⛵____ร.เรือ ร.รัก ร.ฤกษ์____⛵ [อัพตอนพิเศษ 2] ร.รุก ร.รับ ร.รูม 06.05.19| P.9
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ⛵____ร.เรือ ร.รัก ร.ฤกษ์____⛵ [อัพตอนพิเศษ 2] ร.รุก ร.รับ ร.รูม 06.05.19| P.9  (อ่าน 64479 ครั้ง)

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
มีอะไรเกิดขึ้นในอดีตนะ อยากรู้ อยากเผือก  :katai1:

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 5
ร.รื้อ


[สายธาร]

วันเดียวกันนี้เมื่อสองปีก่อน

พี่ภาณลืมวันเกิดผม ผมเริ่มคิดแบบนั้นตั้งแต่ช่วงเย็น แล้วค่อยเชื่อมั่นเต็มที่ตอนเขาเข้าไปอาบน้ำเพื่อเตรียมเข้านอน ผมไม่ได้หวังว่าเขาจะเป็นคนแรกที่บอกสุขสันต์วันเกิด ไม่ใช่พอเที่ยงคืนเป๊ะก็จะควักของขวัญออกมาเซอร์ไพรส์

แต่แบบนี้มันเกินไปหน่อยมั้ย เลยเที่ยงคืนมาจนจะถึงเที่ยงคืนอีกวันแล้ว เขาไม่แสดงอาการอะไรเลยว่าจำได้

ไม่มีเค้ก

ไม่มีของขวัญ

ไม่มีข้อความสั้นๆ หรือแม้แต่กดไลก์ข้อความอวยพรจากเพื่อนๆ ของผมในเฟซบุ๊ก พี่ภาณไม่ใช่คนเสพติดโซเชียล นานๆ จะเข้าไปดูสักที เขาไม่ถึงกับเป็นพวกอนุรักษ์นิยม แต่ยังชอบจดบันทึกด้วยปากกา ชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ที่ยืมจากห้องสมุด ถ้ากระแสต่างๆ ในโซเชียลเป็นเหมือนสายน้ำ พี่ภาณก็เปรียบเหมือนเรือที่ทอดสมออยู่ เขาไม่ไหลตามน้ำ แต่ก็ไม่ถึงต่อต้าน

ผมเลยโทษเขาไม่ได้ที่เขาไม่เห็นแจ้งเตือนวันเกิดจากทางเฟซบุ๊ก

แถมช่วงนี้เขายังคลุกอยู่แต่กับไฟนอลโปรเจกต์ของปีสี่อีก เรื่องนั้นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด สำคัญกับชีวิตนักศึกษาทุกคนอยู่แล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...

“ทำโปรเจกต์ถึงไหนแล้วครับ” ผมถามตอนเรานั่งกินข้าวที่ร้านข้าวตามสั่งหน้าหอพัก แค่ข้าวมื้อเย็นทั่วๆ ไป ไม่มีอะไรพิเศษ

“ก็โอเคนะ แต่ยังต้องแก้อีกเยอะ”

“อ้อ”

“แล้วเราล่ะ เป็นไงวันนี้”

“ก็โอเคนะ” ผมลอกคำตอบเขา

“แต่หน้าตาไม่ค่อยโอเคเลยนะ เป็นไรรึเปล่า”

“...”

“ใครแกล้งอะไร บอกพี่”

“บอกพี่แล้วพี่จะทำยังไง”

“อัดมันสักตุ้บสองตุ้บให้ไตอักเสบ แล้วจับแก้ผ้าประจานดีมั้ย”

พี่ภาณเนี่ยนะจะมีเรื่องกับใคร หิมะคงตกประเทศไทยแน่ และถ้าจะทำแบบนั้นจริง เขาก็ต้องต่อยตัวเอง และแก้ผ้าออกมาวิ่งรอบหอพักแล้ว

ภาพที่เกิดในหัวทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ นี่แหละพี่ภาณ เขาทำให้ผมยิ้มได้เสมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเล้าโลมทางสายตาด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมหน้าร้อนผ่าวอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้ทำแบบนั้น ในแววตามีแค่ความสงสัยแบบไม่จริงจัง

“ไม่มีใครทำอะไร แค่เหนื่อยครับ”

“เสียดาย อดต่อยคนเลย” เขาพูดยิ้มๆ พลางตักหมูกระเทียมใส่จานผม “อะ งั้นตุนไขมันไว้เยอะๆ พอขึ้นปีสี่ได้ใช้พลังงานจนผอมแน่”

แล้วข้าวมื้อนี้ก็ผ่านไป

เหมือนวันปกติธรรมดาทั่วไป

พี่ภาณขลุกอยู่ที่โต๊ะหนังสือตั้งแต่กินข้าวเสร็จ ไฟนอลโปรเจกต์หรืออะไรก็ตามบนหน้ากระดาษดึงความสนใจของเขาไปหมด

จนตอนนี้เวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว อีกไม่กี่นาทีวันเกิดผมก็จะผ่านพ้นไป เขาลุกไปอาบน้ำ เสร็จแล้วก็มาทิ้งตัวบนเตียง ยกกำปั้นจ่อปากกลั้นหาวยืดยาว

“จะนอนยังครับ พี่ไม่ไหวละ”

“พี่ลืมอะไรรึเปล่า”

“เอ้อ ขวดนม พี่เอาออกมากินแล้วลืม เอาเข้าตู้เย็นให้หน่อยนะ”

“ครับ”

“แล้วก็ปิดไฟให้ด้วย”

“ครับ ได้”

“กู๊ดไนท์ครับ”

ผมเดินไปปิดไฟเพดานห้องแล้วเปิดโคมไฟบนโต๊ะแทน แอบถอนหายใจยาวๆ ในความมืด จากนั้นก็นั่งลงที่เก้าอี้ ขวดนมที่พี่ภาณหยิบออกมากินยังตั้งอยู่บนโต๊ะ หยดน้ำเกาะพราว บางส่วนหยดลงบนผิวไม้ ขืนปล่อยไว้นานกว่านี้ผิวไม้คงจะเป็นรอยบวมเพราะความชื้น และผมจะหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็น ส่วนพี่ภาณคงจะพูดว่า โอ้ ดูดิ มันกลายเป็นโต๊ะตัวเดียวในโลกไปแล้ว

ผมยกขวดนมขึ้น ปาดน้ำบนโต๊ะทิ้ง พอจะเอาไปเก็บที่ตู้เย็น จู่ๆ พี่ภาณก็ดีดตัวขึ้นมานั่ง “วู้ว!”

ไม่ใช่แค่ลุกนั่ง เขายังเอาหมวกปลายแหลมจากไหนก็ไม่รู้มาสวม ตามด้วยดึงพลุสายรุ้งให้พุ่งเป็นสาย

“อะ...อะไรของพี่เนี่ย”

“แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทูยู แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ทู้ยู...” ร้องเองตบมือเอง ตบคร่อมจังหวะอีกต่างหาก

ผมยิ้มแก้มปริ อดทนรอจนเขาร้องจบ

“พี่แกล้งผม!”

“ไม่เชิงนะ แต่ก็ใช่”

“พี่อัดตัวเองเลย แล้วก็แก้ผ้าออกไปวิ่งรอบหอซะ”

“หา”

“ก็พี่พูดเอง ใครแกล้งผม พี่จะทำกับไอ้คนนั้นแบบนั้น”

เขาหัวเราะเสียงดัง เสียงสดใสไร้สิ่งเจือปน เป็นเสียงหัวเราะที่มีแค่พี่ภาณเท่านั้นจะทำได้ และมันก็ทำให้ผมยิ้มตามไปด้วยทุกครั้ง ทั้งที่ยังโกรธที่เขาอำผมสนิทขนาดนี้

“มานั่งนี่มา”

“ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะโกรธดีมั้ย”

“โกรธลงเหรอ” เขาฉีกยิ้มพร้อมกับโพสต์ท่าเหมือนนายแบบ คราวนี้เป็นผมที่หัวเราะเสียงดังบ้าง ก่อนจะเข้าไปนั่งบนเตียงข้างเขา

“หลับตาก่อน” เขาบอก

“จะลักหลับเหรอ”

“อันนั้นเอาไว้พี่จะทำทีหลัง หลับตาสิ”

ผมหลับตา

“อะ ลืมตาได้” เสียงพี่ภาณจริงจังขึ้น พอลืมตา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือกล่องสีน้ำเงินเข้มใบเล็กขนาดที่วางบนฝ่ามือได้ “สุขสันต์วันเกิดครับ”

“พี่...”

“แกะดูสิ”

ผมบรรจงเปิดกล่อง เพื่อพบกับ...

อากาศ

ผมมองหน้าเขาที่ยิ้มอยู่ แล้วเทกล่องเปล่าให้ดูต่อหน้าจะจะ

“อ้าว พี่ลืมเอาใส่เหรอ เดี๋ยวนะ มันน่าจะอยู่แถวนี้” พี่ภาณคลำเปะปะไปรอบตัว ล้วงไปตามขอบเตียงและใต้หมอน “อ๊ะ อยู่นี่เอง”

“...”

“มา พี่ใส่ให้”

เสียงเขานุ่มนวล พอๆ กับแรงจับที่ข้อมือผม พอเขาจัดการเรียบร้อย ผมก็ยกข้อมือขึ้นดูใกล้ๆ พรายน้ำสีเขียวสว่างเรืองในความมืดสลัวดูราวกับตัวหิ่งห้อย

“นาฬิกา”

“ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่เครื่องบินแน่นอน”

“แกล้งซ้ำแกล้งซ้อนจริงๆ”

เขาหัวเราะอีก

“แต่ยังไงก็...ขอบคุณครับ”

“ยินดีครับ”

“ผมนึกว่าพี่ลืมซะแล้ว”

“วันเกิดเราทั้งที พี่จะพลาดได้ไง” เขาโน้มมาจุ๊บหน้าผากผมเบาๆ “ทีนี้ก็ไปแต่งตัวได้แล้ว”

“หือ? ไปไหน”

“ฉลอง”

“นี่มันดึกแล้วนะครับ”

“เพราะดึกไงเราถึงต้องรีบไป พี่นัดเพื่อนๆ เราไว้แล้ว ที่โอเมก้า เร็วเข้า ไปแต่งตัว ให้เวลาห้านาที”

ผมก้มดูของขวัญอีกครั้ง ก่อนจะรีบลุกไปแต่งตัว

ช่วงแรกๆ ยังรู้สึกไม่ชินกับน้ำหนักบนข้อมือ แต่ไม่ถึงสองอาทิตย์มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปเรียบร้อย ผมใส่มันไว้ตลอดเวลายกเว้นแค่ตอนอาบน้ำ เกือบสองปีมานี้มันอยู่ดีบนข้อมือผมมาตลอด ไม่เคยหักบิ่นเสียหายแม้แต่น้อย

จนกระทั่งเรือใบโถมเข้าใส่ในคืนนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 17:53:24 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 6
ร.รวม

[เรือใบ]

ขาว

เนียน

ไม่มีสิวสักเม็ด

เกิดมาแม่งเคยโดนแดดรึเปล่าวะ หรือว่าตอนเด็กแม่เอาผงซักฟอกผสมนมให้กิน

หน้าตาดีไม่พอ ท่านอนยังต้องผู้ดีขนาดนี้ด้วย เปลือกตาและริมฝีปากปิดสนิทไม่มีเผยอสักนิด เสียงลมหายใจก็แผ่วเบาสม่ำเสมอ มันต้องมีคอร์สสอนนอนหลับอย่างไรให้ดูน่าสนใจ ใช่มั้ย ยิ่งยุคนี้ยิ่งมีคอร์สมีโค้ชบ้าๆ บอๆ สารพัด

หรือว่าแกล้งหลับอยู่

ไม่หรอกมั้ง ถูกจ้องหน้าใกล้ขนาดนี้ใครจะแกล้งนอนนิ่งได้

สองปีก่อนชีวิตผมยังเคว้งๆ เหมือนเรือเป็ดไม่มีคนถีบ ผมมีเวลาเยอะ เลยทั้งลุยดูหนังและอ่านหนังสือแก้เซ็งอยู่พักใหญ่ จำได้ว่าหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าเราทุกคนมีกำแพงที่มองไม่เห็นล้อมรอบตัวอยู่ เป็นกำแพงส่วนตัวที่เราค่อยๆ สร้างขึ้นนับตั้งแต่เกิด และกำแพงที่ว่านี้จะสลายไปในบางสถานการณ์ เช่น ตกใจ เซอร์ไพรส์ เจอคนที่ไว้ใจ...รวมถึงขณะนอนหลับ

ขณะนี้สีหน้าสายธารดูผ่อนคลาย คิ้วที่มักขมวดบ่อยๆ ก็คลายออก เหมือนกำแพงส่วนตัวของเขาสลายกลืนไปกับอากาศแล้ว ไม่เหลือเกราะป้องกันตัว ไม่มีการกลบเกลื่อนใดๆ ราวกับว่าเขากำลังเปลือยเปล่าทางจิตวิญญาณอยู่

แล้วนี่เขากำลังละเมอรึเปล่า ผมตะแคงหูฟัง น่าจะเป็นชื่อคน แต่ก็ได้ยินไม่ชัด

“ทะ...ทำอะไร”

อ่าว ตื่นแล้ว

ผมรีบเก็บหน้านิ่ง “ดูว่านอนหรือตาย”

จากนั้นเราก็คุยกัน

ผมรู้แต่แรกแล้วว่าเด็กนี่เป็นพวกเนิร์ด คนประเภทที่จะนั่งเรียนแถวหน้า ชอบขลุกในห้องสมุด บูชาหนังอะนิเมชั่น และอาจจะเป็นสมาชิกแก๊งคนนิยมผลไม้ปั่น ผมเลยไม่แปลกใจที่เขาหยิบหนังสือติดมือมาหลายเล่ม

เช้านี้ผมหยิบหนังสือที่เขาอ่านค้างอยู่ขึ้นมาพลิกดู

แม่ง ดูแค่นี้เหน็บผมจนหน้าหงาย แค่นั้นไม่พอยังมองแซนวิชของผมแบบสังเวชสุดๆ ผมเลยสั่งให้เขามาทำเอง ทีแรกเหมือนเจ้าตัวจะไม่ยอม แต่หลังจากโต้คารมกันสักพักเขาลุกมาทำโดยหยุดต่อปากต่อคำไปเฉยๆ ไม่แสดงอาการหงุดหงิดด้วย ทำราวกับผมเป็นอากาศธาตุ หรือไม่ก็ก้อนเนื้อที่ใช้ตูดหายใจ

แต่ต้องยอมรับว่าไอ้เด็กนี่ทำแซนวิชได้ดีกว่าผมจริงๆ และที่อร่อยกว่านั้นคือสิ่งที่มีชื่อว่า ‘ท่อนแยมทอด’ ก็ไม่น่าแปลกหรอก เด็กเนิร์ดต้องทำอาหารให้ดีกว่าอดีตตำรวจที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่แล้ว

ระหว่างที่กินอยู่นั่นเองมิกกี้ก็โทรเข้าเครื่องสายธาร ผมแส่เข้าไปยื่นหน้าฟังบทสนทนาด้วย พอจับความได้ว่ามิกกี้ชวนออกไปปาร์ตี้

วันนี้คือวันเกิดสายธาร...

เป็นเรื่องใหญ่ของวัยรุ่นเลย แต่เจ้าเด็กนี่ดูท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว เหมือนลมวันเกิดตัวเองไปแล้ว

พอมาคิดดู ทำไมเด็กเนิร์ดถึงมีเพื่อนอย่างมิกกี้วะ รายนั้นดูเหมือนจะมีผับบาร์เป็นบ้านหลังที่สองด้วยซ้ำ แถมน่าจะเป็นนักพรากผู้เยาว์มืออาชีพอีกต่างหาก

เอาเถอะ วันเกิดทั้งทีจะให้นอนอุดอู้อยู่แต่ในห้องก็ใช่เรื่อง คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะผมไปด้วย แต่ไม่รู้ว่าผมพูดอะไรผิด จู่ๆ สายธารก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ท่าทางดราม่าอยู่สักพักก่อนจะควบคุมตัวเองไว้ได้ แต่หลังจากนั้นกำแพงส่วนตัวเขาก็หนาทึบกว่าเดิมหลายเท่าจนผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อและกลับเข้าห้องนอนตัวเองไป

บางที ผมคงด่วนสรุปเร็วไปหน่อยว่าอ่านเด็กนี่ออกง่ายๆ

ตอนค่ำๆ มีอีกสายโทรเข้าเครื่องสายธารระหว่างที่เรากำลังเตรียมตัวจะออกไป

“แม่...ไว้ว่างๆ จะกลับ...ยุ่งๆ หางานอยู่...อือ กำลังจะออกไปกินไรกับเพื่อนหน่อย...ไม่เมาหรอก...แม่นอนเถอะ แค่นี้นะแม่ ไว้คุยกัน”

“พูดกับแม่ให้มันดีๆ หน่อย” ผมพูดหลังจากเจ้าตัววางสาย

“นี่ไม่ดียังไง”

“ไม่มีหางเสียง” 

“เออๆ ช่างผมเหอะ จะไปยังรึยังล่ะ”

“จะไปรึยังครับ พูดซิ”

“จะไปรึยังครับ คุณเรือใบ”

“เห็นมั้ย ไม่เห็นจะตาย”

“อย่างกับคุณพูดเพราะตายล่ะ”

“หึ” ผมยิ้ม “ไม่ลืมอะไรนะ”

“ไม่”

“นึกว่าเด็กเนิร์ดต้องสะพายเป้อะไรงี้ซะอีก”

สายตาว่างเปล่าของเขาเหลือบมองผม ซึ่งอาจหมายความว่าผมไม่มีค่าพอให้เหยียดหยาม “แค่เดินตัวเปล่าก็หนักเกินพอแล้ว”

“นี่มึงเป็นใครกันแน่ นักบวชลัทธิเต๋าเหรอ”

“อีกอย่าง ผมไม่ใช่พวกเนิร์ด” เขาพูดต่อโดยไม่สนใจคำพูดผม “แล้วก็เรียนจบแล้ว ถ้าคุณคิดจะเอากระเป๋าอะไรไปก็อย่ามาฝากไว้ที่ผม เชิญสะพายเอง”

ผมยักไหล่ “กูไม่ใช่เนิร์ด กูเรียนจบแล้ว อีกอย่าง...แค่พกความว่างเปล่าไว้ก็หนักเกินไปแล้ว” ผมย้อนบ้าง

“ไอ้ที่พกอยู่หลังเข็มขัดนั่นไม่เรียกว่าความว่างเปล่าหรอกมั้ง”

“มันไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่ถ้าได้หยิบออกมาใช้มันจะทำให้โลกนี้ว่างเปล่าขึ้นอีกหน่อย” เจ๋งว่ะ คิดได้ไงวะ เจ๋งจนต้องขยายความอีก “เก้าอี้จะว่างขึ้นอีกตัว ข้าวจะเหลืออีกจาน คิวเข้าส้วมจะสั้นลงอีก...”

“พอเหอะ”

“ทำหน้าเป็นตูดอีกละ”

“ไปยัง”

“กูพร้อมนานแล้ว มึงนี่แหละมัวแต่โม้”

สายธารก้าวนำหน้าออกประตูออกประตูไป ผมก้าวตามและปิดประตูซึ่งมันจะล็อกเองอัตโนมัติ จากนั้นก็จัดซองปืนด้านหลังเข็มขัดให้เข้าที่ การพกปืนแบบนี้มีศัพท์เรียกอยู่ว่าพกแบบรีเวิร์ส ตำรวจจะถูกฝึกให้พกปืนที่เอวข้างถนัด เพื่อแขนจะได้สัมผัสปืนตลอดเวลา แถมยังหยิบใช้งานสะดวกและถูกแย่งปืนได้ยาก แล้วไง? ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นตำรวจแล้ว ผมจะพกแบบเด๊ดพูล, แบบจอห์น วิค, แบบเอเจนต์ 47 จากเรื่องฮิตแมน หรือจะพกเอาที่สบายใจเรือใบยังไงก็ได้ จะใช้ซอกตูดหนีบไว้ก็ไม่มีใครว่า

ทีแรกผมคิดจะพกแม็กกาซีนสำรองไปด้วย แต่คงจะเวอร์ไป แค่ไปปาร์ตี้ ไม่ได้ไปรบ บรรจุเต็มแม็กเหน็บหลังไปแบบนี้ก็พอแล้ว

คืนนี้คงไม่เจอแจ็กพ็อตอะไรจนต้องใช้ปืนหรอก

แค่เผื่อไว้เฉยๆ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 17:59:14 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 7
ร.ระอา

[สายธาร]

จะมาด้วยทำไมวะ ถ้าจะเกาะเป็นปลิงขนาดนี้ไม่สูบเลือดซะเลยล่ะ

คอยดูนะ เดี๋ยวก็ไปพูดจิตวิทยาอะไรกามๆ กับไอ้พวกนั้นอีก


















______________________

อัพทีเดียว 3 ตอนนะคะ เพราะแต่ละตอนสั้นๆ :)

ศุกร์นี้มาอัพต่อ เราจะได้ไปวันเกิดสายธารกันแล้วนะคะ :D
อ่านแล้วเป็นยังไงคอมเมนต์บอกกันได้เลยนะคะ
ขอบคุณมากนะคะที่ทำให้เรามีกำลังใจ

อ่านซ้ำๆ วนไปวนมา <3

นางร้าย
1.05.18
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 18:04:54 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ 양아치

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 29
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +4/-0
จ่ะ พ่อคุณ คิดเอง ชมตัวเอง 555555

ออฟไลน์ diltosscap

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
พี่เรือ ยั่วอารมณ์น้องเก่งนัก ระวังโดนน้องเอาคืนนะคะ
รอไปงานวันเกิดสายธารค่ะ

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
เรื่องในอดีต ยังไม่หนำใจเลย อยากรู้อีก ๆ  :ling1:

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 8
ร.รำคาญ

 [เรือใบ]

เรามาถึงหน้าโอเมก้าเวลาสามทุ่มครึ่ง 

“เรามาสาย” สายธารว่า

“จิตวิทยา มาช้าหน่อย เราจะได้ดูเป็นคนสำคัญ”

“เราดูเหมือนคนไม่รักษาเวลาและไม่ให้เกียรติคนอื่นมากกว่า”

“รถติด”

“คุณขับอ้อมน่ะสิ ไม่รู้ทางทำไมไม่เปิดแผน...”

“รู้”

“แต่จงใจขับอ้อม?”

“ใช่ แกล้งมึง สนุกดี”

ที่จริงผมไม่มั่นใจว่ามาสด้าสีดำคันนั้นขับตามหรือเปล่า พอข้ามแยกแล้วมันไปคนละทางเลยเบาใจหน่อย

“เลวจริงๆ”

ผมฉีกยิ้ม “บ่นจังเว้ย ป้าเป็นนกขุนทองเหรอ”

เจ้าตัวชักสีหน้าใส่ ก่อนจะได้บ่นอะไรต่อเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขัดจังหวะ “มิก...ถึงแล้วๆ กำลังจะเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ...เจอกัน”

ผมปล่อยให้สายธารเดินนำไปก่อน ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าว กล้ามเนื้อทุกส่วนตื่นตัวขณะหันมองรอบตัวอย่างเนียนๆ

ดูไม่มีอันตราย

หรือถ้ามีก็ไม่รู้หรอก เพราะผมไม่ใช่ซูเปอร์แมนหรือโทนี่ สตาร์กที่จะมีจาร์วิสคอยช่วยสแกนรายละเอียดทุกอย่างนับตั้งแต่ก้อนขี้หมายันความชื้นในชั้นบรรยากาศ ที่ผมมีอยู่ก็แค่ดวงตาของมนุษย์ธรรมดาๆ

พวกการ์ดของร้านขอค้นตัวเราก่อนเข้าประตู สายธารถูกค้นจนละเอียดยิบ ส่วนผมเอาตัวรอดการลูบคลำมาได้ด้วยการเอ่ยชื่อคนที่พวกนั้นต้องเกรงใจบวกกับวาทศิลป์อีกนิดหน่อย

“ไม่ยุติธรรม” เขาพูดหลังจากเราเข้ามาข้างในแล้ว

“อะไรนะ ไม่ได้ยิน” จริงๆ ก็ได้ยินแหละ เพราะตอนนี้ยังถือว่าเป็นช่วงอุ่นเครื่องอยู่สำหรับบรรยากาศภายในผับ รออีกสักพักคนถึงจะเยอะกว่านี้ เสียงดังกว่านี้

“ทำไมผมโดนค้นตัวอยู่คนเดียว” สายธารยื่นหน้าเข้ามาพูด “ถ้าคุณมีเส้นหรืออะไรก็ช่าง ทำไมไม่บอกพวกนั้นว่าเรามาด้วยกัน”

“โลกมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ”

“ไอ้ธาร” มิกกี้ก้าวยาวๆ เข้ามาขัดจังหวะพอดี “มาซะที พวกนั้นแม่งเริ่มเมากันแล้ว”

“มากันครบแล้วเหรอ”

“ขาดไอ้เฟิร์ส คนติดเมียก็งี้แหละ แล้วนี่...”

“ไง” ผมทัก

“เอาจริงดิ” มิกกี้ทำหน้าเหมือนว่าผมเพิ่งหายตัวแวบมาโผล่ตรงนี้

“กูคนจริงก็ต้องเอาจริงอยู่แล้ว”

“เอ่อ...” สายธารกระแอม “ขอแนะนำอีกทีละกัน นี่มิกกี้เพื่อนสนิทผม” รู้เลยว่าเน้นเสียงคำว่าเพื่อนสนิทเพื่อให้ผมเกรงใจ ไม่ทำอะไรรุนแรงเหมือนวันนั้น “ส่วนนี่ก็เรือใบ...”

“คู่ขา” ผมรีบเสริม ก่อนสายธารจะขยายความด้วยคำอื่นและตกที่นั่งลำบากจนต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง

“...”

“...”

อ่าว อึ้งกันไป หรือว่าคำนี้มันถึงพริกถึงขิงเกินไป แต่ผมก็ยืมคำของมิกกี้ที่พูดวันนั้นมาใช้นะ คุยด้วยภาษาเดียวกันย่อมเป็นเรื่องดีไม่ใช่รึไง

“แล้วเราก็เข้าขากันได้ดี” ผมเสริมไปอีก พร้อมกับตบบ่าสายธารเบาๆ แต่เจ้าตัวไม่รับมุก ทำเป็นสะบัดหลบมือ

“ไม่รู้ว่าจะมา ไม่ได้หาเกาอี้ไว้เผื่อ” มิกกี้ว่า

“งั้นก็หาสิ”

“โต๊ะนั่งพอดีคนแล้วด้วย”

“ต่อโต๊ะ” ผมยิ้ม วางมือบนบ่าสายธารอีกพร้อมกับพูดเสียงนุ่ม “ไปนั่งกับเพื่อนก่อนนะ อีกสักพักเดี๋ยวตามไป” จากนั้นก็ปลีกตัวออกมา ผมเห็นมิกกี้ลากตัวสายธารไปจากหางตา และเดาว่าเจ้าตัวคงจะพูดประมาณว่า ‘มึงมานี่เลย ต้องคุยกันหน่อย’ แล้วผมก็ตกเป็นขี้ปากของเด็กพวกนี้อย่างเป็นทางการ

ตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์มีเก้าอี้ว่างอยู่ บาร์เทนเดอร์เพื่อนเก่าผมก็ดูจะว่างอยู่พอดี

“โว้ว ดูดิ๊ใครมา” เขาเห็นผมก่อน หูตายังไวเหมือนเดิม

“ก่อนอื่นนะโอม ที่ขอให้การ์ดค้นตัวตรงทางเข้าละเอียดหน่อยเป็นไงมั่ง” ก่อนหน้านี้ผมโทรหาโอม ขอให้เขาสั่งการ์ดให้เข้มงวดหน่อย โอมไม่ใช่แค่บาร์เทนเดอร์ธรรมดา เขาเป็นหัวหน้าการ์ดด้วย

“พวกนั้นขอแหกตูดมึงดูมั้ยล่ะ”

“ก็เกือบๆ”

“งั้นก็คงตรวจละเอียดกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

“เออ ขอบใจว่ะ”

“ทีนี้ก็ทักทายอย่างเป็นทางการได้แล้วดิ” โอมยกมือขึ้น “โว้วๆ ดูดิใครมา คุณชายเรือสำราญใช่มั้ยน่ะ แม่งยังหล่อน่าดักตีหัวเหมือนเดิมเลยเว้ย”

“กวนตีน”

เขายื่นกำปั้นมาให้ชน ผมก็เอากำปั้นชนด้วย จากนั้นเขาก็หยิบแก้วรินวิสกี้ให้อย่างรู้ใจ

“ขอบใจ” ผมนั่งบนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์ หมุนตัวมามองไปที่โต๊ะกลุ่มสายธาร มองผู้คนรอบๆ บริเวณนั้น

“ไงมึง พาลูกนายกมาเที่ยวรึไง ต้องละเอียดขนาดนี้”

“แค่เด็กน่ะ”

“เด็กคนนี้แซ่บเลยอะดิ ดูแลขนาดนี้ โต๊ะนั้นเหรอ...มีแต่ผู้ชายนี่หว่า”

“ไม่ใช่แบบนั้น เด็กมันเดินไปเจอตอเข้า กูเลยต้องดูแลมัน”

“สะดุดตอมึงเหรอ”

“ไอ้นี่”

“ฮ่าๆๆ งั้นทำไมต้องดูแล”

“เรื่องมันยาว”

“เฮ้ย ไม่ต้องอาย เดี๋ยวนี้โลกมันไปถึงไหนแล้ว กูก็คบเด็กมหา’ลัยอยู่เหมือนกัน...ผู้ชายทั้งแท่งเลย อันนี้ตอกูไปสะดุดมันเข้า”

ผมหันขวับ “จริงดิ”

“เมื่อกี้กูพูดให้ทุเรศขำๆ ไปงั้น แต่กูคบเด็กจริง”

“ทำไมวะ เมื่อก่อนมึงก็ชอบผู้หญิงนี่”

โอมตะแคงศีรษะเหมือนครุ่นคิด “อืม...จะว่าไงดีล่ะ ถ้าความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดกับมึง อธิบายไปก็ไม่เข้าใจ”

“คงงั้น”

“เฮ้ย ดูลูกค้าไปก่อน พี่คุยกับเพื่อนแป๊บ” โอมหันไปบอกบาร์เทนเดอร์รุ่นน้อง แล้วขยับตัวมาชิดมุมเคาน์เตอร์ ยื่นหน้ามาพูดพอให้ได้ยินกันสองคน “หรือตอที่ว่าเกี่ยวกับเสี่ยที่ถูกเป่าหลังร้านผับผับ”

ผมกะมาหยั่งๆ โอมเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน กลายเป็นว่ามันเดาออกก่อนแล้วว่าผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

“มึงรู้อะไรบ้าง” ผมลดเสียงต่ำลง

“นั่นไง ทำงานให้ตำรวจอีกดิมึง เซนส์กูนี่แม่งสุดยอดจริงๆ ตอนซื้อหวยไม่เห็นถูกสักทีวะ”

“กูซีเรียสนะ มึงรู้อะไรบ้าง”

“ไม่มาก”

“งั้น...มึงช่วยเป็นหูเป็นตาให้หน่อยดิ ช่วยสืบๆ ดูหน่อย”

“เดือดร้อนกูอีก”

“ถ้าได้เรื่องยังไงกูไม่ให้มึงเหนื่อยฟรีหรอก”

“เออๆ ไม่เป็นไร เรื่องดำๆ เทาๆ แถวนี้กูควรต้องรู้ไว้อยู่แล้ว แต่มึงอย่าหวังไรมากละกัน”

“เออ ขอบใจ”

“ว่าแต่ ถ้าเด็กของมึงสะดุดตอที่ผับ ทำไมยังพามาเที่ยวผับอีกวะ ร้านนั่นก็ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่ด้วย หรือเป็นแผนใช้ลูกแกะล่อหมาป่าออกจากถ้ำ”

“ยังไม่มีแผนอะไร กูไม่ได้อยากออกมาข้างนอกด้วย แต่วันเกิดเด็กมัน”

“อ่อ”

“คุยแต่เรื่องกู แล้วมึงล่ะ เป็นไงมั่งช่วงนี้”

“เรื่อยๆ” โอมยืดตัวขึ้นสบายๆ “รักรุ่ง งานพุ่ง ระวังสุขภาพเกี่ยวกับขา ผู้ชายผิวดำแดงให้โชค”

“ดวงตามนิตยสารเหรอวะ”

“เปล่า กูดูในเพจเฟซบุ๊ก แต่งานท่วมจริง เฮียกำลังจะเปิดอีกร้านอยู่ฝั่งตรงข้าม ชื่อร้าน ‘โอ มายแอส’ ต่อไปกูต้องดูสองที่”

“ชื่อไรนะ”

“Oh my ass” โอมเดาะลิ้นสำเนียงอังกฤษ

“ฟังดูเหมือนผับเกย์”

“ชื่อมันขึ้นต้นด้วย ‘โอ’ เหมือนร้านนี้ แต่จะออกแนวให้เต้นๆ มากกว่า ประมาณว่าเต้นจนเมื่อยตูด แต่กูว่า ต่อไปมันคงจะพัฒนาไปเป็นผับแนว ชาย-ชาย จริงๆ แหละ ชื่อมันดึงดูด”

“อืม”

“เฮ้ย เด็กมึงคนนั้นใช่ปะ...หน้าตาดีนี่หว่า แน่ใจนะว่าไม่คิดไร”

“คิดไรวะ ไม่อยู่แล้ว!”

“แซวแค่นี้ต้องเสียงดังด้วย” 

“มึงทำงานไป คนเริ่มเยอะ กูจะไปฉี่ละ” ผมยกแก้วกระดกจนหมด แล้ววางบนเคาน์เตอร์แรงๆ เหมือนที่พวกผู้ชายในหนังคาวบอยชอบทำกัน “โต๊ะนั้นกูจ่ายนะ ให้เด็กมันกินกันเต็มที่ไป” ว่าแล้วก็หันหลังเดินไป

ไอ้โอมแม่งยังไม่วายกวนตีนส่งท้าย ส่งเสียงตามหลังจนคนแถวนั้นได้ยินกันทั่ว “ได้ครับ ป๋าเรือสำราญ”



หลังจากสายธารแนะนำตัวผม และพูดคุยกันอยู่สักพัก ผมก็ตกผลึกทางความคิดได้แจ่มชัดว่าเพื่อนๆ ของสายธารแต่ละคนน่าจะเป็นสมาชิกสโมสรคนขี้โม้แน่นอน 

โต๊ะเรารวมทั้งหมดแล้วก็มีอยู่หกคน มีผม สายธาร มิกกี้ กันดั้ม (อ่ะ หุ่นยนต์ก็มา) โตโตโร่ (การ์ตูนก็มี) และคนที่มาทีหลังชื่อเฟิร์ส ซึ่งไม่ต้องแนะนำตัวให้ยุ่งยากเพราะมิกกี้ทักทันทีที่เจอหน้าว่า

“เชี่ยเฟิร์ส มึงไม่มาตอนตีสองเลยล่ะ”

“กูซ้อมเมียอยู่ นี่ยังโมโหไม่หาย กูต้องจัดชุดใหญ่จนหลับคามือเลย แล้วค่อยออกมา” เฟิร์สโม้

“มึงวางยานอนหลับเมียมากกว่ามั้ง” กันดั้มพูด

“หรือไม่ก็กราบเมียครบร้อยแปดจบมากกว่า” โตโตโร่เสริมเข้าไปอีก

“ไม่หรอก” สายธารผสมโรง “จัดชุดใหญ่คือนวดแผนไทยต่างหาก”

“พวกมึงนี่แม่งรู้ดีกันจริงๆ”

ทุกคนหัวเราะครืน

ผมรอจังหวะให้เสียงหัวเราะขาดช่วง แล้วตัดสินใจถาม

“น้องชื่อโตโตโร่จริงดิ”

“ชื่อโตโต้ครับ แต่ไอ้พวกนี้เรียกโตโตโร่เพราะหุ่นผมมันให้”

“โตโต้ที่มาจากแบรนด์ผ้าห่มน่ะนะ”

“ช่าย”

ผมเลือกไม่ถูกเลยว่าชื่อไหนดีหรือแย่กว่ากัน สุดท้ายก็ได้แต่ทำเสียงขรึมๆ กลับไป “อืม”

ทุกคนหันกลับไปพูดคุยกันต่อ

สักพักแต่ละคนก็เริ่มดูมึนๆ กันแล้ว ยกเว้นผมที่ยังรักษาสติไว้ได้ครบถ้วน พลางสังเกตผู้คนที่อยู่รอบตัวไปด้วย

หัวข้อที่พวกเขาจริงจังกันสุดๆ คือเรื่องหน้าที่การงาน เพราะแต่ละคนเรียนจบแล้ว บทสนทนาเลยเป็นไปในทำนองนี้

“ตอนนี้มีบริษัทติดต่อมาสามที่ กูยังเลือกไม่ได้ ต่อไปกูไม่ต้องใช้น้ำหอมแล้ว”

“ทำไมวะ”

“ก็เนื้อหอมขนาดนี้”

“สัด แต่กูอ่ะ ปฏิเสธไปเลยสองที่ บริษัทก็ใหญ่โตนะมึง แต่ให้เงินเดือนเท่าหรรมหมา มันดูถูกสมองกูมากเกินไปแล้ว เลยไม่เอาแม่ง มึงล่ะมิกกี้”

“กูว่าจะต่อโทก่อน ขี้เกียจทำงาน”

“ป.โทคณะกามศาสตร์เหรอวะ อย่างมึงนี่ได้เกียรตินิยมแน่ ฮ่าๆๆ ที่กูปฏิเสธงานไปก็ว่าจะต่อโทเหมือนกันแหละ แล้วเฟิร์สอ่ะ”

“มันติดเมียขนาดนี้จะทำอะไรได้วะ”

“กูช่วยที่บ้านทำงานเว้ย เลิกแขวะกูเรื่องเมียสักที นี่ พวกมึงเปิดกะลาออกจากหัวแล้วถามคนที่เริ่มโกนหนวดมาก่อนดีกว่า เผื่อจะได้เจริญรอยตาม พี่ทำงานอะไรครับ”

“หืม? กูเหรอ” จู่ๆ หัวข้อนี้ก็วกมาที่ผม

“ครับ ถ้าบอกว่าเป็นนายแบบก็ไม่แปลกใจนะ”

“ไม่ได้ทำนะ ที่บ้านรวย ก็เลยใช้เงินไปวันๆ” ขอโม้บ้างดิ คุยภาษาเดียวกันไง

“โอ้”

“อ้อ”

“อ่า”

“โว้ว” โตโตโร่หันขวับ ราวกับสมองเพิ่งแปลความได้ “สุดยอด วันๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากกินกับนอน ไอดอลเลย ผมอยากมีชีวิตแบบนี้”

โดน! นี่ผมโดนเด็กถอนหงอกไปแล้วใช่มั้ย

สายธารมองผมแล้วส่ายหน้า “เขาทำงานให้ตะ...”

“เคยทำ” ผมรีบพูดแทรก “เคยทำหลายอย่าง แต่เบื่อๆ เลยลาออกมาพักสักระยะ” ผมสอดมือไปบีบต้นขาเขาแรงๆ ส่งสายตาไม่ให้พูดอะไรต่อ

เขาไม่พูดอะไร สอดมือมาแกะมือผมออกแต่ผมแกล้งขืนไว้ นิ้วเราเลยทำสงครามกันนัวเนียอยู่ใต้โต๊ะ

“อ๋อ แล้วมึงอะธาร...เฮ้ย ไอ้ธาร ฟังอยู่ปะเนี่ย” เฟิร์สถามต่อ

“ว่าไง” สายธารเงยหน้าขึ้น ส่วนผมก็ปล่อยมือจากต้นขาเขาเพื่อไม่ให้เจ้าตัวแสดงสีหน้าพิรุธ

“เรื่องงานเป็นไง”

“ยังไม่ได้หา”

“อ้าว ตอนนั้นบอกจะหาไม่ใช่เหรอ แล้วช่วงนี้ทำไรวะ”

“ไม่ทำไร

“หรือจะต่อโทแบบไอ้สองตัวนี้”

“คิดอยู่”

บทสนทนาเริ่มสะดุด เหมือนกับว่าความหม่นหมองแผ่ออกมาจากตัวสายธาร และเริ่มโอบล้อมทุกคนไว้

“ช่วงนี้ธารกับพี่กำลังสนุกกัน” ผมพูดขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ทุกคนหันมองผม

“พี่กับไอ้ธารแบบว่า...มาต๊ะแหน่วกันได้ไงครับ” โตโตโร่/โตโต้ถาม (ผมยังเลือกไม่ได้ว่าจะแทนเขาด้วยชื่อไหนดี)

“อะไรนะ”

“ก็แบบ...พาม ผ่าม พ้าม อ่ะ” 

“พอเลยพวกมึง” สายธารพูดขัด “ไม่ได้เป็นอะไรกันเว้ย ไม่ใช่อย่างที่พวกมึงคิด”

“แค่นี้ทำเขินไปได้” ผมบีบไหล่สายธารเบาๆ แวบนึงผมเห็นตัวเองจัดปอยผมแถวๆ ข้างใบหูให้เขาด้วย มันบ้ามาก เราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ อย่างที่เขาว่า แถมเขายังเป็นผู้ชายด้วย “แต่ก็เข้าใจนะ หรือให้พี่เล่า”

“นี่คุณ...”

“ครับ” ผมยิ้มแบบที่นึกเอาว่าคนรักจะยิ้มให้กัน

“หุบปากไปเลย” เขาว่าแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นกระดก

“เฮ้ย ได้ไง จั่วหัวมาขนาดนี้แล้ว” เฟิร์สโวย “เล่าเลยพี่”

“ใช่ เจอกันได้ไง” โตโตโร่/โตโต้สนับสนุน “แล้วก็บ๊ะละฮึ่มกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

ผมเลยต้องด้นสด “ไม่มีอะไรมาก เจอกันแถวๆ ผับ เจอปุ๊บถูกชะตาปั๊บ ก็กระโดดเข้าไปกอดฟัดกันเลย”

“ตลกแล้ว” กันดั้มที่เงียบอยู่นานถึงกับสำลัก

“ผ่าม” โตโตโร่ทำเสียงเหมือนไม่เชื่อ (เอาเป็นว่า เรียกเขาแบบที่เพื่อนๆ เรียกละกัน)

“เอาดีๆ ดิ” เฟิร์สจี้

“พอดีว่าเมากันด้วย จากนั้นก็ไปต่อกันที่ห้อง”

มิกกี้มองสายธารที่เอาแต่ส่ายหน้าและจิบเหล้า “กูว่าแล้ว คืนนั้นมึงต้องเมาแน่ๆ ช่างมันเถอะ เฮ้ยเฟิร์ส ปิ๊ดๆ มั้ย”

“ไปดิ”

หลังจากสองคนนั้นเดินไปแล้ว ผมหันไปถามโตโตโร่ เพราะดูเหมือนเขาจะเชี่ยวชาญเรื่องศัพท์พิลึกๆ มากกว่าใคร “ปิ๊ดๆ นี่คืออะไร”

“ฉี่ไงพี่ ตอนสุดท้ายพี่ไม่เป็นเหรอ แบบตัวสั่นๆ อะปิ๊ดๆ อ่ะ”

“อ่อ”

ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้แค่ไปปิ๊ดๆ แต่กลับมาพร้อมกับเค้กเซอร์ไพรส์วันเกิด ว่าแล้วเชียว แต่คงไม่ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันในนี้หรอกมั้ง

“อะแฮ่ม แฮปปี้เบิร์ธ เดย์ ทูยู...” โตโตโร่เปิดก่อนเพื่อนเลย ร้องเต็มเสียงด้วยเสียงต่ำๆ สูงๆ เหมือนหาคีย์ที่เหมาะไม่เจอ

คนอื่นๆ ร้องตามทันที แถมยังตบมือให้จังหวะด้วย

เอากับมันสิ

ผมไม่ตบมือด้วย แต่ก็ไม่ใช่เย็นชาขนาดที่จะเมินเฉย สุดท้ายเลยขยับปากงึมงำและดีดนิ้วแบบคูลๆ ตามน้ำไป เสียงเพลงในผับยังดังต่อเนื่องตามปกติ ผู้คนรอบข้างมองมาที่เรา บางคนยิ้มขำ บางคนทำหน้าขัดใจบอกให้รู้ว่าเสียงตบมือของเรากำลังคร่อมจังหวะเพลงของดีเจอยู่

ในที่สุดเพลงวันเกิดก็จบลงจนได้

“กูไปขอดีเจดีให้เปิดเพลงแล้ว แต่เขาไม่เล่นด้วยว่ะ” มิกกี้พูด

“ใครแคร์ ร้องเองก็ได้” โตโตโร่ว่า

“พวกมึงไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลย กูอายคน”

เห็นด้วย อย่าทำอะไรให้เป็นจุดเด่นดีกว่า

“เอาเถอะ” มิกกี้ตบไหล่เพื่อน “มึงอธิษฐานแล้วเป่าเทียนดิ”

สายธารนิ่งไป

เหมือนว่าจิตใจหลุดลอยไปช่วงสั้นๆ ก่อนเขาจะยอมเป่าเทียน แต่หลังจากนั้นก็ก้มหน้า ไหล่ลู่ลง มือลูบนาฬิกาข้อมือที่สวมอยู่ ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือเปล่า ม่านอากาศกลับมาห่อคลุมตัวเขาอีกแล้ว เสียงเพลง เสียงผู้คน หรือแม้แต่อากาศบริสุทธิ์ก็อาจจะผ่านเข้าไปไม่ได้ 

ไม่ใช่แค่ผมที่สัมผัสได้ ทุกคนรอบโต๊ะก็เหมือนจะทำตัวไม่ถูก

“ดิ่งเหรอวะ” มิกกี้ถามเสียงเบา

‘ดิ่ง’ คำนี้แหละ ใช่เลย เขาดิ่งไปอยู่ในโลกส่วนตัวที่มีแต่ความหดหู่ซึมเซา

แรงบีบไหล่เบาๆ ของมิกกี้ดึงเขากลับมา แต่ความหดหู่ก็ติดตัวออกมาด้วย สายธารยกเหล้าซดรวดเดียวหมดแก้ว แล้วชงแบบเข้มๆ ให้ตัวเองต่อ คนอื่นๆ ได้แต่มองหน้ากัน พยายามทำตัวให้เป็นปกติ

ตอนนั้นเองที่ไอ้โอมเดินเข้ามา

“ไงป๋า เมายัง”

“ว่าไง”

“ขอยืมตัวป๋าแป๊บนะน้องๆ”

ไอ้โอมผงกหัวให้ผมตามไป พอผมตามมันไปถึงเคาน์เตอร์บาร์มันก็เอียงหน้ามาพูดให้ได้ยินกันแค่สองคน

“เผื่อมึงอยากรู้ มีวัวตัวนึงไม่ยอมให้ค้นตัว อ้างเส้นก๋วยจั๊บ”

“ไหน”

“ถัดจากโต๊ะมึงไปทางซ้ายสองโต๊ะ” ผมเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่หันไปมอง “ผอม สูงไม่เกินร้อยเจ็ดสิบ ฮิปฮอป เสื้อตัวนอกสีน้ำตาลเข้ม”

“ฟังดูเหมือนมืออาชีพ”

“ดูเหมือนเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอนมากกว่ามั้ง อายุยังไม่เยอะนะ”

“อืม เส้นที่มันอ้างใหญ่จริงมั้ย”

“ไม่รู้หรอก เด็กกูปล่อยผ่านเพราะไม่อยากมีปัญหา”

“โอเค ขอบใจนะ”

“ยังไงก็อย่ามีเรื่องในนี้ละกัน”

“ไม่มีหรอก”

ผมหันหลัง เดินกลับมาที่โต๊ะพลางเหลือบตาสำรวจ เห็นแล้ว เด็กฮิปฮอป หน้าตามู่ทู่เหมือนหมาชิสุ เสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลตัวโคร่ง เสื้อที่อาจซ่อนมีดหรือปืนพกได้สบาย ยังบอกอะไรไม่ได้จริงๆ ทำได้แค่พยายามจดจำลักษณะหน้าตาเอาไว้

แก๊งของสายธารเมากันได้ที่แล้ว โตโตโร่กำลังโชว์สเต็ปโยกพุง ส่วนคนอื่นๆ กำลังหัวเราะตบมือเชียร์ ยกเว้นสายธารคนเดียวที่ตั้งหน้าตั้งตากรอกเหล้าเข้าปากแก้วต่อแก้ว

“เบาหน่อย” ผมปราม

“ยุ่ง”

“เดี๋ยวก็อ้วกใส่รถกูหรอก”

“ไม่ได้เมา” เขาชักสีหน้าทั้งที่ตาปรือ ศีรษะขยับโงนเงน “กลับไปเลย กลับเองได้”

“ช้าๆ เดี๋ยวสำลัก” ผมกดแขนเจ้าตัวที่กำลังจะยกแก้วเหล้าจ่อปาก

เขาปัดมือผมออก ยกดื่มเกือบหมดแก้ว แล้วชงต่อ

“ธาร”

“...”

“สายธาร”

“...”

“สังฆทาน”

“...”

เขาไม่ได้ยินผมแล้ว คงไม่ได้ยินกระทั่งเสียงรอบข้าง ความห่วงใยของผมแทรกซึมเข้าไปในโลกของเขาไม่ได้ ห่วงใยงั้นเหรอ? น่าแปลก ผมควรจะหงุดหงิดสิ มันน่าหงุดหงิดมั้ยที่ปล่อยให้เราพูดอยู่ฝ่ายเดียว แถมยังทำหน้าบูดเป็นตูดแบบนี้

แต่ผมก็ไม่รู้สึกแบบนั้น

และคำว่า ‘ห่วงใย’ ก็อาจเป็นคำสำเร็จรูปที่ด่วนสรุปเกินไป

มันเป็นความรู้สึกที่...อธิบายไม่ได้

ผมหันมาชงเหล้าให้ตัวเองบ้าง แต่ไม่หนักเกินไป ผมต้องขับรถ ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมเข้าไว้

เด็กฮิปมองมาทางนี้สามครั้งแล้ว แต่ก็พูดยาก เพราะมันก็มองทั่วไปหมดเหมือนมนุษย์ถ้ำที่กำลังตัดสินใจว่าจะใช้กระบองฟาดหัวมนุษย์เพศเมียคนไหนดี

มันหลุกหลิก

ล่อกแล่ก

และลื่นไหลในหมู่เพื่อนฝูง

จะนับเป็นข้อพิรุธก็ได้ จะบอกว่าเป็นลักษณะทั่วไปของวัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่านก็ไม่ผิด

โตโตโร่หยุดโชว์สเต็ปแล้ว ทุกคนนั่งลงและชงเหล้าแจกจ่ายกัน ผมละสายตาจากเด็กฮิปเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงพิรุธบ้าง ส่วนสายธารทำท่าจะนั่งหลับไปแล้ว แต่จู่ๆ เขาก็ลุกขึ้นทำเอาเซเกือบล้ม ผมรีบคว้าแขนเขาไว้

คนอื่นๆ หันมาแซวเราสองคนทันที

แซวสายธารว่าคออ่อน

และแซวผมว่าหวงเมีย แรงนะเนี่ย แต่ผมไม่ถือสาเด็กปากมอมที่กำลังเมาหรอก

“ปล่อย จะฉี่” สายธารสะบัดมือผมออก

“ไหวปะวะ ไอ้ธาร” มิกกี้พูด “ไป เดี๋ยวกูพาไป”

“ไม่ต้อง” ผมบอก แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่พูดสวนเร็วขนาดนั้น ผมก็เลยฉีกยิ้มกลบเกลื่อน ปั้นเสียงนุ่มๆ พูดต่อ “เรื่องแค่นี้ คู่ขาจัดการได้ มึงสนุกต่อเถอะ”

“อย่าบอกว่าจะไปทำอะไรทุเรศๆ ในนั้น”

“หึ”

ผมฉีกยิ้มให้มิกกี้ พยุงกึ่งฉุดสายธารตรงไปยังห้องน้ำ เสร็จจากนี้ก็ต้องกลับกันแล้ว แน่นอนว่า เหตุผลคือไม่ใช่เพื่อกลับไปทำอะไรทุเรศๆ แต่เป็นเพราะในผับนี้มีคนไม่ยอมให้ค้นตัวปะปนอยู่

ในห้องน้ำมีหนุ่มที่ดูท่าทางเมากรึ่มๆ อยู่คนเดียว เขาล้างมืออยู่ตอนเราเปิดประตูเข้าไป แล้วพอหมุนตัวเดินออกไปผมก็เห็นว่าเขาไม่ได้รูดซิปด้วย แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม

ธุระสำคัญตอนนี้คือ ช่วยให้สายธารฉี่ได้ตลอดรอดฝั่ง

ซึ่งดูไม่น่าจะง่าย

ผมดันตัวเขาเข้าไปยืนชิดโถฉี่ “จัดการซะ เร็วด้วย ในนี้กลิ่นไม่ได้เหมือนทุ่งลาเวนเดอร์นะเว้ย” สายธารยืนโงนเงน ทำท่าจะหลับ ผมเลยตบไหล่เขาแรงๆ “บอกให้เร็วๆ ไง”

“อะไร”

“ฉี่ไง ปิ๊ดๆ อ่ะ ต้องให้กูช่วยควักไอ้นั่นของมึงออกมาเลยมั้ย”

“อือ ช่วย...”

“ฝันไปเถอะ” ผมบอกทันที

“ช่วย...ออกไป ห่างๆ”

“กูปล่อย เดี๋ยวแม่งก็ล้มหัวฟาด นั่นไง จะหลับอีก” คราวนี้ผมเขย่าตัว ตามด้วยขยี้หัวเขาแรงๆ “สายธาร-ฉี่-ได้-แล้ว! เดี๋ยวนี้!”

“อืม”

ในที่สุดเขาก็จดจำวิธีรูดซิปจนได้ ผมเบือนหน้าไปทางอื่นแต่ยังจับไหล่เขาไว้ ฟังจากเสียงสายน้ำที่กระทบโถฉี่แล้วไม่น่าจะราบรื่นเท่าไหร่ “ยืนนิ่งๆ สิ อย่าส่ายเอว” ผมใช้มืออีกข้างจับเอวเขาไว้ บังคับให้ตัวเขานิ่งที่สุด ถ้าใครมาเห็นสภาพของเราเข้าตอนนี้ คงคิดเลยเถิดไปไหนต่อไหนแน่ๆ “ทีนี้ก็ฉี่ไป เร็วๆ”

“ฉี่”

“เออ...เสร็จยัง” ผมรอ เสียงน้ำเบาลงแล้ว “ปิ๊ดๆ ด้วย”

ร่างกายเขาปิ๊ดๆ โดยอัตโนมัติ

“รูดซิปด้วย...เรียบร้อยยัง”

“อืม”

“ไปล้างมือ”

ผมดันตัวเขามาที่อ่างล้างมือ ดูสภาพแล้วคงต้องใช้สบู่ด้วย แต่สายธารดูเหมือนจะกลับเข้าโหมดสัปหงกอีกแล้ว ผมเลยกดสบู่เหลวมาจับมือเขาล้างให้ซะเลย เหมือนเลี้ยงเด็กอนุบาลเลยนะเนี่ย

ยังไม่ทันฟอกสบู่เสร็จ ตอนนั้นเองเด็กฮิปฮอปผู้ที่อาจจะเป็นนักฆ่าหรือคนสอดแนมหาข่าวก็เปิดประตูเข้ามา

สองมือซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อตัวนอก สายตาเรียบนิ่งเหลือบมองมาที่เรา

ผมรีบดันตัวสายธารติดผนัง สวมบทหื่นทำท่าประคองหน้าจูบเหมือนละครหลังข่าว โดยเว้นระยะริมฝีปากไว้นิดๆ และเบี่ยงศีรษะเพื่อบังใบหน้าสายธารไว้

“พี่พาล” สายธารเพ้อ

“ชู่วว” ผมเป่าลมผ่านปาก ก้มหน้าลงนิดๆ ทำให้ลมหายใจร้อนๆ ที่เกิดจากความตื่นเต้นรดต้นคอเขา

“พี่...”

“อื้อ”

เด็กฮิปทำเสียงสำลักในลำคอ และขยับตัว

ความรู้สึกเสียววาบแล่นผ่านไขสันหลังผม พลาดแล้ว! มุกแกล้งนัวเนียนี่เป็นไอเดียที่ห่วยโคตรๆ เพราะตอนนี้ผมหันหลังให้ศัตรูอยู่ ไอ้หมอนี่สามารถยิงหรือแทงผมได้สบายๆ เลย

พลาด! พลาด! พลาด!





___________________________

วันนี้มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาด้วยค่ะว่าสนใจเรื่องนี้ ตื่นเต้นดีใจ ^ ^
แอบตกใจอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะว่าคนอ่านไม่เยอะมาก ไม่คิดว่าจะมีสำนักพิมพ์มาสนใจ
มีกำลังใจมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่คอมเม้นต์มากๆ นะคะ T__T
เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราอยากลงให้อ่านทุกวันเลยค่ะ

ไม่ว่าจะอ่านกันกี่คนก็ตาม เราก็จะลงให้จนจบนะคะ ไม่ต้องกลัวเทครับป๋ม ^ ^
หวังว่าจะรักพี่เรือใบกันเยอะๆ เยย

ตอนนี้เจอแต่คนเรียกอิพี่เรือ หรือเราควรจะตั้งแท็ก #อิพี่เรือ ขึ้นมากันดี #ขำแห้ง 5 5 5

แอบอยากรู้เหมือนกันว่ามีคนที่อ่านอยู่แล้วไม่เคยแสดงตัวเลยมั้ยคะ
ถ้ามีคอมเม้นต์บอกกันได้นะฮะ ขอบคุณมากๆ เยย ^ ^

เจอกันวันพรุ่งนี้นะฮับ ไม่รอวันอังคารละค่ะ อยากให้อ่านบทต่อไปกันไวๆ ฮ่าๆ

นางร้าย 4.05.18
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 18:37:35 โดย นางร้าย »

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1135
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
เป็นกำลังใจให้ค่ะ ติดตามพี่เรือนะค๊ะ

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
คนนั้นจะมาดี หรือมาร้ายนะ แถมธารก็เมาอีกด้วย  :katai1:

ปอลอ   ผู้ใดเอา + เป็ด ไป รบกวนเอามาคืนด้วยจ้า   :m5:

ออฟไลน์ diltosscap

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 533
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +25/-1
เป็นกำลังใจให้นะคะ อยากให้สารธารหลุดจากความเศร้าจัง  พี่เรือฝากน้องด้วยนะ สายธารน่าสงสาร

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 9
ร.รำพึง

[สายธาร]

เดอะแก๊งยังเหมือนเดิม ทั้งมิกกี้ โตโตโร่ กันดั้ม แล้วก็เฟิร์ส ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันที่นี่และผลัดกันยิงมุกห้าบาทสิบบาทเหมือนวันเก่าๆ คงดีกว่านี้ถ้าพี่ภาณอยู่ด้วย ผมอดจินตนาการไม่ได้ว่าเขาอยู่ที่นี้กับพวกเราด้วย

จังหวะที่เรือใบลุกไปคุยกับเพื่อนบาร์เทนเดอร์ของเขา ผมถึงกับนึกเห็นภาพพี่ภาณนั่งลงแทนตำแหน่งเขา รอยยิ้มเปื้อนหน้าขณะเล่าว่าได้พบเจออะไรสนุกๆ บ้างในวันนี้ ผมรู้ว่าเขาจะเล่าอย่างออกรสแน่นอน

“คิดถึงพี่นะครับ” ผมก้มหน้าลงพูดพึมพำและลูบนาฬิกาไปด้วย “ไม่รู้พี่เป็นไงบ้าง”

น้ำตาเอ่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ และถัดจากนั้นเหมือนกับว่ายิ่งซดเหล้าถี่เท่าไหร่ภาพพี่ภาณก็ชัดขึ้นเท่านั้น งานวันเกิดปีโน้นกับปีนี้เริ่มซ้อนทับกัน เรื่องราวที่ย้อนไปไกลกว่านั้นก็ไหลผ่านหน้าไปเป็นฉากๆ แล้วอีกสักพัก ผับก็ไม่ใช่ผับอีกต่อไป มันกลายเป็นเหมือนถ้ำขนาดใหญ่ที่กำลังดูดกลืนสีสันของโลกอย่างช้าๆ

ตัวตนของผมไถลเลื่อน

จมดิ่ง...

ไปสู่ความดำมืดและว่างเปล่า

แล้วในที่สุดผมก็หลุดไปสู่ภาวะที่รู้สึกได้ว่าพี่ภาณอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ ที่นี่คือผับที่เรามาฉลองวันเกิด แต่เสียงเพลงเบากว่า และทุกอย่างเป็นสีเทา พี่ภาณในในตอนนี้ไม่ค่อยยิ้มหัวเราะอย่างที่ผมคิด ออกจะขรึมๆ เกือบจะขี้เก๊กด้วยซ้ำ

พี่ ทำไมไม่คุยกับผม

ไม่กอดผม

ไม่คิดถึงผมเหรอ

งอนแล้วนะ...


ยังไม่รู้เรื่องอีก เอาแต่มองไปทางโน้นทางนี้อยู่นั่น เขาดูไม่เหมือนพี่ภาณของผมอีกต่อไปแล้ว ผมเลยไม่คุยกับเขาและก้มหน้าก้มตาซดเหล้าต่อไป ถึงจุดหนึ่งกระเพาะปัสสาวะผมก็รับไม่ไหวจนต้องลุกขึ้น

คราวนี้พี่ภาณรวบตัวผมไว้ และบ่นไม่ขาดปากขณะลากตัวผมไปห้องน้ำ เป็นจังหวะดี ในห้องน้ำมีเราอยู่แค่สองคน ในที่ลับตาคนแบบนี้เขาเลยสลัดมาดขรึมๆ ทิ้งแล้วดันตัวผมติดผนัง มือกอดรวบเอวพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้ามา

ลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอผม

“พี่ภาณ...”

ผมเผยอปากเตรียมรับสัมผัสที่รอมานาน มันสมจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน เขาอยู่ตรงนี้จริงๆ และกำลังจะบดริมฝีปากลงมา

แต่ไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด จู่ๆ เขาก็สบถและผลักผมออกจากเต็มแรง

“แม่ง!”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 19:39:10 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 10
ร.รุนแรง

[เรือใบ]

“แม่ง!” ผมเปลี่ยนแผนฉับพลัน หันขวับกลับหลังพร้อมกับชักปืน ขณะที่ใช้มือซ้ายยันตัวสายธารไว้ มือขวาก็ขึ้นลำโดยใช้ศูนย์หลังปืนครูดกับเข็มขัดดังแกร๊ก!

“หยุด!” พริบตาเดียวปืนก็จ่อเป้าหมายเรียบร้อย ถ้าจับเวลาอาจจะทำลายสถิติแชมป์ที่ผมทำไว้สมัยฝึกตำรวจ แม้แต่ครูฝึกก็คงต้องทึ่งถ้าได้เห็น ไอ้เด็กฮิปยืนชิดอยู่ที่โถฉี่โดยไม่มีอาวุธปืนหรือมีดอยู่ในมือ เจ้าตัวผงะไปด้านข้าง เผยให้เห็นอาวุธประจำตัวที่โผล่ออกมานอกซิปกางเกง 

“ยกมือขึ้น!”

เขายกมือขึ้นเก้ๆ กังๆ พยายามเบี่ยงสะโพกไปชิดโถฉี่ แต่ไม่มีใครมองตรงนั้นอยู่แล้ว ผมจ้องหน้าอีกฝ่ายที่ตอนนี้ทั้งซีดเผือดทั้งเด๋อด๋า

“ใครส่งมึงมา”

“แท็ก...แท็กซี่มาส่งผม นี่มันเรื่องอะไรกัน”

สายธารพูดอะไรงึมงำและเหมือนจะทรงตัวได้ด้วยตัวเอง ผมเลยปล่อยมือจากเขา เดินปรี่เข้าหาเด็กฮิป กระชากคอเสื้อดันตัวมันเข้าไปในห้องส้วม ล็อกประตู “หันไป” พออีกฝ่ายหัน ผมก็เอาปืนจ่อท้ายทอยไว้ “เส้นใหญ่เหรอมึง”

“เปล่าครับพี่ พี่ อย่าทำอะไรผม”

“มึงไม่ยอมให้ค้นตัว”

“ผม...ผม...”

“นี่มึงฉี่ราดกางเกงเหรอ”

“ผะ...ผมกลัว”

“อั้นไว้!”

“ครับๆ ผมขอโทษ พี่เป็นการ์ดเหรอ”

“นิ่งๆ”

ผมตบมือลวกๆ ไปตามกระเป๋าเสื้อผ้าอีกฝ่าย แต่ไม่พบอะไรที่เป็นอาวุธร้ายแรง

“ทำไมมึงไม่ยอมให้ค้นตัวที่ประตู”

“ผมมีของอยู่”

“ไหน...อย่าขยับ เดี๋ยวกูล้วงเอง”

“กระเป๋าเสื้อนอกครับ”

ผมล้วงหยิบ ของ ที่ว่าออกมา เป็นผลึกสีขาวอยู่ในถุงซิปล็อกเล็กๆ “ยาไอซ์”

“ครับ”

“เล่นมานานยัง”

“ไม่นานครับ แค่สองสามครั้ง”

เชื่อตายละ

ผมคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะเปิดซองซิปล็อกเทของลงโถชักโครก “กดชักโครกเองนะ” 

“...” เด็กฮิปไม่พูดอะไร

“ทีนี้ก็นั่งทบทวนชีวิตอยู่ในนี้ห้านาที กูดูนาฬิกาอยู่ ถ้าเห็นมึงออกมาก่อนเวลา...ก็ไม่รู้นะว่าจะเกิดไรขึ้น กูบอกได้แค่ว่า กูเกลียดคนอยู่สองประเภท หนึ่ง แม่ค้าส้มตำที่แยกไม่ออกว่าเผ็ดน้อยกับไม่เผ็ดต่างกันยังไง สอง คนที่แม่งไม่รักษาเวลา เข้าใจมั้ย”

“เข้าใจครับ”

“ดี”

ผมออกห้องส้วม แต่สายธารไม่อยู่ในนี้ซะแล้ว ใจผมหล่นวูบคิดว่าเขาฉวยโอกาสหนีผมไป หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือเด็กฮิปเป็นแค่นกต่อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ผมเก็บปืนและรีบกลับไปที่โต๊ะ

ปรากฏว่าทุกคนอยู่ครบหน้า สายธารกำลังกระดกเหล้าอยู่

“พอแล้ว กลับบ้าน” ผมแกะแก้วเหล้าออกจากมือเขา เจ้าตัวทำเสียงฮึดฮัดเมื่อถูกฉุดให้ลุกขึ้น แต่ก็เมาจนขัดขืนอะไรไม่ได้ เพื่อนๆ ทุกคนต่างโวยวายกันใหญ่

“พวกมึงจะอยู่กันต่อก็ได้ กูจ่ายเอง บอกทางร้านไว้แล้ว”

“แต่นี่วันเกิดไอ้ธารมันนะ จะรีบกลับไปไหน” มิกกี้ท้วง

“เมาได้ที่แล้ว จะกลับไปต๊ะแหน่วกัน” ผมบอก แล้วลากตัวสายธารออกจากร้าน

ทำไงได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดแล้วในการพาคู่ขาปลีกตัวออกมา



“สรุปมึงเป็นเกย์จริงๆ สินะ” 

“...”

“เพื่อนๆ มึงก็ดูจะเห็นเป็นเรื่องปกติเลย”

“...”

“อกหักใช่มะ พี่พาลอะไรนั่น ชื่อสะกดไง มาจากอันธพาล หรือพานบนหิ้งพระ หรือภารโรง ตลกว่ะ คนอะไรชื่อภารโรง...ว่าแต่ทำไมชอบผู้ชายวะ มึงไม่แบบว่า...จั๊กกะดึ๋ยเหรอ น่าเสียดาย หน้าเกาหลีอย่างมึงนี่ยุคนี้กำลังมาเลยนะ สาวชอบ”

“...”

“เสียของจริงๆ” ผมหันมองคนข้างๆ แล้วส่ายหัว

สายธารไม่พูดอะไร ก็แน่ละ เพราะตั้งแต่ผมรัดเข็มขัดให้เขาก็หลับไปเลย ถ้าไม่หลับ ใครจะกล้าขุดเรื่องส่วนตัวมาพูดเล่นขนาดนี้

พี่พาล 

ชื่อคล้องจองกันดีนี่ พาล ธาร

ช่างเถอะ ผมขับต่อไปเงียบๆ จนถึงคอนโด หลังจากนั้นก็ต้องหิ้วปีกกันขึ้นห้องอย่างทุลักทุเล จะรวบสองขาอุ้มไปเลยก็ไม่ยากหรอก แต่เกรงใจสายตาพนักงานต้อนรับกับพี่รปภ.

พอเข้ามาในห้อง ผมก็หิ้วเขาไปทิ้งตัวลงบนโซฟาที่ประจำ นี่แหละที่เรียกว่าเมาหลับเป็นตาย ตัวอ่อนยวบเหมือนตุ๊กตายางไม่มีผิด เดือดร้อนผมต้องถอดรองเท้า จัดท่าทางให้เหยียดขา และเอาหมอนหนุนหัวให้ นอนแบบนี้จะสบายรึเปล่า คงไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนเสื้อกับกางเกงหรอกนะ

งั้นปลดกระดุมสักสองเม็ดละกัน

ผมถอยออกมาดูผลงานตัวเอง แล้วเข้าไปจัดท่ามือให้ ทีแรกเอาทาบอก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นห้อยข้างตัว ยกทาบอกใหม่ แล้วก็ปล่อยให้แขนห้อยพ้นโซฟา ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาเป็นตุ๊กตาที่ผมจะจัดท่าทางยังไงก็ได้ สุดท้ายก็เลยเอามือข้างหนึ่งทาบอก และมืออีกข้างปล่อยไว้ข้างตัว

รู้สึกได้เลยว่าโรคเพอร์เฟ็กชันนิสต์กำลังเล่นงานผมอยู่ ผมไม่ได้เป็นคนเจ้าระเบียบอะไร แต่นานๆ ทีโรคนี้จะกำเริบขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ อาการของมันก็คือ เห็นอะไรที่ไม่เข้าที่เข้าทางแล้วจะหงุดหงิด จัดวางของมุมไหนก็ไม่พอใจสักที เหมือนกับที่จัดท่าทางการวางมือของเขาเมื่อกี้นี้ ไหนจะทรงผมยุ่งๆ นั่นอีก

ผมลองขยี้หัวเขาสองสามที...มันดูยุ่งเหยิงกว่าเดิม เจ้าตัวขยับตัวนิดๆ ปากขยับงึมงำ

ขยี้อีก

อีกที...

เฮ้อ ในที่สุดก็ต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้ ค่อยๆ จัดระเบียบปอยผมให้เรียบร้อยทีละปอย ซึ่งก็คือบริเวณตรงกลางชี้เด่นิดๆ ส่วนตรงขมับทำให้เรียบลู่ลง แบบนี้เข้ากับใบหน้าเด็กนี่ที่สุดแล้ว

ผมเพิ่งรู้ตัวว่ายื่นหน้ามามองเขาใกล้เกินไป ใกล้จนเหมือนว่าได้ล่วงล้ำเขตแดนส่วนตัว โดยเฉพาะเวลาหลับซึ่งผมมักจะรู้สึกว่ากำแพงส่วนตัวของคนเราจะสลายไป จนทำให้เหมือนกับว่ากำลังเปลือยเปล่าทางจิตใจอยู่ 

สายธารกำลังเปลือยเปล่าทางจิต

ความคิดนี้มันควรจะชวนให้กระอักกระอ่วน

แต่อะไรบางอย่างก็สะกดผมให้มองเขานิ่งๆ ในระยะห่างแค่คืบเดียว อะไรบางอย่างที่ว่าผลักดันให้ผมพูดด้วยเสียงที่นุ่มนวลที่สุด 

“สุขสันต์วันเกิดนะ”

“อือ”

เขาขยับตัว ตาปรือ แล้วก็ค้ำตัวลุกขึ้นนั่ง

“อึก...”

“อย่าเพิ่ง เดี๋ยวๆ พาไปห้องน้ำ”

“อึก...อะ...” เขาไออีกสองสามที จากนั้นก็...

อ้วกซะเละเทะ

“เวรเอ๊ย ให้มันได้อย่างนี้สิ”
 




____________________________

บวกเป็ดหายไปไหนนี่ 5555555 #ปริศนาธรรม >__<
อัพให้ทีเดียวสองตอนนะคะวันนี้

หวังว่าจะชอบกันนะคะ รักอิพี่เรือกันเยอะๆ นะฮะ

ขอบคุณจากใจสำหรับคอมเม้นต์นะคะ มีค่ากับเรามากจริงๆ ^ ^

นางร้าย 05.05.18
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 19:43:24 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
สงสารเด็กหืดหอบในห้องน้ำจัง ขวัญผวาไปแล้ว  :jul3:

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 376
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +46/-3

หยักได้แบบเฮียใบหนึ่งที่อะ… ห่อให้ด้วย อ๊ะ ห่อให้ด้วย….   :a11:


รออุดหนุนแบบรูปเล่มนะ     :m4:

ออฟไลน์ ซีเนียร์

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +11/-0

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 11
ร.รั่ว

[สายธาร]

‘สรุปมึงเป็นเกย์จริงๆ สินะ’ เสียงปริศนาดังขึ้นจากตรงไหนสักที่

อือ ผมตอบในความคิด

‘อกหักใช่มะ พี่พาลอะไรนั่น ชื่อสะกดไงวะ...หรือภารโรง’

ภาณ เขาชื่อภาณ ภ.สำเภา สระอา ณ.เณร

‘ตลกว่ะ คนอะไรชื่อภารโรง’

ไม่ใช่ภารโรง ภาณต่างหาก

‘ไม่จั๊กกะดึ๋ยเหรอ’

จั๊กกะดึ๋ยอะไร

ผมไม่เข้าใจว่าจั๊กกะดึ๋ยในที่นี้หมายถึงอะไร แต่ตอนนี้รู้สึกจั๊กกะจี้บริเวณแก้ม เหมือนมีอะไรบางอย่างสัมผัสอยู่แผ่วเบา และมันค่อยๆ ฉุดผมจากห้วงหลับจนเปิดเปลือกตาขึ้น

สถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นละครหลังข่าวผมคงต้องรวบผ้าห่มมากอด ลงมือทุบตีหน้าอกเขารัวๆ เพราะสภาพเราตอนนี้เป็นอะไรที่...ชวนให้ใจเต้น น่าตื่นตระหนก และสมควรร้องโวยวายสุดๆ

แต่ผมยังนิ่ง

ปอยผมเขานั่นเองที่สัมผัสแก้มผมเมื่อกี้

ผมหายใจเข้าลึก รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก พอเริ่มตั้งสติได้ก็หันมองคนข้างๆ อีกที

เขาอยู่ในท่านอนคว่ำ ใบหน้าหันมาทางนี้ เสียงลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ เปลือกตาปิดสนิท คิ้วไม่ขมวด ริมฝีปากก็ไม่เหยียดเย้ยตามปกติด้วย ตอนตื่นนี่หน้าดุเป็นเสือตลอด แต่พอหลับกลับกลายเป็นลูกแมวไปเลย

ว่าแต่มันเกิดอะไรขึ้น

ทำไมถึง...

อ๊ะ ตื่นแล้ว

“อือ...”

“...” ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรง รวบผ้าห่มมากอดโดยอัตโนมัติ

“อย่าดิ้น...”

ผมกอดผ้าห่มแน่นกว่าเดิม

 เขาลุกขึ้นมาขยี้ตา

“นี่มึง...”

“นี่คุณ...”

เราพูดออกมาพร้อมกัน แล้วต่างก็ชะงักไป ผมพยายามนึกย้อนหลังแต่หัวปวดตุบๆ เพราะอาการเมาค้าง

“คุณทำอะไรผม”

“ทำอะไร”

“ทำไมผมมาอยู่เตียงคุณ แถมผมยัง...สวมแค่บ็อกเซอร์ตัวเดียว”

“ก็แหงสิ กูถอดเสื้อผ้ามึงกับมือเอง”

“ถะ...ถอด ทำไม”

เขาเบือนหน้าหนีและถอนหายใจยืดยาว “นี่มึงจำอะไรไม่ได้เลยใช่ป่ะ”

“เมื่อคืน ผม...”

“มึงเมาเป็นหมาไง”

ผมนวดขมับแรงๆ ภาพพี่ภาณยืนแนบชิดผมอยู่ในห้องน้ำผุดขึ้นมาอีก แต่นั่นเป็นไปไม่ได้ “ในห้องน้ำ คุณอยู่กับผม...”

“นั่นดิ ทำไมไม่อ้วกในห้องน้ำผับให้มันเสร็จๆ ไป ดันมาอ้วกที่นี่ โซฟาเละหมด”

“คุณก็เลยพาผมมานอนในห้อง”

“เออ กูช่วยยังจะโวยวายอีก” เขาเกาหัวพลางก้มสำรวจแผงหน้าอกเปลือยเปล่าของตัวเอง “ที่น่าสงสัยคือมึงทำอะไรกูต่างหาก เพราะมึงชอบผู้ชายนี่”

“...” น้ำเสียงทีเล่นทีจริง แต่ผมรู้สึกเหมือนถูกต่อยเข้าที่ท้อง ทำไมมันฟังดูอย่างกับผมเป็นตัวประหลาดยังไงยังงั้น

เขามันก็แค่พวกเต่าล้านปีเหยียดเพศดีๆ นี่เอง 

“ชอบผู้ชายแล้วมันทำไม”

เขายักไหล่ “ก็ผู้ชายอย่างกูนี่คงจะโคตรแซ่บในสายตาเกย์...ใช่มะ เพื่อนมึงยังบอกเป็นนายแบบได้สบาย”

“หลงตัวเองไปแล้ว” ผมพูดพึมพำและเบือนหน้าไปทางอื่น ยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาอย่างเขาก็แซ่บในสายตาเกย์จริงๆ เขาออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วย หลายครั้งแล้วที่ผมเห็นเขาเดินถอดเสื้อเหงื่อซ่กออกมาจากห้อง ไม่รู้ว่าออกกำลังอีท่าไหน ถึงได้เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องอย่างนั้น

“เมื่อกี้ว่าไงนะ”

“ช่างมันเถอะ”

“เอาดีๆ นี่แอบคิดไรกับกูรึเปล่า”

“...”

“ตอนกูหลับต้องมีแอบตอดนิดตอดหน่อยบ้างแหละ ใช่มั้ย ถ้าคิดอะไรกับกูก็บอกมาตรงๆ ได้...”

“ขอบคุณที่ช่วยนะ” ผมเหวี่ยงผ้าห่มให้พ้นตัว ก้าวพรวดลงจากเตียง “แต่น่าจะปล่อยให้ผมนอนจมอ้วกตัวเองอยู่ที่โซฟามากกว่า”

“อ่าว เดี๋ยวดิ จะไปไหน...แซวนิดแซวหน่อย แม่ง”

ปึง

ผมปิดประตูไล่เลี่ยกับจังหวะที่เขาสบถด่าพอดี จากนั้นก็เอาหลังดันประตูไว้ รู้สึกสั่นเทาไปทั้งตัว น้ำตาทำท่าจะเอ่อคลอขึ้นมา แต่ผมเงยหน้ากลั้นไว้จนมันไหลกลับคืน หรือไม่ความขุ่นเคืองก็แผดเผามันจนระเหยไปหมด

ไม่...

ผมจะไม่เสียน้ำตาให้กับคนหยาบคายและหลงตัวเองแบบเขาเด็ดขาด
 


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 20:14:07 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 12
ร.รอย

                 

[เรือใบ]

ผมจะไม่เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เว้นแต่จะมีใครเอาปืนจ่อหัวบังคับ และต่อให้มีปืนจ่อหัวอยู่ผมก็จะเล่าโดยข้ามตอนที่ถอดเสื้อผ้าสายธารไป ผมไม่เล่าตรงนั้นหรอก ตั้งแต่จำความได้ นี่คือครั้งแรกที่ผมถอดเสื้อผ้าให้คนเพศเดียวกัน 

โอเค เล่าหน่อยก็ได้ ถ้าไม่พูดถึงเลยมันจะยิ่งดูว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเกินเหตุไปอีก อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากมาย หลังจากใช้ผ้าเช็ดอ้วกออกจากตัวเขา ผมก็หิ้วร่างกายที่อ่อนปวกเปียกอย่างกับตุ๊กตายางมาทิ้งลงบนเตียง ไม่สิ สถานการณ์นี้อย่าเปรียบเทียบกับตุ๊กตายางดีกว่า เอาเป็นว่า เหมือนหุ่นยนต์ที่ถ่านหมด

จากนั้นผมก็มองเขา ถอนหายใจ ถูมือไปมา แล้วจัดการปลดกระดุมถอดเสื้อออก ตามด้วยถอดกางเกง

จบแล้ว

แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ทีแรกผมจัดให้สายธารนอนริมขอบเตียง แบบว่าขอบสุดๆ เพื่อจะได้เหลือพื้นที่สำหรับตัวผมเองเยอะๆ เพราะผมเป็นพวกชอบนอนหลากหลายท่า แต่ถ้าเด็กนี่ตกเตียงหน้าคว่ำลงไปก็คงลำบากผมอีก ผมเลยดึงตัวเขาให้พ้นจากขอบเตียงมรณะ ลากเข้ามานอนเบียดกันตรงกลาง

โคตรจะอึดอัด

แบบนี้ใครจะหลับลง

ปรากฏว่าสายธารนอนอย่างผู้ดีสุดๆ ประสานมือไว้บนอกอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่ดิ้น ไม่กรน เข้าตำราหลับเป็นตายเป๊ะ ผมเลยแอบเอาศอกดันตัวเขาออกไปอีกนิด แล้วพลิกตะแคงหันหลัง คิดว่าคืนนี้คงไม่มีทางข่มตาหลับได้ แต่ผมก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ น่าจะเป็นช่วงใกล้เช้า

มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่คนข้างๆ ขยับตัว และรู้สึกเหมือนถูกแย่งผ้าห่มไป

ผมจะหงุดหงิดถ้านอนไม่เต็มอิ่ม

พอลุกขึ้นมา เห็นสีหน้าตื่นๆ กับท่ากอดผ้าห่มของสายธารผมกลับอยากจะยิ้มแทน แต่ผมกลั้นไว้ นึกอยากแกล้งเขาตะหงิดๆ เขาโวยวายทันทีว่าผมทำอะไรเขา ทำไมเขามาอยู่ที่เตียงผมในสภาพสวมบ็อกเซอร์ตัวเดียว ผมพยายามสุดชีวิตที่จะไม่ขำ ทำเสียงขรึมอธิบายเหตุการณ์

แต่ไม่รู้อีท่าไหน หมาก็หลุดจากปากผมออกมาเห่าเรื่องที่เขาชอบผู้ชาย

ผมควรจะหยุดตั้งแต่คำแรกแล้ว แต่ปากยังพล่ามต่อเนื่องหลายประโยคเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วหาทางลงไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้ทำไมในสถานการณ์นี้มันถึงฟังดูรุนแรงราวกับเหยียดสีผิว

สุดท้ายสายธารเลยเหวี่ยงผ้าห่มทิ้งและพรวดพราดออกจากห้องไป

เออ

ผมผิด

แล้วไงวะ

แม่ง! แม่ง! แม่ง!

ทำไมผมต้องแคร์ไอ้เด็กนี่ด้วย ผมช่วยชีวิตมันนะ ถ้าแซวแค่นี้ไม่ได้ก็เชิญโกรธไปเลย ผมจะไม่ง้อด้วย

ช่างมัน

นอนต่อดีกว่า ก่อนที่จะหงุดหงิดมากไปกว่านี้ แต่ข่มตานอนยังไงก็ไม่หลับ ผมเลยตัดสินใจลุกขึ้นมาทำตัวให้คึกคักและรีดเหงื่อทิ้งซะให้มันรู้แล้วรู้รอด






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 20:58:59 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 13
ร.ระยะ


[สายธาร]

เราไม่คุยกันมาสองคืนกับอีกสามวันแล้ว มีบ้างที่เขาถามห้วนๆ ว่า “กินไร” ซึ่งผมก็ตอบสั้นๆ ว่า “อะไรก็ได้” หรือไม่ก็ “ไม่หิว” แต่นั่นไม่นับเป็นการพูดคุยหรอก เขาเลยใช้วิธีโทรสั่งอาหารตามใจตัวเอง ซึ่งได้แก่ไก่ทอดกับพิซซ่า

เราไม่ได้กินพร้อมกัน เขากินก่อน หลังจากนั้นอีกนานผมค่อยกินส่วนที่เขาแบ่งไว้ (หรืออาจจะเป็นของเหลือๆ ที่หน้าตามันยังดูดีเพราะเขาไม่อยากกินก็ได้)

เขาขลุกอยู่ในห้องตัวเองเป็นส่วนใหญ่ คงจะนอนสลับกับเล่นวีดีโอเกม ฟังจากเสียงที่เล็ดลอดออกมาคงเป็นเกมผจญภัยต่อสู้

ส่วนผม เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่บนบนโซฟาเลยก็ได้ เขาให้แม่บ้านจากไหนไม่รู้มาทำความสะอาดแล้ว ขัดด้วยน้ำยาซักแห้งหรืออะไรก็ตามจนร่องรอยอ้วกหายไปหมด ผมจะนอนอยู่บนนี้ ถ้าไม่อ่านหนังสือก็จ้องมองเพดานเงียบๆ ปล่อยให้เขี้ยวเล็บของอดีตขย้ำฉีกทึ้งตามใจ

อย่างตอนนี้ก็เหมือนกัน เล็บคมกริบจากคำสัญญาลวงๆ ของพี่ภาณกำลังกรีดข่วนตรงกลางอกผมอยู่

“พ่อผมรับไม่ได้แน่ๆ”

“เดี๋ยววันนึงเขาก็รับได้”

“พี่ไม่เข้าใจ พ่อหัวโบราณมากนะ”

“ไม่ต้องกลัว พี่อยู่นี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่ก็อยู่นี่”


แต่สุดท้ายเขาก็ไป

ผมสูดหายใจยาวๆ สลัดตัวเองออกจากโลกสีเทา แล้วกดโทรออกหาแม่ ซึ่งแม่เป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนผมก็ถามคำตอบคำเหมือนเดิม

เรือใบเปิดประตูห้องออกมาระหว่างนี้พอดี ออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ทำให้ห้องแคบลงจนชวนอึดอัด เขาไม่สวมเสื้อ เหงื่อชโลมตัว เขาเหลือบมองมาทางผมก่อนจะเดินไปหยิบขวดน้ำจากตู้เย็น

ผมหันหน้าหนีมาคุยกับแม่ต่อ “พ่อเป็นไงบ้างครับ”

[พ่อเหรอ สบายดี บ้างานเหมือนเดิม]

“ดีแล้ว”

[ถามถึงพ่อนี่มีอะไรรึเปล่า]

“ไม่มีอะไร ผมว่าจะกลับบ้านสักพัก”

[จริงเหรอ] เสียงแม่ตื่นเต้น เพราะรู้ดีว่าผมกับพ่อไม่ค่อยลงรอยกันตั้งแต่ที่พ่อรู้ว่าผมชอบผู้ชาย ครั้งล่าสุดที่ผมกลับบ้านก็นานแล้วด้วย [จะกลับวันไหน]

“บอกแล้วไง อยู่ห่างคนในครอบครัวไว้ดีกว่า” เรือใบพูดแทรก

[ธาร ฮัลโหล]

“ยังไม่แน่ใจน่ะแม่ว่าจะกลับวันไหน ไว้บอกอีกทีนะ”

[กลับมาบ้างก็ดี แม่คิดถึงจะแย่]

“ครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะ พอดีมีสายซ้อน”

ดีที่มีสายซ้อนเข้ามาจริงๆ ผมเลยตัดบทแม่ได้อย่างสบายใจ

“ว่าไงมิก” ผมรับสาย

[เฮ้ย อยู่ไหน อยู่ห้องรึเปล่า]

มิกกี้ยังไม่รู้ว่าผมมากินนอนอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว “ตอนนี้อยู่...” ผมมองรอบตัว และก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นเรือใบเข้ามายืนกดดันใกล้ๆ

มาตั้งแต่ตอนไหนวะ

[อยู่ไหนวะ ทำไมเงียบ]

“อยู่ข้างนอก”

[แล้วช่วงค่ำๆ ล่ะ]

“ทำไม มึงจะยืมห้องเหรอ”

[เออ]

“ได้ ตามสบายเลย”

[กลับดึกมะ]

“อือ”

[อยู่กับพี่เรือคู่ขาใช่ป่ะ]

“...”

[แสดงว่าใช่ ทำไรวะ ปฏิบัติภารกิจลับเหรอ]

“ภารกิจไรของมึง”

[ภารกิจลับ-ล้วง-ครางไง ในที่ลับหูลับตาอ่ะ]

“มึงนี่มัน...”

[งั้นมึงอยู่กับพี่เขาทั้งคืนไปเลยดิ กูก็จะได้ลับล้วงครางกับเด็กกูทั้งคืนด้วย มึงมีความสุข กูมีความสุข วินวินทั้งคู่ โอเคนะ]

“แต่...”

[ตามนั้นเลย ขอบใจเพื่อน]

“เฮ้ย เดี๋ยว ไอ้มิก...มิกกี้”

สายตัดไปแล้ว

ผมลดมือถือลงและถอนหายใจเบาๆ สายตาเจ้าของห้องมองผมราวกับเครื่องสแกน

“เหม็นเหงื่อ” ผมพูดห้วนๆ

“กินไร” เขาถามไปอีกเรื่อง

ในเมื่อเขายังยืนที่เดิมผมก็เลยขยับไปนั่งที่ปลายโซฟาแทน “ไม่หิว”

“กูหิว” เขาว่า แล้วไปหยิบโทรศัพท์กดโทรออก “สวัสดีครับ สั่งอาหารหน่อย ...กินไร บอกมา” เขาหันมาพูดกับผม

“บอกว่าไม่หิว”

“...งั้นเอาคั่วกลิ้งครับ แกงส้มกุ้ง แล้วก็...”

แล้วก็อาหารอีกหลายอย่างจนผมจำไม่ไหว แต่ผมสะดุดหูตั้งแต่คำว่าคั่วกลิ้งแล้ว

“ไม่สั่งพิซซ่า?” ผมเลิกคิ้วถามหลังจากเขาวางสาย

“อยากกินเผ็ด”

นี่เขาจะมาไม้ไหน กินเผ็ดไม่เก่งยังจะแอ๊บอีก

“ตามใจ” ผมยักไหล่ “พรุ่งนี้ผมจะกลับห้องนะ บอกไว้ก่อน”

“กลับทำไม”

“ก็อยากกลับ เบื่อ อยู่นี่ก็ไม่มีอะไรทำ”

“ไม่ให้กลับ เบื่อก็ทน”

“นี่ เดี๋ยวสิ”

ปึง

เขากลับเข้าห้องไปแล้ว

แล้วไง ถ้าผมจะไปซะอย่าง เขามีสิทธิ์อะไรมาห้ามล่ะ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05-07-2018 22:12:41 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 14
ร.รวด


[เรือใบ]

มันเหมือนก้อนบอลหิมะที่กลิ้งลงจากภูเขา เริ่มจากลูกเล็กๆ ก่อนจะขยายขึ้น ใหญ่ขึ้น กลิ้งเร็วขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นลูกบอลยักษ์ที่สามารถถล่มทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมไม่เคยเห็นเหตุการณ์นั้นจริงๆ แต่การ์ตูนเช้าวันเสาร์สมัยผมเป็นเด็กก็แสดงให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น

ปัญหาหลายๆ อย่างก็เริ่มจากจุดเล็กๆ แบบนี้ ไม้ขีดก้านเดียวเผาได้ทั้งป่า ปืนนัดเดียวอาจก่อสงครามได้เป็นร้อยปี เช่นเดียวกับคำพูดที่พลั้งปากไปคำเดียว แต่ทำให้เกิดความบาดหมางใหญ่โตได้

สามวันแล้วเราแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน ผมสั่งแต่อาหารขยะให้มาส่งที่ห้อง กะว่าเผื่อเขาจะได้บ่นอยากกินโน่นกินนี่บ้าง แต่เจ้าตัวก็เงียบ เขาอยู่ในโลกส่วนตัวที่ความหยาบคายของผมเข้าไม่ถึง หรือแม้แต่ความขี้เล่นระดับเทพที่นานๆ จะฉายแสงสักทีก็คงทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สมองผมไม่ผลิตมุกตลกแบบนี้ ตรงกันข้าม ข้างในตัวผมอัดแน่นไปด้วยความขุ่นมัว สับสน และอัดอั้น

ผมขุดเกมเก่าๆ มาเล่น แต่เหมือนไม่ช่วยอะไร

จะนอนยาวก็นอนไม่หลับ

ผมเลยลุกมาออกกำลังให้ถี่ขึ้นอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ จะไปที่ยิมก็พอได้ แต่ผมชอบทำคนเดียวเงียบๆ ในห้องมากกว่า ขั้นแรกผมจะทบทวนเทคนิคการต่อสู้ประชิดตัวแบบต่างๆ ทั้งรุกและรับ วันไหนที่คึกจริงๆ ก็จะฝึกใช้ปืนล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าชัก เสียบกลับ สลับมือ ดึงสไลด์ขึ้นลำ รวมไปถึงแก้ขัดลำกล้อง ขั้นตอนเหล่านี้ผมจะพยายามทำให้รวดเร็ว เด็ดขาด และเงียบที่สุดโดยไม่มีการวอร์อัพร่างกายก่อน เพราะในสถานการณ์จริงคุณคงไม่มีโอกาสได้พูดว่า เดี๋ยวนะ ขอลองชักปืนสักสองสามทีก่อนมั้ย แล้วค่อยยิงกันจริง

หลังจากทบทวนท่าต่อสู้จนพอใจ ต่อไปก็จะเป็นการเสริมสร้างร่างกาย เช่น วิดพื้น เล่นกล้ามท้อง

และสุดท้าย ผมจะชกลมแบบยาวๆ ผมทำตามสเต็ปนี้จนเกือบจะเป็นพิธีกรรมประจำตัวไปแล้ว

เอาไงดีวะ ผมคิดขณะที่ยังเล่นกล้ามท้องอยู่ หยาบให้สุดแล้วไปหยุดที่ความชิบหายเลยดีมั้ย นี่คือวิธีที่ผมใช้แก้ปัญหามาตลอด ผมโคตรเกลียดอะไรที่คาราคาซัง พังๆ ให้มันจบไปแล้วเริ่มต้นใหม่ยังดีกว่า

ผมตัดสินใจยกเลิกพิธีกรรมกลางคัน แล้วเปิดประตูพรวดออกจากห้อง

ไม่ได้วางแผนว่าจะพูดอะไร แค่อยากทำให้ความอัดอั้นหายไปสักที

ปรากฏว่าสายธารกำลังคุยโทรศัพท์อยู่พอดี น่าจะคุยกับแม่ เหมือนว่าเขาจะอยากกลับไปเยี่ยมบ้าน อะไรบางอย่างขยับวูบในอกผม เป็นความรู้สึกอัดแน่นแบบที่อธิบายไม่ถูก

ผมเกือบจะเผลอปล่อยหมาออกจากปากอีกแล้ว แต่โชคดีมีสายซ้อนเข้ามาก่อน

คราวนี้เป็นมิกกี้ เพื่อนตัวดีมาขอยืมห้องสนองกาม

ผมจ้องเขาอยู่นาน มองเข้าไปในดวงตาที่ปิดความหม่นมองไว้ไม่มิด ความโมโหที่กรุ่นๆ อยู่ลดฮวบฮาบลง นี่คือเด็กวัยรุ่นที่กำลังหลงทาง ไม่โฟกัสเรื่องการงานทั้งที่เป็นวัยไฟแรง อยู่ตัวคนเดียวในหอพักโทรมๆ มีเพื่อนก็ดูไม่เอาไหน แถมยังเหมือนจะมีปัญหาสักอย่างกับคนในครอบครัว ยังไม่พอดันมาเดินสะดุดตอของผู้มีอิทธิพลเข้าอีก

ที่สำคัญกว่านั้น ราวกับว่ามีเรื่องเศร้าคอยกัดกินใจอยู่ตลอดเวลา

หลังจากสายตัดไปผมยังคงจ้องเขาไม่วางตา 

ที่กูพูดจาปากหมาไปน่ะ ขอโทษละกัน

เออ ขอโทษ กูปากไม่ดีเอง...


แต่ปากผมพูดไปแค่ว่า “กินไร” เขาไม่สนใจอาหารการกินตามเคย ผมเลยกดโทรสั่งอาหารใต้สารพัดเมนูให้มาส่ง “คนขายป้าอ้วนๆ ใช่มั้ย ร้านนั้นคั่วกลิ้งอร่อย” เขาเคยพูดอย่างนั้น

หลังจากนั้นเขาบอกว่าจะกลับหอพัก อยู่กับผมมันน่าเบื่อ อึดอัด ไม่มีอะไรให้ทำ

ใช่ จริงทุกอย่างตามนั้น

“ไม่ให้กลับ เบื่อก็ทน” ผมบอกห้วนๆ แล้วกลับเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้อง

หลังจากออกมาจ่ายเงินค่าอาหารให้พนักงานที่เอามาส่ง ผมก็กลับเข้าห้องไปอีก หมกตัวอยู่ในนั้น ในโลกของตัวเอง ไม่หิว ไม่อยากทำอะไร เผลองีบไปพักนึง พอตื่นอีกทีก็มืดแล้ว

ตอนผมออกจากห้องสายธารยังจมอยู่ในโลกของเขาที่โซฟา กับข้าวที่สั่งมายังไม่ถูกแตะต้อง จู่ๆ ผมก็รู้สึกแปลกที่แปลกทางขึ้นมา ราวกับผมเป็นคนอื่น แล้วมองผ่านม่านมัวๆ เข้ามาดูชีวิตตัวเอง

มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมวะ

เด็กคนนี้มานอนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

ทำไมเราสองคนถึงเหมือนถูกขังคุกแบบนี้

ความรู้สึกนี้ผลักดันให้ผมอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดปากพูดกับเขา “นอนไปเลยนะ กูกลับดึก ไม่ต้องรอ...แล้วก็นี่คีย์การ์ด เผื่ออยากออกไปสูดอากาศ ที่ชั้นสิบหกเป็นคลับเฮาส์ไปนั่งเล่นได้ แต่อย่าลงไปข้างล่างล่ะมันอันตราย...มึงเก็บการ์ดติดตัวไว้เลยละกัน กูมีอีกอันอยู่แล้ว”

ผมวางคีย์การ์ดลงบนโต๊ะ

รอให้เขาพูดอะไรสักอย่าง

แต่สายธารแค่ผงกหัวขึ้นมามอง ก่อนจะกลับไปนอนเหม่อตามเดิม 

“อย่าลืมกินข้าว” ผมบอกส่งท้าย แล้วออกจากห้องไป

เราไม่ถูกขังแล้ว

ถ้าเขาต้องการจะไปจริงๆ ใครจะรั้งได้ ทันทีที่เขาตัดสินใจก้าวออกจากประตูชีวิตเราสองคนก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ผมจะเป็นเรือใบที่ลอยเคว้งคว้างบ้าง ถูกพายุซัดไปติดหินโสโครกบ้าง ส่วนเขาก็จะเป็นสายธารที่ไหลเอื่อยไปบรรจบกับแม่น้ำสักสาย...ในสักวัน 

ผมขับรถเรื่อยเปื่อยไปจอดที่ผับโอเมก้า หลังจากดับเครื่องผมก็นั่งเงียบๆ อยู่สักพักก่อนจะหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก

[ว่าไงเรือ] เฮียยอช์ตพูด [เรียบร้อยดีรึเปล่า]

“มั้ง”

[มั้งนี่หมายความว่าไง พยานโอเครึเปล่า]

“ไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ผมว่าจะพอแล้ว”

[เกิดอะไรขึ้น]

“ไม่มีไร แค่เบื่อ เฮียก็หาคนอื่นมาดูแลต่อละกัน”

[อ้าว ทำไมล่ะ ไหนอธิ...]

“บายเฮีย”

ผมกดวางสายแล้วเข้าไปในผับ วันนี้เป็นช่วงกลางสัปดาห์แถมยังหัวค่ำอยู่ บรรยากาศเลยดูไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ มีลูกค้าไม่กี่โต๊ะขณะที่ดีเจเปิดเพลงช้าๆ เป็นการอุ่นเครื่อง โอมยังทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ควบตำแหน่งหัวหน้าการ์ดอยู่เหมือนเดิม

“ป๋าเรือสำราญ มาไงเนี่ย” โอมทักจากหลังเคาน์เตอร์

“เหาะมามั้ง” ผมกวน

“อ้อเหรอ นึกว่าลมตดของใครหอบมา ทำหน้าเป็นตูดเชียว” มันกวนกลับอย่างเหนือชั้นกว่า “หรือท้องผูก”

“หน้ากูก็งี้แหละ รินเหล้ามา”

“ได้ครับป๋า” โอมรินออนเดอะร็อกมาให้โดยไม่ต้องให้บอก ผมหยิบมากระดกรวดเดียว “อาการแบบนี้ ถ้าไม่อกหักมาก็ต้องจะไปฆ่าคน” โอมเก๊กเสียงเข้ม

“อะไรของมึง”

“กูจำมาจากหนังสักเรื่องนี่แหละ” โอมรินเหล้าให้ผมอีกแก้ว แล้วก็รินให้ตัวเองด้วย “เด็กในความดูแลมึงไปไหนล่ะ”

“ไม่มา”

“เด็กไม่มา หรือมึงไม่พามา”

“กูไม่พามา...อะไร ยิ้มอะไรของมึง”

“แหม่ น้ำสงน้ำเสียงนี่เหมือนงอนกัน”

“งอนเชี่ยไร ไม่ต้องเลย ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดเว้ย”

“รู้ด้วยว่ากูคิดอะไร”

“อย่ากวนตีน”

“เออๆ” โอมจิบเหล้า เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้น “ไม่มาด้วย แสดงว่าอยู่ในที่ปลอดภัย”

ผมนึกเห็นภาพสายธารเดินออกจากคอนโดพร้อมกระเป๋าใบเล็ก เตร็ดเตร่อยู่ตามถนนมืดๆ คนเดียว คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกมั้ง “ทางมึงล่ะ ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับตอบ้าง”

“วันนั้นหลังจากมึงกลับไปไม่นาน ไอ้หนุ่มคนที่ไม่ยอมให้ค้นตัวก็หิ้วหญิงออกไป กูให้เด็กตามไปดูระยะนึง”

ผมหูผึ่งทันที “เป็นไงมั่ง”

“ก็ไม่เห็นมีพิรุธอะไร แต่มึงก็ต้องเข้าใจ มันไม่ใช่หน้าที่พวกกูนี่หว่า ถ้าจะให้ตามดูถึงที่สุดก็ต้องมีค่าใช้จ่ายกันบ้าง”

“อืม” เรื่องนี้ผมพลาดเอง มัวแต่วุ่นวายกับสายธารที่เมาเป็นหมาจนไม่ได้โทรหาโอมให้ตามดูหมอนั่น แต่จะว่าไป เท่าที่เห็นในห้องน้ำมันก็ดูเหมือนจะเป็นแค่วัยรุ่นหัดพี้ยาเท่านั้นเอง “ไม่เป็นไร แต่วันหลังถ้ามึงเจอมันอีกก็โทรหากูละกัน”

“ได้” โอมรินเหล้าให้ทั้งตัวเองและผมอีก น้ำเสียงร่าเริงขึ้น “ถ้างั้นที่หน้าเป็นตูดนี่ก็ไม่ใช่เรื่องความเป็นความตาย แต่เป็นเรื่องสาวๆ”

ผมไม่พูดอะไร

“แต่กูไม่เห็นมึงควงสาวที่ไหนนานแล้วนี่หว่า หรือว่า...”

“กูไม่ได้ควงมาผับ” ผมพูดสวน ซึ่งก็ไม่จริงหรอก โอมพูดถูกแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นผมก็แทบไม่สนใจผู้หญิงที่ไหนอีก

“อ้อเหรอ แน่ใจนะ”

“กูจะโกหกทำไมวะ”

“เปล๊า ก็แค่ถาม”

“ถ้าคุยเรื่องนี้ คุยเรื่องมึงดีกว่า เมื่อก่อนมึงชอบผู้หญิง แล้วทำไมอยู่ดีๆ มาเป็นกะ...” ผมหยุดคำนั้นไว้ได้ทัน

“เกย์” แต่โอมกลับพูดมันออกมาสบายๆ

“เออ เอาจริงๆ คำนี้มันรุนแรงมั้ยวะ”

“ยังไง”

“ก็แบบ ถ้ากูบอกว่ามึงเป็น ‘เกย์’ งี้มันแรงมั้ย เหมือนการเหยียดรึเปล่า”

“เอางี้ มึงไม่ชอบกินอะไร ลองยกมาสักอย่าง”

“ของกินเผ็ดๆ”

“เออ มึงไม่ชอบกินของเผ็ด แต่ก็มีคนเยอะแยะที่ชอบ มึงคิดว่าคนพวกนั้นเป็นคนยังไงล่ะ”

“ก็...” คนกินของเผ็ดเป็นคนยังไงวะ “ก็คนปกติ คนที่ชอบกินเผ็ด”

“ถ้าของหวานเป็นผู้หญิง ของเผ็ดเป็นผู้ชาย”

“...”

“มึงชอบกินผู้หญิงหวานๆ กูชอบกินผู้ชายเผ็ดๆ แล้วไงล่ะ มึงกับกูก็คนปกติมั้ย”

“อือ” ผมยกนิ้วถูขมับแรงๆ พยายามกระตุ้นสมองให้เชื่อมโยงคำว่า ‘เกย์’ กับ ‘ของเผ็ดๆ’ เข้าด้วยกัน

“แต่ถ้ามึงไปพูดคำนี้มั่วซั่ว คนก็อาจจะแปลว่าเหยียดเพศได้ เหมือนกับพูดว่า ‘เฮ้ย นี่มึงกินส้มตำปลาร้าเหรอวะ’ หรือพูดว่า ‘แม่ง โตขนาดนี้ยังกินตำไทยไม่ใส่พริกเหรอวะ’ ก็พอๆ กัน”

“อืม...ช่างเถอะ ที่กูอยากรู้คือ เมื่อก่อนมึงก็ชอบผู้หญิง แล้วทำไมเปลี่ยนแนว”

“คนเรามันเปลี่ยนกันได้ มึงก็ด้วย ต่อไปอาจจะชอบกินอะไรเผ็ดๆ ก็ได้นะ”

“ไม่อ่ะ”

“มึงไม่รู้หรอก จนกว่าจะได้ลอง”

“กูลองกินของเผ็ดทีไรก็ไม่เห็นจะชอบ เหงื่อออก แสบปากตลอด”

“เปรียบเทียบเว้ย นี่มึงแกล้งโง่หรือเล่นมุก”

“เออๆ ช่างมัน” คงเป็นทั้งสองอย่างนั่นแหละ คงเพราะกระดกเหล้าถี่เกินไปเลยเริ่มมึนๆ แล้ว “สรุปมึงเปลี่ยนแนวตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงเปลี่ยน แล้วเปลี่ยนได้ยังไง”

“ถามรัวขนาดนี้ มึงจะทำวิทยานิพนธ์เหรอ”

“กวนตีน ตอบมา”

“เรื่องมันยาว”

“กูไม่รีบ”

“อืม...” โอมจิบเหล้า แล้วนิ่งเงียบราวกับจมลงไปในเรื่องราวส่วนตัวช้าๆ

เงียบไปนาน

นานมาก

จนผมอดทนต่อไม่ไหว “โอม...เฮ้ย”

“โทษที กูเผลอคิดเรื่องลูกหนี้เพลินไปหน่อย”

“มันใช่เวลาตลกมั้ย”

“คิดเรื่องลูกหนี้จริงๆ คงไม่ได้เงินคืนว่ะ”

“กูรอฟังเรื่องมึงอยู่”

“เออๆ” โอมกระแอมแรงๆ แล้วจิบเหล้าตาม “กูรู้จักน้องตั้งแต่สมัยมัธยม เรียนที่เดียวกันน่ะ ไม่สนิทหรอก ไม่กินเส้นกับพี่ชายมันด้วย พอจบมัธยมก็ไม่คิดว่าจะได้เจอมันอีกเลย แต่จู่ๆ มันก็เดินเข้ามาเมาในผับนี่แหละ ปัญหาชีวิตวัยรุ่น”

ผมพยักหน้าตาม พอมันเว้นจังหวะเหมือนจะเผลอคิดถึงลูกหนี้อีกผมก็ถามต่อ “ไงอีก”

“มันเมาหนัก กูเลยหิ้วมันกลับห้อง จากนั้นก็...”

ผมวนนิ้วเป็นเชิงให้เล่าต่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าอยากฟังต่อมั้ย

“นัวเนียกันเบาๆ...”

“พอๆ ไม่ต้องเล่าละ”

“ฮ่าๆ แค่นัวเนียเว้ย พอสร่างเมาแล้วกูก็เป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้น้องไป เลยได้คุยกันมากขึ้น พอมันแก้ปัญหาชีวิตได้ ก็ได้เจอกันอีกสองสามครั้งนี่แหละมั้ง”

“แล้วไง”

“ก็ฟันดาบกันเลยดิ รอไร ที่ห้องกู”

ฟันดาบ!???

 “ปล่อยซิงเกิลใหม่ด้วยกันทั้งคู่ หมายถึงแบบชายกับชายน่ะ” โอมพูดต่อ “เลยยังไม่ค่อยเป็นงานเท่าไหร่ มีดำน้ำดูปะการังกันนิดๆ หน่อยๆ แบบว่า...”

ดำน้ำดูปะการังอะไร มึงพากันไปเที่ยวสเม็ดกันเหรอ

“หยุด! พอแล้ว ไม่ต้องขยายความ”

“ฮ่าๆๆ” โอมหัวเราะอีก ดูมีความสุขที่ได้แกล้งผม

ผมปัดภาพพวกนั้นออกจากหัว และกลับมาตั้งสติให้มั่น “สรุปมึงแอบชอบน้องตั้งแต่มัธยม”

“มั้ง พอมาเจอกันอีกมันเลยสปาร์ค”

“อืม แล้ว...”

“ว่าไง...”

“ตอนจะต๊ะแหน่วกันอ่ะ” ผมยืมคำของโตโตโร่มาใช้ “มึงแบบว่า...”

“ต๊ะแหน่วอะไร พูดให้ชัดๆ ดิวะ หมายถึงขั้นตอนไหน รายละเอียดมันเยอะ”

“ที่มึงดำน้ำดูปะการัง...ไม่สิ ฟันดาบแบบที่มึงว่า...หรือไม่ใช่อีก แม่ง เอาเป็นว่ามีเพศสัมพันธ์อ่ะ มึงก้าวข้ามเส้นนั้นได้ไง”

“ฮ่าๆๆ เส้นไรวะ”

“ก็เส้นนั้นอะ ความจั๊กกะดึ๋ย แบบ...”

โอมนิ่งรอให้ผมขยายความ แต่ผมก็เดินทางมาจนถึงซอยตันในโลกแห่งถ้อยคำแล้ว ไม่มีคำไหนผุดขึ้นมาให้หยิบใช้ ผมยกเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่หวังกระตุ้นให้สมองทำงาน แต่กลับรู้สึกหัวหมุนติ้วยิ่งกว่าเดิม

“ถ้ามึงชอบใครสักคนจริงๆ มันไม่มีเส้นบ้าบออะไรนั่นหรอก” โอมพูดในจังหวะที่ผมวางแก้วลง น้ำเสียงเข้มและสีหน้าจริงจัง “แต่ถ้าสำหรับมึงมันมีเส้นนั้นอยู่ อยากจะข้ามใช่มะ ให้กูแนะนำก็ใช้ไอ้นี่แหละ กินเข้าไปเยอะๆ เดี๋ยวก็ดีเอง”

โอมเติมเหล้าให้ผมอย่างหนักมือ

ผมเหล่มองแก้วเหล้าก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น “เส้นบ้าเส้นบออะไร กูแค่เบื่อเลยออกมาหาเหล้าแดก” ว่าแล้วก็โชว์พาวแบบแมนๆ กระดกรวดเดียวหมดแก้วไปเลย




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-07-2018 00:04:25 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 15
ร.รั้ง

[สายธาร]

เขาไปแล้ว

จู่ๆ ก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปโดยไม่บอกว่าไปไหน บอกแค่ว่าจะกลับดึก ให้นอนไปเลย ไม่ต้องรอ ใครจะรอล่ะ พูดอย่างกับปกติผมเป็นห่วงเป็นใยเขางั้นแหละ

แต่น้ำเสียงเขาฟังดูหม่นๆ ชอบกล กับข้าวที่สั่งมาเยอะแยะก็ไม่อยู่กิน

ญาติป่วยกะทันหันมั้ง

ช่างเถอะ สิ่งที่ผมคิดจริงๆ จังๆ อยู่ตอนนี้คือ เห็นภาพตัวเองแกล้งนอนนิ่งอยู่สักพักจนแน่ใจว่าเขาจะไม่ย้อนกลับมา จากนั้นก็ลุกมาเก็บข้าวของลวกๆ คว้าเอาคีย์การ์ดที่เขาทิ้งไว้ให้ แล้วก้าวพรวดออกจากห้อง

ซึ่งผมก็ทำตามนั้นเกือบจะเป๊ะๆ

ควรทิ้งโน้ตสั้นๆ ไว้รึเปล่านะ

ไปละ หวังว่าจะไม่เจอกันอีก หรือ

ขอบคุณละกันที่ช่วยชีวิต หรือ

กินเผ็ดไม่เป็นจะฝืนทำไม สั่งพิซซ่าสิ

คิดอีกที ไม่เขียนอะไรดีกว่า คนหลงตัวเองอย่างเขาสามารถคิดอะไรเข้าข้างตัวเองก็ได้ทั้งนั้น ผมเลยทำแค่หมุนตัวกลับและยืนนิ่งๆ มองถุงกับข้าวเย็นชืดที่ยังไม่ได้แกะ มองโต๊ะ โคมไฟ ผ้าม่าน และโซฟานุ่มๆ ที่รองรับร่างกายผมมาตั้งหลายคืน

มองทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย

จากนั้นก็หยิบคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูออกไป

มันง่ายเหลือเกิน ทำไมก่อนหน้านี้ผมไม่ก้าวออกจากประตูนี้ไปนะ แค่รอจังหวะที่เขาเข้าห้องน้ำหรือนอนหลับก็หลบออกไปได้แล้ว

ลิฟต์พาผมลงมาถึงชั้นล่างโดยไม่มีติดขัด พนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ล็อบบี้ส่งยิ้มมาและกดปุ่มปลดล็อกประตูกระจกด้านหน้าให้ ตอนนี้เวลาสามทุ่มกว่าๆ มิกกี้คงกำลังปฏิบัติภารกิจลับล้วงครางอยู่ที่ห้องผม ถ้าโทรไปมันคงด่าแน่ ไม่เป็นไร หาโรงแรมนอนสักคืนก็ได้ ออกไปจากตรงนี้ก่อนละกัน

จังหวะนั้นเอง สายตาผมก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งอยู่ที่มุมสูบบุหรี่ด้านนอก เป็นผู้ชายวัยกลางคน หน้าตาธรรมดาๆ แต่งตัวเรียบๆ ด้วยเสื้อสีเทาเข้มและกางเกงสีดำ เป็นคนประเภทที่ดูกลมกลืนไปกับผู้คนและฉากหลังทุกแบบ ต่อให้เดินสวนกันคุณก็จะไม่สังเกตเห็นคนประเภทนี้ด้วยซ้ำ

แต่...

ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยทันทีที่เห็นผมก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วก็ทำเป็นสูบบุหรี่กลบเกลื่อน ควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเลื่อนหน้าจอเล่น

ผมรอ

ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาที เขาก็ยกมือถือขึ้นแนบหู ดูดบุหรี่หนึ่งเฮือกใหญ่แล้วขยับตัวหมุนมองมาทางนี้

ซวยแล้วสิ เสียงเรือใบดังขึ้น ราวกับเขาแอบเอาตัวตนบางส่วนมายัดไว้ในหัวผม ร่างกายผมหันกลับโดยอัตโนมัติ รู้สึกได้เลยว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น พนักงานสาวสังเกตเห็นดังนั้นเลยส่งยิ้มและกดปลดล็อกประตูอีกครั้ง

ผมเดินกลับเข้าข้างในอย่างไม่แน่ใจ “ลืมของน่ะครับ” ผมพูดพึมพำเหมือนกับอธิบายกับตัวเองมากกว่าพูดกับเธอ แล้วเดินต่อไปที่ลิฟต์

แบบนั้นแหละ พูดในสิ่งที่คนฟังอยากฟัง เป็นความคิดผมเอง แต่ยังฟังดูเหมือนเสียงเรือใบอยู่ดี ไม่น่าเชื่อ แค่อยู่ด้วยกันช่วงสั้นๆ น้ำเสียงของเขาจะซึมเข้ามาฝังอยู่ในสมองผมขนาดนี้

ลิฟต์เลื่อนขึ้นช้าๆ จนถึงชั้นยี่สิบ พอประตูลิฟต์เปิดก็ก้าวยาวๆ ไปใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้องเข้าไป แล้วล็อกกลอนตามหลังทันที

ผมอาจคิดมากไป ผู้ชายคนนั้นอาจเป็นแค่คนธรรมดาก็ได้ เป็นคนที่อาศัยอยู่คอนโดนี้ หรืออาจจะเป็นพนักงานร้านอาหาร คนทำงานฟรีแลนซ์ นักเที่ยว หรือ...เป็นใครก็ได้ที่นึกอยากสูบบุหรี่

ว่าแต่...

ความเงียบภายในห้องโอบล้อมเข้ามาคล้ายกับจะเงี่ยฟังความคิดผมด้วย

ที่หลังผับวันนั้น ทั้งที่เห็นปืนเล็งมาตรงหน้าผมก็ไม่รู้สึกกลัวตายเลย แต่ตอนนี้ผมกลับวิ่งหนีคนสูบบุหรี่

ทำไมล่ะ



ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

เสียงเคาะประตูฉุดผมจากหลุมดำที่กำลังจะผลิตฝันร้าย ไฟยังเปิดสว่างทั้งห้องทำเอาตาพร่าไปชั่วครู่ ดูเวลาที่หน้าจอมือถือก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว

หลังจากเข้าห้องมาผมก็อุ่นกับข้าวที่เรือใบสั่งมาไว้กิน กลับมานอนเล่นที่โซฟาแล้วผล็อยหลับไป จนกระทั่งตอนนี้

ก๊อก ก๊อก

เรือใบกลับมาแล้ว

ผมเดินไปที่ประตูจะปลดล็อกกลอน แต่แล้วก็ชะงัก เขาบอกว่ามีคีย์การ์ดอีกอันนี่ ทำไมไม่เปิดเข้ามาเองล่ะ เปิดสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวก็โดนยิงไส้แตก เขาเคยบอกอย่างนั้น

ผมขยับเข้าไปแนบหน้ากับช่องตาแมว ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียง

เป็นเรือใบจริงๆ ถูกใครคนหนึ่งหิ้วปีกอยู่ในสภาพคอตกร่อแร่ แต่ใช่เขาแน่ๆ ผมจำทรงผมกับไหล่กว้างๆ ของเขาได้ คนแปลกหน้าที่ว่าบ่นงึมงำกับตัวเอง พลางล้วงกระเป๋าเรือใบเพื่อหาคีย์การ์ด

เพราะเห็นว่าเป็นคอนโดหรูหรือไงประตูถึงมีแค่กลอนลูกบิดกับโซ่เส้นเล็กๆ ผมรีบจับโซ่เข้าล็อกของมัน แล้วรีบผละออกมาฉวยของมีคมจากชั้นวางจานชามมาถือไว้

แกร๊ก

“อ้าว มีคนอยู่นี่”

ผมพุ่งตัวกลับไปที่หน้าประตู ใช้ไหล่ดันประตูปิดกลับ “นั่นใคร”

“เปิดประตูหน่อย”

“ถามว่าใคร”

“เพื่อนไอ้เรือ นั่นสายธารใช่มั้ย เปิดเร็วเข้า หนักชิบหาย”

“คุณทำอะไรเรือใบ”

“แม่งทำตัวเองล่ะไม่ว่า จะเปิดมั้ยเนี่ย”

ผมชั่งใจชั่วครู่ก่อนจะยอมปลดโซ่ออก แต่ก็รีบถอยหลังออกมาพร้อมกับยกอาวุธไว้ตรงหน้า เตรียมรับอะไรก็ตามที่จะพุ่งเข้าใส่หน้าหรือลำตัว

“แดกเป็นน้ำขนาดนี้ก็น็อกสิวะ...เอาส้อมมาทำไม” 

นั่นสิ ทำไมไม่หยิบมีดวะ

ผมลดส้อมลง “เพื่อนเรือใบจริงเหรอ”

“พี่ชื่อโอม จำได้มั้ย” เขาพูดพลางหิ้วเรือใบเข้ามา “บาร์เทนเดอร์ที่โอเมก้าน่ะ”

“อ้อ” ถึงว่าคุ้นๆ “เดี๋ยวๆ อย่าทิ้งไว้บนโซฟา...”

แต่เรือใบก็ถูกปล่อยให้ลงไปนอนเหยียดยาวบนที่ประจำของผมแล้ว

“ย้ายเขาไปไว้ในห้องนอนดีกว่าครับ”

“ไม่ไหวแล้ว” เขาดัดหลัง “แดกควายมารึไงวะ หนักชิบ”

“แต่...”

“พี่ไปละ ต้องไปดูความเรียบร้อยที่ร้านต่อ”

ผมตามเขาไปที่ประตู “ทำไมเขาถึงเมาขนาดนี้ครับ”

อีกฝ่ายหันมาขณะเปิดประตูค้างอยู่ “ไม่รู้เหรอ”

“...” ผมส่ายหน้า

“ไอ้นี่มันปากหมาแต่ใจมันไม่มีอะไรหรอก จัดให้มันสักดอกสองดอกเดี๋ยวก็หาย”

ปึง

เขาไปแล้ว ปล่อยให้ผมงงเป็นไก่ตาแตกอยู่คนเดียว ผมจัดการล็อกประตูแล้วเดินกลับมาเอาส้อมเก็บเข้าที่

เมาเหมือนหมา ผมอยากจะใช้คำนั้นบ้าง แต่เขาดูไม่ใกล้เคียงสภาพนั้นเอาซะเลย เหมือนในละครหลังข่าวนั่นแหละ ไม่ว่าจะเวลาเมาหรือตื่นนอนทั้งหน้าตาและทรงผมของดาราก็ยังดูเป๊ะทุกองศา

“นี่” ผมลองจิ้มไหล่เขา “คุณ ตื่น”

“...”

“นอนตรงนี้ไม่ได้นะ”

“...”

“คุณ ตื่นๆๆๆ ตื่นได้แล้วววว”

“...”

พูดกรอกหูขนาดนี้ยังเฉยได้อีก เฮ้อ งั้นช่วยไม่ได้ละนะ

ผมโน้มตัวลงไปสอดแขนรวบตัวเขาเพื่อจะหิ้วปีกแบบที่พี่โอมทำ “ไม่ไหว นี่กินควายมาจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย...ฮึบ”

“อือ...”

“ตื่นแล้วเหรอ งั้นก็ช่วยลุกขึ้นหน่อยเหอะ”

เขาดิ้นหนี เสียงสะลึมสะลือ “อย่า...ยุ่ง...”

“ไม่ยุ่งได้ไงล่ะ นี่มันที่นอนผม ลุก นี่คุณ”

“...”

เขาหลับไปอีกแล้ว

ผมรวบตัวเขาอีกครั้ง คราวนี้จับแขนเขาพาดคอไว้พร้อมกับออกแรงฉุด แต่เรือใบกลับทำเสียงไอเบาๆ ในลำคอ “เดี๋ยวๆ อย่าอ้วกนะ”

ผมขืนตัวออก แต่แขนที่พาดคอผมอยู่กลับรั้งไว้ “เอ้า ปล่อยสิ”

“...”

“อย่าเพิ่งอ้วกนะ”

“ข้าม...” เหมือนจะไม่อ้วกแล้ว แต่ละเมอบ้าบอมากกว่า

“ปล่อยได้แล้ว”

วงแขนของเขารั้งคอผมลงต่ำ พร้อมกับมืออีกข้างก็รวบเอวผมไว้

“ข้ามอะไร คุณเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ลุกไปนอนห้องคุ...”

ตัวผมชาวาบ มันเกิดขึ้นเร็วจนสมองผมตามไม่ทัน นี่เขารั้งคอผมลงไป...จูบงั้นเหรอ ตัวเราแนบชิดกัน แขนของเขายังรวบรอบคอและเอวผมไว้ แขนข้างหนึ่งของผมก็ยังสอดอยู่ใต้แผ่นหลังเขา รสเหล้าแผ่ซ่านเข้ามาในปากผม ปลายลิ้นร้อนผ่าวขยับดุนดันช้าๆ

ผมควรจะขืนตัวออก แต่ไม่รู้ทำไมยังปล่อยให้มันเกิดขึ้นอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าวินาที

“อื้อ...” ผมถอนริมฝีปากออก “ปล่อย”

แต่แขนแข็งแรงก็รั้งลงมาอีกจนผมต้องเบือนหน้าหนี ทำให้จมูกของเขาคลอเคลียอยู่ตรงแก้มผม

“นี่คุณเป็นบ้าอะไร”

“อยาก...”

“ปล่อย!”

“...กอด”

คราวนี้ผมย่นคอลอดอ้อมแขนเขาและขืนตัวขึ้นมายืนจนได้ มือกำรวบเป็นกำปั้นแล้วด้วย โชคดีที่ยั้งไว้ได้ทัน ไม่งั้นปากซนๆ เมื่อกี้ได้คงต้องมีแตกกันบ้าง

แล้วดูดิ ยังหลับต่อหน้าตาเฉยอีก

ผมไปหยิบขวดน้ำจากตู้เย็นออกมารินดื่มเต็มแก้ว แล้วก็เม้มริมฝีปากล่างไว้แน่น ไม่เข้าใจ กินน้ำแล้วทำไมยังรู้สึกถึงรสเหล้าในปากอีกวะ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-07-2018 00:50:19 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ นางร้าย

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 96
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
กระสุนนัดที่ 16
ร.เริ่ม


[เรือใบ]

กระเพาะปัสสาวะกำลังจะฆ่าผม มันบีบตัวจนผมตื่นจากฝันตื่นเต้นสักอย่าง พอตื่นแล้วผมก็รู้ว่า ปัสสาวะไม่ได้จะฆ่าผมหรอก แต่เป็นอาการปวดหัวต่างหาก อย่างกับระเบิดลูกย่อมๆ ปะทุอยู่ในกะโหลกเลย

ผมลุกขึ้นนั่งบนโซฟาและเอามือกดขมับไว้

ใช่ โซฟา

มานอนอยู่นี่ได้ไง

“ธาร!” ผมเรียก “สายธาร!”

มีแค่ความเงียบ กับเสียงลมอื้อเบาๆ ในหู ใช่สิ เขาคงหนีไปแล้วตอนผมซดเหล้าเป็นน้ำอยู่ที่ผับ ผมกัดฟันลุกขึ้นเดินตัวเอียงๆ ไปที่ห้องน้ำ

กึก

อ้าว ล็อก

“เฮ้ย ใครล็อกประตู”

“อ๋มอยู่”

“ธาร? สายธารเหรอ”

“จะใครล่ะ”

“ทำไรวะ เปิดประตูซิ”

“แปรงฟันอยู่ คุณก็ไปใช้ห้องน้ำในห้องนอนคุณสิ”

“แต่กูปวด...”

เออๆ ช่างมัน ผมรีบกลับไปที่ห้องตัวเอง แล้วฉี่มาราธอนเกือบสองนาที พอกลับออกมาก็เห็นว่าสายธารยังอยู่ในห้องน้ำเหมือนเดิม

ลองไปเงี่ยหูฟังก็ไม่ถึงกับเงียบ แต่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังทำอะไร

“...”

“หลับรึเปล่าเฮ้ย เอาหมอนมั้ย”

“...”

“หรือจะเอาผ้าห่ม”

ผมเงี่ยฟังอีก ได้ยินเสียงน้ำไหลจากก๊อกอยู่สักพัก ในที่สุดประตูก็เปิดออก

นึกว่ามึงไปแล้วซะอีก ในหัวคิดอย่างนั้น แต่ปากถามไปอีกเรื่อง “ทำไรวะ”

“แปรงฟัน”

“นานขนาดนั้นเลย”

“ปากไปโดนของสก...”

“อะไร”

“ช่างเถอะ” เขาเดินเบียดไหล่ผมไป “ว่าแต่คนอื่น คุณแปรงรึยังล่ะ”

เรากลับมาพูดคุยกันเป็นปกติแล้วแฮะ ราวกับว่าที่เงียบใส่กันก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น สายธารเดินออกไปทำอะไรก๊อกแก๊กอยู่ที่ระเบียง ส่วนผมไปทรุดตัวลงเอนหลังบนโซฟา “ปวดหัว”

“ก็เมาเป็นหมาขนาดนั้น”

“ทำไมฟังคุ้นๆ วะ”

ผมปวดหัวจนต้องหลับตาและเอนหลังอยู่นิ่งๆ

“เอ้า นี่” เขาพูดขึ้นหลังจากผ่านไปสักพัก

ผมลืมตาก็เห็นแก้วกาแฟควันกรุ่นยื่นมาตรงหน้า “รู้ใจ...อึก” จิบปุ๊บอยากจะพ่นใส่หน้าแม่ง “ลืมใส่น้ำตาลรึเปล่าวะ เข้มขนาดนี้”

“เข้มๆ นั่นแหละ แก้แฮงค์”

ตั้งใจแกล้งกันมากกว่า แต่คงดูไม่ดีเท่าไหร่ถ้าผู้ชายทั้งแท่งจะอิดออดเรื่องกาแฟขม

“แล้วก็นี่ กล้วย” เขายื่นกล้วยหอมมาให้อีกลูก “ช่วยได้เหมือนกัน”

“อยากกินท่อนแยมทอด”

“ไม่มี”

“ไปทำให้กินหน่อย”

“ก็มันไม่มีของให้ทำไง ขนมปังหมดแล้ว มีพวกแกงใต้ที่คุณสั่งมาอยู่ในตู้เย็น จะกินมั้ยล่ะ”

กาแฟช่วยให้หูตาสว่างขึ้นบ้าง ผมมองไปรอบห้องแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าห้องตัวเองดูว่างเปล่าชอบกล มีแค่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ของจุกจิกแทบไม่มี ห้องครัวก็ใช้งานนับครั้งได้ ถ้าตอนนี้สายธารไม่อยู่ด้วยคงยิ่งดูว่างเปล่าเงียบเชียบยิ่งกว่านี้

“นี่กี่โมงแล้ว” ผมถาม

“สิบ”

“ไปอาบน้ำแต่งตัว”

“ไปไหน”

“ไปช้อป”

“ไม่ห่วงเรื่องความปลอดภัยแล้ว?”

ผมยิ้มให้เขา เก๊กเสียงขรึมนิดๆ “ไปกับป๋าเรือกลัวไร”





_________________________

กลับมาแล้วค่า อัพให้แบบร.รวดเลย
ขอโทษทีนะคะ พอดีอาทิตย์ที่แล้วไปต่างประเทศมา
ตั้งใจจะไปอัพที่นั่น แต่ไม่ค่อยมีจังหวะที่สะดวกเลยค่ะ
พอดีอัพในเล้าต้องใช้สมาธิสูงเหมือนกัน ต้องคอยเช็กพวกโค้ดต่างๆ ไม่ให้หน้ากระทู้เพี้ยน T^T
พอไม่มีเวลานานๆ เลยคิดว่ากลับมาอัพบ้านทีเดียวคงดีกว่า

ทำให้ต้องรอนานเลย T_____T

ขอบคุณมากๆ นะคะสำหรับคนที่รออ่าน

มีข่าวดีคืออออ เขียนจบแล้วค่า >_____<
ตอนนี้กำลังเขียนตอนพิเศษอยู่ <3

ขอบคุณจากใจนะคะที่อ่านมาถึงตรงนี้

ยักมั่ก

นางร้าย 18.05.18


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-07-2018 02:16:04 โดย นางร้าย »

ออฟไลน์ cavalli

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 5387
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-19
 :laugh:


ป๋าาาาาาาาาาาาาาาา

ออฟไลน์ areenart1984

  • เป็ดArtemis
  • *
  • กระทู้: 4825
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +167/-7
เส้นที่ว่า ข้ามพ้นหรือยังนะเรือใบ  :hao3:

ออฟไลน์ k2blove

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1868
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +41/-3
ว๊าว ป๋าเรือสุดยอดไปเลย มารอดูว่าเมื่อไหร่จะหวานแหววกัน
 :hao6: :hao6:

ออฟไลน์ singalone

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 381
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +24/-2
เอาใจช่วยพี่เรือใบแล่นเรือข้ามไปให้ได้นะคะะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด