ลิขิตรัก...เพลิงเทวา EP.25-100% P.5 (12/09/63) by Tan-Yung 0209
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ลิขิตรัก...เพลิงเทวา EP.25-100% P.5 (12/09/63) by Tan-Yung 0209  (อ่าน 15641 ครั้ง)

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก...เพลิงเทวา Author : Tan-Yung 020 File : 11

โชคชะตามักทดสอบให้เราได้เผยธาตุแท้ในใจ ไม่ว่าจะเป็นความดีงามที่เปิดเผยหรือความชั่วร้ายที่ซ่อนเร้น ความกลัวที่มิอยากให้เกิด แม้เราจะพยายามต่อสู้หรือคอยหาทางตั้งรับไว้มากมายเท่าไร บางครั้งมันก็ไม่เป็นดังใจหวัง

ดั่งรพีพงศ์ผู้สง่าเก่งกล้าฝ่าภยันต์อันตรายมานับร้อยนับพัน ไม่ว่าจักคมเขี้ยวของราพณาสูรหรือเหตุการณ์ร้ายจนแทบวายชนม์ รพีพงศ์ก็มิเคยจะเผยความหวาดหวั่นออกมาเลยสักครั้ง จนกระทั่งได้พบเจอกับนาคินทร์เชลยรักผู้กุมหฤทัยดวงนี้และได้สร้างความกลัวเอาไว้กับรพีพงศ์ ความกลัวที่จะสูญเสียนาคินทร์ไปอีกครั้งและไม่มีวันได้หวนคืน

“เทพโอสถ...บุตรแห่งข้าเป็นเช่นไรบ้าง” พระเสาร์ถามไถ่อาการจากแพทย์สวรรค์ที่ถูกเชิญมาอย่างกะทันหันเพื่อรักษานาคินทร์บุตรของตน

“มิมีสิ่งใดผิดปกติ หากจากที่เทพรพีพงศ์เล่ามาก็นับว่าเป็นเรื่องปกติยามที่ความทรงจำได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา” เทพโอสถให้คำตอบหลังจากตรวจอาการอย่างถี่ถ้วน รพีพงศ์ได้สดับฟังดังนั้นแล้วก็ดีใจกับนิมิตรหมายอันดี หากนาคินทร์จักสามารถจำตนเองได้

“และถ้านาคินทร์เป็นเช่นนี้อีกมิต้องตกใจไป เพียงท่านให้บุตรของท่านนอนพักเท่านั้น อาการก็จักดีขึ้นเอง” เทพโอสถกล่าวต่อ

“ขอบน้ำใจท่านมากเทพโอสถ” รพีพงศ์เอ่ย

“ไม่เป็นไร เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยของเทพทั้งหลายล้วนแล้วเป็นหน้าที่ของข้า เพลานี้ก็หมดหน้าที่ของข้าแล้วข้าขอตัวลา”

“ข้าขอบน้ำใจท่านอีกครา” พระเสาร์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปส่งเทพโอสถร่วมกับรพีพงศ์ถึงหน้าวิมาน อันผิดวิสัยของพระเสาร์ยิ่งนัก เมื่อลับตาราชรถของเทพโอสถใบหน้าที่เป็นมิตรแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย

“เจ้าดูเอาไว้รพีพงศ์ว่าใครเข้าหาเราเพื่ออะไร” พระเสาร์เอ่ยขึ้นขณะหมุนตัวกลับ

“ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่ากระไรหรือ” รพีพงศ์ถามกลับ

“เทพโอสถอย่างไรเล่า ยามใดที่ข้าไหว้วานมักจะปฏิเสธอยู่ร่ำไปแต่ครานี้ พอข้าให้ทหารไปเชิญก็รีบมาเสียทันทีทันใด ไหนจะสายตาที่คอยสอดส่องในวิมานข้าอีก คงอยากรู้อยากเห็นมุตตาเป็นแน่...ฮึ!! คงอยากมีเรื่องไปเล่าให้พวกเพื่อนพ้องได้ฟังยามรินสุรา” พระเสาร์ร่ายคำออกมายาวเหยียด รพีพงศ์เองได้ฟังก็ขบคิดตามไปด้วย เมื่อครู่ตนก็มิได้สังเกตเพราะมัวเป็นห่วงนาคินทร์ที่นอนหลับอยู่

“การคบค้าสมาคมกับใครเจ้าจักต้องระวังให้ดี ยิ่งในกาลหน้าเจ้าจักต้องขึ้นสืบบัลลังก์จากบิดาของเจ้าแล้วไซร้ ครั้นยังทำตัวอ่อนหัด เหยาะแหยะ ถึงคราวสุริยงต้องดับสูญเป็นแน่ เข้าใจหรือไม่”

“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบน้ำใจท่านมากที่ช่วยชี้แนะข้า” รพีพงศ์คลี่ยิ้มออกมา จากการเสวนาเมื่อครู่รพีพงศ์สัมผัสได้ว่าพระเสาร์มิได้ดูถูกดูแคลนตนเลยสักนิด ตนกลับรู้สึกได้ว่าพระเสาร์กำลังส่งสอนตนเสียมากกว่า

“ข้าบอกเจ้าไว้เพราะเห็นว่าเจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก บางครั้งความดีและคุณธรรมมันไม่เพียงพอหากไร้เล่ห์เหลี่ยม” พระเสาร์เอ่ย แล้วเดินรุดหน้าไปยังห้องรับรองที่ถูกปิดเอาไว้ ด้านรพีพงศ์เองก็เลี้ยวไปยังห้องของนาคินทร์เพื่อดูแลต่อไป

“นึกว่าพุธจักต้องถูกขังอยู่ในนี้กับพี่หญิงไปจนถึงวันพรุ่งเสียแล้ว” ทันทีที่บานประตูเปิดออกพระพุธก็เอ่ยออกมา ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ พระเสาร์และพระพุธได้รุดหน้ามาถึงวิมานก่อนรพีพงศ์และนาคินทร์ เจ้าของวิมานจึงได้พาพระพุธไปพบกับมุตตาพร้อมกับบอกเหตุผลในการพาพระพุธมารวมถึงขอความช่วยเหลือแกมบังคับให้ช่วยแก้คำสาป ทว่ารพีพงศ์ได้มาถึงในอ้อมแขนมีร่างไร้สติของนาคินทร์ นั่นคือเหตุที่ทำให้พระเสาร์พาพระพุธและมุตตาไปหลบอยู่อีกห้องเพื่อมิให้เทพโอสถที่พระเสาร์ได้ให้ทหารกอบัวมาพบเข้า

“ไม่มีทางที่ข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่กับเมียข้าสองต่อสองนานดอก แล้วนี่สนิทกันแล้วหรือไร เจ้าถึงได้เรียกมุตตาว่าพี่หญิง...เจ้าพุธ” พระเสาร์เอ่ย ทั้งที่รู้อยู่ว่าพระพุธไม่มีทางที่จะลอบเล่นชู้กับมุตตาได้

“นั่นสิพระพุธ ข้าเองต่ำต้อยยิ่งนักไหนจะรูปโฉมอัปลักษณ์อีก ท่านมิน่าจะลดเกียรติเรียกข้าว่าพี่เลย” มุตตาเอ่ย

“ต่ำต้อยอันใดกัน พี่หญิงเป็นเมียพี่เสาร์ ผู้เป็นหนึ่งในเทพแห่งดาวนพเคราะห์เชียวนะ อีกอย่างจากที่ใช้ญาณตรวจดูคำสาป ข้าพอจะมีวิธีที่จะทำให้พี่หญิงรูปงามดังเดิม” พระพุธยิ้มออกมา ทำให้มุตตาและพระเสาร์ดีอกดีใจจนเนื้อเต้น

“เจ้าว่ากระไรเจ้าพุธ!! เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่!!” ผู้ที่ตื่นเต้นกว่าผู้โดนสาปเข้ามาจับที่ต้นแขนของพระพุธไว้แล้วเขย่าตามแรงอารมณ์จนลืมไปว่าพระพุธนั้นรูปร่างผอมบางมากกว่าตนหลายเท่า

“ท่านพี่...ใจเย็นๆก่อน ประเดี๋ยวพระพุธก็บาดเจ็บดอก” มุตตาเอ่ย พระเสาร์ได้สติจึงปล่อยพระพุธให้เป็นอิสระ

“ขอบน้ำใจพี่หญิงมากที่ช่วยข้า...พี่เสาร์จักฆ่าพุธหรือไร” พระพุธหันไปกล่าวคำขอบคุณกับนางนาคีและมิวายตัดพ้ออีกคน ก่อนจะกุมแขนที่น่าจักช้ำนิดๆอันเกิดจากแรงบีบของพระเสาร์

“ข้าขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจจักทำให้เจ้าเจ็บ” พระเสาร์เอ่ย พระพุธได้ฟังแทบจะไม่เชื่อหูของตน ตั้งแต่เกิดมาน้อยครั้งที่พระเสาร์จะเอื้อนเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยเป็นเทพที่ปากหนัก ปากแข็งเกินใครในหล้า แต่ถ้าให้คิดอีกแง่คงเป็นเพราะอยู่ต่อหน้านางมุตตาจึงไม่แสดงท่าทีเกรี้ยวกราดออกมา พอคิดเช่นนี้แล้วความเจ็บเล็กๆบังเกิดในใจของพระพุธ

“มิเป็นไร พุธมิได้ถือสาดอกที่เอ่ยออกมาเพียงอยากจะหยอกล้อพี่เสาร์เท่านั้น” ถึงจะมีความน้อยใจจะเข้ามาแทรกแซง หากพระพุธยังคงเผยรอยยิ้มซ่อนอารมณ์อันแท้จริงเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

“เจ้านี่นะ...ไหนบอกข้ามาโดยไวว่าเจ้าจักแก้คำสาปให้กับมุตตาได้เช่นไร” พระเสาร์เร่งเอาคำตอบ

“ให้พี่หญิงลงไปในสรงน้ำอันมีผงหยกจากพุธดาราผสมอยู่” พระพุธตอบ จากที่พิจารณาผลลัพธ์ของคำสาปประมวลกับวิธีแก้คำสาปที่ตนได้เคยศึกษาจากตำราของพระจันทร์และพระพฤหัสบดี ทำให้พระพุธมั่นใจในวิธีการที่ตนได้เอ่ย หากวิธีที่ดูแสนง่ายหนำซ้ำไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงตามหา พระเสาร์ได้ฟังถึงกับเลิกคิ้วไม่คิดว่าสิ่งที่จักแก้คำสาปมันจักง่ายยิ่งเสียกว่าปอกกล้วยเข้าปาก

“ข้ามิยักรู้ว่าหยกจากวิมานเจ้าจักแก้คำสาปได้” พระเสาร์เอ่ย พลางนึกถึงวิมานของพระพุธในความทรงจำที่ตนเองเคยเหยียบย่างเพียงไม่กี่หน นอกจากมณีรัตนาที่ก่อร่างสร้างเป็นที่อาศัยแลตลอดสระปทุมพรล้อมรอบแล้ว อัญมณีาสีเขียวนานาๆรวมหยกก้อนใหญ่น้อยกระจัดกระจายอยู่ถ้วนทั่วไปต่างจากผืนหญ้า

“มันก็หาได้ใช้แก้คำสาปถาวรดอกหนา อาบครั้งหนึ่งฤทธิ์ของมันใช้ได้เพียง ๓ ราตรีเท่านั้น ด้วยวิธีแก้คำสาปส่วนใหญ่ล้วนผูกกับผู้สาปจึงมิอาจจักทำลายให้หายสิ้นได้ ดังนั้นพุธขออภัยพี่เสาร์และพี่หญิงที่มิอาจแก้คำสาปได้หมด” พระพุธเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไม่คิดจะลงรายละเอียดเกี่ยวคำสาปให้พระเสาร์ได้รับรู้ อีกทั้งใจนั้นกลัวเหลือเกินว่าจะทำให้ความหวังของพระเสาร์และมุตตาจักพังทลายลง

“อย่าได้กล่าวโทษตนเองเลยพระพุธ เพียงเท่านี้สำหรับข้าก็นับว่าเป็นบุญอยู่มากโข” นางมุตตาเอ่ยตามความรู้สึกของตัวเอง อันที่จริงนางเผื่อใจไปเสียด้วยซ้ำว่าพระพุธมิอาจจักแก้คำสาปได้

“นั่นสิ...อย่างน้อยเจ้าสามารถหาทางแก้ไขผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ข้าคิดไม่ผิดที่ขอความช่วยเหลือจากเจ้า” พระเสาร์เองก็หาได้ตำหนิพระพุธ ถึงจะเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่แต่ในบางเรื่องก็หาได้ชำนาญด้วยตนเองรู้ตัวว่าตนเชี่ยวชาญการสาปส่งมากกว่าการแก้คำสาป เลยไหว้วานให้พระพุธเข้าช่วย

“เมื่อพี่เสาร์และพี่หญิงประสงค์ที่จักให้พุธช่วย พุธนี้ยินดีที่จักช่วยให้สุดความสามารถ ประเดี๋ยวพุธจักไปนำผงหยกมาให้ พี่เสาร์เองตระเตรียมสระสรงให้พี่หญิงได้ลงอาบเถิด” พระพุธกล่าวจบ มือก็พนมร่ายคาถาเสกกระจกมายาขึ้นมาแล้วก้าวข้ามผ่านบานกระจกไป

นับได้ว่าราตรีนั้นเป็นราตรีแรกที่รูปโฉมอันแท้จริงของนางมุตตาได้กลับคืนมาอีกครั้ง ประจวบกับนาคินทร์ได้สติฟื้นขึ้นมา แลเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสิ่งดีสำหรับพระเสาร์เสียเหลือเกิน ไม่ว่าความสุขที่มุตตาพ้นคำสาปแม้เพียงชั่วคราวหรือจักเป็นนาคินทร์ที่คอยออดอ้อนเสียจนมิอยากให้แก้วตาดวงใจนี้ไปไหน นานเพียงใดแล้วที่พระเสาร์มีความสุขจนแทบล้นอกเยี่ยงนี้...มันนช่างสุขใจเหลือคณา

“ท่านอา...ท่านอาพุธ ข้าทำได้แล้ว” นาคินทร์เรียกพระพุธให้ดูมวลน้ำตรงหน้าที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามใจนึก น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจทำให้ผู้ถูกเรียกนามอดยิ้มไม่ได้

“เก่งมากนาคินทร์ อาสอนเจ้าไม่กี่หนเจ้าก็สามารถทำได้แล้ว” พระพุธผู้สวมบทบาทครูจำเป็นกล่าวชมลูกศิษย์ที่กำลังใช้มนตราควบคุมสายน้ำ สาเหตุที่พระพุธได้ทำหน้าที่นี้เป็นเพราะเทพผู้ทรงคชสารเป็นนักปราชญ์ทรงความรู้ กิริยามารยาท วาจา อ่อนหวาน พระเสาร์จึงอยากให้พระพุธมาคอยสั่งสอนไม่ว่าจะเป็นเวทย์มนตร์คาถาหรือมารยาทต่างๆในสถานการณ์ที่แตกต่างกันให้กับมุตตาและนาคินทร์ โดยพระเสาร์ยินยอมที่จะรับผิดชอบในส่วนของพระพุธเรื่องหน้าที่ใน ‘ธุมเกตุวสันต์’

“ที่ข้าทำได้ดีเพราะมีครูดีต่างหากเล่า ๒-๓ วันมานี้ ท่านอาคอยสั่งสอนอบรมข้าตลอดจนแม่ของข้าด้วย ข้ารักท่านอาเหลือเกิน” แค่คำพูดนาคินทร์กลัวว่ามันอาจจะไม่ชัดเจนพอให้พระพุธรับรู้ได้จึงจับแขนของพระพุธมาสวมกอด

“ดูเจ้าสิ อยากให้อาถูกรพีพงศ์เขม่นหรือไร” พระพุธกล่าวออกมาไม่จริงจัง มือวางบนเกศาดำขลับแล้วลูบอย่างแผ่วเบาอย่างเอ็นดู

“ใครเล่าจะบังอาจเขม่นท่านอา” บุคคลที่สามเอ่ยขึ้น นาคินทร์เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของใครก็รีบวิ่งเข้าหาเพื่อสวมกอด

“นาคินทร์อย่าได้วิ่งเข้าไปกอดรพีพงศ์เช่นนั้นสิ อาเคยสอนเจ้าเรื่องการวางตัว เจ้าลืมไปแล้วหรือ” ราวกับถูกแกล้ง รพีพงศ์ที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อนาคินทร์เป็นฝ่ายเข้าหา กลับถูกหยุดปฏิกริยาไว้เพราะคำสอนของพระพุธ

...‘ข้าว่าข้าคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่...ยังทันหรือไม่ถ้าข้านั้นขอเขม่นท่าน...อาพุธ’...

“ข้าขออภัยท่านอา คือข้า...ข้าดีใจที่ได้เจอกับรพีพงศ์” นาคินทร์เอ่ยพร้อมก้มหน้าก้มตาซ่อนแก้มแดงทั้งสองข้างมิให้ใครได้เห็นได้ล้อ

“อาเข้าใจเจ้าทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างคิดถึงกันเพราะไม่ค่อยจะได้เจอกันในช่วงนี้ คราวหน้าคราวหลังถ้าอยากจะกอดเจ้ามิต้องวิ่ง เดินเข้าไปกอดจะได้ไม่ล้ม” สุดท้ายพระพุธหาได้ห้ามกอดอย่างที่ทั้งสองเข้าใจ แท้จริงพระพุธไม่มีสิทธิ์ห้ามด้วยซ้ำเพราะตนเองก็ชอบโผเข้ากอดเพียงไม่วิ่งตึงตังเฉกเช่นนาคินทร์เมื่อครู่

นาคน้อยได้ยินประโยคที่พระพุธเอ่ยขึ้นมาก็ยิ้มกว้าง จากที่ก้มงุดหน้าไม่ยอมเงยก็แหงนพักตร์ขึ้นตามปกติ ดวงตาวิบวับมองไปยังรพีพงศ์ที่ยืนอ้าแขนรอตนเข้าสวมกอด ด้วยความกลัวว่ารพีพงศ์จะเมื่อยแขนนาคินทร์เร่งฝีเท้าก้าวยาวเข้าหา กอดรัดเอวหนาของรพีพงศ์ไว้แน่น

“ท่านรพีพงศ์...ข้าคิดถึงท่าน” นาคินทร์บอกความรู้สึกของตัวเอง เนื่องจากรพีพงศ์ต้องไปทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของสวนขวัญจึงมิค่อยได้มาหานาคินทร์ บางครามาเสียดึกดื่นและกลับไปเพราะพระเสาร์ผู้เป็นบิดาหวงตนไม่ยอมให้รพีพงศ์ร่วมค้างอ้างแรมที่วิมาน โดยหารู้ไม่ว่ายิ่งพระเสาร์พยายามแยกให้ทั้งสองออกห่าง ความคิดถึงจากจิตใต้สำนึก...จากก้นบึ้งของจิตใจได้เปรียบเสมือนเส้นไหมที่ถักทอจนเป็นผืนกว้างคลุมดวงใจ







...........จัดไปก่อน 50%นะคะ......

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2



“ข้าเองก็คิดถึงเจ้าเช่นกันนาคินทร์...ฟอด” รพีพงศ์หอมแก้มของนาคินทร์เป็นการยืนยันว่าตนเองรู้สึกเช่นเดียวกับคนในอ้อมกอด

“อารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินเสียแล้ว เห็นทีคงได้เวลากลับไปยังวิมานเพื่อเตรียมตัวไปงานธุมเกตุวสันต์เสียแล้ว” พระพุธแสร้งพูดแหย่ให้หลานตัวเล็กได้อายม้วนจนซุกอกของรพีพงศ์

“เช่นนั้นข้าจะไปส่งท่านอาที่หน้าวิมาน”

“มิเป็นไร...นาคินทร์ อาว่าเจ้าเตรียมตัวแต่งองค์ให้พร้อมสำหรับค่ำคืนนี้น่าจักดีกว่า เหลือเวลาอีกไม่นานพระอาทิตย์ก็เข้าย่างอัสดงปลงรวีจากแดนมนุษย์แล้ว” พระพุธกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินทางออกจากวิมานของพระเสาร์ด้วยสพล ช้างพาหนะซึ่งรออยู่หน้าวิมาน

“เจ้าเองก็รีบไปสรงน้ำแต่งกายเร็วไว ประเดี๋ยวพ่อและแม่ของเจ้าจักคอยนาน” รพีพงศ์บอกกับคินทร์ มือก็โอบหลังพานาคินทร์เดินเข้าไปในวิมาน

“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ” นาคินทร์ถาม

“ใช่ พระเสาร์กลับวิมานมาพร้อมกับพี่แต่ก็เข้าไปยังห้องหับของตน คาดว่าคงจะสรงน้ำชำระกายแล้ว เจ้าเองก็อย่ารีรอรีบเข้าไปสรงน้ำเสีย พี่จะรอด้านนอกคอยจัดเตรียมวัตถาภรณ์และเครื่องประดับให้เจ้าเอง”

“ท่านรพีพงศ์มิจำเป็นต้องเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้ข้าดอก นางอัปสรณ์กลีบบัวของท่านพ่อคอยดูแลให้ข้าแล้ว ข้าแลเห็นว่าท่านรพีพงศ์นั่งนิ่งๆจิบน้ำให้สบายใจในห้องข้าน่าจะดีกว่า” นาคินทร์ไม่อยากจะให้รพีพงศ์เหนื่อยไปมากกว่านี้เลยปฏิเสธความหวังดีของรพีพงศ์

“อืม...พี่จักทำตามที่เจ้าต้องการ”

*****

๒ พยัคฆาเขี้ยวคมลากฉุดราชรถหลังคาทรงจั่วหุ้มผ้าทองประดับด้วยช่อฟ้า หางหงส์และบราลี มีเสาค้ำลงมาแบ่งเป็น ๓ ห้อง ตกแต่งด้วยผ้าม่านสีม่วงดอกตะแบก หลังม่านมีองค์ปรวาณนามพระเสาร์นั่งด้านหน้า ตามหลังมาคือมุตตาอันพักตรางดงามมิแพ้ใคร สุดท้ายไม่ต้องเดาให้ยุ่งยากคือนาคินทร์ผู้เป็นเจ้าของร่างอรชร ฉวีวรรณขาวผ่องตัดกับภูษาสีม่วงเข้มให้โดดเด่นจนรพีพงศ์ที่ประทับนั่งหลังราชสีห์เหาะตามหลังมิอาจจะละสายตาไปได้

“นาคินทร์...เจ้าเห็นสวนขวัญหรือไม่” แม้กำลังเดินทางพระเสาร์ยังคงทำหน้าที่พ่อหวงลูกได้อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง คอยขัดจังหวะไม่ให้ทั้งสองได้สบสายตากันนาน

“ลูกเห็นแล้ว” นาคินทร์ตอบอ้อมแอ้ม หันกลับมามองสวนขวัญด้านหน้าที่อีกไม่กี่อึดใจตนจะได้กลับมาเยือนอีกครา

บัดนี้สวนขวัญหาได้เป็นสวนขวัญที่นาคินทร์ได้เห็น ได้รู้จักเมื่อครั้งลืมตาฟื้นชีวัน จากสวนไม้นานาพันธุ์อันเงียบสงบ กลายเป็นสถานที่รื่นเริงเต็มไปด้วยมหรสพให้เหล่าทวยเทพและเทพีชั้นสูงตลอดจนเทวดา นางอัปสรที่มียศต่ำลงมาได้เพลิดเพลินสำราญใจ

ราชรถลงจดเทียบกับผืนหญ้า พระเสาร์ลงมาพร้อมด้วยลูกเมียกลายเป็นจุดสนใจให้กับผู้ได้พบเห็น ไหนจะเทพผู้มีสายโลหิตแห่งภานุมาศอย่างรพีพงศ์เดินเคียงกับนาคินทร์ ยิ่งให้ใครหลายคนมีข้อคำถามภายในใจ ว่าสองวงศาญาติดีกันตั้งแต่เมื่อใด หากต่างเก็บคำถามไม่ยอมเปิดปากพูดคุยให้รู้แจ้งความจริงเพราะต่างกริ่งเกรงเทพสวมหน้ากาก

“พี่เสาร์ พี่หญิง มากันแล้วหรือ” พระพุธที่ล่วงหน้ามายังสวนขวัญก่อนไม่นานเข้ามาทักทาย

“แล้วเจ้าเห็นว่าข้ามาหรือไม่เล่าเจ้าพุธ” พระเสาร์เอ่ยเสียงเรียบ ทำให้คนฟังหน้างอไม่พอใจ

“พี่เสาร์ดูพูดจาเข้าสิ มิเห็นจะอ่อนโยน อ่อนหวานเหมือนครั้งที่ขอให้พุธช่วย...พี่หญิงต้องช่วยข้าลงโทษพี่เสาร์นะ” พระพุธตัดพ้อทั้งยังให้มุตตาเข้าข้างตนอีก นาคินทร์และรพีพงศ์ที่ยืนชมเหตุการณ์หรือแม้แต่มุตตาเองก็อดมิได้ที่จะกลั้นขำให้กับพฤติกรรมของพระพุธ

“พระพุธ...อย่างท่านแค่จับฝ่ามือของพระเสาร์ พระเสาร์ก็สิ้นแรงแล้วมิจำเป็นต้องหาแนวร่วมดอก” ผู้มาใหม่อีกคนได้ยิน ได้ฟังและทันเหตุการณ์จึงเข้ามาแสดงความคิดเห็น

“พระราหู...” มุตตาเอ่ยนามผู้ที่คอยช่วยเหลือตนเมื่อครั้งอยู่ใต้มหาสมุทร

“ท่านมานานแล้วหรือ...พระราหู” พระเสาร์เอ่ยทักเป็นปกติ ไม่เหลือร่องรอยอารมณ์โกรธาเมื่อครั้งเก่าก่อนเอาไว้ในถ้อยคำ บ่งบอกว่ามิตรภาพของทั้งสองยังคงแน่นแฟ้นเช่นเดิม

“มินานดอก” พระราหูตอบ

“นาคินทร์ ลูกมาทำความเคารพพระราหูสหายของพ่อเสียสิ” พระเสาร์บอกกับบุตร นาคินทร์เดินเข้าหาพระราหูก่อนจะพนมมือขึ้นมาไหว้

“หลานลุง ช่างงามใบหน้า งามมารยาทเสียจริง ลุงดีใจที่ได้เจอเจ้า คราแรกลุงคิดจะไม่มาเสียด้วยซ้ำแต่นับว่าลุงตัดสินใจถูกที่มา ได้เจอทั้งพ่อเจ้า เจอแม่ของเจ้าและตัวเจ้าอีก” พระราหูเอ่ยออกมาด้วยใจยินดี

“แล้วตัวข้ากับรพีพงศ์เล่า ท่านมิยินดีที่ได้เจอหรือไร” พระพุธเอ่ยแทรกแสร้งตัดพ้อเทพอสูร

“ข้ายินดีเจอบุตรของพระอาทิตย์ ส่วนท่าน...พระพุธ...นานๆทีเจอคงจะดีสำหรับตัวข้า”

“พระราหู!!!” พระพุธเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง ใบหน้าบึ้งตึงเมื่อถูกพระราหูเหย้าหยอก

“ตรงนี้ครึกครื้นกันเสียจริง ขอข้าร่วมสนทนาด้วยได้หรือไม่” น้ำเสียงหวานดังผ่านสายลมให้เหล่าเทพหยุดสนทนาฉับพลันก่อนจักหันไปหาผู้มาใหม่

เทวารูปงามดั่งบุญญาตั้งใจปั้น กายานั้นสูงโปร่งไม่กำยำดูแล้วมิต่างจากนางสวรรค์ สวมอาภรณ์สีนวลไหลปักลายไหมสีบัวโรย ทรงอัญมณีด้วยมุกดาเหลือบเทาเว้นแต่ปิ่นทยุมณีประดับมวยผมอันบ่งบอกสันติวงค์ว่ามีโลหิตแห่งสุริยาไหลเวียนในกาย

“ท่านอาอินทุนิล...ข้ารพีพงศ์ขอทำความเคารพท่าน” รพีพงศ์เห็นว่าตนวัยวุฒิน้อยกว่าจึงเข้าหาญาติแม้ไม่สนิทชิดเชื้อก่อน อินทุนิลผู้นี้เป็นเทวาประจำอยู่ ณ ดาวฤกษ์ขนาดเล็กโคจรใกล้กับดวงจันทร์จนแลเหมือนเป็นดาวบริวารเสียด้วยซ้ำ จนได้รับสมญานามว่า ‘เงาแห่งดวงแข’ ถึงแม้จะเป็นเพียงเงาอินทุนิลกลับรูปงามรัศมีรอบกายเจิสจรัสมิแพ้ใคร

“มิต้องดอก หลานมีศักดิ์ในตำแหน่งสูงส่งกว่าอาเสียด้วยซ้ำ อย่าลดเกียรติของหลานเลย” อินทุนิลเอ่ยพร้อมกุมมือที่พนมของรพีพงศ์ให้ลดต่ำลงมา

“ไม่ได้เจอกันเสียนาน...อินทุนิล” พระพุธเองเข้าทักทายอย่างเป็นมิตรแต่ดูเหมือนอินทุนิลจะไม่สนใจคำทักทายของพระพุธสักเท่าไร สายตากลับจับจ้องไปยังนางมุตตาที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากผู้เป็นสวามี

“เหตุใดท่านจ้องมองมุตตาเมียไม่วางตาเลยเล่า มีอันใดหรือไม่” พระเสาร์เอ่ยถามน้ำเสียงติดขุ่นมัว หากยังสะกดกลั้นอารมณ์ไว้เพื่อมิอยากทำลายบรรยากาศดีๆในวันธุมเกตุวสันต์นี้ อินทุนิลได้ยินจึงรู้ตัวว่าเผลอไผลแสดงชัดว่ากำลังทำสิ่งใดให้โจ่งแจ้ง

“ข้าเพียงไม่คุ้นหน้านางผู้นี้เท่านั้นเองจึงได้มอง ท่านอย่าได้หึงหวงเลย” อินทุนิลตอบทั้งยิ้มออกมาแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจที่แสร้งแกล้งทำ

“ท่านเองก็มิค่อยได้ออกไปไหนมาไหนมิใช่หรือ จักไม่เคยพบเห็นคงมิแปลกอะไร” พระราหูเอ่ยขัดขึ้นมา ในใจสัมผัสรับรู้ได้ว่าอินทุนิลหาได้มองมุตตาด้วยเหตุผลตามที่เอื้อนเอ่ย

“นั่นสิ ข้าเองเป็นอย่างพระเสาร์มิค่อยไปไหนมาไหนเลยมิรับรู้ข่าวสารใดหรือรู้ก็คงจักช้ากว่าใครเขา” อินทุนิลเอามือป้องปากทำท่าทำทางหัวเราะ ใครว่าอินทุนิลอยู่เฝ้าวิมานแล้วไม่รู้สิ่งใดเห็นทีจักคิดผิด

“ท่านพ่อ...ลูกอยากไปชมนางอัปสรฟ้อนรำ ท่านพ่อจักอนุญาตให้ลูก...” นาคินทร์เห็นว่าตนคงจะไม่เหมาะที่มายืนผู้ใหญ่พูดคุยกัน อีกทั้งเสียงกลองปี่พาทย์ดังแว่วมาชวนให้นาคินทร์ใคร่ดูชม

“ถ้าเจ้าอยากไป พ่อจะพาเจ้ากับแม่ของเจ้าไปดู...ทุกท่านข้าขอตัวก่อน” นับได้ว่าความต้องการของนาคินทร์มาได้ถูกเวลา พระเสาร์ที่กำลังรำคาญใช้โอกาสนี้ตีตัวออกจากรวมถึงมุตตาที่รู้สึกหวั่นเกรงกับสายตาที่คอยจับจ้อง...นัยต์ดวงตาคมสวยคู่นั้นหาได้มีความประสงค์ดีแก่นางเลยสักนิด นางนาคีสังหรณ์ใจไว้เช่นนั้น

“ท่านอา ข้าเองก็ขอตัวก่อน ไว้มีโอกาสข้าจะไปแวะเยี่ยมเยียนท่านอาคงจะไม่เป็นการรบกวนใช่หรือไม่” รพีพงศ์เอ่ยเพื่อที่จะแยกตัวไปหานาคินทร์

“อาเข้าใจ...งานรื่นเริงเช่นนี้เจ้าเองรวมถึงพระพุธ พระราหู คงอยากจะเที่ยวเล่นให้สำราญใจ ไว้พบเจอกันใหม่ก็มิสาย ตัวอานี้อยู่เพียงลำพังหากเจ้าได้แวะมาหา อายินดีต้อนรับเจ้า” อินทุนิลตอบรับด้วยความยินดีที่บรรจงสร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังความร้ายกาจที่ยังคงซุกซ่อนอยู่ในใจ

...‘ใครว่าข้ามิคุ้นเคยกันเล่า ใบหน้าของคนที่ข้าชิงชังข้าจำขึ้นใจ แต่เหตุใดนางนาคผู้นี้จึงมิแก่ชราดั่งที่ข้าได้สาปไว้’...

*****

“กาลนี้เป็นเพลาเหมาะสมที่เราเห็นว่า เทพยดาและเทพีทั้งหลายจะร่วมกันอวยพร อวยชัยให้แก่มนุษย์ สัตว์วิเศษ เดรัจฉาน มิว่าจะอยู่ยังผืนพสุธาใด เราพระพริษฐ์ พระผู้สร้างรั้งตำแหน่งยิ่งใหญ่ที่สุดในไตรภพจึงขอประกาศให้ทุกท่านร่วมเสกสร้างดาราฉายลงไปเทอญ” พระผู้สร้างกล่าวขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควรตามฤกษ์ยามที่พระพฤหัสบดีได้ดูไว้ในกระดานชนวน เทพาและเทพีที่เข้าร่วมชุมนุม หูนั้นคอยรับฟัง ดวงตาคอยจ้องมองพระพริษฐ์ร่ายมนตราสร้างลูกไฟขนาดใหญ่เปล่งแสงนวลตาบนฝ่าพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ได้เป่าลูกไฟนี้ให้ลงไปยังพื้นพิภพเป็นการเปิดพิธี

เมื่อลูกไฟลูกแรกได้ตกลงไปเหล่าเทพและเทพีในสวนขวัญต่างเสกลูกไฟของตนส่งลงไป แต่ละองค์ต่างสนุกสนานที่ได้ร่วมเป็นส่วนในการสร้าง ธุมเกตุวสันต์หรือฝนดาวตกให้สรรพสิ่งที่ได้เห็นดาวตกนี้จักได้อธิษฐานขอพรให้สมหวังในสิ่งดี

นาคินทร์และมุตตามิได้ร่วมสร้างลูกไฟจึงทำได้เพียงดูเท่านั้น ผืนหญ้าที่เคยเขียวขจีกลายเป็นแก้วใสให้ได้แลเห็นโลกาใต้แดนสรวง ภาพที่นาคินทร์ได้เห็นคือดวงไฟหลากสีกำลังพุ่งลงไปดูงดงามแต่ก็ยังงามไม่สุดสำหรับนาคินทร์

“ท่านรพีพงศ์” นาคินทร์ขยับกายเข้าใกล้รพีพงศ์ที่ยืนง่วนเสกลูกไฟอยู่ด้านหลัง

“มีอันใดหรือ...นาคินทร์” รพีพงศ์ถาม หากยังคงสร้างดาวตกลงไปมิหยุดมือ

“ข้าอยากเห็นลูกไฟ”

“เจ้าก็เห็นอยู่แล้วมิใช่หรือ” รพีพงศ์วางมือชั่วคราวหันไปถามนาคินทร์ที่กำลังยิ้มราวกับว่ามีแผนการซุกซนให้ตนได้ปวดกบาล

“ข้าอยากไปดูลูกไฟที่อื่น...ที่ป่าหิมพานต์” นาคินทร์โน้มใบหน้าเข้าใกล้รพีพงศ์จนริมฝีปากแทบจะชิดติดใบหูแล้วกระซิบกระซาบแผ่วเบา ใจนึกกลัวว่าพระเสาร์ผู้เป็นบิดาจักได้ยิน

“ป่าหิมพานต์หรือ..ไยเจ้าถึงอยาก....”

“ถ้าท่านอยากรู้ข้าจะเล่าให้ฟังแต่...หลังจากที่ข้าได้ชมลูกไฟนับแสนที่หิมพานต์ไพรีเสียก่อน” นาคินทร์ไม่รอให้รพีพงศ์เอื้อนเอ่ยออกมาจนจบประโยค นาคน้อยกลับเอ่ยดักทางขึ้นมาให้รพีพงศ์พาตนไปยังสถานที่แห่งความทรงจำที่ฉายขึ้นมาเมื่อหลายวันก่อน พอได้นึกถึงรอยยิ้มน้อยๆก็ปรากฏ ช่างเป็นรอยยิ้มที่พิฆาตใจให้ระทวย ขณะเดียวกันทำให้รพีพงศ์กลุ้มใจเพราะคาดการณ์ไปล่วงหน้าว่าจักต้องเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายเป็นแน่แท้













..........

มาแล้วค่ะ เต็ม100% นาคน้อยชวนอิตารพีเข้าป่า...ระวังจะโดนเสือจับกินนะเจ้านาคน้อย ขอเตือน ขอเตือน ขอเตือน!!!!!!! เอ๊ะหรือจะตั้งวงกินมาม่าดี 55555

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาเม้นนะคะ วิจารณ์ติ ชมกันได้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +525/-0
+1 o13 ขอบคุณมากครับ :pig4: :katai5:

ออฟไลน์ patee

  • เป็ดแสนดี
  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 3737
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +276/-3
เพิ่งมาอ่าน สนุกค่ะชอบ :L2: :L2:

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
+1 o13 ขอบคุณมากครับ :pig4: :katai5:

ขอบคุณที่ชอบนิยายเช่นกันค่ะ :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
เพิ่งมาอ่าน สนุกค่ะชอบ :L2: :L2:
ดีใจที่ชอบนิยายนะคะ ได้อ่านเม้นว่าชื่นชอบนักเขียนมีแรงปั่นเลย

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา Author : Tan-Yung 0209 File : 12

‘หิมพานต์’ ใครหลายคนคงคุ้นเคยคำๆนี้อาจจะผ่านตา ผ่านหูมาจากเรื่องราวในวรรณคดีต่างๆที่ได้บรรยายไว้ถึงความสวยสดงดงามของดินแดนทิพย์นี้ บ้างก็ว่ามีอัญมณีและทองคำมากมายจนเกลื่อนกลบผืนพสุธา ไหนเล่าจะสรรพสัตว์หลากหลายต่างจากโลกมนุษย์ อาทิ กุญชรวารีตัวเป็นช้างหางเป็นปลาหรือจะเป็นไกรสรราชสีห์ที่มีขนแดงราวกับว่าลงไปชุบกายจากบ่อโลหิต นอกจากสัตว์แล้วพืชพรรณก็ยังผิดแผกพิศดารมีความวิเศษช่วยรักษาและเป็นพิษคร่าดับชีวี

หากนาคินทร์มิได้รู้เรื่องราวของป่าหิมพานต์จากวรรณคดี หรือบันทึกของจอมปราชญ์ นาคินทร์รู้จักป่าหิมพานต์เพียงชื่อเท่านั้น…ชื่อจากความทรงจำสั้นๆที่ปรากฏเป็นภาพและเสียงโดยข้างกายมีรพีพงศ์โอบกอดเคียงข้าง

“เจ้าชอบที่นี่หรือไม่…หากให้พี่เดาพี่คิดว่าเจ้าคงชอบ” รพีพงศ์พูดกับนาคหนุ่มที่กำลังกวาดสายตามองไปโดยรอบ แม้จักเป็นยามรัติกาลแต่พนาแห่งนี้กลับมีเสน่ห์ให้ได้ใคร่ชมจนมิอาจวางตาได้ ยิ่งแสงจากดวงดาวที่ตกลงมากระทบยังเพชร พลอย ที่กระจัดกายดูระยิบระยับดั่งดาวบนดิน

“ข้าชอบ…ที่นี่สวยเหลือเกิน ข้าอยากจะรอดูเสียจริงว่ากลางวันป่าแห่งนี้จักเป็นเช่นไรจะเป็นไปตามที่ข้าจินตนาการเอาไว้ในครานี้หรือไม่” นาคินทร์ละสายตาจากป่าโดยรอบมาสบตาและให้คำตอบแก่รพีพงศ์พร้อมกับยิ้มแย้มแสดงถึงความสุขที่ก่อตัวภายในใจ

“ถ้าเจ้าต้องการ ราตรีนี้พี่จักเสกกระโจมให้เจ้าได้นอนพัก เมื่อตะวันโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าเจ้าจักได้เปิดม่านรับแสงแรกและชื่นชมป่าหิมพานต์ให้สมใจ เจ้าว่าดีหรือไม่นาคินทร์” รพีพงศ์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ถึงแม้รู้ดีว่าบิดาของนาคินทร์จักต้องพิโรธเป็นแน่

“ดีสิดี…ข้าจักได้ดูฝนดาวตกสวยๆจากตรงนี้” นาคินทร์เห็นด้วย ดวงตาระยิบระยับยิ่งกว่าดวงดาวดวงไหนๆเสียอีกแต่คงสู้สายตาเร่าร้อนดูเจ้าชู้ของรพีพงศ์ไม่ได้

“จริงสิ นาคินทร์เจ้ายังไม่บอกพี่ว่าเหตุใดจึงให้พี่พามายังป่าหิมพานต์” รพีพงศ์ฉุกคิดขึ้นมาได้จึงถามไถ่

“เพราะข้า…ข้า…จำได้ว่าท่านเคยบอกว่าจะพาข้ามา”

“พี่บอกเจ้า…ตอนไหนกัน” รพีพงศ์ประหลาดใจ

“ตอนนั่งบนหลังม้า…ข้าเห็นท่านกำลังขู่ข้ามิให้พูด ไม่เช่นนั้นท่านจัก..เอ่อ…” นาคินทร์เล่าในสิ่งที่อยากเล่า เรื่องใดที่เห็นว่าไม่สมควรหรือชวนให้ดวงใจดวงน้อยเต้นตึกตักผิดจังหวะ นาคินทร์เลือกที่จะปิดปากเงียบและก้มหน้าก้มตาแทน

“ไหนไยเจ้ามิเล่าต่อ พี่อยากจักรู้ยิ่งนัก” รพีพงศ์แสร้งทำไม่รู้เรื่องรู้ราว ทั้งที่ความจริงแล้วตนนึกออกว่านาคินทร์กำลังเล่าเหตุการณ์ในความทรงจำเมื่อครั้งตนพามายังป่าหิมพานต์

“ข้าจำได้แค่นี้..ข้า…ข้านึกไม่ออกแล้ว” นาคินทร์โกหกแต่หาแนบเนียนไม่ ปากบอกอย่าแต่สีหน้ากลับแสดงอีกอย่าง ความเขินอายมันแจ่มแจ้งเด่นชัดเสียจนรพีพงศ์อยากแกล้งคนรักเสียเหลือเกิน

“เห็นทีพี่จักต้องจูบเจ้าจนกว่าเจ้าจักนึกออก” รพีพงศ์คว้าเอวคอดของนาคินทร์ให้มายืนแนบชิดติดกาย นาคินทร์เองรู้ตัวว่าเพลี้ยงพล้ำจึงขัดขืน ทว่ายิ่งขยับรพีพงศ์ยิ่งกอดแน่นไม่ต่างจากงูเหลือมรัดเหยื่ออันโอชะ

“อย่าดิ้นสิคนดี..พี่เพียงอยากให้เจ้านึกออก” รพีพงศ์โน้มใบหน้ากระซิบเสียงทุ้มถ่ายทอดออกมาแผ่วเบาผ่านโสตประสาท ริมฝีปากหนาจรดลงใบหูขบเม้มเล็กน้อยคล้ายกำลังละเมียดละไมสำรับของหวาน

“ท่านรพีพงศ์ พระผู้สร้างทรงตรัสไว้ว่าเราสามารถขอพรจากฝนดาวตกได้ข้าใคร่อยากลองขอพรดู ได้โปรดปล่อยช้าให้เป็นอิสระได้หรือไม่” ก่อนที่หัวใจของนาคินทร์จะเต้นรัวจนเสียการควบคุม ก่อนที่ใบหน้าจะร้อนผ่าวราวกับคนเป็นไข้ นาคินทร์เปลี่ยนเรื่องและหาวิธีให้ตนเป็นอิสระ

“เอาสิ…หากเจ้าต้องการพี่นี้ไม่มีขัด” ไม่ใช่ไม่รู้ว่านาคินทร์คิดเช่นไร แต่ก็ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวานจึงยอมทำตาม รพีพงศ์คลายแรงแต่ยังคงโอบเอวบางไว้นาคินทร์ก็มิได้ท้วงติงอันใดเพราะอย่างน้อยตนก็มีอิสระพอที่จะพนมมือขอพรจากธุมเกตุวสันต์ที่เปล่งแสงจนทั่วท้องนภา

หัตถาเรียวยกขึ้นมาพนมไว้ตรงกลางอก ดวงตาเพ่งมองไปยังดาวตกขนาดใหญ่ก่อนปลือกตาปิดลง นาคินทร์ตั้งจิตอธิษฐานขอในสิ่งที่ตนต้องการ เมื่อส่งกระแสจิตในสิ่งที่ต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นาคินทร์ลดมือลงและลืมตาขึ้นอีกครั้ง

…‘ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำขอของข้าจะสัมฤทธิ์ผลในเร็ววัน’…

นาคินทร์นึกไปพลางยิ้มไปพลางจนลืมไปชั่วขณะว่าตนเองมิได้ยืนอยู่เพียงผู้เดียว ยังมีเทพหนุ่มรูปงามคอยตระกองกอดพิศชมใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างหลงใหลของตนอยู่

“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนี้ พี่อยากรู้จริงเชียวว่าเจ้าอธิษฐานสิ่งใด” รพีพงศ์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นดังเก่าจนใบหน้าของนาคินทร์ปะทะกับแผงอกกว้างพอดิบพอดี

“ข้ามิบอกท่านดอก” นาคินทร์ตอบโดยมิได้สบตาอีกคน พยายามซ่อนสีหน้าไม่ให้โดนคนกอดจับได้ว่าสิ่งที่ตนขอเกี่ยวพันกับรพีพงศ์

“ความลับเยอะเสียจริง พี่ถามอันใดไปก็มิยอมตอบเห็นทีพี่จักต้องล้วงเอาความจริงจากปากเจ้า…ด้วยปากของพี่” ฝ่ามือของรพีพงศ์ฉวยจับปลายคางของนาคินทร์อย่างแผ่วเบาแล้วเชยขึ้นมาให้ใบหน้าที่กำลังเขินอายอยู่ในสายตา ก่อนจะโน้มพักตราเข้าหาประทับริมฝีปากตนเพื่อควานหาความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้

“อื้ม..” ใครเล่าที่จะล้วงหาความลับจากผู้อื่นด้วยวิธีนี้ นาคินทร์อยากเอ่ยประโยคนี้ออกไป หากติดตรงที่ว่าริมฝีปากของตนถูกรุกล้ำมิอาจเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำได้นอกเสียจากเสียงครวญคราง

ถ้าเปรียบปากของนาคินทร์เป็นหีบใส่สมบัติล้ำค่าที่มิให้ผู้ใดได้เชยชมแล้วไซร้ รพีพงศ์ก็มิต่างจากโจรที่ใช้ชิวหาแทนกุญแจคอยไขเพื่อเปิดเอาสมบัติและคอยกวาดต้อนตักตวงอัญมณีรสหวานอย่างละโมบ ทำให้ผู้เป็นเจ้าของอ่อนแรงสมยอมให้โจรผู้นี้ได้หยิบฉวยตามใจชอบ

…’เจ้าฟังข้าให้ดีนาคินทร์ เจ้าจงนั่งเงียบๆนิ่งๆ หากเจ้ายังพูดมากอีกข้าจะจูบเจ้าไม่หยุดจนถึงป่าหิมพานต์’…

…‘ลักหลับ...ข้าได้หาลักหลับท่านไม่ แล้วข้าก็ไม่ได้อยากให้ท่านมอบไออุ่นในปากข้า!!ด้วย...’…

…‘และริมฝีปากนี้เป็นของข้าเช่นกัน’…

…‘รางวัลแค่จูบไม่เพียงพอดอกนะ สำหรับข้ามันต้องมากกว่านี้’…

…‘ข้ายินดีที่จักเป็นเชลยของท่านไปตลอดกาล’…

…‘ถึงเจ้าไม่ยินดี หากข้านี้จักทำให้เจ้าเป็น...เชลยของข้า...อยู่ดี’…

ขณะที่นาคินทร์เผยอปากรับสัมผัสบทจูบของรพีพงศ์ พลันภาพในอดีตได้ปรากฏขึ้นมาดุจดั่งกงล้อหมุนวนในสมอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากจุมพิตของทั้งสองด้วยกันทั้งสิ้น สำหรับนาคินทร์แล้วมันช่างอบอวลไปด้วยความสุขสม อบอุ่นไปด้วยไอรัก จนกระทั่ง…

…‘ท่านใจดีที่สุด…ขะ…ข้อสุดท้าย ข้าอยากจะจูบท่าน…ท่านจะ…อื้อ..’…

…‘ข้ารักท่าน…ข้ารัก...ท่านพี่รพีพงศ์’…

…‘นาคินทร์!!!...นาคินทร์!!! ตื่นขึ้นมา นาคินทร์ตื่นมาฟังข้าบอกรักเจ้าก่อน ตื่นขึ้นมา!!!..เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไรเล่า!!! เจ้ามาบอกรักข้า ทำให้ข้ารักแล้วจากข้าไปเช่นนี้ได้อย่างไร นาคินทร์!!!...ไยเจ้าไม่คิดถึงหัวจิตหัวใจของข้าบ้าง...เจ้าเป็นของข้า…ฮือ…เป็นของข้า…เจ้าต้องอยู่กับข้าสิ’…

ภาพที่ตนกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของรพีพงศ์ ท่ามกลางหมู่ดาวนับล้าน แลดูสวยงามหากมิอาจจะกลบความเศร้าของตนเองและรพีพงศ์ได้ สิ่งที่นาคินทร์รู้สึกได้คือเจ็บปวดราวกับถูกค้อนเหล็กทุบตีไม่ยั้ง…ทรมาน…ทรมานเหลือเกิน

“อึก…อื้อ..” เสียงร้องจากในลำคอของนาคินทร์ทำให้รพีพงศ์ชะงัก เทพหนุ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติจากเสียงเมื่อครู่ รวมถึงปลายนิ้วที่จิกฝังเข้าไปยังเนื้อหนังของตน

“นาคินทร์…เจ้าเป็นอันใด” รพีพงศ์ละริมฝีปากออกแล้วซักถามนาคินทร์ที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก คิ้วเรียวสีเข้มขมวดเข้าหา ดวงเนตรมีน้ำตาเอ่อ

“ข้าปวดหัว…ในหัวข้ามีภาพของท่านและข้า…ข้าปวดเหลือเกิน…ท่านรพีพงศ์” นาคินทร์กุมขมับ ริมฝีปากสั่นระริกบอกสิ่งที่ตนกำลังเผชิญทำให้รพีพงศ์เข้าใจในทันที

“สูดหายใจเข้าลึกๆ…นาคินทร์ หลับตาลงอย่าคิดสิ่งใดนะคนดี สูดลมหายใจแล้วหลับตาลง พี่จะคอยอยู่ตรงนี้…อยู่ดูแลเจ้า เจ้าจักต้องไม่เป็นอันใด” รพีพงศ์รั้งท้ายทอยของนาคินทร์ให้ใบหน้าของนาคินทร์ซุกลงกลางอุรา ปากก็พร่ำปลอบโยนให้คนรักที่ตัวสั่นไม่ต่างจากลูกนกไร้ขนสงบลง รวมทั้งตนเองที่จักต้องมีสติในยามที่นาคินทร์เป็นเช่นนี้ หากสามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดได้รพีพงศ์อยากจะแบ่งเบา ไม่สิ…รพีพงศ์จะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียว

“เจ็บปวดเหลือเกิน…เจ็บ….ข้าเจ็บ....อ้าก!!!!!!” แม้นจะมีสายเลือดจากเทวัญผู้แข็งแกร่ง ทว่านาคินทร์ก็อ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานความเจ็บปวดนี้ได้ นาคินทร์หวีดร้องจนสุดเสียง กายาหมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงจนเป็นลมล้มพับ แต่ก่อนสติจะเลือนลางหายไป นาคินทร์ได้ยินเสียงของตนกระซิบข้างหู

…‘ข้าเองก็ขอให้สัญญาว่าข้าจะรักท่านพี่เพียงผู้เดียว ต่อให้ความตายจะพรากข้ากับท่านพี่ ต่อให้ข้านั้นต้องดื่มน้ำให้สูญสิ้นความทรงจำ ข้าขอให้ดวงใจข้านั้นไม่ลืมท่านพี่ รักท่านพี่ไปตลอดกาล…ลาก่อน...ท่านพี่...’…





.......เอาไปก่อน 45% สุดฟิน...

ฟินไหม ถ้าฟินส่งเสียงหน่อย...กรี๊ดๆๆ อย่าเผากระท่อมของท่านยุ่ง

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
มาต่ออีกนะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
*****

‘ผั่วะ’ แรงหมัดแหวกอากาศเข้าปะทะเข้ากับพักตราของรพีพงศ์ล้มลงบนพื้นแก้ว ความเจ็บแปลบลวดแล่นเข้ามาเป็นเวลาเดียวกันที่รพีพงศ์รับรสชาติของโลหิตที่ไหลออกมาจากมุมปาก

“เจ้าพาลูกข้าไปเที่ยวเล่นมิยอมบอกกล่าว หนำซ้ำยังดูแลปกป้องนาคินทร์ไม่ได้!!! รพีพงศ์เจ้าจงจำคำข้าไว้…ถ้าหากนาคินทร์เป็นอันใดไป เจ้าจะไม่มีแม้แต่เงาหัว!!!” พระเสาร์กล่าวกับรพีพงศ์ด้วยสุรเสียงดุดันดังก้องจนสะเทือนวิมานหงสบาท ดัชนีชี้ตรงไปยังบุตรขององค์สุริยาบ่งบอกว่าตนนั้นหมายจักทำตามที่กล่าวไว้

“พี่เสาร์ใจเย็นๆ อย่าผลีผลามทำร้ายรพีพงศ์เลย” พระพุธออกมาจากห้องของนาคินทร์ เข้ามาห้ามกระชากลากแขนของเทพผู้มีร่างสูงใหญ่กว่าตนอยู่มากโขให้ออกห่างจากรพีพงศ์เพราะไม่แน่ว่าไฟโมโหของพระเสาร์อาจจะกลับมาแล้วทำร้ายหลานชายของตนอีกครั้ง

“เจ้าพุธปล่อยข้า!!! ข้าจะทำร้ายไอ้อีผู้เป็นเหตุให้ลูกข้าต้องเป็นเช่นนี้”

“ท่านพี่หยุดเถิด นาคินทร์เป็นเช่นนี้หาใช่เพราะท่านรพีพงศ์เสียทั้งหมดไม่ เทพโอสถเองก็เคยบอกไว้ว่ายามใดที่ความทรงจำของลูกคืนมาแม้ทีละน้อย หากมันส่งผลให้ลูกของเรามีอาการเช่นนี้แต่เมื่อได้พักนาคินทร์ก็กลับมาแข็งแรงดังเดิม” มุตตาเข้ามาปรามพระเสาร์อีกคน

“ออกไปเสียรพีพงศ์…ข้ามิอยากเห็นหน้าเจ้า จงออกไปจากชีวิตของลูกข้า!!!” คำพูดของพระพุธและมุตตาไม่ต่างจายสายลมที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พระเสาร์ไม่รับฟังหนำซ้ำยังไล่รพีพงศ์ให้ออกไปจากวิมาน

“พระเสาร์โปรดฟังข้า…ท่านคิดว่าข้าตั้งใจทำให้นาคินทร์เป็นเช่นนี้หรือ ท่านคิดว่าข้ามีสุขหรือไรยามเห็นนาคินทร์หวีดร้อง ข้าทุกข์ใจทุกครั้งยามเห็นน้ำตาของนาคินทร์ ข้าเองเจ็บปวดไม่ต่างจากท่าน…ข้าไม่อยากเห็นนาคินทร์จักต้องเจ็บปวดทรมาน” รพีพงศ์ไม่ยอมทำตามในสิ่งที่พระเสาร์ต้องการ อีกทั้งยังเดินเข้าหาพระเสาร์ไม่คิดเกรงกลัวดูผิดแผกไปจากรพีพงศ์ที่ยืนนิ่งเฉยให้ให้อีกฝ่ายทำร้ายเมื่อกาลก่อนหน้า

“เจ้าอยากตายหรือไรถึงมิยอมออกไปจากวิมานข้า!!!” พระเสาร์ตวาดลั่นมองรพีพงศ์ที่เยื้องย่างเข้าหาราวกับท้าทายอำนาจของตน

“ข้ายังไม่อยากตายแต่ข้าอยากอยู่กับคนที่ข้ารัก” รพีพงศ์บอกเจตนารมณ์แด่พระเสาร์

“รพีพงศ์..เจ้า!!!”

“พี่เสาร์หยุดเถิด…พุธรู้ว่าพี่เสาร์ไม่พอใจแต่จะมาเกรี้ยวกราดไล่รพีพงศ์ออกไปพุธเห็นว่าไม่สมควร รพีพงศ์เองเป็นห่วงนาคินทร์ไม่ต่างจากพี่เสาร์ ไม่ต่างจากพี่หญิงเลยสักนิด พวกเราเองล้วนมิอยากให้นาคินทร์ต้องทรมานจนสิ้นสติด้วยกันทั้งนั้น ไยเราทั้งหมดไม่ร่วมมือร่วมใจหันหน้าหารือกันเพื่อหาวิธีแก้ มิใช่คนหนึ่งทำร้าย คนหนึ่งคอยปราม ขืนพี่เสาร์ยังใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเช่นนี้ยามนาคินทร์ฟื้นขึ้นมาพบว่าพ่อกับคนรักของตนวิวาทกัน…คงจะดีใจจนเนื้อเต้น” วาทศิลป์เลิศล้ำไม่ว่าจักเป็นการโน้มน้าวจิตใจให้โอนอ่อนหรือเชือดเฉือดเจ็บแสบให้ได้สติมิมีใครเกินพระพุธ จากพระเสาร์ที่กำลังเดือดดาลกลายเป็นเย็นลงและจากรพีพงศ์ที่นิ่งสงบกลับกลายมีไฟจุดขึ้นกลางใจ

“อย่างที่ท่านอาเอ่ยพวกเรานั้นจักต้องหาวิธีช่วยนาคินทร์” ไฟที่ว่าหาใช่ไฟโมโหที่เผาผลาญทุกสิ่งให้วอดวายหากตรงกันข้าม ไฟที่เกิดขึ้นในใจของรพีพงศ์คือไฟแห่งความหวังที่ส่องสว่างในความมืด

“นั่นสิ…ข้าต้องหาวิธีช่วยลูกของข้า” นับว่าเป็นเรื่องดีที่รพีพงศ์และพระเสาร์มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน อย่างน้อยคนกลางอย่างพระพุธก็สบายใจขึ้นมากโขที่มิต้องคอยห้ามทัพ

“ทุกท่าน อันตัวข้าหาได้มีปัญญาหรือความรู้ใดจะช่วยลูกของข้าได้ ข้าจึงขอตัวเข้าไปดูแลนาคินทร์” มุตตาเอ่ย นางรู้ดีว่าตนเองมิสามารถแสดงความคิดเห็นใดได้จึงขอทำหน้าที่แม่ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองถนัดน่าจะดีกว่ามายืนฟังเทพทั้งสามเสวนากัน

“ไปเถิด…หากนาคินทร์ฟื้นขึ้นมาเจ้าจงมาแจ้งให้พี่ได้รับรู้” พระเสาร์เอ่ย มุตตาพยักหน้ารับคำแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องของนาคินทร์

“ส่วนพวกเจ้าทั้งสองตามข้ามาทางนี้” พระเสาร์เอ่ย จากนั้นก็เดินนำทางพระพุธและรพีพงศ์มายังโถงรับรอง

“เราต่างก็รู้ว่าสาเหตุที่นาคินทร์เป็นเช่นนี้เพราะความทรงจำที่สูญเสียกำลังจักกลับคืน” พระพุธไม่รอช้าเปิดประเด็นขึ้นมาไม่อ้อมค้อม

“ใช่ ข้ารู้ว่าลูกข้าเป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด” พระเสาร์เอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พระพุธได้สดับฟังก็อดคิดในใจมิได้

…‘รู้ดีกระนั้นหรือ…ใครกันที่โมโหร้ายจักสังหารรพีพงศ์เมื่อครู่’…

“พุธจึงคิดว่านาคินทร์ควรจักต้องฟื้นความทรงจำให้เร็วที่สุด” พระพุธเอ่ยกับพระเสาร์

“ข้าเห็นด้วยกับท่านอาแต่…”

“รพีพงศ์…อารู้ว่าใจหนึ่งเจ้ามิอยากให้นาคินทร์จำเรื่องราวในอดีต เจ้าไม่อยากให้นาคินทร์รับรู้ว่าตัวเองเป็นใครก่อนจักมาพบกับเจ้า”

“อย่าว่าแต่รพีพงศ์…ข้าเองก็มิอยากให้นาคินทร์จำได้” พระเสาร์เอ่ย อาจจะเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่พระเสาร์และรพีพงศ์มีความเห็นตรงกัน

“แล้วห้ามได้หรือไม่เล่า พี่เสาร์ รพีพงศ์ พวกเราต่างก็เห็นมิใช่หรือว่าแม้นเราจะมิทำอันใดความทรงจำของนาคินทร์ก็กลับมา ขืนปล่อยให้จำได้เองทีละเล็กทีละน้อย นาคินทร์คงมิวายเป็นลมล้มพับนับร้อยนับพันครั้งแน่ สู้เราช่วยให้ความทรงจำทั้งหมดกลับมา ให้เจ็บปวดคราเดียวย่อมดีกว่า” พระพุธยังคงยืนยันในความคิดของตน พระเสาร์และรพีพงศ์ต่างขบคิดทบทวน สุดท้ายก็เห็นด้วยไม่คิดต่างจากเทวาทรงคชสาร

“การจักฟื้นความทรงจำจำเป็นต้องอาศัยของวิเศษ ทว่าของวิเศษใดในโลกหล้าที่จักสามารถช่วยได้ ข้าคิดว่ามันจักต้องมีน้อยชิ้น น้อยอย่าง อีกทั้งหายากเป็นแน่แท้” รพีพงศ์เอ่ยออกมาตามความคิด

“เจ้าพูดถูกรพีพงศ์มันมีเพียงน้อยชิ้นแต่มันมิได้หายากดั่งที่เจ้าคิดไม่” พระพุธเอ่ยออกมาทั้งยิ้มในหน้าพาลให้พระเสาร์สงสัยในกริยานี้

“เจ้าอมยิ้มเช่นนี้ ข้าว่าเจ้าคงจักรู้อยู่เต็มอกว่าของวิเศษที่สามารถช่วยลูกข้าได้คือสิ่งใด”

“ดอกปาริชาต” พระพุธเอ่ยนามของบุปผากลีบขาวแต้มแดง ซึ่งทุกๆ ๑๐๐ ปีถึงจะผลิดอกแย้มเกสร ทุกครั้งที่เบ่งบานดอกปาริชาตจะส่องแสงสว่างและส่งกลิ่นหอมตลบอบอวน ใครได้สูดดมจักสามารถระลึกชาติได้

“ท่านอาพุธ ข้าได้ยินมาว่าต้นปาริชาตถูกจอมมารล้านภาคทำลายเมื่อครั้งบุกรุกมายังสวรรคโลก” รพีพงศ์กังวลใจกับความหวังที่เริ่มจักริบหรี่ยิ่งกว่าแสงของหิ่งห้อย

“ทำลายแต่ไม่ทั้งหมด ครานั้นยังมีดอกปาริชาตหลงเหลืออยู่บ้าง เหล่าเทพยดาและนางอัปสรต่างช่วยกันเก็บไว้ พอสิ้นสุดสงครามพระผู้สร้างองค์ก่อนได้รับสั่งให้นำมาปลูกใหม่อีกครั้ง แต่ถึงอย่างไรก็มิสามารถนำมาช่วยนาคินทร์ได้เพราะต้นปาริชาติยังเติบโตไม่เต็มที่”

“แล้วเจ้าจะเอ่ยขึ้นมาให้ได้อันใดหรืออยากจักปั่นหัวข้าเล่น…เจ้าพุธ!!!” พระเสาร์อารมณ์ร้อนวู่วามเป็นทุนเดิมจึงตวาดผู้เป็นน้องออกไปจนดังลั่น หากผู้ถึงเอ่ยถึงกลับไม่สะทกสะท้านพักตรางามยังมีรอยยิ้มมิจางหาย

“ใครจะกล้าปั่นอารมณ์ ยั่วโมโหพี่เสาร์กันเล่า อีกอย่างพุธยังพูดไม่จบเลย พี่เสาร์อย่าเพิ่งโมโหไปเลย” น้ำเสียงออดอ้อนเอ่ยออกไป รพีพงศ์ที่นั่งดูพระปิตุลากับบิดาของคนรักโต้เถียงกันพลันส่ายหน้า

…‘ท่านอาพุธ…สิ่งที่ท่านทำยิ่งกว่ายั่วโมโหเสียอีก’…

“ข้าให้โอกาสเจ้าพูดครั้งเดียว หากไม่มีประโยชน์แล้วไซร้ข้าจักอุ้มเจ้าแล้วโยนออกไปจากวิมาน” คำขู่เดิมๆที่ไม่เคยได้ใช้กับพระพุธแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องด้วยเทวาร่างบางรู้หลบรู้หลีกเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง

“นอกจากดอกปาริชาตยังมีน้ำโสม(โสม-มะ)ใครได้ดื่มจัก มีพลกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งยังเป็นยาช่วยรักษาโรคภัยให้หายเป็นปลิดทิ้ง” พระพุธตอบทั้งยังบรรยายสรรพคุณของโสมธาราที่เป็นรองเพียงน้ำอมฤตเท่านั้น

“และการตามหาน้ำโสมอันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเป่าเปลวเทียนให้ดับเสียอีกเพราะน้ำโสมนี้อยู่ ณ วิมานของพระจันทร์” พระพุธคาดเดาว่าผู้ฟังคงมีความสงสัยจึงได้ชิงเล่าต่อไม่รอใป้พระเสาร์และรพีพงศ์เอ่ยถาม กระนั้นยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นมาจนได้

“ให้ข้าบุกน้ำ ลุยไฟ ไปที่แห่งหนใดข้ามิเคยหวั่นกลัวแต่หากให้ข้าไปยังวิมานของพี่เจ้าเห็นทีข้าคงคิดหนัก เจ้าพุธ…เจ้าพอจะเป็นธุระนำน้ำโสมให้ข้าได้หรือไม่” เหตุที่ขอร้องพระพุธนั้น หาใช่พระเสาร์เกรงกลัวไม่แต่พระเสาร์มิชอบท่าทางกิริยาของพระศศิ เนื่องด้วยลักษณะ อุปนิสัยตรงข้ามกับตนทุกประการ ไหนเล่าจะหวงน้องอย่างพระพุธที่ชอบมาวุ่นวายอยู่กับตนจนพระเสาร์ได้รับสายตาไม่พอใจจากจันทรเทพอยู่หลายครั้งหลายครา

“ข้าขออาสาไปนำน้ำโสมจากพระจันทร์เอง พระเสาร์…ท่านอย่าได้รบกวนท่านอาพุธเลย การที่นาคินทร์เป็นเช่นนี้ก็เพราะข้า ข้าจึงอยากเป็นผู้แก้ไขเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับนาคินทร์เอง” ความรู้สึกผิดที่กลายเป็นตราบาปประทับทั่วดวงกมล สำหรับรพีพงศ์แล้วดูแลนาคินทร์ไม่ใช่เพียงทำเพื่อรักแต่รับผิดชอบชีวิตของผู้อันเป็นที่รักอีกด้วย

“ในเมื่อเจ้าต้องการอาก็มิขัด พี่เสาร์เล่าคิดเห็นเป็นเช่นไร” พระพุธเอ่ยกับรพีพงศ์ก่อนจักหันไปถามความเห็นของพระเสาร์

“ใครจักไปข้ามิขัดข้องทั้งนั้น ยิ่งเป็นรพีพงศ์ก็ยิ่งดีถือเสียว่าชดใช้ที่พาลูกข้าหนีไปเที่ยวเล่นจนเกิดเรื่องเกิดราว”

“พระเสาร์…ข้าขอสัญญากับท่านว่าจักนำน้ำโสมมารักษานาคินทร์ให้จงได้”

“ข้ามิต้องการคำมั่นสัญญาอันใดทั้งนั้น ข้าไม่เชื่อจนกว่าเจ้าจะทำมันให้ประจักษ์ต่อตาของข้า” ***** หากเป็นมนุษย์ได้แหงนใบหน้ามองเวหาสีนิลกาฬยามไร้สหัสรัศมี จักแลเห็นดวงดารานับล้านส่องประกายระยิบระยับจนเพลินตาและยังมีดาวขนาดใหญ่ดวงหนึ่งเปล่งแสงให้ความสว่างไสวแทนทินกร นั่นคือ ‘ดวงจันทร์’

สิ่งที่มนุษย์ได้เห็นเป็นเพียงเศษฝุ่นธุลี หาได้มีใครได้เห็นดั่งที่รพีพงศ์ได้เห็นในเพลานี้ ศศิมณฑลเป็นที่ตั้งของวิมานสีขาวส่องแสงสะท้อนแวววาว ซึ่งประดับด้วยแก้วมุกดาเม็ดใสดุจหยดน้ำจนถึงขุ่นมัวเสมือนหมอกในยามเช้า ร้อยเรียงสลับกันไปเป็นลวดลายให้วิมานนี้งดงาม   รพีพงศ์ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงวิทานของพระจันทร์โดยที่ดวงใจนั้นมาเยือนที่แห่งนี้ นับตั้งแต่รู้ว่ามีน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อสองเท้าได้เหยียบยังบุหลันพิภพก็ย่าางก้าวเข้าสู่บริเวณวิมานเพื่อพบเจอผู้เป็นเจ้าของ

“ทหาร เจ้าจงนำความไปบอกพระจันทร์ว่าข้ารพีพงศ์ บุตรแห่งสุริยเทพ จักขอเข้าพบ” รพีพงศ์เอ่ยกับนายทวารผู้เฝ้าประตู

“ข้าอนุญาตให้เจ้าเข้าพบ…รพีพงศ์” เทวรูปงามไม่ต่างจากอิสตรีปรากฏกายอยู่ด้านหลังของรพีพงศ์ ในหัตถามีห่อผ้าบรรจุกลีบบุหงาหลากหลายพันธุ์ส่งกลิ่นหอมอบอวลรอบกาย  “ท่านอา…ข้ารพีพงศ์ขอทำความเคารพท่าน” รพีพงศ์พนมมือไว้กลางอกก่อนจะค้อมศีรษะลงทำความเคารพและแสดงความนับถือแด่ผู้มีอายุมากกว่า

“มิต้องมีพิธีการให้วุ่นวาย ตามข้ามาในวิมานเถิด…รพี” พระจันทร์เชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้ารพีพงศ์เข้าไปยังภายในวิมานมุกดาหาร

“นั่งก่อนสิรพีพงศ์…เจ้ามาได้จังหวะข้าทำถุงหอมพอดิบพอดี อย่างไรข้าขอฝากให้บิดาเจ้าไว้สักถุง”พระจันทร์เอ่ย ขณะเดียวกันก็นำกลีบมาลีออกจากห่อผ้า ด้านรพีพงศ์ก็นั่งลงบนตั่งกว้างตรงข้ามกับจันทรเทพ ดวงตาสีเข้มมองไปยังพระปิตุลาเจ้าสำอางค์ ดูอ้อนแอ้นน่าทะนุถนอม หากสิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตาหากได้รู้จักพระจันทร์อย่างถ่องแท้จักรู้ว่าเป็นเทพผู้เก่งกาจไม่ว่าจะเป็นศึกรบหรือศึกรักก็ตาม

“ขอบน้ำใจท่านอามากและถ้าไม่เป็นการรบกวนท่านอามากไป ข้านี้มีเรื่องจักขอท่าน” รพีพงศ์รู้ดีว่าเสียมารยาทเพียงใดแต่จักให้ตนรอคอยหาเรื่องเสวนาแล้วค่อยตบท้ายด้วยการขอน้ำโสมแลทีจักไม่ทันกาล

“ข้าคิดไว้แล้วว่าเจ้าจักต้องมีเรื่องหรือปัญหาจึงได้แวะเวียนมาหาข้าถึงวิมาน เอาเถิดเจ้าจักขอสิ่งใดกับข้าก็ว่ามา หากข้าให้เจ้าได้ข้าก็จักให้” พระจันทร์ตัดพ้อแต่ยังมีเมตตาไม่ปฏิเสธรพีพงศ์เสียทีเดียว

“ข้าจักไม่อ้อมค้อม สิ่งที่ข้าอยากจักขอจากท่านอาคือน้ำโสม ขอให้ท่านอามอบให้ข้าพอจักรักษา….”

“ไม่ได้!!! เจ้าจักขอสิ่งใดข้าไม่คิดปฏิเสธเว้นเพียงน้ำโสมเท่านั้นที่ข้ามิอาจจักให้เจ้าได้!!!”





.............

จบไปอีก 1 ตอนกับความน่ารัก 5555 นาคินทร์ตื่นมาลูก หนูต้องตื่นมาช่วยอาพุธกับแม่มุตตาห้ามทัพพ่อกับคนรักก่อนนะลูก

ส่วนพระจันทร์คนใจดีของน้องพุธมาวันนี้กลับใจแข็งเสียแล้ว รพีพงศ์เจองานหนักแบบนี้แล้วจะช่วยน้องได้หรือไม่!!!!!

ติดตามอ่านตอนต่อไป... ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาเม้นเป็นกำลังใจให้นะคะ อ่านทุกเม้นเลย มีแรงปั่นนิยายต่อไป ฮึบ!!!


CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ทำไมถึงให้ไม่ได้

ออฟไลน์ Kaemmiizz

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 778
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-4
ไยถึงให้มิได้กันเล่า

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
ลิขิตรัก…เพลิงเทวา Author : Tan-Yung0209 File : 13

“กาลข้างหน้า เจ้าจักต้องนั่งบนบัลลังก์ปกครองแดนสุริยานี้ พ่อจึงอยากให้เจ้ามีคุณธรรม ศีลธรรมในจิตใจของเจ้า มีความมุ่งมั่น อดทน แข็งแกร่งดุจหินผา หากมีความนอบน้อม อ่อนโยนมิต่างจากดอกไม้ด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้กิเลสครอบงำมิเช่นนั้นจักเกิดปัญหา” พระอาทิตย์ผู้เป็นใหญ่ในเทพนพเคราะห์ได้เอื้อนเอ่ยกับกุมารที่กำลังเลือกอ่านตำรา สุรเสียงทุ้มหากฟังดูแล้วแฝงไปด้วยความอ่อนโยนขัดกับใบหน้าคมเข้มและรูปกายสูงใหญ่มีอาภรณ์พื้นแดงประดับรัตนา

“ท่านพ่อข้าสงสัย กิเลสใดนำพาความเดือดร้อนมากที่สุด” รพีพงศ์ในวัยเยาว์ซักถามผู้เป็นบิดร

“พ่อจักเริ่มอธิบายให้เจ้าฟังตั้นแต่ต้น ถ้าเปรียบกิเลสเป็นต้นไม้ใหญ่ ๓ ต้น มีชื่อว่า ราคะ โทสะ โมหะ แต่ละต้นมีโทษร้ายแรงต่างกันไป ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือหยั่งรากลึก กิ่งก้านแผ่ไพศาลดั่งกิเลสปลีกย่อยต่างๆของแต่ละต้น แน่นอนว่ากิ่งก้านนี้ย่อมมีรูปร่างไม่ต่างกัน นั่นหมายถึงกิเลสจะส่งผลในเหตุการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน เช่นความเห็นแก่ได้ อยากได้ทรัพย์สมบัติจนปล้นฆ่ากับโมโหโกรธาทำลายข้าวของตนเอง สำหรับเจ้าสิ่งใดร้ายแรงกว่ากัน” องค์ทินสิริอธิบายให้บุตรชายได้เข้าใจโดยง่ายก่อนจะตั้งคำถามเพื่อดูว่ารพีพงศ์มีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด

“ข้าคิดว่าประการแรก” รพีพงศ์ตอบฉาดฉาน ท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“หากโมโหแล้วมิได้ทำลายข้าวของแต่ไปฆ่าคู่กรณีเล่า”

“สำหรับข้า…ข้าคิดว่าร้ายแรงพอกันเพราะเท่ากับว่าได้ทำลายชีวิตผู้อื่น…ท่านพ่อข้าพอจะเข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อสั่งสอนข้าแล้ว”

“ดีมาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งสำคัญที่เจ้าควรจักมี”

“สิ่งใดหรือท่านพ่อ”

“สติ…เจ้าจงจำไว้ให้ดี สตินี้สำคัญยิ่ง”

ความทรงจำในวัยเด็กปรากฎชัด ทุกถ้อยคำมีความหมายล้วนให้ได้ดำรงตนอยู่ในความดีงาม ประพฤติตนในศีลธรรม คุณธรรม  แน่นอนว่ารพีพงศ์นี้จำได้ขึ้นใจ ทว่า...

“ข้าจดจำและเข้าใจ หากข้ามิอาจจักทำได้…ท่านพ่อข้ามิอาจจะครองบัลลังก์ได้อีกต่อไป” รพีพงศ์เอ่ยออกมาราวกับว่าพระอาทิตย์จักได้ยิน ทั้งที่ความจริงนั้นรพีพงศ์กำลังยืนท่ามกลางความเงียบเชียบ ตรงหน้ามีร่างของพระจันทร์นอนลงบนพื้น อาภรณ์สีอ่อนถูกย้อมด้วยโลหิตจากพระอุทร ห่างไปไม่ไกลทหารประจำวิมานได้รับบาดเจ็บสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ล้วนเกิดมาจากพระขรรค์ในมือของรพีพงศ์

ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้…

“ท่านอา…ข้าขอร้องได้โปรดปันน้ำโสมให้ข้าเถิด” รพีพงศ์ยอบกายลงสองมือรวบประกบทำอัญชลีวิงวอนขอร้องพระจันทร์

“อย่าได้ทำเช่นนี้เลยรพีพงศ์ต่อให้เจ้าก้มลงกราบข้ามิอาจให้เจ้าได้” พระจันทร์ยืนยันคำเดิม มิใช่ว่าตนเป็นผู้ใจแคบหากน้ำโสมไม่ใช่น้ำที่จักให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้า เนื่องจากอดีตกาลพระจันทร์เคยมอบน้ำโสม ๑ จอกให้เทพผู้หนึ่งนำไปรักษาอาการป่วยแต่เทพผู้นี้หาได้ดื่มกินไม่ กลับริอาจทำตัวเป็นกบฏนำน้ำโสมไปมอบให้จอมมารก่อให้เกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

“ข้ามีความจำเป็น..ท่านอา”

“ข้าเองก็มีเหตุผลของข้า จงกลับไปเสียเถิดรพีพงศ์ ข้ามิอาจมอบน้ำโสมให้กับเจ้าได้” พระจันทร์เอ่ยก่อนจะเดินเลี่ยงไปไม่เหลียวแลใบหน้าสิ้นหวังของผู้เป็นนัดดา

เพลานี้รพีพงศ์มองไปทางไหนก็เจอกำแพงหินสูงตระหง่านเหนือศีรษะล้อมรอบตนทั้งสี่ทิศ จะวิ่งวนอย่างไรก็มิอาจหาทางออก จะปีนป่ายก็ไถลตกลงมา…ไม่มีเลยหรือทางออก ไม่มีเลยหรือทางที่จักได้น้ำโสมมาจากพระจันทร์ ทั้งที่ขอร้องอ้อนวอนด้วยดีไยจึงมิอาจได้มา

…‘ยื้อแย่ง’…

คำที่เป็นปฐมบทแห่งความฉิบหายได้ผุดขึ้นมาในใจ ตัวกิเลสค่อยๆคืบคลานเข้ามากัดกินศีลธรรมในจิตใจที่กำลังอ่อนแอของรพีพงศ์จนมิอาจตั้งสติชั่งใจรู้ดีรู้ชั่ว เทพหนุ่มหลับตาลงเพ่งสมาธิมินานกลางหน้าผากปรากฏดวงตาเพลิง

…‘เสาต้นนี้สินะ’… รพีพงศ์ยกยิ้มเมื่อรู้ที่ซ่อนน้ำโสมและไม่รอช้าใช้เนตรเพลิงทำลายเสา

“ตึง!!...ตึง!!..ตึง!!!” เสียงอึกทึกครึกโครมดั่งลั่น พื้นรัตนาเอียงเอนสั่นไหว ทั้งหมดเป็นผลมาจากแท่งน้ำแข็งปลายแหลมคมโผล่พรวดและตกลงมาจากเพดานเป็นปราการป้องกันอัคคีจากรพีพงศ์

“อย่าคิดว่าเจ้าจักได้มันไปง่ายๆ…รพีพงศ์ ข้าขอเตือนเจ้าให้เจ้าออกไปแล้วข้าจักไม่เอาความถือสาเจ้า” จันทรเทพเอ่ย พยายามเกลี้ยกล่อมให้รพีพงศ์ยอมฟัง ด้วยตนเองนั้นมิอยากสู้รบกับผู้เกี่ยวข้องทางสายเลือด

“ข้ามิออกไป…อย่างไรเสียข้าจักต้องนำน้ำโสมกลับไปให้ได้” รพีพงศ์ประกาศกร้าวถึงเจตนารมณ์ หัตถาที่เคยว่างเปล่ามีเปลวเพลิงเกลียวก่อขึ้นเป็นพระขรรค์อาวุธคู่กาย

“ถ้าเจ้าตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ข้าจักถือว่าเราสองมิเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป!!! ทหารจัดการรพีพงศ์!!!” รวดเร็วปานสายลม ทหารต่างกรูเข้ามาในมือกำดาบพร้อมฆ่าฟันศัตรูของผู้เป็นนาย

‘เคว้ง!!..ฉึก’

“อ๊าก!!”

โลหะกระทบกันจนเกิดเสียงก่อนจะโต้ตอบกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทหารยกขาเข้าเตะแต่รพีพงศ์หลบหลีกทั้งสวนหมัดชกเข้าไปยังปลายคางของอีกฝ่ายก่อนจะใช้พระขรรค์เข้าฟันให้บาดเจ็บ…ไม่นานทหารของพระจันทร์ก็ล้มลงไปกองกับพื้น บ้างสลบ บ้างก็มีแผลฉกรรจ์ตามเนื้อตามตัว แม้รพีพงศ์จะสามารถจัดการทหารจำนวนหนึ่งได้ในพริบตาแต่ก็เสียเรี่ยวแรงไปมิใช่น้อย

“หมดแรงแล้วก็กลับไปเสีย ข้ามิอยากจักทำอันใดกับเด็กน้อยเช่นเจ้า” แม้นปากจะเอื้อนเอ่ยว่าตัดขาดแต่เอาเข้าจริงพระจันทร์เองก็มิอาจจักทำได้ อย่างไรรพีพงศ์มีศักดิ์เป็นนัดดายากที่ตนจักทำร้าย

“ข้าไม่กลับ ท่านอาโปรดหลีกทางให้ข้า”

“ไม่มีทาง..รพีพงศ์”

สิ้นคำโซ่น้ำแข็งเย็นยะเยือกก็พุ่งออกมาจากข้อมือของนิศาบดีเข้าล่ามแขนขาของรพีพงศ์ เมื่อเทพหนุ่มดิ้นรนขัดขืนโซ่น้ำแข็งนี้ก็ยิ่งตรึงแน่นจนรพีพงศ์ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ กระนั้นรพีพงศ์ก็หาได้ยอมแพ้ร่ายคาถาให้กายามีสิขานีลุกท่วมจนโซ่น้ำแข็งละลายและเหือดแห้งหายไป

พระจันทร์รู้ว่าตนเองคงประมาทรพีพงศ์จึงเรียกศาสตราวุธประจำกายออกมาคทาสีเงินยวงด้ามยาวสลักลวดลายรักร้อยใบเทศไล่ขึ้นไปจนถึงยอดซึ่งประดับมณีจันทราขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยรัศมีอันทำมาจากโลหะเส้นเล็กที่มีขนาดมิต่างจากเข็ม ฐานนั้นเต็มไปด้วยเศตาภรณ์ส่องแสงระยิบระยับมิต่างจากดาวล้อมเดือน รพีพงศ์เล็งเห็นว่าพระจันทร์คงเอาจริง ไม่คิดออมมือให้กับตนจึงตวัดพระขรรค์ขึ้นลงเปลี่ยนพระขรรค์เนื้อทองให้มีเพลิงแดงฉานลุกท่วม

“ย๊า!!!”

สองเทพวิ่งเข้าหาต่างฝ่ายต่างเงื้อง่าอาวุธเตรียมสู้กัน คมพระขรรค์แหวกอากาศหมายเชือดเฉือน คทาดวงเดือนตั้งรับแล้วผลักออกทั้งสองตอบโต้กันไม่คิดออมแรง ทว่าพระจันทร์นั้นมีประสบการณ์มากกว่า กลยุทธมากมีถูกนำมาใช้จัดการหลานผู้ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หากรพีพงศ์เองแม้ไม่เจนศึกเท่าผู้เป็นอาแต่ยามใดได้รบมักเจอะเจอศัตรูผู้มีฝีมือเก่งกาจ รพีพงศ์ใช้พระขรรค์เข้าบุกฟาดฟันสร้างบาดแผล พระจันทร์เปลี่ยนจากฝ่ายรุกเป็นตั้งรับหลบหลีก ขณะเดียวกันตาคู่งามจ้องมองหาช่องโหว่ก่อนจะได้โอกาสเตะเข้าสีข้างของรพีพงศ์ตามด้วยใช้ปลายคทากระทุ้งเข้าที่ช่องท้องหมายให้รพีพงศ์เจ็บจนจุก

“อัก..” รพีพงศ์ล้มลงไปนั่ง มือหนากุมท้องของตนไว้ตามสัญชาตญาณ

“อย่าได้คิดสู้กับข้า” พระจันทร์เอ่ยเสียงเรียบนิ่ง ปลายคทาจ่อเข้ากับลำคอของรพีพงศ์

“ท่านอาต่างหากเล่า…อย่าได้คิดสู้กับข้าเลย” รพีพงศ์ยิ้มเยาะก่อนจะเตะเข้าที่ข้อเท้าของพระจันทน์จนล้มลงและอาศัยช่วงเวลานี้วิ่งเข้าหากำแพงน้ำแข็งเพื่อทำลายมัน

‘เปรี๊ยะ’ ปลายคมของพระขรรค์ปักเข้าไปลึกตามแรงของรพีพง์จนเกิดรอยร้าวและค่อยๆปริแตกออก กระนั้นมันกลับไม่พังทลายดั่งใจหวัง รพีพงศ์ใช้นิ้วโป้งลูบวนทับทิมที่ประดับไว้ตรงด้ามจับ พลันเกิดเพลิงกัลป์สีครามลุกโชนจากปลายพระขรรค์ลุกลามไปตามรอยแยกที่เกิดขึ้น ความร้อนของมันหลอมแท่งน้ำแข็งมหึมาหลอมละลายกลายเป็นสาคเรศเจ่อนองพื้นอย่างรวดเร็วทำให้ปรากฎเสาต้นสำคัญ

“น้ำโสม” สิ่งที่ต้องการอยู่ใกล้แค่เอื้อม ไม่สิเรียกว่าใกล้จนไม่จำเป็นต้องเอื้อมคงจะเหมาะสมกว่า รพีพงศ์ใช้มือที่ว่างประทับตรงกลางเสา ใจนั้นนึกท่องคาถาเพื่อฝ่ามิติล้วงหยิบน้ำโสมทว่ายังมิทันจะท่องคาถาจบบท รพีพงศ์รับรู้อันตรายจากด้านหลังรวมถึงเห็นเงาดำคล้ายของแข็งด้ามยาว

‘ฉึก’ อารามตกใจ รพีพงศ์ตวัดดาบไปด้านหลังเพียงต้องการข่มขู่มิให้จันทราเทพเข้ามาใกล้ แต่ผิดคาดสิ่งที่รพีพงศ์ตั้งใจกลับตาลปัตร พระจันทร์อยู่กว่าที่รพีพงศ์คิดไว้ ใกล้พอที่จะถูกคมอาวุธฟาดฟันโดนกาย

“ท่านอา!!...ท่านอา!! ข้ามิได้ตั้งใจ”

พระจันทร์เซไปด้านหลังก่อนจะทรุดตัวลงไปนอนบนพื้น หากเป็นอาวุธธรรมดาคงมิเป็นเช่นนี้แต่อาวุธที่ต้องกายากลับเป็นพระขรรค์ประจำตำแหน่งรัชทายาทแห่งสุริยวงศ์ นอกจากจะสร้างบาดแผลแล้วยังสร้างความเจ็บปวดไม่ต่างถูกไฟเผาผลาญภายในร่าง

“อั่ก..แค่กๆ..” พระจันทร์กระอักเลือดออกมา ยามเปิดปากมีไอร้อนออกมา รพีพงศ์คุกเข่าลงตระกองร่างของพระจันทร์ขึ้นมา แต่คงไม่ทันที่พระจันทร์จะได้ฟังน้ำคำของรพีพงศ์เพราะดวงจิตของเทพจันทราได้ดับสูญเสียแล้ว

“ท่านอา…ท่านอา!!!” รพีพงศ์พร่ำเรียกหาเทวจันทรา ใจคิดหวังว่าดวงจิตยังไม่เตลิดและกลับคืนสู่กายาใจนึกหวังให้ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นแต่พระจันทร์ก็หาได้ฟื้นตื่นขึ้นมา

“ท่านอาข้าขอให้ท่านอโหสิกรรมให้ข้าด้วยเถิด” รพีพงศ์วางกายของพระจันทร์ให้นอนลงอีกครั้งแล้วก้มกราบ ความรู้สึกผิดบาปก่อตัวขึ้น คำสอนของบิดาเองดังก้องอยู่ในโสตประสาท บัดนี้ตนก่อกรรมทำผิดอันใหญ่หลวง พลาดพลั้งทำร้ายเทวาผู้มีศักดิ์ถึงพระปิตุลาจนชีวาวาย

“พวกเจ้ามิต้องกังวล ข้าไม่มีทางหนีโทษไปไหน” รพีพงศ์กล่าวกับทหารที่นอนบาดเจ็บ เมื่อทำผิดพลาดผู้มีสายเลือดสุริยะย้อมยอมรับผลที่ตามมา จากนั้นจึงหันหลังกลับไปยังเสามุกดาและใช้ฝ่ามือสัมผัสไปยังเสา

รัศมีสว่างไสวจนตาแทบบอด รพีพงศ์ยกแขนขึ้นมาป้องกันบังตาเอาไว้สักพักแสงนั้นค่อยๆริบหรี่จนหายวับไป รพีพงศ์ลดแขนลงมองไปยังคนโทแก้วภายในบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์สีลูกจันทร์ รพีพงศ์ไม่รีรอที่จะยกคนโทน้ำโสมออกมากเสาและมองไปยังร่างไร้วิญญาณของพระจันทร์อีกครา

…‘ท่านอา…ข้ารู้ดีว่าได้กระทำการล่วงเกินและก่อบาปกรรมไว้หนักหนายิ่งนัก ทว่าดวงจิตของท่านอย่าได้วิตกข้านี้จักมารับโทษตามกรรมที่ข้าได้ก่อ หากข้าขอเวลาไปหาคนรักเสียก่อน’…



.........50%......

เอาไปก่อน 50% นะคะ ม๊วฟ มาติดตามการต้มมาม่ารสเด็ดที่จะใส่เครื่องหนักกว่านี้


ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
.........50%......

*****

‘โครม!!’ บานประตูไม้สลักถูกผลักออกอย่างแรงบ่งบอกได้ถึงความรีบเร่งของผู้มาเยือน ผู้เป็นเจ้าของวิมานนั้นหาได้โกรธเคืองหรือแสดงสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด หากเป็นฝ่ายสาวก้าวเข้าหารพีพงศ์เอง พอเห็นมือของรพีพงศ์ถือคนโทก็ครึ้มใจที่รพีพงศ์สามารถนำน้ำโสมกลับมาได้สำเร็จ

“พระเสาร์…บัดนี้นาคินทร์ได้ฟื้นคืนสติแล้วหรือไม่” รพีพงศ์เอ่ยถาม “นาคินทร์ยังคงหลับไหล ข้าคาดว่าต้องรออีกสัก ๑ ชั่วยามถึงจะได้สติมาดื่มน้ำโสมได้” คำตอบของพระเสาร์สร้างความกังวลให้แก่รพีพงศ์จนพระเสาร์สังเกตเห็นชัด แต่ไม่ชัดพอเท่ากับรอยแผล รอยฟกช้ำอันเป็นร่องรอยจากการต่อสู้ระหว่างรพีพงศ์และองค์ศศิธร

“พี่รองทำเจ้าหรือ…มานั่งพักเสียก่อนประเดี๋ยวข้าจักร่ายมนตรารักษาแผลของเจ้าเอง” แม้แต่เทพตาเดียวยังสังเกตเห็น ผู้ที่ไม่มีหน้ากากบดบังสายตาเช่นพระพุธมีหรือจะไม่เห็นบาดแผล เทวาร่างอรชรรู้ดีว่าเชษฐาของตนเองนั้นยามร้ายก็หาผู้ใดขวางได้ ให้คาดเดารพีพงศ์คงโดนพระจันทร์สั่งสอนก่อนจะมอบโสมนัสเป็นแน่

“ขอบน้ำใจท่านอามากแต่ข้าหาได้เจ็บปวดไม่ ท่านอย่าได้กังวลเลย อีกอย่างข้าไม่คิดจะนั่งพักเอาแรง ด้วยตัวข้าอยากจะนำน้ำโสมให้นาคินทร์ดื่มกินเสียมากกว่า” ไม่มีใครสามารถหยุดเวลาให้เดินได้เป็นเหตุให้รพีพงศ์รีบเร่งนำน้ำศักดิ์สิทธิ์จากดวงแขให้นาคินทร์ได้ดื่มกินเพื่อที่จะได้จดจำตนได้อีกครั้ง ก่อนจะต้องถูกจับไปรับโทษทัณฑ์ที่ตนได้ก่อไว้

“เอาเถิดไม่พักก็ไม่พัก เจ้าเข้าไปเถิดข้ากับพี่เสาร์จะรอฟังข่าวดีอยู่ด้านนอก” พระพุธเอ่ย มือก็คว้าจับแขนของพระเสาร์ไว้ไม่ให้เดินตามเข้าไป

“ข้าขอตัวก่อน…ท่านอา พระเสาร์” สิ้นประโยครพีพงศ์สาวเท้าก้าวยาวมุ่งหน้าไปยังห้องของนาคินทร์

“ยื้อหยุดฉุดข้าไว้ด้วยเหตุใดเจ้าพุธ ข้าจะไปหาลูกของข้า” ลับหลังรพีพงศ์พระเสาร์เอ่ยถาม ทั้งน้ำเสียงและแววตาช่างดุเสียจนพระพุธยิ้มเจื่อน

“พุธอยากให้หลานทั้งสองได้อยู่ด้วยกันบ้าง มิใช่จะพูดคุย หยอกล้อกันทีก็ต้องมีพ่อตาหน้ายักษ์คอยจ้องจะกินหัวลูกเขยอยู่ตลอกเวลา” หากเป็นใครอื่นคงกลัวพระเสาร์จนหัวหดแต่คงต้องเว้นพระพุธไว้ นอกจากจะยิ้มได้แล้วยังพูดจาเหน็บเนมแกมหยอกให้พระเสาร์ขัดใจเล่น

“เจ้าพุธ บังอาจว่าข้าเป็นยักษ์เป็นมารรึ!!”

“ท่านพี่อย่าขุ่นเคืองเลย ดูสิไม่ต่างจากที่พระพุธกล่าวไว้เลยสักนิด” นางมุตตาเยื้องย่างออกจากห้องได้ถูกเวลาหนำซ้ำยังเข้าข้างสนับสนุนคำพูดของพระพุธ

“มุตตาน้องออกมาด้วยเหตุใด ไยปล่อยให้นาคินทร์อยู่ตามลำพัง”

“นาคินทร์มิได้อยู่ลำพัง ลูกของเราอยู่กับท่านรพีพงศ์ต่างหากเล่า”

“แต่พี่!!!...”

“พี่เสาร์ใจเย็นๆ อย่าได้นึกหวงนาคินทร์กับรพีพงศ์เลย พี่ก็รู้อยู่เต็มอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองแน่นแฟ้นแนบแน่นเพียงใด” พระพุธเอ่ยแทรก

“อีกอย่างเราทั้งคู่เกือบจะสิ้นหวังในรักตลอดกาล ในระหว่างทางต่างทุกข์ทรมานใจด้วยกันทั้งคู่…ท่านพี่อยากให้ลูกต้องโศกสลดกระนั้นหรือ…ท่านพี่…ท่านพี่จักไปไหน อย่าเข้าไป…” มุตตาพูดไม่ทันจบ พระเสาร์ก็เดินหนีออกไป

“พี่มิได้เข้าไป พี่เพียงจักไปนั่งรอในห้องศาสตราต่างหากเล่า” พระเสาร์บอกกล่าวกับเยาวมาลย์ยอดกมล พระพุธที่ได้ร่วมสดับฟังอดคิดในใจมิได้ …‘ห้องอื่นมีตั้งเยอะตั้งแยะ ไยท่านพี่ต้องเข้าไปในห้องนั้นด้วย’…

ด้านรพีพงศ์ผู้หาได้รู้เรื่องราวว่าตนเองกลายเป็นต้นเรื่องของบทสนทนาระหว่างพระเสาร์ พระพุธและนางมุตตา หลังจากที่ตนเข้ามายังในห้องหับของนาคินทร์ นางมุตตาผู้เป็นมารดาของนาคน้อยได้เปิดทางให้ตนได้อยู่กับนาคินทร์ตามลำพัง รพีพงศ์จ้องมองร่างบอบบางที่ยังคงหลับตาพริ้มและไม่มีวี่แววจะตื่นขึ้นมาแต่อย่างใด

“นาคินทร์เจ้าไม่คิดถึงพี่เลยหรือไร มัวแต่นอนหลับไม่ยอมตื่นขึ้นมาพูดคุยกับพี่” รพีพงศ์นั่งลงบนเตียงข้างกายนาคินทร์แล้วก้มกายลงให้พักตราชิดใกล้พอที่จะฝากรอยจุมพิตไปยังขมับชุ่มเหงื่อผุดพราย

“พี่รอเจ้าตื่นไม่ไหวดอก…ขืนรอเจ้าพี่คงสิ้นชีพชีวายไปแล้ว กระนั้นพี่อยากจะให้เจ้าตื่นขึ้นมาจำพี่ได้ ตาของเจ้ามองพี่ด้วยความเขินอายดั่งคราก่อนและปากของเจ้าเรียกขานพี่ว่า ‘ท่านพี่’ อีกสักครั้ง” ปากขยับรำพึงรำพัน สองกรนั้นยกประคองคนขี้เซาขึ้นมาให้นาคินทร์ในสภาพกึ่งนอนกึ่งนั่ง

คนโทน้ำโสมที่ถูกวางไว้ใกล้มือเมื่อแรกเข้ามานั่งได้ถูกยกขึ้นมาให้ปากคนโทเนื้อรัตนาแนบชิดกับริมฝีปากล่าง หากริมฝีปากนั้นหาใช่ริมฝีปากของนาคินทร์

น้ำโสมค่อยๆไหลจากคนโทเข้าสู่ภายในปากร้อนแต่ไม่นานมันก็ไหลไปสู่อีกโพลงปากหนึ่งด้วยวิธีการป้อนแบบประกบปาก การป้อนเช่นนี้จำต้องอาศัยความชำนาญของผู้ป้อนและแน่นอนว่าบุตราแห่งสุริยวงศ์มีความช่ำชองพอที่จะใช้ชิวหาแทรกเปิดปากและส่งน้ำโสมให้นาคินทร์ได้ดื่มกิน จนกระทั่งน้ำทุกโสมหยาดหยดได้หมดไปจากปากของรพีพงศ์

‘จุ๊บ’ รพีพงศ์จูบย้ำอีกครั้งก่อนจะละริมฝีปาก ดวงตามองใบหน้าเรียบนิ่งของนาคินทร์ …‘ไม่ได้ผลหรือนี่’… รพีพงศ์ตั้งคำถามในใจเมื่อไม่มีปฏิกิริยาใดอันเป็นสัญญาณของข่าวดีหรือไม่จำต้องรอให้ฤทธิ์ของน้ำแสงจันทร์นี้ไหลเวียนจนทั่วร่างกายเสียก่อน

“อึก..อืม” เสียงครางอือในลำคอดังขึ้นเรียกสติของรพีพงศ์ที่กำลังว่ายวนอยู่ในบ่อความคิดให้กลับมา นอกจากเสียงแล้วสิ่งที่ทำให้รพีพงศ์ตกใจมิใช่น้อยคือเแสงสีดอกจำปาเปล่งออกมาจากเนื้อนวลแล้วค่อยๆจางหายไปพร้อมกับเปลือกตาของนาคินทร์ที่ค่อยๆเปิด

ดวงตาคมเฉี่ยวดุจบิดาหากนัยน์ตาสีมรกตสะท้อนเงาเทพรูปงามที่กำลังจ้องมองตนเช่นกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนาคินทร์คงเขินอายผินใบหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบตาแต่ครานี้นาคินทร์กลับจ้องมองแทบจะไม่กระพริบ ราวกับว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่ตนหลับตารพีพงศ์อาจจักหายไป

“ท่านพี่…ท่านพี่รพีพงศ์..ฮึก…ท่านพี่” อัสสุชลแห่งความปลาบปลื้มไหลอาบแก้ม อันเกิดจากนาคินทร์จดจำบุรุษตรงหน้าของตนได้ บุรุษที่ตนมอบดวงใจให้…ดวงใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก

“นาคินทร์…เจ้า…เจ้าจำพี่ได้หรือไม่!!!” รพีพงศ์ถามย้ำคิดว่าตนนั้นได้หูแว่วเพราะตื่นเต้นดีใจจนฟังผิดฟังถูก หากเป็นนาคินทร์ผู้ลืมสิ้นทุกสิ่งอย่างจะไม่เรียกตนเช่นนี้แน่

“จำได้สิ…ข้าเป็นเชลยรักของท่านพี่ไยจักจำผู้เป็นเหนือหัวกุมใจของข้ามิได้” นาคินทร์ซุกใบหน้ายังอุราของรพีพงศ์เพื่อปิดบังความเขินอายที่แดงปลั่งทั่วแก้มนวลลุกลามจนถึงใบหู

“อย่าได้หลบหน้าหลบตาพี่เลย ไหนให้พี่มองหน้าเจ้าให้ชื่นใจเสียหน่อยได้หรือไม่เล่า” คำออดอ้อนทำให้นาคินทร์ค่อยๆขยับกายนั่งเคียงข้างให้รพีพงศ์ได้เห็นวงหน้างามผุดผ่องได้เต็มทั้งสองตา

‘จุ๊บ’ ในขณะที่เทพหนุ่มกำลังจ้องมองตนไม่วางตา นาคินทร์ได้เป็นฝ่ายโน้มใบหน้าเข้าจุมพิตริมฝีปากของรพีพงศ์และผละอออกอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงหัวเราะสดใสเมื่อเห็นรพีพงศ์นั่งนิ่งเป็นก้อนหิน

“คิก…จุมพิตนี้ข้ามอบให้ท่านพี่เป็นรางวัล” นาคินทร์เอ่ยพร้อมเข้าสวมกอดร่างสูงไว้แนบแน่น

“รางวัลอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้วท่านพี่ จุมพิตนี้คือรางวัลที่ท่านคอยดูแลข้าและยังคงรักข้าเช่นเดิม”

“ใครว่าพี่รักเจ้าเช่นเดิม” รพีพงศ์แสร้งขึงขังให้คนฟังใจเสียหน้าสลดจนถอดสี

“พี่รักเจ้ายิ่งกว่าเดิม…รักมากขึ้นในทุกๆวัน มันดาษดื่นจนพี่มิรู้ว่าต้องเอาความรักทั้งหมดเก็บเอาไว้ ณ ที่ใด” รพีพงศ์เอ่ยความในใจก่อนจะไม่มีโอกาสบอกกล่าวเหมือนครั้งเยือนดาราจักรทางช้างเผือก ฝ่ายนาคินทร์ได้ฟังจึงยิ้มย่องจากนั้นเคลื่อนใบหน้าตั้งท่าจะให้รางวัลแด่รพีพงศ์อีกครั้ง

“รพีพงศ์!!! บุตรของข้าเป็นเช่นไรบ้าง” ฟากหนึ่งของประตูพระศนิได้ตะโกนถามโดยมีนางมุตตาและพระพุธคอยยื้อยุดไม่ให้คนหวงลูกได้เข้าไป ทั้งที่ก่อนหน้าเดินเข้าไปยังห้องศาสตราทว่าเผลอเพียงพริบตาเดียวพระเสาร์กลับมายืนอยู่หน้าประตูห้องของนาคินทร์

“บิดาเจ้าช่างหวงเจ้าเสียยิ่งกว่ากระไรดี” รพีพงศ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลัดกลุ้มใจเนื่องด้วยเวลาแห่งความสุขเหลืออยู่ไม่มาก

“ฟอด…อย่าทำหน้าเช่นนี้เลยท่านพี่ อย่างไรเสียเราสองต่างมีเวลามอบรางวัลให้กันอีกนาน” นาคินทร์หอมแก้มปลอบใจโดยหารู้ไม่ว่านี่อาจจะเป็นรางวัลสุดท้ายที่ตนมอบให้ รพีพงศ์เองได้ฟังก็ชะงักเล็กระคนเสียใจที่ทำให้ความหวังของนาคินทร์พังทลายในอีกไม่ช้า

“นั่นสิ…พี่ว่าเราสองออกไปหาพระเสาร์ ท่านน้ามุตตาและท่านอาพุธกันดีกว่า” รพีพงศ์ปรคองกอดนาคินทร์ให้ลุกขึ้นยืนและก้าวเดินออกไปพร้อมกับตน ฝ่ามือค่อยๆดันบานประตูให้เปิดออกก็พบว่าพระเสาร์ที่แขนทั้งสองข้างต่างถูกพระพุธกับนางมุตตาคว้าไว้คนละข้างยังคงยืนรอไม่ไปไหน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา…ข้า…ข้าจำทุกอย่างได้แล้ว” นาคินทร์แจ้งข่าวดี อันสร้างความสุขให้แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง

“หมดทุกข์ หมดโศกเสียทีลูกแม่ นับแต่บัดนี้ไปความสุขจะสถิตอยู่กับเจ้าทุกคืนวัน” มุตตาเข้าสวมกอดนาคินทร์ รพีพงศ์ถอยห่างเล็กน้อยให้สองแม่ลูกและพ่อที่เข้ามาโอบกอดทั้งสองเอาไว้ ช่างเป็นภาพที่แสนอบอุ่นตลบอบอวลด้วยมวลความรัก

“ท่านอา…ข้ามีเรื่องที่จะแจ้งให้ท่านได้รับรู้” รพีพงศ์กระซิบกระซาบข้างหูพระพุธ

“เรื่องอันใด คงสำคัญมากใช่หรือไม่เจ้าถึงได้เอ่ยกับข้าน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเช่นนี้” แม้นมิใช่เปลวเทียวแต่จิตใจนี้กลับวูบวาบ สังหรณ์ร้ายคืบคลานเข้ามาทั่นทีที่ได้ฟังรพีพงศ์เอื้อนเอ่ย

“คือข้า…”

“พระเสาร์…เทวทูตส่งสาน์สและเทพแห่งท้องนภาขอเข้าพบท่าน” ไม่ทันที่รพีพงศ์จะได้เอ่ยสิ่งใด ทวารบานเฝ้าประตูวิมานหงบาทได้เข้ามารายงานต่อพระเสาร์

“เชิญให้เข้ามาได้” พระเสาร์เอ่ย อันเทวทูตส่งสาน์สมักมาเยือนเพื่อแจ้งให้เข้าร่วมชุมนุมสภาและแน่นอนว่าตนไม่คิดจะย่างกรายไปเลยสักครั้งหากไม่จำเป็นแต่ที่น่าแปลกใจคือเทพนภนต์ที่มาพร้อมกัน เห็นทีจักต้องเกิดเรื่องใหญ่ยังสวรรคโลกเป็นแน่แท้

ผิดกับพระเสาร์ที่นึกสงสัย รพีพงศ์กลับเตรียมใจว่าตนกำลังเข้าสู่ปฐมบทวงล้อแห่งกรรม การมาเยือนของแม่ทัพหลวงแห่งไตรทศาลัยจะเป็นอื่นไปมิได้นอกจากจะมาจับกุมตน

“เทพส่งสาน์ส...มีเหตุอันใดให้ข้าต้องเข้าร่วมชุมนุมเทวสภา” พระเสาร์ไม่รีรอถามออกไปเมื่อเทพผู้มาเยือนทั้งสองปรากฎกาย

“ก่อนที่ข้าจะแจ้งท่านเพื่อไม่ให้เสียเวลาข้าขอเชิญพระพุธเข้าร่วมชุมนุมตามพระราชกระแสรับสั่ง” เทพส่งสาน์สกล่าวกับพระพุธ หากดวงตากลับจ้องมองรพีพงศ์ไม่วางตา

“ข้าขอน้อมรับพระบัญชา” พระพุธพนมมือไหว้

“คราวนี้จักบอกข้าได้หรือยังว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้น พระผู้สร้างถึงได้เรียกเทพเข้าชุมนุมกะทันหัน” พระเสาร์ใจร้อนเร่งเอาคำตอบ เทพส่งสาน์สนิ่งเงียบก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

“เรื่องนี้ข้ารบกวนให้เทพนภนต์เป็นผู้แจ้งท่านน่าจักดีกว่า” เทพส่งสาน์สโยนหน้าที่ให้นภนต์เป็นผู้รับไว้ นักรบหนุ่มก้าวออกมาด้านหน้าหยุดอยู่ตรงหน้าของรพีพงศ์

“เพลานี้จันทรเทพได้สิ้นปราณแล้ว พระผู้สร้างจึงมีรับสั่งให้เทพและเทพีทุกองค์ไปยังสภาเทพ รวมทั้งให้ข้าจับกุมผู้สังหารไปรับโทษทัณฑ์” เทพนภนต์เอ่ย ก่อนจะยกมือเป็นสัญญาณให้ทหารติดตามของตนเชิญผอบเนื้อเหมสำหรับใช้กักขังเทพชั้นสูง

“ไม่ต้องใช้ผอบดอกท่านนภนต์ ข้ายินดีที่จะไปกับท่าน” รพีพงศ์เอ่ย

“หมายความว่าเช่นไร…นี่เจ้า เจ้าสังหารพี่รองหรอกหรือ รพีพงศ์!!!” พระพุธแทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้ว่าเชษฐาของตนสิ้นบุญเสียแล้ว หนำซ้ำผู้สังหารกลับเป็นญาติกาดำรงไว้โดยสายเลือด

“ท่านพี่…ท่านพี่ไม่จริงใช่หรือไม่…ฮึก..ท่านพี่…ท่านพี่จักต้องอยู่กับข้าสิ” นาคินทร์ร่ำไห้ออกมา ทั้งที่รอดพ้นจากความตาย ทั้งที่ตนได้ความทรงจำกลับคืน หลังจากนี้ตนควรมีความสุขมิใช่หรือ เหตุใดจำต้องพลัดพลากจากอกของรพีพงศ์

“ก่อนข้าจะเข้ารับโทษทัณฑ์ ขอข้าได้ร่ำลานาคินทร์สักประเดี๋ยวได้หรือไม่” รพีพงศ์ขอร้อง นภนต์พยักหน้าอนุญาตเพราะตนเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงเข้าใจหัวอกของรพีพงศ์ดี รพีพงศ์เดินเข้าหาและสวมกอดนาคินทร์แนบแน่นท่ามกลางสายตาโศกสลดของผู้ได้เห็น

“ฮึก…ฮือ..ท่านพี่…ท่านพี่…ท่านพี่ต้องอยู่กับข้า…ฮือ” นาคินทร์กอดตอบ ใบหน้าอาบน้ำตาซุกบ่ากว้างพลางสะอื้นไห้

“อย่าร้องไห้…นาคินทร์ พี่มิอยากให้เจ้าร้องไห้เพราะพี่เป็นต้นเหตุ” รพีพงศ์ใช้นิ้วเชยปลายคางของนาคินทร์ให้เชิดขึ้นแล้วก้มลงจูบซับหยาดน้ำตาจนทนทั่ว

“ท่านพี่ต้องอยู่กับข้า…ฮือ”

“เจ้าอย่าดื้อดึงกับพี่นาคินทร์”

“ข้าจะดื้อ..ท่านพี่จะได้อยู่ลงโทษข้า…อื้ม” นาคินทร์ตัดพ้อไม่ทันจบก็ถูกรพีพงศ์ลงโทษ ริมฝีปากทาบทับสอดลิ้นเข้าไปกวาดสำรวจเพดานปากรุกรานเข้าเกี่ยวตวัดให้ลิ้นของนาคินทร์สลับกับดูดปลายลิ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพอใจ รพีพงศ์ต้องการจดจำสัมผัสของนาคินทร์ให้มากที่สุดรวมถึงถ่ายทอดความรู้สึกของตนผ่านบทจูบให้นาคินทร์ได้รับรู้

“อย่าร้องไห้อีกเลยคนดี พี่นี้ต้องการเห็นรอยยิ้มของเจ้า”

“จักให้ข้ายิ้มได้อย่างไร ในเมื่อท่านพี่…อึก…ฮือ” นาคินทร์ไม่สามารถทรยศความรู้สึกของตนเองได้ ดีใจก็ยิ้ม สนุกสนานก็หัวเราะ เสียใจก็ร้องไห้ แต่จะให้เสียใจแล้วยิ้มออกมา…นาคินทร์มิอาจทำได้

“นาคน้อยของพี่…พี่มิได้จากเจ้าไปไหน พี่จักปรากฎกายให้เจ้าเห็นทุกครายามที่เจ้าคะนึงหาพี่…พี่ขอเถิดหนาขอให้พี่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้า”

นาคินทร์ไม่พูดไม่จา ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น บุตรแห่งพระเสาร์กำลังคิดน้อยใจในโชคชะตาความรักของตนเอง  เวรกรรมอันใดกันหนอที่คอยกีดกันตนกับรพีพงศ์…นาคินทร์อยากรู้ เหตุใดจึงลิขิตให้ตนและรพีพงศ์ได้รักกันเพียงระยะเวลาอันสั้นแล้วพรากเราออกจากกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“นาคินทร์…” รพีพงศ์เอ่ยนามคนรักอีกครั้ง นาคินทร์จึงออกจากภวังค์ความคิดก่อนจะยิ้มออกมาให้กับรพีพงศ์ รอยยิ้มที่ตั้งใจปั้นออกมาให้รพีพงศ์ได้มีความสุขที่สุด รอยยิ้มที่นาคินทร์จำต้องฝืนใจทำ

“ขอบน้ำใจเจ้ามากนาคินทร์…พี่รักเจ้า รักเจ้าเพียงผู้เดียวนาคน้อยของพี่ จากนี้ไปเจ้าต้องอยู่ให้ได้และอย่าได้คิดโทษตัวเอง” รพีพงศ์เอ่ย ในใจนึกขบขันที่ตนเองเอ่ยประโยคเดียวกับนาคินทร์ …‘ข้าขอให้ท่านอย่าโทษตัวเองเรื่องข้าเป็นอันขาด อย่าได้คิดตายตามข้า’…

“ข้าเองก็รักท่านพี่”

“ได้เวลาที่เจ้าต้องไปแล้วรพีพงศ์” นภนต์เอ่ยขึ้นมาหลังรอให้ทั้งสองได้ร่ำลากันจนเสร็จสิ้น

“ไม่!!!! ข้ามิให้ท่านพี่ไป!!!” นาคินทร์กอดรัดรพีพงศ์เอาไว้แน่น ไม่ยอมให้ร่างสูงได้เดินเหินไปรับโทษ

“ทหารกันตัวนาคินทร์ไว้!!!” นภนต์ออกคำสั่ง

“ไม่ต้อง!!! ลูกของข้า ข้าจัดการเองได้!!!!” พระเสาร์เอ่ยออกมาก่อนทหารจะเข้าถึงตัวนาคินทร์ องค์นิลวาสคว้ากายของบุตราให้ออกห่างจากรพีพงศ์

“ท่านพ่อปล่อยข้า…ฮือ..ปล่อยข้า” นาคินทร์ดิ้นรนขัดขืนแต่มีหรือจะสู้แรงของบิดาตนเองได้ นาคินทร์ร่ำไห้จนน่าเวทนาล้มลงคุกเข่ามองแผ่นหลังของรพีพงศ์ผ่านม่านน้ำตา แผ่นหลังที่ออกห่างจากสายตาตนออกไปทุกขณะ ‘ท่านพี่ไม่อยู่กับข้าแล้ว…แล้วข้าจักมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ข้าจะมีชีวิตเช่นไรเมื่อไร้ท่านพี่’

…‘ไม่มีอีกแล้ว…เสียงท่านพี่ที่คอยเรียกขานข้า’…

…‘ไม่มีอีกแล้ว…แววตาที่มีเงาสะท้อนเพียงข้าผู้เดียว’…

…‘ไม่มีอีกแล้ว…สัมผัสอบอุ่นจากกายของท่านพี่’…

…‘ไม่มีอีกแล้ว…คำบอกรักที่ทำให้ใจของข้าสั่นไหว’…

…‘ไม่อีกแล้ว’…

…‘ไม่มี’…

.

.

.

“ไม่!!!!!!!!!”





...........

ตื่นขึ้นมาเจอแบบนี้ก็ช็อกนะคะ ท่านยุ่งอะค่ะช็อก 5555555

ขอบคุณที่สนับสนุนนิยายของท่านยุ่งนะคะ ท่านยุ่งนอนอ่านคอมเม้นบ้างเป็นแรงใจ ฮึบ!! ดีใจที่ยังมีคนอ่าน

อ่อ ตอนหน้ามาดูว่ารพีพงศ์จะรอดหรือไม่

#มาม่าอร่อยไหม

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รพีพงศ์ไม่ได้ตั้งใจนะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก…เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 14







ชีวิตของเรานับตั้งแต่เกิดมาลืมตาดูโลกใบจนถึงปัจจุบันต้องผ่านเรื่องราวมากมายไม่ว่าจะดีหรือจะร้ายคละเคล้าปะปนกันไป บ้างก็หัวเราะมีรอยยิ้ม บ้างก็ร้องไห้มีน้ำตาอาบแก้ม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนผ่านมาและผ่านไป ต่างเหตุการณ์ต่างวาระแต่กระนั้นเราจำแนกเรื่องราวของเราว่าเรื่องใดคือความสุขหรือเรื่องใดคือความทุกข์

…‘ความสุขคือนามธรรมที่ใครๆล้วนอยากไขว่คว้ามาหาตน’…

…‘ความทุกข์คือสิ่งที่ทุกคนนึกขยาดไม่อยากประสบเจอ’…

“ไม่!!!!!!”

นาคินทร์กรีดร้องจวนเจียนขาดใจ ยามได้เห็นผู้เป็นดวงหฤทัยจากลา อยากจะวิ่งเข้าไปฉุดกระชากให้รพีพงศ์กลับคืนแต่ตนกลับไร้ความสามารถ สิ่งที่พึงทำได้คือปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดผ่านหยาดน้ำตา…‘ข้าตื่นจากความตายเพื่อจะได้อยู่กับท่านพี่ เหตุใดกัน…เหตุใดเราต้องพลัดพรากจากกันอีก’…  นาคินทร์ตัดพ้อโชคชะตา ห้วงความคิดมีคำเล่าอ้างของใครบางคนหมุนวนเป็นกงล้อ…ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน

“นาคินทร์!!!...ตั้งสติ!!!...นาคินทร์!!!” ในเพลาที่นาคินทร์สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดวงใจเจ้าเอ๋ยกำลังแตกสลายเป็นผุยผง เสียงเรียกของใครบางคนคอยเรียกขาน

“ไม่!!!...ฮึก!!...ไม่!!!”

“นาคินทร์ตื่นขึ้นมา!!!...พี่บอกให้เจ้าตื่นขึ้นมา!!!”

“เฮือก!!!” ดวงเนตรกลมโตที่ซ่อนอยู่หลังเปลือกตาได้เผยออกมารับแสงสลัวจากเทียนไข

“ฝันร้ายหรือนาคินทร์” ฝ่ามืออุ่นลูบเกศาดำขลับปลอบประโลมให้ร่างบางสงบใจหายหวาดหวั่น พิศแลดวงหน้าซีดเผือดมีเหงื่อผุดพราย แผ่นอกกระเพื่อมจากอาการหอบถี่ จนคนดูแลอดห่วงมิได้

“ฝัน…ข้าฝันไปหรือนี่” นาคินทร์ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมานั่ง มือเรียวนั้นสัมผัสแนบแก้มของรพีพงศ์ ตาก็จ้องมองไม่กระพริบเพียงเสี้ยววินาทีขอบตาร้อนผ่าว อัสสุชลได้เอ่อล้นไหลลงอาบปรางค์ใส …‘ท่านพี่…ท่านพี่ยังอยู่กับข้า’… นาคินทร์ยังคงอยู่กับรพีพงศ์ ณ กระโจมกลางป่า

“มิเป็นไรแล้วพี่อยู่ตรงนี้ เจ้าอย่าได้กลัวอันใดอีกเลย” รพีพงศ์รั้งกายของนาคินทร์เข้ามาสวมกอด ใจนึกอยากรู้ว่านาคินทร์นิมิตรเรื่องใดกันถึงได้โศกาน้ำตารินเช่นนี้

“กอดข้าแน่นๆ ได้โปรดกอดข้า” คำขอของนาคินทร์หาใช่เพื่อออดอ้อนไม่ หากจุดประสงค์คือต้องการให้อ้อมกอดเป็นเครื่องยืนยันว่ารพีพงศ์ไม่จากไปไหน

“ชู่ว…นาคินทร์พี่กอดเจ้าแล้วอย่าได้กันแสงอีกเลย” รพีพงศ์ละความคิดกลับมาตั้งสติดูแลนาคินทร์ในยามนี้ รพีพงศ์กระชับอ้อมแขนโอบกอดร่างบางที่กำลังสั่นเทา ความฝันของนาคินทร์เห็นทีจะร้ายเหลือนาคินทร์ถึงได้มีอัปกริยาเช่นนี้

“ข้ากลัว…กลัวเหลือเกินท่านพี่..ฮึก…ข้ากลัวท่านพี่จะจากข้าไป” นาคินทร์ซุกใบหน้าตรงกลางอุรากว้างพลางกลั้นสะอื้นผิดกับรพีพงศ์ที่พอได้ฟังกลับมีรอยยิ้ม ใครจะหาว่าตนจิตใจวิปริตยังยิ้มได้แม้คนรักกำลังร้องไห้ตนนั้นมิขอแก้ตัวเพราะจากสิ่งที่นาคินทร์พร่ำร้องออกมามีความหมายว่าเป็นห่วงเป็นใยตน ทว่ารอยยิ้มกลับหายไปเมื่อสุริยบุตรนึกทบทวนประโยคที่เปล่งออกมาจากปากของนาคินทร์…มีสรรพนามหนึ่งสะดุดหู สะดุดใจ…‘ท่านพี่’…คำที่รพีพงศ์เคยขอให้นาคินทร์เรียกตน

“นาคินทร์…เจ้าเรียกพี่ว่าอันใดกัน” รพีพงศ์จับต้นแขนทั้งสองของนาคินทร์แล้วค่อยๆดันกายออก ดวงตาคมฉายแววแห่งความหวังจ้องมองใบหน้าที่มีน้ำตาเปรอะเปื้อน ดวงตาและปลายจมูกแดงก่ำของนาคินทร์

“ท่านพี่…ข้าเรียกตามที่ท่านพี่เคยขอไว้” นาคินทร์ตอบคำถามคล้ายบอกใบ้กลายๆว่าตนจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมดทั้งสิ้น

“พี่เคยขอเจ้านะหรือ พี่ขอเจ้าเมื่อใดกัน” รพีพงศ์ใช้นิ้วโป้งแทนผ้าเช็ดร่อยงรอยแห่งความเศร้าพร้อมถามกลับ คำถามที่ฟังแล้วคล้ายรพีพงศ์เลอะเลือนลืมคำพูด หากความเป็นจริงรพีพงศ์ถามย้ำให้แน่ชัดว่านาคินทร์จำเรื่องราวในอดีตแล้วจริงๆ

“ขอข้าเมื่อ..เอ่อ…” นาคินทร์คำพูดมิอาจเป็นคำตอบแต่กลับกลายเป็นสีหน้าท่าทาง แก้มนวลขาวผ่องร้อนจนเปลี่ยนสีเป็นแดงปลั่งดั่งลูกตำลึง เนตรงามหลบมองลงต่ำไม่กล้าสบตารพีพงศ์ที่จ้องพักตร์มิวางตา …‘ใครจะกล้าเอ่ยกันเล่าว่าท่านพี่ขอข้าเมื่อ…’…

“เมื่อใด…หรือว่าเจ้ายังคงจำสิ่งใดมิได้” รพีพงศ์แสร้งตีหน้าเศร้าตรงข้ามกับดวงใจเปี่ยมสุขที่กำลังพองโตอันอยู่ภายใต้แผงอกกว้าง

“ข้าจำได้ท่านพี่…ข้าจำเรื่องราวทั้งหมดได้แล้วจริงๆ” นาคินทร์ยืนยันไม่อยากให้รพีพงศ์ใจเสีย

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงมิให้คำตอบพี่เล่านาคินทร์” ท้ายที่สุดรพีพงศ์มิอาจสะกดกลั้นความดีใจเอาไว้ได้ รอยยิ้มพิมพ์ใจเผยออกมาให้นาคินทร์ได้ขวยเขิน

“ท่านพี่แกล้งข้า!! ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเอื้อนเอ่ยในยามใด” นาคินทร์ทุบไปยังต้นแขนของรพีพงศ์ด้วยความเขินอายมิได้หมายให้เจ็บปวด

“พี่เพียงอยากรู้ว่าเจ้าจำเรื่องราวทั้งหมดได้จริงหรือเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำ” รพีพงศ์กล่าวเจตนารมณ์ของตนให้นาคินทร์ทราบเพื่อแก้ต่างมิให้โดนกล่าวหาด้วยสายตาของนาคินทร์ว่าตนเป็นเทพลามก

“เชื่อข้าเถิดท่านพี่…ข้ามิได้เอ่ยเพื่อให้ท่านดีใจเล่น ข้าจำวันแรกที่เราสองพบเจอกันยังโลกมนุษย์ ความสัมพันธ์ของท่านและข้าที่เริ่มต้นไม่สวยงามนักเพราะความเกลียดชัง” นาคินทร์เอ่ยพลางนึกย้อนเหตุการณ์แสนขืนขม ใบหน้างามแสดงความรู้สึกออกมาจนรพีพงศ์เป็นกังวล

“หากความเกลียดชังที่พี่มีต่อเจ้ามันแปรเปลี่ยน…ฟอด…นาคน้อยของพี่” รพีพงศ์เอ่ยก่อนจะโน้มใบหน้ากดปลายจมูกยังแก้มของนาคินทร์เป็นการยืนยันว่าดวงใจทั้งสี่ห้องไร้ซึ่งความเกลียดชัง

“แต่ข้ายังคงเป็นเชลยของท่านพี่” รพีพงศ์ได้สดับรับฟังจึงคิดในใจ ความทรงจำคงกลับมาแล้วจริงๆนาคินทร์ถึงได้เอ่ยถึงสถานะที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากตน

“เจ้ามิได้เป็นเชลยของพี่…นาคินทร์” รพีพงศ์เอ่ยออกมา พร้อมดวงเนตรพิศชมพักตรางาม

“หากข้ามิใช่เชลย ข้าอยู่ในสถานะใดหรือท่านพี่” นาคินทน์ถามทั้งที่พอจักคาดเดาคำตอบได้

“ถ้าเจ้าอยากรู้พี่จักตอบ พี่นี้ก็จักบอกเจ้าให้แจ้งใจแต่…เจ้าต้องสัมผัสรับรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง” รพีพงศ์ดันกายของนาคินทร์ให้นอนราบก่อนจะคร่อมกายาเหนือร่างอรชร นาคินทร์ไม่คิดจะขัดขืน ลึกๆภายในของหัวใจเองอยากจะสัมผัสถึงกระนั้นนาคินทร์ต้องข่มใจเพื่อที่จะ…

“อย่างไรหรือท่านพี่…ข้า..ข้ามิเข้าใจ…อื้ม” คงจะเป็นเวรกรรมเสียกระมัง คิดจะแกล้งทำทีไม่รู้สาแต่กลับถูกอีกฝ่ายฉกฉวยโอกาสใช้ริมฝีปากทาบทับอวัยวะเดียวกันในขณะที่โป้ปด กลีบปากหนาของรพีพงศ์บดเบียดด้วยแรงถวิลหา ปลายลิ้นชุ่มน้ำลายไล่เลียวนรอบริมฝีปากที่ได้ครอบครองจนฉ่ำ จากนั้นจึงแทะเล็มลัดเลาะไปตามรอยแยกที่ค่อยๆเปิดออกโดยมีลิ้นร้อนภายในเกี่ยวตวัดเชื้อเชิญให้รพีพงศ์เข้ามาลิ้มรสหยาดมธุรสภายในปาก ไม่ต่างจากผึ้งงานดูดกลืนน้ำหวานจากเกสรช่อผกา

“อืม” รพีพงศ์ถอนจูบ แม้จะติดใจในความวาบหวามก็ตามที แต่เทพหนุ่มหาได้นึกเสียดายเพราะสิ่งที่ต้องการนั้นเทียบมิได้กับจุมพิตเมื่อครู่ สิ่งที่รพีพงศ์ต้องการใคร่อยากครอบครองคือเทวากึ่งนาคาตรงหน้าของตน

“พี่ให้คำตอบเจ้าแล้ว กระจ่างใจเจ้าหรือยัง” รพีพงศ์โน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหู เสียงแหบพร่าบ่งบอกอารมณ์กำหนัดลอยผ่านเข้าโสตประสาทให้นาคินทร์ใจเต้นระส่ำ…‘ข้ากระจ่างใจแล้วท่านพี่’…

“ข้าโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก มิอาจจะรู้ได้ว่าท่านพี่ตอบข้าว่าเช่นไร พี่รพีพงศ์…หากไม่เป็นการรบกวนท่านพี่จนเกินไป ได้โปรดให้คำตอบข้าอีกสักครา ให้คนโง่เช่นข้าเข้าใจอย่าง ‘ลึกซึ้ง’ จะได้หรือไม่” นาคินทร์หาได้เอ่ยตามสิ่งที่ใจคิด อีกทั้งไม่พูดเปล่าแขนเรียวขาวยกขึ้นมาให้นิ้วมือประสานกันโอบท้ายทอยของผู้อยู่เหนือร่าง นาคินทร์มิได้ไร้ปัญญาดั่งที่เปล่งวาจาออกมา คำพูดคำจาล้วนมีนัยยะ รพีพงศ์ได้ยินเช่นนี้แล้วจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา รอยยิ้มพิฆาตที่ทำให้นาคินทร์ลุ่มหลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าและอดไม่ได้ที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาคำตอบโดยไม่คิดรอ รีบรั้งต้นคอให้พักรต์คมสันเข้าหาก่อนจะแนบริมฝีปากอวบอิ่มบดเบียดริมฝีปากรพีพงศ์



.......จัดไป 30% ...

ได้ข่าวว่ามีคนโดนหลอกด้วย คริคริ(ขอหัวเราะแบบวิบัติ) วันนี้ก็โดนท่านยุ่งแกล้งต่อนะ ค้างคากันไป ครุคริ #อย่าตีท่านยุ่ง

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
แม้จะขาดช่วงจากบทจูบเมื่อครั้งก่อนหน้านี้แต่ก็หาใช่อุปสรรคเนื่องด้วยอารมณ์รักสามารถนำพาสานต่อได้อีกคราความหวานละมุนในโพลงปากถูกตักตวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแทบมิให้ริมฝีปากมีช่องว่างระหว่างกัน รพีพงศ์ยอมรับว่าตนตะกละตะกลามยิ่งนัก ถึงได้มูมมามครอบครองปากดูดกลืนรสเฉพาะตัวของนาคินทร์ รสชาติที่พาให้ตนถอนตัวถอนใจไปไหนไม่ได้ แต่มิใช่รพีพงศ์จักตักตวงเพียงฝ่ายเดียว นาคินทร์เองก็ไม่ยอมเสียเปรียบจูบตอบกลับไปเมื่อมีโอกาส สร้างความพอใจอันแสดงผ่านเสียงครางต่ำในลำคอ

“อื้ม…” ปลายลิ้นเล็กของนาคินทร์ถูกดูดดุนเป็นการปิดท้าย กว่ารพีพงศ์จะอิ่มเอมริมฝีปากของนาคินทร์ทั้งช้ำแดงบวมเจ่อ ไหนเล่ายังมีหยาดน้ำใส่เลอะตามขอบปากอีก

แต่มิทันที่นาคินทร์จะโวยวายรพีพงศ์โทษฐานกินปากตนจนเลอะเทอะ ผู้กระทำผิดได้ลากลิ้นวนรอบคล้ายเช็ดถูทำความสะอาด ก่อนจะพรมจูบปลายคางไล่ตามสันกรามจนนาคินทร์อดมิได้ที่จะกลืนเฮือกใหญ่จนดังอึกและหลับตายามใบหูถูกขบเบาๆ

“อ๊ะ…ท่านพี่..อย่า…ข้า..อื้อ..”

“เจ้าร้องห้ามพี่เช่นนี้ คงมิอยากรู้คำตอบใช่หรือไม่” รพีพงศ์กระซิบถาม ความเงียบไร้เสียงหวานคือคำตอบ เทพหนุ่มจึงเริ่มตั้งหน้าตั้งตาสร้างรอยแดงที่หลังใบหู โดยที่นาคินทร์ต้องอดทนกับความเสียวซ่านเปล่งครางออกมาเป็นระยะ ขณะเดียวกันมือสองอ่อนแรงเลื่อนลงมาจิกขย้ำอาภรณ์เนื้อดีของรพีพงศ์จนหลุดรุ่ย

…‘คิดเองเออเอง…ใครว่าข้าจักห้ามท่านมิให้ทำกันเล่า ข้ายังมิได้เอ่ยออกมาจบประโยค...อย่า…อย่าช้า’…

“ใจร้อนเสียจริง อยากรู้คำตอบจนปลดเปลื้องผ้านุ่งพี่เลยหรือ” รพีพงศ์หยัดตัวนั่งพร้อมทั้งกระเซ้าเหย้าแหย่ นาคินทร์ทำได้เพียงเม้มปากเข้าด้วยกัน ในใจอดคิดไม่ได้ว่าไยท่านพี่ของตนถึงได้ขยันแกล้งตนให้เขินอาย ถึงแม้ส่วนหนึ่งเพราะตนยินยอมก็ตามที ต้องมอบรางวัลเป็นกำปั้นเล็กๆเสียแล้ว

“โอ๊ย!!! กล้าตีพี่หรือนาคินทร์ เจ้ากล้าตีพี่หรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” รพีพงศ์หาได้โกรธในการกระทำของนาคินทร์ ไม่เลย ไม่เลยสักนิด หนำซ้ำยังชอบใจยอมให้นาคินทร์ทุบตี…แต่ไม่กี่ครั้ง

“ท่านพี่..ทะ…ท่านพี่ทำอันใดข้า” นาคินทร์ร้องถามเมื่อปราการภูษาถูกระชากออกไปจนพ้นตัว ก่อนข้อเท้าจะถูกจับไว้ให้กางขาแยกออกจากกัน

“เปลือยกายเจ้าอย่างไรเล่า ทีเจ้าเปลือยกายพี่ได้” คำตอบของรพีพงศ์นาคินทร์รู้ดีและไม่ใช่คำตอบที่นาคินทร์ต้องการ สิ่งอยากรู้จริงๆคือเหตุใดท่านพี่ของตนถึงได้ขยับกายลงต่ำเช่นนั้น

“อ๊า…อ่ะ…ท่านพี่!!!...อื้อ..”

ไม่ถึงอึดใจนาคินทร์ก็ได้คำตอบ เมื่อความชื้นสัมผัสเข้ากลางกาย ลากขึ้นลงเป็นทางยาวตั้งแต่ก้อนเนื้อนิ่มจนถึงปลาย ผู้มีประสบการณ์ไม่ลืมที่จะลงลิ้นตรงส่วนหยักก่อนขยับมาครอบครองพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้ในโพลงปาก

“อื้อ…อ่า…อ่ะ..อ๊า”

นาคินทร์แทบจะขาดใจให้สิ้นสติ ไม่คิดเลยว่ารพีพงศ์จักไม่รังเกียจทำรัก ‘ตรงนั้น’ ด้วยปากร้อนที่แทบหลอมละลายวารีภายในให้เดือดพล่าน ยิ่งชิวหาตวัดเลียในเพลาเดียวกันนั้นปากก็ขยับขึ้นลงไปตามอารมณ์ปรารถนา รพีพงศ์ไม่สนใจเล็บทั้งสิบที่จิกข่วนตรงลาดไหล่เพราะความสนใจทั้งหมดพุ่งไปยังเสียงครวญครางเย้ายวนให้ไฟราคะลุกโชนโหมแรง

“ท่านพี่..อื้ม…ออกไป..ขะ…ข้า..” ทั้งผลัก ทั้งดัน ปากนั้นร้องเตือนรพีพงศ์ สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดอาณาจักรแห่งสุริยาช่างร้อนแรงหาใครเทียมได้

“อ่า…” นาคินทร์ครางออกมา ร่างกายกระตุกเกร็ง สุดท้ายน้ำขาวขุ่นก็ปลดปล่อยเข้าสู่โพลงปากของรพีพงศ์ที่คอยตั้งท่ารอกลืนกินไม่มีท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์เลยแม้แต่น้อย

‘จุ๊บ’ รพีพงศ์ดื่มด่ำของเหลวจากกายคนรัก แม้นหยาดหยดตรงมุมปากยังถูกลิ้นร้อนเลียเข้าปากจนหมดสิ้น ไม่ต่างจากคนหลงทางในทะเลทรายพบเจอสายธาร ถึงได้กระหายใคร่ดื่มเช่นนี้

อย่างไรก็ตามนี่คือการให้คำตอบของรพีพงศ์ที่มอบให้กับนาคินทร์แต่รพีพงศ์คิดว่ายังไม่ชัดเจนพอให้นาคินทร์ได้เข้าใจ รพีพงศ์จับเรียวขาของอดีตเชลยมาพาดบ่า ริมฝีปากพรมจูบจากขาอ่อนด้านในไปยังท้องน้อยคล้ายเริ่มเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษ ทิ้งร่อยรอยแดงก่ำเด่นชัดตัดผิวขาวนวลที่หดเกร็งยามลิ้นฉกผ่านแอ่งสะดือขึ้นไป

“อื้ม…ท่านพี่” นาคินทร์หลับตาพริ้มทำให้พลาดโอกาสที่จะได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เผยออกมาก่อนจะไล่ขึ้นไปตรงกลางอกแล้วแวะเวียนครอบครองเม็ดทับทิมข้างหนึ่งด้วยปาก อีกหนึ่งข้างก็หาได้ว่างไม่ ฝ่ามือใหญ่นวดเค้นเว้นแต่นิ้วโป้งที่คอยหมุนวนยอดอกให้เปลี่ยนสี

มิใช่เพียงกายท่อนบนเท่านั้นที่รพีพงศ์เขียนอักษร กลางกายของเทวาผู้เร่าร้อนทั้งคู่เองคอยบดเบียดส่วนอ่อนไหวของคนรักที่มิได้อ่อนไหวสมชื่อเพราะมันแข็งขืนสู้รับเนื้อร้อนที่คอยถูไถให้นาคินทร์ทรมานกาย ทรมานใจ จนบิดเร้าไม่ติดเตียง

“ท่านพี่…ข้ากระหายใคร่รู้ในคำตอบ ได้โปรดบอกข้าเสียทีเถิด” เมื่อมิยอมให้คำตอบที่ต้องการโดยง่าย นาคินทร์จำต้องละทิ้งความอายร้องขอคำตอบ

“จะให้พี่เขียนคำตอบไว้ที่แห่งใดดี” รพีพงศ์ถามกลับ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าบ่งบอกความทรมานไม่ต่างจากนาคินทร์ หากอยากประวิงเวลาไว้สักนิดเพื่อแกล้งนาคหนุ่มรูปงามใต้ร่าง

“ในกายข้า…ท่านพี่เร่งใช้พู่กันยักษ์ของท่าน จารึกมันเอาไว้…อึก…อื้อ” นาคินทร์ตอบ พลางยกสะโพกขึ้นบดเบียดแก่นกายของรพีพงศ์ รู้ทั้งรู้ว่าถูกแกล้งแต่นาคินทร์ก็มิอาจกะบึงกะบอนรพีพงศ์ได้ในยามนี้ สิ่งที่ทำได้คือออดอ้อนให้รพีพงศ์ตอบคำถามของตน

แพ้….ท้ายที่สุดกลับเป็นรพีพงศ์ที่พ่ายแพ้ให้กับความทรมานจนแทบคุมจิต คุมกายเอาไว้ไม่อยู่ ใบหน้างดงาม เรือนร่างอรชร เอวบางคอด สะโพกกลมกลึง ฉวีวรรณขาวผ่องแต่งแต้มด้วยรอยราคีที่ตนสร้างขึ้น น้ำเสียงหวานจวนเจียนขาดใจที่ร้องขอตน เย้ายวนชวนให้รพีพงศ์จรดพู่กันโดยไว ทว่าร่างกายของนาคินทร์ในครานี้มิเคยมีผู้ใดแตะต้องรุกล้ำ เป็นเหตุให้รพีพงศ์จำต้องห้ามใจไม่ผลีผลาม ใช้ดัชนีป้ายหยาดน้ำรักของนาคินทร์ที่ยังหลงเหลือลูบวนรอยจีบสีชมพูอ่อนก่อนจะแทรกเข้าไป

“อ่า…ท่านพี่” นาคินทร์หวีดร้องออกมา ความเจ็บ ความจุกผสมปนเปกันไปจนกลายเป็นหยาดน้ำไหลออกมาจากหางตา

“ผ่อนคลาย…คนดี ผ่อนคลายไว้ พี่สัญญาว่าพี่จะทะนุถนอมเจ้า..อืม…ดีขึ้นหรือไม่…ดีขึ้นใช่หรือไม่ นาคน้อยของพี่” รพีพงศ์โน้มใบหน้าจูบซับน้ำตาให้คนรัก คอยปลอบโยนให้ร่างกายนาคินทร์ได้ปรับตัวกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามามากกว่าหนึ่งทั้งขยับเข้าออก ไหนจักหมุนวนจนขยายให้สามารถใช้พู่กันยักษ์ที่นาคินทร์ได้กล่าวถึงขีดอักษรลงภายใน จวบจนสมควรแก่เวลา ช่องทางของนาคินทร์ที่อัดแน่นไปด้วยนิ้วทั้งสามถูกแทนที่ด้วยแก่นกายร้อนผ่าวแทรกเข้าไปทีละนิด…ทีละนิดอย่างระมัดระวังตามคำมั่นที่รพีพงศ์ได้มอบไว้

“อ่า..” รพีพงศ์ครางเสียงต่ำออกมา เพลานี้กายสองเชื่อมโยงต่อกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง…

“อะ…อ๊ะ..อ่า..อา…” เสียงแห่งความหฤหรรษดังออกมาจากนาคินทร์เป็นผลจากการที่รพีพงศ์ขยับสะโพกให้พู่กันทำหน้าที่จารึก ฝังอักษรในกระดาษอุ่นเนื้อนุ่ม

“อืม…นาคินทร์”

“ทะ…ท่านพี่…ท่านพี่ อ๊า…”

รพีพงศ์โน้มกายลงสวมกอดนาคาใต้ร่าง นาคินทร์เองก็กอดตอบกอดกลับไปไม่ช้าที เนื้อแนบเนื้อจนสัมผัสถึงหยาดเหงื่อของกันและกันยิ่งปลุกปั่นไฟปรารถนาในกายของรพีพงศ์ที่มีต่อนาคินทร์ให้ลุกโชน ร่างสูงเร่งจังหวะเพิ่มความเร็วตามแรงอารมณ์หากแฝงไปด้วยความอ่อนโยน

…‘รัก’… นาคินทร์รับรู้ได้จากภาษากายของรพีพงศ์ที่กำลังกระทำพร่ำบอกตน

…‘รัก’… ร่างกายของนาคินทร์ได้กระซิบตอบกลับให้รพีพงศ์รับรู้เช่นเดียวกัน

 ยิ่งนาคินทร์ตอบสนองกอดรัดแอ่นกายเข้าหาแล้วไซร้ก็มิต่างจากเชื้อเพลิงชั้นดีเพิ่มอัคคีรัก พาลพาให้รพีพงศ์กระแทกกระทั้นจนร่างของนาคินทร์โยกคลอน หวีดเสียงร้องครวญครางอย่างสุขสมไม่อายสรรพสิ่งในป่าหิมพานต์

“ท่านพี่รพีพงศ์…ข้า…อึก…อ่า..” นาคินทร์อยากจะบอกความต้องการแต่มิอาจเปล่งอันใดได้ นาคินทร์สำลักความสุขที่รพีพงศ์มอบให้ สำลักจนแทบจะขาดใจ…

“มิต้องเอ่ยอันใด..อ่า…พี่รู้ว่าเจ้าต้องการสิ่งใด” สมแล้วที่เป็นคนรัก รพีพงศ์รู้ใจและรู้ซึ่งภาษากายจากส่วนอ่อนไหวที่เคยสงบนิ่งของนาคินทร์ บัดนี้มันกลับมาแข็งขืนอีกครั้งพร้อมปลดปล่อยไม่ต่างจากแก่นของตนในยามนี้

บทสรุปเพียงไม่กี่บรรทัด…รพีพงศ์มิวางเฉยหรือผ่อนแรง เทวารูปงามยิ่งเร่งเขียนจรดพู่กันขีดเขียนให้นาคินทร์ได้จดจำว่าทุกๆคำมีแต่คำว่ารัก…รัก…รักไม่มีที่สิ้นสุด

“อ๊า…” น้ำหมึกสีขาวขุ่นถูกปลดปล่อยออกมา จนทะลักไหลออกมาจากช่องทางสีสด เมื่อรพีพงศ์บรรจงเขียนคำประโยคสุดท้ายซึ่งแตกต่างออกไป

…‘เจ้าเป็นเมียพี่เพียงผู้เดียว’…

“นาคินทร์…พี่รักเจ้า” รพีพงศ์เอ่ยพร้อมจูบขมับที่มีเหงื่อผุดพราย หลังจากถอดถอนกายออกก่อนจะล้มตัวลงนอนกอดเอวบางของนาคินทร์

“ข้ารู้แล้ว…ข้าได้คำตอบจากท่านพี่แล้ว” นาคินทร์เอ่ย ใบหน้างามซุกตรงอกกว้างของรพีพงศ์ รับความอบอุ่นมาชโลมใจให้ปรีดี

“ได้ว่าอย่างไร ไหนเจ้าลองตอบพี่มา” รพีพงศ์ถาม ทั้งเชยคางมนให้แหงนขึ้นมามองตน

“เหตุใดข้าต้องตอบท่านพี่ด้วยเล่า” นาคินทร์ยู่ปาก ทำหน้าบึ้งตึงซ่อนความอาย

“พี่กลัวว่ามันจักคลาดเคลื่อน อืม…หรือว่าพี่จักต้องบอกคำตอบให้เจ้าอีกครั้งเพื่อย้ำชัด” รพีพงศ์ยิ้มกรุ้มกริ่ม ความเจ้าเล่ห์นี้เห็นทีไม่มีใครเกิดสุริยะบุตรผู้นี้เป็นแน่

“มิต้อง!!! ข้าตอบแล้ว!!! ข้าเป็นเมียของท่านพี่!!!” ถึงจักขวยเขินกับสถานะที่ตนมักจะคิดในใจแต่นี่เป็นครั้งแรกที่นาคินทร์เอ่ยออกมาตรงๆต่อหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าภัสดา อีกทั้งน้ำเสียงยังดังก้องชัดเจนเป็นที่น่าพอใจให้กับผู้ฟัง

“ใช่ เจ้าเป็นเมียพี่แต่พี่หารู้ไม่ว่าพี่มีความสัมพันธ์ใดกับเจ้า นาคินทร์เมียพี่…เจ้าจักให้คำตอบพี่ได้หรือไม่” นาคินทร์ได้ฟังถึงกลับนิ่งเงียบ ตรึกตรองคำพูดคำจาของรพีพงศ์ทีละคำ … ‘ทั้งที่บอกว่าข้าคือเมียแต่กลับแสร้งไม่รู้ว่าตนเองคือใคร ท่านพี่นะท่านพี่ ชอบล้อว่าข้าลามก ตัวเองก็ลามกไม่แพ้ใคร’…

“ได้สิ…” นาคินทร์ละทิ้งความอายไว้ข้างเตียงก่อนจะตอบตกลง แล้วลุกขึ้นนั่งคร่อมทับกลางกายของรพีพงศ์ บั้นท้ายถูไถปลุกปั่นให้แข็งขืนชูชันเตรียมพร้อมกับการมอบสถานะที่มีให้กันและกันไม่รู้จบ

*****

อีกด้านหนึ่ง ณ ทะเลทรายสีนิลแสนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สถานที่อันมิใช่ใครจักพบเห็นโดยง่ายหรือสามารถดำรงชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องด้วยเพลาทินกรฉายแสงฉาบลงผืนทรายดำ เม็ดทรายเนื้อละเอียดต่างรับพลังงานจนร้อนระอุราวกับว่าย่ำเท้าลงกองเพลิง พอราตรีกาลพลังจันทราได้เปลี่ยนความร้อนให้เป็นความเย็นยะเยือกไม่ต่างเกล็ดน้ำแข็งกัดกินเนื้อจนเลือดซิบ ไหนเล่ายังมีพายุน้อยใหญ่ก่อตัวอยู่จำนวนไม่น้อย แน่นอนว่าทะเลทรายมิได้ตั้งอยู่ในสามภพ ทว่า…

…‘ทะเลทรายสีนิลกลับไม่ต่างจากขุมนรก’…

หากมันเป็นคุกไว้คุมขังเหล่าทวยเทพ จอมมารและอสูรร้ายที่มีความผิดร้ายแรงเอาไว้มากมาย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอมตะฆ่าไม่ตายวายชีวัน ทะเลทรายแห่งนี้จึงเหมาะสมกับการเป็นสถานที่มอบบทลงโทษให้รับเหล่านักโทษได้รับความเจ็บปวดจากผืนทราย โดยพายุที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นเป็นกรงขังล้อมนักโทษไว้และขนาดของมันบ่งบอกถึงความร้ายกาจ

หนึ่งในสองลูกพายุที่ใหญ่ที่สุดในทะเลทรายสีนิล จุดศูนย์กลางของพายุมีบุรุษร่างสูงใหญ่นั่งบำเพ็ญตบะ พักตรานั้นคมคาย ลำคอสวมกรองคอทองประดับมณี 3 อย่าง ได้แก่ มรกต ไพฑูรย์ ทับทิม ดูเด่นตัดกับภูษาสีทึบที่ใช้นุ่ง กระนั้นก็ยังรูปงามมองแล้วไม่ต่างจากฑูตสวรรค์ รัศมีสีสวาดแผ่ออกมาจากกายคล้ายหมอกควันเสริมให้ชายผู้นี้น่าเกรงขามเหนือผู้ใด นามของเขาคือ ‘พศิน’ หรือผู้อื่นต่างเรียกขานสมญานามว่า ‘จอมมารล้านภาค’

จอมมารล้านภาคถูกจองจำ ณ ดินแดนทะเลทรายด้วยฝีมือของพระพุธ หลังจากที่ก่อสงครามเทวะ-อสุราขึ้นมาจนแดนสรวงลุกเป็นไฟ บัดนี้เวลาล่วงเลยมาหลายร้อยปีแล้วทว่าความแค้นที่มีต่อตัวพระพุธรวมถึงความทะเยอทะยานที่อยากจะครองบัลลังก์ทองคำเหนือทวยเทพนั้นก็ยังมีอยู่มิเสื่อมคลาย

…‘มีพลังงานมหาศาลเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้’…

จอมมารพศินลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง พายุลูกหนึ่งกำลังหมุนเข้ามาใกล้ ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติที่พายุจะเคลื่อนมาเจอกัน ทว่าพายุลูกนี้กลับมีมวลพลังแผ่ออกมาไม่ต่างจากพายุของจอมมารล้านภาค เห็นทีพายุลูกนี้คงขังผู้ที่บารมีและพลังมหาศาล จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ไม่เคยพบเจอ…

“เจ้าเป็นใคร เหตุใดข้าถึงมิเคยพบเจอเจ้ามาก่อน” เพราะความอยู่นานจนอาจจะเรียกว่าถูกขังลืม จอมมารล้านภาคจึงรู้จักนักโทษในคุกทะเลทรายสีปีกกาว่าใครเป็นใคร เว้นแต่เจ้าของพายุที่หมุนวนอยู่ใกล้ จึงอดไม่ได้ที่จะต้องส่งกระแสจิตซักถามชื่อเสียงเรียงนามด้วยลางสังหรณ์ที่กระซิบในใจว่าควรจักผูกมิตรเอาไว้เพื่อการณ์ใหญ่ในวันหน้า

“หากต้องการทราบนามของข้า เจ้าก็จงบอกชื่อของเจ้ามาแล้วข้าจึงจักบอกกับเจ้า” น้ำเสียงเย่อหยิ่งเปล่งออกมา

“ข้าพศินหรือใครต่างเรียกข้าว่าจอมมารล้านภาค” จอมมารล้านภาคยอมเป็นรองตอบกลับไป ข่มความขุ่นมัวเอาไว้มิให้ออกมา หากเป็นผู้อื่นคอยเล่นลิ้นเช่นนี้มันคงไร้ชีวิต ไร้ลมหายใจไปแล้ว

“จอมมารล้านภาคนี่เอง…ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าอีกครั้งในคุกกาลเวลา” อีกฝ่ายเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความหวั่นเกรงดั่งผู้อื่นเมื่อได้รู้ว่าผู้ที่สนทนาด้วยเป็นมารหนักแผ่นดิน

“เอ่ยออกมาเช่นนี้แสดงว่าเราทั้งสองเคยเจอกัน”

“ใช่…เราทั้งสองเคยเจอกันเมื่อครั้งเจ้ายกทัพหวังจะก่อกวนมหาสมุทร”

“ถ้าให้ข้าเดานามของเจ้าคือ…” พอได้ยินเช่นนี้แล้วจอมมารล้านภาคพอจะรู้ว่าอีกคนคือใครแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยนาม เจ้าของชื่อกลับพูดแทรกเฉลยนามของตัวเอง

“กนธี”






....ครบ 100%

ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม อ่าน เม้น เป็นกำลังใจนะคะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
กนธีคัมแบ็ก!

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
กนธีคัมแบ็ก!

คนี้เมนท่านยุ่งเอง

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +525/-0

ออฟไลน์ greenapple

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1124
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +48/-5


เพิ่งเข้ามาอ่าน


สนุกมากชอบมากค่ะ

 :mew1:

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
ขอชี้แจงเรื่องอัพนิยายช้า

-จากที่ท่านยุ่งเคยเกริ่นไว้ว่าได้เข้าร่วมโปรเจคนิยายชุดหนึ่ง (ขออุบไว้ก่อน) ซึ่งทำกับสนพ. ต้องเวลาไปเขียนในบางครั้ง
-ท่านยุ่งโยกย้ายที่ทำงาน แน่นอนว่าดาวน์ไปพักใหญ่ พอฟื้นตัวได้งานก็เยอะแยะ ต้องปรับตัว รับมือกับสิ่งใหม่ๆ บางทีกลับห้องมาก็ทำงานเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้อีก น็อคไปเลย

ทัเงหมดนี้ไม่ใช่จ้ออ้างแต่อยากให้ทุกคนเข้าใจ ยังไงก็ไม่ทิ้งนะคะ เพราะงานเขียนนิยายคืองานรักของท่านยุ่งค่ะ

Tan-Yung 0209

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
สู้ๆค่ะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 15



หากหิมพานต์ไพรีปกคลุมด้วยหมอกจางๆของความรักแล้วไซร้ วิมานไพฑูรของพระเสาร์ก็ปกคลุมด้วยมวลหมอกเช่นกัน ทว่ามิใช่หมอกแห่งความรักความสุขเฉกเช่นป่าหิมพานต์กลับเป็นหมอกสีเทาแห่งความบึ้งตึงของเทวาผู้เป็นเจ้าของ



วรกายสูงใหญ่ย่างฝ่าเท้าเดินไปมา บ่างผุดลุกผุดนั่งยังตั่งแก้วสีนิลอยู่หน้าประตูสลักตั้งแต่รัตติกาลจนกระทั่งแสงอรุณฉาบฉายทั่วเมฆา เพื่อรอคอยลูกยาที่ถูกรพีพงศ์พาตัวไป



“ท่านพี่…ข้าว่าท่านพี่นอนพักก่อนเถิด ประเดี๋ยวท่านรพีพงศ์และนาคินทร์กลับมา ข้าจะปลุกท่านพี่เอง” นางมุตตาเอ่ยกับสวามีที่หวงบุตราจนไม่ยอมหลับนอน ผิดกับนางที่กลับวิมานแล้วเข้านอนเพราะไว้ใจรพีพงศ์ว่าสามารถดูแลนาคินทร์ได้



“พี่นอนไม่หลับมุตตา พี่เป็นห่วงกลัวลูกของเราจะตามเล่ห์หลงกลเจ้าบุตรพระอาทิตย์นั่น จนโดนฝ่ายนั้นรังแกได้” พระเสาร์เอ่ยออกมาน้ำเสียงขุ่นมัว มุตตาได้ฟังก็ยิ้มออกมา



“ท่านพี่ลองลดความหวงในใจลงดูเสียเถิด ท่านพี่จักได้เห็นท่านรพีพงศ์เต็มสองตา ได้รู้จักมากขึ้น สำหรับข้านั้นท่านรพีพงศ์เป็นบุรุษที่เพรียบพร้อมและสามารถดูแลบุตรของเราสองได้ ไม่มีทางจะรังแกลูกของเราได้นอกเสียจากนาคินทร์จักยินยอม”



ใครว่าพระเสาร์มิได้เปิดตา เปิดใจ จากเหตุการณ์มากมายที่ผ่านเข้ามาพระเสาร์ได้ประจักษ์ถึงเนื้อแท้ของรพีพงศ์ว่าเป็นเช่นไรแต่ความเป็นพ่อนั้นย่อมนึกหวงลูกเป็นธรรมดา ยิ่งนาคินทร์บุตรในสายโลหิตของตนรูปโฉมงดงาม กิริยาชวนให้ใครต่างเอ็นดู จักให้พระเสาร์ทำใจยอมรับให้นาคินทร์ออกจากอ้อมอกทั้งที่เพิ่งจะได้อยู่ด้วยกัน พระเสาร์แลจักทำใจลำบาก



“ท่านพี่ลองตรองดูเถิด น้องคิดว่า…”



“เจ้ามิต้องเอ่ยอันใด พี่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าเอื้อนเอ่ยกับพี่แต่พี่เองก็อยากให้เจ้าเข้าใจพี่เช่นเดียวกัน” พระเสาร์เอ่ยขัดขึ้นมาไม่รอให้มุตตากล่าวจบประโยค มุตตาได้ฟังจึงเข้าสวมกอดให้พระเสาร์คลายปมความคิดที่ขดขมวดในจิตใจ



“ข้าเข้าใจท่านพี่แล้ว ขอให้ท่านพี่เข้าใจถึงความห่วงใยของข้า ได้โปรดเข้าห้องบรรทมเพื่อพักผ่อนเถิดหนา” มุตตารบเร้า พระเสาร์ถอนหายใจแล้วเดินไปยังห้องหับโดยดีเพราะความอ่อนเพลียเริ่มเข้ามา



“ท่านพ่อ!!! ท่านแม่!!!”



องค์ศนิยกย่างเบื้องบาทไปไม่กี่ก้าว เสียงร้องแสนคุ้นหูจากผู้ที่ตนกำลังรอคอยดังจากนอกวิมาน ไม่นานบานประตูได้เปิดอ้า ให้ได้แลเห็นสองกายาที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตู



“นาคินทร์เจ้าไปแห่งหนใดมา” มุตตาเข้าสวมกอดนาคินทร์ที่วิ่งถลาเข้ามากอดตน



“ท่านน้ามุตตา พระเสาร์ ข้าว่าเราทั้งสี่ต้องหาที่นั่งเจรจากันเสียแล้ว ด้วยนาคินทร์มีบางสิ่งจักบอกกับท่าน” คำพูดของรพีพงศ์สร้างความฉงนให้แก่พระเสาร์และเมื่อใคร่อยากรู้ก็จักต้องทำตาม อีกทั้งไม่ใช่เพียงนาคินทร์ที่อยากเจรจา ฝ่ายตนเองนั้นก็มีเรื่องสำคัญเช่นกัน ไม่รอช้าวรกายสีนิลรุดนำหน้าทั้งสามไปยังโถงอีกด้านของวิมาน



“ก่อนที่ลูกจักเอ่ยสิ่งใดมานั้น ขอให้พ่อกับแม่ของเจ้าได้รู้เสียก่อนว่าเมื่อนิศากาลที่ผ่านมา รพีพงศ์พาเจ้าไปแห่งหนใดกัน” พอได้ประทับนั่งลงบนแท่นแก้ว พระเสาร์ไม่รอช้าถามไถ่ในสิ่งที่กำลังสงสัย แม้นจะกลับมาอย่างปลอดภัยพระเสาร์ยังคงนึกห่วง จนผิดวิสัยพระเสาร์ผู้ไม่เคยแยแสต่อสิ่งใด นับได้ว่าตั้งแต่มีนาคินทร์กับมุตตา บางครั้งพระเสาร์ได้แสดงออกถึงความห่วงใยโดยไม่รู้ตัว



“ท่านพี่พาข้าไปยังป่าหิมพานต์” นาคินทร์ตอบ น้ำเสียงอ้อมแอ้ม ดวงตาก็เหลือบมองรพีพงศ์ที่นั่งอมยิ้มไม่ห่าง ถ้านาคินทร์เดาไม่ผิดรพีพงศ์คงจะคิดสิ่งเดียวกับตนนั่นคือเหตุการณ์ในกระโจมกลางป่าเป็นแน่ หากนาคินทร์คงลืมไปว่าทุกอิริยาบถในยามนี้ล้วนอยู่ในสายตาของพระเสาร์ที่พอจะมองออกว่าอะไรเป็นอะไรผ่านร่อยรอยตามเนื้อนวลที่เผยพ้นจากชายภูษาแต่จะให้ว่ากล่าวรพีพงศ์ก็คงทำไม่ได้เต็มปากเต็มกำลัง เนื่องจากบุตรของตนเองได้ฝากรอยรักไปยังบุตรแห่งองค์สุริยภพ



“รพีพงศ์ไยเจ้าพานาคินทร์ไปไม่บอกกล่าวข้า หรือเจ้าเห็นว่าข้าให้โอกาส เจ้าถึงได้เหิมเกริมคิดจักทำอันใดตามใจไม่เห็นหัวข้า” สุดท้ายพระเสาร์ก็หาเรื่องต่อว่ารพีพงศ์ได้อยู่ดี สุรเสียงเปล่งออกมากดดันเค้นเอาคำตอบ



“คือข้า…”



“ท่านพ่อ ท่านพี่หาได้มีความผิดไม่ ได้โปรดอย่าตำหนิติเตียนเลย เหตุที่ท่านพี่พาข้าไปยังป่าหิมพานต์ด้วยตัวข้านั้นขอร้องตลอดจนไม่ให้บอกท่านพ่อกับท่านแม่ ตัวข้าก็เป็นต้นคิด” นาคินทร์รู้ดีว่ารพีพงศ์จะต้องยอมรับผิดแทนตนเป็นแน่จึงชิงตอบให้ผู้เป็นบิดาได้สดับฟัง ก่อนจะเกิดวิวาทของผู้อันเป็นที่รักของนาคินทร์ทั้งสองคน



“หากความซุกซนของลูกในครานี้กลับนำมาซึ่งความสุข ความโชคดีแก่ลูกจนมิอาจประเมินค่าได้” นาคินทร์เอ่ยต่อไม่เว้นช่องว่างให้บิดรเอ่ยแทรกและการกล่าวคำว่า ‘ความสุข’ มันทำให้พระเสาร์แทบนั่งไม่ติดตั่งด้วยใจนี้ตีความหมายไปสองแง่สองง่าม



“ความสุข ความโชคดีที่เจ้าว่าคือสิ่งใดกันนาคินทร์” มุตตาถามแทนสวามี นางอยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งใดทำให้นาคินทร์ยิ้มไม่หุบตั้งแต่เยื้องย่างเข้ามายังวิมานนี้



“ท่านพ่อ…ท่านแม่ ลูกจำเรื่องราวในอดีตทั้งหมด ลูกจักไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดยามภาพอดีตซ้อนทับ ต่อจากนี้ไปลูกจักกลับเป็นลูกคนเดิมของท่านแม่แต่หากจักเป็นลูกคนใหม่ของท่านพ่อ…ข้าเกรงว่าท่านพ่อนั้นจัก…” นาคินทร์เจื้อยแจ้วบอกกล่าวเรื่องราวดีๆ ก่อนน้ำเสียงค่อยๆแผ่งเบาเมื่อได้กล่าวถึงพระเสาร์ นาคินทร์กลัวเหลือเกินว่าพระเสาร์จะไม่รักใคร่เอ็นดูดังเก่า



“มาหาพ่อสิ…นาคินทร์” พระเสาร์เอ่ยเรียก นาคินทร์จึงคลานเข่าเข้าหาแล้วหยุดตรงหน้าของบิดา ดวงตาสีเข้มข้างเดียวมองนาคินทร์ที่ก้มหน้าก้มตาด้วยความกังวล



“มิว่าลูกจักเป็นเช่นไร ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่อ อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยอีกเลย อย่างไรเสียขอเพียงลูกรักพ่อบ้างเท่านั้นก็เพียงพอ” พระเสาร์รู้ตัวดีว่าตนนั้นมิได้ทำหน้าที่ของพ่อตั้งแต่ต้น พอได้มีโอกาสรับบทบาทเต็มตัวได้เลี้ยงดูนาคินทร์ผู้มาเติมเต็มดวงหทัยที่เคยแห้งผากให้ชุ่มฉ่ำราวฝนตกในหน้าแล้ง



“คงหาใช่ลูกผู้เดียวที่คิดเล็กคิดน้อย ท่านพ่อเองก็มิต่างจากลูก แม้นโชคชะตาจะเพิ่งนำพาให้เราได้พบเจอ ทว่าลูกกลับรู้สึกผูกพันยิ่งนักและรักท่านพ่อดุจดั่งรักท่านแม่” นาคินทร์โผเข้าสวมกอดเอวและได้รับสัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือที่กำลังลูบเกศาดำขลับของตนเป็นการตอบรับ



“ถ้าลูกรักพ่อ…พ่อมีเรื่องจักขอเจ้า เจ้าจักทำเพื่อได้หรือไม่”



“เรื่องใดหรือท่านพ่อเกี่ยวข้องกับข้าแลตลอดจนท่านพี่รพีพงศ์หรือไม่” นาคินทร์ไม่ตบปากรับคำในทันทีซ้ำยังถามกลับ สัญชาตญาณของเทวนาคาได้กระซิบกระซาบว่าสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดขอไม่แคล้วเป็นเรื่องของตนและรพีพงศ์



“ใช่ แต่ลูกอย่าได้กังวล พ่อเพียงต้องการคุยกับรพีพงศ์ตามลำพัง” พระเสาร์บอกเจตนาให้นาคินทร์ได้แจ้งใจว่าตนหาได้คิดจะทำร้ายรพีพงศ์ดั่งที่นาคินทร์นึกกลัว



พลันนาคินทร์นึกห่วงรพีพงศ์ทันทีทันใดเมื่อรู้ว่าพระเสาร์ประสงค์จะเจรจากับรพีพงศ์โดยที่ตนกับแม่จะไม่ได้อยู่ร่วมวงสนทนาด้วย เห็นทีคงเป็นเรื่องสำคัญหรือถ้าไม่สำคัญไม่แคล้วรพีพงศ์อาจจะถูกต่อว่า



“นาคินทร์ เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด หากเสร็จสิ้นจากตรงนี้พี่จักไปหาน้อง” นาคินทร์ครุ่นคิดนั่งนิ่ง รพีพงศ์เลยเป็นฝ่ายบอกให้นาคน้อยของตนออกไป เนื่องจากตนเองอยากจักรู้ว่าพระเสาร์ต้องการพูดคุยสิ่งใด อย่างไรเสียช้าหรือเร็วต่อให้พระเสาร์ชังน้ำหน้าตนจนคิดทำร้ายก็ได้ทำมันอยู่ดี



“เช่นนั้นข้าจะกลับห้องนอนรอท่านพี่มาหาข้า ท่านพี่รีบมาหาข้าโดยไวอย่าแชเชือน” ในเมื่อคนที่ต้องเสวนาโดยตรงไม่คิดกลัว นาคินทร์จึงยินยอมออกไปแต่โดยดีและก่อนจะจากไปนาคินทร์ได้เอ่ยกับรพีพงศ์แต่แฝงความนัยสื่อถึงพระเสาร์ซึ่งอดชื่นชมความเฉลียวฉลาดของบุตราไม่ได้



“เราไปกันเถิดนาคินทร์ แม่เตรียมผงดอกแก้วเจ้าจอมไว้ให้ลูกใช้ยามสรงน้ำ จะได้สบายเนื้อสบายตัว” มุตตาชักชวนนาคินทร์ สองแม่ลูกจึงออกไปจากโถงใหญ่เหลือไว้เพียงสองเทวบุรุษที่กำลังนั่งประจัญหน้า



“ข้ามีเรื่องต้องการใคร่รู้แลหวังว่าเจ้าจะตอบข้าด้วยความสัตย์จริง อย่าได้โป้ปดมดเท็จหรือแต่งคำสวยหรูมาให้ข้าฟัง เจ้าทำได้หรือไม่” พระเสาร์ถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าปกติที่ชวนให้ยำเกรง รพีพงศ์รับรู้ได้ว่าคงเป็นเรื่องสำคัญ มิใช่การมานั่งดุด่าตนที่พานาคินทร์ไปคัดอักษรบอกรักกลางแดนหิมพานต์



“ได้สิพระเสาร์ ข้าขอสัญญาว่าทุกถ้อยคำที่ข้าใช้ตอบกับท่านจะเป็นความจริงทุกประการ” รพีพงศ์ให้คำมั่นไม่คิดจะโป้ปดเทวัญผู้สูงส่งตรงหน้า



“ข้ารู้ว่าเจ้ารักลูกข้า…รพีพงศ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าพิสูจน์ให้ข้าเห็นเป็นประจักษ์ ข้าจึงไม่มีกังขาในข้อนี้ ทว่าจากนี้ไปภาคหน้าที่ข้ากลับเคลือบแคลงใจ” พระเสาร์ไม่อ้อมค้อม เริ่มเปิดประเด็นความรู้สึกนึกคิดและข้อสงสัย



“ถ้าท่านแคลงใจว่าข้าจะหมดรักในบุตรแห่งท่าน ข้าขอบอกกับท่านว่าจะไม่มีวันนั้นแน่นอน” รพีพงศ์ตอบกลับไปด้วยใจจริง จากการที่พระเสาร์ถามไม่ได้สร้างความกังวลต่อรพีพงศ์แม้แต่น้อยเพราะอะไรนะหรือ…การที่พระเสาร์ถามเช่นนี้แสดงว่ายอมรับตนขึ้นมาบ้างแล้วอย่างไรเล่า



“หาใช่เรื่องนี้ไม่…สิ่งที่ข้าแคลงใจนั้นคือ….”



พระศนิกายนิลเสวนากับวิวัสวัตบุตรโดยหารู้ไม่ว่าสัตว์ปีกอันมีขนสีขาวประดุจน้ำนมเว้นปลายหางมีสีสวาดกำลังจับจ้องก่อนมันจะบินอ้อมวิมานเกาะเกี่ยวขอบหน้าต่างห้องของนาคินทร์โดยมีมุตตาและผู้เป็นเจ้าของห้องกำลังพูดคุยอย่างเป็นสุข







.................. 50%........ 

อยากรู้ไหมว่าพระเสาร์คุยอะไรกับว่าที่ลูกเขย


ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
.................. 50%........ 

‘เคร้ง!!!...เพล้ง!!!’



ข้าวของเครื่องใช้แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องระบายอารมณ์แต่เดิมมันวางอยู่บนโต๊ะหากบัดนี้กลับถูกกวาดลงสู่พื้นจนแตกกระจาย ไม่พอเท่านั้นผู้ทำลายหยิบฉวยแจกันขว้างใส่บานกระจกใหญ่



“เจ็บใจยิ่งนัก ข้าน่าจะฆ่ามันให้ตายตั้งแต่ครานั้น!!!” อินทุนิลโวยวายหลังจากได้เห็นคนที่เกลียดชังมีความเป็นอยู่ที่ดีผ่านบานกระจกที่ผูกมนตร์ไว้กับวิหคจำแลง



“ท่านอินทุนิล…เกิดเหตุอันใดขึ้น ใครบังอาจทำให้ท่านกริ้วโกรธได้ถึงเพียงนี้” ทหารผู้ทำหน้าที่เฝ้าประร้องตะโกนถามผู้เป็นนาย



“ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับข้า!!! ออกไปให้พ้น!!! อย่าให้ใครเสนอหน้ามาให้ข้าเห็นเป็นอันขาด!!!”



อินทุนิลอาละวาดพาลไปเสียทุกสิ่ง ปลดปล่อยความขึ้งเคียดที่มีลงไปกับข้าวของรอบกายหรือจะเทวดาข้ารับใช้ กระนั้นก็มิอาจจะทำให้ปมในใจคลายออกไปได้…มันช่างอัดอั้นจนเต็มอกมิรู้ว่าจะยกมันเอาไปทิ้ง ไปกองไว้แห่งหนใด ถ้ามิใช่มุตตา



…‘ทั้งที่ข้ารักของข้ามาก่อน…แต่เจ้ากลับมาช่วงชิงพระเสาร์ไปจากข้า!!!’…



อินทุนิลนึกโทษมุตตา ทั้งที่ความจริงแล้วอินทุนิลรักพระเสาร์อยู่ฝ่ายเดียว คอยเฝ้ามองเทพผู้สวมหน้ากากมานานแสนนาน สำหรับอินทุนิลแล้วพระเสาร์คือรักแรกฝังใจ



…‘จักร้องไห้อยู่ไย หากอยากให้ผู้อื่นยอมรับเจ้าก็อย่าได้ทำตัวเหยาะแหยะอ่อนแอ’…



นานมาแล้ว อินทุนิลเติบโตเข้าสู่วัยแรกรุ่น รูปโฉมนั้นงดงาม ฉวีวรรณผ่องแผ้วไม่ต่างจากองค์ศศิธร หากรัศมีรอบกายาหาได้ส่องสว่างเรืองรองเทียบเท่า สวมเครื่องสิราภรณ์ พัสตราภรณ์โดยเฉพาะจุฬามณีมีพชรสีแดงปักตรงมวยผมบ่งบอกว่าสืบสายโลหิตแห่งองค์สุริยเทพ ทว่าอินทุนิลยังเป็นเพียงเทพชั้นรองในวงศาด้วยยศฐาที่ด้อยกว่าพระภาดาผู้ครองตำแหน่งเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์



กล่าวได้ว่าสิ่งนี้คือปมด้อยภายในใจของอินทุนิลมาตลอด ไปแห่งหนใดแม้นเหล่าทวยเทพตลอดนางสวรรค์ล้วนเคารพแต่น้อยนักจักเคารพจากใจมิใช่เสแสร้งแกล้งทำ บ่อยครั้งลับหลังที่นามของอินทุนิลจะถูกนำไปเป็นหัวข้อติฉินนินทา



“ท่านอินทุนิลงดงามก็จริงแต่งามเพียงรูปไร้ความสามารถ”



“ไยเจ้ากล่าวเช่นนั้น”



“ข้าเอ่ยความจริง เจ้าเคยเห็นท่านอินทุนิลเคยออกรบหรือทำสิ่งใดบ้างเล่านอกเสียจากนั่ง กิน นอน เฝ้าอยู่ในวิมาน หากไม่ได้สืบสันติวงศ์แห่งพระอุษา ข้าคิดว่าท่านอินทุนิลคงไม่ต่างจากเทวาอย่างพวกเราดอก”



สองเทพาสนทนากันโดยหารู้ไม่ว่าอินทุนิลผ่านมาและได้ยินทุกถ้อยคำแสนเสียดแทงหัวใจ ร่างอรชรกำหมัดแน่นข่มอารมณ์ไว้ในใจพร้อมกลั้นอัสสุชลมิให้รินไหลก่อนจะเดินหลบหลีกปลีกไปจากที่แห่งนี้ อยากจะตอบโต้กลับไปเสียเหลือเกินแต่อินทุนิลก็มิอาจแย้งได้ในเมื่อตนไร้ความสามารถ…ไร้ตัวตน



หลังจากได้ยินน้ำคำแสลงหู อินทุนิลเหาะเหินมายังวิหารร้าง ณ เชิงเขาจิตตะ อันสิงขรนี้เป็นรัตนา ปลายยอดเขาโค้งงุ้มลงมามิต่างจากสุทัสสนกูฏ เพื่อโอบปิดด้านบนไว้มิให้ต้องแสงรวีและแสงนวลแข เหมาะสำหรับอินทุนิลผู้ต้องการหลบซ่อนมิให้ใครได้พบเจอในขณะที่กำลังอ่อนแอจนครองสติแทบมิได้



“ฮือ…ฮึก..ฮือ…เหตุใดกัน…ถึงเป็นข้า…ฮือ” อินทุนิลร้องไห้คร่ำครวญ คำถามเดิมๆที่มักเฝ้าถามกับตนมาตลอดและหาไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้คำตอบ



…‘เหตุใดเล่า…ข้าถึงอ่อนแอเยี่ยงนี้’…



…‘เหตุใดเล่า...ข้าถึงไม่เกิดมาเป็นเทพยดาชั้นล่างให้รู้แล้วรู้รอด’…



‘เหตุใดกัน’ มักใช้เป็นประโยคขึ้นต้นของคำถามของอินทุนิลบ่งบอกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา แม้นจะถือกำเนิดในวรรณะวงศาชั้นสูงอย่างสุริยพงศ์แล้วไซร้ ทว่ากลับไม่ได้รับความรัก ความใส่ใจจากผู้ใดเลย



ใครต่างล้วนเชิดชู ‘ทิวากร’ ผู้ที่จักได้ครองบัลลังก์อัคคีในอนาคตกาลหรือจักเป็น ‘นิศานาถ’ รัชทายาทแห่งองค์จันทรา ส่วนตนกลับเป็นเพียงเทวบุตรผู้ดูแลกลุ่มดาวพิจิกซึ่งแลจะไม่สำคัญพอจะให้ผู้ใดเคารพตนจากใจ



อินทุนิลทรุดกายลงนั่งบนพื้นดิน คุดคู้กอดเข่าพลางพิศแลรอยถลอกตามนิ้วเรียวงามอันเป็นผลจากการกำหมัดทุบตีต้นไม้ใหญ่เพื่อระบายอารมณ์ ดวงใจในครานี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน…



ความเปราะบาง อ่อนแอที่อินทุนิลไม่เคยคิดต้องการ แม้จะพยายามผลักไสไล่ส่งโดยหาวิชาความรู้มาศึกษาไม่ว่าจะศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆหรือจักเป็นเวทย์มนตร์คาถาจากตำราแต่กลับถูกสั่งห้าม ซ้ำร้ายยังถูกลงโทษเฆี่ยนตี อินทุนิลไม่ดข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิดไยบิดาถึงได้ใจร้ายกับตนถึงเพียงนี้



‘ท่านพ่อข้าเพียงอยากมีวิชาติดตัวไว้บ้าง เหตุใดต้องทำโทษข้า..ฮือ…’



‘เจ้าไม่เชื่อฟังข้า!!! ข้าสั่งห้ามเจ้า เจ้าก็ต้องฟังข้ามิใช่ดื้อรั้นเช่นนี้!!’



เหตุผลไม่มี มีเพียงคำดุด่าแล้วจักให้อินทุนิลคิดเห็นเป็นเช่นไร ถามอันใดไปก็หาได้ตอบตรงคำถาม ไม่เคยสร้างความกระจ่างใจให้อินทุนิลเลยสักหน ยิ่งไปเสียกว่านั้นไม่เคยรับฟังอินทุนิลเลยว่าอินทุนิลเจ็บปวดขนาดไหนยามถูกตราหน้าว่าเป็นเทพไม่เอาไหน อ่อนแอ ไร้ความสามารถ



“อ้าก!!!!!...ฮือ…ฮึก…ฮือ”



เสียงกรีดร้องดังลั่นทั่วบริเวณ สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างตกใจหนีหาย อินทุนิลปลดปล่อยความระทมขมขื่นออกมา ก้มหน้าก้มตามองพสุธา ฝ่ามือเรียวกำแน่นคอยทึ้งหญ้าชกดินไม่สนว่าตนจะเจ็บปวดได้แผลและไม่สนใจว่ามีบางอย่างเคลื่อนกายเข้ามาใกล้กายา



“ข้าก็นึกว่าคนบ้าที่ไหนมาร้องไห้จนกวางทองที่ข้าหมายจะแผลงศรสังหารต้องวิ่งหนี ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเทพอินทุนิลแห่งพิจิกดารา” ชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังพร้อมเหน็บแนมอินทุนิลโทษฐานทำให้การล่าสัตว์ครั้งนี้ของตนนั้นล้มเหลว



“ใช่ข้ามันบ้า!! บ้ามาก…ฮึก…ข้ามันฟั่นเฟือนเสยสติ…ฮือ…หากท่านโกรธข้าก็จงสังหารข้าแทนกวางทองเถิด…ข้ายินดี…ยินดีที่จะตาย” อินทุนิลไม่ได้แหงนมองากนิดว่าผู้มาเยือนคือใคร ร่างอรชรเพียงขยับกายหันหลังกลับไป มือข้างหนึ่งจับข้อเท้า อีกข้างจับยังคันธนูของอีกฝ่าย ปากนั้นพร่ำหาความตาย



“ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้านั้นบ้า มาขอร้องผู้อื่นให้สังหาร เจ้าเป็นอันใดอินทุนิลถึงได้มาร้องไห้เช่นนี้”



“ท่าน..ท่านจะเข้าใจข้าหรือ เทพยดานางฟ้าบนสวรรค์จับกลุ่มติฉินนินทาข้า ว่าข้านั้นอ่อนแอ…ฮึก…ฮือ.. “



“ข้าว่าพวกนั้นกล่าวมาล้วนถูกต้อง เจ้าอ่อนแอถึงเป็นเช่นนี้ เพียงน้ำคำของคนพวกนั้นเจ้าก็เอามาใส่ใจจนคร่ำครวญจะเป็นจักตายให้จงได้ เจ้าเงยหน้าขึ้นมามองพักตราข้าสิจะได้รู้ว่าคือผู้น่าชังเสียยิ่งกว่าใคร”



อินทุนิลค่อยๆเงยหน้ามองขึ้นไปมองเจ้าของวรกายสูงใหญ่กำยำ ‘พระศนิ’ บุตราแห่งพระเสาร์ผู้มีพักตราคมคาย ดุดัน จนน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน



“คงตกใจมิใช่น้อยใช่หรือไม่ ข้าไม่ใช่พวกที่จะมาเอื้อนเอ่ยกับใครให้มากความโดยเฉพาะพวกที่ข้าไม่สนิทชิดเชื้อแต่ข้าอยากจะบอกกับเจ้าให้เอาบุตรสักประการ…จักร้องไห้อยู่ไย หากอยากให้ผู้อื่นยอมรับเจ้าก็อย่าได้ทำตัวเหยาะแหยะอ่อนแอ…” กล่าวจบร่างของพระศนิก็สลายกลายเป็นฝุ่นสีดอกอัญชัน



“พระศนิ!!!...พระศนิ!!! ท่านอยู่แห่งหนใดกัน” อินทุนิลลุกขึ้นยืนร้องเรียกหา จะกล่าวขอบน้ำใจที่ให้สติเสียสักหน่อย ทว่าหันซ้ายหันขวาก็มิเจอร่างหรือแม้กระทั่งเงาของผู้ให้สติ



แม้นครั้งนี้จะเป็นจุดจบของการสนทนาแต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นให้อินทุนิลคอยลอบมอง ลอบติดตามพระศนิเท่าที่ตนจักทำได้ จนเวลาผ่านไปดวงหฤทัยที่เคารพแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่เต็มเปี่ยม อินทุนิลหลงรักพระศนิเสียแล้ว…



ทั้งนี้อินทุนิลค่อยๆปรับปรุงตนให้เป็นผู้ที่อดทนกับคำว่าร้ายต่างๆ อดทนกับการคอยจดจำคาถาทีละเล็กทีละน้อยและลอบบันทึกไว้ไม่ให้ใครได้เห็น บางคราก็ทำทีเดินเตร็ดเตร่ไปยังสนามฝึกซ้อมของเหล่าทหารแล้วเก็บภาพเคลื่อนไหวติดตามาลองฝึกตาม โดยอินทุนิลใช้วิมานร้าง ณ เชิงเขาจิตตะแห่งนี้ จนกระทั่งได้ล่วงรู้ว่าวิมานแห่งนี้มีตำราคาถามนตราศาสตร์ต่างๆ ไปจนถึงการใช้ศาสตราวุธ



“เปรี้ยง!!!” ลำแสงพุ่งตรงเข้าต้นไม้ใหญ่จนโค่นล้ม ดวงตางามมองผลจากการกระทำแ แม้พลังเมื่อครู่จักเกิดจากคาถาสูงสุดของอินทุนิลในเพลานี้แต่มันยังไม่พอเมื่ออินทุนิลเทียบกับเทพชั้นสูงผู้อื่นโดยเฉพาะ…จันทรัชหรือพระพุธในปัจจุบัน



อินทุนิลมิชอบใจในตัวของพระพุธมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเนิ่นนานตั้งแต่พระพุธเป็นเพียงจันทรัชลูกชู้ของพระจันทร์ผู้เป็นพระปิตุลาของอินทุนิล ลึกๆแล้วตนมีความอิจฉาที่จันทรัชได้เล่าเรียน ผิดกับตนที่มิได้รับความรู้ใดๆเลย จันทรัชเก่งกาจในทุกศาสตราทั้งคาถาอาคมตลอดจนอาวุธก็สามารถใช้อย่างคล่องแคล่ว จนได้รับตำแหน่งเป็นหนึ่งในเทพนพเคราะห์ ซ้ำร้ายยังสนิทชิดเชื้อกับพระศนิหรือพระเสาร์อีกด้วย



…‘สักวันข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้…พระพุธ’…



คำมั่นสัญญานี้อินทุนิลได้บอกกับตนเองด้วยความจงเกลียดจงชังแก่พระพุธผู้มองพระเสาร์ด้วยสายตาเดียวกันที่ตนมีให้…สายตาของรักข้างเดียว ทว่าพระพุธได้รับความเอ็นดูอันซ่อนลึกจากนัยน์ตาคมดุนั่น ที่พระเสาร์ไม่เคยมอบให้ใครเช่นกัน!!!



…‘เกลียดจนอยากทำลาย!! ทำลายให้ไม่เหลือซาก!!!’…



อินทุนิลคิดเช่นนี้ทุกครายามพบเจอกับพระพุธ จนกระทั่งพระพุธเข้าวิวาหะกับหญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่เชิงอันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องนอกสายเลือดถึงคราวแตกหัก พอเวลาไม่นานตนได้รับรู้ว่าพระเสาร์มีใครในดวงใจ เป้าหมายจึงแปรเปลี่ยน อินทุนิลลอบตามพระเสาร์ลงไปยังมหาสมุทรจนเจอกับมุตตา…นางนาคีสาวผู้กุมดวงใจพระเสาร์จากพระพุธเป็นหญิงผู้นั้นแทน อินทุนิลเฝ้ารอโอกาสที่พระเสาร์กับนางมุตตาต้องแยกห่างกัน จนกระทั่งวันนั้นได้มาถึงอินทุนิลไม่รอช้าแปลงกายเป็นเยาวมาลย์นางอัปสร ไปสาปส่งให้มุตตาต้องถอยหนี การกำจัดนาคชั้นต่ำเป็นเรื่องง่ายเลยทีเดียว

 

หลังจากนั้นพระเสาร์กับมุตตาก็ไม่ได้พบเจออีกเลย พระเสาร์เสียอกเสียใจกับพิษรักเป็นอย่างยิ่งทำเอาอินทุนิลใจหายแต่จักให้ทำอย่างไรเล่าในเมื่อตนก็รักพระเสาร์ไม่แพ้ใคร



…‘ยอมร้าย…เพื่อรัก’…



…‘ยอมเลว…เพื่อรัก’…



…‘ยอมทำทุกอย่าง…เพื่อรัก’…



ขอเพียงพระเสาร์ชายตามามองตนบ้างจักได้รับรู้ว่ามีใครกำลังเฝ้ามองด้วยใจปรารถนาให้ได้รักกลับมา ไม่ขอรักเพียงเศษเสี้ยว…อินทุนิลต้องการรักทั้งหัวใจ อินทุนิลเชื่อว่าจักต้องมีวันนั้นหากมุตตาไม่กลับมาพร้อมบุตราผู้เป็นพยานรักของทั้งสอง ไหนเล่ายังสามารถออกจากผืนมหานทีแล้วยังมีรูปโฉมงดงามราวกับว่าคำสาปของตนได้เสื่อมคลายเสียแล้ว



‘เพล้ง!!’ วัตถุหนักอึ้งในกำมือถูกขว้างไปยังกระจกบานใหญ่จนแตกออกมาเป็นเสี่ยงๆ



“ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ มุตตาเจ้าจักไม่มีวันเป็นสุข ข้าจะจองล้างจองผลาญเจ้าและครานี้ข้าจักไม่ใช่เพียงมอบคำสาป ๒ ประการดั่งเก่าก่อนแต่ข้าจะมอบความเพียงประการเดียวนั่นคือ ‘ความตาย’ แก่เจ้าผู้เดียว”









...........................

มาแล้วจ้า

 ตอนนี้มาเจอกับอินทุนิล ตัวละครร้ายตัวใหม่ที่มาทำให้ทุกคนได้ตั้งคำถาม อะไรวะ อะไรวะ อะไรวะ!!!! 55555

ท่านยุ่งต้องขออภัยหลายคนที่ตามคู่รพีกับนาคน้อยที่อยากจะอ่านความฟินและอยากให้สองคนนี้ออกมาเยอะๆเต็มๆถี่ๆ เพราะช่วงแรกพระเสาร์ มุตตา ปะปนไปกับเทพอีกมากมายจนแทบจะหาที่ยืนให้คู่หลักไม่ได้ แต่ท่านยุ่งวางเรื่องมาแบบนี้อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ หลังจากนี้มีอะไรให้สนุกกับนิยายเรื่องนี้อีกเยอะ



ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาเม้นมาเป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ about

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +5/-0

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ไปอยู่กับกนธีเลยไป๊

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด