แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]  (อ่าน 69036 ครั้ง)

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
ข้อตกลงในการเข้ามาในเล้าเป็ดนะครับ กรุณาอ่านทุกคนนะครับ
เล้าแห่งนี้เป็นที่ที่คนชื่นชอบนิยาย boy's love หรือชายรักชาย หากใครหลงมาแล้วไม่ชอบ
กรุณากดกากบาทสีแดงมุมด้านขวาบนออกไปด้วยนะครับ


ติดตามกฏเพิ่มเติมที่กระทู้นี้บ่อยๆ เมื่อมีการแก้ไขกฏจะแก้ไขที่กระทู้นี้นะครับ
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0

ประกาศทั่วไปติดตามอัพเดทกันที่นี่
http://www.thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.0

ประกาศ กฎที่อื่นมีไว้แหก แต่ห้ามมาแหกที่นี่

1.ห้ามมิให้ละเมิดสิทธิ์ส่วนตัวของคนแต่งและบุคคลในเรื่องทั้งหมด
การสนใจและชื่นชอบนิยายและเรื่องเล่าของคนในเรื่องควรมีขอบเขตที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าของเรื่อง เช่นเดียวกับเป็ดที่ตอนนี้ถูกรังควานตามหาตัวจากคนด้านต่างๆ จนตัดสินใจไม่เล่าเรื่องต่อ.........เนื่องจากบางเรื่องเป็นเรื่องเล่า.....................บางคนไม่ได้เปิดเผยตัวตน  เขาพอใจจะมีความสุขในที่เล็กๆแห่งนี้โดยไม่ได้ตั้งใจให้คนภายนอกได้รับรู้เรื่องราวแล้วนำไปพูดต่อ   เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าสังคมไม่ได้ยอมรับพวกเราสักเท่าไหร่

2.ห้ามมิให้โพสต์ข้อความ รูปภาพ ใช้ลายเซ็นหรือรูปส่วนตัวหรือสื่อใดๆที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่แสดงความเคารพ
หมิ่นประมาท,
หยาบคาย, เป็นที่รังเกียจ, ไม่เหมาะสม,ติดเรท x,ทำให้กระทู้กลายพันธ์,ไม่เกี่ยวพันกับนิยายที่ลง
หรืออื่นๆที่ขัดต่อกฎหมาย,ห้ามโพสต์กระทู้ที่จะสร้างประเด็นความขัดแย้ง  ในเรื่อง การเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์
และสถาบันต่าง ๆ  รวมถึงกระทู้ที่จะสร้างความแตกแยก  ชวนวิวาท ของสมาชิกภายในเวปบอร์ด
การกระทำเช่นนั้นอาจทำให้คุณแบนทันที และถาวร . หมายเลข IP ของทุกโพสต์จะถูกบันทึกเพื่อใช้เป็นหลักฐาน
ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมากที่จะให้แต่ละคนมีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมด   คนเรามากมายต่างความคิดต่างความเห็น เติบโตมาภายใต้ภาวะแวดล้อมต่างกันการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง   จึงควรทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน แบ่งปันประสบการณ์และมิตรภาพเพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต  และไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่นช่วยกันสร้างให้บอร์ดนี้มีแต่ความรักนะครับ   

เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นทั้งเรื่องแต่งหรือเรื่องเล่าใดๆก็ขอให้ระลึกเสมอว่า  อ่านเพื่อความบันเทิงและเก็บประสบการณ์ชีวิตที่คุณไม่ต้องไปเจอความเจ็บปวดเล่านั้นเองเพื่อเป็นข้อเตือนใจ สอนใจในการตัดสินใจใช้ชีวิต   จึงไม่ต้องพยายามสืบหาว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งส่วนการพูดคุยนั้น   ก็ประมาณอย่าทำให้กระทู้กลายพันธุ์ห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมาปรึกษาพูดคุยกันโดยที่ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องในกระทู้นิยาย  ถ้าจะวิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นทุกคนมีสิทธิแต่ขอให้ไปตั้งกระทู้ที่บอร์ดอื่นที่ไม่ใช่ที่นี่นะครับ

3.การนำเรื่อง ข้อความ รูปภาพมาโพสต์ หรือนำข้อความใดๆไปโพสที่อื่นๆ กรุณาพยายามติดต่อเจ้าของเรื่องเท่าที่จะทำได้หรือแจ้งมายังบอร์ดนี้ก่อนนะครับ  เนื่องจากเจ้าของเรื่องบางครั้งไม่ต้องการให้คนที่ไม่ได้ชื่นชอบนิยายชายรักชายเข้ามารับรู้  ลิขสิทธิ์ทั้งหมดเป็นของเจ้าของคนที่ทำขึ้นและเว็บแห่งนี้นะครับ

4.ห้ามแจกเบอร์ แลกเมล์ บอกเมล์ แลก msn บนบอร์ด โดยเฉพาะการบอกเบอร์ หรือเมลของคนอื่นโดยที่เจ้าของไม่ยินยอมให้ส่งหรือติดต่อกันทางพีเอ็มจะปลอดภัยกว่าแล้วเมื่อมีการติดต่อสื่อสารกันให้พึงระวังถึงความปลอดภัย ความไม่น่าไว้ใจของผุ้คนทุกคนแม้จะมีชื่อเสียงในบอร์ดเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนไป เพื่อลดความขัดแย้งภายในเล้า จึงไม่สนับสนุนให้มีการจีบกันในบอร์ดนะครับ

5.ห้ามจั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” นักเขียนทุกคนอย่าโกหกคนอ่านว่าเป็นเรื่องจริงในกรณีแต่งเติมเพิ่มแม้แต่นิดเดียวให้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องแต่งแม้จะแต่งเพิ่มขึ้นแค่ไม่ถึง 10 % ก็ตาม
เพราะแม้จะเป็นเรื่องที่เขียนจากเรื่องจริง เมื่อนำมาพิมพ์เป็นเรื่องผ่านตัวอักษร ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสีสันในเนื้อเรื่อง ทางเล้าถือว่านั่นคือการเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง จึงไม่อนุญาตให้จั่วหัวกระทู้ว่าเป็น “เรื่องเล่า” แต่สามารถแจ้งว่าเป็น “นิยายที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริง” ได้  มีคนมากกมายทะเลาะเสียความรู้สึกเพราะเรื่องนี้มามากแล้ว

6.การพูดคุยโต้ตอบระหว่างคนเขียนและคนอ่านนอกเรื่องนิยาย  ทำได้  แต่อย่าให้มากนัก เช่น คนเขียนโพสต์นิยายหนึ่งตอน ก็ควรตอบเพียงคอมเม้นต์เดียวก็พอแล้ว  โดยสามารถใช้ปุ่ม Insert quote ได้    ถ้าจะพูดคุยกันมากขึ้นแนะนำให้ไปตั้งกระทู้ใหม่ที่ห้องพูดคุยทั่วไป และลงลิงค์จากนิยายไปยังกระทู้พูดคุยกับแฟนคลับนิยายในรีพลายแรกด้วยนะครับ เพราะการที่คนเขียนและแฟนคลับพูดคุยกันมากทำให้หานิยายที่จะอ่านยาก ไม่เจอ ลำบากกับคนที่ไม่ได้เข้ามาตามอ่านทุกวัน

7. การกดบวกให้เป็ดเหลือง
      7.1 นิยาย 1 ตอน  จะให้ขึ้น Top list แค่ 1 Reply เท่านั้น ถ้าขึ้นเกิน จะลบคะแนนออก เหลือเฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด
      7.2 นิยาย 1 เรื่อง จะให้ขึ้น Top list ไม่เกิน 3 Reply ถ้าเกิน จะลบคะแนนออก ให้เหลือ เฉพาะ Reply ที่มีคะแนนสูงสุด ลงมาตามลำดับ
      7.3 Post ในห้องอื่น ๆ ก็จะใช้ หลักการเดียวกันนี้ เช่นกัน ยกเว้น
            - 1 Reply ที่เกินมานั้น โมทั้งหลาย พิจารณาดูแล้วว่า ไม่เป็นการปั่นโหวต และเป็น Reply ที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบจริง ๆ

8.Administrator และ moderator ของ forum นี้ มีสิทธิ์อ่าน, ลบ หรือแก้ไขทุกข้อความ. และ administrator, moderator หรือ webmaster ไม่สามารถรับผิดชอบต่อข้อความที่คุณได้แสดงความคิดเห็น (ยกเว้นว่าพวกเขาจะเป็นผู้โพสต์เอง).

9.คุณยินยอมให้ข้อมูลทุกอย่างของคุณถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูล. ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากคุณ .Webmaster, administrator และ moderator ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการถูกเจาะข้อมูล แล้วนำไปสร้างความเดือดร้อนต่างๆ

10.ห้ามลงประกาศลิงค์โปรโมทเวป  โฆษณา หรือโปรโมทในเชิงธุรกิจใดๆ ทุกชนิด ลงได้เฉพาะในห้องซื้อขาย ในเมื่อแนะนำเวปอื่นที่บอร์ดเรา ก็ช่วยแนะนำบอร์ดเราโดยลงลิงค์บอร์ดเรา เว็บ http://www.thaiboyslove.com  ในบอร์ดที่ท่านแนะนำมาให้เราด้วย  เมื่อจำเป็นต้องแนะนำลิงค์ให้ส่งลิงค์กันทาง personal message หรือพีเอ็มแทนนะครับจะสะดวกกว่า ส่วนในกรณีอยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนๆได้อ่านจริงๆนั้นพยายามลงให้ห้องซื้อขายซะ หรือถ้าม้อดเดอเรเตอร์จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้โปรโมทเว็บ แต่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้เพื่อนด้วยใจจริงจะให้กระทู้นั้นคงอยู่ต่อไป

11.บอร์ดนิยายที่โพสต์จนจบแล้วมีไว้สำหรับนิยายที่โพสต์ในบอร์ด boy's love จนจบแล้วเท่านั้น จึงจะถูกย้ายมาเก็บไว้ที่นี่ หาอ่านนิยายที่จบแล้ว หรือคนเขียนไม่ได้เขียนต่อ แต่โดยนัยแล้วถือว่าพล็อตเรื่องโดยรวมสมควรแก่การจบแล้ว หากนักเขียนท่านใดได้พิมพ์เล่มกับสำนักพิมพ์ ต้องการลบเรื่องบางส่วนออก โดยเฉพาะไคลแม๊ก หรือตอนจบที่สำคัญ ให้แจ้ง moderator ย้ายนิยายของท่านสู่ห้องนิยายไม่จบ เพื่อที่หากระยะเวลาเกินหกเดือนแล้ว เราจะได้ทำการลบทิ้ง หรือท่านจะลบนิยายดังกล่าวทิ้งเสียก็ได้ เนื่องจากบอร์ดนี้เก็บเฉพาะนิยายที่จบแล้ว

บอร์ดนิยายที่ยังไม่มาต่อจนจบไว้สำหรับ
นิยายที่คนเขียนไม่ได้มาต่อนาน หายไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร ไม่ได้แจ้งไว้หรือแจ้งแล้วก็ไม่มาต่อ 3 เดือน จะย้ายมาเก็บในนี้เมื่อครบหกเดือนจะทำการลบทิ้ง ส่วนเรื่องไหนที่จะต่อก็ต่อในนี้จนกว่าจะจบ แล้วถึงจะทำการย้ายไปสู่บอร์ดนิยายจบแล้วต่อไป

12.ห้ามนำเรื่องพิพาทต่างๆมาเคลียร์กันในบอร์ด

13.ผู้โพสต์นิยาย และเขียนนิยายกรุณาโพสต์ให้จบ ตรวจสอบคำผิดก่อนนำมาลงด้วยครับ

14.ส่วนคนอ่านทุกท่าน เวลาอ่านนิยาย เรื่องที่คนเขียนเขียน  ก็ไม่ต้องไปอินมากนะครับ ให้เก็บเอาสิ่งดีๆ ประสบการณ์ ข้อคิดดีๆไปนะครับ

15. การนำรูปภาพ บทความ ฯลฯ มาลงในเว็บบอร์ด  ควรจะให้เครดิตกับ... 
(1) ผู้ที่เป็นต้นตอเจ้าของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ
(2) เว็บไซต์ต้นตอที่อ้างอิงถึง
....ในกรณีที่เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงต่อมาจากเวปไซต์อื่นๆ
- ถ้ามีแหล่งต้นตอของเจ้าของบทความ  ให้โพสต์ชื่อเจ้าของต้นตอของบทความหรือรูปภาพนั้นๆ  พร้อมทั้งเว็บไซต์ที่อ้างอิง 
  (กรณีนี้จะโพสต์อ้างอิงชื่อผู้โพสต์หรือเว็บไซต์ที่เรานำมาหรือไม่ก็ได้ แต่ควรมั่นใจว่าชื่อต้นตอของที่มาถูกต้อง)
- ถ้าไม่สามารถหาชื่อต้นตอของรูปภาพหรือเว็บไซต์ที่นำมาได้ ควรอ้างอิงชื่อผู้โพสต์และเว็บไซต์จากแหล่งที่เรานำมาเสมอ
- ควรขออนุญาติเจ้าของภาพหรือเจ้าของบทความก่อนนำมาโพสต์ค่ะ(ถ้าเป็นไปได้) ยกเว้นพวกเว็บไซต์สาธารณะ เช่น  หนังสือพิมพ์ออนไลน์ ฯลฯ ที่เปิดให้คนทั่วไปได้อ่านเป็นสาธารณะ ก็นำมาโพสต์ได้ แต่ให้อ้างอิงเจ้าของชื่อและแหล่งที่มาค่ะ
- ไม่ควรดัดแปลงหรือแก้ไขเครดิตที่ติดมากับรูปหรือบทความก่อนนำมาโพสต์
- ถ้าเป็น FW mail  ก็บอกไปเลยว่าเอามาจาก FW mail

16.นิยายเรื่องไหนที่คิดว่าเมื่อมีการรวมเล่มขายแล้วจะลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออก กรุณาอย่าเอามาลงที่นี่ หรือสำหรับผู้ที่ขอนิยายจากนักเขียนอื่นมาลง ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นจะไม่มีการลบเนื้อเรื่องไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดออกเมื่อมีการรวมเล่มขาย อนึ่ง เล้าไม่ได้ห้ามให้มีการรวมเล่มแต่อย่างใด สามารถรวมเล่มขายกันได้ แต่อยากให้เคารพกฎของเล้าด้วย เล้าเปิดโอกาสให้ทุกคน จะทำมาหากิน หรืออะไรก็ตามแต่ขอความร่วมมือด้วย เผื่อที่ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุข

17.ห้ามแจ้งที่หัวกระทู้เกี่ยวกับการจองหรือจัดพิมพ์หนังสือ แต่อนุโลมให้ขึ้นหัวกระทู้ว่า “แจ้งข่าวหน้า...” และลงลิงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้ในแล้วในห้องซื้อขายลงในกระทู้นิยายแทน  ถ้านักเขียนต้องการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจอง หรือจัดพิมพ์หนังสือของตนเองผ่านกระทู้นิยายของตนเอง  นิยายเรื่องดังกล่าวจะต้องลงเนื้อหาจนจบก่อน (ไม่รวมตอนพิเศษ) จึงจะทำการประชาสัมพันธ์ในกระทู้นิยายได้ (ศึกษากฎการซื้อขายของเล้าก่อน ด้วยนะคะ)
ว่าด้วยเรื่องการจะรวมเล่มนิยายขายในเล้า จะต้องมี ID ซื้อขายก่อน ถึงจะสามารถประกาศ ..แจ้งข่าว.. ที่บนหัวกระทู้ของนิยายได้ ในกรณีที่ รวมเล่มกับ สนพ. ที่มี  ID ซื้อขายของเล้าแล้ว นักเขียนก็สามารถใช้ หมายเลข  ID ของ สนพ. ลงแจ้งในหน้าที่มีเนื้อหารายละเอียดการสั่งจองนิยายได้

18.ใครจะโพสต์เรื่องสั้นให้มาโพสต์ที่บอร์ดเรื่องสั้น ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที  ส่วนเรื่องสั้นที่จบแล้วให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้วจะได้ไม่ถูกลบทิ้งและจะเก็บไว้ที่บอร์ดเรื่องสั้นไม่ย้ายไปไหน   เช่นเดียวกับนิยายทุกเรื่องเมื่อจบให้แก้ไขโพสต์แรก และต่อท้ายว่าจบแล้ว จะได้ย้ายเข้าสู่บอร์ดนิยายจบแล้ว ไม่เช่นนั้นม๊อดอาจเข้าใจว่าไม่มาต่อนิยายนานเกินจะโดนลบทิ้งครับ

เอาข้อสำคัญก่อนนะครับเด่วอื่นๆจะทำมาเพิ่มครับเอิ้กๆหุหุ
admin
thaiboyslove.com.......................................                                                           

วันที่ 3 ธ.ค. 2551วันที่ 16 ก.ย. 2554 ได้เพิ่มกฏ ข้อที่ 7
วันที่ 21 ต.ค.2556 ได้ปรับปรุงกฎทั้งหมดเพื่อให้แก้ไข และติดตามได้ง่าย
วันที่ 11 พ.ย. 2557 เพิ่มเติมการลงเรื่องสั้นและการแจ้งว่านิยายจบแล้ว
วันที่ 4 ธ.ค. 2557 เพิ่มบอร์ดเรื่องสั้นจึงปรับปรุงกฏข้อ 18 เกี่ยวกับเรื่องสั้น และ เพิ่มเติมส่วนขยายของกฏข้อ 17



เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ส่วนบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายภายในและระหว่างประเทศ การเข้าถึงข้อมูลใดๆบนเว็บไซต์แห่งนี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการ ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง

ข้อความใดๆก็ตามบนเว็บไซต์แห่งนี้ เกิดจาการเขียนโดยสมาชิก และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ  โปรดใช้วิจารณญาณของท่านที่เข้าชม และ/หรือ ท่านผู้ปกครองในการให้ลูกหลานเข้าชม

************************************************************************************************










เสียงเจ้าหวานปานนกการเวก              ความปัจเจกเอกลักษณ์คือหรรษา
หวังนอนฟังหากเจ้ากรุณา                     เพียงพบหน้าพาใจได้ภิรมย์








***************************************************************




สวัสดีค่ะ เรื่องนี้เป็นนิยายชายรักชายย้อนยุคแฟนตาซี
 
 
 ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจหลาย ๆ อย่างมาจากเรื่องเพชรกลางไฟ
 

ดังนั้นเรื่องราวในเรื่องช่วงย้อนอดีตจะเป็นยุคสมัยเดียวกับในเรื่องเพชรกลางไฟ คือในช่วงรัชกาลที่ 6 - รัชกาลที่ 7

 
ผู้เขียนจะพยายามเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ให้สมจริงที่สุด
 
 
ฝากติดตามกันด้วยนะคะ


:z2: :z2: :z2:








#แว่วเสียงการเวก








ติดตามกันได้ที่











เจ้าของเดียวกับ










สารบัญ

บทที่ 1 กรุ่นกลิ่น [ครึ่งแรก]                     บทที่ 1 กรุ่นกลิ่น [ครึ่งหลัง]
บทที่ 2 บุปผชาติ [ครึ่งแรก]                    บทที่ 2 บุปผชาติ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 3 บรรเลง [ครึ่งแรก]                      บทที่ 3 บรรเลง [ครึ่งหลัง]
บทที่ 4 บทเพลงสวรรค์ [ครึ่งแรก]            บทที่ 4 บทเพลงสวรรค์ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 5 ลิ้มรส [ครึ่งแรก]                         บทที่ 5 ลิ้มรส [ครึ่งหลัง]
บทที่ 6 คาวคลุ้ง [ครึ่งแรก]                     บทที่ 6 คาวคลุ้ง [ครึ่งหลัง]
บทที่ 7 ประสบ [ครึ่งแรก]                       บทที่ 7 ประสบ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 8 มือระนาด [ครึ่งแรก]                   บทที่ 8 มือระนาด [ครึ่งหลัง]
บทที่ 9 พบพาน [ครึ่งแรก]                     บทที่ 9 พบพาน [ครึ่งหลัง]
บทที่ 10 บ่าวในบ้าน [ครึ่งแรก]               บทที่ 10 บ่าวในบ้าน [ครึ่งหลัง]
บทที่ 11 ตอบรับ [ครึ่งแรก]                    บทที่ 11 ตอบรับ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 12 คนต่างเมือง [ครึ่งแรก]              บทที่ 12 คนต่างเมือง [ครึ่งหลัง]
บทที่ 13 ทำงาน [ครึ่งแรก]                    บทที่ 13 ทำงาน [ครึ่งหลัง]
บทที่ 14 เจ้านาย [ครึ่งแรก]                   บทที่ 14 เจ้านาย [ครึ่งหลัง]
บทที่ 15 คาดหวัง [ครึ่งแรก]                  บทที่ 15 คาดหวัง [ครึ่งหลัง]
บทที่ 16 รักเอย [ครึ่งแรก]                     บทที่ 16 รักเอย [ครึ่งหลัง]
บทที่ 17 ประพันธ์ [ครึ่งแรก]                  บทที่ 17 ประพันธ์ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 18 ความคาดหวัง [ครึ่งแรก]           บทที่ 18 ความคาดหวัง [ครึ่งหลัง]
บทที่ 19 รับมือ [ครึ่งแรก]                     บทที่ 19 รับมือ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 20 ความเจ็บปวด [ครึ่งแรก]           บทที่ 20 ความเจ็บปวด [ครึ่งหลัง]
บทที่ 21 พลาด [ครึ่งแรก]                     บทที่ 21 พลาด [ครึ่งหลัง]
บทที่ 22 คำลา [ครึ่งแรก]                     บทที่ 22 คำลา [ครึ่งหลัง]
บทที่ 23 คืนกลับ [ครึ่งแรก]                  บทที่ 23 คืนกลับ [ครึ่งหลัง]
บทที่ 24 ความจริง [ครึ่งแรก]                บทที่ 24 ความจริง [ครึ่งหลัง]
ความรัก [บทส่งท้าย]





สารบัญตอนพิเศษ

ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]








Share This Topic To FaceBook
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06-09-2018 18:35:12 โดย Marymo »

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
Re: แว่วเสียงการเวก
«ตอบ #1 เมื่อ15-10-2017 14:59:20 »

บทนำ




“พี่ไม่กลัวว่าใครจะรู้เรื่องของเราหรือ”


ใบหน้าของคนพูดดูเคร่งขรึมและเป็นกังวล หากสองมือยังคงตระกองกอดอีกฝ่ายไว้ไม่ห่างขัดกับคำถามที่เอ่ยออกมา กริยาเช่นนั้นทำให้ผู้ฟังเผลอยกยิ้มด้วยความเอ็นดูเหลือใจ


“ไยต้องกลัวคนรู้เล่า ความรัก ใช่สิ่งผิดรึ”


ฝ่ามือใหญ่ลูบใบหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา


นุ่มนวลและอ่อนหวาน


“ความรักไม่ใช่เรื่องผิด แต่พี่อาจจะกำลังรักคนผิด ผม...ผมอาจไม่ใช่คนที่พี่ควรรัก”


คนผู้นั้นเลือกที่จะเงียบแล้วปล่อยให้ผู้พูดพูดต่อไป


“พี่สูงค่าเกินกว่าจะมารักคนอย่างผม”


“เราเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าความรักเขาวัดกันที่ยศถาบรรดาศักดิ์ เผลอเข้าใจผิดว่าวัดกันที่ใจมาเสียเนิ่นนาน”


ร่างสูงใหญ่กว่าเลือกจะเอ่ยติดตลกหวังให้อีกคนผ่อนคลายความกังวลลง ครั้นเห็นว่าอีกฝ่ายค้อนเขาอย่างแสนงอนก็ยิ่งทำให้เขาสุขใจ มือหนาลูบศีรษะของคนในอ้อมกอดแผ่วเบา


“อย่ากังวลไปเลยดวงใจพี่ รักก็คือรัก จะต่ำจะสูงอย่างไร พี่ก็จะรักปักษาสวรรค์ตัวนี้อยู่ร่ำไป”













แสงแดดอ่อนๆ ที่แยงเข้ามาในตาอย่างจังทำให้ความฝันแปลกๆ จบลง ความรู้สึกตื้อๆ ในหัวกับความเหนอะหนะที่แผ่นหลังทำให้ผมต้องครางออกมาอย่างหงุดหงิด


อากาศช่วงเดือนเมษามันร้อนจนชวนให้ละลายกลายเป็นของเหลวไปกองอยู่บนพื้นจริงๆ


ว่าแต่เมื่อกี้นี้...ผมฝันถึงอะไรกันนะ คุ้นๆ ว่าเป็นอะไรสักอย่าง แต่คงไม่ใช่ฝันร้าย 


เมื่อนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ผมก็เลือกที่จะขยี้ตาแล้วมองหาใครอีกคนไปรอบห้องที่แสนว่างเปล่าแทน ประตูห้องน้ำที่เปิดอ้าเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ได้กำลังถูกใช้งานทำให้ผมรู้ว่าคนที่ผมมองหาไม่ได้อยู่ในห้องนี้ เมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว อาหารชิ้นสุดท้ายตกถึงท้องของผมตั้งแต่เก้าโมงเช้า จึงไม่แปลกที่ท้องของผมจะส่งเสียงโครกครากดังลั่น


หลังจากใช้มือปาดเหงื่อไป ขยี้ตาไปสักพักอย่างไร้ประโยชน์ ผมจึงตัดสินใจทิ้งหนังสือเล่มหนาที่เปื้อนคราบน้ำลายนิดหน่อยให้กางแผ่หลาบนโต๊ะไว้อย่างนั้น ถึงการสอบจะไล่บี้เข้ามาทุกขณะจนไม่ควรเสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียว แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะใส่ใจมันอีกแล้ว ผมยันตัวเองลุกขึ้นจากโต๊ะอ่านหนังสือคิดไว้ว่าจะต้มมาม่าสักซองเพื่อดับความหิวแล้วค่อยอ่านหนังสือต่อ แต่ทันทีที่ลุกขึ้นมาผมก็ต้องร้องโอดโอยกับอาการปวดหลังจากการนอนผิดท่า


สงสัยจะแก่เกินไปอย่างที่พวกรุ่นน้องชอบแซ็วแล้วจริงๆ


ยังไม่ทันจะได้สบถคำหยาบออกมาด้วยความเคยชิน เสียงเปิดประตูก็พลันดังขึ้นอย่างได้จังหวะพร้อมกับการก้าวเข้ามาของรูมเมทจอมตะกละของผม  ร่างสูงโปร่งอย่างนักกีฬานั้นอยู่ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงบอล ในมือก็ถือของกินจากร้านสะดวกซื้อใต้หอพะรุงพะรัง ใบหน้าหล่อเหลานั้นฉีกยิ้มให้ผมอย่างมีความสุข


ความสุขของไอ้นี่ขึ้นอยู่กับปริมาณของกินจริงๆ


“อ้าวมอสตื่นแล้วเหรอ กำลังจะขึ้นมาปลุกพอดี”


“ปลุกตอนนี้ไม่ปลุกชาติหน้าเลยล่ะ”


ที่ผมตอบไปแบบนั้นก็เพราะหงุดหงิด เจ้าตัวก็รู้ทั้งรู้ว่าคณะที่ผมเรียนมีแต่เนื้อหาด้านสังคมศาสตร์ที่ต้องอาศัยการอ่านซ้ำๆ หลายๆ รอบ จึงจะทำได้ ใช่จะอาศัยความเข้าใจและความชำนาญเหมือนอย่างเขาเสียเมื่อไหร่ รู้ขนาดนี้แล้วก็ยังปล่อยให้ผมหลับมาตั้งสองชั่วโมงแล้ว


พับผ่าสิ


“ได้เหรอ”


“โว้ย!”


ท่าทางอารมณ์เสียของผมทำให้ทีนหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหยิบถุงขนมออกมายื่นให้ผมถุงหนึ่ง


“ของมอส”


ผมเลิกคิ้ว


“ไม่ได้ฝากซื้อสักหน่อย”


เขาฉีกยิ้มจนตาหยี


“เอาน้า อยากซื้อให้ ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้าไม่ใช่เหรอ”


ก่อนจะย้ายมาอยู่ห้องนี้ก็เคยมีคนบอกอยู่ว่าเขาเป็นคนแปลกๆ ชอบดูแลคนอื่นไปทั่วอย่างไม่มีเหตุผล ทำเอาสาวน้อย สาวใหญ่ เพศชาย เพศหญิง อกหักกันเป็นทิวแถว พอมาอยู่ด้วยกันจริงๆ ผมก็พอจะรับรู้ถึงความแปลกนั้นได้


แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีสักหน่อย


“ขอบใจ”


ผมรับถุงเล็กๆ นั่นมา ข้างในเป็นขนมปังสอดไส้ส่งกลิ่นหอม แค่กัดเข้าไปคำแรกก็รับรู้ถึงความสดใหม่เกินกว่าจะเป็นแค่ขนมปังจากร้านสะดวกซื้อ


“นี่ไม่ใช่ขนมปังใต้หอนิ ไปซื้อมาจากไหน”


“อ๋อ เราเดินไปซื้อมาจากห้างน่ะ”


ให้ตายสิไอ้เวรนี่


“โว้ย มึงนี่นะ มาๆ มาเอาเงินเลย เดี๋ยวจ่ายให้”


ผมเห็นเขาโบกมือส่งๆ จากโต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง ในขณะที่ส่งไส้กรอกเข้าปาก


“ไม่เอา เราซื้อให้”


“มันแพงนะเว้ย...”


ใจจริงก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบของฟรีหรอกนะ แต่สำนึกดีๆ ยังมีเหลืออยู่นิดหน่อย คงเพราะเป็นคนที่เห็นไอ้เวรนี่ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อส่งตัวเองเรียนนั่นล่ะ มันก็เลยรู้สึกแปลกๆ ถ้าต้องเอาเงินของเขามา


“บอกว่าเราซื้อให้ ก็ซื้อให้ไง กินๆ ไปเถอะ ไม่งั้นก็อ้วกเอาที่กินไปมาคืน”


“ได้เหรอ”


ผมย้อนถามกลัวด้วยคำพูดและน้ำเสียงเดียวกับที่เจ้าตัวใช้เมื่อสักครู่ ทำให้อีกคนต้องหันขวับมาทำหน้าเหยเกใส่


“มอส นั่นมุกเรานะ!”


ท่าทางของคนหวงมุกทำให้ผมหัวเราะ ทีนเป็นแบบนี้เสมอ เป็นหนุ่มฮอตที่นิสัยดีและใจดี มีเพื่อนเยอะและเข้ากับคนอื่นได้ง่าย เขาชอบทำให้คนอื่นหัวเราะและยิ้มเก่ง


บางครั้งรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อๆ นั่นก็ทำให้ผมอิจฉา


บางครั้งผมก็อยากมีนิสัยแบบเขาบ้าง ถ้าเพียงแค่ผมเข้ากับคนอื่นได้ง่ายกว่านี้


...ผมก็คงมีเพื่อนมากกว่านี้...


ต้องยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เข้ากับใครได้ง่ายๆ ดูภายนอกก็เหมือนคนพูดน้อยที่ดูหยิ่งยโส แต่ความจริงมันเป็นเพราะผมเองก็ไม่ค่อยรู้วิธีในการเข้าหาคนอื่นสักเท่าไหร่ เวลาเห็นเพื่อนผู้ชายในสาขาเข้ากับกลุ่มสาวๆ ได้อย่างสนิทสนม พูดคุยหยอกล้อกันอย่างเป็นธรรมชาติแบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้ผมอิจฉา


ผมเป็นคนที่แย่จริงๆ


“มอส!”


เสียงตะโกนเรียกนั้นทำให้ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ก่อนจะหันไปแหวใส่อีกคน 


“อยู่ใกล้กันแค่นี้ตะโกนทำไมเล่า”


ผมเห็นเขายักไหล่ เขามักจะทำแบบนี้เสมอเวลาจะพูดคำพูดทำนอง ‘ไม่รู้สิ’ หรือ ‘ก็ช่วยไม่ได้นี่นา’


“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา มอสอยากเหม่อเอง”


ทำไมเวลาซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้างนะ


“ขอเหม่อบ้างไม่ได้รึไง”


นัยน์ตาสีดำนั้นหันมาสบตาผม แววตาของเขามันดูมีประกายจนน่าแปลกใจ


“แล้วมอสเหม่อถึงใครเหรอ”


“ยุ่ง!”


“ใจร้าย!”


ท่าทางเหมือนหมาตัวใหญ่ที่โดนดุแล้วลู่หูตัวเองหงอยๆ แบบนั้นมันชวนให้ขำสุดๆ ผมหัวเราะใส่อีกฝ่ายก่อนจะเบือนหน้ากลับมาสนใจหนังสือที่อยู่ตรงหน้า ผมหยิบเอาหูฟังขึ้นมาใส่แล้วกดเปิดเพลงไทยเดิมอย่างที่ชอบทำเวลาอ่านหนังสือ


ปกติแล้วผมชอบเพลงไทยเดิมอยู่แล้วเพราะพ่อของผมเป็นครูสอนดนตรีไทย เสียงของเครื่องดนตรีไทยพวกนั้นทำให้ผมรู้สึกสงบและมีสมาธิ พอเห็นเพื่อนๆ เปิดเพลงโมสาร์ทเวลาอ่านหนังสือ ผมเลยเอาเพลงไทยเดิมมาประยุกต์บ้างและมันก็ได้ผลดีทีเดียว


“พี่รักน้องเสมอ ปักษาสวรรค์ของพี่”


จู่ๆ คำกระซิบอ่อนหวานของใครสักคนก็แว่วตัดเสียงเพลงเข้ามา


ผมหันหน้าไปมองทีนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แทบจะทันที ภาพที่เห็นคืออีกฝ่ายกำลังนั่งชันขาเคี้ยวพายข้าวโพดอยู่เต็มปาก ในขณะที่อีกมือก็ถือชาเย็นแก้วใหญ่ นัยน์ตาคู่นั้นจดจ่ออยู่กับชีทเรียนปึกใหญ่ตรงหน้าโดยไม่มีความวอกแวกแม้แต่น้อย ในตอนแรกผมก็สงสัยเรื่องเสียงที่ได้ยิน แต่ตอนนี้ผมกำลังสงสัยว่าเพื่อนของผมจะเป็นโรคอ้วนตายตอนไหน


ดูแต่ละอย่างที่มันกินสิ มอสล่ะกลุ้ม






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-11-2017 20:12:01 โดย Marymo »

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
Re: แว่วเสียงการเวก || บทที่ 1 [50%]
«ตอบ #2 เมื่อ15-10-2017 15:04:29 »

บทที่ 1 กรุ่นกลิ่น 50%




ผมกำลังจะตาย



โอเค อาจจะไม่ได้ตายทางกายภาพ แต่เรื่องที่สมองกำลังล้าจนจะตายนั้นเป็นเรื่องจริง




ผมทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง ร่างทั้งร่างปวดร้าวราวกับจะแหลก คงเพราะพฤติกรรมการกินการนอนที่ผิดรูปผิดแบบไปหมดในตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถ้าจะโทษใครสักคนก็คงต้องโทษการสอบรอบที่ผ่านมาที่ทำให้ผมต้องอดหลับอดนอนอ่านหนังสือไม่พอ ยังต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนทำข้อสอบตลอดทั้งสัปดาห์อีก



ขนาดสอบกลางภาคยังดูดพลังชีวิตไปเยอะชนิดที่เรียกว่าใช้มานาไปหมดหลอดขนาดนี้ ตอนปลายภาคผมคงกลายเป็นซากปลานอนตายคาห้องสอบที่เปิดแอร์เย็นเฉียบนั่นแน่ ๆ 



หลังจากนอนหลับตารับรู้ถึงอาการปวดตุบ ๆ ในสมองอยู่หลายนาที  ท้องที่ส่งเสียงโครกครากก็ทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ลุกไปหยิบกระเป๋าสตางค์ เสียงเปิดประตูก็ดึงความสนใจของผมไปเสียก่อน



“อ้าวมอส สอบเสร็จแล้วเหรอ”

ร่างสูงในชุดนักศึกษาเต็มยศเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถุงของกินพะรุงพะรังเหมือนอย่างเคย



ผมว่าสาเหตุจริง ๆ ที่เขาต้องทำงานจนตัวเป็นเกลียวก็เพื่อเอามาจ่ายค่าอาหารจำนวนมากพวกนี้นี่ล่ะ



แต่ก็เอาเถอะ ยังไงซะ มันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาล่ะนะ




“อือ สอบตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อบ่ายนี้เอง ทีนอะ”



จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่พูดคำหยาบจนชินปาก ยิ่งกับเขายิ่งไม่พูด เพราะทีนเป็นคนสุภาพจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ผมยังไม่เคยได้ยินเขาสบถหรือพูดคำหยาบเลยแม้แต่คำเดียว มีแต่ผมนี่ล่ะที่เผลอพูดออกไปเวลาโมโหหรือหงุดหงิดเจ้าตัวเป็นประจำ



คิดแล้วก็เหมือนตัวเองจะเป็นคนบาปอยู่นิด ๆ อยู่เหมือนกัน




ผมเห็นเขาส่ายหัวด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ยังเหลืออีกตั้งสองตัว จะตายแล้วเนี่ย”




น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นบ่นกระปอดกระแปดออกมาอีกหลายคำ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ เพราะทีนเป็นคนขี้บ่นโดยธรรมชาติ บ่นได้ทั้งวัน บ่นได้ทั้งคืน บ่นได้แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่คงเป็นหนึ่งในข้อเสียของเขาที่ผมพอจะหาเจออยู่บ้าง ในเสี้ยววินาทีที่เจ้าตัวหันไปจัดการวางของกินให้เข้าที่เข้าทาง ผมจึงฉวยโอกาสบอกเขาว่าจะออกไปหาอะไรกินแล้วรีบพุ่งตัวออกมาก่อนจะโดนทักท้วงด้วยประโยคจำพวก ‘เอาพายข้าวโพดไหม’ หรือ ‘ลองกินทาร์ตไข่นี่สิ’





หลังจากเดินออกมาจากห้อง ผมก็เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ ทำตัวเอื่อยเฉื่อยให้คุ้มกับการอดตาหลับขับตานอนมาร่วมอาทิตย์  เมื่อมาถึงลิฟต์ก็กดมันแล้วรอด้วยท่าทีใจเย็นที่สุดในรอบเดือน ผมก้าวเข้าลิฟต์ที่ว่างเปล่าด้วยความเชื่องช้า หลังจากออกจากลิฟต์ผมก็ยังคงเดินด้วยความเร็วเท่าเดิม ชนิดที่ว่าหอยทากคงแซงผมไปแล้ว กว่าจะเดินมาถึงโรงอาหารใต้หอก็ปาเข้าไปร่วมสิบห้านาที




โรงอาหารตรงหน้าผมยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คนเหมือนเช่นทุกวัน แต่อาหารที่ตั้งขายก็ยังเป็นของเดิม ๆ บรรยากาศก็ยังดูเหมือนเดิม





น่าเบื่อ




คิดได้ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจจะไปหาอะไรกินที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป




ในตอนแรกก็คิดว่ารีบไปกินจะได้รีบกลับมานอน กว่าผมจะรู้ตัวอีกทีฟ้าด้านนอกก็เปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีดำสนิทซะแล้ว เส้นทางเดินกลับหอที่ใกล้ที่สุดเป็นทางเปลี่ยวตรงทอดยาวจากริมถนนไปจนถึงหอพัก สองข้างทางมีเพียงไฟสลัว ๆ จากเสาไฟเก่า ๆ เท่านั้น ผมถอนหายใจเบา ๆ พร้อม ๆ ไปกับการทำใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไป ทันทีที่ย่างก้าวเข้ามาในเส้นทางนั้น ผมก็รู้สึกแปลก ๆ จนต้องหยุดเดิน




ความรู้สึกเสียวหลังวาบ ๆ เหมือนมีใครเดินตามมาทำให้ผมต้องหยุดเดินแล้วหันไปมอง




ว่างเปล่า




ว่างเปล่าจนชวนขนลุก มีเพียงสายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่โยกพลิ้วไปตามสายลม ก่อให้เกิดเงาวูบไหวไปมา




น่ากลัว




ผมลูบแขนตัวเองเบา ๆ ปกติแล้วในช่วงเวลาหัวค่ำแบบนี้เส้นทางจะไม่เปลี่ยวมากขนาดนี้ ไม่รู้เพราะว่าเป็นช่วงสอบหรือยังไง มันถึงได้ร้างผู้คนเสียจนน่าขนลุก





ราวกับจะมีผีกระโดดโผล่มาหลอกยังไงยังงั้น





ผมสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระก่อนจะหมุนตัวหวังรีบเดินกลับหอ แต่ทันทีที่หันกลับไปผมก็พบกับกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางเมามายยืนจังก้าอยู่ตรงหน้าผมราวสามถึงสี่คน กลิ่นเหล้าที่โชยออกมาจากตัวพวกเขาทำให้ผมต้องเบ้ปากใส่ โชคดีที่ความมืดช่วยอำพรางสีหน้าของผมไว้ ไม่เช่นนั้นคงโดนต่อยเละตั้งแต่ยังไม่เริ่มพูด






แต่ท่าทางแบบนี้เดาได้เลยว่าจะมาทำอะไร

“เฮ ไอ้น้อง พวกพี่ขอเงินหน่อยสิ”




นั่นไง




น้ำเสียงอ้อแอ้กับท่าทางเซไปเซมาทำให้ผมอุ่นใจไปเปาะหนึ่งด้วยคิดว่าโอกาสหนีรอดนั้นมีสูงพอสมควร เพราะถ้าต้องวิ่งหนีขึ้นมาจริง ๆ พวกที่แค่ยืนตรงยังทำไม่ได้แบบนี้คงวิ่งไล่ตามผมไม่ทัน




“พี่ครับ ผมไม่มีเงินหรอกครับ”

“โกหก!”




ฟัง ๆ ดูก็เหมือนประโยคพื้นฐานที่พูดกันทั่วไปในละครไทยที่เห็นกันอยู่บ่อย ๆ หลังจากประโยคนี้ก็ต้องจบด้วยการตะลุมบอนและตัวเอกก็ต้องเจ็บตัว ตามด้วยฉากเข้าพระเข้านางแสนซึ้ง




น่าเสียดายที่ชีวิตไม่ใช่ละคร




ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดพับขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเอามาชี้หน้าผม

“เอามา”

ผมนิ่งเงียบ พยายามคิดทางหนีทีไล่

“กูบอกให้เอามา!”





โอเค ไม่มี





ในที่สุดผมก็ยอมควักกระเป๋าสตางค์ส่งให้พวกมัน ชายทางขวามือผมคว้ากระเป๋าสตางค์ไป ส่วนคนทางซ้ายที่ถือมีดก็เอามีดชี้หน้าผมอีกครั้ง

“เอาโทรศัพท์มึงมาด้วย”

ผมส่ายหน้าเบา ๆ

“ผมไม่มีโทรศัพท์ครับพี่ มันตกน้ำพังไปนานแล้ว แล้วผมก็ไม่มีเงินซื้อ”




ยอมรับว่าตัวเองดราม่า แต่โทรศัพท์ตกน้ำจนพังนั้นเป็นเรื่องจริง เพียงแต่นั่นเกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว โทรศัพท์เครื่องปัจจุบันของผมกำลังนอนหลับสบายอยู่บนห้องพักแสนผาสุกอย่างไม่รู้ชะตากรรมเจ้านายมันเลยสักนิด





“โกหก!”

น้ำเสียงตะคอกนั้นทำให้ผมตกใจกลัวจนต้องพนมมือ

“ผมไม่มีจริง ๆ พี่ ไม่เชื่อค้นตัวผมก็ได้พี่ ผมไม่มีเงินจริง ๆ”

“ลูกพี่ ไอ้เด็กนี่จนจริงว่ะ ในกระเป๋ามันมีอยู่ร้อยเดียวเอง”

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเป็นใจผมเลยรีบเสริม

“ผมไม่มีจริง ๆ พี่ หนึ่งร้อยนั่นก็ต้องใช้ทั้งอาทิตย์ ที่ผมไปห้างก็เพราะไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเลยพี่”




ผมยกมือไหว้ปลก ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ยอมรับว่าตัวเองเล่นใหญ่รัชดาลัยไปนิด แต่ความกลัวตายมีมากกว่าความอายเสมอ
หลังจากฟังที่ผมพูดพวกมันก็หันไปมองหน้ากันแล้วเงียบไปอึดใจ ก่อนที่คนถือมีดจะยกมันชี้หน้าผมอีกครั้ง

“มึงอย่าสะเออะไปบอกใครนะ ไม่งั้นกูเอามึงตายแน่”


ผมพยักหน้ารัว ๆ

“ได้พี่ ผมไม่บอกใคร ปล่อยผมเถอะ”

ผมเห็นพวกมันมองหน้ากันก่อนจะพยักพเยิดกันไปมา

“เออ ไป ๆ แล้วอย่างปากสว่างนะมึง”

“ครับ ๆ”

ผมพยักหน้าแล้วรีบเดินออกมา เมื่อเห็นว่าพวกนั้นไม่มีท่าทีไล่ตามก็รีบใส่เกียร์หมาสุดแรงเกิด ไม่เกินสามสิบวินาทีผมก็กลับมาถึงหน้าหอพัก




ผู้คนหน้าหอพักเริ่มบางตา แต่ก็ยังนับว่าดีกว่าทางเปลี่ยวที่ผมเพิ่งเดินผ่านมา เงิน บัตรเอทีเอ็ม รวมไปถึงบัตรส่วนลดต่าง ๆ นา ๆ ล้วนถูกเอาไปหมดแล้ว




เห็นทีคงต้องพึ่งมาม่าอีกแล้ว




ผมพักหายใจชั่วครู่ก่อนจะเดินไปแจ้งเรื่องกับยามใต้หอ แต่ทันทีที่ฟังเรื่องของผมพี่ยามก็ทำได้แค่เพียงส่ายหัวไปมา

“เขาโดนกันมาหลายคนแล้วน้อง ทำใจเถอะ”

“แล้วทำไมทางมหาลัยไม่ทำอะไรสักอย่างเล่าพี่”


พี่ยามหัวเราะ ‘หึ’ ใส่ผม

“จัดการอะไร๊ พวกนี้มันก็โจรทั่วไป มหาลัยก็ทำได้แค่แจ้งเตือนเท่านั้นแหละ โทษตัวเองเถอะน้องที่ไปเดินทางเปลี่ยว ๆ แบบนั้น แทนที่จะยอมเดินอ้อมเข้ามาทางถนนใหญ่”



ท้ายประโยคที่มีแววตำหนิทำให้ผมยิ่งหดหู่ใจจนต้องยอมถอยแล้วเดินกลับขึ้นห้องไป



เอาเถอะถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน




ระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปช้า ๆ ผมก็ทำได้เพียงแค่พิงผนังลิฟต์อยู่นิ่ง ๆ อย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันหดหู่จนแทบบ้า ในหัวมีแต่ความคิดที่ว่า ‘มันคงเป็นความผิดของเราเอง’ วนเวียนอยู่เต็มไปหมด




บ้าจริง





บ้าชะมัด




ประตูลิฟต์ที่เปิดออกทำให้ผมต้องสูดหายใจฮึดสู้แล้วเดินกลับห้องด้วยท่าทางปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทันทีที่ถึงหน้าห้อง ผมก็ต้องมายืนลังเลอีกครั้งว่าผมจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทีนฟังยังไงดี รายนั้นคงบ่นผมจนหูชาแล้วก็เป็นห่วงจนไม่ยอมปล่อยให้ผมไปไหนมาไหนคนเดียวแน่




แต่เอาเถอะ รอดมาได้ก็บุญโขแล้ว




“ว่าไงมอส ได้ไรมาบ้างปะ”

น้ำเสียงร่าเริงตามปกติของเขาทำให้ผมกังวล ด้วยไม่รู้จะตอบอะไรผมจึงยิ้มแหย ๆ ให้เขาอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนเตียง




ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากอีกคน ครั้นเงยหน้าขึ้นไปก็ไม่ผิดจากที่คิดนัก เจ้าตัวส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาให้ผมชัดเจนเสียเหลือเกิน




เอาเถอะ ยังไงก็ต้องบอกอยู่ดี




“เราโดนโจรดักจี้น่ะ”

“เฮ้ย! แล้วเป็นไรปะเนี่ย”

ร่างสูงกระโดดผลุงจากเก้าอี้มาหาผมที่เตียงก่อนจะเอียงหัวไปมาเพื่อสำรวจความเสียหายของผมเสียยกใหญ่

“ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่โดนโด้กระเป๋าตังค์ไปน่ะ”

“โดนจี้ที่ตรงไหนอะ”



มาแล้ว คำถามที่ผมไม่อยากตอบที่สุด รับรองได้ว่าหลังตอบไปคงโดนบ่นเสียจนหูชาแน่ ๆ




แต่เอาเถอะ




“ตรงทางข้างหอที่ทะลุไปห้างอะ”

“เดินทางนั้นคนเดียวเนี่ยนะ! เป็นบ้าเหรอ!”




มาแล้ว มาแล้ว




หลังจากนั้นผมก็แทบจับคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้อีกเลย เพราะมันทั้งรัวและเร็ว จนเหนื่อยจะฟัง หลังจากอีกฝ่ายบ่นจนพอใจจึงได้กลับมาพูดด้วยน้ำเสียงและความเร็วปกติ

“มอสทำธุรกรรมผ่านแอพได้ใช้ไหม”

คำถามที่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ผมงุนงง แต่ก็ยอมพยักหน้าตอบไป

“ดี งั้นโอนเงินทั้งบัญชีมาไว้กับเราก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปอายัติบัตรแล้วก็แจ้งความกัน”

“ไปตอนนี้เลยไม่ได้เหรอ”

“นี่ไม่เข็ดใช่ไหม!”


เสียงตะคอกของอีกฝ่ายทำให้ผมถดตัวหนีนิดหน่อย ยอมรับว่าถึงจะไม่ใช่คำหยาบ แต่เวลาคน ๆ นี้โมโหก็ยังน่ากลัวอยู่ดี


“กรุงเทพตอนกลางคืนอันตรายจะตาย ถ้าออกไปเรียกแท็กซี่แล้วพวกมันดักอยู่ให้ทำยังไง”


เออ จริง


“ให้ตายเถอะมอส เราไม่รู้จะพูดกับมอสยังไงแล้วนะ”

“ถ้าเราเป็นทีนเราก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเหมือนกัน เท่าที่พูดไปเมื่อกี้นี้ก็มากกว่าทั้งชีวิตเราแล้ว นึกตามไม่ทันแล้วเนี้ย”

“มอส!”




โอเค ผมผิดเอง









« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2017 23:44:00 โดย Marymo »

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 1 กรุ่นกลิ่น [100%]




แล้วเรื่องเมื่อคืนก็จบลงด้วยเสียงบ่นของทีนที่กว่าจะหยุดลงก็เป็นเวลาสองชั่วโมงให้หลัง เจ้าตัวทั้งเอ็ดผมเรื่องความปลอดภัย ทั้งบ่นกระปอดกระแปดว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ทันแล้ว แล้วก็จบลงด้วยการที่เขาต้องอ่านหนังสือทั้งคืนอย่างบ้าคลั่งเพราะมัวแต่เอาเวลามาบ่นผมนั่นล่ะ


เหมือนขนแม่มาไว้ในหอด้วยอย่างไรอย่างนั้น


ซ้ำร้ายพอรุ่งสางยังไม่ทันที่ท้องฟ้าจะสว่างดี เจ้าตัวก็รีบมาปลุกให้ไปสถานีตำรวจก่อนจะได้กลับมาเข้าเรียนทัน ผมเลยต้องหอบสังขารอันอ่อนล้าลงมาใต้ตึกตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า


เด็กมหาลัยที่ไหนเขาแต่งชุดนักศึกษาออกจากหอตั้งแต่เจ็ดโมงตรงกัน
แต่ถ้าขืนผมไม่ทำตาม มีหวังคงโดนบ่นแล้วบ่นอีก จนน่ารำคาญไปอีกหลายสัปดาห์


ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทีนถึงถูกเรียกว่า ‘คนแปลก ๆ’ คงเพราะท่าทีขี้เป็นห่วงและขี้บ่น รวมไปถึงลักษณะนิสัยการกินที่ผิดปกตินี่ล่ะมั้ง


แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรสักหน่อย


ผมเดินใจลอยเพราะความง่วงสุดจะทน ในใจคิดแค่ว่าค่าแท็กซี่ไปกลับมันจะกี่บาทกัน
แค่ต้องยืมเงินทีนมาใช้สอยก่อนก็รู้สึกผิดจะแย่แล้ว


“น้อง ๆ”


ผมเดินต่อไปด้วยไม่คิดว่าเขาจะเรียกผม จนกระทั่งมีคนเดินมาสะกิดจึงได้หันกลับไปมอง ครั้นเห็นคนตรงหน้าผมก็จำได้ทันที เขาก็คือพี่ยามที่เมื่อคืนบอกปัดให้ผมทำใจและไม่แม้แต่จะพยายามช่วยเหลือผมเลยสักนิด


จะเรียกไว้ทำไมกัน


“น้องใช่คนที่โดนจี้กระเป๋าสตางค์เมื่อวานรึเปล่า”
ผมพยักหน้ารับด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก


อยากด่ากราดจริง ๆ ให้ตายสิ


“เมื่อเช้า ไอ้พวกโจรมันเอากระเป๋าเงินมาคืนที่ป้อมยาม”
เขาว่าพลางยื่นกระเป๋าเงินใบหนึ่งมาให้ผม


กระเป๋าหนังเทียมสีดำ แสนเรียบง่ายและราคาถูก


กระเป๋าเงินของผม


แต่เดี๋ยวก่อน มีบางอย่างแปลก ๆ


ผมเลือกที่จะไม่รับกระเป๋าสตางค์คืนมาในทันที


“ทำไมพวกเขาถึงเอามาคืนครับ”
ผมเห็นเขามองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก


นี่คงไม่ได้เป็นแก๊งค์เดียวกันแล้วกะจับผมไปฆ่าปิดปากหรอกนะ


“ก็พวกนั้นน่ะ มันบอกว่ามันโดนผีหลอก บอกให้เอากระเป๋าเงินมาคืนน้อง”
“หะ?”
“เออ ได้ยินไม่ผิดหรอก พวกนั้นมันโดนผีหลอก เห็นว่าเป็นผีผู้ชาย ร่างใหญ่โต บอกว่าให้เอาของที่ขโมยไปมาคืน โอ๊ย พูดแล้วขนลุก”


เดี๋ยวนะ นี่คือผมถูกผีช่วยเอาไว้สินะ



งง งงไปหมด




“น้องรีบ ๆ เอาไปเถอะ พี่จะได้รีบ ๆ ออกเวร พวกมันเอามาฝากแล้วบอกว่าให้เอาให้ถึงมือน้อง ไม่งั้นจะมีอันเป็นไป นี่พี่ยังไม่ได้นอนเลยตั้งแต่เมื่อคืนเนี้ย”


หูย ผีอะไรรอบคอบขนาดนั้น เอาตำแหน่งผีดีเด่นแห่งปีไปเลย


‘ช่างทะเล้นนัก’


เสียงกระซิบปริศนาแววเข้ามาในหูอย่างไม่มีที่มาที่ไปอีกครั้ง


เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด


ผมหันมองรอบตัวด้วยใจถี่รัวหวังหาต้นตอของเสียง



ว่างเปล่า



รอบตัวผมไม่มีใครเลย ก็คงไม่แปลกเพราะเวลานี้ก็เช้าเกินไปที่จะเดินออกจากหอ แต่ถ้าหาก...



ถ้าหากมีใครรอบตัวสักคนคงทำให้หัวใจของผมเต้นถี่ลงน้อยกว่านี้แยะ



“อ๋อน้อง ยังมีนี่ด้วย”
ผมหันกลับไปมองพี่ยามที่ตอนนี้เหงื่อแตกพลั่กทั้ง ๆ ที่แดดยังไม่แรง


จริง ๆ ก็พอเข้าใจได้


“ตอนพวกนั้นเอากระเป๋าสตางค์มาคืน มันเอาอันนี้มาให้ด้วย”
สิ่งที่คนตรงหน้าหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าสะพายข้างตัวคือดอกกระดังงาช้ำ ๆ ดอกหนึ่ง


“พวกมันบะ...บอกว่า ผีมันสั่งให้ไปหาดอกไม้นี่มาให้ได้ แล้วก็ให้เอามาให้พร้อมกระเป๋าเงิน”
ผมมองดอกไม้สีเหลืองอ่อนที่วางบนกระเป๋าเงินด้วยหัวใจที่เต้นถี่รัว


“รับไปสิน้อง พี่กลัวจนจะบ้าอยู่แล้วเนี้ย”
เสียงท้วงของพี่ยามทำให้ผมต้องเอื้อมมือออกไปรับของมาไว้กับตัว


“น้อง”


ผมละสายตาจากดอกไม้ในมือไปมองหน้าคนพูด
“ยะ..อย่าหาว่าพี่สอดเลยนะ แต่พี่ว่าน้องไปทำบุญก็ดีนะ หรือถ้าเลี้ยงผีเลี้ยงกุมารไว้ กะ..ก็อย่าเอามาเลี้ยงที่หอเลย”

“จะบ้าเหรอพี่ ผมไม่ได้เลี้ยงผีอะไรทั้งนั้นแหละ”


สีหน้าของชายตรงหน้าดูดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังเจือความกังวล
“ถ้างั้นน้องไปทำบุญเถอะ พี่ว่าจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรแล้วล่ะมั้ง”



เจ้ากรรมนายเวรเหรอ



“ขอบคุณครับพี่ ขอบคุณมาก”
ผมยกมือไหว้ขอบคุณอีกฝ่าย ชายตรงหน้าทำเพียงแค่รับไหว้อย่างรีบร้อนก่อนจะขอตัวกลับไป ทิ้งผมไว้กับความเงียบรอบตัวกับดอกไม้สีเหลืองในมือ



ดอกกระดังงา




ทำไมต้องดอกกระดังงา




“อ้าวมอส ทำไมยังไม่ไปอีก”
น้ำเสียงเอ่ยทักที่คุ้นเคยทำให้ผมต้องเงยหน้ามอง ทีนอยู่ในชุดนักศึกษาเต็มยศ เขาผูกไทด์ในรอบหลายเดือน เดาว่าคงมีสอบช่วงเช้าแน่


“พะ...พอดีพี่ยามเขาบอกว่า...ว่าเขาไปเจอกระเป๋าเงินหล่นอยู่แล้วเก็บมาให้น่ะ ก็เลยไม่มีปัญหาแล้ว”


“จริงดิ! โห โคตรโชคดีอะ ได้เช็คยังว่าบัตรอยู่ครบหรือเปล่า”


ผมยิ้มแห้ง ๆ พลางขอโทษขอโพยอีกคนที่ต้องโกหกอยู่ในใจแล้วจึงทำท่าทีเปิดกระเป๋าดูความเรียบร้อย แต่ในหัวของผมไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าเลยสักนิด


ทำไมต้องดอกกระดังงา


ทำไมกัน


“ครบไหม”

หลังจากกวาดตาดูด้วยสติที่ไม่ค่อยครบถ้วนนัก แต่ผมก็พอจะแน่ใจว่าไม่มีอะไรหาย เพราะขนาดแบงก์ร้อยในกระเป๋าก็ยังนอนสงบอยู่ดี จึงพยักหน้าตอบอีกฝ่ายไป


ผมได้ยินเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ดีแล้วล่ะ โชคดีแล้ว”


ด้วยไม่อยู่ในสภาวะอารมณ์ที่ปกติผมจึงทำเพียงยิ้มแหยะ ๆ ให้เขาเท่านั้น ผมว่าเขาคงรับรู้ถึงพฤติกรรมแปลก ๆ ของผมได้ แต่คงเข้าใจไปว่าผมกำลังตื่นเต้นจึงไม่ได้ถามอะไรออกมา
“แล้วนั่นดอกการเวกนี่ ไปเอามาจากไหนเหรอ”

“การเวก? นี่ไม่ใช่ดอกกระดังงาเหรอ”



คนตัวสูงส่ายหน้าช้า ๆ
“บ้านเราทำฟาร์มไม้ดอก ไม้ประดับนะมอส เห็นดอกไม้พวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว กระดังงาจีนกับการเวกแม้ต้นใบจะคล้ายกันมาก แต่ก็ไม่ใช่ไม้เดียวกัน ดอกยิ่งไม่เหมือน ว่าแต่แถวนี้มีการเวกด้วยเหรอ มันหายากมาก ๆ แล้วนะ”


ผมไม่ได้แสดงอาการตอบรับอะไร หากในใจกลับครุ่นคิดตาม



นั่นสิ พวกนั้นเอาดอกไม้นี่มาจากไหน



ทีนฉีกยิ้มเสียจนหน้าบานแล้วเอื้อมมือมาหยิบดอกไม้ขึ้นไปจากมือผม
“นี่เป็นดอกการเวกไม่ผิดแน่ ๆ ดอกการเวกจะหอมจัดในช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ จนถึงเช้ามืด ถ้าเป็นช่วงอื่นก็ไม่หอม ลองดมดูสิ กลิ่นจางแทบไม่เหลือแล้ว”



เขายื่นดอกการเวกเข้ามาใกล้จมูกผม



กลิ่นหอมที่สัมผัสได้นั้นอ่อนจาง แต่มันกลับให้ความรู้สึกอ่อนหวานและสงบอย่างล้ำลึก
“การเวกนอกจากจะเป็นชื่อพืชแล้ว ยังเป็นชื่อสัตว์ด้วยนะ”


ผมเงยหน้าสบตากับคนพูดด้วยความหวั่นไหว


ผมนึกถึงอะไรได้บางอย่าง


ได้โปรด อย่าเป็นอย่างที่ผมคิดเลย


“เขาเรียกกันว่านกการเวก เป็นนกที่อยู่ในวรรณคดี แต่นกการเวกที่เป็นนกจริง ๆ ก็มีนะ มันเป็นนกตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ ใหญ่สุดน่าจะราวหนึ่งร้อยเซนติเมตรได้”

แววตาของทีนดูสดใสเป็นประกายเมื่อพูดถึงเรื่องสัตว์และพืชที่เขาคลั่งไคล้

“มันเป็นนกที่สวยมาก แถมยังมีหลากหลายสายพันธุ์ และเพราะมันสวยมากนั่นล่ะ คนเลยเรียกมันว่าปักษาสวรรค์”



เหมือนบางอย่างในหัวของผมระเบิดออก



คำพูดที่เคยได้ยินแว่บกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง



“พี่รักน้องเสมอ ปักษาสวรรค์ของพี่”



พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมโดนผีตามเข้าให้แล้วครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2017 23:45:51 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ตาม เจ้าของปักษาสวรรค์   :mew1: :mew1: :mew1:

ออฟไลน์ valenpinkpink

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 25
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +0/-0
คงไม่ใช่ทีหรอกใช่มั้ย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น รอติดตามนะคะ :impress2:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 2 บุปผชาติ ครึ่งแรก




หลังจากเกิดเรื่องเมื่อเช้า ระดับความมีสติของผมต่อจากนั้นก็อยู่ในสถานะต่ำไปจนถึงต่ำมาก


ดังเช่นในตอนนี้


“ก็อย่างที่เรารู้กันดีว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัยรัชกาลที่เจ็ดเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิวัติของคณะราษฎร แล้วพวกคุณเคยสงสัยไหมว่าเพราะอะไรที่ทำให้พวกเขาคิดปฏิวัติ ทั้ง ๆ ที่ถ้าพลาดขึ้นจะไปจบอีหรอบเดิมเหมือนกับคราวกบฏน้ำลายในสมัยรัชกาลที่หก แรงจูงใจแบบไหนกันที่ผลักดันให้เกิดการปฏิวัติขึ้น มีใครอยากเสนออะไรไหม อะ คุณพชร เชิญ ๆ”


เสียงบรรยายของอาจารย์ชายวัยกลางคนผ่านเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาของผมไปอย่างง่ายดาย แม้จะพอจับใจความได้บ้าง แต่สมองก็ไม่พร้อมจะคิดเรื่องอื่นนอกจากเหตุที่ว่า ‘ทำไมต้องเป็นดอกการเวก’ หลังจากแยกกับทีน ผมก็เฝ้าครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ไอ้ครั้นจะว่าผมไปอธิษฐานอะไรไว้ เท่าที่จำได้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับดอกการเวกแม้แต่น้อย


หรือจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรอย่างที่ลุงว่าไว้จริง ๆ นะ


“คุณพิทยุตม์”


เสียงเรียกชื่ออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ผมหลุดจากภวังค์แทบทันที
“คะ...ครับ”

“คุณคิดว่ายังไงบ้าง เห็นด้วยกับที่คุณพชรพูดหรือไม่”


โอ้โห นี่สิความพินาศของจริง บรรลัยเสียยิ่งกว่าผี ฟังหรือก็ไม่ได้ฟัง ที่เพื่อนพูดไปผมก็ไม่ได้ฟังสักคำ


ผมส่งยิ้มแหยะ ๆ ให้อาจารย์ พอ ๆ กับที่อีกฝ่ายส่งสายตาตำหนิมาให้ผม


เอาว่ะ ยังไงก็ต้องรอด


“ในความคิดของผม ผมคิดว่าคนที่ไปศึกษาต่างบ้านต่างเมือง อยู่กินที่นั่นเป็นเวลาหลายปี แน่นอนว่าต้องได้รับอิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมจากประเทศนั้น ๆ มาเป็นธรรมดา อย่างไรเสียแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยก็ถูกพัฒนาขึ้นในยุโรป โดยเฉพาะในคราวปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งนับว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเสรีนิยมเกิดการพัฒนาขึ้นอย่างมาก กลุ่มคนที่ก่อตั้งคณะราษฎรในตอนนั้นก็ล้วนเป็นคนที่ศึกษาอยู่ในยุโรปทั้งสิ้น ถ้าจะได้รับอิทธิพลทางความคิดนี้มาจนก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิวัติก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกทั้งการเมืองของไทยในสมัยนั้นก็ไม่ดีนัก ทั้งความล่าช้าในการบริการงาน การแยกชนชั้นระหว่างผู้คน คงไม่แปลกถ้ามีใครสักคนอยากจะเปลี่ยนแปลงระบอบขึ้นมาน่ะครับ”


อาจารย์พยักหน้าช้า ๆ แล้วระบายยิ้มบาง
“ตอบคำถามไม่ครบนะ แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าไม่แย่สำหรับคนที่เหม่อตั้งแต่ต้นคาบ”

พอพูดจบเขาก็หมุนตัวไปกดสไดล์แล้วเริ่มบรรยายต่อ นั่นเป็นสัญญาณให้ผมรู้ว่า ‘ผมรอดแล้ว’


ท่าทางถอนหายใจอย่างโล่งอกทำให้ ‘ไม้’ เพื่อนสนิทของผมต้องขยับเข้ามากระซิบถาม
“มึงเป็นไรอะ”


ถึงผมจะสนิทกับมันมากแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าคน ๆ นี้ต่างกับรูมเมทของผมราวฟ้ากับนรก ถ้าจะให้บรรยายก็คงเป็นคนที่หยาบจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง ชอบพูดจาโผงผางด้วยภาษาพ่อขุน แต่เอาเข้าจริงเขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร เพียงแต่ติดหยาบคายไปหน่อยเท่านั้น


“เปล่า”


เจ้าตัวเบ้ปากใส่ผม
“เปล่าพ่อเปล่าแม่มึงสิ กุเห็นมึงเหม่อตั้งแต่ต้นคาบ บุญหัวที่อาจารย์เพิ่งเริ่มสอนเนื้อหาเลยไม่ลึก หาเรื่องตายจริง ๆ”


สิ่งที่เหมือนกันกับทีนก็คงเห็นเป็นเรื่องขี้บ่นนี่ล่ะมั้ง


“เออ ๆ มึงก็หันไปตั้งใจเรียนสิ ยุ่งจังกับเรื่องกูเนี้ย”


“แหม ยุ่งไม่ได้เลย ความลับเยอะเหลือเกินกับเพื่อนกับฝูงน่ะ”
มันว่าด้วยท่าทางประชดประชันแล้วกลอกตาใส่ผม


“เออ กลอกตาไปเลย กลอกจนกว่าตามึงจะค้างอยู่ข้างบนนั่นล่ะ”
“ไอ้เหี้ย”


“พอ ๆ เลิกเสือกเรื่องกุได้แล้ว เรียน ๆ”
ผมพูดตัดบทให้มันเลิกสนใจเรื่องของผมสักที เจ้าตัวดูไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ต้องยอมเงียบปากเมื่อเพื่อนที่นั่งแถวหน้าหันมาถลึงตาใส่ด้วยความรำคาญ


ผมอมยิ้มน้อย ๆ


ใช่ว่าจะไม่รู้ว่ามันเองก็เป็นห่วงผม ถึงจะขี้บ่นไปนิด ปากเสียไปหน่อย แต่ที่พูดที่บ่นก็เพราะหวังดีทั้งนั้น


ผมกับมันก็อยู่ด้วยกันมาสองปีเต็ม ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงตอนนี้ แถมตัวติดกันราวกับปาท่องโก๋ มีเหรอที่อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าผมรู้สึกยังไง เมื่อก่อนพวกเราก็เป็นรูมเมทกัน จนกระทั่งแม่มันย้ายมาอยู่กรุงเทพ เจ้าตัวถึงได้ย้ายออกจากหอกลับไปอยู่บ้านกับแม่ ผมเลยต้องไปแจ้งเรื่องกับสำนักงานหอแล้วได้ทีนมาเป็นรูมเมทแทนเมื่อต้นเทอมที่ผ่านมา


ถ้าจะให้พูด ความหยาบคายในตัวผมก็มาจากมันนี่ล่ะ พอมาอยู่กับทีนเลยพอจะเรียกความสุภาพเรียบร้อยในตัวคืนมาได้บ้าง
หลังจากเลิกเรียนเจ้าตัวก็รีบกระโดดเข้ามาคว้าคอผม
“กุรู้นะ มึงมีเรื่องปิดบังกูอยู่ใช่ไหม”


ผมทำสีหน้าระอา
“ให้กุมีเรื่องส่วนตัวบ้างได้ไหม”


“ไม่ได้ กูเป็นเพื่อนมึง เรื่องของมึงก็เหมือนเรื่องของกู”


ผมยิ้มแล้วตบบ่ามันเบา ๆ
“ขอบใจ”


ไม้หยุดมองหน้าผมอยู่อึดใจก่อนจะตอบกลับ
“มีอะไรบอกกูได้นะเว้ย ถึงกูจะช่วยไม่ได้ แต่กูก็ไม่ทิ้งมึงหรอก”


“เออ รู้แล้ว ถ้ากูมีปัญหาหนักอกจนทนไม่ไหว กูจะบอกมึงคนแรกเลยดีไหม”


พอผมพูดจบ อีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างก่อนจะคว้าคอผมเดินไปโรงอาหารอย่างอารมณ์ดี


ผีเข้าผีออกชะมัด


แต่เอาเถอะ เพื่อนแท้แบบนี้มันจะหาได้สักกี่คน สู้รักษาไว้ หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องยอม ๆ กันไป ยังไงเสียมันก็ไม่มีความสัมพันธ์ไหนที่ไม่ต้องอาศัยความอดทนหรอก


ผมอมยิ้มบาง ๆ แล้วยอมเฮฮาไปกับอีกคนในที่สุด


ไม้เป็นคนเพื่อนเยอะ แม้อารมณ์จะผีเข้าผีออกไปหน่อย แต่ก็เป็นคนใจกว้าง รักใครชอบใครก็เทใจให้หมดจนโดนผู้หญิงปอกลอกมานักต่อนัก คิด ๆ ไปแล้วก็สงสารมันไม่หน่อย แต่ก็อย่างที่มีคนว่าไว้ ใจไม่ได้แลกใจเสมอไป เราจริงใจต่อเขาก็ใช่ว่าเขาจะจริงใจต่อเราเสียทุกคน


‘แต่พี่มีความรักให้น้องโดยบริสุทธิ์ใจเสมอมา’


ผมหันขวับไปมองรอบตัวอย่างตระหนก


เสียงนั้นอีกแล้ว


มันเป็นเสียงกระซิบที่อ่อนหวานเจือความอ่อนโยนนุ่มลึก แต่ใครจะทำใจไม่กลัวเสียงที่ได้ยินโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ได้กัน ต่อให้ไพเราะแค่ไหนก็ทำใจชอบไม่ลง


“มึง...โอเคไหม”


สีหน้าของผมคงแสดงความตระหนกออกไปชัดเสียจนคนที่นั่งตรงข้ามต้องเอ่ยปากถาม
“กูว่ากูได้ยินคนพูดอะไรแปลก ๆ”


มันขมวดคิ้ว
“พูดอะไรวะ”
“ก็พูดอะไรแบบเลี่ยน ๆ หวาน ๆ น่ะ”
“มึงเพ้อปะ คนตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าจะมีใครจีบกันในโรงอาหารมันก็ไม่แปลกปะ”


ผมตั้งท่าจะเถียงแต่ก็เลือกที่จะเงียบลงแล้วคิดตาม


โรงอาหารตอนนี้มีคนตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่มีทางที่เสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบนั้นจะส่งมาถึงหูผมโดยไม่เห็นตัวคนพูดได้แน่ ๆ
ผมกังวล แต่ไม่อยากให้ใครมากังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของผม


“เออ สงสัยกูคงหูฝาดมั้ง”
ไม้พยักหน้าอย่างไม่ติดใจแล้วก้มลงจัดการอาหารเที่ยงของตนต่อ


ผมพยายามสงบใจและทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในหัวใจจะมีแต่ความตระหนกและหวาดกลัว


ใครจะไม่กลัวเสียงที่ตัวเองได้ยินคนเดียวเล่า


ขอร้องล่ะคุณผี อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย สัญญาว่าจะทำบุญให้


‘เขาว่ากันว่าหากได้ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขัน เกิดชาติภพหน้าจะได้มาพบพานกันอีกครา น้องมาตักบาตรกับพี่แบบนี้ เห็นทีว่าต้องเป็นคู่กันไปทุกภพชาติเสียแล้วกระมัง’


อีกแล้ว ได้ยินอีกแล้ว


“มอส มึงโอเคไหมวะ หน้าซีดเชียว”


‘นกการเวก ว่ากันว่าเป็นปักษาสวรรค์ ใครที่ได้ยินเสียงนกการเวกเป็นอันต้องตกบ่วงมนตราหยุดฟังไปเสียทุกครา สงสัยว่าพี่เองก็จะตกบ่วงมนตรานกการเวกตนนี้เสียแล้วกระมัง’


ไม่เอาแล้ว ไม่อยากได้ยินอีกแล้ว


“มอส ๆ มึงได้ยินกุไหม”


ไม่เอา ไม่เอาแล้ว


“มอส!”


เสียงตะโกนเรียกทำให้ผมหลุดจากภวังค์แล้วพบว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าของสายตาทุกคู่ในโรงอาหาร
“มึงโอเคไหมเนี่ย หน้าซีดเหมือนจะเป็นลม”



ผมนิ่งอึ้งไปอึดใจแล้วกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับพลางก้มหน้าต่ำลงด้วยอายสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา
เมื่อทุกคนเห็นว่าเหตุการณ์สงบดีจึงเริ่มแยกย้ายกันไปดำเนินกิจวัตรของตัวเองต่อ ทำให้ผมหายใจคล่องคอขึ้นมาหน่อย



“มอส มึงเป็นอะไรน่ะ กูว่ามึงไปหาหมอหน่อยเถอะ”
ท่าทางกังวลของคนตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกผิดจนต้องรีบเบี่ยงประเด็น
“กูแค่นอนน้อยน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
“กูว่าแล้วว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ มึงนี่นะ อย่าให้กูต้องด่า”


ผมพยักหน้ารับตามน้ำ
“เออ ๆ เดี๋ยวกูกลับไปคืนนี้จะนอนตั้งแต่สามทุ่มเลย”
ผมบอกปัดพร้อมกับต้องฟังคำบ่นยาวเหยียดจากอีกคน



แต่นั่นไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับผมไปหมาด ๆ



เสียงนั่นคืออะไรกันแน่ สำคัญที่สุดคือมันชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน เห็นทีว่าผมคงต้องไปทำบุญอย่างจริงจังสักที

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01-11-2017 23:47:35 โดย Marymo »

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 2 บุปผชาติ ครึ่งหลัง





“หืม มอสเนี่ยนะจะตื่นไปวัดตอนเช้า ตื่นไปเรียนให้ทันก่อนดีไหม”
น้ำเสียงประหลาดใจของคนที่กอดตุ๊กตาเน่านั่งเล่นเกมอยู่บนเตียงทำให้ผมหงุดหงิดไม่น้อย ใบหน้าหล่อเหลานั้นทำท่าทะเล้นใส่ผมอย่างดูถูกดูแคลนก่อนจะก้มลงไปเล่นเกมตามเดิม



ก็ยอมรับว่าไม่ใช่คนชอบตื่นเช้า แต่ก็ใช่ว่าจะตื่นไม่ได้เสียหน่อย



“นี่ คนจะไปทำบุญทำทานเขาไม่ให้ขัดรู้ไหม”
“ครับ ๆ แล้วจู่ ๆ นึกอะไรถึงไปทำล่ะ”



คราวนี้เป็นผมเองที่ต้องเงียบแล้วหลบตา



ขืนบอกไปว่าผมได้ยินเสียงประหลาดนี้คนเดียว เขาคงไม่เป็นอันอยู่หอแน่ ๆ



 “ก็...เราโดนโจรจี้ใช่ไหมล่ะ ก็เลยว่าซวยจัง ก็เลยจะไปทำบุญล้างซวยน่ะ”
“อ๋อ เออ ไปสิ  แล้วจะไปวัดไหนล่ะ”



โชคดีที่คนฟังไม่ได้จดจ่ออยู่กับคำตอบของผม เพราะมัวแต่เล่นเกมอย่างเอาจริงเอาจัง เขาเลยไม่มีท่าทีสงสัยกับการที่จู่ ๆ ผมก็เงียบไป



“ไม่รู้สิ ปกติทีนไปวัดไหนล่ะ”
“อืม ถ้าปกติก็ไปวัดใกล้ ๆ มหาลัยนี่แหละ แต่ถ้าวัดหยุดก็ไปวัดระฆังบ้าง วัดสุทัศน์บ้าง วัดแจ้งก็ไปนะ แล้วแต่ว่ามีงานสอนพิเศษแถวไหนอะ โอ๊ย ป้อม ตีป้อมมัน บวก ๆ”



โอเค เจ้าตัวไม่ได้โฟกัสที่ผมแล้วล่ะ



เอาเข้าจริง ผมก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เองว่าเขาเป็นคนชอบเข้าวัดทำบุญมากถึงมากที่สุด ถ้าไม่บังเอิญเปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเห็นถังสังฆทานวางอยู่บนโต๊ะก็คงไม่มีวันรู้เลยว่าจริง ๆ แล้วเพื่อนร่วมห้องคนนี้เป็นคนละมุนมากแค่ไหน



ทั้ง ๆ ที่นิสัยแบบนี้มันช่างน่าหลงใหล แต่น่าแปลกที่ผมไม่ได้คิดกับเขาในแง่นั้นเขาสักนิด ถึงเจ้าตัวจะหล่อและหุ่นดีมาก ๆ ก็เถอะ



จะว่าไปผมก็ไม่ได้ชอบใครในแง่นั้นมานานโขแล้ว สงสัยจะตายด้านเสียแล้วล่ะมั้ง



บ้าจริง ดันเผลอคิดอะไรประหลาด ๆ ไปได้



“งั้นทีนพาเราไปแล้วกัน วัดไหนก็ได้ วันเสาร์นี้เลยได้ไหม”
“วันเสาร์เหรอ โอ๊ย แปปนะ ดันป้อมดิ ทำไรอยู่ได้ เก็บแครี่มันก่อนสิ”



โอเค สรุปว่าวันเสาร์ผมต้องไปเก็บแครี่สินะ



ใช่ที่ไหนล่ะโว้ย!



เมื่อเห็นว่าจิตใจของเจ้าตัวไม่ได้อยู่กับบทสนทนาเลยสักนิด ผมจึงหันกลับไปทำรายงานของตัวเองเพื่อรอให้อีกฝ่ายจบเกมเสียก่อน และไม่น่าเกินรอ ผมก็ได้ยินเสียงโอดครวญ...



“โอ๊ย เล่นอะไรกันน่ะ โคตรเซ็งเลย”



มันแพ้แน่นอน แต่เราจะไม่ตอกย้ำเพื่อนครับ
“อ่อนจังเลย”
“เงียบไปเลยนะมอส”
เขาตอบผมด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก พลางทำท่าจะกดเริ่มเกมใหม่



เอาแล้ว ไฟติดแล้วนั่น



“เดี๋ยว ๆ ตอบเราก่อนว่าวันเสาร์นี้ไปได้ไหม แล้วจะไปวัดไหน”
“ไปได้ ๆ ไปวัดระฆังละกัน ลุงเราบวชอยู่วัดนั้นอะ พอไปวัดเสร็จเราจะได้ไปสอนพิเศษที่แถวท่าพระจันทร์เลย”



หลังจากตอบผมอย่างขอไปทีเสร็จ เจ้าตัวก็ไปตั้งหน้าตั้งตากับเกมในมือต่อจนผมต้องอมยิ้มอย่างระอาใจ



เด็กติดเกมในมือถือนี่มันช่างอ่อนจริง ๆ เลยน้า



แล้วผมก็หันไปเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะคลิ๊กไอคอนสีน้ำเงินที่คุ้นเคย ก่อนจะกดหาชื่อแชทที่มักจะอยู่บนสุดเสมอ
‘มึงตีดอทไหม’



ผมยังไม่ทันจะได้ละมือจากคีย์บอร์ด เสียงแชทตอบกลับก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
‘มึงชวนเหมือนพรุ่งนี้ไม่มีควิซเลยเนอะ’



ผมนึกหน้าเจ้าตัวออกแทบจะทันที ไอ้ไม้คงกำลังทำหน้าเบ้ไปเบ้มาด่าผมรัว ๆ แน่ ๆ



แต่ใครสนล่ะ



‘บ่นมาก จะตีไม่ตี’
‘มึงอะบ่นมาก กูเข้าแล้วเนี่ย’



แหม ไอ้คนปากว่าตาขยิบ



ผมก่นด่าเพื่อนตัวดีอยู่ในใจแต่ใบหน้ากลับอมยิ้มบาง ๆ แล้วปรายตาไปมองคนที่นั่งอยู่บนเตียงด้านหลังที่ไม่ได้สนใจผมแม้แต่น้อย แต่เดี๋ยวก็ต้องหันมาสนใจ



เทพมอสจะโชว์ให้ดูว่านี่ต่างหากวิถีของเกมเมอร์ตัวจริง
หนทางยังอีกยาวไกลนะน้องทีน



“เออมอส”
เสียงเรียกจากอีกคนทำให้ผมต้องละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ไปมอง ตัวคนพูดไม่ได้กำลังสนใจผมสักนิดแต่ก็ยังพยายามจะพูด



“เราว่าจะบอกมอสตั้งแต่เย็นละ แต่ลืมอะ”



ผมขมวดคิ้ว
“เรื่องอะไรเหรอ”
“เมื่อเย็น เราไปส่งเพื่อนซ้อมดนตรีไทยที่เรือนไทยกลางน้ำด้านหลังติดกับประตูทางออกของมหาลัยน่ะ เราเจอต้นการเวกด้วยนะ กำลังออกดอกหอมสะพรั่งเชียว”



ผมเบิกตาด้วยความตกใจก่อนจะพยายามระงับสติ
“เราก็เพิ่งรู้ว่าตรงเรือนไทยมีต้นการเวกด้วย มอสก็ไม่บอกเราเลย”



เขาพูดพลางทำหน้างอนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากเกมในมือ ถ้าเพียงแค่เขาเงยหน้ามามองผมสักนิด เขาก็จะความกังวลผมได้อย่างชัดเจน




“เราก็ไม่รู้ว่ามันมีอยู่นะ ดอกเมื่อเช้าเราก็ไม่ได้เป็นคนเอามา พี่ยามเขาคงไปเก็บมามั้ง เราเห็นมันตกอยู่หน้าป้อมยามน่ะ เลยเก็บขึ้นมา เขาคงชอบกลิ่นมันมั้ง”
“อ๋อ รู้รึเปล่าว่าการเวกหายากมากแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นกระดังงาจีนไปเสียหมด ดอกไม้ไทยแท้ ๆ เสียดายเนอะ”



ประโยคหลัง ๆ เหมือนเขาบ่นกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับผม ประกอบกับเสียงแชทที่เด้งเตือนขึ้นมาทำให้ผมต้องละสายตาจากคนบนเตียงไปเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์แทน




ผมกำลังทำตัวตามปกติ ใช้ชีวิตตามปกติ...แต่หัวใจของผมไม่ปกติเลย

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 3 บรรเลง ครึ่งแรก




“เมื่อวันนั้นใครเป็นคนชวน ชวนเองงอแงเองแบบนี้เราจะบ่นแล้วนะมอส”


มันเริ่มแล้วครับ เริ่มบ่นตั้งแต่หัววัน


ยอมรับว่าคนที่ทำตัวมีปัญหามันผมเอง แต่เจ้าตัวก็ต้องรู้สิว่าผมมีปัญหากับการตื่นเช้ามากขนาดไหน แถมเมื่อคืนผมยังออกไปท่องราตรีกับไม้มาทั้งคืน จะให้ตื่นหกโมงเช้าแล้วหน้าตาสดชื่นเหมือนคนเข้านอนสี่ทุ่มอย่างไอ้คนตรงหน้าผมได้ยังไงกันเล่า พอผมบ่นมาก ๆ หน่อยก็หันมาว่าเสียอย่างนั้น


...
โอเค ผิดเอง ยอมรับ


“ยิ่งอยู่ยิ่งเหมือนแม่”
ผมพึมพำด้วยเสียงที่ดังพอจะให้อีกฝ่ายได้ยิน ถึงจะรู้ตัวว่าผิดแต่ผมก็เป็นคนประเภทปากอยู่ไม่สุขอยู่เหมือนกัน สงสัยติดไอ้ไม้มาเยอะ


“มอส!”


“โอเค ยอมรับผิด”


พอเห็นผมยอม คนตรงหน้าก็เลิกทำท่าฮึดฮัดแต่ก็ยังเดินนำไปลิ่ว ๆ อย่างไม่สนใจคนแฮงค์อย่างผมสักนิด



ท่าทางจะโกรธจริง ๆ แล้วนั่น



พอมาคิดดูท่าทางของพวกเราตอนนี้ก็ดูเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันอยู่เหมือนกัน



...
โอ้โห ขนลุก



“ไปวังหลังสองคนครับ”
พอผมเดินตามมาทัน เขาก็จัดการซื้อตั๋วเรือให้เสียเรียบร้อย แม้จะโกรธแต่ก็ยังอุตส่าห์ดันไหล่ให้ผมไปนั่งพักตรงม้านั่ง แน่นอนว่าผมก็ไม่ได้คิดจะขัดศรัทธาเลยยอมหย่อนตัวลงนั่งแล้วพิงหลังไปกับรั้วกั้นก่อนจะหลับตาลง



ปวดหับตุบ ๆ เลยให้ตายสิ



“เขาบอกอีกห้านาทีเรือถึงจะมา”
“อือ”



เขาเงียบไปแล้ว สงสัยจะยังโกรธไม่หาย แต่เอาเถอะ ผมก็ปวดหัวเกินกว่าจะเล่นบทง้องอนตอนนี้



จู่ ๆ สัมผัสของมืออุ่น ๆ ทาบลงบนหน้าผาก แต่ผมก็ปวดหัวและหงุดหงิดเกินกว่าจะลืมตายไปปัดป้อง



“ยังปวดหัวอยู่เหรอ”
“แฮงค์นะเว้ย คนที่ดื่มนมก่อนนอนไม่เข้าใจหรอก”



ผมได้ยินเขาหลุดขำ
“เราบอกแล้วใช่ไหมว่าเมื่อคืนอย่าไป”
“ทำไงได้เล่า ไอ้ไม้มันอกหักนี่นา”



มือใหญ่นั้นเปลี่ยนมาลูบหัวผมเบา ๆ
“อีกแล้วเหรอ”
“อือ โดนสาวบัญชีเท สมน้ำหน้า ดูก็รู้แล้วว่าตั้งใจมาปอกลอก คนอย่างมันน่ะเตือนเท่าไหร่ก็ไม่เคยฟังเลย”



เขาเงียบไปอีกแล้ว แต่มือนุ่ม ๆ นั่นยังลูบหัวผมอยู่



“แล้วมอสล่ะ เมื่อไหร่จะมีแฟน”
“ถามตัวเองไหมล่ะ”



เขาหัวเราะ
“เรายังไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย”




ให้ตายสิ ทำตัวเป็นเด็กน้อยนุ่มนิ่มเกินไปแล้ว



ผมยกยิ้มมุมปากทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา



“เอาแต่เรียน พออยากจะมีมันจะหาไม่ได้เอานะ”
“เราว่าของอย่างนี้ถ้ามันจะมา มันก็คงมาเองล่ะ”



ผมหัวเราะ
“เอาแต่คิดแบบนี้จะขึ้นคานเอานะ”
“ทีมอสยังไม่มีเลย”
“มันไม่เหมือนกันสักหน่อย”




ผมลืมตาแล้วขยับตัวเล็กน้อย ทำให้เขาต้องชักมือที่ลูบหัวผมกลับไป นัยนต์ตาสีดำนั้นจ้องผมเขม็งอย่างคาดคั้นคำอธิบายจนผมอดยิ้มออกมาไม่ได้



“ทีนก็รู้ว่าเราไม่ชอบผู้หญิง คนแบบเราก็ต้องหาคู่ยากกว่าคู่ชายหญิงทั่วไปอยู่แล้ว”



เขาขมวดคิ้ว
“ไม่จริงสักหน่อย”
“เถียงเราขนาดนี้นี่เคยเป็นเกย์รึไง”




เจ้าตัวอ้าปากทำท่าจะเถียงกลับ ถ้าไม่ติดว่าคนขายตั๋วตะโกนเรียกขึ้นเรือเสียก่อน




ร่างสูงนั้นลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก้าวนำลิ่ว ๆ ไปแล้ว เขาคงยังอารมณ์เสียอยู่แน่ เพราะปกติแล้วต้องรอเดินข้างกันเสมอ




เอาเถอะ นาน ๆ ทีทะเลาะกันบ้างก็ดี




ผมอมยิ้มแล้วเดินตามเขาไป แต่เพราะอาการปวดหัวที่ยังไม่หาย ทันทีที่เท้าเหยียบลงบนโปะ ร่างทั้งร่างของผมก็เซเกือบล้ม โชคดีที่อีกคนช่วยดึงแขนเอาไว้ก่อน




“สม ไม่เจียมสังขารนัก”
เสียงทุ้มที่คุ้นเคยบ่นอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะกึงจูงกึ่งลากแขนผมไปที่เรือ



เหมือนแม่จริง ๆ ด้วย



วัดระฆังก็ยังเป็นวัดระฆังอยู่ยังวันยังค่ำ แม้จะไม่มีเทศกาลอะไรเป็นพิเศษแต่ผู้คนก็ยังหลั่งไหลเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันไม่ขาดสาย แม้คนจะไม่เยอะเท่าวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ก็จัดว่าเยอะอยู่ดี



ผมยืนหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีอยู่ครู่ใหญ่ จนอีกฝ่ายมาลากผมเข้าไปหาพระรูปหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณท่าน้ำ ยังไม่ทันที่พวกผมจะเดินถึงตัวท่าน พระรูปนั้นก็หันมาเห็นเสียก่อน ใบหน้าที่มีริ้วรอยคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วยืนนิ่งรออย่างสงบ




ทีนดึงแขนผมเข้าไปใกล้ ๆ ท่านก่อนจะกระตุกเป็นเชิงให้ผมนั่งลง เลยกลายเป็นว่าพวกเรานั่งอยู่ในท่าเทพบุตรและกำลังพนมมืออยู่ข้างท่าน้ำท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ๆ




ผมล่ะอยากจะด่าไอ้คนพามาจริง ๆ



 “นมัสการครับหลวงลุง”
“เจริญพรโยมทีน วันนี้พาเพื่อนมาด้วยรึ”



ผมพนมมือนมัสการพระตรงหน้าด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ
ไม่ได้เข้าวัดมานานแค่ไหนแล้วนะ




“นี่มอสครับหลวงลุง เป็นเพื่อนทีนที่มหาวิทยาลัยครับ”
“เจริญพรโยม แล้ววันนี้มาถึงนี่มีอะไรรึเปล่า”




คนตัวสูงคลี่ยิ้มสดใส เขาดูสุภาพเรียบร้อยและร่าเริงกว่าตอนอยู่กับเพื่อนฝูงนิดหน่อย



สงสัยจะเป็นพวกเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี




“ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีเพื่อนผมเขาดวงตกเลยอยากมาทำบุญน่ะครับ ผมก็เลยพามาที่นี่ ว่าจะแวะมาเยี่ยมหลวงลุงด้วยน่ะครับ”



มือเหี่ยวย่นผายไปทางศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
“เอ้า อย่างนั้นก็ไปคุยกันในศาลาเถอะ ตรงนี้มันร้อนเหลือเกิน เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งกันไปก่อน”



ผมก็ว่าอย่างนั้นล่ะครับ



หลวงลุงเดินนำพวกผมเข้าไปในศาลาริมน้ำแล้วจึงบอกให้ทีนพาผมไปไหว้พระ ถวายสังฆทานให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยมานั่งคุย ทันทีที่ได้รับคำสั่งเจ้าตัวก็พาผมเดินทั่ววัดระฆังราวกับเป็นมัคนายกประจำวัด เข้าศาลานู้น ออกศาลานี้ ครั้นกว่าจะทำทุกอย่างเสร็จก็กลายเป็นว่าผมได้เดินชมรอบวัดไปเสียอย่างนั้น




มันก็น่าประทับใจอยู่หรอก ถ้าแดดเมืองไทยไม่ได้ร้อนราวกับไฟนรกขนาดนี้น่ะนะ




หลังจากทำบุญเสร็จ ทีนก็พาผมมานั่งพักใต้ต้นไม้ให้หายร้อน แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป




“โอ๊ย ร้อนจนจะเป็นลมแล้วเนี่ย”
ผมเป็นพวกแพ้อากาศร้อนขั้นรุนแรง พูดให้ถูกก็คือจะหัวร้อนได้ง่ายถ้าอยู่ในที่ร้อน ๆ ถ้าให้เดาหน้าของผมตอนนี้คงบูดชนิดที่ว่าบอกบุญก็ไม่รับแล้วแน่ ๆ




พูดง่าย ๆ ก็คือตอนนี้ผมกำลังหงุดหงิดมาก ๆ




“ใจเย็น ๆ สิ ดื่มน้ำก่อน”
ผมตวัดสายตาไปมองคนที่ยืนยิ้มแป้นแล้นพร้อมกับยื่นน้ำให้ผม
“ไม่เอาน้ำเปล่า”



ยอมรับว่าตัวเองกำลังเรื่องมากอย่างไม่มีเหตุผล แต่อย่างที่บอกไปว่าผมกำลังหัวร้อนสุด ๆ ชนิดที่สามารถเดินไปต่อยกับนักเลงหัวไม้ได้สบาย ๆ เพราะฉะนั้นเขาซึ่งลากผมไปนู้นมานี่จนผมหัวเสียก็มีส่วนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน



ผมเห็นเขายืนฉีกยิ้มให้อยู่อย่างนั้น ไม่มีท่าทีรำคาญกับความเอาแต่ใจของผมเลยสักนิด



เป็นคนแปลก ๆ จริง ๆ ด้วย



“ครับ ๆ งั้นรออยู่ตรงนี้แป๊ปนึงนะ”
เขาพูดอย่างนั้นก่อนจะวางผ้าเย็นลงบนหัวผมแล้วเดินจากไป ผมคว้ามันมาเช็ดตามใบหน้าและลำคอที่เหนอะหนะไปด้วยเหงื่อ แม้จะยังหัวร้อนอยู่แต่ก็ต้องยอมรับว่าผ้าเย็นช่วยให้ผมใจเย็นลงเยอะ




คิด ๆ ดูแล้วผมว่าตัวเองก็เป็นคนอารมณ์แปรปรวนอยู่เหมือนกันนะ



พอไม่มีอีกคนอยู่ข้าง ๆ ผมถึงเพิ่งจะสังเกตว่ามุมที่ผมนั่งอยู่นี้ก็สงบอยู่ไม่น้อย ไม่มีผู้คนพลุกพล่านและสายตาอยากรู้อยากเห็นจ้องมองมา



แค่คิดก็สงบแล้ว



ผมสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ ก่อนจะปล่อยออกมาเฮือกใหญ่
ผมกำลังใจเย็นลง



 “มาแล้ว ๆ น้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจ”
ยังไม่ทันที่ผมจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสงบรอบข้าง ความวุ่นวายก็กลับมาหาผมเสียได้ ภาพคนตัวสูงเดินถือมะพร้าวมามือละลูกมันตลกเป็นบ้า



แต่ผมก็ยังหัวร้อนอยู่ดี




“น้ำมะพร้าวอะไร”
เขาทำหน้างุนงง
“อ้าว ก็ไหนบอกไม่เอาน้ำเปล่าไง”



ผมเบ้หน้าใส่เขา
“แพงล่ะสิ”



จริง ๆ ผมมีประโยคในใจจำพวก ‘เราไม่จ่ายเงินให้หรอกนะ’ อยู่ด้วย แต่ก็ยั้งไว้ทันเพราะคิดว่าคำพูดแบบนั้นมันเห็นแก่ตัวเกินไป
ทั้งงอแงใส่ ทั้งให้เขาไปซื้อน้ำให้แล้วยังจะชักดาบอีก ถ้าทำขึ้นมาจริง ๆ ก็ไม่ไหวแล้วล่ะ



เขาเดินมานั่งข้าง ๆ ผม
“เอาน้า เราเลี้ยง”




คราวนี้กลายเป็นผมเองที่ต้องขมวดคิ้ว
“เลี้ยงทำไม”
อีกฝ่ายยักไหล่
“ไม่รู้สิ”



ให้ตายเถอะไอ้เวรนี่ เข้าใจยากชะมัด
แต่เอาเถอะ...
เพื่อนเสนอเราก็ต้องสนอง ผมตัดสินใจดื่มน้ำมะพร้าวแล้วคิดแค่ว่าจะบังคับจ่ายคืนมันทีหลัง ทันทีที่น้ำมะพร้าวหยดสุดท้ายไหลลงคอไป ผมก็รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง



ดีจริง ๆ เลยน้า




ผมได้ยินเสียงหลุดขำ
“ดูทำหน้าเข้าสิ”
“อะไร”
“เปล่า”



ผมว่าไอ้นี่ชักจะกวนโอ๊ยขึ้นทุกวันจริง ๆ
“แค่จะบอกว่าน่ารักดี”
ผมได้ยินคำสบถอะไรสักอย่างในหัวแต่ก็ไม่ได้พูดออกไป สิ่งที่ผมทำคือการนั่งเบิกตาโพล่ง มองหน้าคนข้าง ๆ อยู่อย่างนั้น จนเขาหันมามองแล้วยิ้มบาง ๆ
“อะไร”
ผมทำหน้าอึกอักในใจคิดว่าจะถามเขาดีไหม
อย่าดีกว่า ขืนถามออกไปน่ากลัวว่าอะไร ๆ จะไม่เหมือนเดิม
“เปล่า ไม่มีอะไร”
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวพวกเราพร้อม ๆ กับบรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก




ให้ตายสิ ผมไม่รู้เลยว่าต้องทำตัวยังไงต่อ



“ไปหาหลวงลุงกันเถอะ ท่านคอยแย่แล้ว”
จู่ ๆ อีกคนก็โพล่งเปลี่ยนหัวข้อขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แต่ก็ดีแล้ว....
“อืม ไปสิ”




ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับประคองลูกมะพร้าวในมือไปด้วย แล้วทันใดนั้นผมก็ได้ยินบางอย่างแว่วมากับสายลม



มันแผ่วเบาราวกับลม แต่กลับอ่อนหวานจนชวนให้ใจเต้น



พอเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจจึงได้รู้ว่าเป็นเสียงดนตรีไทย...เสียงดนตรีไทยพร้อมกับเสียงขับร้อง



‘โอ้ละหนอดวงเดือนเอย’



มันเบาจนเกินไปทำให้ผมบอกไม่ได้ว่าคนร้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่เนื้อเพลงที่ได้ยินเป็นเพลงลาวดวงเดือนแน่นอน ใครมาร้องเล่นดนตรีไทยป่านกันนี้




“มอส หาอะไรเหรอ”
“ทีนไม่ได้ยินเสียงดนตรีไทยเหรอ มีคนร้องด้วย”



คนตัวสูงส่ายหน้ารัว
“ไม่นะ”
เขามองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“มอส ไม่แกล้งเราแบบนี้นะ”
ใบหน้าที่เริ่มซีดทำให้ผมรู้ว่าเขาไม่ได้แกล้ง แต่ผมก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด จึงพยายามจะตั้งใจฟังอีกครั้ง




‘หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้’




“หอมกลิ่นคล้ายคล้ายเจ้าสูเรียมเอย”
“มอสพูดอะไรน่ะ!”
คำถามที่ดังจนเกือบเป็นเสียงตะโกนของอีกฝ่ายทำให้ผมหลุดจากภวังค์



นี่ผมเผลอร้องมันออกมาเหรอ



เมื่อเห็นว่าอีกคนหน้าซีดแล้วซีดอีกอย่างน่าสงสาร ผมก็เลยต้องะรีบกลบเกลื่อนเพื่อให้อีกฝ่ายไม่ตกใจไปมากกว่านี้
“หะ? อ๋อ เราแค่นึกเนื้อเพลงน่ะ พอดีจู่ ๆ ก็นึกถึงเพลงที่พ่อเคยสอนเล่นตอนเด็ก ๆ”




เขามองผมด้วยสีหน้าไม่เชื่อนัก
“แต่มอสบอกว่าได้ยินเสียงดนตรีไทย”



ผมยักไหล่อย่างเป็นธรรมชาติ
“หูฝาดมั้ง นี่ในวัดนะ จะไปมีผีได้ไง หรือว่า...”
ผมแกล้งทอดเสียง
“ทีนกลัวผี”
“เงียบเลยนะมอส ใครเขาให้เอาเรื่องผีสางมาพูดเล่นกัน”
ท่าทางของคนกลัวจนเกินเหตุทำให้ผมหัวเราะร่วน เมื่อเห็นท่าทีของผมอีกฝ่ายเลยวางใจแล้วชวนผมไปพบกับหลวงลุงที่ศาลาท่าน้ำ




ดีแล้ว อย่ารู้เลย






ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
ชอบบบบบบบ  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ใครกันนะ ผู้ชายในอดีตของมอส

อาล่ะสิ ทีน ชมมอสว่าน่ารัก

มอส ทำไมได้ยินเสียงดนตรีอยู่คนเดียว
รอตอนใหม่
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: แว่วเสียงการเวก || บทที่ 3 [40%] (17/10/60)
« ตอบ #9 เมื่อ: 17-10-2017 21:55:55 »
ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 3 บรรเลง [ครึ่งหลัง]





ศาลาท่าน้ำในเวลานี้คึกคักกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย แม้บริเวณรอบ ๆ จะยังดูสงบเงียบ แต่ในศาลารอบตัวหลวงลุงก็มีญาติโยมหลายคนล้อมรอบ ท่าทางพวกเขาคงกำลังนั่งสนทนาธรรมกันอย่างออกรส ส่วนที่ท่าน้ำก็มีคนหลายคนกำลังสนุกสนานกับการให้อาหารปลาจนผมอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย



ถ้าไม่ติดว่าแดดร้อนน่ะนะ



“อ้าว มากันแล้วเหรอ หายกันไปเสียนานเชียว”
เสียงเรียกทักจากหลวงลุงทำให้ผู้คนในศาลาหันมามองพวกผมก่อนจะหันกลับไปพูดอะไรบางอย่างกับท่านแล้วกราบลาไป เมื่อเห็นว่าศาลาริมน้ำว่างเปล่าแล้ว ทีนจึงค่อย ๆ พาผมเดินเข้าไปแล้วนั่งบนพื้นศาลาแทนที่กลุ่มคนที่เพิ่งจากไป



“ขอโทษครับหลวงลุง พอดีพวกผมเดินกันเสียทั่ววัดเลย ทำให้หลวงลุงต้องคอยเลย”



พระชราคลี่ยิ้ม
“ไม่ได้รอนานขนาดนั้นหรอก นี่ญาติโยมเขาก็เข้ามาสนทนาธรรมด้วย ก็เพลินไปอีกแบบนะ”



ท่านจัดแจงจีวรเล็กน้อยก่อนจะเก็บมือมาประสานไว้ที่หน้าขาเหมือนเดิม หลวงลุงนั่งอยู่บนม้านั่งปูนที่ก่อติดอยู่กับศาลา ในขณะที่พวกผมนั่งอยู่บนพื้น ทำให้การพูดคุยกันต้องเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา



เมื่อยคอเหมือนกันแหะ



“แล้วพ่อแม่โยมทีนเป็นยังไงบ้างล่ะ อาตมาไม่ได้ข่าวคราวมาเสียนานเลย”
“พวกท่านสบายดีครับ พี่ธามยังถามหาหลวงลุงอยู่เลยครับ ตอนนี้พี่ธามก็....”



ผมไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่หลวงลุงกับทีนพูดคุยกันมากนัก เพราะยังไงเสียก็เป็นเรื่องในครอบครัวเขา ใส่ใจเกินไปก็ดูเป็นคนอยากรู้อยากเห็นเกินไป




ถึงจริง ๆ แล้วจะเป็นคนชอบสอดรู้สอดเห็นก็เถอะ




เมื่อระลึกได้ว่าตัวเองไม่ควรไปยุ่งเรื่องครอบครัวเขา ผมเลยกลับมาคิดเรื่องเพลงที่ได้ยินแทน เสียงที่ได้ยินนั้นช่างคุ้นเคย แต่น่าแปลกที่ผมนึกไม่ออกเลยว่าได้ยินมาจากที่ไหน




‘หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้’



น่าแปลกที่ผมคิดถึงดอกการเวก



จะมีอะไรเกี่ยวข้องกันไหมนะ



“ถ้างั้นเดี๋ยวเรามานะมอส คุยกับหลวงลุงไปก่อนนะ”
“หะ? แล้วทีนจะไปไหนล่ะ”



เขาแกล้งทำหน้าระอาใส่ผม
“หลวงลุงก็บอกอยู่เมื่อกี้ว่าให้เราไปเอาของให้ที่กุฏิ มัวแต่เหม่อถึงใครล่ะนั่น”
“เงียบแล้วรีบ ๆ ไปเลยไป”
สิ้นเสียงแว้ดของผมเจ้าตัวหัวเราะร่าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไป ทิ้งให้ผมอยู่กับภิกษุชราในศาลาเพียงสองคน




ไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงเลย ให้ตายสิ




“โยมได้ยินเสียงดนตรีไทยเหรอ”
คำถามที่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ผมเผลอเงยหน้าสบตาหลวงลุงอย่างตื่นตะลึง




เขาพูดถึงเรื่องนี้กันตอนไหนล่ะนั่น ไม่ได้ฟังเลยหลุดประเด็นเลยให้ตายสิ



ในขณะที่ผมยังเลิ่กลั่กพระชราก็คลี่ยิ้มบาง
“โยมทีนไม่ได้เล่าอาตมาหรอกโยม อาตมาแค่รับรู้ได้เลยลองถามโยมดู”




นี่มันยิ่งกว่าเล่าให้ฟังอีกครับ



ชิบหายละมอส หรือว่านั่นจะเป็นผีจริง ๆ




“ไม่ต้องตกใจหรอกโยม เราจะรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้เมื่อเคยมีเวรมีกรรมต่อกัน”



หลวงลุงจะอะเมซซิ่งไทยแลนด์เกินไปแล้วนะครับ




ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนออกไป คงจะเป็นกึ่ง ๆ งง กึ่ง ๆ ทึ่ง ละมั้ง แต่ช่างเรื่องสีหน้าไปก่อน สิ่งสำคัญคือการถามข้อมูลต่างหาก
“หลวงลุงจะบอกว่าผม...ไปสร้างกรรมกับผีตนนี้เหรอครับ”



พระชราคลี่ยิ้มบาง ๆ
“กรรมแปลว่าการกระทำ การมีจิตผูกพันกันย่อมต้องเคยสร้างกรรมต่อกัน แต่จะเป็นกรรมดีกรรมชั่ว อาตมาก็สุดจะหยั่งรู้”
หลวงลุงที่หยั่งรู้ได้ขนาดนี้ยังไม่รู้ แล้วผมจะเหลืออะไร
“ละ...แล้วเขาจะมาเอาชีวิตผมไหมครับ”




ท่านค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ
“โยมก็ลองนึกดูสิว่าเขามาดีหรือมาร้าย”



ผมนิ่งแล้วคิดตาม
ครั้งแรกก็มีเป็นเสียง ครั้งต่อมาก็ไปหลอกโจรให้ ครั้งที่สามก็มาแค่เสียง แล้วเมื่อกี้ก็มาเป็นเสียงดนตรีไทย




ก็ใช่ว่าจะมาไม่ดี



“คำอธิษฐานนั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิดนะโยม”
คำพูดเป็นนัยของพระตรงหน้าทำให้ผมขมวดคิ้ว ครั้นพอจะเอ่ยปากถามก็ถูกดักคอไว้เสียก่อน



“อดีตชาติ อย่างไรเสียก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตให้ถูกครรลองคลองธรรมและหมั่นรักษาความดีไว้ให้เป็นสิริมงคลแก่ตัว”
‘พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์’



เสียงนั้นอีกแล้ว



“สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา”
แต่ประโยคสุดท้ายกลับถูกเอ่ยมาจากพระที่นั่งสำรวมอยู่ตรงหน้าผม หลวงลุงยังคงหลับตาประสานมือไว้ที่หน้าขา



แล้วทำไม...



“อย่างที่อาตมาบอกไปนั่นแหละโยม อาตมาหยั่งรู้ถึงผล ซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อาตมาก็จนใจจะหยั่งรู้ถึงเหตุของผลเช่นกัน”




ผมก้มหน้าเงียบย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อ




ผมมักจะก้มหน้าเมื่อรู้สึกอึดอัดใจ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันห่างไกลกับคำว่าอึดอัดใจอยู่โข ผมเหมือนคนหลงทาง แม้แต่ความรู้สึกของตัวเองยังบอกไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน




แต่บทกลอนเมื่อกี้มันแสนจะคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน




“กฤษณาสอนน้องคำฉันท์น่ะโยม คงเคยท่องมาบ้างตอนประถมนั่นล่ะ”
ผมสบตาพระภิกษุตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ใจหนึ่งก็กลัว ใจหนึ่งก็อยากให้ท่านช่วย




ผมควรทำยังไงดี




“ทวดของทีนชอบกลอนบทนี้มาก ถึงกับเขียนบรรยายมันลงไปในสมุดบันทึกทีเดียว”



จู่ ๆ ท่านก็เปลี่ยนหัวข้อไปเสียเฉย ๆ




แต่ก็ดี เพราะถ้ายังพูดหัวข้อเดิม ผมคงไม่รู้ว่าควรจะตอบหรือทำตัวยังไงต่อไป




เพราะความไม่เสถียรของอารมณ์ ผมจึงไม่ได้ตอบอะไรออกไป ทำเพียงแค่รับฟังเสียงนุ่มนวลนั้นกล่าวต่อไป



“อาตมาคิดว่าถ้าสมุดบันทึกเล่มนั้นอยู่กับโยม มันคงมีประโยชน์มากกว่าอยู่กับอาตมานะ”
ผมเงยหน้าขวับ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป สิ่งที่ผมเห็นมีเพียงพระภิกษุชราที่คลี่ยิ้มให้ด้วยอากัปกิริยาสงบนิ่ง ความเงียบสงบทอดตัวเข้าปกคลุมศาลาริมหน้าอยู่ครู่ใหญ่ จนคนที่หายไปกลับมา




“กว่าผมจะหาเจอก็ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่เลยล่ะครับหลวงลุง”




ดวงตาของผมหลุบลงโดยอัตโนมัติแต่ก็ยังแอบมองด้วยหางตาจนพบว่าของที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายเป็นสมุดปกหนังเล่มไม่เล็กไม่ใหญ่




หรือจะเป็นสมุดบันทึกที่หลวงลุงพูดถึงกันนะ




แล้วมันเรื่องอะไรของแกเล่ามอส



ในขณะที่ผมกำลังทะเลาะกับตัวเอง น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
“ขอบใจนะโยมทีน อาตมาวานอีกอย่างได้ไหม”
“ได้สิครับหลวงลุง”



ท่าทางร่าเริงเหมือนสุนัขเจอเจ้านายนั้นทำให้ผมเผลออมยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป




“ช่วยเอาหนังสือสวดมนตร์นี่ไปให้พระวิษณุตรงศาลาการเปรียญตรงนู้นหน่อยได้ไหม”
ผมเห็นเขาพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นก่อนจะเดินไปทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างกระฉับกระเฉง
“เป็นหลานที่ดีนะ เด็กคนนั้นน่ะ”




ผมพยักหน้าเห็นด้วย
“ครับ เขาเป็นเพื่อนที่ดี”




ผมสบตาพระตรงหน้าแล้วคลี่ยิ้มบาง ๆ ให้อย่างไม่รู้จะพูดอะไร ทุกอย่างมันประดังประเดเข้ามาจนผมสับสนไปหมด ในศาลามีแต่ความเงียบจนกระทั่งมือเหี่ยวย่นนั่นยื่นสมุดปกหนังมาตรงหน้าผม
“รับไปสิโยม อาตมาให้”




ผมไม่ได้เอื้อมมือไปรับในทันที มือสองข้างของผมกำแน่นอยู่บนตัก
“ไม่ใช่ของน่ากลัวอะไรหรอก เป็นเพียงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง”




ผมรับรู้ได้ถึงการปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน
“สิ่งที่เป็นของเราสักวันมันก็ต้องกลับมาเป็นของเราอยู่ดีนะโยม”




คราวนี้ผมจ้องเข้าไปในดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นนิ่ง นั่งสบตากันอยู่ชั่วครู่




แล้วผมก็รับมันมา

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
อยากรู้ๆๆ .......บันทึกเรื่องอะไร  :z3: :z3: :z3:

พระท่านเก่งมาก รู้หมดเลยทั้งเรื่องดนตรีไทยด้วย
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:     

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 4 บทเพลงสวรรค์ [ครึ่งแรก]



หลังจากที่ผมรับสมุดบันทึกเล่มนั้นมาก็ผ่านมาร่วมอาทิตย์แล้ว ทีนยังคงใช้ชีวิตอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตามปกติ ตัวผมเองก็ใช้ชีวิตตามปกติ




ถ้าไม่นับว่าต้องมานั่งอ่านสมุดบันทึกของใครก็ไม่รู้อยู่ทุกวันน่ะนะ




ไม่สิ ผมเพิ่งเริ่มอ่านมันเมื่อสองวันที่แล้วนี้เอง เพราะเอาเข้าจริง ใจผมก็ขยาด ๆ หลวงลุงอยู่ไม่น้อย ท่านดูหยั่งรู้จนน่ากลัวจะเป็นคนมีของหรืออะไรเทือก ๆ นั้น กว่าผมจะกล้าเอามันมาอ่านเวลาก็ล่วงเลยไปร่วมอาทิตย์แล้วนั่นล่ะ ใจจริงผมก็ตั้งใจจะอ่านทั้งเล่มให้จบภายในวันเดียว แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ผมอ่านบันทึกของหนึ่งวันจบก็จะต้องมีอะไรมาขัดจังหวะจนไม่ได้อ่านต่ออยู่ร่ำไป





น่ารำคาญเป็นบ้า





วันนี้ก็เหมือนเดิม หลังจากเรียนเสร็จผมก็รีบบึ่งกลับหอจนโดนไอ้ไม้โกรธเอายกใหญ่ หาว่าผมเปลี่ยนไปบ้าง ทิ้งเพื่อนบ้าง นา ๆ คำบ่นด่าเท่าที่มันจะคิดได้ แต่ผมรู้จักมันดี...




ไว้พรุ่งนี้เลี้ยงกาแฟมันสักแก้วก็คร้านจะมาคืนดีด้วยแล้ว




กระเป๋าเป้สีเข้มถูกโยนลงบนเตียงอย่างไม่ใยดี ถ้าเพื่อนร่วมห้องของผมอยู่ด้วยรับรองเลยว่าจะต้องได้ยินคำบ่นรัวชนิดนักร้องแร๊พต้องอายแน่นอน




แต่เขาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นทางสะดวก




ที่ว่าทางสะดวกก็เพราะผมต้องแอบเจ้าตัวอ่านนั่นล่ะ การที่หลวงลุงให้อีกฝ่ายออกไปที่อื่นระหว่างที่เอาสมุดบันทึกให้ผมก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าท่านเองก็ไม่ได้อยากให้ทีนมารับรู้เรื่องนี้ด้วย



ผมเองก็ไม่อยากเหมือนกัน




เพราะอย่างนั้นเลยทำได้แค่แอบเอามาอ่านตอนเจ้าตัวไม่อยู่ห้องหรือหลับไปแล้ว ไม่ก็ต้องเอาไปอ่านตามร้านกาแฟ




อนาถแท้ ๆ




ผมปรามาสตัวเองขำ ๆ พลางพลิกเปิดหน้าสมุดบันทึก




สองหน้าที่อ่านไปแล้วไม่มีอะไรมากนัก มันเป็นเพียงการบอกเล่าถึงดินฟ้าอากาศสั้น ๆ ที่ไม่ได้น่าสนใจมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญคือวันที่ที่ถูกเขียนไว้ท้ายกระดาษเมื่อจบบันทึก




บันทึกหน้าแรกถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460




เกือบร้อยปีที่แล้วทีเดียว




แต่ถึงจะมีอายุมากขนาดนั้น แต่สภาพของมันกลับดีเกินคาด แม้กระดาษจะเหลืองไม่น่ามอง แต่โดยรวมก็นับว่าอยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีส่วนที่เคยเปียกชื้นหรือฉีกขาด แสดงให้เห็นว่าคนเก็บรักษาต้องถนอมมันไว้อย่างดี



มันคงเป็นสิ่งล้ำค่าไม่น้อย ทำไมถึงยกให้ผมง่าย ๆ แบบนี้กันนะ




ช่างเถอะ




ผมกวาดสายตาอ่านบันทึกวันที่สาม มันมีจำนวนบรรทัดมากกว่าสองวันแรกอยู่มาก ผมจึงค่อย ๆ กรีดหน้ากระดาษเพื่อดูคร่าว ๆ ทั้งสมุดจึงได้รู้ว่าบันทึกสองหน้าที่ผ่านมาถูกเขียนเอาไว้เพียงครึ่งหน้า แต่ตั้งแต่หน้าที่สามเป็นต้นไปกลับถูกเขียนไว้เต็มทุกหน้า บางหน้าก็มีลักษณะเป็นกลอนสั้น ๆ




ทำไมจู่ ๆ ถึงเขียนเยอะขึ้นมากันนะ




ผมเริ่มอ่านบันทึกหน้าที่สามอย่างตั้งใจ



วันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใส เราตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ทันได้ยินเสียงไก่ขันจากเรือนของพวกบ่าว วันนี้เป็นวันหยุด เราเลยได้อยู่บ้านกับคุณแม่ ท่านป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายคราแล้ว แต่ครานี้หนักกว่าเก่า คุณพ่อจึงออกไปตามหมอฝาหรั่งมาตั้งแต่เช้า พอเข้าช่วงสายท่านเจ้าคุณเปรื่องและภริยาของท่านก็มาถึง คุณลุงอุตส่าห์เข้าพระนครมาเพื่อถามไถ่อาการของคุณแม่ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก เพราะเห็นว่าคนอยู่กันเต็มบ้านเราจึงขอคุณพ่อออกไปทำธุระข้างนอกเสียหน่อย ใจหมายว่าจะไปซื้ออาหารโปรดของคุณแม่มาให้ท่านรับประทาน เผื่อจะได้มีกำลังวังชาขึ้นบ้าง ครั้นพอไปถึงตลาด ร้านขนมครกเจ้าโปรดของคุณแม่ก็เก็บเสียแล้ว เจ้าของร้านแถวนั้นจึงแนะนำให้เดินต่อไปอีกหน่อย เขาบอกว่าด้านในมีบ้านคนจีนทำขนมครกไทยอร่อยนัก อีกทั้งยังมีขนมมากมายให้เลือกซื้อหา เราไม่ใครเชื่อนักว่าคนจีนจะทำอาหารไทยได้อร่อยสู้คนไทยได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินเข้าไปดู เมื่อไปถึงเถ้าแก่ก็เชื้อเชิญให้ลองชิมขนม เมื่อได้กัดเข้าไปคำแรกจึงได้รู้ว่าอร่อยสมคำร่ำลือ เป็นเราเสียเองที่รู้สึกผิดเพราะไปปรามาสเขาไว้แต่แรก ดังนั้นจึงอุดหนุนเขามาเสียเยอะแยะ พวกบ่าวเดินถือกลับบ้านกันพะรุงพะรัง คุณแม่ คุณพ่อ รวมไปถึงคุณลุงและภรรยาก็ดูจะถูกใจกับรสชาติกันยกใหญ่ เห็นทีว่าเราต้องเปลี่ยนเจ้าประจำเสียแล้วกระมัง


วันที่ ๒๓ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖o



ผมไล้มือผ่านตัวอักษรเหล่านั้นอย่างลืมตัว



ความรู้สึกบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด




ผมกำลังโหยหา...




โหยหาอะไรบางอย่างจากก้นบึ้งของหัวใจ ลายมือที่อยู่บนแผ่นกระดาษนี้จัดว่าสวยมาก แต่บางอย่างในใจของผมกำลังร่ำร้อง





คิดถึง...




คิดถึงเหลือเกิน...




กว่าจะรู้ตัว หยดน้ำใสก็ไหลลงกระทบหลังมือเสียแล้ว ผมรีบปาดน้ำตาแล้วเก็บสมุดบันทึกไว้ในลิ้นชักตามเดิมด้วยหัวใจที่ตื่นตระหนก





เกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่




เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นทำให้ผมหันไปมองก่อนจะรีบหันกลับมาแล้วแสร้งทำเป็นอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น





“อ้าวมอส ทำไมช่วงนี้กลับเร็วจัง”
“อ๋อ พอดีมีควิซน่ะ ก็เลยรีบกลับมาอ่านหนังสือ คะแนนเราไม่ค่อยดีน่ะ”
ผมตอบส่ง ๆ โดยไม่คิดจะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทีนเดินไปวางของบนโต๊ะก่อนจะเข้าไปอาบน้ำตามปกติ




ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลง ผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก




ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังเผชิญคืออะไรกันแน่ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครต้องมาทุกข์ใจกับเรื่องของผมแน่





ทีนต้องไม่รู้เรื่องนี้....




ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
หลอนและเศร้าในคราวเดียวกัน :hao5:

ออฟไลน์ fahsai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
รอติดตามค่ะ

ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :jul1: ติดตามน่าสนุก

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 4 บทเพลงสวรรค์ [ครึ่งหลัง]




“มอส กุถามจริง ๆ นะ ช่วงนี้มึงเป็นอะไร”



คำถามที่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจากคนที่นั่งข้าง ๆ ทำให้ผมหน้าเหวอ คงเพราะผมเงียบนานเกินไป มันเลยเริ่มตัดพ้ออีกยก
“มึงเปลี่ยนไปอะ ตั้งแต่มึงไปวัดกับไอ้ทีน มึงก็ทิ้งหัวกุเลยนะ ใช่ซี้ ของเก่าอย่างกุมันไม่สำคัญนี่ กุน่ะนะ โอ๊ย! ทำอะไรของมึงเนี่ย!”



ตบกะโหลกครับ




“มึงนั่นแหละเป็นอะไร ตัดพ้อยังกับเป็นเมียกุอย่างไงอย่างงั้น”
“อี๋ ขนลุก”




มันพูดพลางลูบแขนแน่น ๆ ของมันไปพลาง





บางทีผมก็สงสัยว่ามันจะเล่นกล้ามไปประกวดเพาะกายรึไง แขนใหญ่เท่ายักษ์แล้วนั่น





ผมแสร้งทำหน้าเหยียดใส่มัน
“มึงรังเกียจเกย์รึไง อี๋ พวกไดโนเสาร์”
“กุไม่ได้รังเกียจเกย์ กุรังเกียจมึงอะ อี๋ ไอ้มอส”




มันทำท่าทางเลียนแบบผมได้เหมือนไม่มีผิดเพี้ยน




โคตรจะเกลียดมันเลย ให้ตายสิ




ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ผมก็หัวเราะร่าออกมาอย่างอารมณ์ดี พอ ๆ กับที่มันเองก็ฉีกยิ้มกว้างแล้วคว้าคอผมไปกอด
“ในฐานะที่มึงทำให้กุงอน คืนนี้มึงต้องไปแดกเหล้ากับกุ”
“ไม่เอาอะ พรุ่งนี้กุมีเรียนเช้า”




มันมองผมหน้ามุ่ยแล้วเริ่มตัดพ้ออีกครั้ง
“มึงเปลี่ยนไปอะมอส มึงเปลี่ยนไป”





ถ้ามันไม่กลัวว่าจะเสียลุคหนุ่มนักกีฬามาดแมนไป ผมว่าป่านนี้มันคงลงไปนอนดิ้นเร่า ๆ กับพื้นแล้วแน่ ๆ




คิดแล้วก็ตลก




ดูเหมือนเสียงหัวเราะของผมจะยิ่งขัดใจมันมากกว่าเดิม
“มอสมึงอะ กูอุตส่าห์จะแนะนำน้องหยกแฟนใหม่กูให้รู้จักเลยนะเว้ย จะให้มึงช่วยดูไง”





ผมแค่นหัวเราะในคอ




“เวลากูเตือนมึงฟังกูด้วยเหรอ”
“มอสอ่า”
“เงียบ ๆ จารย์เข้าแล้วนู้น”
พอหันไปเห็นอาจารย์ที่กำลังเดินเข้ามาในห้องมันจึงยอมเงียบในที่สุด แต่ท่าทางฟึดฟัด หยิบจับของกระแทกโต๊ะแรง ๆ กับใบหน้าที่งอเหมือนกุ้งต้มนั้นทำให้ผมต้องยอมใจอ่อน
“เออ เดี๋ยวคืนนี้กูไปด้วยก็ได้”





สิ้นคำพูดผมมันก็หันมามองหน้าด้วยสีหน้าดีอกดีใจจนน่าหมั่นไส้ ผมเลยผลักหัวมันไปทีหนึ่งอย่างอดไม่ได้แล้วหันไปตั้งใจเรียนตามเดิม




ออกไปทำอะไรอย่างอื่นบ้างก็ดีเหมือนกัน




เลิกคิดเรื่องนั้นเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน...




‘สุราใช่ว่าจะเป็นของดี ไยจึงชอบดื่มเข้าไปนัก’




ผมอมยิ้มบาง ๆ แล้วตั้งใจเรียนต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น




เสียงที่เคยประหลาดกลับสิ่งที่ผมคุ้นชินไปเสียแล้ว กลายเป็นว่าวันไหนที่ไม่ได้ยินเสียงนี้ก็จะรู้สึกโหวง ๆ ในอกไปเสียอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้นมันกลับเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่น่าเกิด




คิดถึง...
ทำไมกันนะ
ทำไมผมถึงคิดถึงเสียง ๆ นี้เหลือเกิน







กลิ่นบุหรี่ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วไปในอากาศประกอบกับเสียงดนตรีนุ่ม ๆ ที่ดังมาจากลำโพงข้างเวทีช่วยส่งให้ผมอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก น้ำสีอำพันตรงหน้าก็รสชาติดีกว่าทุกคืนที่ผ่านมา แม้ว่าตรงหน้าผมจะเป็นคู่รักที่กำลังกระหนุงกระหนิงกันจนรกหูรกตาก็เถอะ





สงสัยผมคงจะได้ผ่อนคลายหลังผ่านเรื่องเครียด ๆ มามากล่ะมั้ง




แต่น่ากลัวว่าจะมามีเรื่องเครียดใหม่ตรงนี้นี่แหละ




“ม๊าเคยเรียนวิชาการตลาดไหมอะ ป๊าว่าจะลงเทอมหน้า ไม่รู้จะทำได้ดีรึเปล่า”
 “ม๊าว่าก็ไม่ค่อยยากนะป๊า แต่ต้องขยันทำโจทย์หน่อยอะ”
“ก็ม๊าของป๊าเก่งจะตาย จะไปยากได้ยังไงล่ะ”





พอพูดจบไอ้คนร่างหมีก็ขยับเข้าไปหยิกแก้มแฟนสาวของมันต่อหน้าต่อตาคนโสดอย่างผม ในขณะที่น้องผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ




รำคาญตาจริง ๆ เว้ย




‘ไยต้องไปจับมือกับเขา เห็นแล้วรำคาญตานัก’




นั่น ขนาดผียังรำคาญไปด้วยเลย



ผมหัวเราะเบา ๆ  ใช่จะไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงหน้าสักนิด แต่เพราะมันมาได้จังหวะเลยเข้ากันได้พอดิบพอดี





“มอส เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำแป๊ป ดูแลน้องหยกกูดี ๆ นะเว้ย”
ผมโบกมือไล่ส่ง ๆ อย่างรำคาญ





น้ำเสียงที่เริ่มอ้อแอ้ทำให้ผมรู้ว่ามันเริ่มเมาแล้ว อีกไม่นานก็คงล้มลงไปนอนเหมือนหมาข้างถนน ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ก็มันดันทำตัวเป็นพ่อบุญทุ่มจะเลี้ยงน้องเขาให้ได้ เลยสั่งเหล้าแพง ๆ มาให้น้องดื่มตั้งแต่มาถึง พอเหล้ามาถึงโต๊ะมันก็กระดกเอา ๆ ราวกับจะโชว์ความป๋าให้น้องเห็น





สมน้ำหน้ามันล่ะ





“พี่มอสจะเติมมิกเซอร์ไหมคะ”
น้ำเสียงหวาน ๆ หันมาพูดกับผม





“ไม่ล่ะ ขอบใจนะ”
ผมบอกปัดไปอย่างสุภาพ





น้องส่งยิ้มให้ผมบาง ๆ แล้วก้มลงหยิบของจากกระเป๋าที่วางไว้ตรงขาโต๊ะ ด้วยชุดของน้องที่มันวาบหวิวทั้งบนทั้งล่าง พอก้มลงแบบนั้นเลยการโชว์หนองโพให้ผมดูเสียเต็มตา





แม้ท่าทางจะดูเป็นธรรมชาติแต่ดูจากสภาพของเธอแล้ว ผมว่าคงจงใจให้มองเสียมากกว่า




ผมหลบตาแล้วเอื้อมมือไปตักกับแกล้มแต่ก็ไม่วายที่น้องเขาก็เอามือมาป้วนเปี้ยนแถวมือผมอีก




นี่ไอ้ไม้มันเลือกผู้หญิงเป็นจริง ๆ ใช่ไหม




ผมชักมือกลับอย่างสุภาพและคิดว่าตัวเองก็แสดงออกชัดแล้วว่าไม่ได้สนใจในตัวน้องเขา แต่ดูเหมือนเธอจะยังไม่เข้าใจ
“พี่มอสเป็นเพื่อนกับพี่ไม้มานานรึยังคะ”




ผมยิ้มตามมารยาท
“นานแล้วครับ”
“แล้วพี่ไม้เขามีของที่ชอบหรือไม่ชอบบ้างไหมคะ”
“พี่ว่าน้องหยกลองสังเกตดูเองดีกว่าครับ เพราะพี่ก็ไม่ค่อยรู้อะไรเหมือนกัน”
“แล้วพี่มอสไม่สนใจเรียนวิชาการตลาดบ้างเหรอคะ”
“ไม่ครับ”
“แล้วพี่มอสไม่มีแฟนเหรอคะ”





ในใจผมอยากตะโกนออกไปว่ายุ่ง แต่ด้วยมารยาทที่ยังมีอยู่บ้าง เลยทำได้แค่ยิ้มอ่อน ๆ
“ไม่ครับ”





ผมรอจังหวะให้อีกฝ่ายอ้าปากเหมือนจะถามต่อแล้วค่อยโพล่งขึ้นมา
“พี่ไม่ชอบผู้หญิง”




ผมทันเห็นเธอหน้าเหวออย่างหนักก่อนจะปรับเป็นสีหน้าปกติเมื่อไอ้ไม้เดินกลับมา




ตลกเป็นบ้า




หลังจากประโยคนั้น ความสงบก็กลับมาสู่ผมอย่างแท้จริง ไม่มีสายตาแปลก ๆ ที่ทอดส่งมาให้ ไม่มีน้ำเสียงอ่อย ๆ กับท่าทางพยายามโชว์หนองโพนั่นด้วย




ดีจริง ๆ




ผมจิบเครื่องดื่มในแก้วช้า ๆ คืนนี้ผมไม่ได้ตั้งใจมาเมา เพราะคิดไว้ว่าหลังจากกลับไปจะต้องอ่านบันทึกของทวดทีนต่อ
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่สิ่ง ๆ นั้นกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต กว่าจะรู้ตัวก็ขาดมันไปไม่ได้เสียแล้ว













ผมผลักประตูเข้าไปด้วยท่าทางระมัดระวังอย่างถึงที่สุด เพราะกว่าผมจะออกมาจากร้านเหล้าก็ปาเข้าไปห้าทุ่มแล้ว ป่านนี้เจ้าคนอนามัยสูงนั่นคงเข้านอนไปแล้วแน่ ๆ





อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด





ห้องทั้งห้องมืดสนิทประกอบกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังครืด ๆ ชวนให้บรรยากาศเหมือนหนังผีขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น





ถ้ามันไม่ถูกขัดด้วยเสียงเสียงกรนเบา ๆ จากคนในห้องน่ะนะ





ผมเปิดไฟฉายจากมือถือแล้วค่อย ๆ ย่องไปเปิดโคมไฟที่โต๊ะ ครั้นเห็นว่าคนนอนหลับไม่ได้ถูกแสงจากโคมไฟรบกวน ผมจึงค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้






ลิ้นชักถูกดึงออกมาอย่างเงียบเชียบ ไม่นานนักสมุดบันทึกเล่มคุ้นตาก็มาตั้งอยู่บนโต๊ะ มือของผมลูบบนปกหนังอย่างเผลอไผล ความรู้สึกโหยหาอย่างไม่มีที่มาที่ไปในหัวใจทำให้ผมสับสน




ทำไมกันนะ




ผมสะบัดหัวไล่ความรู้สึกแปลก ๆ แล้วจึงเริ่มเปิดอ่านบันทึกหน้าที่สี่





ช่วงเช้าเมฆบนฟ้ามีเยอะกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ทำให้อากาศค่อนข้างอบอ้าวและขมุกขมัว แต่พอเข้าช่วงเที่ยงวันฟ้าก็เปิดสดใสเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ เราจึงออกจากบ้านตอนเที่ยงวันเพื่อไปต่อเพลงกับครูบุญตรงบ้านริมน้ำคลองบางยี่ขัน ครั้นพอไปถึงก็เห็นครูกำลังสอนร้องสอนรำให้เด็กหญิงชายหลายคน พวกเด็กผู้ชายก็บรรเลงดนตรีไทย พวกเด็กผู้หญิงก็ร้องรำตามจังหวะเพลง เราล้วนเคยเห็นหน้าค่าตาเด็กเหล่านี้มาก่อนทั้งสิ้นเว้นไว้เสียคนหนึ่งที่กำลังเล่นฆ้องวง เด็กหนุ่มคนนั้นมีผิวขาวกว่าเรา หากจะกล่าวตามจริงก็คงขาวผุดผาดกว่าคนไทยทั่วไป ใบหน้ารึก็นับว่าหล่อเหลา เดาว่าคงเป็นลูกเจ๊กจีนสักคนในย่านนี้ น่าแปลกใจที่ลูกคนจีนมาสนใจดนตรีไทยจนมาฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบุญ ครั้นจะเข้าไปไต่ถาม ครูบุญก็หันมาเห็นเสียก่อน ครูจึงเรียกน้าผ่องมาช่วยดูเด็ก ๆ จากนั้นจึงพาเราไปต่อเพลงอีกฟาก เพลงที่ครูต่อให้วันนี้คือลาวดำเนินเกวียน หรือคนทั่วไปเรียกว่าลาวดวงเดือน เป็นเพลงที่ไพเราะนัก ยิ่งได้มาเล่นด้วยระนาดเอกยิ่งได้ทำนองน่าฟัง ในขณะที่เรากับครูกำลังต่อเพลงกันนั้นพลันก็มีเสียงขับร้องเพลงลาวดวงเดือนดังแว่วมาจากฝั่งของพวกเด็ก ๆ เมื่อตั้งใจฟังจึงรู้ว่าเป็นเสียงผู้ชาย หากเสียงนั้นกลับกังวาน ไพเราะตราตรึงใจ เดาว่าคงเป็นเด็กหนุ่มหน้าใหม่เป็นคนขับร้องเพราะเสียงดูทุ้มต่ำกว่าเด็กทั้งหมดที่เราเคยเห็นในบ้านครูบุญ ในคราแรกเราตั้งใจไว้ว่าจะเดินไปทำความรู้จักหลังต่อเพลงเสร็จ แต่กว่าจะจบเพลง เด็ก ๆ เหล่านั้นก็กลับไปเสียแล้ว ครูบุญก็ดูมีธุระปะปังมากมายเหลือเกิน น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ถามว่าคนนั้นคือใคร แต่เรามั่นใจว่าจักต้องได้พบพานกันอีกเป็นแน่




วันที่ ๒๔ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖o







น่าแปลกที่ผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจากถ้อยคำของทวดทีน




เขาพึงใจเด็กชายคนนั้น





แต่ในสมัยนั้น ไม่น่าจะมีการยอมรับเรื่องเกย์ ที่สำคัญคือทีนก็อยู่กับผมตรงนี้ นั่นหมายความว่าทวดเองก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิงและมีลูกหลานสืบสกุลอย่างไม่ต้องสงสัย




หรือผมจะคิดมากไปเอง




‘เสียงน้องราวไพเราะราวกับนกการเวก ทุกคราที่ขับร้องก็ตราตรึงใจพี่ไว้ราวกับเป็นบทเพลงสวรรค์ จนพี่คิดสงสัยว่าแท้จริงแล้วน้องทำคุณไสยใส่พี่หรือไม่’




เสียงที่ดังเข้ามาในหูทำให้ผมต้องขมวดคิ้วแล้วฉุกคิดเรื่องสำคัญขึ้นมาได้




...หรือที่ได้ยินมาตลอดจะเป็นเสียงทวดของทีน....




แต่ผมเองก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าเสียงที่ได้ยินเป็นของใคร แต่ถ้ามันเป็นของทวดทีนจริง ๆ  ผมกล้าเอาเกียรติของชาวสีรุ้งเป็นเดิมพัน






เขาชอบเด็กคนนั้นแน่ ๆ แต่จะเป็นรักแท้หรือเป็นแบบหมาหยอกไก่ผมก็สุดจะรู้ได้






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20-10-2017 21:41:00 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
เด็กคนนั้น คือมอสสินะ

งั้นเสียงร้องเพลงดาวดวงเดือน น่าจะเป็นเสียงมอสสิ

หยก แฟนใหม่ไม้
ทำไมอ่อย ทำนมหกใส่มอสล่ะ
ช่างแรดเสียจริง นี่ถ้าอยู่สองต่อสองมิปล้ำไม้ ปล้ำมอสแล้วรึ
ชอบที่มอส ตอกหน้า   "พี่ไม่ชอบผู้หญิง”
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 5 ลิ้มรส [ครึ่งแรก]




หลังจากวันล่าสุดที่ผมอ่านสมุดบันทึกก็ผ่านมาร่วมอาทิตย์แล้วที่ผมไม่ได้แตะต้องสมุดบันทึกอีกเลย



ก็มันยุ่งเสียจนไม่มีเวลาเลยนี่สิ




“มอส ไปช่วยฝ่ายศิลป์วาดคัทเอ้าท์หน่อยสิ”
เสียงหวานๆ ที่ตะโกนสั่งมาจากหลังคอมพิวเตอร์ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรไป




ใครจะไปอยากมีเรื่องกับหัวหน้านักศึกษาของคณะกันล่ะ





“ช่วยอะไรล่ะ งานทะเบียนยังไม่เสร็จเลยเนี้ย ให้พวกเอกศิลปะทำไปก่อนดิ เดี๋ยวเสร็จงานนี้แล้วจะไปช่วย”
ผมพยายามประนีประนอม แต่ด้วยรู้นิสัยเจ้าหล่อนดีว่าคงไม่ยอม





“พวกเอกศิลปะไปแต่งสถานที่กันหมดแล้ว คนเขาไม่พอ”
“ทางนี้ก็ไม่พอเหมือนกันนะ”
ผมพยายามเถียงต่อ





“คนทำทะเบียนมันหาไม่ยาก แต่คนมีปัญญาวาดภาพสวยมันหายากเว้ย”
ผมพยายามแล้วครับ ผมพยายามแล้ว
“เออๆ เดี๋ยวไปทำให้ก็ได้”
นี่ถ้าคนพูดเป็นไอ้ไม้รับรองว่าผมจะขนสัตว์ป่าทั้งป่ามาประเคนในบทสนทนาแน่นอน แต่เพราะว่าคู่สนทนาเป็นผู้หญิง ผมเลยต้องรักษามารยาทเอาไว้นิดนึง





“ดีๆ ทำเสร็จแล้วกูฝากซื้อน้ำปั่นมาให้ด้วยดิ เอาน้ำส้มปั่นนะ”





โอเค ขอถอนคำพูด





“เอาเงินมาดิ”
“เลี้ยงกูหน่อยสิ”
เธอพูดพลางส่งสายตาอ้อนหวานๆ ที่ผู้ชายต่างต้องยอมสยบมาให้ผม





น่าเสียดายที่เรารู้เช่นเห็นชาติกันจนหมดอารมณ์พิศวาสกันไปเสียแล้ว





“อี๋ ชะนี”
ผมแสร้งพูดพลางทำท่ารังเกียจ เล่นเอาเจ้าตัวหัวเราะร่าแล้วพ่นสารพัดสัตว์มาให้ผมเสียยกใหญ่ ก่อนจะเอาแบงค์สีแดงมายัดใส่มือผมอย่างอารมณ์ดี





“อย่าโด้เงินกูนะมึง”
“ไม่โด้หรอก แค่ไม่คืน”
“อินี่!”
ผมหัวเราะร่าแล้วรีบวิ่งออกจากห้องทำงานของกรรมการนักศึกษาแทบจะทันที






ถึงผมจะเป็นคนที่มีเพื่อนน้อย แต่เพราะมีฝีมือดีและทำงานเรียบร้อยจึงถูกกรรมการนักศึกษาของคณะขอให้ช่วยงานบ่อยๆ จนสนิทกันระดับหนึ่ง แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้วคนที่ผมสนิทด้วยก็เห็นจะมีแค่หัวหน้านักศึกษาอย่าง ‘หวาน’ ซึ่งผมเพิ่งจะวิ่งหนีเธอมาเมื่อครู่ กับ ‘ปืน’ เหรัญญิกชาวสีรุ้งร่างยักษ์ที่มีใจรักในการแต่งหญิง เท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่การรู้จักชื่อและพูดคุยกันผิวเผิน หลายๆ ครั้งก็จะได้ยินคำนินทาประเภทที่ว่าหยิ่งหรือเห็นแก่ตัวทำนองนั้น






สงสัยว่าผมคงเข้ากับคนอื่นได้ไม่ดีจริงๆ นั่นล่ะ






ผมเดินทอดน่องจนมาถึงลานด้านล่างตึกที่มีเศษไม้ เศษโฟมกองระเกะระกะเต็มไปหมด พวกเอกศิลปะดูเหมือนจะง่วนอยู่กับการจัดแต่งสถานที่ทำให้เหลือคนลงสีคัทเอาต์อยู่เพียงสามคนเท่านั้น แต่ที่เหมือนกันคือใบหน้าของทุกคนดูเหนื่อยล้าเข้าขั้นโทรม
งานเผาก็แบบนี้ล่ะ






 “ไงมอส มาได้จังหวะเลย ช่วยทีสิ ไม่งั้นไม่ทันใช้แน่เลย”
ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินเข้าไปจัดแจงล้างแปรงทาสีก่อนจะเริ่มลงมือ






ตลอดเวลาทำงานแทบไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเราสี่คนนอกจากคำพูดประเภท ‘หยิบแปรงในถังให้หน่อย’ ไม่ก็ ‘ช่วยส่งถังสีมาทางนี้ที’ เท่านั้น





กว่าผมจะรู้ตัวท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทเสียแล้ว





ตายล่ะสิ ป่านนี้แม่คุณบนห้องแอร์คงวีนแตกเพราะไม่ได้กินน้ำส้มแล้วล่ะ
ผมอมยิ้มพลางหมุนไหล่ตัวเองเบาๆ






งานตรงหน้าเสร็จไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือแค่เก็บรายละเอียดกับลงแสงเงาอีกหน่อยก็เป็นอันสมบูรณ์ การระบายสีคัทเอาต์ซึ่งทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่ห้าแผ่นต่อกัน ไม่ใช่งานหมูเลยสักนิด ยิ่งต้องมาทำกับพวกเอกศิลปะที่ขึ้นชื่อว่าจุกจิกเรื่องงานศิลป์เป็นที่สุดก็ยิ่งทำให้งานช้าเข้าไปใหญ่





ทำได้เยอะขนาดนี้ก็นับว่าบุญแล้ว






“ขอบใจมากเลยนะมอส มอสกลับเถอะ เดี๋ยวที่เหลือพวกเราทำเอง”
หัวหน้าฝ่ายศิลป์ตบบ่าผมแล้วยิ้มให้ด้วยใบหน้าสะโหล่สะเหล่อย่างคนอดนอน เขาคงเพิ่งจัดสถานที่เสร็จจึงได้มาทำงานคัทเอาต์ต่อ






ชีวิตหัวหน้านี่มันช่างหนักหนาจริงๆ






แต่อย่างไรเสียงานนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักของผม แค่ลงมาช่วยข้ามฝ่ายก็นับว่ามากพอแล้ว ผมเองก็ยังเหลืองานฝ่ายทะเบียนอีกเป็นภูเขาที่ต้องรีบเคลียร์ เมื่อคิดคำนวณในใจว่ากลับก่อนน่าจะดีกว่า ผมเลยบอกลาฝ่ายศิลป์ทุกคนก่อนจะเดินกลับออกมา ในตอนแรกคิดไว้ว่าจะกลับขึ้นไปบนห้องกรรมการนักศึกษาเสียหน่อย แต่พอเห็นทางเดินขึ้นตึกปิดแล้ว ผมจึงเลือกที่จะเดินกลับหอแทน






เพราะอยู่หอในการเดินทางไปเรียนจึงสบายมากถึงมากที่สุด อาศัยแต่การเดินเอาก็พอแล้ว เพราะแบบนั้นผมเลยมีเงินเหลือกินเหลือใช้โดยไม่ต้องทำงานพิเศษเพิ่ม แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าทีนเองก็ทำงานพิเศษ ทั้งๆ ที่บ้านก็มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ดูจากสภาพแล้วน่าจะเหลือกินเหลือใช้กว่าลูกข้าราชการอย่างผมเสียด้วยซ้ำ






หรือผมควรจะลองทำงานพิเศษดี





“อ้าวลูกสาว กลับแล้วเหรอจ๊ะ”
เสียงที่จู่ๆ ก็เอ่ยทักทำให้ผมสะดุ้งโหยงจนอีกฝ่ายหัวเราะ
“ขวัญอ่อนจังเลยนะคะลูกสาว”
“มาไม่ให้สุ่มให้เสียงตอนกลางคืนแบบนี้ ต่อให้จิตแข็งก็สะดุ้งครับเจ๊”





นึกว่าใคร เจ๊ปืนนี่เอง






ผมเห็นเขาหัวเราะ
“ก็เห็นลูกสาวเดินคนเดียว เจ๊ก็เลยมาทัก กลัวจะโดนหนุ่มที่ไหนฉุดไปกระทำชำเรา”
“น่ากลัวว่าผมจะไปฉุดเขาสิครับเจ๊”




แล้วพวกเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน





“แล้วทำไมวันนี้กลับหอค่ำนักล่ะ”
“พอดีไปช่วยพวกฝ่ายศิลป์ทำคัทเอาต์น่ะเจ๊ หวานมันสั่งมา แล้วเจ๊อะ ทำไมมาคณะเอาป่านนี้”





เขาทำหน้าระอาใจ
“ก็นี่เพิ่งไปสอนพิเศษมา แล้วดั๊นลืมของ ว่าจะกลับมาเอา ตึกก็ปิดเสียแล้ว”
“เจ๊สอนพิเศษกี่ที่เนี่ย”





เขานิ่งคิดไปอึดใจ
“ก็เกือบสิบนะ แต่นี่ว่าจะปล่อยไปสักงานสองงานแล้วล่ะ ไม่ไหว กิจกรรมคณะเยอะมาก เจ๊เครียด”




ผมว่าผมเห็นลู่ทางหาเงินของตัวเองแล้วล่ะ






“ส่งต่อให้ผมไหมเจ๊ ช่วงนี้ว่าจะหางานพิเศษทำพอดี”
“อุ๊ย เอาจริงไหม เจ๊จริงจังนะ”




ผมพยักหน้า
“ถ้าเป็นวิชาที่ผมสอนได้ก็โอเคนะเจ๊”





เจ๊ปืนฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“สอนได้อยู่แล้ว ภาษาอังกฤษระดับประถม อีกคนก็สังคมม.3 สบายๆ น้องน่ารัก”
“แจ่ม สองงานนี้ผมจองนะ”
“เลิศค่ะลูกสาว เดี๋ยวเจ๊ถึงหอแล้วจะส่งรายละเอียดให้ ขอเจ๊โทรคุยกับแม่น้องเขานิดนึง”
“ไม่มีปัญหาครับ”
“เลิศอลังการบ้านแตกไปเลยค่ะ เจ๊กลับหอก่อนดีกว่า เดี๋ยวรถติด”






แล้วเขาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ผมบอกลา พอมาคิดๆ ดู คนรอบตัวผมก็มีแต่คนแปลกๆ เต็มไปหมดเลยจริงๆ
สงสัยจะไม่มีดวงได้เพื่อนเป็นคนปกติเสียแล้วล่ะมั้ง





‘ก็น้องใจดีกับทุกคน คนพวกนี้เขาก็ติดหนึบเอาน่ะสิ คราวหน้าคราวหลังหัดใจร้ายเสียบ้าง’





ผมอมยิ้มให้กับเสียงที่ได้ยิน






ใจร้ายไม่ลงหรอก เพราะพวกเขาก็เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ยอมอยู่กับคนอย่างผม







เอ...จะว่าไป ผมยังไม่ได้คืนเงินหวานเลยนี่นา







ออฟไลน์ silverspoon

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2441
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +275/-12
พระเอกค่าตัวเเพง มาเเต่เสียงอ่าา  :hao5:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

Re: แว่วเสียงการเวก || บทที่ 5 [50%] (21/10/60)
« ตอบ #19 เมื่อ: 21-10-2017 21:35:56 »





ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 5 ลิ้มรส [ครึ่งหลัง]






ประตูสีขาวที่คุ้นเคยถูกผลักเข้าไปด้วยศอก เพราะสองมือผมหอบของพะรุงพะรังจนไม่สามารถใช้เปิดประตูได้ หลังจากเข้ามาได้ ผมก็เอาหลังดันประตูให้ปิดลงแล้วจึงเดินงกๆ เงิ่นๆ เอาของไปวางบนโต๊ะ คนที่นั่งอยู่บนเตียงเหลือบตามามองผมเล็กน้อยแล้วก็ก้มหน้าลงไปจริงจังกับมือถือในมือต่อโดยไม่คิดจะแยแสเพื่อนร่วมห้องที่เพิ่งกลับมาอย่างผมเลยสักนิด




ไอ้เด็กติดเกมเอ๊ย





ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลงมือกินข้าวเย็นที่ซื้อมาจากโรงอาหารล่างหอ ใจจริงก็ขี้เกียจเก็บล้างอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าให้ไปนั่งกินข้าวคนเดียวท่ามกลางโรงอาหารใหญ่โตแบบนั้นมันก็ชวนให้รู้สึกโหวงๆ พิกล เพราะแบบนั้นก็เลยซื้อข้าวมากินคนเดียวตลอด
ให้ตายสิ นอกจากจะเป็นเกย์แล้วยังจะเป็นพวกเก็บตัวอีก ชาตินี้จะมีคู่กับเขาไหมก็ไม่รู้





พอมาคิดดูดีๆ ผมถึงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้มีแฟนมานานมากแล้ว คนล่าสุดก็ตั้งแต่สมัยม.4 ใหม่ๆ นี่ก็ปาเข้าไปจะปีสามอยู่แล้ว
หยากไย่เกาะแล้วนั่น




ผมขำความคิดตัวเองเบาๆ





“มอสหัวเราะอะไรน่ะ”
แหน่ะ ยังจะมาได้ยินอีก






ตั้งแต่กลับมาจากวัดวันนั้น เจ้าตัวก็ดูเหมือนจะระแวงทุกสิ่งอย่างที่ผมเห็นหรือได้ยิน คอยถาม คอยพูดดักตลอด จากปกติที่ไม่สวดมนต์ก่อนนอนก็กลายเป็นคนสวดมนต์ทุกคืนขึ้นมาเสียอย่างนั้น





คนอะไรเอ่ยกลัวผี






ผมเปลี่ยนวิธีนั่งมาเป็นนั่งคร่อมพนักเก้าอี้เพื่อจะได้มองหน้าคนบนเตียงชัดๆ
“เปล่าสักหน่อย แค่คิดอะไรเพลินๆ น่ะ”





ใจจริงก็อยากแกล้งอยู่ แต่ดูจากปฏิกิริยาที่ผ่านมา ขืนแกล้งไปเขาคงไม่กล้าเข้าใกล้ผมอีกเลย





อะไรเอ่ยตัวใหญ่แต่กลัวผี





“อย่าได้ยินอะไรแปลกๆ อีกนะ”





ผมหัวเราะร่า
“ของแบบนี้ห้ามได้เหรอ”
“ห้ามได้ไหมไม่รู้ แต่ถ้ารับรู้ก็ไม่ต้องมาบอกเรานะ”






กลัวขึ้นสมองจริงๆ ด้วยสิ น่าแกล้งชะมัด
“แล้วถ้าบอกว่าเราได้ยินเสียงล่ะ”
“มอส”
“ได้ยินเสียงดนตรีไทย”
“มอส”





เสียงที่เจ้าตัวใช้เรียกชื่อผมดังขึ้นไปทุกที นั่นยิ่งทำให้น่าแกล้งเข้าไปใหญ่





“เพลงลาวดวงเดือนด้วยล่ะ”
“มอส!”
เสียงตะโกนมาพร้อมกับหมอนใบโตที่เข้าหน้าผมเต็มๆ จนเกือบหงายหลัง โชคดีที่เกาะเก้าอี้ไว้แน่นพอ






เจ็บแต่ตลกมากกว่า กลัวจนขึ้นสมองไปแล้วล่ะมั้งนั่น






“มอสเจ็บไหม เราขอโทษ”
เจ้าตัวผลุงขึ้นมาจากเตียงแล้วมาลูบๆ คลำๆ ใบหน้าผมพร้อมกับขอโทษขอโพย





เป็นคนแปลกๆ จริงๆ ด้วย ทั้งที่ผมเป็นคนแกล้งเขาก่อนแท้ๆ






“ไม่เป็นไรๆ ขอโทษนะทีน เราไม่ได้ยินอะไรหรอก แกล้งเล่นน่ะ”
ใบหน้าหล่อเหลาหงอยลง
“รู้อยู่แล้วล่ะ แต่เรากลัวนี่นา”
“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรแล้วนะ”
ผมยืดตัวขึ้นลูบบ่าเขาเบาๆ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวยังอารมณ์ไม่เข้าที่สักเท่าไหร่
“ช่างเถอะ”
เขาตอบปัดๆ แล้วเดินไปเปิดตู้เย็น






“แม่เราส่งทองหยิบมาให้น่ะ กินไหม”
ผมมองขนมหวานสีเหลืองเข้มตรงหน้าสลับกับหน้าของคนถือ





เบาหวานนะเพื่อน เบาหวาน






“หยิบสิ ไม่งั้นเราจะเก็บแล้ว”




แหน่ะ มีงอน





ผมหยิบมาส่งเข้าปากหนึ่งชิ้นเพื่อรักษามารยาท แต่รสสัมผัสในปากทำให้ผมต้องหยุดชะงัก



...อร่อย...
...อร่อยแบบที่ไม่เคยกินมาก่อน...







“นี่แม่ทีนทำเองเหรอ”
เขาพยักหน้าด้วยใบหน้ามุ่ยๆ
“อือ มันเป็นสูตรขนมที่สืบทอดมาจากคุณทวดน่ะ”
“โห ทวดหญิงของทีนคงอยู่ในรั้วในวังเลยสิ มันอร่อยมากเลย”
“เปล่า สูตรของคุณทวดชายน่ะ”






ฮะ? ผู้ชายยุคนั้น ทำขนมเนี่ยนะ





พลันบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว



‘เจ้าของร้านแถวนั้นจึงแนะนำให้เดินต่อไปอีกหน่อย เขาบอกว่าด้านในมีบ้านคนจีนทำขนมครกไทยอร่อยนัก อีกทั้งยังมีขนมมากมายให้เลือกซื้อหา เราไม่ใครเชื่อนักว่าคนจีนจะทำอาหารไทยได้อร่อยสู้คนไทยได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์เดินเข้าไปดู เมื่อไปถึงเถ้าแก่ก็เชื้อเชิญให้ลองชิมขนม เมื่อได้กัดเข้าไปคำแรกจึงได้รู้ว่าอร่อยสมคำร่ำลือ’





ข้อความในบันทึกค่อยๆ ลอยเข้ามาในหัวจนผมคลายสงสัย



คงไปซื้อบ่อยจนได้สูตรมานั่นล่ะ





พอคิดถึงภาพผู้ชายตัวโตๆ ไปซื้อขนมครก ขนมไทยทุกวันมันก็อดยิ้มไม่ได้




คุณทวดคงเป็นคนน่ารักทีเดียว





ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ ทีนก็เดินกลับไปนั่งเล่นเกมบนเตียงเสียแล้ว พอผมอ้าปากจะชวนคุยก็ดันมีเสียงดังมาจากโทรศัพท์ของผมเสียก่อน มือของผมสไลด์เปิดหน้าแอปพลิเคชันสีเขียวคุ้นตาอย่างชำนาญ




นึกว่าใครที่ไหน




‘ลูกสาวขา เจ๊ไปดีลมาให้แล้วค่ะ คุณแม่ของน้องทั้งสองเซย์เยสนะคะ’
ผมอมยิ้มแล้วพิมพ์ตอบกลับไป
‘ขอบคุณครับเจ๊ แล้วผมต้องเตรียมตัวยังไง เริ่มงานวันไหนเหรอครับ’
‘เริ่มเสาร์นี้เลยก็ได้หนู เอกสารการสอนมาเอาที่เจ๊ก่อนก็ได้ เดี๋ยวครั้งหน้าหนูค่อยทำเอง น้องป.6 ชื่อน้องไบรท์ น้องม.3 ชื่อน้องพรีม ผู้ชายทั้งคู่นะคะ’




หลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ส่งรายละเอียดงานกลับมายาวเหยียด
ผมไล่อ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียดก่อนจะเริ่มหยิบกระดาษมาร่างสิ่งที่ต้องทำคร่าวๆ พอทำเสร็จก็ได้ยินเสียงกรนจากด้านหลังเสียแล้ว ผมจึงเหลือบมองนาฬิกา





สี่ทุ่มตรงเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน





ผมยิ้มกว้างแล้วส่ายหัวเบาๆ





ไม่รู้จะเอ็นดูหรือตลกดี





หลังจากหันไปเช็คให้แน่ใจว่าอีกคนหลับสนิทไปแล้ว ผมจึงหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอ่าน กลิ่นอับของหนังสือตีขึ้นหน้าทันทีที่เปิดอ่าน ใครหลายคนไม่ชอบกลิ่นนี้ แต่ผมว่ามันหอมดี






ก่อนจะลงมืออ่าน ผมมักจะเหลือบไปมองวันที่ที่อยู่ล่างกระดาษก่อนเสมอทำให้รู้ว่าบันทึกหน้าที่ห้าไม่ต่อเนื่องกับวันที่ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าที่สี่ พอผมพลิกดูในทั้งเล่มจึงรู้ว่าเจ้าของบันทึกเป็นพวกบันทึกตามใจฉัน นึกอยากจะบันทึกก็ทำ ไม่อยากก็ไม่ทำ





เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนกันแหะ





ผมคิดขำๆ ก่อนจะเริ่มอ่าน






งานราชการช่วงนี้มีให้ทำมากมาย คงเพราะประเทศฝาหรั่งทำสงครามกันวุ่นวาย แม้จะไม่มีผลกระทบมาถึงสยาม แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่สมควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด สัปดาห์นี้คุณแม่อาการดีขึ้นมาหน่อยแต่ก็ยังไม่หายเป็นปรกติ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักและคงต้องใช้ยาอีกหลายขนาน พักหลังมานี้คุณพ่อก็รบเร้าให้เรารีบเรียนดนตรี ต่อเพลงให้ชำนาญ ท่านจะได้จัดตั้งวงมโหรีประจำบ้านเหมือนอย่างเจ้านายแลขุนนางบ้านอื่นเสียที คาดการณ์ว่าคงไปลับฝีปากกับเจ้าคุณเอื้อมาเป็นแน่ มิเช่นนั้นคงไม่หงุดหงิดอารมณ์เสียทั้งวันเช่นนี้ เจ้าคุณเอื้อเองหรือก็ใช่ย่อย เราเห็นท่านมาแต่เล็กแต่น้อย เมื่อก่อนไม่ชอบคุณพ่ออย่างไร ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่ามีเรื่องกระไรให้ขุ่นข้องหมองใจกันมาแต่หนไหน หลังจากถูกคุณพ่อตำหนิ เราเลยคิดว่าจะไปหาครูบุญเสียหน่อย แต่เพราะเป็นเวลาเย็นแล้วจะให้นั่งเรือไปบางยี่ขันตอนนี้ก็เกรงว่าจะกลับมาดึกดื่น ไม่เหมาะสม เราจึงเปลี่ยนใจออกไปหาซื้อขนมครกของโปรดของคุณแม่แทน ครานี้เราเปลี่ยนร้านประจำแล้ว โชคดีที่เมื่อไปถึงเถ้าแก่ยังไม่ได้เก็บร้าน แต่ขนมก็พร่องไปมาก เราจึงซื้อมาได้เพียงขนมครกและทองหยิบเพียงไม่กี่กระทงเท่านั้น ครั้นเราจะกลับไปขึ้นรถม้าก็พลันเห็นเด็กหนุ่มคนนั้น จึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่เราเห็นที่บ้านครูบุญครานั้นเป็นลูกของเถ้าแก่นี่เอง ได้ยินแว่วๆ ว่าชื่อกรวิก กรวิกที่แปลว่านกการเวก เถ้าแก่หรือก็ช่างตั้ง เป็นชื่อไทยที่เพียงแค่ฟังคงไม่รู้ว่าเป็นลูกคนจีน ครั้นจะว่าไม่เหมาะก็คงไม่ได้เพราะเสียงของเด็กคนนั้นก็ไพรเราะกังวานราวกับเสียงนกการเวกในตำนานป่าหิมพานต์อย่างไรอย่างนั้น หากเป็นไปได้ก็อยากจะได้ยินเขาขับร้องเพลงลาวดวงเดือนอีกสักครั้ง เราคงนอนหลับฝันดี




วันที่ ๒ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๖o





พออ่านจบผมก็เผลอยกมือกุมขมับ
คุณทวดครับ นี่มันวัวแก่กินหญ้าอ่อนชัด ๆ






เอ...แต่จะว่าไป ชื่อกรวิกนี่ก็คุ้นหูอยู่เหมือนกันนะ







ออฟไลน์ darinsaya

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 593
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +9/-1
 :o8: :o8: ชอบบบบ

ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
น่าติดตามมากค่ะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มอส คือ กรวิกสมัยนั้นสินะ  :hao3:

แอบคิดว่าทีน คือคุณทวดมาเกิดใหม่
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:
     

ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
 :o8: ชอบมากๆค่ะ ชอบความไทยๆในเรื่องมาก ติดตามนะคะ

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 6 คาวคลุ้ง [ครึ่งแรก]





“เจ้อาจจะไม่ใช่อาเจ้ที่ดีของลื้อ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร อย่าลืมนึกถึงเจ้นะ”
“ให้เป็นเพื่อนที่ดีและนำมึงไปในทางที่เจริญข้าคงทำไม่ได้ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ก็คือไม่ฉุดมึงให้ต่ำลงไปกว่านี้และไม่ปล่อยมึงให้อยู่คนเดียวไม่ว่าสถานการณ์จะแย่แค่ไหนก็ตาม”
“อาม้าอาจจะไม่ใช่ม้าที่ดีของลื้อ แต่อั๊วก็รักลื้อนะอาโซ้ยตี๋”








ผมลืมตาขึ้นในตอนสายแล้วนอนจ้องเพดานอยู่อย่างนั้น ใช่ว่าจะว่างจัดหรืออะไรทำนองนั้นหรอก แต่ผมฝันประหลาด จะว่าฝันร้ายก็ไม่ใช่ จะว่าฝันดีก็ไม่เชิง ตอนแรกก็นึกว่าจะจำความฝันนั้นได้ แต่พอลืมตาขึ้นมากลับลืมเรื่องราวไปเสียอย่างนั้น




...ยังดีที่ความรู้สึกไม่ได้หายไปด้วย...





หัวใจของผมกำลังรู้สึกเจ็บแปลกๆ จะเรียกว่าเจ็บก็ไม่ถูกเพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกทางกายภาพ ถ้าจะให้อธิบายก็คงเป็นความรู้สึกเสียใจผสมกับคิดถึงล่ะมั้ง





แต่ดันจำไม่ได้ว่าฝันเรื่องอะไรนี่สิ




....คิดถึงงั้นเหรอ...






ผม...ไม่ได้คิดถึงใครมานานแค่ไหนแล้วนะ






ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับมีร่างสูงโปร่งของอีกคนเดินออกจากห้องน้ำด้วยสภาพหยดน้ำเกาะตามตัวและนุ่งผ้าเช็ดตัวลายนีโม่ผืนเดียว





ดูไม่จืดเลย






ผมหัวเราะจนอีกคนหันมาทำตาขวางใส่ ตลอดหนึ่งเทอมที่อยู่ด้วยกันมาผมก็ล้อเขาเรื่องลายผ้าเช็ดตัวตลอด เจ้าตัวก็ขยันหันมางอนได้ตลอด






มันก็เลยแกล้งสนุกจนหยุดแกล้งไม่ได้น่ะสิ
“เออทีน วันนี้เราไปสอนพิเศษนะ อาจจะกลับค่ำหน่อย”





เขาหันมาขมวดคิ้วใส่ด้วยสภาพน้ำหยดติ๋งๆ ลงจากผมที่ลู่แนบไปกับใบหน้า





น่าเกลียดจริง





เพราะทนกับสภาพแบบนั้นไม่ได้ ผมเลยผลุดลุกขึ้นจากเตียงแล้วไปหยิบผ้าเช็ดตัวของผมที่พาดอยู่ตรงเก้าอี้ไปเช็ดผมให้อีกคน
“อย่าปล่อยให้น้ำหยดลงบนพื้นห้องสิ”






เขาหัวเราะ
“ขอโทษที”
ผมครางรับอย่างไม่จริงจังก่อนจะชักมือกลับมา






ผมของเจ้าตัวแห้งแล้ว ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่ได้เปียกโชกเหมือนลูกหมาตกน้ำแบบเมื่อกี้แล้วต่างหาก
“เอาล่ะ ไม่เป็นลูกหมาตกน้ำแล้ว”
“ขอบใจนะ”






ผมฉีกยิ้มให้เขาแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัว เมื่อได้มาอยู่กับความเงียบเพียงลำพังในหัวมันก็เอาแต่วนเวียนพยายามคิดว่าความฝันนั้นคืออะไร กว่าจะรู้ตัวอีกทีผมก็ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไปเกือบชั่วโมงเสียแล้ว






พอออกมาจากห้องน้ำห้องทั้งห้องก็ว่างเปล่าและเงียบสงัด






สงสัยจะออกไปทำงานแล้วมั้ง






ผมเดินไปดูตารางชีวิตประจำวันของเจ้าตัวที่แปะอยู่บนโต๊ะของเขา มันเป็นตารางที่ถูกวาดขึ้นมาอย่างเรียบร้อย ลายมือก็สวยอ่านง่าย





นี่เขาเรียนอยู่คณะวิศวะจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย





ในตารางเขียนว่าเขามีงานสอนพิเศษสิบโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นทุกวันเสาร์กับอาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาก็จะสอนตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ถ้าสัปดาห์ไหนไม่มีสอนพิเศษในวันธรรมดาก็จะไปทำงานพิเศษที่คณะแทน หลังจากสอนพิเศษของทุกวันก็จะไปเล่นบาสกับเพื่อนที่คณะจนถึงสองทุ่ม แล้วก็จะกลับมาที่ห้อง ทำธุระส่วนตัวแล้วทบทวนเนื้อหาที่เรียน





อ่านถึงตรงนี้แล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งให้ตัวเองไปหนึ่งที
สมควรแล้วมอสเอ๊ยที่เอ็งจะต้องตายก่อนสอบเสมอๆ







ผมฉีกยิ้มอ่อนให้กับตารางชีวิตของอีกคนแล้วเดินไปแต่งตัวเตรียมออกไปทำงาน ยังไม่ทันที่แขนของผมจะได้โผล่ออกมาจากเสื้อเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นจนผมต้องวิ่งไปรับทั้งที่สภาพดูไม่ได้





ให้ตายสิ





“สวัสดีครับ”






ถึงในใจจะสบถออกไปแต่ยังไงก็ต้องสุภาพไว้ก่อน






“สวัสดีค่ะ นี่ใช่เบอร์ของน้องมอสรึเปล่าคะ"





ขายตรงรึเปล่านะ





“ใช่ครับ”
“พี่เป็นคุณแม่ของน้องไบรท์นะคะ”





อ๋อ นายจ้างผมนี่เอง





“ครับ คุณแม่มีอะไรรึเปล่าครับ”
“พอดีน้องไบรท์เขาจะไปแข่งเปียโนน่ะค่ะ คุณครูสอนดนตรีเลยขอต่อเวลานิดนึง น้องอาจจะไปเลทประมาณครึ่งชั่วโมงนะคะ”
“อ๋อ ได้ครับ ไม่มีปัญหา”





แล้วบทสนทนาก็จบลงด้วยการขอบคุณของอีกฝ่าย






โชคดีที่กว่าผมจะต้องไปสอนอีกคนก็ปาไปบ่ายสาม เพราะฉะนั้นถ้าคิวแรกเลทนิดหน่อยก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร





...เริ่มงานวันแรกก็มีปัญหาเสียแล้ว น่ากลัวว่าจะมีเรื่องซวยๆ เกิดขึ้นยังไงไม่รู้...





ผมส่ายหัวให้กับความคิดด้านลบของตัวเองแล้วเริ่มดำเนินกิจวัตรต่อไป






‘อย่างไรเสีย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดล่ะนะ’






เสียงที่ดังเข้ามาในหัวช่างเหมาะเจาะกับความคิดของผมอะไรขนาดนี้นะ จะว่าไปก็เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งหลายครา พอผมคิดอะไร ก็มักจะได้ยินความคิดคล้ายๆ กันมาจากอีกฝ่ายเสมอ จนบางทีก็เผลอคิดไปว่าถ้าได้เจอกันก็คงเข้ากันได้ดีแน่ๆ





ถ้าได้เจอกันก็คงดี...






...อยากเจอ...






ผมสะดุ้งให้กับความคิดแปลกๆ ของตัวเอง
อยากเจอเจ้ากรรมนายเวรของตัวเองไปได้ยังไงกัน แค่คิดก็สยองแล้ว









ความรู้สึกเสียวสันหลังทำให้ผมมองไปรอบห้องด้วยความระแวง ก่อนจะตัดสินใจออกไปข้างนอกเพื่อความสบายใจ แต่ไม่รู้เพราะอะไรดลใจผมจึงหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นติดมือมาด้วย รู้ตัวอีกทีลิฟต์ตัวใหญ่ก็พาผมมาถึงชั้นล่างสุดเสียแล้ว










ออฟไลน์ oki

  • เป็ดเด็กช่าง
  • *
  • กระทู้: 300
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +14/-0
รอตอนต่อไปป

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 6 คาวคลุ้ง [ครึ่งหลัง]






“ขอบคุณน้องมอสมากๆ เลยนะคะ ของครั้งหน้าก็วันเวลาเดิมนะคะ”




ผมฉีกยิ้มสุภาพ
“ได้ครับคุณแม่ ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถติดต่อผมได้ตลอดเลยนะครับ”




ผมยกมือไหว้อีกฝ่ายเป็นการล่ำลา
แล้วการทำงานวันแรกของผมก็จบลง






เหนื่อยจังแฮะ ไม่รู้ว่าเจ๊ปืนทำไปได้ไงเป็นสิบๆ งาน ผมโดนไปแค่สองงานก็แทบกระอักแล้ว





น้องไบรท์นี่ดีหน่อย แม้จะซนตามประสาเด็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ยากเกินรับมือ แต่น้องพรีมนี่เล่นเอาผมยิ้มแห้งไปหลายรอบเหลือเกิน นอกจากจะไม่สนใจฟังแล้วยังไม่สนใจทำอะไรเลยสักอย่าง ทำเอาเมื่อครู่ผมอยากตะโกนบอกแม่น้อยว่า ‘ไม่ขอสอนอีกแล้วครับแม่’





แต่ถ้าขืนบอกไปแบบนั้น มีหวังได้นั่งยิ้มแห้งกอดกระเป๋าเงินแฟบๆ แน่นอน






ผมถอนหายใจปลงแล้วมองรอบตัวพร้อมกับก้มมองเงินที่เพิ่งได้รับมาในมือ ร้านอาหารชื่อดังจำนวนมากกำลังรายล้อมผมทั่วทุกสารทิศ ชาบูเอ่ย บุฟเฟ่ต์เอย ของหวานเอย พูดตามตรงว่าหลังจากทำมาสองงานผมก็ได้เงินมาก้อนหนึ่ง สรุปคือตอนนี้ผมรวยมาก คิดได้แบบนั้นเลยสรุปได้ตามประสาคนรวยๆ ว่า...






กลับไปกินข้าวที่ร้านใต้หอแล้วกัน
แหม นี่มันยุคข้าวยากหมากแพง ประหยัดได้ก็ต้องประหยัดสิครับ







คงเพราะเป็นหัวค่ำของวันเสาร์ รถไฟฟ้าจึงไม่ได้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเหมือนวันทำงาน พอขึ้นไปก็สามารถหาที่นั่งได้โดยไม่ต้องแก่งแย่งกับใครที่ไหน





ผมเงยหน้ามองแผงบอกสถานีด้านบน






เหลืออีกตั้งหกสถานี






ด้วยความเบื่อหน่ายประกอบกับแบตโทรศัพท์มือถือหมดไปแล้ว ผมจึงเปิดกระเป๋าหวังหยิบกระดาษมาร่างบทเรียนครั้งหน้าให้น้องคราวๆ แต่มือดันจับไปโดนสมุดปกหนังเสียก่อน






ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วน่ะนะ





ผมหยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดไปหน้าที่หกด้วยความเคยชิน แต่มีบางอย่างทำให้ผมเอะใจ







บันทึกคราวนี้สั้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา แถมยังถูกเขียนด้วยลายมือที่หยุกหยิกต่างจากลายมือเรียบร้อยสะอาดสะอ้านอย่างทุกที
เกิดอะไรขึ้นกันนะ








วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสนัก คุณแม่ท่านก็มีอาการดีขึ้นมากถึงกับลุกขึ้นมาเดินชมสวนกับหญิงอ่อนได้ตั้งแต่ช่วงสาย พักหลังมานี้มีคนแวะมาเยี่ยมคุณแม่มากมาย ทั้งสหายเก่าของคุณแม่และคุณพ่อ ทั้งญาติทั้งหลายก็เดินทางเข้าพระนครมาถามไถ่อาการคุณแม่กันเสียให้วุ่น เห็นทีคำพูดของแม่แช่มที่เคยเล่าให้เราฟังว่าคุณแม่ท่านเป็นที่รักของคนทั้งพระนครเห็นจะเป็นเรื่องจริง ครั้นแดดร่มลมตกคุณแม่จึงกลับไปพักผ่อนบนเรือน เราจึงได้โอกาสออกไปต่อเพลงที่บ้านครูบุญ เมื่อไปถึงก็เห็นครูบุญกำลังวุ่นวาย แว่วว่าลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านจมน้ำ ตอนนี้ถึงมือหมอแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ในใจเราเองก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่เด็กที่ชื่อกรวิกนั่น เพราะหากเขาเป็นกะไรไป เราก็คงเสียดายที่ยังไม่เคยได้พูดคุยกับเขาเลยแม้แต่คำเดียว

วันที่ ๓ เดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๖o







ผมปิดสมุดบันทึกในมือลงช้าๆ แล้วพยายามครุ่นคิดถึงอาการของคุณทวดทีน การที่อีกฝ่ายมีอิทธิพลกับเขาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้เขาไม่สามารถทำสิ่งที่เคยทำตามปกติได้เพียงเพราะอีกฝ่ายประสบอุบัติเหตุแบบนี้ น่ากลัวว่ามันจะเป็นความรู้สึกที่มากกว่าแค่สนใจเสียแล้ว






...หรือคุณทวดจะเป็นเกย์จริงๆ...






‘สถานีถัดไป.....’






เสียงบอกสถานีที่ดังขัดขึ้นมาทำให้ผมต้องรีบเก็บสมุดลงไปในกระเป๋าแล้วเตรียมตัวลุกขึ้น ไม่นานเกินรอผมก็กลับมาเดินอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคยในสภาพที่มีคนพลุกพล่านเหมือนอย่างทุกวัน แม้รอบด้านจะเข้าสู่ความมืดจนต้องอาศัยความสว่างจากหลอดไฟ แต่ชาวเมืองหลวงก็ไม่มีท่าทีว่าจะกลับบ้านนอนกันแต่อย่างใด ห้างสรรพสินค้ายังคงครึกครื้น ตลอดเส้นทางเดินริมถนนก็ยังเต็มไปด้วยผู้คน







เมืองแห่งผีเสื้อราตรีจริงๆ เลยนะ






ผมคิดขำๆ ก่อนจะกดปุ่มที่เสาไฟจราจรเพื่อข้ามถนน เลขสีแดงกำลังลดจำนวนลงอย่างสม่ำเสมอ ผมเงยหน้ามองฟ้าอย่างเหม่อลอย รู้ตัวอีกทีก็มีเสียงสัญญาณจากเสาไฟจราจรให้ข้ามถนน







คงเพราะผมเพิ่งหลุดจากภวังค์มาหมาดๆ เลยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งที่ไม่ได้หยุดตามสัญญาณไฟจราจร
กว่าจะรู้ตัวอีกทีผมก็ลอยเคว้งอยู่บนฟ้าก่อนจะกระแทกพื้นภายในเสี้ยววินาที







ผมได้ยินเสียงกรีดร้อง

ผมเห็นแสงไฟพร่าๆ จากเสาไฟริมถนน

ผมได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวกไปมา

ผมอยากตะโกนบอกพวกเขาว่าไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไร แต่ทำไมถึงเปล่งเสียงออกไปไม่ได้ก็ไม่รู้ เสี้ยววินาทีต่อมาถึงได้รู้ว่าร่างทั้งร่างมันเจ็บจนแทบแหลก







...เจ็บ...
เจ็บจนรู้สึกอยากตายให้มันจบๆ







ภาพตรงหน้ามันพร่าเลือนไปหมด




น้ำเหนียวๆ ที่ไหลเข้าตาคืออะไรกันนะ



เพิ่งจะนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกทีนเลยว่าผมกำลังจะกลับ อีกฝ่ายต้องเป็นห่วงอยู่แน่ๆ

เพิ่งนึกได้ว่าไอ้ไม้เพิ่งคบกับน้องหยกได้ไม่นาน ไม่รู้จะไปกันรอดรึเปล่า เป็นห่วงมันเหมือนกัน

เพิ่งจะนึกได้ว่ายังไม่ได้คืนเงินให้หวาน แถมยังไม่ได้โทรขอบคุณเจ๊ปืนอีกรอบเลย

เพิ่งจะนึกได้ว่าไม่ได้ติดต่อพ่อกับแม่มานานมากแล้ว พวกท่านต้องคิดถึงผมแน่ๆ

ยังมีเรื่องที่เพิ่งจะนึกได้อยู่เต็มไปหมด






...แย่จริงๆ...





‘อยากเจอ อยากเจอพี่อีกสักครั้ง’




เสียงผมนิ แต่จำไม่เห็นจะได้เลยว่าเคยพูดอะไรแบบนั้นไว้เมื่อไหร่




‘ผมขออธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ให้ผมได้เจอพี่อีกครั้ง ได้โปรด ฮือ ได้โปรด’





เสียงนั้นดูเจ็บปวดและอ่อนล้าเหมือนผมในตอนนี้ไม่มีผิด




ว่าแต่ผมเคยพูดอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ






แย่จริง ไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด






จู่ๆ ภาพตรงหน้ามืดไปหมด เสียงโหวกเหวกก็เบาลงไปแล้ว ความเจ็บปวดก็ค่อย ๆ ลดลง ร่างทั้งร่างเบาโหวงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน






แย่จริงๆ เพิ่งจะรู้ว่าความตายเป็นอย่างนี้นี่เอง...







ออฟไลน์ winndy

  • เป็ดHera
  • *
  • กระทู้: 1140
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +89/-3
กำลังอิน รู้สึกเศร้าจัง

ออฟไลน์ fahsai

  • เป็ดHestia
  • *
  • กระทู้: 815
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +56/-2
สงสารรรร มอส

 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด