ลิขิตรัก...เพลิงเทวา EP.25-100% P.5 (12/09/63) by Tan-Yung 0209
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด colocation,โคโลเคชั่น,ฝากเซิร์ฟเวอร์

ผู้เขียน หัวข้อ: ลิขิตรัก...เพลิงเทวา EP.25-100% P.5 (12/09/63) by Tan-Yung 0209  (อ่าน 15640 ครั้ง)

ออฟไลน์ blanchard

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 382
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +45/-3

ป๋ากนจะทำอะไรน้องจันท!?    :o

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
อิตาลุงนี่คือพลังด้านลบที่แท้ทรู 
ต้องเอาอิลุงมาฟาดให้หน้าแหกสัก 10 ล้านรอบ  :beat:


ร้ายยังไงท่านยุ่งก็รักนะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


“ท่านจักพาข้าไป ณ ที่ใดหรือ…ท่านกนธี” จันทรัชเอ่ยถามผู้ซึ่งกึ่งจูงกึ่งลากให้เดินตามหลัง ดวงตากลมโตเหลียวแลไปรอบข้างก็เห็นว่าตนและกนธีเดินออกห่างจากวิมานออกไปทุกที

“ข้าจักพาเจ้าไปเล่นซ่อนแอบกับข้า” กนธีตอบสั้นๆ ใจนั้นจดจ่อให้ทุกสิ่งไปตามแผนการ

“หยุดก่อนท่านกนธี เพียงเล่นซ่อนแอบใยจึงพาข้าออกมาจากวิมาน อีกประเดี๋ยวคนของท่านก็จักมารับท่านกลับมิใช่หรือ ข้าว่าเราเล่นกันที่วิมานน่าจะดีกว่า”

“เจ้าพูดออกมาเยี่ยงนี้ เจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือไร ทั้งที่ข้าอุตส่าห์เห็นว่าเจ้าเป็นเด็กใหม่ มิเคยมาเที่ยวเล่นบนสวรรค์จึงได้พาเจ้าออกมาเที่ยวเล่นนอกวิมานของเทพีณิชา” กนธีตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ จุดประสงค์หาใช่ว่าจะพาจันทรัชมาเที่ยวสนุกแต่พามาเป็นเครื่องมือสร้างความสนุกต่างหากเล่า

“ข้าไว้ใจท่าน…ท่านอย่าได้เศร้าใจไปเพียงเพราะคำพูดของข้าเลย ท่านกนธีข้าขอบน้ำใจท่านมากที่พาคนในป่าเยี่ยงข้าเที่ยวชมสวรรค์” จันทรัชรีบพูดแย้งกลัวว่าบุตรคนรองของเจ้าสมุทรจักรู้สึกไม่ดีขึ้นมาได้เพียงเพราะคำถามของตน

“เช่นนั้นเจ้าจงเงียบปากเสียแล้วยืนนิ่งๆ” จากที่ให้เดินตาม กนธีกลับสั่งให้จันทรัชหยุดเดิน จันทรัชเองก็ทำตามไม่คิดสงสัย โดยหารู้ไม่ว่าความอยากรู้อยากเห็นที่จะได้เที่ยวชมแดนสรวงกำลังจะนำภัยมาถึงตน

ฝ่ามือเล็กของกนธียกขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะร่ายมนต์ผ่านวาโยก่อให้เกิดฟองอากาศสีฟ้าหมุนวนและขยายใหญ่ที่ละนิด…ทีละนิด กนธีมองฟองอากาศในมือ ริมฝีปากกระตุกยิ้มจากนั้นจึงเป่าฟองอากาศนี้ให้ลอยไปทางจันทรัช

‘ฟึบ’ ฟองอากาศห่อหุ้มกายของจันทรัชเอาไว้ จันทราบุตรตกใจพยายามใช้กำปั้นทุบตี หากมันกับไม่แตกและยิ่งไปกว่านั้นฟองอากาศนี้กำลังลอยขึ้นไปเหนือพื้น

“ท่านกนธี!!! ท่านทำอันใดข้า!!!” จันทรัชรู้ตัวว่าโดนหลอกเสียแล้ว หากยังมิรู้ว่าผลของการอยู่ในฟองอากาศจะเป็นเช่นไร

“ข้าก็ช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าได้เที่ยวเล่น ณ สุราลัย ดั่งที่ใจเจ้าปรารถนา ฮ่า ฮ่า ฮ่า” กนธีหัวเราะลั่น ตาก็มองไปยังเหยื่ออารมณ์ซึ่งกำลังหาทางหนี…‘เจ้าหน้าโง่ ฟองอากาศของข้ามันไม่แตกง่ายๆดอกนะ’...

“ปล่อยข้าบัดเดี๋ยวนี้!!!” จันทรัชเอ่ยออกมาเสียงดัง หากกนธีกลีบทำเป็นหูทวนลม จันทรัชจึงหาวิธีแก้ปัญหาโดยการใช้มนตราที่ตนได้เรียนมาจากนางช้างเพียงมาใช้แต่มันก็มิอาจจะทำลายฟองอากาศได้…แม้เพียงนิดเดียวก็มิได้

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เสียเวลาเปล่า…จันทรัช มนต์กระจอกเช่นนี้มิสามารถทำอันใดได้ดอก ข้าว่าเจ้าเก็บแรงเสียดีกว่าอีกไม่นานฟองอากาศจะพาเจ้าออกไปจากที่และไปหยุด….อืม…หยุด…หยุดที่ไหนดีเล่า ข้าเองก็เดาไม่ถูกแต่ถ้าให้ดีก็ขอให้ไปแล้ว ไปลับอย่าได้กลับมาให้ข้าชังน้ำหน้าอีก” พูดจบกนธีหายวับไป เหลือเพียงจันทรัชที่ล่องลอยออกไปอย่างไร้ทิศทาง

“ใจเย็นๆจันทรัช ประเดี๋ยวท่านพี่ใหญ่จักต้องมา ท่านพี่จักต้องตามหาข้าจนเจอแน่นอน” จันทรัชพึมพำกับตนเอง คำพูดปลอบใจที่กลั่นกรองมาจากจิตใจที่มองโลกในแง่ดี ถึงแม้จะกลัวว่าฟองอากาศจะแตกแล้วร่างของตนจะดิ่งลงสู่พื้นพสุธา

‘ฟึบ’ ศรอัคคีพุ่งตรงสู่กลางกระดานไม้ก่อนจะค่อยๆลุกลามเผาไหม้ ฝั่งตรงข้ามมีเทพคอยจ้องมองตาไม่กระพริบ และเมื่อเทียบกับมนุษย์แล้วอายุอานามก็ราวๆ ๑๓-๑๔ ปียืนถือคันธนู ไม่ต้องเดาให้ยากเลยฝีมือการยิงธนูอันไร้เทียมทานนี้จะเป็นใครมิได้นอกเสียจาก ‘ศนิ’ เทพบุตรรูปงามผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งพระเสาร์ มิใช่เพียงการแผลงศรที่แม่นยำเท่านั้น ศาสตรวุธอื่นๆ ทั้งหอก พระขรรค์เองพระศนิก็เชี่ยวชาญทั้งสิ้น เพื่อให้สมกับการเป็นเทพนพเคราะห์ผู้แข่งแกร่งที่สุด ทุกๆวันพระศนิจักมาฝึกซ้อม ณ สวนกว้างหลังวิมานไพฑูรย์ของตน

“ท่านศนิ พระเสาร์ได้ฝากให้ข้านำความมาบอกกับท่าน” ขณะที่พระศนิกำลังเสกศรวารีเพื่อดับเพลิงบนกระดานไม้ ทหารก้านบัวได้ขัดคำสั่งเข้ามาในระหว่างที่ตนฝึกซ้อมจนพระศนิแทบจะแผลงทหารของตนแทนกระดานไม้ ทว่าคำพูดได้อ้างถึงนามของผู้เป็นบิดาพระศนิจึงระงับอารมณ์ได้ทันท่วงที

“เจ้ามีเรื่องอันใดจะแจ้งข้า รีบเอ่ยออกมาบัดเดี๋ยวนี้”

“พระเสาร์จะต้องไปปราบอสูรที่ยังหลบหนีเมื่อครั้งสงครามเทวาอสุรา จึงมีคำสั่งให้ท่านศนิดูแลวิมานรวมถึงปฏิบัติหน้าที่แทนในระหว่างนี้” สิ้นคำสั่งพระศนิได้ฟังก็ยกยิ้มขึ้นมา เทวาตนอื่นในวัยนี้คงมิอยากจะเที่ยวเล่นให้สำราญใจแต่มิใช่พระศนิผู้ชอบความท้าทาย ยิ่งได้รับภารกิจสำคัญย่อมทำให้ตื่นเต้นมิใช่น้อย

“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้” พระศนิไล่ทหารรับใช้ออกไปก่อนจะง้างคันธนูแผลงศรวารีเพื่อดับไฟ

…‘ผู้ใดบังอาจย่างกลายมายังวิมานด้วยใจที่คิดชั่ว จักต้องเจอดีกับข้า’…

ความคิดของพระศนิแลถ้าจะเป็นความจริง เงามืดขนาดใหญ่ได้กล้ำกลายเข้ามาเหนือเศียร คันธนูเปล่งรัศมีแล้วแปรเปลี่ยนเป็นหอกสีเงินยวง จักเรียกได้ว่าศัตรูคงจะคิดหยามหน้าตนน่าดู พอเห็นว่าบิดาของตนไม่อยู่จึงเข้าโจมตี

“ตายเสียเถอะ!!!”

“อย่า!!!”

ร้องห้ามเช่นไรก็คงไม่ทัน…พระศนิเบิกตากว้างด้วยความตกใจในความผิดพลาดที่ไม่มองดูให้ดีว่าเงาใหญ่ที่ลอยมาคือฟองอากาศหุ้มกายเด็กน้อยและยิ่งไปกว่านั้นหอกได้ถูกขว้างขึ้นไปเสียแล้ว

‘โพล๊ะ’ คมหอกแทงทะทะลุฟองอากาศ จันทรัชที่หลับตาปี๋ได้ตกลงมาทันที ทว่าก่อนกายาเล็กจะสัมผัสพื้นก็ได้มีสองแขน สองมือมารองรับไว้

“เจ้าเป็นอันใดบ้าง” เสียงทุ้มแฝงไปด้วยความดุดันเอ่ยถาม ทำให้จันทรัชโล่งใจที่ตนนั้นยังไม่สิ้นชีพ

“ข้ามิเป็นไร…ขะ…ขอบน้ำใจท่านมากที่ช่วยข้าไว้” จันทรัชเอ่ย พอลืมตาได้มองใบหน้าของพระศนิก็นึกกลัวอยู่ไม่น้อยจนทำให้พูดจาตะกุกตะกักผิดไปจากนิสัยช่างเจรจา

“ข้าช่วยเจ้าเสียที่ไหน อันที่จริงข้านั้นจักฆ่าเจ้าเสียด้วยซ้ำ เอาเถิดบอกข้ามาบัดเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงเหาะเหินอยู่เหนืออาณาเขตของข้า” พระศนิวางกายของจันทรัชให้ยืนบนผืนดิน จากนั้นจึงซักถาม

“ข้ามีนามว่าจันทรัช ข้านั้นมิได้มีเจตนารมณ์เหาะเหินลุกล้ำมายังที่ของท่านแต่อย่างใด ข้าเพียงถูกกักขังในฟองอากาศจนล่องลอยออกมาจากวิมานของเทพีณิชา” จันทรัชตอบตามความเป็นจริงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่ากนธีเป็นผู้ร่ายมนต์กักขัง พระศนิได้สดับฟังก็คิดตาม เมื่อพิจารณาแล้วคงจะเป็นจริงเพราะเด็กตัวเล็กคงไม่ได้ตั้งใจมาปองร้ายหรือทำลายวิมานเป็นแน่

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงกลับไปยังวิมานของเทพีณิชาเสีย วิมานข้าไม่เหมาะให้เจ้าได้เดินชมนก ชมไม้ หรือวิ่งเล่น”

“เอ่อ…คือข้า…ข้าจำทางกลับวิมานของเทพีณิชาไม่ได้ ข้าขอร้องให้ท่านไปส่งข้าได้หรือไม่” จันทรัชขอความช่วยเหลือ

“ไม่!! ไม่มีทางที่ข้าจะพาเจ้าไปส่ง…ไม่มีทาง!!!”

. . .

“จันทรัช นั่งนิ่งๆสิ ประเดี๋ยวตกลงไปจักทำเช่นไร ข้ามิช่วยเจ้าดอกหนา” พระศนิเอ่ยกับร่างเล็กที่ดูจะตื่นตาตื่นใจกับหมู่ดาวนับล้านจนลืมไปเสียว่านั่งอยู่บนหลังพยัคฆา

“พี่ศนิ…ดาวดวงนั้นสีสวยจัง  คล้ายกับมรกตยักษ์ลอยอยู่เลย” คำพูดของพระศนิคงจะไม่เข้าหูจันทรัชแม้แต่น้อย ทั้งยังกระตุกชายอาภรณ์ให้ดูดาวดวงโน้นที ดวงนั้นที ทั้งที่ตนเห็นมาจนเบื่อ

“ข้าพูดเจ้าได้ยินหรือไม่ อีกอย่างข้ามิใช่พี่ของเจ้า ข้าไม่มีน้อง” พอใช้น้ำเสียงดุ ทุกถ้อยคำดังก้องในโสตประสาท ริมฝีปากที่ยิ้มเมื่อครู่เริ่มเม้มทีละนิด อัสสุชลสีใสเริ่มคลอเบ้าตา

“หยุด!! ห้ามร้องไห้ ถ้าอยากให้ข้าไปส่งเจ้าและไม่ทิ้งเจ้าไว้ยังดาวดวงใดดวงหนึ่งแล้วไซร้ จงหยุดร้อง หยุดดื้อ หยุดซน เข้าใจหรือไม่” พระศนิขู่และประสบผลสำเร็จ มือเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตา กลั้นเสียงสะอื้น พระศนิไม่ชอบน้ำตาเอาเสียเลยเพราะมันคือสาเหตุที่ทำให้ตนต้องมาส่งจันทรัชกลับวิมานงาช้าง

“ครานี้จงนั่งนิ่งๆ จะดูโน่น ดูนี่ จะพูดจ้อสิ่งใดข้าไม่ว่า เพียงแต่อย่าขยับตัวไปมาเพราะข้ากอดกายเจ้าไว้ด้วยแขนข้างเดียวเห็นหรือไม่” จันทรัชพยักหน้าทันที พระศนิเองรู้ว่าจันทรัชเป็นเด็กฉลาดและเข้าใจในสิ่งที่พูด หากมีความดื้อรั้นไม่ยอมฟังจนโดนตนดุถึงจะยอมนั่งนิ่ง

ไม่นานพยัคฆาสีรัติกาลก็มาถึงวิมานของเทพีณิชา พระศนิอุ้มจันทรัชลงมา สายตากวาดมองนางอัปสรตลอดจนทหารเทวาที่กำลังวิ่งวุ่นไปทั่ว พระศนิคิดในใจว่าคงจะเหตุการณ์บางอย่างเป็นแน่และจักต้องเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เมื่อตนสะดุดตากับเทพรุ่นราวคราวเดียวกัน สวมอาภรณ์สีน้ำผึ้ง ใบหน้านั้นเคร่งเครียดพอสมควร

“พี่ใหญ่!!!!” จันทรัชผละกายออกจากพระศนิแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง ผู้ถูกเรียกขานหันมาทันทีก่อนจะวิ่งเข้ามาสวมกอดอนุชาตัวน้อย

“จันทรัช เจ้าหายไปไหนมา รู้หรือไม่พี่กับเทพีณิชาตามหาเจ้าจนวุ่นวายกันไปทั่ว แล้วเจ้าเป็นอันใดหรือไม่ มีใครทำอันตรายเจ้าบ้าง” พี่ใหญ่ของจันทรัชหรือ ‘กรวีร์’ บุตราแห่งพระพฤหัสได้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นว่าผู้ที่มากับน้องคือพระศนิแล้วไซร้ ตนจึงได้เน้นเสียงไปยังคำถามสุดท้าย

“คือข้าซุกซนจนหลงทาง…แต่ข้าได้พี่ศนิคอยช่วยเหลือพาข้ามาส่งกลับยังวิมาน” จันทรัชเอ่ย ทำให้พระกรวีร์โล่งใจ เว้นแต่ประโยคที่เรียกพระศนิว่า ‘พี่’ ทำให้คนหวงน้องไม่พอใจเสียเท่าไหร่

“ข้าขอบน้ำใจท่านมากที่มาส่งน้องข้าถึงที่นี่ หวังว่าน้องของข้าจักไม่รบกวนอันใจท่าน” พระกรวีร์อุ้มจันทรัชขึ้นมาก่อนจะเอ่ยกับพระศนิ

“มิเป็นไรดอก การมาส่งจันทรัชหาใช่เรื่องใหญ่สำหรับข้า ถึงจะดื้อจะซนบ้างแต่เพียงข้าอุ้ม ข้ากอดจันทรัชก็นั่งนิ่งเชื่อฟังข้า” พระศนิเอ่ย พลางมองพักตราของพระกรวีร์ที่ไม่ค่อยจะพอใจ พระศนิดูออกว่าบุตรแห่งพระพฤหัสผู้นี้หวงจันทรัชผู้เป็นน้องมากเพียงใดและคงไม่อยากให้จันทรัชมองใครสำคัญไปกว่าตนเอง พระศนิจึงแกล้งเหย้าแหย่ออกไป

“ขออภัยแทนจันทรัชที่ซุกซนจนอาจจะสร้างความรำคาญใจให้กับท่าน แต่ข้าขอรับรองว่าจะไม่ให้จันทรัชไปรบกวนท่านอีก” ประโยคอาจจะฟังดูเรียบง่ายหากมีความนัยอีกอย่างนั่นคือ…‘ข้าจักไม่ให้จันทรัชเจอท่านอีกเป็นอันขาด…พระศนิ’...

“ไม่เอานะพี่ใหญ่!!! ข้าอยากเจอพี่ศนิอีก” จันทรัชยู่ปากไม่พอใจผู้เป็นเชษฐา จนทำให้พระศนิแทบกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้

“เจ้าถามพระศนิดูสิว่าจะเจอเจ้าหรือไม่” พระกรวีร์เอ่ย ในใจพอจะเดาคำตอบได้ว่าพระศนิจักต้อง…

“ได้สิ หากเจ้าอยากเจอข้าก็ให้พระกรวีร์พาเจ้ามายังวิมานของข้า” ผิดไปจากที่พระกรวีร์คาดไว้ พระศนิตกลงให้จันทรัชพบเจอ คราแรกพระศนิจะไม่อยากพบเจอเพราะนิสัยชอบความสงบ สันโดดแต่อีกใจอยากแกล้งพระกรวีร์ แน่นอนว่าคำตอบนี้สร้างรอยยิ้มให้กับจันทรัชและสร้างความไม่พอใจให้กับพระกรวีร์เพิ่มขึ้นไปทวีคูณ

“พี่ศนิอนุญาตแล้ว พี่ใหญ่ต้องพาขาไปหาพี่ศนินะ”

“ก่อนจักไปวิมานของพระศนิ พี่ว่าเจ้าจักต้องไปเจอเทพีณิชากับเทพีดารุณีเสียก่อน...พระศนิข้ากับน้องเห็นทีต้องลาท่านเสียตรงนี้และข้าขอบน้ำใจท่านอีกครั้งที่พาจันทรัชมาส่งยังอ้อมอกข้าอีกครั้ง” พระกรวีร์เอ่ยแล้วรีบอุ้มจันทรัชเข้าไปยังวิมาน ส่วนพระศนิก็ยืนมองสองพี่น้องที่เดินห่างออกไปจนลับสายตา ก่อนจักฉุกคิดได้ว่าตนได้ชักนำความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตเสียแล้ว











.............................

กลับมาแล้ว เย้!!!! พระศนิคือใคร ทายกันมา คิดว่าคงจะทายถูกกันเยอะ อ่อ อย่าว่าป๋ากนธีเลยค่ะ เพราะป๋าทำให้จันทรัชได้เจอพี่ชายอีกคน นั่นคือ พระศนิ อ่อมีตัวละครอีกตัว ที่ค่าตัวแพงออกมาเพียงนิดเดียวในเรื่องสาปรักฯ ตัวละครเจ้าของวลี 'ใหญ่ไม่ใหญ่ตัวท่านน่าจะรู้ดี' จนสร้างกระแสคู่จิ้นแบบงงๆ =_= ขึ้นมาได้

ขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามแม้ท่านยุ่งจะอัพช้าก็ตามที จุ๊บ ขอบคุณค่ะ รักนะ คิดถึงด้วย

ออฟไลน์ กาแฟมั้ยฮะจ้าว

  • Let me hug you tight, and I’ll make you feel how important you are.
  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 945
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +525/-0
ขอบคุณครับ +1 ให้นะครับ :a2: :katai2-1: o13

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก…เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 05











เกิดมาเพื่อรับใช้ เกิดมาเพื่อทำตามคำสั่ง...สิ่งนี้ คือหน้าที่ของกระบือกายแดงที่กำลังเข้าต่อสู้กับบุตรพระอาทิตย์… ‘รพีพงศ์’ เทพบุตรรูปงามถือพระขรรค์คมเป็นอาวุธ ทว่าหงชาดก็หาได้กลัวไม่ มันวิ่งเข้าสู้ไล่ขวิดเสียจนรพีพงศ์ได้รับบาดเจ็บ   หากใครที่คิดว่าควายโง่แล้วไซร้ เห็นทีจักต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ หงชาดสัตว์เทวะพาหนะของพระอังคาร มันเฉลียวฉลาดและมีพละกำลังกายมหาศาลมากพอจะเล่นงานให้เทพชั้นสูงบางองค์บาดเจ็บสาหัสหรือสิ้นชีพได้ และมันหมายที่จะปลิดชีพของรพีพงศ์

‘เปรี้ยง!!!’

อสุนีบาตฟาดลงตรงกลางเขาข้างหนึ่งของหงชาดจนหนักกระเด็น ด้วยแรงวชิระนี้ทำให้ กายหงชาดกระเด็นไปกระแทกเข้ากับโขดหินใหญ่อย่างแรงจนแตกร้าว กระบือร้ายสลบเหมือด ซ้ำอสุนีบาตสายใหญ่ได้ฟาดลงมาอีกครั้งลงตรงกลางกายเจ้ากระบือพร้อมกับที่ผ่าลงมายังหน้าพระอังคาร ทำเอาร่างนั้นกระเด็ดไปกระแทกกับซากต้นไม้ใหญ่

‘อั่ก..มะ..มอ’  สิ้นเสียงร้องก็สลบไสลไปอีกครา   เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง มหิงสาที่สิ้นสติกลับตื่นฟื้นขึ้นมา มันยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกว่ากายนั้นแทบที่จะขยับเขยื้อนไม่ได้ดั่งใจ  ทั่วกายที่ชานั้นกำลังถูกทดแทนด้วยความเจ็บปวดที่แผ่ซ่าน ร่างกายเริ่มไร้ความรู้สึกแต่ก่อนที่ความรู้สึกจะสูญสิ้น…หงชาดรู้สึกมีหยาดน้ำอุ่นๆ ไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเศร้าก้มมองดูตนเองพบว่ากิ่งไม้ขนาดใหญ่ได้เสียบทะลุจากด้านหลัง

 …‘น่าเวทนาตนเองยิ่งนัก หากเกิดมาเป็นสัตว์พาหนะของพระอังคารเทพแล้วจักต้องตายอนาถเยี่ยงนี้ ก่อนข้าจะสิ้นชีพ ข้าขอพึงระลึกจิตอธิษฐานถึงเทพีปรารถนา ด้วยแรงอาฆาตพยาบาทนี้ ขอให้ข้าได้เกิดใหม่อีกคราเป็นอสุรกายมีฤทธิ์เดช ยากที่ใครหน้าไหนจักต่อกร มีชีวิตเป็นอมตะ เทพเทวาผู้ใดก็มิอาจสังหารได้’…

…‘และข้าก็จะขอจองเวรจองกรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตายของข้าทุกคน!!! มันจักต้องตาย!!! ตาย!!! ตายด้วยน้ำมือของข้า!!!’…

สิ้นจิตนึกคิดอธิษฐานแรงอาฆาตพยาบาท ลมหายใจก็หมดห้วงลง ถึงการต่อสู้ในครานั้น เป็นจุดจบของการเป็นสัตว์เทวะพาหนะผู้รับใช้พระอังคาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอสูรกายร่างสูงใหญ่ของหงชาด

เมื่อวิญญาณออกจากร่าง หงชาดได้เดินทางมาในนรกภูมิในฐานะจิตวิญญาณอาฆาต ความโกรธแค้นเกลียดชังในโชคชะตา ทั้งหมดทั้งมวลหล่อหลอมให้หงชาดกลายร่างเป็นอสุรามหิงสา ศีรษะเป็นกระบือมีเขาโค้งใหญ่รูปพระจันทร์เสี้ยวสีดำ  กายส่วนอื่นนั้นเฉกเช่นมนุษย์หากกล้ามเนื้อกำยำและสูงใหญ่ราว ๒๐ ศอก ในมือถือกระบองโมนี กระบองวิเศษที่พร้อมฟาดฟันทำลายทุกสรรพสิ่งหากขวางหน้าแม้แต่ดวงวิญญาณก็สูญสลายได้  จนสร้างวามวุ่นวายในนรก อีกทั้งมิมีใครสามารถหยุดความอันธพาลของมันได้

ร้อนถึงพญายมราชต้องรีบสั่งการให้พระกาฬไชยศรีจัดการ แต่เพราะหงชาดมิสามารถสังหารได้ ด้วยจิตอาฆาตนั้นเป็นสิ่งที่คอยต่อลมหายใจมหิงสาตนนี้ สุดท้ายพระกาฬไชยศรีจึงทำได้เพียงกักขังอสูรกระบือไว้ในเขาวงกตมิให้ออกมาสร้างความวุ่นวายได้อีก

…‘คิดหรือว่าเขาวงกตนั่นจักทำอันใดข้าได้พระกาฬไชยศรี’…

ทุกสิ่งย่อมมีจุดอ่อน...แม้แต่เขาวงกตของพระกาฬไชยศรีก็เช่นกัน  หงชาดหาทางออกจากเขาวงกตจนได้ แถมออกมาแบบเงียบๆ อย่างที่พระกาฬไชยศรีไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ แม้จักยากลำบากแต่มันมิได้คิดจะย่อท้อ เมื่อออกมาได้มันยายามลัดเลาะและหาที่หลบซ่อนตัว เพื่อไม่ให้ผู้ใดได้เห็นตัวมัน

จนมาถึงน้ำตกสีเลือดและดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้างเจ้ายักษ์ควายตนนี้ เป็นดั่งโชคสองชั้นนอกจากจะพบพระกาฬไชยศรีที่หงชาดคิดจะแก้แค้นอยู่แล้ว อสุรกายเขางอก็ยังพบกับวิญญาณของนาคินทร์ผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้มันต้องตายอีกด้วย เพียงแค่นึกคงเป็นได้เพียงความฝัน หงชาดจึงไม่รอช้าที่จะลงมือทำ มหิงสาร่างยักษ์ยกมือขึ้นพนมไว้กลางอกแล้วย่อตัวดำลงไปในน้ำสีแดงฉาน

“เอ๊ะ!! น้ำ…ท่านพี่ดูตรงนั้นสิมี น้ำในลำธารมีฟองอากาศไปทั่วเมื่อครู่ไม่เห็นมี...” นาคินทร์สังเกตความเปลี่ยนแปลงของน้ำโดยไม่รู้ว่าเกิดจากเวทย์มนต์ของหงชาด

“แปลกยิ่งนักที่มีน้ำเกิดฟองอากาศเช่นนี้ ต้องมีอะไรอยู่ในน้ำแน่ ๆ ข้าว่าเจ้าถอยออกมาก่อนเถิดนาคินทร์…ข้าคิดว่าฟองอากาศนี้ที่มันมิน่าใช่เรื่องดีนัก” พระกาฬไชยศรีประหลาดใจ ดวงตาคมจ้องมองในธารน้ำสีแดงที่เกิดฟองอากาศคล้ายน้ำเดือดปุดขึ้นมา ยมทูตหนุ่มสังหรณ์ใจยิ่งนัก เกรงว่าจะเกิดเหตุเภทภัยร้ายในดินแดนมรณะนี้

ทันใดนั้นก็ปรากฏสิ่งหนึ่งผุดขึ้นเหนือผิวน้ำ มันสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเหล่าคณะของพระกาฬไชยศรีต่างประหลาดใจว่าสิ่งที่กำลังขึ้นมาจากน้ำคืออะไร  เมื่อมันหยุดเต็มความสูงแล้ว  แลปรากฏอสูรกายเขาโค้งตนหนึ่ง

“ไม่แปลกดอกพระกาฬไชยศรี ในเมื่อข้าเป็นผู้สร้างฟองอากาศนี้ขึ้นมาเอง  ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วเพลานี้น้ำตกสีโลหิตแห่งบาปก็กลายเป็นธารน้ำกรด เพื่อให้ข้าจับท่านโยนลงไปรวมถึงวิญญาณชั้นต่ำของนาคตนนั้นด้วย !!!” หงชาดเดินขึ้นมาบนฝั่ง เท้าใหญ่ของเหยียบย่างบนก้อนหิน แล้วชี้กระบองยักษ์แสนน่ากลัวมาตรงหน้าพระกาฬไชยศรีไม่นึกหวั่นเกรงในบารมี

“หงชาด...นี่เจ้าออกมาได้ยังไงกัน...”

“เขาวงกตที่เหมือนกับของเด็กเล่นแบบนั้น  ทำอะไรข้าไม่หรอก...ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เจ้าควายอันธพาล ข้ารู้ว่าเจ้าแค้นเคืองข้าที่จับเจ้าขังในเขาวงกต แต่วิญญาณนาคีที่เจ้าว่าหาได้ข้องเกี่ยวอันใดด้วยไม่ หากเจ้าจะสู้ก็จงมาสู้กับข้า อย่าได้หมายทำร้ายผู้ที่ไม่ข้องเกี่ยวเลย” พระกาฬไชยศรีเอ่ยและส่งสัญญาณให้นิรบาลพาตัวนาคินทร์ไป

‘ปัง!!!’ กระบองใหญ่ถูกขว้างออกไปขวางนิรยมบาลที่กำลังนำตัวนาคินทร์ออกไปตามคำสั่งของพระกาฬไชยศรีจนได้รับบาดเจ็บ

“ใครว่าไม่ข้องเกี่ยว ในเมื่อเจ้านาคชั้นต่ำตนนี้เป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ข้าตาย!!!” หงชาดเอ่ยมือก็ยกขึ้นรับกระบองโมนีที่ลอยลิ่วกลับมา

“เจ้าควายอสูร เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก” พระกาฬไชยศรีใช้โซ่ตรวนแห่งวิญญาณหมายจักมัดกายหงชาด ทว่าเจ้ากระบือร้ายไวกว่าที่คิดมันหลบหลีก ทั้งยังชัดโซ่ตรวนนั้นโต้กลับจนพระกาฬไชยศรีกระเด็นไปอีกทาง

“นาคินทร์หนีไป!!!” พระกาฬไชยศรีเป็นห่วงนาคินทร์ อีกไม่นานนาคินทร์จักหลุดพ้นจากกงล้อแห่งความตายจึงมิควรที่จะเกิดอันใดที่ส่งผลต่อเส้นชะตานี้

“ข้าไปทำอะไรให้เจ้า!!! เจ้าอสูร!!!” นาคินทร์ไม่หนีทั้งตวาดออกไป แม้จักกลัวอยู่บ้างแต่ความไม่พอใจนั้นมีมากกว่า ปีศาจควายตนนี้กล้านี้อย่างไรจึงมาทำร้ายผู้ที่ปกป้องตน

“ที่ผาน้ำตกอย่างไรเล่า เจ้าจำได้หรือไม่…นาคินทร์ อุเหม่...ไม่ได้เจอกันเสียนานจำข้าไม่ได้หรือไร...” เพียงแค่ได้ยินสถานที่ ความทรงจำของนาคินทร์ก็กลับมา หากกระบือที่เคยพบพานนั้นเป็นสัตว์พาหนะเทพมิใช่มหิงสาอสุราเช่นนี้

“…ถึงจะนึกออกหรือนึกไม่ออก ข้าก็จะฆ่าเจ้าอยู่ดี!!!” หงชาดพูดจบมันก็กระโดดไปหยุดตรงหน้านาคินทร์อย่างรวดเร็ว แผ่นพื้นทะเทือนเลื่อนลั่น นาคินทร์ตกใจอยากจะวิ่งหนีแต่ขาเจ้ากรรมกลับขยับมิได้เพราะล้มลงด้วยแรงทะเทือนนั้น

“ตายเสียเถิด!!!”  หงชาดยกมือขึ้นง้างเตรียมฟาดดวงวิญญาณนาคาตรงหน้าให้ตายเสียอีกรอบ

“นาคินทร์!!!”

‘ผัวะ!!’ ไม่ทันที่กระบองโมนีจะฟาดไปยังนาคินทร์ กลับมีพระขรรค์มาขัดขวาง…‘ใครกัน...บังอาจมาขัดขวางข้า’... หงชาดกุมหน้าท้องก่อนจะมองบุคคลที่เข้ามาสร้างความโมโหให้กับตน หากพอได้เห็นหงชาดกลับแสยะยิ้มออกมา อะไรมันจะเหมาะเจาะเยี่ยงนี้ผู้ที่ตนเคียดแค้นบัดนี้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

“ท่านพี่...ท่านพี่รพีพงศ์…” นาคินทร์เอ่ยนามเสียงไม่ดังนักอย่างตกตะลึง แม้จะเห็นเพียงแผ่นหลังกว้าง ก็ยังจำได้ว่าผู้นี่คือเทพที่ตรึงใจตนไว้ทุกห้วงคำนึง…แต่จริงหรือที่เขาผู้นั้นมายืนอยู่ตรงนี้...หรือว่า…‘ข้าตายไปอีกครั้งหรือ...จึงได้เห็นท่านพี่ยืนอยู่ตรงหน้า’…

“อะฮ้า...รพีพงศ์เทพ นี่ท่านมารนหาความตายถึงที่เชียวหรือ...” เสียงของหงชาดดังแทรกขึ้นมาขณะที่นาคินทร์กำลังดีใจระคนสับสน

“ข้าหาได้มารนหาที่ตายไม่ แต่ข้า...มาเพื่อจะมอบความตายให้กับเจ้าต่างหาก !!!” รพีพงศ์ตอบโดยไม่ได้นึกยำเกรงอสุราควายร่างยักษ์ สองแขนนั้นส่งแรงดันผลักกระบองให้ออกไป

“นาคินทร์ เจ้าจงออกไปก่อน พี่จะจัดการสัมภเวสีผีควายตนนี้ให้ตายซ้ำตายซ้อนเอง” รพีพงศ์เอ่ยโดยที่ไม่หันไปมองนาคินทร์แม้แต่น้อย ด้วยตนนั้นกำลังจับจ้องไปที่หงชาดที่กำลังหาช่องทางเข้ามาสู้กับตน

“ข้าไม่ไป…ข้าจะไม่จากท่านพี่ไปไหนอีกแล้ว” เมื่อมีโอกาสได้พบเจอกัน เหตุใดจักต้องจากลากันอีก…หรือบุญวาสนาของทั้งสองจะไม่เกื้อหนุนกัน มิใช่คู่สร้างคู่สม

“นาคินทร์จงฟังพี่ พี่มาเพื่อจะรับเจ้าไปอยู่กับพี่ อย่างไรเสียเจ้าอย่าได้กลัวว่าจะจากพี่ไปไหนอีก” รพีพงศ์เอ่ยกับคนรัก

“และเจ้ามิต้องกลัวว่านาคินทร์จะได้รับอันตราย ข้าจะให้นิรยมบาลช่วยพาหนีไปเสียก่อน  นาคินทร์เจ้าจงรีบไปเสียขืนอยู่ต่อเจ้าจักกลายเป็นจุดอ่อนได้” คำพูดของพระกาฬไชยศรีทำให้นาคินทร์ฉุดคิด นึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งถูกพระอังคารจับตัว เป็นเพราะตนในครั้งนั้นจึงให้รพีพงศ์จึงได้รับบาดเจ็บ นาคินทร์จึงถอยห่างตามนิรยมบาลไป

“เข้ามาเลยหงชาด เจ้าเข้ามาเลย ข้าจักสังหารเจ้าแล้วแล่เนื้อไปเผาไฟนรก” รพีพงศ์ท้าท้าย ใครที่บังอาจทำร้ายนาคินทร์รพีพงศ์ผู้นี้จักขอใช้พระขรรค์ตามสนองเอง

“ใครกันแน่ที่จักต้องตายด้วยไฟนรก เข้ามาเลยพระกาฬไชยศรี รพีพงศ์ ข้าจักได้ฆ่าพวกท่านพร้อมกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังก้องนรกโลกา มหิงสาร้ายรอท่ารับมือสุริยะบุตรและยมทูตผู้ยิ่งใหญ่ ต่อให้มาเป็นสิบเป็นร้อยหงชาดจะขอจัดการให้แหลกเป็นผุยผง

“ย้าก!!!!”

