แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]  (อ่าน 69120 ครั้ง)

ออฟไลน์ Pui5264

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +2/-0
สรุปว่าคุณทวดรู้ตัวว่าตนเองชอบผู้ชาย ถูกม่ะ
แล้วคุณทวดจะเทครัวมั้ย

ออฟไลน์ MayuYume

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 88
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0
สงสารอาม้าและอาเจ้จรงๆเลย ทำไมอาเฮียถึงอารมณ์แปรปรวน(?)อย่างนี้ งงใจครอบครัวนี้---  :katai1: ชอบมากค่ะเนื้อเรื่องตามต่อค้าบบบ  :pig4: :pig4: :3123: :L2: :กอด1:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 12 คนต่างเมือง [ครึ่งแรก]







ผมว่าผมกำลังฝัน ในหัวมันได้ยินเสียงแต่ภาพกลับดำมืดไปหมด


ผมได้ยินเสียงคนร้องเพลงแว่วๆ


...มันเป็นเพลงที่สดใส มันเป็นเพลงผมเคยได้ยิน...


‘แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา’


นั่นเสียงผมนี่นา


‘'Tis sundown. The golden sunlight tints the blue sea.’


ผมเป็นคนร้องแน่ๆ


‘เสียงเธอเพราะจัง’


จู่ๆ ก็มีเสียงใครไม่รู้โพล่งขึ้นมา


เสียงใครกันนะ ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อนเลย


‘ไม่ใช่เสียงผมหรอกครับ ผมพูดอังกฤษได้ที่ไหน’


ผมกำลังพูดอยู่กับใครกัน


‘ใช่ ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้ยินเพลงอังกฤษ แต่รับรองได้ว่าในโรงหมอนี้ไม่มีใครรองเพลงนั้นได้หรอก ผมเองยังไม่เคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อนเลย’


‘ผมว่าหมอหูแว่วแล้วล่ะครับ ผีหลอกรึเปล่าหมอ’


หมอเหรอ


‘ก็คงคิดว่าหูแว่ว ถ้าไม่บังเอิญได้ยินภาษาไทยในเพลงด้วย’


‘ผมว่าหมอหูฝาด’


‘เพลงนี้ชื่อเพลงอะไรรึ’


นั่นสิ เพลงอะไรกันนะ


‘หมอรออีกสัก 29 ปีเดี๋ยวก็ได้ฟังเองล่ะครับ’


29 ปีถัดมาจะเกิดอะไรขึ้นกันนะ



ผมจำได้ว่าฝันถึงแค่นั้นแล้วก็ต้องตื่นขึ้นมาเพระเสียงก๊องแก๊งในครัวที่ดังกว่าทุกวัน


เสียงดังอะไรกันแต่เช้าเนี่ย


....


เออ ลืมไปเลยว่าวันนี้คนจากบ้านคุณเปมทัตจะมารับอาเจ้ไปทำงาน


ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วเอามือลูบหน้าไปมา


น่าแปลกที่คราวนี้ผมจำความฝันตัวเองได้แม่นยำ ผมกำลังพูดอยู่กับใครสักคน ที่สำคัญที่สุดคือ 29 ปี


29 ปีถัดไป...ปีนี้เป็นปี พ.ศ. 2460 ถ้านับต่อไปจากนี้อีก 29 ปี ก็จะเป็นปี พ.ศ. 2489 แล้วทำไมต้องปีนั้น...


เดี๋ยวนะ เพลงที่ฝันถึงมันร้องว่า...


“แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา...”


ต่อจากนั้นก็...


“ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร...”


...เนื้อเพลงยามเย็น...


อ๋อ อย่างนี้นี่เอง


เพลงพระราชนิพนธ์อันดับสอง ถูกแต่งและเผยแพร่สู่สาธารณชนในปี พ.ศ. 2489


เดาว่าผมคงไปร้องเพลงนี้ที่ไหนสักแห่งแหง ยอมรับว่าตัวผมชอบเพลงนี้เป็นพิเศษเพราะถูกบังคับเรียนลีลาศตอนมัธยมแล้วพบว่าจังหวะฟอกซ์ทรอทเป็นอะไรที่เต้นง่ายที่สุด แล้วก็ช่างบังเอิญที่เพลงนี้เป็นจังหวะฟอกซ์ทรอทก็เลยกลายเป็นว่าผมชอบเพลงนี้ไปโดยปริยาย


พอคิดเรื่องเก่าๆ แล้วก็พาลคิดถึงชีวิตที่จากมา


ผมสะบัดหัวเล็กน้อย


ไม่ได้ครับ ถ้าเรารู้สึกแย่แต่หัววัน วันทั้งวันก็จะเจอแต่เรื่องแย่ๆ คนเราต้องเริ่มต้นวันด้วยความสดใสเท่านั้น


ผมยันตัวลุกขึ้นแล้วเริ่มดำเนินกิจวัตรตามปกติ แต่กลับต้องพบว่าตัวเองเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว


มันเอาเสียงเพลงออกจากหัวไม่ได้แล้วสิ












วันนี้เป็นวันที่แสนเรียบง่าย...ผมคิดอย่างนั้นนะ


ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติสุข พอช่วงสาย คนของบ้านคุณเปมทัตก็มารับอาเจ้ถึงหน้าบ้าน พวกเราทุกคนพากันไปยืนอยู่หน้าบ้านเพื่อกล่าวอำลา


เว้นไว้คนนึง


อาเฮีย


ผมสอดสายตาหาอาเฮียอย่างเงียบๆ และไม่คิดจะเอ่ยปากถามเพราะคงจะทำให้บรรยากาศอบอุ่นตรงหน้ามลายหายไปแน่


ใช่ อบอุ่น ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ


อาป๊ามีสีหน้าเรียบเฉยแต่ผมรับรู้ได้ว่าในดวงตาฝ้าฟางนั้นมีความยินดี ส่วนอาม้านั้นไม่แม้แต่จะเก็บอาการ ท่านโผเข้ากอดลูกสาวเพียงคนเดียวแล้วกล่าวสั่งสอนตามประสาคนเป็นแม่ทั่วไป อาเจ้ฉีกยิ้มบางให้พวกเราทุกคน เพียงแว่บเดียวที่ทอดสายตามามองผมก่อนจะเดินหายไปกับคนจากบ้านของคุณเปมทัตที่ผมเห็นหน้าเมื่อวาน


เพียงแว่บเดียว แต่ผมกลับรู้สึกอิ่มตื้อขึ้นในหัวใจ


แววตานั้นเหมือนคำขอบคุณ


แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ อาป๊าบอกลาผมกับอาม้าไปทำงานก่อสร้าง อาม้าก็ทำท่าจะเดินไปเตรียมขนมมาขาย แสนจะปกติ...


ใช่ที่ไหนกันล่ะ


 “ป่านนี้แล้วอามั่นอียังไม่มีอีกรึ”


เสียงที่ดังขึ้นมันตรงกับสิ่งที่ผมคิดในใจแทบจะทุกคำจนอยากถามอาม้าว่ามีพลังจิตอ่านใจคนไหม


แต่เราต้องไม่พูดครับ เดี๋ยวโดนด่าว่าบ้า


ผมหันไปฉีกยิ้มฝืดๆ ให้อาม้าเป็นทำนองว่า ‘ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน’


“อ้าว แล้วเมื่อวานไม่ได้กลับมาด้วยกันรึ”

ผมพยักหน้าและกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย ถ้าไม่ติดที่ว่า...

“ไอ้กร วันนี้ข้ามาสายเลยเทียว ขอโทษจริงๆ”


คนตายยาก พ.ศ. 2460


“แหม พ่อมั่นนี่อย่างกับนกรู้ พูดถึงก็มาทันทีเชียว”


แถวบ้านผมเรียกตายยากครับม้า


“พอดีเมื่อวานผมไปช่วยพ่อทำงานก่อสร้างน่ะครับ เลยเสียตื่นสายเทียว”


ผมเห็นอาม้าเหลือบมองผมเล็กน้อย


อย่าบอกนะว่า...


“พ่อมั่นนี่ขยันเสียจริงนะ ต่างจากคนแถวนี้เสียจริง นอกจากซ้อมดนตรีแล้วก็ยังไม่เห็นจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง”


โดนเผาต่อหน้าธารกำนัลคือความอัปยศครับ เราต้องสู้เพื่อตัวเอง


“ม้า อั๊วก็กลับมาช่วยล้างถ้วยล้างจานที่บ้านแล้วไง”


สายตาที่ส่งมามันแสนจะดูถูกดูแคลน


“อั๊วไม่ได้เอาแต่ซ้อมดนตรีไทยนะ”


คราวนี้ผมหันไปหาไอ้มั่นเพื่อขอแรงสนับสนุน แต่โลกแห่งความจริงมันโหดร้าย


สายตาของมันไม่ต่างกับอาม้าเลยสักนิด


แต่ผมน่ะ...


....


โอเค กูยอมแพ้ กูมันคนขี้เกียจสันหลังยาวเองแหละ


“โอเคๆ เดี๋ยวไว้อั๊วจะไปหางานหาการทำหลังเลิกเรียนดนตรีแล้วกัน”


พอผมพูดจบทุกคนก็พลันขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม


อะไรอีกล่ะนั่น


ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากถาม...


“ไอ้ที่มึงพูดตะกี้แปลว่าอะไรรึ”


พูด?...พูดอะไรนะ


เมื่อกี้ผมก็พูดไปว่า โอเค เดี๋ยวไว้....


...อ๋อ...


“กูก็พูดว่า เออๆ เดี๋ยวไว้จะไปหาการหางานทำไง มีอะไรล่ะ”


การแถเท่านั้นที่ครองโลก


ดวงตาสองคู่ที่จ้องมายังแฝงไปด้วยความตะขิดตะขวงใจ แต่เพราะอาการตีมึนเข้าสู้ของผมทำให้พวกเขาล่าถอยไปในที่สุด
ไม่มีใครแถและทำหน้ามึนได้เก่งเท่าผมอีกแล้ว เชื่อสิ


“เออๆ เอาเถอะ ข้าคงหูแว่วไปเองกระมัง”


ในที่สุดไอ้มั่นก็ยอมถอย แล้วทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติอย่างแท้จริง


หวังว่านะ...









ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 12 คนต่างเมือง [ครึ่งหลัง]





ผมว่าผมกำลังรู้สึกแปลกๆ ไม่รู้เพราะฝันประหลาดเมื่อคืนหรือเพราะตัวเองเผลอหลุดพูดภาษาอังกฤษออกไปก็ไม่รู้ แต่บางอย่างในใจของผมกำลังร่ำร้องว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น...


...ผมกำลังเฝ้ารอให้มันเกิดขึ้น...


ทำไมกันนะ


ผมเดินทอดน่องไปตามถนนเพียงลำพัง หลังจากซ้อมดนตรีไทยเสร็จ ไอ้มั่นก็หนีไปทำงานเหมือนเดิม ทิ้งผมไว้เพียงลำพังท่ามกลางพระนครอันใหญ่โต จริงๆ แล้วผมไม่ชอบอยู่คนเดียวเพราะความเงียบมันทำให้ผมฟุ้งซ่าน ในหัวมันมีแต่กระแสความคิดไหลผ่านเข้ามาไม่หยุดหย่อน


ผมชอบคุณเปมทัต


ผมคิดถึงโลกที่จากมา


แล้วชีวิตของผมต่อจากนี้มันควรจะเป็นยังไงกันนะ


เสียงจ้อกแจ้กจอแจบริเวณท่าน้ำเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน ผมกำลังนั่งรอเรือโดยสารเพื่อจะกลับบ้าน ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่จนน่าเวียนหัว แสงแดดยามบ่ายก็ร้อนระอุชวนให้เป็นลมแดด สถานการณ์แบบนี้มันเอื้อให้เกิดอุบัติเหตุนักล่ะ ถ้ามีใครสักคนหน้ามืดแล้วโดนชนจนเซ จากนั้นก็ตกลงไปในน้ำ...


ตู้ม!


เสียงวัตถุกระทบผืนน้ำทำให้ผมที่ตกอยู่ห้วงภวังค์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว เสียงโหวกเหวกโวยวายอย่างตื่นตระหนกของผู้คนแข่งกับเสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้ของเด็ก


ใช่ เด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ


ผมรีบหันไปมองในน้ำ คนที่กำลังพยายามถีบตัวเองขึ้นมาจากน้ำเป็นผู้หญิงธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่ว่ายน้ำไม่เป็น


ทำไงดี ผมควรทำไงดี


ผู้คนเริ่มเข้ามามุงกันมากขึ้น แต่ไม่มีใครสักคนที่กล้าพอจะกระโดดลงไปช่วย


ผมเองก็ใช่ว่าจะว่ายน้ำแข็งเสียเมื่อไหร่


เอาไงดีวะ เอาไงดีวะกู


ร่างนั้นกำลังจะหมดแรงและจมลงไป


เสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของผม


เอาวะ เป็นไงเป็นกัน


ผมรีบเอาตัวเองแหวกฝูงชนเข้าไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยคนที่กำลังจะถูกสายน้ำคร่าชีวิต แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้กระโจนลงไปในน้ำก็พลันมีเสียงอะไรบางอย่างตกลงไปก่อน


อย่าบอกนะว่าเด็กนั่นตกลงไปด้วย


ด้วยความตระหนก ผมจึงเอาตัวกระแทกเบียดทุกคนที่ขวางหน้าเพื่อไปถึงริมน้ำให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับทำให้ผมชะงักเหมือนโดนกดสวิตซ์


เด็กคนนั้นยังอยู่ที่ท่าน้ำอย่างปลอดภัย ส่วนในน้ำก็มีร่างหนึ่งชายที่กำลังกระเตงหนึ่งหญิงกลับเข้าฝั่ง ทุกอย่างมันก็ดูปกติอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าผู้ชายคนนั้นไม่เหมือนคนไทยเลยสักนิด


ผมสีอ่อน ผิวสีขาวจัด ร่างกายกำยำแข็งแรงกว่าคนตะวันออก


...คนต่างชาตินี่นา...


ทันทีที่ร่างของทั้งสองคนกลับเข้ามาในฝั่งได้อย่างปลอดภัย ผู้คนก็พลันเงียบเสียงลง


อันที่จริงต้องบอกว่ามันเงียบกริบตั้งแต่พ่อหนุ่มตาน้ำข้าวนั่นกระโดดลงไปแล้ว ก็แหม คนไทยในยุคนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทัดเทียมกับคนต่างชาติได้สักหน่อย


อย่างน้อยพวกฝรั่งก็คิดแบบนั้นล่ะนะ


พอมาเจอคนที่เห็นคุณค่าของมนุษย์ด้วยกันกระโดดลงไปแบบไม่คิดแบบนั้นมันก็อดอึ้งปนประทับใจไม่ได้


ร่างกำยำนั้นมีอาการหอบเหนื่อยเล็กน้อยแต่ผู้หญิงคนนั้นหมดสติไปแล้ว เขารีบพลิกตัวให้ผู้หญิงคนนั้นนอนคว่ำทับฝ่ามือแล้วตะแคงหน้า ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร


เพราะรู้นั่นล่ะถึงอยู่เฉยไม่ได้


ไม่ต้องคิดอะไรให้มากร่างกายของผมก็พุ่งไปขวางเขาเสียแล้ว


“ทำแบบนี้ไม่ได้นะ”


อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับ เขาแค่ขมวดคิ้วยุ่งตอบ


คงพูดไทยไม่ได้ล่ะมั้ง


ช่างมันสิ


ผมรีบพลิกร่างคนหมดสติให้นอนหงายแล้วเริ่มทำซีพีอาร์ ในขณะที่กำลังชั่งใจว่าควรจะเป่าปากดีไหมผู้หญิงคนนั้นก็สำลักน้ำออกมามากมาย ทำให้ผมต้องรีบจับให้เขานอนตะแคงแล้วจับให้ศีรษะหงายไปด้านหลังเพื่อให้น้ำไหลออกจากปากแทน


พอผู้หญิงคนนั้นได้สติผมก็โล่งอกและเพราะโล่งอกจึงเพิ่งจะสังเกตว่าบรรยากาศรอบข้างมันแปลกๆ


ฉิบหาย เพิ่งนึกได้ว่ายุคนี้มันมีซีพีอาร์ทีไหนกันล่ะ


ฉิบหาย ฉิบหายระดับล้าน


ผมว่าผมต้องทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์ตรงหน้า แน่นอนว่าคนอย่างผมก็ต้อง...


ยิ้มแห้งสิครับ


บ้าชิบ ไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด


ทุกคนยังมองผมด้วยสายตางุนงงปนประหลาดใจ และเพราะผมเอาแต่มองหน้าชาวบ้านรอบตัวทำให้ผมลืมอีกคนไปเสียสนิท


“เก่งดีนี่”


ภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ ที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ผมต้องละสายตาไปมอง


นัยน์ตาสีฟ้าเข้มจ้องมองผมด้วยแววตาแปลกๆ


มันวิบวับปนประหลาดใจ


เออ เข้าใจได้ เป็นผมเองก็ประหลาดใจ


“พอดี...ผมเคยเห็นหมอต่างชาติเขาทำแบบนี้น่ะครับ ก็เลยลองทำตาม”


เขาฉีกยิ้มเล็กน้อย


“เช่นนั้นรึ”


ไม่มีคำพูดต่อจากนั้น มีเพียงแววตาวิบวับและรอยยิ้มแปลกๆ


พวกชาวบ้านเองที่ได้ฟังคำแก้ตัวจากผมก็พากันหายสงสัยและเริ่มสลายตัว แม่ลูกสองคนนั้นก็หันมาขอบคุณผมและคนข้างๆ เป็นการใหญ่แล้วก็จากไป


ท่าน้ำกลับสภาวะปกติอีกครั้ง


มันควรจะเป็นอย่างนั้นถ้าเขาจะยอมเดินจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ


พ่อหนุ่มฝรั่งยังนั่งอยู่ข้างผม


“ผมไม่เห็นจะจำได้ว่าเคยเรียนวิธีปฐมพยาบาลแบบนั้น”


ไม่เคยเรียน...


...อ๋อ เป็นหมอสินะ...


ผมหันไปสบตาเขาและตีหน้ามึน


“หมอไม่เคยเรียนก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริงนี่ครับ”


เขาพ่นลมหายใจพร้อมกับหัวเราะ


“ช่างพูดจังนะ”


“หมอก็พูดไทยคล่องดีนะครับ”


เขายักไหล่


“ก็อยู่มานานแล้วน่ะ”


“อยู่มาพร้อมกับหมอบรัดเล่ย์เลยรึเปล่าครับ”


เอาอีกแล้ว ขยันพลั้งปากจริงๆ


แต่แทนที่เขาจะถือสา ใบหน้าคมสันนั้นกลับปรากฏความร่าเริงยิ่งกว่าเก่า


“ถ้าผมอยู่มานานขนาดนั้น วันนี้คงจมน้ำตายไปพร้อมกับผู้หญิงคนเมื่อกี้แล้วล่ะ”


เขาว่าพลางเอามือเสยผม ใบหน้านั้นแต่งแต้มด้วยความสดใส


อบอุ่นจัง อย่างกับดวงตะวัน...


คิดอะไรน่ะมอส หนักแล้วนะ


ผมก้มหน้าหลบตาเพื่อระงับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง และเหมือนอีกคนจะรู้ตัวว่าผมแปลกไป เขาจึงเลิกหัวเราะ บรรยากาศรอบข้างจึงค่อยๆ ลดความร่าเริงลงจนกลับสู่บรรยากาศปกติ


พวกเรานั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ อย่างนั้น


คนหนึ่งตัวเปียกโชก


อีกคนใจเปียกโชก


ใจผมมันมีแต่เรื่องให้คิด เหมือนจมน้ำอยู่ตลอดเวลา


...ไม่ชอบเลย....


“ขมวดคิ้วขนาดนั้นเดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก”


เขาแซ็วนิ่มๆ เพียงแค่นั้นแต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผมกลับมาสบตาเขาแล้วยิ้มให้


นัยน์ตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ


...เป็นประกายเหมือนกันแต่ให้ความรู้สึกต่างกัน...


ถ้าเป็นคุณเปมทัตเขาคงเอามือมาจิ้มที่หว่างคิ้วของผมแล้วบอกว่า ‘เป็นอะไรรึ’ ใบหน้าหล่อเหลานั้นคงยิ้มอ่อนโยนแล้วพูดหวานปลอบประโลมใจ


หนักแล้วกู ทำตัวเหมือนสาวน้อยเข้าไปทุกที


ผมฉีกยิ้มให้กับความคิดตัวเอง


“ยิ้มอะไรรึ”

“ยุ่งน่ะหมอ”


เอาอีกแล้ว มอสจะเผลอกี่ครั้งต่อวันละมอส มอสต้องมีสตินะ คงเพราะอีกฝ่ายมีบรรยากาศบางอย่างที่ชวนให้สบายใจจนเผลอทำตัวตามสบายออกไป แต่แทนที่เขาจะโกรธกลับหัวเราะร่าจนผมต้องหัวเราะตามไปด้วย


“เธอเป็นคนแปลกดีนะ”

“หมอก็แปลกนะ”


เขาขมวดคิ้วเหมือนจะถามว่า ‘ทำไมเหรอ’


...น่ารักจัง...


 “ก็...ถ้าเป็นคนอื่นคงโกรธผมไปแล้ว”

“ถ้าเป็นคนอื่นผมก็คงโกรธไปแล้วเหมือนกัน”


ผมเลิกคิ้วทำให้เขาต้องอธิบายเพิ่ม


“ก็ถ้าเป็นคนอื่นก็คงโกรธไปแล้ว แต่พอเธอพูดกลับรู้สึกว่าไม่เห็นน่าโกรธตรงไหนเลย”


ผมพ่นลมหายใจพลางฉีกยิ้ม


“หมอเป็นคนแปลกๆ นะ”


เขายักไหล่ตอบก่อนจะนิ่งไปเสียเฉยๆ


...หรือจะเป็นไข้กันนะ...


พอคิดแบบนั้นก็เลยอดพูดออกไปเพราะเป็นห่วงไม่ได้


“กลับบ้านไหมหมอ ตัวเปียกเชียว”


เขาหันมามองหน้าผมอยู่อึดใจแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้าง


“ไปทำงานด้วยกันไหม”


ฮะ?


คงเพราะหน้างงหนักของผมทำให้เขาต้องขยายความ


“ผมถามว่าไปทำงานเป็นผู้ช่วยผมที่โรงหมอไหม”


โอเค ชัดแจ๋ว


ว่าแต่โรงหมอนี่ จะใช่ที่เดียวกับในฝันไหมนะ






******************************************************************************


[เกร็ดความรู้]


*วิธีการปฐมพยาบาลแบบนี้เรียกว่า Holger Neilson technique  ซึ่งมีการอธิบายไว้ในคู่มือลูกเสือ (Boy Scout Handbook) ของสหรัฐอเมริกา ฉบับที่ 1 ปี ค.ศ. 1911(พ.ศ. 2454) เสนอการช่วยหายใจโดยให้นอนคว่ำทับฝ่ามือ ตะแคงหน้า ให้ผู้ช่วยเหลือดึงข้อศอกขึ้นเพื่อกางแขนพร้อมกับกดหลังทำให้อากาศไหลเข้าปอด*

อ้างอิง: การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพ






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2017 22:29:18 โดย Marymo »

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
โอยยยยยย :o8: :o8:

ออฟไลน์ Apinnoolek

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 39
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +3/-0
น้องมอส นักผจญภัย ฮ่าๆๆ

ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
หมอจะมาเป็นตัวอะไรของเรื่องเนี่ย

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
หมอ ทำตาวิบวับใส่มอส
หมายความว่าไง ชอบมอสใช่ไหม  o18
แถมชวนมอสไปทำงานด้วย
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07-11-2017 02:24:02 โดย ommanymontra »

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
มีคุณหมอเพิ่มขึ้นมาอีกกก  :hao7:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 13 ทำงาน [ครึ่งแรก]






ถ้าต้องให้เล่าย้อนความหลัง มันก็คงต้องกลับไปเริ่มตั้งแต่เมื่อวานในเหตุการณ์ตอนผู้หญิงคนหนึ่งตกน้ำเพราะอุบัติเหตุทำให้ผมได้ไปเจอกับคุณหมอชาวต่างชาติคนหนึ่งและถูกชวนให้ไปเป็นผู้ช่วยของเขา


จริง ๆ เรื่องราวมันก็ควรจะจบอยู่แค่นั้นอยู่หรอก ถ้าไม่ติดที่ว่า...


“ครูบุญสอนดนตรีไทยด้วยหรือครับ ผมไม่ยักจะเคยรู้มาก่อน ไม่เช่นนั้นคงมาขอฝากตัวเป็นศิษย์แล้ว”


“โธ่ หมอก็ช่างเจรจาเอาใจคนแก่เสียจริง ไว้ว่างๆ ก็แวะมาสิ มาลองจับลองตีดู เดี๋ยวก็เป็นเอง”


“ครูบุญนี่ใจดีจังเลยนะครับ มิน่าถึงได้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายขนาดนี้”


“หมอก็ว่าไปนั่น”


เสียงหัวเราะร่าเริงของชายชราเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะโทนทุ้มต่ำของชายชาวต่างชาติผสานไปกับเสียงดนตรีไทยและเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกับรอบๆ บ้านชวนให้บรรยากาศดูแจ่มใสราวกับวันแดดออกกลางเดือนเมษา


ไม่สิ มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ


ตอนนั้นเขาชวนผมให้ไปเป็นผู้ช่วยเขา แต่ผมก็ปฏิเสธไปเพราะบอกว่าต้องซ้อมดนตรีและเป็นนักดนตรีประจำบ้านให้คุณเปมทัตอยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังดึงดันจะพาผมไปที่โรงหมอให้ได้ พอผมไม่ไปก็เลยถามว่าผมเรียนดนตรีกับใคร


ใช่ เรื่องราวมันควรจะจบแค่นั้นสิ


“อ้าวไอ้กร ไอ้มั่น กว่าจะมาได้ มาๆ หมอรอแย่แล้ว”


ท่าทางกระปรี้กระเปร่ากว่าปกติของครูบุญทำให้ผมได้แต่ยิ้มแห้งตอบ ในขณะที่ไอ้มั่นซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ก็สะกิดผมไม่หยุด


เอานิ้วถูขนาดนี้มึงจะเอาให้เลขขึ้นเลยรึไง


หงุดหงิดครับ แต่ไม่พูด


“เขาเป็นใครวะ แล้วมึงไปรู้จักกับเขาได้อย่างไร”


ผมถอนหายใจ


กูรู้จักมันที่ไหนล่ะ


“อุบัติเหตุน่ะ กูไปช่วยคนตกน้ำเมื่อวานแล้วเขาเป็นหมอ”


“บ๊ะ! เป็นจีนแต่คบฝรั่ง เส้นสายข้ามชาติจริงนะมึง”


เออ กูนี่แหละมอส บางลำพู


คนตัวสูงฉีกยิ้มกว้างให้ผมตามครูบุญมาติดๆ


ฟันสวยจริงๆ


“สบายดีไหมกร”


แหน่ะ เรียกชื่อไปอีก


“สบายดีครับหมอ”


ยังไงซะก็ต้องรักษามารยาทไว้ก่อน


“ผมมาคุยกับครูบุญให้แล้วนะ เธอไปทำงานกับผมได้ ไม่มีปัญหา ใช่ไหมครับครูบุญ”


“ได้สิหมอ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เอ็งก็ทำๆ ไปเถ๊อะ เจ๊กเลิศเองก็แก่แล้ว แค่งานนักดนตรีไทยมันจะไม่พอยาไส้เอานะเอ็ง”


ไอ้หมอ ไอ้...ไอ้...ไอ้คนฉลาด คงเพราะรู้ว่าถ้าตื้อผมไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยมาเข้าหาทางครูบุญหวังให้ช่วยพูดอีกแรงแหง


ซึ่งก็ได้ผลซะด้วย


ก็จริงอย่างที่ครูบุญบอกถ้านับตามอายุของผมในยุคสมัยนี้แล้ว ยังไงซะก็ควรหาการหางานทำเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว จะมาเกาะพ่อแม่กินทำตัวเอ้อระเหยไปวันๆ ก็คงไม่ได้ แถมพักหลังๆ มานี้อาม้าก็เริ่มจะแขวะผมเรื่องไม่ยอมทำงานแล้วด้วย


เอาเถอะ


“จ้ะครู ทำก็ทำ นี่เห็นว่าครูพูดหรอกนะ”


ชมเขาหน่อยครับ เพราะดูจากทรงที่หมอใช้พูดเมื่อกี้ ผมพอจะเดาได้ลางๆ ว่าจริงๆ แล้วครูบุญเป็นคนบ้ายอประมาณหนึ่ง


“เอ้อ คนหนุ่มสมัยนี้มันก็ช่างเจรจากันเสียจริง”


นั่นไง


ใบหน้าเหี่ยวย่นฉีกยิ้มกว้างก่อนจะกล่าวขอตัวกลับไปดูความเรียบร้อยบนเรือน ทิ้งผม ไอ้มั่นและหมอให้มองหน้ากันอย่างงงๆ
ไอ้มั่นหันซ้ายหันขวาสองสามทีให้ผมรู้สึกถึงความผิดปกติ


อย่าบอกนะว่า...


“เช่นนั้นข้าไปซ้อมล่ะ มึงก็รีบตามไปล่ะ”


ผมว่าแล้ว


ไอ้มั่นก็เหมือนไอ้ไม้ เมื่อถึงสถานการณ์คับขันในแบบที่มันไม่รู้จะรับมือยังไง มันก็ทำท่าแปลกๆ หันซ้ายหันขวาแล้วก็พูดขอตัวหนีไปแบบงงๆ


พวกเอ็งเป็นร่างโคลนกันใช่ไหมจงบอกมา


“ดูทำหน้าเขาสิ ไม่อยากคุยกับผมขนาดนั้นเชียวหรือ”


ทันทีที่ร่างของมั่นหายไปจากสายตา คนบนแคร่ก็พลันเอ่ยเย้าจนทำให้ผมต้องหันมายิ้มแห้งตอบเขาอย่างเสียไม่ได้


ใจจริงก็ไม่ค่อยอยากคุยหรอก ไม่อยากทำงานด้วยกันด้วย แต่เพราะสถานการณ์มันบังคับโว้ย


 “เปล่าครับ ผมแค่ไม่คิดว่าหมอจะจริงจังขนาดนี้”


เขาเลิกคิ้วเหมือนเป็นการถามทำให้ผมต้องอธิบายต่อ


“ก็...ผมเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา วิชาหมอก็ไม่ได้ร่ำเรียนมา ดูยังไงก็ไม่มีประโยชน์กับหมอแน่ๆ ผมก็เลย...”


“เธออาจจะไม่รู้ตัว แต่ผมว่าเธอเป็นคนเก่งนะ”


เขาเอ่ยขัดขึ้นอย่างเรียบง่าย


ในน้ำเสียงไม่มีการป้อยอเหมือนตอนพูดกับครูบุญ ไม่มีแววทะเล้นเหมือนตอนหยอกเย้าเมื่อครู่


มันนิ่ง เรียบง่ายและกินใจ


เขาพูดมันออกมาเพราะเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ


อ๋อ เวลาที่ถูกใครสักคนเห็นคุณค่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง


...ดีใจจัง...


“ดูทำหน้าเขาสิ อยากยิ้มก็ยิ้มเถอะ”


โว้ย ผีเข้าผีออกจริง ขรึมได้ไม่ถึงสองวิกลับมาทะเล้นอีกแล้ว


ตลกชะมัด


ผมกลั้นยิ้มไว้อย่างไม่ยอมแพ้พลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย


“ถ้าหมอมั่นใจในตัวผมก็แล้วแต่หมอแล้วกัน ถ้าผมทำคนไข้ตายขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะ”


พอได้ยินผมตอบเขาก็หัวเราะร่า


“ไม่รู้ว่าระหว่างผมกับคนไข้ ใครจะตายก่อนกันนะ”


พอพูดจบก็ฉีกยิ้มที่กว้างอยู่แล้วให้กว้างมากขึ้นไปอีก


เป็นคนที่แผ่พลังบวกออกมาตลอดเวลาจนผมสงสัยว่าคนๆ นี้เคยมีเรื่องวิตกในใจบ้างไหมนะ


...สดใสจังเลยให้ตาย...


“จริงสิ ถ้าเช่นนั้นเย็นนี้หลังเลิกซ้อมดนตรีผมจะพาเธอไปโรงหมอเลยแล้วกัน จะได้จำทางเอาไว้ดีไหม”


“เย็นวันนี้หรือครับ...ก็ดะ...”


“กรวิก ไม่ไปซ้อมดนตรีรึ”


ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยปากตอบนายจ้างคนใหม่ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ


ใช่ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย


“ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นชาวต่างชาติที่บ้านครูบุญแบบนี้ เราแปลกใจเสียจริง”


เสียงนั้นทุ้มนุ่มและคุ้นหูจนผมไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใครพูด ยิ่งได้เห็นหน้าของนายจ้างคนใหม่ที่หุบยิ้มกว้างเป็นกระตุกยิ้มแปลกๆ ยิ่งมั่นใจ


คุณทวดเป็นคนไม่มีมารยาทเอาเสียเลย


“ถ้าคนต่างเมืองจะสนใจ คนในก็ควรให้การต้อนรับไม่ใช่เหรอครับ คุณเปรม”


ผมได้ยินเสียง ‘หึ’ จากคนด้านหลัง


ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าทำหน้าตาแบบไหน


“แต่ของบางอย่าง คนในชาติก็น่าจะทำได้ดีกว่าจริงไหมครับ คุณหมอปีเตอร์”


อย่างหนึ่งที่ผมได้รู้เพิ่มคือหมอชื่อปีเตอร์


ควรดีใจไหมนะ


คนตรงหน้าผมพ่นลมหายใจแล้วฉีกยิ้มเหนื่อยหน่าย


“ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับคุณเปรม ชาตินิยมสุดโต่ง เมื่อก่อนเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น”


สองคนนี้คงเคยเจอกันมาก่อน แถมดูจะเป็นการเจอที่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ด้วยสิ


ไปตีกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนล่ะนั่น


“คงใช่กระมังครับ แต่คุณเองก็ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ เมื่อก่อนชอบแย่งของๆ คนอื่นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ร่ำไป”


โอเค ซึ้ง


ตีกันแย่งหญิงมาก่อนแน่นอน


ผมสูดลมหายใจเข้าเรียกความกล้าให้ตัวเองแล้วหันไปเผชิญหน้ากับคนที่อยู่ด้านหลัง แน่นอนว่าไม่ผิดคาดเท่าไหร่


ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลานั้นเหยียดยิ้มดูแคลน แววตาก็แข็งกร้าวผิดปกติวิสัยของเจ้าตัวจนผมไม่รู้จะเริ่มยังไง


กลัวโดนลูกหลงเป็นนะเว้ย


“เอ่อ..คุณเปมทัตครับ”


เขาละสายตาจากอีกฝ่ายมามองผม แววตานั้นนิ่มนวลลงนิดหน่อย


นิดหน่อยจริงๆ


“นี่คุณหมอปีเตอร์ เป็นนายจ้างอีกคนของผมครับ”


เขาขมวดคิ้วยุ่งอย่างคนหงุดหงิดใจ


โอย ไม่ตี มอสไม่ชอบตี อย่าตีมอส


“คือ...ผมก็ควรหางานทำระหว่างที่ยังไม่มีงานเล่นดนตรีไงครับ มั่นเองก็ทำก่อสร้าง ผมเองก็ควรจะหางานเอาไว้บ้าง”


เสียงของผมเบาลงเรื่อยๆ ราวกับเด็กที่กำลังสารภาพผิดกับผู้ใหญ่


ราวกับคนที่ต้องมานั่งอธิบายคนรักว่าที่เธอเห็นไม่ใช่ชู้ของฉันนะ


หนักแล้วมอส หนักแล้ว


ผมเผลอหลบตาอีกฝ่ายอัตโนมัติ อย่างที่บอกไปว่าผมไม่ใช่สายตี หลบได้ก็หลบไว้ก่อน


หลังจากผมพูดจบ ทุกอย่างก็ตกอยู่ในภวังค์ความเงียบก่อนจะมีเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายดังมาจากคนตรงหน้า


มันฟังดูหนักใจจนผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง


นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นสบกับผมราวกับจะบอกความนัยน์บางอย่าง


“เราเข้าใจ”


มือของเขายกขึ้นลูบหัวผมเพียงหนึ่งครั้ง


แผ่วเบาและอ่อนโยน


“ดูแลตัวเองด้วยนะ”


โอ้โห เอาหัวใจไปเลย ปาให้ไปเลย


ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนออกไป สิ่งเดียวที่รับรู้ได้คือหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก


เขิน โคตรพ่อโคตรแม่เขินเลยครับ แต่ก็อย่างว่าล่ะ ช่วงเวลาแบบนี้มักมีมารผจญ...


“ไม่ต้องห่วงครับคุณเปรม เดี๋ยวผมดูแลให้”


แล้วบรรยากาศที่เริ่มจะดีขึ้นก็กลับไปติดลบอีกครั้ง


ไอ้หมอเวร












ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
คู่แข่งใช่มั้ยเนี่ย555

ออฟไลน์ natsikijang

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 540
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +26/-4
สนุกมากๆเลยค่ะ   ชอบหมอปีเตอร์  คุณทวดนิ่งไป    มอสปันใจให้หมอเหอะ

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 13 ทำงาน [ครึ่งหลัง]






“หมอไม่ชอบคุณเปมทัตเหรอ”


คนที่เดินนำหน้าหันมามองผมแล้วหัวเราะฮึในคอ


เอาจริงๆ ก็ไม่น่าถามเนอะ


หลังจากที่เกิดการปะทะฝีปากย่อมๆ ขึ้นที่บ้านครูบุญทำให้ผมจึงต้องขอปลีกตัวออกมากับนายจ้างคนใหม่ก่อนเวลาปกติเพราะกลัวว่าจะเกิดการวิวาทขึ้น คุณเปมทัต หรือ ‘คุณเปรม’ ดูไม่ค่อยพอใจกับการแก้ปัญหาของผมเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


เอาเข้าจริงผมก็แอบชอบสถานการณ์แบบนี้อยู่หน่อยๆ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกหล่อมาก


ความรู้สึกของพี่เคนสมัยแสดงสวรรค์เบี่ยงมันเป็นแบบนี้นี่เอง


ท่าทีกระฟัดกระเฟียดของคนที่เดินนำหน้ามันดูขัดหูขัดตาเหมือนจงใจให้ผมเห็นแล้วพูดอะไรสักอย่าง


แต่เสียใจด้วย มอสเป็นคนขี้เกียจ


ผมไม่ใส่ใจกับท่าทีไม่สบอารมณ์ของเขาแล้วเลือกจะเดินตามไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวเหมือนอย่างที่ทำมาตลอดสิบนาที อีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนอยากจะให้ผมถามแต่ก็ไม่ยอมเปิดประเด็นสักที


ไอ้ท่าทีเหลือบมามองแล้วหันหน้ากลับไปเพราะรู้ว่าถูกมองอยู่นั่นโคตรขัดตาเลย พับผ่าสิ


เอาเถอะ สนองเขาหน่อยแล้วกัน


“จะไม่บอกอะไรลูกจ้างใหม่หน่อยเหรอหมอ”


เขาหันเสี้ยวหน้ามาแค่แว่บเดียวแล้วส่งเสียง ‘ฮึ’


แหน่ะ ยังจะเล่นตัวอีก


“อยากจะรู้อะไรล่ะ”


แหม ทำมาเป็นถาม ในใจนั่นอยากเล่าจะแย่แล้วมั้ง


“ก็หมออยากให้ผมรู้อะไรล่ะ”


เขาหยุดเดินแทบจะทันทีที่สิ้นเสียงของผมแล้วหันกลับมาทั้งตัว


เออ เลิกเล่นตัวสักที


“ผมไม่ชอบเปรม ไม่ชอบตั้งแต่สมัยเจอหน้ากันที่อังกฤษแล้ว”


น้ำเสียงของเขาดูอัดอั้นเหมือนคนอยากนินทาแต่ต้องรักษาภาพลักษณ์


น่าเห็นใจๆ


“เขาไปทำอะไรให้หมอล่ะ”


จมูกสันโด่งพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่


“หลายอย่าง ทะเลาะกันตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว”


เขาเหลือบมองผมแว่บหนึ่งแล้วรีบหลบตา


อะไรล่ะนั่น


“สิ่งที่เธอควรรู้คือเปรมไม่เหมือนผู้ชายทั่วไปในสยาม ระวังไว้ก็ดี”


อ๋อ แสดงว่าหมอรู้ว่าคุณเปมทัตเป็นเกย์สินะ


“ไม่เหมือนยังไงล่ะหมอ ผมก็เห็นเขาปกติดี”


แกล้งซื่อไปครับ ตีเนียนไป


นัยน์ตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นฉายแววบางอย่าง


“เขาไม่เหมือนใคร...”


เขาทอดเสียงเหมือนกำลังครุ่นคิด


“แต่เขาเหมือนผม”


นัยน์ตาคู่นั้นจ้องผมนิ่งก่อนที่ริมฝีปากได้รูปจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา


“เพราะเหมือนกันก็เลยทะเลาะกันได้อย่างปลอดภัยกระมัง”


ชัดเลย ไอ้หมอเป็นเกย์


นี่สิน้าที่เขาว่ากันว่าคนเราจะดึงดูดคนคล้ายๆ กันเข้ามาในชีวิต


ผมแสร้งทำหน้าโง่ใส่เขาอย่างคนซื่อ


“หมอพูดอะไร ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”


แกล้งขมวดคิ้วใส่หนึ่งทีให้ดูงงเพื่อความสมจริงไปด้วย


คงเพราะท่าทางโง่ๆ ของผมจึงทำให้อีกคนดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ผมว่าจริงๆ แล้วเขาก็คงมีความกังวลอยู่ลึกๆ เพราะอย่างไรเสียเกย์ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับกันได้โดยทั่วไปสักหน่อย


แกล้งโง่กันวันละนิดละหน่อยเพื่อรักษาความสบายใจต่อกันแบบนี้ล่ะดีแล้ว


เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างสบายใจ


 “เอ้าๆ เลิกพูดแล้วเดินตามมาได้แล้ว จะถึงอยู่แล้วเนี่ย”


แล้วเขาก็เริ่มออกเดินอีกครั้งราวกับเมื่อครู่ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น


เป็นคนแปลกๆ จริงด้วยสิ


ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นเขาก็หยุดเดินอีกครั้ง


อะไรอีกล่ะคราวนี้


“หยุดทำไมล่ะหมอ”


เขาหันหลังกลับมาเผชิญหน้ากับผมแล้วผายมือไปทางด้านซ้ายของตัวเอง


นี่ถ้าทำเสียง ‘ท้าด่า!’ เข้าไปด้วยจะดูเข้าท่ามากๆ


คงเพราะพอจะเดาออกว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร ผมจึงหันไปมองตามทิศทางที่เขาผายมือไปแล้วพบว่าสิ่งก่อสร้างสองชั้นที่สร้างจากไม้และให้อารมณ์เหมือนห้องแถว


นี่คือที่ๆ เรียกว่าโรงหมอจริงสิ ช่างแตกต่างกับโรงหมอที่ผมไปวันแรกลิบลับ


 “ทำไมเล็กจังล่ะหมอ ไม่ค่อยมีคนไข้เหรอ”


ปากมันไวครับ ไม่รู้ทำไมพออยู่กับคนๆ นี้แล้วรู้สึกสบายใจ สบายปากทุกที


“โธ่ อย่าดูถูกกันสิ เห็นแบบนี้รายได้ก็ดีทีเดียวนะ”


เขาบ่นงึมงำพลางคว้านหอบางอย่างในกระเป๋า


อ๋อ กุญแจ


ท่าทางเดินไปเปิดประตูพลาง ปาดเหงื่อไปพลางนั้นช่างน่าเห็นใจ


ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าผิวขาวจัดของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจากการอยู่กลางแดดนาน ๆ ใบหน้าคมสันนั้นก็เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อจนหมดสภาพ


เอ็นดู


เขาเปิดประตูด้วยความว่องไวแล้วกวักมือเรียกผมเข้าไป


ภายในคลินิกนั้นดูดีกว่าข้างนอกอยู่มาก บ้านทั้งหลังทำจากไม้ มีการตกแต่งที่เรียบง่ายแต่สะอาดตา ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ครบครัน มีการแยกสัดส่วนระหว่างห้องตรวจกับบริเวณนั่งรออย่างชัดเจน


ก็ไม่แย่นี่นา


“ขอต้อนรับสู่โรงหมอปีเตอร์”


เขาว่าพลางผายมือไปรอบห้องอย่างภูมิใจ...เป็นใบหน้าเปื้อนเหงื่อที่โคตรภูมิใจ ผมเดาว่าเขาคงพยายามก่อร่างสร้างมันมาด้วยมือของตัวเอง กว่าจะเป็นอย่างทุกวันนี้ก็คงผ่านมาอะไรมามาก ไม่งั้นก็คงไม่ภูมิใจขนาดนี้


เป็นพวกคนมุมานะสินะ


แต่มันก็ยังมีบางอย่างที่ขัดตา


“หมอมีผ้าเช็ดหน้าไหม”


เขาขมวดคิ้วกับคำถามจนผมต้องย้ำ


“หมอมีผ้าเช็ดหน้าไหม”


เขาหันซ้ายหันขวาก่อนจะส่ายหัวเบาๆ


ใช้ชีวิตอยู่ยังไงให้ไม่มีผ้าเช็ดหน้าล่ะนั่น


เพราะทนรำคาญตาไม่ไหว ผมจึงต้องสอดมือล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง


ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ากรวิกชอบพกผ้าเช็ดหน้าตอนที่รื้อตู้เสื้อผ้าเมื่อคืนก่อนนี้เอง


ผ้าผืนเล็กกะทัดรัดถูกส่งให้อีกฝ่าย เขาเหลือบมองผมสลับกับผ้าเช็ดหน้าในมือด้วยสีหน้างุนงง


“รับไปสิหมอ เหงื่อเต็มหน้าเลย หยดลงบนพื้นแล้วนั่น”


คราวนี้เขาเบิกตากว้างขึ้นแล้วทำปากเหมือนจะพูดว่า ‘อ๋อ’ แต่ก็ไม่มีเสียงออกมา ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมือมารับผ้าเช็ดหน้าไปซับเหงื่อแต่โดยดีพลางอมยิ้ม


“ยิ้มอะไรน่ะหมอ”


พอได้ยินผมทักเขาก็ยิ้มกว้างขึ้นไปอีก


เป็นพวกยิ่งพูดยิ่งยุหรือไงนะ


“ดีใจน่ะ”


เขาเหลือบมองผมผ่านช่องว่างของมือระหว่างซับหน้า


“นานๆ ทีจะมีคนใส่ใจผมแบบนี้”


“หมอไม่มีครอบครัวอยู่ที่นี่เหรอ”


มือคู่ใหญ่ยังคงซับหน้าต่อไป


“อืม มาคนเดียวน่ะ”


โอ้โห คนจริง 2460 อีกแล้ว


“แล้วทำไมถึงมาล่ะหมอ อยู่อังกฤษไม่ดีเหรอ”


เห็นบอกว่าเจอคุณเปรมที่อังกฤษ ก็เดาไปเลยว่าเป็นคนอังกฤษ มั่วๆ แบบนี้แหละ


เขาหัวเราะเบาๆ


เป็นเสียงหัวเราะที่แปลกพิกล


ทำไมกันนะ


“อยากเริ่มต้นใหม่กับชีวิตน่ะ ก็เลยต้องหาที่ๆ ไม่มีใครรู้จักเรา”


อย่าบอกนะว่า...


“นี่หมอคงไม่ได้ไปทะเลาะกับคุณเปรมแล้วถูกนินทาใช่ไหม”


เขาแค่นเสียง ‘ฮึ’ ออกมาแล้วไม่พูดตอบอีกเลย


ชัดเจน พวกเอ็งไปตีกันเรื่องผู้ชายแล้วโดนปาหินใส่มาแน่ๆ


เอาเถอะ ถ้าเขาไม่อยากจะพูดเราก็จะไม่เค้....


“ใช่ ผมทะเลาะกับเขาเรื่องมันเลยยิ่งวุ่นวาย แต่ต้นเหตุก็ไม่ใช่เขาไปเสียทั้งหมดหรอก”


เอ้า บทอยากจะเล่าก็เล่าเฉยเลย


“แต่ยังไงหมอก็ไม่ชอบคุณเปรมอยู่ดีใช่ไหมล่ะ”


เขายักไหล่แล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าของผมลงกระเป๋าเสื้อตัวเอง


เดี๋ยวๆ นั่นผ้าเช็ดหน้ากู


“อะไร ไม่ขโมยหรอกน่า แค่จะเอาไปซักให้ ดูทำหน้าเข้าสิ”


นี่ผมทำหน้าแบบไหนออกไปกันนะ แต่เอาเถอะ ถ้ามันจะทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นได้สักนิดก็ดี


เขายิ้มให้ผม ไม่ใช่ยิ้มอบอุ่นหรือร่าเริงเหมือนอย่างเคย


มันเป็นแค่ยิ้มบางๆ ที่ดูจริงใจ


“ขอบคุณนะ”


ดีแล้ว


รอยยิ้มแบบนี้แหละดีแล้ว














“นี่ กลับบ้านเย็นขนาดนี้จะดีเหรอ”


เสียงร้องทักที่ดังขึ้นทำให้ผมต้องเงยหน้าจากกองข้าวของระเกะระกะแล้วหันมองรอบๆ ตัว


มืดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ


ผมก้มมองกองเครื่องใช้ที่สุมกันอย่างไร้ระเบียบตรงหน้าแล้วถอนหายใจ ไม่รู้ว่าคนๆ นี้ใช้ชีวิตรอดด้วยคนเดียวมาได้ยังไงตั้งหลายปี ทั้งๆ ที่ความสามารถในการจัดการข้าวของติดลบอย่างหนัก จัดของใช้ให้เป็นระเบียบไม่ได้ไม่พอ พวกแฟ้มประวัติคนไข้รวมไปถึงอุปกรณ์การแพทย์ก็พลอยปนกันยุ่งเหยิงไปด้วย


ไม่รู้ว่าจับฉลากใบไหนมาเป็นหมอ มอสล่ะเหนื่อย


“ที่ทำค้างไว้ก็เอาไว้ทำพรุ่งนี้ก็ได้ วันนี้พอก่อนเถอะ”


ผมแค่นเสียงฮึในคอ


“อะไร ทำเสียงอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไร”


น้ำเสียงยียวนที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนไม่รู้ตัวนั้นมันน่าหมั่นไส้จริงๆ


น่าหมั่นไส้จนอดตอกกลับไม่ได้


“ก็ส่งเสียงเห็นใจตัวเองน่ะครับ ไม่คิดเลยว่าจะเจอคนทำงานบ้านได้แย่กว่าผมอยู่ด้วย”


นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างเพียงเสี้ยววิก่อนจะหลับลงพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ระเบิดออกมา


อารมณ์ดีจริ๊ง


 แต่เพราะท่าทางร่าเริงไม่สนโลกของเขานั่นล่ะผมถึงรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมาตลอดหลายวัน


ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่ได้รู้สึกแบบนี้อีกเลยตั้งแต่ย้อนเวลากลับมา


ความจริงที่ผุดกลับเข้ามาในสมองทำให้ผมค่อยๆ หุบยิ้มลงแล้วจมจ่อมอยู่กับความคิดของตัวเอง


ผมควรทำยังไงกับตัวเองดีนะ


ตัวผมในตอนนี้ ยังอยากกลับไปอยู่รึเปล่า


...ไม่รู้...


....ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน....


“เป็นอะไร”


น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ส่งมาทำให้ผมต้องรีบยกยิ้มกลบเกลื่อนแล้วแสร้งสาละวนอยู่กับงานตรงหน้าต่อ


“ไม่มีอะไรครับ แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”


พอพูดจบผมก็ก้มหน้าทำงานต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมกำลังแสดงท่าทางให้เขารู้ว่าสิ่งที่ทำให้ผมเหม่อเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่าใส่ใจ คงจะเป็นโชคช่วยที่ผมรับรู้ได้ทั้งๆ ที่ไม่เงยหน้าว่าเขาเงียบไปและไม่เซ้าซี้อะไรต่อ จากนั้นไม่นานก็หมุนตัวเดินกลับไปข้างใน


พอไม่มีอีกคนอยู่ใกล้ๆ ผมก็เลิกทำท่าทางขยันขันแข็ง


จะขยันไปทำไมกันนะ


ถ้าได้กลับไป ทุกอย่างที่ทำอยู่ก็คงไม่มีความหมายอะไร


แต่ถ้าไม่ได้กลับไปล่ะ?


ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งเหม่ออยู่นานแค่ไหน แต่อย่างน้อยมันก็คงนานพอที่จะทำให้อีกคนเดินกลับออกมาพร้อมกับอาหารสองจานได้สบายๆ


ขอตำแหน่งนักเหม่อแห่งปีหน่อยครับ


ผมขมวดคิ้วมองคนที่เดินถืออาหารเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ


“ดูทำหน้าเข้าสิ นี่เจ้านายอุตส่าห์เข้าครัวทำอาหารให้กินเลย”


อึ้งนิดหน่อย แต่ไม่เข้าใจมากๆ


เขาฉีกยิ้มกว้างตามปกติแล้วยื่นจานนึงมาให้ผม


สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมมีกลิ่นหอมฉุยของซอสมะเขือเทศ ไอร้อนๆ ที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้รับรู้ได้ถึงความสดใหม่ อาหารจานน้อยที่มีซอสสีแดงราดลงบนเส้นแป้งเหนียวนุ่มสีขาว


สปาเก็ตตี้ชัดๆ เลย


“รับไปสิ ร้อนนะ”


น้ำเสียงเร่งเร้าทำให้ผมต้องเอื้อมมือไปรับอย่างเสียไม่ได้ ส่วนตัวผมไม่ชอบซอสมะเขือเทศพอๆ กับไม่ชอบเส้นสปาเก็ตตี้เพราะรู้สึกว่ามันหนักกระเพาะเกินไป ยังไงคนที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนอย่างผมก็คุ้นเคยกับเส้นหมี่เหลืองมากกว่า


พูดแล้วก็คิดถึงผัดซีอิ๊วของอาม่าจัง


“เดี๋ยวหมอ! เอาจริงเหรอ?”


คนถูกเรียกเลิกคิ้วเหมือนจะถามว่า ‘ทำไม’


การนั่งกินข้าวกับพื้นมันก็ปกติอยู่หรอกถ้าไม่ติดว่าเขาเป็นเจ้านาย ส่วนผมเป็นลูกจ้างน่ะนะ


“หมอนั่งกินกับผมแบบนี้จะดีเหรอ”


เขาขมวดคิ้ว


“มีอะไรที่ไม่ดีล่ะ”


“ก็หมอเป็นเจ้านาย ส่วนผม...”


“โอ๊ย ผมไม่ถือหรอก ผมไม่ใช่ขุนนางอะไรสักหน่อย”


มือใหญ่คว้าส้อมแล้วม้วนเส้นสปาเก็ตตี้ในจานก่อนจะยกทั้งก้อนขึ้นมาโบกไปมาเหมือนจะบอกว่า ‘ไม่เป็นไรหรอกน้า’


ไอ้หมอนี่ แม่ไม่เคยสอนรึไงว่าอย่าเล่นของกิน


“หมอ อย่าเล่นของกินสิ”


มันอดไม่ได้จริงๆ มอสพยายามแล้ว


เขาหันมามองหน้าผมแล้วยกยิ้มมุมปาก


“เป็นแม่รึไง”


เอากับมันสิ


“ผมเป็นผู้ชายครับ เป็นแม่ใครไม่ได้ด้วย แต่ก็ไม่เคยเอาสปาเก็ตตี้มาเล่นแบบนี้ เดี๋ยวซอสมันเลอะเสื้อจะทำยังไงล่ะ มันซักยากนะรู้ไหม”


อีกฝ่ายชะงักแล้วมองหน้าผมนิ่ง นัยน์ตาคู่สวยฉายแววบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็น


หรือจะโกรธ?


“อะไรล่ะหมอ โกรธเหรอ”


เขาไม่ตอบอะไรออกมาสักคำ


ไม่ตอบ...ไม่ละสายตา


ทำไมกันล่ะ


“นี่หมอโกรธจริงๆ ใช่ไหม”


เขาค่อยๆ ลดส้อมในมือลงไปไว้ในจานตามเดิม ลิ้นของเขาดันกระพุ้งแก้มอย่างคนใช้ความคิด


“กร”


การเรียกชื่อนั้นช่างแผ่วเบา


“เธอทำงานให้เปรมมานานแค่ไหนแล้ว”


ฮะ? อะไรของเขาอีกล่ะเนี่ย


“ก็...ยังไม่เคยได้ทำงานด้วยกันเลยครับ เขาแค่มาทาบทามไว้”


“อ๋อ...”


เขาเหลือบตามองผมเล็กน้อยแล้วหลบไป


หงุดหงิดโว้ย


“หมอมีอะไรอยากจะพูดก็พูดสิ จะอมพะนำไว้ทำไมกัน”


ไอ้ท่าทางเหมือนคนกำลังชั่งใจแบบนี้มันโคตรน่าหงุดหงิดเลย ให้ตายเถอะ


ฝ่ามือใหญ่วางจานลงบนพื้นก่อนจะเอามากุมกันไว้ นัยน์ตาสีฟ้าสบเข้ากับนัยน์ตาของผมเขม็ง


มีบางอย่างในใจร้องบอกผมว่า ‘ซวยแล้ว’


“ผมก็แค่อยากรู้...”


เขาค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นทีละนิด


“ว่าชาวบ้านธรรมดาอย่างเธอรู้จักสปาเก็ตตี้ได้ยังไง”


....


ฮะ ฮะ ฮะ หมอก็เข้าใจถามเนอะ


....


ยิ้มแห้งสิครับ




*******************************************************************************



[เกร็ดความรู้]

 หลายคนอาจจะสงสัยว่าคุณเปรมของเราเขาต้องร่ำรวยแค่ไหนถึงจะสามารถไปศึกษาที่ต่างประเทศแล้วไปเจอกับคุณหมอปีเตอร์ได้ วันนี้ปิงปองเลยเอาเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อย ๆ มาฝากค่ะ



"เรามักจะเข้าใจว่านักเรียนไทยเริ่มไปเรียนเมืองนอกกันในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ เห็นได้จากพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ที่เสด็จไปศึกษาต่อในยุโรปในยุคนั้น แต่ในความเป็นจริง ยุคนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอก ถอยหลังย้อนกลับไปเก่ากว่านั้นมาก คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔

คนไทยจำนวนน้อยนิดในรัชกาลที่ 3 และ 4 ที่รู้ภาษาตะวันตกเหล่านี้ เป็นผู้วางรากฐานความสำคัญของภาษาและวิทยาการตะวันตกให้เพิ่มพูนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกลายเป็นความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ขุนนางข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่จะส่งบุตรหลานของตนไปศึกษาต่อ ณ ทวีปยุโรป"

อ้างอิง: นักเรียนนอกยุคแรก






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14-11-2017 22:30:36 โดย Marymo »

ออฟไลน์ skyberry

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 134
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +8/-0
เอาแล้วววววว

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26
ตลกมอส

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พลั้งภาษาอังกฤษก็แล้ว
แล้วคราวนี้จะแถ....เอ้ย แก้ตัวยังไง มอส

เอาล่ะสิ หมอก็สนใจมอสอีกคนซะและ
อยู่ๆ มอส ก็ได้งานเพิ่มเฉยเลย
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 14 เจ้านาย [ครึ่งแรก]





“ตกลงว่าชาวบ้านธรรมดาอย่างเธอรู้จักสปาเก็ตตี้ได้ยังไง”


เขายิ้ม แต่นัยน์ตาน่ะโคตรจริงจัง


“ว่าไง ตกลงจะบอกได้รึยัง”


ผมฉีกยิ้มแห้งๆ ให้เขาไปหนึ่งทีก่อนจะเริ่มกระบวนการปั้นน้ำเป็นตัว


“ก็...หมอต่างชาติไง ผมเคยได้ยินเขาเรียกอย่างนี้”


ใบหน้าหล่อเหลานั้นฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม ทำเอาผมขนลุกซู่อย่างไม่มีสาเหตุ


สัมผัสได้ถึงความเลวร้ายบางอย่างที่กำลังจะมาเยือน


“อ๋อ...”


เขาเว้นจังหวะอย่างจงใจแล้วกระตุกยิ้มที่กว้างอยู่แล้วให้กว้างขึ้นไปอีก


“อยากจะรู้จังเลยว่าเธอไปเจอกับหมอคนไหนมา ทั้งวิธีปฐมพยาบาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งความรู้เรื่องอาหารต่างชาติ และที่สำคัญ...”


เขาเอื้อมตัวไปหยิบเอกสารปึกนึงที่ผมแยกไว้เมื่อครู่มาโบกตรงหน้าผม


“เธอรู้ได้ยังไงว่าเอกสารอันไหนต่างกัน เพราะถ้าพูดกันตามความจริงแล้ว คงไม่มีชาวบ้านคนไหนอ่านเอกสารทางการแพทย์ที่เป็นภาษาอังกฤษออกหรอก”


โอ้โห ใส่มาเป็นคอมโบยิ่งกว่าโปรโมชั่นลดราคาบุฟเฟ่มา 4 จ่าย 3


ยอมรับว่าตอนนี้ในหัวผมมันขาวโพลนและนิ่งค้างเหมือนลืมวิธีการทำงานไปแล้ว สิ่งที่ผ่านเข้ามาในหัวคือคำถามทั้งหมดของคนตรงหน้า แต่สิ่งที่ประมวลผลได้นั้นแทบไม่มี


แถวบ้านเรียกอึ้งแดกครับ


เพราะไม่มีคำแก้ตัว แถมไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ผมเลยเลือกที่จะส่งยิ้มแหยะ ๆ ออกไปแล้วก้มหน้านิ่ง


หรือจะใช้วิธีทำตัวกะโหลกกะลาแล้วชิ่งหนีไปเลย?


ในขณะที่ผมกำลังนั่งคิดวิธีเอาตัวรอดอย่างคนมีสติ ก็มีเสียงถอนหายใจดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน


พอผมเงยหน้ามองถึงได้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มร่าเริงอย่างปกติ


...เข้าโหมดจริงจังแล้วนั่น...


“ผมไม่ได้จะคาดคั้นอะไรหรอกนะ ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกหรอก”


เขาวางเอกสารปึกนั้นลงที่เดิม


“เพียงแต่...ถ้าจะทำงานด้วยกัน ก็ควรจะพูดความจริงต่อกันจริงไหม?”


แววตาจริงจังที่ต้องสบมาทำให้ผมจำต้องพยักหน้ารับ


ก็ถูกของเขาอยู่หรอก แต่ความจริงของผมนี่พูดได้ที่ไหนกัน จะให้เริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า ‘จริงๆ แล้วผมคือผู้เดินทางข้ามผ่านกาลเวลาครับ’ หรือจะเป็น ‘สวัสดี ผมมาจากอนาคต’ มันก็ไม่เข้าท่าด้วยกันทั้งนั้น


ถ้างั้นก็มีวิธีเดียวที่จะรอด...


“ผมจะเล่าก็ได้ แต่หมออย่าไปบอกใครนะ”


ในเมื่อความจริงไม่สามารถจะเล่าออกมาได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการสร้างความจริงขึ้นมาใหม่ให้ดูสมจริงที่สุด


เออ โกหกนั่นล่ะ


“ผมน่ะเคยแอบที่บ้านไปทำงานให้หมอฝรั่งคนนึงที่โรงหมอแถวบางรักนู้น แต่ผมก็ตามประสาเด็กหนุ่มไงหมอ ไปเถลไถลเหล้ายาปลาปิ้งนี่ลองมาหมด ทำอยู่ได้สักเดือนก็ไปเห็นว่าหมอฝรั่งเขามีชู้ แล้วผมนี่เอาไปบอกเมียเขาเพราะอยากได้เงิน พอเรื่องแดงก็เลยต้องหนีมา แล้วก็อุบที่บ้านไว้เงียบเลย กลัวพ่อแม่จะรู้ว่าไปเถลไถลด้วย กลัวหมอฝรั่งจะตามมากระทืบด้วย”


เล่าเป็นตุเป็นตะไม่พอ ยังทำมือทำไม้ สีหน้าท่าทางประกอบเพื่อความสมจริงเข้าไปด้วย ทำให้การเล่าเรื่องและท่าทางของผมลื่นไหลราวกับเป็นของจริง


อานิสงส์ที่ไปลงเรียนวิชาแอคติ้งมา แม่ต้องภูมิใจในค่าเทอมของผม


คงเพราะความสมจริงมากๆ ทำให้คนที่เอาแต่ทำหน้าจริงจังตั้งแต่เมื่อครู่ผ่อนคลายลงก่อนจะกลับมาคลี่ยิ้มกว้างเหมือนเดิม


“เธอเองก็ทะโมนเหมือนกันนะ”


ผมพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยท่าทางเสแสร้งแกล้งรู้สึกผิด


“สมัยนั้นผมซนมาก ทำพ่อแม่ลำบากใจอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน คิดแล้วก็ไม่น่าทำ”


ใครก็ได้ เอาชื่อมอสเข้าชิงสุพรรณหงส์ที


“มันผ่านไปแล้วก็ย้อนกลับแก้อะไรไม่ได้ ทำตัวเองทุกวันนี้ให้ดีขึ้นดีกว่า”


ไม่ว่าเปล่ายังเอาฝ่ามือใหญ่นั้นมาลูบหัวผมราวกับจะปลอบใจ


สัมผัสนุ่มนวล อ่อนหวานนั้นทำให้ผมต้องเงยหน้าสบตาเขาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในอก ที่น่าแปลกคือเขาก้มหน้ามองผมอยู่แล้ว


...นัยน์ตาสีฟ้าเข้มนั้นส่งความแว่วหวานมาให้ผมอยู่ก่อนแล้ว....


หัวใจของผมกำลังเต้นถี่รัว เดาได้ว่าหน้าของผมคงกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ


ฝ่ามือใหญ่นั้นค่อยๆ ไล้จากหัวของผมลงตามโครงหน้าลงมาจนถึงปลายคาง เขาลูบคางผมไปมาแล้วไม่ได้พูดอะไร


พวกเราสบตากันอยู่อย่างนั้น สบตาจนผมรู้สึกเหมือนถูกอัญมณีสีน้ำเงินนั้นดูดเข้าไป


อีกแค่นิดเดียวผมก็จะถูกดูดเข้าไปอยู่แล้ว ถ้าผมไม่เบี่ยงหน้าออกมาเสียก่อน


ใช่ อีกนิดเดียว


ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่บริเวณริมฝีปากทำให้รับรู้ได้ว่าพวกเราอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน


เขานิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ผมก็หลบตาเขาอยู่อย่างนั้น แต่ในอกมันเต้นรัวจนเจ็บไปหมด


เป็นบ้าอะไรนะมอส


พวกเรานิ่งค้างกันอยู่หลายอึดใจก่อนที่ผมจะรู้สึกถึงความอุ่นชื้นที่กดลึกลงบนแก้ม


ไม่ใช่การกดแล้วผละออกมา


เขาแช่มันค้างอยู่อย่างนั้นหลายวิ กดย้ำๆ จนผมรับรู้ได้ทุกสัมผัส


การจู่โจมอย่างกะทันหันทำให้ผมนิ่งค้างยิ่งกว่าเดิม คงเพราะเห็นผมจิตหลุดไปแล้วและคงไม่มีสติมากพอจะทำความเข้าใจกับอะไรต่อ อีกฝ่ายจึงเคลื่อนที่เข้าหาใบหูของผมแล้วกระซิบเบาๆ


“Good night kiss น่ะ”


...บ้า...ชะมัดเลย...







ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
โอ้หมอ......หมอมี  Good night kiss ด้วย  :z3: :z3: :z3:

อั๋ยยะ   เจอคุณทวดก่อน ยังไม่ได้จับมือกันเลย
นี่ Good night kiss  เฉยเลย
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:



ออฟไลน์ GBlk

  • ขอให้สรรพสัตว์จงมีความสุข
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1438
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +82/-43
อิหมอ อิเร็ว
แต่ฉันว่า หมอได้กับคุณทวดชัวร์

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3
มาเร็ว เคลมเร็ว 5555 :hao7: :hao7: :hao6:

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
โอ้ยคุณหมออออออ ทำไมดีแบบนี้คะ  :mew1:

ออฟไลน์ ●GreenTEA●

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 684
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +27/-2

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 14 เจ้านาย [ครึ่งหลัง]







“ไอ้กร วันนี้เอ็งเป็นอะไร ร้องผิดท่อนเดิมมาสามรอบแล้วนะ”


“ขอโทษจ้ะครู เมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับ เลยไม่ค่อยสบายน่ะจ้ะ”


“เอ้าๆ เช่นนั้นก็ไปพักดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อน”


สิ้นเสียงร้องบอกของครูบุญ เหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่มารวมตัวกันเป็นวงมโหรีประจำบ้านของคุณเปมทัตก็พลันสลายตัวไปพักผ่อน เหลือเพียงผมกับไอ้มั่นที่เดินเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ


ไม่สิ ยังมีอีกคน


“ไม่สบายรึ”


น้ำเสียงห่วงใยที่ทอดส่งมาทำให้ผมหน้าเห่อร้อนอย่างไม่มีสาเหตุ


ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วไม่ได้ตอบอะไรออกไป ผมได้ยินเขาสั่งให้มั่นไปเอาน้ำท่ามาให้ผมแล้วก็เงียบไป


ผมนึกว่าเขาจะเดินจากไปแล้ว ถ้าไม่เห็นว่าเขาค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งข้างๆ


โอย ใจผม ช่วยเต้นเบาลงหน่อยได้ไหม


“เมื่อวาน ไม่ได้โดนปีเตอร์ทำอะไรแปลกๆ เข้าใช่ไหม”


นี่คุณทวดมีตาทิพย์ใช่ไหมครับ บอกมอสที


คำถามของเขาทำให้ภาพเหตุการณ์เมื่อวานไหลกลับเข้ามาในสมองเป็นฉากๆ


นัยน์ตาสีฟ้าเข้มที่ห่างกันแค่ปลายจมูก


ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกับริมฝีปาก


ความอุ่นชื้นที่ฝังลงบนแก้ม


ไอ้เหี้ย กูเขิน


ในระหว่างที่ผมกำลังนั่งหน้าแดงอ้าปากพะงาบๆ ไอ้มั่นก็เดินกลับมาพร้อมกับขันน้ำพอดี ยังไม่ทันที่ผมจะเอื้อมมือไปรับ คนข้างๆ ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน


“มั่น บอกครูบุญด้วยว่ากรไม่สบาย เดี๋ยวเราจะพาไปหาหมอ ให้ซ้อมคนอื่นต่อไปได้เลย”


คนถูกฝากฝังพยักหน้ารับคำอย่างงุนงง ในขณะที่คนถูกพูดถึงอย่างผมก็งง แต่ดูเหมือนคุณเปมทัตจะไม่ปล่อยให้พวกผมยืนไร้สติกันนานนัก เจ้าตัวลุกขึ้นยืนแล้วกระตุกข้อศอกให้ผมลุกขึ้นตาม จากนั้นก็กึ่งลากกึ่งจูงผมออกจากบ้านครูบุญไปแบบมึนๆ


ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก มอสงง มอสตามไม่ทัน


“ดะ เดี๋ยวครับคุณเปมทัต”


ท่าทางรีบเดินเหมือนแม่ใช้ให้มาซื้อน้ำปลาแล้วลืมซื้อของเขาทำให้ผมต้องรั้งเอาไว้


รีบอะไรขนาดนั้นล่ะพ่อคุณ


“เปรม”


“ฮะ?”


อะไร อะไรของเขาน่ะ


ใบหน้าคมเข้มนั้นฉายแววหงุดหงิด มันดูงุ่นง่านและร้อนรน


เป็นอะไรล่ะนั่น อากาศร้อนเหรอ


“เรียกเราว่าเปรม คุณเปรมก็พอ”


อ๋อ อย่างนี้นี่เอง


ผมพยักหน้ารับกับคำบอกนั้นแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเขาจะดูหงุดหงิดอะไรขนาดนั้น


หรือจะถึงวัยเลือดจะไปลมจะมาแล้วนะ?


ไม่สิ อย่าเพิ่งหลุดประเด็น


“ผมไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องไปหาหมอก็ได้”


เอ้อ นี่แหละที่อยากบอก


เขาปรายตามามองผมแว่บนึงแล้วหันกลับไป


“ไปหาที่คุยกันเถอะ”


หาที่คุย? หาทำไมกันล่ะ


“เราอยากรู้ว่าเมื่อคืนปีเตอร์ทำอะไรเธอ”


 เกลียดคำถามนี้จัง เพราะทุกครั้งที่ได้ยิน ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็จะฉายกลับเข้ามาในหัวทุกที


แต่ก็ต้องตีเนียนไว้ครับ


“เขาก็ไม่ดะ...”


“อย่าโกหก”


นัยน์ตาสีดำที่จ้องเขม็งมาทำให้ผมค่อยๆ หุบปากแล้วก้มลง


...ต้านทานคนๆ นี้ไม่ได้เลยให้ตาย...


ผมได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างคนหงุดหงิดก่อนจะถูกจับมือแล้วลากให้เดินอีกครั้ง แต่คราวนี้แทนที่จะมุ่งมั่นเดินออกจากบริเวณบ้านครูบุญ กลับเปลี่ยนเป็นเดินไปด้านหลังแทน เสียงพูดคุยโหวกเหวกของผู้คนค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ จนเงียบหายไปเมื่อเดินมาจนถึงหมู่เรือนด้านหลัง


กระท่อมชั้นเดียวทอดตัวเรียงรายต่อกันต่างจากด้านหน้าที่เป็นบ้านทรงไทยสวยใหญ่โต ด้านหลังมีผู้คนอยู่บ้างประปราย หนึ่งในนั้นก็คือน้าผ่องที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา


“อ้าว คุณเปมทัต มาถึงโรงครัวมีอะไรหรือคะ”


“พอดีกรไม่สบายน่ะครับ เลยอยากจะมาถามว่าพอจะมียาอะไรบ้างไหม หากไม่มีก็คงต้องพาไปหาหมอซึ่งก็คงจะเสียเวลาซ้อมไปใหญ่”


น้าผ่องมีท่าทีหนักใจ


“เอ น้าเองก็ดูยาไม่เป็นด้วยสิคะ ตาเกิดแกก็กลับไปปากน้ำโพ ไม่มีคนดูยาเป็นเลย”


คนข้างกายผมฉีกยิ้มสุภาพบาง ๆ


ผมรู้สึกได้ว่าเจ้าตัวกำลังหัวเราะฮึๆ อยู่ในใจ


“เช่นนั้นจะให้เราเข้าไปดูได้ไหม เราพอจะมีความรู้อยู่บ้าง หากไม่มีจริงๆ จะได้พาไปหาหมอ”


“ได้สิคะ”


น้าผ่องยิ้มแย้มให้อย่างคนซื่อแล้วเดินนำไป


น้า อย่าไปเชื่อมัน ไอ้นี่มันปีศาจ


น้าผ่องเดินนำมาจนถึงกระท่อมหลังไกลที่สุดก่อนจะหยิบกุญแจขึ้นมาไข ทันทีที่บานประตูถูกเปิดออก กลิ่นอับปนกลิ่นสมุนไพรก็พวยพุ่งเข้าใส่หน้าจนผมไอไม่หยุด น้าผ่องจึงหันมาช่วยลูบหลังแล้วเอ็ดเบาๆ


“โธ่ ป่วยได้อย่างไรล่ะเอ็ง จะต้องทำงานอยู่แล้ว”


ผมไม่ได้ป่วยครับน้า แต่ไอ้กลิ่นสมุนไพรที่พุ่งเข้าหน้านี่ทนไม่ได้จริงๆ


ยังไม่ทันที่ผมจะตอบอะไร คนตัวสูงก็พุ่งตัวเข้าไปในกระท่อมหลังนั้นแล้วเรียกให้ผมเข้าไปช่วยหา ‘ยาสมุนไพร’ พลางรับปากน้าผ่องว่าจะปิดประตูให้เมื่อหาเสร็จแล้ว


ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง


ทันทีที่น้าผ่องจากไป ประตูกระท่อมหลังน้อยก็ถูกดึงปิดลง


กระท่อมมืดๆ อับๆ ร้อนๆ กับผู้ชายตัวโตๆ สองคน


โคตรน่าหงุดหงิดเลยครับ


“เธอโดนปีเตอร์ทำอะไรบ้าง”


ทันทีที่ปิดประตูเจ้าตัวก็เริ่มเข้าประเด็น จนถึงตอนนี้เองที่ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่าเขาเป็นอะไร


หึงนี่เอง


คงเพราะท่าทีหึงซื่อๆ นั่นล่ะ ทำให้ผมอยากแกล้งเขาต่ออีกหน่อย


“ทำไมล่ะครับ...”


ผมเว้นจังหวะอย่างจงใจ


“หึงเหรอ”


ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาบีบจมูกผมเบาๆ


“ทะเล้นนักนะ”


ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอามือตัวเองกุมมือของอีกฝ่าย


ไอ้เหี้ย เขิน


ผมพยายามหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อคุมการเต้นของหัวใจตัวเอง แต่กลิ่นสมุนไพรในห้องปิดตายนี้ดูจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่


ช่างเถอะ


ผมลูบมือที่กุมเอาไว้ช้าๆ


“ผม...โดนเขาหอมแก้มล่ะ”


เมื่อรับรู้ได้ว่ามือที่กุมไว้เครียดเกร็งขึ้นเล็กน้อย ผมจึงคอยลูบปลอบไม่ห่าง


“ยอมรับว่าผมก็ตกใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ”


อันนี้โกหกครับ ความจริงก็เขินอยู่


อีกฝ่ายไม่ได้พูดตอบอะไร ส่วนผมเองก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อ สภาพของพวกเราในตอนนี้เลยกลายเป็นการยืนกุมมือกันแล้วลูบหลังมือกันไปมาเท่านั้น


ผมยืนลูบหลังมือเขาอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายขืนมือออกไป ผมจึงต้องเงยหน้ามอง


ไม่อยากให้ผมลูบมือแล้วเหรอ


แสงในกระท่อมที่ปิดทั้งหน้าต่างและประตู อาศัยเพียงแสงอ่อนๆ จากช่องลมนั้นเลยคำว่าสลัวไปไกลโข มันมืดจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลยด้วยซ้ำ


ผมมองไม่เห็นสีหน้าของเขาเลย


หลังมือใหญ่นั้นไล้แก้มของผมแผ่วเบา


“เขาหอมแค่แก้มหรือ”


ผมพยักหน้ารับ


“แค่นั้นครับ”


ผมมองไม่เห็น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหน


เขาจะรังเกียจผมไหมนะ


พอคิดได้แบบนั้นในอกก็รู้สึกปวดหนึบจนต้องหลับตาลงอย่างช่วยไม่ได้


ถ้าโดนเกลียดก็คงทำอะไรไม่ได้


ถ้าโดนถอยห่างออกไป ก็คงต้องทำใจ


ถ้า...


ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดบนริมฝีปากทำให้ผมชะงักความคิดของตัวเองแล้วลืมตาโพลง แม้ว่ามันจะไม่ช่วยอะไรก็ตาม ลมหายใจอุ่นร้อนที่ประทะลงบนผิวหน้าทำให้ผมรู้ว่าเราอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน แต่ก็เพราะอยากรู้ถึงได้ลองยื่นหน้าออกไปอีกหน่อย


ปลายจมูกชื้นเหงื่อที่สัมผัสกันชวนให้รู้สึกดี ภาพเหตุการณ์เมื่อวานไหลกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง


ตอนนั้น ผมเบี่ยงหน้าหลบ แต่ถ้าเป็นตอนนี้....


...ถ้าเป็นคุณเปรม...


ลมหายใจที่ใกล้เข้ามาเป็นสัญญาณเตือนว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ถ้าเบี่ยงหลบตอนนี้ก็ยังทัน...


...แต่จะหลบไปทำไม ในเมื่อไม่มีเหตุผลอะไรให้หลบ....


ผมค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ความอุ่นชื้นทาบทับลงบนริมฝีปาก


มันทั้งหวาน ทั้งหอมจนไม่อยากละออกมา


เหมือนกับทองหยิบที่ดูเผินๆ เหมือนจะหวานจนแสบลิ้น แต่เมื่อได้ลองกินจึงพบว่าเราหยุดตัวเองไม่ได้


แล้วผมก็ปล่อยให้ทุกอย่างมันไหลไปอย่างที่มันควรจะเป็น


ปล่อยให้ร่างกายทำในสิ่งที่หัวใจอยากจะทำ...


ในตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งจะตระหนักได้ว่า...


...ผมชอบเขาจริงๆ.....













กว่าพวกเราจะออกมาจากกระท่อมเก็บสมุนไพร ร่างของเราสองคนก็เปียกโชกราวกับลูกหมาตกน้ำ


หยุดความคิดหื่นกามไว้เพียงเท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นที่จูบและจบลงที่การจูบ ส่วนเหงื่อที่ไหลออกมาเป็นลิตรก็เพราะอากาศร้อนอบอ้าวในกระท่อมที่ไม่มีทางระบายต่างหาก


พวกเราเดินกลับไปหาน้าผ่องแล้วบอกว่าหายาสมุนไพรไม่เจอ ท่านทำหน้าเห็นอกเห็นใจในสภาพของพวกเราก่อนจะเดินไปหาน้ำหาท่ามาให้ดื่มพร้อมกับผ้าขาวม้าให้ซับหน้า


คนข้างกายผมอมยิ้มน้อยๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนคนพี้กัญชาแล้วยังไม่สร่าง


เห็นแล้วโคตรหมั่นไส้


หลังจากพักจนเนื้อตัวเริ่มแห้ง พวกเราก็เดินกลับไปที่เรือนด้านหน้า เสียงดนตรีไทยคุ้นหูที่แว่วมาตามลมทำให้ผมได้ฉุกคิดบางอย่าง


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเอาแต่ซ้อมร้อง ซ้อมเล่นโดยไม่ได้ใส่ใจเนื้อหาของบทเพลงเลยสักนิด


ใช่ ผมลืมไปเลยว่าเพลงแต่ละเพลงก็มีเนื้อหาความหมายในแบบของมัน


เพลงที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่ตอนนี้ ถ้าจำไม่ผิดก็คงเป็นลาวดวงเดือน...บทเพลงของชายแด่หญิงสูงศักดิ์ผู้เป็นที่รักที่ไม่อาจเคียงคู่กัน บทสรุปของความรักครั้งนี้คือการจากไปของพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ทั้งๆ ที่ยังไม่สมหวังในรัก


เป็นบทเพลงที่อบอวลไปด้วยความรักอย่างล้ำลึกและอ่อนหวาน ถ่ายทอดความรักทั้งหมดของชายคนหนึ่งแด่ ‘เจ้าดวงเดือน’...
คนที่ได้รับความรักมากมายขนาดนี้มันจะรู้สึกยังไงกันนะ แล้วคนที่รักคนๆ นึงได้มากขนาดนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่อาจเคียงคู่กันจะรู้สึกยังไงกันนะ


“คิดอะไรอยู่น่ะ”


เสียงร้องทักที่ดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งโหยง


โว้ย คนกำลังเพลิน


แน่นอนว่าผมก็ต้อง...


“เปล่าครับ”


ไม่สู้คนครับ ไม่สู้คน


เขาฉีกยิ้มให้กับคำตอบของผม


จะยิ้มทำไมล่ะ...มันน่ารักนะ


“ชอบเพลงลาวดวงเดือนรึ”


คราวนี้เป็นผมเองที่ต้องหันมองเขาขวับ


จู่ๆ มาถามแบบนี้มันก็แปลกอยู่นะ


“ถามทำไมเหรอครับ”


เขาหัวเราะน้อยๆ


“ก็แค่ถามดู”


นัยน์ตานั้นมันวิบวับจนชวนใจเต้นจริงๆ เลยให้ตายสิ


เย็นไว้มอส เย็นไว้


“ก็ชอบครับ...ผมว่ามัน...”


ฉิบหาย แล้วกูจะไปอยากอธิบายเขาทำไมล่ะ


...เอาเถอะ...


“มันเป็นเพลงที่แสดงให้เห็นความรักของคนๆ หนึ่งได้เป็นอย่างดีเลยครับ มันน่าแปลกใจนะครับที่ใครสักคนจะรักคนอีกคนได้มากมายขนาดนี้”


เขาพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจ ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมยิ้มตอบแล้วหลบตา


การหลบตาคู่สนทนาเป็นหนึ่งในนิสัยเสียที่แก้ไม่หาย ผมไม่ชอบสบตาคนโดยธรรมชาติ แม้จะรู้ว่าเสียมารยาทก็จะเผลอหลบตาอยู่เสมอ ยิ่งเป็นการสนทนาที่มีกันเพียงสองคนผมยิ่งต้องบังคับตัวเองให้ไม่หลบตา แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นเขาผมก็รู้สึกว่าผมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องพยายาม ถ้าอยากหลบตาก็แค่หลบตาได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตำหนิ


แย่จริงๆ เขากำลังทำให้ผมเสียนิสัย


“เธอไม่เคยมีความรักมาก่อนหรือ”


คำถามที่ดังขึ้นบังคับให้ผมต้องเงยหน้าสบตากับคนถาม


ถามอะไรของเขากันนะ


“ผมเคยชอบ แต่ไม่เคยรักครับ”


สิ้นคำตอบของผมริมฝีปากได้รูปก็เหยียดยิ้มเอ็นดู


ทำไมกันล่ะ


“ไม่เคยรักแล้วรู้ได้อย่างไรว่าชอบกับรักไม่เหมือนกัน”


...นั่นสิ...


ผมจมอยู่กับความคิดของตัวเองครู่หนึ่ง อีกฝ่ายก็ดูไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ


“ชอบก็คงเหมือนเวลาที่เราชอบกินทองหยิบ ถ้ากินทุกวันก็คงเบื่อ แต่ถ้ารักก็คงเหมือนข้าว ที่กินได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อล่ะมั้งครับ”


เขาหัวเราะน้อยๆ กับคำตอบของผมก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง


มันเป็นยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ดวงตาของเขาก็สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น


ทำไมถึงยิ้มกว้างขนาดนั้นนะ


“ช่างเปรียบเปรยจริงนะ”


เขาเอาฝ่ามือใหญ่นั้นขยี้ผมของผมไม่เบานัก


“ความรักคือสิ่งที่หอมหวานและตราตรึง ไม่มีวันแปรผัน ส่วนความชอบนั้นแปรผันได้ตามกาลเวลา จำเอาไว้”


ท่าทางของเขาตอนนี้เหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็ก


น่าหมั่นไส้


...แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าฟัง...


ผมเงยหน้าสบตาเขา


“แล้วคุณเคยรักใครไหมครับ”


นัยน์ตาสีดำนั้นปรากฏแวววูบไหวอยู่แว่บหนึ่งก่อนจะหายไป เหลือเพียงภาพของผมที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น


อะไรกันนะ


“เคยชอบจนเกือบจะรัก แต่ความรักมันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เมื่อปัจจัยไม่ครบ ก็ไม่รัก”


“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย...”


“สักวันเธอจะเข้าใจ”


พวกเรายืนสบตากันนิ่งก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วอึดใจแล้วเริ่มออกเดินอีกครั้ง ทิ้งผมไว้ข้างหลังกับเสียงดนตรีไทยแผ่วระเรื่อยผสานกับกลิ่นการเวกที่เริ่มโชยกรุ่นไปทั่วสวน


เสียงเครื่องดนตรีที่กำลังบรรเลงเพลงลาวดวงเดือนทำให้เนื้อเพลงค่อยๆ ไหลกลับเข้ามาหัวตามจังหวะดนตรี


‘พี่นี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม’


ความรักช่างเข้าใจยาก


‘จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย’


ถ้าวันหนึ่งหัวใจมีรัก ก็คงจะเข้าใจเอง


‘จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย’


หรือสุดท้ายแล้ว เราอาจจะไม่เข้าใจอะไรเลย


ความรักนี่มันยุ่งยากจริงๆ






***********************************************************************************



[ประวัติของเพลงลาวดวงเดือน]

"เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ และเกิดชอบพอกับเจ้าหญิงชมชื่น พระธิดาองค์โตของเจ้าราชสัมพันธวงศ์และเจ้าหญิงคำย่น ณ ลำพูน โปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก และได้ทรงพระนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึงเจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงลาวดำเนินเกวียน (ลาวดวงเดือน) เพลงนี้ หรือให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง มาตลอดพระชนม์ชีพ และสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้เพียง 28 พรรษา ด้วยโรคปอดเรื้อรัง ซึ่งบ้างก็ว่าทรงตรอมพระทัยเพราะความอาลัยรัก"

อ้างอิง: ลาวดวงเดือน




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-06-2018 18:49:39 โดย Marymo »

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3

ออฟไลน์ Somporn

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 50
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-0

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด