*...-+-...-+-เพื่อนพ่อ (อินทัช+คายัค)-+-...-+-...*-ตอนพิเศษ-ยอมรับ 1-10-18 ||P.8
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: *...-+-...-+-เพื่อนพ่อ (อินทัช+คายัค)-+-...-+-...*-ตอนพิเศษ-ยอมรับ 1-10-18 ||P.8  (อ่าน 34911 ครั้ง)

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
ถึงกับเอามือกุมขมับเลยค่ะ ทำไมมันอิลุงตุนังขนาดนี้ เหมือนยิ่งทำอะไรให้ดีขึ้นเหมือนผูกเงื่อนให้แน่นขึ้นมากกว่าเดิมซะอีก เหมือนคิดจะทำอะไรกันได้แค่เรื่องตื้นๆ 

ออฟไลน์ rinyriny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-1
บทที่ 10  ใจดำ




[สวัสดีค่ะ คุณอินทัชผู้ปกครองของนายชลธารใช่ไหมคะ]

 

"ใช่ครับ"

 
[ดิฉัน ครูเอมอร ครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน.....]




       ไม่คิดว่าเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในตอนบ่ายแก่ๆของวันจะนำเรื่องไม่ดีมาให้



       ขณะที่อินทัชเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้าเสร็จ เดินกลับมารับโทรศัพท์ที่แผดเสียงดัง พอรับสาย ยิ่งใจหาย เมื่อได้รับข่าวไม่ดีจากทางโรงเรียนของเด็กหนุ่ม



      ทันทีที่วางสาย อินทัชขอโทษ ขอโพยลูกค้าว่าเกิดเหตุสุดวิสัย จำต้องปิดร้านกระทันหัน

 

       ตอนนี้ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ต้องเดินทางไปห้องปกครองมาก่อน ด้วยสาเหตุที่คายัคก่อเหตุทะเลาะวิวาท




      ถึงหน้าห้องปกครอง อินทัชยังไม่ทันเข้าไป ครูสาวท่านหนึ่งที่อ้างว่าเป็นครูประจำชั้นของคายัคก็ทักพร้อมเล่าเรื่องคร่าวๆว่าเกิดอะไรขึ้น



      รับทราบเบื้องต้นและเดินเข้ามาด้านในห้องปกครองที่อากาศเย็นเยียบกว่าปกติ อินทัชรู้สึกเกร็งเมื่อทุกสายตาจับจ้องเขาเป็นสายตาเดียว




      จังหวะนั้น อินทัชและคายัคปะทะสายตากัน อินทัชใจกระตุก และรู้สึกเจ็บ ปวด หน่วงหนึบอย่างบอกไม่ถูก  เมื่อเห็นใบหน้าของคายัคบวมปูด ตาเป็นรอยจ้ำเขียว



       อินทัชทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เอื้อมมือจะไปกุมมือเด็กหนุ่ม แต่คายัคดึงมือหนี ขยับเก้าอี้ออกห่าง จนอาจารย์ฝ่ายปกครองยังจับพิรุธได้

   

       สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เตรียมฟังคำบอกกล่าวของครูฝ่ายปกครอง จากการสอบสวนเจ้าตัวและพยาน พบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากการที่รุ่นพี่แซวคายัค เรื่องเด็กกำพร้า



      เด็กหนุ่มยับยั้งชั่งใจไม่ได้ จึงเกิดการชกต่อยขึ้น แต่เพราะต่างฝ่าย มีเพื่อนรายล้อมอยู่ด้วย จึงกลายเป็นว่าเพื่อนของสองฝ่ายต่างช่วยรุมตะลุมบอนจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต

 

     เหตุการณ์เกือบร้ายแรงกว่านั้น ถ้าครูไปช้ากว่าห้านาที เมื่อคายัคชักมีดคัตเตอร์ออกมาเตรียมแทงรุ่นพี่ แต่เพราะครูเข้าห้ามได้ทันก่อน จึงจบลงด้วยการไม่มีใครเลือดตกยางออก ได้แค่บาดแผลฟกช้ำ ดำเขียวเท่านั้น



      แหละการทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับสถานศึกษา ครูจึงต้องเรียกพบผู้ปกครองและได้ตำหนิอินทัชให้ช่วยตักเตือน รวมถึงดูแลคายัคให้ดีกว่านี้ เพราะนอกเหนือจากการทะเลาะวิวาท คุณครูจับได้ว่าคายัคแอบสูบบุหรี่ในโรงเรียนอีกด้วย



      สำหรับบทลงโทษครั้งนี้ ทางโรงเรียนจำเป็นต้องตัดคะแนนความประพฤติและทำทัณฑ์บนกับคายัค โดยหลังจากนี้ คายัคถูกพักการเรียนพร้อมเพื่อนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

 

     อินทัชรับฟังข้อพิจารณาทั้งหมด เมื่อจบเรื่องของทางโรงเรียนแล้ว อินทัชพาคายัคกลับ ขับรถมาไกลจากโรงเรียนหลายกิโล คายัคไม่ปริปากพูดสักคำ



     เวลานี้ อินทัชต้องพาคายัคไปทำแผลที่โรงพยาบาลเสียก่อน  เมื่อถึงโรงพยาบาล อินทัชปลดล็อกเข็มขัดนิรภัย หมุนตัวไปหาคายัค เอื้อมมือไปจะแตะแผลฟกช้ำบนใบหน้า แต่ทว่า คายัค เบี่ยงหน้าหนี

 

"อย่า-โดน-ตัว"



   เน้นหนักทีละคำ พลางมองหน้าอาทัชด้วยแววตาตัดพ้อ เด็กหนุ่มปลดล็อกพร้อมเปิดประตูลงจากรถ โดยไม่รออินทัชสักนิด

 
   คนอายุมากกว่าถอนหายใจและฟุบหน้าลงบนพวงมาลัย ก่อนจะตัดสินใจรีบลงรถเพื่อตามคายัคไป

 

    นั่งรอเด็กหนุ่มทำแผลอยู่เป็นเวลาสักพักใหญ่ๆ ถึงเห็นคายัคเดินออกมาจากห้องทำแผล ทั้งๆที่คายัคเห็นว่าอินทัชนั่งรออยู่ตรงไหน แต่คายัคกลับเลือกหาที่นั่งรอมุมอื่น คนอายุมากกว่าจำต้องลุกไปหา



     ไม่นานเกินรอ เจ้าหน้าที่ขานคิวของคายัคเพื่อจ่ายเงินค่าหมอและค่ายา  ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน อินทัชยื่นเงินไปที่ช่องจ่ายเงิน แต่คายัคกลับยื่นแขนไปจนสุด





"เก็บเงินของอาทัชไปเถอะครับ"

 
"คายัค อย่าทำแบบนี้"

 

"อย่าให้ผมต้องพูดคำแรงๆที่อาทัชก็คงรู้ความหมาย"



     อินทัชเงียบ ชักมือกลับ เก็บเงินเข้ากระเป๋า และยืนรอคายัครับเงินทอน จากนั้น ทั้งสองรอรับยาอีกไม่กี่นาทีก็เดินออกจากโรงพยาบาล



"คายัคจะไปไหน?" อินทัชคว้าข้อมือคายัคได้ทัน

 
"ปล่อย! ผมจะเรียกแท็กซี่"
 

"กลับกับอาสิ ทำไมต้องกลับแท็กซี่"

 

"ไม่อยากรบกวน อาทัชปล่อยผม"

 

"ขอร้องนะครับ มีอะไรอยากเคลียร์เรากลับไปคุยกันที่บ้านนะ"

 

    มองมืออาทัชที่เปลี่ยนจากจับข้อมือเลื่อนมาสอดประสานปลายนิ้วเข้าหากัน คายัคชะงัก พลันหลับตา ถอนหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมกลับไปที่รถด้วย

 

     วันนี้ ช่างเป็นการเดินทางกลับบ้านที่อึดอัดและทรมานใจที่สุด ขึ้นรถมา คายัคเอนศรีษะพิงกระจกรถและหลับตาหนีปัญหา


      การหลับของคายัค ไม่ใช่เพราะง่วง มันเป็นเพียงการเลี่ยงสถานการณ์การตอบคำถามที่จะต้องเกิดขึ้น


      อีกอย่าง ยิ่งเห็นแววตาและท่าทางของอาทัชที่ดูเป็นห่วง คายัคยิ่งไม่เข้าใจ ว่าอาทัชทำแบบนี้เพื่ออะไร?



      เด็กหนุ่มใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตา เม้มปากสั่นๆ กลั้นเสียงสะอื้น คายัคไม่รู้แล้วว่า จากนี้เขาต้องทำตัวยังไง จะให้คายัคคงความสัมพันธ์รักกันเช่นอา-หลาน คายัคทำได้ยากจริงๆ เพราะตอนนี้ คายัคเดินมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับไปรู้สึกแบบนั้นแล้ว


      เมื่อรู้สึกได้ว่ารถยนต์จอดนิ่งสนิท ใบหน้าหล่อที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำลืมตาขึ้นมาและรีบลงจากรถ เพื่อเข้าบ้าน แต่คายัคไม่คิดว่าอาทัชจะวิ่งตามมาทัน คนอายุมากกว่า เอื้อมมือมาจับมือคายัคให้หยุด




"คายัค..คุยกับอาก่อน"


"ว่าไงครับ"


"เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?"



"......"  ยืนนิ่ง และหันหลังให้คนถาม



"คายัคยังมีอาอยู่นะ ทำไมต้องไปสนใจคำดูถูกและไปมีเรื่องกับเขาด้วย?"
 

"จะคุยเรื่องนี้ใช่ไหม?"
หนุ่มวัยสิบหกหมุนตัวไปถามเสียงเข้ม



       ตั้งแต่ที่เห็นบาดแผลบนใบหน้าของคายัค อินทัชเกือบหลุดร้องไห้ด้วยความสงสาร เพราะการที่คายัคเจ็บ เขาเองก็เจ็บไม่ต่างกัน



"อาไม่คุยก็ได้ครับ คายัคเจ็บไหม?"  อินทัชเดินไปประชิดตัวคายัคและก้มลงจนใบหน้าทั้งสองใกล้กันขึ้น แต่คายัครีบก้าวถอยหลังเพื่อออกห่างจากคนใจร้าย

 

"เจ็บอะไรดีล่ะครับ เจ็บตัวหรือเจ็บใจ"

 

"......."




"ที่อาทัชไม่ยอมคบผมและชอบพูดว่าผมเป็นเด็กอย่างนั้น อย่างนี้ คงไม่ใช่อายุสินะ คงเป็นขนาดที่ทำให้ไม่ถึงใจล่ะสิ? เป็นไงครับ คบกับไอ้เหี้ยนั่นมันส์ไหม?"



    คำหยาบโลนที่เปล่งออกมาทำให้อินทัชสะเทือนใจและสติหลุด พลั้งมือตบหน้าคายัค

 

"มันจะมากเกินไปแล้วนะ คายัค"





    เสียใจสุดๆ เมื่อคนที่รู้ทั้งรู้ ว่าคายัคเจ็บตัวมา ก็ยังไม่วายทำร้ายร่างกายแทนที่จะห่วงใยหรือเห็นอก เห็นใจกัน


     กัดปากกลั้นเสียงที่จะแสดงออกถึงความเจ็บปวดจากการโดนทำร้ายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ


     คายัคน้ำตาคลอ บอกความรู้สึกจากใจออกไปด้วยเสียงสั่นเครือ


"มันไม่มากเกินไปหรอกครับ ถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมเสียใจ ก่อนหน้านี้ ผมทรมานแค่ไหน ที่ต้องเห็นมันเข้า-ออกบ้านเหมือนคนในครอบครัวไปแล้ว ที่ผ่านมา ผมไม่พูด ไม่มีเรื่อง ยอมเงียบมาหลายวัน เพราะอะไร เพราะผมหวังและรอว่าอาทัชจะเดินมาบอกกับผมว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง แต่เปล่าเลย อาทัชไม่เคยพูด ไม่เคยคิดแก้ตัว ถามจริงเถอะอาทัชไม่เคยแคร์ผมเลยหรอ? ช่วงเวลาที่ผมรักอามา อาไม่เห็นความหมายมันเลยใช่ไหมครับ?"

 

"คายัคครับ อาขอโทษ อาเห็นและมันมีความหมายกับ..."


 

"ผมถามคำเดียว ที่ผ่านมา อาทัชให้ความหวังผมทำไมครับ?"

 

"....."

 

"แค่อาเลือกที่จะไม่ตอบ ผมก็เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะครับ" จบประโยค คายัคเดินขึ้นบันไดไปอย่างเงียบๆ

 

      แทบไร้เรี่ยวแรง รีบเดินไปหาที่ยึด เขาทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไม่นานนัก อินทัชได้ยินเสียงคนเขย่าประตูกระจก จึงเงยหน้าขึ้นมามอง



       อินทัชตาโต รีบเดินไปเปิดประตู

 

"ภูมิ กลับไปก่อน"

 
"ผมมาหาแฟนผมไม่ได้หรอ? ทำไมไล่กันล่ะครับ"

 

"ขอร้อง กลับไปก่อน"

 

   ภูภูมิไม่ฟัง กลับเดินเข้าร้านมาด้วยรอยยิ้ม วาดแขนโอบเอวอินทัชหวังจะขึ้นไปพักเหนื่อยบนห้อง




"ผมเคลียร์งานใหญ่ได้แล้วที่เหลือก็ให้ลูกน้องทำ สองสามวันนี้เราไปเที่ยวกันไหม?"





     ทั้งสองเดินช้าๆ ก้าวไปคุยไปจนกระทั่งถึงตรงตีนบันได จังหวะนั้น...


"เฮ้? หน้านายไปโดนอะไรมา" ภูภูมิตกใจจริงๆที่เห็นหน้าคายัคมีรอยช้ำและบวมปูดจนน่ากลัว

 

     คำถามนั้นไม่ได้เรียกร้องความสนใจเท่ากิริยาที่คายัคเห็นเต็มสองตา ภูภูมิโอบเอวอาทัช



     บอกเลยว่า โคตรเจ็บ...


      หลับตาไม่อยากเห็นภาพตรงหน้า เดินกระแทกไหล่ภูภูมิ ผ่านหน้าอินทัชไป แต่คนอายุมากกว่าหมุนตัวไปรั้งต้นแขนเมื่อเห็นคายัคสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่



 
"คายัคจะไปไหน?"

 

    อินทัชถามอย่างนึกใจหายเหมือนเป็นลางสังหรณ์ว่าคายัคจะไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว



"ผมโตแล้วจะไปไหนมันก็เรื่องของผม"

 

"คายัคครับ อาขอ..โ...ท.."

 

     

      ความรู้สึกตอนนี้ เหมือนมีคนใจร้ายใช้ปลายมีดแหลมคมกรีดลงตรงบาดแผลที่ยังไม่ทันเป็นสะเก็ด กรีดย้ำซ้ำๆตรงที่เดิมจนปากแผลเปิดและเลือดไหลทะลัก



     อดทนมาได้ตั้งนาน แต่ตอนนี้ คายัคทนไม่ไหวแล้วจริงๆที่จะกักเก็บน้ำตาเอาไว้   


     ใจกระตุก เมื่อเห็นคายัคหันหลังกลับมาพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาเป็นทาง

 

"อาทัชรู้อะไรไหม? อาแม่งโคตรใจดำกับผมเลย"




      เพียงประตูกระจกร้านกาแฟถูกผลักออกไป สองเท้าก้าวขยับไปข้างหน้า ทว่า ภูภูมิกลับกระชับมือไว้แน่น



"ให้เวลาคายัคได้อยู่กับตัวเองเถอะครับ อินทัช"





       หยุดชะงัก กัดปากจนเจ็บพลางเบือนหน้าหนีภูภูมิ เพื่อไม่ให้ภูมิเห็นว่า อินทัชรู้สึกอย่างไร....



****1.1****


ดูใจดำแต่ฉันหวังดี ที่ต้องทิ้งเธอตามลำพัง ไม่อยากให้เธอลำบากด้วยกัน ??????????????????  :mew6: :mew6: :mew6: :mew6: :mew6:

จากการอ่านคอมเมนท์ตอนที่ผ่านมา ขอบคุณมากๆเลยที่ ได้ช่วยชี้แนะและแสดงความเห็นกันนะคะ
มันได้เตือนให้เรามองมุมให้กว้างขึ้น วิเศษมากเลยค่ะ


อย่างไรก็ตาม เอาใจช่วยสองคนด้วยเน้อออ  :mew6: :mew6: :mew6: :mew6: :mew6: :mew6:

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ


ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
จะต้องให้เสียคายัคไปก่อนใช่มั้ยอาทัชถึงจะพูดตรงๆ​ แล้วยอมไปเป็นแฟนกะภูมิให้มันเรื่องมันดูยุ่งยากเข้าไปอีก​ อยู่กะภูมิ​ไปเลยนะอาทัช  อาทัชใจร้าย​ตอนแรกนึกว่าจะเป็นแฟนหลอกๆบังหน้าให้คายัคตัดใจ​ นี่ยอมให้ภูมิโอบเอวแล้วเชื่อภูมิไม่ยอมตามหลานไปอีกโอ้ยยยค้างค่ะ

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
คายัคจะหนีไปอยู่กับใครล่ะทีนี้เห็นเอาเสื้อผ้าไปด้วย ฮื่ออออ อาทัชใจร้ายที่สุด แล้วเขาจะไม่รั้งน้องจริงเหรอ ถามจีงงงงงงงง สภาพก็ไม่ได้เต็มร้อยเลย  :hao4:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อินทัช  ใจร้ายใจดำสมกับที่คายัคเอ่ยมา

คุยกันให้รู้เรื่องให้คายัคตัดใจด้วยวิธีใดก็ได้  แต่ไม่ควรเลือกเอาภูมิมาเป็นไม้กันหมา

เพราะมันจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่

เฮ้อ.....

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2

ออฟไลน์ rinyriny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-1
บทที่ 10  ใจดำ(2)




"ชลธาร มีอะไรอยากบอกครูหรือเปล่าจ๊ะ?"



        หลังจากมีเรื่องวิวาทกัน ผ่านมาแล้วสองวันที่ครูวิสาขา ครูประจำชั้นของคายัคหาจังหวะโทรนัดเด็กหนุ่มให้ออกมาคุยกันสักหน่อย



        ยามนี้ ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนคอมมูนิตี้ มอลล์แห่งหนึ่ง จากเรื่องชกต่อยที่เกิดขึ้นนั้น วิสาขาตั้งข้อสงสัยว่า คายัคต้องมีบางอย่างที่เก็บกดอยู่ในใจจนระเบิดออกมาด้วยการใช้กำลังหวังจะเป็นทางออกในการระบายความรู้สึกลึกๆที่ถูกกดทับเอาไว้ เนื่องจากวิสาขารู้ดีว่า โดยปกติ ชลธารไม่เคยทำตัวเกกมะเหรกเกเรหรือมีความประพฤติเหลวไหลเช่นนี้มาก่อน



"ไม่มีครับ"



        คายัคก้มหน้าพลางเขี่ยข้าวเล่นไปมา โดยไม่ยอมกินสักที ตั้งแต่คายัคหนีออกมาจากบ้าน อินทัชโทรตามตลอดแต่เด็กหนุ่มไม่รับโทรศัพท์ เพราะไม่พร้อมรับฟังอะไรในตอนนี้



        ทางวิสาขานั่งมองท่าทางชลธารแล้วรู้สึกแปลกๆ



"ชลธารอึดอัดใจอะไร? บอกครูได้นะ ครูพร้อมรับฟัง หรือมีเรื่องปรึกษาครูก็ยินดีนะ"

"........"



"เธอทะเลาะกับอาของเธอหรือเปล่า?"


"........"  วิสาขานั่งนิ่งไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ในเมื่อคายัคเอาแต่เงียบและก้มหน้าตลอด ใบหน้าที่มีแต่รอยช้ำของชลธารยิ่งทำให้วิสาขาสงสารจับใจ



"เรื่องที่โดนล้อว่าเป็นเด็กกำพร้าน่ะ ครูเข้าใจเธอนะ ครูเองก็เคยโดนล้อ และก็สู้กลับเหมือนที่ชลธารทำนั่นแหละ น่าอายจัง... ชีวิตครูเองก็ไม่ได้เกิดมาจากครอบครัวที่อบอุ่น หรอก ครูเสียพ่อไปตอนครูอายุสามขวบ เหลือแม่ที่ยังอยู่.."



"........"


"มันเหมือนจะดีที่อย่างน้อยครูยังมีแม่ที่เลี้ยงดูมาใช่ไหมคะ? แต่ไม่ใช่เลยแม่ครูติดยา สุดท้ายครูก็ต้องหาเงินเรียนเอง เงินที่ได้บางทีก็ต้องเอาไปให้แม่ซื้อยามาเสพ ช่วงนั้น ครูเคยคิดอยากฆ่าตัวตายนะ แต่ก็ต้องพยายามดึงสติ และประคับประคองจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีวันนี้"


 
    มองหน้าครูวิสาขาที่กล้าเปิดใจเล่าเรื่องเลวร้ายในชีวิตทั้งๆที่คายัคก็เป็นแค่ลูกศิษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น



"ตั้งแต่นั้นครูเลยมีความฝันว่า ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่จะต้องเป็นครูให้ได้ เพราะครูอยากช่วยเด็กที่มีปัญหาหรือทุกข์ใจเกี่ยวกับครอบครัว ครูอยากให้กำลังใจ อยากเป็นที่พึ่งหรือที่ปรึกษาให้พวกเด็กๆที่พ่อแม่ไม่ยอมเข้าใจ ครูถึงอยากคุยกับชลธาร แต่ถ้าเธอไม่พร้อมเล่าไม่เป็นไรนะคะ ครู...."


"ครูเคยอกหักไหมครับ?"


"หืมม?"


"ครูบอกไม่ได้หรอครับ?"



"ได้สิจ้ะ..ครูอายุป่านนี้แล้ว ก็ต้องมีผิดหวังกันบ้าง ชีวิตไม่ได้มีแต่ด้านสวยหรูนี่เนอะ ครูเองผิดหวังมาเยอะ หลายปีเหมือนกันกว่าครูจะเจอคนดีที่คบอยู่ตอนนี้"



"แล้วตอนครูอกหัก ครูเสียใจมากไหมครับ? และทำไงถึงจะดีขึ้น?"


"ตอนอกหัก ครูร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร พร่ำเพ้อแต่เขา จากนั้น ครูกลับมาตั้งสติ บอกตัวเองว่า ถ้าจะเศร้าก็เศร้าให้พออย่าไปฝืนหรือต่อต้านความรู้สึกมัน ว่าห้ามร้องไห้ ฉันต้องเข้มแข็ง มันจะยิ่งทำให้เราอึดอัดกว่าเดิม พอครูคิดอย่างนั้น ครูเลยปล่อยอารมณ์ เศร้าและร้องไห้ให้เต็มที่เลย แต่ต้องตัดทุกช่องทางการติดต่อ ห้ามใจอ่อนแอบส่องโซเชียล หรือย้อนดูภาพเก่าๆของเขาเด็ดขาด พอเศร้าจนสุด และบอกตัวเองว่าถึงเวลาที่ควรพอเพื่อเดินหน้าต่อ ประมาณห้าเดือนครูก็ดีขึ้น"


"ที่ครูบอก มันจะได้ผลจริงๆใช่ไหมครับ?"


"สำหรับครูมันได้ผลนะคะ เอ้ ?...ชลธารมีปัญหาเรื่องความรักเหรอ? ไหนบอกครูซิ ใครกล้าทำนักเรียนสุดหล่อของครูเจ็บช้ำ เดี๋ยวครูจะทำโทษให้"



     วิสาขายิ้มกว้าง พยายามหยอกเอินกับลูกศิษย์อย่างเป็นกันเอง หวังสร้างความสนิทสนมเพื่อไม่ให้ชลธารเคร่งเครียดจนเกินไป เพราะรู้ดีว่าช่วงวัยรุ่น เรื่องความรักย่อมมีอิทธิพลต่อจิตใจพอสมควร




      คายัคมองหน้าครูวิสาขาอย่างลังเลว่าจะบอกออกไปหรือไม่ จนสุดท้าย...


"ใช่ครับครู ตอนนี้ผมอกหักครับ ผมไม่รู้ว่าที่เขาไม่ชอบผม เพราะผมเด็กไปหรือเปล่า? ผมดันไปรักคนที่แก่กว่าผมสิบปีน่ะครับ ผมเสียใจและไม่รู้ต้องทำยังไงดีเลยครับ ผมรักเขา...รักเขามากจริงๆ"




     วิสาขาชะงัก เธอคว้ากระดาษทิชชูยื่นให้ลูกศิษย์ เมื่อเห็นชลธารตาแดง เธอประเมินชลธารต่ำไป เธอนึกว่า เด็กวัยรุ่นคงรักกันแบบขำๆ ไม่จริงจังเท่าไหร่ แต่เธอทึ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าชลธารรักคนที่ถูกพูดถึงมากจริงๆ



"เขาคือใคร?..พอจะบอกครูได้ไหมคะ?"



"ไอ้แนน"


     คายัคยังไม่ทันบอก ก็ต้องหยุดชะงัก มองคนยิ้มกว้างที่ยืนค้ำหัวคายัคกับครูวิสาขาที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่



"อุ้ย! ขอโทษนะ มองไม่เห็นว่าเธออยู่กับ..."



     วิสาขารีบแนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน



"นี่นักเรียนฉัน ชลธาร นี่เพื่อนครูจ้ะ"



      คายัคยกมือไหว้


"ครูครับ ผมอิ่มแล้ว ขออนุญาตกลับบ้านก่อนได้ไหมครับ?"


"หรอ รอครูก่อนได้ไหมคะ? เดี๋ยวครูไปส่ง"



"ไม่เป็นไรครับ"
คายัคไม่อยากให้ครูวิสาขารู้ว่า เขาหนีออกจากบ้านมาพักที่บ้านของบอลในตอนนี้


"ถ้างั้นชลธารกลับเลยก็ได้จ้ะ มีไลน์ครูแล้วเนอะ ไม่สบายใจก็ทักครูมานะ"




"ขอบคุณครับครู และขอบคุณที่เลี้ยงข้าวผมนะครับ"


"ยินดีค่ะ"


    เมื่อคายัคลุกจากที่นั่งพร้อมสะพายกระเป๋าเตรียมก้าว วิสาขารั้งคายัคด้วยเสียง


"ชลธาร"


"ครับ?"


"ไม่ว่าเธอจะเจอเรื่องราวเลวร้ายมาหนักแค่ไหน แต่ขอให้เชื่อครูนะคะ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ...ครูเป็นกำลังใจให้นะคะ"


[/b]
"ขอบคุณครับครู"




    ไม่เคยคิดเลยว่า คนที่คายัคมองข้ามและไม่สนใจขอคำปรึกษา กลับสามารถเติมพลังดีๆให้เขาเดินต่อได้อีกหนึ่งวัน









................

       





 

       ยืนมองรอบห้องที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์อย่างตู้เสื้อผ้า โต๊ะกระจกและเตียงเท่านั้นยามนี้ เด็กหนุ่มตัดสินใจหาห้องเช่า หลังจากรบกวนบอลมาหลายวัน เขาไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้ใครอีก



 

"ผมเอาห้องนี้ครับ วันอาทิตย์นี้ ผมย้ายมาได้เลยใช่ไหมครับ"


"ได้จ้ะ"

 

        เมื่อตกลงกันได้ คายัคเดินไปกดเงินตรงตู้เอทีเอ็มเพื่อนำมาจ่ายค่ามัดจำ ซึ่งเงินที่อยู่ในบัตร ก็คือเงินเก็บของคายัคที่เคยไปเปิดบัญชีกับอาทัชเมื่อนานมาแล้ว



        ตอนออกจากบ้าน คายัคนำสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มที่อยู่ในห้องนอนของอาทัชพกติดตัวมาด้วย ถึงตู้เอทีเอ็ม กดรหัสสี่ตัว ตามมาด้วยการเช็ดยอดเงินให้แน่ใจอีกครั้ง

 

        เมื่อตัวเลขปรากฏอยู่บนหน้าจอ เด็กหนุ่มยืนมองน้ำตาคลอ

 

         รู้ดีว่า ตอนทำงานเงินเก็บไม่เยอะขนาดนี้ แต่ตัวเลขล่าสุดที่คายัคเห็น

 

                  ยอดเงินคงเหลือ

         *******100,000.00*******


 

"อาทัชทำกับผมแบบนี้ทำไม ฮึก...ฮืออ?"
 


     ไม่แคร์สายตาคนมองกดเงินเสร็จก็เดินออกจากตู้เอทีเอ็มด้วยสภาพน้ำตานองหน้า



      รู้ทั้งรู้ว่าอาทัชทำร้ายหัวใจกัน แต่คายัคกลับทำใจเลิกรักคนใจดำคนนี้ไม่ได้สักที...


 



       





 

..................

 




"ขอบใจแคนกับมึงมากนะที่มาช่วย"

 

"เออเล็กน้อย ของมึงก็ไม่ได้เยอะแยะสักหน่อย"   


"ใช่ แคนก็อยากมาเห็นห้องคายัคด้วย"

 


    ตอนนี้ บอลและแคนช่วยถือของลงจากรถแท็กซี่ที่ทั้งสามเพิ่งไปซื้อมาจากห้างสรรพสินค้า ก็เป็นจำพวกหมอน ผ้าห่ม และเครื่องใช้ทำความสะอาดร่างกายทั่วไปมาไว้ที่ห้องเช่าห้องใหม่ของคายัค

 

    ห้องพักของคายัคไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่อย่างตู้เย็น เตาอบไมโครเวฟ หรือแม้กระทั่งทีวีจึงไม่ต้องแบกขนอะไรให้เหนื่อย

 

     เพื่อนๆวางของลง นั่งพักที่พื้น ก่อนจะเปิดพัดลมตั้งพื้นให้หายร้อนสักหน่อย



      ตั้งแต่ออกมาจากบ้านของอาทัช คายัคไม่รับโทรศัพท์จากอาทัชเลย และยามนี้ เด็กหนุ่มตัดสินใจตัดขาดการสื่อสารโดยการบล็อคทุกช่องทางการติดต่อกับอาทัชเป็นที่เรียบร้อย

 


"เดี๋ยวกูเลี้ยงพิซซ่าพวกมึงนะ"


"เออขอบใจมากนะ กูหิวพอดี"
บอลไม่มีอิดออด ฟากแคนตีแขนบอลที่ไม่รู้จักเกรงใจเพื่อนที่ตอนนี้เงินทุกบาททุกสตางค์แทบจะต้องเก็บหอมรอมริบไว้

 

      บอลยิ้มลอยหน้า ลอยตา แม้ตอนนี้ เขาจะยังไม่ได้เป็นแฟนกับแคน แต่ตั้งแต่ที่บอกความในใจออกไป เหมือนแคนจะเปิดใจและสนิทกับบอลมากขึ้น


      ช่วงที่คายัคโทรสั่งพิซซ่า บอลและแคนขยันขันแข็งในการช่วยกันทำความสะอาดห้องเพื่อน หลังจากคายัควางสายจากการสั่งอาหาร หมุนตัวกลับมาเห็นทั้งสองช่วยกันอย่างขะมักเขม้นก็แอบปลื้มใจ



"ขอบใจพวกมึงว่ะ นั่งพักเถอะ ที่เหลือกูจัดการเอง"



     ทั้งสองพยักหน้ารับ จากนั้น บรรยากาศในห้องก็เงียบกริบ คายัคมองหน้าบอลและแคนที่ดูจ้องจะถามอะไรบางอย่างซึ่งคายัคก็รู้ว่าสภาวะนี้คงมีไม่กี่เรื่อง แต่แล้วแคนก็โพล่งขึ้น

 

"ต่อไป ถ้ามีทำรายงานกลุ่ม แคนบอกเพื่อนๆให้มาทำที่ห้องคายัคได้ไหม?"

 

"ได้นะ เราไม่ติด"

 

"ขอบคุณนะ"

 

"ครับ แคน"
ก็ดีเหมือนกัน คายัคจะได้ไม่เหงาเกินไป หากเพื่อนๆจะมาสุมหัวกันที่นี่


      ไม่นานเกินรอ พนักงานส่งพิซซ่ามาถึง คายัค บอล และแคนต่างนั่งกินพิซซ่ากันอย่างเอร็ดอร่อย แต่หลังจากนั้น...



ครืด ครืด...


    เครื่องมือสื่อสารของบอลสั่นรัว จนเจ้าตัวต้องคว้ามาดูว่าใครโทรมา แต่แล้วเขาชะงัก



"ไม่รับละ บอล"
แคนถาม เพราะเห็นบอลเอาแต่จ้องโทรศัพท์



      ฟากบอลอึกๆอักๆ จนคายัคเริ่มสงสัยท่าทางของเพื่อน


"ใครโทรมา?"



"เอ่อะ...อ...อามึงอะ"


      ความจริง อาทัชเคยโทรหาบอลทีหนึ่งตอนที่คายัคหนีออกมาจากบ้านใหม่ๆ คราวนั้น บอลก็ได้แต่ตอบออกไปว่าไม่รู้ เพราะต้องโกหกเพื่อช่วยเพื่อน



"รับสิ แต่ห้ามบอกว่าอยู่กับกู"



       ลึกๆแล้ว คายัคก็ตัดไม่ขาด ในใจก็ยังอยากรู้ว่าอาทัชจะโทรมาถามว่าอะไร เป็นห่วงเขามากน้อยแค่ไหน


      บอลพยักหน้าพลางกดรับโทรศัพท์ เพื่อฟังอาทัชสอบถามเรื่องคายัคว่าอยู่ไหน? บอลต้องโกหกอีกตามเคย แต่เอาเข้าจริงๆ คนกลางอย่างบอลก็ทำตัวไม่ถูก เพราะเขาเองก็สงสารอาทัชเช่นกัน บอลรีบตัดบทเพราะกลัวหลุดพูดความจริง


"เขาว่าไง?"


"ถามว่ามึงอยู่ไหน? ตอนนี้ไปพักอยู่กับใคร? เขาจะตามหามึงได้ที่ไหนบ้าง? เขาจะพามึงกลับไปอยู่กับเขา"



"เฮอะ!"
คายัคแค่นหัวเราะอย่างนึกสมเพชตัวเอง จากนั้น คายัคกัดพิซซ่ากินต่อ แต่ยังไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียด



"อามึงร้องไห้"


      คายัคชะงัก ก้มหน้าเงียบแต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินคำนั้น



     เด็กหนุ่มบอกตัวเองว่าจะไปสนใจทำไม ในเมื่อมันก็สมควรแล้ว ที่อาทัชเป็นแบบนั้น...



"....."


"ไอ้ยัค มึงก็รู้ ผู้ชายน่ะ ถ้ามันไม่หนักจริงๆ ก็คงไม่ร้องไห้ กูว่าอามึงคงเสีย...ใ....จ...ม"

 

"พอเหอะ ไอ้บอล"



      ฟากแคนสะกิดบอลส่งสัญญาณว่าควรกลับบ้านเพื่อให้คายัคได้อยู่เงียบๆคนเดียว



"ถ้างั้น พวกกูกลับก่อนแล้วกัน"



"อืม ขอบใจนะ"




      หลังจากเพื่อนกลับบ้าน เก็บขยะ ทำความสะอาดพื้นที่นั่งกินกันก่อนหน้าจนเสร็จสิ้น เขาขึ้นมานอนบนเตียงพร้อมกับก่ายหน้าผาก



     ลืมตามองเพดานที่ติดไฟนีออนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดปนวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก

 

     แค่วันแรก คายัคยังเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยวขนาดนี้ ถ้าเป็นต่อไปเรื่อยๆจะขนาดไหน ยังไม่รู้เลย

 

    ไม่ชินเท่าไหร่เลยที่ต้องนอนคนเดียว เด็กหนุ่มยังคงนอนมองเพดาน หวนคิดเรื่องที่ผ่านมา จู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาจากหางตาหยดแหมะลงบนหมอนที่นอนหนุน

       



"กูต้องอยู่ให้ได้"



 

       อยู่ตัวคนเดียวสิ่งที่ต้องทำเวลานี้ คือ การให้กำลังใจตัวเอง



      คำปลอบใจพูดออกมา ราวกับตอกย้ำว่าถึงเวลาที่คายัคต้องเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองอย่างจริงจังสักที



      ขณะที่นอนคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัว มีคำของครูวิสาขาได้แทรกผ่านความคิดอื่นเข้ามา





'สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ'





"ผมจะเชื่อนะครับครูวิสาขา"



 



 .
........................................



.
สงสารใครดีล่ะทีนี้ งื้ออออออ...
.
ตัวละครเรื่องนี้ไม่มีคนดีร้อย% หรือเลวร้อย%
มีแต่คนสีเทาๆนะคะ...
มาเอาใจช่วยทั้งสองคนด้วยเน้อ
กำลังใจจากคนอ่านช่วยสองคนได้มากเลยค่ะ
.
:mew6: :mew6:
.
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13-07-2018 22:17:53 โดย rinyriny »

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
เศร้าไม่หยุดดด  :m15:  ต่างคนต่างความคิด

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
ปล่อยให้อาทัชทรมานสักหน่อย​ ขอให้สองคนบังเอิญ​เจอกัน​ สงสาร​ทั้งคู่​ :เฮ้อ:

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ไม่โทษตัวละครหรอก

ต้องโทษคนเขียน

อิอิ

เก๊าล้อเล่นน้าตะเอง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
สงสารทั้งสองคนอ่ะ :hao5:

ออฟไลน์ Minari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
งื้อออ สงสารทั้งคู่ แต่ก็อยากให้อาทัชทรมารกว่านี้อีกหน่อย

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5610
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-9

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
สงสารทั้งสองคนเลย
คิดว่าอาทัชคงมีเหตุผลที่อยากให้น้องตัดใจ มากกว่าที่เรารู้
แต่อาควรปล่อยให้น้องได้โต ได้รู้เหตุผลบ้าง
ทีนี้กลายเป็นว่าน้องเตลิด หวังว่าคายัคจะไม่เจอเรื่องร้ายๆ หรือเดินทางผิดๆ

ออฟไลน์ rinyriny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-1


บทที่ 11 ห่าง












      วันเวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ แหละตั้งแต่ที่คายัคออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียว เขานอนร้องไห้ทุกคืน มันหนักเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่มีปัญหาเข้ามาพร้อมกัน ช่วงที่ผ่านมาคายัคเจอะอะไรมามาก นับตั้งแต่ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ เพื่อหารายได้เพิ่ม เขายืนจนขาแข็ง โดนชายแก่ลวนลามและทำอนาจาร ไหนจะอกหักจากอาทัชที่พาแฟนมาเปิดตัวอีก





       เรื่องหลัง ทำคายัคเขวไปพอสมควร เพราะเด็กหนุ่มทุ่มเทกับความรักครั้งนี้มากจริงๆ เลยไม่ได้เตรียมรับมือกับความผิดหวังครั้งนี้



      ไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะเจอะเรื่องเลวร้ายเท่านี้มาก่อน แต่อย่างที่เคยบอกตัวเองว่า ต้องอยู่คนเดียวให้ได้



       เมื่อวันเวลาผ่านไปมาถึงจุดหนึ่ง จุดที่ต้องยอมรับความจริง คายัคจึงพอเข้มแข็งได้บ้าง

 

      กลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบัน ยามเลิกเรียน บอลและคายัคเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ จนมาอยู่กันที่ริมคลองแสนแสบ บอลยืนพิงราวเหล็ก มองคายัคขึ้นไปนั่งสูบบุหรี่อยู่บนราวเหล็กเงยหน้าพ่นควันบุหรี่ปล่อยให้ลอยวนอยู่บนอากาศ

 

      ทุกสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง คายัคก็เช่นกัน



      บอลรู้สึกว่าเพื่อนตัวเองทำตัวเสเพลกว่าเดิม อาจไม่ใช่เรื่องของการเรียน แต่จะเป็นเรื่องของการแตะอบายมุข อย่างพวกเหล้าและบุหรี่มากกว่า

 

       บอลไม่รู้ว่าตอนนี้ คายัคคิดอะไรอยู่ แต่เขาเห็นเพื่อนเครียดก็เครียดตามไปด้วย



"ทำแบบนี้จะดีหรอวะ? ไอ้ยัคอย่างน้อยอาทัชก็เคยเลี้ยงมึงนะ"

 

"แล้วไง กูไม่สนใจ" พ่นควันบุหรี่ออกจากปากพลางทอดสายตามองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย

 

"มึงจะไม่ให้อาทัชรู้ความเคลื่อนไหวหน่อยเหรอว่ามึงเป็นไงบ้าง อย่าบล็อกเลย กูว่านะ"

 

"มึงดูเข้าข้างเขามากกว่ากู?"  ชะงักและหันไปถามเพื่อนหน้านิ่ง

 

"กูไม่ได้เข้าข้าง แต่กูแค่สงสารอาทัช เดี๋ยวนี้ อาทัชโทรหากูเกือบทุกวัน ถามแต่เรื่องมึง"

 

"ช่างเขา ถ้ามึงรำคาญมาก กูแนะนำให้บล็อกเบอร์เขาเหมือนที่กูทำ"

 

"เฮ้ยมึงอย่าเย็นชาแบบนี้ดิวะ" คายัคแค่นยิ้มเยาะ ก่อนจะกระโดดลงจากราวเหล็ก ดีดก้นกรองบุหรี่ทิ้ง

 

"........"



      บอลรั้งแขนเพื่อนไว้




"ไอ้ยัคกูเป็นห่วงมึงจริงๆนะ"

 

      ชลธารหันไปยิ้มมุมปาก


"ขอบใจที่เป็นห่วง แต่กูดีขึ้นแล้วว่ะ"



 

      บอลถอนหายใจยาวมองเพื่อนหมุนตัวเดินหนีไป ทิ้งไว้ให้เห็นแต่แผ่นหลังที่ค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ



     ยืนคิดในใจ ว่ามันจะมีทางไหนที่บอลจะช่วยคายัคให้กลับมามีความสุขเรื่องรักได้สักที...






     ในขณะเดียวกัน ณ ร้านกาแฟ Intouch Cafe' ยังคงเปิดร้านตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือ ใบหน้าเจ้าของร้านที่ไม่ได้ดูสดใสดังเดิม

 

"พี่ทัช เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? ทำไมช่วงนี้หน้าตาดูเศร้าๆ"



      อินทัชกะจะเดินออกมาทักทายลูกค้าประจำที่วันนี้กลับเย็นกว่าปกติ แต่ก็ชะงักเมื่อเจอคำถามแทงใจดำ



"งั้นเหรอ?"


"ค่ะ"


"ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่นอนน้อยไปหน่อย"


"พี่ทัชไปหาหมอสิคะ? ลองไปปรึกษาหรือขอยานอนหลับหมอดูสิคะ เผื่อจะช่วยได้ เอ้?...ว่าแต่ทำไมช่วงนี้แมวไม่ค่อยเห็นหลานพี่เลยล่ะคะ อย่าบอกนะ ว่าหวงแมวขนาดเก็บน้องไม่ให้ออกมาให้เห็นน่ะ"



     ตั้งใจแซวหวังให้พี่อินทัชอารมณ์ดีขึ้น แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อพอพูดถึงหลานของเจ้าตัว กลับแสดงท่าทีแปลกๆ

 

"คายัคย้ายไปอยู่กับญาติแล้วล่ะ พี่ไม่กวนแล้ว แมวทำงานเถอะครับ"



"ค่ะ"
แมวจ๋อย ตอบรับเสียงแผ่ว ดูท่าแล้วพี่อินทัชน่าจะมีปัญหากับหลานแน่ๆ แต่เพราะไม่ใช่เรื่องของเธอจึงไม่อยากก้าวก่าย



    ผละจากลูกค้าเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ นั่งลงไม่ทันไร ก็เห็นภูภูมิเดินไล่ตามมาติดๆ

 

 "อินวันนี้ เป็นไงบ้าง เหนื่อยไหมครับ?"
ภูภูมิตอบด้วยรอยยิ้ม

 

"ไม่เหนื่อยครับ" อินทัชตอบด้วยท่าทางซึมๆ



"ผมซื้อข้าวและลอดช่องมาฝาก ผมคิดว่าอินคงยังไม่ได้กินอะไร มากินก่อนสิ เดี๋ยวผมช่วยเฝ้าร้านให้"


"ขอบคุณครับภูมิ แต่ผมไม่หิว"

 
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า? อย่าบอกนะว่าเรื่องที่คายัคออกไปอยู่ที่อื่น?"


 

     อินทัชไม่แสดงออกหรือตอบอะไร แต่ภูภูมิคาดว่าน่าจะใช่ เดินไปแตะไหล่คนที่นั่งก้มหน้า


"ไม่วันใดก็วันหนึ่ง คายัคก็ต้องออกไปอยู่ที่อื่นอยู่ดี ผมว่าดีซะอีก คายัคจะได้มีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่แน่นะอิน ตอนนี้คายัคอาจจะมีแฟนแล้วพามาอยู่ด้วยกันแล้วก็ได้ ไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ"


    การที่ภูภูมิพูดเช่นนั้นยิ่งทำให้อินทัชใจหาย


"ภูมิดูลูกค้าให้แปปนึงนะครับ ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน"



     โคลงศรีษะอย่างสงสัยเมื่ออีกฝ่ายตาแดงๆ จังหวะที่อินทัชลุกขึ้นจากที่นั่ง เขาหน้ามืด รีบคว้าต้นแขนภูภูมิเพื่อหาที่ยึดกันตัวเองล้ม

 

"อินเป็นอะไร? ไหวไหม?"


"ไหว แค่เวียนหัวนิดหน่อยอาจเป็นเพราะช่วงนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับ"

 

"อินเครียดใช่ไหม?"


"ไม่มีอะไรหรอกภูมิ เดี๋ยวผมมานะครับ"



"เฮ้อ!...อินอยู่คนเดียวไม่ได้แล้วนะแบบนี้ ถ้างั้น ช่วงนี้ ผมจะมานอนค้างกับอินแล้วกัน ผมกลัวอินจะเป็นอะไร"


"ขอบคุณนะครับ"



"คุณไปห้องน้ำไหวแน่นะ"


"ไหวครับ"



      ผละจากภูภูมิขึ้นบันไดไปห้องน้ำชั้นสอง ปิดประตูไม่ทันไร เขายกมือปิดหน้าแล้วนั่งลงไปร้องไห้


      นานเท่าไหร่แล้วที่ร้านกาแฟแห่งนี้เงียบเหงา ไร้เสียงอ้อน ถกเถียงตามประสาเด็กดื้อ


      นานเท่าไหร่แล้วที่อินทัชอยู่แบบไร้เสียงหัวเราะ ไร้ความสุข เหมือนก่อน


      และนานเท่าไหร่แล้วที่อินทัชโหยหาอ้อมกอดจากเด็กหนุ่มอย่างหนัก

 

      กว่าสิบปีที่มีคายัคอยู่ด้วยกัน แทบไม่ห่างจากกันไปไหน พอถึงวันที่ต้องจากกันไกล อินทัชทำใจได้ยากจริงๆ...










****1.1****


ครึ่งหลังจะมีอดีตของพ่อคายัค (สิน สาริน พอกรุบกริบ) อยากให้รักพ่อคายัคด้วยค่ะ ^^ 


1. หลังจากได้อ่านคอมเมนท์ของทุกท่าน ช่วยสร้างความหมายต่อนิยายได้ดีจริงๆค่ะ ขอบคุณที่ช่วยเสนอมุมมองนะคะ ดีงามม
.

2. ส่วนของคุณ DrSlump ที่เมนท์มา ทำให้เราฉุกคิดเลยว่า เอ้!...เรานี่ซาดิสม์เหมือนกันนะ ชอบทำร้ายตัวละครตัวเอง.. งื้ออออออ...หุหุ

.
แหละตอนนี้ น้องออกมาอยู่ห้องคนเดียวแล้ว น้องต้องการกำลังใจอย่างมาก ถ้าพี่ๆคนอ่าน มีคำแนะนำอะไรก็ช่วยบอกน้องๆหน่อยแล้วกัน
น้องก็แค่โกรธอาทัชมากๆ เด็กวัยว้าวุ่นก็งี้แหละ...
.
มาอยู่ดูน้อง ปลอบน้อง เตือนน้องบ้าง หากทำอะไรไม่ดีไม่งามกันเนอะ... :mew6: :mew6: :mew6:
.
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

ออฟไลน์ Minari

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 7
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
เอาภูภูมิไปเก็บที 5555 อินทัชอะไรจะเชื่อภูภูมิขนาดนั้น เข้าใจว่าอาจจะไว้ใจ แต่ก็มากเกิ๊น เชื่อในตัวเองหน่อย รีบไปตามหาคายัดได้แล้วว ส่วนเจ้าคายัดนี่น่าตีจริงๆ เข้าใจว่าเสียศูนย์ แต่มันมากไปลูกก ขอให้มีอะไรมาทำให้น้องคิดได้เร็วๆ กลัวจะเตลิดกว่านี้

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
อ๊าาากเหมือนตอนนี้จะสั้นมากเลยค่ะรึเราอ่านเพลินก็ไม่รู้​ แต่สงสัย​ว่านี่คือการพัฒนา​ขึ้นจองตัวละครให้ได้เติบโตหรอ​คะ​ อาทัชก็ยังตัดภูมิไม่ขาดจะเห็นใจก็เห็นใจไม่สุดอ่ั

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

ไม่อยากเห็นนุ้งคายัคเข้าสู่ด้านมืดมัวเมาในอบายมุขเลยอ่ะ

ไรท์ใจร้ายมากอ่ะ  ทำนุ้งคายัคกร้านโลกขนาดนี้

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
อินทัชหัวอ่อนอ่ะภูมิพูดอะไรก็เชื่อไปหมด

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
อย่าปล่อยให้เด็กมันเตลิดไปมากกว่านี้เลย เลี้ยงมากับมือแท้ๆ จะไม่ตามกลับมาจริงเหรอ ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
อาทัชไปหาน้องที่โรงเรียนเลย อย่าปล่อยเวลามันผ่านไปมากกว่านี้เลยนะ  :katai1:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16-07-2018 14:06:15 โดย tasteurr »

ออฟไลน์ oilzaza001

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 624
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
อินทัชนี่ก็หัวอ่อนเกิน =_= ภูมิก็น่ารำคาญ อะไรจะยุ่งขนาดนั้น เรื่องของอากับหลานเค้าแท้ๆ เฮ่อออ

ออฟไลน์ rinyriny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-1
บทที่ 11 ห่าง (2)







"อยากรู้จัง สินอวยพรว่าอะไรเหรอ?"


       รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า ท้าวคางมองสิน สาริน ที่เพิ่งเป่าเทียนที่ปักอยู่บนคัพเค้กดับสนิท

 
      วันนี้ เป็นวันเกิดครบรอบอายุ 23 ปีของสาริน ทั้งสองนั่งดื่มที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง โดยอินทัชรบกวนพี่ชายช่วยเลี้ยงลูกเพื่อนให้สักวันก่อน



"ฉันขอให้นายรักฉัน"



"หืมม? มันใช่คำอวยพรจริงๆเหรอ?" อินทัชย้ำถาม ลึกๆแล้วใจเต้นตึกตักเพราะไม่คาดคิดว่าสารินจะตอบแบบนี้ เขานั่งกัดปาก และเปลี่ยนท่านั่งเป็นเอนตัวพิงพนักเก้าอี้



"ใช่ ฉันรักนาย อินทัช"




       คำนี้ ถูกเปล่งออกมาจากปากของสารินที่เริ่มเมากรึ่มนิดหน่อย

 
"บ้าน่า"  พูดจบก็ขำ เพราะนึกว่าเพื่อนพูดทีเล่นทีจริง


"ฉันพูดจริง ฉันรักนายมานานแล้ว"


"ตะ...ตั้งแต่เมื่อไหร่?"



"ตั้งแต่เราสองคนเพิ่งขึ้นมอปลาย"


     อินทัชช็อกและอึ้ง เมื่อเห็นว่าเพื่อนตอบแบบซีเรียส ถ้ามานับดูก็เกือบเจ็ดปีเห็นจะได้  เขาเพิ่งรู้ความจริง ว่าสารินชอบเขานานแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ สินไม่เคยแสดงออกอะไรให้เห็น พอสารินไม่แสดงออก อินทัชที่มีใจให้ก็ไม่กล้าบอก จึงเก็บมันไว้เป็นความลับ จนกระทั่ง เรื่องที่สารินมีลูกโผล่ขึ้นมา อินทัชจึงหนีหน้า หวังไปทำใจ แต่มันก็ไม่เคยได้ผล



      แต่ระยะเวลาที่สินชอบอินทัช มันคาบเกี่ยวกับช่วงที่เจ้าตัวมีลูก อย่างไรก็ตาม อินทัชยังไม่เชื่อเต็มร้อย จึงถามกลับ



"แต่ตอนนั้น สินมีลูกกับผู้หญิงคนนั้นแล้วนะ"

 
"ใช่ แต่ฉันไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น เรามีอะไรกันตอนเมา แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าเรื่องมันจะเลยเถิดถึงขนาดนี้ มันเป็นความผิดพลาด"



"สินห้ามพูดให้คายัคได้ยินนะ เขาจะเสียใจมากที่มันออกมาจากปากพ่อ"



"ฉันรู้หรอกน่ะ ถึงแม้ว่า จุดเริ่มต้นมันจะเกิดจากความผิดพลาดก็จริง แต่ตอนนี้ ฉันรักคายัคมาก นายก็รู้ว่า ฉันยอมไม่เรียนต่อ และเลี้ยงคายัคมาคนเดียวตั้งแต่เกิด ผู้หญิงคนนั้นเหลียวแหลซะที่ไหน?"




"รู้ครับรู้ เพราะฉะนั้น เรื่องของเรา...มันจะเป็นไปได้...เ ห ร..."

 
"ฉันทนดูไม่ได้อีกแล้วที่ต้องเห็นนายคบกับคนอื่น"

 

กึก!

 

      เงยหน้าสบตาสาริน ก่อนจะเบนหน้าหนีไปทางอื่น อินทัชเม้มปากแน่น ใจสั่น ในตอนนั้นที่ อินทัชรู้ว่าสารินทำผู้หญิงท้อง เขาหลบไปเสียใจคนเดียว และพยายามเลิกรักสารินให้ได้ โดยใช้วิธีผิดๆ หากมีใครเข้ามาจีบ อินทัชตกลงคบเป็นแฟนในทันที อินทัชคบมาหลายคน จนมาคนสุดท้ายที่อินทัชคบเป็นแฟน ก็ตอนที่อินทัชอายุยี่สิบปี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่มหาฯลัย แต่คบได้ไม่นานก็เลิกกันไป เพราะอินทัชรู้ดีว่า ตราบใดที่ยังตัดขาดจากสารินได้ไม่สนิทดี เขาไม่ควรคบใคร เพราะมันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

 

"ฉันขอถาม นายรู้สึกยังไงกับฉัน?"

 

      อยู่ดีๆสินดึงมืออินทัชมาวางลงบนแก้มสากของเจ้าตัว

 

"บอกออกไปตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร?"

 

"มีสิ"

 

    อินทัชกัดริมฝีปากล่าง ก้มหน้า

 

"ก็ชอบ...เหมือนกัน"

 

"ถ้างั้น เราคบกันไหม?" สินบีบกระชับมืออินทัชแน่นกว่าเก่า

 

"แล้วถ้าคายัคโตกว่านี้จะรับได้เหรอ?"
 

"เราไม่ได้ทำอะไรผิด  ถ้าคายัคโตแล้วบอกด้วยเหตุผล ฉันว่าลูกจะเข้าใจ แต่ไม่เป็นไร ฉันให้เวลานายคิด"



 

       อินทัชเงียบ เขาไม่รู้หรอกว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ตอนที่สินจับมือ บอกเลยว่า รู้สึกดีจนหัวใจพองโต




       ทั้งสองเปลี่ยนเรื่องคุยไปตั้งนานแล้ว จนกระทั่ง ใกล้เวลาปิดร้าน สารินและอินทัชเดินออกจากร้านเหล้าด้วยสภาพมึนเล็กน้อย ทั้งคู่ยืนรอเรียกรถแท็กซี่ริมถนน 



     ตอนที่สารินบอกปลายทางคือ โรงแรมม่านรูด อินทัชหันขวับทันที



"สินจะทำอะไร ทำไมไม่กลับบ้าน?"


"วันนี้วันเกิดฉัน ฉันขออยู่กับนายให้นานกว่านี้ได้ไหม?"


 

"......."


"นะครับ อินทัช"


"อะอื้ม....ได้"




    เมื่อถึงที่หมายแล้ว สารินจ่ายเงินค่าห้อง ปิดประตูลงไม่ทันไร สารินสวมกอดอินทัชจากด้านหลังและเอาแต่พร่ำบอกว่ารักอินทัชอยู่อย่างนั้น



     ยืนนิ่งฟังคนเผยความในใจ อินทัชมาตระหนักได้ว่าเมื่อใจตรงกัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธอีก อินทัชจึงเสนอตัวให้กับสารินในคืนนั้น และทั้งสองก็ร่วมรักกันอย่างมีความสุข

 
     นับว่าเป็น เซ็กซ์ที่ไม่ได้รุนแรง ป่าเถื่อน ทว่า เนิบนาบ นุ่มนวล ชวนฝัน แหละหลังจากจบกิจกรรมแห่งรักที่ต่างฝ่ายต่างประทับใจ สารินดึงตัวอินทัชไปกอดจนร่างเล็กกว่าแทบจมอก


    การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่อินทัชเองก็รับรู้ได้ถึงความรัก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจคบกับสารินในคืนนั้น

 

"ขอบคุณที่ยอมคบกันนะ ฉันรักนายมากจริงๆ"

 

"เหมือนกัน"


 "ถ้าเกิดฉันเป็นอะไรไป นายรับคายัคไปเลี้ยงได้ไหม?"

 

"ได้สิ สัญญา"

 

"เลี้ยงและรักให้เหมือนเป็นลูกของเราเลยนะ"


"แน่นอน เราจะรักคายัคให้มากกว่าที่สินรักอีก คอยดู"

 

"อย่าเผลอรักคายัคมากกว่าลูกล่ะ"



"ฮ่าๆ...จะบ้าเหรอสิน มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่ๆ"

"โอเค ฉันจะคอยดู"




    จบคำมั่นสัญญา ทั้งสองนอนกอดกันกลมจนถึงเช้า สารินเดินทางไปบ้านอินทัชเพื่อรับคายัคกลับบ้านของตนเอง แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์อันน่าสลด เมื่อผ่านวันเกิดของสารินได้ไม่ถึงสัปดาห์ ชายหนุ่มก็มาเสียชีวิต...



       อินทัชเสียใจอย่างหนัก เพราะทั้งสองเพิ่งตกลงปลงใจเป็นแฟนกันได้ไม่นาน สินก็ด่วนจากกันไปเสียก่อน



       แหละนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อินทัชไม่คบใครอีกเลย เขาเอาแต่ทุ่มเทกายและใจไปกับการเลี้ยงคายัคเพียงอย่างเดียว



       แต่ก็ไม่คิดหรอกว่า เมื่อคายัคเติบโตขึ้นมา อินทัชจะกลายเป็นคนกลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อรู้ใจตัวเองว่าดันเผลอรักคายัคมากกว่าลูกเข้าให้แล้ว



      พยายามหักห้ามใจก็ยากเกินเยียวยา

 
      รอยยิ้มอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยิ้มกรุ้มกริ่ม ยิ้มหวานเชื่อม หรือยิ้มร้ายกาจ ไหนจะการสัมผัส แตะต้องทุกส่วนของร่างกาย รวมถึงการใกล้ชิด ยิ่งทำให้อินทัชหลงรักคายัคจนถอนตัวไม่ขึ้น



     การที่อินทัชนั่งนึกถึงอดีต ไม่ใช่เพราะยังโหยหาหรือรักสารินแต่อย่างใด แต่มันเป็นเพราะคนที่เขารักมีเลือดเนื้อเชื้อไขจากสารินอยู่เหมือนกัน อินทัชได้แต่ภาวนา ถ้าสารินรับรู้ ได้โปรดช่วยหาทางให้เขาได้เจอะคายัคสักครั้ง


     ที่มานั่งเครียด ฟุ้งซ่าน และโหยหาคายัคเป็นพิเศษ เพราะเดือนนี้ คือ เดือนเกิดของเราสองคน ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ คือ วันเกิดของเขา



    30 ธันวาคม


     วันนี้ของทุกๆปี จะมีเด็กหนุ่มมาอ้อน มากอด มาอวยพรพร้อมเสียงร้องเพลงแฮปปี้ เบิร์ทเดย์ที่มาพร้อมขนมเค้กหนึ่งชิ้น...แหละหลังจากนั้นหนึ่งวัน คายัคและอินทัชจะนอนเคาท์ดาวน์รับวันปีใหม่ด้วยกัน มันเป็นอย่างนี้เสมอๆ


     แต่นั่นมันก็เป็นเพียงอดีต เพราะความเป็นจริงตอนนี้ ไม่มีแม้แต่เงา...

     
     ขณะที่หวนรำลึกความหลัง


จุ๊บ จุ๊บ...



    ริมฝีปากอุ่นๆกดจูบตรงซอกคอ อินทัชผงะ ผละออกห่าง



"ภูมิทำอะไร?"


 "เรียกสติอินไง? สุขสันต์วันเกิดครับ อินทัช"




     ภูภูมิหอมแก้มก่อนอวยพรและยื่นถุงขนาดกระทัดรัดให้ เขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินไปยังกระเป๋าตัวเองคว้าถุงที่อุตส่าห์แอบเอาไว้ไม่ให้อินทัชเห็นตั้งแต่มาถึงบ้าน พอสบโอกาส ภูมิหยิบมาหวังจะเซอร์ไพร์ส แต่พอเรียกชื่ออีกฝ่ายหลายครั้งไม่ขานรับเพราะนั่งเหม่อลอย ภูภูมิจึงต้องจูบเรียกสติให้หันมาสนใจกัน



     ภูมิมองหน้าอินทัชที่ดูเซื่องซึม ทั้งๆที่วันนี้คือวันเกิดของตัวเองแท้ๆ

 

"ขอบคุณครับ"


"เปิดดูสิ"


"เดี๋ยวค่อยเปิดได้ไหม?"



"ก็ได้ครับอิน ผมขอให้คุณมีความสุขกับทุกสิ่งในตอนนี้นะครับ"



"ขอบคุณครับ"



"วันนี้วันเกิดคุณ อยากให้ผมทำอะไรเป็นพิเศษไหม?"



"ไม่อยากครับ"


"แล้วถ้าคืนนี้ ผมจะขอ...."



 "ภูมิ ผมเหนื่อย ขอหลับก่อนนะ"



      ภูภูมิหน้าเสีย แต่ก็พยายามฝืนยิ้ม ยกมือลูบหน้าอินทัช แค่ได้สัมผัสภายนอกก็ยังดี


"อืมโอเค...ถ้าคุณพร้อมเมื่อไหร่คุณบอกผมนะ"



"ครับ"



     อินทัชฟุบตัวลงนอนตะแคงข้างแล้วกอดตัวเองแน่น


     จำเป็นต้องห่าง ทั้งๆที่รัก...


     ถึงตัวจะห่าง แต่ความรักและความทรงจำของอินทัชไม่จางหาย ตอนนี้สิ่งที่แนบติดอยู่กับหัวใจ ไม่มีใคร นอกจาก คายัคเพียงผู้เดียวเท่านั้น


     แม้วันเกิดอินทัชปีนี้ จะไร้คำอวยพรจากคายัคก็ไม่เป็นไร แต่เขาได้อธิษฐานให้ตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


     ถ้าเป็นคู่กันจริงๆ... ขอให้คายัคกลับมาและได้มีโอกาสรักกันอีกครั้ง..









......................





"มันจะดีใช่ไหมอิน? ที่พาผมมาด้วย"

 


       ย้ำให้แน่ชัด หลังจากที่อินทัชชวนภูภูมิมาทานข้าวที่บ้าน แต่ก่อนไป ภูมิต้องมาเป็นเพื่อนอินทัชคุยกับผู้หญิงที่ทางบ้านจัดหาให้เสียก่อน

 

"ดีครับ"

 

       สุดท้าย อินทัชจำใจต้องทำตามผู้ใหญ่กับค่านิยมเดิมๆ สำหรับเรื่องการแต่งงาน เพื่อมีลูกหลานไว้สืบสกุล



        ห้าวันก่อนวันนัดทานข้าวกับครอบครัว พี่นพได้ส่งเบอร์โทรของหญิงสาวที่พี่ชายอ้างว่าเป็นลูกสาวของเพื่อนแม่ที่มารดาของอินทัชเคยเห็นหน้า ค่าตาและถูกใจผู้หญิงคนนี้จนอยากได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้ เพราะไตร่ตรองแล้วว่า ผู้หญิงคนนี้เหมาะสมกับอินทัชที่สุด



       ได้เบอร์มา อินทัชโทรแนะนำตัวคร่าวๆกับหญิงสาว พร้อมกันนั้น เขาได้นัดวัน เวลาเพื่อเจอเธอเรียบร้อย



       แหละวันนัดก็มาถึง เมื่ออินทัชนั่งรออยู่ในร้านกาแฟระดับพรีเมียม 



"คุณโกรธผมเหรอ?"
อินทัชมองหน้าภูมิ

 

"เปล่า แต่ผมรู้สึกแปลกๆ"
 

"แปลกยังไงครับ?"


"กลัวเราเลิกกัน"



"เลิกก็เลิก"



"ทำไมอินพูดง่ายจัง" ภูมิเผลอขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ ที่อินทัชพูดไม่ไตร่ตรองสักนิด



"ผมพูดความจริง แต่ถ้าภูมิจะลองสู้เพื่อความสัมพันธ์ของเรา ผมก็โอเค"

 

"ผมต้องสู้สิครับ อินคิดว่าผมเล่นๆเหรอ?"

 

      อินทัชส่ายหน้าพลางยิ้มพอใจ จนกระทั่ง...
 

"ขอโทษนะคะ คุณอินทัชใช่ไหมคะ?"

 

      หญิงสาวตากลมโต ผมหน้าม้า ยาวประบ่า มีใบหน้าน่ารัก คล้ายสาวญี่ปุ่นส่งเสียงทักอย่างไม่แน่ใจ

 

"ใช่ครับ"


       ผู้หญิงมองหน้าภูมิสลับกับอินทัช ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่

 

"สวัสดีค่ะ วาว นะคะ"


 

      อินทัชยิ้มรับ พร้อมกับแนะนำภูภูมิให้รู้จักโดยยังไม่ได้บอกสถานะ


"ดื่มอะไรก่อนไหมครับ?"

 
"ไม่เป็นไรค่ะ วาวต้องขอโทษด้วยนะคะที่มาช้า เราไปกันเลยไหมคะ?"

 

"เดี๋ยวครับ พอดีผมอยากรู้จักคุณวาวมากกว่านี้น่ะครับ คือ น่ารักๆอย่างคุณวาว ยังไม่มีแฟนจริงๆหรือครับ?"



"....."



       วาวชะงัก หลุบตาลงต่ำพลางก้มหน้างุด จนอินทัชสังเกตอาการพิรุธ เลยลองถามต่อ

 
"ที่บ้านคุณวาวนัดให้ดูตัวกี่คนแล้วครับ?"

 
"คุณอินทัชเป็นคนที่สามค่ะ"

 

       จ้องมองเข้าไปยังแววตาเศร้าคู่นั้นก็สัมผัสถึงความรู้สึกลึกๆของวาวได้ เจ้าตัวก็คงไม่ชอบการจับคลุมถุงชนเช่นกัน



"คุณวาวครับ ที่ผมนัดเจอคุณก่อนจะไปบ้าน เพราะผมมีความจริงจะบอก ผมมีแฟนแล้วครับ"

 

"อย่าบอกนะคะว่า...." วาวตาโต ชี้นิ้วไปทางภูภูมิ

 
"ใช่ครับ"

 
      อินทัชมองวาวที่ถอนหายใจยาวพร้อมทำหน้าโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก     

 

"ดูคุณวาวดีใจ"


       ฟากวาวเองดีใจจริงๆ เธอไม่คิดว่าจะเจอคนพูดจาตรงไป ตรงมาแบบนี้ เมื่ออีกฝ่ายเปิดใจ จึงทำให้เธอกล้าเปิดอกคุยมากขึ้น

 

"เรียกวาวเฉยๆเถอะค่ะพี่ทัช แม่บอกว่าวาวอายุน้อยกว่าพี่ทัช วาวดีใจจังเลยค่ะ ที่การดูตัวครั้งนี้เป็นพี่ทัช เพราะความจริง วาวก็มีแฟนแล้วเหมือนกัน แต่ต้องปิดบัง เพราะแฟนวาวเป็นทอมค่ะ"

 

     อึ้งไปนิด ก่อนจะผุดรอยยิ้มตามคนน่ารัก

 

"แม่วาวไม่ชอบหรือครับ?"

 
"ใช่ค่ะ แม่วาวเกลียดทอม หัวอกเดียวกันแบบนี้ เราควรจะแลกเบอร์กันไว้เพื่อสานสัมพันธ์ต่อก็ดีนะคะ"

 

"ดีเลยครับ อ้อ...ส่วนเรื่องทานข้าวมื้อเย็นที่บ้านพี่ วาวไม่ต้องไปก็ได้นะครับ พี่ไม่อยากให้วาวต้องมารับแรงกระแทก ถ้าเกิดอะไรขึ้น พี่รับไว้เองคงดีกว่า"

 

"ให้วาวไปช่วยเล่นละครได้นะคะ" วาวยิ้ม

 
"ไม่เป็นไรครับ เพราะพี่จะไปกับภูมิด้วย"

 

      วาวยิ้มกว้างดีใจที่การดูตัวคราวนี้ เป็นพี่อินทัช  เธอสัมผัสได้ว่าเราสองคนเคมีตรงกัน



       ครู่หนึ่ง เธอหันไปหาภูภูมิ


"พี่สองคนดูเหมาะสมกันดีนะคะ"

 

       คำชมเชยนั้น ทำให้ภูภูมิยกยิ้มอย่างภาคภูมิ ผิดกับอินทัชที่นั่งนิ่งเงียบจนวาวหรี่ตามองอย่างแปลกใจ

 

      คุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนสักพักก็ถึงเวลาสมควรที่ต้องแยกย้ายไปทำภารกิจส่วนตัว ขณะที่ทั้งสามเดินออกมาจากร้านกาแฟ วาวแตะข้อศอกอินทัชให้เจ้าตัวหันมาและหยุด

 

"พี่ภูมิคะ วาวขอยืมตัวพี่ทัชสักครู่นะคะ"

 

"ได้สิครับ"

 

    พอทั้งสองเดินห่างภูภูมิมาได้ไกล วาวถามออกไปตรงๆ

 

"อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะคะ พี่ภูมิเป็นแฟนพี่ทัชจริงๆหรือคะ?"

 
"ทำไมวาวถามแบบนั้นล่ะครับ"

 

"ก็ตอนที่วาวบอกว่า ดูเหมาะกัน พี่ทัชดูไม่ดีใจ เหมือนพี่ทัช..ไม่ได้ รั..."

 

"เก่งจังครับ วาว"

 

"ฮ่าๆ นั่นไงว่าแล้วเชียว ...เซนส์ผู้หญิงนี่แม่นเหมือนกันแฮะ เอ้...แล้วถ้าพี่ทัชไม่รัก พี่ทัชคบเขาทำไมคะ?"

 

"พี่ขอไม่ตอบนะ"



"ขอโทษค่ะ วาวเข้าใจ มันเป็นเรื่องส่วนตัวเนอะ แต่ถ้าพี่ทัชเครียดวาวยินดีให้คำปรึกษาและพร้อมช่วยทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตังค์นะคะ"

 

"ถ้าจะตัดบทกันขนาดนี้ พี่คงไม่ติดต่อไปแล้วแหละครับ"

 

"ฮ่าๆ พี่ทัชอะ...เป็นคนตลกเหมือนกันนะคะเนี่ย"



    อินทัชยิ้มอย่างคนสบายใจ

 
"พี่ต้องไปแล้วครับวาว โชคดีนะ"

 
"วาวต่างหากที่ต้องอวยพรให้พี่โชคดี แล้วเดี๋ยวค่ำๆวาวจะโทรไปถามความคืบหน้านะคะ"



"ได้ครับ"


"อ้อ พี่ทัชคะ วาวขอให้พี่ทัชเจอคนที่ใช่เร็วๆนะคะ"

 

    มองคนโบกมือบ๊าย บายด้วยท่าทางสดใสก็อดยิ้มตามไม่ได้ เขาพ่นลมหายใจออกมา นึกว่าจะมีแต่เรื่องเข้ามาซะอีก แต่พอเจอวาว คนหัวอกเดียวกัน จึงทำให้อินทัชลดระดับความเครียดลงได้บ้าง



    แม้หญิงสาวจะเดินหายไปจากลานสายตา แต่คำอวยพรของวาวยังติดค้างอยู่ในหัว อินทัชยิ้มบางเบากับตัวเองแล้วพูดขึ้นมาลอยๆราวกับว่า การพูดออกไปมันจะปลดเปลื้องความอึดอัดใจของเขาได้ในเวลานี้


"พี่เจอแล้วครับ แต่เป็นพี่เองแหละที่ทำมันพังไม่มีชิ้นดี"



 
.........................................

ขอบคุณทุกความเห็นนะคะ ดีใจมากค่ะ

.
.
1. มีหลายๆคนรำคาญภูมิและบอกภูมิทำไมต้องยุ่งวุ่นวายเรื่องของอาทัชกับคายัคด้วย เก่งมากเลยค่ะที่รู้สึกแบบนั้น เพราะภูมิเค้าตั้งใจค่ะ เพราะอะไรรู้ไหมคะ
เพราะลึกๆแล้ว ภูมิเองก็ไม่มั่นใจกับรักครั้งนี้ค่ะ ไม่มั่นใจว่าอินทัชจะรักเค้าจริงหรือเปล่า? เขาเลยต้องพยายามพูดถึงคายัค ในทางเสียๆหายๆ ใส่สีตีไข่ เพื่อโน้มน้าวให้อินทัชคล้อยตามค่ะ
อันที่จริง ภูมิก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่พอรักใครแล้วก็หวง อยากจะเป็นเจ้าข้าว เจ้าของไว้คนเดียว พอเห็นอินทัชดูอาลัยอาวรณ์คายัคจนเกินเหตุ เขาเลยกลัวว่าอินทัชจะเผลอไปรัก (เพราะแน่นอนว่า ภูมิรู้แก่ใจดีว่าตอนที่จีบอินทัช คายัคก็ชอบอินทัชเช่นเดียวกัน) ภูมิเลยต้องพยายามรักษาของรักด้วยการเป่าหูนั่นแหละค่ะ 5555+
.
:z3: :z3: :z3:

.

2. ส่วนที่คุณ naruxiah  --- สงสัยว่า การที่น้องทำตัวแบบนี้ มันคือ พัฒนาการของตัวละครหรอ? ขอตอบว่าใช่ค่ะ มันคือพัฒนาการของน้อง แต่มันเป็นพัฒนาการการเติบโตผิดที่ผิดทางไปหน่อย น้องเจอปัญหามาเยอะ เลยไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง น้องจึงคิดว่าการสร้างกลไกปกป้องตัวเองด้วยการทำตัวแบบนี้น่าจะดีและสตรองที่สุดค่ะ :mew6: :mew6: :mew6: :mew6:


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ :mew1:


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17-07-2018 22:59:16 โดย rinyriny »

ออฟไลน์ DrSlump

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3401
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +103/-2
 :pig4: :pig4: :pig4:

อินทัชนี่เหมือนเดิม  ไม่เปลี่ยนแปลง 

อดีตยังไงปัจจุบันก็ยังงั้น

อดีตคบคนอื่นเพื่อประชดหรือเพื่อตัดใจ แต่ก็ไม่เคยได้ผล

ปัจจุบันก็ยังทำอีก คบคนอื่นเพื่อทำร้ายคนที่ตัวเองรัก

ไม่เข้าใจจริง ๆ แล้วนี่หรือคือรักษาสัญญาว่าจะเลี้ยงดูคายัค?

ออฟไลน์ tasteurr

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 599
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +18/-0
ตอนนี้สงสารภูมิ เหมือนอาทัชคบกับภูมิเพื่อเป็นเครื่องมือไปช่วยจัดการกับเรื่องที่บ้านเลย

ออฟไลน์ naruxiah

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 947
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-2
ตอนหน้าอาทัชกะน้องจะเจอกันมั้ยคะ​ รอนะคะ

ออฟไลน์ Leenboy

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3187
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +105/-2
ความรู้สึกคายัคที่พังไปแล้วใครจะรับผิดชอบหืม?
 :m15:

ออฟไลน์ twinmonkey0311

  • เป็ดAthena
  • *
  • กระทู้: 5610
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +110/-9

ออฟไลน์ larynx

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 830
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +36/-1
ถามจีงงงง?? กับภูมินี่สรุปจริงจังหรือไม่จริงจัง แต่อีกคนคือจริงจังไปแล้ว สรุปคือถึงคายัคกลับมาแต่ตัวเองก็ยังมีสัมพันธ์กับภูมิอยู่ปะ ถ้าแบบนั้นก็ไม่ต้องให้น้องมันกลับมาหรอก มันไม่มีไรเปลี่ยนแปลงเลย อดีตนี่ไม่สอนอะไรเลยเหรอว่าผลออกมามันจะเป็นยังไง ปากบอกโหยหาคายัค แต่ถามว่าทำอะไรเพื่อรักษาน้องมันไหม? 99H เด็กมันตัดสินใจถูกแล้วแหละ ที่ถอยออกมา  :mew5:

ออฟไลน์ rinyriny

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 295
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-1
บทที่ 12 คิดถึง









       



       ตั้งแต่ก้าวเท้าออกไปสร้างฝันของตัวเอง อินทัชยอมรับว่า เขากลับมาเหยียบที่บ้านนับครั้งได้ ตอนนี้ อินทัชจึงยืนมองบ้านหลังโตของตัวเองด้วยแววตาหม่น เขาเดินเข้าบ้านพร้อมภูภูมิ ซึ่งคนแรกที่เห็นก็คือพี่ชายตัวเอง ก่อนจะตามมาด้วยมารดาของเขาที่ตอนแรกใบหน้าเปื้อนยิ้มพอเห็นว่าอินทัชพาคนแปลกหน้ามา มารดาของอินทัชก็หุบยิ้มพร้อมทำสีหน้าประหลาดใจ



     ชายหนุ่มยกมือไหว้มารดา





"สวัสดีครับ แม่ แล้วพ่อล่ะครับ?"


"ไปต่างจังหวัด แล้วหนูวาวล่ะ"
มารดาอินทัชหน้าหงิก



"วาวมีธุระครับแม่ ตอนนี้ ตั้งโต๊ะอาหารแล้วใช่ไหมครับ? ผมจะได้พาภูมิไปนั่งรอ อ้อ...ผมลืมแนะนำ นี่ภูมิ แฟนผมครับ"



เพี้ยะ!


    ความเจ็บปวด แสบ และชาถูกกองรวมไว้บนใบหน้า เมื่ออินทัชไม่คิดว่ามารดาตนเองจะกล้าตบหน้าเขาต่อหน้าแขก ฟากภูภูมิที่ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นแบบนั้นก็ยังตกใจ




"เล่นอะไรน่ะ ทัช"


     เมื่อมารดาตอกกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว อินทัชก็ไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลา


"ผมไม่ได้เล่นครับ ผมจริงจังและผมขอย้ำตรงนี้ว่าผมมีลูกให้แม่ไม่ได้หรอกครับ ผมชอบผู้ชาย"



"ฉันหาคนดีๆให้ทำไมแกถึงทำตัวแย่และทำให้ฉันผิดหวังขนาดนี้ล่ะ...ห้ะ!"



"การที่ผมชอบผู้ชาย มันน่าผิดหวังมากเลยหรอครับ?"



"ใช่"


"แต่ผมยืนยันคำเดิม ว่าผมมีลูกให้แม่ไม่ได้ แม่จะให้ผมชดเชยด้วยอะไรก็ได้ ผมยินดีหมดครับ"
ทุกคำที่ออกมาจากปากอินทัช ไม่ได้เป็นการใช้อารมณ์ ซึ่งผิดกับแม่ของเขาที่ตอนนี้โมโหจนวีนเหวี่ยงอย่างหนัก



"ลูกที่มาจากแกเท่านั้นที่ชดเชยได้"


"แสดงว่า แม่ต้องการหลานโดยไม่สนว่าผมจะรู้สึกยังไงอย่างนั้นหรอครับ?"




    มารดาอินทัชชะงักไปนิด ก่อนตอบ



"ไม่รู้แหละ แกต้องแต่งงานกับหนูวาว แล้วมีลูกให้ฉัน"



"แม่ครับ เราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังดีกว่า พาแขกอินทัชไปกินข้าวก่อนครับ"
คนกลางอย่างอรรนพก็ทำตัวไม่ถูก เขาลำบากใจและอายที่แม่เกิดอาละวาดต่อหน้าคนอื่นด้วย


      ภูภูมิมองแก้มที่แดงจัดของอินทัชก็นึกสงสาร เขาหมดอารมณ์ร่วมโต๊ะกินข้าวกับคนที่มีทัศนคติต่างกันแถมแม่ของแฟนยังพูดไม่ให้เกียรติเขาทั้งๆที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้



     ภูภูมิจำเป็นต้องปกป้องสถานะของตัวเองเหมือนกัน


"คุณน้าครับ ผมขอค้านเรื่องที่จะให้อินทัชแต่งงานกับผู้หญิง เพราะผมก็มีส่วนเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์นี้เหมือนกัน"



"แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน ฉันไม่ได้สั่งให้นายสองคนรักกัน"



"แต่ผมเป็นแฟนอินทัชนะครับ เราสองคนรักกัน ถ้าคุณน้าจะยืนยันให้อินทัชแต่งงาน ผมคงให้อินทัชทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมรับไม่ได้จริงๆ ได้โปรดเห็นใจผมด้วยนะครับ"

 ภูภูมิก้มหัวพนมมือไหว้อย่างขอความเห็นใจ ฟากมารดาอินทัชไม่สนใจ แถมยังพูดต่อ


"กล้ามากที่พูดกับฉันแบบนี้ จะอวดดีก็ลองดู กลับไปเถอะทัช ฉันไม่อยากกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนผิดเพศ ฉันบอกเลยว่าฉันอาย ยังไงก็ตาม ฉันจะให้แกคบกับหนูวาวและฉันจะบอกเพื่อนฉันให้หาฤกษ์แต่งงานให้ด่วนที่สุด"


     อินทัชเห็นภูภูมิจะอ้าปากเถียง เขาบีบกระชับมือภูภูมิเพื่อเดินออกมาตั้งหลัก พวกเขายกมือไหว้ลา แต่แม่ไม่ชายตามอง ทั้งสองจึงเดินออกมาจากบ้านเงียบๆ จังหวะนั้น อรรนพเดินมารั้งแขนน้องชาย  ภูภูมิเห็นว่าทั้งสองคงอยากคุยแบบเป็นส่วนตัว จึงหลีกทางให้


 

"เดี๋ยว ทัช"

"ครับ"

 

"แกไม่ได้ชอบเด็กคนนั้นเหรอ?"

"ผมเคยบอกพี่นพหรอครับ? คราวก่อน ผมก็แค่เงียบและฟังพี่พูดไปเรื่อยๆก็เท่านั้น"


"ฉันไม่เชื่อ? วันนั้น ฉันเห็นเต็มสองตาว่าแกกับเด็กคนนั้นจูบกัน แล้วแกก็ไม่ขัดขืน"



"พี่นพครับ ผมต้องไปแล้วภูมิรอผมอยู่"



    ยืนมองน้องชายด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอินทัชว่าสรุปแล้วน้องชายชอบใครกันแน่.?




     จนกระทั่ง อินทัชและภูภูมิอยู่ในรถกันแล้ว เขาหันไปหาภูภูมิ


"ผมขอโทษนะภูมิ"


"ขอโทษทำไม? อินไม่ทำอะไรผิด คนที่ผิดคือแม่คุณต่างหาก ไม่เป็นไรนะอิน ผมจะลองสู้ดูสักตั้ง ว่าแต่อินเจ็บไหม?"



 

    ภูภูมิถามอินทัชพลันเหลือบมองรอยแดงบนแก้มที่ปรากฎชัดเจน เขายกมือลูบแก้มแฟนตัวเองอย่างเบามือ



"ไม่เจ็บครับ เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลยนะภูมิ"





     อินทัชบอกพร้อมผุดยิ้มอย่างคนเหนื่อยล้า

 






 

 .................





    ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้



    แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทางแก้ที่เลือกจะถูกต้องเสมอไป เพราะทุกทางแก้ล้วนเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ บางทีก็ต้องลองเสี่ยงตัดสินใจ เนื่องจากเราย่อมไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะออกมาในรูปแบบไหนอยู่ดี เช่นเดียวกับอินทัชที่วางแผนเรื่องการดึงตัวภูภูมิมาหวังจะช่วยแก้ปัญหา แต่มันกลับแย่ยิ่งกว่าเดิม



    นับจากวันที่อินทัชไปหามารดาก็ผ่านมาแล้วร่วมสองสัปดาห์




     ในตอนแรกที่อินทัชใช้ภูมิเป็นเครื่องมือ ยื่นสถานะแฟนให้ก็เพื่อต้องการทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมและมีน้ำหนักมากขึ้นว่า อินทัชไม่สามารถมีลูกให้กับมารดาได้ เขาทำใจยอมรับและรู้ดีว่าผลตามมาอย่างมาก ก็คือ ตัดเขาออกจากกองมรดก ซึ่งอินทัชเองก็ยินดี แต่เปล่าเลย แม่ของเขากลับยืนยันจะให้มีลูกกับวาวให้ได้ มิหนำซ้ำ เรื่องยังกลับบานปลาย เมื่อภูภมิโดนทำร้ายร่างกายด้วย





     เหตุเกิดตอนที่ภูภูมิกำลังจอดรถเพื่อมาหาอินทัชในร้านกาแฟ และการที่อินทัชรู้ความจริง เนื่องจากมีพลเมืองดีสี่คนเห็นภูภูมิโดนทำร้ายร่างกายเยื้องร้านกาแฟไปหน่อยจึงลงมาช่วยกันล็อคตัวคนร้าย แหละเนื่องจากคนร้ายเป็นแค่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างธรรมดาที่เห็นว่าเงินดีจึงยอมทำ เขาไม่ใช่มืออาชีพ พอโดนจับได้จึงลนลานและหลุดสารภาพความจริงว่าคนที่จ้างวานโดยให้ผลตอบแทนที่งดงามคือใคร?



     พอภูมิมาบอกรายละเอียดคนจ้างวานที่คนร้ายบอกมาถึงรู้ว่านั่นคือ แม่อินทัช



    แน่นอนว่า มารดาเขาไม่ได้คลุกคลีในแวดวงมาเฟีย จึงไม่สันทัดในการต้องเลือกคนประเภทไหนในการทำเรื่องไม่ดีเช่นนี้





     โชคดีที่ ภูมิไม่เป็นอะไรมาก มีร่องรอยฟกช้ำแค่ใบหน้าเล็กน้อย คนร้ายรีบยกมือไหว้ประหลกๆขอร้องอ้อนวอนว่าอย่าแจ้งตำรวจ ภูภูมิใจอ่อน ไม่ยอมแจ้งความ เพียงแต่เอาคืนด้วยการชกกลับไปให้หายเจ็บใจสักหน่อย อินทัชทำแผลให้ภูภูมิเสร็จเรียบร้อย ภูมิก็แยกกลับบ้านไป





     แหละวันที่ภูมิโดนทำร้าย อินทัชเดินทางกลับไปบ้านของตนเอง เพื่อสอบถามความจริงกับแม่ว่าจ้างคนไปทำร้ายภูมิทำไม? แต่ไม่เป็นผล  มิหนำซ้ำ มารดาของเขายังต่อว่า ด่าทออย่างรุนแรง


"แกกล้าปรักปรำฉันเหรอ? ห้ะ...ไอ้ลูกอกตัญญู ออกจากบ้านฉันไปซะ..."




     เพียงเท่านั้น อินทัชก็รู้ได้ในทันทีว่า เขาไม่ควรเสียเวลาเจรจากับแม่อีก เพราะคนไม่ยอมรับความจริง พูดไปก็เปล่าประโยชน์

   

    นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่อินทัชเลือกให้ภูมิเป็นเหยื่อแทนคายัค เพราะถ้าแม่รู้เรื่องว่าเขารักคายัค เรื่องราวอาจหนักหนากว่านี้ก็เป็นได้ เนื่องจากคายัคยังเด็ก คนหัวโบราณอย่างแม่ ไม่มีวันเข้าใจในความสัมพันธ์ความรักแบบนี้แน่ๆ...

 

     คิดเรื่องภูภูมิและแม่จบ ก็วนมาที่เรื่องคายัค ตอนนี้ อินทัชเครียด ฟุ้งซ่านจนบางครั้งสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาคิดแต่เรื่องเดิมวนเวียนซ้ำไป ซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

         



     สี่เดือนแล้ว ที่อินทัชกับคายัคไม่เจอะหน้ากันเลย..





     อินทัชไม่รู้ต้องทำยังไง เขามีเวลาตามหาเด็กหนุ่มแค่ช่วงเวลาปิดร้านเท่านั้น แถมกรุงเทพฯก็ตั้งกว้าง มีตั้งหลายเขต อินทัชจนปัญญาและนึกไม่ออกว่าคายัคจะพักที่ไหน โทรหาเด็กหนุ่มก็ไม่ได้ พอถามบอลและแคนก็ไม่ยอมบอก ได้แต่ย้ำว่าคายัคสั่งไว้ อินทัชรู้ดีว่า ทั้งสองต้องช่วยเพื่อนมากกว่าอินทัชแน่นอนอยู่แล้ว





      ขณะที่นั่งเครียดอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาเหม่อจนไม่รู้ตัวเลยว่าแคนมาหยุดเรียกเขาอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ตั้งนานแล้ว



"อ้าว แคน"



"สวัสดีครับ อาทัชเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ผมเรียกตั้งนาน"



"ขอโทษครับ อาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ แล้ว เอ่อ..."  อินทัชชะเง้อคอมองข้ามไหล่เด็กหนุ่ม


"คายัคไม่ได้มาด้วยหรอกครับ แคนมากับพี่ชายครับ" แคนมองหน้าอาทัชที่ดูผิดหวัง 


      แคนเคยบอกกับคายัคว่ารู้สึกดีกับอาทัช จนบัดนี้ มันยังเป็นเช่นนั้นเสมอ



      ตั้งแต่รู้ว่าคายัคและอาทัชทะเลาะกัน แคนเป็นห่วงอาทัชมาก ในตอนแรก แคนไม่กล้ามาเพราะทำตัวไม่ถูก แต่พอมาถึงจุดที่แคนมาคิดได้ทีหลังว่า เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรตามใจคายัคมากเกินไป และแคนอยากช่วยให้สองคนนี้เข้าใจกัน หากแคนเป็นกาวใจให้ทั้งคู่กลับมารักกันอีกครั้งได้ แคนจะภูมิใจมาก



"อ่อครับ แล้วแคนเรียนเป็นไงบ้าง?"


"ดีครับ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วครับ"



"หรอครับ ขยันและอดทนนะ อาเป็นกำลังใจให้ วันนี้ แคนรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?"

"แคนขอชาเขียวเย็นและก็ลาเต้เย็นครับ"



"เดี๋ยวอาไปเสิร์ฟให้นะครับ"


"ไม่เป็นไรครับ อาทัช แคนรอตรงนี้ได้ครับ"




     แคนมองคนที่ทำเครื่องดื่มด้วยท่าทางไม่กระฉับ กระเฉงก็นึกสงสารและเห็นใจ อาทัชเป็นเอามากจริงๆ


      ยืนรอจนอาทัชทำเครื่องดื่มให้เสร็จ แคนจ่ายเงิน แต่อาทัชไม่รับ แคนจึงวางเครื่องมือสื่อสารของตัวเอง ก่อนจะรับเครื่องดื่มสองแก้วมาถือไว้


"ใช้เบอร์ผมโทรหาคายัคสิครับ"



      อย่างน้อย แคนก็ช่วยได้ตั้งหนึ่งอย่าง เด็กหนุ่มอมยิ้ม ก่อนจะเดินออกไปนั่งนอกร้านกาแฟกับพี่คูณ ทิ้งให้อินทัชจ้องเครื่องมือสื่อสารอยู่เป็นเวลานาน และตัดสินใจหยิบมือถือ กดเบอร์โทรศัพท์ของคนคุ้นเคย


ตื้ดดด ตื้ดดด...


[ว่าไงครับ แคน]



     เพียงแค่ได้ยินเสียงเริงร่าของคายัคที่นึกว่าเป็นเพื่อนตัวเอง อินทัชใจสั่น จนน้ำตาเกือบไหล



"นี่อาเองนะ เป็นไงบ้าง? คายัคสบายดีไหมครับ?"



[........]




      แต่พอรู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร? ปลายสายกลับเงียบสนิท


"ส่วนอาสบายดี ไม่ต้องห่วงอานะครับ อาทำงานคนเดียวได้ แต่ติดตรงที่มันเบื่อ และเหงาเวลาไม่ได้ยินเสียงคายัค คอยอ้อน คอยกวนใจ ตอนนี้ คายัคพักแถวไหนเหรอ? บอกอาหน่อยได้ไหม? อาอยากไปหา"


[........]



      บทสนทนาตอนนี้ เหมือนอินทัชพูดกับตัวเองตรงหน้ากระจกเงา แต่เขาก็ยังดันทุรังที่จะพูดออกไปรวมถึงประโยคต่อจากนี้ที่มันมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
     

"คายัค กลับมาอยู่ด้วยกันเถอะนะ"





[........]




      สิ่งที่อินทัชทำอยู่ตอนนี้ ไม่ต่างกับการปาลูกบอลอัดใส่กำแพง ไม่มีผู้รับ มีแต่เด้งกลับหาตัวเขาเท่านั้น...



      เป็นความจริงที่เจ็บปวด...



      เจ็บตรงที่คายัคไม่พูดอะไรสักคำ หากคายัคบอกว่า เกลียดกัน อินทัชยังรู้สึกดีกว่าที่คายัคเย็นชาแบบนี้



"โอเคครับ อาคิดว่าคายัคคงไม่สะดวกคุย อาวางสายให้ก็ได้...แต่อาขอถามคำถามสุดท้าย"



    กำลังจะถาม แต่ก้อนน้ำตาจุกอกจนต้องกลั้นไว้ก่อน จนกระทั่ง อินทัชคุมเสียงไม่ให้สั่นได้แล้ว จึงพูด



"อยู่ที่นั่น คายัคคิดถึงอาบ้างไหม?"




[........]


    แม้บอกให้รู้ว่า เป็นคำถามสุดท้าย คายัคก็ยังชาเฉย จนอินทัชร้องไห้ ช่างน่าอายอะไรอย่างนี้ อินทัชต้องรีบตัดบทเพราะกลัวหลุดความอ่อนแอให้คายัครู้ได้



"ไม่ตอบไม่เป็นไรครับ แต่อยู่ที่นี่ อาคิดถึงคายัคมากเลยนะครับ...ฮึก"




     คนทางนั้นวางสายลงแล้ว แต่คนทางนี้ กลับกำโทรศัพท์แน่น ฟุบหน้าลงกับหมอน แล้วใช้กำปั้นทุบลงบนหมอนรัวๆ ก่อนจะร้องไห้ฟูมฟายออกมา




"ฮือออออ.....ทำไมวะทำไม?...ทำไมผมลืมอาทัชไม่ได้สักที...ฮึกกกฮืออออ..."



****1.1****


1. อย่างไรก็ตาม ขอบคุณคนอ่านจริงๆที่สละเวลาส่วนตัวมาอ่าน ทั้งๆที่บางที ก็เข้าใจว่ามาพื้นที่แห่งนิยาย หลายท่านคงอยากอ่านอะไรบันเทิง สบายสมอง Feel Good กันบ้าง...
แต่พอเจอเรื่องนี้เข้าไป หลายคนคงเอิ่ม!...เอ้ยยย!...อารายของเมิ..ง...วะ เนี่ย ^^ แหะๆๆ :mew6: :mew6: :mew6: (น่ารักจัง ^^)

.
2. คายัคคงดีใจมาก และมีกำลังใจเพิ่มขึ้น ที่พี่ๆคนอ่านที่น่ารักทั้งหลายคอยช่วยเป็นกำลังใจให้น้องไม่ทิ้งกันไปไหนเลย... :mew1:
.
3. รอบนี้ จะมีใครเข้าข้างอาทัชบ้างไหมน้าาาา :m15: :m15:
.

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ
rinyriny 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21-07-2018 19:05:29 โดย rinyriny »

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด