ลิขิตรัก...เพลิงเทวา จบ /มีเรื่องชี้แจงP.5 (28/05/64) by Tan-Yung 0209
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: ลิขิตรัก...เพลิงเทวา จบ /มีเรื่องชี้แจงP.5 (28/05/64) by Tan-Yung 0209  (อ่าน 22124 ครั้ง)

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอๆ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
.. (ต่อ) ..60% ที่เหลือ

สุริยันจันทราหมุนเวียนสลับกันขึ้นสู่ท้องนภาเปลี่ยนวันเวลาจนกระทั่งถึงวันที่วิหารดารานพเคราะห์สว่างไสวด้วยเปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ ประดับประดาด้วยเถาวัลย์พรรณไม้สอดแซมด้วยช่อผกาหลากสี บ่งบอกชัดเจนว่ามีงานเฉลิมฉลอง ทว่างานฉลองมงคลนี้กลับได้ยินเสียงติฉินนินทามากกว่าคำอวยพร

“ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดรัชทายาทแห่งอาทิตยวงศ์ถึงได้เร่งแต่งตั้งชายาอีกคน นคกแล้วสงสารชายานาคินทร์ผู้นั้นเสียจริง เสียทั้งมารดาแล้วยังต้องปันคนรักให้ผู้อื่นอีก”

“นั่นสิ ข้าเองก็นึกสงสัยว่าเหตุใดถึงเร่งนัก ทั้งในเพลานี้เราควรจะระแวดระวังจอมมารล้านภาค อดีตพระสมุทรกนธี รวมถึงอสูรที่หนีออกจากคุกกาลเวลาเสียมากกว่า”

“หรือว่าชวารีผู้นี้ตั้งครรภ์เสียแล้ว หากไม่รีบแต่งตั้งจะต้องตกเป็นหัวข้อสนทนาของสามโลกไปอีกนาน”

“ท่านพี่…น้องไม่คิดจะทนแล้ว เหล่าเทพา-เทพี ต่างจับกลุ่มนินทาทั้งที่อยู่ในงาน” ชลันธรที่นั่งอยู่บนตั่งเคียงข้างนภนต์เอ่ยขึ้น

“ใจเย็นก่อนเถิดชลันธร ไยวันนี้เจ้าใจร้อนยิ่งนัก” นภนต์ลูบแผ่นหลังให้ชลันธรเพื่อคลายอารมณ์โกรธาที่พยายามข่มเอาไว้

“หากเป็นเรื่องผู้อื่นน้องย่อมไม่ใส่ใจแต่นี่เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับนาคินทร์ผู้เป็นสหายน้อง” ชลันธรบอกกับนภนต์ ดวงตาเรียวสวยแสดงออกถึงความไม่พอใจ

“พี่เข้าใจเจ้าดี ทว่าเทพเหล่านี้หาได้รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางเฉกเช่นพวกเรา อีกอย่างเหตุใดถึงไม่ได้มาพร้อมน้องเล่า ชลันธร”

“นาคินทร์บอกว่าขอเวลาทำใจชั่วครู่ ประเดี๋ยวจะตามมาก่อนเริ่มพิธี” ชลันธรตอบ

ทุกน้ำคำที่เทพมหาสมุทรและเทพนภาสนทนากันล้วนเข้าสู่โสตประสาทของอินทุนิลที่นั่งเยื้องไปทางด้านหลัง กระนั้นแม้จะนั่งห่างเพียงใดทุกถ้อยคำล้วนชัดเจน

‘ทำใจข้าไม่ว่าแต่อย่าได้ตรอมใจไปเสียก่อน ข้าอยากเห็นน้ำตาของเจ้านาคินทร์’

อินทุนิลคิดในใจ ก่อนจะถูกปลุกจากความคิดด้วยเสียงดนตรีตามด้วยเสียงประกาศก้องของทวารบาลถึงการมาของพระผู้สร้าง ซึ่งข้างกายของพระองค์มีบุษยะคอยเคียงข้าง ถัดไปด้านหลังก็เป็นรพีพงศ์ต้นเรื่องของทั้งหมด

เมื่อถึงแท่นประจำตำแหน่งมหาเทพก็ประทับนั่งเช่นเดียวกับรพีพงศ์และบุษยะ ส่วนเทพองค์อื่นต่างแสดงความเคารพผู้เป็นใหญ่ พระหัตถ์ใหญ่ยกขึ้นมาเชิงให้ทุกคนตามสบายเนื่องจากเห็นว่าผู้ร่วมพิธียังไม่ครบ กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าจะพูดคุยเอื้อนเอ่ยนินทาเฉกเช่นเวลาก่อนหน้านี้

เหตุที่ยังไม่เริ่มพิธีก็เป็นเพราะยังขาดบุคคลสำคัญในพิธี ทำให้ไม่อาจปล่อยตัวว่าที่ชายาที่ยังรอในห้องหับซึ่งอยู่ถัดไปให้เข้ารับพิธีแต่งตั้งได้ ด้วยพิธีแต่งตั้งชายาคนรองจะต้องได้รับการยินยอมจากชายาเอกโดยการที่ชายาเอกจะแต้มสีชาดลงบนหน้าผากของชายารองต่อหน้าสักขีพยาน

…’ หากเวลานี้นาคินทร์กลับไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่เงา’ …

เวลาเดินหน้าไม่ถอยหลังใกล้เข้าสู่ฤกษ์งามที่วางไว้ ผู้ร่วมพิธีและสักขีพยานต่างร้อนใจ โดยเฉพาะรพีพงศ์และชวารีที่รออยู่ในห้อง บรรยากาศในคราแรกที่เงียบสงบก็ได้แปรเปลี่ยน เริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบ

“ใกล้ถึงฤกษ์เข้าไปเสียทุกที เหตุใดนาคินทร์ถึงยังไม่มาหรือว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเสียระหว่างทาง”

“นั่นสิ นอกเสียว่าจงใจมาสายเพื่อทำลายฤกษ์เพราะบุตรแห่งพระเสาร์คงจะไม่พอใจที่สวามีมีชายาอีกคน”

“หากคิดว่าพูดพร่ามออกมาแล้วหาใช่เรื่องจริง จงหุบปากเสีย กล่าวเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าใส่ร้ายบุตรข้าหรือ” พระเสาร์เอ่ยขึ้น ทำให้เสียงซุบซิบ รวมไปถึงผู้ที่กำลังจะเอ่ยออกมารีบกลืนเสียงคืนลงคอ

“ใช่ กล่าวออกมาเช่นนี้ ข้าคือผู้เสียหาย” น้ำเสียงหวานลอยตามลมให้ได้ยินกันทั่วโถง ร่างอรชรเยื่องย่างเข้ามาสายตาดุจบิดากวาดมองเทวดา นางอัปสรที่พากันเปล่งวาจาเรื้องของตนออกมา ก่อนจะหยุดทำความเคารพพระผู้สร้างและเดินไปนั่งยังตั่งรัตนาประจำตำแหน่งของตน ซึ่งเป็นตั่งเดียวกับรพีพงศ์ยอดดอวงหฤทัยที่เพลานี้ไม่แม้จะชายตามองมายังตนด้วยซ้ำ

“ในเมื่อมาครบแล้ว เป็นอันว่าเริ่มพิธีแต่งตั้งเทพีชวารีเป็นชายาของเทพรพีพงศ์ได้” พระผู้สร้างเอ่ยขึ้น เสียงเครื่องดนตรีเป็นทำนองตามการบรรเลงเปิดตัวชวารีให้เข้าสู่พิธีการ ในมือสวยถือพานทองรองรับพุ่มดอกไม้กลิ่นหอมเดินไปด้านหน้า

วงหน้างามพิลาสมองแล้วดูเย็นตา ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มหวานแสดงออกถึงความสุขีที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ในอุราได้ เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าของมหาเทพชวารีก็ยอบกายลงวางพานพุ่มไว้ข้างกายแล้วก้มลงกราบ จากนั้นจึ้งหยิบพานพุ่มเดินเข่าเข้าหารพีพงศ์และนาคินทร์

พิธีการแต่งตั้งชายารองแตกต่างจากพิธีวิวาหะและแต่งตั้งนาคินทร์เป็นชายาเป็นอย่างมาก ในครานี้ผู้ที่จะเป็นชายารองจะต้องก้มลงกราบแทบบาทของรพีพงศ์เพื่อมอบพานพุ่ม เมื่อถูกรับไปแล้วชวารีจะต้องก้มลงกราบชายาเอกและทำการเจิมหน้าผากด้วยชาดสีแดงเป็นการสื่อว่าได้รับการยอมรับ

ขณะที่ชวารีเงยหน้าขึ้นมาสบดวงตาคมสวยของนาคินทร์ที่มองตนไม่วางตา นางสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมารอบกายบางนี้ นาคินทร์คงไม่ยินยอมที่จะทำตนนั้นก็เข้าใจ ใครบ้างเล่าที่จะมีสุข จะยิ้มรับผู้ที่เข้ามาแย่งชิงคนรัก ไม่มีใครยินดี…ชวารีรู้ดีแต่นางจำเป็นต้องทำ

ปลายนิ้วของนาคินทร์ยื่นออกไปจับยังปลายคางของชวารีให้เชิดขึ้น สักขีพยานทั้งหลายที่จ้องมองต่างลอบกลืนน้ำลายให้พิธีการนี้สำเร็จลุล่วงก่อนวิวาห์จะกลายเป็นวิวาทเสีย ทว่านาคินทร์กลับปล่อยคางของชวารีและยืนขึ้นสร้างความงวยงงแก่ชาวสวรรค์ทั้งหลาย

“ไม่ใช่…ไม่ใช่” นาคินทร์เอ่ยขึ้น

“นาคินทร์ เหตุใดเจ้ากล่าเช่นนี้เล่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือชวารีไม่ผิดแน่” บุตรแห่งพระอังคารเอ่ยขึ้น ยืนยันว่าสหายร่วมชั้นที่เล่าเรียนศึกษาเป็นตัวจริง

“ใช่คนที่อยู่ตรงหน้าคือชวารีตัวจริง” นาคินทร์เอ่ยเสียงเรียบ

“แล้วไยเจ้ากล่าวว่าไม่ใช่ หรือว่าเสียใจจนเสียสติไปเสียแล้ว” ปัณฑารีย์เทวีเอ่ยถาม ทำให้ผู้ได้ฟังพยักหน้าเห็นดีเห็นงามไปด้วย

“ข้าหาได้เสียใจจนเสียสติไม่ ข้ารู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือชวารีแต่ที่ข้ากล่าวว่าไม่ใช่เป็นเพราะชวารีผู้นี้ไม่ใช่ผู้ที่สังหารมารดาและทำร้ายพระพุธจนบาดเจ็บสาหัส แต่เป็น…” นาคินทร์เอ่ยออกมายืดยาวก่อนจะเว้นวรรค สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พยายามยิ่งที่จะสะกดกลั้นมวลความโกรธมหาศาลไม่ให้พรั่งพรูออกมาดั่งหินหลอมเหลวที่พุ่งออกมาจากพื้นพิภพ หากเวลานี้จำเป็นต้องเอ่ยออกไป

“เทพอินทุนิล เทพใจมารที่สังหารมารดาข้า!!!” นาคินทร์ตวาดกร้าวดังลั่นวิหาร ดวงตามองไปยังผู้ที่ตนเอ่ยนามด้วยความพยาบาทเคืองแค้นเป็นอย่าง ในวันที่ตนได้รับรู้ว่าเป็นใคร นาคินทร์แทบอยากจะบุกไปยังวิมานของอินทุนิลแล้วบั่นคอนำเลือดชั่ว ๆ นั้นมาสังเวยให้กับมารดาผู้ล่วงลับของตน

“ทุกคนฟังข้า!! ข้าหาได้เป็นอย่างที่นาคินทร์เอ่ย นาคินทร์อารู้ว่าเจ้าเสียใจที่มารดาสูญเสีย อีกทั้งรพีพงศ์สวามีของเจ้าได้ปันรักให้กับชวารี เจ้าจึงได้สติวิปลาศแต่มิใช่ว่าเจ้าจะกล่าวหากับข้าเช่นนี้ได้”

“ข้ายอมรับว่าเหตุการณ์ในชีวิตข้าล้วนหนักหนาพาลให้จิตใจชอกช้ำแต่นั่นก็หาทำให้ข้าฟั่นเฟือนวิปลาศไม่ ข้ายังคงมีสติไตร่ตรอง ทั้งยังมีปัญญาตาสว่างไม่ถูกมารยาของของคนชั่วเช่นเจ้าลวงหลอก” นาคินทร์โต้ตอบกลับไป ขณะเดียวกันก็ก้าวเท้าเข้าหาอินทุนิลที่ยังคงเล่นละครแสร้งทำเป็นเหยื่อหลอกเทพองค์อื่นและหลอกตัวเองว่าอย่างไรเสียนาคินทร์ไม่มีทางตามทันตนได้

“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าอย่ามากล่าวหาข้า ข้ามิรู้ว่าเจ้าเอาความคิดนี้มาจากไหนแต่เจ้าก็น่าจะรู้ดังที่เทพยดานางรัมพาบนไตรภพนี้ ว่าตัวข้าไร้ความสามารถ ฤทธิ์เดชมนตราก็ด้อยยิ่งเสียกว่าใคร จะเอาสิ่งใดไปสังหารมารดาเจ้าและทำร้ายพระพุธผู้ไร้พ่ายได้” อินทุนิลแก้ตัวจากการนำความอ่อนแอที่ถูกดูถูกดูแคลนมาใช้ แลจะได้ผลเสียด้วยเพราะเหล่าเทวดาต่างก็กระซิบกระซาบมองมายังนาคินทร์อย่างไม่พอใจนัก

“นาคินทร์ใจเย็นลงเถิด บัดนี้เจ้าอยู่หน้าพระพักตร์ของพระผู้สร้างจะมาทำกริยาเช่นนี้มันไม่สมควร” รัชทายาทของพระอังคารเอ่ยขึ้น นึกปรามให้เทวากึ่งนาคลดโทสะลง

“พระผู้สร้างกพะยะค่ะ กระหม่อมต้องขออภัยพระองค์ หากกระหม่อมต้องทำเพื่อกระชากหน้ากากของเทพผู้นี้” นาคินทร์ผินหน้าไปยังผู้ประทับยังแท่นเหนือเหม

“แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือไม่เล่านาคินทร์ หากเจ้าไร้หลักฐาน ไม่เท่ากับว่าเจ้าทำลายพิธีมงคลของสวามีเจ้า ตลอดจนใส่ร้ายเทพอินทุนิลดอกหรือ” พระผู้สร้างเอ่ยเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงท่าทีว่าไม่พอใจ นาคินทร์คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเพราะเข้าใจในสิ่งที่พระผู้สร้างนั้นกำลังสื่อออกมา

“พระองค์มิต้องห่วงพะยะค่ะว่ากระหม่อมนี้จะเอื้อนเอ่ยออกมาโดยไร้หลักฐาน” นาคินทร์เอ่ยออกมาก่อนที่จะ…

‘แคว่ก’

มือข้างหนึ่งรวบข้อมืออินทุนิลไว้มั่น ส่วนมืออีกข้างนั้นก็ทำการกระชากอาภรณ์เนื้อดีของอินทุนิลออกเล็กน้อยแต่ก็มากพอที่จะให้ทุกคนได้ประจักษ์กับเกล็ดนาคาสีรัติกาลตามลาดไหล่และลุกลามไปด้านหลัง อินทุนิลพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นทว่ากลับถูกทหารจากทัพหลวงที่ปลอมตัวมาร่วมพิธีนั่งรายล้อมตนและหันคมพระขรรค์เข้าใส่ตนเสียแล้ว อินทุนิลตื่นตระหนกตกใจมิใช่น้อย ไม่คิดว่าตนจะเสียทีเข้าจนได้

‘นี่มันอะไรกัน…เหตุใดถึง…’

“หลักฐานที่ข้าว่านั้นก็คือคำสาปที่ท่านแม่ข้าเป็นผู้ทำและจะแก้คำสาปได้จำต้องใช้เลือดของข้า” นาคินทร์เอ่ย นิ้วเรียวยกขึ้นมาเสมอริมฝีปาก จากนั้นจึงใช้ฟันซี่คมกัดเข้าที่นิ้วให้หยาดโลหิตได้พอหยดลงไปยังส่วนที่ต้องสาป พลันเกล็ดที่ถูกหยดเลือดของนาคินทร์ก็หายไป

“แล้วอย่างไร ในเมื่อเจ้ารู้แล้วข้าเองไม่จำเป็นต้องแสร้งเป็นคนอ่อนแออีกต่อไป” อินทุนิลผลักนาคินทร์ให้ล้มลง ก่อนจะเริ่มขยับปากร่ายคาถาหายตัว ทว่ากลับช้าไปกว่าบ่วงอัคคีผูกมัดรัดตัวเอาไว้แน่นและผู้ที่ขว้างบ่วงนี้ก็หาใช่ใครอื่น

“ท่านอาอินทุนิล หากท่านหนีไปเสียตอนนี้ ท่านจะไม่มีทางรู้ว่านาคินทร์เมียรักของข้าล่วงรู้ได้อย่างไร” รพีพงศ์ลุกขึ้นจากแท่น มือหนานั้นรั้งสายบ่วงกระชากให้ร่างของอินทุนิลให้นั่งลงคุกเข่ายังทางลาดพระบาท ก่อนที่ตนนั้นจะเดินเข้าไปจูงมือของนาคินทร์ให้มายืนเคียงข้างอย่างทะนุถนอม

“ท่านอาอินทุนิล ไม่สิ…คนใจมารเช่นเจ้าพร้อมที่จะฟังข้าหรือยัง”





..............

มาแล้วในที่สุดก็ครบ 100% หวังว่าทุกคนจะรอคอยจะชอบตอนนี้กันนะคะ และตอนหน้าเราจะย้อนอดีตกันค่ะ เย้!!! มาอ่าน มารู้ไปพร้อมกันกับอินทุนิลนะคะ

ช่วงนี้ท่านยุ่งปั่นช้าเพราะยังมีงานประจำและปัญหาสุขภาพ ต้องขออภัยด้วยนะคะ 

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมาอ่านมาเม้นค่ะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
มีความพลิกล็อค

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

File : 26

Author : Tan -Yung 0209



‘เพียงราตรีเดียวถึงอย่างผันแปร’



ประโยคนี้หาได้หมายถึงชะตารักของรพีพงศ์หรือนาคินทร์ หาใช่ชะตาชีวิตของชวารีและมารดา ทว่ามันกลับเป็นของอินทุนิลผู้ที่คิดผยอง นึกว่าตนเองนั้นเก่งกาจฉลาดเหนือใครจึงไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่าวันที่ทุกอย่างถูกเปิดเผยจะเป็นวันที่ตนจะไม่มีแม้ที่จะทรงตัวยืนอยู่ได้



แม้เทพกาลจะไม่ได้ร่วมงานมงคลที่จัดเพื่อลวงหลอกนี้แต่นาคินทร์ก็ยินดีที่จะพาอินทุนิลย้อนวันวานด้วยวาจาของตนรวมไปถึงผู้สมรู้ร่วมคิดในเหตุการณ์ โดยจุดเริ่มต้นและความดีทั้งหลายทั้งมวลนี้ต้องยกให้กับชวารี นางสวรรค์ผู้ที่อินทุนิลใช้มาเป็นหมากเบี้ย



.



.



.



ค่ำคืนแห่งการทดสอบจิตใจ ชวารีเลือกความถูกต้องเหนือการครอบครอง ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องชวารีรักและเทิดทูนรพีพงศ์มากเกินกว่าจะทำร้ายได้ กลับกลายเป็นว่าแทนที่ตนจะเดินออกจากวิมานเพลิง ชวารรเลือกที่จะกำขวดยาสเน่ห์แล้วผลักบานประตูเข้าไปในห้องของรพีพงศ์โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากทหารยามหรือขออนุญาตเจ้าของห้อง



“ชวารี มีอันใดหรือ” รพีพงศ์ไตร่ถาม คิ้วสองขมวดเล็กน้อยด้วยความงุนงง



“ท่านรพีพงศ์…คือ…ข้า…” ชวารีเปล่งเสียงออกมาติดขัด หาใช่ว่าจะลังเลไม่กล้าบอก หากกลัวเหลือเกินว่าคนร้ายกาจกำลังจับตามองตน



“ว่าอย่างไรเล่า ชวารี” รพีพงศ์ถามอีกครั้ง ชวารีจึงสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนจะกลั้นใจเดินเข้าประชิดตัวรพีพงศ์แล้วโน้มใบหน้าเข้าหา



“ชวารี เจ้าจะทำสิ่งใด” รพีพงศ์ผละตัวออกห่าง หากชวารีกลับกอดรพีพงศ์เอาไว้



“ท่านรพีพงศ์ขออภัยด้วย หากข้ามีเหตุจำเป็น ท่านโปรดร่ายมนตรารอบตำหนัก สร้างมายาหลอกคนจับผิดว่าท่านกับข้ากำลังพรอดรักกันเถิด” รพีพงศ์ได้ฟังก็นิ่งไป เมื่อสบตากับชวารีก็เห็นว่าแววตาของสหายจริงจังยิ่งนัก ทว่าก็แฝงไปด้วยความกังวลใจ



รพีพงศ์พยักหน้ารับ ชวารีจึงยิ้มออกมา ดีใจที่แผนสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง เมื่อรพีพงศ์ร่ายมนต์เสร็จสิ้น ชวารีก็หยิบคนโทใส่น้ำเกสรบุหงาเททิ้งยังกระถางต้นไม้



“ชวารี เหตุใดเจ้าถึงได้เทน้ำเกสรบุหงาทิ้งเสียเล่า” รพีพงศ์ถามไม่เข้าใจในสิ่งที่ชวารีกำลังทำ ทั้งที่เยาวมาลย์คนงามเป็นผู้ส่งมอบให้ตน ใยถึงเททิ้งลงได้



“ในน้ำนี้มียาเสน่ห์ปะปนอยู่” ชวารีสารภาพ



“ยาเสน่ห์…ชวารีเจ้าหมายความว่าอย่างไร!!!” รพีพงศ์ตกใจไม่ใช่น้อย



ชวารีจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้รพีพงศ์ สุริยบุตรได้สดับฟังก็กำหมัดสะกดกลั้นความรู้สึกขุ่นเคือง คนชั่วช้าที่กระทำเช่นนี้คงไม่แคล้วจะเป็นฆาตกรร้ายที่สังหารนางมุตตาและทำร้ายพระพุธจนเกือบจะก้าวข้าวสู่แดนแห่งมรณา



ทั้งที่ทำลายชีวิตกันถึงขนาดนี้มันยังคงจะตามจองล้าง จองผลาญบั่นทอนความสุขเพิ่มพูนความทุกข์อีก ถึงขนาดยืมมือชวารีสหายของตน ขู่บังคับเพียงต้องการจะไม่ให้คนรักพบพานความสุขสงบ



…‘ต้องโกรธแค้นกันถึงเพียงใด ถึงสามารถคิดแผนร้ายได้ถึงเพียงนี้’…



“ท่านรพีพงศ์แล้วเราจักทำสิ่งใดต่อไปหรือ” ชวารีเอ่ยถามรพีพงศ์ที่นิ่งเงียบไป



“ก่อนจะหลอกศัตรู เราจำต้องหลอกคนของเราก่อน”



“อย่างไรหรือ”



“ในเมื่อผู้ร้ายอยากให้ข้าตกบ่วงเสน่ห์นี้ข้าจะทำให้มันเห็น ขอเพียงเจ้าร่วมมือช่วยเหลือข้าได้หรือไม่ชวารี หากมันจะทำให้ชื่อของเจ้านั้นเสียเกียรติ”



“ข้ายินดีช่วยท่าน ขอเพียงท่านรับปากว่าจะช่วยเหลือท่านแม่ของข้า”



“ข้ารับปากว่ามารดาของเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย”



ความต้องการ ความปรารถนาของทั้งสองต่างเป็นที่รับรู้ของกันและกัน นับตั้งแต่นิศากาลนั้นแผนการทุกอย่างก็ได้เริ่มขึ้น รพีพงศ์แสร้งเป็นลุ่มหลง แสดงอาการผิดแผกจากนิสัยเดิม ไหนจะเอ่ยวาจาเกี้ยวพาชวารีต่อหน้าบริวารเพื่อให้ทุกคนช่วยเดินหมากกระพือข่าวในสิ่งที่ตนกำลังทำให้นาคินทร์ได้รับรู้รวมไปถึงผู้ร้ายที่กำลังคิดว่าตนกำลังชักไยถูกเส้นอยู่เบื้องหลัง



เวลาผ่านไปไม่กี่วันสิ่งที่รพีพงศ์และชวารีได้กระทำก็สัมฤทธิ์ผล นาคินทร์เดินทางมายังแดนอาทิตยา ด้วยอารมณ์หึงหวงนาคินทร์กับชวารีจึงเกิดการปะทะฝีปาก ทำร้ายร่างกายกัน



“หยุด อย่าได้แตะต้องตัวชวารี” รพีพงศ์จับฝ่ามือที่เตรียมจะตบตีชวารีของนาคินทร์ก่อนจะผลักไสนาคินทร์ให้ออกห่าง จากนั้นรพีพงศ์ก็เข้าประคองชวารีให้ยืนขึ้น



วินาทีนั้นนาคินทร์ทั้งเสียใจ ทั้งโกรธจนตัวสั่น ทว่ายังพอมีสติรีบรู้ว่าชายคนรักได้แอบส่งกระดาษเข้ามาในมือยามที่ห้ามตนตบตีชวารี อีกทั้งเมื่อนาคินทร์สบตาของรพีพงศ์ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกผิด



นาคินทร์จึงรับรู้ว่าเหตุการณ์ในวันนี้ย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลังซึ่งตนมิอาจรู้ได้ ทำให้จำต้องถอยกลับไปวิมานไปด้วยความสับสน ความเศร้าโศก ทว่านาคินทร์ยังมีความเชื่อว่าตนกับรพีพงศ์ยังสามรถกลับมาครองรักกันได้



…‘แต่…รพีพงศ์มิอาจกลับมารักกับนาคินทร์ได้ตามความคิด’…



…‘เพราะ…รพีพงศ์ไม่เคยไม่รักนาคินทร์ ไม่เคยทอดทิ้งนาคินทร์เลยต่างหากเล่า’…



นัยน์ตาสีม่วงอ่านทุกตัวอักษรที่รพีพงศ์ขีดเขียนเรียบเรียงหา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีปิดบัง รพีพงศ์ยังคงปกป้อง นาคินทร์สะอื้นไห้ทั้งซาบซึ้งยินดีที่รพีพงศ์มิได้ปันใจให้ใครอื่น ทั้งกังวลใจที่ชวารีต้องถึงลากเข้ามาในเส้นเรื่องอันคนระยำตำบอนคอยดำเนินเรื่อง



“ข้าขอสาบาน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของเจ้าเอง”



จนกระทั่งโชคชะตาก็ได้เข้าข้างนาคินทร์ รพีพงศ์ส่งสาส์นลับมาให้แจ้งว่าชวารีได้เดินทางไปเอายาเสน่ห์ ณ วิหารร้าง ด้วยความที่อยากรู้ว่าผู้ร้ายคือใคร ชวารีจึงได้ไปล่วงหน้าก่อนเวลานัดแนะ จากนั้นได้ซ่อนตัวรอคอยเวลาที่ชายสวมหน้ากากเงินมาเยือน



และแล้วสิ่งที่ชวารีต้องการก็ประจักษ์ตรงหน้า ผู้ชั่วร้ายหาใช่อสูรหรือสัตว์นรกจากที่ไหน ทว่ากลับเป็นทวยเทพรูปร่างบอบบาง ใบหน้างดงามหมดจด เทพผู้นั้นคือเทพาครองกลุ่มดาวพิจิก นามว่า…อินทุนิล



การได้ล่วงรู้ว่าใครคือคนร้ายนับว่าโชคเข้าข้างแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นชวารีได้ล่วงรู้ว่ามารดาของตนถูกนำไปขังเอาไว้ภายในวิมาน ชวารีอยากจะเข้าไปช่วยแม่ของตนเสียเหลือน หากต้องข่มใจกลับไปรายงานทุกสิ่งให้กับรพีพงศ์ได้ทราบ



.



.



.



“พอข้าได้รับรู้ข้าถึงได้ให้ท่านพี่จัดงานฉลองนี้ขึ้นมา หากไม่ใช่เพื่อรับชายาอย่างที่เจ้าเข้าใจดอกหนา…เทพสารเลวอินทุนิล หากเป็นการฉลองที่ข้าจับตัวฆาตกรที่สังหารท่านแม่ของข้า!!!” นาคินทร์เอื้อนเอ่ยออกมา ทุกประโยคล้วนบ่งบอกอารมณ์ของนาคินทร์ได้เป็นอย่างดี ยิ่งเอ่ยก็ยิ่งอดใจไม่ให้ความโมโหเกรี้ยวกราดปะทุออกมา แม้สีหน้าแววตาฉายชัดถึงความเคียดแค้น



“เก่งมาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเก่งมากนาคินทร์แต่ก็คงสู้ข้ามิได้” อินทุนิลกล่าวจบก็ผลักนาคินทร์ออกห่างจากตนจากนั้นก็ร่ายมนต์หวังหลบหนี ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีข้อมือของอินทุนิลก็ถูกโซ่เกี่ยวตวัดรัดเอาไว้



“พระเสาร์ปล่อยข้า!!!” อินทุนิลเอ่ย ดวงตานั้นวูบไหวเล็กน้อยด้วยคนที่จับกุมคือผู้ที่อินทุนิลรัก ทว่าเทพพิจิกดาราก็สะกดกลั้นความรู้สึกไว้ก็ดวงตาที่เคยตัดพ้อได้แปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งไม่แสดงอาการให้ผู้จับกุมตนได้ล่วงรู้ว่าบัดนี้ความเจ็บปวดกำลังแผ่กระจายทั่วดวงหฤทัย



“จะให้ข้าปล่อยเจ้าน่ะหรือ ช่างเป็นการขอที่ระคายหูข้ายิ่งนัก!!! อินทุนิลเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ารอวันนี้มานานเพียงใด ข้าต้องข่มใจมากเพียงใดไม่ให้สังหารเจ้าตั้งแต่ที่เจ้าเหยียบย่างเข้ามาในวิหารนี้” พระเสาร์ตอบกลับไป น้ำเสียงทุ้มทรงพลังยิ่งเจือความขุ่นเคืองในจิตใจก็ยิ่งทำให้คนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง โดยเฉพาะอินทุนิลที่นอกจากรับรู้ผ่านน้ำเสียงแล้ว สายตาจากดวงเนตรข้างเดียวแสดงออกถึงแววสังหาร อีกทั้งแรงดึงจากโซ่เหล็กซึ่งบีบรัดแน่นยิ่งกว่าเก่าจนเกิดรอยช้ำบนข้อแขน



“นับว่าความอดทนของท่านช่างดียิ่ง หากเวลานี้ท่านก็ไม่จำเป็นต้องอดทนกับข้าอีก พระเสาร์ผู้แข็งแกร่งจะรออันใดเล่า เร่งสังหารข้าเสียสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินทุนิลเอ่ยออกมาอย่างท้าทาย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งราวกับคนสติวิปลาส



“ใจข้านั้นชังเจ้าจนอยากเอามีดเฉือนหนังแล่เนื้อให้ตายเสียตอนนี้ หากการทำเช่นนั้นมันง่ายเกินไป สำหรับข้าเจ้าจะต้องทนทุกข์มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย” พระเสาร์เอ่ย ขณะเดียวกันมือหน้าก็เลื่อนมาจับที่หน้ากากเงินของตนเอง



“ช้าก่อนพระเสาร์ ณ ที่แห่งนี้คือวิหารศักดิ์สิทธิ์การลงโทษหรือสังหารย่อมทำให้แปดเปื้อน อีกทั้งสวรรค์ของชาวเรานี้มีกฎไว้ใช้ลงโทษกระทำผิด ดังนั้นแล้วท่านอย่าได้วู่วามมอบโทษทัณฑ์แก่อินทุนิลเลย ขอให้ความผิดนี้ตัวข้าจะเป็นผู้ตัดสิน” พระพริษฐ์ผู้ควบคุมกงล้อแห่งโชคชะตารับสั่งแทรกขึ้นมาก่อนที่พระเสาร์จะดำเนินทุกอย่างด้วยอารมณ์แห่งความโกรธา พระเสาร์เงยหน้าขึ้นมองผู้ครองบัลลังก์ทองคำ แววตานั้นขุ่นมัวไม่พอใจ



“ข้ารับรองว่าข้าจะตัดสินโทษด้วยความเป็นธรรมให้สมกับที่อินทุนิลได้กระทำความผิด” พระผู้สร้างล่วงรู้ความคิดของพระเสาร์จึงได้ตรัสขึ้นมาอีกครั้ง



“หากพระองค์ให้คำมั่นเช่นนี้แล้ว ข้าก็จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎสวรรค์”

“ขอบน้ำใจพระเสาร์ที่ท่านไม่ดื้อดึง เทพนภนต์ข้าขอมอบหมายให้ท่านและทหารในสังกัดควบคุมอินทุนิลและจองจำเอาไว้ในคุกหลวงและนับจากวันนี้ถัดไปอีก ๓ วัน ข้าจะตัดสินโทษอินทุนิล ณ วชิระภูผาขอให้เทพาและเทพีเข้าร่วมการตัดสินนี้” สิ้นสุรเสียงทั้งนภนต์และเหล่าเทวาต่างคุกเข่าลง



“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ/เพคะ”



เมื่อได้รับภารกิจนภนต์ก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง วรกายสูงใหญ่สมกับตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์ได้ส่งสัญญาญให้ทหารที่รออยู่ด้านนอกเข้ามาควบคุมตัวอินทุนิลเอาไว้ ทั้งใส่โซ่ตรวน ถ่วงลูกตุ้มไว้ยังข้อเท้า ข้อมือผูกมัดด้วยเชือกลงอาคมทำให้คนร้ายไม่อาจหนีไปได้ พระเสาร์เองได้เห็นก็เบาใจว่าอินทุนิลคงไม่สามารถหลบหลีกไปที่ยังที่ใดได้ก็คลายโซ่ของตนออก



“พระผู้สร้างพะยะค่ะ กระหม่อมเทพนภนต์และเหล่าทหารได้ทำการควบคุมตัวอินทุนิลเอาไว้แล้ว จึงขอทูลลานำพาอินทุนิลไปยังคุกหลวงพะยะค่ะ” นภนต์เอ่ย



“ไปเถิด ขอให้ท่านและเหล่าทหารปฏิบัติหน้าที่ให้ดีอย่าได้หละหลวม”



“พะยะค่ะ” นภนต์รับคำ ก่อนนำตัวอินทุนิลที่สภาพไม่ต่างจากหุ่นไร้วิญญาณไปยังคุกหลวง



“ส่วนเทพและเทพีที่อยู่ในวิหารนี้ ข้าอนุญาตให้พวกท่านกลับไปได้” พระผู้สร้างตรัสเสร็จสิ้นก็ก้าวลงจากที่ประทับเดินออกจากวิหารไปโดยมีบุษยะดอกบัวน้อยของพระองค์คอยติดตามเคียงข้างไม่ห่างกาย



เหล่าทวยเทพได้ยินดังนั้นแล้วต่างก็กลับไปด่วยตนนั้นหาได้มีสิ่งใดที่จะต้องทำต่อไป นอกจากจะไปตั้งกลุ่มสนทนาเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ อันเรียกได้ว่าเป๋นเรื่องใหญ่ที่ใช้เป็นหัวข้อเรื่องให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดไปอีกหลายวัน



“พระเสาร์ ท่านนาคินทร์ ท่านรพีพงศ์ ข้าชวารีขอลากลับวิมานก่อน” ชวารีกล่าวลา



“เจ้าจะไปเช่นไร อยู่ลำพังได้หรือ ไว้ข้าจะส่งทหารไปให้” พระเสาร์เอ่ยถามผิดวิสัยปกติ ทว่าชวารีคือผู้มีพระคุณพระเจ้าจึงถามไถ่และคิดตอบแทน



“ขอบน้ำใจท่านมากพระเสาร์ หากแต่พระสมุทรได้แจ้งว่าได้ให้ทหารนำท่านแม่กลับมาดูแลที่วิมานแล้ว ส่วนทหารพระสมุทรเองก็เมตตาช่วยเหลือข้าเช่นเดียวกัน” ชวารีเอ่ย นางเองได้ทราบจากชลันธรที่ร่วมวางแผนกับนาคินทร์และอาสาส่งองครักษ์ของตนช่วยเหลือมารดาของชวารี



“เช่นนั้นเพื่อเป็นการตอบแทน หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือเพียงเจ้าระลึกถึงจ้า ข้าจะให้การช่วยเหลือเจ้า” พระเสาร์เอ่ย



“ขอบน้ำใจท่านอย่างยิ่ง”



“ชวารี ข้าเองยังไม่วางใจมากนัก ข้าจะให้พระอรุณไปส่งเจ้าก็แล้วกัน” รพีพงศ์เอ่ยออกมา นึกเป็นห่วงสหายไม่อยากให้เดินทางเพียงลำพัง



“พระอรุณหรือ..ข้า..ข้าเกรงใจ” ชวารีเป็นสหายกับรพีพงศ์แต่กลับไม่ได้พูดคุย ทำความรู้จักกับพระอรุณมากนัก เหตุเพราะพระอรุณมักจะเก็บตัว ยากที่จะเข้าถึง นางเองก็ไม่พบเจอพระอรุณมานาน จนกระทั่งพบเจอในงานแต่งตั้งชายาหลอก ๆ นี้



“ไม่ต้องเกรงใจ ข้าจะไปส่งเจ้าเอง” ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงมายืนอยู่ด้านหลังของชวารีตั้งแต่เมื่อใด ทำให้นางตกใจจนผงะเดินถอยหลังจนเกือบล้มลงไป ยังที่ที่คนทำให้ตกใจได้รับผิดชอบรับร่างบางนี้และประคองเอาไว้ได้



“เจ้านี่นะ…เจอกันกี่คราก็ล้มต่อหน้าข้าตลอด” พระอรุณเอ่ยแล้วปล่อยชวารี เมื่อเห็นว่าสามารถทรงตัวได้แล้ว



“ข้าต้องขออภัยท่านด้วย” ชวานีก้มหน้างุด พวงแก้มแดงระเรื่อไปด้วยความอาย นางหาได้อายเพราะไม่ระวังตัวจนเกือบล้ม หากนางเขินอายเพราะความทรงจำครั้งเก่าก่อนได้เข้ามาว่าคนที่นางประทับใจจนตกหลุมรักหาใช่รพีพงศ์อย่างที่เข้าใจ



“พระอรุณเจ้าก็อย่าได้ดุสหายพี่เลย นางคงตกใจเสียงของเจ้า”



“ข้าเองต้องขออภัยเจ้าด้วยชวารี” พระอรุณเอ่ยกับชวารีที่ยังไม่ยอมเงยหน้าสบตาตน จึงเข้าใจว่าชวารีไม่พอใจในตน



“เอาเป็นว่าข้าจะชดใช้ด้วยการไปส่งและคอยเฝ้ายามให้เจ้าจนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น” พระอรุณยื่นข้อเสนอ นั่นทำให้ชวารีเงยหน้าขึ้นโดยพลันแต่ไม่ทันอ้าปากปฏิเสธ พระอรุณก็คว้าแขนของชวารีให้เดินออกจากประตูวิหาร



…‘น้องพี่ช่างใจร้อนเสียจริง’…



“ข้าเองก็ขอลากลับก่อน ทิ้งมหาสมุทรเอาไว้นานไม่ใช่เรื่องดีนัก” ชลันธรเอ่ย



“ไว้มีโอกาสข้าจะพานาคินทร์ไปเยี่ยมเยียน ขอบน้ำใจเจ้าและนภนต์มาก ชลันธร” พระเสาร์เอ่ย ชลันธรคลี่ยิ้มรับคำขอบคุณ จากนั้นได้สวมกอดนาคินทร์เอาไว้แน่นก่อนจากลากลับไปยังพิภพชลธี



เมื่อไม่มีใครในวิหาร นาคินทร์และพระเสาร์ก็ชักชวนกลับวิมานโดยมีรพีพงศ์ติดตามไปด้วย เพลานี้รพีพงศ์คิดอยากจะอยู่กับนาคินทร์จึงไม่คิดกลับไปยังวิมานเพลิง



พอย่างกรายเข้าสู่วิมาน บานประตูสลักได้ปิดตัวลงไม่ให้ภายนอกได้มองเห็นภายใน ภายในไม่มองเห็นภายนอก ทันใดนั้นนาคินทร์ก็ปล่อยโฮร้องไห้ออกมา



“ในที่สุดข้าก็หาตัวคนที่ทำร้ายท่านแม่ได้…ฮึก…ฮือ…” เมื่อเหลือเพียงเทพผู้ที่สนิทชิดเชื้อ ชลเนตรก็หลั่งรินจากตาคู่งาม นาคินทร์แม้ภายนอกจะเข้มแข็งเพียงใด บัดนี้กลับอ่อนแอด้วยตนได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ ไม่ต้องคอยเก็บสิ่งใดเอาไว้แล้ว



“นาคินทร์ลูกของพ่อเก่งมาก เก่งมากจริง ๆ” พระเสาร์เข้ามาสวมกอดบุตราเอาไว้ พลางลูบศีรษะปลอบโยนบุตรในสายโลหิต



“ฮึก…ท่านพ่อ..ฮือ…ท่านพ่อ” นาคินทร์ร้องเรียกหาคนที่กอดกายอยู่ไม่ขาดปาก นาคินทร์กลัวที่จะสูญเสียผู้ให้กำเนิดไปอีกครั้ง



“พ่ออยู่นี่ เจ้ายังมีพ่อ…นาคินทร์”



“และเจ้ายังมีพี่นาคินทร์” รพีพงศ์ก้าวเท้าเดินเข้าหา นาคินทร์ได้ยินเสียงของผู้เป็นสวามีก็ผินหน้าไปมอง



“ท่านพี่..” นาคินทร์เรียกขานอีกฝ่ายเสียงแผ่วเบา



พระเสาร์เองรู้ดีว่ายามนี้บุตรของตนต้องการสิ่งใด คนเป็นพ่อค่อย ๆ คลายอ้อมกอดปล่อยให้นาคินทร์เป็นอิสระโผเข้ากอดรพีพงศ์ที่ไม่รั้งรอยืนและเดินเข้ามากอดนาคินทร์เช่นเดียวกัน พระเสาร์ปลีกตัวออกไปปล่อยให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน



“พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกินนาคินทร์” รพีพงศ์เอ่ยออกไปตามความรู้สึก พลางหอมศีรษะ จูบขมับซ้ายขวาเพื่อให้คลายความคิดถึงลงบ้าง



“น้องเองก็คิดถึง..ฮือ..ท่านพี่” นาคินทร์ตอบกลับพร้อมกับสะอื้นไห้ พลันดวงใจของรพีพงศ์รู้สึกวูบโหวง รพีพงศ์เกลียดน้ำตา…น้ำตาจากคนที่ตนรัก



“เจ้าไม่เหมาะกับน้ำตาเลยคนดี” รพีพงศ์ใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้นาคินทร์



“ฮึก…ข้าจะไม่…ฮือ” นาคินทร์พยายามกลั้นสะอื้น



“แต่ถ้าหากมันคือสิ่งเดียวที่ทำให่เจ้าสบายใจก็จงระบายมันออกมา หากขอเพียงเป็นพี่ที่ได้ปลอบโยนและซับน้ำตาให้แก่เจ้า” รพีพงศ์ช้อยกานาคินทร์ขึ้นมาอุ้มเอาไว้ ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตาซุกเข้าที่อุราและร่ำไห้ออกมาไม่มีหยุด จนกระทั่งถึงห้องของทั้งสอง รพีพงศ์ได้วางนาคินทร์ให้นอนลงบนเตียงโดยตนนั้นนอนกอดเอวบางไว้



“ท่านพี่จะอยู่กับข้า..ฮึก…ไม่ทิ้งข้า ไม่มีใครนอกจากข้าใช่หรือไม่” นาคินทร์ซักถามหลังจากร้องไห้เสียพักใหญ่ นาคน้อยยอมรับว่าตนนั้นกังวลมากเพียงใด หากไม่ใช่ชวารีที่เสี่ยงช่วยเหลือไม่ทำเสน่ห์ใส่รพีพงศ์ นาคินทร์กลัวว่าอาจจะไม่มีวันได้ชิดใกล้รพีพงศ์อีก



“ใช่ พี่จะไม่ทอดทิ้งเจ้า จะไม่มีใครอื่นนอกจากเจ้า” รพีพงศ์เข้าใจนาคินทร์ดี คำถามที่ไม่ได้มาจากความระแวงแต่ได้มาจากความกลัวที่จะสูญเสีย รพีพงศ์เคยสูญเสียนาคินทร์มาแล้วจึงเข้าใจว่าความเจ็บปวดจวนเจียนขาดใจเป็นเช่นไร แม้ในยามนี้นาคินทร์จะอยู่ในอ้อมกอด รพีพงศ์ก็ยังคงกังวลกลัวใจจะมาพรากนาคินทร์ไปอีก



“ข้ารักท่านพี่” นาคินทร์เอ่ยพร้อมกอดรพีพงศ์ไว้แน่น



“พี่เองก็รักเจ้า…นาคินทร์” รพีพงศ์กล่าวคำหวานก่อนจะจุมพิตยังหน้าผากเนียนแล้วใช้ปลายจมูกคลอเคลียสูดกลิ่นหอมเฉพาะตัวของนาคน้อย คิดถึง คิดถึงและคิดถึง รพีพงศ์คิดถึงนาคินทร์เหลือเกิน นานเพียงใดที่ไม่ได้กอดกายนาคงามตนนี้ เห็นทีทิวา-ราตรีนี้รพีพงศ์จำต้องกอดคนรักไว้ให้สมกับที่ไม่เคียงข้างมาสักพักใหญ่เสียแล้ว



.



.



.



ค่ำคืนนั้นอากาศหนาวได้ปกคลุมวิมานหงศบาท ห้องหนึ่งคู่รักกอดก่ายกายคลายหนาวเหน็บ หากอีกห้องนั้นพระเสาร์ที่กำลังอ่านตำราขณะเฝ้าดูแลน้องน้อยที่อาการดีขึ้น ทว่าอากาศหนาวเช่นนี้พระเสาร์จำต้องวางตำราร่ายคาถาเร่งไฟจากโคมไฟสุริยาให้เพิ่มความอบอุ่น รวมไปถึงหยิบภูษามาห่มให้กับเทพรูปงามที่ยังหลับใหล



“หนาว..รัช…หนาว” เสียงละเมอเปล่งออกมาจากนิมฝีปากซีดเซียวอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องในโสตประสาทของเสาร์



เทพร่างสูงใหญ่ที่กำลังจะกลับไปนั่งอ่านตำราก็เปลี่ยนใจ พระเสาร์นั่งลงบนเตียงแล้วโน้มใบหน้าเอียงหูแทบจะแนบชิดริมฝีปากของพระพุธ



“หนาว…” ชัดเจน พระพุธเอ่ยออกมาจริง ๆ ไม่ใช่พระเสาร์หูแว่วไป ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏออกมายังใบหน้าดุดัน



“หนาวหรือ ข้าจะกอดเจ้าให้หายหนาวเอง…จันทรัช” พระเสาร์เอ่ยพร้อมกับนอนลงแล้วใช้แขนแกร่งรวบกายผอมบางให้มานอนบนกายตน ดวงตาสีเม็ดมะปรางมองคนหลับตาพริ้มอยู่บนอกพลางใช้มือเกลี่ยผมสยายที่บดบังใบหน้าให้ทัดไว้ข้างหู



“แม่ช้างจ๋า..รัชหนาว..กอดรัชนะ” พระพุธละเมอออดอ้อน ชวนให้คนฟังทำตามคำขอแม้ในใจครุ่นคิดบางอย่าง



…‘นี่ข้าอวบอ้วนจนคล้ายแม่ช้างของเจ้าหรือ…จันทรัช’…









............................

มาแล้วจ้า มาแล้ว ขอโทษที่ทำให้คอยนาน ท่านยุ่งมาแล้ว ตอนนี้ถือว่าชดเชยที่ได้ต้มมาม่ารสหมูสับให้กินมาหลายมื้อ ตอนนี้เบาๆ ราบเรียบ ถือว่าคลายปมไปเยอะเลยค่ะ หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

ได้เห็นรพีพงศ์กับนาคินทร์กลับมาอยู่ข้างๆอีกครั้ง ดีใจกันไหมคะ

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก…เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 27

คำเตือน : ในตอนนี้มีฉากล่อแหลม มีการร่วมเพศโดยอีกฝ่ายไม่รู้สึกตัว(?)

...................

เมฆาสีควันยามฝนตกได้เคลื่อนตัวออก เผยให้ดวงตะวันได้ฉายแสงส่องสว่างอีกครั้ง เผยให้เห็นฟ้าหลังฝนอันงดงาม ไม่ต่างกับเส้นโชคชะตาที่ขมวดขดได้คลายออก ดุจดั่งเพลานี้ความโชคดีได้กลับคืนสู่วิมานหงสบาท



เปลือกตาสีอ่อนแซมด้วยขนตาดำขลับค่อย ๆ ขยับเปิดออกเพื่อปรับสายตาให้สู้กับแสงภายนอกหลังจากนอนหลับใหลเสียนาน ภาพแรกที่พระพุธเห็นกลับทำให้ตกใจไม่ใช่น้อย แทนที่ตนจะเห็นม่านมุ้งภูษาเนื้อบางกลับเป็นเนื้อหนังมังสาสีคล้ำกว่าตน ทั้งยังขยับขึ้นลงพาศีรษะของตนไปตามจังหวะด้วย



…‘อกของพี่เสาร์…เมื่อคืนจำได้ว่าก่อนเราจะตั้งจิตเข้านิทรา พี่เสาร์นั่งอ่านตำราอยู่ที่ตั่งตรงข้ามอยู่เลย แล้วเหตุใด…’…



ผู้ที่เพิ่งฟื้นคืนกำลังงุนงง ไม่ใช่ว่าตนจะไม่คุ้นชินกับการถึงเนื้อถึงตัวของผู้เป็นพี่ หากทุกคราตนมักจะเป็นฝ่ายเข้าหาหรือในยามบาดเจ็บครั้งนี้พระเสาร์เพียงนอนชิดใกล้ ไม่ได้ให้ตนมานอนทาบทับอยู่บนตัวเช่นนี้



…‘เอาล่ะ ถ้ามัวแต่ถามตัวเองคงมิได้คำตอบ เห็นทีต้องปลุกพี่เสาร์ขึ้นมาเสียแล้ว’…



“พี่เสาร์…พี่เสาร์ตื่น” เสียงหวานแหบพร่าเรียกนามคนที่กำลังนิทราให้ตื่น ทว่าพระเสาร์กลับไม่ตื่นซ้ำยังรวบแขนกอดเอวพระพุธเอาไว้แน่นกว่าเก่า พระพุธพยายามขยับกายหากไม่สามารถทำได้ ด้วยกำลังของตนนั้นมีฟื้นคืนมายังไม่เต็มที่



“พี่เสาร์…แน่น…มันแน่นไปแล้วนะ…” พระพุธเค้นเสียงเพื่อโวยวายแต่หากใครได้ยินคงคิดว่ามีเสียงวิฬารกำลังขู่เสียมากกว่า



“พี่เสาร์ตื่น…ถ้าไม่ตื่นพุธกัดนะ” พระพุธกล่าวเตือนและเป็นไปตามคาดพระเสาร์ยังไม่ตื่น ทั้งที่ปกติประสาทสัมผัสของเทพผู้นี้จะไวต่อสิ่งเร้า เป็นเช่นนี้แล้วพระพุธถอนหายใจเฮือกใหญ่ สงสัยเมื่อวานพระเสาร์คงจะทำภารกิจหนักจนอ่อนเพลียเป็นแน่



อย่างไรก็ตาม แม้อีกฝ่ายจะเหนื่อยจนไม่ยอมตื่น พระพุธก็จำต้องทำในสิ่งที่ลั่นวาจาเอาไว้ ริมฝีปากซีดเซียวเผยอออกเล็กน้อยเผยพอให้เห็นฟันสวยก่อนจะขบกัดลงไปยังเนื้อตรงอุราของพระเสาร์



“อึก” ผู้โดนกระทำหน้านิ่วส่งเสียงฮึมฮัมไม่พอใจที่โดนรบกวน



“มด แมลงตัวใดบังอาจกัดข้า!!!” พระเสาร์เอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจแม้ดวงตายังปิดอยู่



“พุธเอง พุธเองที่กัดพี่เสาร์” พระพุธสวนกลับไป



“พุธหรือ..เหตุใดเจ้าถึงเล่นซนกัด…” พระเสาร์เอ่ยออกมา ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นมา



…‘พุธ…เจ้าพุธ…เจ้าพุธฟื้นแล้ว’…



พระเสาร์ได้สติ จากที่ง่วงงุนก็ตื่นขึ้นมาเต็มตา ดวงเนตรสีม่วงมองคนในอ้อมอกแลเห็นพระพุธที่เหลือบตามองตน ใบหน้าบึ้งตึงไม่สำนึกสักนิดที่กัดตนแต่นั่นก็ใช่เรื่องที่พระเสาร์จะนึกใส่ใจ หากรอยกัด ความรู้สึกเจ็บเป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุธได้ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ



“เจ้าฟื้นแล้วหรือ เจ็บปวดที่ใดบ้างเร่งบอกข้า” พระเสาร์ถามด้วยความห่วงใย ด้วยคนเจ็บหนักจนสลบไสลไร้สติไปนานพอฟื้นขึ้นมาอาจจะอ่อนแรง ไม่เต็มกำลัง



“พุธไม่เป็นอันใด หากยามนี้พี่เสาร์ตื่นแล้วก็ช่วยจับพุธให้นอนบนเตียงได้หรือไม่” พระพุธตอบ ดีใจนักที่คนเป็นพี่ซักถาม หากไม่วายเรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการ



“นอนบนอกข้า บนตัวข้าไม่สบายหรืออย่างไร” พระเสาร์ไม่ตอบคำถามพระพุธ ทั้งยังถามร่างอรชรบนกายกลับไปอีก แขนข้างหนึ่งที่กอดเกี่ยวเอวบางก็เปลี่ยนมาลูบแผ่นหลังสร้างความวูบไหวให้พระพุธจนอยากจะกัดอกคนแกล้งให้เป็นแผลสักสิบ ยี่สิบแผล



“ไม่สบายเลยสักนิด หากสบายพุธจะปลุกพี่เสาร์หรือ อีกอย่างหยุดกอด หยุดลูบหลังพุธได้แล้ว” พระพุธตอบทั้งยังสั่งห้ามอีกฝ่ายรุ่มร่ามกับร่างกายตน



“ไม่สบายหรือ ทั้งที่เมื่อค่ำใครกันเล่าที่ละเมอกอดข้า คิดว่าข้าเป็นแม่ช้าง ข้านี้อุตส่าห์ใช้แขนแทนงวงแม่ช้างของเจ้าต้องกอดทั้งลูบปลอบให้เจ้าหลับสนิท ไม่ใช่เจ้าหรือไร…จันทรัช” สิ้นประโยคของพระเสาร์ พระพุธถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัย พี่ของตนกินอันใดผิดสำแดงถึงได้พูดจาเย้าแหย่ผิดวิสัย ทว่าพระพุธไม่ได้รู้สึกแย่ที่ได้ฟังกลับดีใจที่พระเสาร์ใจดีกับตนและเรียกขานชื่อของตนก่อนดำรงตำแหน่งครองพุธดารา



“เช่นนั้นพุธขอบน้ำใจพี่เสาร์มากที่อุตส่าห์สละร่างแทนเตียงให้พุธหนุนนอน แต่บัดนี้พุธแลเห็นว่ากายของพี่เสาร์หมดประโยชน์แล้ว ดังนั้นช่วยจับพุธให้นอนบนเตียงเถิด” แม้จะเอ่ยออกมาราวกับไม่ใส่ใจ ทั้งที่ความจริงพระพุธทั้งเขินอายอละนึกห่วงว่าพระเสาร์จะนอนไม่สบายหากยังมีตนคอยนอนอยู่บนตัวเช่นนี้



ด้านพระเสาร์เองได้ฟังก็ไม่นึกโกรธคำพูดคำจาเพราะล่วงรู้ว่าพระพุธนั้นคิดและรู้สึกเช่นไร ดูได้จากแก้มขาวซีดได้มีขึ้นสีแดงเป็นริ้วขึ้นมาเห็นแล้วเชิญชวนให้แกล้งเสียจริง หากต้องข่มใจเอาไว้เพราะไม่อยากรังแกผู้ป่วยไปมากกว่านี้จึงกอดกายพระพุธไว้ด้วยแขนข้างเดียว ส่วนอีกข้างขยับขึ้นมารองท้ายทอยเอาไว้ จากนั้นพระเสาร์ก็พลิกตัวนอนในท่าตะแคงข้างทำให้พระพุธนอนหนุนแขนเคียงตน



องค์ศนิเทพมองใบหน้างามตรงหน้า นานเพียงใดแล้วที่ตนกับน้องสนิทต่างสายเลือดไม่ได้นอนชิดใกล้กัน มองหน้ากันเช่นนี้ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาแล้วใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามกรอบหน้าเล็กอย่างเบามือราวกับว่าตรงหน้าคือแก้วเจียระไนยเนื้อบางแตกหักง่าย



“ข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้าฟื้นขึ้นมา” พระเสาร์เอ่ย



“ผิดกับพุธที่เสียใจ…เสียใจที่ไม่อาจปกป้องพี่หญิงได้ พี่เสาร์พุธขอโทษท่านด้วย” พระพุธเอ่ยออกมา ความตั้งใจแรกที่เคยวาดหวังว่าหากตนฟื้นขึ้นมา ตนอยากจะขอโทษพระเสาร์ในเรื่องของมุตตา พระพุธรู้สึกผิดที่ไม่อาจดูแลคนรักและรอยยิ้มของพระเสาร์ได้



นิ้วมือที่ลูบไล้หยุดชะงักลง พระเสาร์มองไปยังดวงตากลมสวยที่แดงก่ำคล้ายกับว่ากำลังจะร้องไห้



“แต่พุธรู้ว่าใครคือสังหารพี่หญิง คนผู้นั้นคือ…”



“อินทุนิล…ข้ารู้แล้วว่าเป็นเทวดาใจมารผู้นั้น เจ้ารู้หรือไม่เมื่อวานพวกเราสามารถกระชากหน้ากากนำความจริงออกมาแถลงไขและจับอินทุนิลขังไว้ยังคุกหลวง เพื่อรอรับโทษในวันพรุ่งนี้” พระพุธยังไม่ทันพูดจบ พระเสาร์ก็พูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยต่ออีกว่า…



“ส่วนเจ้านั้นปกป้องมุตตาเต็มที่แล้ว ทั้งยังเสี่ยงตายเกือบเอาชีวิตไม่รอด ดังนั้นเจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลย ไม่มีใครโทษเจ้า ไม่ว่าจะเป็นข้า นาคินทร์หรือมุตตาเอง”



“พี่เสาร์รู้ได้อย่างไร”



“มุตตาฝากคำสั่งเสียเอาไว้กับสพลน่ะสิ” พระเสาร์เอ่ยแล้วบอกกล่าวถึงคำสั่งเสียของมุตตาให้พระพุธฟังโดยละเอียด



“แม้ในคำสั่งเสียมุตตาจะฝากฝังเจ้าให้ช่วยดูแลข้ากับนาคินทร์แต่เวลานี้ข้าไม่ถือสาหากเจ้าจะไม่ได้ทำตามคำของมุตตา”



“ใช่สิ สภาพของพุธเป็นเช่นนี้จะดูแลใครได้ จำต้องรักษาลมปราณในกายเสียอีกนาน” พระพุธบ่น เวลานี้อย่าว่าแต่จะขยับกายเลยแม้จะขยับนิ้วเพียงสักนิ้วยังทำไม่ได้เลย



“เจ้าอย่าได้กังวล ข้าจะดูแลเจ้าเอง” สิ้นเสียงของพระเสาร์รอยสัมผัสอุ่น ๆ จากริมฝีปากของพระเสาร์ก็ประทับยังปลายจมูกรั้น



“พี่เสาร์!!!...แค่ก ๆ…เหตุใดถึงได้ทำกิริยาเช่นนี้” พระพุธขึ้นเสียงจนลืมตัวทำให้สำลักออกมาแต่มิวายส่งสายตาดุ มองค้อนต้นเหตุ



“เจ้าจำมิได้เหรอ ยามเจ้ายังเล็กเป็นแผลขึ้นมามักจะขอให้ข้าทำเช่นไร”



‘พี่ศนิ รัชเจ็บเข่า เป่ามนต์แล้วจุ๊บให้รัชหน่อย’



‘เจ้านี่นะซุกซนเสียจริง ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าอย่าวิ่ง สุดท้ายหกล้มจนเป็นแผล’



‘พี่ศนิอย่าดุสิ รัชดีใจที่ได้เจอพี่ศนิเลยลืมตัวไปเสียหน่อย’



‘ไม่ระวัง…ก้าวขายกเข่าของเจ้ามา’



ถึงปากจะดุ จะบ่นออกมา สุดท้ายพระเสาร์ก็เป่ามนต์และเพิ่มเติมประทับริมฝีปากอันเป็นวิธีรักษาเพิ่มเติมของเจ้าตัวดื้อลงไปยังเข่าอยู่ดี



พระพุธได้ฟังก็นึกตาม ทุกคราในยามที่ตนยังไม่สามารถเปล่งวาจาออกมาได้พระเสาร์มักจะมอบจุมพิตลงในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งบนพักตราของตน พระพุธไม่คิดเลยว่าพระเสาร์ยังจำได้



“คงคิดว่าข้าลืมไปใช่หรือไม่” พระเสาร์ถามราวกับล่วงรู้ดวงใจคนตรงหน้า



“ใช่ ก็พี่เสาร์แก่แล้วนี่นา” พระพุธเอ่ยออกมาน้ำเสียงติดจะล้อคนแก่กว่าตน



“แก่แล้วอย่างไร ข้ายังจำเรื่องราวของเด็กดื้อที่ชอบมาก่อกวนข้าให้ตื่นยามเช้า ไหนจะลักหอมข้าก่อนเรียกปลุก”



“พี่เสาร์ลืม ๆ ไปเลยนะ เพียงคำว่าแก่คำเดียว ไฉนต้องกล่าวถึงเรื่องน่าอายเช่นนี้ด้วยเล่า!!!”



●○●○●



อีกฟากฝั่งของวิมานอันเป็นห้องของนาคินทร์ บนเตียงนั้นมีร่างเปลือยเปล่าซึ่งกำลังหลับใหลด้วยความเหนื่อยล้าจากการ ‘ปลอบโยน’ และแสดงความ ‘คิดถึง’ กันหลายครั้ง หลายคราของนาคินทร์กับรพีพงศ์



ทว่าแม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด รพีพงศ์ที่คุ้นชินกับการตื่นในเวลาอรุณรุ่งก็ลืมตาขึ้นมารับแสงตะวันของเช้าวันใหม่ ก่อนจะพลิกกายมองนาคน้อยที่ยังคงหลับตาพริ้มเพราะรับมือกับความคิดถึงของตน



หากไม่คิดถึงนั้นย่อมแปลก ตลอดเวลาร่วมเดือนมานี้รพีพงศ์จำต้องตีตัวออกห่างนาคินทร์ทั้งที่ใจไม่อยากทำ การไม่ได้สูดดมกลิ่นกายประจำตัวของอีกฝ่ายก่อนนอนนั้นทรมานจิตใจไม่น้อย รพีพงศ์ยอมรับว่า…



…‘เสพติดนาคินทร์จนไม่อยากให้ห่างกายไปไหน’…



“นาคินทร์ พี่รักเจ้านะคนดี” รพีพงศ์กระซิบกระซาบใบหูแล้วกดจูบเบา ๆ ทำให้คนถูกรบกวนหน้านิ่วคิ้วขมวด แทนที่รพีพงศ์จะผละใบหน้าออกไป เทพหนุ่มกลับกดริมฝีปากจุมพิตซ้ำทั้งใบหู หลังหูตลอดตามซอกคอ



“ฮื้อ..” นาคินทร์ส่งเสียงฮึมฮัมออกมา ศีรษะขยับหลีกหนีตามสัญชาตญาณไม่ให้สิ่งใดมารบกวนยามที่ตกอยู่ในห้วงนิทรา นาคน้อยหารู้ไม่ว่ายิ่งหนีก็ยิ่งปลุกให้ราชสีห์ร้ายข้างกายยิ่งอยากหยอกเล้อเล่นกับเหยื่อ



รพีพงศ์ลุกขึ้นมานั่งพิงกับพนักหัวเตียงไม้ฉลุโดยไม่ลืมใช้เขนยใบนุ่มมารองเอาไว้ก่อนเอนตัว จากนั้นก็ส่งเรี่ยวแรงที่มีทั้งจับ ทั้งพยุงให้ร่างบางมานอนเอนหลังบนกายตน



“นาคินทร์เจ้าไม่ตื่นมาพูดคุยกับพี่ให้หายคิดถึงหรือไร” เนื่องด้วยตำแหน่งศีรษะของนาคินทร์ตอนนี้กำลังนอนอิงบนบ่า เทพขี้แกล้งจึงกระซิบกระซาบก่อกวนได้ง่าย ทว่าคนกำลังหลับนอกจากไม่ตื่นแล้ว จะแสดงอแกว่าไม่พอใจก็ไม่มี มีแต่ความสงบและลมหายใจอุ่น ๆ เท่านั้น



“นาคินทร์เจ้าจะหลับลึกเกินไปแล้ว…เช่นนี้พี่จะใช้ความคิดถึงของพี่ปลุกเจ้าดีหรือไม่” ใครจะหาว่าเขาใจบาปแกล้งคนหลับก็ว่าไป ใครไม่ได้มาเป็นตนคงไม่รู้หรอกว่าใบหน้าของนาคินทร์ยามถูกรังแกนั้นน่ายลเพียงใด



หลังจากไถ่ถามและไม่ได้รับคำตอบตามที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า รพีพงศ์ก็ค่อย ๆ ซุกใบหน้าดั่งรูปสลักของตนลงไปยังซอกคอขาวที่มีรอยสีกุหลาบประปรายจากกิจกรรมรักก่อนหน้านี้ ริมฝีปากอุ่นแนบชิดฉวีวรรณแล้วดูดเม้มอย่างแผ่วเบาไล่จากบนลงไปล่างตลอดจนถึงบ่า รพีพงศ์พรมจูบละเมียดละไม ไม่คิดให้ส่วนใดต้องเว้นว่างจากสัมผัสของตน



ในเวลาเดียวกันที่ใช้ปากรุกไล่ แขนแกร่งสองข้างก็สอดเข้าระหว่างแขนและลำตัว ฝ่ามือวางลงอุราของนาคินทร์แล้วลูบอย่างแผ่วเบาก่อนจะเพิ่มแรงเค้นขึ้นเล็กน้อย เท่านี้สิ่งที่รพีพงศ์กำลังรอชมก็ได้บังเกิด วงพักตรของนาคินทร์เริ่มแสดงสีหน้า ร่างกายบิดเร้าต่อการกระทำของตน



รพีพงศ์ยกยิ้มมุมปากดูแล้วเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าตัวร้าย จากนั้นก็เปลี่ยนจากใช้มือนวดเค้นมาเป็นการใช้นิ้วคลึงวนที่ยอดอกทั้งสองข้าง



“อ๊ะ!..อ่า…”



เสียงครางหวานดังขึ้นมาผ่านเข้าหูสร้างความพอใจให้กับรพีพงศ์เป็นอันมากและสร้างความฮึกเหิมให้รพีพงศ์บดขยี้เม็ดปทุมทั้งแรง ทั้งเบาสลับกัน สร้างความวาบหวามจนคนหลับตาพริ้มนอนไม่นิ่ง กระสับกระส่ายไปมา



แม้จะโดนรังแก โดนบอกความคิดถึงมากขนาดนี้ นาคินทร์ก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา รพีพงศ์ยิ่งได้ใจเลื่อนมือข้างหนึ่งลงมายังหน้าท้องเนียนซึ่งหดเกร็งทันทีที่ถูกสัมผัสและยิ่งเลื่อนลงต่ำรพีพงศ์ก็รับรู้ได้ว่าคนบนกายนั้นคงทรมานไม่น้อย



ความร้อนจากฝ่ามือเข้ากอบกุมส่วนอ่อนไหวแล้วขยับรูดรั้งเพิ่มความแข็งขืนเรียกเสียงครางจากนาคินทร์ที่เปล่งออกมาแผ่วเบา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งสัมผัสตรงส่วนปลายลูบวนแล้วกดแรงลงไปเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็สร้างความเสียวซ่านจนสะโพกมิอาจอยู่นิ่งต้องขยับขึ้นมารับการปรนเปรอนี้ อีกทั้งปลายเท้าทั้งสองข้างขยับถูไถไปผ้าจนผ้าปูเตียงยับยู่ยี่



“อึก..อ่ะ..อ่ะ..อื้อ” นาคินทร์ยกสะโพกขึ้นลงให้ส่วนกลางกายได้รูดผ่านผสานไปยังมือที่กอบกุมและเร่งจังหวะขยับเรื่อย ๆ



“ขนาดเจ้าหลับยังยั่วยวนพี่ถึงเพียงนี้เลยหรือ…มันน่านัก”



เป็นถึงรัชทายาทบัลลังก์อัคคีมีหรือจะเอื้อยเอ่ยออกมาลอย ๆ รพีพงศ์ละมือที่กำลังเล่นกับกลางกายของนาคินทร์ แม้จะได้รับเสียงฮึดฮัดไม่พอใจหากเขายินดีจะแก้ตัวหลังจากวินาทีนี้เป็นต้นไป



รพีพงศ์จับแก่นกายตนที่พร้อมส่งความคิดถึงจดจ่อตรงช่องทางที่ยังมีคราบธาราขาวขุ่นจากศึกรักจากเมื่อค่ำหลงเหลืออยู่และนั่นก็เป็นสิ่งที่ใช้หล่อลื่นให้ความเป็นตัวตนของรพีพงศ์เข้าไปโดยง่าย



ร่างสูงค่อย ๆ กดกายเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน พอเข้าไปในกายของนาคินทร์เพียงส่วนปลาย รพีพงศ์ก็สอดแขนตนไปใต้ข้อพับของเข่าแล้วจับให้แยกออก ทั้งออกแรงยกนาคินทร์ขึ้นเล็กน้อยจากนั้นตนก็สวนสะโพกให้แก่นกายร้อนเข้าไปด้านในจนหมด



“อ่า….” รพีพงศ์ครางออกมา ความร้อนภายในกายนาคินทร์แม้จะได้พบเจอกันหลายครั้งหลายคราก็หาจะเบื่อหน่าย ซ้ำยังทำให้อยากจะเข้ามาแวะเวียนครั้งแล้วครั้งเล่า



รพีพงศ์เริ่มขยับกายตามใจปรารถนาตอกย้ำความเสียวกระสันเพื่อปลุกให้นาคินทร์ได้ตื่นขึ้นมา…ซึ่งมันก็ได้ผล เปลือกตาที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ปรือตาออก ก่อนจะเบิกกว้างเสียเต็มตื่นเมื่อรับรู้ว่าตนกำลังถูกสวามีทำสิ่งใด



“อ๊ะ…ท่านพี่…ท่านพี่…อ่า..” นาคินทร์ร้องเรียกเพรียกหาน้ำเสียงหวานใส



“ตื่นแล้วหรือคนดี..อ่า…รู้หรือไม่ว่าพี่ปลุกเจ้านานเพียงใด” รพีพงศ์เอ่ย พร้อมกับใช้มือเชยคางคนรักให้หันมาเพื่อตนจะได้มอบจูบยามเช้าให้ปลายลิ้นได้ทักทายมอบความสุขแก่กันและกัน ทั้งยังปลุกอารมณ์ของนาคินทร์ให้โอนอ่อนตามตน



“อื้อ…ฮื้ม..”



นาคินทร์ร้องครางประท้วงทั้งที่ริมฝีปากยังคงถูกรพีพงศ์ปิดสนิท นาคินทร์ไม่ไหวกับการที่ถูกปรนเปรอทั้งบนและล่าง สวามีของตนร้อนแรงเกินไปเสียแล้ว ยิ่งปลายลิ้นเกี่ยวตวัดจนเกิดเสียงจาบจ้วง รพีพงศ์ก็กระแทกกระทั้นความเป็นตัวตนจนนาคินทร์แทบจะปลดปล่อย หากพอนาคินทร์จะถึงขีดสุด รพีพงศ์กลับผ่อนแรงทั้งยังผละริมฝีปากออก นาคินทร์ที่ต้องการต้องเป็นฝ่ายไล่งับราวปลาจะกินเหยื่อ



“อ่า..อ่ะ…ท่านพี่อย่าแกล้งน้อง” นาคินทร์เอ่ยออกมาน้ำเสียงออดอ้อน



“น้องต้องการสิ่งใด..อืม…บอกพี่มาเถิด”



“ต้องการท่านพี่…เร็วเข้า…หากชักช้า..อึก..น้องจะสุขสมด้วยมือตนเอง…อ๊ะ!!” นาคินทร์เอ่ยออกมาวาจาติดขัด มือเรียวข้างหนึ่งยื่นออกไปหมายจะจับแก่นกายตน ทว่า…



ใครเล่าจะปล่อยเมียตนสุขสมด้วยตนเอง ในเมื่อมีเขาแล้วผู้ที่มอบความสุขให้ย่อมมีเพียงตนเท่านั้น รพีพงศ์จับกายนาคินทร์ให้คุกเข่าทั้งโน้มกายคลานไปด้านหน้า ทั้งยังจับมือของนาคินทร์ที่ริอาจจะช่วยตัวเองให้ไพล่ไปด้านหลังและเพื่อไม่ให้นาคินทร์เสียการทรงตัวรพีพงศ์ก็ใช้แขนกอดรั้งเอวคอดไว้รวมทั้งมือได้กอบกุมแก่นกายนาคินทร์ไว้ จากนั้นรพีพงศ์ก็ขยับกายอีกครั้ง รวมไปถึงมือของตนที่ขยับสอดผสานกัน



“อืม…นาคน้อย…”



“อ่า…อ่ะ…อ่ะ..แรงอีก…ท่านพี่..แรงอีก…เร็วอีก” นาคินทร์ร้องขอไม่นึกอาย ในเมื่อเวลานี้นาคินทร์ต้องการ ต้องรพีพงศ์เท่านั้น



รพีพงศ์เองก็ไม่คิดขัดใจมอบให้ตามคำขอและเพิ่มเติมให้ในส่วนที่ตนเองก็ต้องการให้คนรัก รพีพงศ์โน้มกายไปด้านหน้าจนหน้าท้องลอนแผ่นอกกว้างแนบชิดติดแผ่นหลังชุ่มเหงื่อของนาคินทร์ รพีพงศ์จูบซับไปตามลาดไหล่ขึ้นไปยังต้นคอ นาคินทร์รับรู้ดีว่าเป้าหมายของรพีพงศ์คืออะไรจึงเอียงใบหน้าเผยอริมฝีปากรอรับรสจูบ



ห้องทั้งห้องดังก้องไปด้วยเสียงครางกระเส่าสลับกับเสียงหยาบโลนของบทจูบ ความฉ่ำแฉะชวนน่าอาย ทว่ามันช่างเปรียบเสมือนน้ำมันราดไปยังบไฟรักให้ลุกโชน



“อ่า…ใกล้แล้ว..ท่านพี่เร่งอีกนิด”



“ได้สิ..”



ไม่ใช่เพียงนาคินทร์ที่จะแตะขอบฝั่งฝัน รพีพงศ์เองก็เช่นเดียวกัน ดั่งคลื่นระรอกใหญ่ลูกสุดท้ายได้ถาโถมขึ้นสูง ก่อนจะซัดเข้าไปยังชายฝั่งจนเปียกชุ่ม ตามด้วยเสียงหวีดร้องจะดังประสานออกมาบ่งบอกถึงความสุขที่ได้มอบให้กันและกัน



“พี่รักเจ้านะ..เด็กขี้เซาของพี่”



“ใครว่าน้องขี้เซากันเล่า…น้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่ท่านพี่กระซิบปลุกข้าแล้ว”







..................

มาแล้วค่า

พระพุธฟื้นแล้ววววววว เย้!!!!!! อาพุธฟื้นแล้วววว ในที่สุด.จุดพลุร่วมยินดีกันค่ะ

 ไม่ได้แต่ง nc มาพักใหญ่รู้สึกเขียนได้ไม่ดีนัก จากไม่ดีอยู่แล้วแต่ยุ่งก็อยากเขียนนนนนน ใจมันร่ำร้องว่าขอตอนหวานๆไม่หนักไม่ดราม่าสักตอน



หวังว่าจะชอบกันนะคะ



ตอนนี้เราจะได้เห็นชัดๆในความเหมือนของพ่อลูก พระเสาร์-นาคินทร์ เวลาเหนื่อยปลุกยากทั้งคู่คนหนึ่งโดนกัด คนปนึ่งโดนกดถึงจะตื่นและยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเล่ห์ด้วยสิ ไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนพระเสาร์คนดุให้มีความละมุนนิดๆหน่อยๆได้ ก็คิดว่าคนอ่านจะชอบมุมนี้ของพี่เสาร์บ้างนะคะ



สุดท้ายนี้ขอบคุณที่ติดตาม เข้ามาอ่าน มาเม้นนะคะ ติดชมได้ค่ะ

ป.ล. ช่วงนี้ฝนตกสลับแดดออก อากาศแปรปรวนดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
ฟินนนน~

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung0209

File : 28

ในที่สุดก็ครบกำหนดวันที่นาคินทร์รอคอย วันที่อินทุนิลคนชั่วช้าจะถูกพิพากษารับโทษให้สาสมกับความผิดที่ได้กระทำไว้ นาคินทร์มองเงาสะท้อนของตนในกระจกบานใหญ่ที่สวมอาภรณ์สีบัวฉลองขวัญทั้งประดับองค์ด้วยสร้อยสังวาลย์และปิ่นประจำวงศาส่งเสริมให้ดูงดงามยิ่งขึ้นไปอีก

“งดงามยิ่งนักเมียพี่ ยิ่งเจ้ายิ้มก็ยิ่งงดงาม” รพีพงศ์เข้ามาสวมกอดนาคินทร์เอาไว้จากด้านหลัง

“น้องมีความสุขเหลือเกินท่านพี่ ในที่สุดเรื่องราวเลวร้ายก็จบลงเสียที” นาคินทร์เอ่ยพร้อมหมุนกายเข้าหาสวมกอดสวามีของตนเอาไว้

“เช่นนั้นเราจะรออันใดกัน เร่งไปยังวชิรภูผากันเถิด” รพีพงศ์บอกกับนาคินทร์

“ยังไปมิได้ท่านพี่”

“เพราะเหตุใดเราถึงยังไปมิได้”

“น้องว่าจะเข้าไปตามท่านพ่อก่อน จนถึงบัดนี้ยังมิออกมา น้องคิดว่าไม่แคล้วจะต้องโต้เถียงกับท่านอาพุธ” นาคินทร์ตอบ

“นั่นสิ ตั้งแต่ท่านอาฟื้นขึ้นมาทั้งที่ยังขยับกายได้เพียงเล็กน้อยแต่มีแรงเถียงกับท่านพ่อ ไม่รู้วันนี้จะเถียงกันในเรื่องใดอีก” รพีพงศ์เอ่ย

ย้อนกลับไปในยามที่รพีพงศ์และนาคินทร์ล่วงรู้ว่าพระพุธได้สติต่างก็ปิติยินดีโดยเฉพาะนาคินทร์ถึงกับเก็บอัสสุชลแห่งความตื้นตันเอาไว้แทบไม่อยู่ ทั้งยังเข้าสวมกอดพระพุธเอาไว้อีกกลับกลายเป็นผู้ป่วยต้องปลอบโยนคนมาเยี่ยมเยือนเสียแทน

รพีพงศ์กับนาคินทร์เดินมาถึงหน้าห้องของพระเสาร์ หากบรรยากาศต่างไปจากที่ทั้งสองคิด เงียบงัน…ไร้เสียง นับว่าแปลกไปจากเดิมยิ่งนัก

“ท่านพ่อ ลูกขอเข้าไปนะขอรับ” นาคินทร์เอ่ยขออนุญาต

“เข้ามาเถิด” เสียงจากอีกฝั่งประตูโต้กลับมา นาคินทร์และรพีพงศ์จึงผลักบานประตูแล้วเดินเข้าไป

สิ่งที่ดวงตาทั้งสองคู่ได้เห็นนั้นคือพระพุธที่กำลังนอนตะแคงข้างหันหลังให้กับเจ้าของวิมานที่กับหลังจับต้นแขนผอมบางไว้ โดยใบหน้าพ้นหน้ากากแสดงอารมณ์กังวลออกมา

“ท่านพ่อ…ท่านอาเป็นอันใดหรือ” นาคินทร์ซักถามใจนึกหวั่นว่าอาการของพระพุธจะทรุดลงอีกครั้ง

“เป็นผู้ครองหยกดารา ผู้ดื้อดึงและล่าสุดได้ตำแหน่งผู้แง่งอน” พระเสาร์ตอบกลับเสียงเรียบ หากคนได้ยินคำตอบแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะที่จะหลุดออกมาจากปากแทบไม่ทัน

“พุธไม่ดื้อ พุธไม่งอน พี่เสาร์อย่ามาใส่ร้ายพุธต่อหลาน รพีพงศ์ นาคินทร์อย่าไปเชื่อเทพใจร้ายผู้นี้ แล้ว…แล้วพี่เสาร์ไม่ต้องจับตัวพุธจะไปไหนก็ไปเลย” พระพุธแก้ตัวพัลวัลก่อนจะพลิกตัวทุบตีแขนพระเสาร์ทั้งเอ่ยปากไล่โดยนึกลืมไปว่าหมอนที่หนุน เตียงที่นอน ห้องที่อาศัย ล้วนเป็นของพระเสาร์

“ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่เล็กแต่น้อยไยข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอันใดและเจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าเหตุใดข้าถึงไม่ให้เจ้าไป”

“ท่านพ่อ ท่านอาจะไปที่ใดกันหรือว่าจะกลับวิมาน” นาคินทร์ซักถาม

“อาพุธของเจ้าจะไปวชิรภูผา อยากร่วมเป็นสักขีพยานในการตัดสินโทษของอินทุนิล” พระเสาร์ตอบนาคินทร์กลับไป

“ข้าพ่อจะเข้าใจท่านพ่อแล้ว ท่านอาขอรับ…เวลานี้ท่านอาร่างกายยังไม่แข็งแรงนัก เกรงว่าการไปเยือนวชิรภูผาจะทำให้ร่างกายของท่านอาฟื้นตัวได้ช้า ข้าคิดว่าท่านพักผ่อนรอฟังข่าวดีหลังจากพวกเรากลับมาเถิดหนา” รพีพงศ์หว่านล้อมให้พระพุธโอนอ่อนตาม ด้วยพื้นฐานพระพุธเป็นคนมีเหตุผลน้อยครั้งจะเอาแต่ใจเช่นนี้ รพีพงศ์คิดว่านั่นอาจเป็นเพราะอาการป่วยทำให้นิสัยเปลี่ยน

“รพีพงศ์หลานอา…เจ้าจงฟังคำอาให้ดี เหตุที่อาต้องการจะไปวชิรภูผาทั้งที่ตัวอานั้นแม้จะลุกขึ้นมานั่งยังลำบาก อาย่อมมีเหตุผลด้วยตัวอารู้สึกหวั่นใจตั้งแต่ลืมตาว่าจะเกิดเหตุร้าย” พระพุธเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงหฤทัยเต้นระรัวจนเจ็บอุรา พระพุธรู้ดีลางสังหรณ์ของตนมักเป็นจริงอยู่เสมอ

“และข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าอย่าได้กังวล เหตุร้ายที่เจ้าหวั่นใจมันเกิดขึ้นแน่แต่จะเกิดขึ้นกับอินทุนิลเพียงผู้เดียว” พระเสาร์เอ่ย

“ใช่แล้วท่านอา เรื่องร้ายจะเกิดขึ้นกับเพียงอินทุนิลคนเดียว วันนี้จะเป็นวันที่อินทุนิลต้องชดใช้กรรม” นาคินทร์พูดเสริม

○●○●○

ภูผาสูงตระหง่านล้อมด้วยม่านเมฆาช่างงดงาม หากมนุษย์ได้ยลคงคิดเห็นพ้องกันว่าราวตกในห้วงความฝันใครได้เที่ยวชมยลความงามนี้ก็คงดี ทว่าสำหรับเหล่าเทวดา นางอัปสร ตลอดจนยักษาอสุราที่มีสายเลือดเทวาไหลเวียนต่างก็ไม่อยากจะมายังวชิรภูผานี้

…เพราะต่างรู้ดีว่าสถานที่นี้คือลานประหารโดยใช้สายฟ้าฟาดลงกายาดั่งตามนามของมัน…

เว้นแต่มาร่วมเป็นพยานตามคำเชื้อเชิญในยามตัดสินโทษร้ายแรงที่เทเวศร์ใจบาปกระทำผิดไว้ เฉกเช่นในวันนี้เหล่าเทพา-เทพีชั้นสูงต่างมารวมตัวกัน ณ วชิรภูผา ในการตัดสินโทษของอินทุนิลซึ่งคงหนีไม่พ้นโทษประหาร

ลานกว้างบนภูผาครานี้เต็มไปด้วยทวยเทพที่นั่งยังบนตั่งประจำตำแหน่ง เหนือขึ้นจากพื้นศิลาเล็กน้อยจะมีบัลลังก์อันมีพระผู้สร้างประทับอยู่ หากในวันนี้ไร้เงาของบุษยะเทพรับใช้ข้างกาย

… ‘ถ้าให้เดาคงไม่อยากให้เทพตัวน้อยดูภาพการตายแสนสยดสยองชวนให้กระเหี้ยนกระหือรือเป็แน่’ …

“ยามนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้วในการที่ข้าจะตัดสินโทษ ทหารจงนำตัวเทพอินทุนิลมารับฟังคำพิพากษาบัดเดี๋ยวนี้” พระผู้สร้างตรัสขึ้นเมื่อเห็นว่าเหล่าทวยเทพที่เชิญมาได้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เสียงโซ่ตรวนดังกระทบพื้นเนียกให้ผู้ที่สดับฟังต้องหันไปสนใจ ข้อเท้าเล็กสวมใส่โซ่ตรวนที่เสียดสีให้ผิวขาวถลอกจนแดงก่ำ ทุกย่างก้าวนั้นไร้ซึ่งอิสระจะเดินเหินก็แสนจะลำบาก ไหนจะข้อมือที่ถูกพันธนาการด้วยเชือกวิเศษยากที่จะหลุดพ้นได้

นอกจากนี้ยังมีทหารเทวาร่างสูงใหญ่ขนาบทั้งด้านซ้าย-ขวา หน้า-หลัง แต่สิ่งที่ทำให้อินทุนิลอดภูมิใจในความชั่วร้ายที่ตนกระทำมาตลอดก็คงหนีไม่พ้นผู้ที่อยู่เบื้องหน้า ‘นภนต์’ แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนสรวงทั้งครองตำแหน่งบัลลังก์เมฆา แค่คิดก็ทำให้อินทุนิลอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“ฮ่า ฮ่า…ฮ่า ฮ่า”

“อินทุนิลเจ้าวิปลาสไปแล้วหรือไรถึงได้หัวเราะออกมา” หนึ่งในเทพีแห่งมวลบุปผาเอ่ยถามขึ้น

“ข้าหาได้วิปลาสแต่ข้านึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งข้าผู้ซึ่งใครต่างกล่าวว่าไร้ค่า บัดนี้กลับถูกควบคุมตัวด้วยเทพแห่งท้องนภา เจ้าว่าข้านั้นต้องเก่งเพียงใด” อินทุนิลเอ่ยตอบก่อนจะถูดจับให้นั่งลงคุกเข่าตรงหน้าพระพักตร์ผู้เป็นใหญ่ในไตรโลก

“เจ้ามิได้เก่งแต่เจ้ามันชั่วช้ายิ่งกว่าสัตว์ในนรกภูมิเสียอีก อินทุนิล” ผู้เอื้อนเอ่ยประโยคนี้หาใช่ใครอื่นแต่เป็นนาคินทร์ที่แม้อยากสำรวม ทว่าสายโลหิตนาคานั้นอาฆาตไม่อาจข้ามผ่านปล่อยเฉยไปได้

“ใช่ ข้ามันคนชั่วช้าที่สังหารมารดาเจ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แม้จะถูกด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายเสียดแทงขั้วหัวใจ ทว่าอินทุนิลกลับไม่สะเทืนสักนิดยิ่งไปกว่านั้นกลับโต้ตอบกลับไปให้นาคินทร์เจ็บช้ำมากกว่าหลายเท่าตัว

“อินทุนิล!! เจ้า!!” นาคินทร์โมโหจนตัวสั่น ดวงตาสีม่วงแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธา นาคินทร์แทบจะกลายร่างเป็นนาคเข้าเลื้อยรัดอัดกระดูกอินทุนิลให้แหลกเป็นผงธุลี

“สงบจิตก่อนเถิดนาคินทร์ เชื่อพ่อ” พระเสาร์จับมือบุตรชายของตนให้ใจเย็นลง

“ท่านพ่อ…”

“มือของเจ้าไม่จำเป็นจะต้องเปื้อนเลือดของคนชั่วนี้ เจ้าอย่าลืมสิบัดนี้เราอยู่ต่อหน้าผู้ใด” พระเสาร์เอ่ยต่อ ใช่ว่าตนจะไม่นึกขุ่นเคืองอินทุนิลตรงกันข้ามพระเสาร์ชังน้ำหน้ายิ่งนักแต่กฏของสวรรค์ความผิดของอินทุนิลจะต้องรับโทษจากพระผู้สร้างเท่านั้น

“พระผู้สร้าง กระหม่อมขออภัยที่เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์แล้ว”

“เอาเถิดข้าเข้าใจ หากครั้งหน้าสืบไปไม่ว่าสถานการณ์ใดเจ้าจงระงับอารมณ์เข้าใจหรือไม่”

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”

“เทพกิตติธร จงอ่านความผิดของอินทุนิลให้เทพทั้งหลายได้ทราบ”

หลังจากศึกฝีปากได้จบลง พระผู้สร้างก็ได้เรียกเทพผู้รักษากฎแห่งสวรรค์มาเปิดสาส์นซึ่งขีดเขียดอักษรบ่งบอกการกระทำผิดของเทพแห่งกลุ่มดาวแมงป่อง

“ข้าเทพกิตติธรผู้รักษากฎแห่งเทวโลกนี้ ขอประกาศแจ้งแด่เทพทั้งหลายให้ทราบโดยทั่วกันถึงความผิดของเทพอินทุนิล ดังต่อไปนี้” เมื่อน้ำเสียงของเทพกิตติธรเปล่งออกมา เทพาและเทพีทั้งหลายต่างเงียบเสียงพร้อมสดับฟังเพื่อไม่ให้ตกหล่นสักถ้อยคำเดียว

“ประการแรกเทพอินทุนิลลักลอบเรียนวิชานอกรีตและใช้ทำร้ายผู้อื่นทั้งถึงฆาตก็ดี ไม่ถึงฆาตก็ดี ซึ่งการใช้วิชานอกรีตนี้เป็นสิ่งต้องห้ามของสวรรค์

ประการที่สองเทพอินทุนิลสาปผู้อื่นและทำร้ายหมายเอาชีวิต พรากบุตรจากบิดา พรากสวามีออกจากชายา ตามราวีสังหารจนมุตตาชายาของพระเสาร์ถึงแก่ความตาย

ประการที่สามทำร้ายพระพุธผู้เป็นเทพชั้นสูงด้วยเป็นหนึ่งในเทพนพเคราะห์

ประการสุดท้ายวางแผนทำลายความรักของนาคินทร์ผู้เป็นบุตรของมุตตา ทั้งยังคิดจะกำจัดให้พ้นทาง”

เทพกิตติธรอ่านจบก็ก้าวถอยหลังไปยังตำแหน่งเดิมของตน

“เอาล่ะ เพื่อความยุติธรรม…อินทุนิล สิ่งที่เทพกิตติธรได้กล่าวมามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง เจ้าสามารถคัดค้านได้” พระผู้สร้างตรัสถามกับนักโทษตรงหน้าที่ยังคงยิ้มเหยียดไม่สะทกสะท้านกับความผิดแม้แต่น้อย

… ‘ไม่มีเลยท่าทางสำนึกผิด’ …

“กระหม่อมไม่ขอคัดค้านในสิ่งที่เทพกิตติธรกล่าวมาพะยะค่ะ”

“เช่นนั้น ข้าขอตัดสินให้เจ้าได้รับโทษประหารด้วยวชิระแห่งเราเข้าฟาดร่าง ทหารนำตัวของตัวอินทุนิลตรึงไว้กับลาน”

สิ้นสุรเสียงของพระผู้สร้าง ทหารกล้าได้จับอินทุนิลให้นอนลงกับพื้น แขนและขาทั้งสองข้างถูกจับตรึงไว้กับหลักหินยึดตัวอินทุนิลไม่ให้ขยับ เมื่อพระผู้สร้างเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงร่ายคาถาเรียกอาวุธประจำกายของพระองค์ออกมา

‘เปรี้ยง!!!’

อสุนีบาตฟาดเข้าที่กลางลำตัวของอินทุนิลก่อนจะเกินเพลิงลุกำหม้เปาผลาญร่าง ทว่ากลุ่มควันที่ล่องลอยในอากาศกลับก่อตัวเป็นรูปร่างของชายรูปร่างสูงใหญ่ วงพักตร์นั้นงดงามยิ่ง บ่ากว้างนั้นมีอสรพิษตัวยาวเลื้อยพาดอยู่หากไม่ได้สร้างความหลงใหลให้กับเหล่าทวยเทพที่ได้เห็นตรงกันข้ามต่างตกอกตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอ…

“มารล้านภาค!!!” พระผู้สร้างเอ่ย เหล่าเทพและนางอัปสร์ได้ยินเช่นนั้นต่างก็ส่งเสียงเซ็งแซ่ ลุกลี้ลุกลนจนเสียกริยา

“ทหารคุ้มครองพระผู้สร้างบัดเดี๋ยวนี้!!” เทพนภนต์ได้สติก่อนใครเร่งสั่งทหารทำหน้าที่ปกป้องผู้ครองบัลลังก์สวรรค์และเทวา ณ วชิระภูผานี้ แม้มารล้านภาคจะเป็นกายทิพย์แต่นภนต์ไม่คิดประมาท

“โอ้!! พระผู้สร้างจำข้าได้หรือนี่ ข้าดีใจยิ่งนัก” มารล้านภาคเอ่ย ก่อนจะปรากฎร่างของอินทุนิลที่สลบไสลอยู่ในอ้อมแขน

“พวกเจ้าไม่ต้องปกป้องพระผู้สร้างดอก อย่างไรเสียวันนี้ข้ามิได้ต้องการจะมาสังหารใคร ข้าเพียงมารับเทพผู้นี้ไปเท่านั้น” มารล้านภาคเอ่ยพลางก้มมองอินทุนิลไปด้วย สร้างความสงสัยให้แก่ทุกคนว่าเหตุใดมารล้านภาคจึงอยากได้ตัวนักโทษประหารนี้

“และวันใดที่ข้าต้องการรบเพื่อยึดครองทั้งสามโลก ข้าจะส่งสาส์นท้ารบมาอีกครั้ง ขอให้พวกเจ้าอดใจรอ ข้าให้สัญญาว่าอีกไม่นานเราจะได้เจอกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มารล้านภาคเอ่ยจบ กลุ่มควันก็พลันสลายราวกับว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน

“มารล้านภาคกำแหงนัก บังอาจขึ้นมายังสวรรค์แม้จะใช้กายทิพย์ก็ตามที”

“เจ้าได้ยินหรือไม่ อีกไม่นานมันจะยกทัพอสุราบุกมาอีกครั้ง”

“แย่แน่ ครานี้พระพุธที่เคยปราบมารล้านภาคก็ได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว”

“เงียบ!!!” พระเสาร์ตวาดออกมาดั่งลั่นทำให้เทพที่กำลังหวาดหวั่นกับศึกที่กำลังจะเกิดก็สงบปากเก็บเสียงจนสิ้น

“แทนที่จะช่วยคิดกันวางแผนกลับทำตัวเยี่ยงกระต่ายตื่นตูม ลืมไปแล้วหรือไรว่าเราเป็นเทพหาได้ต้องกลัวพวกมาร พวกอธรรมไม่” พระเสาร์เอ่ยต่อ

“เป็นอย่างพระเสาร์เอ่ย พวกท่านอย่าได้ตีตนไปก่อนไข้ เวลานี้ควรตั้งสติและร่วมมือกันวางแผนรับมือกับพวกมารจะดีกว่า” รพีพงศ์พูดเสริม

“เอาล่ะ พวกเจ้าจงฟังข้าวันพรุ่งข้าขอให้พวกเจ้ารวมกันที่สภาเทวาในยามอรุณรุ่งเพื่อหารือกันในการศึกครั้งนี้” พระผู้สร้างรับสั่ง

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

“รับด้วยเกล้าเพคะ”

เมื่อได้รับคำสั่งเป็นที่เรียบร้อย เทพทั้งหลายต่างแยกย้ายกันกลับวิมานของตน หากพระเสาร์ รพีพงศ์และนาคินทร์ยังไม่ทันจะก้าวเท้าไปยังสัตว์พาหนะประจำกาย พระจันทร์และพระพฤหัสบดีก็เดินดาหน้าเข้ามาขวางเสียก่อน

“พระจันทร์ พระพฤหัส มีเรื่องอันใดกับข้า” พระเสาร์เอ่ยถาม

“พวกข้าต้องการจะถามไถ่อาการของน้องข้าว่าเพลานี้เป็นเช่นไรบ้าง” พระพฤหัสตอบ

“จันทรัชฟื้นแล้ว หากเคลื่อนไหวร่างกายได้เพียงเล็กน้อย”

“ฟื้น…จันทรัชฟื้นแล้ว น้องข้าฟื้นเมื่อกาลใด เหตุใดท่านไม่แจ้งแก่ข้าหรือพระพฤหัสเล่า” พระจันทร์เอ่ยออกมาน้ำเสียงบ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจอย่างปิดไม่มิด

“ฟื้นตั้งแต่สามราตรีก่อน หากข้านั้นวุ่นวายเตรียมตัวจะเข้าร่วมการตัดสินโทษอินทุนิล ข้าจึงมิได้บอกใคร”

… ‘โกหก…ท่านพ่อโกหก ใครว่าวุ่นวายเตรียมตัวกันเล่า ท่านพ่อมัวแต่เร่งสืบเสาะค้นหาของมาบำรุงท่านอาพุธจนโดนท่านอาบ่นเข้าให้’ …

“เช่นนั้นวันนี้ข้ากับพระพฤหัสขอรบกวนไปเยี่ยมจันทรัชที่วิมานของท่าน” พระจันทร์เอ่ยต่อ

“หากพวกท่านอยากจะมา ข้านั้นยินดี” พระเสาร์เอ่ย จากนั้นสามเทพนพเคราะห์ก็ขึ้นขี่สัตว์พาหนะมุ่งหน้าไปยังวิมานของพระเสาร์

“ท่านพี่…ข้ากังวลนัก” นาคินทร์ที่เลือกจะขึ้นขี่ราชสีห์ขนแดงของรพีพงศ์เอ่ยขึ้นหลังจากเดินทางได้สักระยะ

“เจ้ากังวลอันใดนาคินทร์หรือเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของท่านพ่อกับท่านอา” รพีพงศ์เอ่ย ยามนี้ไม่ว่าใครที่ได้เห็นสายตาของพระเสาร์ที่ทอดมองพระพุธย่อมรู้ดีว่าหาได้มองเฉกเช่นพี่มองน้องแต่อย่างใด…มันเกินเลยไปยิ่งกว่านั้น

รพีพงศ์กลัวนาคินทร์จะคิดมากแม้ว่าจะสนิทกับพระพุธก็ตามทีแต่น้อยนักที่จะมีบุตรคนไหนใคร่จะยอมรับผู้อื่นมาแทนมารดาตน

“หาเป็นเช่นนั้นไม่ ข้ายินดียิ่งหากเป็นท่านอาพุธ” คำตอบของนาคินทร์นั้นมาจากใจ ไม่ใช่เพราะคำสั่งเสียของมุตตาที่ทำให้นาคินทร์เปิดใจ หากเป็นเพราะอุปนิสัยของพระพุธต่างหากที่ทำให้นาคินทร์รัก ถ้าจะให้ชั่งน้ำหนักในใจนาคินทร์นึกหวงท่านอาคนงามมากกว่าท่านพ่อตนเสียอีก

“หากไม่ใช่เรื่องนี้ น้องกังวลเรื่องใดเล่า” รพีพงศ์โล่งอกไปหนึ่งเปราะ ทว่าก็ยังมีเปราะที่ยังไม่ได้แก้

“ท่านพี่เห็นงูที่อยู่กับมารล้านภาคหรือไม่”

“เห็น งูตัวนั้นมันทำไมหรือ”

“ดวงตาของมันจับจ้องเพียงข้าจนข้านั้นรู้สึกและอดไม่ได้ที่จะจ้องกลับไป ข้า…ข้ารู้สึกได้ว่างูตัวนี้คืออดีตพระสมุทรกนธี” นาคินทร์บอกกล่าวรพีพงศ์น้ำเสียงสั่นเครือ กลัว…นาคินทร์กลัวเหลือเกิน กลัวคนที่เคยพรากชีวิต พรากลมหายใจของตนมาแล้วครั้งหนึ่ง

‘หมับ’

“อย่าได้กลัวนาคินทร์ เจ้าอย่าลืมว่าข้างกายของเจ้าในเพลานี้ยังมีพี่ พี่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเจ้าแม้บาดแผลเพียงปลายก้อยของเจ้าจะไม่มีทางได้รับ” รพีพงศ์ให้คำมั่น แขนแกร่งนั้นรั้งเอวของนาคินทร์เข้าสวมกอด

นาคินทร์เอนกายเข้าหาพิงแผ่นอกกว้างหาไออุ่น คงไม่มีสถานที่แห่งใดจะทำให้นาคินทร์รูสึกปลอดภัยได้เท่ากับการได้อยู่เคียงข้างรพีพงศ์อีกแล้ว

อีกด้านหนึ่งสามเทพที่เดินทางล่วงหน้ามาถึงวิมานหงสบาทก็ต้องรับมือกับเทพแสนงอนอย่างพระพุธซึ่งโดนพระเสาร์ดุด้วยความเป็นห่วง จะไม่ดุก็ไม่ได้ในเมื่อน้องน้อยฝืนสังขารพยายามลุกจนพลัดตกจากเตียง

“ข้าออกจากวิมานไม่กี่ชั่วยาม เจ้าก็ซุกซนหาเรื่องเจ็บตัวถึงเพียงนี้” พระเสาร์ดุพระพุธพลางจับอีกฝ่ายอุ้มขึ้นมานั่งบนตัก

“พระเสาร์ส่งน้องมา ข้าจะอุ้มน้องเอง” พระพฤหัสบดีผู้หวงน้องเอ่ย หากเป็นพระจันทร์อุ้มตนนั้นจะไม่คิดมากเลย

“ไม่เป็นไร จันทรัชตัวเบาข้าอุ้มไหว” พระเสาร์ตอบ ใบหน้านั้นนิ่งสนิทราวกับว่าไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของพระพฤหัสบดี แต่เปล่าเลยพระเสาร์รู้อยู่เต็มอกเพียงหาเรื่องแกล้งพระพฤหัสบดีเท่านั้น

“พี่กรวีร์อุ้มน้องไปยังสวนได้หรือไม่ น้องไม่อยากนอนอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมนี้” ทว่าพระพุธกลับไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากถูกดุจึงไปหาคนใจดีเพื่อออดอ้อนในสิ่งที่ตนต้องการ

“มาเถิด พี่จะอุ้มเจ้าไป” พระพฤหัสบดียิ้มกว้างก่อนจะย่อตัวอุ้มพระพุธออกจากห้องไปยังสวน โดยพระจันทร์และพระเสาร์เดินตามหลัง

“วันนี้การตัดสินโทษเป็นเช่นไรบ้าง” ทันทีที่ทั้งสี่นั่งในศาลากลางสวน พระพุธก็ซักถามถึงเหตุการณ์ในวันนี้ สามเทพที่เหลือได้ยินคำถามต่างก็มองซ้าย มองขวาคล้ายจะให้ใครคนใดคนหนึ่งตอบ

“พี่นิศานาถบอกกับรัชได้หรือไม่” ในเมื่อเลือกไม่ได้พระพุธจึงเป็นฝ่ายเลือกให้

“อินทุนิลได้รับโทษประหารตามความผิดที่ทุกคนคิดไว้ ทว่าอินทุนิลนั้นกลับไม่ตาย”

“เหตุใดจึงไม่ตายเล่า” พระพุธนึกสงสัยด้วยวชิราของพระผู้สร้างนั้นหาผู้ใดรอดพ้นได้ยกเว้นผู้เทพนภนต์เมื่อครั้งกระทำผิดจับกุมเทพชลันธร เว้นเพียงอินทุยนิลหาได้กระทำผิดซึ่งไม่ใช่แน่นอนเพราะการที่ตนเป็นเช่นนี้ก็เพราะอินทุนิล

“อินทุนิลได้รับการช่วยเหลือจากมารล้านภาคและการที่พี่กับพระพฤหัสมาหาเจ้าในวันนี้ก็เพื่อปรึกษาหารือปกป้องเจ้าไว้ เพราะพี่เชื่อว่ามันคงจะต้องหมายหัวและหวนกลับมาทำร้ายเจ้าเป็นแน่” ผู้เป็นพี่นึกกังวลเพราะผู้ที่ปราบมารล้านภาคได้คือพระพุธและการที่มารล้านภาคทำลายคุกกาลเวลา ทั้งยังขึ้นมาท้าทายบนสวรรค์ได้ เช่นนี้แล้วจันทรัชคงจะไม่ปลอดภัย

ในเมื่อมารล้านภาค กนธีและอินทุนิล ทั้งสามล้วนเป็นศัตรูกับพระพุธด้วยกันทั้งสิ้น







.............................

มาแล้วค่ะ หวังว่ายังมีคนเข้ามาอ่านนะคะ ตอนนี้มาแบบเนิบๆไม่มีอะไร กลัวคนอ่านเบื่อมากว่าเนื้อเรื่องยืดยาด อีกทั้งดูจะไม่ค่อยโฟกัสกับความรักของคู่หลัก รพีพงศ์นาคินทร์สักเท่าไหร่ ท่านยุ่งต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่วางพล็อตมาทางนี้แล้ว มันเลยต้องเป็นไปค่ะ อดทน ฝืนอ่านกันไปก่อนนะคะ พ้นโค้งนี้แล้วมันจะดีขึ้นค่ะ

ส่วนด้านการเขียนยุ่งรู้สึกเขียนแย่ขึ้นมาก พยายามพัฒนาอยู่ยังไงใครต้องการชี้แนะ แนะนำอะไรยุ่งยินดีรับฟังเพื่อปรับปรุงแก้ไขค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ติดตาม คอมเมนท์เป็นกำลังใจให้นะคะ

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
สนุกดีนะคะ สู้ๆเป็นกำลังใจให้จ้า

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung0209

File : 29

ความปรารถนานี้ไม่ต่างจากเปลวไฟที่โชติช่วง ยิ่งปล่อยไว้ก็ยิ่งลุกลามไม่มอดดับ นับตั้งแต่ออกจากคุกกาลเวลาออกมาได้กนธีก็อยากกลับมาแก้แค้นทวงคืนทุกสิ่งที่เคยครอบครอง กนธีต้องการกลับมายังวิมานใต้ห้วงมหาสมุทรและได้ครองบัลลังก์ปกเกล้าเหนือเศียรทุกสรรพสิ่ง ทว่า…

“ช้าก่อนกนธี ตอนนี้หาใช่เพลาที่เจ้าจักชิงเอาบัลลังก์มุกสีคราม” จอมมารล้านภาคปรามกนธีที่กำลังเลือกอาวุธในวิหารนอกรีต ณ เชิงเขาจิตตะ วิหารของตนที่สร้างเอาไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

“แล้วเมื่อใดกัน จะต้องรอสมุนพลพรรคของเจ้าก่อนหรือไร”

“เหตุผลหนึ่งคือใช่”

“กล่าวเช่นนี้คงไม่แคล้วมีเหตุผลอีกประการใช่หรือไม่ หากเจ้าเห็นข้าเป็นผู้ที่จะร่วมหัวจมท้ายเอาคืนแดนสรวงก็จงบอกให้ข้านี้ได้แจ้งใจ”

“กนธี ในเมื่อเจ้ากล่าวมาเช่นนี้แล้วข้าคงไม่อาจปิดบังเจ้า เป็นอย่างที่เจ้าคิดไว้ ข้ายังมีเหตุผลอีกประการที่สำคัญ นั่นคือรอคอยศิษย์แห่งข้า ผู้ถูกทำนายว่าจะนำภัยร้ายสู่สวรรค์จนแตะเส้นขอบแห่งความพินาศ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ครานั้นจอมมารพศินได้บอกกล่าวกับกนธี แววตา น้ำเสียงล้วนบ่งบอกถึงความมั่นใจว่าพวกตนจะได้รับชัยชนะ หากก่อนจะได้รับ ทั้งสองจำต้องรวบรวมไพร่พลที่ยังคงสวามิภักดิ์ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนใดในไตรโลก จะลอยล่องหลบตามกลีบเมฆ ซ่อนกายปะปนอยู่กับผืนพสุธา ม้วนตัวเข้ากับเกลียววารีหรือจะรับกรรมในนรกภูมิ

ต่อให้อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล จอมมารล้านภาคก็มีพลังพอที่จะใช้กระแสจิตส่งข่าวการกลับมาของตน…การกลับมาของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่

หลังจากนั้นเมื่อรวบรวมผู้ที่ยังภักดีต่อตนได้แล้วจำนวนหนึ่ง จอมมารล้านภาคก็พากนธีเข้าไปรับศิษย์ของตน ณ วชิรภูผา ลานพิพากษาของเทพยดานางอัปสรและผู้นั้นหาใช่ใครอื่น ‘อินทุนิล’ ผู้ดูแลกลุ่มพิจิกดารา

เมื่อทุกอย่างบรรลุไปตามที่ใจต้องการแล้ว กนธีจึงไม่รอช้าที่จะทำในสิ่งที่ตนรอคอยมานานให้เป็นจริง ซึ่งในวันนี้กนธีก็ทำการสำเร็จไปอีกขั้นนั่นคือได้กลับมายังอาณาเขตแห่งวิมานมุกสีคราม แต่ถ้าจะให้กนธีดีใจได้เต็มอกคงต้องสังหารหลานรักที่นำทัพมาด้วยตนเองไร้ซึ่งแม่ทัพหลวงผู้เปรียบเสมือนยอดดวงใจ ซึ่งเพลานี้คงจะ… ช่างเถิด อย่างไรเสียก็หาใช่ธุระกงการอะไรกับตนอยู่แล้ว

บัดนี้อสุราใต้มหานทีน้อยใหญ่ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม เพียงแค่รอเท่านั้น…รอสัญญาณจากผู้นำทัพ แล้วพวกมันจะเข้าไปบดขยี้กองทัพแห่งพระสมุทรเทวาให้แตกเป็นผุยผงให้ยิ่งเสียกว่าเม็ดทราย

“ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!! ฆ่ามัน!!”

อสูรอัปลักษณ์ทั้งใจกายต่างตะโกนข่มขวัญคู่ต่อสู้อย่างพร้อมเพรียง หากจำต้องหุบปากเก็บเสียงเมื่อ ‘กนธี’ แม่ทัพของพวกตนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณไม่ให้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

“ชลันธรหลานรัก…ไม่สิ ต้องเรียกพระสมุทรชลันธร ขอบน้ำใจท่านมากที่ออกมาต้อนรับเทพต่ำต้อยเช่นข้าด้วยตัวเอง” กนธีเอ่ยเสียงดังพอที่จะทำให้ผู้นำทัพซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งของสนามรบได้ยิน

“อย่าได้ใช้เอื้อนเอ่ยคำขอบใจออกมาเลย ข้าต้องขออภัยที่มิอาจต้อนรับท่านให้สมเกียรติ ด้วยท่านทำผิดกฏสงครามแห่งสวรรค์ ไร้สาส์นท้ารบแจ้งแก่เราล่วงหน้า” ชลันธรกล่าวตอบกลับไปไม่ลืมจะตำหนิติเตียนอดีตพระปิตุลา ยังดีที่ตนนั้นเตรียมพร้อมรับมือหลังจากเหตุการณ์มารล้านภาคชิงตัวอินทุนิล

… ‘คิดไว้ไม่มีผิดว่าจะต้องยกทัพบุกมาไม่ต่างจากกองโจร’ …

“เพราะข้าเร่งรีบต้องการจะฆ่าหลานรักให้ม้วยมรณา ถึงได้มาโดยไม่บอกกล่าว”

น้ำคำที่ร้อยเรียงเป็นประโยคบอกกล่าวแก่เทวาแห่งมหาสมุทร ล้วนเป็นความจริงจากใจที่อยากจะทำลายชลันธรชนิดที่ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดดั่งคราก่อน

“ฆ่ามันให้สิ้น!!! เปิดสุสานขุดวิญญาณอสูรทะเลให้ได้!!!”

กนธีป่าวประกาศดังทั่วทั้งกองทัพ เมื่อสิ้นเสียงเหล่าอสูรร้ายต่างวิ่งรุดหน้าเข้าโจมตีโดยทันที ไม่นึกกริ่งเกรงว่ากำลังต่อสู้กับทัพของผู้เป็นใหญ่ในน่านชลธาร เป้าหมายของวันนี้ของพวกมันหาได้เป็นช่วงชิงบัลลังก์หากเป็น ดวงวิญญาณร้ายที่ถูกผนึกเอาไว้ในสุสาน ซึ่งบัดนี้ได้ถูกป้องกันเอาไว้แน่นหนาด้วยทัพของชลันธร

“ปกป้องมหาสมุทร ปราบพวกสวะอาจมนี้เสียอย่าให้เหลือซาก!!!”

ชลันธรเองนำทัพเข้าปะทะเปลี่ยนศาสตราวุธประจำกายอย่างตรีศูลให้กลายเป็นแส้หนามแล้วเหวี่ยงตวัดซัดร่างศัตรูที่เป็นแนวหน้าเข้าโจมตีจนขาดเป็นสองท่อน ช่วยลดทอนกำลังได้มากโข จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพลทหารเทววารีจัดการ

ด้านกนธีเมื่อเห็นว่าฝ่ายตนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้กับทางชลันธรจึงส่งสัญญาณให้มารบางส่วนแปลงร่างเป็นไส้เดือนทะเลหน้าตาหน่าเกลียดหน้ากลัว เลื้อยมุดเข้าไปในทราย ก่อนจะโผล่พรวดขึ้นมาเลื้อยรัดข้อเท้าและฉุดทหารของชลันธรให้จมลงไปในพื้นทราย

ไม่ใช่เพียงแค่หนึ่ง…

หากจมลงไปเรื่อยๆ …

และยังคงต่อเนื่องหากไม่รีบดำเนินการแก้ไข…

ชลันธรร่ายคาถาเปลี่ยนแส้หนามให้กลับมาเป็นตรีศูล ฝ่ามือด้านที่ว่างก็ปล่อยพลังสร้างฟองน้ำหุ้มตัวของทหารเอาไว้ ก่อนที่จะใช้ปลายด้ามของตรีศูลเคาะไปยังพื้นทราย

‘ตึง!!’

‘ตึง!!’

‘ตึง!!’

“อ๊าก!!!!!!”

“กรี๊ด!!!!”

ไส้เดือนดินจำแลงหวีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ผืนทรายที่ว่าเย็นกลับร้อนผ่าวไม่ต่างจากอยู่ในกองเพลิง กว่าจะโผล่หัวโผล่ตัวออกมาได้ก็สายไปเสียแล้ว ทรายร้อนนั้นเผากายจากหางลุกลามไปถึงหัวจนกลายเป็นจุณ

“เก่งมากหลานรักแต่ยังเก่งไม่พอต้านข้าได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” กนธีเอ่ยออกมาไม่สะทกสะท้านกับมนตราของจ้าวสมุทร

กนธีใช้ฝ่ามือปัดไปด้านหน้าไม่นานทรายร้อนก็กลับกลายเป็นทรายธรรมดา เพียงเท่านี้อสุรามารร้ายก็วิ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง ด้านทัพเทวาก็ไม่คิดเป็นฝ่ายตั้งรับ ทั้งกองทัพต่างเคลื่อนไปข้างหน้าหมายบั่นชีพดับวิญญาณศัตรู

รวมไปถึงสองแม่ทัพที่แหวกสายวารีเข้าประจัญหน้าใช้อาวุธในมือห้ำหั่นกัน

‘เคว้ง!!’

ราวกับเสียงอัสนีฟาดเข้ายังภูผาใหญ่ดังสะเทือนจนเกิดคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ซัดเข้าชายฝั่งบนโลกมนุษย์ ชลันธรรู้ดีว่าการทำสงครามเช่นนี้ไม่แคล้วนำความเดือดร้อนให้เกิดแก่สรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ใต้น้ำและบนบกตลอดทั้งสามโลก

พระสมุทรไม่อาจนิ่งนอนใจได้ หากมวลคลื่นจากมหานทีสร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ ดังนั้นชลันธรจึงคิดว่าตนจะต้องจัดการกนธีให้เร็วที่สุด

“ข้ารู้ว่าเจ้าจักทำสิ่งใด แต่ข้าคงมิอาจทำให้เจ้าสมปรารถนาได้ชลันธร สำหรับข้าไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นขอให้ข้าได้สังหารเจ้านั้นเพียงพอ” กนธีเอ่ยจบ สองแขนก็ยกขึ้นสูงหมายจะเอาดาบวิเศษในมือฟาดฟันเข้ายังกลางเศียรของชลันธร

‘กึก!’

“ความคิดโสมมแลเห็นแก่ตัวเช่นนี้เจ้าไม่มีวันได้ครองบัลลังก์ได้ดอก อีกอย่างข้าเองก็ไม่อาจทำให้ท่านสมปรารถนาที่จะสังหารข้าได้” ชลันธรใช้ด้ามของตรีศูลกันเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนคมดาบจะเฉียดยังผิวกาย

หนึ่งคืออดีต หนึ่งคือปัจจุบัน

ผู้หนึ่งแย่งชิง ผู้หนึ่งรักษา

ใครเล่าจะคว้าชัยชนะเหนือโลกบาดาล ฉะนั้นแล้วศึกใต้กระแสสินธุครั้งนี้สำคัญยิ่ง ต่างฝ่ายต่างใช้อาวุธในมือผลัดกันรับ ผลัดกันรุก ไม่มีใครยอมใคร หากชลันธรนั้นได้เปรียบอยู่บ้างเพราะตนนั้นครอบครองหนึ่งในสามศาสตราวุธอันทรงแสนยานุภาพแต่ประสบการณ์ของกนธีเองทำให้ชลันธรต่อกรได้ยากเช่นเดียวกัน

การสู้รบยืดเยื้อกินเวลาพอสมควร ชลันธรแม้จะสู้กับกนธีทว่าดวงตาเรียวก็สังเกตทหารฝั่งศัตรู บัดนี้กลับบางตาเสียเหลือเกิน หากจะกล่าวว่าถูกสังหารก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ในเมื่อศพที่ล้มตายรวมกับพวกที่ยังมีชีวิตก็หาได้มากพอเทียบเท่าจำนวนตอนยกทัพในคราแรก

… ‘ผิดปกติ’ …

คำหนึ่งคำที่ชลันธรคิดออกและดูเหมือนกนธีจะรู้เสียด้วยว่าชลันธรคิดสิ่งใดจึงได้ผละกายออกห่างร่ายคาถาปรากฎเป็นตาข่ายในมือซัดเข้าตรึงร่างของชลันธร หัตถาใหญ่ยกดาบขึ้นร่ายมนตราให้ปลายคมของโลหะมีแสงสีแดงสว่างวาบ

“ถึงเวลาแล้ว!!!” กนธีตะโกนเสียงก้อง อสูรใต้บังคับบัญชาต่างรวมตัวกันวิ่งกรูฝ่ากองทหารของชลันธรไปยังจุดเดียว ทำให้ทหารที่ป้องกันสุสานในบริเวณนั้นไม่อาจต้านได้

“ทุกคนป้องกันสุสานเอาไว้อย่าให้พวกมันข้ามกำแพงออกไปได้!!!” ชลันธรสั่ง ทหารในบัญชาต่างทำหน้าที่ไม่มีอิดออด ขณะเดียวกันก็พยายามหาวิธีให้ตนพ้นจากพันธนาการที่รั้งกายตนเอาไว้

‘ฉึก!!’

“อ้าก!!”

ต่างช่วยกันแม้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ยอมหลั่งโลหิตให้หมดกายาดีเสียกว่าปล่อยให้พวกชั่วช้าย่ำยีเขตแดนมหาสมุทร

พวกอสุราเองก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมาเข่นฆ่า เพื่อที่จะได้อำนาจเหนือใคร มันก็สู้ยิบตาเข่นฆ่าใครที่เข้าขวางจนราบเป็นหน้ากลอง

และแล้วความพยายามของพวกมันก็สัมฤทธิ์ผล อสูรตนหนึ่งเข้าไปยังเขตแดนสุสานสำเร็จและลงมือพังประตูจนแตกเป็นเสี่ยง กนธีเห็นดังนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องที่แผนของตนสำเร็จ อดีตพระสมุทรจึงพาตนแหวกวารีไปในสุสาน

“หยุดเดี๋ยวนี้!!! เจ้าไม่มีสิทธิเหยียบย่างเข้าไป..กนธี!!” ชลันธรร้องตะโกนออกไป ยามเห็นกนธีก้าวพ้นกรอบประตูเข้าไปในสุสาน

“มีสิ อย่าลืมว่าข้าเองก็มีสายเลือดสมุทรเทวาจากปู่ของเจ้า…ชลันธร” กนธีเอ่ยออกไป จากนั้นก็ร่ายคาถาปลดผนึกให้คลาย

“ไม่!!!!” ชลันธรแทบจะหยุดหายใจ เสี้ยววินาทีนึกคิดว่าหากตนห้ามสิ่งที่เห็นได้ตามที่ปากว่าคงจะดี

แสงสีฟ้าจัดจ้าทั่วบริเวณ จนมิอาจลืมตามองสิ่งใดได้ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันตามด้วยเสียงหวีดร้องจนแสบแก้วหูของดวงวิญญาณอาฆาตนับพันที่โผล่พรวดออกมาจากผืนทรายสีถ่านไม้

“อ๊าก!!!”

“กรี๊ด!!!”

ทว่าอิสระก็อยู่กับพวกมันได้ไม่นาน กนธีเสกผอบแก้วในฝ่ามือ เมื่อเปิดฝาออกก็เกิดเกลียวน้ำวนดูดวิญญาณอสูรในสุสานให้เข้าไปในผอบจนหมดสิ้น กนธีปิดฝาและเสกให้ผอบหายไปอีกครั้ง จากนั้นก็เดินออกมาจากสุสานอย่างอารมณ์ดี มุ่งหน้าไปหาชลันธรผู้เป็นหลานรักซึ่งบัดนี้ยังติดอยู่ในกับดักของตน ชลันธรมองใบหน้าของผู้ที่ตนเคยนับถือ สายตาที่ส่งให้ล้วนมีกระแสแห่งความชิงชัง แน่นอนว่ากนธีรับรู้ได้แต่เขากลับไม่คิดโกรธ นึกสนุกปนหยามเหยียดเสียมากกว่า

… ‘ท่านพี่รู้หรือไม่ว่าบุตรแห่งท่านที่ท่านยกบัลลังก์ให้นั้น ช่างไร้ความสามารถ’ …

“แล้วเจอกันหลานรัก…ถึงแม้ข้าอยากจะสังหารเจ้าเสียให้ตายในเพลานี้ แต่ไม่เป็นไรข้าจะอดทนรอเวลา อย่างไรเสียข้ายังมีโอกาสสังหารเจ้าต่อหน้าเทพนภนต์ แต่คิดอีกทีหรือว่าจะให้เทพนภนต์ตายต่อหน้าเจ้า…ดีล่ะหลานรัก ฮ่า ฮ่า ฮ่าแล้วข้าจะมาเอาคำตอบจากเจ้าอีกครั้ง”

กนธีทิ้งท้ายด้วยประโยคแสนยาวเหยียดพร้อมเสียงหัวเราะเย้ยหยันให้กับชลันธรผู้อ่อนหัดจากนั้นก็สลายกลายเป็นฟองน้ำกลมกลืนไปกับชลธี

●○●○●

นอกจากนครบาดาลจะถูกอสูรรับใช้ของจอมมารล้านภาคซึ่งนำทัพโดยกนธีบุกเข้าโจมตีแล้วนั้น ดินแดนอันไร้แสงตะวัน-จันทรอย่างนรกภูมิเองก็ถูกบุกรุกข้ามล้ำเส้นเขตแดนเช่นเดียวกัน

พญายมราชจึงมอบหมายให้พระกาฬไชยศรีนำทัพยกปราบ โดยมีรพีพงศ์เคียงคู่กับนาคินทร์มาเป็นผู้ช่วยให้ทัพแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะจากการคาดการณ์ของพระเจตคุปต์เป้าหมายของพวกอสูรร้ายคงไม่แคล้วเปิดประตูคุกที่ใช้คุมขังสัตว์นรกเพื่อนำไปเป็นพรรคพวกเสริมกำลังแก่จอมมารล้านภาค

“ไม่คิดเลยว่าจะเจอเจ้าทั้งสอง รพีพงศ์…นาคินทร์ เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ชิงตัดหน้าลงมาก่อนที่ข้าจะส่งเจ้าลงนรกกันเล่า”

“แล้วเจ้าล่ะอินทุนิล…เจ้าเองมาสำรวจเพื่อเลือกขุมนรกใช่หรือไม่ แต่ข้าคิดว่าคนเลวเช่นเจ้าไม่แคล้วจะได้ตระเวณรับกรรมอยู่เสียทุกขุม” นาคินทร์กล่าววาจาจิกกัดหมายจะให้อินทุนิลเจ็บแสบ หากไม่อาจทำให้เทพชั่วช้าอย่างอินทุนิลรู้สึกรู้สาได้

“เจ้ากล่าวมาก็มีส่วนถูก อย่างไรเสียวันนี้ข้าจักต้องยึดนิรยภูมิมาเป็นของพวกข้าให้ได้ พวกเราบุก จงเปิดคุกอเวจี ปลดปล่อยสหายของพวกเจ้าให้ออกมา!!!” อินทุนิลกล่าวออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ ก่อนจะยกทวนขึ้นสูงนำทัพบุกไปตามที่ความประสงค์

“ถ้าคิดว่าพวกเจ้าทำได้ก็เข้ามา!!!” พระกาฬไชยศรีกำพระขรรค์ในหัตถา นำทัพเข้าขวาง โดยด้านข้างของเทพผู้องอาจมีรพีพงศ์และนาคินทร์ขนาบข้าง

ปลายแหลมของโลหะจ้วงแทงผ่านร่างกายจนโลหิตสาดกระเซ็น กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงร้องทรมาณก่อนวิญญาณดับสูญ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้ใครขัดขวางความต้องการ ดังนั้นใครที่เป็นศัตรูก็ล้วนแต่ต้องสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง

“ในที่สุดเราก็เจอกันเสียที”

หลังจากต่างฝ่ายต่างสังหารทหารของอีกพวก บัดนี้ด้ามทวนของอินทุนิลก็เข้าปะทะกับดาบของนาคินทร์ ต่างคนต่างปล่อยฝีมือที่มีออกมาไม่มีการอ่อนข้อให้กัน

หากอาวุธสั้นเช่นดาบย่อมเสียเปรียบให้กับอาวุธยาวอย่างทวน หลายครั้งหลายคราอินทุนิลนั้นสามารถสร้างบาดแผลให้กับนาคินทร์และทุกครั้งก็มักจะหัวเราะเยาะสร้างความเจ็บใจให้แก่นาคินทร์

‘เคว้ง!!’ ดาบตกลงกระทบกับพื้น นาคินทร์ทิ้งดาบลงหลังจากเบี่ยงตัวหลบทวนไปยืนยังโขดหิน

“นาคินทร์!!” เสียงของดาบทำให้รพีพงศ์ซึ่งกำลังต้านข้าศึกนึกเป็นห่วง แม้นนาคินทร์จะบอกกับตนเอาไว้ว่าอย่างไรอย่าได้คิดยุ่งเกี่ยวหากได้สู้กับอินทุนิล

“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” นาคินทร์หันไปเอ่ยกับรพีพงศ์ทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปหาพระกาฬไชยศรีแล้วเปล่งวาจาออกไปว่า

“พระกาฬไชยศรีพี่ข้า โปรดสั่งการทหารให้ออกห่างจากข้าและอินทุนิล!!” พระกาฬไชยศรีพยักหน้าแล้วทำตามความต้องการของนาคาผู้เป็นน้อง

“ข้าไม่คิดเลยว่าแม่ทัพนรกภูมิจะเป็นเจ้า…นาคินทร์ สั่งการได้แม้แต่พระกาฬไชยศรี ยามนี้ข้าอยากจะรู้เสียจริงว่าเจ้าจะมีอะไรให้ข้านั้นประหลาดใจ” อินทุนิลเอ่ยออกมา ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะทำอะไรก็ไม่มีผลกับอินทุนิล ในเมื่อตนได้รับพลังจากจอมมารล้านภาคในฐานะศิษย์ แม้จะเพียงเศษเสี้ยวแต่ก็มากพอที่จะทำให้ล้างผลาญแดนไร้ตะวันนี้ได้

นาคินทร์ที่ได้ยินดังนั้นแล้วก็ไม่รอช้า สองมือพนมไว้กลางอุราพร้อมดวงตางามได้หลับลงไป ริมฝีปากขยับเล็กน้อยไม่ถึงอึดใจนาคินทร์ก็กลายร่างเป็นพญานาคใหญ่เลื้อยเข้าหาอินทุนิลอย่างรวดเร็ว

“คิดว่าเจ้าแปลงกายเป็นนาคแล้วข้าจะกลัวเจ้าหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินทึนิลเอ่ยจบก็แปลงกายกลายเป็นแมงป่องยักษ์ ชูหางของมันขึ้นสูงก่อนจะเข้าโจมตีหมายให้นาคินทร์รับผิด

แม้จะรู้ดีว่าพิษใดก็หาได้ทำร้ายวงศ์นาคาได้ หากอย่างน้อยก็สามารถกล่อมประสาทให้บาดเจ็บแม้จะเพียงเวลาไม่นาน

“โครม!!”

“แกร็ก!!”

ทั้งก้อนหินน้อยใจถูกหางของอินทุนิลโจมตี รวมถึงโดนร่างของนาคินทร์ที่เลื้อยผ่านหมายรัดแมงป่องยักษ์จนแตกหัก ทว่าก็ไม่อาจขวางการต่อสู้ครั้งนี้ได้

อินทุนิลพยายามต่อยนาคินทร์ที่เลื้อยอยู่บนพื้นแต่อีกฝ่ายกลับเลื้อยหลบอย่างว่องไว ซ้ำกว่าอินทุนิลจะรู้ตัว นาคินทร์ก็เลื้อยรัดพันขาของตนแล้ว

“อย่าคิดว่าพันขาข้าแล้วข้าจะทำอันใดเจ้าไม่ได้”

“เมื่อเจ้าพูดมาขนาดนี้ก็จงแสดงให้ข้าเห็นว่าเจ้านั้นไม่ได้เก่งแค่ปากอินทุนิล!!”

กล่าวจบนาคินทร์อ้าปากออกพ่นไฟออกมาใส่ตัวของอินทุนิลในร่างแมงป่อง อินทุนิลนั้นพอความร้อนเฉียดกายก็ใช้มนตราสร้างเกราะน้ำแข็งเคลือบผิวตนเอาไว้

นาคินทร์เห็นว่าไฟของตนคงจัดการเกราะน้ำแข็งนี้ลำบากจึงขยับรัดตัวอินทุนิลให้แน่นขึ้น ทั้งใช้คมเขี้ยวกัดเข้าไปสร้างรอยร้าวให้กับเกราะเวทย์ได้

อินทุนิลว่าตนจะเสียท่าให้กับนาคินทร์และถ้ายังไม่อาจหลุดพ้นจากนาคแสนชังนี้ได้แผนที่ตนวางไว้จะล้มไม่เป็นท่า พลันดวงตาก็มองไปยังทิศที่ตั้งของคุกอเวจี หากอยู่ในร่างเทวาแลทุกคนจะเห็นอินทุนิลกระหยิ่มยิ้มย่องเป็นแน่

“ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะปล่อยข้า เช่นนั้นก็เจ็บปวดไปพร้อมกับข้าก็แล้วกัน” อินทุนิลออกแรงพลิกกายตนให้ล้มลงและกลิ้งตัวไปยังคุกอเวจีโดยพานาคินทร์ที่รัดร่างตนไปด้วย

สองร่างของอสรพิษร้ายกลิ้งเกลือกจนทุกสรรพสิ่งต้องหลีกหนี ไม่เช่นนั้นก็ถูกเหยียบถูกทับหากเข้าขวาง เว้นเพียงประตูเหล็กของคุกที่นอกจากจะไม่เป็นอันใดหลังจากถูกร่างของอินทุนิลและนาคินทร์กระแทกเข้าอย่างจัง หากมันยังทำกระเด็นแยกกายออกจากกัน

“อึก!”

“แค่ก”

ทั้งนาคินทร์และอินทุนิลกลับคืนสู่ร่างเดิม ต่างคนต่างกระอักเลือดออกมาจนเปรอะเปื้อน รพีพงศ์ที่อยู่ใกล้ก็รีบวิ่งเข้ามาประคองนาคินทร์เอาไว้ด้วยความเป็นห่วง

“นาคินทร์ น้องเป็นอย่างไรบ้าง” รพีพงศ์หวั่นใจกลัวว่าคนรักนั้นจะเจ็บหนัก

“ท่านพี่ข้าหาได้เป็นอันใดไม่ ท่านพี่รีบขัดขวางอินทุนิลก่อนเถิด”

สิ่งที่นาคินทร์ต้องการกลับไม่สมปรารถนาเสียแล้ว เมื่อกันกลับไปอีกทีอินทุนิลได้ซัดพลังในฝ่ามือเข้าทำลายประตู อสูรนรกที่ถูกขังเอาไว้ก็ต่างวิ่งกรูออกมา

“เฮ!!!!” อสูร ปิศาจและวิญญาณชั้นเลวส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ พลางวิ่งออกมาไปคนละทิศทาง

“ทุกคน!!! รีบสกัดเหล่าอสูรนี้เอาไว้!!” พระกาฬไชยศรีสั่งการ

“เสียใจด้วยพระกาฬไชยศรี ข้านี้คงไม่อาจให้ท่านสมดังใจ”

อินทุนิลยิ้มเยาะเสกผอบออกมาแล้วเปิดฝาออก เกิดพายุใหญ่พัดร่างของอสูรนรกและสมุนของตนเข้าไปในผอบจนหมดสิ้นชั่วพริบตา

“ไม่คิดเลยว่าการเปิดประตูคุกนรกจะง่ายดายถึงเพียงนี้ เห็นทีการปลิดชีพเอาวิญญาณของพวกเจ้าคงจะง่ายได้เช่นเดียวกัน” อินทุนิลทิ้งท้าย ดวงตาที่จ้องมองนาคินทร์นั้นมีแต่ความเย้ยหยัน ก่อนร่างกายจะสลายกลายเป็นหมอกควัน





ไม่ได้อัพมานาน ขอโทษด้วยนะคะ พอดีแต่งฉากต่อสู้ทีไรเครียดทุกที รู้สึกว่ายากจริงๆ

ออฟไลน์ AkuaPink

  • เป็ดDemeter
  • *
  • กระทู้: 1980
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +54/-1

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
สนุกดีค่ะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
มารอด้วยคนนน

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung0209

File : 30



การใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ว่าใครล้วนต่างปรารถนา แน่นอนไม่มีผู้ใดต้องการให้ความวุ่นวายเข้ามาปั่นป่วนให้ชีวิตที่เคยสงบประสบกับความยุ่งยากใจ ไม่ว่าด้วยสิ่งใดก็ตาม ทว่ามันเป็นไปได้ยากต่อให้เรานิ่งเฉยแต่ก็ไม่สามารถห้ามผู้อื่นมาทำลายความสงบได้และคราใดที่เราได้พบเจอ ครานั้นเราจำต้องตั้งสติ คิดหาวิธีเพื่อทำลายสิ่งรบกวนให้ออกไป



… ‘ให้เร็วที่สุด’ …



ณ สวนขวัญ อันเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งบนสวรรค์ โดยพระผู้สร้างมักจะเลือกเป็นที่พักผ่อน หาความสงบ หลีกหนีความวุ่นวาย เฉกเช่นวันนี้พระองค์ก็ได้เข้ามาทำสมาธิใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ซึ่งออกดอกเผยกลีบงามบานสะพรั่ง



ทั้งที่ดวงหทัยรู้ว่านอกอาณาเขตสวนขวัญกำลังเกิดเรื่องราวเลวร้าย ทั้งยังค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาราวกับเงาของเมฆาที่กำลังเคลื่อนตัว



… ‘มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดเงาร้ายนี้’ …



ฝ่าพระหัตถ์ยกขึ้นมาขยับโบกเล็กน้อยในขณะที่เปลือกตานั้นยังปกปิดดวงเนตร กลับดอกชมพูพันธุ์ก็ปลิดปลิวลอยออกมาจากฐานดอก มุ่งไปด้านหน้าพักตราของพระผู้สร้าง



“ฉึก!”



“อ้าก!!!”



แม้จะเป็นเพียงกลีบบุปผา หากมันได้ถูกพระพริษฐ์เลือกใช้เป็นอาวุธ ย่อมสามารถสร้างบาดแผลแลสังหารได้เมื่อโดนจุดตาย



“นี่หรือธรรมเนียมการต้อนรับของชาวสวรรค์ ไม่สิ..ต้องกล่าวว่าต้อนรับน้องชายเช่นข้าถึงจะถูก” จอมมารล้านภาคเอ่ยออกมา มือนั้นก็ปัดไล่กลีบมาลีสีชมพูให้กองลงบนพื้น



“หากเจ้านึกตรึกตรองสักนิดก็คงรู้ว่าตัวข้านั้นไม่ใคร่อยากจะเจอเจ้า…พศิน” พระพริษฐ์ลืมตาแล้วมองไปยังอนุชาร่วมพระบิดาซึ่งกำลังยืนยิ้มไม่มีท่าทีสำรวมต่อพระองค์เลยแม้แต่น้อย



“เหตุใดท่านถึงใจร้ายเช่นนี้ทั้งที่ข้านั้นอยากจะเจอท่านเสียเหลือเกิน จนอดรนทนไม่ไหวต้องแหกคุกหนีออกมาเพื่อเจอท่าน”



“ต้องการเจอข้าหรือต้องการบัลลังก์ของข้ากันแน่”



“ย่อมทั้งสองอย่างตามที่ท่านพี่กล่าวมาแต่ความปรารถนาย่อมตกอยู่ที่บัลลังก์ ท่านพี่สดับฟังแล้วอย่าได้นึกน้อยใจข้าหนา” จอมมารล้านภาคเอ่ย ริมฝีปากยกยิ้มเผยความเจ้าเล่ห์ออกมาไม่มีปิดบัง



“ถ้าเจ้าคิดว่าจะช่วงชิงข้าได้ก็มาเถิด ครั้งนี้อย่าได้พลาดท่าถูกจับได้เป็นครั้งที่สองเล่า”



“ไม่มีทางเพราะเวลานี้พระพุธผู้ที่เคยจัดการข้าก็ไม่อาจจะลุกมาขัดขวางได้ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นจ้าวสมุทรหรือจ้าวนรกก็มิอาจช่วยอันใดท่านได้อีกต่อไป ด้วยตัวข้านั้นส่งพรรคพวกจัดการเสียสิ้นและอีกไม่นานก็ถึงคราวของจ้าวสวรรค์ที่ข้าจะปลิดชีพด้วยตัวของข้าเอง”



‘เฟี้ยว’



‘ปึก’



ศรยาวแหวกอากาศเฉียดฉิวร่างของจอมมารล้านภาคเพียงเล็กน้อย ผู้ที่เกือบจะโดนคมศรก็ปลายมองศาสตราวุธที่ปักลงดิน เพียงปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าใครเป็นเจ้าของ



“เจ้าคงลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีเทวาแห่งท้องนภาเช่นข้า น่าน้อยใจยิ่งนักที่เจ้าไม่ส่งใครไปประมือ อุตส่าห์นั่งรอแล้วรอเล่าจนสุดท้ายต้องลดเกียรติดั้นด้นมาลงมือจัดการเจ้าเสียก่อน” เทพนภนต์กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ สองเท้าเดินเข้ามากลางลาน



“ใครว่าข้าลืมแม่ทัพสวรรค์เช่นเจ้ากัน เพียงแต่ข้าต้องการให้เจ้าได้ตายในหน้าที่ให้สมเกียรติกับแม่ทัพตามหลังพระสมุทรชลันธร ฮ่า ฮ่า ฮ่า”



“นี่เจ้า!!!”



“นภนต์เจ้าอย่าได้ใจร้อนไปตามคำพูด อย่างไรเสียทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเจ้าก็รู้อยู่เต็มอก” พระผู้สร้างตรัสกับนภนต์



“พะยะค่ะ”



“ฮึ! ช่างใจร้อนเสียจริง เช่นนี้เจ้าพบกับทัพมารของเราหน่อยเสียปะไร เผื่อจะช่วยเจ้าระบายอารมณ์ได้” จอมมารล้านภาคเอ่ยก่อนจะกระทืบเท้าจนพสุธาสะเทือน



เสียงโห่ร้องดังอื้ออึงมาแต่ไกลและยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่นาน กองทัพอสูรก็ได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าต่อพระผู้สร้างและเทพนภนต์



“อย่าได้ตกใจไปเล่า นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อีกไม่นานอินทุนิลและกนธีจะนำไพร่พลอสูรอีกมากมายมาถล่มสวรรค์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”



“เจ้าอย่าได้หวังว่าเจ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ตราบใดที่ยังมีข้า เจ้าหรืออ้ายอีหน้าไหนก็ไม่อาจจะมาทำลายแดนสุราลัยนี้ได้เพราะข้าตลอดจนขุนศึกกองพลสวรรค์จะเข้าขัดขวางล้างบางพวกเจ้า!!!” นภนต์ยกคันศรชี้ไปยังใบหน้าของจอมมารล้างภาค เวลาเดียวกันทหารซึ่งซ่อนกายตามพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่ให้เดินออกมารวมตัวกันพร้อมลงศึก



“ชักช้าอยู่ไย มาเถิดหนามาประลองฝีมือกันว่าทัพของเจ้าหรือของข้า ใครที่จะยิ่งใหญ่กว่ากัน” จอมมารล้านภาคเอ่ยออกมาจากนั้นยกมือส่งสัญญาณให้แม่ทัพมารนำสมุนสู้รบ



อสูรร้ายวิ่งกรูเข้าหาทัพของนภนต์ที่ต่างล้อมป้องกันพระผู้สร้าง นภนต์เองก็กระโดดขี่นิชากรสัตว์พาหนะคู่ใจจากนั้นก็แผลกศรออกไป ศรวิเศษคราแรกมีเพียงหนึ่งทว่าพอออกจากสายกลับแยกร่างกระจายไม่ต่างจากฝนห่าใหญ่ มันหาใช่ฝนที่พาความชุ่มฉ่ำแต่นำพาความชุ่มเลือดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง



“สมแล้วที่เป็นแม่ทัพสวรรค์…ฉันทัชอย่าได้หวาดหวั่นเจ้าทำตามแผนที่วางไว้ เจ้าจัดการทัพของเทพนภนต์ส่วนข้าจะจัดการพระผู้สร้าง” จอมมารล้านภาคเอ่ย ถึงแม้เริ่มต้นตนจะเสียทหารไปจำนวนมากก็จริง หากไม่กี่อึดใจกนธีและอินทุนิลจะนำพลเข้าร่วมรบอยู่ดี



“ขอรับท่านจอมมาร” แม่ทัพอสูรน้อมรับบัญชา เมื่อจอมมารล้านภาคไม่คิดกังวลแล้วเหตุใดตนจะต้องหวาดวิตก



ฉันทัชใช้หอกในมือขว้างขึ้นไปหมายมั่นจะปักเข้าอุราของนภนต์ทว่าผู้มีฝีมืออย่างนภนต์ย่อมหลบหลีกได้ทัน อีกทั้งยังให้นิชากรบินร่อนลงสู่ลานสังเวียน



นภนต์ย่างเหยียบบนผืนดิน พลันคันศรเนื้อเหมอาวุธประจำกายก็กลายเป็นละอองก่อร่างเป็นดาบพร้อมฟาดฟันฉันทัชที่ได้หอกในมือคืน แม้อาวุธของตนจะเป็นชนิดสั้นและดูจะเสียเปรียบกว่าแต่แม่ทัพสวรรค์ไม่มีความกังวลให้เห็นบนใบหน้าแม้แต่น้อย



“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ข้าจะได้สังหารแม่ทัพสวรรค์” ฉันทัชเอ่ยด้วยความมาดมั่นว่าจะสามารถปลิดชีพนภนต์ได้



“เจ้าได้รับเกียรติจริงแต่เป็นเกียรติที่ฆ่านี้เป็นผู้สังหารเจ้า” นภนต์เอ่ยแล้วยกแขนง้างดาบเข้าสู้รบ



สองแม่ทัพของสองเผ่าพันธุ์ต่างสู้รบไม่มีใครยอมใคร ผลัดกัยนรุก ผลัดกันบุก ผลัดกันถอย สิ่งเดียวที่เหมือนกันคือจุดประสงค์ที่อยากให้อีกฝ่ายนั้นม้วยมรณา



ขณะที่นภนต์และกองทัพสวรรค์กำลังต้านกองทัพอสูรที่ไม่เจียมตัวขึ้นมายึดครองสวรรค์ ด้านจอมมารล้านภาคนั้นก็ตรงเข้าทำร้ายพระผู้สร้าง ทว่าพศินไม่อาจจะทำให้อันใดให้ก่อเกิดความเจ็บปวดหรือระคายผิวได้สักนิด ด้วยพระผู้สร้างได้ร่ายคาถาสร้างเกราะแก้วกำบังรอบบริเวณ



“หากแน่จริงก็จงสู้กับข้า อย่าได้ขี้ขลาดตาขาวหลบอยู่หลังเกราะแก้วอีกเลย”



“ข้าหาได้หลบไม่ เพียงข้าจะใช้เกราะแก้วนี้สู้กับเจ้าเท่านั้น” พระผู้สร้างตอบกลับไปแล้วเข้าฌาณนั่งสมาธิก่อน การกระทำนี้ส่งผลให้จอมมารพศินโมโหโกรธา



“เห็นว่าข้าอ่อนหัดนักหรือไรถึงได้ใช้เกราะแก้วมาสู้กับข้า!!!” จอมมารชี้นิ้วใส่ไร้ความยำเกรง ปากก็เปล่งเสียงถามดังก้องทว่าไร้ซึ่งคำตอบ พระผู้สร้างยังคงนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินเสียงอะไรผ่านหู ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของจอมมารล้านภาคมากยิ่งขึ้นไม่ต่างจากน้ำมันราดลงกองไฟ



“ในเมื่อดูหมิ่นข้า ตัวข้าจอมมารล้านภาคจะเอาชัยเหนือท่านให้จงได้!!” กล่าวจบจอมมารพศินก็ปลดปล่อยพลังโจมตีใส่เกราะแก้วคุ้มภัยไม่มีหยุด โดยไม่สนใจว่าตนจะหมดเรี่ยวแรง



ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เกราะแก้วถูกโจมตี แม้ม่านพลังจะแข็งเพียงใดแต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัดของมัน แสงประภาสว่างวาบปะทะเข้ากับพื้นผิวใส เสียงปริแตกก็ดังขึ้น จอมมารล้านภาคได้ยินก็ยิ้มกระหยิ่มออกมา ดวงตาคมมองไปยังจุดกำเนิดเสียง บัดนี้เกราะแก้วได้เกิดรอยร้าวเสียแล้ว ครานี้จอมมารล้านภาคไม่ได้ปล่อยพลังดังเดิม หัตถาที่เคยว่างเปล่าปรากฏดาบใหญ่ จอมมารพศินยกขึ้นง้างดาบจนสุดแขนแล้วใช้คมดาบนั้นฟาดฟันเข้าตรงรอยปริจนเกิดรอยร้าวกระจายจนทั่ว จอมมารผู้ยิ่งใหญ่คิด หากตนเพียงยกดาบออกเกราะแก้วนี้ก็แตกกระจายมิอาจคุ้มเศียรพระผู้สร้างให้ริดพ้นจากเงื้อมมือตนอีกต่อไป



หากความโชคดีกลับมาพร้อมความโชคร้าย กำลังพลของจอมมารล้านภาคลดลงไปถนัดตาและยังคงลดถอยลงเรื่อย ๆ ฉันทัชเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตะโกนบอกผู้เป็นนายเหนือหัว



“ท่านจอมมารแย่แล้วขอรับ!! ทัพของเรา!! กำลังเหลือน้อยเต็มที…อ้าก!!!”



ฉันทัช…แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ที่รายงานสถานการณ์ไปพลางต่อสู้กับนภนต์ไปพลางสุดท้ายก็พลาดพลั้งถูกคบดาบบั่นคอจนตัวตาย หากจอมมารล้านภาคไม่แยแส



“อีกไม่นาน กนธีกับอินทุนิลจะนำทัพมาแน่ อีกอย่างหากไม่ทันข้าก็ไม่นึกเกรงเพราะไม่กี่อึดใจข้าก็จะก้าวผ่านเกราะแก้ว เพียงข้านั้นยกดาบนี้” เอื้อนเอ่ยไม่เท่ากับลงมือทำ จอมมารล้านภาคดึงดาบออกเกราะแก้วก็แตกออกมาเป็นเสี่ยงๆ นภนต์เห็นเช่นนั้นก็รีบเร่งเข้าป้องกัน หากสมุนมารไม่กลัวตายเข้ามาขัดขวาง



“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าบอกท่านแล้วว่าเกราะแก้วหาได้ขวางข้าได้ไม่ บัดนี้ถึงตาพระเชษฐาได้ลิ้มรสความสามารถของข้าแล้ว” จอมมารล้านภาคหัวเราะไปพลาง พูดไปพลาง ขณะที่เท้าย่างก้าวเข้าหาพระผู้สร้างที่ยังไม่ไหวติง ไม่แม้จะลืมตาขึ้นมามองสักนิด



“ท่านยังคงนิ่งเฉยเช่นนี้แล้วข้าขอสรุปว่าท่านยินดีที่จะให้ข้าลงมือสังหาร” จอมมารพศินเอ่ย พร้อมกับถชี้ปลายดาบไปด้านหน้าหมายจ้วงแทง



‘เคว้ง!!’



‘เปรี๊ยะ..เปรี๊ยะ’



หากปลายดาบยังไม่ทันจะเฉียดพระวรกายของผู้ครองไตรภพ ด้ามหอกสำริดก็เข้ามาขวางเอาไว้ซ้ำความหนาวเหน็บก็แผ่ซ่านสร้างเกล็ดน้ำแข็งเข้ากัดกินยังปลายดาบและลุกลามเข้าหาด้ามดาบ จอมมารล้านภาคเห็นดังนั้นก็รวบรวมสติออกกำลังชักดาบกลับคืนตน ก่อนจะมองไปยังผู้ที่เข้าขัดขวาง อาภรณ์สีม่วงบ่งบอกยศฐา ทั้งสวมหน้ากากเงินปิดบังพักตราจะเป็นใครอื่นกันเล่าหากไม่ใช่…



“นึกว่าใครที่แท้สหายเก่านี่เอง…พระเสาร์”



“ข้าหาได้มีสหายชั่วช้าเช่นเจ้าไม่” พระเสาร์เอ่ยเสียงเรียบ พร้อมกับประทับบาทเข้าตรงกลางอุราของจอมมารล้านภาคแล้วออกแรงถีบจนจอมมารผู้ยิ่งใหญ่จนเซไปข้างหลัง



“เทพนภนต์ ท่านสั่งไพร่พลจัดการพวกปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลายเถิด ส่วนปลาเน่าตรงหน้าข้า ตัวข้านี้จะจัดการเอง” พระเสาร์กล่าวกับเทพนภนต์ซึ่งพยักหน้ารับ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ



พระเสาร์รุกไล่จอมมารให้ถอยห่างพระผู้สร้างไปอีกทิศทางหนึ่ง แล้วจึงจัดการใช้ทั้งมนตราและอาวุธจัดการในขณะที่ตนยังได้เปรียบ ถึงแม้นตนจะได้ชื่อว่าเป็นเทพผู้แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท อย่างไรเสียผู้ที่อยู่ตรงหน้านั้นหาใช่ใครอื่นแต่เป็นถึงจอมมารล้านภาค ผู้เคยถล่มสวรรค์สั่นนรกให้สะเทือนจนเดือดร้อนไปทั่วหล้า



จอมมารล้านภาคเองก็หาใช่หมูที่เคี้ยวง่าย เมื่อสบโอกาสก็ร่ายคาถารวมพลังไปยังฝ่ามือเกิดแสงสีส้มส่องสว่างพร้อมกับเปลวไฟที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกไฟใส่พระเสาร์



มวลเพลิงพร้อมสังหารเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง ขยับเคลื่อนอย่างรวดเร็วใกล้กายของพระเสาร์ หากผู้ที่กำลังถูกโจมตีกลับไม่หลบหลีกซ้ำยังยืนราวกับรอคอยให้มันมาปะทะตัว



‘เปรี๊ยะ’



พลังอัคคีกลายเป็นละอองน้ำแข็งร่วงหล่นไม่ต่างจากเม็ดทราย สร้างความตกตะลึงให้กับจอมมารล้านภาค หาใช่ว่าจะเกรงกลัว หาใช่ว่าจะสู้ไม่ได้ แต่คาถานี้เป็นคาถา เป็นพลังเฉพาะตัวของพระพุธ เหตุใดถึงได้มาอยู่กับพระเสาร์ได้



“คงจะนึกตกใจใช่หรือไม่ แลท่าคงอยากจะรู้จนตัวสั่นว่าข้านั้นได้พลังจากเจ้าพุธได้อย่างไร” พระเสาร์ยิ้มเยาะ แม้จะไม่ใช่วิสัยที่พูดจายียวนกวนประสาทแต่ได้เห็นมือที่กำดาบ ตามองตนอย่างขุ่นแค้นก็อดจะเอ่ยออกไปไม่ได้



“ข้านั้นใช้วิธีที่เจ้าอยากจะทำกับเจ้าพุธมาตลอดชั่วชีวิตอย่างไรเล่า”



“พระเสาร์!!!” จอมมารล้านภาคตะคอกออกมาเสียงดัง



แรงโทสะทำให้จอมมารล้านภาคคุมสติไว้แทบไม่อยู่ รวมทั้งไอมารสีดำที่ล้อมกายาแผ่ออกมากขึ้นกว่าเก่า ร้ายไปกว่านั้นไอทมิฬนั้นมีพิษใครได้สูดเข้าไปก็จะอ่อนแรง พระเสาร์ซึ่งอยู่ใกล้ก็สูดรับเอาพิษร้ายนี้เข้าสู่ตัว แม้เพียงเล็กน้อยพระเสาร์ก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนเริ่มถดถอย



จอมมารล้านภาคยิ้มเย้ยหยัน เห็นว่าศัตรูตัวฉกาจกลายเป็นเหยื่อ ก็เข้ากระโจนเข้าหายกดาบฟันเข้าตัวพระเสาร์ แต่อีกฝ่ายเบี่ยงกายหลบกระนั้นก็สร้างรอยแผลเป็นทางยาวบนอกของพระเสาร์ ขณะที่พระเสาร์ถอยก้าวไปด้านหลัง จอมมารล้านภาคก็พุ่งกระดาบเข้าหมายจะจ้วงแทงทะลุร่าง



‘เคว้ง!!’



‘ปึก!’



อาวุธของจอมมารล้านภาคถูกพระขรรค์เข้าขวาง ปัดเอาดาบลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศก่อนจะปักลงไปยังพื้นพสุธา จากนั้นเสียงของผู้เป็นเจ้าของพระขรรค์ก็ดังมาจากอีกด้านหนึ่ง



“จอมมารชั่วช้าเอ๋ย อย่าได้คิดบังอาจแตะต้องพ่อตาของข้าเป็นครั้งที่สอง” รพีพงศ์ประกาศก้อง ข้างกายของเทพหนุ่มนั้นมีนาคินทร์และพระสมุทรชลันธร



“เด็กน้อยเอ๋ยคิดว่าขวางข้าได้ก็เข้ามา”



รพีพงศ์หันไปยังพระเสาร์ที่พยักหน้าเป็นสัญญาณเปิดโอกาสให้ตนเข้าร่วมสู้กับมารล้านภาค รพีพงศ์เรียกพระขรรค์กลับเข้าสู้ฝ่ามือและจับเอาไว้มั่น ด้านจอมมารล้านภาคเองแม้จะไม่ได้เรียกเอาดายคือแต่เปลี่ยนอาวุธเป็นทวนรัตนาเนื้อวาวใส แม้จะเป็นแก้วแต่ทนทานทั้งยังมีอานุภาพร้ายเหลือ



เสียงศาสตราวุธกระทบกันเกิดเสียงดังสนั่น พระเสาร์มองดูก็คิดว่าบุตรเขยของตนนั้นมีฝีมือพอตัวที่สามารถต่อสู้กับมารล้านภาคได้อย่างสูสี อาจจะด้อยประสบการณ์แต่ฝีมือนับว่ายังรับมือและโต้ตอบมารล้านภาคได้อยู่หลายครั้งหลายครา



บุตรแห่งสุริยาเข้าสู้ไม่คิดกลัวแม้จะเคยได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง อย่างไรเสียตนคือผู้สืบทอดบัลลังก์เพลิง เคยบุกบ่าฝ่านรก พบเจออสูรมานับมากมาย ไหนจะก่อนหน้าที่จะมาเจอมารล้านภาค รพีพงศ์ก็สังหารอสูรร่วมพันตนรวมไปถึงสังหารเทพใจมารอย่างอินทุนิล



ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาที่จอมมารล้านภาคกำลังทำลายเกราะแก้ว ท้ายสวนขวัญอันเป็นบริเวณซึ่งพื้นที่โล่งไร้ต้นไม้พรรณพีช มีเพียงสัตบงกชงามในสระใหญ่เท่านั้น เหมาะสมต่อการทำศึกและปักหลักชมบรรยากาศรอผู้มาเยือน



“จากที่คำนวนเอาไว้ เวลาไม่เกินเคี้ยวชานหมากแหลก กนธีและอินทุนิลจักต้องนำทัพมาแน่” รพีพงศ์เอ่ย ดวงตานั้นทอดมองไปเบื้องหน้า ในใจนึกเต้นระรัวที่อีกไม่กี่อึดใจวันที่จะได้ล้างบางคนชั่วก็จะได้มาถึงเสียที



“น้องนี้ไม่อยากรอแล้ว คิดอยากจะลงนรกไปกระชากหัวแล้วบั่นคอให้สิ้น” ไม่ใช่แค่รพีพงศ์เท่านั้น หากนาคน้อยข้างกายที่ขอร้องมาร่วมศึกก็รอที่จะแก้แค้นให้มารดาของตน



“นาคินทร์เจ้าจงใจเย็นอย่าได้ให้ความแค้นครอบงำจนลืมสติ อย่างไรเสียพวกเราจะคว้าชัยเหนือพวกมันเป็นแน่แท้” รพีพงศ์เอ่ยกับคนรัก อยากให้นาคินทร์มีสติให้มากเพื่ออุดช่องโหว่ในการต่อสู้ไม่ให้เป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายศัตรูได้นำมาใช้จัดการ



“ขอรับ น้องจำสิ่งที่ท่านพี่ ท่านพ่อและท่านอาพุธบอกกับน้องก่อนออกจากวิมานได้” นาคินทร์เอ่ย ตั้งใจแน่วแน่ว่าหากเกิดสิ่งใดขึ้นตนจะครองสติให้ได้ แม้จะเจอสิ่งยั่วยุให้เกิดโทสะก็ตาม



“เรื่องไร้สติไตร่ตรองและหลงระเริงนั้น ปล่อยให้มันเกิดกับกนธีกับอินทุนิลก็เพียงพอ เวลานี้คงจะนึกครึ้มใจว่าสามารถพาอสูรมาเป็นทัพเสริม ไหนเล่ายังมีชัยเหนือร่างที่พวกเราแบ่งจิตอวตารใช้หลอกพวกเขาให้ตายใจ” ชลันธรกล่าวเสริม



สิ้นคำของชลันธรก็เกิดเสียงกัมปนาท ทั้งสายชลในสระปทุมชาติก็ปะทุขึ้นมากระจายเป็นวงกว้าง ตามด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม



“ทุกคนเตรียมพร้อม!!” ด้วยยศนั้นใหญ่กว่าผู้ใด ชลันธรจึงเป็นผู้นำทัพ ส่งเสียงประกาศก่องให้ฝ่ายตนนั้นเตรียมตัว



สายน้ำที่แตกกระจายร่วงหล่นตกลงมาราวสายฝน เมื่อซาลงก็เผยให้เห็นโฉมหน้าของกันและกัน หากสีหน้าแสดงออกมานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง



… ‘ฝ่ายหนึ่งตกใจจนเก็บอาการไม่อยู่’ …



… ‘ฝ่ายหนึ่งก็ยิ้มออกมาปิดบังความดีใจไว้ไม่มิด’ …



“ไยถึงทำหน้าตกอกตกใจเช่นนั้นเล่า ไม่ดีใจหรือไรที่พบหน้าพวกข้าอีกครา”









..............................

มาแล้วค่า

สวัสดีทุกคนนะคะ สบายดีไหมคะ ช่วงนี้ยังไงดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

วันนี้มาอัพนิยายต่อ กลัวคนอ่านเบื่อมากเลยเจอสงครามจุกๆกันไป2-3ตอนติดๆ ทั้งที่เรื่องราวก็เข้าสู่ช่วงใกล้จบเรื่องแล้วด้วย อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ ไม่สิเบื่อได้แต่อย่าทิ้งกันนะคะ

ยุ่งอัพช้าต้องขอโทษด้วย งานเขียนเหมือนภาษาไม่ดีเหมือนเดิม ยังไงติชม แนะนำได้ค่ะ จะนำไปปรับและพัฒนา

สุดท้ายนี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน มาเม้น มาให้กำลังใจ ขอบคุณคนโดเนทด้วยนะคะ




ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
เอาอีกกกก

ออฟไลน์ mystery Y

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7768
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +585/-12
รอๆ กำลังสนุก~

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
ลิขิตรัก เพลิงเทวา

Author : Tan-Yung 0209

File : 31



“ไยถึงทำหน้าตกอกตกใจเช่นนั้นเล่า ไม่ดีใจหรือไรที่พบหน้าพวกข้าอีกครา”



ประโยคคำถามจากรพีพงศ์ดังผ่านสายลมเข้าโสตประสาท กนธีกำหมัดแน่นด้วยความโกรธกริ้วเพราะรู้ดีว่าตนนั้นถูกเด็กเมื่อวานซืนหลอกให้เสียกำลังและไพร่พลบางส่วนลงไปในห้วงมหาสมุทรและนรกภูมิ



หากความโกรธก็มลายหายไป เมื่อกนธีคิดขึ้นมาได้ว่าตนนั้นได้มากกว่าเสีย ไพร่พลที่ได้จากสุสานมหาสมุทรกับคุกนรกนั้นมีจำนวนมากมายหากเทียบกับที่สูญเสียล้มตายไป



‘อย่างไรเสีย ศึกครั้งนี้ข้านั้นมีชัยเหนือพวกเจ้า’



“ใครว่าพวกข้าไม่ดีใจยามพบหน้าพวกเจ้ากันเล่า หากเจอกันครั้งนี้ได้ทำร้าย ทำลายพวกเจ้าแลจะสังหารให้ถึงฆาต ตัวข้าย่อมยินดี” อินทุนิลเอ่ยออกไป มือนั้นก็กำทวนเอาไว้แน่นเตรียมสู้รบ



“เช่นนั้นหรือ ผิดกับตัวข้าที่เห็นพวกเจ้าแล้วพาลเสนียดลูกตา เห็นทีคงจะต้องปลิดชีพเจ้าให้ตาย ทำลายให้สิ้น อย่าได้เหลือแม้เถ้ากระดูก” นาคินทร์โต้ตอบกลับไป หากให้ลับฝีปากนาคินทร์ก็ไม่เป็นรองยิ่งเห็นอีกฝ่ายกำทวนจนสั่นก็ยิ่งสะใจ



“ชักช้าอยู่ไย รีบยกพลของเจ้ามารบกับพวกข้าเถิด จะได้รู้กันไปว่าใครมีดีเพียงแค่ปาก พวกเราบุก!!!” อินทุนิลตะโกนออกไปเสียงดังก้อง ทว่ามีเพียงอสูรไม่กี่ตนที่วิ่งเข้าสู่ลานหญ้าที่กลายเป็นสมรภูมิ ด้านทหารของนาคินทร์ก็เข้าจู่โจมทันทีจนอสูรแน่นิ่งไป



“พวกเจ้า!! เหตุใดถึงทำตัวเยี่ยงเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง รีบออกไปสู้กับพวกมันเสีย!!” สุรเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจกล่าวว่าทหารใต้อำนาจของตนที่ยืนเรียงเป็นหน้ากระดานไม่ขยับเขยื้อน การกระทำนี้ยิ่งทำให้กนธีโมโหจนแทบคลั่ง



“พระปิตุลากนธีต่อให้ท่านออกคำสั่งกี่ร้อยกี่พันครั้ง ทหารพวกนี้ก็หาได้ทำตามคำสั่งของท่านไม่” ชลันธรเอ่ย ริมฝีปากบางยิ้มเหยียดออกมานับว่าไม่ใช่ภาพที่จะเห็นโดยง่าย ใครจะคิดเล่าว่าพระสมุทรผู้จิตใจดีจะเยาะเย้ยผู้อื่นได้



“เจ้าหมายความอย่างไรชลันธร!!”



“ข้าจะแสดงให้ท่านได้ประจักษ์แก่สายตาถึงความหมายที่ท่านนั้นต้องการจะรู้” ชลันธรเอ่ยพร้อมก้าวขาออกมาด้านหน้า



“อสูรกายทั้งหลายเอ๋ย…จงเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของพวกเจ้าออกมา” สิ้นเสียงคำสั่งของชลันธร ร่างกายของเหล่าอสูรกายใต้วารีและจากนรกภูมิก็เกิดละอองฝุ่นสีแดงครามและแดงฟุ้งกระจายไม่ต่างจากหมอกควัน



“ท่านกนธี…มันเกิดอันใดขึ้น” อินทุนิลกระซิบถามกนธี เทพพิจิกดาราสังหรณ์ใจไม่ดี ดวงตามองรอบทิศก็เห็นลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา



ทว่ากนธียังไม่ทันให้คำตอบ หมอกบังตาพลันจางหายปรากฏความจริงให้ได้เห็นถึงความจริง อสูรที่ตนคิดจะนำมาเป็นทัพบุกยึดครองไตรภพกลับกลายเป็นเทพยดาที่มีอาวุธในมือพร้อมสรรพยืนล้อมตนและอินทุนิลไม่ต่างจากรั้วกั้นป้องกันพวกตนจะหนีไป



“ฉลาดไม่เบานี่” กนธีเอ่ยชมน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธปนประชดประชัน



“หากไม่ฉลาด ท่านพ่อของหลานคงไม่ยกบัลลังก์ให้ข้าแทนท่านดอก” ชลันธรยั่วโทสะ นึกดีใจที่ได้วางแผนซ้อนแผนและเป็นไปได้ด้วยดี รอเพียงกนธีและอินทุนินจำนนต่อพวกตน



“พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าที่ได้บัลลังก์มาเพราะความเฉลียวฉลาดหาใช่เพราะสืบสายโลหิตโดยตรงจึงได้ครองบัลลังก์ตามเทวราชประเพณี” อินทุนิลเอ่ยขึ้น ดวงตามองเทพที่ใครต่างยกย่องว่าชั้นสูงอย่างหยามเหยียด



“หากเจ้ากล่าวออกมาเช่นนี้เห็นทีว่าพวกเราจะต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเรานั้นเหมาะสมต่อบัลลังก์มากกว่าคนไร้คุณธรรมเช่นพวกเจ้า” รพีพงศ์เอ่ย



“เช่นนั้นก็แสดงมาเถิด ข้านี้พร้อมที่จะมอบความตายให้กับพวกเจ้าทุกชั่วขณะ” กนธีเองแม้รู้ว่าบัดดนี้ทั้งตนและอินทุนิลถูกห้อมล้อมไปด้วยศัตรู แต่ด้วยนิสัยไม่ยอมใคร ทั้งอวดดีทำให้กนธียังกล้าที่จะท้าทาย



“ชาวสมุทรทุกคนจงฟังไว้ให้ดี นี่คือการต่อสู้ระหว่างข้ากับอดีตพระสมุทรกนธี ดังนั้นอย่าได้มีผู้ใดเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือ” ชลันธรประกาศก้อง ก่อนจะยกตรีศูลขึ้นแล้วกระทบด้ามกับพื้นจนเกิดเสียง



“ข้าเองก็จะนำเลือดหัวของอินทุนิลมาล้างเท้าข้า ขออย่าให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้อง” นาคินทร์เอ่ยออกมาเช่นเดียวกัน ทว่าแขนเรียวกลับถูกฉุดรั้งด้วยหัตถาของรพีพงศ์คนรัก



“นาคินทร์…” สิ่งที่นาคินทร์เอ่ยออกมานั้นหาได้อยู่ในแผนการทำให้รพีพงศ์รู้สึกกังวลใจจนแสดงออกมาอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าก่อนจะเปิดศึกสงครามรพีพงศ์จะได้ฝึกฝนการใช้อาวุธตลอดสอนคาถามนตราให้นาคินทร์เอาไว้แล้วก็ตาม



“ท่านพี่อย่าได้กังวลเลย ในเมื่อโชคชะตาและความรักของท่านพี่ได้นำพาวิญญาณข้าให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โปรดเชื่อมั่นในตัวข้าว่าข้านี้จะไม่เป็นอันใด” นาคินทร์ยิ้มให้กับรพีพงศ์พลางใช้มือของตนจับมือของรพีพงศ์ให้ออกจากแขนตน



“น้องให้คำมั่นว่าจะมีชีวิตเคียงข้างท่านพี่ตลอดไป” นาคินทร์พร้อมก้าวออกมาด้านหน้าเช่นเดียวกับชลันธร



“ช่างกล้าหาญยิ่งนักที่คิดจะต่อกรกับพวกข้า เช่นนั้นก็เข้ามา ข้าใคร่อยากจะบดขยี้พวกเจ้าให้ทหารเทวาพวกนี้ได้ดูเสียเหลือเกิน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินทุนิลเอ่ยออกมาทั้งยังหัวเราะเยาะในความไม่เจียมตัวของเทวารุ่นลูกของตน



“คำพูดนี้เป็นพวกข้าต่างหากที่จะต้องเอื้อนเอ่ย!!” นาคินทร์กระโดดขึ้นลอยตัวบนอากาศในมือที่เคยว่างเปล่ามีแสงประภาสีม่วงสว่างวาบชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะดับไปพร้อมกับแส้เส้นยาวปรากฏขึ้นมา โดยด้ามจับประดับอัญมณีสีม่วง ส่วนตัวสายแส้นั้นเป็นแผ่นโลหะปลายคมร้อยเรียงกันไม่ต่างจากระดูกงู



‘หวึบ!’ นาคินทร์หวดแส้เข้าหาอินทุนิล หากศัตรูชั่วช้ากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิดและเคลื่อนตัวหลีกหนีไปอีกทาง



ด้านชลันธรเองก็เรียกเกลียวน้ำฉุดร่างของกนธีที่ไม่ทันตั้งตัวให้ไปทางสระบงกช ชลันธรไม่รอช้าร่ายเวทมนตร์เปลี่ยนน้ำในสระให้กลายเป็นผืนสมุทร ใต้ผิวน้ำลึกลงไปก็จะเห็นมวลมัจฉาเวียนว่ายไปมา ทั้งสองลอยตัวยืนเหนือเกลียวคลื่นในเมื่อเป็นศึกระหว่างเทพมหาวารีเช่นตนและกนธี อย่างไรเสียก็มาวัดกันว่าใครคือเจ้าแห่งมหารณพ



“เลือกลานประลองได้ดี ไม่สิ…ต้องเรียกลานประหารชีวิตที่มีข้าเป็นเพชรฆาตถึงจะถูก” กนธีเอ่ย พร้อมเรียกหอกแก้วเล่มยาวออกมาเป็นอาวุธแล้วชี้ปลายคมลากไปยังผิวน้ำ ไม่ถึงอึดใจมวลน้ำก็เลี่ยนรูปเป็นมือนับร้อยดำผุดดำโผล่หมายจะจับขาของชลันธรให้จมลงไป



ลูกไม้ของเด็กเล่นที่กนธีทำไม่อาจจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชลันธร ในเมื่ออีกฝ่ายส่งฝ่ามือมา ชลันธรก็เรียกมวลนำขึ้นมาลอยบนอากาศแล้วเปลี่ยนให้เป็นรูปเท้าเหยียบเข้าที่มือรวมถึง…กนธี



“คิดจะเหยียบข้าเหรอ!!” กนธีเบี่ยงตัวหลบแล้วใช้หอกจ้วงแทงไปยังบาทาวารีจำแลงจนกระจายกลายเป็นน้ำเช่นเดิม



“เมื่อครู่ข้าเพียงหยอกล้อ จากนี้ต่างหากเล่าคือของจริง” กนธีโบกมือเรียกเกลียวน้ำพุ่งเข้าใส่ชลันธร หากพระสมุทรก็หลบหลีกอย่างว่องไวทว่ามันคือแผนของกนธี เมื่อชลันธรเบี่ยงตัวไปอีกทาง กนธีนั้นก็พุ่งหอกหมายแทงทะลุร่างอีกฝ่าย



‘เคว้ง!’



ชลันธรยกตรีศูลขึ้นมาปัดด้ามหอกให้พ้นตัว จากนั้นก็หมุนตัวยกขาเตะเข้าที่ลำตัวของกนธีอย่างเต็มแรง จนคนโดนเตะเซถลาไปด้านหลัง กนธีนั้นแม้จะถูกเตะเมื่อครู่จนดูจะเป็นรอง หากผู้ที่เคยเข้าชิงตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์มีหรือที่จะมีฝีมืออ่อนหัด เขาเปลี่ยนมันให้เป็นการตั้งหลักแล้วเข้าประมือถืออาวุธเข้าโจมตี ชลันธรเห็นว่ากนธีกำลังจะจู่โจมจึงยกด้ามตรีศูลกระแทกกับผิวน้ำสามครั้ง พลันก็เกิดน้ำวนดูดกลืนทั้งสองให้จมลงไปใต้ท้องทะเลจำแลง ซึ่งยิ่งดำดิ่งลงไปก็พบเจอแต่ความมืดมิดไม่ต่างจากท้องฟ้ายามรัติกาล



หากไม่ช้านานได้มีแสงประภาสว่างเฉิดฉาย ขยับเขยื่อนเคลื่อนไหวมาใกล้ ปรากฏเป็นมัจฉาใหญ่เกล็ดงดงามฉาบไปด้วยสีขาวปรอท เว้นเพียงครีบและหางแวววาวด้วยสีรุ้ง ‘ติณห์มัจฉา’ ปลาในตำนานซึ่งเล่ากันว่าหลับใหลใต้ศิลา ณ มหานทีสีทันดร ผู้ที่สามารถปลุกและครอบครองได้จะต้องเปี่ยมล้นไปด้วยพลังและบารมี



ปลาที่กนธีใฝ่ฝันอยากมาครอง ทำพิธีปลุกติณห์มัจฉาหลายครั้งหลายคราแต่มันกลับไม่ยอมตื่นขึ้นมา แม้จะขยับเปลือกตาก็ตามที ทว่าบัดนี้ติณห์มัจฉากลับเวียนว่ายใกล้กายาชลันธร เท่านี้กนธีก็คาดเดาได้ว่าชลันธรเป็นเจ้าของปลาเผือกตัวนี้



“คิดหรือว่าเจ้าเรียกติณห์มัจฉามาแล้วจะชนะข้าได้” กนธีเอ่ย ก่อนจะเรียกสัตว์วิเศษคู่กายของตนให้ออกมา



อสรพิษทะเลเลื้อยว่ายในกระแสสินธุ์ ขนาดกายใหญ่จนเห็นเกล็ดสีม่วงลูกหว้าชัดเจน ดวงตาสีแดงก่ำฉายความดุร้าย พร้อมกัดเนื้อฝังเขี้ยวปล่อยพิษให้รับความตาย



ชลันธรไม่รีรอเป็นฝ่ายเริ่มต่อสู้ สองมือยกขึ้นมาปล่อยพลังควบคุมติณห์มัจฉาให้ว่ายเข้าจู่โจมกนธี ด้านกนธีเองก็ไม่คิดที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับ อดีตพระสมุทรจึงควบคุมงูทะเลของตนพุ่งเข้าใส่หมายทำร้ายติณห์มัจฉา



การต่อสู้ของสัตว์เทวะประจำตนเป็นไปอย่างสูสีด้วยเป็นสัตว์วิเศษที่บำเพ็ญเพียรมานาน หากความเป็นต่อต้องยกให้ติณห์มัจฉาที่หลบหลีกคมเขี้ยวของงูยักษ์ได้ ก่อนจะอ้าปากปล่อยฟองอากาศอาบไปด้วยกรดลอยเข้าใส่งูทะเลจนเกิดบาดแผล ทว่างูร้ายกลับไม่คิดหนีมันยังคงต่อสู้เพื่อกนธี อสรพิษได้โอกาสเข้าเลื้อยรัดติณห์มัจฉาจนไม่อาจขยับตัวแหวกว่ายได้



“ติณห์มัจฉาแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้แก่ข้า” กนธีเอ่ยพร้อมกับยิ้มเยาะ



“ท่านอา ทั้งที่ท่านนั้นเคยเป็นถึงแม่ทัพแห่งมหาสมุทรมาก่อน ไยถึงลืมคำสอนข้อหนึ่งเสียง่ายดายกันเล่า” ชลันธรพูดแทรกขึ้นมาทำให้เสียงหัวเราะของกนธีเงียบลง ก่อนจะกล่าวต่อไปอีกว่า



“ข้าจะขอทบทวนคำสอนให้ท่านก็แล้วกัน…อย่าได้ประมาทหรือดูถูกศัตรูอย่างไรเล่า”



สิ้นน้ำคำของชลันธร ติณห์มัจฉาก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมานำพาให้งูพิษทรมานและได้รับบาดเจ็บจนร่างกายอ่อนแรง คลายลำตัวปล่อยติณห์มัจฉา นอกจากปล่อยกระแสไปฟ้าแล้วก็ยังไม่พอหางสีสวยได้สะบัดแหวกมวลน้ำออกเป็นสองฝั่งและเมื่อโบกอีกครั้งก็กลายเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาโถมเข้าใส่กนธีและอสรพิษเขี้ยวแหลม



ครานี้กนธีไม่เสียท่ารีบชิงกระโดดขึ้นสู่ผิวน้ำ เช่นเดียวกับชลันธรที่กระโดดตามอย่างทันท่วงทีเพื่อรุกไล่ไม่ให้กนธีหนีไป เมื่อคืนสู่ผิวน้ำมิติมายาของชลันธรก็หายไปพร้อมด้วยติณห์มัจฉาและงูทะเล



เวลาไม่คอยท่า เฉกเช่นทั้งสองที่ไม่ปล่อยโอกาสให้การต่อสู้ได้ว่างเว้น คนหนึ่งเข้าบุก คนหนึ่งตั้งรับ มีพลาดพลั้งแลกกันสร้างบาดแผลให้ระคายผิว จนกระทั่งกนธีได้เหาะพาตัวเองให้ออกห่าง จากนั้นเท้าทั้งสองก็กลับมาสัมผัสยังผิวน้ำ แขนแกร่งสองข้างกางออกโดยมีกงล้อสีฟ้าหมุนเป็นวงกลมในฝ่ามือแทนหอกที่เคยใช้เป็นอาวุธ



กนธีเลือกที่จะใช้พลังที่มีควบคุมน้ำให้กลายเป็นเกลียวปลายแหลมหมุนวนเข้าจู่โจมหมายว่ามันจะเข้าทะลุร่างของหลานชัง ชลันธรเองก็หลบหลีกหากพลาดท่าโดนเกลียววารีโฉบเฉี่ยวจนล้มลง ซ้ำร้ายตรีศูลย์ก็หลุดมือไปอีกทาง



“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอเจ้าไม่มีตรีศูลย์ก็เป็นดั่งเสือที่ไร้คมเขี้ยว” กนธีปรามาสใส่ชลันธร บาทาซ้ายขวาเดินเหยียบผิวน้ำเข้ามาใกล้ชลันธรด้วยความใจเย็น ดั่งพญาราชสีห์เจอกวางเนื้ออ่อนที่กำลังบาดเจ็บ



ทว่าพระสมุทรมีไหวพริบดีรีบแก้สถานการณ์ ชิงจัดการไม่ให้กนธีทำร้ายตน หากนี่คือที่ที่กนธีตั้งใจจะใช้มันปลิดชีวิต ชลันธรเองก็ไม่คิดจะยินยอม



ชลันธรพยายามลุกขึ้นยืน จากนั้นกระทืบบาทยังผิวน้ำจนกระเพื่อมเป็นคลื่นวงกลมและเมื่อกระจายออกไปก็ยิ่งก่อตัวเป็นม่านธาราที่แสนจะงดงามและทรงพลัง สกัดกั้นกนธีเข้ามาประชิดตนได้ทันท่วงที



“คิดหรือว่าของเด็กเล่นที่เจ้าสร้างมันจะสามารถหยุดข้าได้…ชลันธร!!” กนธีเอ่ยออกมา จากสายตาของผู้ที่ผ่านศึกมานับร้อย ต่อสู้มานับพัน ม่านธาราที่ชลันธรสร้างออกมานั้นนับว่าดูถูกฝีมือตนไม่ใช่น้อย



“มันอาจจะหยุดท่านไม่ได้แต่มันก็ช่วยให้ข้าคว้าชัยเหนือท่านได้แน่”



ชลันธรถอดปิ่นกัลปังหาที่ใช้ประดับมวยผมออกมา อันได้มาจากบิดาของตนซึ่งได้มอบให้เป็นสมบัติส่วนตัวเมื่อครั้งวัยเยาว์ พระสมุทรรูปงามจัดการขว้างมันออกไปผ่านม่านธารา ปักเข้าไปยังท้องของกนธี



“อั่ก!!” กนธีกุมท้องเอาไว้ก่อนโลหิตสีทองจะกระจายอาบย้อมอาภรณ์ กนธีพยายามจะดึงมันออกทว่ากลับดึงไม่ออกซ้ำยังรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่าง



‘ปิ่นกัลปังหา’ ความวิเศษของมันเทียบกับขนาดมิได้ แม้จะเล็กแต่เปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์



ชลันธรหาได้คิดจะใช้ปิ่นกัลปังหาเท่านั้น เพียงใช้มือโบกปราการน้ำก็เคลื่อนไปด้านหน้าและโถมซัดเข้าไปยังกายาของกนธี อดีตพระสมุทรเสียท่าเข้าเสียแล้วเมื่อถูกโจมตีโดยไม่ทันจะตั้งตัว พอจะขยับแขนขาแหวกว่ายหนีหรือจะร่ายมนต์คาถาโต้ตอบก็กลับถูกสายบัวเข้ารัดจนติดพันและกว่าคลื่นวารีจะสงบลงเป็นดังเดิม กนธีก็ถูกพันธนาการเข้ากับต้นไม้ใหญ่ริมสระเสียแล้ว



สภาพของกนธีในเวลานี้นั้นเปียกโชกหมดราศีของเทพผู้สูงศักดิ์ที่เคยครองบัลลังก์มุกสีคราม ร่างสูงใหญ่ขยับตัวไปมาให้หลุดพ้นจากสายบัวที่ต้องคาถาของชลันธร กนธีคิดขึ้นมาได้ว่าชลันธรนั้นเก่งกล้าขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก การต่อกรสู้รบปรบมือก็พัฒนาขึ้นจนเขานั้นไม่อาจคาดเดาได้



ทว่า…หลานรักผู้นี้มีจุดอ่อนนั่นก็คือความเมตตาสงสารที่มีต่อผู้อื่น



“ชลันธร…อายอมแพ้เจ้าแล้ว” กนธีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงและสีหน้าเสแสร้งแกล้งยอมแพ้ ชลันธรได้สดับฟังก็นิ่งเงียบจึงกลายเป็นโอกาสให้กนธีได้กล่าวโน้มจิตใจต่อ



“หลานรัก อารู้ว่าเจ้าไม่อาจให้อภัยในสิ่งที่อาได้กระทำต่อเจ้าทั้งในอดีตจวบจนปัจจุบัน หากอามีสิ่งหนึ่งที่จะขอร้องต่อเจ้าจะได้หรือไม่” กนธีเอ่ยออกมาต่อ ยิ่งเอ่ยน้ำเสียก็ยิ่งแหบพร่าโรยแรง



“ท่านอาจะขอร้องสิ่งใดต่อข้าก็ว่ามาเถิด” ชลันธรเอ่ยถามพลางเรียกตรีศูลย์เข้าสู่มือ



“อาขอให้เจ้าอโหสิกรรมให้…อ้าก!!!” ปลายคมของตรีศูลเข้าแทงทะลุข้อมือของกนธีจนขาด ก่อนจะลอยกลับสู่ผู้เป็นเจ้าของ



กนธีคิดถูก…ชลันธรมีจุดอ่อนตรงที่มีใจสงสารและมีความเมตตาจนมักเป็นภัยสู่ตน หากชลันธรหาใช่คนโง่เขลาที่จะไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เทพพระสมุทรยังคงมีจิตใจเมตตาแต่หาใช่กับศัตรูชั่วช่าที่ร้ายเสียยิ่งกว่าอสรพิษเฉกเช่นกนธี



“หากท่านมิใช่ญาติกาโดยสายเลือด ข้าคงจะต้องใช้ตรีศูลนี้ง้างปากแล้วตัดลิ้นของท่านแทนมือเสีย จะดูสิว่าลิ้นท่านจะมีสองแฉกดั่งงูหรือไม่ ไหนจะการกระทำแลตลอดถึงปากที่เปล่งวาจาออกมาอ้อนวอนขอร้อง เล่นละครตบตาราวกับดวงตาข้านั้นมืดบอดมองไม่เห็นฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังของท่านที่พร้อมสังหารข้า” ชลันธรเอ่ย ก่อนจะเหาะเหินเคลื่อนกายไปหยุดตรงหน้าของกนธีแล้วเหลือบมองโลหิตสีทองที่ไหลออกมาจากบาดแผล ส่วนหูนั้นก็ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของกนธีอยู่ไม่ขาด



“อึก…อ๊าก!!!”



หากเป็นอาวุธอื่นฟันเข้าจนมือขาดกนธีคงจะไม่ปวดแสบปวดร้อนเท่านี้ แต่นี่คือตรีศูลที่ตนนั้นเคยครอบครองถึงได้รู้ดีว่าความเจ็บที่รวดแล่นกระจายทั่วร่างนี้มันยากที่จะสะกดกลั้นเอาไว้ได้จนต้องระบายออกมาเป็นเสียงร้องที่ใครคงจะคาดไม่ถึงว่าเทพที่เย่อหยิ่งอย่างกนธีจะร้องออกมาไม่ต่างจากมหิงสาถูกเชือด ถึงกระนั้นแล้วกนธีก็ยังพยายามขยับเขยื้อนกายและแขนอยู่ดีแต่ก็ไม่อาจทำได้ ยิ่งขยับบาดแผลก็ยิ่งเรียกให้โลหิตไหลออกมามากกว่าเดิม



“ท่านรู้ดีไม่ใช่หรือ ว่ายิ่งขยับท่านก็ยิ่งเจ็บ” ชลันธรเดินเข้ามาใกล้ นัยต์ตาเรียวมองดูพระปิตุลาไร้แววความเห็นใจ กนธีเองก็เงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าหลานของชลันธรด้วยความคับแค้นใจ



“ชลันธร…อั่ก…เจ้าหลานแสนชัง!! ..แค่ก..แค่ก” ความโมโหโกรธาสำแดงผลให้ธาตุในกายนั้นแปรเปลี่ยนจนกระอักเลือดออกมาเปรอะเปื้อนคางไหลลงมายังลำคอและอาภรณ์



“ข้ารู้…ข้ารู้ว่าท่านแสนจะเกลียดชังข้า” ชลันธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ขานั้นก้าวไปด้านหน้าจนแทบประชิดติดกายกนธี



“ถึงแม้จะรู้ว่าท่านเกลียดชังจนถึงกับวางแผนชิงบัลลังก์จากข้า แต่ข้ายังคิดที่จะมอบความเมตตาให้แก่ท่านจวบจนถึงเพลานี้” ชลันธรเอ่ย กนธีได้ฟังก็ฉงนใจปนดีใจที่สุดท้ายชลันธรก็ใจอ่อนกับตน แต่ก็ดีใจอยู่ไม่นาน…



‘ฉึก’



“อ้าก!!”



เสียงร้องสุดท้ายของกนธีดังขึ้นด้วยคมของตรีศูลที่แทงแทรกเนื้อเข้าไปยังกลางอกด้วยฝีมือของชลันธร กนธีเบิกตากว้างจนเห็นลูกตาทั้งหมดก่อนที่ลมหายใจจะดับห้วงไป



“ความเมตตาสุดท้ายของข้าคือข้าอยากให้ท่านหยุดทรมานจากบาดแผลที่ข้าสร้างไว้และหยุดท่านให้กระทำบาปจากการทำลายชีวิตของผู้อื่นทั้งปวง” ชลันธรเอ่ยถึงร่างไร้วิญญาณของกนธีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะดีดนิ้วเรียกไฟเผาร่างจนเป็นจุล



จบสิ้นกันทีชีวิตที่อยู่บนความอิจฉาริษยา ทั้งที่มีบุญญาให้เกิดมาอยู่เหนือใครแต่กลับทำตัวต่ำตมไม่สมกับเป็นเทวา จนใครไม่อยากจะคบค้า จนใครไม่อยากจะเฉียดใกล้ แต่เพราะอำนาจล้นมือถึงได้มาทุกอย่าง แต่เพลานี้ ‘กนธี’ เหลือเพียงนามให้รุ่นหลังได้กล่าวถึงเท่านั้น หากกล่าวในด้านร้ายหาใช่ด้านดี



●○●○●



ช่วงเวลาเดียวกันที่ชลันธรและกนธีต่อสู้ นาคินทร์เองก็ประจัญหน้าต่อสู้เพื่อล้างแค้นให้กับมารดาของตน หลังจากที่ไล่ตามอินทุนิลไปอีกทาง นาคินทร์ก็ตกหลุมพลางเข้ามายังมิติทะเลทรายที่อินทุนิลสร้างไว้สำหรับเป็นสนามรบตดสินชะตาว่าใครจะอยู่ ใครจะไป



แม้สนามรบนี้จะทำให้นาคินทร์เป็นรองต่ออินทุนิล หากมันไม่ทำให้จิตใจสั่นไหวหวาดกลัว ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็จำต้อง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คนหนึ่งถือทวน คนหนึ่งถือแส้ ถึงจะแตกต่างที่อาวุธแต่เหมือนกันตรงความคิดที่อยากจะฆ่าให้ศัตรูของตนม้วยมรณา



“ข้าจะให้เจ้าตายอีกรอบ…นาคินทร์!!!” อินทุนิลยกทวนชึ้นหวังฟันกายของนาคินทร์



“หากเจ้าทำได้ก็เข้ามา แต่อย่าตายด้วยน้ำมือข้าเสียก่อนเล่า!!”









.........................

นับเวลาถอยหลังใกล้จะถึงตอนจบแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม เคียงข้างกันมานะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ กลัวคนอ่านเบื่อเขียนการต่อสู้หลายตอนติด

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รออออๆ

ออฟไลน์ Moonkla

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 10
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-0
 :L2:
รอท่านยุ่งมาต่อนะเพคะ
ชอบมาก ชอบมาย ตามติดงอมแงม
 :impress2:

+1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
   ลิขิตรัก เพลิงเทวา

   Author : Tan-Yung 0209

   File : 32

   Warning : มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรง บรรยายถึงการใช้อาวุธ ทำร้ายร่างกาย เสียเลือด เสียเนื้อ

   

   ทะเลทรายกว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา มองไปทางไหนก็เห็นเพียงผืนทรายสีทองตัดกับเส้นขอบฟ้า นอกจากนี้ก็ยังมีสองเทวัญผู้พร้อมไปด้วยพลังแห่งอสรพิษกำลังขับเขี้ยวเข่นฆ่า หมายใจให้ฝ่ายศัตรูประสบกับความแพ้พ่าย

   

   …หากจะกล่าวให้ถูกคงจะต้องเป็นประสบกับความตาย…

   

   เริ่มด้วยนาคินทร์แม้จะเป็นฝ่ายถูกนำตัวมายังมิติทะเลทรายแต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ตนเองเสียเปรียบ เทวากึ่งนาคใช้แส้กระดูกงูฟาดเข้ากับเนื้อกายหยาบของอินทุนิลจนเกิดรอยถลอก ทว่าเพียงเท่านี้ก็สร้างความระคายผิวให้รู้สึกแสบร้อนด้วยอาวุธของนาคินทร์นั้นอาบย้อมไปด้วยพิษนาคา โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างที่อินทุนิลร่ำเรียนวิชานอกรีตจนมีพลังวิญญาณของสัตว์พิษแมงป่อง ทำให้พอจะต้านเอาไว้ได้บ้าง กระนั้นความเจ็บปนชาก็เริ่มลุกลามกระจายทั่วปากแผล

   

   …‘พิษแค่นี้ไม่ทำให้ข้าถึงตายดอก’…

   

   อินทุนิลยิ้มเหยียดพร้อมกับยกสลับปลายทวนทิ้งลงวาดลงพื้นทราย เกิดแรงสะเทือนจนนาคินทร์แทบจะทรงตัวไว้ไม่อยู่

   

   “ฝีมือกระจอกเช่นเจ้าทำอันใดข้าไม่ได้ดอก ยังห่างไกลจากข้านักราวฟ้ากับนรก” อินทุนิลไม่ใช่เพียงพูดจาโอ้อวด หากยังแสดงพลังของตนให้นาคินทร์ได้เห็น ผืนทรายเคลื่อนย้ายไปมาราวกับคลื่นทะเลก่อนจะก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปร่างกลายเป็นกองทัพแมงป่องนับพันวิ่งเข้าจู่โจมนาคินทร์

   

   อินทุนิลรู้ดีว่าพิษแมงป่องมิอาจจะทำร้ายผู้สืบเชื้อสายนาคาได้ หากยังส่งสมุนมีพิษไปเพื่อรบกวนปั่นป่วนสมาธิของนาคินทร์ บ้างก็เคลื่อนไปด้านหน้า บ้างก็วิ่งอ้อมไปด้านหลังบ้างก็หาโอกาสไต่จากข้อเท้าไปยังขา ทำให้นาคินทร์ต้องเร่งสังหารทั้งปัดป่าย ใช้แส้ฟาดจนแมงป่องนั้นตายสลายกลายเป็นทรายอีกครา

   

   …‘แมงป่องพวกนี้ช่างตายเสียง่ายดาย ดูก็รู้ว่าเจ้าส่งมาลวงหลอกข้า’…

   

   นาคินทร์คิดในใจ ชายาแห่งสุริยบุตรอ่านแผนการของอินทุนิลออก ทำให้ระมัดระวังตนมากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องแสร้งทำไม่รู้เพื่อรอดูว่าอินทุนิลจะมาไม้ไหน ด้านอินทุนิลเห็นว่านาคินทร์มัวแต่จัดการแมงป่อง จึงใช้โอกาสนี้แปลงกายเป็นแมงป่องแก้วตัวมหึมาชูหางพิษเข้าหานาคินทร์เพื่อทะลวงร่าง

   

   น่าเสียดายที่นาคินทร์ไหวพริบดีจึงหลบหลีกและใช้แส้ในมือตวัดเฆี่ยนให้หางแมงป่องหันไปอีกทาง แม้ว่าจะไม่ได้สร้างบาดแผลให้อินทุนิลเจ็บตัวแต่ก็ประวิงเวลาเพียงเศษเสี้ยวให้ตนได้แปลงกายสู่เชื้อสายที่บิดาและมารดานั้นได้ให้มากับตนหลังจากได้กำเนิดจากต้นไม้แห่งชีวิต…พญานาค

   

   เกล็ดสีทองแทบจะกลืนไปกับเม็ดทรายหากต้องแสงสุริยันในมิติมายากลับงดงาม หากสิ่งที่โดดเด่นกลับไม่ใช่รูปลักษณ์แต่เป็นความสามารถของนาคินทร์ต่างหากเล่า ทันทีที่แปลงกาย นาคินทร์อ้าปากพ่นน้ำกรดใส่แมงป่องแก้ว

   

   แม้จะเป็นแมงป่องแต่อินทุนิลก็เคลื่อนกายหลบอย่างรวดเร็วซ้ำยังร่ายเวทย์สร้างกระจกเงาสะท้อนกลับที่เคยใช้กับพระพุธเข้ามาบังกายไว้ทำให้น้ำกรดนั้นย้อนรอยมาทางผู้ใช้น้ำกรดแทน แต่นาคเกล็ดก็สามารถเบี่ยงหลบได้ทัน กระนั้นอินทุนิลกลับซ้อนแผนโดยใช้หางของตนปักลงไปในผืนทราย ชั่วพริบตาเดียวร่างของนาคินทร์ก็ค่อย ๆ จมลงไป

   

   “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตายเสียเถิด ตายตามแม่ของเจ้าไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อินทุนิลหัวเราะออกมา ดวงตาจ้องมองนาคตัวใหญ่ที่พยายามตะเกียกตะกายให้หลุดพ้นจากทรายที่กำลังดูดกลืนร่าง จนในที่สุดหนามที่ทิ่มแทงหัวใจของอินทุนิลก็จมอยู่ใต้ผืนทรายสมใจ

   

   “กระจอกเสียเหลือเกิน ทั้งที่เป็นบุตรของพระเสาร์แท้ ๆ” อินทุนิลเอ่ย พร้อมคืนร่างเป็นเทวาเช่นเดิม

   

   ‘ตูม!!’

   

   “เป็นเจ้าต่างหากเล่าที่กระจอก!!!” นาคินทร์โผล่พรวดขึ้นมาจากทรายที่กลบหน้า จนเกิดเสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวทั้งยังโต้ตอบน้ำคำที่อินทุนิลบอกกับตน จากยั้นก็เข้าเลื้อยรัดอินทุนิลอย่างรวดเร็ว จนอดีตเทวาพิจิดาราดิ้นเช่นไรก็ดิ้นไม่หลุด

   

   “คิดหรือว่าแค่เจ้าพันธนาการตัวข้าเอาไว้ แล้วข้าจะลงมือสังหารเจ้าไม่ได้” แม้เวลานี้ตนจะเป็นดั่งลูกได้ในกำมือจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด หากอินทุนิลยังคงรักษาความปากดีได้เสมอต้นเสมอปลาย

   

   “ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะแพ้พ่ายเพียงข้านั้นรวบรัดตัวเจ้า”

   

   “ใช่ เจ้าคิดถูกเพราะต่อให้ข้าถูกเจ้ารัดกาย ข้าก็ยังสามารถสังหารเจ้าได้”

   

   สิ้นเสียงของอินทุนิล ทวนเล่มยาวก็ลอยอยู่เหนือเศียรของนาคินทร์ ทั้งยังดิ่งลงมาหมายจะปักลงกลางกบาล นาคินทร์เห็นเช่นนั้นก็ยกหางตนขึ้นมาแล้วอ้าปากอมเอาไว้

   

   พลันร่างของนาคินทร์และอินทุนิลก็ถูกแรงดึงดูดของมิติพาตัวออกจากทะเลทรายไปยังใต้มหาสมุทรในส่วนที่ลึกจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น โดยนาคินทร์ใช้น้ำบ่อน้อยในปากซึ่งสามารถเชื่อมมิติพาตนมายังที่แห่งนี้ ขอแค่มีน้ำเพียงหยดเดียวนาคินทร์ก็สามารถไปแหล่งน้ำที่ใดก็ได้เพียงใจคิด

   

   …‘หากอินทุนิลสามารถเลือกลานประหารของตนเป็นทะเลทรายได้ นาคินทร์เองก็ขอเลือกใต้มหานทีนี้เป็นปลิดชีพอินทุนิลเช่นเดียวกัน’…

   

   “คิดว่าพาข้ามาจมดิ่งในน้ำนี้แล้ว จะทำให้ข้ากลัวเจ้าหรือ” เพราะแรงดึงดูดเมื่อครู่ทำให้อินทุนิลหลุดจากพันธนาการของนาคินทร์และลอยคว้างอยู่ในฟองอากาศที่ตนได้สร้างไว้

   

   “ข้าไม่คิดว่าจะทำให้เจ้ากลัวดอกแต่คิดว่ามันจะทำให้เจ้าตายต่างหากเล่า” กล่าวจบนาคินทร์ก็แหวกว่ายเข้าโจมตีโดยอินทุนิลเองคอยตั้งรับ เรียกทวนอาวุธประจำกายถือเอาไว้มั่นเตรียมจ้วงแทงนาคินทร์ให้ถึงตาย

   

   “เข้ามาเลยนาคินทร์ เข้ามา ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าต่อให้ข้าอยู่ในน้ำพลังของข้าก็ยังเต็มเปี่ยมเฉกเช่นตอนลงมาสาปแช่งแม่ของเจ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

   

   …‘วาจาของเจ้าช่างเรียกหาความตายของข้ายิ่งนัก’…

   

   นาคินทร์นึกโมโห หากจำต้องประคองสติเอาไว้ไม่เช่นนั้นอาจจะตกหลุมพลางที่อินทุนิลวางเอาไว้ได้ อีกฝ่ายคงจะฉวยโอกาสรอตนพลาดพลั้งแล้วโจมตี ถึงได้ปล่อยให้สุนัขในปากเห่าหอนออกมาไม่มีหยุด

   

   …‘เห็นทีต้องจัดการหมาในปากเสียก่อน’…

   

   จากที่คราแรกนาคินทร์เลื้อยแหวกกระแสสินธุ์พุ่งเข้าหา กลับกลายเป็นเพียงว่ายล้อมอินทุนิล ทำให้อินทุนิลย่ามใจคิดว่านาคินทร์นั้นไม่กล้าเข้าหาเพราะกลัวตน แต่ความคิดของอินทุนิลเป็นความคิดที่ผิด นาคินทร์ไม่ได้เกรงกลัว หากรอเวลาให้อินทุนิลเผลอ

   

   …‘ในที่สุด…’…

   

   นาคินทร์รีบใช้หางเข้าตวัดร่างของอินทุนิลแล้วเหวี่ยงกระแทกกับโขดหินใหญ่ใต้ท้องทะเล แรงกระแทกทำให้อินทุนิลกระอักเลือดออกมาหากนาคินทร์ยังไม่พอใจ นึกใคร่อยากให้อินทุนิลเจ็บมากกว่านี้ จึงร่ายคาถาคืนร่างมนุษย์เพียงท่อนบนโดยท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปยังคงสภาพเป็นนาคา

   

   “แค่ก…แค่ก…เจ้าบังอาจมากนาคินทร์” อินทุนิลชี้นิ้วใส่หน้า ดวงเนตรจ้องมองด้วยความอาฆาต

   

   “แต่คงไม่เท่ากับเจ้าที่บังอาจพรากความสุขของมารดาข้า ของครอบครัวข้าแทบทั้งชีวิต” นาคินทร์เอ่ย พร้อมเรียกแส้กระดูกอสรพิษกลับสู่มือ

   

   “ก็สมควรนี่ แม่เจ้าคิดแย่งพระ….โอ๊ย!!” ไม่ทันพูดจบ แส้กระดูกงูก็ฟาดเข้าปากอินทุนิลจนเกิดแผลใหญ่

   

   “เอ่ยวาจาพล่อย ๆ เช่นนี้ ข้าจำต้องสั่งสอนให้หลาบจำ”

   

   “จะ…อั่ก..แค่ก…แค่ก” อินทุนิลจะด่าทอนาคินทร์ก็ไม่อาจทำได้ เพลานี้เพียงขยับปากก็ปวดแสบปวดร้อน

   

   …‘ในเมื่อขยับปากไม่ได้ ข้าก็ขอขยับมือแล้วกัน’…

   

   ‘เพี๊ยะ!!’

   

   ‘เพี๊ยะ!!’

   

   “โอ๊ย!!!”

   

   นาคินทร์ฟาดแส้ไปทั้งแขนและขาของอินทุนิล จากนั้นก็กระหน่ำฟาดไปทั่วกายโดยไม่สนใจว่าจะเฉือดเนื้อ บาดกระดูกส่วนใด ในใจของนาคินทร์ตอนนี้คิดได้อย่างเดียวว่าอินทุนิลจะต้องตายและก่อนความตายจะมาเยือนอินทุนิลจะต้องทรมานให้ยิ่งกว่ามารดาของตนประสบพบเจอ

   

   ‘ข้าไม่ยอมตาย…ข้าไม่ยอม’

   

   อินทุนิลรวบรวมจิตแล้วร่ายคาถาในใจ ก่อเกิดวงแหวนแสงประภาเหวี่ยงเข้าใส่นาคินทร์วงแล้ววงเล่า บ้างก็ฉิวเฉียดถากผิวกาย บ้างก็ถูกแส้ตวัดเข้าจนแตกสลาย แต่อินทุนิลก็ยังโจมตี

   

   “โอ๊ย!!” วงแหวนพิฆาตวงหนึ่งกลับหลุดรอดสายตาและอาวุธของนาคินทร์มันปะทะเข้ากับแขนเรียวจนแส้นั้นหลุดมือ อินทุนิลจึงใช้ช่วงเวลาที่นาคินทร์บาดเจ็บหนีเอาตัวรอด

   

   “จะหนีไปไหน อย่างไรเสีเจ้าหนีข้าไปไม่พ้น” นาคินทร์รวมพลังไว้ที่ฝ่ามือแล้วควบคุมมวลน้ำให้กลายเป็นเกลียวเชือกเข้ารัดข้อเข้าของอินทุนิลที่กำลังจะว่ายหนี

   

   จากนั้นก็ควบคุมให้เกลียวเชือกวารีกระชากลงยังผืนทรายแล้วลากถูอินทุนิล ทำให้อินทุนิลทุกข์ทรมาณทั้งบาดแผลจากการกระแทกโขดหิน แส้และบาดแผลที่เกิดจากการโดนปะการังครูดเข้าตามเนื้อตัว ก่อนร่างของอินทุนิลจะหยุดลงตรงแทบเท้าของนาคินทร์

   

   …‘แต่เจ็บที่ใดก็ไม่เจ็บเท่ากับเจ็บใจ’…

   

   อินทุนิลคิดแค้นจนกระอักเลือกออกมาเป็นก้อนลิ่ม เจ็บปวดใจยิ่งนักที่ชีวิตของตนในเวลานี้เวทนาจนต้องสยบอยู่ตรงหน้าแทบเท้าของบุตรจากคนที่ตนรักและเกลียดชัง

   

   “มองหน้าข้าเช่นนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าเกลียดข้ายิ่งนัก เช่นเดียวกับข้าที่เกลียดเจ้าเช่นเดียวกัน” นาคินทร์เอ่ยพร้อมกับเหยียบเข้ากลางอกของอินทุนิล

   

   “จะพูดมากอยู่ไย เกลียดข้านักก็สังหารข้าเสียสิ”

   

   “แล้วใครว่าข้าไม่คิดสังหารเจ้าเล่าแต่วิธีการสังหาร ข้าคงไม่ใช้วิธีง่าย ๆ โดยการตัดกัวเจ้าแน่ เพราะคนชั่วช้าอย่างเจ้ามันจักต้อง…”

   

   นาคินทร์ตัดคำพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะจ้องตาของอินทุนิล แก้วตาสีม่วงดั่งบิดาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสะกดจิตให้อินทุนิลนั้นตกอยู่ในมายาที่ตนสร้าง...

   

   ‘นาคินทร์ พ่อมีเรื่องจักให้เจ้าช่วย’

   

   ‘เรื่องอันใดหรือ…ท่านพ่อ’

   

   ‘พ่อจะแบ่งพลังเนตรมายาให้กับเจ้า ดังนั้นจงนำมันไว้ใช้สังหารอินทุนิล เข้าใจหรือไม่’

   

   คำขอร้องของบิดานาคินทร์จำมันได้ดี ถึงเวลาที่นาคินทร์จะใช้พลังของบิดาสังหารอินทุนิล นาคินทร์หวังว่าอินทุนิลจะยินดีกับของขวัญที่บิดาได้มอบให้

   

   “อ้าก!!...ไม่!!!...ไม่จริง!!”

   

   ในสายตาของนาคินทร์จะมองเห็นอินทุนิลร้องออกมา พลางใช้เล็บจิกข่วนตามแขน ใบหน้า และลำคอ ทว่าสิ่งที่อินทุนิลเห็นคือใบหน้าที่เคยงดงามนั้นเหี่ยวย่น เกศาดำขลับกลับกลายเป็นสีขาวโพลนทั่วศีรษะ อัปลักษณ์จนไม่เหลือเค้าโครงเดิม

   

   “ไม่!!!...ไม่!!!...เหตุใดตัวข้าถึงขยับไม่ได้ อ้าก!!..หนาวเหลือเกิน”

   

   จากผิวหนังที่เหี่ยวย่นก็เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามเนื้อตัว อินทุนิลหนาวจับใจจนไม่อาจขยับได้ ทั้งรู้สึกชาไปตามร่างกาย ทรมานเหลือเกิน ทรมานจนคิดว่าความตายคงจะง่ายดายเสียยิ่งกว่ามีชีวิตอยู่

   

   “ให้ข้าตาย…ให้ข้าตายเสียเถิด…อ้าก!!...”

   

   หากนาคินทร์ไม่คิดจะให้ตายง่าย ๆ ดั่งใจของอินทุนิลปรารถนา ในมโนจิตของอินทุนิลนั้นเห็นฝูงแมงป่องแก้ว สมุนพิษของตนวิ่งเข้ามายังตน หางของมันชูชันแล้วเข้าต่อยปล่อยพิษสร้างความเจ็บปวดให้รวดแล่นทั่วกายา อินทุนิลเคยคิดใช้แมงป่องแก้วทำร้ายผู้คน ครานี้นาคินทร์ก็จะให้อินทุนิลได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ตนได้เคยกระทำกับผู้อื่น

   

   สักพักนาคินทร์ก็คลายเนตรมายา อินทุนิลจึงหลุดพ้นมาได้ ทว่าสินั้นกลับหลุดลอยราวกับคนบ้า ร่างกายสั่นเทิ้ม ดวงตาเหลียวซ้ายแลขวาหวาดระแวง น่าเวทนา…น่าเวทนา..แต่นาคินทร์ไม่คิดสงสาร

   

   “เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาที่ข้าสร้างให้กับเจ้า หลังจากนี้ต่างหากเล่าคือของจริง” นาคินทร์ยกยิ้มมุมปาก พร้อมทั้งควบคุมมวลน้ำให้เกลียววนรอบกายอินทันิลจนหลุดลอยเข้าไปด้านใน

   

   “อ้าก!!!!!”

   

   เสียงร้องเสียงสุดท้ายของอินทุนิลดังลั่น ก่อนที่สายน้ำจะพรากร่างกายและลมหายใจไป กายหยาบถูกสายน้ำวนที่หมุนเร็วและแรงทำให้สัมผัสไม่ต่างจากใบมีดเชือดเนื้อจนเป็นเศษเล็กเศษน้อย เลือดสีทองไหลรวมกับน้ำวนส่งกลิ่นคาวไปทั่ว ส่วนกระดูกนั้นก็ถูกบนละเอียดและร่วงหล่นปนไปกับเม็ดทราย

   

   …‘จบสิ้นความริษยา…จบสิ้นชีวาของอินทุนิล’…

   

   “รพีพงศ์…แล้วนาคินทร์เล่า” ชลันธรเอ่ยถามรพีพงศ์หลังจากสังหารกนธีเสร็จสิ้น

   

   “นาคินทร์ยังไม่กลับมา เจ้าเล่าสังหารกับกนธีเป็นเช่นไร บาดเจ็บมากหรือไม่”

   

   “ข้าไม่เป็นอันใดมาก แลกกับการได้จบชีวิตพระปิตุลากนธีแผลที่ได้ก็เป็นเพียงแค่รอยถลอก”

   

   “ไม่ใช่ว่ากลัวตอบว่าบาดเจ็บหนักแล้วท่านนภนต์รู้จะโกรธาที่ชายาตนไม่ระวังตัวหรอกหรือ” ประโยคที่เอ่ยแทรกขึ้นมาหาใช่เปล่งออกมาจากปากของรพีพงศ์แต่เป็นนาคินทร์ที่กำลังเดินกุมแขนส่งยิ้มมาให้

   

   “นาคินทร์เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” รพีพงศ์ปรี่ตัวเข้าประคองนาคินทร์ด้วยความเป็นห่วง

   

   “น้องหาได้เจ็บมากดั่งแผลที่เห็น ท่านพี่อย่าได้เป็นห่วงเลย น้องว่าเราเร่งนำกองทัพไปช่วยท่านพ่อกับท่านนภนต์กันเถิด”

   

   ปัจจุบัน

   

   ชลันธร รพีพงศ์และนาคินทร์นำทัพเคลื่อนพลมายังสวนขวัญได้สำเร็จ ทั้งยังเข้าล้อมจอมมารล้านภาคเอาไว้ได้ เมื่อจอมมารล้านภาคพินิจพิจารณาก็พบว่าทั้งสามได้นำทัพเทวา กองพลจากใต้บาดาลและจากนรกภูมิ…‘เป็นไปได้อย่างไรกัน’… มารพศินคิดในใจ ตามแผนการตนได้ส่งกนธีให้นำมารอสูรที่เกิดจากวิญญาณตายโหงที่มีจิตอาฆาตและอินทุนิลไปเปิดประตูคุกนรกนำอสูรตลอดจนเปรตมาร่วมทัพ แล้วเหตุใดทั้งสามถึงอยู่ที่นี่ทั้งมีไพร่พลใต้บัญชาอีกมากมาย

   

   “คงจะเหนือความคาดหมายเจ้าสินะ ทุกสิ่งทุกอย่างหาได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด” พระเสาร์เอ่ยขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ยกปลายหอกจ่อเข้าที่คอของมารล้านภาค

   

   “ใครว่ามันจะไม่เป็นไปอย่างที่ข้าคิด ต่อให้พวกเจ้ายกทัพมามากกว่านี้กี่ร้อยกี่พันเท่า พวกเจ้าก็ไม่อาจสังหารข้าได้ ใช่หรือไม่พระเชษฐา…พระพริษฐ์” มารล้านภาคหันไปถามพระผู้สร้างที่บัดนี้ได้ละจากการนั่งสมาธิลุกจากแท่นศิลาเสด็จมุ่งหน้ามาหาตน

   

   ถ้อยคำที่มารล้านภาคเปล่งวาจาออกมาล้วนทำให้เทพรุ่นหลังงุนงงว่าเหตุใดถึงไม่อาจปลิดชีพมารล้านภาคได้ ผิดกับพระเสาร์ผู้ที่ได้รับเทวราชโองการ ‘จับเป็น’ มารล้านภาคนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจเพราะมันคือสาเหตุที่ตนต้องยั้งมือรวมที้งต้องหยิบยืมนำพลังของพระพุธเข้าสู่ตน

   

   “เจ้าเองก็รู้มิใช่หรือพระเสาร์ ถึงได้ยั้งมือยั้งแรงไม่ยอมใช้หอกสังหารข้า” มารล้านภาคเอ่ยต่อไป นี่เป็นสิ่งหนึ่งหากไม่นับพลังความสามารถที่ตนมี เหตุที่สงครามเทวา-อสูราเมื่อหลายร้อยปีก่อนแม้จะรับความพ่ายแพ้และตนก็ถูกจับได้ กระนั้นกลับไม่เข้าสู่ลานประหาร

   

   นั่นเพราะ…

   

   “หากได้กระทำอันใดให้โลหิตออกจากร่างกายของมารล้านภาค แม้เพียงหนึ่งหยดก็จะเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปยังโลกมนุษย์” พระผู้สร้างตรัสออกมา คำตอบนี้ทำให้ทุกคนได้รับคำตอบว่าเหตุใจถึงต้องละการจับตายเอาไว้และต้องจับเป็นเท่านั้น

   

   การต่อสู้ฉากสุดท้ายกลับไม่ง่ายดั่งใจคิดเสียแล้ว แต่อย่างไรแม้จะต้องตายเหล่าเทวาก็พร้อมยินดีปราบจอมมารตรงหน้านี้ให้จงได้

   

   

   

   

 .....................

สวัสดีค่ะ ไม่ได้เจอกันพักใหญ่ตอนนี้กลับมาอัพแล้วนะคะ จะพยายามใช้วันหยุดปั่นนิยาย เรื่องนี้อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้ว ใจหายเหมือนกัน แต่คนอ่านคงดีใจว่าจบสักทีอยู่กันมาเกือบ2ปีเลย 55555



ตอนหน้าต่อสู้รอบสุดท้าย เตรียมใจกันนะคะ เราจะเจอความสุข(?)แล้ว เผื่อใครชินกับการต่อสู้จนลืมไปว่านี่นิยายรัก(ท่านยุ่งว่าท่านยุ่งลืมเอง) 55555

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม คอมเม้นเป็นกำลังใจ ใครจะติ ชม วิจารณ์สามารถทำได้ค่ะขอให้อยู่ในเนื้อเรื่องนิยายนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกคนสำหรับกำลังใจ

 

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
รอเลยยยย

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
   ลิขิตรัก เพลิงเทวา

   Author : Tan-Yung 0209

   File : 33

   Warning : มีฉากการต่อสู้ที่รุนแรง บรรยายถึงการใช้อาวุธ ทำร้ายร่างการ เสียเลือด เสียเนื้อ

   

   การจะได้สิ่งใดมานั้นจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ บ้างก็แลกด้วยทรัพย์สิน บ้างก็แลกด้วยหยาดเหงื่อ บ้างก็แลกด้วยหยาดโลหิต บางครั้งก็จำต้องสังเวยเอาชีวิตไปแลกเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ

   

   จอมมารล้านภาคเองก็มีความต้องการ มีความปรารถนาเช่นเดียวกับผู้อื่น แตกต่างตรงที่สิ่งที่ต้องการกลับมีเจ้าของเสียแล้ว จอมมารล้านภาคต้องการบัลลังก์ทองของพระผู้สร้าง จอมมารผู้นี้ต้องการจะเป็นใหญ่เหนือใครในสามโลก

   

   เหตุนี้เขาจำต้องแลกจิตวิญญาณความเป็นเทวา เลือกเส้นทางสายอธรรมเพื่อจะได้เป็นใหญ่โดยไม่จำต้องก้มหัวให้ใคร หากเป็นเทพยดาแล้วต้องอยู่ปีกของพระเชษฐาตน สู้เบี่ยงทางเบนเข็มเป็นจอมมารมีอำนาจควบคุมอสุรา

   

   ‘หากเจ้าเป็นสีขาว ข้านี้จะเป็นสีดำ’

   

   กระนั้นพศินยังไม่หยุดอยู่ในฐานะจอมมาร ความทะเยอทะยานกระหายในอำนาจยังคงมีอยู่มาก ดุจดั่งไฟไหม้ลามทุ้งหญ้ายากที่จะคุมหรือดับได้โดยงง่าย ทำให้เกิดศึกเทวา-อสุรายืดยื้อเป็นเวลาหลายปีและจบลงโดยที่ตนต้องพ่ายแพ้แก่พระพุธ แม้จะปราชัยก็ตามทว่าตลอดเวลาที่ถูกจองจำในคุกกาลเวลาจอมมารล้านภาคคิดที่จะกลับมาเป็นใหญ่เหนือทั้งปวง

   

   เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วต่อให้ตรงหน้ามีศัตรูเข้ามาขวางนับร้อย นับพัน จอมมารเช่นตนมีหรือจะล่าถอย หากอยากลิ้มรสความตายก็จงดาหน้าเข้ามา จอมมารล้านภาคผู้นี้ไม่หวั่นเกรงผู้ใด

   

   “เข้ามาเลย ต่อให้พวกเจ้ายกทัพกันเข้ามาจนหมดสวรรค์สุดลงไปยังใต้บาดาลแลยืมกำลังจากนรกภูมิก็หาได้เอาชนะข้าผู้นี้ไม่” จอมมารล้านภาคเอ่ย

   

   “อย่าได้ทะนงตัวเพราะศึกครั้งนี้เจ้าจะพ่ายแพ้ไม่ต่างจากครั้งเก่าก่อน” พระเสาร์เอ่ยจบก็ใช้ด้ามหอกฟาดเข้ากลางลำตัวของจอมมารพศิน

   

   หากขึ้นชื่อว่าจอมมารมีหรือจะหลบหลีกหนีไปไม่พ้น จอมมารล้านภาค กระโดดลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะร่ายคาถาออกมาเกิดหมอกควันห่อหุ้มทั่วร่างและกระจายฟุ้งปรากฏเป็นจอมมารล้านภาคนับร้อยตนเข้าร่วมกับกองทัพอสูรที่เหลือกำลังพลเพียงหยิบมือ

   

   “มัวรออันใดเล่า เร่งเข้ามาจับข้าสิเพียงแต่ระวังอย่าให้ข้านี้หลั่งโลหิตก็เป็นพอ” จอมมารล้านภาคทุกตนกล่าวมาพร้อมกันเพื่อสร้างความสับสนให้กับทัพเทวา จากนั้นจึงบัญชาสั่งการให้ไพร่พลของตนเข้าต่อสู้กับทัพเทวาตรงหน้า

   

   ทางด้านพระเสาร์และเทพนภนต์ต่างก็ประกาศก้องสั่งกองพลเข้าบุกโจมตีเช่นเดียวกัน เริ่มทางด้านพระสมุทรเทพสั่งผู้ใต้บัญชาให้เคลื่อนพลเป็นทัพหน้า จากนั้นก็สร้างม่านธาราเป็นเกราะป้องกันผู้บุกรุก ทว่าเหล่าอสูรก็พยายามทำลายม่านพลังนี้ ทั้งใช้อาวุธ ทั้งใช้กายา กระแทกเข้ามาจนเกิดรอยร้าย จนในที่สุดก็ทะลุผ่านมาได้

   

   “อ้าก!!!”

   

   ทันที่ผ่านเข้ามาได้ชลันธรก็ได้ขว้างตรีศูลออกไปเข้าแทงทะลุร่างของอสูรสามตนในคราเดียวเป็นการเปิดศึก จากนั้นเหล่าทวยเทพและอสุราต่างเข้าหาสู้รบกันไม่มีใครยอมใคร ชลันธรเองก็ใช้มือควบคุมตรีศูลให้เคลื่อนไหวตามใจนึก ซ้ายที ขวาที จนอสูรร้ายตายตกตามกัน ทว่าพระสมุทรหนุ่มมัวแต่เพ่งสมาธิอยู่กับตรีศูลตรงหน้าจนไม่ว่ามีอริศัตรูลอบจัดการทางด้านหลัง

   

   “ชลันธร!!!”

   

   “อ้าก!!”

   

   เสียงร้องเรียกนามของผู้ครองมหาสมุทรจะมีผู้ใดหาญกล้าเอ่ยออกมาได้เว้นแต่ผู้ครองบัลลังก์เมฆาอย่างนภนต์ ซึ่งเห็นเข้าพอดี จึงร้องเรียกพร้อมขยับปีกบินเข้าหาผู้อันเป็นที่รัก หากเกรงว่าจะไม่ทันจึงแผลงศรยิงทะลุคออสูรที่บังอาจจะแตะต้องยอดดวงใจของตน

   

   “เป็นเช่นไรบ้าง…ชลันธร” แม้จะปลิดชีพอสูรได้ทันเวลา หากนภนต์ก็อดห่วงชลันธรไม่ได้อยู่ดี

   

   “ข้ามิเป็นไร ข้าขอขอบน้ำใจท่านพี่ที่ช่วยชีวิตข้าไว้” ชลันธรเอ่ยพลางใช้เรียกตรีศูลกลับมายังหัตถาของตน

   

   “ระวังตัวเอาไว้ให้มาก เข้าใจหรือไม่”

   

   “ท่านพี่เองก็เช่นกัน”

   

   ‘ฉึก!’

   

   เพราะมัวแต่เป็นห่วงคนรักกลับกลายเป็นว่านภนต์ถูกลอบทำร้ายเสียเองจากด้านหลัง ทว่าชลันธรมีหรือจะให้นภนต์ได้รับบาดแผลจึงใช้ศาสตราวุธประจำกายจ้วงแทงเข้าโดยพลัน

   

   “ท่านพี่เองก็ระวังตนเช่นเดียวกัน” สิ้นประโยค สองเทวาผู้ครองบัลลังก์เมฆาและบัลลังก์มุกสีครามก็จัดการปลิดชีพคนโฉดชั่วอีกครั้ง

   

   ฝ่ายเทพจากนพเคราะห์ซึ่งตรึงกำลังอยู่อีกด้านหนึ่ง ต่างใช้พลังอำนาจที่ตนมีเข้าจัดการอสูรร้าย เฉกเช่นพระจันทร์ที่ร่วมมือกับพระพฤหัสบดีเข้าสังหารให้ตายในคราเดียว หรือจะเป็นพระราหูที่เรียกวิญญาณนาคาจากสุสานใต้ท้องสมุทรมาจัดการ

   

   “พระราหู พระเกตุ พวกท่านไปจัดการทางนั้นเถิด ทางนี้ข้ากับพระจันทร์จะจัดการเอง” พระพฤหีสบดีเอ่บ ก่อนจะวาดยันต์บนกระดานชนวนจนเกิดอักขระเขาปะทะร่างของมารอสูรจนเกิดเสียงหวีดร้องแสบหูดังตามมา

   

   “อ้าก!!!!!”

   

   การต่อสู้นั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีใครยอมใคร ผลัดกันบุกผลัดกันรับด้วยฝีมือและกำลังพลทำให้ฝ่ายจอมมารล้านภาคต่างล้มหายตายจากจนหมดเว้นเพียงจอมมารและร่างแปลงนับร้อยเท่านั้นที่ยังคงอยู่ เพราะไม่มีใครคิดจะสังหารทว่าพอจะเข้าจับกุมก็ถูกจอมมารลงมือเสีย

   

   …‘การที่ไม่สามารถจับตายกลับกลายเป็นว่าจอมมารล้านภาคนั้นได้เปรียบ’…

   

   …‘แต่ก็ใช่ว่าจะปราบไม่ได้’…

   

   เมื่อจอมมารล้านภาคไร้สมุนคอยช่วยเหลือ พระเสาร์จึงถอดหน้ากากเงินของตนออกและเปิดเนตรมรณาค้นหาจอมมารล้านภาคตัวจริงปรากฏให้เห็นร่างสูงใหญ่หลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ กระนั้นก็มิอาจหลุดรอดสายตาเพราะแผ่ไอพิษสีดำออกมาห่อหุ้มกายา

   

   “ข้าเจอตัวมันแล้ว รพีพงศ์จัดการพวกที่เหลือด้วย” พระเสาร์สั่งความไว้กับสุริยบุตรก่อนจะเหาะเหินเดินอากาศไปยังมารล้านภาคตัวจริง

   

   รพีพงศ์เองก็มิขัดคำสั่ง หากพระศนิเทพมีดวงตามรณา รพีพงศ์เองก็มีเนตรอัคคีกลางหน้าผากไว้ใช้จัดการศัตรูเช่นเดียวกัน เมื่อดวงเนตรเปิดออกเกิดเปลวเพลิงเข้าแผดเผาอสุรามารร้ายที่อยู่ในสายตา นอกจากรพีพงศ์แล้วนาคินทร์ เทพนภนต์ ชลันธร ตลอดจนเทพทั้งหลายต่างจัดการร่างไม่จริงของจอมมารซึ่งแม้จะมายา หากก็มีพลังพอจะต่อกรกับเหล่าเทพทั้งหลาย

 

   “เจ้าหนีข้าไม่พ้นดอกจอมมารล้านภาค” พระเสาร์เอ่ยขณะที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดของศัตรู

   

   “แล้วใครเล่าที่คิดจะหนีเจ้ากัน” จอมมารล้านภาคเอ่ยก่อนจะหาโอกาสใช้เปลี่ยนทวนให้เป็นดาบดาบเข้าฟาดฟันพระเสาร์

   

   “เช่นนั้นก็ยอมให้ข้าจับเสียเถิดจอมมารล้านภาค”

   

   หนึ่งเทพ หนึ่งจอมมาร เข้าประมือกันต่างคนต่างใช้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นพลังมนตรา อาวุธในหัตถาที่มีหรือจะเป็นสติปัญญาที่ใช้ในการวางยุทธศาสตร์สู่ชัยชนะ

   

   แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ผลโดยพลัน เนื่องจากทั้งสองมีฝีมือที่ไม่ธรรมดา การเจอกันในครั้งนี้เรียกได้ว่าสมน้ำสมเนื้อ หากฝีมือที่มีต่างไม่สามารถทำอันใดกันและกันได้ก็จำต้องพึ่งพาชะตาของตนว่าใครคือผู้โชคดี

   

   กาลนั้นจอมมารล้านภาคใช้ดาบกระหน่ำเข้าฟัน หากพระเสาร์นั้นกลับหลบหลีกคมดาบมาได้ อีกทั้งหมุนตัวใช้ด้ามหอกฟาดไปยังแผ่นหลังของจอมมารพศิน ทว่ายังไม่ทันที่ด้ามหอกจะสัมผัสกับกายหยาบ จอมมารร้ายก็ใช้พลังสร้างเกราะเวทย์กำบังส่งผลให้เกิดแรงสะท้อนจนพระเสาร์เซถลาแต่ด้วยไหวพริบที่มีพระเสาร์จึงใช้พลังสร้างวงแหวนขว้างใส่จอมมารจนเซถลาไปด้านหลังเช่นเดียวกับตน

   

   “บังอาจ!!” จอมมารล้านภาคร้องออกมาดังก้องด้วยความโกรธา แผ่ไอพิษเป็นหมอกดำทมิฬออกมาอีกครั้ง พลางเดินเข้าหาพระเสาร์ที่กำลังจะลุกขึ้นยืน ใครที่บังอาจเป็นอริกับจอมมารล้านภาคมันจักต้องตายสถานเดียว

   

   “อึก!” พระเสาร์พยายามจะลุกขึ้นยืนทว่ากลับขยับไม่ได้ ดวงตานั้นมองเห็นเงาใหญ่ทาบทับที่ขาตนจึงเข้าใจว่าโดนจอมมารล้านภาคใช้วิชาถอดจิตบางส่วนไปยังเงาเข้ามาตรึงกายตนไม่ให้ขยับเขยื้อน

   

   “ฮึ! ลุกขึ้นสิพระเสาร์ ลุกขึ้นมาสู้กับข้าอีกคราสิ” จอมมารล้านภาคเอ่ยออกมาน้ำเสียงเย้ยหยัน ยามมองพระเสาร์ที่ตนชังน้ำหน้ากำลังสยบอยู่ตรงหน้าตน จากนั้นจอมมารล้านภาคยื่นแขนไปด้านหน้าก่อนจะสร้างมวลพลังดึงดูดร่างพระเสาร์ให้ลอยขึ้นแล้วเข้ามาหาตน

   

   “อัก!!..อึก!!” พระเสาร์ถูกจอมมารล้านภาคบีบคอเข้าเสียแล้ว แรงบีบทำให้พระเสาร์ดิ้นแทบไม่หลุด ยิ่งต่อต้านมารล้านภาคก็ยิ่งชอบใจยิ้มเยาะที่เห็นสภาพของเทพที่ใครต่างขนานานามว่าแกร่งที่สุด

   

   “แข็งแกร่งหรือ…ข้ามองอย่างไรก็เหมือนลูกไก่ในกำมือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลูกไก่ที่จะต้องตายด้วยพิษของข้า” สิ้นประโยคไอพิษที่แผ่ออกมาจากร่างของจอมมารล้านภาคก็ทวีเพิ่มขึ้นจนเป็นหมอกจาง ๆ ลอยเข้าหาพระเสาร์

   

   ทว่าพระเสาร์กลับไม่ยอมให้เกิดอันตรายกับตน ริมฝีปากคลี่ออกแสะยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามใจคิด ดวงตามรณะเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีดำสนิทดูดกลืนไอพิษเข้าไปในดวงตา ทั้งยังใช้มือจับเข้าที่ข้อมือที่กำลังบีบคอของตนปลดปล่อยเปลวไฟสีขาวให้ลุกลามเผาผลาญลุกลามไปตามแขนของจอมมารล้านภาคและมันก็ไม่คิดจะดับลงโดยง่าย

   

   “นี่มัน…เพลิงหิมะ!!”

   

   “ไม่คิดว่าเจ้าจะจำได้ หากเจ้าพุธรู้คงจะดีใจเป็นแน่แท้”

   

   จำไม่ลืม…มารล้านภาคไม่เคยลืมเพลิงหิมะคาถาประจำกายของพระพุธ ที่สงครามเทวา-อสุราในคราก่อนพระพุธได้ใช้คาถานี้ปราบตนให้โดนอัคคีน้ำแข็งนี้เผากายตนและแช่แข็งจนไม่อาจขยับเขยื้อน ร้ายไปยิ่งกว่านั้นความเย็นที่สัมผัสผิวกายตนก็กัดกินจนแสบสันทรมาน

   

   “แต่เจ้าอย่าคิดว่าข้าจะยอมถูกจับด้วยคาถาเดิมๆ” จอมมารล้านภาคกล่าวก่อนที่จะเพิ่มความร้อนในกายหมายจะใช้มันสู้กับความเย็นทว่ายิ่งเพิ่มความร้อนมากเท่าไรเพลิงหิมะกลับโชกโชนลุกลามมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้จิตของจอมมารนั้นไซร้ไร้ซึ่งความนิ่ง ส่งผลให้ร่างเงาที่สู้กับเทพองค์อื่นสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี

   

   “เป็นได้อย่างไรกัน..อ้าก!!...เหตุใดเป็นนี้”

   

   “ข้ากับเจ้าพุธคิดไว้แล้วว่าเจ้าคงหาโอกาสรับมือ จึงได้ซ่อนกลคิดคาถาสู้กับเจ้าอีกเปราะหนึ่ง มารล้านภาคเอ๋ยจงยอมแพ้เสียเถิด ยอมแพ้พวกข้า ยอมแพ้ให้กับสิ่งที่เจ้ามิอาจจะครอบครองได้” พระเสาร์เอ่ย ขณะเดียวกันนั้นก็นึกถึงคำของพระพุธเมื่อตอนที่ตนนั้นรับเอาพลังจากพระพุธมา

   

   ‘พี่เสาร์พุธได้ถ่ายโอนพลังเพลิงหิมะให้กับท่านแล้ว หากมันหาได้สมบูรณ์เนื่องจากท่านหาใช่ผู้เป็นเจ้าของเช่นพุธ ดังนั้นมันมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น’

   

   ‘ขอบน้ำใจเจ้ามาก ข้าจักใช้มันจัดการจอมมารชั่วให้ได้ในคราเดียว’

   

   ‘พี่เสาร์ของพุธเก่งกาจเหนือใคร….เรื่องนี้พุธย่อมรู้ดี หากอย่าได้ประมาทจอมมารผู้นี้เป็นอันขาด เกรงว่าฝ่ายนั้นคงฝึกตนรับมือเพลิงหิมะนี้แน่ พุธจึงอยากให้พี่เสาร์ใช้คาถาซ่อนกล พี่เสาร์ทำได้หรือไม่’

   

   ‘ได้สิ’

   

   “อ้าก!!!” จอมมารล้านภาคร้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น ความเย็นกัดกินตนทั้งโดนแช่แข็งจนไม่อาจขยับไปไหนได้ มันลุกลามจนแทบจะทั่วทั้งตัว กระนั้นจอมมารล้านภาคก็รวบรวมแรงร้องเรียกหาผู้เป็นพระเชษฐา

   

   “พระผู้สร้าง!!! ข้ามาที่นี่เพื่อชิงบัลลังก์จากท่าน ไหนเลยท่านจึงส่งคนมาต่อกรกับข้า ไยถึงไม่ลงมือเองเล่า แน่จริงก็ให้พระเสาร์ปล่อยข้าไปสู้กับท่านสิหรือท่านเกรงกลัวข้า” จอมมารล้านภาคเอื้อนเอ่ยกับพระผู้สร้างที่ประทับอยู่ใต้ต้นมะม่วงทิพย์

   

   “หยุดพล่ามได้แล้ว เพียงเจ้าอ้าปากข้าก็รู้สิ้นถึงตับไตไส้พุงว่าคิดเช่นไร อยากจะหลุดจากพันธนาการของข้าแล้วหลบหนีหรือ ข้านี้ไม่มีทางปล่อยเจ้า อีกอย่างเจ้านั้นหาใช่คู่ต่อสู้ของพระผู้สร้างไม่อย่าได้คิดจะท้าทายเลย” พระเสาร์เปล่งวาจา อย่างไรเสียตนจะไม่ยอมปล่อยจอมมารล้านภาคเพราะโอกาสใช้เพลิงหิมะนั้นมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

   

   “พระเสาร์ปล่อยจอมมารล้านภาคเถิด” ทว่าองค์ราชาแห่งทวยเทพกลับรับคำของจอมมารล้านภาค หากพระเสาร์ยังคงดื้อดึงไม่ยอมปล่อย

   

   “พระเสาร์!!!  เจ้าคิดจะขัดพระบัญชาของพระผู้สร้างหรือ” จอมมารล้านภาคเอ่ย ในความคิดนั้นหาลู่ทางหนีจากการจับกุม

   

   พระเสาร์จำต้องปล่อยจอมมารล้านภาคออกแม้จะขัดใจ เปลวอัคคีที่ลุกลามค่อย ๆ มอดลงพร้อมกับน้ำแข็งที่อันตธานหายไปราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น จอมมารล้านภาคได้รับอิสระอีกครั้งก็เตะพระเสาร์ให้ออกห่างแล้วใช้คาถาหายตัว

   

   ทว่าทุกสิ่งกลับเคลื่อนไหวเชื่องช้า จอมมารล้านภาคมองตัวเองที่ยังคงอยู่ในท่าทางเดิม ในใจนั้นตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะเหลียวมองพระผู้สร้างที่ยังคงเดินเหินเป็นปกติและมุ่งหน้ามาหาตนพร้อมกับกรงล้อแห่งโชคชะตาอยู่ด้านหลัง

   

   “ตัวข้านี้มีใจสงสารเมตตาเจ้า จึงให้ผู้อื่นจับเป็นเจ้าหวังเพียงว่าเจ้าจะถูกจองจำและสำนึกผิดได้ หากแลเหมือนว่าข้านั้นจะคิดผิด เจ้าไม่เคยคิดดีได้ ซ้ำร้ายยังคิดชั่วช้าสร้างแต่ความเดือดร้อนให้ทั้งสามโลก เจ้าท้าทายให้ข้าต้องลงมือสังหารเจ้า…พศิน”

   

   “ อย่าคิดมาขู่ข้าเลย ข้าไม่กลัวท่านดอกหนา ท่านจะสังหารข้าได้อย่างไร อย่าลืมสิว่าข้านี้ได้พรจากเสด็จพ่อหากเลือดข้าหลั่งลงเมื่อใดจะเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า”

   

   “ข้าไม่ลืม หากมีแต่เจ้าที่ไม่รู้ว่าข้าสามารสังหารเจ้าโดยที่โลหิตเจ้าไม่หลั่งรินออกมา” สิ้นสุรเสียงของพระผู้สร้างกรงล้อแห่งโชคชะตาก็เคลื่อนตัวตามกลไก ก่อเกิดรัศมีสีทองส่องประกายไปยังจอมมารล้านภาค

   

   “โอ๊ย!!!...อ้าก!!!”

   

   จอมมารล้านภาคร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด กายหยาบที่ประกอบด้วยเนื้อหนังมังสาค่อย ๆ สลายกลายเป็นควัน ลอยล่องเข้าไปยังกงล้อแห่งโชคชะตา ไม่นานร่างของจอมมารล้านภาคนั้นก็มลายหายไปจนสิ้นเหลือเพียงอากาศราวกับว่าไม่เคยมีจอมมาร ณ ที่แห่งนี้

   

   …‘ลาก่อนจอมมารล้านภาค…ลาก่อนพศินน้องพี่’…

   

   “จอมมารล้านภาคตายแล้ว เฮ!!!!”

   

   “พวกเรามีชัยเหนือหมู่มาร เฮ!!!”

   

   ทหารเทวาที่ร่วมทำศึกส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ บ้างก็ทิ้งอาวุธเข้าสวมกอดกัน ในที่สุดสงครามได้จบเสียที หลังจากนี้สืบไปความสงบสุขก็กลับคืนสู่ทุกสรรพสิ่งในสามโลก

   

   “ท่านพ่อเป็นเช่นไรบ้าง” นาคินทร์วิ่งเข้าหาผู้เป็นบิดา ไล่หลังมานั้นก็เป็นรพีพงศ์คนรักที่เข้ามาร่วมสมทบ

   

   “พ่อมิเป็นไร เจ้าทั้งสองเล่าเป็นเช่นไรบ้าง” พระเสาร์ถามบุตรในสายโลหิตและบุตรเขยของตน

   

   “ลูกมิเป็นไรขอรับ มีเพียงแผลเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นอันตราย” นาคินทร์ตอบ

   

   “ข้าเองก็เช่นกัน” รพีพงศ์ตอบกลับพร้องกับกอดเอวคนรักเอาไว้ให้ยืนเคียงกาย

   

   “ดีแล้ว ความเศร้าโศกและการสูญเสียมันผ่านพ้นไปแล้ว หลังจากนี้พ่อเองก็หวังว่าพวกเราทั้งสามจะพานพบประสบกับความสุขเสียที”

   

   นาคินทร์ได้ฟังคำบิดาก็พยักหน้า นาคน้อยเองก็คิดว่าช่วงชีวิตไม่ว่าภพภูมิก่อนหรือภพภูมิในปัจจุบัน ตนนั้นเจอเรื่องร้ายมาเสียส่วนใหญ่แต่อย่างไรเสียก็กลับมีเรื่องดีปะปนมาบ้าง อย่างนั้อยนาคินทร์ก็มีรพีพงศ์เคียงข้าง มีพระเสาร์ผู้เป็นบิดาคอยห่วงใย นาตินทร์อยากมีความสุขเช่นนี้ก็ได้แต่ภาวนาอ้อนวอนต่อโชคชะตาอย่าได้พรากความสุขไปจากตนอีกเลย

   

   …‘ชีวิตนับจากนี้…นาคินทร์ไม่อยากจะเสียน้ำตาให้กับความเจ็บปวดอีกแล้ว’…







.......................

สิ้นสุดสงคราม สิ้นสุดแล้ว สิ้นสุดกันที ความเจ็บปวดมันหายไปแล้ว

เย้!!!!!!!!!!!! แต่กว่าจะหายก็เล่นเอาตอนก่อนสุดท้าย



ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนิยายเรื่องนี้นะคะ ตอนหน้าเป็นตอนจบแล้ว ใจหายเหมือนกันนะคะ หวังว่าทุกคนจะจะติดตามอ่านดันและพูดคุยกันนะคะ

สุดท้ายนี้เช่นเดิมค่ะ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเม้น มาอ่านนะคะ มาเป็นกำลังใจ สามารถติชมได้ค่ะ

ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
มารอตอนจบน้า

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
   ลิขิตรัก เพลิงเทวา

   Author : Tan-Yung 0209

   File : 34

   Warning : -

   Rate : NC

   

   เวลาผ่านไปถึงสามราตรีกาลกับศึกสงครามเทวา-อสุรา ไร้ซึ่งข่าวสารแว่วผ่านหูให้คนรอนั้นได้รับรู้ ผู้ใดไม่ได้ร่วมศึกหากผู้อันเป็นที่รัก มิตรสหาย ทำได้เพียงรอคอยเท่านั้น ทั้งเป็นห่วง ทั้งอธิษฐานภาวนาให้ทุกคนนั้นปลอดภัย ไม่เว้นแต่พระพุธซึ่งแม้นจะรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าด้วยญาณอันแกร่งกล้ารวมไปถึงคำทำนายที่พี่ใหญ่ของตนไปบอกไว้

   

   “พระพุธขอรับ ข้าว่าท่านเข้าไปรอในวิมานเถิด” ทหารก้านบัวที่เฝ้าประตูวิมานเอ่ยกับเทวารัศมีสีใบตอง ซึ่งได้ฝืนกายลุกจากบรรจถรณ์ออกมาทั้งที่ร่างกายนั้นยังไม่แข็งแรงดีพอ ทหารก้านบัวจึงคะยั้นคะยอให้เข้าพัก ทั้งกลัวพระเสาร์ผู้เป็นนายจะเห็นเข้าแล้วตนพลอยรับโทษที่ปล่อยให้คนสำคัญที่พวกตนโดนกำชับให้เฝ้าดูไม่ให้หลุดรอดสายตา

   

   “พวกเจ้าอย่าห้ามเราเลย เรายืนรออยู่ตรงนี้หาได้ไปที่อื่นใด อีกทั้งร่างกายเราหากไม่ขยับเคลื่อนไหวเสียบ้างเกรงจะไม่มีแรงเสีย”

   

   “แต่ว่าพระเสาร์…”

   

   “ไม่ต้องกลัว ข้าจะออกหน้ารับโทษแทนพวกเจ้าเอง…อ๊ะ!!” พระพุธกล่าวกับทหารก้านบัว ทว่าสิ้นประโยคไม่ทันไรขาทั้งสองก็อ่อนแรงไปเสียดื้อ ๆ จนร่างสูงโปร่งของพระพุธทรุดลงไปกับพื้น

   

   “พระพุธ!!” ทหารก้านบัวร้องออกมาพร้อมกัน ก่อนจะเข้าไปช่วยพยุง ทว่าดูเหมือนจะช้ากว่าใครบางคนไปก้าวหนึ่ง ร่างของพระพุธที่กำลังจะลงไปนอนกับพื้นนั้นกลับมีแขนแกร่งเข้ารองรับก่อนจะอุ้มขึ้นมา

   

   “ช่างดื้อรั้นเสียเหลือเกิน ใครใช้ให้เจ้าออกมา” น้ำเสียงทุ้มดุคนในอ้อมแขน หากสิ่งที่ได้กลับหาใช่ใบหน้าสลดสำนึกผิดแต่เป็นรอยยิ้มกว้าง…รอยยิ้มที่พระเสาร์เองรอคอย หากตนจะยิ้มตอบรับก็หาทำได้ไม่ เวลานี้ต้องดุเทพแสนซนเสียก่อน

   

   “พวกเจ้าปล่อยให้พระพุธออกมาได้อย่างไร!!” พระเสาร์หันไปตวาดทหารก้านบัวของตน ทั้งที่รู้ว่าคงทำตามหน้าที่กันสุดความสามารถแต่ไม่อาจต้านทานพระพุธได้

   

   “พี่เสาร์ พุธผิดเองอย่าได้ว่าพวกทหารเลย หากจะลงโทษโปรดลงโทษพุธเถิดหนา” พระพุธเอ่ย น้ำเสียงไพเราะออดอ้อนให้พระเสาร์ใจเย็นลง

   

   “ได้…ข้าจะลงโทษเจ้าแทน” พระเสาร์แสะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่พระพุธนั้นคิดว่าจะต้องเป็นการลงโทษที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่

   

   “แล้วการศึกเป็นเช่นไรบ้าง แล้วนาคินทร์ รพีพงศ์ พี่ใหญ่ พี่รองของพุธ แล้วเทพองค์อื่นเล่าเป็นเช่นไร ทุกคนปลอดภัยดีใช่หรือไม่” พระพุธซักถามในสิ่งที่ตนอยากรู้ จตลอดจนไม่เห็นหน้าหลานทั้งสองก็หวั่นใจกลัวจะได้รับบาดเจ็บ

   

   “ใจเย็น ๆ ประเดี๋ยวข้าจะตอบคำถามเจ้าหลังจากเข้าไปยังวิมาน ส่วนรพีพงศ์กับนาคินทร์นั้น…” คำตอบสุดท้ายของพระเสาร์ใช้สายตาแทนคำพูด พระพุธมองตามไปก็เห็นนาคินทร์นั่งบนหลังพญาราชสีห์พาหนะของรพีพงศ์ร่วมกับเจ้าของ

   

   “นาคินทร์!! รพีพงศ์!!” พระพุธร้องออกมาด้วยความดีใจ

   

   “ท่านอา ท่านอาเป็นอันใด เหตุใดท่านพ่อจึงต้องอุ้มเอาไว้เช่นนี้” ผิดกับนาคินทร์ ทันทีที่ลงจากหลังจากหลังราชสีห์ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

   

   “นั่นสิ ท่านอาเป็นอันใดไปหรือ” รพีพงศ์เองก็ซักถามออกไปเช่นกัน

   

   “ท่านอาของพวกเจ้าดื้อรั้นออกจากวิมาน ฝืนตนจนล้มลงอย่างไรเล่า”

   

   “พี่เสาร์อย่าบอกหลานสิ พุธหาใช่เด็กที่ดื้อดึง”

   

   “ฮึ! เจ้ามันยิ่งกว่าเด็ก เอาล่ะพวกเราเข้าไปด้านในวิมานกันเถิด จะได้พักผ่อนหลังเสร็จศึกสงครามด้วย” พระเสาร์ชักชวนบุตรชายและบุตรเขยให้เข้าไปในวิมาน

   

   เมื่อเข้ามาแล้วต่างก็แยกย้ายกันนั่งลงบนแท่นรัตนา รพีพงศ์โอบเอวบางของนาคินทร์ให้นั่งเคียงข้างตน ส่วนพระเสาร์ก็จัดท่าจัดทางให้พระพุธนั่งให้เรียบร้อย โดยนั้นนั่งอยู่ใกล้ ๆ เพื่อดูแลหากพระพุธเป็นอะไรไปอีก

   

   “ศึกครั้งนี้มีชัยใช่หรือไม่ แล้วผู้ร่วมศึกเป็นเช่นไรบ้าง” พระพุธถามขึ้นสิ่งที่ค้างคาใจมันคับแน่นจนต้องระบายออกมาด้วยคำตอบจากเทพทั้งสาม

   

   “ศึกครานี้มีชัยตามคำทายของพระพฤหัสบดี ส่วนหนึ่งเป็นแผนของท่านอาด้วยทำให้พวกเรานั้นสามารถจัดการอริศัตรูไปได้” นาคินทร์เอ่ย ทั้งชื่นชมพระพุธด้วยใจจริง

   

   ย้อนกลับไปก่อนจะทำศึกสงครามเทวา-อสุรา หลังจากมารล้านภาคแบ่งจิตใช้ร่างมาชิงตัวอินทุนิล ซ้ำประกาศจะทำสงครามกับเทพทั้งหลายเพื่อครอบครองไตรภพ ครานั้นเหล่าเทพต่างประชุมกันเพื่อหาทางรับมือ พระพฤหัสบดีได้ทำนายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเอาไว้ถึงรวมถึงผลแพ้ชนะในการศึกโดยกำหนดให้ต้องจัดการให้ไม่เกินสามทิวาราตรี

   

   ระยะเวลาที่ได้รับนั้นช่างแสนสั้น เป็นการบังคับกลาย ๆ ให้เหล่าเทพาและเทพี ต้องคิดแผนให้ได้ โดยคำนึงถึงการเผด็จศึกที่ต้องทันเวลา อีกทั้งต้องสูญเสียเลือดให้น้อยที่สุด พระพุธเมื่อรู้คำทำนายจากการที่ตนได้ซักถามนาคินทร์จึงช่วยคิดหาทาง แม้จะไม่แข็งแรงพอจะลุกเดินไปร่วมเข้าชุมนุมในเทวสภาหรือออกศึกแต่ก็ได้มอบสาส์นฝากสพลถวายแด่พระผู้สร้าง ถึงแผนการที่ใช้ให้แกล้งพ่ายแพ้ยามที่กนธี อินทุนิล บุกนครบาดาลและแดนนรก ไหนเลยจะมอบตำราเคล็ดลับวิชาให้นาคินทร์ได้ฝึกฝนก่อนออกรบ รวมไปถึงมอบพลังของตนให้กับพระเสาร์

   

   …‘สมกับเทพที่มีปัญญาและความเมตตาอยู่เต็มเปี่ยม’…

   

   “หลานยกยออาเกินไปแล้ว แผนการของอาเพียงผู้เดียวเสียที่ไหนกันเล่า เทพผู้อื่นต่างระดมความคิด ทั้งความสามารถในการสู้รบที่โดดเด่นของแต่ละคนทำให้จัดการมารล้านภาคและพรรคพวกได้”

   

   หลังจากนั้นเทพทั้งสี่ก็สนทนากันอีกเพียงเล็กน้อย ด้วยการทำศึกตลอดสามวันที่ผ่านมานั้น ร่างกายพาลเหนื่อยล้าแทบจะหมดแรง จึงแยกย้ายกลับไปยังห้องหับของตน พระเสาร์พยุงพระพุธที่เริ่มกลับมามีแรงพอลุกเดินได้ ส่วนรพีพงศ์ได้จูงมือนาคินทร์กลับห้องเช่นเดียวกัน

   

   ‘ปัง!!’

   

   “อะ…อื้ม”

   

   บานประตูปิดลงพร้อมลงสลัก เช่นเดียวกับริมฝีปากของนาคินทร์ที่ถูกทาบทับไม่อาจเปิดออก รพีพงศ์ตะโบมจูบนาคินทร์ราวกับสัตว์ป่าหิวโหยเจอเหยื่อรสชาติแสนโอชะ หากเหยื่อที่มีท่าทีตกใจในคราแรกกลับไม่หนีทั้งยังเปิดทาง เผยอริมฝีปากให้พยัคฆาได้สอดชิวหามาลิ้มรสของตนทั้งยังตวัดลิ้นกลับหยอกเอิน ยั่วยวนชวนให้โดนกัดกิน

   

   บทจูบเปี่ยมรักดำเนินไปทั้งความกระหายใคร่อยากจะดูดกลืน บ้างก็อ่อนหวานให้ใจระทวยเต้นผิดจังหวะ อย่างไรก็ตามมันได้สร้างความสุขให้กับคู่รักที่ปรนเปรอกันและกันจนพอใจ ก่อนรพีพงศ์จะผละริมฝีปากออกแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ หากครานี้นาคินทร์กลับใช้ดัชนีทาบไว้ที่ริมฝีปากอีกคน กั้นเอาไว้ไม่ให้เข้ามา

   

   “อื้ม…ท่านพี่ไม่คิดจะชำระล้างคราบเลือด คราบไคลก่อนหรือไร” เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระ นาคินทร์ไถ่ถามคนตรงหน้าแม้ว่าคำตอบนั้นจะแสดงออกผ่านดวงตาว่าต้องการตนมากเพียงใด นาคินทร์คิดว่าคงจะมากพอ ๆ กับที่ตนต้องการอีกฝ่าย

   

   “คิดสิ…นาคน้อยของพี่ แม้พี่รู้ว่าเจ้าเหนื่อยแต่เป็นเจ้าได้หรือไม่ที่จะช่วยอาบน้ำให้แก่พี่”

   

   “ย่อมได้ น้องยินดีอาบให้ท่านพี่”

   

   นาคินทร์เอ่ยออกมาทั้งรอยยิ้มก่อนจะเป็นฝ่ายเข้าหาป้อนจูบให้แก่สวามีของตน มืองามจับไปยังชายอาภรณ์แล้วปลดเปลื้องมันออกให้พ้นกายของร่างสูงใหญ่ เช่นเดียวกับรพีพงศ์ที่จัดการนาคินทร์ให้อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า

   

   เมื่อผละริมฝีปากถอนจูบ รพีพงศ์จึงอุ้มคนงามของตนเข้าไปยังห้องสรงน้ำ ที่ภายในเป็นสระหินอ่อนกว้างขวาง ตรงกลางมีแท่นศิลาสำหรับไว้นั่งขัดสีฉสีววรณ รัชทายาทพระอาทิตย์ค่อย ๆ ย่างเท้าย่ำขั้นบันไดลงไปในสระสรงเพื่อไปยังแท่นศิลา

   

   “เอาล่ะ หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วนาคินทร์” รพีพงศ์กระซิบข้างหูน้ำเสียงแหบพร่า แล้วปล่อยนาคินทร์ให้เป็นอิสระจากอ้อมแขนของตน

   

   นาคินทร์พยักหน้าว่าง่ายไม่อิดออด ร่างอรชรลงจากแท่นศิลาแล้วเสกผ้าขาวบางชุบน้ำในสระจนเปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเช็ดถูตามเนื้อตัวของรพีพงศ์ซึ่งกำลังนั่งมองทุกการกระทำของคนรักบนแท่นศิลา เพียงแค่ปลายนิ้วเคลื่อนไหวพาภูษาถูกายนี้ เพียงลมหายใจรดใส่ยามเจ้านาคตัวน้อยก้มหน้าลงมาก็ทำให้รพีพงศ์นั้นอดทนแทบไม่ไหว นาคินทร์ใช้ผ้าในหัตถาถูจนทนทั่ว ยกเว้น…

   

   “เมียพี่…เจ้ายังหาได้ถูตรงนี้ไม่” รพีพงศ์คว้ามือของนาคินทร์มาวางไว้ตรงกลางกายตนที่แข็งขืนเต็มไปด้วยกำหนัด

   

   “ตรงนี้หรือ ท่านพี่จะให้น้องเช็ดด้วยผ้าหรือเช็ดด้วยอันใดเล่า” นาคินทร์แสร้งถาม ขณะเดียวกันก็ลูบไล้กลางกายนั้นไปด้วย แววตาเจ้าเล่ห์ที่ปรายตามองหาได้ทำให้รพีพงศ์หวั่นใจตรงกันข้ามมันช่างเย้ายวนเสียมากกว่า

   

   “เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ…นาคินทร์” รพีพงศ์เอ่ย

   

   จบประโยคคำตอบ นาคินทร์ได้นำฝ่ามือของตนออกไปแล้วขยับตัวยืนเข้าแทรกกลางระหว่างขาของสวามีตน เนื่องด้วยนาคินทร์อยู่ในสระสรง รพีพงศ์นั่งบนแท่นศิลาทำให้ระดับใบหน้างามอยู่ตรงกับส่วนที่ต้องการเช็ดถูพอดิบพอดี

   

   นาคาคนดีเผยลิ้นออกมาทีละน้อยแล้วแตะเข้ายังส่วนปลายของแก่นกายจากนั้นจึงไล่เลียจากบนลงมาจนสุดด้านล่างแล้วลากกลับไปมา ช้า ๆ หากทั่วถึง นาคินทร์ใช้ลิ้นแทนผ้า ใช้น้ำในปากแทนน้ำในสระสรง ค่อย ๆทำความสะอาด เรียกเสียงครางบ่งบอกว่าชอบใจจากรพีพงศ์เป็นระยะ ทำให้เจ้าตัวดีนึกฮึกเหิมจับแก่นกายของคนรักเข้าปากแล้วขยับขึ้นลงสร้างความหฤหรรษ์ พาอารมณ์ของรพีพงศ์ให้เพิ่มขึ้นไม่ต่างหาฟืนมาสุมไฟให้ลุกโชติ

   

   ส่วนมืองามจมหายไปใต้น้ำก็นวดคลึงส่วนอ่อนไหวของตนทั้งยังลูบไล้ไปตามปากทางรักแล้วสอดดัชนีเข้าไปเพื่อเปิดทาง นาคินทร์ใช้นิ้วเรียวขยับเข้าออกไปในทิศทางเดียวกับริมฝีปากตนที่ครอบครองกลางกายของรพีพงศ์ ยิ่งกำหนัดถูกกระตุ้นมากเท่าใด ก็ส่งผลมให้ทั้งนิ้วและปากขยับมากขึ้นไปตามครรลอง

   

   “อืม..นาคินทร์ เหตุใดน้องถึงหยุดเล่า” แต่แล้วไฟที่กำลังโหมแรงกลับถูกดับเอาไว้ชั่วคราว นาคินทร์ที่ผละริมฝีปากงามจากแก่นกายคนพี่ได้แต่ยิ้มพรายออกมา ผิดกับรพีพงศ์ที่มีแต่ความต้องการอยากสานต่อ

   

   “ใครว่าน้องหยุด..น้องแค่เปลี่ยนจากปากเป็นอย่างอื่น” นาคินทร์เอ่ยพร้อมกับลุกเข้ามานั่งคร่อมตักรพีพงศ์ไว้ เท่านี้ก็สามารถเรียกร้อยยิ้มจากสุริยบุตรได้

   

   หากนาคินทร์ไม่ใช่อยากเห็นเพียงรอยยิ้ม นาคินทร์ต้องการมากกว่านั้น ต้องการเสียงที่พร่ำบอกรัก ต้องการแววตาที่มองมายังตนคนเเยว เฉกเช่นตนที่อยากจะกระทำกับรพีพงศ์ นาคน้อยคนงามเริ่มขยับบดเบียดบั้นท้ายให้เสียดสี ปล่อยให้กลางกายร้อนถูไปตามร่องของก้อนเนื้ออวบอัด เรียกเสียงกระเส่าจากในลำคอทั้งยังได้รับรางวัลเป็นรอยขบเม้มที่ประทับยังแผ่นอกขาว เนื้อนุ่ม ๆ ถูกรพีพงศ์เลียวนจนทนทั่วไม่เว้นแม้แต่ยอดอกที่ถูกดูดดุนอย่างตะกละตะกรามไม่จากทารกต้องการน้ำนมมารดา หากทารกนี้ตัวใหญ่โตซ้ำรู้ความว่าจะทำเช่นไรให้อีกฝ่ายเปล่งเสียงออกมา

   

   นอกจากเสียงเท่านั้น หากร่างกายของนาคินทร์ตอบสนองต่อความต้องการ ช่างซื่อตรงเสียเหลือเกิน นาคินทร์ขยับตัวบดเบียดเร็วขึ้น สุดท้ายนาคินทร์ก็ไม่อาจทน ยกสะโพกขึ้นมาหมายจะสอดใส่แกานกายอีกคน โดยรพีพงศ์ให้ความร่วมมือ นวดเค้นบั้นท้ายงาม ทั้งช้อนสะโพกรองรับให้นาคินทร์กระทำการสำเร็จ

   

   “อื้อ..ทะ…ท่านพี่” นาคินทร์ค่อย ๆ นั่งลงไป บัดนี่ร่างกายนั้นได้กลืนกินความเป็นตัวตนของรพีพงศ์ ทีละนิด…ทีละนิด รพีพงศ์เองหาได้นิ่งเฉย เทพหนุ่มขยับสวนเข้าไปในช่องทางรักช้า ๆ เนิบนาบ เพื่อให้นาคินทร์นั้นปรับตัวได้ แม้มีจะร่วมรักกันมาหลายครั้งหลายคราแต่รพีพงศ์ก็ยังคงทนุถนอมยอดดวงใจ

   

   “อ๊า…ท่านพี่…”

   

   “อืม…นาคินทร์”

   

   ท้ายที่สุดนาคินทร์สามารถผสานร่างตนเข้ากับรพีพงศ์ได้ เสียงครางดังออกมาจากปากทั้งสองคนด้วยความวาบหวามที่มีให้กัน ก่อนนาคินทร์จะรั้งท้ายทอยรพีพงศ์เอาไว้แล้วมอบจูบแสนหวานปรนเปรอพร้อมกับขยับร่างกายขึ้นลง ด้านรพีพงศ์ใช้หัตถาข้างหนึ่งประคองหลังลูบไล้ อีกข้างหนึ่งคว้ารั้งเอวคอด ทั้งขยับสะโพกยกขึ้นกระแทกเป็นจังหวะสอดรับกับอีกฝ่าย

   

   ยามริมฝีปากผละออกจากกันเสียงครวญครางของทั้งสองผสานกันไม่มีใครยอมใคร ทั้งพร่ำบอกรักเร้าอารมณ์ให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีกับความสุขที่ตักตวงจากคนอันเป็นที่รัก

   

   “น้องรักท่านพี่…รัก…อื้อ…รักที่สุด”

   

   “พี่เองก็รักเจ้านาคินทร์..อ่า…”

   

   ห้วงรักชักนำพาให้กายสองเข้ากอดก่าย รพีพงศ์โอบอุ้มนาคินทร์จัดเปลี่ยนท่าทางให้นาคน้อยนอนยังแท่นศิลาแล้วจับเรียวขาขาวให้อ้าออกกว้าง ส่วนตนนั้นคร่อมกายาอยู่ด้านบนพร้อมขยับสะโพกชักนำแก่นกายให้เข้าออกเร็วขึ้น…เร็วขึ้น จนคนใต้ร่างขยับเขยื้อนตามด้วยแรงที่โถมใส่ เกศาดำขลับที่เคยถูกถักเป็นเปียบัดนี้สยายไปตามแผ่นหลังและแท่นศิลา สำหรับรพีพงศ์แล้วช่างเป็นภาพที่หน้ามอง

   

   …‘ไม่มีใครงามเกินเมียพี่อีกแล้ว’…

   

   ยิ่งพิศชมใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ไหลเล่าปากสวยขยับส่งเสียงบ่งบอกความสุขที่ตนมอบให้ ยิ่งคำว่ารักที่เอื้อนเอ่ย ยิ่งปลุกปั่นให้รพีพงศ์ไม่คิดยั้งแรง

   

   “ท่านพี่…แรง..อ่ะ…แรงไปแล้ว” นาคินทร์ร้องบอก แก่นกายที่เข้ามาเสียดสีภายในเข้าตรงยังจุดกระสัน มันทั้งเร็วและแรงเสียเหลือเกิน

   

   “แล้วเจ้าชอบหรือไม่..อืม…นาคินทร์” รพีพงศ์เอ่ยถามก่อนจะโน้มใบหน้าจุมพิตไปยังแก้มนิ่ม

   

   “ชอบ…น้องชอบให้ท่านพี่ทำเช่นนี้กับน้อง..แต่ต้องกับน้องคนเดียว..อ่า..”

   

   “พี่ให้คำมั่นว่าจะทำรักกับเจ้าแค่คนเดียว”

   

   รพีพงศ์เอ่ยและพิสูจน์ด้วยการกระแทกไปในกายนาคินทร์ จนคนตัวเล็กหวีดร้องออกมาลั่นบริเวณ สะโพกงามยกขึ้นมาขยับรับแรงสวนราวกับท้าทายให้อีกฝ่ายไม่ผ่อนปรนแรง

   

   …‘ยิ่งรพีพงศ์ขยับ…ภายในนาคินทร์ยิ่งตอดรัด’…

   

   …‘ยิ่งนาคินทร์ขยับ…กลางกายรพีพงศ์ก็ทำให้เสียวซ่านปั่นป่วน’…

   

   จวบจนเสียงครางหวานแห่งความสุขสมออกมาจากปากของนาคินทร์ ร่างบางนั้นกระตุกเกร็งแล้วปลดปล่อยธาราสีน้ำนมออกมา รพีพงศ์เองก็ปล่อยหยาดพิรุณแห่งตัวตนเข้าไปภายในร่างของนาคินทร์

   

   “ท่านพี่…ไม่ถอดถอนกายออกจากตัวน้องหรือ”

   

   “นาคินทร์ เจ้าก็รู้ว่าเราสองนั้นไม่เคยจบเพียงคราเดียว” รพีพงศ์เอ่ย นาคินทร์ได้ฟังก็ยิ้มหวานก่อนจะคว้ามืออีกคนมาโลมเลียทีละนิ้มให้เปียกชุ่ม ไหนเลยจะสายตายั่วยวนเชิญชวนให้กลางกายรพีพงศ์กลับมาแข็งขืนอีกครั้ง

   

   ตลอดราตรีกาลนี้ต่างฝ่ายต่างอาบน้ำให้กันหลายครั้งหลายครา ทั้งขยับเปลี่ยนท่าทางให้ได้เช็ดถูกันทุกซอกทุกมุม จบจากแท่นศิลาก็ลงมาในสระจนวารีกระเพื่อมล้นเจิ่งนองออกมา ก่อนจะปิดท้ายนอนกอดก่ายยังเตียงกว้าง

   

   “จากนี้ไปพี่จะทำให้เราสองพาลพบแต่ความสุข…นาคินทร์” รพีพงศ์บอกกับคนที่เข้าสู่ห้วงนิทรา

 

●○●○●

 

   อีกฟากหนึ่งของวิมานหงสบาท หากรพีพงศ์กับนาคินทร์กำลังระเริงในรัก พระเสาร์กับพระพุธก็กำลังระเริงในบทลงโทษ ไม่สิคนที่ระเริงมีแค่พระเสาร์เพียงฝ่ายเดียว ส่วนพระพุธนั้น…

   

   “พุธเจ็บ…พี่เสาร์..ได้ยินหรือไม่ว่าพุธเจ็บ” พระพุธบอกกล่าวกับอีกคน ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอหมายจะให้อีกฝ่ายนึกสงสาร ทว่ากลับตรงกันข้าม แทนที่พระเสาร์นึกสงสารกลับนึกทวีคูณอยากรังแก

   

   “แล้วใครใช้ให้เจ้าดื้อดึง…บอกแล้วใช่หรือไม่ให้รออยู่เพียงในห้องข้า ไม่ใช่ฝืนกายออกไป” พระเสาร์ดุอีกฝ่ายเสียงเข้ม

   

   “ไม่ต้องมาบังคับพุธ ดีแค่ไหนที่พุธออกไปแค่นอกวิมานไม่เรียกสพลพาไปสวนขวัญร่วมรบกับพี่เสาร์” ถึงจะถูกดุถูกทำโทษแต่เจ้าตัวดียังต่อปากต่อคำ ไม่สำนึกผิดที่ทำให้ตนเป็นห่วง

   

   “เจ้านี่ช่างดื้อดึงเสียจริงเจ้าพุธ”

   

   “พี่เสาร์ก็ช่างใจร้ายเสียจริง…ใจร้ายมากๆ พุธเกลียดพี่เสาร์แล้ว”

   

   “แต่ข้ารักเจ้า อีกอย่างไม่กี่อึดใจเจ้าก็หายเกลียดข้าแล้ว” พระเสาร์กล่าวเสร็จก็ผูกปมเชือกวิเศษของตนเข้ากับข้อมือของตนและพระพุธเสร็จสิ้นพอดี การลงโทษของพระเสาร์คือใช้เชือกวิเศษมัดขาและแขนของพระพุธมาไว้กับตนเพียงคนละข้าง และหากพระพุธพยายามหนีลงจากเตียงเพียงสามก้าวก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าทำให้หมดแรง เป็นสาเหตุให้พระพุธร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

   

   …‘เจ็บปวดราวก้านมะยมฟาดก้น’…

   

   

   หากเจ้าเด็กน้อยในสายตาพระเสาร์นั้นแง่งอนนอนหันหลังให้เสียแล้วทำให้พระเสาร์ไม่เห็นแก้มขาวขึ้นสีด้วยความเขินอาย อีกทั้งพระพุธทำเป็นนิ่งเงียบไม่สนใจทั้งพยายามแก้ปมที่ผูกติดให้คลายออก

   

   “เจ้าแก้ปมไม่ได้ดอก พลังของเจ้านั้นมีน้อยนิดนอกเสียจากเจ้าจะเอาคืนมันจากตัวข้าแต่…ต้องใช้วิธีการเดียวที่เจ้ามอบให้กับข้านะเจ้าพุธ” พระเสาร์ยิ้มมุมปาก นิ้วโป้งสัมผัสยังริมฝีปากตนให้พระพุธได้ระลึกถึงความหลังก่อนหน้านี้

   

   “อยากได้พลังของพุธก็เอาไปเลย!!” พระพุธขึ้นเสียงใส่ ใบหน้างามแดงก่ำจนคนมองแยกไม่ออกว่า โกรธหรืออาย แต่ถ้าให้เดาคงทั้งสองอย่าง

   

   “เด็กดื้ออย่าได้นึกโมโห หากร่างกายเจ้าทรุดจะทำเช่นไร” พระเสาร์ล้มตัวลงนอนข้างกายพระพุธ

   

   “ถ้าไม่ให้โมโหก็แก้มัดพุธสิ” พระพุธเอ่ย

   

   “ได้สิ แต่สัญญานะว่าจะหายโกรธข้าแล้วจักนอนนิ่ง ๆ ไม่ออกไปซุกซน”

   

   ได้สิ พุธสัญญา พุธโตแล้วรับรองว่าจะไม่ออกไปซุกซน” พระพุธพลิกกายเข้าหาพระเสาร์พร้อมรอยยิ้มหวานดุจมธุรสในเดือนห้า ในใจคิดแผนที่จะพาตนออกจากห้องนี้ไปให้ได้ ด้านพระเสาร์ได้ยินคำและรอยยิ้มนี้จึงใจอ่อนร่ายคาถาเก็บเชือกวิเศษ ทว่า…

   

   “พี่เสาร์ เหตุใดถึงมากอดรัดพุธ”

   

   “ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าน่ะทั้งฉลาดและซุกซนไหนจะดื้อดึง นิสัยเจ้าข้าหรือจะไม่รู้ว่าคงจะคิดหนี ในเมื่อเจ้าไม่อยากถูกข้าพันธะด้วยเชือก ข้าจะใช้ตัวข้าเป็นพันธะรั้งเจ้าเอง” พระเสาร์เอ่ย แล้วกระชับอ้อมกอดให้ใบหน้าพระพุธซุกยังอุราของตน ทั้งยังสอดแขนรองคอให้พระพุธนอนหนุน

   

   “พี่เสาร์..ปะ…ปล่อย”

   

   “เจ้าพุธนอนนิ่ง ๆ ให้พี่กอดเจ้าให้หายเหนื่อยเถิดหนา” เสียงพระเสาร์แผ่วลงเสียกว่าทุกครั้ง พระพุธแหงนหน้าขึ้นมองก็พบว่าคนที่มีฉายาว่าแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลหลับใหลเสียแล้ว

   

   “ก็ได้…เห็นว่าท่านทำศึกจนหมดเรี่ยว หมดแรง ข้าจะนอนให้ท่านกอดก่อนก็ได้…จุ๊บ..ฝันดีนะพี่เสาร์” พระพุธจุมพิตไปยังปลายคางอีกคน เมื่อกล่าวจบพระพุธก็หลับตาลง ความจริงแล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่พระพุธจะนอนให้พระเสาร์กอด หากครั้งนี้มันแตกต่างออกไป เมื่อก่อนพระพุธเป็นฝ่ายแอบรัก หากครั้งนี้พระเสาร์ได้เผยความในใจออกมา ใครเล่าจะกล้านอนชิดใกล้ พระพุธกลัวว่าพระเสาร์จะได้ยินเสียงหัวใจตนที่เต้นระรัว

   

   พระเสาร์ลืมตาขึ้นมาก่อนจะยิ้มให้การกระทำไม่ต่างจากเด็กเล็ก โตขนาดเคยเข้าวิวาห์มาแล้วยังจะซุกซนอีก เห็นทีจากนี้สืบไปต้องสั่งสอนความเป็นผู้ใหญ่เสียแล้ว

   

   ‘ฝันดี…เจ้าพุธ’

   

   



.................................



สวัสดีค่ะ ตอนแรกคิดว่าจะจบเรื่องจบตอน แต่แบบ...ขอเพิ่มความหวานสักตอนแล้วย้ายตอนจบไปเป็นตอนหน้าค่ะ



ตอนนี้จัดฉากวาบหวิวของรพีพงศ์-นาคินทร์ อาจจะไม่ดีนักเพราะร้างราแนวนี้มานาน หวังว่าจะโอเคนะคะ ขอโทษหากแต่งออกมาไม่ดี



ส่วนคู่พี่น้อง(ไม่จริง) เขาก็เปิดใจแล้ว หากอยากรู้ความสัมพันก่อนหน้า ต้องรอตอนพิเศษแยกเฉพาะกิจ ส่วนทำไมพระเสาร์ดูรักน้องไวจัง ทำไมลืมมุตตาง่าย ความจริงคือพระเสาร์ มุตตานั้นห่างหายกันไปนานมาอยู่ด้วยกันคือความผูกพันความปรารถนาดีที่มีให้กัน ลึกๆพระเสาร์รักพระพุธแต่ไม่รู้ตัว มารู้ตอนจะสูญเสียน้องนี่แหละ หวังว่าจะเข้าใจกันนะคะ



สุดท้ายนี้ขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ติดตามมานะคะ ยุ่งอ่านทุกเม้น ดีใจที่ยังมีคนอ่านเพราะความที่อัพเดทไม่ถี่เหมือนแต่ก่อน ขอบคุณนะคะ ทั้งคนที่มาอ่าน มาเป็นกำลังใจให้



เจอกันตอนหน้า!!! ตอนจบ!!!!


ออฟไลน์ •♀NoM!_KunG♀•

  • *,*โสดสนิทศิษย์พยักหน้า*,*
  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7674
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +178/-8
อะรอเลยยยย

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
   ลิขิตรัก เพลิงเทวา

   Author : Tan-Yung 0209

   File : 35

   Warning :

   Rate : -

   ***ช่วยอ่านช่วง talk ของยุ่งด้วยนะคะ

   

   

   หากเป็นเพียงมนุษย์เดินดินบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็จะได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ให้แสงสว่างบนท้องนภาเฉกเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไปด้วยมีแถบวงกลมสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ สร้างความสนใจระคนตื่นเต้นให้กับผู้ที่ได้เห็น ดูแล้วช่างงดงามเหลือเกิน โดยหารู้ไม่ว่าความงดงามนี้ยังไม่ได้ครึ่งกับความงดงามที่เกิดขึ้นบนสรวงสวรรค์อันเป็นสาเหตุให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลดนี้

   

   ณ มหาวิหารนวดารา อันเป็นสถานประกอบพิธีสำคัญของเทพนพเคราะห์และการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลดยังโลกมนุษย์นั้น ไม่ต้องคาดเดาให้เสียเวลาเลยว่าได้เกิดพิธีสำคัญแด่พงศ์เผ่าใด

   

   ทั่วทั้งวิหารประดับด้วยธงปักลายอาทิตยาเปล่งรัศมีด้วยด้ายสีทอง พร้อมด้วยผ้าม่านสีเดียวกันถูกผูกติดเอาไว้นอกจากนี้ยังเพิ่มความงดงามด้วยดอกกุหลาบสีส้มสลับแทรกกับดอกกุหลาบสีขาว

   

   ตาเนื้อได้เห็นความวิจิตรตระการตาแล้ว โสตประสาทเองก็ได้รับรู้ความไพเราะของท่วงทำนองดนตรีที่วงมโหรีได้บรรเลงเช่นเดียวกัน หากเพลงที่กำลังดีด สี ตี เป่า นั้นหาใช่เล่นเพื่อความสนุกสนาน หากเหล่าเทพยดา นางอัปสรตลอดจนคนธรรพ์ที่มีเครื่องดนตรีในมือกำลังบรรเลงเพื่อประกอบพิธีมอบตำแหน่ง ส่งต่อบัลลังก์ให้แก่พระอาทิตย์คนใหม่

   

   “ข้าในนามพระผู้สร้างผู้เป็นใหญ่ในไตรภูมิ ขอแต่งตั้งพระอรุณเป็นพระอาทิตย์องค์ใหม่ ได้ครองบัลลังก์เพลิงแห่งวงศาสุริยานับจากนี้สืบไป” สุรเสียงของพระผู้สร้างประกาศก้องให้เทพา-เทพีทั้งหลายในงานพิธีได้สดับฟังโดยทั่วกันเพื่อร่วมยินดีให้กับผู้ที่จะได้ก้าวรับตำแหน่งสุริยเทพ

   

   พระอรุณในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นสีทองตามของผ้า สวมใส่เครื่องประดับทับทิมประกอบให้ร่างสูงใหญ่ในนั้นสง่างาม ขับรัศมีขององค์สุริยาให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เทพหนุ่มเยื้องย่างเดินมาด้านหน้าก่อนจะค้อมศีรษะลงแสดงความเคารพต่อพระผู้สร้างที่ประทับยังบัลลังก์เนื้อเหม ก่อนจะค้อมคำนับบิดาของตนที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีตสุริยเทพภายในไม่ช้านี้

   

   “จงปกครองตน ปกครองงาน ปกครองคน ด้วยศีลธรรม” สุริยเทพกล่าวกับบุตรชาย ก่อนจะหยิบปิ่นจุฬาประจำตำแหน่งเสียบเข้าที่มวยเกศาของบุตรชายตามและมอบจักรอัคคีศาสตรวุธประจำกายเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีส่งมอบ

   

   เหล่าเทพยดาแสดงความยินดีกันแซ่ซ้อง ขณะเดียวกันกลีบกุหลาบภายในนวดาราวิหารต่างปลิดปลิวลอยล่องในอากาศแล้วโปรยปรายลงภายในห้องโถงใหญ่ พระอรุณนั้นก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เพลิงที่ตระเตรียมไว้ แล้วนั่งลงโดยทันที พลันเกิดแสงประภาเจิดจ้าออกมาจากกายของพระอรุณ ช่างเป็นภาพแสนประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น

   

   “ข้าจะมอบแสงสว่างตลอดจนความอบอุ่นนี้แด่สรรพสิ่งทั้งหลาย จักดำรงตนในคุณธรรมดำเนินตามรอยของพระอาทิตย์รุ่นเก่าก่อน”

   

   พิธีกรรมเสร็จสิ้น เทพทุกองค์ตลอดจนเทพีที่เข้ามาร่วมงานต่างเข้าอวยพรพระอาทิตย์องค์ใหม่และอำลาพระอาทิตย์องค์เก่าที่หมดวาระและจะเดินทางสู่ดินแดนแห่งความสงบสุขในไม่ช้านี้ ชีวิตการครองอำนาจก็ไม่ต่างจากดวงตะวันที่มีขึ้นและก็มีลง หมุนวนแปรเปลี่ยนวัน มีสิ้นสุด….มีเกิดขึ้นใหม่

   

   “ข้ายินดีกับท่านด้วยพระอาทิตย์” รพีพงศ์เดินเคียงคู่กับนาคินทร์กล่าวยินดีกับน้องชายฝาแฝด

   

   “ท่านพี่เรียกข้าดังเดิมเถิด ไม่ว่าข้าจะดำรงตำแหน่งใดข้านี้ยังคงเป็นน้องของท่านพี่อยู่เสมอ” พระอรุณเอ่ยกับรพีพงศ์ด้วยใจจริง หากวันนี้ไม่ใช่ตนขึ้นครองบัลลังก์เพลิงก็ต้องเป็นเชษฐาผู้นี้และแน่นอนว่ารพีพงศ์ก็หาได้ถือยศถืออย่างเช่นเดียวกับตน

   

   “เช่นนั้นข้ายินดีด้วย…อรุณน้องพี่” รพีพงศ์เอ่ยออกมาทั้งรอยยิ้มก่อนจะเข้าสวมกอดน้องชายที่มักจะช่วยเหลือตนเสียทุกเรื่อง

   

   “แล้วหลังจากจบงานพิธีนี้ท่านพี่และท่านพี่นาคินทร์จะเดินทางเลยหรือไม่” พระอรุณถามพี่ของตนทันทีหลังจากผละกอด

   

   “ใช่…พวกเราทั้งสองจะเดินทางโดยทันที”

   

   “หากเป็นความต้องการ ตัวข้านี้คงจะขัดพวกท่านมิได้ ทว่าโปรดกลับมาเยี่ยมเยียนข้าบ้าง หรือหากมีสิ่งใดต้องการให้ข้าช่วยเหลือท่านทั้งสองอย่าได้เกรงใจขอให้รีบบอก”

   

   “พระอรุณอย่าได้นึกห่วงเลย พวกเรานั้นจะหาเวลามาเยี่ยมเยียนแน่เพราะอย่างไรเสีย ข้ากับท่านพี่ก็หาได้อยู่ห่างไกลเสียจนไม่อาจไปมาหาสู่กันได้ อีกทั้งหากท่านมีสิ่งใดให้พวกเราช่วยเหลือก็เร่งบอกมา พวกข้ายินดีที่จะช่วย อย่างเช่นงานวิวาห์ของท่านกับ…” นาคินทร์เอ่ย พร้อมส่งสายตามองเยาวมาลย์คนงามที่แสนคุ้นเคย ‘ชวารี’ ที่กำลังสนทนากับเทพองค์อื่นในงาน

   

   พระอรุณมองตามถึงกับหน้าแดงก่ำ นาคินทร์เห็นเช่นนั้นแล้วอยากจะถอนหายใจเสีย สองพี่น้องฝาแฝดช่างแตกต่างเสียเหลือเกิน รพีพงศ์นั้นแม้จะปากแข็งไปบ้างในคราแรกแต่ก็ไม่เคยเขินอายที่จะแสดงออกว่าต้องการตน กล้าที่จะเข้าหา ผิดกับพระอรุณลิบลับ แฝดคนน้องแสนสุภาพอบอุ่นดุจแสงอาทิตย์ยามเช้าสมชื่อ เห็นทีนาคินทร์คงจะต้องรออีกสักพักถึงจะได้มาร่วมยินดีกับน้องชายสวามี

   

   จากนั้นเทพทั้งสามสนทนากันอีกเล็กน้อยก็แยกย้ายกันไป พระอาทิตย์องค์ใหม่จำต้องไปพบปะเทพองค์อื่นที่เข้ามาร่วมยินดีทั้งอวยพร ส่วนรพีพงศ์และนาคินทร์ก็ไปกล่าวคำล่ำลาแด่พระอาทิตย์ผู้เป็นบิดา

   

   “ขอให้ลูกทั้งสองพบพานความสุขนับจากนี้ไป”

   

   “ท่านพ่อเองก็เช่นกัน ลูกทั้งสองขอให้ท่านพ่อมีความสุขทั้งกายใจ”

   

   เมื่อกล่าวลากราบบาททั้งสองข้างของผู้ให้กำเนิด รพีพงศ์ก็เข้าสวมกอดบิดาเอาไว้แน่น มีพบเจอก็ต้องมีจากลา สัจธรรมข้อนี้ทุกคนต่างรู้ดีแต่ก็ใช่ว่าจะทำใจได้ นาคินทร์เห็นร่างกายอันสั่นเทาก็เข้าใจว่าคนรักนั้นตกอยู่ในห้วงอารมณ์ใดจึงเข้าไปกุมมือสอดประสานนิ้ว ให้รพีพงศ์ได้รู้ว่ายังมีตนเคียงข้าง รวมทั้งบอกอดีตสุริยเทพว่านาคตนนี้จะดูแลรพีพงศ์เป็นอย่างดี

   

   จนกระทั่งทิวากาลล่วงเลยเข้าสู่รัติกาล จันทรเทพขับราชรถนำพาดวงจันทร์ฉายแสงแขลงสู่พื้นพิภพเป็นอันสิ้นสุดงานพิธีแต่งตั้งและงานรื่นเริงฉลองให้กับพระอาทิตย์ เทพทั้งหลายต่างแยกย้ายกลับวิมานของตน อาจจะมีเทพบางองค์เท่านั้นที่มิได้กลับไป เช่น พระสมุทรชลันธรที่นานครั้งจะได้มาเหยียบย่างแดนสรวง ราตรีนี้จึงพักผ่อนพักผ่อนยังวิมานของเทพนภนต์ที่เจ้าของวิมานเองก็ลงวิมานมุกครามมากกว่าจะอาศัยอยู่ในวิมานของตน หรือจะเป็นพระพุธเองที่ยังไม่ได้กลับวิมานแม้ใจนั้นอยากจะกลับไปดูแลวิมานตนที่ปล่อยทิ้งร้างไว้ หากเป็นบ้านเรือนของมนุษย์คงไม่แคล้วมีหยากไย่เกาะเต็ม แต่พอจะกลับก็โดนพระเสาร์รั้งตัวไว้ให้อยู่ที่วิมานหงสบาท

   

   ด้านรพีพงศ์กับนาคินทร์ได้เดินทางด้วยสัตว์ราชสีห์พาหนะประจำกายมายังวิมานของตนที่ตั้งอยู่บนผารหัทดารา ผานี้มีชื่อตามสถานที่ตั้งอันสามารถมองเห็นดาราจักรดั่งใจที่นาคินทร์ต้องการ อีกทั้งใต้ผาสูงยังมีชายหาดกว้างที่มีคลื่นวารีซัดเข้าหาฝั่ง รพีพงศ์คิดว่าไว้ยามว่างจะพาคนรักลงไปเล่นน้ำหรืออาจจะเดินทางไปเยี่ยมชลันธร

   

   ‘รพีพงศ์คิดทุกสิ่ง สร้างทุกอย่างเพื่อนาคินทร์ หากจะนิยามสั้น ๆ ตามภาษามนุษย์คงจะเรียกว่า…คลั่งรัก’

   

   วิมานแห่งนี้ใช้รัตนาหลอมรวมกับอัญมณีเจ้าสามสี สามารถเปลี่ยนสีได้ยามแสงกระทบ แม้ว่ามันขนาดไม่ใหญ่มาก หากเทียบกับวิมานของพระอาทิตย์หรือพระเสาร์ ทว่าครั้งแรกที่นาคินทร์ได้เห็นถึงเอ่ยปากชื่นชมความงดงามของมัน ดวงตาสีม่วงนั้นเปล่งประกายบ่งบอกว่าชอบวิมานแห่งนี้จากใจจริง ทำให้คนที่สร้างวิมานอย่างรพีพงศ์ใจชื้นขึ้นมามากโข

   

   เดิมทีรพีพงศ์สร้างเอาไว้ในช่วงหลังเข้าวิวาหะกับนาคินทร์ ด้วยใจหวังอยากใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนเป็นครั้งคราว ทว่าเวลานี้ทั้งสองตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อาศัยในวิมานนี้เป็นการถาวร

   

   “นาคน้อยของพี่ น้องไม่เหนื่อยหรือไร เหตุใดถึงไม่เข้าไปในวิมาน” รพีพงศ์เอ่ยถามคนงามที่เดินไปยังชะง่อนผาแทนจะเข้าไปในวิมานพร้อมกับตน

   

   “หากท่านพี่เหนื่อยล้าก็เข้าไปพักผ่อนเอนกายก่อนเถิด ตัวข้านี้จะขอดูดาวให้อิ่มเอมสักพัก” นาคินทร์ตอบพร้อมกับนั่งลงยังชะง่อนผาที่ยื่นออกไปไม่ห่างจากตัววิมานมากนัก

   

   รพีพงศ์ได้สดับฟังก็เดินไปหาชายาของตนแล้วนั่งลงเคียงข้าง นาคินทร์จึงเอนศีรษะพิงกายอีกคนไว้ ก่อนจะถูกแขนแกร่งโอบกอดรั้งเอวให้แนบชิด

   

   “ถูกใจเจ้าหรือไม่ จากนี้ไปเจ้าสามารถดูดาราจักรทางช้างเผือกได้ทุกวี่วัน” รพีพงศ์ถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตามที ความทรงจำในม่านน้ำตกที่นาคินทร์นั่งมองดาวพร้อมเอื้อนเอ่ยเล่าเรื่องของตนยังคงเจื้อยแจ้วหรือจะเป็นคำมั่นสัญญาที่รพีพงศ์เคยให้ไว้ว่าถ้าทุกอย่างสงบลงจะพานาคินทร์เที่ยวชมดารา

   

   แม้นการเที่ยวชมครั้งแรกระหว่างตนกับทั้งสองจะจบลงที่นาคินทร์สิ้นชีวา แต่ครั้งนี้และตลอดไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว

   

   “ข้าถูกใจยิ่งนักท่านพี่…ฟอด” นาคินทร์ตอบพร้อมให้รางวัลแก่ยอดดวงใจเป็นการหอมแก้มฟอดใหญ่จนเกิดเสียง

   

   “ให้รางวัลพี่หรือ แค่หอมแก้มนั้นไม่เพียงพอดอก เจ้าเองก็น่าจะรู้ดี”

   

   ใช่…นาคินทร์รู้ดีว่าหอมแก้มมันไม่เพียงพอสำหรับรพีพงศ์แต่ตนนั้นอยากจะหอมก่อนจะมอบรางวัลชิ้นงามของจริงเป็นจูบจากตน

   

   ริมฝีปากอิ่มประกบลงครอบครองริมฝีปากอีกฝ่ายที่เผยอรอรางวัล จากนั้นจึงสอดแทรกชิวหาเข้าไปเกี่ยวตวัดลิ้นที่คอยท่าแลกเปลี่ยนความหวานให้แก่กันและกัน ต่างคนต่างเคลิบเคลิ้มกับรสจูบที่ปรนเปรอจนเกิดเสียงครางอือในลำคอบ่งบอกความพอใจ รพีพงศ์จึงถอนจูบอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาคมจ้องมองดวงตาที่สวยกว่าดวงดาวดวงไหนในจักรวาลนี้ แล้วประทับริมฝีปากยังเปลือกตาอีกคน

   

   “พี่รักเจ้านะคนดี…นาคน้อยของพี่”

   

   “ข้าเองก็รักท่านพี่”

   

   คำบอกนักหาใช่คำหลอกลวง นาคินทร์ขยับตัวขึ้นนั่งบนตักแกร่งก่อนจะเอนหลังพิงอกเอาไว้ รพีพงศ์กระชับกอดแล้วโน้มพักตรามอบจุมพิตยังเกศาไล่มายังขมับ

   

   “ท่านพี่เสียดายหรือไม่ที่ละทิ้งตำแหน่งพระอาทิตย์”

   

   “พี่ไม่นึกเสียดายเลยนาคินทร์ หรือว่าเจ้าเสียดายที่หาได้เป็นชายาของพระอาทิตย์” รพีพงศ์ถามกลับ

   

   “ไม่ขอรับ ขอแค่เป็นชายาของท่านพี่ก็พอแล้ว หากที่ข้าถามเพียงข้านึกสงสัยว่าเหตุใดท่านพี่ถึงสละตำแหน่งเท่านั้น” นาคินทร์บอกความในใจที่ยังเป็นปมปริศนา ทั้งที่หลังจบสงคราม เทวาทั้งหลายต่างชื่นชมรพีพงศ์ในผลงานที่โดดเด่น ทว่าไม่นานรพีพงศ์ประกาศสละตำแหน่งรัชทายาทมอบให้พระอรุณผู้เป็นน้องเสีย

   

   “พี่ไตร่ตรองเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วเมียรัก พี่คิดว่าอรุณเทพน้องของพี่นั้นเหมาะสม อีกทั้งพี่อยากจะใช้ชีวิตที่เหลือนี้ ใช้เวลาที่มีอยู่กับเจ้าให้มากที่สุด พี่ไม่อยากห่างจากเจ้าแม้เพียงเสี้ยววินาที เจ้ารู้ไม่ยามเจ้าจากพี่ไปครานั้นพี่แสนจะทรมาน” รพีพงศ์เอ่ยออกมาน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนที่จะร้องไห้ หากคนที่น้ำตาตกกลับเป็นนาคินทร์แทน

   

   “ข้าอยู่กับท่านพี่แล้ว ข้าจะไม่ห่างท่านพี่ไปไหนอีกแล้ว นาคน้อยผู้นี้จะอยู่ดูแลท่านพี่ทั้งกายใจ” นาคินทร์เอ่ยออกมาทั้งน้ำตาหลังให้คำมั่น ก่อนจะมีนิ้วเรียวของคนรักไล่เกลี่ยหยาดอัสสุชลที่อาบแก้ม

   

   “พี่เองก็เช่นกันจะอยู่กับเจ้า ดูแลเจ้าให้ดีที่สุด จะนั่งเป็นเพื่อนเจ้า…ไม่สิ เป็นผัวเจ้ามองดูดาวด้วยกันทุกค่ำคืน” รพีพงศ์กล่าวจบก็มอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กับคนในอ้อมแขน นาคินทร์เองก็มอบรอยยิ้มให้คนรักเช่นเดียวกัน

   

   หลังจากนั้นไม่ว่าเวลาจะหมุนเปลี่ยนเวียนผันไปนานเท่าไหร่ ทั้งสองก็นั่งดูดาวกันทุกค่ำ ทุกราตรี แม้บางวันจะมีเมฆมาบดบัง หากทั้งสองก็ยังจะออกมาชื่นชมท้องนภาด้วยกันอยู่ดี สำหรับทั้งคู่แล้วต่อให้ท้องฟ้ายังเป็นท้องฟ้าเช่นทุกวันหากก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน ดั่งความรักของคนทั้งคู่แม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ความรักก็หาใช่จะเหมือนเดิม…มันมากขึ้น…มากขึ้นกว่าวันวาน

   

   …‘เวลาที่เหลือจากนี้สืบไปรพีพงศ์และนาคินทร์จะขอเป็นคนลิขิตรักด้วยตนเอง’…

   

   .

   .

   .

   

   “ท่านพ่อนาคินทร์ ดาวดวงนั้นสวยจังเลยขอรับ มันมีชื่อว่าดาวอะไรหรือ” จิณณทัตนั่งตักของผู้ให้กำเนิด ริมฝีปากนั้นขยับถามส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

   

   “เขาเรียกว่าดาวเหนือ” นาคินทร์ลูบผมบุตรชายพลางลูบผมด้วยความเอ็นดู

   

   “ท่านพ่อรพีพงศ์ แล้วกลุ่มดาวตรงนั้นเล่าขอรับมีชื่อว่าอะไร” นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปทางกลุ่มดาวเจ็ดดวง

   

   “กลุ่มดาวตรงนั้นคือดาวลูกไก่ ส่วนดาวดวงนี้มีชื่อว่า…” รพีพงศ์จับแก้มบุตรตัวน้อยก่อนจะเว้นคำตอบเอาไว้ทำให้คนฟังรอลุ้นด้วยใจใคร่รู้

   

   “ท่านพ่อตอบข้ามานะขอรับ” เจ้าตัวน้อยคว้าแขนของบิดามาสวมกอดพลางใช้ใบหน้าถูไถออดอ้อนไม่ต่างจากวิฬาร

   

   “ดาวลูกพ่ออย่างไรเล่า” รพีพงศ์ให้คำตอบ สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนฟังไม่ว่าจะเป็นจิณณทัตหรือนาคินทร์เอง

   

   เสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อบอวลไปด้วยความรัก ไร้ซึ่งความทุกข์เข้ามาแทรกแซง…ชีวิตเช่นนี้มันดีเสียจริง

 

-จบบริบูรณ์-



..............









 สวัสดีค่ะ ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงตอนจบแล้ว ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน มาแสดงความคิดเห็นกันนะคะ เรื่องนี้เรียกได้ว่าสองปีเลยกว่าจะเขียนจบ ขอบคุณทุกคนที่ยังเคียงข้างกัน



 นิยายเรื่องนี้ยุ่งตั้งใจแต่งไม่ต่างจากเรื่องสาปรักฯ เนื้อเรื่องอาจจะมีสงครามเข้ามาเยอะ ความหวานอาจจะน้อย ก็ขอขอบคุณที่ยังอ่าน ไม่ทิ้งกันนะคะ



 ส่วนภาษาที่ใช้เขียนอาจมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นในหลายจุด ยุ่งจะทบทวนและแก้ไขอีกครั้งให้สุดความสามารถนะคะ อาจจะไม่สวยเท่าเรื่องสาปรักยุ่งต้องขออภัยด้วย



 ขอบคุณรุ่นพี่หลายคนไม่ว่าจะเป็นพี่พราวที่ให้คำปรึกษา เพราะหลายครั้งยุ่งไม่มีความมั่นใจในการเขียนค่ะ ต้องขอบคุณที่กระตุ้นน้องคนนี้นะคะ



 ส่วนเรื่องการทำรูปเล่ม ยุ่งได้วางแพลนเขียนตอนพิเศษของคู่หลักเพิ่มสามตอน ส่วนเรื่องของจันทรัชกับศนิ ยุ่งจะเพิ่มอีกหนึ่งตอนจากที่ลงในเวปนิยาย



 การทำเล่มครั้งนี้ยุ่งไม่ได้ทำเล่มเองเหมือนที่ผ่านมา ด้วยปัญหาสุขภาพทำให้ยุ่งได้ส่งเรื่องนี้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ product y ค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ



 โดยยุ่งจะเปิดให้อ่านเรื่องนี้จนถึงวันที่ 15/06/64 และจะปิดตอนเพื่อรีไรท์เนื้อหาและเปิดให้อ่านอีกครั้งค่ะ



 สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนจากใจจริงค่ะ อะไรที่เคยผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ ส่วนผลงานการเขียนหลังจากนี้ฝากรอลุ้นและติดตามกันนะคะ



 รัก



 Tan-Yung 0209








ออฟไลน์ Chompoo reangkarn

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1079
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +31/-0

ออฟไลน์ TanYung0209

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 288
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +70/-2
วันนี้ยุ่งมีเรื่องชี้แจงทุกคนค่ะ



1. เรื่องการทำรูปเล่มหนังสือนิยาย ยุ่งจึงได้ส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ Product Y ซึ่งจะความคืบหน้าจะแจ้งเป็นระยะค่ะ ติดตามข่าวสารได้ในเพจ facebook Ginger Ale 's fiction และในหน้าเว็บนิยาย



2. ในเว็บนิยายจะทำการปิดตอนในวันที่ 15 มิ.ย. 2564 นี้ เพื่อรีไรท์ ตรวจ แก้ไขคำผิด และจะเปิดตอนให้อ่านอีกครั้งค่ะ





ขอบคุณค่ะ

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด