THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.38 ก่อนม่านจะปิด [23/06/19]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.38 ก่อนม่านจะปิด [23/06/19]  (อ่าน 17642 ครั้ง)

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

14
ภารกิจสองผัวเมีย



   ดึกดื่นคืนค่ำค่ำ      ชายชุดดำสุดกระหาย
คนหนึ่งยิ้มร้ายร้าย                 อีกคนหน่ายคล้ายง่วงนอน   
             “ข้ารู้เงินอยู่ไหน”      ผัวเตรียมไปอย่างรีบร้อน   
“ไปเลยกูจะนอน”                 เมียคว้าหมอนไม่สนใจ
       “เราคือทีมเดียวกัน      จะทิ้งกันได้ยังไง
ข้าไปเอ็งต้องไป                 ให้มันไวไม่งั้นโดน”      
      เมียเบื่อเหลือจะเอ่ย           ไม่อยากเลยกับการปล้น   
เบื่อสุดอีผัวโจร                 จับเราโยน...คนจัญไร

   
ก่อนหน้านี้ราวยี่สิบนาที สองสามีภรรยามีปากเสียงกันเล็กน้อย เพราะสามีได้ข่าวดีว่าเจอขุมทรัพย์เป็นร้อยล้าน เขาเร่งร้อนอยากไปฮุบโดยไว แต่ภรรยาคัดค้านเพราะนี่มันเที่ยงคืนแล้ว ทั้งเหนื่อยจากการปลอมตัวตบตาเจ้าสัวตลอดวันและง่วงมาก ทว่ามีหรือจะต่อต้านกิเลสของสามีได้ พอไม่ยอมก็ถูกอุ้มแล้วจับทุ่มลงพื้น (ที่มีพรมฟูๆ ปู) อย่างป่าเถื่อน มันขู่ว่าถ้าไม่ไป จะจับโยนลงสระว่ายน้ำ ก็เลยต้องยอมมัน
         
ทั้งสองสวมชุดดำ แว่นดำ ผ้าปิดปากดำ ถุงมือดำ เดินทางด้วยรถสีดำ อำพรางตัวอยู่ในความมืดของค่ำคืนที่เงียบสงัด มาถึงที่หมายภายในเวลาไม่กี่นาที
                 
ฝ่ายสามีเดินนำอยู่ข้างหน้า ฝ่ายภรรยาเดินตามและคอยระวังหลัง เป้าหมายของทั้งคู่คือคฤหาสน์สีขาวบนพื้นที่สิบไร่ของมหาเศรษฐีผู้เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจที่ไม่ว่าเอ่ยชื่อให้ใครฟังก็ต้องรู้จักทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะคุณเขาออกข่าวถี่ยิบ ถ้าไม่ข่าวการเมืองก็ข่าวสังคม บางทีก็ข่าวบันเทิงเรื่องกิ๊กกั๊กกับดาราสาวคนนั้นคนนี้ เรียกว่าเป็นเซเลบริตี้ที่แท้
   
สำหรับคนทั่วไปดูข่าวแล้วก็คงไม่คิดอะไร แต่สำหรับโจรอู๋ผู้มีสายตาหลักแหลมเหมือนเข็มต้นงิ้วและมีความโหยหิวระดับเปรตนรก เขามองได้ลึกกว่านั้น
       
แทนที่จะเห็นแค่ชายแก่ผู้ร่ำรวย โจรอู๋กลับมองเจาะทะลุไปถึงว่าเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ชายแก่ใส่มีมูลค่าเท่าไหร่ ไม่เพียงเท่านั้นยังหาข้อมูลส่วนตัวเชิงลึกไม่ว่าจะที่อยู่อาศัย, บริษัทที่ถือหุ้นส่วน, ธนาคารที่เป็นสมาชิก, สถานที่ที่ชอบไป, บุคคลใกล้ชิด รวมทั้งลักษณะนิสัยและรสนิยมส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่คนปกติคงไม่อยากรู้ของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน เขาใช้เวลาเป็นเดือนๆ ตามติดชีวิตชายแก่ วางแผนอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้วจนมั่นใจว่าจะไม่พลาด แล้วรอโอกาสที่มันไม่อยู่บ้านเข้าปล้น
         
ความทุ่มเทเหล่านี้เปลี่ยนมุมมองที่แสงเทียนมีต่อโจรอู๋แทบจะสามร้อยหกสิบองศา คราวที่แล้วว่าอึ้ง คราวนี้ยิ่งอึ้งกว่า มันทำให้เขาเห็นว่าโจรอู๋ไม่ใช่โจรธรรมดา แต่เป็นอัจฉริยโจร
    
ทว่าถึงจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ภรรยาก็ยังกังวลกระวนกระวายอยู่ดีเนื่องจากเป็นการโจรกรรมครั้งแรกของตน
   
“แน่ใจเหรอว่าจะปล้นที่นี่” ภรรยากระซิบถามอย่างกังวลเป็นรอบที่ล้านแปดนับตั้งแต่ออกจากบ้าน
   
“เออสิ บอกกี่รอบแล้วว่าข้าวางแผนมาดี รับรองไม่พลาด” สามียักคิ้วอย่างสบายๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายความหวาดหวั่นนัก
   
“มึงไม่คิดว่าเขาจะมียามเฝ้าบ้านรึไง”
   
“ข้าสืบมาแล้วว่ายามลากลับบ้านที่ขอนแก่น”
   
“มึงรู้ขนาดนั้น!”
    
“แหงสิ นี่ใคร” สามียิ้มมุมปากอย่างโคตรภูมิใจ
   
“แล้วกล้องวงจรปิดล่ะ? เกิดเจ้าของบ้านดูผ่านมือถือเห็นเราเข้าจะทำยังไง”
   
“บอกแล้วไงว่ามันแม่งไปเที่ยวป่าอะเมซอนนู่น เอ็งคิดว่าที่นั่นมีสัญญาณโทรศัพท์ไหมล่ะ” โจรสวนกลับ
   
“แต่ยังมีสัญญาณกันขโมยรอบบ้าน ถ้าเพื่อนบ้านได้ยินจะทำไง”
   
“ตาบอดเหรอ เห็นบ้านมันเปิดไฟสักดวงมั้ย”
   
“อ้าว กูก็ถามเพื่อความแน่ใจ ด่ากูทำไมอ่ะ”
   
“ไม่ได้ด่า แต่จะบอกว่าก่อนไปป่า ไอ้แก่มันเอาคัทเอ้าท์ลงแล้วครับเมียครับ ไฟฟ้าใช้ไม่ได้ทั้งบ้าน หัดสังเกตบ้าง”
   
คนถูกสั่งสอนรู้สึกทึ่งในความละเอียดรอบคอบของสามีและละอายในความตีตนไปก่อนไข้ของตัวเอง

“...ถ้าเขาเลี้ยงหมาล่ะ”
   
“ข้าสืบจากประวัติคนไข้ของโรงพยาบาลมาแล้วเรียบร้อย ไอ้แก่นั่นเป็นภูมิแพ้ เลี้ยงสัตว์ไม่ได้”
    
“...เค กูยอมแล้ว ถ้าโจรแม่งจะฉลาดขนาดนี้ เป็นกูๆ ยอมให้มึงปล้นก็ได้อ่ะ ไม่มีอะไรจะสู้มึงได้ละสัด”
   
“ขอบคุณที่ชม” โจรยักคิ้ว “ครั้งนี้ข้าทำการบ้านมากเป็นพิเศษ ไม่อยากพลาดเหมือนครั้งก่อนตอนปล้นบ้านยายแก่”
   
จบการโต้แย้งจนหมดข้อกังขา สามีก็เดินนำไปที่ข้างรั้วสูงชะลูดประหนึ่งกำแพงคุกอัซคาบัน มันสูงมากซะจนภรรยาแหงนมองคอตั้งบ่า แต่ความสูงใดก็สูงไม่เท่ากิเลสระดับตึกเอ็มไพร์สเตทของสามี
   
โจรอู๋หยิบเชือกออกจากกระเป๋าเป้แล้วเหวี่ยงปลายที่ผูกตะขอขึ้นเกี่ยวกับเหล็กบนขอบกำแพงรั้ว ดึงจนมั่นใจว่าแน่นดีแล้วก็ยื่นให้อีกคนปีนขึ้นไปก่อน ภรรยารับเชือกด้วยสีหน้าย่ำแย่ ถอนหายใจ แล้วไต่กำแพงโดยมโนว่าตนเป็นสไปเดอร์แมน พอข้ามไปข้างในได้แล้วก็เหวี่ยงเชือกกลับไปให้สามี ไม่กี่นาทีทั้งสองก็เข้าสู่ด่านถัดไป

ด่านนั้นคือช่องระบายอากาศที่ห้องครัว โจรอู๋ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีสมคำโม้ เขาถ่างตาดูทุกคลิปพวกรายการบุกบ้านคนดัง รวมถึงส่องอินสตาแกรมของชายแก่ที่ชอบโอ้อวดความหรูหราของบ้าน แล้วค้นหา ‘จุดบอด’ ที่จะสามารถใช้เข้ามาในตัวบ้าน จนสะดุดตาเข้ากับช่องระบายอากาศเหนือเตาแกสในห้องครัว เขาประเมินแล้วว่าขนาดของมันใหญ่พอจะลอดเข้าไปได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุบออกเล็กน้อยคงไม่มีปัญหา พอมาถึงหน้าด่านเขาก็ย่อตัวคุกเข่าที่พื้นตรงหน้าภรรยา 
   
“เป็นไร เชือกรองเท้าหลุดเหรอ” ภรรยาถาม
   
“เปล่า ให้ขี่คอ”
   
“ฮะ? อย่าบอกนะว่าจะให้ลอดเข้าไปในรูนั่น”

ภรรยามองหน้าสามีสลับกับช่องเล็กๆ ที่ผนังด้วยสีหน้าลำบากใจ ถึงจะใหญ่กว่าช่องระบายอากาศปกติ แต่ก็เล็กเกินไปสำหรับให้คนลอด
   
“ถูกต้อง เร็วๆ เรามีเวลาไม่มาก” สามีเร่งเร้า
   
ภรรยาจำใจขี่คออย่างเสียไม่ได้ ความสูงราวกับเสาไฟของสามีไม่ห่างกับช่องมาก พอเขาลุกขึ้นยืนภรรยาก็คว้าขอบช่องไว้ได้พอดี
   
“รูแคบนิดเดียวลอดไม่ได้หรอก” ภรรยาบอก
   
“ยากอะไร เอาค้อนทุบสิ” สามีสั่ง
   
“ค้อนไหน”
   
“ในกระเป๋าเอ็งไงโถ่!”
   
“โอ้โหไอ้เหี้ย ที่มึงสั่งให้กูแบกเป้หนักๆ มาตลอดทาง ที่แท้ข้างในคือค้อนเหรอ! ขอเอาทุบหัวมึงก่อนได้มั้ย!”
   
“ไม่เอาๆ ไม่ทะเลาะกัน เวลานี้ต้องสามัคคี นึกถึงเงินเข้าไว้สิ”
   
“ฟวย!”
   
ภรรยาเอาขารัดคอสามีจนไอค่อกแค่กแก้โมโห แล้วจึงรูดซิปเอาค้อนขนาดเล็กจากเป้ออกมาทุบใบพัดจนคดงอและหลุดออกทั้งอัน จากนั้นลอดรูเข้าไปข้างใน พลันก็หวนคิดถึงสมัยเป็นเด็กซนๆ ที่เคยเล่นมุดท่อ...ตอนนั้นทำไมมันสนุกตื่นเต้น ไม่เห็นกลัวเหมือนตอนนี้เลยวะ
   
แม้จะทุลักทุเล แต่ท้ายที่สุดก็ทำสำเร็จ ภรรยาหลุดผ่านด่านเข้าไปในตัวบ้านเป็นที่เรียบร้อย สามีเห็นดังนั้นก็เดินถอยหลังไปตั้งหลัก ก่อนจะวิ่งเข้าหาตัวตึก ไต่ผนัง เกาะขอบช่องลม แล้วปีนลอดรูเข้ามา เกิดความติดขัดช่วงแรกๆ เพราะไหล่เขากว้างเกินไป แต่เมื่อผ่านไปได้ก็ไหลฉลุย
   
ภายในบ้านมืดสนิทเงียบสงัด ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเหนือจากพวกเขาสองคน จากนั้นสามีก็พูด

“เริ่มภารกิจได้”


   ...

เอาล่ะ เปิดตัวยิ่งใหญ่สมกับภารกิจแรกของเมียโจรแล้วก็กลับสู่โหมดปกติซะที
   
เนื่องจากระบบไฟฟ้าถูกปิด เราสองคนจึงต้องใช้ไฟฉายส่องตลอดทาง หัวใจผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงแค่เหนื่อยจากการปีนรั้วกับลอดรูห้องครัวเท่านั้น แต่เพราะตื่นเต้นและกลัวด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนายแสงเทียนที่ทั้งชีวิตมีแต่ความสว่างไสวสมชื่อจะต้องมาทำอะไรชั่วสุดขั้วอย่างนี้ แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ ไอ้อู๋พาผมมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับซะแล้ว
   
“คิดไปคิดมา กูว่าน่าเห็นใจเจ้าของบ้านออกนะ ทำงานมาทั้งชีวิตจนป่านนี้ถึงวัยแซยิดแล้ว อยู่ดีๆ เราจะมาชุบมือเปิบเอาของเขาในคืนเดียวเนี่ยนะ ไม่แฟร์ว่ะ”

ผมวิจารณ์ตามความรู้สึก เผื่ออาจไปสะกิดหัวใจแข็งกร้าวของโจรบ้าง ถึงตาแก่คนนั้นจะนิสัยไม่ดีนัก แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะทำเลวกับเขาได้นี่ถูกไหม?
   
“แน่ใจเหรอว่าเอ็งเรียนรัฐศาสตร์? ไม่รู้จริงเหรอว่าเบื้องหลังไอ้แก่นั่นทำอะไร? พูดมาได้ไงว่ามันทำงานมาทั้งชีวิต เงินทองที่มีอยู่ทุกวันนี้น่ะมาจากคอรัปชั่นทั้งนั้น รวมถึงเงินกูกับมึงที่จ่ายภาษีให้มันด้วย รู้แบบนี้แล้วคิดว่าใครกันแน่ที่ไม่แฟร์”
   
“...”

โห แทงใจดำจนกูไปไม่เป็นเลยสัด

แต่ก็ถูกของมันว่ะ ผมเองก็พอจะรู้ว่าเบื้องหลังความร่ำรวยของนักการเมืองหลายคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เป็นหยาดเหงื่อของประชาชน ชายแก่คนนี้ก็เช่นกัน ภาพคนใจบุญสุนทาน ชอบบริจาคเงินให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาลอย่างใหญ่โตก็ทำเพื่อหลบเลี่ยงภาษีกับกลบข่าวฉาวๆ ทั้งนั้น แสดงว่าโจรอู๋ศึกษาเหยื่อจนทะลุปรุโปร่งจริงๆ

โจรเห็นผมเงียบก็พูดต่อ

“อีกอย่างมันก็แก่ใกล้เข้าโลงละ ลูกหลานไม่มี เมียตามกฎหมายก็ตายไปแล้ว ไม่มีใครจะสืบทอดสมบัติได้ ถ้ามันตายทรัพย์สินก็กลายเป็นของรัฐหมด น่าเสียดายตายห่า”

“มึงเลยจะเอาคืนสู่ประชาชนว่างั้น?” ผมประชด

“ก็ไม่ได้โง่นี่” มันยักคิ้ว “แต่ประชาชนที่ว่าคือข้าคนเดียวนะ”

“เออ รู้!”

มหาโจรขี้เกียจทุ่มเถียงกับผมอีกเลยเดินนำไปที่ห้องรับแขกใจกลางบ้าน ผมแปลกใจที่มันเดินคล่องประหนึ่งเจ้าของบ้านเอง ขณะที่ผมเดินชนข้าวของโน่นนี่เหมือนคนตาบอด พอผมถามมันก็บอกว่าดูรายการกับรูปถ่ายภายในบ้านของชายแก่จนปะติดปะต่อส่วนต่างๆ ของบ้านได้เกือบหมด แถ,ยังซ้อมเดินในจินตนาการเป็นล้านรอบแล้ว

...ณ จุดๆ นี้ผมก็ไม่รู้จะด่าหรือชมมันดีละครับ

ด้วยความที่ไม่เคยเห็นบ้านคนรวยระดับมหาเศรษฐีมาก่อน ผมเลยอดไม่ได้ที่จะตื่นตาตื่นใจเหมือนได้หลุดเข้ามาในโลกใบใหม่ ก็ดูสิ ข้าวของเครื่องใช้แต่ละอย่างหรูหราอลังการทั้งนั้น ตั้งแต่โคมไฟระย้าระยิบระยับบนเพดาน ยันพรมหนังสิงสาราสัตว์ที่เยอะเหมือนขนมาทั้งป่าบนพื้น ไหนจะเฟอร์นิเจอร์สไตล์หลุยส์ที่ดูเหมือนอยู่ในพระราชวังแวร์ซายส์อีก ขนาดไม่ได้เปิดไฟยังแวววาวเตะตา ถ้าเปิดไฟคงยิ่งประกายเจิดจ้าจนตาพร่าแน่ๆ

“อย่ามัวเหม่อ หาของเร็วเข้า” โจรอู๋ส่งเสียงขัดอารมณ์

ของที่มันต้องการที่สุดคือเงินสด รองลงมาคือทองคำและเครื่องประดับอัญมณี เพราะเปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย อีกประเภทคือโบราณวัตถุ เน้นภาพวาดเป็นหลัก เนื่องจากน้ำหนักเบาและเป็นที่ต้องการของเจ้าสัว ให้หลีกเลี่ยงของชิ้นใหญ่ที่ขนย้ายลำบากกับของที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ยาก ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะอยู่ในห้องนี้ ดังนั้นโจรจึงโยกย้ายไปห้องถัดไป

“คนเราจะเก็บของสำคัญไว้สองที่ ไม่ห้องนอนก็ห้องทำงาน”

โจรอู๋กล่าว ไม่รู้ว่าเกิดจากประสบการณ์ปล้นนับครึ่งปีหรือหลักจิตวิทยากันแน่ แต่ผมก็เห็นด้วยอย่างไร้ข้อโต้เถียง เพราะตัวเองก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน

ไอ้สิบแปดมงกุฎเดินนำขึ้นไปชั้นสองของบ้านโดยไวจนผมตามแทบไม่ทัน ไฟโลภในดวงตาของมันน่าจะลุกโชนยิ่งกว่าไฟฉาย เลยเดินเหินคล่องแคล่วไม่พลาดสักก้าว ตรงข้ามกับผมที่สะดุดล้มบ่อยจนขามีแต่รอยฟกช้ำ

“โอ๊ย จะรีบไปไหน รอกันก่อนดิ!”

ผมร้องบอกคนข้างหน้าที่เอาแต่เดินดุ่มราวกับมาตัวคนเดียว หวังว่ามันจะหยุดเดินหรือไม่ก็ถอยกลับมาช่วยพยุงผมขึ้น ทว่าการคาดหวังกับโจรก็เหมือนโยนอาหารให้หมาจรจัด คุณไม่มีทางได้อะไรตอบแทน หนำซ้ำมันจะกัดคุณให้เจ็บตัวอีกต่างหาก

“ให้มาทำงาน ไม่ได้ให้มาเป็นภาระ”

พูดแค่นี้ แล้วพี่ท่านก็เดินทิ้งกูเฉย...

ไหนใครช่วยบอกทีซิ มีพระเอกที่ไหนใจหมาเท่าไอ้เวรนี่อี๊ก!

อย่างไรก็ตามผมก็ล้มลุกคลุกคลานมาถึงชั้นสองจนได้ ชั้นนี้มีอยู่หลายห้อง ทุกห้องถูกปิดประตูลงกลอนไว้หมด ไม่รู้ว่าข้างในเป็นห้องอะไรบ้าง แต่หัวหน้าแก๊งโจรรู้ มันเดินตรงแน่วไปห้องๆ หนึ่งแล้วหยุดที่หน้าประตู สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อยขณะมองกุญแจอันเบ้อเริ่มที่คล้องอยู่

“ล็อกงี้จะเข้าไปยังไง” ผมถาม

โดนโจรหรี่ตามองอย่างระอาใจ “นั่นไม่ใช่ประโยคที่ควรพูดกับโจรมืออาชีพอย่างโจรอู๋เลยนะ”

“เอ้า ก็นึกว่าเครียดที่เข้าห้องไม่ได้”

“เครียดเพราะไม่แน่ใจว่าจะหาของที่อยากได้เจอรึเปล่าต่างหาก”

มันว่าแล้วล้วงกุญแจผีที่ทำจากขดลวดออกมาไข พวงเดียวมีหลายอัน ทั้งแบบเป็นกลม แบน เหลี่ยม มันสุ่มเอาแบบกลมออกมาไข แต่ไขไม่ออก เลยเปลี่ยนเป็นแบบแบน ไขเพียงแป๊บเดียวก็มีเสียงคลิก แล้วลูกบิดก็หมุนเปิดประตูได้ โจรอู๋ยิ้มอย่างโล่งใจหน่อยๆ ก่อนจะสั่งให้แยกย้ายกันไปหาสมบัติ

ห้องนี้คือห้องทำงาน ข้าวของส่วนใหญ่ได้แก่โต๊ะทำงาน ตู้เก็บเอกสาร ชั้นหนังสือ ตู้โชว์ กับอุปกรณ์ไอทีหลายอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ แม็คบุ้ค ไอแพด กล้องถ่ายรูป รวมทั้งนาฬิการาคาแพงที่ดูเหมือนถูกถอดลืมทิ้งไว้ มูลค่ารวมกันคงเป็นล้าน แต่โจรอู๋ห้ามให้เอาอะไรไปสักอย่างเพราะมันหนัก แล้วยังต้องเอาไปขายต่อเพื่อแลกเป็นเงินให้ยุ่งยากด้วย

“ถ้าไม่เอาของพวกนี้ ก็ไม่มีอะไรให้ขโมยแล้วนะ” ผมว่า

“ค้นให้ทั่วซะก่อน ข้าว่ามันต้องมีเซฟอยู่ที่ไหนซักที่”

“ตู้เซฟเหรอ? ทำไมไม่คิดว่าอยู่ในห้องนอนล่ะ”

“เพราะการคอรัปชั่นไม่ได้ใช้แค่เงินอย่างเดียวไง ต้องใช้เอกสารอื่นๆ ด้วย ซึ่งงานเกี่ยวกับเอกสารทำในห้องทำงานคงสะดวกกว่าห้องนอน”
   
“...”

โอ้โห ผมต้องยอมรับแล้วว่ามันเป็นโจรที่โคตรฉลาด โคตรรอบคอบ มีสายตาเฉียบแหลมมองเห็นมุมที่คาดไม่ถึง คือแบบ...เป็นตัวอย่างของโจรที่แอดวานซ์กว่าโจรใดๆ มิจฉาชีพทั้งโลกต้องยกย่องมัน แต่ขณะเดียวกันมันกลับเป็นโคตรของฝันร้ายสำหรับเหยื่อที่ถูกปล้น

“แต่ไม่เห็นมีตู้เซฟเลย” ผมยังคงแย้งอยู่ ก็หาไม่เจอจริงๆ

“ของสำคัญบางครั้งก็ต้องซ่อน”

“ถ้าซ่อนแล้วเราจะรู้ได้ไง” 

“มันมีสูตร ลองสังเกตจุดแปลกๆ ที่ไม่เข้ากันดู อย่างตำแหน่งบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน หรืออะไรที่เหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทาง บางทีอาจเป็นช่องทางลับไปสู่ตู้เซฟ”

“หูย ซับซ้อนเว่อร์ เชื่อแล้วว่ามึงศึกษามาลึกซึ้งจริง”

“เปล่า อันนี้ดูจากหนัง”

“โธะ!”

มหาโจรสั่งให้ผมค้นฝั่งซ้ายของห้อง ส่วนตัวมันค้นทางขวา แล้วค่อยมาบรรจบกันตรงกลาง ผมก็ทำตามไปงั้นแต่ไม่หวังว่าจะเจอช่องแห่งความลับอะไรนั่นหรอก ก็ห้องออกจะกว้าง ข้าวของก็อย่างเยอะ ทั้งแฟ้มเอกสารเป็นล้านๆ หนังสือเต็มตู้ใหญ่เท่าผนังสูงติดเพดานห้อง ไหนจะของสะสมพวกรูปปั้นโบราณหลากหลายสัญชาติ ตั้งแต่พระโพธิสัตว์สมัยทวารวดีไปถึงเทพีวีนัสของกรีก ขณะที่ผมจ้องมองรูปปั้นเหล่านั้น สายตาของเทพเจ้าทั้งหลายก็เหมือนกำลังมองผมอย่างเย้ยหยันว่า

‘ค้นไปเถอะ ให้ตายก็หาไม่เจอหรอก เจ้าคนชั่ว’

แต่ไม่เป็นไร สุดท้ายถ้าไม่ได้เงิน โจรอู๋ก็คงลักพาตัวพวกท่านไปขายเปลี่ยนเป็นเงินอยู่ดีแหละครับ อย่าลืมว่าเขาเพิ่งผูกมิตรกับเจ้าของธุรกิจค้าของโบราณเถื่อนนะ! (ใจบาปไปอีกกู)

“เจอบ้างไหม” โจรส่งเสียงถามจากอีกฝั่งของห้อง

“ไม่เลย” ผมตอบ ผละจากตู้โชว์ไปชั้นหนังสือ

เอาจริงๆ เจ้าชั้นหนังสือนี่ทำให้สมาธิของผมไขว้เขวจากภารกิจเอามาก ด้วยความที่พ่อผมเป็นครูภาษาไทย แม่เป็นอาจารย์มหา’ลัยสาขาวรรณคดีตะวันตก ผมเลยมีหนังสือเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่จำความได้ เริ่มตั้งแต่หนังสือนิทาน การ์ตูน ไปจนวรรณกรรมเด็ก ผมแน่ใจว่าไม่มีเด็กอายุเก้าขวบคนไหนจะอ่านหนังสือมากเท่าผมตอนนั้นแน่ๆ นี่เป็นเรื่องเดียวที่ผมกล้าอวดใครๆ ได้อย่างเต็มปากสมัยก่อน 

พอโตมาผมอ่านดะไม่เกี่ยงว่าจะเป็นแนวอะไร แต่ที่ชอบที่สุดก็คือวรรณกรรมคลาสสิกต่างประเทศ แล้วอีตาลุงเจ้าของบ้านก็ดันมีแนวที่ผมชอบอยู่เกือบครึ่งตู้ได้ หลายเล่มเก่าแก่คร่ำครึเหมือนอายุผู้เป็นเจ้าของ

ผมลองหยิบออกมาเล่มหนึ่ง เรื่อง ‘ผลพวงแห่งความคับแค้น’ ของจอห์น สไตน์เบ็ค มีลายเซ็นของนักเขียนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนเขามาเมืองไทยด้วยแน่ะ! โคตรเจ๋ง!!!

ไม่ใช่แค่สไตน์เบ็ค ผมยังพบว่าอีลุงมีหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกพร้อมลายเซ็นต์นักเขียนระดับตำนานอีกบานเลย ไล่ตั้งแต่ซาลินเจอร์, นาโบคอฟ, มอห์ม กับรุ่นเดอะอีกเพียบ ไม่รู้ว่าใช้อภิสิทธิ์อย่างไรถึงได้มันมาครอบครอง แต่น่าเสียดายที่หนังสือเหล่านั้นไร้ร่องรอยการถูกเปิดอ่าน เมื่อห้าสิบปีก่อนกระดาษเรียบยังไง ทุกวันนี้ก็เรียบยังงั้น ทำให้ผมรู้ว่าอีลุงก็แค่สะสมเอาไว้เป็นเครื่องประดับอวดแขกที่มาเยี่ยมชมบ้าน แบบเดียวกับหัวสัตว์สตัฟฟ์บนฝาผนังนั่นแหละ คิดแล้วก็น่าเสียดาย


ขโมยแม่งเลยดีไหมวะ?


“ทำอะไรชักช้าอยู่นั่น!” มหาโจรตะโกนด่า เพราะตัวมันค้นหาไปได้เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ขณะที่ผมยังยืนนิ่ง

“ก็หาทางเข้าอยู่นี่ไง” ผมโกหก จริงๆ คือตะลึงกับลิสต์หนังสืออยู่

“เร็วเข้า เรามีเวลาไม่มาก” มันสั่ง ผมก็เออออตอบไป

อีลุงนี่จัดตู้ได้สวยงามเป็นระเบียบเหมือนห้องสมุดมหา’ลัย เรียงตามชื่อผู้แต่งตั้งแต่เอถึงแซด ผมไล่นิ้วตั้งแต่อีสปไปถึงแฟลนเนอรี โอ’ คอนเนอร์ที่สิ้นสุดชั้นหนึ่ง เริ่มชั้นสองจากอีแวน ตูเกเนียฟไปถึงนาธาเนียล ฮอว์ธอร์น และชั้นสามจากโอ เฮนรี จนถึงโรเบิร์ต เบิร์นส์ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แล้วก็เบิร์นส์...เอ๊ะ ทำไมถึงวางแบบนี้ล่ะ

ยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ พบว่าหนังสือวางผิดตำแหน่ง บทกวีของเบิร์นส์ถูกสตีเวนสันคั่นกลาง แวบแรกผมคิดว่าอีลุงคงรีบเลยใส่คืนมั่วๆ ไม่ได้สนใ0เรียง แต่ชื่อหนังสือที่ถูกแทรกกลับทำให้เอะใจ


‘เกาะมหาสมบัติ’
 
หรือจะเป็นโค้ดลับ?

ผมหยิบออกมา เอาไฟฉายส่องดูอย่างละเอียดก็พบรอยยับที่ขอบกับสันหนังสือ แถมยังมีรอยนิ้วมือบนปกหลายรอย แตกต่างจากเล่มอื่นๆ ที่เนี้ยบกริบ แสดงว่าอีตาลุงต้องหยิบเล่มนี้บ่อยแน่ๆ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมถึงวางกลับไม่ตรงตำแหน่งล่ะ?

“บอกให้รีบไง ยังจะมายืนอ่านหนังสืออยู่อีก!”

โจรอู๋เดินเข้ามาตบหลังผมดังป้าบจนหนังสือร่วงหลุดจากมือ พอก้มเก็บแล้วก็เอามาฟาดใส่มันกลับด้วยอัตราที่แรงกว่า

“ใครบอกกูอ่าน!”

“ยังจะมาเถียง ก็เห็นยืนถืออยู่ทนโท่”

“กูกำลังแกะรหัสตามที่มึงบอกต่างหาก หนังสือมันถูกวางผิดที่ แถมชื่อเรื่องก็เกี่ยวกับสมบัติ ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวกับที่ซ่อนทรัพย์สินก็ได้”
ผมอธิบาย แต่โจรอู๋กลับส่ายหัวพร้อมกับเหยียดปากเซ็งๆ

“ปัญญาอ่อน” มันว่า “ไปดูห้องอื่นเหอะ”

ผมโกรธจนควันออกหู เกิดมาจนจะถึงวัยเบญจเพสแล้วเพิ่งเคยโดนด่าว่าปัญญาอ่อนก็คราวนี้แหละ แม่งเอ๊ย ตัวเองเป็นคนพูดแท้ๆ ว่าให้สังเกตสิ่งแปลกปลอม แล้วพอกูทำตาม กลับมาด่ากูเนี่ยนะ? สรุปว่าใครกันแน่วะที่ปัญญาอ่อน!

แต่ผมเข้าใจว่าคนโง่กับหนังสือเป็นขั้วตรงข้ามกัน เหมือนผีกระสือกับใบหนาด อยู่ใกล้แล้วมีแต่ขยาดกลัว ฉะนั้นผมจะไม่ถือสา

เอาหนังสือสอดเข้าช่องว่างอย่างขัดใจเพราะจริงๆ อยากเรียงให้ถูกต้องมากกว่า แต่ถ้าทำอย่างนั้นอีลุงเจ้าของบ้านอาจเอะใจเอาได้

เฮ้ย...เดี๋ยวนะ นั่นมันอะไรน่ะ

แสงจากไฟฉายที่ส่องทะลุช่องว่างระหว่างหนังสือที่ถูกดึงออก ทำให้ผมมองเห็นปุ่มเล็กๆ ที่อยู่ข้างหลัง จะว่าเป็นปุ่มของระบบอะไรก็ไม่ใช่ เนื่องจากมันไม่มีอักษรอย่าง ON/OFF กำกับไว้เลย

หรือว่าจะเป็นปุ่มตู้เซฟ?

“โอเค ท่านว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่เคารพ ถ้าท่านอยากอ่านหนังสือมากขนาดนั้น ผมจะยอมก็ได้ แต่ช่วยโกยกลับไปอ่านที่บ้านได้ไหมวะครับ มาช่วยกูหาของก่อน!”

ไอ้ผัวชั่วตะโกนเรียกหา ผมอยากตะโกนตอบมันเหลือเกินว่าหนังสือพร้อมลายเซ็นต์นักเขียนระดับโลกเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินได้นับล้าน เอาแค่ชั้นเดียวก็คงรวยไม่รู้เรื่องแล้ว ถ้าพวกเศรษฐีที่ประมูลไม่เรียกตำรวจมาลากคอเราเข้าตะรางซะก่อนน่ะนะ

ผมตัดสินใจยื่นแขนเข้าไปกดปุ่มปริศนานั่น เป็นจังหวะเดียวกับที่โจรอู๋กระแทกเท้าตึงตังกลับเข้ามาอย่างรำคาญ และตอนที่มันกำลังจะอ้าปากด่า ตู้หนังสือก็เลื่อนไปข้างๆ เผยให้เห็นบางอย่างที่ซ่อนเร้นบนพื้น

มันคือประตู...

“เชี่ยไรวะเนี่ย” โจรอู๋เบิกตาโพลง



V
V
V
อ่านต่อ [2/2]

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0

“บอกแล้วไง” ณ จุดนี้ผมรู้สึกสะใจชิบ

เราคุกเข่าลงกับพื้น มองดูประตูลับทำด้วยโลหะที่มีความกว้างและยาวเท่าตู้หนังสือ โจรอู๋แสยะยิ้ม ตาแวววาวด้วยความละโมบ มันควักเอากุญแจผีที่คิดค้นและพัฒนาโดยอเล็กซ์ออกมาไข ไม่น่าเชื่อว่าขดลวดง่อยๆ นี้จะสามารถสะเดาะกลอนบ้านเศรษฐีได้อย่างง่ายดาย ตลกร้ายชะมัด

พอไขได้แล้ว โจรอู๋ก็เลื่อนบานประตูออก จากนั้นทางเดินลงสู่ห้องนิรภัยใต้ดินก็ปรากฏแก่สายตาเรา มันก้าวลงไปก่อนพร้อมกับสาดไฟฉายไปรอบๆ เจอสวิตซ์ไฟก็กดเปิด

ตาผมพร่าเมื่อเจอแสงสว่าง พอปรับสายตาได้ก็พบว่ามันเป็นห้องสีแคบๆ ผนังเป็นสีเทาของปูนเปลือย ทางเดินทอดยาวตรงไปด้านล่าง เราเดินลงมาเรื่อยๆ พร้อมกับหัวใจเต้นแรงรัว เพราะรู้ว่ามีอะไรรออยู่ที่สุดทาง

นั่นไง ตู้เซฟขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นจริงๆ ครับพี่น้อง!!!

เอ๊ะ เดี๋ยวๆ ทำไมกูต้องดีใจอ่ะ นี่คือกำลังทำผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมอยู่นะ กูควรจะกลัวดิ ไม่ได้ๆ ตั้งสติไว้ อย่าให้ผีมารซาตานครอบงำนะแสงเทียน

“มึงเข้าไปเลย กูรอตรงเนี้ย” ผมหยุดเดินแล้วบอกมัน

“ไม่ได้ งั้นจะพามาทำเพื่อ?” คนเลวจับแขนผมเดินไปด้วยกัน แต่เดินไม่กี่ก้าวก็หยุดดื้อๆ
   
“อะไรของมึง”

มันไม่ตอบ แต่เอื้อมมือไปกดปุ่มเล็กๆ บนผนัง ทันใดนั้นห้องก็มืดลงอีกครั้ง พลันก็ปรากฏแสงเลเซอร์ตรวจจับขโมยพาดไขว้ผนังทั้งสองฝั่งเป็นระยะทางตั้งแต่ตรงนี้ไปถึงตู้เซฟสลับซับซ้อนเหมือนกับใยแมงมุมสีแดง และมันอยู่ห่างจากเราสองคนเพียงปลายจมูก... ถ้าโจรอู๋ไม่ดึงผมไว้ ป่านนี้คงโดนเข้าไปแล้ว และหากเป็นเช่นนั้น ตู้เซฟจะส่งสัญญาณเตือนไปยังบริษัทรักษาความปลอดภัย แล้วพวกเขาก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาที่บ้านหลังนี้โดยเร็วที่สุด เท่ากับแผนของเราถึงคราวจบเห่

“มึงรู้ได้ไงเนี่ย” ผมขนลุกซู่

“คิดว่านี่ปล้นมากี่ครั้งล่ะ?” มันถามผมกลับ นั่นเท่ากับคำตอบ

“แล้วจะทำไงล่ะทีนี้ เราฝ่าดงเลเซอร์ไปถึงข้างในไม่ได้แน่ๆ”

“ใครบอกว่าเรา เอ็งต่างหากที่ต้องเข้าไป”

“อะไรนะ!!!!!”

“ทำไมชอบให้พูดซ้ำ ความจำสั้นเหรอ ข้าบอกว่าเอ็งต้องเป็นคนเข้าไปข้างในนั้น”   
   
 “ฉิบหาย ทำไมมึงไม่เข้าไปเองล่ะ!”
   
“ถามโง่ๆ ก็ดูขนาดตัวสิ เอ็งน่ะตัวเล็กผอมแห้ง เข้าไปง่ายกว่าตัวใหญ่ๆ อย่างข้าไง” โจรว่า “อย่าช้า รีบเข้าไปเลย เดี๋ยวจะคุมให้”
   
ผมอยากกรี๊ดดังๆ ให้รู้แล้วรู้รอด! ให้ตายเถอะ เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่มันพามาด้วยเพราะอยากแค่หลอกใช้รึเปล่าวะเนี่ย?
   
“อย่ามัวลีลา รีบเข้าไปได้แล้ว” ไอ้โจรเร่ง
   
ผมอยากจะวีนใส่หน้ามันจริงๆ แต่ก็ทำได้แค่คิด นาทีนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ปลงเสร็จก็สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ ก่อนจะก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในเขตอันตรายนั้น
   
“ค่อยๆ ไป ระวังหัวด้วย” โจรอู๋ยืนดูพร้อมกับส่งเสียงกำกับ “ไปทางขวาอีก ช่องมันกว้างกว่า เออนั่นแหละ”
   
ผมค่อยๆ ก้าว ข้าม มุด ลอด แสงเลเซอร์หลายเส้นอย่างระมัดระวังภายใต้การควบคุมของโจรอู๋ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นสุดจะบรรยาย ทุกวินาที ทุกการเคลื่อนไหว ช่างหวาดเสียวเหมือนเดินบนเส้นด้ายที่ข้างล่างเป็นหุบเหว หากพลาดไปนิดเดียวก็ตาย
   
ตอนนี้ผมเข้ามาได้ประมาณเศษหนึ่งส่วนสามของระยะทางแล้ว กำลังพักหายใจในท่าแปลกๆ คือมือสองข้างดันพื้น เข่าข้างซ้ายแตะพื้น ขาข้างขวายกจากพื้นสูงๆ ดูไปดูมา...
   
“อย่างกับหมาเยี่ยว” โจรอู๋พูด
   
“สัด มันใช่เวลาล้อเล่นไหม!”
   
“คิก... ไปต่อเร็ว”
   
ยิ่งใกล้ตู้เซฟแสงเลเซอร์ก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม ช่องว่างแคบลงจนน่าหวาดเสียว แต่ผมก็ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าตู้เซฟจนในที่สุด

ด่านต่อไปคือการไขตู้ จริงๆ มันมีที่สำหรับใส่รหัส แต่ถูกสก็อตเทปแปะทับไว้ แสดงว่าอีลุงเจ้าของบ้านใช้กุญแจแทน  โจรอู๋กูรูเรื่องงัดแงะก็จัดการส่งขดลวดไถลมาตามพื้นถึงผม
   
เป็นครั้งแรกกับประสบการณ์ใช้กุญแจผี และผมก็พบว่าของบางอย่างตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้จริงๆ

พอประตูตู้เซฟเปิดออก ผมก็พบกับสิ่งที่อีลุงเรียกว่า ‘เกาะมหาสมบัติ’ ซักที

ในนั้นมีธนบัตรฉบับหนึ่งพัน แพ็คอย่างดีในถุงพลาสติกตีตราของธนาคาร ปึกละหนึ่งร้อยใบ เป็นหนึ่งแสนบาท ประเมินจากสายตาแล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่าพันปึก มูลค่ารวมหนึ่งร้อยล้านบาท...


หนึ่งร้อยล้านบาท


จำนวนเงินมหึมามหาศาลที่ไม่เคยพบเห็นทำให้ผมมึน แต่ทำให้โจรอู๋ที่อยู่ข้างหลังฉีกยิ้มด้วยความยินดี ผมได้ยินมันสูดกลิ่นเงินอันหอมหวนเข้าเต็มปอด จากนั้นมันก็ออกคำสั่ง
 
“ส่งมาให้เยอะที่สุด”

ผมก็ทำตาม กอบโกยเงินจากตู้ออกมาไถลตามพื้นส่งให้โจรอู๋ทีละปึกๆ อย่างเร็วไวประมาณร้อยปึกได้จนเป้เต็มแน่นใส่ไม่พอ แต่มีหรือที่โจรจะยอมแพ้ มันวิ่งกลับขึ้นไปข้างบนแล้วลงมาพร้อมกับถุงดำขนาดใหญ่สำหรับใส่ขยะ กะจะเอาไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มันบอกว่าการขโมยครั้งนี้ครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะปิดบัญชีหนี้ทั้งหมดที่มี แถมยังเหลือกินเหลือใช้ไปตลอดชาติอีกต่างหาก
   
ในความเป็นจริงเราเอาไปได้มากที่สุดก็แค่สี่ร้อยปึกเท่านั้น เพราะมันหนักเกินแบกไหว แต่โจรอู๋ก็ค่อนข้างพอใจ เพราะเหลืออีกแค่ไม่ถึงยี่สิบล้าน ไว้รอจากธุรกิจค้าของเถื่อนกับเจ้าสัวก็ได้
   
อ้อ นอกจากเงินแล้ว ในตู้เซฟยังมีเอกสารสำคัญๆ เกี่ยวกับการคอรัปชั่นระดับชาติของไอ้แก่ด้วยล่ะ โจรอู๋เลยให้ผมเก็บไปด้วยทุกฉบับ เผื่อเราถูกจับได้ขึ้นมา จะได้เอาไว้แบล็กเมล์ เพราะเผลอๆ โทษทัณฑ์ในคดีของไอ้แก่จะหนักหนาสาหัสกว่าเราซะอีก มันต้องไม่กล้าเอาผิดเราแน่นอน
   
ดูสิ...ฉลาดกว่านี้มีอีกไหม ถ้ามีก็ไอสไตน์แล้วครับ

เสร็จสิ้นกระบวนการ ผมก็ข้ามกำแพงเลเซอร์กลับออกมาทางเดิม รู้สึกเบาใจที่เห็นโจรอู๋ยังยืนรออยู่ตรงนั้น เพราะคิดว่ามันจะชิ่งหนีทันทีที่ได้เงิน มันมองผมอย่างเอาใจช่วย และพอผมเข้าใกล้ทางออก มันก็ยื่นมือมาให้ ผมเอื้อมมือไปจับพร้อมกับก้าวขาออกจากเส้นเลเซอร์เส้นสุดท้าย แล้วมันก็ดึงตัวผมไปกอดแน่น แน่นจนผมเกือบจมลงไปในอกหนาๆ ของมัน แค่นั้นไม่พอยังจูบขมับ จูบแก้มทั้งสองข้าง จูบจมูก จูบคาง แล้วจูบที่ปากอย่างหนักหน่วงจนปากผมช้ำ เป็นเซ็ตจูบที่บ้าคลั่งทรงพลังอย่างกับพายุเฮอริเคน แต่ขณะที่มันสุขจนจุกอก ผมแทบตายเพราะหายใจไม่ออก


เป็นโมเม้นต์ที่ไม่มีคำพูดใด แต่แม่งรู้สึกดีชิบหายเลยครับ

   
แต่ขณะเดียวกัน ผมก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่อวัยวะเบื้องล่าง ความเยือกเย็นสั่นสะท้านแล่นจากจุดนั้นเข้าจับหัวใจของผมจนแทบหยุดเต้น แต่เหมือนโจรอู๋จะไม่รู้สึกตัว
   
ไม่สิ มันไม่ควรเป็นอย่างนี้
   
มันควรจะเป็นเวลาที่แฮปปี้ ไม่ใช่...
   
“เป็นไร” โจรอู๋คลายกอดแล้วถามอย่างสงสัย คงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนผิดปกติจากตัวผม
   
“สะ...สะ...ส้นตีน” ผมเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
   
“เฮอะ? อะไร อยู่ดีๆ มาด่ากันทำไม!” โจรอู๋นิ่วหน้า แต่ผมสั่นจนแทบจะพูดไม่ได้ ไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยชี้ให้ดูที่เท้า
   
คือจะบอกว่า ส้นตีนกูหลบแสงเลเซอร์ไม่พ้นจ้าาา!!!!
   
“เชี่ยยยยยย!!!” โจรตะโกนลั่นเมื่อเห็นแสงเลเซอร์ทะลุผ่านตำแหน่งเอ็นร้อยหวายของผม จากนั้นก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวราวกับสัญญาณเตือนภัยสึนามิ
   
ติ๊งงงงๆๆๆๆๆๆ!!!!!!
   
“ไปเร็ว!!!”

โจรอู๋จับมือผมวิ่งไปด้วยความเร็วติดจรวด ดูๆ แล้วคล้ายกับตอนที่วิ่งหนีลูกน้องเสี่ยในบ่อนไม่มีผิด แต่คราวนี้เลวห่าเหวแหกเหี้ยกว่า เพราะต้องวิ่งทั้งๆ ที่แบกเงินเป็นกระสอบขึ้นบันไดกว่ายี่สิบขั้น!
   
เราวิ่งโดยไม่หยุดพัก แล้วก็ต้องหยุดวิ่ง เพราะมีอะไรบางอย่างมาขวางทางไว้...
   
คือผู้ชายตัวดำล่ำใหญ่เหมือนควายแอฟริกา สวมเสื้อผ้าสีดำ มือขวาถือกระสอบ มือซ้ายถือปืน แวบแรกผมคิดว่าเป็นยาม แต่แวบถัดมาผมก็รู้ว่าไม่ใช่ มันคือพวกเดียวกับเรา มันคือโจร แต่ไม่ใช่คนในแก๊ง แสดงว่าไม่ใช่แค่โจรอู๋คนเดียวที่รู้ว่าตาแก่จะไม่อยู่บ้าน

ซวยแล้วไงทีนี้ โจรปล้นโจรด้วยกันเอง!
   
“เฮ้ย! มีเท่าไหร่ส่งมาให้หมด!”

ไอ้โจรคนนั้นแหกปากพร้อมกับยกปืนขู่ ขนาดตัวมันไม่ต่างกับโจรอู๋ น่าจะพอสู้กันได้

ผมมองหน้าโจรอู๋ด้วยความหวาดกลัว มันเม้มปากแน่น ก่อนจะปล่อยมือผม ล้วงเอาปืนที่เอว แล้วเข้าไปเผชิญหน้ากับโจร...
   
ซะที่ไหนล่ะ!!!!! แม่งวิ่งหนีหายไปในความมืด ทิ้งให้ผมอยู่ข้างหลังตัวสั่นงกๆ ซะงั้น!
   
ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยย

“เอ้าๆๆ ไหงปอดแหกงี้วะ ทิ้งเพื่อนเฉย” ไอ้โจรบุคคลที่สามหัวเราะ จากนั้นก้าวเข้ามาหาผม “เอาล่ะ ทีนี้ก็ส่งเงินมาให้กู ไม่งั้นหัวมึงเป็นรูแน่”
   
ผมกลัวจนตัวสั่น ฟันกระทบกันดังกึกๆ รีบโยนเงินทั้งสองถุงและหนึ่งเป้ให้มันโดยไม่ลังเล ลาก่อนสี่สิบล้านของพวกกู น้ำตาแทบไหล เจ็บใจที่โดนชุบมือเปิบไปง่ายๆ ทั้งทีเสี่ยงตายแทบเอาตัวไม่รอด แต่เวลานี้ชีวิตย่อมสำคัญกว่า
   
ไอ้โจรแปลกหน้าเปิดปากถุงเห็นเงินอัดแน่นข้างในก็ยิ้มกว้าง พูดว่าโชคดีที่ไม่ต้องเหนื่อยขโมยเซฟเอง แล้วก็พุ่งเข้ามาจับตัวผม
   
“เฮ้ย ทำไรวะ! ได้เงินแล้วก็ปล่อยกันสิ!” ผมโวยวาย
   
“ไม่ได้ๆ กูต้องทำให้แน่ใจก่อนว่ามึงจะไม่เล่นตุกติก”

มันว่าแล้วควักเอาเชือกจากกระเป๋ากางเกงออกมามัดมือผม ก่อนจะลากไปผูกกับราวบันได ผมดิ้นสะบัดขัดขืน เอาหัวโขกมัน เตะมัน กระแทกมัน เลยถูกมันชกจนปากแตกแถมด้วยต่อยท้องจนจุกตัวงอ 
   
“ตัวเท่าหมา ฤทธิ์เยอะนักนะมึง มาจากแก๊งไหนวะ ขอดูหน้าแม่งทีซิ!” มันตวาด จากนั้นใช้ไฟฉายส่องหน้าผม แต่เนื่องจากผมสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้ามิดชิด มันจึงกระชากออก

ทันทีที่ใบหน้าของผมถูกเปิดเผย มันก็อุทานดังลั่น
   
“เหี้ย!”
   
“คน ไม่ใช่เหี้ย!”
   
“ไอ้สัด โคตรสวย”
   
“เดี๋ยวๆๆๆ”
   
“เป็นเมียกูเหอะ”
   
“ไม่!!!”

ผมแหกปากร้องอย่างเสียสติ หัวสมองตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออก ทำไงดี ผมมีแค่มือเปล่า แถมมือเปล่าที่ว่ายังถูกมัดใช้การไม่ได้ด้วย แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับมัน!
   
แสงไฟจากถนนข้างนอกส่องเข้ามาพอให้เห็นรางๆ ว่าใบหน้าดุดันเหี้ยมเกรียมของไอ้โจรคนนั้นมีรอยยิ้มแสนหื่นกระหาย น่าขยะแขยงยิ่งกว่าแมลงสาบ มันจับตัวผมให้หันหน้าเข้าบันไดแล้วใช้มือหยาบๆ ดึงกางเกงของผมลงจนเห็นก้นขาวๆ ที่เกือบเรืองแสงได้ความมืด แล้วก็ทำเสียงฮือฮาอย่างหื่นกระหาย
   
“แม่เจ้า ขาวชิบหาย”
   
“ไอ้สัตว์นรก! ปล่อยกู!!!”
   
“อย่าโวยวายน่าคนสวย ขอสักรอบสองรอบ เดี๋ยวกูก็ปล่อยมึง”   

“ไม่!!! ม่ายยยยยย!!!!”
   
ผมกรีดร้องสุดเสียงด้วยความรังเกียจสุดขั้วหัวใจ เป็นอีกครั้งที่น้ำตาของผมไหลด้วยความอัปยศอดสูในตัวเอง คนที่ผมโกรธที่สุดไม่ใช่ไอ้โจรหื่นนี่ แต่เป็นไอ้โจรเหี้ยที่ทิ้งผมไปต่างหาก ไอ้คนเห็นแก่ตัวที่พอผมหมดประโยชน์แล้วก็ถีบหัวส่ง
 
ใช่สิ สำหรับมันแล้วผมก็เป็นแค่ตุ๊กตายางเท่านั้นนี่!

คิดแล้วก็สมเพชตัวเองนัก ยังไงโจรก็เป็นโจรวันยังค่ำ ถึงมันจะทำเป็นพูดดี ทำดี กับเรามากแค่ไหน สุดท้ายแม่งก็เห็นแก่ตัว! ผมไม่น่าเผลอรู้สึกดีไปกับมันเลย!
   
โจรชั่วปลดตะขอกางเกง รูดซิป แล้วงัดเอาอาวุธทุเรศของมันออกมาขัดถู ผมขยะแขยงจนขนลุกไปหมด ไม่รู้ว่ามันเป็นเกย์จริง หรือเสี้ยนชั่ววูบอยากหาที่ระบาย หรือหวนคิดถึงรสสวาททางประตูหลังที่สัมผัสเป็นอาจิณจากคุกที่เพิ่งหลุดออกมากันแน่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไหน ไม่กี่นาทีจากนี้ผมคงต้องกลายเป็นเมียโจรซ้ำซ้อนแน่ๆ
   
ผมหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตาไหลท่วมเบ้า

   
เอาเถอะ เอาเลย กี่รอบก็เอาเลย ชีวิตกูคงไม่เฮงซวยไปมากกว่านี้แล้วล่ะ...   



TBC..

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
เอาน่ะ เดี๋ยวผัวก็มาช่วย :katai3:

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
สงสารแสงเทียนเหมือนกันนะพื้นฐานทางบ้านการศึกษาดีต้องมาซวยได้ผัวเป็นโจรอนาคตดับวูบเลย

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
อินังโจรอู่กลับมาช่วยน้องเร็วๆ :katai1: :pig4:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
โจรอู๋หนีเอาตัวรอดคนเดียว ปล่อยให้แสงเทียนมีผัวเป็นโจรอีกครั้ง อิอิ

ออฟไลน์ Kumamon_Kung

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 35
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
อินังโจรชั่วมารับผิดชอบน้องเดี๋ยวนี้  :katai1: :katai1: :katai1:

ออฟไลน์ Mookku_ps

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
โจรอู๋~~~~~ รีบมาช่วยเมียเอ็งเลยนะ!

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
 


15
วิธีง้อเมีย



ผัวะ!!! ตุ่บ!
               
“อั่ก!”
               
ไม่ทันจะปล้ำ ไอ้โจรร่างยักษ์ก็ล้มฟุบลงกับพื้น ผมทั้งงงทั้งตกใจ แต่ก่อนจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ได้ยินเสียงเหมือนของแข็งกระแทกร่างกายดังซ้ำหลายต่อหลายครั้ง หันไปมองข้างหลังก็พบว่าโจรอู๋กำลังหวดตะบองอินเดียซึ่งเป็นของสะสมของตาเฒ่าเจ้าของบ้านใส่ไอ้โจรรัวๆ จนมันกระอักเลือดสลบเหมือดคาเท้า
               
ผมมองภาพนั้นด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่น ทำอะไรไม่ถูก อยากจะบอกให้มันหยุดเพราะกลัวโจรอีกคนตาย แล้วเรื่องจะเลวร้ายกว่าเก่า แต่ลิ้นก็แข็งเกินกว่าจะพูดอะไรได้

กระทำการยำจนหนำใจ โจรอู๋ก็ลากร่างน่วมๆ ของโจรอีกคนไปที่ริมหน้าต่าง ในตอนนั้นเองผมก็ได้สติ รีบร้องห้ามมันไว้
             
“เดี๋ยว! มึงจะฆ่ามันรึไง เกิดมันคอหักตายขึ้นมา เราจะซวยเอานะ!”
               
“แค่ชั้นสองเอง ไม่ตายหรอก”
               
“อย่าเลย แค่นี้มันก็สาหัสพอแล้ว”
               
โจรอู๋กัดปากอย่างขัดใจ สุดท้ายก็ยอมปล่อยมือจากโจร แต่ก็ไม่วายจับหัวมันโขกกับขอบหน้าต่างจนมีเลือดติด จากนั้นก็แก้มัดให้ผม ก่อนจะลงไปชั้นล่าง ออกทางช่องระบายอากาศห้องครัว แล้ววิ่งกลับไปที่รถ

เมื่อรถแล่นออกมาไกลจากคฤหาสน์หลังนั้น ผมจึงหายใจได้ทั่วท้องเสียที เช่นเดียวกับพร้อมที่จะระเบิดโทสะที่อัดแน่นในใจใส่มัน
               
“ทำไมมึงถึงทิ้งกู!”
               
“ไม่ได้ทิ้ง แค่ไปหาอาวุธมาสู้ ปืนกูหล่นหายไปไหนไม่รู้ จะให้สู้มือเปล่าได้ไง” โจรอู๋บอก สายตามองตรงไปข้างหน้า

จากการใช้สรรพนาม ‘กู-มึง’ ผิดกับทุกทีที่ใช้ ‘เอ็ง-ข้า’ ทำให้ผมรู้ว่ามันกำลังโกรธมากๆ ไม่แพ้กัน
               
“อ๋อ เหรอ แต่ทิ้งให้กูปะทะกับมันสองต่อสองเนี่ยนะ?! มึงเอาอะไรคิดวะ! รู้รึเปล่าว่ากูกลัวแค่ไหน!!!”

ผมเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว น้ำตาไหลทะลักทลายเหมือนเด็กห้าขวบพลางทุบตีมันเป็นพัลวัน 
               
“แต่กูก็มาช่วยทันไม่ใช่เหรอ จะโวยวายหาพระแสงอะไรวะ”

“ประเด็นไม่ใช่ทันหรือไม่ทัน แต่คือมึง-ทิ้ง-กู!!!”

ผมแหกปากจนเจ็บคอ อยากจะตอกย้ำให้รู้ว่าความผิดของมันคือข้อนี้ ทว่าคนตอแหลก็ยังแถได้อยู่

“ใครบอกทิ้ง กูจะช่วยต่างหาก ถ้าทิ้งจริงกูไปตัวคนเดียวนานแล้ว ไม่กลับมาช่วยหรอก!”

“มึงกลับมาเพราะเงินอยู่ที่กู!”

“กูกลับมาเพราะมึงเป็นเมียกูต่างหาก”

“ตอแหล ถ้ามึงอยากช่วยกูจริงก็ต้องพากูหนีไปด้วยแต่แรก ไม่ใช่ทิ้งไว้แล้วค่อยกลับมาแบบนี้ มันไม่ใช่วิธีของคนจริงใจ!”

“งั้นกูจะบอกอะไรให้ กูเป็นคนไม่ใช่ควาย ที่เห็นศัตรูก็พุ่งเข้าใส่ขวิดโดยไม่ได้ใช้หัวคิดเหี้ยอะไรเลย มึงอาจดูหนังหรืออ่านนิยายมากไปจนติดภาพพระเอกที่สู้กับผู้ร้ายตัวต่อตัวแบบหัวชนฝาเพื่อช่วยนางเอก แต่นี่มันชีวิตจริง กูไม่ใช่ฮีโร่ที่โดนยิงเป็นสิบนัดแต่แม่งยังไม่ตาย ทำไมกูต้องเสี่ยงในเมื่อมีวิธีอื่นที่ปลอดภัยแต่ได้ผลลัพธ์เท่ากัน คิดดูสิว่าถ้ากูสู้กับไอ้ห่านั่นจริงๆ ขึ้นมาแล้วพลาดท่าถูกมันฆ่าตาย จะเกิดอะไรขึ้นกับมึง ไม่ใช่มึงหรอกเหรอที่จะซวยที่สุด”

“ทีตอนในบ่อนมึงยังทำได้เลย!” ผมเถียง “มึงสู้กับคนมีปืน แล้วก็พากูวิ่งหนีไปด้วยกัน ทำไมตอนนี้มึงทำไม่ได้!”

“มันเหมือนกันที่ไหนล่ะ ตอนนั้นกูก็มีปืนมั้ย แต่ตอนนี้กูไม่มี แล้วที่นั่นแม่งก็ไม่ได้มืดเหมือนที่นี่ เกิดกูสู้กับมันตรงๆ แล้วเผลอยิงใส่มึงเข้าจะเป็นยังไง คิดบ้างสิ”

“ไม่ต้องมาแถ มึงมันขี้ขลาด!”

“ไม่ได้ขี้ขลาด!” มันเถียงเสียงเขียว

“กูรู้หรอกว่าที่คราวก่อนมึงกล้าสู้เพราะมึงยังไม่ได้กู มึงแค่อยากให้กูประทับใจ จะได้ยอมเป็นของมึง แต่ตอนนี้มึงได้กูแล้วไง มึงแม่งเลยทิ้งๆ ขว้างๆ กูเหมือนหมูเหมือนหมา”

“เอาอะไรมาพูด” มันส่ายหัวแรง “ตกลงมึงฉลาดหรือโง่กันแน่วะ นี่ดูรูปการไม่ออกจริงดิ?”

“รูปเหี้ยไร!” ผมแหว

“แหกหูฟังดีๆ แล้วจะเข้าใจ เหตุผลที่กูหลีกเลี่ยงการปะทะก็เพื่อไม่ให้มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้มาถึงตัวเรา โดยเฉพาะเลือด ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากกูสู้กับมันตรงๆ กูอยากให้ไอ้เฒ่าเจ้าของบ้านกับตำรวจเข้าใจว่าไอ้โจรเหี้ยนั่นเป็นผู้ร้ายแค่คนเดียว ที่กูทำไปทั้งหมดไม่ใช่อยากเอาตัวรอดตามลำพัง แต่เพราะอยากปกป้องเราทั้งคู่”

“ไม่ต้องมาแก้ตัวให้ดูดี ยังไงมึงมันก็แค่คนเห็นแก่ตัว! ไอ้ชั่ว! ไอ้ผัวเฮงซวย!”

ผมกระหน่ำทุบมันเต็มแรง ความโกรธทำให้หูผมอื้อ ความเสียใจทำให้ดวงตาผมพร่าเบลอ ไม่ว่ามันจะอธิบายยังไง ผมก็ไม่รับรู้ทั้งสิ้น 

“โว้ย! หยุด!!! ขับรถอยู่ไม่เห็นรึไง อยากตายเหรอ!!”

เมื่อเห็นว่าผมโมโหรุนแรงเกินเยียวยา โจรอู๋ก็เลี้ยวรถจอดที่ข้างถนนใต้ทางด่วนมืดๆ เปลี่ยวๆ แล้วดับเครื่อง

“กูเกลียดมึง! เกลียดมึง!” ถึงจะหยุดรถ แต่ผมก็ไม่หยุดทุบตี

“โอ๊ย! หยุด! พอได้แล้ว!”

คนชั่วรวบมือผมไว้แล้วดึงไปกอด แต่ผมก็เอาหัวกระแทกหน้าอกของมันอย่างบ้าคลั่งเหมือนกระทิงจนมันร้องอั้กด้วยความจุก

“ให้ตาย กูไม่น่าพามึงมาเลย”

“ใช่ มึงไม่น่าพากูมา เพราะกูแม่งเป็นภาระของมึง!”

“เปล่า” เสียงของมันเข้มขึ้น “กูทำให้มึงเจออันตรายต่างหาก”
           
“โกหก ที่จริงมึงคงโมโหจนอยากตบหัวกูแรงๆ ที่เกือบทำงานล่ม”
           
“ไปใหญ่แล้วเหอะ”

“ไม่อู๋ กูรู้มึงคิดว่านี่เป็นความผิดกู มึงแค่ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่รู้อะไรไหม มึงนั่นแหละที่ผิด! มึงต่างหากที่ทำลายชีวิตกู!! พอซะที ไอ้สถานะห่าเหวที่มึงยัดเยียดให้กูเป็น ทั้งโจร ทั้งเมียโจร กูไม่เป็นเหี้ยอะไรกับมึงอีกแล้ว!!!!”

“แสงเทียน!!!!!”

ผมไม่สนใจแล้วจริงๆ กระโดดออกจากรถแล้ววิ่งหนีสุดฝีเท้าไปยังถนนที่ทอดยาว มองหารถสักคันที่จะช่วยพาผมไปจากไอ้โจรสารเลวได้ 

ไม่ไหวแล้ว หลายเรื่องเหลือเกินที่บั่นทอนจิตใจกัน มันทำร้าย...ทำลายชีวิตของผมจนไม่มีชิ้นดี ศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนหายไปพร้อมกับความเป็นโจรที่ผมไม่ตั้งใจเป็น ความดีที่เคยสั่งสมมาทั้งชีวิตก็พลอยหายไปด้วย จากแสงเทียนกลายเป็นแสงโสม สุดท้ายอาจกลายเป็นแสนโสมม แต่ผมจะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น ผมจะหนี ต่อให้ไม่มีรถสักคันผ่านมา ผมก็จะวิ่ง วิ่งด้วยสองเท้าที่พ่อแม่ให้มาคู่นี้นี่แหละ!

ลาก่อนไอ้อาการหวาดผวา นอนหลับไม่เต็มตาเพราะกลัวว่าจะถูกตำรวจบุกเข้ามาจับทุกคืน พอแล้วกับลมหายใจที่แขวนบนเส้นด้าย หนีตายจากกระสุนปืนครั้งแล้วครั้งเล่า จบสิ้นกันทีกับการถูกมันปฏิบัติเหมือนสิ่งของ สองอาทิตย์ก็นับว่ามากพอกับชีวิตแสนวิบัติฉิบหาย ถึงเวลาที่ผมควรจะกลับสู่โลกของตัวเองได้ซักที!

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของโจรอู๋ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่ผมเริ่มวิ่งช้าลง ไม่รู้ว่าพละกำลังหายไปไหนหมด เป็นแวบหนึ่งที่ผมนึกเสียใจว่าทำไมไม่ฟิตร่างกายให้แข็งแรงตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อครั้งยังมีโอกาส ไม่งั้นผมคงหลุดพ้นจากไอ้โจรทมิฬไปตั้งแต่การวิ่งหนีครั้งแรกแล้ว

“โอ๊ย!!! ปล่อย!!!”

โจรอู๋จับผมได้แล้วกระชากเข้าไปหาตัวเอง สองแขนแกร่งกอดรัดร่างเล็กของผมแน่นมากจนเจ็บไปหมด เหมือนมันตั้งใจจะบดกระดูกของผมให้แตกละเอียดยังไงยังงั้น

“ปล่อยกู!!!” ผมสะบัดตัวแรงๆ และเหยียบเท้ามันหลายครั้ง มันแสดงออกว่าเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมปล่อย

“อย่าไป...” มันเอาคางเกยไหล่ผมพร้อมกับกระซิบเบาๆ

ผมไม่เข้าใจเลย

“บอกให้ปล่อย!!!” ผมยืนยันคำเดิม “กูสาบานต่อซาตานก็ได้ เพราะพระเจ้าคงไม่ฟังกู! กูจะไม่เอ่ยชื่อมึงให้ใครได้ยิน ถ้าใครถามว่ากูหายไปไหนมา กูจะบอกว่ากูเป็นบ้า นั่งรถไฟไปยะลาคนเดียว! กูจะทิ้งทุกสิ่ง ลืมทุกอย่าง ทุกการกระทำที่มึงทำกับกู! ขอร้องล่ะ ปล่อยกูไปเถอะ!”

ผมแหกปากพร้อมกับดิ้นสะบัดขัดขืนเต็มเหนี่ยว ทั้งโกรธ เสียใจ สิ้นหวังเหมือนจะกลายเป็นบ้า ทว่าโจรอู๋ก็ไม่กระดิกกระเดี้ย ยังคงกอดผมจนจมอกอยู่อย่างเดิม ทำให้ผมเริ่มหายใจไม่ออก

“ไม่ปล่อย” มันยืนยันเสียงแข็ง

“ปล่อยเถอะ กูเจ็บ...”

น้ำตาไหลผมเป็นสาย อันเกิดจากความเจ็บปวดภายในหาใช่ภายนอก และดูเหมือนไอ้โจรจะเข้าใจ มันจึงโน้มตัวลงมาพูดข้างหูผมเบาๆ

“กูขอโทษ”

“.........”

“ขอโทษที่ทำให้กลัว... ขอโทษที่ทิ้งมึงไว้... ขอโทษที่ทำให้เจ็บ ขอโทษที่ทำให้เจออันตราย กูเสียใจ... เสียใจจริงๆ ไม่คิดว่าคลาดสายตาแค่นาทีเดียว จะทำให้มึงเจอเรื่องเหี้ยๆ แบบนั้น กูมันเลว เฮงซวย ทุกอย่างเป็นความผิดกูเอง ตอนนี้กูสำนึกแล้ว ขอโอกาสแก้ตัวสักครั้งได้ไหม”

“ฮึก........”

“ขอร้องล่ะ อย่าไปเลยนะ”

“........”


พอแล้ว หยุด

น้ำตาของผมเนี่ย หยุดไหลได้แล้ว



เมื่อเห็นผมเลิกต่อต้าน โจรอู๋ก็คลายกอดแล้วมายืนตรงหน้า จากนั้นประคองใบหน้าของผมแล้วประทับจูบลงมาอย่างดูดดื่มลึกซึ้ง ไม่ใช่จูบทั่วๆ ไป แต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เข้มข้นแตกต่างจากทุกครั้ง มันรุนแรงเหมือนพายุคลั่ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สั่นสะเทือนหัวใจของผมชนิดแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน คือจูบที่มาจากความรู้สึกส่วนลึกของใจ ไม่ใช่มาจากความอยากกระหายทางเรือนร่าง

“....”

“....”

โจรอู๋ถอนจูบแล้วมองตาผมราวกับต้องการสื่ออะไรบางอย่างผ่านดวงตาสั่นไหวระยับ ทำเอาผมเคลิ้ม วาบหวาม จนเกือบจะเผลอคล้อยตาม

แต่ก็สะบัดหน้าแล้วเดินหนีอย่างไม่สนใจ

“แสงเทียน!”

“สายไปแล้วว่ะอู๋! กูรอฟังมึงพูดคำนี้ตั้งแต่ยี่สิบนาทีที่แล้ว! มึงไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ หรอก แต่มึงไม่มีทางเลือก มึงกลัวกูหนีพ้นแล้วมึงจะโดนตำรวจจับ! มึงไม่ได้เห็นแก่กู มึงเห็นแก่ตัว!!!” 

ผมออกเท้าวิ่งอีกครั้ง ตั้งใจจะหนีจริงๆ ไม่ใช่อยากยั่วให้มันวิ่งตาม แต่ก็รู้ชะตากรรมตัวเองว่าขาที่สั้นกว่านั้นไม่สามารถพาให้ผมหนีจากขายาวๆ ของมันได้ ที่สุดโจรอู๋ก็จับผมได้อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้กอด แต่อุ้มขึ้นพาดบ่าเลย!

“ไอ้เหี้ย! ปล่อย!!!”

ผมตะโกนโวยวายพร้อมกับทุบกำปั้นใส่แผ่นหลังที่กว้างดั่งทะเลทรายโกบีของมัน แต่มีหรือที่ควายป่าจะสะทกสะท้านต่อแรงต้านของกระต่าย

“ง้อดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้ใช้ความรุนแรงใช่ไหม ได้ ของถนัดกูอยู่แล้ว” ไอ้ชั่วพาผมเดินกลับไปที่รถ เห็นได้ชัดว่ามันเลิกใช้ไม้อ่อนกับผมแล้ว

นี่ไงล่ะ ผมมองมันผิดซะที่ไหน!

ด้วยความที่ไอ้หอกนี่สูงน้องๆ ผีเปรต  ผมเลยไม่กล้าดิ้นเพราะกลัวร่วงหัวทิ่มพื้น เลยต้องอยู่นิ่งๆ บนไหล่ยักษ์จนกระทั่งถูกอุ้มวางลงที่เบาะรถ

สุดท้ายก็ไปไม่รอด

อยากรู้ว่าต้องทำบุญกี่วัดถึงจะสลัดไอ้เจ้ากรรมนายเวรตัวนี้ทิ้งได้วะ? ใครรู้บอกผมหน่อยนะ จะเป็นบุญคุณมากๆ

โจรอู๋ขับรถต่อไป ปิดกั้นหนทางการหนีของผมโดยปริยาย ความตึงเครียดของเราทั้งสองแผ่กระจายแน่นในรถราวกับควันพิษ จนไอ้โจรทนไม่ไหวต้องเปิดประทุนระบายอากาศบูดๆ ทิ้ง เสียงลมหวือแรงระหว่างรถแล่นด้วยความเร็วหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้เราไม่จำเป็นต้องพูดกัน แต่ความเงียบนั้นคือบทสนทนาที่โคตรของโคตรแย่

ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เพราะอยู่ดีๆ เครื่องก็สะดุดซะงั้น โจรอู๋หักเลี้ยวหลบเข้าข้างทางที่ใต้สะพานทางด่วนก่อนจะดับเครื่องด้วยใบหน้ายู่ยี่

“รถเป็นไร” ผมถาม

“ไม่รู้ว่ะ น่าจะมีปัญหาบางอย่าง”

“ซวยละ แถวนี้ก็ไม่มีร้านซ่อมด้วย”

“คงต้องโทรให้ไอ้เคฟมาดูให้ มันซ่อมรถเป็น”

“งั้นก็รีบโทรสิ” ผมบอก โจรอู๋พยักหน้าแล้วกดโทรศัพท์ แต่ปลายสายไม่รับ

“คงทำงานกะดึก” โจรอู๋ถอนหายใจอีก

“แล้วจะทำไงล่ะทีนี้ จากที่นี่ไปบ้านก็ไม่ใช่ใกล้ๆ แถมยังไม่มีรถผ่านไปมาอีก”

“ยากตรงไหน” โจรอู๋ยักไหล่ “ก็นอนแม่งที่นี่แหละ”

“ไม่เอา มันเสี่ยงเกินไป ลองโทรอีกรอบสิ ถ้าไม่ติดก็โทรหาเบย์ อเล็กซ์ หรือเส้นสายของมึงก็ได้ ดีกว่านอนข้างถนน”

“ไม่มีใครว่างหรอก ที่เอ็งบอกมาน่ะเขามีงานต้องทำกันทั้งนั้น อย่าไปรบกวนเลย” โจรอู๋พูดด้วยท่าทางสบายๆ ต่างกับผมที่ร้อนใจจนนั่งแทบไม่ติดเบาะ “มานอนกันเถอะ”

แล้วก็เอนเบาะลงนอนซะงั้น

เฮ้อ...เป็นงี้คงแย้งอะไรไม่ได้แล้วล่ะ

ผมไม่เอนเบาะนอนแบบมัน แต่นั่งกอดตัวเอง มองออกไปนอกรถที่มีแต่ความมืดและเงียบสงัด ทุกอย่างตอนนี้ไม่เอื้อต่อการนอนหลับจริงๆ ทั้งบรรยากาศคุกรุ่นไอแค้นที่ยังไม่จางหาย กับความผิดติดตัวที่เพิ่งก่อขึ้น ใครจะรู้ว่าไอ้โจรที่โดนทำร้ายตะกี้อาจถูกจับแล้วพาดพิงมาถึงเรา และตอนนี้ตำรวจอาจกำลังมุ่งหน้าตามล่าหัวเราอยู่ก็ได้ แบบนี้ใครจะหลับลงกันวะ ไม่เข้าใจไอ้อู๋มันจริงๆ

โจรเลวเห็นผมไม่นอนก็เอื้อมมือมาสะกิดแขน แต่ผมไม่สนใจ มันเลยใช้นิ้วไต่ๆ เข้าไปที่หว่างขาของผม

“อย่ามากวน!” ผมหันไปตวาด ดึงมือมันออกจากเป้ากางเกง

“ยังโกรธอยู่เหรอ ขอโทษแล้วไง สำนึกผิดจริงๆ หายงอนเถอะนะ”

“หุบปาก!” ผมตะโกนแล้วถอยหนีมากขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ไม่มีที่ให้ถอยแล้ว หันหลังให้ทำเป็นไม่สนใจ... แต่ที่จริงก็แอบเขินเหมือนกัน ไม่ชอบเลยเวลามันพูดจาออดอ้อนขัดกับหน้าตาเข้มๆ เพราะแม่งน่ารักแบบประหลาดบอกไม่ถูก และทำให้ผมเขินทุกที

แต่ฝันไปเถอะว่าผมจะคืนดีง่ายๆ เกิดเป็นชายต้องใจแข็ง หายโกรธตอนนี้มันเร็วไปเว้ย!

ได้ยินเสียงโจรอู๋ลุกจากเบาะของตัวเอง ลมหายใจใกล้เข้ามาทางด้านหลัง แต่กระนั้นผมก็ทำเป็นไม่สนใจ จนในที่สุดมันก็ใช้ไม้แข็ง นั่นคืออุ้มผมไปนั่งตักของตัวเองที่เบาะฝั่งคนขับ

“เฮ้ยๆๆๆ จะทำอะไร ปล่อยเลย อึดอัด!” ผมพยายามจะลุกจากตักของมัน แต่ถูกสวมกอดไว้แน่น

“อย่าโวยวาย เดี๋ยวจะได้อึดอัดมากกว่านี้อีก”

เสียงทุ้มๆ ดังที่หลังใบหูทำเอาผมขนลุกซู่ ขณะเดียวกันมือใหญ่ก็จัดการปลดตะขอแล้วดึงกางเกงของผมลงจากเอวอย่างรวดเร็วแทบไม่รู้ตัว

“เฮ้ย! ไม่เอา อย่า”

ผมดิ้นสะบัดสุดแรงเกิด แต่ยิ่งทำให้กางเกงหลุดลงไปกองกับพื้นเร็วขึ้น โจรอู๋รั้งเอวของผมไว้ด้วยแขนหนึ่งข้าง อีกข้างอยู่ข้างหลังกำลังถอดเข็มขัดของตัวเอง มันทำทุกอย่างเร็วมากจนน่าตกใจ เพียงไม่ถึงนาทีก็ถอดเสื้อผ้าของผมและตัวเองออกจนหมดเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า

“เดี๋ยวก่อน จะทำในสภาพนี้จริงๆ เหรอ!?” ผมหันไปถามอย่างไม่แน่ใจ แต่ใบหน้าของไอ้โจรจริงจังมาก

“ทำไม มีปัญหาอะไร”

“นี่มันข้างถนนนะ”

“ก็ไม่เห็นมีรถสักคัน”

“แต่เดี๋ยวอาจจะมีก็ได้”

“ช่างหัวมันทำไม”

“มึงไม่แคร์ แต่กูอายโว้ย!”

“รถติดฟิล์มทึบไม่มีใครเห็นหรอก”

“ไม่เอา! อย่าทำ โอ๊ย ไอ้เหี้ยเอ๊ย!”

ไม่ทันจะพูดต่อ มันก็รวบตัวผมไปกอดจนข้างหลังของผมแนบชิดกับข้างหน้าของตัวเอง ก่อนจะจูบที่หลังหู ต้นคอ ท้ายทอย ไล่ไปที่ไหล่และแผ่นหลัง แม้ผมจะไม่มีอารมณ์อย่างว่า พอเจอแบบนี้เข้าไปก็เครื่องร้อนอย่างช่วยไม่ได้ (ให้ตายเถอะ) อาการแข็งขืนหลอมละลายกลายเป็นอ่อนระทวยเหมือนเทียนไขถูกไฟลน ทว่าก็มีจุดที่ทำให้หงุดหงิดอยู่เหมือนกัน

“จะกัดอะไรนักหนา เป็นหมาเหรอ” ผมดุ ก็แม่งเอาแต่แทะคอกูอยู่นั่นแหละ นี่คนนะ ไม่ใช่เล้ง!

“อือ ชอบด่ากูปากหมานักนี่ ก็เป็นหมาให้นี่ไง” มันว่าแล้วเปลี่ยนตำแหน่งจากคอไปที่บ่า

“เบาๆ! เนื้อกูจะหลุดติดฟันมึงละเนี่ย” ผมตะโกนพร้อมกับฟาดแขนมันทีนึง

“โทษว่ะ ก็มึงน่ากินจริงๆ”

“สัด...”

“ขาวยังกับน้ำนม นุ่มอย่างกับโมจิ ตัวก็หอม ใครเป็นกูก็คงอยากกัดให้จมเขี้ยวทั้งนั้น”

“ทำก็ทำไป ไม่ต้องพูดมาก”

ผมขัดด้วยความเขิน เกิดมาทั้งชาติยังไม่เคยมีใครทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นของกินมากกว่ามนุษย์เท่าไอ้เวรคนนี้เลย

ระหว่างที่จูบพรมไปทั่วตัวผม มืออีกข้างหนึ่งของมันที่อยู่ข้างหลังก็ปลุกเร้าของๆ ตัวเองไปด้วย เมื่อแข็งขันได้ที่มันก็เปิดช่องเก็บของหน้ารถแล้วหยิบซองฟอยล์ออกมาฉีกด้วยปากเหมือนหมากฝรั่ง ก่อนจะสวมด้วยความรวดเร็วดั่งผู้เชี่ยวชาญ มือทั้งสองข้างจับเอวของผมยกขึ้นจากตักเล็กน้อยในระดับที่ตรงกัน หยิบเอาเจลแบบหลอดยี่ห้อตัวเคกับวายออกมาทาตรงจุดเชื่อมต่อ สักพักก็ค่อยๆ สอดใส่ ผมกัดฟันกลั้นเสียง มือกำแน่นจนชา และเมื่อถูกแทงเข้ามา น้ำตาผมก็เล็ดด้วยความเจ็บที่ยังไม่คุ้นเคย

“อย่าเกร็งสิ”

“มึงก็พูดได้ มึงไม่ใช่ฝ่ายโดน...”

“กูก็เจ็บเหมือนกัน มึงรัดกูแน่นจนจะกุดอยู่ละ ยังไม่บ่นสักคำ”

“สัด หุบปาก”

ถึงไม่เห็นหน้าแต่ผมก็รู้ว่ามันคงยิ้ม ไอ้เวรเอ๊ย มันคิดว่าที่ผมยอมให้ทำแบบนี้เพราะเริ่มใจอ่อนแล้วมั้ง แต่จะบอกให้เอาบุญ สำหรับผมน่ะร่างกายกับจิตใจแยกจากกันชัดเจน ผมสามารถมีเซ็กส์ได้ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์โกรธ เศร้า เหงา หรือเฉยๆ และไม่เกี่ยวด้วยว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร (เคยบอกแล้วผมไม่ใส สมัยที่โสดน่ะนะ) อยากก็เอา จบ เพราะงั้นถึงจะโดนมันปล้ำก็ไม่ทำให้ผมหายโมโหได้หรอก...จริงๆ!

มันคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ จนมิดสุดแล้วก็เริ่มขยับเขยื้อนเป็นจังหวะจากช้าไปเร็ว ผมทั้งเจ็บและหวาดเสียวจนเกือบเสียการทรงตัว เลยใช้สองมือเกาะพวงมาลัยไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ดังนั้นทุกครั้งเมื่อมันกระแทกกระทั้น ใบหน้าของผมจึงกระทบกับแตรเกิดซาวด์เอ็ฟเฟ็คต์ดังปี๊นๆ เป็นระยะ กลัวชิบหายว่าชาวบ้านจะได้ยินแล้วแห่มาดู แต่โชคดีที่ไม่มี

เซ็กส์เอ้าท์ดอร์นี่มันระทึกใจไม่ต่างกับหนังผีเลยว่ะ...กลัวนะ แต่ก็อยากดู
               
รอบที่หนึ่งดำเนินไปราวสิบนาที หลังจากบดเบียดเสียดสีจนถึงจุดไคลแม็กซ์แล้วเราสองคนก็หยุดนิ่งค้าง ร่างกายสั่นสะเทือน ก่อนจะปลดปล่อยออกมาไล่เลี่ยกัน นาทีนั้นเราแทบหยุดหายใจ ตัวเบาหวิว หัวหมุนคว้าง เหมือนถูกขว้างออกไปสู่แดนสุญญากาศนอกโลก
               
คนข้างหลังครางยาวอย่างพึงพอใจและเอนตัวนอนราบลงกับเบาะ ผมเกือบจะลุกออกไปแล้ว แต่มันกลับรั้งเอวผมไว้ สิ่งนั้นของมันที่อยู่ในร่างผมยังร้อนและสั่น บ่งบอกว่าความต้องการยังไม่หมดง่ายๆ
               
“กูเหนื่อยแล้ว พอก่อน” ผมท้วง
               
“อีกรอบนึง...นะ”

โจรพูดเบาๆ ด้วยเสียงหอบกระเส่า แล้วลุกขึ้นมานั่งประชันหน้ากับผม สองแขนกอดรัดแนบแน่น ก่อนจะจูบปากพร้อมกับกระแทกเอวเข้าหาอย่างหนักหน่วง แล้วผมจะทำไงได้ล่ะนอกจากอ่อนยวบยาบ ต้องกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งร่างล่ำสันของมันเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองปลิวหายไปกับแรงไหวสะเทือน

เราเกือบเสร็จในท่านั่ง แต่มันผลักให้ผมนอนราบลงกับเบาะในท่าพื้นฐาน มันเคยบอกว่าชอบท่านี้เพราะไม่เหนื่อยเหมือนท่ายากๆ จะได้มีแรงไว้ทำอีกหลายครั้ง...ดูเอาเถอะครับ เล่ห์เยอะยันบนเตียง

อย่างที่เคยบอกไป มันชอบซุกไซ้ซอกคอผมเอามากๆ อย่างกับตรงนั้นเป็นบ่อกำเนิดฟีโรโมนก็ไม่ปาน ซุกไม่พอยังกัดบ้าง ดูดบ้าง คิดว่าตัวเองเป็นแวมไพร์รึไง...ผมก็เกลียดเหลือเกิน เพราะรู้สึกดีจนแทบคุมสติไม่อยู่ เผลอครางเสียงอ่อนเสียงหวานให้มันได้ใจทุกที ยิ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีหนวดดกๆ คอยทิ่มบาดผิวด้วยแล้ว แม่งแทบจะเป็นเดอะเบสต์ของการสัมผัส รองลงมาจากท่อนข้างล่างเลยทีเดียว

นอกจากนี้มันยังชอบมองเรือนร่างของผมประหนึ่งดูผลงานทางศิลปะ ทั้งชื่นชมและเพ้อฝันในเวลาเดียวกัน เหมือนที่กำลังทำตอนนี้เนี่ย

“สวย...”

“ฮึ?”

“เอ็งสวยเหมือนภาพวาดเลย”

“เชี่ย พูดไร......”

ผมหันหน้าหนี ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ไม่เข้าใจว่าจะเขินทำไม

โจรอู๋โน้มตัวลงมาจนใบหน้าของเราห่างกันเพียงระยะลมหายใจ สายตาของมันเป็นประกายในความมืดสลัว เป็นแววตาอ่อนโยนที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เรามองตากันขณะที่ร่างกายท่อนล่างกลืนกินกันอย่างหนักหน่วง แล้วมันก็พูดออกมา

“เอ็งเป็นของข้า แสงเทียน เป็นเมียข้า จากนี้ไปข้าจะไม่ให้ใครทำอันตรายกับเอ็งได้อีก...จะปกป้องเอ็งด้วยชีวิต... ข้าสัญญา”

“............”

จู่ๆ หัวใจของผมก็เต้นแรงมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า

คำพูดนี้คืออะไร ใช่คำบอกรักไหม แล้วพูดทำไม ต้องการสิ่งใด? 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม บัดนี้มันได้ฝังหยั่งรากลึกเข้าไปในหัวใจ ตอกติดไว้ในวิญญาณของผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมรู้ดีว่านับจากวันนี้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าผมกับมันจะเป็นเช่นไร จะอยู่ด้วยกันหรือแยกจาก คำพูดนี้จะฝังตรึงอยู่กับผมอีกนาน ผมคงไม่อาจสลัดมันออกไปง่ายๆ

จนถึงวันตาย ก็คงไม่ลืม

...

เราร่วมรักกันสองชั่วโมงเศษตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสองกว่า เบาะหนังเปียกไปด้วยน้ำประหนึ่งแล่นผ่านงานสงกรานต์ถนนข้าวสาร สิ่งสุดท้ายที่ผมรับรู้ก่อนที่ประสาทสัมผัสทุกทางจะปิดลงด้วยความเมื่อยล้า คือรอยยิ้มมุมปากขณะที่มันสวมเสื้อผ้าให้ผมและตัวเอง แล้วสตาร์ทรถขับแล่นฉิวออกไป


ผมถึงรู้ว่ารถไม่ได้เสีย และเมียมันก็โคตรโง่เลย





///

มาแล้วจ้า ทั้งช้าทั้งดึก ฮืออออ

คำถาม: จากบทนี้ วิธีง้อเมียที่ดีที่สุดคือข้อใด (10 คะแนน)

ก.ขอโทษ

ข.จับปล้ำ

5555555

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ ><
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2018 22:36:14 โดย Blackmamba »

ออฟไลน์ Mookku_ps

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
ข.จับปล้ำ !!!  :-[

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
นี่ก็เชื่อสนิทใจเลยว่ารถเสีย5555

ออฟไลน์ NaunaeZaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สนุกง่ะะะะะ ตลกดี5555 แต่แอบเศร้าง่ะ คือไม่รู้ว่าคุณโจรจะจริงใจกับแสงเทียนแค่ไหน แต่พี่แกก็แสดงการกระทำออกมาชัดเจนอยู่นะเนี่ย รออ่านต่อไปค่ะ  :katai2-1:

ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
ข. อย่างมั่นใจ 555555  :-[

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
5555. แสงเทียนเอ้ย

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1733
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-3
โหย รถเสียเนี่ยนะ พอเสร็จแล้วขับไปได้เลย ไม่น่าเลยแสงเทียน อิอิอิ
 :hao6: :hao6: :hao6:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
แสงเทียนแรงพอเท่ากับเทียนพรรษาสิบเล่ม ก๊ากๆ  เหลืออเล็กซ์ เคฟ จะคู่ใคร

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0

ออฟไลน์ Blackmamba

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 51
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +16/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 --สืบ-- (28/12/18)
«ตอบ #139 เมื่อ28-12-2018 22:30:19 »

16
-สืบ-



หมวดรักษ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ขยี้ตางัวเงียมองรอบตัวด้วยความงุนงง พบว่านี่ไม่ใช่บ้านตน เกือบจะสงสัยว่าเป็นบ้านใคร แต่หางตาเหลือบไปเห็นผู้ชายหล่อสูงขาวเป้าใหญ่ในโปสเตอร์ติดฝาผนังซะก่อน เป็นรูปยุครุ่งเรือง (จริงๆ คือสามเดือนก่อน) ของนายแบบสุดฮอตสมชื่อเปลวไฟ ตำรวจเชื่อมโยงได้ฉับพลันว่าที่นี่คงเป็นแหล่งพำนักของคนในโปสเตอร์นี่เอง

เขาปะติดปะต่อเรื่องราวเมื่อคืนเท่าที่จำได้ ก็นึกออกว่ากำลังนั่งรถกับเปรมประกิตติ์ แต่เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น...เขาไม่รู้ บางทีอาจจะเผลอหลับในล่ะมั้ง คนที่นั่งข้างๆ เลยอาสาขับแทน

แต่หมวดก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงถูกพามาที่นี่ แทนที่จะเป็นสน.

อยากถามให้รู้ความ ทว่าเจ้าของห้องกำลังเปิดเพลงขณะอาบน้ำดั่งกระหึ่ม ดังชนิดที่ว่าต่อให้ฟ้าผ่าก็คงไม่ได้ยิน เลยเก็บความสงสัยไว้ก่อน

ตำรวจหนุ่มดูโปสเตอร์อีกครั้ง จำได้ว่าเป็นภาพถ่ายบนปกนิตยสารชื่อลองจิจูด เนื่องจากวันที่เล่มนั้นออกเป็นวันเดียวกับที่นิยายเล่มล่าสุดของแสตมป์เบอรี่วางแผงพอดี หมวดไปร้านหนังสือเพื่อซื้อนิยาย แต่กลับรู้สึกแย่เพราะพนักงานมัวแต่เชียร์ขายนิตยสารที่ว่าท่าเดียว ไม่เกรงใจสาวกแม่แตมอย่างเขาเอาซะเลย คิวที่แคชเชียร์ก็ยาวเพราะสาวๆ พากันเหมาคนละเล่มหรือหลายๆ เล่ม สุดท้ายหมวดรอจ่ายเงินไม่ไหว เลยซื้อจากออนไลน์แทน นึกแล้วก็งงใจว่าไอ้นิตยสารที่บรรจุแต่ภาพเนื้อหนังของผู้ชายที่ชาตินี้ไม่มีวันจับต้องได้ มันมีดีตรงไหนกัน?

อย่างไรก็ตาม จะเรียกนั่นเป็นการพบกันครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการของหมวดกับเปรมประกิตต์ก็ว่าได้

“ตื่นแล้วเหรอ”

เสียงห้าวห้วนของชายผู้เป็นเจ้าทุกข์ในเวลางานดังขึ้นเมื่อเปิดประตูออกมาด้วยสภาพผ้าขนหนูผืนเดียว หมวดรักษ์สำรวจมัดกล้ามเรียงตัวสวย ณ หน้าท้องสีขาวนั้น ได้ข้อสรุปว่ามันดูดีกว่าในรูปราวๆ สิบแปดเท่าได้

“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมมาอยู่ที่นี่” แขกถาม

“นี่ไม่รู้จริงๆ เหรอ?” เฟลมท่าทางโมโหทันที “คุณขับรถแล้วจู่ๆ ก็หลับในไง! เกือบโดนสิบล้อชน ผมเลยขับแทนแล้วพามาที่บ้านเนี่ย”

“อ้อ เหรอ” ดวงตาของหมวดกว้างขึ้นเล็กน้อย แต่ยังดูมึนงง “สงสัยผมจะอ่านนิยายหนักจนหลับดึกไปหน่อย ขอโทษที”

“เออๆ ช่างมัน ตื่นแล้วก็ดี กลับบ้านไปเลย”

เฟลมโบกมือไล่ แอบผิดหวังที่รู้ว่าสาเหตุการอดนอนของหมวดคือติดนิยาย ไม่ใช่โหมทำคดีของตน... ตำรวจประสาอะไรกัน

หมวดรักษ์ทำท่าจะลุกจากเตียง แต่เมื่อก้มมองสภาพตัวเองแล้วก็เกิดคำถามอีก “เสื้อผมหายไปไหน ทำไมเหลือแต่เสื้อกล้าม นี่คุณลักหลับผมเหรอเปรมประกิตติ์”

ได้ยินอย่างนั้นเฟลมแทบสำลักน้ำลาย “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปทำ! แอร์มันเสีย ผมกลัวคุณร้อนตับแตกตาย เลยถอดให้ต่างหาก”

“ว้าว เป็นห่วงกันด้วยแฮะ”

“ห่วงกะผี! ไปไหนก็ไป เดี๋ยวก็เข้างานสายหรอก”

“นี่เพิ่งหกโมงเอง” หมวดยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีกนิดนึงนะ”

“ไม่ได้! ผมจะออกไปทำงานแล้ว ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

เฟลมโวยวายเมื่อเห็นหมวดเอนตัวลงนอน เขาเข้าไปชิดเตียงแล้วกระชากผ้าห่มออกจากตัวแขกก่อนจะฉุดให้ลุกขึ้น

“โอ๊ย อย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่สิคุณ”

“ตอนนี้คุณยังไม่เข้างาน เพราะงั้นคุณยังไม่ใช่ตำรวจ ผมไม่กลัว”

ชายหนุ่มว่าแล้วดึงแขนหมวดลุกจากเตียง แต่ฝ่ายนั้นรั้งตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น และด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งของตำรวจ จึงส่งผลให้เฟลมเป็นฝ่ายล้มลงใส่เตียงแทน

“!!!!!!!”

“!!!!!!”

แม้จะเป็นฉากที่คาดเดาได้ว่าต้องเกิดขึ้น เพราะในละครหรือนิยายร้อยละเก้าสิบเก้าต้องมี แต่พอเอาเข้าจริงใครๆ ก็คงช็อก

เฟลมล้มลงมานอนทับร่างของหมวดและผ้าขนหนูที่พันท่อนล่างก็หลุดออก เผยให้เห็นจุดยุทธศาสตร์เต็มตาจนหมวดรักษ์หายหน้ามึน ตามึนๆ กลายเป็นเบิกกว้าง เฟลมผวารีบผละจากร่างของหมวดแล้วคว้าผ้าขนหนูมาปิดด้วยท่าทางลนลาน

“อย่ามองนะ!”

เจ้าของห้องถอยห่างจากเตียงแล้วพันผ้ากลับ ใบหน้าแดงก่ำร้อนฉ่าเหมือนเพิ่งฟาดมาม่าเกาหลีมาสามห่อ

“จะอายทำไม คุณก็มีเหมือนที่ผมมีนั่นแหละ...แค่ขนาดต่างกันคนละไซส์”

“หยุดพูดเลย! ออกจากห้องผมได้แล้ว!” เจ้าของห้องออกปากไล่รอบที่สี่ล้าน

“ไหนๆ เมื่อคืนคุณก็ช่วยผมแล้ว ผมจะตอบแทนด้วยการไปส่งคุณที่ทำงาน” หมวดว่า   

“ไม่ต้อง ผมไปเองได้” อีกฝ่ายปัดทิ้งไร้เยื่อใย

“ต้นถนนเริ่มก่อสร้างทางรถไฟฟ้าแล้วนะ ลองคิดดูสิว่ารถจะติดสักแค่ไหน”

“แล้วไง ถึงไปกับคุณก็ต้องติดอยู่ดีมั้ย”

“ไม่ เพราะรถผมมีไซเรน”

“เลว” เฟลมตีแสกหน้า “นี่ผมต้องฝากชีวิตไว้กับคนเลวแบบนี้จริงๆ เหรอวะ”

คนถูกด่าหัวเราะ “ล้อเล่นน่า จะพาขึ้นทางด่วนต่างหาก ประหยัดเวลาไปได้เกือบครึ่ง ตกลงตามนี้นะ”

“มัดมือชกขนาดนี้ก็ไม่ต้องถามแล้วล่ะ”

เฟลมถอนหายใจฟึดฟัดแล้วหยิบยูนิฟอร์มร้านฟาสต์ฟู้ดไปใส่ในห้องน้ำเสร็จภายในหนึ่งนาที หมวดรักษ์หาวและบิดขี้เกียจก่อนจะลุกจากเตียงอย่างเชื่องช้า หยิบเสื้อของตนที่แขวนข้างฝามาสวมแล้วออกจากห้องตามหลังเฟลมไป

“หิวยัง หาข้าวกินก่อนมั้ย” หมวดถาม

“ไม่ ผมไปกินที่ร้าน”

“อ๋อ จะแวะซื้อกลางทางสินะ”

“เปล่า ที่ร้านมีให้กิน”

เฟลมตอบไม่เต็มเสียงเนื่องจากอับอาย เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่ากำลังถังแตกถึงขนาดไม่มีปัญญาซื้อข้าวแดกเอง (นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่ตัดสินใจทำงานร้านอาหาร...) สำหรับเขาคำว่า ‘กินข้าวฟรี’ ทำให้ศักดิ์ศรีถูกบั่นทอนลงจนเหี้ยน เขารู้สึกเหมือนเด็กกำพร้าหรือคนจรจัดอนาถาที่ต้องรอความเมตตาจากสถานสงเคราะห์แจกจ่ายอาหารให้

ทว่าหมวดกลับมองต่าง “แบบนี้คุณก็ประหยัดเงินได้มากโขเลยล่ะสิ ทำงานร้านอาหารมันดีแบบนี้เอง น่าอิจฉาจังนะครับ”

ไม่รู้ว่าพูดประชดหรือมองโลกในแง่ดีกันแน่ แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดความอายในใจให้น้อยลง

ถามว่าเหตุใดจึงเลือกงานนี้ ทั้งที่เงินจากการถ่ายแบบก็น่าจะมีอยู่เยอะแยะ นั่นก็จริง แต่เนื่องจากเขาไม่มีวันได้หวนกลับไปสู่วงการอีกแล้ว (นอกจากกลับไปซบไข่ไอ้มาร์ค...) เลยกลับไปเรียน ซึ่งก็ต้องใช้เงินมาก ทั้งค่าเทอม ค่าตำรา ค่าโปรเจ็คต์ต่างๆ หนำซ้ำแสงเทียนไม่อยู่ ค่าห้องราคาหลายพันที่เคยหารกัน เขาก็ต้องจ่ายคนเดียว ไหนจะค่ากินค่าใช้ประจำวัน กับค่าจ้างนักสืบอีกล่ะ ยิ่งคดีใช้เวลานาน ก็หมายถึงรายจ่ายบานเป็นเงาตามตัว แบบนี้จะให้อยู่เฉยๆ อย่างไรไหว เลยตัดสินใจทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านฟาสต์ฟู้ด สาขาในห้างใหญ่ใจกลางกรุง เนื่องจากได้ค่าจ้างสูงกว่าสาขาอื่นๆ รอบนอก

เดินลงบันไดไปด้วยกันจนถึงชั้นล่างเฟลมก็โบกมือลาผสมไล่ ดึงดันจะขึ้นรถเมล์ แต่หมวดโน้มน้าวผสมบังคับให้ไปรถยนต์ด้วยกัน แม้เฟลมจะอ้างว่ารถ ‘สำหรับใช้ในราชการเท่านั้น’ แต่ใครล่ะจะฝ่าฝืนกฎหมายได้มากเท่าตัวข้าราชการเอง?

“วันนี้จะทำอะไร” เฟลมถามระหว่างนั่งรถ จริงๆ ไม่ได้อยากเสวนาด้วย แต่แรงเร้าภายในผลักดันให้เขาต้องถาม 

“ก็ทำงานน่ะสิ”

“ไม่ใช่ หมายถึงงานอะไร”

“ถ้าอยากรู้เรื่องคดีของคุณ ทำไมไม่ถามตรงๆ ล่ะ”

เฟลมหน้าร้อนผ่าว เขาเกลียดไอ้ตำรวจนี่

“เออ จะทำไรกันมั่ง”

“นักสืบทิวาจะกลับไปเก็บรายละเอียดเพิ่มที่ตึกร้าง จ่าตะวันกับผมจะลงพื้นที่สอบปากคำครอบครัวกับเพื่อนฝูงของนายอติศร เผื่อจะได้เบาะแสมากขึ้น”

“ไปตอนไหน” เฟลมตาเหลือบวาว

“ความลับทางราชการ” หมวดยักคิ้ว

“ขอผมไปด้วยได้รึเปล่า”

“ไม่ได้ คุณเป็นที่รู้จักของประชาชนพอสมควร อย่างน้อยก็กลุ่มผู้หญิงน่ะนะ ผมเกรงว่าคนจะให้ความสนใจกับคุณมากกว่าตัวคดี แล้วงานจะไม่คืบหน้า ขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ” ปากว่าอย่างนั้น แต่สีหน้าผิดหวังแรง “ว่าแต่...คุณบอกพ่อแม่ของเทียนรึยัง”

“ยัง ผมคิดว่าคุณจะบอกเองซะอีก” ตำรวจเลิกคิ้วสูงข้างหนึ่ง

“ไม่ ผมไม่กล้า” เฟลมส่ายหัว “ถ้าผมบอก พวกเขาต้องสาปแช่งผมจนตกนรกหมกไหม้แน่ๆ”

“ทำไมงั้น”

“เพราะผมสัญญาว่าจะรักและดูแลเทียนให้ดีที่สุดไง คุณรู้ใช่ไหมล่ะว่าเทียนเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่หวงเขายิ่งกว่าไข่ในหิน”

“อือฮึ”

“กว่าเราจะได้คบกัน ผมต้องผ่านบททดสอบต่างๆ นานาจากพ่อแม่เขา พิสูจน์ให้เห็นว่าผมรักเทียนจริงๆ สุดท้ายก็ทำสำเร็จ พ่อแม่เทียนเชื่อใจผมมาก สามปีที่ผ่านมาพวกเขารักผมเหมือนลูกอีกคน...แต่ดูตอนนี้สิ ผมทำลูกชายพวกเขาหาย ทำลายความไว้ใจของพวกเขา แล้วคุณจะให้ผมเอาความกล้าที่ไหนไปเสนอหน้าบอกพวกเขากันล่ะ”

ท้ายประโยคปลายเสียงของเฟลมสั่นเครือ เหมือนถูกคลื่นความโศกเศร้าเข้าแทรก เขาหันหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อไม่ให้อีกคนเห็นระลอกสั่นไหวในแววตา เขาไม่อยากเสียฟอร์มต่อหน้าตำรวจนายนี้

“แต่ผมว่าพ่อแม่คุณแสงเทียนควรจะรู้ บางทีอาจเป็นพวกเขาเองที่ช่วยเหลือให้ลูกชายหนีไปจากคุณ”

“ว่าไงนะ?” เฟลมหันขวับ ตาหรี่ หัวคิ้วขมวด “พูดบ้าอะไรของคุณ ก็ไหนบอกว่าเทียนโดนโจรลักพาตัว หลักฐานก็มีอยู่ทนโท่”

“ก็ไม่แน่เสมอไป”

“คุณกำลังกล่าวหาว่าแม่เทียนเป็นคนจัดฉากงั้นเหรอ? ท่านเป็นคนจิตใจดี แล้วก็เป็นถึงครูบาอาจารย์ จะทำเรื่องเลวๆ แบบนั้นเพื่ออะไร!”

เฟลมฉุนขาด โมโหจนอยากต่อยหน้าคู่สนทนาให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่เกรงใจปืนพกที่เหน็บเอวมันอยู่ล่ะก็นะ

หมวดหันไปมองคู่สนทนาด้วยดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง

“เพื่อแก้แค้นคุณไง”

“คุณอ่านนิยายมากเกินไปแล้ว” เฟลมส่ายหัว

“ในฐานะตำรวจ ผมบอกเลยว่านิยายยังไม่โหดร้ายเท่าเรื่องจริง ถ้าคุณรู้ว่าวันๆ ผมต้องเจอคดีสะเทือนขวัญอะไรบ้าง คุณจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงติดนิยายโลกสวยนัก...ก็เพื่อหักดิบกับโลกของความเป็นจริงไงล่ะ”

“...” เฟลมกลืนน้ำลายแทบไม่ลง

“ผมตรวจสอบโทรศัพท์ของคุณแสงเทียนดูแล้ว เขาโทรหาแม่ทุกวันเสาร์ คุยครั้งละประมาณสิบนาที แต่ครั้งสุดท้ายเขาคุยถึงหนึ่งชั่วโมง ไม่คิดว่ามันแปลกๆ บ้างเหรอ”

“...วันเสาร์ วันที่เทียนหายตัวไป” เฟลมพึมพำ “เขาโทรหาแม่ตอนกี่โมง”

“ราวๆ หกโมงเย็น”

“ก่อนที่เราจะมีปากเสียงกัน”

“ใช่ มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่คุณแสงเทียนจะเล่าเรื่องคุณนอกใจให้แม่ฟัง เธอเลยวางแผนให้ลูกชายหลบหนีหรือจัดฉากเกมลักพาตัวขึ้น”

“ผมก็ยังคิดว่ามันเหลวไหลอยู่ดี”

“ทุกข้อสันนิษฐานล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น การตัดสินแค่ผิวเผินไม่ทำให้การสืบสวนคืบหน้า แต่จะถูกจำกัดในวงแคบๆ”

เฟลมหน้าชาอีกระลอก เจ็บใจที่ถูกตอกกลับอย่างแสบสันต์ แต่ก็ทำให้รู้ว่าตำรวจนายนี้มีเหตุมีผล และรู้ว่าตัวเองใช้อารมณ์มากเกินไป

“เคยดูหนังเรื่อง Gone Girl ไหม?” หมวดถาม

“เดวิด ฟินเชอร์กับเบ็น เอฟเฟล็ค สองยอดฝีมือคนโปรดของผม” เฟลมพยักหน้า “แต่ผมไม่คิดว่าแม่ของเทียนจะ Bitch เหมือนนังเอมี่ที่ลักพาตัวเองหรอกนะ”

“ผมก็พูดไปงั้นแหละ ถึงเธอไม่ได้ทำ แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงจะพอจับสัญญาณที่ไม่ชอบมาพากลจากลูกชายได้บ้าง”

“ถ้างั้นก็อย่าเพิ่งบอกเลย จนกว่าจะถึงเสาร์หน้า” เฟลมว่า “หากท่านโทรมา แสดงว่ายังไม่รู้ว่าเทียนหายตัวไป แต่ถ้าไม่...ผมจะเป็นฝ่ายโทรไปหาท่านเอง”

“ดีเหมือนกัน ไม่แน่เราอาจเจอคุณแสงเทียนภายในสี่วันที่เหลือ”   

“สาธุ” เฟลมถอนหายใจ “รับปากกับผมได้ไหมว่าถ้าคุณได้เบาะแสที่อยู่ของโจรแล้วจะพาผมไปด้วย”

“เสียใจ สิทธิ์วิสามัญคนร้ายเป็นของตำรวจเท่านั้น”

หมวดบอกอย่างรู้ทัน เฟลมพ่นลมออกจมูก

“เกลียดคุณชิบหายเลยว่ะ”



ด้านสามหนุ่มสามมุม

นักสืบทิวามีความคืบหน้าคือพบรอยนิ้วมือในตึกร้างเพิ่ม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของชายชื่อ ‘บรรณภพ พวงเซ่’ หรือบอมเบย์ หนุ่มไทยวัยยี่สิบเอ็ดปีผู้มีทะเบียนบ้าน ณ ชุมชนสลัม กับอีกคนคือ ‘อเล็กซ์ เกรกอร์ ฮริคมันซ์’ หนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ผู้ร้ายที่เพิ่งมีหมายจับคดีลักทรัพย์ไปหมาดๆ ทำให้รู้ว่าโจรพวกนี้มีกันเป็นแก๊ง

นักสืบแจ้งไปยังหมวดรักษ์และจ่าตะวัน ทั้งสองเตรียมลงพื้นที่ค้นหาเบาะแสทันที โดยหมวดรักษ์ปักหลักอยู่ที่เยาวราชเพื่อตามหาฝั่งนายอติศรควบนายฝรั่งอเล็กซ์ที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านนกกาเหว่า ส่วนจ่าตะวันมุ่งหน้าไปยังชุมชนสลัมที่เป็นบ้านเกิดของนายบรรณภพ

หัวหน้าทีมลงพื้นที่พร้อมกับข้อมูลอาชญากรที่สุดแสนจะโหรงเหรง เนื่องจากนายอติศร แซ่อู๋ มีประวัติค่อนข้างคลุมเครือ ช่วงสิบเจ็ดปีแรกของชีวิตไม่มีข้อมูลของเขาในประเทศไทย เพราะเจ้าตัวเพิ่งย้ายทะเบียนบ้านจากปักกิ่งมาเมื่อห้าปีก่อน ข้อมูลเท่าที่ตำรวจมี ณ ตอนนี้คือบิดาของเขาชื่อนายอดิศักดิ์ ลิ้มประเสริฐไพศาลยทรัพย์ (สกุลเดิมแซ่ลิ้ม) อดีตเจ้าของภัตตาคารซีฟู้ดที่มีสาขาในไทยนับสิบ มารดาเป็นชาวจีนชื่ออู๋ฮวาเหมย ซึ่งไม่ได้ติดตามลูกและสามีมาไทย แต่ดูแลสาขาใหญ่ในปักกิ่ง นับว่านายอติศรเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยโดยแท้ รวยชนิดที่ว่าไม่มีใครคาดคิดว่าอนาคตเขาจะกลายเป็นคน ‘จน’ หรือ ‘โจร’ ไปได้

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน

หกเดือนก่อนนายอดิศักด์มีความขัดแย้งทางธุรกิจกับหุ้นส่วนชาวจีนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยที่เขาเรียนมหา’ลัยปักกิ่ง ฝ่ายนั้นบินมาหาเขาถึงไทยเพื่อเจรจากันตัวต่อตัวเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม ไปๆ มาๆ จากทะเลาะธรรมดาก็กลายเป็นชักปืนมายิงกันดับอนาถทั้งคู่ เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมลงพาดหัวหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในเวลานั้น

ความจริงมันควรเป็นแค่ข่าวฆาตกรรมเฉยๆ แต่เจ้าหน้าที่คิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง จึงสืบไซ้ไล่เรียงจนพบว่ารายได้ทั้งหมดของบริษัทมาจากการฟอกเงินของธุรกิจผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จักรวาลภัตตาคารจึงถึงกาลอวสาน บรรดาพนักงาน ครอบครัว เพื่อนพ้อง และญาติๆ ของนายอดิศักดิ์ถูกสอบปากคำไม่เว้น โดยเฉพาะนายอติศรผู้เป็นทายาท แต่ทุกคนก็พ้นข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฟอกเงิน จากนั้นไม่ถึงเดือน นายอติศรก็หายสาบสูญ โผล่มาอีกทีก็อยู่ในทีวีช่องข่าวอาชญากรรมในช่วงต้นเรื่อง

หมวดรักษ์ปักหมุดจุดแรกที่บ้านตระกูลลิ้มประเสริฐไพศาลยทรัพย์ ที่บัดนี้มีนายอดิเรก น้องชายของนายอดิศักดิ์เป็นเจ้าของบ้าน เดิมทีตำรวจหนุ่มวาดภาพไว้ว่าคงเป็นบ้านหลังใหญ่มหึมา มีสระว่ายน้ำสิบตารางวา มีสนามหญ้าให้หมาวิ่งเล่น แต่ความจริงสิ่งที่เห็นเป็นเพียงตึกแถวโทรมๆ ขนาดสามคูหาสามชั้น ชั้นล่างเปิดร้านซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างทะเลเดือด...มรดกชิ้นเดียวที่ผู้เป็นพี่ชายหลงเหลือไว้ให้หลังความตาย

ตำรวจมาถึงตอนสายๆ ถามลูกจ้างพม่าว่านายอดิเรกอยู่ไหน ไอ้หนุ่มฟังเข้าใจแต่อธิบายไม่ถูก เลยชี้ไปด้านหลังร้าน หมวดรักษ์พยักหน้าขอบคุณแล้วเดินไปสุดทาง เจอเจ้าของบ้านกำลังนั่งเก้าอี้เตี้ย ล้างกุ้งในกะละมังอย่างขมักเขม้น เขาเป็นชายร่างอวบ ผิวขาวจัด แก้มสองข้างแดงปลั่งเหมือนเด็กทิเบต คิ้วหนาดกดำเหมือนปลิง เอกลักษณ์ประจำตระกูลแบบเดียวกับโจรอู๋ มั่นใจว่าไม่ผิดคน 

“สวัสดีครับคุณอดิเรก” หมวดกล่าวทักทาย

“ลื้อเป็นใครวะ เข้ามาทำไม ร้านยังไม่เปิด” ชายอวบละสายตาจากกะละมังหันไปมองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างงุนงงผสมหงุดหงิด

“ผมร้อยตำรวจโทหริรักษ์ ป้องปกเกียรติ ที่โทรหาคุณเมื่อเช้า” พูดพลางแสดงเครื่องหมายข้าราชการให้ดู

“อ๋อ จำได้แล้ว แล้วไง มีอะไรรึ” นายอดิเรกหันความสนใจกลับไปที่กะละมังกุ้งตามเดิม

“ก็อย่างที่บอกไป ผมอยากสอบถามคุณเรื่องคดี”

“ของใคร ไอ้คนพ่อหรือไอ้คนลูก” น้ำเสียงที่เอ่ยถึงพี่และหลานของตนเองเจือแววชิงชังอย่างเปิดเผย “ถ้าเป็นของตัวพ่อ อั๊วพูดไปจนหมดไส้หมดพุงตั้งแต่หกเดือนที่แล้ว ขี้เกียจรื้อฝอยหาตะเข็บอีก ลื้อกลับไปดูแฟ้มสืบสวนเก่าๆ เอาเองเถอะ แต่ถ้าเป็นของไอ้ตัวลูก อั๊วไม่มีอะไรจะพูด”

“เรื่องคุณอดิศักดิ์จบไปแล้ว ผมมาเพราะเรื่องนายอติศรต่างหาก ที่คุณบอกว่าไม่มีอะไรจะพูด หมายความว่ายังไงครับ” ผู้มาเยือนถาม

อีกฝ่ายพ่นลมออกจมูกฟึดฟัดเหมือนกระทิงฉุนเฉียว

“ก็หมายความตามนั้น! อั๊วไม่รู้ห่าเหวอะไรเกี่ยวกับมันสักอย่าง!”

โกรธหลานก็พาลลงกับกุ้ง ทั้งบีบ ขย้ำ ฟาดกับน้ำจนกระทุ้งกระเทือน หมวดเห็นท่าว่าเจ้าของบ้านคงไม่เชิญเขาเข้าไปคุยเป็นกิจจะลักษณะในห้องรับแขกเป็นแน่ จึงนั่งเก้าอี้เตี้ยห่างๆ แล้วเปิดโปรแกรมอัดเสียงซะตรงนี้

“เท่าที่ผมรู้ คุณเป็นญาติฝั่งไทยที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนายอติศร เขาน่าจะติดต่อคุณบ้างนะ”

“เฮอะ ไม่มีซะล่ะ! ตั้งแต่พ่อตายมันก็หายหัว ไม่เคยติดต่อมาจะครึ่งปีอยู่แล้ว อั๊วเจอหน้ามันอีกทีก็ตอนที่เป็นข่าวออกทีวีนี่แหละ!”

ความฉุนเฉียวของเจ้าบ้านรุนแรงขึ้น จนหมวดต้องถอยห่าง เพราะกลัวน้ำล้างคาวกระเด็นใส่

“ถึงอย่างนั้น คุณก็คงรู้จักเขาดีพอสมควร พอจะบอกได้ไหมว่าเขามีปัญหาใด ถึงได้กลายเป็น...โจร”

“ก็บอกว่าไม่รู้!” นายอดิเรกตะโกน ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก “ไอ้มี่มันเด็กจองหอง ไม่เคยเห็นหัวใคร เหมือนพ่อของมันนั่นแหละ! มีปัญหาห่ารากอะไร ฝันไปเถอะว่ามันจะบอกคนอื่น! อมพะนำไว้จนระเบิดฉิบหายในตอนท้าย แล้วก็ตาย แล้วก็หายตัว ทิ้งให้อั๊วหัวเดียวกระเทียมลีบรับเวรกรรมที่พวกมันก่อ!”

พูดจบก็โยนกะละมังกุ้งดังโครมระบายความเจ็บแค้น แล้วหันไปลงไม้ลงมือกับกะละมังปูต่อ

“...เก๊กฮวยมั้ยครับ” ตำรวจยื่นขวดน้ำหวานที่ซื้อโปรหนึ่งแถมหนึ่งจากเซเว่นให้ด้วยความหวังดี

“วางไว้ตรงนั้นเหอะ!” เฮียซีฟู้ดตะคอก หมวดเกือบจะเห็นควันพุ่งออกหูเขาอยู่แล้ว

“งั้นคุณพอรู้ไหมว่านายอติศรจะไปที่ไหน หรือที่ๆ เขาชอบไป”

“หึ... ถ้ารู้อั๊วคงไปลากคอมันมากระทืบเป็นคนแรก ไม่ต้องรอให้ตำรวจถามหรอก!”

หมวดแอบผวา ไม่บ่อยนักที่ใครจะทำให้เขาหวาดหวั่นถึงขั้นนี้ นายอดิเรกเหมือนภูเขาไฟที่เดือดปะทุอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าอาศัยอยู่ได้ด้วยเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังพี่ชายกับหลานชายมาตลอดครึ่งปี (และคงจะอีกหลายสิบปีจนกว่าจะตายไป)

“ไอ้ห่ามี่มันเด็กผี คนไม่รักดี เหมือนกับพ่อของมัน โกหกตอแหลเจ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่ได้ แล้วยังเห็นแก่ตัว ละโมบโลภมาก ถึงได้ตายเยี่ยงหมาไง! อั๊วว่าป่านนี้ไอ้มี่ก็คงมีจุดจบไม่ต่างกับพ่อมันหรอก ลื้อลองไปหาดูแถวๆ ป่าละเมาะหรือบ่อขยะดูสิ ไม่แน่อาจเจอศพมันก็ได้!”


เกลียดอะไรขนาดนั้น...


“ดูเหมือนคุณไม่ถูกกับพี่ชายและหลานเลยนะครับ” หมวดว่า

“ไม่หรอกหมวด ต้องบอกว่าอับอายที่จะร่วมสายเลือดเลยดีกว่า!”

“...” ตำรวจหนุ่มยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก

“ไอ้สองคนนี้ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเราเสื่อมเสีย คนหนึ่งเป็นนักทุจริต อีกคนเป็นมิจฉาชีพ! ทุกวันนี้อั๊วอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เจอใครๆ ก็ทักว่าหลานโดนจับได้รึยัง! อั๊วไม่ได้เป็นคนเอาเงินของตระกูลไปทำเรื่องชั่วๆ จนครอบครัวล้มละลาย อั๊วไม่ได้จี้ปล้นใคร แต่ทำไมอั๊วต้องมารับเคราะห์แทนไอ้เฮียเหี้ยกับหลานหอกด้วย!”

“เอ่อ...ผมว่าใจเย็นก่อนนะครับ”

“ลื้อกลับไปซะหมวด ก่อนที่อั๊วจะควบคุมตัวเองไม่ได้ พูดถึงไอ้สองคนนี้ทีไรละมันขึ้นทุกที!”

เจ้าของบ้านเตือน ซึ่งอีกฝ่ายก็เห็นด้วยตามนั้น ไม่ใช่ว่าเขากลัว แต่เป็นห่วงว่านายอดิเรกจะความดันขึ้น เส้นเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวายตายซะก่อนต่างหาก จึงยอมถอยทัพ

“งั้นผมขอรบกวนคุณแค่นี้ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ หากมีเบาะแสอะไรที่เกี่ยวกับนายอติศร ช่วยติดต่อกลับมาหาผมด้วยนะครับ”

หมวดพูดแล้วลุกขึ้นยืน เจ้าของบ้านร้องเออแล้วโบกมือลาส่งๆ

ตำรวจหมุนตัวเตรียมกลับไปทางหน้าร้าน เสียดายเพราะคิดว่าน่าจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ยังเหลืออาจารย์กับเพื่อนร่วมมหา’ลัยของนายอติศรอีกหลายคนที่รอให้เขาสอบปากคำ

ระหว่างทางจากหลังไปหน้าร้าน สายตาคมกริบของหมวดก็สะดุดเข้ากับรูปถ่ายของนายอดิเรกกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ฉากหลังเป็นทะเลสีคราม ในรูปนั้นทั้งสองยิ้มกว้างจนตาหยี ยิ้มที่หมวดจินตนาการไม่ออกว่าจะปรากฏบนใบหน้ายู่ยับแดงก่ำดั่งลูกท้อบูดนั้นได้

“เด็กคนนี้ ลูกชายคุณหรือครับ” ถามเสียงค่อนข้างดังถึงคนหลังบ้าน 

“ใช่ ชื่อเคฟ เป็นเด็กดีที่หนึ่งในโลกเชียวล่ะ” น้ำเสียงชื่นชมบ่งบอกความภาคภูมิใจสูงสุด “กำลังเรียนปีสามคณะวิทยาศาสตร์ มอ XXX เชียวนะ เรียนเก่ง ขยัน ทำงานหาเงินใช้เองเรียนตั้งแต่มอปลาย ไม่เคยทำให้อั๊วเดือดร้อนเลย ไม่เหมือนไอ้มี่ ลูกพี่ลูกน้องห่วยๆ”

“อืม เป็นเด็กดีขนาดนี้ คุณคงภูมิใจในตัวเขามาก”

“มากสิ”

“หน้าตาก็หล่อเหลาเอาเรื่อง”

“เหมือนอั๊วตอนหนุ่มๆ”

ริมฝีปากที่บูดบึ้งมาสิบนาทีคลี่เป็นรอยยิ้ม เหมือนหนอนน่าเกลียดกลายร่างเป็นผีเสื้อ ความรักของพ่อที่มีต่อลูกมันอัศจรรย์เช่นนี้เอง

“ไว้ว่างๆ ผมจะแวะมากินซีฟู้ดนะครับ”

“เออ”

หมวดลากลับ กดหยุดบันทึกเสียง แล้วบันทึกข้อความลงในสมุดโน้ตหัวข้อ ‘บุคคลที่รอสอบปากคำ’


เคฟ ปีสาม วิทยาศาสตร์ มอ XXX



//// งานเข้าน้องเล็กของแก๊งแล้วไง
งานนี้อยู่ทีมใครกันคะ โจรหรือตำรวจ 5555
ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ  :mew1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28-12-2018 22:36:34 โดย Blackmamba »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 --สืบ-- (28/12/18)
« ตอบ #139 เมื่อ: 28-12-2018 22:30:19 »





ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2434
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +124/-4
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #140 เมื่อ28-12-2018 23:15:39 »

น้องเคฟเป็นน้องบักมี่หนิ (อู๋ )

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดAres
  • *
  • กระทู้: 2725
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +85/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #141 เมื่อ28-12-2018 23:48:23 »

งานเข้าแล้ววว

ออฟไลน์ iceman555

  • เป็ดHades
  • *
  • กระทู้: 8381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +142/-9
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #142 เมื่อ28-12-2018 23:54:36 »

 :katai2-1:

ออฟไลน์ Nekosama

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 104
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #143 เมื่อ29-12-2018 00:45:42 »

เคฟงานเข้า 5555555555555

ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1069
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +30/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #144 เมื่อ29-12-2018 00:57:43 »

 :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1733
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +29/-3
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #145 เมื่อ29-12-2018 18:02:34 »

เป็นห่วงเคฟจังเลย เป็นเพราะเฮียอู๋ ต้องให้แสงเทียนนั่งทับให้ตายไปข้าง อิอิอิ

ออฟไลน์ NaunaeZaa

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 74
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #146 เมื่อ29-12-2018 22:16:06 »

เอาแล้ววว5555

ออฟไลน์ TheDoungJan

  • —☁gtrsrist
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 703
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #147 เมื่อ30-12-2018 12:14:03 »

แย่แล้วว

ออฟไลน์ Mookku_ps

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 30
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #148 เมื่อ30-12-2018 13:13:11 »

ต่อเลยได้มั้ยๆ อยากอ่านต่อแล้ววววว :katai2-1:

ออฟไลน์ aoihimeko

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3267
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +155/-8
Re: THIEF MAN #แฟนโจร --------- EP.16 -- สืบ -- (28/12/18)
«ตอบ #149 เมื่อ31-12-2018 00:18:48 »

ทำไมเราฝักไฝ่ฝ่ายโจร :hao7:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด