทำได้ยังไงน่ะ!”
   
“...หา?” อเล็กซ์ถึงกับเหวอเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
   
“ผมอยากเก่งเหมือนพี่ชาย สอนผมหน่อยได้มั้ยครับ”

หนุ่มน้อยท่าทางตื่นเต้นสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างและเป็นประกายในความมืดสลัว ยิ้มกว้างมองอเล็กซ์อย่างมีความหวัง
   
“พี่ไม่มีเวลายุ่งกับนายหรอก” พูดแล้วเดินหนี
   
“เดี๋ยวสิพี่ชาย!”

เด็กชายตะโกนตามหลัง แต่อเล็กซ์ไม่สนใจ เดินดุ่มๆ ต่อไปตามทางของตัวเอง แม้จะได้ยินเสียงเด็กชายคนนั้นตะโกนเรียกหลายครั้งแต่เขาก็ไม่หยุด ถึงจะเป็นเด็กก็ไว้ใจไม่ได้ และเขาไม่อยากเสียเวลาด้วย
   
อเล็กซ์เดินมาถึงหน้าปากซอย หางตาแลเห็นพวกนักเลงนั่งสุมหัวกินเหล้ากันประมาณสี่ห้าคน แต่พวกมันไม่ทำอะไรอเล็กซ์นอกจากมองเฉยๆ โจรหนุ่มเดินผ่านไป ทว่าก็ต้องหยุดเมื่อได้ยินเสียงดังข้างหลัง
   
“เฮ้ยไอ้น้อง หยุดก่อนสิวะ”
   
“ท่าทางรวยนี่หว่า เอาเงินมาซิ!!!”
   
โจรหนุ่มหันไปมอง เห็นนักเลงพวกนั้นเข้าไปรุมล้อมเด็กชาย พวกมันพูดจาข่มขู่เและค้นตัวเด็ก ได้โทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าตังค์ไป เด็กชายกลัวจนตัวสั่นหน้าซีด พอพวกมันฉกเงินไปทั้งหมดแล้วคืนกระเป๋าตังค์เปล่าๆ ให้เจ้าของ เด็กชายมองด้วยดวงตาสั่นคลอนคล้ายจะร้องไห้ แล้วหนึ่งในนักเลงก็ตวาดใส่หน้าเขา

“ไสหัวไปได้ละ! หรือจะกินยำตีน!!!”
   
จากนั้นนักเลงอีกคนก็ผลักเด็กชายล้มลงพื้น โดยที่พวกมันไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวอยู่ในดวงตาสีเทาอมฟ้าของอเล็กซ์ทั้งหมด
   
โจรหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปข้างหลัง อำพรางตัวในความมืดของต้นไม้ข้างทางจนกระทั่งเข้าใกล้เป้าหมาย แล้วจัดการฟันศอก เตะก้านคอ ทุบหัว ชกหน้า นักเลงทั้งสี่คนจนสลบเหมือดภายในพริบตาเดียว ถึงเขาจะผอมแต่ก็ไม่ได้อ่อนแอ ประสบการณ์จากบ้านเด็กกำพร้าเฆี่ยนตีเขาให้เข้มแข็งทั้งภายในและภายนอก เขารู้ดีว่าถ้าอยากอยู่รอด ทักษะการต่อสู้สำคัญพอกับความรู้ในสมอง ซึ่งอเล็กซ์มีทั้งสองอย่าง

ขณะที่เด็กชายมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงปนซึ้งใจ ปากอ้าค้างพูดไม่ออก อเล็กซ์ก็คุกเข่าล้วงกระเป๋ากางเกงของนักเลงคนที่ขโมยของเงินเด็กชายเอาเงินออกมา มีแค่สามร้อยยี่สิบบาท โจรหนุ่มไม่ได้เอาเงินคืน แต่เก็บใส่กระเป๋าตัวเอง
   
“ขอบคุณนะครับพี่ชายที่ช่วยผม” เด็กพูดด้วยน้ำตารื้นๆ “พี่ชายเก่งจัง วิชาตัวเบาก็ได้ ต่อสู้ก็เป็น ช่วยสอนผมหน่อยได้รึเปล่า ผมอ่อนแอ ถูกคนอื่นรังแกเสมอเลย... ผมอยากแข็งแกร่งแบบพี่ชาย...”
   
เด็กร้องไห้และพูดแทบไม่เป็นศัพท์ อเล็กซ์มองแล้วรู้สึกเอ็นดูปนสมเพช ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจช่วยหรอก แต่เห็นเงินแล้วมันอดไม่ได้ ไม่คิดว่าเด็กจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นพลเมืองดีซะงั้น
   
“ขอโทษนะ พี่ไม่ว่างขนาดนั้นหรอก” อเล็กซ์ตอบแบบถนอมน้ำใจ “นายรีบกลับบ้านเถอะ คราวหน้าก็อย่ามาเดินแถวนี้อีกละกัน”
   
“วันนี้ป๊าไม่ว่าง ผมเลยเดินกลับบ้านเอง” เด็กชายพูดแล้วปาดน้ำตา “แต่ผมดีใจที่ได้เจอพี่ชายนะ”
   
“อืม ลาก่อน” อเล็กซ์ลูบหัวเด็กชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
   
“พี่ชาย อย่าเพิ่งไป! ผมอยากให้พี่ชายสอนผมจริงๆ!” เด็กชายจับมืออเล็กซ์ไว้แน่น แววตาเว้าวอนสุดฤทธิ์ “ผมจ่ายเงินให้ก็ได้ แค่พี่ชายช่วยสอนผมที นะครับ... น้าาาา”
   
อเล็กซ์ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเขิน
   
“ดูท่าแล้วนายน่าจะมีเงิน พี่แนะนำให้ไปจ้างครูฝึกจริงๆ ดีกว่า”
   
“แต่ผมชอบพี่ชายนี่นา”

เด็กชายพูดด้วยดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ แต่กลับทำให้อเล็กซ์ร้อนหน้าผ่าว โชคดีสวมผ้าปิดปากเอาไว้ ไม่งั้นเด็กจะสงสัยว่าเขากำลังคิดลึก... แต่เด็กสมัยนี้ก็แก่แดดเกิ๊น เจอหน้ากันไม่กี่นาทีพูดว่าชอบได้ไม่อายปาก
   
“พี่ต้องไปแล้ว นายเองก็ด้วย กลับบ้านซะ” อเล็กซ์พูดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่เด็กชายดึงดันไม่ยอมปล่อย

“งั้นพี่ชายก็เอาเงินผมคืนมาเลย”
   

นั่น มีทวง

   
“งั้นพี่จะปลุกนักเลงขึ้นมาซ้อมนาย” อเล็กซ์เอาคืนบ้าง
   
เด็กชายเม้มปาก ท่าทางเหมือนคนแพ้แต่ไม่ยอมแพ้ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องเฉยๆ “พี่ชายชื่ออะไร มีเบอร์มั้ย หรือว่าไลน์ก็ได้ ผมขอหน่อยสิ”
   
นอกจากจะแก่แดดแล้วยังรุกไวด้วย

“จะเอาไปทำอะไร”
   
“ผมถูกชะตา อยากรู้จักพี่ชายน่ะ” เด็กยิ้มหวานโชว์ฟันขาว
   

นี่เข้าข่ายจีบแล้วสินะ
    
“ชื่อพี่คงบอกไม่ได้ แล้วพี่ก็เล่นโซเชียลด้วย เสียใจด้วยนะ” อเล็กซ์แกะมือของเด็กชายออกจากแขน “กลับบ้านซะ เดี๋ยวป๊าเป็นห่วง”
   
โจรหนุ่มพูดทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งหายไปในความมืดด้วยฝีเท้าเบาและเร็วดั่งลม เด็กชายมองตามหลังอย่างผิดหวัง แล้วเดินก้มหน้ากลับบ้านอย่างหงอยๆ แต่พอเดินมาถึงร้านคอมพิวเตอร์ ตรงจุดที่เขาพบชายชุดดำเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ความเศร้าก็หายไป

มีของบางอย่างตกอยู่ที่พื้น

เด็กชายหยิบขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้น มันคือบัตรเอทีเอ็ม พลิกดูข้างหลังปรากฏลายเซ็นผู้เป็นเจ้าของ


...ALEX G. HRICKMUNZ


เด็กชายยิ้มกว้าง ราวกับเจอแสงแห่งความหวังในความมืดมิด
   
“เราต้องได้เจอกันอีกแน่... พี่ชาย”



   
เช้าวันต่อมา สถานีตำรวจ
   
“มายดาร์ลิ้ง ฮันนี่~ อ่ายมิสยูวววว์!!!”
   
ร้อยตำรวจโทหริรักษ์ตกใจจนใบหน้าหายมึนทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นของใครบางคนตรงเข้ามา พอเจอหน้าคนๆ นั้นแล้วหมวดก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ด้วยดวงตาเบิกโตแบบที่ไม่เคยเป็นมานานมากแล้วนับแต่การเจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน
   
“พีเท่อะ!!!”
   
“เยส! พีเท่อะอิสแบ็ค!”

ชายหนุ่มผู้มาเยือนยิ้มกว้างจนเห็นฟันทั้งแถว วิ่งเข้ามากอดหมวดรักษ์แน่นแล้วหมุนเหวี่ยงเป็นวงกลม ไม่สนสายตาตำรวจหรือผู้ร้ายหน้าไหนที่กำลังมองมาทั้งสิ้น ไม่พอยังหอมแก้มหมวดหนักๆ ข้างละสามที ถ้าหมวดไม่ตีให้หยุดก็คงจะจูบปากไปแล้ว
   
“มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกกันก่อน”

หมวดถามพลางจับแขนจับหน้าชายหนุ่มร่างสูงไปทั่ว เหมือนอยากแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือตัวจริง
   
“ลาสต์ไนท์แล้วเบบี๋ ไอ่ไม่บอกก็อยากจะเซอร์ไพรส์งาย”
   
“แล้วนี่มาเที่ยวหรือมาทำงาน”
   
“ทราเวล เท่วจ้า”
   
“จริงเหรอ กี่วัน”
   
“หนึ่งเดือน” ผู้พันบอกยิ้มๆ “ไอ่ดีใจมาก...ไอมิสยูเวรี่ๆ เลย”
   
หมวดรักษ์ผลักหน้าอกผู้พันหนุ่มออกห่าง เพราะเขาทำท่าจะจูบอยู่นั่น “น้อยๆ หน่อย”
   
“ทำหม้าย? ยูว์อาร์มายบอยเฟรนด์”
   
“ที่นี่ไม่ใช่อเมริกา และเราก็กำลังทำงานอยู่” หมวดรักษ์กอดอก สีหน้าจริงจังขึ้นมา “แล้วก็เลิกเรียกว่าบอยเฟรนด์ด้วย”
   
อีกฝ่ายหุบยิ้ม สีหน้าหมองลงทันที
   
เป็นอย่างที่หมวดว่า ทั้งคู่ไม่ใช่แฟนกัน แต่ทำเหมือนกับแฟน...เป็นอย่างนี้มานานมากแล้วตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่เคยอยู่บ้านใกล้กัน เป็นเพื่อนเล่นกันมาช่วงเจ็ดปีแรกของชีวิต แรกๆ ก็คบกันดีไม่มีปัญหาอะไร แต่พอท่านนายพลเรือตรีแฮมิลทันแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ รู้ว่าลูกชายคนเดียวของท่านชักล้ำเส้นเกินคำว่าเพื่อนกับเด็กข้างบ้าน ถึงขั้นเรียกรักษ์ว่าแฟน... ท่านก็เริ่มไม่ไว้ใจ ท่านไม่อยากให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวเบี่ยงเบนทางเพศ ท่านต้องการให้ลูกมีทายาทสืบวงศ์วารทหารหาญ สืบทอดเกียรติภูมิและทรัพย์สินมหาศาลที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองไปตราบสิ้นดินฟ้า
   
พีเทอร์ทำตามใจพ่อได้เรื่องหนึ่ง
   
เขาเลือกเป็นทหารเรือเหมือนพ่อ ไต่เต้าจากทหารชั้นล่างขึ้นมาถึงระดับผู้พันภายในเวลาแค่ห้าปี จะบอกว่าใช้ความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียวก็ดูจะตอแหลไปหน่อย เอาเป็นว่าพ่อของเขาก็มีส่วนเอี่ยวประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ การผลักดันถึงขั้นอัดฉีดสุดฤทธิ์สุดเดชของท่านนายพลก็เพื่อให้ลูกเป็น ‘ชายสมชาย’ เขาคิดว่าการให้ลูกเรียนโรงเรียนชายล้วน ตามด้วยโรงเรียนนายเรือ และส่งเข้ากองทัพ ใช้ชีวิตหฤโหดกับเหล่าชายฉกรรจ์ จะทำให้จิตใจกร้าวแกร่งเช่นเดียวกับตน
   
หารู้ไม่...สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้พีเทอร์เป็นชายสมชาย แต่ดันเป็นชายเหนือชาย
   
แฟนเขามีตั้งแต่ทหารใหม่หน้าใสๆ ไปถึงผู้พันรุ่นพี่วัยเลขสาม แต่พ่อเขากลับไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้ เพราะพีเทอร์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจเรื่องความรัก ชีวิตเขาคืองาน-งาน-งาน ปฏิญาณไว้เลยว่าจะไม่คิดสร้างครอบครัวจนกว่าจะได้เป็นนายพลเอก
   
แต่นั่นก็เป็นเพียงจำอวดหน้าม่านให้พ่อเขาดู คนเดียวที่รู้ความจริงก็คือแม่ชาวไทยของเขา

แม่ของพีเทอร์เป็นสาวไทยรักอิสระ มีหัวคิดก้าวหน้า สิ่งเดียวที่นางต้องการคือให้ลูกเป็นคนดีและมีความสุขเท่านั้น จึงไม่ถือสาหากลูกชายจะฝักใฝ่ผู้ชายด้วยกัน ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้เมื่อสิบกว่าปีก่อนพ่อกับแม่ทะเลาะกันรุนแรงมาก เดิมทีการอยู่คนละซีกโลกก็แย่พอแล้ว เมื่อเกิดปัญหาก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ สุดท้ายเมื่อหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ก็ต้องจบลงด้วยการหย่าร้าง ตอนนั้นพีเทอร์ยังเด็ก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่เลิกกันทำไม พอโตมาถึงเข้าใจว่าสาเหตุมาจากตัวเขาเอง
 
ตามหลักจริงๆ ผู้พันควรได้อยู่เมืองไทยกับแม่ เพราะเขาเกิดเมืองไทย โตที่ไทยด้วยน้ำมือของแม่ แต่ท่านนายพลไม่ยินยอม ท่านสู้หลังชนฝา ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิทธิในการเลี้ยงดูลูกชาย ไม่เว้นแม้แต่การแฉประวัติสาดโคลนอดีตภรรยาว่าเคยเป็นผู้หญิงกลางคืน ฐานะยากจน ไร้การศึกษา ไม่มีทางดูแลลูกชายได้ดีเท่าตน แม่ของเขาจึงยอมยกธงขาวพ่ายแพ้ ไม่ใช่เพราะยอมจำนนต่อคำครหา แต่เพราะเป็นห่วงจิตใจลูกชาย

ด้วยเหตุนี้ผู้พันจึงไปอยู่กับพ่อที่อเมริกาตั้งแต่นั้น และไม่ได้กลับมาเหยียบเมืองไทย โดนสั่งห้ามพูดภาษาไทย ไม่กระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทยอีกเลย

สำหรับท่านการทำเช่นนี้ก็เพื่อลบล้างความทรงจำเกี่ยวกับภรรยา และลบล้างความทรงจำเกี่ยวกับเด็กชายรักษ์สำหรับลูกชาย แต่หารู้ไม่ว่าผู้พันแอบส่งจดหมายหาแม่เสมอ รวมไปถึงเด็กชายรักษ์ พอมีโทรศัพ์ใช้ก็โทรหากันบ้าง กระทั่งมีอินเทอร์เน็ตใช้ก็แชทกันเป็นประจำ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้พันต้องไม่ทำให้พ่อรู้ มิฉะนั้นเขาจะถูก ‘ทำทัณฑ์บนส่วนตัว’ อย่างโหดระดับเดียวกับการฝึกของหน่วยซีลเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาหมวดหริรักษ์คิดกับผู้พันพีเทอร์แค่เพื่อนสนิทเท่านั้น และไม่เคยถือสาที่ผู้พันแสดงออกอย่างเปิดเผยเหมือนแฟน เนื่องจากรู้ว่าผู้พันรักแม่ ขาดแม่ คิดถึงแม่ และตนก็มีส่วนคล้ายแม่ของผู้พันมากๆ จึงไม่เคยว่าอะไร
   
“วางแผนจะทำอะไรบ้างล่ะ” หมวดถามเปลี่ยนเรื่อง
   
“อยู่กับยูว์ไง” ผู้พันบอก
   
“ไม่ได้หรอก ช่วงนี้เรายุ่งมาก มีคดีเก่ารอสะสางยาวเป็นหางว่าว นี่ก็เพิ่งมีคดีใหม่แทรกเข้ามาอีก” หมวดว่าพลางเปิดแฟ้มเอกสารรับแจ้งความอันล่าสุด
   
“คดีอะร้าย? เผื่อไอช่วยได้”
   
“เป็นทหารมายุ่งทำไม”
   
“ทหารก็จับผู้ร้ายด้าย” ผู้พันพูดขำๆ

“ไม่เป็นไรหรอก คดีเล็กๆ” หมวดยักไหล่ “แค่โจรขโมยของร้านคอมพิวเตอร์เอง”



   
อีกด้าน

ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุง
   
ระหว่างเตรียมเปิดร้าน เคฟก็คิดถึงเหตุการณ์อุตลุดชุลมุนเมื่อคืนที่แล้วเมื่อสมาชิกแก๊งโจรแต่ละคนกลับมาในสภาพราวกับผ่านสงครามแล้วก็แอบขำอยู่คนเดียว ตั้งแต่เฮียอู๋กับแสงเทียนที่ไปลุยบ่อนโกยเงินเสี่ยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เบย์ถูกสาวค้ายาบ้าทำร้ายสะบักสะบอมและเกือบตกกระไดพลอยโจนเป็นผู้ร้าย กับอเล็กซ์ที่ไปขโมยของครั้งแรกและถูกเด็กตามตื๊อ เขารู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่ได้ออกล่าอีกคน ไม่งั้นอาจเจอเรื่องเฮงซวยด้วยเหมือนกัน
   
เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของร้านแล้วเคฟก็เข้าไปพักในห้องพักพนักงาน อีกหลายนาทีกว่าจะถึงเวลาห้างเปิด เขาเลยเปิดทีวีดูแก้เซ็ง เลื่อนดูช่องโน้นช่องนี้ แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เกือบจะปิดแล้วไปหาอย่างอื่นทำ แต่บังเอิญเห็นข่าวอาชญากรรมซะก่อนเลยหยุดดู เผื่อว่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับแก๊งตน

   
“เกิดเหตุโจรขโมยของร้านคอมพิวเตอร์คืนที่ผ่านมา มีพลเมืองดีเป็นเด็กมัธยมเก็บบัตรเอทีเอ็มของผู้ร้ายได้และไปแจ้งความ ผู้ร้ายชื่อนายอเล็กซ์ เกรกอร์ ฮริคมันซ์ อายุยี่สิบเอ็ดปี ใบหน้าตามนี้ค่ะ (ขึ้นรูป) โดยโจรได้ขโมยแม็คบุ้คราคาแพงที่สุดในร้านไป ผู้ใดพบเห็นกรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยค่ะ!”

   
“เชี่ยแล้ว”

เคฟเสียวสันหลังวาบ มือเย็นเฉียบฉับพลัน โจรอู๋เพิ่งโดนไปวันนั้น วันนี้อเล็กซ์ก็โดนอีกคน รายต่อไปจะเป็นเขาหรือเบย์ก็ไม่รู้

หนุ่มตี๋ปิดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยหัวใจเต้นแรงระทึก ในใจเป็นห่วงพรรคพวก ไม่รู้ป่านนี้จะรู้ตัวกันรึยังว่าหายนะใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
   
“เคฟ” ผู้จัดการร้านเรียก
   
“ครับ?” ชายหนุ่มสะดุ้ง แต่ปรับสีหน้าเป็นปกติ 
   
“พี่เพิ่งรับเด็กเข้ามาทำงานใหม่ อายุเท่าๆ กับนาย ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้เขาด้วยนะ เอ้า เข้ามา”

ผู้จัดการบอกก่อนจะกวักมือเรียกเด็กใหม่เข้ามาในห้อง
   
เด็กใหม่ที่ว่าเป็นผู้ชายอายุราวยี่สิบต้นๆ รูปร่างสูงสง่า หน้าตาดีเกินไปจนไม่น่ามาลงเอยด้วยการเป็นแค่พนักงานร้านอาหาร คิ้วเข้มตาคม จมูกโด่งเป็นสัน ผิวขาวสว่างออร่าเจิด แลดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน เสียอย่างเดียวคือดูไม่เป็นมิตร ทำหน้าเครียดอย่างกับเมียเพิ่งตาย
   
“สวัสดี ชื่อไร” เคฟทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นกันเอง
   
อีกฝ่ายหน้าบึ้ง ตอบห้วนๆ
   
“เฟลม”





TBC...




/// มาต่อแล้วจ้า มีใครรอยู่มั้ย

ความซวยมาเยือนแก๊งโจรแบบคอมโบ้เซ็ตไปเลย เอาใจช่วย(?) พวกเขาด้วยนะคะ 555

คนเขียนขอลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ เจอกันวันนู้นนน เลยนะจ๊ะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ เลิฟฟฟ <3


ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1091
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
ซวยยกแก็งค์   :mc4:

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 716
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โจรแกนี้ควรไปทำบุญกันสักหน่อย. ซวยแบบไม่บันยะบันยัง  :pig4:

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

9
ลาก่อนเมียโจร



“เราชื่อคณาธิป แซ่ลิ้ม ชื่อเล่นเคฟ อายุยี่สิบ จากนี้ไปจะเป็นพี่เลี้ยงให้นาย” เคฟยื่นมือไปข้างหน้า แต่เฟลมไม่ยอมจับมือด้วย

“เรียกพี่นะ นี่อายุยี่สิบสอง” เฟลมว่า

“อ๋อเหรอ” เคฟหดมือกลับ “แต่ยังไงพี่ก็เป็นรุ่นน้อง เพราะผมทำงานก่อน อายุกับประสบการณ์มันคนละเรื่อง”

“อ้อ เหรอ จะให้เรียกว่า ‘รุ่นพี่’ ด้วยมั้ย?” เฟลมประชดประชัน
   
“ได้ก็ดี”
   
“เหอะ”
   
“ล้อเล่นน่า เรียกเคฟเฉยๆ ก็พอ” เขายิ้มอย่างขำๆ ผิดกับเฟลมที่ยังฉุนอยู่ “ยืนนิ่งทำไม ไปเปลี่ยนชุดสิครับ พี่เฟลม”
   
“...เออๆ”

เด็กใหม่พยักหน้าแล้วถือชุดไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ก่อนจะกลับมาภายในเวลารวดเร็ว เคฟพาออกไปข้างนอกตรงเคาน์เตอร์แล้วสอนการรับออเดอร์ลูกค้ากับการคิดเงินแบบคร่าวๆ ซึ่งเฟลมก็ทั้งจดทั้งจำอย่างขันแข็ง เขารู้เลยว่าชายหนุ่มคนนี้หัวดี สอนแค่ทีเดียวก็ทำเป็นแล้ว ติดอยู่อย่างเดียวซึ่งเป็นสิ่งที่ทำง่ายที่สุด แต่กลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนกันได้ คือการ ‘ยิ้ม’ แบบพนักงานบริการนี่แหละ
   
เคฟอยากรู้ว่าทำไมเฟลมเอาแต่ทำหน้าเครียดตลอดเวลา เลยถามอ้อมๆ เพื่อตีสนิทก่อน... ไม่ใช่ชอบแส่เรื่องชาวบ้านหรือว่าปิ๊งอะไรมันหรอก เขาแค่ไม่อยากให้ลูกค้าเห็นหน้าบึ้งๆ ของพนักงานก็เท่านั้น
   
“เออนี่ ก่อนหน้านี้ทำงานอะไรเหรอ”
   
“นายแบบ”
   
“ถึงว่าเหมือนเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน แล้วทำไมถึงเลิกเป็นซะล่ะ” ถามต่ออย่างอยากรู้
   
เฟลมนิ่วหน้าเครียดกว่าเดิม “เรื่องส่วนตัว”
   
เคฟรู้สึกหน้าแตกเล็กน้อย เหมือนถูกด่าว่าเสือกแบบอ้อมๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามเฟลมต่อ ก็มีชายสองคนเดินเข้ามาในร้าน

หนุ่มโจรแอบตกใจ เพราะพวกเขาใส่เครื่องแบบตำรวจ

   
[/i]หรือว่าพี่เล็กไม่ก็พี่อู๋โดนจับได้แล้ว? พี่ๆ อาจสารภาพว่าพวกเรามีกันเป็นแก๊ง ตำรวจก็เลยตามมาลากคอเรา!!![/i]
   
   
เคฟมือเย็น ปากซีด มองชายในชุดสีน้ำตาลเข้มทั้งสองคนด้วยแววตาหวาดหวั่น เจ้าหน้าที่สองคนนั้นท่าทางน่าเกรงขาม ใบหน้าขึงขังจริงจังมากทีเดียว
   
“สวัสดี คุณเปรมประกิตต์”

ตำรวจนายหนึ่งเข้ามายืนชิดหน้าเคาน์เตอร์ของพนักงานใหม่ เคฟแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ก็มาหาเฟลม
   
“สวัสดีจ่าตะวัน นักสืบทิวา” พนักงานหนุ่มทักทายด้วยสีหน้าบึ้งๆ ไม่เปลี่ยนแปลง “จะรับอะไรดีครับ”
   
“เปล่าหรอก เราไม่ได้มากิน” นักสืบทิวาพูดแล้ววางเอกสารหลายแผ่นตรงหน้าเฟลม “นี่คือเบาะแสที่เราได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนายอติศร แซ่อู๋”
   
เคฟสะดุ้งเฮือก แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่สองนายไม่ได้สนใจเขา
   

อติศร แซ่อู๋งั้นเหรอ!

   
“ยังไงครับ” เฟลมมองเอกสารอย่างไม่เข้าใจ
   
“เราพบภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหลายแห่งที่เห็นชัดๆ ว่าเป็นนายอติศร แซ่อู๋” จ่าตะวันอธิบายพร้อมกับชี้นิ้วให้ดูในเอกสาร
   
“หมายความว่าพวกเรากำลังจะแกะรอยไปถึงรังโจรได้ในเร็วๆ นี้แน่นอน” นักสืบทิวากล่าว
   
ใบหน้าบึ้งตึงของเฟลมผ่อนคลายกลายเป็นยิ้มทันที “จริงเหรอครับ ขอบคุณพวกคุณมาก”
   
“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว” จ่าตะวันยิ้ม
   
ขณะที่เฟลมเบิกบาน เคฟกลับเครียดแทน
   

ซวยจริงๆ แล้วพี่อู๋ ซวยทั้งแก๊ง ถ้าตำรวจสะกดไปถึงที่รัง สิ่งที่ทำมาตลอดทั้งหกเดือนก็ไร้ความหมาย อนาคตอันยาวไกลก็คงไม่พ้นห้องขัง

   
เจ้าหน้าที่สองนายคุยกับเฟลมต่อสักพักก่อนจะกลับไป เคฟปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะทำเป็นถามเพื่อนใหม่

“มีเรื่องอะไรเหรอ”
    
“แฟนถูกโจรลักพาตัวน่ะ” เฟลมตอบ แววตาเศร้าชั่วขณะ “แต่ตำรวจต้องจับโจรได้เร็วๆ นี้แน่ พวกเขาเก่ง ทำงานเร็ว เพิ่งแจ้งความไปไม่กี่วันเอง แต่คดีคืบหน้าไวมาก”
   
“อืม ขอให้เจอแฟนเร็วๆ นะ”
   
“ขอบใจ”
   
แล้วทั้งสองก็เงียบต่ออีกสักพัก เฟลมไล่อ่านและจดจำเมนูอาหารทั้งหมด ส่วนเคฟเช็คเครื่องคิดเงิน แต่สมาธิไม่ได้จดจ่อที่หน้าจอเลย

   
อะไรจะจุดไต้ตำตอขนาดนี้

รีบบอกคนทางโน้นให้เตรียมตัวย้ายแหล่งกบดานดีกว่า!!!



   
   
ตอนเย็น
   
โจรอู๋บอกว่าพวกเราต้องย้ายแหล่งกบดานเพราะตำรวจกำลังแกะรอยตามใกล้เข้ามาแล้ว ไหนจะอเล็กซ์ที่โดนประกาศจับออกทีวีอีก ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปอาจถูกจับได้สักวัน ผมเสียใจและผิดหวังสุดๆ ทั้งที่อีกนิดเดียวจะได้กลับไปสู่โลกภายนอกแล้วแท้ๆ
   
ตอนนี้พวกโจรกำลังขนของขึ้นรถเพื่อหลบหนีกันอย่างเร่งรีบ ของที่เอาไปมีแค่ทรัพย์สินจากการโจรกรรมล้วนๆ ส่วนอย่างอื่นโจรอู๋สั่งให้ทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อประหยัดเวลา อะไรเผาทิ้งได้ก็เผา

เคฟลงทุนเช่ารถยนต์มาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนผมไม่อยู่ในกระบวนการขนย้าย ถูกปิดตามัดแขนขานั่งรออยู่ในรถอย่างเดียว พอพวกเขาขนเสร็จแล้วก็เข้ามานั่งข้างใน แล้วก็ออกเดินทาง
   
“จะไปที่ไหนกัน” ผมถาม
   
“บ้านเก่าเราเอง” เบย์ตอบ
   
ค่อยยังชั่ว นึกว่าต้องไปนอนใต้สะพานลอยซะละ
   
ระหว่างเดินทางพวกโจรก็ปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด โดยเฉพาะโจรอู๋กับอเล็กซ์ที่มีหมายจับอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขานั่งด้วยกันที่เบาะหลัง ผมเลยไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน (ผมนั่งหน้าข้างโจรเคฟ) ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงจึงถึงที่หมาย

เบย์สั่งให้จอดรถเพราะทางเข้าบ้านเขาแคบมาก รถไม่สามารถเข้าได้ ต้องเดินเข้าไปอย่างเดียว ฉะนั้นพวกโจรจึงช่วยกันแบกของคนละกระสอบ ผมเองก็ถูกแกะเชือกที่มัดมือเท้า แก้ผ้าปิดตาและโดนใช้แรงงานเช่นกัน จากนั้นเคฟก็ขับรถกลับไป เขาไม่อยู่ที่นี่กับพวกเราเพราะเป็นคนเดียวที่อยู่ในสังคมตามปกติ คอยเป็นหูเป็นตาให้คนในแก๊ง คงไปเช่าห้องอยู่คนเดียวมากกว่า

ผมพบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นชุมชนแออัด บ้านทุกหลังติดกันเป็นพรืด มันคือสลัมครับ ระหว่างทางพวกเราถูกวัยรุ่นเจ้าถิ่นที่นั่งจับกลุ่มดวดเหล้าเคล้าบุหรี่พี้ยามองอย่างสงสัย แต่ก็ไม่มีใครเข้ามายุ่งสุงสิง คงเพราะกลัวรังสีมหาโหดจากโจรอู๋นี่เอง

คนอะไร้ ดุจนเสือยังต้องหนี ผียังต้องเผ่น!
 
เบย์เดินนำขบวนไปหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง... เอ่อ จะให้ถูกต้องเรียกว่ากระท่อมต่างหาก เนื่องจากทั้งเล็กทั้งทรุดโทรม ตั้งอยู่ริมคลองน้ำเน่า ตัวบ้านด้านหลังโย้ไปทางคลองเหมือนพร้อมจะทิ้งตัวลงสู่ผืนน้ำได้ทุกเมื่อ
 
   
“ไม่ได้กลับมาเหยียบเป็นชาติ โสโครกเป็นบ้า ทนเอาหน่อยนะ”

เจ้าของบ้านบอกกับพวกเรา ก่อนจะเปิดประตูไม้ผุๆ เข้ามาข้างใน กลิ่นเหม็นอับกับกลิ่นซากหนูตายกระแทกจมูกพวกเราจนอ้วกแทบพุ่ง  สภาพของบ้านที่เห็นคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดยี่สิบตารางเมตร พื้นและผนังเป็นไม้เก่าๆ ผุๆ ภายในเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุมเหมือนถูกทิ้งร้างหลายปี เบย์เปิดสวิตช์ไฟแต่ไม่ออก คงจะถูกตัดไปนานโขแล้ว เลยเอาไฟฉายจากมือถือส่องแทน
   
“จะว่าไปพวกเราก็เพิ่งมาบ้านมึงครั้งแรก” อเล็กซ์พูดพลางกวาดสายตามองรอบๆ “สภาพแย่จริงๆ กูโคตรเข้าใจแล้วว่าทำไมมึงถึงหนี”
   
“แน่สิ อยู่ต่อไปก็อดตายเปล่าๆ” เบย์มองบ้านตัวเองแบบรังเกียจเหมือนดูถังขยะ
   
“แล้วพ่อแม่มึงล่ะอยู่ไหน ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังบ้าง” โจรอู๋ถาม
   
“อยู่บ้านพักคนไร้ที่พึ่งตั้งแต่สามปีที่แล้วโน่น” เบย์ว่า
   
“ทำไมงั้น บ้านตัวเองก็มี” อเล็กซ์ถามอีก
   
“ถึงมีก็อยู่ไม่ได้ ตอนนั้นพวกแกติดหนี้พนันเสี่ยเจ้าถิ่นจนโดนขู่ฆ่าเช้าเย็น ดีนะที่ตอนนี้กูเคลียร์กับเสี่ยได้แล้ว ไม่งั้นไม่กล้ากลับมาเหยียบที่นี่หรอก” ถึงเรื่องจะเศร้าแต่เขาก็ยิ้มนิดๆ “ต้องขอบคุณเฮียที่ชวนผมไปเป็นโจร ไม่งั้นก็ไม่รู้จะหาวิธีไหนให้ได้เงินมาจ่ายหนี้”
   
“ช่างเหอะ พวกเราแม่งก็ซวยเหมือนกันหมด” โจรอู๋โบกมือ
   
“ถ้ามีเงินเมื่อไหร่ ผมคงจะหาบ้านใหม่แล้วพาพ่อกับแม่กลับมาอยู่ด้วยกันอีก”

คำพูดของเบย์สะเทือนใจผมมาก นี่เองหรือสาเหตุที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้เลือกมาเป็นโจร...ถ้ามองในแง่หนึ่งก็ถือว่าเขากตัญญูต่อพ่อแม่ ถึงได้พยายามหาเงินใช้หนี้และอยากสร้างบ้านที่มั่นคงให้พวกท่าน แต่ถ้ามองอีกแง่เขาก็ทำผิดศีลธรรมกับกฎหมายที่ขโมยเงินคนอื่น

แต่ก็นะ เรื่องอย่างนี้ผมคงไม่สามารถตัดสินถูกผิดแทนใคร เพราะผมไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา บางทีเขาอาจได้รับแรงกดดัน หรือถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกทางนั้น...ที่ผมพอจะทำได้ ก็คือพาเขากลับไปทางที่ถูกต่างหาก ผมว่าโดยเนื้อแท้แล้วเบย์ไม่ใช่คนเลวหรอก ผมยังจำความประทับใจแรกที่เขาคลุมเสื้อแจ็คเก็ตให้ผม แบ่งอาหารให้ผม และเถียงกับโจรอู๋คอเป็นเอ็นเพื่อช่วยผมในวันแรกได้

บางทีพระเจ้าอาจเหวี่ยงผมเข้ามาในกลุ่มโจรนี้เพื่อทำภารกิจบางอย่างก็เป็นได้ ใครจะรู้?
   
“ปัญหาตอนนี้คือ...เราจะทำไงต่อดี” เบย์ถามโจรอู๋และอเล็กซ์ “โดนหมายจับไปสองคน คงออกไปปล้นไม่ได้อีกแล้วล่ะ”
   
“คงต้องปลอมตัวกันใหม่ แต่จะปลอมยังไงดีวะ” โจรอู๋หน้าเครียด

ผมอยากตอบเหลือเกินว่าแค่โกนหนวดก็ไม่มีใครจำพวกนายได้แล้ว แต่กลัวถูกด่าว่าเสือกเลยนั่งเงียบ ปล่อยให้พวกเขาปรึกษากันไปเรื่อยๆ จนต่างคนต่างหาว ไม่นานโจรอู๋ก็บอกให้ไปนอน แล้ววงสนทนาก็สลายตัว เบย์กับอเล็กซ์แยกไปนอนคนละมุม ส่วนโจรอู๋เดินมาหาผม

มันเอากระสอบวางนอนแทนหมอนสองใบ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ ผมลองนอนดูแล้วแต่ของในกระสอบทิ่มหัวจนนอนไม่สบาย อีกทั้งยังคันยิกๆ เลยขยับไปมา
    
“เป็นอะไร ดิ้นอยู่นั่น” โจรบ่น
   
“กระสอบแข็ง คัน นอนไม่ได้” ผมบอก
   
โจรอู๋เขยิบเข้ามาใกล้ๆ เหยียดแขนออกหนึ่งข้าง แล้วดึงเอวของผมเข้าไปชิดลำตัวของตัวเอง ยกศีรษะของผมไปวางไว้บนท่อนแขนล่ำ ใบหน้าของผมจึงแนบกับต้นคอของมัน และริมฝีปากของมันทาบอยู่บนหน้าผากของผม ไม่เพียงแค่นั้นมันยังใช้แขนอีกข้างโอบกอดผมไว้อีกด้วย ปกป้องผมจากความอากาศยามดึกที่เย็นลงและยุงที่ไต่ตอม เป็นกอดที่อบอุ่นค่อนไปทางร้อนนิดๆ
   
“กอดทำไมเนี่ย”

ผมกระซิบถามอย่างงงๆ และ เอิ่ม... เขิน ก็มันเคยทำแบบนี้ซะที่ไหนกันล่ะ ทุกทีมีแต่ใช้กำลัง

“อยากกอด มีไรมั้ย”

“...เปล่า แค่สงสัย”
   
แต่ผมว่ามันต้องคิดอะไรมากกว่านั้น เพราะมันไม่หยุดแค่กอด แต่ยังจูบเรือนผม หน้าผาก และเปลือกตาของผมอย่างแผ่วเบาราวกับจะปลอบประโลม สัมผัสเหล่านั้นอ่อนโยนน่าเคลิบเคลิ้ม ทว่าก็ทำให้ใจผมสั่นสะเทือนในเวลาเดียวกัน จากนั้นมันก็สอดมือจับท้ายทอยของผม ก่อนจะดึงเข้าไปประกบปากจูบ
   
ในตอนนั้นเองที่ผมกับมันเพิ่งนึกได้ว่า...นี่เป็นจูบแรกของเรา

ความนุ่มละมุนที่อยู่เบื้องหลังความสากของดงหนวด ก่อเกิดความรู้สึกดีมากกว่าหงุดหงิด เหมือนสายรุ้งที่อยู่เลยกลุ่มเมฆสีดำออกไป และผมก็ต้องยอมรับว่าไอ้โจรเป็นนักจูบชั้นยอด ไม่ใช่แค่จูบเป็น แต่จูบเก่งมาก...มากแบบมากๆ ผมยังไม่เคยเจอใครที่มีเทคนิคการใช้ปากกับลิ้นแพรวพราวเท่ามันมาก่อน อันนี้สาบานจากประสบการณ์เสียซิงมาสี่ปีได้เลย

ผมไม่อยากยอมรับเลยว่าจูบของมันดีถึงขั้นวิเศษ

มันรู้จักใช้แรงหนักเบา รุกเร้าและล่าถอย หยอดกระตุ้นและปล่อยทิ้งให้โหยหา เป็นวิธีการยั่วเย้าแสนชาญฉลาดและน่าหมั่นไส้
ผมชอบที่มันค่อยๆ จูบสลับกัดเบาๆ ที่ริมฝีปากจากด้านข้างเข้ามาตรงกลาง แล้วใช้ปลายลิ้นดันฟันของผม เนื่องจากผมยังไม่ยอมเปิดฟันให้มันเข้ามา (ถ้าทำแบบนั้นจะดูง่ายเกินไป) แล้วก็รู้สึกดีจนขนลุกกับลวดลายปลายนิ้วที่ลูบไล้เรือนร่างอย่างปลุกเร้าอีกต่างหาก
 
แลกเปลี่ยนไออุ่นที่ริมฝีปากแก่กันจนพอใจ โจรอู๋ก็พลิกตัวขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้วแกะกระดุมเสื้อ ตามด้วยถอดกางเกงของผมอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผมสะดุ้งเฮือกเพราะไม่อยากให้ถลำลึกไปกว่าการกอดจูบเฉยๆ เลยเอามือดันหน้าอกมันไว้แล้วกระซิบบอก
   
“อย่าดีกว่า เดี๋ยวสองคนนั้นตื่น”
   
“ไม่ทำเสียงดังหรอก เอ็งก็อย่าครางดังแล้วกัน”
   
“เดี๋ยว มีถุงเหรอ ไม่มีอย่านะ”
   
“มี” มันบอก “ต่อได้ยัง”
   
“อือๆ”
   
อาจเพราะผมเสี้ยน อาจเพราะผมบ้า ถึงได้ปล่อยให้ความปรารถนาครอบงำจนไม่สามารถปฏิเสธแรงยั่วเย้านี้ได้ หรืออาจเพราะคิดว่านี่เป็นครั้งแรก ครั้งสุดท้าย และครั้งเดียวของเรา ก่อนที่มันจะส่งผมให้ลูกค้าเงินหนาบ้ากามตามที่เคยพูด จากนั้นเราสองคนจะไม่ได้พบกันอีก

ผมเองก็ใช่ว่าบริสุทธิ์ใสซื่อเหมือนนางเอกนิยาย ก่อนเจอเฟลมก็เคยมีแฟน มีวันไนท์สแตนด์มาบ้าง ใช่ว่าไอ้โจรเป็นคนแรกซะเมื่อไหร่ อีกอย่างมันก็ป้องกัน แล้วจะมีอะไรเสียหายล่ะ? นอกจากผมอาจจะเจ็บจนลุกไม่ขึ้นแค่นั้น
 
สู้รบตบตีกับเสียงในใจจนได้ข้อสรุปแล้วว่าจะไม่หันหลังกลับ (หรือต่อให้หันก็ไม่ทัน) ผมจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน

โจรใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้บั้นท้ายและเขตแดนซึ่งไวต่อสัมผัสของผมเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ตามด้วยฉีกซองอาวุธประจำตัว สวมใส่และใช้ของเหลวที่เหลือติดซองแทนตัวหล่อลื่นทาปลายนิ้ว สอดแทรกเข้ามาเป็นตัวเบิกทาง ก่อนจะตามด้วยของจริง 

ผมสะดุ้งเฮือก กัดฟันเม้มปากแน่นไม่ให้มีเสียงเล็ดลอด แรกๆ รู้สึกเหมือนโดนขวดเบียร์ยัดชัดๆ ทำเอาเจ็บจุกจนน้ำตาไหล โจรอู๋ก็ดูเป็นกังวลที่ทำให้ผมทรมานแทนที่จะรู้สึกดี มันเกือบจะถอดใจถอดกายเพราะกลัวผมตายก่อน แต่ผมเองที่รั้งมันไว้


ณ ตอนนี้ ยางอายคืออะไร ไม่รู้จัก


มันเห็นผมยังไหวก็เดินหน้าต่อ ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทีละเล็กละน้อย แรกทียังมีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนร่างจะปริแตก เจ็บยิ่งกว่าครั้งแรกเป็นสิบเท่า ทว่าเมื่อมันเข้ามาลึกมากขึ้น ผมก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ และเมื่อมันเริ่มขยับ ผมก็กลั้นไม่ไหวเกือบร้องด้วยความวาบหวาม ดีที่โจรอู๋ก้มหน้าลงมาประกบปากจูบได้ทัน ผมจึงร้องได้แค่ในลำคอ
   
จูบของมันร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับส่วนที่อยู่เบียดเสียดกันข้างล่าง ผมโดนทั้งดูด กัด ดึง ขบเม้มริมฝีปากบางอย่างดุเดือดเต็มไปด้วยอารมณ์ปรารถนาพลุ้งพล่าน ผมรับรู้ทุกความรู้สึกของมันได้อย่างชัดเจนและจูบตอบด้วยอารมณ์เดียวกัน กำแพงฟันที่เคยปิดแน่นก็เปิดอ้าเช่นเดียวกับขาสองข้าง ยอมให้มันทะลุทะลวงเข้ามาจนสุด

มันครางต่ำๆ ในลำคออย่างกลั้นไม่อยู่ ผมเองก็รู้สึกดีแทบขาดใจจนเผลอร้องออกมาบ้างเหมือนกัน และโชคดีที่ตอนนี้ฟ้าเริ่มร้องครืนๆ คล้ายฝนจะตก จึงกลบเสียงของเราให้พ้นหูเพื่อนร่วมบ้านไปได้

ระหว่างที่จูบข้างล่างก็เคลื่อนไหวไม่หยุด ความเจ็บปวดถูกแทนที่ด้วยความสุขโดยสมบูรณ์ เราทั้งสองกอดรัดกันแนบแน่นเหมือนจะหลอมละลายเป็นเนื้อเดียว แต่มีบางสิ่งขัดจังหวะทำให้ผมต้องทุบแขนมันให้หยุด
 
“อา... อาร์มี่”
   
“อะ... อะไร” มันแลดูตกใจเล็กน้อย อาจเพราะเป็นครั้งแรกที่ถูกผมเรียกชื่อจริง
   
“หยุดก่อน...เจ็บ”
   
“เจ็บเหรอ...นี่ทำเบาที่สุดแล้วนะ” โจรกระซิบบอกแล้วหยุดขยับกายท่อนล่างด้วยความแปลกใจ
    
“ไม่ใช่... เสี้ยนตำก้น”
   
“แค่นี้เอง ทนๆ ก่อน อีกแป๊บเดียว”
   
“ก็อย่ากระแทกแรงดิ”
   
“อืม... มาทำต่อเร็ว อ้าขาออกอีก... ยกสะโพกขึ้น... นั่นแหละ”
   
แล้วก็เดินเครื่องต่อ แต่คราวนี้หนักกว่าเดิม ยิ่งใกล้ถึงฝั่งแล้วก็ยิ่งใส่แรงมากขึ้น กระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างเร็วและแรงจนพื้นไม้สั่นสะเทือนเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะการเคลื่อนไหว ผมหันไปมองเพื่อนร่วมบ้านสองคนอย่างหวั่นใจในความมืด กลัวเสียงเหล่านี้จะปลุกพวกเขาตื่น แต่เสียงฝนฟ้าคะนองด้านนอกดังกลบทุกสิ่ง นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ผมอยากขอบคุณฝนตก

“แสงเทียน...”

“วะ...ว่า?”

“ดีรึเปล่า”

“ก็...งั้นๆ”

โจรหัวเราะ ‘หึ’ อย่างไม่เชื่อ ก่อนจะเร่งความเร็วหนักขึ้นอย่างกับจงใจจะฆ่ากันให้ตาย ท่อนลำล่ำสันร้อนระอุที่กระหน่ำฟาดลงมาซ้ำๆ นั้นทำให้ผมรู้สึกดีมากของมากที่สุดจนถึงกับน้ำตาไหล อารมณ์พุ่งสูงทะยานสู่ระดับพีค ก่อนจะระเบิดกระจายเหมือนพลุ ภายในหัวกลายเป็นสีขาวโพลนเหมือนอสุจิที่โผล่พ้นท่อนำออกมาสู่แสงสว่าง รู้สึกราวกับเกิดใหม่...หรือไม่ก็ตายไปเลย
 
ฝ่ายผู้กระทำร้องซี้ดอย่างแสบเสียวเนื่องจากถูกผมข่วนแขนและแผ่นหลังตอนที่ถึงจุดสุดยอดจนเป็นแผลถลอกเลือดซิบ มันสับต่ออีกราวสิบครั้งก่อนจะหลั่ง แต่แม้จะถึงฝั่งแล้วมันก็ยังคงค้างนิ่งในร่างของผมอยู่ ขยับเอวช้าๆ เนิบๆ ราวกับจะซึมซับความรู้สึกอันสุดยอดไว้ทุกเสี้ยวขณะ  ปากก็พึมพำว่าดี...ดีมาก ดีโคตร...โคตรดี ซ้ำอยู่อย่างนั้น

“ให้พูดใหม่อีกที” โจรกระซิบถามด้วยน้ำเสียงยียวน

“อะไร” ผมหันหน้าหนี

“ดีหรือไม่ดี”

“ก็...ไม่เลว”

โจรกระตุกยิ้มคล้ายรู้ว่าแท้จริงผมหมายความเช่นไร
   
ใช่ มันดีมากๆ ตั้งแต่โฟร์เพลย์อันเร่าร้อนไปจนถึงกระบวนท่าเด็ดขาดบาดใจ มันคือเซ็กส์จริงๆ ที่คนสองคนมีส่วนร่วมทำด้วยกันตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่เพียงแค่สนองความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเซ็กส์ในอุดมคติของผมโดยแท้ และผมเศร้าเสียใจที่จะต้องบอกว่ามันดีกว่าแฟนเก่าทุกคนที่ผ่านมาของผมด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่เคยใส่ใจอารัมภบท เปิดฉากมาปุ๊บก็เข้าเนื้อหา เร่งไปไคลแม็กซ์ แล้วก็ปิดฉากจบ บทส่งท้ายพวกนอนกอด จูบลาอะไรไม่ต้องพูดกัน แค่ไม่หันหลังให้หลังเสร็จก็บุญเท่าไหร่แล้ว
 
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมเศร้า...เศร้ามาก เมื่อไอ้โจรจูบผมอีกหลายครั้งพร้อมกับกอดและซุกไซ้ซอกคอนัวเนีย ทั้งที่มันเองแท้ๆ กล่าวหาว่าผมเป็นแค่วัตถุทางเพศ เป็นสินค้า เป็นตุ๊กตายาง แต่สิ่งที่มันทำกับผมนั้นยิ่งกว่าจงอางหวงไข่


ใช่ มันดีมากๆ 


และคงจะดีที่สุด...ถ้ามึงไม่ใช่โจร




...
   
เมื่อรับรู้ว่าคนในอ้อมกอดหลับไปแล้ว หนุ่มร่างใหญ่ก็ถอดถอนกายออกมา ทั้งที่จริงอยากจะทำอีกรอบสองรอบ แต่อีกฝ่ายคงจะเหนื่อยล้าจึงชิงหลับไปซะก่อน ดวงตาของโจรหนุ่มเป็นประกายขณะมองใบหน้าน่าเอ็นดูในความมืด... เขาจูบหน้าผาก จูบริมฝีปากที่คืนนี้เป็นของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความรู้สึกอัดแน่นในใจ

ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้...
 
มือถือของชายหนุ่มสั่นเนื่องจากมีสายเข้า ชื่อนั้นเป็นชื่อที่เขาติดต่อด้วยบ่อยครั้งในระยะหลายวันมานี้ เป็นคนที่อำนวยความสะดวกให้หลายๆ อย่างทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เขาจึงรีบกดรับ

[ทางนี้พร้อมแล้ว ทางนั้นล่ะ] ปลายสายพูดเข้าประเด็น ไม่มีการเกริ่นนำใดๆ

“พร้อมแล้วเหมือนกัน” โจรอู๋บอก
   
[งั้นมาพรุ่งนี้เลย] ปลายสายน้ำเสียงจริงจัง คำพูดเชิงสั่ง
   
“ตกลง เจอกัน”
   
โจรหนุ่มวางสายแล้วหันกลับมาใส่เสื้อผ้าให้หนุ่มน้อยจนเรียบร้อย ตามด้วยสวมกอดร่างบางจากด้านหลัง เอาคางเกยไหล่ กอดไว้แนบแน่นราวกับไม่อยากให้หลุดไป เขาหลับตาลงแล้วพูดเบาๆ บอกกับคนในอ้อมแขน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วก็ตาม
 
“ขอโทษที่ทำให้ลำบาก แต่คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้าย พรุ่งนี้เอ็งจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม”

“...”

   
“เอ็งจะไม่ได้เป็นเมียโจรอีกแล้ว...”







/// มาแล้วจ้ะ มาแบบไม่บอกไม่กล่าว 555
คิดอยู่หลายรอบมากว่า ถ้าได้กันตอนนี้จะเร็วไปมั้ย
แต่คิดในมุมโจร น่าจะช้ามากๆ ด้วยซ้ำ ก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้
คิดเห็นยังไงติชมกันได้นะคะ <3 ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ >3<
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29-11-2018 22:22:13 โดย Blackmamba »

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8367
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1091
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
หรือโจรจะส่งคืนให้ตำรวจ

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 716
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
โจรจะส่งน้องไปขายหรือส่งให้ตำรวจ??

ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ไม่นะ อย่าขายน้องงงงงง :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ ฤดูใบไม้หลากสี

  • ผู้เป็นอิสระเหนือทุกสิ่ง
  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 580
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +17/-2
    • อิสระ ไม่อาจพรากไปจากเรา, จินตนาการก็อยู่คู่เราจนสิ้นลมหายใจ
ว้อท พี่ได้น้องแล้วจะทิ้งเลยงี้ ?  :ling1:

แสงเทียนไม่เบาเลยลูกกก

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2706
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
หนูจะไม่ใช่เมียโจร แต่หนูจะเป็นเมียเศรษฐี 5555

ออฟไลน์ lovenine

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 212
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ยังไงไง  ล่ะนี่ เค้าได้ กัน แล่ววว

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2428
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
เฮียอู๋จะเป็นอิสระแล้ว

ออฟไลน์ M_Y MILD

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 114
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
NCเด็ดมากค่ะ แง เนื้อเรื่องก็สนุก รอนะคะๆๆๆ

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3255
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
.คิดว่าไม่น่าจะขายน้องนะ

แต่คนๆนั้นเป็นใคร

ออฟไลน์ Yamiz1997

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
เนื้อเรื่องน่าติดตามมากเลยค่ะ รออ่านอยู่นะคะ  :mew1:

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 49
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
10
พาไปขาย!!!




           
ผมสัมผัสได้ถึงแสงสว่างของแดดยามเช้าที่กระทบลงมาที่ใบหน้า... สัมผัสได้ถึงที่นอนนุ่มๆ และอุณหภูมิต่ำคล้ายอยู่ในห้องแอร์

เอ๊ะ... แต่เมื่อคืนเรานอนที่บ้านโกโรโกโสของเบย์ไม่ใช่เหรอ?
               
ผมลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือและลุกขึ้นนั่ง แต่พอได้เห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวก็ตาสว่างทันที
               
ภาพที่แจ้งแก่ตาเบื้องหน้าเป็นห้องชุดคอนโดใหม่เอี่ยม ตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูดีสไตล์โมเดิร์นเน้นสีขาวกับครีม ผนังห้องด้านหนึ่งเป็นกระจกสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงเบื้องล่างได้กว้างไกลสุดลูกตา คาดว่าน่าจะอยู่ไม่ต่ำกว่าชั้นสามสิบ จากนั้นก็ก้มมองดูตัวเอง

เดี๋ยวนะ ทำไมผมนอนแผ่อยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ในสภาพสวมกางเกงบ็อกเซอร์แค่ตัวเดียว!

ไม่ใช่ละ... ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ

ผมลุกจากเตียงด้วยหัวใจเต้นรัวผิดปกติ เจอสมุดโน้ตและหนังสือวางอยู่โต๊ะข้างเตียงหลายเล่ม ทุกเล่มล้วนเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าของห้องไม่น่าจะใช่คนไทย แต่เท่านั้นยังไม่สามารถสรุปได้ ผมจึงสำรวจข้างของเครื่องใช้ต่างๆ ในห้อง

ที่โต๊ะเครื่องแป้งมีแต่เครื่องสำอางแพงๆ วางเต็มไปหมด ราคารวมกันน่าจะซื้อข้าวกินได้ทั้งปีสำหรับผม ถัดไปเป็นตู้เสื้อผ้า เปิดดูข้างในก็เป็นอย่างที่คิด มีแต่เสื้อผ้าแบรนด์เนมสุดหรูทุกชิ้น ส่วนมากเป็นชุดสูท เสื้อเชิ้ต สีพื้นๆ สไตล์วัยทำงาน คนใส่น่าจะมีวุฒิภาวะพอสมควร ไม่น่าใช่วัยรุ่นวัยเรา...

หรือจะเป็นลูกค้า!!!

หน็อยมึง... ไอ้หนวดชั่ว ไอ้ตัวเหี้ย! อุตส่าห์ยอมให้เอาเมื่อคืนแท้ๆ แม่งพากูมาขายทิ้งเฉยๆ ไม่คิดจะบอกลากันสักคำรึไงวะ!!!
               
โกรธเป็นฟืนไฟได้แป๊บเดียวก็มีเสียงซู่ซ่าดังมาจากห้องน้ำผสานกับเสียงฮัมเพลงเบาๆ ทำเอาสะดุ้งเฮือก

               
เจ้าของห้อง

               
ผมรีบเดินไปที่ประตูห้องด้วยฝีเท้าว่องไวและเงียบกริบ และในตอนนั้นเองประตูห้องน้ำก็เปิดออกพอดี
             
“What are you doing?”
               
เสียงใหญ่ทุ้มของเจ้าของห้องดังขึ้นที่ข้างหลัง ผมตัวแข็งทื่อเหมือนถูกคำสาปทันใด
               
ไม่นะ อีกแค่สามก้าวจะถึงประตูแล้ว!
               
“โอ๊ย!!!”

เขากระชากผมจากด้านหลังลากกลับไปที่เตียงอย่างรุนแรงก่อนที่ผมจะได้แตะลูกบิดประตูด้วยซ้ำ ผมพยายามจะหนีแต่เขากดไหล่ตรึงกับเตียงแน่นและนอนคร่อมอยู่เหนือร่าง ในตอนนั้นเองผมจึงได้เห็นหน้าเขาชัดๆ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดคาดอย่างมหาศาล

ทีแรกนึกว่าจะเป็นเศรษฐีเฒ่าหน้าตาหื่นกาม แต่ที่ไหนได้กลับเป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับผมนี่เอง

เขามีผมสีไอซ์บลอนด์เปียกหมาดๆ จนน้ำหยดใส่หน้าผมติ๋งๆ คิ้วเข้มหนาแลดูดุดัน ดวงตาคมทรงพลังเหมือนเหยี่ยว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสันสวยงาม ใบหน้าเรียวได้รูป ผิวขาวสะอาดหมดจด รูปร่างสูงใหญ่มีกล้ามมัดกำลังดี ที่ต้นแขนขวามีรอยสักรูปมังกร ดูเท่แบบแบดส์ๆ เขานุ่งผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียวพันไว้หลวมๆ แค่สะกิดนิดเดียวก็อาจหลุดได้

เห็นแล้วในหัวผมก็มีแต่คำว่าหล่อ หล่อมาก หล่อเหี้ยๆ หล่อฉิบหาย หล่อทำลายล้าง หล่อขนาดเทวดาทั้งสวรรค์ต้องร้องไห้เพราะรวมร่างกันแล้วยังหล่อไม่ถึงครึ่งของชายคนนี้

แต่...

“Damn you! Who the fuck are you! Get out of me! Let me go right now!” (ไอ้เหี้ย! มึงเป็นใครวะ! ออกไปจากตัวกู! ปล่อยกูเดี๋ยวนี้!)

ผมตะคอกใส่หน้ามันด้วยความโกรธจัด เพราะถึงยังไงมันก็เป็นลูกค้าบ้ากามที่ซื้อผมมาจากโจร จะหล่อแค่ไหนก็ให้อภัยไม่ได้

แต่มันกลับยิ้มให้ผมอย่างสบายใจ ราวกับคำด่านั้นไร้ความหมาย

“I bought you from the damn thief, so you’re mine” (ฉันซื้อนายมาจากไอ้โจรแล้ว เพราะงั้นนายก็เป็นของฉัน)

ไอ้ฝรั่งพูดอย่างไม่กระดากปาก แถมมีหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ให้ด้วย

“But I’m not a whore! That fucking thief kidnapped me! Let me go right now!” (แต่กูไม่ใช่โสเภณี ไอ้โจรเหี้ยนั่นลักพาตัวกูมา ปล่อยกูไปเดี๋ยวนี้!!!)

ผมมองหน้ามันพร้อมกับน้ำตาซึมๆ ไอ้ฝรั่งไม่พูด แต่เลื่อนสายตาลงไปมองที่รอยสักตรงหน้าอกของผม เอียงคอเล็กน้อย แล้วก็ถามนอกเรื่อง

“What does it mean?” (นี่มันแปลว่าอะไร)
               
ถ้าบอกว่า My husband is a thief (ผัวกูเป็นโจร) มันอาจโกรธไอ้โจรหนวดที่เอาของมือสองมาขายให้ (ที่จริงมือสามต่างหาก นับจากเฟลม) ดีไม่ดีผมอาจถูกฆ่าตายระบายแค้นเอาได้ 
               
“Freedom” ผมตอบ
               
ไอ้ฝรั่งเลิกคิ้วอย่างไม่แน่ใจ “Freedom?”
               
“Yes”
               
“So, let me taste your freedom” (งั้นขอฉันลิ้มรสอิสรภาพของนายหน่อยนะ) มันว่าแล้วก้มหน้าลงเลียที่รอยสักนั้น เริ่มจากอักษรตัวแรกที่อยู่ตรงยอดอกพอดี สัมผัสชื้นๆ อุ่นๆ จากลิ้นของมันทำเอาผมขนลุกซู่
           
ฉิบหาย! อย่าเพิ่งเคลิ้มสิแสงเทียน หาทางหนีให้ได้เร็ว!!!   
               
เหมือนมันรู้ว่าผมต่อต้าน เลยใช้ไม้แข็ง คือถอดผ้าขนหนูทิ้ง และถอดบ็อกเซอร์ของผมด้วยเหมือนกัน!

ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของมันและตัวเอง สภาพอย่างนี้ไม่สามารถหนีได้แล้ว

               
“Fuck you!!!” ผมตะโกนใส่หน้ามัน คำนี้ไม่จำเป็นต้องแปล

               
“Yeah, I’m going to fuck you” ไอ้ฝรั่งยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย ก่อนจะทั้งกัดทั้งงับคอผมเหมือนหมาบ้าเวลาติดสัด

เหี้ยแม่ง... ทำไมชีวิตกูถึงเฮงซวยได้ขนาดนี้ ไอ้โจรว่าเลวนรกไม่รับแล้ว ไอ้ลูกค้าเหี้ยนี่ยิ่งเลวกว่าสิบเท่า ทำไมกูต้องมาเจอคนชั่วๆ อย่างนี้ด้วยวะ! แม่งเอ๊ย! ชาติก่อนกูไปก่อกรรมทำเข็ญกับใครไว้นักหนา เคยเป็นพ่อเล้าหรือแมงดารึไง ชาตินี้เจ้ากรรมนายเวรแม่งเยอะจัง! บอกทีซิต้องทำยังไง ทำบุญร้อยวัด ล้างป่าช้าร้อยแห่งเลยไหมถึงจะหาย!? 
               
ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะมาถึงจุดนี้ จากคนธรรมดา เรียนหนังสือ มีแฟน อยู่ห้องเช่า ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่เคยมีปัญหาใดๆ แต่แค่คืนเดียวที่เปิดประตูให้ไอ้โจรหน้าขนฉวยโอกาสย่องเข้ามา ชีวิตก็พลิกผันไปคนละด้านจากหน้ามือเป็นส้นตีน

ให้ตาย...ผมจะเล่าให้คนอื่นฟังยังไงถ้ากลับออกไปสู่โลกภายนอกได้แล้ว? เป็นเมียโจรเสร็จแล้วก็โดนขายทอดตลาดงี้เหรอ? ไอ้เหี้ยสกปรกยิ่งกว่ากะหรี่ ใครที่ไหนจะรับได้วะ ต่อให้เป็นพ่อแม่ของผมแท้ๆ ก็คงลำบากใจบวกขายขี้หน้าไปจนตาย ไม่ต้องพูดถึงอนาคตเลย ไม่มีวันได้เจอรักแท้แน่ๆ หน้าที่การงานดีๆ ก็คงไม่มีวันได้ทำกับเขา เพราะแค่เสิร์ชชื่อผมในกูเกิ้ล ก็คงมีแต่คนขยะแขยง
     
แม่ง...แค่คิดก็เสียใจจนอยากตายมันซะเดี๋ยวนี้
           
เพราะมึงคนเดียว ไอ้เหี้ยโจรอู๋ มึงทำให้ชีวิตกูพังยับเยิน... ขอให้มึงโดนตำรวจจับหรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ขอให้ชีวิตมึงพินาศยิ่งกว่ากู ตกนรกไปก็ขอให้โดนลงโทษสิบล้านโกฏิปี เกิดแล้วก็ตายแล้วก็เกิดแล้วก็ตายวนอยู่อย่างนั้นเหมือนหนอนในกองขี้ ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
             
“ทำหน้าอย่างนั้น กำลังแช่งใครอยู่เหรอ”
               
“...ฮึ” ผมเบิกตากว้างมองหน้าไอ้ฝรั่ง     
               
เมื่อกี้มันพูดภาษาไทย!!!
               
“แกล้งเล่นนิดเดียวเอง ถึงกับร้องไห้เลยอ่อ โอ๋ๆๆ ขวัญเอยขวัญมา”
               
ไอ้ฝรั่งว่าแล้วลูบหัวผมหนึ่งที
               
เท่านั้นแหละ!
           
“ไอ้สัดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!”
               
“จุ๊ๆ ไม่เอาๆ ด่าผัวเป็นบาปนะ”

มันเอามือปิดปากผมพร้อมกับยิ้มทะเล้นทะลึ่ง แต่ผมไฟลุกจนแทบจะเผาตึกได้แล้ว!!!
               
“อื้อๆๆๆ!!!” ผมแกะมือมันออกจากปากก่อนจะด่ารัวๆ “ไอ้สัดจัญไร! ไอ้เหี้ย! ไอ้ดอก! มึงหลอกกู! ไอ้...! โว้ยยยยยย!!!”
               
ไอ้ชั่วหัวเราะแล้วจูบปากผมหนึ่งทีอย่างหน้าด้านๆ
     
“ไม่เอาน่า ดีใจที่เป็นข้าก็บอกมาตรงๆ”
               
ผมไม่พูดแต่ชกหมัดใส่หน้าขาวๆ ของมันเต็มแรงแล้วมุดตัวใต้ผ้าห่มด้วยความอับอายเกินบรรยาย ถ้าเอาน้ำแข็งมาวางบนตัวผมตอนนี้ก็คงระเหยเป็นไอแทบจะทันทีเลยมั้ง แม่งร้อนไปหมดทั้งตัวแล้ว ฮืออออ!!!

“...เขินแล้วแรงเยอะจังนะ”   

ไอ้เลวลูบแก้มตัวเองอย่างเจ็บแสบ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ แล้วกอดผมจากด้านหลังเอาคางเกยไหล่ แต่ผมถีบหว่างขาของมันอย่างไม่ปราณี จนมันถอยห่างออกไปพร้อมกับพวงไข่ที่บอบช้ำ

“ทำร้ายกันทำไมฮะ!”

“มึงมันชั่ว!”

“ชั่วที่ไหน อุตส่าห์ไม่เอาไปขายแล้วแท้ๆ!”

“หุบปาก ไม่อยากฟังโว้ย!”

“ลงทุนโกนหนวดสุดที่รักแล้วด้วยนะ รู้มั้ยกว่าจะทำใจโกนได้ตั้งหลายชั่วโมง ไหนจะย้อมสีผมอีก เค้ายังไม่หล่อโดนใจตัวเองอีกเหรอ?”

“ชะ... ช่างหัวมึง!”

ผมขดตัวเองเป็นก้อนกลมในผ้าห่มเหมือนดักแด้ แม้จะร้อนแต่ไม่ยอมให้ไอ้เวรนั่นเห็นตัวหรอก เดี๋ยวมันรู้ว่าผมกำลังเขิน

เออ ผมยอมรับก็ได้ว่าดีใจที่เป็นมัน ไม่ใช่ลูกค้าบ้ากามจริงๆ แต่ก็โกรธมากด้วย เล่นอะไรโคตรไม่เข้าท่า!

“เทียนจ๋า” มันสะกิดหลังผมนอกผ้าห่ม

“อย่าเรียกอย่างนั้นนะ!!” ผมตะคอก

“ทำไม พูดหวานๆ ไม่ชอบเหรอ”

“อือ พูดโหดๆ แบบเดิมเถอะ ขอร้องล่ะ”


ไม่ใช่อะไรหรอก มันน่ารักเกินไป ผมกลัวจะใจอ่อนซะก่อน แค่ใบหน้าหล่อพินาศวอดวายที่แท้จริงของมันก็ทำให้ผมเขินจะแย่แล้ว


ที่นอนข้างตัวผมทรุดลง ไอ้นรกนั่นคงนอนข้างๆ ไม่ห่างกัน (แต่ไม่เข้ามาแตะตัวผม)

“ทำไมถึงไม่ขายกูล่ะ ไหนขู่นักขู่หนา” ผมถามอย่างค้างคาใจ

หมอนั่นเงียบไปพักหนึ่ง กว่าจะตอบ

“ก็ไม่อยากขายแล้วไง”

“...”

“เมียใคร ใครก็หวงป้ะ”

“...”
           
พูดเสร็จแล้วมันก็บังอาจสวมกอดผมอีกครั้งด้วยแขนข้างเดียว อีกข้างกุมเป้า ดีที่มีผ้าห่มคลุมตัวไว้ เพราะผมไม่อยากให้มันเห็นจริงๆ ว่าผมยิ้มจนแก้มจะแตกอยู่แล้ว... บ้าเอ๊ย!

 



           
ร้านเดลิเวอรี่
               
วันนี้ค่อนข้างวุ่นวายเพราะเป็นวันเสาร์ พนักงานอย่างเคฟก็รับออเดอร์กันแบบไม่ได้พักหายใจหายคอ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มิจฉาชีพในร่างคนธรรมดาก็ยังสอดส่องหา ‘เป้าหมาย’ เหมือนอย่างเคย เขารู้ว่าวันเสาร์เป็นวันที่คนใช้เงินเยอะที่สุดในรอบสัปดาห์ ทำให้เขาสามารถมองหาคนรวยได้จากกลุ่มลูกค้านั่นเอง
               
และเคฟคิดว่าเขาเจอแล้ว
               
“ป๊าฮะ เพชรอยากกินถาดใหญ่”
               
“เยอะไปไหมลูก จะกินหมดเหรอ”
               
“ไหนป๊าบอกวันนี้จะตามใจเพชรไง”
               
“ก็ได้ๆ แต่ต้องซื้อไปกินที่บ้านนะ”
               
“คร้าบ เย้ๆ ป๊าใจดีที่สุด”
               
มีพ่อลูกคู่หนึ่งมาต่อแถวที่เคาน์เตอร์ช่องของเคฟ ลูกชายเป็นเด็กอายุประมาณสิบสี่สิบห้า หน้าตาดี ผิวสีแทน แต่งกายเนี้ยบสไตล์คุณชาย บุคลิกร่าเริงสดใส ส่วนพ่อเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อ ขาว ใส รวยออร่า เดาอายุไม่ถูก แต่วัดจากอายุลูกแล้วคงไม่ต่ำกว่าสามสิบห้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อหรูตั้งแต่หัวยันเท้า สวมแหวนเพชรเม็ดใหญ่เป้งส่องประกายวิบวับขับรัศมีให้ยิ่งเจิดจรัส บุคลิกดีแบบคนมีชาติตระกูลสูงส่ง... ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเศรษฐี นอกจากนี้ยังมีรังสีความ ‘เป็น’ เจืออยู่ด้วย ไม่แน่ว่าที่มากับลูกสองคน อาจเพราะไม่มีเมีย หย่าเมีย เนื่องจาก ‘เป็น’ ก็ได้ แม้เคฟจะไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้

           
ล็อคเป้าหมาย เอาคนนี้แหละ           
เริ่มแผนที่หนึ่ง... ใช้ความหล่อเป็นอาวุธ


   
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับ”

เคฟถามพร้อมกับยิ้มหวานแบบที่เขาทำกับเป้าหมายบ่อยๆ ไม่ว่าชายหรือหญิง เป็นการโปรยเสน่ห์และทดสอบไปในตัว หากอีกฝ่ายแสดงท่าทีสนใจ เขาก็จะรุกคืบต่อ แต่หากไม่... อย่างน้อยลูกค้าก็ได้รับความประทับใจในการบริการอันดีงามของเขากลับไปแทน
               
เมื่อได้รับรอยยิ้มจากพนักงานที่หน้าตาดีเหลือเชื่อ เป้าหมายก็แลดูประหม่านิดหน่อย สังเกตจากสายตาเลิกลักไม่กล้าสบตากันตรงๆ เคฟเห็นอย่างนั้นก็นึกกระหยิ่มใจ แสดงว่าเรดาร์ของเขาแม่น
           

เข้าทางละ...

               
“เอาเดอลุกซ์ไซส์ใหญ่ครับ”
               
ลูกชายเกาะขอบเคาน์เตอร์สั่งด้วยเสียงดังฟังชัด ดวงตาเป็นประกาย
               
“ทานนี่กลับบ้านครับ?”
               
“กลับบ้านครับผม”
     
“สามร้อยเก้าสิบเก้าบาทครับ” เคฟกดเครื่องคิดเงิน
               
คุณพ่อเปิดกระเป๋าตังค์แล้วควักเงินออกมาจ่าย ดวงตาอันเฉียบคมของเคฟมองเห็นธนบัตรสีน้ำตาลเป็นปึกๆ อัดแน่นอยู่ในกระเป๋าใบนั้น รวมทั้งบัตรเครดิตอีกเต็มพรืด ไม่ว่าจะบัตรเฟิร์สของแบ้งค์ม่วง วิสด้อมของแบ้งค์เขียว ไพรม์ของแบ้งค์เหลือง อัลติมาของแบ้งค์น้ำเงิน จินตนาการไม่ถูกเลยว่าจะมีเงินในบัญชีกี่ร้อยล้าน

           
แม่เจ้า...กูจะเอาคนนี้

               
ระหว่างที่รออาหาร ลูกค้าใหม่ก็บางตาลง (บวกกับเคฟที่รีบเคลียร์คิวให้เร็วที่สุด) เวลานี้จึงเหลือคนที่ยืนรอแบบห่อกลับบ้านอยู่หน้าเคาน์เตอร์ไม่กี่คน รวมทั้งสองพ่อลูก ทำให้เคฟสังเกตและดักฟังการสนทนาของพวกเขาได้ไม่ยาก
               
“จริงๆ ผมอยากกินในร้านมากกว่าฮะป๊า กว่าจะกลับถึงบ้านชีสก็ไม่ยืด หมดอร่อยพอดีเลยอ่ะ” ลูกชายพูดพร้อมกับทำปากเบะนิดๆ
               
“กลับไปกินบ้านน่ะดีแล้วลูก ดูสิคนเยอะ ไม่มีที่ว่างเลย” พ่อบอกพลางกวาดสายตาไปรอบร้าน

           
เริ่มแผนที่สอง... ตีสนิทแบบเนียนๆ

               
“วันหยุดก็แบบนี้แหละครับ แถมยังเป็นช่วงมื้อเที่ยงด้วย ต้องขอโทษในความไม่สะดวกจริงๆ ครับ”
     
เคฟบอกพ่อลูกด้วยรอยยิ้มสุภาพที่สุดแม้แต่พนักงานดีเด่นของโลกยังต้องกราบ แต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืองานสร้างภาพ
               
“เซ็งเลย ผมอุตส่าห์จะมาฉลองกับป๊าแท้ๆ” เด็กชายทำแก้มป่อง
               
“ฉลองอะไรเหรอครับ” เคฟถามต่อ
               
“อ้าว พี่ไม่ได้ดูข่าวเหรอ ผมเป็นคนแจ้งตำรวจจับผู้ร้ายที่ขโมยของร้านคอมพิวเตอร์ไง ผู้ร้ายชื่ออเล็กซ์อ่ะ ฮ่าๆ ฝีมือผมเองล่ะ”
               
“...เหรอครับ”


โอ้โห โลกกลมสัด มึงนี่เองทำให้พวกกูต้องย้ายบ้าน ไอ้เด็กหรรม


“เก่งจัง ตัวแค่นี้จับโจรได้แล้ว คุณพ่อคงสั่งสอนเป็นอย่างดี น่าชื่นชมจริงๆ เลยนะครับ”

ใจจริงแม้จะอยากบีบคอให้ตาย แต่สิ่งที่แสดงออกมาคือแกล้งชมเด็ก ก่อนจะเบนไปมองทางคุณพ่อด้วยดวงตาเป็นประกายคล้ายแฝงความนัย... หรือว่าอ่อยนั่นแหละ และก็ได้ผลซะด้วย คุณพ่อผิวขาวมาก พอหน้าแดงก็เลยเห็นได้ชัดว่าเขินสายตาคมกริบของเคฟเข้าแล้ว

“ยังจับไม่ได้หรอก แต่ถ้าจับได้เร็วๆ ก็ดี...” เด็กพูด ค่อยๆ เบาเสียงลงจนเหมือนพูดกับตัวเองตอนท้าย “...จะได้เจอพี่ชายอีก”

พิซซ่าเสร็จแล้ว พนักงานด้านหลังแพ็คใส่กล่องส่งให้เคฟ ทว่าสมองอันชาญฉลาด (แกมโกง) ของเขาไม่ปล่อยให้โอกาสอันงามจบลงง่ายๆ เพียงแค่ส่งมอบสินค้า เคฟเห็นคุณพ่อหน้าเด็กมีถุงช้อปปิ้งหลายถุง ลูกชายก็มีถุงหนังสือหนักไม่แพ้กัน พนักงานหนุ่มจึงอาสาด้วยท่าทางใจดี

“ถ้าไม่รังเกียจ ผมช่วยถือไปส่งที่รถให้เอาไหมครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ ผมถือเองได้”

คุณพ่อบอกด้วยความเกรงใจ ถือหูหิ้วถุงพิซซ่าออกจากเคาน์เตอร์ ลูกชายก็ตามไป ท่าทางพวกเขาดูพะรุงพะรังมาก เคฟมองตามหลังด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งเสียดายที่ถูกปฏิเสธ และหวั่นใจกลัวพวกเขาจะสะดุดล้มกลางทางซะก่อน

แต่ยังไม่ทันที่สองพ่อลูกจะก้าวพ้นจากร้าน หูหิ้วถุงช้อปปิ้งยี่ห้อดังที่ทำจากกระดาษของคุณพ่อก็ขาด เสื้อผ้าที่แออัดกันในนั้นร่วงลงบนพื้น หนุ่มผู้เป็นเจ้าของตกใจแล้วคุกเข่าก้มเก็บอย่างลนลานท่ามกลางสายตาของลูกค้าคนอื่นๆ ที่หันมามอง


เข้าแผนสาม... ทำตัวเป็นคนดีให้อีกฝ่ายประทับใจ


“ฝากเคาน์เตอร์ด้วยนะ”

เคฟแตะไหล่เพื่อนพนักงานที่ยืนข้างๆ ก่อนจะออกไปช่วยชายไฮโซเก็บของที่ตกพื้นอย่างเร็วไว

“บอกแล้วให้ผมช่วย”

คุณพ่อลูกหนึ่งก้มหน้าเก็บโดยไม่ปริปากพูด ทั้งใบหน้าและหูของเขาเป็นสีแดงระเรื่อ เคฟแปลกใจตัวเองที่คิดว่าคนๆ นี้ดูน่ารัก...

พอเก็บเสร็จพนักงานหนุ่มก็ช่วยถือถุงอาหาร จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินออกนอกห้างไปที่ลานจอดรถ ลูกชายเดินนำหน้าสุด ส่วนพ่อและพนักงานเดินเคียงกันอยู่ข้างหลัง
             
“น้องเพชร เดินในที่ร่มๆ สิลูก” พ่อร้องเตือนเมื่อเห็นลูกเดินเริงร่าท้าแดดไม่กลัวดำ
               
“ป๊าไม่ทันสมัยเลย เดี๋ยวนี้เทรนด์ผิวแทนมาแรงจะตาย เพชรก็อยากเป็นหนุ่มฮอตกับเขาบ้าง” เด็กชายว่าก็เดินลั้นลาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
               
“ลูกชายคุณน่ารักจัง อายุเท่าไหร่แล้วครับ” หนุ่มร่างสูงชวนชายไฮโซที่เดินข้างๆ คุย
               
“สิบสี่ อยู่มอสอง” คุณพ่อตอบ ไม่ยอมมองหน้าเคฟตรงๆ สักที
               
“งั้นแสดงว่าคุณมีลูกไวสิครับ เพราะดูแล้วคุณยังหนุ่มมากเลย”

พนักงานหนุ่มถามพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้ชายไฮโซ แต่มันกลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่กล้ามองหน้าเขาไปใหญ่ เคฟจึงพอสรุปได้ว่าชายคนนี้กำลังเขินเขาแน่นอน

               
เสร็จกู...

               
“ประมาณนั้น” ชายไฮโซพูด “ผมแต่งงานตอนอายุสิบแปดเอง”
               
“โห...” เคฟประหลาดใจ บวกลบคูณหารในหัวอย่างเร็ว “งั้นตอนนี้คุณก็สามสิบสองเองสินะครับ”
               
“ใช่” ชายไฮโซพยักหน้า
               
เคฟรู้สึกทึ่งไม่น้อยกับชีวิตของชายไฮโซคนนี้ เขาแต่งงานตอนอายุสิบแปด เด็กกว่าเคฟตอนนี้อีก หนุ่มเดลิเวอรี่ลองจินตนาการว่าถ้าเขามีชีวิตเหมือนชายไฮโซป่านนี้ก็คงมีลูกโตได้สองขวบแล้ว... แต่คิดแล้วก็ขนลุก ถ้าเขามีลูก ลูกคงอดตายแน่ๆ ต่างกับชายไฮโซ รวยขนาดนี้จะมีลูกตั้งแต่กี่ขวบ มีกี่คนก็ย่อมได้
               
ทั้งสามเดินมาถึงรถของพ่อลูกที่จอดในโซนวีไอพี เป็นรถออดี้สีขาวเปิดประทุนรุ่นใหม่ล่าสุด สวยหรูมากจนเคฟตาโต แต่เขาไม่สนใจอะไรนอกจากป้ายทะเบียน เพราะมันสามารถนำไปสืบหาที่อยู่ของเจ้าของรถได้ เขาให้อเล็กซ์หาให้ทุกทีก่อนเริ่มลงมือโจรกรรม
               
“ขอบคุณมากที่ช่วยถือของมาส่ง คุณใจดีมากเลย ผมไม่เคยเจอพนักงานคนไหนมีน้ำใจเท่าคุณมาก่อน” ชายไฮโซบอกกับพนักงานหนุ่ม หลังจากขนของใส่รถเรียบร้อยแล้ว
               
“ไม่ต้องชมขนาดนั้นหรอกครับ” เคฟยิ้ม “เก็บไว้เขียนแคปชั่นพร้อมกับถ่ายรูปผมลงโซเชียลดีกว่า บริษัทจะได้เลื่อนขั้นให้ผมเป็นพนักงานดีเด่น แล้วผมก็จะได้โบนัสเพิ่ม”
               
“พูดจริง?”
               
“ล้อเล่นครับ ผมอยากช่วยคุณจากใจ” พูดจบก็ขยิบตาหนึ่งที “แต่ช่วยสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วให้คะแนนห้าดาวผมหน่อยก็ดีนะครับ ตามใบนี้เลยครับ”
               
มีการยื่นโบชัวร์เล็กๆ ที่พกใส่กระเป๋าเสื้อให้แก่ลูกค้าไปอีก...
               
“โอ๊ย คุณนี่ เอาฮาหรือเอาจริงกันเนี่ย”

หนุ่มไฮโซยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับหัวเราะตาหยี เคฟทึ่งที่ไม่เห็นริ้วรอยบนใบหน้านั้นเลยแม้แต่เศษเสี้ยว ราวกับใบหน้าของเด็กอายุสิบห้า รุ่นเดียวกับลูกของเขางั้นแหละ

“เอาฮา แต่ถ้าได้จริงก็ดีครับ”

“โอเค ชื่อ KANATHIP คณาธิปใช่มั้ย เดี๋ยวทำให้” หนุ่มรวยก็บ้าจี้รับใบนั้นไป ตามด้วยมองป้ายชื่อที่ติดหน้าอกพนักงาน

“ผิดครับ คะน้าทิพย์ต่างหาก”

“บ้า” อีกฝ่ายขำพรืด

“อย่าลืมใส่สาขาด้วยนะครับ ฝ่าย HR จะได้ให้รางวัลถูกคน”

“จ้าๆ” รับคำแล้วก็ส่ายหน้าขำๆ

“รู้ชื่อผมแล้ว จะไม่ให้ผมรู้ชื่อคุณซักหน่อยเหรอครับ?”

“...ว่าไงนะ”

ลูกค้าเปลี่ยนจากยิ้มฮาเป็นยิ้มแห้ง จากนั้นก็เกิดเดดแอร์กะทันหัน จนเคฟคิดว่าตัวเองทำพลาดมหันต์


โธ่เอ๋ยไอ้ควาย คนรวยอย่างเขาจะอยากรู้จักอะไรกับพนักงานกระจอกๆ อย่างมึง หัดสำเหนียกสถานะตัวเองซะมั่ง ได้แค่เลขทะเบียนรถก็ดีถมเถเท่าไหร่แล้ว!   


ไม่พอลูกชายวัยเจริญพันธุ์ของเขายังตะโกนจากอีกฝั่งของรถช่วยกดดันอีกทาง

“ป๊าฮะ เมื่อไหร่จะปลดล็อก หนูร้อน!”


อยากผิวแทนไม่ใช่รึไง ตากแดดต่อไปสิมึงอิเด็กเปรต


“จริงๆ ผมไม่ค่อยชอบแนะนำตัวเองกับคนแปลกหน้าซักเท่าไหร่” หนุ่มไฮโซว่าพลางเอามือล้วงกระเป๋าตังค์ “แต่สักวันคุณอาจมาเป็นลูกค้าร้านผมบ้างก็ได้”

จบประโยคก็ยัดกระดาษเคลือบมันขนาดเล็กแผ่นหนึ่งใส่มือเคฟ ก่อนจะปลดล็อครถ เปิดประตูเข้าไปนั่งแล้วสตาร์ทเครื่องขับออกไป
               
เคฟก้มมองนามบัตรในมือพลันยิ้มกว้าง บอกแล้วว่าสัญชาติญาณนักล่าของเขาไม่เคยพลาด... เหยื่อรายนี้เด็ดขาดบาดใจมากจริงๆ

 

            พัชร ธนเศรษฐไพศาลย์วงศ์

            RACHA Diamond, Ratchada Rd., Bangkok

            Email: pachara_diamondอย่าแสดงเมลบนบอร์ด

            Tel.098-XXXXXXX

            Line: pachara_diamond


             

คิดว่าตัวเองรุกมากแล้ว แต่ก็ต้องยอมแพ้เพราะอีกฝ่ายกลับรุกหนักกว่าซะงั้น การให้นามบัตรที่มีข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการอ่อยดีๆ นี่เอง... หรือมองอีกแง่ก็คือการชักศึกเข้าบ้านแท้ๆ แต่อย่างไหนฝ่ายโจรอย่างเขาก็ได้เปรียบทั้งสิ้น
               
เคฟเก็บนามบัตรใส่กระเป๋าอย่างดี เดินกลับไปที่ร้านพร้อมรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย
               
“แล้วเจอกันครับป๋า”

 


               




///

กลับมาแล้วค่ะ ขอโทษที่หายไปนาน ฮรือออ TwT

ช่วงนี้ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเลยไม่ค่อยได้มาอัพ

แต่หลังจากนี้คงได้มาสัปดาห์ละครั้ง (แน่ๆ) ค่ะ!

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ รัก <3<3<3



ปล. มีใครเกลียดความสองหน้าของอีเคฟมั่ง

มารมากเลยในความคิดเรา ด้านมืดของสังคมที่แท้จริง

อาจทำให้คุณมองอาชีพบริการเปลี่ยนไปได้เลย  55555

ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
เคฟใจเย็นเด้อ ถึงน้องเพชรจะน่าหมั่นไส้ มั่นหน้ามั่นโหนกแค่ไหน ก็อย่าพึ่งบีบคอน้องหักเด้อ 55555555

ออฟไลน์ cheezett

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 516
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +19/-3
คิดถึงงง มาบ่อยๆนะคะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด