แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด

สนใจโฆษณาติดต่อ laopedcenter[at]hotmail.com คลิ๊กรายละเอียดที่ตำแหน่งว่างเลยครับ

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด

ผู้เขียน หัวข้อ: แว่วเสียงการเวก || ฝันร้าย [ตอนพิเศษปีใหม่]  (อ่าน 69118 ครั้ง)

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
แหมมมม คุณทวดดดเห็นเขาได้หอมแก้มคือไม่ยอมเลยนะคะ มีมาจูบในที่ลับตาคนอีกกกก  :hao7:

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
“ความรักคือสิ่งที่หอมหวานและตราตรึง ไม่มีวันแปรผัน
ส่วนความชอบนั้นแปรผันได้ตามกาลเวลา"
  ยอดดดดด  :mew1: :mew1: :mew1:

ว่าแต่ใครนะ ที่คุณทวดเคยชอบ
สงสัยอยู่ที่อังกฤษสินะ

แล้วความรักล่ะ คุณทวดรักกรวิกหรือเปล่า
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ B52

  • เป็ดZeus
  • *
  • กระทู้: 13269
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +420/-26

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ patchylove

  • เป็ดนักขาย
  • เป็ดHephaestus
  • *
  • กระทู้: 1585
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +134/-4
 :hao6: สนุกมากๆๆๆๆๆๆ

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
รู้สึกดีใจมากที่ตัวเองเลือกกดเข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ ถึงจะเป็นแนวย้อนอดีตแต่มันก็ยังมีปมให้ชวนสงสัยอีกเยอะ นี่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่กล้าฟันธงเลยว่าคุณทวดใช่พระเอกจริงไหม เป็นนิยายที่ชวนติดตามมากค่ะ ภาษาดีทีเดียวไม่บรรยายจนเวิ่นเว้อเกินไป และคุณทวดคือดีงามมากป้อทีนี่ชวนละลายเลย เขินแทน

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
ดีใจที่เปิดอ่าน อย่างนี้ก็ติดงอมแงมนะซิ สมัยทวดของทวดนี่จีบกันแต่ละครั้งทำไมช่างหวานละมุนละไมเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ. อ๊ายๆๆ นุ้งมอส ทำตามที่หัวใจต้องการ ดีงามจร้า

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 15 คาดหวัง [ครึ่งแรก]







ผมมีความเชื่อว่าเราทุกคนควรเริ่มต้นวันด้วยความสดใสและเบิกบานใจ ไม่เช่นนั้น วันทั้งวันก็จะกลายเป็นวันที่แสนจะเฮงซวย ปกติแล้วผมจะถูกปลุกให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยเสียงภาชนะที่กระทบกันดังก๊องแก๊งมาจากในครัว แต่วันนี้เป็นวันแรกที่ผมไม่ได้ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนั้น


มีเสียงบางอย่างดังมาจากหน้าบ้าน


“พวกลื้อเลี้ยงลูกยังไงให้เป็นขโมยฮะ!”


นั่นเสียงใครกัน ผมไม่ยักจะจำได้ว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน สำเนียงการพูดจาก็ทั้งแข็งกระด้างและห้วนสั้น


“ผมขอโทษจริงๆ ครับเถ้าแก่”


นั่นมันเสียงอาป๊านี่นา


“ขอโทษแล้วมันจะหายเหรอ อั๊วขาดทุนไปตั้งเท่าไหร่ลื้อรู้บ้างไหม!”


 “พวกอั๊วจะชดใช้ให้เองค่ะเถ้าแก่ ฮือ แต่ได้โปรด...ยะ...อย่าส่งอาตั่วตี๋ให้ตำรวจเลยนะคะ”


น้ำเสียงอ้อนวอนปนสะอื้นไห้ปานจะขาดใจนั้นเป็นของอาม้าไม่ผิดแน่ แต่สิ่งที่น่าติดใจคือ...อาเฮียทำอะไร ถ้าให้เดาจากสิ่งที่ได้ยินก็คงอุปมาได้ว่าเขาคงทำตัวเป็นแมวขโมยไปขโมยของในที่ทำงานแน่ๆ แต่อะไรคือสาเหตุให้เขาขโมย นั่นต่างหากที่น่าสงสัย เพราะถ้าดูจากสภาพครอบครัวก็ไม่ได้ขัดสนจนต้องไปเป็นขโมย ออกจะอยู่ดีกินดีประมาณนึงเสียด้วยซ้ำไป


...หรือจะเป็นสันดาน...


เย็นไว้มอส เราต้องไม่ใช้อคติ


“อาตั่วตี๋ คืนของที่ขโมยเขาไปสิ ลื้อจะเงียบอยู่ทำไม”


เสียงตะคอกของอาป๊าดังสลับกับเสียงร้องไห้ที่น่าเวทนาของอาม้า


แม้ว่าท่านจะไม่ใช่แม่ที่แท้จริงของผม แต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ผมสัมผัสได้ถึงความรักและอบอุ่นที่ถ่ายทอดมาให้ จะให้ไม่รู้สึกอะไรเลยกับเสียงสะอื้นไห้นี้คงไม่ได้


“เงียบทำไมเล่า คืนเขาไปสิ บอกเขาไปสิว่าความจริงมันเป็นยังไง!”


เสียงของอาป๊าที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมตัดสินใจกระโดดผลุงออกจากที่นอนแล้ววิ่งตรงดิ่งไปหน้าบ้าน


ภาพที่เห็นไม่ได้ต่างจากที่ผมคิดเอาไว้นัก ตรงนั้นมีอาเฮียที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ขนาบข้างซ้ายด้วยอาม้าที่นั่งร้องไห้จนตัวโยนอยู่ และขนาบขวาด้วยอาป๊าที่ยืนกำหมัดตัวสั่นเทิ้มแต่นัยน์ตาอ่อนล้าคู่นั้นแดงก่ำ


เขาดูอัดอั้นจนผมเองก็บอกไม่ได้ว่ากำลังโกรธหรือเสียใจ...หรืออาจจะทั้งสองอย่าง


ลูกชายคนโตของบ้านคนจีน...ความคาดหวังที่ไม่ได้อย่างหวังมันเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก


ตรงหน้าของพวกเขามีร่างของชายอีกสามคนยืนหน้าถมึงทึงอยู่  คนตรงกลางเป็นชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน ขนาบข้างด้วยชายร่างกำยำสองคนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกน้อง ถ้าจำไม่ผิดผมได้ยินอาป๊าเรียกเขาว่าเถ้าแก่ ก็คงจะเป็นคนจีนที่มีเงินและรับมือยากคนหนึ่ง


ก็ช่างเลือกคนไปมีเรื่องด้วยเนอะ


เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องราว ผมเลยเลือกที่จะยืนอยู่นอกวงอย่างไม่รู้จะเริ่มยังไง จนเห็นอาป๊าเริ่มจะเขย่าตัวอาเฮียด้วยแรงที่มากขึ้นผสมโรงกับเสียงร้องไห้ที่หนักขึ้นของอาม้าทำให้ผมต้องเอาตัวเองเข้าไปแทรกอย่างช่วยไม่ได้


“พอเถอะป๊า ใจเย็นสิ”


อาป๊าปัดมือผมออกอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ


ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าคนกำลังโกรธมันหน้ามืดไปหมด


“ลื้ออย่ามายุ่งนะอาโซ้ยตี๋ กลับเข้าห้องไปแล้วไม่ต้องออกมา นี่ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”


“อั๊วจะกลับเข้าห้องก็ต่อเมื่อป๊าใจเย็นก่อน ทำร้ายเฮียไป เขย่าไปให้ตายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกป๊า”


อาป๊าหันขวับมามองผมตาเขียวปั๊ดก่อนจะใช้มือดันไหล่ผมอย่างแรงจนผมเซถอยหลังไปหลายก้าว


ผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย ทำไมต้องใช้กำลังกันด้วย


“กลับเข้าห้องไป แล้วไม่ต้องออกมาจนกว่าฟ้าจะสาง”


“อั๊วไม่ไป”


“อาโซ้ยตี๋!”


เสียงตะคอกของอาป๊าทำให้อาม้าที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงรีบโผเข้ามาขวางแล้วโอบไหล่ให้ผมเดินกลับเข้าห้องไป


ทำไมล่ะ ผมไม่มีสิทธิพูดอะไรในบ้านเลยรึไง


ผมขืนตัวเอาไว้แต่ก็ต้องยอมถอยเมื่ออาม้ากระซิบขอร้องรัวเร็ว แต่ก็มากพอที่จะเข้าใจ ผมจึงยอมที่จะหันหลังเดินกลับไป


แต่นั่นต้องเป็นการกระทำหลังจากที่ผมได้พูดในสิ่งที่อยากพูด


“อาเฮีย”


ผมเอ่ยปากเรียกคนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น เขาไม่แม้แต่จะหันมามองแต่ผมมั่นใจว่าเขาได้ยิน


“อั๊วไม่รู้หรอกนะว่าเฮียไปทำอะไรไว้ แต่จำคำอั๊วไว้นะ ว่าลูกที่ทำให้พ่อแม่ต้องร้องไห้มันโคตรหมา”


ผมหยุดมองอีกคนอยู่เพียงอึดใจก่อนจะสะบัดตัวเดินกลับเข้าห้องไป


แค่อึดใจเดียวที่ผมหยุดมองปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่ผมเห็นว่าเขาแอบหันมานิดหน่อย ไม่รู้หรอกว่าเขาจะรู้สึกยังไง ไม่สนใจด้วยว่าทุกคนจะว่าผมว่าเป็นคนไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่รึเปล่า ผมต้องได้พูดในสิ่งที่ผมอยากจะพูด


ผมต้องสั่งสอนคนๆ นั้นว่าเขาควรจะคิดถึงใครเป็นอันดับแรก


หลังจากที่ผมกลับเข้ามาในห้อง สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงแค่นั่งฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่บนเตียงเงียบๆ


“อั๊วเห็นแก่ลื้อนะไอ้เลิศ เห็นว่าเห็นหน้าค่าตากันมาแต่เล็กแต่น้อย ถ้าลูกลื้อคืนของที่ขโมยไปมาครบ อั๊วจะไม่เอาไปบอกโปลิศ แต่ถ้าไม่คืนก็รอไปดูหน้าอีที่คุกได้เลย!”


คนพูดคงเป็นคุณลุงที่ดูภูมิฐานคนนั้น จากคำพูดของเขาทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วเขาเองก็มีเมตตาอยู่มาก


ถ้าเป็นผมจะจับเข้าซังเตแบบไม่ถามไถ่เลยสักคำ


“คืนเขาไปสิอาตั่วตี๋ ลื้อพูดอะไรบ้างได้ไหม”


คราวนี้เป็นอาม้าที่พูดกล่อมปนเสียงสะอื้น แต่ดูเหมือนคนที่ถูกถามก็ยังนิ่งเฉยจนอาป๊าทนไม่ไหว


“ลื้อจะนั่งเงียบอย่างนี้ไปจนตายเลยรึไง ถ้าไม่พูด ริจะเป็นขโมยก็ไม่ต้องมาเรียกอั๊วว่าอาป๊า!”


“พลอยไม่ได้อยู่ที่อั๊วแล้ว จะให้เอาที่ไหนมาคืนล่ะ!”


สิ้นคำตะคอกตอบทุกสิ่งทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบ


เงียบกริบเหมือนลืมหายใจ


“ลื้อหมายความว่ายังไง”


น้ำเสียงแหบชรานั้นฟังดูไม่มั่นคงราวกับคนไร้หลักยึด


...ราวกับคนผิดหวัง...


“อั๊วถามว่าลื้อหมายความว่ายังไง!”


สิ้นเสียงตะคอกก็มีเสียงหวีดร้องของอาม้ากับเสียงของล้มระเนระนาด


ผมไม่อาจทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ร่างทั้งร่างปรี่ไปเปิดประตู เพียงอึดใจเดียวผมก็มายืนอยู่ตำแหน่งเดียวกับเมื่อครู่ แต่ภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นต่างออกไป


ผมเห็นอาป๊ายืนกุมอกหอบหายใจด้วยสีหน้าเจ็บปวด ในขณะที่อาเฮียมีสภาพเหมือนคนโดนต่อยจนนอนหมอบอยู่กับพื้น อาม้าหันหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะเลือกวิ่งไปช่วยพยุงอาป๊าไม่ให้ทรุดลงกับพื้น


ไปกันใหญ่แล้ว


ชายหนุ่มที่ถูกต่อยค่อยๆ ดันตัวเองขึ้นมาจากพื้นแล้วก้มหน้านิ่ง ในขณะที่อาป๊าเองก็ดูจะมีอาการแย่ลง


ผมเลือกที่จะวิ่งไปประคองอาป๊าไปนั่งตรงแคร่หน้าบ้านก่อนจะหันไปหาเถ้าแก่ที่ยืนทำสีหน้าสับสนอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อดี


เขาดูเป็นคนดี พอจะเข้าใจได้อยู่ว่าเขาคงสับสนว่าจะทวงเงินต่อดีหรือเห็นใจไม่เอาความดี


“เถ้าแก่ครับ”


เขาหันใบหน้าอึดอัดนั้นมาหาผม


“เฮียผมขโมยไปเท่าไหร่หรือครับ”


เขาหยุดคิดเล็กน้อย


“ห้าสิบบาท”


“ห้าสิบบาท!”


ผมได้ยินเสียงอุทานอย่างไร้เรี่ยวแรงของอาม้า แต่ก็เลือกที่จะไม่หันไปมองเพราะไม่รู้ว่าตัวผมเองกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป


...ห้าสิบบาทในสมัยที่ของซื้อของขายทั่วไปมีราคาในหลักสลึง...


ผมควรจะตอบอะไรออกไปดีนะ


“ผม...ผมขอผ่อนจ่ายได้ไหมครับ”


“อาโซ้ยตี๋...”


เสียงแหบพร่าของชายชราที่ครางชื่อผมนั้นแสนอ่อนแรง แต่ผมจะไม่หันไปมอง


ตัดสินใจแล้วว่าไม่อยากให้อาป๊าและอาม้าเห็นใบหน้าที่อ่อนแรงของตัวผมเอง ในสถานการณ์ที่ทุกคนหมดแรง ต้องมีใครสักคนที่มีพลังเหลือเพื่อจะยืนหยัดต่อ


ผมต้องทำให้เขาเห็นว่าผมเองยังสบายดี


“เราเอาของเขามา เฮียก็รับสารภาพมาแล้ว อย่างไรเสียเราก็ต้องชดใช้เขา ไม่มีหนทางอื่น...ไม่มีเลย”


ชายวัยกลางคนตรงหน้าสบตาผมนิ่ง


“อั๊วให้เวลาสามเดือน ผ่อนมาให้ครบภายในสามเดือนแล้วกัน”


สามเดือน แม้ว่าจะน้อยไปหน่อย แต่ถ้าทำหลายๆ งานก็คงพอจะหามาผ่อนได้


“ได้ครับเถ้าแก่ ขอบคุณมากครับ”


คุณลุงคนนั้นหยุดมองหน้าผมเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


“อาเลิศ”


เขาเรียกชื่ออาป๊า


“ลื้อโชคดีที่ไม่ได้มีลูกแค่คนเดียว”


แล้วเขาก็หมุนตัวจากไป ทิ้งพวกเราไว้กับความเงียบ


...เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง...


...เสียงหัวใจที่เต้นอย่างเหนื่อยล้า...


ไม่มีใครอยากรับผิดชอบความผิดพลาดที่ไม่ได้ก่อ แต่เมื่อคนในบ้านทำผิด มันก็คงถือเป็นความผิดของพวกเราทั้งหมด


...ผิดที่ใส่ใจเขาไม่พอ ผิดที่ไม่คอยห้ามปรามไม่ให้เขาทำสิ่งไม่ดี...


เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแบบนี้ ความคิดที่ผมจะลาออกจากโรงหมอของหมอปีเตอร์เลยต้องพับเก็บไว้ก่อน ทั้งๆ ที่กะเอาไว้ว่าจะลาออกเพราะไม่อยากให้คุณเปรมไม่สบายใจแท้ๆ


เอาเถอะ ไปทำงานก็ดีเหมือนกัน ได้ทั้งเงิน แถมยังได้เห็นคนหึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงอีก จะว่าไป...


เวลาคุณทวดหึงก็น่ารักดีเหมือนกันนะ







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12-11-2017 20:07:39 โดย Marymo »

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ พิศตะวัน

  • เป็ดมหาวิทยาลัย
  • *
  • กระทู้: 496
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +6/-3

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE

ประกาศที่สำคัญ


ตั้งบอร์ดเรื่องสั้น ขึ้นมาใครจะโพสเรื่องสั้นให้มาโพสที่บอร์ดนี้ ถ้าเรื่องไหนไม่จบนานเกิน 3 เดือน จะทำการลบทิ้งทันที
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=2160.msg2894432#msg2894432



รวบรวมปรับปรุงกฏของเล้าและการลงนิยาย กรุณาเข้ามาอ่านก่อนลงนิยายนะครับ
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=459.0



สิ่งที่ "นักเขียน" ควรตรวจสอบเมื่อรวมเล่มกับสำนักพิมพ์
https://thaiboyslove.com/webboard/index.php?topic=37631.0






ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
ห้าสิบบาทสมัยก่อนให้ฟีลเป็นหมื่นมากค่ะ เป็นกำลังใจให้มอส ทำให้คุณทวดหึงเยอะๆไปเลยยยย  :hao7:

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
อ่านไปก็อึดอัดใจกับครอบครัวของกร คือบอกว่าเป็นครอบครัวจีนที่พยายามปรับให้เป็นไทยแต่อะไรคือแนวคิดว่าลูกชายเป็นใหญ่ที่ไม่ยอมเปลี่ยน ตอนนี้งานเข้าน้องมอสเลยแทบอยากจะส่งเงินให้เลยห้าสิบบาทเนี่ย
ปล.เขินทุกทีที่คุณเปรมออกมา สัมผัสได้ถึงสายตากรุ้มกริ่มที่ใช้มองน้อง

ออฟไลน์ johnsonti

  • เป็ดประถม
  • *
  • กระทู้: 15
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +1/-1
ชอบมากมาย  รีบมาต่อเร็วๆ นะ 

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 15 คาดหวัง [ครึ่งหลัง]








ช่วงนี้ไอ้มั่นแทบไม่มีเวลามาอยู่กับผม เช้าก็ไม่มารับ เย็นก็กลับไม่รอ เอาแต่บอกว่าพ่อให้ไปช่วยงาน ทั้งวี่ทั้งวันก็ทำตัวยุ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่นั่งต่อเพลงกับคนในวงก็หนีไปช่วยครูบุญซ่อมตะกั่วถ่วงรางระนาดจนผมไม่มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกันสบายๆ เหมือนอย่างเคย


เหงาไงจะอะไรล่ะ ความรู้สึกของคนที่โดนเพื่อนสนิททิ้งมันเป็นแบบนี้นี่เอง


พูดถึงเพื่อนสนิทแล้วก็นึกถึงไอ้ไม้ ปกติแล้วผมกับไอ้ไม้ตัวติดกันอย่างกับปลาท่องโก๋ เช้าก็เจอกันตอนเรียน เย็นก็พากันไปนั่งร้านเหล้าไม่ก็ไปหาอะไรกินกันไม่เคยขาด แทบไม่มีวันไหนที่ผมต้องอยู่คนเดียว ถ้าไอ้ไม้ไม่อยู่ก็จะเป็นทีน แต่รายหลังนี่นานๆ ทีจึงจะได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน


ก็แหม งานมันรัดตัวซะขนาดนั้น


แต่ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันสักเท่าไหร่ แต่เรื่องเงินเรื่องทองรวมไปถึงข้าวปลาอาหารนี่บอกเลยว่าทีนไม่เคยแพ้ใคร ใครไม่เคยเห็นสายเปย์ต้องมาดูหน้าทีนเป็นบุญตา ซื้อบ้านซื้อที่ดินให้ได้คงทำไปแล้ว


ผมคิดถึงความหลังแล้วหัวเราะในคอ


...ทำตัวอย่างกับคนแก่เข้าไปทุกที...


ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจากมาทำให้ผมรู้ว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน ถึงจะมีเพื่อนไม่เยอะ แต่ก็มีเพื่อนที่ดีคอยอยู่เคียงข้าง ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยมากมายเหมือนใคร แต่ก็มีครอบครัวที่อบอุ่น


จะว่าไปผมก็เหมือนกรวิกอยู่เหมือนกัน เพราะเท่าที่สังเกต นอกจากไอ้มั่นแล้วก็ไม่มีใครแสดงท่าทีว่าเคยรู้จักสนิทสนมกับเด็กคนนี้มาก่อน เขาดูเป็นที่รู้จักอยู่บ้างเพราะเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกับใครอย่างจริงจัง


เป็นชีวิตที่มีแค่ครูบุญ ครอบครัวและไอ้มั่น


...เหมือนกันจังเลย...


“อ้าวคุณหมอ ลมอะไรหอบมาถึงนี่หรือครับ”


เสียงร้องทักคนที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้ผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์แล้วหันขวับไปมอง


ร่างกำยำที่ยืนอยู่ตรงหัวบันไดกำลังฉีกยิ้มกว้างแจกจ่ายให้ทุกคนบนเรือนพลางยกมือไหว้ทุกคนเหมือนนายกเทศมนตรีที่ลงไปเยี่ยมชาวบ้านในตลาดก่อนวันเลือกตั้ง ในมือใหญ่ทั้งสองข้างมีปิ่นโตข้างละเถา เขายื่นมันส่งให้ใครสักคนในวงหลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็เฮโลพากันไปกินของฝากในปิ่นโตกันหมด


เฮ้ยๆ ในนั้นอาจจะมียาพิษก็ได้ อย่าไว้ใจมันนะโว้ย


ได้แต่คิด พูดออกไปก็ไม่ได้


ผมถอนหายใจอย่างหน่ายๆ พลันรู้สึกถึงสายตาของใครสักคนที่จ้องมองมา ในใจผมพอจะเดาได้ว่าใครแต่พอนึกดีๆ จึงได้รู้ว่าทิศทางที่รู้สึกมันคนละด้านกับทิศที่ไอ้หมอนั่นยืนอยู่ เพราะคิดได้แบบนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะหันไปมองแล้วก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำที่จ้องผมไม่ว่างตา


ไอ้มั่น


“มึงมองกูทำไม”


ปากมันลั่นครับ พออยู่กับคนสนิททีไรผมเป็นแบบนี้ทุกที


มันมองหน้าผมแล้วทำท่าอึกอัก


“ไม่มีกระไร”


ไม่มีเล๊ย


“อย่าโกหก กูเพื่อนมึงนะ”


มันเบ้ปากใส่ผมแล้วหันหน้ากลับไปจัดรางระนาด


“มึงนับข้าเป็นเพื่อนด้วยเหรอ มีอะไรก็ไม่เคยบอกสักอย่าง”


...อ๋อ...


“ที่ตลอดหลายวันมานี้ มึงพยายามเลี่ยงไม่เจอหน้ากูก็เพราะโกรธกูใช่ไหม”


มันยักไหล่ทั้งๆ ที่ยังไม่หันมามองหน้าผม


“คิดเอาเอง”


นั่น มีแซะ


“มั่น”


ผมเรียกชื่อแล้วค่อยๆ เขยิบเข้าไปหามัน


“มึงโกรธกูเหรอ”


ผมใช้น้ำเสียงอ่อนเหมือนอย่างที่ชอบใช้เวลาง้อไอ้ไม้


“กูขอโทษนะ”


แล้วก็งัดคำพูดไม้ตายออกมาใช้


ถ้าผมเดาไม่ผิด หลังจากนี้มันก็ต้อง...


“เอ็งน่ะ เป็นอย่างนี้ทุกที ใครมันจะไปโกรธลงวะ”


นั่น บอกแล้วว่าไอ้สองคนนี้มันเหมือนกันอย่างกับแกะ


“พูดแบบนี้แสดงว่าหายโกรธกูแล้วใช่ไหม”


ไม่ว่าเปล่า ผมยังเอามือไปสะกิดแขนมันเบาๆ เพิ่มความน่าให้อภัยให้กับตัวเอง


มันหันมามองผมหน้ามุ่ยก่อนจะใช้มือผลักหัวผมอย่างแรง


“โอ๊ย เจ็บนะ”


“เจ็บก็ดี จะได้รู้ว่าข้าโกรธ”


“โอ๋ๆ ไม่โกรธแล้วนะ”


ไม่ว่าเปล่า ผมยังเขยิบเข้าไปใกล้มันอีกนิดแล้วสะบัดมือไปมาในอากาศเหมือนกำลังหยอกล้อกับเด็กเล็กๆ


มันพยายามกลั้นยิ้มแล้วทำหน้าขึงขัง แต่ก็หลุดอมยิ้มออกมาจนได้


ไม่ได้เรียนวิชาแอคติ้งมาก็แบบนี้แหละเพื่อน


มันปัดมือที่ผมโบกไปมาแล้วแสร้งทำหน้าขึงขัง


“มึงบอกกูมาเลย เล่าเรื่องชีวิตมึงมาให้หมด แล้วอย่าทำเหมือนข้าเป็นคนอื่นคนไกลอีก มีปัญหาอะไรก็บอก”


พูดแบบนี้แสดงว่า...


“มึงรู้เรื่องเฮียกูแล้วเหรอ”


มันพยักหน้า


“เออสิ เขาลือกันไปทั้งบาง ห้าสิบบาทเลยนะเอ็ง จะหาที่ไหนไปใช้เขาทัน”


ผมถอนหายใจ


ใช่ว่าผมจะไม่คิด แต่คิดจนไม่รู้จะคิดยังไงแล้วต่างหาก


จริงสิ ผมยังไม่ได้ถามหมอเลยว่าจะให้เงินค่าจ้างผมยังไง


“ไอ้มั่น มึงรู้เรื่องที่กูไปทำงานให้หมอปีเตอร์แล้วใช่ไหม”


“เออ ไม่เล่าข้าปีหน้าเลยล่ะ”


คนขี้แซะ 2460


ผมทำหูทวนลมกับคำแซะของอีกฝ่ายแล้วเริ่มพูดต่อ


“กูต้องไปทำงานให้เขาหลังเลิกเรียนครูบุญ แต่กูยังไม่ได้ถามเขาเลยว่าวันไหนบ้าง แล้วจะได้ค่าจ้างเท่าไหร่”


มันขมวดคิ้วยุ่ง


“อ้าว แล้วทำไมไม่ถามเล่า”


บอกเลยว่าคนหน้าตาดีมีการศึกษาอย่างผมก็ต้องตอบออกไปว่า...


“อ๋อ กูลืม”


เราต้องเป็นคนยอมรับความจริงครับ


“ไอ้โง่”


กูรู้ ไม่ต้องย้ำ


มันฟาดมือตบไหล่ผมดังปั้ก


“มึงไปถามเขาเลย นั่งทำอะไรอยู่ล่ะ”


“ก็นั่งคุยกับมึงไง”


“ไอ้เวร”


มอสพูดความจริง มอสผิดอะไร


“ไปเลยไป นั่งทำซากอะไรอยู่ล่ะ”


แหน่ะ ทำเป็นมาไล่ ใจจริงก็เป็นห่วงกลัวผมขาดทุนล่ะซี่


เพราะท่าทางขับไล่ไสส่งจนแทบจะเตะผมด้วยความรักของไอ้มั่น ทำให้ผมต้องขยับตัวเองแล้วเดินเข้าไปหาคุณหมอที่ยืนฉีกยิ้มแจกจ่ายความสดใสให้ทุกคนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ปากก็พูดไม่หยุด รีมฝีปากก็ฉีกยิ้มกว้างไม่หุบ


บางครั้งมอสก็สงสัยว่าเขาเป็นคนยิ้มเก่งหรือเป็นบ้ากันแน่


“สวัสดีครับหมอ”


เขาหันมาทำหน้าตกใจเหมือนเจอผมโดยบังเอิญ


แหม แอคติ้งเก่งนะเราน่ะ


“อ้าวกร เมื่อวานไม่เห็นไปทำงานก็นึกว่าเป็นอะไร ที่แท้ก็แอบอู้นี่เอง”


เขาว่าพลางฉีกยิ้มกว้าง


“ไร้ความรับผิดชอบจริงนะ”


...


โดนแล้วครับ มอสโดนไอ้หมอเล่นแล้ว


ไอ้ท่าทางยิ้มไปด่าไปทำให้บางครั้งคนโดนด่าอย่างเราๆ ก็แยกไม่ออกว่าเขาด่าหรือเขาแค่พูดลอยๆ ไปอย่างนั้น


แต่ดูจากสภาพฉีกยิ้มกว้างแต่นัยน์ตาขึงขังแล้วน่าจะด่า


แน่นอนว่าคนอย่างผมก็ต้อง...


“ขอโทษครับหมอ”


พูดขอโทษเสียงอ่อนแล้วยกมือไหว้อย่างคนมีมารยาท


มอสไม่สู้คนโว้ย


ถึงหมอนี่จะมีบรรยากาศที่ชวนให้สบายใจ แต่ภายใต้ความใจดีนั้นก็ยังมีความขึงขังเด็ดขาดปนอยู่ ไอ้คนตรงหน้าผมน่ะเป็นพวกหน้าเทวดาแต่ปากพญามาร ปากมันน่ะยิ้ม แต่นัยน์ตาน่ะโคตรร้าย แล้วมอสผู้บอบบางคนนี้จะเอาอะไรไปสู้ล่ะ ไม่มีไง ไม่มี
เขามองหน้าผมนิ่ง รอยยิ้มนั้นยังคงอยู่ แต่นัยน์ตานั้นลุ่มลึกแปลกตา


“ขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”


“ครับ?”


“ตามมา จะขอคุยอะไรด้วยหน่อย”


ผมมองคนที่หมุนตัวเดินนำไปอย่างงุนงง ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าไอ้มั่นอย่างคนต้องการกำลังใจ ภาพที่ผมเห็นคือเด็กหนุ่มผิวเข้มกำลังนั่งขะมักเขม้นกับการกะปริมาณตะกั่วถ่วงรางระนาดจนผมไม่กล้าจะเอ่ยปากขัด


เมื่อหันซ้ายก็เจอคนในวงนั่งล้อมปิ่นโตสองเถากันอย่างผาสุก หันขวาก็เจอครูบุญกำลังนั่งคุยกับน้าผ่องอย่างออกรส ผมจึงระลึกได้ว่า...


ไม่มีใครสนใจกูเลย


แต่ละคน ดีๆ ทั้งนั้น


ผมถอนหายใจกับตัวเองแล้วเดินตามเขาลงจากเรือนไป


คนๆ นั้นยืนรออยู่ตรงหัวบันได เขาหันมามองผมนิดหน่อย เมื่อเห็นว่าผมเดินลงไปใกล้จะถึงขั้นสุดท้ายแล้ว เขาก็เดินนำออกไปโดยไม่รอให้ผมใส่รองเท้า


รีบเหรอ เมียใช้ให้มาซื้อน้ำปลารึไง


ผมแอบเบ้ปากใส่เขาก่อนจะเริ่มสาวเท้าเดินตามไป



ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาเป็นคนตัวสูงมากๆ อาจจะสูงกว่าฝรั่งด้วยกันด้วยซ้ำไป ประเมินด้วยสายตาแล้วคงจะประมาณร้อยแปดสิบปลายๆ ถึงร้อยเก้าสิบต้นๆ ในขณะที่ร่างของกรวิกสูงแค่ร้อยเจ็ดสิบปลายๆ เท่านั้น แต่เพราะยังเป็นเด็กหนุ่มอายุม.ปลายวัยใส ยังไงเสียก็คงยังสูงได้อีก ผมกะคร่าวๆ ว่าร่างนี้คงจะหยุดสูงที่ประมาณร้อยแปดสิบต้นๆ ซึ่งจัดว่าสูงสำหรับคนจีนและคนเอเชียทั่วไป แต่ก็สู้พ่อฝรั่งตาน้ำข้าวไม่ได้อยู่ดี


เขาเดินทอดน่องไร้ความเร่งรีบมาจนถึงท่าน้ำ รอจนผมเดินมาถึงแล้วจึงเริ่มพูด


“ไปทำอะไรมา”


“ครับ?”


เดาได้ว่าหน้าผมตอนนี้คงงงเป็นไก่ตาแตกและดูโง่กว่าปกติประมาณสิบเปอร์เซ็นต์


เขายืนนิ่ง ไม่พูดไม่จาอยู่พักใหญ่ นัยน์ตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นดูแปลกตากว่าทุกที


ดูโกรธเกรี้ยว หงุดหงิดใจแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนนัก


เป็นอะไรของเขาน่ะ


“หมอเป็นอะ...”


“ไปจูบกับใครมา”


ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ เขาก็พูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง


โอเค พอจะเข้าใจได้ว่าเขาก็ดูชอบผมอยู่ประมาณนึง ถ้ารู้ว่าผมไปจูบหรือไปกระดุ๊กกระดิ๊กกับใครก็ต้องโกรธอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือ...


เขารู้ได้ไงว่าผมไปจูบกับใครมา


“หมอพูดอะ...”


“อย่าโกหก”


เอ ทำไมไอ้คำนี้ฟังดูคุ้นๆ จังน้า


เขาเขยิบตัวเข้ามาใกล้ผมจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกันแล้วค่อยๆ เชยคางผมขึ้น


“ปากบวมเชียว ไม่รู้ตัวเลยเหรอ”


รู้ แต่คือคนไม่สังเกตก็ไม่รู้ไง นี่ก็ช่างสังเกตจังโว้ย


เพราะไม่รู้จะตอบอะไรออกไปดีผมจึงยืนนิ่ง ปล่อยให้เขาลูบคางอยู่อย่างนั้น ไม่นานนักเขาก็เอานิ้วโป้งมาคลึงริมฝีปากของผมเบาๆ หัวใจของผมเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก ยอมรับอยู่หรอกว่าไม่ได้ชอบเขาเหมือนที่ชอบคุณเปรม แต่ผมเองก็ชอบผู้ชาย แล้วมาโดนผู้ชายหน้าตาดีทำอะไรแบบนี้ เกย์ที่ไหนก็ใจเต้นด้วยกันทั้งนั้นแหละโว้ย


ริมฝีปากเรียวสวยนั้นค่อยๆ ฉีกยิ้ม แต่คราวนี้มันน่ากลัว น่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นทั้งๆ ที่เขาก็ยิ้มเหมือนทุกที


“เธอรู้ไหม คนไทยที่ไม่เคยไปต่างประเทศหรือคลุกคลีอยู่กับคนต่างชาติ ไม่รู้จักดีปคิสหรอกนะ”


คำพูดของเขาทำให้ใจของผมเต้นแรงกว่าเก่า


“แล้วเธอรู้ไหมว่าผู้หญิงไทยทั่วไปแทบไม่ได้รับการศึกษา ยิ่งเคยเดินทางไปศึกษาต่างประเทศยิ่งหายาก”


ผมรู้...ผมรู้ว่าเขาจะพูดอะไร


ผมรับรู้ถึงแรงกดที่หนักขึ้นบริเวณริมฝีปาก


“ทำไมกันนะ ทำไมผมกับมันต้องมีปัญหาเรื่องนี้กันอยู่เรื่อย ที่อังกฤษก็หนนึงแล้ว มาคราวนี้...”


ผมรับรู้ได้ถึงลมหายใจของเขาที่ถี่รัวขึ้นเพราะความรู้สึกบางอย่าง


...เขากำลังโกรธ...


“ทำไมต้องเป็นมัน คราวที่แล้วผมก็ยอมถอยแล้ว คราวนี้ทำไมผมต้องยอม”


นัยน์ตาของเขาสั่นระริก


มันกำลังสั่นด้วยความอัดอั้นบางอย่างจากอดีต


“ทำไมคนที่ได้ครอบครองริมฝีปากของคุณต้องเป็นมัน”


มืออีกข้างของเขาลูบหัวผมช้าๆ


“เป็นผมไม่ได้หรือ”


น้ำเสียงของเขานั้นฟังดูอ่อนแรง เต็มไปด้วยการอ้อนวอน


“ผมอยากจูบคุณ”


นัยน์ตานั้นส่งแววตัดพ้อมาให้


“อยากจูบคุณจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”


บ้าจริง ผมต้องตอบยังไง ผมควรทำยังไงดี ผมชอบคุณเปรม...


...แต่ผมต้านทานดวงตาคู่นี้ไม่ได้เลย...


ไม่ได้ ผมต้องควบคุมตัวเองสิ


พอคิดได้แบบนั้นผมจึงหลบตาลงแล้วใช้มือดันหน้าอกเขาเบาๆ


“ผมชอบคุณเปรม”


“ผมรู้”


 เขาเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วจนผมเผลอเงยหน้ามอง และนั่นทำให้รู้ว่าผมพลาด


ดวงตานั้นแว่วหวานและอ้อนวอน


...เขากำลังอ้อนวอนขอความรักจากผม...


“เธอแค่ชอบเขา แต่ยังไม่ได้รัก เพราะฉะนั้นผมยังมีโอกาสใช่ไหม”


ผมต้องตอบยังไง ผมควรตอบยังไงดี


ผมก้มหน้าหลบตาด้วยใจที่สั่นระรัว


“ผม...ผมไม่ใช่คนใจง่ายที่จะรักคนนู้นที เปลี่ยนมากอดคนนี้ที”


เขานิ่งไป เขาเงียบไปแล้ว แต่ผมไม่กล้าพอที่จะเงยหน้าสบตา


 “ผมไม่ได้ขอให้เธอเป็นคนใจง่าย”


เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวล


...อ่อนหวานเสียจนผมอดใจก้มหน้าต่อไปไม่ได้...


...อัญมณีสีฟ้าคู่นั้นสวยเหลือเกิน...


“ผมแค่ขอให้เธอมองผมในฐานะเดียวกับที่เธอมองเปรม”


เขาเอามือผมไปกุมไว้


“ตอนนี้ไม่ต้องชอบผมก็ได้ ขอแค่ให้โอกาส อย่าปิดกั้นตัวเองจากผม รับรู้ไว้ว่าผมชอบและอยากรักคุณมากแค่ไหน แค่นั้นก็พอ”


...ให้ตายสิ ผมต้านทานคนๆ นี้ไม่ได้เลยจริงๆ...


“อ้าว เราก็นึกว่าใครมายืนพูดชื่อของเราอยู่แถวนี้ ที่แท้ก็คุณหมอปีเตอร์นี่เอง”


เสียงของใครบางคนที่เอ่ยขัดขึ้นมาทำให้ลมหายใจผมกระตุก


จะไม่โดนจับไปปาหินใช่ไหม


แต่เสียงแบบนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหน


หรือว่า!...


“คุณเปรม...”


ผมหลุดครางชื่อของเขาออกมาอย่างลืมตัว


แย่แล้ว แย่จริงๆ แล้ว...







*******************************************************************************************

[เกร็ดความรู้]



มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยในสมัยก่อนไม่มีวัฒนธรรมจูบปากเหมือนอย่างฝรั่ง การจูบปากเพิ่งจะมาแพร่หลายเมื่อมีการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ 5  อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้ยังเป็นเพียงข้อถกเถียงที่อาศัยหลักฐานทางวรรกรรมประติดประต่อขึ้นมาและยังไม่มีข้อสรุปหรือคำยืนยันแน่ชัด แต่ปิงปองคิดว่าน่าสนใจเลยเลยขอยกมาเล่าสู่กันฟังเนอะ



"การจูบปากยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวที่อาจมีการเลียนแบบ แต่ก็เฉพาะแวดวงแคบๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมฝรั่ง เช่นไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา

แต่ถ้าเป็นวิถีไทยแท้ๆ วัฒนธรรมการจูบไม่เคยมีในสังคมไทย อาจจะเพราะความถนัดของแต่ละชาตินั้นต่างกัน ไทยเรากลับถนัดใช้จมูกแทนปาก คือหอมไปทั่วตัว"




อ้างอิง: คนไทยเริ่มจูบปากเมื่อไร?






ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มอส เสน่ห์แรง  :mew1:
คนที่มาชอบมอส  :เฮ้อ: ก็ไม่ถูกกันซะอีก

หมอพูดน่าสงสาร  :mew2:
แต่มอสก็บอกไปตรงๆว่าชอบคุณเปรม
แล้วไง หมอยังพูด แค่ชอบ ยังไม่ได้รัก อะจ๊ากกกก
หมอขอโอกาสซะด้วย
คุณเปรม มาทัน ทำเป็นไม่มองมอส ที่แท้สังเกตตลอดสินะ
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
ถึงคุณหมอจะดีแต่เราก็ไม่ชอบที่มอสไปหวั้นไหวกับหมออยู่ดีแหละ เอาจริงๆเราว่ามอสเป็นคนโลเลนะบอกรักคนโน้นแต่ก็เคยใจแข็งกับอีกคนได้เลย

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
ดีเนอะที่มอสรู้ใจตัวเองว่าเป็น เกย์ นะ ยังหวั่นไหวกับหมอ ในเมื่อชอบคุณเปรมมากกว่า หลีกเลี่ยงท่าทางความหวั่นไหวได้ฉลาดจริงสมกับที่เรียนการแสดงหนึ่งเทอม อิอิ

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 16 รักเอย [ครึ่งแรก]







“อ้าว เราก็นึกว่าใครมายืนพูดชื่อของเราอยู่แถวนี้ ที่แท้ก็คุณหมอปีเตอร์นี่เอง”


“คุณเปรม...”


เขาปรายตามามองผมเพียงเสี้ยววิแล้วเบือนหน้าไปสบตากับอีกคนแทน


...โดนโกรธเสียแล้ว...


“บังเอิญเสียจริงที่เรามาได้ยิน มิทราบว่าคุณหมอมีอะไรจะพูดกับเราหรือไม่”


ใบหน้าคมสันนั้นฉีกยิ้มและพูดเจรจาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผมรู้ดีว่าข้างในของเขากำลังเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง


ความรู้สึกที่แม้แต่ผมเองก็ไม่กล้ายืนยันว่ามันคืออะไร อาจจะเป็นความโกรธก็ได้ อาจจะเป็นความหงุดหงิดก็ได้


...หรือจะเป็นความหึงหวง?...


ผมเองก็สุดจะรู้


“ไม่ครับ ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณ แค่คุยกับน้องไปเรื่อยแล้วก็เลยถามไถ่ถึงคุณเพราะเห็นว่าน้องทำงานอยู่กับคุณ”


น้อง?


น้องพ่อน้องแม่เอ็งสิไอ้หมอ ใครน้องมึง


ผมเงยหน้าขมวดคิ้วมองคนข้างตัวแทบจะทันที แต่อีกฝ่ายกลับดูไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ไม่แม้แต่จะหันมามองท่าทางงงเป็นไก่ตาแตกของผมด้วยซ้ำ


เพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวทำให้ผมค่อยๆ เหลือบไปมองอีกคนที่อยู่ตรงหน้า


ใบหน้าคมเข้มนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะผ่อนคลายกลับคืนราวกับไม่รู้สึกอะไร


...ซะเมื่อไหร่ล่ะ...


นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นเหมือนมีเปลวไฟกองใหญ่กำลังคุกรุ่นอยู่ก็ไม่ปาน ถ้าตาคู่นั้นปล่อยแสงออกมาได้ เรือนของครูบุญคงไม่เหลือซากแล้ว


ไอ้หมอ พี่เขาโกรธจริงแล้วนะเว้ย


เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ผมจึงเลือกที่จะหลบตาแล้วยืนเงียบๆ ปล่อยให้สองคนนั้นแผ่รังสีอำมหิตใส่กันและกันไปแบบนั้นล่ะดีแล้ว อย่าให้เขาเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นผมเลย


แหม ก็แม่สอนไว้ว่ารู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี


คนข้างตัวผมขยับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า


ไอ้คนไม่มีมารยาท ที่บ้านไม่เคยบอกเหรอว่าเวลาคุยกับคนไม่สนิทอย่าล้วงกระเป๋ากางเกงไปคุยไปน่ะ


“วันนี้ผมก็เพียงแค่แวะมาเยี่ยม ‘น้อง’ เห็นเมื่อวานไม่ได้ไปทำงาน ก็เกรงว่าจะไม่สบายหรือเป็นกระไรไป”


เขาจงจำย้ำคำว่าน้องจนผมต้องเงยหน้ามองอีกครั้ง


มึงจะย้ำอะไรนักหนาเนี่ย


“เอาเป็นว่าผมไม่รบกวนคุณเปรมแล้วดีกว่า เช่นนั้นผมขอลาเลยแล้วกันนะครับ”


เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะยกมือไหว้อย่างคนมีมารยาท


อยากจะร้องแหมให้ถึงดาวอังคาร


ผมเห็นจากหางตาว่าคุณเปรมก็ยกมือรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปมองหน้าเขาเต็มๆ ไอ้คนข้างๆ ก็พลันกระตุกให้ผมหันไปหาแล้วเอามือลูบหัวเบาๆ


เป็นบ้า มันเป็นบ้าไปแล้วครับ


“พี่กลับก่อนนะน้อง เย็นนี้อย่าลืมมาทำงานล่ะ”


พอพูดจบก็หันไปฉีกยิ้มให้คุณเปรมอีกทีก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทีเบิกบานใจเหมือนอย่างเคย แถมทิ้งระเบิดเอาไว้ให้ผมลูกเบ้อเริ่ม


ไอ้-หมอ-เวร


สถานการณ์ตอนนี้เรียกว่าเขาขั้นวิกฤต ความเงียบที่คั่นระหว่างพวกเราดูเหมือนจะแผ่ขยายกว้างขึ้นๆ ทุกที จนในที่สุดก็เป็นผมเองที่ทนไม่ไหว


“คุณเปรมมาถึงนานหรือยังครับ ผมคิดว่าวันนี้คุณเปรมจะต้องไปทำงานเลยไม่ได้เข้ามาเสียอี...”


“ชอบเขาไหม”


ฮะ?


ผมจ้องเขม็งเข้าไปในตาคู่นั้นเพื่อหาคำตอบ


...มันกรุ่นโกรธ มันดูอึดอัด...


เขาโกรธอยู่มอส เย็นไว้ เย็นไว้


“ผมไม่ได้ชอบเขา”


“จริงรึ”


น้ำเสียงที่ถามออกมามีแววประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด


เย็นไว้มอส เย็นไว้


“จริงครับ”


เขากระตุกยิ้มเล็กน้อย


“ถ้าไม่ชอบก็คงไม่ปล่อยให้เรียกว่าน้องแล้วก็ลูบหัวเช่นนั้นหรอกกระมัง”


ยังครับ ไอ้คุณทวดยังไม่หยุด


“พะเน้าพะนอกันเสียขนาดนั้น คงรักกันมากล่ะสิ”


เหมือนผมได้ยินเสียงบางอย่างขาดผึงในหัว ผมเดินตรงดิ่งเข้าไปประชิดตัวคนตรงหน้าแล้วกระซิบเสียงต่ำ


ใจจริงก็อยากตะโกนด่าครับ แต่กลัวคนอื่นได้ยินแล้วจะโดนลากไปปาหิน


“คุณเปรม ผมชอบคุณ ชอบคุณมากกว่าผู้ชายคนไหนในโลก แต่ถ้าคุณยังประชดประชันต่อไปแบบนี้ผมอาจจะไปชอบเขาจริงๆ ก็ได้ ‘พี่’ เขาก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี”


ผมว่าพลางยักคิ้วช่วงประโยคสุดท้าย


...ประชดมาประชดกลับไม่โกง...


ทันทีที่ผมพูดจบฝ่ามือใหญ่ก็เอื้อมมาจับแขนผมอย่างแรง


“คุณเปรมผมเจ็บ”


ถึงจะเจ็บก็ยังกระซิบครับ กลัวชาวบ้านชาวช่องได้ยิน


ผมยอมรับว่าตัวเองในตอนนี้ก็เริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ผมเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น


ฝ่ามือใหญ่นั้นยังไม่ยอมปล่อย ตรงกันข้ามกลับบีบแขนผมแรงขึ้นอีก


“คุณเปรม ปล่อยนะ ผมเจ็บ”


“เธอเจ็บ เราก็เจ็บ”


ฮะ?


“เจ็บไปหมดทั้งใจ หึงจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”


เขาสบตากับผมนิ่ง ภาพของผมที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาทำให้ผมรู้ว่าทุกอย่างที่เขาพูดมันออกมาจากใจจริง


บ้าจริง เขาบีบแขนมึงอยู่นะมอส จะใจเต้นทำไมเล่า


“ตอนที่มันบอกว่าอยากจูบ เราก็กลัวว่าเธอจะยอมให้มันจูบจริงๆ”


ผมก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย


เขิน เขินมาก ช่วยด้วย ไม่ไหวแล้วเว้ย


 “กร มองตาเรา”


ไม่มอง ไม่มองอะไรทั้งนั้นล่ะ


“กร”


ไม่มองโว้ย


“น้องมองตาพี่หน่อยได้ไหม”


ไอ้เหี้ย เอาไปเลย เอาหัวใจไปเลย ปาให้ไปเลย


น้ำเสียงเว้าวอนถ่ายทอดมาถึงผมโดนตรง มันอ่อนหวาน ฟังแล้วอดเลี่ยนชวนจั๊กจี้ไม่ได้


แต่ยอมรับว่าผมชอบ และเพราะชอบเลยต้านทานไม่ได้


ผมค่อยๆ เงยหน้าสบตากับเขา นั่นจึงทำให้ผมรู้ว่าพวกเราอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน


ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลงบนจมูกของผม


“พี่คงจูบน้องที่นี่ไม่ได้”


ผมรู้


“แต่พี่อยากตระกองกอดเจ้าไว้เหลือเกิน”


ผมก็อยาก


“น่ากลัวว่าพี่จะรักน้องเข้าแล้ว”


นั่นสิ


...น่ากลัวว่าผมเอง...ก็รักเขาเข้าแล้วเหมือนกัน...


รึเปล่านะ?


ให้ตายสิ ความรักนี่ เข้าใจยากจริงๆ

 











“นี่ หลังจากผมกลับ เธอก็ไม่ได้โดนเปรมทำอะไรแปลกๆ ใช่ไหม”


คำถามที่ถูกส่งตรงมาจากด้านหลังทำให้ผมต้องใช้หางตาปรายใส่คนถามเล็กน้อยแล้วหันกลับมาเหมือนไม่สนใจ


ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะมันนั่นล่ะครับ น่าตบให้หัวทิ่ม


ถึงแม้อีกฝ่ายจะขอให้ผมเปิดใจรับความรักจากเขาบ้าง แต่ตัวผมเองกลับทำไม่ได้


ผมสบายใจที่จะอยู่กับเขาพอๆ กับการอยู่ใกล้คุณเปรม


ผมสนุกที่ได้พูดคุยกับเขาพอๆ กับการต่อปากต่อคำกับคุณเปรม


...แต่มันไม่เหมือนกัน...


ความสบายใจเวลาอยู่กับเพื่อนกับคนที่ชอบยังไงก็ไม่เหมือนกัน


จะอธิบายให้เจ้าฝรั่งหัวรั้นนี่ฟังยังไงดีนะ


“เมินคำถามแบบนี้อยากโดนไล่ออกเหรอ”


ผมถอนหายใจเงียบๆ


“จะไล่ออกก็เชิญเถอะครับ แต่ตอนนี้ผมมีปัญหาด้านการเงินมาก ต่อให้คุณไล่ผมก็ไม่ไปหรอก”


หน้าด้านไว้ก่อน พ่อไม่ได้สอนด้วยครับ


ผมรับรู้ได้ถึงเสียงขยับเก้าอี้


“เกิดอะไรขึ้นรึ”


แหม ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเหมือนกันนะเราเนี่ย


“พี่ชายผมไปก่อเรื่องไว้นิดหน่อยครับ”


“เรื่องอะไรล่ะ กู้หนี้ยืมสินรึ”


ผมยักไหล่อย่างเคยชิน


“ขโมยของเขาน่ะครับ”


“Oh my god...”


เขาไม่ได้แสดงน้ำเสียงตกใจ มันเป็นเพียงการลากเสียงอย่างเวทนา


...ก็สมควรเวทนา...


ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไป ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีฉงนสนเท่ หรือเข้าใจกับคำพูดของเขา


ขืนทำตัวว่าเข้าใจเขาก็สงสัยสิ


“ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดี”


แหม พูดดีขนาดนี้ ขอยืมสักห้าสิบจะได้ไหม


คิดครับแต่ไม่พูด กลัวโดนด่า


ผมทำเพียงฉีกยิ้มแห้งให้เขาแล้วหันกลับมาทำงานต่อ


ก็แหม ผมไม่ถนัดฟังคำปลอบสักเท่าไหร่ พอมาโดนปลอบแบบนี้เลยรู้สึกแปลกๆ จนทำตัวไม่ถูก การยิ้มแห้งตอบไปน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว


จู่ๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แนบลงบนหัว ครั้นพอเงยหน้าขึ้นไปมองจึงพบว่าคนที่นั่งสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้เมื่อครู่มายืนลูบหัวอยู่ข้างๆ ผมแล้ว


ณ จุดๆ นี้ ผมอนาถความเชื่องช้าของตัวเองมากครับ ถ้าเป็นงูคงฉกตายไปนอนคุยกับอาเหล่ากงแล้วแน่นอน


“จะไปทำอาหารให้นะ”


มือคู่นั้นอ่อนโยนและอบอุ่นจนผมเผลอพยักหน้าตอบ กว่าจะนึกได้ว่าลูกจ้างที่ดีไม่ควรให้เจ้านายทำอาหารให้ก็สายไปเสียแล้ว ร่างสูงใหญ่นั้นเดินกระฉับกระเฉงหายไปด้านในเรียบร้อยแล้ว


ให้ตายเถอะ เป็นเจ้านายประสาอะไรกันนะ


ผมหัวเราะเบาๆ ให้กับความแปลกของเขาแล้วเริ่มลงมือทำงานต่อ


เอกสารตรงหน้าเป็นทั้งประวัติคนไข้ เอกสารทางการแพทย์รวมไปถึงประวัติบุคลากร ผมเพิ่งจะรู้เมื่อตอนบ่ายวันนี้เองว่าที่นี่มีพยาบาลอยู่อีกสองสามคน แต่พวกเขาเป็นมิชชั่นนารีด้วยทำให้ไม่ได้พักอยู่ที่นี่และไม่ได้มาทำงานทุกวัน เพราะเหตุนั้นเองทำให้ไม่มีใครว่างพอจะมาจัดการงานเอกสารที่กองเป็นภูเขาเพราะแค่รักษาคนไข้ให้ทันเวลากลับโบสถ์ก็แทบแย่กันแล้ว การมีผมมาช่วยจัดการจึงถือเป็นเรื่องประเสริฐสุดสำหรับโรงหมอไร้ระบบแห่งนี้


น่าเห็นใจ น่าเห็นใจ


หมอบอกผมว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละห้าบาท พอมาคิดคำนวณแล้วรวมสามเดือนก็สิบห้าบาท อีกสองวันถัดจากนี้ผมจะมีงานต้องไปแสดงกับวงดนตรีประจำบ้านของคุณเปรม งานนี้ยังไม่ได้ตกลงค่าจ้าง แต่คิดว่าก็คงได้ไม่มากไม่น้อย


จะทำยังไงถึงจะหาเงินห้าสิบบาทได้ในเวลาสามเดือนนะ


หรือจะไปรับจ้างร้องเพลงดี?


หลังจากฝึกร้อง ฝึกเล่นกับวงดนตรีไทยมาพักใหญ่ๆ ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงมากแค่ไหน มันเป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่แตกเนื้อหนุ่มแล้วแต่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ ทำให้เสียงไม่ทุ้ม ไม่แหลมจนเกินไป ฟังแล้วรื่นสบายหู ถ้าเปรียบเทียบก็คงจะเป็นเสียงเทเนอร์ในการร้องประสานเสียง


แต่ใครมันจะไปจ้างล่ะ


ผมหัวเราะให้กับความคิดของตัวเองแล้วเบนสายตามองตามแสงสีส้มที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในห้อง


เย็นป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย...


แสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเย็นทำให้ผมนึกถึงวันเวลาในวัยเด็ก


...ชมรมลีลาศ เพื่อนและครอบครัว...


มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตที่ผมจากมา


อยู่คนเดียวก็ฟุ้งซ่านแบบนี้ล่ะครับ


ถึงจะคิดตลกๆ กับตัวเองไปแบบนั้น แต่ภาพเก่าๆ กลับหลั่งไหลเข้ามาในสมองไม่มีหยุดหย่อน


พ่อกับแม่มักจะกลับบ้านช้าเพราะชอบทำงานเกินเวลา ทำให้ผมที่นั่งรอพ่อแม่มารับที่โรงเรียนต้องหาอะไรทำแก้เบื่อ จำได้ว่าตอนนั้นผมเลือกจะเข้าชมรมลีลาศ เอาเข้าจริงก็ไม่เชิงว่าเลือกเอง แต่เกิดจากการเสนอแรงจูงใจที่สมน้ำสมเนื้อ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นห้าคะแนนพิเศษในวิชาพละ


ผมนี่ก็เป็นพวกบ้าเกรด บ้าคะแนนอยู่เหมือนกันนะ


ตอนนั้น จำได้ว่าในชมรมมีแต่เด็กผู้หญิง ผมที่เป็นเด็กผู้ชายเลยกลายเป็นของหายาก เพราะแบบนั้นก็เลยได้เต้นทุกเพลง ได้เต้นทุกรอบ เต้นจนร้องไห้บอกครูว่าไม่เอาแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่ชมรมนี้มาจนจบชั้นมัธยม พอกลับไปคิดแล้วก็ตลกดี


จู่ๆ ผมก็ดันมีเพลงผุดขึ้นมาในหัว มันเป็นเพลงเต้นลีลาศที่ผมชอบและทำมันได้ดี ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงอยากร้องมันออกมา


“แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา”


 ผมเริ่มร้อง


หลังจากเรียนร้อง เรียนเล่นกับครูบุญมาพักใหญ่ ทำให้ผมติดนิสัยร้องเพลงไป ซึบซับเนื้อเพลงไป ครูบอกว่าถ้าทำแบบนั้นจะทำให้เราร้องเพลงได้ดีขึ้น


ภาพเหตุการณ์บางอย่างกำลังไหลกลับเข้ามาในหัวเหมือนภาพฉายจากฟิล์มเก่าๆ


“แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล ยามนี้จำต้องพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสุดห่วงยอดดวงตา”


ผมนึกถึงแม่ ทุกครั้งที่มองอาม้า ผมเห็นภาพของแม่ลอยขึ้นมาทับซ้อนอยู่เสมอ


ตอนนี้แม่จะสบายดีไหมนะ


“โอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไปไป”


ถ้าผมไม่ได้กลับไป ถ้าเราต้องจากกันไปตลอดกาล


...แม่จะยังยิ้มได้อยู่ไหมนะ...


หยดน้ำอุ่นๆ ที่กระทบกับฝ่ามือทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนไปร้องท่อนภาษาอังกฤษแทน


อย่างน้อยก็จะได้ไม่เห็นภาพความทรงจำพวกนี้


...แต่ผมคิดผิด...


“'Tis sundown. The golden sunlight tints the blue sea.”


ผมกำลังนึกถึงภาพชายหาดในยามเย็น


“Paints the hill and gilds the palm tree, happy be, my love, at sundown.”


จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ชอบพาผมหนีพ่อไปเที่ยวที่ชายหาดไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ มันไม่ใช่ชายหาดที่สวย น้ำไม่ใส ทรายก็ไม่ร่วนขาวละเอียด


แต่ผมชอบ


มันเป็นความทรงจำที่ดี แม่นั่งอยู่ตรงนั้น แม่ยิ้มอยู่ตรงนั้น


...อยากกลับไปจัง...


ก้อนความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่อกจนผมไม่สามารถร้องต่อได้ การร้องเพลงจึงหยุดอยู่แค่นั้น


...ภาพความทรงจำก็ควรหยุดอยู่แค่นั้น...


“เสียงเธอเพราะจัง”


ฉิบหาย ผมลืมไปเสียสนิทว่าไม่ได้อยู่คนเดียว


เสียงตะโกนบอกที่ดังมาจากด้านในทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ในใจมีแต่คำว่าซวยแล้ววิ่งวนอยู่เต็มไปหมด


เอาไงดี เอาไงดี


ผมหันหลังกลับไปมอง ใจคิดว่าต้องเห็นเขายืนทำหน้ายียวนอยู่ด้านหลังแน่ แต่กลับผิดจากที่คาดไปถนัด เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ คำพูดนั้นก็เป็นเพียงเสียงตะโกนมาจากห้องครัวเท่านั้น


งั้นแถไปก่อนแล้วกัน


ผมหันกลับไปมองคนที่เพิ่งเดินถือจานอาหารออกมาจากในครัวอย่างเป็นธรรมชาติ


“อะไรเหรอหมอ”


เขาเดินเร็วๆ มาวางจานอาหารร้อนระอุลงบนโต๊ะก่อนจะหันมายิ้มให้


“ก็เพลงที่เธอร้องไง ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว”


ผมแสร้งขมวดคิ้วยุ่ง


“ไม่ใช่เสียงผมหรอกครับ ผมพูดอังกฤษได้ที่ไหน”


เขาหันมาสบตากับผมแล้วกระตุกยิ้ม


ทำไมดูอันตรายจังนะ


“ใช่ ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้ยินเพลงอังกฤษ แต่รับรองได้ว่าในโรงหมอนี้ไม่มีใครรองเพลงนั้นได้หรอก ผมเองยังไม่เคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อนเลย”


เขาเอามือล้วงกระเป๋าแล้วเอนตัวไปพิงโต๊ะด้านหลัง


“ที่สำคัญตอนนี้เราอยู่กันแค่สองคนเองนะ”


ไอ้คนฉลาด ไอ้คนสมองดี


แต่อย่าได้ดูถูกความสามารถด้านการแสดงของผมไป


“ผมว่าหมอหูแว่วแล้วล่ะครับ ผีหลอกรึเปล่าหมอ”


ไม่ว่าเปล่ายังทำเป็นหันซ้ายหันขวาแล้วลูบแขนแกล้งขนลุกซู่


ใครก็ได้ส่งออสการ์มาให้มอสที


เขาหัวเราะในคอแล้วส่งแววตาแปลกๆ กลับมา


มันเป็นแววตากึ่งเจ้าเล่ห์กึ่งจับผิด ดูไม่น่าไว้ใจชอบกล


“ก็คงคิดว่าหูแว่ว ถ้าไม่บังเอิญได้ยินภาษาไทยในเพลงด้วย”


โว้ย ผมล่ะเบื่อความฉลาดของมันจริงๆ


“ผมว่าหมอหูฝาด”


ฉลาดมาก็หน้าด้านกลับ ในเมื่อไม่มีทางให้ไปก็ยืนกระต่ายขาเดียวไปเลย


เขาหัวเราะเบาๆ


“อ้าวเหรอ ก็คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง ว่าแต่...”


เขาทอดจังหวะอย่างจงใจ


“เพลงนี้ชื่อเพลงอะไรรึ”


อีผี ถามอย่างนี้ก็บอกมาเลยก็ได้ว่าผมดูโง่เง่าแค่ไหน


ในเมื่อหลบไม่ได้แล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงครับ


“หมอรออีกสักยี่สิบเก้าปีเดี๋ยวก็ได้ฟังเองล่ะครับ”


ทำตัวให้เป็นปริศนาแม่งไปเลย อยากจับผิดนักก็ไปให้สุดเลยครับพี่


ผมเห็นเขาขมวดคิ้วยุ่งแต่ก็คร้านจะใส่ใจแล้ว


“อีกยี่สิบเก้าปี?”


ผมพยักหน้าแบบขอไปที


“ทำไม ทำไมต้องรออีกยี่สิบเก้าปี”


เอ้า ถ้าบอกก่อนจะให้รอทำแปะก๊วยอะไรล่ะ


“รอไปสิหมอ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ”


เขากวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆ และเพราะผมเป็นคนใสซื่อไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเลยยอมเดินตามไปจนโดนดีดหน้าผากดังปั้ก


นิ้วทำจากเหล็กเหรอ


“เจ็บนะหมอ”


“ก็ดีดให้เจ็บไง ยียวนนักนะ เดี๋ยวนี้เอาใหญ่แล้ว”


ผมเบ้ปาก


“พูดอย่างกับรู้จักผมมานานอย่างนั้นล่ะ”


เขาหัวเราะฮึๆ ในคอ


“ก็นานพอจะรู้ว่าเป็นเด็กดื้อแถมนิสัยไม่ดีล่ะนะ”


ผมยักไหล่แสดงให้เห็นความไม่แยแส ถ้าเป็นเพื่อนผู้หญิงในคณะก็คงพูดว่า ‘โนแคร์ โนสน’ อะไรทำนองนั้น


“ผมหน้าตาดีก็แล้วกัน”


ครับ หลงตัวเอง ยอมรับ


คราวนี้อีกฝ่ายกลับหัวเราะร่ากับคำตอบของผม ไร้ร่องรอยของชายขี้จับผิดเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง


“ตลกจริงนะ”


เขาลดเสียงหัวเราะลงแล้วสบตาผมนิ่ง แววตานั้นลุ่มลึกน่าหลงใหล


“แต่ก็ไม่เถียงว่าเป็นความจริง”


...ไอ้เวร ไอ้หมอเวร....







**************************************************************************


[เกร็ดความรู้]


                         "เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น หรือ  Love at Sundown เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย และท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาอังกฤษ แล้วพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำร้องสมบูรณ์ทั้งสองภาษาให้นายเอื้อ สุนทรสนาน นำไปให้นายบิลลี่หรือนาย คีติ คีตากร นักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นนักดนตรีในวงดนตรีสุนทราภรณ์เรียบเรียงเสียงประสานจนสมบูรณ์จึงได้นำออกบรรเลงในงานของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่นำออกบรรเลงสู่ประชาชน เป็นเพลงที่ร่าเริงแจ่มใสเหมาะสำหรับการเต้นรำในสมัยนั้น จึงเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยทันที"


          ถ้านับเวลาตามเนื้อเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2460 เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็นจะถูกเผยแพร่ออกสู่ประชาชนหลังจากนี้ 29 ปีพอดี




อ้างอิงประวัติเพลงยามเย็น : ยามเย็น





ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
พี่เปรม รัก
หมอปีเตอร์ อยู่ด้วยก็สบายใจ

แต่ทำไงให้ได้งินไปใช้แทนเฮียนี่สิ
       :L1: :L1: :L1:
  :pig4: :pig4: :pig4: :pig4:

CoMMuNiTY Of ThAiBoYsLoVE






ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
คุณเปรมนี่ขี้หึงมากๆเลยนะเนี่ย จริงๆก็อยากรู้นะว่าหมอกับคุณเปรมไปมีเรื่องอะไรยังไงกันที่อังกฤษ

ปล. เราชอบเพลงพระราชนิพนธ์มากๆเหมือนกันค่ะ ได้ฟังแล้วคิดถึงสมัยเด็กๆ

ออฟไลน์ Snowermyhae

  • เป็ดAphrodite
  • *
  • กระทู้: 4025
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +97/-7
คุณเปรมขี้หึงจังงงงง คุณหมอนี่นกพันเปอร์เซ็นต์ เราจะอาสาดามใจให้เองนะคะ
ปล.อินกับเพลงพระราชนิพนธ์มากค่ะ เพราะมาก เราชอบ คนเขียนหาข้อมูลมาดีมากค่ะทั้งเรื่องการจูบทั้งเรื่องเพลงพระราชนิพนธ์ ชอบอ่านเกร็ดความรู้  :กอด1:

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
กรน่ารักจัง

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 16 รักเอย [ครึ่งหลัง]






ผมเพิ่งจะนึกออกว่าไอ้มั่นเคยบอกว่าจะพาผมไปหาหลวงลุงของมันก็ตอนที่ผมเห็นพระเดินเข้ามาในรั้วบ้าน เรื่องของเรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากไปกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าคุณอธิป พ่อของคุณเปรม ที่บ้านของเขาเลยมีการจัดงานบุญขึ้นใหญ่โต พวกผมที่เป็นวงดนตรีประจำบ้านเลยได้โอกาสมาเปิดตัว


เรื่องมันควรจะเรียบง่ายและสงบสุข ถ้าไม่ติดที่ว่า...


“พวกเอ็งต้องตั้งใจเล่นให้ดีรู้ไหม งานนี้เป็นงานใหญ่ ข้าราชการมากันหลายคน ถ้าเราเล่นไม่ดีท่านเจ้าคุณก็จะพลอยเสียหน้าไปด้วย เช่นนั้นแล้วก็คงจะไม่จ้างงานพวกเราอีก”


พอพูดจบครูบุญยกมือขึ้นปาดเหงื่อเล็กน้อย วันนี้ครูอยู่ในชุดเป็นทางการกว่าทุกวัน ไม่มีผ้าขาวม้าพาดคอเป็นเครื่องประดับเหมือนอย่างปกติ กางเกงจีนที่ใส่อยู่ดูก็รู้ว่าซื้อมาใหม่ เสื้อที่ใส่ด้านในเป็นเสื้อคอกลมสีขาวเหมือนอย่างทุกที แต่คราวนี้ครูคลุมทับด้วยเสื้อคลุมฝ้ายอย่างดี อาจจะดูไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ แต่ก็รับรู้ได้ว่าครูตั้งใจกับงานวันนี้มาก


เพราะแบบนั้นไงผมเลยยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่


อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน ท้องฟ้าโปร่งโล่งสดใสสมเป็นวันดีๆ แต่สิ่งที่ครูบุญพูดเมื่อครู่กำลังรบกวนจิตใจผมอย่างหนัก


ถ้าทำได้ไม่ดีล่ะ


ถ้าผมทำไม่ได้ล่ะ


“ไอ้กร”


เสียงคนคุ้นเคยที่กระซิบเบาๆ ทำให้ผมต้องทำตัวเหมือนปกติ


“มีอะไร”


มือหยาบกร้านของมันบีบบ่าผมหนักๆ อยู่สองสามที


“มึงทำได้ ข้ารู้”


ทั้งสั้น ทั้งห้วน แต่กลับสามารถเรียกกำลังใจผมคืนมาได้มากโข


ผมยิ้มตอบมันไปบางๆ แล้วเงยหน้ามองฟ้า


ขอให้วันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยเถิด


สายลมแผ่วเบาพัดผ่านราวกับคำตอบรับของเทวดาที่ผมภาวนาถึง ผมหรี่ตาสู้แสงมองกิ่งไม้เหนือหัวที่กำลังโบกกิ่งพริ้วสะบัดไหว


...อยากไปหาอาเจ้จังเลยน้า...


ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทำอย่างที่ใจคิด ตอนนี้พวกเราทั้งวงถูกพามายืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนใกล้กับโรงครัว เสียงสนทนาของแขกเหรื่อมากมายบริเวณหน้าบ้านผสมโรงเข้ากับเสียงโหวกเหวกวุ่นวายจากโรงครัวทำให้ผมยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก


ถึงผมจะเคยเรียนดนตรีไทยมาแต่ก็เป็นการเรียนแบบงูๆ ปลาๆ ประกงประกวดก็ไม่เคย จู่ๆ มาทำอะไรแบบนี้จะให้ไม่ตื่นเต้นเลยก็คงทำได้ยาก


...จริงสิ...


“ไอ้มั่น”


มันหันมาทำหน้างงเป็นเชิงว่า ‘เรียกทำไม’


“ไหนมึงบอกว่าจะพากูไปหาหลวงลุงมึงไง”


มันเบิกตาโตแล้วตบเข่าฉาด


“เออว่ะ ข้าลืมไปเสียสนิทเลย”


มันตบบ่าผมสองสามที


“ไม่ต้องกังวลไป ประเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปกันเลยดีไหม ข้าว่างพอดี มึงล่ะว่างไหม”


...พรุ่งนี้เหรอ...


“กูว่างทั้งวันยกเว้นช่วงบ่าย ต้องไปทำงานให้หมอ”


มันพยักหน้าเข้าใจ


“เช่นนั้นไปช่วงเช้าก็ได้ จะได้ไปทำบุญเสียด้วย”


นั่นสิ ผมห่างจากการทำบุญมานานแค่ไหนแล้วนะ


“เออ ดีเหมือนกัน ช่วงนี้รู้สึกซวยๆ พิกล”


ยังไม่ทันที่มันจะอ้าปากตอบกลับ พวกเราทั้งวงก็ถูกบ่าวคนหนึ่งมาตามให้เริ่มเข้าประจำที่


ให้ตายสิ ผมกลับมาตื่นเต้นอีกแล้ว


ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่แล้ว แต่พอเริ่มก้าวเข้ามาในงานใจของผมก็เต้นแรงมากขึ้นทุกที มันไม่ใช่งานบุญใหญ่ แต่จะเรียกว่าเป็นงานเล็กๆ ก็คงไม่ถูก ผู้คนที่เดินไปมาในงานล้วนอยู่ในชุดหรูหรามีราคา เห็นตั้งแต่ห้าร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นคนมีฐานะ มีหน้ามีตาในสังคม


นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมได้คิดถึงความจริงที่ว่า...ผมกับคุณเปรมต่างกันมากแค่ไหน


รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคิด แต่ใจมันก็ประหวัดคิดขึ้นมาเสียได้ ผมพ่นลมหายใจไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว เหลือไว้เพียงความตื่นเต้นกับหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บในอก


ผมทำได้ ต้องทำได้สิ


แต่ทุกอย่างมันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อผมเห็นว่ามีคนมากมายขนาดไหนนั่งอยู่ด้านใน เก้าอี้มากมายทั้งถูกจับจองแล้วและยังไม่ถูกจับจองหันหน้าเข้าหาอาสนะของพระสงฆ์ที่อยู่ด้านหน้าสุด ส่วนด้านข้างอาสนะเป็นเวทีไม้ขนาดเล็กที่มีบ่าวสองสามคนกำลังจัดย้ายเครื่องดนตรีไทยเพื่อเปลี่ยนรูปแบบวงจากวงปี่พาทย์ให้กลายเป็นวงมโหรีเครื่องเล็ก


เมื่อครู่คงมีการเล่นวงปี่พาทย์ประกอบการทำบุญตอนเช้าตามธรรมเนียม ไอ้พวกผมที่ฝึกกันมาแบบวงมโหรีจึงไม่ได้มีส่วนร่วมกับพิธีการตรงส่วนนี้มากนัก คนที่มารับหน้าที่บรรเลงตรงนี้อาจจะเป็นนักดนตรีอีกกลุ่มหรือยังไง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการตามหาตัวผู้บรรเลงวงปี่พาทย์เมื่อครู่คือเครื่องดนตรีไทยที่อยู่บนเวทีนั่นต่างหาก



เครื่องดนตรีไทยบนเวทีเป็นเครื่องใหม่เอี่ยมทั้งวง ประเมินด้วยสายตาก็รู้ว่ามีราคามากแค่ไหน เผลอๆ อาจจะมากกว่าเครื่องดนตรีทุกชิ้นในบ้านครูบุญรวมกันด้วยซ้ำ


โอ๊ย กดดันโว้ย


แต่อย่างน้อยก็โชคดีว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่กดดัน ผมหันไปเห็นไอ้มั่นที่ยืนอ้าปากค้างกับพี่ๆ ในวงอีกเจ็ดคนที่มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ก็อุ่นใจขึ้นมาอีกเปาะนึง


อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เสร่ออยู่คนเดียวล่ะนะ


ครูบุญหันมาทำหน้าดุใส่พวกผม


“เอ้า ไอ้เจ้าพวกนี้ ยืนนิ่งกันอยู่ได้ ประจำที่สิ”


เสียงเอ็ดนั้นไม่ดังนักแต่ก็มากพอที่จะทำให้พวกเราทุกคนได้สติแล้วเริ่มเข้าประจำที่ของตัวเอง


วงของพวกเรามโหรีเครื่องเล็ก แม้ว่าวงมโหรีจะไม่ได้รับความนิยมในการแสดงบรรเลงต่อหน้าสาธารณชน แต่เมื่อคุณเปรมยืนยันว่าอยากได้วงมโหรีก็คงไม่มีใครขัดได้


ในวงของพวกเรามีเครื่องดนตรีรวมทั้งหมดสิบชิ้น เดิมทีผมมีหน้าที่เล่นฆ้องวงใหญ่ แต่เพราะคุณเปรมอยากให้ผมขับร้องเลยกลายเป็นว่าผมต้องโยกย้ายมาเป็นคนเล่นซอสามสายแทน แต่ละวันที่ซ้อมนั้นแสนลำบากยากเย็น อย่างที่บอกไปว่าผมเองก็ห่างหายจากการเล่นดนตรีไทยมานานมากแล้ว จู่ๆ ต้องมาทั้งเล่นทั้งร้อง ความวินาศเลยบังเกิด ไหนจะต้องเรียนเล่น ไหนจะต้องเรียนขับร้องควบคู่ไปด้วย กลายเป็นว่าผมทุ่มเทเวลาทั้งวันทั้งคืนในการซ้อมร้องซ้อมเล่นจนแทบไม่เป็นอันจะทำอะไร


...เอาจริงผมก็บ่นไปงั้นล่ะ...


ถึงจะพูดบ่นไปมากแค่ไหนแต่ก็ต้องยอมรับว่าผมสนุกกับมันมากเหลือเกิน ดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างผมในวันคืนที่ยากลำบาก คืนไหนที่ความคิดของผมฟุ้งซ่านเกินจะระงับ ผมก็จะเริ่มขับร้องเพลงที่ได้ร่ำเรียนมา คืนไหนที่ผมหวาดกลัวกับความมืดยามค่ำคืน เสียงซอสามสายที่ได้รับมาจากครูบุญจะคอยปลอบประโลมผม


เพราะดนตรีไทยนี่เองที่ทำให้ผมสนุกเสียจนลืมเวลา


เพราะดนตรีไทยนี่เองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่


พักหลังมานี้ผมเลิกแบ่งแยกตัวเองกับกรวิกแล้ว คงเพราะผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ล่ะมั้ง


“เอ้า เตรียมพร้อมนะ”


เสียงกระซิบอย่างขึงขังของครูบุญทำให้ผมหลุดจากภวังค์มามองภาพตรงหน้า


คุณเปรมในชุดราชปะแตนกับผ้าม่วงโจงกระเบนก้มลงสวัสดีแขกเหรื่ออย่างนอบน้อมก่อนจะเดินตรงเข้ามายังวงดนตรี


...เดินตรงมายังตำแหน่งระนาดเอกที่ยังว่างอยู่...


...สวัสดี สมาชิกคนที่สิบของวง...


ผมจำได้ว่าเพลงแรกที่ต้องเล่นคือเพลงโหมโรงไอยเรศที่ผมต้องเป็นคนขึ้นเพลง จากนั้นก็...


“เอ้า ไอ้กร เริ่มสิ”


เสียงกระซิบของไอ้ไม้ที่ดังเตือนขึ้นทำให้ผมต้องจับคันซอแล้วสูดลมหายใจตั้งสมาธิ


เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน


...ต้องใช้ใจเล่นแล้ว...


...แล้วทุกอย่างก็เริ่มบรรเลงอย่างที่มันควรจะเป็น...


เพลงถูกขับกล่อมออกมา เพลงแล้ว เพลงเล่า ทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง


ผมทำมันได้ ทำได้ดีทีเดียว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่คิด


ไม่มีการร้องผิดเนื้อ ไม่มีการสีซอผิดโน้ต ไม่มีการลืมเนื้อเพลง


ผมทำได้ ทำได้จริงๆ


แล้วโน้ตตัวสุดท้ายก็จบลงพร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้ฟัง ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งได้รู้ว่าตัวผมในตอนนี้มาไกลกว่าเก่าแค่ไหน


เสียงตึกตักในอกของผมมันดังก้องจนน่าหนวกหู แต่น่าแปลกจริงๆ ที่ผมกลับหุบยิ้มไม่ได้


...ความภูมิใจมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...


...เวลาที่ทำอะไรแล้วคุ้มค่าความพยายาม...มันเป็นแบบนี้นี่เอง...


...ดีจัง...ดีใจจัง...


“ลุกได้แล้วมึง”


ผมหลุดออกจากภวังค์ตอนที่ไอ้มั่นกระซิบเรียก พอหันไปมองจึงเห็นว่าคนอื่นๆ ทยอยลุกกันไปหมดแล้ว


สติมีขายที่ไหนบ้าง เอามาให้มอสที


ผมพยักหน้ารับแบบงงๆ แล้วเดินตามมันออกไป


พวกเราทั้งสิบคนยืนหยุดรอคุณเปรมกวักมือเรียกบ่าวคนหนึ่งเข้ามาหา เขาพูดอะไรกับชายคนนั้นสองสามคำก่อนจะหันมาฉีกยิ้มให้พวกผม


“วันนี้ทำได้ดีมาก เสร็จงานแล้วก็ไปพักเถอะ จะให้อยู่พาไปที่โรงครัว เดี๋ยวจะมีคนเอาเงินไปให้ ค่าจ้างวันนี้จะได้คนละห้าบาท กลับไปแล้วก็ขอให้ขยันหมั่นฝึกซ้อม หากมีงานคราวหน้าจะได้ทำได้ดีเฉกเช่นวันนี้อีก”


ทุกคนพูดขอบคุณพร้อมกับพนมมือไหว้แทบจะพร้อมกัน


ห้าบาท รวมกับที่จะได้จากหมอในสามเดือนก็ยี่สิบบาท


จะทำยังไงกับเงินสามสิบบาทที่เหลือดีนะ


จริงสิ...ผมยังมีอาเจ้นี่นา


พอคิดได้แบบนั้นผมเลยตั้งใจจะไปหาอาเจ้แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าตามคนอื่นๆ ไป ผมก็ถูกฝ่ามือใหญ่ดึงเอาไว้เสียก่อน


คุณเปรมจับแขนผมแล้วยิ้มให้


“เก่งมาก”


เขาเอามือลูบหัวผมหนึ่งที


...แค่หนึ่งที แต่อุ่นวาบไปทั้งหัวใจ...


หลังจากนั้นเขาก็ปล่อยแขนผมแล้วเดินไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


...ความรักนี่...บ้าบอดีจริง...






**********************************************************************************



อย่างที่หลายคนรู้ว่านิยายเรื่องนี้ลงในเด็กดีด้วยเนอะ ตอนแรกปิงปองไม่ได้เอาเกร็ดความรู้มาใส่เพราะยังมีปัญหากับการลงนิยายในเล้าว่าควรทำยังไงให้มันอ่านสบายตาดี กลัวว่าถ้าเอามาใส่มันจะพาลรกไปกันใหญ่ แต่ตอนนี้เริ่มชินมือเลยเอาเกร็ดความรู้ทั้งหมดมาอัพเดตให้เหมือนในเด็กดีแล้วน้า

:z2: :z2: :z2:




**********************************************************************************




[เกร็ดความรู้]




วงมโหรี      
                    วงมโหรีเกิดจากการประสมกันระหว่าง
                    1.วงบรรเลงพิณ (โบราณาจารย์เรียก การขับร้องเป็นลำนำพร้อมกับการดีดพิณน้ำเต้า ในคนๆเดียว แต่มึสองลำนำขึ้นไปประสานเสียงกันว่า "วง")
                    และ
                    2. วงขับไม้ (ผู้สีซอสามสายเป็นลำนำ ร่วมกับผู้ไกวบัณเฑาะว์)
                   
                    เกิดขึ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าสมัยกรุงสุโขทัย ภายหลังจึงประสมเครื่องดนตรีเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ เป็นวงมโหรีเครื่องสี่. หก. และประสมเครื่องดนตรีวงปี่พาทย์ตามวิวัฒนาของวงปี่พาทย์เครื่องคู่. และเครื่องใหญ่แต่มีระเบียบวิธีที่เป็นข้อยึดถือเสมอมา คือ กำหนดให้ซอสามสาย และการขับร้องเป็นประธาน และยึดบันไดเสียงกลุ่มเสียงระดับเพียงออ ร่วมกับเน้นลักษณะการขับกล่อม เป็นสำคัญ แม้นเมื่อประสมด้วยเครื่องปี่พาทย์ตามยุคต่าง ๆ ก็ดี ดุริยางคศิลปิน มักจะสร้างสรรค์ให้เครื่องปี่พาทย์ปรับเข้าหาเครื่องสาย และใช้โทน รำมะนา ในการกำกับจังหวะ เนื่องจากเป็นวงประเภทการขับกล่อมเพื่อสุนทรีย์ ด้วยการปรับขนาดเครื่องดนตรีให้เล็กลงเพื่อให้เสียงกลมกลืนกันกับเครื่องสาย และกำหนดให้เสียงลูกยอดของระนาดเอกจะพอดีกับเสียงนิ้วก้อยสายเอกของซอด้วง ตลอดจนเมื่อขนาดของเครื่องดนตรีปี่พาทย์เล็กลงจะใช้ไม้นวมบรรเลง


อ้างอิง: วงมโหรี



                      สาเหตุที่ปิงปองเลือกใช้วงมโหรีในเนื้อเรื่องแทนวงปี่พาทย์ที่เป็นที่นิยมกันในสมัยนั้นเพราะว่าปิงปองปูเนื้อเรื่องให้กรวิกเป็นคนที่มีเอกลัษณ์ที่เสียงขับร้องมาแต่ต้น ครั้นจะให้เปลี่ยนไปใช้วงปี่พาทย์ซึ่งไม่มีการขับร้องก็คงไม่ได้ ต้องขอโทษในความผิดพลาดทำให้อาจจะดูไม่สมจริงไปบ้างจริงๆค่ะ TT





โหมโรง



               เพลงโหมโรง คือ เพลงที่ใช้บรรเลงเป็นอัน ดับแรกก่อนที่จะมีการแสดงมหรสพต่างๆ หรือก่อนที่จะมีการร้องส่งเพลงอื่นๆ ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า การแสดงมหรสพหรือการร้องส่งกำลังจะเริ่มแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นเพลงสำหรับวงดนตรีที่บรรเลงประโคมในงานพิธีมงคลต่างๆ บรรเลงเป็นอันดับแรก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่งาน และเพื่อเป็นการประกาศว่า งานพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว


          เพลงโหมโรงมี 2 ชนิด คือ


          ก. เพลงโหมโรงที่เป็นเพลงชุด ที่โบราณาจารย์ได้นำเพลงหน้าพาทย์หลายๆ เพลงมาเรียบเรียงไว้และบรรเลงต่อเนื่องกัน แต่ละเพลงมีความหมายในทางศักดิ์สิทธิ์ เพลงโหมโรงชนิดนี้ เป็นเพลงโหมโรง “สำหรับวงปี่พาทย์เท่านั้น” ใช้บรรเลงในงานพิธีมงคล ต่างๆ และบรรเลงก่อนการแสดงมหรสพต่างๆ เช่น โขน ละคร หนังใหญ่ และลิเก โหมโรงชนิดนี้ ได้แก่ โหมโรงเช้า โหมโรงกลางวัน และโหมโรงเย็น


      ข. เพลงโหมโรงที่เป็นเพลงๆ เดี่ยว หรืออาจะเป็น 2 เพลงต่อเนื่องกัน เป็นต้น เรียกว่าโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวา เหตุที่เรียกว่า โหมโรงเสภา เนื่องมาจาก ในสมัยก่อน เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงก่อนที่จะมีการเล่นเสภา หรือการร้องส่ง ซึ่งแต่เดิมทีเดียวการโหมโรงก่อนการเล่นเสภาก็เป็นเพลงชุดดังข้อ ก. ต่อมาเห็นว่านานเกินไป จึงตัดเหลือแต่เพลงวา เพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาเป็นเพลงโหมโรง “สำหรับวงดนตรีไทยทุกประเภท” ทั้งวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ และวงมโหรี ได้มีผู้แต่งเพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาไว้เป็นจำนวนมาก แต่ในบรรดาเพลงโหมโรงชนิดนี้ ด้วยกันแล้ว เพลงโหมโรงไอยเรศได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด




อ้างอิง: โหมโรง (เพลง)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26-03-2018 19:02:19 โดย Marymo »

ออฟไลน์ TachibanaRain

  • มาโกโตะเทนชิ
  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2422
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +76/-3
คุณเปรมนี่บางทีก็เหมือนเต๊าะบางทีก็เหมือนหยอกๆนะ แต่ก็ชอบเวลาคัณเปรมใช้สายตาวิบวับอะ ใจละลาย

ออฟไลน์ ommanymontra

  • เป็ดEros
  • *
  • กระทู้: 3463
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +96/-0

ออฟไลน์ t2007

  • เป็ดHermes
  • *
  • กระทู้: 2446
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +135/-5
น้องมอสก้าวหน้ามากลูก ตอนหน้าจะพบหลวงลุงแล้วซินะ

ออฟไลน์ ♥►MAGNOLIA◄♥

  • เป็ดApollo
  • *
  • กระทู้: 7531
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +193/-11
มอส ทำได้  :hao5:
เล่นซอสามสายได้ ร้องได้ สุดยอดดดด  :katai2-1: :katai2-1: :katai2-1:

ออฟไลน์ Marymo

  • เป็ดมัธยม
  • *
  • กระทู้: 147
  • ให้คะแนนชื่นชมคนนี้: +106/-2
    • Fanpage: ปิงปองโต้คลื่น
บทที่ 17 ประพันธ์ [ครึ่งแรก]







ชายหนุ่มร่างกำยำเดินนำพวกเราเดินลัดเลาะสวนมาจนถึงเรือนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนคลาคล่ำ ในเรือนแว่วเสียงตะโกนดังประสานกับเสียงภาชนะกระทบกันไม่ขาดสาย บ่าวไพร่วิ่งวุ่นจับนู้นที จับนี่ที ดูวุ่นวายกว่าเมื่อเช้าเสียอีก


“เดี๋ยวพวกเอ็งก็นั่งกินข้าวกันในครัวกับพวกบ่าวไปนะ สักประเดี๋ยวจะมีคนเอาเงินมาให้ ชื่อตาอ่ำ เป็นบ่าวเก่าแก่ของที่นี่ เจอแล้วก็ไหว้ด้วยล่ะ”


ไอ้มั่นหันมาสบตาผมก่อนจะหันไปถาม


“แล้วพวกฉันจะรู้ได้อย่างไรล่ะจ๊ะว่าใครคือตาอ่ำ”


ถามได้ตรงใจผมจริงๆ ให้ตาย


ชายคนนั้นถอนหายใจระอา


รู้ว่าดูโง่ แต่อย่าแสดงออกชัดนักสิ ผมก็หน้าบางเป็นนะ


“ก็บอกอยู่ว่าเป็นบ่าวเก่าแก่ ลุงแกแก่แล้วแต่ก็ใหญ่กว่าบ่าวทั่วไป มึงเห็นพวกบ่าวมันไหว้ลุงแก่ๆ คนไหนก็คนนั้นล่ะ”


ตอบแบบนี้อย่าตอบเลยพี่


ไอ้มั่นยกมือไหว้ขอบคุณในคำตอบที่ฟังดูไม่มีประโยชน์สักเท่าไหร่แล้วหันมาสบตากับผม แววตากระอักกระอ่วนปนเศร้าใจนั้นทำให้ผมอดเอามือตบบ่ามันไม่ได้


บอกเลยว่ามอสเห็นใจ


ผู้ชายคนนั้นเดินจากไปแล้ว ทิ้งพวกเราเก้าคนรวมครูบุญอีกหนึ่งก็เป็นสิบให้ยืนมองหน้าแล้วยิ้มแห้งให้กันและกันอย่างไม่รู้จะเริ่มเข้าไปขอข้าวเขากินยังไงให้ไม่ดูเป็นคนจรจัดดี สุดท้ายก็เป็นครูบุญที่ส่ายหน้าเหนื่อยใจกับพวกเราแล้วเดินเข้าไปเปิดทางให้


แม่สอนไว้ครับว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด...


“โอ๊ย มากินข้าวอะไรตอนนี้ ฉันหัวหมุนจะแย่แล้ว รอไปก่อนแล้วกัน”


เพราะหมากัดผู้ใหญ่อยู่


ครูบุญหันมาทำหน้าเจื่อนใส่พวกผมก่อนจะปรับสีหน้าเพื่อพยายามรักษาภาพลักษณ์เป็นคุณตาที่สุขุมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด


มอสล่ะอยากจะเดินไปตบบ่าครูจริงๆ


พวกเราหันมองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี ถึงจะมารวมตัวกันเป็นวงดนตรีแต่ก็ใช่ว่าพวกเราจะสนิทชิดเชื้อกันสักเท่าไหร่ จะให้มานั่งล้อมวงพูดคุยกันก็คงจะดูผิดวิสัยไปหน่อย ยิ่งยืนนานขึ้น ทุกคนก็เริ่มที่จะหันมองหน้ากันมากขึ้นจนทำให้บรรยากาศรอบด้านแย่ลงทุกที


จะทำอะไรระหว่างรอดีนะ


“ขออภัยนะคะ”


เสียงใสหวานที่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลทำให้พวกผมหันขวับไปแทบจะพร้อมกัน


สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือเด็กสาวผมสั้นคนหนึ่งกำลังฉีกยิ้มบางมาให้ เธออยู่ในชุดเสื้อระบายลูกไม้ตัดเย็บประณีตรับกับผ้าซิ่นยาวถึงหน้าแข้งสีหวาน แม้จะสวมใส่ลูกไม้แต่กลับไม่ทำให้เธอดูสูงวัยขึ้นแต่อย่างใด กลับกันเสื้อผ้าเครื่องประดับที่เธอสวมใส่กลับทำให้เธอดูอ่อนหวานและสดใส ใบหน้าอ่อนวัยนั้นช่างงดงาม เพียงริมฝีปากชมพูบางนั้นแย้มยิ้มโลกทั้งใบก็สดใสขึ้นทันตา


ผมไม่รู้จะหาคำไหนมานิยามคนตรงหน้าได้เลย สวยก็ไม่ใช่ น่ารักก็ไม่เชิง ต้องบอกว่าน่ามอง มีเสน่ห์ ละสายตาไม่ได้ถึงจะถูก นัยน์ตากลมโตรับกับพวงแก้มอมชมพู ริมฝีปากบางเป็นสีชมพูระเรื่อตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำยังไงก็หาที่ติบนใบหน้าของเด็กคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ


ขนาดผมไม่ชอบผู้หญิงยังหลงใหลเธอถึงขนาดนี้แล้วคนอื่นล่ะจะขนาดไหน


ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ผมเหลือบตาไปมองไอ้มั่นแล้วก็พบกับความจริงที่ว่ามันเคลิ้มกับรอยยิ้มหวานนั้นไปเรียบร้อย


ก็สมควรเคลิ้มอยู่ล่ะ


ประเด็นคือไม่ใช่แค่ไอ้มั่น แต่ทุกคนเหมือนจะตกอยู่ในห้วงความงามของเด็กสาวคนนี้ไม่เสียหมด


ให้ตายสิ แบบนี้เธอคงได้มองว่าพวกเราเป็นพวกหื่นกามกันพอดี  ผมควรทำอะไรสักอย่าง...


“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือครับคุณหนู”


เธอหันมายิ้มให้ผม


“อย่าเรียกว่าคุณหนูเลยค่ะ ฉันไม่ใคร่จะชอบนัก”


สวยไม่พอ ยังไม่ถือตัวอีก ถ้าผมชอบผู้หญิง เธอจะกลายเป็นนางในฝันของผมแน่นอน มอสฟันธง


ผมฉีกยิ้มกลับ


“เช่นนั้นคุณเรียกพวกผมทำไมหรือครับ”


เธอเก็บมือทั้งสองประสานไว้บริเวณเอว ใช้ขี้เล็บมองยังรู้ว่าเป็นคนที่ได้รับการอบรมมารยาทมาดีแค่ไหน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยตอบก็พลันมีบ่าวผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมาเสียก่อน เธอจึงหันไปหาบ่าวคนนั้นแทน


“มีใครเห็นคุณหญิงป้าบ้างหรือไม่”


ถึงน่าหงุดหงิดอยู่หน่อยๆ ที่จู่ๆ ก็โดนถีบออกจากวงสนทนา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจค่านิยมของยุคนี้ที่ว่ากุลสตรีที่ดีต้องไม่สนทนากับบุรุษโดยไม่จำเป็น


สำคัญคือสวยครับ มอสยอมโดนถีบออกมาก็ได้


บ่าวคนนั้นค้อมตัวลงเล็กน้อย


“คุณหญิงเพิ่งจะกลับขึ้นไปพักผ่อนเมื่อครู่นี้เองค่ะ ท่านบอกว่าไม่ใคร่จะสบายนัก”


เด็กสาวคนนั้นมีสีหน้ากังวลขึ้นเล็กน้อย


“น่าเสียดายจริง”


จากนั้นจึงคลี่ยิ้มละไม


สวยเป็นบ้าเลยให้ตายสิ


“ขอบใจมากนะจ๊ะ”


บ่าวคนนั้นก้มหัวต่ำลงเป็นการรับคำขอบคุณก่อนจะรีบเดินกลับเข้าไปในโรงครัว


ใบหน้าหวานหยดนั้นหันมามองหน้าผมแล้วก้มหัวให้เล็กน้อย


“ขออภัยที่เสียมารยาทนะคะ”


ดวงตากลมโตที่หลับลงแล้วคลี่ออกช้าๆ นั้นแสนตรึงตา ขนตางามงอนช่วยขับให้ดวงหน้าหวานหยดนั้นดูอ่อนโยนแว่วหวานยากจะหาอะไรมาเปรียบ


ผมค่อยๆ ก้มหัวต่ำลงเป็นการรับคำขอโทษแต่ก็ให้เกียรติคนตรงหน้าไปในที


มันเป็นการเลียนแบบการกระทำของบ่าวเมื่อครู่ทุกกระเบียดนิ้ว


เธอเพียงอมยิ้มหวานแล้วหมุนตัวเดินจากไปด้วยกริยาเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว


ยอม ไอ้มอสยอมชอบผู้หญิงเลยเอ้า


...คนอะไร หน้าตาก็ดี กริยามารยาทก็ดี ดีจริงๆ เลยให้ตายสิ...


ไอ้มั่นขยับเข้ามาแล้วคว้าคอผมไปกอดแน่น


“ไอ้กร”


“เออ กูรู้”


ไม่ต้องพูดก็รู้ใจ ของสวยๆ งามๆ ใครจะไม่ชอบกัน


“ไอ้เหี้ยเอ๊ย นั่นคนหรือนางฟ้านางสวรรค์กันนะ”


“นางฟ้านางสวรรค์ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือเตรียมสำรับให้เสร็จแล้ว จะกินไหม”


น้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังขัดขึ้นมาทำให้ผมกับไอ้มั่นหันขวับไปมอง


“อาเจ้! / พี่พลอย!”


“ชู่ เบาๆ สิ อายคนอื่นเขาบ้าง เด็กพวกนี้นี่ กระโตกกระตากกันเสียจริง”


น้ำเสียงดุไม่จริงจังพร้อมกับใบหน้าประดับรอยยิ้ม


ท่าทางขึงขังผิดกับดวงตาที่สดใส


...ผมคิดถึงจังเลย...


“อาเจ้ คิดถึงจังเลย”


เธอหันมากระตุกยิ้มแล้วแกล้งเบ้ปากใส่ผมก่อนจะหันไปหาคนอื่นๆ ในวง


“พี่ๆ ไปกินข้าวกันได้เลยนะจ๊ะ ฉันเตรียมสำรับไว้ให้ตรงมุมครัวนู้นเรียบร้อยแล้ว”


สิ้นเสียงของอาเจ้ ทุกคนก็ค่อยๆ เดินตามทิศทางที่บอกไป มีอยู่บ้างที่หันมามองผมกับไอ้มั่นแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา


แหน่ะ อยากรู้อยากเห็นล่ะซี่


ผมหันมาหาอาเจ้ ใจอยากจะกระโดดเข้าไปกอดให้หายคิดถึงแต่ก็สำเหนียกได้ว่าคงดูไม่ดี เลยทำได้แค่ยืนยิ้มให้กันเท่านั้น


“คิดถึงเจ้มากเลยรู้ไหม”


เธอเลิกคิ้ว


“ไม่จริงหรอก ถ้าลื้อคิดถึงอั๊วจริงคงมาเยี่ยมอั๊วบ้างแล้ว”


จี้ปมครับ จี้ปม


ยอมรับว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่ได้มาหาอาเจ้เลย จะมีก็แต่ฝากขนมนมเนยให้คนอื่นเอาไปให้บ้างแต่ก็น้อยจนนับครั้งได้ อาป๊ากับอาม้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง อาป๊านั้นบาดหมางกับอาเจ้ไปนานแล้ว ส่วนอาม้าเองก็ไม่มีเวลาจะมาเยี่ยม ส่วนอาเฮีย...รายนั้นขอแค่ไม่ก่อปัญหาให้ก็ประเสริฐพอแล้ว


“อั๊วขอโทษ แต่อั๊วก็ฝากขนมให้คนในวงเอามาให้อยู่น้า”


อ้อนครับอ้อน ณ จุดๆ นี้ต้องใช้ลูกอ้อนเข้าสู้


อาเจ้สะบัดหน้าใส่ผมแล้วหันไปคุยกับไอ้มั่นแทน


เฮ้ย นี่น้องไง มอสอยู่นี่ไง ยู้ฮู


“มั่น เธอล่ะเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม”


รายนั้นพยักหน้าเบาๆ อย่างนอบน้อม


นั่นพี่กู มึงจะนอบน้อมอะไรนักหนาฮะ


“ครับพี่พลอย พี่ก็สบายดีนะครับ”


อาเจ้พยักหน้าเบาๆ


“ก็ดีกว่าตอนอยู่บ้าน เหงาบ้างแต่ก็ไม่มาก โชคดีที่ได้เพื่อนบ่าวดี ขืนต้องรอน้องชายมาเยี่ยมน่ากลัวจะแกร่วตายคาเรือนไปเสียก่อน”


ไม่ว่าเปล่ายังหันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ผมตอนท้ายประโยคอีก


เจ้าคิดเจ้าแค้นนะเราน่ะ


เมื่อไอ้มั่นเห็นท่าไม่ดีจึงเริ่มจะเปลี่ยนเรื่องพูด


“พี่พลอย พี่รู้จักคุณคนเมื่อครู่ไหม สวยเชียว ลูกหลานใครรึพี่”


นั่น แทนที่มันจะหาเรื่องดีๆ มาพูด ดันเลือกเรื่องที่ได้ผลประโยชน์เข้าตัวซะอย่างนั้น


แต่ไม่ขัดครับ เพราะผมก็อยากรู้


อาเจ้ทำหน้าเหมือนครุ่นคิดแล้วก็ร้อง ‘อ๋อ’ ออกมายาวๆ


“คนเมื่อครู่ที่สวยๆ ใช่ไหม”


พวกผมพยักหน้าหงึกหงัก


“เธอชื่อคุณชื่น ลูกของคุณพระมิ่ง เห็นว่าคุณพระท่านเป็นข้าราชการอยู่นอกพระนคร ไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตาหรอก แต่เขาลือกันว่าคุณหญิงท่านถูกใจคุณชื่นเธอนัก อยากจะได้มาดองเข้าบ้านจะแย่ ติดอยู่ที่คุณเปรมเธอไม่หือไม่อืออะไรเลย ไม่รู้ว่าจะได้ดองกันตอนไหน”


ใจของผมกระตุกวาบ


ผมลืมความจริงข้อนี้ไปได้ยังไงกันนะ


...ผมลืมไปได้ยังไงว่าสักวันหนึ่งคุณเปรมจะต้องแต่งงาน...


เขาจะแต่งงานแน่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทีนออกมานั่งหัวโด่อยู่ในห้องพักกับผม


แต่ผมยังมีความหวัง...


“แล้ว...ถ้าคุณเปรมไม่ชอบ ทำไมคุณหญิงท่านไม่ให้ลูกคนอื่นแต่งกับคุณชื่นเสียล่ะ”


อาเจ้หันมามองหน้าผมแล้วถอนหายใจ


“กรเอ๊ย เคยรู้อะไรบางไหม มั่นนี่ก็ไม่บอกมันเสียบ้าง”


เธอหันไปมองหน้าไอ้มั่นก่อนจะกลับมามองผม


“คุณเปรมเธอเป็นลูกคนเดียวของท่านเจ้าคุณอธิป ไม่ดองกับคุณเปรมก็ไม่มีใครให้ดองด้วยแล้ว”


เพียงเท่านั้นความหวังทั้งหมดของผมก็พังครืน


ชัดแน่แล้วว่าทีนไม่ใช่ลูกหลานของน้องหรือพี่คุณเปรม เขาคือลูกหลานของคุณเปรม


คุณเปรมจะแต่งงาน...


คุณเปรมจะมีลูก...


แล้วผมล่ะ ผมอยู่ตรงส่วนไหนของชีวิตคุณเปรมกันนะ


...นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเลยจริงๆ...










...ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวยังไงดีเมื่อมีคนส่งเพลงยาวมาให้...


เมื่อตอนบ่าย ตาอ่ำที่แก่และดูมีอำนาจอย่างที่ชายคนนั้นบอกก็เดินมาหาพวกเรา เขายื่นเงินให้พวกเราคนละห้าบาทก่อนจะยื่นซองจดหมายให้ผมซองหนึ่งแล้วบอกว่า ‘คุณเปรมฝากไปให้คุณหมอที่ผมทำงานอยู่ด้วย’ ผมรับมันมาแล้วพลิกอ่านหน้าซอง


‘แด่ กร’


เพียงเท่านี้ผมก็รับรู้ว่าตาอ่ำอ่านหนังสือไม่ออกและพอจะเดาได้ว่าของที่อยู่ในซองต้องเป็นอะไรสักอย่างที่สุ่มเสี่ยงให้คนรู้ไม่ได้


ผมจึงยิ้มแล้วก็พับเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้ออย่างไรพิรุธ


ผมทำตัวตามปกติ กลับบ้าน อาบน้ำ กินข้าว เข้านอน ผมรอจนทุกคนเข้านอนจึงลุกขึ้นมาทำกิจวัตรที่ ‘ไม่ปกติ’


แสงเทียนสลัวทำให้การอ่านหนังสือยากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นทำให้ความพยายามและความอดทนของผมเพิ่มขึ้นเช่นกัน


ซองจดหมายถูกแกะอย่างระมัดระวัง ผมเอาซองเก็บไว้ในลิ้นชักแล้วเพ่งสายตาอ่านข้อความยาวเหยียดที่ถูกเขียนเอาไว้




แด่ นกน้อยของพี่

พี่รู้ดีว่าน้องอ่านเขียนออก มิเช่นนั้นคงไม่ได้ไปทำงานให้ปีเตอร์แน่ คนๆ นั้นช่างเลือกและมากความ หากไม่เก่งจริงก็คงทำงานกับเขาไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองพี่จึงเขียนข้อความนี้มาหาน้อง หวังน้องจะได้ระลึกถึงพี่บ้าง




กลอนเพลงยาวร้อยหัวใจอันสุขี

ด้วยคะนึงถึงยอดมารตี

ขอน้องนี้รับรักด้วยเมตตา

 

เสียงเจ้าหวานปานนกการเวก

ความปัจเจกเอกลักษณ์คือหรรษา

หวังนอนฟังหากเจ้ากรุณา

เพียงพบหน้าพาใจได้ภิรมย์

 

เจ้าเป็นจีนงามหมวยสวยบาดจิต

หากน้องฝากชีวิตคงสุขสม

ต่างเชื้อชาติใช่ต่างรักต่างนิยม

พี่สัญญาจักชื่นชมเจ้านิรันดร์

 

หากเจ้าเป็นมาลีพี่เป็นผึ้ง

ใช่ทะลึ่งมีแต่รักมากมหันต์

หากเจ้าเป็นโลกนี้พี่เป็นจันทร์

อยู่คู่กันตลอดไปด้วยรักเอย

                                                                                                                                                                               
จาก เปรม





[ผู้ประพันธ์ -PEN-]





ผมนั่งอ่านเพลงยาวในจดหมายซ้ำไปซ้ำมา ข้อความพวกนั้นหวานปานน้ำผึ้ง แว่วหวานชวนให้รัก


...แต่น้ำผึ้งก็เหมือนน้ำตาล กินมากไปก็จะเป็นเบาหวานตาย...


ลิ้นชักถูกเปิดออกอีกครั้งแล้วจดหมายที่ถูกพับใส่ซองก็ถูกโยนเก็บลงไป


ผมไม่คิดจะต่อเพลงกับเขาแค่นี้ผมก็หวั่นไหวกับเขามากพอแล้ว ถ้ามากไปกว่านี้...


...ถ้าเขาแต่งงานกับใครสักคนไปจริงๆ ผมคงทนไม่ได้...


เรื่องของเรามันควรจบ จบที่ตรงนี้ล่ะดีแล้ว


แย่จัง ทำไมถึงเจ็บขนาดนี้นะ


ในอกมันอึดอัดจนหายใจไม่ออก ปลายจมูกก็ร้อนผ่าวอย่างไม่มีสาเหตุ


ไม่น่าเลยมอส...


...ไม่น่ารักเขาเข้าเลย...


น้ำตาหยดที่หนึ่งไหลลงบนโต๊ะ


น้ำตาหยดที่สองไหลตามมา


น้ำตาหยดที่สามหยดลงบนแขน


...แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาไม่ขาดสาย...





******************************************************************************



คู่แข่งหัวใจของหนูมอสโผล่มาแล้ว แต่ปิงปองขอนั่งยันนอนยันตรงนี้ว่าคุณชื่นไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมาเพื่อเป็นตัวร้ายแน่นอน คุณชื่นก็คือคุณชื่น เป็นเด็กสาวธรรมดา มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนไม่ต่างจากตัวละครอื่น ๆ  ส่วนคุณชื่นจะเข้ามามีบทบาทอะไรยังไงกับหนูมอสของเรา อันนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปเด้อ

:hao7: :hao7:



อนึ่งกลอนเพลงยาวนี้ปิงปองไม่ได้แต่งเอง แต่เป็นการไหว้วานพี่คนหนึ่งให้แต่งให้ค่ะ เครดิตนามปากกาพี่เขาจึงอยู่ตรงท้ายกลอนเนอะ 




******************************************************************************




[เกร็ดความรู้]



เพลงยาว


"กลอนเพลงยาวเป็นกลอนที่บังคับบทขึ้นต้นเพียง ๓ วรรค จัดเป็็นกลอนขึ้นต้นไม่เต็มบท  ขึ้นต้นด้วยวรรครับในบทแรก ส่วนบทต่อๆไป คงมี ๔  วรรคตลอด  สัมผัสเป็นแบบกลอนสุภาพ ไม่จำกัดความยาวในการแต่ง แต่นิยมจบด้วยบาทคู่ และต้องลงด้วยคำว่าเอย จำนวนคำในวรรคอยู่ระหว่าง ๗-๙ คำ วัตถุประสงคืสำคัญของเพลงยาวคือใช้เป็นจดหมายโต้ตอบ ระหว่างชาย -หญิง เพลงยาวปรากฎขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ เพลงยาวพระราชนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ที่กล่าวกันว่าทรงนิพนธ์ให้แก่เจ้าฟ้าสังวาล โดยเหตุที่วัตถุประสงค์สำคัญของกลอนเพลงยาว คือใช้เป็นจดหมายรักและจบลงด้วยคำว่า"เอย"จึงเป็นที่มาของสำนวน "ลงเอย" "



อ้างอิง: กลอนเพลงยาว



 

สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด สนใจลงโฆษณา คลิกดูรายละเอียด


สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด
สนใจ คลิกดูรายละเอียด สนใจ คลิกดูรายละเอียด