รพีพงศ์แปลงกายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เหาะลอยขึ้นไปโฉบเฉี่ยวกายยักษ์ให้มอดไหม้แต่ดูเหมือนหงชาดจะไม่รู้สึกร้อนรนหรือระคายผิวอะไรเสียด้วยซ้ำ…‘เพียงสะเก็ดไฟปะทุมาโดนเท่านั้น หาได้สร้างความเจ็บปวดแก่ข้าไม่’...

เมื่อไฟมิอาจทำอันใดได้รพีพงศ์จึงกลับมาตั้งหลักและคืนร่างเป็นเทพบุตรดั่งเดิม ใจนึกประหลาดที่มิอาจต่อกรปีศาจควายตนนี้ได้ เห็นทีจนจะด้วยฝีมือ ความเก้งกาจการรบคงจักถดถอย

“เจ้าปีศาจควายตนนี้มันเกิดจากแรงอาฆาตพยาบาท ขนาดไฟในนรกของข้ายังมิอาจเผาผลาญมันได้ มันคงตั้งจิตอธิษฐานก่อนตายขอให้อะไรก็ตามฆ่ามันไม่ได้เป็นแน่  แต่ท่านอย่าได้หมดหวัง เราเองก็เคยสะกดมันมาได้หนึ่งครั้งแล้ว หากเราสองร่วมมือกันจัดการหงชาดนี้ รับรองมันต้องสำเร็จเป็นแน่” พระกาฬไชยศรีบอกกับรพีพงศ์  “เอาล่ะหงชาด...ถ้าเจ้าอยากจะลองดีกับพระกาฬอย่างเรา  เราก็จะให้เจ้าได้เห็นว่าพระกาฬอย่างเราทำอะไรได้บ้าง...”  สิ้นคำพูดพระกาฬไชยศรีร่ายคาถานิมิตให้กายขยายใหญ่ เกศาสีถ่านเงายาว ฉวีวรรณสีนิลไปทั้งกาย ทั้งยังมีสี่กร สี่หัตถา หนึ่งถือคัมภีร์รายนามคนบาป สองถือเขาวงกต สามถือโซ่ตรวนตรึงวิญญาณ สี่คือง้าวเพชฌฆาตล้างชีวี นี่คือร่างจริงของพระกาฬไชยศรี

รพีพงศ์เองก็เพิ่งจะได้เคยเห็นร่างที่แท้จริงของพระกาฬไชยศรีเช่นกัน  เทพหนุ่มไม่คิดจักน้อยหน้าจึงขยายร่างให้ใหญ่เฉกเช่นเดียวกัน แม้มีเพียงสองกรสองหัตถ์ นอกจากจะมีมีพระขรรค์วิเศษอาวุธคู่กายแล้ว ยังมีจักรเพลิงพร้อมผลาญชีพดัสกร

หงชาดจอมวายร้ายหาได้ขลาดกลัวไม่ ยิ่งเห็นคู่แค้นแปลงกายยิ่งนึกขบขันว่าตนนั้นสำคัญเก่งกาจขนาดจนเทพผู้ยิ่งใหญ่ต้องร่วมมือกันสังหารตน

… ‘เข้ามาอย่าอิดออด ข้านี้พร้อมจะใช้กระบองโมนีฟาดพวกท่านให้ตายคาที่’…

การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ได้อุบัติขึ้น พระกาฬไชยศรีเริ่มเปิดศึกใช้ง้าวใหญ่เข้าฟันหงชาดแต่อีกฝ่ายหลบได้ทันท่วงที ทว่าหลบพระกาฬไชยศรีได้แต่ก็ยังมีรพีพงศ์คอยใช้พระขรรค์จ้วงแทง

‘ฉึก’ ปลายคมของพระขรรค์ทะลวงลึกเข้าไป…เข้าไปจนทะลุร่าง หยาดโลหิตสีดำชุ่มโลหะเงิน หากหงชาดไม่สะทกสะท้าน ร้องออกมาแม้แต่น้อย กลับคว้าข้อมือรพีพงศ์แล้วออกแรงควบคุมให้พระขรรค์นั้นออกและเข้าเสียบร่างซ้ำๆ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านดูสิ ทำเช่นไรข้าก็ไม่ตาย ไม่เจ็บไม่ปวดหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ความสะใจถ่ายทอดออกมาผ่าเสียงหัวเราะที่แสนบาดหู หงชาดกระชากรพีพงศ์แล้วเหวี่ยงออกไปก่อนจะง้างกระบองหมายจะตีให้ร่างของรพีพงศ์แหลกจมดิน

‘ฟึบ’ โซ่ตรวนมัดตรึงแขนของหงชาดเอาไว้ พระกาฬไชยศรีออกแรงดึงจนเท้าของกระบือถึกขยับเข้ามาตามแรง ซึ่งเป็นเวลาเดียวที่รพีพงศ์ทรงตัวขึ้นมาได้

“บังอาจทำร้ายข้า เจ้ากระบือสามหาว!!!” รพีพงศ์ขว้างจักรอัคคีในมือฟันกายของหงชาดขาดเป็นสองท่อน กายท่อนบนและท่อนล่างต่างก็ล้มลงกองบนพื้น พระกาฬไชยศรีจึงใช้โอกาสนี้ฟาดง้าวสับร่าง

“นาคินทร์…พี่เจ็บเหลือเกิน นาคินทร์!!!” หงชาดเลียนเสียงรพีพงศ์ร้องเรียกหานาคน้อย รพีพงศ์และพระกาฬไชยศรีได้สดับฟังก็รู้ทันทีว่าหงชาดนั้นต้องการสิ่งใด

“เจ้ามันช่างชั่วช้า เลียนเสียงข้าเพื่อหลอกเมียเรา ข้าจักติดลิ้นเจ้าให้ขาดเสียบัดเดี๋ยวนี้” รพีพงศ์จับปากของหงชาดให้เปิดออก โดยมีพระกาฬไชยศรีเหยียบกลางอกของควายป่าไว้มิให้ดิ้นหนี รพีพงศ์ใช้ปลายพระขรรค์กดลงไปที่ลิ้นหวังจะเชือดเฉือนให้ขาดและหวังไว้อีกว่า นาคินทร์จะไม่ได้ยินหรือย้อนกลับมา

“ท่านพี่…ท่านพี่เป็นอันใด” หัตถาที่ถือพระขรรค์นั้นถึงกับนิ่งค้าง เพราะใจยังนึกห่วงนาคินทร์จึงหลบซ่อนอยู่ไม่ไกล ทันทีที่ได้ยินเสียงลวงจึงเข้าใจว่ารพีพงศ์เสียท่า กลายเป็นว่านาคินทร์หลงกลไปกับแผนแสนชั่วของหงชาดวิ่งย้อนกลับมาหน้าตาแตกตื่น อสุรกายควายชั่วได้ยินถึงกับหัวเราะลั่น ขณะนั้นเองร่างของหงชาดกลับต่อติดเชื่อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังออกแรงกระชากจนหลุดจากโซ่ตรวนได้

หงชาดเตะเข้าที่ขาของรพีพงศ์และจับขาพระกาฬไชยศรีกระชากให้ล้มตามไป หงชาดใช้โอกาสในช่วงชุลมุนนี้จับตัวนาคินทร์ขึ้นมาอุ้มแล้วเหาะหนี

“ท่านพี่รพีพงศ์…ช่วยข้าด้วย!!! ช่วยข้าด้วย!!!” นาคินทร์ส่งเสียงเรียกหาคนรัก พลางดิ้นรนขัดขืนให้หลุดออกจากแขนของหงชาด

รพีพงศ์และพระกาฬไชยศรีพอทรงตัวได้ก็เหาะตามหงชาดไปติดๆ ขณะที่เหาะอยู่เหนือผืนดินร้อนระอุ ฝ่ามือด้านที่ว่างของหงชาดก็ปล่อยพลังวาโยใส่ผู้ที่ติดตาม สองเทพรีบเบี่ยงกายหลบทำให้พลังวาโยกระทบกับภูผาจนถล่มทับดวงวิญญาณ

“หากไม่รีบจับเจ้าควายตัวปัญหา นรกนี้จักต้องถึงคราววิกฤติแน่” พระกาฬไชยศรีขบเขี้ยวข่มโกรธา ตั้งแต่หงชาดเยือนดินแดนแห่งความตายก็เกิดเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวาย พอจับขังยังหนีออกมาได้เห็นทีจักต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ขอใช้ชีวินนี้เป็นเดิมพัน

มหิงสากายชมพูอุ้มร่างนาคินทร์เหาะไปมาผ่านนรกขุมต่างๆ หากมันมิได้คิดปล่อยให้นาคินทร์ตกลงไปทรมานเพราะหงชาดได้คิดวางแผนสิ่งที่จะทำให้นาคินทร์และรพีพงศ์ทรมานเสียยิ่งกว่าตกนรกหมกไหม้!!!

“ถึงสักที…ลานประหารของพวกเจ้า” หงชาดยิ้มเยาะ นาคินทร์เองเหลือบมองสถานที่ที่หงชาดเอ่ยถึง ลานหญ้ากว้างใหญ่บนชะง่อนผาหาใช่ที่จะเรียกว่าลานประหารเลยสักนิด ทั้งยังมีวิญญาณจำนวนหนึ่งแต่งกายดูสะอาดสะอ้านไร้ความทุกข์ เดินตามแม่เฒ่าและนิรยมบาลจำนวนหนึ่ง

“ถ้าพวกเจ้ามิอยากตายซ้ำตายซ้อนก็จงออกไป!!!” คำขู่ถ้าใครไม่ทำตาม หงชาดก็จักทำดั่งคำที่เอ่ย ทั้งเหล่าวิญญาณและนิรยมบาลพอได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเป็นของอสูรกายที่เคยสร้างความวุ่นวายในนรก จึงพากันวิ่งหนีกันแตกตื่นไม่เว้นนิรยมบาลที่ต้องตามวิญญาณที่หลุดลอยไป

‘ตึง!!!’ หงชาดกระโดดลงสู่พื้นจนเกิดแผ่นดินไหวแล้วย่อกายลงเทียบเท่าร่างมนุษย์ทั่วไป ก่อนจะโยนนาคินทร์ลงสู่พื้น

“โอ๊ย!!!” นาคินทร์ร้องออกมา เมื่อกายกระแทกกับพื้นหญ้า

“ข้าจะลงไปนรก พระเกตุเปิดประตูนรกให้ข้าลงไปบัดเดี๋ยวนี้” ทางด้านพระเสาร์ที่เฝ้าดูเหตุการณ์มิอาจจะทนดูได้อีกต่อไป ยามเห็นลูกเจ็บกายน้ำตาคลอคนเป็นบิดามีหรือจะนิ่งเฉย

“ข้าทำเช่นนั้นมิได้พระเสาร์ ท่านก็รู้มิใช่หรือว่าที่แห่งนั้นเป็นคือยมโลก เทพนพเคราะห์ที่แต่งตั้งแล้วเช่นเราไม่สามารถก้าวล้ำข้ามไปได้ หากไปพลังท่านจะสูญสลายจะทำการอันใดก็มิก่อให้เกิดประโยชน์ได้อีก”  พระเกตุกล่าวทัดทาน

“แต่ข้ารู้วิธีว่าจะต้องกำจัดเจ้าควายนั่น...”  พระเสาร์เองก็เป็นกังวลใจ เพราะตนรู้วิธีในการกำจัดพวกอสูรที่เป็นอมตะเช่นนี้ เกรงว่าหากรพีพงศ์ไม่รู้รังแต่จะเสียเวลา และอาจจะพลาดท่าเสียทีได้

“...ท่านโปรดอดทนรอเถิด ข้าเชื่อว่ารพีพงศ์จักต้องช่วยบุตรของท่านได้เป็นแน่…” พระเกตุเอ่ยกับพระเสาร์ ตาก็มองเหตุการณ์ในนรกต่อซึ่งรพีพงศ์กับพระกาฬไชยศรีมาถึงพอดี

“ปล่อยน้องข้าบัดเดี๋ยวนี้!!!” ไม่ทันที่บาทาจะแตะผืนหญ้าพระกาฬไชยศรีตะโกนใส่หงชาดพร้อมปล่อยโซ่ตรึงขาหงชาดไว้แต่ก็พลาด หงชาดหลบหลีกได้

“ปล่อยเมียข้า!!!” รพีพงศ์ไม่ต่างจากพระกาฬไชยศรีหมายจะใช้จักรบั่นคอ ทว่า…

“เอาเลย สังหารข้าสิรับรองว่านาคตนนี้จักกลายเป็นผงธุลีมิอาจไปผุดไปเกิดได้” หงชาดคว้าแขนนาคินทร์แล้วกระชากขึ้นมาให้ยืนเคียงข้าง มืออีกข้างเสกกริชเงินขึ้นมาจ่อตรงคอหอยนาคินทร์

“ท่านพี่…ฮือ…ท่านพี่รพีพงศ์” นาคินทร์สะอื้นไห้ น้อยใจในโชคชะตาทั้งที่ได้พบเจอแต่หากมันช่างสั้นเหลือเกิน นี่ตนจักต้องตายอีกกี่ครากัน…ดวงวิญญาณจะต้องดับสูญเพราะควายเลวๆตัวหนึ่งเช่นนี้หรือ

“ถ้าอยากได้ชีวิตข้า ข้ายินยอมที่จะมอบให้เจ้าแต่ข้าขอได้หรือไม่ อย่าทำร้ายนาคินทร์เลย” รพีพงศ์ต่อรอง ตนจะไม่ยอมให้นาคินทร์ต้องมารับเคราะห์แทนตนอีก

“เพลานี้ข้าคิดว่าชีวิตท่านไม่ควรจะตายเพียงเพราะสิ้นลมหายใจ  มันง่ายเกินไป …พวกท่านจะต้องตายทั้งเป็น ฮ่าฮ่าฮ่า” เพราะสายตามัวแต่จับจ้องนาคินทร์ทั้งรพีพงศ์และพระกาฬไชยศรีจึงไม่ได้สังเกตว่า หงชาดได้ขยับไปใกล้บ่อน้ำพุที่ผุดอยู่กลางลานหญ้า มันหยิบกระบวยที่ว่างอยู่ตักน้ำพุขึ้นมา แล้วบีบคางนาคินทร์ให้เปิดปากออก พระกาฬไชยศรีเห็นจึงรู้ถึงความคิดอันชั่วช้า

“นาคินทร์ห้ามดื่มน้ำลบความทรงจำเป็นอันขาด!!!” เสียงเตือนของพระกาฬไชยศรีถูกส่งไป นาคินทร์พยายามปิดปากไม่ให้น้ำลบความทรงจำเข้ามาในปาก


ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
“เพิ่งจะเฉลียวใจเอาตอนนี้หรือไรพระกาฬไชยศรี  ฮ่าฮ่าฮ่า...” หงชาดพูดจาเยาะเย้ย ลานกว้างที่ตนเหยียบอยู่ ณ เพลานี้ คือลานบ่อน้ำพุแห่งการลืมอดีต เหล่าวิญญาณที่ชดใช้กรรมจดสิ้นจะเดินทางมาดื่มน้ำลืมอดีตก่อนจะไปเกิดใหม่ และแน่นอนหากนาคินทร์ดื่มเข้าไปแล้วความทรงจำตั้งแต่อดีตก็จะเลือนหายไป ไร้สิ้นคำทรงจำ ไร้สิ้นความผูกพันใด ๆ

“นาคินทร์!!!” รพีพงศ์เข้าใจสถานการณ์จึงไม่ลังเลที่จะจัดการอริตรงหน้า จักรถูกขว้างเข้าใส่หงชาดทำให้มันต้องหลบหนีจึงพลาดทำน้ำในกระบวยหกจนสิ้น

“อย่าคิดว่าหนีข้าได้!!” นาคินทร์รีบพยายามสะบัดตัวหนีออกมา แต่กลับถูกจับตัวไว้ได้…‘ใครว่าน้ำในกระบวยหกหมดเล่า ยังเหลืออีก๑หยด อานุภาพก็ยังร้ายเหลือ’…หงชาดบีบคางนาคินทร์อีกรอบแล้วใช้กระบวยจ่อปากนาคินทร์ หยดน้ำลืมความทรงจำเข้าไปในโพรงปากนาคินทร์

“อ้าก!!!!!!!!” นาคินทร์ร้องลั่นออกมาก้องบริเวณ ภาพความทรงจำตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงปัจจุบันฉายซ้ำตีวนไปมาจนศีรษะแทบระเบิด จากนั้นภาพต่างๆ ถูกแทนที่ด้วยสีขาวโพลนที่ค่อยๆ ดูดภาพแห่งความทรงจำให้หายไป นาคน้อยล้มลงสู่พื้นอย่างอ่อนแรงก่อนจะสลบไป นาคินทร์เอ่ยเรียกชื่อ ‘รพีพงศ์’ อีกครั้งน้ำเสียงแผ่วเบาหากดังชัดสำหรับรพีพงศ์ 

เทพหนุ่มใจวูบโหวงกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า ที่ตนไม่สามารถระงับเหตุร้ายดังกล่าวได้ นาคินทร์สลบไปแล้ว...

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ จงเจ็บปวดทุรนทุรายเสียท่านรพีพงศ์ มารับคนรักที่จำอะไรไม่ได้ของท่านไปเสียสิ” หงชาดพยุงร่างของนาคินทร์ขึ้นมาแล้วผลักให้รพีพงศ์ ร่างสูงเข้ารับแต่กลับกลายเป็นว่านาคินทร์ทะลุผ่านร่างตน…รพีพงศ์ลืมเสียสนิทว่าตนมิอาจจับเนื้อต้องตัววิญญาณนาคินทร์ได้แล้วตนจะพานาคินทร์ออกไปได้อย่างไร

“ไม่ต้องกังวลใจไปท่านรพีพงศ์ ข้านั้นจักพานาคินทร์ออกไปจากที่นี่ ท่านคอยกันท่าหงชาดนี้ไว้ก่อนแล้วข้าจะกลับมาช่วย”

“พระกาฬไชยศรีท่านช่วยพานาคินทร์ออกไปดั่งตามที่ท่านกล่าว แต่มิต้องกลับมาช่วยข้า เพราะจักเสียเวลาเปล่า ข้าจะฆ่ามันเอง!!”  รพีพงศ์ใช้อารมณ์นำพา  กล่าวให้พระกาฬไชยศรีรีบพานาคินทร์หนีไปเพราะเกรงว่าจะพลอยถูกลูกหลงไปด้วย

“เจ้ามันเลวจริงๆ  รับใช้เทพหูเบาอย่างพระอังคารไม่พอ  ยังทำตัวเลว อันธพาลอีกต่างหาก...เจ้าทำร้ายเมียข้า...เจ้าต้องตายหงชาด” ....รพีพงศ์กลายร่างเป็นลูกไฟใหญ่แล้วพุ่งเข้าหาอสูรกายตรงหน้าทันที

 “เข้ามาเลย ข้าจะดูว่าท่านจะถูกข้าขวิดตกเหวอีกหรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า” หงชาดมิเกรงกลัวอะไรทั้งยังยืนตั้งรับก้มศีรษะลงเตรียมพร้อมให้เขาตนขวิดกายองค์สุริยะบุตรให้กระเด็น

‘หมับ’  สองหัตถาก็คว้าจับเขาทั้งสองข้าง ออกแรงกดต้านไม่ได้ให้หงชาดใช้เขาขวิดได้  ปีศาจมหิงสาจะสะบัดอย่างไรก็ไม่ได้แม้ตัวเองมีแรงมหาศาล แต่การกดเขาทั้งสองข้างไม่รู้ทำไมเรี่ยวแรงที่เคยมีกลับลดลงไป เคลื่อนไหวไม่สะดวก

‘หากลองแทงเข้าที่หัวใจของมัน  ไม่แน่อาจจะเป็นจุดอ่อนและฆ่าอสูรกายตนนี้ก็เป็นได้...แต่ได้ไม่ได้  ถึงอย่างไรก็ต้องลองดู’  รพีพงศ์คิดในใจและยังคงเองออกแรงต้านประหนึ่งประลองกำลัง หากหงชาดก็มิยอมทั้งยังออกแรงเพิ่มจนกายรพีพงศ์นั้นถอยไปด้านหลังเรื่อยๆ

“คิดจะประลองกำลังกับข้าหรือ  จงรู้ไว้ข้ามิใช่มหิงสาตัวเดิมอีกแล้ว  มิใช่เป็นสัตว์พาหนะของพระอังคารเทพ บัดนี้ข้าคืออสูรผู้มีฤทธิ์และสามารถสังหารท่านได้โดยง่ายเพียง…อ้า...” เพียงออกแรงเพิ่มเล็กน้อย  กายของรพีพงศ์กำลังจะตกลงจากหน้าผา  หากรพีพงศ์ไม่ยอมตกลงไปเพียงผู้เดียว เทพหนุ่มจับเขาของหงชาดเอาไว้มั่นแล้วเร่งแรงเพลิงไฟสุม จนแรงกดเฮือกสุดท้ายก็เกิดเสียงดังลั่น ดั่งสีฟ้าร้อง...’เปรี้ยง...’   ในที่สุดเขาข้างหนึ่งของหงชาดก็หักเสียกลางอากาศ

“อ๊าก!!!!” หงชาดร้องออกมาดังเสีย หากผู้ใดได้ยินคงคิดว่าผีเปรตที่ไหนร้องโหยหวน เนื่องจากพลังกึ่งหนึ่งนั้นรวมอยู่ในเขาสีนิลใหญ่นี้ พอถูกหักพลังจึงลดลง อีกทั้งความเจ็บปวดจากด้านที่เขาหักมันโลดแล่นไปตามหัวของมัน

“ตายเสียเถิด...” รพีพงศ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศใช้โอกาสที่หงชาดเจ็บปวดและสนใจเขาที่ถูกตนหัก พุ่งเข้าจับผลักให้ชิดกับหน้าผาใหญ่ …‘ชั่วอย่างเจ้า ก็จักต้องตายด้วยตัวเจ้าเอง’... เขาที่มันเคยใช่ขวิดสังหารใคร เพลานี้รพีพงศ์จะใช้เขาเดียวกันนั้นปักกลางอกผู้เป็นเจ้าของ

“อ๊าก!!!!” หงชาดร้องออกมาอีกรอบ รพีพงศ์นั้นหาได้สนใจหรือนึกสงสาร บุตรแห่งทินกรออกแรงข่มเขาให้ปักลึกจนสามารถตรึงร่างของหงชาดไว้กับผานี้ได้ เลือดชั่วกระเซ็นไหลนองจนทั่ว ทว่าลมหายใจของหงชาดนั้นยังอยู่  และมันก็ยังหัวเราะออกมา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ท่านสังหารข้ามิได้ดอก ข้าบอกท่านแล้วอย่างไรเล่า ไม่ว่าวิธีไหนท่านก็ฆ่าข้าไม่ได้...ท่านมันด้อยทั้งปัญญาทั้งฝีมือ...”  สิ่งที่มหิงสาหงชาดเอ่ยนั้นเป็นความจริง มันมิตายแม้จะถูกตรึงร่างเอาไว้ ซ้ำยังพูดจาอวดดี ดูถูกผู้ที่จักมอบความตายให้อย่างรพีพงศ์ และยังมีแรงพอจะฟาดกระบองเข้าใส่รพีพงศ์ได้   เมื่อเจ้าอสูรกายตั้งหลักได้มันฟาดฟันกระบองโมลีตรงที่รพีพงศ์ไม่ยั้ง จนพื้นนรกสะเทือนเลือนลั่น ...แม้จะไม่โดนรพีพงศ์แต่ก็เล่นเอาเหน็ดเหนื่อยอยู่ไม่น้อยในการหลบหลีก แต่แล้วกระบองโมลีก็ฟาดลงมาที่รพีพงศ์ เทพหนุ่มทำได้เพียงใช้สองแขนต้านแรงกระบอกนั้นไว้

“นี่หรือผู้สืบทอดตำแหน่งพระอาทิตย์ผู้เป็นใหญ่ในภายหน้าเอาแต่หลบหลีก... มันน่าขันยิ่งนัก ฮ่าฮ่าฮ่า...”  ถ้อยคำเหล่านั้นจากปากของหงชาด เทพหนุ่มได้ฟังก็ยิ่งโมโห มันไม่ต่างอะไรจากน้ำมันที่ราดบนกองไฟให้ลุกโซน แต่ก็ทำการอะไรไม่ได้  มือก็รับแรงกระบองมิให้ทุบกาย

‘บังอาจทำร้ายนาคินทร์ผู้เป็นดั่งดวงใจยังไม่พอ... ยังบังอาจดูถูกข้าอีก !!!…เจ็บใจ…เจ็บใจยิ่งนัก ข้ามิอาจจะสังหารกระบือตนนี้ได้หรือ...สองมือข้ามิอาจดูแลปกป้องนาคินทร์ได้เลยหรือ ข้าช่างไม่เอาไหนยิ่งนัก หากข้าแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ ข้าคงจะปกป้องดวงใจของข้าได้’…

‘แข็งแกร่ง...ใช่สิ แข็งแกร่ง’ คำ ๆ นี้เปรียบเสมือนเป็นกุญแจที่ไขประตูแห่งปัญหา เทพหนุ่มกำลังคิดอะไรได้บางอย่าง

‘ใช่ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ใช่แล้ว ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดต้องช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ...พระเสาร์ ...ต้องขอพึ่งพลังและปัญญาของพระเสาร์...การนี้อาจจะสำเร็จก็เป็นได้...’  รพีพงษ์ที่ไม่ยอมหมดหวังยืนนิ่งและเปลือกตาปิดลงอย่างรวดเร็ว จิตใจตั้งมั่นเพ่งสมาธิระลึกถึงผู้ที่แข่งแกร่งที่สุดในเทพนพเคราะห์

…‘พระเสาร์ท่านได้ยินข้าหรือไม่ พระเสาร์ท่านได้ยินช้าหรือไม่ ได้โปรดจงช่วยข้าด้วยเถิด ข้าขอยืมเศษเสี้ยวแห่งพลังและปัญญาของท่าน เพื่อเอาชนะปีศาจกระบือที่มันจองล้างจองผลาญข้าและนาคินทร์อยู่ในขณะนี้ ได้โปรดชี้นำหนทางแห่งชัยชนะมาสู่ข้าด้วยเถิด’…

กระแสจิตภาวนาถูกส่งถึงไปถึงพระศนิที่ประทับอยู่ในวิมาน พระเสาร์ผู้ไม่เคยสนใจช่วยเหลือผู้ใด ยามนี้กลับนั่งสมาธิส่งกระแสจิตหารพีพงศ์ที่กำลังขอความช่วยเหลือจากตน

...‘เจ้าจงตั้งใจฟังให้ดีนะรพีพงศ์...ทุกอย่างนั้นมีอยู่ที่ตัวเจ้าแล้ว’...

...‘อะไรนะพระเสาร์  ท่านหมายถึงสิ่งใดกัน...ทุกอย่างนั้นมีอยู่ที่ตัวข้า’…

...‘ใช่...ไข่มุกมรกตของข้าบรรจุพลังอำนาจของข้ากึ่งหนึ่งไว้อยู่แล้ว แก้วนาคาของนาคินทร์สามารถให้เจ้าแปลงกายเป็นพญานาคได้ และพลังอัคคีของเจ้า หากทั้งสามสิ่งนี้จักทำให้เจ้ามีพลังเพลิงไฟที่ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างขึ้นมาได้  ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟใดๆ ในสามโลก จงใช้มันเผาผลาญกายปีศาจกระบือกเฬวกรากตนนี้ให้เป็นผุยผง มันก็จะไม่สามารถคืนร่างมาทำร้ายเจ้าได้อีก’…

…‘ข้าขอบน้ำใจท่านมาก พระเสาร์ ข้าขอบน้ำใจท่านมาก’…

… ‘อย่าให้ความช่วยเหลือของข้าต้องสูญเปล่า จงปราบปีศาจกระบือตนนี้ให้ได้และพานาคินทร์บุตรแห่งข้ากลับคืนมา’…

…‘ข้าสัญญา ข้าจะสังหารเจ้าปีศาจกระบือนี่และนำวิญญาณนาคินทร์กลับไปชุบชีวิตให้จงได้’…

เปลือกตาที่ปิดอยู่เปิดออกอีกครั้งเผยนัยน์ตาที่มุ่งมั่นและกระหายชัยชนะ หัตถ์ทั้งสองออกแรงดันกระบองยักษ์ออกไปสุดแรง  แล้วเหาะขึ้นไปบนฟ้าเทพหนุ่มยกขึ้นมาพนมไว้กลางอก ก่อนจะมีรัศมีสีขาว สีมรกต และเพลิงไฟ สลับออกมาหุ้มกายาของร่างสูง แก้วนาคาลอยออกมาจากกลางอุรา เช่นเดียวกับไข่มุกมรกต ทั้งสองสิ่งรวมผสานกันกลายเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะพุ่งเข้าไปในร่างของรพีพงศ์อีกครั้ง

...”ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอาเลยรพีพงศ์  ข้าอยากรู้ว่าท่านจะมีลูกเล่นอะไรอีก !!!” หงชาดที่ฟื้นกำลังแล้ว  ได้เห็นสิ่งที่เทพหนุ่มกำลังทำก็นึกสนใจไม่ได้  แม้หงชาดสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่แต่มันก็หาได้เกรงกลัว เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะทำเช่นไรตนก็ไม่ตาย...แม้เขาหักไปข้างหนึ่งแต่พลังนั้นยังเหลือเฟือ

“อ๊าก!!!!” แสงสุรีสว่างไสว ปาวกะ (ปา-วะ-กะ) ลุกโชนท่วมกายกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ ส่องแสงสว่างไปทั่วก่อนจะหมุนเกลียวขึ้นไปคล้ายพายุที่จักกวาดล้างทุกสิ่งให้พินาศ หากมันมิใช่พลังที่ยิ่งใหญ่อย่างเดียว…สิ่งหงชาดได้เห็นนั้นร้ายแรงกว่าพายุอัคคี

พญานาคเกล็ดสีทองลักษณะรูปร่างใหญ่โตลำตัวทอดยาว มี ๓ เศียร ดวงตาคู่สีเขียวมรกต ทั่วทั้งกายนั้นมีอัคคีร้อนลุกท่วม…รพีพงศ์กลายร่างเป็นพญาภุชงค์สีทองเลื้อยแหวกอากาศตรงเข้ารัดตัวหงชาด

“ไฟท่านร้อนดีนี่  พญานาคไฟหรือ...ไม่นึกว่าวงศ์สุริยะเทพของท่านจะกลายร่างเป็นพญานาคได้ด้วย...ช่างเป็นบุญตาข้าจริงๆ..”

“เป็นบุญของเจ้าเช่นกันหงชาด  ที่เจ้าจะได้ลองลิ้มเพลิงที่ไม่เคยมีผู้ใดได้รับมาก่อนเป็นคนแรก...”  รพีพงศ์ในร่างพญาภุชงค์สีทอง เปิดปากออกแล้วปล่อยเปลวไฟใส่ใบหน้าของหงชาดทันที

“อ้าก!!! ร้อน!!! ร้อนเหลือเกิน” มิใช่เพียงหงชาดที่มิอาจต้านทานความร้อนได้ แม้แต่วิญญาณในนรกที่ไม่ได้โดนเปลวไฟโดยตรงก็ยังร้อนระอุ  บัดนี้ต่างทุรนทุรายกรีดร้องโหยหวน รพีพงศ์หารู้ไม่ว่าพลังของตนสามารถทำให้ยมโลกนั้นแตกได้

“เหตุใด ดินแดนแห่งความตายจึงได้ร้อนผิดแผกไปจากเดิม…” พระเจตคุปต์ที่อยู่อีกขุมนรกยังสัมผัสได้ถึงไอร้อน จึงหลับตาใช้ญาณหาสาเหตุ มิช้านานก็ปรากฏภาพพญานาคราชสีทองที่ร่างเป็นอัคคีกำลังพ่นไฟใส่ปีศาจควายที่พระกาฬไชยศรีเคยกักขังอยู่

“ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ ยมโลกนรกคงถึงกาลอวสาน” พระเจตคุปต์ลืมตาขึ้นมาเพราะรู้ว่าพญานาคที่ตนเห็นมิใช่พญานาคธรรมดา หากแปลงร่างให้ใหญ่ขึ้น หรือใช้อิทธิฤทธิ์มากขึ้นคงไม่เป็นผลดีต่อเหล่าวิญาณ

“ท่านพระยายมราช..ข้าขอ…”

“รีบไปเถิดเจตคุปต์ ก่อนที่จะเกิดผลร้ายตามมา” พระยายมราชรู้ดีว่าพระเจตคุปต์ปรารถนาขอการอันใด เมื่อได้รับอนุญาตแล้วพระเจตคุปต์รีบใช้คาถาพาตนไปที่หน้าผาของลานน้ำพุลบความทรงจำในทันที

“ทำไมร้อนมากเยี่ยงนี้” วินาทีแรกที่มาถึงไอความร้อนแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ เมื่อครู่ว่าร้อนแล้วพอได้มาใกล้เช่นนี้ก็ยิ่งร้อนจนแทบถูกเผาให้กลายเป็นจุล

“ข้าจักต้องควบคุมพลังความร้อนนี่เสียก่อน” พระเจตคุปต์เสกคัมภีร์ขึ้นมาแล้วเปิดออกอย่างรวดเร็ว หน้าแล้วหน้าเล่าที่ถูกเปิดให้ผ่านพ้นไป พระเจตคุปต์พยายามหาหน้าที่ตนต้องการ

“เจอแล้ว!!” พระเจตคุปต์ยิ้มออกมา เมื่อได้เห็นภาพธารน้ำแข็งขนาดใหญ่…ขุมนรกสีตโลสิตนรก หนึ่งในขุมนรกจาก ๓๒๐ ขุมแห่งยมโลกียนรก อันขุมนรกสีตโลสิตนรกนี้ประกอบด้วยสายชลเย็นยะเยือก เมื่อสัตว์นรก วิญญาณบาปตกลงไปก็จักตายและฟื้นขึ้นมาตกลงไปอีกครา จักเป็นเช่นนี้จนกว่าจะสิ้นกรรมที่เคยกระทำปลิดชีพสัตว์หรือผู้อื่นโยนลงในหุบเหว สระน้ำ

ดัชนีจรดลงยังภาพปรากฏรัศมีเจิดจ้าขึ้นทันใด พระเจตคุปต์ใช้นิ้วรวมรัศมีวาดวงกลมกลางอากาศกลายเป็นฟองอากาศขนาดยักษ์ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยไอเย็น เทพผู้มาใหม่ควบคุมดวงฟองอากาศนี้ให้ลอยไปยังพญานาคอัคคีที่กำลังใช้กายเผาหงชาด เพื่อกักขังทั้งสองเอาไว้รวมถึงมิให้ความร้อนนั้นออกมา

…‘จงปกป้องนรกให้พ้นวิกฤติครั้งนี้ด้วยเถิด’…

พระเจตคุปต์ได้แต่หวังว่าพลังความเย็นจากขุมนรกสีตโลสิตที่ตนได้นำออกมาใช้จะสามารถป้องกันความร้อนของพญานาคจำแลงนี้ได้บ้าง ถึงกระนั้นพระเจตคุปต์ก็มิวางใจจึงเสกฟองเย็นนี่เพิ่มแล้วห่อหุ้มไว้อีกสามชั้น  และเฝ้าดูสถานการณ์อยู่เนืองๆ

‘เปรี๊ยะ…เปรี๊ยะ’ รอยร้าวเกิดขึ้นมาทีละนิด เห็นทีฟองอากาศนี้มิอาจรั้งเอาไว้ได้ ขณะที่รพีพงศ์โหมไฟให้เร่งเผาหงชาด พระเจตคุปต์นั้นก็เร่งหาทางแก้ไขและนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้

คัมภีร์ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง หากครั้งนี้หน้ากระดาษไร้ซึ่งลายเส้นอักษรหรือภาพเฉกเช่นหน้าอื่น พระเจตคุปต์เสกพู่กันขึ้นมาแล้ววาดบานประตูขึ้นมา

“ประตูเอ๋ยจงเปิดออกให้พญานาคราชและอสูรนี้เข้าไปด้วยเถิด”

บานประตูในภาพนั้นเปิด ลมพายุนั้นได้ออกมาหอบดูดกลืนทั้งสองให้เข้าไปในหนังสือ ดั่งที่พระเจตคุปต์ต้องการ เป็นเหตุให้หงชาดเป็นอิสระสามารถขยับตัวได้แม้จะมีเขาปักอยู่กลางอกก็ตาม พระเจตคุปต์เฝ้าดูต่อสู่ของทั้งสองผ่านคัมภีร์วิเศษ

“เข้ามา ท่านรพีพงศ์ไฟของท่านทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก” แม้ผิวหนังจะไหม้เกรียม หงชาดยังมิวายปากดียั่วอารมณ์รพีพงศ์

ในเมื่อใช้ไฟหงชาดยังอวดดีเช่นนี้…รพีพงศ์จึงมิพอใจแผ่พังพานออกมาทั้งสามเศียร ทำให้เกิดสะเก็ดไฟกระเด็นออกมากลายเป็นอสรพิษนับร้อยเข้าฉกกัดหงชาด

“ตายเสียเถอะ” หงชาดใช้กระบองฟาดงูที่เข้ามาฉกกัดอันเป็นการกระทำที่เสียแรงเปล่า อสรพิษหลบหลีกว่องไวทั้งเลื้อยรัดแขนออกแรงให้หงชาดอยู่ในลักษณะเอามือไขว้หลัง

“อึก…” หงชาดมิอาจขยับแขนแกร่งทั้งสองได้เพราะมีงูตนนึงเสียสละตนเป็นเชือกมัดหงชาดเอาไว้แน่น งูตัวอื่นก็รีดพิษออกมาผ่านเขี้ยวคมกัดเข้าไปทะลุผิวปล่อยพิษให้อสูรร้ายกลายเป็นอมพาต

“ทีนี้เจ้าจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างแท้จริง” เศียรตรงกลางกลับคืนเป็นกายรพีพงศ์ที่ท่อนล่างยังเป็นนาคกำลังกล่าวเยาะเย้ยใส่หงชาด ในหัตถือพระขรรค์ที่กลายเป็นไฟไว้มั่นก่อนจะตัดเขาอีกข้าง และจ้วงแทงปักทะลวงกลางเขาที่ปักอกอยู่แล้ว ทั้งยังฟาดฟันร่างหงชาดจนขาดหลายท่อน

“โอ๊ย !!! ร้อน !!! อ๊าก !!!” เสียงกรีดร้องดังลั่นด้วยสูญเสียพลังทั้งหมด  ทุกส่วนของร่างกายที่ต้องคมพระขรรค์จะติดไฟเผาผลาญ ทำให้ร่างกายของหงชาดนั้นมอดไหม้ไปทีละส่วน  ซ้ำรพีพงศ์ยังคืนร่างให้เป็นพญานาคพ่นไฟร้อนใส่ส่วนที่เหลือจนมอดไหม้กลายเป็นทุลีไปทั้งหมด ทำให้ปีศาจกระบือไม่สามารถรวมร่างให้กลับมามีชีวิตได้อีก

...จบสิ้นเสียที ...ขอบคุณท่านจริงๆ  พระเสาร์...

เมื่อปราบหงชาดจนสำเร็จรพีพงศ์จึงคืนร่างเป็นเทวารูปงาม แก้วนาคาและไข่มุกมรกตนั้นก็แยกออกจากกันแล้วลอยกลับเข้าไปในร่างของรพีพงศ์ดังเดิม พระเจตคุปต์เห็นว่าการสู้รบได้จบสิ้นจึงร่ายมนต์นำรพีพงศ์ออกมาจากคัมภีร์วิเศษ

“ขออภัย...ท่านคือ..”  รพีพงศ์ที่ออกมาแล้วเมื่อได้พบพระเจตคุปต์  ก็อดที่จะถามไม่ได้ด้วยมิเคยเจอกันมาก่อน  แต่ก็พอที่จะล่วงรู้ได้ว่าเทพในนรกผู้นี้มาดีมิได้มาร้ายเช่นหงชาด

“เรา...พระเจตคุปต์  ยมทูตใหญ่อีกองค์แห่งยมโลกนี้ สุริยะบุตร ...ว่าแต่ท่านเป็นอย่างไรบ้าง...”

“ขอบน้ำใจท่านเหลือเกิน พระเจตคุปต์ อันตัวข้ามีแผลเพียงเล็กเท่านั้น ข้ามิสนใจดอก สิ่งที่ข้าสนใจคือนาคินทร์เมียของข้า ข้าอยากพบเจอนาคินทร์ของข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าพระกาฬไชยศรีพาเมียข้าไปหลบซ่อนอยู่ที่ใด...” จิตใจมุ่งแต่จักเจอนาคน้อย ใบหน้างามที่บิดเบี้ยวทรมานหลังต้องดื่มน้ำแห่งการลบความทรงจำยังคงติดตา มิรู้ว่านาคินทร์จักเป็นเช่นไร…แค่คิดรพีพงศ์แทบจะไม่มีแรงหายใจ

“ไม่มีที่แห่งใดในแดนยมโลกนี้ปลอดภัยเท่าวิมานของท่านพระยายมราช  พระกาฬไชยศรีพานาคินทร์ไปหลบอยู่ที่นั่น“ พระเจตคุปต์เอ่ยตอบ

“แล้ววิมานของท่านพระยายมราชตั้งอยู่ที่ใดกัน บอกข้าเถิด...อย่าช้าที”

“มิคงกังวล ข้าจะพาท่านไปยังวิมานท่านพระยายมราชเอง” พระเจตคุปต์คว้าข้อมือของรพีพงศ์ เพียงชั่วพริบตา รพีพงศ์ก็เข้ามาในสถานที่แปลกตา จากหน้าผาสูงกลายเป็นห้องหับที่ตกแต่งอย่างงดงาม…งดงามเพียงใดแต่บรรยากาศนั้นเศร้าหมอง เมื่อเห็นพระยายมราช และพระกาฬไชยศรี ยืนมองร่างวิญญาณของนาคินทร์ที่กำลังไร้สติอยู่บนบรรจถรณ์

รพีพงศ์เดินเข้าไปใกล้…และนั่งลงบนข้างเตียงนั้น อยากจะจับมือมาลูบไล้ อยากจะสัมผัสร่างบาง อยากจะกอดให้ไออุ่น ทว่า…รพีพงศ์มิสามารถทำอันใดได้

“นาคินทร์เป็นเช่นไรบ้าง ท่านพระยายม พระกาฬไชยศรี”

“นาคินทร์นั้นเพียงสลบไปด้วยฤทธิ์แห่งน้ำลบความทรงจำเท่านั้น ไม่ต้องห่วงดอกรพีพงศ์ อย่างไรเสียเจ้ายังสามารถชุบชีวิตของนาคินทร์ได้” พระยายมราชตอบ

“เพียงแต่…หากชุบชีวิตแล้วนาคินทร์ฟื้นขึ้นมาก็มิต่างจากวิญญาณที่ไปเกิดใหม่” พระกาฬไชยศรีกล่าวเสริมขึ้นมา ทำให้รพีพงศ์นั้นตกใจเมื่อได้ฟัง

“พระกาฬไชยศรี ท่านหมายถึง….”

“เป็นเช่นนั้น…ข้าหมายความดังนั้น”















............

มาแล้วค่ะ หายไปนานน้องก็มาแล้วค่ะ

มาปุ๊บเจอปั๊บดีใจไหมคะ รพีพงศ์เจอนาคินทร์แล้ว ทุกคนปรบมือสิคะ ไม่ใช่จะเอาไฟมาเผากระท่อมท่านยุ่ง

หลายคนเรารู้นะว่าคิดว่าป๋ากนธีเป็นคนทำ อย่ามาว่าป๋า ป๋าน่ารัก อิอิ

เอาล่ะ ท่านยุ่งหวังว่าทุกคนจะชอบและไม่ลืมนะคะ อย่าดื่มน้ำลบความทรงจำแล้วลืมนิยายของท่านยุ่งล่ะ ไม่เอาน๊า~~~☆

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม เข้ามาอ่าน มาเม้นเป็นกำลังใจนะคะ รักทุกคน จุ๊บ

ออฟไลน์ ashbyipcet

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
ต้นเหตุคืออิลุงงูผีเวรนั่นถ้าให้ลงนรกควรจับ freeze ไว้นะหล่อแค่ไหนแต่ถ้าเลวก็โยนทิ้งค่ะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
มาติดตามจ้า

ออฟไลน์ l3iggy

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 44
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
นาคน้อยจะเป็นเช่นไร ฮือๆๆๆ

รออย่างใจจดใจจ่อ


ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
‘หมับ’ ร่างของนาคินทร์ตกลงมาสู่อ้อมแขนแกร่งของรพีพงศ์ที่เข้ามาช่วยไว้ทันท่วงที พร้อมกับเศษแก้วนาคาที่ผสานรวมกันอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าสู่อกด้านซ้ายของนาคินทร์





#เร็วๆนี้

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 06







นานมาแล้ว…พระผู้สร้างพระองค์แรกได้สร้างทุกสรรพสิ่งและโลกนี้ขึ้นมาด้วยความเมตตา แต่การที่จะสร้างโลกขึ้นมาได้ องค์มหาเทพจักต้องใช้พลังมากมายมหาศาล ทุกหยาดเม็ดเหงื่อหยดลงบนพื้นปฐพี ณ สวนขวัญ มันหาได้ซึมลงไปอย่างไร้ประโยชน์ หากกลายเป็นเมล็ดพันธุ์หยั่งรากฝักลึก กล้าอ่อนสีเลื่อมรัตนาค่อยๆ โผล่ออกมาเหนือพื้นดินและเติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปด้วยใบไม้เขียวขจี ทั้งผลิดอกแก้วออกมาจนทั่ว สร้างความอัศจรรย์ใจแก่พระผู้สร้าง เหล่าเทวาและเหล่าเทพีทั้งหลายที่ร่วมกันสร้างโลกในเวลานั้น  ขณะที่ทุกสายตากำลังชื่นชมความงามของต้นไม้ใหญ่อยู่นั้น จู่ๆ ดอกแก้วจำนวน ๒ ดอกจากต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดต้นหนึ่งก็ได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นพิภพกลายเป็นมนุษย์คู่แรกของโลก จึงได้รับการขนานนามว่า...ต้นไม้แห่งชีวิต...  ประวัติของต้นไม้แห่งชีวิตและการกำเนิดมนุษย์บนโลกจึงถูกเล่าขานกันมาจวบจนถึงปัจจุบัน ความวิเศษอื่นนั้นยังมีอีกมากโขรวมไปถึง...การชุบชีวิต แต่ผู้ที่จะสามารถทำพิธีให้ต้นไม้แห่งชีวิตนี้ชุบชีวาได้ มีเพียงพระผู้สร้างพระองค์เดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำกันบ่อยๆ นัก และดูมูลเหตุในการทำพิธีเป็นสำคัญ ด้วยพระเมตตาของพระผู้สร้างองค์ปัจจุบัน ที่ได้ให้คำมั่นกับรพีพงศ์ไว้เรื่องการชุบชีวิตคนรัก จึงเป็นเหตุในการทำพิธีครั้งนี้ การชุบชีวิตผู้วายชนม์กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง  นี่นับเป็นครั้งที่ ๕  ตั้งแต่ต้นไม้แห่งชีวิตได้ถือกำเนิดขึ้น และบัดนี้พระองค์ทรงประทับ ณ พระแท่นศิลากลางสวนขวัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ทูลพระผู้สร้าง บัดนี้เทพรพีพงศ์ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าตามรับสั่งแล้วพะยะค่ะ” เทวดาผู้มีหน้าที่เฝ้าสวนขวัญได้เข้ามาแจ้งให้มหาเทพทรงทราบ

“รีบไปเชิญเทพรพีพงศ์มาพบข้า” ตรัสรับสั่งสิ้น เทวดาผู้นั้นจึงเชิญรพีพงศ์ให้เข้ามา แวบแรกที่พระผู้สร้างได้ทอดพระเนตรเทวาหนุ่ม ใบหน้าพีพงศ์ช่างดูอิดโรยไม่น้อย ซ้ำร่างกายยังมีบาดแผลอยู่ทั่ว ภูษาที่ใส่ก็เต็มไปด้วยคราบโลหิต

“ถวายบังคมพะยะค่ะ” รพีพงศ์คุกเข่าลงก้มกราบผู้เป็นใหญ่

“สิ่งที่ข้าให้ท่านไปทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่เล่า” พระพริษฐ์ตรัสถาม แม้จักรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม

“สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีพะยะค่ะ” รพีพงศ์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ตื่นเต้นเล็กน้อย

“เช่นนั้นจงนำสิ่งของสำคัญของบิดามารดาตลอดจนดวงวิญญาณของนาคินทร์ออกมาให้ข้าเถิด”

“พะยะค่ะ” รพีพงศ์ไม่รอช้า หัตถาพนมมือร่ายคาถาเรียกไข่มุกมรกตและแก้วนาคาออกจากร่าง ของวิเศษทั้งสองลอยเด่นอยู่ในอากาศ รพีพงศ์จักผายมือซ้ายออกมากลางฝ่ามือมีผ้าแพรห่อเส้นผมดำขลับของมุตา กลางฝ่ามือขวามีผอบเงินวางอยู่…ผอบเงินที่พระยายมเมตตามอบให้รพีพงศ์บรรจุดวงวิญญาณของนาคินทร์ก่อนที่จะส่งตนขึ้นมายังสรวงสวรรค์

เวลาที่รพีพงศ์รอคอยนั้นใกล้มาถึง…พระพริษฐ์ผู้เป็นใหญ่ในสามภพ เสด็จลงจากพระแท่นศิลาไปยังต้นไม้แห่งชีวิต เพียงพระหัตถ์สัมผัสไปยังกลางลำต้นไม้ใหญ่ หลับดวงพระเนตรตั้งจิตคิดคาถา บริเวณกลางลำต้นที่พระหัตถ์สัมผัสก็ค่อยๆ แหวกแยกออกจากกันเป็นโพรงใหญ่ ไข่มุกมรกต เส้นผมสีปีกกาและแก้วนาคาคล้ายถูกวาโยหอบพัดผ่านให้ลอยเข้าไปในโพรงรวมถึง…ผอบเงินที่ถูกเปิดออกให้วิญญาณนาคน้อยล่องลอยเข้าไป

‘หวึบ’ ลำต้นของต้นไม้แห่งชีวิตปิดผสานกันเช่นเดิมหลังจากที่วิญญาณของนาคินทร์ได้เข้าไป รพีพงศ์หมายจะเดินเข้าไปลูบตามลำต้นด้วยความเป็นห่วงและกลัวจับใจ กลัวว่านาคินทร์จะหายเข้าไปแล้วไม่ย้อนคืนกลับมา แต่พระผู้สร้างยังอยู่ตรงนั้น  ตนจึงไม่สามารถเข้าไปได้

“ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย…รพีพงศ์” ราชดำรัสของพระผู้สร้างทำให้เทพหนุ่มหยุดความคิดนั้น

“ขอประทานอภัยพะยะค่ะ” รพีพงศ์สำนึกได้ว่าตนไร้ซึ่งมารยาทด้วยความคิด หากพระผู้สร้างกลับมิได้คิดเช่นนั้น พระองค์เข้าใจถึงหัวอกของผู้มีรักดี เพราะพระองค์เองหากเสียคนรักคงจะว้าวุ่นใจมิใช่น้อยเฉกเช่นสุริยะบุตรผู้นี้

พระผู้สร้างมิได้ตรัสสิ่งใดกับรพีพงศ์ต่อ หากพระองค์ร่ายคาถาบทสุดท้าย ส่งผลให้ต้นไม้แห่งชีวิตเปล่งแสงออกมาสว่างไสวไปทั่วบริเวณ รพีพงศ์ได้แต่ลุ้นระทึกใจแต่ก็มิสามารถแสดงออกอะไรได้

ไม่นานแสงสว่างก็กลายเป็นฝุ่นละอองและเลือนหายไปในนภากาศ หากมันไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับต้นไม้แห่งชีวิตกำลังค่อยๆ ผลิตาดอกแก้วจากตาดอกเล็กๆ จนเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กิ่งก้านนั้นโน้มลงมาแทบจะถึงพระเศียรของพระผู้สร้างที่ประทับยืนอยู่ สีกลีบแก้วเจือสีมรกตหากแต่บางเบาจนเห็นดวงแก้วนาคาที่ข้างในนั้นมีวิญญาณของนาคินทร์หลับใหลอยู่

“ข้าทำพิธีชุบชีวิตให้นาคินทร์เสร็จสิ้นแล้ว นับจากนี้ไปก็เหลือเพียงรอเท่านั้น รอให้นาคินทร์มีเลือดเนื้อ มีกายหยาบเช่นดังเดิมเสียก่อน” พระผู้สร้างถอยออกมาและตรัสกับรพีพงศ์ที่กำลังมองดูดอกแก้วตรงหน้า

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้พะยะค่ะ” รพีพงศ์ก้มลงกราบแทบฝ่าพระบาทของมหาเทพ ตนนั้นซาบซึ้งตื้นตันใจอย่างหาเปรียบมิได้

“ข้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง…รพีพงศ์ ท่านอย่าได้ลืมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุบชีวิตครั้งนี้เล่า พวกเขาเหล่านั้นล้วนมีบุญคุณกับเจ้ายิ่งนัก...โดยเฉพาะเทพนภนต์”

“กระหม่อมมิลืมดอก ผู้ใดที่ช่วยเหลือกระหม่อมในครานี้ กระหม่อมได้สลักนามไว้ในใจหมดสิ้นแล้วพะยะค่ะ” รพีพงศ์เอ่ย ไม่ว่าจะเป็นเทพนภนต์ที่ทูลขอ พระเสาร์ นางนาคมุตตา อีกทั้งพระเกตุ พระกาฬไชยศรีและพระเจตคุปต์ ตลอดจนพระยายมราช ล้วนมีบุญคุณกับตนทั้งสิ้น

“ดีแล้วที่ท่านรู้บุญคุณผู้อื่น เพลานี้หมดหน้าที่ของข้าแล้ว เห็นทีจักต้องกลับวิมานแก้ว ท่านเองก็เช่นกันกลับวิมานเพลิงเพื่อพักผ่อนเถิด…รพีพงศ์”

“กระหม่อมตั้งใจจะอยู่ ณ สวนขวัญแห่งนี้เพื่อรอนาคินทร์ อย่างไรเสียกระหม่อมขอเทวราชานุญาตจากพระองค์ด้วยเถิดพะยะค่ะ” รพีพงศ์มิต้องการไปไหนหรือห่างไกลจากนาคินทร์อีก นาคินทร์จักต้องอยู่ในสายตาตนเท่านั้น จึงจะมั่นใจว่านาคินทร์ปลอดภัย รพีพงศ์ยอมรับว่าตนกลัวนัก…ขลาดกลัวว่าจะสูญเสียนาคินทร์อีก

“ได้...ข้าอนุญาตให้ท่านอยู่ ณ สวนขวัญนี้ จะสรงน้ำในสระบัวหรือจักปลิดผลหมากรากไม้เป็นอาหารข้าก็อนุญาต” พระพริษฐ์มีพระเมตตาล้นเหลือสมแล้วที่เป็นมหาเทพทั่วทั้งสามภพ

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” รพีพงศ์ก้มลงกราบอีกครั้งให้กับพระมหากรุณาที่พระผู้สร้างมอบให้กับตน พระผู้สร้างแย้มสรวลเล็กน้อยก่อนจะเสด็จกลับวิมานแก้วสถานให้ภายในสวนขวัญนี้เหลือเพียงรพีพงศ์และนาคินทร์

…‘ดวงใจเอ๋ย ดวงใจข้า ในที่สุดเจ้าจักได้คืนสู่อ้อมอกพี่ นาคินทร์เอ๋ย... รู้ไหมเล่าว่าพี่นี้คิดถึงเจ้ามากมายเพียงใด’…

สุริยบุตรนั่งลงบนพื้นแหงนมองนาคน้อยผ่านกลีบผกาแก้ว ริมฝีปากขยับยิ้มกว้าง ไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้กำลังจะเป็นความจริง ตนกำลังจะได้นาคินทร์กลับคืนมาอีกครั้ง หากนาคินทร์ฟื้นชีพจากนิทรานี้เมื่อใด ตนจะพรมจูบอย่างสมใจให้หายคิดถึง

☆~☆~☆

สุริยันและจันทราหมุนเวียนเปลี่ยนสลับบอกวันเวลา…นี่มันก็หลายทิวาราตรีแล้วที่รพีพงศ์เฝ้ามองนาคน้อยผู้ครอบครองดวงใจ…รอคอยยามที่กลีบดอกไม้จะผลิบานเต็มที่ ในระหว่างนี้พระเสาร์ได้ออกจากวิมานเดินทางมายังสวนขวัญ นอกจากนี้ยังมีพระพุธ รวมถึงพระสุมทรชลันธรและนภนต์ เมื่อทราบข่าวว่ารพีพงศ์นำดวงวิญญาณของนาคินทร์กลับมาได้สำเร็จ และได้รับการชุบชีวิตต่างดีใจ โดยเฉพาะชลันธรที่เหมือนจะดีใจมากกว่าใคร

“เราดีใจยิ่งนัก สหายของเราจะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

มิใช่เพียงชลันธรเท่านั้น ทั้งพระเสาร์ พระพุธ ก็อยากจะพบหน้าและพูดคุยกับนาคินทร์ทั้งนั้น แต่มากกว่าใครคงหนี้ไม่พ้นรพีพงศ์ที่รอคอยด้วยใจพะวงรักดั่งไฟที่สุมแน่นอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง แม้เคยคิดว่าตนจักรอได้ แต่เอาจริงๆ แล้วกาลเวลาทุกนาทีที่ผ่านไปช่างยาวนานสำหรับรพีพงศ์ยิ่งนักราวกับแรมเดือนแรมปี จวบจนผ่านไปค่อนเดือนสวรรค์ ก็ยังไม่มีสัญญาณใดเลยบ่งบอกว่านาคินทร์ฟื้นคืนชีวามาหาตน  แต่แล้วในคืนหนึ่งที่จันทราเต็มดวงส่องแสงแขสว่างไสวให้ทอดมองแลเห็นทุกสรรพสิ่ง สายลมเย็นพัดเอื่อยแผ่วเบาให้ต้องกายที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทราให้พอรู้สึกหนาว ต้นไม้แห่งชีวิตแผ่ละอองรัศมีแสงระยิบระยับไม่ต่างจากทางช้างเผือก กลีบดอกไม้ค่อยๆ เบ่งบานทีละนิดจนเผยให้เห็นเกสรกลมใหญ่ ไม่สิ!! จะเรียกว่าเกสรก็คงจะไม่ถูก จักต้องเรียกว่าดวงแก้วนาคาที่กำลังส่องแสงสว่างอยู่ในขณะนี้

‘เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ’  เสียงดวงแก้วลั่น พร้อมกับเกิดรอยร้าวขึ้นทีละนิด…ทีละนิดเหมือนกำลังใกล้จะแตก เสียงนั้นปลุกให้เทพหนุ่มรูปงามให้ตื่นขึ้นมายามรัตติกาล รพีพงศ์แทบจะลืมตาไม่ขึ้นเมื่อต้องแสงจ้าจากต้นไม้แห่งชีวิตและดวงแก้ว ก่อนยกหัตถาบังดวงตาเล็กน้อยพอให้สายตาได้มองลอดว่าอะไรคือต้นตอของเสียงที่ปลุกตนให้ตื่นขึ้นมา

“เหตุใดต้นไม้แห่งชีวิตถึงส่องแสง หรือว่า…” รพีพงศ์แหงนมองบุปผาชาติงามล้ำเหนือเกศา บัดนี้ได้เบ่งบานอวดมณีนาคาด้านใน หากได้เพ่งพิศมองดีๆ จักพบเห็นรอยร้าวจำนวนมาก คล้ายกับว่ามิอาจรองรับสิ่งที่อยู่ด้านในได้อีกต่อไป สาเหตุก็เป็นเพราะนาคินทร์กลับมามีกายหยาบอีกครั้ง

‘เพล้ง!!!! แก้วนาคาแตกสลาย หากเศษแก้วลอยคว้างมิตกลงมาสู่ผืนหญ้า ทว่าสิ่งที่กลับตกลงมานั้นคือร่างกายของนาคินทร์ที่ยังคงไม่ได้สติ

‘หมับ’ อ้อมแขนแกร่งของรพีพงศ์ที่เข้ามารองรับกายงามที่ไร้อาภรณ์ปกปิดไว้ทันท่วงที พร้อมกับเศษแก้วนาคาที่ล่องลอยแล้วผสานรวมกันอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าสู่อกด้านซ้ายของนาคินทร์

‘หวึบ’ ร่างของนาคินทร์กระตุกเกร็งก่อนจะแน่นิ่งไป รพีพงศ์ใจหายวาบกลัวเหลือเกิน…กลัวว่านาคินทร์จักเป็นอันใด หากความกลัวค่อยๆ หายไปพร้อมกับใบหน้าของนาคินทร์ที่เคยขาวซีด กลับค่อยๆ แดงระเรื่อคล้ายเลือดกำลังสูบฉีด เนื้อตัวเย็นชืดค่อยๆ รู้สึกว่าชุ่มชื้นขึ้นมาทีละนิด เป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับรพีพงศ์

‘นาคินทร์เจ้ากำลังกลับมาหาพี่แล้ว…พี่สัมผัสถึงเลือดเวียนในกายของเจ้าได้’

รพีพงศ์ยอบกายลงนั่ง แขนยังคงตระกองกอดกายนาคินทร์ให้กึ่งนั่งกึ่งนอนบนตักกว้าง เปลือกตานั้นปิดลง ใจระลึกถึงคาถาให้สำแดงไอร้อนจากกายออกมาเพิ่มความอบอุ่นให้กับคนรัก

“คนดีของพี่ โปรดรับรู้ถึงพลังรักนี้แล้วตื่นขึ้นมาหาพี่เถิด” รพีพงศ์กระซิบใกล้ใบหูนิ่ม หวังให้เสียงนี้เรียกหาให้นาคินทร์ได้รับรู้ ใบหน้าเลื่อนมาประชิดจากนั้นจึงทาบทับริมฝีปากบางที่ยังคงเย็นอยู่ จุมพิตนี้บางเบาและอ่อนโยนคล้ายสะกิดนาคาที่กำลังนิทราหลับใหลให้รู้สึกตัว ค่อยเป็นเชื่อเพลิงจุดไฟรักในกายนาคินทร์ พลันรัศมีสีชาดเปล่งประกายห้อมล้อมกายสองไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านทั่วบริเวณ

“อื้อ” ผู้ถูกกระทำลักจูบส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ รพีพงศ์จึงถอนจูบแล้วมองใบหน้าหวานนั้น เปลือกที่ตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดทีละน้อยจนเปิดกว้างเต็มตา ภาพแรกที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาชวนหลงใหล กำลังยิ้มกว้าง

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2

“นาคินทร์!!! นาคินทร์!!! นาคินทร์เจ้ากลับมาหาพี่แล้ว” รพีพงศ์กอดรัดกายนาคินทร์เอาไว้แนบอก ตนมิได้ฝันไปใช่หรือไม่ ยามนี้ตนตื่นอยู่ใช่หรือไม่ หากเป็นความฝันคงจะเป็นฝันดีที่รพีพงศ์มิอยากตื่นขึ้นมา

“นาคินทร์…คือใคร ทะ…ท่านหมายถึงข้าหรือ” คำถามเปล่งออกมาเพียงแผ่วเบากลับทำให้รพีพงศ์รู้สึกหน่วงใจเล็กน้อย เพราะมัวแต่ดีใจจนลืมไปเสียว่านาคินทร์ได้ดื่มน้ำลืมความทรงจำ แม้เพียงหนึ่งหยดก็ตามที…นาคินทร์ลืมสิ้นแม้แต่นามของตนเอง ...นี่คงเป็นฤทธิ์ของน้ำลืมความทรงจำ...  รพีพงศ์ได้แต่นิ่งเงียบ

“ไยท่านจึงเงียบเสียเล่า ตอบข้ามาบัดเดี๋ยวนี้และปล่อยตัวข้าด้วย ท่านกอดรัด เสียจนข้าจนหายใจไม่ออกแล้ว” นาคน้อยของรพีพงศ์พยายามขืนดิ้น ปากขยับถามไถ่ไล่เอาคำตอบจากคนที่เงียบเฉยคล้ายจะไม่ได้ยินคำถามก่อนหน้านี้

“พี่ขอโทษที่มิได้ตอบเจ้าโดยเร็ว เจ้าเข้าใจถูกแล้ว เจ้ามีนามว่า...นาคินทร์” เมื่อถูกคนน่ารักเร่งเร้า รพีพงศ์จึงรวบรวมสติมิให้ล่องลอยไปกับเรื่องที่นาคินทร์จำอะไรไม่ได้ แล้วให้คำตอบนาคน้อยในอ้อมกอด

“ถ้าข้ามีนามว่านาคินทร์แล้วท่าน...มีนามว่ากระไร ข้าจักได้เรียกถูก อ่อ แล้วท่านมีความสัมพันธ์อันใดกับข้า เหตุใดจึงมาโอบกอดข้าเยี่ยงนี้” พอนาคินทร์รู้ว่าตนมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใด จึงได้ถามเทวารูปงามที่กอดรัดตนต่อ

“พี่มีชื่อว่ารพีพงศ์…เป็นคนรักของเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่” แม้จะรู้คำตอบภายในใจ ทว่ารพีพงศ์ต้องการที่จะฟังคำตอบจากปากของนาคินทร์เอง

“เป็นคนรักกระนั้นหรือ เหตุใดข้ามิได้รู้สึกเช่นนั้นเลย ข้า..เอ่อ…ข้า ไม่รู้สิ อึก…ข้านึกอันใดไม่ออกเกี่ยวกับท่านหรือแม้แต่ตัวข้าเลยสักนิด” นาคินทร์พยายามเค้นความทรงจำ หากมันกลับขาวโพลนไร้ทุกสิ่งในความคิด

“ไม่เป็นไร…นาคินทร์ หากเจ้าจำอันใดไม่ได้ หรือเจ้าลืมรักที่เรามีให้แก่กันแล้ว เจ้ามิจำเป็นต้องนึกดอก เพียงเจ้ากลับมาจากความตายคืนสู่อ้อมอกพี่ เท่านี้พี่ก็พึงพอใจ” รพีพงศ์ได้เห็นนาคน้อยทรมานจากการนึกถึงเรื่องราวในอดีตก็ยอมตัดใจ ไม่ขอให้นาคินทร์จำเรื่องราวความรักที่มีให้กันได้อีก

“ข้าขอโทษ ท่านคงเสียใจมาก…ฮึก..ขะ..ข้ามันแย่จริงๆ” นาคินทร์รู้สึกไม่ดีที่ตนกลับจำคนที่รักไม่ได้ รพีพงศ์เห็นคนงามหน้าตาดูหมองเศร้าพาลทำให้ใจเสียอยู่มิใช่น้อย …‘ถึงจะความจำเสื่อม ลืมเลือนทุกสิ่ง หากเจ้ายังคงเป็นเจ้าเสมอนาคินทร์ เจ้ายังคงห่วงใยความรู้สึกข้าและโทษตัวเองอยู่เสมอ’...

“หาใช่ความผิดของเจ้าไม่ เจ้าอย่าได้ขอโทษพี่ หรือกล่าวโทษตัวเองเลย” รพีพงศ์วางฝ่ามืออุ่นลงที่แก้มขาวของนาคน้อย

“แต่ข้า…”

“ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอันใดดอก ดีเสียอีกพี่นี้จะได้เกี้ยวเจ้าใหม่ คอยมองใบหน้าเจ้ายามเขินอายในเพลาพี่นั้นเอ่ยคำหวาน” ดัชนีทาบทับริมฝีปากนิ่มให้หยุดพูด รพีพงศ์สรรหาคำปลอบใจนาคินทร์รวมถึงตนเองด้วย ในอดีตการพบเจอของตนและนาคินทร์มิค่อยจะดีนัก อีกทั้งยังสร้างบาดแผลความเจ็บปวดให้นาคินทร์มากมาย การที่นาคินทร์ลืมทุกสิ่งย่อมเป็นผลดีกับรพีพงศ์และนาคินทร์เอง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตพระสมุทรกนธี

“ข้าเป็นคนรักของท่านจริงหรือ ข้ามิอยากจะเชื่อว่าท่านจะรักข้า อีกอย่าง…ในเมื่อข้าได้ตายไปแล้ว เหตุใดข้าจึงกลับมามีชีวิตอีกครา” นาคินทร์ถามย้ำ แม้จะรู้สึกไว้ใจและคุ้นเคยเทพหนุ่มรูปงามก็ตามที หากคนตรงหน้ากลับดูสง่างามเกินว่าจะลดตัวมารักกับตน อีกทั้งยังเป็นชายเฉกเช่นเดียวกันอีก ไหนจะเรื่องที่ตนนั้นถึงฆาตหากกลับมามีลมหายใจอีกครั้งอีก นาคินทร์รู้สึกว่าตั้งแต่ตนลืมตาทุกสิ่งที่เห็น ทุกสิ่งที่ได้ยินล้วนเป็นปริศนาทั้งสิ้น

“ไยเจ้ากล่าวเช่นนี้เล่า เอาเถิดหนาไว้เจ้ารอดูการกระทำของพี่ ว่าพี่รักเจ้ามากมายเพียงใด การที่เจ้ากลับมาส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพลังรักที่พี่มีให้กับเจ้า ในยามนี้เจ้ามิได้รักพี่ก็มิเป็นไร ตัวพี่เองก็จะรอ…รอเจ้ารักพี่ จำพี่ได้เช่นกัน” รพีพงศ์เอ่ยออกมาน้ำเสียงหนักแน่น ดวงตาจ้องมองอีกฝ่ายเผยความจริงใจทั้งหมดที่ตนมี

“ท่านจักรอไหวหรือ อาจจะไม่มีวันนั้นก็เป็นได้” นาคินทร์แสร้งถามดู ลองใจว่าเทวานามว่ารพีพงศ์ผู้นี้จะคิดทำเยี่ยงไร

“วันไหนเล่าที่เจ้าหมายถึง หากวันที่พี่จะไม่รักเจ้า ทอดทิ้งเจ้าเห็นทีจะไม่มีวันนั้น ดั่งที่เจ้าเอื้อยเอ่ยออกมาเมื่อครู่” ใครเล่าจักไม่รู้ว่านาคาในอ้อมกอดหมายความว่าเช่นไร…‘พี่รอได้นาคินทร์ ทว่าพี่คงจะรอเจ้าไม่นานดอกเพราะพี่จักทำให้เจ้ารักพี่ในเร็ววัน’...

“ข้าจักคอยดูว่าท่านจะพูดจริงหรือโป้ปดข้าเป็นแน่” นาคินทร์ท้าทายด้วยน้ำเสียงที่หาความจริงจังไม่ได้ ดวงใจของนาคน้อยพองโตเมื่อได้ยินถ้อยคำแสนหวาน ในใจตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงได้ใจเต้นแรงกับผู้ที่ตนเพิ่งสบตาด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกชอบเลยสักนิด

“เจ้าคอยไม่นานดอก…ฟอด” รพีพงศ์หอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่ โทษฐานทำให้ตนนั้นหมั่นเขี้ยว

“ท่านรพีพงศ์…ท่านทำอะไร” นาคินทร์ทุบแผ่นอกกว้าง แล้วหันใบหน้าหนี ‘ไยท่านจึงชอบล่วงเกินข้า....แล้วมันทำให้ข้า...ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมดแล้ว!!’

“อันใดกัน เพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมากลับมีแรงทุบตีพี่ เจ้านาคน้อย…มากกว่านี้พี่ก็ทำมาแล้ว...หากเจ้ายังขืนทุบตีพี่ไม่หยุด พี่คงต้องหอมแก้มเจ้ามากกว่านี้เสียกระมัง...” รพีพงศ์ขู่นาคินทร์เชิงเล่น ซึ่งดูท่าทางจะได้ผลดีชะงัด กำปั้นน้อยๆ ที่เคยทุบตีกลับหยุดค้างกลางอากาศแล้วลดลงไว้แนบหน้าท้องเนียน

“ท่านหยุดเลยนะ!!! เอะอะก็จะมาล่วงเกินกับข้า...” นาคินทร์ขืนตัวลุกขึ้นยืนออกจากอ้อมกอดของรพีพงศ์ ปากก็พร่ำถึงความผิดของเทวาหนุ่ม แต่ในใจ...ท่านจักต้องหยุด…หยุดทำให้ข้าเขินอายได้แล้ว...  “โอ้ย....” เสียงนาคินทร์ร้องลั่นเพราะยืนทรงตัวไม่ได้  ทำให้รพีพงศ์ต้องเข้าพยุงกายอีกครั้ง ก็ด้วยเกิดใหม่อีกครั้ง  ต้องค่อยๆ หัดยืนหัดเดินเหมือนเด็ก

“พี่มิได้ล่วงเกินเจ้าเลยสักนิด พี่แค่ปฏิบัติกับเจ้าเฉกเช่นคนรักเขาทำกัน อีกอย่างเจ้าเองต่างหากมิคิดจะอายเลยสักนิด ดูสิเปลือยกายยั่วยวนต่อหน้าพี่” รพีพงศ์มองนาคินทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาจ้องมองราวกับเจอของหวานรสชาติชั้นเลิศ

“ทะ…ท่าน ห้ามหันมามองข้านะ หลับตาไปเลยคนลามก” นาคินทร์เบือนหน้าหนี พร้อมฟ้องร้องโวยวายออกมา อยากจะกัดลิ้นตนให้ตายเพื่อล้างอายเสียจริง

“ห่มผ้านี่เสีย…อ่อ เจ้ามิต้องอายดอก พี่ก็บอกแล้วมิใช่หรือว่ามากกว่านี้เราสองก็ทำกันมาแล้ว...พี่ทั้งเห็น ทั้งสัมผัส...เจ้ามาแล้วหลายครา” เวทมนตร์บันดาลให้ภูษาผืนบางสีกรมท่าปรากฏออกมาจากฝ่ามือของรพีพงศ์ เทวาหนุ่มรีบเอาผ้านั้นคลุมกายให้ นาคินทร์พอได้เห็นว่ามีบางสิ่งมาปกปิดกายจึงรีบจับไว้มิให้เลื่อนหลุด

“ขอบน้ำใจท่านสำหรับภูษาผืนนี้ หากข้ายัง…” นาคินทร์หันมาโดยไม่รู้ว่าใบหน้าอีกฝ่ายอยู่ใกล้ใบหน้าของตนมากเพียงใด ยิ่งเทพหนุ่มจ้องใกล้ๆ  ใบหน้าของเจ้านาคน้อยก็รู้สึกว่าร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ  “ยังโกรธอยู่หรือ...เจ้าโกรธพี่เช่นนี้แล้ว เห็นทีเจ้าคงไม่ยอมไปเล่นน้ำให้สำราญใจกับพี่เป็นแน่” รพีพงศ์เปรยขึ้นมา ตาจ้องมองอากัปกิริยาของนาคน้อยคนงาม พอคำว่าเล่นน้ำได้หลุดร่วงออกจากปาก แววตานั้นเปล่งประกายคล้ายมัจฉาเริงร่าในวารี คงยังพอจดจำได้ว่าตนชอบเล่นน้ำ เทพหนุ่มก็หวังให้คนรักได้ผ่อนคลายบ้าง 

“เล่นน้ำหรือ...ข้าอยากไป...หากท่านพาข้าไป ข้าจะไม่เอาโทษถือความ จะยอมอภัยให้ท่านสักครั้ง” นาคินทร์เอ่ย รพีพงศ์ยิ้มกว้างก่อนจะอุ้มนาคินทร์ขึ้นมา

“ท่าน… ปล่อยข้านะ!!” นาคินทร์โวยวายจนหน้าแดง ไม่สิ สาเหตุที่หน้าแดงดั่งเนื้อในผลทับทิมคงจะมาจากความเขินอายที่ได้แนบอุราแสนอบอุ่นคุ้นเคยเสียมากกว่า

“เจ้าบอกพี่ให้พาไป พี่ก็พาเจ้าไป จะโวยวายไปไยเล่า” รพีพงศ์เอ่ย แล้วอุ้มนาคินทร์ซึ่งตอนนี้ใบหน้าบึ้งตึง

…‘ข้าจักทำอันใดมักจักแพ้ทางท่าน ต่อรองอันใดมิได้เลย!!’...

ชลธารใสสะอาดสะท้อนเงาสัตตบงกช อุบลงามหลากสี อันมากมีเต็มสระคอยส่งกลิ่นหอมเรียกเหล่าภุมริน ผีเสื้อ ตลอดจนวิหคสวรรค์ตัวน้อยคอยมาชื่นชมเกาะเกี่ยว เช่นเดียวกับเทวาชั้นสูงหากได้เข้ามาในสวนขวัญแล้ว ย่อมมาชื่นชมความงดงามอันเป็นที่เลื่องลือให้เป็นที่ประจักษ์

“หอม…หอมเสียเหลือเกิน” สายลมพัดพากลิ่นหอมของมวลกชกรต้องจมูกของนาคินทร์ให้ได้รับกลิ่น แม้จักอยู่ห่างไกลออกไปเล็กน้อย ทว่า…เมื่อรพีพงศ์เยื้องย่างเข้าใกล้สระทีละนิด ทีละก้าว กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ

“ถึงแล้วสระบัวกลางสวนขวัญ เจ้าเล่นน้ำเถิด พี่จะคอยเฝ้าภัยอันตรายมิให้กล้ำกราย” รพีพงศ์ประคองร่างนาคินทร์ให้ยืนเกาะกายตนไว้ นาคินทร์ค้อนมองรพีพงศ์เล็กน้อยก่อนจะหันหน้าไปชื่นชมสระบัว แม้จักเป็นยามรัตติกาลก็ตามที สระบัวนี้กลับงดงามยิ่งไม่แพ้ยามทินกรสาดส่อง ภาพตรงหน้าเรียกรอยยิ้มน้อยๆ ของนาคินทร์ออกมา...สระบัวนี้ช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของนาคินทร์ได้ดีทีเดียว

“เจ้าไม่เล่นน้ำหรือนาคินทร์ ถึงได้ยืนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนี้”

“เล่นสิ ข้าไม่พลาดดอก แต่ท่านจักต้องหันหน้าไปทางอื่นก่อน” ใช่…นาคินทร์ไม่มีทางพลาดโอกาสในการลงเล่นน้ำในสระบัวนี้ แต่หากลงไปทั้งที่มีผ้าคลุมกายไม่แคล้วที่จะเปียกปอน พอคิดจะให้อีกคนเสกผ้าให้ใหม่ก็มิรู้จะได้หรือไม่ จึงเหลือเพียงเปลือยกายลงน้ำเท่านั้น แม้จะเป็นชายด้วยกันก็ยังเขินอาย

“เหตุใดพี่จึงต้องหันไปทางอื่นด้วยเล่า” รพีพงศ์นึกสงสัยแต่ในใจพอจะเดาออกว่านาคน้อยคนงามจะทำอันใด

“ไม่ต้องมาซักถามข้าให้มากความ ข้าขอให้ท่านหันไปทางอื่นก็ทำเถิด” นาคินทร์เพียงค้อนสายตา รพีพงศ์ก็ยอมหันไปทางอื่น เทพหนุ่มทำได้แต่เพียงยิ้มน้อยๆ และส่ายหัวไปมาเบาๆ

“ห้ามหันมาจนกว่าข้าจักบอกนะ…ท่านรพีพงศ์” นาคินทร์กำชับรพีพงศ์ก่อนจะหันหลังให้ร่างสูง โดยหารู้ไม่ว่าบัดนี้รพีพงศ์ได้แอบหันกลับเพื่อที่จะมองภาพตรงหน้า

…‘ข้าคิดไม่ผิดจริงๆ... แต่ทำไมข้าต้องแอบดูเมียอาบน้ำด้วย’...

เป็นไปตามความคิดสันนิษฐานของรพีพงศ์ แต่ก็อดที่จะสงสัยการกระทำของตนเองไม่ได้... นาคินทร์พยายามเดินเอง รอบนี้ไม่มีล้ม ดัชนีทั้ง ๕ เคยกุมภูษาของนาคินทร์ได้คลายออก ปล่อยให้ผ้าผืนบางสีเข้มร่วงหล่นและสิ้นสุดกองลงตรงปลายเท้า ร่างเปล่าเปลือยอาบแสงแขทำให้ขับฉวีวรรณแลผุดผ่อง มิต่างจากอัปสรสวรรค์…ช่างโสภานำพาให้ใจสั่น

นาคาน้อยก้าวเท้าลงสระบัว เท้าค่อยๆ จมหายไปในวารี ยิ่งเยื้องย่างก้าวขา…ระดับน้ำยิ่งสูงขึ้น กายาท่อนล่างได้จมหายไปทีละน้อยไล่ตั้งแต่เข่าขึ้นไปจนถึงเอวคอด แล้วมันก็แปรเปลี่ยนเป็นกายนาค ดวงตาสวยคล้ายบิดาหากนัยน์ตาสีเขียวดั่งท้องทะเลลึกเช่นมารดา กวาดมองไปทั่วบริเวณ ทั้งยังก้มมองดูว่ามีน้ำนั้นลึกและมีใบบัวตลอดจนดอกบัวจำนวนมาก

“ท่านรพีพงศ์ หันมาได้แล้ว” เมื่อคิดว่ารพีพงศ์มิสามารถมองร่างเปลือยกายได้แล้วจึงตะโกนออกไป รพีพงศ์ได้ยินจึงหันกลับมา…‘นาคน้อยเอ๋ย…เจ้าหารู้ไม่ว่าพี่นี้มิได้ปล่อยให้เจ้าคลาดสายตาเลยสักนิด’…

นาคกับน้ำเห็นทีจะเป็นของคู่กัน สิ่งที่สะท้อนในแววตาคมของรพีพงศ์คือนาคินทร์ผู้ซึ่งกำลังดำผุด ดำว่าย บางคราก็สูดดมกลิ่นหอมของปทุมชาติ บางคราก็เล่นกับเหล่าผีเสือราตรี

“ท่านรพีพงศ์” นาคินทร์ว่ายน้ำเข้ามาชิดริมสระ ใบหน้างามเงยขึ้นมามองทั้งเรียกขานนามบุรุษผู้นั่งเฝ้าตนเอง

“มีอันใดหรือ...นาคินทร์”

“ท่านไม่เบื่อบ้างหรือ ต้องมานั่งเฝ้าข้า มองข้าเล่นน้ำ หากท่านเบื่อก็ลงมาเล่นน้ำในสระเสียสิ ข้ารับรองว่าสนุกไม่เบื่อแน่” นาคินทร์บอกกับรพีพงศ์ด้วยน้ำเสียงใส สีหน้าที่แสนจะร่าเริง ผิดกับรพีพงศ์พอได้ยินคำว่าเล่นน้ำ รพีพงศ์แทบจะล้มลงนอนเสียให้ได้เพราะตนนั้นไม่ถูกกับน้ำเลยสักนิด

“ข้ามิเบื่อดอก ต่อให้เฝ้าเจ้าทั้งวันทั้งคืนข้าก็มิเบื่อ” นี่มิใช่คำหวานเพื่อนำมาล่อหลอกใครให้หลงรัก หากคำพูดนี้รพีพงศ์ได้กลั่นออกมาจากใจจริง  นาคินทร์ได้ฟังถึงกับก้มหน้ามองต่ำ พยายามไม่ให้อีกคนเห็นความเขินอายที่กำลังฉายชัดบนพักตรางาม

“ตามใจท่านก็แล้วกัน…ข้าไปเล่นตรงโน้นจักดีกว่า” นาคินทร์ว่ายน้ำตีตัวกลับ ทว่า…

“อ๊ะ!! ขา!!!....ท่านรพีพงศ์!!! ขาข้าขยับไม่ได้!!!” ขาเรียวขยับไม่ได้ส่งผลให้นาคินทร์จมลงไปในน้ำ เสียงร้องลอยลมเข้าโสตประสาทเจ้าของนามรีบกระโดดลงไปในน้ำเข้าประคองร่างของนาคินทร์ไว้

“นาคินทร์!!!...นาคินทร์เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” ใจเอ๋ยใจ พอกลับมาก็จะจากอีกแล้วหรือนี่ รพีพงศ์กลัว…กลัวเหลือเกินที่จะต้องสูญเสียนาคินทร์ไปอีก

“อุ๊บ..คิก…ฮ่า..ฮ่า…ฮ่า…ท่านโดนข้าหลอก ข้าหาได้เป็นอันใดไม่” นาคินทร์หัวเราะลั่นให้กับผลงานที่สามารถหลอกรพีพงศ์ให้ลงน้ำได้

“พี่ไม่ขำไปกับเจ้าด้วยนะนาคินทร์ เจ้าอย่าล้อเล่นเช่นนี้ อย่าล้อเล่นด้วยการเอาความตายมาข้องเกี่ยว เจ้ารู้ไหมยามเจ้าร้องเรียกหา ภาพเจ้าจมน้ำเมื่อครู่ทำใจพี่แทบสลาย” เสียรู้เมียเข้าจนได้  ความรู้สึกเมื่อนาคินทร์กลับคืนมา ดวงใจของตนที่เป็นดั่งปราสาททรายล่มสลายได้ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ทว่า…ยามเห็นนาคินทร์เมื่อครู่ ความรู้สึกแปรเปลี่ยนราวกับว่าปราสาททรายนั้นถูกคลื่นซัดจนพังทลาย  แต่รพีพงศ์ก็ลืมคิดไปจะมีนาคตนไหนที่จมน้ำตาย…

“ขะ…ข้าขอโทษ” นาคินทร์รับรู้ถึงความรู้สึกของรพีพงศ์และรู้ตัวเองว่าตนเล่นเกินกว่าเหตุจึงกล่าวคำขอโทษต่อรพีพงศ์

“เอาเถิด พี่เองก็ตกใจจนลืมคิดไปเสียว่าเจ้านั้นเป็นเทวากึ่งนาคาจักจมน้ำเฉกเช่นเมื่อครู่คงเป็นไปมิได้” รพีพงศ์เอ่ย ความกลัว ความระแวง ทำให้รพีพงศ์ขาดความรอบคอบ

“ข้าเป็นเทวากึ่งนาคาหรือ” นาคินทร์ได้ฟังเรื่องชาติกำเนิดของตนจึงถามรพีพงศ์อีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยันว่าตนฟังไม่ผิด

“ใช่ บิดาของเจ้าคือเทพผู้แข็งแกร่งที่สุดในเทพนพเคราะห์ ส่วนมารดาเจ้าเป็นนาค”

“แล้วท่านล่ะ ท่านเป็นเช่นข้า เทวากึ่งนาคหรือไม่” เมื่อรู้ชาติกำเนิดของตนแล้วนาคินทร์น ก็กระสันใคร่รู้เรื่องราวของรพีพงศ์บ้าง

“ไม่…พี่มีสายโลหิตแห่งสุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่อยู่เต็มกาย และผู้ใดบังอาจหลอกลวงบุตรแห่งสุริยเทพ ผู้นั้นจักถูกลงโทษ” รพีพงศ์ไม่ใช่แค่เอ่ยออกมา แขนแกร่งรวบกอดนาคินทร์ไว้แน่น

“อื้อ..ท่านรพีพงศ์ปล่อยข้า!!! ข้าขอโทษท่านแล้ว ท่านอย่าได้ลงโทษข้าเลย” ตากลมโตเบิกกว้างกว่าเก่า เมื่อได้ยินคำว่าลงโทษอีกทั้งยังถูกแขนทั้งสองของรพีพงศ์เป็นเชือกรัดไม่ให้ตนขยับหนีอีก

“พี่จำต้องลงโทษเจ้าให้หลาบจำ…” ใบหน้าคมเลื่อนเข้าหาหมายจักสำเร็จโทษนักโทษในอ้อมกอดด้วยการหอมแก้มให้แดงช้ำ ใจอยากจะแกล้งเมียเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดสักนิดเลยว่าพ่อของคนที่ตนกำลังกลั่นแกล้งนั้นน่ากลัวเพียงใด

“รพีพงศ์!!! เจ้าจะลงโทษอันใดกับลูกข้า!!!” มิทันจะได้ฝังปลายจมูกลงปรางขาว เสียงทุ้มและความดุดันดังขึ้นมา ขัดจังหวะการลงโทษอันแสนหวานระหว่างรพีพงศ์กับนาคินทร์

…‘ทั้งที่พระศุกร์ไม่ได้เข้า เหตุไฉนจึงมีพระเสาร์เข้ามาแทรก’…













.............................

มาแล้วค่ะ ห่างหายไปนานเพราะข้านั้นจักต้องผสานกายหยาบให้นาคน้อย ทุกท่านโปรดให้อภัยข้าด้วยเถิด

เพลานี้ทุกท่านคงจะสุขสันต์ในยามที่นาคินทร์ปรากฏ เว้นแต่รพีพงศ์ที่ไม่ชอบใจในตอนท้าย ข้าคิดว่าสุริยะบุตรคงทำบุญรอบจักรวาล

สุดท้ายนี้ข้าขอขอบน้ำใจทุกท่านที่ยังติดตามรอคอยหรือผู้ใดที่เข้ามาคราแรกโปรดติดตามต่อไปด้วยเถิด

ขอบน้ำใจทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะติชมหรือวิจารณ์ ข้านั้นขอบน้ำใจเป็นอย่างมาก รักทุกคน

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
นาคินทร์กลับมาแล้ว~

ออฟไลน์ ashbyipcet

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 253
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-2
อิลุงเวรนี่แสบจริงๆต้องแช่แข็งแล้วทุบ  :z3:
อิตาพีนี่แหมพอน้องจำอะไรไม่ได้เก็บทั้งต้นทบดอกเลยนะหมั่นไส้  :hao6: :hao7:

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 07







๑๐ อาชาขาวควบฝีเท้าเหาะเหินเดินอากาศ ทั้งคอยลากราชรถเครื่องใหญ่ อันมี ๑ ในเทพนพเคราะห์ผู้มีฉวีวรรณนวลผ่อง กายทรงเครื่องศิริอาภรณ์สีขาวเหลืองยืนจับบังเหียนบังคับทั้ง ๑๐ อาชาขาวให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพื่อพาดวงจันทราส่องแสงทั่วทั้งสามโลก

อันแสงแขแม้จักไม่สว่างดั่งแสงสุรีของดวงทินกรในยามทิวา หากกำลังแสงอันน้อยนิดนั้นเพียงพอแล้ว…เพียงพอสำหรับให้ความสว่างจนสามารถเห็นภาพในห้องบรรทม ณ วิมานหงสบาท ภาพที่เทพผู้เป็นใหญ่นอนเปลือยกายท่อนบนกำลังหลับใหลบนบรรจภรณ์

ทว่า...บางคราอยากจะให้แสงจันทร์สว่างพอจะส่องความฝันของพระเสาร์ได้ ความฝันที่ทำให้เทพผู้มิเคยจะต้องสะทกสะท้านต่อสิ่งใด ถึงกับเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก

“ลูกพ่อ!!!”

พระเสาร์อุทานออกมาเสียงดังลั่น ดวงตาอันไร้หน้ากากเบิกกว้าง แผงอกแกร่งกระเพื่อมถี่ตามจังหวะและแรงหายใจ หันมองไปรอบกายพบว่าตนนั้นอยู่ในห้องเพียงลำพัง เมื่อยกหัตถาทั้งสองขึ้นมาก็พบแต่ความว่างเปล่าไร้สิ่งใด พระเสาร์จึงตระหนักได้ว่าตนคงฝันไป ความฝันที่คล้ายจะเป็นลางบอกเหตุ…เหตุอันซึ่งเป็นความจริง

“นาคินทร์…ลูกกลับมาแล้ว” พระเสาร์ผู้ไม่เชื่อสิ่งใด แต่ครานี้กลับเชื่อในความฝันและสัญชาตญาณความเป็นพ่อของตนเอง ทันใดนั้นร่างสูงลุกจากแท่นบรรจถรณ์ ให้เหล่าผู้รับใช้แต่งองค์ทรงอาภรณ์ เร่งเท้าก้าวออกจากวิมานก่อนจะเรียก ‘พยัคฆ์’ สัตว์พาหนะออกมาให้พาตนไปยังสวนขวัญ

นานเท่าไหร่แล้วที่มิได้รู้สึกเช่นนี้ ตลอดการเดินทางพระเสาร์ระลึกถึงแต่ความฝันอันเป็นเหตุให้ตนต้องตื่นบรรทม ราวกับว่าเทพแห่งความฝันได้เข้ามาแทรกแซงแจ้งข่าวอันหน้ายินดีให้กับตน เรื่องราวนั้นมีอยู่ว่ารพีพงศ์บุตราแห่งสุริยเทพได้นำไข่มุกมรกตมาให้ เมื่อพระเสาร์ยื่นหัตถ์รับไว้ พลันไข่มุกมรกตแสนวิเศษกลับแตกกระจายกลายเป็นกลุ่มควันก่อรูป ก่อร่างกลายเป็นหนุ่มรูปงามยิ่งกว่านางอัปสรติโลตตมาปรากฏอยู่ตรงหน้า

…นาคินทร์ บุตรของตนได้กลับมาแล้ว…

มิช้านาน พยัคฆ์สัตว์เทวาพาหนะได้พาผู้เป็นนายมาถึงยังสวนขวัญ เหล่าทหารเทวาผู้เฝ้าสวนขวัญต่างเปิดทางให้พระเสาร์ได้เข้าไปด้วยรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย จากการที่พระผู้สร้างได้รับสั่งไว้ล่วงหน้า

…‘เพลานี้นอกจากเราและบุษยะแล้วไซร้ จงอย่าให้ผู้ใดเข้าไปในสวนขวัญได้อันขาด เว้นแต่พระเสาร์เพียงผู้เดียว’…

แม้จักไม่เข้าใจเหตุผลนัก หากการมาเยือนสวนขวัญของพระเสาร์นั้น ได้แสดงสิ่งที่ทหารเหล่านี้ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีบุญได้พานพบถึงสองครั้ง ยิ่งกว่าการที่เทพผู้แข็งแกร่งจักออกจากวิมานเสียอีก นั่นคือใบหน้าเปี่ยมสุขของพระเสาร์

พระเสาร์มุ่งหน้าไปยังต้นไม้แห่งชีวิต ทุกขณะจิตที่ย่างก้าวดวงใจนั้นเต้นรงแทบทะลุอก ทั้งตื่นเต้น ยินดี ความรู้สึกเหล่านี้ระคนปะปนกันยุ่งเหยิง…‘นาคินทร์ เจ้าจักกลับมา...กลับมาให้ข้าได้สัมผัสกับคำว่าพ่อแล้วใช่หรือไม่’... คราแรกที่มาก็มิตื่นเต้นมากนักเพราะนาคินทร์ยังคงอยู่ในดวงแก้ว แต่พระเสาร์ก็ไม่คิดจะเตรียมใจเลยสักนิด หากความปรารถนาที่จะได้เห็นผู้สืบสายโลหิตฟื้นคืนชีพในครานี้…ไม่เป็นดังหวัง

“นาคินทร์...” ดวงตาข้างเดียวมองต้นไม้แห่งชีวิตตรงหน้า กลับไร้ซึ่งร่างของนาคินทร์ผู้เป็นลูกรวมถึงรพีพงศ์เองก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเพียงกิ่งก้านของต้นไม้แห่งชีวิตโน้มลงมาเท่านั้น พอจักเป็นคำใบ้ให้พระเสาร์ได้คิดลำดับเหตุการณ์

…‘หรือว่า…นาคินทร์ฟื้นคืนชีพแล้วแต่รพีพงศ์ลักพาไปมิยอมบอกข้า’…

แค่คิดอารมณ์ที่คล้ายกับน้ำนิ่งเริ่มกลับกลายคล้ายจะหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกวาดล้างทำลายสรรพสิ่งโดยเฉพาะ…รพีพงศ์!!! ที่บังอาจลักพาตัวนาคินทร์ไป

ขณะที่พระเสาร์กำลังโกรธอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงแว่วคล้ายว่ามีผู้อื่นกำลังหัวเราะอยู่ ต้นเสียงก็มิได้อยู่ห่างไกลเลย แน่นอนว่าพระเสาร์มิใคร่ยืนรับฟังเสียงหัวเราะนี้อยู่กับที่ เทวารัศมีสีม่วงรีบเดินไปตามเสียงนั้น ก็เป็นทางตรงไปยังสระบงกช มิทันจะเคี้ยวหมากแหลกพระเสาร์ก็มาถึง…ภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือบุตรพระอาทิตย์กำลังสวมกอดบุตรของตนในสระบัว

“อื้อ..ท่านรพีพงศ์ปล่อยข้า!!! ข้าขอโทษท่านแล้ว ท่านอย่าได้ลงโทษข้า” นาคินทร์พูดพร่ำขอโทษไม่หยุด

“พี่จำต้องลงโทษเจ้าให้หลาบจำ…” ใบหน้าคมเลื่อนเข้าหาหมายจักสำเร็จโทษนักโทษในอ้อมกอดด้วยการหอมแก้มให้แดงช้ำ พระเสาร์มองดูก็รู้ว่าการลงโทษของรพีพงศ์อยู่ในรูปแบบใด…ก็เพราะตนเคยทำมาก่อนน่ะสิ

“รพีพงศ์!!! เจ้าจะลงโทษอันใดกับลูกข้า!!!” คงไม่มีพ่อคนไหนจะปล่อยให้ลูกยาต้องถูกใครหน้าไหนมาข่มเหงรังแก เสียงทุ้มระคนความดุดันดังขึ้นมา ขัดจังหวะการลงโทษอันแสนหวานระหว่างรพีพงศ์กับนาคินทร์ ถึงจักรู้อยู่เต็มอกก็ตามว่ารพีพงศ์มิได้หมายทำร้ายนาคินทร์

สุรเสียงแสนคุ้นเคยสำหรับรพีพงศ์ ความดุดันในน้ำเสียงทำให้เทพหนุ่มผละกอดจากคนรักและขยับกายหันไปหาผู้ที่ยืนอยู่ใกล้สระ รพีพงศ์ถึงกับตกใจไม่น้อยเมื่อสิ่งที่เห็นเป็นไปตามที่คาดเดาไว้และรพีพงศ์รู้ว่าตนนั้นสร้างเรื่องไม่พอใจให้กับผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพ่อตาเสียแล้ว

‘หมับ’

รพีพงศ์ปล่อยให้นาคินทร์ให้เป็นอิสระได้ไม่นาน นักโทษตัวน้อยกลับสวมกอดร่างสูง ใบหน้างามนั้นซุกลงยังแผ่นหลังกว้าง รพีพงศ์อาจจะคุ้นเคยน้ำเสียงของพระเสาร์ ทว่านาคินทร์กลับไม่คุ้นเคย ซ้ำยังเกรงกลัวจนต้องอิงแอบแนบหลังแล้วสวมกอดรพีพงศ์เอาไว้แน่น…นาคินทร์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังหาเรื่องตายให้กับรพีพงศ์

“ข้าเพียงหยอกล้อกับนาคินทร์ก็เท่านั้น…พระเสาร์” รพีพงศ์ตอบกลับไป หากคำตอบกลับเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสียมากกว่าเพราะเพลานี้จิตใจของพระเสาร์จดจ่ออยู่ที่นาคินทร์ นาคน้อยเองรับรู้ได้ว่าเทพผู้น่าเกรงขามผู้มาใหม่กำลังมองตนจึงรีบซุกใบหน้าแอบแนบหลังเกราะกำบังอย่างรพีพงศ์

“นาคินทร์…เจ้าอย่าได้กลัวข้าเลย ไม่สิ ข้าต้องพูดว่า…ลูกอย่าได้กลัวพ่อเลย พ่อมิใช่คนใจร้าย ใจดำ” พระเสาร์เอ่ยกับนาคินทร์ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นจนรพีพงศ์ได้ฟังแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือพระเสาร์ หาใช่ผู้ใดจำแลงกายมา…‘ขนาดไม่ใจร้าย ข้าแทบจักเอาชีวิตไม่รอด’... รพีพงศ์คิดในใจ ภาพพระเสาร์ใช้มือล้วงเข้าไปควักไข่มุกมรกตในท้องของตน รพีพงศ์ยังคงจำได้ดี

“พะ…พ่อ ท่านคือพ่อของข้าหรือ” นาคินทร์เอ่ยออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้อนตามองใบหน้าที่มีหน้ากากปกปิดไปเสียครึ่งหน้า แม้จะปกปิดแต่ความดูดี น่าเกรงขาม รวมถึงดวงตาคมดุซึ่งมีความอ่อนโยนซุกซ่อนอยู่ในนั้น…ความอ่อนโยนที่ถูกส่งทอดมาให้นาคินทร์ผู้เป็นบุตร

“ใช่ เจ้าคือลูกของพ่อ นาคินทร์เอ๋ย…เจ้าขึ้นมาจากสระให้พ่อนี้ได้กอดเจ้าเถิด” ความผูกพันของสายเลือดนั้นยากที่ใคร่จะอธิบาย แม้มิเคยเลี้ยงดูฟูมฟัก แต่เมื่อได้พบหน้าแล้ว พระเสาร์กลับรักและเอ็นดูนาคินทร์ จนลืมเลือนอคติต่างๆ ที่เคยตั้งกำแพงไว้จนหมดสิ้น

“ท่านรพีพงศ์พาพ่อของข้าไปรอยังต้นไม้ใหญ่เมื่อครู่ก่อนเถิด แล้วข้าจักตามไป” นาคินทร์บอกกับรพีพงศ์

“ไยเจ้าจึงให้พ่อไปรอที่อื่นเล่า เหตุใดจึงไม่ขึ้นจากสระ หากเกรงว่าพ่อกอดเจ้า แล้วจักเปียกปอนไปด้วย ก็ขอเจ้าอย่าได้ห่วงเลย พ่อนี้ยอมเปียกเพื่อได้กอดเจ้า”

“การกลัวท่าน…เอ่อ..ท่านพ่อเปียกปอนนั้นเป็นเพียงประการหนึ่ง อีกเหตุผลคือข้าเปลือยกายมิได้นุ่งผ้า คงมิอาจขึ้นจากสระได้ในเพลานี้” คำตอบของนาคินทร์ส่งผลให้รพีพงศ์เสียวสันหลังอีกครา การที่อยู่ในสระกับนาคินทร์ในสภาพที่ล่อแหลมโดยมีพ่อของนาคน้อยยืนส่งสายตาไม่พอใจอยู่เนืองๆ หากขึ้นจากสระพาพระเสาร์ไปยังต้นไม้แห่งชีวิต เห็นทีสวนขวัญจักกลายเป็นสุสานของรพีพงศ์เป็นแน่แท้

“พ่อเข้าใจเจ้าแล้ว…รพีพงศ์เจ้าขึ้นจากสระบงกชแล้วพาข้าตามความต้องการของนาคินทร์เถิด” พระเสาร์ควบคุมอารมณ์ความหวงลูกเอาไว้ในอุราเพราะไม่อยากให้นาคินทร์เห็นด้านไม่ดี ด้านโมโหของตนจนพาลกลัวไม่เข้าใกล้ รพีพงศ์เองยังแปลกใจในคำพูดคำจาหากทำตามแต่โดยดี สุริยบุตรขึ้นจากสระเดินนำหน้าพระเสาร์ ก่อนไปนั้นก็ไม่ลืมจัดแจงเสกอาภรณ์ให้นาคินทร์ได้สวมใส่

“นาคินทร์ฟื้นขึ้นมาเมื่อใด เหตุใดเจ้าจึงมิแจ้งข้า…รพีพงศ์” เมื่อเดินจนพ้นสายตาของนาคินทร์ พระเสาร์ได้ทิ้งบทบาทบิดาผู้แสนดีกลายเป็นงูจงอางหวงไข่เฉกเช่นเดิม

“นาคินทร์เพิ่งฟื้นคืนชีพได้มินาน ข้าเองคอยเฝ้าดูแลนาคินทร์จนไม่ได้มีเวลาให้ผู้ใดออกไปแจ้งท่าน” รพีพงศ์ตอบ พระเสาร์ได้ฟังก็คิดในใจ…‘ดูแลใกล้ชิดเสียจริง กอดลูกข้าในสระจนแทบหลอมร่างเป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้ว’...

“แล้วลูกข้าเป็นเช่นไรบ้าง มีสิ่งใดผิดปกติหรือผิดแผกไปจากเดิม” พระเสาร์ยังคงถามต่อ แม้จะพอเดาออกว่าเกิดอันใดขึ้นกับบุตรของตน

“นาคินทร์จำเรื่องราวอันใดมิได้เลย อันเกิดจากนาคินทร์ต้องน้ำลืมความทรงจำไปแต่พระกาฬไชยศรีได้บอกกับข้าว่านาคินทร์กลืนน้ำเพียงหนึ่งหยดเท่านั้น ยังมีโอกาสที่จะจำทุกอย่างในอดีตได้” รพีพงศ์ตอบ ในใจลึกๆหวังว่าจักต้องมีวันนั้น…วันที่นาคินทร์จำทุกสิ่งได้แต่อีกใจหวังให้ลืมน่าจะเป็นผลดีเสียกว่า ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ในสิ่งดีๆระหว่างตนกับนาคินทร์

“กระนั้นหรือ…เช่นนั้นนาคินทร์คงลืมเจ้า ลืมสิ้นความรักของเจ้าที่มีให้กับลูกของข้า”

“ใช่ นาคินทร์ลืมข้า ลืมแม้กระทั่งตัวเองเป็นใคร ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ข้าสัญญากับตนเองว่าจะทำให้นาคินทร์กลับมารักข้าอีกครั้ง” รพีพงศ์เอ่ยออกมาด้วยจิตแน่วแน่

“ข้าขอชื่นชมความรักที่เจ้านั้นมอบให้แก่นาคินทร์ หากตัวข้ากลับมิต้องการเพราะวงศาของเราสองมิควรจะบรรจบกัน เมื่อชะตาลิขิตให้ลูกข้าจำมิได้ เจ้าก็อย่าได้พยายามอันใดเลย เจ้าเองไปหาผู้อื่นเสียเถิดอย่ามาสนใจลูกข้า” พระเสาร์ทำทีลองใจ ผู้เป็นบิดาของนาคน้อยยอมรับว่าคราแรกมิพึงพอใจแม้แต่น้อยที่นาคินทร์รักใคร่ชอบพอบุตรแห่งทินกร ทว่าความรักของรพีพงศ์นั้นแสดงเป็นประจักษ์แก่สายตา จึงใคร่จะเปิดใจให้

“ข้าหาได้คิดเช่นท่านไม่…พระเสาร์ เป็นดั่งท่านกล่าวว่ากงล้อแห่งโชคชะตาหมุนวนบิดเบี้ยวลิขิตให้ข้าถูกนาคินทร์ลืมเลือนแต่ข้ากลับคิดว่านี่คือบททดสอบให้ข้าได้ดูแลนาคินทร์มากยิ่งขึ้น รักมากยิ่งขึ้น อีกอย่างข้าขอเอ่ยกับท่านตรงนี้เลยว่าข้ามิคิดจะหาผู้ใดมาแทนที่นาคินทร์ได้…ในสายตาข้า ตลอดจนดวงใจของข้ามีเพียงนาคินทร์ผู้เดียวเท่านั้น”

“น้ำคำใครๆ ก็สามารถเรียบเรียงให้สวยหรูงดงามได้ แต่ข้าหาเชื่อเจ้าไม่…รพีพงศ์” พระเสาร์ยังคงลองใจคนรักของบุตรตนเอง… ‘ข้าเห็นเจ้าฝ่าฟันอุปสรรค เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ข้าถือว่าเจ้านั้นมีความสามารถพอตัว แต่ข้าอยากรู้คำตอบว่าเจ้าจักทำเช่นไร หากข้านั้นมิยินดี’…

“ข้าขอโอกาสจากท่าน…พระเสาร์ ขอโอกาสให้ข้านั้นได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้ารักนาคินทร์เพียงใดและข้าจะเป็นผู้พิสูจน์ว่าวงศาทั้งสองของเราสามารถเป็นทองแผ่นเดียวกันได้” คำตอบของรพีพงศ์สร้างความพอใจให้แก่พระเสาร์…‘เจ้าช่างกล้าหาญที่บังอาจมาขอโอกาสจากข้า ในเมื่อเจ้าขอมา ข้านั้น…’

“ข้าจะให้โอกาสเจ้าแต่ข้าจะกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อให้เจ้ามิทำสิ่งอันไม่สมควรแก่ลูกข้าและข้าขอบอกกับเจ้าไว้ ณ สวนขวัญแห่งนี้ หากนาคินทร์ไม่รักเจ้า เจ้าจงเดินออกไปจากชีวิตของนาคินทร์ เจ้าตกลงหรือไม่”

“ข้าตกลง” รพีพงศ์มั่นใจ

“ข้าขอถามเจ้าอีกเรื่อง…มุตตาแม่ของนาคินทร์อยู่ที่ใด” พระเสาร์ซักถามเรื่องสำคัญอีกหนึ่งประการที่ใคร่อยากรู้ตลอดช่วงชีวิต

“ข้าขออภัยท่านจริงๆ…พระเสาร์ ข้าสัญญากับท่านน้ามุตตาไว้ว่าจักไม่บอกถิ่นอาศัยกับใคร ซ้ำท่านน้ำยังกำชับด้วยอีก...โดยเฉพาะกับท่าน” รพีพงศ์ตอบ พระเสาร์นิ่งเงียบแต่มิใช่ความนิ่งเงียบชวนเยือกเย็น หากชวนเศร้าจนสามารถสัมผัสได้ถึงหมอกสีเทากระจายรอบกาย

“พูดคุยอันใดกัน หน้าตาน่ากลัวเสียจริง” นาคินทร์ซึ่งอยู่ในอาภรณ์สีขาวนวล เยื้องย่างเข้ามาใกล้บุรุษทั้งสอง

“มิมีอันใดดอก เจ้าอย่าตกใจไปเลย” พระเสาร์เอ่ย พร้อมเข้ากอดบุตรชายเอาไว้แนบอกให้สมกับรัก อย่างน้อยเพลานี้ยังมีนาคินทร์อันเป็นตัวแทนความรักของทั้งสอง นาคินทร์มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด ด้วยความรักของพ่อลูกที่พระเสาร์ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสนี้ได้ก่อตัวขึ้นกลายเป็นเส้นไหมมัดมี่ถักทอไว้ห่มใจให้อบอุ่น หัตถายกขึ้นมาลูบเกศาเปียกชื้นแผ่วเบาพลันเส้นผมนั้นกลับแห้งราวกับว่าไม่เคยสัมผัสน้ำมาก่อนหน้านี้

“ผมข้ามิเปียกปอนแล้ว ท่าน..ท่านพ่อทำได้เช่นไรกัน” นาคินทร์ถูกใจยิ่งนัก นาคน้อยผละกอดทั้งยกมือจับเส้นผมขึ้นมาดู ท่าทางราวกับเด็กน้อยทำให้พระเสาร์อดเอ็นดูไม่ได้ ไม่คิดเลยว่ามนตราเด็กเล่นเช่นนี้จะเรียกรอยยิ้มของนาคินทร์ได้

“พ่อเพียงใช้คาถาง่ายๆ หากเจ้าอยากทำพ่อนั้นจะสอนเจ้า”

“ท่านรพีพงศ์…ท่านเห็นหรือไม่ว่าพ่อข้าเก่งแค่ไหน” นาคินทร์ในเวลานี้ไม่ต่างจากเด็กอวดของเล่น แขนเรียวเข้ากอดแขนแกร่งไว้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มภาคภูมินั้นมอบให้รพีพงศ์ได้เห็น ท่าทางความกลัวที่มีต่อพระเสาร์ได้หายไปพร้อมกับธาราที่เคลือบเส้นผมดำขลับ

“ข้าเห็นแล้ว” รพีพงศ์เองต้องกลั้นขำนาคินทร์ไว้กับท่าทางของนาคินทร์

“ท่านพ่อสอนข้าเถิด ข้าอยากทำได้แล้ว”

“ไว้กลับวิมาน พ่อจักสอนเจ้า” รอยยิ้มละมุนเผยออกมา รพีพงศ์ได้เห็นถึงกับคิดว่าตนมีบุญอย่างยิ่งที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของพระเสาร์ ซึ่งแตกต่างจากรอยยิ้มยามต้องการสังหารตน

“ช้าอยู่ไยเล่ารีบพาข้ากลับวิมานเถิดท่านพ่อ ข้าอยากเรียนคาถาวิเศษนี้จากท่าน อีกอยากข้าอยากเจอท่านแม่ด้วย...”

คำว่า ‘ท่านแม่’ ของนาคินทร์ช่างมีอิทธิพลต่อเทพทั้งสอง พระเสาร์มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัด จะบอกลูกเช่นไรว่าตนเองมิได้พบเจอมุตตามาหลายร้อยปี รพีพงศ์เองจึงใช้ความคิดแก้ไขสถานการณ์นี้

“ท่านน้ามุตตา แม่ของเจ้ากำลังถือศีลอยู่ในมหาสมุทร เพลานี้มิได้อยู่ในวิมานดอกหนา” รพีพงศ์เป็นฝ่ายตอบคำถามของนาคินทร์

“เช่นนั้นวันพรุ่งข้าจะลงไปหาท่านแม่ จะบอกให้ท่านแม่กลับมาที่วิมาน” นาคินทร์เอ่ยตามประสาผู้ไม่รู้อันใดเลย หากกลายเป็นเปลวเทียนที่จุดประกายให้คบเพลิงแห่งความคิดของพระเสาร์ลุกโชนขึ้นมา

“หากเจ้าต้องการ พ่อจักให้รพีพงศ์ไปตามแม่ของเจ้า ส่วนเจ้าพ่อจักให้รออยู่กับพ่อที่วิมานก่อนเถิด” คล้ายจับนาคินทร์เป็นตัวประกัน พระเสาร์รู้จุดอ่อนของรพีพงศ์ว่าคงมิอาจปฏิเสธนาคินทร์ได้

“ท่านรพีพงศ์ ท่านยินดีจักช่วยข้าหรือไม่” นาคินทร์หันไปถามผู้ที่ได้รับภาระหนัก พระเสาร์เอ่ยมาเช่นนี้หากตนมิสามารถพามุตตามาหาได้เห็นทีนาคินทร์คงเสียใจเป็นแน่แท้

“พี่จักพยายามพาท่านน้ามุตตากลับมาให้ได้แต่ต้องขึ้นอยู่กับท่านน้ามุตตาว่าจักต้องการถือศีลต่อไปหรือไม่…เจ้าเข้าใจที่พี่พูดหรือไม่นาคินทร์” รพีพงศ์ใช่ว่าจักไม่รู้ว่าพระเสาร์คิดเช่นไรจึงพยายามพูดให้นาคินทร์มิคาดหวังถ้าหากมุตตาไม่ยอมออกมาจากถ้ำใต้มหาสมุทรสองนที

“ข้าเข้าใจ แต่ข้าเองหวังว่าท่านแม่จะกลับมาหาเช่นกัน ถึงเพลานั้นท่านแม่คงกอดข้าเฉกเช่นเดียวกับที่ท่านพ่อกระทำต่อข้า” นาคินทร์เอ่ยคล้ายอ้อนวอนดูเหมือนจะเข้าทางพระเสาร์เสียทุกอย่าง

“พี่บอกเจ้าไว้ก่อนนะนาคินทร์ ว่ามารดาเจ้านั้นมิโสภา หน้าตาร่างกายล้วนเหี่ยวย่นเกินวัยเจ้าจักต้องไม่ตกใจหรือแสดงอัปกริยารังเกียจออกมาและหากเจ้าฟังจากปากพี่เช่นนี้ เจ้าจินตนาการจนพาลนึกเกรงกลัวก็จงบอกพี่ ไว้เจ้าทำใจได้พี่จักออกไปตามท่านน้ามุตตา” ถ้อยคำร้อยเรียงเป็นประโยคนี้มิได้บอกนาคินทร์เพียงผู้เดียว ทว่ารพีพงศ์ต้องการบอกความนัยต่อพระเสาร์ด้วย

“ข้ามิสนใจดอกท่านรพีพงศ์ ข้าลืมทุกสิ่งรวมถึงความกลัว ไม่ว่ามารดาข้าจักเป็นเช่นไร นั่นก็คือแม่ของข้า” นาคินทร์เอ่ย รพีพงศ์ได้ฟังก็รู้คำตอบว่านาคินทร์นั้นต้องการพบแม่มากมายเพียงใด เหลือเพียงพระเสาร์ที่นิ่งเงียบจนรพีพงศ์สบตาคล้ายบอกให้พระเสาร์เอื้อนเอ่ยออกมา

“ลูกข้าบอกเจ้าแล้วว่ามินึกรังเกียจหรือกลัวอันใด ราตรีนี้เจ้าก็กลับวิมานของเจ้าเพื่อไปพักผ่อนและยามที่บิดาเจ้าเคลื่อนราชรถนำสุริยนสู่ท้องนภา เจ้าจงมารับของวิเศษเพื่อใช้ในการเดินทางสู่ห้วงมหาสมุทรจากข้า” คำตอบของพระเสาร์ได้แฝงในคำพูด รพีพงศ์ตีความได้ว่าพระเสาร์เองมินึกรังเกียจนางนาคี

“เป็นอันว่าข้าตกลงตามที่ท่านต้องการ…พระเสาร์”

“แต่ข้าไม่ตกลง” นาคินทร์เอ่ยออกมา สร้างความประหลาดใจให้กับพระเสาร์และรพีพงศ์

“เจ้ามิเห็นชอบอันใด ไหนลองบอกพ่อมาเถิด…นาคินทร์”

“ข้าไม่เห็นด้วยที่ท่านพ่อให้ท่านรพีพงศ์กลับวิมานของตนเอง ไหนๆวันพรุ่งท่านรพีพงศ์จักต้องกลับมา ณ วิมานของท่านพ่อ ข้าคิดว่าคืนนี้ให้ท่านรพีพงศ์พักผ่อนที่วิมานเราน่าจักเป็นการดี” นาคินทร์เสนอความคิดนั่นทำให้รพีพงศ์รู้สึกดีมิใช่น้อย ผิดกับพระเสาร์จอมหวงลูกถึงจะเปิดใจให้รพีพงศ์แต่พอได้เห็นนาคินทร์เป็นห่วงเป็นใยก็อดหมั่นไส้ว่าที่ลูกเขยมิใช่น้อย

“หากเจ้าต้องการพ่อเองก็จะให้ในสิ่งที่เจ้าอยากได้ รพีพงศ์จักนอน ณ วิมานของเราแต่จักนอนแยกห้องกับเจ้า ส่วนเจ้าเองมานอนในห้องของพ่อ” พระเสาร์เอ่ย นาคินทร์พยักหน้าเห็นรับเห็นชอบ ด้านรพีพงศ์ได้ฟังถึงกับขบคิดว่านี่สินะคือจงอางหวงไข่…ทั้งที่ไข่นี้โดนตนเจาะ ชิม มาแล้วหลายครา กระนั้นรพีพงศ์ยินยอมไม่โต้แย้งอย่างน้อยก็ได้นอนใต้ชายคาเดียวกัน

*-*-*-*

พยัคฆ์อันเป็นสัตว์พาหนะของพระเสาร์ได้พาผู้เป็นนายรวมถึงนาคินทร์เหาะทะยานออกจากสวนขวัญพร้อมกับลูกไฟขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือรพีพงศ์ที่กำลังมุ่งหน้าสู่วิมานหงสบาทเพื่อเข้าสู้ห้วงนิทราให้แรงกายฟื้นฟู ส่วนแรงใจนั้นบัดนี้มีมากจนล้นเหลือ

“ท่านรพีพงศ์…ท่านรพีพงศ์ตื่น” เสียงหวานใสเรียกปลุก ผู้ถูกเรียกขานลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้างามของนาคินทร์

“เช้าแล้วหรือนี่…เหตุใดพี่จึงรู้สึกว่าเพิ่งจักได้นอนเพียงเท่านั้น” รพีพงศ์เอ่ย ดวงตาคมมองไปด้านนอกผ่านกรอบหน้าต่างที่เปิดกว้าง บัดนี้ดาวประกายพรึกส่องแสงบ่งบอกว่าเพลาเช้ามืดได้มาเยือนแล้ว

“ข้าขออภัยที่มาปลุกท่านในยามนี้ หากข้าอยากร่วมเดินทางไปหาท่านแม่ของข้าด้วย ท่านรพีพงศ์โปรดพาข้าไปด้วยเถิด” นาคินทร์อ้อนวอน มือนิ่มจับเข้าที่ต้นแขนของอีกฝ่าย

“พี่อยากพาเจ้าไปอยู่ดอก หากจักต้องถามพระเสาร์บิดาของเจ้าเสียก่อน นอกจากนี้ตัวพี่ไร้ซึ่งของวิเศษจะลงไปในห้วงวารีก็ไม่ได้” รพีพงศ์ลุกขึ้นนั่งแล้วชี้แจงเหตุผลให้นาคาหนุ่มข้างกาย

“ท่านอย่าได้กังวล ข้านั้นช่วยท่านได้…ได้โปรดพาข้าลงไปด้วยเถิด หากท่านพ่อไม่พอใจข้าจักช่วยพูดให้ท่านเอง” รพีพงศ์นึกเอ็นดูนาคินทร์ นาคน้อยแสนรักคงอยากจะพบมารดาเป็นอย่างมาก

“เจ้าบอกพี่มาก่อนว่าเจ้านั้นจักช่วยพี่ได้อย่างไรเล่า” ของวิเศษเช่นไข่มุกมรกตอยู่ในกายของนาคินทร์ หากการที่รพีพงศ์จะไปหามุตตาได้คือต้องรอของวิเศษจากพระเสาร์

“ข้าแอบหยิบแหวนของท่านพ่อมา ท่านพ่อบอกกับข้าว่าจะให้สิ่งนี้กับท่าน ซึ่งคือแหวนวิเศษ อัญมณีทำมาจากน้ำตานางเงือก ผู้ใดสวมใส่สามารถหายใจใต้น้ำได้ อีกทั้งเรี่ยวแรงไม่มีทางหมด” นาคินทร์ส่งแหวนมาให้รพีพงศ์ เทพหนุ่มจึงรับมาสวมใส่

“เช่นนั้นเรารีบไปกันเถิด หากพ่อเจ้าตื่นขึ้นมา พี่ว่าพี่คงได้ไปนรกภูมิอีกคราเป็นแน่แท้”

ในใจของรพีพงศ์ลึกๆ แล้วมิอยากจะให้พระเสาร์รับรู้หรือซักไซ้สถานที่ของนางมุตตา การออกเดินทางตั้งแต่ย้ำรุ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีและการพานาคินทร์ไปด้วยนั้นถือเสียว่าให้แม่ลูกได้พบเจอเพราะโอกาสที่มุตตาจะออกจากถ้ำมายังวิมานของพระเสาร์เห็นทีจะเป็นไปได้ยาก พอๆ กับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

การเดินทางลงไปยังมหาสมุทรสองนทีอันเป็นรอยต่อระหว่างมหาสมุทรของมนุษย์โลกกับมหาสมุทรสีทันดร มิได้ยุ่งยากอีกต่อไป เนื่องจากรพีพงศ์ได้ร่ายคาถาเรียกพญาราชสีห์เพลิงอัคคีออกมา ขนนั้นยาวและมีไฟลุกโชนตลอดเวลา ทว่าเมื่อได้สัมผัสกลับไม่รู้สึกร้อนแม้แต่น้อย นาคินทร์นั่งลงบนหลังของมัน โดยรพีพงศ์นั่งซ้อนตระกองกอดเอวบางที่กำลังสนใจสิ่งรอบกาย ชี้นก ชี้ไม้ให้ตนได้ดู บางคราก็ซักถามให้ตนได้ตอบไม่มีหยุด หากรพีพงศ์ยินดีที่จะตอบคำถามเพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้รพีพงศ์มีความสุขราวกับการได้อยู่กับผู้เป็นที่รักตลอดไป…













......................

มาแล้วค่ะ มาแบบเนิบๆนาบๆ มาแบบงงๆ 5555

โชคดีของรพีพงศ์ที่พ่อตาไม่กระทืบที่บังอาจลงโทษลูกแต่นาคน้อยก็หาเรื่องให้รพีพงศ์โดนพ่อตาเขม่น 55555 จะตายเพราะเมียนี่แหละ

ส่วนตอนหน้ารพีพงศ์ทำภารกิจเพื่อพ่อตาจะได้เมตตาเอ็นดูอีกค่ะ ถึงอยากจะนอนกกหนูคินก็เถอะ

สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน เม้น เป็นกำลังใจให้ จุ๊บ ทำให้ตัวข้านี้มีกำลังใจ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


“หากการกอดข้าช่วยลดความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ท่าน แล้วข้าจักทำเช่นไรให้แก่ท่านความเหนื่อยล้าจึงจะหมดสิ้นไป”

“อื้อ”





........

มาสั้นๆเจอกันเร็วๆนี้ จุ๊บ

ออฟไลน์ oilie

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 2
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
คิดถึงนัองคินทร์กับรพีพงศ์แล้ว

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


กาลครั้งหนึ่งของจันทรัช

ยามดวงอาทิตย์เวียนหมุนย่างย่ำรุ่ง แสงระวีเฉิดฉายฉาบทาปกปิดสีทมิฬของท้องนภา สรรพสิ่งไม่ว่าจะอยู่บนพื้นพิภพหรือสรรวงสวรรค์ล้วนลืมตารับแสงแรกของเช้าวันใหม่และดำเนินชีวิตอย่างที่ควรเป็นไป เว้นแต่ใครบางคนที่ยังคงหลับอุตุอยู่บนตั่งกว้าง ขดตัวอยู่ในภูษาผืนหนา ยิ่งไม่มีภารกิจหรือต้องเดินทางไปยังแห่งหนใดแล้วไซร้การได้อยู่ในห้วงนิทราย่อมเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด  วงพักตร์คนหลับสนิทเปี่ยมสุขน่าหลงใหลจนผู้ที่ตื่นขึ้นมาก่อนอดไม่ได้ที่จะจุมพิตลงบนปรางค์นิ่มซ้ายทีขวาที

“จะนอน…ฮื้อ” ผู้ถูกรบกวนเริ่มงอแงกระนั้นเปลือกตายังคงปิด ซ้ำยังดึงผ้าห่มมาคลุมมิดแทบปิดหัว

“ขี้เซาเสียจริง เช้าแล้วหนาตื่นขึ้นเร็วพลัน” พระกรวีร์โน้มใบหน้ากระซิบข้างหูแต่น้องน้อยของตนยังคงไม่ยอมตื่นขึ้นมา เห็นทีจะต้อง…

“พี่กรวีร์…ปล่อยรัช!!!!”

จันทรัชตาสว่างขึ้นทันใดเมื่อร่างของตนลอเหนือเตียง จันทรัชอยากจะเอากำปั้นเล็กๆทุบตีหลังกว้างแต่ต้องชะงักเพราะสำนึกได้ว่าสิ่งที่ตนคิดจะทำนั้นมันไม่ควร จึงลดแขนลงและกลืนเสียงโวยวายเข้าลงคอ

“เป็นอันใดไปเล่าจึงได้เงียบไป” พระกรวีร์เห็นจันทรัชเงียบไปก็ใจหาย หากเป็นเด็กปกติจะต้องดิ้นรนโวยวายร้องลั่นทุบตีให้ตนปล่อยเป็นแน่

“จันทรัช…เป็นอันใดไปหรือว่าพี่ทำเจ้าเจ็บ” กลับกลายเป็นว่าพระกรวีร์เป็นฝ่ายทุกข์ร้อนกับการกระทำของตนเสียเอง เลยรีบปล่อยกายของจันทรัชลงให้ยืนบนพื้นเพื่อเป็นอิสระอีกครั้ง

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ พี่กรวีร์หาได้ทำรัชเจ็บ เพียงแต่ที่รัชเงียบไปก็เพราะรัชนั้นรู้ว่ายิ่งดิ้นรนพี่ก็ยิ่งแกล้งรัช รัชเลยอยู่นิ่งให้ท่านพี่ปล่อยตัว จากนั้นรัชก็…” จันทรัชตอบหากเว้นท้ายประโยคมิยอมเอื้อนเอ่ยให้จบ

“ก็อะไรจันทรัช” เหตุนี้พระกรวีร์เกิดข้องใจอดไม่ได้ที่จักใคร่รู้

“หนี!!!” ความไวของจันทรัชร็วเสียยิ่งกว่าเสียงที่เปล่งเสียอีก ขาทั้งสองสลับก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไปยังบานประตู ใครว่าจันทรัชจักเรียบร้อย นิ่ง มีความเป็นผู้ใหญ่จนดูเกินวัย ทว่าเด็กก็ยังคงเป็นเด็ก ย่อมอยู่ไม่สุขสนุกกับสิ่งต่างๆ

‘ปัง!!’

‘ตุบ’

“โอ๊ย!!!...” ความสนุกหมดลงพร้อมจันทรัชที่ล้มลงแทบหงายหลังเมื่อชนเข้ากับบางสิ่ง มือเล็กยกขึ้นมาลูบหน้าผากราวกับว่ามันจะช่วยให้ไม่ปูดขึ้นมา

“จันทรัช!! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” พระกรวีได้ยินน้องน้อยร้องออกมาเสียงดังก็รีบวิ่งเข้าหา จนไม่ทันได้ดูว่าผู้ใดยืนไม่ขยับไหวติงอยู่ตรงหน้า

“เล่นซนกันตั้งแต่เช้าเลยหรือ กรวีร์…จันทรัช” ผู้ที่โดนชนหากไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเรียกได้ว่าแทบไม่ระคายผิวได้เอ่ยขึ้นทำให้สองพี่น้องแหงนหน้ามอง

“ท่านพ่อ/พระพฤหัสบดี!!!” ทั้งสองร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ทว่าน้ำเสียงของจันทรัชนั้นเจือความกังวลอยู่มากเพราะตนได้ทำผิดเข้าให้แล้ว

“จันทรัช…พ่อบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่ามิให้เรียกเช่นไร” พระพฤหัสบดีบอกกล่าวพลางยอบกายลงอุ้มจันทรัชขึ้นมา หัตถาอีกข้างจับมือบุตราอีกคนไว้

“รัช…รัชมิบังอาจ รัชเป็นเด็กชาวป่าอาศัยกับโขลงกุญชรมิควรที่จะเรียกท่านว่าพ่อ”   “เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของพ่อ พ่อให้เจ้าเรียกพ่อว่าพ่อได้” พระพฤหัสบดีลูบเกศาดำขลับให้จันทรัชรับรู้ถึงความรักความหวังดีที่มอบให้ แม้นว่าจะเป็นลูกของพระจันทร์ผู้ที่ตนชังเป็นนักหนา…

“ใช่…เจ้าเป็นน้องพี่ ดังนั้นบิดาของพี่ก็เป็นบิดาของเจ้า เข้าใจหรือไม่” กรวีร์เทพช่วยบิดาเกลี้ยกล่อมอีกแรง ครั้งนี้มิใช่ครั้งแรกที่ต้องคอยให้บอกให้จันทรัชเรียกบิดาของตนเช่นนี้

“รัชเข้าใจแต่…” จันทรัชอึกอักมองพระกรวีร์ที มองพระพฤหัสบดีที กลับได้รับสายตากดดัน

“ไม่มีแต่…”

“ขอรับ…ท่านพ่อ พี่กรวีร์” สุดท้ายจันทรัชก็ยินยอม โดยหารู้ไม่ว่าคำสั้นๆง่ายๆจะสร้างรอยยิ้มให้กับพระพฤหัสบดี

“ดีมาก…ไหนพ่อขอดูหน้าผากของเจ้าหน่อย…ปูดเป็นลูกมะนาวเชียว” พระพฤหัสบดีเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าของจันทรัชเล็กน้อย เท่านี้เจ้าตัวเล็กกลับสะดุ้งโหยงอาการเจ็บหมุนวนจนน้ำตาคลอ

“ท่านพ่อ…น้องคงเจ็บ ท่านส่งน้องมาให้ลูกเถิด ลูกจักรักษาน้องเอง” พระกรวีร์เห็นอาการของอนุชาก็ร้อนรน รีบรบเร้าบิดาตนขอน้องมา พระพฤหัสบดีเองไม่ขัดใจจึงยกจันทรัชให้บุตรชายคนโตอุ้ม

“เพี้ยง~…ความเจ็บปวดจงหายไป” กรวีร์เป่าลมใส่เนื้อนูนแดงตรงหน้าผาก มนตร์หลอกเด็กได้ผลดีเกินคาดเพราะใบหน้าของจันทรัชประดับด้วยรอยยิ้มหลังลมปากผ่านผิวหนัง

“หายเจ็บหรือไม่…น้องพี่”

“รัชหายเจ็บแล้วขอรับ” จันทรัชยิ้มแป้น อันที่จริงจันทรัชมิได้หายเจ็บเป็นปลิดทิ้งดอกแต่ความสุขใจนั้นมีมากเหลือ มากพอที่จะลบล้างความเจ็บปวดได้

“ถ้าหายแล้ว รีบไปหาแม่ของพวกเจ้าเถิด เพลานี้คงจะตั้งสำรับคอยท่าแล้ว” พระพฤหัสบดีแจ้งกับบุตรชาย

“จันทรัช…น้องคงจะหิวแล้ว ประเดี๋ยวพี่จะเร่งพาเจ้าไปหาท่านแม่โดยไว” พระกรวีร์ย่างเท้าก้าวไว พระพฤหัสบดีเห็นท่าทางก็พอจะเดาออกว่าใครกันแน่ที่หิวจนไส้กิ่วอยากกินอาหารในสำรับ

“ท่านแม่!!! มีอันใดให้ลูกกินบ้าง” แอบอ้าง…พระกรวีร์แอบอ้าง เพียงฟังจากน้ำเสียงเจื้อยแจ้วของกรวีร์และดวงตาเป็นประกายยามเห็นเครื่องคาว ของหวาน ไหนเลยจะมีผลไม้ทิพย์จากสวนขวัญที่พระผู้สร้างประทานให้ตลอดจนผลไม้แกะสลักจากป่าหิมพานต์

“ตื่นขึ้นมาก็ร้องหาอาหารเลยหรือ เจ้านี่อยู่เพื่อกินแทนที่จะกินเพื่ออยู่” นางดาราเทวีหยอกเหย้าพระกรวีร์ ถึงกระนั้นมือหนึ่งได้เปิดฝาเครื่องเผาเคลือบลายที่ใช้ปิดข้าวในภาชนะให้กับพระกรวีร์

“ท่านแม่จักกล่าวเช่นไร ตำหนิติเตียนอันใดลูกนี้มิสน ลูกสนเพียงแต่…”

“สนเพียงแต่ของโปรดของลูกใช่หรือไม่ ถ้าลูกอยากจักกินก็จงนั่งบนตั่งแก้วให้เรียบร้อย แล้วจันทรัชมานั่งบนตักของแม่” นางดาราเทวีเอ่ย กรวีร์จึงปล่อยจันทรัชให้ยืนขึ้นส่วนตนเองก็ขึ้นนั่งบนตั่ง

“ท่านแม่ รัชนั่งบนตั่งข้างพี่กรวีร์ก็ได้ขอรับ”

“ไปนั่งบนตักท่านแม่เถิด พี่ไม่นึกหวงว่าอันใดเจ้า” พระกรวีร์เอ่ยพร้อมแสดงความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความสัตย์จริงบุตรแห่งพระผู้มีปัญญาหาได้อิจฉาหรือหวงแม่ประหนึ่งเด็กกลัวถูกแย่งความรักไม่ ออกจะนึกเอ็นดูจันทรัชเสียด้วยซ้ำอีกทั้งอยากให้มารดามีความสุขกับหน่อเนื้อเชื้อไขอีกคนหนึ่ง

“มานั่งกับแม่ แม่จักแกะปลาให้ลูกกิน” ครานี้พระนางดาราไม่รอให้จันทรัชได้ตอบ มือเรียวรวบจับเอวยกขึ้นมาให้นั่งบนตักตนเอง

“ท่าน…แม่…” จันทรัชตกใจมิใช่น้อย หากพอได้นั่งลงบนตักแล้วกลับมิขยับขัดขืนเนื่องด้วยจันทรัชสัมผัสถึงความอบอุ่น…ความอบอุ่นที่ตนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ หากสิ่งที่บอกได้คือความอบอุ่นที่ตนใฝ่หามานานและเป็นความอบอุ่นเดียวที่ทำให้จันทรัชเรียกดาราเทวีว่า…ท่านแม่ โดยมิรู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริง

“เกิดอันใดขึ้นกับลูก ไยหน้าฝากถึงปูดนูนเช่นนี้” ยามไกลไม่เห็น แลเห็นยามใกล้ นางดาราซักถามด้วยความห่วงใย ทั้งเจ็บแสนเจ็บแทนลูกไปร้อยเท่าพันทวี

“รัชวิ่งชนท่านพ่อขอรับ” จันทรัชตอบอ้อมแอ้มกลัวว่าจะโดนอีกฝ่ายเอ็ดเอาได้เพราะเหตุที่ตนเจ็บตัวล้วนมาจากความซุกซนไม่ระวังตัว

“โธ่…จันทรัชคราวหน้าคราวหลังลูกต้องระวังตัวด้วยหนา อันตรายมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา”

“ใช่ อันตรายเกิดขึ้นทุกที่…ดังนั้นวันนี้น้องไม่ต้องออกจากวิมาน” กรวีร์กลืนข้าวลงคอก่อนจะพูดเสริม

“พี่กรวีร์ผิดสัญญา…ท่านแม่..รัชอยากออกไปเที่ยวเล่น พี่กรวีเองก็บอกรัชว่าจะพารัชไปดูกุญชรมัจฉา” จันทรัชอ้งถึงคำมั่นก่อนนอนแล้วออดอ้อนออเซาะนางดารา ดวงตากลมโตส่องประกายจนคนมองใจอ่อนยวบยาบ

“ท่านแม่ห้ามใจอ่อนกับน้องเด็ดขาด อย่าให้น้องได้ออกไปไหนเลย” พระกรวีร์พูดขัดคอขึ้นมาขัดขวางทันใด มิเช่นนั้นนางดาราจักต้องยินยอมให้จันทรัชออกไปเป็นแน่

“แม่เห็นด้วยกับพี่ของลูก วันนี้จันทรัชมิต้องออกไปไหน อยู่เล่นในวิมานดีกว่า” สิ้นคำของเทพีดารา พระกรวีร์ยิ้มกริ่มที่หมากตานี้ตนเป็นผู้ชนะ มารดาของตนมีสติจึงมิหลวมตัวอนุญาตจันทรัช

“รัชเข้าใจแล้วว่าทุกคนเป็นห่วงรัช หากไม่มีใครพารัชไป…รัชนี้ขอออกไปเองขอรับ” เมื่อไม่มีใครสามารถพาตนเองออกไปเปิดหูเปิดตา สองมือเล็กพนมขึ้นแนบอุรา ริมฝีปากแดงขมุบขมิบร่ายคาถา พลันเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นทันตา จันทรัชนั้นหนาหายตัวไป

“จันทรัช!!! จันทรัช!!!”

“ดารา!! กรวีร์!! เกิดเหตุอันใดขึ้น” พระพฤหัสบดีเดินเข้ามาทีหลังได้สอบถามเยาวมาลย์ยอดรักและบุตรของตนที่หน้าตาตื่นร้องหาจันทรัช

“จันทรัชหายไป…ท่านพี่จันทรัชหายไป” นางดาราตอบน้ำเสียงนั้นสั่นเครือ

“หายไปได้อย่างไนกัน เมื่อครู่จันทรัชก็มาหาน้องพร้อมกับกรวีร์” พระพฤหัสบดีแปลกใจจึงสอบถาม นางดารานั้นพอจะเล่าก็ปากคอสั่นสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ร้อนถึงกรวีร์ต้องทำหน้าที่เล่าเรื่องราวการหายตัวไปจากตักของมารดาย้อนกลับไปถึงสาเหตุ

“อย่างนี้นี่เอง ฉลาดเสียจริงจันทรัชเอ๋ย” พระพฤหัสบดีกล่าวชื่นชมจันทรัชหลังจากสดับฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบแล้ว ท่าทีของบรมครูของเทพยดาหาได้มีความกังวลไม่

“ท่านพี่ เหตุใดถึงไม่ยินดียินร้ายหรือว่าดีใจที่จันทรัชหายตัวไป…ใช่สิ!! จันทรัชหาใช่บุตรที่เกิดจากสายเลือดของท่านพี่ เป็นเพียงเด็กติดท้องข้า…จันทรัชเป็นลูกของข้ากับ..ฮึก…”

“ดาราน้องพี่…อย่ากรรแสงหรืออย่าได้เข้าใจพี่ผิด แม้นจันทรัชจักมิใช่บุตรของพี่โดยแท้แต่จันทรัชเป็นบุตรของเจ้า นารีที่พี่มอบความรักจนหมดใจ ไยพี่จะจงเกลียดจงชังเด็กอย่างจันทรัชได้เล่า ยิ่งจันทรัชเป็นเด็กดีเช่นนี้พี่ยิ่งเอ็นดู หากที่พี่ไร้กังวลนั้นเพราะความเฉลียวฉลาดเกินวัยของจันทรัชต่างหากเล่า”

“หมายความว่าเช่นไรท่านพ่อ ได้โปรดแจ้งใจให้ลูกได้รับรู้ด้วยเถิด”

“เมื่อวานยามสนธยา จันทรัชได้เข้ามาหาพ่อเพื่ออ่านตำรา พ่อเองเห็นว่าจันทรัชสนใจเลยอนุญาตให้หยิบอ่านตามใจชอบและตำราวิชาที่จันทรัชหยิบมานั้นคือศาสตร์การหายตัว พ่อไม่คิดว่าจันทรัชจักเก่งกาจอ่านเพียงรอบเดียวก็สามารถใช้มันได้” พระพฤหัสบดีตอบ

“ถึงจะเฉลียวฉลาดเพียงใดจันทรัชก็ยังเล็กยิ่งนัก ข้านั้นก็นึกห่วงมิรู้ว่าจันทรัชหายตัวไปไหน” นางดาราเอ่ยทั้งน้ำตานองหน้า ใจนั้นสั่นไหวกลัวจับใจว่าภัยจะถึงตัวลูก

“น้องอย่าได้กังวลเลย…พอย่ำรัตติกาลจันทรัชจักกลับมา” พระพฤหัสบดีปลอบโยนทำให้ดาราเทวีเบาใจไปเปราะหนึ่งด้วยพระพฤหัสบดีมีญาณสูงส่ง

“ส่วนลูก…กรวีร์อย่าได้ตามหาน้อง ยิ่งตามน้องจักเตลิดหนี ดังนั้นหลังจากจัดการสำรับอาหารจนสิ้นให้ตามพ่อไปคัดอักษรลงบนภูษาแสงดาว” พระพฤหัสบดีกล่าวห้ามและมอบหมายภาระงานแก่พระกรวีร์ ทำให้ผู้ที่เริ่มจะตักอาหารเข้าปากต้องวางมือ ปากเหยียดตรงไม่พอใจที่ถูกดักทางเสียจนไร้หนทาง พระกรวีร์เชื่อแล้วว่าคนเป็นพ่อย่อมรู้ทันว่าลูกของตนนั้นติดจักทำอันใด

…‘ท่านพ่อนะท่านพ่อ…ถึงจะบอกว่าน้องปลอดภัยแต่ลูกนี้ยังห่วงน้องอยู่ดี…จันทรัชเอ๋ยเจ้าหนีไปที่ใดกัน’…





.............50%........

หายไปนานเลย ยู้วฮู้วววว ทุกคนอยู่ไหนกันคะ~~~~☆ เอาบันทึกของหนูรัชไปอ่านก่อนนะคะ มาติดตามกันว่าเจ้าตัวเล็กหายไปไหน รออ่านกันนะคะ

ป.ล. ใครรอเรื่องหลัก สัปดาห์หน้า(จะถึงแล้วอีกไม่กี่ชม.) มาอัพจ้า

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอๆ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2

ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 08







…‘รอยต่อแห่งทวิภพอันตรายเป็นหนักหนา’...

…‘มหาสมุทรสองนที…มหาสมุทรซึ่งมิมีผู้ใดต้องการจะย่างกราย’…

ใครจักคิดเห็นเช่นนั้นก็ย่อมได้ ทว่าสำหรับรพีพงศ์แล้วความคิดทั้งหมดทั้งมวลได้มลายหายไปนับตั้งแต่ที่เทพหนุ่มได้ลงมาตามหาของสำคัญล้ำค่าเพื่อนำพาชีวาของนาคินทร์ให้กลับมา จวบจนกระทั่งเพลานี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รพีพงศ์ได้ว่ายฝ่ากระแสสินธุ์ร่วมกับนาคินทร์มายังโพรงปากถ้ำใต้ผาสูงที่ยังคงมีซากเรืออับปางคอยเป็นกำบังอำพรางมิให้ผู้ใดได้แลเห็น

“ท่านรพีพงศ์...ท่านแม่ของข้าอยู่ที่นี่แน่หรือ” นาคินทร์ถามเพื่อความแน่ใจขณะเดียวกันดวงตากวาดมองโดยรอบ ถ้ำแห่งนี้ไม่ควรจะเป็นที่พำนักของมารดาหรือแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตอื่นใด

“ใช่ ท่านน้ามุตตาอยู่ที่นี่” รพีพงศ์อ่านสีหน้าของนาคินทร์ออกพอจะรู้ว่านาคผู้เป็นที่รักกำลังคิดสิ่งใดอยู่ คงจักไม่เชื่อสายตาเป็นแน่เหมือนกับตนที่เคยตั้งคำถามเมื่อครั้นมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ในคราแรก

 “เราทั้งสองเข้าไปด้านในกันเถิดหากเจ้ากลัวพี่จักยอมให้เจ้ายืมกายพี่ไว้กอด” รพีพงศ์เอ่ยชวนทั้งเย้าหยอกนาคน้อยให้เขินอายเพื่อลืมความหวาดกลัวไปชั่วขณะ

“ข้ามิกลัวดอก” นาคินทร์เอ่ยแล้วเดินนำหน้าไป อาจจะเป็นเพราะความผูกพันนาคินทร์นั้นจึงไม่นึกหวั่นเกรง กระนั้นรพีพงศ์ก็จับมือรพีพงศ์มากุมไว้…‘ถึงเจ้าจักไม่กลัวแต่พี่นี้กลัว กลัวว่าเจ้าจะเป็นอันตราย’...

เท้าสองคู่ย่างเดินเข้าไป นอกถ้ำว่ามืดแล้วภายในถ้ำมืดมิดเสียยิ่งกว่า รพีพงศ์จึงร่ายคาถาก่อนจะเปิดปากอ้าออกให้ลูกเพลิงสีแดงขนาดย่อมลอยออกมาหยุดอยู่ตรงหน้า แสงสว่างของมันช่วยกลืนกินความมืดมิดเผยให้เห็นโขดหินน้อยใหญ่เรียงรายสลับไปมา กระนั้นกลับไม่เห็นผู้ที่ตนนั้นอยากพบเจอ

“ไหน…ไหนท่านแม่ของข้าเล่า” นาคินทร์ชะเง้อมองหาจากปากถ้ำแต่กลับไม่เห็นใครอยู่ภายในถ้ำแห่งนี้ นาคินทร์ตัดสินใจก้าวย่างเข้าไปในคูหาแต่กลับถูกรพีพงศ์รั้งเอาไว้เสียก่อน

“อย่าเพิ่งเข้าไป…จงยืนรอตรงนี้เฉยๆให้พี่นั้นลองเรียกหาแม่ของเจ้าดูอีกครั้ง” รพีพงศ์ห้ามไว้ ใจนี้นึกกลัวยิ่งนักว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับนาคินทร์จึงมิอยากให้เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป ถึงแม้ว่าถ้ำแห้งนี้เคยเป็นถิ่นอาศัยของนาคินทร์มาก่อนก็ตามที

“ท่านน้ามุตตา!!! ข้ารพีพงศ์ได้พานาคินทร์กลับมาหาท่านแล้ว!!!! ท่านน้ามุตตา!!!” รพีพงศ์เรียกหา ประโยคเดิมๆดังขึ้นซ้ำๆ ทั้งรพีพงพงศ์และนาคินทร์หวังไว้เหลือเกินว่ามุตตาจะออกมา

‘กุก..กัก’ ก้อนหินก้อนเล็กๆกระทบกันจนเกิดเสียงราวกับมีบางสิ่งเข้าไปสัมผัสมันไม่นาน ความสงสัยได้กระจ่างแจ้ง เมื่อ ‘บางสิ่ง’ ที่ว่านั้นได้ปรากฏให้ผู้มาเยือนได้ประจักษ์ต่อสายตา นาคเกล็ดนิลขนาดใหญ่ได้เลื้อยออกมาจากที่ซ่อนมาขนดตัวต่อหน้ารพีพงศ์และนาคินทร์

“นาคินทร์…นาคินทร์ลูกแม่” ดวงตาแดงก่ำสะท้อนรูปโฉมของบุตรา…นาคินทร์…นาคินทร์ลูกของตนกลับมาแล้ว มุตตาดีอกดีใจจนแทบเต็มตื้น ทันใดนั้นเองเกล็ดของนางนาคีได้จางหายกลายเป็นเนื้อหนังมังสาของมนุษย์เป็นสตรีนางหนึ่งผู้มีเกศาปรกหน้าไว้

“ท่านแม่…” ริมฝีปากอิ่มเปล่งเสียงเรียกขานดวงตามองพิจารณาผิวพรรณของมารดาก็นึกสงสัย แม้นในถ้ำจะมีแสงสว่างเพียงน้อยนิดแต่ก็มากพอที่จะทำให้นาคินทร์เห็นมุตตาชัดเต็มสองตา …‘เหตุใดเล่าผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามารดาถึงผิวหนังเหี่ยวย่น’…

“ไยเจ้ายืนมองแม่เช่นนี้เล่า เร็วเข้าสิเดินมาหาแม่ให้แม่นี้ได้กอดเจ้า” มุตตาเองประหลาดใจกับท่าทีของนาคินทร์ที่มีต่อตน สัญชาตญาณความเป็นแม่สัมผัสได้ว่าลูกของตนดูผิดแผกไปจากเดิม

“ท่านน้ามุตตาฟังข้าก่อน ตัวข้านี้มีบางสิ่งที่จักต้องแจ้งให้ท่านน้าทราบ” มีเพียงรพีพงศ์ที่อ่านสถานการณ์ออกและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจึงใคร่อยากเล่าความจริงให้มุตตาได้รับรู้ นางมุตตาผินหน้ามาทางรพีพงศ์นึกสงสัยเหลือเกินว่าเทวาผู้นี้มีเรื่องอันใด…จะใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนาคินทร์ผู้เป็นบุตราหรือไม่

“เรื่องอันใดหรือ…ใช่เรื่องนาคินทร์หรือไม่” มุตตาถาม  “ใช่…เรื่องที่ข้านั้นจักบอกกับท่านเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนาคินทร์โดยตรง…นาคินทร์สูญเสียความทรงจำลืมสิ้นแม้แต่นามของตนเอง แน่นอนว่าผู้ให้กำเนิดเช่นท่านน้า นาคินทร์ก็หาได้จดจำไม่” รพีพงศ์ไขข้อข้องใจให้มุตตาถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปจนแทบจะเป็นคนละคนของนาคินทร์ “จริงหรือ…นาคินทร์ ลูกจำแม่ไม่ได้เลยหรือลูก…นาคินทร์” มุตตาแทบไม่เชื่อหูของตนเอง อยากให้คำบอกเล่าของรพีพงศ์เป็นเรื่องโกหก แกล้งหลอกตนให้ตกใจเล่นเท่านั้น หากพักตรางามของนาคินทร์กลับพยักหน้าลงเป็นคำตอบว่ารพีพงศ์หาได้กล่าวคำปดมดเท็จแต่อย่างใด

แม้จะกระจ่างใจหากดวงตาทั้งคู่กลับฝ้าฟาง ภาพตรงหน้าที่เคยชัดกลับมองไม่ชัดเมื่อม่านน้ำตาบดบังจนเอ่อล้นขอบตาร้อนผ่าวไหลลงมาอาบแก้ม การที่นาคินทร์จำตนเองไม่ได้ จำใครไม่ได้ จำความรู้สึกที่มีต่อตนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้มุตตากลัวเหลือเกิน…กลัวว่าลูกจักรังเกียจในรูปโฉมแสนอัปลักษณ์ไม่ยอมให้กอดให้หอมดั่งวันวาน

…‘ข้าและลูกทำเวรทำกรรมอันใดไว้ ถึงได้เจอะเจอเรื่องราวเลวร้ายเช่นนี้’…

“ท่านรู้อยู่เต็มอกว่านาคินทร์จำข้ามิได้ ไยท่านถึงพาลงมาหาข้า นาคินทร์จำอันใดมิได้ข้านั้นยังพอทนแต่ท่านก็รู้ว่าตัวข้าเป็นเช่นนี้ยังจะพา…อึก..ยังจะพามาให้ลูกเกลียดชังข้า จิตใจของท่านทำด้วยอะไร!!! ทำด้วยอะไร!!!” มุตตาตัดพ้อทั้งน้ำตา ความเข้าใจผิดต่อตัวรพีพงศ์ประเดประดังเข้ามา จนไม่คิดจักถามเหตุผลจากรพีพงศ์เลยสักนิด

“ข้ามีเหตุผลได้โปรดฟังข้าอีกครั้ง…” รพีพงศ์พยายามอธิบายให้มุตตาได้เข้าใจแต่มารดาของคนรักคงมิอยากฟัง นางทรุดตัวลงสะอื้นไห้จนตัวโยนจนน่าสงสาร …‘นี่สินะดวงใจของผู้เป็นแม่ที่เขาว่ามักจะเข้มแข็งยามปกป้องลูกและจะอ่อนแอยามลูกไม่รักตน’…

“รพีพงศ์เจ้ามิต้องเอ่ยสิ่งใด ตัวข้านี้จักเป็นผู้บอกให้มุตตาแจ้งใจเอง” รพีพงศ์เลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงที่เปล่งออกมามันหาใช่น้ำเสียงของนาคินทร์เสียทีเดียว ทว่ามันกลับมีน้ำเสียงแทรกร่วมด้วย

“พระ..พระ…สะ..” ไม่ทันที่รพีพงศ์จะได้พูดชื่อของผู้ต้องสงสัยจากใจตน มือเรียวของนาคินทร์ได้คว้าหมับจับกรของรพีพงศ์ไว้มั่น ก่อนจะเหวี่ยงออกไปนอกถ้ำให้เกลียวคลื่นจากมนตราดูดกลืนกายาเข้าไป

“นาคินทร์เจ้าทำสิ่งใดท่านรพีพงศ์” แม้มุตตาจะไม่พอใจรพีพงศ์แต่ก็มิได้หมายให้รพีพงศ์มีอันตราย นางลุกขึ้นเร่งฝีเท้าเดินไปยังปากถ้ำเพื่อช่วยเหลือผู้มีพระคุณแต่กลับถูกนาคินทร์สวมกอดเอาไว้

“อย่าได้เป็นห่วงสุริยะบุตรผู้นั้นเลย ความห่วงใยของเจ้าควรเป็นของนาคินทร์และ…ข้า” เสียงกระซิบกระซาบข้างหูทำให้มุตตาใจเต้นระส่ำ นานเพียงใดแล้วที่ตนมิได้ฟังเสียงนี้

…เสียงที่ฟังแล้วให้ความอบอุ่นใจ…

…เสียงที่เคยพร่ำบอกรัก…

“พระเสาร์”

“เหตุใดจึงเรียกพี่เช่นนี้เล่า พี่ฟังแล้วรู้สึกห่างเหินหรือเป็นเพราะเจ้าหมดรักพี่ ชิงชังพี่แล้ว” นาคินทร์จำแลงเอ่ย ขณะเดียวกันนั้นรูปโฉมค่อยๆคืนสู่สภาพเป็นร่างที่แท้จริง จากนาคินทร์กลายเป็นเทวาสูงใหญ่ทรงอัญมณีสีนิลเป็นอาภรณ์ ฉวีวรรณเจิดจ้าด้วยละอองสีดอกเสลา

“หามิได้ ข้ามิได้ชิงชังท่านพี่เลย” มุตตาโต้ตอบกลับไป ไม่แหงนหน้ามองพระเสาร์เลยสักนิด นางก้มหน้าก้มตาโดยมีเส้นผมดำขลับคอยปกปิดบางสิ่งที่ไม่อยากให้พระเสาร์ใคร่ดู

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องหนีพี่ไป หากเจ้ารักพี่เจ้าต้องอยู่รอพี่สิ หรือเจ้าคิดว่าพี่นั้นจะทิ้งเจ้ากับลูกดั่งเทวดาเจ้าชู้ทั้งหลายที่เกี้ยวอิสตรีได้แล้วทิ้งไปทั่ว” หัตถาจับหมับเข้าที่ต้นแขนแล้วจับกายให้มุตตาหันหน้าเข้าหาตน น้ำคำที่เปล่งออกมาร้อยเรียงเป็นคำถามล้วนแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ลึกๆ ใครกันกล่าวว่าพระเสาร์แข็งแกร่ง ไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องอันใด เห็นทีคงต้องบอกให้รู้ว่าจิตใจของพระเสาร์อ่อนยวบลงเพราะความรัก…อย่าว่าแต่พระเสาร์เลยไม่ว่าใครก็ตามเจอรักแผลงฤทธิ์เข้าให้มักจะสูญเสียความเป็นตัวตน ไม่สิ! ต้องกล่าวว่าเผยตัวตนอีกด้านหนึ่งออกมาถึงจะถูก

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้ามิเคยคิดว่าท่านพี่เป็นเทวดาเจ้าชู้มากนักหลายใจ หากที่ข้าจำต้องหนีจากท่านพี่เป็นเพราะ…ข้ามิอาจสู้หน้าท่านพี่หรือสู้หน้าใครได้ ผิวกายของข้าที่เคยละเอียดกลับเหี่ยวย่นจนน่ารังเกียจ ข้าในตอนนั้นรับสภาพของตนเองมิได้และคิดว่าท่านพี่เองก็…” คนเราล้วนแล้วมีเหตุผลของตนเอง คำตอบที่มุตตาเอื้อนเอ่ยออกมาให้พระเสาร์ได้สดับฟังนั้นก็เช่นกัน

“นี่นะหรือเหตุผลของเจ้า เพียงเพราะรูปโฉมเปลี่ยนไปเจ้าถึงได้หนีพี่ไป มุตตา…เจ้าดูถูกความรักของพี่ สำหรับพี่ต่อให้เจ้าเป็นเช่นไรพี่ย่อมรักเจ้าที่เป็นเจ้า” น้ำคำหนักแน่นช่างตรงข้ามกับการกระทำแสนอ่อนหวาน ดัชนีทั้งห้าของพระเสาร์เกลี่ยผมที่ปรกหน้าของมุตตาให้ออกไป เผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยซึ่งซ่อนความงามไว้จนหมดสิ้น พระอังคุฐลูบไล้ตั้งแต่ขมับลงมาจนถึงสันกราม ทุกการกระทำมุตตาล้วนสัมผัสได้

“มุตตาไปกับพี่เถิด พวกเราจักได้อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก” พระเสาร์เอ่ย อันที่จริงไม่จำเป็นต้องชักชวนเพราะอย่างไรเสียพระเสาร์จักต้องพามุตตาออกจากถ้ำโกโรโกโสไปยังวิมานหงสบาทของตนให้ได้อยู่ดี

“ข้ามิอาจออกไปนอกเหนือจากผืนมหานทีนี้ได้ อันตัวข้านั้นถูกสาปให้เวียนว่ายอยู่ใต้มหาสมุทรเพียงเท่านั้น” ความปิติล้นอุรายามสวามีกล่าวชวนให้ครองคู่อยู่ด้วยกัน ทว่าบ่วงแห่งกรรม ตรวนแห่งคำสาปได้ล่ามตนไว้มิให้พบเจอความสุขี นางมุตตาจำต้องปฏิเสธสิ่งที่ใจนั้นปรารถนา

“ใครสาปเจ้า!!! บอกพี่มา!!! พี่จะไปบั่นคอมัน!!! นี่ใช่หรือไม่สาเหตุที่เจ้าเป็นเช่นนี้” พอได้สดับฟังแล้วไซร้ ร่างกายสูงใหญ่สั่นเทิ้มพลางขบกราม … ‘ใครมันบังอาจสาปเมียข้า!!! มันผู้นั้นสมควรตาย’…

“ใช่ หากข้าเองก็มีส่วนผิด ข้าบังอาจรุกล้ำไปในเขตหวงห้ามจึงโดนสาปให้เป็นเช่นนี้” มุตตาเข้าสวมกอดให้พระเสาร์คลายโมโห พลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันวาน…‘เขตหวงห้ามที่ว่าคือดวงใจของท่าน’...

…‘ข้าขอสาปเจ้าให้เนื้อตัวเจ้าเหี่ยวย่นดั่งคนชราและมิอาจจะขึ้นสู่ผิวน้ำแลตะวันจันทราอีกต่อไปได้’…

... ‘ข้าทำอันใดให้ท่านแค้นเคืองนัก ท่านถึงได้สาปข้า’…

… ‘เจ้าบังอาจมายุ่งเกี่ยวกับพระเสาร์ หากไม่มีเจ้าพระเสาร์จักต้องรักข้า!!!’…

เรื่องราวในวันนั้นมันเกิดขึ้นอีกครั้งในความทรงจำ หากครานั้นมีตนเพียงผู้เดียวคงจะยอมสู้กับเทพีใจทรามให้ตายกันไปข้าง ทว่านางนาคีรู้ว่าตนมีครรภ์เป็นเหตุต้องคอยหลบหนีเพื่อรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขเอาไว้ มุตตาตั้งใจซ่อนตนรวมถึงชาติกำเนิดของนาคินทร์เพื่อมิให้รู้ว่าแก้วตาดวงใจสืบเชื้อสายจากเทวะผู้ยิ่งใหญ่…‘นาคินทร์ความหมายของเจ้านั้นคือนาค จงจำไว้ว่าเจ้าเป็นนาคตนหนึ่งเท่านั้น’...

ถึงแม้เวลาจะหมุนเวียนไปเนิ่นนานยังคงมีสิ่งหนึ่งที่มุตตายังจำไม่คิดลืมเลือนคือปิ่นที่คอยปักมวยเกศาของนางรัมภาได้ดี...จุฬามณีประดับเพชรสีแดงเลือดนกจะมีใครเล่าที่จะมีเพชรอันเกิดจากสะเก็ดของทยุมณีดารานอกจากเหล่าสุริยะวงศ์

“ผิดขนาดไหนถึงจำต้องสาปเจ้าให้เป็นเช่นนี้ บอกพี่มาบัดเดี๋ยวนี้ว่าไอ้อีผู้ใดริอาจรังแกเจ้า บอกพี่มา!!!” คำถามที่ไม่ต่างจากการขู่เค้นเอาคำตอบของพระเสาร์ดังก้อง พระเสาร์เกรี้ยวกราด อารมณ์ร้ายเช่นนี้มุตตาชักเริ่มลังเลใจว่าจักบอกกล่าวเล่าความเช่นไรดี

“ท่านพี่อย่าได้โมโหไปเลยถือเสียว่าทั้งหมดเป็นเคราะห์กรรมของข้า ถึงแม้นข้าจะมิอาจไปอยู่กับท่านพี่ที่วิมานแต่ท่านพี่สามารถมาหาข้า ณ ถ้ำแห่งนี้ได้ ข้าจะรอท่านพี่กับลูกอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน” มุตตาใคร่ครวญจนถีถ้วนก่อนจักพูดออกไป ถึงอยากจะบอกภัสดามากมายเพียงใดแต่ท้ายที่สุดแล้วมุตตาคำนึงถึงผลที่ตามมาว่ามิวายจักต้องเกิดสงครามเป็นแน่ นางจึงเลี่ยงที่จะบอกความจริงให้พระเสาร์ได้รับรู้เพราะสิ่งที่นางต้องการไม่ใช่การแก้แค้นแต่เป็นความรักที่หวนคืนกลับมา…เท่านั้น

“พี่จะไม่มาหาเจ้าที่นี่รวมถึงนาคินทร์ที่จักต้องอยู่กับพี่”

“ท่านพี่ได้โปรดอย่าใจร้ายกับข้าเลย ครั้นท่านพี่จะไม่มาหาสู่ข้า ข้ายังพอเข้าใจว่าท่านพี่หมดรักแต่นาคินทร์…นาคินทร์เป็นลูกของข้า เป็นลูกของนาคแสนต้อยต่ำ…เยี่ยงข้า”

“พี่เพิ่งจะเอ่ยออกไปว่ารักเจ้าไยเจ้าถึงตัดพ้อพี่ ฟังพี่กล่าวกับเจ้าให้จบก่อนเถิดหนาแล้วเจ้าจะใช้วาจาเสียดสีทิ่มแทงใจพี่อย่างไรก็สุดแล้วแต่เจ้า” พระเสาร์เอ่ยแทรกเพราะมิอยากให้มุตตาเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ มุตตาสงบปากสงบคำเพื่อรอฟังว่าพระเสาร์ต้องการจะกล่าวสิ่งใดกับตน

“พี่จะพาเจ้าไปกับพี่ตามความตั้งใจเดิม ส่วนการที่จะพาเจ้าออกจากคุกที่ได้ชื่อว่ามหาสมุทร พี่คิดว่าพี่พอจะมีทาง” ผู้ชาญฉลาดนึกหาทางออกจนเจอวิธี รอยยิ้มเผยออกมาสร้างความหวังเล็กๆให้กับผู้ที่เคยสิ้นหวังเช่นมุตตาโดยมิรู้ตัว

“ท่านพี่จะพาข้าให้พ้นเหนือน้ำได้อย่างไรเล่า”

“มากับพี่แล้วเจ้าจักได้คำตอบ”

*****

‘ซ่า…’ “แค่ก…แค่ก แค่ก”

รพีพงศ์โผล่พรวดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ หัตถ์คว้าขอบหินอ่อนเพื่อยึดไว้ก่อนจะสำลักน้ำออกมาไม่ยอมหยุด...‘ให้ตายเถิด พระเสาร์ต้องการจักมอบความตายให้กับเราหรือนี่ถึงได้จับเราเหวี่ยงออกมาจากถ้ำ’… พอได้นึกถึงวินททีระทึกที่ตนเกือบจะได้สัมผัสกับมรณาแล้วไซร้ก็อดที่จะเสียววาบตรงสันหลังมิได้ ยามสายวารีมหาศาลกลายเข้ามาห่อหุ้มร่างของตนแล้วหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นพากายานี้ไหลไปตามแรงเรื่อยๆ จนกระทั่งเกลียวคลื่นได้คลายตัวแตกออกกลายเป็นฟองฟอดสีขาว เมื่อนั้นรพีพงศ์จึงสามารถเคลื่อนไหวได้เป็นอิสระและว่ายน้ำพาตนเองให้พ้นจากเงื้อมมือของยมฑูตสู่แสงสว่างที่สาดส่องกระทบผิวน้ำ

เมื่ออาการสำลักน้ำดีขึ้น สุริยบุตรได้รวบรวมสติให้กลับมา ดวงตาคมมองดูภาพตรงหน้า เสาหินอ่อนประดับประดาด้วยภูษาบางเนื้อดีทำหน้าที่ไม่ต่างจากม่านบังตา พอก้มมองต่ำจึงได้เห็นบันไดขอบสระ รพีพงศ์ถึงได้รู้ว่าตนเองคงจะบุกรุกเข้ามายังสระสรงของวิมานใดวิมานหนึ่ง ณ แดนสรวงเป็นแน่

“ท่าน..ท่านรพีพงศ์ ท่านเป็นอันใดไปหรือ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ แล้ว…แล้วท่านพ่ออยู่ที่ใดกัน ข้าตื่นขึ้นมาหามีผู้ใดอยู่ในวิมานนอกจากคนเฝ้าประตู” น้ำเสียงไพเราะเจือความห่วงใยเปล่งออกมาถามผู้มาเยือนก่อนจะถามข้อสงสัย แลเหมือนว่ารพีพงศ์จะไม่ได้อยู่เพียงลำพังเสียแล้ว

“นาคินทร์” เทพหนุ่มเอ่ยนามเจ้าของเสียง ก่อนจะหันหลังกลับไปและพบว่าชายหนุ่มร่างบางยืนอยู่ไม่ไกลในสภาพเปลือยเปล่า ระดับเพียงเอวคอดมิอาจปกปิดสิ่งที่ควรปกปิดได้ ไหนจะหยดน้ำเกาะพราวบ้างก็ไหลตามเนื้อนวลช่างยั่วยวนชวนปลุกกำหนัดให้กับรพีพงศ์ ก่อนหน้านี้ตนคิดว่าจะตำหนิพระเสาร์ที่หลอกตนให้พาไปหานางมุตตารวมถึงจัดการเหวี่ยงตนออกจากถ้ำอีก แต่บัดนี้รพีพงศ์กลับเปลี่ยนความคิดจากตำหนิเป็นขอบน้ำใจแทน

“หยุดมองข้าก่อนเถิด…ท่านยังไม่ตอบข้าเลย” นาคินทร์ทักท้วงเอาคำตอบและเป็นฝ่ายเดินลุยน้ำเข้าหารพีพงศ์จนกระชั้นชิด ฝ่ามือสองยกขึ้นมาสัมผัสแนบชิดติดปรางค์ทั้งสองข้างของเทวาหนุ่ม ดวงตาใสซื่อจ้องมองพักตราซีดเซียวที่มิอาจลบล้างเสน่ห์ไปได้

“พระเสาร์กำลังไปรับแม่ของเจ้ามายังวิมาน ส่วนตัวพี่มิเป็นไรดอก เจ้าอย่าได้กังวลเลย…นี่เจ้ากำลังเล่นน้ำสินะ ตามสบายเถิดพี่จะเฝ้าเจ้าเอง” รพีพงศ์ยิ้มให้นาคินทร์เพื่อนาคน้อยจะได้คลายกังวล ทว่าคำตอบของรพีพงศ์กลับทำให้นาคินทร์ไม่พอใจ

“ท่านเห็นว่าข้าลืมสิ้นทุกอย่างเลยโป้ปดกับข้ากระนั้นหรือ ท่านเห็นว่าข้าโง่มองไม่ออกหรือไรว่าท่านเหนื่อยล้าเพียงใด” นาคินทร์ตัดพ้อมือทั้งสองลดลงมาแนบกาย ดวงตาสั่นไหวเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอบ่งบอกอารมณ์โกรธกริ้วปนน้อยใจ

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ พี่ไม่เคยเห็นเจ้าโง่เขลาเลยสักนิด หากตัวพี่มิได้เป็นไร ความเหนื่อยล้าเองก็มิอาจจะทำสิ่งใดต่อพี่ได้เมื่อพี่ได้เห็นหน้าของเจ้า” ไม่ใช่ถ้อยคำหวานที่ร้อยเรียงมาเพื่อให้นาคินทร์รู้สึกดีแต่เป็นถ้อยคำที่กลั่นมาจากใจ รพีพงศ์คว้าเอวของนาคินทร์มาโอบกอดให้กายแนบชิดแล้วจึงเกยคางวางไว้บนบ่า

“ยิ่งได้กอดเจ้าความเหนื่อยล้าของพี่ยิ่งลดลง” น่าอัศจรรย์ใจแม้นนาคินทร์จักมีเชื้อสายภุชงค์มีเลือดเย็น หากรพีพงศ์สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่คอยบรรเทาและเสริมแรงให้แก่ตน   “ปล่อยข้า…ข้าไม่พอใจท่านอยู่นะ” ใครว่านาคินทร์โกหกพยายามแสร้งขืนตัวออกจากอ้อมแขนแกร่ง พยายามแสร้งเป็นเด็กแสนงอน เห็นทีจะกล่าวหาเช่นนี้มิได้เพราะนาคินทร์ไม่พอใจรพีพงศ์จริงๆที่กล้าทำให้ดวงใจเต้นรัวผิดจังหวะ ทำให้แก้มร้อนแดงปลั่งมิต่างจากหมากต้องแล่ง

“เอาเถิดอย่างน้อยการกอดเจ้าเพียงไม่กี่อึดใจความเหนื่อยล้าของพี่ลดลงอยู่มากโข” รพีพงศ์ปล่อยให้นาคินทร์เป็นอิสระไม่คิดรั้งไว้

“หากการกอดข้าช่วยลดความเหน็ดเหนื่อยให้แก่ท่าน แล้วข้าจักทำเช่นไรให้แก่ท่านความเหนื่อยล้าจึงจะหมดสิ้นไป” นาคินทร์ซักถามโดยหารู้ไม่ว่าตนกำลังยื่นอ้อยเข้าปากช้าง

“อื้อ”

ไม่สิ…ยื่นลิ้นเข้าปากต่างหากเล่าแต่เป็นลิ้นของเทพเจ้าเล่ห์ รพีพงศ์ตอบคำถามของนาคินทร์โดยใช้ภาษากายแทนภาษาพูด รพีพงศ์ฉุดบุตรแห่งพระเสาร์เข้ามาใกล้กายตน ริมฝีปากเข้าประกบจุมพิตอย่างรวดเร็ว ลิ้นร้อนค่อยๆเลาะไปตามร่องระหว่างริมฝีปากของอีกฝ่ายแล้วจึงแทรกเข้าไปตวัดเกี่ยวลิ้นที่เหมือนจะเบ่งรับ เบ่งสู้ไม่รู้วิธีรับแขกที่เข้ามาเยี่ยมเยือน ฝ่ามือของผู้มีประสบการณ์ลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าด้านข้างแล้วเปลี่ยนทิศทางไปยังแผ่นหลังกว้าง สร้างความเสียวซ่านให้กับนาคินทร์ที่คล้ายว่าจะหมดแรง แข้งขาร่างกายอ่อนปวกเปียกแทบจะทรงตัวไม่ได้

…‘เหตุใดร่างกายข้าถึงไร้เรี่ยวแรงหรือว่าท่านรพีพงศ์จะเอาแรงของข้าไป’…

“ฮื้ม..” กำปั้นน้อยๆทุบตีให้รพีพงศ์หยุดการกระทำนี้ ริมฝีปากหนาจึงผละออกมาแต่ยังไม่หยุดที่จะใช้มัน รพีพงศ์ค่อยๆประทับรอยจูบแผ่วเบาตรงปลายคาง ไล่ลงมายังลำคอผ่านบ่ากว้างและลาดไหล่เป็นการปิดท้าย

“ทะ..ท่านรพีพงศ์” คราแรกทุบตีให้เขาปล่อยแต่บัดนี้มือที่เลยกำก็ได้คลายมายึดจับบ่าอีกทั้งยังเบียดกายเข้าหาให้ตัวชิดใกล้ หากจะมีสิ่งใดกั้นก็คงจะเป็นอาภรณ์ของรพีพงศ์

“เรียกพี่ด้วยเหตุอันใด” รพีพงศ์ถามเสียงแหบพร่าไฟรักถูกจุดติดและถูกโหมให้ลุกโชนด้วยลมแห่งความใสซื่อ หรือจักเป็นแววตา น้ำเสียง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนาคินทร์ส่งผลโดยตรงต่อรพีพงศ์ หากเพลานี้รพีพงศ์ระลึกไว้ว่าตนต้องอดทนไว้

“ท่านเอาพลังชีวิตของข้าไปหรือแล้วข้าจะเป็นอันใดหรือไม่” คำถามจากนาคินทร์ำให้รพีพงศ์รับรู้ได้ว่านาคน้อยของตนกำลังเข้าใจผิดไปมากโข อีกทั้งยังคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะจนตนนึกเอ็นดู

“พี่ขอถามเจ้ากลับว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร ดีหรือไม่ดี”

“ข้ารู้สึกว่าข้าไม่มีแรงทว่ามันก็มีความรู้สึกดีร่วมด้วย” นาคินทร์ตอบกลับไปตรงๆ โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่รพีพงศ์ทำคืออะไร ผู้ฟังคำตอบได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมา หากเป็นนาคินทร์ที่ยังจำความได้คงจะเขินอายเป็นแน่ผิดกับนาคินทร์ในตอนนี้ซื่อจนไม่รู้อันใดเลย

“ท่านยิ้มออกมา..ท่านหายเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่” นาคินทร์ถามต่อเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของรพีพงศ์

“ข้าคิดว่าใช่แต่ถ้าให้แน่ ข้าคิดว่าข้าจักต้องนอนกอดเจ้าให้เสียพักใหญ่” ความจริงรพีพงศ์อยากจะทำในทำมากกว่านี้ ทำในสิ่งที่ใจปรารถนา หากตนได้ยึดมั่นคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับนาคินทร์ว่าจะไม่ข่มเหงน้ำใจ อีกทั้งยามนี้นาคินทร์มิได้รักตนเช่นคนรักจึงไม่อยากจะล่อลวงนาคน้อยมาเป็นของตน

“กอดข้าหรือ..ไม่..ข้าจะเล่น…น้ำ..ปล่อยข้า!!!” จะปฏิเสธอย่างไรคงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อร่างกายถูกอุ้มให้ลอยขึ้นมาสู่อ้อมแขน พอจะดิ้นก็กลัวตกลงมาเจ็บจึงต้องอยู่นิ่งๆให้ปากคอยพูดห้ามเอง

“ท่านรพีพงศ์ข้าจะเล่นน้ำ!!”

“พี่จะนอนกอดเจ้า!!”

















.....................

ท่านยุ่งคนแมนแฟน.....ใครดี 555555 มาอัพแล้วจ้า หวังว่าคนอ่านยังไม่หายไปไหนนะคะ อย่าเพิ่งปาก้อนหินใส่หรือขู่ฆ่าป๋ากนธีนะคะ ท่านยุ่งกลัวแล้ว

เนื้อหาตอนนี้อาจจะเนือยๆนะคะ มันไม่มีอะไรตื่นเต้นเท่าไหร่ คอยดูตอนต่อไปรับรองว่า..ระทึกเรื่อยๆ

ตอนนี้ภาษาอาจไม่งดงามพอดีว่ามันอาจจะไม่เนียน ติชมกันได้นะคะ ท่านยุ่งจะได้พัฒนาต่อไปค่ะ แฮร่~~☆

ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาเม้นเป็นกำลังใจนะคะ



CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
(ต่อ) กาลครั้งหนึ่งของจันทรัช
.............50%........

*****

…‘อยากไปไหนมาไหนอย่างใจนึก’… ประโยคนี้หลายคนมักนึกหวังรวมถึงจันทรัชเองที่เคยมีความคิดนี้เช่นกัน ทว่ามันกลายเป็นอดีตไปแล้วนับตั้งแต่ที่จันทรัชท่องคาถาตามอักษรที่จารึกในคัมภีร์ของบิดาบุญธรรม จากตักแม่สู่สถานที่ที่จันทรัชปรารถนา

‘จิ๊บ…จิ๊บ’ ปักษาหลากสีส่งเสียงร้องไปมาคล้ายพูดคุย พวกมันเกาะเกี่ยวกิ่งไม้อยู่เหนือศีรษะของเด็กชายที่ค่อยๆลืมตามองสรรพสิ่งโดยรอบ

“ป่า…เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่” จันทรัชลุกขึ้นยืนและตั้งสติค่อยๆทบทวนหาข้อผิดพลาด ไม่ว่าจะแม่บทคาถาที่ตนนั้นมั่นใจว่ามิมีคำใดผิดรวมจิตที่ตั้งมั่นว่าอยากจะไป ข้อนี้จันทรัชยิ่งมั่นใจในเมื่อตนนึกอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น…‘หาพี่ศนิ…ข้าต้องการเจอพี่ศนิ’… เหตุใดกันตนถึงได้โผล่มากลางพนาเช่นนี้เล่า

‘ฉับ!!’ เสียงปริศนาดังอยู่มิห่างไกล ยิ่งเสียงดังออกมาต่อเนื่องเป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ได้หูแว่ว ทำให้จันทรัชสนใจใคร่รู้ว่าที่มาของเสียงมาจากไหน สองเท้าค่อยๆย่าง ฝ่าเท้าค่อยๆสัมผัสกับผืนพสุธาและใบไม้แห้งคลุมดิน…เบาที่สุด…เบาเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนอีกฝ่ายไหวตัวทัน

“เจ้ากำลังทำอะไร…เด็กน้อย” จันทรัชหยุดการเคลื่อนไหวทันทีทันใดหลังจากได้ยินเสียง ร่างเล็กหมุนตัวกลับไปก่อนจะไล่สายตาแหงนมองคนตัวโตกว่า

“พี่ศนิ...พี่ศนิจริงๆด้วย” จันทรัชยินดียิ่งนักจนแทบจะเสียการควบคุมตนเอง กระโดดโลดเต้นแสดงกริยาไม่งามออกมา

“ดีใจที่เจอข้าหรือไรแล้วไยเจ้าถึงได้มาอยู่กลางป่ากลางเขาตามลำพังเช่นนี้เล่า” พระศนิซักถาม  ก่อนหน้านี้เทวาหนุ่มได้ทำการฝึกยุทธวิชาสู้รบและรับรู้ว่ามี‘บางอย่าง’เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ จึงละการฝึกมาตามหาความจริง…จันทรัชคือคำตอบ

“ข้ามาที่นี่เพียงผู้เดียว ข้าอยากเจอพี่ศนิ” จันทรัชตอบกลับไปพลางมองวัตถุสีเงินในกำมือของอีกฝ่าย

“เจอข้าแล้วก็กลับไปเสียเถิด เพลานี้ข้ามิว่างพอจะเล่นกับเจ้า ข้าจะต้องฝึกวิชาดาบไว้สู้รบ” พระศนิไล่จันทรัชทางอ้อมแต่มีแววจักไม่ได้ผล นอกจากจันทรัชยังไม่ขยับไปไหนแล้วยังอมยิ้มน้อยๆราวมีความคิดใดผุดขึ้นมาและคงจักไม่ดีกับตนนัก

“ข้าขอฝึกดาบกับพี่ศนิได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พี่ศนิเป็นอันขาด” นั่นประไร ศนิคิดแล้วไม่มีผิดว่าจันทรัชจักต้องมีเรื่องปวดหัวมาให้ตนเป็นแน่แท้

“ตัวกระจ้อยร่อยริอาจจักมาฝึกดาบกับข้า มือก็เล็กจนแทบจะกุมด้ามดาบไม่รอบและไม่ต้องเอ่ยถึงแรงของเจ้าให้เสียเวลา ข้าว่าคงไม่ต่างจากมดยกช้าง” พระศนิอยากจักหัวเราะดังๆแต่เกรงว่าเด็กที่กำลังหน้าจ๋อยหลังจากที่ตนได้ปรามาสจักกระจองอแงน้ำตาท่วมไพรีเสียก่อน

“พี่ศนิไม่ฝึกให้ข้า ข้านี้จักไม่รบเร้า…เชิญพี่ศนิฝึกดาบต่อเถิด”

แปลก…แปลกเหลือเกิน พระศนินึกสงสัยปนสนใจในตัวของจันทรัช ธรรมดาเด็กเล็กย่อมเอาแต่ใจ บ้างต้องลงไปนอนชักดิ้นชักงอเรียกร้องความสนใจ หรือไม่ก็ต้องการเอาชนะ

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็กลับไปเสียข้าจักซ้อมดาบต่อ” พระศนิกล่าวจบก็เดินกลับไปยังลานฝึกที่ตนได้เนรมิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการณ์นี้โดยเฉพาะ ทว่าพระศนิมิได้เดินกลับเพียงผู้เดียวยังมีจันทรัชเดินตามหลัง

“เหตุใดเจ้าจึงตามข้า…จันทรัช!!” พอถึงจุดหมายพระศนิหันกลับไปขึ้นเสียงใส่จันทรัชเสียงดังลั่นจนสัตว์ป่าแถวนั้นแตกตื่นวิ่งกระจัดกระจายทั่วทิศ

“ข้ามิได้ตามพี่ศนิเสียหน่อย ข้าเพียงเที่ยวเล่นในป่าตามประสาข้าเท่านั้นเอง” ด้านจันทรัชเองไม่มีกลัวในความรู้สึก ตั้งหน้าตั้งตาตอบโต้กลับทั้งที่ตนเองตามพระศนิจริง

“เที่ยวเล่นตามประสาเจ้ากระนั้นหรือ ป่าออกจะกว้างใหญ่ไพศาล เจ้าจะวิ่งไปทิศบูรพาหรือประจิมก็ย่อมได้ แต่นี่เจ้าจงใจเดินตามข้า”

“พี่ศนิจะคิดอย่างไรก็สุดแต่ใจนึกเถิด ข้าจะเล่นกิ่งไม้อยู่ตรงนี้” จันทรัชหยิบกิ่งไม้ยาวประมาณแขนของตนขึ้นมาแล้วทำทีเขี่ยผืนดินไม่สนใจพระศนิที่ยืนกัดฟันกรอดให้กับความดื้อ ว่ายาก ของจันทรัช

…‘เรียบร้อยอ่อนโยน…แต่คราวดื้อก็แสนรั้นเกินต้านทาน’… เมื่อไม่สามารถจัดการให้จันทรัชกลับไป พระศนิจึงข่มอารมณ์ทั้งมวลไว้ปลดปล่อยในเพลงดาบที่กำลังจะฝึก ดาบเล่มยาวถูกยกขึ้นมาอีกครั้งในท่ากุมตามด้วยท่าไม้รำที่ดูงดงาม

‘ฉับ!...ฉับ!...ฉับ!’

หากรวดเร็วปราดเปรียวแต่ละท่านั้นสามารถพลิกแพลงไปมาจนคนชำเลืองดูมิอาจคาดเดาได้ รู้ตัวอีกทีหุ่นฟางที่อยู่ใกล้ตนมากที่สุดก็ตกลงมากองอยู่แทบบาท

“ลองทำตามดูดีกว่า” แทนที่จะกลัวกลับกลายเป็นเข้าหา ไม้ในมือถูกำแน่นแล้วค่อยๆยกขึ้นมาออกท่า ออกทางเลียนแบบพระศนิและด้วยความปราดเปรื่องไม่นานจันทรัชก็สามารถจำท่าทางพื้นฐานได้

‘หวึบ!!’

เสียงไม้หวดอากาศทำให้พระศนิละสมาธิจากการฝึกซ้อมมองเด็กชายตัวเท่าเมี่ยงที่กำลังฝึกดาบเสมือนตน พระศนิอดชื่นชมระคนตกใจที่เด็กวัยเท่านี้สามารถเรียนรู้ได้ไว เพียงเห็นก็สามารถฝึกฝนโดยมิต้องมีใครสอน

‘ฟึบ!!’

“พี่ศนิเล่นทีเผลอหรือต้องการจักสังหารข้า” จันทรัชยกกิ่งไม้ขึ้นมาป้องกันตั้งรับไว้ เมื่ออยู่ๆมีโลหะสีเงินจงใจจู่โจมตนจากด้านข้าง

“ข้าเพียงทดสอบ แน่นอนว่าข้ามิได้ออกแรงเข้าฟันเจ้าเสียทีเดียวมิเช่นนั้นกิ่งไม้เจ้าคงหักไปนานและดาบข้าคงได้ลิ้มรสเลือดของเจ้า” จันทรัชมองดูดาบที่เมืนจะวางลงบนกิ่งไม้เล็กของตน ก่อนมันจะถูกนำออกไปโดยผู้เป็นเจ้าของ

“เหตุใดพี่ศนิถึงทดสอบข้าเล่าหรือว่าอยากให้ข้าเป็นคู่ซ้อมของพี่ศนิ” จันทรัชยิ้มร่าดับความคิดเองเออเอง

“ข้าคงไม่เอาเจ้ามาเป็นคู่ซ้อมดอก อย่าได้ลำพองใจคิดว่าเก่งแล้วจักมาสู้กับข้า”

“ถ้าเช่นนั้นพี่ศนิจักมาเป็นครู เป็นคู่ซ้อมให้ข้าได้หรือไม่ อันตัวข้ามิได้ติดลำพองใจดั่งที่พี่ว่าเลยสักนิด หากข้านี้สนใจและอยากเรียนรู้ในศาสตร์นี้” จันทรัชฉลาดพูดสร้างความถูกอกถูกใจกับพระศนิ มือน้อยที่มิได้จับกิ่งไม้เข้ากุมมือของพระศนิไว้คล้ายออดอ้อน พระศนิมองจันทรัชก่อนจักใช้ความคิดตรึกตรอง

“ได้…แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าจักต้องชนะข้าให้จงได้ก่อน” จันทรัชได้ยินเช่นนั้น ความหวังก็ดับวูบไม่ต่างจากเปลวเทียนต้องสายวาโย

“แต่ข้าก็มิใจร้ายกับเจ้านักดอก ข้าจะยอมให้เจ้าเป็นต่อชนะข้าเพียงใช้ดาบไม้ต้องกายข้า ตกลงหรือไม่”

“ตกลง...ข้าตกลงขอรับ” จันทรัชยิ้มกว้าง ดวงตากลมเปล่งประกาย หากพระศนิไม่รู้ว่าเทพตัวน้อยเป็นบุรุษก็คงไม่แคล้วนึกว่าเป็นเด็กผู้หญิงจอมแก่น…‘เด็กอะไรเกิดมาหน้าตาไม่สมเป็นชาย’…

“เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไปเพราะข้าไม่คิดจะออมมือให้กับเจ้า…นักรบย่อมมิใจอ่อนกับใคร เข้าใจหรือไม่”

“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ก่อนจะเริ่มพี่ศนิโปรดมอบดาบให้ข้าจักได้ไหม” พระศนิสดับฟังคำขอก็ดีดนิ้ว พลันกิ่งไม้ในมือของจันทรัชแปรเปลี่ยนเป็นดาบไม้เช่นเดียวกับดาบในมือของพระศนิ

“เอาล่ะข้าว่าถึงกาลที่ข้ากับเจ้าจักต้องสู้กันแล้ว ถึงครานี้เจ้าจะกระจองอแงร้องไห้ ข้าก็มิยอมให้เจ้าหนีไปไหน”

“มาเถิดพี่ศนิ…ข้านี้ไม่เคยคิดหนีท่าน”

เริ่มต้นประลองดาบต่างฝ่ายต่างจ้องมองอิริยาบทของกันและกัน หากพระศนิมากประสบการณ์หาช่องโหว่ได้เร็วกว่าจึงเริ่มรุกเข้าฟันไม่ปราณี แต่จันทรัชใจหาญสู้ไม่คิดถอย คอยตั้งท่ารับดาบไว้ด้วยเช่นกัน เมื่อโอกาสย้ายมาหาตนนั้นพลันเข้ารุกบุกเข้าสู้ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปสักพัก สองดาบยังคงกระทบกันไม่หยุดหย่อน จันทรัชก็เริ่มหมดแรงยกดาบฟาดฟันพลางหายใจหอบถี่ ทำให้พระศนิคลี่ยิ้มออกมาทันทีอีกไม่นานนี้คงรู้ผล

“โอ๊ย!!!” ร่างเล็กล้มลงไปนอนกับผืนดิน เนื้อนวลขาวผ่องเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและขึ้นรอยแดง

“จันทรัช เจ้าเป็นอันใดไป” พระศนิเร่งเข้าหาประคองกายของจันทรัชให้ลุกนั่ง เทพหนุ่มตกใจมิใช่น้อยเมื่อจันทรัชล้มลงไปโดยไร้สาเหตุ คาดว่ามวลกล้ามเนื้อขาคงมิแกร่งพอ

‘ตุบ’ สันของดาบไม้กระทบลงบนท่อนแขนแกร่งตามด้วยเสียงหัวเราะ พระศนิเสียรู้ให้กับจันทรัชเข้าเสียแล้ว

“ข้าชนะพี่ศนิแล้ว…พี่ศนิต้องสอนดาบข้านะขอรับ” จันทรัชเอ่ยออกมาน้ำเสียงเจื้อยแจ้วจนคนฟังนึกหมั่นเขี้ยวกับควมาเจ้าเล่ห์

“พี่ศนิ…เหตุใดถึงเงียบไปหรือว่าข้าตีพี่เจ็บ อย่าได้กังวลหนาข้ามีคาถาทำให้พี่หายปวด” “เดี๋ยวก่อน…ข้ามิได้…”

“เพี้ยง~…ความเจ็บปวดจงหายไป” จันทรัชไม่สนใจคำพูดของพระศนิ ริมฝีปากแดงขยับว่าคาถาตามพระกรวีร์พี่ของตนไม่ผิดเพี้ยน ตามด้วยเป่าลมใส่แขนของพระศนิกำกับปิดท้าย

“ไม่เจ็บปวดแล้วใช่หรือไม่…พี่ศนิ” จันทรัชช้อนตามองถาม ดวงตาใสแจ๋วใสซื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใยชัดเจน

“ไม่เจ็บ” อันที่จริงมันพระศนิไม่รู้สึกรู้สากับดาบไม้ที่กระทบกายเสียด้วยซ้ำ

“เห็นหรือไม่ว่าข้ารักษาพี่ศนิได้” จันทรัชยิ้มอย่างภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง วันนี้เป็นวันดี วันสำเร็จของจันทรัช นับตั้งแต่ใช้มนตร์หายตัว ฝึกดาบและใช้คาถารักษา

“เห็นแล้วว่าเจ้ารักษาข้าได้รวมถึงความเจ้าเล่ห์ใช้มารยาเอาชนะข้าด้วย”

“ข้ามิได้ใช้มารยานะขอรับ การที่ข้าล้มลงหาได้เสแสร้งแกล้งทำไม่แต่นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายที่พี่ศนิกลับเป็นห่วงข้า ข้าเลยมีโอกาสใกล้ชิดและใช้ดาบสัมผัสตัวพี่ศนิได้” จันทรัชแก้ต่างให้กับตนเองกลัวว่าศนิเทพจะนึกชังและพาลไม่สอนเพลงดาบ พระศนิได้ฟังที่มาก็นึกโทษตัวเองในใจ ทั้งที่เรียนการศึกมาก็มิใช้น้อยและในตำราบางเล่มเองก็เขียนไว้ว่าอย่าริอาจใจอ่อนกับศัตรู

“เอาเถิดอย่างไรเสียข้าก็แพ้เจ้าแล้ว ข้าย่อมตามสัญญาและข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ให้แจ้งใจว่าข้าจะเคี่ยวเข็ญเจ้าให้หนัก เพลานั้นอย่าได้เลิกเสียกลางคันมิเช่นนั้นเจ้าจักไม่เจอหน้าข้าอีก”

“ขอรับ…ข้าจักตั้งใจเล่าเรียน” จันทรัชให้คำมั่น

.

.

.

“เด็กน้อยของพี่…ไยเจ้าถึงได้ลุกขึ้นมาซ้อมฟันดาบดึกดื่นเช่นนี้” พระพฤหัสบดีหรือพระกรวีร์ได้ถามอนุชาของตนที่กำลังออกแรงฝึกแม่ไม้รำเพียงลำพังกลางสวน ท่ามกลางแสงแขสาดส่อง

“พุธนอนไม่หลับเลยลุกขึ้นมาออกแรง…พุธรบกวนพี่ใหญ่หรือ” พระพุธหยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะแล้วลดดาบลงใส่คืนฝักดั่งเดิม

“มิได้…พี่เพียงออกมาสูดอากาศนอกวิมานเพียงเท่านั้น ไม่คิดว่าจะเจอเจ้าฝึกดาบตามลำพังในสวนเช่นนี้ จะว่าไปแล้วตอนเด็กๆเจ้าหนีไปซ้อมดาบอยู่บ่อยครั้ง พอพี่ถามว่าอาจารย์ของเจ้าคือใคร เจ้าก็ไม่ยอมตอบพี่ เจ้าบอกว่าเมื่อเจ้าโตขึ้นมาจักให้คำตอบแก่พี่” พระพฤหัสบดีทวงถามสัญญา

“พุธลืมไปเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรพุธก็มิบอกท่านพี่ดอกหนา”

“เจ้าจะบิดพลิ้วไม่บอกพี่หรือ” พระพฤหัสบดีหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาทันใด

“มิใช่…เพียงแต่เพลานี้พุธ…พุธ…”

“พุธอะไร เร่งตอบพี่มา”

“พุธเป็นเด็กน้อยของพี่ใหญ่จักให้คำตอบได้อย่างเช่นไรเล่า” คำตอบของพระพุธสร้างความปวดเศียรเวียรเกล้าให้แก่พระพฤหัสบดี เห็นทีตนคงมิรู้คำตอบจนชั่วชีวิตเป็นแน่แท้ เพราะสำหรับพระพฤหัสบดี พระพุธยังคงเป็นน้องชายตัวเล็กๆชื่อจันทรัชอยู่ดี

.

.

.

“จันทรัช…ก่อนเจ้าไปข้ามีเรื่องอยากจะขอเจ้า”

“ขออันใดหรือ”

“ขอให้เจ้าปิดเรื่องที่ข้าสอนเพลงดาบเจ้าไว้เป็นความลับ ถ้าเจ้าทำได้ข้าจะคาถาง่ายๆให้เจ้าสัก๒-๓ บท” พระศนิไม่อยากให้เรื่องระหว่างตนกับจันทรัชแพร่งพรายออกไป หาใช่เพราะกลัวตนเองจะถูกติฉินนินทาที่ยุ่งเกี่ยวกับลูกชู้แต่กลัวว่าจันทรัชถูกมองไม่ดีเพราะคบหาสมาคมกับตน

“ข้าสัญญา…”











.....................

ในความดิบเถื่อนปากแข็ง ดุดัน ของพี่เสาร์ยังแฝงไปด้วยความอบอุ่นมอบให้เจ้าพุธผู้เป็นน้องอยู่ดี

เป็นห่วงน้อง

คนขี้เก๊ก

ส่วนน้องพุธเป็นคนเก่งมาตั้งแต่เกิด น้องไม่ได้เจ้าเล่ห์นะคะ น้องฉลาด 55555 ปนดื้อ



ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจมาอ่าน มาเม้น ติดตามนะคะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung0209

File : 09







ลึกลงไปใต้เกลียวคลื่นของมหาสมุทรอันมิอาจจะประเมินค่าได้เป็นที่ตั้งของโลกอีกใบอันมีสรรพสิ่งมากมายอาศัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นหมู่มัจฉาหลากหลายสายพันธุ์ คอยว่ายเคียงข้างจิตรจุลพันปีใหญ่ยักษ์หรือจักปูก้ามแดงที่พรางตัวร่วมกับปะการังหลากสี

ความงดงามเช่นนี้น้อยคนนักที่จักได้ยล โดยเฉพาะยิ่งเข้าใกล้ผาใต้วารีนามว่า ‘ปภัสราภรณ์’ โดยความหมายของชื่อนี้มาจากอัญมณีสีน้ำเงินไม่ว่าจะเป็นเพชรรัตน์ ไพลินและพลอยสีฟ้าใสจากน้ำตาน้ำเงือกทั้งหมดนั้นได้ผนึกลงบนหินผาเรียงรายกันต่างขนาดจนงดงามแต่ยังไม่มากพอที่จะกลบรัศมีวิมานมุกสีครามของพระสมุทรอยู่บนชะง่อนผาได้

“วิมานของพระสมุทรเทพ เหตุใดท่านพี่ถึงได้พาข้ามาที่นี่” นาคีเกล็ดนิลส่งกระแสจิตถึงนาคาสีทองซึ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ข้างกาย

“ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง ว่ายตามพี่มาเถิดแล้วอย่าคิดจะหลบหนีพี่ไปไหน” พระเสาร์ไม่ตอบทั้งกำชับให้มุตตาตามตนมาอย่างใกล้ชิด

นาคทั้งสองว่ายน้ำผ่านนางเงือกที่กำลังจับกลุ่มขับขานบทเพลงอันไพเราะราวกับอวยพรให้พระเสาร์และมุตตาพบพานสิ่งดีๆที่กำลังเข้ามา ไหนจะเหล่าทหารที่กำลังตรวจตรารอบอาณาเขตรวมถึงมุ่งหน้ามายังผู้แปลกหน้าที่รุกล้ำมาเยือน

“นาคทั้งสองหยุดก่อนเถิด…อย่าได้ว่ายล้ำเข้ามาม่านพลังนี้เป็นอันขาด” ทหารกล่าวเตือนมิให้ทั้งสองได้เข้าอาณาเขตฟองอากาศซึ่งปกป้องวิมานบาดาลนี้ไว้

“สมกับเป็นใหญ่รองจากพระผู้สร้าง ถึงได้คุ้มกันแน่นหนามิให้ผู้ใดเข้าออกได้ตามใจ…เช่นนั้นเจ้าจงไปรายงานให้พระสมุทรชลันธรได้ทราบว่าข้า พระเสาร์และมุตตาคนรักของข้าขอเข้าพบ” พระเสาร์คืนร่างกลายเป็นเทพดั่งเด่าแผ่รัศมีสีม่วงอ่อนรอบกายา ผิดกับมุตตาที่ยังคงสภาพเป็นนาคดั่งเดิม ทวารบาลเห็นว่าพระเสาร์ผู้มิคบค้าสมาคมกับใครมาหานายเหนือหัวถึงที่นี่คงต้องมีเรื่องด่วนเป็นแน่ ไม่รอช้ารีบเข้าไปรายงานพระสมุทรทันที

“ท่านพี่…เพลานี้มีวาฬหลายร้อยตัวเกยอยู่บนหาดจนสิ้นชีพเหตุเกิดจากน้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้น ข้าจักทำเช่นไรดี หากอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ทะเลในโลกมนุษย์จักต้องแย่เป็นแน่” ชลันธรอ่านฎีกาเรื่องเดือดร้อนในเขตการปกครอง ยิ่งอ่านพระสมุทรหนุ่มก็ยิ่งเครียดจนคิ้วขมวด

‘ฟอด’

“ชลันธร…อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด มนุษย์เป็นผู้กระทำให้มหาสมุทรเป็นเช่นนี้เจ้าจะแก้ปัญหานี้เพียงผู้เดียวย่อมยาก” นภนต์เทพเวหาหรือของชลันธรได้กดปลายจมูกหอมแก้มให้คนรักผ่อนคลาย ก่อนจะเอ่ยแนะให้ชลันธรฟัง

“น้องรู้…เฮ้อ อย่างไรเสีย น้องจักต้องปรึกษากับเหล่าเสนาทั้งหลายว่าจักใช้พลังพยุงให้มหาสมุทรของเราไม่ร้อนไปกว่านี้” ถึงปัญหาจะไม่ใช่เพราะตนเป็นเหตุ แต่ด้วยหน้าที่จำต้องดูแลโลกาใต้กระแสสินธุ์ ชลันธรจำต้องแก้ไขเท่าที่จักทำได้

“ตามใจเจ้า ทว่าอย่าใช้พลังเกินตัวรู้หรือไม่ พี่ไม่อยากให้เจ้าล้มป่วย” คำว่าตามใจของนภนต์มีความหวงแหนในตัวร่างโปร่งคอยกำกับ จะไม่หวงได้เช่นไร…ยามชลันธรเจ็บไข้ดูทรมานจนนภนต์นั่งแทบไม่ติด อีกทั้งยังส่งผลให้คลื่นสูงจนจะกลืนกินชายฝั่งเอาไว้ทั้งหมด

“น้องรู้ น้องจะมิทำให้ท่านพี่วุ่นวายใจ” ชลันธรมอบรอยยิ้มให้กับนภนต์ รอยยิ้มสวยแต่งแต้มให้ใบหน้างามยิ่งหวานหยดย้อยกว่านางฟ้านางสวรรค์ งามจนนภนต์ลุ่มหลงมิอาจคุมอารมณ์และการกระทำของตนไว้ได้ ใบหน้าคมคายโน้มเข้าหาใบหน้าอีกฝ่ายโดยที่ชลันธรไม่คิดจะเบือนหน้าหนีคล้ายรอคอย…

“พระสมุทร!!! ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ท่านทราบ” ก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามใจนึก เสียงของทหารดังลั่นจากหน้าบานประตูทำให้สิ่งต้องการจะทำต้องหยุดชะงัก

“ถ้าเรื่องไม่สำคัญพี่จะจับโยนทหารของเจ้าขึ้นฟ้าให้ทิชากรจิกเล่น” นภนต์เอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิด

“เอาเถิดท่านพี่ เอาไว้ราตรีนี้น้องจะตามใจท่านพี่ทุกอย่าง” ชลันธรให้คำมั่นทำให้นภนต์อารมณ์ดีอีกครั้ง

“เข้ามาได้” ชลันธรอนุญาตให้ทหารเข้ามา ทหารกล้าคุกเข่าแล้วรีบรายงานสิ่งสำคัญ

“พระสมุทรชลันธร บัดนี้พระเสาร์และชายาขอเข้าพบท่าน” พอได้ยินเช่นนี้แล้วมีหรือชลันธรจะปฏิเสธ

“รีบให้พระเสาร์และชายาเข้ามาพบข้าในห้องรับรอง” ชลันธรสั่งการ ทหารได้รับคำสั่งก็รีบออกไป

“พระเสาร์มาหาเจ้าอย่างนั้นหรือพี่ว่าจะมีเรื่องสำคัญเป็นแน่”

“น้องก็คิดเช่นนั้น…บางทีอาจจะเกี่ยวกับนาคินทร์ก็เป็นได้ ท่านพี่เราสองรีบไปยังห้องรับรองกันเถิด” ชลันธรแทบจะทนรอไม่ไหวแล้วรีบเดินนำหน้าไปรอพระเสาร์โดยมีนภนต์คอยอยู่เคียงข้าง ไม่นานพระเสาร์และนาคาตนหนึ่งซึ่งเลื้อยตามหลังพระเสาร์ก็มาถึงยังห้องรับรอง

“เชิญนั่งก่อนเถิดพระเสาร์รวมถึงชายาของท่านด้วย” ชลันธรเชื้อเชิญผู้มาเยือนทั้งสองก่อนที่ตนจะนั่งลงบนแท่นหินอ่อนเคียงข้างนภนต์ พระเสาร์เองก็นั่งลงโดยมุตตานั้นขนดกายอยู่ใกล้ชิด

“ไยชายาของท่านจึงมิแปลงกายเล่า การกระทำเช่นนี้ดูไม่ให้เกียรติแก่พระสมุทรและข้า” นภนต์เอ่ย ไม่นึกเกรงพระเสาร์ด้วยตนเป็นผู้ยึดมั่นในกฎและหวังดีจึงกล่าวเตือน พระเสาร์สดับฟังก็มิพอใจแต่รู้ว่าผิดจริงเลยต้องข่มอารมณ์ร้อนให้เย็นลง

“เหตุที่ข้ามาหาพระสมุทรก็เพราะเรื่องนี้ มุตตาผู้เป็นชายาของข้าและเป็นมารดาของนาคินทร์ต้องคำสาปให้ร่างกายนั้นชราภาพ” พระเสาร์เอ่ยแล้วหันไปพยักหน้าเพื่อให้มุตตากลายร่างเป็นมนุษย์ ทุกสิ่งที่พระเสาร์กล่าวมาได้ประจักษ์ต่อสายตาของเทพทั้งสอง

“ใครช่างใจร้ายสาปท่านให้เป็นเช่นนี้” ชลันธรสงสารมารดาของสหายยิ่งนักที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

“ท่านจักให้ชลันธรแก้คำสาปให้ชายาท่านหรือ เรานั้นมิรู้ถึงชนิดของคำสาปเห็นทีจะไม่ได้” นภนต์เอ่ย ใช่ว่าไม่อยากจักช่วยแต่คำสาปมีหลายแขนง แก้ให้สุ่มสี่สุ่มห้าภัยจักมาถึงคนแก้เองเสียด้วยซ้ำ

“ข้าไม่ได้หวังให้เมียท่านแก้คำสาปนี้ให้มุตตาดอก หากมีอีกหนึ่งคำสาปที่มุตตาต้องประสบด้วยนั่นคือมิอาจจะออกจากน่านน้ำไปแห่งหนใดได้ ข้าจึงอยากให้ผู้เป็นใหญ่ในมหาสมุทรช่วยแก้คำสาป…จะได้หรือไม่พระสมุทร” ไม่บ่อยนักที่พระเสาร์จะออกปากขอความช่วยเหลือใคร ชลันธรได้ฟังแล้วตรึกตรอง

“การแก้คำสาปเป็นเรื่องยาก…เรามิอาจรับรองได้ว่าเราจะแก้คำสาปให้กับชายาของท่านได้หรือไม่” คำตอบของชลันธรสร้างความผิดหวังให้กับมุตตาตลอดจนพระเสาร์ที่อุตส่าห์บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากเทพรุ่นลูก

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอลา” พระเสาร์เอ่ยเสียงเรียบ หากไม่ทันจะลุกออกไป ชลันธรก็นึกหาทางออกของปัญหานี้ได้

“ถึงเราจะแก้คำสาปไม่ได้แต่เราสามารถให้พรกับชายาของท่านได้!!!” เสียงของชลันธรที่ดังไล่หลังทำให้พระเสาร์หยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกับมุตตา

“พระสมุทรจะให้พรอันใดแก่ข้าหรือ” มุตตาถาม ใจนั้นกระตือรือร้นใคร่รู้พรของผู้ครองบัลลังก์มหาสมุทร

ชลันธรยิ้มเล็กยิ้มน้อยไม่ยอมตอบ มือทั้งสองพนมขึ้นมาไว้กลางอก ริมฝีปากขยับท่องคาถา พลันรัศมีสีฟ้าแผ่ออกมาจากหัตถ์ทั้งสองก่อนที่พระสมุทรจะใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งจับเข้าที่ไหล่ของนางนาคี

“ด้วยบารมีแห่งเราพระสมุทรชลันธร ผู้ปกครองมหาสมุทรทั้งไตรภพ เราขอให้พรแก่นาคนามว่ามุตตาสามารถเข้าออกจากใต้ชลธิศ เมื่อใด เพลาใดแล้วแต่ใจปรารถนา…เอาล่ะ รับพรจากเราเสียสิ” ชลันธรเอ่ย ความเมตตาของสมุทรเทวาทำให้มุตตาตื้นตันจนน้ำตารื้น

“ข้ามุตตาขอรับพรจากพระสมุทร” มุตตารับพร แสงสีฟ้าจากฝ่ามือของชลันธรจึงกลายเป็นวงแหวนล้อมกายของมุตตาก่อนจะหายเข้าไปในร่างของนาง

“ข้าขอบน้ำใจท่านมากพระสมุทร” พระเสาร์เอ่ย ถือว่าการมาเยือนวิมานมุกสีครามครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว แม้จะไม่สามารถแก้คำสาปได้แต่ก็ได้รับพรแทนนับว่าพระสมุทรผู้นี้เฉลียวฉลาดอยู่ไม่น้อย

“ท่านพี่ข้าสามารถออกจากทะเลไปหาลูกได้แล้ว..ฮึก..ข้าจะได้เจอนาคินทร์แล้ว” น้ำตาแห่งความสุขหลั่งไหลออกมา มุตตาดีใจเหลือเกินไม่คิดว่าชีวิตจะได้มีวันนี้วันที่พ่อแม่ลูกจะได้อยู่พร้อมหน้า

“นาคินทร์…พระเสาร์นาคินทร์ฟื้นแล้วหรือ” ไม่ใช่เพียงมุตตาที่ยินดีกลับกลายเป็นว่าชลันธรรวมถึงนภนต์เองก็ยินดีด้วย

“ใช่นาคินทร์ฟื้นแล้ว บัดนี้กำลังพักผ่อนอยู่บนวิมานของข้า” พระเสาร์ตอบ

“ท่านทิ้งนาคินทร์ให้อยู่วิมานเพียงผู้เดียวหรือ” ชลันธรถาม

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพลานี้นาคินทร์อยู่กับ…”

“รพีพงศ์ลูกเขยของท่าน” พระเสาร์เอ่ยออกมาไม่ทันจบประโยคนภนต์ก็เอ่ยแทรกขึ้นมาทั้งยังจงใจเน้นคำว่า ‘ลูกเขย’ ให้เทพหวงลูกหงุดหงิดเล่น พระเสาร์เองพอได้ฟังเช่นนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตนได้ฝากแมวไว้กลับปลาย่างพร้อมกับภาพเหตุการณ์ที่รพีพงศ์คอยหาเรื่องแทะโลมบุตรของตนได้แวบเข้ามา

“ข้ารบกวนท่านมาพอสมควรแล้ว ไว้ยามใดที่ท่านว่างจากภารกิจแล้วไซร้จะไปแวะเวียนเยี่ยมนาคินทร์ที่วิมานข้าก็มิว่า จะไปเมื่อใดก็ได้” พระเสาร์เอ่ยทิ้งท้ายและเอ่ยอนุญาตออกไปเพราะรู้ดีว่าชลันธรคงอยากจะพบเจอนาคินทร์

“ขอบน้ำใจท่านมาก ไว้เราจัดการภารกิจเสร็จสิ้นเราจะไปหานาคินทร์แน่นอน” ชลันธรยิ้มกว้างในใจคิดอยากเจอสหายรักโดยเร็วที่สุด จากนั้นทั้งเทพเวหาและเทพมหาสมุทรได้ออกมาส่งพระเสาร์และมุตตาถึงหน้าวิมานแล้วมองดูนาคาสองสีว่ายขึ้นไปพ้นจากผิวน้ำ









................ 50%.......

จัดไปก่อนนะคะ ครึ่งแรกขอซีนให้พระเสาร์ก่อน ครึ่งหลังค่อยมาดูแมวกับปลาย่าง 55555/

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
................ 50%.......

“นี่คือดอกอะไรหรือท่านรพีพงศ์”

“ดอกมณฑารพ”

“แล้วไม้เลื้อยที่พันโอบลำต้นของต้นไม้ใหญ่นั่นเล่า เขาเรียกว่าต้นอะไร…ดอกของมันก็ช่างสวยงาม”

“ดอกขจรทิพย์”

“งามเหลือเกิน ข้าขอเข้าไปดูใกล้ๆเถิดนะท่านรพีพงศ์” นาคินทร์ขออนุญาต

“เอาสิ นี่เป็นวิมานของพ่อเจ้า เจ้าจักเข้าไปชมเหรือเด็ดดอกขจรทิพย์มาเชยชมก็ไม่มีใครว่า” แล้วมีหรือรพีพงศ์จะขัดใจทำให้นาคินทร์ยิ้มร่ารีบเดินไปดูดอกขจรทิพย์ใกล้ๆตามใจปรารถนาโดยมีรพีพงศ์คอยเฝ้าดูอยู่ไม่ห่าง

ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้หลังจากทั้งสองได้ชำระล้างร่างกายจนเสร็จสิ้น รพีพงศ์ได้นอนหลับเพื่อเอาแรงโดยมีนาคินทร์เป็นหมอนให้กอดก่าย ถึงจะขยุกขยิกอยู่ไม่นิ่งบ้างในตอนแรก สักพักก็ยอมอยู่นิ่งให้รพีพงศ์ได้กอด นับได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่รพีพงศ์หลับตาลงโดยไม่ต้องกังวล รพีพงศ์เข้าห้วงนิทราอย่างเป็นสุขไม่มีภาพแห่งการสูญเสียคนรักคอยหลอกหลอนอีกต่อไปแต่พอตื่นขึ้นมาความสุขยิ่งเพิ่มทวีคูณเมื่อพบว่านาคินทร์อยู่ตรงหน้า…นาคน้อยกลับคืนสู่อ้อมกอดของตนจริงๆและเมื่อรพีพงศ์ลืมตาได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกรบเร้าให้ออกมาเดินเล่นนอกวิมาน ยังดีที่วิมานของพระเสาร์มีสวนให้พอได้เดินเล่น

“เอ๊ะ!! บนต้นไม้มีผลสีเหลืองทองเช่นนั้นเห็นทีต้องปีนขึ้นไปเก็บเสียหน่อย” เสียงของนาคินทร์ทำให้ผู้ที่จมกับความคิดต้องสะดุ้งอีกครั้ง ใจที่ลอยไปไกลได้กลับเข้าร่างและได้เห็นว่านาคน้อยกับลังทำตัวเป็นลิงทะโมน

“นาคินทร์ลงมา ไม่ปีนขึ้นไป” ห้ามไปก็คงไม่ทันเสียแล้ว บัดนี้นาคินทร์ได้เหยียบกิ่งไม้ปีนขึ้นไปไม่ยอมหยุด

“ข้าอยากได้มัน…ข้าอยากได้” นาคินทร์บอกเจตนารมณ์ของตนอย่างชัดเจน ผลสีทองที่อยู่เหนือศีรษะนั้นดูน่ากิน ไหนเล่าจะมีกลิ่นเย้ายวนชวนลิ้มรส หากได้กินสักครั้งก็คงดีมิใช่น้อย

“ลงมาเถิด ประเดี๋ยวพี่จะนำผลมะเดื่อมาสู่เจ้าเอง เข้าใจหรือไม่” รพีพงศ์เกลี้ยกล่อมให้นาคินทร์ลงมา เทพหนุ่มกลัวเหลือเกินว่านาคินทร์จะพลัดตกลงมา

“ข้าเข้าใจแต่ข้า…ข้าปีนลงไม่ได้” นาคินทร์บอกกับรพีพงศ์เสียงแผ่ว เล่นเอารพีพงศ์อยากจะขำก็ขำไม่ได้ อยากจะดุก็ดุไม่ลง

…‘เมียเราแสนซนเสียจริงเห็นทีต้องกกกอดไม่ให้ไปไหน’…

“ถ้าเช่นนั้นจงอยู่นิ่งๆ พี่จะพาเจ้าลงมาเอง” รพีพงศ์เอ่ย นาคินทร์ทำตามอย่างว่าง่ายไม่ดื้อดึงพร้อมส่งสายตาอ้อนขอให้ผู้ที่อยู่เบื้องล่างเร่งนำพาตนลงไป

คาถาง่ายๆถูกนำมาใช้โดยเทพผู้สูงส่ง เปลวเพลิงสีดอกโศกลุกลามบนอากาศคล้ายผืนผ้าล่องลอยทอดยาวเข้าห่อกายม้วนนาคินทร์ให้ลงมาสู่อ้อมแขน นาคินทร์ตกใจมิใช่น้อยคิดว่าตนไม่เชื่อฟังรพีพงศ์จนถูกเผา ทว่าเปลวเพลิงกลับให้ความรู้สึกเย็นสบายไม่ร้อนดั่งที่คิดไว้ แต่…

“ท่านรพีพงศ์เหตุใดเจ้าผ้าไฟลุกของท่านถึงมิยอมคลายออก” นาคินทร์ดิ้นไปมา ถึงมันจะเย็นสบายทว่ามันไร้ซึ่งอิสระ มิอาจขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายกายไปไหนได้

“สัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่ทำอันใดโดยไม่บอกพี่หรือขออนุญาตพี่ก่อน” รพีพงศ์แสร้งดุบังคับให้คนในอ้อมแขนตบปากรับคำ ทั้งต้องการสอนให้นาคินทร์คิดก่อนทำ

“ข้าสัญญา” นาคินทร์รับปาก รพีพงศ์พอใจในคำตอบจึงคลายมนต์และปล่อยนาคินทร์ให้ยืนอยู่เคียงข้าง ไม่รู้ว่านาคินทร์จะรักษาสัญญาได้นานเพียงใดเพราะท่าทางนาคินทร์จะแสนซนปานเด็กเล็ก อีกไม่ช้าคงมีเรื่องให้รพีพงศ์ได้ปวดหัวเป็นแน่

“ข้าไม่ดื้อแล้ว ท่านช่วยเก็บผลที่ท่านเรียกว่ามะเดื่อมาให้ข้าจะได้หรือไม่” นั่นประไร…เพิ่งจะคิดคาดการณ์ไว้หมาดๆ นาคจอมยุ่งก็หาเรื่องให้รพีพงศ์ได้ทำ หนำซ้ำยังกอดแขนอ้อนวอนใช้แก้มคลอเคลียถูไถราวลูกแมวขออาหาร รพีพงศ์ลูบศีรษะของนาคินทร์เบาๆถ้าตนปฏิเสธคงจะใจร้ายเกินไป

“ได้สิ…เจ้ารอรับได้เลย” ท้ายที่สุดรพีพงศ์ก็ตามใจและรางวัลที่ได้คือรอยยิ้มของนาคินทร์ รพีพงศ์ร่ายคาถาสั้นๆแล้วชี้ดัชนีไปยังผลมะเดื่อสุกมันก็ปลิดออกมาจากกิ่งลอยละลิ่วมาหานาคินทร์

“เก่งๆ ท่านรพีพงศ์เก่งที่สุดเลย” นาคินทร์ชื่นชม ตาก็มองผลมะเดื่อในฝ่ามือด้วยความดีใจไม่ต่างจากเด็กน้อยได้ของเล่นที่ถูกใจ

“เก่งแค่ไหนก็สู้พ่อมิได้ดอก” เจ้าของวิมานก้าวขาย่างมาหาช่างเลือกเวลาขัดจังหวะช่วงเวลาของรพีพงศ์กับนาคินทร์ไม่ต่างจากในสวนขวัญ หากจะผิดแผกแปลกไปก็คงจะเป็นพระเสาร์ที่มิได้มาคนเดียวแต่มีสตรีนางหนึ่งใช้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้าไว้อยู่เคียงข้าง

“ท่านน้ามุตตา” รพีพงศ์ตกตะลึงไม่คิดว่าพระเสาร์จะสามารถพามุตตามาเยือนวิมานแห่งนี้ได้

“ท่านพ่อหายไปไหนมา ข้าโกรธท่านพ่อแล้วทิ้งข้าให้อยู่คนเดียว โชคดีนะที่ท่านรพีพงศ์มาอยู่เป็นเพื่อนข้า” ตั้งแต่เกิดมารพีพงศ์ไม่เคยเห็นใครหน้าไหนจะกล้าตัดพ้อพระเสาร์ ไม่มี…ไม่เคยมีมาก่อน จนกระทั่งมาถึงวันนี้เป็นบุญตาของตนที่ได้เห็นเทวากึ่งนาคร่างบางกล้าเอ่ยเช่นนั้น อีกทั้งพระเสาร์ยังไม่มีท่าทางโมโหหรือหงุดหงิดออกมา

“พ่อไปรับแม่กลับวิมานของเราอย่างไรเล่า รู้เช่นนี้แล้วเจ้าจะโกรธพ่อหรือไม่” พระเสาร์ตอบกลับไปอย่างใจเย็น

“ท่านแม่หรือ ใช่ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างท่านใช่หรือไม่” นาคินทร์ถามพระเสาร์พยักหน้าเป็นคำตอบ นาคินทร์ไม่รอช้าวิ่งเข้าหามารดาโดยไว

“ท่านแม่” นาคินทร์เอ่ยพร้อมสวมกอด ถึงแม้จะสูญเสียความทรงจำแต่กลับมีบางสิ่งดลใจให้นาคินมทร์รู้สึกอยากเข้าหาความอบอุ่นอบอวลรอบกายาสอง นี่คงจะเป็นสายใยรักความผูกพันดั่งเกลียวเชือกที่ตัดอย่างไรก็มิขาด

“นาคินทร์ลูกแม่” มุตตาสวมกอดตอบ พลางกลั้นสะอื้นเอาไว้มิให้น้ำตาหลั่งริน ในที่สุดนางก็ได้เจอนาคินทร์อีกครั้ง นางตื้นตันเหลือเกินกับการได้พบเจอนาคินทร์ บุตราที่นางเฝ้ารอคอยมาแสนนาน แม้นาคินทร์จักจำอะไรไม่ได้เลยสักนิดแต่มุตตาไม่คิดจะนำมันมาคิดให้หน่วงใจ อย่างไรเสียลูกก็คือลูก…นาคินทร์ยังคงเป็นลูกของนางไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบันกาลและตลอดไป

“เหตุใดท่านแม่ถึงคลุมผ้า เอาออกเถิดหนาลูกอยากจะมองหน้าสบตาท่านแม่” นาคินทร์ไม่รอให้มุตตาอนุญาต มือเรียวจับชายผ้าแล้วดึงออกเผยให้เห็นริ้วรอยต่างๆทั่วใบหน้า ไม่ทันเสียแล้ว…มุตตาคิด บัดนี้ดวงใจของมุตตาตกลงไปยังตาตุ่มกลัวเหลือเกินว่านาคินทร์จะรังเกียจ

“ท่านแม่…ท่านแม่ของข้า” นาคินทร์ไม่มีท่าทีรังเกียจให้เห็น ฝ่ามืออุ่นสัมผัสเข้าที่แก้มของมุตตา ริมฝีปากขยับเรียกขานผู้เป็นแม่ เหตุใดถึงรู้สึกรัก…เหตุใดถึงรู้สึกผูกพัน ด้านรพีพงศ์และพระเสาร์ต่างโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี

“เอาล่ะ ในเมื่อสองแม่ลูกได้พบเจอกันแล้ว ถือว่าครอบครัวเรานั้นอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ถึงเวลาที่คนนอกของเจ้าจะต้องกลับไปยังวิมานของตนเองเสียที” พระเสาร์เอ่ย เป็นการไล่ทางอ้อมด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเพราะต้องการวางตัวเป็นพ่อที่ดีไม่อยากให้ลูกมองว่าเป็นคนร้ายกาจ

 “ท่านพี่ ไยไม่ให้รพีพงศ์อยู่ต่ออีกเล่า อย่างไรก็เชิญร่วมกินข้าวกินปลากับเราเสียก่อน” มุตตาเอ่ย นางเห็นใจรพีพงศ์ไม่น้อยที่เจอฤทธิ์เดชความหวงจากสวามีที่พ่วงท้ายตำแหน่งพ่อตามหาโหด

“วันพรุ่งจะมีการประชุมเทวสภาครั้งใหญ่ เหล่ารัชทายาทจักต้องเข้าร่วมด้วย รพีพงศ์เองเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ทินกรจักต้องเตรียมตัวเตรียมการ จะให้มาทำตัวรับผิดชอบอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่พี่ว่าคงไม่เหมาะ” พระเสาร์เอ่ยให้ขบคิด หากจะมาเป็นลูกเขยตนจักต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ เก่งกาจ ฉลาดมีความสามารถ ไม่ใช่มีแค่รักแล้วตนจะยกนาคินทร์ให้

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอลากลับก่อน” คนนอกที่ถูกกล่าวถึงไม่ใช่คนโง่รู้ตัวว่าพ่อตาต้องการสื่อถึงอะไร อีกอย่างตนเองก็เข้าใจว่านาคินทร์ควรมีเวลาให้กับครอบครัวบ้าง สองมือพนมไหว้ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

“ท่านรพีพงศ์…ท่านจะกลับมาหาข้าอีกหรือไม่” คำถามที่ทำให้คนฟังใจชื้น อย่างน้อยในเพลานี้รพีพงศ์ได้มีตัวตนในชีวิตของนาคินทร์แล้ว

“แล้วเจ้าอยากให้พี่มาหรือไม่เล่า” รพีพงศ์ไม่ตอบ สุริยบุตรกลับตั้งคำถามแทน

“อยากให้มา…มาหาข้าทุกวัน” นาคินทร์ตอบ แก้มทั้งสองแดงระเรื่อบ่งบอกความรู้สึกเขินอายจนปิดไม่มิด โดยหารู้ไม่ว่าบิดาจอมหวงอยากจะเหวี่ยงรพีพงศ์ให้กลับไปยังวิมานเพลิงโดยไว

“พรุ่งนี้พี่จะมาหาเจ้าพี่สัญญา” รพีพงศ์ยิ้มออกมา ก่อนจะเดินออกไปจากสวนหลังวิมาน ทว่าครั้งนี้กลับมีบางสิ่งฉุดให้รพีพงศ์ต้องหยุดเดิน มันหาใช่ถ้อยคำของนาคินทร์แต่เป็นการกระทำ

ฝ่ามือเย็นเฉียบแต่สำหรับรพีพงศ์นั้นแสนอบอุ่นได้คว้าเอาข้อมือตนเอาไว้ นาคินทร์กระชากเทพผู้มีร่างกายสูงใหญ่กว่าตนให้หันกลับแล้วประทับริมฝีปากนุ่มลงบนแก้มของอีกฝ่าย

“ข้าจะรอท่าน…จะรอให้ท่านกลับมาสอนข้าเก็บผลมะเดื่อ” นาคินทร์ยิ้มร่า ไม่ได้สังเกตว่าบัดนี้พระเสาน์กำลังส่งสายตาอาฆาตผ่านแผ่นหลังของตนเองถึงรพีพงศ์ที่พอจะอ่านสิ่งที่พระเสาร์สื่อออกมา

‘ยามที่ข้าไม่อยู่เจ้าเสี้ยมสอนอันใดลูกข้า…รพีพงศ์!!!’











................

ไม่ได้สอนอะไรเลย ไม่ได้สอนอะไร ไม่ได้สอนอะไรเลย

ถ้าสอนรับรองว่าไม่ใช่แค่หอมแก้มแน่นอน #รพีพงศ์ไม่ได้กล่าว

สวัสดีค่ะทุกคนดีใจที่ยังมีคนติดตาม คอยอ่านและเม้น แม้ว่าภาษาอาจจะไม่สละสลวยสวยเด่นเท่าที่ควรข้าน้อยขออภัย อย่างไรเสียผู้อ่านสามารถเขียนสาสน์มาส่งที่กระท่อมน้อยของท่านยุ่งได้ไม่ว่าจะ ติ ชม หรือแนะนำ ท่านยุ่งยินดีเด้อ

ออฟไลน์ donutnoi

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-7
น่าสงสารรพีพงศ์  แต่เอาเถอะถึงนาคินทร์จะยังจำไม่ได้แต่อย่างน้อยก็มีสัญญาณดีๆแล้ว

อย่างน้อยแม่ยายก็น่าจะเข้าข้างอยู่ สู้ๆ  :katai2-1:

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
เอาใจช่วยรพีพงษ์ต่อไป

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2


ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 10









...‘ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่เช่นนี้ เห็นทีจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นใช่หรือไม่...พระพุธ’...คชสารพาหนะประจำกายส่งกระแสจิตถามองค์เทวัญที่กำลังเยื้องย่างเหยียบขั้นบันไดลงจากวิมานเนื้อหยก ดวงหน้าเยาว์มีรอยยิ้มแลดูงาม ยิ่งเพลานี้แต่งองค์ด้วยพัตราภรณ์สีมรกตปักด้วยรัตนาส่องจรัสยามต้องแสง ในสายตาของพญาคเชนทร์ ‘สพล’ หามีผู้ใดงามเสมอเหมือนพระพุธ...ไม่มี

“ใช่ วันนี้จะเกิดเรื่องดี...ดีมากเสียด้วย” พระพุธเอ่ยกับสพลผู้เปรียบเสมือนน้องร่วมอุทร ด้วยสพลนี้เป็นลูกของแม่ช้างที่เลี้ยงดูพระพุธเมื่อครั้งยังเล็กเป็นเด็กน้อย

...‘ข้าไม่คิดว่าการไปชุมนุมยังสภาเทวาจะเป็นเรื่องดีเลย ข้ายังจำได้บ่อยครั้งเมื่อท่านกลับมามักจะมีเรื่องให้ท่านแก้ไขสะสางอยู่เสมอ’...

“แต่ครั้งนี้ไม่มีแน่...เชื่อข้าสิ”

...‘ข้ามิเชื่อดอก’... สพลคาดคะเนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เข้าร่วมสภาเป็นร้อยครั้งอย่างน้อยเก้าสิบครั้งจะต้องมีเรื่องให้พระพุธได้จัดการด้วยเหตุที่พระพุธนี้เป็นเทพผู้มีความสามารถมากเกินกว่าใครจะคาดเดา

“ถ้าเช่นนั้นจงรีบพาข้าไปยังสภาเทวาบัดเดี๋ยวนี้จะได้รู้กันว่าใครที่คิดผิด” ไม่รอช้าเทพนพเคราะห์ผู้เป็นเจ้าแห่งวาทะศิลป์ได้ทรงบนหลังของสัตว์พาหนะแล้วเหาะเหินออกจากวิมานรัตนชาติหลากสีไปยังสภาเทพ

แม้จะเป็นหัสดินทร์ใหญ่ยักษ์ ทว่าสพลก็สามารถพาพระพุธมายังสภาได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว...ไม่นานก็ถึงที่หมาย สพลหยุดอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรงใหญ่พร้อมยอบกายลงให้พระพุธได้ลงมา

“สพล...หากเจ้าอยากจะไปเที่ยวเล่นเกี้ยวนางช้างก็ไปเถิด ไม่ต้องรอข้า”

“พระพุธ...ท่านช่างรู้ใจข้าเสียจริง ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” สพลเอ่ยแล้วเหาะจากไปจนลับสายตาของพระพุธ แต่แล้วภาพของช้างพาหนะก็สูญไป มีเพียงความมืดมิดเข้ามาบังตาแทน

“ปล่อยข้า...ถ้ามิปล่อยอย่าหาว่าข้าใจร้ายกับเจ้าก็แล้วกัน” พระพุธเอ่ยกับบุคคลนิรนามที่ริอาจใช้ฝ่ามือปิดตาตน

“ปล่อยแล้วๆ น้องพุธของพี่ไยจึงดุเช่นนี้” หัตถาใหญ่ลดลงทำให้พระพุธสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง รวมถึงใบหน้าของเจ้าของฝ่ามือเมื่อครู่ด้วย

“พี่ใหญ่นี่เอง...เหตุใดจึงแกล้งพุธเล่า” พระพุธซักถาม การกระทำเมื่อครู่ช่างผิดวิสัยของพระพฤหัสบดีที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ

“พี่คิดถึงเจ้า คราแรกพี่จักเข้ามาทักทายเจ้าเฉกเช่นปกติแต่ความที่เจ้าไม่เยี่ยมเยือนหาพี่เสียนานจึงอยากจะหยอกล้อเจ้าเพียงเท่านั้น” พระพฤหัสบดีเอ่ย พระอังคุฐลูบไล้ยังปรางค์ขาวอย่างเอ็นดู ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดสำหรับพระพฤหัสบดีแล้ว พระพุธยังคงเป็น ‘จันทรัช’ เทวดาตัวน้อยๆที่ตนมักจะอุ้มไปไหนมาไหนอยู่เสมอ

“เพราะมัวแต่ขลุกอยู่วิมานของพระเสาร์ ทั้งที่พี่ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตแต่เจ้ากลับมิยอมมาหา” พระจันทร์ที่เดินมาเข้ามาทีหลังและได้ยินบทสนทนาของเทพทั้งสองจึงพูดเสริม

“พี่รองกล่าวเกินไป พุธแค่ไปเล่นสกานานๆครั้งเท่านั้น ท่านพี่ทั้งสองต่างรู้ดีว่าพุธมักจะนั่งสมาธิอยู่ในวิมานเสียมากกว่า” พระพุธเข้ากอดแขนของเทพทั้งสอง ศีรษะเอนไปขวาทีซ้ายทีเพื่อให้แก้มนิ่มถูไถไปตามแขน ท่าทางออดอ้อนไม่ต่างจากลูกแมวทำให้ความน้อยใจของพระจันทร์และพระพฤหัสบดีจางหายไป

“ถ้าไม่อยากให้พระจันทร์กล่าวหาเจ้าแล้วไซร้ ยามใดที่เจ้าว่างก็แวะเวียนมาหาพี่สิ พี่มีคาถาใหม่ๆมากมายให้เจ้าได้เรียนรู้” พระพฤหัสบดีใช้โอกาสนี้หลอกล่อ ‘น้องรัก’ ให้มาหาตน ณ วิมานบุษราคัม

“เจ้าพุธไม่ต้องเรียนดอกใครต่างก็รู้ว่าเจ้านั้นเก่งกล้า พี่ว่าเจ้ามานอนอ่านตำรากับพี่น่าจะดีกว่า” พระจันทร์เอ่ย หากดวงตาจ้องมองไปยังพระพฤหัสบดี...เห็นทีศึกชิงน้องกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

“พุธจะสลับไปมาหาสู่ท่านพี่ทั้งสองแต่เพลานี้พุธว่าเราทั้งสามเข้าไปด้านในท้องพระโรงกันน่าจักดีกว่า” ก่อนสงครามขนาดย่อมจะเกิดขึ้น พระพุธได้เบี่ยงเบนประเด็นให้เทพทั้งสองคล้อยตาม ทั้งสามเยื้องย่างผ่านบานประตูแกะสลักเข้าสู่ภายในสภา อันมีเทวินทร์ทั้งหลายประทับยังแท่นของตนโดยเรียงลำดับตำแหล่งลดหลั่นกันไป ด้านบนสุดยังคงเว้นว่างเป็นบัลลังก์ทองของพระผู้สร้าง รองลงมาทางด้านซ้ายเป็นแท่นประดับไข่มุกขององค์พระสมุทรซึ่งกำลังสนทนากับเจ้าของแท่นประดับเพทายทางด้านขวานั่นคือ...เทพแห่งท้องนภา

พระพุธเองประทับลงยังแท่นมรกตซึ่งตั้งอยู่ระหว่างพระอังคารและพระราหู ทว่าแท่นประทับของพระอังคารนั้นว่างเปล่าอันเนื่องมาจากพระอังคารรวมถึงพระศุกร์ต่างต้องโทษจึงมิสามารถมาร่วมประชุมได้ หากด้านหลังแท่นประทับยังมีรัชทายาทสืบสันติวงศ์นั่งอยู่

ไม่ใช่เพียงบุตรของพระอังคารเท่านั้นแต่บุตราและบุตรีของเทพท่านอื่นต่างมาร่วมชุมนุมในสภาด้วยกันทั้งสิ้นรวมถึงรพีพงศ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังของพระอาทิตย์ พระพุธมองไปยังหลานของตนก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย รพีพงศ์แม้จะซูบผอมไปบ้างทว่าแววตากลับเปล่งประกายไปด้วยความสุข...คงจะมีข่าวดีเกิดขึ้นเป็นแน่

“พระผู้สร้างเสด็จ!!!” นายทวารบาลร้องออกมาดังกึกก้องทำให้เทพาและเทพีทั้งหลายแสดงความเคารพแด่ประมุขผู้ทรงธรรมที่กำลังเสร็จไปประทับนั่งบนบัลลังก์โดยมีบุษยะ’ เทพบุตรคนสนิทที่คอยติดตามพระผู้สร้างอย่างใกล้ชิด

“ขอบน้ำใจพวกท่านมากที่ต่างมาร่วมชุมนุมกัน เมื่อมากันพร้อมเพรียงแล้ว ข้าเห็นสมควรที่เราจักเริ่มการประชุม” พระผู้สร้างเอ่ยกับเหล่าเทวาทั้งหลายจากนั้นจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“เหตุที่เรียกให้พวกท่านมารวมตัวกัน อันเนื่องมาจากวันธุมเกตุวสันต์ที่จะเกิดขึ้นในอีก ๓ วัน ครานี้ข้าคิดว่าจักจัดที่สวนขวัญเช่นเดิม พวกท่านคิดเห็นเป็นประการใดหรือผู้ใดมีสถานที่อื่นเหมาะสมกว่าสวนขวัญก็สามารถบอกข้าได้” พระผู้สร้างเอ่ยถาม เหล่าเทพต่างหันซ้ายหันขวาปรึกษาหารือกัน

“พวกกระหม่อมเห็นตรงกันเว่าสวนขวัญเหมาะสม” พระอาทิตย์กราบทูลพระผู้สร้างไปตามความจริง

“เมื่อทุกท่านเห็นตรงกันแล้วไซร้ ข้าจักแบ่งหน้าที่ให้ทุกท่านได้ทำเพื่อเตรียมการในวันธุมเกตุวสันต์ เทพนพเคราะห์จักต้องสร้างม่านมนตราป้องกันภยันอันตรายต่างๆ โดยรอบสวนขวัญ ต่อมาบุตรของเทพนพเคราะห์จักต้องคอยดูแลและตรวจตราภายในสวนขวัญมิให้เกิดเหตุร้ายในระหว่างเตรียมการตลอดจนเสร็จสิ้นวันงาน”

 “กระหม่อมรับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” เทพนพเคราะห์ทั้ง ๖ และรัชทายาทต่างรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน

“ส่วนเทพท่านอื่นมีหน้าที่ตามความสามารถ ไม่ว่าจักเป็นการจัดเครื่องคาวหรือเครื่องหวาน การแสดงคีตศิลป์ต่างๆ”

การประชุมหารือกันถูกดำเนินการต่อไป วางแผนแบ่งพรรคแบ่งกองกันเพื่อให้การจัดเตรียมเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังคอยให้คำแนะนำกันจนกระทั่งภาพของวันธุมเกตุวสันต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในจินตนาการเหลือเพียงเร่งลงมือให้มันเป็นจริงเท่านั้น

“จากนี้ไปขอให้ทุกท่านแยกย้ายกันเพื่อเตรียมตัวทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายในวันพรุ่งเถิด”

“พระผู้สร้างพะยะค่ะ” พระผู้สร้างรวมถึงทวยเทพในสภามิทันได้ลุกออกจากแท่นประทับ นายทวารบาลผู้มีหน้าที่เฝ้าประตูก็รีบวิ่งเข้ามากลางลาดพระบาท

“มีอันใดหรือ ไยเจ้าจึงดูลุกลี้ลุกลนยิ่งนัก” พระพริษฐ์ตรัสถาม ในใจคิดว่าจะต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่แท้ นายทหารจึงรีบเข้ามาด้วยท่าทีที่ไม่สำรวมผิดแผกจากเดิม

“พระเสาร์พะยะค่ะ...พระเสาร์และบุตราขอเข้าเฝ้าพระองค์พะยะค่ะ”

“ข้าอนุญาต” พระผู้สร้างตรัสออกมาเมื่อรู้ว่าผู้ใดมาเยี่ยมเยือน นายทวารบาลจึงออกไปเปิดบานประตูให้พระเสาร์และนาคินทร์ได้เข้ามา

เทพผู้สวมหน้ากากประดับอัญมณีสีม่วงเม็ดมะปรางปิดเนตรข้างหนึ่งไว้มาพร้อมกับบุรุษพักตรางามที่มือนั้นจับแขนของตนไว้ ทุกสายต่างจ้องมองไปยังผู้ที่มาทีหลัง เหล่าทวยเทพต่างประหลาดใจที่พระเสาร์ผู้มิเคยร่วมชุมนุมสภากลับเข้าร่วมในวันนี้และเหนือสิ่งอื่นใดพระเสาร์มีบุตรใบหน้างดงามหมดจดมิต่างจากนางอัปสรสวรรค์

“พ่ออยู่ตรงนี้ เจ้าอย่าได้กลัวสิ่งใดไม่” พระเสาร์เอ่ยกับนาคินทร์ เทพสุดแกร่งพอจะรู้ว่านาคินทร์นั้นประหม่ากับการเป็นจุดสนใจ

“นาคินทร์...” รพีพงศ์พึมพำทั้งชะเง้อมองไปยังคนรักแต่ต้องรีบสงวนท่าทีเมื่อพระเสาร์ตวัดตามามองตน นอกจากรพีพงศ์แล้วชลันธรเองก็มองไปยังสหายรักราวกับความฝันที่ตนได้พบเจอกับนาคินทร์อีกครั้ง นาคินทร์ยังคงเป็นนาคินทร์อาจจะมีสิ่งที่เปลี่ยนไปนั่นคือสีของดวงตาจากสีเขียวกลายเป็นสีม่วง แต่มิว่านาคินทร์จักเป็นเช่นไรสำหรับพระสมุทรแล้วนาคินทร์ยังคงเป็นสหายรักอยู่เสมอ













...........................

จัดไปก่อน 50% นะคะ ตอนนี้เรียบๆง่ายๆ ก่อนจะเปิดประตูสู่ความเข้มข้นของนิยายเรื่องนี้ อิอิ ไปต้มน้ำกินมาม่าดีกว่า

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7719
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12

ออฟไลน์ donutnoi

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2272
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +195/-7

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 277
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +67/-2
มาต่อ 50% ที่เหลือ






...........................50%.....

พระเสาร์โค้งคำนับทำความเคารพองค์มหาเทพโดยที่นาคินทร์คอยทำตามบิดาไม่ขาดตกบกพร่อง เสร็จแล้วพระเสาร์ใช้มือโอบบ่าของนาคินทร์ให้มานั่งยังแท่นประทับของตน

“พระเสาร์มีเรื่องอันใดถึงได้ขอเข้าเฝ้าข้าหรือ” พระผู้สร้างตรัสถามเทพรัศมีสีม่วงผู้ที่ร้อยวันพันปีถึงจะออกมาจากวิมานมายังสภาเทพแห่งนี้

“เหตุที่กระหม่อมขอเข้าเฝ้าพระองค์นั้นเพื่อขอบพระทัยที่พระองค์เมตตาชุบชีวิตนาคินทร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” พระเสาร์บอกจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ นาคินทร์เองพนมมือขึ้นไหว้พระผู้สร้างเป็นการแสดงออก

“หากจักขอบน้ำใจกัน ข้าว่าท่านจักต้องของขอบน้ำใจเทพนภนต์ที่มาร้องขอข้ารวมถึงรพีพงศ์ผู้ที่ทำทุกวิถีทาง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายให้ได้มาซึ่งดวงวิญญาณบุตรของท่าน” คำบอกเล่าของพระผู้สร้างทำให้ดวงใจของนาคินทร์พองโต ดวงตาสวยเหลือบมองรพีพงศ์ที่กำลังจ้องตนเองเช่นกัน

...‘ท่านรพีพงศ์...ไยท่านดีกับข้าเช่นนี้’...

ครั้งแรกที่ลืมตาดูโลกอีกครั้งสิ่งแรกที่นาคินทร์เห็นคือพักตราของรพีพงศ์ ในครั้งนั้นความรู้สึกมากมายปะปนกันจนมิอาจเปล่งวาจาออกมาได้ ทว่าในเพลานี้นาคินทร์พอจักให้คำนิยามความรู้สึกในครั้งนั้นได้ ได้เมื่อครั้งนี้ความรู้สึกเดียวกันหากมันดีจนแทบจะล้นอก

“พะยะค่ะ อย่างไรเสียกระหม่อมจะตอบแทนเทพทั้งสองให้สมกับการช่วยเหลือบุตรของกระหม่อม” พระเสาร์เอ่ยกับพระผู้สร้าง

การมาเยือนสภาเทวาของพระเสาร์ในครานี้มิได้มาเพื่อพานาคินทร์มาขอบพระทัยพระผู้สร้างหรือให้บรรดาเทพาและเทพีทั้งหลายได้ยลโฉมบุตรของตนเท่านั้น พระเสาร์ยังมีจุดประสงค์อื่นที่จะทำหลังจากนี้

“เจ้าพุธ...”

นอกจากการพานาคินทร์มาเข้าเฝ้าพระผู้สร้างและประกาศตัวตนของนาคินทร์ให้เทพยดาองค์อื่นได้รับรู้แล้ว การมาเยือนสภาเทวาครั้งนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญอีกประการหนึ่งนั่นก็คือการได้เจอกับพระพุธ

“พี่เสาร์...นาคินทร์หลานอา ขออากอดเจ้าสักหน่อยเถิด” พระพุธที่กำลังเดินออกไปก็หันหลังกลับ พบว่าพระเสาร์ นาคินทร์และรพีพงศ์กำลังเยื้องย่างเข้าหาตน พระพุธไม่รีรอจึงเป็นฝ่ายเข้าหาและสวมกอดนาคินทร์โดยไม่รอคำตอบจากหลานชาย นาคินทร์เองยินยอมให้กอดไม่ขัดขืน ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย เกิดขึ้นเมื่อเจอกับเทพผู้นี้

“ท่านอาคงหลงลืมข้าเสียแล้วกระมัง” รพีพงศ์แสร้งตัดพ้อพระพุธที่กำลังหลงนาคินทร์หัวปักหัวปำ

“ใครจะลืมเจ้ากันเล่ารพีพงศ์ อย่ามาน้อยใจอาเลย” พระพุธเอ่ยกับรพีพงศ์จนลืมไปเสียสนิทว่าที่ตนยังมิออกไปจากสภาเทพเป็นเพราะเทพอีกองค์หนึ่งซึ่งกำลังยืนนิ่ง สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดใดทั้งสิ้น

“หยุดกอดนาคินทร์ หยุดพูดคุยกับรพีพงศ์และช่วยสนใจข้าด้วย” พระเสาร์เอ่ยขึ้นมาให้พระพุธรู้ว่าใครกันแน่ที่พระพุธต้องเสวนาด้วย พระพุธได้ยินดังนั้นแขนทั้งสองจึงลดลงและผละกายออกจากนาคินทร์

“พี่เสาร์มีเรื่องอันใดให้พุธต้องสนใจหรือ” พระพุธเอ่ยถาม ทำหน้าทำตาทะเล้นใส่ ในใจอดไม่ได้ที่จะตัดพ้อพระเสาร์ผู้เป็นพี่ นับตั้งแต่วันที่พระเสาร์และตัวพระพุธเองจัดการอดีตพระสมุทรกนธี

...‘พอทีแบบนี้ให้พุธสนใจ คงจักมีเรื่องสินะถึงได้เป็นฝ่ายเข้าหา’...

“ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย” นั่นปะไร พระพุธคิดถูกว่าพระเสาร์จักต้องมีเรื่องให้ตนช่วย แน่นอนว่าพระพุธไม่คิดปฏิเสธแต่ไม่คิดรับปากตกลงง่ายๆเช่นกัน ในเมื่อโอกาสที่จะได้แกล้งพระเสาร์เปรียบเสมือนอ้อยเข้าปากช้างแล้วไซร้ พระพุธย่อมเล่นตัวปั่นหัวให้อีกฝ่ายร้อนรนเล่น

“วันนี้พี่รองชวนพุธไปอ่านตำราที่วิมาน” ปฏิเสธอย่างไรให้ไม่เหมือนการปฏิเสธ ประโยคที่พระพุธเอ่ยออกมาทำเอาพระเสาร์หงุดหงิดมิใช่น้อยที่พระพุธเห็นการไปหาพระจันทร์สำคัญกว่าหาตน

“ค่อยไปวันพรุ่ง วันนี้เจ้าต้องมากับข้า” ในเมื่อขอร้องไม่ได้พระเสาร์จำต้องบังคับจับข้อมือของพระพุธเอาไว้แน่น จนคนโดนจับหน้านิ่ว

“ท่านพ่อปล่อยท่านอาเถิด” นาคินทร์เข้าห้าม ไม่อยากให้พระเสาร์ทำร้ายพระพุธ

“ถ้าพ่อปล่อยแล้วใครเล่าจักช่วยแม่ของลูกได้” พระเสาร์หันไปบอกกับนาคินทร์แต่คำตอบนี้กลับทำให้พระพุธถึงกับยืนนิ่ง

“มารดาของนาคินทร์...เมียของพี่เสาร์หรือ พี่จะพาข้าไปหาเมียพี่หรือ ไปๆ...ไป พุธไปกับพี่เสาร์ พุธอยากเจอเมียพี่เสาร์” อย่างที่พระพุธคิดไว้ไม่มีผิดว่าวันนี้จักต้องเป็นวันดีของตน นอกจากจะได้เจอหน้าหลานแล้วตนยังได้เจอคนรักของผู้เป็นพี่ชายอีกด้วย

“ดีมาก เช่นนั้นเจ้ามากับข้า ส่วนเจ้ารพีพงศ์พาลูกข้าตามไปส่งที่วิมานข้า” พระเสาร์ไม่คิดถามความสมัครใจใดๆทั้งสิ้นเพราะใช้ความสะดวกใจของตนเป็นหลัก ทว่ารพีพงศ์กลับพอใจเป็นอย่างมากที่พระเสาร์เปิดทางให้ตนได้ใกล้ชิดกับนาคินทร์

“ช้าอยู่ไย...รีบไปกันเถิดข้าอยากเจอเมียพี่เสาร์แล้ว ให้ข้าจินตนาการข้าว่าจักต้องงามล้ำ งามเลิศกว่าอัปสรสวรรค์เป็นแน่ ขนาดนาคินทร์เป็นชายยังงามต้องตา ต้องใจเช่นนี้” พระพุธเอ่ยและเป็นฝ่ายออกแรงให้พระเสาร์ขยับกายโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตัวเองเอ่ยมานั้นมันกระทบใจของผู้ฟัง

“ท่านรพีพงศ์...เหตุใดท่านพ่อถึงบอกกับข้าว่าท่านอาพุธช่วยแม่ของข้าได้” นาคินทร์ซักถาม ดวงตามองไปยังพระพุธที่กำลังขี่พยัคฆาของพระเสาร์

“หากเจ้าอยากรู้พี่จักเล่าให้เจ้าฟังในระหว่างทางไปวิมานเจ้า...ตกลงไหม”

นาคินทร์พยักหน้าเป็นคำตอบ รพีพงศ์เรียกราชสีห์เนื้อทองให้ปรากฏกายแล้วประคองนาคน้อยของตนขึ้นขี่หลัง เมื่อเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยทั้งสองก็พากันไปยังวิมานหงสบาทตามพระเสาร์และพระพุธที่นำหน้าออกไป ท่ามกลางสายตาของเทวาองค์อื่นๆ ไม่เว้น...สายตาอาฆาตแค้นของใครบางคน

...‘มุตตา!!! นี่เจ้ายังไม่ตายหรือนี่ ซ้ำร้ายยังมีบุตรมาเป็นหอกทิ่มแทงข้าอีก!!!’...

เมฆาลอยล่องคล้ายปุยนุ่น แลนุ่มนวลเสียจนนาคินทร์อดมิได้ที่จะใช้มือสัมผัส หากสัมผัสแล้วมันกลับหายวับไปเสียนั่น หากนาคินทร์ยังเพียรพยายามจับต่อไปอีกหลายครั้ง ทำให้ผู้ที่นั่งซ้อนกายอยู่ด้านหลังอดหัวเราะมิได้

“ท่านรพีพงศ์ หัวเราะเยาะข้าหรือ” ริมฝีปากอมชมพูเหยียดตรง ดวงตาจ้องเขม็งไปยังรพีพงศ์ ทว่ามันกลับไม่น่ากลัวเลยสักนิดในทางกลับกันมันช่างน่าจูบเสียเหลือเกิน

‘ฟอด...’

“พี่หรือจะหัวเราะเยาะเจ้า พี่นึกเอ็นดูเจ้าเสียมากกว่านาคินทร์” ริมฝีปากของรพีพงศ์มิต่างจากพู่กัน พอสัมผัสลงแก้มไม่ต่างจากการระบายสีลงบนผืนผ้า ปรางค์ขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ

“ไม่รู้...ข้าโกรธท่านแล้ว นอกเสียจากท่านจักเล่าเรื่องของท่านอาพุธให้ข้าฟัง” นาคินทร์แสร้งไม่พอใจก่อนจะยกเรื่องพระพุธขึ้นมาต่อรอง

“พี่นึกว่าเจ้าเล่นก้อนเมฆจนลืมเสียแล้ว นั่งนิ่งๆแล้วหายงอนพี่ พี่จักเล่าให้เจ้าฟังบัดเดี๋ยวนี้”

รพีพงศ์เริ่มเล่าเรื่องราวของพระพุธ ไม่ว่าจะเป็นความเฉลียวฉลาด วาทศิลป์ยอดเยี่ยม การรบการศึกมิเคยเป็นรองใครจนได้รับพรจากพระผู้สร้างองค์ก่อน ยกเว้นเรื่องชาติกำเนิดของพระพุธเอาไว้ที่รพีพงศ์เห็นว่ามิสมควรเอ่ยออกมา

“มิน่าล่ะ ท่านพ่อถึงได้ให้ท่านอาพุธช่วย ท่านอาพุธเก่งกาจเช่นนี้นี่เอง ไหนจักรูปงามไม่ต่างจากอิสตรี...ข้าอยากเป็นเช่นท่านอาเสียเหลือเกิน” นาคินทร์กล่าวชื่นชม รพีพงศ์ได้ยินนั้นก็อยากจะบอกเสียเหลือเกินว่านาคินทร์งามกว่าร้อยเท่าพันเท่า

“แต่ข้ามิอยากให้เจ้าเป็นเช่นท่านอาพุธ”

“เพราะเหตุใดกัน ได้โปรดเอ่ยออกมาให้ข้าได้แจ้งใจด้วยเถิด”

“ถ้าเจ้าเก่งกาจ ข้าก็มิอาจแอบอ้างต่อพระเสาร์เพื่อทำหน้าที่ปกป้องเจ้า ดูแลเจ้าน่ะสิ” รพีพงศ์ให้เหตุผล นาคินทร์ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขวยเขินกับคำหวาน

“ไยเจ้าหน้าแดงเล่า...เขินข้าหรือนาคน้อย” ไม่ต้องสังเกตก็เห็นชัดว่านาคินทร์รู้สึกเช่นไร รพีพงศ์อดไม่ได้ที่จะแกล้งเหย้าให้นาคินทร์อายมากกว่าเดิม

“มิให้ข้าเขินได้อย่างไรเล่าในเมื่อแต่ละคำที่ท่านขยันเอื้อนเอ่ยล้วนชวนให้ข้าหวั่นไหว ผิดกับท่านที่เคยชินกับการพูดจาหว่านเสน่ห์แก่นางฟ้า นางสวรรค์หรือใครอื่นที่มิใช่ข้า”

“เหตุใดเจ้าพูดจาใส่ร้ายพี่เช่นนี้ คราวหน้าคราวหลังจงอย่าพูดอีก...เข้าใจหรือไม่”

“ข้ามิได้ใส่ร้าย อีกอย่างข้าจะพูด พูด พูด ท่านห้ามข้ามิได้ดอก” บทจะดื้อก็ดื้อเสียง่ายๆ หากกิริยายังคงชวนให้รพีพงศ์เอ็นดูจนมิอาจโกรธนาคินทร์ได้ลง แต่ก็อดเสแสร้งแกล้งดุอีกฝ่ายไม่ได้

“นาคินทร์ขืนเจ้ามิหยุดพูด พี่จะ...”

...‘เจ้าฟังข้านาคินทร์ เจ้าจงนั่งเงียบๆ นิ่งๆ หากเจ้ายังพูดมากอีก ข้าจะจูบเจ้าไม่หยุดจนถึงป่าหิมพานต์’...

“จูบ” นาคินทร์เอ่ยในสิ่งที่รพีพงศ์ต้องการจะพูดราวกับรู้ใจ หากความจริงแล้วภาพเหตุการณ์ที่มีตนและรพีพงศ์งอกเงยออกมาราวกับยอดต้นอ่อนที่เติบโตจากผืนดินที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก

“นาคินทร์ เจ้ารู้ได้เช่นไรว่าพี่จะเอ่ยสิ่งใดออกมา”

“ข้า...ข้าเห็นตนเองอยู่กับท่าน นั่งด้วยกันอยู่บนหลังม้าสีขาวแล้วท่านก็...อึก...ท่านรพีพงศ์ ข้าปวดหัว” อยากจะเล่าในสิ่งที่ตนได้เห็นทั้งหมดให้ฟังทั้งหมด ทว่าความเจ็บแปลบเข้าแล่นยุ่งเหยิงภายในศีรษะของนาคินทร์ไม่ต่างจากเส้นด้ายไร้แกน

“ไม่ต้องเอ่ยอันใดออกมาแล้วนาคินทร์ พี่มิอยากรู้แล้ว...สูดหายใจเข้าลึกๆ อดทนอีกสักนิดอีกไม่กี่อึดใจเราก็จะถึงวิมานของเจ้าแล้ว แต่หากเจ็บปวดทรมานแทบเกินทนก็จงจิกเล็บระบายมันออกมาลงบนเนื้อกายพี่ พี่ยินดีถ้ามันทำให้เจ้าคลายความเจ็บ...พี่ยินดีถ้าแลกกับการที่เจ้าจะไม่จากพี่ไป” รพีพงศ์รั้งเอวของนาคินทร์จนแผ่นหลังแนบชิดกายา ทั้งศีรษะเอนอิงพิงอกกว้าง รพีพงศ์โน้มใบหน้าลงจรดริมฝีปากพรมจูบทั่วใบหน้าของนาคินทร์ แขนทั้งสองกอดร่างกายของนาคินทร์เอาไว้แน่น บุตรแห่งเจ้าแสงรวีกำลังกลัว...กลัวว่าจะสูญเสียนาคินทร์ไปอีกครั้ง



.............................

มาแล้ว ครบแล่วนะคะ ตอนนี้เหมือนคลื่นใต้น้ำค่ะ มาอย่างสงบๆก่นจะเจอคลื่นมาม่าถาโถมเข้าใส่ ถึงเวลานั้นท่านยุ่งขอตัวหนีคนอ่านไปหม่ำมาม่ากับป๋ากนธีค่ะ 5555555

ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน มาเม้นเป็นกำลังใจนะคะ จุ๊บ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1910
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +39/-0
 :serius2:
 :3123:
เค้ากลัวมาม่านะเตง
 :pig4:

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด